หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Super Robot Wars The Star Chronicle -Side Story-  (อ่าน 10766 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
SrwKung
Nadesico Crew
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2306


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: สิงหาคม 01, 2009, 02:19:45 AM »

กระทู้นี้ใช้สำหรับลงเนื้อหาของไซดสตอรี่ของตัวละครต่างๆครับ เช่นพวกประวัติ ความหลังอะไรที่ไม่มีส่วนเกี่ยวกับเรื่องหลัก หรือเกี่ยวแต่มีน้อย หรืออาจจะเป็นตอนฮาๆที่อยู่ในฟิกชั่นก็ได้เป็นต้นครับ

สารบัญ

หน้าที่1
SIDE STORY OF  THE BLUE EAGLE  ARK-STRIKER (Ep1)
SIDE STORY OF DI.S.E. PROJECT TEAM (Ep1-Ep4)
SIDE STORY OF AOKYOSEI (Ep1)
SIDE STORY OF Yachaoh BEFORE STORY (Ep1)
SIDE STORY OF Panzer Warfare The Lord of Destruction (Ep1)
SIDE STORY OF Ixion -The Birth of The Lighting-
อสูรราตรี
อสูรสีน้ำเงินการคำรามของสัตว์ร้ายผู้บ้าคลั่ง
พ่อเสือกับลูกแมว

หน้าที่2
พ่อเสือกับลูกแมว(ต่อ)
SIDE STORY OF DI.S.E. PROJECT TEAM (Ep5)
SIDE STORY OF  THE BLUE EAGLE  ARK-STRIKER (Ep2)
Super Robot War TSC  Episode 7  :  Warrior Of Phantasm 0.5  - The Shadow of Crowe
Dalliata of Sacre Blaze - Side Story -
ไซท์เสตอรรี่เอล ช่วงเนื้อเรื่องบทที่7สายโลกหลังจากการประชุมแผนการซ้อมแซม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 18, 2010, 12:11:19 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

Hoiji
The Star Combatant
Talent Pilot
******
กระทู้: 140


jacknasak@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2009, 04:11:25 PM »

SIDE STORY OF  THE BLUE EAGLE  ARK-STRIKER

Episode 1 - นี่มันอะไรก๊านนนนน~~~~~ !?!?!?



----------------------------------------------------
เมื่อ 1 ปีก่อน...
----------------------------------------------------



" อะ....อือ.... "  แสงไฟส่องสว่างทำให้เขาเอามือบังเพราะแสบตา  เขาค่อย ๆ ลืมตาอย่างช้า ๆ  ภาพแรกที่เขาเห็นคือหลอดไฟบนเพดานสีขาวแห่งหนึ่ง

"( ปะ...ปวดตาจัง... )"  เขาหรี่ตาพลางมองบรรยากาศรอบ ๆ ตัว  ภาพจากสายตาของเขาที่ดูลาง ๆ   ค่อยแจ่มชัดขึ้น ... เขาอยู่บนเตียงภายในห้องแห่งหนึ่ง

"( ที่นี่มันห้องพักผู้ป่วยเหรอ... )"  คาโอรุสังเกตเห็นว่ามือซ้ายของเขาถูกเจาะให้น้ำเกลืออยู่  เข็มขนาดใหญ่ที่เจาะมือของเขาอยู่นั้นทำเอาคนกลัวเข็มอย่างเขาใจแป้วไปไม่น้อย

"( จำได้ว่าเราโดนรถชนนี่นา....ท่าทางคงจะมีคนพามาโรงพยาบาลทันสินะ )" เด็กหนุ่มแอบดีใจและนึกขอบคุณพระเจ้าที่อย่างน้อยตัวเองก็ยังไม่ตาย เพราะตอนแรกนึกว่าตอน
ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีคงเป็นสวรรค์ซะแล้ว...

"( จะว่าไป.... )" เขาเอะใจเล็กน้อยที่เห็นแขนตัวเองผอมแห้ง เรียวเล็กอย่างกับแขนผู้หญิงอย่างไรอย่างนั้น  จริงอยู่ว่าเค้าเป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกายมากนัก แต่ก็ไม่คิดว่า
แขนตัวเองจะเล็ก แถมผิวขาวนวลนี่มันอะไร ?  จะว่าขาวซีดเพราะเสียเลือดไปมากก็ดูไม่น่าจะใช่...

" เอาเถอะ....แค่รอดชีวิตมาได้ก็บุญโขแล้ว... " คาโอรุพยายามคิดในแง่ดี  แต่เอ๊ะ...เมื่อกี้เสียงเขาเหรอ ?  ทำไมมันเสียงแหลมเล็กนักล่ะ ? เขาก็ไม่ได้เจ็บคอซักหน่อยนี่นา

................................................................
.........................................
.....................
........
...
.

แอ๊ดดดดด

เสียงเปิดประตูดังขึ้นมา  จู่ ๆ ก็มีคุณหมอท่าทางลงพุงคนหนึ่งพร้อมกับนางพยาบาลอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง  แต่ทันทีที่พวกเขาสังเกตุเห็นผู้ที่อยู่บนเตียง ทั้งหมอและพยาบาล
ต่างก็มีสีหน้าตกตะลึง ราวกับเห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ...

" คะ....คุณหมอคะ !!?!?  คุ....คุณหนูอุชิโอะ.. ฟะ..ฟะ...ฟื้นขึ้นมาแล้วค่ะ ! " นางพยาบาลตกใจถึงกับพูดตะกุกตะกัก

" นะ..นั่นสินะ  แทบไม่น่าเชื่อเลย... ระ...รีบติดต่อคุณท่านมิซึรุกิและคุณนายมิซึรุกิเร็วเข้า ! "

" ทะ...ทราบแล้วค่ะ ! " แล้วนางพยาบาลผู้นั้นก็วิ่งออกจากห้องไปอย่างเร่งรีบทันที

" ปะ....เป็นยังไงบ้างครับ ? คุณหนูอุชิโอะ... " คุณหมอคนนั้นรีบเข้ามาดูอาการอย่างรีบร้อน

" อุชิโอะ ?  หมายถึงผมเหรอครับ ? " คาโอรุพูดแบบรู้สึกแปลก ๆ  เสียงของเขาแหลมเล็กขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

" ใช่น่ะสิครับ "

" เอ่อ....ผมว่าคุณหมอคงเข้าใจอะไรผิดแล้วล่ะครับ ! ผมน่ะ.... " ชายหนุ่มชะงักเมื่อตอนที่มาทาบที่หน้าอกของตัวเอง...  เอ๊ะ...ก้อนอะไรนุ่ม ๆ ล่ะเนี่ย ?

" กะ...กะ....กะ.... " คาโอรุหน้าซีดเผือด...เมื่อหน้าอกของเขาตอนนี้เรียกได้ว่ามีสัญลักษณ์ที่เพศหญิงมีแทบทุกคน

" กรี๊ดดดดด !?!?!?!  เอ๊ย !   ว๊ากกกกกกก !?!?!?!? "  ชายหนุ่มตกใจจนแทบสิ้นสติ ทำไมผู้ชายอย่างเขามีหน้าอกแบบผู้หญิงได้เนี่ย  แถมยังใหญ่อีกต่างหาก

" นะ....นี่หมอผ่าตัดแปลงเพศผมเหรอ !?!??! "  อาจจะฟังดูแปลก ๆ แต่นี่เป็นข้อเดียวที่เขาคิดได้ตอนนี้  เขาดึงเสื้อหมอคนนั้นอย่างร้อนรน

" ผะ...ผ่าตัดแปลงเพศอะไรกันครับคุณหนูอุชิโอะ !?!?!!?   ใครจะไปกล้าทำอะไรกับลูกสาวเพียงคนเดียวของตระกูลมิซึรุกิกันล่ะครับ ! " ดูท่าตอนนี้หมอคนนี้ก็คงแปลกใจ
เหมือนกันที่จู่ ๆ คนตรงหน้ากลับใช้คำแทนตัวเองว่าผม...

" ละ...ลูกสาว !?!??! "  คาโอรุยิ่ง งงหนักเข้าไปอีก แต่ทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น  " กะ...กระจก มีกระจกไหม !?!? "

" มะ...มีครับ  อยู่ในห้องน้ำ... "  หมอชี้ไปห้องน้ำที่อยู่ข้าง ๆ ประตูห้อง  คาโอรุ...ลุกขึ้นจากเตียงอย่างทุลักทุเล พร้อมกับลากสายน้ำเกลือไปด้วย เขาเดินไปห้องน้ำอย่าง
ยากลำบาก

" กระจก...กระจก...กระจก... "  เมื่อคาโอรุเดินเข้าไปถึงห้องน้ำพร้อมกับส่องกระจกเพื่อมองหน้าตัวเองปุ๊ป.......



ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!


เสียงกรีดร้องของคาโอรุดังไปทั่วโรงพยาบาล เมื่อภาพที่สะท้อนในกระจกนั้น ไม่ใช่ผู้ชายผมสั้นดำเหมือนอย่างเคย  แต่กลับเป็นเด็กสาวผู้มีนัยน์ตาสีเทา
และเรือนผมสีเงินที่สยายเป็นลอนงดงาม  ใบหน้าสีขาวนวล  ดวงตาที่ดูคม  ซึ่งเรียกได้ว่านี่เป็นใบหน้าของเด็กสาวน่ารักชนิดที่ว่าแทบทำให้ผู้ชายที่พบเธอหัวใจคงแทบหยุดเต้น
แต่ตอนนี้คาโอรุกลับหัวใจแทบจะหยุดเต้นเพราะประเด็นอื่นมากกว่า  ทำไม..เกิดอะไรขึ้น..หน้าเค้าหายไปไหน  แล้วผู้หญิงที่สะท้อนในกระจกนี้คือตัวของเขาเหรอ ???

" คะ....คุณหนูอุชิโอะ  เป็นอะไรรึเปล่าครับ ?  คุณหนูเป็นเจ้าหญิงนิทราไปหลายปี  ร่างกายยังไม่แข็งแรง น่าจะพักผ่อนก่อนนะครับ... "

" นะ...นี่ผม...  มันเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่  แล้ว....แล้ว...เธอคนนี้เป็นใครกัน !?!?! " คาโอรุเริ่มสติแตกพลางชี้ใบหน้าหญิงสาของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกให้หมอดู

" คุณหนูอุชิโอะจำหน้าตัวเองไม่ได้เหรอครับ !?!?!  ระ....หรือว่าความจำเสื่อม !?!?! "  หมอสรุปผลเองเสร็จสรรพ  ใจจริงคาโอรุอยากจะบอกว่าเค้ามีความทรงจำดีครบถ้วน
แต่สติสัมปัญชัญญะตอนนี้แทบจะดับวูบอยู่แล้วเพราะเจอเรื่องไม่น่าเชื่อติดต่อกันหลายอย่าง  แล้วชีวิตของคาโอรุจะเป็นยังไงต่อไปล่ะเนี่ย !?!?!??!

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 24, 2009, 12:38:41 PM โดย Hoiji » บันทึกการเข้า



Armor  Troopers   Ark-Strikers
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 530


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2009, 04:16:29 PM »

SIDE STORY OF DI.S.E. PROJECT TEAM

EP-01 วันที่ทุกอย่างเริ่มต้น

ความทรงจำของมนุษย์เราแปลกดีจริงๆ เรื่องที่ดีๆเรามักเก็บไว้เป็นความทรงจำที่สั้นๆและบางทีเราก็ลืมมันได้ง่าย แต่เรื่องไม่ดีนี่สิ เรากลับจำมันไว้เป็นเวลายาวนาน และไม่อยากจะลบมันไปจากใจ เพื่อเตื่อนใจของเราตลอดไป

ปี๊บๆๆ!!!
“ท่านผู้โดยสาร โปรดทราบ ขณะนี้ชัทเติ้ลของเรากำลังลงจอดที่สถานีอวกาศL6 อาจมีแรงกระแทกเล็กน้อย ขอให้ท่านผู้โดยสารกรุณา นั่งประจำที่และรัดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อยด้วยค่ะ”เสียงของโอเปเรเตอร์สาวของชัทเทิ้ลกล่าวประกาศอย่างนิ่มนวล ซึ่งผู้โดยสารแต่ละคนก็ทำตามคำประกาศนั้นกันอย่างรวดเร็ว

โคโลนี่L6ที่นี้เป็นโคโลนี่ที่อยู่บริเวณใกล้โลกมากที่สุด และมันยังเป็นโคโลนี่ที่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุดเพราะเป็นที่มีฐานของกองกำลังหลักที่7ของเฟทเกท ตั้งอยู่...ใช่แล้วที่นี่ที่ดูสวยงามในภายนอกแต่ภายในนั้นกลับเป็นทั้งสถาบันวิจัยและสถานที่พัฒนาอาวุธสงครามต่างๆ...

หลังจากชัทเทิ้ลลงจอดแล้ว ผู้โดยสารทุกคนก็ลงจากชัทเทิ้ล ชายหนุ่มผมสีดำอายุ17ปีในชุดนักศึกษาคนหนึ่งพร้อมกับเป้สีฟ้าก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน

“เฮ้อ! ไม่ได้กลับมาที่นี่ซะตั้งนาน..ไม่เปลี่ยนไปเลยแฮะ”ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง “เอาล่ะจะไปที่ไหนก่อนดี.....กลับบ้านก่อนท่าจะดีกว่า” เมื่อตัดสินใจได้เขาก็ตรงกลับบ้านก่อนเลย

“แท็กซี่ ไปถนน เอสเทรียบ้านเลขที่XX/45” แท็กซี่มองหน้าเด็กหนุ่มแปลกๆ แต่ก็ขับไปตามที่ต้องการ

เด็กหนุ่มนั่งคิดถึงบรรยากาศในบ้านของเขายามเมื่อสมัยเด็กๆ “ไกด์มาทานข้าวได้แล้วจ๊ะ”ครับคุณแม่ไกด์(อายุ8ปี)ตอบรับก่อนรีบวิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว  “อย่าลืมเรียกน้องกับคุณพ่อด้วยนะลูก”คร้าบเสียงตอบรับอย่างมีความสุขของเด็กชายตัวน้อย

“นี่พี่ดูสิๆผมต่อโมเดลที่พี่ให้มาได้แล้วนะ เห็นมั้ย? สวยใช่มั้ยล่ะครับ”เสียงเด็กชายตัวเล็กกว่าเล่าให้พี่ชายฟัง

“เก่งนี่เจ้ากู๊ด(อายุ7ปี) คราวหน้าพี่จะให้อันที่ยากกว่านี้นะ” ไกด์ตอบรับน้องชายเขาอย่างมีความสุข

“นี่ไกด์พ่อมีอะไรอยากจะให้ลูกดูนะ”ศจ.อารันด์ผู้เป็นพ่อของเด็กทั้งสองกล่าวกับไกด์ลูกชายคนโตที่ไปง่วนเล่นกับน้องระหว่างทานข้าว “โห!สวยจังเลยครับคุณพ่อ แล้วไอแสงขาวๆที่ไหลอยู่นี่คืออะไรกันครับ อ๋อ งานวิจัยของคุณพ่อใช่มั้ยครับ งั้นต้องเป็นความลับอีกแน่เลย”

“คุณคะ อย่าเอางานวิจัยมาให้ลูกเล่นสิคะ มันอันตรายนะคะ” เสียงคุณแม่ดุคุณพ่อแต่ก็เหมือนเป็นการกล่าวตักเตือนแบบธรรมดามากกว่า

“ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ คุณ มันไม่ได้อันตรายขนาดนั้นซะหน่อย อีกอย่างลูกก็พอจะรู้แล้วด้วย” คุณพ่อกล่าวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม... ซึ่งหลังจากนั้นทุกคนก็หัวเราะกันอย่างมีความสุข

ใช่แล้ว!!! มันช่างดูเป็นมื้ออาหารของครอบครัวที่มีความสุขและความอบอุ่นเหลือเกิน เต็มไปด้วยรอยยิ้มของทุกคนในครอบครัว....แต่ทว่า...

“เฮ้อ!เรานี่คิดอะไรนะ เรื่องแบบนั้นในตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน คุณพ่อก็มุ่งแต่ทำการวิจัยพลังงานนั่น และในที่สุดก็ถึงวันนั้นวันที่เกิดอุบัติเหตุนั่น แล้วก็คุณแม่ก็หายไป.....

“นี่ คุณถึงแล้วครับ”เสียงคนขับแท็กซี่เรียก

“อ๊ะ..ครับ นี่ครับเงิน ขอบคุณครับ” จากนั้นไกด์ก็ลงจากแท็กซี่ พร้อมกับตกตะลึงกับสภาพบ้านของเขาที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้... ที่เขาเห็นอยู่ข้างหน้ามันเป็นบ้านของเขาจริงๆรึนี่ เมื่อก่อนมันเป็นบ้านหลังใหญ่ที่อบอุ่นแต่ตอนนี้มัน..

“นี่มันอะไรกันเนี่ย ทำไมบ้านเรามีสภาพแบบนี้เนี่ย!!!” ไกด์ตกใจเป็นอย่างยิ่งกับสภาพบ้านที่เขาเห็น พร้อมกับวิ่งตรงเข้าไปในซากบ้านของเขา
สภาพของบ้านถึงจะยับเยินแต่ก็ยังคงสภาพความเป็นบ้านอยู่ ภายในบ้านถูกรื้อค้นจนเละเทะ ราวกับว่าควานหาอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะห้องไหนก็ตาม ไกด์มองภาพบ้านด้วยความเจ็บปวดและความโกรธที่สภาพบ้านเป็นแบบนี้ บ้านสถานที่แห่งความทรงจำที่ดีของเขาที่ถูกทำลายจนเละเทะ หมดสิ้น….....

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น! ใครเป็นคนทำกัน?” ไกด์ตะโกนออกมา

“พวกทหารของกองทัพเฟทเกทไงล่ะพี่ เขาต้องการของบางอย่างจากการวิจัยของคุณพ่อ คุณแม่น่ะแหละ มีเสียงดังมาจากมุมมืดมุมหนึ่งของบ้าน และเป็นเสียงของเด็กหนุ่มผู้ชายคนหนึ่ง..

“ใครน่ะ”ไกด์ตะโกนตอบไป

“ไงครับ พี่ชาย ไม่ได้เจอกันตั้งนาน สบายดีมั้ยครับ” เจ้าของเสียงกล่าวตอบ พร้อมทั้งปรากฏตัวออกมาจากความมืดนั้น พร้อมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาอายุ17ปีในเครื่องแบบทหารหน่วยพิเศษ ชุดสีดำ ดูจากระดับยศที่ติดอยู่บนปกเสื้อแล้วต้องไม่ต่ำกว่านายร้อยเป็นแน่ แถมด้วยสัญลักษณ์ทีติดอยู่บนอกข้างซ้ายก็แสดงให้รู้ว่า เขาคนนี้อยู่เหนือกว่าระดับผู้บัญชาซะด้วย นั่นคือเครื่องหมายของกองพันอิสระพิเศษ

“น...นี่ กู๊ด นายก็อยู่ที่นี่..แล้วมันอะไรกันที่เกิดเรื่องแบบนี้ ”ไกด์ตกใจเล็กน้อย แต่ก็ดีใจที่ได้พบน้องชาย แต่เขาก็ถามคำถามต่อทันที

“ก็อย่างที่ผมว่าไปนั่นแหละครับ แต่รายละเอียดเราไปนั่งคุยกันตรงนั้นดีกว่า” กู๊ดตอบคำถามพร้อมชวนไปนั่งคุยกัน

“ไหน นายลองเล่ารายละเอียดให้พี่ฟังหน่อยสิ แล้วคุณพ่อล่ะ ท่านหายไปไหน” ไกด์ถามอย่างร้อนใจ

“หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุนั้น ทางกองทัพเฟทเกทเอง ก็ยังให้การสนับสนุนด้านเงินทุนอยู่แต่คุณพ่อไม่มีกะใจจะดำเนินงานต่อ แต่หลังจากนั่นจู่ๆวันหนึ่งท่านก็ดำเนินงานวิจัยต่อจนประสบความสำเร็จ โดยที่ไม่ได้ใช้เงินจากทางกองทัพเลย คุณพ่อท่านใช้ทุนของตัวเองน่ะครับ และในที่สุดก็สร้างหุ่นรบพลังงานนั่นได้สำเร็จ และออกประกาศตัวสู่สาธารณชน ในนาม DIMENSION GUARDIAN ผมว่าอันนี้พี่น่าจะรู้นะ” กู๊ดถามกลับ

“อืม พี่รู้ รู้สึกจะเมื่อราวปีก่อนใช่ไหมที่มันสร้างเสร็จน่ะ”ไกด์ตอบรับไป

“หลังจากนั้นคนของทางกองทัพเฟทเกทก็เข้ามาอ้างขอมีกรรมสิทธิ์ ในหุ่นรบคู่นั้น แต่คุณพ่อและลุงเอริคไม่ยินยอม ผมในตอนนั้นก็อยู่ในกองทัพด้วยก็รู้สึกว่า คนในกองทัพเฟทเกทแหละที่ผิด หลังจากนั้นไม่นานทางกองทัพเฟทเกทก็เลยใช้อำนาจแย่งชิงหุ่นคู่นั้นและ ทำให้คุณพ่อและลุงเอริคกลายเป็นนักโทษทางการทหาร ในตอนนั้นคุณพ่อและลุงเอริคก็หายตัวไป..นี่ล่ะครับ”

“เดี๋ยวนะ....งั้นที่บ้านเป็นแบบนี้นายจะบอกว่า....."

ตูม!!!!!!!

เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างรุนแรง และพื้นและตัวบ้านสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

“รีบออกไปจากที่นี่กันเถอะพี่ ตามผมมาครับ” กู๊ดเรียกให้ไกด์หนีออกไปพร้อมกัน

“อื้อ!” ไกด์ตอบรับ
ภายนอกของบ้านนั้นเต็มไปด้วย หุ่นรบรุ่นผลิตจำนวนมากของกองทัพเฟทเกท"ราลเซเบอร์"ของทางกองทัพเต็มไปหมด พร้อมกับเสียงประกาศว่า
"ยอมมอบตัวและของที่ขโมยไปจากกองทัพคืนโดยดีแล้วเราจะไม่ใช้กำลังอาวุธเข้าจัดการ " จากหัวหน้าหน่วยของกองทัพนั้นซึ่งก็คือพันตรีชูเบล

“พูดบ้าอะไร ก็ใช้กำลังอาวุธอยู่เห็นๆ ฮึ่ม!”ไกด์บ่น ขณะวิ่งหนีไปทางกับกู๊ด ในส่วนชั้นล่างสุดของบ้าน

“พี่เข้าไปหลบในนี้ก่อนนะครับ”กู๊ดบอกพี่ชาย

“เดี๋ยว! แล้วนายจะไปไหนน่ะ” กึง !ประตูลงและพื้นก็เริ่มเลื่อนลงไป

“นี่มันลิฟต์ บ้านเรามีของแบบนี้เมื่อไหร่เนี่ยยยยยย” เสียงไกด์อุทานออกมา

ทางด้านนอกบ้าน....กู๊ดปรากฎตัวขึ้นต่อหน้ากองทัพราลเซเบอร์ทั้ง48เครื่อง

“เฮอะ! ขนกันมาแค่6กองเองเหรอนี่”กู๊ดพึมพำกับตัวเอง

“จงยอมแพ้ และคืนสิ่งนั้นให้กับกองทัพแต่โดยดี เราจะประกาศเตือนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ร้อยเอกกัลฟาลูท” ในขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจคำเตือนนั้นเลย
กู๊ดมองดูนาฬิกาแล้วก็พูดขึ้นว่า “ไม่ต้องเตือนผมหรอกครับ พันตรีชูเบล เพราะว่าเวลาของพวกคุณก็หมดแล้วล่ะครับ"

"ว่าไงนะ แกมันโอหัง สถานการณ์แบบนี้แกยังจะบอกว่า พวกชั้นจะ...."ยังไม่ทันที่ชูเบลจะพูดจบ ก็มีปืนลำแสงถูกยิงลงมาจากฟากฟ้า

เปรี้ยง.!!!!...ตูม!!!!!  

เสียงปืนขนาดใหญ่ ดังขึ้น1นัด ราลเซเบอร์ ของกองทัพพินาศไปถึง10เครื่อง

“มาตรงเวลาเหมือนเคยนะ......เอน่า” หุ่นตัวที่ยิงกางปีกเหมือนนางฟ้าอยู่บนอากาศ

“ค่ะ”เสียงเด็กสาวผมสีเขียวอ่อน หน้าตาน่ารัก ตอบรับแบบเรียบง่ายจากค็อกพิทของหุ่นสีขาวคลิปสีเขียว หน้าตาของเธอดูเย็นชาราวกับน้ำแข็งเลยทีเดียว

“คงต้องเก็บกวาดขยะแถวนี้ซักหน่อย เอาล่ะเธอช่วยบินสำรวจรอบๆให้หน่อยนะ เดี๋ยวที่เหลือชั้นจัดการเอง คงจะนานหน่อย เพราะอยากเล่นจะฆ่าเวลาซะหน่อยน่ะ”กู๊ดพูด
หลังพูดจบ ก็ปรากฏเงาหุ่นสีดำขนาดใหญ่ขึ้นที่ด้านหลังของเขา หุ่นรบเครื่องนี้ปล่อยออร่าที่น่าสะพรึงกลัวออกมาด้วย.... ทำเอาชูเบลที่เคยคิดว่าไม่แพ้ตั้งแต่แรกถึงกับเหงื่อตกเลยทีเดียว

"ปิ๊บๆๆ!! ยืนยันนักบินกัลฟาลูท ฟอนการ์ด เรียบร้อย "ผมจะแสดงให้คุณดูเองครับ พันตรี ว่าทำไมผมถึงได้เป็นร้อยเอกด้วยอายุเพียงแค่นี้ ทำไมผมถึงได้เป็นหัวหน้ากองพันอิสระที่เหนือกว่าคุณ และสุดท้ายทำไมทางกองทัพถึงให้สมญาผมว่า"คมเขี้ยวสีดำ" ชูวาสเซอร์ เริ่มการสังหารได้"สิ้นคำสั่ง ชูวาซเซอร์บาราท รีอัส ก็พุ่งเข้าหาราลเซเบอร์ที่เหลือทันที

ตูมๆๆๆๆ!!!!!!!!!!! ใช่แล้ว ราลเซเบอร์ที่ถูกมันบินผ่านถูกทำลายจนหมดสิ้น ในพริบตา....

ทางด้านไกด์ที่ออกมาจากลิฟต์เดินทางได้....ใต้บ้านของเขานี่กลับเป็นโรงงานวิจัยหุ่นยนต์ ที่มีรูปแบบงานวิจัยทั้งตัวต้นแบบ ตัวผลิตจำนวนมากอยู่เรียงรายตามทางที่เขาเดินไป และที่สำคัญตัวโรงานไม่มีส่วนเสียหายเลยแม้แต่น้อย ผิดกับตัวบ้านด้านบน แสดงว่าพวกกองทัพเฟทเกทยังไม่พบที่นี่แน่ๆ

"ลงมาลึกเหมือนกันนะนี่ ในบ้านเรามีโรงงานวิจัยหุ่นยนต์แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ แล้วนี่ทางมันจะทอดยาวไปถึงไหนกัน"ไกด์พูดขึ้นระหว่างที่เขาเดินไปตามทางนี้ ....จนสุดทางเขาก็พบว่ามันเป็นทางตันกับประตูบานใหญ่บานหนึ่ง...ที่มีฝุ่นเกาะเต็มไปหมด

"ประตูใหญ่ขนาดนี้จะเปิดได้ยังไง"ไกด์บ่นกับตัวเองแล้วเขาก็มองไปรบๆเพื่อหาสวิตซ์ ในที่สุดเขาก็สังเกตเห็นตัวสวิตซ์ที่จะใช้เปิดประตู

ไกด์เดินไปถึงสวิตซ์ ซึ่งมันเป็นระบบสแกนร่างกายก่อนเปิดประตูนั่นเอง ระหว่างที่ไกด์เอามือเข้าไปทาบบนตัวสแกนเนอร์ ก็มีเสียงดังขึ้น...

"สแกนข้อมูลเรียบร้อย ขอคำสั่งต่อไปด้วยค่ะ เป็นเสียงของสาวน้อยดังขึ้น...แล้วก็มีเสียงของผู้ชายดังขึ้นต่อไปว่า"ตัดสินใจที่จะเปิดประตูนี้จริงๆรึ หากเปิดประตูบานนี้จะถอยหลังไปอีกไม่ได้แล้วนะ" "หากเปิดออกเจ้าอาจกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเจ้าเอง" "หากเปิดประตูบานนี้ออกทุกอย่างก็จะเริ่มต้น" "หากเปิดออกเจ้าจะต้องเป็นคนเลือกว่าจะเป็นผู้ปกป้องหรือผู้ทำลาย...." และแน่นอนว่าไกด์ไม่เข้าใจเลยกับคำพูดที่พูดขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่ที่แปลกคือสำหรับไกด์แล้วเขาไม่รู้สึกตกใจหรือกลัวเพราะเขารู้สึกว่าเสียงของผู้ชายคนนี้เขารู้จักดี เป็นเสียงที่เขาเคยได้ยินมาก่อนแน่ๆ.. และคำตอบของเขาก็คือ....

"เปิดประตู"ไกด์พูดอย่างสั้นๆ สิ้นเสียงนั้นประตูก็ถูกเปิดออก ภายในนั้น มีหุ่นยนต์สีขาวมีลวดลายสีแดงยืนสงบนิ่งอยู่ด้านใน....มันยืนอย่างเข้มแข็ง และจากมุมที่เขายืนอยู่เหมือนกับว่ามันเองก็จ้องมาเพื่อเลือกเขาไปเป็นนักบินของมัน หุ่นสีขาวยิ่งดูเข้มแข็งมากเมื่อมันยืนอยู่ท่ามกลางความมืดและมีแสงส่วงเพียงเล็กน้อยคือส่วนที่มันยืนอยู่เท่านั้น

“เจ้านี่มัน หุ่นรบในตอนนั้นนี่” ฉับพลัน ภาพในอดีตวันนั้นก็ปรากฏขึ้นในความทรงจำของไกด์.....

"ทำไมชั้นต้องมีชะตากรรมร่วมกับเจ้านี่นะ ไม่อยากจะเชื่อเลย....

----------------------------------------EP-01 END-------------------------------------------------------------------------------

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 30, 2010, 01:51:38 AM โดย LINKS » บันทึกการเข้า
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 530


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2009, 04:19:56 PM »

SIDE STORY OF DI.S.E. PROJECT TEAM
EP-02 ออกเดินทาง

จากการที่ได้พบกับหุ่นสีขาวตัวนี้ ทำให้ไกด์นึกถึงอดีตที่เขาไม่อยากจดจำไว้ขึ้นมา

“คุณแม่ครับ คุณแม่ อ๊า!!!!!...........” เจ้านี่ทำให้แม่ของเรา...ไกด์คิดขึ้นทันทีที่เห็นเจ้าหุ่นตัวนี้ ฮึ!!เหมือนโชคชะตาเล่นตลกกับเราเลยนะ ทั้งที่ตัวเราไม่ชอบเรื่องแบบนี้ เรากลับต้องกลายเป็นคนที่ต้องเข้ามาเจอเรื่องที่เราไม่ชอบเสียเอง มันช่วยไม่ได้จริงๆสินะ

ตูมๆๆ!!!!  บรึ้มๆๆ!!!!!!!!!!!!!!!!!! 

เสียงระเบิดที่ดังอย่างต่อเนื่อง ดึงสติไกด์กลับมาทันที "เราจะทำไงดีเนี่ย ยังไงก็ขึ้นไปดูก่อนแล้วกัน" ในที่สุดไกด์ก็ตัดสินใจรีบขึ้นไปบนค็อกพิททันที แต่ทำยังไงมันก็ไม่ยอมทำงาน

บรึ้ม !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ประตูโรงเก็บถูกทำลายลง คงเป็นพราะการโจมตีจากด้านบนทำให้มันพังลงมา

อีกด้านหนึ่งที่ไกลออกไป เด็กสาวผมสีน้ำตาล หน้าตาสะสวยและน่ารัก กำลังง่วนอยู่กับการตั้งระบบในค็อกพิทของตัวเอง

“แย่จังเลยแฮะ เราช้าไปจริงๆด้วยแบบนี้ จะไปทันมั้ยนะ แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องรีบ แต่กว่าจะหาเจอก็ดันใช้เวลามากเกินไปซะด้วย...ยังไงเราก็ต้องหยุด2คนนั่นให้ได้ แถมยังไงก็ต้องไปช่วยเค้าให้ได้ด้วย”

“ระบบ ยืนยัน นักบินเริ่มทำงาน....ยืนยันแล้วคือ ฟิริน่า เวลรากัส  ระบบทั้งหมดเคลียร์ ฟาเรน ชูไวส์ ซิสเต็ม สตาร์ท เดินเครื่องสุดกำลัง ออกตัว!!!

กลับมาที่ทางด้านไกด์

“ที่นี่ยังมีอีกเครื่องนึงครับพันตรี จะให้ทำอย่างไรครับ” เสียงนักบินราลเซเบอร์ที่เห็นหุ่นตัวสีขาวอีกตัวที่ยืนสงบนิ่งอยู่ ด้านในโรงเก็บ
ชูเบลมองไปทางโรงเก็บนั้นทันที ซึ่งเขาก็ไม่อยากเชื่อว่าเจ้าตัวนี้ยังอยู่ เพราะตั้งแต่เกิดความผิดพลาดครั้งนั้น เจ้านี่ก็น่าจะถูกทำลายทิ้งไปแล้ว แต่เขาก็ตัดสินใจว่า อย่างน้อยก็ต้องเอากลับไปให้ได้ซักตัว "ล้อมจับเจ้าตัวสีขาวก่อน หุ่นของเจ้ากัลฟาลูทช่างมันก่อน ตอนนี้กำลังรบเราเหลือเท่าไรที่ยังรอดอยู่"ชูเบลสั่งการร้อมกับถามกำลังรบที่เหลือ

"กำลังรบเราเหลือแค่8เครื่องครับ" ลูกหน่วยตอบ "เหลือแค่นี้รึ กรอด!!ทุ่มกำลังทั้งหมดจับเจ้าตัวสีขาวให้ได้"ชูเบลสั่งการทันทีหลังจากที่ทราบกำลังรบที่เหลือ

สิ้นคำสั่ง ราลเซเบอร์ทั้ง3ตัวที่อยู่ใกล้หุ่นสีขาวจึงพุ่งเข้าไปหาเป้าหมายทันที

แต่ว่าก่อนที่3เครื่องนั้นจะจัดการกับเข้าใกล้ได้ ดาบของชูวาทเซอร์บาราท รีอัส ก็ฟันทำลายราลเซเบอร์ทั้งสามจนแหลกและระเบิดหายไปในพริบตาพร้อมกับยืนขวางไม่ให้ใครเข้าใกล้หุ่นสีขาว ทำเอาชูเบลหน้าเสียเลยทีเดียว

กู๊ดติดต่อไปที่หุ่นสีขาวนั้นทันที“นักบินของหุ่นสีขาวได้ยินแล้วตอบกลับมาด้วย ...อ้าวพี่!ทำไมถึงไปอยู่ในนั้นได้ครับ”

“เอ่อ มันก็หลายๆอย่างน่ะ แต่ตอนนี้เจ้านี่ไม่ทำงานน่ะ” ไกด์ตอบกลับ

"อ้อ! ทราบแล้วครับพี่ งั้นอยู่เฉยๆก่อนนะ ในนั้นน่าจะปลอดภัยนะครับ เดี๋ยวผมขอจัดการเจ้าพวกนี้สักครู่นะครับ
กู๊ดพูดจบก็ควบชูวาทเซอร์ เข้าหา ศัตรูที่เหลืออีก4เครื่องทันที

"กู๊ด อย่าฆ่าได้รึเปล่า พวกนั้นก็มีคนขับนะ" ไกด์ติดต่อมาบอกน้องชาย

"ขอโทษด้วยครับ ผมคงรับปากไม่ได้" กู๊ดตอบแล้วตัดการติดต่อทันที

ตูมๆๆๆๆๆๆๆ!!!! ราลเซเบอร์ถูกชูวาสเซอร์จำกัดไปจนเหลือเพียงเครื่องสุดท้าย ของชูเบลนั่นเอง

"เอาล่ะครับพันตรีชูเบล เหลือแค่คุณคนเดียวแล้ว"กู๊ดพูดขึ้นพร้อมกับเดินเข้าหาชูเบลช้าๆ

"อย่านะร้อยเอก ถ้าคุณฆ่าผมแบบนี้เท่ากับเพิ่มโทษให้ตัวคุณเองนะ แล้วที่นี้คุณจะกลายเป็นกบฎต่อกองทัพ คุณจะไม่มีอนาคตนะร้อยเอก คุณจะไม่เหลือสมบัติอะไรเลยนะ!!!!!!!!!!

"อนาคต? สำหรับผมไอ้ของแบบนั้นผมไม่เคยคิดว่าเป็นอนาคตหรอก!"
อย่า!!!!!!!!!!!!!! อ๊ากซ์!!!!!!!!!!! ตูม!!!!!!!!!!! ดาบไดอาโบรอสถูกแทงลงในค็อกพิท และราลเซเบอร์เครื่องสุดท้ายก็เกิดระเบิดขึ้นพร้อมกับเสียงโหยหวนของชูเบล....

หลังจากนั้นที่ศัตรูถูกทำลายจนหมด กู๊ดก็เข้ามาคุยกับไกด์ โดยที่ไกด์ไม่ได้สังเกตเลยว่า เอน่าได้บินหลบอยู่บนท้องฟ้า

“นี่มันอะไรกัน ทำไม พวกทหารถึงตามล่าหุ่นพวกนี้”ไกด์ถามขึ้นทันที

“มันเป็นเพราะทางกองทัพต้องการใช้หุ่นรบพวกนี้เป็นแปลนต้นแบบในการพัฒนากองทัพต่อไป อย่างน้อยๆก็เพื่อรุกรานที่อื่นล่ะแน่นอน แต่อย่างอื่นมันเป็นความลับทางทหารที่คนใหญ่คนโตเขาปิดบังไม่ ดังนั้นผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน….แล้วพี่จะไปกับผมมั้ยครับ ไปสืบหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้น่ะ…” หลังจากเขาตอบคำถามของพี่ชายเขาก็เชิญชวนให้พี่ชายมาร่วมเดินทางไปด้วยกัน..

"หยุดแค่นั้นแหละ!!!!!!" ลูกศรแสงพุ่งลงมาจากฟ้ามากมาย บีบให้หุ่นของกู๊ดต้องถอยห่างจากไกด์

“มาเร็วจริงๆนะครับพี่ฟิริน่า”กู๊ดพูดขึ้น

ฟาเรน ชูไวส์ดิ่งลงมาราวกับเทพธิดาพร้อมกับคำถามของฟิริน่าต่อกู๊ดทันที

“นายคิดจะทำอะไรกันแน่กู๊ด ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของนายแท้ สภาพแบบนี้ด้วยวิธีฆ่าแบบยิงค็อกพิท นักบินคงไม่รอด ทำไมนายทำแบบนี้”ฟิริน่าถามขึ้น

“ยัไงดีล่ะ....ในเมื่อพี่ไม่มีเห็นด้วยกับวิธีการของผม ผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องบอกพี่นี่ครับ เฮ้อ!!!เอาล่ะจัดการเลย เอน่า” เมื่อสิ้นคำสั่งสีตาของชูวาทเซอร์ที่เคยเป็นสีเขียวก็เปลี่ยนเป็นสีแดงทันที ราวกับเผยธาตุแท้ออกมา

สิ้นคำสั่งปืนแสงอโพลอนก็ถูกยิงลงมาจากฟ้าโดยฟาร์เวนลิทคราฟ ของเอน่า ทำให้ฟาเรนชูไวส์ของฟิริน่า
ต้องรีบหลบ แต่นั่นก็เป็นไปตามคาดของกู๊ด เขาบังคับชูวาทเซอร์บาราท รีอัส  ใช้ดาบไดอาโบรอสพุงเข้าจู่โจมต่อทันที ทำให้การต่อสู้เริ่มทันที ถึงแม้ว่าฟิริน่าจะมีความสามารถในการควบคุมฟาเรนชูไวส์และฝีมือการต่อสู้สูงมาก แต่การถูกรุมจู่โจมแบบนี้โดยนักบินระดับซุปเปอร์เอซทั้ง2คนนี้ ทำให้เธอเสียเปรียบเธอคิดว่านักบินที่คอยสนับสนุนการจู่โจมระยะไกล เก่งจริงๆ ในการยิงแต่ละครั้ง หวังผลให้โดนและทำให้เสียจังหวะและทำให้คู่หูทำการโจมตีระยะประชิดได้ง่าย เก่งขนาดนี้ราวกับน้องสาวของเธอคนนั้นเลยทีเดียว ที่สำคัญฟาเรนนั้นไม่ถนัดในการโจมตีระยะประชิด.......ตอนนี้สำหรับเธอถึงจะทุลักทุเล แต่อย่างน้อยเธอก็มาทันที่จะช่วยเค้าไว้ได้ล่ะนะ

ระหว่างนั้นไกด์ที่กำลัง งงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจที่จะเดินเครื่องหุ่นรบตัวนี้ให้ได้ เพื่อหยุดการต่อสู้ให้ได้ก่อน

ปิ๊บๆๆ!!!!!!!!

“อย่าเดินเครื่อง เจ้านั่นนะ ไกด์คุง!!!!!!! ชั้นไม่อยากให้ไกด์คุงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” เสียงฟิริน่าติดต่อเข้ามาที่หุ่นรบที่ไกด์นั่งอยู่

“ฟิริน่า ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่แถม ยังควบคุมหุ่นนั่นอยู่อีก” ไกด์ที่ได้รับการติดต่อ ตอบกลับทันที

“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ ไกด์คุงลงจากเจ้านั่นแล้วรีบไปจากที่นี่ซะเถอะ เร็วๆเข้า...ว..ว้าย...!!!!!!”
ระหว่างที่คุยกันอยู่นั่นเอง ฟิริน่าก็พลาดถูกไดมอนด์ฟรีชเชอร์ยิง แล้วถูกชูวาทเซอร์บาราทรีอัสของกู๊ด เข้ากระแทกปลิวไปอย่างรุนแรง และระหว่างกำลังจะตั้งตัวก็โดนดาบไดอาโบรอสจ่อไว้ที่ค็อกพิทซะแล้ว

“เอาล่ะนะพี่ฟิริน่า ผมคงต้องกล่าวคำว่าลาก่อนกับพี่แล้วสิครับ ช่วยไม่ได้นะครับ”กู๊ดพูดพร้อมกับเผยรอยยิ้มอันเหี้ยมโหด

“หยุดเดี๋ยวนี้นะกู๊ดนั่นฟิริน่านะ” ไกด์ร้องตะโกนห้าม

“คงจะไม่ได้หรอกครับพี่ ก็พี่ฟิริน่าเข้ามาขัดขวางงานของผม แถมยังโจมตีผมอีก ดังนั้นพี่ฟิริน่าจึงเป็นศัตรูของผมนะครับ” ชูวาทเซอร์บาราท รีอัส  เงื้อดาบจะแทงทันที

"ชั้นบอกให้นายหยุดไงเล่า!!!!!!!!!!"

DSX-XTA-1- SOLNON-XAVIER SYSTEM START !!!! ระบบยืนยันเรียบร้อย!!!! เสียงของสาวน้อยชื่อโซลดังขึ้นทันที"ตอบรับคำสั่งของมาสเตอร์ทันที"

ไพลอทยืนยัน เรไกส์ ฟอนด์การ์ด !!!!

ARC CALIBUR RELEASED FROM LOCK !!!

SYSTEM ALL GREEN!!!

DIMENSION SPHERE ENEGY SYSTEM ON  AND REACH TO 17%

ปีกพลังงานสีรุ้งถูกสยายออกทันที ซู่มมมมมมมมม!!!! มันเปล่งประกายไปทั่วบริเวณ ให้สีที่ดูแล้วช่างสวยงามเหลือเกิน

ฉับพลันโซลน่อนเซเวียร์ของไกด์ที่เดินเครื่องขึ้นมาทันที พุ่งเข้ากระแทกซูวาทเซอร์บาราท รีอัส จนกระเด็นไปไกลทันที
ตึง!!!!!!!!! โครม!!!!!!!!!!! ตูม!!!!!!!!!!

“ขยับจนได้แฮะ"ไกด์พูดขึ้น

"สวัสดีค่ะมาสเตอร์" เสียงของสาวน้อยดังขึ้นมาทันที ไกด์หันไปตามเสียงแล้วก็ต้องตกใจทันที เพราะว่ามีสาวน้อยเป็นร่างของสาวน้อย รูปร่างหน้าตาสะสวย สายตาอ่อนโยนและขี้เล่น อายุราวๆเดียวกับเขาปรากฎตัวมาในค็อกพิท ข้างๆเขา

"คุณคือเรไกส์ ฟอนด์การ์ดใช่หรือไม่คะ"สาวน้อยคนนั้นถามเขา

"เอ่อ ใช่ครับ แล้วเธอคือใครน่ะ"ไกด์ตอบรับแล้วถามต่อ

"ชั้นคือโซลเรียน่า อันลิมิตค่ะ เรียกสั้นๆว่าโซลก็ได้ค่ะ เป็นโปรแกรมสนับสนุน ที่อยู่กับโซลน่อลเซเวียร์มาตั้งแต่แรก ชั้นทำหน้าที่เป็นตัวซัพพอร์ตนักบินในการรบ ไม่ว่าจะด้านการคำนวน คาดการณ์สถาณการณ์ต่างๆ และระบบสนับสนุนอื่นๆ รวมไปถึงระบบปลีกย่อยในระบบพลังงานไดเมนชั่นทั้งหมดที่อยู่ในโซลน่อนเซเวียร์ค่ะ มาสเตอร์"โซลเเนะนำตัวต่อมาสเตอร์ของเธอ

"เอ่อ ขอบคุณนะที่ออกมาช่วยโซล แล้วก็ยินดีที่ได้รู้จัก เธอเรียกชั้นว่าไกด์เฉยๆเถอะ ไม่ต้องเรียกมาสเตอร์หรอก"

"รับทราบค่ะ แต่ตอนนี้ชั้นขอนอนต่ออีกหน่อยนะคะ แบบว่าตื่นกะทันหันเลยเพลียเลยค่ะ ไว้จะออกมาคุยกันคราวหน้านะคะ แต่มาสเตอร์จะสามารถควบคุมโซลน่อนต่อไปได้นะ"สิ้นเสียงโซลก็หลับแล้วหายไปทันที

ไกด์ พยักหน้ารับ แล้วก็หันไปติดต่อหาฟิริน่า ทันที

“ไง ฟิริน่า ไม่เป็นไรใช่มั้ย ชั้นมาช่วยแล้วนะ”ไกด์ติดต่อไปหาฟิริน่า

“อืม ไม่เป็นไรหรอก ขอบใจนะ...ว่าแต่ไกด์คุง ทำไมทั้งที่ชั้นห้ามแล้วว่าอย่าเดินเครื่อง แล้วไกด์คุงยังจะ..”ฟิริน่าตอบกลับ พร้อมกับบ่นด้วยแต่ไกด์ก็พูดกันท่าก่อน

“เรื่องนั้นไว้ว่ากันทีหลังน่า เธอปลอดภัยก็ดีแล้วนี่” ไกด์ยิ้มให้แบบกวนๆ

“ไกด์คุงนี่ล่ะก็....” “เฮ้อ!เราจะมาช่วยเขาแท้ๆ แต่สุดท้ายเราก็โดนเขาช่วยไว้อีกแล้ว เหมือนเมื่อก่อนเลย” ฟิริน่าพึมพำกับตัวเอง แต่เธอก็อดยิ้มดีใจไม่ได้ที่เรื่องแบบนี้เหมือนกับเรื่องเมื่อสมัยก่อนไม่มีผิด

“ที่นี้เราก็มาคุยกันดีๆก่อนแล้ว ค่อย...”ไกด์พูดขึ้น แต่ยังไม่ทันจะพูดต่อกู๊ดก็....

“ฮ่าๆๆๆๆ!!! นี่คือคำตอบของพี่งั้นเหรอครับ พี่ช่วยพี่ฟิริน่า ก็แสดงว่าพี่ก็เป็นศัตรูของผมเหมือนกัน” กู๊ดหัวเราะและเขาก็ตอบสวนกลับมา

“เดี๋ยวก่อนนี่มันอะไรกันน่ะ ชั้นงงไปหมดแล้ว”ไกด์พูดออกมาเพราะเขาไม่เข้าใจที่น้องชายตัวเองพูด

“ฟังนะไกด์คุง เมื่อสามวันก่อน ที่ไกด์คุงจะมาที่นี่ กู๊ดได้ขโมยหุ่นตัวนั้นออกมาจากกองทัพพร้อมกับเจ้าตัวที่บินอยู่นั่นด้วย เพราะงั้นกองทัพเฟทเกทจึงส่งคนมาที่บ้านนาย และบ้านชั้นด้วย เหตุเพราะจะพยายามจับกู๊ดและผู้ที่ให้การร่วมมืออีกคน สภาพบ้านถึงได้เป็นอย่างที่ไกด์คุงเห็นไงล่ะ แล้วอีกอย่างนึงนะ ชั้นก็ไม่ได้อยู่ฝ่ายกองทัพเฟทเกทด้วย เรื่องนี้นะกู๊ดคุงเข้ามาชวนชั้นให้ร่วมด้วยแต่ชั้นไม่เห็นด้วย แต่ก็นั่นแหละ ยังไงชั้นก็ต้องกลายเป็นผู้ต้องสงสัยไปด้วย เพราะชั้นมีชื่ออยู่ในโครงการ DI.S.E. แถมยังเกี่ยวข้องกับบ้านไกด์คุงด้วย”ฟิริน่าเล่าให้ไกด์ฟัง

“น....นี่เป็นเรื่องจริงรึกู๊ด?”ไกด์หันไปถามน้องชายของเขา

“ใช่แล้วล่ะพี่ ทุกอย่างมันเป็นแบบนั้นล่ะครับ”กู๊ดตอบพร้อมกับยิ้ม

“นี่นาย ทำไมถึงทำแบบนี้!!!!”ไกด์ตะคอกสวนทันทีที่น้องชายตอบ

“เพราะผมรู้ความจริงเกี่ยวกับ DI.S.E.PROJECT ไงล่ะครับและอีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อคุณแม่ด้วย”กู๊ดตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“คุณแม่มาเกี่ยวอะไรด้วย แล้วความจริงนั่นมัน.....”ไกด์ยังพูดไม่ทันจบ สัญญาณเตือนก็ดังขึ้นว่าปรากฏ ราลเซเบอร์ ของทางกองทัพ ปรากฎขึ้นอีก45เครื่องและมุ่งมาทางนี้ด้วย...

“เอาล่ะวันนี้ เอาไว้แค่นี้ก็แล้วกันนะครับผมสนุกพอแล้ว อ้อ ผมจะแนะนำคู่หู่ของผมให้พี่รู้จัก คุณเอน่า ยังไงล่ะครับ"กู๊ดพูดพร้อมกับให้ชูวาทเซอร์บาราท รีอัส บินขึ้น

“เอ..เอน่า.เหรอ”ฟิริน่า ตกตะลึงกับคำพูดนั้น

“ค่ะ พี่ฟิริน่า” เอน่าตอบสั้นๆพร้อมกับใบหน้าที่เย็นชา

“เอาล่ะผมจะเก็บกวาดที่นี่ซะที เอน่าระวังด้วยละ”กู๊ด พูดอย่างเรียบง่าย

“ทราบแล้วค่ะกู๊ด” เอน่าเองก็ตอบรับอย่างเรียบๆเช่นเดียวกัน

“นายคิดจะทำอะไรน่ะ” ไกด์ตะโกนขึ้น
“รึว่า อย่านะกู๊ดคุง อย่าทำแบบนั้น” ฟิริน่าตะโกนสุดเสียง

“ฮึ! OVER DIMENSION GATE OPEN” สิ้นเสียงนั้นประตูมิติก็ถูกเปิดขึ้นและมันก็เริ่มดูดกลืนทุกอย่างที่อยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ

"เอาไว้เจอกันใหม่น่ะครับ แต่เอาเป็นว่าคราวหน้าถ้าพบกัน เราก็จะเป็นศัตรูกันนะครับ ผมน่ะจะยิงพี่อย่างไม่ลังเลเลยล่ะครับ" กู๊ดพูดพลางเปิดประตูมิติออก
และกู๊ดกับเอน่ามุ่งเข้าประตูมิติหนีไปมิติอื่นในระหว่างนั้นเอง...

"กู๊ด นาย!!!"ไกด์กัดฟันแน่นด้วยความโกรธ
 ไม่ว่าจะเหล่า ราลเซเบอร์ ของกองทัพทั้งหมด หรือบ้านเรือน สิ่งก่อสร้าง รวบไปถึงมนุษย์กำลังถูกมันดูดกลืนเข้าไปจนหมด เสียงร้องโหยหวนและเสียงดรีดร้องของผู้ตกป็นเหยื่อดังไม่ขาดสาย....มันกำลังดูดกลืนพื้นที่นี้เข้าไปทั้งหมด

“จะทำไงดีล่ะฟิริน่า ประตูบ้านั่นมันกำลังดูดกลืนทุกอย่างเข้าไปแบบนี้ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป...นี่เธอฟังอยู่รึเปล่าเนี่ย” ไกด์ตะโกนดังไปเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นเพื่อนสาวของเขา
ฟิริน่ากำลังช็อคเนื่องจากว่าเธอไม่คิดว่าคนที่เธอต่อสู้ด้วยเมื่อกี้จะเป็นน้องสาวที่เธอรักมากอย่างเอน่า....แต่เสียงของไกด์ก็ทำให้เธอได้สติมาอีกครั้งหนึ่ง

“อ๊ะ! อือ มันมีวิธีปิดประตูอยู่นะ แต่ว่าถ้าใช้วิธีนี้ อาจจะต้องหลุดไปมิติอื่นนะ แถมมันอาจปิดไม่สำเร็จและมีอัตราความเสี่ยงสูงด้วยน่ะ และมันอันตรายเกินไปนะเพราะระบบของหุ่น2ตัวนี้ยังไม่เสถียรด้วย” ฟิริน่า นึกวิธีได้แล้ว แต่เธอไม่อยากเสนอเพราะมันอันตรายเกินไป

“เอาน่า บอกมาเถอะ ยังไงตอนนี้ชั้นเรียกว่าลงเรือลำเดียวกับเธอแล้ว ชั้นอยากปกป้องที่นี่เอาไว้ด้วยน่ะ อยากปกป้องคนอื่นด้วย เพราะว่าชั้นจะเป็นหมอที่คอยรักษาชีวิตของคนอื่นไง ที่สำคัญมันเป็นทางเลือกที่จะปกป้องคนอื่นไว้ได้ด้วย ถึงต้องเสี่ยงหน่อยมันก็คุ้มค่านะ”

“นี่ไกด์คุงพูดซะดีจังนะ!!!!! แต่ก็นะมันก็ถูกอย่างที่ไกด์คุงบอก เอาล่ะเราต้องเดินเครื่องไดเมนชั่นสเฟียร์เอเนอจี้ พร้อมกันแล้วพุ่งทะลวงประตูนั่นไปด้วยกัน
พลังงานไดเมนชั่นที่ปล่อยออกมาจะทำให้พลังของประตูเกิดบิดเบี้ยวและถูกทำลายไป แต่เรา2คนก็คงจะต้องหลุดไปมิติอื่นด้วยแหละนะ”ฟิริน่า อธิบาย

“ก็โอเคนี่ ถือว่าเป็นการเดินทางตามหาพวกนั้นด้วย ยังไงเราก็ต้องหาความจริงเรื่องนี้ให้ได้ด้วยนี่ แถมมีเธอไปด้วยนี่ก็ จะทำให้ชั้นรู้เรื่องนี้ได้ดีขึ้น เพราะไงๆก็ให้เธออธิบายเรื่องทั้งหมดอย่างละเอียดได้ไงล่ะ” ไกด์ตอบพร้อมกับยิ้มให้กับฟิริน่า

“สมเป็นไกด์คุงจริงๆเลยนะ”ฟิริน่ารับคำ  พร้อมกับอดยิ้มไม่ได้ ที่เพื่อนชายของเธอ ทั้งที่เมื่อกี้พึ่งเจอสถานการณ์หนักๆมาแท้ๆแต่ก็ยังยิ้มได้อยู่อีก

“เอาล่ะนะ!!!! ไดเมนชั่นสเฟียร์เอเนอจี้ ซิสเต็มเดินเครื่อง 70….85….90..100 เอาล่ะนะไปกันเลย”


ซู่ม!!!!!!!!!!!..

เปรี้ยง!!!!!

ฟึ่บ!!!!

โซลน่อนเซเวียร์และฟาเรน ชูไวส์ พุ่งทะลวงประตูมิติหายไปพร้อมประตูมิติ เหลือไว้เพียงร่องรอย ความเสียหายที่เกิดขึ้น.....

-----------------------------------------------------------------------EP-02 END------------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 09, 2010, 12:58:48 PM โดย LINKS » บันทึกการเข้า
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 530


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2009, 04:36:57 PM »

SIDE STORY OF DI.S.E. PROJECT TEAM
EP-03 ความทรงจำในห้วงคำนึง(ฟิริน่า เวลรากัส)และพานพบกับปีกสีดำ


....ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่ชั้น.....กลายเป็นคนยิ้มไม่เก่ง....ใช่สินะ...ตั้งแต่วันที่คุณแม่จากไป...เฮ้อ!10ปีแล้วสินะ แต่ตอนนั้นพอไม่มีรอยยิ้มของคุณแม่...ชั้นก็ยิ้มไม่ออกเลยจริงๆ
คุณแม่จากไปในขณะที่ชั้นยังต้องการท่าน....แต่ทำไมนะ...ทั้งๆที่ชั้นคิดว่าคุณแม่ก็ต้องเจ็บปวดแน่ๆ แต่ท่านก็ยังยิ้ม...และเป็นยิ้มที่อ่อนโยนและอบอุ่นด้วยสิ

"คุณแม่คะ คุณแม่"เด็กสาวตัวน้อยพูดกับหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังนอนอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยท่าทีที่ร้อนรน

"แม่ไม่เป็นอะไรหรอกจ้ะ ฟิริน่า อีกสักวันสองวันคุณหมอก็จะให้แม่ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วจ้ะ"หญิงสาวที่อยู่บนเตียงตอบด้วยใบหน้าและรอยยิ้มที่อบอุ่นและอ่อนโยน

"จริงเหรอคะ ฟิริน่าดีใจที่สุดเลย"เด็กสาวตอบรับด้วยด้วยใบหน้าดีใจ

"เพราะฉะนั้น ฟิริน่าจังต้องเป็นเด็กดีนะ เชื่อฟังคุณพ่อและดูแลน้องดีๆนะ" หญิงสาวตอบรับและยิ้มให้ลูกของเธอ

"ได้ค่ะ! งั้นฟิริน่าไปโรงเรียนก่อนนะคะ แล้วตอนเย็นก็จะมาอีกนะคะคุณแม่"เด็กสาวตอบรับ

"ตั้งใจเรียนนะจ๊ะ.."หญิงสาวบนเตียงพูดพลางยิ้มให้ลูกของเธอ และเอามือลูบหัวพร้อมกับจูบลูกสาวของเธอ

เด็กสาวตัวน้อยพยักหน้ารับ พร้อมกับรีบออกจากห้องพักคนไข้เพื่อไปโรงเรียน

ใช่.....นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ชั้นได้เห็นรอยยิ้มของคุณแม่.....คุณพ่อท่านเองก็ไม่มีเวลาให้กับชั้นเลยเช่นกัน....ตั้งแต่วันนั้นรอยยิ้มของชั้นเองก็ค่อยๆหายไป......ชั้นกลายเป็นคนไม่ยิ้มไม่พูดกับใครๆ...ชั้นเอาแต่โทษโชคชะตาที่ให้เวลาชั้นอยู่กับคุณแม่น้อยเกินไป......นั่นสินะ...สุดท้ายชั้นก็ปิดตัวเอง...ไม่มีใครมาคุยด้วย..กลายเป็นเหมือนตัวสร้างปัญหา..ไม่มีใครอยากจะเข้ามาใกล้ชั้น...ไม่สิ..ชั้นต่างหากที่สร้างกำแพงปิดใจตัวเอง..นั่นก็เพราะชั้นกลัว..ทุกคนที่เข้ามาหาชั้นเพราะหวังประโยชน์จากตัวชั้นเท่านั้น...ไม่ว่าจะเพื่อนๆ...หรือว่าใครๆก็มองชั้นแค่เพียงความสามารถภายนอกเท่านั้น ไม่มีใครจริงใจกับชั้นเลย....โลกนี้คงไม่มีที่ให้ชั้นอยู่แบบมีความสุขอีกแล้วสินะ
......
......
......

แต่ว่า..เค้าไม่ใช่..ใช่แล้ว..เค้าต่างจากคนอื่น....."นี่เธอ! เมื่อไหร่จะเลิกยิ้มแบบนั้นซะที ไอ้ยิ้มหลอกๆแบบนั้น มันสวยตรงไหนกันนะ..ชั้นว่าเธอน่าจะยิ้มได้ดีกว่านี้นะ รึว่าลืมไปแล้ว งั้นชั้นสอนให้เอามั้ย แต่ว่าต้องเลี้ยงโคล่าชั้นตอบแทนนะ" นี่ชั้นยังจำได้อยู่เลย คำพูดแรกของเค้าที่พูดกับชั้น ....ใช่แล้ววันนั้นเค้าก็ยื่นชามะนาวที่เย็นเจี๊ยบให้ชั้นด้วย...ชั้นยังจำได้ดีเลย เป็นเวลาที่รู้สึกมีความสุขหลังจากที่ไม่เคยมีมานานมาก....ตั้งแต่ตอนที่พบกับเค้าชั้นก็เริ่มจะได้รอยยิ้มที่หายไปคืนมา...คงเป็นเพราะเค้า..ช่วยชั้นไว้ แล้วก็ทุกทีเวลามีอะไรเค้ามักคอยอยู่ช่วยชั้นตลอดเวลาเลย นั่นสินะ!..ชั้นน่ะได้รับการช่วยเหลือจากเค้ามาตลอดเลย ไม่ว่าเมื่อไหร่เค้าก็อยู่คอยช่วยชั้นตลอดเลย ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้....มันทำให้ชั้นตัดสินใจได้..ตั้งแต่นี้ชั้นจะเป็นคนช่วยเค้าบ้าง อยากจะตอบแทนเค้าที่เคยช่วยชั้นไว้ แต่ทั้งนี้เมื่อกี้ชั้นตั้งใจมาช่วยเค้าแท้ๆ แต่ก็ได้เค้าช่วยไว้อีกแล้ว แย่จริงๆเลยชั้น....

แล้วก็เรื่องโปรเจ็คDI.S.E. PROJECT ชั้นจะเล่าให้ไกด์คุงฟังทั้งหมดที่เหลือหลังจากที่ชั้นมั่นใจแล้วนะ เพราะงั้นตอนนี้ชั้นจึงต้องขอโทษด้วยนะ ที่ชั้นไม่ได้เล่าทั้งหมดไป...

สำหรับเรื่องวันนี้ก็ชั้นก็รู้แหละนะ ไกด์คุงก็ทำเป็นไม่ซีเรียส แถมยังมาเป็นห่วงชั้นอีก ทั้งๆที่ไกด์คุงเองก็น่าจะเจ็บปวดเหมือนกัน..................ขอบใจนะ....ไกด์คุง!

-----------------------------------------------------------------------------------------

....
....
....
.ปิ๊บๆๆ!!!!!!
...
...
"นี่มัน..สัญญาณเตือน.....พบไม่สามารถระบุประเภทได้....unknownเหรอ! แล้วมันยังเคลื่อนตัวในช่องว่างมิติได้ด้วยเหรอ แถมยังเร็วมากและพุ่งมาหาเราด้วย!!!" ฟิริน่าตกใจ

"ไกด์คุง!!.."

"ได้ยินแล้วล่ะ!! เอาล่ะจะเป็นตัวอะไรก็เข้ามาเลย"ไกด์ตอบรับฟิริน่า

"ยกเลิกระบบอัตโนมัติ!!!!!! เข้าสู่ระบบควบคุมปกติ!!!!!!"ไกด์และฟิริน่า พูดพร้อมกัน

"ไกด์คุง เราควรรีบหนีกันเถอะ เพราะการสู้กันในช่องว่างระหว่างมิติ อาจทำให้เราคลาดเคลื่อนจากจุดหมายเดิมนะ มันมีความเสี่ยงสูงเกินไปน่ะ"ฟิริน่าพูดกันท่าไว้ก่อน เพราะเธอเห็นโซลน่อลเซเวียร์ กำลังปลดระบบอาวุธออกมา

"หา! งั้นก็สู้ไม่ได้สิ บ้าที่สุด ให้หนีนี่ไม่ค่อยชอบเลย"ไกด์ตอบรับด้วยท่าทางเซ็ง
.......
.......
.......
อีกด้านหนึ่งที่ตัวUNKNOWNรูปร่างเป็นยานรบสีดำขนาดกลาง
..
"เจอแล้วล่ะ ตรงตามข้อมูลเป๊ะเลยล่ะ...โซลน่อลเซเวียร์และฟาเรน ชูไวส์จริงๆด้วย แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดีล่ะ" สาวน้อยผมสั้นสีฟ้าพูดขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส

"เรารู้แค่ชื่อและรหัสของเครื่องเท่านั้นแต่มันเปนข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อมูลที่เราได้รับมานี่นะ เพราะฉะนั้นเราต้องเก็บข้อมูล......เตรียมการเข้าปะทะ เหลือเวลาเท่าไหร่ล่ะ ปลดล็อกอาวุธทั้งหมด" สาวผมยาวสีชมพูพูดขึ้นมา

"รับทราบ อีก10วินาทีด้วยความเร็วขนาดนี้เราจะเข้าปะทะ ALL WEAPON SAFETY UNLOCK "สาวน้อยผมสั้นสีม่วงพูดขึ้น....
".....9......8.......7......6......5......4......3.....2....1
...."พบแล้วล่ะ!!" สาวผมฟ้าพูด

"โจมตีได้เลย!!!!" สาวผมยาวสีชมพูสั่งการขึ้น
"รับทราบ!!!!! สิ้นคำตอบรับ กระสุนมิสไซส์ บีม และโฮมมิ่งเลเซอร์ จำนวนมาก ก็ถูกสาดเข้าใส่ ฟาเรนชูไวส์และโซลน่อลเซเวียร์ ทันที!!!!!


...ฟ้าวๆๆๆๆ!!!!!!!............บรึ้มๆๆๆ!!!!!!!!!!!!!!

...เปรี้ยงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!!!!!!!...............แซ่ดๆๆ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ทางด้านไกด์และฟิริน่า
...ทั้งสองคนพยายามหลบหลีกอย่างเต็มที่ แต่โดนสาดยิงขนาดนี้จึงยากจะหลบหนีไปได้โดยง่าย.............และฟิริน่าเองก็พยายามติดต่อไปหายานรบลำนั้นเพื่อจะขอพูดคุยด้วย แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบกลับมาเลย..........

เปรี้ยงๆๆๆๆ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ตูมๆๆๆๆๆ!!!!!!!!!!!!!!!!

"ไม่มีทางเลือกแล้วนะ!!! ฟิริน่า ถ้าเราไม่สู้ก็คงจะหนีไปได้ยากแล้วเนี่ย" ไกด์พูดขึ้น

"อืม!คงช่วยไม่ได้จริงๆแล้วนี่นั่นเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วนี่" ฟิริน่าตอบกลับไปหาไกด์

"เอ๊ะ!ว่าแต่นี่เป็นการรบครั้งแรกของไกด์คุงนี่นะ ชั้นว่าไกด์คุง...."ฟิริน่าพูดเป็นห่วงแต่ยังไม่ทันพูดจบไกด์ก็ตอบกลับมาก่อนว่า

"ไม่ต้องห่วงน่า! ชั้นเข้าใจวิธีควบคุมเจ้านี่หมดแล้วนะ"

"หา!!!!" ฟิริน่า อุทานออกมาอย่างตกใจ

"จะไปแล้วนะ ช่วยซัพพอร์ตระยะไกลให้ด้วยล่ะ เรไกส์ ฟอนด์การ์ด ALL WEAPON RELEASE FROM LOCK ...DIMENSIONSPHERE ENERGY 30% FLOW..เข้าปะทะ!!!!"

"เฮ้อ!นายเนี่ยน้า ระวังด้วยล่ะ...เอาล่ะ! ฟิริน่า เวลรากัส ALL WEAPON RELEASE FROM LOCK...DIMESIONSPHERE ENERGY 30% FLOW...เตรียมการสนับสนุน"

"เข้ามาเลยยยยยยยยยยยยย!!!!!" ไกด์พูดขึ้น พร้อมบังคับโซลน่อนเซเวียร์ พร้อมตวัดอาร์คคาลิเบอร์2เล่มออกมา ฟันมิซไซล์ทิ้งและพุ่งเข้าหายานรบลำนั้น....

-----------------------------------------EP-03-END---------------------------------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 30, 2010, 01:52:50 AM โดย LINKS » บันทึกการเข้า
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 530


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2009, 04:39:21 PM »

SIDE STORY OF DI.S.E PROJECT TEAM
EP-04 การต่อสู้ครั้งแรกและสู่โลกใหม่

 
จุดเริ่มต้นและเป้าหมาย...
....สำหรับผมแล้ว ครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด....แต่วันหนึ่งทุกอย่างมันก็พังทลายไปต่อหน้าต่อตาผม..... น่าขำจริงๆ ผมไม่เหลือสิ่งสำคัญอะไรอีกแล้ว... แต่ก็ยังดีที่ยัยนั่นยังคอยเป็นห่วงผมอยู่ อย่างน้อย... ผมก็อยากปกป้องยัยนั่นและ .....ผมเองก็อยากได้ความจริงทั้งหมดและนำสิ่งสำคัญของผมคืนมา.....
...
..
.
ย้อนไปก่อนหน้าจะเกิดการปะทะกับยานลึกลับนั้นราว30นาที

"นี่! เล่าให้ชั้นฟังหน่อยได้มั้ย เกี่ยวกับโปรเจ็คDI.S.E." ไกด์ถามฟิริน่าขณะทำการบินข้ามมิติ

"หืม! ได้สิ ชั้นสัญญาแล้วนี่ว่าจะเล่าให้ฟังนี่"ฟิริน่าตอบกลับมา

"เอาตั้งแต่ต้นเลยก็แล้วกัน เอาเท่าที่เธอรู้นั่นแหละนะ"ไกด์ทำหน้าครุ่นคิดแล้วก็ตอบกลับมา

"เริ่มแรกโปรเจ็คนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อค้นคว้าพลังงานไดเมนชั่น เพื่อนำมาเป็นทรัพยากรชนิดหนึ่งเพื่อมนุษย์ทุกคน  ในตอนแรกโปรเจ็คไม่ค่อยก้าวหน้า จนมันแทบจะกลายเป็นโปรเจ็คที่ถูกลืมและจะถูกปิดโปรเจ็คทิ้งไป....แต่ว่าหลังจากที่คุณพ่อของชั้นและคุณพ่อคุณแม่ของไกด์คุงเข้าร่วม
มันก็เปลี่ยนไป พวกท่านสามารถค้นพบว่าพลังงานนี้เป็นพลังงานที่ไหลผ่านห้วงมิติเวลาต่างๆมากมาย..และมันเป็นพลังงานที่ไร้ขีดจำกัด...และพวกท่านเองยังเอาพลังงานนั้นมาลอง หลอมรวมกับแร่ไดร์ฟราเที่ยมนี่เราใช้ในการอุตสาหกรรมต่างๆ มันก็กลายเป็นแร่โซลไดร์ฟราเที่ยมที่แข็งแกร่งและทนทานมากซึ่งดีกว่าเดิม และหลังจากนี้ไม่นานเตาพลังงานไดเมนชั่นอันแรกก็ถูกสร้างสำเร็จ มันเป็นเตาพลังงานที่ให้พลังงานเป็นอนันต์ ไร้ขีดจำกัด เพราะสามารถดึงพลังงานไหลของมิติมาเป็นพลังงานได้โดยตรง....ซึ่งก็นี่แหละเป็นสาเหตุให้ทางกองทัพเฟทเกทเข้ามามีบทบาทด้านสนับสนุนออกทุนค้นคว้าให้...ไกด์คุงคงรู้เหตุผลสินะว่าทำไม?" ฟิริน่าเล่าพร้อมกับถามด้วย

"เพื่อผลประโยขน์ด้านสร้างหุ่นรบที่แข็งแกร่ง พลังงานไร้จำกัด และเพื่อเพื่มศักยภาพเพื่อการสงครามสินะ"ไกด์ตอบคำถาม

"ใช่แล้วล่ะ ตอนแรกเห็นว่าพวกท่านก็ไม่อยากทำ....แต่อยู่ๆวันหนึ่งพวกท่านก็ตั้งใจทำมันขึ้นมา (ฟิริน่าคิดในใจ"ทั้งที่ตอนแรกคุณพ่อบอกว่าไม่อยากจะทำเพื่อสงครามแต่ สุดท้าย ทำไมวันนั้นคุณพ่อ ก็ตัดสินใจทำนะ...เราเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน")..ใช่และเจ้าตัวต้นแบบนั้นไกด์คุงคงรู้เหมือนกันสินะ ก็คือโซลน่อลเซเวียร์ เครื่องที่ไกด์คุงควบคุมอยู่นั่นแหละ และมันยังเป็นเครื่องที่..."

"ฆ่า!แม่ของชั้นด้วยใช่มั้ยล่ะ"ไกด์พูดสวนขึ้นมา

"เอ่อคือว่าชั้นขอโทษนะ ชั้น..ม..ไม่ได้ตั้งใจให้ไกด์คุงคิดถึงเรื่องนี้เลย ชั้นพูดทำไมกันนะ" ฟิริน่าตอบกลับมาด้วยเสียงเศร้าและใบหน้าที่เศร้าๆ เพราะเธอไม่ทันระวังคำพูด และพูดไปกระทบเรื่องที่เจ็บปวดของเพื่อนชายของเธอคนนี้

"อุ...ฮ่าๆๆ! เธอคิดจริงจังขนาดนี้เลยเรอะ ฮ่าๆๆ!! เธอนี่แกล้งง่ายจริงๆ"ไกด์หัวเราะแหย่พร้อมกับตอบกลับมา

"นี่..ไกด์คุง!! ชั้นจริงจังอยู่นะ"ฟิริน่าตอบกลับมาด้วยใบหน้าโกรธหน่อยๆ

"เอาน่าขอโทษทีละกัน...ชั้นน่ะไม่ได้ไปคิดถึงเรื่องนั้นมากมายนักหรอก และก็คิดว่าคุณแม่แค่หายไปเฉยๆ ไม่ได้ตายซะหน่อย....ที่สำคัญสำหรับชั้นนะ เจ้านี่มีบุญคุณอยู่นะ"ไกด์ขอโทษ

"ทำไมเหรอ มีบุญคุณกับไกด์คุง...ยังไงล่ะ" ฟิริน่าถามต่อ เธอเองก็อยากรู้มากเลย เพราะหุ่นตัวนี้เป็นปีศาจที่แย่งคนสำคัญของไกด์ไปจากเขา จะมีบุญคุณอะไร

"ก็นะ..อย่างน้อยวันนี้มันก็ช่วยให้ชั้นสามารถปกป้องสิ่งสำคัญของชั้นไว้ได้...ปกป้องเธอเอาไว้ได้ไง" ไกด์ตอบกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มนิดๆ

"อ๊ะ..อือ....เหรอ? ขอบใจนะ....ชั้นจะเล่าต่อล่ะ" ฟิริน่าเองก็แอบเขินนิดนึงเหมือนกันที่เพื่อนคนนี้ของเธอพูดแบบนี้ แต่ก็กลบเกลื่อนด้วยการจะเล่าเรื่องนี้ต่อ

ไกด์ยิ้มๆแล้วก็ก็พยักหน้ารับ

"หลังจากที่การทดลองผิดพลาดในวันที่เดินเครื่องโซลน่อลเซเวียร์ ทางกองทัพเฟทเกทเองได้เห็นถึงอันตรายที่เกิดขึ้น จึงตัดสินใจเลิกสนับสนุนไป เพราะพลังที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถึงจะไร้ขีดจำกัดนั้นก็อันตรายเกินไป แต่พวกคุณพ่อก็ขอยื่นเรื่องเพื่อของบสนับสนุนต่อ ซึ่งตรงนี้ชั้นเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทั้งที่พวกท่านสร้างเหมือนแบบขอไปทีตั้งแต่เเรก แต่ทำไมตอนหลังถึงตั้งใจสร้างอีก2เครื่องนั่นขึ้นมา และเตาพลังงานไดเมนชั่นที่สร้างสำเร็จเพื่อใช้งานมีเพียงแค่4เตาเท่านั้น ซึ่งมันก็ได้ติดตั้งให้กับโซลน่อลเซเวียร์ ฟาเรนชูไวส์ ชูวาซเซอร์บาราท รีอัส และฟาร์เวนลิทคราฟ เตาพลังงานที่สร้างเสร็จก่อนนั้น มีพลังงานที่สูงกว่า แต่มันก็ไม่เสถียรมากหากเอาไปเทียบกับเตา รุ่นใหม่2อัน ที่อยู่กับหุ่นของสองคนนั้นเตาใหม่ความเสถียรจะสูงกว่า ซึ่งไกด์คุงคงเห็นแล้วสินะ ว่าเราสองคนต้องร่วมกันปิดประตูมิติ เพราะการให้เตารุ่นแรกทำงานเพียงเตาเดียวจะไม่สามารถทำลายประตูมิติที่มีความเสถียรสูงที่เตารุ่นใหม่สร้างได้ แต่ความคิดชั้นนะคิดว่าเตารุ่นใหม่ของเรามีลิมิตเตอร์ติดอยู่ ทำให้ไม่สามารถจะใช้พลังงานได้เกินระดับจำกัด ซึ่งชั้นกำลังหาทางปลดระบบตรงนั้นอยู่นะ.....แล้วเรื่องกู๊ดคุง หลังจากนั้นไม่นานก่อนที่นายจะกลับมา ทั้งคุณพ่อชั้นและคุณพ่อนายก็หายตัวไป และกู๊ดคุงก็แปลกไป ในที่สุดเขาก็ขโมยชูวาทเซอร์บาราท รีอัส ไป และวันที่เขาขโมยนั่นชั้นก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ชั้นพยายามจะห้ามเค้า แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เค้าและเอน่า สังหาร ราลเซเบอร์ ทั้งหมดในที่นั้น ด้วยการโจมตีที่ค็อกพิท...มัน ....โหดร้าย...มากเกินไป และทำลายที่นั่นจนเสียหายไม่เหลืออะไรไว้เลย.... ชั้นก็เลยต้องไปหาทางหยุดเค้า และชั้นก็ได้รับมรดกของคุณพ่อซึ่งก็คือ ฟาเรนชูไวส์ตัวนี้ไง...หลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่ไกด์คุงรู้แล้วล่ะ ทั้งหมดที่ชั้นรู้ก็มีเท่านี้"

"อืม! ขอบใจนะ..ที่เล่าให้ฟัง ชั้นจะถามอีกเรื่องคือโปรแกรมโซล เธอรู้จักรึเปล่า ที่เป็นสาวน้อยที่ออกมาในค็อกพิทชั้นน่ะ"ไกด์ถามต่อเรื่องโซล

"เอ๋! ไกด์คุงได้เจอโซลจังแล้วเหรอ ไม่อยากจะเชื่อเลย ทั้งที่ไกด์คุงพึ่งขึ้นขับนี่นะ" ฟิริน่าทำหน้าตกใจปนๆกับแปลกใจที่ได้ยินดังนั้น

"ทำไมล่ะมันแปลกมากรึไง"ไกด์ตอบไปอย่างงงๆ

"ฟังนะโซลจังเป็นโปรแกรมสนับสนุนแบบพิเศษ ที่มีอยู่ในโซลน่อนของไกด์คุง ปกติแล้วจะไม่ออกมาง่ายๆหรอก เรียกว่ายากเลยดีกว่า...

"อืม"ไกด์ตอบรับ

"โซลจังเป็นโปรแกรมแบบพิเศษที่สามารถทำการซิงโครเพื่อเพิ่มความสามารถให้นักบินน่ะนะเท่าที่ชั้นรู้ แต่ในเมื่อไกด์คุงทำให้เค้าออกมาได้ที่เหลือรอถามเค้าเองก็ได้นะ ไม่เป็นอันตรายหรอก โซลจังนะนิสัยดีน่ารักมาก ชั้นเคยคุยกับเค้าแล้ว"ฟิริน่าอธิบาย

"แล้วฟาร์เรนมีระบบแบบนี้ด้วยมั้ย"ไกด์ถามต่อ

"หุ่นรบในโปรเจ็คน่ะมีทุกตัวแหละ อย่างของชั้นก็ไวส์จังเป็นโปรแกรมซัพพอร์ต ไว้จะแนะนำให้รู้จักนะ ซึ่งการมีก็ทำให้นักบินแบ่งเบาภาระไปด้วยและก็ทำให้นักบินเก่งมากด้วยล่ะนะ"

"อืม งั้นเหรอเนี่ยงั้นชั้นถามแค่นี้ล่ะ ว่าแต่เธอเองก็คงเจ็บปวด...สินะ เพราะอีกฝ่ายที่หันปากกระบอกปืนใส่เธอก็คือน้องสาวที่เธอรักมากนี่นะ" ไกด์ตอบ พร้อมกับถามกลับด้วยความเป็นห่วง เพราะเขารู้ว่า ฟิริน่านั้นอ่อนโยน และใจดี ถึงเธอจะเก่งสักแค่ไหนก็คงยากที่จะลงมือกับน้องสาวผู้เป็นที่รักของเธอได้และเธอก็พยายามฝืนเข้มแข็งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"ไม่เป็นไรนี่ ชั้นน่ะก็แค่..คิดนิดหน่อยน่ะ"ฟิริน่าตอบกลับ แต่ก็แอบมีใบหน้าที่ขมขื่นอยู่ด้วย เพราะสำหรับเธอเอน่าก็เป็นน้องสาวที่เธอรักมากที่สุดจริง

"เอาเถอะ! ต้องช่วยได้แน่ ทั้งน้องชั้นน้องเธอ ต้องหาพวกนั้นให้เจอแล้วถามให้รู้เรื่องให้ได้"ไกด์ตอบอย่างจริงจัง

ฟิริน่าพยักหน้ารับ เธอเองก็รู้สึกดีใจและสบายใจที่มีเขาอยู่ด้วย อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ได้ต้องโดดเดี่ยวปรึกษาใครไม่ได้

"ชั้นจะนอนหน่อยนะ ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนจะถึงปากทางออก" ไกด์พูดขึ้นพร้อมกับเอนหลัง

"อ๊ะ! เดี๋ยว...."ฟิริน่ายังไม่ทันจะพูดต่อ ไกด์ก็หลับซะแล้ว..
เธอก็รู้ว่าเขาน่ะหลับง่ายจะตาย แต่เธอก็ยังอดยิ้มไม่ได้ ที่เห็นเขาหลับในเวลาแบบนี้
........
.....
....
...
หลังจากนั้นเราก็ต้องปะทะกับยานรบลึกลับลำนั้น

"ย้ากกกกกกกกกกก! เคร้งๆๆ!!!!!!!!!!! ตูมๆๆๆ!!!!

"หนอย!!! ทำไมมีมิซไซล์มากขนาดนี้นะ แบบนี้เข้าใกล้ไม่ได้น่ะสิ โธ่เว้ย! แล้วมันยังเร็วขนาดนี้ เวลาแบบนี้โซลก็ดันหลับซะด้วยปรึกษาไม่ได้"ไกด์บ่นขึ้นด้วยความหัวเสีย
เพราะตั้งแต่เริ่มต่อสู้มาเขายังไม่สามารถเข้าใกล้ยานรบลำนั้นได้เลย เพราะโดนขัดขวางด้วยห่าฝนมิซไซล์ขนาดนี้ และด้วยความเร็วสูงของมัน

"ไกด์คุง!ไหวรึเปล่า นี่เป็นการสู้รบครั้งแรกนะของไกด์คุง มันต่างจากตอนนั้นนะ นี่เป็นการรบจริงๆนะ ยังไงชั้นจะ...."ฟิริน่าพูดด้วยความเป็นห่วง เพราะฟาเรนชูไวส์ของเธอก็ไม่สามารถ สนับสนุนด้วยอาวุธหนักในช่องว่างมิติได้ เพราะการใช้อาวุธยิงหนักของหุ่นตัวนี้รุนแรงมาก อาจทำให้ ช่องว่างมิติเกิดรอยร้าว ซึ่งจะทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนจากตำเเหน่งประตูมิติที่กำหนดไว้ในตอนแรก...
......และสิ่งที่เธอสงสัยอีกอย่างก็คือ ยานลำนี้เองก็ต้องติดตั้งเตาพลังงานไดเมนชั่นแน่ๆ เพราะถ้าไม่ติดตั้ง คงไม่สามารถเดินทางข้ามมิติแบบนี้ได้....แต่เตามีแค่4อัน แล้วเตาอันนี้มาจากไหน...

"ไม่เป็นไรน่า แค่นี้เองยังไหวอยู่ ย้ากกกกกกกกกก!!!!!!!" ไกด์ตอบกลับมาก่อนที่ฟิริน่าจะพูดจบ

"หนอยแน่!!!! ในเมื่อตามไม่ทันแบบนี้ชั้นก็....อ้อ!งั้นเอาแบบนี้ก็ได้" ไกด์บังคับให้โซลน่อนเซเวียร์หยุดชะงักทันที ทำให้โดนทั้งเลเซอร์และมิซไซล์ไปเต็ม

"ไกด์คุงเป็นอะไรรึเปล่า ...ทำไมไม่ขยับล่ะ ไกด์คุง!"ฟิริน่าติดต่อกับไกด์แต่ติดต่อไม่ได้
...
..
"น่าเบื่อจริงๆเลย พวกนี้ไม่เก่งเลยอ่ะ โมกะ จัดการรวดเดียวเลยได้มั้ย เจ้าสีแดงก็นิ่งไปแล้วด้วยโดนไปขนาดนั้นก็คงแย่แล้วล่ะ งั้นจัดการเจ้าหุ่นสีแดงก่อนเลยนะ"สาวน้อยผมสีฟ้าพูดกับสาวน้อยผมยาวสีชมพู เพราะเธอเบื่อที่จะเล่นกับโซลน่อนเซเวียร์ของไกด์แล้ว

"มิโซเระจัง เหลือเวลาอีกเท่าไหร่ก่อนจะถึงประตู"โมกะถามสาวผมสีม่วงที่นั่งควบคุมอีกคน

"อีก2นาที ไทม์ลิมิต"มิโซเระตอบสั้นๆ

"จัดการได้เลย คุรุมุจัง" โมกะบอกกับสาวผมฟ้าที่ถามตอนแรก

"แจ๋ว! งั้น ไปล่ะนะ!!!!!!เจ้าตัวสีแดง ฟีนิกซ์วิงค์ โอเพ่น ฟูลบูสสสสสสสสสสสสสสสสสสสต์!!!!!! ไปล่ะนะ"สิ้นคำสั่งนี้ ตัวยานก็ล้อมรอบด้วยแสงสีแดง พร้อมด้วยความเร็วที่สูงกว่าตอนแรกเสียอีก....ฟีนิกซ์ เบรคคคคคคคคคคค!!!!!! ยานลำนั้นพุ่งเข้าหาโซลน่อนเซเวียร์อย่างรวดเร็ว

"แย่แล้ว!! เราเข้าไปช่วยไม่ทัน ไกด์คุง!!!!"ฟิริน่า พยายามจะเข้าไปช่วย แต่ก็โดนโฮมมิ่งเลเซอร์ขวางเอาไว้ เธอจึงได้แต่ร้องอย่างสุดเสียง...

"....ไม่เป็นไรน่า.."เสียงตอบจากไกด์อย่างราบเรียบ

ฟิริน่ามองไปยังภาพเบื่องหน้า......ฉับพลัน โซลน่อนเซเวียร์ก็เดินเครื่องพลิกตัวหลบการพุ่งเข้าชนของยานลำนั้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นก็สะบัดอาร์คคาลิเบอร์ที่แขนซ้าย เพื่อจะโจมตีด้วยการฟันเข้าที่ด้านบนทันที

"เสร็จจจชั้นล่ะ!!!!! ระยะนี้น่ะโดนแน่! ย้ากกกกกกกกกกกกก!!!!!"ไกด์พูดขึ้น

"อ๊ะ!!! แย่ล่ะ" คุรุมุ ตกใจที่ไกด์หลบได้แถมยังจะโจมตีเธอกลับด้วย

....แต่ในขณะนั้นโมกะกลับยิ้ม
"มิโซเระจัง เปิดอาร์ควิงเบลด ที่เตรียมไว้"โมกะพูดกับมิโซเระ

ฉับพลันก่อนที่ดาบอาร์คคาลิเบอร์จะฟันถูกปีกของยาน ก็มีดาบปัดกลับมาป้องกันไว้..

"ชั้นอ่านไว้ล่วงหน้าแล้วค่ะ คุณแกล้งปิดระบบทั้งหมดเพื่อให้คุรุมุจัง เข้าจัดการขั้นเด็ดขาด แต่ในพริบตานั้นคุณก็จะหลบและโจมตีสวนกลับทันที...เป็นวิธีที่ดีเพอเฟค แต่ว่ายังดีไม่พอนะคะ" โมกะติดต่อมาถึงไกด์

"หึ!!! ขอบใจที่บอกนะ แต่ว่าไอ้นี่ก็อ่านไว้ด้วยรึปล่าล่ะ" ไกด์ ตอบกลับ พร้อมกันนั้น อาร์คคาลิเบอร์ที่มือขวา ที่ปรับสภาพเป็นไรเฟิลไว้ก็เตรียมจะยิงทันที

"แย่ล่ะสิ!!" โมกะหน้าเสียเพราะเธอไม่คิดว่าไกด์จะเปลี่ยนอาร์คคาลิเบอร์อีกข้างเป็นไรเฟิลรอไว้ก่อนแล้ว
"รับไปเลยยยยยยยย!! เปรี้ยงๆๆๆ!!!!!!"ไกด์ยิงไรเฟิลอย่างรวดเร็ว

"เปิดบาเรียไดเมนชั่น ฟิลล์ กระแทกเค้าออกไป"โมกะสั่งมิโซเระทันที
และเป็นไปตามคาด ไกด์เองก็เปิดบาเรียไดเมนชั่นฟิลล์ชนกัน ทำให้ทั้งสองกระเด็นออกจากกัน
และช่วงปีกขวาของยานลึกลับก็ได้รับความเสียหายมากพอสมควรด้วย

..ช่วงเวลานี้เกิดขึ้นในพริบตาเดียว.......

ในขณะที่ไกด์กำลังจะเข้าไป ตามโจมตีต่อนั้น ก็มีสัญญาณติดต่อเข้ามา...

"เก่งมากค่ะไกด์คุง ฟิริน่าจัง" มีสัญญาณติดต่อมาจากทั้งสามสาวน้อย พร้อมกับคำชมซะด้วย

"นี่!พวกเธอเป็นเป็นใครกัน แล้วมาโจมตีพวกเราทำไม? แล้วทำไมยานลำนั้นถึงได้เคลื่อนที่ในประตูมิติแบบนี้ได้" ฟิริน่าถามอย่างรวดเร็ว

"ไกด์คุง มีไหวพริบที่ดีในการต่อสู้นะ แต่วิธีแบบนั้นอันตรายนะเนี่ย....ฟิริน่าจังก็เก่งมากๆเลยรู้ด้วยว่าใช้อาวุธรุนแรงไม่ได้ ทั้งที่มีอาวุธแค่นั้นพวกเราก็ทำอะไรเธอไม่ได้...." โมกะพูดยังไม่ทันจบฟิริน่าก็สวนต่อก่อน

"นี่!พวกเธอ"ฟิริน่าเริ่มโมโหนิดหน่อย เพราะเธอไม่ได้รู้จักกับพวกนี้ และยังมาโจมตีก่อน แล้วมาคุยดีด้วยแบบไร้เหตุผลแบบนี้ มันเหมือนตบหัวแล้วลูบหลังกันชัดๆ

"เรื่องนั้นยังบอกไม่ได้ค่ะ เพราะว่ามันเป็นความลับค่าๆๆๆ!!!!" คุรุมุตอบแบบกวนๆ

"ไทม์ลิมิต แล้วล่ะค่ะทุกคน"มิโซเระพูดขึ้นเพื่อยอกคุรุมุและโมกะ

"งั้นคงต้องไว้พบกันคราวหน้าแล้วนะคะ ไหนๆคราวนี้ทำให้เจ้านี่มีรอยขีดข่วน ก็จะบอกเรื่องดีๆให้นะคะ"โมกะพูดขึ้น

"อะไรล่ะบอกมาสิ แต่เธอต้องตอบคำถามของพวกชั้นด้วย!!!!" ไกด์พูดขึ้น

"เรื่องคำถามนั้นคงต้องขอปฎิเสธแต่เรื่องที่จะบอกคือคุณพ่อและคุณแม่ของไกด์คุงและคุณพ่อของฟิริน่าจังน่ะยังมีชีวิตอยู่นะ"โมกะบอกแล้วก็ยิ้ม

"ว่าไงนะ!!! เดี๋ยวสิ!!พวกเธอ มาคุยกัน..."ไกด์ตกใจมาก เขาจึงพยายามบังคับโซลน่อนเซเวียร์ เข้าไปหายานของพวกเธอ แต่เพราะเเรงของบาเรียทำให้ไม่สามารถเข้าใกล้ได้

ระหว่างที่โมกะพูดยานของพวกเธอก็กำลังเลือนหายไปในกระแสมิติ......

"พวกคุณน่ะยังไม่ตื่นขึ้นจริงๆด้วยสินะแล้วอีกอย่างพวกคุณก็ยังใช้พลังของโซลน่อนเซเวียร์และฟาเรนชูไวส์ ได้ไม่ถึงครึ่งเลย ถ้าเจอกันคราวหน้า พวกเราจะไม่ออมมือให้พวกคุณอีกนะ เราต้องเจอกันอีกแน่นอนค่ะ แล้วพบกันใหม่นะคะ"โมกะพูดพร้อมกับยิ้มให้เป็นการส่งท้ายก่อนยานรบของพวกเธอจะเลือนหายไป.....โดยไม่ได้สนใจเสียงตะโกนของไกด์ที่บังคับโซลน่อนเซเวียร์ตามพวกเธอไปว่า"เดี๋ยวสิ!!!! กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน... โธ่เว้ย!!!!!!!!!!!!!"ไกด์จึงตะโกนออกมาอย่างหัวเสีย

"ไกด์คุง!!!พอเถอะนะ เรามาถึงประตูแล้วล่ะ ไปกันเถอะนะ ชั้นขอร้องนะ!!...."ฟิริน่าห้าม พร้อมกับบอกให้ไกด์เตรียมตัว ทั้งที่ในใจเธอเองก็เป็นเช่นเดียวกัน เธอคิดอยากจะพบคุณพ่อ.. เพราะพ่อของเธอก็ยังมีชีวิตอยู่

"ฟิริน่า" ไกด์เห็นสีหน้าเศร้าๆของฟิริน่าที่ดึงเขากลับมา เขาจึงพยายามทำใจและตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า ไม่ว่าอย่างไร ไม่ว่าคำพูดนั่นจะจริงหรือไม่ เขาก็ต้องหาคำตอบทั้งหมดให้ได้.....เช่นเดียวกันฟิริน่าเองก็คิดเช่นนั้นด้วย...
.......
.....
...และแล้วทั้งสองคนก็ออกจากประตูมิติไปสู่โลกใหม่พร้อมกันเพื่อตามหาคำตอบที่แท้จริงที่คนทั้งสองต้องการ เพื่อตามหาสิ่งสำคัญที่หายไป...
.....................
.................
...........
..........
ณ สถานที่แห่งหนึ่ง

บุคคลลึกลับกลุ่มหนึ่งทั้ง5กำลังปรึกษากันอยู่...

"สรุปได้แล้วสินะ ว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ในตอนนี้ไม่สมควรจะมีอยู่อีกต่อไป"ชายวัยหนุ่มผมสีขาวเป็นประกายกล่าวด้วยนำเสียงที่ทรงอำนาจ แววตาของชายผู้นี้ดูช่างเย็นชาเสียเหลือเกิน

"ข้าน่ะเบื่อการเฝ้ามองแบบนี้จริงๆ ในหลายๆการเวลานั้นมนุษย์คิดแต่จะใช้อำนาจของตนเองก่อแต่สงครามอันไร้สาระ ตั้งตัวเองมียศ มีบรรดาศักด์สูงส่ง ทั้งที่จริงก็เป็นเพียงแค่เศษสวะเพียงเท่านั้น ตลอดเวลาที่เฝ้ามองและเก็บรวบรวม มนุษย์มิได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเลย ช่างน่าสมเพชจริงๆ" ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม ท่าทางองอาจราวกับนักปราชญ์ผูเปี่ยมไปด้วยความรู้กล่าวขึ้น

"พูดจามีเหตุผลจริงๆนะเจ้าน่ะ ทั้งที่จริงๆก็แค่ลบพวกมันออกไปทั้งหมดก็แค่นั้น เรื่องง่ายๆ..ว่าแต่เราจะเริ่มกันเมื่อไหร่ดีล่ะ ข้าน่ะอยากฆ่า...จริงๆ ความรู้สึกมันช่างพลุ่งพล่านจริงๆ ฮ่าๆ ลำพังพลังของข้าคนเดียวก็จัดการ ไม่ว่าจะมีพลังอะไรของพวกมนุษย์ก็ไม่มีความหมาย"ชายหนุ่มผมสีแดงผู้มีดวงตารอนแรงดั่งเปลวไฟพูดขึ้น

"ข้าว่าอันนี้แหละที่ตรงใจข้า"พลังอะไรของมนุษย์ก็ไร้ความหมาย" เพราะสำหรับพวกเราที่เป็นผู้เฝ้ามองกาลเวลาทั้งหมดมันก็ไม่มีความหมาย
เพราะมันเป็นพลังของเศษสวะไงล่ะ แต่ข้าเองก็อยากเล่นสนุกกับพวกมันดูบ้างนะ"เด็กหนุ่มผมสีทองประกาย กล่าวขึ้น

"พวกท่านอยากฟังเพลงอะไรคะ ข้าอยากจะบรรเลงเพลงส่งวิญญาณให้กับเหล่ามนุษย์ผู้โง่เขลาสักหน่อยค่ะ เพลงก่อนที่พวกเราจะทำการลบมนุษย์เหล่านั้นไปทั้งหมด"สาวน้อยผมเขียวท่าทางร่าเริงกล่าว

"หลังเพลงนี้บรรเลงจบเราจะให้เวลามนุษย์อีกพักหนึ่ง ก่อนการลงทัณฑ์ ส่วนเรื่องของเครื่องจักรของผู้ทรยศนั่น ตราบใดที่ยังไม่ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ ก็คงจะไม่สามารรถสร้างปัญหาอะไรได้ ส่วนการตามหาผู้ทรยศนั้น ให้เร่งดำเนินการอย่างรวดเร็ว"ชายหนุ่มผมขาวกล่าวอย่างราบเรียบ และดูเหมือนมันจะเป็นคำสั่งด้วย....
.......................
-------------------------------------------EP-04-END------------------------------------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 23, 2009, 02:08:33 AM โดย LINKS » บันทึกการเข้า
blackgetter
Art Lover
New Type Pilot
******
กระทู้: 858


black-getter@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 02, 2009, 10:02:15 PM »

SIDE STORY OF AOKYOSEI

Episode 1 - In My Dream

ในห้องๆหนึ่ง ห้องนี้มีลักษณะเป็นห้องทำงานและห้องนอนในห้องเดียวกัน ไม่ใหญ่และไม่เล็กมากจนเกินไป ตรงกลางห้องนั้นมีโต๊ะทำงานโต๊ะหนึ่งอยู่บนโต๊ะนั้นมีโคมไฟอยู่หนึ่งดวง และแผ่นกระดาษอยู่หลายใบลักษณะเป็นกระดาษคำนวณอะไรซักอย่างเพราะมีสูตรทางเลขาคณิตเขียนอยู่เยอะแยะมากมาย และที่ข้างๆโต๊ะนั้น มีชายคนหนึ่งกำลังนั่งหลับอยู่บนเก๋าอี้โยก ชายคนนั้นในมือกอดหนังสือเก่าคร่ำครึเล่มหนึ่งอยู่
หนังสือเล่มนั้นมีปกหนังสีน้ำตาลที่ขาดวิ้นอยู่บางแห่งและกระดาษนั้นเหลืองกรอบซะจนให้ความรู้สึกว่าอยากซื้อใหม่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

“ตื่น.............เถอะ..................ตื่นถอะ...........ริว ............ ตื่นเถอะริวเอ๋ย” มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นมาท่ามกลางห้องที่เงียบกริบนั้น

ชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี๋นั้น ตื่นจากผวังในทันทีพร้อมทั้งเงยหน้าขึ้นมามองอยางสงสัยว่าใครกันที่เป็นคนบุกรุกเข้ามาในที่แห่งนี่

“ใครกันนะ......ไม่น่าจะมีคนเข้ามาในนี้ได้นี่”  ริวเอ่ยขึ้นเพื่อถามผู้บุกรุกที่ปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมา

ผู้ที่เป็นเจ้าของเสียงนั้นได้เดินออกมาจากความมืดอย่างช้าๆ เนื่องจากแสงของโคมไฟนั้นไม่สว่างมากเท่าไดนักจึงทำให้เขามองไม่เห็นเจ้าของเสียงนั้น แต่พอเจ้าของเสียงนั่นเขามาใกล้เขาจึงได้รู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเป็นใคร

ผู้ที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นรูปร่างสูงกว่าริวเล็กน้อย ใส่หน้ากากสีขาวอันหนึ่งมีลวดลายเหมือนปีศาจกำลังฉีกยิ้ม ใส่หมวกทรงสูงสีดำแต่ผมยาวสีขาวผมของเขายาวเกือบถึงเท้า ใส่เสื้อสีดำเกือบทั้งตัวมีเสื้อเชิ้ตสีขาวอยู่ข้างในผูกโบหูกระต่ายสีแดงอยู่ที่คอใส่เสื้อสีดำทับเสื้อเชิ้ตไว้กางเกงสีดำร้องเท้าทัชชูสีดำและมีเสื้อโค้ทสีดำตัวให้คลุมไว้แต่ไม่ได้ใส่

“แก!! .........ไม่น่าเชื่อ.......ไม่น่าจะมีคนรอดมาจากการทำลายดาวของฉันครั้งนั้นได้นี่นา” เขามีน้ำเสียงตกใจเล็กน้อยกับสิ่งที่เห็น ก่อนที่จะกลับไปใช้น้ำเสียงเรียบๆเหมือนเดิม

“ใช่  ไม่มีใครในดาวนั้นรอดจากพลังทำลายของอาโอเคียวเซย์หรอก  แม้แต่ผมเองก็ด้วย”ชายผู้นั้นเอ๋ยตอบคำถามริวมาแบบเรียบๆและดูเป็นกันเองอย่างมาก

“แม้แต่แกด้วยเหรอ?  แล้วที่ยืนอยู่ต่อหน้าฉันนี่........ผีรึไง??”  ริวถามด้วยความฉงน เพราะถ้าไม่มีใครรอดจากการโจมตีของเขาจริงแล้วคนที่ยื่นอยู่ตรงหน้าเขานี่เป็นใครกัน

“ใช่  ถูกต้องแล้วละ ผมที่ยืนอยู่ต่อหน้าคุณนี่ก็ไม่ใช่มนุษย์หรอก  เป็นวิญญานตะหาก”  เมื่อริวได้ยินดังนั้นก็ทำหน้างงๆอยู่แปปนึง ก่อนทีจะทำสีหน้าเรียบๆแบบเดิม

“งั้น...ถ้าจริงอย่าที่แกว่า งั้นเข้ามาทีนี่ได้ยังไงละ  อย่าบอกนะว่า....แอบเข้ามาในนี้ก่อนฉันจะทำลายดาวดวงนั่น”

“เปล่า แค่ว่าตอนที่คุณยิงบอลพลังงานนั่นใส่โลกนะ  ตอนที่ผมใกล้ตายผมใช้พลังจิตทั้งหมด สละร่างเนื้อของผมแล้วออกมาในรูปแบบของวิญญานแล้วพุ่งเข้ามาในอาโอเคียวเซย์นี่ละ”

“อ่า.....งั้นเหรอ”เขาครุ่นคิดอยู่ซักครู่หนึ่งก่อนจะถามไปอีกว่า ”งั้นทำไมหลังจากแกเข้ามาในนี้ฉันมาเห็นแกเลยละนี่มันก็ตั้งนานแล้ว ทำไมฉันพึ่งมาเห็นแกเอาตอนนี้?”

“ก็จะให้ผมทำไงได้ละ ในอาโอเคียวเซย์นี่มันใหญ่นะครับ แถมแค่ในหุ่นตัวเดียวห้องอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะจะแย่ ไม่รู้ยัดเขามาเยอะอะไรขนาดนี้ หุ่นมันไม่เกิดผลเสียงรึยังไง แล้วหุ่นนี่มันก็สูงตั้ง130เมตร มันก็เทียบกับตึก60-70ชั้นนี้ละ จะให้ผมควานหาในวันเดียวใครมันจะไปหาเจอ แถมที่น่มันก็ซับซ้อน หลงหางอีกตะหาก”ชายผู้นั้นหลังจากบ่นจบก็ถอดหายใจ1เฮือก”เฮอออออออ~~~~~~”

“แล้ว...หนังสือนั่นมันอะไรนะ ผมเห็นคุณกอดมันไว้ตั้งแต่ผมเขามาแล้วนะ ยิ่งพอผมปลุกคุณขึ้นมาคุณก็ยิ่งกอดมันแน่นกว่าเดิมอีก หนังสือนั่นมันมีอะไรอย่างนั้นรึ?” คำถามนี้ทำให้ริวอึ้งไปชั่วขนะ แล้วเขาก็พูดเบาๆงึมงำๆกับตัวเองอีกแปปนึง แล้วพูดขึ้นว่า

“ก่อนอื่นนะ.....แกคงรู้ใช่ไหม ว่าอาโอเคียวเซย์นะ....ใช้พลังงานของดวงตาจอมมารจำลองเป็นพลังงานหลักในการทำให้หุ่นตัวนี้มันเคลื่อนไหวได้”

“อ่าใช่ และดวงตาจอมมารจำลองนี่ ก็ทำให้หุ่นนี้ขยับได้โดยที่พลังงานของมันแทบจะเป็นอนันต์เลยเพราะดวงตาจอมมารผลิตพลังงานได้เอง นับเป็นเตาพลังงานที่ยอดเยี่ยมมากรองลงมาจากเตาพลังงานแบบGเลยทีเดียว”

“แล้ว....แกเคยสงสัยไหม ว่าฉันสร้างมันขึ้นมาได้ยังไง ทั้งๆที่....ข้อมูลต่างๆก็ไม่มี เหมือนอยู่ๆมันก็โผล่ขึ้นมาเอง”

“อ่าว! ก็คุณสร้างมันขึ้นมาจากซากของเจ้านั่นไม่ใช่เหรอ ซากของสิ่งมีชีวิตนั่น....เจ้าปีศาจขนาดยักษ์นั่น”

“หึ....ไม่ใช่หรอก เจ้านั่นนะ มันมีแต่ซากโครงกระดูกตายซากกับเศษเกราะเก่าๆพุๆพังๆแค่นั้นเอง”พูดจบ ริวก็ลุกออกจากเก๋าอี้โยกของเขาแล้วเดินไปหยิบกาแฟค้างคืนที่วางอยู่บนพื้นแถวๆนั้นมาซด1อึกก่อนจะพูดต่อว่า
“ข้อมูลนะ มาจากหนังสือเล่มนี้ตังหาก ฉันได้ข้อมูลทั้งหมดมาจากหนังสือเล่มนี้ทั้งข้อมูลเรื่องวิธีการสร้างดวงตาจอมมารจำลองและความเป็นมาของเจ้ายักษ์นั่นด้วย”

“ไม่น่าเชื่อ.....หนังสือโกโรโกโสเก่าคร่ำครึเล่มนี่นะเหรอ?”

“ฉันรู้ ว่าแกไม่อยากเชื่อ เพราะหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้หนาอะไรมากมายข้อมูลมหาศาลขนาดสร้างดวงตาจอมมารไม่น่าจะมาอยู่ในหนังสือเล่มแค่นี้ได้หรอกถูกไหม? แต่ว่า....ที่ทำได้นะเพราะว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเวทมนต์ยังไงละ”

“หนังสือเวทมนต์? ......อย่าบอกนะว่ามันเป็นแบบหนังสือเวทฯ แบบที่ใช้บังคับชิโระโอนิ”

“ใช่ แบบนั้นแหละ แต่ข้อมูลทางนี้นะมหาศาลกว่าเยอะ เดี๋ยวฉันจะให้ดูเอง ถ้าเห็นแล้วแกจะรู้ว่าทำไมฉันถึงทำลายดาวนั่น”

“Al Brastta Elliga Des Grados [อัล บราซต้า เอลลิก้า เดส กราดอส]!!!!!!!”
หลังจากเสียงการท่องคาถาของริวจบลง หนังสือส่องสว่างขึ้นและมีวงกลมไสย์เวทผุดขึ้นมาจากหนังสือแล้วก็มีภาพปรากฏขึ้นมา ราวกับพวกเขาหลุดมาอยู่อีกที่หนึ่งทั้งห้องหายไปเหลือเพียบแต่เขาและริวที่ยืนอยู่ที่นี้

“ไม่ต้องตกใจไป นี่เป็นภาพที่หนังสือฉายออกมาให้เราเห็น จริงๆพวกเราก็ยังอยู่ในห้องเดิมนี่ละเพียบแต่ภาพมันกลบหมดเราเลยเห็นแค่นี้”หลังจากริวพูดจบ ชายคนนั้นต่างมองไปรอบๆ อย่าฉงนสงสัยในสิ่งที่เขาจะเห็นต่อไปพร้อมเอ่ยถามริวว่า “แล้ว ที่จะให้ผมดูนี่มันเป็นอะไรเหรอ?”

“เป็นภาพในอดีตนะ เหมือนจะเป็นไดอารี่ ......ที่บรรณทึกไว้.....ก่อนจะเกิดเหตุการ์.......อะไรซักอย่าง......มัน...ขาดๆหายๆไปบางช่วงด้วย เหมือนจะเกิดอะไรขึ้นซักอย่าง.......ที่ฉันจะให้แกดูนี่.....เป็นช่วงสุดท้าย ที่เจ้าหนังสือนี่บรรณทึกเอาไว้”   

ตืดๆๆๆ!!!!! ตืดดดดดด! แป้ปๆๆๆ!!!!!

ภาพที่เกิดขึ้นมาเป็นภาพห้องๆหนึ่ง ห้องนี้กว้างมาก(ประมานรัฐสภาไทยเราแต่ใหญ่กว่าหลายเท่า)ทรงกลม มีหลอดแก้วสูงๆตั้งอยู่กลางห้อง มีสิ่งๆหนึ่งอยู่ในหลอดแก้วนั้ ลักษณะเป็นวัตถุทรงกลม1คู่ที่กำลังจะรวมเป็น1เดียวกัน

มีชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าหลอดแก้วนั้นพร้อมกับถือหนังสือสีน้ำตาลเล่มค่อนข้างหนาเล่มหนึ่งอยู่ หนังสือเล่มนี้ไม่หน้ามากแต่มีลายปะหลาดๆอยู่ตรงหน้าปก เป็นลายของลูกตาดวงใหญ่ๆอยู่กลางปก

“....แปล็ปๆๆ!!!....ตืดๆๆๆๆ!!!!....เปรี้ย!! (เสียงตรงนี้ขาดหายไป) เอ๋ย!!! ไม่เอารึยังไง!!! หลังของข้า!! พลังอันยิ่งใหญ่ของข้า!!! ฮาๆๆๆๆๆ” วัตถุทรงกลมในหลอดแก้วนั้นพูดกับชายแก่ถ้าเทียบแล้วอายุน่าจะประมาน50-60ได้ หนวดเคราเฟิ้มดกเต็มคาง รูปร่างโดยประมานสูง190-200ซ.ม.แต่รูปร่างของเขานั้นบึกบึนมากกล้ามเป็นมัดๆไม่สมวัยเท่าไหร่ใส่ชุดเหมือนทหารสีออกน้ำตาลๆแต่มีผ้าคลุมไหล่เอาไว้ ผ้าคลุมผืนนี้ยาวถึงพื้นมีสีเลือดหมู

“ฉันไม่เอาหรอก....ไอ้พลังปีศาจของแกนะ.....ถ้าอณาจักรของฉัน...ไม่เอาพลังของแก.....วิทยาการของแกมาใช้ละก็.....ก็คงไม่ต้องทำให้อณาจักรแห่งนี้พินาทหรอก”

“ฮาๆๆๆๆๆๆ ก๊ากฮาๆๆๆๆๆๆ เคี้ยกกกกกกกก ฮาๆๆๆๆๆๆ”เสียงของวัตถุในหลอดแก้วกำลังหัวเรอะอย่างสะใจเป็นที่สุดกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“และแล้ว!!! และแล้ววันนี้ก็มาถึง!!!! วันที่ฉันจะได้แก้แค้นเจ้านั้น!!!!! ที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้!!!! วันนี้ละที่ฉันจะดูดกลืนเจ้าสัตว์ปะหลาดของนอกนั้นมาสร้างร่างกายให้ฉัน!!! ฮาๆๆๆๆๆๆ!!!!!”เจ้าสิ่งในหลอดแก้วพูดขึ้นอย่างสะใจอีกครั้ง เหมือนกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มันทำมานานนั้นบรรณลุแล้ว

ตูม!!!!!!!!!!!!! เปรี้ยง!!!!!!! ตูม!!!!!  มีเสียงดังเข้ามาในตัวห้องแห่งนั้นและเกิดแรงสั่นสะเทือนตามมา มีเสียงหนึ่งดังเข้าในห้องนั้น

“มันจบแล้วองค์จักพรรดิ์!!! อณาจักรท่านนะมันจบสิ้นแล้ว!!!! มอบสิ่งนั้นมาให้เราซะ!!!!! ท่านไม่มีทางชนะเหล่าสิ่งมีชีวิตหลายร้อยล้านชนิดนี้ที่ลอมรอดที่นี้เพื่อแย้งชิงดวงตานั่นและหลังสือนั่นได้หรอก!!!!! ท่านไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว! ถ่วงเวลาไปก็เปล่าประโยชน์!!!”หลังจากเสียงนั้นพูดจบก็มีเสียงของสิ่งมีชีวิตต่างๆรอบๆนั้นดังระงมขึ้นมาทั้งเสียงโฮ่ร้องอย่างดีใจในชัยชนะและเสียงคำรามของสัตว์ขนาดใหญ่

“หึ! ใครจะเอาของแบบนี้ให้พวกแกกันละ….ไอ้ของแบบนี้.....ถ้ามีคนเอาไปใช้อีกก็เข้าทางมันนะสิ”

“เอา!!! จะทำยังไงละองค์จักพรดิ์แห่งจักรวรรดิ์ ตืดดดด!!!! แปล็บๆๆๆ!!!! (เสียงตรงส่วนนี้ขาดหายไป) เจ้าจะทำยังไงเล่า!!!! เจ้าจะทำยังไงในสถาณะการแบบนี้ ฮาๆๆๆๆ!!!”

“หึ!!! ถึงฉันจะทำลายแกไม่ได้  แต่ฉันก็ผนึกแกได้”หลังจากพูดจบชายคนนั้นได้เปิดหนังสือขึ้นพร้อมกับตะโกนอะไรซักอย่าง แล้วก็มีสิ่งหนึ่งโผล่ขึ้นมาในห้องด้านหลังของเขาลักษณะเป็นการเสกออกมาด้วยมนต์ของหนังสือ สิ่งที่โผล่ออกมานั้นเป็นสิ่งมีชีวิตลักษณะขนาดใหญ่ สูงประมาน500เมตรรูปทรงมนุษย์ จากนั้นเขาก็หันหลังไปพูดกับเจ้าสิ่งมีชีวิตที่เขาเสกออกมา

“เอาหนังสือนี้ไปซะ.....อย่าให้ใครเอาหนังสือเล่มนี้ไปได้ละ…ถ้าตกอยู่ในมือคนชั่วละก็....”เขาหยุดพูดไปก่อนที่จะสิ่งหนังสือเล่มนั้นให้สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่รับไปโดยที่มันเอาหนังสือเล่มที่เล็กเท่ามดของมือของมันยัดใส่ลงไปในผิวหนังของมันเหมือนกันเอาของยัดลงในเยลลี่

“ไปซะ!!! ไปให้ไกลที่สุด!!!!”ก่อนที่เจ้าาสิ่งมีชีวิตนั้นจะผงกหัวเล็กน้อยแล้วถอยหลังไปเตรียมจะทำการวาร์ปออกไปจากสถานที่นี้

ชายคนนั้นหันกลับมาหาหลอดแก้วอีกครั้งพร้อมกับการมือออก(เหมือนวาลชิโอเน่ตอนใช้ครอสสแม็ชเชอร์แต่หงายมือ)พร้อมกับท่องคาถาอะไรซักอย่าง

“คาถานั่น!!!!! แก!!!!!! แกรู้จักคาถานี้ได้ยังไง!!!!!! ไม่นะ!!!! อย่า!!!!!! อย่าทำอย่างนี้!!!!! ถ้าแกทำอย่างนี้แกจะต้องผนึกข้าไปตลอดการเลยนะ!!!! อย่า!!!! ไม่!!! ไม่!!!!ได้โปรด!!!! อ๊าคคคคคคคคคคคคคคคค!!!!!”

สิ้นเสียง  ภาพทุกอย่างกลายเป็นสีขาวโผลน ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง กลับมาเป็นห้องมืดๆสลัวๆพร้อมกับริวและชายคนนั้น

“คิดว่าไงละ?” ริวถามชายคนนั้นประมานว่าถามถึงความคิดเห็นหลังได้รับชมภาพเมื่อกี้

“อ่า.....จะว่าไงดีละ.....มันออกจะเหลือเชื่ออยู่หรอก.....แต่ผมก็พอจะเดาได้แล้วว่าดวงตานั่นมีพลังมหาศาลขนาดไหน”เขาพูดแบบเรียบๆเชิงครุ่นคิดอย่าละเอียดถี่ถ่วนทุกคำพูดของเขา

“จากที่ฉันดูในหนังสือนี่ เจ้าดวงตาจอมมารของจริงนั่น มีพลังมากพอจะสร้างจักรวาลหรือดาวใหม่ได้เลย......หรือแม้แต่......คืนชีพสิ่งมีชีวิตที่ตายลงทุกอย่างได้......”ริวเงียบไปก่อนจะทำหน้าเศร้าๆพร้อมยิ้มอย่างมีความหวัง

“นี่คุณ...........เอาเถอะ   อ่ะ!!!! แย่ละได้เวลาที่ผมต้องไปซะแล้วสิ”ชายสวมหน้ากากพูดขึ้นก่อนท่ริวจะหันมาทำหน้าแบบงงๆ

“ไป? ไปไหน? แกออกไปจากที่นี่ได้ด้วยเหรอ?????”

“ไม่สิ  ต้องเป็นได้เวลาที่คุณต้องตื่นแล้วตะหาก”

“หา????????”

“เดี๋ยวก่อน หมายความว่าไงนะ?????”

“อะ!!! ตรงนั้นมีร้านเลขายโชโกคินลดราคาด้วย”

“ห่ะ!!!! ว่าไงนะ!!!”พอเขาหันไปตามที่ชายคนนั้นชี้ก็มีผู้ชายอ้วนๆใส่แว่นเอาโชโกคินมาวางขายอยู่

“อะ!!!! ตรงนั่นมีฟิคเกอร์บิโชวโจวตัวใหม่ที่พึ่งออกวางแต่ขายในราคา200เยนด้วย!!!!”

“ห่ะ!!!! ”

“อะ!!! ตรงนั้นมีสาวน้อยในชุดหูกระต่ายกำลังเล่นน้ำอยู่ที่ชายทำเล”

“ห่ะ!!!!” เท่านั่นละความหื่นเข้าครอบงำริว ริวรีบวิ่งไปทางทิศที่มสาวๆเล่นน้ำอยู่ แต่ก็มีก้อนหินเจ้ากรรมขวางไว้ทำให้เขาสะดุดลม

ตึง!!!!   ตึง!!! โคร้ม!!!!
.
.
.
.
ริวตื่นขึ้นมาพร้อมกับพบว่าตัวเอกล้มหัวทิ่มลงมาจากเก๊าอี้โยกที่เขานั่งหลับ จากสภาพพบว่าเขาคงจะนั่งหลับในท่าที่ไม่สมดุลเท่าไหร่ทำให้เขาล้มหัวทิ่มลงมา

“โอ้ยยยยยย เจ็บๆๆๆๆ......จะ......จ้ากกกกกกกก....อะ....เอว....เอวชั้น   นะ.....นี่ฉันฝันไปเหรอเนี่ย”เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความเจ็บก่อนที่เขาจะเดินโยกเยกไปหายามาทา

นอกห้องนั้นชายใส่หน้ากากยืนอยู่ข้างนอกพร้อมหัวเราะ “คิกๆ”อย่างด้วยความสนุกก่อนท่จะพูดอย่างเบาๆกับชายที่อยู่ในห้องที่ถึงแม้คนที่อยู่ในห้องจะไม่ได้ยินก็ตามว่า”แล้วพบกับใหม่นะครับคุณริว”ก่อนที่ชายคนนั้นจะเทเลพ๊อทหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
บันทึกการเข้า

สาวก JAM Project!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
Black Overman XAN
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1836



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2009, 09:35:05 AM »

อันนี้ก๊อปอันเก่ามาลงนั่นแหล่ะ จริงๆมันจะมี 3 พาร์ท แต่เนื่องจากสองพาร์ทแรกมันไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่ (เป็นแค่การเจอกันของไลมุกับยาชาโอกับอีกอันเป็นการเจอกันของไลมุกับนาซัส) เลยขอยกมาไว้ที่ไซด์สตอรี่ ส่วนพาร์ทสาม (ตอนดาวเซอร์นาสโดนทำลาย) ผมจะใส่ในเนื้อเรื่องหลักช่วงหลังๆเพราะมันเกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักด้วย

BEFORE STORY (Part One) ความทรงจำที่มีในทุกๆวัน
--------------------------------

ไม่ว่าจะเป็นใคร ต่างก็ต้องหวาดกลัวที่จะสูญเสียทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นชีวิตและทรัพย์สินของตน คนสำคัญ สิ่งสำคัญ อุดมการณ์ ความควาดหวังหรืออะไรอย่างอื่นก็ตาม นั่นก็เพราะมนุษย์ป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอและหวาดกลัวการอยู่คนเดียว ความรู้สึกนี้ไม่ว่าใครๆก็คงจะมีเหมือนกันทั้งนั้น

แต่เราไม่ใช่ เราไม่เคยกลัวที่จะต้องสูญเสียอะไรไปเลย

นั่นก็เพราะ เราไม่เคยมีอะไรที่จะให้สูญเสียมาตั้งแต่แรกแล้ว

ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีคนคอยเลี้ยงดู ไม่มีเพื่อน ไม่มีเงิน ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต ทั้งพลังจิตที่ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้มีเราก็ยังไม่มี ใช่ ไม่เคยมีอะไรเลย แม้แต่ชีวิตนี้ก็เคยคิดว่ามันไม่มีความหมายใดๆต่อโลกเลย ถึงเราจะตายไปโลกก็ยังคงหมุนต่อไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีใครเศร้าโศกเสียใจ ไม่มีแม้แต่คนที่จะคอยจดจำเรื่องราวของเราไว้ เป็นแค่เด็กในสลัมคนนึงที่ไม่มีค่าอะไรเลย

เราเคยคิดแบบนั้นมาตลอด จนได้พบกับเกาว์

คนๆแรกที่แสดงความห่วงใยเรา

คนๆแรกที่สอนเราให้รู้จักกับคำว่า "เพื่อน"

และคนๆแรกที่ทำให้เราได้รู้จักกับ "ความสูญเสีย" และ "ความเศร้าโศก"

เราไม่เคยลืมเรื่องในวันนั้นเลย ในซากตึกร้างที่พวกเราใช้เป็นที่กำบังหลับนอนหลังจากไปขโมยอาหารส่วนของวันนี้มาเสร็จแล้ว จู่ๆก็มีเสียงดังอึกทึกเกิดขึ้น เมื่อเราวิ่งมาดูที่หน้าต่างก็ได้เห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ มีกองทัพเครื่องบินและหุ่นรบจำนวนหนึ่งกำลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายกิ้งก่าอีกกลุ่มหนึ่ง แรงสะเทือนนั้นทำให้ตึกของเราเริ่มเกิดการถล่ม เกาว์พาเราวิ่งหนีออกมาจากเขตการรบนั้น ตอนนั้นเองเรคาได้เหลือบไปเห็นหุ่นตัวหนึ่งที่นอนอยู่ท่ามกลางซากหุ่นที่เสียหายจากการรบ เท่าที่ดูภายนอกหุ่นตัวนั้นเหมือนจะไม่เสียหายแต่มันก็นอนเอ้งเม้งอยู่อย่างนั้นไม่ยอมลุกขึ้นมาต่อสู้กับพวกผู้รุกราน แต่ทำไมนะ เรากลับรู้สึกว่าไม่อาจละสายตาไปจากหุ่นตัวนั้นได้

จะว่าไปแล้วนั่นก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเห็นพวกกิ้งก่ายักษ์นั่น เมื่อก่อนมันก็เคยมาโจมตีซากเมืองบ่อยๆแต่นั่นเป็นครั้งแรกที่มันมากันเป็นกองทัพ เกาว์เรียกพวกมันว่า "ดาเรน" และบอกว่ามันคือสิ่งที่มาจากมิติอื่น แน่นอนว่าตอนนั้นเราไม่เข้าใจเรื่องที่เขาพูดเลยซักนิดเดียว

เนื่องด้วยพวกเราเป็นขโมยที่อาศัยของกินของคนอื่นในการประทังชีวิตอยู่แล้ว การไต่และกระโดดไปตามซากตึกเพื่อหลบหนีจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก แต่ว่าตอนนั้นเองที่มีลำแสงที่ไม่รู้ว่าเป็นของฝ่ายไหนพุ่งเข้ามาหาซากตึกแถบที่เรากำลังไต่อยู่พอดี ตัวฉันจึงเสียหลักตกลงไป ดูจากความสูงนั้นคิดว่าตัวเองคงไม่รอดแน่ๆ แต่ว่าเกาว์ หมอนั่นใช้มือเหวี่ยงตัวฉันขึ้นมาแต่กลับทำให้ตัวเองตกลงไปแทน ไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นหมอนั่นยังยิ้มออกมาได้อีก

"เธอน่ะ ต้องอยู่ต่อไปนะ ยังมีเรื่องที่ตัวเธอเท่านั้นที่ทำได้อยู่"

แทบจะในทันที ลำแสงนั่นก็พุ่งเข้ามาอีก ทั้งเกาว์และซากปรักหักพังข้างล่างถูกกลืนหายเข้าไป ครั้งนี้มองเห็นที่มาของลำแสงได้ชัดเจนเลยว่ามันมาจากไอ้ตัวกิ้งก่ายักษ์นั่น

ตั้งแต่ที่จำความได้ นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ที่เราร้องไห้

(ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก)

(แกนะแก)

(แกฆ่า "เพื่อน" ของชั้น)

ไม่รู้ว่าตอนนั้นเลือดขึ้นหน้าหรือยังไง เรารีบไต่ลงจากตึกและมุ่งหน้าไปหาเจ้ากิ้งก่ายักษ์นั่นทันที แน่นอนว่ามันเป็นแค่การกระทำโง่ๆ คนธรรมดาไม่มีพลังจิตใดๆจะไปต่อกรกับสัตว์ประหลาดตัวสุงหลายสิบเมตรได้อย่างไร แต่ตอนนั้นเราคงไม่สนใจเรื่องแบบนั้นแล้วล่ะ หรือไม่ก็คงคิดอยากจะตายๆตามเกาว์ไปให้รู้แล้วรู้รอดก็ได้ เพราะถ้าไม่มีเกาว์ เราก็กลับไปตัวคนเดียวอีก ไม่มีความหมายที่จะมีชีวิตต่อ

(ต้องการพลังไหม)

ขณะที่วิ่งเข้าใส่ไอ้ปีศาจนั่นอย่างไม่คิดชีวิต ก็มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นในหัว เสียงนั้นทำให้เรากลับมารู้สึกตัวมีสติได้อีกครั้ง

(ต้องการพลังไหม พลังที่ครอบครองได้ทุกสิ่ง แข็งแกร่งกว่าใคร ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด)

พอรู้สึกตัวอีกที เราก็มายืนอยู่เบื้องหน้าของหุ่นยนต์ตัวที่เราเคยเห็นเมื่อครู่ ตอนนี้มันไม่ได้นอนหงายแล้ว แต่กำลังนั่งลงในท่าคุกเข่า มือขวายื่นออกมาเบื้องหน้า เผยให้เห็นห้องนักบินที่ว่างเปล่า ราวกับกำลังเชื้อเชิญให้เราเข้าไปในตัวมัน

"นายคือ ทำไมกัน ชั้นรู้จักชื่อของนาย ยาชาโอ"

(ถ้าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ต่อไป ซักวันเจ้าจะได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกของตนเองได้มาไว้ในมืออย่างแน่นอน)

เราเข้าไปในห้องบังคับของหุ่นตัวนั้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่มันก็คงดีกว่าจะเอาตัวเปล่าๆไปสู้นั่นแหล่ะ

(หากเจ้าปรารถนา แม้แต่โชคชะตา เจ้าก็สามารถบดขยี้มันทิ้งได้)

และนับจากวันนั้น ความโชคร้ายของชั้นก็เริ่มต้นขึ้น
------------------------------------------------

พาร์ทสองรออีกซักพักก่อน
บันทึกการเข้า

หมดยุคของไอ้เกรียนบาร์โค้ดแล้วเฟ้ย ตอนนี้ได้เวลาของแฟลชไดรฟ์สองซีกแล้ว

raymiel02
The Star Combatant
Talent Pilot
******
กระทู้: 229



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2009, 07:25:43 PM »

SIDE STORY OF Panzer Warfare The Lord of Destruction

Episode 1 เมืองแห่งความสิ้นหวัง

แสงอรุณสาดส่องลงมายังพื้นดินแถบนี้แล้ว ค่ำคืนที่แสนสั้นผ่านไปราวกับช่วงกระพริบตาเสียด้วยซ้ำสำหรับอัลลูไคกับซิลเวีย หลังตกลงมายังสถานที่ที่ไม่อาจระบุได้ว่ามันคือที่ไหน แถมพรรคพวกของตนเองก็กระจัดกระจายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ถึงใจหนึ่งจะบอกว่าพวกนั้นน่าจะปลอดภัยเพราะเรย์เบลดน่าจะปกป้องพวกเขาเอาไว้ได้ แต่ก็ไม่แน่ใจเต็มร้อยว่าจะไม่ประสบพบเจอกับเรื่องไม่คาดฝันดั่งที่พวกเขาได้เผชิญเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้

"อัลลูไคดูนั่นสิ!!!"

เสียงของซิลเวียที่ดังขึ้นทำลายความเงียบงันในห้องควบคุมและภาวะครุ่นคิดของอัลลูไคลงไปในคราเดียว ชายหนุ่มระงับความคิดจิปาถะต่าง ๆ ในหัวลงตนเองลงอย่างรวดเร็วพลางจ้องมองภาพที่อยู่เบื้องหน้า มันเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ห่างจากสถานที่ที่พวกเขาเพิ่งจะระเบิดมันทิ้งไปนั่นเอง

"เมืองงั้นเหรอ?" 

อัลลูไคเอ่ยเพียงเท่านั้นเพราะไม่มีคำพูดอื่นใดที่อยู่ในหัวเลยแต่ระหว่างที่กำลังคิดว่าจะเอาอย่างไรดีอยู่นั้นเองคู่หูตัวดีก็คิดแทนเสร็จสรรพ

"ลงไปสำรวจที่นั่นกันเถอะ!!"

เธอพูดด้วยสีหน้าดีใจราวกับเจอขุมทองโกโบริก็ไม่ปาน ส่วนอัลลูไคที่ไม่มีความคิดอื่น ๆ ก็ได้แต่พยักหน้ารับแล้วก็ควบคุมดาร์กเรย์เบลดบินตีวงออกแนวบินเดิม เล็กน้อยก่อนจะพับร่างของมันกลับเป็นโหมดหุ่นยนต์และร่อนลงห่างจากเมืองไปพอสมควร

"ไม่มีสัญญาณอะไรตอบสนองไม่น่าจะมีอะไรนะ"

ซิลเวียใช้ระบบตรวจเช็คของดาร์กเรย์เบลดตรวจหาสิ่งผิดปกติรอบ ๆ ก่อนจะกล่าวออกมาเช่นนั้นแต่อัลลูไคกลับแสดงท่าทีเหนื่อยใจกับคำพูดที่ได้ยินเมื่อครู่

"เจ้าไม่ได้สังเกตก่อนหน้านี้หรือ? ขนาดตกลงไปกลางดงศัตรูปานนั้นระบบตรวจจับของเจ้านี่มันก็ไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรเลยไม่ใช่หรือไง?"

"เออเนอะ!! โทษที ฮิฮิ"

ซิลเวียยกมือขึ้นเคาะหัวตัวเองเบา ๆ พลางยิ้มอย่างไร้เดียงสา แต่รอบ ๆ นี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรอยู่จริง ๆ นั่นแหละเพราะถึงระบบตรวจจับปฏิกิริยาพลาสติน่าของดาร์กเรย์เบลดจะไม่ทำงาน แต่ดัวยประสบการณ์ที่ผ่านสนามรบมานานของอัลลูไคก็พอจะสัมผัสกลิ่นไอการฆ่าฟันได้อยู่บ้างซึ่งแถว ๆ นี้ก็ไม่มีรังสีแบบนั้นอยู่เลยจึงพอจะโล่งใจได้ว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นระหว่างนี้ เมื่อพินิจรอบ ๆ ตัวจนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้วอัลลูไคกับซิลเวียจึงได้ลงจากหุ่นรบคู่กายของพวกเขาแล้วได้สัมผัสกับพื้นผิวของสถานที่แห่งนี้ด้วยการลงมายืนด้วยขาตนเองเป็นครั้งแรก

"บรรยากาศรอบ ๆ คล้าย ๆ กับดินแดนของพวกเราเลยสัมผัสได้ถึงพลาสติน่าบาง ๆ" 

ซิลเวียเอ่ยพลางวาดมือของเธอไปบนอากาศอย่างช้า ๆ เพื่อสัมผัสกับพลาสติน่าที่ปะปนอยู่ในอากาศอย่างเบาบางส่วนอัลลูไคก็ได้แต่ยกมือขวาของเขาขึ้นลงอยู่หลายครั้ง

"รู้สึกร่างกายหวิ๋ว ๆ ยังไงบอกไม่ถูก"

ชายหนุ่มพูดขึ้นลอย ๆ โดยไม่ได้มองไปหาใครก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยและส่งแรงไปที่ขาทั้งสองเพื่อทดลงกระโดด แม้ไม่ใช่การกระโดดสุดแรงของเขาแต่มันก็ลอยขึ้นสูงกว่าที่เขาเคยกระโดดมากนักร่างของอัลลูไคลอยขึ้นไปสูงเกิน 25 เมตรเสียอีก

"ใช่จริงด้วยแหะ"

ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเองขณะที่กำลังร่วงลงมาสู่พื้นดินด้วยแรงดึงดูดแต่สำหรับอัลลูไคแล้ว มันเป็นอัตราการตกลงมาถึงพื้นที่ช้ากว่าที่เขาคุ้นเคยเอามาก ๆ

"เล่นอะไรของเจ้าเนี้ย?"

ซิลเวียเอ่ยถามเพราะไม่เข้าใจว่าอัลลูไคจะกระโดดขึ้นไปทำไมเพราะปกติเธอก็เห็นเขากระโดดสูงประมาณนี้เป็นประจำอยู่แล้ว ฝ่ายอัลลูไคเมื่อลงถึงพื้นได้อย่างนิ่มนวลแล้วก็หัวมองใบหน้าของสาวน้อยที่ถูกสลักเครื่องหมายสงสัยเต็มไปหมด

"เจ้าไม่รู้สึกว่าร่างกายเบา ๆ บ้างเหรอ?"

"หือ?......อืมจริงด้วยแหะ....รู้สึกเหมือนร่างกายโหว๋ง ๆ เหมือนกันแหะ"

สาวน้อยกล่าวพลางขยับมือทั้งสองและลองส่งแรงกระโดดเบา ๆ ไปที่เท้าทั้งสองเพียงเท่านั้นตัวเธอก็ลอยขึ้นกว่าสองเมตรได้สบาย ๆ แล้ว

"แรงดึงดูดของที่นี่เบาบางกว่าโลกเรามากเพราะงั้นใช้แรงแค่นิดเดียวก็เลยพุ่งไปไกลกว่าที่เคย"

อัลลูไคกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบระหว่างกำลังสวมผ้าคลุมสีผ้าคลุมสีน้ำตาลที่ดูเก่าซ่อมซ่อเพื่อปกปิดเครื่องแต่งการทั้งหมดของเขาในเวลานี้ก่อนจะโยนผ้าแบบเดียวกันนี้ให้กับซิลเวีย สาวน้อยรับผ้าคลุมที่ถูกโยนมาได้อย่างแม่นยำแล้วก็ใช้มันคลุมร่างกายเอาไว้จนเกือบถึงรองเท้าของเธอเลยทีเดียว

"ที่นี่มันที่ไหนก็ไม่รู้ ระวังตัวอย่าทำอะไรแผลง ๆ เข้าเชียวล่ะ" 

"แหม~~ ข้าน่ะระวังตัวเสมออยู่แล้วรับรองไม่มีปัญหา" 

ซิลเวียกล่าวพลางยิ้มอย่างสดใส ราวกับหนูน้อยที่กำลังจะได้เข้าไปเที่ยวสวนสนุกเป็นครั้งแรกแต่อัลลูไคผู้ที่รู้จักหญิงสาวที่กำลังทำตัวเป็นแม่สาวน้อยวัยกระเตาะคนนี้ดีกว่าใครทำให้เขาเบือนหน้ามองไปทางอื่นทันที

"ได้ยินเจ้าพูดแบบนี้ทีไร ไม่เคยไว้ใจได้เลยซักครั้งนะ" ชายหนุ่มบ่นพึมพำเบา ๆ แต่สาวน้อยผู้มัดผมเปียคู่แสนน่ารักคนนี้ก็ดันหูดีอีกตามเคย

"ว่าอะไรนะเจ้าคะ?"

เธอยื่นใบหน้าที่เปี่ยมรอยยิ้มไรเดียงสานั้นเข้ามาหูของอัลลูไคพลางกระซิบเบา ๆ ชนิดสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่กระทบใบหูกันเลยทีเดียว แต่ถึงใบหน้ายิ้มอย่างน่ารักเพียงนี้แต่กลับสัมผัสได้ถึงออร่าดำทมิฬที่เปี่ยมด้วยจิตสังหารแรงกล้าแผ่ซ่านออกมาจากร่างของนางได้อย่างแจ่มชัด

"ไม่มีอะไรแค่บ่นกับตัวเอง"

อัลลูไคตอบเลี่ยง ๆ ด้วยท่าทีเฉยเมยก่อนจะผละตัวเองให้ออกห่างจากซิลเวียและเดินนำหน้าเธอไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว

"นี่!!! รอข้าด้วยสิ!!"

ซิลเวียตะโกนเรียกพลางกับรีบเดินไล่ตามชายหนุ่มผู้เป็นคู่หูของเธอไปอย่างรวดเร็ว อัลลูไคยกมือขึ้นเสมอศีรษะพลางดีดนิ้วดัง เป๊าะ!! พริบตานั้นเองหุ่นยนต์ยักษ์ของเขาก็ค่อย ๆ จมหายไปจนหมดในหลุมดำที่ปรากฏขึ้นในจังหวะที่เขาดีดนิ้ว ไม่นานนักทั้งสองก็มาถึงเมืองที่มองเห็นจากบนท้องฟ้าเมื่อครู่ สภาพในเมืองดูขาดชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก ผู้คนในเมืองนี้มองดูเขาทั้งสองด้วยปฏิกิริยาแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่มองแล้วก็ละสายตาไปไม่สนใจแม้ทั้งสองเดินเฉียดไปใกล้ขนาดไหนก็ตาม

"บรรยากาศที่นี่ดูหดหู่ยังไงก็ไม่รู้นะ" ซิลเวียที่สังเกตมาตลอดตั้งแต่เริ่มเข้าเมืองมาเอ่ยขึ้นเพราะไม่อาจทนความเงียบงันของที่นี่ได้

"หวาดกลัว สิ้นหวัง ทุกข์ทรมาน สิ่งที่อยู่ในใจของผู้ที่อยู่ที่นี่เต็มไปด้วยความรู้สึกเหล่านี้"

อัลลูไคเอ่ยขึ้นพลางมองดูผู้คนที่เดินไปมาอย่างเบาบางราวพวกเขาล้วนไร้ซึ่งชีวิตชีวาราวกับพวกศพตายซาก ภาพแบบนี้สำหรับอัลลูไคแล้วไม่ใช่สิ่งที่แปลกประหลาด เขาเคยเห็นสภาพแบบนี้มาหลายครั้ง สภาพของผู้ที่ถูกกดขี่อยู่ใต้อำนาจและความน่าสะพรึงกลัวของบางสิ่งบางอย่างที่คอยพรากความสุขและความหวังจากคนเหล่านี้ไปจนท้ายที่สุดผู้คนเหล่านี้ก็มีสภาพไม่ต่างอะไรกับซากศพ สำหรับอัลลูไคในเวลานี้การหาข้อมูลของสถานที่แห่งนี้ให้ได้มากที่สุดแต่ก็ไม่รู้จะต้องเริ่มจากตรงไหน เพราะดูเหมือนผู้คนในเมืองนี้พากันหวาดระแวงคนแปลกหน้าอย่างพวกเขา สังเกตได้จากปฏิกิริยาของผู้หญิงกับเด็กทีซิลเวียกำลังเดินเข้าไปทักได้เลย พวกนั้นไม่ยอมแม้แต่จะสบตาแถมยังรีบเดินจ้ำอ้าวหนีไปอีก

"อัลลูไค ข้าทำอะไรผิดหรือเปล่า? พวกเขาถึงรีบวิ่งหนีไปแบบนั้น?"

ซิลเวียหันมาถามอย่างงง ๆ เมื่อเห็นปฏิกิริยาของสองคนนั่น ถ้าตามปกติอัลลูไคก็คงยั่วโมโหเธอด้วยการบอกว่า "เพราะเจ้าน่ากลัวล่ะมั้ง" อยู่หรอกแต่เขาก็รู้ดีว่าเวลานี้ไม่ควรทำเช่นนั้น

"ไม่ใช่เพราะเจ้าหรอก อย่าใส่ใจเลย"

อัลลูไคตอบสั้น ๆ พลางเดินไปใกล้และตบบ่าเธอเบา ๆ ก่อนจะเดินนำหน้าโดยไม่สนในจะหันหลังกลับมามองเช่นเคยแต่ทว่าในระหว่างที่เดินไปเรื่อย ๆ นั้นทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังลั่นแน่นอนว่าพวกเขาไม่เข้าใจหรอกว่าพวกนั้นพูดอะไรกันแต่ถ้ามองดูดี ๆ ก็น่าจะไม่ใช่เหตุการณ์รื่นเริงเป็นแน่แท้ อัลลูไตชำเลืองหางตามองดูต้นตอของเสียงโหวกเวกนี้ ภาพที่เห็นก็คือ ชายชรากับสาวน้อยที่ดูหน้าตาภายนอกก็น่าจะอ่อนว่าซิลเวียนิดหน่อยกำลังถูกกระชากลากถูโดยชายหนุ่มล่ำบึ๊กหลายคน ชายหนุ่มพวกนั้นสวมชุดเหมือนกันหมดดูจากการแต่งกายแล้วแตกต่างจากคนในเมืองนี้ที่ใส่แต่ชุดซ่อมซ่อเนื้อตัวมอมแมมลิบลับ

ประเมินแบบคร่าวชายฉกรรจพวกนี้ก็มีประมาณ 7-8 คนได้กลุ่มหนึ่งกรอบสาวน้อยผู้เรือนร่างบอบบาง ผมของเธอสีดำขลับยาวยาวประบ่า สีผิวดูดำคลำแต่ถึงเนื้อตัวจะดูมอมแมม เสื้อผ้าก็สกปรกซ่อมซ่อไปหน่อยแต่ถ้าพิจารณาดี ๆ เธอก็มีรูปร่างหน้าตาสวยใช้ได้เหมือนกัน ส่วนที่เหลือก็กำลังรุมทุ่มตีชายแกอย่างไม่ปราณีปราศัย แต่ที่สำคัญผู้คนหลายคนที่เห็นเหตุการณ์นี้ไม่มีผู้ใดยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือสองคนนี้เลย คนที่เห็นก็พาทำเป็นไม่เห็น บางก็วิ่งหนีไปเลย ถึงจะเป็นภาพน่าสลดใจยังไงแต่อัลลูไคก็ไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปยุ่งด้วยเหตุผลง่าย ๆ ที่ว่าเขาไม่ต้องการยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของโลกนี้ให้มันมากนัก แต่เขาก็รู้ดีว่าพกระบิดแรงสูงติดตัวมาด้วยแบบนี้ต้องรีบใส่สลักเสียก่อนที่เรื่องจะเลยเถิด อัลลูไคก็ตัดสินใจที่จะหันกลับมา

"ไม่ต้องไปสนใจเรื่องของที่นี่รีบไป........"

อัลลูไคกล่าวขึ้นพลางหันกลับไปมองดูสาวน้อยที่มากับเขาแต่ทว่ามันมีแต่ความว่างเปล่า ณ ตำแหน่งที่เธอจะยืนอยู่เมื่อตะกี้ไม่มีเธออยู่อีกแล้ว

"........เฮ้ออออออ~~~~~~"

ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลเข้มได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะสิ่งที่เขาได้เกรงกลัวได้เกิดขึ้นแล้ว และดูท่าจะหยุดไม่ได้แน่นอน อัลลูไครู้โดยอัติโนมัติแล้วว่า เธอคนนั้น ไปที่ไหนแล้วไม่ต้องคิดให้มากความชายหนุ่มมองไปยังจุดที่เกิดเหตุการณชุลมุนเมื่อครู่โดยไวและเป็นอย่างที่คิดซิลเวียไปยืนขวางหน้าผู้ชายพวกนั้นเป็นที่เรียบร้อย

"มันอะไรกันล่ะนังนี่!!!! โผล่จากไหน!!!?"

เสียงใหญ่ ๆ แฝงอารมณ์เกรี๊ยวกราดของชายฉกรรจคนหนึ่งแผดดังขึ้นเมื่อมันเห็นสาวน้อยผู้รูปร่างบอบบางในชุดคลุมซ่อมซ่อมัดผมเปียใหญ่คู่หนึ่งมายืนขวางหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

"พวกเจ้ายังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า? รังแกหญิงกับทำร้ายผู้เฒ่าเช่นนี้มันใช่การกระทำของชายชาตรีเช่นนั้นหรือ!!?"

แน่นอนซิลเวียพูดแบบนั้นแต่ชายพวกนั้นก็ฟังไม่ออกหรอกว่าหล่อนพูดอะไร เพราะมันเป็นภาษาที่ไม่รู้จักเลยพอมีคนนอกเข้าไปร่วมวงพวกกลุ่มที่รุมทำร้ายชายชราก็พลันหยุดมือและเดินมาล้อมกรอบเธอเอาไว้โดยไว

"เฮ้ย มองดี ๆ แม่นี่ก็สวยใช่ได้นี่หว่าเอาตัวไปด้วยเลยแล้วกัน!!!"

ชายหนุ่มอีกคนพูดขึ้นด้วยสีหน้าคิดมิดีมิร้ายกับสาวน้อยทั้งสองที่ยืนอยู่ตรงหน้า

"เออ!!! จริงด้วยว่ะ!!! จะเป็นใครก็ไม่สนล่ะเป็นผู้หญิงหน้าตาใช้ได้ก็พอ งั้นแกมานี่เลย!!!"

ชายคนหนึ่งเอื้อมมือมาสัมผัสบ่าของซิลเวียในวินาทีนั้นแววตาสาวน้อยสดใสของเธอพลันเปลี่ยนเป็นแววตาของมือสังหารที่เย็นชาและเหี้ยมโหด มือขวาพลันขยับจะไปคว้าจับดาบคู่กายที่เหน็บไว้ที่เอวด้านหลัง แต่ทว่ามือที่ขยับอย่างว่องไวก็ยังไม่ทันจะได้สัมผัสด้ามดาบร่างของชายที่จับบ่าเธออยู่ก็ปลิวไปชนกับฝาบ้านไม้ผุ ๆ ทะลุเป็นรูโบ๋วพร้อมกับเลือดสีแดงสดไหลนองออกมาราวกับท่อน้ำแตก ซิลเวียตะลึงกับภาพที่เกิดขึ้นเล็กน้อย มันเป็นวินาทีก่อนที่มืเธอจะคว้าด้ามดาบของเธอได้ หมัดขวาตรงของชายที่เธอรู้จักเขาดีกว่าใครก็พุ่งเข้าประเคนเข้าเต็มกรามของชายคนนั้นเสียงบางสิ่งแตกหักดัง กร๊อบ!!!!! แล่นผ่านโสตประสาทรับเสียงของเธออย่างชัดเจน กระโหลกของชายคนนั้นแตกยับด้วยพลังชกของ อัลลูไค รีเซลวา ชายผู้มักจะคอยแกล้งเธอประจำ ๆ คนนั้นนั่นเอง

"อย่ามายุ่งกับผู้หญิงของคนอื่น.........."

น้ำเสียงเย็นชา แววตาที่สงบนิ่งราวน้ำแข็งแต่แฝงไว้ซึ่งความเกรี้ยวกราดจ้องมองไปยังเหล่าชายฉกรรจที่เหลือ เสี้ยววินาทีนั้นมันช่างยากจะบรรยายจริง ๆ ความเย็นยะเงียบแล่นผ่านสันหลังของชายกลุ่มนั้นเมื่อพวกเขามองสภาพของเพื่อนที่กระโหลกยุบลงไปและมีเลือดไหลทะลักออกมาทั้ง หู ตา จมูก ปาก

"กะ แก!!! กล้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ของบอนล์อย่างพวกเราหรือ!!!? พวกเราฆ่ามัน!!!!" 

ทหารของบอนล์ที่เหลือชักปืนพกออกมาเล็งไปยังจุดที่พวกเขายืนอยู่ทันที

"เป็นเรื่องใหญ่จนได้ เพราะเจ้าแท้ ๆ เลยรู้ไหม?" อัลลูไคพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแสดงความเหนื่อยหน่ายโดยที่มิได้หันหลังไปมองหน้าซิลเวียแม้แต่น้อย

"อะไรกันเล่า!!? คนลงมือน่ะมันเจ้าไม่ใช่เหรอ!!!?"

ซิลเวียมองค้อนด้วยความไม่พอใจเมื่อได้ยินแบบนั้นแต่อัลลูไคก็ไม่ได้สนใจจะหันกลับมาพร้อม ๆ กันนั้นมือขวาก็จับดาบคู่กาย เดลฟริงเกอร์ ที่เหน็บไว้ที่เอวอย่างว่องไว

ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!

เสียงปืนพกดังขึ้นหลายนัด ทหารของบอนล์ทั้งหมดกระหน่ำยิงใส่โดยไม่สนว่าใครจะโดนลูกหลงหรือไม่ แต่อัลลูไคที่ดึงดาบออกมาไวเสียกว่าปืนพวกนั้นจะลั่นไกด้วยซ้ำ ใบดาบถูกหมุนอย่างรวดเร็วจนมองเห็นเป็นแผ่นโลหะสีเงินกลม ๆ ป้องกันกระสุนปืนทั้งหมดที่ยิงมาได้อย่างง่ายดาย ทหารบอนล์กระหน่ำยิงจนกระสุนหมด แต่กระสุนที่ยิงไปทั่งหมดถูกจัดเรียงไว้บนใบดาบสีเงินที่คมกริบนั้นเป็นแถวสวยงาม อัลลูไควางกระสุนที่รับไว้ทั้งหมดเรียงบนพื้นข้างหน้าเป็นแถวหน้ากระดาน

"ก็ถ้าเจ้าไม่เข้ามาแส่ ข้าก็คงไม่ต้องลงมือ และเจ้าพวกนี้ก็คงจะไม่ต้องพบจุดจบเช่นนี้หรอก"

สิ้นคำพูดนั้นใบดาบอันคมกริบก็ถูกตวัดอย่างว่องไวลูกกระสุนที่วางเรียงไว้เมื่อครู่ถูกซัดคืนไปหมด กระสุนเหล่านั้นปลิดชีพทหารบอนล์ทั้งหมดในเสี้ยววินาทีพวกนั้นล้มลงจมกองเลือดภายใต้ความตกใจของผู้มองดูเหตุการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ชาวบ้านก็เริ่มซุบซิบกันต่าง ๆ นานาแต่อัลลูไคมิได้สนใจอะไรเขาสะบัดดาบและค่อย ๆ เก็บมันเข้าฝักอย่างเยือกเย็น

"ไปเถอะซิลเวีย เราไม่ควรอยู่ที่นี่แล้ว"

อัลลูไคเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบก่อนจะเริ่มก้าวเท้าเดินต่อไปส่วนซิลเวียก็โบกมือให้สาวน้อยคนนั้นเป็นสัญญาณแห่งการบอกลา แต่ระหว่างที่กำลังจะก้าวเดินไปนั้นมือซ้ายของเธอก็ถูกดึงเอาไว้ด้วยมือของสาวน้อยคนนั้น เธอพยายามพูดอะไรบางอย่างแต่น่าเสียดายซิลเวียฟังไม่รู้เรื่องผู้คนรอบ ๆ ก็ไม่ให้ความสนใจใยดีอะไรต่างพากันปิดบ้านเงียบราวกับจะหนีความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเด็กสาวคนนั้นพยายามดึงมือซิลเวียเพื่อพาเธอไปหาชายชราที่นอนฟุบอยู่  แน่นอนว่าอัลลูไคฟังไม่เข้าใจระหว่างนั้นอัลลูไคก็สะบัดมือเล็กน้อยบังเกิดเป็นละอองแสงเล็ก ๆ โปรยปรายลงที่ตัวเขากับซิลเวีย

"ได้โปรดเถอะ!!! ได้โปรดช่วยปู่ของฉันด้วย!!!"

สาวน้อยผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำตานองหน้าพลางมองไปยังชายชราที่บาดเจ็บสาหัส ซิลเวียที่เห็นสภาพของชายแก่แล้วก็อดรนทนไม่ได้เธอรีบตรงไปหาชายชราและเริ่มใช้สิ่งที่เธอถนัดทันที วงไสยเวทย์ดาวห้าแฉกปรากฏขึ้นที่พื้นตรงที่ชายชรานอนหายใจรวยรินอยู่พริบตานั้นละอองแสงขาวบริสุทธิ์ที่ดูอ่อนนุ่มก็ค่อย ๆ โปรยปรายลงมายังร่างของชายชรา สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็บังเกิดขึ้นบาดแผลทั้งหมดบนร่างชายชราค่อย ๆ หายไปหมดจนไม่เหลือแม้แต่รอยถลอก แม้คราบเลือดจะยังอยู่แต่บาดแผลหายไปหมดสิ้นในชั่วพริบตา เมื่อบาดแผลหายหมดสิ้นชายชราก็ได้สติเป็นจังหวะเดียวกับที่อัลลูไคเดินเข้ามาพอดี

"พวกคุณเป็นใคร?" ชายชราเอ่ยถามเช่นนั้นในตอนนี้ทั้งอัลลูไคและซิลเวียเข้าใจในสิ่งที่ชายชราพูดแล้ว

"ก็แค่คนที่บังเอิญผ่านมา ไม่ต้องห่วงข้าไม่อยู่ที่นี่นานหรอก" อัลลูไคตอบพร้อมทำท่าจะเดินจากไป

"ช้าก่อน พวกคุณช่วยเราไว้อย่างน้อยขอให้ข้าได้ตอบแทนท่านซักนิดเถอะ" สาวน้อยที่เข้าไปประครองปู่ของเธอกล่าวขึ้น

"ไม่จำเป็นหรอก" พูดจบอัลลูไคก็ทำท่าจะเดินจากไปแต่แล้วเสียงประหลาด ๆ มันก็ดังขึ้น

จ๊อกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ต้นตอของเสียงนั้นมาจากคนใกล้ ๆ ตัวนั่นเองสาวน้อยผู้มีผมเปียคู่เป็นเอกลักษณ์ถึงกับหน้าแดงแจ๋ด้วยความเขินเลยทีเดียว อัลลูไอจึงได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกรอบ

"เฮ้ออออออออ~~~~~~~~ งั้นขอเป็นอาหารซักมื้อก็แล้วกัน........"

"ค่ะ!!!!!"

สาวน้อยตอบรับด้วยสีหน้าเปี่ยมความยินดีส่วนซิลเวียก็ยิ้มด้วยความดีใจ และพวกอัลลูไคก็ถูกพามายังบ้านของชายชราที่นี่ดูเก่ามาก มีรอยผุพังหลายจุดแต่ก็ยังพอคุ้มแดดคุ้มฝนได้บ้าง เครื่องเรือนต่าง ๆ ก็ดูเก่าคร่ำคร่ามากอัลลูไคกับซิลเวียถูกพามานั่งอยู่ที่ห้องรับแขกที่จริง ๆ แล้วมันก็แค่โต๊ะเหลี่ยม ๆ ที่อยู่กลางบ้านนั่นแหละ เพราะแค่เดินไปอีกไม่เกิน 2 ก้าวก็เตียงนอนแล้ว เรียกได้ว่าแคบกว่าห้องเก็บของใต้บันไดที่คฤหาสน์ของเขามากนัก อาหารพื้นที่สาวน้อยผิวดำผู้นี้จัดเตรียมมาแบบตามมีตามเกิด ก็รสชาติใช้ได้อยู่หรอก

"ขอเบิ้ลอีกชาม!!!" ซิลเวียที่ซัดจานแรกหมดเกลี้ยงรีบยื่นชามไปหาสาวน้อยที่ยืนรอทำหน้าที่บริการอยู่ใกล้ ๆ ด้วยสีหน้าสุขขีแต่วินาทีต่อมา

โป๊ก!!!!!!!!!!

"โอ้ย!!! ทำอะไรของเจ้าเนี้ย!!!?" ซิลเวียตะโกนลั่นพลันเอามือกุมหน้าผากเพราะโดนสันมือพิฆาต อัลลูไคชอป เข้าเต็มดอก

"หัดเกรงใจเขาซะบ้างเถอะยัยเพี้ยน!!!"

"อะไรเล่า!!? ก็ข้ายังไม่อิ่มนี่นา ขอเบิ้ลอีกชามไม่ได้เหรอ!!?" ซิลเวียค้อนด้วยสายตาไม่พอใจสุด ๆ ราวกับเด็กที่กำลังงอนผู้ใหญ่ผู้ขัดขวางการกินขนมที่ชอบ

"ไม่ต้องห่วงค่ะ ยังมีอีกเยอะเชิญท่านทั้งสองทานให้เต็มที่เถอะคะ"

"ไม่ต้องหรอกสาวน้อย เอ้าถ้ายังไม่อิ่มก็ของฉันไป" พูดจบอัลลูไคก็ส่งจานอาหารของตนเองไปวางตรงหน้าซิลเวีย

"จริงเหรอ!!? ห้ามเอาคืนนะ!!" พูดจบซิลเวียก็รีบทานอาหารชามนั้นทันทีโดยไม่รอฟังเลยว่าอีกฝ่ายจะตอบอย่างไรฝ่ายสาวน้อยที่ยืนถือจานรอเก้ออยู่ก็รีบมองมายังอัลลูไคทันที

"เอ่อ คุณ........."

"มีชาไหม?" อัลลูไคเอ่ยถามด้วยเสียงเรียบ

"อะ...มีคะ"

"งั้นขอซักถ้วยสิ"

"ค่ะ!!! เอ่อต้องขออภัยที่แนะนำตัวช้าไปนะคะ ฉันชื่อไอซิสค่ะ แล้วคุณ......."

"อัลลูไค ส่วนแม่ผมเปียที่กำลังกินไม่ลืมหูลืมตานั่นชื่อ ซิลเวีย"

"ค่ะ คุณอัลลูไครอซักครู่นะคะ จะไปชงชามาให้ค่ะ"

พูดจบไอซิสก็เดินไปชงชาในครัวซึ่งจริง ๆ ก็อยู่ไม่ไกลจากตรงหน้านี้หรอกประมาณห้าก้าวเห็นจะได้ไม่นานนักไอซิสก็เดินถือถ้วยชาร้อน ๆ มาอย่างระมัดระวังก่อนจะวางมันตรงหน้าอัลลูไค ชายหนุ่มยกมันขึ้นดื่มอย่างช้า ๆ ระหว่างนั้นชายชราก็เปิดประตูเข้ามา

"อาหารพื้น ๆ ของเราอาจไม่ถูกปากพวกท่านมากนักแต่ก็......" ชายชราเอ่ยไม่ทันจบซิลเวียก็แทรกขึ้นมาทันที

"ไม่หรอกท่านผู้เฒ่ามันอร่อยมากเลยล่ะ!!"

"โฮ่โฮ่ ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็ดีใจต้องขออภัยที่กล่าวทักทายพวกท่านช้าไป ข้าชื่ออูตันแต่คนที่นี่เรียกข้าว่าผู้เฒ่ากันหมดนั่นแหละ"

ชายชรากล่าวแนะนำตนเองเสร็จก็ค่อย ๆ เดินมานั่งเก้าอี้อย่างยักเย้อยักยันจนหลานสาวต้องมาช่วยประครองเมื่อนั่งลงได้แล้วผู้เฒ่าอูตันก็เริ่มบทสนทนาต่อไป
บันทึกการเข้า

To Aru Kagaku no Unicorn



จงต่อสู้เพื่อความฝันในวันอับโชค 

http://raymiel02.exteen.com/ บล็อกที่อัพมั่งไม่อัพมั่ง
Alasthor
The Star Combatant
Legendary Pilot
******
กระทู้: 1198



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2009, 08:05:52 PM »

- The Birth of The Lighting -

ทางเดินท่ามกลางทุ่งหญ้าที่ไม่มีวี่แววบ้านเรือนผู้คน แต่กลับมมีชายใส่ผ้าคลุมมีฮู้ดปิดหน้าปิดตาเดินไปบ่นไปอยู่
"...เฮ้อ ก็รู้อยู่หรอกนะว่าไอ้ดวงอาทิตย์ที่ลอยอยู่นี่มันไม่ใช่ของแท้ แต่ไอ้แดดร้อนๆที่ส่องมานี่มันร้อนเป็นบ้าเลยสิน่า"
ว่าไปพลาง ก็ปัดเหงื่อทิ้งไปพลาง

สิ่งที่ชายหนุ่มพูดถึงก็คือเครื่องจักรเวท ที่ทำหน้าที่ให้แสงสว่างและความร้อนกับที่สถานที่แห่งนี้ "โลกใต้พิภพ"
สถานที่ๆอารยธรรมต่างไปจากโลกเบื้องบน ที่ๆอารยธรรมทางวิยาศาสตร์และเวทมนตร์ถูกสร้างผสมผสานควบคู่กันไป
เป็นอารยธรรมที่จะบอกว่าล้าสมัยก็ไม่ใช่ เพราะมีทั้งพาหนะที่ใช้เครื่องจักรขับเคลื่อน อาวุธสงคราม เทคโนโลยีต่างๆ
หรือแม้กระทั่งอาวุธระดับสูงที่เรียกว่าจักรกลเวท ที่ใช้ทั้งเครื่องจักรและพลังเวทเป็นส่วนขับเคลื่อน
ส่วนจะว่าเป็นอารยธรรมที่ล้ำสมัย ก็ไม่ใช่อีกเช่นกัน เพราะผู้คนเกือบครึ่งในเมืองๆหนึ่งยังใช้วิถีชีวิตแบบเรียบง่าย
ทั้งสร้างบ้านแบบโบราณ ใช้ม้าในการเดินทางในระยะไม่ไกลนัก มีตลาดแบบแบกะดินอยู่ตามหมู่บ้านทั่วไป
นี่ยังไม่รวมถึงมีกระทั่งปราสาทหรูหราที่ตั้งอยู่ตามเมืองหลวงของรัฐต่างๆ และเป็นที่อยู่ของผู้ปกครองระดับสูงอีกด้วย

ชาว ใต้พิภพโดยส่วนใหญ่ รับรู้การคงอยู่ของผู้ที่อยู่บนผืนพิภพเบื้องบน (กลับกันคนบนพื้นโลกมีจำนวนน้อยทีรับรู้การคงอยู่ของชาวใต้พิภพ)
และมีการติดต่อค้าขายกับชาวพื้นโลก การขึ้นไปบนผิวโลก จะใช้เครื่องจักรขนย้ายตามเมืองใหญ่ทั่วๆไป
แต่ชาวใต้พิภพมักจะไม่นิยมเปิดเผยตัวตนสักเท่าไร เพราะเหตุผลหลายอย่าง ทั้งอารยธรรม การดำเนินชีวิต ที่แตกต่างกัน
แต่ก็มีบางคนที่ชอบการผจญภัยหรือนิสัยแปลกๆแบบต่างๆ ชอบที่จะใช้ชิวิตบนโลกเบื้องบน

"เดินมาตามป้ายบอกทางก็หลายชั่วโมงแล้ว หมู่บ้านคาล์มวินด์ที่ป้ายบอกนี่มันอยู่ไหนฟะเนี่ย...หือ"
ชายหนุ่มยืนนิ่งเพราะได้ยินเสียงบางอย่างด้านหลัง เมื่อเพ่งไปลิบๆก็เห็นม้ากำลังควบเข้ามาใกล้ๆ
"โอ้...ในที่สุดก็มีคนมาให้ถามทางซักที" ว่าพลางเดินไปโบกมือให้คนที่อยู่บนม้าที่กำลังเข้ามาใกล้ๆเห็น
"อ้าว มาจากไหนล่ะ เจ้าหนุ่ม แล้วกำลังจะไปไหนต่อ" ชายวัยประมาณเกือบๆ 60 หน้าตาใจดีถามอย่างอารี
"คุณ ลุงรู้จักหมู่บ้านคาล์มวินด์ไหมครับ คือผมมีธุระที่นั่นนิดหน่อยน่ะ ส่วนมาจากที่ไหน เดินออกมาจากหมู่บ้านเคฟร๊อคตอนรุ่งสางน่ะครับ"
ชายหนุ่มตอบอย่างร่าเริง
"คา ล์มวินด์รึ รู้จักสิหมู่บ้านที่ลุงอยู่เอง ลุงเองก็เปิดร้านขายอาหารกับเครื่องดื่มที่นั่นล่ะชื่อร้าน ไวท์คลาวด์ หมู่บ้านไม่ไกลจากที่นี่นักหรอก
ข้ามเนินข้างหน้าที่เห็นนั่นก็ถึงแล้ว หมู่บ้านมันอยู่ที่ราบลงไปเนินมันเลยบังไงล่ะ ว่าแต่เดินมาจากเคฟร๊อคเรอะ
เจ้านี่แข็งแรงดีนะ ที่นั่นมันห่างจากตรงนี้เกือบ 100 กม. ใช้เวลาแค่นี้เดินมาจนถึงที่นี่แล้ว"คุณลุงพูดออกมาอย่างทึ่งๆ
"ฮ่าๆๆๆ ผมก็มีดีที่ตรงความอึดของร่างกายนี่ล่ะ ขอบคุณมากนะครับที่บอกทางให้" ชายหนุ่มพูดไปหัวเราะไป
"ไม่ เป็นไรๆแค่นี้เอง เอาล่ะลุงต้องรีบไปเปิดร้านก่อน ถ้าไปถึงแล้วก็แวะร้านลุงบ้างแล้วกัน" พุูดเสร็จก็ขี่ม้ามุ่งหน้าไปทางที่บอกกับชายหนุ่ม
"เอาล่ะ เราก็ไปบ้างดีกว่านะ" ชายหนุ่มขยับผ้าคลุมให้ดีแล้วก็เริ่มออกเดิน...

"อื้ม เป็นหมู่บ้านที่คึกคักดีแฮะ แต่จะมีคนเก่งๆให้เราไปฝึกด้วยไหมหว่า" ตอนนี้ชายหนุ่มเดินดูของอยู่ที่ตลาดในหมู่บ้านคาล์มวินด์แล้ว
"ขั้นแรกก็ ต้องหาข่าวสารแล้ว...." จ๊อกกกกๆๆๆ เสียงท้องร้องติดต่อกันเป็นแมชชีนกัน "..แล้วก็ต้องหาอะไรกินก่อนล่ะนะ ไปร้านของคุณลุงคนนั้นดีกว่า เขาอุตส่าห์ชวนทั้งที"
"คุณป้าครับ ร้านอาหารที่ชื่อไวท์คลาวด์ไปทางไหนครับ" คุณป้าแม่ค้าผลไม้ได้ยินเสียงทักก็เงยหน้าขึ้นมา
"ร้าน ไวท์คลาวด์น่ะรึ อยู่เลยหัวมุมทางนั้นไปนิดเดียว แต่พ่อหนุ่มถ้าไม่มีธุระอะไรอย่าไปเลยดีกว่า อาหารน่ะไปกินร้านอื่นก็ได้"คุณป้าตอบพร้อมทำหน้าไม่สบายใจนัก
"ทำไมล่ะครับ"พูดพลางจับท้องไม่ให้มันร้องดังกว่านี้
"ก็เจ้าบัลกัสที่เป็นหัวหน้าของที่ฝึกอะไรสักอย่างนี่ล่ะ มันดันเข้าไปหาเรื่องลุงเจ้าของร้านบังคับให้ขายบ้านอีกแล้วน่ะสิ
มันอยากได้มาขยายโรงฝึกของมันนั่นล่ะ แต่คุณลุงเขาไม่ยอมขาย มันเลยใช้วิธีก่อกวนมาจนทุกวันนี้
ในสายตาชาวบ้านมันก็แค่อันธพาลดีๆนี่ล่ะ" คุณป้าร่ายยาวหน้าเศร้าออกมาให้ชายหนุ่มฟัง
"อ้าว แล้วไม่มีพวกเจ้าหน้าที่หรืออะไรมากำหราบมันได้บ้างรึครับ" ชายหนุ่มถามอย่างงงๆในความกร่างของเจ้าบัลกัสอะไรนั่น
"มัน เก่งจริงน่ะสิพ่อหนุ่ม เลยกร่างได้กร่างดี แถมมันมีคนหนุนหลังดีส่งจักรกลเวทมาให้ 4-5 ตัวเชียวนะ เจ้าหน้าที่เลยไม่กล้าน่ะ" คุณป้าตอบพร้อมทำหน้าเศร้าเข้าไปอีก
"อืม ผมพอเข้าใจล่ะ เอาเป็นว่าขอบคุณนะครับที่บอกทางให้ แต่ผมจะลองไปดูที่ไวท์คลาวด์สักหน่อยดีกว่า เผื่อจะทำอะไรได้บ้าง"
พูดเสร็จก็ออกวิ่งไปในทางที่คุณป้าบอก
"เดี๋ยว พ่อหนุ่มมันอันตรายนะ" คุณป้าร้องเตือนแต่ชายหนุ่มก็วิ่งลับตาไปแล้ว

"...ที่นั่นสินะ" ชายหนุ่มมายืนที่หน้าตึกไม้ขนาดกลางที่ติป้ายว่า -ไวท์คลาวด์- แล้วก็เดินเข้าไปในกลุ่มคนที่ยืนมุงหน้าร้าน
"ขอทางหน่อยครับ" พูดพลางเดินเบียดกลุ่มนักมุงเข้าไปในร้าน ไม่วายจะมีคนเตือนว่าอันตราย อย่าเข้าไป
เมื่อเข้าไปก็เห็นผู้ชายตัวเป้ง ยืนข่มขู่คุณลุงเจ้าของร้านพร้อมพวกอีก 3- 4คน

"..จะขายไหมไอ้แก่" เสียงอุบาทว์โสตประสาทดังขึ้น พร้อมกับเจ้าตัวเป้งที่น่าจะเป็นเจ้าบัลกัสเอามือไปกระชากคอเสื้อของคุณลุง
"ไม่มีทาง ร้านนี้เป็นมรดกของตระกูลชั้น ไม่มีทางที่ชั้นจะขายให้พวกไม่รู้คุณค่า เอาไปทำเป็นแหล่งมั่วสุมทำเรื่องเลวๆ
แล้วอ้างว่าเป็นโรงฝึกหรอก จะขายให้แก ชั้นยอมตายดีกว่า" คุณลุงพูดอย่างเด็ดเดี่ยว
"อ้อ ขอซื้อดีๆมีเงินเอาไว้ใช้ไม่ชอบ...งั้นก็ตายซะตามคำขอ" พูดพลางเหวี่ยงหมัดขนาดยักษ์เข้าใส่หน้าคุณลุง
คุณลุงที่หลับตารอรับหมัดอยู่ก็ได้ยินเสียงทึบๆดัง ตึ้บ แต่ไม่ได้มาจากกำปั้นที่จะมาโดนหน้าตนเองเข้าก็ลืมตาขึ้นมา
พบว่าชายหนุ่มในฮู้ดและผ้าคลุมมายืนขวางหน้าแล้วรับหมัดด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ
"รังแกคนแก่ไม่มีทางสู้แบบนี้มันไม่ดีเลยนะ" เสียงพูดเรียบๆดังออกมาจากฮู้ด
"อย่ามาสะเอะโว้ย ไอ้กุ้งแห้ง ตัวแค่นี้เดี๋ยวพ่อจะอัดให้ร่วงถ้าไม่รีบหลีกไป" เจ้าบึ้กบัลกัสพูดอย่างอวดดี
"เฮ้อ ออออ เห็นว่าอย่างน้อยมีการตั้งโรงฝึก น่าจะมีการขัดเกลานิสัยและท่วงท่าให้เป็นผู้เป็นคนสักหน่อย สงสัยจะมองโลกแง่ดีเกินไปนะเรา"
"ใช้แต่แรงยังงี้ เอาไปทำไร่ไถนาจะเกิดผลมากกว่ามั้ง ว่าไหมครับคุณลุง" ด่าซึ่งๆหน้าไป 1 ชุดก็หันไปยิ้มคุยกับคุณลุง
"พ่อหนุ่มหนีไปเถอะ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของลุง ลุงไม่อยากให้พ่อหนุ่มมาเป็นธุระรับเคราะห์ไปด้วย" คุณลุงพูดอย่างเด็ดเดี่ยว

"พูดผิดแล้วครับ ไอ้หมอนี่ล่ะธุระของผมตั้งแต่แรก ผมเดินทางไปหมู่บ้านต่างๆเพื่อขอประลองฝึกฝีมือกับผู้ที่แข็งแกร่งในแต่ละที่
เจอคนที่ยอดเยี่ยมทั้งร่างกายและจิตใจมาก็พอควร แต่โดยมากจะเจอพวกบ้าๆแบบนี้มากกว่า ตอนแรกก็หวังกับที่หมู่บ้านนี้เหมือนกัน
ไม่นึกว่าจะมาเจอไอ้พวกอันธพาลบ้าบอแบบนี้อีก" ชายหนุ่มพูดเหมือนอยูในบรรยากาศกำลังดื่มชาเล่าการผจญภัยให้ผู้อื่นฟัง
ทั้งๆที่ไอ้ 4-5 คนด้านหลังเตรียมจะกระโดดใส่อยู่แล้ว พลางถอดฮู้ดและผ้าคลุมออก เผยให้เห็นเส้นผมและดวงตาคมกล้าสีดำ

"เอา ล่ะ เข้ามาได้เลย พร้อมๆกันก็ได้ แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะ ท้องชั้นหิวแล้วออมมือไม่เป็นนะ" พูดพลางหันกลับไปเผชิญหน้าอันธพาลที่ยืนอยู่
"ลูกพี่ ไอ้นี่ผมจำหน้ามันได้ รู้สึกจะชื่อลูซิเฟอร์ อะไรสักอย่างนี่ล่ะ มีข่าวลือว่ามันไปประลองกับคนเก่งๆแล้วปราบมาเรียบแล้ว" ลูกสมุน A บอกเจ้าบัลกัส
"แล้วไงวะ ก็แค่คนเดียว พวกเรามีตั้ง 5 คน ลุยเข้าไปเลย" พูดปลุกใจเสร็จก็วิ่งนำลูกน้องเข้าไปทันที
"คุณลุงครับ ผมขอโทษนะที่อาจจะต้องพังของบางอย่างในร้านคุณลุง แต่ผมจะชดใช้ให้" ลูซิเฟอร์หันมายิ้มบอกเจ้าของร้าน

5 นาทีถัดมา ข้างนอกร้านนักมุงทั้งหลายก็ได้ยินเสียงคนตะโกนออกมาว่า
"ข้างนอกช่วยหลบทีคร้าบบบบบบบบ" เสียงตะโกนยังไม่ทันหายก็มีเสียงอื่นมาแทนที่
โครม!!! พร้อมกับบัลกัสและลูกสมุนลอยผ่านประตูหน้าต่างออกมากองหน้าร้าน
ต่อด้วยลูซิเฟอร์ที่เข้ามายืนใกล้ๆ แล้วหยิบถุงใส่เงินของทั้งหมดเอาไปใช้ลุงเจ้าของร้านก่อนมาบอกว่า
"เพราะพวกนายทำให้ชั้นลงมือ ร้านนี้ก็เลยเสียหาย เพราะฉะนั้นก็ควรต้องให้พวกนายออกเงินรับผิดชอบล่ะนะ"
"ฝากไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกข้าจะมาเอาคืนเป็นเท่าตัวเลย"หลังจากพูดอาฆาตตามแบบผู้ร้ายเกรด 3 แล้ว
บัลกัสและลูกสมุนจึงรีบวิ่งกลับไป

"พ่อหนุ่ม ลุงขอบใจที่มาช่วย แต่แบบนี้พ่อหนุ่มเองจะลำบากนะถ้ามันมาแก้แค้นน่ะ แถมลุงก็ไม่มีอะไรตอบแทนด้วย"
ลุงเจ้าของร้านพูดขึ้นเมื่อเก็บกวาดร้านเรียบร้อยแล้ว
"โอ๊ย อย่าคิดมากครับ เรื่องแบบนี้ผมเจอมาจนเอียนแล้ว แถมลุงเลี้ยงข้าวผมขนาดนี้อีก ไม่ต้องตอบแทนแล้ว"
ลูซิเฟอร์คุยไปพลางเขมือบอาหารกองโตไปพลาง
"อย่างนั้นผมจะออกจากหมู่บ้านนี้แล้วล่ะ เผื่อไอ้บ้าพวกนั้นกลับมาแก้แค้น คุณลุงจะได้ไม่โดนลูกหลง ขอบคุณที่เลี้ยงนะครับ"

หลังจากเดินออกมาจากหมู่บ้านคาล์มวินด์ประมาณ 1 ช.ม.
"เสียงอะไรล่ะนั่น" ลูซิเฟอร์หันไปมองบนท้องฟ้าด้านหลัง
แล้วก็ต้องปวดหัวอีกรอบเมื่อโจทก์เก่าบินกลับมา พร้อมอาวุธจักรกลรุปร่างมนุษย์สูงประมาณ 15 เมตร 5 ตัว
"ฮ่าๆๆๆ ว่ายังไง ไอ้หนู บอกแล้วไม่ใช่เรอะว่าข้าจะกลับมาเอาคืนน่ะ" บัลกัสผู้คิดว่าตัวเองได้เปรียบมหาศาลพูดจาสุดโม้อีกครั้ง
ก่อนจะเห็นว่าลูซิเฟอร์วิ่งสุดฝีเท้า เข้าไปในป่าทึบที่อยู่ใกล้ๆแล้ว "ตามมันไป อย่าให้รอดนะโว้ย"สั่งเสร็จตนเองก็นำหน้าไปอีกครั้ง
"ไอ้พวกนี้มันบ้าเอาเรื่องจริงๆแฮะ ขนของหนักมาเล่นงานเราคนเดียวเนี่ยนะ สงสัยต้องหนีให้รอดอย่างเดียวแล้วแฮะ"
พูดปลงตัวเองไปพลางวิ่งไปพลาง จนมาสะดุดที่โบราณสถานเก่าๆแห่งหนึ่ง
"รอด แล้ว หลบเข้าไปในนี้สักพักแล้วกัน ป่ามันก็กว้างปานนี้ไอ้เจ้าบัลกัสคงไม่เจอที่นี่ง่ายหรอกนะ" ชายหนุ่มพูดกับตัวเองแล้วเดินเข้าไป
วิ้ง "อึ๊ก เสียงอะไรดังในหัวเนี่ย" ลูซิเฟอร์คิดหลังจากเดินผ่านเข้ามาได้สักพักก็มีเสียงแปลกๆดังขึ้นในหัวตัวเอง

"เอ๋ ข้างในนี้มันไม่น่าจะเป็นของโบราณเลยแฮะ ถึงจะดูเก่าแต่ตามทางเดินหรือผนังมันน่าจะเป็นโลหะทั้งนั้นนี่ แถมมีสวิตช์แปลกๆอีก"
ตอนนี้ข้างหน้าของลูซิเฟอร์คือจอข้อความภาษาโบราณ "เฮ้อ ถึงจะมีข้อความอะไรก็อ่านไม่ออกอยู่ดีล่ะนะ...เอ๋ เดี๋ยวสิ ชั้นอ่านออกได้ไง"


- ถึงผู้ที่เข้ามายังสถานที่แห่งนี้และหากท่านอ่านข้อความนี้ได้
นั่นหมายถึงว่าท่านได้ถูกเพิ่มความรู้และความจำจากอดีตกาลได้สำเร็จ("ไอ้เสียง วิ้งๆ ที่ดังในหัวนั่นสินะ")ชายหนุ่มคิดพลางอ่านต่อ
และนับว่าท่านโชคดีมากที่สมองไม่ถูกทำลายเสียก่อน
จากการรับข้อมูลจำนวนมหาศาล("เฮ้ย จริงดิ")
เราใคร่ขอให้ท่านได้รับการทดสอบที่นี่ด้วย เพื่อทดสอบว่าท่านเป็นผู้ที่คู่ควร
คู่ควรที่จะเป็นสหายศึกของเทพมารจักรกลที่หลับไหลอยู่ที่แห่งนี้
เพื่อช่วยโลกใต้พิภพ โลกเบื้องบนและจักรวาล หากท่านยอมรับการทดสอบ
วางฝ่ามือลงบนจอภาพนี้ การทดสอบจะเริ่มขึ้น หากท่านไม่ยอมรับ
เราใคร่ขอให้ท่าพาผู้ที่มีคุณสมบัติผู้อื่นมาแทนด้วย อนึ่งเมื่อท่านผ่านการทดสอบ
ท่านจะได้รับรู้ถึงตัวตนที่เป็นศูนย์กลางของวิกฤติครั้งนี้ และจะได้หาทางแก้ไขให้ได้
ลาก่อนผู้กล้าที่ประสงค์จะรับการทดสอบ เราขอยกย่องพวกท่านจากใจ -

"อืม การทดสอบถ้าไม่ยอมรับก็ให้ไปหาคนอื่นมาแทนเรอะ เกิดคนที่มาแทนทน ไอ้วิ้งๆ ไม่ได้จะว่าไงฟะ
แถมตอนนี้โลกเบื้องล่างก็ไม่มีอะไร โลกข้างบนก็ไม่เคยไป อวกาศนี่ไม่เคยคิด ถ้าจะลองขึ้นไป
ก็ต้องลุยล่ะ" สิ้นเสียงบ่นมือขวาก็ประทับลงไปบนจอ

เวลาผ่านไป 5 ช.ม.

ครืน!!! เสียงดังขึ้นเมื่อสิ่งที่ดูเหมือนผนังหินพังลงมา

"แฮ่กๆๆ โอย เหนื่อยเฟ้ย ไอ้กับดักแต่ละอย่างนี่มันทำมาให้คนตายคาที่ใช่ไหมเนี่ย แถมด่านสุดท้ายนี่อะไรฟะ
ทางออกไม่มีให้ต้องพังเอาเอง อยากจะให้คนมาปกป้องโลกจริงไหมเนี่ย" ลูซิเฟอร์ในสภาพโทรมสุดขีด
โผล่ออกมาในห้องโถงขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง เมื่อตาชินกับแสงแล้วจึงได้เห็นสิ่งที่อยู่กลางห้อง
"นั่นรึ เทพมารจักรกลที่หลับไหล เท่เป็นบ้าเลยแฮะ" สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าคือจักรกลเวท สูงประมาณ 20 เมตร
สีขาวอมฟ้า สิ่งที่สะดุดตาคือเกราะแขนขา ที่เห็นได้ชัดว่าถูกสร้างมาเพื่อใช้ทะลุทะลวงศึกระยะประชิด

หลังจากขึ้นไปนั่งในค๊อคพิท ลูซิเฟอร์ก็เอ่ยขึ้นมาว่า"แล้วมันบังคับยังไงล่ะเนี่ย หรือว่า..."  วิ้ง
"เอาอีกแล้วเรอะ โดนบ่อยๆมีหวังหูแตกพอดี"
"..อืม วิธีบังคับโดนยัดเข้ามาในหัวแล้ว ทีนี้ก็ลองเดินเครื่องสินะ" เมื่อจับคันบังคับ ข้อมูลสุดท้ายก็ปรากฎที่เบื้องหน้า
"นี่รึ ศูนย์กลางของเหตุการณ์ เทพธิดาสีฟ้าขาว อสูรสีแดงและสีดำ ยักษ์สีฟ้า แล้วพวกเราจะไหวไหมน้อ
แต่ว่าคิดมากไปก็ไร้ประโยชน์สินะ ลองไปลุยกันสักตั้งแล้วกัน ขอเรียกชื่อของนายครั้งแรกล่ะนะคู่หู"
ดวงตาของเทพมารจักรกลก็ได้เรืองแสงเหมือนเป็นการตอบรับคำพูดนั้น
"ไปเลย จงคำราม Ixion"

ด้านนอกโบราณสถาน

"ลูกพี่หามาตั้งนานแล้ว มีแต่ที่นี่ล่ะที่พอจะซ่อนตัวได้" สมูน A บอกกับลูกพี่ตนเอง
"งั้นก็รอมันที่นี่ล่ะ เราไม่ได้ไล่มันมาแถวนี้เดี๋ยวมันตายใจว่าเราหาไม่เจอก็ออกมาเอง ว่าแต่พวกแกได้ยินเสียงอะไรไหม"
บัลกัสเริ่มวางแผนด้วยสมองน้อยๆของตนเองพร้อมกับถามลูกน้องไปด้วย

ครืน ครืน ครืน ตูม!!! และแล้วบัลกัสก็ได้รับคำตอบของคำถามนั้น
ท่ามกลางฝุ่นที่คลุ้งกระจาย เทพมารจักรกลยืนตระหง่านอยู่
และหันหน้ามองไปรอบๆจนเห็นหน้าบัลกัส ลูซิเฟอร์จึงเปิดค๊อคพิทมาทักทาย
"ว่ายังไงบัลกัส ตอนนี้ชั้นก็ได้คู่หูคนนี่้จากข้างในนั้นแล้วนะ เราเลิกราเรื่องนี้ต่อกันดีไหม"
ลูซิเฟอร์ถามฝ่ายคู่กรณีด้วยน้ำเสียร่าเริง แต่อีกฝ่ายมันเป็นเสียงที่ชวนแค้นมากมาย

"แล้วไงวะ กะอีแค่ของเก่าๆจากโบราณสถานห่วยๆ มันจะมาสู้จักรกลรุ่นใหม่แบบของพวกข้าได้ยังไง แกมีแค่คนเดียว"
บัลกัสพูดโม้ด้วยประโยคคุ้นๆ และประโยคต่อไปก็ยิ่งคุ้นเข้าไปอีก "แต่พวกข้ามีตั้ง 5 คน ลุยเข้าไปเลยยยยยย"
แน่นอนฉากจบของการต่อสู้ก็ต้องเหมือนกับคราวก่อน จักรกลของบัลกัสและสมุนรวม 5 คนก็ต้องร่วงลงไปกองเป็นเศษเหล็ก
"เฮ้อ พวกแกนี่มันบ้าได้เรื่องจริงๆ เคยได้ยินไหมหุ่นเก่าๆที่ขุดจากโบราณสถานน่ะ มันเจ๋งกว่าหุ่นรุ่นใหม่อีกนะ"
ลูซิเฟอร์พูดขำๆกับกองเศษเหล็ก 5 กองตรงหน้า "เอาล่ะ ทีนี้ก็ได้เวลาออกไปจากที่นี่สักที" ลูซิเฟอร์พูดพลางกดเรียกดูข้อมูลต่างๆออกมา
"อืม มีวาปเกท ข้างๆโบราณสถานนี่นะ...แต่กำหนดพิกัดจุดหมายไม่ได้เรอะ เอาล่ะ เสี่ยงมันอีกครั้งแล้วกัน" สิ้นคำพูดวาปเกทได้เปิดออกแล้ว

"เหวอๆๆๆๆ ว้าก ทำไมมันหมุนยังงี้" ก่อนจะตั้งตัวติด ความรู้สึกถัดมาก็คือแสงจ้าที่เข้ามาแยงตา
เมื่อชินแล้วก็เห็นหุ่นรูปร่างเหมือนมนุษย์ 2 ตัวรูปร่างเหมือนกัน ต่างกันที่สีบางส่วนและอาวุธ
สีขาวแดงใช้ดาบ สีขาวน้ำเงินใช้ปืน แล้วรอบๆไปอีกก็ถูกล้อมด้วยหุ่นอีกจำนวนไม่น้อย

ทันใดนั้น หุ่นที่กำลังรุมล้อมหุ่นสีแดงและนำเงินก็หันมาโจมตีใส่ Ixion ทันที

“หนอย...พวกแกเล่นทีเผลอเหรอ!” ลูซิเฟอร์ตะโกนออกมาด้วยความโกรธทันที

“นี่ ไพล็อตหุ่นตัวนั่นนะ?" ทันใดนั้นก็มีการติดต่อมาจากหุ่นสีแดงที่ถูกลุมร้อมอยู่

"หา..มนุษย์เหรอเนี่ย พวกเดียวกับที่โจมตีใส่ฉันเมื้อกี้รึเปล่า?" ลูซิเฟอร์เอ่ยปากถามผู้ที่ติดต่อมาทันที ยังไงเขาก็ไม่อยากลงมือผิดคน

"ไม่ ใช้ สิบโท รัตน์ พรมอนันต์สังกัดเอลฮังค์..."แต่พูดไม่ทันจบพวกที่รุมล้อมอยู่เองก็ประเคนกระสุน ใส่ Ixionและหุ่นสีแดงตัวนั่น จนทำให้ทั้งสองคนต้องรีบหลบอย่างรวดเร็ว

“ฉันชื่อ ลูซิเฟอร์ เฮลไครซ์ส่วนเรื่องอื่นไว้ค่อยแนะนำหลังจากจัดการเจ้าพวกนี้แล้วล่ะกันนะ!”ลูซิเฟอร์แนะนำตัวกลับก่อนจะพุ่งเข้าใส่ศัตรูที่ล้อมอยู่ทันที

และแล้วเทพมารจักรกลแห่งสายฟ้าก็จะได้ร้องคำรามอีกครา
บันทึกการเข้า
quest
The Star Combatant
Ace Pilot
******
กระทู้: 337



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2009, 01:28:50 AM »

นี้เป็นเนื้อเรื่องหลังจากที่เอลได้ไปขโมยข้อมูลของอัลคาน่าในบทแรกนะครับ

ท่ามกลางหมู่ตึกที่เรียงรายยามค่ำคืน  ถนนที่เต็มไปด้วยแสงสีและกลิ่นอายของโลกยามวิกาล  ที่เทวีแห่งรัติกาลครอบครอง
ชายผมขาวในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มที่นั้งอยู่ไกลชิดกับหญิงสาวเจ้าของร้านยามวิกาลพูดคุยอย่างสนุกสนาน
เอลฮาวล์กำลังจิบไวน์ในบาร์ที่เป็นร้านขาประจำของเค้าอย่างสบายอารมณ์
ในบรรยากาศร้านที่ทำด้วยไม้สน  มีเพลงคลาสสิคจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงยุคเก่าบรรเลงเบาๆแบบนี้้
การดื่มอย่างมีมารยาทคงเป็นสิ่งที่เหมาะสมกว่าการกินเบียร์สังสรรเฮฮาเป็นแน่  ดูเค้าในตอนนี้ช่างดูต่างกับนักรบรับจ้างในสนามรบเหลือเกิน
สิ่งที่จะบ่งบอกได้ถึงความเป็นนักรบของเค้าคงมีแต่ร่างกายที่กำยำสูงใหญ่ของเค้า   และบรรยากาศรอบตัวที่แตกต่างกับคนทั่วไปกระมัง

"เลอร์มาตอง90....ใช่ไม๊"  เอลกล่าวกับเจ้าของร้านอย่างนุ่มนวล  และดูสุภาพกับเจ้าของร้านผู้เป็นสาวสวยในชุดราตรีอย่างมาก

"ยอดมากคะสมเป็นคุณจริงๆ"    เจ้าของร้านตอบอย่างพึ่งพอใจเธอคงชอบที่จะมีชายหนุ่มที่รสนิยมเดียวกับเธอกระมัง
รอยยิ้มของสาวสวยอายุประมาณ20ปลายๆในชุดราตรีสีแดงสดคนนี้   แฝงไว้ด้วยความรู้สึกดึงดูดน่าหลงใหลอย่าประหลาด
หากสาวน้อยที่สดใสเป็นเหมือนดวงอาทิตย์คนๆนี้คงเป็นพระจันทร์เป็นแน่แท้

"ของปลอมละสิ...ไวน์ตัวนี้ใช้วิธีเร่งบ่มคงพึ่งเกิดได้ไม่ถึง5ปีหรอก"
เอลฮาวล์ยิ้มนิดๆกล่าวขึ้นก่อนที่จะมองไปที่เจ้าของผู้เป็นเจ้าของไวน์เลิศรสนี้   เพื่อย้ำในความมั่นใจในลิ้นและการดมกลิ่นของตนเอง

"ทำไมคิดว่าอย่างนั้นละคะคุณเอล คิดว่าฉันจะโกหกคุณหรือ?"
สาวสวยในชุดราตรีตอบเหมือนกับว่าเรื่องที่เอลพูดเป็นเรื่องล้อเล่น  ถึงเธอจะรู้ดีกว่าเรื่องโกหกหรือไม่แต่เธอก็คงตั้งใจที่จะหยอกล้อมากกว่าหลอกลวงกระมัง
หรือไม่การหลอกลวงผู้ชายอาจเป็นสิ่งบรรเทิงใจสำหรับดอกกุหลาบแสนงามดอกนี้ก็เป็นได้

"องุ่นบ่มได้สมบูรณ์แต่เฮริฟและกลิ่นไม้ที่ทำถังหมักมันไม่เพียงพอ"
เอลตอบแบบสบายอารมณ์แล้วจิบไวน์ต่อ  ถึงมันจะไม่ใช่ของแท้แต่มันก็ไม่แย่พอที่จะทำให้เค้าไม่ดื่มมันต่อได้
ยิ่งเมื่อมีเมนูเนื้อจำนวนมากที่อยู่เบื้องหน้าด้วยแล้ว  สำหรับเค้าถึงไวน์แดงขวดนี้จะไม่ใช่ของแท้ก็คงไม่เรื่องมากกระมัง

"ทำไมต้องหักหลังกันด้วย ดิออร์เดอร์9th"    เอลพูดขึ้นทำให้บรรยากาศในร้านเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
จากร้านยามราตรีที่เรียบและสงบดุจดังที่พักใจและผ่อนคลายยามราตรี   กลับกลายเป็นบรรยากาศดุจดังอยู่กลางลานประหารก็ไม่ปาน
พนักงานรวมถึงผู้ที่นั้งอยู่ในร้านต่างมองมาที่เอลเป็นตาเดียวกัน   ดุจดังสัตวร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่อที่โอชะ
เพียงรอการสังการของจ่าฝูงเท่านั้น  เหล่าอสูรกายเหล่านี้ก็พร้อมฉีกขย่ำเหยื่อที่หลงติดกับโดยไร้ความปราณี

"ฉันเป็นแค่คนที่ส่งงานมาให้คุณแค่นั้นเรื่องหักหลังนะไม่มีหรอกคะ"
หญิงสาวผู้ถือไพ่ที่เหนือกล่าวด้วยน้ำเสียงรืนหูแต่แฝงไว้ด้วยความเหนือกว่าอย่างผู้มีชัย
แน่นอนในเมื่ออยู่ในอุ่งมือเธอแบบนี้  การที่จะชี้เป็นตายช่างง่ายดายยิ่งกว่าเด็ดดอกไม้หรือพลิกฝ่ามือเสียอีก

"ถ้างั้นใครละ"    เอลตอบโดยไม่สนใจบรรยากาศรอบข้างทั้งที่่ถ้าเป็นคนปรกติควรจะนั้งร้องขอชีวิตแล้วแท้ๆ   เค้ากลับคาดคั้นคำตอบ
จากผู้มีชัยเหนือกว่าโดยไม่มีความรู้สึกใดๆ   ทั้งที่ตอนนี้ในร่างของชายคนนี้ไม่มีชุดพาว์เวอร์สูทหรือปืนจะมีก็เพียงมีดหันสเต็กก็ท่านั้น
กลับมีความมั่นใจว่าจะลุยกับคนที่น่าจะมีแม้กระทั้งอาวุธหนักทั้งร้านได้โดยไม่กลัวเกรง

.............เค้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ

หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของร้านมองเอลอย่างอ่อนหวานและเย้ายวน    เธอได้ย่างก้าวเข้ามาหาเอลถึงที่นั้งแล้วกระชิบเบาๆที่ข้างหู

"โจนาธาน จรอต์ หน่วยกำลังพลสังกัดบลอน์คนที่จ้างและเสนอกำหนดการของเธอยังไงละ" 
หญิงสาวยิ้มกริ่ม   ข้อมูลที่ออกจากปากของเธอนั้นท่าทางจะไม่ใช่คำโกหกแต่อย่างใด

"คุณคงไม่คิดว่าแค่่เศษเงินเล็กน้อยที่จ้างคุณมันจะมากมายพอที่บลอน์จะคิดปิดปากเพราะงกใช่ไม๊"
สิ่งที่หญิงสาวพูดออกมานั้นตรงกับความคิดของเค้าทุกอย่าง   ที่เค้ามาที่นี้คงจะมาเพื่อยืนยันความคิดของเขาว่าถูกต้องหรือไม่
หรืออาจจะแค่มาพักผอนหยอนใจตามสไตล์ของเค้าก็เป็นได้

"ขอบใจมากแล้วค่าตอบแทนละ?"   เอลกล่าวขึ้นพร้อมลุกขึ้นจากที่นั้งในขณะที่ไวน์และอาหารหมดไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้แต่เค้าไม่ใช่คนที่กินแบบไม่สุภาพแน่ๆ

"ร่างกายเป็นไง?"   หญิงสาวกล่าวขึ้นอย่างรื่นรมณ์ด้วยท่าทางอันแสนยั่วยวนของเธอคงไม่มีใครปฤิเสทได้กระมัง และดูเหมือเธอจะไม่ได้พูดเล่นๆซะด้วย
เอลจึงโอบเธอมาไว้ในอ้อมแขนและจูบเธออย่างเร้าร้อน    ร่างที่อรชอนและเต่งตึงที่อยู่ไต้ชุดราตรีนั้นกำลังถูกร่างกายอันสูงใหญ่กำยำโอบกอดเอาไว้
อย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง    มืออันหยาบกร้านและใหญ่โตกำลังบีบเค้นและลูบไล้ไปยังส่วนต่างๆของร่างกายดุจดังมันกระหายในร่างกายของหญิงสาวเหลือเกิน
ด้วยบทบาทอันแสนเร้าร้อน   ทำเอาเหล่าสาวๆลูกจ้างหน้าแดงตามกันไปเป็นแถบๆ   แน่นอนและก็มีหนุ่มๆน้ำตาตกกันเป็นทาง

"มัดจำไว้ก่อนนะ แค่คืนนี้มันคงยาวนานไม่พอหรอก"เอลกล่าวขึ้นหลังจากการจูบอันดูดดื่มเสียจนแทบจะทำให้หญิงสาวยืนไม่ติดพิ้น
จากนั้นจึงได่้ผละออกจากคู่ขาของเค้า   และประคองร่างของเธอให้นั้งที่เก้าอี้อย่างนุ่มนวล บางทีสำหรับเธอคนนี้ผู้ชายที่แข็งแกร่งและมั่นใจในอำนาจองตนคนนี้อาจเป็นสิ่งที่น่าหลงใหลเป็นที่สุดก็ได้

"งั้น...ฉันจะรอนะ"เสียงของสาวสวยคนนั้นอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
บางที่เสียงที่อ่อนโยนั้นอาจเป็นเสียงที่แท้จริงจากไต้หน้ากากอันเย็นชานั้นก็เป็นได้เพราะด้วยสีหน้าในตอนนี้
มันช่างไม่เหมือนกับการเสเสร้งอย่างที่ผ่านๆมา แม้แต่น้อยเป็นเสียงที่ออกมาจากแรงปราฤนาหาใช้คำจอมปลอมทางมารยาทหรือบทบาทแต่อย่างใด
ดุจดังเด็กน้อยที่ร้องเรียกรอการกลับมาของมารดาก็มิปาน

เอลยิ้มตอบก่อนจะเดินออกจากร้านสู่ถนนยามรัตกาลที่เต็มไปด้วยสีสรร
เหลือไว้เพียงความเร้าร้อนที่ตรึงอยู่ในส่วนลึกของเหล่าหญิงสาวในร้าน
โดนพื้นฐานชายคนนี้นับว่าเป็นคนที่หน้าตาดีแถมด้วยบทบาทอันเร้าร้อนที่ผ่านมาคงทำให้สาวๆหลายคนอดจะวูบวาบตามไม่ได้้แน่ๆ
หลังจากเจ้าของร้านได้จัดทรงผมและเสื้อผ้าให้เข้าที่ได้มีพนักงานหนุ่มคนหนึ่งได้เดินเข้ามาหา ดิเออเดอร์ และได้กล่าวขึ้น

"บอสทำไมปล่อยมันไปละครับ ยอมบอกความลับแบบนี้เดียวจะมีปัญหาตามมานะครับ ผมว่าเราน่าจะเก็บมันซะมากกว่า"
ดิเออเดอร์มองมายังชายหนุ่มผู้ลูกน้องของตนแล้วยิ้มเหมือนใส่หน้ากากเช่นเดิม

"ไม่มีปัญหาหรอกเพราะปัญหากำลังไปหาทางฝ่ายนู้นแล้ว และเรื่องที่ฉันไม่เก็บหมอนั้นก็เพราะว่า........"
หญิงสาวนิ่งไปสักพักก่อนที่จะโปรยยิ้มเสน่ย์สมเป็นบอสแห่งบ้านรัตกาลแห่งนี้และพูดอย่างเคิบเคิลมว่า

"บนเตียงนะเค้าเร้าร้อนจะตาย"เธอเลียปากนิดๆก่อนจะเดินไปที่หลังเคาท์เตอร์คืนสร้างความรู้สึกกลุ่มใจแก่พนักงานเป็นอันมาก

"โธ่บอสอย่าเอาแต่ใจแบบนี้สิครับ"พนักงานคนนั้นกล่าวขึ้นอย่างท้อแท
้ก่อนที่จะเดินแบบเหนื่อยๆใจไปทำงานล้างจานและแก้วที่เอลทิ้งเอาไว้อย่างละเหี้ยใจ
*
*
*
"จะให้ฉันพูดได้อย่างไรละ   เพราะฉันคงไม่โง่พอที่จะเอาชีวิตคนในร้านมาเสี่ยงกับมัจจุราชตนนี้แน่นอน
    หากคิดเป็นศัตรูกับอสูรกายตนนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับเอาคอตนเองชึ้นลานประหาร"   
สีหน้าของดิออเดอร์เสดงถึงความกลัดกลุ้มก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มจอมปลอมอีกครั้ง

ใจกลางเมืองที่สว่างไสวเต็มไปด้วยแสงไฟจากหลอดนีออนและเสียงหัวเราะยามค่ำคืน ณ.โรงแรมหรูกลางเมือง
เอลได้มุ่งหน้าไปหาผู้ที่ทรยศต่องานของเค้า  สำหรับโลกมืดนี้ทุกสายตาที่มองสู่เหยื่อของเค้าก็คือสายตาของเค้า
เอลนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มทหารรับจ้างและเหล่าพ่อค้าโลกมืด รวมไปถึงกลุ่มแก๊งต่างๆมากมาย
ในฐานะหมาล่าเนื้อผู้ไร้ซึ่งผู้ต่อกร

เพราะฉะนั้นแค่ตามหานายทหารมัวเมาการพนัน ที่เอาเงินค่าจ้างที่เค้าสมควรได้ไปถลุงหาความสุขนั้นมันแสนจะง่าย
เพียงแค่ต้องการข้อมูล  ก็จะมีผู้คนมากมายยินดีประเคน  แม้แต่ลากตัวเป้าหมายมาให้แก่เค้าเพื่อสร้างบุญคุณ
แต่ชายหนุ่มคนนี้กลับใช้วิธีที่ต่างออกไป  เค้่าเดินไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมายใช้สิ่งนำพาเพียงลางสังหรและสัญชาติญาณ

กลิ่นอายในอากาศ สายลมที่พัดผ่าน เงาที่ทอดยาว ค่ำคืนที่มืดมิด นำร่างของหมาล่าเนื้อแห่งนรก
พยามัจจุราชแห่งสนามรบมาถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง  โรงแรมสุดหรูโรงแรมนี้เป็นโรงแรมระดับ5ดาวซึ่งคนทั่วไปแม้แต่จะผันถึงก็ยังไม่กล้า
เอลเดินผ่านประตูเลื่อนไปยังล็อบบี้พนักงานต้อนรับก็รีบวิ่งเข้ามาอย่างสุภาพ

"ยินดีต้อนรับครับไม่ทราบได้จองล่วงหน้าไว้หรือเปล่าครับ"   เอลไม่ได้สนใจพนักงานนัก

"ฉันมาหาคน"   เค้าเดินตรงไปยังบันไดขึ้นชั้นบนโดยไม่สนใจลิฟข้างหน้าแม้แต่น้อย

"เออคุณครับได้นัดไว้หรือเปล่าครับ"   พนักงานยังคงเซ้าชี่ในขณะที่เอลได้เดินผ่านล๊อบบี๊ของโรงแรมไป

"หมอนั้นเรียกชั้นมาเอง"    เค้าตอบอย่างเรียบง่ายแต่ไม่มีการหยุดก้าวแม้แต่ก้าวเดียว
ร่างของสัตว์ร้ายตัวนี้ยังมุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่อยู่เบื่องบนที่ไม่รู้ว่ามีคนที่ตามหาอยู่หรือไม่

"เออช่วยแจ้งชื่อผู้ที่จะพบและตัวคุณด้วยได้ไม๊ครับช่วยอยู่รอเราตรวจสอบสักครู่..อ"   เอลเหลือบมองหน้าชายหนุ่มเล็กน้อยก่อนจะเอยปาก

"โจนาธาน จรอต์ "    สีหน้าของพนักงานเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเปลี่ยนเป็นสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที
เพราะนายทหารระดับสูงผู้นี้ได้จองชั้นที่ 12 ไว้ทั้งชั้นเพื่อเลิ้ยงสังสรรค์
ด้วยอำนาจของบลอน์การกระทำเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก สำหรับหัวหน้าหน่วยจัดหาอาวุธคนนี้

"ขอโทษครับไม่มีคนชื่อนี้พักอยู่ที่นี้คุณมาผิดแล้วละครับ"   ชายหนุ่มวิ่งเข้ามาขวางเอลอย่างเต็มกำลัง
สมเป็นพนักงานชั้นยอดแต่เค้าก็ได้พบว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าแล้ว     ผู้บุกรุกคนนี้ช่างดูยิ่งใหญ่แค่ใหน
แค่ประมาณจากสายตาชายคนนี้คงตัวประมาณเกิบๆ 2 เมตรกระมังยิ่งสังเกตุ
ก็พบว่าไต้ชุดสูทสีกรมท่านั้น  มีรอยยับที่เกิดจากการตึงของเสื้อเพราะกล้ามเนื้อขนาดใหญ่
แต่ด้วยความเป็นพนักงานของโรงแรมชั้นนำ   ทำให้เค้าอาจหาญที่จะเผชิญหน้ากับชายผู้นี้
อย่างน้อยถ้าเกิดอะไรขึ้นการด์ที่อยู่ในล็อบบี้คงช่วยเหลือเค้าได้ทัน

"เจ้านั้นอยู่ที่ใหน?"   เอลได้พูดกับพนักงานผู้กล้าหาญ   สายตาที่ดุจราชสีที่สง่างามและแข็งแกร่งจับจ้องที่ร่างของชายหนุ่มที่พยายามข่มใจเข้าขัดขวางเค้า

"1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13.............12สินะ"   เอลกล่าวขึ้นทำให้หน้าชายหนุ่มซีดลงทันที
ทั้งที่เค้าไม่ได้พูดหรือแสดงอาการใดๆชายคนนี้กลับรู้เรื่องในใจเค้าได้เหมือนกับมันเขียนอยู่บนหน้าของเค้า

เอลมุ่งหน้าไปยังบันไดเพื่อขึ้นไปชั้นบน  เหล่าการด์ที่ล็อบบี้ทั้ง4คนจึงตรงเข้าขวางเอลในทันที
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเค้ากลับหยุดนิ่งลงดุจดังโดนสาบให้เป็นหิน
สีหน้าที่แสดงถึงความหวาดกลัวปรากฎขึ้นบนใบหน้า เพียงสบตากับสัตว์ร้ายตนนี้พวกเค้าทั้งหมดหยุดการเคลื่อนใหวทันที
ด้วยประสปการณ์ในสถานะการนี้ได้บอกเค้าว่า ถ้าขวางชายคนนี้พวกเค้าต้องตายแน่นอน

"รู้ด้วยงั้นหรือ......เอาไว้วันหลังจะมาพักละกัน"   เอลพูดขึ้นยิ้มนิดๆก่อนที่จะไปยังบันไดหนีไฟ

"เดียวก่อนครับคุณ!!!!"    แต่เมื่อพนักงานใจกล้าคนนั้นผ่านเข้าไปในบันไดหนีไฟร่างของเอลก็หายไปแล้ว

"รีบล็อกประตูตรงบันไดหนีไฟเร็ว!!!!"  พนักงานคนนั้นได้สั่งให้กับพนักงานที่ล็อบบี้ให้โทรหาคนควบคุมทันที

"ไม่ทันหรอกครับ ผมว่าเรียกตำรวจกับรถพยาบาลดีกว่า"   การด์คนหนึ่งกล่าวขึ้นแก่พนักงานหมุ่มแล้วมองไปยังตึกชั้นบน

"ถ้าไม่มีคนตายก็ดีสินะ"   พนักงานหนุ่มได้แต่กังวลกับคำพูด ของการด์ที่สีหน้าซีดเผือก

ในห้องงานเลี้ยงในโรงแรมที่ชั้น  12 มีงานเลี้ยงสังสรรของทหารของบลอน์ที่ผลงานของหน่วยของเค้าเข้าตาหัวหน้า
ข้อมูลของอัลคาน่าที่หัวหน้าของพวกเค้า ได้ลอบเข้าไปขโมยมา(?)ได้ทำให้หน่วยของเค้าได้รับความดีความชอบอันมาก
ท่ามกลางงานเลี้ยงอันครื้นเครงมีคู่ชายหญิงคู่หนึ่งนั้งทานดินเนอร์และดื่มด่ำกับวิวของเมืองยามค่ำคืน
หญิงสาวที่ดูเยาว์วัยจากการกะด้วยสายตาเธอคงอายุประมาณ18-19ได้นั้งยิ้มอย่างสดใสให้แก่ชายวัยเกิบกลางคน

"ฉันไม่นึกเลยว่าพลทหารอย่างฉันจะได้มาทานอาหารที่นี้ได้"สาวน้อยผมสีทองกล่าวขึ้น
ร่างกายในชุดราตรีของเธอนั้นดูช่างสวยงาม   ยิ่งชุดสีชมพูนี้ทำให้ความอ่อนหวานแล้วเยาว์วัยของเธอปรากฎขึ้นอย่างเด่นชัด

"ผมก็ไม่คิดว่าคนที่สวยและยังเด็กอย่างคุณจะยอมรับคำชวนของคนแก่ๆอย่างผม"   ชายผมสีน้ำตาลอ่อนๆกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม

"ทำไมถึงคิดอย่างนั้นละคะพันตรี"  "เรียกผมว่าโจนาธานก็ได้ครับลูซี่"  ชายคนนั้นกล่าวขึ้นในขณะที่หญิงสาวเรียกชื่อเค้า
หญิงสาวดูจะเขินอาย

"ค๊ะโจนาธาน"  เธอได้เดินไปอยู่เคียงข้างหัวหน้าที่เคารพรักของเธอ

"ได้ยินมาว่าคุณสามารถหาข้อมูลหุ่นรบของพวกผู้ก่อการร้าย องค์กรเอลฮังค์จน
ได้รับรางวัลมาแล้วการที่คุณเอามาทำอย่างนี้เพื่อฉันมันจะดีหรือคะ"

"สำหรับคนที่ผมรักไม่มีคำว่าน้อยไปหรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขององค์กร เรื่องของเพื่อนร่วมรบ หรือเรื่องของคุณ"  ชายคนนั้นขยับไวน์ในแก้วเล็กน้อย

"การที่ผมจัดงานเลี้ยงแล้วให้เค้ามาสังสรรค์ที่โรงแรมนี้ เพราะพวกเค้าได้ปฎิบัติภาระกิจร่วมเป็นร่วมตายกับผมมามากมาย
ผมอยากให้ทุกคนได้ผ่อนคลายบ้าง"

เค้าเอามือสัมผัสกระจกหน้าต่างที่ฉายภาพเมืองในช่วงรัตติกาลเข้าครอบงำนี้

"หากเพื่อโลกของเราสงบสุขไม่มีไอ้พวกโจรเอลฮังค์ และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันผมยินดีสละชีวิตเพื่อองค์กรบลอน์ของเรา
หน่วยของเราก็คิดเช่นนั้นทุกคนจึงมายืนท่ามกลางสนามรบ และสู้เสี่ยงตายมาตลอด
จะเปรียบชีวิตผมนั้นก็เปรียบดังไวน์แก้วนี้ ที่ใช้ประสปการ์ของตนเองหมักบ่มมาทั้งชีวิตและค่อยๆหมดสิ้นลง
เพื่อให้ทุกคนได้ลิ้มรสอันหอมหวานของอนาคตที่สดใส"

ชายผู้นั้นกล่าวขึ้นอย่างนิ่งสงบ สร้างความประทับใจแก่สาวน้อยคนนี้เหลือเกิน
เธอแอบอิงหัวหน้าของเธอก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ดิฉันจะติตามคุณตลอดไปคะหัวหน้า คุณคือวีระบุรุษในใจของฉัน ขอให้ฉันได้ยืนเคียงข้างกับคุณตลอดไปเถอะนะคะ"
หญิงสาวยิ้มอย่างหวานชื่น

"ลูซี่"  โจนาธานดูท่าจะตกใจกับคำพูดของสาวน้อย  "ผมกับคุณอายุห่างกันมาก"  ชายผู้นี้พยายามอธิบายเหตุผลเธอ

"ฉันรักคุณคะ"  สาวน้อยกล่าวขึ้นบรรยากาศในห้องดูอบอวลไปด้วยความรักของสาวน้อยก่อนที่เธอจะหลับตาพริ้ม
ชายผู้ได้รับความรักนั้นยิ้มตอบและค่อยๆก้มลงเพื่อจะจูบตอบรับความรักของเธอ

โครม!!!!!!    ตึง!!!!!

เสียงดังกึกก้องห้องงานเลี้ยงประตูห้องที่ถูกปิดเอาไว้กระเด็นหลุดออกมาทั้งบานกระแทกกับโต๊ะอาหารกลางงาน
ด้วยแรงมหาศาลร่างอันสูงใหญ่ของชายผู้บุกรุกปรากฎขึ้นต่อหน้าเหล่าทหารในงานเลี้ยง

"ฮัลโลว์~~~~~เซอร์ไพร์ส~~~~~~" ชายที่มุ่งเข้ามามีสายลมอันแสนชั่วร้ายและคุกคามแผ่ไปทั่วห้องรอยยิ้มที่มีเขี้ยวเรียงรายเต็มปากได้ปารกฎขึ้นบนหน้าของเค้า

"ฉันมาเก็บหนี้แกแล้ว โจานธาน จรอต์"  เอลเคลื่อนตัวมายังกลางห้องโถงก่อนที่จะมีชายหนุ่มคนหนึ่งท่าทางเอาเรื่องวิ่งเข้ามาหา
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 02, 2009, 06:18:20 PM โดย quest » บันทึกการเข้า

การเดินทางอันยาวไกลของดาบสีดำ
http://questkomkom.exteen.com/20121116/entry-1
quest
The Star Combatant
Ace Pilot
******
กระทู้: 337



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: กันยายน 02, 2009, 05:38:59 PM »

ช่วง2 อสูรราตรี

"เฮ้ยแก!!! มาทำอะไ...ระ......"  ยังไม่ทันสิ้นประโยคดีร่างของชายคนนั้นก็ลอยไปติดกำแพงร่วงลงกับพื้นสลบเหมือด โดยที่ทุกคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น

   "ในฐานะที่แกกล้ามาหาเรื่องฉันด้วยมือเปล่า เอาแค่หลับยาวๆไปสักงีบละกัน" เอลหันไปมองหน้า จอรต์อีกครั้งก่อนจะยิ้มกริ่ม
   
   "นึกอะไรของแกถึงมาโกงเงินค่างานของชั้นวะ ธุระกิจมันต้องแฟร์ๆไม่ใช่หรือไง" เอลพูดพร้อมกับเดินย่างกรายเข้าหาจอรต์อย่างช้าๆเค้าหยิบแอ็บเปิลจากโต๊ะในงานเลี้ยง
ขึ้นมากัด และเคี้ยวเล่นๆแต่ทำไมทุกคนในงานถึงรู้สึกว่ามันเหมือนกับเป็นสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่กำลังเคี้ยวเหยื่อมากกว่าก็ไม่รู้

   "อะ.....อะ......เอ...เอล..ฮาวล์..."สีหน้าของท่านนายพลผู้สุขุมตอนนี้ซีดอย่างกะโดนสูบเลือดออกหมดตัว เหล่าลูกน้องในงานต่างเข้ามาขวางผู้บุกรุกก่อนที่เค้าจะ
ทำร้ายหัวหน้าอันเป็นที่เคารพรักของพวกเค้า

   " หยุดอยู่นิ่งๆไม่งั้นแกได้ไปเฝ้าพระเจ้าแน่!!! " เหล่าคนในงานเลี้ยงเกิบ50คนชี้ปืนมายังเอลฮาวล์หมายจะหยุดยั้งเค้าแต่แล้วทุกคนในงานกลับต้องชะงักเมือนกับโดนสาบก็มิบาน
ร่างของคนในงานทั้งหมดแข็งทื่และสั่นทึม เพียงแค่ชายที่ไร้อาวุธคนนั้นแผ่รังสีสังหารขึ้นมา

   "เหนี่ยวไกเลยสิ"น้ำเสียงน่าพรั้นพรึงและเฉียบขาดที่เค้ากล่าวขึ้นเหมือนเป็นสัญญาณว่าหากเกิดการยิงขึ้นชีวิตของผู้ลั้นไกจะโดนเคียวของมัจจุราชฉุดคร่าไปอย่างแน่นอน
ทุกคนที่ได้ยินล้วนมือสั่นและไม่กล้าแม้แต่จะเล็งปืนไปที่เค้าในตอนนี้

   "ฉันนับถือในความกล้านายนะจอรต์ ที่แกกล้าโกงเงินของชั้นทั้งๆที่รู้ว่าผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร ใช้ไปเหนื่อยทั้งทีแกจะไม่ให้อะไรใครเลยหรือไง สบายไปไม๊วะ"   เฮลถามชายหนุ่มก่อนที่จะหยิบ
ผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะมาเช็ดปากเล็กน้อย และทิ้งมันไป

   "เอล...มะ..มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดชั้นอธิบายแกได้" ชายผู้ตกเป็นเหยื่อพูดแก้ตัวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา สายตากลับกลอกที่ไม่มองตรงมายังชายเบื่องหน้าบ่งบอกถึงว่า เค้า
กำลังพยายามหาเหตุผลมาเพื่อเอาตัวรอดจากสถานะการนี้

   "เฮ้ๆๆ....อย่าหายใจแรงอย่างนั้นสิ.....หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะแบบนี้เดียวชั้นก็รู้หมดหรอกว่าแกจะแถชั้นนะ ว่าไปแกก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วนิ ที่ชอบเอาผลงานคนอื่นไปอ้างหน้าด้านๆนะ"
เอลกล่าวขึ้นถึงความหลังของชายคนนี้ที่ไม่ดีนัก ชายคนนี้ได้เคยโกงเงินและเอาความดีความชอบของเหล่าผู้ถูกจ้างเช่นพวกเค้าไปเป็นผลงานตัวเองมากมาย ซึ่งเป็นที่ไม่ชอบใจในหมูาทหารรับจ้างเพราะเหมื่อนเป็นการ
ไม่ให้เครดิท ซึ่งทำให้งานเข้ามายังพวกเค้าน้อย จนถึงว่าบางรายโดนโกงเงิน และปิดปากก็มี หากว่างานการสื่บข้อมูลที่เอลได้รับนั้นไม่ใช่งานที่น่าสนใจเค้าคงไม่คิดจะร่วมงานกับคนชั้นต่ำแบบนี้เป็นแน่

   "หยุดกล่าวหาหัวหน้าหน่วยเดียวนี้นะ!!!"เสียงที่องอาจแต่ยังคงสั่นเทาดังขึ้นอย่างโกรธเกี้รยว หญิงสาวในชุดราตรีชี้ปืนมายังผู้บุกรุก เธอดึงความกล้าหาญทั้งหมดชี้ปืนอันสั่นเทามายังอสูรกายตนนี้
ด้วยความกล้าหาญและความเชื่อมั่นอันน้อยนิดของเธอ

   "ชีวิตของเธออยู่ในกำมือฉันนะสาวน้อย อย่าเลยดีกว่าเพราะตราบใดที่เธอยังไม่เหนี่ยวไก ชีวิตนั้นก็ยังเป็นของเธอ อย่าแลกมันเพื่อไอ้สวะพรรณ์นี้เลย"  เอลพูดปรามสาวน้อยผู้อาจหาญ  ไม่ว่าจะด้วย
เพราะความอาญหาญที่น่านับถือที่กล้าจ่อปืนใส่เค้าหรือ ความเสียดายในชีวิตอันเยาว์วัยของเธอก็เป็นได้ เอลยังคงย่างเท้าต่อโดยไม่มีจังหวะติดขัด เข้าหาเป้าหมายเบื่องหน้าก่อนชะงักตรงหน้าของเหยื่อของเค้า
สายตาเคลื่อนไปมองยังไวน์ที่เค้าและเธอดื่มด่ำกันเมื่อสักครู่ เอลหยิบไวน์ขึ้นมาสูดดมและทำสีหน้าแปลกๆก่อนที่จะจิบมันเลยน้อยและป้วนออกไป

   "จรอตน์แกดื่มไอ้ของจอมปลอมแบบนี้ประจำหรือไง?" เอลบ่นขึ้นด้วยอารมณ์ที่เสียพอดู "ถึงวิทยาการทางอาหารจะรุดหน้าจนสร้างไวน์ได้เหมือนจริงในเวลาสั้นๆ
แต่ควายที่ดื่มน้ำเปล่าแต่งสีและกลิ่นแบบแกชั้นก็พึ่งเจอนี้ละ หรือนี้คือรสนิยมของแกวะ" ขณะนั้นเองกระสุนปืนก็ถูกลั้นเข้าใส่ที่ขมับของเอล หญิงสาวได้ยิงปืนเข้าใส่ชายผุ้ที่ดูถูกตัวตนอันเป็นที่เคารพรักของเธอ
ด้วยความแค้น แต่แล้วร่างที่คงเหลือนั้นก็สลายกลายเป็นเพียงภาพติดตาประดุจไอแดด ปืนในมือของหญิงสาวถูกกระชากจนมันหลุดเป็นชิ้นๆ ก่อนที่เราของเธอจะถูกกระชากขึ้นกลางอากาศด้วยแรงมหาศาล ในขณะที่เธอกำลังสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น
ก็มีบางสิ่งแทรกเข้าไปในปากของเธอและเกี่ยวกระหวัดอย่างรุนแรงภายใน เมื่อเธอเริ่มรู้สึกตัวว่าอะไรเกิดขึ้นเธอก็พบว่าร่างของเธออยู่ในอ้อมแขนของอสูรร้ายเสียแล้ว ในขณะที่มันกำลังกระทำการล่วงเกินเธอ
เอลซึ่งตอนนี้กำลังจูบหญิงสาวอย่าดูดดื่มเค้าดูจะชอบการกระทำของหญิงสาวคนนี้ที่กำลังขัดขืนอย่างสุดกำลังในขณะที่เค้ารุกจูบอย่างดูเดือดมืออีกก็เริ่มรุกรานร่างกายเธออย่างดุดัน
ทั้งลูบไล้และบีบเค้นอย่างเมามัน ทุกการขยับของอสูรทำการกระตุ้นความรู้สึกของหญิงสาวจนเธอหายใจไม่เป็นจังหวะและอ่อนแรง
          เหล่าเพื่อนพ้องที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างทนไม่ใหวและหันปืนเข้าใส่อสูรอีกครั้งแต่คราวนี้เต็มไปด้วยความแน่วแน่ที่จะช่วยเหลือเพื่อนผ้องของตน เอลรับรู้ได้ถึงการกระทำนั้นและหันตัวหญิงสาวมาบังเป็นโล่ในวิถีกระสุนปืน
ทำให้เหล่าเพื่อนของหญิงสาวชะงักการยิง เอลค่อยๆคลายจูบที่มอบแก่หญิงสาว

   "เธอมีเพื่อนที่ดีนะ แม้จะรู้ว่าอาจจะตาย แต่ก็ยังยินดีจะช่วยเธอ" เค้าวางร่างหญิงสาวลงบนเก้าอี้อย่านิ่มนวลก่อนจะกล่าว
   
   "แต่ก็ยังมีไอ้ขี้ขลาดที่ไม่กล้าอยู่หนึ่งคน" เอลเอารองเท้าของเค้าเขี่ยชายเสื้อของหัวหน้าหน่วยที่กำลังนั้งคุกเค่าเหมือนกับกำลังจะขอชีวิตเปิดให้เห็นปืนพกประจำตัวทำให้คนในห้องถึงกับอึ้ง
จากมุมๆนั้นเค้าเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถยิงอสูรตนนี้โดยไม่โดนหญิงสาวผู้ร่วมงานแต่ชายคนนี้กลับไม่กล้าแม้แต่จะชักปืนออกมาเพื่อผู้อื่น ทำให้เหล่าลูกน้องที่เคยนับถือเค้ามองอย่างผิดหวัง

   ที่จริงเค้าสมควรฆ่าไอสวะนี้ให้มันตายๆไปวะแต่เมื่อเค้่าคิดถึงเนื้องานที่ไปทำมาและคิดถึงชายหนุ่มที่น่าสนใจที่รอดจากการโจมตีของเค้้าได้
อสูรร้ายเลยกลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง อย่างน้อยฆ่าไปก็ไม่ได้เงินนินะ

   "จอรต์....ฉันสงสารแกวะ ฉันจะให้โอกาศแกรอดละกัน ถึงฆ่าแกไปฉันก็ไม่ได้อะไร แต่แกต้องทำตามข้อเรียกร้องของชั้น3ข้อ"  เอลนั้งลงยองๆต่อหน้าชายผู้กำลังทำท่าร้องขอชีวิต

   "ได้เลย...ไม่มีปัญหา...ฉันยินดีทำตามทุกอย่าง....."   ชายผู้รักตัวกลัวตายตอบรับข้อตกลงของอสูรโดยไม่ฟังแม้แต่ข้อเสนอด้วยความกลัวตาย

   "ใจเย็นๆก็ได้ค่อยๆคิดดูก่อนดีกว่า"  เอลยิ้มอย่างสบายๆก่อนที่จะพูดถึงข้อเสนอ

   "ข้อแรก ฉันต้องการเงินของฉันคืนภายในวันพรุ่งนี้ก่อน6โมงเย็นโอนเข้าบัญชีของฉัน"  ชายคนนั้นอำอึ้งเล็กน้อยเพราะเค้าได้เอาเงินที่ว่ามาผลานในงานเลี้ยงนี้หมดแล้ว

   "ขะ....ขอเป็นหลังจากนี้3วันได้ไม๊....ชั้นหามาไม่ทันจริงๆ"  เค้าต่อรองด้วยน้ำเลียงหวาดหวั่น เอลยิ้มอย่างใจเย็นและตอบอย่างอ่อนโยน

   "ได้สิฉันไม่คิดดอกเบี้ย ขอแค่เอามาคืนละกัน"  เค้ารับข้อเสนออย่างเรียบง่ายดูท่าทางชายผุ้ถูกข่มขู่อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่เอลจะเริ่มยื่นข้อเสนอที่สอง

   "ข้อสอง ฉันขอยืมแม่สาวนั้นไปสัก3วันแล้วจะเอามาคืนอย่างปลอดภัย"   เอลยื่นข้อเสนอที่สองอย่างใจเย็น

   "ได้เลยเอาสิทำไมจะไม่ได้ละ!!!"  เค้าดีใจในเงื่อนไขนี้มากเพราะเป็นเงื่อนไขที่ทำได้สบายๆ

   "หัวหน้าคุณพูดอะไรขึ้นมานะ คุณจะขายลูซี่หรือ!!!"   เหล่าชายหนุ่มที่อยู่ในงานเลี้ยงตะโกนขึ้นมาสุดเสียงด้วยความเหลืออด เพราะตอนนี้คนๆนี้กำลังจะส่งผู้หญิงที่หลงรักตัวเองไปเป็นเครื่องบรรณาการแก่ปีศาจ
ชายที่คุกเข้่าอยู่นั้นกำลังขายเพื่อนโดยไม่มีท่าทียั้งคิดเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่เรื่องเงินก่อนหน้านี้เค้ายังกล้าต่อรองแท้ๆ แต่เรื่องที่สำคัญอย่างนี้กลับไม่สนใจเลยแม้แต่นิดเดียว

   "เจ้าพวกบ้าแกไม่รู้หรือไงว่าท่านผู้นี้นะ จะฆ่าพวกเราทั้งหมดและพาตัวยัยนี้ไปก็ยังได้ ถ้ายังไม่อยากตายหุบปากไว้เถอะน่า!!!!....เชิญว่าต่อเลยครับ"  ด้วยคำพูดนั้นอาจเป็นจริงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น
มันเกินรับในฐานะลูกผู้ชายเหลือเกิน พวกเค้ารอจนข้อตกลงสุดท้ายจบลง เพื่อพวกเค้าจะได้ตัดสินใจว่าจะแลกตายกับปีศาจตนนี้หรือไม่ แม้ว่าเพียงข้อสองนั้นและน้ำตาของ
หญิงสาวที่หัวใจสลาย หลังจากที่ได้ยินคำพูดของสวะคนนี้ที่ขายเธอไปโดยไม่ใส่ใจ จะเป็นสิ่งที่ตัดสินใจการกระทำของพวกเค้าได้แล้วก็ตาม และแล้วข้อเสนอข้อสุดท้าย
ของปีศาจก็ออกมาจากปากของเค้าอย่างเรียบๆ

   "อย่าขยับละ"  ชายผู้กำลังฟังข้อเสนอดูจะงงกับข้อเสนอนี้ในขณะที่เอลได้จับใบหน้าของเค้า และใช้เล็บนิ้วโป้งที่แหลมคมกรีดหน้าเหยื่ออย่างช้าๆ

   "อ๊าก..ก..กก...."  ชายผู้ขายลูกน้องตนเองร้องเสียงหลงในขณะที่อสูรตนนั้นยังคงกรีดลวดลายลงบนแก้มซ้ายของเค้าอย่างช้าๆ

   "ถ้าขยับละก็ระวังจะโดนลอกหน้านะจรอต์  นี้คือสัญลักษ์ของไอ้โง่ที่กล้าโกงทหารรับจ้างละ"  เค้ากรีดหน้าไปเรื่อยๆจนเสร็จ "Fool"ถูกสลักลงบนหน้าของผู้ที่บังอาจโกง
อสูรตนนี้  ไม่มีใครคิดจะช่วยเหลือชายผู้ถูกทำร้ายคนนี้เลย เพราะสายตาของทุกคนยังคิดว่านี้มันน้อยไปด้วยซ้ำ และเมื่ออสูรนั้นลุกขึ้นเค้ามุ่งหน้าไปยังหญิงสาวที่อยู่ที่เก้าอี้ข้างๆ
ทันทีในขณะนั้นเองปืนทุกกระบอกเล็งยิงมาทางเอลเพื่อตัดสินแลกตาย เอลกางเล็บออกพร้อมคร่าชีวิตของคนเหล่านั้นก่อนที่จะมีเสียงเล็กๆเสียงหนึ่งดังขึ้นหยุดสถานะการ
อันตรายนี้

   "หยุด!!!.......ฉันจะไปกับเค้า"  หญิงสาวเอยขึ้นด้วยเสียงที่สั่นเครือ

   "ลูซี่แต่ว่ามันจะ...."  เหล่าเพื่อนพ้องของเธอไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เป็นอันมาก

   "ฉันสูญเสียสิ่งสำคัญไปแล้วฉันไม่อยากเสียเพื่อนดีๆอย่างพวกนายไป ถือว่านี้เป็นคำขอร้องในวันเกิดฉัน"  เธอกล่าวขึ้นอย่างห่วงใยสำหรับเธอตอนนี้ทุกคนในที่นี้สำคัญ
กับเธอมากและเธอก็รู้ดีว่าถ้าต้องสู้กับชายคนนี้ทุกคนอาจจะ...ไม่สิทุกคนต้องไม่รอดแน่ๆ  เอลเหลี่ยวกลับมามองหญิงสาวอีกครั้งก่อนจะอุ้มเธออย่างเบามือและเดินตัดห้อง
อาหารออกไป

   "พวกแกเป็นทหารที่ดี ถ้าอยากมีประโยชน์ต่อผู้คน เลิกตามเจ้านี้ซะก่อนที่จะตายอย่างไร้ค่า"  เอลเดินอุ่มร่างหญิงสาวออกไปหน้าประตูและกระโดดหายไปต่อหน้้าต่อตาทุกคน
ในห้องจัดเลี้ยงเหลือแต่สายตาชิงขังและสังเวทที่จับจ้องมายังหัวหน้าของพวกเค้าที่กำลังโอดควรกับอีแค่รอยข่วนบนหน้า

  "อะไรกันพวกแก!!!ทำไมพวกแกมองชั้นอย่างนั้น!!! ฉันเป็นคนทำให้พวกแกรอดตายจากไอ้หมานรกนั้นนะโว้ยแกควรขอบใจชั้นสิ ยัยนั้นก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าจะไปเอง
แกจะไปห่วงทำไม เจ้านั้นก็บอกแล้วว่าอีก3วันจะปล่อยตัวกลับ ชั้นเป็นคนต่อรองกับมันจนพวกแกรอดนะโว้ย!!!"  เจ้าสวะนั้นพูดจ้อไม่หยุดปากในขณะที่เหล่าคนในงานเลี้ยง
เดินหนีออกไปทางประตูหลักที่โดนพังเปิดไว้

  "แกรอดอยู่คนเดียวนะสิ มันไม่ได้เกี่ยวกับพวกชั้นเลยสักนิด"  ชายคนหนึ่งบ่น

  "พรุ่งนี้ฉันจะเปลี่ยนหน่วยถ้าเปลี่ยนไม่ได้จะลาออกมันไปเลย"

  "ผวกนายว่าพวกเราผิดไม๊ที่ไปโดยไม่ยิงมันให้ตายๆไปตรงนี้เลย"   เหล่าทหารที่เคยร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างแยกย้ายกลับไปโดนทิ้งผู้ที่ทรยศต่อพวกพ้องให้นั้งแก้ตัวอย่างเดียวดาย

(ส่วนชะตากรรมของหญิงสาวนั้นเป็นแบบ18+ซึ่งกำลังดำเนินการหากผู้ใดต้องการก็หลังไมค์นะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 02, 2009, 09:03:41 PM โดย quest » บันทึกการเข้า

การเดินทางอันยาวไกลของดาบสีดำ
http://questkomkom.exteen.com/20121116/entry-1
Busterwolf
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1855


Test Type

koh_dojinshi@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: กันยายน 05, 2009, 11:03:41 PM »

.........................Side Story(Luna) : การเริ่มค้นของโชคชะตา...................

ฃ่วงบ่ายของวันหนึ่ง ณ โคโลนี่ไซด์2 ฃ่วงเวลานี้เป็นเวลาที่สงบสุขและปลอดภัย ผู้คนบนโคโลนี่แห่งนี้ใฃ้ฃีวิตกันตามปกติ
แต่ในความสงบสุขก็มีความวุ่นวายเล็กๆเกิดขึ้นมาที่สำนักที่สอนศิลปะป้องกันตัวอยู่

"เราคงปล่อยไว้ไม่ได้แล้วละครับ ถึงจะดูโกงก็เถอะ แต่เพื่อความอยู่รอดของสำนักเราก็ต้องทำ"

"ก็ได้.....งั้นเราบุกไปพร้อมกันเลย"

เสียงของฃายหนุม2คนปรึกษากันก่อนที่จะบุกจู่โจมด้วยพลองเหล็กยาวไปยังหญิงสาวนิรนามคนหนึ่ง
ซึ่งในมือจองเธอมีดาบซามุไรเพี่ยง1เล่มเท่านั้น แต่ไม่ทันที่ทั้ง2คนจะโจมตีถึงตัวเธอ เธอก็วิ่งผ่านทั้งคนไปอย่างรวดเร็ว

"อ๊ากกกกกกกกก!!"

สิ้นเสียงชายหนุ่มทั้ง2ก็ล้มลงไป ส่วนไม้พลองที่ทั้ง2ถืออยู่ก็กระเด็นไปจากมือเรียบร้อยแล้ว ทำให้คนที่เหลือในสำนักต่างตกใจเป็นอบ่างมาก

"ท่านเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักแพ้แล้ว"
"แย่แล้ววว โดนดาบฟันไปแบบนี้แผลเหวอะแน่!"

"เรียกรถพยาบาลเร็ว!"

ลูกศิษย์ทั้งหลายต่างรีบฃ่วยเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักทันที

"ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ.......ใฃ้ดาบสลับคมโจมตี....."เสียงของเธอพูดนิ่งและน้ำเสียงที่เย็น ก่อนที่เธอจะไปที่ป้ายสำนัก

"ตามสัญญานะคะ...." แล้วเธอก็ใฃ้ดาบฟันป้ายสำนักที่แขวนอยู่ขาดลงทันที ท่ามกลางความตกตะลึกของลูกศิษย์ที่อยู่โดยรอบ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นสัญญาที่เธอบอกไว้ว่าถ้าเธอฃนะก็จะทำลายป้ายเสีย แล้วเธอก็เดินออกจากสำนักไป

".....ยังเหลืออีกที่ซินะ....."แล้วหญิงสาวนิรนามก็เดินจากไป ทิ้งให้ลูกศิษย์ของสำนักอ้ำอึ้งอยู่ด้านหลังของเธอ

...

"เอ้า....ลูน่ามาพอดีเลย ฃ่วยลุงหน่อยซิ"เสียงของชายวัยกลางคนท่าทางทะมัดทะแมงยกกล่องหนี่งมาให้ลูน่า ซึ่งกลับมาจากโรเรียนพอดี

"อะไรน่ะคะลุงแม็ก"

"เป็นเครื่องปั่นไฟน่ะ ลุงว่าจะเอาไปให้คุณอาเรนซะหน่อยน่ะ แต่ดันมีเจ้าหุ่นก่อสร้างที่เสียมาให้ลุงซ่อมอย่างด่วนเลยน่ะ"

"สบายมากค่ะลุง เดี๋ยวหนูจะไปส่งให้ถึงที่เลย"

"แล้วลูน่าจะไม่ขี่สกูตเตอร์ไปเหรอนั่น"

"สบายมากค่ะลุง บ้านคุณอาเรนอยู่ไม่ไกล วิ่งไปแปบเดียวก็ถึงแล้ว .....ไปละค่ะ"

"อืม ระวังรถราด้วยละกัน"

"ค่าาา........ ว่าแต่คุณลุงอย่าสูบบุหรี่พร่ำเพรื่อนะคะ เพิ่งหายจากหวัด"

"จ้าๆๆ" แล้วลูน่าก็วิ่งถือกล่องที่ลุงให้ไปอย่างรวดเร็ว

"เฮ้อ....นึ้ป้าแกเลี้ยงหลานได้ดีจริงๆ........ว่าแต่ป่านนี้แล้วยังไม่กลับมาอีกหรือ สงสัยคุยกับเพื่อนๆจนติดลมละมั้ง.......ทำงานๆ"

แล้วลุงแม็กก็เข้าไปเตรียมอุปกรณ์ขนานใหญ ่เพื่อที่จะซ่อมหุ่นก่อสร้าง ซึ่งขนาดไม่สูงมากราว5เมตรได้ เป็นหุ่นที่ไว้ใช้ขนเหล็กขนาดไม่ใหญ่ในพื้นื้ๆรถยกเข้าไม่ได้

จากนั้นไม่นาน ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งแต่งชุดกิโมโนสีแดงเข้มมายืนอยู่หน้าร้าน ซึ่งลุงแม็ก็ออกมาเห็นพอดี

"ว่าไงครับคุณหนู มีอะไจะให้รับใช้หรือครับ รถเสียหรือเปล่า"

"....ไม่ค่ะ....ว่าแต่เลขที่บ้าน533-B25"อยู่ที่ไหนคะ...."

"ที่นี่แหล่ะคุณหนู...ว่าแต่จะมาหาใครหรือ อ่อ หรือว่าเป็นเพื่อนของลูน่า งั้นรอซักครุ่นะอีกซักพักก็มา ลุงใฃ้ไปธุระหน่อยน่ะ"

เหมือนว่าเธอจะไม่สนใจในคำพูดของลุงแม็กมากนัก แต่เธอก็ถามต่อไปอีก

"ที่นี่......เป็นสำนักสอนศิลปะป้องกันตัวไม่ใฃ่เหรอคะ....แล้วทำไม..."

"อ่อ คุณหนูคงมีธุระกับป้าซินะ อีกเดี๋ยวก็มา"

"ใช่ๆที่นี่เคยเป็นที่ฝึกสอนศิลปะการป้องกันตัวน่ะนะ แต่ก็ปิดตัวลงไปแล้วละ..."ลุงแม็กตอบคำถามหญิงสาว พร้อมกับขนกล่องเครื่องมือมาวางไว้ก่อนที่จะเข้าไปหาน้ำมาให้หญิงสาว

".....ปิดตัว.....ถูกใครบุกมาทำลายสำนักคะ..."

"ฮะๆๆ ไม่มีหรอก ป้าแกฃ่วงหลังไม่ค่อยมีเวลาสอนใครน่ะ เลยปิดไปเฉยๆ"

".....งั้นหรือคะ...."น้ำเสียงจองเธอยังคงนึ่ง แต่ก็สร้างความผิดหวังให้กับหญิงสาวคนดังกล่าวมาก เพราเธอตั้งใจจะมาท้าประลองกับสำนักที่ได้ขึ้นชื่อว่า มีชื่อเสียงที่สุดในโคโลนี่แห่งนั้แล้ว แต่บัดนึ้มันได้กลายเป็นอู่ซ่อมรถ ไปซะแล้ว

"....ถ้าเป็นเช่นนั้น...."แล้วหญิงสาวก็ชักดาบขึ้นมาทันที

"งั้นลุงก็ต้องรู้ซิคะว่าป้ายสำนักเก็บไว้ที่ไหน"

"เดี๋ยวก่อนๆๆ คุณหนู นี่มันเรื่องอะไรกัน"ลุงแม็กตกใจสุดชีด แต่ก็รวบรวมสติตัวเองก่อนที่จะเจรจา

"....มาประลองกันค่ะ...โดยใฃ้ป้ายสำนักเป็นเดิมพัน...ถ้าใครแพ้ต้องโดนทำลายป้าย"หญิงสาวคนดังกล่าวก็เอาป้ายสำนักที่เธอถือมาปักไว้ใกล้ๆกับตัวเธอ....ซึ่งป้ายก็มีตวามสูงเกือบจะเท่าตัวเธอเฃ่นกัน
"เดี๋ยวก่อนนน ประลองอะไรกันนนน ใจเย็นนนน"ลุงแม็กเหงือแตก เมื่อเห็นท่าทางเอาจริงของเธอและความเอาแต่ใจขนาดหนัก
แต่แล้วก็มีลูกแอปเปิ้ลเขวี้ยงมาด้วยความเร็วใส่ไปยังหญิงสาวคนดังกล่าว แต่เะฮก็ฟาดดาบตัดแอปเปิ้ลที่เชวี้ยงมามันทีจนขนาด2ท่อน

"...ให้ตายซิ...ยังมีคนแบบนี้อยู่อีกหรือนี่...."ลูน่าซึ่งเพิ่งกลับมาจากส่งของบ่นอุบ

"คุณ....เป็นใครคะ..."หญิงสาวถามขึ้นมาทันที

"อืมมมม ถ้าให้พูดตามที่เธอต้องการก็คงเป็นลูกศิษย์ของสำนักที่เธอมาหาเรื่องน่ะนะ"ลูน่าเคืองเล็กน้อย
เพราะยังไม่เคยมีใครมาหาเรื่องที่ร้านนี้มาเลยตั้งแต่เปิดร้าน

"ลูน่า...อย่ามีเรื่องกันเลยนะ"ลุงแม็กพยายามห้ามศึกเพราะรู้นิสัยของลูน่า เพราะปกติลุน่าจะไม่ไปหาเรื่องใครอยู่แล้ว แต่ถ้าใครมาทำเรื่องที่ไม่ดีกับเธอหรือครอบครัวเธอ เธอก็จะตอกกลับแบบหนักๆเลย

"...หนูก็ไม่อยากจะมีเรื่องกรอกค่ะลุง แต่ทางนั้นเอาจริงแล้ว.."หญิงสาวนิรนามตั้งท่าโจมตีพร้อมกับปล่อยจิตต่อสู้รุนแรง ซึ่งลูน่ารับรู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวคนนี้ฝีมือร้ายกาจมาก แต่ก่อนจะเกิดการต่อสู้ ลูน่าก็เดินออกจากร้าน

"งั้น..เราไปทางโน้นดีกว่ามะ เป็นที่โล่งกว้ามแถมไม่มีใครรบกวนด้วย"แล้วลูน่าก็เดินนำไป

"ก็ได้ค่ะ...."แล้วหญิงสาวก็เดินตามลูน่าไปทันที
"ลูน่า......"

"ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะลุง นานๆจะไยืดเส้นยืดสายซะที"

"......นี่ป้าเลี้ยงหลานผิดวิธีหรือเปล่าเนี่ย..."ลุงแม็กได้แต่ถอนหายใจแล้วก็ทองดูมั้งสองคนเดินหายไป

.................................................................................................

แล้วลูน่าก็พาหญิงสาวปริศนาคนดังกล่าวมายังสถานที่ประลอง ที่นี่เป็นสนามหญ้าที่กว้างพอดู
 
"เอาล่ะ ก่อนที่จะลู้กัน เรามาแนะนำตัวกันก่อนนะ ชั้นลูน่า วาเลนติส"

"คิริซากิ...มายะ"

"อืมๆๆ เป็นวิชาดาบซามุไรซินะ แถมหน้าตาเธอเหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่นที่ฉันมีเลย น่ารักดี"

"...งั้นหรือคะ..."มายะงงกับท่าทางของลูน่า ที่รู้สึกกระฉับกนะเฉงและดีใจเหมือนที่ได้มาประลองยุทธ ผิดกับคนๆอื่นที่เธอเคยสู้มาด้วย

"งั้น...เรามาเริ่มกันเลยละกันค่ะ"

"ใจร้อนดีจังนะเธอ ผิดกับท่าทางเธอเลย"แล้วทั้งมายะและลูน่า ก็ตั้งท่าพร้อมต่อสู้ทันที

"ฉันจะใช้ดาบสลับคมโจมตีค่ะ อย่างกังวลเลย"

"งั้นเหรอ....อืมมม เพิ่งเคยเห็นของจริงก็วันนี้แฮะดาบสลับคมนี่"

จากนั้นทั้งคู่ก็พุ่งเข้าหากันทันที โดยที่มายะฟาดดาบไปที่ไหล่ซ้ายชองลูน่าอย่างรวดเร็ว แต่ลูน่าก็หลบเบี่ยงไปทางขวาอย่างฉิวเฉียดพร้อมทั้ง ซัดหมัดไปทางสีช้างด้านซ้ายของมายะอย่างรวดเร็วเฃ่นกัน

"เร็ว!"มายะนึกในใจก่อนที่จะเอาแขนข้างซ้ายเข้ามาปัด แต่ก็โดนแรงหมัดผลักออกมาตามแรงกระเด็นไป ยืนห่างออกไปจากจุดปะทะเล็กน้อย

".....ฉันประมาทไปค่ะ คุณฝีมือร้ายกาจมาก แต่ต่อไปไม่เหมือนเดิมแล้ว"จากนั้นมายะก็ตั้งท่าอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอตั้งท่ารัดกุมขี้น แถมจิตต่อสู่รุนแรงขึ้นด้วย

"ดีซิแบบนี้ มาเลยมายะ"

แลัวลูน่าก็เป็นฝ่ายบุกบ้าง โดยที่ใฃ้หมัดซ้ายต่อยไปยังบริเวณลำตัวของมายะ แต่มายะก็ถอยฉากไปด้านหลังก่อนที่จะฟาดดาบเสยชึ้นจากเอวด้านขวาเฉียงไปทางหัวไหล่ด้านซ้าย ซึ่งเป็นจุดบอดชองการปล่อยหมัดซ้าย แต่ลูน่าก็ยั้งหมัดซ้ายไว้เหมือนจะต่อยหลอก ก่อนที่จะหลบฉากไปด้านหลังเฃ่นเดียวกัน ก่อนที่จะสวนด้วยหมัดชวาไปยังต้นแชนซ้าย แต่ดาบของมายะก็ตวัดกลับลงมา ฟาดไปที่ไหล่ลุน่าด้านซ้ายเฃ่นกัน

พลั่กก!!! ฉั๊วว!!!

ต่างคนต่างโดนการโจมดีของอีกฝ่าย ทำให้ทั้งคู่ถอยไปตั้งหลัก

"..ถ้าเป็นด้านคมนี่เราคงได้แผลฉกรรจ์ไปแล้วแน่ๆเลย"ลูน่าพูดพลางมองไปที่ไหล่ซ้ายของตัวเอง แรงดาบ ทำให้แนวเสื้อนักเรียนที่เธอใส่ขาด จนเห็นไหล่ที่แดงไปด้วยแรงปะทะของดาบเมื่อกี้จนมีเลือดซิบออกมา

"............"มายะไม่ได้พูดอะไรแต่หมัดที่ลูน่าต่อยเมื่อกี้ทำให้ไหล่ซ้ายเธอปวดมาก แชนซ้ายจองมายะตอนนี้ก็ยกจับดาบได้ไม่ถนัดเฃ่นกัน
แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้พักมันมาก ต่างคนต่างก็พุ่งเข้าหากันอีกรอบ ดาบของมายะพุ่งใส่ไปที่อกของลูน่า แต่ลูน่าก็ก้มหลบ พร้อมกับเตะตัดขาของมายะทันที ทำให้มายะเสียหลัก แต่มายะก็ประคองตัวไง้ได้ แต่ลูน่าก็ก็กระโดดเอาเท้าฟาดลงมาที่ศรีษะมายะ มายะต้องใฃ้มือช้างที่เจ็บมากัน แต่เธอก็สวนด้วยดาบกลับไปอีกที ดาบฟาดถูกสีข้างด้านขวาของลูน่า แต่ไม่รุนแรงนัก
 
"ร้ายกาจมากมายะ สวนกลับในจังหวะที่เสีหลักได้"

"คุณก็เช่นกันค่ะ"

มายะเริ่มทำการบุกกลับบ้าง โดยที่ฟาดดาบไปบังไหล่ทั้งสองข้างของลูน่าอย่างรวดเร็ว แตาลูน่าก็ฉากหลบมาได้อย่างเฉียดฉิว แล้วก็สวนไปด้วยศอกเข้าไปที่ลิ้นปี่ของมายะอย่างเร็ว แต่มายะก็ยกด้ามดาบขึ้นมาปัดอย่างรวดเร็วเช่นกัน
จังหวะที่ลูน่าเสียจังหวะ  มายะก็ฟาดดาบลงไปที่ไหล่ซ้ายอีกครั้งหมายจะซ้ำแผลเดิม แต่แล้วมายะก็เหมือนกับว่า ตัวเองโดนเหวี่ยงหมุนไปตามแรงเหวี่ยงของดาบ แล้งเธอก็ตกลงมานอนกับพื้นอย่างรวดเร็ว

"นี่มัน..."มายะนอนงงเล็กน้อย ก่อนที่จะลุกขึ้นมาตั้งท่าสู้อีกครั้ง

"ฮะๆ ไอคิโด้น่ะ .."

".......งั้นหรือ..."เสียงมายะยังนิ่งเงียบ แต่ก็ทำให้เธอตื่นเต้น เพราะมีคนที่ทำให้เธอต้องล้มอยู่ตรงหน้าได้แล้ว มันไม่ได้ให้ทำให้เธอโกรธแค้นหรือเกลียดชังลูน่า แต่กลับทำให้เธอรู้สึกว่าเป็นการประลองที่สนุกมาก นานมามากแล้วที่เธอไม่เคยรู้สึกสนุกแบบนี้

"มายะ....ฉันขอถามหน่อยนะ......ทำไมเธอถึงต้องทำลายป้ายสำนักต่างๆด้วยล่ะ"

".....ไม่จำเป็นต้องตอบค่ะ..."

"...งั้นหรือ...ขอโทษนะ เสียมารยาทไปนิด"

"ไม่เป็นไรค่ะ..."

"งั้นเรามาบุกกันครั้งสุดท้ายเลยละกัน"ลูน่ากล่าวออกมา เพราะว่าถ้าสู้กันต่อไป อาจจะทำให้ทั้งคู่เจ็บหนักได้

"ค่ะ..."แล้วมายะก็เก็บดาบเข้าฝัก แล้วก็ตั้งท่า

".....แรงกดดันขนาดนี้...."ลูน่ารู้ดีว่าท่าที่มายะใฃ้ร้ายกาจขนาดไหน แต่ถ้าเธอไม่เช้าไปก็จะโจมตีไม่ได้

"งั้นก็...."แล้วลูน่าก็พุ่งตรงเข้าไปหามายะอย่างเร็ว พร้อมกับเตรียมใช้ท่าโจมตีที่รุนแรงที่สุดในท่าประชิดของเธอ

"อัสเคย์...ซินะคะ"มายะมองออก

"ดูซิว่าอัสเคย์ของชั้นกับท่าบัตโตของเธอใครจะเร็วกว่่ากัน!!"ลูน่าก็มองท่าของมายะออกเฃ่นกัน

................................

แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะปะทะกัน ทั้งคู่ก็ถูกเหวี่ยงลงไปนอนกับพื้นอย่างนุ่มนวล

"พอได้แล้วเด็กๆ การประลองจบแล้ว"เสียงของหญิงวัยกลางคนดังขึ้น 

"คุณป้า!!"ลูน่าตกใจเมื่อพบคุณป้ายืนอยู่บริเวณที่พวกเธอนอน

"...คุณซาเอะ...ซินะคะ.."มายะลุกขึ้นนั่งหลังจากที่เธออยากเจอคนที่เธอพบ

"อยากจะประลองกับป้าซินะคะ ถึงได้มาหาถึงที่นี่"

".....ค่ะ..."มายะตอบรับ แล้วก็ลุกขึ้นมาพร้อมไปเก็บดาบที่หล่นไว้ข้างๆ

"แต่คงไม่แล้วค่ะ......วันนี้ฉันแพ้....."

"งั้นหรือจ๊ะ...แล้วมาเยี่ยมใหม่วันหลังนะ"ป้าซาเอะพูดราวกับว่ามายะเป็นญาติของตัวเอง

"ค่ะ..."

"นี่.....มายะการประลองของเรายังไม่รู้ผลนะ เสมอกัน"

"....นั่นซินะคะ...."มายะหันกลับมามองลูน่าพร้อมกับพยักหน้ารับ แล้วเธอก็เดินจากไป

"เอ้าว่าไงลูน่า ก่อเรื่องจนได้นะ....."ป้าซาเอะหันมาดุลูน่า

"ก็ๆๆ....."ลูน่านั่งสำนึกผิดทันทีที่โดนดุ

"แบบนี้ยังฝึกไม่พอนะ......ได้แผลขนาดนี้ เอาล่ะไว้แผลหาย เดั๋ยวป้าจะฝึกให้ละกัน"

"เอ๋.......มะ...ไม่ต้องก็ได้ค่ะ....."ลูน่ารู้ทันทีว่าถ้าป้าเธอพูดแบบนี้แสดงว่ากำลังโกรธอยู่ แล้วผลที่ตามมาคือการฝึกฝนอย่างหนักถึงหนักมาก

"ไม่ได้นะจ๊ะ...." แล้วลูน่าก็โดนป้าของเธอลากกลับบ้านทันที

................................................................................

"ใกล้จะถึงวันเกิดแล้วหรือนี่"
ลูน่าเดินสะพายเป้ใบใหญ่เข้าไปในเขตป่าลึกกับป้าของเธอ เพื่อฝึกฝนตามที่ป้าเธอได้คาดโทษไว้ และอีกไม่กี่วันก็จะครบรอบวันเกิดปีที่17ของเธอ ซึ่งชะตากรรมต่างๆที่เธอได้พบหลังจากนี้มันหนักมาก จนทำให้เด็กสาวอย่างเธอรับไม่ได้เลย

.............................การเริ่มค้นของโชคชะตา : End...................................
บันทึกการเข้า

quest
The Star Combatant
Ace Pilot
******
กระทู้: 337



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: กันยายน 21, 2009, 06:28:05 PM »

ช่วงเวลาระหว่างตอนที่2-3สายโลก บทอสูรสีน้ำเงินการคำรามของสัตว์ร้ายผู้บ้าคลั่ง

     เสียงเครื่องยนต์และคนวิ่งไปมาตะโกนโวกแหวกแสดงถึงความวุ่นวายในสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดีแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งแปลกอะไรเมื่อมันเป็นสถานการก่อนรบของกองกำลัง
ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลก บลอน์ เหล่าทหารที่ถูกฝึกมาอย่างดีวิ่งอยู่เป็นทิวแถวมีการซ้อมรบและตรวจเช็คสภาพไม่ให้ขาด สลับการเฝ้าคุมกองกำลังอย่างเข้มงวด แต่ในฐานทัพ
นั้นเองร่างโปร่งใสของสิ่งๆหนึ่งได้แฝงตัวผ่านเข้ามาในกองทัพอันแข็งแก่งอย่างเงียบเชียบ ร่างนั้นตรงมายังนักวิจัยสาวสวยผู้หนึ่ง เธอนั้นกำลังยุ่งอยู่กับการตรวขเช็คสภาพ
เพื่อรอเวลาและคำสั่งที่กำลังจะมาถึง

   "นายช่างเช็ดสภาพจาโบร์น่าด้วย โดยเฉพาะหมายเลข6 กับ 9 นะพวกจ่าแกขับดุเหลือเกินเลยละ....อ๊ะ!!!" ไม่ทันสิ้นเสียงดีร่างของนักวิจัยสาวก็ได้ถูก
ยกลอยขึ้นเหนือผืนดิน

   "อ๊ะ...อะไรกันเนี้ย!!!!...อ๊า...นี้มัน" เธอเอามือแหวี่ยงทุบไปยังอากาศที่ว่างเปล่าทำให้เกิดเสียงกระทบเสียงดังอากาศที่ว่างเปล่านั้นก็ได้สลายไป
เหลือไว้แต่เพียงชายร่างสูงใหญ่ในชุดสเต็ลพรางกายที่กำลังลวนลามหญิงสาวอย่างได้อารมณ์

   "เอลซัง นี้มันในเวลางานนะคะ ทำอย่างนี้ได้ไงกัน" เธอบ่นใส่ชายหนุ่มร่างยักษ์นั้นทันทีในขณะที่ชายคนนั้นยิ้มร่า

   "ก็งานๆนี้มันหมูจะตายนี้หน่า แซนเดียร์จัง นี้ไง" ชายหนุ่มยื่นแผ่นข้อมูลขนาดเล็กให้กับหญิงสาวไว้ในขณะที่เค้ายังคงลวนลามหญิงสาวในมืออย่างเมามัน เล่นเอา
สาวๆแถวนั้นหน้าร้อนผ่าวเป็นทาง

   "นี้.... มัน... เว... ลา... งาน!!!!" มะแหงกลูกโตถูกประเคนลงหัวของเอลเป็นลูกที่2คราวนี้นักวิจัยสาวได้หลุดจากเงือมมือสัตว์ประ
หลาดหื่นกามตัวนี้ได้สำเร็จ

   "ต่อหน้าทุกคนยังทำได้ขนาดนี้คุณนี้จริงๆเลยนะคะ" เธอดูฉุนเฉียวนิดๆจากการกระทำของเอลก่อนที่เธอจะหันหลังให้อย่างเกี่ยงงอน แต่เธอก็ต้องสะดุ้งตัวเฮือกใหญ่
เพราะโดนมืออันแสนซุกชนวนลูบที่บั้นท้าย

   "งั้นฉันจะรอเวลาที่มีแค่เรานะ แซนเดียร์" เอลส่งสำเนียงหวานหูทำเอาสาวน้อยหน้าแดงแทบระเปิดก่อนที่จะเดินจากไปอย่างสบายอารมณ์

   "กลับมาแล้วหรือพ่อคนในตำนาน" ชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบหน่วยรบของบลอน์จากการคาดเดาเค้าน่าจะอายุ30ปลายๆได้ทักทายมายังเอลด้วยท่าทีสบาย
อารมณ์ก่อนจะโยนขวดเหล้าใส่เอลซึ่งเอลก็รับมันมาอย่างเต็มใจ

   "ลุงนี้ข้อมูลที่ให้ไปสืบเรียบร้อยแล้วแปลนฐานกับกำลังรบคงได้ตรงสัก70-80%ได้" เอลยกเหล้ามาดมเล็กน้อยก่อนที่จะยกมันกรอกเข้าปากดูจากการดื่มด่ำ
คำโตนั้นเค้าคงชอบเหล้านี้แน่ๆ

   "ฮ๊า~~~เหล้าของยายนี้สุดยอดจริงๆกลั่นได้สมกับเป็นของทำมือ เดียวรอบหน้าผมไปกินเหล้าบ้านลุงได้ไม๊" เอลถามด้วยอารมณ์ที่ดีอย่างเห็นได้ชัดสงสัยการไปทำ
งานง่ายๆอย่างไปสืบข้อมูลจากศัตรูในฐานแบบนี้ แลกมาด้วยเหล้ารสดีที่หายากขวดเดียวจากสหายก็คุ้มแสนคุ้มแล้ว

   "ฮ่าๆๆๆๆ เดียวผ่านงวดนี้จะได้ไปเลี้ยงกันสักที จบงานนี้คงหยุดยาวกลับไปหายัยหนู ไวน์ที่ยัยหนูเหยียบไว้ถึงไม่นานแต่ตอนนี้ก็น่าจะพอกินได้แล้วละ" ลุงแกตอบอย่าง
ภูมิใจเพราะลุงแกชอบทำไวน์และเหล้าที่บ้านแกกลั่นเองด้วยการทำมือมากกว่าการออกไปรบซะอีกถ้าไม่ติดโดนหมายเรียกลุงแกคงไม่มารบเป็นแน่

   "แหม่ผมอยากเจอหน้าลูกสาวลุงจัง ได้กินของแบบนี้ฟรีๆแถมได้สืบทอดของแบบนี้ให้คนรุ่นหลังได้ดื่ม ผมไปเป็นลุกเขยบ้านลุงเลยได้ไม๊?" เอลทักหยอกทหารคนนี้
อย่างสนุกปาก

   "เฮ้ยเด็กมันยังแค่12นะเฟ้ย เอ็งอยากเข้าตารางของรัฐฉันหรือไงวะ" ลุงแกบ่นพร้อมล็อกคอเอลไว้อย่างหมั่นเขี้ยวแต่เท่าที่ดูนี้ท่าทางแกคงกะทำให้ไอ้หมอนี้ขาดใจ
ตายไปเลยมากกว่า

   "น่าๆผมไม่ถือหรอกลูกลุงยังไงก็สวยเหมือนแม่อยู่แล้ว เพราะถ้าหน้าแบบลุงผมคงคิดหนักน่าดู" เอลแซวทหารวัยกลางคนก่อนที่จะสลัดตัวหลุดจากวงแขนและไปยืนอยู่
ห่างๆก่อนที่จะยิ้มย่างร่าเริง

   "บะไอ้นี้วอนโดนเตะซะแล้ว" ลุงแกจึงวิ่งไล่เตะชายหนุ่มรอบโกดังสร้างความขบขันและรอยยิ้มให้แก่หน่วยรบเป็นอย่างดี แต่แล้วสัญญาและประกาศการรบได้ดังขึ้นทำ
ให้เหล่าทหารทั้งหลายรีบเข้าประจำที่ในทันที

   "เราจะทำการบุกฐานของเอลฮังค์ที่ซ้อนอยู่ในป่าข้างหน้า ขอให้ทุกหน่วยรับแผนการรบที่จะส่งให้ในเครื่อง และหัวหน้าหน่วยเข้ารวมตัวที่ห้องแผนงานด้วยคะ"สัญญาณ
การบุกเริ่มขึ้นลุงวิ่งขึ้นหุ่นร่างยักษ์ที่สูงใหญ่เป็นพิเศษที่พึ่งถูกส่งมา ออร์แกนมารค์ทรู ซุปเปอร์โรบอทของฝ่ายบลอน์ ลุงแกอยูในสภาพพร้อมรบในขณะที่เอลมายืนส่งข้างๆ

   "รีบๆกลับมาละลุงจะได้ไปเที่ยวบ้านลุงกัน ลูกเขยคนนี้ชักอยากดื่มของพรีซะแล้วสิ" เอลแซวลุงที่ขึ้นขับหุ่นรบและเตรียมพร้อมพุ่งสู่สมรภูมิ

   "เออแต่ ถ้ายุ่งกับยัยหนูอย่าหาว่าโหดนะโว้ย" ลูงตอบกลับกลับก่อนที่จะยกนิ้วกลางให้กับชายหนุ่มที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องล่างในขณะนั้นเองเอลได้เปลี่ยนสีหน้าที่เฮอากลายเป็น
จริงจังในทันทีเค้ามองท้องฟ้าที่สุดขอบสายตาเหมือนกับว่ามันมีบางสิ่งเขียนไว้ณะที่ตรงนั้น

   "ลุง......ฉันสังหรไม่ดีนัก ระวังตัวละ" เอลพูดขึ้นอย่างเงียบงันเล่นเอาลุงนิ่งเงียบไปและเหงื่อตกจากหน้าฝากอย่างเห็นได้ชัด

   "ไม่อยากได้ยินเลยวะ แกสังหรทีไร มันจะเป็นจริงไปซะทุกที่...ฉันจะระวังละกัน"ลูงแกตอบรับก่อนที่จะปิดฝาห้องคนขับและเริ่มสตารท์เครื่องยนต์และระบบทั้งหมดก่อน
เข้าประจำตำแหน่งรบและออกตัวไปจากค่ายทหารโดยมีเอลมองตามหลังเหล่าหุ่นรบอย่างเป็นห่วง หญิงสาวผู้เป็นนักวิจัยได้เดินเข้ามาหาพร้อมกล่าว

   "ฉันมั่นใจในการรักษาสภาพของหน่วยเรารับรองถึงเป็นของที่พึ่งส่งมาแต่ไม่มีปัญหาแน่"เธอพูดขึ้นเพื่อปลอบใจเอลที่มองตามหลังหน่วยรบไปอย่างกังวล

   "ที่ชั้นกังวลไม่ใช่ปัญหาของเครื่องหรอกนะ"เค้าบ่นนิดๆก่อนที่จะโอบสาวน้อยมาไว้ในอ้อมแขน

   "เดียวเราสองคนไปคุยกันเงียบๆสองคนที่ห้องของเธอดีกว่า ฉันไม่ได้กินกาแฟฝีมือเธอนานแล้วสินะ"เอลบอกกับหญิงสาวแล้วเดินเคียงคู่กันไปยังห้องของเธอ

   ผ่านไปได้2-3ชั่วโมงเริ่มมีสัญญาญการกู้ภัยและการขนย้ายรวมไปถึงการร่อนลงฉุกเฉิบอุตลุด เอลชันร่างของเค้าขึ้นมาจากเตียงซึ่งมีทีมนักวิทยาศาสตร์สาวๆ3-4คนนอน
อยู่ในสภาพเปลื่อยเปล่าและสลบสไลอย่างเหนื่อยอ่อนจากการต้องมารับมือกับชายผู้ดุดันดุจสัตว์ป่าคนนี้ เค้าลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าและชุดรบก่อนที่จะเดินมุ่งหน้าไปยังจุดนำเครื่องลงด้วย
ความรู้สึกที่ไม่ดีนักเค้ารู้สึกได้ว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆและมันจะจริงเสมอด้วยสิ ทันทีที่เค้าได้เดินไปถึงเค้าก็เห็นทหารบาดเจ็บจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นคือชายที่นอนอยู่บน
เตียงฉุกเฉินที่เข็นมาทางที่เค้ายืนอยู่พอดี

   "ลุง!!! ....ยังไม่เดี้ยงใช่มะ?" เอลแซวในขณะที่เดินไปช่วยเข็นด้วยความห่วงใย ตอนนี้ชายผู้เคยพูดเล่นพูดหัวกับเค้าก่อนหน้านี้ได้สูญเสียแขนไปแล้วข้าง
หนึ่งจากการรบและหุ่นรบของเค้าก็ไม่ได้กลับมาอีกด้วย

   "เออ ยังไม่ตายง่ายๆหรอกเฟ้ย แต่งานนี้โคตรจะไม่คุ้มเลย สงสัยได้กลับบ้านไปนอนยาวแน่เลย"ชายผู้แขนขาดยังพูดออกมาได้อย่างอารมณ์ดีแม้ว่าเสียงของเค้าจะเหนื่อย
อ่อนและมีการสะดุดเล็กน้อยจากพิษบาดแผล

   "กลายเป็นเดชไอ้ด้วนแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะหนีไปฝูกคอตายนะ"เอลยิงมุขอีกนิดเพื่อดูกำลังใจของชายผู้บาดเจ็บคนนี้

   "ถึงจะมีแค่แขนเดียวก็ยังกอดคนที่เรารักได้ ถึงจะไม่พร้อมกันทั้ง2คนแต่ฉันก็ยังกอดลูกและเมียทีละคนได้อยู่ ไม่ต้องห่วงหรอก ไอ้เจ้าหมาในตำนาน"ชายคนนี้มอง
ทะลุปรุโปรงว่าเอลรู้สึกอย่างไรเค้ายิ้นยิงฟันแสดงถึงว่าเค้ายังมีกำลังใจสู้ต่อไปแค่ใหนเพื่อให้เพือนสนิทคนนี้สบายใจ

   "โดนอะไรเล่นมา ดูจากแปลนที่ผมให้ ไม่น่าจะมีกำลังมากมายพอที่จะหยุดการบุกนี้ได้นิ"เอลเริ่มสอบถามเพราะดูจากอาวุธที่เค้าไปสืบมานั้นไม่น่าจะมีกำลังพอที่ต้านได้
เลย

   "มันมีไอ้พวกเครื่องสีเขียวที่กระโดดลงมาจากยานขนส่งทีหลัง มันมากันประมาณ10ตัวฝีมือมันร้ายกาจมาก แค่10ตัวเล่นซะการบุกของเราหยุดสนิทเป็นอัมพาต"
ลุงกล่าวถึงสาเหตุทำให้เอลฉุกคิดถึงความหลังได้  ความหลังในอดีตสมัยเค้าเป็นทหารรับจ้างที่องค์กรหนึ่ง    ในลานฝึมือของหน่วยรบ     ที่เต็มไปด้วยนายทหารที่ถูกฝึกฝีมือ
มาอย่างดี เอลได้เดินตรงมายังครูฝึก

   "ครูฝึกผมคือคนที่แข็งแกร่งสุดในหน่วยรบนี้สินะ" เอลถามขึ้นหลังจบภาคสนามด้วยการล้มเอสของกองกำลังรวดเดียว3คนโดยใช่รุ่นธรรมดา เค้าทำสีหน้าอย่างกับ
มันเป็นเรื่องประจำวันก็ไม่ปาน

   "เออเก่งมากที่สุดแม้แต่ชั้นเองก็ยังล้มแกไม่ได้" ชายสูงอายุร่างกายกำยำพูดขึ้นเค้าคงเป็นครูของหน่วยฝึกนี้เป็นแน่

   "แต่ไม่ต้องห่วงชั้นปั้นเด็กไว้10คนเอาไว้ยำแกแล้ว สีประจำหน่วยนั้นคือสีเขียว" ชายคนนั้นพูดขึ้นถึงผลงานชิ้นเอกทำให้เอลยิ้มสะแยะอย่างพึงพอใจ

    "แล้วจารย์เป็นหัวหน้าหน่วยสินะ?"เอลถามถึงเกมที่น่าสนุกนี้ ชายคนนี้คือคนที่สอนอะไรหลายๆอย่างกับเค้า มันคงสนุกแน่ๆถ้าพิธีการจบคือการเอาชนะชายคนนี้

    "ไม่หรอก  จะเลิกละแล้ว   เดียวว่าจะหนีไปอยู่สบายๆนอกโลกนู้ที่โคโลนี่ของเอลฮังค์" ชายร่างยักษ์คนนี้กล่าวขึ้นแบบยิ้มๆเค้าคงอยากพักหลังสู้เพื่อคนรอบตัวมา
ตลอตชีวิตแล้วก็ได้

    "งั้นถ้าผมชนะไอ้10ตัวนี้ได้จารย์แนะนำลูกสาวจราย์ให้ผมนะ"เอลพูดแซวเพื่อตัดอารมณ์ผู้กล้าของครูฝึก เล่นเอาเค้าทำหน้าพิลึกๆทันที

    "เฮ้ยลูก ข้าแต่งงานมาได้2เดือนแล้วนะ" อาจารย์พูดดักคอไอ้หื่นคนนี้ทันที แต่สิ่งที่แสดงออกจากสีหน้าหมอนี้คือรอยยิ้มแบบสบายอกสบายใจ

    "น่าๆผมไม่ถือหรอก" เอลด้านแถแบบขอแค่แลพี่ก็ล่อ เล่นเอาสร้างควรามหนักใจให้แก่ครูจอมโหดมาก

    "เออๆๆเอางั้นก็ได้  แต่อีหนูจะเล่นด้วยหรือเปล่านี้อีกเรื่องนะโว้ย" ชายแก่ตอบแบบกลุ้มใจ ในความหื่นจัดของไอ้หมอนี้

    "สัญญาญแล้วนะจารย์" เอลยิ้มให้แก่อาจารย์ของเค้า และนั้นคือครั้งสุดท้ายที่ทั้งคู่พบหน้ากัน

              หลังจากที่เค้าคิดได้เค้าก็รู้ว่าทำไมกองกำลังนั้นถึงแกร่งนัก เค้ารู้แล้วว่าสิ่งที่แยู่ในแนวรบตอนนี้คืออาวุธที่มีไว้ล่าสังหารตัวเค้าซึ่งคนทั่วๆไปไม่มีทางเอาชนะเหล่าคม
ดาบที่มีไว้สังหารอสูรกายเช่นเค้าแน่ๆ

    "เดียวชั้นจะขอยืมเครื่องความเร็วสูงสักเครื่องนะ"ว่าแล้วเอลก็เดินไปยังเครื่องบินรบความเร็วสูงขนาดเล็ก ในขณะที่เดินไปคุยโทรศัพท์ไปด้วย

    "เนวาล มารับที"เค้าพูดสั้นๆกับหญิงคนหนึ่งก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินรบที่ไม่ได้ติดอาวุธอะไรไว้เลยเพื่อความเบาและคล่องตัว  เครื่องบินของเค้ามุ่งสู่สนามรบฝ่าน่าน
ฟ้าข้าศึกก่อนที่เค้าจะสละเครื่องและให้เครื่องใช้ออโต้ไพล็อทบินกลับ  ร่างที่ทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้าของเค้าก็หายไปในอากาศดังโดนอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็นลากตัวไป
อัลคาน่าแวนการด์เครื่องหนึ่งจับสัญญาณได้ถึงบางสิ่ง  ก่อนจะโดนค้อนเหล็กกล้าที่มองไม่เห็นกดร่างกระแทกจนล้มลง ก่อนโดนฉีกเป็นชิ้นๆ ท่ามกลางวงล้อมของข้าศึก
ปรากฎร่างหุ่นรบตนหนึ่งขึ้น    ร่างของเนวาน่าปลดจากการสเตลยืนอยู่กลางฐานโดยไร้ซึ่งความกลัวเกรง เอลซึ่งนั้งอยู่ภายในยิ้มอย่างพอใจ

    " เอาละรีบมาสิ ดาบทั้ง10ที่หลงเหลือของครูฝึก แม็กซิมอฟ " เอลหัวเราะนิดๆดุจดังงานนี้มันน่าสนุกเหลือรับ

   อัลคาน่าแวนการด์ที่อยู่บริเวญนั้นระดมยิงใส่ร่างหุ่นรบสีน้ำเงินนั้น แต่ก็เพียงวูบเดียวมันก็หายไปแล้วก็โผล่มาพร้อมกับใช้มือปาดแขนหุ่นจนเป็นชิ้นๆและฟาดเข้าที่กลางอก
จนหุ่นเคราห์ร้ายกระเด็นไปไกล เค้าลากสายตาหาเหยื่อต่อไปก่อนที่ร่างจะหายตัวไปอีกโผล่มากลางอากาศ  และขย้ำหัวหุ่นรบตัวที่สองบิดเกลียวและกระชากส่วนหัวออก อัลคาน่า
ที่ไร้หัวนั้นโดนขโมยบีมเซเบอร์ก่อนที่จะถูกเตะกระเด็นไปไกล  เอลควงบีมเชเบอร์คู่ที่พึ่งได้รับปัดการสุนปืนที่ยิงมา ก่อนที่จะขว้างมันเข้าหาอัลคาน่าที่รุมยิงเค้าอยู่ อัลคาน่า
เหล่านั้นพุ่งตัวหลบนทันที แต่หนึ่งในสองก็โดนอสูรกายสีน้ำเงินจับข้อเท้าก่อนที่จะขว่้างกระเด็นไปกระแทกอีกเครื่องด้วยความเร็วมหาศาลร่างทั้งสองนิ่งสนิตจากการกระทบกัน
อย่างรุนแรง  ร่างของอสูรนั้นยังคงสงบนิ่งเค้าจะไม่โจมตีถ้าไม่ใช่เป้าหมายหรือหันปืนเข้าหาก่อน

        แวนการด์สไนเปอร์เครื่องหนึ่งเล็งยิงมา แต่กลับหยุดสายตาไว้โดยยังไม่ยิง และได้ส่งสัญญาญว่ามีศัตรูเข้ามา

   "ลีดเดอร์....มีบัญหาแล้ว ในฐานเราอยู่ดีๆก็มีปีศาจโผล่มา  ฉันคนเดียวเอาไม่อยู่ ขอกำลังเสริมด้วย"หญิงสาวกล่าวขึ้นในขณะที่ยังจับจ้องเนวาน่าผ่านลำกล้องปืน

      เพียงเวลาสั้นๆก็ได้มีร่างของแวนการด์สีเขียวตามมาอีก3ตัวซึ่งแต่ละตัวถูกดัดแปลงมาเป็นพิเศษ เมื่อพบร่างของเนวาน่าทั้งสามก็ตรงเข้าโจมตีในทันที เอลเห็นเป้าหมาย
ในการมาเยือนของเค้า เค้าจิงยิ้มกริ่มก่อนที่จะตั้งท่าเตรียมรับมือหน่วยรบพิเศษของครูของเค้า  แวนการทั้งสองแยกทิศเปิดทางให้แวนการด์ตัวหลังถลุงซ็อตกันใส่ก่อน  เพื่อเปิด
ฉากการโจมตี

       เอลหลบออกนอกวิถีอย่างเรียบๆก่อนที่จะเจอแวนการด์ที่มีเกราะแขนและขาหนาเป็นพิเศษรุกเข้าประชิด เธอถลุงหมัดและเท้าเข้าใส่เอลอย่างดุเดือดซึ่งเอลก็รับกึ่งหลบ
เรื่อยๆ  เครื่องนี้คงสร้างมาให้มีความสามารถรบประชิดสูง  ในรูปแบบเสริมเกราะให้จุดที่เป็นอาวุธที่จู่โจมแน่นอน เธอไสหมัดลอดแนวป้องกันเข้าประชิดร่างเอลได้สำเร็จ

   "จบละ!!!"สาวน้อยตะโกนขึ้นในขณะที่สับสวิตปลายเกราะส่วนที่เป็นหมัดของเธอก็ถูกดีดเข้าหาค็อกพิทของเอลดุจลิ้มตอกถนน    แต่แล้วร่างของเนวาน่าก็จางหาย
ไป  เธอกำลังตกตะลึงในขณะที่เอลซึ่งอยู่ข้างหลังกำลังง่างกรงเล็บขึ้นแต่คลื่นแสงสีฟ้าก็ได้พุ่งมายังร่างของเอล มีดเหล็กยาวคู่ของอัลคาน่าอีกเครื่องเข้าฟาดฟันโรมรันอย่าง
ฉวัดฉเวียนดุจมันเป็นสายลมก็ไม่ปาน รูปแบบซับซ้อนแปรเปลี่ยนคดเคี้ยวยากต่อการคาดเดา 

   "มอบชีวิตของเจ้ามาซะปีศาจสีคราม"หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของหุ่นรบกล่าวขึ้นเพื่อแสดงถึงชัยชนะ  แต่รูปแบบที่แสนพลิกแพลงนั้นกลับโดนบัดบ้องด้วยมือเปล่าโดยไม่ยาก
นัก อัลคาน่าที่มีเกราะแขนนั้นจึงม่วนตัวกลับมาเตะเค้าทันที เนวาน่าลังกากลับหลังหลบการโจมตีของทั้งสองก่อนเองหน้าหลบลุกกระสุนไรเฟิลทะลวงเกราะที่ตามมาติดๆ แต่
เนวาน่าก็เอียงตัวหลบเพียงเล็กน้อยและก็หลบได้อย่างไม่ยากเย็น ก่อนที่ทั้ง2เครื่องที่ชุลลุมกับเอลอยู่ก็ผละตัวออกพร้อมๆกัน

   "ฟลูไฟร์เยอร์"มิตไซสและกระสุนหัวระเบิดจำนวนมากถูกประเคนเข้าใส่ เนวาน่าทันทีก่อนที่มันจะรเบิดอาคารแถวนั้นรซะวินาทสันตะโรแต่แน่นอนมันก็สามารถแตะ
ต้องได้เพียงเงาเท่านั้น ร่างของหุ่นรบสีครามหายไปจากจุดที่มันเคยอยู่อย่างไม่ยากเย็น ไปอยู่ในบริเวญไกล้ๆกันนั้นแต่จู่ๆสัญญาณภายในของอสูรก็เริ่มเกิดการขัดข้องจาก
การรบกวนของหุ่นรบอีกตัวหนึ่ง เอลหันไปมองหุ่นรบที่กำลังส่งเครื่องรบกวนเค้าอยู่

   "ตัวรบกวนสัญญาณแบบนี้น่ารำคาญแฮะ" เอลมองมันก่อนที่จะเริ่มเดินเข้าหาหุ่นรบตัวนั้นทีละก้าวอย่างช้าๆแต่ไม่ทันได้ก้าวไปมากมายนักสัญชาติญาณอันเฉียบ
คมก็สั่งให้เค้าหลบหลีกจากบางสิ่งที่ไม่อาจจับสํญญาณได้ คมง่าวมัจจุราชที่พุ่งผ่านความว่างเปล่ามา 3 จุดดักทุกทิศทางเอลเห็นถึงมุมการโจมตีจึงเเลือกง่าวที่ฟาดมาด้าน
ข้างตัวเค้าเค้าฟาดมือไปที่จุดที่น่าจะเป็นด้ามของอาวุธนั้นจากมุมการเหวี่ยง เพื่อหยุดยังก่อนจะลอดตัวผ่านไปโดยหลบคมง้าวอีก2เล่มได้อย่างฉิวเฉียด

   "อืม....สเตล์และใช้เครื่องรบกวนเพื่อให้จับตำแหน่งไม่ได้หรือ.....ถ้าใช้อาวุธโลหะคงน่ากลัวกว่านี้เยอะเลยนะ"เอลหลบออกมาในทันทีก่อนที่เค้าละต้อง
หลบการโจมตีของลูกซองคู่จากอีกเครื่อง และแล้วการโจมตีทั้งหมดก็จบลงเมื่ออัลคาน่าเครื่องที่มีผ้าคลุมได้ลงมาเป็นเครื่องสุดท้ายร่างๆนั้นชี้ดาบมายังเนวาน่าดุจประกาศคำ
ท้าทาย   เอลมองทุกคนและนับจำนวน

   "10คนพอดีเลย"มีสัญญาณติดต่อเข้ามาจากหุ่นผู้นำมายังเครื่องของเอล

   "มาสเตอณ์คะจะทำการสื่อสารไม๊คะ?"เนวาน่าถามถึงการติดต่อของเหล่านักบินผู้เป็นศัตรู

   "เอาเป็นช่องสัญญาณรวมละกัน"เอลตอบอย่างสบายใจเพราะเค้าเองก็อยากทักทายรุ่นน้องอยู่เหมือนกัน

   "เรานับถือในความกล้าและความแข็งแกร่งของคุณ ยอมแพ้ซะแล้วเราจะไว้ชีวิต" อัลคาน่าที่น่าจะเป็นผู้นำกล่าวขึ้นน้ำเสียงทรงพลังสมเป็นหัวหน้าหน่วยรบพิเศษเอล
จึงตอบไปแบบเรียบๆถึงสิ่งที่พวกเธอทั้งหลายต้องตกตะลึง

   "รหัส - 025793 เธอรู้จักสิ่งนี้ไม๊? หรือจะให้เรียกว่าทราเก็ตดีละ" สีหน้าของสาวๆทั้งหลายก็เปลี่ยนไปในทันทีรอยยิ้มออกจากมุมปากปารกฎขึ้นมาเหมือน
ว่าพวกเธอรอคอยเวลานี้มานานมาก

   "คุณคือเป้าหมายของการสร้างกำลังรบนี้ เอลฮาวล์สินะ" หัวหน้าหน่วยสาวกล่าวขึ้นใส่รุ่นพี่ของเธอ

   "ใช่แล้ว เหล่าศิษย์เอกแห่งหน่วยรบพิเศษของครูฝึกแม็กซีนอฟ" เอลพูดขึ้นก่อนที่จะมีเครื่องบินเล็กความเร็วสูงพุ่งมาเพร้อมกับผูกอะไรบางอย่างก่อนที่จะยิงเข้าใส่
เนวาน่า เค้ารับห่อผ้านั้นโดยไม่ได้มองแม้แต่น้อยห่อผ้าที่ถูกคลีออกเผยให้เห็นดาบคาตานะเล่มยาวซึ่งทำมาจากโลหะเคลืบด้วยบีมโคตทสลักด้วยริ้วลายมังกร

   "ต่อไปจะเป็นการสอบไฟนอลของพวกเธอถ้าเอาชนะชั้นได้หรือฆ่าชั้นได้พวกเธอสอบผ่าน" เอลพูดขึ้นในขณะที่ชี้ดาบเข้าหาหน่วยนักรบนั้น เหล่านักรบทั้ง10ยิ้มขึ้น
ก่อนจะเตรียมตัวในการจู่โจมนี้คือการต่อสู้เพื่อได้รับการยอมรับของพวกเธอ และเธอจะทุ่มสุดฝีมือ

   "ไปได้!!!!" หัวหน้าหน่วยจึงสั่งการระดมโจมตีทันทีบีมไรเฟิลทุกกระบอกระดมยิงในขณะที่เอลหายไปจากมอนิเตอร์  และุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าหา
อัลคาน่าที่ติดตั้งช็อตกัน

   "ขอความกรุณาด้วยคะ" เธอกล่าวก่อนโยนแผงระเปิดและยิงช็อตกันเข้าใส่เนวาน่าชึ่งหลบหลีกได้อย่างรวดเร็ว  ในขณะนั้นตัวที่ถือมีดคู่ก็เข้าประทะด้านข้างดมดาบ
ระดมโจมตีฟาดฟันอย่างรวดเร็วและบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาของเอลแม้แต่น้อย เค้าเอาดาบทั้งปลอกฟาดเข้าที่ประบอกปืนลูกซองในมือจนมันหลุดกระเด็น ในขณะที่อีกมือก็
เข้าประทะกับข้อมือของหุ่นรบที่ใช้มีดคู่  เอลม่วนจับและกระชากตามแรงบุกเข้ามาก่อนจะเอาหลังมือของมือข้างที่ดึงมานั้นฟาดเข้าที่หัวหุ่นอย่างจังจนมันขาดกระเด็น

   "เสร็จไป1" เอลพูดขึ้นก่อนที่จะกระทืบเท้าเพื่อลงฐานก่อนจะเสียบดาบที่ยังไม่ชักออกนั้นทะลวงเข้าที่เหนืออกของอัลคาน่าที่ถือลูกซองเบื้องหน้าจนท่อนบนเหนือ
ห้องคนขับแหลกละเอียดโดยที่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเพียงเสี่ยววินาที

   "2" เอลกล่าวขึ้นอย่างเยือกเย็นในขณะนั้นเองเงาของร่างอัลคาน่าผู้ใช้เพลงมวยนั้นก็ได้ลอดช่วงเอวของเนวาน่ามาเล็งลิ่มเหล็กเข้าทะลวงค็อกพิททันที

   "เสร็จละ!!!"แต่ลิ้มนั้นก็ถูกหยุดไว้ก่อนที่มันจะเข้าถึงตัวด้วยกรงเล็บที่แข็งแกร่งของเนวาน่า

   "ไม่จบแค่นี้หรอก"เธอกดสวิทสเพื่อสังการระบบจุดระเปิดคารทริชที่แขนของหุ่นให้ตอกทะลวงค็อกพิทแต่ทันทีที่กดเครื่องยิงหมัดเห็ลกนั้นก็พังกระจุยในทันทีด้วยแรง
กระแทกของมันเอง

   "อะไรกัน แรงมากกว่าคารทริชอีกหรือ!!!" เธอตกตะลึงก่อนที่จะรู้สึกถึงแรงกระแทกและหน้าจอทั้งหมดของเธอก็เสียหาย  ภายนอกนั้นร่างของหุ่นรบของเธอนั้น
โดนแยกร่างเป็นชิ้นๆ เหลือไว้แต่เพียงส่วนตัวเป็นโล่กำบังในระนาบการยิงของหุ่นรบหนัก

   "รายที่3"เอลกล่าวขึ้นในช่องสัญญาณรวมเพิ่มแรงกดดันแก่เหล่าหน่วยรบขึ้นทุกที

   "บ้าจริงเล่นนอนกันอยู่อย่างนั้นแล้วจะยิงได้ไง" สาวน้อยที่อยู่นอัลคาน่าติดตั้งอาวุธหนักบ่นขึ้นตอนนี้อาวุธเธอไม่มีค่าเลยเมื่อเหล่าสหายของเธอที่ยังมีชีวิตเสียหายและ
อยู่ประชิดเป้าหมายอย่างนี้พูดยังไม่ทันขาดคำร่างของสหายเธอก็ถูกโยนมาหาหุ่นรบหนักของเธอทันที

   "อ๊า~~~!!!" เธอรับการระแทกไปเต็มๆในขณะที่เนวาน่าวิ่งเข้าใส่หุ่นรบหนักของเธอมือไรเฟิลก็ระดมยิงปืนเข้าใสเนวาน่าแต่ก็ยิงได้เพียงร่างเงาเท่านั้น

   "โธ่โว้ยบ้าจริง!!!!"กรงเล็บมัจจุราชทะลวงช่วงอกด้านบนของหุ่นรบหนักของเพื่อนเธอจนทำให้มันหมดสภาพไปอีกรายโดยที่เธอไม่อาจแตะต้องศัตรูร้ายตัวนี้ได้
เลยแม้แต่นิดเดียวเธอเริ่มการใชส่แม็กกาซีนใหม่ทันที  เมื่อร่างของอสูรสีน้ำเงินนั้นหายไปหุ่นที่ติดตั้งระบบก่อกวนก็ถูกอสูรร้ายตนนี้เข้าประชิดจากด้านหลัง

   "อ๊า!!!!ไม่น๊า!!!"เธอร้องเสียงหลงและระดมยิงใส่เนวาน่าอย่างมั่วซัวไปหมดแต่ดูเหมือนว่าเค้าจะรู้ดีว่าหุ่นตัวนี้ไร้พิษสงจึงแค่ทำลายปืนทิ้งและขยี้เสาสัญญาญ
ที่ส่งคลื่นรบกวนเพียงอย่างเดียวก่อนจะปล่อยเธอไปอย่างง่ายดาย

   "เหลืออีก5" ร่างของเนวาน่าย่างกรายเข้าหามือสไนเปอร์อย่างใจเย็นก่อนที่คมเคียวที่ไม่มีที่มาจะฟาดมายังร่างของเนวาน่าเอลใช้ดาบรับการโจมตีต้านไว้อย่างรวด
เร็วด้วยมือเดียวอย่าง่ายดาย ร่างของหุ่นรบติจั้งระบบพรางตัวทั้ง3กดดันร่างของเอลไว้เพื่อตรึงจังหวะไว้ให้ได้แม้เสี่ยววินาที หุ่นหัวหน้าที่คุมเชิงอยู่เมื่อเห็นจังหวะก็ไม่รอช้า

   "เสร็จชั้นละ!!!" เธอพุ่งทะยานเข้ามาทะลวงจากด้านหลังแปรผันร่างกลายเป็นลมหมุนสีมรกตแต่เมื่อคมดาบนั้นมาถึงตัว เนวาน่าก็ได้หายไปจากหน้าจอแล้ว ร่าง
ของมันขึ้นไปบนยอดของฐานและเหยียบร่างหุ่นที่ติดตั้งไรเฟิลไว้

   "สุดท้าย" เอลกล่าวขึ้นก่อนจะกดน้ำหนักลงที่ส้นเท้าอย่างแรงจนฐานที่รองรับร่างทั้งสองถล่มกลายเป็นซาก  หญิงสาวเจ้าหุ่นรบไรเฟิลหมดสติลงพร้อมกับหุ่นรบของ
เธอที่สิ้นสภาพการต่อสู้เหลือเพียงหุ่น 4ตั วที่ยืนหยัดอยู่  ทั้งหมดตั้งท่าเตรียมโจมตีครั้งสุดท้ายแต่เนวาน่าก็ได้ยกดาบคาตานะที่เหลือช่องว่างให้เห็นคมดาบเล็กน้อยให้เหล่านัก
รบได้ดู

   "พวกเธอสอบตกแล้ว" เอลกล่าวขึ้นอย่างผิดหวังเมื่อเนวาน่าเก็บดาบเข้าฝักร่างของหุ่นทั้ง 4 ตัวก็มีรอยระเปิดและรอยปาดตามจุดระบบเดินพลังงานจนทำให้หมด
สภาพไปตามๆ

   "นี้มันอะไรกัน...พวกเราโดนฟันตั้งแต่เมื่อไหร"3สาวฝาแผดตกตะลึงในสิ่งที่เกิดขึ้นเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศัตรูของเธอลงดาบเมื่อไหร่ เอลหันไปมองท้องฟ้าก่อนที่
พลุสัญญาณถูกยิงขึ้นเป็นเครื่องหมายว่าภาระกิจครั้งนี้ล้มเหลวและบลอน์จำต้องถอยทัพกลับ

   "ถึงพวกเธอจะแพ้ในการสอบอย่างน้อยก็ชนะในสงคราม"เอลกล่าวขึ้นในขณะที่ร่างของเนวาน่าก็ได้จางหายไปในอากาศทิ้งไว้เพียงความเจ็บใจให้แก่เหล่าหน่วยรบพิ
เศษ

   "โธ่โว้ย!!!!!" เจ้าของอัลคาน่าผู้เป็นผู้นำทุบหน้าปัดด้วยความเจ็บปวดที่สิ่งที่เธอและหน่วยพยายามมากลายเป็นเรื่องไร้ค่าในเวลาไม่ถึง3นาที แต่สัญญาณ
ของหน่วยกู้ภัยก็ดังขึ้นจนกลบเสียงแห่งความเจ็บปวดของเธอไปสิ้น

       หลังสงครามครั้งนั้นจบลงที่อาคารสไตล์จีนแห่งหนึ่งเอลเดินเข้ามาและทักทายคนในร้านอาหารแห่งนี้ดุจว่านี้เป็นที่ๆเค้าคุ้นเคย สีหน้่าสบายใจนั้นแสดงให้เห็นถึงว่านี้คือ
บ้านของเค้าที่เค้าเติบโตขึ้นมาในโลกมืดนั้นเอง

   "ว่าไงลีหมิงโตขึ้นเยอะเลยนะ"เอลทักทายเหล่าสาวน้อยที่วุ่นอยู่กับการทำงานเสริพอาหาร ซึ่งเป็นดังพี่น้องคนละท้องกับเค้าเธอหันมายิ้มแย้มให้ถึงแม้จะยังเด็กแต่
สาวน้อยในชุดกีฬาก็น่ารักน่าชังน่าดู

   "พี่เอลพี่มาหาคุณยายหรือค๊า"เธอตอบรับอย่างร่าเริงให้กับชายหนุ่มสำหรับเธอแล้วนี้คงเป็นเหมือนพี่ใหย่ในตระกูลเป็นแน่ เค้ายิ้มตอบรับเล็กน้อยและชื่นชมความ
งามของน้องสาวที่ไกล้ได้เวลากิน เฮ้ย!!!!เติบโตขึ้นอย่างงดงาม

   "เดียวพี่จะขึ้นไปหาแกเองละตอนนี้ขอพี่โทรไปนอกโลกหน่อยละกัน จะโทรไปหาครูแม็กแก่หน่อยนะ"เอลหัวเราะอย่างอารมณืดีเค้าเดาน้ำเสียงของครูเค้าไปต่างๆ
นาๆว่าจะตื่นตกใจแค่ใหน แต่แล้วก็มีเสียงแก่ๆเล็กๆดังขึ้นขัดจังหวะของเค้า

   "นี้แกจะโทรไป โคโลนี้L7 สินะเอล"หญิงราร่างเล็กที่ถือไม้เท้าาวไม่สมตัวแต่งชุดจีนเต็มยศดูสูงค่านั้นเดินเข้ามาทักทายในขณะที่เอลโค้งคำนับหญิงชรานั้น

   " ขอโทษนะครับที่ไม่ค่อยได้มาเยี่ยม คุณยาย " เอลใช้ถ่อยคำที่สนิทชิดเชื้อมากกว่าให้เกียรติกับหญิงชราคนนี้ในขณะที่เธอทำสีหน้าเป็นหวังเค้านิดๆ

   "ทำตามสัญญาได้เลยจะโทรบอกแม็กซินอฟสินะเจ้าหลานชาย"ยายแก่กล่าวขึ้นแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ผู้มีอิทธิพลในโลกมืดจะรู้เรื่องการพ้ายแพ้ของหน่วยรบ
พิเศษรวมไปถึงสัญญาของหลานชายตนเอง เอลยิ้มตอบรับและเริ่มกดตัวเลขบนหน้าปัดต่อ

   "หมอนั้นตายแล้ว ทั้งครอบครัว.....โคโลนี้L7โดนบลอน์ยิงนิวเคีลยร์ใส่โดยอ้างว่าเป็นแหล่งทดลองอาวุธ" ยายกล่าวขึ้นทำให้เอลนิ่งสงบลงอย่างเห็นได้ชัดเค้า
รู้ดีและเข้าใจว่าสักวันมันต้องมาถึง แต่ว่าเค้าก็ไม่ชอบนักที่ทางบลอนด์เลือกวิธีนี้เช่นกันการยิงคนที่ไม่มีอาวุธนั้นแม้จะด้วยเหตุอะไรมันก็เป็นสิ่งที่หางไกลคำว่าสันติสุขอยู่ดี

   "นี้เป็นงานใหม่ที่ส่งมาหาเจ้า กองกำลังเอลฮังค์ขอจ้างเจ้าไปเป็นนักรบของที่นั้น"ยายกล่าวขึ้นในขณะที่ยื่นซองจดหมายที่มีตัวหนังสือเขียนที่มุมซอง M.Iเอลรับมัน
มาดูก่อนที่เปิดเพื่อดูเนื้อหาภายในก่อนที่จะเก็บมันไว้ในเสื้อเค้ายิ้มและคำนับให้แกยายของเค้าเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าว

   "ขอโทษนะครับที่ไม่มีอะไรมาฝากแล้วก็ออกไปอย่างนี้ กลับมาคราวหน้าผมจะหาของดีๆมาฝากยายนะครับ"เอลยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะหันหลังและเดินจากไปร่างของ
อสูรผู้เป็นที่หวาดหวันย่างกรายเข้าสู่สนามรบแห่งใหม่ชะตากรรมและการสู้รบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเค้ากำลังจะเริ่มขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 24, 2009, 03:05:46 PM โดย quest » บันทึกการเข้า

การเดินทางอันยาวไกลของดาบสีดำ
http://questkomkom.exteen.com/20121116/entry-1
quest
The Star Combatant
Ace Pilot
******
กระทู้: 337



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: กันยายน 21, 2009, 06:37:42 PM »

ไซท์สเตอรี่ที่3 พ่อเสือกับลูกแมว
ช่วงเนื่อเรื่องรวมสายตอนที่5 บนยานราชิโยว์

                      นี้ก็นับ ว่าได้สักพักแล้วที่เค้าได้มาร่วมงานกับกองกำลังพิลึกๆนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพราะโดนจ้างมา บวกกับ ไม่พอใจไอ้พวกบลอน์ช่วงนี้ก็เถอะ 
เอลเดินไปทั่วๆราชินโยเพื่อดูสิ่งต่างๆ และหาสาวสวยๆมานอนกอดตามนิสัยสุดแย่ของเค้า ไม่นานนักก็ได้พบสาวสวยถูกใจในเครื่องแบบของหน่วยงาน
ของยานราชินโยนี้
 
        "อืม..... ใช้ได้...."เอลเดินตรงเข้าไปหาเหล่าสาวน้อยและทำการจีบทันที ภาพที่ไม่น่าเชื่อนักเพียงเวลาไม่นาน เหล่า
สาวน้อยเหล่านั้นก็สนิทชิตเชื้อและดูชอบเอลเป็นอย่างมากทั้งๆที่พึ่ง คุยกันได้ไม่นาน แถมยังชอบทั้งกลุ่มตั้งหาก  ท่าทางหมอนนี้จะเป็นคนที่มีดีที่หน้าตาอย่างแรงจริงๆ

        " ฮาาย~~ หิว หิว หิว หิวนู่น หิวนี่ หิวนั่น  อ๊าย~ จะไปกินอะไร๊~ ดี "  คราวมองไปรอบ ๆ ตอนนี้ก็เห็นจะมีผู้หญิงหนึ่งคนที่แต่งตัว
ได้สะดุดตาที่สุด เดินก้าวยาว ๆ ~ ผ่านมา แต่จะว่าช้าก็ไม่ช้า เร็วก็ไม่เร็วเหมือนกว้างที่ละวูบ ๆ เป็นขั้น ๆ ไป เธอใส่แค่เสื้อกล้ามตัวสั้นจู๋และกางเกงที่ดู
จะสั้นพอกัน  คล้ายจะดูหลวม ๆ สักหน่อยอีกด้วย ทั้งเดินเท้าเปล่าหวาหวอด ๆ อย่างกับเพิ่งจะตื่นได้สักครู่

   เอลละสายตาจากสาวๆมายังสาวน้อยตรงนั้นเธอดูเด็กกว่ารูปร่างภายนอกอย่างเห็นได้ ชัด ในขณะที่พนักงานต่างๆมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ
บางคนถึงกับขบขันในการกระทำของเธอ หรือนินทาเป็นระยะ เอลกับรู้สึกว่าเธอน่าสันใจอย่างบอกไม่ถูก

        "......น่ากินแฮะ รู้สึกว่าจะชื่อฟาลินสินะ" เธอคือนักขับหุ่นรบที่ร่วมเดินทางมากับเค้านั้นเอง เอลมองไปยังสาวน้อยว่าเธอกำลังต้อง
การทำอะไร....

   " ห้องกินข้าวไปทางไหนอ่า~ "  เธอยืนเกาหัวแกร๊ก ๆ ทั้งพลอยถามคนที่บังเอิญเดินผ่านมาซื่อ ๆ เหมือนกับว่าเธอจะไม่ค่อยได้จำอะไร
เลยแม้จะไปหรือเจอบ่อย ๆ    เอลยิ้มอย่างอารม์ดีตอนนี้เค้าเจอสาวน้อยที่น่าสนใจกว่ามากๆถ้าได้หม่ำเธอคน นี้คงอร่อยแปลกๆแน่นอน

        "ดูท่าทางเพื่อนร่วมงานผมจะอยากให้ช่วยนะครับ ขอตัวก่อนนะครับเหล่านางฟ้าของผม" เค้าบอกลาเหล่าสาวๆ และหยอดคำหวานเผื่อวัน
ข้างหน้าเล็กน้อยก่อนที่จะมุ่งสู่จานหลักที่เล็งเอา ไว้ เมื่อเค้ามายืนไกล้ๆก็ทำให้รู้ว่าเธอนั้นนับว่าหน้าตาดีมากทีเดียว สายตาที่มองผู้หญิงมามากมายนี้ไม่มีทาง
ผิดอย่างแน่นอนเอลยิ้มขึ้นนิดๆ

        "ว่าไงนางฟ้าตัวน้อย กำลังหาห้องพักทานอาหารอยู่หรือ?" เค้าถามไถ่ด้วยท่างทางเป็นมิตร แบบนี้คงจะง่ายสำหรับการจัดการให้เธอไว้ใจ
เป็นที่สุด

   " .. โฮวะ~ ตัวใหญ่จัง "  เธอหันมามองตามเขา ทั้งพลอยเหงยหน้ามองตามมุม 

        " ฟาลินหิวข้าว~  ฟาลินหาห้องกินข้าวไม่เจอ~ "  ตามปกติคงเรียกว่าห้องอาหาร  ทั้งเจ้าตัวก็สะบัด ๆ แขนประกอบเหมือนเด็กอนุบาล
เอลทำสีหน้าแปลกใจนิดๆ เด็กสาวคนนี้ดูจะเป็นเด็กจริงๆ นี้อาจจะเป็นผลกระทบทางจิตใจแต่ไม่ใช่การเสแสร้งแน่นอน การที่เธอเรียกตัวเองด้วยชื่อและท่าทางเธอ
นั้นเหมือนเด็กๆไม่ผิด

        "งั้นเดียวชั้นพาไปเองแล้วกันนะ" เค้ายื่นมือมายังสาวน้อยเพื่อรอรับมือเธอ

   " ฮ๊ะ~ ? จริงเหรอ ?? "  สีหน้าเธอเลิกระรื่นขึ้นมาชัดเจน  จู่ ๆ ก็เดินวกไปกระโดดขึ้นขี่หลังเขาเดื่อ ๆ ซะอย่างนั้น ตามมุมนั้นสัดส่วน
สัดอวบอูมของเธอก็เบียดแผ่นหลังกับเขาอย่างช่วยไม่ได้

   เค้าตกใจเล็กน้อยจากการที่เธอเข้าชาตร์โดยไม่ได้ตั้งตัว แต่เค้าก็กระเถิบตัวเธอให้มานั้งบนหลังเค้าได้แบบเต็มที่

        "อึก......อืม...ม...ม....เกินกว่าที่คิดแหะ" เอลอดบ่นเบาๆไม่ได้ แต่เมื่อเห็นสาวน้อยทำท่าสงสัยจึงรีบแก้ัตัวทันที

        "อะ...เราไปกันเถอะนะ" ว่าแล้วเอลก็เดินไปเรื่อยๆตามทางที่เค้าพอจำได้

   " งึม ๆ ~~~ จั้บ ๆ ~ "  เธอเอนตัวซบกับเขาซะอย่างนั้น พลอยคลอยหน้าพาดแนวไหล่เขามาฝั่งหนึ่งใบหน้าพริ้มกริ่มปานจะนอน
จะหลับยังไง งั้น  อาจเพราะเธอรู้สึกสบายตัวมากกระมัง  เอลเริ่มรู้สึกแปลกๆกับสาวน้อยที่อยู่บนหลังของเค้าตอนนี้เค้าพาเธอมาเพื่อจีบ แท้ๆแต่กลับกลายเป็น
เค้ารู้สึกอย่างอื่นกับเธอมากกว่า ว่าแล้วเอลก็หยุดเดินที่ตู้ขายน้ำตู้หนึ่งมันมีนมพอดีซะด้วย เค้าจึงหยอดเหรียญไปจำนวนมาก....ซึ่งมันมากซะจนแปลกด้วย
ซ้ำ ก่อนที่จะย่อตัวลงคุกเข่าให้เธอได้กดมันแบบง่ายๆ

        " ฟาลินจัง..กินนมหน่อยไม๊"เอลย่อตัวให้ฟาลินกดเครื่องขายน้ำได้สะดวก  คล้ายว่าเธออยากจะดื่มเหมือนกัน  เลยยื้นมือเข้ามากดเอา
นมสตอเบอรี่เย็น ลงมาหนึ่งกล่อง  พลอยเจาะดูดจ๊วบ ๆ อย่างออกรสเลยเชียว

   เอลหยิบถุงพลาสติกที่วางไว้ข้างๆตู่้สำหรับผู้ที่ซื้อจำนวนมาก4ถุงและเอา มันมาซ้อนเป็น2ถุงก่อนที่จะรัวกด  นมไฮแคลเซียมกับนมพร่องมัน
เนยจนหมดเค้าเอา ใส่ถุงก่อนที่จะพาเธอไปยังโรงอาหารต่อ

        "...อะ!!!...ฟาลินจัง...อยากทานอะไรเอย..."ด้วยความเด่นของคู่นี้ทำให้ทุกคนแทบจะ มองมาเป็นสายาเดียวกัน

   " ข้าวหมูทอด~~~ "  เอ่ยระรื่นทั้งพลอยชูไม้ชูมือประกอบอีกต่างหาก  เธอมักตกเป็นเป้าสายตา ได้ง่ายทุก ๆ วินาทีไม่ว่าจะต่อชาย
หรือต่อหญิงก็ตามที     เอลเดินตรงไปยังร้านข้าวหมุทอดและสั่งมาให้สาวน้อยที่หนึ่ง

        "เอาข้าวหมูทอด.........3จาน และผมขอหมูทอดตัวนั้นทั้งตัว1ที่นะครับ" หลังสั่งเสร็จเอลก็พาสาวน้อยมานั้ง รออาหารอยู่ที่
โต๊ะไกล้ๆดุเค้าจะสนุกกับการมองสีหน้าสาวน้อยตรงหน้านี้อย่าง มาก เธอดูอยากรู้และสนใจไปทุกเรื่องไม่ต่างจากเด็กจริงๆ  การ กินอาหารของเธอนั้นดูจะค่อน
ข้างมูมมามทีเดียว  แต่ก็กินอย่างออกรสออกชาติ มาก เนื้อหมูเคี้ยวง่าย นุ่มและอร่อย แป้งกรอบนอกข้างในเละเป็นแป้งสุขให้รสชาติแปลกใหม่  พอกินข้าวหมด
จาน  นั้นก็คีบกินแต่หมูทอดต่างหากที่เอลสั่งมาอย่างเพลิดเพลิน     เอลมองเธออย่างสบายใจและฉีกนมกล่องดื่มมันโดยไม่ใช้หลอดไม่ทันไรนมก็หายไปหนึ่งถุง 

        "เหมือนเด็กตัวเล็กๆเลยนะ" เค้าอดบ่นและยิ้มเล็กๆไม่ได้ก่อนที่จะเอานิ้วเช็ดเม็ดข้าวบนหน้าเธอมากิน แต่เค้าก็ได้เผลอลูบหัวเธอไปอย่าง
ไม่ได้ตั้งใจด้วยความลืมตัว เพราะเธอนั้นเหมือนเด็กตัวเล็กๆเหลือเกิน

   " ~~~ ? "  เธอหยีตาไปเล้ก ๆ วูบหนึ่ง ก่อนจะมองเขางง ๆ ขณะที่เธอกำลังวุ่นวายอยู่กับอาหารตรงหน้า 

        " แหะ ๆ ๆ ~ "  แต่สักพัก็พลอยยิ้มกว้างให้เขาอย่างน่ารักน่าชัก  และก้มหน้าก้มตาลงไป กินกระหน่ำอีกหน    ลางสังหรอันแม่นยำทำให้
เค้าลุกไปสั่งน้ำหวานมาเหยือกหนึ่งและรินมันใส่แก้วไม่ ทันไรเธอก็ติดคอแต่เค้าก็ยื่นน้ำหวานให้ในทันที

        " ค่อยๆกินก็ได้ฟาลินจัง ติดคอแล้วเห็นไม๊"เค้าพูดขึ้นอย่าห่วงใยและสั่งสอน

   " งือออ~ "เธออึก ๆ อัก ๆ อยู่สักครู่ก็หยิบเอาน้ำหวานมาดื่ม ๆ เพื่อล้างมันลงไป

        " ฮ้าาาย~ขอบคุณน๊า~ฟาลินจะระวัง " พลอยโบกมือไปเกาหัวเก้อ ๆ อีกรอบ  แล้วก็เริ่มกินต่ออีกที  แต่ก็กินช้าลงอย่างชัดเจน   

                           เอลเริ่มยิ้มอย่างอารมณ์ดี เค้าอารมณ์ดีมากๆเพราตอนนี้เค้าได้พบกับเด็กที่น่ารักและว่าง่ายสุดๆ  เค้า ลูบหัวเธอเบาๆ

        "ดีมากฟาลินจัง คนเก่ง " เค้ายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ว่าแล้วเค้าก็เอามีดหันหมูเป็นชิ้นๆและจัดในจุดที่วางในตำแหน่งที่เธอจิ้มได้ถนัด
สังเกตุว่าเธอชอบกินอะไรและพยายามแยกของที่เธอไม่กินออกอย่างรวดเร็วทัน กับความเร็วในการกินของเธอสบายๆ     ก่อนที่จะเริ่มจัดกการเครื่องในที่เธอ
ไม่กิน แต่เค้าก็สังเกตุเป็นระยะๆแล้วพูดขึ้น

        "ฟาลินจัง กินผักได้ด้วยหรือเก่งจังนะ" เค้าพูดชมเด็กน้อยอย่างว่าเค้าเป็นคนที่กินผักช้าทีเดียวเมื่อเทียบกับคนรอบข้าง

   " งื้ม~  ฟาลินชอบนะ~ มันกรุบ ๆ ดี~ "  เธอเอ่ยอย่างระรื่น  ดูแล้วเธอคงเป็นเด็กที่ไม่เกลียดผัก  เพราะแม้แต่อาหารโมโมะ
ยังกินมาแล้ว  แต่มันทำให้เธอท้องเสียเอาการ

   "เก่ง มากๆ " เอลยิ้มอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง เค้ามองเด็กคนนี่เรื่อยๆและเริ่มสังเกตุ ก่อนที่จะตักของสิ่งหนึ่งให้กับเธอมันคือมันหมูที่ค่อน
ข้างเหลวๆแหยะๆสัก หน่อย เพราะเค้าดูจากลำดับการกินเธอน่าจะให้ความสำคัญกับรสสัมผัสมากกว่ารสชาติ เค้าอยากลองพิสูจน์ดูว่าเด็กคนนี้ลิ้นเพี้ยนหรือกิน
อะไรก็ชอบไปหมดกันแน่

   " งุ ? .... ไรอ่ะ ??? "  เธอมองสิ่งที่เอลตักให้อย่าง งง ๆ ตอนนี้ก็พลอยลาก ๆ ทิชชู่ออกมาเช็กรอบ ๆ ปากอยู่พอดี

   "ลอง ไม๊ฟาลินจัง รสมันเหมือนพุดดิ้งนะ"เอลเริ่มการลองหลอกเด็กดู แน่นอนถึงมันจะหวานมันแต่มันรสเหมือนกุนเชียงมากกว่า
ตอนนี้เค้าคงสนใจในประสาทลิ้นของเธอแน่ๆ

   " งืม ??? "  เธอเลยเอนหน้าเข้ามางับมันดู " งุม ๆ .. ??? . . . แหยะ~ ไม่เห็นเหมือนเลยอ้ะ~
ไม่มีรสอะไรเลย~~ "  เธอก็พลอยคายทิ้งซะอย่างนั้น ..  เอลยิ้มนิดๆ กับผลที่เกิดท่าทางลิ้นเธอจะไม่ด้านแฮะ

        "ขอโทษนะฟาลินจัง ผมคงจำผิดนะ" ว่าแล้วเค้าก็เช็ดปากให้เธอก่อนที่จะลงมือกินของที่เธอเหลือไว้ อย่างรวดเร็วหมูขนาด5กิโลหายวับ
ไปในไม่ถึงนาที เอลลุกขึ้นก่อนที่จะพูดกับฟาลินอย่างอ่อนโยน

        "ฟาลินจัง...อยากกินอะไรอร่อยๆไม๊?" เค้าทำการล่อหลอกเธอด้วยของกินทันทีในตอนนี้เค้าอยากรู้จักเด็กตรงหน้าให้ดีกว่านี้

   " เอิ๊บ~ ... งุ ?  มีอีกหงอ ?  เอา ๆ ๆ ~  ฟาลินกินได้ทุกอย่าง "  ท่าทางอันดูกระตือรือล้นกับการอยากกินของเธอนั้น
ช่างน่ารักน่าชัง   เอลยิ้มอย่างพึงใจ เค้าโน้มตัวลงและคุกเข่าให้ต่ำกว่าเดิมเพื่อจะรับตัวเธอในตอนนี้เค้าก้มลง ต่ำพอที่เธอจะขี้คอเค้าได้สบายๆ

        "เชิญขึ้นราชรถเลยขอรับ องค์หญิงฟาลิน" ด้วยการกระทำอันโดดเด่นนี้ย้อมสะดุดสายตาอย่างมากแถมเครดิทสาวๆที่มีต่อเค้า คงหายหด
เป็น0แน่ๆแต่ตอนนี้มันไม่น่าสนใจสักนิดเมื่อเทียบกับเด็กตรงหน้าคน นี้แล้ว

   " ฮัวะ~~ "  ตาเธอเป็นประกายเมื่อจะได้ขี่คอเขา  ก็พลอยยันตัวจากเก้าอี้มานั่งเลย 

        " เฮ้~~ สูงจัง ๆ ~ นั่งตรงนี้มองได้ไกล๊ไกล~~ "  เธอคงจะชอบขี่คอมากทีเดียว  ปกติไม่มีใครให้ขี่เลย  เธอดุสนุกสนานมากแต่แล้ว
เมื่อเอลยกตัวยืนขึ้นเธอก้รู้สึกนึกถึงคอที่เธอเคยนั้ง สมัยก่อน เธอจำได้ว่าเธอเคยนั้งแบบนี้ตอนอยู่ที่คอของคนๆนั้นมันสูงเหลือเกิน เอล ยกเธอแบบสบายๆเพราะเธอ
ก็นับว่าตัวเบามาก เค้าเดินไปยังบลูกาแล็กซี่ที่จอดอยู่   ระหว่างทางมีคนมองมากมายแต่เค้าก็ไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย

        " สูงพอไม๊ฟาลินจัง"เค้าถามฟาลินซึ่งดูจะชอบมาก

   " งื้ม~  สูง~~~  ฟาลินจะบิน~~ "  เธอก็พลอยกางมือเหยียดขาสุดตัวอย่างปลอดโปร่งโล่งกายมากมายทีเดียว    เอลมองไปยัง
จุดชมวิวของยานที่อยู่สูงกว่าทางเดินที่เค้าเดินมากเค้ายิ้มนิดๆ

        "งั้นก็บินเลยละกัน"เอลกระโดดออกจากทางเดินไปยังที่ชมวิวของบลูกาแล็กซี่ที่สูงห่าง กันมากร่างทั้งสองเหมือนจะโบยบินไปในอากาศได้ก็ไม่บาน
เมื่อลงถึงพื้นอย่างนิ่มนวลเอลจึงถามฟาลิน

        "กลัวไม๊ฟาลินจัง" เอลถามด้วยความห่วงใยเค้ากลัวว่าเธอจะตกใจกับการกระตุ้นแบบนี้ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นนักบินที่น่าจะชินกับเรื่องแบบนี้ก็ตาม

   " วี้~~~ อ๊วะ ?  จบแล้วเหรอ ?? " เหมือนเธอกำลังเพลินจากตะกี้อยู่พอดี  เพราะมีเอลประคองอยู่ 

        " ฟาลินไม่กลัวสูง แต่ฟาลินชอบดูอะไร ๆ จากที่สูง ๆ มันสวยดี~ "  เธอหุบแขนขากลับมาห่อตัวหน่อย ๆ ปานไข่  และก้มหน้าลงเอ่ย
ตอบเขาตามมุมท่าทางระรื่น   เอลรู้ดีว่าแค่พาเดินไปอีกนิดก็ถึงห้องของเค้าแต่ว่า มันคงไม่ถูกใจสาวน้อยบนหลังนี้แน่ๆ

        "งั้น จะพาบินสักรอบละกัน " ว่าแล้วเอลก็ตั้งท่าเตรียมวิ่งด้วยความเร็วสูงก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาผนังด้านนอก ของยานบลูกาแล็กซี่เองเจิล
เค้าวิ่งไต่ตัวยานด้วยความเร็วสูงแถมยังวิ่งบนกำแพงได้โดยไม่มีท่าจะหล่น ทั้งที่พื้นผิวของเกราะนอกนั้นเป็นเพียงพื้นเรียบๆทรงกลมแท้ๆ

   " วู้ว~~ ฮะ ๆ ๆ ๆ ~~~ ฟาลินกำลังบิน ~~ บิน ๆ ๆ ~~ วี้~~~~" ท่าทางเธอสนุกใหญ่เลยเชียวจากที่เขาพาเธอวิ่งไต่กำ
แพงอย่างเหนือชั้นกว่า ศิษย์เส้าหลินหลายร้อยพันเท่า   เค้ากระโดดหมุนตัวตบท้ายก่อนที่จะลงมาอย่างนิ่มนวล ดูท่าเธอจะสนุกสนานมาก

        "เอาละ เล่นมากแล้วหิวแล้วสินะฟาลิน ไปกินของอร่อยกันเลยไม๊?"เอลถามฟาลินเพื่อความชัวร์เผื่ออยากมี 2

   " อู~~~ ฟาลินยังอิ่มจากตะกี้อยู่เลยนา~  ไม่ละ ๆ ฟาลินกลัวอ้วน~ "  แต่กินหมูทอดหมดไปกว่า 2 กก.แล้วท้องไม่มีแววจะ
ป่องเพราะความอืดเลยซักนิดนี่สิ ..เอลยิ้มนิดๆ

        "ไม่เป็นไรหรอก....ไม่อ้วนแน่ๆ......." ว่าแล้วเอลเลยพาฟาลินเข้าไปยังบลูไปที่ห้องของเค้าเอง

        " งุ~ ? .. ฮ้า~~  ห้องกว้างจังเลย~ "  พาลินตาลุกวาวทีเดียวเมื่อเห็นห้องของเขา  ดูแล้วมันเรียบง่ายและน่าอยู่สำหรับเธอมาก
เอลลงมือชงอะไรบางอย่างให้กับฟาลินที่มุมห้อง  จากกลิ่นที่หอมหวานนี้คงเป็นโกโก้แน่ๆเลย  ตอนนี้ในสายตาฟาลินร่างของเอลเหมือนจะซ้อนทับกับใครสักคนที่เคย
ดูแลเธอมา ก่อนตอนเธอยังเล็กๆ

        "เสร็จแล้วจ๊า.....โกโก้ร้อนฝีมือแชมป์ทำซ็อกโกแลตเบลเยี่ยมเลยนะ" ว่าแล้วเอลก็เป่าๆช็อกโกแลทเบาๆ ก่อนจะยื่นให้ฟาลิน

   " ....อูว~~ "  เธอยังคงนั่งเหม่อมองเอลนิ่ง ๆ ไม่รับแก้วโกโก้มาสักที

   "ยังร้อนไปสินะ" เอลเป่ามันเบาๆอีกครั้งก่อนที่จะยื่นให้เธอ

        ".............มีอะไรหรือฟาลินจัง?" เอลถามเพราะสีหน้าแปลกๆของเธอ

   " ...ปา~ "  แนวปากของเธอเผยอขึ้นเล็ก ๆ ทั้งเธอทั้งนั่งจ๋องอยู่เหนือแนวเตียงสีหน้าเหม่อ ๆ เอ๋อ ๆ นั้นก็ได้เอ่ยขึ้น

        " ป๊ะป๋า ... ? "  น้ำเสียงของเธอนั้น ดูจะฉงน งุนงง แต่ปนไปกับความตื่นตะลึงอะไรสักอย่างเล็ก ๆ

   "จ๊ะ?" เอลเผลอตอนรับไปโดยมิได้ตั้งใจ อาจเป็นเพราะเค้าไม่แน่ใจในคำพูดนั้น หรือเพราะ แรงขับดันอะไรลึกๆก็ได้เค้าจึงตอบรับคำ
ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหมาปีศาจแห่งรัตติกาลไปอย่างไม่มีวันหวลคืน

   " ป๊ะป๋ากลับมาหาฟาลินแล้วเหรอ ?? "  เธอเอ่ยประโยคชวนเอลสับสนออกมา ขณะที่มือของเธอโบกเข้ามารับแก้วเครื่องดื่มกับมือ
ของเขา     เอลถึงกับงงกับเรื่องที่เกิดขึ้นเค้าพยายามเรียบเรียงว่าจะตอบเธอยังไงดีแต่ จากในตาสดใสที่จ้องมองมายังเค้าทำให้เค้าสับสนไปหมด

        "ดะ....เดียวนะฟาลิน....เมื่อกี๊...ฟาลินว่ายังไงนะ" ช่างเป็นสาวน้อยที่วิเศษจริงๆเธอสามารถทำให้เค้าอึงได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมา
ก่อน

   " ฟาลินเองนะ~ ป๊ะป๋าออกไปนอกบ้านตั้งนานแนะ ..ทิ้งฟาลินนั่งอยู่ในบ้านคนเดียว  ป๊ะป๋าไปไหนมาหงอคะ ???"  เธอค่อย ๆ
ยกโกโก้ที่ค่อนข้างจะร้อนนั้นขึ้นจิบอย่างช้า ๆ แม้มันจะเริ่มอุ่น สีหน้าของเธอยังคงปนเปไปด้วยความฉงน ราวกับว่าชายตรงหน้าเป็นบิดาของเธอที่บุคลิคไม่เหมือน
เก่าเลยยังไงยังงั้น    เอลถึงกับอึงเค้ารู้ได้ทันทีว่าอาการทางจิตของเธอไม่ธรรมดาแน่ เค้าจึงตัดสินใจปฎิเสทอย่างตัดเยื่อใยเป็นการดีที่สุด

        "ฟาลิน ฉัน นะ....... ......." บางอย่างติดอยู่ในลำคอของเอลสายตาของสาวน้อยนี้กำลังทำลายความมั่นใจและเหตุผล
ของเค้า

        "จำผิดแล้วละฟาลิน....ฉันไม่ใช่"เอลอำอึ่งอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้เด็กที่ไร้เดียงสาเบื่องหน้าทำเค้าสับสนไปหมด

   " ... อุ้ ? "  เธอเอียงคอตกหงึกไปด้านข้างเล็ก ๆ อย่างฉงน  เหมือนกับรอฟังว่าชายหนุ่มข้างหน้าเธอจะพูดว่าอะไรยังไง

   "ชั้น ไม่ใช่...ปะป๋า...ของเธอ"ว่าแล้วเอลก็ลุกขึ้นและเซไปข้างหลังขาของเค้าอ่อนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ในตอนนี้สิ่งที่เค้ารู้และ
อยากที่สุดคือสิ่งที่เค้าไม่เคยทำมาเลยตลอตชีวิต    เค้ากำลังจะหนี   หนีไปให้ไกลจากเด็กคนนี้เอลทำท่าจะเดินหนีออกไปจากห้องในทันที

   " ป๊ะป๋า ~ ? "  เธอเรียกตามหลังเขามาอย่างน่าฉงน แม้ว่าเข้าจะบอกเธอแล้วก็ตามที 

        " อยากหยอกฟาลินแบบนี้ซี ...ฟาลินคิดถึงป๊ะป๋านะ~ ฟาลินอยากกอดป๊ะป๋า .....ฟาลินอยากอยู่กับป๊ะป๋าอีก ...ป๊ะป๋าจะ
ไปไหนเหรอ ?..ฟาลินไม่อยากรอป๊ะป๋าแล้วนะ ...??? " ฟาลินสงสัยอย่างมากกับการกระทำของพ่อของเธอ

   "ชั้น ไม่เคยมีลูกอย่าเข้ามา!!!!!" เอลตวาดสุดเสียง  ตอนนี้ในหัวเค้ากำลังสับสนกับบางสิ่ง นี้ไม่ใช่เรื่องห่วงใยในความเข้าใจผิด
ของสาวน้อย   แต่นี้คือความสับสนของตัวเค้าเอง   มันเป็นสิ่งที่แม้แต่เค้าเองก็อธิบายไม่ได้   บางทีเด็กคนนี้อาจจะไปกระทบอะไรบางอย่างในใจเค้า

        "เอล  บีสนะไม่มีทางมีลูกได้หรอกนะ   โอกาศเป็นไปได้ต่ำว่าหนึ่งในหมื่นซะอีกอีก เลิกหวังเถอะ"  เสียงของผู้สร้างสรรเค้าที่ดุจคำสาบ
เริ่มย้อนมาอีกครา หญิงสาวสวมแว่นที่นำพาเค้ามาสู่วิถีแห่งเดรฉานนั้นกำลังหลอกหลอนเค้าอีกครั้ง

   " ~~~ ... ป ..ป๊ะป๋า . ... ..ป๊ะป๋า ..ป๊ะป๋าลืมฟาลินแล้วเหลอ .. .. ป . .. "เธอสะดุ้งโหยงขึ้นมาทั้งที่
หน้าอึ้งๆ ที่ดูจะหนักกว่าเดิม  เธอขานทักเขาอีกครั้งทั้งน้ำเสียงที่คล้อยคลอสะอึกสะอึดติ้นลำคอขึ้นมา  ดวงตาเริ่มวาวใส

         " ฟ ..ฟาลินเองนะ ...ป๊ะป๋า ..ป ..ป๊ะป๋าอยู่กับฟาลินนะ ....ฟาลิน ...อึก ..ฟาลินจะไม่ดื้ออีกแล้ว ...ย ..อยู่
กับ ...ฟาลิน . . . นะ "  เริ้มมีเสียงสะอึดแว่วตามมา ทั้งน้ำเสียงที่แทบสั่นลงไปทุกที

   เอลยังคงยืนนิ่งสนิท ตอนนี้สิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของเค้าคือเด็กคนนี้ กับคำพูดที่ตรึงเค้าไว้เค้าไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยืนอยู่เฉยๆเสียงๆนั้น
 รั้งเค้าเอาไว้ในขณะที่เสียงอีกเสียงบอกให้เค้าหนีออกไปจากที่นี้ ในที่สุดเค้าตัดสินใจหันหน้ากลับมาเหลือบมองสาวน้อยที่อยู่ด้านหลัง

   " ป๊ะป๋า .......กลับมานะ ..นะ ......มาอยู่กับฟาลิน .. "  ใบหน้าเธอเจิ่งนองไปด้วยธารน้ำตาที่หลั่งไหล  อาจเป็น
สิ่งใด ๆ ที่สะกิดใจเธอเอามากก็เป็นได้  ทั้งเธอทำท่าเหมือนจะลุกจะคลานวิ่งตามเขามา หากเขาออกไปจากห้อง

   "ร่างของข้ามือของข้าตัวตนของข้านั้นเป็นดังสิทธิ์ขาด แต่ด้วยกรงเล็บแล้วคมเขี้ยวนี้หาได้กำเนิดสิ่งใดไม่ มันได้แต่เพียงทำลายล้างทุกสิ่งเรื่อยมา"
เค้าหันหลังหลบสายตาออกมาจากเธอ เค้าคือสัคว์ร้าย คือเดรฉาน สิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำได้คือการทำลายล้าง เค้าคิดแต่เพียงอย่างนั้น

                             เมื่อฟาลินกระพริบตาเพียงครู่ด้วยน้ำตาที่เจิงนอง ร่างของเอลก็หายไปจากที่ๆเค้าเคยอยู่  ร่างของฟาลินทรุดลงเล็กน้อย    จากร่างขนาดใหญ่ที่พุ่ง
เข้ามาโอบกอดเธอโดยที่เธอแทบไม่รู้ตัว

         " ฉันจะไม่ยอมที่จะเป็นเพียงผู้ทำลายอีกแล้ว ตอนนี้ เด็กคนนี้.....เด็กคนนี้....."เอลนิ่งเงียบในขณะที่กอดร่างฟาลินไว้แน่น


   " ... . . ป๊ะป๋า ... . . . . . "  เธอไหลมือขึ้นมาโอบกอดตอบกับเขาอย่างแช่มช้า แม้ว่าเธอไม่อาจโอบร่าง
เขาได้รอบ  แต่เธอก็ได้พริ้มตาปิดลงไป  และกอดเขาตอบ แน่นดั่งซาบซึ้งและแสนอิ่มเอมใจ

        " ฟาลินจะไม่ดื้ออีกแล้ว ...ฟาลินจะเชื่อฟังป๊ะป๋าทุกอย่าง ...ป๊ะป๋าอย่าทิ้งฟาลินไว้คนเดียวอีกนะ ..ฟาลินไม่อยากรอแล้ว .."เธอ
กล่าวแว่วออกมาด้วยน้ำเสียงที่คลอความสะอื้น และใบหน้าที่เลือนรอยยิ้มปะปนกันออกมาปรากฏออก

        "ใช่แล้ว.....เด็กคนนี้....คือลูกของชั้น..." เอลผละร่างออามาจากฟาลินช้าๆ เค้ายื่นหน้าไปเลียแก้มที่อาบไปด้วยน้ำตาของ
เธอ

        "ฟาลิน ป๋าขอโทษที่ทำให้ฟาลินต้องรอนะ ต่อไปปะป๋าจะไม่มีทางแยกจากฟาลินอีกแล้วละ ปะป๋าจะไม่ให้ฟาลินรออีกแล้ว" เอลยิ้มรับให้กับ
สาวน้อยเบื่องหน้าก่อนจะจูบหน้าฝากอย่างอ่อนโยน

   " ... ดีจังเลย~ "  เธอยิ้มอย่างสุกสว่างออกมาคล้ายว่าเธอนั้นไม่รู้สึกมีความสุขเท่านี้มา ก่อน  พลอยก็ยืดตัวขึ้นมาหอมแก้มเอล
ฟอดใหญ่ ๆ เหมือนกับที่เธอเคยทำบ่อย ๆ   ร่างทั้งสองกอดกันอย่างนั้นอยู่นานเหลือเกินจนทั้งคู่ต่างสงบลงหลังจากทั้งสอง  คลายอ้อมแขนออกทั้งคุ่ก็ยิ้มให้กันดุจ
ดังพ่อลูกที่แท้จริง

   " ... . . อู . . ~ ? "  สักพักสีหน้าเธอก็ฉงนขึ้น  ทั้งผละตัวออกมา ก้มหน้าลง หันซ้ายทีขวาที

        " อ๊า~  หกหมดแล้วอ้ะ~ "  จึงได้เหลือบไปเห็นแก้วโกโก้ตะกี้ มันตกพื้นหกเลอะเทอะไปหมดแล้ว  ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
เค้าลูปหัวเธออย่างอ่อนโยน

        "ไม่เป็นไรเดียวป๋าทำให้ใหม่ก็ได้" เค้ายิ้มแย้มและ เตรียมตัวทำความสะอาดแต่ก็สังเกตุที่ร่างกายของฟาลินเธอก็เปรอะไปด้วยโกโก้
ซะด้วยสิ

   " อูว~ฟาลินขอโทษน๊าค๊า ....อ๊วะ ? เสื้อฟาลินก็เปียกอ้ะ~ ฟาลินต้องกลับไปเปลี่ยน "  แต่จู่ๆเธอก็ถอดมันพรวดออกมา
ดูซะอย่างนั้น  เอลถึงกับอึงกับการกระทำของสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าเธอไม่ได้แคร์กับเรื่องที่เค้าเห็นเลย  เอลตกใจเป็นอย่างมากในขณะที่ฟาลินก็ได้สังเกตุว่า
ด้วยที่ทั้งคู่กอดกันทำให้เสื้อสีขาวของเอลก็เบื้อนเช่นกัน


   " ป๊ะป๋าไปส่งหนูหน่อยได้ม๊า .. ? "  เธอหันมาถามเขาสีหน้าบ๊องแบ๊วเหมือนไม่ได้รู้สึกหรือรับรู้ความอายต่อ หน้าเขาเป็นพิเศษ
เลย  จากรายละเอียกร่างกายที่ผุดผ่องของเธอยืนยันได้ดีว่า ไม่มีใครผ่านเธอหรือเธอเคยผ่านมือใครมาก่อนอย่างแน่นอน       เอลถึงกับคิดหนัก   ให้เธออกไป
ทั้งอย่างนี้คงไม่ดีแน่ๆ อย่าว่าแต่ไปถึงอย่างลำบากเลย มันจะไปไม่ถึงเอาด้วยซ้ำ  ในที่สุดเค้าก็ต้องยื่นเงื่อนไข ไม่เข้าท่าออกมา

        " ฟาลิน .....อาบน้ำที่ห้องปะป๋าไม๊?" นั้นคือทางออกที่น่าจะดีสุดของคุณพ่อมือใหม่คนนี้แล้ว

   " อู้~  เอาสิ  ฟาลินจะอาบ ๆ ~ "  เธอเอ่ยเรียบ ๆ แต่ก็ชูไม้ชูมือขึ้นสูงประกอบ

   "งั้น ฟาลินอ่านก่อนนะเดียวป๋าจะรอ" เอลถึงขั้นทำอะไรไม่ถูกทั้งๆที่หมอนนี่ก็เคยเห็นแบบนี้มานนับครั้งไม่ถ้วน ท่าทางสาวน้อยที่เป็นลูก
ของเค้าจะทำให้เค้าประหม่าเสียแล้ว

   " .. ฮะ~ฟาลินอาบเองไม่ค่อยได้อ่ะค่ะ  ฟาลินกลัวลื่นล้มหัวแตก  ป๋าไปอาบกับฟา ลินได้ม๊า~?"  เธอกล่าวชวนเขาน้ำเสียงเรียบๆ
แน่นอนว่าไม่ได้รู้สึกอายอะไรเลยแม้แต่น้อย    เอลถึงกับเหงื่อตก นี้ต้องมาอาบน้ำให้ด้วยหรือเนี้ย ตอนนี้ไอ้เค้าก็กำลังอยากอยู่ด้วยสิ

        "....อ.....อา....ได้สิ....ไปอาบด้วยกันนะ...."เอลพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทั้งที่ใจของเค้ามันเต้นตูมตามไปหมด

   " .. ฮิ ๆ ~ "  เธอยิ้มสุขใจทีเดียวที่จะได้อาบกับเขา  แม้ว่าในความจริงแล้วเขาจะเป็น ชายอื่นที่ไม่ได้เป็นพ่อจริง ๆ ของเธอก็ตามที 
รูปร่างของเธอเนียนสุกผุดผ่องเป็นยองใยดี อาจเพราะไม่ได้โดนแดดโดนฝนอะไรมากมายนัก ร่างเล็กสมส่วนดูแข็งแรงและทะมัดทะแมง ซ้ำยังปราศจากเส้นขนใน
ทุก ๆ ส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะรักแร้ แขน ขา หรือกระทั่งเพชร     เอลถึงกับอึงในสิ่งที่เห็นเธอมีหลายสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยที่มีหลัก การที่ตั้งไว้ในความ
สมบูรณ์แบบเค้าจึงจัดแจงถอดเสื้อผ้าตัวเองโยนลงเครื่อง ซักก่อนที่จะพาเธอไปยังห้องอาบน้ำซึ่งกว้างมาทีเดียว เค้าเปิดน้ำฝักบัวค่อยรดตัวเธออย่างช้าๆก่อนที่จะ
ตัดสินใจ

       "ฟาลินจะให้ปะป๋า อาบให้เลยไม๊?" เอลถามขึ้นเพราะถ้าเลือกได้เค้าคงอยากให้สาวน้อยอาบเองมากกว่าเพราะตอนนี้อยู่ดีๆลูกสาวตัวเบอเริ้ม
ก็มาโผล่ตรงหน้า แถมยังต้องถูตัวให้เธออีก  แบบนี้ไม่มีอาการก็ไม่ใช่ผู้ชายแล้ว

   " งื้ม~เอา ๆ ~ฟาลินชอบทำสบู่ลื่นหลุดบ่อย ๆ ~~ "  เธอย่อตัวนั่งแหมะลงบนพื้นห้องน้ำที่สะอาดสะอ้าน  เงยหน้าหลับตาตากฝัก
บัวอย่างสุขขีทีเดียว

   "ได้ สิ เดียวปะป๋าจัดการเอง" ฟังจากที่เธอบอกถ้าเป็นจริงอย่างว่าเธอคงเป็นคนที่อาบน้ำได้ยากเย็นน่าดู เค้าไม่แปลกใจเลว่าทำไมเวลา
เดินผ่านเธอหลายๆครั้งถึงรู้สึกเหมือนเธอไม่อาบน้ำ เอลจัดแจงใส่สบู่เหลวในมือ ถูมันให้เป็นฟองเล็กน้อยก่อนจะลงมือลูบไล้ร่างกายอันน่าดึงดูดนี้

   " งืม~~ มือป๊ะป๋าใหญ่จัง "  เธอเอ่ยขึ้นมาขณะก้มหัวพับลงให้ฝักบัวล้างหัวเธอลงมาด้วย  มือจุ่มลงไป กลางแนวขาค้ำยังพื้น 
สักพักเจ้าตัวก็กางแนวขาออกหน่อย ๆ เผื่อเข้าจะอ้อมมาขัดข้างหน้าให้

   " ฮึๆๆๆๆๆ.....ก็ฟาลินจังยังตัวเล็กอยู่เลยนิ" เอลค่อยๆลูบไล้ร่างของเธอทีละส่วนอย่างบรรจงและเบามือจนเกิบทั่วเพราะบางจุด
นั้นใจไม่กล้าจริงๆ เด็กสาวคนนี้มีเสนย์เหลือพอให้พ่อมือใหม่คนนี้ขาดสติได้สบายๆ  เอลจึงไปหา หยิบฟองน้ำขัดตัว  แต่เจ้ากรรมที่เค้าเอาก็ดันไม่ใช้มันซะด้วย
เลยจำใจต้อง ขัดร่างกายเธอด้วยมือแทน เค้าพยายามเบาๆมือและไม่ไปกระตุ้นเธอแบบที่เค้าทำประจำกับสาวๆ

   " อ๊ะ ?  ป๊าอาบให้ฟาลินทั่ว ๆ หน่อยน๊า~ ที่อกป๊ายังไม่ได้อาบให้ฟาลินเลย~ "  เหมือนเธอจะเอ่ยรีเควสมาซะเองซะอย่างนั้น 
เพราะช่วงอกมีหลาย ๆ ส่วนที่เอลเว้นออกไป

   เอลเกิดอาการอึ่งนิดๆ  ".......ได้สิ  " เค้ายิ่มตอบอย่างอ่อนโยนในขณะที่ในใจของเค้ามีประโยคเดิมๆขึ้นซ้ำไปมา

        "เธอเป็นเด็กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ" นี้คือคำที่เค้าใช้สะกดใจตัวเองให้นิ่งสงบที่สุดเท่าที่ทำได้ก่อนที่จะลงมือ นวดคลึงที่อกอวบอิ่มและนุ่มเนียน
ของเธอเค้าถูละคลึงมันจนสะอาดถึงยอดเลยที เดียว

         "ฟาลิน...เป็นยังไงบ้าง...ปะป๋าไม่ได้ทำเจ็บใช่ไม๊?" เค้าถามด้วยตวามห่วงในหลายๆด้าน

   " งื่อออ ~~~ "  เธอเชิดตัวขึ้นทั้งสั่นผั่บ ๆ ขึ้นมาหนสั้น ๆ จากอาการทางร่างที่มันวาบหวิวอย่างเป็นเรื่องปกติ  คล้าย ๆ กับตอนที่ปล่อย
เบาเสร็จเหมือนกัน 

        " สบายดีค่ะ~  ป๊ะเก่งจังเลย~ "  เธอเอ่ยลอย ๆ บอกเขามา  ตาปรือพริ้มเชื่อมอย่างสุขขีดังเดิม

   เอลถึงกับคิดหนัก ขื่นทำแบบนี้กลัวลูกเค้าเสียนิสัยชะมัด "ฟาลิน....ข้างล่างนี้...หนูจะล้างเองใช่ไม๊?" เอลถามเอาไว้กันเหนียว
เพื่อกันปัญหาระลอก2

   " อู ? .. ฟ๋าล้างให้ฟาลินได้มะคะ ?? "  เหมือนจะเป็นเชิงถามมากกว่าเชิงขอ

   "............ งานเข้าแล้วกู" แต่ด้วยความที่มีลูกสาวคนแรก เค้าไม่คิดจะขัดใจเธอเป็นอย่างแน่นอน

        " ได้สิ " ว่าแล้วเอลก็เริ่มล้วงมือลงสู่ช่วงล่างของฟาลินและถูมันแบบเบามือ และสะอาดที่สุด สัมผัสนุ่มมือและสะอาดร่างกายที่บางเบา
และนุ่มจนเหมือนว่าจะใหลออกจากมือไทำ เอาเค้าแทบหน้ามืด เค้าต้องพยายามไม่ไปกระตุ้นเธอไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ตาม

   " งึม ๆ ~~~ "  เธอยังคงเหงยหน้าตากฝักบัวอย่างสุขขี ตาปรือเชื่อมเป็นเส้นเดียวกันดังเดิม  เหมือนกับไม่ได้โดนกระตุ้นอะไรมาก 
แค่บางทีออกอาการเนื้อตัวสั่นเพราะมันเสียววูบ ๆ นั่นเอง

   เอลทำความสะอาดเสร็จแล้วจึงฉีดน้ำเบาๆใส่เธอล้างร่างของเธอให้มดจดก่อนที่จะ เริ่มอาบให้ตัวเองอย่างเร็ว เพราะเค้าก็ไม่ใช่คนถนอมร่างกาย
อะไรมากนัก     ฟาลินก็เลยนั่งตากฝักบัวคันเดิมนั้นอย่างเพลินเพลิน แม้จะมีอ่างแต่ก็คงจะยังไม่อยากแช่กระมัง

   "ฟาลินไม่ชอบแช่น้ำหรือ?"เอลถามดูในขณะที่เค้าเดินมาสระผมให้สาวน้อยอย่างเบามือใช้แชมพูตามสัดส่วนที่พอเหมาะ

   " อู๊ ?แช่สิ ๆ ~ฟาลินชอบแช่~"  เธอเอ่ยบอกเขา   " ว่าแต่ในอ่างมีน้ำละเหรอคะ ?? "

   "เดียว ป๋าจัดการได้...อย่างได้อุ่นหรือเย็นละ "เอลพูดขึ้นในขณะที่ค่อยๆหยิบฝักบัวมา "อ๊า หลับตาจะราดแล้วน๊า " พอเธอหลับตาเอลก็
ราดฝักบัวแล้วล้างโดยละเอียดไม่ให้เข้าตาหรือตกค้างตามเส้น ผมเธอได้

   " งือ~~~ "  เธอเหงยหน้าขึ้นอาบฝักบัวไปด้วย  เหมือนกับเธอจะชอบตากแบบนั้น  ที่ก็ พลอยโบกมือมายี ๆ หัวเธอประกอบอีกที ด้วยว่า
เธอนั้นผมสั่นจึงสระง่ายและล้างออกง่าย 

        " ฟาลินชอบน้ำอุ่น~  อุ่น ๆแล้วสบายตัวดี~ " เธอร้องขอพ่อของเธอ

   เอลดีดนิ้วแล้วเครื่องทำน้ำอุ่นก็เริ่มทำงานและเทน้ำอุ่นลงมายังอ่างอย่างรวด เร็ว ที่จริงแล้วเอลเป็นคนชอบแช่น้ำพอดูและเค้าก็ตั้งค่าเสียงดีดนิ้ว
ไว้ที่น้ำ อุ่นด้วย เอลลองเอามือจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 21, 2009, 07:03:48 PM โดย quest » บันทึกการเข้า

การเดินทางอันยาวไกลของดาบสีดำ
http://questkomkom.exteen.com/20121116/entry-1
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: