หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: [Super Robot Wars The Star Chronicle Second Season]  (อ่าน 3129 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #30 เมื่อ: กันยายน 27, 2011, 03:25:26 AM »

[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -]

ถ้าจะกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่าปัญหาแล้ว สำหรับหลายคนอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องแก้ไขให้ได้ สำหรับบางคนเป็นเรื่องน่ากลัวที่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่สำหรับกัปตันสาวและตัวแทนกองกำลังTSCอย่างไลล่า เรย์ อิลูชั่นนั้น เธอมองปัญหาต่าง ๆ เป็นเรื่องประมาณว่า 'จะกินซุปกระป๋องแต่ไม่มีที่เปิดกระป๋อง' นั่นก็คือถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรที่ต้องกลุ้มใจแต่ก็ต้องจัดการมันให้เรียบร้อยและสำหรับวิธีของไลล่าที่จะแก้ปัญหานั้นก็คือ 'หาที่เปิดกระป๋องมาซะก็สิ้นเรื่อง' แต่ถ้าถามอีกว่าจะไปหาที่เปิดกระป๋องมาด้วยวิธีไหน อันนี้มันก็แล้วแต่จะออกไปหาเองหรือใช้ให้คนอื่นไปหามาให้แต่ถ้าได้ที่เปิดกระป๋องมาซะอย่างจุดจบของปัญหาก็จะมีค่าเท่ากันอยู่ดี

หลังจากศึกใหญ่ที่ฐานทัพอัศนีแดงผ่านไปได้สองอาทิตย์ กำลัง TSC ที่พึ่งรอดชีวิตจากสมรภูมิอันแสนหนักหนาจากประเทศไทยก็ได้รวบรวม ก็กำลังจะมุ่งหน้าไปสู่ทวีปอเมริกาซึ่งเป็นที่ตั้งฐานใหญ่ของบอนล์เพื่อทำศึกตัดสินชี้ขาด ในตอนนี้กองยานทั้งหลายที่ออกเดินทางมาก็อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมอยู่ฐานทัพย่อยของเอลฮังค์ที่ตั้งอยู่ในเกาหลีใต้เพื่อรวมรวมกำลังพล อาวุธยุทธโทปกรณ์และเสบียงอาหาร ซึ่งกำหนดการในการหยุดพักที่นี่มีกำหนดเวลา 3 วันนี่จึงเป็นโอกาศที่ดีที่ไลล่าจะได้จัดการแก้ไขปัญหาที่ยังค้างคาอยู่ของกองกำลังในตอนนี้ซะให้หมด

เช้าวันใหม่ที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร่เมฆหมอกเหมาะแก่การไปพักผ่อนหย่อนใจแต่หลาย ๆ คนก็ทำอย่างนั้นไม่ได้โดยเฉพาะกลุ่มคนที่กำลังรวมตัวกันอยู่ ภายในห้องทำงานของกัปตันบนยานบลูกาแลคเซียแองเจิ้ลที่จอดเช็คสภาพเติมกระสุนและสเบียงอยู่ภายในโรงจอดยานของฐานทัพ ในที่แห่งนั้นบรรเหล่าเจ้าหน้าที่ตัวแทนจากทุกภาคส่วนงานของเอลฮังค์ และตัวแทนจากกลุ่มกองกำลังอาสาจำนวนหนึ่งได้มารวมตัวกันที่นี่เพื่อรับทราบข้อมูลและรับมอบหมายหน้าที่จากกัปตันไลล่า

"ถ้าอย่างนั้นเรื่องดูแล อุชิโอะจังก็ให้คุณชาเพนท์รับผิดชอบเหมือนเดิมนะคะ แล้วก็รบกวนมาเรียจังช่วยไปพยาบาลอุชิโอะจังอีกแรงด้วยนะ"
 
กัปตันสาวเอ่ยออกมาในขณะที่เซ็นเอกสารอนุญาติซื้ออุปกรณ์เวชภัณฑ์ทั้งหลายก่อนจะยื่นไปให้กับชาเพ็น แพทย์ผู้มีสีหน้าเหมือนคนอดนอนรับกระดาษใบนั้นและหันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดจากอะไรดูเหมือนว่าเขาคงจะต้องรีบกลับไปทำงานต่อ เมื่อปัญหาอย่างแรกคลี่คลายลงไปแต่ปัญหาอีกมากยังคงอยู่ กองเอกสารที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่นั้นเป็นปัญหาทุกสิ่งอันที่เธอต้องสะสางให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด

"อืม...เรื่องซ่อมแซมและทาสีใหม่ของยานเรดใช้วิธีเกณฑ์บรรดานักบินกับคนที่ไม่มีหน้าที่พิเศษไปช่วยกับพวกช่างด้วยเหมือนกับคราวที่แล้ว..." แต่ทว่าในขณะที่พูดยังไม่ทันจบสายตาของเธอก็เห็นความผิดปกติบางอย่าง

"หืม...มีปัญหาอะไรเหรอจ๊ะ รูบี้?" ไลล่าเอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นรูบี้ยกมือพร้อมแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจนว่าต้องการจะเอ่ยคัดค้านอะไรบางอย่าง

"เกณฑ์นักบินไปช่วยน่ะไม่ว่าหรอกค่ะ แต่ไม่เอาเจ้า "วี"เด็ดขาด!!!!"

รูบี้เอ่ยเสียงแข็งพร้อมกับเริ่มเล่าเหตุการณ์อันแสนจะปวดขมับที่เกิดขึ้นเมื่อสามวันที่แล้ว ภายในโรงจอดยานที่กำลังมีการซ่อมแซมทาสีให้กับยานเรดฯ ในตอนนั้นหญิงสาวช่างเครื่องผู้นี้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนเองตามปกติ แต่แล้วความไม่ปกติก็เกิดขึ้นเมื่อสายตาของเธอเหลือบไปเห็นบุคคลผู้หนึ่งเข้า
รูบี้ถึงอึ้ง ตกใจ ประหลาดใจจนทำอะไรไม่ถูก ถึงขนาดทำไขควงที่ถืออยู่ตกลงพื้นเมื่อได้เห็นภาพของเด็กชายวี หรือ 'เกรียนวี' กำลังขมักเขม่นกับการทาสี ภาพนี้เป็นภาพอาจกล่าวได้ว่าควรต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะของเรื่องอัศจรรย์ของโลกก็เป็นไปได้ แต่ไม่นานนักเธอก็ได้รับคำเฉลยจาก ธิดา ธราธร หรือก็คือ 'หญิง' พนักงานสาวจากบริษัทบ.ร่ำรวย ที่เดินอยู่แถว ๆ นั้นนั่นเอง

"อะ เอ๊ะ!!? เอ๋!!!!!!!!!!!!! เจ้าเด็กเปร...เอ๊ย!!  วียอมอาสามาช่วยงานทาสีเองเหรอ? คุณหญิง?"


"ค่ะ!! ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะเป็นคนออกปากมาขอทำเอง เห็นบอกด้วยว่า 'งานนี้จะขาดเมพวีไปด้วยได้ยังไง' น่ะค่ะ" หญิงกล่าวพร้อมกับแหงนมองดูเด็กหัวเกรียนที่กำลังตวัดอุปกรณ์พ่นสีไปมาอย่างขมักเขม่น ซึ่งไอ้ท่าทีตวัดไปมานั้นมองยังไง ๆ ก็แค่การแกว่งไปมั่ว ๆ หาได้เป็นการออกท่าทางแห่งการรังสรรค์งานศิลป์แต่ประการใด ทว่าสำหรับสองสาวที่ยังไม่รู้ถึงความเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนีเแล้ว นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องน่าตื้นตันใจที่สุดเท่าที่เคยได้พบมาเลยล่ะมั้งที่จู่ ๆ สุดยอดเด็กเกรียนอย่างวีจะเกิดจิตกุศลคิดจะมาช่วยชาวบ้านชาวช่องเขาทำงานเรียกได้ว่านี้เป็นลางบอกเหตุของการปรับปรุงตัวที่ดีเพื่อเป็นเยาวชนที่ดีของชาติและเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต...อะไรทำนองนั้นถ้าเกิดว่าผลลัพธ์มันไม่ได้ออกมาในสภาพนี้

"ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ พี่หญิง เมพวีคนนี้ทาสีเสร็จแล้ว!!!!"

วีตระโกนออกมาเสียงดังพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะอย่างภาคภูมิใจราวกับศิลปินไส้แห้งได้ประดิษฐงานศิลป์ระดับก้องโลก รูบี้กับหญิงรีบวิ่งไปดูผลงานของวีทันทีแล้วก็พบว่า...

".......เอ่อ....นี่มัน........อะไรกันคะเนี้ย?......."

หญิงตกตะลึงอึ้งไปเล็กน้อยกับภาพวาดที่ศิลปินวีรังสรรคขึ้นอย่างสุดฝีมือ ในขณะที่รูบี้นิ่งเงียบไม่พูดอะไรไม่สิพูดให้ถูกคือพูดอะไรไม่ออกจะถูกกว่า เพราะหลังจากได้ยลโฉมผลงานของวีแล้ววิญญาณเธอก็แทบหลุดลอยออกจากร่าง เพราะภาพนั้นเป็นภาพที่ต่อให้ปิกัสโซ่มามองดูก็ไม่อาจจะแยกออกว่ามันเป็นภาพอะไรกันแน่ เป็นผลงานที่เกินขอบเขตจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปแบบแอ็บสแตรค เกินขอบเขตที่มนุษย์จะเข้าใจ ดีไม่ดีมนุษย์ต่างดาวเองก็อาจจะไม่เข้าใจงานศิลปะชิ้นนี้เลยก็เป็นได้  

"ภาพเหมือนเมพวีคนนี้ที่วาดโดยมหาเมพวีเองและใช้สีโคตรเมพยังไงล่ะ!!!!"

วีประกาศก้องอย่างไม่เขินอายพร้อมกับโชว์ผลงานเหนือจินตนาการให้สองสาวได้ดู  

".............รู้สึกเหมือนตัวเองหลงผิดไปชั่วขณะแฮะ..."

รูบี้บ่นพึมพำพร้อมกับเอามือกุมหัวอย่างหมดอาลัยตายอยาก...เกรียนก็ยังเป็นเกรียนวันยังค่ำนินะ... หลังจากเรื่องเล่าอันสุดแสนจะเจ็บปวดกระดองใจนั้นจบลงรูบี้ก็ดึงสติของตัวเองกับมายังกลับมาช่วงเวลาปัจจุบัน ไลล่าที่ฟังเรื่องราวตั้งแต่ต้นก็รับเรื่องอย่างว่าง่ายให้พร้อมบอกกับหญิงที่ยืนอยู่ในห้องนั้นไม่ให้คนของบ.ร่ำรวยเข้ามาข้องเกี่ยวกับงานนี้อีก ซึ่งเธอก็รับปากแต่โดยดีเพราะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเล่นซนของวีในคราวนี้ บ.ร่ำรวยต้องรับผิดชอบใช้คืนกองกำลังแบบเต็มจำนวน ซึ่งคงไม่ดีแน่หากจะให้มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีก

"แล้วการซ่อมบำรุงกำลังรบหลักของพวกเราตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?" ไลล่ากล่าวพลางจ้องมองไปยังรูบี้อีกครั้งหนึ่ง

"ไม่หนักเท่าที่คิดค่ะ แวนการ์ดที่เสียหายหนัก ๆ ในคราวก่อนส่วนมากได้ใช้อะไหล่ที่ยึดมาได้จากฐานทัพอัศนีย์แดงมาใช้ในซ่อมบำรุง ส่วนจาโปรน่ากับซูโปรน่าที่ยึดได้ก็พอเอามาใช้ได้ ส่วนหุ่นรบของพวกเราส่วนใหญ่เสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

รูบี้หยุดพักหายใจเล็กน้อยก่อนจะขยับริมฝีปากเพื่อกล่าวรายงานต่อแต่ในตอนนั้นก็มีเสียงของใครบางคนแทรกขึ้นมากเสียก่อน

"ส่วนเนวาน่าเองก็ฟื้นสภาพตัวเองได้เกือบสมบูรณ์แล้ว ส่วนแขนสองข้างของเลกิวออสที่พังไปใช้ตอนนี้ใช้เทคโนโลยีของอิคซิอ้อนเข้ามาช่วยก็เลยซ่อมกลับมาได้ตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับจูนเครื่องยนต์ใหม่ขั้นสุดท้าย ที่แต่ที่มีปัญหาที่สุดเห็นจะเป็น........  "

ผู้ที่แทรกเข้ามากล้องปล้องระหว่างการสนทนานั้นมิใช่ใครที่ไหนเธอก็คือนักวิจัยหุ่นยนต์ของเอลฮังค์เฟอร์เดอริก้าหรือเจ๊แร็คคูณนั่นเอง แม้จะเข้ามาร่วมฟังการแบ่งหน้าที่แต่ก็ไม่วายจะถือขวดเหล้าเข้ามาด้วย ถ้อยคำสาธยายของเธอขาดห้วงไปเพราะเธอมัวแต่ยกของเหลวที่อยู่ในขวดนั้นขึ้นดื่มโดยไม่เกรงใจใครหลายคนในห้องเลย แต่ถึงเจ๊แร็คคูณจะพูดไม่หมดก็มีคนพูดคำตอบนั้นออกมาแทนอยู่ดี

"อาร์คสไตร์เกอร์......"

ไลล่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบพลางแลสายตาไปยังมาเรียที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ชาเพ็น แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่รับรู้ว่าถูกจ้องมองอยู่จึงไม่เข้าใจความหมายของการจ้องมองนั้น แต่ไม่นานผู้ที่มอบคำตอบให้กับสิ่งที่กัปตันสาวอยากรู้ก็ปรากฏตัวขึ้น สาวแว่นท่าทางกล้า ๆ กลัวยกมือขึ้นไม่สูงนักก่อนจะพูดออกมา

"เอ่อ..คะ...คือว่า...ฉันลองเปิดแผ่นดิสที่ได้มาจากอุชิโอะจังแล้ว ข้อมูลข้างในนั้น.เป็นข้อมูลแบบแปลนโครงสร้างสำหรับพัฒนาอาร์คสไตร์เกอร์ ตอนนี้ฉันกับลูน่าแล้วก็ช่างเครื่องอีกจำนวนหนึ่งพยายามซ่อมแซมมันมาสองสัปดาห์แล้วตอนนี้ก็เสร็จไปเกือบ 80% แล้วล่ะค่ะ"

สิ้นคำพูดของซาริน่า กัปตันไลล่าถอนหายใจเบา ๆ แสดงถึงความโล่งอกไปเปราะหนึ่ง แต่ปัญหาต่าง ๆ ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้แต่เรื่องหลังจากนี้ไม่ใช่เรื่องที่หลาย ๆ คนในห้องนี้จะเกี่ยวข้องนักเธอจึงตัดสินใจออกคำสั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ในทันที  

"เอาล่ะทุก ๆ คนกลับไปทำหน้าที่ตามเดิมได้ยังไงก็ขอฝากด้วยล่ะ แล้วก็ขอให้ทุกคนตั้งใจทำงานกันนะจ๊ะ"

สิ้นคำพูดนั้น เจ้าหน้าที่ของเอลฮังค์ทุกคนก็ยกมือขึ้นทำความาเคารพต่อเธอซึ่งตัวเธอเองก็ทำท่าเดียวกันนั้น ก่อนจะเอามือลงและโบกมือส่งแขกคนอื่น ๆ ที่กำลังเดินออกจากห้อง ก่อนจะหย่อยตัวลงนั่งบนเก้าอี้มองดูเอกสารกองโตพลางยกมือขึ้นท้าวคาง

"ป่านนี้พวกนักบินที่ได้หยุดพักคงเที่ยวกันสบายใจเฉิบแล้วสินะ.....เอาเถอะนาน ๆ ทีนี่นะ เอาล่ะทำงาน ๆ "

ไลล่ากล่าวยกแขนทั้งสองขึ้นสูงสุดเพื่อเป็นการยืดเส้นยืดสายก่อนจะลงมือจัดการกับกองเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้า ในขณะที่หลาย ๆ คนยังทำงานกันอยู่ภายในฐานทัพ แต่อีกส่วนหนึ่งได้รับวันหยุดให้ไปพักผ่อนชนิดฟรีสไตล์กันซึ่งกลุ่มนั้นก็คือพวกนักบินนั่นเอง สำหรับพวกนักบินที่ต้องออกรบความตึงเครืยดและความเหนื่อยล้าสะสมจะส่งผลต่อความสามารถในการขับหุ่นยนต์ ดังนั้นการพักผ่อนที่เพียงพอจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาด้วยเหตุผลนี้ไลล่าจึงสั่งให้พวกนักบินทั้งหมดสามารถออกไปเที่ยวเล่นในเมืองได้ตามใจชอบเป็นเวลา 3 วัน และในตอนนี้เหล่านักบินของกองกำลัง TSC ก็กำลังเริงรื่นกับวันหยุดสั้น ๆ นี้อยู่ในตัวเมืองกันเป็นส่วนใหญ่

ภายในเขตการค้าที่ใหญ่ที่สุดในตัวเมืองมีสินค้ามากมายให้เลือกสรรไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า สินค้าอิเล็กโทรนิกส์ อาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวตประจำวัน และอื่น ๆ อีกมากมายต่างถูกตั้งแสดงอยู่ในร้านค้าที่เรียงรายกันสลอนอยู่ภายในเขตการค้าแห่งนี้ เสียงเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ ผู้คนมากมายต่างเดินชอปปิ้งกันไปมาอย่างสนุกสนานบ้างก็มาคนเดียว บ้างก็มากันเป็นคู่ บ้างก็มาเป็นหมู่คณะ และพวกสมาชิกของ TSC ก็กำลังเดินดูสินค้าต่าง ๆ อยู่ภายในตลาดแห่งนี้เช่นกัน  

"โอ้ว!~~~ ปลาหมึกล่ะ!! ปะป๋า ตัวใหญ่มากเลย~~"

หญิงสาวผมบ็อบสีทองก้มลงมองดูปลาหมึกยักษ์ที่กำลังขยับหนวดขึ้นลงอยู่ในตู้กระจกใบใหญ่ พร้อมกับแสดงสีหน้าท่าทีราวกับเด็กประถมที่เพิ่งเคยเห็นปลาหมึกตัวใหญ่เป็นครั้งแรกในชีวิต เธอเข้าไปจ้องมองดูมันจนหน้าแทบจะเข้าไปแนบชิดกับบานกระจกเสียด้วยซ้ำ

"หืม...ลูกป๋าอยากได้งั้นเหรอ"

ในตอนนั้นเองชายผมสีขาวร่างใหญ่ที่มีการแต่งกายสะดุดตากว่าใคร ๆ ในตลาดแห่งนี้โดยไม่สนสายตาประชาชีก็เดินเข้ามาใกล้ ๆ กับหญิงสาวผู้นั้นแต่ใบหน้าของเขาดูยังไงก็หนุ่มแน่นเกินไปจนไม่น่าจะเป็นพ่อของผู้หญิงที่อยู่ตรงนี้ไปได้ เสื้อฮาวายสีแดงแป้ดตัดกับลายดอกไม้สีขาว กางเกงขาสามส่วนสีน้ำตาลอ่อน หมวกฝางหนึ่งใบ มาลัยดอกชะบาแดง ห่วงยางลายการ์ตูนน่ารักชนิดไม่เข้ากับใบหน้าสวมอยู่ที่เอว ส่วนที่เท้าแทนที่จะเป็นรองเท้าปกติทั่วไปก็ดันเป็นตีนกบ อีกทั้งยังมีกีตาร์โปร่งที่เป็นของเล่นเด็กอายุไม่เกิน สิบขวบเป็นออฟชั่นเสริมอีกหนึ่งอย่าง นั้นคือชุดที่ชายผู้นี้สวมใส่อยู่

"ซื้อไปในครัวไม่มีที่เก็บหรอกค่ะคุณเอล"  

เด็กสาวผมสีดำขลับยาวเลยสะโพกมาเล็กน้อยเอ่ยขึ้นพลางแลดวงตาสีทองคำเปล่งประกายคมกริบมายังไอ้หนุ่มร่างยักษ์ที่สวมเสื้ออาโลฮ่าสีแสบสันประดับคอด้วยพวงมาลัยดอกไม้สดสีแดงแป้ด อีกทั้งยังสวมหมวกฟางทั้ง ๆ ที่อยู่ในที่ร่ม

"แต่ถ้าแล่มันก่อนล่ะก็ อาจจะพอเข้าตู้เย็นเบอร์สี่ก็ได้น่ะ"

เด็กหนุ่มหน้าตายที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ สาวน้อยกล่าวเสริมขณะเพ่งพินิจพิจารณาเจ้าปลาหมึกตัวนั้นราวกับกำลังคิดว่า จะเอามันไปทำอาหารอะไรดี ผู้ที่กล่าวประโยคทั้งสี่นั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนพวกเขาคือ ฟาลิน เอล ราธและรัตน์ ตามลำดับตอนนี้พวกเขาทั้งสี่กำลังเดินเล่นอยู่ในย่านขายอาหารสด ซึ่งการออกมาเที่ยวในตัวเมืองคราวนี้ถือเป็นการหยุดพักที่ไม่นานมากแต่ก็ถือว่าเป็นเวลาที่มีค่าสำหรับนักบินที่ต้องเหน็ดเหนื่อยและเสี่ยงตายจากการรบ

"ตัวใหญ่แบบนี้น่าจะกินได้หลายมื้อเลยนะเนี้ย จะว่าไปฉันไม่ได้กินปลาหมึกย่างมานานแล้วด้วยสิ"

ลูซิเฟอร์ที่เดินมาสมทบเอ่ยขึ้นหลังจากได้ยินบทสนทนาพวกนั้นในขณะที่เดินเข้ามาดูปลาหมึกด้านหลังของเขาคือเรย์กิวที่เอาแต่นิ่งเฉยไม่พูดอะไรแต่สายตาของเธอก็มองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่มีอาการอะไรเป็นพิเศษ ในยามนี้เธอชุดที่เธอสวมใส่อยู่ไม่ใช่ชุดสีน้ำตาลเข้มตัวเดิมอีกต่อไปแล้วหากแต่เป็นชุดสีเขียวที่เปิดโชว์ส่วนเนินอกที่ขาวและอวบอิ่มคลุมทับด้วยเสื้อแบบแจ็คเก็ตแขนยาวสีเดียวกับชุดที่ไหล่ด้านขวาประดับตราสัญญลักษณ์ของกองกำลัง TSC เอาไว้เป็นสัญลักษณ์ว่าในตอนนี้เธอได้เป็นสมาชิกของ TSC อย่างเต็มตัวแล้ว  

"บู่~ แต่ถ้ากินมันก็น่าสงสารมันออก!!"

ฟาลินเริ่มงอแง ทำเอาหลาย ๆ คนเหงื่อตกไปตาม ๆ กัน เพราะเธอคนนี้แม้จะมีร่างกายเป็นผู้ใหญ่แต่จิตใจก็เหมือนเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบ ดังนั้นแล้วจึงเป็นเรื่องยากที่จะใช้เหตุผลยาก ๆ มาทำความเข้าใจ

"ถ้าฟาลินจังไม่คิดจะกินมันจะซื้อมันไปเลี้ยงเหรอจ๊ะ?" ฟีรีน่าเอ่ยถามขึ้นด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ ซึ่งฟาลินก็ผงกหัวหงึก ๆ พร้อมกับเสริมอีกว่า

"อือ~~~ จะเลี้ยงให้มันตัวใหญ่กว่าตัวที่โผล่ในงานเลี้ยงอีกล่ะ!~~"

แน่นอนว่าเมื่อฟาลินเอ่ยออกมาแบบนี้ผู้ที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นก็หวนนึกถึงความทรงจำอันแสนเลวนร้ายที่ลืมไปแล้วขึ้นมาทันที โมโมะ โคฮานะ ที่อยู่ห่างจากกลุ่มของพวกเขาไม่มากนักจามออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนลูน่าที่กำลังเชื่อต่อระบบไฮโดรกลิกส่วนคอของอาร์คสไตคร์เกอร์อยู่ที่ฐานทัพนั้นก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุเช่นกัน

"เป็นอะไรไปเหรอลูน่า?"

ซาริน่าที่กำลังคีย์ข้อมูลลระบบ OS สำหรับควบคุมตัวเครื่องอยู่ใกล้ ๆ เอ่ยถามเมื่อเห็นเพื่อนของตนแสดงท่าทางผิดปกติ

"มะ..ไม่มีอะไรหรอก แค่จู่ ๆ ก็เย็นหลังวาบขึ้นมาน่ะ"

ลูน่าหันมาตอบพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้า แต่ทว่าสีหน้าของเธอตอนนี้มองเห็นความเหนื่อยล้าได้อย่างชัดเจน ใบหน้า อิดโรยซีดเซียว เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน่้ำมันและจาระบี ขอบตาที่ดูคล้ำเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ  

"นี่ ลูน่าฉันว่าเธอไปพักซักหน่อยจะดีกว่านะ ดูสีหน้าเธอไม่ค่อยดีเลย" ซาริน่ากล่าวด้วยท่าทีแสดงความห่วงใยแต่ทว่าคู่สนทนาของเธอกลับส่ายหน้าแสดงการปฏิเสธ

"ฉันไม่เป็นไร อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้วล่ะ"

พูดจบเธอก็ก้มลงไปจัดการกับงานของเธอต่อโดยไม่คิดจะหันมาสนใจเพื่อนของเธอที่ยืนมองด้วยสีหน้าอมทุกข์เลยแม้แต่นิดเดียว ย้อนกลับไปทางพวกของรัตน์ที่ตอนนี้ในสมองพากันฉายภาพโกลาหลของงานเลี้ยงคราวก่อนพร้อมกับรำลึกถึงความรู้สึกในตอนนั้นกันไปต่าง ๆ นานา

"แบบนั้นไม่ดีล่ะมั้งจ๊ะฟาลินจัง"

ฟีรีน่าพูดออกมาพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ แบบแห้ง ๆ ในขณะที่คนอื่น ๆ ที่รู้เห็นเรื่องราวในตอนนั้นเลือกที่จะเงียบไม่พูดและเลิกคิดถึงมันอีก เหยียบมันให้จมหายไปในส่วนเก็บความทรงจำส่วนลึกบนสมองแบบว่าลืมไปตลอดชีพเลยจะเป็นการดีเป็นคำตอบสุดท้ายจึงทำให้การสนทนาขาดห้วงลงและมันก็ควรเป็นเช่นนั้นหากไม่ติดว่า......

"ตัวใหญ่กว่าในงานเลี้ยง?"  

ราธทวนคำตอบของฟาลินพร้อมทำท่าสงสัย แน่นอนว่าเธอย่อมไม่เข้าใจสิ่งที่ฟาลินพูดเพราะตอนนั้นเธอยังไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์และไม่มีใครยอมพูดอะไรมากไปกว่านั้นสายตาของเธอจึงหันไปมองดูเด็กหนุ่มที่อยู่ใกล้ ๆ แววตาที่ดูเหมือนโกรธใครอยู่เสมอ ๆ ของเธอมองไปที่เขาราวกับต้องการจะขอคำ

"จะอธิบายยังไงดีล่ะ....ก็...อืม....ตอนนั้นอาหารของโมโมะดันกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดมีหนวดยึกยัก ไล่จับคนอื่นกินไปทั่วน่ะสิ"

รัตน์พยามอธิบายเรื่องราวแปลกประหลาดเหล่านั้นด้วยท่าทีเรียบง่ายสบาย ๆ ทำนองว่ามันเป็นเรื่องประมาณเขาโดนหมากัดมาไม่ก็ปาน แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ค่อยเชื่อสิ่งที่เขาพูด

"ฉันไม่ชอบเรื่องโกหกนะคะคุณรัตน์" ราธตอกกลับมาทันควันด้วยท่าทีขึงขังของเธอเหมือนทุกทีเพราะทำใจเชื่อคำตอบเหนือจินตนาการนี้ไม่ได้นั่นเอง

"หน้าฉันเหมือนโกหกรึไง?..."  

"ไม่ค่ะ"

"ก็นั่นแหละ"

ว่าแล้วรัตน์ก็เกาหัวเล็กน้อยนิดๆ แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้มันก็ยังเชื่อได้ยากอยู่ดีและเมื่อราธหันไปมองบรรดาคนอื่น ๆ ที่มาด้วยเพื่อหาคนที่เป็นพยานและยืนยัน บรรดาคนที่เคยประสบเคราะห์กรรมเพราะเจ้าปีศาจอิงจูตัวยักษ์นั้นก็ต่างพร้อมใจกันพยักหน้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เมื่อไม่มีคนให้ความเห็นอื่นใดที่จะมาทำการคัดค้านหรือบ่งบอกว่าคำพูดของเด็กหนุ่มเป็นเรื่องโกหกเธอก็ยอมรับเท่านั้นเธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วก็ก้าวเท้าเดินออกไปจากจุดนั้น คนอื่น ๆ ก็เริ่มแยกย้ายกันเดินไปตามใจชอบส่วนรัตน์ก็เดินตามราธไปอย่างเงียบ ๆ ทั้งสองเดินไปด้วยกันแต่ไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่น้อย ทำให้บรรยากาศรอบตัวทั้งสองคนดูอึมครึมขึ้นมาทันตา จนใครบางคนที่เดินตามหลังอยู่ห่าง ๆ รู้สึกได้ถึงบรรยากาศมาคุ

"นี่สองคนนั่นเขาโกรธกันอยู่เหรอ?"

มายาที่เดินอยู่ข้าง ๆ ฮิคารุกระซิบถามขึ้นมาเบา ๆ ในขณะที่ทหารรับจ้างหนุ่มยังไม่ให้คำตอบกับคู่หูของเขาในทันทีแต่มองดูทั้งสองพลางคิดวิเคราะห์อยู่ในหัว แต่หลังจากนั้นไม่นานนักราธก็เอ่ยคำพูดออกมาทำลายความอึมครึมนั้น

"ขอโทษนะคะ ที่ไม่เชื่อคุณ คุณรัตน์" สาวน้อยกล่าวโดยสายตายังคงจ้องมองตรงไปข้างหน้า  

"ไม่เป็นไรหรอกก็เรื่องเชื่อยากแบบนั้นนินา"

รัตน์ตอบกระเอม ๆ กลับมาแต่ราธกลับแสดงท่าทีปฏิเสธ ไม่ยอมรับการให้ยกโทษให้ง่าย ๆ แบบนี้ เธอหยุดเดินพร้อมกับหันหลังกลับมาประจัญหน้ากับเด็กหนุ่มหน้าตายผู้นั้นทันที

"ไม่ได้หรอกค่ะ คุณรัตน์เป็นสมาชิกกองกำลังTSCเหมือนกัน การที่ฉันไม่เชื่อใจคุณทั้งๆที่เมื่อคราวก่อนหน้าโมโมะฉันยังยอมเชื่อใจคุณเลย ทำแบบนี้ฉันคิดว่ามันเป็นการเสียมารยาทต่อคุณค่ะ อยากให้ฉันทำอะไรไถ่โทษก็บอกมาได้เลยค่ะ"

ราธกล่าวด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่จริงจังราวกับซามูไรที่เรื่องอัปยศอดสูจนแทบอยากฮาราคารีตัวเองให้รู้แล้วรู้รอดก็ไปปาน ดวงตาที่ดูเกรี้ยวกราดเต็มไปด้วยความโกรธนั้นจ้องตรงไปที่รัตน์ ในขณะที่รัตน์เองก็จ้องเข้าไปในดวงตาของเธอเช่นกัน แต่น่าแปลกเขากลับมองเห็นบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากทุกทีภายใต้ดวงตาสีทองคู่นั้น ไม่รู้ว่าเขาตาฝาดคิดเป็นเองหรือเป็นเรื่องจริงก็ตามแต่สิ่งที่เห็นนั้นทำให้เขาไม่อาจจะจ้องมองเธอตรง ๆ ได้

"ไม่มี..." รัตน์ตอบนิ่ง ๆ พร้อมชักหน้าหนีห่างจากใบหน้าของเธอ

"ให้ฉันซื้ออะไรให้คุณเป็นการตอบแทนไหมค่ะ"

"ก็บอกว่าไม่เอาไง..."

รัตน์เริ่มตอบลำบากขึ้นทุกที ใช่ว่าเขาไม่เคยเจอผู้หญิงที่มาไม้นี้แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเหมือนกันพอมาเจอราธเล่นลูกตื้อแบบนี้เข้ากลับกับรับมือไม่ถูก ว่าแล้วรัตน์คุงก็รีบเดินหนีทันที แน่นอนว่าราธก็เดินตามไปประกบซะชิดก่อนจะได้ยินเสียงเถียงกันเล็ก ๆ ไปตลอดทาง

"ก็ดูสนิทกันดีนี่"

ฮิคารุให้ตอบกับคำถามเมื่อครู่ของมายา ในขณะที่ผู้เป็นเจ้าของคำถามก็พยักหน้าหงึก ๆ ก่อนจะหันไปมองดูทางกลุ่มของหน่วยเรจไวเวิร์นที่กำลังเฮฮาอยู่ด้านหลัง เอ๊กซ์เฟอร์  วอน  ไฮม์ นักบินมือฉกาจผู้นำหน่วยรบเรจไวเวิร์น ผู้ซึ่งผ่านศึกมากมายมาอย่างไม่เคยครั่นคร้ามบัดนี้กำลังสีหน้าตึงเครียดพลางค่อย ๆ ถอยห่างอย่างระมัดระวังราวกับว่าเขากำลังประจัญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในชีวิต ซึ่งมันกำลังแสดงออกมาทางสีหน้าท่าทีของนายทหารผิวคล้ำผู้นี้อย่างชัดเจน

"เห..มีอะไรกันเหรอ ลุงเอ็กส์?"

ไลมุที่เดินตามหลังมาตรงเข้าหานายทหารหน้าเข้มเอ็กส์ที่ตอนนี้พยายามถอยห่างสุดตัวเมื่อเห็นไอ้สิ่งมีชีวิตจำพวกสัตว์ปีกที่พบเห็นได้ทั่วไปกำลังกระพือปีกพลางส่งเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์

กะต๊าก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

"โอ๊ะ ร้านขายไก่นี่นา เจ้าตัวนี้สีสันสวยไม่เลว"

พูดจบเธอก็รีบยกกล้องถ่ายรูปทึ่คล้องคออยู่ขึ้นมาจับภาพไก่ทำกำลังตีปีกอยู่ในทันที เธอปรับภาพเข้าโฟกัสและกดชัตเตอร์อย่างว่องไวไม่ถึงวินาทีภาพของเจ้าไก่ตัวนั้นก็ถูกเก็บลงไปในกล้องของเธอทันที แต่สำหรับไก่หากรู้ว่านี่จะเป็นภาพสุดท้ายในชีวิตมันก็คงจะไม่ปิติซักเท่าไหร่ เบื้องหน้าของเอ็กซ์เป็นร้านขายไก่เป็นสด โดยมีไก่ตัวเป็น ๆ โชว์ตัวอยู่ภายในร้านเป็นจำนวนมากราวกับเป็นใบรับประกันสินค้าว่าสิ่งที่ท่านซื้อไปมันคือไก่แน่นอน และเมื่อลุงเอ็กซ์ทำสงครามสายตากับไก่อยู่ครู่หนึ่งเขาก็หันหลังกลับพลางเดินไปจับบ่าของ มิเกลที่ยืนรวมกลุ่มอยู่กับลูกทีมอีกสองคนทันที

"ฉันนึกได้ว่ามีเรื่องด่วนต้องทำ พวกนายเดินเที่ยวกันตามสบาย เสร็จแล้วรวมพลที่ฐานทัพ"

พูดจบหัวหน้าฝูงผู้องอาจแห่งหน่วยมังกรคลั่งก็ออกตัววิ่งฉิวไปราวกับเป็นรถ F-1 หายลับสายตาไปในฝูงชนด้วยความเร็วชนิดที่ว่ามิเกลขยับริมฝีปากเพื่อจะเอ่ยตอบรับคำสั่งยังไม่ทันเลย และแน่นอนว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในการจับตามองของตากล้องสาว เธอสังเกตเห็นปฎิกริยานี้ได้ทัน ท่าทางตากล้องคนนี้จะได้เรื่องสนุก ๆ เอาไปใช้อีกแล้ว

หลังจากนั้นไม่นานกลุ่มนักบินของ TSC ก็กระจายกันไปตามจุดต่าง ๆ ภายในย่านการค้า ชิเอลลากโคกิ  เดินห้างร้านต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่แล้วชิเอลก็สะดุดกับร้าน ๆ หนึ่งที่โชว์ชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ ทำให้เธอหยุดมองดูมันราวกับต้องมนต์สะกด และในขณะที่เธอกำลังจะเรียกให้เด็กหนุ่มที่มากับเธอมองดูชุดเจ้าสาวที่อยู่ตรงหน้าเธอก็ไม่พบแม้แต่เงาของเขา เด็กสาวกวาดสายตาไปรอบบริเวณก็ไม่พบ และในทันใดนั้นเองสายตาของเธอก็เห็นภาพคน ๆ หนึ่งที่อาจจะพึ่งพาได้ เธอจึงเดินตรงไปหาคน ๆ นั้นทันที

"พี่โรจิสเห็นโคกิไหมค่ะ?" ชิเอลเดินมาถามโรจิสที่เดินดูของอยู่ในบริเวณนั้น

"อ้าว? ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอกเหรอ?" โรจิสถามกลับชิเอลก็ได้แต่ส่ายหน้า

"อีตาบ้า หายหัวไปไหนนะ?"  

สาวน้อยเริ่มบ่นด้วยท่าทีหัวเสีย ในขณะเดียวกันทางด้านของไกด์กับฟิริน่าที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มก็เริ่มเข้าสู่โลกส่วนตัวของทั้งสองโดยไม่รีรอ

"งั้นเราก็ไปเดินเล่นกันเถอะฟีรีน่า" ไกด์เอ่ยพลางยื่นมือของเข้าไปคว้ามือเธอเอาไว้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้พลัดกันในขณะที่เดินฝ่าฝูงชน

"ค่ะ" สาวน้อยรับคำอย่างว่าง่ายพร้อมกับเดินตามเด็กหนุ่มไปด้วยหัวใจที่แสนจะพองโต

"มิก อัลบา พวกเราเองก็ไปเดินเที่ยวกันมั่งเถอะ สงสัยมื้อนี้หัวหน้าคงอยากกินไก่ย่างแน่ ๆ เลย"

โดโรธีหรือดอลลี่หญิงสาวคนเดียวในทีมเรจไวเวิร์นเอ่ยชวนเพื่อนอีกสองคนก่อนจะเดินตรงไปที่ร้านขายไก่ที่อยู่ตรงหน้าดูท่าวาระสุดของเจ้าไก่ผู้น่าสงสารกำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้านี้แล้ว ส่วนไลมุก็ดูเหมือนว่าจะไปถ่ายรูปบรรยากาศตลาดแห่งนี้ตามรายทางซะแล้ว ในขณะที่หลาย ๆ คนกำลังสนุกสนานกับการเที่ยวย่านการค้า แต่ก็อาจจะมีใครบางคนรู้สึกน่าเบื่อหนึ่งในนั้นก็คือเรย์กิวที่แยกตัวออกมาเดินเล่นตามลำพัง เดิมทีเธอคิดว่าจะนอนหมกตัวอยู่ในห้องแบบที่เคย แต่จู่ ๆ ก็ถูกลูซิเฟอร์เข้าไปลากตัวออกมาเที่ยวในตัวเมืองพร้อมกับคนอื่น

'เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกน่าเรย์กิว ออกมาข้างนอกบ้างสิ อาจจะมีเรื่องดี ๆ รออยู่ข้างนอกก็ได้นะ'  

เธอแลสายตาไปรอบ ๆ พบเห็นผู้คนมากมายเดินไปมา ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่ทั้งหมดกลับยิ่งทำให้เธอหงุดหงิดโดยเฉพาะเมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจูงเด็กผู้หญิงเดินเที่ยวอยู่ ทั้งสองเป็นแม่ลูกกันอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งเห็นภาพนั้นก็ยิ่งทำให้เธอหวนนึกถึงอดีต เมื่อมองไปทางไหนก็มีแต่เรื่องสิ่งที่ทำให้รำคาญใจทั้งนั้น

"หึ ไม่เห็นจะมีอะไรดีอย่างที่นายว่าเลย"

เรย์กิวกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เมื่อคิดถึงคำพูดเมื่อเช้าของลูซิเฟอร์ เมื่อบรรยากาศด้านนอกชวนให้ใจไม่สงบ เธอจึงคิดที่จะกลับฐานทัพไปตามลำพังแต่แล้วเสี้ยววินาทีนั้นสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นอะไรบางสิ่งที่กระตุ้นต่อมความรู้สึกสนใจของเธอให้ทำงานขึ้นมาเฉียบพลัน

"น่ะ....นั่นมัน......"

เมื่อดวงตาทั้งสองข้างได้ประสบกับสิ่งนั้นร่างกายและจิตใจของเธอก็ราวกับตกลงไปในมนต์สะกด ความหงุดหงิดความไม่สบายใจ ความรู้สึกเบื่อหน่ายเมือครู่นี้ถูกปัดเป่าหายไปในพริบตาเมื่อได้พบกับสิ่งนั้น เธอเดินตรงไปที่มันราวกับถูกชักจูงด้วยมนต์วิเศษดวงตาที่เคยแสดงความขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลาบัดนี้เปล่งประกายสดใสราวกับอัญมณี ใบหน้าที่เอาแต่บึ้งตึงกลับมีรอยยิ้ม ๆ ปรากฏขึ้นมาทันที

"...เพนกวิน......"  

หญิงสาวเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าร้านขายสัตว์เลี้ยงแปลก ๆ ที่อยู่ในย่านขายสัตว์เลี้ยงจากทั่วทุกมุมโลก เธอจ้องมองเจ้านกเพนกวินที่อยู่ในตู้กระจกขนาดยักษ์ ด้วยแววตาประดุจหญิงสาวที่ต้องอยู่ในห้วงรักจนถึงขั้นพร่ำเพ้อ พอยิ่งเห็นมันหันมามองและเดินตรงมาหา เธอก็ยิ่งอยากจะกระโดดเข้าไปกอดมันจนแทบจะพังตู้กระจกเข้าไปเลยทีเดียว แต่แล้ววินาทีต่อมาเธอก็ได้เห็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งที่อยู่ในร้านขายนก

"..นะ...นกเงือก!!"  

เรย์กิวไม่รอช้าที่จะวิ่งไปหานกเงือกตัวนั้น มันเป็นนกเงือกที่ถูกเลี้ยงมาจนเชื่องจึงไม่กลัวคนแม้แต่น้อย พอเรย์กิวไปให้ความสนใจกับมันเจ้าของร้านก็จัดแจงให้มันขึ้นมาเกาะบนแขนของเธอทันที แต่ด้วยราคาที่แพงมากและตัวเธอเองก็ไม่มีที่จะเลี้ยงเรย์กิวจึงต้องอำลาจากเจ้านกที่แสนน่ารักไปด้วยอาการเศร้าใจนิด ๆ หญิงสาวเดินออกมาจากย่านขายสัตว์เลี้ยงได้นิดหน่อยเธอก็ได้พบกับของอีกสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นต่อมไม่แพ้กับเจ้านกสองตัวเมื่อครู่ มันเป็นนกที่ไม่ใช่นก หากแต่เป็นตุ๊กตารูปนกตัวกลม ๆ สีแดง

"Angry Brid!!"



เจ้าตุ๊กตามาสคอทนาม Angry Brid ที่ตั้งอยู่ในตู้โชว์ของร้านขายตุ๊กตาและเครื่องนอน ทำให้เรย์กิวออกอาการ 'จะเอากลับบ้าน' แบบเดียวกับตอนดูนกเพนกวินขึ้นมาอย่างรุนแรงจนลีมมองรอบ ๆ ตัวไปเลยทีเดียว

"เธอชอบเจ้านี่เหมือนกันเหรอเรย์กิว?"

เสียงชายหนุ่มที่ฟังคุ้นหูดังผ่านโสตประสาท เรย์กิวสะดุ้งเฮือกพร้อมกับหันไปมองเจ้าของเสียงทันทีและภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำเอาแทบช็อคเมื่อเจ้าของเสียงก็คือลูซิเฟอร์ที่กำลังยืนกินซาลาเปาอย่างอร่อยอยู่ มือซ้ายถือถุงใบใหญ่ที่มีซาลาเปาบรรจุอยู่หลายลูก

"Angry Brid ได้ยินมาจากโคกิว่าเจ้านี่ฮิตมาก ๆ เลยเมื่อสมัยก่อน ไม่ยักรู้ว่าเธอจะ......"

>>>What Next On Rise The Blue Eagle And Revive The Girl?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:06:24 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า
SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #31 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:07:33 PM »

[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -] [2]

"Angry Brid ได้ยินมาจากโคกิว่าเจ้านี่ฮิตมาก ๆ เลยเมื่อสมัยก่อน ไม่ยักรู้ว่าเธอจะ......"

ลูซิเฟอร์พูดไม่ทันจบประโยคเขาก็สัมผัสได้ถึงออร่าบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเรย์กิว มันคือจิตสังหารที่รุนแรงจนเย็นวาบไปถึงสันหลัง เส้นผมสีทองของเธอปลิวสยายราวกับต้องลม ใบหน้าส่วนบนบริเวณดวงตาของเธอถูกย้อมด้วยออร่าสีดำขุนมัว แววตาที่มองมายังเขาส่องประกายราวกับสัตว์ล่าเนื้อ

"...เห็นแล้วสินะ........ความลับของฉัน...........เห็นหมดแล้วสินะ..........."

เรย์กิวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยียบชนิดจับขั้วหัวใจพลางยกฝ่ามือขึ้นมากดลงบนกำปั้นจนเกิดเสียงดัง กร็อบ!! กร๊อบ!!
 
"...เฮ้....ฉันพูดอะไรผิดเหรอ?.....ทำไมต้องตั้งท่าแบบนั้นด้วยล่ะ?........"  แม้จะเริ่มสัมผัสได้ถึงอันตรายแล้วแต่ลูซิเฟอร์ก็ยังคงพยายามเจรจาอย่างใจเย็นทว่าไร้ผล

"....หายไปซะ......สิ่งที่นายเห็นเมื่อกี้...หายไปซะ........หายไปพร้อม ๆ กับชีวิตนายเลย......"

พูดจบเรย์กิวก็พุ่งเข้าใส่ลูซิเฟอร์โดยไม่แคร์สายตาผู้คนที่อยู่ในย่านการค้าแม้แต่นิดเดียว ชายหนุ่มรีบโยนถุงซาลาเปาไปให้เจ้าของร้านขายตุ๊กตาที่เดินออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะยกมือขึ้นป้องกัน ถุงซาลาเปาที่ถูกโยนไปตกใส่มือเจ้าของร้านอย่างแม่นยำ

"เท็นคูจินกิคันเคน!!!! (หมัดคุณธรรมทะลวงสวรรค์)" 

พริบตาเดียวลูซิเฟอร์ก็ลอยหายไปบนท้องฟ้าในขณะที่เรย์กิวยังคงชูหมัดขวาสูงเหนือหัวเธอยืนสงบนิ่งซักพักก่อนจะเอามือลงและเดินจากไปอย่างไม่ใยดี ไม่นานนักลูซิเฟอร์ก็ร่วงกลับลงจากท้องฟ้าตกลงไปตรงร้านขายไก่เสียงดังสนั่น

โครม!!!!!!!!!!!!!!!!!!

หลังคาพังเสียหาย ข้าวของกระจัดกระจายไปหมด เคราะห์ดีที่กองฟางและขนไก่จำนวนมากที่อยู่ในนั้นทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกชั้นดีทำให้เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนักนอกจากรอยฟกช้ำดำเขียวบางจุดเท่านั้น

"อะไรของหล่อนกันนะ ผู้หญิงนี่เข้าใจยากซะจริงเชียว" 

ลูซิเฟอร์บ่นอุบพลางลุกขึ้นปัดขนไก่ที่อยู่บนตัวโดยยังไม่ได้สังเกตว่าด้านหลังมีเจ้าของร้านขายไก่มายืนรอเคลียร์ค่าเสียหายอยู่ ขณะเดียวกันนั้นทางด้านของรัตน์ที่ยังคงเดินเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่พลางเคลียร์ลูกตื้อของราธไปพลาง ๆ ท่ามกลางฝูงชนที่เดินไปมา แว่บหนึ่งสายตาของรัตน์ก็มองเห็นคน ๆ หนึ่งเดินสวนมา คน ๆ นั้นเป็นเด็กหนุ่มที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับรัตน์ เรือนผมสีน้ำเงินอมดำยาวประมาณต้นคอ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเล ข้างกายเขามีเด็กหญิงวัยราว ๆ 12-13 ปีเดินเคียงข้างมา เด็กคนนั้นมีเรือนผมสีเทายาวแทบจะลากพื้นในมือถือหนังสือวิชาการเล่มหนาไม่สมกับวัยของเธอ ทั้งคู่แต่งกายด้วยผ้าคลุมสีขาวผืนยาวราวกับชุดตะลุยทะเลทรายที่ปกปิดชุดที่สวมอยู่ภายในกันทั้งคู่ เมื่อดวงเด็กหนุ่มทั้งสอง จ้องมาประสานกันในเสี้ยววินาทีก่อนที่จะเดินสวนกัน รัตน์ก็รู้สึกตกใจเล็กน้อยแกมประหลาดใจ เท้าของเขาหยุดเดินทันทึพร้อมกับรีบหันกลับไปมองดูคนที่เพิ่งเดินสวนไปเมื่อครู่ แต่ก็ไม่พบเห็นทั้งสองที่เดินผ่านไปเมื่อครู่แม้แต่น้อย

"มีอะไรหรือคะ?" ราธเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทีเหมือนมองหาอะไรบางอย่างอยู่ของรัตน์

"......ไม่มีอะไร...ตะกี้เหมือนเห็นคนที่น่าจะตายไปแล้วเดินผ่านไปน่ะ..." รัตน์ตอบด้วยท่าที่ไม่ยินดียินร้ายกับอะไรเช่นเดิมก่อนจะหันหน้ากลับมาและเดินต่อไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีจุดหมายแน่นอน

"....จะว่าไปวันนี้ก็วันครบรอบวันตายของพวกนั้นพอดีเลย.." รัตน์บ่นพึมพำกับตัวเองแต่เสียงนั้นก็ยังดังพอให้ผู้ที่เดินอยู่ข้าง ๆ ได้ยิน

"ไม่แน่นะคะ ที่คุณเห็นอาจเป็นวิญญาณก็ได้..." ราธเอ่ยขึ้นพลางมองหน้าของรัตน์จากทางด้านข้าง

"ถ้าเป็นแบบนั้นจริงคงขนหัวลุกแย่..."

รัตน์ตอบสั้น ๆ พลางเดินต่อไปเรื่อย ๆ พลางนึกถึงชื่อของคน ๆ นั้น ชื่อที่เขาเกือบจะลืมไปแล้ว ชื่อของเพื่อนร่วมรุ่นคนนั้น อัลเซโด้ โดมินิก บาโรฮีล ผู้ที่หายไปพร้อมกับ ๆ ปฏิบัติการณ์ลับครั้งนั้นพร้อมกับหน่วยของเขาทั้งหมด ขณะเดียวกับที่พวกนักบินกำลังไปพักผ่อนอยู่ภายในตัวเมือง ก็ยังกลุ่มคนที่โชคร้ายต้องมานั่งทำงานกันทั้งที่อยากหยุดใจในขณะที่นักบินได้หยุดพักเหล่าช่างและเจ้าหน้าที่ตำแหน่งอื่น ๆ ยังต้องทำงานกันหัวปั่นต่อไป ที่ต้องหัวปั่นกันหน่อยก็หนีไม่พ้นช่างซ่อมหุ่นยนต์ที่ต่างทำงานกันวุ่นวายอยู่ภายในโรงซ่อมบำรุง

"หือ?....นี่มัน ยอดไปเลยนะนี่ ปู่ของอุชิโอะจังเป็นคนออกแบบสินะ" เฟอเดอริก้าพึมพำในขณะที่นั่งดูข้อมูลอะไรบางอย่างบนหน้าจอดาต้าพลางสูบบุหรี่ควันปุ๋ย

"ค่ะ...ฉันน่ะช่วยอะไรอุชิโอะจังไม่ได้เลย พอมีแต่สิ่งนี้แหละที่ฉันจะพอทำได้"

ลูน่าเอ่ยพึมพำพลางปาดเหงื่ออกจากหน้าผาก ตอนนี้ตัวเธอเปรอะเปื้อนคราบน้ำมันเต็มตัวแถมสภาพร่างกายก็ดูย่ำแย่มากเธอตอนนีเธอเริ่มมีอาการหอบหายใจทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำงานหนักเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าร่างกายเธอใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มทนแล้ว ขณะที่สภาพโดยรวมอาร์คสไตคร์เกอร์ในตอนนี้เสร็จสมบูรณ์เกือบหมดแล้วชิ้นส่วนที่พังเสียหายได้รับการติดตั้งและประกอบอุปกรณ์ใหม่เข้าไป แผ่นเกราะทั้งตัวเครื่องถูกถอดออกและนำแผ่นโลหะที่คุณภาพดีกว่าเดิมเข้ามาใส่แทน ส่วนหัวที่เสียหายได้รับการดัดแปลงใหม่ ภาพลักษณ์ของมันในตอนนี้เรียกได้ว่าต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงแทบไม่หลงเหลือเค้าโครงของตัวเดิมอยู่เลยก็ว่าได้ แม้จะยังมีสายเคเบิ้ลมากมายระโยงระยางอยู่เพราะอยู่ในขั้นตอนของการตรวจเช็คและ เติมพลังงาน

"ให้ผมช่วยดีไหมครับคุณลูน่า?" เซตะ มินามิอิ เอ่ยขึ้นในขณะที่ขนอุปกรณ์ที่ลูน่าต้องการมาให้พลางแหงนหน้าขึ้นมองดูอาร์คสไตร์เกอร์ที่อยู่ตรงหน้า

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณเซตะ เดี๋ยวฉัน..." ลูน่ากล่าวพลางจะเดินเข้าไปหยิบของที่เซตะเพิ่งขนมาให้แต่ วินาทีนั้นเธอก็รู้สึกว่าโลกรอบตัวเธอหมุนคว้างจนเธอเสียการทรงตัวเซไปเล็กน้อย

"ลูน่า" ซาริน่ารีบพุ่งตัวไปพยุงเพื่อนที่กำลังจะล้มลงแต่ลูน่าเรียกสติคืนมาได้ก่อนเธอจึงไม่ได้ล้มลงไป

"...มะ..ไม่เป็นไร..แค่เสียหลักนิดหน่อย"

"..นี่!!! เธอฝืนมากเกินไปแล้วนะ ไปพักซะหน่อยเถอะเธอไม่ได้นอนมา 3 วันแล้วนะ"

สาวแว่นเริ่มตำหนิด้วยความเป็นห่วงแต่ลูน่าก็ยังคงหัวแข็งเธอส่ายหน้าพร้อมกับเริ่มหยิบอุปกรณ์เริ่มลงมือทำงานต่อ ในขณะที่เซตะที่เห็นความมุ่งมั่นของลูน่าแล้วก็อดชื่นชมอยู่ในใจไม่ได้ ส่วนเจ็แร็คคูณก็ยังคงทำหน้าเป็นทองไม่รู้ร้องต่อไปแต่แล้วเธอก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

"อะ!! จะว่าไปแล้ววันนี้ไม่เห็นพวกคนจากโอเรนทอลเลยแฮะ"

เฟอเดอริก้าพึมพำ เมื่อเซตะได้ยินเข้าก็เอ่ยตอบเธอไปทันทีว่า

"ออ เมื่อเช้าผมเห็นคนนึงครับผมขาว ๆ เดินเข้าห้องประชุมไปพร้อม ๆ กับคุณแบตเทิลแล้วก็คุณลูคัสน่ะครับ คงจะเป็นเรื่องแผนการนั้นแหละสำหรับพวกเขาที่มาจากต่างโลกก็มีเรื่องในโลกนี้ที่ยังไม่รู้เรื่องอยู่เยอะเหมือนกัน อย่างจำพวกสัญญาณมือหรืออะไรต่อมิอะไรแบบนี้ล่ะมั้ง แต่คนอื่น ๆ ที่เหลือผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน"

ฟังแบบนั้นแล้วลูน่าก็นึกถึงผู้พันเคนตักกี้ขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ ซึ่งพวกเขาทั้งหมดไม่รู้เลยว่าการสนทนาเล่น ๆ นี้จะถูกใครบางคนดักฟังอยู่ และผู้ที่ทำการดักฟังบทสนทนาเหล่านั้นก็กำลังนั่งยิ้มแฉ่งอยู่ในห้องประชุมยุทธการนี่เอง ผู้ที่เข้าร่วมประชุมแผนการคราวนี้ก็ยังคงประกอบด้วยสมาชิกสำคัญ อย่างกัปตันแบ๊ตเทิ้ล  ลูคัส  กัปตันยานฮาเซลเซน่อนเอเล่ย์ ฟิลเลเน่  ตัวแทนจากชาวโอเรนทัลเวราโด้ และอีกหนึ่งคนที่เป็นภาพฉายทางหน้าจอกำลังกล่าวรายงานให้ทุกคนในห้องประชุมแห่งนี้ได้ฟังอยู่

"การซ่อมบำรุงและติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ให้แวนการ์ดเสร็จสิ้นตามกำหนด คืนนี้เราจะส่งกำลังเสริมไปกับแวนการ์ดปรับปรุงจำนวน 50 เครื่องไปสมทบคาดว่าคงถึงที่หมายเช้าวันพรุ่งนี้ค่ะ"

ผู้ที่กล่าวรายงานอยู่ในตอนนี้คืออดีตแม่ทัพหญิงแห่งบอนล์ ที่บัดนี้ยังคงทำหน้าที่อยู่ที่ฐานทัพอัศนีแดงแต่ได้สละเครื่องแบบของบอนล์มาสวมเครื่องแบบของเอลฮังค์แทนแล้ว หลังจากยึดฐานที่มั่นนั้นได้กองกำลังเสริมจากอวกาศก็ทยอยกันมารวมตัวอยู่ที่ฐานทัพแห่งนั้นนั่นเอง

"ขอบคุณมากครับคุณเรเน่ แล้วมีการเคลื่อนไหวของพวกบอนล์ในภูมิภาคนั้นอีกไหมครับ?" ลูคัสเอ่ยถามพลางเลื่อนแผนที่บนโต๊ะให้ซูมเข้าพื้นที่ ๆ ต้องการโดยสายตายังคงจับจ้องไปที่จอมอนิเตอร์ที่มีภาพฉายของเรเน่อยู่

"ล่าสุดคือการถอนกำลังเกือบทั้งหมดออกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะฐานทัพย่อยตอนนี้เรียกได้ว่ากลายเป็นฐานทัพร้างไปแล้วล่ะค่ะ"

"มันน่าแปลกนะ สองสัปดาห์มานี้การเคลื่อนไหวของบอนล์ดูสงบเสงี่ยมผิดวิสัยเกินไปหน่อย" แบตเทิ้ลเอ่ยพลางก้มลงมองเส้นทางส่งกำลังและจุดแสดงเขตยึดครองบนแผนที่ตรงหน้า 

"แหล่งข่าวของฉันก็รายงานมาเหมือนกันว่าตอนนี้ไม่มีการเคลื่อนไหวของพวกนั้นในอวกาศเลย นอกจากลำเลียงกำลังที่เหลือกลับมาที่โลกเท่านั้น" เอเล่เสริม

"ถ้าเป็นไปตามนี้ก็จะเหมือนกับที่คุณมามิยะคำนวณไว้ เมื่อโคโลนี่ L1 ถูกยึดได้บอนล์ก็ไม่เหลือกำลังในอวกาศอีกแล้วหนำซ้ำฐานที่มั่นสำคัญที่ไทยก็โดนยึดไปในเวลาไล่เลี่ยกันแถมกำลังที่ยกมาโจมตีพวกเราในคราวที่แล้วก็ถูกตีแตกพ่ายยับเยิน พวกนั้นคงตระหนักแล้วว่าประเมินกำลังของพวกเราต่ำไปตอนนี้พวกเขาคงไม่กล้าผลีผลามอะไร" ลูคัสกล่าวพลางใช้นิ้วขยับแว่นให้เข้าที่

"แต่ก็น่ากลัวว่าจะเป็น 'ลมสงบก่อนพายุลูกใหญ่จะมา' นะ" ฟิลเลเน่เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่ได้มองหน้าใครเป็นพิเศษแต่ก็เป็นความจริงที่ใครหลายคนไม่กล้าปฏิเสธ

"ถ้าหากมองความเป็นไปได้ล่ะก็ พวกนั้นคงพยายามเรียกกำลังทีเหลือไปรวมกันตั้งรับพวกเราอยู่ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นกลลวงเช่นกัน"

"แต่ถ้าตอนนี้พวกมันกำลังระส่ำระสาย ก็น่าจะเป็นโอกาสดีให้เราบุกโจมตีฐานทัพใหญ่ของพวกมันแบบไม่ให้ทันตั้งตัวไม่ใช่เหรอ"

แบตเทิ้ลแทรกขึ้นมาในขณะที่ลูคัสกำลังพยายามวิเคราะห์แนวทางของศัตรู แต่ในตอนนั้นเวราโด้ที่นั่งนิ่งอยู่นานก็ได้เอ่ยปากขึ้น

"ข้าขอเสียมารยาทซักเล็กน้อยนะแม่นาง แต่ข้าไม่คิดว่านั่นเป็นความคิดที่ดีเลยแม้แต่น้อยนะ"

"คนมาจากต่างดาวต่างโลกอย่างนายจะมาเข้าใจอะไรในการรบของพวกเรากันล่ะ?"

"ไม่นะครับกัปตัน ผมเองก็เห็นด้วยกับเขานะ คิดดูสิครับตอนนี้ไม่มีอะไรยืนยันได้เลยว่าบอนล์ถอนทัพไปกลับไปทำไมหากเป็นกลลวงขึ้นมาล่ะก็ พวกเรานี่แหละครับที่จะเป็นฝ่ายเพี้ยงพล้ำเอาได้"

"ฉันเองก็คิดว่าการถอนกำลังกลับไปครั้งนี้ดูน่าสงสัยเกินไปนะคะ หากเป็นแผนล่อให้เรายกทัพใหญ่ออกไปแล้วตลบหลังเข้าตีชิงฐานทัพคืนล่ะก็มีแต่แพ้กับแพ้เท่านั้นล่ะค่ะ"

เมื่อถูกความเห็นของเธอลูคัสและเรเน่คัดค้านและตัวแบตเทิ้ลเองก็หาข้อโต้แย้งมาหักล้างไม่ได้ เธอจึงต้องจำใจนิ่งเงียบไปในที่สุดเวราโด้ที่มองดูการโต้เถึยงนั้นแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างสบายอารมณ์ แต่ภาพนั้นกลับทำให้กัปตันสาวเลือดร้อนไม่พอใจยิ่งนัก

"ยิ้มอะไรของนายน่ะหา!!!"

"อย่าได้เข้าใจผิด ข้ามิได้มีเจตนาจะหลบหลู่แม่นางแม้แต่น้อย มันก็จริงของท่านเรื่องที่ข้าเป็นมาจากต่างโลกไม่อาจจะรู้การศึกของพวกท่านได้ทั้งหมด ข้ายังต้องศึกษารายละเอียดอีกมากมายนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ข้ามั่นใจก็คือศัตรูของพวกเรานั้นคงมิได้คิดจะเลิกราไปง่ายเช่นนี้ การเคลื่อนไหวที่สงบผิดปกติแสดงให้เห็นได้ชัดว่าคงกำลังเตรียมการณ์บางสิ่งอยู่เป็นแน่ เช่นนั้นแล้วข้าคิดว่าเวลาเช่นนี้ทางพวกเราเองก็น่าจะศึกษาศัตรูให้ได้มากขึ้นกว่านี้อีกซักเล็กน้อยแล้วค่อยคิดตัดสินใจน่าจะดีกว่ามิใช่หรือ?"   

สิ้นคำพูดของบุรุษผมเงินทั้งห้องก็เงียบลงครู่หนึ่ง จากนั้นลูคัสก็เริ่มคีย์ข้อมูลบางอย่างลงบนแป้นพิมพ์ที่อยู่ตรงหน้า แผนที่โลกเริ่มซูมไปยังทวีปยูโรป

"จริงอยู่ว่าพวกนั้นถอนกำลังออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้ว แต่ก็ไม่มีการยืนยันว่าเอเชียเขตอื่นมีการถอนทัพกลับไปและที่สำคัญคือเริ่มมีการเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้นในทวีปยุโรป แต่ข่าวที่ได้มายังไม่แน่ชัด" กุนซือหนุ่มกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"........ดัลริอาต้า" กัปตันร่างเล็กเอ่ยนามนั้นออกมาทันทีเพราะเธอเริ่มจะประติดประต่อบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้

"ภวนาอย่าให้เป็นอย่างที่คิดจะดีกว่าครับ ยังไงซะตอนนี้เราก็ยังมีข้อมูลไม่มากพอดังนั้นตอนนี้เราควรให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมด้านอาวุธและเสบียงจะดีกว่า คุณเอเล่ผมอยากให้คุณช่วยใช้แหล่งข่าวของคุณเป็นกำลังให้เราอีกแรงหนึ่งจะได้ไหมครับ?"

"ไม่มีปัญหา" เอเล่ตอบอย่างหนักแน่น หลังจากสิ้นเสียงคำตอบนั้นภายในห้องประชุมก็ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบงันลูคัสกวาดสายตามองไปยังทุกคนภายในห้องพร้อมกับเอ่ยถาม

"มีใครจะเสนอ หรือมีของสงสัยอะไรจะถามอีกไหมครับ?"

เงียบไม่มีใครเปล่งเสียงออกมาตอบคำถามนั้นแม้แต่นิดเดียว เมื่อได้ความเงียบเป็นคำตอบเช่นนี้แล้ว กุนซือหนุ่มก็ใช้นิ้วดันแว่นของตนอีกครั้งก่อนจะกล่าวต่อไป

"คุณเรเน่ ผมอยากให้คุณช่วยจับตาดูการเคลื่อนไหวทางฝากโน้นและรายงานมาเป็นระยะ ๆ ด้วยนะครับ"

"รับทราบค่ะ"

หลังการสนทนาจบลง ลูคัสก็กวาดสายตามองทุกคนในห้องประชุมอีกครั้งเมื่อไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครู่เขาก็ตัดสินในที่จะจ้องมองไปยังประธานของการประชุมเพื่อเป็นสัญญาณให้เธอทำหน้าที่ปิดการประชุมครั้งนี้

"ถ้าอย่างนั้นก็ขอเลิกการประชุมแต่เพียงเท่านี้ หากมีความคืบหน้าใด ๆ พวกเราค่อยประชุมวางแผนกันอีกครั้ง เอาล่ะทุกคนกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองได้"

กัปตันสาวประจำยานเรดกาแล็คเซียฯ เคาะพัดประจำตัวบนฝ่ามือเบา ๆ  พลางกล่าวปิดวาระการประชุม เมื่อได้รับฟังคำประกาศ เรเน่แสดงท่าทำความเคารพต่อนายทหารชั้นผู้ใหญ่ก่อนที่จอภาพคอนเฟอร์เร็นของเธอจะตัดสัญญาณไป ส่วนคนอื่น ๆ ก็เริ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินตรงไปที่่ประตูทางออกเว้นแต่บุรุษผมเงินเพียงผู้เดียวที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม

"แผนที่ยักษ์นี้แผ่นนี้น่าสนใจยิ่งนักข้าอยากจะศึกษามันอีกซักเล็กน้อย เช่นนั้นแล้วข้าขอนั่งอยู่ที่นี่อีกซักครู่ใหญ่ ๆ ได้หรือไม่?"

เวราโด้กล่าวขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอันเป็นจุดขายเช่นเคยเมื่อถูกสายตาของแบตเทิ้ลที่จับจ้องมาด้วยความสงสัยในพฤติกรรมของเขา และเมื่อได้ฟังคำตอบเช่นนั้นเธอก็แสดงท่าที่เตรียมจะวีนอะไรบางอย่างแต่ทว่า ริมฝีปากน้อย ๆ สีชมพูเรื่อนั้นก็ถูกฝ่ามือของลูคัสประกบเอาไว้เสียก่อนทำให้เสียงที่ออกมานั้นเป็นเสียงอู้อี้ฟังไม่เป็นภาษา

"เชิญตามสบายเลยครับ ถ้าหากไม่เข้าใจตรงไหนถามผมก็ได้นะครับ"

ลูคัสปิดปากของแบตเทิ้ลเอาไว้ พลางค่อย ๆ พาร่างเล็ก ๆ ที่กำลังดิ้นและสะบัดแขนทั้งสองขึ้นลงตรงไปยังประตูห้องให้เร็วที่สุด

"น้ำใจของท่านลูคัสข้าซาบซึ้งยิ่งนัก แต่ในยามนี้ข้าอยากจะลองพยายามด้วยตนเองเสียก่อนหากมีจุดใดที่ข้าไม่เข้าใจข้าคงต้องรบกวนท่านเป็นผู้ชี้แนะความกระจ่างให้อย่างแน่นอน"

"ถ้าอย่างนั้นก็เชิญตามสบายนะครับ" พูดจบลูคัสก็พาแบตเทิ้ลออกจากห้องประชุมไปแต่ในขณะที่ประตูห้องยังไม่ปิดลงเขาก็ยินเสียงของบุรุษผมเงินบอกอะไรบางอย่างแกเขา

"เพื่อตอบแทนน้ำใจของท่านลูคัสข้าขอเตือนท่านไว้เรื่องหนึ่ง อย่าเดินไปศูนย์รวมผู้คนที่อยู่ทางตะวันออกของห้องนี้ในเวลานี้จะเป็นการดีที่สุดนะท่าน"

กุนซือหนุ่มได้ยินทุกประโยคอย่างชัดเจนแต่ก่อนที่เขาจะได้หันกลับไปสบตากับผู้พูดประตูห้องก็ปิดลงเสียก่อน คำพูดนั้นสร้างความฉงนสนเท่ห์ขึ้นในสมองของลูกคัส แต่พริบตาต่อมาความคิดทุกอย่างก็กระจัดกระจายราวกับเกิดแผ่นดินไหวพร้อม ๆ กับเสียงที่ดังราวอัศนีย์บาตฟาดลงมากลางกะบาล

ป้าบบบบบบบบบ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ชายหนุ่มถึงกับเสียหลักเซไปในทันทีเมื่อถูกพัดกระดาษอันใหญ่เขียนคำว่าปราบมารไว้บนพัดฟาดใส่เต็มแรง ไม่รู้ว่าหญิงสาวเอาไอ้พัดอันโตนี้ออกมาจากไหนก็ตามแต่แววตาเธอเวลานี้แสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดทางอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจน หากจะบอกว่ามองเห็นเปลวไฟลุกพรึบอยู่ด้านหลังเป็นแบ็คกราวน์และมีเพลง One Winged Angel เป็นดนตรีประกอบฉากก็คงจะไม่โอเวอร์จนเกินจริงไปนัก

"อยากตายมากนักเหรออีตาแว่น ถึงได้บังอาจเอามือสกปรกของนายมาสัมผัสร่างกายฉันแบบนี้.."

แบตเทิ้ลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความเดือดดาล แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าบริเวณแก้มของเธอแดงไปจนถึงหูเลยทีเดียว

"ดะ..เดี๋ยวก่อนครับ...ตะกี้ผมแค่ยับยั้งไม่ให้คุณก่อปัญหาระดับดวงดาวนะครับ!!!"  ลูคัสพยายามแก้ต่างแต่ทว่า......

"ไม่รับฟังคำแก้ตัว!!!!"

พูดจบพัดกระดาษก็ถูกฟาดลงมาอีกครั้ง แต่เคราะห์ดีที่ลูคัสระวังตัวอยู่ก่อนแล้วจึงกระโดดถอยฉากออกมาได้ทันแต่ดูเหมือนเพลิงโกรธในใจของแบตเทิ้ลจะไม่ยอมสงบลงโดยง่ายดาย เธอเงื้อพัดขึ้นสูงพลางวิ่งเข้าใส่ เมือสถานการณ์ไม่สู้ดี กุนซือหนุ่มที่เชียวชาญการวางแผนจึงรีบคิดแผนการขึ้นในสมองอย่างรวดเร็วและสิ่งที่ได้จากการประมวลผลในเสี้ยววินาทีนั้นก็คือ...

"อย่าหนีนะ!! บังอาจมาทำให้ร่างกายสาวบริสุทธิ์อย่างฉันแปดเปื้อนแบบนี้นายจะรับผิดชอบยังไงหา!!? กลับมาให้ลงทัณฑ์เดี๋ยวนี้เลยนะ!!!"

"อย่าพูดอะไรให้คนอื่นเข้าใจผิดแบบนั้นสิคร้าบ!!!!! อีกอย่างผมหวังดีนะถึงได้ทำแบบนั้นน่ะ!!!"

"หวังดีบ้าบออะไรกันยะ!!!! สิ่งที่นายทำน่ะมันทั้งรุนแรงแถมไม่อ่อนโยนเลยซักนิด!! บังอาจใช้กำลังกับสาวน้อยตัวเล็กอย่างฉันได้นะ!! ต่อให้คุกเข่าขอโทษฉันก็ไม่มีวันยกโทษให้เด็ดขาด แล้วถ้าฉันเป็นเจ้าสาวไม่ได้นายนั่นแหละต้องรับผิดชอบด้วยชีวิต!!!"

สรุปแผนการอันเริดหรูของลูคัสในยามนี้ก็คือ โกยให้ไวเท่านั้นเพราะหากถูกไล่ทันก็แทบไม่ต้องนึกถึงสภาพเลยว่าจะยับเยินแค่ไหนการออกวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ตอนนี้แต่ถึงกระนั้นแบตเทิ้ลก็ยังคงวิ่งไล่ตามมาติด ๆ ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่พูดออกไปตอนนั้นเข้าหูคนกว่าครึ่งในฐานทัพตลอดทางที่วิ่งไล่กันและที่แย่ก็คือเส้นทางที่เขากำลังตรงไปนั้นเป็นสถานที่ที่ถูกเวราโด้กล่าวเตือนไว้เมื่อครู่นี้นั่นเอง

"Ron!!! น็อคโง่ เจ้ามือกินเรียบนะจ๊ะ!!!"

เสียงอันเปี่ยมไปด้วยความรื่นเริงของหญิงสาวผมยาวสลวยมัดผมหางม้าในชุดกี่เพ้าสีแดง กำลังแสดงความยินดีชนิดออกนอกหน้าหลังจากชนะไพ่นกกระจอกมาเป็นตาที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจจะนับได้ ท่ามกลางห้องที่จัดแต่งสไตล์บาร์เหล้าในยุคสมัยคาวบอยคือสถานที่ส่วนหนึ่งของโรงอาหารกลาง สร้างขึ้นมาโดยการสร้่างผนังขึ้นมากั้นเอาไว้เท่านั้น แต่ถึงจะบอกว่าเป็นผนังกั้นแต่ก็เป็นผนังเก็บเสียงชั้นดี และเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในห้องนี้ก็เป็นเรื่องที่คนที่อยู่นอกห้องจะไม่มีวันได้รับรู้หากไม่ก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องนี้ 

"เอ้า!! คนแพ้ทุกคนถอด ๆ"

ชาง หม่าฟานพูดออกมาดังลั่น ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าดื่มมาไม่น้อย หากดูจากจำนวนขวดเหล้า เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกฮอลที่กระจัดกระจายอยู่ภายในห้องนี้แล้วไม่น้อยกว่า 30 ขวด พร้อมกันนี้ภายในห้องนี้มียังมีเสื้อผ้าเครื่องแบบชายของเอลฮังจำนวนหลายชุดถูกถอดโยนทิ้งได้ระเกะระกะเต็มห้อง ไม่พอที่พื้นห้องยังมีชายฉกรรจ์จำนวนไม่ต่ำกว่า 10 คนในสภาพเหลือแต่กางเกงบ็อกเซอร์เพียงตัวเดียวนอนกองเป็นซากศพอยู่ที่พื้นในสภาพมีฟองน้ำลายเต็มปากกันเป็นแถว ๆ ที่โต๊ะกลางห้องมีเครื่องดี่มปริศนาที่ส่องออร่าประหลาดออกมาวางตั้งอยู่ 1 เหยือกโดยปรืมาณของเหลวในนั้นยังเหลือพอดื่มได้อีกหลายครั้ง

 "มะ...ไม่ถอด..ได้ไหมคะ..."

สาวน้อยผมสีเหลือง ตาสีน้ำตาลอ่อน ผมยาวประบ่าเอ่ยด้วน้ำเสียงที่สั่นเทา แสดงท่าทีถึงหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากต้องประสบชะตากรรมเป็นผู้พ่ายแพ้ในศึกนี้ ในขณะที่สาวน้อยอีกคนหนึ่งยังทำหน้าฉงนสนเท่ห์กับไพ่นกกระจอกที่เรียงรายเป็นแถวอยู่ตรงหน้าของเธอ

"มะ...ไม่เห็นจะเข้าใจเลยค่ะ การละเล่นนี้เขานับคะแนนกันยังไงค่ะ?"

เด็กน้อยที่มีขนาดหน้าอกโตเกินวัยอันควรเอ่ยขึ้นในขณะที่เจ๊ฟานกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

"หุหุ....ไม่สำคัญหรอกจ้าว่านับแต้มกันยังไง แต่แพ้ก็คือแพ้ แล้วคนแพ้ก็ต้องถอดหรือไม่ก็ดื่มน้ำที่วางอยู่ตรงนั้นนะจ๊ะ.....แต่ว่าไม่น่าเชื่อเลยนะว่าเธอจะอายุแค่ 12 จริง ๆ "

พูดจบอาหมวยสาวผู้มีเรื่อนร่างไดนาไมค์เซ็กซี่ก็กระโจนข้ามฟากมาหาสองสาวอย่างว่องไวราวแมวป่ากระโจนเข้าตะครุบลูกหนูแฮมสเตอร์ที่ไร้เดียงสา สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้นั้นมันเป็นผลมาจากเมื่อครึ่งชั่งโมงก่อน

ชาง หม่าฟาน ที่ปกติหล่อนก็ว่างเป็นทุนเดิมอยู่แล้วได้มาเตร็ดเตร่มาแถว ๆ โรงอาหารและได้พบกับสถานที่แห่งนี้เข้าเธอจึงไม่ลังเลที่จะเข้ามาอย่างไวเนื่องจากกลิ่นหอมเย้ายวนของสาเก หลังจากบรรเลงเพลงดื่มไปได้ครู่หนึ่งเจ๊ฟานก็เริ่มเปิดฉากชวนนักบินหนุ่ม ที่อยู่ภายในบาร์ทุกคนเล่นไพ่นกกระจอกโดยมีกฏว่าใครแพ้ต้องดื่มเบียร์หมดขวดในรวดเดียว แต่หลังจากเกมเริ่มไม่นานเจ๊ที่เริ่มเมาได้ที่จากการดื่มเหล้านา ๆ ชนิดที่วางอยู่ก็เริ่มคิดแผลง ๆ

"นี่.....พนันดื่มมันน่าเบื่อออก มาเปลี่ยนกฏกันหน่อยดีไหมพวกหนุ่ม ๆ ถัดจากเกมนี้ไปใครแพ้จะต้องถอดทีละชิ้นนะจ๊ะ!!"

หลังจากฟังคำประกาศนั้นเหล่านักบินหนุ่มกลัดมันทุกคนก็หูพึ่งพร้อมกับโห่ร้องสนับสนุนกันเต็มที่ชนิดเรียกได้ว่ามติเอกฉันท์ เพราะไม่ว่าใครก็อยากเห็นเรื่องร่างอันสุดสยิวที่ซ่อนอยู่ภายใต้กี่เพ้าตัวนั้นอย่างชัด ๆ กันอยู่แล้ว และนั่นก็เป็นเหตุให้พวกเขาที่เข้าร่วมศึกประลองครั้งนี้ต้องมีสภาพเกือบเป็นชีเปลือยกันหมดอย่างที่เห็น แต่สาเหตุอันแท้จริงที่ทำให้ชายทุกคนต้องลงไปกองแน่นิ่งนั้นก็คือ 'โมโมะดริ๊ง' นั่นเอง เพราะเมื่อเจ๊ยื่นคำขาดว่าหากไม่ต้องการถอดก็ดื่มสิ่งนี้แทนซะและดูเหมือนว่าทุกคนเลือกที่จะพลีชีพอย่างกล้าหาญแทนที่จะต้องอยู่อย่างอับอายแบบสมชายชาตินักรบกันทุกคน หลังจากนั้นไม่นานมิสตี้และเครโอ้ที่เข้ามาห้องแห่งนี้เพราะความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นจุดรับเครื่องดื่มทั่วไปและนั่นก็ทำให้ทั้งคู่ต้องประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ชนิดคาดไม่ถึง เมื่อถูกอาหมวยที่กำลังเมาได้ขอร้องแกมบังคับให้เล่นไพ่นกกระจอกกับเธอนั่นเอง
และเมื่อฝ่ามืออันขาวผุดผ่องแต่เปี่ยมไปด้วยพลังพุ่งตรงเข้าขย้ำหน้าอกของเด็กน้อย

"ว้าย!!! จะ...จับตรงไหนอยู่กันคะ!!!"

"แหม...อายุแค่นี้แต่ใหญ่เกินตัวจังนะจ๊ะ...ส่วนเธอก็ใช่ย่อยนะ...."

เครโอ้ร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อถูกสาวรุ่นพี่กระทำการอุกอาจกับหน้าอกของเธอ ส่วนมิสตี้ได้แต่ส่งเสียงร้องครางเล็กน้อยทันที่ที่ถูกอุ้งมือของเจ๊ฟานล้วงเข้าไปในเสื้อ ทว่าในขณะที่สถานการณ์มันกำลังจะเลวร้ายจนกลายเป็นหลุมดำออกอากาศไม่ได้ ก็มีใครบางคนเปิดประตูเข้ามาในห้องนี้อย่างรีบร้อน

"ผมก็ขอโทษไปแล้วยังจะเอาอะไรอีกล่ะ....คะ........ครับ................."

ชายหนุ่มผู้ที่เปิดประตูเข้ามาอย่างรุนแรงหยุดชะงักลงทันในราวกับถูกแช่แข็งอย่างเฉียบพลัน ลูคัสตกตะลึงกับภาพที่เห็นเสียจนแว่นตาที่สวมอยู่แทบจะร่างออกจากใบหน้า ภาพพี่สาวของตัวเองกำลังคร่อมร่างของมิสตี้และเครโอ้หนำซ้ำมือของเจ๊ข้างหนึ่งก็กำลังล้วงเข้าไปในคอเสื้อ ส่วนอีกข้างก็กำลังขยับไปมาอยู่บนหน้าอกคนอื่นเสียอีกไม่พอแค่นั้นกระโปรงของสองสาวที่นอนอยู่ข้างล่างก็เลิกขึ้นซะสูงจะเกือบจะเห็นชั้นในอยู่รอมร่อแล้วไหนจะสภาพอันสุดแสนจะเละเทะของห้องนี้อีก ทั้งหมดนี้มันทำให้เวลารอบตัวของลูคัสราวกับหยุดนิ่งลงไปในทันทีก่อนที่เสียงของแบตเทิ้ลที่ไล่หลังมาจะทำให้เวลาของเขากลับมาเดินอีกครั้ง

"...จะมาสนุกกับพี่สาวคนนี้ก็ไม่บอกนะลู...."

เสี้ยววินาทีนั้นฟานก็ผละออกจากสองสาวพร้อมกับปราดเข้าใส่ราวกับอสรพิษในขณะที่ด้านหลังก็ยังมีนางยักษ์ร่างเตี้ยประชิดเข้ามา สภาพสุดย่ำแย่เมื่อต้องรับมือกับแม่เสือสาวประตูหน้ากับแม่หมาป่าขี้โมโหประตูหลัง ในสมองของลูคัสจึงต้องประมวลแผนการอย่างฉับไวที่สุดอีกครั้ง กุนสือหนุ่มตัดสินใจหลบหนีเจ๊ฟานเป็นอันดับแรกเพราะหากเจ๊อยู่ในสภาพนี้ได้ว่าเป็นสิ่งอันตรายเสียยิ่งกว่าวันสิ้นโลกเขารีบปิดประตูอย่างรวดเร็วและรุนแรงโดยคิดว่ามันน่าจะพอถ่วงเวลาเจ๊เอาไว้ได้บ้าง

ปึ้ง!!!!!!!!!!!!!!!!!!

เสียงประตูกระแทกดังลั่นในขณะที่ลูคัสหมุนตัวกลับไปอย่างรวดเร็ว ในจังหวะนั้นเองแบตเทิ้ลที่ไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิดก็เงื้อพัดฮาริเซ็นขึ้นสูงสุดแขนหมายจะหวดแสกหน้าอย่างเต็มแรง ลูคัสตั้งท่าเตรียมรับมือเต็มที่แต่แล้วเหตุไม่คาดฝันมันก็เกิดขึ้น

โครม!!!!!!!!!!!!!!

ประตูไม้ที่ใช้เป็นปราการในการสกัดกั้นหม่าฟาน ถูกเท้าอันทรงพลังของหล่อนถีบจนทะลุเป็นรูเบ้อเริ่มหนำซ้ำฝ่าเท้าของเธอก็ยันเข้ากันแผ่นหลังของน้องชายสุดที่รักของเธอเข้าอย่างจัง แรงส่งมหาศาลทำให้ร่างของลูคัสทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

"เหวอ!!!!!!!!"

ทั้งแบตเทิ้ลและลูคัสส่งเสียงร้องออกมาพร้อม ๆ กันโดยมิได้นัดหมายเมื่อเห็นว่าระยะห่างของทั้งคู่มันถูกลดลงอย่างรวดเร็ว ลูคัสที่ถูกแรงถีบส่งตัวให้พุ่งไปกระแทกเข้ากับร่างน้อย ๆ ของแบตเข้าอย่างจังก่อนจะล้มคะมำไปทั้งคู่ท่ามกลางสายตาของ ผู้คนมากมายที่กำลังทานอาหารอยู่ที่นั่น

"!!!!!!!!!!!!!!!!" 

เมื่อลืมตาขึ้นทั้งสองก็พูดอะไรไม่ออก นอกจากแสดงอาการตกใจสุดขีดจนตาแทบจะกระเด็นออกจากเบ้า ในขณะที่คนที่โรงอาหารกรูเข้ามาดูทั้งสองที่ล้มลงไปกองกับพื้นนั้นต่างก็พูดอะไรกันไม่ออกเห็นกันเมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์สด ๆ ที่อยู่ตรงหน้า สภาพที่ร่างของลูคัสทับอยู่บนร่างของแบตและที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น มือข้างหนึ่งของลูคัสกำลังแนบสนิทอยู่บนหน้าอกของกัปตันสาวไม่เพียงแค่นั้นริมฝีปากของทั้งคู่ยังแนบชิดติดกันอีก แม้ว่ามันจะเป็นแค่อุบัติเหตุฟันกระทบกัน แต่ก็คงจะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าภาพที่เป็นอยู่กำลังจะถูกตีความไปต่าง ๆ นานาหลังจากนี้

หลังจากอึ้งกันอยู่ครู่หนึ่งทั้งคู่ก็ผละออกจากกันอย่างเร็วชนิดแทบจะถอยห่างกันไไปคนละมุมห้อง พร้อมกับสีหน้าสติแตกของทั้งคู่ ลูคัสได้แต่หอบหายใจถี่ ๆ พลางมีเลือดกำเดาไหลออกมาจากโพรงจมูกทั้งสองข้าง

"นะ..นะ....นะ........."

ส่วนแบตเทิ้ลก็ได้แต่มีสภาพเป็นเครื่องอ่านแผ่น CD ที่เป็นรอย ได้แต่พูดตะกุกตะกักอยู่เช่นนั้นก่อนจะหน้าแดงกล่ำควันออกหัวและน็อคไปราวกับคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลเกินกำลังจนเครื่องแฮงค์ ส่วนลูคัสได้แต่เลือดกำเดาทะลักเป็นท่อประปาแตกก่อนจะล้มคว่ำไปด้วยกันทั้งคู่

"เฮ้ย!!! เรียกหน่วยพยาบาลเร็ว!! กัปตันแบตกับที่ปรึกษาแกลื่นหกล้มฟันกระทบกัน!!!"

ผู้คนในโรงอาหารตะโกนกันโหวกเวกโวยวายไปหมดในขณะที่ทั้งสองสติเลือนลางเกินกว่าจะแยกแยะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ก็ถูกหามส่งห้องพยาบาลไปด้วยกันทั้งคู่ ส่วนเจ๊ฟานตัวต้นเหตุนั้นหลังโชว์เพลงเตะทำประตูเป็นรูไปแล้วเธอเมาหลับไป ลำบากเครโอ้และมิสตี้ที่เพิ่งรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกาของเจ๊มาได้ต้องหามกลับไปส่งที่ห้องนอนของเจ๊ด้วยความรู้กล้า ๆ กลัว ๆ ในขณะที่ความวุ่นวายเล็ก ๆ กำลังเกิดขึ้นอยู่ภายในโรงอาหารอีกด้านหนึ่งทางฝั่งของห้องพยาบาลที่ ๆ คน ๆ หนึ่งยังคงหลับไหลไม่ได้สติ ท่ามกลางความมืดที่โอบล้อม สติสัมปชัญญะของ 'เขา' ค่อย ๆ ตื่นขึ้นมา

>>>What Next On Rise The Blue Eagle And Revive The Girl?
บันทึกการเข้า
SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #32 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:09:00 PM »

[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -] [3]

อะ....อือ..........." เขา...ค่อย ๆ เผยอเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างช้า ๆ แต่แสงสว่างที่อยู่รอบ ๆ มันช่างชวนให้รู้สึกแสบตายิ่งนักจนทำเอาเขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อยจนกว่าจะปรับสภาพได้

"ทะ...ที่นี่มัน......."  

เขามองไปรอบ ๆ  ที่ ๆ เขายืนอยู่ ณ ขณะนี้คือทุ่งดอกไม้ที่กว้างใหญ่สุดสายตา พราพร่างไปด้วยดอกไม้นานาชนิดหลากสีสรรบายสะพรั่งเต็มไปหมด เบื้องหน้ามีสายน้ำทอดยาวไปดูเหมือนจะเป็นแม่น้ำ เขาก้าวเดินไปข้างหน้าพลางกวาดสายตามองไปรอบที่แห่งนี้อีกครั้ง

"แปลกจัง...จำได้ว่าเราอยู่ในค๊อกพิทอาร์คสไตรค์เกอร์นี่นา..."  

เขาพึมพำกับตัวเองพลางก้าวเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงริมแม่น้ำ น้ำที่อยู่ตรงนั้นใสสะอาดและส่องประกายเสียจนสามารถใช้แทนกระจกได้เลยทีเดียว เขาก้มหน้าลงไปหมายจะวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าหมายจะเรียกความรู้สึกสดชื่นให้กลับคืนมาแต่ทันทีที่ชะโงกหน้าลงไปเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

"เอ๊ะ ???  ทะ..ทำไม..ร่างกายของเรา !?!? "  เขายกมือขึ้นลูบไล่บนใบหน้าตัวเองอย่างประหลาดใจ ใบหน้าที่สะท้อนบนผิวน้ำไม่ใช่ใบหน้าของเด็กสาวที่ชื่อมิซึรุกิ อุชิโอะ แต่กลับเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งก็คือเขา ฮิเซกิ คาโอรุ ตัวตนที่แท้จริงที่อยู่ในร่างของเด็กสาวคนนี้

"ปะ..เป็นไปไม่ได้น่า...ทะ...ทำไม...."  

คาโอรุเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกที่สับสนแต่ในขณะที่กำลังสับสนงงงวยอยู่นั้น  เขาก็ค้นพบว่าสถานที่แห่งนี้มิได้มีแต่เพียงตัวเขาอยู่ในสถานที่แห่งนี้โดยลำพัง

".........."


เด็กหนุ่มไม่อาจจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำได้ ๆ ออกมาได้เมื่อได้เห็นเด็กสาวผู้งดงาม เรือนผมสีชมพูอมน้ำเงินของเธอปลิวสยายไปตามสายลม ดางตาสีเขียวมรกตของเธอกำลังชื่นชมมวลดอกไม้ที่สวยงามในที่แห่งนั้น พร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูอ่อนโยนที่ปรากฏบนใบหน้าที่เรียวสวยได้รูปของเธอ  สำหรับคาโอรุแล้วแม้เธอจะยืนหันหลังให้กับเขาอยู่แต่ก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กสาวคนนั้นเป็นใคร...

" คุณ......อุชิโอะ... !?!?! " คาโอรุแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเองเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินไปหาเด็กสาวผู้นั้นอย่างช้า ๆ


" คุณอุชิโอะ...จริง ๆ หรือเนี่ย..." เด็กหนุ่มค่อย ๆ ยื่นมือขวาของเขาออกไปหาร่างของเด็กสาวผู้นั้น เธอคนนี้ก็คือเจ้าของร่างที่แท้จริงเขาได้เข้ามาสิงสถิตย์และยึดครองเป็นเจ้าของอยู่ในขณะนี้...เด็กสาวผู้ที่ช่วยชีวิตของเขาทางอ้อมเพราะถ้าหากไม่มีเธอเขาก็คงจะตายไปแล้ว

"คุณอุชิโอะ....ผมอยาก....ขอบคุณ..." แต่ทว่าก่อนที่มือของเขาจะได้สัมผัสกับเธอเสียงของเขาก็พลันแหบพร่าขึ้นมาทันใด มือที่ยื่นออกไปหาเธอนั้นค่อย ๆ จางหายไปที่ละนิด

"ดะ...เดี๋ยวสิ...กะ...เกิดอะไรขึ้น !?!?!  คะ..คุณอุชิโอะ !?!?!?" เขาพยายามตะโกนเรียกสุดเสียงแต่ทว่าเธอกลับมิได้ตอบสนองราวกับว่าไม่ได้ยินถ้อยคำที่คาโอรุพยายามเปล่งออกไปอย่างสุดกำลังร่างกายของเขาค่อย ๆ เลือนหายไปจนหมดสิ้นในที่สุด

วิ้งงงงงงงงงงง............

"......."  

เมื่อเด็กหนุ่มหายไปแล้ว เด็กสาวที่ยืนนิ่งอยู่ก็ค่อย ๆ หันกลับมาดูเบื้องหลังของเธอที่ว่างเปล่าพร้อมกับแสดงสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยราวกับว่าเมื่อครู่นี้ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ว่ามีใครซักคนเรียกชื่อของเธอ

ตี๊ด...ตี๊ด....ตี๊ด....ตี๊ด.....

เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะ เหมือนนาฬิกาปลุก.....คาโอรุในร่างอุชิโอะค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นภาพแรกที่ได้เห็นเมื่อฟื้นขึ้นมาก็คือเพดานสีขาว...เขาอยู่บนเตียงในห้องพยาบาล ในขณะที่มือขวาของเขาก็ยืดออกไปสุดแขนราวกับจะไขว่คว้าบางสิ่งบางอย่างและในตอนนั้นเองเสียงของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นไม่ห่างจากเตียงของเธอมากนัก

"...ฟื้นแล้วเหรอ?...."  

ชายในชุดสครับสีเขียว ปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากอนามัยที่กำลังยืนจดบันทึกการรักษาอยู่ข้างเตียงเอ่ยถามขึ้น ซึ่งชายในชุดสำหรับผ่าตัดผู้นี่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาก็คือแพทย์ขี้เซาชาเพนท์นั่นเอง ถึงแม้จะเป็นน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ก็ทำให้ร่างของเด็กสาวสะดุ้งเฮือกและเริ่มรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่กระจายอยู่ทั่งร่างกาย เมื่อสำรวจตัวเองดีก็รู้สึกได้ถึงเครื่องช่วยหายใจที่ครอบปากและจมูกอยู่แขนขวาก็มีเข็มสำหรับให้น้ำเกลือเสียบคาไว้แถมน้ำเกลือในถุงก็เพิ่งจะถูกเปลี่ยนใหม่ไม่นาน อีกทั้งยังมีถุงเลือดและหลอดสำหรับให้อาหารเหลวอีก อุชิโอแลสายตาไปยังคุณหมอชาเพนพลางแสดงทีท่าจะพูดอะไรซักอย่างแต่ก็ถูกห้ามไว้เสียก่อน

"ตอนนี้ยังไม่ต้องพูดอะไรจะดีกว่า แผลที่ท้องก็สาหัสมาก ตอนนี้ควรจะนอนนิ่ง ๆ ไปก่อน"  

".......หลับ..ไป..นานแค่ไหน..กัน..." แม้จะถูกห้ามปรามแต่สาวน้อยก็ยังไม่วายจะเอ่ยถามด้วยเสียงอันแหบแห้งและแผ่วเบา

"สองสัปดาห์เต็ม ๆ " ชาเพ็นตอบสั้น ๆ ก่อนจะเดินออกจากห้อง ICU ไป

"คุณ....อุชิโอะ..."  

เด็กหนุ่มในร่างเด็กสาวกล่าวกับตัวเองเบา ๆ โดยที่มีน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างช้า ๆ โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่า...น้ำตานี้มาจากความรู้สึกอะไรเพราะมันเป็นความรู้สึกที่ทั้งโล่งใจและปวดใจไปพร้อม ๆ กัน ในยามนี้เด็กหนุ่มไม่อาจจะหาคำตอบได้ว่านี่คือน้ำตาของตัวเขาหรือว่าของเธอกันแน่และหลั่งไหลออกมาเพื่อสิ่งใด ขณะที่นักบินคนอื่นต่างพากันทำกิจกรรมที่ตนชอบเพื่อผ่อนคลายแต่บรรดาเหล่าผู้ที่มาจากดาวโอเรนทัลเองก็ดูจะไม่แตกต่างจากมนุษย์โลกคนอื่น ๆ ที่เลือกที่จะทำกิจกรรมที่ตนเองชอบเพื่อเป็นการผ่อนคลายอยู่ภายในห้องครัว ตรงหน้าเตาอบขนม

"ถ้าทำออกมาได้ดีก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ"

หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีชมพูยาวสลวยไปถึงกลางหลังประดับศีรษะด้วยดอกไม้ถูกร้อยเรียงเป็นที่คาดผมอยู่กึ่งกลางศีรษะ แต่งกายด้วยชุดกระโปรงยาวสีชมพูดอันแสนจะรุ่มร่ามกล่าวกับตนเองด้วยน้ำเสียงสุดกระตือรือร้นขณะที่กำลังนั่งเฝ้าบัสเตอร์เค๊กที่เพิ่งจะทดลองทำเป็นครั้งแรกอย่างใจจดใจจ่อ

"ทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ ท่านไอกริซ?"

สาวน้อยผู้มีเรือนผมสีแดงมัดเป็นหางม้าดวงตาสีแดง แต่งกายด้วยชุดเกราะสีน้ำเงินเอ่ยถามขึ้นขณะที่เธอกำลังก้าวเดินเข้ามาภายในห้องครัวข้างกายเธอนั้นมีสาวน้อยร่างเล็กผู้มีหน้าตาราวกับเด็กอายุ 13 มีผมสีเดียวกับเธอหากแต่ว่าดวงตาของเธอคนนั้นมีสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิง แต่งกายด้วยชุดเกราะสีแดงด้านหลังสะพายดาบที่มีความยาวมากกว่าส่วนสูงของเจ้าของเสียอีก

"อ้าว~~~~ ท่านเซเลน่า ท่านทีน่า เช้านี้ทุกท่านสบายกันหรือเปล่าเจ้าคะ"

ไอกริซหันกลับไปทักทายสองสาวที่อยู่ด้านหลังในขณะที่ของที่กำลังอบอยู่ในเตาก็เริ่มส่งกลิ่นหอมหวานโชยออกมาเตะจมูกของทีน่าเข้าอย่างจัง ท่าทีขึงขังและสีหน้าเคร่งเครียดของแม่ทัพหญิงแห่งอุดรแปรเปลี่ยนไปในบัดดล

"..หอมจังเลย!! ทำขนมหวานอยู่หรือ!!"

ดวงตาสีแดงที่เคยแสดงออกถึงความแข็งกร้าวบัดนี้ฉายแววเปล่งประกายกลมโตอย่างไร้เดียงสาไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่มักจะลิงโลดเวลาที่รู้ว่าคุณแม่กำลังจะทำขนมหวานของโปรดให้ทานก็ไม่ปาน

"เจ้าค่ะ ข้ากำลังทดลองทำบัสเตอร์เค๊กดูน่ะเจ้าค่ะ พอดีว่าท่านผู้ดูแลที่นี่กรุณาถ่ายทอดให้กับข้าน่ะเจ้าค่ะ แต่ข้าก็ยังไม่มั่นใจว่าจะออกมาดีเท่าที่คิดหรือไม่น่ะเจ้าค่ะ" ไอกริซกล่าวพลางยกมือสัมผัสแก้มของตนพลางแสดงท่าทีเป็นกังวลเล็กน้อย

"ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าเชื่อมั่นว่าฝีมือของท่านต้องทำได้ดีอย่างแน่นอน!!" ทีน่าเอ่ยให้กำลังใจด้วยท่านทีขึงขัง แววตาฉายถึงความคาดหวังและมุ่งมั่นอย่างแรงบวกกับน้ำลายที่ไหลยืดออกมาจากมุมปากเป็นของแถม

"นั่นสิเจ้าคะ ฝีมือในการทำอาหารของท่านไอกริซไม่ด้อยกว่าผู้ใดในราชอาณาจักรวาเลนเดีย ฉะนั้นแล้วข้าเชื่อว่าต้องออกมาดีแน่นอนเจ้าค่ะ" เซเลน่ากล่าวเสริม พลางเดินเข้าไปใกล้ ๆ กับเตาเพื่อพินิจพิจารณาสิ่งที่อยู่ภายใน

"ขอบคุณท่านทั้งสองที่ให้กำลังแก่ข้านะเจ้าคะ เอ๊ะ? ว่าแต่เหตุไฉนท่านทั้งสองถึงได้มาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้ล่ะเจ้าคะแล้วท่านเซริออสกับท่านซัลเทิ้ลมิได้มากับท่านทั้งสองด้วยหรือเจ้าคะ?"  

"อ้อ ดาร์ลิ้งบอกว่าจะไปเข้าเฝ้าองค์ราชาด้วยเรื่องสำคัญก็เลยบอกให้ข้าไปกลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนแต่ว่าข้าอยากจะทำอาหารอะไรซักอย่างให้ดาร์ลิ้งทานก่อนนอนน่ะ"

"ส่วนข้าตาบ้านั่นบอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องกราบทูลองค์ราชินีเลยให้ข้าไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศ แต่พอดีว่าข้ารู้สึกหิวขึ้นมาก็เลยคิดว่าจะมาอะไรกินเสียหน่อย แล้วท่านเวราโด้ล่ะไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยหรอกหรือ?"

ทีน่าตอบคำถามด้วยท่าทีเหมือนกับไม่พอใจอยู่นิดหน่อยก่อนจะถามคำถามกลับไป ซึ่งไอกริซก็ส่ายใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มนั้นเล็กน้อยก่อนจะให้คำตอบกลับไป

"เข้าประชุมกับบรรดาเสนาธิการคนอื่น ๆ ตั้งแต่เช้าแล้วล่ะเจ้าคะ"

"ว่าแต่พักนี้ข้าไม่เห็นลีลีย์เฝ้าอยู่ที่หน้าห้องประทับเลยนับตั้งแต่จบศึกเมื่อคราวก่อน ท่านไอกริซพอจะรู้เรื่องอะไรบ้างไหมเจ้าคะ?"  

เซเลน่าเอ่ยขึ้นพลางทำสีหน้าเป็นกังวลเพราะหลังจากจบศึกคราวก่อน ลีลี่ย์ก็ไม่เคยปรากฏตัวมาทำหน้าที่องค์รักษ์อีกเลยในตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ อัลลูไคกับซิลเวียมาทำหน้าที่แทนอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเมื่อ 3 วันก่อนจึงได้มีการรับสั่งให้เซริออสกับเซเลน่ามาทำการผลัดเปลี่ยนเพื่อให้ทั้งสองได้ไปพักผ่อน

"ไม่เลยเจ้าค่ะ หลังจากวันนั้นข้าก็ไม่ได้พบนางอีกเลย ข้าลองถามอัลลูไคดูเกี่ยวกับเรื่องของนางแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรนอกจาก 'นี่เป็นเรื่องของข้ากับนางเจ้าไม่ต้องใส่ใจหรอก' เพียงเท่านั้นเองเจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบพลางก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนที่บทสนทนาจะขาดห้วงลงไปครู่หนึ่ง

กิ้ง!!!!!

เสียงเตาอบขนมก็ส่งสัญญาณบอกว่าของที่กำลังอบอยู่นั้นได้ที่แล้ว เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นบรรยากาศอึมครีมจากการสนทนาเมื่อครู่ก็มลายหายไปสิ้น ไอกริซเดินไปเปิดฝาเตาอบและนำถาดขนมออกมาโดยไม่ลืมที่จะสวมถุงมือป้องกันความร้อน และเมื่อบัสเตอร์เค๊กที่ถูกอบจนมีสีเหลืองทองส่งกลิ่นหอมหวานไปกระจายไปทั่วห้องถูกวางลงบนโต๊ะเบื้องหน้าของทั้งสามสัญชาติญาณของหญิงสาวที่มีต่อขนมหวานมันก็ถูกปลุกกระตุ้นขึ้นมาในทันทีทันใด

"ดูน่าอร่อยมากเลยเจ้าคะ ท่านไอกริซ"

เซเลน่ากล่าวพลางจ้องมองดูบัสเตอร์เค๊กราวกับว่ามันเป็นอัญมณีเลอค่า ในขณะที่ทีน่าไม่ได้กล่าวอะไรนอกจากพยักหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเคลิบเคลิ้มนั้นเป็นการแสดงความเห็นด้วยอย่างที่สุด ไอกริซไม่รอช้าเธอตัดแบ่งเค๊กออกเป็น 12 ชิ้นเท่ากันอย่างคล่องแคล่วพร้อมแจกให้สองสาวที่อยู่กับเธอในห้องครัวแห่งนี้ร่วมเป็นผู้พิสูจน์รสชาติของมันอย่างไม่รอช้า

"..อร่อยจัง!!!!"

ทั้งสามเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันเมื่อลิ้นได้สัมผัสกับกลิ่นหอมของเนย ความหวานที่พอดีและความนุ่มลิ้นของแป้งที่อบได้อย่างพอดี สีหน้าของพวกเธอทั้งหมดเวลานี้เปี่ยมสุขราวกับกำลังวิ่งเล่นอยู่บนสรวงสวรรค์ทำเอาความรู้สึกเครียดจากการสนทนาเมื่อครู่ถูกลบหายไปจนหมดสิ้นในพริบตา ในขณะที่สามสาวกำลังดื่มด่ำความสำราญจากขนมเค๊ก อีกด้านหนึ่ง ณ ห้องประทับหรือก็คือห้องพักของคาริสกับริโคริสนั่นเองหากแต่ว่าในเวลานี้มีเพียงคาริสพักอยู่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ณ ที่แห่งนี้เซริออสแม่ทัพใหญ่แห่งทักษิณกำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าองค์ราชาของเขาด้วยกริยาที่เปี่ยมไปด้วยความนอบน้อมและจงรักภักดีต่อนายเหนือหัวอย่างหาที่สุดมิได้

"ท่านอยากจะขอร้องในสิ่งนี้เองหรือท่านเซริออส?"  

คาริสเอ่ยขึ้นหลังจากได้รับฟังสิ่งที่เซรีออสกล่างรายงานมาพลางแสดงสีหน้าหนักอกหนักใจกับสิ่งที่ได้ฟังเมื่อครู่

"พะยะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมทราบดีว่าพระองค์มีพระประสงค์เช่นไร หากแต่ในยามนี้กระหม่อมไม่อาจปล่อยให้พระองค์เสด็จออกสู่สนามรบได้พะยะค่ะ"

แม่ทัพแห่งแดนใต้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและหนักแน่นทำเอาราชาหนุ่มไม่อาจจะสรรหาถ้อยคำใดมาคัดค้านหรือโต้แย้งกลับไปได้แม้ในใจจะอยากคัดค้านแต่คาริสเป็นคนที่คิดถึงจิตใจของคนอื่นมาก่อนเสมอซ้ำสิ่งที่เซริออสพูดมาก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสภาพร่างกายของเขากับริโคริสที่ยังไม่ฟื้นฟูดีนัก ซ้ำจะยังความผิดปกติของโกลด์ซาเวียที่ยังแก้ไขไม่ได้ ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงเข้าใจถึงความปราถนาดีของผู้ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าและในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังแสดงท่าทีคิดหนักอยู่นั้น เซริออสก็กล่าวถ้อยคำบางอย่างออกมา

"มีอีกเรื่องหนึ่งที่กระหม่อมจะขอกราบทูลให้ทรงทราบ ท่านซัลเทิ้ลได้ฝากให้ข้ามากราบทูลเกี่ยวกับอาการประชวรขององค์ราชินีพะยะค่ะ"

"เชิญท่านเซริออสกล่าวมาได้เลย"

เมื่อได้ฟังคำอนุญาตเซริออสก็กล่าวรายงานออกไปทันที และเมื่อคาริสได้รับฟังถ้อยคำนั้นราชาหนุ่มน้อยก็ตกตะลึงอย่างมาก ร่างกายทั้งหมดแข็งค้างราวกับต้องคำสาปให้กลายเป็นหินก็ไม่ปาน

"...ปะ...เป็นความจริงเหรอ!!?" คาริสกล่าวด้วยยังคงมีอาการตกตะลึงค้างอยู้บนใบหน้่าขณะที่รีบลุกขึ้นจากเตียงที่นั่งอยู่ทันที

"พะยะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมมิบังอาจเท็จทูลเบื้องสูงหรอกพะยะค่ะ"

สิ้นคำพูดของเซริออส คาริสก็วิ่งออกจากห้องไปทันทีเป้าหมายของเขานั้นก็คือห้องพักฟื้นที่อยู่ภายในฐานทัพแห่งนี้และเมื่อคาริสวิ่งออกจากห้องไปแล้วเซริออสก็ได้ไล่ตามไปติด ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เซริออสกำลังเข้าพบคาริสทางด้านของห้องพักฟิ้นหมายเลข 1407 ซึ่งอยู่ในเขตของอาคารพยาบาลภายในฐานทัพที่นั่นเป็นห้องที่ริโคริสเข้าพักรักษาตัวอยู่หลังจากล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ถึงแม้ว่าชาวโอเรนทัลจะมีรูปร่างกายภาพตรรกความคิดและอะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่ใกล้เคียงมนุษย์แต่ก็ยังไม่ใช่มนุษย์อยู่ดี ดังนั้นแล้วจึงไม่มีแพทย์คนไหนในโลกนี้จะสามารถตรวจวินิฉัยและรักษาอาการเจ็บป่วยให้เธอได้ประกอบกับเหล่าแม่ทัพและองค์รักษ์ของเธอก็ปฏิเสธที่จะให้คนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวอีก ดังนั้นแล้วตลอดเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาเธอจึงอยู่ภายใต้การดูแลของซัลเทิ้ลผู้ได้ฉายาว่า 'จอมปราญช์แห่งยุค' ซึ่งชายคนนี้ถูกจัดว่าผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ของการแพทย์มากที่สุดคนหนึ่งในราชอาณาจักรวาเลนเดียและหลังจากที่หลับไหลอยู่เกือบหกวันริโคริสก็รู้สึกตัวในเช้าวันนี้เอง

"...นี่..เรา..."

ราชินีตัวน้อยเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาเมื่อเริ่มเห็นภาพเพดานสีขาวของห้องพักฟื้น เธอค่อยรวบรวมพละกำลังเพื่อชันกายขึ้นแต่ยามนี้กลับรู้สึกเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีมันช่างเหลือน้อยเหลือเกินลำพังจะลุกขึ้นนั่งยังทำได้ลำบากและในระหว่างนั้นเองเตียงที่เธอนอนอยู่ก็ถูกปรับสภาพให้ขึ้นมาประคองร่างของเธอเอาไว้

"พระอาการเป็นเช่นไรบ้างพะยะค่ะฝ่าบาท?"

เสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นไม่ห่างจากเตียงที่ริโคริสนอนอยู่มากนัก เธอค่อย ๆ หันมองไปยังจุดนั้นอย่างช้า ๆ ด้วยสภาพที่อ่อนแรงพอควรดวงตาที่ยังพร่ามัวเล็กน้อยเพราะเพิ่งตื่นนอนจึงทำให้เธอมองเห็นใบหน้าของคน ๆ นั้นไม่ชัดมากนักแต่เธอก็สามารถรู้ได้ว่าชายที่อยู่ตรงนั้นเป็นใครเพราะเสียงที่ได้ยิน

"ท่านซัลเทิ้ล......" ริโคริสเอ่ยนามของชายผู้นั้นอย่างแผ่วเบาในขณะที่สายตาที่พร่ามัวเริ่มจะมองเห็นใบหน้าของคู่สนทนาได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ

"เรายังรู้สึกว่าพลังของเราหดหายไปมากเหลือเกิน ท่านซัลเทิ้ลตกลงว่าเราป่วยเป็นอะไรกันแน่?" เด็กสาวเอ่ยถามพลางจ้องมองไปยังจอมปราญช์หนุ่มที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ในขณะที่ซัลเทิ้ลยังคงนั่งก้มหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่นานนักสีหน้าที่สงบนิ่งของเขาก็เริ่มผลิรอยยิ้มอย่างปลาบปลื้มปิติออกมา

"ขอได้ทรงโปรด ยินดีด้วยพะยะค่ะ!!!"

เมื่อได้ฟังคำตอบเช่นนั้น ริโคริสก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความงุนงงสงสัยออกมาทางสีหน้า ที่จู่ ๆ จอมปราญช์ผู้เลื่องชื่อก็มาแสดงความยินดีที่เธอป่วยเสียอย่างนั้น แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยถามเพื่อคลายความสงสัยซัลเทิ้ลก็ชิงตอบออกมาเสียก่อน

"พระองค์กำลังทรงพระครรภ์แล้วพะยะค่ะ!!"

สิ้นเสียงของจอมปราญช์ ราชินีองค์น้อยก็ถึงกับอึ้งกิมกี่พูดอะไรไม่ออกจนแข็งค้างเป็นรูปปั้นอยู่ชั่วขณะพร้อมกับเริ่มประมวลผลสิ่งที่ได้ยินในสมองใหม่อีกครั้ง

(ทรงพระครรภ์หรือ...เมื่อครู่ท่านซัลเทิ้ลพูดว่าทรงพระครรภ์ใช่หรือไม่นะ? ทรงพระครรภ์ก็หมายถึงใคร...หมายถึงตัวเราหรือไม่นะ? ไม่สิคำว่าทรงพระครรภ์ก็ไม่น่าจะใช่คนอื่นไปได้....เรากำลังทรงพระครรภ์....หมายความว่าเรากำลังตั้งท้องหรือ?.....งั้นก็แปลว่าเรากำลังจะมีลูกหรือ?......)

หลังจากคิดซ้ำไปมาอยู่หลายวินาทีริโคริสก็ค่อย ๆ เอ่ยถามเพื่อย้ำความมั่นในอีกครั้ง

"..ท่านแน่ใจหรือท่านซัลเทิ้ล?"

"พะยะค่ะ กระหม่อมกล้าเอาศีรษะของกระหม่อมเป็นประกันหากว่ามีถ้อยคำเท็จแม้เพียงคำเดียวพะยะค่ะ"

ซัลเทิ้ลยืนยันอย่างหนักแน่น ในช่วงเวลานั้นความรู้สึกสับสนก็ถูกความปิติยินดีก็บังเกิดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจเอ่อล้นขึ้นมาจนท่วมท้นจนไม่อาจจะหาคำพูดใด ๆ มาเอ่ยบรรยายได้ปัดเป่าออกไปจนหมดสิ้น น้ำตาแห่งความยินดีค่อย ๆ รินไหลออกมาจากดวงตาสีดำเข้มของเธอ และในตอนนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดออก

"ริโค่!!"

เสียงเรียกของเด็กหนุ่มที่เปิดประตูเข้ามาอย่างโผงผ่างทำเอาเด็กสาวสะดุ้งเล็กน้อย แต่เสียงเรียกของเขาก็ทำให้เธอบรรเทาความตกใจนั้นลงไปได้ คาริสที่รีบพุ่งตรงมาที่นี่มีท่าทีเหนื่อยหอบเล็กน้อยแต่สายตาที่จับจ้องไปยังริโคริสที่มีน้ำตาคลอแห่งความตื้นตันอยู่แต่ถึงกระนั้นเธอก็กำลังยิ้มอย่างงดงามให้กับเขาอยู่

"ได้ฟังจากท่านเซริออสแล้ว เรื่องจริงหรือริโค่!!?"

ราชาน้อยเอ่ยถามด้วยสีหน้าตื่นเต้นระคนความดีใจ แม้คาริสจะไม่คิดว่าเซริออสจะพูดโกหกแต่ไม่ว่ายังไงเขาก็อยากจะฟังคำตอบนั้นจากริโคริสหากแต่ว่าเธอมิได้ตอบกลับมาเป็นคำพูดหากแต่พยักหน้าให้กับเขาแทน

"นี่...ผม..ไม่สิ..ตัวข้า...กำลังจะได้เป็นพ่อคนแล้วหรือ?"  

คาริสดีใจมากเสียจนเลือกใช้คำพูดแทบไม่ถูก ส่วนริโคริสก็ได้แต่พยักหน้าเท่านั้นเพราะในเวลานี้เธอตื้นตันมากเสียจนคิดคำพูดใด ๆ ไม่ออกน้ำตาแห่งความสุขพร่างพรูออกมามายเกินกว่าจะห้ามได้ เด็กสาวยกมือขึ้นหมายจะปาดน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาไม่ยอมหยุดนั้นแต่ในวินาทีนั้นเธอก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แสนคุ้นเคย อ้อมแขนของเด็กหนุ่มตรงเข้ามาโอบกอดเธอเอาไว้อย่างรวดเร็วใบหน้าของเธอซบลงบนอกของเขาในทันทีน้ำตาของเธอเปราะเปื้อนลงบนเสื้อของเขาแต่ คาริสก็ไม่ได้ใส่ใจเขายังคงโอบกอดหญิงผู้เป็นที่รักเอาไว้เช่นนั้นโดยมิได้ใส่ใจสายตาของชายหนุ่มทั้งสองที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

"ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระองค์ตระหนักดีว่าฝ่าบาทกำลังปิติพระทัยยิ่งนักหากแต่ว่าสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องการกราบทูลให้ทรงทราบยังไม่หมดเพียงเท่านี้พะยะค่ะ"

เสียงของเซริออสที่ดังขึ้นทำให้ทั้งสองรีบผละออกจากกันในทันทีด้วยท่าทีขวยเขินเล็กน้อยก่อนที่จะเรียกมาดขององค์ราชาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมีกลับมาก่อนจะกระแอมเบา ๆ เล็กน้อยและหันมองไปยังบุรุษทั้งสองที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพวกเขา

"เรื่องที่ไม่ต้องการให้ออกรบเราเข้าใจแล้ว ดังนั้นเราจะทำตามที่พวกท่านขอมา แล้วมีเรื่องใดจะบอกเราอีกหรือ?"

สิ้นเสียงของคาริสเซริออสก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองดูพระพักตร์ขององค์ราชาและองค์ราชินีของเขาก่อนเอ่ยถ้อยคำออกมา

"เกี่ยวกับราชองค์รักษ์หญิงลำดับที่หนึ่งลีลี่ย์พะยะค่ะ"

เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้นทั้งคาริสและริโคริสก็หันมองหน้ากันเองครู่หนึ่งพร้อมมีความแปรเปลี่ยนทางสีหน้าจากความรู้สึกยินดีปรีดาเป็นความกังวลใจ

"เชิญท่านเซริออสกล่าวมาได้เลยว่านางเป็นอย่างไรบ้าง?"

"พะยะค่ะฝ่าบาท...."

ริโคริสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างแหบแห้งเล็กน้อยแต่ถึงกระนั้นก็ยังแฝงไว้ด้วยความห่วงใยจากใจจริง เมื่อได้ฟังเช่นนั้นแม่ทัพใหญ่แห่งทักษิณจึงเริ่มกล่าวรายงาน ในเวลาเดียวกันนั้นทางด้านของอัลลูไคที่ถูกสั่งให้กลับมาพักผ่อนที่ห้องพักตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน ก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียงนอนในห้องพักของตนเอง เสื้อคลุมยาวที่ดูเหมือนเสื้อโค้ทสีขาวถูกแขวนไว้กับผนังห้องชุดเกราะที่เคยสาวใส่เป็นประจำถูกถอดวางไว้บนโต๊ะที่อยู่ข้าง ๆ

ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่แบบนั้นพลางยกดาบที่ถืออยู่ในมือข้างขวาขึ้นมาจ้องมองดู ดาบเล่มนี้มีรูปร่างเหมือนดาบบาสตาสที่พวกอัศวินยุโรปชอบใช้กันทว่าใบดาบของมันจะดูเล็กกว่าบาสตาสปกติเล็กน้อย ตัวดาบถูกเก็บไว้ในฝักที่ทำจากโลหะมีสีน้ำเงินเข้มเกือบทั้งหมดยกเว้นบริเวณกึ่งกลางค่อนไปทางเกือบท้ายฝักมีสีแดงเลือดหมู ตัวฝักดาบประดับด้วยลวดลายสีทองอันแสนวิจิตอ่อนช้อย ดาบเล่มนี้มีนามว่าสเตม่าไวร์เบิร์นเป็นอาวุธประจำกายของลีลี่ย์แต่บัดนี้มาอยู่ในมือของเขาด้วยเหตุผลบางอย่าง

"เจ้าทำแบบนี้ไม่ใจร้ายกับนางไปหน่อยหรือ?" หญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่กับถักผมเปียอยู่หน้ากระจกเอ่ยถามขึ้นโดยมองใบหน้าของคู่สนทนาผ่านเงาสะท้อนที่อยู่บนกระจก

"...ถ้าหากนางคิดจะเดินไปบนเส้นทางสายนี้ต่อไปนางก็ต้องฝ่ามันไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็ควรจะวางดาบไปเสีย"

อัลลูไคกล่าวพลางค่อย ๆ ใช้มือซ้ายจับไปที่ด้ามดาบก่อนจะค่อย ๆ ดึงใบดาบออกจากฝักมาครึ่งหนึ่งใบดาบสีทองส่องประกายแสงเรืองรองราวกับแสงหิงห้อย ดวงตาสีน้ำตาลค่อยเพ่งพินิจลวดลายที่ถูกสลักไว้บนใบดาบอย่างละเอียดในระหว่างที่ซิลเวียกำลังใช้ริบบิ้นสีเหลืองมัดปลายผมเปียของเธอให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะเริ่มลงมือถักอีกข้างหนึ่งที่เหลือ

"ข้าเคยรับปากกับอดีตผู้ครอบครองดาบเล่มนี้ สหายผู้ล่วงลับว่าจะดูแลบุตรสาวทั้งสามผู้เป็นที่รักยิ่งของเขา"

แม่ทัพใหญ่แห่งบูรพากล่าวอย่างหนักแน่นพลางดันดาบกลับเข้าฝักอย่างแรงจนเกิดเสียงกระทบกันของโลหะอย่างแรง แต่ทว่าซิลเวียก็ดูท่าจะไม่สนใจกับเสียงนั้นเธอยังคงตั้งหน้าตั้งตาทักผมของเธอต่อไปพลางเอ่ยถามน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยเลศนัย

"เห......นี่คงไม่ได้คิดจะนอกใจข้าหรอกนะ..."

"........ข้าไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าในเวลานี้หรอกนะซิลเวีย"

"....เชอะ!!...น่าเบื่อชะมัด"

ซิลเวียแกล้งแสดงท่าทีงอนตุ๊บป๋องแบบทุกครั้งแต่ก็อัลลูไคก็ยังไม่มีท่าทีจะใส่ใจ เขาวางสเตม่าไวเบิร์นลงบนโต๊ะพลางเดินไปหยิบถุงมือแบบเปิดปลายนิ้วที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาสวมก่อนจะหยิบเสื้อเกราะอ่อนที่มีรูปร่างคล้ายกับเสื้อแขนยาวสีดำขึ้นมาสวมใส่

"..เงื่อนไขที่เจ้าให้นางไปคิดว่านางจะทำได้หรือ?"

ซิลเวียเอ่ยถามพลางมัดปลายผมเปียอีกข้างให้อยู่ทรง ในขณะที่อัลลูไคกำลังทำหยิบดาบประจำกายของตัวเองขึ้นมาคล้องไว้กับสายคาดดาบที่เอวเป็นที่เรียบร้อยเขาก็เดินตรงไปหยิบเสื้อคลุมสีขาวที่แขวนอยู่ออกมาใส่พลางตอบคำถามนั้นไปด้วยน้ำเสียงที่แสนจะเย็นชา

"ถ้าเป็นเช่นนั้นนางก็ไม่คุณสมบัติพอจะจับดาบอีกต่อไป"

พูดจบอัลลูไคหยิบดาบสเตม่าไวเบิร์นขึ้นมาแล้วก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ซิลเวียอยู่ภายในห้องนี้เพียงลำพัง เมื่อชายหนุ่มออกจากห้องไปหญิงสาวก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเดินไปหยิบถุงมือกับเกราะแขนขึ้นมาสวมใส่อย่างใจเย็น

"...ชอบแบกอะไรไว้คนเดียวซะจริง ๆ นะตาบ้าคนนี้...ถึงกับต้องทำตัวเป็นปิศาจร้ายที่ไร้จิตใจ...แต่ข้าก็เข้าใจเจ้า....เพราะถ้าข้าเป็นเจ้าข้าก็คงทำเช่นนี้เหมือนกัน"  

ซิลเวียกล่าวพลางค่อย ๆ สวมชุดเกราะของเธอไปอย่างไม่รีบร้อน ห่างออกไปจากฐานทัพราว ๆ 700 เมตรที่นั่นก็มีคนที่กำลังสับสนในจิตใจและกำลังทุกข์ใจกับการค้นหาคำตอบของตนเองอยู่ รอบ ๆ ฐานทัพของเอลฮังค์ที่อยู่ในเกาหลีใต้นั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองมาราว ๆ สิบกิโลเมตรพื้นที่โดยรอบจึงถูกรายล้อมไปด้วยต้นไม้จำนวนมากจนดู เหมือนป่าธรรมชาติ หากเดินออกมานอกแนวรั้วของฐานทัพทางตะวันออกราว ๆ 700 เมตรก็จะพบกับบึงน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นอ่างเก็บน้ำให้กับฐานทัพแห่งนี้อีกด้วย ณ สถานที่แห่งนี้มีเด็กสาวผู้หนึ่งกำลังนั่งกอดเข่าอยู่ใต้ต้นไม้ริมน้ำ

เธอมีเรือนผมสีแดงเข้มยาวสลวยไปถึงกลางหลังแต่เส้นผมทั้งหมดถูกมัดรวบไว้เป็นหางม้าชุดที่เธอสวมใส่อยู่เป็นชุดกระโปรงยาวสีขาวและยังมีเกราะโลหะสีเงินเป็นประกายสวมใส่ไว้ที่อก แขน และขา ดวงตาสีแดงที่ดูหม่นหมองและเศร้าสร้อยจ้องมองตรงไปยังผิวน้ำที่อยู่ในบึงที่สะท้องแสงอาทิตย์ขึ้นมาเป็นประกายระยิบระยับ

"...ตัวข้าจับดาบไปเพื่อสิ่งใดกัน?.....ดาบของข้ามีไว้เพื่ออะไร?........."  

สาวน้อยพร่ำบ่นกับตนเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาเสียจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ หลังจากที่อัลลูไคแย่งดาบไปจากเธอ เธอก็พยายามไปขอคืนหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธพร้อมกับถูกย้อนถามด้วยคำถามเดิม ๆ ว่า 'เจ้าจับดาบไปเพื่อสิ่งใด? ดาบของเจ้ามีไว้เพื่ออะไร?' เสมอแต่ไม่ว่าจะคิดเท่าไหร่ลีลี่ย์ก็ไม่สามารถจะหาคำตอบนั้นออกมาได้แม้กระนั้นเธอก็ยังอยากจะได้สเตม่าไวเบิร์นคืนมา สำหรับลีลี่ย์ดาบเล่มนั้นมีความหมายมากกว่าอาวุธที่ใช้ฟาดฟันศัตรูมันยังมีค่าเป็นของดูต่างหน้าบิดาของเธอที่ล่วงลับไปนานแล้ว หากแต่เงื่อนไขที่อัลลูไคให้มานั้นมันช่างสร้างความลำบากใจให้กับเด็กสาวผู้นี้อย่างแสนสาหัส

"ข้าให้เวลาเจ้าค้นหาคำตอบอีกเจ็ดทิวาราตรี เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าหาไร้ซึ่งคำตอบแต่อยากจะได้ดาบของเจ้าคืนก็จงใช้พละกำลังที่มีทั้งหมดของเจ้าเอาชนะข้าแล้วชิงมันคืนไปแต่หากเจ้าทำไม่ได้ ข้าขอสั่งให้เจ้าเลิกเป็นอัศวินเสียและกลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงหญิงสาวธรรมดา"

นั่นคือคำพูดของอัลลูไคที่พูดกับลีลี่ย์เมื่อหนึ่งสองสัปดาห์ก่อนหลังจากที่อัลลูไคกลับมาจากการสู้รบ เจ็ดทิวาราตรีที่อัลลูไคพูดถึงนั้นนับตามวันเวลาบนดาวโอเรนทัลซึ่งที่นั่นในหนึ่งวันมี 52 ชั่วโมงซึ่งเมื่อเที่ยบโลกที่มีเพียง 24 ชั่วโมงแล้วก็มีเวลาราว ๆ สองสัปดาห์ นับแต่วันนั้นเด็กสาวก็พยายามคิดหาคำตอบของตนเองมาตลอดแทบทั้งวันทั้งคืน เพราะเธอเชื่ออย่างสนิทใจว่าไม่มีวันที่จะสามารถใช้กำลังแย่งดาบของเธอคืนมาจากแม่ทัพใหญ่บูรพาผู้มีศักดิ์เป็นลุงของเธอคนนี้ได้อย่างแน่นอน สำหรับลีลี่ย์แล้วอัลลูไคถือเป็นญาติที่เธอนับถือมากที่สุดและเป็นแรงบัลดาลใจให้เธอมาเป็นองค์รักษ์เฉกเช่นทุกวันนี้ เขาคือแบบอย่างที่ใฝ่ฝันและอยากเป็นให้ได้แต่เธอกลับไม่เคยคิดจะไปให้เหนือกว่าเพราะส่วนลึกในใจของเธอมันพร่ำบอกอยู่เสมอว่าเธอไม่มีวันจะเป็นเฉกเช่นนั้นได้ไม่มีวันจะก้าวข้ามชายคนนี้ไปได้นั่นเอง ในสมองของลีลี่ย์คิดกลับไปมาหลายพันหลายหมื่นครั้งเพื่อหาคำตอบแต่ก็ไม่พบคำตอบของตัวเองเสียทีเธอจึงนึกทบทวนถึงเหตุผลของคนอื่น ๆ ที่เธอได้เข้าไปถามมา    

(ท่านเซริออส 'เพื่อไม่ให้ตนเองต้องเสียใจอีก'  ท่านเซเลน่า 'เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาของตัวเอง' ท่านซัลเทิ้ล 'เพื่อคนที่รักมากที่สุด' ท่านทีน่า 'เพื่อเกียรติยศของวงศ์ตระกูล' ท่านเวราโด้ 'เพื่อสิ่งที่ปราถนา' ท่านไอกริช 'เพื่ออยากให้ทุกคนพบกับความสุข' องค์ราชากับองค์ราชินี่ 'เพื่อพวกพ้องและปวงประชา' แล้วตัวข้าล่ะเพื่ออะไร? เหตุผลเหล่านี้ก็เหมือนกับข้ามิใช่หรือไงกัน? แล้วเพราะอะไรข้ากลับรู้สึกว่าเหตุผลเหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลของข้า เพราะอะไร!!?)

>>>What Next On Rise The Blue Eagle And Revive The Girl?
บันทึกการเข้า
SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #33 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:11:20 PM »

[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -] [4]

ลีลี่ย์หลับตาทั้งสองข้างลงพลางก้มหน้าด้วยความรู้สึกเจ็บปวดทรมานที่อยู่ภายในอกไม่ว่าจะพยายามคิดหาคำตอบซักแค่ไหนก็ไม่มีวี่แววที่จะค้นหามันพบและแล้วเธอก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินใกล้เข้ามา สาวน้อยรีบปาดหยดน้ำตาที่ปริ่มอยู่ขอบตาให้แห้งก่อนจะหันไปมองหน้าของผู้ที่กำลังเดินเข้ามาหา

"...เหตุใดถึงรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่กัน?..."

เด็กสาวผมแดงเอ่ยถามขึ้นพลางพยายามปั้นหน้าให้ดูเป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าก็เด็กหนุ่มที่คืนอยู่เบื้องหน้าก็ไม่ตอบอะไรกลับมาเดินตรงเข้าก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ เธอก่อนจะเริ่มเหวี่ยงเบ็ดตกปลาที่ถือมาด้วยนั้นลงไปในบึง

"ดูจากสีหน้าของเจ้า คงยังกลุ้มใจเรื่องนั้นอยู่สินะ"

แร็คน่าเอ่ยถามด้วยสีหน้าท่าทางเหมือนคนสลึมสลือซึ่งก็เป็นท่าทีปกติของเขาอยู่แล้วแต่คำถามนั้นก็ไร้ซึ่งการตอบสนองจากผู้ถูกถามดังนั้นบรรยากาศรอบตัวของทั้งสองในยามนี้จึงมีเพียงเสียงลมที่พัดเอื่อย ๆ พอที่จะทำให้ต้นไม้ใบหญ้าเสียดสีกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ในขณะที่พื้นน้ำยังคงดูสงบนิ่งเด็กหนุ่มก็เอ่ยถ้อยคำออกมาลอย ๆ

"ที่นี่สงบเงียบดีนะ  ทั้งสายลม แสงแดด กลิ่นต้นไม้ใบหญ้าช่างละม้ายคล้ายกับสถานที่แห่งนั้นเสียจริง" 

แม้จะทำท่าทีเป็นไม่ใส่ใจแต่คำพูดนั้นของแร็คน่าก็ทำให้ความรู้สึกที่อยู่ลึก ๆ ในใจของลีลี่ย์เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง สถานที่แห่งนั้นที่เด็กหนุ่มพูดถึงก็คือบึงน้ำที่อยู่ด้านหลังภายในคฤหาสของตระกูลโซลาลิส สถานที่แห่งความทรงจำและความหลังมากมายที่นั่นเป็นสถานที่ที่เธอมักจะไปหลบซ่อนตัวในยามที่มีเรื่องไม่สบายใจหรือแม้แต่แอบร้องไห้และยังเป็นสถานที่แห่งความทรงจำที่เธอได้พบกับอัลลูไคเป็นครั้งแรกอีกด้วย เด็กสาวก้มหน้าลงอีกครั้งก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยถ้อยคำออกมา

"..เจ้า......จับดาบไปเพื่ออะไรกันแร็คน่า? ดาบของเจ้ามีไว้เพื่อสิ่งใด?......"

"..........ครั้งแรกที่ข้าจับดาบก็เพื่อหวังที่จะมีชีวิตรอดเพียงเท่านั้น ข้าเคยคิดว่าดาบของข้ามีไว้เพื่อปกป้องพี่สาวของข้า แต่ท้ายที่สุดแล้วข้าก็ปกป้องนางไว้ไม่ได้ ในตอนนั้นข้าสับสนและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะจับดาบไปเพื่ออะไรอีกในเมื่อไม่มีสิ่งที่จำเป็นจะต้องปกป้องอีกต่อไปแล้ว แม้ตอนนี้ข้าก็ยังหาคำตอบนั้นไม่พบไม่ต่างกับเจ้าในตอนนี้นักหรอก"

แร็คน่าตอบพลางปักคันเบ็ดลงพื้นดินก่อนจะเอนหลังลงพิงกับต้นไม้ใหญ่พลางมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่สุดลูกหูลูกตาในขณะที่ลีลี่ย์ยังคงนั่งก้มหน้านิ่งไม่ตอบอะไรแต่เด็กหนุ่มก็สังเกตเห็นร่างกายที่สั่นเทาราวกับลูกแมวน้อยที่กำลังหลงทางและหวาดกลัวต่อทุกสิ่งที่ไม่รู้จัก เขาเอื้อมมือขึ้นไปคว้าแขนของเด็กสาวและดึงตัวเธอให้เขามาแนบชิดกับหน้าอกของเขา แววตาของเด็กหนุ่มที่เคยดูเหมือนคนเหม่อลอยพลันเปลี่ยนเป็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง ฝ่ายลีลี่ย์ที่ถูกถึงเข้ามาไม่ได้แสดงอาการขัดขืนหรือตอบโต้การกระทำนั้นแม้แต่น้อย

"..ยุ่งไม่เข้าเรื่องเลยนะ........ข้าไม่ได้ขอร้องให้เจ้าทำแบบนี้ซักหน่อย......."

ลีลี่ย์เอ่ยออกมาโดยที่เธอยังคงซบใบหน้าของเธอแนบติดกับอกของเขาอยู่แบบนั้นแม้จะพยายามทำเสียงเหมือนกำลังไม่พอใจแต่น้ำเสียงทีได้ยินกลับเหมือนเสียงของคนที่กำลังจะร้องไห้เสียมากกว่า

"....เจ้าไม่จำเป็นต้องอดกลั้นมันไว้หรอก....ปลดปล่อยความทรมานของเจ้าออกมาเถอะ....น้ำตาของเจ้านั้นข้าจะซับมันให้เอง"     

สิ้นคำพูดนั้นเด็กสาวก็ปลดปล่อยน้ำตาความทุกข์และความเจ็บปวดทั้งหมดออกมาผ่านเสียงร้องไห้ที่ดังก้อง น้่ำตามากมายที่ไหลพร่างพรูออกมาเปรอะเปื้อนอยู่บนเสื้อของเด็กหนุ่มเต็มไปหมด แร็คน่าไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวหากแต่มือขวาของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นมาสัมผัสศีรษะของเธออย่างแผ่วเบาก่อนจะลูบไล้ไปบนเส้นผมสีแดงของเธออย่างแผ่วเบาเพื่อเป็นการปลอบประโลม

ลีลี่ย์ร้องไห้อยู่พักใหญ่จึงค่อยสงบสติอารมณ์ลงได้แต่ในยามนี้เธอกลับรู้สึกอ่อนแรงเสียจนขยับร่างกายแทบไม่ได้ความเหนื่อยล้าค่อย ๆ ครอบงำไปทั่วร่างประกอบกับความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยในขณะที่อยู่ในอ้อมอกของเขาทำให้เด็กสาวค่อย ๆ เคลิ้มหลับไป เสียงสายลมที่พัดผ่านนำพาเสียงสะอึกสะอื้นแว่วมาจากไกล ๆ ลีลีย์ลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงนั้นแต่เธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อไม่พบแร็คน่าที่น่าจะอยู่ใกล้ ๆ กัน

"........ที่นี่มัน......."

ลีลี่ย์รู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าเมื่อพบว่าที่ ๆ ตนยืนอยู่นั้นไม่ใช่ใต้ต้นไม้ต้นนั้นที่แห่งนี้มีทิวทัศน์ที่ต่างออกไปทั้งความกว้างขวางและทิวทัศน์โดยรอบเบื้องหน้าเธอคือบึงน้ำที่มองเห็นคฤหาสหลังใหญ่อยู่ถัดไปไกล ๆ ที่นี่คือบึงน้ำของคฤหาสตระกูลโซลาลิส สถานที่ลับที่เธอมักจะหลบซ่อนตัวยามมีเรื่องไม่สบายใจหรือทุกข์ใจ ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่เบื่องหน้าเธอนั้นมีเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่มีสีผมและสีดวงตาคล้ายกับเธอสวมชุดกระโปรงวันพีชสีขาวกำลังนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ ลีลี่ย์ค่อย ๆ เดินไปใกล้ ๆ เด็กผู้หญิงคนนั้นแต่ในตอนนั้นเอง

"หลบมาร้องไห้ตรงนี้อีกแล้วหรือ? ทะเลาะกับพวกพี่มาอีกแล้วหรือ?"

เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นจากด้านหลังของเธอ เจ้าของเสียงพูดนั้นเดินผ่านเธอไปราวกับว่าเธอเป็นเพียงอากาศธาตุเด็กหนุ่มผู้นั้นมีเรือนผมสีน้ำตาลยาวปราะมาณตนคอจรผมด้านหน้ายาวเลยคางมาเล็กน้อย สวมกางเกงขายาวและเสื้อแขนยาวสีดำทั้งชุด แขนขาสวมเกราะเหล็ก ลีลี่ย์พิจารณาใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นแล้วช่างคล้ายกับอัลลูไคสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่นไม่มีผิด เด็กหนุ่มผู้นั้นเดินตรงไปอุ้มเด็กหญิงที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาพลางลูบศีรษะอย่างเอ็นดู

"อย่าร้องไห้สิ ถ้าเจ้าอยากจะเป็นนักรบที่เก่งกาจเจ้าต้องเข้มแข็งเข้าไว้ จำเอาไว้ให้ดีนะลีลี่ย์ ดาบน่ะมีไว้เพื่อฟาดฟันคู่ต่อสู้ก็จริงแต่ว่าดาบน่ะมันก็มีไว้เพื่อฟาดฟันกับความอ่อนแอของตัวเองด้วย แม้ในยามที่ไร้ดาบในมือแต่หากยังมีดาบที่อยู่ในจิตใจแล้วล่ะก็เจ้าก็จะไม่พ่ายแพ้"

"ดาบที่อยู่ในจิตใจมันคืออะไรหรีอท่านลุง?"  เด็กน้อยด้วยท่าทีไร้เดียงสาเด็กหนุ่มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบคำถามนั้น

"ดาบในจิตใจนั้นก็คือ ความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้าและเอาชนะความอ่อนแอของตัวเองยังไงล่ะ"
   
สิ้นคำพูดนั้นภาพรอบกายของเธอก็พลันกลายเป็นสีขาวโพลนพร้อมกับรู้สึกได้ถึงสายลมแรงที่ที่ถาโถมเข้าปะทะใบหน้าทำให้ลีลี่ย์สะดุ้งตื่นขึ้น ทัศนียภาพรอบ ๆ ตัวกลับเป็นเหมือนเดิมเหมือนตอนก่อนที่เธอจะหลับไป เด็กสาวค่อย ๆ ชันกายขึ้นนั่งและมองทิวทัศน์รอบ ๆ ตัวอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

"เมื่อกี้นี้..ข้าฝันไปหรือ?" 

"....ไม่ผิดหรอก เจ้าทั้งกรนเสียงดังลั่นหนำซ้ำยังน้ำลายเยิ้มมาเปรอะเสื้อข้าอีกตะหาก"

แร็คน่ากล่าวพลางยกศีรษะที่นอนหนุนอยู่กับลำต้นของต้นไม้ขึ้นเล็กน้อยพลางจ้องมองไปยังใบหน้าของเด็กสาวที่ยังมีคราบน้ำลายติดอยู่ที่มุมปากเล็กน้อย เมื่อได้ยินเช่นนั้นลีลีย์ก็หน้าแดงกล่ำไปจนถึงใบหูรีบผละออกจากอกของอีกฝ่ายก่อนจะหันหน้าหนีพลางรีบเช็ดคราบน้่ำลายที่ติดอยู่ออก

"แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไปล่ะ?"

"หือ?"

เด็กหนุ่มเอ่ยถามพลางลุกขึ้นยืนกอดอกพร้อมกับจ้องมองไปยังเด็กสาวที่กำลังเดินไปล้างหน้าล้างตาอยู่ที่ริมบึง คำถามนั้นทำให้เธอหยุดมือและหันกลับมาจ้องมองไปยังผู้ตั้งคำถามทั้ง ๆ ที่ใบหน้ายังคงเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำ

"ไม่ว่ายังไงก็อยากได้คืนไม่ใช่หรือดาบของเจ้าน่ะ? "

"..แต่ว่าข้ายังหาคำตอบของข้าไม่พบ..."

"ท่านอาจารย์ให้เงื่อนไขมาอีกอย่างหนึ่งมิใช่หรือ?"

สิ้นคำพูดนั้นเด็กสาวก็ดวงตาเบิกโพล่งด้วยความตกใจพลันวิ่งเข้าใส่เด็กหนุ่มที่สามารถพูดแบบนั้นออกมาได้อย่างไม่สะทกสะท้านเพราะสิ่งที่แร็คน่าพูดถึงนั้นหมายถึงการใช้กำลังแย่งชิงดาบคืนนั่นหมายถึงการต้องปะทะกับอัลลูไคนั่นเอง มือทั้งสองข้างของลีลี่ย์ตรงเข้าคว้าจับต้นแขนทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มเอาไว้พร้อมกับบีบสุดแรงเกิดทว่าเด็กหนุ่มก็ยังคงนิ่งเฉยต่อความรู้สึกเจ็บนั้น

"เจ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไรกัน!!! จะให้ข้าต่อสู้กับท่านลุงน่ะมันเป็นไปไม่ได้หรอก!! ข้าไม่มีวันชนะท่านลุงได้หรอก!!!"

"เจ้าคนเดียวอาจทำไม่ได้แต่ถ้าหากข้่ากับเจ้าผนึกกำลังกันแม้เอาชนะท่านอาจารย์ไม่ได้แต่ขอแค่แย่งดาบมาได้ก็พอแล้วมิใช่หรือ?"

แร็คน่ายังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แววตาที่มุ่งมั่นของจ้องมองลงมายังดวงตาสีแดงการ์เน็ตของเด็กสาวที่แสดงออกถึงความรู้สึกหวั่นไหวและหวาดกลัว ลีลี่ย์ไม่อาจจะทนจ้องมองดวงตานั้นได้อีกต่อไปเธอจึงเบือนหน้าหนีพลางพูดเสียงอ่อย

"....ตะ...แต่ว่าเรื่องนั้นข้า.......ข้าไม่มั่นใจว่าจะต่อกรกับท่านลุงได้.."

แต่ทันใดนั้นมือขวาของแร็คน่าก็สัมผัสปลายคางของลีลี่ย์อย่างนุ่มนวลพลางค่อย ๆ บังคับให้เธอหันกลับมาจ้องมองดวงตาของเขา

"....เรื่องนั้นไม่ลองก็ไม่รู้ บางทีคำตอบที่เจ้าตามหาอาจจะอยู่ในการต่อสู้ก็เป็นได้ เจ้าอยากรู้ไหมว่าในยามข้าจับดาบเพื่อส่ิ่งใด? ดาบของข้ามีไว้เพื่ออะไร?"

เด็กหนุ่มที้งช่วงของคำพูดไว้ครู่หนึ่งทว่าเด็กสาวกลับไม่อาการตอบสนองใด ๆ กับคำพูดของเขามีเพียงแววตาสีแดงที่จ้องตรงเข้ามายังดวงตาของเขา แร็คน่ามองเห็นเงาสะท้อนของตนบนดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน ลีลี่ย์เองก็มองเห็นเงาสะท้อนของเธอบนดวงตาของเขาเช่นกัน

"ดาบคือดาบของเจ้า ดาบที่มีไว้ปกป้องและทำลายล้างศัตรูของเจ้า จะสู้ไปพร้อม ๆ กับเจ้าและแหลกสลายไปพร้อม ๆ กับเจ้า ดาบของข้ามีไว้เพื่อสิ่งนั้น"

"แร็คน่า........."

น้ำเสียงที่หนักแน่นและแววตาที่มุ่งมั่นปราศจากถ้อยคำลวงทำให้หัวใจที่หนาวเหน็บของเด็กสาวค่อย ๆ รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนเธอได้ค้นพบสิ่งที่ตนเองทำหายไป ลีลี่ย์หลับตาลงเพื่อสงบจิตใจและค่อย ๆ คิดย้อนถึงอดีตที่ผ่านมาของเธอ


(อา....นานแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรมาตัวข้าเอาแต่คิดที่จะเข้มแข็งคิดแต่เพียงว่าต้องทำทุกอย่างให้ได้ด้วยพละกำลังของตัวเอง ไม่ต้องการพึ่งพาใคร ๆ เอาแต่วิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลังเอาแต่คิดถึงแต่เรื่องของตัวเองจนมองไม่เห็นใคร แม้แต่เจ้า....ที่คอยอยู่ข้างกายข้ามาตลอดแต่ข้ากลับมองไม่เห็น ตัวข้านี่มันช่าง..........)

ทว่าความคิดของลีลี่ย์ขาดช่วงลงเมื่อสัมผัสได้ถึงจิตต่อสู้อันรุนแรงที่แผ่เข้าปกคลุมบริเวณแห่งนี้ สายลมที่เคยแผ่วเบากลับโหมกระหน่ำ ขึ้นอย่างรุนแรงทำเอาต้นไม้ใบหญ้าพากันสั่นไหวไปหมด คลื่นพลาสสติน่าที่รุนแรงถาโถมและเริ่มแพร่กระจายปกคลุมไปทั่ว เด็กหนุ่มและเด็กสาวรีบผละตัวแยกออกจากกันอย่างรวดเร็ว แร็คน่าตั้งท่าเตรียมต่อสู้ในทันทีมือขวาของเขาค่อย ๆ สัมผัสลงบนด้ามดาบที่คาดไว้ที่เอวอย่างช้า ๆ พลางรอดูท่าทีของอีกฝ่ายในขณะที่ลีลี่ย์ได้แต่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นที่ไม่อาจจะขยับเขยื้อนส่วนใดของร่างกายได้ ความรู้สึกเย็นยะเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งแล่นผ่านไปทั่วร่างกายของเธอ ความรู้สึกหวาดกลัวค่อย ๆ คุกคามจิตใจของเด็กสาวทุก ๆ ครั้งที่บุรุษที่อยู่ตรงหน้าค่อย ๆ เดินใกล้เข้ามา

"...ข้ามาฟังคำตอบจากเจ้า ลีลี่ย์"

ผู้ที่ปรากฏกายขึ้นนั้นมิใช่ใครที่ไหนหากแต่เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งบูรพา อัลลูไค รีเซลวา นั่นเองข้าง ๆ กายเขานั้นมีหญิงสาวที่ทำผมเปียคู่ที่กำลังยืนยิ้มแย้มอย่างปกติเหมือนกับว่ารอบ ๆ ตัวนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"...ทะ....ท่านลุง......ขะ...ข้า........"  ลีลี่ย์พูดอย่างตะกุกตะกักเพราะความรู้สึกหวาดกลัว

"...งั้นเองหรือ?......นี่คือคำตอบของเจ้าหรือ?....ถ้าเช่นนั้นก็คงเลี่ยงไม่ได้สินะ"

พูดจบอัลลูไคก็หยิบของบางสิ่งที่ซ่อนไว้บริเวณอกเสื้อออกมา มันเป็นวัตถุที่รูปร่างเป็นแผ่นกลมหนาราว ๆ หนึ่งนิ้วขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณห้าสิบเซนติเมตร มีสีคล้ายแผ่นโลหะมีอักษรที่คล้ายกับรูนสลักไว้ทั่วทั้งแผ่นและที่แกนกลางของมันมีลูกแก้วสีเขียวมรกตฝังอยู่ เขาปามันขึ้นไปบนฟ้าวัตถุชิ้นนั้นหมุนคว้างราวกับจานร่อนก่อนจะสาดแสงสีเขียวไปทั่วบริเวณแทบนี้ แสงที่เจิดจ้านั้นทำให้แร็คน่าและลีลี่ย์ต้องหลับตาลงแต่ถึงกระนั้นมือของแร็คน่าก็ยังคงจับดาบเอาไว้แน่นเพื่อให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา เมื่อแสงสว่างหายไปทั้งสองค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

"ทะ...ที่นี่มัน!!....."

ลีลีย์อุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อได้เห็นสภาพรอบตัวในตอนนี้ จากทุ่งสีเขียวที่มีต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวขจีบัดนี้กลายเป็นดินแดนรกร้างแห้งแตกระแหงที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าที่เคยมีสีครามก็พลันเปลี่ยนเป็นสีแสดยามตะวันยอแสง ที่นี่ไม่มีเค้าไอของสิ่งมีชีวิตแม้แต่น้อยมีแต่กลิ่นไอแห่งความตายเพียงเท่านั้น

"ที่นี่คือสนามประลองที่ข้าเตรียมไว้เพื่อเจ้า นี่คือโอกาสสุดท้ายของเจ้าแล้ว บอกคำตอบของเจ้ามาถ้าไม่เช่นนั้น...."

อัลลูไคกล่าวพลางปลดดาบเดลฟิงเกอร์ที่คาดไว้ที่เอวออกก่อนจะส่งมันไปให้กับซิลเวียที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สาวผมเปียรับดาบนั้นไปถือไว้แนบกายดุจเป็นสมบัติชิ้นสำคัญ พลางจ้องมองดูเจ้าของดาบที่นางถืออยู่นี้ค่อย ๆ ยกมือขวาชี้ไปบนท้องฟ้าจนสุดแขนราวกับจะส่งสัญญาณบางอย่าง พริบตานั้นเองห่าฝนดาบก็ตกลงมาจากบนท้องฟ้าลงสู่พื้นดินดาบมากมายหลายหลายรูปร่าง หลากหลายความยาว หลากหลายลักษณะ ถูกปักเรียงรายอยู่บนพื้นดินอันแสนกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตานี้

"ก็จงหยิบอาวุธตรงหน้าเจ้าขึ้นมาและเอาชนะข้าให้ได้"

อัลลูไคประกาศก้องพลางชักดาบสเตม่าไวเบิร์นออกมาจากฝักและชี้ปลายดาบไปยังเด็กสาวที่กำลังยืนมองเขาด้วยร่างกายที่สั่นเทา ย้อนกลับไปทางด้านพวกนักบินที่ออกไปพักผ่อนในเมืองขณะนี้กำลังมีผู้ประสบปัญหาชีวิตอยู่ก็คงหนีไม่พ้นลูซิเฟอร์ที่กำลังโดนเจ้าของร้านขายไก่เล่นงานเรื่องค่าเสียและโชคไม่ดีเลยที่เขามีเงินไม่มากพอจะจ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแต่ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายจนถึงต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพราะเจ้าของร้านกำลังจะแจ้งตำรวจเอลกับฟาลินก็มาสมทบ และด้วยวาทะศิลป์ของเอลก็สามารถเกลี้ยกล่อมเจ้าของร้านที่เป็นสตรีได้สำเร็จเรื่องราวทั้งหมดจึงจบลงด้วยดี

"เกืยบแย่ซะแล้วสิคุณนักบู๊ นี่ถ้าสุดหล่อคนนี้ไม่ได้บังเอิญผ่านมาล่ะก็คนนี้นายคืนนี้ได้นอนมุ้งสายบัวแล้ว"

"ยังไงก็ต้องขอคุณที่ช่วยล่ะนะคุณเอล บุญคุณคราวนี้ผมต้องจะตอบแทนแน่นอน"

ลูซิเฟอร์กล่าวขอบคุณพลางใช้มือลูบแก้มข้างที่โดนชกเบา ๆ ส่วนฟาลินนั้นวิ่งออกหน้าไปดูโน่นดูนี่อย่างสนุกสนานไม่ต่างจากเด็กประถมมาทัศนศึกษา ในขณะที่ทั้งสามกำลังเดินตรงกลับไปที่ร้านขายตุ๊กตาที่เป็นจุดเกิดเหตุอีกครั้งเพื่อทำธุระบางอย่าง ลูซิเฟอร์เข้าไปคุยกับเจ้าของร้านขายตุ๊กตาเพื่อขอรับซาลาเปาคืนแต่ก่อนจะจากไปอย่างเงียบ ๆ ลูซิเฟอร์ก็เข้าไปในร้านและกลับออกมาพร้อมกับถุงกระดาษสีน้ำตาลใบหนึ่งที่ไม่ใช่ถุงใส่ซาลาเปาและหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาทั้งหมดก็พากันเดินเที่ยวตลาดอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่ง

"เห็นโคกิบางไหมค่ะ?"

เสียงเด็กสาวที่แสนจะคุ้นหูดังขึ้นไม่ไกลมากนัก เอลและลูซิเฟอร์สามารถที่จะคาดเดียวตำแหน่งของเจ้าของเสียงได้ไม่ยากหากพิจารณาจากทิศทางของเสียงที่ได้ยินทั้งสองหันมองไปทางซ้ายมือแทบจะพร้อม ๆ กัน ห่างออกไปจากจุดที่พวกเขายืนอยู่ราว ๆ 5-6 เมตร ที่ตรงนั้นมีชิเอล โรจิส กับเรย์กิวกำลังยืนคุยกันอยู่ เมื่อเห็นดังนั้นลูซิเฟอร์ก็รีบตรงเข้าไปหาพรรคพวกในทันทีโดยมีเอลที่จูงมือฟาลินอยู่เดินตามมาห่าง ๆ

"ตามหาโคกิอยู่เหรอชิเอลจัง?"

"ค่ะ พี่ลูซิเฟอร์ เห็นโคกิบ้างหรือเปล่าค่ะ?

ลูซิเฟอร์หันไปมองหน้าเอลกับฟาลินแต่ชายหนุ่มก็ส่ายหน้าแสดงคำตอบ ส่วนฟาลินนั้น

"ม่ายเห็นเลย~~~~~~~~~ อาอู้ว!!!"

ก็คำตอบมาแบบนี้ พอหันไปมองเรย์กิวก็ได้แต่เล่นเกมจ้องตาเท่านั้นไม่ได้คำตอบอะไร แถมชายหนุ่มยังรู้สึกได้ถึงออร่าแห่งความโกรธจาง ๆ ที่ยังแผ่ซ่านอยู่ภายในดวงตาคู่นั้นเล็กน้อย

"อืม ไม่เห็นเลยคลาดกันแถว ๆ ไหนล่ะ?"

"แถวย่านแฟชั่นน่ะค่ะ พอดีหนูมัวแต่ดูชุดสวย ๆ ที่วางขายอยู่พอหันกลับมาตานั้นก็ไม่อยู่แล้ว หายไปไหนของนายนะตาบ้านี่!!"

ชิเอลเริ่มบ่นด้วยความรู้สึกไม่พอใจลูซิเฟอร์เห็นดังนั้นจึงเอ่ยออกมาดัง ๆ ว่า

"ดีล่ะงั้นเราไปตามหาโคกิกันเถอะชิเอลจัง ทุกคนก็มาด้วยกันสิ เรย์กิว! คุณเอล! ฟาลินจัง! โรจิส! เอาล่ะทุกคนไปตามหาโคกิกัน Let Go!!"

ว่าแล้วลูซิเฟอร์ก็ออกเดินนำออกไปทันที ในขณะที่ชิเอลได้แค่ทำหน้ามึน ๆ กับการกระทำนั้นคนอื่น ๆ เอลได้แต่ยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะเดินตามไปโดยไม่ลืมที่จะจูงมือลูกรักฟาลินไปด้วย ส่วนโรจิสก็ได้แต่เดินตามไปเงียบ ๆ เพราะเธอก็ไม่ได้มีทีหมายอะไรเป็นพิเศษอยู่แล้วส่วนเรย์กิวก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเดินตามหลังไป ในขณะเดียวกันนั้น โคกิ ที่ถูกนิยามจากความคิดของใครบางคนว่าเป็นเด็กหลงทางต้องตามหาไปเรียบร้อยแล้วนั้น ก็กำลังมีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ภายในร้านขายการ์ดเกมที่อยู่ภายในย่านการค้านั่นเอง

>>>What Next On Rise The Blue Eagle And Revive The Girl?
บันทึกการเข้า
SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #34 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:12:09 PM »

[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -] [5]

"ฮ่าๆ ว่าไงล่ะ เจ้าหนูถ้าแพ้ตามสัญญาน่ะ..."

"คึก...บะ บ้าที่สุด!" โคกิสบถออกมาเพร่าะว่าตอนนี้เขาอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายร้ายแรงสุด ๆ ท่ามกลางกลุ่มคนมากมายที่กำลังรายล้อมอยู่รอบโต๊ะที่ใช้เล่นเกมการ์ด

"หึๆ แม่หนูที่เป็นจัดท์ของร้านก็ได้ยินสิน่ะว่าหมอนี้เดิมพันอะไรเอาไว้?"

ชายมาดนักเลงหน้าเหี้ยมที่เป็นคู่ต่อสู้ของโคกิเอ่ยขึ้นพลางแลสาวตาไปข้าง ๆ โต๊ะที่เขาและโคกินั่งประจันหน้ากันอยู่ ที่บริเวณด้านข้างประมาณกึ่งกลางของโต๊ะมีเด็กสาวอายุอานามน่าจะประมาณ17 ปี แต่ตัวเล็กมากๆหากวัดด้วยสายตาส่วนสูงของเธอน่าจะราวน่าจะราวๆ 148 เซ็นติเมตรผมสีชมพูอ่อนแต่งชุดนักเรียนและคลุมทับด้วยผ้ากันเปื้อนของร้านอันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นพนักงานชั่วคราวของร้านเกมแห่งนี้

"อืม ได้ยินเต็มสองหูเลยล่ะ โดยเฉพาะคำว่าลูกผู้ชายต้องรักษาคำพูดน่ะ"

เด็กสาวคนนั้นเอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงใจใคทำเอาโคกิกลืนน้ำลายดังเอื๊อกอึกครั้ง ท่ามกลางความกดดันที่ถาโถมเข้ามาโคกิมองดูการ์ดของตนบนสนามต่อสู้ สลับกับการ์ดบนมือตัวเองก่อนจะพินิจพิจารณาบนสนามของอีกฝ่าย

"ไม่ไหวแหะ...ไม่มีอะไรจะพลิกเกมได้เลย...." โคกิบ่นพึมพำเบา ๆ ในขณะที่เสียงเชียร์จากกองเชียร์ฝ่ายตรงข้ามก็สร้างความสับสนให้มีมากขึ้นไปอีก
ในขณะที่กำลังหมดสิ้นหนทางนั้นเอง ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกโวยวายนั้น โคกิก็รู้สึกเหมือนได้เห็นเทพธิดาตัวน้อย ๆ ผู้มีเรือนผมสีทองปรากฏขึ้นตรงหน้า แม้จะสงสัยนิด ๆ ว่าทำไมเธอธิดาถึงผูกผมทวินเทลกันแต่ไม่ถึงวินาทีที่กำลังเคลิบเคลิ้มหลงคิดว่าเป็นเทพธิดา หัตถาแห่งยักมารก็พุ่งตรงเข้าจับคอเสื่อของโคกิก่อนจะมีแรงกระชากที่มากพอจะเขย่าร่างของเด็กหนุ่มให้กระเด้งขึ้นลงเป็นจังหวะได้

"หายไปไหนมาย่ะ!! ตาบ้าโคกิ!! ฉันตามหาตั้งนานรู้ไหม!!? แล้วนามัวแต่มานั่งทำอะไรสบายใจเฉิบอยู่ตรงนี้หา!!?"

"..กิ...กิ...Give..."

แท้จริงแล้วภาพเทพธิดาที่วาดหวังไว้ซะดิบดีก็เป็นแค่จินตนการละเมอเพ้อพกชั่วขณะ ที่อยู่ตรงนี้คือชิเอลหาใช่เทพธิดาไม่ตรงกันข้ามสำหรับโคกิตอนนี้เรียกว่านางยักษ์จะใกล้เคียงกว่า ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ซักเล็กน้อยกลุ่มของลูซิเฟอร์ที่ออกเดินตามหาโคกิได้เดินผ่านมายังร้านเกมแห่งนี้โดยบังเอิญและสายตาอันฉับไวของชิเอลก็สามารถโคกิได้จากการมองผ่านกระจกหน้าต่างของร้าน

"อ๋า!!!!! นั่นโคกินี่!!!!!!"

เมื่อตะโกนออกมาดังลั่นเสียจนคนรอบข้างหันมามองเป็นตาเดียวกันแล้ว เธอก็วิ่งฉิ่วเข้ามาในร้านทันทีโดนไม่สนใจเลยว่าระหว่างทางเธอชนใครหรือผลักใครเสียหลักล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง ไม่นานนักพวกลูซิเฟอร์ก็เดินตามเข้ามาตามทางที่ชิเอลทำเอาไว้นั้น เมื่อเดินมาถึงโต๊ะที่ทำการแข่งขันเกมการ์ดลูซิเฟอร์มองดูของบนโต๊ะพลางเกิดความรู้สึกสนใจอยากรู้อยากเห็น

"เอ๊ะ? ไอ้นี้มันอะไรล่ะเนี่ย?"

"ลูซิเฟอร์....นั่นก็คือ......'การ์ด TSC-C' ยังไงล่ะ!"

ผู้ที่ตอบคำถามของลูซิเฟอร์ก็นั้นก็คือรัตน์ พรมอนันต์ที่เดินตามเข้ามาทีหลังและแน่นอนว่าราธอก็อยู่ด้วยแถมยังคงปฎิเสธกับราธในเรื่องเมื่อครู่อยู่ไม่เลิก

"การ์ด TSC-C? ชื่อเหมือนของกองกำลังเราเลยแฮะ ว่าแต่ทำไมนายมาอยู่นี่ล่ะ?"

ลูซิเฟอร์พึมพำก่อนจะยิงคำถามตามออกไป

"พอดีว่าได้ยินเสียงโหวกเหวกของชิเอลก็เลยมาดูน่ะ"
รัตน์ตอบพลางจ้องมองดูการ์ดที่อยู่บนสนามของทั้งสองฝ่าย ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าโคกิโดนถล่มซะยับหมดจนสนามว่างเปล่าไม่เหลืออะไรแถมยังรู้สึกแปลกในนิด ๆ ที่นักเลงหน้าเหี้ยมที่โคกิต่อสู้อยู่ด้วยนั้นมองยังไงราศีก็ไม่น่่าจะใช้คนที่จะมานั่งเล่นการ์ดได้

"อะไรกันก็แค่การ์ดเกมเองนิ?" ชิเอลหยุดมือพลางเอ่ยออกมาเมื่อเห็นสิ่งที่โคกิกำลังทำอยู่แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงของใครบางคนตัดบทขึ้นมาทันควัน

"ไม่ใช่นะ!!! การ์ดน่ะ!! คือการดวลกันด้วยจิตวิญญาณและจิตวิญญาณของผู้เล่นแต่ล่ะฝ่าย! มันคือภาพจำลองการต่อสู้อันทรงเกียรติไงล่ะ!"

น้ำเสียงดังฟังชัดเจนจนเรียกได้ว่าอาจจะดังไกลไปราว ๆ สามช่วงตึกทำเอาทุกคนที่อยู่ภายในร้านหยุดโหวกเหวกเสียงดังพากันเงียบกริบราวกับโดนเวทย์ไซเรนในเกม RPG ไม่นานนักฝูงชนในร้านก็รีบหลีกทางให้กับเจ้าของประโยคโคตรลิเกคนให้ได้เดินตรงเข้ามายังโต๊ะที่กำลังทำการดวลการ์ดและผู้ที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นก็ทำเอาสมาชิก TSC ที่อยู่ในทีนี้มีอาการเหงื่อตกเล็กน้อยจากความรู้สึกที่บรรยายได้ยากมันเป็นความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างแปลกใจกับเอือมระอาในการกระทำ เพราะคนพูดจะประโยคนี้ออกมานั้นเป็นหญิงสาวที่มีหน้าตาเหมือนกับโมโมะดุจฝาแฝด แต่สีผมกับสีตานั้นไม่ใช่ คนผู้นี้มิใช่ใครอื่นไกลเจ๊แส้เมดาลีนนั่นเอง ข้างกายเธอนั้นมีนักโทษคนสำคัญ ลาร์ค ฟูอัล....เอาจริง ๆ แล้วสภาพของทหารมือฉกาจของบอนล์ผู้นี้ในเวลานี้น่าจะเรียกได้ว่า 'ทาส' ของเมเดอร์ลีนมากกว่านักโทษกับผู้คุมนักโทษเพราะการเอานักโทษาออกมาเดินเล่นแบบนี้ก็ค่อนข้างจะผิดวิสัยอยู่แล้วแต่เบื้องบนกลับไม่ได้ว่าอะไร นอกจากลาร์คแล้วยังมีฟาเฟลอีกคนหนึ่งที่มาด้วย

(ไม่ใช่แล้วล่ะ เมเดอร์ลีน)

ฟาเฟลแอบเหงื่อตกอยู่ในใจเมื่อได้ยินสิ่งที่เมเดอร์ลีนพูดออกมาอย่างมั่นใจเกินร้อย

"อืม ๆ ด้านโคกิมี TP อยู่แค่ 4 แต้ม ส่วนอีกฝ่ายมีตั้ง 5...สภาพคอขวดสิน่ะ"เอลพึมพำขณะวิเคราะห์การ์ดบนสนามทำเอาหลายคนรู้สึกสงสัย

"นี่คุณก็เล่นด้วยเหรอ?" ลูซิเฟอร์เอ่ยถามเพราะรู้สึกคาดไม่ถึงว่าทหารรับจ้างอย่างเอลจะสนใจการ์ดเกมแบบนี้กับเขาด้วย

"แหม ๆ ก็เป็นประสบการณ์หนึ่งของชีวิตนามันสำคัญมากเลยนาหากนายต้องการจะคว้าหัวใจของสาว ๆ ที่ชอบเล่นการ์ดเกม.." พูดจบเอลก็แกล้งเหล่สายตาไปยังเด็กสาวที่เป็นพนักงานของร้านผู้ที่กำลังทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินให้กับการดวลของโคกิอยู่ในขณะนี้

"อีกฝ่ายมีการ์ดบนสนามตั้ง4ใบ....แนวหลังเป็น 'โพรเทคเจอวอลกัซ' ซะด้วย"

ลาร์คฟูอัลพึมพำก่อนจะเริ่มอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่ตนพูดออกมาเมื่อครู่

"การ์ดเผ่า 'โพรเทคเจอร์' ถ้าตัวมันอยู่ในโซนด้านหลังจะสามารถแคนเซิลการโจมตีที่ตีมาใส่การ์ดเผ่าโฟรเทคเจอที่อยู่ด้านหน้าได้ด้วยการเรสตัวเอง...แถมมีตั้งสองใบ...ทำให้ป้องกันได้ตั้งสองครั้ง"

"น่ะ นี้พูดเรื่องอะไรกันอยู่เหรอคะ..."

ชิเอลเริ่มเหงื่อตกเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่คน ๆ นั้นอธิบายออกมา ทั้งนี้ก็เพราะว่าเธอกับฟาเฟลนั้นเล่นการ์ดไม่เป็นเพราะงั้นพวกเธอก็เลยรู้สึกแปลกใจที่เห็นกลุ่มคนตรงหน้าทำท่าเอาจริงเอาจังกันสุด ๆ ทั้งที่มันก็เป็นแค่การ์ดเกมเท่านั้น

"ไม่ได้....ผมแพ้แน่ๆ...การ์ดบนสนามไม่มีเลย...." โคกิเอ่ยด้วยท่าทีสิ้นหวังพลางเหงื่อแตกซิบไปทั่วร่างในขณะที่อีกฝ่ายนั้นยิ้มกริ่มมันใจว่าชัยชนะต้องเป็นของตนเองแน่ ๆ

"เอ่อ...ถึงฉันจะเล่นไม่เป็นก็เถอะนะโคกิคุงแต่ได้ยินว่าการ์ดเกมต้องมีการเดิมพันด้วยนี่นาแล้วโคกิคุงเดิมพันอะไรไว้งั้นเหรอ?" ราธเอ่ยถามขณะมองโคกิ...แน่นอนว่านอกจากรัตน์แล้วทุกคนคงเห็นเธอปล่อยรังสีฆ่าฟันใส่อยู่แหง่มๆ

"คะ ครับ...กะ...ก็....แรร์การ์ด 'อันมันโดริส ดราก้อน' ที่ยืมคุณอุชิโอะมาน่ะครับ....ขอโทษด้วยครับ! จริงๆผมก็ไม่อยากเดิมพันด้วยการ์ดนั้นหรอกแต่อีกฝ่ายไม่ยอมน่ะสิ ผมเองก็อยากได้แรร์การ์ด 'มิซโทลมัมมี่' ที่อีกฝ่ายเอามาเดิมพันด้วย"

โคกิเอ่ยสารภาพออกมาด้วยท่าทีราวกับผู้ที่กำลังสารภาพบาปกับพระผู้เป็นเจ้าแต่ทว่าสำหรับชิเอลในตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนกับโคกิกำลังบ่นภาษาต่างดาวให้่ฟังอยู่ไม่ก็ปาน

"อูว!~ พี่โคกิแย่มากเลยอะ เอาของคนอื่นมาเดิมพันแบบนี้" ฟาลินต่อว่าโคกิพลางทำท่าทางงอนแก้มป่อง

"แต่ก็สมเป็นคุณหนูจริง ๆ เลยน้าอุชิโอะจังเนี่ย....แรร์การ์ดราคาเป็นล้านยังมีไว้ในการครอบครอง"

เอลพึมพำออกมาเพราะเขารู้ถึงคุณค่าของการ์ดใบนั้น แน่นอนว่าพอได้ยินราคาแล้วบรรดาคนที่เล่นการ์ดไม่เป็นถึงกับตะลึงกะอีแค่การ์ดใบเดียวกระดาษเคลือบมันใบเดียวเนี้ยนะจะมีราคาเป็นล้าน แม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าใจถึงการให้คุณค่าของการ์ดแต่ละใบแต่ชิเอลก็พอจะเข้าใจเหตุผลว่าทำไมแค่การ์ดใบเดียวโคกิถึงรู้สึกผิดและลำบากใจมากขนาดนี้ ไม่ใช่เฉพาะว่าราคามันแพงมากเพียงอย่างเดียวแต่เพราะเป็นการ์ดที่ยืมอุชิโอะมาและมันอาจะเป็นไปได้ว่านี่คงจะเป็นการ์ดใบสำคัญของอุชิโอะ

"คะ...โคกิ..." ชิเอลเอ่ยเรียกชื่อของเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาในใจก็ครุ่นคิดอยู่ว่าควรจะพุดอะไรซักอย่างเพื่อให้กำลังใจเขาหรือไม่ก็ช่วยให้เขาผ่อนคลายความเครียดลง แต่จนแล้วจนรอดชิเอลก็คิดไม่ออกว่าควรจะพูดอะไรออกไปลงท้ายก็ได้แต่ยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ เท่านั้นส่วนโคกิก็ได้แต่เหงื่อแตกสุด ๆ พยายาหาคนทางที่จะเอาชนะแต่มันก็เลือนลางเหลือเกิน

"มะ....ไม่ไหว...ผมสู้ไม่ได้แล้ว..." เมื่อเด็กหนุ่มมองไม่เห็นหนทางที่จะพลิกมาเอาชนะว่าเขาก็หลับตาลงเตรียมใจพร้อมที่จะเอ่ยคำว่า 'ยอมแพ้' ออกมาแต่ทว่า

"นายน่ะเป็นการ์ดไฟต์เตอร์รึเปล่า!!!!"

ท่ามกลางความเงียบงันเสียงของนักบินอาคาน่าซาก้า รัตน์ พรมอนันต์ดังก้องขึ้นมาทันทีทำให้ทั้งทุกคนในร้านหันมามองที่รัตน์เพียงคนเดียว

(โคกิ เป็นนักบินหุ่นรบต่างหาก)

ฟาเฟลยังคงบ่นอยู่ในใจเช่นเคยแต่ไม่สำคัญเพราะรัตน์ยังคงพูดต่อไปโดยไม่สนสายตาที่มองมาแม้แต่น้อยพร้อมกับเปล่งรัศมีออกมาครอบคลุมพื้นที่แห่งนี้ราวกับสร้างโลกเสมือนจากภายในจิตใจให้ออกมายังโลกแห่งความจริง จากร้านเกมการ์ดได้กลายเป็นอวกาศที่กว้างใหญ่ไพศาลที่ไร้ขอบเขต อนึ่งที่กล่าวมาเมื่อครู่แค่จินตนาการของโคกิเพียงผู้เดียวเท่านั้นส่วนคนอื่น ๆ ก็ยังมองเห็นทุกอย่างเป็นปกติ

"ถ้านายเป็นการ์ดไฟต์เตอร์ล่ะก็!! จงแสดงสปิริตออกมาให้มากกว่านี้หน่อยสิ!!!" รัตน์กล่าวต่อไปพร้อมกับชี้นิ้วไปที่โคกิทำเอาเขาสะดุ้งเฮือกไปในทันที ร่างของรัตน์ในยามนี้เจิดจรัสราวกับเป็นเทพเจ้าแห่งสุริยะที่สาดส่องแสงสีแดงออกมาเป็นออร่าล้อมรอบกาย ในเวลาเดียวกันนั้นก็ปรากฏดวงแสงสีที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ขึ้นจำนวนสี่ดวง

"อิมเมจสิ...นึกถึงสภาพตัวเองที่น่าสังเวชที่ต้องยอมแพ้โดยไม่ได้สู้ให้ถึงที่สุดดูสิ" ลาร์คเอ่ยออกมาเบา ๆ อยู่ภายในดวงแสงสีเขียว

"อิมเมจดูสิ มันเป็นอะไรที่ไร้ความรับผิดชอบมาก ๆ เลยนะที่เอาการ์ดเพื่อนมาเดิมพันแบบนี้ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วกล้าทำก็ต้องกล้ารับหากเป็นการ์ดไฟต์เตอร์ก็ต้องกล้าสู้จนถึงที่สุดสิ เพื่อปกป้องการ์ดใบสำคัญของพวกพ้อง" เด็กสาวร่างเล็กผู้มีเรือนผมสีชมพูผู้ทำหน้าที่เป็นจัดท์เอ่ยถ้อยคำอยู่ภายในดวงแสงสีขาว

"อิมเมจสิ โคกิคุงเป็นแบบนี้แล้วล่ะก็จะสู้หน้าชิเอลจังได้ยังไง?"เอลพูดแหย่ออกมาขณะที่อยู่ในดวงแสงสีน้ำเงิน

"อิมเมจสิ โคกิ ถึงความเป็นใบได้ที่ไม่สิ้นสุดในกองการ์ดนั้นน่ะ"เมเดอร์ลีนเอ่ยออกมาเบา ๆ อยู่ภายในดวงแสงสีม่วง

"อิมเมจสิ! ถึงกาาร์ดแบตเทิลของนาย!" รัตน์ตระโกนออกมาพร้อมชี้นิ้วไปเบื้องหน้าในทวงท่าที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาพริบตานั้นดวงแสงทั้ง 5 ก็พุ่งตรงเข้าหาโคกิอย่างรวดเร็วพลางเคลื่อนที่วนรอบกายของเขาเอาไว้อย่างรวดเร็ว และแน่นอนนี่ก็ยังคงเป็นจินตนาการเวอร์ ๆ ของโคกิเหมือนเดิม

(ทำไมต้องอิมเมจด้วยล่ะยะ)

ฟาเฟลที่ไม่ได้เข้าใจในเรื่องการ์ดแถมไม่รู้ถึงจินตนาการสุดอลังการนั้นก็ได้แต่คิดแบบนั้นเพียงอย่างเดียว ส่วนโคกิที่อยู่ในห้วงแห่งจินตนการเต็มพิกัดไปแล้วมองดูแสงที่วนล้อมอยู่รอบกายเขาพร้อมกับเริ่มคิดคะนึงถึงความรู้สึกของพวกพ้องที่กำลังเอาใจช่วย พริบตานั้นดวงแสงอีกสามดวงก็ปรากฏขึ้นมากล่าวให้กำลังใจเขาอีก

"โคกิ! ถึงฉันจะเล่นไม่เป็นแต่ถ้านายเป็นลูกผู้ชายล่ะก็! ห้ามยอมแพ้ง่ายๆเด็ดขาดเลยน่ะ!" ลูซิเฟอร์ประกาศพร้อมกับเชียร์โคกิเต็มที่ขณะอยู่ในดวงแสงสีฟ้าอ่อน ๆ

"โคกิคุง ถึงฉันจะเล่นการ์ดไม่เป็นแต่การยอมแพ้ไม่ใช่สิ่งสมควรน่ะ" ราธเอ่ยให้กำลังใจขณะอยู่ในดวงแสงสีแดงอมชมพู แม้ว่าดวงตาของเธอจะดูน่ากลัวไปบ้างแต่ถ้อยคำนั้นกลับฟังดูอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ

"โคกิ! ถ้านายยอมแพ้ตอนนี้ฉันจะไม่ให้อภัยนายทั้งชาติเลยนะ!!!"

ดวงแสงสีเหลืองทองปรากฏขึ้นตรงหน้าของโคกิ เสียงที่ฟังดูเหมิอนโกรธแต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยของชิเอลประกาศก้องออกมาบ้างแถมเสียงดังชัดที่สุดในบรรดาเสียงของทุกคนที่กล่าวให้กำลังใจ หากสังเกตุใบหน้าของเธอดี ๆ ก็จะเห็นได้ชัดว่าเธอหน้าแดงอยู่เล็กน้อย เมื่อได้ฟังถ้อยคำให้กำลังใจเหล่านั้นแล้ว ไฟในการต่อสู้ของโคกิที่เกือบจะมอดดับไปอยู่แล้ว็กลับลุกโชติช่วงขึ้นอีกครา เด็กหนุ่มกำหมัดขวาแน่นพลางยกมันขึ้นมาเสมอกับใบหน้า ในยามนี้มือขวาของโคกิรู้สึกรุ่มร้อนราวกับกำลังมีเปลวเพลิงลุกไหม้อยู่ก็ไม่ปาน  

"ครับ! ผมจะไม่ยอมแพ้!!! ด้วยกำลังใจจากทุกคนมือข้างนี้ของผมมันเร้าร้อนจนเป็นสีแดงฉานแล้ว!!! มันกำลังร่ำร้องให้ผมฝ่าฟันแล้วนำชัยชนะมาให้จงได้!!!!" โคกิที่กลับฮึดสู้เตรียมตัวจะยื่นมือไปยังกองการ์ดเตรียมตัวจั่วการ์ดใบต่อไปขึ้นมาจากกอง

"หึ!!! สิ่งที่รอแกอยู่มีแต่ความสิ้นหวังเท่านั้นแหละ!!!"

นักเลงคู่แข่งของเขากล่าวเย้ยหยันพลางแสยะยิ้มอย่างดูถูกดูแคลนทว่ามันหาส่งผลต่อโคกิไม่ เด็กหนุ่มยังคงตั้งสมาธิอยู่ที่กองการ์ดพลางรวบรวมสมาธิและจิตวิญญาณทั้งหมดเอาไว้ที่มือข้างนั้น เขาสัมผัสได้ถึงสิ่งนั้น สัมผัสชีพจรของการ์ด การ์ดในกองกำลังร่ำร้องตอบสนองกับจิตวิญญาณแห่งการ์ดไฟท์เตอร์ของเขาอยู่

"ไม่จริงหรอกครับ!!! อิมเมจ!!! ผมสัมผัสได้ ผมจิตนาการได้! ผมรับรู้สึกได้!! ถึงภาพตอนได้รับชัยชนะของผม!!!!  เทิร์นของผม ดอร์ว!!!"  

เด็กหนุ่มจับการ์ดใบบนสุดของกองอย่างมั่นใจพร้อมดึงมันออกมาสุดแรงพร้อมวาดวงสวิงของแขนไปเกือบ 180 องศา พริบตาที่โคกิดึงการ์ดนี้ขึ้นไว้บนมือมันก็เกิดเกิดแสงออร่าสีทองส่องประกายไปทั่วบริเวณทันที

"น่ะ นี้มัน..." เมเดอร์ลีนอุทานออกมาด้วยความตกใจกับภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า

"เฮ้ย ๆ ไม่จริงน่า!? มันมีอยู่จริงๆเหรอ!!?" เอลเองก็รู้สึกทึ่งกับสิ่งที่ได้เห็นเพราะไม่คิดว่ามันสิ่งที่เป็นเพียงเรื่องเล่านั้นจะมีตัวตนขึ้นมาได้จริง ๆ

"สิ่งที่หัวหน้าโววาร์ดเคยบอก....วิญญาณของ 'ฟาโรห์นักดวลการ์ดเกม' จะมาเข้าสิงมือของนักเล่นการ์ดเพื่อมอบพลังอันยิ่งใหญ่ให้ และพลังนั้นก็คือ..."

ลาร์คพึมพำขึ้นเมื่อได้เห็นภาพนั้น แต่ทว่าก่อนที่จะอธิบายได้จบก็มีคนชิงตัดหน้าไปเสียก่อน

"เดสตินี่ดอร์ว!!!!(จั่วเทพ)"

รัตน์กล่าวเสียงดังอีกครั้ง ท่ามกลางกลุ่มคนที่มุงดูการดวลครั้งนี้อยู่ในภายในร้าน

"เหๆ ไม่คิดว่าจะได้เห็นกับตานะเนี้ย..." สาวน้อยผมสีชมพูที่คอยทำหน้าที่กรรมการตัดสินเอ่ยขึ้นเมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะใกล้

"โอ้!! ร้อนแรงมากเลยโคกิ! นี่สินะจิตวิญญาณแห่งการ์ดไฟท์เตอร์" ลูซิเฟอร์กล่าวด้วยความรู้สึกที่เร่าร้อนเพราะเขาสัมผัสได้ถึงจิตต่อสู้ที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ซึ่งเป็นคุณลักษณะของนักสู้พึงมีไม่เฉพาะในการดวลการ์ดแต่สำหรับนักบู๊เองจิตต่อสู้ที่แรงกล้าเช่นนี้ก็หาได้น้อยคนนัก

(นี้คือพลังที่แท้จริงของเด็กคนนี้สิน่ะ) เรย์กิวที่ยืนดูการ์ดวลอยู่สัมผัสได้ถึงจิตต่อสู้นี้ก็ได้แต่คิดอยู่ในใจเงียบ ๆ แม้เธอจะไม่เข้าใจเรื่องของการ์ดเกมแต่จิตต่อสู้นี้ก็เป็นของจริงแท้แน่นอน

"นี่คือ..พลังที่แท้จริงของโคกิสินะ?" โรจิสเองก็คิดแบบเดียวกันนี้เพียงแต่เธอแสดงออกผ่านทางคำพูดที่แผ่วเบาเสียจนไม่มีใครได้ยินสถานที่ที่มีเสียงแทรกอยู่เช่นนั้น

"แบบนี้สิถึงจะสมเป็นนักบินอาคาน่า"

ฟาเฟลอดไม่ได้ที่จะกล่าวชมในท่าดีที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเกินบรรยายนั้นไม่ใช่ในฐานะของนักเล่นการ์ดเกมแต่ในฐานะของสมาชิกทีมอาคาน่าท่าทีของโคกิในเวลานี้ช่างเปี่ยมไปด้วยพลัง

"เยี่ยมมากจ๊ะโคกิคุง" ราธเอ่ยแสดงความยินดีก่อนที่เสียงเชียร์อีกหนึ่งเสียงจะดังขึ้นกลบเสียงของราธไปในทันตา

"ต้องแบบนั้นสิโคกิ!!!"

ชิเอลกล่าวด้วยความเสียงที่ดังก้องพลางกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจแม้ว่าการ์ดแบตเทิลมันจะยังไม่จบลงแต่ในเวลานี้เด็กหนุ่มก็ไม่รู้สึกถึงกดดันหรือหวาดกลัวความพ่ายแพ้มันมลายหาไปหมดสิ้นแล้วเด็กหนุ่มมั่นใจในการ์ดของตน มั่นใจในพวกพ้อง และมั่นใจในจิตวิญญณการ์ดไฟท์เตอร์ของตัวเขาเอง โคกิ ค่อย ๆ หงายการ์ดที่ถืออยู่ขึ้นมามองดูและเมื่อได้เห็นภาพที่อยู่บนการ์ดใบนั้นรอยยิ้มแห่งความมั่นใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่มในทันที

"การ์ดนี้มัน...ดีล่ะ!!! ไฟน่อลเทิร์น!!!!"

ว่าแล้วโคกิก็ยิ้มร่าก่อนจะสะบัดมือทีเดียวตะแคงการ์ดคอสทั้งหมด 5 ใบที่อยู่ในคอสโซนให้มาอยู่ในสภาพเรสอันเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาจ่ายการ์ดคอส 5 แต้มเพื่อจะทำการเรียกการ์ดที่อยู่บนมือนั่นเอง

"จงมา! วิญญาณของเทพนักรบสีดำแห่งความหวัง 'นักรบกรงจักร เลเจนท์ไครซิส!!!' "

หลังจากประกาศชื่อการ์ด โคกิก็แปะการ์ดใบนั้นลงบนสนามต่อสู้ เหล่าผู้คนที่กำลังอินกับการแข่งขันต่างรู้สึกได้ถึงออร่าขนาดใหญ่แผ่พุ่งออกมาจากการ์ด ตรงกันข้ามคนที่ไม่ได้สนใจหรือใส่ใจอะไรก็เห็นเป็นแค่เอาการ์ดวางบนสนามตามปกติแต่ว่าส่วนสำคัญมันไม่ใช่ได้อยู่ที่ตรงนั้น

"เลเจนท์ไครซิสความสามารถพิเศษทำงาน!!! เมื่อมันอยู่ตัวเดียวบนสนามและมีการ์ดคอสสีดำห้าใบขึ้นไป สามารถสั่ง 'บลิกซ์'การ์ดคอสสีดำทุกใบบนสนามของเราเพื่อเรียก 'ดัมมี่'เลเจนท์ไครซิสออกมาได้มากที่สุดจนเต็มพื้นที่บนสนามของเรา!!"

โคกิประกาศเอฟเฟคพร้อมกับนำการ์ดจากกองการ์ดที่เป็นส่วนของการ์ดที่ถูกทำลายหรือใช้งานไปแล้วขึ้นมาวางบนสนามในสภาพคว่ำหน้าเพื่อทำเป็นดัมมี่และคว่ำการ์ดคอสทุกใบบนสนาม

"อะ เอ่อ...บลิกซ์กับดัมมี่ที่โคกิคุงว่าคืออะไรเหรอคะ คุณรัตน์?" ราธเอ่ยถามเพราะไม่เข้าใจในกฏกติกาของการ์ดเกมซึ่งรัตน์ก็ได้อธิบายให้ฟังทันที

"บลิกซ์คือการคว่ำการ์ดคอสตามจำนวนที่การ์ดนั้นระบุ การ์ดที่ถูกบลิกซ์จะไม่สามารถนำมาใช้เป็นการ์ดคอสได้อีก ว่าง่าย ๆ ก็เหมือนเผาคอสทิ้งไปนั้นแหละ ส่วนดัมมี่คือการ์ดตัวแทน ที่จะปรากฎออกมาบนสนามไม่สามารถสั่งโจมตีใด ๆ ได้และมักมีพลังต่ำหรือว่าไม่มีพลังเลย"

"เฮอะ แค่เรียกมาเต็มสนามก็เท่านั้นเองนิน่า" นักเลงคนนั้นยังคงมั่นใจว่าตนไม่มีทางพ่ายแพ้เขาจึงยังไม่รู้สึกเกรงกลัวในสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ทว่าโคกิยิ้มมุมปากก่อนจะพูดต่อไป

"ความสามารถพิเศษของ เลเจนท์ไครซิสน่ะยังมีอีกอย่าง! นั่นก็คือการทำลายดัมมี่การ์ดบนสนามตัวเองทิ้ง และต่อดัมมี่ 1 ใบที่ถูกทำลายสามารถนำการ์ดบนสนามของฝ่ายตรงข้าม1ตัวไปไว้ใบบนสุดของกองการ์ดได้!"

"เฮ้ย!!! มีเอฟเฟคแบบนี้ด้วยเหรอ!!!?"

นักเลงคนนั้นหน้าถอดสีทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่โคกิประกาศ เพราะว่าบนสนามมีดัมมี่อยู่ทั้งหมด 4 ใบ ซึ่งมีเท่าจำนวนการ์ดบนสนามของอีกฝ่ายพอดีนั่นแปลว่าหากโคกิสั่งทำลายดัมมี่ทุกใบบนสนามแล้วล่ะก็.....

"ส่งกลับไปทั้ง 4 ตัวซะ!!!"

สิ้นเสียงประกาศของโคกิดัมมีการ์ดทั้ง 4 ใบก็ถูกดึงออก และตามกฏของเกมนี้ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องนำการ์ดของตนออกในจำนวนที่เท่ากัน

"อึก!" คู่แข่งถึงกับหน้าถอดสีก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบการ์ดทั้งหมดของตนทุกใบออกจากสนามไปวางไว้ใบบนสุดของกองตัวเองด้วยอย่างจำใจในจังหวะนั้นเองโคกิก็เริ่มเปิดฉากโจมตีเพื่อปิดฉากการดวลครั้งนี้

"ยังไม่หมดนะ!! ถ้าหากใช้ความสามารถแล้วสามารถส่งการ์ดบนสนามฝ่ายตรงข้ามไปได้จนอีกฝ่ายไม่เหลือการ์ดบนสนาม จะได้รับเงื่อนไขTP+เพิ่มพิเศษ แล้วก็!! เมื่อการ์ดใบนี้ใช้ความสามารถบลิกซ์แล้ว ในเทิร์นนี้ถ้ามันโจมตีเข้าช่องว่างได้สำเร็จ การ์ดใบนี้จะสามารถตีได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้าสามารถตีใส่ช่องว่างอีกช่องหนึ่งที่ไม่ใช่ช่องเดิมได้ จะถือว่าเป็นการบรรลุเงื่อนไขเพิ่มTP 'การ์ดทุกใบตีเข้าใส่ช่องว่าง' โดยอัตโนมัติและไม่สนเงื่อนไขเรื่องจำนวนการ์ดบนสนามแถวหน้าของเราด้วย และในตอนนี้ในสนามของนายการ์ดโล่งหมดทุกใบ...แสดงว่าฉันบรรลุเงื่อนไขได้ง่าย ๆ ถ้าฉันสั่งตี แล้วก็...ฉันมีTPอยู่4...เมื่อรวมกับเงื่อนไข+เพิ่มพิเศษและตีเข้าช่องว่างแล้ว ฉันก็จะได้ TP เพิ่มเป็น6  การดวลในคราวนี้ฉันชนะแล้ว!!!!"

โคกิเอ่ยก่อนจะชี้นิ้วไปที่นักเลงคู่แข่งที่กำลังหน้าเสียเพราะไม่มีหนทางจะพลิกเกมได้อีกต่อไปแต่ท่าทีเช่นนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเห็นใจหรือคิดที่จะเมตตาปราณีแม้แต่นิดเดียว

"จบกันล่ะ! เลเจนท์ไครซิส โจมตีใส่ช่องว่าง!!!"

เมื่อโคกิประกาศโจมตีผลแพ้ชนะก็ออกมาตามที่เขาพูดเอาไว้ สำหรับการ์ด TSC-C นั้น แม้จะชี้ชนะกันที่เช็คเฟสแต่ก็สามารถสรุปผลกันได้ตั้งแต่อยู่ในคอมแบ็ตเฟสแล้วเมื่อสิ้นคำประกาศโจมตีไปแล้วเด็กสาวผู้ทำหน้าที่ผู้ตัดสินก็ประกาศผลในทันที

"ผู้ชนะ โคกิ ฮารุซานะ ได้รับการ์ด 'มิซโทลมัมมี่' ไปตามเงื่อนไขของการดวล" เด็กสาวผมสีชมพูอ่อนกล่าวพลางยื่นการ์ดที่ถูกวางเดิมพันให้กับโคกิพร้อมกับการ์ดของอุชิโอะที่เขานำไปวางเดิมพันเอาไว้คืนให้ เด็กหนุ่มค่อย ๆ รับการ์ดทั้งสองใบมาถือไว้ในมือพลางจ้องมองอย่างภาคภูมิใจ

"ไม่เลวนิน่า!" ลูซิเฟอร์เป็นคนแรกที่เข้ามาชกไหล่โคกิเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ

"นายน่ะ!! ชอบทำให้คนอื่นเขาพลอยเดือดร้อนอยู่เรื่อยเลยนะ แถมยังจะมาสำออยจะยอมแพ้อีก..." ชิเอลที่เข้ามายืนข้าง ๆ ยืนกอดอกพลางบ่นไปตามประสาพร้อมกับเบือนหน้าที่แดงเรื่อของเธอไปทางอื่น

"แต่ก็ได้ชิเอลนั้นแหละที่ช่วยเตือนสติไว้ ยังไงก็ขอบใจมากนะชิเอล"

โคกิเอ่ยพร้อมกับยิ้มเล็ก ๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าและเมื่อได้ยินพูดประโยคที่โคตรเสี่ยวรับประทานเช่นนี้ใบหน้าของชิเอลก็ยิงแดงมากขึ้นไปจนถึงใบหู

"ยะ...อย่าเข้าใจผิดนะยะ!! ฉันแค่ทนไม่ได้ที่การ์ดราคาแพงลิ่วของคุณอุชิโอะจะต้องเสียไปเพราะความไม่ได้เรื่องของนายเท่านั้นเอง จริง ๆ นายจะแพ้หรือชนะฉันก็ไม่สนใจหรอกย่ะ!!!"

เด็กสาวรีบพูดอย่างเร็วจี๋เสียจนลิ้นแทบพันกัน โคกิได้แต่ยิ้่มเจื่อน ๆ เมื่อได้ฟังแบบนั้นส่วนเอลที่มองดูภาพนั้นอยู่ก็ได้แต่หัวเราะอยู่ในลำคอ

"นี่แหละน้าวัยรุ่น..." พูดจบเขาก็ดีดกีต้าร์เด็กเล่นนั่นอีกครั้งทว่าในบทสนทนานี้เหมือนว่าโคกิจะหลงลืมอะไรไปบางอย่าง

(แล้วฉันล่ะ...)

ลาร์คนึกน้อยใจขึ้นมาในใจทันทีเมื่อเห็นการปฏิบัติตนของเด็กหนุ่มทั้ง ๆ ที่เขาเองก็พูดไปตั้งเยอะถึงตอนหลังจะเงียบไปบ้างแต่ดูเหมือนว่าโคกิจะลืมไปหมดเลย เมื่อการแข่งขันจบลงกลุ่มของผู้พ่ายแพ้ก็เดินคอตกออกจากร้านไป ส่วนผู้ชนะก็กระโดดโลดเต้นดีใจในชัยชนะที่ได้รับมา เด็กสาวผู้เคยทำหน้าที่ผู้ตัดสินยืนมองดูความรื่นเริงเหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวและพวกพ้องแล้ว  เด็กสาวผู้นี้ก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้

"เป็นกลุ่มที่น่าสนุกดีนะ" เธอกล่าวออกมาลอย ๆ โดยไม่ทันสังเกตุว่าข้าง ๆ ตัวเธอนั้นมีชายรูปร่างสูงใหญ่ที่แต่งกายได้หลุดโลกที่สุดยืนอยู่

"ใครว่าออกจะวุ่นวายไร้สาระจะตาย...แต่ก็ไม่แย่ซะทีเดียวหรอกนะ" เอลตอบเด็กสาวไปเช่นนั้นก่อนจะเริ่มบรรเลงกีตาร์เด็กเล่นอีกครั้ง แต่ก่อนที่เด็กสาวคนนั้นจะได้ตอบอะไรกลับมาเธอก็ถูกเพื่อนที่ทำงานพิเศษด้วยกันเรียกซะก่อน

"หลินฟง!!! มาช่วยกันยกของหน่อยสิย่ะ การ์ดพวกนี้หนักจะตาย!"

"จ้าๆ" เด็กสาวตอบกลับพร้อมกับวิ่งไปทันทีส่วนเอลก็ได้มองไล่หลังเด็กสาวคนนั้นไปพลางครุ่นคิดอะไรอยู่ใจ

"เธอก็น่าสนใจอยู่เหมือนกันนะแม่หนูน้อย..."

เอลกล่าวพลางใช้นิ้วชี้ดันหมวกฝางที่สวมอยู่ให้เปิดสูงขึ้น สัญชาติญาณบางอย่างของเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่แพร่กระจายอยู่รอบตัวเธอในขณะเดียวกันในห้องทำงานของไลล่า หลังจากผ่านการเซ็นเอกสารยาวเหยียดในที่สุดก็ได้เวลาพักสักที เธอลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานพลางคิดหากิจกรรมที่จะช่วยให้เธอได้ยืดเส้นยืดสายซักเล็กน้อยแต่ว่า...

ปิ๊บ!!! ปิ๊บ!!!

เสียงเตือนที่ดังจากอินเตอร์คอมที่วางอยู่บนโต๊ะเป็นสัญญาณว่ามีการติดต่อจากใครซักคนมาถึงเธอ ไลล่าถอนหายใจเฮิอกใหญ่ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่ม พริบตานั้นภาพของซากุระก็ถูกฉายขึ้นมา

"เกิดอะไรขึ้น?" ไลล่าชิงถามขึ้นก่อนที่ซากุระจะได้ขยับริมฝีปากเสียอีก

"เราตรวจพบแคปซูลไม่ทราบสังกัด กำลังฝ่าชั้นบรรยากาศลงไปที่โลก คาดเดาว่าน่าจะเป็นพวกสลัดอวกาศ....และเป้าหมายที่กำลังจะร่อนลงไปก็คือ...ฐานทัพที่พวกเธออยู่นั้นตอนนี้น่ะแหละ"

"พูดง่าย ๆ ก็คือศัตรูกำลังจะบุกมาสิน่ะ...เฮ้อ...แย่จริง ๆ"

ไลล่าถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้งพร้อมกับหมุนเก้าอี้ของเธอไปอีกทิศก่อนจะหยิบหมวกประจำตำแหน่งของเธอขึ้นมาสวม

"ชักอยากจะได้วันลาพักร้อนขึ้นมาบ้างซะแล้วสิ....." พูดจบกัปตันไลล่าก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้และออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว

>>>What Next On Rise The Blue Eagle And Revive The Girl?
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: