หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Super Robot Wars The Star Chronicle -Side Story-  (อ่าน 2453 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
quest
The Star Combatant
Ace Pilot
******
กระทู้: 305



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: กันยายน 21, 2009, 06:39:14 PM »

ช่วงต่อ

        "อืมพอดีแล้วสินะ...." ว่าแล้วเอลจึงลองลงแช่ดูก่อน "ฟาลิน....มาแช่สิเร็ว " เอลเรียกลูกสาวให้มาแช่น้ำทันที

   " ค่า~~ "  เธอค่อย ๆ คลานตามแนวพื้นห้องน้ำตาเขามา  เหมือนกับว่าไม่อยากจะลุกขึ้นยืนเท่าไหร่ กลัวลื่นล้มนั่นเอง  อาจจะมีประสบ
การณ์ซนบ่อย ๆ      เอลจึงทำใจเล็กน้อยก่อนที่จะลุกมาอุ้มเธอไปวางในอ่างน้ำและก็ลงแช่ซึ่งเค้าก็จม ร่างตัวเองลงไปจนถึงครึ่งอกและงอเข่าไว้เหลือที่ให้เธอแช่ถึง
แม้อ่างจะกว้าง แต่ด้วยความยาวของเค้าทำให้มันเต็มได้อย่างรวดเร็ว

   " อึ้บ~ " แต่ผิดคาด เธอกลับย่อตัวแช่ลงตรงด้านหน้าระหว่างตัวและเข่าที่ชันอยู่ของเขาซะอย่างนั้น  พลอยเอนหลังพิงหัวกับแนวอกเขาไปด้วย 
ปรือตาลอย ๆ พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ อย่างแสนจะผ่อนคลาย

   เอลดูแล้วคิดในใจ ยังไงเธอก็เป็นแค่เด็กละนะ  ว่าแล้วเอลจึงค่อยๆวางขาลงและพาตัวเธอมาวางไว้บน ตัวเองแบบนั้นเค้าและเธอคงจะแช่น้ำได้ง่ายกว่า
ถึงแม้เธอจะอยู่บนร่างเค้าก็ ตามเค้าให้เธอเอาหลังพิงร่างไว้เพราะแค่นี้เค้าก็เกร็งจะแย่แล้ว

        " ป๊าก็ชอบแช่อ่างใช่ม๊า~  ป๊าอาบน้ำทีไรก็อาบตั้งนานแน่ะ  ต่อไปพาฟาลินมาแช่ด้วยนะ  ฟาลินแช่คนเดียวเหงาอ้ะ~ "เธอคงพูดถึงเงาที่ซ้อน
ทับอยู่กับเค้า

    "อืม.... ได้สิ...ต่อไปเรามาอาบด้วยกันตลอดนะ " เอลกอดเด็กสาวที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างสบายอกสบายใจ ดุจว่าเธอเป็นเด็กตัวเล็กๆ
แม้ว่าเด็กคนนี้จะมีอะไรที่มากเกินควรและเย้ายวน ไปหน่อยก็ตาม

   " งื้ม~  สัญญากับฟาลินนะ "  เธอเหงยหน้าขึ้นยิ้มหวานให้กับเขา  ก่อนจะพับหน้าลงมาตะแคงหน้าซบตัวเอลอีกสักหน่อย  จึงได้แช่ด้วยกัน
ต่อไปให้สบายร่างอีกสักน้อย   ร่างอุ่นๆของเธอนั้นช่างบอบบางและน่ารัก เค้ารู้สึกดีมากที่มีสาวน้อยแบบนี้มาเป็นลูกสาว เค้าสัญญากับตัวเองเงียบๆว่าเค้าจะปกป้องเธอ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามแต่ ตอนนี้หลังจากพักมาได้ช่วงใหญ่ๆเค้าเริ่มรู้สึกว่านานไปนิดแล้วเค้าจึงอุ้ม ร่างของสาวน้อยขึ้น เพราะเธอแช่น้ำนานไปนิด

        "ฟาลิน ยืนได้ไม๊?"เอลถามสาวน้อยที่ดูอ่อนแรงนั้น

   " งุ ? ... . อืม~  ฟาลิยรู้สึกเมื่อย ๆ จัง~ ป๊าอุ้มฟาลินไปนอนจั้กพักได้ม๊า~ ฟาลินคิดว่าต่อจากนั้นคงยืนไหว ..?? "เธอขดตัว
อยู่ในแนวแขนเขาเหมือนลูกแมว ก็พลอยเอ่ยบอกเขาตอบ

   เอลยิ้มและปล่อยไว้สักพักก่อนจะเช็ดร่างของสาวน้อยก่อนจะพาไปยังเตียงและห่อผ้าขุนหนูให้เค้าเตรียมนมรสผลไม้ไว้ข้างๆใส่ถ้วยที่แช่ด้วยน้ำแข็งเย็น
เฉียบในขณะที่เอาพัดอันเล็กๆมาพัด ให้เพื่อระบายความร้อนและเรียกแรงกลับมา

   " อื้ช~~~ฟาลิยยังไม่ได้กินข้าวดึกเลย  ฟาลินยังไม่อยากนอนเลยนะเนี่ย ..แต่ฟาลินรู้สึกเพลีย ๆ จัง " เพราะเธอเพิ่งจะอาบน้ำและเพิ่งจะ
แช่น้ำอุ่นมาจากเมื่อครู่นั่นเอง

    เอลนั้งพัดให้เธอสักครู่หลังจากความร้อนของการแช่น้ำหายไปเธอก็เริ่มรู้สึกมี แรงขึ้นอีกครั้ง   เอลเห็นว่าเธอดูจะมีแรงแล้วจึงเดินไปเลือกเสื้อมาให้
โดย เลือกจากเสื้อของเค้านั้นเอง

        "ฟาลิน มีแรงแล้วก็กินนมเย็นๆที่วางไว้และก็มาแต่งตัวนะ" เอลพูดเชิงสั่งนิดๆ

   " ค่า~ "  ดูเธอจะเชื่อฟังเป็นอย่างดีเลยเชียว  และเหมือนไม่มีท่าทางอิดออดใด ๆ เลยแม้แต่น้อย  เธอค่อย ๆ พับตัวลุกขึ้นมาแล้วคลานดุ่ยๆ
เข้ามาหานมผลไม้ ก่อนจะก่ายขาลงนั่งที่ขอบเตียงหยิบมันมาดื่มทีละอึก ๆ เพื่อไม่ให้บาดคอ  เอลเอาเสื้อของเค้าพับไว้อย่างเรียบร้อยและเค้าก็แต่งตัวจนเสร็จก่อนที่จะ
ตรง มายังฟาลินซึ่งอยู่ที่เตียง   พร้อมเสื้อผ้าของเค้าที่เล็กที่สุด

        "ฟาลินเปลี่ยนชุดกันก่อนเถอะ" เอลเรียกฟาลินที่กำลังดื่มนมอย่างสบายใจ

   " อู~~~ "  เหมือนจะจะยกดื่มอึกสุดท้ายนั้นก่อนแล้วจึงได้ลุกออกมาหาเขา " ค่า~~ "

   "ปะ ป๋าไม่มีกางเกงในเดียวไปเอาที่ห้องของฟาลินนะ ตอนนี้ใส่แค่นี้ไปก่อนละกัน " เอลเลือกเสื้อกล้ามมาให้เธอหลังจากใส่ให้เค้าก็มัดหลวมๆเอา
ไว้ให้มันไม่ตก ส่วนกางเกงก็พับข้อจนมันได้เป็นกางเกงสามส่วนเพราะว่า2คนนี้ตัวต่างกันเหลือ เกินพอเธอใส่ชุดเสร็จเค้าก้ก้มร่างลงอีกครั้ง

         " ไปกันเถอะฟาลิน เราไปห้องฟาลินกัน" เอลชวนไปยังห้องของเธอเพื่อหาชั้นใน และอยากรู้จักเธออีกขั้นด้วย

    " อู้~ "  เธอกระโดดเหยงขึ้นบนคอของเขาอีกหนอย่างกระตือรือร้นทีเดียว      เอลลุกขึ้นกระชับตัวเธอเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยังห้องของเธอ

         "นี้สินะห้องฟาลินนะ " เอลหยุดอยุ่ที่หน้าห้องของฟาลลินเธอนั้นทำท่าจะไปรูดการด์เปิดแต่เอลก็หยิบ มาสเตอร์การด์คีย์ที่เค้ามีอยู่มารูดและห้องก็
เปิดออกอย่างง่ายดาย เธอมองเค้าด้วยสายตาตื่นเต้นในความเก่งของปะป๋าของเธอ เอลหันมายิ้มเล็กๆก่อนจะเดินเข้าไปดูในห้อง

   ห้อง ของเธอนั้นระเกะระกะไปด้วยพัซเซิ่ลมากมาย และแก้วกับจานพลาสติดที่ว่างเปล่าตกนูนตกนี่ที่ หนังสือและการ์ตูนอีกเยอะแยะไปหมด ซึ่งมันไม่
ถูกจัดไว้เป็นที่เป็นทางเลยแม้แต่น้อย  นับว่ารกสุด ๆ ~

   เอลมองโดยรอบแต่เค้าก็ยังค่อนค้างพอใจที่ห้องนี้ไม่มีอะไรที่น่าสยองแบบรา หรือซากอาหารที่เหลือทิ้งบางทีเธออาจเป็นเด็กขยันกว่าที่คิดก็ได้เอลวาง
ฟาลินลงก่อนออกคำสั่ง

        "ฟาลินหนูไปหาเสื้อชั้นในใส่ก่อนนะเดียวปะป๋าจะเก็บของเล่นกับพื่อนๆหนู ก่อน" เอลพูดให้ฟาลินฟังในขณะที่ไปสำรวจห้องน้ำหรือตามซอกมุม

   " ชั้นในคือใยหยอคะ ?? " เหมือนเธอจะงงสนิท ..เธอไม่เคยจะใส่ชั้นในเลย  ตามซอกมุมของห้องนั้นยังคงมีฝุ่นอยู่บ้างซึ่ง เป็นเรื่องธรรมดา
แต่มันก็มีเพียงแค่บาง ๆ และห้องน้ำของเธอนั้นก็ดูสะอาดสะอ้านดี  เพียงแต่ข้าวของที่ใช้จะวางไม่ค่อย เป็นระเบียบเท่านั้น  แม้เธอจะเป็นคนรุงรัง แต่เธอรักสะอาดเอา
เรื่องทีเดียว
   เอลพอใจในสิ่งที่เห็นมากแต่กลับอึ่งในสิ่งที่เธอพูดเอลรีบเดีนมายังตู้เสื้อผ้าแล้วหายกทรงกับกางเกงในทันที   ปรากฏว่าในตู้เสื้อผ้าของเธอนั้นมีแต่เสื้อ
กล้ามตัวสั้นจู่กับกางเกงขาสั้นโปร่ง ๆ ดูหลวมโหลดเอวลงสักหน่อย

        " ฟาลินใส่แต่เสื้อพวกนั้นอะค่ะ มันสบายตัวดี "  เอ่ยทั้งเกาหัวเก้อ ๆ สุดแสนจะสบายตัวเอามาก ๆ ทีเดียวเพราะมันห่อแต่ส่วนสำคัญที่สุด มอง
ในหลาย ๆ มุมก็เห็นหวอชัดเจนได้อีกเหมือนกัน      เอลถึงกับเหงื่อตก ท่าทางเค้าต้องสอนลูกสาวใส่กางเกงในเสียแล้ว

        ".....ในราชืนโยจะมีขายไม๊เนี้ย" แต่เอลก็สบัดความคิดนั้นออกไปก่อนที่จะลงมือจัดเข้าของให้เป็นระเบียบอย่าง ช้ำชอง

        "ฟู่เสร็จแล้ว......ชอบไม๊ฟาลิน"ในที่สุดห้องเธอก็ดูสะอาดเอี่ยมและเรียบ ร้อยแม้ว่าจะไม่โล่งเท่าห้องเค้าก็ตาม ด้วยบริมาณของที่ผิดกัน

   " อื้อ~~  สะอาดขึ้นมาเลย  ฟาลินชอบ ๆ ~~ "  เธอสะบัดมือไม้ประกอบตาม  ตอนนี้เธอก็อยู่ในยูนิฟอร์มประจำแล้วสิ    เอลดูชอบอยู่หรอก
เพราะมันก็น่ารักดี

        "ท่าทางต้องหาเสื้อให้ยัยหนูนี้ซะละ" ว่าแล้วโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เอลรับโทรศัพท์มาและทำสีหน้าเครียด

        "ว่าแล้วว่าสังหรแปลกๆ  ฟาลินไปกันเถอะ  รู้สึกจะมีเรื่องแล้วนะ" ว่าแล้วเอลก็นั้งคุกเข่าลงทันที

   " เฮ๊ะ ?  มีเรื่องเหงอคะ ?  เรื่องไรง่ะ "  จะอย่างไรก็ตาม เธอก็พลอยเดินท่อม ๆ มาโดดขี่หลังเขาอีกครั้งอย่างเคยชิน   เอลกระชับร่าง
เธอก่อนที่จะเตรียมตัวพุ่ง

        "ฟาลิน ป๋าจะบินละนะ" เอลพูดเป็นสัญญาณบอกถึงการจะทะยานของตัวเอง

   " งะ ?  งื้ม~!  ฟาลินก็จะบิน~~ "  เธอขานรับตากว้างอย่างชื่นชอบ   ทั้งก็เกาะเอลแน่นขึ้นอีกนิด แม้จะกลัวหล่น
เอลพุ่งสุดแรงด้วยความเร็วออกจากห้องไปยังที่เกิดเหตุทันที

เข้าสู่เหตุการณ์ การสืบคดีของราชินโยว์ ในEpisode 5 ช่วงการสืบสวนของรัตน์
-----------------------------------------------------------------------


   ฟา ลินนั้งเล่นอย่างสบายใจในโรงอาหารแม้เรื่องที่ผ่านมาจะงงๆไปมากสำหรับเธอแต่ แค่รู้ว่าพี่รัตน์เค้าเก่งที่สุดและจบลงได้อย่างดีเธอก็คงพอใจแล้วมั้ง

        "ฟาลินของว่างได้แล้ว " เอลยกของว่างเบาๆมาให้แกเธอที่กำลังนั้งเล่นรออยู่

   " เฮ้~  ของว่าง ๆ ว่าแต่มีใยมั่งอะคะ ?? "  เธอชูมือไม้อีกแล้ว  เป็นท่าประจำที่เธอทำบ่อย ๆ ในเวลาดีใจ  ก่อนจะเอื่อมมือรับของว่างของ
หวานของกินเล่นที่เอลหอบมาส่งให้      เอลสั่งพุดดิ้งผลไม้รวมและ ฟรุตสลัด ส่วนใหญ่เป็นอาหารเบาๆเย็นๆมาให้เธอซึ่งเค้าคิดว่าบางที่หมูที่เธอกินไปมัน อาจะยังย่อย
ไม่หมด.....บางทีอะนะ

   " น่ากินจังเลย~  ขอบคุณมากน๊าป๊ะป๋า "  ฟาลินเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เอลประกอบกับคำพูด  ทั้งเธอก็ค่อย ๆ ลงมือทานที่ฟรุ้ตสลัดเสียก่อน เพราะ
ยิ่งยังเย็นยิ่งรสดีนั่นเอง       เอลนั้งมองเธออย่างอารมณืดีไปได้สักพักก่อนที่จะทำสีหน้านิ่งขึ้นมาเหมือนมี อะไรแปลกๆ

        "ฟาลิน....หนูยิงปืนเป็นไม๊  ป๋าพูดถึงยิงปืนจริงๆนะไม่ใช่ขับ ลองแลนเซอร์ " เอลถามโดยกลับมายิ้มอีกครั้ง

    " อู ?  เอ็นอิอีะ~ "  เธอบอกเข้ามาขณะยังคงคาบซ้อมคาปากอยู้  แต่สักพักก็เคี้ยว ๆ และกลืนลงไปหมด

        " แต่ฟาลินยิงได้ไม่ค่อยมากง่า  ฟาลินเจ็บแขน~ " เธอตอบมาด้วยท่าทางไม่ชอบเท่าไร     เอลเกาหัวอย่างเหนื่อยๆใจ

          "ฟาลินกินแค่นี้อิ่มหรือเปล่า?"เอลถามต่ออย่างแปลกๆทันที

   " งูม~~อาอินอินอ้ายเอื้อย ๆ อ่ะ~ "  เธอเอ่ยตอบมาขณะกำลังกินอีกแล้ว  แต่ก็เหมือนจะแกะเนื้อความได้ไม่ยาก เธอกินได้เรื่อย ๆ
นั่นเอง  กระเพาะแข็งแรงเข้าขั้นมาก

   "ดี มาก" เอลพูดขึ้นอย่างกลัวเธอจุกก่อนที่จะทำสายตาเปลี่ยนเป็นแววดุขึ้น

        "แล้วฟาลินเคยยิงศัตรูหรือเปล่า" เอลพูดในขณะที่ลูบหัวเธออย่างอ่อนโยน แต่น้ำเสียงจริงจังระดับหนึ่งทีเดียว

   " ศัตรู ??? หมายถึงคนไม่ดีใช่ม๊า~ ฟาลินยิงบ่อย ๆ นา  ฟาลินยิงจากที่ไกล ๆ ~~~ พวกเค้าฟาฟาลินไม่เจอล่ะ"  แล้วเธอก็หยีตาทำ
ท่าถือปืนแล้วยิงจนมือสะบัดหงายประกอบ

   "เก่งมาก"เค้าลูบหัวและยิ้มอย่างชื่นชม

        "งั้นเคยยิงแต่ปืนยาวสินะฟาลิน" เอลถามต่อเพื่อระบุความถนัดของฟาลินให้แน่นอน

   " ปืนเล็ก ๆ ฟาลินก็เคยยิงนะ~  ฟาลินปวดแขนน้อยกว่าด้วยตอนที่ฟาลินใช้ "  เธอทำท่าถือปืนประคองสั้นและสะบัดมืองัด ๆ ประกอบอีกที
เอลยิ้มรับดูท่าทางเค้าพอใจกับคำตอบนี้มาก เอลจึงนั้งพิงหลังเล็กน้อยก่อนที่จะชี้ไปยังประตูทั้ง3ของโรงอาหารซึ่งตอน นี้พวกเค้าอยู่เกิบตรงกลางทีเดียว

        "แล้วฟาลินยิง คนที่ไม่ดีที่จะออกมาจากประตู3จุดนั้นได้หรือเปล่าถ้าปะป๋ามีปืนสั้นให้ฟาลินนะ" เอลถามขึ้นในขณะที่วางปืนพกไปให้ฟาลินดู
ซึ่งกระบอกนี้หนักพอดูแถมท่าทางแรงถีบเยอะด้วย

   " เฮะ ? คนไม่ดีหรอ ?  พวกเค้าเป็นพวกเดียวกับเรานี่นา ?? ต้องเป็นคนดีฉิ ??? "  เธอเอ่ยกับเขาอย่างนั้นทั้งมองหน้าฉงน
เป็นวิธีคิดง่าย ๆ

   "เปล่า จ๊ะป๋าอยากรู้ว่าจากตรงนี้ถ้าคนไม่ดีออกมาทางประตูฟาลินจะยิงโดนไม๊นะ" เอลถามในขณะที่เค้าหลับตาและเริ่มรู้สึกว่าลางสังหรแรงขึ้นทุกที

   " งื้ม~  โดนสิ  ฟาลินยิงแม่นนา~ " ฟาลินยิ้มแป้นและตอบอย่างหน้าตาเฉย ไม่มีท่าทีแห่งความไม่นิ่งนอนใจเลยแม้แต่น้อย
ว่า แล้วสักครู่ก็ได้ยินเสียงปืนกระหน่ำยิงกันขึ้นและเสียงฝีเท้ามุ่งมายังห้องอาหาร การทรยศของบลอน์เริ่มขึ้นแล้ว เอลไสปืนไปให้กับฟาลินก่อนจะกางเล็บที่แหลมคมออกมา
จับเก้าอี้ไว้

        "ฟาลิน.....คนไม่ดีกำลังมา...ฟาลินเอาปืนนี้ไว้จัดการพวกนั้นกับปะป๋านะ" เอลพูดให้สาวน้อยเตรียมการต่อสู้ทันที

   " แอ๊ะ !? เสียงปืนนี่นา ..มีคนไม่ดีมาหาพวกเราจริง ๆ เหงอ~!? "  ท่าทางเธอตื่นตระหนกน่าดู  พับแขนเข้าหาตัวหันรีหันขวาง  แต่สัก
พักเห็น ปืนที่เอลวางไว้ให้ เธอก็สะบัดมือไปหยิบมันมา

   "ขอ โทษนะฟาลินว่าแล้วเอลก็ยกฟาลินนาเน็บเอวก่อนจะพาเธอไปหลบยังที่ปลูกต้นไม้ ซึ่งมีความหนาพอเป็นบังเกอร์ได้  และเค้าก็จับโต๊ะยกด้วยมือ
ข้างเดียว ม้านั้งขนาด10คนนั้นก็ลอยขึ้นกลางอากาศเหมือนมันไม่มีน้ำหนักเลยแม้แต่ น้อย  ประตูได้ถูกทำลายเหล่าทหารบลอน์ได้บุกเข้ามาจากประตูหน้าระดม สาด
กระสุนใส่คนในโรงอาหาร     แต่ไม่ทันได้ตั้งท่าดี   ม้านั้งทั้งแฝงก็พุ่งเข้ากระแทกร่างของของเหล่าทหารอัดเข้ากับกำแพงจนกำแพงบุบด้วยแรงขว้างมหาศาล เอลหาย
ไปต่อหน้าฟาลินไปอยู่กลางกลุ่มของทหารปลอนก่อนที่สายลมกรรโชกจะค่อยพัดตามมาหลังการเคลื่อนที่ของเค้า 

                          เอลจับข้อเท้าของทหารนาย หนึ่งยกขึ้นและเหวียงไปฟาดกับทหารที่เหลือร่างที่โดนเหวียงและกระแทกกันด้วย แรงมหาศาลปิดงอกระดูแหลกเหลว
อวัยวะภายในเละจนเลือดพุ่งออกตามรูตามร่างกายที่มันพอจะออกได้ เครื่องในสดๆใหลออกปาก ก่อนที่ร่างนั้จะไปกระทบกับบานกบประตูจนโดนตัดขาดครึ่ง เอลจึง
โยนร่างที่เละจนไม่สามารถเป็นอาวุธนั้นได้ทิ้งอย่างไม่ใยดี        เหล่าทหารบลอน์ตกใจสุดขีดที่มีสัตว์ประหลาดแบบนี้มาอยู่ตรงนี้ได้    ประตูอีกข้างตรงกันข้ามกับ
ฟาลินถูกเปิดออกและทหารของบลอน์อีกกลุ่มก็บุกเข้า มา

   " อ้ะ! คนไม่ดี~! "  เธอคุ้นตากับทหารเหล่านั้นเป็นอย่างดี  ทั้งกระชับปืนยื่นไปสุดแขน  หลับตาหยิบไปข้างและอัดกระสุนออกไปทีละนัด
เท่าที่เธอจะทานแรงได้  ซึ่งทุกนัด ล้วนเข้าเป้า  แต่เธอก็ต้องรีบก้มหลบในกำบังตอนโดนยิงสวนมา   ช่วงเวลาที่ก้มหลบนั้นเองเธอก็ได้เห็นบางอย่างบนเพดานปะป๋าของ
เธอกำลังบินอยู่ มือทั้งสองของเค้านั้นมีปืนกลอยู่ถึง3กระบอก    และกระบอกหนึ่งถูกโยนมาให้เธอ      บางทีเค้าอาจคิดว่าปืนที่ตั้งประทับและถูกออกแบบให้ใช้ในอวกาศ
อาจจะเบามือ    กว่าปืนพกแรงถีบสูงของตัวเองก็ได้     หลังโยนปืนที่ล็อกเซฟตี้ไว้ให้ลูกสาวเค้าก็กระหน่ำกระสุนเข้าใส่เหล่าศัตรูโดนบ้างไม่โดนบ้างแต่ก็สร้างความสับสน
และแตกตื่นได้มากโข

   " ฮุ~~~ "  ฟาลินสะบัดลำปืนขึ้นวางเหนือแนวกำบัง  ทั้งเหนี่ยวกระสุนสาดโต้กลับไปหา ทหารบอนล์ที่บุกเข้ามานั้นอย่างระวังด้วยการหยีตา
เล็งข้างเดียวดั่งว่าเธอจะ ถนัดแบบนั้น  ซึ่งก็ไม่ได้แม่นถึงขนาดจะเข้าเป้าทุกนั้น  แต่ร้อยละเก้าสิบ ในทุกทิศทีเธอส่ายลำปืนไปต่างล้มหงายกันไม่เป็นท่า

   เอลพอใจมากที่ลุกสาวสุดที่รักของเค้าจัดการการโจมตีได้อยู่หมัดเค้าจึงเคลื่อน  ที่อย่างรวดเร็วไปมาทุกครั้งที่เค้าวิ่งผ่านเหล่าโต๊ะทีุ่ถูกวางไว้ตามจุด
ต่างๆก็โดนพัดขึ้นลอยและโดนซัดปลิ้วเข้ากระแทกกับทหารบลอน์    ก่อนที่ในหมูพายุสิ่งของนั้นจะมีร่างมัจจุราชแฝงมา        เค้าเอามือแทงเค้าไปในร่างของเหยื่อก่อน
ที่จะ กระชากกระดูกและเครื่องในออกมาทั้งยวง     ร่างบางร่างก็ถูกลากไปฟาดกับกำแพงจนชิ้นส่วนขาดกระเด็นกระจายกำแพงนั้นก็บุบด้วย แรงที่ปะทะพอๆกับอุับัติ
เหตุทางรถยนต์หรือมากกว่านั้น

        "แกไอ้เจ้าบ้าเอ๊ย!!!" ทหารนายหนึ่งได้ตะโกนขึ้นและกราดปืนใส่เอลโดยไม่ห่วงพวกพ้องทำให้เหล่าทหารบลอน์ด้วยกันต้องล้มตายเพราะการ
ยิงกันเอง  ก่อนที่ร่างของเค้าจะโดนเอลมาจับหัวใหล่จากด้านหลังอย่างนุ่มนวล

        "ขอบคุณนะที่ช่วยกำจัดนะ เป็นอันว่าจะละเว้นความตายให้และกัน"  ว่าแล้วกรงเล็บแหลมคมก็จิงลงหัวใหล่ของ เหยื่อก่อนที่จะกระชากออกอย่าง
โหดร้ายทหารคนนั้นแขนขาดทันทีหนังส่วนอก ก็ถูกลอกจากการกระชากอย่างโหดเหี้ยมนี้  ร่างนั้นลงไปเกลือกลิ้งและร้องเสียงหลงอย่างทรมาณ   เอลทำหน้าเซ็งๆ
รำคาญๆนิดๆ ก่อนที่จะลงส้นเท้าจะทืบเข้าที่ต้นคอของทหารคนนั้นจนมันแหลกเหลวเหมือโดนรถทับก็ไม่บาน

        "หนวกหู.......ตายไปนั้นละดีแล้ว" เค้าพูดบ่นนิๆก่อนที่จะลากสายตาหาเป้าหมายใหม่   ในตอนนั้นเองทหารจากประตูแรกชุดที่สองที่
เข้ามาเห็นเหตุการก็เล็งร็อกเก็ท เข้าใส่เอล

   " อิ้ช~ "  ฟาลินที่หลบอยู่ก็ยกปืนพกขึ้นมาตั้งลำเหนือแนวป้องกันและยิ่งโต้กลับออก ไปหนึ่งนัด ซัดเข้าไปในกระบอกมิซซายด์นั้นจนมัน
ระเบิดคาด้ามอย่างหนัก  กระจุยกระจายกัน ไปทั้งกลุ่มในบริเวณนั้น

   เอลยิ้มกริ่มในขณะที่บีบข้อมือทั้งสองของทหารบอลน์คนสุดท้ายจนหักเธอโชคดี ที่เป็นหญิงเลยโดนไว้ชีวิตเอาไว้ แต่ไม่ทันไรโชคของเธอก็หมดลง
หญิงสาวคนนั้นก็โดนปืนเก็ตติ้งขอบางสิ่งสาดเข้าใส่ขนดูไม่จืด    เอลรีบลังกาหลบมาอยู่ไกล้ๆลูกสาวด้วยสีหน้าอารมณ์เสีย   จักกลล่าสังหารขนาดเล็กของบอลน์
สไปเดอร์คิลเลอร์ก็ได้เข้ามาใน ห้องถึง3ตัว

         "ฟาลิน เจ้าพวกนี้คงยิงไม่เข้า ให้ยิงที่เซ็นเซอร์มันนะ "เค้าหันมามองลุกสาวที่ทำหน้างงๆ

         "ที่ตามันนะ"เอลชี้ไปยังกระจกที่อยู่ตรงกล้องตรวจจับ

   " ตาเหรอคะ ? .... ตา ตา ตา ตา .. อ้ะ~ เห็นแล้ว ๆ "  เธอมองไปยังดวงแสงที่สว่างวาบนั้นอยู่ คล้ายเธอจะมองเห็นมันชัดแจ๋ว
แล้วรู้ว่าจะจัดลำปืนยังไง เหมือนร่างกายเธอนั้นทำงานไปเอง

        " ... Gutz ya~ "  เมื่อได้เค้าแล้วจึงได้อัดกระสุนออกไปอีกนัดซึ่งหนึ่งนัดนั้นก็เข้าเป้าเซ็นเซอร์ของมันอย่างแม่นยำ  เธอวางปืนสั้น
ไปในมุมอื่นเพื่อเล็งอีกสองตัว นั้น  ในระยะนั้นไม่ได้ไกลมากเท่าไหร่นัก ปืนพกจึงเล็งได้ง่ายกว่าปืดกลอย่างมากทีเดียว     แต่มันก็ยิงปืนกลสวนจนทำให้เธอต้องหลบหลังที่
กำบังอีกครั้งในขณะนั้นเองร่างของ พ่อเธอก็ได้หายไปอีกครั้ง

                        ทางสถาบันนิคนั้นได้คิดและออกแบบปีศาจเครื่องนี้ให้ล่าเป้าหมายได้ทุกที่ แต่คงไม่มีใครคิดหรอกว่าเป้าหมายจะอยู่บนเพดาน เอลนั้งกลับหัวโดยใช้
เล็บจิกเพดานเอาไว้อย่างแน่นหนา    ก่อนที่จะพุ่งทะยานลงมา   ทุบเข้าที่ข้ออ่อนของหุ่นสังหารตัวหนึ่ง    ในขณะที่อีกตัวอีกตัวที่เซ็นเซอร์โดนทำลายไป ก็โดนร็อกเก็ท
แลนเชอร์ที่ฟาลินเก็บได้จากศพที่โดนพ่อเธอแยกส่วน อัดเข้าเต็มๆจนระเบิดไปอีกเครื่อง

                     เหลือเครื่องสุดท้ายที่ยังดีอยู่เค้ายืนประจันหน้ามันและยิ่มกริ่มใน ขณะที่ปืนของมันกำลังจะระดมใส่เค้า เอลได้ยัดฐานกระทืบพื้นจนพื้นแตกร้าวบุบเป็นรู
ก่อนที่จะหวดหมดตรงเข้าใส่เกราะกันกระสุนของมัน แรงประทะระหว่างหมัดกับเหล็กทำให้เกิดคลื่นอากาศและเสียงดังสนั่นไปทั่ว   ร่างของเครื่องจักรสังหารที่ถูกทะ
ลวงจนเป็นรู ถูกยกขึ้นด้วยมือข้างเดียวดุจว่ามันเป็นแค่ของเบาๆ ก่อนที่เค้าจะเหวี้ยงมันไปกระแทกเพดานที่สูงถึง3ชั้น และตกมา พังทะลายและบุบเบี้ยวจนดูแทบไม่
ออกว่ามันเคย เป็นอะไรมาก่อน

       "ฟาลินไปรวมกับคนอื่นๆกันเถอะ " เอลหันหลังให้ฟาลินขึ้นในทันทีถึงแม้จะแปลกไปนิด   แต่เค้าที่แบกเธอวิ่งเร็วกว่าเธอวิ่งเองแน่นอนจึงทำให้เค้า
เลือกที่จะทำแบบนี้

   " อู้ว์~! "  สาวน้อยขานรับ และวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามากระโจนขึ้นขี่หลังเขาอย่างเหมาะเจาะ เหมือนกระโดดขึ้นอานม้าเร็วชั้นเลิศ    เอลกระชับ
ตัวสาวน้อยและพูดประโยคเดิมอีกครั้ง

        "ฟาลินป๋าจะบินแล้ว ฟาลินเจอคนไม่ดียิงได้เลยนะ" ว่าแล้วเอลก็วิ่งตัดออกมาจากห้องอาหารฝ่าดง กระสุนพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว     ฟาลินกระชับ
ปืนกลเบา ทั้งอิงตัวอยู่กับแนหวลังของเอลแนบแน่น  พลางรัวกระสุนอย่างเป็นชุดเป็นจังหวะตามทางที่เอลวิ่งผ่านไปทุกครั้งและตามโอกาสที่เหมาะจะยิง  หรือเธอสามารถ
ยิงโดนใครได้นั่นเอง    ในที่สุดกระสุนก็ได้หมดลงเธอทิ้งปืนและเกาะหลังเอลแน่นก่อนที่เอลจะเร่งฝีเท้าและเด็ดชีวิตศัตรูที่อยู่ในระยะจู่โจมเมื่อมีโอกาศ เพื่อตามหาพรรค์
พวกเค้ารีบตัดเข้าที่แคบเพราะไม่มีปืนแล้วอยู่กว้างๆคงไม่ดี  เท่าไรจนเค้าได้ยินเสียงที่คุ้นหูแว่วมา  เค้ารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของอุชิโอะสาวน้อยที่เค้าพึ่งพบไปไม่นานนี้
ในขณะนั้นเองทหารบลอน์ถือปืนกลมุ่งเข้าไปยังห้องที่เค้าคิดว่ามีสาวน้อยคน นั้นอยู่ "อย่าแตะต้องผู้หญิงของฉันนะเฟ็ย!" เค้าตะโกนก่อนจะพุ่งเข้าหาศัตรู

ต่อกับเนื้อเรื่องEpisode 5  ช่วงการทรยศของบลอน์
--------------------------------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 21, 2009, 07:05:03 PM โดย quest » บันทึกการเข้า

ประวัติของเอลฮาวล์ และเนวาน่า มาบล็อกนี้เลย
http://questkomkom.exteen.com/
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 526


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: กันยายน 23, 2009, 08:47:00 PM »

SIDE STORY OF DI.S.E. PROJECT TEAM
EP-05 ไกด์กับโซล ปริศนาของโซลน่อลเซเวียร์


ช่วงตอนที่06 ก่อนจะเริ่มเหตุการณ์ ออกรบแยกสาย
 
ในส่วนของโรงเก็บหุ่นไกด์กำลังวุ่นวายกับการเช็คระบบทั้งหมดของโซลน่อลเซเวียร์ก่อนจะออกรบ ที่สำคัญตอนนี้นอกจากเรื่องนี้ก็มีเรื่องให้เขาต้องคิดอีกพอสมควรเลยทีเดียว

"นี่โซล...นี่เป็นแพทเทิร์นดาต้าสุดท้ายแล้วสินะ"ไกด์ตะโกนถามคู่หูเอไอของเขาที่กำลังสนุกกับการกินขนมปังกับนมที่เขานำมาจากงานเลี้ยง

"ค่า~~"เอไอสาวตอบรับด้วยเสียงหวาน พร้อมกับกล่าวต่อว่า"ขอบคุณมากๆเลยค่ะมาสเตอร์ ที่คิดถึงโซลแล้วเอาของกินมาให้ด้วยเนี่ย มาสเตอร์ใจดีที่สุดเลยค่า"

"อื้อ...เอาเถอะเธอกินอย่างมีความสุขชั้นก็ดีใจน่ะนะ ก็เหนื่อยมาหลายครั้งแล้วนี่"ไกด์ตอบรับ พลางเก็บแฟ้มดาต้าสุดท้ายใส่เครื่องไปด้วย

"เอาล่ะ!! เสร็จซะที ที่นี้ก็พร้อมสำหรับแผนของคุณมามิยะล่ะนะ" ไกด์พูดพลางปาดเหงื่อ ในขณะที่เขาปาดเหงื่ออยู่นั้นโซลก็หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้เขาด้วย ไกด์จึงขอบคุณโซลไปด้วย...

"ขอถามอะไรหน่อยได้รึเปล่าโซล"ไกด์นั่งพิงลงบนค็อกพิทพร้อมกับถามโซลต่อไปด้วย

"ได้สิคะ มาสเตอร์" โซลยิ้มหวานตอบรับ พร้อมกับยื่นหน้ามาใกล้ ทำเอาไกด์ถึงกับผงะไปเหมือนกัน...เพราะโซลถึงแม้จะเป็นเอไอแต่ก็น่ารักมากทีเดียวเลยล่ะ แล้วก็เป็นผู้หญิงซะด้วยสิ ที่สำคัญไกด์สามารถสัมผัสตัวโซลได้อีกด้วย

"เอ้อ!!....ถอยไปหน่อยก็ดีนะแบบน่ะนี้มัน..."ไกด์พูดไม่ออก แต่โซลรับรู้ก็เลยยิ้มนิดๆและพูดว่า"อ๊ะ!! ค่ะ ขอโทษด้วยค่ะ มาสเตอร์"แล้วก็ขยับออกไป

"ว่าแต่ มาสเตอร์ จะถามเรื่องอะไรคะ!"โซลยังคงยิ้มให้ไกด์พร้อมกับรอคำถามของมาสเตอร์ของเธอ
"ถ้าตอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ ผู้เหญิงคนนั้น มิซึโฮชิ โมกะบอกว่า โซลน่อลในตอนนี้ห่างไกลจากโซลน่อลในตอนนั้นมันหมายความว่าจริงๆแล้วโซลน่อลน่ะถูกสร้างมานานแล้วรึเปล่า"ไกด์ถามคำถามที่สงสัยทันที

"เปล่านี่คะ โซลน่อลนั้นถูกสร้างเสร็จครั้งแรกและใช้งานครั้งแรกตอนที่คุณแม่ของมาสเตอร์ใช้งานนั่นล่ะค่ะ และปัจจุบันก็คือตอนที่มาสเตอร์ใช้งานนี่ล่ะค่ะ"โซลขมวดคิ้วตอบคำถาม

"งั้นเหรอ...แสดงว่าเรื่องนี้แม้แต่เธอก็ไม่รู้ ก็มีแต่ต้องไปถามพวกนั้นเอาเองสินะ"ไกด์สรุปหลังจากที่ฟังคำตอบของโซล เพราะเขารู้ว่าโซลไม่โกหกเขาแน่ล่ะ

"ขอโทษค่า~~คิดว่าจะทำประโยชน์ให้มาสเตอร์บ้างแท้ๆ"โซลหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาทำท่าเหมือนร้องไห้น้ำตาปริ่มๆ

"ไม่เป็นไรซักหน่อยน่า ชั้นไม่ได้ว่าอะไรเธอเลยนี่ อย่าร้องไห้สิ!!! "ไกด์ได้แต่ปลอบพร้อมทั้งตกใจไปด้วย สีหน้าลนลาน

"ค่า!!"เมื่อเห็นไกด์ลนลานขนาดนั้นโซลก็หันมายิ้มดังเดิม ทำเอาไกด์โล่งอกเลยทีเดียว

"แล้วเตาพลังงานของโซลน่อลน่ะต่างจากพวกนั้นยังไงล่ะ"ไกด์ถามต่อ

"เตาพลังงานรุ่นต้นแบบมีคอร์คริสตัลเอเนอจี้แบบพิเศษที่มีน้อยมากและปัจจุบันส่วนที่เหลือได้หายไปพร้อมกับการหายตัวไปของศจ.อารันด์ค่ะ คอร์นี้จะทำหน้าที่ดูดเก็บสะสมและปล่อยพลังงานไดเมนชั่นสเฟียร์ ออกมาน่ะค่ะ ทั้งนี้พลังงานไดเมนชั่นจะกระจายอยู่ทั่วไปอยู่แล้วและมีมากมายการสะสมและจ่ายจึงไม่เป็นอุปสรรคค่ะ ทำให้เรียกได้ว่ามีพลังงานเป็นอนันต์เลยล่ะค่ะมาสเตอร์ แล้วยังเป็นพลังงานมหาศาลที่ขึ้นกับผู้ใช้งานด้วยล่ะค่ะ"

"แล้วที่ว่ามหาศาลแล้วขึ้นกับผู้ใช้งานนี่เป็นยังไงรึ"ไกด์ถามต่อ

"พลังงานมหาศาลมีมากจนเรียกได้ว่าผู้ใช้สามารถจัดการกับระบบมิติต่างๆได้เลยล่ะค่ะ เรียกว่าการเป็นพระเจ้าล่ะมั้งคะ แต่ก็มีคนใช้งานพลังงานนี้ได้น้อยมากเลยล่ะค่ะ โซลเคยได้ยินว่าพลังงานไดเมนชั่นสเฟียร์ของโซลน่อลจะเปลี่ยนความต้องการของไพล็อตให้เป็นความจริงจากคุณพ่อของมาสเตอร์น่ะค่ะ"โซลตอบด้วยแววตาบริสุทธิ์และจริงจัง

"เปลี่ยนความต้องการให้เป็นความจริงสินะ อืม!"ไกด์ครุ่นคิดนิดนึง ก่อนจะเริ่มคำถามข้อต่อไป

"งั้นขออีกคำถามก็แล้วกันนะ ตั้งแต่ชั้นเริ่มควบคุมโซลน่อลต่อสู้มาเนี่ย เธอประเมินให้ชั้นหน่อยได้รึเปล่ามาเป็นยังไงบ้าง"ไกด์ถามคำถามนี้พร้อมกับตั้งใจฟังคำตอบ

"ตั้งแต่มาสเตอร์เริ่มต่อสู้มาชั้นก็คุมพลังของโซลน่อลไว้ที่30%ตลอด..."ยังไม่ทันที่โซลจะพูดต่อไกด์ก็อุทานขึ้นมาก่อน

"หา!!! ที่ผ่านมาชั้นใช้พลังของเจ้านี่ได้แค่30%เองเหรอ แล้วที่ซิงโครล่ะ"ไกด์ตกใจพร้อมสลดทันที

"ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ มาสเตอร์ฟังให้จบก่อนสิคะ"โซลหันขวับมาค้อนเพราะถูกขัด

"เอ่อ...งั้นก็ต่อเลยเถอะ"ไกด์เห็นโซลค้อนก็เลยขอฟังต่อเลย

"ชั้นคุมพลังไว้ที่30%ก็จริงค่ะ (ซิงโครด้วยพลัง30%เช่นกัน) ดังนั้นทำให้ที่ผ่านมาเป็นการต่อสู้ด้วยฝีมือของมาสเตอร์เองทั้งหมดค่ะ แถบไม่ได้ใช้พลังไดเมนชั่นสเฟียร์ของตัวโซลน่อลเลยค่ะ"

"หมายความว่า ถ้าชั้นใช้พลังไดเมนชั่นได้เกินกว่านี้ก็น่าจะเอาชนะดีไวน์วิงค์ของโมกะได้สินะ"

"โอกาสชนะน่ะมีค่ะ แต่เท่าที่มีข้อมูลก็เหมือนพวกเค้าเองก็ยังไม่ได้เอาจริงด้วยสิคะ"โซลสรุปให้ฟังต่อ ไกด์ก็พยักหน้ารับ

"สาเหตุที่ชั้นต้องคุมพลังงานไว้ก็เพราะว่า หากปล่อยให้ใช้พลังงานมากเกินไปมันจะเป็นผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อมาสเตอร์น่ะค่ะ เพราะงั้นต้องขอโทษด้วยค่ะที่ไม่ได้บอกมาสเตอร์ไว้ล่วงหน้าค่ะ" โซลอธิบายเหตุผลพร้อมกับกล่าวขอโทษมาสเตอร์ของเธอ

"ไม่เป็นไรน่า"ไกด์ยิ้มรับ

"เพราะงั้นการมีชั้นอยู่ก็เพื่อดูแลระบบทั้งหมดรวมไปถึงตัวมาสเตอร์เองด้วยค่ะ เป็นหน้าที่ของชั้นค่ะ"โซลยิ้มพร้อมความภาคภูมิใจของเธอ
ไกด์ก็ยิ้มรับ พร้อมกับบอกว่า"งั้นคราวนี้ก็ฝากด้วยนะ จะปล่อยโฟล์พลังงานให้สูงขึ้นให้เข้ากับตัวชั้นด้วยก็ดีนะ"

"ระดับตามแร้งค์การประเมินของชั้นคิดว่าตอนนี้มาสเตอร์คงได้ราว40%ค่ะ จะช่วยเหลือนะคะในคราวต่อไป"โซลประเมินให้พร้อมกับยิ้มให้อีกรอบ

"ถ้าเป็นฟิริน่าล่ะ"ไกด์ถามต่อ

"คุณฟิริน่า รู้สึกว่าเธอจะแรงค์ได้ประมาณ100%ค่ะ แต่ปกติเธอจะใช้พลังงานในการต่อสู้แค่30-40%น่ะค่ะ เห็นพี่เคยบอกน่ะเคยบอกไว้น่ะค่ะ ว่าคุณฟิริน่า ไม่อยากใช้พลังงานมหาศาลในการยิงทำลายศัตรูน่ะค่ะ"โซลอธิบายให้ฟังต่อ

"เฮ้อ!สมเป็นยัยนั่นแฮะ ใจดีจริงๆ"ไกด์ถอนหายใจพร้อมกับยิ้ม
แล้วเขาก็ถามต่อ"คำถามสุดท้ายแล้วล่ะ เรื่องตัวลิมิตเตอร์น่ะ ช่วยอธิบายให้ชั้นฟังหน่อยสิ"

"ตัวลิมิตเตอร์นั้นติดตั้งไว้กับหุ่นรบในโปรเจ็คทุกตัวค่ะ มีไว้เพื่อไม่ให้ดึงพลังงานไดเมนชั่นมาใช้ในระดับเสี่ยงอันตรายมาใช้ ซึ่งจะมีโค้ดในการปลดระบบไม่เหมือนกัน ซึ่งโค้ดนั้นจะมีเพียงมาสเตอร์ที่เอไอยอมรับเท่านั้นถึงจะมอบโค้ดให้ได้ ไม่ก็มาสเตอร์จะรู้ถึงโค้ดนั้นด้วยตัวเอง เมื่อถึงเวลานั้นไดเมนชั่นสเฟียร์จะมอบให้เอง การปลดลิมิตเตอร์จะเพิ่มพลังงานมหาศาลที่ไม่อาจประเมินได้ให้กับหุ่น แต่ว่าก็ต้องแลกกับความเสี่ยงที่เป็นอันตรายกับนักบินค่ะ"โซลอธิบายให้ไกด์ฟัง

"อื้อ!!! งี้เองรึ ที่ชั้นยังไม่รู้โค้ดเพราะยังไม่ถึงเวลางั้นสินะ"ไกด์พูดพลางยกตัวออกจากค็อกพิท ออกไปยืนด้านนอก
"ขอบใจนะโซล ที่ตอบคำถามให้ฟัง แล้วก็ทานขนมให้อร่อยนะ ชั้นขอตัวกลับห้องก่อนแล้วกันนะ แต่ว่าถ้าจะตามมารอชั้นอาบน้ำก่อนล่ะ"ไกด์ยิ้มให้โซลพร้อมกับเดินกลับหลังไป แต่ว่า....

"มาสเตอร์คะ เดี๋ยวค่ะ โซลเองก็มีเรื่องอยากถามเหมือนกันค่า~~~"โซลตามมาลากเสียงหวานข้างๆไกด์ต่อ
ไกด์เลยตอบว่า"เอาสิถ้าตอบได้ก็จะตอบนะ"

"มาสเตอร์ รู้เรื่องคุณรัตน์วันนี้สินะคะ"โซลยิงคำถามทันที ด้วยสีหน้าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

"ก็พอจะรู้อยู่ล่ะ...มีอะไรเหรอ"ไกด์รับคำถามพร้อมกับหน้าตกใจเล็กน้อย เพราะเขาเองก็เห็นเหตุการณ์ในวันนี้อยู่ล่ะนะ
"ถ้าเป็นมาสเตอร์ล่ะคะ มาสเตอร์จะเลือกใครคะ ระหว่างฟิริน่าจังหรือว่าแพทจังคนนั้น ที่คนที่ชื่อเชียร์พูดถึงน่ะคะ"โซลยิงคำถามตรงๆใส่ไกด์ทันที แน่นอนไกด์ตั้งแต่เห็นเหตุการณ์นั้นก็ทำให้เขาคิดอยู่บ้างแล้วล่ะ ระหว่างเขา แพท และฟิริน่า จริงๆแล้วตัวเขาเองรู้สึกแบบไหนกันแน่นะกับพวกเธอ ที่แน่ๆคือสำหรับเรื่องแพทยังคงป็นตราบาปในใจเขาอยู่เสมอ ที่ช่วยเธอไว้ไม่ได้ ส่วนฟิริน่าเองก็เป็นคนสำคัญอีกคนในชีวิตของเขา แต่เขาเองในตอนนี้น่ะรู้สึกกับเธอแบบไหนกันแน่ เขายังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ จึงไม่ค่อยจะอยากคิดเรื่องนี้ซักเท่าไร แต่พอมีคนมาทำให้คิดก็เลยคิดนิดหน่อย ยิ่งโซลมาถามเขาในเวลาแบบนี้เขาจึงยังคงหาทางเลี่ยงคำตอบต่อไป

"ก็คงเลือกใครไม่ได้มั้ง ทั้งสองคนนั้นเป็นเพื่อนของชั้นนี่ เป็นเพื่อนคนสำคัญที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้หรอกนะ ชั้นเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกกับทั้งสองคนยังไงเลย และก็ยังไม่รู้ว่าสองคนนั้น่ะจริงๆแล้วคิดยังไงน่ะนะ เพราะงั้นคำตอบของชั้นคือแบบนี้ล่ะ"ไกด์ตอบคำถามโซลไปแบบนี้เอง ด้วยสีหน้าจริงจัง แน่นอนว่าโซลไม่ยอมเพราะคำตอบมันดูเลี่ยงเห็นๆ

"โห!!มาสเตอร์อ่ะตอบแบบนี้เลยเหรอค่ะ ....."โซล ฟังคำตอบน้ำตาไหลพราก ...ไกด์ถึงกับอึ้งไปเลย (แสดงว่าโซลเข้าใจสินะ)

"สองคน.....มาสเตอร์ลืมโซลไปซะแล้ว...ฮือๆๆT-T"โซลน้ำตาไหลพรากพูดพร้อมกับบินกลับไปในค็อกพิทหายไป....ไกด์(ยัยนี่ไม่เข้าใจนี่หว่า) ไกด์เลยได้แต่ถอนหายใจและคิดว่าคงต้องไปง้ออีกแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ง้อ

"สักพักโซลก็โผล่หน้าออกมาพร้อมกับพูดว่า "ในเมื่อมาสเตอร์ตอบแบบนี้ โซลก็ยังมีสิทธิ์อยู่สินะคะ"
"เธอ..อย่าบอกนะว่าเอาจริง"ไกด์ทำหน้าตกใจทันที
"โซลไม่พูดเล่นหรอกค่ะมาสเตอร์"โซลพูดพร้อมกับยิ้มให้ไกด์อีกรอบ ก่อนจะหายไปกินขนมต่อในค็อกพิท
.
.
"มาสเตอร์ โซลจะพยายามค่า!!!!"เสียงมุ่งมั่นของโซลดังออกมาจากค็อกพิทของโซลน่อล ในมือของโซลยังถือขนมปัง กับเค้กอยู่ด้วยเลย
ไกด์ที่ได้ยินได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับเกาหัวแกรกๆแล้วก็บ่นขึ้นว่า"เฮ้อ! เอาด้วยเหรอ"ก่อนเดินออกจากโรงเก็บไป .....แน่ล่ะแบบนี้แสดงว่าต่อไปต้องมีเรื่องปวดหัวเพิ่มอีกแน่เลย...

----------------------------------------------------------EP-05-END---------------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 23, 2009, 02:20:07 AM โดย LINKS » บันทึกการเข้า
Hoiji
The Star Combatant
Talent Pilot
******
กระทู้: 121


jacknasak@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: กันยายน 24, 2009, 01:48:41 PM »

SIDE STORY OF  THE BLUE EAGLE  ARK-STRIKER 
Episode 2  Ushio & Alice


ช่วงตอนที่06 ก่อนจะเริ่มเหตุการณ์ ออกรบแยกสาย
ณ โรงเก็บหุ่น   ในส่วนค๊อกพิทของอาร์คสไตรค์เกอร์

" อือ...อา... ถ้าส่วนตรงนี้ต้องควบคุมแบบนี้นี่เองสินะ "  อุชิโอะตรวจเช็คเอกสารที่เฟเดอริก้าและลูน่านำมามอบให้หลังจากที่ได้ทำการพัฒนาอาร์คสไตรค์เกอร์จนเป็นรุ่นปรับปรุงพิเศษที่สามารถใช้งานได้เต็มที่

" เฮ้อ....แสดงว่าที่ผ่านมาเราบังคับผิด ๆ ไปซะเยอะเลยนะเนี่ย... แถมระบบ OS ไม่สมบูรณ์ขนาดนั้นฝืนขับมาได้ยังไงนะเรา... "  หลังจากอุชิโอะเปิดอ่านเอกสารไปราว ๆ สิบกว่าหน้าก็ปิดเอกสารพักสายตาเล็กน้อย...

" มาสเตอร์....ไม่ทราบว่าเป็นอะไรรึเปล่าคะ... " อุชิโอะสะดุ้งโหยงเล็กน้อยที่จู่ ๆ อลิซซึ่งเป็น AI ประจำหุ่นพูดขึ้นมา

" มะ....ไม่เป็นอะไรจ๊ะ  อลิซไม่ต้องเป็นห่วงนะ... "  อุชิโอะยิ้ม ๆ  หลังจากที่ A.L.I.C.E. System ทำงานอย่างกะทันหันมาหลายครั้งเพื่อช่วยเธอในขณะที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายแล้ว ในที่สุดด้วยข้อมูลจากแผ่นดิสก์ของปู่อุชิโอะ  ทำให้ลูน่าสามารถเปิดระบบอลิซออกมาได้อย่างสมบูรณ์ และเมื่อสามารถอลิซสามารถใช้งานได้แล้ว จึงทำให้สามารถใช้งาน Engage System ที่เป็นระบบลับของอาร์คสไตรค์เกอร์ได้อีกด้วย

" จะว่าไปตอนที่ชั้นตกอยู่ในอันตรายเธอก็เดินเครื่องเองเพื่อปกป้องชั้นสินะจ๊ะ  ขอบคุณมากนะ อลิซ "

" การปกป้องชีวิตของนักบินเป็นหน้าที่ของดิฉันค่ะ... "  อลิซตอบเรียบ ๆ 

" แต่ยังไงก็ต้องขอขอบคุณอยู่ดีล่ะจ๊ะ ที่ช่วยชีวิตชั้นเอาไว้ "  อุชิโอะยิ้มพลางเปิดเอกสารเตรียมจะอ่านวิธีบังคับต่อ  แต่ซักพักเธอก็ถอนหายใจเล็กน้อยพลางปิดเอกสารลงไป

" เฮ้อ.... " เธอสยายผมสีเงินสลวยออกเล็กน้อยพลางเอนตัวลงพิงเก้าอี้นักบิน

" อลิซ.... "

" ค่ะ...... "

" เธอคิดว่าชั้นควรจะสู้ต่อไปดีหรือเปล่า... " อุชิโอะถามความเห็น

" ไม่เข้าใจคำถามค่ะ.... "

" ก็....ชั้นน่ะเป็นแค่คนธรรมดาที่ตกกะไดพลอยโจนเข้ามาสู่การต่อสู้โดยบังเอิญเท่านั้นเองนะ....ฝีมือการขับหุ่นก็ไม่ได้เรื่อง  แถมใจก็ไม่สู้ ซ้ำยังเป็นตัวถ่วงคนอื่น ๆ อีก "

" ขอปฏิเสธค่ะมาสเตอร์.... "

" เอ๋ ? " อุชิโอะแปลกใจเล็กน้อย

" ฝีมือการขับหุ่นของมาสเตอร์ไม่ใช่ไม่ได้เรื่องอย่างแน่นอนค่ะ  เพราะเดิมทีอาร์คสไตรค์เกอร์ที่ไม่ได้มีการปรับระบบ OS และไม่ได้ติดตั้งอาวุธดั้งเดิมนี่ และระบบต่าง ๆ ก็ยังไม่ได้เปิดโดยสมบูรณ์เรียกได้ว่าไม่อยู่ในสภาพพร้อมรบอย่างแน่นอนค่ะ  แต่มาสเตอร์ก็ยังสามารถต่อสู้มาได้ถึงขนาดนี้ แสดงว่าฝีมือในการควบคุมหุ่นของมาสเตอร์เรียกได้ว่าดีในระดับหนึ่งค่ะ... "

" จริงเหรอ ? "

" ตัวดิฉันที่เป็นเอไอประจำหุ่นขอยืนยันค่ะ "

" ฮิ....ขอบคุณมากนะ อลิซ  เรามาพยายามไปด้วยกันนะจ๊ะ "

" การสนับสนุนนักบินเป็นหน้าที่ของดิฉันค่ะ "

" จ๊ะ ! ขอบใจนะ เพราะได้เธอช่วย ชั้นเลยมีกำลังใจขึ้นมาแล้วล่ะ "   อุชิโอะคลี่ยิ้มพลางบิดขี้เกียจเล็กน้อย 

" เอาล่ะ ! อีกไม่นานก็จะมีการประชุมแล้ว  ระหว่างนั้นเราไปเตรียมตัวอ่านวิธีการบังคับอาร์คสไตรค์เกอร์ต่อที่ห้องดีกว่า   อะ...อลิซ ขอบคุณที่ช่วยรับฟังคำบ่นของชั้นนะจ๊ะ ! "

" การรับฟังปัญหาของนักบินเป็นหน้าที่ของดิฉันค่ะ "  อุชิโอะยิ้มพลางเดินออกมาจากค๊อกพิทของอาร์คสไตรค์เกอร์  แต่จู่ ๆ เหมือนเธอได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังมาจากค๊อกพิทของโซลน่อน ซาเวียร์ที่จอดข้าง ๆ กัน



"มาสเตอร์ โซลจะพยายามค่า!!!!"  อุชิโอะหันไปดูตามเสียงเห็นไกด์ที่กำลังเกาหัวแกรก ๆ และยืนทำหน้าลำบากใจเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากโรงเก็บไป

" เอ๋ ? ไกด์คุง....แล้วเมื่อกี้เสียงผู้หญิงจากไหนกัน ? "  อุชิโอะทำหน้างงเล็กน้อย เพราะเมื่อกี้ก็เห็นไกด์อยู่คนเดียวแถมเดินออกจากโรงเก็บหุ่นไปแล้วด้วย

" สงสัยหูฝาดล่ะมั้งเรา.... "  แต่อุชิโอะก็ไม่ใส่ใจนักพลางเก็บแฟ้มเอกสารสำคัญของอาร์คสไตรค์เกอร์ไว้กับตัว แล้วเดินออกจากโรงเก็บหุ่นไปบ้าง
บันทึกการเข้า



Armor  Troopers   Ark-Strikers
blackgetter
Art Lover
New Type Pilot
******
กระทู้: 602


black-getter@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: กันยายน 29, 2009, 08:57:27 PM »

Super Robot War TSC  Episode 7  :  Warrior Of Phantasm 0.5  - The Shadow of Crowe


ย้อนกลับไปเมื่อ10นาทีก่อน....


“เช็คระบบเสร็จสิ้น ยืนยันการทำงานระบบทั้งหมด ทุกอย่างปกติ พร้อมออกตัวได้ทุกเมื่อค่ะ”เสียงโอเปเรเตอร์สาวประกาศถึงชาเพลที่อยุ่ในชัตเติ้ล

“รับทราบ...จะทำการเช็คระบบครั้งสุดท้ายด้วยตัวเองอีกครั้งก่อนออกบิน”ชาเพลตอบกลับโอเปอเรเตอร์สาวอย่างเรียบๆ
ในขณะนั้นเองก็มีการติดต่อมาถึงชาเพนภายในห้องนักบิน

”ตี้ดๆ........นี่ผมเองนะครับอาจาร์ย” เสียงนั้นทำให้ชาเพลที่ก้มหน้าก้มตาเช็คระบบนั้นเงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียง
เขาคือชายสวมหน้ากากสีขาวลายที่หน้ากากนั้นเหมือนตัวตลกฉีกยิ้มอย่างบ้าคลั้ง ใส่หมวกทรงสูง ผมสีขาวของเขานั้นยาวเกือบถึงเท้า มีเสื้อโค๊ทสีดำคลุมไหล่ไว้แต่ไม่ได้ใส่

“แกเองเหรอ ไม่นึกเลยนะว่าผู้บัญชาการสูงสุดขององค์กร”เกรนชินมาร์ส”อย่างแกจะติดต่อมาหาชั้นโดยตรงแบบนี้”

“แห่มๆ อย่าประชดประชันกับแบบนั้นสิครับ ผมก็แค่มากล่าวอำลาแค่นั้นเอง”ชายในหน้ากากกล่าวอย่างตลกๆกับชาเพน ที่อีกฝ่ายทำหน้ามึ่งตึงอยู่ตลอดเวลา

“ชั้นว่ามันไม่ใช่แค่นั้นแน่ มีอะไรก็รีบๆบอกมา ชั้นอยากไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด”

“คร้าบๆ ได้ครับผม......ผมอยากให้คุณปิดเรื่องโลกนี้ไว้เป็นความลับก่อนอย่าเขารู้นะครับ”น้ำเสียงทีเล่นทีจริงของเขานั้นเปลี่ยนไป จากดูสนุกสนานกลายเป็นเสียงใหญ่ๆดุๆที่ชวนให้ชาเพลรู้สึกกดดันอยู่บ้าง

“ทำไมละ แกไม่ได้จะให้ชั้นตามเจ้านั้นกลับมาเหรอ”

“ผมต้องการให้เขาตามหา”ดวงตาจอมมาร”เจอก่อนถึงจะบอกเขานะครับ ถ้าลองเราบอกไปก่อนเขาไม่มีทางตามหามันให้เจอแน่ๆ คงตรงกลับมาที่นี่เลย”

“ถ้าเจอแล้วแกคิดจะทำอะไร....”

“ทำลายมันครับ มันเป็นภัยต่อทุกสิ่งทุกอย่างทั้งมวลเท่าที่ผมเคยเจอมา ผมไม่มีทางยอมให้สิ่งนี้อยู่เด็ดขาด!”

“แล้วที่ผมให้คุณไปตามหาเขาเพื่อไม่ให้เขาโดนดวงตาจอมมารครอบงำครับ ถ้ามีคนรุ้จักอย่างคุณอยู่ด้วย เขาน่าจะไม่โดนดวงตาจอมมารครอบงำละนะ”

“จะให้ชั้นไปช่วยมันตามหาเหรอ?”

“ไม่ใช่ ผมแค่ต้องการให้คุณคอยฉุดรั้งเขาเอาไว้เฉยๆ ไม่จำเป็นต้องไปช่วยตามหา คอยขัดขวางเขาด้วยยิ่งดี จะได้เป็นการกระตุ้นเขาไปในตัวด้วย”

“เดี๋ยวนะ....แล้วถ้าเจ้านั้นโดนดวงตาจอมมารครอบงำละ แล้วชั้นก็เอาไม่อยู่แล้วด้วย แกจะทำยังไง”

“ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ทางนี้คงนำ “Deus Ex Machina(เดอุส เอ็กซ์ มากิน่า)” และกองทัพเกรนชินทั้งหมดไปที่นั่นเพื่อจัดการกับเขา เพราะผมว่าแค่ซีโร่กับดาร์คโจกเกอร์เอาอาโอเคียวเซย์ร่างเทวะไม่ไหวแน่ๆ”

“อาโอเคียวเซย์ร่างเทวะ??!!  มันมีด้วยเหรอ!!!”

“มีครับ ผมเคยเห็นรูปร่างและความสามารถคร่าวๆของมันตอนเขาคิดว่าถ้าได้ดวงตาของจริงมามันคงจะประมานไหน แต่ผมคิดว่ามันคงเยอะกว่านี้อีก เพราะผมเคยเห็นสิ่งที่เขาไม่เห็น”

“สิ่งที่ริวไม่เห็นเหรอ? แกไปเห็นอะไรเข้า?”ชาเพลงงกับท่าทีการพูดของชายในหน้ากากเป็นอย่างมาก

“ผมเคยคำนวนอายุของสิ่งมีชีวิตนั้นไว้เล่นๆ หลังจากที่ผมไปพบเขามา ผมเลยคาดการว่าอายุของสิ่งมีชีวิตนั่นทีผมคำนวนไว้ถูกต้อง เลยลองใช้ดาร์กโจกเกอร์เดินทางไปในช่วงเวลานั้นดู”

“สิ่งที่ผมพบ....อ่า ผมบรรยายมันออกมาไม่ถูกเลยละ แต่ก่อนที่ผมจะได้เบาะแสว่าดวงตาถูกซ้อนไว้ที่ไหน ผมก็ต้องกลับมาก่อนเพราะคลื่นมิติตอนนั้นปั่นป่วนมาก ถ้าอยู่นานกว่านั้นผมคงกลับมาไม่ได้แน่ คงโดนกระแสเวลาบิดเบือนแล้วซัดไปที่ไหนซักแห่งที่ผมไม่รู้แล้วหาทางกลับไม่เจอ”

“อย่างแกจะหาทางกลับไม่ได้?? ไม่มีทางหรอก! พลังของดาร์คโจกจเกอร์นะรวมเอาวิทยาการทั้งหมดของกองทัพเราเข้าไว้ด้วยกันเลยนะ”

“มีสิ ยังไงพลังงานของโจกเกอร์มันก็มีวันหมด เราไม่ได้ใช้เราพลังงานแบบGแล้วนะ ถ้าหมดไปนี่คงไม่ต้องหาทางกลับกันแล้ว”

“นั่นสินะ....”

“หัวหน้าคะ ยานเราใกล้จะเดินทางถึงจุดที่ต้องส่งชัตเติ้ลออกไปแล้วค่ะ ถ้าไกลกว่านี้เราจะไปโผล่ที่มิติอื่นแล้วนะคะ ขอคำสั่งด้วยคะ”หญิงสาวคนนึงเดินเข้ามาทางด้านหลังแล้วพูดกับชายสวมหน้ากาก จึงทำให้บทสนธนาของทั้งคู่ต้องหยุดลง

“อ่า เข้าใจแล้ว ชั้นจะจัดการเดียวนี้ละ”ชายสวมหน้าพูดก่อนที่จะกล่าวบอกลาชาเพนเป็นครั้งสุดท้าย

“ฟากยัยม้าดีดกะโหลกข้างหลังแกด้วยละถ้าเป็นอะไรไปอีกเจ้านั้นคงได้คลั้งอีกแน่ๆ”ชาเพนพูดกับชายสวมหน้ากาก แล้วหันหน้าไปมองผู้หญิงผมสีดำผูกผมหางม้าข้างหลังเขาอย่างอาลัยอาวรเล็กน้อย

“คร้าบๆ~~ ผมทราบดี จะดูแลเหลนสุดรักของคุณอย่างดีที่สุดเลยละครับ”

“อ่า....”

“เอาละ!!!  เปิดสว่านหน้ายานออก!!!  เตรียมพร้อมยิงปืนใหญ่สร้างประตูมิติจำลอง!!! ” ในตอนนั้นเองยานลำยักษ์ความยาวประมาน40กิโลเมตร สีแดงแซมดำได้เปิดกรงเล็บ4อันที่อยู่ในสภาพสว่านหน้ายานออกแล้วเผยให้เห็นลูกคริสตั้ลสีเหลืองขนาดใหญ่อยู่

“ยิงได้!!!!”  สิ้นสุดคำสั่ง  ลำแสงสีทองที่พุ่งทะยานออกจากปากกระบอกปืนใหญ่นั้นได้สร้างวัตถุทรงกลมสีทองอร่ามขึ้นมา
ลวดลายของมันนั้นเหมือนชิ้นส่วนของอะไรซักอย่างแต่ที่ด้านขวาของประตูนั้นมีสัญลักษณ์ขององกรเกรนชินมาร์สเด่นเป็นสง่าอยู่
ในตอนนั้นเองคาตาพั้ลของยานก็ได้เปิดออก เตรียมส่งชัตเติ้ลออกไปที่ชาเพนนั่งอยู่ออกไป

“เอาละนะ คาราสุมะ คุโระ!! (烏魔 黒) .....อ่า...ไม่สิ….. ชาเพล  โครว!!! ออกปฏิบัติการ!!”สิ้นเสียงของชาเพน ชัตเติ้ลถูกดีดตัวออกจากคาตาพั้ลบินทะยานไปยังประตูมิติเบื้องหน้า ประตูมิติที่ปิดสนิทอยู่นนั้น ในเสี้ยววินาทีเดียวที่ยานกำลังจะพุ่งเข้าชนนั้นไปแง้มออกเพียงนิดเดียว พอที่จะให้ยานเข้าไปได้ก่อนจะปิดลงแล้วกลายเป็นฝุ่นสีทองภายในพริบตา

“โชคดีนะครับอาจารย์”ภายใต้หน้ากากนั้น ปากของชายสวมหน้ากากนั้นยิ้มทีมุมปากแบบมีความนัยก่อนที่จะกระซิบกับตัวเองว่า

“ตัวละครทุกตัวเดินหน้าไปแล้ว..ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเขาละนะ......”


----------------------------------------------------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 29, 2010, 12:53:37 AM โดย ブラックゲッター » บันทึกการเข้า

สาวก JAM Project!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
EarthSphere G. Homeland
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 840


Clam Like A BomB!

mmighty_m@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2009, 11:25:59 PM »

Dalliata of Sacre Blaze - Side Story -

-Memory and Promise-

อาณาจักรดัลลิอาต้าหลังการบุกโจมตีของบอล์นระลอกแล้วระลอกเล่าช่างเงียบเหงานัก
สายลมเย็นที่พัดผ่านยังคงเหมือนเดิม
แต่ท้องฟ้าที่เคยมีหมู่นกโผบิน เปลี่ยนไป
เหล่าคาวาเลียร์กองร้อยแล้วกองร้อยเล่าต่างก็บินขึ้นสู่ท้องฟ้า
แต่ไม่นานพวกเขาเหล่านั้นก็ร่วงลงสู่พื้นดินดั่งนกปีกหัก
จากเทคโนโลยีที่ต่างกัน ทำให้ทหารหาญจากกองทัพอากาศดัลลิอาต้าล้มตายกันไปทีละคนสองคน
หลงเหลือไว้เพียงคราบเลือดและรอยน้ำตาจากผู้ที่อาลัย

บอล์นได้ใช้จาโปรน่าเข้าบุกดัลลิอาต้าอย่างหนัก
คาวาเลียร์ที่ไม่มีอาวุธพิสัยไกลจึงเสียเปรียบ และตกเป็นเป้าให้โจมตีเรื่อยมา
เมื่อเร็วๆ นี้ มีการสร้างเครื่องทดลองขึ้นเป็นเครื่องเฉพาะกิจ 4 เครื่อง
ก่อตั้งเป็นกองร้อยอิสระ เรจไวเวิร์น
ซึ่งการรบในช่วงหลังก็แสดงให้เห็นว่า การติดอาวุธระยะไกลให้กับคาวาเลียร์นั้นประสบความสำเร็จ
แต่มันก็ดูเหมือนว่าจะช้าไป
เมื่อบอล์นรุกไล่อย่างหลักจนทรัพยากรขาดแคลน
ไม่สามารถผลิตเครื่องรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสูงได้ทัน
เป็นสถานการณ์ที่กล่าวได้ว่าย่ำแย่อย่างแท้จริง

...............................

ในที่สุด ราชาก็ได้ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากองค์กรอิสระ เอลฮังก์
องค์กรที่ต่อต้านบอล์นมาตลอด
ถึงแม้ว่าจะหนักใจที่ต้องแบกหน้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นก็ตาม
แต่ราชาก็คิดว่า เป็นทางเดียวที่จะรักษาดัลลิอาต้าของเราไว้

ตอนนี้ กองกำลังที่ช่วยเรารับมือก็มีภารกิจอื่นที่ต้องทำ
เอลฮังก์เข้ามาวางฐานทัพ ตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่สำคัญ ภายในดัลลิอาต้า
ทำให้มีขุนนางและรัฐมนตรีหลายคนไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ความไม่พอใจนี้แพร่กระจายไปยังทหาร นักการเมือง พลเรือน มากมาย
สื่อตีข่าวไปทั่วอาณาจักร
เรากลายเป็นเมืองขึ้นไปแล้วเหรอ? เราเสียดินแดนไปแล้วเหรอ?
เป็นคำถามในใจของประชาชน
เราสู้บอล์น จนยอมให้เอลฮังก์เข้ามาตั้งฐาน แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกันไม่ใช่เหรอ....?
เสียงเหล่านี้ดังก้องไปทั่วดัลลิอาต้า....

บ้านเมืองที่เคยสงบสุข กลับถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายภายใน
นี่คือผลจาก ศึกสงคราม หรือว่ามันเป็นโชคชะตา?....

......................................

โรงเก็บที่ 2 กองทัพอากาศดัลลิอาต้า เวลาบ่ายสองโมง

เบื้องหน้าคือโรงเก็บคาวาเลียร์...มีคาวาเลียร์สี่เครื่องยืนตระหง่านอยู่ที่ผนังทั้งสองด้านของโรงเก็บ กลุ่มทหารสี่คนกำลังเดินมาตามทาง ดูเหมือนว่าพวกเขาเพิ่งลง
จากคาวาเลียร์เหล่านั้นและกำลังจะเดินกลับไปพักผ่อน...

"ชั้นละไม่เข้าใจพวกทหารเอลฮังก์เลยจริงจริ๊ง....พับผ่า" เสียงชายหนุ่มผิวสีแทนเอ่ย "มันจะอะไรกะนักกะหนาถึงขนาดต้องมาตั้งฐานในบ้านในเมืองคนอื่นเค้าเนี่ย"

"ก็จริงนะมิก..." เสียงสาวน้อยคนเดียวในกลุ่มพูด "แต่ชั้นว่า พวกเค้าก็เป็นคนที่มาช่วยเรานะ วันนั้นนายก็ได้เห็นวิธีการต่อสู้และพลังของหุ่นของพวกนั้นแล้วไม่ใช่
เหรอไง?"
 
"ใช่นะสิ..แต่ใครจะไปรู้เล่าว่าไอ้พวกนั้นมันจะมาตั้งฐานเอาดื้อๆ ด้วยข้ออ้างที่ว่ามาช่วยเราปกป้องประเทศแบบนี้เล่า....ชั้นว่ามันอยากได้เทคโนโลยีเรามากกว่า"

ชายที่ชื่อมิกตอบกลับไปอย่างกวนๆ
 "ถ้าช่วยจริงนะคงไม่ทิ้งหุ่นรุ่น mass แบบนี้ไว้หรอก อะไรกัน ทีมที่เคยมาช่วย หนีไปหมดละ แบบนี้เหรอช่วย มันช่วยจริงหรือเปล่าเนี่ย..." มิกพูดอย่างอารมณ์เสีย

"ชั้นเห็นด้วยกับมิก..." หนุ่มร่างใหญ่ ตัดผมเกรียนทรงทหารพูดขึ้นมา

"องค์ราชาท่านคิดอะไรอยู่เนี่ย....." มิกยังปากยื่นปากยาวไม่หยุด

"หยุดได้แล้ว..." เสียงจากด้านหลังพูดขึ้นอย่างเย็นชา

"เราเป็นทหาร ไม่มีสิทธิ์สงสัยในการตัดสินพระทัยขององค์ราชา เข้าใจไหม" เสียงเดิมพูดต่อ "องค์ราชาเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชนของท่านเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน"

"ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาให้สำเร็จ...พวกเธอต้องทำงานกับพวกเขาอีกนาน ช่วยรักษาความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขาด้วย เข้าใจไหม มิก อัลบา ดอลลี่"

"ครับ/ค่ะ ผู้ฝูงเอ็กส์" ทั้งสามเสียงขานรับพร้อมกัน

"วันนี้พอแค่นี้ เลิกได้" ผู้ฝูงเอ็กส์สั่งเลิก นั่นแปลว่าวันนี้พวกเขามีเวลาว่างจนกว่าจะมีเหตุการณ์หรือภารกิจเข้ามา

"ผู้ฝูง วันนี้มีโปรแกรมหรือเปล่าครับ ผมจะชวนผู้ฝูงไปเทรนนิ่งที่สโมสรน่ะครับ" มิกเอ่ยปากชวน

"วันนี้ผมขอตัวนะมิก...ผมมีธุระน่ะ ชวนอัลบาไปแทนก็แล้วกัน" เอ็กส์ปฎิเสธแบบเรียบๆ ทำเอามิกอึ้งไปเล็กน้อยเพราะปกติผู้ฝูงเองด้วยซ้ำที่เคี่ยวเข็ญให้พวกเขาฝึกร่างกายให้พร้อมรับศึกอยู่เสมอ

"สงสัยชั้นต้องไปกะนายแทนแล้วว่ะ อัลบา..." มิกยักไหล่ หันไปหาอัลบา
"ไปด้วยกันก็ได้ แต่ผมไปสนามยิงปืนนะ...." พูดเสร็จอัลบาก็หันหลังให้และออกเดินจากไป ทิ้งให้มิกเหวอ กะนิสัยพูดน้อย แต่ทำเยอะ ของอัลบา
"แล้วดอลลี่สุดน่ารักวันนี้ไม่ไปวิ่งเหรอจ๊ะ..." เมื่อไม่มีเพื่อนมิกก็หันมาชวนดอลลี่
"ไม่ไปหรอกย่ะ" ดอลลี่หันมาปฎิเสธมิก "นานๆ ว่างที ไม่ได้ไปช๊อปนานแล้ว...กระเป๋าออกใหม่เพียบเลยด้วยสิ เอาใบไหนดีน้า...หรือจะเอาหมดเลยดี" ว่าแล้วดอลลี่ก็เดินอารมณ์ดีจากไป ทิ้งมิกให้อยู่ที่เดิม

 "เออๆๆๆ ไปคนเดียวก็ได้วะ......วันหลังไม่ต้องชวนไปไหนเลยนะเว้ยไอ้พวกแล้งน้ำใจ ! "  มิกตะโกนไล่หลังด้วยอารมณ์หงุดหงิด

"จะว่าไป วันนี้....หรือว่าจะเป็น....." มิกเหมือนคิดอะไรได้
"อ้อ...ถึงว่าสินะว่าทำไมหัวหน้ากะทุกคนไม่ว่าง...ถ้ายังงั้นก็ช่างเถอะ....." มิกยักไหล่แล้วกดประตูให้เลื่อนเพื่อก้าวเข้าไป....

================================================================

 บนท้องถนน รถยนต์แม่เหล็กลิเนียร์คาร์เปิดประทุนสีส้ม ลอยตัววิ่งอยู่บนถนนอย่างรวดเร็ว ในวิทยุคลอเพลงเบาๆ เงาสะท้อนในกระจกแสดงให้เห็นว่าคนขับคือเอ็กส์นั่นเอง

เอ็กส์กดไปที่คอนโซลหน้ารถสี่ห้าที จอโฮโลแกรมก็แสดงหน้าจอเล็กๆ ด้านหน้าคนขับ เป็นจอภาพแสดงการโทรศัพท์

"ผมเองนะ วันนี้จะไปบนเขา ไปด้วยกันมั้ย...." เสียงเอ็กส์พูด

เสียงตามสายตอบกลับมา " ไม่ไปได้มั้ย ชั้นต้องทำงานน่ะ"

ภาพบนจอแสดงให้เห็นถึงหญิงสาวคนนึง ผิวขาว ผมยาว สีน้ำตาลอ่อนๆ มัดผมหางม้า ใส่แว่นไร้กรอบ คิ้วเล็กบาง ตาคม หน้ารูปไข่ จมูกโด่ง คางเรียว กำลังจดจ่อกับอะไรสักอย่างอยู่ ตาไม่ได้มองมาทางกล้องเลย

"งานที่พระราชวังน่ะเหรอ แย่หน่อยนะ ... โอเค งั้นผมเลยไปเลยไม่แวะรับคิตตี้นะ" เสียงเอ็กส์พูดเข้าโทรศัพท์

"จ๊ะ ฝากสวัสดีคุณพ่อคุณแม่ด้วย แล้วเย็นนี้เจอกัน" เสียงคิตตี้พูดในขณะที่ตาก็ยังไม่ได้มองกล้องอยู่ดี งานเอกสารกองพะเนินวางอยู่ที่โต๊ะ.....

เอ็กส์ขับรถออกนอกเมืองขึ้นไปบนเชิงเขา อากาศที่นี่เย็นสบาย บรรยากาศด้านล่างคือเมืองหลวงของอาณาจักรนี้ ปราสาทดัลลิอาต้าสีขาวสว่างตั้งเด่นอยู่ที่ใจกลางเมือง มีฝูงบินคาวาเลียร์ลาดตระเวณบินผ่านไปมาเป็นระยะๆ

....ไม่กี่อึดใจ ทิวทัศน์ของทุ่งหญ้าเชิงเขาสีเขียวชอุ่มก็ปรากฎต่อหน้า เอ็กส์จอดรถแล้วเดินช้าๆ ในมือของเขามีดอกไม้อยู่สองช่อ....

เสียงรองเท้าประทับลงบนต้นหญ้าทีละก้าว....ทีละก้าว....

...แล้วเอ็กส์ก็วางช่อดอกไม้ลง...

[Natalie Von Hiem] [Patrick von Heim]
ชื่อทั้งสองสลักอย่างสวยงามและวิจิตรบรรจงอยู่บนแท่นหินใต้ร่มไม้ใหญ่ .....เอ็กส์แหงนมองท้องฟ้าผ่านร่มเงาของใบไม้อันหนาทึบแล้วรำพึงเบาๆ

"วันนี้ ก็ปีนึงแล้วสินะ....นับตั้งแต่เกิดเรื่องนั่น...."เอ็กส์พูด "พ่อ...แม่....ผมคิดถึงท่านทั้งสองครับ..."

.....

เงาดำพาดผ่านฟากฟ้าของดัลลิอาต้า บดบังทัศนวิสัยของเอ็กส์ เงาดำนั้นเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว แล้วเงาดำระลอกแล้วระลอกเล่าก็เคลื่อนตัวผ่านศีรษะของเอ็กส์

ไปอย่างไม่ขาดสาย....

"บอล์น !!!!! " เอ็กส์อุทาน ก้าวเท้าวิ่งอย่างรวดเร็วไปที่รถ พลางนึกในใจ
"พ่อครับ แม่ครับ แล้วผมจะมาใหม่นะครับ ตอนนี้ ผมต้องจัดการพวกนี้ให้ได้ก่อน.....ผมไม่อยากให้ใครต้องตายเหมือนท่านอีกแล้ว...!!!"

เขากระโจนขึ้นรถแล้วขับออกไป คันเร่งถูกเหยียบจนมิด เอ็กส์เร่งเครื่องพาลิเนียร์คาร์สีส้มหลบรถบนนถนนไปอย่างรวดเร็ว .... เป้าหมายคือโรงเก็บที่ 2 !!!

บนฟากฟ้า คาวาเลียร์สีเขียวหลายเครื่องกำลังตะลุมบอนอยู่กับเหล่าจาโปรน่าของบอล์นที่ติดแพ็กมาสู้บนอากาศโดยเฉพาะ

"ตูม......" แขนข้างหนึ่งของคาวาเลียร์ที่ถูกฟันขาดหล่นลงมาเบื่องหน้าเอ็กส์ เขาบังคับรถให้เบรกแล้วเคลื่อนที่หลบไปด้านข้างอย่างชำนาญ....

"ดัลลิอาต้าของเรา อยู่ในสภาพที่ไร้การป้องกันถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร..." เอ็กส์คิดในใจ... "กองกำลังของเรา ไม่สามารถทานกำลังของบอล์นได้ ปล่อยมันเข้ามาจนถึงเมืองหลวงโดยที่แม้แต่การแจ้งเตือนยังมาไม่ทันเชียวรึ ! "

ลิเนียร์คาร์สีส้มวิ่งผ่ากองซากปรักหักพังของตัวเมืองดัลลิอาต้าจนลับตาไป....

====================================

"ผู้กองคิตตี้คะ บอล์นบุกเข้ามาถึงตัวเมืองแล้วค่ะ...." เสียงจากวิทยุสื่อสารดังขึ้นในค็อกพิตของคาวาเลียร์เครื่องหนึ่ง " ทราบแล้ว เจน ซูซาน แมรี่ กิสต์ ไปตั้ง

แนวทางตะวันออก รูฟัส เมเยอร์ คาห์น เม็ก  ตะวันตก - ฮูเวอร์ แม็กคินสัน นาธาน ใต้  - อากาธา โรแลนด์ เจส ตั้งรับทางด้านเหนือกับชั้น !!"

" รับทราบ ! " เหล่าทหารแห่งดัลลิอาต้าตอบรับเป็นเสียงเดียว ทุกคนต่างกระจายกำลังตามที่คิตตี้สั่ง คาวาเลียร์เหล่านี้ถือโล่อันใหญ่ที่ดูหนาและหนัก แต่สามารถบินอย่างคล่องแคล่ว ....ใช่แล้ว โล่อันนี้คือสัญลักษณ์ของหน่วยองค์รักษ์ผู้มีหน้าที่ปกป้องปราสาทดัลลิอาต้าแห่งนี้น่ะเอง....

"พวกมันถือโอกาสที่เรากำลังบอบช้ำโจมตีซ้ำ....ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราอ่อนแอที่สุด ระบบสื่อสารที่ถูกทำลายไปก็ยังไม่ฟื้นฟู กำลังทหารประจำการก็ร่อยหรอจนไม่สามารถสกัดไว้ได้
เอลฮังก์ที่เข้ามาก็ยังไม่พร้อมต่อการรบ....แน่มากบอล์น..." คิตตี้รำพึงกับตัวเอง

คาวาเลียร์เครื่องหัวหน้าสีขาว-ดำ ลายเส้นสีทองของคิตตี้ส่งเสียงครางจากเครื่องยนต์โดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางฟากฟ้า....

" All Hands ! Guard UP ! " คิตตี้ส่งสัญญาณอันเป็นรหัสเริ่มปฏิบัติการของหน่วยองครักษ์ .... ทุกเครื่องกระชับโล่มั่นรอให้บอล์นบุกเข้ามา


...


เบื้องล่าง ประชาชนในเมืองพากันวิ่งเข้าสู่ที่หลบภัยที่มีเป็นระยะๆ พวกเขาดูจะชินแล้วกับการใช้ชีวิตแบบนี้ แต่มันก็เป็นชีวิตที่มีแต่ความหวดผวาเกาะกินจิตใจของ
พวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.... สนธิสัญญาการรบนั้นไม่มีผลกับบอล์นเลย พวกมันจู่โจมไม่เลือก ไม่ว่าจะเป็นเขตที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล...โดยสนใจแต่
ผลลัพธ์ของสงครามเท่านั้น....

...ชีวิตที่สูญเสียไป ไม่มีทางที่จะประเมินค่าได้ ไม่ว่าจะได้ชัยชนะสักกี่ครั้งก็ตาม....

======================================

"ว้อยยยยยยยยยยยยย ไอ้พวกบ้านี่ มารบกวนเวลาพักผ่อนจริงๆ ตายซะให้หมด !!!! "  เสียงมิเกลนั่นเอง

"มิเกล...ตาบ้า อย่าตะโกนใส่ไมค์ได้มั้ย..." ดอลลี่สวนด้วยความหงุดหงิด ในขณะที่เอ็กซ์คาวาเลียร์ SES Custom กำลังซุ่มยิงเป้าหมาย

"ก็มันน่าหงุดหงิดไหมละ...มีอาคาน่าซักตัวไหมที่มาช่วยเราน่ะ เห็นแต่หุ่นพวกเราเองโดนยิงพังไปทีละตัวๆ เจ็บใจโว้ย ! " ดูท่าอคติของมิเกลนับวันจะมีเพิ่มขึ้นๆ

"วิงไวด์เดอร์.....ผ่า ผ่า ผ่า ผ่า............!!!! " มิเกลยังรบด้วยความเมามันต่อไป เค้าพาเอ็กซ์คาวาเลียร์ไฮโมบิลิตี้ของเขาพุ่งทะยานไปกลางฝูงจาโบรน่าที่เกาะกลุ่มกันอยู่...

"ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม " เสียงระเบิดของจาโบรน่าผู้เคราะห์ร้ายไล่หลังมิกไปติดๆ

"วะฮ่าๆๆๆๆ โทษฐานที่พวกแก มารบกวนการเข้ายิมของชั้นเฟร้ย" มิเกลกำลังสนุกกับการต่อสู้

"หุบปาก แล้วหันไปมองข้างหลังด้วย" อัลบาพูดใส่วิทยุพลางยิง Sirius Missile จากส่วนขาเข้าใส่จาโปรน่าที่จะเข้าเล่นงานมิก

"เอาน่า !....นี่แนะ.." มิเกลพุ่งออกจากกลุ่มควันที่เกิดจากการระเบิดพลางใช้ Stun knuckle ต่อยเข้าที่กลางลำตัวของจาโปรน่าที่รอดจากการโจมตีของอัลบา

"เสร็จไปอีก 1 !!! "

"มิก ระวังหลัง" ดอลลี่เตือนมิกที่กำลังประมาท....

"เปรี้ยง..!" "อุ่ก!!!" ถึงมิกจะเบี่ยงตัวหลบได้แต่เค้าก็โดนบีมไรเฟิลของจาโปรน่ารุ่นพิเศษที่ใช้รบบนฟ้ายิงเข้าที่ขา ทำให้เสียการทรงตัว

สกายไลน์จาโปรน่าฝูงที่เหลือพุ่งเข้าใส่มิก ถึงแม้จะโดนโดโรธีสอยไปได้สองตัวจากสิบ แต่ตัวที่เหลือก็ยังจู่โจมมิกอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว

"มิก ! " อัลบาพยายามจะมาช่วยแต่เมื่อเขาเหลืออยู่เครื่องเดียวก็ตกเป็นเป้าของจาโปรน่าที่มีความเร็วสูงกว่า ถึงแม้เขาจะไม่ได้รับความเสียหายมากนัก แต่ก็ไม่สามารถตีฝ่าวงล้อมไปช่วยเพื่อนได้อย่างง่ายๆ

ดูเหมือนว่าศัตรูฝูงนี้จะใช้การโจมตีโดยเน้นที่การทำให้มิกลดความคล่องแคล่วลง แล้วพอไม่มีมิกเป็นตัวประสานงาน พวกเขาก็จะสามารถเก็บดอลลี่และอัลบาได้อย่างง่ายดาย

"โธ่เว้ย !" อัลบาโพล่งอย่างอารมณ์เสีย
"นี่ คุณๆ จาโปรน่าคะ ช่วยถอยไปหน่อยค่ะ เดี๋ยวแม่ยิงหัวสมองไหลหมดเลยนะคะ" ดอลลี่ก็หงุดหงิดไม่แพ้กันหลังจากเจอจาโปรน่าอีกฝูงเข้าพัวพันเหมือนอัลบา

มิเกลพยายามหนีการติดตามของสกายไลน์จาโปรน่าอยู่ แต่ด้วยความเร็วและความคล่องตัวที่พอกัน แต่จำนวนที่มากกว่าถึงแปดต่อหนึ่งทำให้มิเกลเสียท่า...

"ฮึ่ย ฮึ่ย ฮึ่ย" มิกพยายามที่จะใช้ดูอัลแฮนด์กันยิงสกัด แต่ดูแล้วว่าจะไม่เป็นผลเลย...

"สลัดเอ๊ย! " มิกสบถ " นี่เราจะจบกันแบบนี้เหรอฟระ...ฮึ่ย ไม่เอาเฟร้ย... " มิกพูดพลางบังคับหุ่นถีบเข้าที่ยอดอกของสกายไลน์จาโปรน่าที่เข้ามาใกล้
"มาทำไม ไป ชิ่วๆ "....

"ตูมม" สกายไลน์จาโปรน่าอีกเครื่องยิงบีมไรเฟิลใส่มิกทันที ลำแสงเจาะไปที่หัวไหล่ทำให้แขนซ้ายของเอ็กซ์คาวาเลียร์ไฮโมบิลิตี้ระเบิดทันที..

"เฮ้ย อะไรฟระ ขยับเซ่....ฮึ่ย"มิกสูญเสียการควบคุม เครื่องของเขาค่อยๆ เสียการทรงตัว ฝูงจาโปรน่าทั้งแปดชิ้ปากกระบอกปืนเข้าใส่เอ็กซ์คาวาเลียร์ไฮโมบิลิตี้ของมิก...

มิกหลับตา พูดใส่วิทยุ....

"ดอลลี่ อัลบา ชั้นฝากหัวหน้าด้วยละ อย่าให้ตาลุงงี่เง่านั่นต้องคิดมากเรื่องชั้นนะเฟร้ย...."

"มิก!" อัลบาโพล่งออกมาด้วยท่าทีตกใจ
"อีตาบ้า...อย่าเพิ่งรีบตายนะ..." ดอลลี่พูดโดยพยายามไม่มองหน้ามิกในมอนิเตอร์

มิกหลับตาอย่างเหนื่อยอ่อน...รำพึงกับตัวเอง "ขอบใจมากเพื่อน"

.
.
.
.
.
"เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง  "....."ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม"   เสียงระเบิดแปดครั้งดังสนั่นเหนือน่านฟ้าดัลลิอาต้า...

"คาลิเบอร์....สแลช..." เอ็กซ์คาวาเลียร์สีส้มพุ่งทะยานลงมาหิ้วเอ็กซ์คาวาเลียร์ไฮโมบิลิตี้เอาไว้ก่อนจะร่วงลงสู่พื้น

"กลับไปต้องเหนื่อยหน่อยละนะ นาวาอากาศตรีมิเกล...."


ทั้งสามเสียงพูดเป็นเสียงเดียวกัน "ผู้ฝูงเอ็กส์....!!!!"

============== จบช่วงแรก ====================







บันทึกการเข้า


ติดตามข่าวสารได้ที่ twitter.com/Mukkaphol
quest
The Star Combatant
Ace Pilot
******
กระทู้: 305



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2009, 01:02:17 PM »

ไซท์เสตอรรี่เอล ช่วงเนื้อเรื่องบทที่7สายโลกหลังจากการประชุมแผนการซ้อมแซม

   ท่ามกลางพื้นที่ป่ารกทึบร่างของนักรบอสูรซึ่งประสบชะตากรรมร่วงลงมาและคลาดเคลื่อนจากแผนการทำให้กำหนดการจัดการฐานและรีบไปเที่ยวมีอันต้องเลื่อนไปอีกระยะถ้าในการรบครั้งก่อนอยู่บนภาคพื้นดินเค้าคงช่วยอะไรได้บ้าง แต่ดูจากข้อมูลที่ค้าง ๆ ในออร์เฟอุสและอัลคาน่าแล้ว ต่อให้ออกไปช่วยผลก็คงต่างกันแค่การถ่วงเวลากระมั้งถึงเรื่องมันจะเป็นอย่างไรแต่ที่รู้ ๆ ตอนนี้เค้าต้องมาอยู่ในป่าแห่งนี้ซะแล้ว ถึงจะมีการให้ช่วยซ่อนพรางยานแต่ทางคนบนยานนั้นเค้าก็จัดการกันเองได้สบายๆ ตอนนี้เค้าจึงคิดเรื่องที่จะทำให้ทุกคนสบายใจมากกว่า ซึ้งถ้าได้บริโภคอะไรดีๆตอนเช้าๆก่อนเริ่มงาน น่าจะเป็นการปลุกกำลังใจได้ดีสุดแล้วเอลจึงแอบโดดงานออกมาร่อนหาของกินแปลก ๆ ไปเลี้ยงคนบนยานซักหน่อย

   "ป่าแบบนี้คงพอหาเลี้ยงคนทั้งยานได้ละมั้ง" เอลสอดส่ายสายตาหาของกินที่อยู่ในป่าสูงแห่งนี้ซึ่งเป้าหมายในการล่าของเค้านั้นคือทุกสิ่งที่กินได้ร่างนั้นกระโจนตัดไปมาตามกิ่งไม้ในความมืดซึ่งไม่มีแม้แสงจันทรนำทาง แต่เค้าก็สามารถมองเห็นได้เป็นอย่างดี ในขณะที่แผ่นหลังเค้านั้นก็มีเด็กน้อยในร่างหญิงสาวเกาะอยู่ฟาลินลูกสาวผู้น่ารักของเค้านั้นเอง

   " ยู~~~~ ฟาลินมองอะไรไม่ค่อยถนัดเลย  ป๋าคลาน ๆ โจน ๆ สี่ขาได้เปาอะ ? "  ฟาลินเอ่ยบอกเขาขณะที่เธอหันมองซ้ายทีขวาทีน่าแปลกที่เหมือนกับว่าเธอ จะมองผ่านความมืดใต้ม่ามรัตกาลที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์นี้ได้ดุ่งดั่งสัตว์ป่าเช่นเขา

   "จ๊ะ "เอลตอบรับลูกสาวในขณะที่ลดความเร็วลงเล็กน้อยและก้มตัวลงเปลี่ยนเป็นรูปแบบหมอบต่ำเหมือนสัตว์แทน เอลหยุดลงที่กิ่งไม้กิ่งหนึ่งและสอดส่ายสายตาหาที่ทางเดินสัตว์สักหน่อย ก่อนจะกระโดดลงไปยังทางเดินนั้นและมองหาของที่พอกินได้โดยมีลูกสาวมองสอด ส่ายหาช่วยกันเผื่อจะเจออะไรพอกินได้บ้าง

   "ฟาลินจังหาของป่าเป็นไม๊?"เอลถามเธอเพราะภาระกิจที่กำลังจะถึงนี้ต้องอาศัย ในป่าเสียด้วย

   " อู่.... เป็น ๆ พวกผลไม้ พวกสัตว์ป่าใช่ม๊า ? "  เธอขานรับกับเขา ขณะเขยิบตัวขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนหลังของเอล  และหันมองไปรอบ ๆ

   " แถว ๆ นี้น่าจะมีอ้ะ  เยอะด้วย~ พวกผลหมากลากไม้ "  คล้ายเธอก็จะออกเสียงอะไรไม่ชัดดีนัก

   เอลยิ้มนิดๆก่อนที่จะเคลื่อนตัวผ่านทางเดินสัตว์ซึ่งทำให้เค้าเดินได้สะดวกและวิ่งกึ่งคลานเพื่อทำเวลาในการล่าครั้งนี้ ซึ่งฟาลินพกไรเฟลสำหรับล่าสัตว์ขนาดเล็กมาด้วยซึ่งถ้าเข้าจุดตายต่อให้เป็นช้างก็ล้มได้สบายๆอยู่แล้วซึ่งเอลเองก็เตรียมพร้อมสำหรับการล่าในขณะที่ทั้งคู่เดินผ่านป่าแบบเงียบเสียจนน่ากลัว ที่คนร่างยักษ์แบบนี้จะคลานได้เร็วและเงียบจนไม่มีเสียงแบบนี้ เอลสูดอากาศเล็กน้อยก่อนจะวิ่งตามกลิ่นเหยื่อไป

   ฟาลินค่อย ๆ ขึ้นลำปืนของไรเฟิ่ลติดกล้องเก็บเสียงนั้นช้า ๆ และส่องไปยังเป้าหมายที่เธอมองเห็นไกลออกไป ตราบเท่าที่เธอยังมองเห็นแม้จะไม่มีแสงจันทร์คอยช่วยเหลือแต่สำหรับเธอมันไม่ใช่เรื่องยากที่เธอจะยิงอะไรสักอย่างท่ามกลางป่าทึบนี้

   เมื่อเอลรู้สึกว่าฟาลินยกลำกล้องขึ้นเอลก็หยุดนิ่งดุจเป็นฐานตั้งให้เธอนั้งในความมืด ที่ไกลออกไปกวางตัวเต็มวัยตัวหนึ่งกำลังเล็มหญ้าอย่างสบายใจท่ามกลางความมืด ทั้งที่สายตาคนปรกติไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้ในป่านี้แต่สายตาของฟาลินกลับมอง เป้าหมายได้อย่างชัดเจนเอลพูดกำชับเธอเล็กน้อย

   "ยิงนัดเดียวที่หัวนะฟาลินอย่าให้คุณอาหารเค้าทรมาณ" เอลนิ้งลงและหมอบลงในระดับที่เหมาะสม

   " อื้ง~ ... ฟาลินไม่อยากให้เค้าทรมานหรอก . . . ขอโทษน้าคุณกวาง  พวกเราไม้มีเสบียงแย้ว .. "  จึงได้เหนี่ยวไกนิ่ง ๆออกไปและเข้าเป้าอย่างเรียบง่าย  กระสุนทะลุออกไปอีกฝั่งของศีรษะไม่ได้ค้าง ติดไว้แต่อย่างใดเอลพุ่งตรงไปยังร่างที่ล้มลงและนำร่างนั้นห่อไว้ในผ้ายางอย่างรวดเร็วและรวบขึ้น หลังก่อนที่จะยกมันขึ้นวางไว้ข้างตัวเหมือนม้าที่มีอานน์ก็ไม่ปาน

   "เยี่ยมมากลูกรัก ไม่ได้รู้ตัวจริงๆ "เอลมองไปยังตาของกวางโชคร้ายที่ไม่ได้บ่งบอกถึงความรู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้นเลยดูท่าจะเข้า จุดตายโดยสมบูรณ์จริงๆเอลพาลูกสาวขึ้นหลังและวิ่งลัดเลาะไปยังในแนวป่าก่อน ที่จะหยุดอยู่ต้นไม้ต้นหนึ่งและกระโดดขึ้นไปโดยทิ้งฟาลินไว้เบื่องล่างในขณะ ที่กินผลไม้นั้นดู

   "อืม......กินได้.....ฟาลิน ลูกรับนะ"ว่าแล้วเอลก็โยนผลที่พึ่งเจอนั้นให้ฟาลินลองกินดูท่าทางมันคงเป็น แอ็ปเปิลป่าละมั้งรู้สึกว่าดินที่นี้คงจะดีรสออกมาหวานช่ำกรุบกรอบเลยทีเดียวเสียดายลูกเล็กไปนิด แต่ถ้ารสชาติคงผ่านสบายๆ

   " ค่า~~~ " เธอลองพยายามหาอะไรใหญ่ ๆ มากางไว้หน้าแนวตัว เพื่อจะรอรับลูกแอ๊ปเปิ้ลที่ป๊ะป๋าของเธอจะหย่อนลงมา เหมือนกับว่าเธอกำลังจะเล่นมินิเกมอะไรสักอย่าง

   เอลโยนลงมาซะมากมายจนคิดว่าน่าจะพอแล้วแน่ๆก่อนที่จะจ้องไปยังพงหญ้าและกระโจนลงมาและตะครุบลงบนบางสิ่งเค้าจับขึ้นมาและยิ้มก่อนจะยัดมันลงถุงและดิ้นขลุกขลักอยู่ในนั้นดูฟาลินจะสงสัยว่าพ่อเธอจับตัวอะไรเป็นๆเอลจึงหันไปยิ้มให้ฟาลิน

   "ตัวนี้ไม่ ได้กินหรอกนะเอาไปทำอย่างอื่นมากกว่า"ว่าแลวเอลก็เน็บมันและกระโจนขึ้นไปบนต้นไม้ทาสารบางอย่างไว้เล็กน้อยที่ถุงก่อนจะแขวนมันไว้บนต้นไม้ก่อนเพื่อพักของและลงมาหมอบเพื่อเป็นพาหนะให้ลูกสาวต่อ

   " มะกี้ป๊ะป๋าจับตัวอะไรมาอะคะ~ "  เธอนั่งอยู่เหนือหลังเขาก้มหน้าลงถามด้วยความฉงนอย่างมาก  คล้ายจะสงสัยว่าเค้าหอบอะไรดิ้นกระแด่ว ๆ ขึ้นไปแขวนอยู่บนนั้นด้วยเอลยิ้มเชิงขำๆก่อนจะตอบแบบเรียบๆ

   "มุขที่ทำให้คนในยานหายเครียดนะจ๊ะ" หลังจากตัวเบาแล้วเอลก็นำฟาลินขึ้นหลังและวิ่งตัดความมืดไปต่อและหยุดลงในทุ่งหญ้ากว้างซึ่งมีสมุนไฟรมากมายเอลหยุดและมองดูสภาพโดยรวมก่อนจะเอาลูกสาว ลงจากหลัง ท่ามกลางลมเย็นๆและอากาศหนาวชื้นๆแบบนี้แล้วทำให้ได้กลิ่นหญ้าอย่างชัดเจน ดุจฟ้าหลังฝน เอลยิ้มละหลับตาสูดกลิ่นอย่างเต็มปอดและชื่นใจ

   "ฟาลินลองหา ผักกับเครื่องปรุงจากแถวๆนี้นะเดียวป๋าจะเดินไปหาแถวนั้นหน่อยและระวังพวก สัตว์มีพิษนะ"เอลพูดย้ำกับลูกสาวให้เข้าใจตอนนี้เค้าเริ่มได้กลิ่นอะไรเสียแล้ว

   " อู้~ "  ฟาลินชูมือไม้รับคำ  ก่อนจะหยิบมีดพกติดตัวไปด้วยอีกด้าม และกระชับปิดสะพายบ่าไว้ ก่อนจะเดินเท้าออกไปใกล้ ๆ รอบ ๆ เพื่อจะมองหาพวกผักและเครื่องปรุงที่เธอรู้จัก

   "อย่า ไปใหนไกลนะ" เอลเดินออกไปตามกลิ่นไปยังแถวๆพงหญ้าที่ไม่ห่างนักก่อนจะหยิบพวกเครื่องปรุง และผักไปเรื่อยๆจนมันมากพอดูเค้าเลือกแต่ผักและเครื่องปรุงที่ไม่น่ามีในยาน เท่านั้นเอลได้มะเขือเทศมาอีกถุงใหญ่ๆและเครื่องปรุงอีกมากก่อนที่จะวางมัน ลงและตั้งท่าจู่โจมและพุ่งเข้าประทะอะไรสักอย่างในพงหญ้าในทันที

   พาลินเองก็เหมือนจะเดินหาไปเรื่อย ๆ ดุเหมือนแถวนี้จะอุดมสมบูรณ์ไม่น้อยทีเดียว เธอเก็ยผักใบเขียวที่น่าจะกินได้ตามทางมาเป็นบางส่วนเพราะเธอยังพอจะรู้จักและแยกแยะอะไรได้บ้าง  แต่เธอไม่ได้ยิงสัตว์เลยเพราะเธอไม่รู้จะเอากลับไปหา ป๊ะป๋าของเธอยังไง

   ฟาลินเดินตรงมาและได้พบภาพอันน่าสะพรึงกลัวในพงหญ้าร่างของปะป๋าของเธอกำลังโดน รัดโดยงูหลามที่มีขนาดไม่ต่างอะไรจากอานาคอนด้า ปะป๋าของเธอกำลังเกร็งตัวไม่ให้โดนรัดไปมากกว่านี้  มันซึ่งมองมายังฟาลินก็ข่มขู่เพื่อไม่ให้เธอช่วยเหยือที่มันกำลังรัดอยู่ในขณะที่เอลก็กำลัง พยายามหลุดจากวงรัดมรณะนั้น

   แต่ฟาลินกลับไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวสัตว์เลื้อยร่างยักษ์นั่นเลย  เธอกระชับปืนขึ้นระเบิดศีรษะของมันทั้งหัวอย่างแทบไม่ทันจะขึ้นลำเล็งดีด้วยซ้ำแต่กลับเข้าเป้าอย่างแม่นยำเหมือนเธอเล็งไว้ตั้งแต่ถือปืนสบาย ๆ แล้วยังไงยังงั้น  ร่างนั้นสะบัดไปมาอย่างรุนแรงก่อนจะค่อยๆคลายอ้อมกอดมรณะนั้นออกเอลก็ค่อยๆแก้อ้อมกอดสุดดูดดื่มของงูยักษ์นั้นอย่างง่ายดายหลังมันสิ้นแรงเอลลงมานั้งถอนหายใจ นิดๆ

   "ขอบใจมากนะฟาลิน ปะป๋ากำลังคิดเรื่องจะเอามันกลับไปยังไงโดยไม่มีรอยอยู่พอดีเลย"ว่าแล้วเอลก็ลูบหัว ลุกสาวสุดที่รักเบาๆ ทั้งที่เธอเป็นคนที่รักสัตว์แต่เวลาล่าเธอก็ทำได้ยอดเยี่ยมนัก

   " งืงง~~ ฟาลินแค่ช่วยป๊ะป๋าเอง  มันอยากมารังแกป๊ะป๋าฟาลินเองนี่นา~ " เธอหลับตาพริ้มลงไปเหมือนลูกแมวยามที่เขาลูบ ๆ หัวเธออยู่ 

   "มันเอาไปกินได้มะคะ ?เจ้านั้น ๆ "  คงหมายถึงเนื้องูซึ่งดูแล้วมันเป็นงูไม่มีพิษจากกรามฟันฉลามและการล่าเหยื่อที่ต้องรัดของมัน

   "แน่ นอนจะเจ้านี้กินได้แน่" เอลรวบร่างอันใหญ่โตนั้นไว้ในถุงผ้ายางรวบรวมผลไม้กับผักที่เก็บได้และเอาตัวลูกสาวที่น่ารักขึ้นบนหลังก่อนจะมุ่งไปยังที่ๆ เค้าเคยแขวนเหยื่อที่ล่าได้เอาไว้ ร่างทั้งสองตัดผ่านม่านรัติกาลอย่างรวดเร็วลมสบายๆและลูกสาวที่นอนแนบอยู่กับ แผ่นหลังของเค้านั้นทำให้เค้าอยากวิ่งอย่างนี้อีกสักพัก

   " วี้~~~ บิน ๆ ๆ ~ "  ร่างที่พุ่งฉิวของเอลด้วยความเร็วนั้น ในยามเธอนอนทำเหนือแผ่นหลังของเขาพลอยทำให้เธอรู้สึกเหมือนร่างกำลังลอยละล่องอยู่เหนือน่านฟ้ายังไงชอบกล แม้จะรู้สึกอึดอัดหน้าอกไปสักหน่อย  เอลหยุดเท้าในระยะที่ห่างจากต้นไม้ซึ่งเป็นเป้าหมายและหมอบเรียบลงกับพื้น เบื้องหน้ามีหมีตัวหนึ่งกำลังมองดูถุงใส่เหยื่อที่แขวนไว้และท่าจะปีนขึ้นไป เอามันลงมากินฟาลินเล็งปืนไปยังมันแต่เอลปรามไว้

   "เจ้าตัวนี้คงทำให้อิ่มนาน เลย ป๋าจะจัดการมันไม่ให้มีรอยฟาลินอย่ายิงนะ" เอลปรามก่อนที่ฟาลินจะทำให้สมองของมันกระจายออกซะก่อน

   " หงู๋ ? .... อื้อ ๆ ~  ฟาลินจะแอบดูป๊ะป๋านะ~~ "  เธอลงจากหลังของเขาและวิ่งและย่องไปแอบหลังต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่ง เพื่อจะคอยสอดส่องดูท่าทีของป๊ะป๋าเธอยามล่าสัตว์ปะทะกับสัตว์ร่างยักษ์ เบื้อหน้าตอนนี้

   เอลเริ่มการคิดและมองไปยังจุดต่างๆเพื่อให้จัดการมันอย่างบอบช้ำน้อยที่สุด หลังจากคิดอย่างรอบคอบเค้าก็กระโจนร่างไปกลางอากาศและหายไปกลางอากาศดุจไร้ตัวตน หมีชะตาขาดโดนร่างนั้นรัดเข้าที่ส่วนหัวก่อนหมุนบิดด้วยความ เร็วสูงโดยที่ดูไม่ทันเลยว่าใช้สวนใหนบิดเสียงกระดูกเคลื่อนทึบๆดังขึ้นก่อนที่เอลจะรองร่างของมันที่ไปเข้าเผ้าพระเจ้านั้นและวางลงก่อนจะกวักมือเเรียกฟาลิน

   " วู้ว~~~ ป๊ะป๋าฟาลินเก่งสุด ๆ เล้ย~ "  ดูเธอจะประทับใจความว่องไววและเทคนิคของเขามากทีเดียว  จึงได้วิ่งเหยาะ ๆ กลับมาหาเขาอีกทีและดูร่างคุณหมีที่นอนแน่นิ่ง

   " น่าสงสารจังนู้ . . . . แต่พวกเราต้องตุนอาหารใช่ม๊า~? "  พลางก็นั่งยอง ๆ ลงข้างร่างของมัน เอานิ้วชี้จิ้ม ๆ เอลยิ้มแบบเศร้านิดๆและพูดขึ้น

   "ใช่จะเรามีปากท้องหลายคนนะเลยต้องออกมาหาอะไรกินและถ้าปล่อยคุณหมีไปเดียวกวางเราก็โดนแย่งไปอีก ตอนนี้เราตุนอะไรได้ก็ต้องตุนไปก่อนนะจ๊ะ มันอาจจะไม่จำเป็นนักแต่ในวงล้อมของคนไม่ดีการขาดสเบียงเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะความหิวมักทำให้คนเป็นบ้า"เอลยกร่างคุณหมีขึ้นไว้บนหลังก่อน ที่จะเอาของทั้งหมดไปฝูกไว้กับตัวหมี

   "เรากลับกันเถอะฟาลิน"เอลพูดขึ้นในขณะที่พยายามย่อตัวที่แบกหมีนั้นให้เธอปีน

   " งู้ม~~ "  เธอปืน ๆ ไต่ ๆ ร่างของเอลขึ้นมาเหมือนกับเครื่องเล่นอะไรสักอย่าง  กระทั่งสามารถขี่บน หลังของเขาได้ตามความต้องการของเธอ ในยามนี้พวกเขาก็พร้อมจะเดินทางกลับกันแล้ว

   " ไปเล้ย~~ "

   "ป๋า จะบินละนะ"เอลพูดประโยคเด็ดก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับไปยังยานเรดกาแล็กซี่แองเจิล ด้วยความเร็วสูงซะจนไม่น่าเชื่อว่าจะแบกสัตว์ตัวโตๆมาด้วย"งานนี้คงต้องกินหม้อไฟหมีกันเปรมแน่นอน "เอลตัดม่านความมืดมุ่งสู่ยานธงของเค้าด้วยอารมณ์ที่สนุกสนานเพื่อปลุกใจตัว เองและเป็นกำลังใจในการรบเค้าคงหวังว่าอาหารเช้าเมื้อนี้จะเป็นเรื่องดีๆในโชคร้ายๆของยานลำนี้ละนะ

   ทันทีที่กลับมาถึงสายตาบอกบุญไม่รับของเหล่าสหายศึกก็ประเคนมายังเอลในทันทีในขณะที่คนกำลังวุ่นๆตานี้ดันโดดออกไปเดินเล่นซะงั้น แต่ทุกคนก็ต้องอึ้งเมื่อเห็นของที่แบกมาบนหลัง ซึ่งฟาลินเองก็กระโดดลงจากเหยื่อที่พึ่งล่ามาได้และปะป๋าเธอก็ยิ้มแบบสบายตามฟรอม

   "นายทหารรับจ้างนายไปใหน....อ๊า~~~~!!! นะ...นี้นายเอาอะไรกลับมาด้วยเนี้ย!!! " แบตเทิลกับตันยานสาวถึงกับผงะในซากหมีขนาดมหึมาที่นอนตายอยู่เบื่องหลังเอล ซึ่งเอลเองก็ดูจะอารมณ์ดีที่เห็นสิหน้าแปลกๆของเธอ เอลดันร่างตัวเองขึ้นในขณะที่วางวัตถุดิบทั้งหมดลง

   "พอดีออกไปหาอาหารเช้าสำหรับวันนี้มานะ อุตสาห์ตกมาในป่าทั้งที จะให้มันกลายเป็นเรื่องโชคร้ายอย่างเดียวได้ไง"เอลตอบเชิงยิ้มๆในขณะที่ฟาลินก็กระโจนขึ้นเกาะหลังปะป๋าของเธอและชูมือชูไม้

   "ฟาลินก็ช่วยด้วยน๊า~~~~~~" เธอโบกมือบอกทุกคนในขณะที่เอลก็ลูบหัวชื่นชมเธออย่างภูมิใจ เอลตั้งท่าลุกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตะโกนบอกคนในยานรวมๆที่อยู่ในบริเวญนั้น

   "อ้าวๆ เช้านี้มีหม้อไฟเนื้อหมีใครว่างๆมีฝีมือก็มาช่วยกันหน่อย ใครมีแรงก็ไปหาฟืนมาตั้งกองไฟเร็วเข้า ใครไม่มีอะไรทำก็รีบๆมาช่วยให้หมดอย่าอู้"พูดได้ไม่อายปากทั้งที่พึ่งโดดงานไปเดินเล่นในป่ามาแท้ๆ

   "นี้พวกผมต้องกินไอ้นี้เป็นมื้อเช้าจริงๆหรือครับ"ลูคัสอุทานขึ้นเชิงเหงื่อตกบางทีเค้าอาจจะคิดวิธีในการหลบหนีออกจากการรับประทานอาหารเช้านี้ก็เป็นได้ในขณะที่แบตเทิลที่ยืนอยู่ข้างๆกันถึงขึ้นมีวีนออกมาอย่างสุดทน

   "นายจะบ้าหรือไงกันไอ้เจ้าหัวหงอก!! ไอ้กวางยังพอว่านี้ทั้งหมีทั้งงูใครจะไปกินลงกันของน่าขยะแขยงแบบนี้" กับตันยานจอมโวยถึงขั้นบ่นเป็นปืนกลเลยทีเดียวแต่ในขณะนั้นเองก็มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นทำให้การโวยนั้นถึงขั้นติดขัด

   "Objection!(ขอคัดค้าน)"แน่นอนผู้ที่มาพร้อมประโยคเด็ดนั้นคือทนายคนเก่งซึ่งสภาพดุจพึ่งผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนมาได้ไม่นานรัตน์ พรมอนันต์ นั้นเอง

   "คุณแบตเทิลครับ แม้ว่ามันจะดูแปลกไปนิดสำหรับการกินของคุณ แต่ในจีนนั้น ไม่ว่าอุ้งตีนหมีหรือหรือตับหมีนั้นนับว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากและเป็นอาหารชั้นสูงซึ่งมีค่ามากนะครับเพราะฉะนั้นคุณไม่ควรจะพูดว่ามันเป็นของต่ำและขยะแขยงโดยใช้วิสัยทัศของคุณเป็นตัวตัดสินเป็นอันขาด" รัตน์พูดด้วยเหตุผลอย่างน่าฟังทีเดียว

   "ชะ...งะ..งั้นงูนี้ละถึงหมีจะมีคุณค่าก็เถอะแต่งูแบบนี้.."ยังไม่ทันขาดคำเอลก็พูดขึ้นทันที

   "อย่าพูดอย่างนั้นสิแม่กับตันสาวจอมแก่น"เอลพูดขึ้นทำเอาแบตมองตาขวางทีเดียว

   "โอ้วๆ อย่างมองอย่างนั้นสิเดียวชั้นก็ใจละลายหรอก" เอลยิ้มนิดๆก่อนจะเริ่มพูดต่อ

   "งูนะเป็นสัตว์ที่เป็นสัตวเลื่อยคลานซึ่งถือว่าเป็นต้นตระกลูสัตว์ปีกที่เธอกินๆกันเลยนะนับว่าเวลาเอามาทำอาหารก็สุดยอดเนื้อนกเลยก็ว่าได้ส่วนดีงูก็มีฤิทธิ์เป็นยาอย่างดีและเป็นขอบำรุงอีกด้วยนะ"เอลเสริมขึ้นในขณะที่แบทดูจะไม่อยากต่อล้อต่อเถียงในเรื่องนี้นัก

   "แต่ยังไงชั้นก็ไม่กินของอย่างนี้แน่ยะ!! จะให้ใครกินก็ไปยกให้นายแว่นละกัน"เธอยังย้อนมาแขวะลูคัสได้เช่นเคยในขณะที่ลุคัสเองก็ทำหน้าสงสัยกับคำพูดของกับตันคนนี้เต็มทน

   "แล้วคุณทำไมต้องมาโบ้ยมันให้ผมด้วยละครับ!!"ลูคัสบ่นทันทีเพราะท่าทางเค้าเองก็ไม่อยากจะกินเนื้อเจ้าพวกนี้เช่นกันโดยเฉพาะตีนหมีด้วยแล้วละก็แค่ดูคนในยานจะไม่มีใครคัดค้าน

   "เดียวเอาไว้ชั้นจะทำเนื้อกวางแยกอีกจานละกัน พิเศษเพื่อสาวงามเลยเอ้า"เอลแซวเล็กๆหยอดคำหวานหน่อยๆซึ่งมันไม่มีผลกับแบตเทิลเลยสักนิด

   "ถ้าไม่รังเกียจ ผมขอช่วยคุณด้วยนะครับ" คาริสเสนอตัวในขณะที่ลีลี่ย์ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ดูท่าทางจะไม่อยากให้ทำนัก เอลซึ่งไม่ค่อยถูกกับคำศัพท์สูงๆนักก็ทำสีหน้าหนักใจนิดๆ และเหลือบมองไปยังองค์รักษ์หญิงที่กำลังทำสีหน้าปั้นปึงอยู่

   "จะดีหรือองค์ราชา ถ้าเสื้อที่ท่านใส่เปื้อนนี่ผมไม่ชดใช้หรอกนะ"เอลพูดเชิงเป็นนัยๆซึ่งคาริสก็ดูจะเข้าใจดีแต่เค้าก็ยังยืนยันคำเดิม

   "ไม่เป็นไรครับ แค่ใช้ไอ้นี่ก็ไม่มีปัญหาแล้ว" เมื่อคาริสเอ่ยพลางโชว์ไอเท็มสุดยอดที่คุณพ่อบ้านแม่บ้านล้วนต้องการมันคือ "ผ้ากันเปื้อน" สีขาวบริสุทธิ์ และแน่นอนว่าคำประกาศที่ชัดเจนเยี่ยงนี้ก็เล่นเอาแม่องค์รักษ์สาวจอมเขี้ยวลากดินไม่อาจขัดอะไรได้จึงต้องร่วมมือกันทำอาหารหม้อนี้ให้เสร็จลงด้วยกัน

   "อ้าวเฮ้4คนนั้นนะ ว่างๆก็มาช่วยกันหน่อยสิ อย่ารอกินอย่างเดียว" เอลโยนถุงๆหนึ่งให้กับกลุ่มนักรบเรจไวเวิร์น ของผู้หมู่เอ็กซ์ ในขณะที่ถุงนั้นลอยมากลางอากาศและปากถุงปิดออกก็มีไก่ป่าร่อนออกมาถึง 3-4 ตัวเล่นเอาหัวหน้าหน่วยที่อาจหาญถึงขั้นเคลื่อนย้ายในพริบตาอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงร่างเงา จากจุดที่ไก่นั้นแลนดิ้งลงจอดหลังจากมันร่วงลงสู่พื้นเอ็กซ์ซึ่งมองอยู่ห่างๆเห็นว่ามันตายแล้วแน่นอน สงสัยว่าคงโดนหักคอก่อนจับมาเป็นแน่เอ็กซ์จึงเดินกลับมาโดยที่ไม่มีแม้แต่การทำสีหน้าประหลาดหรือตกใจแม้แต่น้อย ชนิดที่ว่าถ้าไม่รู้ว่ามันเป็นจุดอ่อนก็คงคิดว่า เค้าแค่หลบมันเฉยๆเป็นแน่หลังเก็บวัตถูดิบใส่ถุง เอลก็เริ่มออกคำสั่ง

   "งานนี้พรีสุดถ้าทำอะไรไม่เป็นก็ช่วยแค่จัดการวัตถุดิบ ถ้าใครทำเป็นก็ซัลโวไปเลยเน้นจานใหญ่หลายคนหยิบเข้าไว้ เรามีเวลาอีก3ชั่วโมงในการทำอย่าเลือกทำของที่ต้องใช้เวลานานละ แล้วทำใส้ในดังโงะคนละอย่างไว้ใส่หม้อไฟรวมมิตรเช้านี้ด้วยอีเว้นนี้ใครไม่ร่วมถือว่าไม่แน่จริง และใครรอกินไม่ออกแรงพ่อจะแช่งให้ท้องเสีย"เอลออกคำสั่งในฐานะพ่อครัวใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนจะเริ่มหันไปจัดเรียงวัตถุดิบและออกเก็บพืนโดยมีลูกสาวเกาะหลังอย่างกะลิงก็ไม่ปาน ในขณะที่กำลังเลือกไม้นั้น ชายหนุ่มผู้เป็นหนึ่งในอัศวินจากต่างมิติหรือต่างดาวก็ไม่รู้ของราชาทองคำนั้นก็ได้เดินมายังเอลฮาวล์ซึ่งกำลังหาฟืนอยู่ เขาผู้นั้นก็คือเซริออสผู้ขับขี่จักรกลจ้าวแห่งผืนฟ้าและมหาสมุทรบลูไรเซอร์นั้นเอง

   "มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่? ท่านนักรบ...อา...."

   "เอลฮาวลว์ เวล เซเวอร์รัส เรียกสั้นว่า เอล จะดีกว่า ชั้นชอบให้เรียกอย่างนั้น"เอลแนะนำตัวกับนักรบที่พึ่งรู้จักนี้อีกครั้ง และยิ้มให้ในขณะที่ลูกสาวที่เกาะหนึบอยู่กลางหลังก็ทักทายเช่นกัน

   "ฟาลินค๊า~~~~~"ฟาลินยิ้มใสๆให้เซริออสซึ่งเค้าก็ตอบรับเป็นอย่างดีซึ่งเซริออสก็ยิ้มตอบรับในรอยยิ้มใสซื่ออันแสนร่าเริงนั้นเช่นกัน

   "นามของข้าคือ เซริออส แลนติส รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบท่านทั้งสอง ท่านนักรบเอลฮาวล์ และแม่นางฟาลิน "หลังจากแนะนำตัวเซริออสก็คำนับให้พอเป็นพิธีเล่นเอาเอลต้องก้มคำนับตอบสุดตัวแน่ละคนที่ลื่นเป็นปลาใหลอย่างเค้าไม่ถูกกับคนที่ตรงๆแบบนี้ซะด้วยหลังจากแนะนำตัวร่างคุณอัศวินผู้นี้ก็ถูกชาตร์เข้าจากด้านหลัง

   "ทำอะไรอยู่นะค๊ะดราลิ้ง~~~" โอ้วภรรเมียสุดที่รักของพ่ออัศวินนี้เอง จากการที่อัศวินสีน้ำเงินคนนี้โอบกอดตอบรับภรรยาสุดงาม อย่างไม่อายใครท่าทางคงรักกับปานจะกลืนแน่นอน เอลอดยิ้มกับภาพความรักตรงหน้าไม่ได้ ในขณะที่เซริออสก็นำร่างภรรยาออกมาแนะนำตัวบ้าง

   "ท่านเอล นี้คือภรรยาสุดที่รักของข้าเอง นางมีนามว่า........"

   "นามของข้าคือ เซเลน่า แลนติ ยินดีที่ได้พบท่านทั้งสอง"เธอตอบรับทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มที่ดูเปี่ยมไปด้วยพลังนั้นเธอคงเป็นคนที่มีความพยายามสูงเป็นแน่ หากคนที่ไม่เคยผ่านอะไรมามากคงไม่อาจยิ้มได้เช่นคนพวกนี้เป็นแน่ แต่เล่นเรียกกันซะหวานเลี่ยนขนาดนี้ต่อหน้าคนที่รู้จักครั้งแรกนี้ก็แสดงถึงดีกรีความหวานได้เป็นอย่างดีทีเดียว เอลหัวเราะนิดๆกับความหวานของคู่นี้และแอบจินตนาการเรื่องครอบครัวของพวกเค้าที่น่าจะสุขสัตน์น่าดู ก่อนจะเริ่มมอบงานให้เค้า

   "โอเคพ่ออัศวินงั้นคุณช่วยหาฟืนมาให้ทีนะ พอดีชั้นไปล่าไอ้ตัวโตมาได้และจะเอามันลงหม้อหน่อยคงทำเป็นกองไฟนะ"เอลสั่งทำให้เซริออสเข้าใจโดยไม่ยากเค้าเดินตัดเข้าไปในป่าแถบนั้นและสบัดคมดาบก่อนที่จะค่อยๆเก็บดาบเข้าฝักอย่างช้าๆเมื่อมันถูกนำเข้าฝักจนมิดเหล่าต้นไม้ก็ค่อยๆเคลื่อนตัวลงและล้มระเนระนาท เอลซึ่งยืนดูอยู่ถึงกับอึ้งเค้าไม่นึกว่าจะมีใครสามารถทำแบบนี้ได้่อีกแถมยังทำได้มากกว่าเค้าอย่างเทียบไม่ติด

   "ฮูว~~~~~ซ"ฟาลินส่งเสียงและทำตาโตด้วยความตื่นเต้น

   "อ๊าย~~~~~~ย ดาร์ลิ้งค์เก่งที่สุดเลย"ในขณะที่เซเลน่านั้นกำลังกรี๊กร๊าดกับหวานใจอย่างออกหน้าออกตา เอลจ้องมองและเผลอะเลียเขี้ยวของตัวเองปล่อยจิตคุกคามทำให้ทั้งสองหันมายังเอลในทันทีซึ่งเอลนั้นก็ถึงกับสะดุ้งในการกระทำของตนเอง

   "อา...ต้องขอโทษด้วยนะครับ แบบว่า คนแบบพวกคุณเป็นของหายากในโลกนี้นะ เลยเผลอตัวไป" เอลยิ้มแบบแหยะๆในการกระทำที่เสียมารยาทครั้งนี้ซึ้งทั้งคู่ก็ดูเข้าใจในฐานะนักรบเป็นอย่างดีว่าเค้านั้นคงเป็นพวกสัญชาติญาญการต่อสู้สูงเป็นแน่ แต่เอลก็อดแซวพ่ออัศวินไม่ได้เมื่อดูเหตุการณ์โดยรอบ

   "นี้จะตัดไม้ไปทำฟืนหรือไปสร้างบ้านกันแน่ครับท่านแม่ทัพ"เอลแซวเซริออสในขณะที่มองต้นไม้ที่กองๆอยู่ที่มีถึง9-10ต้นอย่างกะเค้าจะถางป่าก็มิปานแต่เซริออสกลับมองหน้าเอลอย่างงงๆและถามกลับ

   "ท่านบอกกับข้าว่าท่านจะใช้ฟืนเพื่อย่างสัตว์ขนาดใหญ่มิใช่หรือ? เช่นนั้นแค่นี้ยังนับว่าน้อยไปด้วยซ้ำ"เซลิออสตอบอย่างตรงไปตรงมาทำให้เอลเริ่มสงสัยและถามทั้งคู่ในบางสิ่ง

   "ขนาดใหญ่ของพวกคุณมันขนาดใหนกันแน่ครับ"หลังได้ฟังคำถามเซริออสก็ชี้ไปยังแพนเซอร์ที่ยินอยู่ของเค้าทำให้เอลถึงบางอ้อ ถ้าลงว่าในโลกนั้นเค้าล่าสัตว์ที่ตัวขนาดนั้นก็คงไม่แปลกที่จะเก่งนรกขนาดนี้เป็นแน่ แถมเซริออสยังมีย้ำเล็กน้อยว่านี้เป็นขนาดเล็กแล้ว โอ้คุณพ่อคุณแม่ครับขอบคุณที่ทำให้ผมขึ้นมาบนดาวนี้ เหล่าทหารช่างที่ว่างๆงานก็ออกมาช่วยยกท่อนซุงซึ้งมันมองยังไงก็ต้นไม้ทั้งต้นชัดๆเลยน๊าเล่นตั้งใช้10กว่าคนแบกกันเลยทีเดียวแต่ในขณะที่เอลใช้ตัวคนเดียวแบกมันขึ้นใหล่แบบสบายๆโดยมีฟาลินวิ่งเล่นอยู่บนซุงด้วย

   "อ้าวๆเข้มแข็งกันหน่อยลูกผู้ชายไม่ใช่หรืออย่าอู้เซ่"เอลพูดกระตุ้นในขณะที่แบกซุงอย่างสบายอารมณ์ท่ามกลางสายตาที่มองเค้าอย่างทึ้งแต่สายตาทุกคู่กลับจับจ้องไปด้านหลังเอลซึ่งสิ่งที่ตามมานั้นทำให้เอลถึงกับผงะ

   "ว่าแต่คนอื่น คุณก็กินแรงเหมือนกันนะคะ"เซเลน่าแซวในขณะที่ยกซุง6ต้นเดินตัวปลิวอย่างกับมันไม่มีน้ำหนักยังไงอย่างนั้นซึ่งทำให้ทุกคนถึงกับกรามแทบค้าง

   "วู้ว~~~~~~อู...พี่สาวเก่งจา~~~งเลย"ฟาลินออกปากชมกับสาวจอมพลังที่เดินแบบซุงอันใหญ่โตได้สบายๆเช่นนี้

   "อ้าวว่าไงไอ้คุณเอลใหนว่าจะไม่กินแรงไง ลูกผู้ชายไม่ใช่หรอ?"ในตอนนี้เอลโดนแซวกลับโดยพวกทหารช่างซะแล้ว

   "โทษทีนะแบบว่า...ยังอยากเก็บเอวไว้ทำอย่างอื่นนะ"เอลถึงขั้นยอมแพ้เพราะขืนให้แบกอีกสัก3-4ต้นเค้าคงได้หลังเดาะเป็นแน่

   "ที่โลกของเธอสาวๆเค้ายกของแบบนี้กันทุกคนหรือไงครับคุณนาย"เอลทักเซเลน่าหวานใจของอัศวินแห่งสายลมซึ่งกำลังแบกซุงเดินสบายๆในขณะที่เอลต้องเร่งฝีเท้าเล็กน้อยเพื่อพยายามเดินทัน เธอดูเธอจะเข้าใจและลดฝีเท้าลงเล็กน้อยให้เค้าเดินตามเธอได้สะดวก

   "มิใช่เช่นนั้นหรอก ตอนข้าอยู่ที่โลกของข้าแค่ถือดาบก็นับว่าหนักพอใช้แล้วละแต่พอมาโลกนี้แรงมันก็มากขึ้นแถมว่าตัวก็เบาขึ้นอีกด้วย"เธอยิ้มตอบในขณะที่เอลคำนวนอะไรเล็กน้อยในหัวจากคำพูดของสาวน้อยคนนี้ ถ้าสังเกตจากดาบที่คาดอยู่ที่เอวของเธอมันก็ไม่ควรเกิน 5 กิโลซึ่งถ้าใช้มาตรฐานเดียวกันแล้วดูจากที่เธอแบกซุงซะปลิวแบบนี้โลกของเธอคงมีแรงโน้มถ่วงมากกว่าโลกนี้อย่างต่ำๆก็สัก80เท่าเป็นแน่ แถมยังมีสัตว์ยักษ์ที่ตัวขนาดพอๆกับดาเร็นเดินป้วนเปี้ยนช่างเป็นโลกที่ความศิวิลัยเหลือเกินไอ้สัตว์ประหลาดอย่างเราอย่าว่าแต่ไปอยู่เลยแค่ลงไปยืนก็คงแบนติดดินแล้วละมั้งเอลหัวเราะนิดๆกับความคิดตัวเอง หลังจากกลับมาถึงเอลก็ชี้ให้เซริออสดูว่าไอ้ตัวใหญ่มันแค่ใหนซึ่งเซริออสก็ถึงกับทึ่งที่ตัวมันก็ใหญ่กว่าเค้าแค่ไม่ถึง 4 เท่าเองซึ่งนับว่าเล็กกว่าโลกของเค้ามาก แน่นอนฟืนมันเหลือซะแล้วซึ่งเอลก็เลยแนะนำว่าเอาไปแกะสลักเล่นก็ได้เพราะเค้าเองก็อยากเห็นศิลปะของโลกต่างแดนเหมือนกัน

   แต่ทางแผนกช่างดูท่าตอนนี้คนช่วยจะน้อยไปนิด ดูท่าทางรูบี้กับแผนกช่างจะเหนื่อยมากด้วยการทำงานที่ต่อเนื่องแต่แล้วเอลก็ได้เดินมาและกระยิ่มยิ้มย่ิองดุจว่ามีทางแก้อสูรกายตนนั้นเดินตัวปลิวเข้าหาเหล่าช่างและทำการทักทาย

   "เฮ้ทุกคน ตอนนี้ชั้นหาผู้ช่วยชั้นเยี่ยมมาได้ งานนี้รับรองเสร็จเร็วชัวร์"เอลทักเหล่าทหารช่างซึ่งกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานอยู่เอาเอาถุงลึกลับนั้นออกมาจากด้านหลังและดึงสิ่งที่อยู่ในถุงนั้นออกมา ซึ่งมันก็คือ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 27, 2009, 01:04:03 PM โดย quest » บันทึกการเข้า

ประวัติของเอลฮาวล์ และเนวาน่า มาบล็อกนี้เลย
http://questkomkom.exteen.com/
quest
The Star Combatant
Ace Pilot
******
กระทู้: 305



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2009, 01:05:05 PM »

   " ดร.เฟอร์เดอริก้า อัลคาบาโน่ว~~~ว!!!" เอลตะโกนในขณะที่หยิบแร็คคูนตัวหนึ่งขึ้นมาจากถุงนั้นซึ่งมันดูท่าจะงงน่าดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น

   "อ๊า~~~~า คูนแรคคูน" ฟาลินดูจะตื่นเต้นกับสิ่งที่ออกมาจากถุงที่ปะป๋าของเธอแอบซ้อนไว้อย่างมากเพราะมันเป็นแร็คคูนที่น่ารักมาเลยทีเดียว

   "คะ...คุณเฟอร์เดอริก้า"รูบี้พูดขึ้้นอย่างตกตะลึงในขณะที่ช่างทั้งหลายดูจะมีความหวังขึ้นมาในทันที ลงว่าถ้ามีด็อกเตอร์ผู้ออกแบบอัลคาน่าซีรีย์ มาเป็นผู้ช่วยการซ้อมแซมต้องเร็วขึ้นอย่างแน่นอน

   "โอ้ด็อกเตอร์ ไม่นึกเลยว่าคุณจะมาหลบอยู่ในยานเรดนี้"ช่างคนหนึ่งพูดขึ้นโดยที่เหล่าช่างที่กำลังอ็อกเหล็กก็ต่างเฮกันที่ได้ผู้ช่วยฝีมือเยี่ยมมาอย่างไม่ตั้งใจ

   "คุณเฟอเดอร์ริคครับ การที่คุณหลบหนีงานมาหากินเห็ดบนโลกนี้มันนับว่าเป็นความผิดนะครับ"รัตน์พูดขึ้นเชิงต่อว่าแต่เค้าก็ถอนหายในนิดๆก่อนที่นักบินอัลคาน่าผู้นี้จะยิ้มอย่างอ่อนโยน

   "แต่ดีจริงๆที่ได้คุณมา"รัตน์ยิ้มอย่างโล่งอกด้วยที่มีเธอมาช่วยย่อมเป็นเรื่องดีอย่างแน่นอนสำหรับสถานะการที่ล่อแหลมแบบนี้  ไอ้ทนายนี้มันจะเนียนไปไม๊เนี้ย

   "คุณรัตน์ครับนั้นมันแร็คคูนครับ"ลูคัสพูดขึ้นเพื่อเบรคมุขแต่เสียงนั้นไม่ได้ผ่านไปถึงคนในบริเวณนั้นแม้แต่น้อยเล่นเอาเค้าอดน้อยใจไม่ได้

   "ใช่สิผมมันไม่มีใครฟังนิ แล้วเอาเวลามาเล่นแบบนี้กำหนดยิ่งไม่เคลื่อนหรือไง" ลูคัสบ่นไปต่างๆนาๆในขณะที่ขดตัวลีบอยู่ในเงามืด

   "คุณคะพวกเค้าทำอะไรกับเจ้าตัวเล็กนั้นนะคะ"ริโค่ซึ่งดูจะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นว่าพวกเค้าเล่นอะไรกันและทำไมถึงเห็นเจ้าตัวเล็กนั้นเป็นคุณเฟอร์เดอริก้าได้ ซึ่งคาริสเองก็ดูจะไม่เข้าใจในเรื่องนี้เช่นกัน สหายต่างโลกคงจะไม่ทันมุขเป็นแน่

   แรคคูนดวงตกตัวนี้กำลังรวบรวมความคิดทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้น ชั้นกำลังแทะเห็ดเก็บลูกแอ๊บเปิลอยู่ดีๆ แล้วจู่ๆก็มีไอ้ตัวโตกระโจนมาจากใหนไม่รู้และจับยัดที่มืดโผลมาก็อยู่ที่แห่งนี้แล้วแล้วทำไมไอ้คนพวกนี้มันต้องมองชั้นด้วยสายตาแห่งความหวังแบบนี้ด้วยฟะ หลังจากแรคคูนตัวนั้นนิ่งคิดและตาเป็นจุดไข่ปลามันก็โดนนำไปวางไว้เบื้องหน้าอัลคาน่าซาก้าของรัตน์ ซึ่งมันก็มาหยุดมองหุ่นยักษ์ตัวนี้ด้วยความงงงวย

   "ซาก้าเสียหายหลายจุดมากช่วยควบคุมการซ้อมและจูนด้วยนะครับด็อกเตอร์" เอลขอร้องไอ้เจ้าแรคคูนผู้กำลังงงตัวนี้ด้วยแววตาวิงวอนซึ่งทุกคนดูจะตั้งความหวังไว้ที่มันอย่างมากมันเดินไปจับๆต้องๆซาก้า ในขณะที่เจ้าตัวเองก็พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยความสามารถระดับปัญญาแร็คคูนหลังจากคุ้ยๆเขี่ยๆมันก็ถูกหิ้วขึ้นผูกกับไม้รูปกางเขนโดยตรงแขนขาไว้ ซึ่งเอลนั้นเองเป็นผู้จับมันตรึงไว้แบบนี้ เค้าก้มหน้านิ่งและสะอื้นเล็กๆออกมา

   "ผมนึกไม่ถึงเลยคุณเฟอร์เดอริคก้า..ผลสุดท้าย...คุณก็เป็นแค่แรคคูนจริงๆสินะ!!!" เอลตะโกนออกมาด้วยความเจ็บใจด้วยความรู้สึกที่เพื่อนหักหลังและโกหกกันอย่างซึ่งๆหน้าเค้าเจ็บปวดหัวใจถึงขั้นหลั่งน้ำตา ในขณะที่แร็คคูนตัวนั้นก็คิดในใจว่า ชั้นก็เป็นแร็คคูนของชั้นมาแต่แรกแล้วแล้วแกมองชั้นเป็นอะไรฟร้า

   "คุณเฟอร์เดอริค ผมไม่นึกว่าคุณจะโกหกทุกคนอย่างนี้ การที่ปลอมแปลงเอกสารทางราชการ แถมยังปลอมแปลงเอกสารให้เป็นมนุตย์นั้นเป็นความผิดนะครับ" รัตน์พูดเสริมซึ่งเจ้าแร็คคูนน้อยมันก็ฟังออกแต่ถ้าตะโกนได้มันคงอยากตะโกนดังๆว่าชั้นไม่ใช่คนแต่แรกโว้ย และไม่เคยบอกว่าชั้นเป็นคนด้วย

   "สรุปว่าปริญญาเอก3ใบของเธอได้มาจากการ ข่มขู่แทะเห็ดอย่างที่แร็คคูนอย่างเธอถนัดสินะ!!" เอลทับถมแร็คคูนตัวน้อยนั้นอีกครั้งในขณะที่มันยังคงงงและไม่เข้าใจว่าชั้นไปทำอะไรผิดให้พวกแกกันแน่

   "ทุกคนคร๊าบ~~~บ..นั้นมันแร็คคูนคร๊าบ~~~บ"ลูคัสพยายามค้านแต่เสียงของเค้านั้นช่างจางเหลือเกินจนไม่มีใครใส่ใจแม้แต่น้อย

   "คุณมีความผิดจริงครับคุณเฟอร์เดอริค แม้แต่ผมเองก็คงไม่สามารถช่วยคุณได้"รัตน์ดูนิ่งและเจ็บใจที่เค้าคงไม่อาจช่วยอะไรคนที่เป็นดังพี่สาวของเค้าได้ในตอนนี้ความสามารถของเค้านั้นช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี......ไอ้คุณทนายคนนี้จะเอาฮามันจนที่สุดเลยสินะ

   "ในเมื่อเธอมีความผิดจริงเราก็ขอลงโทษเธอข้อหาเป็นแร็คคูณแล้วปลอมแปลงเป็นมนุตย์โดยการเอาไปบูชายันทำต้มแซ็บ" เอลพูดขึ้นพร้อมกับพาขบวนช่างเต้นรำรอบกองไฟที่ไอ้บ้าที่ใหนเอามาก่อก็ไม่รู้ก่อเอาไว้ ด้วยท่าทางอันแสนจะขลั่งมั้ง พิธีกรรมแร็คคูนต้มแซ็บนั้นยังคงดำเนินต่อไป โดยที่แร็คคูนตัวนี้ยังไม่รู้ว่าช๊านผิดอะไรตรงใหน แต่ที่แน่ๆงานนี้มันคงไม่แคล้วโดนต้มแซ็บเป็นแน่แต่ในชั่วพริบตานั้นฝ่ามือแห่งสวรงสวรรค์ก็ได้ปะทะร่างของมารร้ายราชีนีย์องค์น้อยริโคริสผลักร่างของเอลเต็มแรงและรีบช่วยแก้มัดแร็คคูนน้อยนั้นและกอดมันไว้ในอ้อมแขนของเธอ

   "โหดร้ายที่สุดเลยทำไมคุณจะต้องมาฆ่าสัตว์ตัวเล็กๆอย่างนี้ด้วย แถมยังทรมาณมันก่อนกินอีก คุณโหดร้ายที่สุดเลยคะคุณเอล"ริโคริสเธอถึงขั้นน้ำตาปริ่มดวงตาคู่ใสๆของเธอในขณะที่แร็คคูนน้อยก็ซาบซึ้งเหลือเกินกับหญิงสาวผู้งดงามและอ่อนโยนที่มาช่วยเหลือแม้ว่าอ้อมกอดของเธอจะแน่นไปหน่อยก็ตามแต่อย่างน้อยเจ้าแร็คคูนน้อยก็รอดแล้ว ซึ่งเล่นเอานายช่างกับเหล่าทหารเหงื่อตกกันเลยทีเดียวรัตน์ทำสีหน้าแบบลำบากใจนิดๆก่อนจะพูดขึ้น

   "เอ่อคุณริโคริสครับ คือว่าพวกเราหยอกมันเล่นนะครับเราไม่ได้ตั้งใจจะฆ่ามันด้วยซ้ำ คุณเอลเค้าตั้งใจแกล้งมันนิดหน่อยแล้วปล่อยมันไปน่ะครับ"รัตน์อธิบายในขณะที่ริโค่ถึงขั้นงง ดูเธอจะไม่เข้าใจว่านี้เป็นมุขอย่างหนึ่งกระมั้ง เธอเริ่มมองไปยังคนรอบข้างซึ่งดูทุกคนจะพยักหน้าแบบเดียวกันแม้กระทั้งลูคัสก็รู้ว่านี้เป็นมุขของตาเอล ซึ่งริโค่ก็ดูอายเล็กน้อยที่เธอทำอะไรเบิ่นๆออกมาก่อนจะหันไปขอโทษคนที่เธอเสียมารยาทด้วยไป

   "คุณเอลคะขอโท....ว๊าย!!!!!" เธอร้องเสียงหลงทันทีเมื่อร่างที่เคยยืนอยู่ตรงกองไฟนั้นปลิวกระเด็นไปแปะอยู่กับหน้าแข้งเนวาน่าเลือดอาบสาดกระเซ็นดุจยุงก้นป่องโดนตบอัดกำแพงก็ไม่ปาน โดยมีฟาลินกำลังพยายามงัดปะป๋าเธอออกจากหน้าแข้งอย่างเต็มที่ ซึ่งในตอนนั้นเองเนวาน่าก็ได้เอาปลายเล็บค่อยๆแคะร่างเอลออกจากหน้าแข้งอย่างรังเกียจและโยนร่างเค้าไปบนพื้นอย่างไร้เยื่อใยเธอหยิบผ้าคลุมอุปกรณ์แถวๆนั้นมาเช็ดหน้าแข้งจนสะอาดและโยนมันไปคลุมร่างเอลไว้เพื่อกันอุจาด

   กิ้ง~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~งงงงง     

   "ในยามนี้เราเสียไอ้โง่หัวหงอกไปหนึ่งคนแล้วขอให้ทหารทั้งหลายจงรับรู้ว่าถ้าไม่อยากอายุสั้นอย่าเล่นมุขควาย" แบตเทิลกล่าวไว้อาลัยกับผู้ที่พึ่งจากไปแบบขอๆไปทีเหมือนว่ามันไม่ได้สำคัญสักนิด  เหล่านายทหารต่างไว้อาลัยกับผู้กล้าไที่จากปอีกหนึ่งคน หลังจบพิธีไว้อาลัย ง่ายๆหรือมักง่ายก็ตามเหล่าทหารช่างก็แยกย้ายกลับไปทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

   หลังสิ้นเสียงกระดิ่งสวดริโค่ก็รีบวิ่งสุดฝีเท้าไปดูสภาพเอลในทันทีเธอไม่รู้เลยว่าแค่ผลักจะทำให้คนปลิวไปกระแทกฝาจนสาหัสแบบนี้ได้ ร่างของเอลที่อยู่ไต้ผ้าคลุมนั้น หายใจรวยระรินดุจดังจะสิ้นใจริโค่รีบผสานฝ่ามือและสร้างวงเวทย์และทำการรักษาเค้าทันที

   "ขอโทษนะคะคุณเอลฉันไม่คิดว่า มันจะรุนแรงแบบนี้ ฉันไม่ได้ตั้งใจ"ริโค่กล่าวทั้งน้ำตาในขณะที่เอลก็พูดติดๆขัดๆเต็มที เค้าโดนการโจมตีซึ่งไม่ต่างอะไรกับการโดนรถบรรทุกชนอย่างจังเข้าเต็มๆด้วยความต่างของแรงที่ริโค่ไม่ได้รับรู้เรื่องนี้มาก่อน เอลถึงขั้นสาหัสซึ่งริโค่ดูจากอาการภายนอกแล้ว ท่าทีของเค้านั้นคงจะไม่รอดเป็นแน่เอลยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนที่จะกล่าวขึ้นเป็นคำขอร้องสุดท้าย

   "องค์ราชีนีย์กระหม่อมขอบังอาจ หากการหม่อมได้รับปาฎิหารย์และสามารถรอดตายได้กระหม่อมอยากจะเรียนรู้วิชาเวทย์มนต์ของพวกท่าน แต่หาก...อึก!!!...ฮ๊า~~ห์ กระหม่อมต้องสิ้นลมตรงนี้"

   "อย่าพูดเช่นนั้นท่านต้องไม่เป็นอะไร ท่านต้องหายดี"ราชินีย์องค์น้อยพูดตัดบทในขณะเร่งพลังการรักษาให้มากขึ้นเพื่อยื้อชีวิตเค้าจากพยามัจุราช เอลยิ้มอย่างอ่อนโยนและหมดหวังก่อนที่จะพูดต่อ

   "หากว่า....กระหม่อม ต้องสิ้นลมในครานี้..อึก..ก..อาห์..อย่างน้อยขอกระหม่อมสิ้นลมในอ้อมแขนของท่านด้วยเถิด"นั้นคือคำขอร้องของเอลที่กำลังโรยแรงเต็มที ซึ่งริโค่นั้นก็พยักหน้าตอบรับทั้งน้ำตาอย่างเต็มใจยอมมอบให้หากเป็นคำขอสุดท้ายของเค้า

   "แต่ชั้นว่าอย่างนายตายคาที่ตรงนี้ละดีแล้ว!!!"คมดาบที่พุ่งมาเป็นดุจลำแสงสีเงินของลีลีย์อัศวินสาวแห่งจักรกลเทพพิทักษ์สีขาวพุ่งเข้าทะลวงร่างของเอลที่นอนอยู่แต่มันก็แตะได้เพียงเงาที่ตกค้างเอลตีดตัวหลบออกมาด้วยความเร็วสูงแค่ก็ไม่วายโดนคมดาบที่รวดเร็วตามมาแต่เค้าก็หลบได้อย่างฉิวเฉียดแม้ว่าจะต้องเสียผมไปเล็กน้อยก็ตาม เอลยังคงหลบหลีกคมดาบมัจจุราชความเร็วสูงหล่านั้นที่ระดมมาอย่างต่อเนื่องอย่างเต็มกำลังเพราะคมดาบเหล่านี้มีความเร็วสูงยิ่งกว่ากระสุนปืนซะอีกรอยที่เกิดจากแรงดาบถากใบหน้าของเค้าออกไปอย่างต่อเนื่องในตอนนั้นเองเอลก็ม่วนตัวไปเตะลังแถวนั้นเข้าใส่ร่างสาวน้อยที่พุ่งเข้าโรมรันเค้า แต่มันช่างไร้ค่าเพราะการโจมตีนั้นถูกผ่าครึ่งอย่างง่ายดาย แต่สิ่งที่แทรกออกมาหลังแนวลังนั้นคือคมดาบสีดำซึ่งทำให้อัศวินสาวต้องเบี่ยงตัวหลบและฟันสวนกลับไปในทันทีเอลซึ่งอยู่ห่างหลบออกไปแทบจะทันทีหลังการปะทะ ตอนนี้เค้าถือคาตานะเล่มสีดำสนิทและตั้งท่าในเชิงดาบคาราลี ซึ่งเป็นวิชาต้นตำหรับเพลงดาบไทยก็ว่าได้ แต่ก่อนที่อัศวินสาวจะพุ่งเข้าปะทะรอบสองริโค่ก็ตะโกนออกมาห้ามทัพอย่างสุดเสียงด้วยเสียงเล็กๆของเธอ

   "หยุดนะคะคุณลีลีย์!! คุณเอลเค้าบาดเจ็บอยู่นะคะ"ริโคริสตะโกนปรามไว้ในขณะที่ลีลีย์ทำหน้าหัวเสีย

   "ฝ่าบาทแต่เจ้านี้มันหลอกลวงฝ่าบาทนะเพคะ"ลีลีย์พูดขึ้นแต่เมื่อมองไปเบื่องหลังก็เห็นแร็คน่าส่ายหน้านิดๆเหมือนจะปรามไว้ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกเจ็บใจเล็กน้อยแต่ก็ยอมลดดาบลงโดยดี ส่วนเอลที่ยืนหอบอยู่ก็มองดาบตนเองที่พึ่งผ่านการปะทะมาซึ่งมันก็มีรอยร้าวถึงกลางดาบเอลจึงหักมันทิ้งก่อนจะเกาหัวอธิบาย

   "นี้คนสวยถึงไอ้ที่นอนซมนั้นจะตอแหลก็เถอะนะแต่ว่าที่ชั้นบาดเจ็บนั้นก็เรื่องจริงนา ถ้าไม่ได้ราชินีย์ของเธอช่วยชั้นก็คงนอนยาวนั้นละ แต่ว่าชั้นเองก็ล้อเล่นหนักไปต้องขอโทษด้วย" เอลก้มหัวขอโทษอย่างโดยดีซึ่งนั้นก็แสดงถึงความจริงใจของเค้า มันทำให้ลีลีย์ไม่อาจจะโกรธต่อไปได้เธอจึงฮึดฮัดเล็กน้อยก่อนจะไปยืนเคียงข้างแร็คน่า ซึ่งตอนนั้นริโค่ก็ได้มารักษาแผลบนใบหน้าให้แก่เอลอย่าเบามือเธอบ่นเอลเล็กน้อยในการล้อเล่นจนได้เรื่องของเค้า

   "คุณเอลคะ คุณทำนิสัยแบบนี้มันไม่ดีเลยนะคะ"ริโคริสบ่นกึ่งสอนเล็กน้อยเพราะเธอเริ่มเรียนรู้นิสัยชายคนนี้ได้บ้างแล้ว ซึ่งเอลก็ยิ้มรับเป็นอย่างดีในขณะที่ฟาลินจ้องแผลที่เกินขึ้นอย่างเป็นห่วง

   "เธอมีองครักษที่ดีมากนะองค์ราชีนีย์ทั้ง 4 ล้วนแต่เป็นคนที่ยอดเยี่ยมนัก แต่ชั้นเองก็ไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิดหรอกนะ อย่างน้อยชั้นก็ได้มองหน้าตาน่ารักๆ ของเธอชิด ๆ เป็นครั้งที่ 2 แล้วในวันนี้"เอลยิงมุขจีบไปหน่อยก่อนสะดุ้งด้วยแรงจิตสังหารของลีลีย์ที่อยู่ด้านหลังเค้ายิ้มแหยงๆก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างเต็มตัว"เอาละเดียวชั้นไปทำอาหารหน่อยละกัน"
บันทึกการเข้า

ประวัติของเอลฮาวล์ และเนวาน่า มาบล็อกนี้เลย
http://questkomkom.exteen.com/
quest
The Star Combatant
Ace Pilot
******
กระทู้: 305



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2009, 01:05:58 PM »

   เอลเดินไปยังกลุ่มคนครัวซึ่งได้เห็นภาคอันน่าสยดสยองหัวหน้าหน่วยรบ เรจไวเวิรนร์ ผู้หมู่เอ็กซผู้เป็นเอสไฟลอทอันเลื่องชื่อกำลังชำแหละไก่และลอกหนังถอนขนอย่างรวดเร็วและดุเดือดดุจดังเคยเจ็บแค้นกันมาจากชาติใหนก็ไม่บาน กลุ่มของเค้านั้นกำลังง่วนกับการสาละวนจัดการวัตถุดิบต่างๆ แต่รู้สึกว่าผู้หมู่เอ็กซนั้นจะมีความสุขเหลือเกินกับการชำแหละไก่ครั้งนี้ เค้าแอบหัวเราะเบาๆซึ่งสร้างบรรยากาศสยองขึ้นรอบตัวเป็นวงออร่าม่วงๆดำๆชัดซะจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า

   เอลซึ่งเห็นว่าเค้าคงมีความสุขที่ได้ทำแบบนี้ก็พยายามละสายตาออกไปก่อนที่จะได้เห็นภาพที่อาจมีความสยองเพิ่มซึ่งเค้าก็เดินมาถึงตรงวัตถุดิบสำคัญซึ่งเหล่าอัศวินจากโลกจะลงมือแล่โชว์นับว่าเป็นภาพที่หาได้ยากนัก ร่างของสัตว์ที่ถูกนำมาถูกโยนขึ้นดุจไร้น้ำหนักและจัดการอย่างรวดเร็วเซริออสนั้นแล่หมีตัวโตออกเป็นชิ้นๆโดยไม่โดนเครื่องในและยังลอกหนังออกได้อย่างกับบรรจง ซึ่งปรกติการจะทำแบบนี้ได้ต้องแล่ทีละชิ้นอย่างตั้งใจแต่พวกเค้านั้นกลับทำได้ชั่วพริบตาซึ่งแน่นอน

   "ดราลิ้งค์เก่งที่สุดเลย~~~~" ภรรเมียพี่แกก็ยังคอยปล่อยรังสีเลิฟ ๆ ไม่ให้หยุด ในขณะที่อัศวินผู้บังคับจักรกลเทวะสีขาวแร็คน่าก็.....เดินหนีไปซะดื้อๆ...ท่าทางงานนี้คงไม่เร้าใจเค้านักเลยตกเป็นงานของเซริออสไปอีกตัวซึ่งมันก็ไม่ได้ยากอะไร และแม่อัศวินสาวสายตาดุร้ายลีลีย์นั้นก็สับงูเหลือมยักษ์ที่ถูกล่ามาซะเป็นชิ้นๆแต่ก็ไม่ได้ลอกหนังออก ซึ่งมันก็เข้ากับนิสัยของเธอดี แต่จู่ๆเอลซึ่งมองการสับงูของเธอก็กระโจนออกจากวิถีด้านหน้าเธออย่างเต็มกำลัง เป็นเวลาเดียวกันกับที่กำแพงยานด้านหลังเค้าโดนฟาดเป็นรอยดาบ หลายสิบรอยด้วยคมดาบที่มองไม่เห็นเอลซึ่งรอดมาจากจุดลงจอดของเคียวมัจจุราชอย่างสดๆร้อนๆนั้นอย่างหวุดวิดเค้ามองกำแพงที่เต็มไปด้วยรอยโดยที่เหงือออกไม่ขาดสาย

   "ชิ" แม่สาวจอมโหดเดาะลิ้นเบาๆด้วยความผิดหวังซึ่งเล่นเอาเอลหันมาตะโกนด้วยความเหลืออดกับหวาดเสียวยิ่งกว่าเรียลลิตี้ตลุยบ้านผีตายห่านยกเมือง

   "ชิ สินะ!!! เมื่อกี๊ชิใช่ไม๊!!! เจตนาฆ่ากันเห็นๆเลยหรือ แม่อัศวินจอมดุ บอกแล้วไงว่าขอโทษ นี้กะก่อคดีฆาตกรรมโดยเจตนาเลยหรือ!!!" เอลร้องลั่นในขณะที่ลีลีย์บ่นงึมงำคล้ายว่าเสียดายโอกาศนี้ หลังจากหวิดตายไปอีกทีซึ่งตั้งแต่อยู่ไกล้แม่นี้รู้สึกว่าชีวิตของเค้าเริ่มมีไม่พอใช้เสียแล้ว เอลก็ขนวัตถุดิบเหล่านี้ไปทำอาหารต่างๆโดยมี คนที่เค้าคาดไม่ถึงเขียงข้างถึง4คน ไม่นับพ่อครัวประจำยาน นั้นคือสาวนักบินผู้มีฝีมือสูงของหน่วยเรจไวเวิรท์ โดโรที หรือ ดอลลี่ พ่อทนายชั้นเซี่ยน รัตน์ ภรรยาสุดหวานของหน่วยอัศวินต่างโลก เซเลน่า และราชาทองคำผู้อ่อนโยน คาริสซึ่ง3คนหลังนั้นเค้าไม่คาดคิดเลยว่าจะมาอยู่ในครัวได้แต่ ดูคนที่เหลือจะทึ่งกว่าที่คนอย่างเค้านั้นมาอยู่ในครัว สำหรับคนอื่นแล้วเอลนั้นไม่น่าจะมีความสามารถในการทำอาหารเลยแม้แต่น้อย

   "เฮ้ๆรู้นะคิดอะไรอยู่เสียมารยาทนะเฟ้ย" เอลพูดเชิงดุนิดๆใส่เหล่าคนที่มองเค้านั้นจนต้องหันไปทำงานต่อในขณะที่เค้าก็เอาสัปปะรดมาหันและขยำรวมกับเนื้อหมีเพื่อให้มันนุ่มขึ้นเพื่อทำของย่างและเร่งเวลาการหมักก่อนที่จะหันไปจัดการทำซอสปรุงในการทาและราดให้กับเนื้อที่ได้มาซึ่งเค้าก็ดูเชี่ยวชาญอย่างมากจนน่าเหลือเชื่อที่คนแบบเค้านั้นจะใช้ได้แม้แต่สุนไพรและเครื่องเทศจีน ซึ่งผิดกับท่าทางเหลวแหล่ของเค้าอย่างมาก

   แต่รัตน์เองก็ใช่ย่อยเค้าเลือกใช้อุ้งตีนหมีซึ่งเป็นของดีในการทำอาหารแม้ว่าลูคัสจะเกลียดมันแทบเป็นแทบตายและสาบานไว้ว่าจะไม่กินมันอย่างแน่นอน ซึ่งรัตน์ก็นำมันไปย่างด้วยไฟอ่อนและที่ดูจากเตรียมเหล้าจีนไว้บางทีอาจจะเป็นซอสก็เป็นได้ว่าแล้วรัตน์ก็จัดการใช้ใข่และเหล้าผสมกับเลือดหมีและเครื่องปรุงต่างๆทำเป็นซอสที่น่าจะเป็นซอสย่างซึ่งเลือกใช้การย่างกับอาหารที่มีคอลลาเจนสูงอย่างอุ้งตีนหมีนั้นนับว่าแน่มาก

   แม่สาวแห่งทีมเรจไวเวรินนั้นก็ไม่ธรรมดาแม้ว่าเธอจะหลีกเลี้ยงการใช้ของพิลึกต่างๆอย่าเนื้อหมีหรืองูแต่เธอก็เลือกเนื้อสัตว์ที่ไกล้เคียงความธรรมดาที่สุดนั้นคือเนื้อกวางแถมเธอยังใช้เนื้อกวางที่ทำการหั่นละเอียดผสมกับข้าวที่ผ่านการปรุงรสแบบสไตล์อเมริกันยัดเข้าไปในตัวไก่ที่หัวหน้าทีมของเธอจัดการเอาไว้และย่างโดยทาซอสซึ่งนับว่าแปลกมากที่เลือกวิธีนี้เพราะรสของไก่นั้นจะไม่ซึมซับเท่ากับการนึ่งหรืออบแต่ในเมื่อมายืนอยู่ในครัวนี้เธอคงไม่คิดจะทำอะไรที่ธรรมดาอย่างแน่นอน

   เอลยังคงมองแผนการของดอลลี่ไม่ออกว่าเธอจะมาไม้ใหนแถมด้วยที่รัตน์นั้นยังผสมอะไรบางอย่างลงไปในซอสซึ่งเค้ามองไม่ชัดนักบางทีมันอาจเป็นไม้ตายของรัตน์ก็เป็นได้เพราะเค้าสังหรถึงความร้ายกาจของทั้งสองได้อย่างชัดเจน

   ทางภรรยายังสาวคุณเซเลน่าก็เลือกสิ่งที่เค้าคิดว่าเธอไม่น่าเลือกนั้นคือเนื้องูแต่ในทางกลับกันหากเธออยู่ในโลกที่มีไอ้ตัวประหลาดคล้ายๆดาเร็นเดินให้เพ่นพ่านก็ไม่น่าแปลกนักที่จะมีมังกรและเธออาจจะเคยจับสัตว์ยักษ์พวกนี้ทำอาหารบ่อยๆก็ได้ด้วยขนาดตัวของมังกรที่มีขนาดใหญ่ย้อมมีจำนวนของให้ฝึกซ้อมมากมายจนเธอแตกฉานซึ่งตอนนี้เธอกำลังทำการใช้เครื่องปรุงกับเนื้องูใส่น้ำซุปในการเคี่ยวซึ่งดูจะธรรมดามากสำหรับอาหารจานนี้แต่เอลกลับใจคอไม่ดีนักกับกะทะที่วางไว้ข้างๆตัวเธอซึ่งโดนลนความร้อนเตรียมไว้มันจะเป็นเมนูสองหรือว่าเป็นส่วนผสมอื่นกันแน่ก็ไม่รู้แต่ที่น่าสพรึงกลัวที่สุดคือออร่าที่บ่งบอกถึงอำนาจและการเคลื่อนใหวที่ดูธรรมดาที่สุดในห้องครัวนี้ราชาทองคำ คาริส

   การทำอาหารของราชาผู้จากถิ่นฐาน คาริสนั้นใช้ส่วนผสมของเนื้อทั้ง4อย่าง หมี งู กวาง และไก่ แถมยังใช้ของและวัตถุดิบที่หลากหลายซึ่งมันควบคุมรสชาติได้ยากยิ่งตามปรกติแล้วไม่น่าจะมีพ่อครัวใช้ของหลายชนิดเช่นนี้เพราะจะเกิดการตีกันของรสชาติของวัตถุดิบแต่ว่าเอลกลับรู้สึกว่าราชาคนนี้ไม่ใช่คนที่มีดีแต่เพียงตำแหน่งแน่ๆเค้ากำลังเดินเข้าสู่กับระเบิดแห่งรสชาติโดยที่ไม่มีท่าทีหวั่นใหวเลยแม้แต่น้อย ลิ้นของราชานั้นย่อมผ่านของกินมาเป็นจำนวนมากและจากที่เคยได้ยินและชิมมาเอง เค้าคนนี้เป็นผู้ที่มีความสามารถทางขนมอบอย่างยอดเยี่ยมซึ่งอาจจะรวมไปถึงของหวานด้วยแต่นั้นก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับของคาวแต่อย่างใด แต่หากว่าราชาผู้นี้คือผู้ที่ซ้อนเขี้ยวเล็บไว้ละ คนอย่างเค้าในสายตาเอลนั้นไม่มีทางออกรบโดยไร้แผนและเค้าจะออกรบเพื่อชัยชนะเท่านั้นไม่มีคำว่าแพ้หรือจำนน เอลซึ่งมองสถานะการโดยรวมอยู่จึงเลือกที่จะเริ่มพูดคุยเพื่อสืบความเป็นไปของอาหารคู่แข่งซึ่งเค้าเลือกคาริสที่น่าจะสืบได้ง่ายที่สุด

   "ท่าทางน่าอร่อยนะครับทำอะไรครับเนี้ย"เอลยิงหมัดแย็บเข้าไปตรงๆซึ่งไม่ต้องล่อหลอกมากนัก และคาริสเองก็ดูจะเป็นมิตรด้วยราชาผู้อ่อนโยนนั้นตอบมาอย่างนุ่มนวล

   "เดียวรอลุ้นตอนเสร็จและกันครับ"คาริสยิงคำตอบปิดผนึกการซักไซร้ของเอลแสดงว่าเค้ามีไม้เด็ดที่ซ้อนไว้อย่างแน่นอน เอลซึ่งนิ่งไปเพราะเจอมุขนี้ก็แกล้งเปลี่ยนวิธีเป็นตีอ้อมแทน

   "ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าราชาจะทำอาหารเป็นด้วยกระผมก็นึกว่าท่านจะกินแต่ของที่พ่อครัวทำให้เสียอีก"เอลเปลี่ยนวิธีเป็นตีสนิทเพื่อล้วงความลับแทน

   "ก็แค่ทำตอนว่าง ๆ นะครับ เมื่อก่อนก็เจอปัญหาเวลาไม่มีใครช่วยจะได้ทำกินเองได้ แล้วก็ที่สำคัญแล้วผมไม่เป็นชนชั้นสูงมาแต่เกิดหรอกครับ"คาริสตอบมาเล่นเอาเอลเดาได้เลย ไม่สิเค้ารู้อยู่แล้วละว่าราชาคนนี้เจออะไรมามากกว่าที่เค้าคิดมากมายนัก

   "ผมก็เห็นคนมาเยอะแล้วอย่างคุณคงเป็นราชานักรบที่ไม่ดีนัก คุณคงเป็นราชาที่สามารถทำให้ราษฎรอยู่ได้อย่างเป็นสุขมากแน่ๆคนอย่างคุณนะคงไม่ใจดำพอส่งทหารไปตายเพื่อตนเองหรอก" เอลพูดขึ้นอย่างยิ้มๆเพราะโดยส่วนตัวเค้าเป็นคนที่เกลียดใครไม่เก่งซะด้วย และเค้าเองก็ไม่ใช่คนมีมารยาทเท่าไรนัก แต่ด้วยน้ำเสียงที่จริงใจนั้นทำให้คาริสตอบกลับมาดุจดังว่าอสูรตนนี้เป็นเพื่อนสนิทที่คบกันมานานก็ไม่บาน

   "ผมทำใจที่จะให้ใครเสียสละเพื่อผมไม่ค่อยได้หรอกครับ ความสุขของทุกๆ คนนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากทำให้ทุกคนมีความสุขได้ผมก็ยินดีจะทำทุกอย่างเพื่อพวกเค้า"ราชาทางคำตอบมาซึ่งทำให้ดอลลี่อดรู้สึกดีกับราชาองค์นี้ไม่ได้ดูเค้านั้นช่างไม่ถือตัวเอาเสียเลยแต่เค้าก็ดูเปี่ยมไปด้วยอำนาจของราชาอย่างชัดเจน ในขณะนั้นเองเอลก็สับเนื้อหมีซะขาดเป็นสองท่อนและยิ้มสะแยะเขี้ยวเหมือนกำลังเล่นบทโหดซะอย่างนั้น

   "แต่ผมไม่คิดว่านั้นคือการเป็นราชาที่ถูกต้องหรอกนะ ราชาที่ถูกต้องต้องใช้วิธีการและอำนาจทั้งหมดเพื่อให้ได้มาซึ่งแผ่นดินหนึ่งเดียวและอำนาจสิทธ์ขาดต่างหากละครับ"เอลพูดขึ้นมาทำให้คาริสดูจะรู้สึกแปลกที่คนๆนี้กลับมีความคิดที่ชั่วร้ายแบบนี้ซึ่งมันเป็นความคิดที่ไม่เหมาะกับเค้านักแต่คนในห้องครัวส่วนมากกลับคืดว่านึกไว้แล้วว่ามันต้องคิดชั่วๆแบบนี้ คาริสจึ่งยื่นความคิดเห็นค้านขึ้นมาอย่างเรียบๆ

   "เส้นทางแห่งความหวาดกลัวนั้นจะนำพามาซึ่งการต่อต้านและหายนะนะครับ"คาริสกล่าวขึ้นในขณะที่ยังคงจัดการทำสุกเนื้อแต่ละชนิดซึ่งเค้าก็หุงข้าวแยกไว้และเค้าใส่บางสิ่งลงไปในข้าวอีกด้วยหลังจบคำเอลเองก็ยิ้มเหมือนว่ามันไม่ใช่ปัญหาสักนิด

   "เช่นนั้นจะทำอย่างไรละครับ อีกฝ่ายคือผู้ครอบครองทั้งฝืนพิภพเชียวนะ"เอลพูดขึ้นอย่างข่มขู่ในขณะที่เริ่มทาซอสลงไปทั่วๆเนื้อหมีติดกระดูกและเอาย่างบนเตาบาบิคิวที่ร้อนระอุด้วยไฟอ่อนที่ปรับอุณหภูมิด้วยการเติมพืนอย่างเชี่ยวชาญ

   "การปกครองด้วยกำลังมันก็คือการกดขี่นั่นแหละครับ เหล่าคนไม่พอใจจะเริ่มลุกขึ้นต่อต้านโดยจะมีผู้นำที่ไม่อาจทนได้เป็นคนปลุกระดม หลังจากนั้นจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ไปทั่วหย่อมหญ้าอย่างแน่นอน ต่อให้มีพลังมากขนาดไหนแต่ลำพังตัวคนเดียวไม่มีวันจะทำอะไรได้หรอกครับ ซักวันก็ต้องพ่ายแพ้และถูกกำจัดอย่างแน่นอนที่สุด" ราชาทองคำคาริส ตอบขึ้นในขณะที่เค้าคิดว่านั้นคือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างมากที่สุด โดยที่มือของเค้ายังคงปรุงรสซุปถังโตอยู่อย่างไม่รีบร้อน เอลก็พูดขึ้นมาต่อในทันทีที่ราชานั้นขาดช่วงลง

   "แล้วคุณคิดว่าคุณเป็นราชาแบบไหนกันเอ่ย?"เอลตั้งคำถามแปลกๆในขณะที่เริ่มโรงผงเครื่องปรุงลงบนเนื้อที่ย่างอยู่ซึ่งมันก็เริ่มหอมเด่นขึ้นอย่างชัดเจน ปรกติคำถามมันก็จะจบที่การตายของราชาจอมโฉดแต่เค้ากลับถามต่อไปซึ่งราชาผู้อ่อนโยนคาริสก็ตอบกลับมาอย่างเรียบๆ

   "ผมจะเป็นราชาในแบบของผมครับ ถึงตอนนี้จะยังใช้ไม่ค่อยได้ก็เถอะ"คาริสตอบมาด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนในขณะที่เค้าเริ่มใส่วัตถุดิบลงไปในหม้อซุปซึ่งมันมีถึง4หม้อซึ่งมีสีต่างกันตอนนี้เอลรู้แล้วว่าคาริสนั้นกำลังทำอาหารอะไรอยู่ซึ่งมันน่าทึ่งมากที่เค้าจะมาไม้นี้ หลังสืบได้เอลก็ยิ้มและผละตัวออกพร้อมกับตอบคำตอบที่เค้าคิด

   "แต่ว่านะ มนุษย์นะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถ้าไม่โดนไม้แข็งจะไม่จำ การจะรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวและอยู่อย่างมีความสุขและสามัคคีจอมมารเป็นสิ่งที่ขาดได้ยากนะ ชั้นเชื่อว่าราชาโฉดคงตั้งใจที่จะตายเพื่อทุกคนโดยแบกรับคำสาบแช่งไว้อย่างแน่นอน "เอลตอบทั้งยิ้มๆในขณะที่เริ่ม จัดการทาซอสลงบนผักต่างๆและย่างมันด้วยเตาไฟในระยะที่ไม่ไกล้นักค้าตั้งใจทำบาร์บิคิวแน่ๆคาริสมองเอลอย่างแปลกๆในความคิดของเค้าซึ่งมันดูพึลึกอย่างมาก แต่เค้าก็อดคิดไม่ได้ว่าชายคนนี้ก็มีวิสัยทัศที่แตกต่างในอีกมุมหนึ่งเช่นกัน

   "แบบนั้นสู้ปกครองดีๆแต่แรกไปเลยไม่ดีกว่าหรือไงตาทึ่ม"ดอลลี่ด่าเอลซักนิดในความคิดประหลาดๆของเค้าซึ่งเอลก็หัวเราะแหะๆกับการต่อว่าของเธอซึ่งเค้าก็ไม่ได้ปฎิเสทอะไร แต่ทางเธอนั้นก็ได้จัดการวางไก่ลงบนจานและเริ่มตัดแบ่งเป็นชิ้นๆซึ่งเอลก็พบว่ามันมีน้ำซุปอยู่ภายในมากมายนักที่แท้ข้าวที่เธอใส่เข้าไปพร้อมเนื้อกวางในตอนแรกเป็นข้าวดิบและเธอใช้น้ำซุปของเธอเนื้อกวางและไก่ที่หุ้มอยู่ในการหุงข้าวโดยใช้ไก่ต่างหม้อข้าวนั้นเองซึ่งรสชาตต้องยอดเยี่ยมเป็นแน่แถมเธอยังทำซอสไว้แยกอีกต่างหากคงเป็นอาหารรสอ่อนเป็นแน่

   "ผมเองก็ไม่คิดว่าไอ้คนที่ฆ่าคนเป็นว่าเล่นจะใจดีขนาดที่คิดเรื่องตัวเองเสียสละให้เป็นหนึ่งเดียวหรอกนะครับคุณเอล ผมว่าคุณมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว" รัตน์เองก็ช่วยเสริม ซึ่งทำเอาเอลเริ่มตัวลีบตัวเล็กลงทุกที รัตน์นั้นทำเสร็จแล้วซึ่งมันดูง่ายมากแค่เอาอุ้งตีนหมีไปย่างไฟอ่อนและปรุงรสเล็กน้อยเท่านั้นเองแต่ยังมีซอสเหลืออยู่โดยแยกไว้ของเหลวสีดำแดงในขวดใสและยังมีหม้ออีกหนึ่งหม้อที่ดูน่าสงสัยอีกด้วยว่ารัตน์ใส่อะไรเอาไว้มันคงเป็นเมนูจำนวนมากของเค้าซึ่งทำไว้โดยใช้อุ้งตีนหมีเป็นตัวล่อสายตาแน่นอน

   "คนแบบที่ท่านว่านั้นหาได้ยากในความเป็นจริงนะท่านนักรบเอลฮาวล์"เซเลน่าย้ำลงไปอีกคนเพื่อทำให้เอลลีบจนถึงขีดสุดจนซึ่งตอนนี้แทบจะเป็นมดอยู่แล้ว ในขณะที่เธอก็แสดงความร้ายกาจออกมาเมื่อเธอเทของที่เคี้ยวไว้ลงในกระทะร้อนใบโตนั้นและเริ่มทำการร่อนในทันทีซึ่งใช้เทคนิกสะบัดกะทะเพื่อกระจายความร้อนอย่างคล่องแคล่วกลิ่นของอาหารที่โดนผ่านความร้อนกลางอากาศแถมยังมีการใส่เครื่องปรุงที่ผ่านการผสมผสานไว้แล้วในขั้นตอนสะบัดทำให้ความทั่วถึงของรสชาตินั้นยิ่งมีมากขึ้นแท้จริงแล้วเธอก็ทำราดหน้าข้าวนั้นเองซึ่งเธอก็หุงข้าวสวยเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย

   "คนเราล้วนต่างเหตุและผลไม่มีใครผิดและไม่มีใครถูก จะมองว่าดีหรือชั่วแล้วแต่ความรู้สึกของแต่ละคนนั้นจะเห็นพ้องไปในทางใด แม้นว่าจอมโฉดแห่งยุคก็อาจเป็นวีรบุรุษหากว่ามองอีกมุมหนึ่ง ท่านเวราโด้เคยพูดกับผมแบบนี้เหมือนกันครับแต่ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก"คาริสพูดเสริมขึ้นในขณะที่ราชาองค์นี้ใช้การต้มด้วยอุณหถูมิไม่เท่ากันในหม้อทั้งสี่เพื่อให้ได้รสชาติที่เหมาะสมโดยที่ตนเองกำลังทำบางสิ่งที่คล้ายๆเข้าผัดไข่ซึ่งมันเริ่มออกมาเป็นสีทองและหอมอ่อนๆในตอนนี้เค้าใช้เพียงข้าวน้ำมันและไข่เท่านั้นซึ่งมันก็ออกมาเป็นสีทองอร่าม ด้วยความสามารถในการควบคุมความร้อนและวัตถุดิบอย่างยอดเยี่ยม หลังเอลฟังคำพูดของคาริสเค้าก็ยิ้มแหะๆในขณะที่คนที่เหลือก็คิดซะว่าถ้ามองและคิดซะแบบนั้นก็อาจจะดีก็ได้โลกนี้คงน่าอยู่ขึ้นอีกมากทีเดียว

   หลังจากสงครามในห้องครัวผ่านไปได้สักพักอาหารหลายจานก็ถูกนำออกมาให้แก่คนในยานได้ลิ้มลองเพื่อเพิ่มพลังก่อนที่จะลุยงานต่อเต็มกำลังเมนูของรัตน์นั้นคืออุ่งตีนหมีที่ย่างแบบง่ายๆกับสปาเก็ตตี้เนื้อหมีสับซึ่งดูน่ากินอย่างมากเป็นที่ชื้นชอบของเหล่าคนในยานด้วยรสชาติที่เรียบง่ายและอร่อยอย่างลงตัวลูคัสเลือกเมนูนี้ด้วยความที่เค้ามั้นใจว่าไม่มีของประหลาดๆผสมอยู่อย่างแน่นอน

    เอลนั้นส่งปาร์บิคิวเนื้อหมีราดซอสชนิดพิเศษลงประกวดซึ่งรสชาตินั้นออกแนวเผ็ดร้อนกระตุ้นน้ำลายซึ่งรสเผ็ดนั้นดึงรสซอสในเนื้อของหมีตัดกับผลไม้และผักที่คั่นอยู่อย่างลงตัวและยังสามารถเลือกความสุกดิบได้ตามความชอบฟาลินนั้นหยิบแบบไม้ต่อไม้อย่างไม่หยุดปาก

   ดอลลี่เองก็ไม่ยอมแพ้เธอใช้ข่าวยัดไส้ไก่กับเนื้อกวางข้าวที่สุกด้วยน้ำซุปที่เกิดจาการย่างไก่ทั้งตัวผสมกับเนื้อกวางและเครื่องปรุงเล็กน้อยทำให้เข้าถึงความเป็นไก่อย่างที่สุดรสชาดที่ออกมานั้นเป็นรสชาดที่กลมกล่อมและสดชื่นโดยไม่หนักนักเป็นของที่กินคล่องและโดนตักอย่างไม่ขาดมือซึ่งมิกนั้นดูจะถูกใจเมนูนี้อย่างเห็นได้ชัดและแบตเองก็ร่วมกินเมนูนี้ด้วยเพราะเธอไม่อยากเจอของสแลงในเมนูอื่น

    เซเลน่านั้นทำผัดเนื้องูซึ่งมันไม่ใช่อาหารโดยตรงแต่เป็นกับซึ่งไว้กินกับข้าวสวยเพราะรสจัดจ้านและเข้มข้นเมื่อกินราดกับข้าวแล้วจะกลายเป็นอาหารจานเด็ดที่ชวนให้ตักเพิ่มโดยไม่รู้จบแน่นอนเธอนำมันไปรับประทานกับหวานใจข้างๆรูปไม้สลักซึ่งเป็นรูปเซเลน่าและเซเรออสกอดกันอย่างรักไคร่ด้วยสเกล 1/1 ทำเอาบรรยากาศรอบข้างหวานเลี่ยนไปหมดแบบกาแฟดำที่ใส่นมข้นไปจนเกือบหมดกระป๋อง

   และอาหารของคาลิสเค้านั้นทำข้าวราดซุปโดยมีน้ำซุปให้เลือกถึงสี่ชนิดซึ่งถูกจัดล้อมจานข้าวผัดสีทองเป็นสี่มุมอันหมายถึง เทพพิทักษ์ทั้งสี่ ไก่ป่าแทนซุซาคุ งูแทนเก็นบุ หมีแทนเบี้ยกโคะ และกวางซึ่งมีเขาอันงดงามแทนเซริวโดยล้อมมังกรทองผู้เป็นมหาเทพซึ่งแทนด้วยข้าวผัดสีทองอร่าม รสชาติที่ประสานกับน้ำซุปที่หอมกรุ่มและละมุนละไมแสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดและนิสัยที่ใส่ใจของราชาคนนี้ได้อย่างดี แต่เสียดายที่ราชินีย์สุดที่รักนั้นดูจะไม่อยากกินด้วยเธอคงไม่ชอบเนื้อสัตว์แต่คุณราชาผู้อ่อนโยนนั้นก็ทำสลัดผักไว้เผื่อเธอและเจ้าแรคคูนน้อยนันเป็นที่เรียบร้อยแต่เจ้าแรคคูนนั้นก็กินข้าวแช่ของคาลิสด้วยตงเป็นเพราะมันเป็นสัตว์ที่ไม่เลือกกินเท่าไรมั้ง

   "รัตน์คุงชั้นขอกินอาหารของเธอได้ไม๊?" ในขณะนั้นเองซาโยะโอเปอร์เรเตอร์สาวสวยเธอก็ทำคะแนนด้วยการเลือกที่จะกินอุ้งตีนหมีของพ่อทนายรัตน์ซึ่งรัตน์เองก็ไม่ได้ขัดอะไร

   "ได้สิ แต่รอเดี้ยวนะ"รัตน์เอาอาหารจานเด็จของเค้านั้นวางลงและราดมันด้วยเหล้าจีนและจุดไฟเพียงชั่วครู่อุ้งตีนหมีก็เริ่มแตกออกและเผิยให้เห็นเนื้อใน ซึ่งเป็นที่ตื่นเต้นแก่คนรอบข้างมาก เค้าราดซอสลงไปหลังจากไฟดับซึ่งก็ทำให้กินของอาหารนั้นหอมอบอวลไปทั่วโดยที่ซาโยะนั้นก็ทดลอตักขึ้นมาชิมดู

   "อะ....อร่อยจัง " เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ชื่นชมและตกใจที่รัตน์นั้นทำอาหารได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้เอลซึ่งได้กลิ่นก็เดินตามเข้ามาดูอย่างช้าๆและทดลองชิมซอสที่อยู่ในจานนั้นดู

   "อย่างนี้เอง ที่แท้อยู่นี้เอง รสชาติแผงที่เข้มข้น ซอสนี้นายใช้สมองหมีผสมลงไปสินะ"เอลพูดขึ้นและรัตน์ก็ยิ้มเล็กๆและถอนหายใจ

   "หลอกคุณไม่ได้จริงๆด้วยนะครับคุณเอล"รัตน์ซึ่งเฉลยเคล็ดลับแห่งรสชาดออกมานั้นดูจะไม่คิดปกปิดสูตรลับนี้เลยแม้แต่น้อย

   หลังการประลองทางรสชาดเบาๆจบลงเอลก็เดินเข้าไปเข็นหม้อดินเผาขนาดยักษ์เบิมออกมาซึ่งมันคือหม้อไฟซึ่งรวมความสามารถและวิชาเทพวิชามารจนไปถึงอวิชาของเหล่าพ่อครัวของยานเรดกาแล็กซี่เองเจิลเอาไว้จนเต็มหม้อกลิ่นที่ออกมานั้นช่างหอมหวลและน่ากินแบบสไตล์ป่าๆซึ่งเป็นเอกลักษ์ตามวัตถุดิบท้องถิ่นและเน้นความสด เอลซึ่งเป็นคนเริ่มกิจกรรมจึงออกมาพูดเรื่องกฎเล็กน้อย

   "เอาละครับท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายคราวนี้จะถึงคราวเล่นเกมสุดลุ้นของเราแล้วเราจะมีรางวัลพิเศษให้กับผู้ที่หาเจ้าสิ่งนี้เจอ"เอลชูก้อนแป้งสีชมพูอ่อนที่มีทองคำเปลวติดอยู่ภายในซึ่งแสนจะดูโดดเด่นก่อนที่จะหย่อนมันลงไปในหม้อและตามไปด้วยก้อนแป้งหลากหลายสีซึ่งทั้งหมดก็หายลงไปยังก้นหม้อด้วยวิชามารทั้งที่มันควรจะลอยแท้ๆและเค้าก็ประกาศขึ้นต่อ

   "กฎนั้นแสนง่ายสามารถตักได้ทีละสามลูกและต้องกินทุกลูกที่ตักขึ้นมาให้หมดก่อนตักใหม่แค่นั้นละเมื่อทุกคนเข้าใจแล้วก็ สตารท์!!!"เอลให้สัญญาในขณะที่ทุกคนค่อยๆทยอยมาตักทีละลูก ซาโยะผู้เป็นเหยื่อรายแรกก็ทดลองเอาเจ้าก้อนแป้งสีขาวเข้าปากดูซึ่งมันก็รสชาตดีทีเดียว

   "อะ!! อร่อยดีนิคะ นึกว่าจะรสชาดแปลกๆซะอีก แบบนี้ชั้นขออี...."

   "อ๊ากกกกกกกกกก!!!!!" หลังจากไม่ทันจบประโยคของซาโยะดีมิกก็เป็นอันต้องร่วงลงนอนกับพื้นด้วยอาการตาเหลือขึ้นบนซึ่งนำความสยองมายังกลุ่มคนที่กำลังร่วมกินอย่างมากซึ่งเอลก็หัวเราะขึ้นเบาๆ

   "อย่านึกนะครับของรางวัลของเราจะได้กันง่ายๆ"เอลพูดขึ้นในขณะที่เกมเริ่มตึงเครียดเหล่าผู้กล้าที่อยากได้รางวัลนั้นต่างเข้าประทะกับอาวุธทางรสชาดของทางพ่อครัวของเรดกาแล็คซี่ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อจัดการพวกโลภมากที่อยากได้สมบัติอันลึกลับแบตเทิลเองก็เล่นในเกมนี้ด้วยซึ่งเธอก็ทำสีหน้าแย่สุดๆเมื่อเจอกับอะไรสักอย่างจืดๆและเหนียวยิ่งกว่าหมากฝรั่งในปากเธอ

   "อี๊รู้สึกแย่ชมัดและนายละตาแว่น.....!!ตาแว่น!!!!" แบตนั้นตะโกนสุดเสียงแว่นของลูคัสนั้นเป็นฝ้าแตกร้าวก่อนจะล้มลงโดยมีควันออกจากปากเหล่าผู้กล้าหลายคนต้องสละชีพในการนี้อย่างต่อเนื้องในขณะนั้น เอลก็ได้ตกตะลึงเมื่อได้เห็นลูกดังโงะสีม่วงเข้ม ฟ้าและ เทา อยู่ในจานเดียวกันเค้ารู้ว่ามันคืออะไรและเค้ามั่นใจว่ามันคืออาวุธที่ร้ายแรงที่สุดที่เค้าสร้างสรรใส่หม้อนี้และผู้ที่ได้รับกรรมนั้นคืออัศวินผู้รักเมียยิ่งชีพเซริออสนั้นเองซึ่งเอลรู้ดีว่าความหวานของสวามีและอภิภรรยาคู่นี้กำลังจะจบลงและแล้วเซริออสก็ลำเลียงอาวุธนิวเคลียขนาดย่อมนั้นเข้าปากไป ร่างของเค้าถึงกับหยุดนิ่งในขณะที่เอลหลับตาและเบือนหน้าหนี

   "อืม......เป็นรสชาติที่ชวนนึกถึงตอนที่โดนเกณฑ์เป็นทหารใหม่ๆเลย" เช็ดเข้แมร็งแดร็กได้โว้ยยยย เอลตะโกนลั้นในใจซึ่งเค้าไม่คิดและไม่เคยคิดว่าใครจะไปกินไอ้ของพรรณ์นี้ได้ เพราะมันผสมขึ้นจาก.......

---------------------------------------------------------------------------------

เนื่องจากส่วนผสมโหดเหี้ยมเกินไปจึงขอละไว้ณะที่นี้

---------------------------------------------------------------------------------
แต่เค้าก็กินมันอย่างหวานชื่นกับภรรยาของเค้าต่อโดยไม่แคร์สายตาใคร แต่ในขณะนั้นเองเอลก็สังเกตุไปยังริโคริสซึ่งกำลังทำท่าลำบากใจกับดังโงะลูกแดงที่อยู่ในถ้วยของเธอไม่ใช่ว่าเธอกลัวแต่เธอไม่อยากกินหม้อไฟที่ทำจากสัตว์เหล่านี้เลย

   "ฝ่าบาทอย่าเสวยเลยให้ดิชั้นทานแทนเถอะคะ"ที่ลีลีย์ก็รับอาสากินมันแทนซึ่ง

   "ไม่ละคะคุณลีลีย์ชั้นอยากรับผิดชอบมันด้วยตัวเองมากกว่า" ริโค่นั้นปฎิเสทน้ำใจเธอก็ดูจะอยากรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมานี้และกลั้นใจเพื่อจะตักมันเข้าปากแต่อาหารทั้งจานก็หายไปโดยฝีมือของเอล ซึ่งเธอก็ดูจะงงเล็กน้อย

   "นี้เป็นเรื่องเล็กๆนะองค์หญิงถ้ามันไม่เหมาะก็อย่าฝืนสิ"เอลกินมันจนหมดก่อนที่จะวางจานไว้ที่รถเข็น

   "แต่ว่าทุกคนอุตสาห์ทำแถมยังต้องมีการสละชีวิตไปชั้นทำมันสูญเปล่าไม่ได้หรอกคะ"ริโคริสเธอพูดขึ้นเพราะเธอรู้ดีว่าหม้อไฟและอาหารที่เธอไม่อาจกินได้นี้มีค่าแค่ใหนแต่เอลก็สวนกลับในทันที

   "อาหารนะอยากที่จะให้คนกินเค้ามีความสุขถ้ากินไปแล้วเกิดทุกข์นะก็อย่ากินจะดีกว่า พวกเค้าก็ไม่ได้บังคับเธอให้รับผิดชอบหรอกน่า หัดพังผู้ใหญ่พูดบ้างสิ"เอลบ่นในขณะที่เค้าวางตัวเป็นผู้ใหญ่ในทันที

   "เป็นอันว่าคุณเป็นกรณีพิเศษทางศาสนาไปละกันเดียวผมไปทำของกินเพิ่มสักหน่อยนะครับขอบังคมลา"ว่าแล้วเอลก็โค้งตัวเล็กน้อยก่อนจะถอยหายไปในครัวแต่พอพ้นระยะเค้าก็พิงฝาและเป่าปากทันที

   "บาบาเนโร่จริงๆด้วยดีนะไม่ปล่อยเข้าปากไป"เอลที่กินขนมดังโงะไส้บาบาเนโร่ซึ่งเป็นพริกที่เผ็ดที่สุดบนโลกพักอยู่และแล้วก็มีลูกสาวน้อยสุดรักของเค้ามาดึงชายเสื้อเบาๆ

   "ปะป๋าเผ็ดหรอค๊า~~~~~~ฟาลินแบ่งนมนะ" ฟาลินซึ่งไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไรนั้นยืนนมกล่องให้แก่เอลซึ่งเอลก็ยิ้มรัและลูบหัวเธอเบาๆก่อนยกมันขึ้นดื่มเพื่อดับร้อนและเคลือบลิ้นไว้

   "ดีขึ้นเยอะเลยขอบใจนะฟาลิน"เขาลูบหัวเธออย่างอ่อนโยนและเธอก็ส่งเสียงร้องเบาๆในคอเป็นการตอบรับคล้ายๆลูกแมวก็ไม่ปาน

   "ง ือ~~~~~~"เอลซึ่งกำลังเพลินกับลูกสาวก็อุ้มร่างเธอขึ้นและพาเดินไปยังครัวซึ่งเค้าก็เริ่มปรุงเครื่องดืมยามเช้าทันทีโดนที่ครัวนั้นมีคาลิสยืนอบขนมอยู่ทั้งคู่ต่าง
ไม่พูดอะไรและเดินออกไปยังกลุ่มพ้องเพื่อนหลังจากทำของว่างปิดท้ายเสร็จ เมื่อทั้งคู่ออกไปร่างที่ได้ครอบครองดังโงะทองคำท่ามกลางทะเลซากศพนั้นคือ คุณเฟอร์เดอร์ริก้าหรือแรคคูนนั้นเอง ซึ่งเอลที่มองเหตุการอยู่ก็อดขำไม่ได้ เค้าและคาลิสออกแจกจ่ายของว่างโดยมีคนมรับต่อและส่งไปเป็นทอดๆทุกคนค่อยๆดืมซ็อกโกแลทซึ่งทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นและกินคุกกี้นั้นอย่างสบายอารมณ์ท่ามกลางอากาศหนาวที่สดชื่น ทุกอย่างในตอนนี้ดูเงียบสงบมีเพียงเสียงของไม้ที่แตกดังจากการเผาไหม้เป็นระยะๆเอลซึ่งหยิบเหล้ามาดื่มให้พออุ่นขึ้นโดยมีฟาลินเกาะหลังและมุดเสื้อเค้าเพื่อเอาความอบอุ่นจากเค้า ตอนนี้ทุกคนต่างจ้องไปยังขอบฟ้าที่ไร้ซึ่งแสงโดยหวังว่าจะร่วมกันดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกันแต่ด้วยภาระกิจทำให้ทุกคนจำต้องแยกย้ายกันอีกครา เอลลูบบหัวลูกรักของเค้าก่อนจะจูบหน้าผากลาและเค้าก็คิดอยู่ในใจเงียบๆเพียงผู้เดียว

 "สักวันชั้นจะกลับมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกับพวกนายที่นี้อย่างแน่นอน"
บันทึกการเข้า

ประวัติของเอลฮาวล์ และเนวาน่า มาบล็อกนี้เลย
http://questkomkom.exteen.com/
quest
The Star Combatant
Ace Pilot
******
กระทู้: 305



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2009, 10:33:41 PM »

บท ค่ำคืนแสนพิเศษของสองพ่อลูก
ช่วงเวลา - ไม่สามารถระบุได้



   เมือง ที่เต็มไปด้วยแสงไฟประดับประดาด้วยหลอดไฟหลากสีและเหล่าคู่รักที่เดินไปมา กล่องของขวัญและต้นสนที่เต็มไปด้วยของจัดแต่ง ชายหญิงหลายคนที่ใส่ชุดสีแดงประดับด้วยพู่สีขาวซึ่งมีถุงใบโตที่อัดแน่นไปด้วยกล่องของขวัญหลากสีอยู่บนหลัง เสียงเพลงที่เป็นบทสวดของศาสนาคริสต์ นี้คือช่วงเวลาอันศักดิสิทธ์ในโลกใบกลมๆนี้คริสมาสต์นั้น เองสาวน้อยผู้ร่าเริงคนหนึ่งนั้งอย่างสบายใจในร้านอาหารรอเวลา ในขณะที่อาหารอุ่นๆแสนอร่อยในจานตรงหน้าเธอนั้นได้หมดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เธอกำลังรอที่พ่อเธอที่กำลังไปห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัวกลับมา

   " ~~~ "  เธอที่นั่งขัดสมาธิขึ้นเก้าอี้เลยมองออกไปนอกแนวหน้าต่างอย่างเพลิด เพลิน  มองปุยหิมะน้อย ๆ ที่ลอยร่วงลงมาจากท้องฟ้าชื่นบานใจ  เธอไม่มีโอกาสได้อยู่ในบรรยากาศที่น่า ชื่นมื่นแบบนี้กับคนอื่นมานานพอดู

   "ฟาลินลูกหม่ำข้าวเสร็จหรือยังจ๊ะ?" ว่าแล้วคุณพ่อตัวโตก็ได้เดินออกมาจากมุมหนึ่งของร้าน ในวันนี้ปะป๋านั้นใส่สูทสีขาวซึ่งเค้าก็ดูดีจนดึงดูสาวตาสาวๆแม้ว่าพวก เธอนั้นจะควงแฟนหนุ่มมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อพบกับลูกสาวที่รูปร่างเกินวัยแถมยังมีหน้าตาที่ดุจดังนางฟ้าองค์น้อยที่ใส่ชุดกันหนาวน่ารักๆนั้นก็ทำ เอาทุกคนถึงกับต้องถอยเพราะพวกเธอคงน่ารักสดใสสู้เด็กตัวเล็กในร่างสาวงามคนนี้ไม่ได้แน่ๆ

   " กินแล้วค่า~ อิ่ม ๆ ~~ "  เธอยิ้มแป้นและเอ่ยตอบรับกับเขา  จากจานที่เกลี้ยงเกลาและไม่มีเศษอาหารเลอะเลย

   "งั้น ไปกันเถอะจ๊ะ" เอลนั้นลูบหัวเธอเบาๆ นำเสื้อโคตที่เป็นเสื้อขนสัตว์สายเสือโคร่งคลุมตัวและพาเธอออกไปข้างนอกซึ่ง มีหิมะตกเบาๆก้เย็นพอดู เค้านั้นเห็นลูกสาวสั่นด้วยความหนาวจึงดึงเธอมาไว้ไต้เสื้อโคทและโอบเดิน เคียงกันไปตามถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนขวักไขว่

   " งุม ~~  ปะป๋าอุ้มฟาลินได้เป่า~ ฟาลินจะเป็นตุ๊กตา ๆ "  คงอยากให้เขาอุ้มประคองเธอไว้ช่วงอกเหมือนกับอุ้มตุ๊กตากระมัง

   "จ๊า ได้เลย"เอลนั้นยิ้มหวานให้ลูกสาวและโอบร่างเธอขึ้นมาบนแนวแขนอย่างเบามือโดย ที่เธอนั้นก็ยังอยู่ในเสื้อโคตอันอบอุ่น ในคืนแบบนี้เค้านั้นไม่เคยมีโอกาศได้อยู่กับลูกเลยเพราะปรกตินั้นเค้าคงคั่วสาวอยู่แน่ๆ หลังการพบเธอนั้นทำให้วันเวลาพิเศษแบบนี้ยิ่งพิเศษขึ้นทวีคูณ เค้าทั้งคู่ตอนนี้ช่างดูโดดเด่นกลางฝูงชนดุจว่าทั้งคู่หลุดมาจากนิยายรักในจินตนาการก็ไม่ปาน เอลนั้นพาฟาลินเดินไปตามทางเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อนจนผ่านร้านของเล่นที่ทำ ให้ลูกสาวของเค้านั้นสะดุดตาอย่างมาก ดูท่าเธอจะอยากได้ของขวัญในวันพิเศษเสียแล้ว


   " อูง~~~ "  เธอครางเสียงแปลง ๆ เหมือนลูกหมายามสายตามองร้านของเล่น  ดูแล้วเธอคงอยากจะมีของเล่นชิ้นใหม่เหมือนกัน  แต่มันมีเยอะเหลือเกินของเก่า ๆ ที่เธอเคยมีก็ยังเล่นได้บางครั้งก็เล่นมั่ว ๆ ไม่เบื่อหน่ายซะทีเดียวแต่กระนั้นก็ดี ..

   " ป๊ะป๋า ๆ แวะร้านนั้นหน่อยได้ม๊า~ " เอลนั้นหยุดเท้าแล้วมองไปยังตามทางที่เธอชี้

   "ได้ สิจ๊ะ"ว่าแล้วเอลก็แวะเข้าไปในร้านของเล่นซึ่งมีของเล่นมากมายและมีเด็กเลือกของขวัญและเล่นของเล่นวิ่งไปมาทั่วไปหมด เอลนั้นวางลูกสาวอย่างเบามือในขณะที่เค้านั้นก็นั้งดูเธอเลือกของเล่นอย่างอารมณ์ดี

   เธอโผล่ไปตรงนู้นทีตรงนี้ทีเหมือนเธอจะเลือกไม่ถูกดียังไงชอบกล  ไอ้นั่นก็มีแล้วไอ้นี่ก็มีแล้ว  อันนั้นก็ใหญ่ไปกลัวรก  อันนี้ก็เล็กไปกลัวหาไม่เจอ ..บลา ๆ ๆ  ที่สุดเธอก็กลับมามองหน้าเขาตาแป๋วตัวเปล่า เลือกไม่ถูกและคงเบื่อจะเลือกแล้วกระมัง  เอาไปก็กลัวไม่ได้เล่น

   แต่แล้วเธอ็พบสิ่งสะดุตานั้นไม่ใช่ของเล่นแต่เป็นเด็กสาวคนหนึ่งเธอนั้นหันซ้ายแลขวาดุจว่าเธอนั้นกำลังมึนงงก็ไม่ปาน แต่เธอนั้นก็พยายามเดินไปดูซานต้าครอสทุกคนเธอคงกำลังหาคนสำคัญของตัวเองอยู่กระมั้งตอนนี้เด็กน้อยผู้หลงทางก็ทำหน้าเหมือนจะร้องให้เสียด้วย เด็กสาวในชุดซานต้าครอสตัวน้อยๆนั้นพยายามหาที่พึ่งและก็มาสบตากับฟาลินพอดี

   " งุ ? "  ด้วยความสงสัยธรรมชาติของเธอก็พลอยเดินเข้าไปหา  ส่วนสูงก็ต้องกันอยู่ แล้ว ฟาลินก็พลอยทรุดตัววูบลงไปนั่งยอง ๆ ให้คุยกันสะดวก

   " หลงทางหยอ ?? "ฟาลินนั้นถามเธอไปอย่างซื่อๆเพราะเด็กน้อยนั้นทำท่าให้สงสัยเสียเหลือเกิน

   "เรา..... เราหาม่าม๊าไม่เจอ....อือ....พี่สาว....ช่วยเราหาม่าม๊าหน่อย....." เด็กน้อยคนนั้นคงต้องการความช่วยเหลือจริงๆด้วยซึ่งเธอคงเป็นเด็กหลงแน่แท้

   " อู~~~ ได้สิ ๆ มา ๆ ฟาลินกับป๊ะป๋าจะพากันไปช่วยหานะ~ "  เธอพลอยกางแขนอ้าออกเหมือนจะต้อนรับให้เธอเข้ามารับกอดเสียก่อน เป็นการตอบรับไปในตัวแล้วว่าเธอจะช่วยสาวน้อยหามาม๊าเธอแน่ ๆ

   "อืม... สัญญานะพี่สาวฟาลิน" ว่าแล้วเธอก็เดินเข้ามาหาฟาลินและให้เธอกอดอย่างว่าง่าย ทั้งคู่ก็เดินไปหาเอลซึ่งเค้านั้นก็มองทั้งคู่และมองเด็กคนนี้แปลกๆในขณะที่เด็กสาวตัวเล็กนั้นก็ดูกลัวที่เจอคนตัวโตแบบนี้เป็นครั้งแรก

   " ไม่ต้องกลัว ๆ นี่ป๊ะป๋าฟาลินเองนะ~ "  เธอก้มลงบอกเด็กสาว

   " ป๊ะป๋า ๆ ~ เด็กคนนี้เค้าพลัดหลงกับแม่เค้าอ้ะ  ไปช่วยเค้าหาหนุ่ยนะ  น่าฉงฉาน "

   "หึๆๆๆ" เอลนั้นหัวเราะนิดๆเมื่อมองเด็กคนนี้เค้านั้นยืนมือไปลูบหัวก่อนจะลุกขึ้น

   "งั้นเราลองไปตามหาดูละกัน" ว่าแล้วเอลก็ออกเดินไปยังนอกร้านแม้จะเหมือนไม่มีจุดหมายแต่เค้านั้นคงรู้อะไรแน่ๆ

   " ป๊ะป๋าหัวเราะแปลก ๆ จัง ~ "  เธอบู่ปากเล็ก ๆ เพราะทุกทีเขาหัวเราะจะดูร่าเริง แต่ครั้งนี้เหมือนเขาจะรู้อะไรสักอย่างที่มากกว่าความอารมณ์ดี

   "ฟาลินนี้เป็นเด็กดีจริงๆนะ นึกไม่ถึงเลยว่าฟาลินจะมาเจอเด็กหลงในวันคริสมาสต์แบบนี้ได้ " เอลนั้นแถออกข้างไปเดื่อๆซะงั้นเค้าพาเธอและเด็กน้อยนั้นเดินไปเรื่อยๆผ่านซอกซอยที่ยู่ในม่านรัตติกาลอย่างต่อเนื่องดุจทางเดินนั้นพาไปยังดินแดนอื่นก็ไม่ปาน จนในที่สุดเอลก็เดินมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นคล้ายๆย่านการค้าที่ประดับสไตลแฟนตาซีเอลนั้นหยุดอยู่หน้าย่านการค้านี้และมองไปยังฟาลิน

   "มาม๊าของหนูอยู่ในนี้ละเข้าไปช่วยกันหาละกัน" เอลนั้นเลือกที่จะยืนรอซะงั้น

   " อู ?  ป๊ะป๋าไม่เข้ามาด้วยเหงอ ? "  เธอลงมาจากแนวแขนของเอลทั้งหันกลับมาถามง่าย ๆ

   "ป๋า นะไม่เข้าไปหรอก.....เข้าไปไม่ได้นะ...ฟาลินไปเถอะ" เอลนั้นตอบแบบยิ้มๆซึ่ง ฟาลินเองก็งงนิดๆแต่เธอนั้นก็อยากให้ปะป๋าไปด้วยอยู่ดีเธอจึงลองดึงปะป๋า เข้ามาด้วย ซึ่งปะป๋าก็เดินตามมากและก็เข้ามาในย่านนั้นจนได้ เอลนั้นทำหน้างงๆพอดูซึ่งฟาลินเองก็ไม่เข้าใจนักว่าทำไมป๋าถึงทำสีหน้างงๆ แบบนี้

   "นี้ฉันยังเข้ามาได้อยู่หรือนี้" ปะป๋าบ่นเรื่องแปลกๆออกมาอีกแล้วแฮะ

   " งุ ??  มาด้วยกันเถ่อ~~ นะนะนะ ป๊ะป๋า มาด้วยกัน ๆ ข้างในจะมีตัวไรมั่งก็ไม่รุ้  ฟาลินก็กลัวนา~ "  แน่นอนว่าเธองอแงหน่อย ๆ แต่เมื่อเหมือนว่าป๊ะป๋าจะสามารถมากับเธอได้แล้วก็เลยตัดสินใจจะพากันไปทั้ง อย่างนี้แหละ เมื่อเข้ามาข้างในแล้วเธอก็ได้พบกับสิ่งประหลาดมากมายโรงงานทำขนมที่รูปร่างไม่ หมือนวิทยาการมนุษย์แต่เหมือนการตูนเด็กที่มีสายพานลำเลียงและมีสระช็อกโกแลท แถมยังมีต้นคริสมาสต์ที่เดินได้และยังมีเหล่าภูติตัวเล็กๆเช่น เล็บพาคอน นั้นวิ่งทำงานขนของขวัญกันไปมาน่ารักน่าชังแม้แต่ฟาลินเองก็ยังงงๆว่านี้มันเป็น นิทานหรือเรื่องจริงกันแน่เพราะเธอนั้นไม่เคยเห็นโลกแบบนี้มาก่อน

   " โหว~~ "  เธอถึงกับอุทานออกแว่ว ๆ เลยเชียวกับภาพตระกาลตาที่ไม่น่าจะเคยเห็นอะไรที่แฟนตาซีขนาดนี้ในชีวิต  จากสีหน้าท่าทางของเธอดูจะถูกใจมากทีเดียวบ้างก็ชี้นั่นชี้นี้ เรียกให้เอลดูอย่างตื่นเต้น แต่เหมือนว่าเธอจะรู้ตัวดีว่าไม่ค่อยส่งเสียงดังรบกวนการทำงานของพวกเขา

   เอลนั้นเดินไปและมองไปเรื่อยอย่างอารมณ์ดีเค้านั้นอุ้มเด็กทั้งสองไว้และเดิน ไปยังสไลเดอร์ซึ่งอยู่แถวๆนั้นก่อนจะสไลท์ตามรางลงมาซึ่งมันก็พาทั้งสามลงไปในบ่อลูกกวาดแต่แล้วเมื่อทั้งสามทะลุลงไปกลับมาโผล่ที่ห้องๆหนึ่งซึ่งเป็น ห้องที่มีกวางอยู่มากมายกวางเหล่านั้นดูสนใจฟาลินมากและเข้ามาดมๆและดึงๆ เสิ้อผ้าของเธออย่างไคร่รู้ว่าใครมาเยือน


   " ย๊าย~ อย่าดึง ๆ ฮะ ๆ ๆ ~ "  ดูเธอจะสนุกสนานกับมันมากทีเดียว บ้างก็ลูบลูบเขาพวกมันอย่างเอ็นดู  บ้างก็กวาด ๆ มือเรียกพวกมันไปตามทาง

   เอลนั้นจัดการจับลูกสาวตัวเล็กนั้นนั้งบนหลังและจับแม่หนูตัวเล็กนั้นซ้อนท้าย และตบก้นกวางเบาๆให้มันออกวิ่งพาลูกสาวทัวร์ไกล้ๆนี้สักกรอบ ฟาลินนั้นเห็นบ้านที่ทำจากขนม โรงงานที่มีรูปร่างเป็นหุ่นของเล่น สายพานที่มีของขวัญลำเลียงไปเรื่อยๆไปยังรถลาก ตุ๊กตาหิมะที่โปกมือทักทายเธอและเมื่อกลับมาจากชมวิวรอบๆแล้วยังมีตุ๊กตาพี่หมียักษ์ที่ไม่รู้สึกว่าเป็นคนแต่ง มาอุ้มเธอลงจากหลังกวางอีกต่างหาก

   "เป็นไงลูกสนุกไม๊?" เอลนั้นพูดกับลูกสาวที่พึ่งออกไปเที่ยวกับคุณกวางหยกๆ

   " หูว~~ มีแต่คุณ ๆ ตัววิเศษเต็มไปหมดเลย~  ฟาลินเคยเห็นแต่ในนิทานอ้ะ  ป๊ะป๊าเคยมาด้วยเหรอที่ เนี่ย ..สุดยอดเลยอ่า~~ " เธอยังคงมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตะลึงยามป๊ะป๋าตามเธอ

   "ก็... เคยครั้งหนึ่งนะ...เจอเด็กหลงแบบฟาลินนี้ละเลยได้มาส่งนะ" เอลนั้นพูดในขณะ ที่ลูบหัวเจ้าหนูอย่างเบามือซึ่งในมือของเอลนั้นก็มีลูกกวาดสองแท่งยิ้นให้ ฟาลินแท่งและเด็กคนนั้นคนละแท่งซึ่งทั้งคู่ก็แกะกินอย่างอร่อยลิ้น

   "เอาละเราไปตรงนู้ดีกว่า"เอลนั้นพาฟาลินและ สาวน้อยขึ้นมือและไปยังโรงงานรูปเค้กซึ่งมีเครื่องทำขนมมากมายเอลนั้นเดินไป ยังพ่อครัวซึ่งเป็นหมีขาวอ้วนๆใส่ชุดซานต้า ซึ่งเค้ากำลังจดและควบคุมสวนผสมขนมหวานที่แสนน่าอร่อยนี้อยู่

   "ให้ ลูกสาวผมเทสได้ไม๊ครับคุณหมี" เอลนั้นทักอย่างสุภาพซึ่งหมีตัวนั้นหันมามองฟาลินและก็พาเธอไปยังโต๊ะ และเอาเค็กชิ้นเล็กหลากชนิดมาวางเพื่อให้ชิมและให้เธอนั้นให้คะแนนอย่างเต็มที่

   " ฮว้ะ~  น่ากินจังเลย~ "  เธอมองหาด้ามพายเล็ก ๆ แถว ๆ นั้นมาตัดแบ่งเป็นชิ้นพอดีคำ  เอาไปป้อนเด็กตัวน้อยด้านหลังสักคำ  และเธอ เองก็กินเข้าไปสักคำตามกัน  ความนุ่มนวลและรสชาติที่ลงตัวของเค้กดูจะถูกใจเธอมากเลยเชียว

   "ฝีมือ ไม่ตกเลยนะครับคุณหมี" เอลนั้นกล่าวกับคุณหมีขาวในขณะที่หมีนั้นก็หัวเราะเบาๆก่อนเดินมาเสริพพายและของหวานอื่นๆเป็นระยะๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ฟาลินรู้สึกจุกกับจำนวนที่มากมายแต่อย่างไร รู้สึกเหมือนกินได้ไม่มีวันหมดก็ไม่ปาน หลังจากเต็มอิ่มกับของหวานนานๆชนิดเอลก็ขอตัวลูกสาวจากพี่หมี ซึ่งพี่หมีก็ให้ลูกอมส่งท้ายก่อนจะลงมือทำขนมต่อ

   เอลนั้นก็ได้พาทั้งคู่ไปยังที่ต่อไปซึ่งก็เดินผ่านทุงหิมะซึ่งมี เครื่องมือสร้างเมฆโดยเอาหิมะใส่เข้าไปนั้นเลยทำให้ฟาลินรู้ว่าที่แท้หิมะ เกิดจากแบบนี้นี่เองแต่ปะป๋าเธอก็พูดขึ้นมาดักไว้กันความเข้าใจผิดของลูกสาวทันที

   " เครื่องนี้จะทำงานวันคริสมัสเท่านั้นนะจ๊ะฟาลินไม่ใช่ว่าทำทุกวัน " เอลยิ้มให้ลูกสาวที่ฝยักหน้าทำความเข้าใจนั้น เค้าพาทั้งคู่ไปยังบ้านของเล่น ซึ่งมันก็มีมือกลคอยห่อของขวัญและหยิบของเล่นบรรจุกล่องทั้งที่ข้างนอกเล็กๆ แต่ข้างในกว้างเหลือเกินแถมของขวัญนั้นก็โดนหยิบออกมาจากสระของเล่นได้อย่างไม่หมดไม่สิ้น

   เอลนั้นปล่อยให้เด็กทั้งสองลองไปเลือกดูว่าชอบอะไรซึ่งในทะเลของเล่นนี้มันเต็มไปด้วยลูกบอลและของเล่นสลับกันไปมา เอลจึงส่งลูกสาวลงไปเล่น ในสระลูกบอลเพื่อควานหาของเล่นถูกใจเธอสักชิ้น

   " เอาอันนี้ค่า~~~ "  เหมือนกับว่าเธอจะเจอสักที  ของเล่นที่เธอได้มานั้นไม่มีอะไรมากเลย มันเป็นเพียงลูกบอลกลมใสเปล่า ๆ ที่มีผิวขรุกขรากหลายเหลี่ยมแต่ยังคงความกลมไว้  และมันใส่ปานจะมองทะลุปรุ โปร่งได้เลยทีเดียว

   สักพักฟาลินกับเด็กน้อยเพื่อนเธอก็โดนมือกลนั้นคีบและวางลงสู่อ้อมอกเอลอีกครั้ง เอลนั้นยิ้มและพาทั้งคู่ไปยังสไลดิ้งต่อซึ่งครานี้มันก็พาทั้งสามไปยังบ้านหลังใหญ่ที่ทำจากขนมทั้งหลังเอลนั้นจัดเสื้อผ้าเล็กน้อยให้พอดูดีและกดกริ่งเรียกที่เป็นเสียงระฆัง

   "ใครคะ?" เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากข้างในบางทีเจ้าของเสียงนี้อาจเป็นม่าม๊าของเด็กคนนี้ก็เป็นได้

   " อู๊ว~  เสียงหวานจัง  มาม๊าของเราแน่เลย "  ฟาลินได้ยินก็พลอยอุทานเป็นแอคชั่นประกอบซะหน่อยเสียนี่  พลอยก็ดัน ๆ หลังเด็กน้อยสักหน่อยให้กล้าแสดงตัว ว่าแล้วก็มีหญิงสาวเปิดประตูออกมาขอบตาเธอคล้ำนิดๆและแดงหน่อยๆคงพึ่งร้องให้มาเป็นแน่และเมื่อเห็นเด็กน้อยทั้งคู่ก็ปล่อยโฮทันที

   "เบล!!!"

   "ม่าม๊า!!!" ว่าแล้วทั้งคู่ก็โผกอดกันเอลที่ยืนข้างฟาลินนั้นยิ้มให้อย่างสุขใจที่ทั้งคู่เจอกันหญิงสาวนั้นเงือยหน้าขึ้นมามองเห็นเอลเธอนั้นถึงกับอึ้งเล็กๆ

   "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะยังซุ่มซ่ามเหมือนเดิมเลยนิ" เอลนั้นกล่าวและมองหญิงสาวอย่างอ่อนโยนในขณะที่เธอนั้นก็ยิ้มตอบ

   "นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าจะเป็นคุณถึง2ครั้งเข้ามาก่อนสิคะเดียวจะหาอะไรรับรอง "ว่าแล้วทั้งหมดก็เดินเข้าไปในบ้านขนมซึ่งภายในนั้นกว้างขวางมากมายกว่าที่ ตาเห็นนักของรับรองนั้นคือชาและคุกกี๊และมีตุ๊กตาไม้ทหารและตุ๊กตาเมดเป็นคนเสริพซึ่งคงหาดูที่ใหนในโลกอีกไม่ได้แน่ๆ

   ตอนนี้ฟาลินก็พลอยตาแป๋วงงตั้งแต่ต้นจรดปลาย ทำได้แต่เดินตามผู้ใหญ่ต้อย ๆ ด้วยความสงสัย พวกเขาเป็นใครไหงมาอยู่ที่นี่ ทางเข้าเท่ารูหนูไหงมีโรงงานปานเป็นชุมชนแบบนี้กันหนอ  ถ้าเธอมาเองจะเข้ามา ได้มั้ยล่ะน้อ ...

   เอลนั้นลูบหัวลูกสาวเล่นๆในขณะที่พูดเรื่องสับเพเหระกับหญิงสาวเบื่องหน้าไปเรื่อยและปล่อยให้ลุกๆวิ่งเล่นในบ้านกับเหล่าตุ๊กตาไม้ดุจต้องการให้เวลาความสุขค่อยๆผ่านไปจนระฆังนั้นดังขึ้นหญิงสาวจึงหยุดและพูดขึ้นกับทั้งสอง

   "อยากจะนั้งรถของฉันอีกทีไม๊ละคะ? ยังไงการที่คุณมาที่นี้ได้คุณก็ต้องมีสิทธ์อยู่แล้วนิ" หญิงสาวนั้นชักชวนในขณะที่เอลนั้นก็มองมาทางฟาลิน

   "ฟาลินอยากไปบินเล่นกับพวกปะป๋าไม๊?" เอลนั้นถามลูกสาวแม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว

   " เฮะ ! เอาสิคะ ไป ๆ ๆ ~ ฟาลินอยากจะบิน~ "  ดูเธอจะดีใจออกนอกหน้าเลยเชียว ทั้งชูไม้ชูมือประกอบด้วยความตื่นเต้นสุดตัวเลยทีเดียว

   เอลนั้นยิ้มๆและพาฟาลินไปหาแม่สาวแว่นในชุดคริสมาสต์ผู้เป็นแม่ของเบลก่อนที่เธอ นั้นจะเอาหมวกซานต้าส่วมหัวให้แก่พวกเค้าเอลนั้นแกล้งยืดตัวโยกตัวหลบให้เธอนั้นใส่ ยากเล่นๆพอขำๆก่อนที่จะยอมก้มคุกเข่าให้ใส่โดยดีและแล้วก็เกิดเรื่องมหัสจรรย์ขึ้น เมื่อชุดของทั้งคู่กลายเป็นชุดซานต้าเพียงแค่สวมหมวกแท้ๆ

   " หวาว~~! ฟาลินจะได้เป็นซานต้าเหงอ ~!? "  ดูเธอจะตกตะลึงมาก ๆ กับเวทย์มนต์สิ่งมหัศจรรย์ที่ได้เห็น  ว่าหุ่นก็หลุดโลกพอแล้ว แต่ได้มาเห็นเวทย์มนต์ยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองหลุดโลกขึ้นไปอีกยังไงชอบ กล 

   " ไปแจกของขวัญกาน~  เฮ้~~~ "ฟาลินนั้นพูดเสียงดังด้วยความร่าเริงและตื่นเต้นของเธอ ว่าแล้วทั้ง4ก็เดินไปยังรถลากที่มีคุณกวางเป็นผู้ลากเลื่อนรออยู่ฟาลินนั้นพึ่งเคยเจอแบบนี้เป็นครั้งแรก ในขณะที่ทุกคนขึ้นไปบนรถและคุณแม่นั้นสะบัด บังเหียนคุณกวางและรถลากก็พุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าตามมาด้วยเสียแซกๆๆๆๆๆ ของกระดิ่งในวันคริสมาส นี้ไม่ใช่การบินครั้งแรกแต่ว่าการได้ขึ้นรถเลื่อนที่บินได้แบบนี้มันช่าง เป็นเรื่องที่วิเศษเหลือเชื่อสำหรับฟาลินจริงๆ

   "ฟาลินจังเดียวเราจะไปส่ง ของขวัญกันนะ กล่องใหนลอยขึ้นมาหนูก็เอามันไปและลงไปในปล่องไฟเลยเดียวก็ทำเป็นเองละ"คุณ แม่ยังสาวนั้นสอนฟาลินในขณะที่เอลดูจะนั้งแบบสบายๆให้ลูกสาวได้ลองทำงานมหัสจรรย์นี้ดูมากกว่า

   " ฮ้า~~~ "  เมื่อยามเธอได้ทะยานขึ้นมากับรถเลื่อนมหัศจรรย์ในเวลานี้เธอก็ได้เห็นแวด วิวทิวทัศน์ของเมืองในยามดึกแห่งวันคริสมาสต์อันเต็มไปด้วยแสงสีตระกาบตาและความคึกคักของปาร์ตี้เล็ก ๆ ในบ้านหลังต่าง ๆ ฟาลินเองก็ดูจะพร้อมกับงานมหัศจรรย์นี้ไม่น้อยเหมือนกัน  ดูซิว่าการมอบของ ขวัญกล่องแรกของเธอจะทำได้ขนาดไหน

   เมื่อไปถึงตึกๆหนึ่งจู่ๆที่ยอดตึกนั้นก็มีปล่องไฟโผล่ขึ้นมาซึ่งมันไม่น่าจะมีได้ และมีกล่องของขวัญกล่องหนึ่งลอยมาสู่มือของฟาลินนั้นคงเป็นงานแรกของเธอ สาวน้อยจอมซนนั้นกระโดดลงปล่องไฟซึ่งมันก็ทำให้เธอลงไปได้อย่างนุ่มนวลดุลมีเวทย์มนต์ หุ่มห่อไว้และเมื่อเปิดประตูเธอก็เข้ามาในห้องที่มีเด็กน้อยคนหนึ่งหลับใหล อยู่เธอคนนี้คงเป็นเจ้าของกล่องของขวัญกล่องนี้แน่ๆเชียว

   " หวาย~ ยังหลับอยู่เลย ....ย่อง . . . . .ย่อง~ "  ฟาลินค่อย ๆ ย่องไปตามเบาของเสียงพากย์และค่อย ๆ วางกล่องของขวัญไน้ไว้ในที่ ๆ น่าจะวางได้มั่นคงในละแวกใกล้ ๆ นั้น  ก่อนจะค่อย ๆ ย่องกลับออกมาและปิดประตูลงเบา ๆ เพื่อความแนบเนียน  พลอยมองหาทางหนีทีไล่ซะแล้ว จะกลับไปทางไหนล่ะเนี่ย  เลยลองย้อนกลับมาที่ปล่องไฟมหัศจรรย์นั้น ว่าแล้วร่างของเธอก็ลอยขึ้นมายังเบื่องบนที่ปะป๋าและคุณซานต้าสาวนั้นรออยู่

   "รู้สึกยังไงกับงานแรกละลูก" เอลนั้นยิ้มหวานให้อย่างอ่อนโยนเค้านั้นคงเคยมีประสปการณ์มาแล้วแน่ๆ

   " หวาดเสียงจังเลยอ่า~~ ฟาลินกลัวน้องน้อยตื่น "  เธอยิ้มออกร่าเริงแต่ก็แหย ๆ ชอบกลเพราะกลัวเด็กที่เอาของขวัญไปให้จะตื่นจริง ๆ นั่นแหละ 

   " ป๊ะป๋าเคยทำมั้ยอ่า ??  แล้วเคยพลาดมั่งเป่า ? แบบว่า ..มีคนในบ้านมาเจ๊อะ อะไรเงี้ย ?? " ฟาลินนั้นยิงคำถามด้วยความสงสัย

   " เคยเกิบๆเหมือนกันนะตอนนั้นซุกไต้เตียงแทบแย่แต่ไม่ต้องห่วงหรอกถ้าฟาลินใส่ชุด ซานต้าจะไม่มีใครมองเห็นนะ" เอลตอบแบบง่ายๆซึ่งคุณแม่ซานต้าก็หันมาพูดบ้าง

   "อ้าวยังเหลืออีกหลายที่นะตั้งใจหน่อย" เธอนั้นเตือนทุกคนในขณะที่ทะยานรถเลื่อนขึ้นฟากฟ้า

   "โอส" หลังจากทุกคนประสานเสียงกันการส่งของขวัญนั้นก็เริ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไปยังบ้านหลายๆแบบ ทั้งสถานเลี้ยงเด็ก บ้านคนรวย คนจน หรือแม้แต่บ้านทรงญี่ปุ่นก็มีปล่องไฟได้ค่ำคืนนี้ฟาลินได้บินเที่ยวแจกของ ขวัญอย่างสนุกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

   จนในที่สุดฟาลินก็รู้สึกอุ่นๆและเธอ ก็ได้ลืมตาขึ้นช้าๆเธอพบว่าเธอนอนอยู่ที่ร้านอาหารที่กินในตอนแรก เวลาก็ยังเป็นสี่ทุ่มเช่นเดิมเธอและปะป๋านั้นยังไม่ได้ออกจากร้านนี้ด้วยซ้ำ ปะป๋าเธอก็พึงเดินกลับมาจากห้องน้ำและชุดฟาลินกับปะป๋าก็ไม่ใช่ชุดซานต้าด้วย

   "ฟาลินลูกหม่ำข้าวเสร็จหรือยังจ๊ะ?" เอลนั้นถามคำถามเช่นเดิมอย่างที่เคยถามตอนแรกมันคงเป็นผันจริงๆนั้นละ

   " .. . . งุ ?? "  เธอที่ลืมตาขึ้นมาบนโต๊ะก็พลอยลุกพรึ่บขึ้นมาอย่างงุนงง และมองสภาพตัวเอง บ้างก็มองไปรอบ ๆ

   " ป๊ะป๋า ? "  เธอหันไปเอ่ยเรียกเอลอย่างมึน ๆ

   " ฟาลินว่าฟาลินนั่งเลื่อนแจกของขวัญเด็กน้อยอยู่น๊า~  แล้วก็ ๆ ฟาลินได้เป็นซานต้าด้วยนะ "  เธอเล่าฝันเป็นจริงเป็นจังเชิงเพ้อเล็ก ๆ เลยเชียวเอลนั้นเอามือปิดปากเธอไว้ไม่ให้พูดต่อและก็พูดขึ้นอย่างเบาๆและอ่อนโยน

   "ฟาลินผันไปหรือเปล่าจ๊ะ? " เอลนั้นพูดในขณะที่ฟาลินนั้นดูงงๆเค้าจึงคิดเงินและเดินออกจากร้านคราว นี้แปลกกว่าหน่อยตรงเค้านั้นอุ้มเธอไว้ในอ้อมแขนแทนที่จะเดินข้างๆเอลนั้นมองลูกสาวที่ดูสับสนอยู่และถามขึ้น

   "ฟาลินมีอะไรหรือเปล่า?" คุณพ่อที่อ่อนโยนถามแบบยิ้มๆเช่นเคยท่ามกลางถนนที่หิมะโปรยปราย

   " ...อู~~  ฟาลินว่าฟาลินได้เป็นซานตาคลอสจริง ๆ นา~~ "  เธอชูมือไม้ข้างหนึ่งโบก ๆ ประกอบ เหมือนจะบอกว่าเธอได้นั่งเลื่อนวิเศษโบยบินไปบนท้องฟ้าอย่างอิสระเสรีมาเมื่อตะกี๊หมาด ๆ เองอะไรอย่างนั้น

   "งั้นหรือจ๊ะ" เอลนั้นตอบรับแล้วยิ้มอย่างสบายๆเค้านั้นคงไม่เชื่อเธอแน่ๆ มันคงเป็นแค่ผันไร้สาระของเด็กอย่างเธอซึ่งแม้จะเป็นปะป๋าก็คงไม่ใส่ใจในขณะที่ เธอกำลังรู้สึกเศร้านิดๆกับเรื่องที่ความสนุกนั้นเป็นแค่ผัน ปะป๋าของเธอนั้นก็ได้ใช้เล็บสะกิดที่กระเป๋าเสื้อนอกของเธอซึ่งเธอรู้สึกว่ามันมีอะไรกลมๆ อยู่

   " ... ?? .. . . ??? งุ ?? "  เธอจึงได้ลองล้วงออกมาดู  ไม่ผิดแน่ เป็นลูกบอลโปร่งใส่หลายเหลี่ยมที่เธอหยิบมันขึ้นมาจากบ่อของเล่นมากมายนั้นเองกับมือ  เธอเห็นมันและถือประคองด้วยสองมือนั้นก็พลอยยิ้มกว้างออกมาอย่างตื่นเต้น  และมองมันสลับกับใบหน้าป๊ะป๋าที่ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เธอ

   สาวน้อยผู้น่ารักนั้นวางมันไว้ในช่วงแขน และโอบกอดมันเข้ากับร่าง  เอนตัวพิงกับป๊ะป๋าของเธออย่างอบอุ่นในเสื้อกัน หนาวตัวโตของเขา ...ที่สุดเธอก็สรุปเอาแน่นอนไม่ได้เลยว่ามันเป็นความฝันหรือความจริงกันนะ ..หรือซานตาคลอสให้บอลลูกนี้มากับเธอตอนกลับกันล่ะเนี่ย เอลนั้นยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยนและมองเธอด้วยสายตาที่ดังรู้ว่าเธออยากบอกอะไรและเค้าก็เอานิ้วทำท่าจุ๊ๆปากให้ลูกสาวดู

   "อย่า บอกใครนะ" เอลนั้นยิ้มให้เธอซึ่งเธอก็รู้แล้วว่ามันคงไม่ใช่ผันแน่นอนท่ามกลางหิมะโปรยปรายสองพ่อลูกนั้นมองเหล่าละอองสีขาวนวลนั้นที่ร่วงหลนลงมาอย่างช้าๆ แม้ว่าไม่มีอะไรพิสูจณ์ได้แต่เธอรู้สึกว่าเธอได้ยินเสียงของระดิ่งที่ยู่กับรถเลื่อนนั้นดังคลอมากับหิมะที่ร่วงโรยและเสียงเพลงสรรเสริญอย่างแน่นอน

   แมรี่คริสมาสต์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 25, 2009, 10:35:57 PM โดย quest » บันทึกการเข้า

ประวัติของเอลฮาวล์ และเนวาน่า มาบล็อกนี้เลย
http://questkomkom.exteen.com/
Hoiji
The Star Combatant
Talent Pilot
******
กระทู้: 121


jacknasak@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: มกราคม 06, 2010, 08:10:31 PM »

Side Stories  Before Armor Troopers  Arkstrikers.

ตอนที่ 2  จากคนจน...มาเป็นคนรวย...จากผู้ชาย...มาเป็นผู้หญิง...

เมื่อ  1 ปีก่อน

" นี่ไงจ๊ะ ! บ้านของลูกไง จำได้รึเปล่า ??? "  ชายวัยกลางคนผายมือให้เห็นคฤหาสถ์ขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงเบื้องหน้าผม  ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสิ่งปลูกสร้างที่ผมเห็นอยู่นี้ สร้างมาโดยประณีต วิจริตบรรจงขนาดไหน  ทำเอาห้องขนาด  2DLK ที่ผมอยู่เมื่อก่อนไม่ต่างอะไรกับรูหนูไปเลย  ไม่สิ อาจจะเล็กกว่านั้นด้วยมั้งเมื่อเทียบกับคฤหาสถ์หลังนี้

" บะ...บ้านของผมเหรอครับ ??? " ผมตอบ  ชายกลางคนคนนั้นหันกลับมาหาผมด้วยสีหน้าที่ดูเต็มไปด้วยความหวังเต็มที่

" ใช่ ๆ  ! พอจะจำอะไรได้บ้างหรือยัง ??? "

" คะ...คือ... " ใจจริงผมอยากจะบอกแทบตายว่า ผมไม่ได้ความจำเสื่อมอย่างที่คุณหมอวินิจฉัยหรอก  แต่ผมเป็นคนอื่นที่วิญญาณดันเข้ามาสิงอยู่ในร่างกายของลูกสาวคุณนี่แหละ  แต่ก็อย่างว่า เรื่องแบบนี้พูดไป  ใครจะเชื่อล่ะ  ด้วยเหตุนี้ผมก็ต้องพยายามหาทางรอดจากสถานการณ์เบื้องหน้าไปให้ได้ก่อน  แม้ว่ามันจะเป็นการโกหกคำโตก็เถอะ

" ยะ..ยังจำไม่ได้ครับ... " หลังจากผมตอบไป  ชายเบื้องหน้าก็ทำสีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด  แล้วจู่ ๆ ผู้หญิงที่ลักษณะการแต่งตัวที่ดูหรูหรา ขนาดคนธรรมดาก็รู้ว่าต้องเป็นคุณนายเศรษฐีก็เข้ามาจับที่บ่าของผมอย่างแผ่วเบา


" พ่อจ๊ะ..พอก่อนเถอะจ๊ะ เรื่องนี้มันต้องค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปนะ  แค่ลูกของเราฟื้นขึ้นมาได้ก็น่าจะถือว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้วนะ " เธออธิบายให้กับชายตรงหน้าฟัง  เขาครุ่นคิดอยู่ซักครู่ก่อนที่จะถอนหายใจ

" เฮ้อ...นั่นสินะจ๊ะ แม่... อย่างว่าเรารีบร้อนไปก็ไม่ได้อะไร.. "  เขาทำหน้าดูผิดหวังมากจนทำเอาผมรู้สึกผิดไปด้วยเลยที่ต้องโกหกเขา

" เอาล่ะจ๊ะ ! อุชิโอะจัง...ลูกเองก็พึ่งออกจากโรงพยาบาลมาไม่นาน  ยังไงก็เข้าไปพักผ่อนในบ้านก่อนนะจ๊ะ  ! " เธอยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะเดินพาผมเข้าไปยังภายในคฤหาสถ์หลังใหญ่แห่งนี้  เท่าที่ผมลองวิเคราะห์ดู   2 สามีภรรยาเศรษฐีคู่นี้ น่าจะเป็นพ่อและแม่ของผู้หญิงคนที่ผมสิงอยู่นี่  และท่าทางฐานะทางบ้านก็คงจะร่ำรวยน่าดู ซึ่งผมก็เอะใจตั้งแต่ที่อยู่ในโรงพยาบาลแล้ว เพราะโรงพยาบาลที่ผม..หมายถึงผู้หญิงคนที่ผมสิงอยู่นี้พักอยู่ เป็นโรงพยาบาลใหญ่ประจำเมือง และมีชื่อเสียงด้านการรักษาและเทคโนโลยีที่ใช้เป็นอย่างมาก  ประมาณคนที่จะเข้ารักษาที่โรงพยาบาลนี้ได้ต้องเป็นคนที่มีฐานะทางการเงินพอดู  แถมห้องที่ผมอยู่ยังเป็นห้องพิเศษของโรงพยาบาลอีก  นอกจากนั้นวันที่ผมออกจาก
โรงพยาบาลรถที่มารับก็ยังเป็นรถโรลสลอยด์สั่งทำพิเศษอีกต่างหาก  มีรถคันละหลายสิบล้านแบบนี้ ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่ระดับเศรษฐีธรรมดาเลย และแน่นอน คฤหาสถ์หลังใหญ่ที่ต้องใช้รถเดินทางผ่านสวนขนาดใหญ่ที่มีระยะทางราว ๆ  5 กิโลเมตร  นี่ก็ยิ่งตอบย้ำความมั่นใจของผมเข้าไปใหญ่


" กลับมาแล้วเหรอคะ ! คุณผู้ชาย  ! คุณผู้หญิง ! คุณหนูอุชิโอะ ! "  เสียงเมดจำนวนมากประมาณ  20- 30 คน ทำให้ผมหลุดจากห้วงแห่งความคิดกลับมาอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันทันที  เมดที่ยืนเรียงกันหน้ากระดานเป็น 2 ข้างทางก้มหัวให้กับพวกผม  ซึ่งสำหรับผมที่สถานะค่อนข้างยากจน  อาศัยอยู่แบบต้องทำงานพิเศษเพื่อส่งเสียตัวเรียนไปด้วย  ภาพตรงหน้านี้แทบเป็นไปไม่ได้เลยว่าจะเกิดขึ้นกับผมได้...

" ยินดีต้อนรับกลับมาครับท่าน.. " ชายแก่คนหนึ่งที่ใส่ชุดพ่อบ้านเดินตรงมาโค้งให้กับ เอ่อ...คุณพ่อของอุชิโอะซัง ชื่อนี้ล่ะมั้ง ?  ซึ่งดูจากภายนอกแล้วท่าทางจะเป็นพ่อบ้านของที่นี่ล่ะมั้ง ?  พ่อของอุชิโอะซังคุยอะไรกับพ่อบ้านคนนั้นซักครู่ก่อนที่หันมาหาผม

" อุชิโอะ...ยังไงลูกก็พักผ่อนและทานยาตามที่หมอสั่งไว้ก่อนนะ ลูกพึ่งออกมาจากโรงพยาบาล ถ้าอาการไม่ดีอะไรยังไงก็รีบเรียกเซอร์เวรัสได้เลยนะ " เซอร์เวรัส ?? คงจะหมายถึงชื่อของพ่อบ้านคนนี้สินะ

" คะ..ครับ... "  ผมตอบรับ  ทันใดนั้นดวงตาของชายแก่ที่เป็นพ่อบ้านคนนั้นก็เบิกโพลงด้วยความสงสัยเล็กน้อย  ตามด้วยเสียงซุบซิบเล็กน้อยที่ผมได้ยินมาจากพวกเมด...  ตายล่ะ...นี่ผมเผลอตอบรับด้วยคำว่าครับไปทั้ง ๆ ที่อยู่ในร่างผู้หญิงเนี่ยนะ ?  ไม่แปลกหรอกที่เค้าจะสงสัยกัน  จะ..จะทำยังไงดีล่ะ...

" อย่างที่คุณท่านพูดเอาไว้จริง ๆ ด้วยครับ.. "  พ่อบ้านคนนั้นตอบพลางหันไปคุยกับพ่อของอุชิโอะซังอีกรอบ..

" ใช่ไหมล่ะ..ดูเหมือนว่าพอฟื้นขึ้นมาแล้วนอกจากความทรงจำจะหายไปแล้วยังใช้คำพูดและทำตัวดูเหมือนผู้ชายอีก... " พ่อของอุชิโอะตอบพลางถอนหายใจ  " แต่ก็นะ..แค่อุชิโอะฟื้นขึ้นมาได้ก็เป็นการดีที่สุดแล้ว "  เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย

" นั่นสินะครับ...แค่คุณหนูปลอดภัยก็นับเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้วครับ.. " พ่อบ้านคนนั้นตอบ  แม้ว่าใบหน้าจะดูไร้อารมณ์ไปซักหน่อย แต่น้ำเสียงที่เขาพูดเองก็แสดงว่าเขาเองก็คงดีใจที่ผมฟื้นขึ้นมาเหมือนกันสินะ..

" จะว่าไป...แล้วโคมากิล่ะ ? " คุณพ่อของอุชิโอะซังถามพลางเริ่มสอดส่ายสายตา   โคมากิ ? ใครกันนะ

" แปลกจัง...ผมเองก็แจ้งคุณหนูโคมากิไปแล้วนะครับ ว่าวันนี้คุณหนูอุชิโอะออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว " พ่อบ้านตอบ

" ..... " คุณพ่อของอุชิโอะซังเงียบไปครู่หนึ่ง  " นั่นสินะ...จะว่าไปทั้งอุชิโอะกับโคมากิก็ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่... "   

" พ่อจ๊ะ...ใกล้จะถึงเวลาแล้วนะ... "  คุณแม่ของอุชิโอะพูดกับคุณพ่อ

" เอ๋ ??? จริงหรือเนี่ย !?!?!  แย่แล้วสิ ! ถ้าไปงานเลี้ยงสายมีหวังท่านรัฐมนตรีอารมณ์เสียแน่ ๆ เลย  อุชิโอะ ถ้ายังไงวันนี้ลูกก็พักผ่อนไปก่อนนะ  ถ้าต้องการอะไรก็เรียกเซอร์เวรัสได้ตลอดเลยละกัน  "

" อะ..เอ๋ ???  คะ..คือ... "  ดะ..เดี๋ยวสิ  วันนี้ลูกตัวเองพึ่งออกจากโรงพยาบาลนะ...ยังมีกะจิตกะใจไปงานเลี้ยงอีกเหรอเนี่ย ???

" เซอร์เวรัส ! ฝากดูแลอุชิโอะด้วยล่ะ ! เดี๋ยวพวกชั้นจะรีบกลับมานะ  ไปกันเถอะแม่จ๊ะ "

" ค่ะ.... "

" เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ/ค่ะ  คุณผู้ชาย คุณผู้หญิง " มีเสียงพ่อบ้านและเสียงเมดพูดประสานเสียงไล่ตามหลังของสองคนนั้นไป  หลังจากประตูปิด ตัวผมที่ถูกทิ้งไว้กับพ่อบ้านและเมดก็รู้สึกเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ ที่หลงทางอยู่กลางห้างสรรพสินค้า และรอบตัวมีแต่คนแปลกหน้าก็ไม่ปาน  จะ...จะทำยังไงดีล่ะ...  แล้วไหงคุณพ่อคุณแม่เห็นงานสำคัญกว่าลูกล่ะเนี่ย ? หรือนี่ก็เป็น 1 ในความยากลำบากของลูกคนรวยที่พบเจอในการ์ตูนบ่อย ๆ เพราะพ่อแม่ไม่เคยมีเวลาให้กันสินะ...

" คุณหนูครับ... "

" คะ...ครับ  !?!?!? " ผมสะดุ้งหันไปขานรับพ่อบ้านทันที  ตายล่ะ..เผลอขานตอบแบบผู้ชายอีกแล้ว  เค้าจะยิ่งสงสัยเรามากขึ้นไหมเนี่ย ???  จะว่าไป..พ่อบ้านคนนี้ก็ดูน่ากลัวจังเลยแหะ...แม้ว่าใบหน้าจะดูแก่ชรา แต่สายตาที่แหลมคมประดุจเหยี่ยวนั้น กลับทำให้เค้าดูน่าเกรงขาม แถมผมยังสังเกตุเห็นรอยแผลเป็น บริเวณคิ้วของเขาเป็นทางยาวอีกด้วย  ถ้าเหมือนที่อ่านในการ์ตูน เค้าก็น่าจะออกแนว คุณพ่อบ้านที่ล้มหมีได้ด้วยมือเปล่าแน่ ๆ เลย ตายล่ะ..เค้าจะจับผมหักคอไหมเนี่ย

" มะ..มะ..มีอะไรให้ผมรับใช้ คะ..ครับ.. "  ผมรีบตอบแบบตะกุกตะกัก  ผมเองที่อยู่โรงเรียนชายล้วนและมักจะถูกคนอื่นรังแกและโดนจับไปใช้งานเสมอ มักจะคิดไว้ตลอดว่า ก่อนที่เราจะโดนรังแกรีบเสนอตัวเข้าไปช่วยก่อนน่าจะเป็นการดี

" หา.... " พ่อบ้านคนนี้ถึงกับคิ้วกระตุก  แหงล่ะ..ก็ตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ในโรงเรียนชายล้วนที่มักจะโดนคนอื่นรังแกนี่นา  ไปถามแบบนี้เค้าก็ต้องมองแปลก ๆ อยู่แล้ว

" ฮะ..ฮะ... "  พ่อบ้านหัวเราะเล็ก ๆ ก่อนที่จะเผยรอยยิ้มออกมา

" ตามที่คุณท่านว่า  คุณหนูอุชิโอะอาจจะลืมไปแล้ว แต่กระผมคือหัวหน้าพ่อบ้านเซอร์เวรัส  แอล  เลคทัสครับ  เป็นข้ารับใช้คนสนิทของคุณหนูอุชิโอะยังไงล่ะครับ... "  เขาแนะนำตัว รอยยิ้มของเขาทำให้ผมที่กำลังสติกระเจิงคิดโน่นคิดนี่อยู่  สงบลง

" อ่ะ..คะ..ครับ... " คุณพ่อบ้านเซอร์เวรัสเลิกคิ้วอยู่ครู่หนึ่ง  ตายล่ะ..เผลอตอบเป็นครับอีกแล้ว ต้องแก้ ๆ

" มะ..หมายถึง..ค่ะ..แหะ ๆ " ผมพยายามยิ้มกลบเกลื่อน  นี่เป็นการพูดค่ะเป็นครั้งแรกในตลอดชีวิต 17 ปีของผมนะเนี่ย...  คิดได้อย่างเดียว...  กระดากปากชะมัดเลยแฮะ

" คุณหนูอุชิโอะพึ่งออกมาจากโรงพยาบาลไม่นานนัก  ถ้ายังไงให้กระผมไปนำรถเข็... "

" มะ..ไม่เป็นไรค่ะ  !  ผมเดินได้... "  ชิบเป๋ง !?!? ผมเรอะ !?!?  ตะ...ต้องรีบเปลี่ยน..    " มะ..หมายถึงหนูเดินได้น่ะค่ะ... "

" จะดีเหรอครับ ?  หากอาการของคุณหนูอุชิโอะทรุดลง... "

" ไม่เป็นไรค่ะ ! เดินได้จริง ๆ ค่ะ  "  ผมรีบตอบทันที  รู้สึกว่าตัวเองตอนนี้ประหม่ามากเลยแฮะ...

" ทราบแล้วครับ ! งั้นกระผมจะนำทางไปห้องคุณหนูอุชิโอะเองครับ... "

" ระ...รบกวนด้วยค่ะ... "

" คุณหนูครับ... " พ่อบ้านหันมาจ้องผมอีกแล้ว  ตายล่ะสิ นี่ผมพูดอะไรผิดไปล่ะเนี่ย...

" คุณหนูไม่จำเป็นต้องพูดเพราะกับพวกเราก็ได้ครับ.. ใช้คำว่า "ชั้น" และออกคำสั่งแบบห้วน ๆ เหมือนเมื่อก่อนก็ได้นะครับ.. " คุณพ่อบ้านยิ้ม  ตายล่ะ..ท่าทางอุชิโอะซังเมื่อก่อนท่าทางจะมาดคุณนายเอาเรื่องแหะ  แต่ว่า...

" มะ..ไม่เป็นไรค่ะ..คือ..หนูยังไม่ชินน่ะค่ะ..แหะ ๆ "  แหงล่ะ..ผมไม่เคยพูดกับคนที่อายุมากกว่าผมตั้งเยอะแบบนี้ห้วน ๆ หรอก  แล้วอีกอย่างผมก็ไม่ใช่อุชิโอะซังด้วย

" ครับ... " คุณพ่อบ้านยิ้มอีกแล้ว...ผมล่ะทายใจพ่อบ้านคนนี้ไม่ออกเลยจริง ๆ   ขณะที่ผมเดินตามหลังพ่อบ้านไปช้า ๆ  ผมก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย  เพราะมีเมดสาว ๆ เดินประกบผมซ้ายขวาอยู่ร่วมข้างละ  15 คนเห็นจะได้  คงเห็นว่าถ้าผมเสียหลักหรือทำท่าจะล้มเมื่อไหร่ พวกเธอคงรีบปราดเข้ามาประคองผมเลยล่ะมั้งเนี่ย...  ขนาดคุณพ่อบ้านที่เดินนำหน้าผมอยู่ก็ดูเหมือนว่าจะรักษาระยะห่างไว้ ไม่เดินไกลหรือใกล้ตัวผมมากเกินไปตลอด ราวกับว่าคอยสังเกตุก้าวเดินของผมแล้วค่อยเดินนำหน้าผมยังไงยังงั้น  ตัวผมในตอนนี้ยังกะดาราชื่อดังหรือไม่ก็เจ้าพ่อมาเฟียที่ต้องมีบอดี้การ์ดหลายสิบคนเดินประกบหน้าประกบหลังก็ไม่ปาน  เพียงแต่คนที่ประกบผมไว้เป็นพ่อบ้านหน้าเข้มกับเหล่าเมดจำนวนมากก็เท่านั้นเอง


จะว่าไประหว่างทางที่เดินผมก็สอดสายตามองรอบ ๆ คฤหาสถ์แห่งนี้ตลอด  บนเพดานที่ติดโคมไฟระย้าสวยงาม เรียงรายไปตลอดเส้นทางที่ผมเดิน  รูปภาพจำนวนมากตลอดสองข้างทาง สลับกับโถแจกันที่มีลวดลายสวยงาม ซึ่งบอกได้คำเดียวว่า ราคามันคงหลายล้านแน่ ๆ เลยแหะ.. ไหนจะพรมสีแดงสดที่ปูลาดพื้นตลอดทางที่ผมเดินนี้อีก

" โถที่เรียงรายอยู่นั้นเป็นโถเก่าแก่สมัยราชวงศ์ของประเทศจีนน่ะครับ ทางเราได้นำเข้ามาเพื่อที่จะตกแต่งประดับบ้านแล้วก็เปลี่ยนโถเพื่อทำความสะอาดตลอดทุก ๆ สัปดาห์  และภาพที่คุณหนูเห็นเรียงรายก็เป็นภาพของจิตรกรชื่อดังหลากหลายท่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพที่คุณหนูอุชิโอะชอบทั้งนั้นเลยล่ะครับ ทางเราจึงนำมาประดับตกแต่งตรงทางเดินที่จะไปยังห้องนอนของคุณหนู... " 

ยังกับพ่อบ้านคนนี้อ่านใจผมออกเลยนะเนี่ย ว่าผมสังเกตุอะไรอยู่ เลยรีบตอบอย่างรวดเร็วไม่เปิดโอกาสให้ผมถามเลยแม้แต่น้อยจะว่าไปคฤหาสถ์แห่งนี้ก็กว้างน่าดูเหมือนกันน่ะเนี่ย  ผมเดินมาตลอดทางตั้งแต่หน้าประตูคฤหาสถ์จนถึงทางเดินนี้ร่วม 10 นาทีแล้วมั้ง ? ยังไม่ถึงห้องนอนอีกเหรอ ???  ให้ตายสิ ผมเริ่มเหนื่อยแล้วน้า..

" คุณหนูครับ ! ถ้ายังไงให้ผมจัดรถเข็.. " ดูเหมือนคุณพ่อบ้านจะสังเกตุสีหน้าอิดโรยผมออก  ผมรีบตอบปฏิเสธไปอย่างรวดเร็ว  ก็แหม...ขืนต้องมานั่งรถเข็นเพราะเดินแค่ 10 นาทีเหนื่อยนี่ มันคงน่าอดสูน่าดู

" ถึงแล้วครับ...ห้องของคุณหนูอุชิโอะ.. " ผมมายืนอยู่เบื้องหน้าประตูที่มีการแกะสลักลวดลายสวยงาม  ท่าทางแค่ค่าประตูห้องนี้น่าจะมากกว่าค่าห้องในอพาธเมนท์เก่าที่ผมอาศัยรวมกันรายปีซะอีก  ถ้าผมเปิดแล้วประตูพังขึ้นมาจะทำยังไงดีหว่า..

" ถ้าคุณหนูต้องการอะไรโปรดสั่นกระดิ่งที่อยู่บนหัวเตียงในห้องได้เลยนะครับ  พวกผมจะรีบเข้ามาทันที...ตอนนี้เชิญคุณหนูพักผ่อนให้เต็มที่ รอจนเวลาอาหารค่ำแล้วพวกผมจะมาเรียกคุณหนูอีกทีนะครับ...หรือว่าคุณหนูจะให้กระผมคอยจัดเมดบริการส่วน.."

" ทะ...ทราบแล้วค่ะ..ไม่เป็นไรค่ะ.. หนูอยู่คนเดียวได้  " สิ้นคำตอบรับของผม ทั้งคุณพ่อบ้านและเมดอีก  30 คนก็โค้งให้ผมอย่างพร้อมเพรียง  ก่อนที่จะเดินหายไป  ผมยืนมองพวกเขาเดินหายไปชั่วครู่ก่อนที่จะหันมาทำความสนใจกับประตูตรงหน้า ตรงห้องนอนของอุชิโอะซัง...

" เอาล่ะ..ยังไงก็ลองเข้าห้องไปดูก่อนดีกว่า... " ผมเอื้อมมือจะไปเปิดประตู  อึ๋ย...ลูกบิดประตูเป็นสีทองด้วยเหรอเนี่ย ?  ผมต้องไปล้างมือก่อนจะเปิดประตูไหมเนี่ย ? กลัวมันเลอะจังแหะ..  ผมคิดฟุ้งซ่านอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดประตูห้อง


.............................................................
.....................................
........................
............
....
..
.



" .............. "  ผมได้แต่อ้าปากหวอ...ก็กะอยู่แล้วว่าห้องคุณหนูจะต้องดูดีมีระดับผิดกับห้องรูหนูในอพาธเมนท์ของผมแน่ ๆ   แต่..ไม่คิดว่ามันจะหรูขนาดนี้...  ขนาดความกว้างของห้องที่ดูโอ่อ่า  และบนเพดานก็มีโคมไฟระย้าสีทองที่แตกออกมาเป็นกิ่งก้าน ดูสวยกว่าโคมไฟที่บนทางเดินเมื่อกี้หลายเท่า  ในสุดของห้องก็เป็นเตียงขนาดใหญ่สีขาว ที่มีม่านประดับ  ขนาดเตียงก็ใหญ่ชนิดที่ว่าขึ้นไปนอนกับ  5-6 คนได้อย่างสบาย ๆ  และข้าง ๆ เตียงก็มีตู้เสื้อผ้าที่ทำจากไม้ และมีการเคลือบทองตรงมุมด้วยถัดจากเตียงลงมาหน่อยก็มีโต๊ะ เก้าอี้สีขาว ที่ผมคาดว่าน่าจะใช้เป็นที่ดื่มชาของห้องล่ะมั้ง  ซึ่งจุดที่โต๊ะจัดวางอยู่นั้นก็อยู่ใกล้บานประตูที่ติดกระจกขนาดใหญ่ที่สามารถเปิดออกไปยังระเบียงด้านนอกของห้องได้อีกด้วย  ถัดมาก็มีชุดโต๊ะไม้อีกชุดหนึ่งที่บนโต๊ะมีโคมไฟรูปดอกไม้สีทองตั้งวางเอาไว้อยู่ ท่าทางจะเป็นโต๊ะที่ใช้ทำงาน  นอกจากนี้ภายในห้องนอนยังมีห้องอาบน้ำและห้องสุขาแยกออกเป็นห้องเล็ก ๆ  2 ห้องภายในอีก ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเครื่องสุขภัณฑ์ในห้องต้องเป็นของยี่ห้อระดับต่ำ ๆ ก็กะรัตอย่างแน่นอน และเมื่อผมเดินเข้าไปสำรวจก็ยิ่งทำให้ผมแน่ใจ  แค่ขนาดห้องอาบน้ำก็กว้างกว่าห้องเดิมของผมแล้วหรือเนี่ย ?  อ่างอาบน้ำยังอยู่ในห้องกระจกขนาดใหญ่ที่แยกออกไปอีก และบนเพดานของห้องอาบน้ำมีการติดทีวีเอาไว้ด้วย  ยังกับห้องน้ำของโรงแรมระดับ 5 ดาวยังไงยังงั้น  ภายในห้องน้ำยังมีการทำความสะอาดซะแวววับชนิดทำให้ผมแสบตาได้เลยทีเดียว  นี่ถ้าหากผมท้องเสียขึ้นมาแล้วเผลอทำห้องน้ำที่นี่เลอะขึ้นมานี่ ผมคงรู้สึกผิดน่าดูแน่ ๆ เลย 


ผมใช้เวลาเดินสำรวจห้องตัวเองอยู่ประมาณ  10 นาทีก่อนที่จะมานั่งพักบนเตียง  ความนุ่มของเตียงทำให้ผมเกือบหงายหลังตอนนั่งแล้วมันทรุดยวบไปเลยทีเดียว  เมื่อผมสังเกตุไปบนหัวเตียงก็พบกับเอ่อ..รีโมททีวีล่ะมั้ง ? ไม่เคยเห็นรุ่นนี้มาก่อนเลยแหะ  แล้วก็มีกระดิ่งสีทองวางอยู่ข้าง ๆ น่าจะเป็นของที่ใช้สำหรับเรียกตัวพ่อบ้านหรือเมดมาคอยบริการแน่ ๆ เลย  ผมทรุดตัวลงนอนบนเตียงซักครู่  จะว่าไปตัวผมเองก็ยังไม่คุ้นชินกับเรื่องหลาย ๆ เรื่องที่มันเกิดกับตัวผมเองในตอนนี้เลยแฮะ  ทั้งเรื่องที่ตัวเองต้องมาอาศัยอยู่ในร่างผู้หญิงหรือเรื่องที่ได้มาอยู่ในบ้านอภิมหาเศรษฐีแบบนี้ 

" เฮ้อ..... " ผมถอนหายใจ  ผมรู้สึกคิดถึงห้องรูหนูของผมซะแล้วสิ  ถึงมังจะเล็ก แคบ และสกปรกนิดหน่อย แต่ก็รู้สึกอบอุ่นและก็ไม่รู้สึกวังเวงเท่าห้องที่กว้างขวางและดูโอ่อ่าแบบนี้  ท่าทางผมคงไม่เหมาะที่จะใช้ชีวิตแบบผู้ดีแบบนี้ล่ะมั้ง... ผมกลิ้งตัวไปมาอยู่บนเตียงซักครู่  ตอนแรกกะว่าจะนอนพักผ่อนตามที่คุณพ่อบ้านคนนั้นบอก แต่ว่า...มันนอนไม่หลับเลยแฮะ  จริง ๆ เวลานี้มันก็พึ่งจะบ่าย 3 เองนี่นา  ไอ้อาการเพลีย ๆ ตอนที่ผมมาอยู่ในร่างนี้ใหม่ ๆ เมื่อ 2-3 วันก่อนก็หายไปแล้ว...  จะทำอะไรดีล่ะเนี่ย..

" ไปสำรวจคฤหาสถ์ดีกว่า " จู่ ๆ ความคิดแผลง ๆ แบบเด็ก ๆ ของผมก็ฉุดคิดขึ้นมาได้ ใช่แล้วคฤหาสถ์หลังนี้อาจจะมีอะไรสนุก ๆ ก็ได้ จะว่าไปก็มีอีกหลายห้องที่เราเดินผ่านมาและยังไม่ได้สำรวจอีกเพียบเลย  กว่าจะถึงช่วงเย็นก็ยังพอมีเวลานี่นา ดีล่ะ..


เร็วเท่าความคิด ผมสปริงตัวขึ้นมาจากเตียงนอนทันที และแน่นอน สะดุดกระโปรงยาวที่ตัวเองใส่ในตอนนี้ซะจบเกือบล้มหัวทิ่ม...แหงะ..ปัจจุบันผมก็ยังไม่ชินกับการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าผู้หญิงเลยแหะ เอาน่า..ถ้าเราอยู่ในร่างนี้ไปเรื่อย ๆ ก็คงชิน จะว่าไปนี่ก็เป็นข้อดีของผมอีกอย่างล่ะมั้งที่ไม่ค่อยชอบคิดอะไรให้มันมากมาย แน่นอนว่าขืนเก็บเอามาคิดกับเรื่องราวที่มันเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นกับผมในตอนนี้มีหวังเครียดตาย  หัดปล่อยวางซะบ้างแหละ ดีแล้ว...

แอ๊ดดดดดดดด...

" อืม...ไม่มีใครอยู่ข้างนอกจริง ๆ ด้วยแฮะ.. "  ผมยื่นหน้าออกมาดูเผื่อว่าคุณพ่อบ้านหรือคุณเมดจะอยู่  เหตุที่ผมกะจะเดินสำรวจคนเดียวนั้นก็เพราะว่า  มีพ่อบ้านหรือเมดเดินตามประกบแล้วมันรู้สึกอึดอัดน่ะสิ  ไปสำรวจคฤหาสถ์คนเดียวน่าจะสนุกกว่าเยอะ...คฤหาสถ์หลังนี้กว้างเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่คิดว่าไม่น่าจะหลงในคฤหาสต์ตัวเองเหมือนในการ์ตูนหรอกน่า  ฮะ ๆ

...............................................
.................................
.........................
................
...........
.....
...
.


10 นาทีต่อมา

" ละ...หลงซะแล้ว.... "  ตายล่ะสิ...ผมประมาทกับความกว้างใหญ่ของคฤหาสถ์หลังนี้เกินไป   ลักษณะทางเดินที่คล้าย ๆ กันหมด และเฟอร์นิเจอร์ที่ประดับตรงทางเดินก็เหมือนกันแทบทั้งนั้นทำให้ผมจับจุดสังเกตุแทบไม่ได้เลย สุดท้ายหลังจากเดินไปเดินมาขึ้นลงบันไดอยู่สามสี่ชั้น...ผมก็หลงเป็นที่เรียบร้อย...

" โอ๊ยยย...ทำไงดีอ๊า~~~"  ผมเริ่มกระวนกระวาย รู้งี้น่าพกกระดิ่งเรียกพ่อบ้านกับเมดมาด้วยก็ดี ไม่น่าเลยเรา....  หรือว่า..นี่ผมจะต้องหลงอยู่ในคฤหาสถ์หลังนี้ตั้งแต่วันแรกแล้วก็ขาดอาหารจนตาย !!?! ไม่น๊าาาาา !?!?!?!?  ขณะที่ผมกำลังเครียดจนเริ่มคิดฟุ้งซ่านอีกรอบ ทันใดนั้น....


" คิก ๆ  โนโซมินี่ล่ะก็...อย่าขยับสิจ๊ะ... คิก ๆ "

" ขะ..ขออภัยค่ะ คุณหนูโคมากิ... "

" ไม่เป็นไรจ๊ะ ! ก็นั่งท่าเดียวกันมาตลอดเกือบชั่วโมงนี่นะ  คิก ๆ "

สวรรค์  !!!  ผมได้ยินเสียงคุยกันตรงสุดหัวมุมทางเดินที่ผมกำลังหลงทางอยู่นี่เอง  จะคุณเมดหรือใครก็ได้ ช่วยผมทีเถอะคร๊าบบบบบบ.... ผมรีบเดินไปทางต้นตอของเสียงทันที  เพื่อที่จะพบผู้ช่วยเหลือในขณะนี้  เอ๋...จะว่าไปเมื่อกี้ได้ยินว่าคุณหนูโคมากินี่นะ..ชื่อคุ้น ๆ แฮะ..

........................................
..........................
................
..........
.....
..
.


" ขะ..ขอโทษค่ะ ! คือว่าพอดีหนูหลงทา..... "  ทันทีที่ผมก้าวเดินมาถึงทางเดินตรงกลางที่มีโต๊ะและเก้าอี้ชุดหนึ่งสำหรับรับต้อนรับแขกวางอยู่ ที่ตรงนั้นผมก็ได้เห็น...

" !?!?... " หญิงสาวผมสีเขียวมรกต ยาวประบ่า  ใบหน้ารูปไข่ที่โค้งได้รูปรับกับนัยน์ตาสีฟ้าสดใส ผิวสีขาวอมชมพู ใส่ชุดเมดสีดำแขนยาว นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ในทางที่หันมาทางผมพอดี  ท่าทางกำลังเป็นแบบวาดรูปให้กับผู้หญิงอีกคนที่กำลังนั่งตรงกันข้ามกับเธอที่กำลังถือสมุดสเก็ตภาพและดินสออยู่    หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีเขียวมรกตนั้นเมื่อสังเกตุเห็นผมก็ได้เบิกตาโพลงขึ้นมาด้วยความแปลกใจ

" เอ๋ ??? เป็นอะไรไปจ๊ะ ? โนโซมิ... "  สาวน้อยที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามถามด้วยความสงสัย ท่าทางเธอยังไม่ทันสังเกตุเห็นผม เพราะผมยืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ที่เธอนั่งพอดิบพอดี

" คะ...คุณหนู...อุชิโอะ.." เมดสาวคนนั้นพูดตะกุกตะกักพลันมองมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย...

" เอ๋ ???? " จู่ ๆ สาวน้อยที่นั่งตรงกันข้ามกับเมดคนนั้นก็สะดุ้งสุดตัว ทำเอาผมตกใจตามไปด้วยหน่อย ๆ  ดินสอที่อยู่ในมือของเธอร่วงหล่นลงกับพื้นทันที  แล้วเมื่อเธอหันหน้ามองหน้าผมนั้นผมก็ได้สังเกตุเห็นใบหน้าของเธอชัด ๆ จนได้...

" พะ...พี่...อุชิโอะ..."  สาวน้อยผู้มีเรือนผมสีดำขลับยาวเป็นลอนชนิดเกือบถึงแผ่นหลัง และมีโบว์สีแดงประดับบนเรือนผมสีดำของเธอทั้งสองข้าง  ได้หันมาเรียกชื่อของผม..ของอุชิโอะซังด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก   ผมสังเกตุเห็นภาพของผมที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีแดงทับทิมของเธออย่างช้า ๆ

" คะ..ค่ะ  !?!? " ผมรีบตอบรับออกไป...จะว่าไปเมื่อกี้ผมก็ไม่เห็น 2 คนนี้เลยแฮะ ในบรรดาเมดที่คอยต้อนรับผมอยู่เมื่อซักครู่ก็ไม่เจอเธอที่มีเรือนผมสีเขียวคนนี้เลย  แถมสาวน้อยคนนี้เป็นน้องสาวของอุชิโอะซังเหรอเนี่ย...

" ยะ...ยินดีด้วยค่ะ..ที่ออกมาจากโรงพยาบาลได้.... "  เอ๋ ????  ถึงปากเธอจะบอกอย่างนั้น แต่ทั้งน้ำเสียงและท่าทางของเธอบอกได้เลยว่าเธอไม่ยินดีกับผมแน่ ๆ  ทำไมกันล่ะ ? ปกติคนเป็นน้องสาวน่าจะดีใจไม่ใช่เหรอที่พี่สาวของตัวเองหายป่วยเนี่ย

" งั้น..หนูขอตัวก่อนนะคะ..พี่อุชิโอะ... "  เธอตัดบทสั้น ๆ  ระหว่างที่เธอพูดกับผม  ผมสังเกตุว่าน้ำเสียงเธอสั่นมากราวกับเจ็บแค้น แล้วเธอก็ไม่ยอมสบตาผมเลยระหว่างที่พูดกับผม..นี่ผมไปทำอะไรให้เธอโกรธเหรอรึเปล่าเนี่ย...

" ไปกันเร็วเข้า โนโซมิ ! "

" คะ..ค่ะ คุณหนูโคมากิ   ขะ..ขอตัวก่อนนะคะ คุณหนูอุชิโอะ.... " เมดผู้มีเรือนผมสีเขียวผงกหัวให้ผมซักครู่ ก่อนที่จะเดินตามหลังคนที่เธอเรียกว่าคุณหนูโคมากิไปติด ๆ  ไม่ใช่แค่คุณหนูคนนั้น แม้แต่เมดคนนี้ผมก็สังเกตุได้ว่าเธอดูมีท่าทีหวาดกลัวผมยังไงก็ไม่รู้

" อะ...อะไรกัน... "  ผมอึ้ง...ทั้ง ๆ ที่ผมพึ่งเจอหน้าพวกเธอแท้ ๆ  ทำไมทำท่าเกลียดผมขนาดนั้นล่ะ...  ไม่ใช่สิ ! จริง  ๆ คงต้องถามว่าอุชิโอะซังไปทำอะไรให้ทั้ง 2 คนนั้นกันแน่มากกว่า  แต่ก่อนที่จะสนใจปัญหาพวกนั้น..

" ดะ..เดี๋ยวก่อนค่ะ ! คือ..หนูหลงทาง... "  ไม่ทันซะแล้ว ทั้ง 2 คนเดินลับสายตาหายไปซะแล้วสิ...สรุปว่านี่ผมก็ยังต้องหลงทางอยู่ในคฤหาสถ์หลังนี้ต่อไปอย่างนั้นหรือเนี่ย...



NEXT  EPISODE   " พี่สาวผู้เปรียบได้ดั่งหงส์ขาว   น้องสาวผู้เปรียบได้ดั่งอีกา "
บันทึกการเข้า



Armor  Troopers   Ark-Strikers
Hoiji
The Star Combatant
Talent Pilot
******
กระทู้: 121


jacknasak@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: มกราคม 09, 2010, 11:26:28 PM »

บท - สองเราที่จับมือเคียงคู่กัน...




อุชิโอะไดอารี่   วันที่ XXX  เดือน  XXX ปี XXX

" หลังจากที่พวกเราอยู่โยงเฝ้ายานราชินโยว์มาเป็นเวลาร่วม  2 สัปดาห์  ก็ได้รับข่าวสารจากยานเรดกาแลคเซียที่อยู่ที่โลก  และยานบลูกาแลคเซียที่ไปบุกฐานบอล์นในอวกาศแล้ว   จากรายงานที่กัปตันเอเล่ได้รับมาว่าทางยานเรดกาแลคเซียสามารถยึดป้อมปืนของบอล์นที่ประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ ( เหตุการณ์ช่วงสายโลกฉาก 9 )  และได้มีการระดมพลของกองกำลัง TSC ที่โลกเพื่อวางแผนเตรียมรับมือกับข้าศึกระลอกใหม่ทางด้านยานฮาเซล เซน่อนเองก็ได้พักที่ยานราชินโยว์เพื่อซ่อมแซมยานและหุ่นรบที่ได้รับความเสียหายหนักในการต่อสู้กับกิลด์ฟอร์ด  คิดว่าอีกไม่นานหากการซ่อมแซมผ่านไปได้ด้วยดีและเติมซัพพลายใหม่เป็นที่เรียบร้อยทางเราก็จะทำการเดินทางไปยังโลกเพื่อสมทบกับยานเรดกาแลคเซียที่นั่นในทันนี้ เพราะฉะนั้นระหว่างนี้ หนูเองก็ได้มีโอกาสซื้อของกินของใช้มากมายภายในยานราชินโยว์แห่งนี้  โชคดีที่การ์ดทองที่ติดตัวอยู่สามารถใช้กับที่ราชินโยว์ได้ ไม่งั้นหนูคงต้องกินแกลบแน่นอน.. ทางด้านคนอื่น ๆ คุณลูน่าเองก็ได้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาเพราะความช่วยเหลือจากพรรคพวกของเธอ ซึ่งตอนนี้เธอก็เปรียบเสมือนหัวหน้าช่างของยานที่ทำให้การซ่อมแซมหุ่นยนต์ของพวกเรารุดหน้าขึ้นไปได้มากมาย  ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างโคกิคุงและชิเอลจังก็ดูเหมือนจะสนิทสนมมากขึ้นเช่นกัน ( คงเป็นเพราะทั้งสองคนผ่านอะไร ๆ มาด้วยกันล่ะมั้ง ? ) คุณชาเพ็นก็ทำหน้าที่เป็นแพทย์ประจำยานได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ( ศัตรูมาคุณชาเพ็นก็เถียงคอเป็นเอ็นว่าชั้นเป็นหมอ ๆ  ไม่ใช่นักสู้  แต่หนูเห็นว่าน่าจะเป็นข้ออ้างเพราะขี้เกียจมากกว่า ) ส่วนวีคุง รายนี้มีแรงเหลือเฟือ มักจะวิ่งเต้นรอบยานไปแกล้งคนนั้นคนนี้บ้างอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  คุณป้องเองถ้าไม่เช็คตลาดหุ้นแล้วก็จะเอาเวลาส่วนใหญ่ไปม่อสาวตลอด  เห็นว่าสาว ๆ โอเปอร์เรเตอร์ของยานราชินโยว์โดนคุณป้องจีบครบทุกคนแล้ว ( และแน่นอนว่าคุณป้องโดนปฏิเสธหมด )ซึ่งเห็นแล้วก็น่าหนักใจแทนคุณหญิงที่ต้องคอยดูแลสองคนนี้จริง ๆ  และหวังว่าเมื่อทางเราได้ไปสมทบกับยานเรดกาแลคเซียแล้ว ก็น่าจะได้พบกับลูคัสซังที่ไม่ได้เจอกันเสียนาน  เพราะหลังจากลูคัสซังไปกับยานเรด คุณหม่าฟานก็เมาหัวราน้ำทุกวันเลย  คนที่จะคอยปรามคุณหม่าฟานได้คงไม่พ้นลูคัสซังล่ะทีนี้...  เอาล่ะได้เวลาเตรียมตัวไปซื้ออาหารและเฟอร์นิเจอร์สำหรับมาตกแต่งห้องแล้ว  หวังว่าภายภาคหน้าคงไม่เกิดเรื่องร้ายแรงจนทำให้ไม่มีเวลามาเขียนไดอารี่นี้อีกหรอกนะ...




ณ โรงอาหารของยานราชินโยว์



" โคกิ !!!! ไปไหนแล้วนะ อีตาบ้านั่น  !?!?!" ชิเอลบ่นอย่างอารมณ์เสีย  หลังจากที่วันนี้โคกิโดดซ้อมซิมูเลเตอร์เธอก็พยายามตามหาโคกิเป็นการใหญ่

" ทำไมถึงชอบโดดซ้อมแบบนี้นะ ตานั่น... อ๊ะ ! อุชิโอะซัง ! "  ชิเอลถลาเข้าไปหาอุชิโอะที่กำลังซื้อขนมปังในโรงอาหารของยานราชินโยว์อย่างรวดเร็ว

" คะ ? มีอะไรเหรอคะ ชิเอลจัง ? "

" เห็นอีตานั่น...หมายถึงฮารุซานะ บ้างไหมคะ ? "

" หมายถึงโคกิคุงเหรอคะ ?  เอ...ไม่เห็นเลยนะคะ วันนี้  เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ ? "

" วันนี้ฮารุซานะเค้าโดดซ้อมซิมูเลเตอร์น่ะค่ะ  เมื่อกี้ไปตามหาที่โกดังเก็บหุ่นก็แล้ว คุณลูน่าก็ไม่บอกไม่เห็น...ถ้ายังไงถ้าเจอเค้าล่ะก็ช่วยบอกชั้นด้วยได้ไหมคะ ? " ชิเอลพูดด้วยแววตาดุดันเอาเรื่อง  ทำเอาอุชิโอะถึงกับเหงื่อตก

" คะ..ค่ะ  ! ถ้าเจอตัวแล้วเดี๋ยวจะรีบติดต่อให้ทันทีค่ะ.." อุชิโอะได้แต่ยิ้มแหย ๆ ตอบ

" ขอบคุณมากค่ะ ! งั้นชั้นขอตัวก่อนนะคะ  " พูดจบชิเอลก็วิ่งออกไปตามหาโคกิต่อ  อุชิโอะได้แต่มองตามหลังชิเอลพลางคิดว่าหากโคกิถูกเจอตัวแล้วไม่โดนชิเอลเล่นงานซะสาหัสก็คงดี




" เอ...ของที่ต้องซื้อวันนี้..."  อุชิโอะตรวจสอบของที่ตนไปช๊อปปิ้งมาในวันนี้ตรงม้านั่งแถว ๆ โรงอาหารที่หนึ่งซักครู่    " ดีจัง หาซื้อได้ครบเลย งั้นเราก็....ว๊ายยยย !?!?!? โคกิคุง !?!?!"

อุชิโอะตกใจเป็นอย่างมากที่ม้านั่งฝั่งตรงกันข้ามของเธอ  โคกิที่อยู่ในสภาพสุดโทรมเหงื่อไหลเป็นสายราวกับไปวิ่งมาราธอนที่ไหนมาก็ไม่ปาน   เขานั่งฟุบเอาหน้าทาบโต๊ะพลางหอบหายใจฟืดฟาดซักครู่  ก่อนชิที่จะพูดขึ้น...

" อะ..อุชิโอะซัง...ชะ..ช่วยผมด้วย...ผมไม่ไหวแล้ว... "  โคกิพูดอย่างเหนื่อยอ่อน

" กะ...เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ ? โคกิคุง ??? "

" ชิเอล...ชิเอล...ชิเอล... "

" ชิเอลจัง ? ทำไมเหรอคะ ?? "

" หะ..หาที่ซ่อนให้ผมรอดจากชิเอลที  แฮ่ก  ๆ  ๆ  " โคกิกัดฟันพูดอย่างยากลำบาก...นี่เขาไปทำอะไรจนร่างกายเป็นแบบนี้กันเนี่ย ?

" อ่ะ..เอ่อ...ซ่อนเหรอคะ ??? " อุชิโอะลังเลอยู่ซักครู่    " ละ..แล้วจะซ่อนที่ไหนดีล่ะคะ ? "

" ทะ..ที่ไหน..ก็ได้..คร้าบ... " เพราะอาการเหนื่อยจัดจนแทบหน้ามืด ทำเอาโคกิพูดแทบไม่เป็นภาษา   

" ไปห้องพยาบาลก่อนดีไหมคะ ? " อุชิโอะออกความเห็น เพราะเห็นโคกิตอนนี้อาการร่อแร่เต็มทน

" มะ..ไม่ได้..ถะ..ถ้าเป็นที่นั่น..ชิ..ชิเอลจะตามเจอ..เอาได้..ครับ.. " โคกิตอบ   อุชิโอะนึกสถานที่จะใช้ซ่อนตัวโคกิอยู่ซักพัก..ก่อนที่จะตอบอย่างลังเลเล็กน้อย  " งั้น..โคกิคุงมาซ่อนที่นั่นก็แล้วกันค่ะ !แล้วไว้เล่าเรื่องให้ฟังทีหลังด้วยนะคะ "


แล้วอุชิโอะก็เดินไปพยุงโคกิก่อนที่จะหยิบถุงที่ใส่ข้าวของที่พึ่งซื้อมา  เธอพยายามกึ่งพยุงกึ่งลากโคกิในสภาพใกล้ตายไปอย่างยากเย็นเพราะข้าวของก็เต็มมือ แถมโคกิยังตัวหนักกว่าที่เธอคาดเอาไว้เยอะซะอีก...

.............................................
................................
......................
............
......
...
.


ภายในยานฮาเซล เซน่อน    ท่าเทียบยานของยานราชินโยว์


" อะ..เอ๋ ??? " โคกิชะงักไปเล็กน้อย เมื่อมายืนตรงหน้าสถานที่ซ่อนที่อุชิโอะแนะนำ    ห้องของเธอนั่นเอง

" เดี๋ยวชั้นขอตัวไปจัดห้องซักครู่  โคกิคุงรอข้างนอกซัก 3 นาทีนะคะ "  อุชิโอะใช้คีย์การ์ดเปิดประตูเข้าห้องตัวเองไป  โดยทิ้งให้โคกิรอข้างนอกพร้อมข้าวของที่อุชิโอะพึ่งซื้อมา


กึง....กึง....โครมมมมมมมมม  !!!!!!


" วะ...หวา  !?!!?!  อุชิโอะซังเป็นอะไรรึเปล่าครับ !?!? มีอะไรให้ผมช่วยไหม ??? " โคกิได้ยินเสียงของหล่นจำนวนมากดังมาจากห้องอุชิโอะ  จนทำให้เขาอดเป็นห่วงเจ้าของห้องไม่ได้

" มะ...ไม่เป็นไรหรอกค่ะ  !!!  โคกิคุงรออยู่ข้างนอกก่อนนะคะ  !"  เสียงอุชิโอะดังออกมาจากภายในห้อง  โดยมีเสียงอะไรบางอย่างหล่นลงมาเป็นจำนวนมากดังสลับกับเสียงของอุชิโอะ

" ถะ..ถ้ารบกวนอุชิโอะซัง ! เดี๋ยวผมไปซ่อนที่อื่นก็ได้ครับ... " โคกิเริ่มรู้สึกผิด  ท่าทางห้องของอุชิโอะคงมีอะไรมากมายที่ผู้ชายอย่างเค้าเห็นคงไม่ได้  อีกอย่างเค้าก็คิดว่าเค้าไม่คับขันถึงขั้นต้องมาหลบชิเอลในห้องคนอื่นหรอก

" งะ...งั้นผมไป... "

" ฮารุซานะ  โคกิ !!!!!!!!! นายอยู่ที่ไหน  !?!?!?"  โคกิสะดุ้งสุดตัวทันทีเมื่อได้ยินเสียงนี้  นี่ชิเอลเดินตามหาเขาจนมาถึงที่นี้แล้วเหรอเนี่ย ?  ถ้าหากโดนจับได้มีหวังเขาโดนเธอซ้อมเอาตายแน่ ๆ..

" ยะ..แย่แล้ว ๆ  ทะ..ทำไงดี  !!!?! " โคกิตกอยู่ในสถานการณ์คับขันซะแล้ว  เสียงของชิเอลก็ดังขึ้นมาเรื่อย ๆ  อยู่ตรงหัวมุมทางเดินตรงหน้าของเขานี่เอง  แบบนี้มีหวัง...

ฟึ่บบบบบ  !!!!!

" วะ...หวา  !?!?"  โคกิโดนแรงมหาศาลบางอย่างดึงแขนตัวเขาเข้าห้องอย่างรวดเร็ว และเมื่อประตูห้องปิดลง  อุชิโอะก็ทำท่าเอามือป้องปากให้เขาเห็นประมาณว่าอย่าพึ่งส่งเสียงตอนนี้  ซึ่งโคกิเห็นดังนั้นแล้วก็ได้แต่พยักหน้ารับ

" โคกิ !!! นายอยู่ที่ไหนเนี่ย  !!?!?! "  เมื่อเห็นว่าเสียงของชิเอลค่อย ๆ เงียบไปแล้ว ทั้งโคกิและอุชิโอะก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

" ฟู่...เกือบไปแล้วสิ..ขอบคุณอุชิโอะซังมากเลยนะครับ ที่ช่วยเหลือ.. "  โคกิหันมาโค้งให้อุชิโอะ

" แหม..ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เป็นเพื่อนกันก็ต้องช่วยกันอยู่แล้ว...อีกอย่างดูสภาพชิเอลจังตอนนี้แล้ว  หนูคิดว่าถ้าส่งตัวโคกิคุงไปมีหวังถูกอัดเละแน่ ๆ เลยค่ะ.. " จบประโยคนี้ทั้งโคกิและอุชิโอะเหงื่อตกพอกัน

" ขะ..ขอโทษนะคะ  พอดีนาน ๆ จะมีแขกมาเยี่ยมที่ห้องซักที เลยต้องเสียเวลาจัดห้องนานไปหน่อย " อุชิโอะรีบเปลี่ยนประเด็น

" ไม่เป็นไรฮะ  จริง ๆ ห้องรกนิดรกหน่อยผมก็ไม่ถือหรอกครับ " ใช่...ขนาดห้องของเขายังรกเลย

" แค่อุชิโอะซังให้ที่ซ่อนผมก็ดีใจอย่างสุดซึ้งแล้วล่ะครับ  ขอขอบคุณอีกทีนะครับ ที่ช่วยผมเอาไว้... " โคกิเริ่มหน้าแดงระเรื่อ  จะว่าไปนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เค้าเข้าห้องของผู้หญิงนะเนี่ย  ขนาดห้องของชิเอลเขายังไม่มีโอกาสได้ไปเหยียบเลยด้วยซ้ำ  เด็กหนุ่มไร้เดียงสาอย่างเขามักคิดเสมอว่าห้องของสาว ๆ ก็เปรียบเสมือนพื้นที่ศักดิ์สิทธ์ที่เขาคิดว่าชาตินี้เขาคงไม่มีโอกาสได้เข้าไปเหยียบแท้ ๆ  และยิ่งสำรวจห้องของอุชิโอะเขาก็ยิ่งแน่ใจ...


สภาพห้องที่ตกแต่งอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  มีโต๊ะเก้าอี้สีขาวสไตล์ยุโรปไว้ใช้สำหรับรักแขกจัดวางอยู่บริเวณริมหน้าต่างของห้อง  และยังมีโคมระย้าสีทองสวยงามที่ถูกติดเอาไว้บนเพดานซึ่งอยู่เหนือโต๊ะรับแขกพอดิบพอดี    ถัดไปก็เป็นเตียงตอนสีขาวที่มีผ้าม่านติดอยู่ ตัวเตียงก็มีการแกะสลักออกมาเป็นลวดลายอย่างประนีต และบนผ้าปูที่สาวบริสุทธิ์นั้นนอกจากหมอน , หมอนข้างและผ้าห่มแล้วยังมีตุ๊กตารูปสัตว์น่ารัก ๆ ตั้งรายล้อมอยู่บนเตียงถึง  4-5 ตัว  ตู้เสื้อผ้าที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ ก็ทำมาจากไม้แกะสลักแถมเลื่อมทองที่สวยงามซึ่งแม้ว่าโคกิจะไม่รู้ว่าเป็นไม้ชนิดไหน แต่ท่าทางราคาต้องแพงเอาเรื่องแน่ ๆ เลย นอกจากนี้ยังมีตู้เก็บอุปกรณ์ชงชาและเครื่องดื่มต่าง ๆ และแก้วหลากหลายแบบอีกมากมายเอาไว้ด้วย  เรียกได้ว่าห้องนี้ดูเป็นห้องคุณหนูสไตล์ยุโรปที่บวกกับห้องสไตล์สาวน้อยได้อย่างลงตัว..

ถ้าไม่นับอีกโซนนึงที่โคกิเห็นทีวีเครื่องเล็ก ๆ และโซฟาตั้งอยู่และใกล้ ๆ ทีวีมีทั้งเครื่องเล่นเกม  Xbox360,Ps3 หรือแม้กระทั่งเครื่องเกมพกพาอย่าง  PSP อ่ะนะ จะว่าไปเขาเห็นคอลเลคชั่นเจเนะเลอร์ชุดลิมิตเต็ดครบเซ็ตที่ถูกวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยในโซนนี้ด้วยแฮะ...   รู้สึกว่าโซนนี้โซนเดียวที่ดูไม่เข้ากับส่วนอื่น ๆ ของห้องซะเลย


" อ่ะ...เอ่อ..คือ...ไม่ต้องสำรวจห้องมากถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ  หนูก็เขินนะ.. " อุชิโอะยิ้มอย่างลำบากใจ

" ขะ..ขอโทษครับ  ! " โคกิรีบผงกหัวขอโทษอย่างรวดเร็ว 

" แหม...หนูก็ไม่ได้โกรธอะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ...ว่าแต่ไหน ๆ ก็มาซ่อนที่นี่แล้ว  จะนอนพักซักนิดไหมคะ ? หนูจะได้ไปจัดเตียงให้... "

" มะ...ไม่เป็นไรคร้าบบบบ  !!! ขะ..ขอแค่นั่งพักก็พอแล้ว " โคกิรีบตอบปฏิเสธทันที  มาห้องผู้หญิงครั้งแรกก็จะให้เขาไปนอนเตียงของเจ้าของห้องเลยรึ ?  ไม่ไหวอ่ะ เค้าหน้าไม่ด้านขนาดนั้น...ว่าแต่ทำไมคุณหนูที่อยู่ตรงหน้าเขากลับดูไม่ค่อยระวังตัวเลยเนี่ย

" งั้นโคกิคุงไปนั่งพักที่เก้าอี้ตรงนั้นได้เลยค่ะ  เดี๋ยวหนูทำเครื่องดื่มไปให้ " อุชิโอะผายมือให้โคกิไปนั่งพักตรงเก้าอี้รับแขก

" ขะ..ขอบคุณครับ.. "  โคกิเดินไปนั่งที่เก้าอี้อย่างว่าง่าย  ระหว่างนี้สายตาของเขาก็สำรวจห้องต่อ...จะว่าไปเขานึกว่าคอลเลคชั่นของเจเนะเลอร์ที่อุชิโอะมีจะเยอะกว่านี้นะเนี่ย  ?  หรือเพราะว่าเธอเอาเก็บไปบ้างส่วนหนึ่งในช่วงที่จัดห้องเมื่อกี้

" โคกิคุงจะรับชาหรือกาแฟดีคะ ? "

" เอ่อ..กะ..กาแฟละกันครับ  !"

" ตอนนี้มีแต่เอสเปรซโซนะคะ  งั้นจะรับเป็น..คาปูชิโน..ลาเต้..มอคค่า..หรือว่าอเมริกาโน่ดีคะ ??? "

" อะ..เอ่อ... "  โคกิเริ่มอึกอัก เขาไม่ค่อยรู้จักเรื่องกาแฟดีเท่าไหร่นัก แถมเคยดื่มแต่กาแฟเขาช่องที่รัตน์เคยทำให้เท่านั้นเองด้วยน่ะสิ  แบบนี้ขอเปลี่ยนดีกว่าวุ้ย

" ขะ..ขอเป็นชาดีกว่าครับ  ! "  อุชิโอะเลิ้กคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าเลิกลั่กของโคกิ แต่ซักพักเธอก็ยิ้มแล้วก็ทำชาแบบที่ไม่ถามอะไรเขาต่อ

" นี่ค่ะ..ได้แล้วล่ะค่ะ.. "  เธอเสิร์ฟถ้วยชาที่มีสีอำพันสว่างตรงหน้าโคกิ ก่อนที่จะเดินไปนั่งยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเขา  แล้วก็ถือถ้วยชาที่มีสีเดียวกับถ้วยตรงหน้าเขาไว้ด้วย..

" ..ขะ..ขอบคุณครับ.. " โคกิสังเกตุเห็นสาวน้อยผู้มีเรือนผมสีเงินอมม่วงที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาค่อย ๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างช้า ๆ  ภาพที่เธอจิบชาแล้วเหม่อมองไปยังไปยังหน้าต่างที่ข้างนอกเต็มไปด้วยดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับแถมกลืนเข้ากับบรรยากาศในห้องทำให้ภาพตรงหน้าของเขานั้นเหมือนกับกุลสตรีที่กำลังดื่มชาอย่างงดงามราวกับว่าหลุดออกมาจากภาพวาดก็ไม่ปาน...  ซึ่งเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเขาทำเอาใจเต้นซะจนเรียกได้ว่าหากเขาเป็นตากล้องก็อยากจะถ่ายภาพตรงหน้าเก็บเอาไว้เลยทีเดียว


จะว่าไปตั้งแต่เขาย้ายมาอยู่กองกำลัง  TSC  เขาและชิเอลเองก็ได้พบปะผู้คนมากมายหลายรูปแบบ  ทั้ง ๆ ที่เค้ามั่นใจว่าสมัยอยู่เอลฮังค์นี้พบปะเจอผู้คนมาเยอะแล้ว  แต่เมื่อย้ายมาอยู่กับกองกำลังนี้เขาก็ต้องเปลี่ยนความคิดทันที  เพราะกองกำลัง  TSC แห่งนี้เป็นกองกำลังลูกผสมที่มีผู้คนหลากหลายมากเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นเหล่านักรบจากต่างมิติเช่นพวกคาลิสและริโคริส , มนุษย์ทดลงที่มีการฝังยีนส์สัตว์ป่าเข้าไปและบ้าผู้หญิงเหลือจะรับอย่าง เอล ,  นักรบจากต่างแดนที่ยังกะหลุดมาจากโลกแฟนตาซีอย่างโรจิส , นักบู๊จอมลุยแหลกอย่าง
ลูซิเฟอร์ ,กุนซือมังกรตื่นที่มีชื่อเสียงของบอล์นอย่างลูคัส  หรือแม้แต่ลูกคุณหนู ที่ดูเป็นกุลสตรีที่ดูไม่น่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสงครามซักนิดแบบสตรีผมสีเงินอมม่วงที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขานี้  เรียกได้ว่าการที่เขาได้เข้ามายังกองกำลังนี้ก็ได้เจอแต่เรื่องราวมากมายที่ชวนให้เหลือเชื่อมากเหลือเกิน


" อยากให้ชิเอลเป็นอย่างคุณอุชิโอะมั่งจังเลย... "

" เอ๊ะ ? เมื่อกี้ว่าอะไรนะคะ ? "

" ปะ..เปล่าครับ ไม่มีอะไร แหะ ๆ "

" ว่าแต่โคกิคุง..ถ้าไม่รีบดื่มเดี๋ยวชาจะเย็นนะคะ... " อุชิโอะหันมายิ้มให้กับโคกิ

" อ่ะ..ครับ... " เมื่อได้ยินดังนั้น โคกิก็ยกถ้วยชาตรงหน้าของเขาดื่มอย่างทุลักทุเล แต่ทว่าเมื่อเขาดื่มเข้าไปก็ได้สัมผัสกับเสน่ห์แห่งความสดชื่นจากรสบางเบาของมินท์ผสมผลไม้แฝงด้วยรสเข้มของชาที่ผสานด้วยความหอมของกลิ่นวานิลลาและมะพร้าว ก่อนที่จะตามมาด้วยสุนทรียรสอันนุ่มละมุนของครีมชนิดที่ทำให้จิตใจที่ร้อนรนของเขาผ่อนคลายลง  แถมรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกด้วย

" รสชาติเป็นยังไงบ้างคะ ? "

" คะ..คือผมก็อธิบายไม่ถูกน่ะครับ..แต่รสชาติเยี่ยมมากเลยครับ  ดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นมาเลย "

" ฮิ  ชานี่เรียกว่าทไวนิงส์อิงลิชเบรกฟาสต์ค่ะ  ! เป็นเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วทำให้สดชื่นสำหรับเติมพลังงานในช่วงเวลาเช้าวันใหม่นี่แหละค่ะ  แถมยังมีกลิ่นที่สดชื่นเสมือนดั่งยืนอยู่กลางแมกไม้นานาพรรณในฤดูใบไม้ผลิอีกด้วย   หนูเห็นโคกิคุงท่าทางอ่อนเพลีย เลยคิดว่าชงชานี้ให้ดื่มน่าจะดีที่สุด " อุชิโอะอธิบาย

" อุชิโอะซังนี่รอบรู้เรื่องชาจริง ๆ นะครับ..ท่าทางจะชอบดื่มชามากเลย.."

" จริง ๆ ชาก็ดื่มได้ค่ะ..แต่ชอบกาแฟมากกว่า " อุชิโอะตอบพลางยักไหล่เล็กน้อย

" อ้าว ? งั้นทำไม.. "

" ก็ไหน ๆ ก็ชงให้โคกิคุงแล้ว  ก็เลยชงเผื่อตัวเองอีกซักถ้วยไปเลย  ยังไงช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้ดื่มชาเท่าไหร่อยู่แล้วน่ะค่ะ " เธอจิบชาไปอีก 1 อึกก่อนจะเริ่มถามคำถาม

" จะว่าไปเมื่อเช้ามันเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ ? "

" เอ่อ... " โคกิเงียบไปครู่หนึ่ง   " จริง ๆ มันก็ไม่มีอะไรหรอกครับ  แต่เมื่อเช้าผมซ้อมซิมูเลชั่นได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่  เลยทำให้ชิเอลโกรธเข้าน่ะครับ "

" ............ "

" ผม...อยากแข็งแกร่งขึ้น เพราะหลังจากการต่อสู้กับเจ้าตัวสีดำครั้งล่าสุดนั้นทำให้ผมรู้ถึงขีดความสามารถของตัวเองเลยว่า  ผมอ่อนแอขนาดไหน... เพื่อที่ว่าจะได้สามารถปกป้องสิ่งสำคัญให้ได้.. "

" คิก... "  อุชิโอะยิ้มน้อย ๆ  " ท่าทางชิเอลจังจะสำคัญกับโคกิคุงมาก ๆ เลยนะคะ..."

" อะ...เอ๋  !?!? ผม..ไม่ได้หมายถึง.."

" แหม ๆ  หรือจะบอกละคะว่าสิ่งสำคัญที่โคกิคุงพูดถึงเมื่อกี้..ไม่ใช่ชิเอลจัง.. "  อุชิโอะยิ้ม ราวกับว่าทายใจเขาออกได้โดยง่าย...

" คะ..ครับ...เพราะชิเอล..เป็นคนสำคัญ...ผมถึงอยากจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องเธอให้ได้... "  เขาตอบแบบเขิน ๆ  ขณะนี้หน้าเขาคงแดงไปถึงหูแล้วรึยังเนี่ย..

" เท่าที่เรื่องก็ลงล๊อคค่ะ "  อุชิโอะตบมือ  เล่นเอาโคกิถึงกับงง

" ลงล๊อค ? "

" หนูหมายถึงพอปะติดปะต่อเรื่องราวของโคกิคุงได้แล้วล่ะค่ะ ! "  อุชิโอะยิ้มราวกับนักสืบที่ไขปริศนาออก

" เรื่องเมื่อเช้าเพราะโคกิคุงคิดว่าตัวเองจะต้องเข้มแข็งขึ้นเพื่อปกป้องชิเอลจัง แต่ในการซ้อมกลับทำได้ไม่ดี เพราะว่าตนเองใจร้อนเกินไป ผลเลยออกมาไม่เป็นดังที่คาด เลยเกิดเศร้าใจจนหนีการฝึกซ้อมซิมูเลเตอร์ และหนีไปเรื่อย ๆ จนหมดแรงแล้วต้องมาขอให้ชั้นช่วยใช่ไหมคะ ? "

" อะ....ชะ..ใช่ครับ... "  โคกิถึงกับอึ้งที่อุชิโอะมองออกทุกอย่าง  " ตะ..แต่อุชิโอะซัง..รู้ได้ยังไง... "

" เป็นแพทเทิร์นที่เคยเห็นบ่อย ๆ ในการ์ตูนค่ะ  ! อย่าลืมสิคะว่าอัศวินอวกาศเจเนะเลอร์ตอนที่  308 ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเหมือนกัน ช่วงที่เจเนะเลอร์เสียกำลังใจและรีบร้อนมากเกินจนทำอะไรก็ผิดพลาดไปหมดยังไงล่ะคะ.. " อุชิโอะสรุป

" จะ..จริงด้วยสิครับ ! นะ..นึกไม่ถึงเลยว่า..เหตุการณ์นี้มันจะเกิดขึ้นกับตัวผมเองจริง ๆ "

" งั้นก็คงรู้วิธีแก้ไขแล้วสินะคะ ? "

" อะ..เอ่อ...คิดว่า..นะครับ.. "  โคกิตอบ  เขาควรไปขอโทษชิเอล แต่ว่าเธอจะยกโทษให้คนที่ทำตัวแบบเด็ก ๆ ตลอดเช่นเขาลงหรือ...

" ไม่ต้องห่วงค่ะ ! ชิเอลจังต้องยกโทษให้โคกิคุงแน่นอน "  อุชิโอะตอบราวกับรู้ว่าในใจเค้าคิดอะไรอยู่  โคกิทึ่งถึงขนาดคิดว่าสมแล้วที่เคยดูเรื่องเจเนะเลอร์มาด้วยกัน

" เพราะว่าการที่ชิเอลจังตามหาโคกิคุงอย่างเอาเป็นเอาตายนี่แหละค่ะ ! เป็นหลักฐานอย่างดีเลยว่าเธอก็ต้องเป็นห่วงโคกิคุงเช่นกัน และอาจจะรู้แล้วด้วยซ้ำว่าโคกิคุงทุกข์ใจเรื่องอะไร  เพียงแต่ชิเอลจังแสดงออกไม่เก่งน่ะค่ะ  เลยดูเหมือนบังคับขู่เข็ญเกินไปหน่อย "

" นั่นสินะฮะ..." โคกิครุ่นคิดอยู่ซักครู่ก่อนจะตัดสินใจ  " ผมจะไปขอโทษชิเอลครับ  ผมตั้งใจแล้วว่าจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องเธอ แล้วจะมามัวหนีอย่างนี้ได้ยังไง "

" ใช่แล้วค่ะ โคกิคุง ! " อุชิโอะยิ้มให้กับการตัดสินใจของโคกิ

" อุชิโอะซัง...ขอบคุณนะครับที่คอยช่วยเหลือแล้วก็เตือนสติผม "  โคกิโค้งขอบคุณอุชิโอะ

" มะ..ไม่ต้องโค้งให้ก็ได้ค่ะ ! ยังไงหนูเองก็ยินดีให้ความช่วยเหลืออยู่แล้วล่ะค่ะ  โคกิคุง   งั้นรีบไปปรับความเข้าใจกับชิเอลจังเถอะค่ะ ! "

" ครับ ! งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ  ขอบคุณสำหรับชามาก ๆ เลยนะครับ "

" สู้ ๆ เค้าน้า โคกิคุง !!! " อุชิโอะยืนส่งเสียงเชียร์ไล่หลังโคกิไปหลังจากที่เขาวิ่งออกจากห้องไปตามหาชิเอล

.......................................................
...........................................
.........................
..............
.....
..
.

ณ ห้องซิมูเลชั่น

" เฮ้อ....ไปไหนของเค้าน้า.... "  ชิเอลถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน  หลังจากที่ตามหาโคกิแทบทุกทีที่คิดว่าเค้าจะไปอยู่ แต่จนแล้วจนรอดก็หาไม่เจอ...

( หรือว่า...โคกิจะเกลียดเราซะแล้วนะ.... จะว่าไปเราเองก็ไปจู้จี้ขี้บ่นกับเขามากเกินไปจริง ๆ  ก็ไม่แปลกหรอกที่โคกิจะเครียดจนเตลิดไป... ทั้ง ๆ ที่เราอยากคุยดี ๆ กับเค้าให้มากกว่านี้แท้ ๆ  )

( ทั้ง ๆ ที่เราเองก็ตัดสินใจได้แล้วว่าจะก้าวไปพร้อม ๆ กับตานั่นแล้วแท้ ๆ  แต่พอเอาเข้าจริงก็อดบ่นไม่ได้ทุกที  อีตานั่นก็คงเอือมระอาเหมือนกันสินะ ถ้าหากเจอตานั่นอีกที เราก็อยาก.... )

" ชิเอล !!!!!!!!!!!!! "

" ห๊ะ !??!  คะ...โคกิ... "  ชิเอลสะดุ้งกับเสียงเรียก เมื่อเธอหันไปก็พบกับโคกิที่วิ่งมาหาเธออย่างรีบร้อน...

" แฮ่ก....แฮ่ก....แฮ่ก.... "  โคกิหอบรุนแรง  ขณะที่ชิเอลก็นิ่งอึ้งไปเหมือนกัน  ทั้ง 2 คนเงียบไปซักพักก่อนที่จะพูดขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า...

" ขะ...ขอโทษนะ !!!/ ขอโทษนะ !!! "

" อ่ะ.... "

" เอ๋ ??? "

" ชะ...ชิเอลเธอขอโทษชั้นเรื่องอะไรอ่ะ ? "  โคกิถามหน้าซื่อ  ขณะที่ชิเอลรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเสียฟอร์มไปเลยรีบถามกลับเพื่อเปลี่ยนประเด็น  " ละ...แล้วนายล่ะ ขอโทษชั้นทำไม... "

" คือ...... " 

" ชั้นขอโทษที่โดดซ้อมซิมูเลชั่นไปเมื่อเช้า..."

" อะ...อือ  สำนึกได้ก็ดีแล้ว... "  ชิเอลตอบ  แต่ใจจริงเธอเองก็ไม่ได้อยากพูดแบบนี้ซักเท่าไหร่นัก

" แล้วก็ขอโทษที่ทำให้เธอเป็นห่วง.... "

" !?!??!? "  ชิเอลสะดุ้งเล็กน้อย

" ชั้นขอโทษนะที่ทำให้เธอต้องหัวเสียเสมอ ๆ ...  ชั้นก็รู้ว่าเพราะตัวเองมันไม่เอาไหน  แต่ถึงอย่างนั้นชั้นเองก็อยากจะแข็งแกร่งขึ้น..เพื่อ..เพื่อ... "  ตรงนี้โคกิสะดุดไปราวกับว่าคำพูดมันจุกอยู่ในลำคอ

" ........................ "  ชิเอลตั้งใจรอฟังอย่างเงียบ ๆ

" เพื่อที่จะได้ปกป้องสิ่งสำคัญ...ปกป้องคนที่สำคัญ...ปะ..ปะ....ปกป้องเธอยังไงล่ะ !!!! " โคกิรวบรวมความกล้าที่มีอยู่ในร่างกายทั้งหมดพูดออกมาจนได้  เมื่อพูดจบเขาก็หลับตาปี๋ประมาณไม่กล้าสบตากับคนที่อยู่ตรงหน้าเค้า  ถ้าหากเธอปฏิเสธล่ะ... ถ้าหากเธอคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่นล่ะ...แต่ไม่ว่าคำตอบที่ได้จะเป็นเช่นไร...เขาก็พร้อมที่จะรับผิดชอบคำพูดที่เขาพูดออกไปแน่ ๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว เขาก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเพื่อ...เผชิญหน้าคนที่เขาสัญญาว่าจะปกป้อง...

" ..................... "  น้ำตาใส ๆ เริ่มไหลอาบแก้มของชิเอล

" วะ...หวา !?!?  ชิเอล !?!?  ขอโทษนะ !?!? ชะ...ชั้นไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอลำบากใจ.... "  โคกิเลิกลั่กหนักทันที  เขาพยายามควานหาผ้าเช็ดหน้าให้ชิเอลอย่างรีบร้อน

" มะ...ไม่ใช่นะ... "  น้ำเสียงชิเอลสั่นเครือ

" เอ๋ ???.. "

" ชะ...ชั้นดีใจ...ดีใจมาก ๆ เลยล่ะ ที่นายพูดกับชั้นแบบนั้น...ชะ...ชั้นนึกว่า....นายเกลียดชั้นไปซะแล้ว.... "  เธอพยายามปาดน้ำตาออกจากใบหน้า  แต่โคกิก็ดึงชิเอลเข้ามาในอ้อมกอดทันที

" บ้า......ชั้นจะเกลียดเธอลงได้ยังไง..... "  โคกิตอบ  น้ำเสียงเขาฟังแล้วดูแผ่วเบาและสั่นเครือ ราวกับพูดให้ชิเอลฟังเพียงคนเดียวเท่านั้น...

" โคกิ.....ฮึก...ฮึก...ชั้นเองก็ขอโทษนะที่ปากเสียกับนายตลอด....ที่ทำตัวไม่น่ารักตลอด....ชะ...ชั้นเองก็...ชอบนาย...มาก ๆ เลยนะ โฮ... "  ชิเอลร้องไห้แบบไม่อายใครอีกแล้ว  เธอกอดโคกิไว้แน่น ราวกับว่าไม่ปล่อยให้หลุดมือไปไหนทั้งนั้น.... ทั้งคู่สวมกอดกันพร้อมกับหลั่งน้ำตาแห่งความปิติ  จากนี้ไปไม่ว่าจะมีความยากลำบากแค่ไหนรอดู แต่หากเขาและเธอเดินจับมือเคียงคู่ไปด้วยกันก็จะต้องข้ามผ่านไปได้อย่างแน่นอน

................................................
.............................
................
.....
..
.

ณ ด้านนอกของห้องซิมูเลเตอร์

" อ้าว ?  อุชิโอะ ?  มาทำอะไรที่นี่เหรอ ? "  ลูน่าเดินเข้ามาถามอุชิโอะที่ยืนอยู่หน้าห้องซิมูเลเตอร์...

" ก็...นิดหน่อยน่ะค่ะ...แล้วลูน่าซังล่ะคะ ? " 

" อ๋อ...พอดีซ่อมหุ่นนานไปหน่อย ร่างกายมันเลยปวดเมื่อยไปนิดน่ะ  เลยกะว่าจะมาซ้อมซิมูเลชั่นออกกำลังกายหน่อย และจะได้เพิ่มทักษะในการขับ L-AS ไปด้วย... "

" เอ่อ.......ตอนนี้หนูว่ายังไม่เหมาะที่จะเข้าไปล่ะมั้งคะ ? เดี๋ยวเค้าจะหาว่าเราเป็น กขค. เอาได้... "

" หืม ? กขค ?  ข้างในมีอะไรเหรอ ?? "  อุชิโอะยิ้มราวกับว่าให้ลูน่าคิดเอง  ก่อนที่จะดึงแขนลูน่าให้วิ่งตามตนไป

" อะ...เอ๋ ??? อุชิโอะ ??? จะลากชั้นไปไหนน่ะ ? "

" ไปทานข้าวเป็นเพื่อนหนูหน่อยสิคะ ลูน่าซัง !  แล้วเดี๋ยวหนูจะมาซ้อมซิมูเลชั่นเป็นเพื่อนค่ะ ! "  อุชิโอะตอบ พลางจ้องมองไปยังประตูห้องซิมูเลเตอร์ที่ตนเองเริ่มวิ่งออกห่าง...


( ยินดีด้วยนะคะ โคกิคุง !  ที่คว้าสิ่งสำคัญของตนเองมาได้ในที่สุด.... )


..........................................................
...........................................
...........................
................
........
...
.

ณ ??????

" เป็นยังไงบ้าง ?  อัลเลน.... "  เสียงลึกลับในมุมมืดดังขึ้นมาจากข้าง ๆ ของเตียงของชายหนุ่มคนหนึ่ง...

" หึ ๆ....เข้ากันได้ดีจริง ๆ  สมแล้วที่เป็นร่างที่สร้างขึ้นมาเพื่อชั้น.... "  ชายหนุ่มบนเตียงหัวเราะในลำคอ  ก่อนที่จะลุกขึ้นมาขยับร่างกายอย่างคล่องแคล่ว....

" วิชาของนายมันเหลือเชื่อจริง ๆ เลยนะ....นึกไม่ถึงเลยว่าจะทำแบบนี้ก็ได้.... หึ ๆ "

" เคี๊ยก ๆ ๆ  ก็บอกแล้วว่าข้าน่ะ ทำได้ทุกอย่าง แต่อย่าลืมข้อตกลงของเราล่ะ  อัลเลน...  เคี๊ยกกก ๆ ๆ ๆ  "  รอยยิ้มปริศนาปรากฏออกมาในเงามืด  และเริ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

" หึ ๆ รู้แล้วล่ะน่า......เท่านี้...ข้าก็มีร่างเนื้อแล้ว..... ข้าจะได้ทำในสิ่งที่ข้าอยากทำซักที  ฮ่า ๆ ๆ "  เสียงหัวเราะของชายหนุ่มที่ดังสลับกับเสียงหัวเราะอันสยดสยองของรอยยิ้มนั้น  ราวกับจะบอกว่าเป็นจุดเริ่มต้น ของพายุลูกใหม่ ที่กำลังจะพัดพาความโชคร้ายเข้ามาแล้ว

To Be  Continue.....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2010, 11:47:07 PM โดย Hoiji » บันทึกการเข้า



Armor  Troopers   Ark-Strikers
Replikia
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 526



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2010, 10:46:16 AM »

ลงรับวันวาเลนไทน์ครับ


Side story of Indoles: Synchronicity

LOVE LOVES MY BROTHER!?

ช่วงเวลา: 14 กุมภาพันธ์ 2217

“ถึง ลูเซีย เจเนเซีย” ข้อความเด่นสะดุดหราอยู่บนซองจดหมายสีชมพูที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นจดหมายรักแน่ๆมาถึงบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ถูกอ่านโดยชายหนุ่มผมดำ ลูคัสยกนิ้วกลางดันแว่นก่อนที่จะขยำ...และโยนจดหมายซองนี้ลงถังขยะอย่างไม่ใยดี....

“ฮ่าๆๆๆๆ มะ....มีคนส่งมาจริงๆด้วยสินะ.... อุ๊บ.... นะ...นี่น้องชายเราสุดยอดเลย พี่เองก็ภูมิใจนะ... ฮะๆๆๆๆ...ฮ่า...ปะ...ปวดท้องอ่า....หมิง...ช่วยพี่ที” เสียงหัวเราะลั่นดังปนกับเสียงทุบโต๊ะระรัวอย่างเมามันส์ในอารมณ์ของหม่าฟานดังขึ้น ก่อนเสียงจะค่อยลงกลายเป็นขอความช่วยเหลือแทน มือที่ทุบโต๊ะอยู่กุมท้องไว้โดยที่ร่างเธอยังคงสั่นอยู่เช่นเดียวกันกรามที่ดูท่าว่าจะหัวเราะมากจนค้างไปแล้ว.... หม่าฟานนั่งกุมท้องอยู่ครู่หนึ่งก่อนหายเป็นปกติ

“ไม่คิดว่าเพราะเรื่องตอนนั้นครั้งเดียวจะทำให้มีคนส่งจดหมายรักมาให้นะจ๊ะ” หญิงสาวยกนิ้วปาดน้ำตา

“ขอร้องล่ะครับ อย่าพูดเรื่องนั้นอีกเลย......” ลูคัสตอบเสียงเศร้า บรรยากาศรอบตัวรู้สึกได้ว่ามีหมอกสีดำปกคลุม สีหน้าของเขาแสดงอาการบอกไม่ถูก

“ตอนนั้นพี่เมานะ” หม่าฟานตอบขอไปทีพลางเดินไปที่ถังขยะที่ถูกลูคัสปาซากแห่งความรักจากการหลงผิดใส่จนล้มก่อนจะหยิบมันขึ้นมาคลี่แล้วคลายออกอ่าน

“มันใช่ประเด็นที่ไหนล่ะครับบบ ทั้งพี่ทั้งเพื่อนๆพี่เลย” ลูคัสโวยลั่นก่อนทรุดตัวลงอย่างสิ้นหวัง “วันแห่งความรัก...แต่ทำไม....ต้องเป็นไอ้จดหมายบ้านี่ด้วย......เพราะพี่ฟานนั่นล่ะ เพราะพี่นั่นล่ะ...”

“อยากได้ช็อกโกแลตจากสาวๆสินะหมิง.....” หม่าฟานพูดเสียงนิ่ง ในขณะเดียวกันก็แผ่ออร่าอำมหิตออกมาจนสัมผัสได้ หญิงสาวชันร่างขึ้นจากโต๊ะกินข้าวเหมือนราชสีห์ตื่น ดวงตาเปล่งประกายดุจนักล่าเจอเหยื่อก็ไม่ปาน

“ขอโทษครับ ผมนึกได้ว่ามีธุระด่วน” น้องชายพูดโพล่งก่อนที่อาการเฟลเมื่อครู่จะหายเป็นปลิดทิ้งพร้อมเตรียมออกวิ่งแต่ก็โดนพี่สาวคว้าคอเสื้อจากด้านหลังแล้วยกขึ้นมาอย่างง่ายดายเหมือนลูกแมว

“วันวาเลนไทน์ทั้งทีนี่นะ เธอเองก็อยากได้ของขวัญจากสาวๆน่ารักๆสินะ เธอเองก็อยากไปเดทเหมือนคู่รักอื่นๆสินะ อยากมีแฟนบ้างสินะ...”

“ไม่ใช่นะครับ ผมไม่ได้คิดแบบที่พี่ฟานคิดเลยนะครับ!!! ผมไม่ได้สนใจจะมีฟงมีแฟนอะไรทั้งนั้น!!! ปล่อยผมลงเถอะคร้าบบบ”

ปิ๊ง ป่อง..... ปิ๊ง ป่อง......

เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นมา พี่สาวและน้องชายหันมามองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนหม่าฟานจะวางลูคัสลงบนพื้นให้เดินไปเปิด ชายหนุ่มเปิดประตูบ้านออกก็พบเด็กสาวที่อายุน้อยกว่าเขาพอตัว

“อ้าว...มิเลย์ มาทำอะไรแต่เช้าน่ะครับ” ลูคัสเอ่ยก่อนจะมองดูเด็กสาวคนนี้ เธอเป็นสาวผิวสีผู้มีเรือนผมสีเงินผูกเป็นหางม้า ดวงตาสีม่วงกลมโต สวมเสื้อผ้าสีเทาเน้นเรือนผมให้โดดเด่น รวมกับกางเกงขาสั้นดูคล่องตัว อีกทั้งถุงน่องยาวก็ช่วยให้ดูมีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

“อ้าว หนูมิเชลหรอกหรือ มีอะไรหรือจ๊ะ” หม่าฟานชะโงกหน้าออกจากประตูมาทักทายเด็กสาวคนนี้เช่นกัน

“อ๊ะ สวัสดีค่ะ คุณหม่าฟาน รุ่นพี่ลูคัสด้วย” มิเชลหรือมิเลย์ทักทายทั้งคู่ดวยเสียงสดใส แต่ดูเหมือนว่าจะทักลูคัสอย่างร่าเริงกว่านะเนี่ย..... “วันนี้รุ่นพี่ว่างไหมคะ”

“ก็ว่างอยู่นะครับ ทำไมหรือ?” ลูคัสถามพลองมองดูเวลาที่นาฬกาข้อมือ แปดโมงเช้า นี่เธอมีธุระอะไรแต่เช้าวันหยุดเลยนะ

“ไปเที่ยวสวนสนุกเป็นเพื่อนหนูหน่อยสิ.....พอดีได้บัตรฟรีมาสองใบน่ะ จะทิ้งก็เสียดาย แถมใช้ได้เฉพาะวันนี้ด้วย” มิเชลเอ่ยก่อนก้มหน้าลง

“ก็ได้นะครับ แล้วทำไมมันถึงใช้ได้วันนี้ล่ะ จะหมดเขตแล้วหรือครับ” ลูคัสถามด้วยน้ำเสียงสงสัย ส่วนหม่าฟานนั่นดูเหมือนว่าจะรู้สึกอะไรได้เลยได้แต่ยิ้มเจ้าเล่ห์

“คือว่า... พอดีหนูอยากไปเที่ยวบ้างเลยส่งชิงโชคไป แต่ดูเหมือนว่าจะส่งเยอะไปหน่อยก็เลย...เสียดายถ้าจะไม่ได้ไปน่ะ...ส่วนที่ว่าใช้ได้เฉพาะวันนี้ก็.......มันเป็นบัตรคู่รักค่ะ...........”

“เอ๊ะ?”

“ว่าไงนะครับ!!!!!”
------------------------------------------

“ขอบคุณมากค่ะรุ่นพี่!!! ถ้าไม่ได้รุ่นพี่มาหนูคงต้องมาคนเดียวซะแล้ว อุตส่าห์ได้บัตรมาทั้งทีน่าเสียดายออกจะตายไป”มิเชลพูดด้วยรอยยิ้มระหว่างกินไอศกรีมอย่างอเร็ดอร่อยโดยมีลูคัสนั่งคอตกอยู่ข้างๆ สาวน้อยเข้าใจว่ารุ่นพี่หนุ่มของเธอคงหิวเพราะโดนลากมาตั้งแต่ยังไม่กินข้าวเช้าจึงเอ่ยปากถามพร้อมยื่นไอศกรีมสตอเบอรี่เย็นเจี๊ยบในมือให้ “กินไหมค่ะรุ่นพี่ลูคัส?”

“ไม่ล่ะครับ ขอบคุณมาก....” ลูคัสคอตกหนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินมิเชลย้ำคำว่าเสียดายเป็นรอบที่เท่าไรก็ไม่รู้ตั้งแต่ออกจากบ้านมา ในมือถือแผ่นพับแผนที่ของสวนสนุกอยู่ กวาดสายตามองไปรอบๆก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยอยู่หลายคน นี่เหล่าทหารบอล์นหน่วยเดียวกับเขาพร้อมใจมาเที่ยวที่เดียวกันหรือไงนะ

“ดะ...ดูท่าจะไม่ดีนะฟาน....” หญิงสาวผมทองในแว่นตาดูมีอายุเอ่ยขึ้นหลังพุ่มไม้ ข้างๆเธอคือหม่าฟานในชุดไปรเวทที่ใส่แว่นกันแดดและหมวกปีกกว้างใบใหญ่อยู่ พวกเธออยู่หลังพุ่มไม้บริเวณห่างจากม้านั่งของลูคัสและมิเชลอยู่ช่วงหนึ่ง ถึงจะไม่ได้ยินว่าคุยอะไรกันแต่ก็พอจะเดาสถานการณ์ออกจากสภาพของลูคัส

“ก็ว่างั้นล่ะเจส....” หม่าฟานพูดพลางเหงื่อตก เธอจะห้ามลูคัสก็ไม่ได้ เพราะน้องชายเธอก็ยืนยันว่ามิเชลอุตส่าห์มาชวน ไม่ไปก็ทำร้ายจิตใจไปหน่อย เธอเองก็เลยแอบตามออกมาเพื่อจะดูว่าจะไปถึงขั้นไหน แต่ดูเหมือนว่าจะแย่กว่าที่คิด “ใช่ไอ้นั่นไหม แผนการ์สร้างคู่รักขั้นที่สอง เราต้องหาทางให้สองคนนั่นเข้าบ้านผีสิงด้วยกัน แล้วจังหวะนั้นล่ะ เมื่อหญิงสาวโผกอดชายหนุ่ม ไม่ก็ชายหนุ่มทำท่าจะปกป้องหญิงสาว นี่ล่ะความโรแมนติกล่ะ!!!”

“แล้วเธอไปจำแผนพรรค์นั้นมาจากไหนน่ะฟาน” เจสผู้เป็นเพื่อนซี้ย่ำปึกคนหนึ่งของหม่าฟานเอ่ยถามอย่างงงงวย

“คู่มือการสร้างสัมพันธ์ในสวนสนุกฉบับสำหรับหญิงสาวน่ะ” หม่าฟานตอบก่อนจะยกหนังสือคู่มือที่ว่าขึ้นมาประกอบ “เอาล่ะ เจสซิก้า คลาริซ ดำเนินแผนการหลอกล่อได้!!!”

“เดี๋ยวสิฟาน แล้วจะให้ฉันทำ...”

“รุ่นพี่คะ!!! บ้านผีสิงตรงนั้นน่าสนใจดีนะ ไปกันเถอะค่าาาา” มิเชลโพล่งขึ้นมาดังลั่นก่อนจะลากลูคัสที่กำลังตกใจอยู่ไปในทันที

“ฉันว่าฉันคงไม่ต้องทำแล้วล่ะ.....” เจสซิก้าพูดก่อนตบไหล่หม่าฟานเบาๆสองสามที

“งั้นเราต้อง.....สะกดรอยต่อสินะ” หม่าฟานยิ้มก่อนจะหยิบกระเป๋าขึ้นพาดบ่า เธอคงเตรียมอะไรแปลกๆมาเยอะแน่ๆ อย่างน้อยๆที่เห็นตอนนี้ก็กล้องส่องทางไกลแล้วหนึ่งอย่าง....

“งะ ไหงงั้นล่ะยะ! เธอยอมให้ลูคัสมาเองนะ” เสียงคัดค้านดังลั่นโดนไม่สนใจว่าคนรบข้างจะมองพวกเธอที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ด้วยสายตายังไงกันบ้าง

“เพราะเห็นเขาเฟลต่างหาก เพราะเธอเสนอไอเดียให้ลูคัสแต่งหญิงแท้ๆ” หม่าฟานโวยวายขึ้นมา

“เธอก็เห็นด้วยนี่นา” เจสซิก้าโวยลั่น เธอยอมรับว่าเธอเป็นคนออกไอเดียนี้ หม่าฟานและคนอื่นๆก็เห็นด้วยเลยก๊งเหล้าย้อมใจ?กันก่อนขืนใจ?ลูคัสให้แต่งหญิง

“ไม่รู้ล่ะ อ๊ะ จะคลาดสายตาแล้ว ตามไปเร็ว!” สิ้นเสียงพี่สาว หม่าฟานก็ฉุดแขนของเจสซิก้าแล้วพาวิ่งไปบ้านผีสิงทันทีโดยพยายามเว้นระยะห่างจากกลุ่มของน้องชายเธอพอควร
-----------------------------

“ว้ายย ออกมาแล้ว!” มิเชลตระโกนลั่นก่อนจะวิ่งไปกอดลูคัส เหมือนกับคู่หนุ่มสาววัยรุ่นที่มาเที่ยวด้วยกัน “รุ่นพี่ค๊า หนูกลัวจังเลย”

“อ๊ะ!!! ทำอะไรของเธอน่ะครับ!” เสียงร้องลั่นดังขึ้นมาจนคนอื่นแถวๆนั้นพลางตกใจไปด้วย ก่อนที่ชายหนุ่มจะพอคุมสติได้บ้าง

“ยังไงพวกนี้มันก็ไม่ใช่ผีจริงซะหน่อยน่าครับ แต่ก็ทำออกมาตื่นเต้นดีนะ” ลูคัสเปลี่ยนสีหน้าก่อนพูดเรียบเฉยพลางดันแว่น ทว่าเหงื่อกลับผุดออกมาเต็มใบหน้า หากในนี้ไม่มืดคงเห็นได้ชัดว่าตอนนี้ชายหนุ่มเองก็หน้าซีดขาสั่นเอาเรื่อง... แต่กลับรักษามาดซะงั้น ลูคัสก้าวย่างเร็วผิดปกติส่วนอีกมือลากมิเชลตามไปด้วยจนการทัวร์บ้านผีสิงนี่จบลงอย่างรวดเร็วชนิดที่ว่าถ้ามาต่อคิวซื้อบัตรด้านหน้าไม่ใช่บัตรรวมแล้วเข้านี่คงขาดทุนสุดๆไปเลย และแล้วทั้งคู่ก็ออกมาจากบ้านผีสิงจนได้ในเวลาไม่ถึงสิบนาที ทั้งๆที่อยู่ได้ร่วมชั่วโมงแท้ๆ

“ก็บอกตั้งหลายครั้งว่าไม่เข้าๆ.... เห็นไหมล่ะครับว่าเป็นยังไงบ้าง” ลูคัสยกน้ำขวดซดก่อนนั่งลงบนม้านั่งโดยมีมิเชลยืนนิ่งอยู่ข้างๆ “ดื้อเอาเรื่องเลยนะมิเลย์”

“.......หนูว่ารุ่นพี่กลัวกว่าหนูอีกนะ.....” มิเชลพูดด้วยหน้านิ่งไร้อารมณ์ แต่คำพูดของเธอทำเอาลูคัสแทบสำลักน้ำ

“วะ ว่าไงนะครับ” ลูคัสหันมาขึ้นเสียงใส่รุ่นน้องของตนด้วยใบหน้าแดง

“ก็จังหวะหัวใจรุ่นพี่เต้นเร็วผิดปกติ เหงื่อออกมาก แถมขาสั่นอีก...  จริงๆแล้วกลัวกว่าหนูอีกสินะคะ?” มิเชลเอ่ยถามพลางเอียงคอ ทันทีที่เห็นลูคัสสะดุ้งเฮือกก็หัวเราะออกมา “ล้อเล่นน่ารุ่นพี่ ไม่โกรธนะคะ”

“อย่าล้อเล่นอะไรแบบนี้เซ่!” ลูคัสตระโกนพร้อมลุกตัวขึ้นตวาดโดยไม่แคร์ใครพลางยื่นมือไม้ประกอบท่าทางทั้งที่ไร้ซึ่งความจำเป็นโดยมีมิเชลนั่งดูเขาทำท่าแปลกๆอยู่ ก่อนที่ลูคัสจะหยุดพล่ามแล่วเอ่ยขึ้น

“ยังไงก็อย่าลืมเรื่องที่สัญญากันก่อนเข้าด้วยล่ะ”

“อย่าเนียนเปลี่ยนเรื่องเปลี่ยนเรื่องสิคะ”

“มิเลย์...” ลูคัสพูดด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก ผู้คนรอบข้างมองทั้งคู่ด้วยสายตาขำขัน สายน้อยตรงหน้าก็ได้แต่กลั้นหัวเราะ แต่ทว่ามีสายตาอยู่สองคู่ที่ต่างออกไป

“....เอาไงต่อดีละคะผู้ร่วมอุดมการณ์เจสซิก้า ลูคัสกำลังอายซะด้วย” หม่าฟานพูดเสียงอ่อยโดยในมือยังมีคู่มือเล่มเดิมอยู่

“ผู้ร่วมอุดมการณ์บ้าบออะไรของเธอยะฟาน....” เจสซิก้าตอบหน้าตาเซ็งๆพลางเกาหัวแกรก แผนของหม่าฟานผิดพลาดไปจากที่วางไว้ แถมเธอยังโดนลากเข้าบ้านผีสิงด้วยอีกคน ทั้งๆที่เธอค้านหัวชนฝาว่ายังไงก็จะไม่เข้าไปในนั้นแน่ๆ แต่ก็โดนหม่าฟานซื้อบัตรมาสองใบแล้วฉุดเข้าไปโดยไม่อาจต่อต้านได้แม่แต่น้อย....

“ในเมื่อเป็นงี้.....คนเป็นพี่สาวเมื่อเห็นน้องชายไปเดท ไม่สนับสนุนก็คงต้องขัดขวางสินะ....” หม่าฟานพูดก่อนจะโดนเจสซิก้ากระชากตัวไว้ทันทีก่อนตระโกนดังลั่น “นี่เธอคิดจะไปขัดขวางน้องชายเธองั้นรึไงย๊า”

“ฉันจะไปตัดสินใจด้วยตัวเองว่าควรไม่ควร ถึงหนูมิเชลจะเป็นคนดี แต่ภายใต้หนังลูกแกะนั่นอาจเป็นจิ้งจอกก็ได้” พี่สาวพูดสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะควานหาอะไรบางอย่างในกระเป๋า

“นี่เธอมีสิทธิ์ไปว่าคนอื่นแบบนั้นที่ไหนเล่า!” สาวผมทองพูดพลางโถมน้ำหนักเข้าใส่ร่างหม่าฟานไม่ให้วิ่งออกไปได้

“ที่สำคัญ นี่เธอไม่คิดจะให้น้องเธอตัดสินใจอะไรเองเลยหรือไง”

“แต่ว่า....”

“คนจะตัดสินใจไม่ใช่เธอแต่เป็นน้องชายเธอนะ!”

เจสซิก้าตวาดใส่หน้าหม่าฟานก่อนหันร่างของหม่าฟานกลับมาแล้วเปลี่ยนมือทั้งสองมาอยู่ในท่ากดไหล่เพื่อนสนิทเอาไว้ “น้องเธอเป็นผู้ใหญ่แล้วนะยะ เธอจะดูแลเขาเหมือนเด็กตลอดไปหรือไง..”

หม่าฟานได้ยินดังนั้นจึงนิ่งลงไป พี่สาเบือนหน้าหนีโดยไม่พูดอะไรออกมา

“เธอจะดูแลเขาแบบนี้ตลอดไปไม่ได้หรอกนะ...ฟาน ยังไงซักวันเธอกับเขาก็คงไม่ได้อยู่ด้วยกันนะ ถึงเธอจะรักเขาแค่ไหน แต่แบบนี้น่ะ...มันยิ่งเป็นผลเสียต่อน้องชายเธอนะ” เจสซิก้าพยายามอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งเครียดระหว่างจ้องตาหม่าฟานผ่านกรอบแว่นของเธอ

“ถ้าเธอคิดจะทำอะไรก็คิดดูด้วยแล้วกัน...ว่าลูคัสต้องการมันไหม เพราะถ้าเธอคิดจะทำอะไรจริงๆ ฉันเองก็ห้ามเธอไม่ได้อยู่แล้วนะ”

“เจสซิก้า...” หม่าฟานก้มหน้าลงต่ำ ถึงเรื่องที่เจซซิก้าพูดมาจะเป็นความจริง แต่เธอก็ทำใจไม่ได้... ก็น้องชายที่เธอต้องพลัดพรากเกือบสิบปีทั้งที ในตอนนั้นลูคัสยังเด็กมากอยู่เลย อีกทั้งเธอยังเป็นคนที่ทำให้ลูคัสเป็นเหมือนทุกๆวันนี้ได้ จะให้ทำใจเรื่องที่ว่าต้องแยกจากกันซักวันมันเป็นเรื่องที่หนักเกินไป

“เอาน่า...ฉันยังไม่ได้บอกเลยนะว่าจะเร็วๆนี้ เธอยังมีเวลาอีกมาก คิดๆดูละกันนะ ฟาน” เจสซิก้าพูดจบก็ปล่อยมือจากไหล่ทั้งสองของคู่สนทนาก่อนจะชันตัวขึ้นแล้วดันแว่นกลับเข้าที่

“จะให้ช่วยอะไรก็บอกมาได้ ทุกเมื่อนะ” ใบหน้าของเจสซิก้าแสดงออกทีเล่นทีจริงเหมือนกับที่หม่าฟานมักทำเป็นประจำ สมกับที่เป็นเพื่อนสนิทกับหม่าฟาน

“อา...ขอบใจนะ..” หม่าฟานยิ้มออกมาทีหนึ่ง แต่มันก็เป็นรอยยิ้มที่ออกจะขมขื่นอยู่ไม่น้อย ยังไงเธอก็ยังไม่อยากยอมรับมันเท่าไรนัก

“ฟาน...” เจสซิก้ายื่นสองแขนกอดหม่าฟานเอาไว้พลางดีงให้มาซบ “ไม่เป็นไร... ยังไงพวกเราก็เพื่อนกันนะ เรื่องขอบคุณน่ะไม่ต้องหรอก”

“เจสซิก้า....”

“เอ...คุณหม่าฟาน มาทำอะไรแถวนี้หรือคะ” เสียงอันคุ้หูดังขึ้นมาใกล้ๆพวกเธอทั้งสองก่อนที่หม่าฟานจะสะดุ้งโหยง

“ก็มาตามดูลูว่า....อ๊ะ! ,มะ มะ มิเชลลลลลล นี่เธอมาทำอะไรเนี่ยยยยย” หม่าฟานร้องลั่นออกมาด้วยความตกใจโดยที่เจสซิก้าที่ยังไม่ทันประมวลความคิดก็ยังกอดหม่าฟานอยู่

“ขอโทษที่รบกวนครับพี่ฟาน...” ลูคัสหันหลังกลับพลางกุมจมูกที่มีเลือดไหลกำเดาออกมา เจสซิก้าเห็นดังนั้นถึงได้รู้ว่าน้องชายของเพื่อนสนิทเธอกำลังจินตนาการไปถึงไหนต่อไหนแล้วจึงรีบดึงมือคืน

“พอดีได้ยินเสียงคุ้นๆดังออกมาจากแถวนี้ก็เลยเดินมาดูน่ะค่ะ” มิเชลตอบคำถามนั่นกลับไปอย่างว่าง่าย

“ละ...แล้วมาตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย...” หม่าฟานถามเสียงเลิ่กลั่กด้วยความที่ยังตกใจไม่หาย

“ตั้งแต่ตอนที่พี่กำลังซึมอยู่ครับ” ชายหนุ่มพูดตามตรงจนหม่าฟานแทบแทรกแผ่นดินหนีที่น้องชายเธอมาเห็นตั้งแต่ตอนนั้น บางทีหมิงคงได้ยินทุกเรื่องที่เธอพูดไปหมดแล้วก็เป็นได้ ถ้างั้นลูคัสก็ควรรู้สิว่าทำไมภาพที่เห็นถึงเป็นแบบนี้ ทว่าที่เลือดกำเดาไหลนั่นเป็นเพราะหม่าฟานและเจสซิก้านั้นทรวดทรงดีทั้งคู่ เมื่อกอดกันก็เลย...

“ลู...” หม่าฟานพูดด้วยน้ำเสียงกังวลด้วยความกลัวว่าน้องชายจะเข้าใจผิดหรือไม่ ถึงผลจะดี แต่เพราะเธอมักล้อเล่นเรื่องนี้บ่อยๆ หากเกิดลูคัสเข้าใจว่าเธอไม่ต้องการให้ลูคัสคบใครก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะคุณหม่าฟาน ถึงรุ่นพี่ลูคัสจะออกมานี่ แต่รุ่นพี่ก็คิดแต่เรื่องของคุณหม่าฟานตลอดเลยนะคะ” มิเชลพูดด้วยท่าทีน้อยใจเล็กน้อย

“เอ๋.....” หม่าฟานอุทานเบาๆด้วยความตกใจ ส่วนเจสซิก้าก็พอๆกัน

“มิเลย์!” ลูคัสหน้าแดงก่อนจะหันมามองค้อนรุ่นน้องสาวทีหนึ่ง

“ก็รุ่นพี่เล่นตั้งเงื่อนไขแต่ละอย่าง.... ถ้าจะให้เข้าบ้านผีสิงต้องช่วยไปเลือกของขวัญให้คุณหม่าฟานบ้างล่ะ ถ้าจะให้เล่นรถไฟเหาะต้องแลกกับร้านเหล้าดีๆบ้างล่ะ” มิเชลสาธยายด้วยสีหน้าเซ็งๆต่างจากเวลาอยู่กับลูคัสก่อนจะกลับมายิ้มแย้ม “แต่ก็สมกับที่เป็นรุ่นพี่เลยล่ะ”

“ยะ...อย่าพูดงั้นสิครับ!” ลูคัสที่ยังคงหน้าแดงไม่หายขึ้นเสียงใส่มิเชลก่อนจะหันหนีไปทางอื่น “ก็วางแผนจะเก็บไว้เซอร์ไพรส์พี่ฟานอยู่หรอกครับ แต่ถ้ารู้แล้วก็ช่วยไม่ได้...”

“ลูคัส....”

“สัญญาแล้วนะครับ มิเชล ช่วยพาไปร้านอร่อยๆเหล้าดีๆหน่อยละกันครับ” ลูคัสพูดพลางมองไปยังเจสซิก้า “คุณเจสซิก้าจะไปด้วยก็ได้นะครับ”

“อะ..อืม”

“เรื่องเหล้าคงช่วยไม่ได้หรอกนะคะ หนูยังสิบหกอยู่เลย” มิเชลเอ่ยปาก “แต่ถ้าร้านอร่อยๆละก็หนูรู้จักอยู่เยอะเลยล่ะ เรื่องนี้ไม่มีปัญหาค่ะ”

“พูดเหมือนผมดื่มเลยนะ..” ลูคัสยกมือซ้ายกุมขมับก่อนจะหันไปเรียกอีกสองคนที่เหลือ

“ไหนๆก็ไหนๆ พวกพี่ก็มาแล้ว งั้นเราก็เที่ยวกันหน่อยละกันครับ เย็นนี้จะได้ไปทีเดียวเลย ดีไหมล่ะครับ ผมเองก็.. ไม่ได้มาเที่ยวสวนสนุกกับพี่ฟานนานแล้วนะครับเนี่ย เกินสิบปีเลยล่ะมั้ง” ชายหนุ่มคนเดียวยิ้มขึ้นเหมือนเด็กๆ จนเจสซิก้าได้แต่พึมพำในใจ “นี่....เราคิดผิดรึเปล่านะ ยังดูเด็กอยู่เลย.....”

“อื้ม!” หม่าฟานยิ้มกว้างรับคำน้องชายสุดรัก ทางด้านมิเชลและเจสซิก้าต่างยืนมองดูทั้งคู่ยิ้มอย่างมีความสุขโดยไม่พูดอะไรออกมา ใครจะรู้ว่าหลังจากนี้พวกเขาจะได้มีช่วงเวลาแบบนี้อีกหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้
----------

รถยนต์สีดำจอดเข้าที่หน้าบ้าน ลูคัสเดินหิ้วปีกหม่าฟานและเจสซิก้าเอาไว้สองข้างก่อนเดินเข้าบ้านอย่างยากลำบาก เพราะเมื่อเทียบส่วนสูงของเขากับทั้งสองแล้วนั้น... อีกสองคนล้วนตัวใหญ่กว่าเขาทั้งๆที่เป็นผู้หญิง

“พี่ฟานนี่พอว่าเพราะทำงี้จนชินแล้ว แต่คุณเจสซิก้านี่หนักชะมัด” ชายหนุ่มบ่นอุบโดยไม่แคร์ว่าถ้าหากว่าเธอได้ยินแล้วสภาพศพเขาจะเป็นเช่นไรบ้าง “พอกันทั้งคู่เลย นี่ถ้าเราไม่ไปด้วยใครจะขับรถกลับมาส่งเนี่ย เล่นเมาซะจนสลบแบบนี้”

ร่างของทั้งสองถูกวางลงบนเตียงใหญ่คนละห้อง เจสซิก้าถูกวางไว้ที่เตียงของหม่าฟาน ส่วนพี่สาวของเขาก็ใช้เตียงของเขาในอีกห้องหนึ่ง

“พี่ฟานคงไม่มีปัญหากับเตียงเราหรอกนะ” เสียงชายหนุ่มลอยขึ้นมาพลางจ้องมองใบหน้าของพี่สาวยามหลับ แม้จะกลิ่นเหล้าหึ่งแต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจแม้แต่น้อย ใบหน้าของหม่าฟานยังคงแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุรา

“พี่รักเธอนะ หมิง” เสียงของหม่าฟานดังขึ้นมาเบาๆขณะที่ลูคัสจัดแจงห่มผ้าให้ แขนของเธอตวัดร่างลูคัสเข้าไปแนบชิดกับหน้าอกของหล่อน

“วะ...หวา พี่ครับ ทำอะไรน่ะ!” ลูคัสโวยวายขึ้นมา ใบหน้าของเขาตอนนี้แดงไม่ต่างจากหม่าฟานมาก แต่ทว่าก็ไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง ชายหนุ่มจึงคาดว่าเมื่อครู่เธอคงแค่ละเมอเท่านั้นจึงยิ้มออกมาจางๆ

“ถึงกับละเมอเลยน๊า” ลูคัสพูดขึ้นมาก่อนโน้มตัวลงจูบหน้าผากพี่สาวตน

“ผมก็รักพี่ครับ พี่ฟาน...”

หลังจากที่พาทั้งคู่ไปนอนไว้บนเตียงแล้ว ลูคัสวกกลับมาจัดการธุระเล็กๆของตนน้อยก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นกองกล่องของขวัญจำนวนหนึ่งบนโต๊ะอาหารพร้อมโน๊ตเล็กน้อย ชายหนุ่มเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาอ่านก่อนจะพบกับลายมือที่คุ้นเคย

“ตามมารยาทนะ ไม่ต้องคิดมากล่ะ”

“ร้อยโท พอดีแผนกทะเบียนฝากมาให้แต่คุณไม่อยู่ก็ขอฝากไว้ล่ะครับ หวังว่าคงกินก่อนเสียนะ”

“ถึงพ่อหนุ่มน้องชายยัยฟาน”

“แหม่.....พี่ฟานนี่ล่ะก็ ในกองนี้นี่ส่วนใหญ่ของพี่ทั้งนั้น แค่เปลี่ยนลายมือหลอกผมไม่ได้หรอกนะ” ลูคัสถอนหายใจเล็กๆก่อนยิ้มออกมาจางๆคนเดียว “แต่ก็ขอบคุณมากครับ พี่...”
.
.
.
.
.
“...คิดผิดสินะที่เผลออยากได้ไปแวบหนึ่ง..” เสียงบ่นงึมงำออกมาจากปากลูคัสที่เคี้ยวช็อคโกแลตตุ้ยแถมน้ำตาไหลพราก “หวานเป็นบ้าเลยแฮะ... แต่ว่าจะไม่รับผิดชอบมันก็..... เฮ้อ....”
-----------------------

ช่วงเวลาปัจจุบัน(หลังจบบทแรกสายอวกาศไม่นาน)

“ทำไม...ทำไมต้องทรยศพวกเรา ทำไมต้องทรยศหนูด้วยล่ะคะ รุ่นพี่ลูคัส....” สาวน้อยผิวสีนั่งกอดเข้าอยู่บนเตียงในห้องอันมืดมิด ใต้ตาเป็นรอยคล้ำหมอง และดวงตาสีม่วงที่ชุ่มด้วยน้ำตา

“ยกโทษให้ไม่ได้.....คนทรยศ....”


Side story of Indoles: Synchronicity

LOVE LOVES MY BROTHER!? : END
บันทึกการเข้า
Alasthor
The Star Combatant
Legendary Pilot
******
กระทู้: 1057



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #27 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 05:40:30 PM »

Ignis's side story 1
Flame of Destiny
เปลวไฟที่ลามเลียไปทุกหนแห่ง...........เสียงกรีดร้องและเสียงปะทะของคมอาวุธ................
เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องพร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่นับไม่ถ้วน...............
ทั้งหมดเป็นดั่งบทเพลงแห่งการล่มสลายของปราสาทในกองเพลิงมหึมา

“ชิ.......เห็นสักกี่หนก็ไม่ชินซักทีแฮะ”เจ้าของเสียงพูดพลางลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา พร้อมทั้งจ้องไปในกระจกบานใหญ่
เงาที่จ้องกลับมาคือ เด็กสาววงหน้างดงาม ผมยาวดำเป็นประกาย ที่โดดเด่นออกมาคือดวงตาสีเงินคมกล้าเผยแววตาแสดงถึงความเด็ดขาด หยิ่งทะนง
ดวงตาคู่นั้นห่างไกลจากคำว่าน่ารัก น่าเอ็นดู แต่ดูเหมือนดวงตาของราชันย์หรือนักรบมากกว่า
ก๊อก ๆ ๆ
“เข้ามา”เสียงใสแต่เข้มแข็งสั่งการทันทีที่ได้ยินเสียงเคาะประตู
“ขออนุญาตค่ะ องค์หญิงอิกนิส”สิ้นเสียงก็ปรากฏร่างของหญิงสาวผมทองในชุดเมดเดินเข้ามา เธอมองเด็กสาวข้างหน้าอย่างพินิจก่อนจะเอ่ยปากถาม
“ฝันเรื่องนั้นอีกแล้วรึคะ”  อิกนิสหันกลับมาถามทันที  “รู้ได้ยังไง  เซลเชียส ”
“หน้าของท่านมันบอกออกมาชัดเจนค่ะ ทุกเช้าที่ท่านทำหน้าตาแบบนี้แสดงว่าท่านฝันถึงเรื่องนั้นทุกที”
เมดสาวพูดยิ้มๆกับเหนือหัวของตนเองพร้อมกับวางแก้วน้ำชาตรงหน้า ก่อนจะถามต่ออย่างเป็นห่วง
“ป้องกันไม่ได้เลยรึคะ ข้าเกรงว่าถ้าท่านฝันแบบนั้นต่อไปมันจะไม่ดีต่อตัวท่านนะคะ”
อิกนิสยกชาขึ้นมาจิบก่อนเบ้หน้า “น้ำตาล!! ลืมอีกแล้วนะ” เมดสาวตกใจก่อนกุลีกุจอคีบน้ำตาลใส่ไป 3 ก้อนรวด
ยกขึ้นจิบอีกครั้ง คราวนี้เรียกรอยยิ้มแจ่มใสออกมาจากเด็กสาวได้
“ไม่ได้หรอก เจ้าก็รู้นี่ พิธีที่เจ้าแก่หัวโบราณ(“ไปเรียกท่านเหล่านั้นว่าเจ้าแก่ได้ยังไงคะ”เมดสาวอุทานออกมาอย่างตกใจ)พวกนั้นทำใส่ข้า
มันทำให้ข้าได้ทุกๆอย่างจากสายเลือดตรงรุ่นก่อนๆมาไว้ในตัว รวมไปถึงความทรงจำด้วย
ถึงมันจะไม่ส่งผลอะไรตอนปกติ ความทรงจำพวกนั้นก็ออกมาในรุปแบบความฝันอยู่ดี”
“ข้าเองถึงจะมีฐานะแบบนี้ก็ตามเถอะ แต่ก็ไม่ได้อยากยึดอะไรกลับคืนมาตามอุดมการณ์พร่ำเพ้อของพวกหัวโบราณนั่นหรอกนะ อยู่แบบนี้ก็ไม่เลว ไอ้เรื่องสงครามข้าก็เห็นจากความฝันนั่นจนเบื่อจะแย่อยู่แล้ว ”อิกนิส พูดพลางเดินไปดูวิวนอกหน้าต่าง
“...แต่นั่นก็แค่ความคิดของข้า มันไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ท่านพ่อท่านแม่ได้สั่งเสียเอาไว้ว่าต้องทำราชวงศ์เซเลสเทียรุ่งเรืองอีกครั้ง”น้ำเสียงที่พูดประโยคนี้แฝงความมุ่งมั่นจนคนฟังรู้สึกได้

“แต่จะทำยังไงล่ะคะ ตอนนี้กำลังของพวกเราก็ไม่ได้มีมากขนาดจะก่อสงครามแล้วได้ชัยชนะหรอกนะคะ”เซลเชียสถามอย่างฉงน
“กำลังของเรา  “ตอนนี้” น่ะใช่  แต่ข้าเจอบันทึกเก่าๆในห้องสมุดพูดถึงเทพมารแห่งการทำลายล้าง
ถ้าได้มันมาเราต้องทำให้ราชวงศ์ของเรากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้แน่” อิกนิสอธิบายให้คนสนิทฟังอย่างมีความหวัง
“ปัญหาก็คือตอนนี้ข้อมูลของเทพมารนั่นมันน้อยเกินไปน่ะสิ ข้าเลยจะเข้าเมืองไปร้านหนังสือเก่าๆสักหน่อยเผื่อจะเจออะไรมากกว่านี้”
พูดจบก็ขว้างแก้วใส่เมดสาวตรงหน้าทันที เมดสาวอุทานเบาๆก่อนจะรับแก้วได้ทันควัน
เด็กสาวพุ่งใส่ทันทีก่อนก่อนจะชกออกไปด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อสำหรับร่างเล็กๆ
ปึ้ก! เสียงเล็กๆที่ไม่ใช่เสียงหมัดกระทบเนื้อ เมดสาวไวพอที่จะปัดหมัดนั้นก่อนจะหันกลับมาหมุนตัวเตะเป้าหมายข้างหน้า
แต่เป้าหมายของเธอไม่อยู่แล้ว “ช่วงล่าง ปล่อยว่างนะ” เสียงดังจากทางด้านล่างแล้ว ความรู้สึกต่อมาก็คือโลกกำลังหมุน ก่อนเธอจะลงไปนอนบนพื้น
อิกนิสจับขาเซลเชียสหมุนทั้งตัวด้วยแขนข้างเดียว ถ้าความเร็วว่าน่าทึ่งแล้ว กำลังของเธอยิ่งน่าทึ่งมากขึ้นไปอีก
“โธ่ จะเล่นอะไรเจ็บๆแบบนี้อีกกี่รอบคะ องค์หญิง” เมดสาวตัดพ้อระหว่างลุกขึ้นมาจัดเครื่องแต่งตัว
“แหมๆ ก็ข้าอยากเห็นฝีมือจริงๆของ “เขี้ยวน้ำแข็ง เซลเชียส” องครักษ์อันดับหนึ่งของเซเลสเทียนี่” อิกนิสพูดกลั้วหัวเราะ
“ข้าทิ้งฉายานั่นไปแล้วนะคะ ตอนนี้ก็แค่เซลเชียส เมดธรรมดาเท่านั้นล่ะ” เมดสาวพูดด้วยน้ำเสียงขำๆบ้าง
“ อีกอย่างเมื่อกี้องค์หญิงก็ไม่ได้เอาจริงไม่ใช่รึคะ ไม่อย่างนั้นข้าคงตายไปแล้ว” เธอพูดอย่างรู้ฝีมือเด็กสาวข้างหน้า
“ข้าจะทำร้ายพี่สาวที่ชงชาอร่อยๆอย่างเจ้าไปยังไงล่ะ” อิกนิสพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
 คนที่ทำให้เธอผู้แข็งแกร่งและเย็นชารู้สึกแบบนี้ได้คงมีเมดคนนี้คนเดียว

“งั้นข้าไปก่อนล่ะนะ ถ้าเจอเบาะแสอะไรอาจจะหายไปนาน ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วกัน”อิกนิสพูดกับเซลเชียสที่มาส่งหน้าประตู
“โชคดีนะคะ ระวังตัวด้วยองค์หญิง”ประโยคหลังเธอพูดไปแบบนั้นเอง เพราะเธอนึกไม่ออกจริงๆว่าจะมีอะไรทำให้องค์หญิงของเธอบาดเจ็บได้

เธอเดินทางมาจนถึงหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง”คาล์มวินด์รึพักซักหน่อยก็ดีนะ”
“อืม คนเยอะเหมือนกันนะ”เปรยขึ้นมาเบาๆอย่างอารมณ์ดีหลังจากเห็นบรรยากาศในหมู่บ้าน
แต่อารมณ์ดีที่ว่าก็อยู่ได้ไม่นานนัก  “โย่ น้องสาวคนสวย มาจากไหนจ๊ะ ให้พวกพี่พาเที่ยวไหม”
เสียงทำลายโสตประสาทดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนจะหันไปเจอกับชายร่างบึ้กพร้อมกับคนติดตาม 3-4 คน
ทันทีที่ชายคนนั้นโผล่ออกมา เสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้นรอบตัว “นั่นเจ้าบัลกัสนี่” “มันกลับมาแล้วเรอะ”
“ได้ข่าวว่ามันโดนเจ้าหนุ่มคนหนึ่งซัดซะเละไม่ใช่เรอะ” “มันคงหายแล้วเลยกลับมากร่างต่อน่ะสิ”
อิกนิสได้ยินข้อมูลรอบตัวแบบนั้นก็รู้ได้ว่าไอ้บึ้กข้างหน้าคงไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนัก แต่เธอเองก็ไม่อยากเปลืองแรง
“มาทางไหนกลับไปทางนั้นไป๊ ข้าไม่อยากเสวนากับพวกสวะที่แค่จีบสาวยังไม่รู้วิธีพูดหรอกนะ”
เธอตอกกลับด้วยคำพูดเชือดเฉือนที่พอรวมกับรูปร่างหน้าตางดงามของตัวเองทำให้คำด่าทวีอานุภาพยิ่งขึ้น

เจ้าบัลกัสที่โดนด่าแบบเปิดปากโต้ตอบไม่ออกก็หน้าแดงขึ้นเรื่อยๆก่อนจะร้องสั่งลูกน้อง “พวกแกเบ่นงานนังนี่ซะ”
“นังนี่..เรอะกล้าดีนักนะ พูดแบบนี้กับข้า”เด็กสาวทวนคำก่อนจะรู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆ เหยื่อรายแรกก็วิ่งเข้ามาระยะโจมตี
กร๊อบ!! เสียงกระดูกหักดังลั่นเมื่อเหยื่อคนแรกโดนเธอเตะตัดขา ที่น่าจะเรียกว่าตัดจริงๆ เพราะการเตะของเธอทำให้กระดูกขามันหักทั้ง 2 ข้าง

การโจมตีครั้งเดียวทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่ง
 “ไสหัวไปซะ”อิกนิสคำรามออกมาเบาๆ ส่งผลให้พวกกุ๊ยตรงหน้าลากเพื่อนสลายตัวทันที “ฝากไว้ก่อนเถอะ”
แต่ก็ยังทิ้งท้ายไว้อีกราวกับตัวกระจอกเกรด 3

หลังจากกลับสู้ความสงบ เธอก็มองหาร้านอาหารเพื่อพัก แต่ก็ถูกเสียงแปลกๆเรียก
“คุณหนูๆ คุณหนูคนนั้นน่ะ ข้าเห็นเหตุการณ์ที่เจ้าทำแล้ว เจ้าแข็งแกร่งไม่เบานี่ อยากได้พลังมากกว่านั้นไหมล่ะ”

“พลังรึ น่าสนใจนี่ ว่ามาสิ” เธอไม่ไว้ใจชายตรงหน้านัก เพราะการแต่งตัวที่ปิดหน้าปิดตา แต่ลองเล่นด้วยสักหน่อยคงไม่เสียหาย
ชายลึกลับตรงหน้าไม่ตอบอะไร แต่ยื่นหนังสือเก่าๆให้เล่มหนึ่งแทน “ข้าไม่สามารถไปถึงสิ่งที่บักทึกในนี้ได้เพราะข้าไม่มีพลังพอ แต่เจ้าน่าจะทำได้ จะซื้อไหมล่ะ”
อิกนิสเปิดผ่านๆ ก็พบสิ่งที่ทำให้ใจเต้นแรงทันที ที่ๆผนึกเทพมารจักรกลแห่งการทำลายล้าง
เธอโยนถุงเหรียญทองทั้งถุง ก่อนจะเดินออกมาทันที “โอ้ มากขนาดนี้เชียว ขอให้ไปถึงพลังนั่นนะคุณหนู”ชายลึกลับส่งเสียงดีใจที่ได้เงินขนาดนี้
เมื่ออิกนิสลับตาไปชายคนนั้นก็โยนถุงทองทิ้งไปอย่างไม่ไยดี ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมา
“ฮึๆ ฮะๆๆ ฮ่าๆๆ ลองปลดผนึกเจ้านั่นให้ชั้นดูทีสิ อิกนิส เซอร์ร่า ฟอน เซเลสเทีย”

หลังจากเธอเดินทางออกจากหมู่บ้านได้ไม่นานนักเธอก็ได้ยินเสียงแปลกๆตามข้างหลัง
จักรกลเวทรูปร่างเหมือนครึ่งคนครึ่งรถถัง พร้อมกับเสียงหัวเราะคุ้นๆ “ฮ่าๆ นังหนู ข้ามาเอาคืนแล้ว”
บัลกัสนั่นเอง แต่ลูกน้องคนนึงของเขาดันพูดออกมาหวาดๆ “เอ ลูกพี่ ผมว่าเราเคยผ่านฉากแบบนี้มาก่อนรึเปล่า มันดูไม่เข้าท่าเท่าไหร่นา” “นั่นสิลูกพี่ มันเหมือนกับเราไปเจอไอ้หนุ่มนั่นอีกรอบนึงนะเนี่ย”ลูกน้องอีกคนพูดเสริมอย่างหวาดๆ เพราะรู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณืตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก
“เงียบว้อย ก็แค่นังหนูตัวจิ๋วแบบนี้จะไปทำอะไรได้ฟะ เรามีจัรกลเวท กันแ*งค์ อยู่นะว้อย ลุยเลย”
ตะโกนปลุกใจก็บังคับหุ่นเพื่อบดขยี้เด็กสาวข้างหน้าทันที โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังเล่นกับอะไรอยู่

อิกนิสเผยยิ้มที่น่าขนลุกกับจิตสังหารออกมาทันที
“จักรกลเวท.. น่าสนใจ น่าสนใจดี จะว่าไปข้าก็ไม่ได้เล่นสนุกแบบนี้มานานแล้วนี่นะ”
เธอเกร็งหมัดและขาไว้ก่อนจะมีแสงเรื่อๆออกมา ก่อนจะพุ่งหายไปจากหน้าจอมอนิเตอร์ของบัลกัส
“บ้าแล้ว มันหายไปไหนวะ” บัลกัสแหกปากออกมาอย่างบ๊อท่าก่อนจะได้คำตอบ
ตูม!! เสียงดังขึ้นพร้อมกับมอนิเตอร์ที่ดับลง “ลูกพี่ จอมืดแล้ว มันเล่นหัวเราแล้วแหงๆเลย”
“ตลกรึไงวะ ยัยนั่นมันมือเปล่านะโว้ย กล้องคงเสียล่ะ เปิดค๊อกพิทเล็งมันด้วยตาเลย”บัลกัสตะโกนลั่นอย่างไม่อยากเชื่อ
เมื่อเปิดค๊อกพิท สิ่งที่พบก็คือความว่างเปล่า “มันหายไปไหนวะ” กุ๊ยร่างบึ้กตะโกนออกมาอย่างหงุดหงิด
“ตรงนี้ ไอ้งี่เง่า”เสียงดังจากด้านบน อิกนิสนั่งอยู่บนหัวของจักรกลเวทที่พังเละเทะด้วยท่าทางสบายๆ
ก่อนจะทิ้งตัวลงมาประทับรอยเท้าบนหน้าที่โผล่ออกมาแล้วถีบกลับไปข้างใน
“ความจริงข้าจะซัดพวกแกจากข้างนอกก็ได้นะ แต่ใช้วิธีนี้ท่าทางจะสนุกกว่าเยอะ เตรียมตัวให้ดีล่ะ”
เด็กสาวที่ยืนอยู่หน้าประตูค๊อกพิทพูดขึ้น แต่สำหรับเหล่ากุ๊ยที่อยู่ในนั้น เธอเหมือนปีศาจมากกว่า

ตูม!!!! เสียงดังสนั่นเมื่อจักรกลเวทกันแ*งค์ระเบิดแหลกเป็นชิ้นๆ
“เฮอะ ดวงแข็งกันจังนะ” อิกนิสพูดอย่างปลงๆกับบรรดากุ๊ยทั้งหลายที่ตะกายตัวเองออกมาก่อนหุ่นระเบิดพริบตาเดียว
“ปกติพวกแกต้องเป็นศพอยู่ตรงนี้ล่ะ แต่ข้ามีธุระสำคัญกว่าต้องทำ รอดไปครั้งนึงล่ะนะ”
ขู่ทิ้งท้ายก็เริ่มเดินทางต่อทันที

บันทึกการเข้า
Alasthor
The Star Combatant
Legendary Pilot
******
กระทู้: 1057



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #28 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2010, 01:14:07 PM »

Ignis’s side story 2
Resurrection of Inferno

เมื่ออิกนิสเดินทางมาถึงโบราณสถานที่ๆบันทึกไว้ก็พบว่าเรื่องไม่ราบรื่นแบบที่คิดไว้ซะแล้ว
กองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่าย ประจำการอยู่เรียบร้อย
“เครื่องแบบไม่เคยเห็นแบบนี้ มาจากโลกเบื้องบนเรอะ ไม่สบอารมณ์เลย ที่นี่เป็นสมบัติของโลกใต้พิภพนะ”
เด็กสาวบ่นอย่างขัดใจที่รู้สึกว่าของๆโลกตัวเองกำลังถูกแย่งจากคนที่มาจากที่อื่น
“แต่จะเข้าไปยังไงดีล่ะ อ้อ เราก็มีตัวช่วยอยู่นี่นะ”เด็กสาวหาวิธีลอบเข้าไปจากบันทึกในมือ แล้วก็ไม่ผิดหวัง
แผนผังทั้งทางปกติและทางลับที่จะนำเธอไปยังศูนย์กลางของผนึก

“ว่ายังไง เดินเครื่องได้รึยัง” ชายคนหนึ่งใส่เสื้อกาวน์สีขาวคล้ายนักวิจัยตะโกนถามเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่ง
ที่อยุ่บนจักรกลเวทกลางห้อง
“ไม่ได้เลย แค่จะหาค๊อกพิทยังไม่เจอเลยว่ะ” ผู้ถูกถามบ่นด้วยน้ำเสียงเซ็งๆที่งานไม่คืบหน้าเอาซะเลย
“แบบนี้ก็แย่สิ ขืนหาวิธีทำให้เจ้านี่เดินเครื่องไม่ได้มีหวังซวยกันหมด” คราวนี้เป็นอีกคนที่ตะโกนมาจากอีกทาง
“ก็จะให้ทำยังไงล่ะว้อย ให้ไอ้พวกเบื้องบนมันมาทำเองมั้ยล่ะ แถมไอ้เจ้านี่เก่าขนาดนี้มันจะพังไปรึยังไม่รู้”
คนแรกตะโกนบ่นอย่างหงุดหงิด
“แต่ชั้นกลัวที่นี่ยังไงไม่รู้สิ ดูข้างนอกเหมือนกองอิฐธรรมดา แต่พอมาข้างในทำไมมันเหมือนอยู่ในยานทันสมัยล่าสุดล่ะเนี่ย”
คนที่ทำงานอยู่ด้านบนพูดอย่างหวาดๆพร้อมกับบ่นแล้วอ่านบันทึกในมือต่อ
“ไอ้เจ้าตัวนี่ก็น่ากลัวยังไงไม่รู้ แถมข้อมูลไม่เหมือนในบันทึกอีก ในนี้มันบอกตัวสีฟ้านี่หว่า แล้วก็จะมีด่านทดสอบอะไรด้วย
แต่ไอ้ที่พวกเราเจอตอนเข้ามามันกับดักมหาโหดทั้งนั้นเลยนะว้อย”
สิ่งที่เขาพูดถึงคือจักรกลเวทสีแดงเลือดที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง และกับดักที่เหมือนกับว่าไม่ให้ใครเข้ามาถึงที่นี่
“บ่นไปก็เท่านั้นล่ะวะ รีบๆทำงานดีกว่า ไม่อยากอยู่ในโลกแปลกๆแบบนี้นานนักหรอก” ชายที่อยู่อีกด้านพูดออกมาทำให้อีก 2 คนหยุดบ่นจนได้

“.........งั้นก็ไสหัวกลับไปซะ”เสียงใสแต่แข็งกร้าวดังขึ้นมาทำให้ชายอีก 3 คนมองหาต้นเสียงกันเลิ่กลั่กจนได้พบกับเด็กสาวผมยาวเดินเข้ามา

“เธอเป็นใคร เข้ามาได้ยังไง พวกการ์ดข้างนอกทำอะไรอยู่” นักวิจัยคนหนึ่งถามอย่างสงสัย
“เจ้าพวกนั้นถูกข้าจัดการหมดแล้ว ไม่ต้องห่วงไม่ถึงตายหรอกอย่างมากก็กระดูหักซัก 3-4 ซี่ เป็นนักรบที่ดีพอควรข้าเลยออมมือให้แล้ว”
อิกนิสตอบพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ความน่าเกรงขามที่เธอปล่อยออกมา
ทำให้นักวิจัยทั้ง 3 คนกลัวจนมากระจุกรวมกัน
“ไปซะ ข้าไม่มีธุระกับพวกเจ้า” ออกปากไล่พร้อมเดินผ่านไปแบบไม่ชายตามอง ทั้ง 3 คนรู้ว่าสู้ไม่ได้แน่
เพราะการ์ดข้างนอกมีจำนวนเกือบๆ 30 คนเธอยังผ่านเข้ามาได้แบบไร้รอยขีดข่วน
ระหว่างเด็กสาวเดินดูรอบๆก็เห็นบันทึกที่คล้ายของตนเองตกอยู่เลยหยิบขึ้นมาดู
“มีเทพมารที่ถูกผนึกอยู่อีกแห่งรึ ทำไมเจ้าพวกนี้มันมาที่นี่ล่ะเนี่ย สถานที่ๆระบุมันคนละทิศกันเลยนะ”
เธอบ่นโดยลืมไปว่าคนจากที่อื่นคงมองแผนที่โลกใต้พิภพลำบากหน่อย
“แต่ก็ดี ไว้จะได้ไปเก็บมาใช้เอง ก่อนอื่นคงต้องทำให้เจ้านี่ขยับสินะ” เธอคิดพลางกระโดดขึ้นไปด้านบน
ทันใดนั้นทางเข้าค๊อกพิทก็เปิดขึ้นมาเองเหมือนรอเธออยู่  “หืม เชิญกันแบบนี้คงต้องเข้าไปดูหน่อยสินะ”
เมื่ออิกนิสเข้าไปนั่งเรียบร้อย วิ้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง “อะ อ๊ากกกกกก เสียงบ้าอะไรเนี่ย”
หลังจากเสียงแปลกสงบลง เธอก็ได้รู้ข้อมูลทั้งหมดของเทพมารจักรกลเครื่องนี้ ยกเว้น การเดินเครื่อง
“เฮอะ ท่าทางจะได้ตัวอันตรายมาไว้กับตัวแล้วสิ แต่ทำไมไม่บอกวิธีเดินเครื่องมาด้วยเล่า” อิกนิสพูดฉุนๆขึ้นหลังจากรู้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว
แต่ปัญหาคือเธอยังเดินเครื่องมันไม่ได้ ปัญหาหนักกว่าคือยูนิทของศัตรูเริ่มโจมตีเข้ามาแล้ว
“ไอ้เจ้า 3 คนนั่นไปตามคนมาทำลายที่นี่หลังจากโดนแย่งไปงั้นรึ ส่วนแกเดินเครื่องซะทีสิ ข้ารำคาญแล้วนะ”
เธอบ่นก่อนจะซัดไปที่แผงคอนโซลด้านหน้าเต็มแรง แต่มันทนทานซะจนเธอได้เลือดแทน

Blood Link System Active
Pilot’s Blood Confirm
Save Blood Data

The Lord Of Darkness Active

Hellbringer Ignite!!!

เมื่อข้อมูลสุดท้ายปรากฏ ปีกสีเพลิงข้างหลังก็กางทะยานพุ่งออกมาจากซากโบราณที่กำลังโดนถล่มทันที

“ว่าไง เรียบร้อยไหม” 1 ในนักบินที่ยิงถล่มซากโบราณลองติดต่อไปรอบๆ ที่มีอยู่เกือบ 40 เครื่อง
“จะรอดยังไงได้เล่า ถล่มซะเละแบบนี้” คนนึงตอบมาหลังจากมองซากกองหินขนาดมหึมาเบื้องหน้า
“งั้นถอนกำลัง ก่อนจะมีใครมาเจอ” หัวหน้ากองพูดกับลูกน้อง แต่ก่อนจะหันหลังกลับ
“ผู้กอง จับสัญญาณความร้อนได้ครับ พุ่งมาจากข้างในซากนั่น ความเร็วแทบไม่น่าเชื่อเลย มันมาทางนี้แล้ว อ๊ากกกกกกกกก……..”
“เฮ้ย มันเกิดอะไรวะ บอกมาชัดๆสิ” แต่คำตอบนั้นกลับปรากฏกับตาเขาเองบนท้องฟ้าเบื้องหน้า
เทพมารสีโลหิตพร้อมปีกอันเจิดจ้า 6 ปีก ลอยอยู่เบื้องหน้าพร้อมซากยูนิทที่โดนทำลายเพราะเพียงแค่ความร้อนจากการบินผ่าน
“ยิงๆ ยิงมัน ทำลายมันให้ได้”
จากการผ่านสนามรบมานาน สัญชาตญาณของเขาเตือนว่าต้องทำลายมันให้เร็วที่สุด ก่อนจะเป็นฝ่ายจบสิ้นซะเอง

เสียงสาดกระสุนนานาชนิด และเสียระเบิดดังกึกก้อง กลุ่มควันขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบเป้าหมาย
“จบซะที” หัวหน้ากองพูดขึ้นหลังจากเห็นภาพเบื้องหน้า แต่เขาคิดผิด ประกายสีแดงเล็ดรอดออกมาจากกลุ่มควันสีดำนั้น

ตูมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เสียงระเบิดดังเป็นชุด พร้อมกับยูนิทที่ล้อมรอบเทพมารสีโลหิตพินาศสิ้นทั้งหมด
สิ่งที่หัวหน้ากองผู้โชคร้ายเห็นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะจบชีวิตคือดาบสีเพลิงที่ยาวจนสุดประมาณ

“...มากเกินไป  แค่เศษเสี้ยวของมันก็ทรงพลังมากเกินไปจริงๆ ถ้าเราใช้มัน โลกแห่งนี้จะเหลืออะไรให้เรายึดคืนกลับมากันcoj”
อิกนิสตั้งคำถามกับตนเองเมื่อได้เห็นพลังอันมหาศาลของสิ่งที่ตนเองครอบครองอยู่ แต่เธอก็ไม่มีเวลาให้คิดเพื่อมีการติดต่อมาจากใครก็ไม่รู้
“....ยินดีด้วยนะครับองค์หญิง ในที่สุดท่านก็ครอบครอบพลังที่ค้นหามาจนได้”
ชายหน้าตาไม่คุ้นแต่งตัวแบบนักวิจัยส่งภาพโผล่เข้ามาแสดงความยินดีกับเธอ และถึงเธอไม่คุ้นหน้าแต่ก็จำเสียงได้
“เจ้า..คนที่ให้บันทึกกับข้าสินะ เจ้าเป็นใคร ต้องการอะไรกัน แล้วรู้ฐานะของข้าได้อย่างไร ตอบมาให้ชัด ไม่อย่างนั้น...ตาย”

“โอ้ ขออภัย แต่ที่ผมทำอย่างนี้ก็เพื่อเทพมารจักรกลเครื่องนั้นนั่นล่ะ พวกลูกน้องของผมมันไม่ได้เรื่องจริงๆ ทำยังไงก็เดินเครื่องไม่ได้”
ชายคนนั้นพูดโดยไม่มีทีท่ากลัวเกรงน้ำเสียงของอิกนิสเลย ก่อนจะพูดต่อ
“ผมก็เลยลองหาคนที่น่าจะพอทำได้ แล้วผมก็คิดไม่ผิดจริงๆ  ส่วนฐานะของท่านผมมันคนหูตากว้างไกลล่ะนะ
สุดท้ายผมก็มีข้อเสนอสำหรับท่าน”

“ข้อเสนอ...ลองว่ามา”เด็กสาวลองยอมฟังแต่ก็ไม่ทิ้งความระมัดระวังแต่อย่างใด
“ผมจะช่วยท่านยึดครองโลกแห่งนี้ด้วยกองกำลังของผม แลกกับการที่ท่านช่วยงานผมสักเล็กน้อย อ้อ แน่นอนว่าไม่เกี่ยวกับโลกแห่งนี้ครับ”
 กองทัพมหาศาลปรากฏออกมารอบๆทันทีที่ชายคนนี้เริ่มพูด
“ท่านคงรู้ดีที่สุดว่าเทพมารเครื่องนั้นพลังมหาศาลเกินไปที่จะใช้ในเรื่องแบบนั้น มันคงทำให้ที่นี่กลายเป็นเถ้าถ่านแน่นอน ว่าไงครับเงื่อนไขไม่เลวใช่ไหม”
ถึงจะไม่มีใครพูด แต่อิกนิสเองรู้ดีที่สุด เธอตัดสินใจได้นานแล้ว
“ย่อมได้ ถึงข้าจะไม่ไว่ใจเจ้าก็เถอะ หากไม่เกี่ยวกับโลกแห่งนี้ ข้าจะช่วยก็ได้ แต่ถ้าคิดหักหลังหรือมารุกรานโลกใต้พิภพนี่....เตรียมตัวลงไฟโลกันตร์ได้เลย”
อิกนิสขู่ไปแต่ชายข้างหน้าไม่มีทีท่ากลัวเลย กลับหัวเราะชอบใจเสียอีก
“ฮ่าๆๆ ตกลงครับ งั้นถ้ามีธุระอะไรก็ไปจัดการก่อนจะตามผมไปที่นี่นะครับ แล้วพบกันองค์หญิงแห่งเพลิงโลกันตร์”
ชายข้างหน้าส่งตำแหน่งสถานที่มาให้ ก่อนจะพากองทัพกลับไป
“เป็นคนที่อันตรายใช่ย่อยเลยนะ แต่ก่อนอื่นเทพมารจักรกลอีกเครื่องขอรับไปแล้วกัน”
 Hellbringer เปิดเกทพาตัวเองไปโผล่ที่ๆอิกนิสระบุไว้ทันที ก่อนจะพบความว่างเปล่าที่แสดงว่าเทพมารอีกเครื่องถูกปลดผนึกแล้ว
“ถูกตัดหน้าไปรึ ช่างเถอะแค่ตัวเดียวก็น่าจะพอแล้ว” เธอเปิดค๊อพิทก่อนจะโยนบันทึกที่ชิงมาทิ้งไปเพราะหมดประโยชน์แล้ว
“แล้วข้าจะรอวันที่จะได้ประมือกับเจ้าและเจ้านายนะ เทพมารแห่งอัสนีบาต Ixion!!”
เธอกล่าวอย่างคาดหวังถึงเทพมารที่ระบุไว้ในบันทึกอีกเล่ม

“เอ เสียงอะไรข้างนอกนะ”เมดสาว เซลเชียส บ่นออกมาอย่างสงสัยกับเสียงแปลกกอ่นจะได้ยินเสียงดังกว่าตามมา
ครืน!! เสียงเหมือนของหนักตกกระทบพื้น เธอรีบวิ่งไปดูหน้าคฤหาสน์พร้อมกับคนรับใช้คนอื่นทันที แต่สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอแทบไม่เชื่อสายตา
จักรกลเวทสีเลือด ที่ดูต่างจากของทั่วไปลิบลับ แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อกลับเป็นสิ่งที่ออกมาจากจักรกลเวทเครื่องนี้
“เซลเชียส” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นทำให้เธออุทานด้วยความตกใจทันที “องค์หญิง”
“บอกแล้วใช่ไหมว่าข้าจะต้องได้มันมา ความหวังของเราใกล้เป็นจริงแล้ว แต่ก่อนอื่น ตามข้ามาเดี๋ยวนี้”
อิกนิสตะโกนด้วยความยินดีก่อนจะบังคับให้ Hellbringer ยกเมดสาวขึ้นมาใส่ค๊อกพิท
“ข้าไม่ถามหรอกนะคะว่าท่านได้มันมายังไง แต่จะถามว่าเราจะไปไหนกัน”
เมดสาวยังคงความเยือกเย็นได้อย่างเหลือเชื่อ ขณะที่คนอื่นอ้าปากค้างอยู่ด้านล่าง
“ไม่รู้” คำตอบจากเด็กสาวให้คุณเมดอึ้งเล็กน้อย
“แต่ข้ามีสัญญาแลกเปลี่ยนกับเจ้าคนไม่น่าไว้ใจคนนึง เลยอยากให้เจ้าไปด้วย”
อิกนิสตอบก่อนจะระบุที่หมายที่ได้รับมาจากชายลึกลับ
“ที่สำคัญ ข้าไม่อยากดื่มชาที่เจ้าไม่ได้เป็นคนชงหรอกนะ”
ประโยคหลังดูจะเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริงของเจ้าหญิงแห่งโลกใต้พิภพ ทำให้คุณเมดยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ

“เอาล่ะ ไปกันเลย”สิ้นเสียงตะโกน Hellbringer ก็พุ่งทะยานผ่านเกทไปทันที
บันทึกการเข้า
raymiel02
The Star Combatant
Talent Pilot
******
กระทู้: 192



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2010, 10:11:59 AM »

Panzer Warfare Begin Knight
บทนำ
เราเกิดมาเพื่อสิ่งใดกัน? เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรกัน?  ข้าเคยคิดอยู่เสมอมานับตั้งแต่จำความได้ ทุก ๆ คนล้วนเอาแต่ความปราถนาของตนเองมาเองโยนมาให้ข้า คาดหวังจะให้ข้าเป็นดังที่พวกเข้าต้องการให้เป็น แต่เมื่อข้าไม่สามารถตอบสนองความหวังนั้นได้ทุกสิ่งมันก็เปลี่ยนไป มันเป็นความผิดของข้าอย่างนั้นเหรอ? ตัวตนที่ไร้ซึ่งพลังของข้ามันเป็นความผิดอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นเหรอ?

มีเพียงท่านแม่เท่านั้นที่คอยบอกข้าเสมอ ‘หากว่าไร้พลังก็จงไขว่คว้ามาด้วยแขนตนเอง หากอยากได้พลังก็จงสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวตนของเจ้าเอง’ ข้าต้องการพลังในแบบของข้าอยากจะใช้พลังไปตามทางของข้าแล้วทั้งหมดมันเป็นสิ่งที่ผิดเช่นนั้นหรือ?

ในวันที่อากาศแจ่มใส แสงอันอบอุ่นจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้าลอดผ่านช่องหน้าต่างของห้องเข้ามาช่วยให้ความสว่างไสวกับห้องที่ตกแต่งอย่างสวยงามนี้ไม่น้อย มันเป็นห้องทำงานที่ตกแต่งอย่างหรูหราบ่งบอกถึงฐานะของเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดีทีเดียว และเรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้นจากการสนทนาในห้องนี้นั่นเอง

“ทำหักอีกแล้วหรือ?” 

ชายวัยกลางคนกล่าวขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจกับสิ่งที่ได้เห็น เมื่อได้เด็กหนุ่มนำของสิ่งหนึ่งมาให้ดู สิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าคือดาบเหล็ก ไม่สิถ้าจะพูดให้ถูกมันเคยเป็นดาบมากกว่าแต่เพราะสภาพของมันเวลานี้มีใบดาบอยู่เพียงแค่ครึ่งเดียวจากความยาวดั่งเดิมของมัน

“ข้าไม่ได้ตั้งใจซักหน่อย ฝึกซ้อมเพลงดาบอยู่ดี ๆ มันก็กลายเป็นเช่นนี้ไปเอง”  เด็กหนุ่มกล่าวพลางวางห่อผ้าดำที่มีผงสีเงินอยู่เต็มไปหมดลงบนโต๊ะเพื่อให้บุคคลตรงหน้าได้ทัศนาซึ่งผงสีเงินเหล่านี้ก็คือ ผงเหล็กและเดิมทีมันก็คือใบดาบส่วนที่เหลือนั่นเอง

“เจ้าเห็นว่าตระกูลอันทรงเกียรติของเราเป็นช่างตีเหล็กและมีเหมืองเหล็กเป็นกรรมสิทธิจำนวนมากหรืออย่างไร?  อัลลูไค!!........” 

ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงแสดงความขุ่นเคืองอย่างเต็มพิกัดโดยเจาะจงเน้นชื่อของเด็กหนุ่มผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลเข้มไว้ยาวประมาณต้นคอแต่บริเวณจรกลับยาวจนเกือบถึงปลายคางเลยทีเดียว ดวงตาสีน้ำตาลของเขาจ้องมองไปยังชายผู้ยืนอยู่ตรงหน้าโดยไม่มีความสะทกสะท้านใด ๆ  แถมยังตอบกลับอย่างสงบนิ่งราวกับเป็นเรื่องปกติ

“แน่นอนข้าไม่คิดเช่นนั้น... แต่การที่ดาบมันมีสภาพเป็นเช่นนี้ข้าก็ไม่รู้สาเหตุเช่นกัน ท่านพ่อ”

“ฮึ!!!....นี่เล่มที่เท่าไหร่แล้ว!? เจ้าเคยนับบ้างหรือไม่? หนึ่งเดือนมานี้เจ้าทำดาบเสียหายไปแล้วกี่เล่ม?”

“245 เล่ม ถ้ารวมเล่มนี้ด้วยก็ 246 เล่ม”

อัลลูไคให้คำตอบด้วยท่าทีไม่สะทกสะท้านกับผู้เป็นพ่อที่กำลังแสดงสีหน้าอาการว่าหงุดงิดราวกับเพิ่งกินรังแตนมาทั้งรัง ยิ่งเห็นอาการเถียงคำไม่ตกฟากของลูกชายด้วยแล้วความขุ่นเคืองในใจมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

“.........ดูท่า สมองของเจ้าก็ยังใช้การได้ดีอยู่นี่ แล้วทำไมเจ้าถึงไม่เอาเวลาไปท่องจำและฝึกฝนศาสตร์แห่งมนตราเหมือนกับคนอื่น ๆ ในตระกูลของเรากัน เจ้าคงไม่ลืมใช่ไหมว่าตระกูล ‘รีเซลวา’ ของเรานั้นมีเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรและน่าภาคภูมิใจเพียงไหน? เจ้าเองก็มีสายเลือดของรีเซลวาไหลเวียนอยู่อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ไฉนเลยเจ้าจึงยังคงเลือกที่จะฝึกฝนทักษะแห่งนักรบ เอาแค่จุดนี้เจ้าก็ผิดมากแล้วรู้หรือไม่!!!? ”
 
เด็กหนุ่มยืนนิ่งพลางหลับตาลงหลังได้ฟังคำพูดเหล่านั้น ผู้เป็นพ่อหลังจากได้ยิงเทศนาไปชุดใหญ่ก็ลดความหงุดหงิดทางอารมณ์ลงได้เล็กน้อย เขาแอบหวังในใจว่าลูกชายคงจะสำนึกผิดแล้วแต่ทว่า จู่อัลลูไคก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับตีสีหน้าจริงจัง

“......ข้าขอบอกท่านด้วยความสัตย์จริงจากใจข้า ท่านพ่อ!! ทุกครั้งที่ข้านั่งนิ่ง ๆ ในห้องมืด ๆ บ่นพึมพำ จดจำตัวหนังสือในคัมภีร์ที่หนาเป็นปึก ๆ แบบนั้นมันทำให้ข้าง่วงนอนและเผลอหลับทุกครั้งไป........”

เมื่อได้ฟังคำสารภาพอย่างจริงใจของบุตรชายสุดที่รักเข้าไปเต็มสองหูแล้ว ผู้เป็นพ่อก็ไม่สามารถเก็บอารมณ์โกรธสุดขั้วของตนเองเอาไว้ได้ เขาเงื้อมือขึ้นสูงพลางประจุพลังวายุเข้าเต็มฝ่ามือด้วยความโมโหสุดจะยับยั้ง

“ไอ้ลูกบ้า!!!!! ไสหัวไปให้พ้นเลยไป๊!!!!!!!!”
ด้วยแรงลมมหาศาลหอบเอาข้าวของภายในห้องรวมทั้งร่างของเด็กหนุ่มปลิวละล่องออกทางหน้าตาที่อยู่ด้านของเขา แรงลมที่เกิดจากฝีมือของพ่อบังเกิดเกล้าพัดพาร่างของอัลลูไคกระโดดออกไปไกลถึงสวนข้างคฤหาสน์ก่อนจะร่วงหล่นลงไปในสระน้ำที่อยู่กลางสวนนั้น ท้ายที่สุดอัลลูไคก็ต้องกระเสือกกระสนพาตัวเองขึ้นมาลอยคออยู่เหนีอผิวน้ำด้วยสีหน้าเซ็ง ๆ

“ทะเลาะกับท่านพ่ออีกแล้วหรือจ๊ะ?”

น้ำเสียงอันแสนอ่อนโยนและนุ่มนวลของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นใกล้ ๆ กับเขา อัลลูไคค่อย ๆ มองไปตามต้นเสียงนั้นเขาก็พบกับเรือเล็กลำนึงกำลังลอยลำอยู่ใกล้เขามาก บนเรือลำนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ เธอมีเส้นผมสีน้ำตาลที่ยาวสลวยเหยียดตรงไปจนถึงกลางหลัง เค้าหน้าดูอายุประมาณสี่ยิบกว่า ๆ สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวประดับด้วยลูกไม้สีเดียวกันในมือถือร่มสีขาวบริสุทธิ์ที่กางบังแสงแดดเอาไว้ และที่สำคัญเธอมีดวงตาที่เหมือนกับเด็กหนุ่มมากทีเดียว

เธอผายมือเล็กน้อยมาทางเด็กหนุ่มที่กำลังลอยคออยู่พริบตานั้นร่างที่จมอยู่ในน้ำของอัลลูไคก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาอยู่บนเรืออย่างนุ่มนวล ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาเช็ดน้ำที่เปียกอยู่บนใบหน้าของเขา

“เรื่องนิสัยไม่ยอมใครง่าย ๆ นี่เหมือนกันจริง ๆ เลยนะลูกกับท่านพ่อน่ะ”

เธอกล่าวพลางหัวเราะอยู่ในลำคอขณะที่ค่อย ๆ เช็ดน้ำออกจากเส้นผมของลูกชายเธอที่เพิ่งถูกคุณพ่ออัดกระเด็นตกน้ำ ดูเหมือนว่าเธอจะมารออยู่ตรงนี้นานแล้วราวกับว่าล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น อันที่จริงไม่ใช่เพราะว่าเธอมีพลังหยั่งรู้แต่อย่างใด แต่เพราะมันเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่พ่อลูกคู่นี้ทะเลาะกันตะหาก

“คราวนี้ไปทำอะไรให้ท่านพ่อโกรธอีกล่ะจ๊ะ?”  ผู้เป็นแม่เริ่มเอ่ยถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ในขณะที่ลูกชายของเธอกำลังใช้มือรีดน้ำออกจากปอยผมบริเวณจรที่ไว้ยาว

“ก็เช่นเดียวกับทุกครั้งท่านแม่ เพราะข้าไม่ยอมที่ฝึกฝนการเป็นผู้ใช้มนต์ตรา แต่ข้าคงบอกเหตุผลตรงเกินไปหน่อย”

“นั่นสินะจ๊ะ เพราะครั้งนี้ดูรุนแรงกว่าปกติ แต่ลูกไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนี่จ๊ะ แสดงว่าพ่อเขาก็ยังคงออมพลังไว้เป็นแน่”

“แต่ข้าน่ะไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้เลยขนาด มนต์ง่าย ๆ ที่เด็ก ๆ ที่เกิดหลังข้ากว่าสามสิบปีก็ยังใช้ไม่ได้ ขนาดคิดว่าจะเอาดีทางนักรบแทนก็ยังไม่ได้เรื่องเลย ข้านี่ช่างไร้ความสามารถเสียจริง”

อัลลูไคกล่าวพลางเบือนหน้าหลบสายตาเล็กน้อย แม้จะไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมาทางใบหน้าแต่แววตาของเด็กหนุ่มก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าและท้อแท้ ช่วงเวลานั้นรอยยิ้มของหญิงสาวผู้เป็นแม่ก็เลือนหายไปจากใบหน้าที่ดูผุดผ่องนั้น แต่ไม่นานนางก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนอีกครั้งก่อนจะยื่นมือมาสัมผัสแก้มของเด็กหนุ่ม

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะจ๊ะ คนเราทุกคนล้วนแล้วมีความสามารถพิเศษอยู่นะ เพียงแต่มันอาจจะยังไม่ถึงเวลาที่มันจะผลิบานก็เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตัวลูกเองก็ต้องมีสิ่งที่ลูกจะสามารถทำได้แน่นอน”

ฝ่ามือที่นุ่มนวลและอบอุ่นค่อย ๆ เลื่อนไปลูบศีรษะของอัลลูไค ถ้อยคำอันอ่อนโยนของนางช่วยทำให้ความหดหู่เมื่อครู่จางหายไปได้อย่างน่าประหลาด แต่ทว่ามันก็ไม่อาจจะลบเลือนไปได้ทั้งหมด ความรู้สึกคับข้องใจยังคงก่อตัวอยู่เล็ก ๆ ภายในใจ เด็กหนุ่มจ้องมองไปที่มารดาและตัดสินใจพูดมันออกมา

“ท่านแม่ ท่านเคยรังเกียจข้าบ้างหรือไม่? ข้าน่ะทั้งอ่อนหัด ทั้งไม่ได้เรื่อง ทำอะไรก็ล้มเหลวไปหมด จนใคร ๆ ก็พากันบอกว่าข้าไม่คู่ควรจะเป็นผู้สืบสายเลือดของท่านพ่อ.... ข้าน่ะไม่สมควรจะเกิดมาใช่หรือไม่” 

คำถามนั้นทำเอาเธอสะดุ้งเล็กน้อยแต่เธอก็ยิ้มพร้อมเอื้อมมือไปคว้าลูกชายของเธอเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดและให้คำตอบในทันที

“แม่ไม่เคยรังเกียจลูกแม้แต่วินาทีเดียวเลยนะจ๊ะ ตั้งแต่วันที่ถือกำเนิดขึ้นมาลูกก็เป็นความภูมิใจสูงสุดของแม่มาตลอด แม่ไม่เคยเสียใจหรือผิดหวัง ไม่ว่าคนรอบข้างจะมองอย่างไรก็ตาม แต่สำหรับแม่แล้วลูกคือบุคคลที่มีค่าอยู่เสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปนานเพียงไหน ลูกก็จะยังคงเป็นความภาคภูมิใจของแม่ตลอดไป”

 ถ้อยคำที่อ่อนโยนและความอบอุ่นจากอ้อมกอดของแม่ค่อย ๆ ปลอบประโลมจิตมที่เหนื่อยล้าของอัลลูไคให้ฟื้นกลับคืนมาในที่สุด เด็กหนุ่มยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มที่ล้นปรี่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ และเมื่อเขาได้พลังใจกลับคืนมาแล้วเด็กหนุ่มจึงค่อย ๆ ถอยห่างออกจากอ้อมอกของผู้เป็นแม่อย่างช้า ๆ

“......แต่กับท่านพ่อข้าคง.........”

“ไม่ใช่หรอกนะจ๊ะ ท่านพ่อน่ะก็รักและภูมิใจในตัวลูกไม่แพ้กับแม่นั่นแหละ เพียงแต่ท่านพ่อน่ะเป็นพวกแสดงความรักไม่ได้ไม่เก่ง แล้วก็กลัวเสียภาพลักษณ์ที่น่าเกรงขามไปเท่านั้นแหละ ที่ท่านพ่อพยายามเคี่ยวเข็นเจ้าก็เพราะรักนั่นแหละเพราะฉะนั้นเจ้าจงอย่าได้โกรธท่านเลยนะ”  เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ ก่อนจะเริ่มเอ่ยถ้อยคำต่อไป

“ข้าเข้าใจแล้วท่านแม่ แต่ว่าถ้าหากว่าข้าเกิดเป็นคนไม่มีพรสวรรค์ขึ้นมาจริง ๆ ล่ะ? ถึงเวลานั้นแล้วข้า......”

“ไม่ใช่ปัญหาหรอกจ้า ถ้าหากว่าไม่มีซึ่งพรสวรรค์แล้ว ลูกก็ใช้พรแสวงสิจ๊ะ” 

“พรแสวง.........” 
เด็กหนุ่มทำสีหน้างงกับคำพูดของแม่ แต่นางก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะที่เรือเข้าเทียบท่านางก็ได้พาบุตรของนางเดินไปยังต้นไม้ในสวนที่กำลังผลัดใบ ใบไม้สีแดงสดจำนวนมากเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น

“ฤดูนี้ไม่มีดอกไม้เลยใช่ไหมล่ะจ๊ะ?” นางเอ่ยถามพลางหันมายิ้มน้อย ๆ ให้กับอัลลูไคก่อนจะเริ่มก้มลงเก็บใบไม้สีแดงที่หล่นอยู่ในบริเวณนั้นขึ้นมาหลายใบ พร้อมกับยื่นมันให้เด็กหนุ่มดู

“ใบไม้แห้งพวกนี้ถ้าทิ้งไว้เฉย ๆ มันก็เป็นได้แค่ใบไม้ตลอดไปแต่ถ้าเราทำแบบนี้.....”

หญิงสาวค่อย ๆ นำใบไม้เหล่านั้นมาผูกรวมกันก่อนจะจัดเรียงให้เข้ารูปพร้อมกับใช้เส้นผมที่ยาวสลวยของนางมัดมันเอาไว้ ไม่นานนักใบไม้แดงพวกนั้นก็กลายเป็นดอกไม้สีแดงสดที่สวยงาม อัลลูไคอดไม่ได้ที่จะตะลึงกับสิ่งที่เห็น เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าใบไม้พวกนี้จะสามารถกลายเป็นดอกไม้ได้เพียงแค่นำมารวม ๆ กันและจัดแต่งรูปทรงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“เห็นไหมจ๊ะ เท่านี้ดอกไม้แดงที่แสนสวยงามก็ปรากฏออกมาได้แล้ว ตัวลูกเองก็เช่นกันไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสิ่งรอบตัว แต่จงแสวงหาแม้มันจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ แต่เมื่อนำมารวมกันแล้วก็จะสามารถให้กำเนิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้เอง ตัวลูกก็เป็นเหมือนดังดอกไม้นี้ที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขี้นจากธรรมชาติ หากแต่ว่าเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของผู้คนอย่างเรา หากเรามีความพยายามและไม่ย่อท้อที่จะเก็บใบไม้ที่กลาดเกลื่อนอยู่เต็มสวนนี้แล้วล่ะก็ เราก็จะสามารถสร้างดอกไม้ที่ทั้งยิ่งใหญ่และงดงามกว่าที่แม่ทำขึ้นมานี้ได้แน่นอน”

พูดจบนางก็ยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน สายลมแผ่ว ๆ ที่พัดโชยมาพาให้ใบไม้สีแดงปลิวขึ้นมา ผมที่ยาวสลวยของหญิงสาวพริ้วไหวไปในสายลมอย่างงดงาม ถ้อยคำที่อ่อนโยน อ้อมกอดที่อบอุ่น และคำสอนที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใย เปรียบได้กับสายลมอันอบอุ่นที่พัดพาเอาความเมฆครึ้มและความหนาวเหน็บในหัวใจออกไปได้อย่างหมดจด ภาพของแม่ในวันนั้นจึงตราตรึงอยู่ในจิตใจของเขาไปตลอดกาล

“นั่นสินะ ถ้าหากไม่มีสิ่งที่ฟ้าประทานมาให้ ข้าก็แค่สร้างมันขึ้นมาด้วยมือข้าเอง ข้าเข้าใจแล้วท่านแม่ ข้าสาบานว่านับจากนี้ไปข้าจะไม่ย่อท้ออีกต่อไปแล้ว ข้าจะหาหนทางของข้าเอง ข้าจะแสวงหาความเข้มแข็งด้วยตัวของข้าเอง!!”

เด็กหนุ่มประกาศก้องไปบนท้องฟ้าก่อนจะหันมามองดูมารดาที่ส่งรอยยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ไม่มีความลังเลใด ๆ ในใจของอัลลูไคอีกต่อไปแล้วเขาจะเผชิญหน้าอุปสรรคต่าง ๆ นา ๆ จะค้นหามันให้พบเฉกเช่นดอกไม้แดงดอกนั้น...........

บทนำ จบ
บันทึกการเข้า

To Aru Kagaku no Unicorn



จงต่อสู้เพื่อความฝันในวันอับโชค
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: