Discovery
Too many Question
Question Piece
การเดินทางตามโชคชะตาเดินต่อตามทางของมัน ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงเป็นเวลาที่ร้อนจัด พระอาทิตย์นัดหยุดกลางหัว ตลอดทางแสงแดดแรงกล้าแผดเผาต้นหญ้าแถวนี้ซะจนแห้งแล้ง นักเดินทั้งสองมานั่งครุ่นคิดถึงภารกิจที่จะต้องไปกระทำ ในขณะที่เหม่ย หลิน หยิบสร้อยคอมานั่งเพ่งพิจารณา นักรบเองก็เอ่ยวาจาเพื่อหยุดความเงียบ
“ตอนแรกถ้าข้าซื้อ ลากู๊ดกับเจ้าพ่อค้าอีกคน ตั้งแต่ตอนออกจากเมือง..”
“ท่านพี่ เราต้องการคนนำทาง ถึงแม้ว่าท่านจะไม่อยากคุยกับใครขนาดไหน แต่เราต้องมีสารถี พาเราไปหมู่บ้านกว๋อเจิ้งนะ”
ยังไม่ทันทีนักรบจะเอ่ยจบ เหม่ย หลินก็พูดขัดคอทันทีเพื่อไม่ให้เขาพูดต่อ เนื่องจากเธอเข้าใจดีในนิสัยท่านพี่ของเธอที่แสนจะปากหนัก ไร้มนุษย์สัมพันธ์ เหม่ย หลิน คิดเสมอว่า แม้เขานั้นจะไร้เพื่อนสนิท มิตรสหาย แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงเป็นคนที่เธอรักและนับถือเสมอมา เธอยิ้มให้เขาเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เขอารมณ์ขุ่น
ไป่ หลง กับเจ้าลากู๊ดทั้งสองที่ฝีเท้าไว้ราวกับ ม้า พานักเดินทางมาถึงเร็วกว่าปกติ เขาเห็นป่าดงดิบข้างหน้าที่ ความรู้สึกกลัวพุ่งเข้ามาผ่านสมองสู่แขนจนสั่น มันเป็นป่าที่คนไม่อยากเข้าใกล้ ความทรงจำของเขาเติอนเอาไว้ ชื่อของมันคือ
“ตอนนี้เราจะเข้าป่าซินเซียอี่ แล้วนะครับ คาดว่าคงออกจากป่านี้ก็จะเข้าสู่หมู่บ้านกว๋อเจิ้งแล้วครับ ท่านทั้งสอง”
เหม่ย หลิน แหงนหน้าออกไปดู เห็นป่าดงดิบข้างหน้า ตามที่คาดไว้อีกไม่นานก็คงจะถึง ซึ่งก็เร็วกว่าที่เธอคาดไว้อยู่พอสมควร นักรบให้สัญญาณกับเหม่ย หลิน เพื่อต้องการให้เธอเตรียมตัว เขานำดาบไม้ออกมาทำความสะอาด เหม่ย หลิน ค่อยๆค้นกระเป๋า เธอมองหาอะไรบางอย่าง ในที่สุดเธอก็หยิบเสื้อผ้าออกมาชุดหนึ่ง มันเป็นชุดเก่าๆพื้นบ้านธรรมดาไม่มีค่าอะไร พร้อมทั้งผ้าคลุมผืนโต เธอวางทั้งสองอย่างไว้ข้างตัว พลางตะโกนออกไปส่งสัญญาณให้กับไป่ หลง
“ไป่ หลง ท่านช่วยหยุดด้วยหน้าป่าด้วย”
“รับทราบครับ”
เมื่อห่างจากป่าระยะไม่ถึงแลนต์ นักรบเปิดไม้กั้นกระโดดลงจากรถม้า พลางกระชากผ้าทั้งหมดมาปิดรถเขามองหน้าไป่ หลง ที่กำลังงุนงงกับการกระทำของเขา แต่มิได้เอ่ยวาจาใด เขาไปนั่งลงที่โขดหินก้อนโต ข้างๆรถ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ กอดอกเอ่ยขึ้นเบาๆ
“เจ้ารอซักครู่หนึ่ง เหม่ย หลิน กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า”
เวลาผ่านไปไม่นานนัก เหม่ย หลินโผล่มา ด้วยผ้าคลุมทั้งใบหน้าลงไปถึงร่าง การแต่งตัวดูจีดจางจาองค์หญิงมาเป็นข้าทาสก็ไม่ปาน ไป่ หลง อดสงสัยไม่ได้ว่าทั้งสองต้องการจะไปทำอะไรในกว๋อเจิ้ง แต่ก็คงไม่ใช่องการอะไรของเขาที่ควรจะเข้าไปยุ่ง เหม่ย หลิน ปัดฝุ่นที่เสื้อผ้าที่แสนเก่าคร่ำคร่าของตน ที่ใบหน้ามีผ้าสีเงินคลุมศรีษะผืนโต เธอยิ้มไป่ หลง พร้อมกำชับเขาในเรื่องสำคัญ
“ข้างหน้าคงมีอันตรายมาก ถ้าท่านไปส่งเราถึงหน้าเมืองคงไม่ดีแน่ ข้าอยากให้ท่านรอข้าอยู่ที่นี่ จนพรุ่งนี้รุ่งสางจะได้หรือไม่”
“ได้ครับ ข้าจะตั้งที่พักรอพวกท่านทั้งสอง โดยถัดออกไปจากป่าราวๆ ห้าแลนต์ ขอให้ท่านทั้งสองเดินทางปลอดภัย”
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย ไป่ หลง กระโดดขึ้นรถม้าควบลากู๊ดออกไป เพื่อตั้งค่ายรอทั้งสองกลับมา นักเดินทางทั้งสองรุดหน้าเข้าสู่ป่าใหญ่ บรรยากาศในป่ากลับสดชื่น ต้นไม้มากมาย สัตว์ป่ามากมายก็อยู่กันตามปกติ เสียงนกร้องจับคู่ ช่างดูต่างจากสิ่งที่ เหม่ย หลินเคยร่ำเรียนมาเกี่บวกับป่านี้เสียจริงๆ เธอกับนักรบ เดินตรงไปเรื่อยๆ ตามทางที่ไม่มีหญ้าขึ้น ผ่านลำธารสายใหญ่ที่ตัดผ่านเส้นทาง ที่น้ำสะอาดใสมองเห็นปลาไกลๆอยู่ไหวๆ เธอก้มลงทานน้ำในลำธาร นักรบเองก็หยุดเติมน้ำลงกระบอกไม้ไผ่ที่เขาเตรียมมาเช่นกัน
“พักผ่อนซักนิด คงไม่เป็นไรนะคะ”
เธอมองท่านพี่ของเธอที่กำลังรินน้ำเข้ากระบอกไม้ไผ่ของเขาเช่นกัน ทั้งสองดูผ่อนคลายขึ้น แม้จะยังสะสางธุระไม่เสร็จ ชั่วครู่ กลิ่นไอความกลัวอบอวลเข้ามาแตะจมูกของทั้งสอง
“ช่วยด้วยยยยยย ใครก็ได้ ช่วยข้าที”
เสียงตะโกนลั่นฟ้าดังมาจากข้างหน้า เหม่ย หลิน กับ นักรบ รีบวิ่งตามเสียงผ่านต้นไม้หนาทึบที่ขึ้นทั่วป่า ไม่นานข้างหน้า ทั้งสองเห็นชายชรากำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง เขาวิ่งสุดชีวิตแต่ความเร็วราวกับคนแก่ เหงื่อโทรมกาย บนหลังเขามีตะกร้าอยู่หนึ่งใบ ภายในเต็มไปด้วยผลไม้สีเขียว ขาที่ย่างก้าวเจ้ากรรมดันถลำไปสะดุดหินเจ้ากรรม ผลไม้กลิ้งกลายออกมากองเต็มพื้น เขาหันหลังกลับมอง สมองไร้ซึ่งการสั่งการ สติขาดฉับพลัน ร่างกายกลัวจนแทบก้าวไม่ออก
จมูกที่ไวต่อกลิ่นของนักรบสัมผัสกลิ่นอับเฉาบางอย่างได้ มันครุกรุ่นอยู่รอบๆบริเวณนี้ กลิ่นของมันราวกับอะไรบางอย่างที่สกปรก เน่าเปื่อยไม่ชวนให้นึกถึง กลิ่นที่เหม็นฉุนเป็นทวี รุนแรงขึ้นเรื่อยเมื่อทั้งสองยิ่งวิ่งเข้าไปใกล้มากขึ้น
“คุณตาเป็นอะไรรึเปล่าคะ”
ทั้งสองเห็นตัวอะไรบางอย่างซึ่งเป็นที่มาของกลิ่นแสนอุบาตที่ระบาดไปทั่ว เจ้าสัตว์ประหลาดตัวเขียวรูปร่างคล้ายมนุษย์ตัวเล็กๆ มีเขาตรงกลางหัว ไม่มีผม ดวงตาสีส้มของมันไร้ชีวิตชีวา ปากหนาลิ้นห้อยน้ำลายหกแสดงความหิวกระหาย เหยื่อของมันในวันนี้จากชายแก่หนึ่งชีวิตเพิ่มมาอีกสอง สร้างความดีใจให้มันมากมาย ที่พวกมันทั้งหลายตัวจะได้อิ่มพร้อมหน้า
“กอล ตาย ตายแน่ ตายแน่”
กอล มนุษย์สัตว์ประหลาดตัวเล็กๆที่กินเนื้อมนุษย์สดๆเป็นอาหาร เป็นสัตว์ประหลาดที่ปราศจากความคิด นอกจากหิวกระหาย พวกมันล่ากันเป็นฝูง ข้อมูลทั้งหลายวิ่งผ่านสมองของเหม่ย หลิน แต่เธอที่รู้มันเป็นเพียงสัตว์ประหลาดชั้นต่ำ ชายแก่ปิดตา กลัวสุดชีวิต อยากจะวิ่งหนี แต่สังขารที่แก่ชราจึงไม่อำนวยในการหนีครั้งนี้
เหม่ย หลิน ไปดูบาดแผลตามตัวเขา แต่ชายชราตื่นกลัวกับกอลจนคุมสติไม่อยู่ เขาจะคลั่ง จนเหมือนมองไม่เห็นสองคนนั้น มือของเขาสั่นระรัว ขาสั้นจนแทบจะย่างก้าวไม่ออก ร่างกายของเขาสั่นงันงกราวกับเล่นตลกให้ลิงดู
“แค่นี้เอง..”
เพียงวินาทีนั้นเอง ราวกับช่วงเวลาหยุดลง สายน้ำหยุดไหล นกหยุดร้อง นักรบผู้แต่งตัวเก่าซอมซ่อเดินผ่านหน้าเขาไปช้าๆ เรียกสติของเขากลับคืนมา แววตายักษาสีแดงดุดัน กดจิตสร้างควมกลัวยิ่งกว่า เจ้าปีศาจประหลาดมากมายเหล่านี้ พรรณนาในใจว่าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน หัวใจของเขาราวกับมันจะหยุดเต้นไปเสียดื้อๆ ทุกย่างก้าวของเขาทำเอาใจของชายแก่หนาวหัวใจสั่นสะท้าน ฝีเท้าหยุดนิ่งลงหน้าพวกกอลที่มีมากหลายสิบราวกับนักรบกล้า มือของเขามิได้ชักอาวุธคู่ใจออกมา เพียงแต่แค่หลี่ตาลงกอดอก กวาดสายตาไปรอบๆจากนั้นจึงเพ่งดวงตาสีแดงกลมโตขึ้นอีกครั้ง ทุกอย่างราวกับถูกสะกดด้วยจิตสังหาร
“นั่นมันนัยตา”
ทรงพลังแม้ยังไม่ได้แสดงออกมา เจ้าพวกสัตว์ร้ายชั้นต่ำถึงแม้ไร้สมองแต่พวกมันต่างพากันหวาดกลัว ดวงตานั่นราวกับเทพปีศาจที่มีพลังมหาศาล น่ากลัวที่สุดในชีวิตที่พวกมันเคยเห็นมา พวกมันค่อยๆถอยหนี ทีละตัวจนไปหายหมดในที่สุด
เหม่ย หลิน พยุงเขาขึ้น สติของเขาในตอนนี้กลับมาเต็มร้อย ชายมองหน้าหญิงสาวผู้ปกปิดใบหน้ากับนักรบหาญผู้น่าเกรงขาม เขาโค้งงามๆให้กับทั้งสองพลางขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจที่ช่วยชีวิตของชายชราผู้นี้เอาไว้
“ขอบคุณมากนะครับ ที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ถ้าไม่ได้ท่านสองคนข้าคงเป็นมื้อเที่ยงของพวกมันไปแล้ว”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
เธอน้อมรับไว้คำขอบคุณไว้ด้วยความถ่อมตัวเช่นกัน ชายแก่รีบวิ่ง ไปเก็บผลไม้ที่ตกกระจายกลับเข้ากระจาด เขาแบกมันขึ้นสะพายหลัง ชายชราที่ยังคงมิกล้าสบตานักรบที่ไม่มีท่าทีจะใช่มนุษย์ เพราะแม้เพียงใช้สายตาก็สามารถไล่กอลพวกนั้นไปได้ มันคงเป็นสายตาของเทพปีศาจเป็แน่แท้
“ขอโทษนะคะ ท่านเป็นคนของกว๋อเจิ้งรึเปล่า”
“ใช่ครับ แล้วท่านทั้งสองมีธุระอันใดกับกว๋อเจิ้งครับ”
ชายแก่ตกใจในคำพูดเล็กน้อย หลายปีแล้วที่ไม่มีนักเดินทางมายังที่หมู่บ้านตัดขาดจากโลกภายนอก วันนี้แปลกนัก ผู้เดินทางแปลกหน้าทั้งสองมีจุดประสงค์ใดมายังกว๋อเจิ้ง เขาพยักหน้าพร้อมทั้งที่เปลี่ยนไปเป็นการแสดงถึงความสงสัยปนหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้อิดเอื้อนอะไรออกมา เขามองกลับไปยังทิศเหนือของป่า แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ข้าไม่มีอะไร แค่ขอหัวของ…”
“งั้นท่านช่วยพาเราไปยังหมู่บ้านได้หรือเปล่าคะ”
นักรบเกือบจะหลุดปากในจุดหมายที่แท้จริงของตน เหม่ย หลิน แกล้งพูดตัดบท เพราะกลัวจะผิดพลาด ชายชรามองหน้าเหม่ย หลินที่ปกปิดใบหน้าไว้แทบจะไม่เห็น กับ นักรบที่แววตาดูกดดันน้อยลงจากเมื่อกี้ ถึงแม้ใจของเขารู้สึกสงสัย ในการกระทำของบุคคลทั้งสอง แต่ทั้งนี้เขาก็ยังต้องการจะตอบแทนบุณคุณจากเหตุการ์ณเมื่อครู่ ถึงแม้จะกลัวดวงตามหามารเพียงใด ไม่ใช่เพราะสายตามหามารคู่นี้หรอกหรือ ที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ เขาหยุดนิ่งตรึกตรองซักพัก จากนั้นจึงแบกสัมภาระสะพายขึ้นหลัง หันมายิ้มให้ทั้งสอง
“ได้ครับ ผมจะพาไป ไหนๆก็”
“ขอบคุณมากค่ะ”
สีหน้าของเหม่ย หลินที่ดีใจ จนแสดงออกนอกหน้า แต่นักรบที่ยืนอยู่เคียงข้างยังคงเงียบงันมิปริปากอันใด สายแต่ของเขามองแต่ข้างทาง ทำเอาชายชรากดดันมิน้อย ทั้งสามจึงเริ่มออกเดินไปยังทิศเหนือออกจากป่า ความรู้สึกกดดันในเรื่องภาพติดตาของชายเมื่อครู่นี้ยังไม่หายไปแม้แต่น้อย เขาเห็นนักรบยังมิพูดสิ่งใด จึงพยามชวนคุยเพื่อลดความกดดันของตัวเขาเอง
“พวกท่านทั้งสองชื่อ อันใด บ้างหรือครับ ข้าชื่อ บู่เต๋อเตีย ครับ”
“เอ่อ ข้าชื่อเทียน เทีย จาง นักรบข้างๆข้าชื่อ ฟาน เว่ย จื้อ เป็นนักเดินมาจากหมู่บ้านหนาอินค่ะ”
นักรบรู้สึกหัวเราะเล็กน้อยกับชื่อปลอมที่ น้องสาวของตนตั้งให้ ชายแก่มองทั้งสองแล้ว อดสงสัยเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของทั้งสองมิได้ แต่ก็มิกล้าจะเอ่ยถาม พวกเขาเดินต่อไปเรื่อยๆ เป็นเวลานานมาครู่หนึ่ง ผ่านวิวทิวทัศน์สวยงาม เหม่ย หลิน มองไปรอบๆยิ้มแย้มแจ่มใสอดใจ ที่จะเอ่ยปากชมมิได้
“ป่านี้ช่างงามนัก ข้าหล่ะอดที่จะเอามันไปไว้บ้านของข้ามิได้จริงๆ”
“ฮ่าๆ ใช่ครับ มันงดงาม อุดุมสมบูรณ์ เพราะมันสวยแบบนี้ มันจึงเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทั้งหลาย”
กลิ่นของ กอล จากหายไม่สามารถสัมผัสได้แม้แต่น้อยราวกับพวกมันไม่ได้อาศัยในป่านี้เยี่ยงใดเยี่ยงนั้น แล้วทำไมพวกมันถึงมาล่าเอาตัวชายแก่ผู้นี้ คำถามแปลกๆมากมายคาใจเขาอยู่
“แปลกนะ เจ้าตัวงี่เง่าพวกนั้นมันตามล่าเจ้า แต่จู่ๆมันก็หายไปราวกับมิได้อาศัยอยู่แถวนี้”
“ข้าก็ไม่แน่ใจ เคยได้ยินแต่คนเค้าพูดกันว่าป่านี้มีกอล ข้ามาเพียงแรกก็พบ โชคชะตาช่างพาสลดนัก”
คำพูดที่มิน่าเชื่อถือ สร้างความสงสัยให้กับเขาเป็นอย่างมาก เขายังคงรู้สึกว่าป่านี้ที่ว่าอันตราย เพราะลางสังหรณ์ที่บอกย้ำราวกับทำซ้ำตลอดเวลา ถึงแม้กระนั้นความงดงของป่าที่มี
ดึงความสนใจ ตลอดทางมีแต่ความสวยงามของป่ากลับดูเป็นที่สุด แสดงว่าสติปัญญาอันต่ำต้อยแม้แต่กอล ยังรู้จักความสวยงามของป่าแห่งนี้ที่ควรค่ารักษาไว้ ต่างกับมนุษย์ใจโฉดที่ สุดท้ายแล้วเอาแต่ทำลายไม่รักษาไว้ซึ่งสิ่งสวยงามเหล่านี้ เลย
ทั้งสามเดินมาจนสุดป่า มีสะพานไม้เก่าๆทอดยาวข้ามผ่านหุบผาสูง ข้างล่างเป็นหุบเหวลึกสุดตา ดูจากสภาพของไม้แล้ว น่าจะขาดการทำนุบำรุงมาเนิ่นาน เหม่ย หลินมองลงไปรู้สึกขนลุกเล็กน้อย แต่ต่างกับ ฟาน เว่ย จื้อ ที่ไม่รู้สึกอะไรเลย เหม่ย หลินเดินข้ามไปก่อน เธอรู้สึกได้ถึงสะพานที่ไม่แข็งแรงนัก เธอจึงเดินอย่างระมัดระวัง เพราะยังต้องมีคนข้ามตามมาอีกสองคน
“เจ้าไปก่อน บู่เต๋อเตีย..”
เสียงฟาน เว่ย จื้อ พูดขึ้นมา ทำเอาเขาสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาสีแดงแสนกดดันชวนนึกให้หวั่นไหว บู่เต๋อเตีย เดินข้ามไปอย่างช้าๆ น้ำหนักของเขารวมผลไม้หลายลูกทำให้ทุกย่างก้าวของเขาชวนหวาดเสียวอยู่มิน้อย เสียงไม้ที่ดังเสียดสี ชวนให้เขาหยุดเป็นครั้งเป็นคราว เมื่อถึงเชิงกลางสะพานที่ทอดยาว ไม้เก่าแผ่นที่บางและเก่าที่สุดเกิดพังลงกะทันหัน ใจของบู่เต๋อเตียแทบจะขาดสะบั้นลงในบัดดล เท้าของเขาข้างหนึ่งตกลงไปจนติดกับร่องไม้ที่โหว่ขึ้นมา พร้อมกับน้ำหนักของผลไม้ที่บรรทุกจนทำให้ขาทั้งข้างหล่นลงไป
“ช่วย ช่วยข้าด้วย”
ความรู้สึกเฉียดตายในรอบสองของวันผุดขึ้นมาในหัว ไม่นานไม้เก่าก็ไม่สามารถทานน้ำหนักได้ ผลไม้ของเขาร่วงออกจากกระจาดไปถึงสามสี่ลูกจนเหลือเพียงแค่ลูกเดียว มือของเขาทั้งสองข้างพยามกอดแผ่นไม้เก่าๆกับเชือกใกล้ขาดเพื่อยื้อชีวิตเอาไว้ ในใจของเขาคิดว่าคงไม่สามารถรอดไปได้เป็นแน่แท้ คงไม่มีใครโชคดีหลายรอบต่อวันอย่างแน่นอน บู่ เต๋อ เตียภาวนากับปาฎิหารย์ เพื่อให้รอดจากเหตุการ์ณเลวร้ายครั้งนี้ ซึ่งถ้าไม่ใช่เทวดาเสร็จมาก็คงไม่มีทางที่จะรอดชีวิตไปได้อย่างแน่นอน เหม่ย หลิน มองดูเขาที่ใกล้จะตกลงไป เธอวางสัมภาระที่ติดตัวมาอย่างน้อยนิดแล้วพยามจะไปช่วย
“อ้าว ขึ้นมา”
มือที่พันผ้าเก่าๆสีแดง ยื่นมา เท้าที่สัมผัสไม้แทบไร้ศูนย์น้ำหนัก ช่วงเวลาที่ไม่ถึงวินาที นักรบผู้ห้าวหาญเคลื่อนตัวมาถึงกลางสะพานด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ มายืนอยู่ตรงหน้าชายชราเท้าของเขาเหยียบหนักบนไม้เก่าๆขึ้นราแต่ราวกับว่าเขาตัวของเขาไม่มีน้ำหนัก บู่ เต๋อ เตีย มองผ้าที่พันเพื่อปกปิดใบหน้าเลยขึ้นไปจนถึงดวงตาสีแดงฉาน ในใจของเขากลับเริ่มสั่นกลัว
“ดวงตาราชันย์ปีศาจ”
เขาพรรณนาในใจ ทั้งๆที่ความตายอยู่ใกล้ชิด มือที่เอื้อมมาจิตพรรณนาไปว่า บุคคลที่อยู่ตรงหน้าคือราชาแห่งปีศาจทั้งมวล
“เลิกระแวงข้าซะที จับมือข้าซะที แล้วขึ้นมาซะ”
ราวกับถูกอ่านใจ บู่ เต๋อ เตีย รวบรวมความกล้าจับมือเล็กนั้นทั้งด้วยมือทั้งสองข้างของเขา มือของนักรบกลับผิดแปลกวิสัยยิ่งนัก มันช่างนิ่มนวล มิหยาบกร้าน แม้แต่น้อย ฟาน เว่ย จื้อ ดึงเขาขึ้นมาและเหวี่ยงชายแก่ไปอีกฝั่งหนึ่ง เขากระแทกกับผืนหญ้าเล็กน้อย ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากมายนัก ส่วน ฟาน เว่ย จื้อ รีบกระโดดออกมา ปล่อนให้สะพานขาดสะบั้น เศษไม้ทั้งหลายตกลงไปด้านล่างของเหวลึก ชายแก่นั่งถอนหายใจ ตอนนี้ทางไปมาเชื่อมสู่โลกภายนอกเพียงแห่งเดียวของหมู่บ้านกว๋อเจิ้ง บัดนี้ถูกตัดขาดแล้ว ถึงแม้จะสิ้นหวัง เขาก็รอดชีวิตมาได้ เขามองชายหนุ่มผู้ปกปิดรูปลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยชีวิตเขาถึงสองครั้ง สองคราในเวลาเดียวกัน เขารู้สึกไม่น่ากลัวแล้วในสายตาของ บู่ เต๋อ เตียนเอง คุกเข่าลงแล้วกราบเท้าขอบคุณ
“ขอบคุณท่านมาก วันนี้ท่านช่วยชีวิตข้าสองครั้ง ข้าไม่รู้จะตอบแทนท่านทั้งสองอย่างไร”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เรื่องนี้น่ะ..”
“ข้าเห็นคนเดือดร้อนจะปล่อยให้เจ้าตาย มันก็ป่วยการเปล่าๆ อย่าคิดมาก”
นักรบผู้นั้นหันหลังแล้วเดินต่อไป เหม่ย หลิน ก็เดินตามมาอย่างติดๆ ปล่อยให้ชายแก่งุนงง เขารีบเก็บผลไม้ที่เหลือเพียงหนึ่งลูกแล้วเดินตามทั้งสองไปอย่างรวดเร็ว คำพูดของนักรบถึงแม้จะไม่ได้ไพเราะ แต่การกระทำของเขาก็บ่งบอกถึงความมีน้ำใจ ทั้งสามเดินทางมาด้วยกันจนถึงพ้นจากป่าใหญ่ มองไปข้างหน้ากลับมีแต่ความแห้งแล้งกันดาน ถัดไปไม่ไกลนักมีสิ่งก่อสร้างมากมาย บ้านเรือนดูทรุดโทรม ทิวทัศน์ที่น่าเวทนา คงเป็นหมู่บ้านที่หมายแน่นอน
“ถึงแล้ว พวกท่าน นี่คือ กว๋อเจิ้ง รีบไปกันเถอะ”
บู่เต๋อเตีย รีบวิ่งไปด้วยความดีใจ เหม่ย หลินรู้สึกไม่แปลกใจกับสภาพของหมู่บ้าน ความเสื่อมโทรมที่ถดถอย เพราะเจ้าเมืองที่ปกครองคนด้วยความยากแค้น เห็นแก่ตัว เธอกวาดสายตาไปจะสะดุดขึ้นที่ป้อมปราการใหญ่เลยจากมือบ้านขึ้นไปทางด้านเหนือ มันดูสวยงามล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้ตรงกันข้ามกับหมู่บ้านที่โทรมสุดๆ เธอคิดว่าที่นั่นคงต้องเป็นที่อยู่ของเจ้าเมืองใจต่ำช้าอย่างแน่นอน
“ท่านพี่ เห็นปราการนั่นหรือไม่”
“อืม ข้าเห็นแล้ว”
ทั้งสองเดินตามชายแก่ไปเรื่อยๆ จนถึงทางเข้าหมู่บ้าน เป็นเวลาโพล้เพล้ใกล้มืด หญิงชราเดินมาต้อนรับถึงหน้าหมู่บ้าน อายุอานามการแต่งตัวของเธอดูโทรมแก่ไม่แพ้กัน เธอดีใจมากที่เห็น สามีของเธอรอดกลับออกมาจากป่าได้ ทำเอาเธอหายหนักใจไปมาก นอกจากนี้ยังมีชาวเมืองในหมู่บ้านที่มายืนต้อนรับต่างพากันหวาดกลัว ทุกคนล้วนแต่สูงอายุด้วยกันทั้งสิ้น
“ตาแก่เอ้ย นึกว่าจะไม่กลับมาแล้ว ทุกคนเป็นห่วงมาก นึกว่าถูกกอลจับไปแล้ว”
“ก็เกือบจะไม่รอดมาเจอเจ้าแล้ว เพียง หมิง ถ้าไม่ได้ท่านสองคนด้านหลัง ช่วยชีวิตเอาไว้ถึงสองครั้ง”
หญิงชราจรดสายตาไปยังนักเดินทางทั้งสอง พวกเขาทั้งคู่ดูแปลกตา และมีความรู้สึกว่าทั้งสองเป็นมิตร เธอเดินมาใกล้ๆทั้งสองเพื่อก้มขอบคุณ ที่ช่วยสามีของเธอเอาไว้ แต่สีหน้าของเธอยังแสดงถึงความเศร้า ความกลัวและความระแวง
“โอ้ ขอบคุณ ท่านทั้งสองมากเลยที่ช่วยชีวิตสามีข้าเอาไว้”
“ไม่เป็นไร”
นักรบตอบเสียงห้วน พลางสอดส่ายสายตา เช่นเดียวกับ เหม่ย หลิน ที่กำลังกวาดสายตาไปจนทั่ว หามีหญิงในกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ มีเพียงชายทุกทั้งเด็กทั้งหนุ่มทั้งแก่เกินวัย ส่วนหญิงมีเพียงผู้ที่สูงอายุเท่านั้น จึงเป็นที่สงสัยว่าหญิงในหมู่บ้านนี้หายไปที่ใดกันหมด เธอกระซิบข้างหูให้กับพี่ของเธอฟัง
“พี่ ไม่มีผู้หญิงเลยนะ ท่านลองดูสิ”
“ข้าเห็นแล้ว แถมข้ายังสัมผัสได้ถึงความหมดหวังอีกด้วย”
เพียง หมิง สัมผัสได้ถึงกลิ่นบางอย่าง มันเตะจมูกเธอ ความหอมที่สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นที่ไม่เคยได้สัมผัสมานาน ลอยมาจากทางเหม่ย หลิน มันเป็นกลิ่นหอมของดอกเหมย เคียงคู่กับดอกโบตั๋น ซึ่งน้ำหอมนั้นจะมีราคาแพงมากเจ้าหญิงเท่านั้นถึงจะมีปัญญาหาใช้
“กลิ่นของดอกเหม๋ย นี่นา ท่านใช้น้ำหอมประจำราชวงศ์เลยรึ”
“เปล่าหรอกค่ะ ข้าแค่ ไปซื้อมาใช้ พ่อค้านำมาขายให้เท่านั้นเอง”
เหม่ย หลิน ปฏิเสธทันควัน แต่กระนั้นก็ยังเกิดความคลางแคลงใจขึ้นในจุดประสงค์การมาของทั้งสองที่เพียง หมิง ยังไม่ทราบ แล้วที่แปลกใจกว่าว่าผู้สูงศํกดิ์ระดับองค์หญิงคงไม่มีธุระอะไรกับหมู่บ้านแสนโทรมแห่งนี้ แต่เธอก็ยังมิกล้าจะเอ่ยถามออกไป
“งั้นเชิญท่านทั้งสอง รบกวนพักบ้านของข้าก่อน ตอนนี้ก็ค่ำแล้ว”
เธอยิ้มแย้ม ให้กับทั้งสองอย่างเป็นมิตรและด้วยความสงสัยจึงพยามสังเกตหน้าของเหม่ย หลินที่ปิดบังโดยอาศัยผ้าคลุมเอาไว้ เหม่ย หลิน จึงพยามก้มหน้าลง เพื่อไม่ให้เธอเห็นและตัดบทเธอจึงพูดขึ้น
“งั้นรบกวนท่านเพียง หมิงด้วย”
“หามิได้ ท่านช่วยสามีข้าไว้ แค่นี้นับว่าเล็กน้อยเชิญตามข้ามาทางนี้”
ทั้งสองเดินตาม ชายชราและหญิงแก่ ระหว่างนั้นเหม่ย หลิน พยามสังเกต พบว่านอกจากหญิงสาวและเด็กผู้หญิงแล้ว หากลับพบสัตว์ใดอยู่เลยไม่ ทั้งแมว หมา นก หมู ซึ่งเป็นที่แปลกใจมาก สร้างความฉงนขึ้นในใจทั้งสองคนเป็นอย่างยิ่ง สภาพที่เสื่อมโทรมใกล้ตายของบ้านที่สร้างจากไม้ผุ ความอิดโรย สิ้นหวังของชาวเมือง ชวนให้หมู่บ้านนี้ช่างไม่ศิวิลัยยิ่งนัก
“ไม่ทราบว่าพวกท่านเดินทางมาเพื่ออันใดรือ นักเดินทางทั้งสอง”
“ข้า..เพียงแค่ผ่านมาเท่านั้น เพราะจะต้องไปเมืองซีฉี๋ ต่อน่ะ”
หญิงชรา ยังรู้สึกแปลกใจ แม้ว่าซีฉี๋จะอาศัยทางกว๋อเจิ้งขึ้นเหนือไปง่ายกว่า แต่ถ้าผ่านใช้เส้นทางอื่นที่อันตรายน้อยกว่านี้ เมื่อทั้งสามมาถึงบ้านที่ดูดีที่สุด แทบจะออกนอกหมู่บ้านไปยังหอคอยเจ้าเมือง มันเป็นบ้านหลังเล็กๆที่ดูผุพังน้อยที่สุด เปิดมาข้างในมีข้าวของเครื่องใช้พอสมควร ข้างหลังมีห้องอาบน้ำดูสะอาด
“นี่ห้องที่ดีที่สุด เพื่อตอบแทนพวกท่าน เชิญพักที่นี่ก่อนเถิด”
“ขอบคุณค่ะ”
เหม่ย หลิน คำนับไว้ เป็นการขอบคุณ นักรบเดินสำรวจบ้านเล็กๆนี้รอบ พลางหาของที่น่าจะใช้ได้หลงเหลืออยู่ บู่ เต๋อ เตีย กลัวทั้งสองจะขาดจึงเอ่ยกล่าว
“ถ้าขาดสิ่งใดจงเอ่ยปากขอได้นะครับ”
“ค่ะ ว่าแต่ทำไมบ้านนี้ถึงดูใหม่ที่สุดหล่ะคะ”
เพียง หมิน มองหน้า บู่ เต๋อ เตียง เขาก้มหน้าลง แล้วพูดเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นราวลั่นพิรุธก้อนโตออกมาให้ เหม่ย หลิน ได้เก็บข้อมูล
“ก็ไม่มีอะไรครับ เจ้าของบ้านเค้าไปหมู่บ้านอื่นไม่กลับมานานหลายปีแล้ว คงไม่เป็นที่จะใช้มาต้อนรับท่าน เพราะคาดว่าเจ้าของคงไม่กลับมาแล้ว”
เหม่ย หลินทำท่าพยักหน้า ราวกับรับทราบเรื่องราว เธอตีหน้าซื่อไม่สงสัยสิ่งใด ให้นานทั้งสองก็ขอตัวลาจากไป เหม่ย หลิน วางสัมภาระ เตรียมผ้าขนหนูเพื่อชำระร่างกาย ส่วนนักรบก็นั่งหลับตานิ่งๆมิได้เอ่ยสิ่งใด เหม่ย หลินเดินไปดูด้านหลัง ห้องอาบน้ำดูใหม่ ราวกับไม่เคยใช้ ต่างกับสภาพบ้านที่ดูเก่าเล็กน้อย
“น้ำเย็นจัง”
เหม่ย หลิน อุทานหลังจากเท้าลงไปแช่ในน้ำ เธอหย่อนร่างกายเพื่อพักเหนื่อย พลางหันหลังกลับมาดูคู่หูของเธอหลับตาราวกับนั่งหลับ
“ท่านพี่ ข้าว่ามันมีพิรุธเยอะแยะเลยนะ ท่านคิดว่าไง”
“อืม นั่นสิ เอาเป็นว่าขอแค่ทำให้สำเร็จก็พอหล่ะนะ”
เขาหยิบดาบที่ห่อผ้ามาวาง จากนั้นจึงลากหมอนไม้แข็งๆมานอนหนุนหงาย ไม่คิดจะถอดผ้าที่พันหน้ามาตลอดทาง ทำเอาเหม่ย หลินรู้สึกเซ็ง นักรบนั่งคิด ขณะเหม่ยหลินกำลังล้างตัว นึกถึงจุดหมายที่ต้องทำให้บรรลุ นักรบเลื่อนหมอนมานอนข้างๆใกล้ๆห้องอาบน้ำ
“เจ้าจะลงมือเมื่อไหร่เหม่ย หลิน”
“คนเขลารอวันพรุ่งนี้ คนปราชญ์จะใช้คืนนี้ให้เป็นประโยชน์”
เหม่ย หลินหันมายิ้มให้กับพี่เธอ เพื่อเป็นสัญญาณที่จะเริ่มปฎิภารกิจของทั้งสองให้สำเร็จเสียที นักรบนอนพาดหลับตาสนิท
"เจ้าทำส่วนของเจ้า ข้าทำส่วนของข้า ขอแค่หัวมันเท่านั้น เราก็จะบรรลุ"