หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-  (อ่าน 15630 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 564


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2010, 06:37:20 PM »


ขอคำติด้วยนะครับ จะได้ไปพัฒนาตัวเอง   แล้วถ้าคิดว่าคนแต่งบ้าหรือโรคจิตละก็ เป็นตามนั้นล่ะครับ

เอาไปลงบอร์ดดราม่าแล้วครับผม! (ว่างๆ จะมาแก้ตอนแรกใหม่ พอกลับมาอ่านแล้วรู้สึกว่า...มันห่วย!!!)

แรงบันดาลใจจาก
-Ghost in the Shell
-Gundam
-Evangelion
-Armored Core
-redEyes
-Ernesto Che Guevara
-The Matrix ให้ตายสิคุณสมิธ!
-ชีวิตด้านที่ห่วยแตกของตัวเอง และความหวังเล็กๆ แด่มวลมนุษย์
-และอีกหลายเรื่องหลากเหตุที่ขี้เกียจพิมพ์

เรื่องนี้พยายามเขียนให้ได้หลากอารมณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้
1. แนววิทยาศาสตร์ + เวทมนต์ที่ไม่ค่อยเว่อ + การทหาร + หุ่นยนต์(สายเรียล แต่คนขับซูเปอร์) + ตะลุยอวกาศหลังๆ เลย โดยรวม "ใส่ไฟ" ครับ มีปรัชญาเล็กน้อยแต่บ่อยมาก
2. หุ่นยนต์ในโลก UnReal จะอยู่ระหว่างการสร้าง ทดสอบ ต่างๆ นาๆ เดี๋ยวจะปรากฎในอีกราว 7 ตอน (ช่วงนี้จะมาแต่ชื่อ)
3. ตัวเอกไม่ใช่คนดี ตัวละครในเรื่องนี้ไม่มีคนดี

เรื่องราวเล็กน้อย(จริงๆ)
   เรื่องเกิดในปี 22xx พิชิตทหารผ่านศึกใช้ชีวิตอยู่ใน กทม. ที่ล่มสลาย   เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกฝึกมาเพื่อฆ่า กับตราบาปแห่งความหลังที่ยากจะลืม   โดยสิ่งเดียวที่ทำให้เขายังมีชีวิตอยู่คือ อุดมการณ์ และเป้าหมายที่จะทำลายโลก...

ตอน 1-6 มาแล้วครับ (.doc)
>>>http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3395.90.html ตอน 1-6 (.rar)

เกร็ดเล็กน้อยในเรื่อง
1. แผนการทำลายโลก ไอ้คุณพิชิตเป็นผู้สานต่อ ดำเนินการต่อเนื่องกว่า xxx ปีแล้ว อ่านแล้วอย่าคิดว่ามันทำไม่ได้ล่ะ
2. เวทมนต์เป็น ข้อมูลปกปิด ใครรู้แล้วไม่เข้าพวกหรือไม่มีประโยชน์ตาย ซึ่งตัวเอกของเราก็ไม่เคยรู้มาก่อน
3. สาวๆ ในเรื่องนี้โหด และส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยมารยา

ถ้าคุณอ่านถึงตอน 6 แล้วคิดว่าไอ้คุณพิชิตเป็นคนดีละก็ คิดผิดแล้วล่ะ
เนื้อหาที่แก้ไขหรือเพิ่มเติมจะเป็นสีฟ้าครับ

ตามมาด่ากันได้ที่ http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3423
ออกแบบตัวละครของท่านที่ หรือตามวรรคก่อน http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3286
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 18, 2012, 07:34:47 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 564


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2010, 09:17:16 AM »

“คนทุกคนเมื่อเกิดมาเป็นคนดีหมด   สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนไปคือสภาพแวดล้อม”
ขงจื๊อ มั้ง

“แล้วจะมีโทษประหารไว้ทำตะบวยอะไรวะ แสรดดด”
PurpleHaze


“ไว้ตักน้ำไงล่ะจ้ะ”
???







   “โดนหลอก! เป้าหมายของมันคือกรุงเทพ”
“อีก 80 วิ ขีปนาวุธจะออกตัว!”
             “ตอนนี้มันกู้ระบบป้องกันกลับไปได้แล้ว! เอาไงดี”
   “พวกเราตายหมดชัวร์ เปลี่ยนเป้าทันไหม?”
         “มีพิกัดของฐาน UASPD ที่เชียงใหม่อยู่”
     Bang BanG bang Bang BanG bang Bang BanG         
     “ข้างในทำอะไรอยู่! ทางนี้จะต้านไม่ไหวแล้ว”
“จัดไปเลยใส่พิกัดซะ!   พวกมันส่งเรามาตายก่อน”
       “ผมจัดการระบบแล้วมีเครื่องบินขับไล่จอดอยู่ที่โรงเก็บ E-8”
   “ตกลงรอดได้คนเดียวสินะ งั้นข้าโหวตนรก ที่เหลือจุดบุหรี่ซะ”
     Bang BanG bang Bang BanG bang Bang BanG
   “หมายความว่าไงให้ผมออกไปคนเดียว!”
         “ก็มีมึงขับเป็นอยู่คนเดียว แล้วมันก็นั่งได้คนเดียวด้วย!”
      “ไปซะ!  นรกเดินได้ พวกเราโดนส่งมาเป็นหมากในเกมส์ของพวกมันซะแล้ว อย่าทำให้พวกข้าตายเปล่า ไป”




Unreal 1   -Untitled-

      “ไอ้ชิตโว้ยยยยย”

   “แว้กกกก ข้าศึกบุก ใครวะ ไหนวะ มาเลยเฮ้ย!”   ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมามองไปรอบๆ  ชะอุ๋ย

   “จ่าเองเหรอ”

      “ก็เออสิวะ จ้างมาเฝ้ายามนะโว้ย ไม่ใช่ให้มาหลับ”

     คนที่ยืนด่าผมอยู่นี่คือจ่าไพลิน หัวหน้าร่างท้วมของผม   ผมเป็นยามกะเย็นครับ หกโมงเย็นยันหกโมงเช้า  เก้าโมงไปเรียนราม   หลับยามกันตีหนึ่ง อิอิ

   “นี่มันตี 2 แล้วโจรไปนอนแล้วล่ะ”

                        “ตี 2 ?   พึ่งจะ 3 ทุ่ม!”

     ผมเหลือบไปดูนาฬิกา  2109  ชะอ้าว

   “ขอโทษครับ อย่าหักเงินผมเลยครับ”

     ผมลุกขึ้นตะเบ๊ะ  ทำเสียงขึงขัง  แกก็ไม่ว่าอะไร...

      “ชิต เอ็งว่าข้าจะเป็นใหญ่เป็นโตกับเค้าได้บ้างมั้ยวะ”

     จ่าโน้มตัวส่ง M-150 ให้ผมพร้อมพูดเสียงเนือยๆ ประโยคนี้พูดมาตั้งแต่ผมมาเป็นลูกน้องแกวันแรก   ช่างน่าเบื่อหน่ายนัก ทั้งที่ก็อุตส่าห์รอดมาจากสมรภูมิแท้ๆ

   “จ่าคิดมากน่า อยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว...  อีกอย่างยุคนี้เป็นใหญ่ตายเร็วนา ดูอย่าง โกร มากวิแนกซ์ สิ ปากดีใส่ *แซมมี่ ได้วันเดียวโดน CIA เก็บซะ”   พูดเสร็จก็กระดก M
*(แซมมี่, ลุงแซม,   eng.Sammy, Uncle Sam   =   US นั่นแล มันเป็นแสลงครับท่าน   มีประวัติด้วยไว้ไปดูในไฟล์ glossary เด้อ)

         “เรื่องนั้นมันระดับโลก ของข้ามันแค่ในประเทศ…”

     จ่ามานั่งบนโต๊ะ รปภ. หยิบ M ผมไปซะงั้น

      “ของข้าได้เลื่อนขั้นก็พอ”

   “สักกี่ขั้นดีล่ะ? 48 แล้วนา”

     จ่าหันมามองหน้าผมแล้วพูดประโยคเด็ดออกมา

      “ผอ   บอ   ตอ   รอ”

   “55555  มันจะเป็นไปได้ไงวะนั่น  ประสาทไปแล้วเหรอ วู้ว~~~~”

     ฮาว่ะ  จ่ามาแนวใหม่  -โป๊ก-  จ่าเคาะกระบาลผม

      “นี่ไงล่ะประสาท”

     เจ็บนะ  ไอ้แก่นี่  ผมลูบหัว ถ้าไม่เห็นว่าแก่นะ

      “ชิตพรุ่งนี้มาหาข้าตอนบ่าย 4 สิ  จะให้ช่วยไรหน่อย”

     จ่าแอบทำหน้าเครียดก่อนหันมายิ้มแล้วพูดแบบฝืนๆ  มีอะไรแฝงแหงๆ  แต่ช่างมัน เงิน สำคัญกว่า

   “ช่วย? แน่นอนว่าไม่ฟรี”

      “2000”

   “งานอย่างว่าเหรอ ไม่ถูกไปหน่อยเร้อ?”

     ช่วยงาน หน่อย   แต่ให้  2000  ผมชำเลืองตามองจ่า

      “ของสำคัญเฉยๆ น่า แค่ไม่ถูกกฎหมาย นี้ดสสสส์นึง”

     เหยยยย   รอบที่แล้วเล่นเกือบกรง ทำเป็นชู 2 นิ้ว

   “4000 ไม่งั้นโน”

      “โอเค”

     เฮ้ย? ง่ายไปม้าง???

      “อย่าลืมนะ  รับปากแล้วนะว้อย  ข้าไปล่ะ”

     พูดเสร็จก็รีบสตาร์ทมอไซออกไป

   “เฮ้ยเดี๋ยวเด้!”

     อะไรวะ  บ้ะ! ไปก็ไปงานเดียว 4000 จ่ายค่าเช่าบ้านย้อนหลังรวดเดียวหมด แถมยังเหลือประทังชีวิตได้อีกตั้งเป็นอาทิตย์...   -แป้นนนน-   อ้ะ! รถเข้าตึก

   “ครับ ทางนี้เลยครับ”


0632

   “อ้า~~ กลับถึงบ้านซะที เหนื่อยจริงงงง”

     บ้านของผม  มันก็เป้นแค่ห้องเช่าราคาปานกลาง กว้างพอประมาณ มีห้องน้ำในตัว แต่เพราะผมมันไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร มีแค่ชั้นหนังสือนานาสาระ โทรทัศน์จอแบนติดผนังไทยประดิษฐ์ราคาถูกๆ กับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเล็กๆ อีกหนึ่งเครื่อง และตู้เสื้อผ้าต่อเองเล็กๆ ตรงมุมห้อง มันเลยดูกว้างผิดกับที่มองจากภายนอก

     ผมเข้าไปอาบน้ำแล้วออกมานั่งคิด พลางเปิดเพลงของวง Do as Infinity ฟัง

   “งานอะไรวะคิดไม่ตกฟะ ครั้งที่แล้วขนปืนเถื่อน ยังเกือบซวย”

     ไม่ซวยได้ไง  ก็ไอ้จ่ามันพาพวกมาจับเอง แล้วแอบปล่อยผมหนี  ทั้งปืน เงิน ผลงาน  เอาไปหมด ให้ผมแค่ 8500 แสรด...

   “ถ้าทำแบบนี้อีกไม่แก่ตายแน่”

     เห็นยังงี้ผมก็ทำงานสกปรกมาเยอะ เพราะมันได้เงินดี ยุคนี้ข้าวยาก หมากแพง  แค่ค่าแรงถูกๆ จากงานประจำมันไม่พอยาไส้หรอก  แต่ถ้าเกิดพลาดก็มีตายเหมือนกัน คนรู้จักที่แนะนำงานพวกนี้ให้ผมทำพากันพลาดตายกันไปหลายคนแล้ว   ...แต่ เงินก็คือเงิน มันไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว

     ยังไงก็ตามนอนก่อนละกัน...

   “คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง.....”         


1615
     ผมขับมอไซคู่ชีพมาถึงบ้านจ่า   บ้านของจ่าอยู่เลยโรงพยาบาลรามคำแหงไปหน่อยนึง  เป็นบ้านหลังเดียวในแถบนี้ที่มีรั้วปูน  ช่วงสงครามเมื่อ 4 ปีก่อนแถบนี้โดนทิ้งระเบิดเละเทะไปพอสมควร คนแถวนี้จึงย้ายหนีหมดมีจ่ากับอีกไม่กี่คนกลับมาอยู่ ที่เหลือก็พวกไร้บ้านกับข้างถนน...  สงครามนี่ไม่มีอะไรดีเลยน้า   แต่อย่าไปสนใจมันเลย ของธรรมดา

     ผมเดินไปกดออด

   “โย่วจ่า มาแล้วครับ”

      “เอ้อ เข้ามาเลยไม่ได้ล็อค”

     จ่าเปิดประตูในบ้านออกมา ผมเดินเข้าไปหา

   “ว่าแต่คราวนี้ให้ทำอะไรล่ะ”

      “ส่งของ งานง่ายมะ”

     จ่าหยิบกระเป๋าเดินทางขนาดประมาณกระดาษ A4 ออกมา   กระเป๋าล็อคแบบมีรหัส  ใส่ยามหัศจรรย์ไว้รึไงวะ

      “เอาไปส่งท่าเรือสมุทรปราการ ไปถึงจะมีตำรวจนอกเครื่องแบบรออยู่   บอกไปว่า มาม่า มาส่งแล้วครับ”

     จ่าทำสีหน้าตึงเครียดเล็กน้อย  สงสัยงานนี้จะไม่ธรรมดาอย่างปากว่าซะแล้ว...

   “เฮ้ยไหงทำหน้าเครียดงั้นล่ะเฮีย  งานเกี่ยวกับการเลื่อนขั้นที่พูดไว้ใช่มะ”

      “เออ   สืบราชการลับ แต่มันไม่ถูกกฎหมายถ้าพลาดก็จบ ของข้างในถึงอยากดูก็ดูไม่ได้หรอก รีบส่งรีบเผ่น เอ็งมีฝีมือเรื่องนี้อยู่แล้วนี่”

     นั่นไงล่ะ ก็ว่าแล้ว   ผมชำเลืองมองตรงจุดใส่รหัส   ภาษาอะไรก็ไม่รู้ ไม่สิมันเหมือนกับอักขระอะไรสักอย่างมากกว่า   คุ้นๆ ว่าเคยเห็นที่ใหนสักแห่ง เขมรมั้ง...

   “โอเค เสร็จแล้วจะโทรหา โอนเงินเข้าบัญชีเดิมนะ   ว่าแต่ภายในกี่โมง”

      “ไม่จำกัด ระวังให้ดีล่ะที่จริงแผนมันเริ่มรั่ว เลยใช้เอ็ง”

   “งั้นก็เหมือนเดิม ถ้าเจ็บตัวมาจ่ายเพิ่มด้วยละกัน   แน่นอนว่าต้องแพง”

      “เออ รีบไปเลย”

   “เดี๋ยว ขอชาร์จแบตมอไซแป้ป”

     ผมเดินไปต่อปลั้กชาร์จไฟจากบ้านจ่าเข้ารถ   มอเตอร์ไซของผมประกอบขึ้นเองจากซากสงครามใช้โมเดลเวฟแซด แต่เปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อน  ส่วนทะเบียนผมปลอมเอา ถ้าไม่เปรี้ยวจนโดนจับก็ใช้วิ่งได้ไม่มีปัญหา ตำรวจไม่ค่อยคุมเข้มเท่าไรนัก

      “ไม่ชาร์จมาจากบ้านวะ เปลืองไฟข้าอีก”

   “ลืมฟะ โทษที”


1633
     จากบ้านจ่าไปท่าเรือก็ไกลพอสมควร ผมขับมอเตอร์ไซขึ้นมอเตอร์เวย์เก่า ที่ตอนนี้เป็นหลุมเป็นบ่อจนรถใหญ่วิ่งขึ้นไม่ได้ไปแล้วจากการรบ รัฐมันก็ไม่ยอมมาซ่อม ซากรถถังยังกองอยู่เลย   ตอนนี้ที่พอวิ่งได้ก็พวกมอไซกับรถขนาดเล็ก   แต่ตอนนี้กรุงเทพมันก็ไม่ได้สำคัญมากมายอะไรอยู่แล้วด้วย

   “เหอะ ย้ายเมืองหลวงแล้วก็ปล่อยทิ้ง มัวเอางบไปรับประทานกันอยู่ได้”

     ที่มาทางนี้เพราะกะจะไปดูร้านขายของหนีภาษีตรงใกล้ๆ ม.ราม2

     ผมขับรถออกจากมอเตอร์เวย์ต่อเข้าไปใน ม.ราม2   หืม ผมมองกระจกซ้าย

   “ไอ้รถคันนั้น ตามเรามาตั้งแต่ออกจากมอเตอร์เวย์แล้ว”          

     อืมโมเดล Toyota Yaris สีครีม ชย 7351 เอาของโบราณมาใช้เหมือนกันเลยนะ   เร่งเครื่องหนีดีกว่า

     ผมเลี้ยวเข้าหัวมุมซ้าย  น่าจะพ้นแล้วไม่รู้หรอกว่าเป็นใครแต่เผ่นไว้ก่อนเป็นดีที่... -เอี้ยด- -ตูม-   เฮ้ย!!!   ไอ้รถบ้านั่น มันวิ่งตัดซอยออกมาชนคนปลิวเลย รอบข้างพากันแตกตื่น

   “อะไรกันวะ!”   -เอี้ยดดดดดดด-   มันยังไล่ผมอยู่

     มีเงาดำออกมานอกหน้าต่าง   เฮ้ย! ปืนนี่หว่า!  -ปัง-   มันยิงใส่ผม นัดแรกพลาด คนต่างพากันหลบเข้าบ้านเหมือนรู้งาน

     -ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง-   กระหน่ำเลยเรอะ  ผมขับส่ายไปมา พร้อมบิดคันเร่งขึ้น   -เป๊ง-

   “อุ๊! หมวกกันน็อค”   -เผียะ-   กระสุนเฉือนหลังผมไป!   จังหวะนี้ผมเสียหลักหักขวา   เวรล่ะสิข้างหน้าเป็นแยกเข้าตรอก!

   “ฮึ้ย!   แย๊กกกกกกกกก”   -ตูม-   ผมชนเข้ากับแผงลอยอย่างจัง

     ตัวผมกระเด็นลอยเข้าไปข้างในร้านหนังสือ ตกบนแผงหนังสือด้านใน  สีข้างกระแทกอย่างจังเล่นเอาจุกไปไม่ใช่น้อย

   “แฮ่กๆๆ   ไอ้จ่า... ได้จ่ายอานแน่ อุ่ก เวรเอ้ย”

     ร่างกายซีกซ้ายเจ็บแปลบขึ้นมา ผมคลานไปหลบหลังแผงหนังสือ   !   พวกมันคนนึงวิ่งไปหยิบกระเป๋าที่รถผม เพราะไอ้นี่จริงๆ   อ๊ะนั่น ลุงแก่ที่ท่าทางจะเป็นเจ้าของร้านเดินไปหาพวกมัน

        “พวกลื้อทามอารายกังว้าเฮ้ย”

     จะเข้าไปทำไมวะลุ๊งถอยม๊า เวรล่ะพวกมันอีกคนเดินเข้าไปหาลุงแก่

      “เกะกะโว้ย ไอ้เจ๊กนี่”

     -ปัง-   ไอ้เวรนั่น! มัน ยิง ลุงแก่!!!

   “ไอ้ระยำ!”

      โดยไม่รอช้าผมคว้าหนังสือปกแข็งใกล้ๆ มือเขวี้ยงอัดมือขวามันจนปืนตก   จากนั้นวิ่งไปด้านในร้านขึ้นบันไดไปชั้น 2   มีห้องนึงเปิดประตูแง้มไว้อยู่

            “เฮ้ย มันหนีไปชั้น 2”

      “ไปก่อน เดี๋ยวเก็บมันเสร็จจะตามไป”

      ได้ยินมันพูดปุ้บ ผมก็เอื้อมมือเข้าไปกดล็อคประตู จากนั้นกระแทกปิดประตู   -ปึ้ง-   หวังว่าคงหลอกล่อได้บ้าง

      เลยห้องนั้นไปมีห้องน้ำอยู่ ข้างๆ ห้องน้ำเป็นห้องครัวมีชั้นวางมีดอยู่ ผมคว้ามีดได้ก็กระโจนไปแอบหลังประตูในห้องน้ำแล้วเลื่อนประตูให้เปิดแง้มไว้หน่อยนึง      -กึง กึง กึง-   มันวิ่งขึ้นมาแล้ว เสือกใส่คอมแบตเหยียบพื้นไม้เค้าก็รู้หมดสิวะ ว่าแต่ไอ้คนที่พูดว่าผมขึ้นชั้น 2 นี่เสียงมันคุ้นๆ แฮะ

     -แกร๊กๆๆ ปึง-

      “เฮ้ยออกมาซะ อย่าให้ต้องเข้าไปเอง  รู้นะ  ได้ยินนะ”
     เหอ ลูกไม้แค่นี้หลอกได้ด้วยว่ะ ควายชิบ   มันยังไม่เห็นหน้าผม ผมก็ไม่เห็นหน้ามันเหมือนกันมันใส่ไอ้โม่ง   ผมถอดหมวกกันน็อคออก   -ปัง-   มันคงยิงกลอนประตู ไม่ฉลาดเอาซะเลยนะ   -ปึง-   มันเข้าไปแล้ว จังหวะนี้ผมย่องออกไปแย้มมองในห้อง   โห รื้อห้องใหญ่เลย กูไม่ได้อยู่ในตู้เสื้อผ้า...

     -เอี้ยด วี้ด~~~-   ข้างนอกออกรถไปแล้ว ได้เวลาลงมือแล้ว...  

     ผมพุ่งเข้าใส่มันจากด้านหลัง   มันรู้ตัวหันมายิงใส่   -ปัง-  -เป้ง-   มีดผมปัดโดนกระสุนพอดี   ผมเหวี่ยงมือซ้ายปัดปืนออกนอกวิถี จากนั้นก็แทง -ฉึก-   เวรล่ะมันยกแขนกันมีดผม

      “ไอ้กระจอก”   -ตูม-

     มันถีบผมตัวปลิวไปหน้าห้อง   -ปัง ปัง ปัง ปัง-   ผมดีดตัวหลบกระสุนออกไปนอกห้องแล้วก้มตัวรอ   มันกระโจนมาหน้าห้อง  ผมถีบตัวพุ่งเข้าไปซัดเป้ามันเต็มรัก

      “โอร้กกกกกกกกกกก”

     มันล้มตัวลงผมคว้ามีดที่เสียบมือขวามัน จากนั้นฟันฉีกออกมาด้านข้าง แล้วกระทืบข้อมือซ้ายขยี้ๆๆ   -กร้อบบบ-   แย่งปืนมันมา ยิงอัดโคนขามันไปข้างละสองนัด   ขาขวากดลงไปที่ซอกคอ ค่อยๆ เค้นให้หนักเข้า สะใจจริง!

     ผมลากมันออกมาให้กลางลำตัวอยู่ตรงขื่อประตูพอดี

   “เอาล่ะ   มาคุยกันเถอะจ้ะ”

     -ปึง-   ผมจัดการปิดประตูกระแทกเข้ากลางลำตัวมัน

      “อ้ากกก   ไอ้ชั่ว”

   “โหย ตะกี้ว่าข้ากระจอกนี่   พวกเอ็งเป็นใครกันวะ หา!”

      “ไม่รู้ ผมไม่รู้ แค่ทำตามที่เขาสั่ง”

    “ไม่รู้เหรอ หึหึ”   -ปึง-   อัดมันอีกครั้งไม่ยอมบอก

       “อ้าก ยะ อย่า ถ้าพูดไปผมตายแน่”

     อา   คำพูดมันเล่นเอาผมจี้ดขึ้นสมองเลย

    “ซื้ดดดด ฮ่าหหห์   ...ถึงไม่บอก มึงก็ตาย!”   -ปึง-
    “ตาย!”   -ปึง-   “ตาย!”   -ปึง-   “ตาย!”   -ปึง-   “ตาย!”   -ปึง-   “ตาย!”   -ปึง-

    “อ้ากกกกก   บะ บอกแล้ว อย่าฆ่าผมเลยผมบอกแล้ว   ผะ ผมไม่รู้ว่าคนจ้างเป็นใคร ถ้าพูดออกไปผมตายแน่”

     ถ้าพูดออกมาตายแน่  ถ้างั้นก็รู้นี่หว่า ช่างไม่รู้สถานการณ์เอาซะเลยนะ...   แต่ก็เอาเถอะ ผมไม่สนใจจะรู้ว่าพวกมันเป็นใคร หรือว่าของในกระเป๋าคืออะไรอยู่แล้ว   มาตัดหน้าธุรกิจแบบนี้มันหยามหน้ากันชัดๆ ถ้างั้นก็....

   “ถ้างั้นเอ็งไปที่ไหนกันบอกมา   แล้วข้าจะไม่ฆ่า”

      “จะ จริงนะ โอย”

   “เออ หน้ากูโหดอย่างเง้เหมือนล้อเล่นรึไง”

     มันตื่นตระหนกน่าดู  ท่าทางจะไม่ใช่พวกทหารผ่านศึก ปอดดีแท้

      “วัดแจงร้อน ไปที่วัดแจงร้อนกุฏิเจ้าอาวาส”

   “เวลาล่ะ”

      “ประมาณ 2-3 ทุ่ม บอกหมดแล้วปล่อยผมนะ”

     เหอ ปล่อยเหรอ เอ็งเห็นหน้าข้าแล้วเนี่ยนะ   และที่สำคัญมันฆ่าลุงแก่   ผมหันไปมองหน้ามันแล้วยิ้มให้

   “โทษทีว่ะ ตะกี้ล้อเล่นน่ะ”
     -ปัง-


     ใส่ถุงมืออยู่ตลอด มันเป็นนิสัยน่ะ ไม่ต้องกังวลเรื่องรอยนิ้วมือ   ไม่มีใครรอดมาเห็นหน้าอีกแล้ว...   อา   เจ็บแผลที่หลังแฮะต้องเอาคืนให้จั๋งหนับเลย

     ที่เหลือก็...   ผมหยิบมือถือขึ้นมากดเลข 5466 โทรออก

   “บง โบ โล ลิน”   -ตูม-

     มอเตอร์ไซผม   เสียดายอยู่เหมือนกันกว่าจะประกอบได้แต่ละคัน แต่ช่างมันเถอะ ปัญหาคือ จะฆ่าให้เหี้ยนหรือเจรจาดีหว่า?   โอ๊ะ! ผมพึ่งจะสังเกตที่มีด...

   “อรัญญิกแท้แฮะ”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 05:45:59 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 564


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2010, 09:32:29 AM »

“เสร็จงานเมื่อไหร่ ทั้งเงิน ตำแหน่ง ผู้หญิง สึกดีกว่าโว้ย!”
???

“ตายซะ ไอ้มารศาสนา!!!”
???



Unreal 2   -Unbolt-
2048
   ‘รายงานด่วนค่ะ เย็นวันนี้เวลาประมาณ 18:30 น. เกิดเหตุคนร้ายไล่ยิงกันแถบ...’

     โห นักข่าวทำงานเร็วเว้ยเฮ้ย

     ตอนนี้ผมอยู่บนรถเมล์ไปวัดแจงร้อน ตั้งแต่ตอนนั้นก็ผ่านมา 1 ชั่วโมงกับอีก 28 นาที ที่เสียเวลาขนาดนี้เพราะมัวแต่หาชุดเปลี่ยน หมวกเขียว เสื้อน้ำตาล กางเกงยีนส์ โคตรเสร่อ...

   ‘คนร้ายไล่ยิงกันเองระหว่างรถยนต์กับจักรยานยนต์ คนร้ายตายหนึ่งคน...’

     อีกอย่างคือ รถมันวิ่งอ้อมโลกซะเหลือเกิน ทำไมมันไม่ยอมออกงบซ่อมถนนว้า...   ปืนพร้อม มีดพร้อม ไอ้โม่งพร้อม ตบมาทั้งนั้น   อ้ะ ถึงแล้ว

-แช่ กึง-

     ผมลงตรงปากซอยเข้าวัด สอดส่ายสายตาไปรอบๆ

   “คนมันหายไปไหนหมดเนี่ย”

     แปลกมากจริงๆ พึ่งจะ 2 ทุ่ม คนไม่มีเลย เอ่อ... จะว่าไงดีล่ะ แผงลอย หาบเร่ไม่มีเลย แม้แต่กุ้ยก็ยังไม่โผล่ออกมาให้เห็นสักหัว ผมหันไปที่ร้านมินิมาร์ทข้างสะพานลอย...

   “เฮ้ย! ขนาดเซเว่นยังปิดเนี่ยมันเกินไปม้าง”

     ผมค่อยๆ ย่องเข้าซอยไป มืดมากแต่ยังดีที่คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์ทำให้พอมองเห็นทางบ้าง ผมเดินผ่านร้านค้าไปมากมายก็ยังไม่มีวี่แววคน   ในที่สุดก็มาถึงวัด เงียบซะยิ่งกว่าเป่าสากอีก กลัวนะกลัว กลัวจะตายแล้วเนี่ย

   “ไม่มีใครเลย มันเตรียมการไว้รึไงวะ แต่เตรียมซะเว่อเชียะ ตอนนั่งรถมาแถบอื่นก็ยังมีคนอยู่เลย”

     ผมเดินเข้าไปพิงตรงด้านข้างประตูวัด แล้วชะโงกหัวออกไปมองในวัด อืม วัดตอนมืดๆ นี่มันน่ากลัวดีจริงๆ โชคดีที่ผีไม่มีจริง  ผมทำเวรทำกรรมมาเยอะ แต่ไม่ยักกะมีผีโผล่มาหลอกซักตัว เหอ เหอ

     หือ ตรงนั้น ลานกว้างหน้าวัดมีคนกวาดลานวัดอยู่นี่หว่า มืดเลยมองไม่ค่อยชัดนัก แต่จากลักษณะการเคลื่อนไหวท่อนล่างที่ไม่ค่อยจะมั่นคง น่าจะเป็นชายอายุประมาณ 60 - 70 เห่ย เฮย เฮ้ย ไม่แจ่มซะล่ะมั้งมืดออกปานนื้ ถนนโล่งคนไม่มี พี่แกยืนกวาดลานวัดอยู่คนเดียว แถมนี่มันเลยเวลาที่คนปกติเขาจะมากวาดลานวัดนะเว้ย  หือ ท่าทางเหมือนเค้าจะหันมามองผม   ถึงจะยังมีแสงจันทร์ส่องลงมาบ้างก็เถอะ แต่มืดขนาดนี้เห็นผมได้ไง!!!


         “ไอ้หนุ่ม มาหาพวกในวัดเหรอ~~~”

     ผมรู้สึกได้ถึงความหนาวยะเยือกแผ่ซ่านเข้ามา เป็นพวกของมันเหรอ ก็ไม่น่าใช่ แต่สายตาดีไปรึเปล่า แล้วดันรู้อีกว่าผมมาทำไม เออออตามน้ำไปก่อนละกัน ผมตัดสินใจเดินเข้าไปหาลุง เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่มีใครดัก พออุ่นใจได้

    “ครับ ลุงรู้เหรอว่าพวกนั้นอยู่ไหน”

         “ในกุฏิเจ้าอาวาสด้านใน เดินตรงไปเลี้ยวขวา เอ็งจะเห็นรถจอดอยู่คันหนึ่ง”

     โห บอกซะละเอียดเหมือนรู้อยู่แล้วว่าผมจะมา แต่รู้แน่ว่าไม่ใช่พวกมันแล้วล่ะ

   “ขอบคุณครับ”

     ลุงก้มกวาดเศษใบไม้ต่อ   ผมเลยเดินเข้าไปตามที่แกบอก เอ้ะ จริงสิ กวาดพื้นทำไมไม่มีเสียงวะ!   ผมหันกลับไปมอง   ก็เห็นลุงแกเดินออกไปทางหน้าประตูวัด

    “สงสัยจะคิดไปเอง”


     ระหว่างเดินไปผมสังเกตดูรอบๆ วัดนี้โทรมพอดูเลยแฮะกุฏิบางหลังหน้าต่างทำท่าจะพังแหล่ไม่พังแหล่ ห้อยต่องแต่งอยู่ตรงกรอบ ผนังปูนก็มีแต่รอยแตกร้าว  เหย ไม่คิดจะซ่อมกันเลยเรอะ

   “มันจะพังลงมาทับมั้ยวะเนี่ย”




     มาถึงแล้ว เอาล่ะ... เฝ้าด้านล่าง 2 คน กุฏินี้เปิดไฟอยู่หลังเดียว แถม 2 ชั้นด้วย ดูจากหน้าต่างกระจกแล้วน่าจะติดแอร์ มีเสียงคุยดังเฮฮามาจากชั้นบนฟังไม่ออกไกลเกิน ผมยืนพิงผนังกุฏิเยื้องซ้ายจากเป้าหมาย รถสีฟ้าจอดอยู่ทางขวาพอจะอ้อมกุฏิข้างๆ หลบสายตาเข้าไปได้   เอ่อ แต่ผมว่างานนี้ท่าจะกินนิ่ม เพราะ...

   “มืดยังงี้พวกใส่แว่นดำ คิดว่าเท่รึไงว้า”

     เอากับมันเด้   อ้ะๆ ผมถอดแว่นแล้วนะ   จังหวะที่มันหันหน้าไปคุยกันผมค่อยๆ ย่องอ้อมขวา แล้วเข้าไปหลบหลังรถ

   “หือ ชย 7351”

     มันทะเบียนเดียวกับไอ้ที่ไล่เราเมื่อเย็นเลยนี่!  แถมดูดีๆ มัน Toyota Yaris ด้วย มันเปลี่ยนสีรถเร็วผิดปกติไปแล้ว!!!

     ผมลองเอามือไปลูบ ถ้ามันมีระบบเปลี่ยนสีแบบ Phase Shift ผิวมันจะออกหยาบๆ นิดนึง   แต่... ผิวมันเรียบนี่หว่า ราบเรียบเนียนลื่นเลย   ไม่ธรรมดาแล้ว มันทำได้ยังไงวะ!

   “เวรล่ะสิ”

     ผมเหลือบไปเห็นพวกมันเดินมาพอดี เลยรีบคว้าไอ้โม่งมาใส่

      “ลูกพี่ จบงานนี้พาผมไปนาบทีดิ”

        “ไหนว่าจะแต่งเมียไงวะ?”

     มันเดินคุยกันมาทางท้ายรถที่ผมนั่งอยู่  ผมรีบมุดลงไปไต้รถทันที  ผมสังเกตตัวถังของรถคันนี้เป็นแบบไฮบริด ไฟฟ้ากับน้ำมัน   ถ้าเทียบกับมอไซที่ผมระเบิดทิ้งไป ไอ้นี่ห่วยกว่าจม  ทำไมน่ะเหรอเพราะยุคนี้เขาใช้รถไฟฟ้ากันทั้งโลกแล้วไงล่ะ แสดงว่าพวกมันเป็นกลุ่มปลายแถวจนๆ  แต่ปัญหาอยู่ที่สีรถอะนะ

     ตอนนี้ผมคลานไปอยู่ไต้ประตูซ้าย  ซึ่งมีไอ้ลูกพี่เดินมาหยุดคุยกับลูกน้อง

        “รีบเอาเหล้าขึ้นไปซดกันอีกเถอะว่ะ”   อ๋อ มาเอาเหล้า

     มันเปิดประตูรถออก... -กึง-   !!! ชิหายแล้วหัวชน!

        “เฮ้ย เสียงอะไรวะ!”

      “เสียงเปิดประตูไงพี่”

         “เปิดประตูรถบ้านเอ็งสิดังกึง!   มีอะไรอยู่แถวนี้แน่”

     โอ้มาย ตายห่าล่ะ!   ซวยล่ะสิ ซวยล่ะสิ ซวยล่ะสิ

       “ก็ตะกี้ผมทุบหลังคารถไง”

          “หา!   จะทุบทำไมวะ”

       “ก็ดูในรถเด่ะ”

          “อ้ะ...      เหล้าหมด”

       “อือ...   กลับไปบอกพวกข้างบนก่อนแล้วกัน”

          “ว่าแต่ ทำไมไอ้จุกมันมาช้าจังวะ   มัวเก็บศพไอ้นั่นอยู่รึไง”

     ไอ้จุกที่มันพูดถึง...  คงเป็นไอ้คนที่ร้านหนังสือสินะ มันไม่เปิดดูข่าวกันเลยรึไงกัน?

     ตอนนี้มันเดินหันกลับไปทางเดิมแล้ว  ได้โอกาสล่ะ!  ผมรีบดันตัวออกซ้ายพร้อมชักอรัญญิกออกมาทันที   เอาหัวหน้ามันก่อนดันเดินอยู่ข้างหลัง...

     ผมกระโจนเข้าไส่มันทันทีจากด้านหลัง จากนั้นใช้ท่อนแขนซ้ายกดล็อกเข้าที่ซอกคอ มันดิ้นเล็กน้อย  ผมจึงง้างมีดแทงเข้าที่อกซ้ายเข้าหัวใจ บิดใบมีดให้คว้านแล้วฟันออกด้านข้าง  คอมันพับลงไปแล้ว   ไอ้โง่ตัวข้างหน้าหันมาคงเป็นเพราะเสียงตอนแทงกับฟันเนื้อ มันเลยหันมาแต่สายไปแล้ว  เพราะผมสะบัดลูกพี่มันทิ้งพร้อมรุดเข้าประชิดตัวเรียบร้อย  มันอ้าปากจะตะโกน แต่ผมกระทุ้งเข่าขวาเข้าท้องน้อย แล้วสอยปากมันด้วยมือซ้าย ยัดเข้าคอมันเลย หมดสิทธิ์ร้อง   แล้วก็...

     “ตะกี้นี้... ขอบใจมากๆ เลยนะ”

      -ฉึก ปึด ฉวก~~~-

    “โหสิว่ะ”  

     เหอ เหอ ยังจะมีหน้ามาอโหสิ   ผมจัดการลากศพพวกมันไปไว้หลังรถ และแน่นอน ผมจัดการตบปืนมันมาทั้งสองกระบอก ปืนพกรุ่นพระเจ้าเหานามว่า Glock 22 สมัยนี้ราคาถูกมากอาม่าข้างบ้านยังมีแต่ผมไม่มี ฮา   จากนั้นก็เช็ดเลือดบนมีดด้วยเสื้อของพวกมัน

   “เลือดตัวเอง ก็เอาไปด้วยละกัน เอาล่ะรายต่อไป   แต่ก่อนอื่น หึหึหึ”
     ผมเดินไปที่รถ....



     อ้า~~~ ลมเย็นดีจังเลยน้า   ผมเดินย่องขึ้นมาบนชั้น 2 ของกุฏิที่เหล่าคนน่าสงสารที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะจบชีวิต นั่งคุยกันสนุกจิตอยู่ข้างใน   ผมแอบมองทางหน้าต่าง...

        “เสร็จงานเมื่อไหร่ ทั้งเงิน ตำแหน่ง ผู้หญิง สึกดีกว่าโว้ย!”

      “555   ใช่เลย คราวนี้องค์เหนือหัวจะได้เห็นฝีมือข้าซะที”

           “ผมจะได้มีเงินไปหาเมียซะที คราวนี้จะเกาหลี จะยุ่นก็รวยเลือกได้เว้ย”

         “เฮอะ ใช้เงินซื้อหญิง มันไม่นิ่งหรอกนะเว้ย”

     โห คุยกันบัดซบชิบ  แถมไอ้โล้นห่มเหลืองที่ท่าทางเหมือนจะเป็นเจ้าอาวาสนั่น ซดเหล้าด้วยเว้ยเฮ้ย!  มันไม่อายพระพุทธรูปบนหิ้งกันเลยเสื่อมสายตาดีแท้   และคนที่ผมกะแล้วว่าต้องอยู่อีกคนนึง   ไอ้อ้วนไพลิน  แหมก็ว่าเสียงคุ้นๆ   ทำเอาไว้แสบเชียวนะเฮ้ย   นอกนั้นยังมีอีก 2 คนนั่งอยู่ข้างซ้ายและขวาของไอ้ไพลิน

         “ไอ้สองคนนั่นช้าจริง ไปเอาเหล้าแค่นี้”

          “มันไปแอบดวดกันแล้วม้าง~~~ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

     จากจุดที่ผมยืนถ้าเกิดยิงไปแล้วมันไม่ตายทันที มันจะสามารถเปลี่ยนตำแหน่งตัวเองแล้วยิงสวนกลับมาได้   ผมจึงคลานต่ำไปทางขวา หน้าต่างบานถัดไป   อืมใช้ได้จากจุดนี้ทั้งลูกน้องและไอ้จ่านั่งหันหลังเรียงให้ผมยิงได้พอดี   ผมชักกล็อคขึ้นมาหนึ่งกระบอก   การยิงปืนคู่โดยไม่เคยฝึกมาก่อนนั้นไม่ให้ผลดีเลยโดยเฉพาะกับคนยิงปืนไม่ค่อยแม่นอย่างผม


     ผมลุกขึ้น! ในระหว่างที่พวกมันกำลังหัวเราะเฮฮาอยู่นั้น  กระสุนปืนนัดแรกพุ่งออกจากปากกระบอกผ่านกระจกหน้าต่างเข้าหัวคนซ้าย   ไอ้จ่ารู้ตัวมันพุ่งตัวไปข้างหน้าชนไอ้พระเก๊ล้มกลิ้ง ซึ่งทำให้ผมยิงพลาดเข้าที่แก้มตูดขวา   ท่าไม่ดี! ตัวขวาสุดตั้งหลักได้ผมรีบประคองปืนหันขวากดสามนัดซ้อน  อัดกลางลำตัว   เศษกระจกที่แตกกระจัดกระจายสะท้อนแสงเข้านัยน์ตาผม  ระหว่างที่ผมชะงัก ไอ้จ่าชักปืนหันมายิงผม!   คงเพราะไม่ได้ตั้งหลักยิงกระสุนจึงพลาดไปซะทุกนัด ผมเลยซัดกลับไป 2 นัดแบบไม่เล็ง  แฉลบแขนขวาและเข้าที่หัวไหล่ขวามันจนปืนหลุดมือ   ตอนนั้นเองที่  -ตูม-  อะไรบางอย่างกระแทกเข้าที่กลางหน้าอกผมจนปลิวถอยหลังจนเกือบตกระเบียงเล่นเอากระอักเลย  ตอนที่ปลิวอยู่ผมชำเลืองไปเห็นมือไอ้พระเก๊แบมาทางผม

   “โอร้กกก!  อะไรวะ”

      “ไปเร็ว! ท่านเจ้า”

     ไอ้จ่าลากสังขารตัวเองขึ้น ไอ้พระเก๊กระโจนไปหยิบกระเป๋า   ปืนผมหลุดมือไปแล้วจะชักอีกกระบอกก็คงไม่ทัน ผมจึงกระโจนข้ามหน้าต่างเข้าตะครุบไอ้พระเก๊ เตะข้อมือมันจนกระเป๋าหลุดจากมือ มันถอยครูดไปด้านหลังแล้วสะดุดศพจนหงาย มือขวาผมคว้ากระเป๋าไว้ได้ แล้วรีบชักปืนด้วยมือข้างที่เหลือ   และก็อีกครั้งหนึ่งที่  -ตูม-  โอ้ว!  ผมโดนอัดปลิวอีกแล้วปืนไอ้จุกก็พลอยหล่นไปด้วย มือไอ้บ้านั่นก็แบมาอีกแล้ว มันอะไรกันว้อย!

       “หนีเร็วไอ้โม่งนี่มันไม่ธรรมดา!”

         “แล้วกระเป๋าล่ะไพลิน”

       “ไว้ทีหลังเถอะ!”

     พูดเสร็จมันก็ลากกันกระโดดข้ามหน้าต่างที่ผมยิงแตกแล้วพุ่งหลาวลงไปจากชั้นสอง   !!!   ชั้นสองเชียวนะมันเจ็บอยู่ไม่ใช่เรอะ!   ผมรีบลุกขึ้นตามไปชะโงกดูทางหน้าต่าง  โห นอกจากจะไม่เจ็บตัว มันยังพากันวิ่งปร๋อไปที่รถอีก  พวกมันขึ้นรถแล้วสตาร์ทเครื่อง...


     อันว่ารถยนต์เครื่องยนต์แบบสลับ ไฟฟ้ากับน้ำมันในยุคนี้นั้น ยามเมื่อสตาร์ทเครื่อง จะใช้พลังงานไฟฟ้าจุดระเบิดเพื่อการติดเครื่องที่แน่นอน จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ขับขี่ว่าจะใช้เชื้อเพลิงแบบใหน   รถที่พวกมันใช้นั้นประกอบขึ้นมาเองแบบลวกๆ ทำให้ส่วนถังน้ำมันไปอยู่ใกล้กับแบตเตอรี่หลัก ผมจึงจัดแจงต่อสายไฟเส้นหนึ่งจากแบตเตอรี่หลักไปจิ้มกับน้ำมันในถัง นั่นจึงทำให้เมื่อติดเครื่องมันก็จะ

-Broommmmmmmmmmm-

     เกิดเป็นโกโก้แคร้น วะฮ่าฮ่าฮ่า~~~   เศษชิ้นส่วนปลิวว่อน ตกหล่นลงพื้น เสียงกะโป้งกะเป้งดังไปทั่ว

   “ตามแผนเด๊ะๆ เลยว่ะ”

     ผมคว้ากระเป๋าเดินลงไปอย่างสำราญใจ บ้าย บาย ไอ้อ้วนทั้งสอง ซาโยนาระ ฟอเอฟเวอ~~~

   “มาม่า มาส่งแล้วครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”


      ...
     หือ รู้สึกแปลกๆ แฮะ ผมมองไปที่ซากรถที่ไฟกำลังลุกท่วม   นั่นมัน เหมือนมีอะไรขยับอยู่   บ้าน่าเป็นไปไม่ได้!

   “เป็นไปไม่ได้!”

       “เป็นไปแล้วล่ะโว้ยยยยยย!!!!!!!!!!!”

     ไอ้พระเก๊นั่นมันเดินออกมาจากกองไฟที่ลุกท่วม  ไม่มีเลยแม้รอยขีดข่วน   มันค่อยๆ ก้าวเข้ามาหาผมพร้อมรอยยิ้ม   แน่นอนยิงสิ!  ผมกดเต็มเหนี่ยวยิงใส่มันไม่ยั้งกระสุนทุกนัดให้มันคนเดียว ยิง ยิง ยิง ยิง  เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว   -แก้ก แก้ก แก้ก- หมดแม็กแล้ว  มัน มันยังยืนอยู่! ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้าผม!

      “โห กระสุนหมดแล้วเหรอ  ตาข้าบ้างล่ะนะ”

     สิ้นเสียงมัน ผมสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างตรงจุดที่ยืนอยู่   ไม่รอช้าผมกระโดดออกไปข้างหลังทันที  แทบจะทันทีกับที่ผมกระโดดออกมา -ตูม- อากาศระเบิดออก มันบิดมวนเข้าจนมองผ่านไปเห็นภาพบิดเบี้ยว นั่นคือที่ผมเห็นก่อนจะปลิวไปตามแรงลมร้อนระอุอันรุนแรง ตัวผมลอยขึ้นจากพื้นราวหนึ่งเมตรได้   ผมตีลังกาหล่นตกพื้นในสภาพคว่ำหน้า

   “ระเบิด.. ทุติยภูมิ อั่ก”

     มันคล้ายกับรูปแบบการระเบิดของระเบิดทุติยภูมิ แต่ไม่มีเขม่าควันหรือดินปืนแถมยังแรงกว่าด้วย   บัดซบมันทำได้ไง! มันไม่ได้ขว้างอะไรออกมา แถมเรายังเห็นภาพอากาศ!  จริงสิอากาศระเบิดออก! ลมร้อน! การควบคุมอุณหภูมิ!

      “โห? ตกใจเหรอ แกเป็นนักฆ่าของใครกัน  CIA?  เซนต์ลูเซียน?  มาจากใหนฮะ”

   “แกพูดอะไร!”

     พอผมตะคอกใส่ปุ้บ ก็มีอะไรบางอย่างกดทับตัวผมจากด้านบนจนโงหัวไม่ขึ้น   อั่ก สารเลวเอ้ย! เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ยยยย

      “ดูจากน้ำเสียงแล้ว... คงไม่เคยเจอกับเวทมนต์มาก่อนสินะ อ้า แย่จัง แย่จริงๆ จะให้คนธรรมดารู้เรื่องเวทมนต์ไม่ได้   โอ๊ะ! แต่คนธรรมดาไม่น่าจะเข้ามาได้นี่นา ก็ข้ากางเขตอาคมไว้   ยังไงก็ตามตายซะเถอะนะโยมโม่ง อาตมาไม่อยากทำบาปเล้ยยยยย”

     มันแบมือมาทางผมพร้อมขยับปากมุบมิบ ชั่วเสี้ยววินาทีต่อมาร่างกายผมขยับได้ ผมดันตัวเต็มที่กระโจนเข้าหามันสะบัดแขนขวาฟาดกระเป๋าใส่หน้ามัน แต่ยังไม่ทันไร สายลมอันรุนแรง และร้อนผ่าวตีเข้าหน้าผม ไม่สิทั้งตัวผมจนปลิวอีกแล้วววว   เวทมงเวทมนต์อะไรวะ! *แอร์แมนรึไงว้อยยยย!

*(แอร์แมน eng. Air Man - บอสจากเกมส์ ร็อคแมน 2 eng. Rockman 2 or Megaman 2 ขึ้นชื่อว่าฆ่ายากมากมาย ไม่เชื่อดูในยูถูบเอาเอง จนมีคนเอาไปแต่งเพลง jap. Air Man ga taosenai eng. I can’t beat Air man อ่านตอนนี้ลองเปิดฟังสิ ท่าโจมตีมันเหมือนเป๊ะ เหอ เหอ)


     มันสะบัดมือออกมา -ฉับ- ผมไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นเลยโยกตัวออกขวา แล้วชักปืนออกมาด้วยแขนซ้าย...   แขนซ้ายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง!   ไอ้พระนั่นยิ้มให้   ผมจึงหันไปมอง...

   “หา!  อะ อ้ากกกกกกกกกกกก”

      แขนซ้ายผม! มะ ไม่มี ตั้งแต่ส่วนโคนแขนหายไปหมด!   เลือดสีแดงสดพุ่งออกมาเจิ่งนองเต็มพื้น ความเจ็บปวดค่อยๆ ทวีมากขึ้น ในความมืดผมเห็นเงาของสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกับแขนตกอยู่ตรงจุดที่ผมโยกตัวออกมา   ผมทรุดตัวลงกับพื้น ไอ้พระนั่นใกล้เข้ามา ผมนึกขึ้นได้ว่าโทรศัพท์ผมมีระเบิด เลยละกระเป๋าลงควักโทรศัพท์ออกมากดระหัสแล้วเหวี่ยงเลียดพื้นใส่มัน เพราะความมืดมันจึงมองไม่เห็น -ตูม- มันผงะเล็กน้อยผมอาศัยจังหวะนี้หยิบก้อนหินใกล้ๆ มือขว้างอัดเต็มเบ้าตาขวามันจนเลือดพุ่ง   พอมันล้มลงผมรีบหยิบกระเป๋าหันหลังโกยสุดชีวิต ถ้าพุ่งใส่ก็คงปลิวอีกไม่มีประโยชน์

   “จะไปซ่อนตรงใหนดี แฮ่กๆ  อา... เจ็บโว้ยยยย ไม่มีมือจะกดปากแผลอีก อ้อยยยย”



     ในกุฏิหลังหนึ่ง ห่างจากจุดเดิมพอสมควร   ผมหลบอยู่ในนั้นนั่งกดปากแผล ตาผมเริ่มพร่าแล้ว  มันคงเสียเวลาอีกนานกว่าจะหาผมเจอ  ผมใช้วิธี*แบ็คแทร็คย้อนรอยเลือดหลบออกมา
*(เดินย้อนทางเก่าด้วยการย่ำรอยเท้าเดิมแล้วจึงหาจุดที่เหมาะสมเปลี่ยนเส้นทาง   พวกสัตว์ขนาดเล็กมักใช้หลบหลีกสัตว์นักล่า)

   “แฮ่ก บ้าเอ้ยจะหนียังไงวะเนี่ย ไม่มีแผนสำรองแล้ว เวทมนต์อีก มันบ้าอะไรกันวะ!”

     จะตายงั้นรึ บ้าน่าตายตรงนี้เนี่ยนะ ข้ายังไม่ได้เรื่มต้นทำตามแผนการที่วางไว้เลยนะ   ตาผมค่อยๆ หลับลง อดทนไว้สิพิชิตแค่นี้จะตายไม่ได้ เรารอดจากสมรภูมิมาไม่รู้กี่ครั้ง กะอีแค่นี้   ภาพเพื่อนพ้องที่ตายจากไปค่อยๆ ผุดขึ้นมา

   “ผู้พัน...    รอส...     หลี่เฟย...   ผมยังไม่อยากตามพวกคุณไปตอนนี้ แต่ผม ไม่ ไหว แล้ว...”

       “อยู่ไหนวะ โผล่หัวออกม๊า~~~~~”

     ผมได้ยินเสียงไอ้พระเก๊ตะโกนร้องเรียกหาผม   อยู่นี่ไงล่ะ ฮะฮะ ไม่รู้ล่ะสิ   หาข้ากับกระเป๋าไม่เจอร้อกไอ้โง่เอ้ย...   จริงสิกระเป๋า!   ผมคว้ากระเป๋ามาดู มันมืดเลยมองเห็นลางๆ   รอยอักขระที่เป็นตัวล็อคหายไปแล้ว... ขอดูหน่อยเหอะ ใส่อะไรเอาไว้

   “ทำไมมันเปิดไม่ออกวะ ก็มัน อ่อก ค่อกๆ มะ ไม่ล็อคนี่หว่า”

     ไอ้พระเก๊ยังโวยวายอยู่   ผมพยายามเอามีดงัด เปิดให้ดูหน่อยเท้อ ไหนๆ ก็จะตายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะง้างสักแค่ไหน มันก็ไม่แม้แต่จะแง้ม   เปิดสิ เปิดสิ!   ผมทำอะไรไม่ได้เลย ไม่นะ ไม่ ม่ายยยยยยยยยยยยยย

     -ปึง-   เสียงพังประตูข้ามา จะเป็นใครไปได้นอกจาก มัน

       “อะ ฮ้า เจอจนได้ โยมโม่งนี่เล่นซ่อนแอบเก่งจังนะ...   ถ้าไงไงก็   ตาย!”

     มันเงื้อมือขึ้น แล้วฟาดลงมา  มุมมองสายตาของผมเอียงลงจนพลิกด้าน -ตุบ- ผมเหลือบไปเห็นร่างกายซีกล่างของตัวเองพิงอยู่ที่เดิมเลือดไหลเยิ้มออกมาจากรอยตัด ไม่จริง!  ผม  ถูก    อ้ากกกก!   ผมแหกปากเสียงหลง ระหว่างนั้นลำไส้ค่อยๆ ไหลย้อยออกมากองบนพื้น   ไอ้เลวนั่นยิ้มหัวเราะอย่างสะใจจ้องมองมายังร่างที่ขาดครึ่งของผม   สัมผัสที่เจ็บปวดอันรุนแรงค่อยๆ จางลง แทนที่ด้วยความหนาวยะเยือก...   พอคิดว่าตัวเองกำลังจะตายอย่างไร้ความหมายผมกลับรู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ต่อขึ้นมาทันทีบ้าที่สุด...

   “แม่ครับ... แม่   ช่วยผม   ด้วย...”

-จะทำอะไร...- -ถ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้...- -ถ้ามีพลังอยาก... จะทำอะไร-

     เสียงดังก้องอยู่ในหัว ผมไม่รู้อะไรอีกแล้ว     ผม   กำ ลัง จะ ตาย.........

   “ทำลายโลก...   ทำลายมันซะให้หมด ทำลาย......”

     ผมตอบกลับไปจากใจจริง ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรอีก

-หึหึหึ   ยอดมากตัวข้า มันเริ่มขึ้นแล้ว จงมีชีวิตซะ จง... ทำลาย ฮ่า ฮ่า ฮ่าๆๆๆๆๆๆ-

     สิ้นเสียงที่แหบแห้งนั่น   แสงสว่างจ้าล้อมรอบตัวผม ไม่สิเหมือนกับว่าผมอยู่ในห้องปิดที่มีผนังสีขาว! และตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างถาโถมเข้ามา มันโหมกระหน่ำเข้าหาผม! โถมเข้าใส่พาดผ่านร่างของผม มันทำให้ผมรู้สึกดีซาบซ่านอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ยิ่งกว่าตอนประสบความสำเร็จ ยิ่งกว่าตอนมีเซ็กส์ มันช่างสดชื่น ชุ่มฉ่ำ จนยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด ในระหว่างนั้นสติผมราวกับหลุดลอยออกไปท่ามกลางท้องฟ้า แต่ว่ามันยังไม่จบแค่นั้น! กลับกันมันยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น! จนผมรู้สึกกระอักกระอ่วน รุนแรงมากเข้าจนกลายเป็นความเจ็บปวด แสบร้อนหลั่งไหลกระหน่ำเข้ามา ราวกับร่างกายผมกำลังถูกฉีกเป็นชิ้นๆ   ทรมานเหลือที่จะทน เป็นแบบนี้ต่อไปผมต้องสติแตกแน่!   หยุดที หยุดมันที~~~~~~~~~~


   “เฮือกกก   เกิดอะไรขึ้น! นี่เรายังไม่ตายอีกเหรอ”

      “อยู่ไหนวะ โผล่หัวออกม๊า~~~~~”

     ผมรู้สึกตัว นั่งคอพับอยู่ในกุฏิเดิม พร้อมกับได้ยินเสียงไอ้พระเก๊นั่นตะโกนออกมา...   !!! เฮ้ย ทำไมประโยคมันซ้ำวะ แถมเมื่อกี้มันยืนอยู่ตรงหน้าเรา!   แล้วความรู้สึกแข็งๆ ตรงจุดที่ผมเหน็บมีดไว้ ก็ตะกี้ผมเอามีดออกมาแงะกระเป๋านี่หว่า!  ผมหันไปดูกระเป๋า  เปิดอยู่ ข้างในไม่มีอะไรเลยโล่งโจ้ง   ผมเอามือซ้ายยันตัวลุกขึ้น เหย!   ผมหันไปมอง แขนซ้ายมาได้ไง! ก็โดนตัดขาดไปแล้วนี่  แถมสีแขนซ้ายผม ‘ไมมันดำปึ้ดเงี้ย เงาสะท้อนก็ไม่มี ราวกับมองลงไปในบ่อน้ำไร้ก้นเลย เพียงแต่ไอ้ดำๆ นี่   มันมีรูปร่างเป็นแขนเท่านั้นเอง   แต่ตอนนี้ช่างมันก่อน...

     ถ้าเหตการณ์เกิดซ้ำรอยกับที่ผมเจอไป อีกประมาณ 10 วินาที ไอ้พระเก๊จะพังประตูเข้ามา   ตอนนี้มีสิ่งเดียวที่ต้องทำคือ ฆ่ามัน!

     ผมเดินไปดักหน้าประตู   -ปึง-

   “ย่า!”

      “อะไรกัน!”

     อรัญญิกพุ่งเข้าแทงตรงหน้าอกมัน   แต่มันตกใจพลิกตัวออกขวามีดเลยแทงเข้าสีข้าง  ผมรีบตอกเข่าซ้ายใส่พุงย้วยๆ ของมัน -ตุบ- หน้ามันออกอาการเลย  มันแบมือซ้ายหันมาตรงกลางลำตัวผม...

      “กระเด็นไปซะ!”

   “ไม่เหมือนเดิมหรอกโว้ย!”

     ผมรีบเปลี่ยนมือซ้ายไปจับด้ามมีดที่เสียบมันอยู่ แล้วเลื่อนมือขวาเข้าไปล็อคซอกคอ -ตูม- ผมโดนกระแทกปลิวอีกครั้ง เสื้อขาดกระจุย  แต่!  คราวนี้ผมเอามันมาด้วย  ผมสะบัดตัวกลางอากาศอัดกระแทกตัวมันลงพื้นทั้งที่ล็อคคอ  ถ้าเป็นคนธรรมดาคอหักตายไปแล้วแต่ไอ้นี่ไม่   มันรีบถีบผมออก มือขวาผมเองก็เจ็บจากที่ตกกระแทกเมื่อกี้เลยล็อคต่อไม่ไหว แต่ก่อนโดนถีบลอยไปข้างหลังผมสะบัดแขนซ้ายออกไป...

       “แขนนั่น เอาเอ็กเซียออกมางั้นรึ!  ขะ ข้า จะฆ่าแกกกกกก  อ่อก แค่กๆ”

   “เอ็กซง เอ็กเซีย อะไร   ดูเป้าตัวเองซะก่อนเถอะว่ะ”

       “หือ อะ อะไร เลือด...   นี่มัน! หรือว่า โอ้ววววว~~~~~”

    “กรรมตามสนองว้อย ฮ่าฮ่าฮ่า!”

     ใช่แล้วสิ่งที่ผมตัดก่อนโดนถีบปลิวก็คือไอ้นั่นของท่านชายนั่นเอง เห็นมันบอกอยากจะมีเพศสัมพันธ์กับคนนั้นคนนี้  เลยจัดซะ   มันเอามือกุมเป้าหน้าเสียค่อยๆ ทรุดลงกับพื้น  สภาพมันตอนนี้อ่วมไปหมด ตาขวาปิด สีข้างเลือดนอง แถมเป้าขาดอีก   แล้วผมจะรอช้าอยู่ใย

   “ตายซะ ไอ้มารศาสนา!”

     บาทาลูบพักตร์ซะหงายหลัง  มันรีบลุกฟาดลม  ผมออกซ้าย หมุนตัวหนึ่งรอบไปพร้อมมีด กรีดท้องเข้าไปลึกมากพอดู   มันโดดออกไปด้านข้างอย่างเร็วรี่ ผมรีบปรี่แขนซ้ายเข้ากระซวก จวกพุงมันตรงรอยแผล มันแหกปากร้องลั่น มันซัดลมอัดหน้าผมซะจนไอ้โม่งขาด!  ผมกระเด็นออกมาแต่มือซ้ายผมกำไส้มันไว้แน่น

     ไอ้พระเก๊กระอักเลือดออกมาแถมทำหน้าหวาดกลัวสุดขีดยิ่งกว่าเดิม เพราะลำไส้ของมันถูกผมกระชากออกมากองแหมะอยู่เต็มพื้น  เลือดไหลเจิ่งนองเต็มไปหมด

   “หึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”   สะใจจริงๆ   “ฮ้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตายยยยยย”

      “อื้อ.. เหวอ ยะ อย่า ช่วยด้วย..  อ้ากกก”

     -เปรี้ยะๆ-

     หือ เกิดอะไรขึ้นอยู่ดีๆ แขนซ้ายที่จับไส้ไอ้พระเก๊ก็เกิดสั่นขึ้นมา แถมยังมีประกายแสงสีฟ้าแปลบปลาบออกมาอีก

     -เปรี้ยะๆๆๆๆๆ  จี้ดดดดดดดด  เปรี้ยงงงงงงงงงงงง-
       “อ้ากกกกกกกกกกก อรั่กๆๆ   ...............”

     หลังของไอ้พระนั่นระเบิดดังตูม ตัวสั่นระรัวตาเหลือก แล้วเลือดของมันก็แตกทะลักออกมาจากตา หู จมูก ปาก เลือดที่ทะลักออกมาเดือดปุดๆ ราวกับถูกต้ม ผิวหนังแยกฉีกออก...      แล้วแขนซ้ายผมก็หยุดสั่นไป พร้อมกับที่มันล้มลงแนบพื้น   ผมเบนสายตาไปมองแขนซ้าย มันเกิดอะไรขึ้นอาการของมันราวกับคนโดนไฟฟ้าแรงสูงชอต   ผมค่อยๆ ยื่นมือขวาเข้าไปแตะท่อนแขนซ้าย  

-แประ-

   “อ้ะ จิดๆๆๆ จี้ดเลย... ชี้ชัดเลยคราวนี้  ไฟ ฟ้า  ตะกี้มันปล่อยไฟฟ้าไปช็อตไอ้บ้านั่น”

     โอ้ว ขี้ศักดิ์สิทธิ์!   มันยอดมากเลยตุ้ม!

   “ท่าทาง  เรา จะเก็บของสุดแสนจะแพงได้ซะแล้วสิ หึหึ   ...โทษทัว่ะพระเก๊  เอาเป็นว่า... อโหสิด้วยละกัน”

     แขนซ้ายที่ถูกตัดขาดอยู่ตรงกุฏิเจ้าอาวาส ต้องไปจัดการก่อน...


     หลังเผาแขนซ้ายทิ้ง ผมเดินออกหน้าประตูวัด เริ่มจะมีแสงไฟโผล่ออกมาทางหน้าปากซอย เห็นว่ามันกางเขตอาคมอะไรไว้  พอตายปุ้บหายปั้บเลยแฮะ

   “เฮ้อ~~~~~   เวทมนตร์  เซนต์ลูเซียน  CIA  แล้วยังแขนนี่อีก”

     เห็นมันเรียกว่าเอ็กเซีย เหอ ดูดับเบิ้ลโอมากไปป่าววะ   ท่าทางแผนการของผมคงจะสำเร็จยากขึ้นเยอะเลยแฮะ เฮ้อ

   “เวทมนตร์งั้นเหรอ หึ บ้าบอคอแตก...   17 มีนาคม 2294 เวลา 2140  กลับสู่สมรภูมิ   เอาเป็นว่าต่อไปนี้ก็... ขอฝากตัวด้วยนะเอ็กเซีย      พระจันทร์คืนนี้มันสวยจริงจริ๊ง”

     มีเรื่องให้คิดเยอะเหลือเกิน เอาเป็นว่าเผ่นก่อนดีกว่า

    “ว่าแต่ตาลุงคนนั้นเป็นใครกันแน่เนี่ย”

     ตอนที่ผมกำลังจะก้าวออกไปนั่นเองผมเลือบไปเห็นช่องเก็บอัฐิช่องใหญ่สุดตรงข้างกำแพง พอดีกับที่ดวงจันทร์สาดแสงไปกระทบ   ระ รูปบนช่องนั่นมัน!

    “โอ้ว  มายพระพุทธเจ้า!”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 05:48:55 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 564


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2010, 09:38:39 AM »

“เดินไปข้างหน้าสิวะ ไอ้เด็กบ้า!”

     ทางเดินกว้างพอยืนเรียงได้ห้าหกคน ปูกระเบื้องสีขาวเงาวับ ด้านข้างมีประตูห้องเรียงต่อๆ กันไป เป็นประตูนิรภัยอย่างดีที่ต้องรูดบัตร หรือกดรหัส นั่นคือที่ผมเห็น...

     ชายวัยกลางคนสวมเสื้อสีฟ้าเข้ม กางเกงสีดำ 2 คน เดินขนาบข้างผม หนึ่งในนั้นสั่งให้ผมก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างไม่เต็มใจ... เอ่อหมายถึงผมอ่ะนะ เออ ทำไมผมต้องไม่เต็มใจด้วยล่ะ?   ผมเงยหน้าไปมองหนึ่งในนั้น เขาทำหน้าดุมาก พร้อมด่าผมว่า “มองทำไม รีบเดินไปสิวะ!” เขาเงื้อกระบองขึ้นทำท่าจะฟาด ผมเลยรีบเดินไปตามที่เขาสั่ง ...ทำไมเราต้องกลัวด้วยนะ?

     แกร๊กๆ   เสียงเหมือนโลหะกระทบพื้นดังขึ้นเมื่อผมเริ่มก้าวเดินตามที่พวกเขาสั่ง   โซ่? ใช่โซ่ตรวนล็อคที่ระหว่างข้อเท้าสองข้างของผม มันส่งเสียงกระทบกันนี่เอง อีกทั้งมือของผมก็โดนล็อคไว้ด้วยกุญแจมือแบบแป้นล็อค   ในที่สุดผมก็เข้าใจ เงาที่สะท้อนออกมาจากพื้นราบเรียบสีขาวมันแว้บนั่น มันคือภาพใบหน้าของผมเอง แต่... มันดูอ่อนมากๆ ไม่ใช่ละอ่อน แต่อ่อนเป็นเด็กไปเลย เฮ้ย!

     อา...จริงสิ ที่นี่คือ สถานสงเคราะห์เด็กผู้ประสบภัยจากสงครามขององการณ์สหประชาชาติสาขาอเมริกา   เราถูกพามาที่นี่เมื่อราว 8 ชั่วโมงก่อน จากห้องขังที่กรุงเทพ ขึ้นเครื่องส่งตรงมาเลย และชายสองคนนั้นก็ไม่ได้พูดภาษาไทย แต่เป็นเพราะเราฟังอังกฤษออก

     สถานสงเคราะห์? ...แล้วทำไมต้องล่ามโซ่? แล้วเด็กคนอื่นล่ะ?   ปกติที่แบบนี้มันต้องมีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับเราวิ่งเล่นเต็มไปหมดสิ แปลก...

        “เอ่อ... จะพาผมไปไหนกันครับ?”   ผมถามเสียงนิ่มๆ แต่ทว่า

            “จะอะไรนักหนาโว้ย! เดินไป!”   เล่นเอาหูแทบแตก จะแหกปากทำไมวะ!

     ว่าแต่ที่นี่มันดูสะอาดตาดีจริงๆ แฮะ   ประมาณ 5 นาที หลังจากที่ผู้คุมพาผมเลี้ยวซ้ายที ขวาที ตบกะบาลที ในที่สุดเขาก็สั่งให้ผมหยุดยืนอยู่หน้าห้องที่มีป้ายติดไว้ว่า ‘INFIRMARY’   ระหว่างทางที่เดินมาถึงห้องนี้ผมสวนกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เจ้านั่นทำหน้าเหม่อลอย และออกอาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด มีร่องรอยฟกช้ำเล็กน้อย... อ่า พอดูด้านหลังดีดี มันไม่น้อยเลย!   เด็กคนนั้นเดินออกไปพร้อมผู้คุม 2 คน และมือ เท้าเองก็โดนพันธนาการเหมือนกับผม   นี่เราจะโดนอะไรบ้างเนี่ยชักหวาดๆ แล้วสิ ตกลงที่นี่มันใช่สถานสงเคราะห์เด็กผู้ประสบภัยแน่รึเปล่าวะ?



     เข้ามาแล้ว...   ผู้คุมผลักผมให้ก้าวไปข้างหน้า อีกคนหนึ่งเดินไปทางโต๊ะทำงานที่มีจอคอมพิวเตอร์แอลซีดีสองจอตั้งอยู่ ดูเหมือนจะมีคนนั่งอยู่หลังหน้าจอนั่น   พอมองต่ำลงมาอีกหน่อย... ส้นสูงสีดำ กระโปรง  อืม สีดำ สั้นมากๆ เลยเข่าขึ้นมาเกินครึ่งเกือบถึงโคนขา! ขาอ่อนขาวอวบนั่นมัน! งามกระชากใจ โว้ว!

     ในขณะที่ผมกำลังตะลึงในความขาวอยู่นั้น ผู้คุมก็เดินออกไปข้างนอกทั้งคู่ ในมือคนที่เดินเข้าไปหาเธอมีกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้าแผ่นเล็กพอดีมืออยู่ปึกหนึ่ง อะไรหว่า?

     และแล้วน่องนวลนั่นก็เริ่มขยับ โยกซ้ายทีขวาที ผมสังเกตเห็นในมือเธอถือกระดาษอยู่ปึกนึง มันสะบัดไปกับการโยก พร้อมเสียงพึมพำออกมาเล็กน้อย ล้อตรงขาเก้าอี้ช่วยพาร่างอันอรชรของเธอออกมาจากโต๊ะที่มีจอคอมบังอยู่ ใบหน้าที่จ้องมองไปยังกระดาษทีมองผมทีนั่นช่างขาวผ่องส่งให้ผมสีทองยาวสลวยนั่นดูโดดเด่น ก่อนที่เธอจะวางกระดาษ แล้วสะบัดหน้ามาจ้องผม จังหวะที่เธอหันมาลูกแตงโมสีขาวใต้คอนั่นก็สะบัดตามไปด้วย อย่างเด้ง!

          แต่พอดูดีๆ หน้าเธอก็เด็กพอๆ กันกับผม แล้วก็ไม่ได้สูงมาก แค่ประมาณ 150 เซนติเมตร สูงกว่าผมแค่ 30 เซนเอง แต่ส่วนอื่นกลับ อืม...   รู้ตัวอีกทีคุณเธอก็เอาหน้ามาวางไว้เกือบประชิดหน้าผมซะแล้ว ทำไมพึ่งรู้ตัวน่ะรึ? โอว แหวกอก ฉีกข้าง จะให้เอาตาไปไว้ที่ไหนได้ล่ะ  ถึงจะเด็ก แต่ก็เด็กผู้ชายนะเฟร้ยยย

     ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเริ่มขยับ...

          “พูดภาษาอังกฤษได้สินะจ้ะ”

        “อึ๊...   ดะ ได้ครับ”   อีกนิดเดียวปากก็จะเข้ามาติดกันแล้ว!

     เธอเบนหน้าไปมองด้านหลัง ตาประสานตาชั่วครู่ ลูกนัยน์ตาประดุจน้ำทะเลไม่โตเกินไม่เล็กเกิน พึ่งจะสังเกตเห็นนี่แหละ อย่างงาม!

          “หืม~~~  กล้ามเนื้อแข็งแรงดีนี่”

        “หา อะไรนะครับ?”

     เฮ้ยอยู่ดีๆ มาทำอะไรของมัน!   มือขาวเนียนค่อยๆ ลูบไล้ไปทั่วตัวผมจากต้นคอ ผ่านอก ลงไปเรื่อยๆ พร้อมขยับริมฝีปากเล็กน้อยที่ข้างหูสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันแผ่วเบา ได้ยินแค่เธอเรียกชื่อผมออกมา

          “...แค่ 8 ขวบเองแหม~~ หน่วยก้านดีไม่เบาเลยนะ สมแล้วที่ทำเรื่องเลวๆ มาเยอะ ฮิฮิ”

     มืออันรุ่มร่ามนั่นรูดลงไปจนถึงขอบกางเกง แล้วล้วงลงไป!

        “เฮ้ย ทำบ้าอะไรเนี่ย!”   ผมแหกปากลั่น พร้อมเงื้อแขนจะผลักอีบ้านี่ออกไป...

    มันอ้าปากขึ้นเล็กน้อย ลิ้นที่ชุ่มไปด้วยน้ำลายลอดผ่านช่องฟันที่เรียงสวยออกมา   !!!   อุ้บ อึก อึก อ่อก ปากประกบปาก! ลิ้นของมันขยับวนคลอเคลียอยู่ในปาก แขนสองข้างนั่นค่อยๆ โอบกอดรัดแน่นขึ้น ริมฝีปากอันอ่อนนุ่มกับกลิ่นน้ำหอมดึงให้สติเลือนลางลงเรื่อยๆ ผมทำได้แค่ลืมตาค้าง มือสองข้างแข็งเกร็ง!

     ขยะแขยง...

     ผมตั้งตัวได้ย่อเข่าลงสอดมือที่ถูกล็อคลอดหว่างขามันลงไป ทิ้งตัวลงไปด้านหลัง พร้อมงัดแขนขึ้น   ผลที่ได้น่าประทับใจมาก   อีบ้าโรคจิตตีลังกาข้ามหัวผมไป หน้าทิ่มพื้นดังปั้ก ขาถ่างอ้าซ่าอีกต่างหาก อุจาดตายิ่งนัก

        “เสือกใส่สั้นดีนัก สมน้ำหน้า!”

     ตาเหลือกเลยแฮะ! รีบเผ่นก่อนล่ะเหวย
     ผมหันหลังจ้ำไปที่ประตูสีขาวโดยไว   แต่แล้วก็เกิดปัญหาจนได้...

        “อะไรวะ จะออกก็ต้องใช้บัตรด้วย!”

     ต้องเอาบัตรกับคนที่มี แล้วคนที่มีของแบบนั้นในห้องนี้ก็มีอยู่คนเดียว
     ผมสะบัดตัวหันควับกลับไปทันที !!!

        “เฮ้ย หายไปไหนวะ”   ยัยหมอบ้านั่นหายไปจากจุดที่มันล้ม

          “หาใครอยู่จ้ะ”

     บึ้ก ขมับซ้ายถูกอะไรบางอย่างกระแทก   มุมมองสายตาผมค่อยๆ เอียงลงราวกับเล่นภาพช้า   ส้นสูงสีดำเหวี่ยงคาอยู่กลางอากาศ ตัวของมันลอยตะแคงเกือบขนานกันกับพื้น

     ทันทีที่ร่างของผมล้มถึงพื้นภาพที่เห็นก็กลับมาเร็วเหมือนเดิมอีกครั้ง   ยังไม่ทันได้หายใจหายคอ ร่างของมันก็พุ่งพรวดเข้ามาหาผม พร้อมแข้งซ้ายที่เหวี่ยงเลียดพื้นเข้ามา! ปึก ตึง

     ทุกอย่างช้าไปหมด ทั้งตอนที่มันเข้ามาประชิด และตอนแข้งใกล้เข้ามาตรงกลางลำตัวจนเข้าปะทะ   ผมสัมผัสตามมันได้ แต่... ผมหลบไม่ได้   มันหมายความว่าไงกัน!

     ผมพยายามประคองตัวลุกขึ้น...

          “ตกใจเหรอ หืม... ไม่เบาเลยนะ สมแล้วที่จ่ายแพง”   ยัยหมอนั่นพูดพร้อมกับเดินด้วยท่าทางสะโอดสะองเข้ามา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น   ปึง แคร้ง

     มันยกเท้าขวาเหยียบกดตรงโซ่ที่ล่ามขาผมไว้ ผมพยายามสะบัดงัดโซ่ขึ้นแต่ดิ้นไม่ออก   อะไรมันจะแรงเยอะขนาดนี้!
     แววตาอันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวกับใบหน้าที่บิดเบี้ยวมองลงมาบนร่างที่นิ่งเกร็งของผม รอยยิ้มที่มุมปากบอกความในใจออกมาชัดเจน   ผมโดนอัดเละแหง!

          “คงตกใจสินะ... จะบอกอะไรให้ก็ได้  ฉัน ไม่ ใช่ หมอ  แต่เป็นพี่เลี้ยงของแกตั้งแต่บัดนี้   ฉันคือหมายเลข SA006 โค้ดเนม เอเลนัวร์ เบิร์น (Elenoir Burne) และชื่อของแกสำหรับที่นี่คือ หมายเลข SA017 ประวัติเดิม สำมโนครัวเดิม อดีต ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาของตัวแกถูกลบทิ้งไปหมดแล้ว”

        “พูดเรื่องอะไรน่ะ!   แกทำอะไรกับฉัน ที่นี่มันเป็นอะไรกันแน่”

     มันพูดต่อด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ

          “โห ไอ้ยาม 2 คนนั่นมันไม่บอกหรอกเหรอ เอาล่ะตั้งใจฟังให้ดีล่ะ...   ที่นี่คือโรงฝึกทหารลับของตำรวจโลกไงล่ะ... ทั้งแก ทั้งฉัน เด็กทุกคนที่นี่จะถูกฝึกให้เป็นทหารที่พร้อมจะตายเพื่อความรุ่งเรืองของ อเมริกาได้ทุกเมื่อ แล้วฉันก็เบื่อเต็มทีแล้วด้วย...”

     ฝึกทหาร?   บ้าน่านี่มันหมายความว่ายังไง? สถานสงเคราะห์ไม่ใช่เหรอ อะไรกันว้อย!

          “ที่จริงฉันควรจะได้ออกไปจากไอ้ที่เฮงซวยนี่แล้ว แต่เพราะดันจับเคสพิเศษอย่างแกได้เนี่ยแหละ ฉันเลยต้องลำบากอยู่ฝึกแก เซ็งจะตาย! เพราะงั้นก็เลยจ่ายไปตั้ง 2000 ดอลล์ จ้างไอ้กร้วก 2 ตัวนั่นให้ปิดปากแล้วพาแกมาที่นี่ ไหน ก็ไหนๆ แล้ว ขอฉันสนุกหน่อยเหอะ!”

     แคร้ง วูบ ปึง
     เตียงคนไข้อยู่ห่างจากหน้าประตูราว 4 เมตร ด้วยแขนที่เรียวเล็กของมันแต่ดันเหวี่ยงผมทีเดียวถึง!   มันค่อยๆ เดินเข้ามาควักสเปรย์น้ำหอมออกมาจากกระเป๋าในเสื้อคลุม

     ผมไม่มีแรงเหลือจะขยับแล้วได้แต่มองตามมัน

          “หึ เดี๋ยวฉันจะฝึกแกให้ทำได้เองไม่ต้องทำหน้างง แล้วนี่น่ะไม่ใช่น้ำหอมธรรมดาๆ หรอกนะ”
     มันฉีดสเปรย์นั่นใส่ผม กลิ่นหอมหวานแปลกๆ เตะจมูกเข้าอย่างจัง

      “เอ้า เรามาไปสวรรค์ด้วยกันเถอะ ยังไม่เคยใช่ไหมจ้ะ ฮิฮิ”

     มันยื่นปากมาจูบผมอีก   ผมชกเข้าที่ช่องท้องของมันแล้วเตะซ้ำจนดิ้น ใช่ นั่นคือสิ่งที่ผมคิดจะทำ!

     ร่างกายของผมไม่ทำตามที่สั่ง ผมค่อยๆ คล้อยตามมันไป   มันปลดกุญแจที่ล็อคมือของผม ทันใดนั้นแขนของผมก็คว้าตัวมันเข้ามาสวมกอด ตัวของผมร้อนไปหมด ผมยังคงจูบกับมันอยู่อย่างเร่าร้อน มันกดผมลงบนเตียง แล้วค่อยๆ ปลดกระดุมทีละเม็ดอย่างจงใจ จนในที่สุดเสื้อทุกชั้นก็ถูกถอดออกเผยให้เห็นหน้าอกอวบอิ่มสีขาวนวล รอยยิ้มที่โหยหา แววตาที่ฉ่ำน้ำ มันลูบไล้มือไปทั่วตัวผม...

        “บ้าเอ้ย ทำไมไม่ขยับอย่างที่คิดวะ!”

          “แหม! ไอ้นี่น่ะ เจ๋งกว่าไวอากร้าอีกนะ ‘โคตรปลุกเซ็กส์เวอร์ชั่นสเปรย์’ ไม่ว่าจะอึดแค่ใหนฉีดปุ้บ หื่นปั้บ ที่นี่น่ะหาตัวผู้แจ่มๆ ยาก เลยต้องเล่นเด็กอย่างเราๆ ด้วยกันนี่แหละดีสุด ฮิฮิ”

     มันพูดพร้อมเอื้อมมือลงไปใต้เตียงหยิบแท่งสีดำมีปุ่มกดขึ้นมา กับขวดยาเล็กๆ อีกขวด ข้างขวดมีอักษร KY แปะอยู่ อะไรวะ!

          “รู้จักไอ้นี่ใหมจ้ะ ไอ้แท่งดำๆ เนี่ย เขาเรียกว่า ‘ดิลโด้’ ส่วนอันนี้ก็เจลล์หล่อลื่น หึหึ”

     มันจับตัวผมพลิกด้าน แล้วดึงกางเกงลง! ราดอะไรบางอย่างเหลวๆ เย็นๆ ลื่นๆ ลงบนก้นผม หรือว่า หรือว่า!

        “ยะ อย่านะโว้ย อย่านะ!”

          “ไม่ทันแล้วเว้ย! ตอนแรกฉันกะจะใช้เอง  แต่แกมันดันฤทธิ์มากดีนัก! ฮี่ฮี่ฮี่ฮี่ฮี่ สำเร็จโทษ!!!”

     จึก แผละ!?

        “อ้ากกกกกกกก อย่า ปล่อยกู!!! อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก”



        “เหวอ อย่า อย่า”

     ผมสะดุ้งพรวดขึ้นมา!

     แสงไฟจากหลอดนีออนส่องกระทบกับนัยน์ตาที่เบิกโพลง แสบตา!   เสียงเพลง Rakuen ของวง Do as Infinity ดังลั่นห้อง   ผมหันซ้ายหันขวา โมเดลกันดั้มบนชั้นไม้ คอมพิวเตอร์ก็เปิดอยู่ภาพพื้นหลังรูป Turn-A Gundam ที่เซ็ตไว้ก่อนไปบ้านไอ้จ่า   แขนซ้าย... ก็ยังคงดำสนิทอยู่เหมือนเดิม เหงื่อแตกซิก

        “นี่มัน... ห้องเรานี่หว่า   แล้วนี่เรา... มาอยู่นี่ได้ไงเนี่ย เสื้อผ้าก็ไม่ใช่ชุดเดิมด้วย”

     เออ จริงสิชุดเดิมมันเปียกน้ำนี่หว่า แถมโดนเจาะรูอีกตั้ง 7-8 รู

        “หือ…   ไฟห้องน้ำเปิดอยู่”

            “ขี้ไม่ออกว้อย! เมื่อคืนไม่น่าอั้นไว้เลยพับผ่าสิ เวรเอ้ย!”

     เสียงผู้ชายที่คุ้นหู อืม ไอ้คนที่จะพ่นคำพูดบัดซบทำลายบรรยากาศแบบนี้ได้มีอยู่คนเดียว…


Unreal 3   -Where’s the hell that fucker than this?-


        “เฮ้ย ซานเจไอ้เวร ใครอนุญาตให้แกมาขี้ที่นี่วะ!”

     ผมตะคอกไปที่ห้องน้ำ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

            “ไม่มีใครอนุญาตแล้วจะทำไม  ตื่นขึ้นมาปากดีเลยนะ รู้งี้ปล่อยแม่งตายห่าหน้าบ้านซะก็ดีแล้ว”

        “...เหอ หน้าบ้าน?   เฮ้ย!”

     จากท่าเรือมาถึงหน้าบ้านนี่มันไม่ใช่ใกล้ๆ นะ   แล้วเรามาได้ไงวะเนี่ย!
     เดี๋ยวๆ ใจเย็นไว้ มาไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนดีกว่า   ขั้นแรกหลังเชือดไอ้พวกมารศาสนาเราเก็บกระเป๋าเปล่าขึ้นมาแล้วไปต่อที่จุดนัดพบ   พอไปถึงก็มีคนยืนจับกลุ่มอยู่ 4-5 คน  เรายกกระเป๋าขึ้น ตะโกนรหัสผ่านเช็คเป้าหมาย หลังจากนั้นก็โดนไล่ยิง แล้ว... เออแล้ว...

     ผมนั่งกุมขมับ อืม... แล้วมันอะไรล่ะหว่า?   หันไปดูนาฬิกา 3 ทุ่มครึ่ง วันที่ 20 มีนาคม

            “แขนซ้ายไปโดนอะไรมาวะ ล้างก็ไม่ออก   เอ้อ! แล้วรู้ยัง จ่าตายแล้วนะ”

     ซานเจตะโกนออกมาจากห้องน้ำ ผมตอบมันไปทันควัน

        “แน่นอน ฆ่าเองกับมือ”

            “เฮ้ย จริงอะ!”   น้ำเสียงตกตะลึงมาก เหอ เหอ

        “ออกมาสิจะเล่าให้ฟัง  ว่าแต่นี่ฉันหลับไปเกือบ 3 วันเลยเรอะ?”   ทางนี้ก็ตะลึงไม่แพ้กัน

     ซานเจเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าอิดโรย ปากจุก ตาหยี คิ้วม้วนเข้าหากัน หน้าหล่อเข้มสไตล์ลูกครึ่งอาหรับที่มันภูมิใจเสียหายย่อยยับ   ...อืม ท่าทางจะขี้ไม่ออกท้องผูกอีกแล้วสินะ นี่ล่ะจุดจบของการอั้นขี้

            “มองไรวะ... ...”

        “…อื้ม”   พูดไม่ออก หน้ามันฮาสุดๆ เอามือกุมท้องอีกตะหาก ฮะฮะฮะ ผมหัวเราะเยาะแล้วชี้หน้ามัน   ฮาแตก ขี้ไม่แตก

            “กูพยายามแล้ว…”   ยังจะมาพูดอีก หน้ายังกะโดนอัดตูดมาเมื่อ 5 วินาที

        “Yeah! I see, that  your asshole was *KIA*”     (*KIA = Killed in Action ตายห่าในหน้าที่)

            “ยังเว้ย!”   มันรีบตะเบ็งเสียงแทรก แต่ว่านะซานเจเอ๋ย   “ยิ่งแหกปากยิ่งทรมานดากนะ”   ผมตอกกลับมันไป

     ซานเจลากเก้าอี้หน้าโต๊ะคอมมานั่ง  โอ๊ะ ต้องบอกว่าพยายามนั่งมากกว่า  กว่าจะเอี้ยวตัว กว่าจะย่อขา  ท่าทางจะขัดสมาธิไม่ได้อีกหลายชั่วโมง   ผมเลยเปิดปากถามมันไปก่อน

        “เฮ้ย ฉันมากองอยู่หน้าบ้านได้ยังไง?”   ผมถามไปห้วนๆ

            “นอนแอ้งแม้งตัวเปียกโชกกองอยู่ข้างถังขยะเปียกข้างบ้าน นี่ถ้า ป้าแก่ ไม่ไปเห็นเข้าฉันว่ารถขยะคงเก็บไปแล้วแหง”

     ป้าแก่? อ๋อ ป้าวิไลเจ้าของบ้านนั่นเอง   โชคดีที่ป้าแกใจดีถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็คงโดนปลดทรัพย์ พับเป็นศพยัดลงขยะไปเรียบร้อยแล้ว... เออ แต่กูไม่มีสตางค์ติดตัวซักกระจึ๋งนึงเลยนี่หว่า เสื้อผ้าก็ปล้นเขามา

        “แล้วสภาพศพ เอ๊ย! สภาพตัวฉันล่ะ”

            “ป้าบอกว่า ‘เสื้อผ้าเป็นรูเต็มไปหมด รอยเหมือนถูกยิง แต่ดันไม่มีแผลซักรู’ ศพสะอาดสะอ้านดีไม่มีริ้วรอย แล้วแกก็โทรเรียกฉันมา รู้สึกว่าป้าแกจะจัดแจงแต่งองค์ให้แกใหม่เรียบร้อยก่อนฉันมาถึงแล้ว”

     ตอบได้ดี แต่ก็ยังข้องใจอยู่ดี ที่ไม่มีแผล

        “เอาเป็นว่า... ฉันจะเล่าเรื่องที่ฉันประสบมาให้ฟัง... บนรถล่ะกันนะ”   ผมบอกไป

    ถึงตอนนี้ขอบอกไว้เลยว่า ไอ้บ้าหน้าหล่อเข้มผู้มีปัญหาปากท้องนี้ คือหนึ่งในผู้ร่วมอุดมการณ์ที่เหลืออยู่ของผม มันเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษอันน่ามหัศจรรย์ แล้วยังตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            “บนรถ? ทำไมต้องเป็นบนรถ จะไปไหนอีกวะ?”  มันถามกลับมาอย่างไวว่อง

        “เออน่า   เปิดทีวีซิ ช่วงนี้ช่องรัฐบาลน่าจะยังมีข่าว”   ซานเจปิดคอมแล้วหันไปเปิดโทรทัศน์ให้   แหม่ มันใช้ง่ายผิดปกติแฮะ   โอ เป็นข่าวน่าสนใจรายวันอีกแล้วเว้ย

     ‘เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ตำรวจตระเวนชายแดนรัสเซียปะทะกับกองกำลังไม่ทราบฝ่ายบริเวณชายแดนยูเครน   ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือดกว่า 2 ชั่วโมง’   ภาพของรถถังแบบ 4 ขาของรัสเซีย ติดปืนใหญ่ลำแสงสาดแสงใส่ทหารอีกฝ่ายจนระเบิดกระจุย เป็นภาพที่ชาชินตาคนไทยยุคนี้ไปเสียแล้ว
     ซานเจเริ่มพูดก่อน

            “โอ้โฮเฮะ!   เดี๋ยวนี้ ตชด. มีรถถังติดบีมแคนน่อน (Beam Cannon = ปืนใหญ่ลำแสง) ใช้ด้วยเว้ย ความรุนแรงนี่มันแพร่ระบาดเร็วจริงนะ   เออพิชิตรู้รึยัง ไอ้พวกเด็กแว๊นเวรตะไลนั่นมันมี เลเซอร์ไรเฟิล ใช้แล้วนะเว้ย แถมใช้บุกปล้นฆ่าอีกตะหาก และนั่นก็คืองานที่ได้รับติดต่อมาจากนายจ้างเมื่อวานนี้”

     ผมกุมขมับเลย ไอ้ที่ว่ารถถังยิงกันที่ต่างประเทศน่ะธรรมดา แต่ไอ้เรื่องแว๊นควงปืนเลเซอร์น่ะมันเกินรับได้ว่ะ


     ผมปิดโทรทัศน์เดินลงไปขึ้นรถ ซานเจเดินตามมาอย่างอืดอาดเพราะฤทธิ์ท้องเสีย   ก่อนขึ้นรถก็ไปไหว้ขอบคุณป้าวิไลผู้ช่วยชีวิตของพวกผมมาหลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยการไหว้ก็ยังเป็นสื่อแสดงความนอบน้อม เคารพ ขอบคุณ และให้เกียรติสำหรับคนไทยเสมอ

        “วัฒนธรรมเนี่ยเป็นสิ่งที่ดีงามจริงๆ เลยนะ   ว่าแต่งานดุเดือดอีกแล้วสินะ”

     ปึง เสียงปิดประตูรถดังขึ้น ผมเป็นผู้ขับ เพราะดูท่าซานเจจะโชว์ดริฟท์เทพไม่ไหว   สตาร์ทรถเรียบร้อยเป้าหมายโบสถ์คริสต์สร้างใหม่ในซอยลาดพร้าว 128 ที่นั่นสร้างขึ้นโดยมิชชันนารีก่อนสงครามเริ่มเหมือนรู้ล่วงหน้า

        “เราจะไปโบสถ์กัน”   ผมพูดพร้อมเปิดวิทยุขึ้นเพลง Guarantee ของ Flo-Rida แหม่บรรยากาศดีขึ้นเลยแฮะ   และซานเจก็พูดแทรกเข้ามา

            “จะไปโบสถ์ทำไมวะ   แกก็รู้เวลานี้พวกนั้นรับจ๊อบทำอย่างอื่นอยู่ ทางที่ดีไปหาผู้ว่าจ้างก่อนดีกว่า”

     มันก็จริงไปโบสถ์ตอนนี้มีแต่จะได้เห็นภาพบัดซบ แต่...

        “เราจำเป็นต้องไปโบสถ์เพื่องานที่ใหญ่กว่า...   แล้วผู้ว่าจ้างเป็นใคร”

     ตอนนี้รถกำลังเลี้ยวยูเทิร์น   บ้านผมอยู่ฝั่ง ร.พ. รามคำแหง ต้องเลี้ยวไปข้ามสะพานเข้าถนนสายลาดพร้าว   ซานเจเบือนหน้าไปมองวิวยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ตีกันบ้าง เสพยาบ้าง ขายตัวก็มากมาย ก่อนจะก้มหน้ามองมือตัวเองแล้วพูด

            “งานจากสารวัตรน่ะ”

        “สารวัตรสำราญน่ะเหรอ   เขารู้เรื่องจ่าตายรึยัง”   ผมตอบพลางมองซ้ายขวาก่อนหักเลี้ยว

            “รู้อยู่แล้วล่ะ แต่เขาไม่สนใจ หรือติดใจจะสอบสวนแกด้วย”

      อืม   นี่ถ้าสารวัตรรู้เรื่องเวทมนต์ด้วยคงเล่นยาก ที่ไม่เอาความคงรู้อยู่แล้วว่าผมแถเนียน

        “ฉันจะเล่าเรื่องที่ตัวเองไปเจอล่ะนะ แต่ก่อนอื่น   แกเชื่อเรื่องเวทมนต์ไหม?”

            “หลังคาแดง*ยังว่างนะเว้ย”   ตอบอย่างนี้แสดงว่าไม่เชื่อ

        “เออ เอาเหอะ...”

     ผมเริ่มเล่า   ตั้งแต่ตอนรับงานจากจ่า กระเป๋าบ้าๆ ที่มีอักขระแปลกๆ   ซานเจมันก็เออออไปตามภาษา แต่แล้วก็ต้องสะดุดกึกตอนถึงฉากบู๊   พอผมพูดว่า   “ไอ้พระนั่นมันไม่ตายเพราะแรงระเบิดแถมเดินออกมาใช้เวทมนต์ใส่”   มันหัวเราะทันที   ผมไม่สนเล่าต่อไป จนถึงท่าเรือสมุทรปราการ ผมจำไม่ได้เลยหยุดเล่า   แล้วหันไปถามซานเจ

        “คิดว่าไง?”

            “ตอแหล”   ก็กะไว้แล้วล่ะว่าต้องไม่เชื่อ

     ตอนนี้รถอยู่ในซอยเปลี่ยว   ผมหันไปทางขวา กลุ่มขี้ยากลุ่มใหญ่กำลังเสพยากันอย่างสำราญหน้าตึกร้างและข้างๆ นั่น...

            “เฮ้ยไอ้ชิต นั่นผุ้หญิงถูกข่มขืนนี่หว่า”   ซานเจพูดแทรกเข้ามา   ผมเห็นอยู่แล้วล่ะ และหยุดรถแล้วด้วย   พวกมันคนหนึ่งเดินถือปืนเก้ๆ กังๆ เข้ามาเคาะกระจก   ผมพูดก่อนจะเปิดกระจก

        “ฉันจะพิสูจน์ให้แกเห็นเอง”

            “เฮ้ย ไม่เอาน่าฉันปวดท้องอยู่นะเว้ย”   ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ซานเจก็เตรียมเอื้อมไปหยิบปืนกลเบาที่เบาะหลัง

     ทันทีที่ผมเปิดกระจกออก   ไอ้ขี้ยาพูดเสียงเหมือนคนเมาเหล้า แล้วชี้ปืนมาที่หน้าผม

                “ไงเพ่ชาย!   ซอยเนี้ย..ฮึ่ก..พวกข้าคุมนะเว้ย ถ้า..ฮึ่ก..ไม่อยากเจ็บตัวก็จ่ายมา..ฮึ่ก”

     ผมมองหน้ามันแล้วถามไป   ซานเจกดปืนลงใต้ขาบังตามัน

        “โอ เอาไอ้นี่แทนได้ไหม ยาแรงจากคลองเตยสนไหม แบมือมาสิ”

                “กู้ดดดด   นี่พี่ก็เล่นยาเหมือน..ฮึ่ก..กันเหยอ”   มันตอบพร้อมลดปืน พวกข้างหลังยังเฮฮากันอยู่  ผู้หญิงยังคงกรีดร้องต่อไป

     จะว่าไปหน้าผมมันก็โทรมเหมือนคนเล่นยาจริงๆ นั่นแหละ   ผมทำท่าเหมือนหยิบของด้วยมือซ้ายแล้วเอื้อมไปแตะมือมัน

        “เอาไปสิ   สุดขอบนรกเลยนะ”   มันจ้องหน้าผม   ผมกำมือมันแน่นแล้วยกขึ้น

     เปรี๊ยะๆๆๆๆๆๆๆๆ เปรี้ยง
     ซานเจจ้องมองอย่างตกตะลึง นัยน์ตาเบิกโพลง   ภาพที่ปรากฏตรงหน้ามันยากที่จะบรรยายจริงๆ   ก่อนอื่นเลยรู้สึกว่าแขนนี่จะปล่อยไฟฟ้าได้ตามที่สมองผมสั่ง   ไอ้ขี้ยาชักกระตุกอย่างรุนแรง ก่อนที่มือข้างที่จับกับมือซ้ายผมจะระเบิดกระจุยตรงหน้า   มันตายสนิททันที   ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตอบได้ง่ายๆ ว่า   ตอนแรกมันโดนไฟฟ้าช๊อตประมาณ 250 โวลต์ ก่อนจะเร่งเป็น 9000 โวลต์   ด้วยความแรงขนาดนี้ส่วนที่สัมผัสโดนจะระเบิดออกทันที   -จบคำบรรยาย-

     พวกข้างหลังแหกปากแตกตื่น บ้างคว้าปืน ขวดปากฉลาม รึไม่ก็มีดพุ่งตรงเข้ามา   ซานเจสบถคำหยาบออกมาเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูไปหลบด้านซ้ายของรถแล้วยิงกระหน่ำใส่พวกมัน   พวกขี้ยาที่ไม่ทันตั้งตัวถูกกระสุนเข้าไปเต็มๆ ล้มระเนระนาดเลือดสาดไปเปรอะหน้าผู้หญิงที่นอนแอ้งแม้งอยู่   ไอ้ตัวที่ขึ้นคร่อมโดนยิงไปรายแรก เลือกเป้าได้ดีสมกับเป็นมันจริงๆ

        “ซานเจยิงคุ้มกัน! ฉันจะเข้าไปดูผู้หญิง”   ผมสั่งไป

     พวกมันบางคนวิ่งเข้าไปหลบตามซอก และเสาตึก แล้วยิงสวนกลับมา  พิ้ง!   เฉียดหัวเลยแฮะแม่นใช้ได้นี่!
     ผมชักปืนวิ่งไปข้างหน้าใช้ศพไอ้ขี้ยาต่างโล่ วิ่งเข้าชาร์จผู้หญิง   พวกมันที่โผล่หัวหันมายิงผมถูกซานเจสอยกะโหลกไปทีละคน   ผมอุ้มผู้หญิงที่เปลือยเปล่าไปหลบในตึกและ...

        “โอ้โฮ สวยแฮะ!   ไอ้พวกนี้ตาถึงนี่หว่า   ไหนตรวจชีพจรหน่อยซิ”

     ข้างนอก เสียงปืนเงียบไปแล้ว เสียงฝีเท้าจ้ำเข้ามาใกล้ กับคำพูด

            “เหลืออีกคนหนีเข้าตรอกไป”

        “ฉันไปเองแกมาดูผู้หญิง”   ผมตอบ   แล้วรับปืนที่ซานเจโยนให้วิ่งตามมันไปในตรอกแคบๆ

     ทันใดนั้น!   ปัง เสียงกระสุนแหวกอากาศดัง ฟิ้ว พุ่งตรงมาด้านหน้าเข้ากลางหน้าผากพอดี ผมเห็นกระสุนปืน!!!

     มันชัดเจนมาก ความเร็วค่อยๆ ลดลงเหมือนหยุดนิ่ง ตอนนี้กระสุนอยู่ห่างจากคิ้วผมแค่ไม่กี่เซน!!   ผมพยายามอ้าปากแต่ไม่เป็นผล ร่างกายหนักยังกับถูกอะไรกดทับ   ไอ้คนยิงยืนอยู่ตรงข้ามกับผม สภาพหยุดแน่นิ่งเหมือนกันเป๊ะ

     ในระหว่างที่สมองผมทำงานเต็มพิกัดเพื่อคิดหาทางออกจากสถานการณ์นี้ทั้งๆ ที่ผ่อนแรงที่ขาซ้ายกะเบี่ยงตัวหลบตั้งแต่ตอนเสียงปืนดังแล้วแท้ๆ แต่ร่างกายกลับหยุดกึก! กระสุนก็พุ่งเข้ามาอย่างช้าๆ ถึงจะช้าดูเหมือนหยุดนิ่งก็เถอะ!   นะ นี่... กูจะตายอีกรอบเหรอวะเนี่ย!   ตอนนั้นเองเสียงแหบแห้งที่คุ้นหูก็ดังขึ้น

-ไม่ตายหรอก-

     มือซ้ายสีดำสนิทเลื่อนเข้ามาจับที่ลูกปืนขนาด 9 มม. มันจับอย่างนิ่มนวล กำเอาไว้ในมือ แล้วดีด!   ใช่ดีดจริงๆ กระสุนถูกวางไว้บนข้อที่สองของนิ้วชี้ แล้วดีดออกไปด้วยนิ้วโป้ง   ภาพที่เห็นค่อยๆ เร็วขึ้นเรื่อยๆ   กระสุนหมุนติ้วพุ่งกลับไปยังกลางหน้าอกของคนที่ยิงมันออกมา

     ปุ!   เสียงกระสุนเจาะหน้าอก   มันทำหน้าตกใจเล็กน้อยก้มลงไปมองอกแล้วยกมือไปทาบ

                “บะ บ้าชัด ชะ... อั่ก”   สิ้นเสียงนั่นก็เท่ากับสิ้นลมหายใจ

     ผมยังคงยืนจังก้าอยู่ท่าเดิมมีเพียงแขนซ้ายเท่านั้นที่เปลี่ยนตำแหน่ง

        “นี่มันเกิดอะไรวะ!?”

     ผมพูดพลางมองแขนซ้ายดำทมิฬที่ตอนนี้กลับมาทำงานตามคำสั่งสมองอีกครั้ง

     ต้องไปดูผู้หญิงก่อน   ผมตัดสินใจพับเรื่องนี้เก็บไว้คิดทีหลัง และจะไม่บอกใครเด็ดขาด…




            “ไม่ทัน เรามาช้าไป”   ซานเจพูดขึ้นก้มหน้าส่ายหัว เอามือเท้าสะเอว

        “อย่างน้อยก็ใส่เสื้อผ้าให้หล่อนหน่อยแล้วกัน   เดี๋ยวพรุ่งนี้หนังสือพิมพ์จะเอาไปลงข่าว”

     ซานเจหยิบเสื้อผ้าที่กองขยุ้มอยู่มาใส่ให้เธอ   ผมเดินไปสตาร์ทรถ...   ถ้าให้เอาไปลงข่าวทั้งสภาพนี้ล่ะก็คงไม่ดีต่อความรู้สึกญาติผู้ตาย และความรู้สึกพวกผมที่พยายามช่วย



            “ยังเด็กอยู่เลยนะ อายุราวๆ 16-17 นี่หละ”   ซานเจพูด แล้วปิดประตูรถดัง ปัง ก่อนจะก้มหน้าพูดต่อ

            “ขอบคุณ”

        “อะไร?”

            “เธอพูดว่า ขอบคุณ นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของเธอ   นี่ถ้าเรามาเร็วกว่านี้...”

     ซานเจกำมือแน่นขึ้น

        “อย่าคิดมาก อย่าเก็บไปใส่ใจ   ไม่มีช้าไป เร็วไป หรือสายไป”

     หันมามองหน้าผม   ผมไม่สนใจและออกรถ

        “มันคือความจริง   ความ...เป็นจริง”   ผมพูดออกไปลอยๆ

     ซานเจเอนหลังหันมองไปยังซากความจริง...

            “ช่างยากที่จะยอมรับ…   ฉันเชื่อเรื่องเวทมนต์แล้วล่ะ”

        “ก็ดี”   ผมตอบพลางเหยียบคันเร่ง

            “จะมีที่ไหนเลวร้ายไปกว่านี้”

     ….

     ผมเปิดวิทยุเสียงเพลง The Catalyst ของ Linkin Park ดังขึ้น หึ บ้าเอ้ย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 05:50:38 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 564


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 14, 2011, 04:41:49 PM »

Unreal 4   -Nice Night!-
       
     ขณะนี้เวลา 2214

             “เฮ้ย ชิต ถามไรหน่อยเดะ”

     ซานเจเอ่ยปากขึ้นขณะที่ผมกำลังจอดรถ

        “พิชิตเว้ย ไม่ใช่ชิตที่แปลว่าขี้   ไอ้ขี้แตกเอ้ย”

     ยังดีที่รถกันกระสุนเลยมีแค่แผลถลอกจากกระสุน ไม่งั้นมีหวังตำรวจรวบไปแล้วแหง

             “จะพกมีดทำครัวมาทำไมวะ ว่าจะถามตั้งนานแล้วไม่มีเวลา”

     โอ จริงด้วยสิลืมบอกไปเลย   ต้องขอบคุณป้าวิไลที่ไม่ยึดไปหั่นหมูทำผัดกะเพราซะก่อน

        “มันคืออรัญญิกแท้ในตำนาน ที่มีวิญญาณลุงแก่ร้านหนังสือสถิตอยู่   ใครโดนฟันจะกลายเป็นหนอนหนังสือหน้าเหียก ฮ่าๆๆ”   ผมพูดทั้งหัวเราะ   ซานเจเบะปากขมวดคิ้วแล้วตอบ

             “ปัญญาอ่อน”

        “ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”

     ถึงหน้าโบสถ์ซะที   ผมจอดรถหน้าประตูเลย   แล้วเดินเข้าไป จะว่าไปก็ 2 เดือนแล้วสินะที่ไม่ได้มาเพราะติดสอบ สภาพของโบสถ์ค่อนข้างสมบูรณ์ น่าจะคอยซ่อมแซมอยู่เสมอ

        “มาครั้งก่อนยังพรุนอยู่เลย...”   ช่างต่างจากวัดแจงร้อนเสียจริง

     ระหว่างที่ผมยืนสังเกตอยู่นั้นซานเจก็แทรกเข้ามา

             “นั่นไม่ใช่เพราะแกหรอกเหรอ ที่ล่อซะพรุนเลยน่ะ   ไม้กางเขนหักกลางเลยด้วยซ้ำ”

        “เสียมารยาทตอนนั้นสถานการณ์ต่างไปเว้ย”

     นั่นสินะ ใครจะไปรู้ว่ากางเขนสวยเด่นเป็นสง่าที่ตัดแสงไฟนีออนจากเสาข้างทางบนจั่วนั่นจะเคยโดน 5.56 นาโต้* มาก่อน     *(หัวกระสุนปืนไรเฟิล)

             “ถึงจะจัดการยาเสพติดไปได้ก็เถอะ พี่สาวทั้งหลายก็ยังไม่เลิกอาชีพเสริมยามค่ำอยู่ดี   นี่ถึงขนาดต่ออาคารเสริมเลยนะ”

     ซานเจพูดพร้อมชี้ไปด้านข้างที่มีตัวอาคารแตกแยกออกมาอีก จากที่เห็นภายนอกน่าจะมี 2 ชั้น ยาวลึกลงไปหลายเมตรอยู่...   อื๋อ ตะกี้มันแสยะยิ้มแปลกๆ แฮะ

        “เอาเถอะอยากทำอะไรก็ปล่อยมันไป...แกหายปวดขี้แล้วเหรอ”

             “ยิงกันสนั่นเมืองขนาดนั้น ขี้หดหมดเลยว่ะ...นี่แกไม่รู้สึกหึงหวงบ้างเลยรึไง”

     มันตอบกลับทันควันด้วยหน้าเรียบๆ   ผมเดินไม่สนไปเปิดประตู   ไม่ค้งไม่เคาะมันหรอกเปิดมันเข้าไปเลยใหญ่พอ

        “หึง...เรอะ?   ยัยนั่นจะทำอะไรก็ช่างสิ”  

     ผมบ่นอุบอิบถึงใครบางคนที่กำลังจะไปพบก่อนจะก้าวเข้าไป...   ทำไมไอ้บ้านี่รู้เยอะจังวะ? แสดงว่ามาบ่อย



     รูปปั้นเยสแมนโดนตรึงกางเขนเด่นกลางห้องโถงที่มีเก้าอี้วางเรียงราย   ก็ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรมากมายราวๆ โกดังสินค้าตามท่าเรือวางต่อกัน 6 ตู้ครึ่ง นั่นทำให้แสงจากเชิงเทียนไฟฟ้ารอบๆ ห้องเพียงพอต่อการมองเห็น

     เสียงปิดประตูดังปึง ดังพอที่จะทำให้คนที่อยู่ในนี้ได้ยิน...   หลังจากผ่านไปราว 10 วินาที ก็มีเงาคนร่างเล็กทอดยาวออกมาเพราะยืนอยู่หน้าเชิงเทียนริมประตูด้านซ้ายของรูปปั้น กับเสียงแหลมเล็กของเด็กผู้หญิงดังก้องไปในห้องโถง

                “มาหาใครคะ?”

            “ไง บุ๋มบิ๋ม ยังไม่หลับไม่นอนอีกเหรอจ้ะ”

      ซานเจพูดขึ้นพร้อมเข้าไปหยิกแก้มสาวน้อยผมดำประบ่าที่ตัวสูงไม่ถึงเอว ก่อนจะตามมาด้วยคำทักทายแสนอบอุ่นตรงข้ามกับสิ่งที่ทำลงไปก่อนหน้านี้...

                “ว้าย พี่ซานเจ พี่ชิตด้วย! แหมนานทีปีหนจะโผล่หน้ามาหานะ”

        “อา ชั้นติดสอบน่ะ แล้วเป็นยามมันก็ไม่มีวันหยุดให้ด้วย”

     ผมตอบกลับไปทันควัน   ซานเจอุ้มแม่หนูน้อยขึ้นมาเหมือนอุ้มตุ๊กตาแล้วจับเหวี่ยงหมุนรอบ เด็กๆ คงชอบน่าดูที่ได้รู้สึกเหมือนขึ้นม้าหมุน เอ๋อ? ต้องรถไฟเหาะสิถึงจะถูก   ทั้งสองคนยังวี้ดว้ายกันทั้งๆ ที่อยู่ใต้แสงสีส้มสลัว

        “เปิดไฟซิ มองไม่ค่อยชัดเลย”

     ซานเจวางตัวบุ๋มลง แล้วเธอก็เดินไปเปิดไฟ... แสงสีขาวสว่างไปทั่วห้องพร้อมกับเทียนไฟฟ้าที่ดับลงค่อยดูโล่งตาขึ้นมาหน่อย   ผมเดินไปนั่งเก้าอี้แถวที่ 2 ถัดจากรูปปั้นพระเยซู   ค่อนข้างเงียบสงบผิดกับที่เคยมาเมื่อ 2 เดือนก่อน ปกติเวลานี้ต้องมีตัวผู้มากหน้าหลายตาเดินเข้าๆ ออกๆ

            “หึ แปลกใจล่ะสิ ตั้งแต่ที่แกพาแม่นั่นเข้ามา...ตอนกลางคืนที่นี่ก็เงียบแบบนี้ล่ะ”
     ซานเจหันมามองหน้าผมแล้วพูดประโยคชวนสงสัยขึ้น

        “หมายความว่าไง?”

            “ช่างเถอะเดี๋ยวแกก็รู้   นี่บุ๋มบิ๋มไปตามป๋าเทอดมาหาพี่ชิตหน่อยสิจ้ะ”

     เดี๋ยวก็รู้งั้นเรอะ หมายความว่าไงฟะ นี่ยังจะมีอะไรเลวร้ายไปกว่าการที่แม่ชีขายตัวอีกเหรอวะ?

                “คุณบาทหลวงไม่อยู่ค่ะ โดนตำรวจจับ”

     หือ บาทหลวงโดนตำรวจจับ?   ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรซานเจก็แหกปากขึ้นมาก่อน

            “โดนตำรวจจับ!!? จะบ้ารึไงวะ ไอ้เทอดศักดิ์มันเป็นบาทหลวงนะเว้ย! แล้วมันไปโดนจับข้อหาอะไร!?   พวกชั้นมีธุระกับมันนะเฟ้ยถึงได้ถ่อมาหามันดึกดื่นป่านนี้!!!”

        “เฮ้ยๆ ซานเจไม่เอาน่า จะโวยวายก็ให้มันถูกคนสิวะ”

     ผมตบไหล่มันแล้วชี้ไปที่บุ๋ม   เด็กน้อยยืนคอตกน้ำตาคลอเบ้า เจอเสียงตะคอกกรอกหูไปเต็มๆ ย่อมจะใจเสียเป็นธรรมดา ไอ้บ้านี่ไม่แยกแยะเล้ย

        “ช่างเถอะ ไปตามเอเลนัวร์มาซิ”

     ผมสั่งไป   บุ๋มบิ๋มที่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ เอามือปาดน้ำตา ก่อนจะทำแก้มป่องปากบู้ไส่ผม

                “บู่~~~   มาถึงก็สั่ง สั่ง สั่ง เชอะ!   พี่เอลไม่ว่างค่ะ ให้นมผู้ชายอยู่”

     อืม... เฮ้ย! ให้ นม ผู้ ชาย อะไรกันวะ! โหยประโยคนี้จี้ดเลย ขึ้นสมองเลยนะเนี่ย!

        “ใครวะ ไอ้บ้าหน้าใหนมันกล้ามาล้วงคองูเห่าวะ!!!”

            “เห้ยยย   ไหนใครบอกไม่สนใจไว้ว้า ฮ่าฮ่าฮ่า”

     ผมจ้องหน้าบุ๋มแล้วสะบัดมือไปทางซ้าย แค่นี้คงพอ   เด็กน้อยทำท่ากลับหลังหันควับ เส้นผมที่ยาวแค่ประบ่าสะบัดพริ้ว แล้วเดินนำลิ่วพาผมไปทันที   มีปัญหาแน่นอน!!!



        “เชือด”
     แกร๊ก!   11 มิลลิเมตร พร้อม   ตอนนี้พวกเรายืนอยู่ตรงหน้าห้องเป้าหมาย พร้อมจะขย้ำเหยื่อทันทีที่สัญญาณบุกถ่ายทอด...ที่นี่คือชั้นสองของอาคารใหม่ มันค่อนข้างเงียบสงบพอดู หรือว่าจะไม่มีใครอยู่กันแน่วะ

            “เชือดบ้าอะไรของเอ็งวะ นี่สติยังอยู่ครบมั้ยเนี่ย สมองน่ะหัดใช้บ้าง”

     ไอ้เบื้อกนี่เดี๋ยวก็ล่อซะก่อนเลย ผมหันไปชำเลืองมองมันเล็กน้อย ด้วยอารมณ์ที่ไม่ดีเอาซะเลย น่าแปลกที่เจ้าสองหน่อข้างหลังดันยิ้มแย้มแจ่มใสซะนี่

     ผมไม่รอช้าถีบประตูมันเข้าไปเลย!

        “เฮ้ย เอามือวางไว้บนหัวเดี๋ยว...”

     ปัง พิ้ง

     เสียงปืนดังขึ้น 11 มม. ในมือผมปลิวลิ่ว กระสุนกระแทกเข้าที่ด้านข้างปืนผมอย่างแม่นยำ เฮ้ย! อะไรวะ!

     ซานเจกดตัวบุ๋มบิ๋มหมอบลงแทบจะทันที ปล่อยให้ผมยืนงงกับเหตุการณ์นี้คนเดียว พร้อมกับเสียงเด็กทารกร้องระงมออกมา ไม่เพียงแค่นั้นห้องอื่นๆ ก็ทยอยเปิดประตูเดินออกมาด้วย แต่ต่างออกไปจากที่ผมคิดเอาไว้เพราะที่เดินออกมาไม่ใช่พวกผู้หญิงเปลือยกายกับผู้ชายแก้ผ้าเหมือนสมัยก่อน นี่มัน!

        “ดะ เด็กทั้งนั้นเลยนี่หว่า...”

     แล้วยังมีผู้หญิงอีกประมาน 5-6 คน วิ่งมาจากทางเดินฝั่งตรงข้ามกับที่ผมใช้ขึ้นมา ทุกคนสวมชุดนอนแบบที่ซิสเตอร์ตามโบสถ์คริสต์ทั่วไปเขาใส่กัน   เอ๋อ นี่กูทำอะไรลงไปหว่าชักสับสนตัวเองแล้วสิ

          “ทำบ้าอะไรของแกวะพิชิต ดูซิเด็กร้องไห้ใหญ่เลย อุตส่าห์กล่อมจนหลับแล้วแท้ๆ”

     เสียงผู้หญิงที่คุ้นหูดังแว้ดตัดกับเสียงทารกงอแงออกมาจากห้องที่ผมถีบเข้าไป   ใช่แล้วครับเธอคือ เอเลนัวร์ ที่ผมมาหานั่นเองรูปร่างยังคงเซ็กซี่ไม่ต่างจากที่ฝันถึงมากนัก และที่สำคัญคุณเธอกำลังให้นมผู้ชายอยู่จริงๆ ซะด้วยสิ แต่ปัญหาคือมันเป็นนมขวดกับเด็กทารกเพศชาย!!!

      เด็กน้อยนอนร้องงอแงอยู่บนหน้าตักของเธอ ขวดนมกลิ้งก๊อกแก๊กอยู่ด้วยกันกับปลอกกระสุนบนพื้น มือซ้ายของเธอลูบหัวทารกเบาๆ ในขณะที่มือขวายกปืนหันชี้มาทางผม   ถ้าให้เดาคงผละมือชักปืนมายิงใส่ผมแบบทันทีทันควัน...เกือบไปแล้วมั้ยล่ะกู ขอปาดเหงื่อก่อน

          “อย่าขยับ!”   เอเลนัวร์แผดเสียงลั่น

        “แหม่ ปฏิกิริยายอดเยี่ยมเหมือนเคยเลยนะ”

     ผมตอบกลับนิ่มๆ เกิดจับได้ว่าเข้าใจผิดล่ะก็ได้ซุกตูดหมาตายกันล่ะทีนี้

          “ไม่ต้องมาแถ!   นี่แกคิดจะทำอะไรกันแน่”

     อุ้ย รู้ทันอีก

     ครับ...สุดท้ายพวกเราก็กลับลงมานั่งด๊องแด๊งที่ห้องโถงเหมือนเดิม ส่วนเด็กๆ ก็ไล่ไปนอน  คือมันเป็นอย่างนี้...

     2 เดือนก่อน... ผมพาเอเลนัวร์ที่เก็บตกได้จากข้างทางมาไว้ที่โบสถ์นี้ หลังจากที่ถล่มแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ลักลอบส่งของผ่านโบสถ์ตามหมายสั่งของตำรวจที่ทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาไม่ได้   ถ้าจะถามว่าไปเจอเธอที่ไหนอย่างไรล่ะก็ยาว ละไว้ก่อน

     เอเลนัวร์เป็นคนมีความรู้ความสามารถ ชั้นเชิงเหนือกว่าผมซะอีก ถึงจะแค้นแต่พวกเราก็เป็นแค่ เหยื่อ เหมือนๆ กัน   ที่นี่ไม่ค่อยจะคุมเข้มนักเรื่องชาวต่างชาติเลยให้ปลอมเป็นซิสเตอร์อยู่ในนี้

          “นายคงแปลกใจสินะ ที่ที่นี่กลายเป็นแบบนี้   พอดีฉันสอนพวกเขาน่ะ”

     เธอพูดขึ้นให้ผมหายข้องใจ แต่ว่านะเจ๊ พูดแค่นี้ไม่ต้องบิดขาไขว่ห้างเอนตัวซะขนาดนั้นก็ได้ เห็นแล้วระทึกใจ!   ซึ่งชุดนอนสีขาวบางๆ ขับดันเน้นสัดส่วนแสนเร้าใจนั่นมากเข้าไปอีก!!   เอื๊อกกก

        “ไอ้ซานเจมันรู้อยู่แล้วสินะ ที่เปลี่ยนเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กเนี่ย”

          “อ่าฮะ มันไม่ได้บอกแกเหรอ”

     เธอตอบเสียงหวานพร้อมกับโน้มตัวลง อูว ชัด ชัดมาก แตงโม โอ๊ะไม่สิ แตงล้านสินะ   ทรมานใจจริงโว้ย!

     ไอ้ลูกครึ่งกล้วยแขกเวรนี่แม่งไม่ยอมบอก ออกมาจากห้องน้ำเมื่อไหร่กูจะพามึงไปสวนตูด!

     แต่ก็สมกับเป็นเธอจริงๆ ไม่มองข้ามเรื่องที่ควรจะทำ   ผมมองไปรอบๆรู้สึกว่าบรรยากาศมันปลอดโปร่งขึ้น ก็นะ จากซ่องขายตัวเน่าๆ เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้...

        “เธอนี่เก่งจริงนะ คิดไม่ผิดจริงๆ ที่พามา”

          “ใช่ไหมล่ะ บอกแล้วไงว่าชั้นเจ๋ง!”

     เธอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ ได้ของเล่นชิ้นใหม่ แววตาสดใสขึ้นทันที เวลาพูดเอเลนัวร์มักจะออกท่าทางประกอบด้วยตามประสาฝรั่งนักสังคม เพราะอย่างนี้ล่ะมั้งถึงดูเด็กกว่าอายุ

          “พวกผู้หญิงที่นี่ไม่ต่างจากเรานักหรอก พวกเธอถูกบังคับให้เสพยา ขายตัว ทำซ้ำไปซ้ำมาจนในที่สุดมันก็กลายเป็นเรื่องปกติของชีวิต... ท้ายที่สุดพวกเธอก็จมปลักอยู่กับมัน เหมือนกับที่เราเคยเป็น   จนถึงตอนนั้นหลังจากที่นายกับไอ้ขี้แตกนั่นสาดกระสุนถล่มพวกมันออกไป...แล้วพาฉันมา”

        “ที่นี่เป็นโบสถ์คริสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากคริสตจักรน่ะ”
     ผมพูด แล้วไล่กวาดตามองไปรอบๆ สิ่งที่ทุเรศน่ะมันคือใจคน...

        “หลังสงคราม... ผู้คนที่สูญเสียมากมาย ต่างก็ต้องการสิ่งที่จะมายึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วมันมีอะไรบ้างล่ะ ญาติมิตรเรอะ? ก็พากันตายไปซะหมด ทั้งเศรฐกิจที่ตกต่ำจนยากจะฟื้นฟู บ้านช่องก็พังทลายไปจนเหลือแต่ซาก... หึ ขนาดเมืองหลวงยังต้องย้าย อุตส่าห์สร้างระบบระบายน้ำจนรอดพ้นวิกฤตโลกร้อน แต่กลับไร้ความหมายไปในพริบตา เฮ้อ~~”   มันอดถอดใจไม่ได้จริงๆ

     แต่มันก็ดีที่ทำให้สถานะคนเถื่อนของพวกผมเปลี่ยนไปจากนโยบายให้สัญชาติผู้ประสบภัยน่ะนะ...   เอลนัวร์พูดเข้ามาด้วยเสียงออกละเหี่ยใจ

          “ที่พึ่งสุดท้ายก็คือ...”

        “ศาสนา...   แล้วที่นี่ก็เป็นสถานพยาบาลช่วงสงครามพอดี พวกผู้หญิงที่ไม่รู้จะไปไหนเลยตัดสินใจอยู่ต่อ แล้วพวกค้ายาที่เห็นคนทุกข์ยาก ก็อาศัยจังหวะนี้แอบร่วมมือกับคนใหญ่คนโตในพื้นที่ กับคริสตจักร ขนยาเข้ามาขาย แล้วพวกผู้หญิงที่รู้เรื่องนี้ล่ะ? ก็มีทางเดียวคือจัดการไปด้วยเลย”

     จะว่าไปสาวๆ พวกนั้นก็หายหน้าไปเยอะพอควรแฮะ

        “พวกที่ติดยาหนักมากๆ ตำรวจเขาเอาไปบำบัดอยู่น่ะ... ที่จริงพวกนั้นฝากชั้นมาขอบคุณพวกนาย แต่ก็ดันหายหัวไปซะนี่   ที่โผล่มาก็มีแต่ไอ้บ้าซานเจ..หมอนั่นมันมาช่วยฉันปรับปรุงที่นี่น่ะ โรงเรือนหลังใหม่เอย รับเลี้ยงเด็กอะไรพวกนี้เป็นความคิดของสารวัตรสำราญเขาน่ะ   แล้วพอมาเจอฉันเข้าก็เลยจัดให้ฉันเป็นหัวหน้าที่นี่คอยดูแล...ด้วยเทคโนโลยีของทางการอาคารใหม่ส้รางเสร็จภายในเดือนเดียวเอง!   จริงสิ!   แมงมุมยักษ์นอนอยู่ในโรงเก็บชั้นใต้ดินอาคารใหม่นะ”

     แมงมุมยักษ์? หือ! หรือว่า...

        “เฮ้ย! เอาของอันตรายพรรค์นั้นมาไว้ใต้หมอนเด็กได้ไงฟะ!”

     เอเลนัวร์พยักหน้านิดนึง ไม่พูดอะไร

     เอาเหอะคุยธุระก่อนดีกว่า...

        “ฉันอยากรู้ว่าเทอดศักดิ์โดนจับได้ไง ฉันต้องการมันอย่างด่วน”

          “หา? เดี๋ยวนะ  นี่ที่ถ่อมาถึงนี่ดึกดื่นป่านนี้เพื่อเรื่องนี้เนี่ยนะ”

        “ใช่ แล้วเธอคิดว่าเรื่องอะไรล่ะ?”

     สีหน้าเธอเปลี่ยนไปทันที ดูก็รู้ว่าอารมณ์เสีย คิ้วขมวดจนแทบจะรวมเป็นเส้นเดียว

          “มันเมาแล้วอาละวาดปาขวดเหล้าใส่ป้อมตำรวจ ชิ!   2 เดือน แกเอาชั้นมาทิ้งไว้ที่นี่ 2 เดือน!!!   โดยที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากขลุกอยู่ในนี้ พอมาเจอกันแกถามหาถึงเรื่องงานอย่างเดียว ไอ้บ้า!!!”

     โห ถามคำเดียวตอบซะชุดใหญ่ แต่มันก็จริงล่ะนะ เพราะผมเอเลนัวร์ถึงโดนกองทัพตามล่าไปด้วย

        “ฟังนะ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แล้วชั้นต้องการความสามารถของมันอย่างด่วนที่สุด จำที่เคยพูดไว้ได้มั้ย   แผนการนั่นจำเป็นต้องเริ่มแล้ว!”

     เธอลุกขึ้นก่อนจะแผดเสียงลั่น

          “ไอ้แผนการบ้านั่นน่ะเรอะ! ขนาดพวกหัวหน้ายังพากันตาย แล้วอย่างแกจะไปมีปัญญาทำอะไรได้   อีกอย่างปัจจัยที่จำเป็นก็ยังไม่พร้อม ซาอับ มันจะยังเตรียมการตามแผนอีกรึไง? ในเมื่อผู้พันตายไปแล้ว!!!”

        “หมอนั่นต้องทำแน่! อย่าลืมสิพวกเราผูกพันกันด้วยอะไร   ไม่ว่ายังไงซาอับก็ต้องทำตามแผนแน่!   และเพราะอย่างนั้นชั้นถึงต้องการไอ้เทอดไงเล่า!!!”   ผมลุกขึ้นประจันหน้ากับเธอ

     เหนื่อยเลยแฮะ ไม่อยากเถียงกับผู้หญิงเลยให้ตายสิ...

        “ฉันต้องไปหาซาอับ ถึงกำหนดการเดิมจะเป็นอีก 8 ปีข้างหน้าก็ตาม ตอนนี้มีปัญหาใหญ่มากเข้ามา เลยต้องเร่งแผนการให้เร็วขึ้น”

     เอเลนัวร์ยังยืนจ้องตาผมเขม็ง ใช่ เพราะเวทมนต์แท้ๆ เลย!   หลังเสร็จศึกปราบมารห่มเลืองผมก็คิดขึ้นได้...

        “มันมี... คนที่ครองโลกนี้อยู่ก่อนแล้วน่ะสิ”

          “หมายถึงอเมริกากับจีนน่ะเรอะ!   เรื่องนี้เด็กอนุบาลมันก็รู้!”

        “ไม่ใช่!   ไม่ว่ายังไงก็ตาม...ตอนนี้ฉัน ยังบอกเธอไม่ได้”

     เธอจับมือขวาผมขึ้นมากุมมือบีบแน่น ท่าทางมันฟ้องว่าให้บอกมาซะ แต่ไม่ใช่ความรู้สึกโกรธหรอก

          “พิชิต...อย่าเก็บไว้คนเดียว”   น้ำเสียงเธออ่อนลงมาก

     เฉพาะเธอเท่านั้นที่ผมไม่อยากบอก ไม่อยากลากให้มาตกที่นั่งเดียวกันกับผมในตอนนี้...

        “ขอโทษ”   ผมพูดพร้อมยกมือเธอออก

          “เกี่ยวกับไอ้แขนซ้ายดำปึ้ดนั่นสินะ ถึงนายจะไม่อยากบอกแต่หน้ามันฟ้อง...”

     เอาเป็นว่า   ขอกอดซักทีแล้วกัน   ผมคว้าตัวเธอเข้ามาสวมกอดอย่างไม่มีเหตุผล ว่ากันว่าถ้าคนกำลังจะออกรบทำแบบเดียวกับผมนี่หมอนั่นไปไม่กลับแน่...   เฮือก! กูก็กำลังจะออกไปทำอะไรแบบนั้นนี่หว่า!!!

          “แปลกนะทั้งที่เมื่อก่อนแทบจะฆ่ากันตายแท้ๆ”

     เอเลนัวร์พูดขึ้นแล้วคล้องแขนไปรอบเอวของผมกดหน้าอกสุดแน่นลงมาแนบตัวผม และกระซิบที่ข้างหู...

          “เมื่อก่อนนายว่าฉันเป็นกุหลาบหนามอาบยาพิษไม่ใช่เหรอ?”

        “เฮอะ!   โบราณว่าไว้ หนามยอกต้องเอาหนามบ่ม อ๊ะแย่ล่ะสิ รู้สึกหนามจะตำปาก ช่วยบ่มออกให้หน่อยได้มั้ย”   คารมเราก็ดีเหมือนกันแฮะ!

          “แล้วพิษล่ะจะทำยังไง”

     เสียงแผ่วเบาแว่วอยู่ที่ข้างหู ก่อนที่ตาของเราจะเข้ามาผสานกัน   รูปปั้นเยสแมนโดนตรึงนั่นราวกับกำลังจ้องมองมาที่สองเรา

        “ไม่มีปัญหาถ้าเป็นพิษของเธอ...แล้วอีกอย่าง ป่านนี้พระเจ้าเข้านอนไปแล้วล่ะ”

     เธอชำเลืองมองไปทางรูปปั้น ก่อนจะหันมายิ้ม   และจู....

            “เฮ้ยไอ้ชิต!   เจรจาสงบศึกเสร็จยัง โอ๊ะ!!!”

     ไอ้เวรนี่...มาได้จังหวะตลอด พังเพราะแม่งตลอด!!!

        “ซานเจ   ทำไมมึงไม่นั่งขี้จนดากฉีกไปเลยฟะ”

     น้ำเสียงผมตอนนี้โหดสุดๆ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่ามันแล้ว!   ท่าทางมันก็คงจะรู้ตัว หนอยทำเป็นเอามือเกาหัว

            “แหะๆ โทษทีรู้สึกจะมาผิดจังหวะ”
        “ครั้งหน้ากรุณาจมส้วมตายไปเลยก็ดีนะ”

            “ไม่เอาน่า เรื่องมันแล้วไปแล้วอย่าไปคิดมากน่า”

     ซานเจเดินเข้ามาหาผม พร้อมกับที่เอเลนัวร์ผละตัวลงไปนั่งไขว่ห้างท่าเดิม

        “จริงสิ ไอ้เทอดมันไปติดอยู่โรงพักใหนล่ะ?”   ผมหันไปถามเอเลนัวร์

          “สน. บางกะปิ ไปทั้งชุดบาทหลวงด้วย”   ท่าทางเธอจะไม่สบอารมณ์นิดหน่อย

     ไปทั้งชุดบาทหลวงเลย?   ทำตัวซะเหมือนไอ้พระเก๊นั่นเลยนะมึงไอ้เบื้อก

            “โว้ว! ป๋าเรานี่แน่อย่าบอกใครเลยแฮะ พอดีเลยว่ะชิต ใช้งานนี้ต่อรองสารวัตรเอาตัวป๋าออกจากห้องกรงเลยสิ   ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว!”

      เออแฮะ! อะไรจะเข้าล็อคได้ปานนั้น

        “เอเลนัวร์...   ฉันไปก่อนนะ”

     เธอไม่พูดอะไร แค่ลุกขึ้นหันหลังเดินไปปิดไฟแล้วเลยขึ้นอาคารใหม่ไป   เดี๋ยวเด้นี่ไม่คิดจะร่ำลากันเลยรึไง!



     พวกเรากลับมาขึ้นรถอีกครั้ง ต่างกันตรงที่ซานเจเป็นคนขับ...

            “เมื่อกี้ตอนนั่งขี้สารวัตรโทรมาน่ะ”

     ซานเจพูดขึ้น ไม่ต้องบอกก็ได้ว่าไปทำอะไรมา

            “เขาถามว่าศพไอ้พวกขี้ยาเป็นฝีมือพวกเราใช่ไหม”

        “แล้วแกตอบไปว่าไง?”

     มันหันมามองหน้าผมแล้ว...

            “เยส~~~ ส่วนผู้หญิงพวกเราช่วยไว้ไม่ทัน แล้วแกก็ตอบว่า ‘เหรอ’ คำเดียวต่อด้วย ‘พรุ่งนี้เที่ยงเจอกัน’ แค่นั้นจบ”

     ท่าทางจะไม่เอาเรื่องแฮะ ไม่ก็งานที่จะให้เราไปทำดุเดือดกว่า

        “ไปกินน้ำชาหน้าสุเหร่ากันไหม?   ชักจะหิวแล้วสิตั้งแต่ตื่นมายังไม่ได้กินอะไรเลย”
     ผมพูดขึ้นก่อนที่รถจะออก

            “โอ้ ไปสิฉันจะไปกินข้าวยำ น้ำวูดูร้านหน้าสุเหร่าคลองจั่นอร่อยที่สุดตั้งแต่เคยกินมาเลย”

        “เข้าหมู่บ้านมีนสาครสินะ เอ ซอยนั้นมันมีบ้านใครอยู่ด้วยนะ?   แฟนเก่าแกใช่ปะ”

            “อรุณน่ะเหรอ ไม่ได้เจอกันตั้งแต่เรียนจบแล้วล่ะ”

     สีหน้าหมองลงเลย คงยังรักเขาอยู่สินะ

        “ดีแล้วล่ะ จะได้ไม่ยุ่งยาก”

            “…”



     เวลา 2320 พอเลี้ยวรถเข้าซอยไป ผมก็หันไปเห็นบ้านหลังใหญ่สวยเด่นตัดกับหลังอื่นที่ผุพัง ไม่ก็มีแต่ซาก บ้านของอรุณนั่นเอง แม่นี่เป็นสาวสวยหน้าเรียวบ้านรวย แต่เสียอย่างเดียวที่ไปตรงสเป็กซานเจเข้านั่นก็คือ!!!   -แบน-

     พวกเราตัดสินใจขับผ่านไปเฉยๆ ดึกป่านนี้ไปเรียกนี่มันเสียมารยาท

     เปรี๊ยะ!

        “อื๋อ?   แขนซ้ายมัน…”

     บ้านของอรุณอยู่ทางซ้ายมือ ซึ่งซานเจมันก็ขับรถเลนซ้ายเป็นปกติ แต่พอจะเข้าหน้าบ้านอรุณอยู่ๆ มันก็หักออกขวาซะอย่างนั้น สีหน้ามันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปด้วย จะว่าช้ำรักก็ไม่ใช่

        “เดี๋ยวๆ !!  ไอ้เจหยุดรถก่อนซิ เร็วเข้าจอดเลย!”

      ผมสั่งมันไปอย่างด่วน   ทำไมน่ะเหรอ ก็มันผิดวิสัยน่ะสิ ทั้งการขับรถ ทั้งรอบบ้านแม่นั่น แถมที่สุดๆ ไปเลยก็แขนซ้ายผมนี่แหละ มันยังสั่นระรัวจนผมต้องเอามือขวาไปกำเอาไว้

     ซานเจจอดรถที่เลนขวาพอดี ผมสังเกตดูที่ล้อมันกำลังจะหักกลับไปเลนซ้าย   แล้วยังสัมผัสอึมครึมนี่อีก!

            “มีอะไรวะชิต?”

        “ไอ้เจ แกคงไม่ได้ตั้งใจขับหักออกขวาใช่มั้ย?”

     ซานเจหันไปมองรถ แล้วมองหน้าผม...

            “เออว่ะ!   นี่ฉันไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย!”

     นั่นปะไร!   เอาล่ะสิ ผมจำสัมผัสนี่ได้ มันอึมครึมและเย็นยะเยือก ที่เด่นชัดเลยคือ พอถอยออกห่างจากหน้าบ้านแขนซ้ายหยุดสั่น แต่พอกลับเข้าไปมันกลับสั่นขึ้นมาอีกพักหนึ่งก่อนจะสงบลง ผมยกมือซ้ายขึ้นดู

        “เหมือนเป็นสัญญาณเตือน...สินะ”

     ซานเจยังคงงงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้น   มิน่าล่ะบ้านมันถึงได้สวยเรียบนัก แถมพอดูดีๆ รอบบ้านไม่มีแม้แต่แมวซักตัว ทั้งที่สนามหญ้าข้างในนั่นน่าเข้าไปนอนขลุกเล่น แต่พวกแมวกลับเลือกที่จะนอนอยู่ใต้ท้องรถที่จอดอยู่ห่างออกไป   ไม่ผิดแน่นี่มัน...

        “เขตอาคม”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 05:51:13 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
pighead
Beginner Pilot

กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 01:18:21 PM »

อ่านแล้วนุกดี มีจุด ฮา ฮา เยอะดี แต่มีบ้างตอนที่อ่านแล้ว งง และในเรื่องจับมาปนกันมั่วเยอะไป

บ้างทีก็จับความไม่ได้เลย

แต่ขอชมจริงๆ สนุกมาก
บันทึกการเข้า
ekkasitseo2
Beginner Pilot

กระทู้: 1


ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 05:00:24 PM »

ฮ่าๆๆๆ จุดฮาเยอะมากๆ
บันทึกการเข้า

pighead
Beginner Pilot

กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2011, 04:00:26 PM »

เพื่อนเอย เมื่อไรตอนที่ 5 จะออกซักมี อยาก อ่านอย่างด่วนเลย
บันทึกการเข้า
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 564


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2011, 05:55:14 PM »

อาทิตย์หน้า พิมพ์รายปักษ์อะครับ (ไม่ก็ตามอารมณ์)

ช่วงนี้ติดอ่านหนังสือสอบ

ตอนนี้กำลังแต่งเรื่องสั้นอยู่ชื่อเรื่อง "ชาติหน้าฉันใด ขอเกิดใหม่เป็นไรน้ำ!!!" กรองเสร็จค่อยพิมพ์ลง (ผมชอบเขียนลงสมุดก่อน)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 08, 2011, 05:58:57 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 564


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2011, 05:33:40 PM »

     เวลา 1125 ของวันต่อมา
     ผมนอนแผ่อีแหละอยู่บนที่นอนในห้องแสนสุขของตัวเอง สายตาจับจ้องไปที่แอร์ติดผนังที่ช่องแอร์เกือบจะถูกฝังไปด้วยฝุ่น...

        “มีเรื่องให้คิดเยอะแยะไปหมด ทั้งไอ้นั่นไอ้นี่…หน้าก็ไม่ได้หล่ออยู่แล้วเกิดคิดมากจนผมร่วงไปล่ะยุ่งแน่”

     หลังจากแยกย้ายกับซานเจตอนตี 2 เราก็นอนประมวลรูปการมาตลอด ซึ่งก็เป็นที่ชัดเจนเลยว่าจะเดินออกไปข้างนอกทั้งแขนซ้ายดำปึ้ดนี่เพรียวๆ ไม่ได้ เพราะ...

        “แม่งดันไม่มีเงาอีก”

     ก็พึ่งจะสังเกตเห็นตอนนั่งซดชาร้อน   ทั้งๆ ที่ยกแขนซ้ายขึ้นบังแสงจากหลอดไฟ แต่แขนเจ้ากรรมดันปล่อยให้แสงส่องผ่านมาแยงตาเล่นซะอย่างงั้น!   ตอนนี้ผมก็ได้แต่นอนรอให้ซานเจมันเอาของที่สั่งมาส่ง ต่อด้วยไปตามนัดของสารวัตรสำราญเท่านั้น   ครั้นพอเปิดทีวีดูปุ้บก็เจอข่าวที่พวกผมไปทำห้าวเมื่อวานนี้เข้าอีก เฮ้อ~~~

        ‘...เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเป็นการยิงกันเนื่องมาจากการทะเลาะกันเองระหว่างแก๊ง โดยศพของหญิงสาวนั้น...’

        “เออรู้แล้ว ผมทำเองล่ะครับคุณนักข่าว”   ปิ้บ เสียงปิดทีวีดังขึ้นนิดนึง แต่...

     เสียงความคิดของผมยังคงดังก้องไปทั่วสมอง ตอนนี้ผมปิดโหมดสั่งการร่างกายไปเรียบร้อย หันมาใช้โหมดประมวลข้อมูลภายในอย่างเดียว

     จะเอายังไงกับอรุณดีนะ บุกไปกระชากคอเสื้อ จับกดขยำหน้าอก เอ๊ยไม่ใช่! ถามตรงๆ ต่างหาก เอแต่มันจะยอมบอกเหรอ แถมเวทมนต์มันยังร้ายกาจสุดๆ เกิดถ้ามันฟันฉับเดียวขาดครึ่งแบบไม่พึ่งมีดเหมือนไอ้พระนั่นได้อีกคงแย่...

     ตอนนั้นไอ้พระเก๊มันพูดว่าไงบ้างนะ อืม

        “อันดับแรกเลย CIA   อเมริกันชนคนแสนดีนี่เอง   เท่าที่จำได้ภารกิจที่ 5 ของเราตอนนั้น CIA เป็นคนจัดให้ ปฏิบัติการ ‘ตะวันลาลับฟ้า’ เนื้องานง่ายๆ ‘ฆ่าล้างตระกูลมหาเศรษฐีญี่ปุ่น’ ภารกิจที่ทำให้เราถูกถีบหัวส่งไปอยู่ UASPD ตอนนั้นก็เจอปรากฏการณ์ธรรมชาติแปลกๆ อยู่เหมือนกัน…”

     ใช่ อยู่ดีๆ ทหารฝ่ายเราก็โดนเผาทั้งเป็นแบบไม่ทันรู้ตัว แต่ตอนนั้นมันชุลมุนเลยไม่ค่อยสนใจ

     แล้วอีกอันก็เซนต์ลูเซียน ใช้คำว่า เซนต์ ก็น่าจะเกี่ยวกับศาสนา อืม นักบุญลูเซียน เหรอ?

        “ไม่ไหว ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ถ้าเป็นองกรณ์ทางศาสนา หรือ NGO ก็น่าจะเคยโผล่ออกมาให้เราได้ยินบ้าง แต่นี่เกิดมาก็เพิ่งจะเคยได้ยินนี่แหละ”

     ไว้ไปเค้นอรุณเอาแล้วกัน หวังว่ามันคงรู้ แต่คุณเธอดันเป็นแฟนเก่าไอ้ซานเจอีกนี่สิ จะลงไม้ลงมือหนักๆ ก็เดี๋ยวจะส่งผลกระทบภายในเอา บัดซบเอ๊ย...

     ผมยกแขนซ้ายขึ้นมาดู ผิวเผินมันก็เหมือนแขนข้างเก่าทุกประการ ที่ต่างกันก็แค่ มืด ต้องใช้คำนี้ล่ะนะ พอมองด้านข้างทางสองมิติ จะไม่มีรอยนูนหรือแสงเงาของพื้นผิวเลย เหมือนกับวาดภาพไว้อย่างดีแต่ดันทำหมึกดำหกใส่   มันดำเรียบสนิทจริงๆ เหมือนมองไปในคืนเดือนเต็มฝั่งที่ไม่มีเมฆ หรือดวงดาว เป็นค่ำคืนอันมืดมิด

        “Exia น่าจะมาจาก Exaea ที่แปลว่าอิทธิเทพในภาษากรีก หึ ก็สมชื่อดีนะ ถ้าพูดถึงพลังอำนาจมันก็ต้องสายฟ้านี่แหละ”

     เออใช่!   ยังมีอีกคำนึงนี่หว่า ไอ้คำว่า ท่านผู้นั้น ไง!

        “ถ้าในหนังหรือการ์ตูนก็ต้องบอสใหญ่ แต่ถ้าในชีวิตจริงล่ะก็...หัวหน้าองกรณ์ก่อการร้าย...ผู้มีอิทธิพล และสุดท้ายขุนนางรึ?”

     เออจริงสิ! ถ้าตามการ์ตูนหรือนิยายแฟนซีโลกเวทมนต์มันก็ต้องขุนนางกับราชวงศ์ไง แต่ขุนนางหรือราชวงศ์ประเทศไหนล่ะ?   ก็ที่ไทยหมดสิ้นไปตั้งแต่ช่วงสงครามแล้วนี่นา นี่เป็นรายงานของ CIA เอง ก็ไม่น่าจะผิดพลาด...

        “หรือจะเป็นอังกฤษ แต่อันนั้นมันก็โดนขับไล่ไสส่งจนระเห็จไปอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้อีก”

     แล้วยังตอนโดนยิงใส่ในตรอกเมื่อคืนนี้อีก มันอะไรนักหนาว้า...

     ปึงๆๆๆๆๆ
     เสียงทุบประตูรัวลั่นดังมาจากหน้าห้อง มาแล้วสินะ...

            “เปิดหน่อยโว้ย!   ปวดขี้!!!”

     ไอ้ตัวทำลายบรรยากาศ...

        “ไม่ได้ล็อคโว้ยไอ้โง่!”



     ซานเจหิ้วของพะรุงพะรังเข้ามากองไว้ก่อนจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปทันที

            “แม่งเอ๊ย!   ต้องเป็นไอ้ข้าวยำนั่นแหงๆ เลย เฮ้ยไอ้ชิตรวมแล้ว 13,620 บาทถ้วน”

        “โอ้ขอบใจมาก”

     ผมตรวจดูของในถุงผ้าขนาดใหญ่ 2 ถุง...

        “เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ 4 ตัว ครบ... และถุงมือหนังสีดำ 10 คู่ อืมครบ โทรศัพท์มือถือ...เสียดายเครื่องเก่าจังอุตส่าห์ติดระเบิดไว้   กระสุน 9 มิลลิเมตรอีก 4 กล่อง เรียบร้อยดี”

     ผมเปลี่ยนไปใส่เสื้อตัวที่พึ่งซื้อมาทันที ตามด้วยถุงมือหนังคู่ใหม่ในขณะที่ซานเจยังคงนั่งเบ่งขี้อยู่

        “ค่อยยังชั่วแขนซ้ายมีเงาซะที พอใส่เสื้อแขนยาวแล้วก็ดูดีไปอีกแบบแฮะ!”

     ต่อด้วยกางเกงสแล็คสีดำแบบที่นักศึกษาทั่วไปใส่กัน

            “สารวัตรนัดไว้บ่ายโมงตรงเจอกันที่เวียงคำ”

     เสียงซานเจลอดออกมาจากห้องน้ำ ก่อนจะต่อด้วยเสียงกดชักโครก

            “ว่าแต่เมื่อคืนที่พูดถึงผู้พันนี่ใครเหรอ   ที่แกคุยกับเจ๊เอลน่ะ แล้วบักหำซาอับนี่มันไผกันละวา?”

        “แอบดูคนอื่นนั่งขี้มันไม่ดีต่อสุขภาพนะ ซานเจ...ที่แกต้องรู้เกี่ยวกับฉันมีอย่างเดียวคือ ฉันจะทำอะไร เช่นเดียวกับที่ฉันรู้เกี่ยวกับแก”   ผมตอบกลับไปเสียงเรียบๆ

            “โอเค เก็ท!”   เข้าใจก็ดีแล้ว

     ถึงจะบอกว่าผู้ร่วมอุดมการณ์แต่ก็ไม่จำเป็นที่ผมจะต้องบอกให้มันรู้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจหรอก แต่ไม่จำเป็นต่างหาก ในเมื่อบอกไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา...


Unreal 5   - No One Knows What It's Like...


     ตอนนี้พวกผมอยู่บนรถคันเดิม มุ่งตรงไปยังมหา’ลัยรามคำแหง   ที่ว่าเวียงคำนั่นคือชื่อตึกของทางมหา’ลัยน่ะ หรือที่เรียกกันทั่วไปด้วยตัวย่ออักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัว คือ VKB

        “ซานเจ แกจะว่าอะไรไหมถ้าคืนนี้ฉันจะบุกไปทำมิดีมิร้ายแฟนเก่าแก”

            “เต็มที่ได้เลย เอาให้ยับไปเลยก็ได้!   ถ้าได้อย่างนั้นฉันจะขอบใจอย่างแรงเลยฟะ!!”

     เฮ้ยๆ นี่หมายความว่าไงวะเนี่ย ผมหันไปจ้องหน้าซานเจทันที หน้าของมันดูหมองๆ แต่กลับแฝงไปด้วยความเดือดดาล แววตานั่นดุดันผิดปกติทีเดียว   อย่าได้ชักกล็อค*ขึ้นมาเชียว   *(ปืนกล็อค eng. Glock    ปืนพกมาตรฐานรูปทรงเหลี่ยมทุกมุม ใช้การจุดชนวนโดยเข็มแทงชนวนแบบพุ่งกระแทกไม่ใช่นกสับเหมือนรุ่นอื่น)

     ตอนนี้รถกำลังเลี้ยวเข้าไปในมหา’ลัย ระหว่างทางที่มาถึงนี่ซานเจเล่าสาเหตุให้ผมฟัง...   เมื่อเช้าก่อนจะไปซื้อของให้ผมมันโทรไปหาอรุณ...

            “ฮัลโหล ตัวเองเหรอ?   นี่เค้าเจ่เจ้เองน้า”

              “โหล แฮ่กๆ มีไร อะ อ๊า~~”

     แปลกใจกับเสียงตอบกลับมามั๊ยครับ อา ผมก็เหมือนกัน มาฟังต่อ...

              “โอ้ย เบาๆ หน่อยสิ อ๊ะ!   ว่าไงมีไรก็พูดมา”

     ถึงตรงนี้ซานเจมันเริ่มรู้สึกตะหงิดๆ อยู่ในใจแล้ว   อีนี่มันทำห่าอะไรอยู่วะ?

                “รุณ ใครโทรมาเหรอ เอ้า อึ้บ!”   เสียงผู้ชายดังมาจากทิศทางด้านล่าง

     เฮ้ยๆๆๆๆๆ   งี้ชัวร์เลยนี่หว่า มันตอบผมกลับมาว่า ‘เออ อย่างที่แกคิดนั่นแหละ’
     ซานเจวางสายแทบจะทันทีที่เดาความออก


     ตอนนี้พึ่งจะเที่ยง พวกเราเดินไปนั่งกินข้าวกันในโรงอาหาร นั่งมองนักศึกษาสาวๆ ที่มีการแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ กระโปรงไม่เคยเลยเข่าพลาง กินไปพลาง ข้าวมื้อนี้ช่างอร่อยเหลือหลาย
     ผมหันไปพูดกับซานเจ...

        “สุดยอดอารยธรรม! แต่พอมองอย่างนี้มันก็อดคิดไม่ได้นะ ว่าทำไมคนเราถึงเอาแต่ตัดสินคนอื่นกันจากรูปลักษณ์ภายนอก”

            “มนุษย์มักจะเอาตนเองเป็นที่ตั้งเพื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอ”   ซานเจพูดขึ้น

        “งั้นไอ้การที่จะบอกว่าใครดี ใครไม่ดีมันก็ช่างเป็นเรื่องสุดแสนจะปัญญาอ่อนสิ้นดีเลยน่ะสิ”

     ผมหันไปตอบมัน แล้วต่อด้วย

        “ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้รู้ห่า รู้เหวอะไรมากมายเกี่ยวกับคนที่ตัวเองไปตัดสิน ก็ผ่าฟันธงมันไปซะหมด   เพราะงี้มันถึงได้เน่าไงล่ะ”

     ซานเจยกกาแฟเย็นขึ้นซด เคี้ยวน้ำแข็งกร้วมๆ แล้วพล่ามต่อจากผม

            “นอกเรื่องไปไกลเลยว่ะ แต่ว่านะ ทำไมถึงไม่คิดกันบ้างล่ะ ว่าที่คุณเธอใส่สั้นแบบนี้เพราะไม่มีตังจะไปสั่งตัดตัวใหม่น่ะ   ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่ฉันคิดว่าทุกการกระทำของแต่ละคนล้วนมีเหตุผลในแบบของตัวเอง...”

        “เรื่องอรุณน่ะ…แฟนเก่าโทรไปหาแท้ๆ ดันโดดเหยงๆ อยู่บนตอไอ้บ้าหน้าไหนก็ไม่รู้ เฮ้อ~~”

            “เออ โลกนี้แม่งบัดซบชะมัด”   มันตอบกลับมาเนือยๆ แล้วปล่อยสายตาไปกับขาอ่อนขาวอวบที่กำลังเดินทอดน่องผ่านไปผ่านมา

        “อย่าโทษโลกสิว้า   ของอย่างงี้มันเกิดขึ้นได้เฟ้ย แล้วอีกอย่าง ที่ยัยนั่นมันจะไปดิ้นดุ๊กดิ๊กบนตอใครก็เป็นสิทธิ์ของมันนี่หว่า อาจจะมีเหตุผลแบบของมันเหมือนที่พล่ามมาก็ได้... เอ็งมันก็แค่แฟนเก่า”

     หันมาจ้องหน้าผมเขม็งเลยแฮะ ฮ่าๆๆ จังหวะนี้ถ้าเปิดเพลงแฟนเก่าของ Labanoon คลอล่ะก็เอ็งเอ้ย

     มันยกมือขึ้นตบไหล่ซ้ายผมก่อนจะพูดว่า

            “เอาให้สุดๆ ไปเลยนะ เต็มที่!”



     เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก อาจเป็นเพราะพวกเราเอาแต่คุยเรื่องไม่เป็นเรื่อง โลกเลยหมั่นไส้หมุนเร็วกว่าปกติ ตอนนี้บ่ายโมงกับอีกแปดนาที พวกเราขึ้นลิฟต์ไปนั่งรอบนชั้น 4 ตามที่นัดไว้   วันนี้ไม่มีคาบสอนในห้อง มันเลยดูโล่งโหวงเหวง นี่ถ้าให้มานั่งตอนกลางคืนคนเดียวคงสยิวกิ้วน่าดู

     ผ่านไปราว 10 นาที เงาของชายร่างสูงใหญ่กำยำก็ทอดลงบนพื้นที่มันวาวผ่านประตูหน้าตรงเข้ามาหาผมกับซานเจ   เขามาพร้อมกับแว่นเลย์แบนแบบตี๋ใหญ่ในชุดตำรวจ กับหนวดเคราความหนากำลังดีเข้ากับผิวสีดำคล้ำ มือซ้ายถืออะไรซักอย่างแบนๆ ขนาดเท่าสมุดปกแข็งเล่มมาตรฐานที่เด็กใช้เขียนหนังสือ...

                “ไงพิชิต ซานเจ ไม่ได้เจอกันพักเดียวพวกแกพากันไปก่อเรื่องให้ฉันปวดหัวอีกแล้วนะ”

     เขาเอ่ยเสียงขึ้นด้วยเสียงใหญ่ทุ้มนุ่มลึก ก่อนจะเข้ามานั่งบนเก้าอี้แล้ววางของที่ถือมาตรงหน้าผม มันคือคอมพิวเตอร์พกพานั่นเอง ถึงจะดูคล้ายไอแพดแต่ตัวนี้เจ๋งกว่าด้วยระบบโซลิดสเตจทัชสกรีน หรือก็คือจอสัมผัสแบบฉายภาพกลางอากาศนั่นเอง ที่ตัวเครื่องก็มีแค่แป้นพิมพ์จอสัมผัส LED เท่านั้น...

        “แล้วเรื่องจ่าไพลิน หรือเรื่องเมื่อคืนล่ะ?”   ผมถามกลับไป

                “เรื่องเมื่อคืนน่ะสิ พวกแกดันไปอาละวาดกลางกล้องวงจรปิดซะได้ ฉันเลยต้องเสียเวลาเคลียร์กับพวกนักข่าวไปตั้งนาน...ชิตเอ๊ย หน้าฉันมันก็ดำอยู่แล้ว อย่าทำให้ขอบตาฉันดำกว่าหน้าเลยว่ะ”

     สารวัตรตอบผมกลับมาพลางนวดขมับ...

        “ขอโทษทีที่พวกผมช่วยผู้หญิงไว้ไม่ทัน”

            “มันค่อนข้างจะชุลมุนน่ะครับ”   ซานเจพูดแล้วก้มหัวลงนิดนึง

     สารวัตรเปิดคอมพ์ แล้วหันมาพูดต่อ

                “ช่างเถอะ...ชันสูตรเรียบร้อยแล้ว น่าจะถูกบังคับให้เสพยา ตามร่างกายก็มีแต่รอยฟกช้ำ   ตอนนี้ญาติรับศพไปวัดแล้วล่ะ เออ...ชิตเรื่องไอ้ไพลินน่ะ มันหักหลังแกสินะ?”

     โอ้โห! สมกับเป็นสารวัตรเดาถูกเผง หวังว่าเขาคงไม่มีเอี่ยวกับเวทมนต์นะ

        “ก็ตามนั้นล่ะครับ นี่มัน 2 รอบแล้ว พี่แกยังทำตัวไม่รู้ธรรมเนียม เลยจัดซะ…”

                “ล่อซะระเบิดเถิดเทิงเลยนะ แล้วไอ้เจ้าอาวาสนั่นคงเป็นพวกไพลินด้วยล่ะสิ... ฉันจะไม่ถามแกหรอกว่ามันเรื่องอะไร แต่ทีหลังหัดหลบๆ ซ่อนๆ หน่อย เพราะคนลำบากวิ่งเต้นมันคือฉัน”

     ซานเจมันทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ชะงักลง เพราะผมส่งสัญญาณเหยียบตีนเบรคมันไว้ก่อน

     สารวัตรเปิดไฟล์วิดีโอให้พวกเราดู มันเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดคืนวันเกิดเหตุบุกปล้นบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง   ที่จริงซานเจมันก็บอกผมแล้วล่ะว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่พอได้เห็นของจริงแล้วมันช่างน่าสลดคดแค้นใจเหลือเกิน

     เป็นภาพมุมสูงเยื้องซ้าย...   หน้าประตูรั้วมีรถมอเตอร์ไซค์จอดเรียงราย คนที่นั่งซ้อนอยู่บ้างก็โห่ร้อง หัวเราะเฮฮา ไม่ก็ขว้างปา ขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนกำแพง   ที่จริงไม่มีเสียงหรอก แต่ลักษณะการกระทำของพวกมันฟ้องอยู่เต็มสองตา   ผ่านไปถึงราวนาทีที่ 8 ของบันทึก ชายหนุ่มคนหนึ่งลากลุงแก่ๆ ออกมาในสภาพอาบเลือด ก่อนที่อีกคนจะฉุดกระชากลากเด็กชายรุ่นคราวมัธยมปลายออกมากองกลางฝูงมอเตอร์ไซค์ที่บ้าคลั่งอย่างหมาบ้า   พวกมันรุมเตะ รุมต่อย สารพัดที่คนชั่วๆ จะทำกัน ต่อหน้าสายตาชายแก่ที่ทำท่าร้องไห้อ้อนวอน ราวกับจะพูดขอชีวิตของเด็กหนุ่มคนนั้น...

            “ไอ้พวกชาติชั่ว!!!”

     ซานเจแหกปากขึ้นมาอย่างเดือดดาล ริมฝีปากกัดเน้นลูกตาถลนจนแทบจะหลุดจากเบ้า ทำเอาหน้าหล่อเข้มนั่นกลายเป็นฆาตกรในบัดดล...

     แต่ความชั่วช้าทารุนยังดำเนินต่อไปในภาพบันทึก   ชายแก่ถูกจับมัดกับเด็กหนุ่มที่เสื้อสีขาวถูกห่มด้วยเลือดแดงฉาน   ไอ้ชั่วที่ท่าทางจะเป็นหัวโจกเดินมาหยุดตรงหน้าพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งชายแก่ทำท่าตะคอกกลับไป จากนั้นมันก็ทำในสิ่งที่ผมแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง...

        “กดหยุดไว้ก่อนซิ! นั่นมันปืนเลเซอร์รุ่นติดแขน PA* นี่หว่า!!!   สารวัตรทำไมพวกมันมีของแบบนี้ นั่นไม่ใช่ของที่หาซื้อได้ทั่วไปนะ”

*(PA = all Purpose assault Armor แต่พวกทหารในโลก UnReal มักจะเรียกว่า Personal assault Armor กันซะมากว่า แต่พวกรุ่นเก่าๆ จะถูกเรียกเหยียดๆ กันว่า Paper Armor ไม่ก็ Peeing in the Ass เพราะความห่วยและก๊องแก๊งของมัน ไว้ซักวันจะหาทางวาดรูปมาให้ดูเพราะผู้แต่งไม่มีความสามารถด้านศิลปะวาดเขียนเลย T^T หรือใครใจดีวาด+ออกแบบให้เลยก็ได้นะจะขอบคุณอย่างแรง ;)

     ที่มันถืออยู่จริงๆ แล้วจัดเป็นรุ่นเก่า แต่พลเรือนไม่มีสิทธ์ครอบครองอาวุธลำแสงไม่ว่าประการไดทั้งปวงบัญญัติโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แม้แต่คนลักลอบขายปืนเถื่อนยังไม่กล้าหามาเลย   แถมรุ่นนี้ยังเป็นแบบชาร์จพลังงานได้ ความรุนแรงสูงสุดในอุณหภูมิปกติสามารถเป่ารถถังที่เผลอเปิดเกราะพลังงานได้เลย ถึงไอ้พวกนี้จะทำไม่ได้เพราะไม่ได้สวม PA ก็เถอะ

                “ลองดูหน้าไอ้ระยำนั่นให้ดีๆ สิแล้วพวกแกจะถึงบางอ้อเอง”

     ผมกดซูมดูใบหน้าของมันชัดๆ   ใช่! ถึงบางอ้อจริงๆ แม้สีกับทรงผมจะเปลี่ยน แต่คางยื่นและตาส่อนหางตาห้อยของมันเป็นที่จดจำของผมแน่นอน   แล้วสารวัตรก็พูดแทรกเข้ามา...

                “ปืนของพ่อมันน่ะ รู้สินะว่าพ่อมันเป็นใคร”

        “หึ ก็พี่ชายคุณไงล่ะ พลโทสานใจ พลับพลาทอง”

     สิ้นเสียงผมสารวัตรก้มหน้าถอดหมวกออกต่อด้วยกดให้วีดีโอเล่นต่อ

     มันลั่นไกหลังจากหน่วงพลังงานไว้ราว 5 วินาที   ลำแสงพุ่งผ่านร่างของทั้งสองกลางลำตัวระเบิดออกบนพื้นคอนกรีตด้านหน้าของชายหนุ่มด้านหลังของลุงแก่ เชือกที่มัดไว้ขาดออกต่อด้วยร่างอันแน่นิ่งกองลงกับพื้น เหลือทิ้งไว้เพียงรูขนาดประมาน 5-6 นิ้ว บนลำตัวของทั้งคู่ แผลที่เผาไหม้ไม่มีเลือดไหลออกมา พร้อมกับความเฮฮาของไอ้สารเลว   ภาพบันทึกถูกตัดจบลงแค่ตรงนี้...

                “สิ่งที่ฉันเหลืออยู่คือความแค้น แค้นในความล่าช้าของตำรวจ แค้นในความอ่อนแอของสังคม แค้นในตัวเองที่ไม่สามารถอบรมลูกหลานให้เป็นคนดีได้!!!”

     นายตำรวจถอดหมวกออกมาปิดหน้าดำคล้ำของตัวเอง...

                “ฉันอุทิศชีวิตให้ชาติ แต่ทำไมมันกลายเป็นอย่างนี้!   โดนปลดจากกองทัพ ก็ยังดีที่ได้มาเป็นตำรวจ มาดูแลกรุงเทพที่เสื่อมโทรม แต่กลับถูกค้ำคอจากอิทธิพล แล้วไอ้เลวพวกนั้นดันเป็น พี่ ตัวเอง!!!”

     เสียงแห่งความโศกเศร้าโกรธาแผดก้องไปทั่วห้องที่กว้างโล่ง   ความรู้สึกที่แฝงมากับเสียงนี้มันช่างยากจะเข้าใจ ถ้าตัวเองไม่ได้อยู่ ณ จุดยืนเดียวกันนั้น   คนทั่วไปที่ดูข่าวอาจจะแค่โกรธ แค้น ไม่ก็สงสารผู้เคราะห์ร้าย ที่ฉายทางทีวี หรืออีเมลล์ แต่กับชายผู้ยืนบนจุดนี้ที่ต้องรับผิดชอบอย่างสารวัตรสำราญ ความเจ็บแค้นมันผิดกัน



     คำสั่งคือ

                “ฆ่าให้เกลี้ยง!”   ปึง! สารวัตรทุบแผ่นไม้รองเขียนแล้วลุกเดินออกไป

     มันก็เรียบง่ายดี แต่...มันอาจจะมีอะไรมากว่านั้น   ผมไม่ตอบตกลงไปทันที แต่เป็น...

        “ขอคิกก่อง”   ออกเสียงกวนตีนไปเล็กน้อย...

                “ขอคำตอบภายใน 2 วัน จากสาย..มันจะกลับไปซิ่งอีกเร็วๆ นี้”

     สารวัตรพูดโดยไม่หันมามอง   ส่วนซานเจ...

            “ฉันจะเข้าเมืองหลวง คิดว่าน่าจะต้องใช้ ไอ้แมงมุม ยังขาดอะไหล่อีกสี่ห้าอย่าง”

     ตัดสินใจลงมือรองรับสถานการณ์ได้รวดเร็วทันใจดีจริงๆ ข้อมูลเหยื่อทุกตัวก็อยู่ในมือถือเรียบร้อย   แต่ที่ไม่ดีมีอย่างเดียว...

        “ทำไมไม่ไปส่งกูที่บ้านอรุณก่อนล่ะว้อย!!!”

     ครับ...ตอนนี้ผมยืนอยู่หน้าบ้านอรุณพร้อมกระดาษปึกหนึ่ง ประตูลูกกรงเหล็กดัดลวดลายชดช้อยสวยงามแบบไทย  ขัดกับตัวบ้านแบบประหยัดพลังงานที่เต็มไปด้วยกระจกโปร่งใส พร้อมสนามหญ้ากว้างพอจะตั้งวงเตะตะกร้อได้สัก 7-8 คน นั่นคือสภาพภายนอก   ว่าแล้วก็กดออด ก่อนจะมาผมโทรมาเช็คเรียบร้อยอยู่บ้านแน่ๆ สงสัยเมื่อเช้าจะเพลีย หึหึหึ

     กิ๊ง ก่อง~~~

              “นั่นใครคะ?”

     เสียงหวานของผู้หญิงที่ฟังดูคุ้นหูดังขึ้นจากลำโพงตรงออด   ผมยื่นตัวเองหน้าไปไว้หน้ากล้องที่อยู่ติดๆ กับลำโพง พร้อมด้วยคำพูดตามมารยาท...

        “ผมพิชิตครับ ไม่ทราบว่าคุณอรุณอยู่ไหมครับ”

              “ฉันเอง มีธุระอะไรรีบๆ ว่ามา”

     โห น้ำเสียงเปลี่ยนไปเลยแฮะ!

        “เฮ้ยๆ ต้อนรับขับสู้กันหน่อยเด้ ก็โทรบอกเธอแล้วเข้าไปคุยข้างในไม่ได้รึไง?”

              “โอ้ ถ้าไม่ใช่แกล่ะก็ได้อยู่หรอก อยู่ดีๆ ก็จะมา เผลอแว้บเดียวก็หายหัวไป นิสัยเหมือนไอ้งั่งนั่นเดี้ยะๆ เลย”

     น่าน ยังจะมาแขวะกันอีก ไอ้งั่งนั่นคงหมายถึงซานเจสินะ มาถึงขั้นนี้เรื่องอะไรจะกลับให้โง่ฟะ!

        “เอ้าๆ นี่เรื่องงานนะเนี่ย เธอทำงานอยู่กับหนังสือวัยรุ่นไม่ใช่เหรอ นี่มีงานมาให้พิจารณานะเนี่ย”

              “เออ เข้ามาสิ”   เสียงไม่ค่อยจะเต็มใจเลย...

     ว่าง่ายอย่างนี้แต่แรกก็เรียบร้อยไปแล้ว   สักพักประตูอัตโนมัติก็เปิดออก

     ร่างของหญิงสาวเดินทอดน่องออกมาจากในบ้าน เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูกระจก ผมเดินเข้าไปยิ่งใกล้ยิ่งชัด...   ว่ากันว่าเด็กผู้หญิงนั้นพอจบม.ปลายไปแล้วคุณเธอจะเปลี่ยนไปราวกับคนละคน   แต่ทว่า! กับแม่หนูอกแฟบคล้ำเตี้ยคนนี้ ทำไมมันเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ไปได้! ที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้คือสาวสวยผิวขาวหน้ารูปไข่ผมยาวเลยบ่า หุ่นโค้งเว้าเข้ากับสะโพกผายชวนสัมผัส กับส่วนสูงที่น่าจะเกือบ 185 เซนติเมตร สูงกว่าผมซะอีก! ที่สำคัญหน้าอกนั่นมันมาจากไหนว้า!?   สัดส่วนอัดแน่นกระชับอยู่ในเสื้อสีขาวลายมิกกี้เมาส์ที่ส่วนหูไปตรงกับลูกบอลวิเศษพอดี กับกางเกงยีนส์สีฟ้าซีดขาเดฟ

     นี่ถ้าไม่ได้หน้าผากกว้างและคำทักทายของคุณเธอมาย้ำ ผมคงทักผิดคิดว่าเป็นคนอื่นไปแล้ว

              “ไง อึ้งล่ะสิเจอแบบนี้เข้าไป”

        “ไม่อึ้งก็บ้าแล้ว ไม่เจอแค่ปีกว่ากลายมาเป็นแบบนี้ ไปเกาหลีมาเหรอ”

     ผมตอบเธอกลับไป พลางไล่สายตาจากล่างขึ้นบนอีกครั้ง... ไอ้ซานเจมันโง่จริงๆ

              “ของแท้ตะหาก”



     เธอเดินนำผมไปห้องรับแขก ก็หน้าประตูนั่นแหละเดินอีกแค่ 7-8 ก้าว ภายในจัดแต่งสไตล์บ้านชานเมืองของยุโรป แค่ไม่มีเตาผิง   ผมนั่งลงบนโซฟาตัวยาว ส่วนอรุณนั่งโซฟาเดี่ยวตรงข้ามที่คั่นกลางด้วยโต๊ะน้ำชาบานกระจก ที่ตลกคือไอ้โต๊ะนี้มันมีขาโต๊ะ 5 ขา... มันจะทำไว้ทำไมให้เกินพอดีวะ

        “84 55 86 กับ 1.8 เมตร  ซุปเปอร์โมเดลยังอายเลยนะเนี่ย สวยขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ”

     คงน่าเสียดายถ้าต้องลงไม้ลงมือ   ผมโยนปึกกระดาษลงบนโต๊ะฝั่งอรุณ

              “ชั้นชอบนายก็ตรงปากหวานนี่แหละ แต่พวกผู้ชายมันมักจะปลิ้นปล้อนเสมอ   แล้วไอ้นี่อะไรล่ะ”

     เธอหยิบกระดาษปึกนั้นขึ้นมาเปิดอ่านผ่านๆ ไล่ทีละหน้า

        “อรุณ... ขอจับหูมิกกี้ทีเดะ”

     เธอไม่ตอบอะไรแค่ชำเลืองมองผม แล้วยกส้นเท้าเข้าให้ ก่อนจะวางกระดาษปึกนั้นลงแล้วพูดขึ้น

              “An-chan Thrust in Life…   ยังทำอะไรไม่เข้ากับหน้าเหมือนเดิมนะ นี่อยากให้ชั้นเอาไปลงตีพิมพ์เหรอ”

        “ใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสาวน้อยเวทมนต์น่ะ รักใสๆวัยกระเตาะ   แต่ก็มีฉากบู๊กับฉากสยิวกิ้วอยู่ด้วย…”

     อรุณนั่งฟังอย่างตั้งใจ ไม่พยักหน้า ก็เอาแต่ อืม อืม...   จนผมเล่าเรื่องมาถึง

        “นักเวทชั่วช้าต้องการลูกแก้ววิเศษสีฟ้า เลยออกตามหาอย่างบ้าคลั่งเพราะหวังคลองโลก แต่ก็มีผู้กล้าปรากฏตัวออกมาปราบได้ แต่สาวน้อยเวทมนต์ดันฆ่าผู้กล้าซะเองแล้วคลองโลกน่ะ แต่ตรงนี้ฉันยังเขียนไม่ถึงอะนะ...”

              “โห ยังทำอะไรซับซ้อนเหมือนเดิมนะ”   จู่ๆ เธอก็รีบพูดแทรกเข้ามา

        “ใช่ เพราะเวทมนต์มันไม่ธรรมดา ใช้ฆ่ากันได้ง่ายๆ โดยไม่เหลือหลักฐาน ขนาดซัดกันตูมตามยังจับไม่ได้เลย”

     อรุณสะดุดกึกขึ้นมาทันที สีหน้าเปลี่ยนไปชัดเจน นี่แค่หยอดนิดเดียวเองนะ

              “หรือว่าเหตุการณ์ที่วัดนั่น...”

     เธอพูดขึ้นเสียงอ่อย แต่ผมไม่คอยให้เธอเสียบมาหรอก

        “วัดแจงร้อนน่ะเหรอ เออฉันก็ตกใจมากเลยล่ะกับข่าวนั่นนะ เพราะงั้นถึงได้นึกเรื่องพวกนี้ขึ้นมาไง... แรงบันดาลใจมันมาจากทุกทางนั่นแหละ ฉันเป็นนักเขียนก็ต้องหาทางจับกระแสผู้อ่านเป็นธรรมดา ตอนแรกยังคิดว่าเป็นการก่อการขององค์กรระดับประเทศรึเปล่าเลย”

              “เหรอ อืม... ไว้พรุ่งนี้ฉันจะเอาไปให้บก. พิจารณาแล้วกัน”

     แม่นี่มันต้องรู้อะไรแน่ๆ พอใช้คำว่าองค์กรมีหรี่ตาลงแล้วแหงนหลัง พยายามไม่ให้จับพิรุธสินะ พอผมทำท่าจะพูดแหย่ต่อก็มีเสียงผู้ชายพูดภาษาอังกฤษดังแทรกมาจากบริเวณบันไดชั้นสอง...

                  “อรุณ คุยกับใครอยู่เหรอครับ~~”

               “พอดีเพื่อนมาคุยเรื่องงานน่ะค่ะ”

     อรุณตอบกลับไปทันควันด้วยภาษาไทย ผู้ชายคนนั้นค่อยๆ เดินลงบันไดมาในชุดสูทสีเทา เนคไท้สีแดงอ่อนแกว่งไกวดึงสายตา ก่อนที่เจ้าตัวจะจับรูดให้เข้าทรง   ในด้านหน้าตานั้นพูดได้ว่าหล่อในสายตาสาวๆ เลย ยังกับ ติ๊ก เจษฎาพร ตอนหนุ่มๆ เป็นผีมาให้เห็นเลย ต่างกันตรงที่ผมสีทองนี่ล่ะ

     ไอ้หมอนั่นเดินมาโอบไหล่อรุณทางด้านหลังแล้วมองมาที่ผม แลวอรุณก็พูดแนะนำให้ผมรู้จัก...

              “นี่คุณเฟร็ดดริว โดเบอร์ บรรณาธิการของชั้น คนนี้แหละที่จะพิจารณางานของนาย”

        “โอ้สวัสดีครับ ผมพิชิต กำชัยพลครับ เอางานเขียนมาเสนอ”

     ผมตอบกลับภาษาไทย เพราะฟังอรุณพูดรู้เรื่องคงรู้ภาษาอยู่   ต่อด้วยทำท่าลุกขึ้นจะจับมือ แต่...ไอ้คุณผรั่งมันดันปัดไม่รับคำทักทายซะนี่...

                  “โอ้ ม่ายจำเป็นหรอกขราบ งานของคูณน้านเดี๋ยวโผมจะพิจาระนาให้ทีหลัง ตอนนี้โผมต้องรีบไปออฟฟิสก่อนล่ะขราบ”

     มันทำหน้าสบายๆ ต่อด้วยกระซิบกระซาบกับอรุณ ก่อนจะหอมแก้มแล้วเดินออกไป ทิ้งผมไว้ให้งงเล่น

               “บก. ค้า วันนี้หนูลาป่วยนะคะ”

     ยัยอรุณนี่ก็ทำอี๋อ๋อออเซาะไปกับมันด้วย โถ่ไอ้ฝรั่งขี้นกเอ๊ย!   ก่อนที่ผมจะคิดไปเลยเถิดอรุณก็ตัดบทเข้ามาด้วย...

              “นามปากกาล่ะ ใช้อะไร?”

        “Conquer อันเดิมที่เคยใช้สมัยมัธยมนั่นแหละ”

     จริงๆ แล้วมันเป็นนิยายที่ผมไปลอกมาจากในเน็ต เป็นเรื่องเก่ากว่า 200 ปีมาแล้ว ผู้แต่งตัวจริงที่ใช้นามปากกาว่า หมอกม่วง เองก็ม่องเท่งไปจนไม่เหลือซากแล้วด้วยซ้ำ

        “เธอไม่ได้คบกับไอ้เจแล้วเหรอ? ถึงได้มาควงฝรั่งนั่นน่ะ”   ผมแกล้งบื้อถามไป

     ไอ้หมอนี่เอง ที่เป็นคู่ฟีเจอริ่งเมื่อเช้า มิน่าถึงได้หยุดงานอย่างสบายใจ เพราะจับระดับหัวหน้าไว้นี่เอง นี่คือเหตุผลแบบที่ซานเจมันพูดไว้งั้นรึ แต่คนอย่างอรุณผู้มั่นใจในตัวเองไม่น่าจะทำแบบนี้ได้เลย ที่ว่าเวลาทำลายทุกสิ่ง สงสัยจะจริงแล้วล่ะ

              “อ้าว นี่นายไม่ได้ติดต่อกับมันเลยเหรอ ฉันคิดว่านายยังใกล้ชิดสนิทสนมกันเหมือนเดิมซะอีก”

        “เออ ก็เพิ่งจะรู้นี่แหละ ไปเกาะหัวหน้างานอย่างนี้ ทำตัวไม่สมเป็นเธอเลยนะ”

     อรุณลุกขึ้นเดินไปทางซ้ายมือของประตูบ้าน ผ่านบันไดเข้าไปในครัว ซึ่งมีระดับต่ำกว่าพื้นห้องปกติ ต่อด้วยเสียงออกแนวประชดประชัน...

              “หึ แล้วไม่ได้รึไง อย่ามามองฉันแบบจับผิดหน่อยเลย ฉันก็มีเหตุผลในแบบของตัวเอง นายไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นไม่ใช่เหรอ? ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เลิกพูดซะเถอะ!   อีกอย่าง ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ชอบพวกทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ เดี๋ยวมา เดี๋ยวไป แบบพวกแก 2 คน”

     ใช้คำว่า พวกแก นี่เหมารวมฉันไปด้วยสินะ ช่างเถอะยังไงซะเดี๋ยวก็รู้เองแหละ

              “ถ้าหมดธุระแล้วก็รีบไสหัวไปได้แล้ว”

     อ้าว ไล่กันงี้เลย ไม่ใช่ตัวเธอเองหรอกเรอะที่ผลักไสไอ้เจมันน่ะ!

        “โหน้ำก็ไม่ยกมาให้ซักแก้ว นี่ฉันเป็นแขกนะเว้ยไล่กันเงี้ยเลย?”

     เธอหันมามองหน้าผมทำหน้ามุ่ย ปากจู๋ หน้าย่น ก่อนจะหันไปแล้วเปิดตู้เย็นที่ตั้งเลยประตูห้องน้ำทางซ้ายมือ หยิบขวดน้ำออกมา...

        “โอ้! แทนที่จะเอามาเสิร์ฟตั้งนานแล้ว”

              “หา? ทำไมชั้นต้องมาเสิร์ฟน้ำให้คนอย่างแกด้วยล่ะ!”

     เธอพูดขึ้นแล้วเปิดฝาขวดยกกระดกเสียงดัง เอื้อกๆ กันดื้อๆ โหยนิสัยห่วยแตก

              “อะไร? ทำหน้าอย่างนั้นมีปัญหารึไง”

     เสียงกวนตีนดีแท้ ทางนี้หิวน้ำจะตาย ร้อนก็ร้อนแม่งยังจะมายั่วอีก!

        “ไม่ให้ทำหน้าอย่างนี้แล้วจะให้ทำอย่างไหนวะ กลับก็ได้เว้ย!!!”

     หน้าผมตอนนี้เหยเกไปหมด อยากจะลุกไปซัดให้ร่วงจริงๆ ปากหยั่งงี้มันน่าจับเลาะฟันนัก!



     ผมเดินออกจากบ้านอรุณไปทางสุเหร่า หาอะไรกินหน่อยแล้วกัน... หึ คืนนี้ท่าทางจะไม่หมูซะแล้ว ยัยนี่รู้อะไรมากกว่าที่คิดซะอีก ทั้งองค์กร ทั้งไอ้พระนั่น

     แผนคือแอบติดเครื่องดักฟัง ผมไม่คิดจะบู๊ระห่ำโดยไม่ได้ข้อมูลอะไรหรอก มันต้องค่อยเป็นค่อยไป   เรื่องแบบนี้ถ้าเอากำลังเข้าว่าอย่างเดียวล่ะก็ไม่เคยจบดีซักครั้ง ชีวิตมันต้องแขวนไว้บนการเจรจาถึงจะดีที่สุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 10, 2011, 08:13:51 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
xavier
Legendary Pilot
******
กระทู้: 1313



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2011, 07:02:13 PM »

ที่เอาแต่งนี่อ้างอิงมาจริงชีวิตผู้เขียนทั้งหมดเลยหรือเปล่าครับเนี่ย
บันทึกการเข้า


เวลาไหลไปอย่างคงที่เสมอมีเพียงแต่ใจคนเราเท่านั้นแหละที่ไม่เคยจะไหลคงที่
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 564


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2011, 07:05:20 PM »

ปกติแล้ว ตัวละครเอกมักจะอิงจากชีวิตจริงผู้แต่งส่วนหนึ่งอยู่แล้ว

และชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วว่า UnReal = ไม่จริง, ลวงตา

"โลกนี้ไม่มีความจริง สรรพสิ่งล้วนมายา" คือหนึ่งในตัวแปรดำเนินเรื่องครับ ในเรื่องตัวละครทุกตัวไม่มีพูดจริง 100% เลย แม้แต่ตัวเอกก็เป็นเพียงภาพมายา
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 564


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 25, 2011, 06:22:00 PM »

Unreal 6   …to be the Sad man…



      พระจันทร์คืนนี้ ถึงจะยังไม่เต็มดวงดีแต่ก็สวยพอตัวเลยทีเดียว... หัวใจของผมเต้นสั่นระรัว ประสาทสัมผัสทุกชนิดพลันตื่นตัวเต็มที่ เป็นไปอย่างอัตโนมัติทุกครั้งที่มันเริ่มขึ้น ความระแวดระวังที่พุ่งพรวด

     ‘การเสี่ยงตาย’   แม้จะต่างจากเมื่อครั้งยังอยู่ในสงคราม แต่การเดินย่ำไปในยามราตรีของกรุงเทพทุกวันนี้ช่างเหมือนกันซะเหลือเกิน...เหมือนสนามรบจริงๆ บนถนนไม่คลาคล่ำไปด้วยรถ ตรอก ซอกซอย เงียบงัน เหล่าชีวิตที่ไม่อาจเผชิญแสง โลดแล่นไปบนเส้นทางแห่งความมืด...ไม่มีมิตร ไม่มีแบ่งปัน เหลือเพียงแก่งแย่งและช่วงชิงซึ่งทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่ ชีวิต...

     ภายใต้แสงไฟของนักท่องราตรีและป้อมตำรวจนั่นคือสถานที่ปลอดภัยไม่กี่แห่งในยามมืดค่ำเช่นนี้ ซึ่งคนที่แต่งตัวสุดแสนจะผิดปกติอย่างผมไม่มีวันจะเฉียดเข้าไปใกล้ ดีที่ทางไปบ้านอรุณจากบ้านผมมันมีป้อมตำรวจอยู่แค่ป้อมเดียว ทำไมต้องกลัวน่ะเหรอ? ก็เพราะมืดๆ แบบนี้พวกตำรวจจะใช้สูตรสำเร็จ ‘ยิงก่อนถาม’ น่ะสิ อันตรายมาก

          “อืม เอาไอ้โม่งมาใส่เลยแล้วกัน... ทำไมคืนนี้มันร้อนยังงี้วะ”

     อีกราวๆ 5 เมตร จะเข้าเขตแขนซ้ายกระตุก ตอนนี้ผมอยู่ในชุดปิดมิดชิดทั่วตัวสีดำสนิท พกมาแค่อรัญญิกในตำนานเล่มเดียว กับอุปกรณ์ดักฟังขนาดเล็กเท่าเม็ดยาแก้ปวดลดไข้

     ผมย่องเข้าไปในตรอกข้างกำแพงบ้านอรุณ คราวนี้ไม่เหมือนคืนก่อน... น่าแปลก แขนซ้ายของผมมันไม่กระตุก หรือว่าจะไม่อยู่บ้านหว่า?   เอาเป็นว่าเริ่มเลยแล้วกัน แต่ว่า...

          “รู้สึกเหมือนมีคนตามมาเลยว่ะ”   ผมหันไปดูรอบๆ ก็เงียบเรียบร้อยดีนี่นา



     เวลา 0100 เริ่มปฏิบัติการณ์...
     ผมกระโดดขึ้นไปบนกำแพงบ้าน หลบหนามเหล็กดัดไปแบบเฉียดฉิว ต่อด้วยกระโจนข้ามหนามนั่น ก่อนจะลงบนพื้นสนามหญ้าในสภาพหน้าเกือบทิ่ม แล้วกลิ้งตัวอีกสองตลบเพื่อกลบเสียง   ประตูหน้าต่างกระจกแบบบานเลื่อนบนชั้นสองมีแท่นปูนยื่นออกมาประมาณ 3 นิ้ว และสูงพอจะถีบตัวถึง...   ผมเอามีดมาคาบแล้ววิ่งเข้าหาผนังปูนราบเรียบตรงหน้า และกระโจนเข้าใส่ ใช้ขาเตะขึ้นไปได้ 3 ก้าว ยื่นแขนขึ้นจนสุดคว้าแท่นปูนไว้ได้พอดี ตามด้วยดันตัวขึ้นไปสุดแรงเกิด...

     กลอนหน้าต่างแบบสับ ค่อยง่ายหน่อยนี่ถ้าเป็นแบบอื่นคงต้องลงไปหาทางอื่น...   ผมดันพยุงตัวไว้ด้วยแขนซ้ายดำปึ้ดที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด ปลายเท้าชี้กดไปบนผนัง   ได้เวลามีดแผลงฤทธิ์ ผมสอดปลายมีดอันเรียวแหลมเข้าไปในซอกกลอนสับ และ กริ๊ก ครืด   ไม่ได้ล็อคนี่นา...



     เข้ามาได้แล้ว...   ภายในมืดมากไม่เปิดไฟไว้เลย แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะตาผมมันมองในความมืดได้ดีระดับหนึ่ง   โทรศัพท์มือถือคงเก็บไว้กับตัว เอาเป็นห้องน้ำก่อนเลยใกล้มือสุด ห้องน้ำบนชั้นสองตามแบบทั่วไป โห มีเครื่องทำน้ำอุ่นรุ่นใหม่ในโฆษนานี่หว่า...

          “เอา*พาราไปกินซร้า!”     *(พาราเซตามอล ยาแก้ปวดลดไข้ไงจ้ะ)

     ผมสอดเครื่องดักฟังเข้าไปด้านหลังเครื่องทำน้ำอุ่น คนเราเวลาอาบน้ำมักจะเผลอพล่ามอะไรต่อมิอะไรออกมาโดยไม่รู้ตัว แถมบางทีอาจมีเสียงวาบหวิวชวนสยิวลอดออกมาด้วย เหอ เหอ

     ถัดไปเป็นห้องนอนคุณเธอสินะ หน้าประตูติดป้ายไว้ด้วยแฮะ   ผมลองเอาหูไปแนบแอบฟังดู อืม...ไม่มีเสียงลมหายใจ แล้วเดินลงบันไดไปด้านล่าง พอเอื้อมมือไปจับราวบันไดปุ้บ...

          “อื๋อ? ราวบันไดนี่มันหินอ่อนนี่หว่า!?”

     จะว่าไป บ้านนี้มันก็ใหญ่อยู่คนเดียวแบบนี้...

          “ที่พาไอ้ฝรั่งนั่นมานอน คงเพราะเหงาด้วยสินะ?”

                    “ใช่ แหมรู้ได้ไงเนี่ย”

          “อา พอดีฉลาดน่ะ”

     !!!?
     เสียงนิ่มๆ ดังมาจากข้างหลังผม   หรือว่า!  ผมหันไปทันที

          “เฮ้ย!”   ประกายไฟเกิดขึ้นตรงหน้า! โดยไม่รอช้าผมพุ่งตัวถอยหลังทันที

     พรึ่บ! วู่ม!

     ลมร้อนตีเข้าหน้าอย่างจัง เหมือนตอนเผลอหมุนแก๊สมากไปแล้วจุดไฟลุกพรึ่บอัดหน้า

                    “กะแล้วเชียว ไอ้พวกที่มาด้อมๆ มองๆ เมื่อคืนวานนี้มันนายจริงๆ ด้วยสินะ... พิชิต!”

     ร่างของผู้หญิงสะโอดสะองเดินเข้ามา ฝ่ากลุ่มอากาศที่ยังเลือนรางจากเปลวไฟตะกี้   ภาพตรงหน้าผมตอนนี้คือ ใบหน้าของอรุณที่นิ่งเรียบ ฉายแววตาแสนเย็นชามายังผมที่ล้มคะเมน   ผมลุกขึ้น

          “ปิดหน้าปิดตาซะขนาดนี้ยังจะอุตส่าห์รู้อีกนะ”

                    “อ๋อ พอดีฉลาดน่ะ”   แม่นั้นยกมือขึ้นเสยผม

     ผมฉวยโอกาสนี้ชักมีดพุ่งเข้าไปฟัน!   วินาทีนั้นที่มีดพุ่งเข้าไปที่ช่องท้องของอรุณมัน วืด!!?

        “บ้าน่า!”

     มีดพุ่งผ่านทะลุร่างของอรุณเข้าไป แต่กลับไร้สิ้นซึ่งสัมผัสใดๆ กับทั้งตัวผมเองที่ทะลุตามแรงเหวี่ยงไปด้วย!   แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าผมหลังผ่านตัวเธอเข้าไปแล้วกลับเป็นหน้าแข้ง!

     บึ้ก! ตึง!

        “อ้ากกกกกก”

     แม้จะยกแขนซ้ายขึ้นขวางแต่แรงเตะนั่นส่งตัวผมลอยละลิ่วปลิวกระแทกเข้ากับผนังอย่างจัง ก่อนจะหล่นลงบนพื้นชั้นล่าง   เฮ้ย! มันจะเตะแรงอะไรขนาดนั้น!?

                “ตายซะไอ้เวรเอ๊ย!”

     อรุณแผดเสียงลั่นพร้อมลูกไฟขนาดเท่าลูกบาสพุ่งเข้ามาหมายจะกระแทกหน้าผม!   ตายแน่กู!   ผมถีบตัวพุ่งไปหาโซฟาที่นั่งเมื่อกลางวันสุดตัว ลูกไฟร้อนผ่าวเฉียดที่แก้มซ้ายจนลุกไหม้!

        “ชิบหายล่ะ!”

     ผมถลกไอ้โม่งทิ้งทันที ถ้าช้าไปซักนิดละก็ไม่รอดแน่!   ไม่รู้หรอกว่ากี่องศา แต่แค่เฉียดยังลุกพรึบซะขนาดนั้น ไอ้โม่งมอดไหม้ไปในเวลาไม่กี่วิ เกิดระเบิดขึ้นทันทีที่ลูกบอลตกกระทบพื้น!

     เปลวไฟยังลุกโชติช่วงส่งให้ห้องที่เคยมีแต่เพียงแสงจันทร์สลัว สว่างไปทั่วในชั่วพริบตา   ภาพของอรุณที่ค่อยๆ ก้าวย่างลงบันไดช้าๆ ด้วยนัยน์ตาที่ส่องประกายตัดกับแสงพรึบพรับจากกองไฟ ทำเอาผมเสียวจี๊ด

                “โย่ว แหมไม่เจอกันแป๊บเดียวอารมณ์เปลี่ยนไปเยอะเลยล่ะ ไม่ยักรู้ว่านายจะมีเอี่ยวกับเซนต์ลูเซียนด้วย”   อรุณพูดด้วยเสียงสบายๆ ทั้งใบหน้าที่เรียบตึง

     อา... เซนต์ลูเซียนอีกแล้ว แหมพ่อนักบุญเนื้อหอม   ตอนที่ผมตกลงบนโซฟาตะกี้ผมก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าไอ้ที่ตัวเองเจอเข้าไปน่ะมันอะไร *ปรากฏการณ์มิราจนั่นเอง ยัยนี่ควบคุมความต่างของอุณหภูมิ...

        “ช้าก่อนคนสวยฉันไม่ใช่ไอ้นักบุญลูเซียนนั่นนะเหวย นี่ก็ไม่ได้กะจะมาฟาดปากอีกด้วยน่ะจ้ะ แล้วก็ขอเปลี่ยนอารมณ์เป็นจ้ำจี้แทนได้มั้ยจ๊ะ?”

                “อ๋า ไม่ล่ะพอดีก้นบึ้งหัวใจชั้นมันมีแต่ไมค์ ชิโนดะว่ะ”

     เสียงดุมากเลย ดูท่าคงต้องพักการเจรจาซะแล้วสิ

        “งั้นก็ช่วยไม่ได้ล่ะ คงต้องทุบให้ร่วงลงไปกองซะก่อน...”

     สิ้นคำพูดผมลุกขึ้นตั้งท่าลุยทันที   แต่เอ๋? อยู่ดีๆ อรุณดันยกผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กขึ้นอุดจมูกซะงั้น

                “ไอ้ที่จะร่วงลงไปกองน่ะมันแกต่างหากเล่า นี่เข้าไปอยู่ในพื้นที่สังหารของชั้นแล้วนะ”

     หา พื้นที่สังหารพูดอะไรของมัน?   นี่เรายืนอยู่บนโซฟาติดระเบิดเหรอวะ!   หือ รู้สึกมึนหัวนิดๆ อะ หายใจไม่ออก!!?

        “งะ งะ นี่มัน อะ อ่อก”

     อรุณยังยืนปิดปากปิดจมูกอยู่ที่เดิมกับแขนที่ยื่นมาข้างหน้า วาดมือไปมาเป็นรูปอะไรซักอย่าง   แต่ตัวผมกลับล้มลงไปกองบนพื้นแทนซะงั้น!

     กล้ามเนื้อแขน ขาหนักจนยกแทบไม่ขึ้น หายใจลำบากอย่างบอกไม่ถูก ปวดหัว ปวดเบ้าตาอย่างแรง แค่กลอกลูกตาก็ปวดจนแทบจะบ้าแล้ว!   อาการแบบนี้มันไม่ผิดแน่ แก๊สพิษ!

     ผมพยายามผงกหัวขึ้น...โต๊ะกระจกนั่น มันเรืองแสงสีฟ้าสดใสอยู่!   ไอ้นี่เองสินะ แต่เราไม่มีแรงเลยทำไงดี!

                “แปลกแฮะ ทำไมนายถึงไม่รู้ความสามารถของฉันล่ะ หรือว่าจะไม่ใช่คนของเซนต์ลูเซียนจริงๆ”   เธอลดมือลงเล็กน้อยจนเห็นสีหน้าที่แปลกใจชัดเจน...

                “แต่คงจะปล่อยให้รอดไม่ได้อยู่ดี *สูดไฮโดรเจนไซยาไนด์เข้าไปตั้ง 500 มิลลิกรัมยังไม่ตายนี่มันเกินคนไปหน่อยแล้ว”

     ชิบล่ะสิ มาคุยกันก่อนเต๊อะไหว้ล่ะ!   หือ? ไอ้ที่ยืนอยู่หน้าประตูนั่นมันใครหว่า? มีเงาคนยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ท่าทางอรุณจะสังเกตเห็นแล้วด้วย…

                   “โอ้ว มาย ก็อด~~~ นี่มานเกิดอารายขื้นกานขราบ!!!”

     เงานั่นตะโกนเสียงหลง เสียงฝรั่งที่ได้ยินไปไม่นานนี้เองที่แท้ก็ไอ้คุณ...

                “บก. มาทำอะไรคะ ดึกดื่นป่านนี้”

     อรุณหันไปยิ้มให้กับคุณชายผู้โชคร้าย ทำเอาตาค้างปากหวอไปเลย

                   “นี่มานอะไรกานขราบ อยู่ดีๆ ก็มีระเบิดตู้มต้ามขื้นมา โอ้ว อ้ายหมอน่านที่นอนแผ่อยู่มานใครขราบ ครายก็ด้าย Tell me ทีนะ”

      ไอ้บ้านี่เห็นเกือบหมดเลยนี่หว่าตายห่าล่ะมึง!

                “หนวกหูโว้ยไอ้ฝรั่งขี้นก ถ้าไม่ได้พกเงินเป็นตั้งๆ ชาตินี้กูก็ไม่เอามึงหรอกโว้ย!”

      นั่นปะไร! อรุณตะโกนลั่นพร้อมกำมือกลางอากาศไปทางกองไฟ แล้วสะบัดไปทางฝรั่งบ้านั่น กองไฟที่พื้นพุ่งอัดหน้ามันเข้าอย่างจัง มันดิ้นทุรนทุรายไปกับหัวที่ลุกไหม้ก่อนจะลุกลามไปทั้งตัวจนร่วงลงไปกองบนพื้น หยุดการเคลื่อนไหวแน่นิ่งตายสนิท...

     ทางนี้ก็จะตายเหมือนกันล่ะเว้ย! สภาพผมตอนนี้เหมือนปลาสดที่ถูกจับมากองบนพื้น ทำได้แค่อ้าปากพะงาบๆ รอวันตาย!   แล้วไซยาไนด์ตั้ง 500 มิลลิกรัมนี่ไอ้*มดแดงก็ไม่น่ารอด แต่กูรอดมาได้ไงวะเนี่ย! อ่อก
*(ไซยาไนด์มีประโยชน์ใช้เป็นยาฆ่าแมลง แม้ทุกวันนี้จะพยายามลดละเลิกใช้ก็ตาม)



     สติ การหายใจเริ่ม..จะขาดห้วงแล้วสิ   อรุณ... ไม่มีแรงจะสน..ใจ..แล้ว...

-แย่แล้ว! แค่พลังที่เล็ดลอดออกมาไม่สามารถสร้างอิเล็กตรอนและออกซิเจนมากไปกว่านี้อีกแล้ว!-

     เสียงที่คุ้นเคย... ดังก้องอยู่ใน...หัว อิ..เล็ก..ตรอน กับ ออกซิ...เจน?

   “ละ หลักการ..ของ ซะ...”   ไซยาไนด์…

-ผนึกกำลังถูกกระตุ้น! เพราะส่งพลังโดยตรงมากไปสินะ.. ต้องใช้พลังจากเซลล์แทน แย่จริง!!!-

     ผนึกถูกกระตุ้น? พลังจากเซลล์?  แย่..งั้นเรอะ?  จะ..อะไรก็ได้...ให้กูรอดที..เถอะ

-จะสลายพันธะไซยาไนด์ในร่าง และทำให้อากาศโดยรอบบริสุทธิ์... ที่เหลือขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว!-

     เสียง..แสดงออกถึง...ความตื่นตระหนกอย่าง..ชัดเจน!   นี่ซวยของจริงเลยนี่หว่า!!!

-กระบวนการจะเริ่มในอีก 10 วินาที... ระวังการใช้พลังให้ดี! ข้าคงหายไปอีกนะ...-

     เสียงสะดุดกึกลงทันที ตั้งใจจะพูดว่า ‘อีกนาน’ สินะ จะอะไรก็ช่างมันแล้วสถานการณ์แบบนี้... กูต้องรอด!!!

     กองไฟจากร่างอันแน่นิ่งมอดลง อรุณเมินซากของคุณ บก. ไปอย่างไม่ใยดี เธอหันมาจ้องที่หน้าผม... ตอนนี้สายตาของผมค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ ภาพเว้าบริเวณขอบตาจากอาการขาดออกซิเจนหายไปแล้ว แต่การหายใจยังคงติดขัด ผม..สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิภายในร่างกายที่พุ่งสูงขึ้น...

     เมฆพัดพาความมืดเคลื่อนออกไป แสงจันทร์สีเงินนวลผ่องพาดผ่านช่องกระจกใสเข้ามาในห้องนั่งเล่น ส่องสะท้อนบนจอตาของเธอ... แววตาที่มุ่งร้าย ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้ม หางตาย่นลง ตรงมุมปากแสยะขึ้น…

                “รู้มั้ย HCN(ไฮโดรเจนไซยาไนด์) น่ะ มันติดไฟง่าย...”

     9…  

                “เฮ้อ พรุ่งนี้ต้องทำความสะอาดกันยกใหญ่ อีกเดี๋ยวแกจะเป็นแบบเนี้ย”

     7…   อรุณชี้ไปที่ซากฝรั่งพร้อมเดินถอยหลังไปทางครัวหยุดอยู่หน้าห้องน้ำ ต่อด้วยโบกมือขึ้นเล็กน้อย มือขวาของเธอสะบัดขึ้นฟ้า ปลายนิ้วชี้เกิดประกายไฟขึ้นเล็กน้อย และชี้ลงมาบนหน้าผม

                “ไม่ว่าแกจะเป็นคนของใครก็ไม่สำคัญ ตาย นั่นแหละเหมาะสุดแล้ว”

     4…   น้ำเสียงเข้มสั่นอยู่ในลำคอ ไฟที่ปลายนิ้วขยายใหญ่ขึ้นจนเท่าลูกเงาะ เปลี่ยนสีเป็นน้ำเงินสว่างไสว จะยิงแล้วสินะ! บัดซบทำได้แค่ผงกหัว!!!

                “ฌาปนกิจ อโหสิให้ด้วยนะเว้ย!”

     2…   บ้ะ!  เมื่อไหร่จะครบ 10 วิซะทีฟะ!

     สิ้นเสียงนั่นลูกบอลเพลิงสีฟ้าจิ๋วพุ่งออกจากปลายนิ้วตรงมาที่หน้าผมทันที! ไม่สิ แค่มันสัมผัสกับ HCN จำนวนมหาศาลนี่ก็แหลกแล้ว ไม่จำเป็นต้องแตะโดนหน้าผมเลยด้วยซ้ำ!

     รู้จักปรากฏการณ์การเหลื่อมล้ำของเวลาไหมครับ?   อ้ะๆ ไม่ใช่การหยุดเวลา หรือทำให้เวลาช้าลงหรือตัวเองเร็วขึ้นหรอกนะ ก็แค่ประสาทสัมผัสทำงานเร็วขึ้นมากเท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมสามารถบ่นในสมองตัวเองได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ มันเป็นอย่างนี้...   สมองจะปิดกั้นการทำงานส่วนที่ใช้จำ และพุ่งไปที่ส่วนการสั่งการแทน การคิด พลังสมาธิ จะสูงล้ำจนเห็นสภาพรอบด้านช้าลง ปัญหาคือจะทำให้ความจำช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เสื่อม... แต่กับคนที่ฝึกจนช่ำชองอย่างผมนั่นไม่เป็นปัญหา แต่...ทำไมมันต้องมาเกิดเฉพาะเวลากูใกล้จะตายด้วยฟะ!

     ตอนนี้เวลาที่ผมสัมผัส 1 วินาที น่าจะเท่ากับ 0.01 วินาที   ลูกบอลพุ่งอย่างแช่มช้าคล้ายลูกปลาแหวกน้ำเข้าปะทะกับอากาศห่างจากผมราว 1 เมตร ทันทีที่มันสัมผัสกับ HCN ในอากาศ ก็แตกออกทันที น่าจะเพราะความต่างของอุณหภูมิ ส่วนรอบนอกระเบิดออกเป็นสีส้มอมแดง ภาพของอากาศที่บิดเบือนลามเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ การติดไฟที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ มันไม่มีสีนี่เนาะ   เลยไปด้านหลัง อรุณเหมือนจะเอ่ยปากพูดอะไรซักอย่างออกมา แต่ไม่ได้ยินเพราะเสียงระเบิดมันดังก้องอยู่ในหู...

     โต๊ะกระจกเจ้ากรรมแตกยุบลงเหมือนถูกกดทับ กับเศษกระจกที่ค่อยๆ ปลิวมาใส่ผม นัยน์ตาของผมเบิกโพลง มวลอากาศร้อนผ่าวกำลังจะตีเข้าที่หน้าผมจากด้านบน มันเข้าใกล้เรื่อยๆ เหมือนคลื่นน้ำยามเย็นค่อยๆ โถมเข้าหาฝั่งอย่างแผ่วเบา   อีก 20 มิลลิเมตร เพราะอยู่ด้านล่างของมันไม่ก็อะไรซักอย่างที่วิ่งพล่านอยู่ในร่างกายมันประคองไว้ ดวงตาจึงยังไม่เผาไหม้ไปกับไฟในทันที

     หึ น่าสมเพชจริงๆ ทั้งๆ ที่ในสถานการณ์แบบนี้ พระเอกเก่งๆ อย่างในหนังแมทริกซ์ แมกซ์เพน คงหลบได้ฉิวเฉียดพร้อมเพลงประกอบสุดเท่ไปแล้ว แต่ผมกลับทำได้แค่นอนรอความตายแบบสุดจะทรมาน แถมเพลงที่เล่นอยู่ในหัวดันเป็น *Jornada Del Muerto อีก!     *(เพลงของวง linkin park เนื้อเพลงก็ง่ายๆ ?????, ????? อ่านว่า mochiagete tokihanashite แปลว่า ฉุดฉันขึ้นที ปล่อยฉันไปเถอะ eng. Lift me up. Let me go)



     เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วนะ?   ตายทันทีโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดมันเป็นแบบนี้เอง การที่เรายังสำนึกถึงตัวตนได้นี่... แสดงว่าโลกหลังความตายมีจริงสินะ   ตั้งแต่วินาทีนั้นเราก็หลับตาปี๋วินาทีที่เปลวเพลิงกลืนร่างเราเข้าไป

     อา... สัมผัสได้ถึงอากาศเย็นสบายได้เวลาลุกขึ้นเปิดตายอมรับความตายแล้วล่ะ...

                “นี่มัน!?  ปะ เป็นไปไม่ได้!!!”   อรุณร้องเสียงหลงมองมายังผมที่นอนแผ่

     นั่นสิเป็นไปได้ยังไง... นอกจากผมจะไม่เป็นไรแล้ว อากาศในห้องที่เคยร้อนอบอ้าวกลับเย็นสดชื่น   อรุณยืนตัวแข็งทื่อตาเบิกโพลงอยู่หน้าห้องน้ำ ถึงแสงจะไม่มาก แต่ร่างท่วมเหงื่อราวกับเพิ่งอาบน้ำนั่นสะท้อนแสงยิบยับ บ่งบอกให้รู้ว่ากำลังตัวสั่นอย่างชัดเจน

        “เออจริงสิ ถ้าโดนไฟคลอกตายอย่างน้อยต้องมีอาการหายใจติดขัดซักเสี้ยววินาที... ต้องมีเจ็บมีร้อนกันบ้าง”

                “แกทำได้ยังไง!”   อรุณแผดเสียงลั่น แต่ครั้งนี้ชัดเจนมาก เธอกำลังกลัว

     ไม่รู้สิ จะไปรู้ได้ไง...อ๊ะ! ‘จะทำให้อากาศโดยรอบบริสุทธิ์’

        “ยังงี้นี่เอง หึหึหึ”   มันอดแสยะออกมาไม่ได้จริงๆ

     ผมลุกขึ้น เผลอเหยียบเศษกระจกดัง กร้อบ เฮือก! ระ ร่างกายเรา!?   ผมเซถลาไปข้างหน้า พริบตาที่จะล้มคะมำอีกรอบผมยื่นเท้าขวาไปยันดังลั่นราวกระทืบเท้า เล่นเอาอรุณสะดุ้งโหยงผงะไปสองก้าว   อา...ท่านี้ถ้ามองจากมุมของเธอมันคงน่ากลัวล่ะนะ แต่อยากบอกจริงๆ ว่าตอนนี้ฉัน ทรมานสุดๆ บ้าเอ๊ย! แค่ก้าวเดียวเล่นเอากล้ามเนื้อทั่วร่างเปลี้ยจนแทบร่วง!!

        “อูย เจ็บว้อย แปล้บไปทั่วตัวเลยจะบ้าตาย แย่ล่ะสิท่าทางสีหน้าเราจะออก ไม่ได้ๆ”

     อรุณมองมาท่าทีฉงน ตัวผมสั่นเทาไปชั่วหนึ่ง ต้องพยายามยิ้มข่มเข้าไว้ ฝืนหน่อยกูข้า   นี่มันหมายความว่าไงฟะ... อ๋อ จริงสิ ‘ใช้พลังจากเซลล์’

        “มันแย่อย่างนี้นี่เอง... เฮ้ย อรุณ!”

     นาทีนี้จะให้ไปฟัดตรงๆ คงไม่ไหว มีหวังโดนเตะกระเด็นแหง สุดท้ายของท้ายสุดชีวิตมันต้องแขวนไว้บนการเจรจานั่นแหละน้า

                “เฮือก!   อะ อะไร!”

     โอ้ สะดุ้งโหยงเลยเว้ยเฮ้ย! ระยะห่างกับความมืดทำให้มองไม่เห็นหน้าเธอชัดเจนนัก แต่ท่าทางที่แสดงออกมานั่นมันแน่นอนมาก   จะเรียกว่าอาการจิตตกหรืออะไรดีล่ะ เธอย่อตัวงอเหมือนกุ้ง มือขวากุมหัว อีกข้างหนึ่งกุมอะไรซักอย่างที่ห้อยลงมาจากคอ น่าจะเป็นจี้มั้ง? ข้อศอกกดเข้าหาลำตัว ตัวสั่นงันงก   เฮ้ยมากไปม้าง!?

        “เอาล่ะ ฟังนะ ฉัน ไม่ ใช่ เซนต์ลูเซียน ไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ”

     ผมพูดพร้อมทั้งค่อยๆ ยื่นมือ ตามด้วยก้าวช้าๆ ไปหาเธอ   ทำไมต้องกลัวขนาดนั้น ทั้งที่มีพลังพิเศษมากมาย แล้วยังเตะแรงเว่ออีก โรคจิตงั้นรึ? เมื่อก่อนไม่เคยเป็นนี่หว่า แม่นี่เป็นผู้หญิงที่ใช้มือเปล่าบี้แมลงสาบเชียวนะ หรือว่าจะหมดก็อกแล้ว ใช่! ตอนนั้นไอ้พระนั่นมันทำได้อย่างมากก็ยิงลมอัดเรา ไอ้ท่าที่ฟันเราขาดสองท่อนนั่นมันก็งึมงำๆ อะไรก็ไม่รู้ไปพักนึงถึงจะปล่อยออกมาได้ ลูกไฟของอรุณก็เหมือนกัน

                “ไม่เชื่อ!!!  อย่าเข้ามานะ ออกไป!!!”

     เธอร้องเสียงหลงเหมือนเห็นผีแล้วล้มลงบนพื้น แล้วกระเสือกกระสนถีบตัวไปข้างหลังจนติดกำแพง ไอ้แบบนี้มันไม่ผิดแน่!

        “เธอตายแน่ ไม่มีทางสู้ หึหึหึ ตาย! ตาย! ตาย!”   ผมถลึงตาตะโกนใส่เธอ ถ้าใช่ล่ะก็...

                 “อ๊า! อย่าเข้ามา กลัวแล้ว! อย่าฆ่าฉัน อย่า กรี๊ดดดดดด!!!”   อรุณกู้ร้องอย่างบ้าคลั่ง!

     แสงสะท้อนจากนัยน์ตาช่างชี้ชัดถึงอาการผวา   เธอต้องเคยเจอนักเวทย์ไม่ก็เซนต์ลูเซียนทำอะไรกับเธอ อะไรที่ร้ายแรงจนไม่อยากเดา   ‘ทารุณกรรม’   คงคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ในเวลานี้เธอคงเหลือแต่ความหวาดกลัว เห็นผมเป็นคนอื่น เป็นอะไรซักอย่างที่เธอไม่สามารถสู้หรือแม้แต่ขัดขืนได้   แต่มันก็พอดีเลย เท่านี้ก็เจอวิธีเข้าหาดีๆ แล้ว หึหึหึ

     ขั้นแรกต้องทำให้วางใจ จริงสิเมื่อก่อนแม่นี่เคยถามคำถามเรานี่หว่า...

        “อรุณ ฉันพิชิตไง คนที่เธอเคยถามว่าถ้ามีพลังพิเศษที่ทำได้ทุกอย่างแล้วจะเอาไปทำอะไรไงล่ะ ว่าไงค่อยๆ นึกนะ สูดลมหายใจลึกๆ แล้วมองมาที่หน้าฉันนะ”

     เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผมด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ เธอดูเหมือนเด็กน้อยที่หลงทางนั่งร้องไห้หาคนมาช่วย ที่ผ่านมาคนที่เข้ามาในชีวิตของเธอคงแค่มองดู ไม่ก็หยอกล้อแล้วเดินจากไปสินะ เธอบอกว่าเรากับซานเจเป็นพวกนึกอยากมาก็มา อยากไปก็ไป คงเอาไปเปรียบกับไอ้ฝรั่งหน้าไหม้นั่น พอได้มาเห็นสภาพแบบนี้ก็คงอย่างนั้นจริงๆ ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางสภาพสังคมแบบนี้ ความเหงาเปล่าเปลี่ยวคงมีไม่น้อย...

                “ใช่ เหรอ... ฮึก นะ นายคือพิชิตจริงๆ เหรอ?”

     น้ำเสียงสั่นเทาเคล้าน้ำตา ถ้ารอยยิ้มของผู้หญิงคืออาวุธสังหารล่ะก็ น้ำตาคงเปรียบได้กับระเบิดนิวเคลียร์   นี่ถ้าไม่ติดว่าแฟนไอ้เจมัน ผมคงถลาเข้ากอดแล้ว!

     ผมยื่นมือไปคว้ามือข้างที่กุมจี้ของเธอ ตามด้วยหลับตาลงครึ่งหนึ่ง แล้วลืมตามองหน้าเธอ พยักหน้าหนึ่งทีต่อด้วยเสียงนุ่มลึก...

        “อืม ฉันเอง จำที่ฉันตอบเธอได้ใช่ไหม ฉันตอบไปว่า…”

                “จะจับฉันแก้ผ้า”

     อรุณปล่อยมือจากจี้แล้วหันมากุมมือผมแน่น กับรอยยิ้ม โอยโดนเต็มๆ ผู้หญิงที่ปกติไม่ค่อยยิ้มนี่ถ้ายิ้มขึ้นมายังกับนางฟ้าเลยจริงๆ ยิ้มทั้งน้ำตานี่มัน*ซูเปอร์โนวาดีๆ นี่เอง...

                “อือ พลังพิเศษที่ทำได้ทุกอย่าง… อะ”

     อยู่ดีๆ เธอก็ก้มหน้าลงครวญครางอะไรบางอย่าง

                “เวทมนต์...”

        “หือ?”   เฮ้ยๆ อย่าบอกนะว่า...

                “อ้ากกกกกกกกกกกก!!!!”

     ชะ! อรุณผลักผมออกแล้วง้างขาซ้าย!   พริบตานั้นเอง!   ผมกระโดดถอยหลังเต็มกำลัง หน้าแข้งของอรุณเหวี่ยงซ้ายตัดอากาศเข้ามาปะทะเข้ากับแขนขวาผมเสียงกระดูกกรอบดังลั่น   ตัวผมปลิวลิ่วไปชนกับกำแพงกระจก ตูม กระจกไม่แตก แต่ที่แตกน่ะหัวเรา!

        “โอ้กกกก แฮ่กๆ ไม่ต้องใส่ซะขนาดนี้ก็ได้...”

     บ้าจริง! สภาพจิตใจไม่เสถียรรึ ดันพลาดจุดนี้ไปซะได้!

     แค่เบาๆ ก็เดี้ยงแล้ว ถึงจะกระโดดตามแรงเหวี่ยงลดกำลังปะทะแล้ว แต่ก็ทนไม่ไหวอยู่ดี กล้ามเนื้อที่เดิมก็เปลี้ยอยู่แล้ว เจอกระแทกเข้าไปอย่างนี้ อ่อก หมดกันสร้างมากับมือ...

        “แต่แรงปะทะเมื่อกี้นี้..อุก..ชี้ชัดกันไปเลย...อรุณ เธอ โอรก”   เจ็บว้อย!!!

     ใส่ขาเทียมสินะ ไม่สิ แค่ขาเทียมกำลังบิด กับแรงเหวี่ยงไม่มากขนาดนี้แสดงว่า

        “ระ ร่างกายของเธอ ตั้งแต่เอวลงมาคงเป็น…อวัยวะเทียมหมดงั้นรึ”

     อรุณตาเหลือกพึมพำอะไรบางอย่าง ลูกไฟค่อยๆ ก่อตัวขึ้นที่กำมือของเธอทั้งสองข้าง

                 “อย่าเข้ามา...ตาย ไม่ฆ่ามันเราตายแน่...อา อ๊าก”

     ครั้งที่ 2 ของวันนี้ที่สมองทำงานเต็มกำลังจนเห็นภาพช้า อรุณก้มตัวลงง้างหมัดเตรียมพุ่งปะทะ ทางนี้แค่พยุงตัวลุกขึ้นก็จะแย่แล้ว แขนขวาดันมาหักไปอีก เหลือทางเดียวเท่านั้นแล้ว ต้องจับช๊อตให้สลบในครั้งเดียว

                 “ทำไมไม่ยอมปล่อยฉัน ฉันทำอะไรผิด...ตายซะ ตายซะ ตายไปซร้า!”

        “ที่ผิดน่ะมันกูตะหาก... อ่า แต่พูดไปก็คงไม่รู้เรื่อง”

     แขนซ้ายยังมีแรงอยู่ จริงๆ มันก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรอยู่แล้ว   อรุณพุ่งแหวกอากาศเข้ามา แรงดีดจากขาเทียมทำเอาพื้นแตก หมัดเสริมแรงบวกกับเปลวไฟบรรลัยกรร เข้าใจผิดคิดว่าฉันเป็น**ลูฟี่รึไงวะ โดนเข้าไปได้ลาโลกแน่!

     หมัดของอรุณพุ่งเข้ามาตรงหน้าผม จังหวะนี้ผมออกแรงดันแขนซ้าย ตึง!

        “เฮ้ยยยย”

     บ้าอะไรเนี่ย! ตัวผมลอยขึ้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ นี่ไอ้แขนซ้ายเรามันมีพลังบ้าขนาดนี้เลยเรอะ!   จริงอยู่ที่ออกแรงไปสุดกำลัง แต่สุดกำลังของไอ้แขนซ้ายนี่มันส่งตัวผมลอยข้ามหัวอรุณไปเกาะกลางบันไดที่อยู่ห่างจากจุดปะทะร่วม 2 เมตร อย่างง่ายดาย เล่นเอาร่างส่วนอื่นปวดอย่างรุนแรงจากการกระชากและกระแทก

        “อ้อย... เล่นเอาเจ็บหนักกว่าเดิมอีก หือ? เฮ้ย!”

     เผลอไปแค่ชั่ววูบ อรุณพุ่งทะยานเข้าหาผมอีกครั้ง!   ผมปล่อยตัวจากบันไดให้ร่วงลงมาชั้นล่าง...

     ตูม!   เสียงระเบิดดังลั่น นั่นหมัดคนแน่เหรอวะ!   แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ดีแน่ทั้งกับผมและเธอ ถ้าเป็นตามที่คิดร่างกายช่วงบนของอรุณเป็นเนื้อธรรมดา ทนแรงถีบ แรงกระชากจากกล้ามเนื้อเทียมไม่ได้ อย่างดีก็เจ็บหนัก อย่างร้ายนี่ถึงขั้นช้ำในตาย!

        “อรุณ พอเถอะ นี่ฉันพิชิตเอง ไม่ใช่เซนต์ลูเซียน ไม่มีใครทำอะไรเธอ!”

                “พิชิต..ฮื่อ ฮื้อ อ้าก ตายซะ ไอ้พวกชั่ว!”

     อ้าว นี่สรุปกูก็ชั่วเร้ออออ เฮ้ย! มาอีกแล้ว คราวนี้มาเป็นลูกเลย!

     อรุณเหวี่ยงมือไฟมาประสานกันด้านหน้า ลูกไฟจากมือทั้งสองข้างรวมกันขนาดมหึมาพุ่งตรงมายังผมทันที   ผมก้มลงหลบแบบเฉียดฉิว ลูกไฟลอยลิ่วไปกระแทกกระจกเสียงดังสนั่น ลมร้อนตีเข้าหน้าผมจนแทบหงาย สิ้นกลุ่มควันภาพที่เห็นนั่น!   กระจกหนา 3 นิ้ว ถึงกับละลาย!

     อ้ะ!   อรัญญิกคู่ชีพ มาตกอยู่ใต้บันไดนี่เอง เหอ เหอ กึง! เสียงนี่! ผมหันไปมองข้างบน

        “เฮ้ย! ดะ เดี๋ย...”

     เธอพุ่งลงมาจากบันใด กดหัวเข่าหมายกระแทกเข้าที่กลางลำตัวผม!

     ตูม!

     ที่แย่กว่าคือสัญชาตญาณของผมมันดันผ่าเหวี่ยงแขนขวาที่หมดสภาพไปแล้วเข้ามารับเข่าลดแรงกระแทกแทนที่จะเป็นแขนซ้ายที่ไม่รู้สึกเจ็บเสียนี่!   เสียงกล้ามเนื้อฉีก ปึดๆๆ ดังออกมาจากทั้งแขนของผมและตัวอรุณ!

     ความเจ็บปวดรุนแรงสุดๆ จนกลายเป็นด้านชา อรุณดีดตัวข้ามหัวผม แล้วล้มลงไปกองอวดครวญอยู่บนพื้น ตัวเธอบิดงอมือกุมท้องน้ำตาไหลพราก คงถึงขีดจำกัดแล้วสินะ!   แต่ร่างกายผมไม่ม่อยกะรอกแค่นี้ยังดีที่ฝึกมาเยอะ ผมพยายามดันตัวเองขึ้นจากพื้น   ถ้าไม่รีบช็อตเธอให้สลบตอนนี้คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว ตอนนี้อรุณบ้าคลั่งไปเรียบร้อยถ้าปล่อยเอาไว้ ไม่ผมก็เธอคงตายกันไปข้าง!

        “ฉันจะปลดปล่อยเธอเดี๋ยวนี้แหละ”

     อรุณพยายามปัดไม่ให้ผมเข้าใกล้ แต่ผมก็เอาแขนซ้ายไปทาบหน้าอกเธอจนได้

        “ไปเลย เอ็กซะ... อ้ากกกก!!!”

     ทันทีที่ผมปลดปล่อยไฟฟ้า กลับเป็นร่างกายของผมเองที่ตะคริวกินไปทั้งตัวจนทรุด!   มันอะไรกัน ผมหันไปดูแขนซ้ายแล้วก็นึกขึ้นได้ที่มันบอกกับผมไว้ ‘ใช้พลังจากเซลล์แทน’ ‘ระวังการใช้พลังให้ดี’ ‘พลังที่เล็ดลอดออกมา’ อ๋อ ที่หมดก็อกน่ะ... มันกูนี่หว่า...

                “ฮื่อ ตาย ตาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า อึก”

     อรุณค่อยๆ พาร่างหอบแห้งยืนขึ้น เธอง้างขาเตรียมเตะอัดหน้าผม... จะจบกันแค่นี้เหรอ

     มาแล้ว! ขาซ้ายแหวกอากาศเข้าหาหน้าผมอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมไม่มองเห็นภาพช้าอีกแล้วคงเพราะสมองมันสั่งว่า “ตายๆ ไปซะได้แล้วไอ้กร้วก” ละมั้ง?

     ตูม!!!

     เสียงดังสนั่นกว่าทุกครั้ง ภาพที่เห็นดำมืดไปหมด! หือ? ไม่ใช่นี่หว่า ผ้าผืนสีดำปลิวมาลูบหน้าผมให้ตื่นจากความกลัว

     ชุดกับผ้าโพกหัวสีดำ กับโครงเหล็กที่แขนขวา ไม่สิ นั่นมันสนับแขน***ทอนฟา   ภาพที่ผมเห็นแท้จริงแล้วคือแม่ชีของคริสต์สวมทอนฟาเหล็กเข้ารับลูกเตะสังหาร...

            “ไงไอ้กร้วก แกนี่มันงี่เง่าเข้าขั้นเลยนะเนี่ย”   แม่ชีเอ่ยปากขึ้นเสียงนี้มัน

        “เอเลนัวร์...”

To be Continued...



บรรยายขยายความ

*ซูเปอร์โนวา eng. Super Nova (ดันไปจำสลับกับบิ้กแบงซะงั้น บ้ะ! มันก็ครือๆ กันละวะ!) การระเบิดครั้งใหญ่หลังจากดาวฤกษ์หมดเชื้อเพลิง คือผลาญไฮโดรเจนหมดแล้วนั่นเอง     ภายในดาวฤกษ์นั้นแรงโน้มถ่วงมหาศาลจะกดดันให้ไฮโรเจน(H) ติดกันเสียดสีกันจนอุณหภูมิสูงแล้วรวมตัวเป็นธาตุที่หนักขึ้นอีกคือฮีเลี่ยม(He) ซึ่ง He ที่เกิดนี้จะไม่เสถียรและแตกออกอีกให้พลังงานคือนิวเคลียร์ฟิวชันนั่นเอง  ดาวฤกษ์นั้นจะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันตลอดเวลาแต่ทว่า H นั้นก็มีวันหมด He มันไม่ได้กลับมาเป็น H ซะทั้งหมด เมื่อ H หมด ไอ้ธาตุที่เหลือก็เป็นเหยื่อต่อไป และในใจกลางนั้นธาตุที่หนักขึ้นก็จะกำเนิดขึ้นมาเรื่อยๆ จากการรวมกันของธาตุที่เหลือ เช่น คาร์บอน เหล็ก ซิลิคอน ทอง ฯลฯ เมื่อหมดไฟแล้วแรงโน้มถ่วงก็จะกดให้ดาวทั้งดวงยุบลงไปแล้ว ตู้ม!!! ธาตุหนักต่างๆ ก็จะหลุดลอยกระจุยกระจายปลิวว่อนไปทั่ว ส่วนดาวที่ตายนั้นถ้ามวลน้อยก็จะกลายเป็นพวกดาวแคระไป ถ้ามวลมากก็จะกลายเป็นหลุมดำ
     เศษซากธาตุต่างๆ นั้นก็จะปลิวฟุ้งเป็นฝุ่นอวกาศสวยงามที่เรียกว่าเนบิวลา ซึ่งมันจะรวมตัวกันกลายเป็นดาวใหม่ภายหลัง โลกเราก็น่าจะเกิดขึ้นได้ด้วยประการฉะนี้แล แต่มีปัจจัยเสริมมากกว่าดาวทั่วๆ ไป จนเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้
     ว่ากันว่าโลกเราคือดาวที่สมบูรณ์แบบจนมีชีวิตปรากฎขึ้นได้ เช่นนั้นแล้วเราผู้ไม่สมบูรณ์แบบจะมัวทุกใจอยู่ใย โลกนั้นแม้ในทางนี้จะสมบูรณ์แบบ แต่อีกด้านภายในกลับร้อนเป็นไฟ พร้อมที่จะทลายลงได้ทุกเมื่อ เพียงเชื่อในตัวเอง เป็นตัวเอง ทำประโยชน์สูงสุดเพื่อตัวเองในทางที่ไม่ทุกข์ร้อนต่อคนอื่นก็พอ

**ลูฟี่ ตัวเอกโจรสลัดมนุษย์ยางจากเรื่องชุดว่ายน้ำแบบชิ้นเดียว โดนอัด โดนเตะ โดนฟัน ไม่เคยตาย

***ทอนฟา eng. Tonfa อาวุธชนิดหนึ่งน่าจะมีต้นกำเนิดในแถบเอเชีย(จีน) มีลักษณะเป็นท่อนไม้ หรือเหล็ก ยาวเท่าหรือกว่าแขนมีด้ามจับ รวมแล้วเป็นรูปคล้ายตัว t ข้อสังเกตคือมักใช้เป็นคู่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2012, 08:10:14 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 564


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 17, 2011, 05:31:27 PM »

     โดยไม่รอช้าเอเลนัวร์สะบัดทอนฟาที่แขนซ้าย บิดปลายด้านยาวกดลงที่หัวเข่าที่ค้างอยู่บนทอนฟาข้างขวา ปลายนิ้วก้อยของเธอกระดิกเล็กน้อย

     เสียงกริ้กเล็กๆ ราวกับบิดประตูตามด้วยเสียงปังดังสนั่น   หัวเข่าแตกกระจายไปกับลูกปราย ทั้งน่องซ้ายปลิวหายไปในความมืด ของเหลวพวยพุ่งออกมาจากปากแผลแหมะเต็มหน้าของผม กลิ่นฉุนอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำมันหล่อลื่น...

     ด้วยขาข้างเดียวที่เหลืออยู่ อรุณถีบตัวเองออกห่างจากแม่ชีโหด แล้วร่างของเธอก็อันตรธานไปจากสายตาของพวกเรา... ผมสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงสูงขึ้นเล็กน้อย คิดว่ายัยตัวร้ายของผมก็คงรู้สึกได้เช่นกัน

        “เอเลนัวร์ ตรงหน้าเธอนั่นแหละ!”   ผมรีบตะโกนบอกเธอ และ...

            “หนวกหู! รู้หรอกน่า *ปรากฏการณ์การสะท้อนกลับหมด!”

     สิ้นคำตอบแม่ชีสะบัดตัวหมุนพลิ้วหนึ่งรอบ แล้วหันปลายทอนฟาขวาเข้าหาพื้นที่โล่งด้านหน้าที่แม่สัตว์ป่าจำแลงหายตัวไป เฮ้ย! เกิดยิงไปแล้วตายก็จบกันสิ!

        “เดี๋ย...”

     ไม่ทันที่ผมจะพูดจบเสียงระเบิดจากปากระบอกก็ดังก้องไปทั่ว แต่เสียงนี้มีโทนแตกต่างจากนัดก่อน...

            “ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า ก็แค่ **7.62 ธรรมด๊า ธรมมดา...”

     เอเลนัวร์สะบัดหน้าขาวผ่องมาทางผม พร้อมๆ กับร่างของอรุณทรุดเข่าล้มลงจากจุดที่เคยว่างเปล่า   ที่โดนยิงมีเพียงแค่ข้อต่อบริเวณหัวเข่า! ไม่น่าเชื่อ...

            “ระยะก็แค่นี้ ช่วงเวลาลงจอดก็แค่นี้ คิดเหรอว่าฉันจะพลาด อือฮึ๊”

     แม่ชีกระแอมเล็กน้อยในลำคอ เมฆเปิดออกราวกับฟ้าเป็นใจ แสงจันทร์สีเงินวางทาบลงบนใบหน้าที่แสดงออกถึงความมั่นใจของเธอ ประกายจากดวงตานั่นทำเอาผมอ้าปากค้าง...

        “เฉียบ...ขาด”   อา มันนึกคำอื่นไม่ออกเลยจริงๆ



Unreal 7   …to be the Bad man-



     เอเลนัวร์หันกลับเดินเอนหลังตบเท้าเข้าไปหาอรุณ เธอผิวปากตามจังหวะก้าวอย่างสบายใจแล้วหยุดยืนชะโงกหัวจ้องอรุณที่อยู่ในสภาพตาหลับ ตาเหลือก

            “พิชิต แม่หนูนี่ไม่ไหวแล้วล่ะ เอาไงดี?”

     เธอพูดพร้อมเบือนหน้ามาหาผม อา... เอาไงได้ล่ะ ก็มีอยู่อย่างเดียวนั่นแล...

        “ถ้าฉันมีแรง คงทุบที่ท้ายทอยแถวๆ ***เมดัลลาน่ะ”

     ผมตอบเธอกลับแล้วเอนหลังมองเพดาน   เหนื่อยเป็นบ้า เจ็บอีกต่างหาก เฮ้อ   ไม่ทันที่ผมจะถอนหายใจเสร็จ ยายชีตัวแสบก็หยอดคำถามกวนโอ้ยมาอีกดอก

            “ก็แล้วทำไมไม่ทำซะตั้งแต่ทีแรก?”

        “ดูไม่รู้รึไง กล้ามเนื้อส่วนหลังมันระบมจนง้างไม่ออกแล้วเฟ้ย แล้วก็อย่าไปกระทุ้งท้องหล่อนล่ะเดี๋ยวมีปัญหา”

     ตอนนี้ช่องท้องของอรุณคงฉีกจนเลือดไหลซิบ ขืนกระทุ้งลงไปได้ช็อคแหงๆ ดีไม่ดีจะพาลเดี้ยงเอาน่ะสิ

        “เร็วๆ เข้าเหอะน่า ฉันเองก็จะแย่แล้วนะเหวย”   ผมเร่งเธออีกหน่อย

     ปึก!   ทุบๆ ไปแต่แรกก็จบแล้ว   เอเลนัวร์เดินมาหิ้วปีกผมด้วยสายตาราวกับแม่มองลูกที่พลาดล้มจนได้แผล ไม่สิยัยบ้านี่จงใจแกล้งกันชัดๆ

        “แขนซ้ายก็มี จะมากระชากทำไมให้มันเจ็บหนักกว่าเดิมฟะ!”

     นังชีบ้าดันมาดึงแขนขวาผมซะนี่! แผลฉีกกันพอดีปัดโธ่!   อุ้ย! จากหน้าแม่พระกลายเป็นฆาตกรหั่นศพในบัดดล เธอจ้องผมราวกับจะกลืนกิน ต่อด้วยเขี้ยวที่แย้มออกมาทำท่าจะพูดอะไรซักอย่าง

            “ฉันบอกแกไปแล้วนี่หว่า ว่ามีอะไรอย่าเก็บไว้คนเดียว โดยเฉพาะเรื่องมันๆ แบบนี้”

        “ก็มัน...”

            “ก็มันห่าอะไรเล่า! แกคิดว่าฉันกระจอกขนาดจะแพ้ให้กับไอ้ของกิ้กก้อกพรรค์นี้รึไง? หนอย รู้จักแม่น้อยไปซะแล้ว!”

     ก็เพราะงี้แหละถึงไม่อยากบอก ในสายตาเธอคงเห็นเรื่องอันตรายเป็นของง่ายๆ แต่สำหรับฉันการให้เธอมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องอันตรายมันไม่ง่ายเลยที่จะทำใจได้...   ถ้ากล้าพูดออกไปก็คงดี อนาถตัวเองชะมัด

        “แล้วเธอมาได้ไงล่ะเนี่ย?”

            “ฉันตามแกมาตั้งแต่ออกจากห้องแล้วไม่รู้ตัวเลยรึไง ฝีมือแกกระจอกลงไปเยอะมาก   เลยปล่อยให้เจ็บตัวซะบ้าง”

     เธอตอบผมทั้งหน้ายิ้มระรื่น เปลี่ยนอารมณ์เร็วเหลือเกินนะ แล้วนี่ปล่อยให้ฉันเจ็บตัวเหรอ? เกือบตายเลยนะเฟ้ย!   ยัยชีบ้าจ้องหน้าผมเขม็ง แล้วแสยะยิ้มที่มุมปากทำหน้าเหมือนจะบอกว่า ‘รู้นะคิดอะไรอยู่’

            “ฉันก็ไม่คิดว่าเวทมนต์มันจะร้ายกาจขนาดนี้ ตอนที่แม่นั่นพูดคำว่าไซยาไนด์ออกมาเล่นเอาเอ๋อไปเลย แต่แกไม่เป็นไรมันก็ดีแล้วนี่หว่า ฮะฮะ”

     ดีกับผีเด้!   ยังจะมาหัวเราะเยาะอีกยัยนี่!



     เวลา 0145 อาช่างเป็นช่วงเวลาไม่กี่นาทีที่เจ็บปวดเหลือหลาย   พวกเรากลับมายังโบสถ์อีกครั้ง ถ้าถามว่าทำไมไม่พาไปโรงหมอ เหตุผลข้อเดียวที่ตอบได้คือ ได้ไปนอนต่อในกรงแน่ ถึงเส้นจะดีก็เถอะ แต่สารวัตรเป็นคนหัวแข็งและเอาจริงเอาจังกว่าที่คิด ถ้าทำผิดไปโดยไม่จำเป็นหรือได้รับคำสั่งจากแกเป็นโดนแน่ และอีกอย่างงานเดิมของซิสเตอร์ทั้งหลายเหล่านี้ก็อย่างที่บอกไปแล้ว พวกเธอส่วนใหญ่เป็นนางพยาบาลเก่าแล้วยัยชีนรกที่ลากผมมานี่ก็ไม่ธรรมดา ความรู้ อุปกรณ์ ความพร้อมมีอยู่แล้ว ถึงบางคนจะยังอยู่ในสถานบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดก็เถอะ

        “ไอ้ซานเจมันบอกเธอใช่มั้ย ไปทำท่าไหนถึงง้างปากมันได้ล่ะ”

     ผมถามทั้งที่กำลังเย็บแผล   ตอนนี้พวกเราอยู่ในห้องโถงเก่าหลังห้องพิธีที่มีเยสแมนตั้งอยู่ ที่นี่ยังคงใช้เป็นห้องพยาบาล เตียงคนไข้ อะไรหลายๆ อย่างทางการแพทย์ยังครบครัน

                “พี่ชิตอย่าพึ่งดิ้นสิครับ”   ไอ้หนุ่มผิวคล้ำหน้าใสที่ยืนเย็บแผลให้ผมบ่นอุบอิบ

        “อาโทษที นายชื่ออะไรนะ?”   นึกชื่อไม่ออกแฮะ

                “ธเนตรครับพี่ โห่ไม่เจอกันแผลบเดียวทำเป็นลืม”   ก็เอ็งดันใส่ชุดบาทหลวงตัดผมหัวเกรียนทำไมล่ะ

      เอเลนัวร์ที่เปลี่ยนไปสวมชุดนอนสีขาวชักมีดมันวาวออกมาจากหว่างขาฝั่งซ้ายใต้กระโปรง แล้วค่อยๆรูดผ่านขาอ่อนขึ้นมาเหนือเอว...

            “ท่านี้ไงจ้ะ”

     เธอฉีกยิ้มมองหน้าผมในขณะที่ลูบคมมีดคมกริบลงบริเวณเป้า... อ๋อ โอเคเข้าใจล่ะ แม่นี่เป็นประเภทถ้าไม่ตอบตาย แล้วตายจริงๆ ซะด้วย

            “ถ้าฝานดีๆ ก็คงต่อได้ แต่นายน่าจะรู้นิสัยฉันนะ”

        “เออ รู้แล้วเว้ย! เลิกทำแบบนั้นด้วยหน้าอย่างนั้นซะทีเหอะ มันไม่ดีต่อสุขภาพ”

     ไอ้หนูที่ทำแผลให้ผมหน้าถอดสีไปตั้งแต่ตอนลูบเป้าแล้ว   เธอเก็บมีดลงที่เดิม แลบลิ้นออกมาแผลบนึงให้เสียวไส้เล่นเล็กน้อย เดี๋ยวปั๊ดงาบซะเลยนี่ ชอบจังเลยนะโชว์ขาอ่อนต่อหน้าธารกำนัลเนี่ย... ถ้าสะเออะพูดออกไปละก็ไม่จบแค่แขนขวาแน่ๆ เกือบไป

            “ไม่อยากเชื่อเลยว่ายัยหนูนั่นจะรอดมาได้ กล้ามเนื้อช่องท้องบริเวณที่ติดกับอวัยวะเทียมฉีกขาด กระดูกสันหลังช่วงล่างเกือบจะหลุดออกจากกัน ถึงจะไม่มากเท่าไหร่แต่ก็ต้องเรียกว่าปาฏิหาริย์แท้ๆ ที่แผลไม่ติดเชื้อ”

     เอเลนัวร์พูดขึ้นพลางชำเลืองตาไปทางอรุณซึ่งนอนสลบไศลไร้สติขนาดต้องใช้เครื่องช่วยหายใจบนเตียงข้างๆ ผม   ก็เพิ่งจะรู้ว่าแม่นี่ใส่อวัยวะเทียมมากขนาดนี้สดๆ ร้อนๆ นี่เอง เดี๋ยวต้องไปเค้นถามไอ้เจมันหน่อยแล้ว ถ้ามันรู้แล้วบอกแต่แรกผมคงไม่ต้องเฉียดนรกอีกรอบแบบนี้หรอกพับผ่าสิ   เอเลนัวร์ลุกขึ้นไปเปิดดูบริเวณแผลของอรุณแล้วบรรยายสาเหตุอย่างเวทนา...

            “ทุกส่วนเป็นแบบที่ใช้ในกองทัพทั้งนั้น คนธรรมดาหาไม่ได้แน่   ถึงแม้จะให้กำลังมหาศาลแต่กล้ามเนื้อของเธอไม่แข็งแรงพอ แถมส่วนที่เชื่อมกับอวัยวะเทียมยังเป็นลำตัวช่วงเอวที่เป็นจุดหมุนจึงต้องรับภาระอย่างหนัก รู้อย่างนี้แล้วยังจะฝืนออกแรงซะขนาดนี้อีก บ้าดีแท้...”

        “ก็บ้าจริงๆ น่ะสิ...ท่าทางเธอคงจะเจอพวกนักเวทย์บ้าบอนั่นเล่นมาเยอะพอดู”

     เอเลนัวร์ลูบผมของอรุณอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันมามองหน้าผมตาละห้อยแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอมันคนขี้สงสารนี่นะถึงการแสดงออกจะห่วยแตกแต่ข้างในต่างกัน...

            “เฮ้อ~~~   ยิ่งทีก็ยิ่งมีแต่จะเพิ่มขึ้นนะ คนแบบเราเนี่ย...”

     จะมาคิดมากทำไมให้ปวดหัว ใครมันจะเป็นยังไงก็ช่างหัวมันสิ!   ถึงจะโหดร้ายแต่โลกนี้สมัยนี้มันก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ

        “คิดมากไปก็เท่านั้น อรุณคงจะหลับยาวหลายวัน ว่าจะเอามาใช้ประโยชน์ซะหน่อยแย่จริง! ฉันขอฝากเธอไว้ก่อนแล้วกัน ใช้งานได้แล้วบอกด้วย”

     แม่ชีในชุดหวิวทำหน้ากริ้วจ้องมองผม มีปัญหารึไง มีอะไรก็พูดมาเด้!

            “คิดได้อย่างนี้... แกนี่มันชั่วหาทางเยียวยาไม่ได้แล้วล่ะ ไอ้หอกหักเอ้ย!”

     โหตอบได้ดีนี่   ช่วยไม่ได้นี่หว่าก็คนมันชั่ว ยืดอกรับเลย...

        “หอกฉันยังไม่หักเฟ้ย ถ้ามันจะหักมันก็ต้องปักเธอก่อนล่ะ... แค่นี้พอแล้วไว้ว่ากันต่อพรุ่งนี...”

     เธอสะบัดหน้าหันหลังเดินออกไปเลย เฮ้ย! ฟังให้จบก่อนก็ไม่ได้ แล้วนี่จะปล่อยให้ฉันนอนสภาพนี้เนี่ยนะผ้าห่มก็ไม่มี! แล้วไอ้ธเนตรมันหายหัวไปไหนแล้วฟะตะกี้ยังนั่งอยู่ข้างๆ ผมเลย



     เวลา 0630 ของวันต่อมา ผมย้ายตัวออกไปหน้าโบสถ์เตรียมกลับบ้าน ส่วนอรุณยังหลับไม่ตื่นกว่าจะฟื้นคงอีกนานเลยตัดสินใจทิ้งไว้ก่อน   ยามเช้าอันสดใสมาเยือนอีกครั้ง หลังจากที่กรำศึกหนัก ทั้งหมัด ทั้งปากไปเมื่อคืนแต่ตอนเช้าก็ยังคงสดชื่นเหมือนเคย หือ? เหมือนจะได้ยินเสียงพระสวดหน้าโบสถ์แฮะ...

                “...สุขังพลัง... เจริญพรนะโยม”   เสียงแก่ๆ นุ่มๆ

     ผมเดินตามเสียงข้างต้นออกไปที่หน้าโบสถ์และก็ต้องตะลึงตึงตัง!

        “ช่างเป็นภาพที่ขัดกันอย่างสุดๆ นี่มัน...”

     เสียงอุทานของผมคงดังไปถึงกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้า พระภิกษุวัยกลางคนกลายๆ ที่กำลังอุ้มบาตรหันมายิ้มให้กับผม นั่นทำให้ผมยกมือขึ้นไหว้โดยอัตโนมัติ แม่ชีชุดดำคนเดียวกับที่แต่งตัวล่อไอ้เข้เมื่อคืนนั่งย่อเข่าในท่าเตรียมละจากพนมมือ และเด็กๆ อีก 3 คนที่ในมือถือถาดโลหะเปล่าซึ่งน่าจะเคยมีอะไรซักอย่างที่หลายคนคงเดาออกวางไว้อยู่ ส่วนคนสุดท้ายยืนสะพายย่ามผ้าสีเหลืองกำลังหยิบของในบาตรออกใส่ในย่ามนั่นตัดผมหัวเกรียนใส่ชุดลำลอง มันคือไอ้หนุ่มบาทหลวงฝึกหัดที่ทำแผลให้ผมเมื่อคืนนี้เอง...

        “ตกใจเล็กน้อยถึงปานกลาง”

     ครับผม นักบวชคริสต์นิมนต์พระภิกษุใส่บาตรครับ จบคำบรรยาย...

            “ไงล่ะ อึ้งเลยเหรอ?”

     เอเลนัวร์ลุกขึ้นท้าวเอวพูดด้วยเสียงสดใสในขณะที่หลวงพ่อเดินออกไปกับไอ้หนูธเนตร ปกติคริสต์ไม่ใส่บาตรกันนี่หว่า   ผมยังทำหน้างงอยู่เธอเลยเริ่มก่อน...

            “เยสแมนเคยกล่าวไว้ว่า ‘จงเห็นอกเห็นใจช่วยธรรมิกชนเมื่อเขาขัดสน จงมีน้ำใจอัธยาศัยไมตรี’ อยู่ในส่วนไหนของคัมภีร์ก็ไม่รู้ขี้เกียจจำ”

     เยสแมนที่ว่านี่ก็คือพระเยซูนั่นเอง พวกเรามักจะเรียกกันแบบนี้เสมอ คงเพราะขาดไร้ความศรัทธานั่นแหละนะ   ที่ว่ามามันก็ถูกอยู่หรอกเธอคงต้องการเน้นตรงส่วนมีน้ำใจสินะ คงเพราะหน้าผมมันยังแสดงออกถึงความสงสัย เธอเลยเอ่ยต่อไปอีกว่า...

            “ภิกษุในภาษาบาลีแปลว่า ‘ผู้ขอโดยสงบ’ ในเมื่อเขาขอโดยสงบเราก็จัดให้โดยสงบไง แล้วพอพระกิน เอ้ย! ฉันเสร็จที่เหลือเราก็ขนกลับมากินกันได้ถึงมื้อกลางวัน ประหยัดตังไปในตัวอีกตะหาก วะฮ่าฮ่าฮ่า”

     เธอตบไหล่ขวาผมแล้วหัวเราะดังไปทั่วบริเวณ ไม่งามเอาซะเลยนะคนสวย แต่พวกเด็กๆ ดันร่วมด้วยช่วยกันฮาไปกับแม่นี่ซะงั้น เออ เอาเหอะ!

     แม่ชีเกาะคอเด็กๆ ตามด้วยคำสั่งหน้าเดิน ผิวปากเพลินๆ เมินหน้าผมแล้วพากันกลับเข้าไปในโบสถ์ นี่จะไม่บอกลากู้ดบายให้ใจชื้นซักหน่อยเลยเรอะ! เออ เอาเหอะ! (ครั้งที่สอง)

     เออจริงสิ! ทำไมผมยกมือสองข้างขึ้นไหว้ได้ทั้งที่แขนขวาทั้งแขนมันสาหัสสุดๆ แล้วตอนโดนตบไหล่ก็ไม่รู้สึกเจ็บด้วย!   ก่อนจะได้คิดอะไรไปกว่านั้นมือถือของผมดังขึ้นตอนที่กลุ่มดิ๊งด่องจะพากันผ่านประตูเข้าไปพอดี ทำให้เอเลนัวร์สะดุดกึกลง   เสียงเรียกเข้าอันนี้พวกเราจะใช้ร่วมกัน มันคือเพลงเขมรไล่ควายของราชาลูกทุ่งสุรพล สมบัติเจริญ ใช่แล้วมันคือเสียงเฉพาะของเบอร์โทรสารวัตร! ที่เธอหยุดอยู่แค่นั้นแล้วไล่เด็กเข้าไปก็เพราะว่า...

        “ฉิบล่ะสิ! งานงอก!”

     ก่อนอื่นต้องรับสายก่อน ผมหันไปมองหน้าสบตาเอเลนัวร์ก่อน เธอยกมือกดนิ้วชี้กับนิ้วโป้งเข้าด้วยกันส่งสัญญาณโอเค แต่สีหน้ากลับไม่โอเค...

        “เธอทำลายหลักฐานเรียบร้อยแล้วแน่นะ?”

            “เออ รีบรับสายเถอะเดี๋ยวมีเรื่อง”

     เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ช่วยกันแถหน่อยนะคนงาม ผมจิ้มนิ้วลงปุ่มเขียวบนโทรศัพท์ทันทีและ...

        “สวัสดียามเช้า”   ด้วยเสียงสดใส

     ในทันใดนั้นก็มีเสียงตอบรับกลับมาปานหมาบ้าเห่าไม่เลือกออกมาเป็นชุด

              “สวัสดียามเช้าห่าอะไรละโว้ย!   เป็นฝีมือแกอีกแล้วใช่ม้ายยย ไอ้ห่ารากเอ้ย! นี่แกอยากให้ข้าตกงานขนาดนั้นเลยเร้อออ!!!   ไอ้บ้าทำห่าอะไรลงไปเคยคิดบ้างมั้ยว่าใครต้องรับผิดชอบน่ะเฮ้ยยย!!!   ข้าไม่ได้เจ๋งขนาดจะตามเช็ดดากให้ได้ทุกเรื่องนะโว้ยยย!!!”

     ผมผงะยกโทรศัพท์ออกจากหูมาวางไว้ตรงหน้า แต่คุณป๋าไม่ยอมจบแค่นั้น พวกยังบังคับปลายสายให้แสดงภาพหน้าของแกผ่านจอภาพอีกต่างหาก หน้าแกตอนนี้พูดภาษาชาวบ้านนี่โคตรโหดเลย ถึงลูกตาจะซ่อนไว้หลังแว่นดำ แต่คิ้วขมวดติดกันจนมิด เขี้ยวเผยอออกมาพร้อมกัดฟันกรอดๆ นี่มันหน้าตำรวจหรือฆาตกรฆ่าหั่นศพวะเนี่ย!?

              “ไม่ต้องมาหลบหน้า แกทำอะไรลงไปรู้บ้างมั้ยฮะ!!!”

        “เอ่อ ป๋มยังมะได้ทำอาไยเยยนะกั้บ”

     ทำเสียงบ้องแบ้วน่ารักไปซักนิด เผื่อจะได้สะกิดใจให้เย็นลงได้บ้าง

              “อย่ามากวนตีนนน!!! ไม่ได้ทำแล้วไอ้นี่มันอะไรกันละโว้ยดูซะ!”

     ไม่ได้ผลแฮะ ท่าทางจะเดือดเลือดขึ้นหน้าจริงๆ แล้วงานนี้   คุณชีแสนสวยหันมาส่งยิ้มอวยพรให้ผมด้วยน้ำเสียงแสนหวาน...

            “ตายแน่งานนี้ ฮี่ฮี่ฮี่”   ถ้าคิดคำพูดได้แค่นี้ไม่ต้องแหยมออกมาก็ได้นะ

     ไร้สาระจริง ผมเมินเธอแล้วหันมาที่โทรศัพท์... ภาพที่สารวัตรส่งมาให้ดูนั้นทำเอาอึ้งไปเลย ศพ 4 ศพ...
     ภาพแบ่งออกเป็น 2 ช่อง เป็นภาพถ่าย ช่องแรกกว้างกว่าข้างในมีศพนอนเรียงกัน 3 คน ไอ้คนตายเนี่ยเห็นมาจนเอียนแล้วก็จริง แต่ที่มันทำผมอึ้งได้เนี่ยเพราะ...

              “เห็นแล้วใช่มั้ย ดูศพกลางซะ ช่วงลำตัวถูกคว้านหายไปเลยตั้งแต่ส่วนอกถึงสะโพก รอยคว้านกินไปถึงอีก 2 ศพข้างๆ ช่วงลำตัวศพข้างๆ หายไปเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ตอนแรกมันล้มแยกกัน แต่พอฉันสั่งให้ลูกน้องเอามาเรียงปุ้บมันเข้ารูปเป็นวงกลมพอดีไม่มีส่วนเกินหรือรอยเผาไหม้ และ...”

        “พอก่อนครับสารวัตร! ตอนนี้อยู่ที่เกิดเหตุใช่ไหม? ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ!”

     ผมรีบแทรกคำบรรยายของแกทันที และคำตอบที่ได้คือ

              “เออ หน้าบ้านเลขที่ 122/1 ปากทางเข้าหมู่บ้านมีนสาคร บ้านเศรษฐีในละแวกนี้แหละ ไม่ใช่แค่นี้นะว้อย! ภายในบ้านยังเละเทะอีกด้วย แม้แต่กระจกฝาผนังบ้านหนา 3 นิ้ว ยังมีรอยละลายเป็นรูกว้างเกือบ 2 ไม้บรรทัด แต่นั่นมันเล็กน้อย ที่ไม่น้อยก็คือเจ้าของบ้านดันหายไปด้วย!”

        “ครับผม จะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ!”

     ผมวางสายทันที... 122/1 บ้านอรุณจริงๆ ด้วย บ้าไปแล้วเรอะ! พวกเราออกจากที่นั่นประมาณตี 1 ครึ่งกว่าๆ ไม่มีอะไรแบบนั้นแน่นอน ตอนทำลายหลักก็ไม่มีใครเดินแถวนั้น แล้วนี่มันบ้าอะไรวะ!
     เอเลนัวร์ที่ยืนหลบกล้องหน้าตื่นพอๆ กับผม เหงื่อตกตามๆ กัน ปัญหาใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก ผมถามเธอทันที...

        “เธอไม่ได้กลับไปที่นั่นอีกใช่มั้ย?”

            “กลับไปทำซากอะไรล่ะ ที่น่าเป็นห่วงคือแขนแกมากกว่า ถ้าสารวัตรเห็นเข้าคงไม่ต้องเดากันเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น...”

        “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ดูนี่!”

     ผมถลกผ้าพันแผลและไม้ดามแขนที่ทำอย่างลวกๆ ทิ้งไปทั้งยวง พร้อมกระชากผ้าพันแผลที่หัวออกไปอีก สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าของเราสอง ทำให้จ้องกันตาแทบถลน...
     แผลที่หัวหายสนิทไม่มีแม้แต่รอยเย็บรวมทั้งไหมที่ใช้เย็บด้วย! แต่ที่หนักกว่าคือแขนขวาของผมส่วนที่เป็นแผลฉีกขาด และตรงที่กระดูกหักร้าวมัน!

            “ดำปิ๊ดปี๋! ไม่สิ เหมือนกับแขนซ้ายของแกเด๊ะๆ เลย แต่ไม่ได้ครอบจนมิดด้าม”

     แม่ชีทำหน้าขรึม เสียงฮืมๆ ดังแผ่วเบาจากคอไม่ขาดสาย เธอลูบไปยังรอยตัดระหว่างเนื้อแท้กับเนื้อถมดำที่ดูเหมือนลวดลาย มันตัดกันสวยมาก ช่วงกลางๆ ที่โดนอรุณกระแทกดำมิดไปเลย แต่มือยังเหมือนเดิมอยู่ดีไป...

            “อืม...ส่วนที่ไม่สาหัส หรือแผลเล็กน้อยกลับมาสวยนิ้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฉพาะจุดที่ไอ้เนตรเย็บแผลให้เท่านั้น... ยินดีด้วยถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปแกได้กลายเป็นแพนด้าแหง”

     เธอพูดด้วยเสียงแก่นแก้วพลางตบหัวผมเบาๆ   ก็คงจริงอีกหน่อยคงได้ไปอยู่สวนสัตว์...

        “เฮ้ย! จะบ้าเหรอกูไม่ใช่ช่วงช่วงนะเว้ย! กูไม่ใช่ไอ้แพนด้าเซ็กส์เสื่อมนั่นนะว้อย!”

     เธอทำตาหยีมือแตะริมฝีปากถอยหลังไปสองก้าวแล้วพูดยียวนผมอีกดอก...

            “หุหุหุ ยอมรับแล้วสินะว่าเสื่อม หุหุหุ”   หัวเราะกวนบาทามาก

     ตัดเข้าเรื่องก่อนดีกว่าเดี๋ยวยาว

        “งานนี้เธอไม่ต้องไป แล้วช่วยเอาเสื้อแขนยาวกับถุงมือมาให้ด้วย”

            “ไม่ต้องห่วงฉันเตรียมมาแล้ว แถ่นแท้น!”

     เอเลนัวร์ถลกกระโปรงดำยาวนั่นขึ้น และล้วงเอาของที่ผมรีเควสท์ไปออกมา... เฮ้ย! นี่ยัดเข้าไปตรงไหนวะ! แล้วยัดเข้าไปได้ไงเนี่ย!

            “อย่าเอาไปซื้ดล่ะ”

        “จะบ้าเรอะ!”

     เธอเดินกลับเข้าไปทันทีไม่ฟังที่ผมว่าอีกแล้ว เมินกันดื้อๆ เลยนะ   เรื่องของแขนขวา...เอาเป็นว่าเคลียร์สารวัตรก่อนแล้วกัน



     จากเช้าอันสดใสกลายเป็นเช้าอันไม่น่าอภิรมย์ไปซะนี่...

        “เหม็นเป็นบ้า นี่คงตายไม่ถึง 4 ชั่วโมงสินะ”

              “เออ พวกข้าก็เพิ่งจะมาเจอเอาตอนตี 5 นี่เอง มีคนโทรไปแจ้ง เร็วเข้าก่อนนักข่าวจะมา”

     หน้าบ้านอรุณตอนนี้มีแต่ศพ ตำรวจอีก 6 นาย แผงกั้นคน... ไม่น่าดูเอาซะเลยนี่ยังดีที่กันไทยมุงออกไปแล้ว   จากสีหน้าท่าทางสารวัตรจะเย็นลงแล้วดีไป

              “เห็นศพที่ 4 นั่นมั้ย? ลักษณะการตายธรรมดา แต่ไปติดเอาอาวุธที่ใช้ฆ่านี่สิแปลกประหลาดพอๆ กับไอ้โดนัทมนุษย์นี่เลย”

     สารวัตรพูดพลางชี้ไปที่ศพสุดท้ายที่นอนพิงกำแพงบ้านหลังตรงข้าม ตรงกลางหน้าอกเป็นรูเหมือนถูกของแข็งขนาดใหญ่เสียบทะลุ ตรงมุมปากมีคราบน้ำลายและคราบเลือดเล็กน้อย หลังหัวแตก สภาพเหมือนถูกอัดจนลอยไปกระแทกด้านหลัง รูที่หน้าอกกว้างกว่า 4 นิ้ว ทะลุฝังลงไปบนกำแพงเลย คงถูกแทงด้วยความแรงมากๆ ที่มันแปลกคือในเมื่อไม่มีอาวุธตกอยู่รอยแผลก็ต้องมีลักษณะยวบออกมาด้านหน้าเพราะดึงอาวุธที่ใช้ออก ไม่เพียงแค่นั้นรูบนกำแพงเองก็ไม่มีเศษปูนร่วงกราวลงมา

        “แผลแบบนี้มันแทงแล้วแทงเลยนี่หว่า ไม่มีการดึงอาวุธออก แล้วมันหายไปได้ยังไง? ส่วนไอ้โดนัทมนุษย์นี่ก็ไม่มีรอยไหม้ตรงขอบแผลไม่ได้ถูกอาวุธลำแสงยิงแถมไม่มีรอยกระสุนตกด้วย สภาพยังกับกดแก้วน้ำลงบนหน้าเค้ก ถ้ามองข้ามไส้ที่ไหลลงมากองรอยตัดเรียบสวยมาก แถมชิ้นส่วนที่ถูกคว้านออกก็หายไปด้วย เพราะงี้ถึงได้คิดว่าผมเป็นคนทำสินะ”

     สารวัตรพยักหน้ารับเล็กน้อยและ...

              “ในเมืองนี้คนที่ทำเรื่องเหลือเชื่อพรรค์นี้ได้ที่ข้ารู้จักมีคนเดียวนี่หว่า ที่พวกข้าวินิจฉัยกันคือปล้นทรัพย์ ไม่ก็จับตัวเรียกค่าไถ่ แต่มันก็ไม่น่าใช่ทั้งคู่เพราะของไม่หายซักชิ้นมีแค่พังราบ เจ้าบ้านเองก็เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวไม่มีญาติที่ไหนไม่รู้จะไปเอาค่าไถ่กับใคร ที่ชี้ไปที่พวกแกก็เพราะ...”

        “เป็นแฟนเก่าไอ้ซานเจมันน่ะ เชื่อขนมเด็กกินได้เลย เว่อแบบนี้พวกผมทำไม่ได้หรอก”

     ผมชิงบอกไปก่อนเพื่อลดความสงสัย

        “ไอ้ซากที่กองพะเนินอยู่ตรงนี้คงจะโดนลูกหลงธรรมดาๆ แสดงว่ามาเห็นตอนที่ไม่ควรเห็น ไอ้พวกที่จะฆ่าคนที่มาเห็นตัวเองตอนทำลับๆ ล่อๆ มีไม่กี่กลุ่มหรอก ส่วนนี่ก็คงเป็น...”

     นักเวทย์อีกแล้วละสิ พิจารณาจากรูปการแล้วคงเป็นอย่างนั้น แต่บอกไปไม่ได้เด็ดขาด ไอ้วิธีฆ่าพิสดารพันลึกแบบนี้คิดออกรายเดียวเท่านั้น... สารวัตรยืนลูบเคราเกาคางใช้ความคิดอยู่ ผมเองก็อยู่นานไม่ได้ถ้านักข่าวมาเดี๋ยวมีปัญหา หือ! คราบตรงกำแพง

        “สารวัตรมาดูนี่เร็ว! คราบเหมือนของเหลวบางอย่างไหลลงจากรูบนกำแพงปูน เพราะนั่งทับอยู่และไม่อยากเคลื่อนย้ายเกินไปเลยไม่สังเกตกัน”

              “หรืออาวุธที่มันใช้จะเป็นน้ำแข็ง? จะบ้าเรอะอากาศร้อนขนาดนี้ใครที่ไหนมันจะเอาน้ำแข็งมาฆ่าคนแถมขนาดยังใหญ่มากด้วย ถ้าเป็นไปตามที่เอ็งพูดไม่มีทางเตรียมน้ำแข็งแท่งใหญ่ขนาดนี้ได้แน่ๆ แล้วน้ำแข็งที่แข็งและคมจนปักกำแพงได้นี่มัน? ที่ไม่ชักอาวุธออกเพราะมันละลายหายไปนี่เอง!”

     นั่นยิ่งทำให้หน้าของแกเครียดเข้าไปใหญ่ ก่อนจะเดินไปดูศพอีก 3 ศพที่นอนเรียงกันตรงกลางกลวงโบ๋ พร้อมพูดด้วยเสียงเข้มเครียด...

              “แต่ทางนี้กลับมีแต่รอยเลือด คนร้ายต้องมีอย่างต่ำ 2 คน ไม่สิน่าจะมากกว่าอีก เอาเหอะ! ไอ้ชิตแกไปได้แล้วนี่ก็จวนที่นักข่าวจะแห่กันมาแล้ว”

     กำลังรอคำนี้อยู่พอดี ที่จริงโทรศัพท์ผมมันสั่นระรัวมาตั้ง 3 รอบแล้วไม่มีโอกาสได้รับ

        “เรื่องเด็กแว้น... เดี๋ยวผมติดต่อกลับมานะครับ ไปก่อนล่ะ”

     จังหวะที่ผมเดินออกไปทางปากซอยมีนักข่าวชายสวมแว่นโครงหน้าเหมือนคนเหนือคือมีเหลี่ยมตรงมุมเล็กน้อย ผิวขาว รูปร่างสูงใหญ่เดินถือกล้องแฮนดี้แคมสวนผมไป ผมสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ จากหมอนี่ทำให้อดหันควับกลับไปมองไม่ได้จริงๆ

                “หือ? มีอะไรเหรอ”   เสียงทุ้มแหบๆ ในลำคอพูดใส่ผม

     ไอ้หมอนั่นมันก็หันมามองผมเหมือนกัน แต่ทำหน้าฉงนอย่างเป็นธรรมชาติ ผิดกับผมที่เหงื่อตกเล็กน้อยเพราะอากาศร้อนกับเรื่องหรรษายามเช้าที่ผ่านมา

        “เอ่อ... ไม่มีอะไรครับ แค่เพิ่งจะเคยเจอนักข่าวชาวเหนือในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก”

                “อา มีคนทักเรื่องนี้บ่อยเหมือนกัน คงเพราะหน้าฉันมันพื้นบ้านจนดูง่ายน่ะ ฉันมาจากเชียงรายเพิ่งจะมาอยู่ได้ไม่ถึงเดือน ถ้ายังไงก็...ไปก่อนนะ”

     เขาพูดด้วยหน้าตายิ้มแย้มเกาหัวเล็กน้อยแล้วโบกมือลาในระดับอก ก่อนจะหันกลับไปในซอย

        “…คงไม่ใช่หรอกนะ”



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2011, 07:08:18 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 564


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: เมษายน 19, 2011, 06:02:59 PM »

     และแล้วพวกเราก็กลับมาที่รูหนูของผมอีกครั้ง ที่ใช้คำว่า ‘พวก’ เพราะมีไอ้ลูกครึ่งกล้วยแขกตามหลังผมมาด้วย ใช่แล้วบักหำที่โทรมาหาตอนสืบศพก็คือมันนั่นเอง...

        “ได้อะไรมาบ้าง”

     ผมอัดเสียงเข้มใส่มันทันที ตอนมาที่นี่ผมระเบิดใส่มันทางโทรศัพท์ไปพอสมควรเรื่องอรุณ ผลปรากฏก็คือมันเองก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรมากมาย ทั้งที่คบกันจนครางไปถึงดาวหางแต่ดันผ่าไม่รู้ว่าไอ้ที่เอาๆ ไปน่ะมันของปลอม แสดงว่าเนียนจนจับไม่ได้หรือไม่มันก็โง่ บัดซบเอ้ย! แค้นเว้ยเล่นซะเกือบตาย!

     จบอารมณ์เดือดไปด้วยประการฉะนี้ ต่อด้วยรายละเอียดจากปากของมัน...

            “ของอยู่ที่อู่ใต้โบสถ์... อย่างแรกก็ลวดสายเปียโน แล้วก็พวกอะไหล่รถถังกับ ****CPU ตัวใหม่ล่าสุดแม่งโคตรแพงเลยว่ะ แต่มันประมวลผลเร็วมาก เลยซื้อมาคู่กับเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและชีพจรสิ่งมีชีวิต ตัว Generator เองก็ซื้อมาใหม่ของบริษัท IFT (Integral Future Techs Co, Ltd.) เจ๋งมากให้พลังงานมหาศาลในเวลาสั้นๆ ได้เป็นอย่างดี...”

        “ทำไมไม่ซื้อของ H2I (Hibdulloh Heavy Industry) IFT มันของอเมริกานะเว้ย แล้ว H2I ยังเป็น... เออช่างเถอะเดี๋ยวถึงเวลาจะบอกให้รู้ แก...ไปเจออรุณแล้วสินะ”

     ซื้อจาก IFT เรอะ ไอ้เวรเอ้ย! อาวุธที่ใช้ฆ่าพ่อแม่แกมาจากที่นั่นทั้งนั้น ไอ้บริษัทที่ตั้งชื่อซะหรูแต่เสือกประดิษฐ์คิดค้นแต่อาวุธสงคราม ใจมันคงทรามตามไปแล้วแน่ๆ ผิดกับ H2I ที่เน้นไปทางการแพทย์และบุกเบิกอวกาศ ถ้าไม่มีบริษัทนี้มนุษย์คงพลาดโอกาสเหยียบผิวดาวอังคารไปแล้ว

            “อา...แกเล่นแรงไปรึเปล่าวะ แต่ช่างเหอะถ้าเป็นฉันเจออย่างนั้นคงไม่มีหน้ามาให้เห็นกันอีกแล้ว   ที่สำคัญฉันไปหามันมาแล้ว ไปถามหาเหตุจูงใจน่ะ จะฆ่ากันทั้งทีเลยอยากจะรู้จักกันให้มากๆ เข้าไว้”

     มันทำกระหยิ่มยิ้มขึ้นทันทีที่พูดถึงเรื่องนี้ และต่อไปนี้จะเป็นคำบอกเล่าจากปากยอดชายนายซานเจที่ไม่รู้จะแส่ไปหาเรื่องที่รู้อยู่แล้วทำแป๊ะอะไร อ้อ! ขอให้พึงจำไว้ด้วยว่า ‘มึง = YOU, กู = I’ จะได้ทำใจรับได้มันบัดซบจริงๆ ให้ตายเถอะพี่น้องชาวไทย!


     “อะแฮ่ม เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ณ บ้านนายพลหลังใหญ่สุดหรูหลังหนึ่งตรงโชคชัย 4 ที่หลังอื่นเป็นเพียงซากไม่ก็สภาพเหมือนเพิงไม้ประดับอยู่รายรอบ ฉันกดออดเข้าไปที่นั่น พอมันฉันเห็นปุ๊บคำทักทายก็ตามมา

                “เฮ้ยเป็นไงบ้างไอ้สัตว์”   เล่นเอาเกือบชัก Glock กันเลยทีเดียว

      ไอ้ฉันมันก็คนสบายๆ แต่ใจร้อน เลยถอนกลับด้วย

            “ก็เหมือนมึงนั่นแหละผิดอย่างเดียวที่หน้าไม่เหี้ย”

      พอหอมปากหอมคอแล้วไปต่อกันในบ้าน ฟังหน้าเน่าๆ ตาส่อนๆ ของมันขยับปากพล่ามไปเรื่อย คิดดูตัวก็ดำสะเออะย้อมผมทองแม่งมิสเตอร์ดอชัดๆ   ห้องรับแขกนี่อย่างหรู รู้เลยว่ามันไม่ได้เกิดจากเงินภาษีที่จ่ายเป็นเงินเดือนพ่อมันอย่างเดียว แต่ติดใจก็ไอ้ประโยคนี้แหละ...

                “กูนะเว้ยคุมคนเป็นร้อย ติดสอยห้อยตามกันไปสั่งอะไรแม่งทำหมด ฮ่าๆๆ เมื่อไม่นานนี้ดูข่าวปะ ที่ไอ้หลานปู่กู้อีจู้หน้าโง่โดนเผาอกรูโบ๋น่ะ จะบอกให้นะเว้ย...พวกกูทำเองล่ะตกใจป่าว”

      ก็จริงที่ฉันมันคนง่ายๆ แต่เริ่มเดือดแล้วว่ะ (ผมคิด : แล้วจะไปให้เสียเรื่องทำไมวะ) แต่ก็ต้องทนไว้ยิงไปก็ไม่ได้อะไร เลยถามต่อไปว่า

            “ไอ้พวกนั้นมันไปทำอะไรมึงวะ ถึงได้ไปฆ่าน่ะ มันวิ่งตัดตอนกำลังซิ่งรึไง?”

      และนี่คือคำตอบที่ทำเอาอยากจะร้องไห้ในความโง่ ชั่วชาติของมัน

                “ก็ไม่อะไรหรอกเว้ย หลานมันดันไปทำกร่างใส่ลูกน้องกูไง มึงคิดดูถ้าเป็นมึงจะยอมมั้ย นี่มันหมายถึงหยามกูไปด้วยนะเว้ย เลยจัดการสั่งสอนหน้าโง่ๆ ของมันไป ให้มันรู้ซะบ้างว่าพ่อมันเป็นใคร เท่านั้นแหละเว้ย! แม่งหงอกันทั้งซอยเลย ฮ่าๆๆ ถึงตอนนี้จะยังออกไปลุยเล่นไม่ได้ก็เถอะ แต่พ่อกูใหญ่มึงก็รู้ หน่วยพิฆาตสิงห์ดำก็ลูกน้องพ่อกู เดี๋ยวเดียวเรื่องก็เงียบแล้ว”

      (ผมพูดแทรกเข้าไป : อ๋อ พระบิดาท่านใหญ่นั่นเอง)   เออ ตามนั้นแหละ นี่มันก็เข้าล็อคเราพอดียิ่งมันออกซิ่งเร็วเท่าไหร่ เราก็ยิงมันได้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่ปัญหามันติดตรงที่ว่า...

                “เฮ้ยเจ วันจันทร์หน้าว่างเปล่าวะ พอดีจะจัดซิ่งน่ะ อ้อ ไม่ต้องห่วงว่าตำรวจจะมานะเว้ย อากูเป็นสารวัตร แถมเส้นใหญ่กว่าผู้กำกับอีกนะเว้ย กูจำได้ครั้งนึงแกตวาดซะผู้กำกับหงอเลย (ผมคิด : ตอนนั้นฉันอยู่ในเหตุการณ์วงนอก ที่เขาตะคอกเพราะผู้กำกับมันรับสินบนต่างหากล่ะไอ้โง่) คราวนี้นะเว้ย จะจัดเป็นงานแข่งอย่างใหญ่เลย มีคนมาดูเพียบ เงินเดินสะพัดคืนเดียวเก็บเกี่ยวกันบานตะไท กูอยากให้มึงมาร่วมด้วยว่ะ ถ้ามึงมาคงจะมันไม่ใช่น้อย!”

      ต่อจากนี้ฉันไม่อยากจะเล่าต่อแล้ว เห็นปัญหาแล้วใช่มั้ย?”


     อืม เป็นปัญหาใหญ่มาก...

        “ไม่เป็นไร กะอีแค่มีหนูเพิ่มมาไม่ใช่ปัญหา เราก็แค่โรยยาเบื่อลงไปให้ทั่วก็พอ สิงห์ดำมันก็แค่ไอ้ลูกหมาธรรมดา เพียงแต่ว่าอุปกรณ์มันดีเท่านั้นเอง”

     คำตอบของผมทำเอาซานเจตกใจไม่น้อย คงคิดว่าผมจะเชือดเลือดสาดราดแผ่นดินทีเดียวเป็นร้อยสินะ แต่มันมีหลายทางให้เลือกมาก แถมดีไม่ดี...

        “เราจะโก่งราคาได้มหาศาลบานตะไทอย่างที่ไอ้บ้านั่นพูดเลยล่ะ”

     ยิ้มออกเลยสิ ดี! มีเวลาอีก 3 วัน จัดแจงแดนประหารให้เรียบร้อยแล้วค่อยลุย

            “ทำไมจิตใจมันถึงได้เป็นอย่างนี้ไปได้นะ ทำเรื่องเลวร้ายได้อย่างไม่รู้สึกอะไร”

        “หึ! ความดีคนดีทำได้ แต่ความชั่วคนดีทำไม่ได้ กลับกันฉันไดก็ฉันนั้น! แต่จำไว้นะซานเจ สิ่งที่พวกเราจะทำต่อไปนี้ไม่ต่างไปจากมัน เพียงแต่เราชั่วถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น หรืออีกนัยน์หนึ่งก็คือ จะชั่วยังไงก็ให้มันมีลิมิตมั่ง!”



To be continued...

บรรยายขยายความ

*ปรากฏการณ์การสะท้อนกลับหมด หรือปรากฏการณ์มิราจ - เป็นปรากฏการณ์มองเห็นภาพลวงตาซึ่งไม่มีอยู่จริง   สาเหตุของการเกิดมิราจคือความหนาแน่นที่เปลี่ยนหรือแตกต่างกันมากของชั้นอากาศใกล้พื้นดิน อากาศที่ร้อนความหนาแน่นของอากาศน้อย อากาศที่เย็นความหนาแน่นของอากาศจะมาก ดังนั้นถ้าชั้นอากาศใกล้พื้นดินมีความหนาแน่น(หรือร้อน) แตกต่างไปจากชั้นอากาศที่อยู่สูงขึ้นไป อากาศที่ร้อนกว่าจะลอยตัวจนทำให้เกิดการหักเหของแสงขึ้น คืออากาศด้านล่างส่วนที่เย็นจะเป็นเหมือนผิวกระจก ในกรณีนี้ที่หายตัวไปเป็นเพราะปรับอุณหภูมิของจุดที่ตัวเองยืนอยู่ให้ลดต่ำลง และบริเวณโดยรอบสูงขึ้นจนแสงไม่อาจเดินทางผ่านได้สะท้อนกลับออกมาหมด ด้วยแสงสลัวจากดวงจันทร์ยังทำได้ขนาดนี้เทพมั้ยล่ะ! (ผมบรรยายได้ห่วยแตกมาก ใครจะช่วยรวบรัดให้จะเป็นพระคุณอย่างสูง)

**7.62 มม. - หัวกระสุนปืนไรเฟิล มักพบใช้ในปืนอาก้า (AK47) หรือปืนกระเหรี่ยงนั่นเอง

***เมดัลลา - เมดัลลาออบลองกาตา (medulla oblongata ) เป็นสมองส่วนสุดท้าย ซึ่งตอนปลายอยู่ติดต่อกับไขสันหลัง ทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ การหายใจ ความดันเลือด การกลืน การจาม การสะอึกและการอาเจียน ทั้งนี้จะเชื่อมโยงกับสมองส่วนพอนส์ ควบคุมการเคี้ยว การหลั่งน้ำลาย การเคลื่อนไหวของใบหน้า การหายใจ และสมองส่วนกลาง พอนส์ และเมดัลลาออบลองกาตา รวมเรียกว่า ก้านสมอง (brain stem) ซึ่งภายในก้านสมองจะมีกลุ่มเซลล์ประสาทและใยประสาท เชื่อมโยงระหว่างเมดัลลาออบลองกาตากับทาลามัส ทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมการนอนหลับ ความรู้สึกตื่นตัว หรือความมีสติสัมปชัญญะ เรียกว่า เร็ตติคิวรา แอกติเวติ้ง ซีสเต็ม (reticular activating system)

****CPU - ย่อมาจาก Central Processing Unit หรือ หน่วยประมวลผลกลางนั่นเอง ก็ไอ้องค์ประกอบหลักของคอมที่เราใช้กันทุกวันนี้แหละ (4 คอร์ 2 คอร์ ก็ไม่มีตังซื้อเว้ย!) เพียงแต่นี่เป็นหน่วยประมวลผลกลางของรถถังเท่านั้นเอง

*****Generator – เครื่องกำเนิดพลังงาน หรือก็คือเครื่องปั่นไฟไม่ก็เตาปฏิกรณ์นั่นเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2011, 07:09:29 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: