[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -]ถ้าจะกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่าปัญหาแล้ว สำหรับหลายคนอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องแก้ไขให้ได้ สำหรับบางคนเป็นเรื่องน่ากลัวที่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่สำหรับกัปตันสาวและตัวแทนกองกำลังTSCอย่างไลล่า เรย์ อิลูชั่นนั้น เธอมองปัญหาต่าง ๆ เป็นเรื่องประมาณว่า 'จะกินซุปกระป๋องแต่ไม่มีที่เปิดกระป๋อง' นั่นก็คือถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรที่ต้องกลุ้มใจแต่ก็ต้องจัดการมันให้เรียบร้อยและสำหรับวิธีของไลล่าที่จะแก้ปัญหานั้นก็คือ 'หาที่เปิดกระป๋องมาซะก็สิ้นเรื่อง' แต่ถ้าถามอีกว่าจะไปหาที่เปิดกระป๋องมาด้วยวิธีไหน อันนี้มันก็แล้วแต่จะออกไปหาเองหรือใช้ให้คนอื่นไปหามาให้แต่ถ้าได้ที่เปิดกระป๋องมาซะอย่างจุดจบของปัญหาก็จะมีค่าเท่ากันอยู่ดี
หลังจากศึกใหญ่ที่ฐานทัพอัศนีแดงผ่านไปได้สองอาทิตย์ กำลัง TSC ที่พึ่งรอดชีวิตจากสมรภูมิอันแสนหนักหนาจากประเทศไทยก็ได้รวบรวม ก็กำลังจะมุ่งหน้าไปสู่ทวีปอเมริกาซึ่งเป็นที่ตั้งฐานใหญ่ของบอนล์เพื่อทำศึกตัดสินชี้ขาด ในตอนนี้กองยานทั้งหลายที่ออกเดินทางมาก็อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมอยู่ฐานทัพย่อยของเอลฮังค์ที่ตั้งอยู่ในเกาหลีใต้เพื่อรวมรวมกำลังพล อาวุธยุทธโทปกรณ์และเสบียงอาหาร ซึ่งกำหนดการในการหยุดพักที่นี่มีกำหนดเวลา 3 วันนี่จึงเป็นโอกาศที่ดีที่ไลล่าจะได้จัดการแก้ไขปัญหาที่ยังค้างคาอยู่ของกองกำลังในตอนนี้ซะให้หมด
เช้าวันใหม่ที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร่เมฆหมอกเหมาะแก่การไปพักผ่อนหย่อนใจแต่หลาย ๆ คนก็ทำอย่างนั้นไม่ได้โดยเฉพาะกลุ่มคนที่กำลังรวมตัวกันอยู่ ภายในห้องทำงานของกัปตันบนยานบลูกาแลคเซียแองเจิ้ลที่จอดเช็คสภาพเติมกระสุนและสเบียงอยู่ภายในโรงจอดยานของฐานทัพ ในที่แห่งนั้นบรรเหล่าเจ้าหน้าที่ตัวแทนจากทุกภาคส่วนงานของเอลฮังค์ และตัวแทนจากกลุ่มกองกำลังอาสาจำนวนหนึ่งได้มารวมตัวกันที่นี่เพื่อรับทราบข้อมูลและรับมอบหมายหน้าที่จากกัปตันไลล่า
"ถ้าอย่างนั้นเรื่องดูแล อุชิโอะจังก็ให้คุณชาเพนท์รับผิดชอบเหมือนเดิมนะคะ แล้วก็รบกวนมาเรียจังช่วยไปพยาบาลอุชิโอะจังอีกแรงด้วยนะ"
กัปตันสาวเอ่ยออกมาในขณะที่เซ็นเอกสารอนุญาติซื้ออุปกรณ์เวชภัณฑ์ทั้งหลายก่อนจะยื่นไปให้กับชาเพ็น แพทย์ผู้มีสีหน้าเหมือนคนอดนอนรับกระดาษใบนั้นและหันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดจากอะไรดูเหมือนว่าเขาคงจะต้องรีบกลับไปทำงานต่อ เมื่อปัญหาอย่างแรกคลี่คลายลงไปแต่ปัญหาอีกมากยังคงอยู่ กองเอกสารที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่นั้นเป็นปัญหาทุกสิ่งอันที่เธอต้องสะสางให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด
"อืม...เรื่องซ่อมแซมและทาสีใหม่ของยานเรดใช้วิธีเกณฑ์บรรดานักบินกับคนที่ไม่มีหน้าที่พิเศษไปช่วยกับพวกช่างด้วยเหมือนกับคราวที่แล้ว..." แต่ทว่าในขณะที่พูดยังไม่ทันจบสายตาของเธอก็เห็นความผิดปกติบางอย่าง
"หืม...มีปัญหาอะไรเหรอจ๊ะ รูบี้?" ไลล่าเอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นรูบี้ยกมือพร้อมแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจนว่าต้องการจะเอ่ยคัดค้านอะไรบางอย่าง
"เกณฑ์นักบินไปช่วยน่ะไม่ว่าหรอกค่ะ แต่ไม่เอาเจ้า "วี"เด็ดขาด!!!!"
รูบี้เอ่ยเสียงแข็งพร้อมกับเริ่มเล่าเหตุการณ์อันแสนจะปวดขมับที่เกิดขึ้นเมื่อสามวันที่แล้ว ภายในโรงจอดยานที่กำลังมีการซ่อมแซมทาสีให้กับยานเรดฯ ในตอนนั้นหญิงสาวช่างเครื่องผู้นี้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนเองตามปกติ แต่แล้วความไม่ปกติก็เกิดขึ้นเมื่อสายตาของเธอเหลือบไปเห็นบุคคลผู้หนึ่งเข้า
รูบี้ถึงอึ้ง ตกใจ ประหลาดใจจนทำอะไรไม่ถูก ถึงขนาดทำไขควงที่ถืออยู่ตกลงพื้นเมื่อได้เห็นภาพของเด็กชายวี หรือ 'เกรียนวี' กำลังขมักเขม่นกับการทาสี ภาพนี้เป็นภาพอาจกล่าวได้ว่าควรต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะของเรื่องอัศจรรย์ของโลกก็เป็นไปได้ แต่ไม่นานนักเธอก็ได้รับคำเฉลยจาก ธิดา ธราธร หรือก็คือ 'หญิง' พนักงานสาวจากบริษัทบ.ร่ำรวย ที่เดินอยู่แถว ๆ นั้นนั่นเอง
"อะ เอ๊ะ!!? เอ๋!!!!!!!!!!!!! เจ้าเด็กเปร...เอ๊ย!! วียอมอาสามาช่วยงานทาสีเองเหรอ? คุณหญิง?"
"ค่ะ!! ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะเป็นคนออกปากมาขอทำเอง เห็นบอกด้วยว่า 'งานนี้จะขาดเมพวีไปด้วยได้ยังไง' น่ะค่ะ" หญิงกล่าวพร้อมกับแหงนมองดูเด็กหัวเกรียนที่กำลังตวัดอุปกรณ์พ่นสีไปมาอย่างขมักเขม่น ซึ่งไอ้ท่าทีตวัดไปมานั้นมองยังไง ๆ ก็แค่การแกว่งไปมั่ว ๆ หาได้เป็นการออกท่าทางแห่งการรังสรรค์งานศิลป์แต่ประการใด ทว่าสำหรับสองสาวที่ยังไม่รู้ถึงความเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนีเแล้ว นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องน่าตื้นตันใจที่สุดเท่าที่เคยได้พบมาเลยล่ะมั้งที่จู่ ๆ สุดยอดเด็กเกรียนอย่างวีจะเกิดจิตกุศลคิดจะมาช่วยชาวบ้านชาวช่องเขาทำงานเรียกได้ว่านี้เป็นลางบอกเหตุของการปรับปรุงตัวที่ดีเพื่อเป็นเยาวชนที่ดีของชาติและเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต...อะไรทำนองนั้นถ้าเกิดว่าผลลัพธ์มันไม่ได้ออกมาในสภาพนี้
"ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ พี่หญิง เมพวีคนนี้ทาสีเสร็จแล้ว!!!!"
วีตระโกนออกมาเสียงดังพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะอย่างภาคภูมิใจราวกับศิลปินไส้แห้งได้ประดิษฐงานศิลป์ระดับก้องโลก รูบี้กับหญิงรีบวิ่งไปดูผลงานของวีทันทีแล้วก็พบว่า...
".......เอ่อ....นี่มัน........อะไรกันคะเนี้ย?......."
หญิงตกตะลึงอึ้งไปเล็กน้อยกับภาพวาดที่ศิลปินวีรังสรรคขึ้นอย่างสุดฝีมือ ในขณะที่รูบี้นิ่งเงียบไม่พูดอะไรไม่สิพูดให้ถูกคือพูดอะไรไม่ออกจะถูกกว่า เพราะหลังจากได้ยลโฉมผลงานของวีแล้ววิญญาณเธอก็แทบหลุดลอยออกจากร่าง เพราะภาพนั้นเป็นภาพที่ต่อให้ปิกัสโซ่มามองดูก็ไม่อาจจะแยกออกว่ามันเป็นภาพอะไรกันแน่ เป็นผลงานที่เกินขอบเขตจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปแบบแอ็บสแตรค เกินขอบเขตที่มนุษย์จะเข้าใจ ดีไม่ดีมนุษย์ต่างดาวเองก็อาจจะไม่เข้าใจงานศิลปะชิ้นนี้เลยก็เป็นได้
"ภาพเหมือนเมพวีคนนี้ที่วาดโดยมหาเมพวีเองและใช้สีโคตรเมพยังไงล่ะ!!!!"
วีประกาศก้องอย่างไม่เขินอายพร้อมกับโชว์ผลงานเหนือจินตนาการให้สองสาวได้ดู
".............รู้สึกเหมือนตัวเองหลงผิดไปชั่วขณะแฮะ..."
รูบี้บ่นพึมพำพร้อมกับเอามือกุมหัวอย่างหมดอาลัยตายอยาก...เกรียนก็ยังเป็นเกรียนวันยังค่ำนินะ... หลังจากเรื่องเล่าอันสุดแสนจะเจ็บปวดกระดองใจนั้นจบลงรูบี้ก็ดึงสติของตัวเองกับมายังกลับมาช่วงเวลาปัจจุบัน ไลล่าที่ฟังเรื่องราวตั้งแต่ต้นก็รับเรื่องอย่างว่าง่ายให้พร้อมบอกกับหญิงที่ยืนอยู่ในห้องนั้นไม่ให้คนของบ.ร่ำรวยเข้ามาข้องเกี่ยวกับงานนี้อีก ซึ่งเธอก็รับปากแต่โดยดีเพราะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเล่นซนของวีในคราวนี้ บ.ร่ำรวยต้องรับผิดชอบใช้คืนกองกำลังแบบเต็มจำนวน ซึ่งคงไม่ดีแน่หากจะให้มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีก
"แล้วการซ่อมบำรุงกำลังรบหลักของพวกเราตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?" ไลล่ากล่าวพลางจ้องมองไปยังรูบี้อีกครั้งหนึ่ง
"ไม่หนักเท่าที่คิดค่ะ แวนการ์ดที่เสียหายหนัก ๆ ในคราวก่อนส่วนมากได้ใช้อะไหล่ที่ยึดมาได้จากฐานทัพอัศนีย์แดงมาใช้ในซ่อมบำรุง ส่วนจาโปรน่ากับซูโปรน่าที่ยึดได้ก็พอเอามาใช้ได้ ส่วนหุ่นรบของพวกเราส่วนใหญ่เสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"
รูบี้หยุดพักหายใจเล็กน้อยก่อนจะขยับริมฝีปากเพื่อกล่าวรายงานต่อแต่ในตอนนั้นก็มีเสียงของใครบางคนแทรกขึ้นมากเสียก่อน
"ส่วนเนวาน่าเองก็ฟื้นสภาพตัวเองได้เกือบสมบูรณ์แล้ว ส่วนแขนสองข้างของเลกิวออสที่พังไปใช้ตอนนี้ใช้เทคโนโลยีของอิคซิอ้อนเข้ามาช่วยก็เลยซ่อมกลับมาได้ตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับจูนเครื่องยนต์ใหม่ขั้นสุดท้าย ที่แต่ที่มีปัญหาที่สุดเห็นจะเป็น........ "
ผู้ที่แทรกเข้ามากล้องปล้องระหว่างการสนทนานั้นมิใช่ใครที่ไหนเธอก็คือนักวิจัยหุ่นยนต์ของเอลฮังค์เฟอร์เดอริก้าหรือเจ๊แร็คคูณนั่นเอง แม้จะเข้ามาร่วมฟังการแบ่งหน้าที่แต่ก็ไม่วายจะถือขวดเหล้าเข้ามาด้วย ถ้อยคำสาธยายของเธอขาดห้วงไปเพราะเธอมัวแต่ยกของเหลวที่อยู่ในขวดนั้นขึ้นดื่มโดยไม่เกรงใจใครหลายคนในห้องเลย แต่ถึงเจ๊แร็คคูณจะพูดไม่หมดก็มีคนพูดคำตอบนั้นออกมาแทนอยู่ดี
"อาร์คสไตร์เกอร์......"
ไลล่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบพลางแลสายตาไปยังมาเรียที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ชาเพ็น แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่รับรู้ว่าถูกจ้องมองอยู่จึงไม่เข้าใจความหมายของการจ้องมองนั้น แต่ไม่นานผู้ที่มอบคำตอบให้กับสิ่งที่กัปตันสาวอยากรู้ก็ปรากฏตัวขึ้น สาวแว่นท่าทางกล้า ๆ กลัวยกมือขึ้นไม่สูงนักก่อนจะพูดออกมา
"เอ่อ..คะ...คือว่า...ฉันลองเปิดแผ่นดิสที่ได้มาจากอุชิโอะจังแล้ว ข้อมูลข้างในนั้น.เป็นข้อมูลแบบแปลนโครงสร้างสำหรับพัฒนาอาร์คสไตร์เกอร์ ตอนนี้ฉันกับลูน่าแล้วก็ช่างเครื่องอีกจำนวนหนึ่งพยายามซ่อมแซมมันมาสองสัปดาห์แล้วตอนนี้ก็เสร็จไปเกือบ 80% แล้วล่ะค่ะ"
สิ้นคำพูดของซาริน่า กัปตันไลล่าถอนหายใจเบา ๆ แสดงถึงความโล่งอกไปเปราะหนึ่ง แต่ปัญหาต่าง ๆ ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้แต่เรื่องหลังจากนี้ไม่ใช่เรื่องที่หลาย ๆ คนในห้องนี้จะเกี่ยวข้องนักเธอจึงตัดสินใจออกคำสั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ในทันที
"เอาล่ะทุก ๆ คนกลับไปทำหน้าที่ตามเดิมได้ยังไงก็ขอฝากด้วยล่ะ แล้วก็ขอให้ทุกคนตั้งใจทำงานกันนะจ๊ะ"
สิ้นคำพูดนั้น เจ้าหน้าที่ของเอลฮังค์ทุกคนก็ยกมือขึ้นทำความาเคารพต่อเธอซึ่งตัวเธอเองก็ทำท่าเดียวกันนั้น ก่อนจะเอามือลงและโบกมือส่งแขกคนอื่น ๆ ที่กำลังเดินออกจากห้อง ก่อนจะหย่อยตัวลงนั่งบนเก้าอี้มองดูเอกสารกองโตพลางยกมือขึ้นท้าวคาง
"ป่านนี้พวกนักบินที่ได้หยุดพักคงเที่ยวกันสบายใจเฉิบแล้วสินะ.....เอาเถอะนาน ๆ ทีนี่นะ เอาล่ะทำงาน ๆ "
ไลล่ากล่าวยกแขนทั้งสองขึ้นสูงสุดเพื่อเป็นการยืดเส้นยืดสายก่อนจะลงมือจัดการกับกองเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้า ในขณะที่หลาย ๆ คนยังทำงานกันอยู่ภายในฐานทัพ แต่อีกส่วนหนึ่งได้รับวันหยุดให้ไปพักผ่อนชนิดฟรีสไตล์กันซึ่งกลุ่มนั้นก็คือพวกนักบินนั่นเอง สำหรับพวกนักบินที่ต้องออกรบความตึงเครืยดและความเหนื่อยล้าสะสมจะส่งผลต่อความสามารถในการขับหุ่นยนต์ ดังนั้นการพักผ่อนที่เพียงพอจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาด้วยเหตุผลนี้ไลล่าจึงสั่งให้พวกนักบินทั้งหมดสามารถออกไปเที่ยวเล่นในเมืองได้ตามใจชอบเป็นเวลา 3 วัน และในตอนนี้เหล่านักบินของกองกำลัง TSC ก็กำลังเริงรื่นกับวันหยุดสั้น ๆ นี้อยู่ในตัวเมืองกันเป็นส่วนใหญ่
ภายในเขตการค้าที่ใหญ่ที่สุดในตัวเมืองมีสินค้ามากมายให้เลือกสรรไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า สินค้าอิเล็กโทรนิกส์ อาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวตประจำวัน และอื่น ๆ อีกมากมายต่างถูกตั้งแสดงอยู่ในร้านค้าที่เรียงรายกันสลอนอยู่ภายในเขตการค้าแห่งนี้ เสียงเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ ผู้คนมากมายต่างเดินชอปปิ้งกันไปมาอย่างสนุกสนานบ้างก็มาคนเดียว บ้างก็มากันเป็นคู่ บ้างก็มาเป็นหมู่คณะ และพวกสมาชิกของ TSC ก็กำลังเดินดูสินค้าต่าง ๆ อยู่ภายในตลาดแห่งนี้เช่นกัน
"โอ้ว!~~~ ปลาหมึกล่ะ!! ปะป๋า ตัวใหญ่มากเลย~~"
หญิงสาวผมบ็อบสีทองก้มลงมองดูปลาหมึกยักษ์ที่กำลังขยับหนวดขึ้นลงอยู่ในตู้กระจกใบใหญ่ พร้อมกับแสดงสีหน้าท่าทีราวกับเด็กประถมที่เพิ่งเคยเห็นปลาหมึกตัวใหญ่เป็นครั้งแรกในชีวิต เธอเข้าไปจ้องมองดูมันจนหน้าแทบจะเข้าไปแนบชิดกับบานกระจกเสียด้วยซ้ำ
"หืม...ลูกป๋าอยากได้งั้นเหรอ"
ในตอนนั้นเองชายผมสีขาวร่างใหญ่ที่มีการแต่งกายสะดุดตากว่าใคร ๆ ในตลาดแห่งนี้โดยไม่สนสายตาประชาชีก็เดินเข้ามาใกล้ ๆ กับหญิงสาวผู้นั้นแต่ใบหน้าของเขาดูยังไงก็หนุ่มแน่นเกินไปจนไม่น่าจะเป็นพ่อของผู้หญิงที่อยู่ตรงนี้ไปได้ เสื้อฮาวายสีแดงแป้ดตัดกับลายดอกไม้สีขาว กางเกงขาสามส่วนสีน้ำตาลอ่อน หมวกฝางหนึ่งใบ มาลัยดอกชะบาแดง ห่วงยางลายการ์ตูนน่ารักชนิดไม่เข้ากับใบหน้าสวมอยู่ที่เอว ส่วนที่เท้าแทนที่จะเป็นรองเท้าปกติทั่วไปก็ดันเป็นตีนกบ อีกทั้งยังมีกีตาร์โปร่งที่เป็นของเล่นเด็กอายุไม่เกิน สิบขวบเป็นออฟชั่นเสริมอีกหนึ่งอย่าง นั้นคือชุดที่ชายผู้นี้สวมใส่อยู่
"ซื้อไปในครัวไม่มีที่เก็บหรอกค่ะคุณเอล"
เด็กสาวผมสีดำขลับยาวเลยสะโพกมาเล็กน้อยเอ่ยขึ้นพลางแลดวงตาสีทองคำเปล่งประกายคมกริบมายังไอ้หนุ่มร่างยักษ์ที่สวมเสื้ออาโลฮ่าสีแสบสันประดับคอด้วยพวงมาลัยดอกไม้สดสีแดงแป้ด อีกทั้งยังสวมหมวกฟางทั้ง ๆ ที่อยู่ในที่ร่ม
"แต่ถ้าแล่มันก่อนล่ะก็ อาจจะพอเข้าตู้เย็นเบอร์สี่ก็ได้น่ะ"
เด็กหนุ่มหน้าตายที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ สาวน้อยกล่าวเสริมขณะเพ่งพินิจพิจารณาเจ้าปลาหมึกตัวนั้นราวกับกำลังคิดว่า จะเอามันไปทำอาหารอะไรดี ผู้ที่กล่าวประโยคทั้งสี่นั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนพวกเขาคือ ฟาลิน เอล ราธและรัตน์ ตามลำดับตอนนี้พวกเขาทั้งสี่กำลังเดินเล่นอยู่ในย่านขายอาหารสด ซึ่งการออกมาเที่ยวในตัวเมืองคราวนี้ถือเป็นการหยุดพักที่ไม่นานมากแต่ก็ถือว่าเป็นเวลาที่มีค่าสำหรับนักบินที่ต้องเหน็ดเหนื่อยและเสี่ยงตายจากการรบ
"ตัวใหญ่แบบนี้น่าจะกินได้หลายมื้อเลยนะเนี้ย จะว่าไปฉันไม่ได้กินปลาหมึกย่างมานานแล้วด้วยสิ"
ลูซิเฟอร์ที่เดินมาสมทบเอ่ยขึ้นหลังจากได้ยินบทสนทนาพวกนั้นในขณะที่เดินเข้ามาดูปลาหมึกด้านหลังของเขาคือเรย์กิวที่เอาแต่นิ่งเฉยไม่พูดอะไรแต่สายตาของเธอก็มองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่มีอาการอะไรเป็นพิเศษ ในยามนี้เธอชุดที่เธอสวมใส่อยู่ไม่ใช่ชุดสีน้ำตาลเข้มตัวเดิมอีกต่อไปแล้วหากแต่เป็นชุดสีเขียวที่เปิดโชว์ส่วนเนินอกที่ขาวและอวบอิ่มคลุมทับด้วยเสื้อแบบแจ็คเก็ตแขนยาวสีเดียวกับชุดที่ไหล่ด้านขวาประดับตราสัญญลักษณ์ของกองกำลัง TSC เอาไว้เป็นสัญลักษณ์ว่าในตอนนี้เธอได้เป็นสมาชิกของ TSC อย่างเต็มตัวแล้ว
"บู่~ แต่ถ้ากินมันก็น่าสงสารมันออก!!"
ฟาลินเริ่มงอแง ทำเอาหลาย ๆ คนเหงื่อตกไปตาม ๆ กัน เพราะเธอคนนี้แม้จะมีร่างกายเป็นผู้ใหญ่แต่จิตใจก็เหมือนเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบ ดังนั้นแล้วจึงเป็นเรื่องยากที่จะใช้เหตุผลยาก ๆ มาทำความเข้าใจ
"ถ้าฟาลินจังไม่คิดจะกินมันจะซื้อมันไปเลี้ยงเหรอจ๊ะ?" ฟีรีน่าเอ่ยถามขึ้นด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ ซึ่งฟาลินก็ผงกหัวหงึก ๆ พร้อมกับเสริมอีกว่า
"อือ~~~ จะเลี้ยงให้มันตัวใหญ่กว่าตัวที่โผล่ในงานเลี้ยงอีกล่ะ!~~"
แน่นอนว่าเมื่อฟาลินเอ่ยออกมาแบบนี้ผู้ที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นก็หวนนึกถึงความทรงจำอันแสนเลวนร้ายที่ลืมไปแล้วขึ้นมาทันที โมโมะ โคฮานะ ที่อยู่ห่างจากกลุ่มของพวกเขาไม่มากนักจามออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนลูน่าที่กำลังเชื่อต่อระบบไฮโดรกลิกส่วนคอของอาร์คสไตคร์เกอร์อยู่ที่ฐานทัพนั้นก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุเช่นกัน
"เป็นอะไรไปเหรอลูน่า?"
ซาริน่าที่กำลังคีย์ข้อมูลลระบบ OS สำหรับควบคุมตัวเครื่องอยู่ใกล้ ๆ เอ่ยถามเมื่อเห็นเพื่อนของตนแสดงท่าทางผิดปกติ
"มะ..ไม่มีอะไรหรอก แค่จู่ ๆ ก็เย็นหลังวาบขึ้นมาน่ะ"
ลูน่าหันมาตอบพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้า แต่ทว่าสีหน้าของเธอตอนนี้มองเห็นความเหนื่อยล้าได้อย่างชัดเจน ใบหน้า อิดโรยซีดเซียว เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน่้ำมันและจาระบี ขอบตาที่ดูคล้ำเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ
"นี่ ลูน่าฉันว่าเธอไปพักซักหน่อยจะดีกว่านะ ดูสีหน้าเธอไม่ค่อยดีเลย" ซาริน่ากล่าวด้วยท่าทีแสดงความห่วงใยแต่ทว่าคู่สนทนาของเธอกลับส่ายหน้าแสดงการปฏิเสธ
"ฉันไม่เป็นไร อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้วล่ะ"
พูดจบเธอก็ก้มลงไปจัดการกับงานของเธอต่อโดยไม่คิดจะหันมาสนใจเพื่อนของเธอที่ยืนมองด้วยสีหน้าอมทุกข์เลยแม้แต่นิดเดียว ย้อนกลับไปทางพวกของรัตน์ที่ตอนนี้ในสมองพากันฉายภาพโกลาหลของงานเลี้ยงคราวก่อนพร้อมกับรำลึกถึงความรู้สึกในตอนนั้นกันไปต่าง ๆ นานา
"แบบนั้นไม่ดีล่ะมั้งจ๊ะฟาลินจัง"
ฟีรีน่าพูดออกมาพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ แบบแห้ง ๆ ในขณะที่คนอื่น ๆ ที่รู้เห็นเรื่องราวในตอนนั้นเลือกที่จะเงียบไม่พูดและเลิกคิดถึงมันอีก เหยียบมันให้จมหายไปในส่วนเก็บความทรงจำส่วนลึกบนสมองแบบว่าลืมไปตลอดชีพเลยจะเป็นการดีเป็นคำตอบสุดท้ายจึงทำให้การสนทนาขาดห้วงลงและมันก็ควรเป็นเช่นนั้นหากไม่ติดว่า......
"ตัวใหญ่กว่าในงานเลี้ยง?"
ราธทวนคำตอบของฟาลินพร้อมทำท่าสงสัย แน่นอนว่าเธอย่อมไม่เข้าใจสิ่งที่ฟาลินพูดเพราะตอนนั้นเธอยังไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์และไม่มีใครยอมพูดอะไรมากไปกว่านั้นสายตาของเธอจึงหันไปมองดูเด็กหนุ่มที่อยู่ใกล้ ๆ แววตาที่ดูเหมือนโกรธใครอยู่เสมอ ๆ ของเธอมองไปที่เขาราวกับต้องการจะขอคำ
"จะอธิบายยังไงดีล่ะ....ก็...อืม....ตอนนั้นอาหารของโมโมะดันกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดมีหนวดยึกยัก ไล่จับคนอื่นกินไปทั่วน่ะสิ"
รัตน์พยามอธิบายเรื่องราวแปลกประหลาดเหล่านั้นด้วยท่าทีเรียบง่ายสบาย ๆ ทำนองว่ามันเป็นเรื่องประมาณเขาโดนหมากัดมาไม่ก็ปาน แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ค่อยเชื่อสิ่งที่เขาพูด
"ฉันไม่ชอบเรื่องโกหกนะคะคุณรัตน์" ราธตอกกลับมาทันควันด้วยท่าทีขึงขังของเธอเหมือนทุกทีเพราะทำใจเชื่อคำตอบเหนือจินตนาการนี้ไม่ได้นั่นเอง
"หน้าฉันเหมือนโกหกรึไง?..."
"ไม่ค่ะ"
"ก็นั่นแหละ"
ว่าแล้วรัตน์ก็เกาหัวเล็กน้อยนิดๆ แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้มันก็ยังเชื่อได้ยากอยู่ดีและเมื่อราธหันไปมองบรรดาคนอื่น ๆ ที่มาด้วยเพื่อหาคนที่เป็นพยานและยืนยัน บรรดาคนที่เคยประสบเคราะห์กรรมเพราะเจ้าปีศาจอิงจูตัวยักษ์นั้นก็ต่างพร้อมใจกันพยักหน้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เมื่อไม่มีคนให้ความเห็นอื่นใดที่จะมาทำการคัดค้านหรือบ่งบอกว่าคำพูดของเด็กหนุ่มเป็นเรื่องโกหกเธอก็ยอมรับเท่านั้นเธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วก็ก้าวเท้าเดินออกไปจากจุดนั้น คนอื่น ๆ ก็เริ่มแยกย้ายกันเดินไปตามใจชอบส่วนรัตน์ก็เดินตามราธไปอย่างเงียบ ๆ ทั้งสองเดินไปด้วยกันแต่ไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่น้อย ทำให้บรรยากาศรอบตัวทั้งสองคนดูอึมครึมขึ้นมาทันตา จนใครบางคนที่เดินตามหลังอยู่ห่าง ๆ รู้สึกได้ถึงบรรยากาศมาคุ
"นี่สองคนนั่นเขาโกรธกันอยู่เหรอ?"
มายาที่เดินอยู่ข้าง ๆ ฮิคารุกระซิบถามขึ้นมาเบา ๆ ในขณะที่ทหารรับจ้างหนุ่มยังไม่ให้คำตอบกับคู่หูของเขาในทันทีแต่มองดูทั้งสองพลางคิดวิเคราะห์อยู่ในหัว แต่หลังจากนั้นไม่นานนักราธก็เอ่ยคำพูดออกมาทำลายความอึมครึมนั้น
"ขอโทษนะคะ ที่ไม่เชื่อคุณ คุณรัตน์" สาวน้อยกล่าวโดยสายตายังคงจ้องมองตรงไปข้างหน้า
"ไม่เป็นไรหรอกก็เรื่องเชื่อยากแบบนั้นนินา"
รัตน์ตอบกระเอม ๆ กลับมาแต่ราธกลับแสดงท่าทีปฏิเสธ ไม่ยอมรับการให้ยกโทษให้ง่าย ๆ แบบนี้ เธอหยุดเดินพร้อมกับหันหลังกลับมาประจัญหน้ากับเด็กหนุ่มหน้าตายผู้นั้นทันที
"ไม่ได้หรอกค่ะ คุณรัตน์เป็นสมาชิกกองกำลังTSCเหมือนกัน การที่ฉันไม่เชื่อใจคุณทั้งๆที่เมื่อคราวก่อนหน้าโมโมะฉันยังยอมเชื่อใจคุณเลย ทำแบบนี้ฉันคิดว่ามันเป็นการเสียมารยาทต่อคุณค่ะ อยากให้ฉันทำอะไรไถ่โทษก็บอกมาได้เลยค่ะ"
ราธกล่าวด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่จริงจังราวกับซามูไรที่เรื่องอัปยศอดสูจนแทบอยากฮาราคารีตัวเองให้รู้แล้วรู้รอดก็ไปปาน ดวงตาที่ดูเกรี้ยวกราดเต็มไปด้วยความโกรธนั้นจ้องตรงไปที่รัตน์ ในขณะที่รัตน์เองก็จ้องเข้าไปในดวงตาของเธอเช่นกัน แต่น่าแปลกเขากลับมองเห็นบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากทุกทีภายใต้ดวงตาสีทองคู่นั้น ไม่รู้ว่าเขาตาฝาดคิดเป็นเองหรือเป็นเรื่องจริงก็ตามแต่สิ่งที่เห็นนั้นทำให้เขาไม่อาจจะจ้องมองเธอตรง ๆ ได้
"ไม่มี..." รัตน์ตอบนิ่ง ๆ พร้อมชักหน้าหนีห่างจากใบหน้าของเธอ
"ให้ฉันซื้ออะไรให้คุณเป็นการตอบแทนไหมค่ะ"
"ก็บอกว่าไม่เอาไง..."
รัตน์เริ่มตอบลำบากขึ้นทุกที ใช่ว่าเขาไม่เคยเจอผู้หญิงที่มาไม้นี้แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเหมือนกันพอมาเจอราธเล่นลูกตื้อแบบนี้เข้ากลับกับรับมือไม่ถูก ว่าแล้วรัตน์คุงก็รีบเดินหนีทันที แน่นอนว่าราธก็เดินตามไปประกบซะชิดก่อนจะได้ยินเสียงเถียงกันเล็ก ๆ ไปตลอดทาง
"ก็ดูสนิทกันดีนี่"
ฮิคารุให้ตอบกับคำถามเมื่อครู่ของมายา ในขณะที่ผู้เป็นเจ้าของคำถามก็พยักหน้าหงึก ๆ ก่อนจะหันไปมองดูทางกลุ่มของหน่วยเรจไวเวิร์นที่กำลังเฮฮาอยู่ด้านหลัง เอ๊กซ์เฟอร์ วอน ไฮม์ นักบินมือฉกาจผู้นำหน่วยรบเรจไวเวิร์น ผู้ซึ่งผ่านศึกมากมายมาอย่างไม่เคยครั่นคร้ามบัดนี้กำลังสีหน้าตึงเครียดพลางค่อย ๆ ถอยห่างอย่างระมัดระวังราวกับว่าเขากำลังประจัญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในชีวิต ซึ่งมันกำลังแสดงออกมาทางสีหน้าท่าทีของนายทหารผิวคล้ำผู้นี้อย่างชัดเจน
"เห..มีอะไรกันเหรอ ลุงเอ็กส์?"
ไลมุที่เดินตามหลังมาตรงเข้าหานายทหารหน้าเข้มเอ็กส์ที่ตอนนี้พยายามถอยห่างสุดตัวเมื่อเห็นไอ้สิ่งมีชีวิตจำพวกสัตว์ปีกที่พบเห็นได้ทั่วไปกำลังกระพือปีกพลางส่งเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์
กะต๊าก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
"โอ๊ะ ร้านขายไก่นี่นา เจ้าตัวนี้สีสันสวยไม่เลว"
พูดจบเธอก็รีบยกกล้องถ่ายรูปทึ่คล้องคออยู่ขึ้นมาจับภาพไก่ทำกำลังตีปีกอยู่ในทันที เธอปรับภาพเข้าโฟกัสและกดชัตเตอร์อย่างว่องไวไม่ถึงวินาทีภาพของเจ้าไก่ตัวนั้นก็ถูกเก็บลงไปในกล้องของเธอทันที แต่สำหรับไก่หากรู้ว่านี่จะเป็นภาพสุดท้ายในชีวิตมันก็คงจะไม่ปิติซักเท่าไหร่ เบื้องหน้าของเอ็กซ์เป็นร้านขายไก่เป็นสด โดยมีไก่ตัวเป็น ๆ โชว์ตัวอยู่ภายในร้านเป็นจำนวนมากราวกับเป็นใบรับประกันสินค้าว่าสิ่งที่ท่านซื้อไปมันคือไก่แน่นอน และเมื่อลุงเอ็กซ์ทำสงครามสายตากับไก่อยู่ครู่หนึ่งเขาก็หันหลังกลับพลางเดินไปจับบ่าของ มิเกลที่ยืนรวมกลุ่มอยู่กับลูกทีมอีกสองคนทันที
"ฉันนึกได้ว่ามีเรื่องด่วนต้องทำ พวกนายเดินเที่ยวกันตามสบาย เสร็จแล้วรวมพลที่ฐานทัพ"
พูดจบหัวหน้าฝูงผู้องอาจแห่งหน่วยมังกรคลั่งก็ออกตัววิ่งฉิวไปราวกับเป็นรถ F-1 หายลับสายตาไปในฝูงชนด้วยความเร็วชนิดที่ว่ามิเกลขยับริมฝีปากเพื่อจะเอ่ยตอบรับคำสั่งยังไม่ทันเลย และแน่นอนว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในการจับตามองของตากล้องสาว เธอสังเกตเห็นปฎิกริยานี้ได้ทัน ท่าทางตากล้องคนนี้จะได้เรื่องสนุก ๆ เอาไปใช้อีกแล้ว
หลังจากนั้นไม่นานกลุ่มนักบินของ TSC ก็กระจายกันไปตามจุดต่าง ๆ ภายในย่านการค้า ชิเอลลากโคกิ เดินห้างร้านต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่แล้วชิเอลก็สะดุดกับร้าน ๆ หนึ่งที่โชว์ชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ ทำให้เธอหยุดมองดูมันราวกับต้องมนต์สะกด และในขณะที่เธอกำลังจะเรียกให้เด็กหนุ่มที่มากับเธอมองดูชุดเจ้าสาวที่อยู่ตรงหน้าเธอก็ไม่พบแม้แต่เงาของเขา เด็กสาวกวาดสายตาไปรอบบริเวณก็ไม่พบ และในทันใดนั้นเองสายตาของเธอก็เห็นภาพคน ๆ หนึ่งที่อาจจะพึ่งพาได้ เธอจึงเดินตรงไปหาคน ๆ นั้นทันที
"พี่โรจิสเห็นโคกิไหมค่ะ?" ชิเอลเดินมาถามโรจิสที่เดินดูของอยู่ในบริเวณนั้น
"อ้าว? ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอกเหรอ?" โรจิสถามกลับชิเอลก็ได้แต่ส่ายหน้า
"อีตาบ้า หายหัวไปไหนนะ?"
สาวน้อยเริ่มบ่นด้วยท่าทีหัวเสีย ในขณะเดียวกันทางด้านของไกด์กับฟิริน่าที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มก็เริ่มเข้าสู่โลกส่วนตัวของทั้งสองโดยไม่รีรอ
"งั้นเราก็ไปเดินเล่นกันเถอะฟีรีน่า" ไกด์เอ่ยพลางยื่นมือของเข้าไปคว้ามือเธอเอาไว้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้พลัดกันในขณะที่เดินฝ่าฝูงชน
"ค่ะ" สาวน้อยรับคำอย่างว่าง่ายพร้อมกับเดินตามเด็กหนุ่มไปด้วยหัวใจที่แสนจะพองโต
"มิก อัลบา พวกเราเองก็ไปเดินเที่ยวกันมั่งเถอะ สงสัยมื้อนี้หัวหน้าคงอยากกินไก่ย่างแน่ ๆ เลย"
โดโรธีหรือดอลลี่หญิงสาวคนเดียวในทีมเรจไวเวิร์นเอ่ยชวนเพื่อนอีกสองคนก่อนจะเดินตรงไปที่ร้านขายไก่ที่อยู่ตรงหน้าดูท่าวาระสุดของเจ้าไก่ผู้น่าสงสารกำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้านี้แล้ว ส่วนไลมุก็ดูเหมือนว่าจะไปถ่ายรูปบรรยากาศตลาดแห่งนี้ตามรายทางซะแล้ว ในขณะที่หลาย ๆ คนกำลังสนุกสนานกับการเที่ยวย่านการค้า แต่ก็อาจจะมีใครบางคนรู้สึกน่าเบื่อหนึ่งในนั้นก็คือเรย์กิวที่แยกตัวออกมาเดินเล่นตามลำพัง เดิมทีเธอคิดว่าจะนอนหมกตัวอยู่ในห้องแบบที่เคย แต่จู่ ๆ ก็ถูกลูซิเฟอร์เข้าไปลากตัวออกมาเที่ยวในตัวเมืองพร้อมกับคนอื่น
'เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกน่าเรย์กิว ออกมาข้างนอกบ้างสิ อาจจะมีเรื่องดี ๆ รออยู่ข้างนอกก็ได้นะ'
เธอแลสายตาไปรอบ ๆ พบเห็นผู้คนมากมายเดินไปมา ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่ทั้งหมดกลับยิ่งทำให้เธอหงุดหงิดโดยเฉพาะเมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจูงเด็กผู้หญิงเดินเที่ยวอยู่ ทั้งสองเป็นแม่ลูกกันอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งเห็นภาพนั้นก็ยิ่งทำให้เธอหวนนึกถึงอดีต เมื่อมองไปทางไหนก็มีแต่เรื่องสิ่งที่ทำให้รำคาญใจทั้งนั้น
"หึ ไม่เห็นจะมีอะไรดีอย่างที่นายว่าเลย"
เรย์กิวกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เมื่อคิดถึงคำพูดเมื่อเช้าของลูซิเฟอร์ เมื่อบรรยากาศด้านนอกชวนให้ใจไม่สงบ เธอจึงคิดที่จะกลับฐานทัพไปตามลำพังแต่แล้วเสี้ยววินาทีนั้นสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นอะไรบางสิ่งที่กระตุ้นต่อมความรู้สึกสนใจของเธอให้ทำงานขึ้นมาเฉียบพลัน
"น่ะ....นั่นมัน......"
เมื่อดวงตาทั้งสองข้างได้ประสบกับสิ่งนั้นร่างกายและจิตใจของเธอก็ราวกับตกลงไปในมนต์สะกด ความหงุดหงิดความไม่สบายใจ ความรู้สึกเบื่อหน่ายเมือครู่นี้ถูกปัดเป่าหายไปในพริบตาเมื่อได้พบกับสิ่งนั้น เธอเดินตรงไปที่มันราวกับถูกชักจูงด้วยมนต์วิเศษดวงตาที่เคยแสดงความขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลาบัดนี้เปล่งประกายสดใสราวกับอัญมณี ใบหน้าที่เอาแต่บึ้งตึงกลับมีรอยยิ้ม ๆ ปรากฏขึ้นมาทันที
"...เพนกวิน......"
หญิงสาวเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าร้านขายสัตว์เลี้ยงแปลก ๆ ที่อยู่ในย่านขายสัตว์เลี้ยงจากทั่วทุกมุมโลก เธอจ้องมองเจ้านกเพนกวินที่อยู่ในตู้กระจกขนาดยักษ์ ด้วยแววตาประดุจหญิงสาวที่ต้องอยู่ในห้วงรักจนถึงขั้นพร่ำเพ้อ พอยิ่งเห็นมันหันมามองและเดินตรงมาหา เธอก็ยิ่งอยากจะกระโดดเข้าไปกอดมันจนแทบจะพังตู้กระจกเข้าไปเลยทีเดียว แต่แล้ววินาทีต่อมาเธอก็ได้เห็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งที่อยู่ในร้านขายนก
"..นะ...นกเงือก!!"
เรย์กิวไม่รอช้าที่จะวิ่งไปหานกเงือกตัวนั้น มันเป็นนกเงือกที่ถูกเลี้ยงมาจนเชื่องจึงไม่กลัวคนแม้แต่น้อย พอเรย์กิวไปให้ความสนใจกับมันเจ้าของร้านก็จัดแจงให้มันขึ้นมาเกาะบนแขนของเธอทันที แต่ด้วยราคาที่แพงมากและตัวเธอเองก็ไม่มีที่จะเลี้ยงเรย์กิวจึงต้องอำลาจากเจ้านกที่แสนน่ารักไปด้วยอาการเศร้าใจนิด ๆ หญิงสาวเดินออกมาจากย่านขายสัตว์เลี้ยงได้นิดหน่อยเธอก็ได้พบกับของอีกสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นต่อมไม่แพ้กับเจ้านกสองตัวเมื่อครู่ มันเป็นนกที่ไม่ใช่นก หากแต่เป็นตุ๊กตารูปนกตัวกลม ๆ สีแดง
"Angry Brid!!"

เจ้าตุ๊กตามาสคอทนาม Angry Brid ที่ตั้งอยู่ในตู้โชว์ของร้านขายตุ๊กตาและเครื่องนอน ทำให้เรย์กิวออกอาการ 'จะเอากลับบ้าน' แบบเดียวกับตอนดูนกเพนกวินขึ้นมาอย่างรุนแรงจนลีมมองรอบ ๆ ตัวไปเลยทีเดียว
"เธอชอบเจ้านี่เหมือนกันเหรอเรย์กิว?"
เสียงชายหนุ่มที่ฟังคุ้นหูดังผ่านโสตประสาท เรย์กิวสะดุ้งเฮือกพร้อมกับหันไปมองเจ้าของเสียงทันทีและภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำเอาแทบช็อคเมื่อเจ้าของเสียงก็คือลูซิเฟอร์ที่กำลังยืนกินซาลาเปาอย่างอร่อยอยู่ มือซ้ายถือถุงใบใหญ่ที่มีซาลาเปาบรรจุอยู่หลายลูก
"Angry Brid ได้ยินมาจากโคกิว่าเจ้านี่ฮิตมาก ๆ เลยเมื่อสมัยก่อน ไม่ยักรู้ว่าเธอจะ......"
>>>What Next On Rise The Blue Eagle And Revive The Girl?