หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Reason of Willful & The Girl with Emerald Dragon [Side Story]  (อ่าน 405 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 526


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 02:05:39 AM »

SIDE STORY OF TSC SPACE ROUTE PEROID EPISODE 8 AND 9
-Reason of Willful & The Girl with Emerald Dragon [1]

ย้อนไปเมื่อสามวันก่อนที่บลูกาแลคเซียแองเจิ้ลได้ทำการถอนตัวจากการเข้าโจมตีL1โคโลนี่ มายังฐานดาวเคราะห์น้อยนี้เพื่อทำการเติมเสบียง วางแผนการจู่โจมใหม่ และทำการซ่อมแซมความเสียหายต่างๆจากการโจมตีที่ผ่านมา....
ณ ห้องขังสำหรับผู้กระทำความผิดและถูกลงโทษ...

“ถึงแล้วล่ะ อดทนอยู่ในนี้ไปสักพักนะ อาจจะลำบากสักหน่อย แต่ถ้ามีอะไรก็เรียกทหารที่อยู่ข้างนอกนะ...นี่! นายฟังอยู่รึเปล่า?” ฟาเฟลที่พาไกด์มาถึงห้องขัง พร้อมกับอธิบายถึงกับค้อนเพราะตอนนี้เหมือนกับว่าไกด์จะใจลอยไม่ได้ฟังที่เธอพูดแม้แต่น้อย... และดูเหมือนอาการค้อนของเธอจะไม่ค่อยได้ผล เพราะไม่สามารถทำให้เขาสนใจได้เท่าไร ทั้งที่ปกติไกด์มักมีปฏิกิริยามากกับเรื่องแบบนี้เสมอ

“อ๊ะ! อืม..ฟังอยู่....ขอบใจนะ ไม่เป็นหรอก แค่นี้สบายมาก”ไกด์ที่ได้ฟังและได้มองเห็นแบบนั้นก็รู้ตัวก็เลยตอบไป แต่ดูท่าทางเขาก็ยังคงซึมไม่หาย...จะว่าไปก็ไม่ใช่เพราะกัปตันไลล่า หรอก เขาซึมอย่างนี้ตั้งแต่ออกมาจากค็อกพิทและไปทำแผลแล้ว และเขาก็เหมือนคิดอะไรในใจอยู่มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วด้วย

“กึง!ชั้นปลดกุญแจมือให้ล่ะนะ”ฟาเฟลแอบมองไกด์หลังจากที่เธอปลดกุญแจมือให้ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร เพียงแต่เดินเข้าไปนั่งในข้างในห้องขังเงียบๆ

“งั้นชั้นไปก่อนนะ อย่าลืมล่ะ ถ้ามีอะไรก็เรียกได้นะ มีคนเฝ้าอยู่ข้างนอกนะ”ฟาเฟลทิ้งท้ายก่อนเธอจะก้าวเท้าออกไปและปิดประตูห้องขัง เธอยังคงแอบมองเขาอยู่เพียงเล็กน้อย ด้วยความเป็นห่วง ซึ่งครั้งนี้ไกด์ตอบสนองเธอด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับคำพูดสั้น “อืม” ก่อนจะก้มหน้านิ่งลงไป  ซึ่งมันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นแม้แต่น้อย....

ฟาเฟลเดินออกมาจากห้องขังด้วยความไม่สบายใจ เพราะเธอเข้าใจดีว่าที่กัปตันทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว....แต่ที่เธอกังวลคือ การที่ไกด์ดูเงียบไม่พูดไม่จา ไม่เป็นเหมือนไกด์ที่เธอรู้จัก และยิ่งได้เป็นคนที่ต้องมาส่งตัวเขาที่ห้องขังแล้ว ตลอดตั้งแต่ออกจากห้องประชุมมาเขายังไม่พูดอะไรสักคำเดียวทั้งที่เธอหาเหตุคุยกับเขาตลอด ทำให้เธอยิ่งคิดว่าที่ไกด์นิ่งแบบนี้ไม่ใช่เพราะเรื่องโดนลงโทษ แต่มันต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น

“นี่เราทำอะไรไม่ได้เลยเหรอ.....ได้หมอนั่นช่วยไว้ตั้งสองครั้งแท้ๆ.....เอ๊! ทำไมเราต้องคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณหมอนั่นด้วย ......ไม่ๆๆๆๆ!!!! คนเหยาะแหยะอย่างนายน่ะ ชั้นเกลียดๆที่สุดเลย.....เกลียดนาย!!.....บ้าๆ!!....เฮ่อๆๆ!!”ฟาเฟลคิดเองเออเองจนเหนื่อย แต่สุดท้ายแล้ว....

“ทั้งที่ชั้นเกลียดนายแท้ๆ ทำไมนายต้องมาทำเป็นดีกับชั้น ...เพราะอะไรกันนะชั้นถึงจะต้องมาเป็นทุกข์เรื่องของนายด้วย..ทำไมชั้นต้องห่วงนาย......เรานี่มัน.....บ้าจริงๆ..”ฟาเฟลเอนหลังพิงผนังทรุดตัวลงอย่างหมดแรงพร้อมกับเอามือมากุมศีรษะด้วยความเครียดกับตัวเอง

ทางด้านโรงเก็บหุ่นของบลูกาแล็คเซียแองเจิ้ล
 ที่นี่ยังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เพราะเหล่าทหารช่างต่างก็ต้องวิ่งวุ่นทั้งในการเติมยุทโธปกรณ์ต่างให้กับหุ่นรบทุกเครื่อง ไหนจะเรื่องซ่อมแซมความเสียหายของแต่ละเครื่องอีก ไหนจะต้องมีปัญหากับหุ่นมังกรเครื่องใหม่ที่เก็บมาอีก ไหนจะต้องแข่งกับเวลาที่จะต้องรีบทำเพราะจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการบุกครั้งต่อไป......

บริเวณจุดเก็บจอร์มันแกนด์ ที่นี่บรรดานายช่างต่างพยายามจะเปิดค็อกพิทออกมาให้ได้ แต่สุดท้ายไม่ว่าจะลองใช้อะไรก็ไม่สามารถจะเปิดฝาค็อกพิทของหุ่นตัวนี้ออกมาได้ จนเอ็ดเวิร์ดตัดสินใจใช้วิธีสุดท้ายนั่นคือ ใช้เครื่องเจาะทะลวงค็อกพิทออก เพื่อจะได้นำนักบินออกมาให้ได้..เพราะสภาพของหุ่นตัวนี้เองก็เสียหายหนักพอสมควร ซึ่งทำให้นักบินมีความเสี่ยงที่จะเป็นอันตราย ดังนั้นจึงต้องรีบนำนักบินออกมาอย่างเร่งด่วน ถึงเป็นศัตรูก็ตาม นี่เป็นจรรยาบรรณของเอ็ดเวิร์ดเอง

“เอ้า!เตรียมเครื่องเจาะเลย ยังไงก็ต้องเปิดฝาค็อกพิทมันออกมาให้ได้ อย่างน้อยจะได้ดูว่าสภาพนักบินเป็นยังไง เอ้าเร็วๆสิ......อะไร!!...ยังหนุ่มยังแน่นแค่นี้ชักช้า มานี่ชั้นเอง”เอ็ดเวิร์ด เมื่อเห็นทหารช่างลูกทีมมัวแต่ชักช้าจึงคว้าเครื่องเจาะมาจะทำงานเอง ตามประสาคนแก่ที่ไฟยังคงร้อนอยู่....

“อย่าโกรธกันเลยนะ......ไว้จะซ่อมใหม่ให้ เอาล่ะ ย้าก!!!!!”เอ็ดเวิร์ดกำลังจะลงมือทันที แต่ว่า....

“หยุดก่อน....!!!! ลุง อย่าพึ่ง แฮ่ก!!”เสียงห้ามของลูชิเฟอร์ดังมาแต่ไกล ทำให้เอ็ดเวิร์ดหยุดมือไว้ได้ทัน ก่อนที่ลูชิเฟอร์จะวิ่งมาถึงแล้วหยุดพักด้วยความเหนื่อย....แต่เอ็ดเวิร์ดเองก็เริ่มบ่นต่อทันที “หา! มีอะไรหือ ไอ้หนุ่มบ้าแรง!! มีอะไรถึงมาหยุดชั้นตอนนื้ฟะ!....มีเวลาว่างก็ไปพักสิเฟ้ย!..นี่มันงานชั้นนะ เห็นมั้ยเนี่ยกำลังยุ่งอยู่ทีเดียว ไหนอะไร...มีอะไรว่ามา!!”

“คือว่า ได้ยินว่ากำลังจะเปิดห้องควบคุมของเจ้านี่ใช่มั้ยลุง ขอผมอยู่ดูด้วยคนสิ...”ลูชิเฟอร์พูดแล้วก็ยิ้มพร้อมหัวเราะแฮะๆ

“อะไรนะ เหตุผลแกมีเท่าเนี้ย หนอยไอ้หนุ่มนี่!!....”เอ็ดเวิร์ดทำท่าจะตวาดต่อ แต่ลูชิเฟอร์สวนขึ้นมาซะก่อน

“โธ่! ลุงผมก็อยากเห็นนักบินของหุ่นตัวนี้อยู่นะ ก็ยัยนี่เป็นคู่ต่อสู้คนสำคัญของผมเลยนะ แถมยังเป็นคนช่วยผมไว้ด้วย ก็อยากจะเห็นหน้าและขอบคุณเค้าซะหน่อย อีกอย่างผมก็อยากจะรู้ว่าเค้าจะหน้าตาเหมือนยักษ์ตามนิสัยรึเปล่า ฮ่าๆ”ลูชิเฟอร์ให้เหตุผลต่อไป พร้อมกับนึกถึงหน้าตาของนักบินของจอร์มันแกนด์เป็นผู้หญิงที่เหมือนกับยักษ์

“...เออ ก็ได้ แต่แค่เจอก็พอนะ จากนั้นก็คงต้องส่งนักบินคนนี้ไปให้กับฝ่ายสืบสวนล่ะนะ”เอ็ดเวิร์ดพอได้ฟังเหตุผลก็พอจะเข้าใจอยู่ เพราะยังไงก็ตาม ถ้าปกตินักบินที่เป็นฝ่ายศัตรูเมื่อช่วยออกมาแล้ว หากไม่ได้รับบาดเจ็บมากมาย ก็จะถูกส่งตัวให้กับฝ่ายสืบสวนแน่นอนเป็นไปตามขั้นตอนน่ะ กว่าจะผ่านขั้นการสืบสวนอะไรมากมายคงจะนานพอดูกว่าจะได้พบกันน่ะ... และเขาก็ตัดสินใจให้ลูชิเฟอร์อยู่พบกับนักบินของหุ่นเครื่องนี้ได้.....และเขาก็เริ่มงานต่อ

“ทีนี้ล่ะ เอาล่ะนะ วี้!!! กึงๆๆๆๆๆ!!!!”เอ็ดเวิร์ดตั้งท่าพร้อมกับเจาะเครื่องเจาะลงไปบนจอร์มันแกนด์ทันที

“ตูมมมมม!! วี้~~~วู”เครื่องเจาะถึงกับทื่อทันทีและมันก็ระเบิดจนควันขึ้น สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนที่อยู่ในที่นั้นกันมากรวมถึงลูชิเฟอร์ด้วย เพราะมันไม่สามารถทะลวงหรือสร้างริ้วรอยให้กับส่วนค็อกพิทได้เลยแม้แต่น้อย

“หนอย!!! อะไรจะหนาขนาดนี้ ขนาดใช้ของหนักแล้วก็ยังไม่ยอมเปิดอีกรึ ถ้างั้นคงต้องใช้ระเบิดแล้วมั้งนี่”เอ็ดเวิร์ดบ่นเล็กน้อยเพราะแม้แต่เครื่องเจาะยังใช้ไม่ได้ จริงๆตั้งแต่ลองเปิดมาได้ลองใช้ตั้งแต่เครื่องตัดเลเซอร์ความร้อนสูงมาก่อนแล้วแต่ก็ไม่ได้ผล....สรุปตอนนี้นอกจากใช้ระเบิดก็คงไม่มีทางอื่น...แต่ถ้าใช้มันก็อันตรายกับนักบินเกินไป เอ็ดเวิร์ดจึงได้แต่ต้องนั่งลงใช้ความคิดต่อไป

“งั้นไว้เป็นหน้าที่ผมเองลุง ผมจัดการเอง”ลูชิเฟอร์พูดขึ้นพร้อมกับกำหมัดแน่น

“อ้อ แกจะลองเปิดรึ.....แกจะทำไง หือ..ไอ้หนุ่ม”เอ็ดเวิร์ดหันไปถามตามเสียง

“แน่อยู่แล้วลุง ก็เปิดมันด้วยกำปั้นนี่ล่ะ”ลูชิเฟอร์ตอบ

“ไอ้บ้านี่!!! แกไม่เห็นรึไงว่า ขนาดเครื่องเจาะแรงสูง หรือเครื่องเปิดด้วยเลเซอร์ความร้อนก็ยังเปิดไม่ได้น่ะ”เอ็ดเวิร์ดตวาดพร้อมกับชี้นิ้วไปทางซากเครื่องมือที่ใช้งานไม่ได้

“เดี๋ยวคอยดูก็แล้วกันลุง”ลูชิเฟอร์ง้างกำปั้นเตรียมชกใส่ค็อกพิทสุดแรง

“เกิดมือแกกระดูกหักไปชั้นไม่รู้นะ แถมก็จะโดนกัปตันว่าด้วย ไหนจะอีก เตรียมทำใจเรื่องนั้นไว้รึยัง…..เฮ้ย”เอ็ดเวิร์ดยังพูดไม่ทันจบ

“ย้าก!!!!”ลูชิเฟอร์คำรามพร้อมกับกำปั้นที่ง้างไว้ต่อยไปตรงค็อกพิทสุดแรงเกิด
วิ้งๆๆ!! แว่บ ขณะที่กำปั้นของลูชิเฟอร์สัมผัสโดนค็อกพิท มันก็เปล่งแสงสว่างวาบ ส่วนกำปั้นของลูชิเฟอร์ก็ทะลุผ่านฝาปิดค็อกพิทเข้าไปได้อย่างง่ายดาย…จนทุกคนถึงกับตกตะลึง แม้แต่เอ็ดเวิร์ดยังงง แน่ล่ะแม้แต่เจ้าของกำปั้นก็ยังงงไม่หาย

“มัน….อะไรกันล่ะนั้น!!!!”เอ็ดเวิร์ดพูดออกมาอย่างงๆ กับภาพที่เห็นตรงหน้า กำปั้นของลูชิเฟอร์ทะลุผ่านค็อกพิทเข้าไปซะงั้น

“เฮ้ย!!! มือเรา ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะเนี่ย เอ๊ะ!แต่ก็ยังขยับได้ ควับๆ!!....หมับ!!! นุ่มนิ่ม”ลูชิเฟอร์ตกใจเล็กน้อยแต่เมื่อรู้สึกว่ามือยังขยับได้ ถึงจะมองไม่เห็นแต่เขาก็ควานมือในค็อกพิทไปเรื่อยๆจนไปจับเข้ากับสิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกว่ามันนุ่มนิ่ม

“เอ๊ะนี่มันอะไรน่ะ”ลูชิเฟอร์หยุดมือและขยับตัวจะเข้าไปในค็อกพิท เพราะเขาเข้าใจว่ามือเข้าไปได้ตัวก็ต้องเข้าไปได้เช่นกัน จะได้รู้ว่าจับโดนอะไรด้วย….  แต่ทหารช่างหลายคนก็ร้องห้ามเพราะมันไม่ปกติ แม้แต่เอ็ดเวิร์ดก็ด้วย แต่ลูชิเฟอร์ไม่สนใจเพราะเขารู้สึกว่ามันไม่ได้อันตรายสักนิด….เมื่อเขาขยับเข้าไปใกล้มันก็เปล่งแสงอีกครั้ง แต่คราวนี้….
แว่บ!!...วิ้ง!!! ซู่ม!!

“เฮ้ย!!..แสบตา”ลูชิเฟอร์รู้สึกแสบตากับแสงคราวนี้เขาจึงหลับตา ด้วยความที่ต้องป้องแสงเขาจึงเผลอดึงมือที่คว้าอะไรที่ค็อกพิทนั้นได้ออกมาพร้อมกันด้วย แต่คราวนี้เขาไม่รู้ว่ามันเปล่งแสงออกมาพร้อมกับเผยร่างสิ่งหนึ่งออกมาจากค็อกพิทนั้นเพราะเขา…
ตุบ!...นี่มันอะไรเนี่ย อะไรมาทับชั้นเนี่ย! เฮ้ย! ตุบ!”ลูชิเฟอร์บ่นขณะที่เขาต้องหลับตาเพราะแสงที่จ้านั่น แถมมีอะไรมาทับตัวเขาก็ไม่รู้ แถมยังทำให้เขาล้มลงซะด้วยเพราะไม่ทันระวัง…เมื่อแสงนั้นหายไปทหารช่างทุกคนก็ร้อง…..โอ้โห!!!!!!!!!!!!!!! กันซะยกใหญ่เสียงดังเซงแซ่ไปทั่วโรงเก็บกันเลยทีเดียว
แน่ล่ะก็ภาพที่ทุกคนเห็นก็คือลูชิเฟอร์กับสาวน้อยคนหนึ่งกำลังนอนกอดกันบนพื้น….

“เสียงดังอะไรกันนะ”ลูชิเฟอร์บ่นขณะที่กำลังลืมตา

“ไง รู้สึกดีรึเปล่า….ไอ้หนุ่ม..หืม….ไม่เห็นจะเหมือนยักษ์อย่างที่แกว่าเลยนี่ ยักษ์อะไรจะบอบบางได้ขนาดนี้…”เอ็ดเวิร์ดนั่งลงมากระซิบแซวลูชิเฟอร์ พร้อมกับชายตามองสิ่งที่ทับลงอยู่บนร่างของเขา และมีที่คว้าจับอะไรสักอย่างอยู่

“พูดบ้าอะไรน่ะลุง…ไม่เห็นจะเข้าใจ….เฮ้ย!! นี่มัน”ลูชิเฟอร์ตกใจทันทีเมื่อเขารู้ว่ามีสาวน้อยมาทับอยู่บนร่างของเขา แถมเขาก็รู้อีกด้วยว่าไอ้ที่มันนิ่มๆน่ะมันคืออะไร …

“ลูชิเฟอร์รีบถอนมือที่จับบนสิ่งนั้นออกทันที พร้อมกับขยับตัวลุกขึ้น นั่นทำให้เขาได้เห็นหน้าของนักบินสาวน้อยผมสีเหลืองของจอร์มันแกนด์ที่หลับตาพริ้มอยู่บนอ้อมแขนของเขา นั่นทำให้เขาตกตะลึงอย่างมากกับความน่ารักของเธอเป็นอย่างมาก

“มะ….ไม่อยากจะเชื่อเลย….ยัยเซเรน ตัวจริงน่ารักได้ขนาดนี้เลยรึ”ลูชิเฟอร์ตะลึงอยู่อย่างนั้น..และคงจะตกตะลึงอยู่อย่างนั้นหากไม่ได้ยินเสียงตวาดของเอ็ดเวิร์ด

“เฮ้ย! ช่วยเขาออกมาได้แล้ว ก็พาเขาไปห้องพยาบาลสิเฟ้ย เห็นมั้ยว่า เขาสลบอยู่ หา!ไอ้หนุ่ม!”

“เอ่อ….คะ…ครับ”ลูชิเฟอร์ลนลานพร้อมกับอุ้มร่างของเธอวิ่งตรงไปยังห้องพยาบาลทันที ท่าทางของลูชิเฟอร์สร้างเสียงหัวเราะให้กับทหารช่างที่อยู่บริเวณนั้นที่เห็นกันได้เป็นอย่างมาก

“เอ้าๆๆ มีงานเหลืออยู่กลับไปทำงานกันได้แล้วพวกแก ยังมีงานเหลืออีกเพียบ”เอ็ดเวิร์ดปล่อยให้ลูกน้องคลายเครียดกันไปเล็กน้อยก่อนจะตะโกนสั่งให้กลับไปทำงาน ซึ่งทุกคนก็ปฏิบัติตามกันอย่างรวดเร็ว
เอ็ดเวิร์ดมองไล่หลังลูชิเฟอร์พร้อมกับบ่นไปว่า “ไอ้บ้าแรงนี่..มันก็บ้าดีจริงๆแฮะ”

“แต่ทั้งๆที่ทุกคนออกจะหัวเราะกันเสียงดังขนาดนี้แท้ๆนะ…แต่ยัยหนูนั่นกลับไม่หัวเราะเลยแม้แต่น้อย…เรื่องคราวนี้คงจะเครียดพอดูเลยล่ะสินะ..เอาเถอะชั้นเชื่อว่าถ้าเป็นเด็กคนนั้นก็คงหาทางแก้ไขด้วยตัวเองได้ล่ะนะ”เอ็ดเวิร์ดพูดประโยคนี้ก่อนจะมองไปยังค็อกพิทของโซลน่อลเซเวียร์….
ค็อกพิทของโซลน่อลเซเวียร์ 
ฟิริน่า เวลรากัส อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เลิกการประชุม สีหน้าของเธอดูเคร่งเครียดมาตั้งแต่เข้ามาที่นี่แล้ว  นั่นก็เพราะเธอกำลังต้องการที่จะรู้ให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับไกด์ในตอนนั้นกันแน่

“เฮ้อ! ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็หาไม่ได้เลยแฮะ แปลกจังนะ ปกติเวลาที่ระบบรวนหรือผิดพลาดเกิดอะไรขึ้นมาจะต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้แท้ๆ หรือว่าไม่ได้เป็นเพราะระบบกันนะ”ฟิริน่าถอนหายใจ พร้อมกับเอนหลังพิงที่นั่งด้วยความท้อใจและเหนื่อยใจ

“มาสเตอร์คะ พักหน่อยเถอะค่ะ ตั้งแต่กลับมาก็ยังไม่ได้พักเลยนะคะ การหักโหมมากเกินไป มันไม่ดีต่อสุขภาพนะคะ”ไวส์ที่คอยอยู่ข้างๆเตือนฟิริน่าด้วยความเป็นห่วง

“ใช่ค่ะๆ คุณฟิริน่าดูเหนื่อยมากเลยนะคะยังไงก็พัก…!”โซลยังพูดไม่ทันจบ
ตุ้บ! สันมือของไวส์ก็ฟาดลงบนศีรษะ

“อุ้ย!เจ็บนะคะพี่ไวส์ มาตีหัวหนูทำไมคะนี่”โซลบ่นอุบ

“ทำโทษไงล่ะ ก็เพราะเธอจำอะไรไม่ได้เลย มาสเตอร์ของพี่ถึงต้องเหนื่อยขนาดนี้ไงล่ะ”ไวส์ดุโซลที่ทำให้ฟิริน่าต้องเหนื่อย เพราะฟิริน่าไม่สามารถถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากโซลได้เลย

“ขอโทษค่า! ที่หนูจำอะไรไม่ได้เลย พอมาสเตอร์ใช้โค้ด หนูก็หลับไปทั้งอย่างนั้นล่ะค่ะ โซลนี่ไร้ประประโยชน์จริงๆสินะคะ ขอโทษค่ะ ฟิริน่าจัง!!ฮือๆ!!”โซลสำนึกผิดพร้อมกับน้ำตาปริ่มๆแล้วก็ร้องไห้นิดๆ

“จ้าๆ ไม่เป็นไรหรอกโซลจัง ตรงนั้นชั้นพอจะเข้าใจล่ะจ้ะ ว่าเป็นเพราะอะไร”ฟิริน่ากอดโซลพร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไร

“มาสเตอร์ เข้าใจแล้วเหรอคะ”ไวส์ถามขึ้น

“อืม! จะโทษโซลจังไม่ได้หรอกนะ จริงๆแล้วที่โซลจังไม่รู้ก็เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นนะ นี่ไง!เพราะปกติชั้นให้โซลจังติดระบบจำกัดพลังงานที่1เอาไว้น่ะคะ ซึ่งจะทำให้พลังงานไดเมนชั่นสเฟียร์ของโซลน่อลเซเวียร์ถูกจำกัดเอาไว้ให้ไม่เกินระดับ30- 40% ตลอดเวลา นั่นเพื่อความปลอดภัยของไกด์คุงและโซลจังด้วย ถึงแม้ในการต่อสู้ครั้งนี้โซลจังจะยอมคลายตัวล็อคระบบพลังงานนั้นไปเป็น60%แล้วก็ตาม  แต่ไกด์คุงทำลายก็ตัวล็อคระบบพลังงานนั้นทิ้งโดยใช้โค้ดสำหรับปลดล็อคลิมิตเตอร์ที่จะทำให้ใช้พลังงานได้เกิน100% ซึ่งอยู่ๆการใช้โค้ดนี้เลยก็ทำให้โซลจังได้รับผลจากแรงช็อค
จากการที่ตัวล็อคพลังงานตัวแรกถูกทำลายทำให้โซลจังขาดการรับรู้ไปชั่วขณะหนึ่งไงล่ะ”ฟิริน่าอธิบาย

“แตกต่างจากกรณีของชั้นกับไวส์จังที่ปกติไม่เคยมีตัวล็อคระบบพลังงานที่1แต่แรก ดังนั้นถึงจะปลดลิมิตเตอร์ออกมาก็ไม่ส่งผลกระทบต่อไวส์จังเลยไงล่ะ”ฟิริน่าอธิบายต่อ

“อืม แบบนี้นี่เอง”ไวส์พยักหน้ารับ โซลเองก็เช่นกัน

“แต่ไหนมาสเตอร์บอกว่าไม่เจอร่องรอยอะไรเลยนี่คะ”ไวส์เห็นฟิริน่าอธิบายซะเสร็จสรรพ แต่ไหงตอนแรกบอกไม่เจอร่องรอย

“ไม่ใช่อันนี้หรอกที่ชั้นหาอยู่น่ะไวส์จัง ที่ชั้นหาอยู่น่ะ คือ….สาเหตุที่โซลน่อนเซเวียร์อาละวาดไปในตอนนั้นต่างหากล่ะคะ ..”เมื่อพูดมาถึงเรื่องนี้ฟิริน่าเองก็มีสีหน้าเศร้าและเครียดลงอีกครั้ง…
ทั้งไวส์และโซลก็สังเกตเห็น ซึ่งทั้งสองเองก็รู้ว่าฟิริน่าไม่สบายใจเรื่องนี้มากๆ ดังนั้นทั้งสองเองก็เริ่มลงมือหาต่ออย่างเต็มที่

“ถ้าตอนนั้นเราไม่ทำผิดพลาดล่ะก็..มันเป็นความผิดของเรา”โซลคิดในใจ ระหว่างที่ทำการหาร่องรอยต่อ สำหรับโซลแล้วเรื่องนี้เองก็เป็นเรื่องที่เธอทุกข์ใจมาก เพราะเธอผิดพลาดทำให้มาสเตอร์ของเธอตกอยู่ในอันตราย ถึงเขาจะไม่ได้โทษเธอเลยแม้แต่น้อย …..“ไม่ใช่ความผิดของโซลหรอกนะ มันเป็นความผิดของชั้นเอง ถ้าตอนนั้นชั้นควบคุมสติเอาไว้ได้ มันก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอกนะ…..เพราะงั้นอย่าคิดมากล่ะ อ้อ!วันนี้ชั้นขอโทษนะทำให้เธอบาดเจ็บมากเลย  ชั้นจะบอกให้ฟิริน่ารีบมาทำแผลให้นะ แล้วจะเลี้ยงขนมเป็นการไถ่โทษด้วยละกัน”นั่นเป็นคำพูดพร้อมรอยยิ้มของมาสเตอร์ของเธอ ก่อนจะออกจากค็อกพิทไปเข้าห้องประชุม แต่เธอก็สังเกตเห็นน่ะแหละนะว่าถึงแม้เขาจะยิ้ม แต่แววตาของเขาก็แฝงด้วยความเศร้าอยู่ล่ะนะ”
โซลหยุดมือเล็กน้อยพร้อมกับนำมือมาลูบแผลที่ท้องของเธอที่บัดนี้มันค่อยๆจางหายไปแล้ว เหลือเพียงแค่ผ้าพันแผลที่ไกด์พันไว้ให้ แววตาของเธอก็เริ่มเศร้าหมองลง “มาสเตอร์คะ ทั้งที่ปล่อยไว้เฉยๆแผลนี่ก็จะหายไปเองแท้ๆ แม้แต่เวลาต่อสู้ก็ยังเป็นห่วงเรา ทั้งที่เราเป็นเฮลฟิ่งเอลฟ์แท้ๆ แต่กลับต้องให้มาสเตอร์มาคอยเป็นห่วงเรา …แถมยังดูแลเราอยู่ตลอดเวลา….ใช่แล้วที่มาสเตอร์เข้มแข็งก็เพราะมาสเตอร์มีสิ่งที่อยากปกป้องและมาสเตอร์ก็ต่อสู้เพื่อสิ่งนั้น ดังนั้นเราในตอนนี้…เราตัดสินใจแล้วเราจะต้องเข้มแข็งกว่านี้…เข้มแข็งขึ้นเพื่อปกป้องมาสเตอร์และเพื่อที่จะได้เป็นกำลังให้มาสเตอร์ได้บ้าง...”แววตาของโซลเปลี่ยนไปเป็นจริงจังเธอตัดสินใจได้แล้ว

“ฟิริน่าจัง โซลมีเรื่องจะขอร้องล่ะค่ะ”โซลพูดขึ้น นั่นทำให้ไวส์สนใจด้วย

“ว่ามาสิคะโซลจัง”ฟิริน่า

“โซลอยากให้ฟิริน่าจังถอดระบบจำกัดพลังงานที่1ออกให้หน่อยค่ะ”โซลพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ถอดระบบจำกัดพลังงานที่1ออก เพื่อที่จะให้โซลน่อลเซเวียร์สามารถใช้พลังได้อย่างอิสระไปจนถึง100% น่ะเหรอ ….ไม่ได้หรอก พลังงานไดเมนชั่นสเฟียร์ของคอร์พลังงานของโซลน่อลเซเวียร์น่ะมีมากเกินไป ต่างกับฟาเรน ชูไวส์นะ แถมระบบการจ่ายพลังงานน่ะก็ต่างกัน โซลน่อลเซเวียร์จะจ่ายพลังงานแบบต่อเนื่องในระดับสูงมาก ผิดกับฟาเรน ชูไวส์ ที่จะจ่ายพลังงานสูงควบคู่กับพลังงานแบบอ่อนทำให้ไม่เป็นภาระของเฮลฟิ่งเอลฟ์มากนัก  นอกจากนี้ยังต้องปล่อยพลังงานและสะสมพลังงานต่อเนื่องด้วย ภาระมันจะไปตกอยู่กับเฮลฟิ่งเอลฟ์อย่างโซลจังนะที่จะต้องรับระบบทั้งหมดให้ได้น่ะ ขืนทำแบบนั้นถ้าไกด์คุงรู้เข้าเขาก็คงไม่สบายใจนะ”ฟิริน่าที่รู้ว่ามันอันตรายต่อเฮลฟิ่งเอลฟ์ขนาดไหน ก็ไม่อยากให้โซลทำแบบนั้น

“ฟิริน่าจัง โซลขอให้ฟิริน่าจังเชื่อใจโซลเถอะนะคะ โซลน่ะเป็นเฮลฟิ่งเอลฟ์เพียงคนเดียวที่เข้าคู่กับคอร์พลังงานนี้ได้นะคะ แล้วอีกอย่างตอนนี้โซลอยากจะบอกว่า โซลเข้าใจความรู้สึกของฟิริน่าจังที่อยากปกป้องมาสเตอร์แล้วค่ะ ดังนั้นโซลเองก็เหมือนกัน โซลเองก็อยากปกป้องมาสเตอร์ค่ะ!!! ..ตลอดเวลาที่ร่วมสู้กับมาสเตอร์มา มาสเตอร์พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนโซลตามมาสเตอร์ไม่ทัน และมาสเตอร์กลายเป็นฝ่ายปกป้องโซลมาตลอด ทั้งๆที่หน้าที่ปกป้องและซัพพอร์ตไพล็อตเป็นหน้าที่ของเฮลฟิ่งเอลฟ์แท้ๆ ดังนั้นโซลอยากจะเข้มแข็งกว่านี้ อยากเป็นพลังให้กับมาสเตอร์ค่ะ”โซลกุมมือฟิริน่า พร้อมกับสายตามุ่งมั่น

“โซลจัง!!”ฟิริน่า อึ้งไปกับสิ่งที่โซลพูดเล็กน้อย แต่เธอก็เข้าใจอยู่นะว่าโซลเองก็อยากเป็นกำลังให้กับไกด์และไม่อยากให้เกิดเรื่องอย่างวันนี้อีก แต่ว่ามันอันตรายเกินไป

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มาสเตอร์ ทำตามที่เค้าขอร้องเถอะค่ะ”ไวส์พูดขึ้น

“ไวส์จัง……อืม!....ก็ได้ค่ะ ชั้นจะทำให้ แต่ว่าโซลจังต้องผ่านการทดสอบนี้ให้ได้ก่อนนะคะ”ฟิริน่ายอมปลดระบบให้แต่ก็ขอทำการทดสอบก่อน

“ขอบคุณค่ะฟิริน่าจัง จะทดสอบอะไรโซลก็จะผ่านไปให้ได้ค่ะ ว่าแต่จะทดสอบอะไรรึคะ ฟิริน่าจัง”โซลดีใจก็จริงแต่ก็สงสัยกับการทดสอบนิดหน่อย

“ชั้นจะทดลองปลดระบบให้เป็นพลังงาน100% ตลอดเวลา ซึ่งชั้นจะให้โซลจังทนอยู่ในสภาพนี้ให้ได้ 2 ชั่วโมงติดกันค่ะ ถึงแม้จะเป็นแค่ซิมูเลชั่น แต่ก็คือสภาพจริงที่โซลจังจะต้องแบกรับ
ระบบทั้งหมดให้ได้ค่ะ เวลามีให้ถึงแค่วันพรุ่งนี้นะคะ ถ้าโซลจังทำได้ชั้นจะถอดตัวจำกัดที่1ออกให้ค่ะ เอาตามนี้นะคะ ไวส์จังเห็นเห็นด้วยรึเปล่าจ้ะ”ฟิริน่าชี้แจงการทดสอบพร้อมกับถามความเห็นไวส์ไปด้วย

“เห็นด้วยค่ะ มาสเตอร์ โซล พยายามเข้าล่ะ”ไวส์เห็นด้วยพร้อมกับให้กำลังใจน้องสาว

“ค่ะ โซลจะต้องผ่านไปให้ได้ค่ะ เริ่มได้เลยค่ะ”โซลมุ่งมั่นเต็มที่

“นี่เรา ยังหาสาเหตุของเรื่องนั้นไม่เจอเลยนะโซล ยังไงเรื่องนั้นก็ต้องมาก่อน”ไวส์พูดขึ้น

“ไม่เป็นไรจ้ะ ไวส์จัง ชั้นคิดว่าทำเรื่องของโซลจังไปก่อนก็ได้ บางทีมันอาจเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปด้วยก็ได้นะ เพราะยังไงการหาสาเหตุเรื่องนี้แบบมืดแปดด้านมันคงยาก แต่ถ้าโซลทนรับสภาพนั้นได้ก็จะทำให้โซลน่อลเซเวียร์แข็งแกร่งขึ้น และไกด์คุงก็คงไม่ต้องใช้พลังที่เกินกว่าลิมิตก็ได้”ฟิริน่าคิดว่ามันเป็นการแก้ปัญหาที่ดีในตอนนี้ ซึ่งเมื่อไวส์ได้ฟังเธอก็เห็นด้วย โซลเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน

“งั้นจะเริ่มให้เลยล่ะนะโซลจัง กริ๊กๆๆๆ!!! SOLNON XAVIER LEVEL LIMIT CUT OFF -----ALL ENERGY RELEASE 100% OVER เอาล่ะนะโซลจัง ตั้งจับเวลาให้แล้ว และเมื่อชั้นออกไปก็จะเริ่มนับนะคะ  ไปกันเถอะไวส์จัง”ฟิริน่า เซ็ตระบบต่างๆจนเรียบร้อย แล้วก็เตรียมตัวจะออกจากค็อกพิท เพื่อให้โซลทำการทดสอบ

“เข้าใจแล้วค่ะ…..เอ่อ!คือว่า มาสเตอร์….เอ่อ…โดนลงโทษอะไรบ้างคะ”โซลที่เตรียมพร้อมจะทำการทดสอบ ถามส่งที่เธอไม่สบายใจที่สุดอย่างสุดท้ายออกไป

“ก็โดนลงโทษขังเดี่ยวสามวันน่ะค่ะ แต่เห็นไกด์คุงบอกว่าไม่เป็นไรไม่ต้องห่วง….แต่จริงๆชั้นก็เป็นห่วงอยู่น่ะค่ะ ถ้าโซลจังจะไปเยี่ยมก่อนก็ได้ค่ะ ชั้นจะหยุดระบบให้ก่อน”ฟิริน่าตอบคำถาม

“ไม่เป็นไรค่ะ มาสเตอร์บอกว่าไม่เป็นไร ก็ต้องไม่เป็นไร โซลเชื่อมั่นอย่างนั้นค่ะ เพราะอย่างนั้นโซลจะทำหน้าที่ของตัวเองค่ะ”เมื่อโซลพูดจบค็อกพิทของโซลน่อลเซเวียร์ก็ปิดลงพร้อมกับความมุ่งมั่นของโซล

“พยายามเข้าล่ะโซล”ไวส์พูดให้กำลังใจน้องสาวตัวเอง…ขณะที่ค็อกพิทปิดไปแล้ว

“ถ้าไวส์จังเป็นห่วงก็คอยอยู่ข้างๆก็ได้นะจ้ะ ชั้นกลับห้องคนเดียวได้”ฟิริน่าเห็นไวส์ท่าทางเป็นห่วงก็เลยพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มให้เล็กน้อย

“ชั้นก็ห่วงโซลอยู่หรอกนะคะ เพราะว่าถึงผลการทดสอบตอนนั้นโซลจะเข้ากับโซลน่อลเซเวียร์ได้ดีที่สุดก็จริง แต่ก็ยังไม่เคยได้ทดสอบพลังงานเต็ม100% ของโซลน่อลเซเวียร์เลยสักครั้งนะคะ….แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไรหรอกค่ะ เค้าต้องทำได้แน่ ทุกครั้งที่เห็นโซลมุ่งมั่นโซลมักจะทำสำเร็จได้ทุกครั้งไป….ว่าแต่ว่าตอนนี้ชั้นห่วงมาสเตอร์มากกว่านะคะ ถึงมาสเตอร์จะหลอกคนอื่นได้ แต่หลอกชั้นไม่ได้หรอกค่ะ สภาพร่างกายของมาสเตอร์ที่ตั้งแต่กลับมาแล้วยังมายืนยิ้มอยู่ได้นี่ชั้นรู้ค่ะว่ามาสเตอร์ฝืนมาขนาดไหนแล้ว ถ้าเป็นคนธรรมดาคงล้มพับไปแล้วล่ะค่ะ เพราะงั้นชั้นถึงห่วงมาสเตอร์มากกว่า”

“ชั้นไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เห็นมั้ยว่าชั้นก็แข็งแรง…”
วูบ! ยังพูดไม่จบร่างของฟิริน่าก็ทรุดลงทันที!
ตุบ! โชคยังดีที่ไวส์รับร่างของเธอไว้ทัน... “มาสเตอร์ เห็นมั้ยล่ะคะ ฝืนมากเกินไปแล้ว เป็นอะไรรึเปล่าคะ….เอ๊ะ! มาสเตอร์ตัวร้อนจี๋เลยนี่คะ”แต่ไวส์ก็ต้องตกใจมากเมื่อเธอได้สมผัสตัวของฟิริน่า

“แฮ่กๆ!!...ขอบใจนะไวส์จัง แฮะๆ สงสัยชั้นจะฝืนมากเกินไปจริงๆสินะจ้ะ ”ฟิริน่าไม่สามารถจะกดอาการป่วยของเธอเอาไว้ได้แล้ว… เธอจึงได้แต่ยิ้มแห้งๆให้กับไวส์ แต่ใบหน้าของเธอในตอนนี้มันดูซีดเซียวและอ่อนล้าอย่างมากผิดกับสีหน้าก่อนหน้านี้ลิบลับ เหมือนกับว่าเธอไม่ได้พักผ่อนมาเลยเป็น3-4วัน
นี่ก็คือผลกระทบของการสัมผัสอณูพลังงานไดเมนชั่นสเฟียร์ความเข้มข้นสูงเข้าไปในปริมาณมากในครั้งแรก ซึ่งจริงๆอณูพลังงานนี้จะให้ผลเป็นการวิวัฒนาการและการฟื้นฟูสภาพ แต่การรับเข้าไปมากๆในครั้งแรกก็จะให้ผลเหมือนกับอาการป่วยอย่างหนึ่ง แต่สำหรับฟิริน่าที่มียีนพิเศษนั้นแค่ครั้งเดียวร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันได้เลยและในครั้งต่อไปจะไม่เป็นอะไร… แต่ที่ไกด์ไม่เป็นอะไรเลยนั้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร…

“มาค่ะ ชั้นจะพยุงกลับห้องนะคะ แต่กลับไปแล้วสัญญานะคะว่าจะพักผ่อนก่อนไปเยี่ยมไกด์คุงน่ะ….ห้ามหนีไปก่อนเด็ดขาดนะคะ”ไวส์ค่อยๆพยุงฟิริน่าขึ้นพร้อมกับพูดให้ฟิริน่าดูแลตัวเองก่อน

“จ้ะ สัญญาจ้ะ กลับไปจะนอนก่อนเลยนะ…”ฟิริน่า ยิ้มให้ไวส์ ก่อนจะหลับตาลง……. ที่จริงเธออยากจะไปเยี่ยมเขาสักครั้งก่อนถึงได้ฝืนกดอาการตัวเองมาโดยตลอด เพราะเธอรู้ตัวตั้งแต่หลังจากที่กลับเข้ามาในยานแล้ว แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้คงทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะว่าถ้าหลับล่ะก็คงจะหลับไปเต็มที่แน่ๆ และเธอก็รู้ด้วยว่า3วันนี้ เธอคงไม่สามารถไปเยี่ยมไกด์ได้อีกแล้ว ถึงมันจะน่าเศร้า แต่ก็ต้องยอมรับมันล่ะ แต่อย่างน้อยวันนี้ก็ดีแล้วล่ะที่ช่วยเขาไว้ได้….

“เฮ้อ! สมแล้วที่เป็นมาสเตอร์ของเรา…ช่างอดทนจริงๆนะ รู้ทั้งรู้แท้ๆว่าถ้าใช้สิ่งนั้นแล้วร่างกายตัวเองจะต้องเจออะไรบ้าง แต่ก็ยังตั้งใจที่จะใช้สิ่งนั้น อาการหลังจากนี้น่ะ…เฮ้อ! เราเองก็ทำอะไรให้ไม่ได้แล้ว นอกจากช่วยดูแล อย่างน้อยก็ขอให้ อย่าให้อาการหนักมากก็แล้วกัน…”ไวส์เห็นฟิริน่าหลับไปแล้วเธอจึงพยุงฟิริน่ากลับห้อง ที่เธอถอนหายใจก็เพราะความเป็นห่วงมาสเตอร์เหมือนทุกที….แต่ครั้งนี้ดูจะมากกว่าครั้งก่อนเพราะเธอรู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น
ระหว่างทางที่พยุงฟิริน่ากลับห้อง ไวส์ก็คิดทบทวนเรื่องต่างๆของมาสเตอร์ของเธอ..เพราะที่ฟิริน่าเหนื่อยขนาดนี้ก็เพราะความต้องการของเจ้าตัวเอง เธอไม่สามารถไปห้ามหรือทำอะไรได้ เพราะถ้าเป็นเรื่องของ“เค้า”ยังไงห้ามไปก็ไม่ฟังอยู่ดี แม้จะพูดทุกครั้งก็ตาม…. แต่เธอก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของมาสเตอร์ของเธออยู่นะ เพราะสำหรับมาสเตอร์ตอนนี้ไม่มีใครสำคัญสำหรับมากเท่ากับ “เค้า”คนนั้นอยู่แล้ว... แต่ก็เพราะเรื่องแบบนี้ล่ะทำให้เธอประทับใจในตัวมาสเตอร์ของเธอมากมาย ก็จะมีใครทำเพื่อคนที่ตัวเองรู้สึกแบบนั้น ได้มากเท่ามาสเตอร์ของเธอกันเล่า ถึงจะมีมันคงมีน้อยมากล่ะนะ…. แต่อย่างไรก็ตามถ้ามาสเตอร์ของเธอเข้าใจความรู้สึกที่ตัวมาสเตอร์มีต่อเค้าคนนั่นได้มันก็คงดีไม่น้อยเลยล่ะ…. เมื่อคิดถึงตรงนี้เธอก็อดยิ้มแล้วก็ชำเลืองมองดูมาสเตอร์ของเธอไม่ได้..

“ขนาดเป็นคนป่วยแล้วแท้ๆนะ เวลานอนยังยิ้มอย่างมีความสุข…สงสัยจะฝันดีล่ะสินะคะ..ขอให้มาสเตอร์มีความสุขอย่างนี้ตลอดไปนะคะ”ไวส์พูดพร้อมกับยิ้ม… “แต่อย่างไรก็ตามที่มาสเตอร์ต้องเจอต่อจากนี้จะทำให้เธอยิ้มได้ต่อไปหรือเปล่านะ”ไวส์อดคิดไม่ได้

---------ยังมีต่อนะ-----------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2010, 12:25:34 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 526


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 02:18:17 AM »

SIDE STORY OF TSC SPACE ROUTE PEROID EPISODE 8 AND 9
-Reason of Willful & The Girl with Emerald Dragon [2]

ห้องของเครโอ้
เครโอ้ที่รู้เรื่องจากบริดจ์ว่าไกด์โดนลงโทษก็รู้สึกเป็นห่วง เจ้าหญิงน้อยจึงคิดที่จะไปเยี่ยมไกด์ เพราะว่าตั้งแต่รอดมาได้เพราะไกด์ช่วยชีวิตเธอไว้จนถึงมาอยู่ที่บลูกาแลคเซียแองเจิลนี้ ไกด์ก็มักจะต้องช่วยเหลือเธอบ่อยๆ ดังนั้นก็อยากจะทำอะไรเพื่อไกด์บ้าง ด้วยความที่ตัวเธอถูกเลี้ยงมาแบบสามัญชนจึงทำอะไรเป็นหลายๆอย่าง แต่สิ่งที่เครโอ้ทำไม่เป็นเลยคือทำอาหาร แต่ด้วยความที่เธอเห็นไกด์ดูมีความสุขที่สุดคือตอนไกด์ทานขนมของฟิริน่า ดังนั้นเธอจึงคิดจะทำขนม ถึงแม้จะทำไม่เป็นก็ตาม ดังนั้นเครโอ้จึงคิดจะทำขนมไปให้ไกด์เพื่อไปขอบคุณไกด์และเป็นกำลังใจให้เขา…
“อา….อืม…เอ๊!!.. ไม่ว่าอะไรมันก็ดูอร่อยทั้งนั้นเลยน้า จะทำอะไรไปให้ดีนะ ชูครีม เค้ก อ๊า….คิดไม่ออกเลยแฮะ”เครโอ้ยังคงวุ่นวายกับเรื่องที่จะต้องทำขนมไปให้ไกด์แต่เธอก็ยังคิดไม่ตก

“แต่ว่า…ถึงเลือกได้…เราก็ทำไม่ได้นี่นา ฮือ…จะทำไงดีล่ะเนี่ย!”เครโอ้คิดถึงเรื่องสำคัญที่สุดจนได้ แต่ว่าในที่สุดเธอก็คิดออก

“ทำไมเป็นก็หัดทำสิ ไปหาคนสอนทำดีกว่า ถ้ามีคนสอนยังไงก็ต้องออกมาดีและอร่อยด้วยแน่ๆ….ถ้าอร่อยพี่ไกด์ก็ต้องชอบแน่ๆ”เมื่อเธอคิดได้ เครโอ้ก็รีบวิ่งออกจากห้องทันที เป้าหมายแรกที่เธออยากให้สอนตอนนี้ คือคนที่ทำขนมเก่งที่สุดในยานซึ่งก็คือฟิริน่า เวลรากัส เธอจึงวิ่งไปหาฟิริน่าที่ห้องทันที
เมื่อเครโอ้วิ่งมาถึงหน้าห้องฟิริน่า เครโอ้ก็พบกับไวส์เปิดประตูออกมาพอดี

“ไวส์จังคะ คือว่า ชั้นอยากจะให้คุณฟิริน่าสอนทำขนมหน่อยน่ะค่ะ คุณฟิริน่าอยู่รึเปล่าคะ”เครโอ้ถามไวส์พร้อมกับยิ้ม

“เอ่อ…ก็อยู่ค่ะ ท่านเครโอ้”ไวส์ก้มตัวลงคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับตอบคำถามทันที

“ไม่เอานะ ไวส์จังลุกขึ้นเถอะ แล้วก็เรียกเครโอ้เฉยๆก็ได้ แบบนี้มันเขินนะคะ แล้วก็สัญญากันแล้วนี่ว่าเรื่องนี้จะเป็นความลับนี่คะ จริงๆชั้นก็อาจจะไม่ใช่เจ้าหญิงจริงๆก็ได้นะคะ แต่ถึงเป็นได้จริงๆชั้นก็อาจเป็นได้แค่เจ้าหญิงไร้บัลลังก์ก็ได้นะคะ”เครโอ้ให้ไวส์ลุกขึ้น จริงๆเธอก็ไม่ชอบเรื่องแบบนี้เท่าไร

“ขอประทานอภัยเป็นอย่างยิ่งค่ะ แต่ไม่ว่าอย่างไรชั้นก็คิดว่าท่านต้องเป็นเจ้าหญิงที่มีบัลลังก์ค่ะ ชั้นเชื่ออย่างนั้นค่ะ”ไวส์ลุกขึ้นตามคำสั่ง

“เอาเถอะๆ แล้วแต่ก็แล้วกันนะ ว่าแต่ว่าคุณฟิริน่า ทำงานอยู่รึเปล่าคะ”เครโอ้ยิ้มให้ ก่อนจะถามถึงฟิริน่าอีกครั้ง

“เชิญค่ะ”ไวส์จึงขยับตัวออกจากปากประตู เพื่อให้เครโอ้เข้าไปดูในห้อง

“พี่ฟิริน่าคะ พี่…. อ้าว หลับอยู่หรือนี่”เครโอ้ วิ่งเข้าห้องพร้อมกับเรียกฟิริน่า จนไปพบฟิริน่าที่หลับสนิทอยู่บนเตียง

“เอ๊ะ มีผ้าชุบน้ำด้วยนี่!”ไวส์จังพี่ฟิริน่าไม่สบายเหรอคะ” เครโอ้ ถามไวส์พร้อมกันนั้นเธอก็เดินเข้าไปนั่งข้างๆฟิริน่าที่นอนหลับอยู่

“โอ้โห! ตัวร้อนจี๋เลยนี่คะ ไวส์จังให้คุณหมอดูรึยังคะเนี่ย”เครโอ้พูดพร้อมทั้งเอามือไปสัมผัสกับหน้าผากของฟิริน่าที่หลับอยู่

“คุณหมอก็ช่วยไม่ได้หรอกค่ะ เป็นผลข้างเคียงของการสัมผัสอณูพลังงานไดเมนชั่นเข้มข้นสูงน่ะค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ พอผ่านไปสักระยะอาการก็จะทุเลาลงและก็จะหายไปเองค่ะ ไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิตค่ะ แต่ถึงอย่างนั้น ถึงจะเห็นว่าหลับอย่างสงบนิ่งแบบนี้ แต่จริงๆคิดว่ามาสเตอร์เองก็ทรมานมากๆล่ะค่ะ”ไวส์อธิบาย

“งั้นเหรอคะ…น่าสงสารพี่ฟิริน่าจังเลยค่ะ”เครโอ้พูดพร้อมกับกุมมือของฟิริน่าที่หลับอยู่ไว้ สายตาของเธอดูเศร้าลงไปด้วยเช่นกัน

“ว่าแต่ว่า ท่านเครโอ้ มาหามาสเตอร์มีธุระสำคัญสินะคะ ถ้าอย่างไรชั้นจะรับฝากธุระนั้นไว้ให้ค่ะ”ไวส์ถามขึ้น

“อ่า…อืม…เอ้อ!ไม่มีอะไรค่ะ แค่มีเรื่องจะมาปรึกษานิดหน่อยค่ะ”เครโอ้ยิ้มเจื่อนๆเพราะว่าฟิริน่าไม่สบายแบบนี้ เธอจะมาหาภาระให้ได้ยังไง แถมตัวเธอก็รู้สึกว่าฟิริน่าก็เป็นพี่สาวด้วย เวลาแบบนี้น้องสาวต้องดูแลพี่สาวสิ

“ค่ะ งั้นหรือคะ ถ้าอย่างนั้น รบกวนท่านเครโอ้ ช่วยดูแลมาสเตอร์สักครู่นะคะ พอดีว่าชั้นจะขอตัวไปเตรียมพวกยาลดไข้จากห้องพยาบาลสักครู่นะค่ะ”ไวส์ขอร้องให้เครโอ้ช่วยดูแลฟิริน่า เพราะเธอจะไปเอายาลดไข้และยานอนหลับมาให้ฟิริน่า เพราะอาการหลังจากที่ตัวร้อนแล้ว สักพักก็จะเริ่มทรมานมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไวส์รู้เรื่องนี้เพราะว่าอารันด์เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังแล้วตอนที่เธอยังเด็ก ซึ่งนอกจากปล่อยไว้ให้หายเองก็ไม่มีทางอื่นรักษาได้ และจะหายเมื่อไข้ลดลง ซึ่งต้องใช้เวลาหลายวันเลยทีเดียว..และไวส์เองก็เล่าให้ฟิริน่าฟังไปแล้วเช่นกัน

“ได้สิคะ ไวส์จัง เครโอ้จะเฝ้าให้เองค่ะ”เครโอ้รับปาก

“ขอบคุณค่ะ ท่านเครโอ้”ไวส์จึงขอบคุณและรีบออกจากห้องเพื่อไปเอายามาทันที….

“ทั้งพี่ไกด์ ไวส์จัง พี่ฟิริน่า ทุกคนก็กำลังลำบากกันหมดสินะ  เราที่เอาแต่คิดจะพึ่งคนอื่นนี่แย่จังเลยแฮะ ไม่ได้รู้เลยว่า จะทำให้ทุกคนต้องมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระแบบนี้ ทั้งๆที่จริงๆทุกคนกำลังทำเรื่องที่สำคัญกันแท้ๆ”เครโอ้ เมื่อได้เห็นทุกคนวุ่นวายเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องที่สำคัญที่สุดอยู่ ปัญหาของเธอมันช่างกระจิดริดจริงๆ ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำอะไรที่ไร้สาระอยู่มาก ทำให้เธอเริ่มเศร้าเล็กน้อย แต่ทว่าขณะนั้นเองอาการของฟิริน่าก็ทรุดหนักลงทันที!!!

“แฮ่กๆๆ! อึ่ก! ควับ! ควับ! เฮ่อๆๆ”ฟิริน่าค่อยๆหายใจถี่ขึ้น สีหน้าของเธอดูทรมานมากขึ้นกว่าเมื่อครู่มาก และเธอเริ่มพลิกตัวไปมาด้วยความทรมาน พร้อมกันนั้นน้ำตาใสๆก็ค่อยๆไหลปริ่มออกมา

“พี่ฟิริน่า พี่ฟิริน่า อดทนไว้นะคะ เดี๋ยวไวส์จังก็คงจะมาแล้ว”เครโอ้บีบมือของฟิริน่าไว้แน่น พร้อมกับให้กำลังใจ จริงๆเธอก็รู้สึกตกใจเหมือนกัน ไม่คิดว่าที่ไวส์บอกว่าจะทรมานมันจะทรมานได้มากขนาดนี้

“เฮ่อ!….เฮ่อ!...อึ่ก!..ฮึก!....หนะ….หนาว!”เสียงสั่นๆอ่อนๆบ่งบอกถึงความทรมานของเจ้าของเสียงได้เป็นอย่างดี

“พี่ฟิริน่า”เครโอ้ค่อยหยิบผ้าห่มขึ้นมาห่มให้ฟิริน่า แต่เธอรู้สึกว่าไม่ได้ช่วยให้ฟิริน่าอุ่นขึ้นเท่าไร เครโอ้จึงขยับตัวไปกอดฟิริน่าเอาไว้ด้วย เพราะเธอคิดว่าอย่างน้อยก็อาจจะทำให้ฟิริน่าอุ่นขึ้นได้มาก

“อา…ฮึ่ก…”ฟิริน่าไม่ได้มีอาการดีขึ้นแม้แต่น้อย มีแต่จะดูทรมานและแย่ลงไปอีกเรื่อยๆ

“ทำไงดีล่ะ!! ไม่ได้ผลเลย ตัวร้อนขึ้นอีกแล้ว จะทำไงดี เครโอ้ คิดสิ คิดให้ออก”เครโอ้ที่กอดฟิริน่าอยู่รู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยให้อาการของฟิริน่าดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่เธอก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

“ไวส์จัง รีบกลับมาหน่อยเถอะ พี่ฟิริน่าจะแย่แล้ว.. เราทำอะไรไม่ได้เลย เรา…เรา…”เครโอ้ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เธอจึงได้แต่หลับตาภาวนาให้ไวส์กลับมาโดยเร็ว เธอไม่อยากเห็นฟิริน่าทรมาน เพราะมันทำให้เธอก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดตามไปด้วยและเริ่มจะร้องไห้ออกมา เพราะเธอหลับตาจึงไม่ได้สักเกตุเลยว่ามือทั้งสองของเธอที่กอดฟิริน่าเอาไว้นั้นมันค่อยๆเปล่งแสงสว่างสีอ่อนๆอยู่…. ซึ่งแสงสว่างนั้นค่อยๆลดความเจ็บปวดของฟิริน่าลงไปทีละน้อย….เครโอ้ไม่สามารถอดทนต่อความทรมานของของฟิริน่าต่อไปได้อีกแล้วน้ำตาของเธอค่อยๆปริ่มออกมา แต่ขณะนั้นเองก็มีฝ่ามืออันอบอุ่นมาลูบที่ศีรษะเธอเบาๆ เหมือนเป็นการปลอบโยนพร้อมกับเสียงของเจ้าของฝ่ามือที่อบอุ่นนั้นนั้นที่เครโอ้เองก็คุ้นเคย

“..หยะ..อย่าร้องไห้…ตาม..พี่สิจ้ะ..เครโอ้จัง.”ฟิริน่าค่อยๆพูดออกมาพร้อมกับลูบศีรษะปลอบโยน เธอตื่นขึ้นมาด้วยตัวเอง แต่สีหน้ายังคงอ่อนเพลีย มีรอยแดงๆเพราะพิษอาการที่เกิดขึ้น แต่เธอก็ยังฝืนยิ้มให้

“พี่ฟิริน่า”เครโอ้ยิ้มออกมาทั้งน้ำตาเมื่อเห็นฟิริน่าตื่นขึ้น

“แต่ว่าไม่ได้นะคะ พี่ฟิริน่าต้องพักผ่อน เครโอ้ขอโทษนะคะที่ทำให้ตื่น”เครโอ้หลังจากที่ยิ้มก็รู้สึกผิด และขยับตัวออกมาปล่อยให้ฟิริน่านอนลง

“ไม่เป็นไรจ้ะ แค่กๆ! มีอะ..ไร ถึงมาหา..พี่ล่ะคะ แค่กๆ!”ฟิริน่ายังคงฝืนต่อ

“พอแล้วค่ะ พี่ฟิริน่าพักผ่อนเถอะค่ะ เครโอ้..ขอโทษที่ทำให้ต้องตื่นขึ้นมา แล้วก็ขอโทษที่ทำแบบนั้น แต่เห็นว่าพี่ฟิริน่ากำลังทรมานน่ะค่ะ ไม่รู้จะทำยังไงก็เลย”เครโอ้ขอโทษฟิริน่า แต่ฟิริน่ากลับไม่ได้ว่าอะไรเลยเพียงแต่ยิ้มแล้วก็ตอบกลับมา

“ที่เครโอ้จังทำลงไป…ก็..เพราะเป็นห่วงพี่ใช่มั้ยล่ะ..มันเป็นสิ่งที่ดีนี่…พี่ไม่เห็นจะต้องโกรธเลย…เพราะงั้นไม่ต้องขอโทษหรอกนะ….พี่อยากจะบอกว่า ถ้าสิ่งที่เราทำเป็นความรู้สึกหวังดีที่เราตั้งใจให้เขาเอง… ให้สิ่งที่ดีๆกับเขา ถึงสิ่งนั้นมันจะผิดพลาดและดูไม่ดีก็ไม่เป็นไรหรอก เราก็พยายามทำสิ่งนั้นไปเถอะ ผลของการกระทำนี้น่ะ..แค่กๆ!! มันอยู่ที่ความรู้สึกของเราที่ให้ ไม่ว่ายังไงคนที่ได้รับก็ต้องรับ…แค่กๆ!!!รู้ได้อย่างแน่นอนค่ะ”ฟิริน่าพยายามฝืนพูดจนจบ ซึ่งประโยคนี้เองมันทำให้เครโอ้ฉุกคิดได้คำตอบที่เธอต้องการ…. เธอกลัวว่าถ้าทำของที่ไม่ดีไปให้ไกด์ จะถูกเขาปฏิเสธ…ทำให้เธอกังวลและลืมไปว่าสิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งของคือความรู้สึกมากกว่า….ไม่ใช่สักแต่ว่าจะให้คนอื่นสอนให้ ต้องลองพยายามดูเองก่อน ถึงไม่อร่อยก็ไม่เป็นไร เพราะมันเป็นขนมของเรา ฝีมือเรา และเราเองก็อยากจะมอบให้พี่เค้าเอง นี่ล่ะ….เราเข้าใจแล้ว….เครโอ้เผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งมันทำให้ฟิริน่าที่แอบมองอยู่เข้าใจว่าที่เจ้าหญิงน้อยกังวลอยู่คือเรื่องของใคร

“ไกด์คุง…น่ะ…เห็นเขาเป็นคนเรื่อยๆแบบนั้น….แต่จริงๆเขาน่ะ….ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนอื่นมากนะจ๊ะ”ฟิริน่ายิ้ม

“พี่ฟิริน่ารู้เหรอคะ ว่าที่หนูมาหาหนูมีเรื่องเกี่ยวกับพี่ไกด์น่ะคะ งั้นก็รู้ด้วยสิคะว่าหนูอยากจะให้พี่ฟิริน่าสอนทำขนมน่ะค่ะ”เครโอ้แอบตกใจ ทำให้เธอเผลอหลุดออกมาทั้งหมด

“พี่…ก็..ไม่รู้ถึงขนาดนั้นหรอกจ้ะ…พึ่งรู้…เมื่อกี้นี่เอง…”ฟิริน่ายังคงยิ้มน้อยๆให้เมื่อเธอแอบแกล้งเครโอ้ได้

“โธ่! พี่ฟิริน่า อ่ะ…แกล้งหนูนะ…”เครโอ้ทำหน้าค้อนๆ แต่เธอก็อดจะหัวเราะไม่ได้ ซึ่งมันก็ทำให้ฟิริน่าอดหัวเราะตามไม่ได้ มาถึงตรงนี้เองฟิริน่าเองก็รู้สึกว่าอาการของเธอลดลงไปจากเมื่อครู่พอสมควรเลยทีเดียว แต่เธอเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร…

“เอาเป็นว่า…พี่ขอโทษก็แล้วกันนะจ้ะ…พี่จะบอกเครโอ้จังก็แล้วกันว่าไกด์คุงน่ะ เขาชอบทานอะไรเป็นพิเศษนะ…แค่ก!”ฟิริน่ายังคงเป็นคนป่วยอยู่ดี ถึงแม้อาการจะดีขึ้นมาบ้างก็ตาม

“จริงเหรอคะ จริงๆนะคะ! อะไรเหรอคะ พี่ฟิริน่า”เครโอ้ลุ้นพร้อมกับแสดงความดีใจอย่างมาก

“ไกด์คุงถ้าเป็นขนมล่ะก็ ….เขาชอบกินอะไรก็ได้ที่เป็นช็อคโกแลตน่ะจ้ะ”ฟิริน่าตอบตามที่สัญญาไว้

“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากค่ะ! พี่ฟิริน่า”เครโอ้ดีใจเป็นอย่างมาก เพราะจริงๆเธอก็ไม่กล้าถามไกด์เหมือนกัน

“เอ่อ ส่วนวิธีทำและสูตรแต่ละอย่างก็อยู่….แค่ก! อยู่ในลิ้นชักบนโต๊ะทำงานจ้ะ”ฟิริน่าบอกให้เครโอ้เอาสูตรแต่ละอันไปใช้ แต่ว่า

“ไม่ค่ะ เครโอ้จะลองทำดูเองก่อนค่ะ อย่างที่พี่ฟิริน่าบอกนี่คะ ถึงมันจะห่วยยังไง “ถ้าสิ่งที่เราทำเป็นความรู้สึกหวังดี ให้สิ่งที่ดีกับเขา เราก็พยายามทำสิ่งนั้นไปเถอะ ผลของการกระทำนี้น่ะ ไม่ว่ายังไงคนที่ได้รับก็ต้องรับรู้ได้อย่างแน่นอน” ไงคะ”เครโอ้ตัดสินใจที่จะลงมือทำขนมเองแล้ว

“เอาแบบนั้นสินะ งั้นก็พยายามเข้านะจ้ะ เครโอ้จัง”ฟิริน่าทึ่งเล็กน้อยแต่ก็ให้กำลังใจ

“ขอเข้าไปนะคะ”เสียงของไวส์ดังขึ้นจากอินเตอร์โฟนหน้าประตูห้อง ไวส์กลับมาแล้ว

“อ๊ะ! ไวส์จังกลับมาพอดีเลย งั้นเครโอ้ขอตัวนะคะ พักผ่อนเยอะๆแล้วหายเร็วๆนะคะ พี่ฟิริน่า”เจ้าหญิงน้อยยิ้ม พร้อมกับเดินออกไปสวนกับไวส์ที่เข้ามาในห้อง ซึ่งเธอก็ยิ้มให้ก่อนจะบอกว่า “ขอตัวนะคะ ไวส์จัง”
ซึ่งไวส์ก็ยิ้มให้พร้อมกับเคารพตามปกติ ทั้งที่เครโอ้บอกไปแล้วว่าไม่ต้อง ซึ่งเจ้าหญิงน้อยก็หันมาค้อนขวับเข้าให้ก่อนจะเดินยิ้มแฉ่งกลับห้องไป

“ท่านเครโอ้ มาที่นี่เองมีธุระสำคัญอะไรกับมาสเตอร์รึปล่าคะ แล้วมาสเตอร์…ดูอาการดีขึ้นเยอะนะคะ”ไวส์ถามฟิริน่า เมื่อเดินเข้ามาในห้อง

“จ้ะ ก็ไม่มีอะไรนี่ เครโอ้จัง ก็แค่กลุ้มใจอะไรนิดหน่อย…เฮ้อ!พักผ่อนๆ ดีกว่าจะได้หายเร็วๆ ไวส์เองก็พักผ่อนบ้างนะ”ฟิริน่าค่อยๆมุดตัวลงไปในผ้าห่มก่อนจะหลับตาลงพร้อมกับพลิกตัวตะแคงหันหลังให้ไวส์

“มาสเตอร์ทำแบบนี้ทุกที เอาเถอะ เราเองก็ไปดูโซลดีกว่า”ไวส์ยิ้มพร้อมกับคิดในใจเธอรู้ว่าฟิริน่าจะใช้วิธีแบบนี้ทุกทีเวลาไม่อยากตอบคำถามอะไร แต่ครั้งนี้ช่างเถอะ ดูมาสเตอร์อาการดีขึ้นเธอก็ค่อยโล่งใจหน่อย ดังนั้นไม่จำเป็นต้องถามต่อ

“งั้นชั้นวางยากับน้ำดื่มไว้ตรงนี้นะคะอย่าลืมทานด้วยล่ะคะ  ชั้นจะไปดูโซลสักหน่อย แต่ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นก็เรียกได้นะคะ”ไวส์ค่อยๆลุกขึ้นพร้อมกับเดินออกจากห้องไป

“หลับให้สบายนะคะมาสเตอร์”ไวส์ยิ้มๆ เพราะตั้งแต่มุดตัวลงไป ฟิริน่าก็หลับสนิททันทีไปแล้ว….

ทางด้านไกด์ ที่นอนอยู่คนเดียวบนเตียงของห้องขัง การที่ถูกลงโทษเขาก็ไม่ได้รู้สึกโกรธกัปตันไลล่าเลยแม้แต่น้อย เขากลับรู้สึก เขาถูกช่วยเหลือมากกว่า คำพูดของกัปตันทำให้เขาเริ่มเข้าใจว่า เขาต้องเชื่อใจในความสามารถของทุกคนมากกว่านี้และทุกคนก็คอยช่วยเหลือเขาอยู่ในสิ่งที่เขาไม่มีด้วยเช่นกัน นั่นทำให้ไกด์เริ่มเข้าใจว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขามันไม่ได้มาจากตัวเขาเองคนเดียว แต่เพราะมีเพื่อนๆเขาถึงสามารถที่จะแข็งแกร่งขึ้นไปได้ และเขาคิดว่าทุกคนเองก็เช่นกัน เพราะพวกเราเป็นเพื่อนกัน….แต่ที่เขาเป็นทุกข์อยู่มีเพียงแค่เรื่องเดียว นั่นก็คือที่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วเล่นงานคนอื่น….มันทำให้เขารู้สึกกลัว ครั้งนี้ทุกคนไม่เป็นอะไรก็จริง แต่ครั้งหน้าถ้าเขาเกิดคลั่งไปอีก จะมีใครหยุดเขาได้อีกรึเปล่า… เขากลัวว่าเขาอาจจะพลั้งมือฆ่าทุกคนไปจริงๆ

“คิดได้อย่างนึง แต่ก็ยังเหลืออีกอย่างนึงสินะ”เสียงๆหนึ่งดังขึ้นมาทำลายความเงียบในห้องขังนี้ พร้อมกับเงาร่างๆหนึ่งที่เหมือนกับไกด์ยังกับแกะ ต่างกันเพียงแค่เส้นผมและสีตาของเขาเป็นสีเงิน ค่อยๆก้าวเดินมาจากมุมมืดของห้องขัง

“นายคือเจ้าของเสียงตอนนั้นนี่….นายเป็นใคร มาที่นี่ได้ยังไง แล้วทำไม”ไกด์ตกใจมากที่ผู้ชายคนนี้ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขาได้ยังไง เพราะที่นี่คือในยานรบนะ อยู่ๆจะเข้ามาได้ยังไง แต่เขาก็ต้องพยายามสะกดอารมณ์ไว้

“ไง  เรย์ไกส์ ฟอนด์การ์ด นี่เป็นการพบกันครั้งแรกอย่างเป็นทางการสินะ งั้นคงต้องบอกว่า ยินดีที่ได้รู้จักสินะ”เด็กหนุ่มผมสีเงินพูดขึ้น

“ทำไมถึงรู้จักชื่อชั้นได้ แล้วทำไมนายถึงหน้าตาเหมือนชั้น”ไกด์ไม่รอช้าถามต่อทันทีเพราะเขาคิดว่าหมอนี่ต้องรู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา แต่เขายังคงเตรียมพร้อมเพราะเขาไม่แน่ใจว่าหมอนี่เป็นศัตรูหรือไม่

“เอาเป็นว่าชั้นไม่ใช่ศัตรูของนาย และชั้นว่านายไม่ต้องสนใจกับเรื่องนั้นดีกว่า ชั้นเองก็รู้ว่าสิ่งที่นายอยากจะถามชั้นคือ อะไรทำให้นายควบคุมตัวนายเองไม่ได้ และพลังนั้นคืออะไร…ใช่มั้ยล่ะ”เด็กหนุ่มผมสีเงินปัดคำถามทิ้งพร้อมกับยกคำถามที่ไกด์ต้องการรู้ที่สุดออกมาจี้ใจดำของเขา นั่นทำให้ไกด์ถึงกับพูดไม่ออก

“นายรู้ได้ยังไงว่าชั้นอยากรู้เรื่องนั้น”ไกด์ตะลึงที่เด็กหนุ่มคนนี้รู้ ในสิ่งที่เขากำลังกังวลอยู่

“เอาเถอะๆ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ชั้นเองก็จะบอกให้นายเอาบุญก็แล้วกัน แต่เอ….บอกกันง่ายก็เกินไปหน่อย จะเอาอะไรของนายมาแลกดีน้า!”เด็กหนุ่มผมสีเงินยังคงมีท่าทีที่กวนโอ้ย

“งั้น ถ้านายรู้อยู่แล้วก็บอกมาสิ ว่ามันคืออะไร!”ไกด์ขึ้นเสียงเพราะเขาหงุดหงิดที่ท่าทางของเด็กหนุ่มผมสีเงินคนนี้มันกวนโอ้ยเสียเหลือเกิน

“อย่าพึ่งโมโหสิ ไกด์ ชั้นก็แค่หยอกนายเล่นเท่านั้นเองน่า”เด็กหนุ่มผมสีเงินยังคงมีท่าทีสบายๆเช่นเดิม

“หนวกหู! นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ! ชั้น…ชั้นน่ะ ลงมือทำร้ายทุกคนไปแล้วนะ ครั้งนี้โชคดีที่ทุกคนไม่เป็นไร ถ้าเกิดมันพลาดขึ้นมา แล้วทุกคนเกิดเป็นอะไรขึ้นมาชั้นจะทำยังไง นายทำอะไรกับชั้น บอกมานะ บอกมาเดี๋ยวนี้”ไกด์ตะโกนออกมาด้วยความโกรธ

“เฮ้อ! ช่วยไม่ได้แฮะ…. พลังนั่นน่ะมันเป็นของนายตั้งแต่แรกแล้ว นี่ก็คือพลังที่แท้จริงของนายไงล่ะ ชั้นก็แค่ทำให้มันปะทุออกมานิดหน่อยตามความต้องการของนายก็เท่านั้นเอง ตอนนั้นนายเองไม่ใช่รึไงที่เรียกร้องหามันน่ะ แล้วก็เพราะนายมันอ่อนแอไงล่ะ สิ่งนั้นถึงได้เข้าควบคุมตัวนายไงล่ะ”เด็กหนุ่มผมสีเงินตอบคำถามด้วยท่าทางเบื่อหน่าย เขารู้สึกเซ็งที่ไกด์โกรธง่ายไปหน่อย

“พะ..พลังของชั้นงั้นรึ นี่เป็นพลังของชั้น แล้วก็เพราะเราเองงั้นรึ เพราะเราอ่อนแอ เราถึงได้ทำร้ายทุกคน”ไกด์ไม่อยากจะเชื่อ

“เฮอะ! แต่จะว่าไปจริงๆนายจะไม่รู้สึกตัวก็ไม่แปลกหรอกนะ เพราะจริงๆมันก็ถูกกดเก็บเอาไว้มาตั้งแต่แรกแล้วล่ะนะ ของที่ถูกเก็บไว้นานจะให้ใช้ให้คล่องเลยมันก็คงยาก ”เด็กหนุ่มผมสีเงินพูดต่อ

“กดเก็บ? หมายความว่าไง แล้วใครกันที่จะทำแบบนั้นได้ อีกอย่าง ถ้ามันเป็นของชั้นจริงๆ ชั้นก็ต้องรู้สึกสิว่าชั้นมีพลังนี้อยู่”ไกด์ยังคงถามต่อด้วยความไม่เข้าใจ

“เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องที่ชั้นจะต้องตอบนายหรอกนะ แต่สักวันนายก็จะได้รู้ด้วยตัวของนายเอง….เฮ้อ! เวลาว่างๆแบบนี้หมดไปเร็วจริงๆ …ง่วงซะแล้วสิ…เรื่องสุดท้ายชั้นอยากจะบอกนายไว้ว่า เมื่อมันปะทุออกมาแล้วครั้งนึงนายก็สามารถใช้มันได้แล้ว ถึงนั่นจะเป็นพลังของนายแต่นายก็ต้องควบคุมมันให้ได้เอง ซึ่งถ้านายควบคุมมันไม่ได้ล่ะก็นะ มันก็จะเป็นอย่างที่นายคิดไว้นั่นล่ะนะ…. แล้วก็นั่นก็เป็นแค่พลังที่ไม่ถึงครึ่งนึงของนายด้วยซ้ำ ถ้าแค่นั้นนายยังควบคุมมันไม่ได้ล่ะก็ นายก็ไม่มีทางสู้กับผู้ชายคนนั้นได้แน่!”เด็กหนุ่มผมสีเงินเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังมองมาที่ไกด์  ซึ่งไกด์ก็รู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าเขากำลังถูกแววตานั้นกัดกินเข้าไปจนร่างกายแทบแตกสลาย

“จริงสินะ..สำหรับนายตอนนี้อาจจะยากเกินไปก็ได้..งั้นคำถามเดิม นายอยากแข็งแกร่งขึ้นมาเพื่ออะไร สิ่งที่นายอยากปกป้องจริงๆคืออะไร หาคำตอบของสิ่งนั้นให้ได้ก่อนอาจจะดีสำหรับนายมากกว่า” เด็กหนุ่มพูดจบพร้อมกับร่างของเขาที่ค่อยๆเลือนรางลงและค่อยๆหายไป

“นี่นาย  เดี๋ยวสิ อย่าพึ่งไป”ไกด์พยายามร้องเรียกเด็กหนุ่มคนนั้น

“เรย์ไกส์ ฟอนด์การ์ดเอ๋ย …หนทางข้างหน้าของนายน่ะยังมีอุปสรรคอีกมาก….ชั้นจะคอยเฝ้าดูนายก็แล้วกัน จนกว่าจะพบกันอีกครั้ง จนกว่าที่นายจะรู้ถึงพลังที่แท้จริงๆของนายว่ามันมีไว้ทำอะไร จนกว่าจะถึงวันที่นายต้องตัดสินใจ…ราชันย์แห่งปีกมงกุฎเอ๋ย..”เด็กหนุ่มผมสีเงินกล่าวเป็นปริศนาก่อนจะหายไป

“เดี๋ยว…เดี๋ยวสิ อย่าพึ่งไป เดี๋ยว!!!”ไกด์พยายามตะโกนเรียก แต่ว่า

“เฮ้ย!!!!!”ไกด์ตะโกนสุดเสียงพร้อมกับลุกขึ้นมาจากที่นอนพร้อมกับสภาพห้องที่ว่างเปล่าเหมือนเดิม…เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นราวกับเป็นเพียงความฝัน แต่เขากลับรู้สึกว่าทำไมมันเป็นความจริงนะ….ไกด์ยกมือขึ้นแตะศีรษะพร้อมกับคิดไปพลาง

“นาย!!..เป็นอะไรรึเปล่า”เสียงเสียงหนึ่งถามขึ้นขณะที่เขากำลังใช้ความคิด ทำให้ไกด์สะดุ้งและหันไปตามเสียง…ฟาเฟลนั่นเอง

“เธอ..ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ…แล้วมาตั้งแต่เมื่อไร”ไกด์ที่ตกใจที่เห็นฟาเฟลมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรออกไปบ้าง

“ก็..เมื่อกี้นี้ล่ะ พอได้ยินนายร้องโวยวายขึ้นมาชั้นก็เข้ามา แล้วก็เห็นนายนั่งอยู่แบบนี้ นายไม่เป็นอะไรนะ”ฟาเฟลตอบคำถาม

“งั้นเหรอ ชั้นไม่เป็นหรอก เธอกลับไปพักผ่อนเถอะนะ”ไกด์ที่เข้าใจว่าฟาเฟลไม่ได้ยินอะไรก็โล่งใจไป เขาจึงบอกให้เธอกลับไปพักผ่อน
แต่ฟาเฟลเข้าใจว่าไกด์ไล่เธอ เธอจึงรู้สึกโกรธ “นี่นายมันชักจะมากไปแล้วนะ นายเป็นแค่นักโทษนะตอนนี้ ถือสิทธิ์อะไรมาไล่ชั้น แล้วก็ยังมาทำตัวซังกะตายฝืนยิ้มแบบนี้อีก ชั้นชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ ที่ชั้นมาที่นี่น่ะก็ เพราะชั้นเป็นห่วงนาย ถึงได้มาเยี่ยม…!อุ๊บ!”ฟาเฟลระบายออกมาหมดเพราะเธอหงุดหงิดที่เห็นคนที่เธอไม่ชอบหน้าอย่างเขาเป็นแบบนี้ซึ่งตัวเธอก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
ไกด์ที่ได้ยินแบบนั้นไม่ทันได้ตั้งตัวก็รู้สึกงงพร้อมกับแปลกใจอยู่เล็กๆ ที่คนที่ไม่ชอบเขาอย่างเธอ มาเยี่ยมเขาเพราะเป็นห่วงเขา “เอ่อ! ชั้นขอโทษด้วยก็แล้วกันนะ ไม่ได้เจตนาที่จะสื่อความหมายแบบนั้น ขอบคุณนะที่เป็นห่วงชั้นน่ะ”

“บ้าที่สุดเลย เราพูดอะไรออกไปเนี่ย”ฟาเฟลคิดในใจพร้อมกับหน้าแดงเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรตอนที่เขาขอบคุณเธอถึงรู้สึกดีใจ

“อืมได้กลิ่นหอมอะไรนะ อ๊ะ! นั่นชามอะไรข้างหลังเธอน่ะขอดูหน่อยสิ ...โหบะหมี่!!! น่ากินจัง”ไกด์ได้กลิ่นของกิน ซึ่งมันก็

“นี่ ชั้น….เอ่อ…ทำกินเองแต่มากไปหน่อย ก็เลยว่าจะเอาไปทิ้ง แต่ว่า….ได้ยินเสียงนายก็เลย..ก็เลย..แวะเข้ามา”ฟาเฟลยกชามบะหมี่สำเร็จรูปที่ไกด์เห็นออกมา

“น่าเสียดายนะ ขอชั้นก็แล้วกัน ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่ลงมาจากค็อกพิทเลย ขอชั้นเถอะนะ”ไกด์ยื่นมือไปคว้าชามบะหมีสำเร็จรูปมา พร้อมกับตั้งหน้าตั้งตากินอย่างไม่ลืมหูลืมตา

“นายไม่รังเกียจเหรอ นั่นของจะเอาไปทิ้งนะ”ฟาเฟลเมื่อเห็นไกด์ตั้งหน้าตั้งตากิน เธอก็ถามขึ้น จริงๆแล้วมันไม่ใช่ของที่เธอจะเอาไปทิ้ง แต่เธอตั้งใจทำมาให้เขาตั้งแต่แรกแล้ว

“อ้า! อร่อย ฮะ! ว่าไงนะ”ไกด์ทานเข้าไปด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยมาก นั่นทำให้คนที่มองมีความรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก

“เปล่า ช่างมันเถอะ งั้นช่วยทานให้หมดด้วยนะ…คนบ้า!”ฟาเฟลเมื่อได้ยินไกด์ชมเธอก็อมยิ้มแล้วก็ไม่ได้สนอะไรอีกต่อไป เธอนั่งมองเขาทานแล้วเธอก็ยิ้มตามไปด้วย…
สาเหตุที่ฟาเฟลทำบะหมี่สำเร็จรูปที่เธอถนัดทำที่สุดมาเพราะเธอได้พบกับเครโอ้ระหว่างทาง ซึ่งเธอก็ทักทายเครโอ้ตามปกติ และก็ถามว่าทำไมเครโอ้ถึงดูอารมณ์ดีจัง

“ก็เครโอ้น่ะรู้แล้วล่ะค่ะว่าต่อไปจะต้องทำยังไง “ถ้าไม่ลองพยายามดูก่อนก็ไม่มีทางรู้นี่คะว่าผลมันจะเป็นยังไง”ซึ่งเครโอ้ก็ตอบแค่นี้ก่อนจะเดินยิ้มต่อไปโดยไม่ได้สนใจว่าฟาเฟลจะเข้าใจหรือไม่…

“ไม่ลองพยายามดูก่อน......นั่นสินะ ถ้าอยากรู้เราก็ลองถามดูก็สิ้นเรื่อง”ฟาเฟลคิดได้ซะที หลังจากที่เธอกลุ้มมาซะนาน ซึ่งเธอก็คิดว่ายังไงก็จะไปถามไกด์ให้รู้เรื่อง แต่ไปมือเปล่ามันไม่ดี
เท่าไหร่นั่นเอง เธอจึงทำบะหมี่สำเร็จรูปมาให้ไกด์ด้วย

“อึ้ก! โอ้ยๆ แค่กๆๆ”ไกด์รู้สึกอึดอัดทรมาน เพราะการรีบทานมันทำให้เขาสำลักบะหมี่

“เอ้า….เป็นอะไรรึเปล่า…..นี่น้ำ ค่อยๆทานก็ได้นะ ไม่มีคนแย่งนายกินหรอกนะ”ฟาเฟลเดินเข้ามาลูบหลังพร้อมกับส่งแก้วน้ำให้ไกด์

“ขะ..ขอบใจนะ ฮ่าห์ ค่อยโล่งหน่อย”ไกด์ที่ดื่มน้ำไปรู้สึกโล่งสบาย
ซึ่งเมื่อไกด์ทานเสร็จเรียบร้อยบรรยากาศในห้องก็เข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง...

“เอ่อ..นี่ นายน่ะ....คือว่า.....เอ่อ.....คือว่า.....เอ่อ..ทำไมนายถึงได้..ยึดติดกับการปกป้องพวกเราขนาดนี้...ทำไมนายถึงต่อสู้เพื่อคนอื่นมาตลอดเวลา....ไม่สิ...อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้นายมีความมุ่งมั่นถึงขนาดนี้”ฟาเฟลพยายามรวมรวบความกล้าที่จะถามเรื่องสำคัญ ซึ่งเธอก็ถามออกไปจนได้ ซึ่งเมื่อถามไปแล้วเธอก็อดกลัวที่เขาจะรู้สึกย่างไรรึเปล่า  แต่คนที่เธอถามกลับนั่งนิ่งราวกับทำเป็นว่าไม่ได้ยินชวนให้คิดว่าเขาไม่อยากจะตอบ

“เอ่อ...แต่ถ้ามันเป็นเรื่องที่นายไม่อยากจะตอบไม่ต้องตอบก็ได้นะ...”เธอพูดต่อเมื่อเห็นท่าทีของไกด์

“....ทำไมเธอถึงอยากรู้ล่ะ...”ไกด์ที่ได้ฟังคำถามนิ่งไปครู่นึง เขาไม่ได้แสดงท่าทีโกรธรึว่าไม่พอใจอะไร เพียงแต่ถามคำถามนี้กลับมา

“…ก็เพราะ...เพราะ..นายต่อสู้โดยใช้ชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องพวกเรา ทั้งๆที่เราเพิ่งจะรู้จักกันๆไม่นาน ชั้นไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าทำไม นายถึงได้ต่อสู้ได้แบบนั้น แถมนายยังปกป้องชั้น ทั้งๆที่ชั้น...ทำไม่ดีกับนายแท้ๆ”ฟาเฟลตอบคำถามของไกด์

“…ถึงจะรู้จักกันไม่นาน แต่ทุกคนก็เป็นเพื่อนของชั้น ชั้นถึงได้พยายามปกป้องทุกคนให้ได้ แต่ว่าไม่ได้เป็นเพราะว่าชั้นไม่เชื่อใจทุกคนหรอกนะ....ชั้นไม่อยาก...เห็นใครเจ็บปวด...เสียใจ....จากการสูญเสียน่ะ...แล้วก็ชั้นเองก็ไม่อยากรู้สึกเจ็บปวดเพราะการสูญเสียใครหรืออะไรที่สำคัญไปน่ะ”ไกด์ตอบพร้อมกับยิ้มให้

“สาเหตุคงมาจากเรื่องที่นักบินศัตรูที่ชื่อว่าเชียร์พูดด้วยใช่หรือเปล่า พวกนายมีความสัมพันธ์อะไรกันนะ...และที่ว่านายเป็นคนฆ่า..อ๊ะ! แต่ว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของนาย...ชั้นขอโทษที่พูดขึ้นมานะ..”ฟาเฟลพึมพำออกมาเมื่อได้ยินและเธอก็เริ่มรวมสาเหตุของเรื่องเข้าด้วยกัน

“...เรื่องเชียร์.....เรื่องของแพทน่ะเหรอ..อ้อ....มันไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรแล้วล่ะ เพราะตอนที่เชียร์พูดมาทุกคนก็ได้ยินกันไปหมดแล้ว..ช่างมันเถอะ...ชั้นจะเล่าให้ฟังก็ได้…ถ้าเธออยากจะฟังเรื่องแบบนี้น่ะ”ไกด์ยังคงแสดงท่าทีสบายกับเรื่องที่เขาจะพูด ทั้งๆที่สำหรับเขามันเป็นเรื่องที่...เขาน่าจะเจ็บปวดกว่าใคร ก่อนจะหันไปถามฟาเฟล

“ไม่ไร้สาระหรอกนะ…เล่ามาเถอะ!!...ถ้านี่จะเป็นการทำให้นายสบายใจขึ้นบ้าง”ฟาเฟลพยักหน้าอยากจะฟัง สำหรับเธอตอนนี้รรับฟังเขาอาจเป็นทางเดียวที่จะทำให้เขาลดความเศร้าลงไปได้บ้าง

------------ยังมีต่อนะ--------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2010, 02:29:33 AM โดย LINKS » บันทึกการเข้า
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 526


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 02:27:14 AM »

SIDE STORY OF TSC SPACE ROUTE PEROID EPISODE 8 AND 9
-Reason of Willful & The Girl with Emerald Dragon [3]

“ทั้งชั้น ฟิริน่า เชียร์ และแพท เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่อคาเดเมียร์ด้วยกัน เป็นกลุ่มเพื่อนสนิทกันด้วย เชียร์หมอนั่นน่ะตั้งแต่เข้ามาก็เป็นเอสของฝ่ายปฏิบัติการมาโดยตลอด หมอนั่นมุ่งมั่นที่จะเป็นเอสเหนือเอสของเฟทเกทอย่างจริงจังเลยล่ะ อาจเป็นเพราะว่าหมอนั่นมาจากตระกูลทหารก็ว่าได้ ส่วนแพทก็เป็นลูกคุณหนูที่ตั้งใจเรียนที่นี่เพราะที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งนี่นะ เค้าเป็นคนที่มีความสามารถสูงในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะด้านการเรียน การปฏิบัติการเค้าเองก็ทำได้เหนือกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ หลายๆคน ...เชียร์น่ะชอบแพท...หมอนั่นถึงพยายามจีบแพทมาตลอด 4 ปี ที่เรียนด้วยกัน...แต่ว่าหมอนั่นด้วยสาเหตุของวิชาที่เรียนจึงต้องออกภาคสนามในช่วง3เดือน หมอนั่นก็เลยฝากชั้นให้ปกป้องแพทให้....ใช่....เรื่องทุกอย่างมันเริ่มจากวันนั้น หมอนั่นฝากชั้นให้ดูแลแพท ชั้นยังจำหน้าตาหมอนั่นตอนบอกตอนนั้นได้ดีเชียวล่ะ หมอนั่นทำหน้าจริงจังน้ำเสียงซีเรียสมากเลย ฮะๆ....แต่สุดท้ายชั้นก็รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับหมอนั่นไม่ได้ ชั้นช่วยแพทเอาไว้ไม่ได้!!”น้ำเสียงไกด์ดูซีเรียสขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

“วันนั้น วันที่พวกเราเข้าช่วยการทดลองโปรเจ็คพลังงานเพื่ออนาคต..ระบบมันเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลายไปจนหมด... ย้อนไปเมื่อวันที่เกิดเหตุระเบิดของห้องทดลองพลังงาน
ตูม!!!!! ตูม!!!

“ไม่ไหวแล้วล่ะ ทางชั้นควบคุมระบบเอาไว้ไม่ได้แล้วนะ ทางเธอล่ะ”สาวน้อยในชุดกาวน์สีขาวผมยาวสีม่วงอ่อนตะโกนถามเพื่อนๆทั้งสองคนที่กำลังพยายามควบคุมระบบพลังงาน

“ทางชั้นควบคุมได้แล้วล่ะค่ะ แพทจัง...ตูม!!! กรี๊ด!!”ฟิริน่าหันมาตอบคำถามเพื่อนก่อนที่แผงควบคุมของเธอจะเกิดระเบิดขึ้น  ซึ่งทำให้เธอกระเด็นออกมา

“ฟิริน่าๆ!!!”ไกด์ที่วิ่งเข้าเมื่อเห็นเหตุการณ์ก็รีบไปประคองร่างของฟิริน่าขึ้นมา

“ยังหายใจอยู่ คงแค่สลบไปสินะ แพท...ไปเถอะ ที่นี่น่ะไม่ไหวแล้วล่ะ รีบออกไปกันเถอะ”ไกด์อุ้มฟิริน่าขึ้นพร้อมกับตะโกนเรียกแพทให้รีบออกไป

“อะ.อืม ได้สิจะรีบไปเดี๋ยวนี้..ไกด์คุง…กรี๊ด!!”แพทพูดจบเพียงครู่เดียว ตูม!!!!!แรงดันพลังงานก็ดันผนังและพื้นห้องจนเกิดระเบิดขึ้น ทำให้ห้องนี้เกิดการถล่มเสียหายอย่างหนัก

“หนอย!!! แพทๆ เธออยู่ไหนน่ะ แพทได้ยินเสียงชั้นรึเปล่า  ถ้าได้ยินล่ะก็ตอบกลับมาหน่อย”ไกด์ที่กำลังอุ้มฟิริน่าขึ้นมาอีกครั้งหลังจากแรงระเบิดเมื่อครู่ ทำให้ทั้งเขาและฟิริน่าที่สลบอยู่กระเด็นไปกระแทกกับผนังห้องแต่โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก

“อยู่ทางนี้ไกด์คุง แค่กๆ!! อยู่ทางนี้...”เสียงของแพทดังมาจากทางที่มีกลุ่มควันบังอยู่มากมาย ทำให้ไกด์มองไม่เห็นตัวเธอ
เมื่อได้ยินเสียงของเธอทำให้ไกด์รู้สึกโล่งใจมากขึ้น “จะไปช่วยเดี๋ยวนี้ล่ะ รอเดี๋ยวนะ”

“ไม่เป็นไรๆ พายัยฟิริน่าออกไปก่อนเถอะนะไกด์คุง ชั้นไม่เป็นไร”แพทตะโกนออกมาขณะที่ไกด์พยายามที่จะเดินฝ่าแรงดันพลังงาน เปลวไฟและกลุ่มควันที่กระจายอยู่ทั่วจนเขาไม่สามารถมองเห็นทางได้เลยเข้าไปช่วยเธอ

“ไม่ได้ต้องออกไปพร้อมกันสิ อดทนรออีกแปปนะ ชั้นกำลังเข้าไปช่วยเธอแล้ว”ชายหนุ่มตะโกนกลับไป
ตูมๆๆ!!!  เสียงระเบิดยังคงดังไม่ขาดสาย

“ไกด์คุง ออกไปก่อนเถอะนะ ชั้นไม่เป็นไรจริงๆ” แพทร้องบอกอีกครั้ง ไกด์จึงตัดสินใจพาฟิริน่าออกมาก่อน

“แพท รออีกแป๊ปนึงนะ ชั้นจะรีบกลับมาช่วย” เด็กหนุ่มตะโกนบอกก่อนจะพาร่างของสาวน้อยที่เขาอุ้มเธอขึ้นมาไว้บนมือทั้งสองข้าง พร้อมกับวิ่งฝ่ากลุ่มควันที่ประดังเข้ามาออกไป

“ขอโทษนะ…ไกด์คุง ที่ชั้นโกหก เพราะยังไงชั้นก็อยากให้มีเธอรอดไปให้ได้” แพทค่อยๆพูดออกมา ขณะที่เธอมองเห็นแผ่นหลังของเขาค่อยๆลับไป ร่างของแพทตอนนี้ไม่สามารถขยับไปไหนได้อีกแล้ว เพราะท่อเหล็กที่ตกลงมาได้ทับและเสียบทะลุขาของเธอเอาไว้แน่น แผลของเธอมีเลือดออกมาก จนเธอเสียเลือดมากไปแล้ว แถมอากาศในห้องนี้ก็แทบไม่เหลือแล้ว สุดท้ายเธอก็คงตายที่นี่แล้วล่ะ แต่อย่างน้อยแค่ครั้งนี้ที่เธอได้เห็นว่าไกด์เด็กหนุ่มที่เธอรักมากกว่าใครๆ และพยายามที่จะทำให้เขาที่เย็นชาหันมาสนใจเธอบ้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นแววตาที่เป็นห่วงของเขาที่มีต่อเธออย่างมาก ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาได้เลือกช่วยยัยนั่นก่อนเธอก็ตาม แต่แววตานี้ทำให้ตอนนี้เธอรู้สึกว่าเป็นผู้ชนะเป็นครั้งแรก….แพทค่อยๆหลับตาลงอย่างช้าๆ พร้อมๆกับลมหายใจของเธอที่ค่อยๆเบาบางลงไป….

หลังจากที่ไกด์อุ้มฟิริน่าออกมาได้แล้ว เขาก็พาไปไปที่รถพยาบาลเพื่อที่จะให้ถึงมือของหมอต่อไป ซึ่งเมื่อวางใจได้เขาก็รีบที่จะกลับเข้าไปช่วยแพทออกมา แต่ทว่า….มันสายไปเสียแล้ว ห้องทดลองค่อยพังทลายและระเบิดเละเทะอย่างรุนแรง เปลวไฟค่อยๆกลืนกินตัวอาคารไปจนหมดสิ้น จนเขาไม่สามารถที่จะเข้าไปได้อีกแล้ว เด็กหนุ่มได้แต่ร้องตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้า…เขาไม่อาจรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อนรักของเขาได้อีกแล้ว แถมเขายังสูญเสียเพื่อนสาวที่เป็นเพื่อนที่สำคัญของเขาไปอีกด้วย เพราะเรื่องนี้ทำให้ทั้งเขาและเชียร์ผิดใจกันเป็นอย่างมาก แม้ฟิริน่าและยูกินะจะพยายามพูดให้เชียร์เข้าใจสักเท่าไร เชียร์ในตอนนั้นก็ไม่อาจจะทำใจยอมรับและยอมเข้าใจในสิ่งที่ไกด์พยายาม  เพราะสำหรับเชียร์การที่เขาต้องสูญเสียผู้หญิงที่เขารักนั้น เวลานั้นไม่อาจมีสิ่งใดมาเยียวยาหัวใจที่แตกสลายของเขาได้และความผิดทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ก็เพราะเพื่อนที่เขารักและไว้ใจที่สุดไม่อาจปกป้องเธอที่เขารักได้ เขาจึงยัดเยียดความผิดทั้งหมดไปลงที่ไกด์ และตั้งใจแก้แค้นไกด์นั่นเป็นทางเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองสามารถจะอยู่ต่อไปได้.. ตั้งแต่วันนั้นมิตรภาพของทั้งเขาและไกด์ก็ค่อยๆพังทลายลงไป …

กลับมาปัจจุบัน…

“ตอนนั้นเพราะชั้นแท้ๆเพราะชั้นมันอ่อนแอ เพราะชั้นมันไม่ได้เรื่อง ถ้าตอนนั้นชั้นรอบคอบกว่านี้ ถ้าชั้นมีพลังมากกว่านี้”เสียงของไกด์ดูเศร้าลงเมื่อเล่าจบ เขากำหมัดแน่นด้วยความโกรธตัวเองจากเรื่องที่เป็นตราบาปของเขาในอดีต เมื่อพูดจบเขาก็ก้มหน้านิ่ง

“ไกด์”ฟาเฟลมีสีหน้าเป็นห่วงเมื่อเห็นชายหนุ่มดูเครียด
ฟาเฟลเมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดของเขา เธอก็หยุดทบทวนไปครู่นึง ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าเพราะการสูญเสียนี่เองทำให้ไกด์มีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องได้แรงกล้า และเขาก็ไม่อยากจะสูญเสียคนสำคัญหรือเพื่อนๆไป ดังนั้นจึงยอมแลกได้แม้แต่ชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องทุกคนที่เขารัก

“เพราะงั้น ชั้นถึงได้คิดว่าถ้าหมอนั่นฆ่าชั้นแล้ว จะเป็นการชดใช้ให้หมอนั่นได้ชั้นก็ยินดีให้หมอนั่นฆ่า…แล้ววันนี้ก็เหมือนกัน ทั้งที่ชั้นคิดว่าชั้นเข้มแข็งขึ้นแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายชั้นก็ร้องเรียกหาพลังเพื่อทุกคน และชั้นก็เป็นฝ่ายทำร้ายทุกคน..”ไกด์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด
บรรยากาศในห้องขังกลายเป็นเงียบงันอีกครั้ง.. ก่อนที่ฟาเฟลที่ทบทวนเรื่องทั้งหมดด้วยความรอบคอบของเธอ แล้วจะพูดขึ้น

“การที่นายคิดอย่างนั้น..มันผิดนะ การที่นายคิดจะตายน่ะ”

“เธอว่าไงนะ …ผิด? แล้วมันผิดตรงไหน”ไกด์เงยหน้าขึ้นถาม

“ก็นายไม่ได้ทำผิดนี่ ถ้าเป็นตอนนั้นนายเลือกที่จะช่วยผู้หญิงที่ชื่อแพท แล้วฟิริน่าจังล่ะ ถ้าเกิดนายไม่ได้ช่วยฟิริน่าจัง นายจะต้องเป็นทุกช์มั้ย จะต้องมีคนแค้นนายแบบนี้มั้ย…...”
ไกด์รู้สึกอึ้งเมื่อได้ยินแบบนี้

“มันก็เหมือนกันนั่นแหละ…ดังนั้นตอนนั้นที่นายช่วยฟิริน่าจังไว้ได้มันก็ดีที่สุดแล้ว และการที่นายคิดจะช่วยทั้งสองคนนั่นก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่บางทีในตอนนั้นสถานการณ์มันอาจจะบังคับให้นายต้องช่วยฟิริน่าจัง และจากที่นายเล่าชั้นเดาว่าผู้หญิงที่ชื่อแพท ก็คงอยากให้นายมีชีวิตรอดกับฟิริน่าจัง ตอนนั้นชั้นเดาว่าเธอคงคิดว่าการให้นายออกไปก่อนคงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเพราะหากไปช่วยเธออาจจะต้องตายกันหมดก็ได้….ดังนั้นนายไม่ผิดหรอกนะ”ฟาเฟลสรุปเหตุผลของเธอให้ไกด์ฟัง

“แล้วการที่เชียร์มาแค้นนาย ชั้นว่าชั้นพอจะเข้าใจนะ..คนเราน่ะเมื่อสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ไม่ว่ายังไงก็ต้องหาที่ระบายความเศร้าเสียใจนั้น ชั้นคิดว่าเค้าคงไม่ได้แค้นนายจากก้นบึ้งหัวใจเพียงแต่อยากให้นายเป็นที่รองรับในสิ่งที่เขาได้สูญเสียไปนั่นแหละ พวกนายเป็นเพื่อนรักกันนี่...มิตรภาพ...สายสัมพันธ์ของพวกนายไม่น่าจะเปราะบางหรอกนะ..ชั้นว่าสักวันนึงพวกนายต้องเข้าใจกันได้แน่ๆ เพราะงั้นนายก็ต้องเชื่อสิ”ฟาเฟลอธิบายไปเรื่อยๆอย่างมีเหตุผล
ไกด์นั่งฟังอย่างนิ่งเงียบที่เขาไม่ตอบโต้เลยนั่นเป็นเพราะว่า ที่เธอพูดมานั้นก็มีเหตุผลและมันก็ถูกต้องเสียด้วย ทั้งที่เขาน่าจะคิดได้เองแท้ๆ เพราะเป็นเรื่องของเขาเอง แต่เขากลับต้องให้เธอที่เป็นเหมือนคนนอกมาพูดเรื่องแบบนี้ให้ฟัง แต่เขาก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง อาจเป็นเพราะว่าพวกเขาอยู่ใกล้กันเกินไปเวลากระทบกระทั่งหรือแตกหักกันมันก็อาจทำให้ตัวเขาเองก็มองข้ามสิ่งที่เป็นเหตุผลแบบนี้ไป ดังนั้นการมองจากมุมด้านนอกก็จะมองอะไรได้กว้างขึ้นและละเอียดขึ้น เมื่อค่อยๆได้ฟังเหตุผลจากเธอเขาก็รู้สึกดีขึ้น

“แล้วก็นะ เลิกโทษตัวเองได้แล้วเรื่องวันนี้ อย่างที่กัปตันว่านั่นแหละ คราวหลังนายก็เชื่อใจพวกชั้นมากกว่านี้ก็แล้วกัน…อีกอย่างถ้าวันนี้ไม่ได้นายช่วยไว้ตอนนั้น ทุกคนก็คงแย่เหมือนกันแหละ นายไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองหรอกว่านายผิด และชั้นคิดว่าคงรู้สึกเหมือนกัน ไม่มีใครคิดจะโทษที่นายมาทำร้ายหรอกนะ เพราะนายพยายามจะช่วยทุกคน ถึงมันจะผิดพลาดไปก็ตาม.. ดังนั้นทุกคนต้องรู้สึกขอบคุณนายแน่ๆ เพราะแม้แต่ชั้นเอง....ก็รู้สึกแบบนั้น…เพราะว่าชั้นน่ะติดค้างนายมาตั้งสองครั้งแล้วน่ะสิ”เมื่อพูดถึงตรงนี้เธอก็อายนิดหน่อยจึงพูดเบาๆ

“หา! ว่าไงนะ”ไกด์ฟังตรงช่วงสุดท้ายไม่ได้ยินจึงร้องขึ้น

“ช่างมันเถอะ!! ก็อย่างที่ว่านั่นล่ะนะ”เธอกระแอมหน้าแดงนิดๆก่อนจะพูด
ฟาเฟลสรุปทั้งหมดก่อนจะลุกขึ้นยืน เธอเองเมื่อได้ฟังเรื่องของเขาทั้งหมดก็ทำให้เธอเข้าใจในตัวเขารวมถึงเหตุผลของความมุ่งมั่นของเขาแล้ว

“อืม”ไกด์พยักหน้า

“เธอจะกลับแล้วเหรอ”ไกด์ถามต่อเมื่อเห็นเธอยืนขึ้น

“ใช่สิ มานั่งอยู่นี่ตั้งนานแล้ว ขอบใจนะ มีเรื่องให้แกล้งนายเพียบเลย ชั้นคงรู้สึกสนุกไปพักใหญ่เลยล่ะที่นี้”ฟาเฟลยิ้มให้ไกด์อย่างเจ้าเล่ห์

“อ๊ะ นี่เธอ คิดจะแกล้งชั้นจริงๆรึนี่ แย่ล่ะสิดันเผลอเล่าไปหมดเลย”ไกด์ตกใจทันทีจนทำอะไรไม่ถูกทันทีที่เห็นเธอยิ้มแบบนั้น แต่ท่าทีของเขาที่แสดงออกมันชวนให้เธอ…อดขำไม่ได้

“ฮิๆๆ!! นายนี่หลอกง่ายชะมัดเลย ท่าทีแบบนี้เพิ่งจะเคยเห็นนะ แบบนี้แค่แกล้งนายคนเดียวชั้นคงสนุกไปได้อีกนานเลยล่ะ”เธอหัวเราะชอบใจในท่าทีที่ดูตกใจจนทำอะไรไม่ถูกนี่ล่ะ ท่าทีหัวเราะของเธอชวนให้เขาอดหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้ บรรยากาศที่ดูเงียบเหงาและเครียดเลยเปลี่ยนไปเป็นสนุกจากเสียงหัวเราะของคนสองคนชวน สำหรับไกด์นี่คงเป็นการระบายความในใจที่หนักอึ้งของเขาให้คนอื่นๆที่เป็นคนนอกฟังเป็นครั้งแรก ซึ่งทำให้เขารู้สึกดีและสบายใจมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ส่วนฟาเฟลเธอก็รู้สึกดีและสมหวังที่ได้เหตุผลและสิ่งที่เธอต้องการรู้จากเขาทั้งหมด แต่เธอไม่รู้หรอกว่าการที่รับฟังเรื่องของเขาในวันนี้มันเป็นการช่วยเหลือเขามากขนาดไหน…

“…งั้นไปก่อนนะ เหลือโทษอีกสองวันก็อดทนหน่อยละกันนายน่ะ”ฟาเฟลยกชามบะหมี่ไปจนถึงหน้าประตูก่อนจะหันมาลาและกำลังจะเดินออกไป

“อื้ม …เอ่อ ขอบใจนะสำหรับบะหมี่แล้วก็…อุตส่าห์นั่งฟังเรื่องน่าเบื่อแบบนั้น….”ไกด์ยิ้มให้เธอ
สำหรับฟาเฟล ตอนนี้เธอรู้สึกโล่งโปร่งอย่างบอกไม่ถูกเลยเมื่อเห็นเขายิ้มแบบนี้ มันเป็นรอยยิ้มไม่ได้เกิดจากการแสร้งมีความสุข..แล้วเธอก็เดินออกจากห้องขังไป…

“สุดท้ายแล้ว ก็ไม่ได้ขอบคุณแฮะเรา ทั้งที่ตั้งใจจะพูดต่อหน้าหมอนั่นแท้ๆ แต่อย่างน้อยเห็นหมอนั่นดีขึ้นเราก็รู้สึกดีจริงๆ …เอ๊ะ!! เรานี่คิดอะไรกันเนี่ย บ้าที่สุด !!!!”ฟาเฟลเมื่อคิดถึงการคุยกันเมื่อครู่เธอก็ยิ้มนิดๆก่อนจะเดินกลับห้องไป..

ทางไกด์ที่รู้สึกดีขึ้นเขาก็ล้มตัวลงนอน ก่อนจะพึมพำออกมาว่า “นั่นสินะ...อย่างที่เค้าว่านั่นแหละ..ตอนนั้นก็ส่วนตอนนั้น เพราะเราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว ตอนนี้เรามีแต่ต้องก้าวต่อไปในวันพรุ่งนี้เท่านั้น นั่นสินะเราต่างหากที่ยอมสูญเสียมันง่ายๆเกินไป...เราต้องเชื่อมั่นให้มากกว่านี้สิ!!!...มิตรภาพของพวกเราไม่ใช่มิตรภาพที่เปราะบางนี่นา..ดังนั้นเราต้องเอามันกลับคืนมาให้ได้..” เขาตัดสินใจบางอย่างได้และค่อยๆหลับตาลงก่อนจะค่อยๆหลับไป

กลับมาทางลูชิเฟอร์ มาถึงห้องพยาบาลสักพักแล้ว ตอนนี้กำลังรอคุณหมออกมาจากห้องรักษา......

“ยัยนั่นจะเป็นอะไรรึเปล่านะ ตั้งแต่ตอนที่อุ้มมาแทบไม่กระดิกตัวเลย สีหน้าก็ดูไม่ดีเลยด้วย ทำไงดีนี่เราลงมือหนักไปรึเปล่าตอนนั้น....จะว่าไปสภาพตอนนั้นยัยนั่นอาจแย่แล้วแถมมาเจอท่าไม้ตายเราเข้าไป แถมมาขอบคุณเราที่ตอนนั้นเหมือนช่วยปลดปล่อย..ตอนนี้อาจปางตายแล้วก็ได้....ทำไงดีล่ะเนี่ย นี่เราลงมือฆ่าผู้หญิงคนนั้นไปโดยไม่ตั้งใจซะแล้ว ทั้งๆที่คิดจะช่วย....ให้ตายเถอะ!!”ลูชิเฟอร์เดินพึมพำแสดงแอคติ้งต่างๆด้วยความเครียดและเป็นกระวนกระวายใจ แต่สำหรับคนอื่นที่เห็น...มันดูเหมือนคนบ้า..มากกว่า
แกร็ก!! ครืด ปึง!!คุณหมอค่อยๆเดินอกมาจากห้อง

“คุณหมอครับ ผู้หญิงคนนั้นเป็นไงบ้างครับ อาการหนักแค่ไหน เป็นอะไรรึเปล่าครับ”ลูชิเฟอร์ตรงเข้าไปถามอย่างร้อนรน

“คนไข้ปลอดภัยแล้วครับ ภายนอกไม่ได้มีบาดแผลอะไรที่น่าเป็นห่วง แผลที่ศีรษะหมอพันแผลให้แล้ว แต่อาการภายในน่ะหนักกว่าร่างกายของเธออ่อนล้ามากอย่างไม่ทราบสาเหตุ ถึงจะยังตรวจไม่เจออะไรก็ตาม หมอคิดว่าคงต้องให้เธอค่อยๆพักฟื้นไปเรื่อยๆก่อน ส่วนเรื่องจะได้สติรึเปล่านั้นหมอคิดว่าคงสักพักล่ะนะ แต่ยังไงก็ต้องให้พักเยอะๆไว้ก่อนล่ะนะครับ...ดังนั้นการพักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรงดี หมอคิดว่าคงต้องใช้เวลาสักหน่อย .....ไม่มีอะไรแล้วงั้นหมอขอตัวก่อนนะครับ”

“งั้นเหรอครับ...หนักขนาดนั้นเลยเหรอนี่... เฮ้อ..แต่ก็โล่งอกไปทีที่ปลอดภัยแล้ว ขอบคุณครับคุณหมอ...ว่าแต่เข้าไปเยี่ยมได้มั้ยครับ”ลูชิเฟอร์ถาม ซึ่งคุณหมออนุญาตให้เยี่ยมได้ตามสะดวก แต่ก็บอกว่าอย่าให้นานเกินไปเพราะจะเป็นการรบกวนการพักผ่อนของคนไข้
ลูชิเฟอร์จึงรับปากและเข้าไปเยี่ยมไข้

“สาวน้อยผมสีเหลืองยังคงนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงสีหน้าของเธอดูดีขึ้นมากว่าตอนแรกพอดูเลยทีเดียวใบหน้าที่ดูซีดเซียวในตอนแรกตอนนี้มีเลือดฝาดมากขึ้น อันเป็นการหมายถึงการที่ร่างกายของเธอฟื้นตัวดีขึ้นแล้วจริงๆ
ลูชิเฟอร์นั่งลงข้างเตียงของเธอ พร้อมกับมองดูใบหน้าของเธอในตอนนี้ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆว่าสาวน้อยคนนี้จะเป็นคนที่เล่นงานเขาที่บนโลก แล้วยังประกาศว่าจะฆ่าเขาซะด้วย แต่สุดท้ายเธอก็เป็นผู้มาช่วยชีวิตเขาไว้ซะอีก...มันทำให้เขาออกจะงงจริงๆไม่รู้ว่าเพราะอะไรนี่แหละ เขาคิดว่าเมื่อเธอฟื้นขึ้นมาก็จะถามเรื่องนี้เลยซะที แต่ก็นั่นแหละที่เธอเป็นแบบนี้ก็เพราะเขา เขาเลยไม่รู้จะเริ่มยังไงดี..

“...อือ”เด็กสาวครางออกมาเล็กน้อย ทำให้ลูชิเฟอร์ที่นั่งมองเธออยู่และคิดอะไรไปจนเพลิน รู้สึกตัว

“อ๊ะ..ฟื้นแล้วสินะ”ลูชิเฟอร์พึมพำขึ้น

“เจ็บ...เจ็บ...หนาวจังเลย ที่นี่มืดจัง ไม่มีใครเลย ....ใครก็ได้....ช่วยที..ช่วยด้วยค่ะ”เด็กสาวละเมอออกมา แต่ท่าทางของเธอดูทรมานมากเหมือนกับกำลังฝันร้ายอยู่อย่างนั้น
ลูชิเฟอร์เห็นท่าไม่ดี...เธอเริ่มละเมอออกมาแถมดทรมานมากด้วยเขาก็ไม่รู้จะทำยังไง จึงกุมมือเธอไว้พร้อมกับพูดว่า “ไม่ต้องกลัว ชั้นอยู่ที่นี่แล้ว...ชั้นจะอยู่ข้างๆเธอเอง ไม่ต้องห่วง จะอยู่ข้างๆไม่ไปไหนแน่ๆ”
ราวกับว่าเธอจะรับรู้ได้เธอค่อยๆสงบลง ใบหน้าที่ทรมานนั้นค่อยแปรเปลี่ยนเป็นปกติและดูมีความสุขขึ้นมา ราวกับว่าเธอได้หลุดพ้นจากฝันร้ายนั้นแล้ว
ลูชิเฟอร์เองก็รู้สึกดีที่เห็นเธอไม่เป็นอะไร เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะทำไงต่อไปดี แต่อย่างน้อยเพราะว่าเห็นเธอทรมานเขาจึงไม่อาจจะทิ้งเธอไว้แบบนี้ได้

“ช่วยไม่ได้แฮะ งั้นวันนี้เราอยู่เฝ้าข้างๆไปก่อนก็แล้วกัน ลุงนั่นก็บอกให้เรารับผิดชอบด้วย แถมยังไงยัยนี่ก็ช่วยเราไว้ด้วยอีก”ลูชิเฟอร์ตัดสินใจที่จะนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆเธอไปในวันนี้…แต่เขาก็เผลอหลับไปจนได้..
เช้าวันรุ่งขึ้น...

“อืม...เฮ้ย...นี่เราเผลอหลับไปสินะนี่...ไม่ไหวเลยเรา กี่โมงกันแล้วนี่”เขาค่อยขยี้ตาและขยับตัวขึ้นนั่งจากสภาพที่นั่งหลับ อ๊ะ....เฮ้ย!! ยัยนั่นหายไปไหนแล้วล่ะเนี่ย”ลูชิเฟอร์เผลอโพล่งอิกมาอย่างตกใจ เพราะว่าสาวน้อยที่อยู่บนเตียงตอนนี้เธอหายตัวไปเสียแล้ว เมื่อระงับอารมณ์ได้เขาก็รีบกระวนกระวานหาเธอทัน....
เขาหาเธอจนทั่วห้องแต่ก็ไม่เจอ...ลูชิเฟอร์ทรุดลงนั่งข้างเตียงดังเดิม พร้อมกับถอนหายใจ

“ให้ตายเถอะยัยนั่นเป็นคนป่วยแท้ๆ เดินไปเดินมาได้ยังไงกัน ขืนออกไปทำร้ายคนอื่นล่ะ....ไม่สิยัยนั่นอาการยังไม่ดีไม่น่าจะทำยังงั้นได้ แต้ถ้าแบบนี้ล่ะ ถ้าเกิดเดินไปล้มข้างนอกจะเป็นไงล่ะเนี่ย ชิ!! แบบนี้สงสัยต้องไปตามหาข้างนอกแล้วล่ะมั้งนี่” เขาคิดไปด้วยบ่นด้วยความหัวเสีย เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องวุ่นวายด้วย  อาจเป็นเพราะว่าขาในตอนนี้ต้องดูแลเธอล่ะมั้ง...

“…เอ่อ...ขอโทษค่ะ..ขอโทษที่ทำให้คุณต้องวุ่นวายแบบนี้ ชั้นเป็นฝ่ายผิดเองค่ะ...”เสียงของสาวน้อยดังขึ้นราวกับว่าตอบรับคำพูดของเขา

“ก็ใช่สิไม่ต้องมาพูด....เอ๊ะ!! เดี๋ยวสินี่ชั้นพูดคนเดียวอยู่นะ...รึว่า..”ลูชิเฟอร์ที่บ่นเพลินไปก็ยังบ่นต่อด้วยความที่ไม่ทันสังเกต ทำให้เขารู้สึกตัวช้าไปนิดหน่อยกับเสียงของสาวน้อยที่ไม่คุ้นหูนี้ แต่เมื่อรู้สึกตัวเขาเขาก็หันไปตามเสียงนั้น ใช่แล้วนั่นเอง เด็กสาวที่เขาตามหานั่นเองเธอค่อยๆเดินออกมาจากมุมหนึ่งของห้อง

“เอ่อ....เธอ”ลูชิเฟอร์ที่เห็นใบหน้าที่สำนึกผิดของเธออึ้งไปนิดนึง

“ขอโทษด้วยค่ะ ที่ลุกออกไปเข้าห้องน้ำโดยพลการค่ะ พอดีเห็นคุณกำลังหลับอยู่ก็เลยไม่อยากรบกวนน่ะค่ะ ขอโทษด้วยค่ะที่ทำให้คุณต้องวุ่นวาย...ขอโทษ..”เด็กสาวยังคงก้มหน้าก้มตาขอโทษลูชิเฟอร์ไปเรื่อยๆ

“เอ่อ..พอแล้วล่ะ ไม่ต้องขอโทษแล้ว ไม่เป็นไรหรอก เธอไม่ได้ไปไหน ไม่ได้เป็นอะไรก็ดีแล้วล่ะ”ลูชิเฟอร์เดินเข้าไปหาเธอพร้อมกับขอให้เธอหยุดขอโทษเขา พร้อมกับพยุงเธอกลับมาที่เตียงตามเดิม

“เธอปลุกชั้นก็ได้ เรื่องแค่นี้ไม่ได้รบกวนหรอกนะ เธอเป็นคนป่วยนะ เข้าใจไว้หน่อย ไม่ต้องเกรงใจก็ได้”ลูชิเฟอร์พูดเมื่อพยุงเธอมานั่งบนเตียงดังเดิม

“..ค่ะ ขอบคุณค่ะ….ขอโท….” เด็กสาวกล่าวขอบคุณและกำลังจะกล่าวต่อแต่ลูชิเฟอร์ก็เอานิ้วชี้มาขวางไว้หน้าปากของเธออย่างรู้ทัน

“ชั้นบอกว่าพอแล้วไงล่ะ”ลูชิเฟอร์พูดอย่างรู้ทัน ทำเอาเธอเขินหน้าแดงหลบตาเขาไป ทำให้บรรยากาศที่ดูจะแย่ๆในตอนแรกค่อยๆดีขึ้น เพราะท่าทางของเธอทำให้ลูชิเฟอร์อดขำเล็กน้อยไม่ได้
หลังจากบรรยากาศดีๆนั้นจบลงทั้งสองก็กลับมานั่งนิ่งกันเหมือนเดิม เพราะสาวน้อยก็ไม่พูดอะไร ส่วนลูชิเฟอร์ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นจากอะไรก่อนดี....

“นี่เธอ...เซเรน...ทำไมถึงได้มาโจมตีชั้นล่ะ...ทำไมถึงจ้องทำลายอิคชิอ้อน”ในที่สุดลูชิเฟอร์ก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบโดยการเริ่มถามคำถามเธอก่อน

“…คือว่า....ชั้น...ชั้นไม่ได้ชื่อเซเรนน่ะค่ะ....”เด็กสาวค่อยๆตอบคำถามออกมา

“นี่...จะเป็นไปได้ยังไง ก็นั่นเป็นหุ่นที่โจมตีชั้นตั้งแต่ที่โลก ชั้นจำได้นะ แถมเธอที่เป็นคนขับยังประกาศชื่อออกมาเองเลย จะไม่ใช่เธอได้ไง”ลูชิเฟอร์ไม่เข้าใจคำตอบของสาวน้อยจึงเริ่มมีอารมณ์โกรธขึ้นมา เพราะอยู่ๆจะมาปฏิเสธกันง่ายๆได้ยังไง

“ขะ..ขอโทษด้วยค่ะ..ขอโทษค่ะ”สาวน้อยตัวเริ่มสั่นด้วยการขึ้นเสียงของลูชิเฟอร์ เธอจึงก้มหน้าตัวสั่นและได้แต่ขอโทษ

“อ๊ะ!!..ขอโทษนะ..ชั้นไม่ได้ตั้งใจให้เธอกลัวหรอกนะ”เมื่อเห็นเธอกลัวเขาจึงขอโทษ แล้วปรับอารมณ์ให้เย็นลง

“งั้นช่วยเล่าเรื่องของเธอให้ชั้นฟังหน่อยสิ”เขาเปลี่ยนเป็นถามคำถามใหม่แทน

“ค่ะ..ชั้นชื่อว่า มิสตี้....มิสตี้ รีสทีน ค่ะ ชั้นเป็นนักศึกษาของอคาเดเมียร์ค่ะ ชั้นจำได้ว่าตอนไปทัศนศึกษาที่ภูเขาเนซเซอร์ชั้นหลงเข้าไปในโรงงานร้างแห่งหนึ่งค่ะ แล้วก็พบกับหุ่นยักษ์ตัวหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนมังกรสีเขียวๆ หลังจากนั้นชั้นก็จำอะไรไม่ได้แล้วค่ะ   เพราะอย่างงั้นชั้นมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงนั้นชั้นก็...ไม่รู้หรอกค่ะ ที่นี่คือที่ไหนเหรอคะ แต่รู้สึกว่าที่คุณพูดมาชั้นคงจะทำร้ายพวกคุณสินะคะ ชั้นขอโทษด้วยค่ะ”มิสตี้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดออกมา เมื่อเธอเล่าจบเธอก็หันไปมองลูชิเฟอร์ แต่ว่าที่เขามองมาที่เธอด้วยสายตาที่เพ่งอะไรบางอย่างของเธออยู่ มันทำให้เธอ...

“อืม...งั้นสินะ...อืม”ลูชิเฟอร์เพ่งตามองไปที่สัญลักษณ์เครื่องหมายรูปปีกมงกุฎที่อยู่บนหน้าอกเสื้อของเธอ..เขารู้สึกว่าเคยเห็นที่ไหนน๊า แต่นั่นแหละไอ้การที่เพ่งมองขนาดนี้ทำให้มิสตี้...

“อ๊ะ!....คนลามก!!!! มองอะไรน่ะค๊า!!!!!”มิสตี้มีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว เธอชกหมัดตรงเข้าใส่หน้าลูชิเฟอร์ทันที
ตูม!!!!! ลูชิเฟอร์ปลิวไปอัดกับผนังทันที หมัดของมิสตี้แรงมาก!!!

“อ่อก!!! เธอ..ชกชั้นทำไมเนี่ยหา!!! ชั้นไปทำอะไรให้เธอเนี่ย!! อูย!! หมัดหนักเป็นบ้าเลย เจ็บนะเนี่ย”ลูชิเฟอร์ค่อยๆลุกขึ้นมาแล้วก็ว่าเธอ

“ก็...ก็คุณน่ะ...เอาแต่จ้องหน้าอกของชั้นนี่คะ.....ลามกที่สุดเลยค่ะ!!!”มิสตี้หน้าแดงก่อนจะโวยวายตอบมา

“…บ้าเหรอไง!! ชั้นแค่คุ้นๆตราบนเสื้อนั่นก็เท่านั้น...”ลูชิเฟอร์ตอบมา แต่จริงๆเขาก็คิดนิดหน่อยล่ะ

“..งะ..งั้นเหรอคะ...นี่เป็นตราของมหาวิทยาลัยค่ะ ขอโทษค่ะ เจ็บมากรึเปล่าคะ”มิสตี้ลุกมาค่อยๆพยุงลูชิเฟอร์กลับมานั่งที่เดิม ดูๆไปแล้วตอนนี้ใครเป็นคนป่วยกันแน่

“อืม...สรุปแล้วเธอก็ไม่ใช่เซเรนสินะ....งั้นยัยนั่นเป็นใครกันล่ะเฮ้อ!! แต่จริงๆชั้นก็เชื่อแหละ เพราะดูจากท่าทางเธอนี่ก็ไม่เหมือนยัยนั่นจริงๆน่ะแหละไงดีล่ะถ้าเป็นยัยนั่นคงมาฆ่าชั้นแล้ว ไม่ใช่มาพยุงชั้นมานั่งแบบนี้ ชั้นจะไปบอกกัปตันแบบนี้ก็แล้วกัน...”ลูชิเฟอร์สรุป

“เอ่อ...ขอบคุณนะคะ…แต่ว่าทำไมคุณถึงเชื่อล่ะคะ”มิสตี้ขอบคุณก่อนจะถามต่อ

“ไม่รู้สิ  ความรู้สึกล่ะมั้ง มันอาจจะดูไร้สาระ แต่สิ่งที่เธอแสดงออกมานี่มันดูแตกต่างจากยัยนั่นมากทั้งคำพูด น้ำเสียง ท่าทางบุคลิก ที่สำคัญ...เธอน่ะไม่มีเลยน่ะสิ...ไม่มีจิตสังหารที่แสดงออกมาจากใจของเธอเลย ชั้นไม่รู้สึกเลย ต่างจากตอนเจอกับเซเรนโดยสิ้นเชิง นั่นแหละ..ชั้นถึงเชื่อ”ลูชิเฟอร์ตอบออกมาตรงๆ เขาไม่ได้มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษเลย มันเป็นเพียงความรู้สึก..เท่านั้น เขาค่อยๆลุกขึ้นเพื่อจะออกจากห้องไปแจ้งเรื่องนี้กับกัปตันไลล่า

“อ๊ะ!!! นึกออกแล้ว สัญลักษณ์เหมือนของที่เคยเห็นที่ห้องของฟิริน่าจังเลย”ลูชิเฟอร์นึกออกแล้วว่าเคยเห็นมันที่ไหน

-----------ยังมีต่อนะ---------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2010, 02:30:25 AM โดย LINKS » บันทึกการเข้า
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 526


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 02:35:48 AM »

SIDE STORY OF TSC SPACE ROUTE PEROID EPISODE 8 AND 9
-Reason of Willful & The Girl with Emerald Dragon [4]

“เธอน่ะมาจากโลกเดียวกับฟิริน่าจังกับไกด์สินะ ฟิริน่า..เวลรากัส กับเรย์ไกส์อะไรสักอย่างนี่แหละ....ใช่มั้ยมิสตี้”ลูชิเฟอร์เดินกลับมาถาม

“คุณฟิริน่า...คุณไกด์....ใช่...ใช่แล้วค่ะ มาจาก...หมายความว่าที่นี่ไม่ใช่โลกของชั้นสินะคะ แล้วจะทำยังไงดีคะ..ชั้นจะกลับไปได้ยังไง..ชั้นๆๆอยากกลับบ้านค่ะ...”มิสตี้ตอบอย่างตกใจ เพราะแสดงว่าตอนนี้เธอมาอยู่ที่ต่างโลกซะแล้ว..เธอรู้สึกกลัวมากขึ้นไปอีกจนเริ่มจะร้องไห้ ที่นี่ไม่ใช่แค่นอกบ้าน...นอกเมือง แต่เป็นโลกในอีกมิตินึง...เธอกลัว..ไม่รู้จะทำไงดี

ลูชิเฟอร์เมื่อเห็นอาการของเธอเขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้จึงนั่งลงข้างๆและกุมมือเธอไว้ “นี่ไม่เป็นไรหรอก ยังไงเธอก็ยังมีชีวิตอยู่นะ ต้องมีทางแน่ๆ ตอนนี้เธอค่อยๆรักษาตัวไปก่อนนะ ถ้าเธอมาจากโลกเดียวกับสองคนนั้นก็ยังมีเพื่อนอยู่ ยังไงก็ไม่ได้ตัวคนเดียวนี่ ชั้นเองก็มาจากโลกใต้พิภพนะ ไม่ใช่คนบนโลกนี้หรอก ต้องได้กลับบ้านแน่ๆ”เขาค่อยๆปลอบโยนเธอ ทำให้มิสตี้ค่อยๆรู้สึกดีขึ้น
จากนั้นลูชิเฟอร์ก็เล่าเรื่องของโลกนี้เท่าที่เขารู้รวมไปถึงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นด้วยทั้งหมดให้มิสตี้ฟัง เพื่อให้เธอเข้าใจโลกในตอนนี้และสถานการณ์ต่างๆได้ดีขึ้น  ซึ่งมันก็ทำให้มิสตี้รู้จักโลกนี้มากขึ้น

“งั้นวันนี้ชั้นขอตัวไปรายงานเรื่องของเธอกับกัปตันก่อนนะ ส่วนเรื่องที่เธออยากเจอสองคนนั่น ไกด์น่ะคงสักพักนึงล่ะเพราะโดนลงโทษอยู่ ส่วนฟิริน่าจังชั้นจะไปบอกให้นะ ไม่ต้องห่วง เธอน่ะพักผ่อนมากๆล่ะ จะได้หายไวๆ คุณหมอบอกว่าร่างกายเธอน่ะอ่อนแอมากนะตอนนี้”ลูชิเฟอร์พูดจบก็ลุกไป

“ขอบคุณนะคะ คุณลูชิเฟอร์ ได้คุณช่วยไว้มากจริงๆ ชั้นนี่เป็นภาระจริงๆด้วย ชั้นจะตอบแทนให้ได้ค่ะ”มิสตี้ขอบคุณ เธอรู้สึกขอบคุณลูชิเฟอร์มากจริงๆ ทั้งที่ยังรู้จักเธอไม่มากแท้ๆ ลูชิเฟอร์เป็นคนดีโดยธรรมชาติจริงๆ ช่วยคนอื่นได้ง่ายๆเพราะเขาเป็นคนแบบนั้น เพราะอย่างนั้นสำหรับเธอนั้นติดค้างเขามากจริงๆ ทั้งที่ได้เขาช่วยชีวิตไว้ รวมไปถึงช่วยดูแลเธออีกต่างหาก...สักวันนึงเธอจะต้องตอบแทนเขาให้ได้....

“อ้อ!! เรียกลูชิเฟอร์เฉยๆก็ได้ ไม่ต้องมี“คุณ”หรอก ชั้นเองก็จะขอเรียกเธอว่า มิสตี้ ได้มั้ยล่ะ”ลูชิเฟอร์โผล่หน้ากลับมาพูดก่อนจะไป

“ค่ะ...ยินดีค่ะ”มิสตี้ยิ้มให้เขา ซึ่งลูชิเฟอร์ก็ยิ้มตอบก่อนจะเดินออกไป
สำหรับลูชิเฟอร์เองก็เช่นกัน มิสตี้นั้นเป็นเหมือนเพียงแค่ผู้เสียหายเท่านั้น นั่นก็เพราะมิสตี้ไม่ใช่เซเรนคนที่เล่นงานเขา...แล้วเซเรนล่ะไปไหน ทำไมมิสตี้ถึงอยู่ในหุ่นตัวนั้น ถึงตอนนี้เขาจะยังคิดไม่ออกก็เถอะ แต่คนที่ลงมือทำร้ายเธอคือเขานั่นเป็นความจริง มันก็ต้องเป็นหน้าที่เขาที่ต้องดูแลเธอ เพราะจริงๆแล้วเธออาจไม่ดูแย่ขนาดนี้ถ้าเขาไม่ได้ลงมือหนักขนาดนี้ก็ได้

ลูชิเฟอร์ได้เข้าไปรายงานเรื่องของมิสตี้ให้ไลล่าฟัง ทั้งหมดอย่างไม่ได้ปิดบัง ซึ่งเขาก็ขอให้ไลล่าช่วยรับดูแลมิสตี้ไว้ก่อน ไม่อยากให้ส่งเธอให้กับหน่วยของเอลฮังก์ เพราะนอกจากร่างกายของเธอจะอ่อนแอมาก ตอนนี้จิตใจของเธอก็ย่ำแย่อยู่พอสมควร อย่างน้อยถ้าอยู่ที่นี่ก็ยังมีทั้งไกด์และฟิริน่าที่มาจากโลกเดียวกันก็น่าจะช่วยให้เธอดีขึ้นได้ เรื่องอาการก็ได้คำยืนยันจากคุณหมอแล้ว ส่วนเรื่องมาจากโลกเดียวกันตอนนี้ก็ต้องรอคำตอบจากทั้งไกด์และฟิริน่าอยู่ไปก่อน แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรเพราะเขาก็จะไปหาฟิริน่าอยู่แล้ว และจะพาฟิริน่าไปเยี่ยมมิสตี้ด้วยกัน ซึ่งตรงนี้ไลล่าก็ตกลง แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องไม่ให้มิสตี้เข้าใกล้จอร์มันแกนด์จนกว่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องเรื่องนักบินและหุ่นตัวนั้นเสียก่อนและการที่มิสตี้จะต้องถูกจำกัดสิทธิ์ในหลายๆเรื่องอยู่บ้าง เช่น การอาศัยอยู่อาจจะมีบางส่วนที่เธอไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะก็ยังไม่แน่ใจได้ว่าทั้งหุ่นตัวนี้และมิสตี้จะเป็นมิตรหรือศัตรู ลูชิเฟอร์จึงเสนอตัวเองเป็นคนดูแลและจับตาดูเธอให้เอง เมื่อเห็นลูชิเฟอร์รับคำขนาดนี้ ไลล่าก็ยอมตกลง แต่ถ้ามีอะไรก็ให้รายงานเธอทันที และขอให้เธอไปพบกับมิสตี้ก่อน...ลูชิเฟอร์ก็ตกลง.. และวันนี้ไลล่าเองก็ได้ไปพบและพูดคุยกับมิสตี้เองพร้อมกับลูชิเฟอร์ด้วย ซึ่งเรื่องทั้งหมดที่ลูชิเฟอร์เล่าก็ตรงกับที่ลูชิเฟอร์เล่าทุกประการ ไลล่าได้อธิบายเกี่ยวกับการที่จะต้องสงตัวมิสตี้ให้กับส่วนกลางในฐานะที่เธอกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในสถานการณ์สงครามแบบนี้กับหุ่นตัวนั้น แต่เพราะลูชิเฟอร์มาขอร้องไว้ด้วยเหตุผลและการที่เธอได้คุยกับมิสตี้ เธอจึงตัดสินใจใหม่ เกี่ยวกับการรับมิสตี้ไว้เป็นลูกเรือพิเศษหรือพลเรือนลี้ภัยแทนนั่นทำให้มิสตี้ดีใจมาก ถึงการที่จะได้พบกันจะไม่ทำให้ไลล่าไว้ใจมิสตี้เลยทั้งหมด แต่เธอก็ยินดีที่จะรับข้อตกลงของลูชิเฟอร์ได้

เวลาค่อยผ่านไป....ก่อนจะถึงวันปฏิบัติภารกิจครั้งต่อไป
ลูชิเฟอร์นั้นใช้เวลาว่างทั้งหมดจากการพักฟื้นและฝึกวิชาเพื่อเตรียมรับศึกที่จะต้องได้สู้กับเรย์กิวส์อีกอย่างแน่นอน โดยการไปเยี่ยมไข้มิสตี้อยู่ทุกวัน ทำให้ทั้งสองค่อยๆสนิทกันมากขึ้น มิสตี้ค่อยๆร่าเริงขึ้นมาจากวันแรก และอาการของมิสตี้ก็ค่อยๆดีขึ้นมาตามลำดับ แต่ถึงอย่างนั้นคุณหมอก็ยังไม่อนุญาตให้เธอออกจากห้องคนป่วยได้ และลูชิเฟอร์ก็ได้รู้ว่ามิสตี้นั่นมีความสามารถในการต่อสู้ด้วย ซึ่งทำให้เขาอยากจะลองสู้กับเธอดูสักครั้งเหมือนกัน เพราะวันนั้นเธอก็ชกเขาปลิวได้เลยทีเดียว ถึงวันนั้นจะเพราะเขาบาดเจ็บหนักบ้างอยู่ก็ตาม

ส่วนเรื่องที่ลูชิเฟอร์จะไปพาฟิริน่ามาเยี่ยมนั้น ถึงตอนนี้ก็ยังคงไม่ได้เพราะ เขาได้ไปหาฟิริน่าที่ห้องและพบกับไวส์ซึ่งไวส์ก็บอกว่าฟิริน่าก็ยังคงหลับพักผ่อนร่างกายอยู่ในห้อง เพราะป่วยจากการต่อสู้ครั้งที่แล้วและตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้นเลย ซึ่งไวส์ก็คอยเฝ้าฟิริน่าสลับกับการไปดูการฝึกของโซลอยู่ตลอด เวลาซึ่งโซลก็พยายามฝึกอย่างมุ่งมั่นเต็มที่...ส่วนผลการฝึกนั้นก็...

ทางเครโอ้เองหลังจากที่ตัดสินใจได้ว่าจะทำขนมเองและ ก็เลือกขนมที่จะทำได้แล้ว ซึ่งก็คือคุ้กกี้ช็อคโกแลต ก็กำลังพยายามทำมันขึ้นมาอย่างเต็มที่ถึงจะผิดพลาดมาหลายรอบแล้วก็ตาม โมโมะเมื่อได้เห็นเครโอ้ทำขนมอย่างทุลักทุเล เธอก็เข้าไปช่วยเพื่อที่จะไปช่วยทำ แต่เครโอ้ก็ปฏิเสธและขอรับไว้เพียงน้ำใจเท่านั้น

“ขนมนี่เครโอ้จะทำเองคนเดียวค่ะ ขอบคุณพี่โมโมะมากเลยนะคะที่จะมาช่วย ขนมนี่เป็นความพยายามครั้งสำคัญค่ะ และเป็นสิ่งสำคัญที่เครโอ้จะมอบให้คนคนหนึ่งเป็นคนสำคัญคนนึงของเครโอ้ดังนั้น จะต้องทำเองให้สำเร็จให้ได้ค่ะ”เจ้าหญิงตัวน้อยตอบพร้อมกับใบหน้ามุ่งมั่นเปื้อนยิ้มที่ตอนนี้เปื้อนไปด้วยฝุ่นของแป้งและครีมช็อกโกแลต

“อืม...งั้นเองสินะคะ...งั้นชั้นก็ยุ่งไม่เข้าเรื่องแล้วสินะคะเนี่ย....”โมโมะเมื่อรู้เรื่องก็ยิ้มให้กับความพยายามของเจ้าหญิงตัวน้อย โมโมะจึงคอยเฝ้าดูและเป็นกำลังใจให้แทน...

เวลาผ่านไป...จนถึงวันที่ประชุมแผนการรบเสร็จสิ้นลง และเตรียมปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญของบลูกาแลคซี่แองเจิ้ล ..ก่อนเวลาดำเนินแผนการ

ห้องพยาบาล

“ชั้นจะไปแล้วนะ...แล้วหลังภารกิจจะมาเยี่ยมใหม่นะมิสตี้”ลูชิเฟอร์บอกลามิสตี้ก่อนจะออกไปทำภารกิจ

“...อ๊ะเหรอ...มันคงจะอันตรายมากสินะลูชิเฟอร์คุง และก็ต้องสู้กับคนที่ชื่อเรย์กิวส์ด้วยสินะ”มิสตี้มีสีหน้าไม่สบายใจ เพราะว่าลูชิเฟอร์บอกว่าเขาเป็นตัวหลักของภารกิจนี้ แถมยังต้องสู้กับคู่มือที่สูสีอย่างเรย์กิวส์ด้วย

“คิดมากน่า ทำหน้าแบบนั้นทำไมล่ะ ชั้นต้องกลับมาอยู่แล้ว ยังติดค้างเรื่องทำร้ายเธออยู่นะ ต้องมาดูแลคนป่วยนี่ แล้วก็อยากสู้กับเธอสักครั้ง เพราะงั้นต้องกลับมาแน่”ลูชิเฟอร์ยิ้มเพื่อให้เธอสบายใจ

“ลูชิเฟอร์คุง ชั้นให้นี่นะ เก็บไว้นะลูชิเฟอร์คุง”มิสตี้ยื่นเครื่องรางให้

“นี่มัน...อะไรอ่ะ”ลูชิเฟอร์ไม่รู้จัก

“เครื่องรางน่ะ ขอให้ปลอดภัยน่ะ พอดีได้มาจากคุณย่าตั้งนานแล้ว แต่ตอนนี้ชั้นไม่ได้ใช้ ก็เลยฝากให้ช่วยปกป้องลูชิเฟอร์คุง”มิสตี้บอกให้ลูชิเฟอร์เข้าใจ

“อืม....ของแบบนี้...เอาล่ะจะเก็บไว้แล้วกัน เธอจะได้สบายใจ…งั้นไปล่ะนะ”ลูชิเฟอร์เก็บเครื่องรางไว้และก็บอกลาเธอ ก่อนจะรีบวิ่งออกไปที่โรงเก็บ

“กลับมาอย่างปลอดภัยนะลูชิเฟอร์คุง”มิสตี้พูดออกมา พร้อมกับแววตาเป็นห่วง...

บริเวณทางเดินไปโรงเก็บ

“อย่าฝืนนะไกด์คุง..ครั้งที่แล้วก็ทีนึงแล้วนะ...เอ่อ....ชั้น..เป็นห่วงนะ”ฟิริน่าพูดขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินไปประจำตำแหน่ง

“อืม...สามวันนี่ชั้นเองก็ได้คิดอะไรมาเยอะเหมือนกัน ได้คำตอบมาหลายๆเรื่องแล้ว  ชั้นสัญญาจะไม่ทำให้เธอเป็นห่วงอีก เพราะว่าที่หน้าเธอมันขึ้นอยู่ตัวเบ้อเร่อเลยน่ะ แล้วก็ขอบคุณนะที่ช่วยในวันนั้น”ไกด์ตอบพร้อมกับยิ้มให้ ซึ่งก็ไม่พ้นจะแหย่เธอไปด้วย

“แหม!!! แบบนี้อีกแล้ว ไม่คุยด้วยแล้ว ไปเตรียมตัวดีกว่า ฮึ!!”ฟิริน่าสะบัดหน้าหนีด้วยความเขินและรีบเดินเร็วขึ้นไปข้างหน้า

“ฮะๆ ยังแกล้งได้ง่ายเหมือนเดิมเลยนะ เธอนี่”ไกด์อดยิ้มกับหัวเราะกับท่าทางของเธอไม่ได้ แต่คำพูดนี้ยิ่งทำให้ฟิริน่าเดินเร็วขึ้นไปอีก

“คนเค้าอุตส่าห์เป็นห่วงแท้ๆ คนบ้า!!”ฟิริน่าได้ยินก็ค่อยๆเปลี่ยนจากเขินเป็นงอนหนักขึ้นแล้วล่ะ

“แต่ว่าเห็นแบบนี้แล้วค่อยดีขึ้นหน่อย ไกด์คุงก็เป็นเหมือนเดิมแล้ว ค่อยยังชั่ว”เธอคิดในใจแล้วก็โล่งใจไปหน่อย

“นี่ เธอเองก็ไม่เป็นอะไรใช่รึเปล่า เห็นว่าเป็นหวัดไม่ใช่เหรอ...รักษาสุขภาพด้วยล่ะ”ไกด์ที่เดินตามขึ้นมาจนทันถามขึ้น เขาเข้าใจว่าที่ฟิริน่าไม่ได้ไปเยี่ยมเพราะเป็นหวัดเพราะฟิริน่าให้ไวส์ช่วยโกหกไปแบบนั้นจะดีกว่า ขืนบอกความจริงไปมีหวังไกด์จะต้องคิดมากเพราะเรื่องของเธอแน่ๆ แต่ตอนนี้เธอก็ไม่เป็นอะไรแล้ว

“อื้ม นิดนึงน่ะ ก็เลยไม่ได้ไปเยี่ยมไกด์คุงเลย ขอโทษด้วยนะ”ฟิริน่าหันมาตอบไกด์ที่เร่งเดินตามขึ้นมาจนทัน

“นั่นน่ะ ไม่ต้องมาขอโทษหรอกนะ เธอไม่สบายก็ต้องพักผ่อน ชั้นไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แค่ถูกลงโทษนะ” ไกด์พูดตอบให้เธอเข้าใจ ซึ่งมันก็แสดงว่าเขาเป็นห่วงเธอ ส่วนเรื่องของเขาบางทีเขาไม่ต้องการให้เธอมาใส่ใจมากก็ได้ เพราะเขารู้ว่าฟิริน่าน่ะเป็นห่วงเขา และเขาก็ทำให้เธอเป็นห่วงได้ทุกที  นั่นจะทำให้เธอลำบากมากเกินไป..

“นี่ฟิริน่า ชั้นขอโทษนะที่ตอนนั้นชั้นปกป้องเธอไม่ได้..ชั้นรู้สึกเจ็บใจอย่างบอกไม่ถูกทั้งที่ตัวเองเป็นคนพูดเองว่าจะปกป้องเธอแท้ๆ”ไกด์นั้นเขารู้สึกเจ็บใจเพราะตัวเองไม่สามารถทำในสิ่งที่ต้องทำได้ ทำให้เขามีสีหน้าเศร้าลง แต่เขาก็อยากจะพูดเรื่องนี้กับเธอ

“ไม่เป็นไรหรอกนะ ชั้นก็ยังอยู่ตรงนี้ ยังไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย เรื่องนั้นน่ะมันผ่านไปแล้ว ที่เป็นแบบนี้เพราะไกด์คุงลำบากใจ และชั้นเองก็..ลำบากใจเหมือนกันที่ต้องสู้กับเชียร์คุงน่ะ เพราะอย่างนั้นไม่ต้องคิดมากไปหรอกนะ”ฟิริน่าให้กำลังใจ เพราะเธอก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้

“ขอบคุณที่คอยเป็นห่วงชั้นมาตลอดนะ..และตอนนี้ชั้นหาคำตอบได้แล้ว....ชั้นเลิกที่จะสับสนแล้วไม่ว่าจะเรื่องของเชียร์...รึเรื่องของกู๊ด ชั้นตัดสินใจแล้วว่าชั้นจะสู้ เพื่อให้พวกนั้นได้เข้าใจถึงสายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดของพวกเรา ชั้นจะไม่ยอมตายอีกแล้ว...ชั้นจะไม่ทำให้เธอต้องเป็นห่วงชั้นอีก... และคราวนี้ชั้นจะปกป้องเธอให้ได้”ไกด์เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังพร้อมกับมองหน้าเธอและพูดด้วยความมุ่งมั่น ทำเอาฟิริน่าอดเขินนิดๆไม่ได้ที่เขาพูดว่าจะปกป้องเธอให้ได้อย่างจริงจัง สำหรับคนอื่นอาจจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับเธอที่ได้เขาช่วยไว้มาตั้งแต่เด็กมันก็เป็นความประทับใจที่ไม่อาจจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ ซึ่งคำพูดนี้เองที่ฟิริน่าไม่รู้ตัวเลยว่ามันจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงความรู้สึกบางอย่างของที่เธอมีต่อเขาให้มากขึ้น ซึ่งมันจะทำให้เธอและเขา...
... แต่เธอก็ค่อยๆเก็บอาการโดยการหลบสายตาเขาก่อนแล้วจึงหันกลับมายิ้มให้เขา

“อื้ม! ต้องแบบนี้สิ...งั้นก็ช่วยปกป้องด้วยนะคะไกด์คุง”ฟิริน่าที่ได้เห็นสีหน้าที่มุ่งมั่นของไกด์ก็ยิ้มให้เขา

“อื้ม”ไกด์พยักหน้ารับ การพูดคุยกันกับเธอในตอนนี้ได้เติมกำลังใจให้กับเขาอย่างมาก ไกด์ในตอนนี้พร้อมที่จะลุกขึ้นต่อสู้ได้อีกครั้งแล้ว...
ทั้งสองคนค่อยๆเดินมาจนถึงโรงเก็บ ก่อนจะขึ้นไปประจำเครื่องของตนเอง

“กลับมาแล้วสินะคะมาสเตอร์”โซลทักทายเมื่อไกด์ขึ้นมานั่งบนค็อกพิท

“อื้ม โซลล่ะเป็นยังไงบ้าง เธอยังสบายดีสินะ”ไกด์หันไปทักทาย

“ค่ะ แผลหายหมดแล้ว และตอนนี้ก็..มาสเตอร์ลองดูที่คอนโซลสิคะ”โซลชี้ให้ไกด์ดูที่คอนโซล ซึ่งไกด์ก็หันไปดู

“นี่มัน...ปลดตัวลิมิตเตอร์จำกัดที่หนึ่งออกแล้วนี่..ทำไมล่ะ...โซลหรือว่า”ไกด์หันไปมองโซล

“ค่ะ ชั้นขอโทษนะคะที่ ไม่ได้ขออนุญาตมาสเตอร์ก่อนนะคะ แต่ว่าชั้นอยากแข็งแกร่งขึ้นเพื่อมาสเตอร์ค่ะ”โซลก้มหน้ารับความผิด ถึงจะผ่านการฝึกมาได้แต่เธอก็เตรียมใจรับการลงโทษจากไกด์ไว้แล้ว

“…งั้นเหรอ...ขอบคุณนะโซล ขอบคุณมาก”ไกด์ขอบคุณ

“ค่ะ..ขอโท..เอ๊ะ!..ว่าไงนะคะ ทำไมมาสเตอร์ไม่โกรธล่ะคะ”โซลตกใจที่ไม่เป็นไปตามที่เธอคิด

“ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ เธอพยายามเพื่อจะแข็งแกร่งขึ้น เพื่อชั้นที่อ่อนแอ ชั้นจะไปโกรธเธอได้ยังไงล่ะ..ชั้นถึงต้องขอบคุณมากกว่า เธอน่ะเป็นคู่หูที่ดีที่สุดของชั้นเลยล่ะ...จากนี้ไปชั้นก็จะแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกัน...เรามาแข็งแกร่งขึ้นไปด้วยกันเถอะนะโซล”ไกด์อธิบายเหตุผลให้เธอเข้าใจที่เขาไม่โกรธเธอ นั่นก็เพราะเธอทำเพื่อเขา และเขาก็จะต้องแข็งแกร่งขึ้นด้วยเหมือนกัน...เพื่อตัวของเขาเอง...และเพื่อ...

“...ค่ะ..ค่ะ..ได้เลยค่ะ มาสเตอร์”โซลยิ้มทั้งน้ำตา....เพราะเธอดีใจที่ตอนนี้มาสเตอร์ของเธอเข้าใจเธอ และเธอสามารถเป็นกำลังให้เขาได้แล้ว
เหลือเวลาอีกนิดหน่อยก่อนจะเริ่มภารกิจ

“ปิ๊บๆๆๆ!!!”เสียงสัญญาณดังขึ้นในค็อกพิทของโซลน่อลเซเวียร์

“ครับมีอะไรรึครับ”ไกด์ตอบสัญญาณนั้น

“เจ้าหัวเม่น ลงมาหน่อยสิ มีคนมาหาน่ะ”เอ็ดเวิร์ดนั้นเองที่ติดต่อขึ้นมา

“มาหาผม.. ตอนนี้เหรอครับ...ใครล่ะนี่?....เดี๋ยวมานะโซล เตรียมสแตนบายด์โซลน่อลเซเวียร์เอาไว้ได้เลย”ไกด์บอกโซลก่อนจะลงจากค็อกพิท เพื่อดูว่าใครมาหา
ฟิริน่าเห็นไกด์ลงจากค็อกพิทเธอก็แปลกใจ แต่เมื่อได้มองไปที่ด้านล่างที่ส่วนควบคุมเธอก็เข้าใจและอดยิ้มไม่ได้

“พยายามทำจนสำเร็จจนได้สินะ เครโอ้จัง ยินดีด้วยนะจ้ะ”ฟิริน่าพูดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม
ไกด์ที่ลงจากค็อกพิทมาก็มาพบกับเครโอ้เข้า....

“เครโอ้นี่เอง เรียกพี่มานี่มีธุระอะไรเหรอ?..”ไกด์พูดขึ้นขณะที่เดินมาใกล้ๆเครโอ้ที่รออยู่ด้านล่าง

“เอ่อ....คือว่า...เอ่อ...คือ...”เครโอ้ก็ยังไม่กล้าให้อยู่ดี เธอก้มหน้านิ่ง

“คงมีอะไรอยากจะพูดด้วยสินะ ..อืม ถ้ายังพูดตอนนี้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่กลับมาค่อยพูดก็ได้นะ  ไม่เป็นไรๆ..งั้นพี่ไปก่อนนะ..”ไกด์เกาหัวนิดนึงก่อนจะยิ้มให้เธอ ก่อนที่เขาจะหันหลังและเดินกลับไปที่โซลน่อลเซเวียร์ แต่เธอก็ไม่ได้มองหรอก เพราะตอนนี้เธอกำลังรวบรวมความกล้าอย่างมากเพราะเธออายที่คุ๊กกี้ที่ทำมามันไม่สวย แต่สุดท้ายเธอก็จะไม่กล้าให้อีกแล้ว.....ทำไงดีเขาจะไปแล้ว....เป็นไงก็เป็นกันสิ เครโอ้ตัดสินใจ

“คือว่า...ของขวัญขอบคุณค่ะ....ช่วยรับนี่เอาไว้ด้วยค่ะ.......!! อาจจะดูไม่น่าทานเท่าไร.. เอ่อ...ช่วยลองทานดูด้วยนะคะ”เครโอ้รวบรวมความกล้าวิ่งมาดักหน้าแล้วยื่นให้ไกด์ทันที

“เอ่อ...นี่มัน..คุ๊กกี้ช๊อคโกแลตเหรอ…”ไกด์เปิดฝากล่องออกดู แน่ล่ะรูปร่างมันเหมือนเศษๆขนมมากกว่า ดูไม่ค่อยเป็นชิ้นสักเท่าไร

“ค่ะ...ดูไม่เหมือนเลยสินะ..เพิ่งได้ลองทำเป็นครั้งแรก...เอ่อคือ...ถ้าลำบากใจกับรูปร่างพี่ไกด์ไม่ต้องฝืนใจทา...”เครโอ้เห็นหน้าไกด์ตอนอึ้งกับรูปร่างมันแล้วเธอก็รู้สึกลำบากใจนิดหน่อย แต่เธอยังพูดไม่ทันจบไกด์ก็กินเข้าไปแล้ว

“อ้ำ!! กรุบๆๆ!!...อืม..อร่อยดีนะเครโอ้ ครั้งแรกได้ขนาดนี้ก็เก่งแล้วนะ ชั้นก็ไม่ได้เก่งเรื่องอาหารซะด้วยสิ แต่ว่าต่อไปต้องดีกว่านี้อยู่แล้วน่า แล้วก็นี่ให้ทั้งหมดเลยสินะ ขอบใจมากๆเลย”ไกด์ยิ้มให้เธอหลังจากที่เขาได้กินเข้าไปแล้ว เขารู้ว่าเธอคงต้องพยายามมากแน่ๆ เพราะว่าเขาสังเกตเห็นว่ามือของเธอน่ะมีคราบผงช็อคโกแลตและคราบแป้งแห้งๆติดตามซอกมือและเล็บเต็มไปหมด เขารู้แล้วว่าเธอพยายามมาก

“จริงเหรอคะ....สำเร็จ..สำเร็จแล้ว ไชโย้!!!”เครโอ้ดีใจมากที่ไกด์ชม

“เครโอ้น่ะ...อยากให้พี่ไกด์เป็นของขอบคุณที่พี่ไกด์ได้ช่วยเหลือเครโอ้มาตลอดน่ะ...เครโอ้ ขอบคุณมากค่ะ...และจากนี้ไปก็ฝากตัวด้วยค่ะ”เจ้าหญิงน้อยโค้งตัวลงพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณเขา นี่เป็นสิ่งที่เธออยากจะบอกเขามาตั้งนานแล้ว และวันนี้เธอก็รวบรวมความกล้าที่จะพูดได้ซะที

“เฮ้อ!! เป็นทางการจริงๆเลยนะ....เอาเถอะ...ทางนี้ก็ขอฝากตัวด้วยนะ เจ้าหญิงน้อยเครโอ้”ไกด์ยิ้มนิดๆก่อนจะพูดตอบ

“ปิ๊บๆๆ!! มาสเตอร์คะ ใกล้จะได้เวลาแล้วค่ะ”โซลติดต่อมาบอก ซึ่งไกด์ก็พยักหน้ารับ

“ต้องไปแล้วนะ”ไกด์ขอตัวเพื่อที่จะไปปฏิบัติตามแผนการ สาเหตุที่ไกด์ไม่ได้แสดงท่าทีราวกับเครโอ้เป็นเจ้าหญิงนั้นก็เพราะเครโอ้ไม่ชอบให้ใครทำแบบนั้นกับเธอสักเท่าไร ไกด์ที่รู้ก็เลยไม่ทำแบบนั้น

“ค่ะ...ขอให้โชคดีนะคะ...แล้วก็ต้องกลับมานะคะ”เครโอ้ยิ้มส่ง

“รับทราบ ต้องกลับมาอยู่แล้ว...ทำขนมไว้รอด้วยล่ะเครโอ้”ไกด์บอกก่อนจะวิ่งไปที่โซลน่อลเซเวียร์ โดยที่มีเสียงเครโอ้ตะโกนไล่หลังมาว่า เธอจะทำขนมเยอะๆไว้รอเลยล่ะ..

สำหรับเครโอ้แล้ววันนี้เธอได้ส่งสิ่งที่เธออยากจะบอกเขาได้ถึงเขาแล้ว เธอดีใจที่ตัวเองได้พยายาม พี่ไกด์เป็นอย่างที่พี่ฟิริน่าว่าไว้จริงๆ แล้วก็เป็นผู้ชายที่แปลกจริงๆ ต่างจากคนอื่นๆ มีความรู้สึกว่าเมื่อได้อยู่ใกล้ๆแล้วรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก อาจจะเป็นเพราะเขาพร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่นที่เป็นพวกพ้องได้อย่างไม่คิดอะไรแม้แต่ต้องสละชีวิตตัวเองก็ได้ละมั้ง.. เขาเป็นคนที่สามารถที่จะเชื่อใจได้อย่างเต็มเปี่ยม เขาเหมือนกับเขาเป็นพี่ชายของเธอจริงๆ ดังนั้นเธอที่ตอนนี้ไม่เหลือใครแล้วจะขอเชื่อใจเขา..ตลอดไป...

ค็อกพิทของฟาเรน ชูไวส์
“มาสเตอร์ดูมีความสุขจังเลยนะคะ”ไวส์แซวขึ้นเมื่อเห็นฟิริน่ายิ้มเตรียมพร้อม

“เห...เหรอไวส์จัง ชั้นก็ปกตินี่ ทุกทีก็แบบนี้ไม่ใช่เหรอ?”ฟิริน่าหันมาตอบ

“งั้นเหรอคะ สรุปว่าเป็นความลับงั้นสิคะ เอาเถอะๆค่ะ ไว้อยากจะเล่าก็ค่อยเล่าให้ฟังก็ได้ค่ะ แค่มาสเตอร์ดูมีความสุขมันก็ดีแล้วล่ะค่ะ”ไวส์พูดต่อ

“ระบบเตรียมไว้พร้อมแล้วนะคะ การซ่อมแซมก็เรียบร้อยทุกส่วนค่ะ”ไวส์รายงานข้อมูลซึ่งฟิริน่าก็พยักหน้ารับ

“นี่...ไวส์จัง ชั้นตัดสินใจแล้วล่ะนะ ว่าหลังจากเสร็จศึกครั้งนี้ ชั้นจะเล่าเรื่องที่ชั้นรู้เกี่ยวกับเรื่องพลังงานไดเมนชั่น ให้ไกด์คุงฟังแล้วล่ะ เพราะว่าไกด์คุงได้เตรียมใจที่จะรู้ไว้แล้วและชั้นคิดว่าไกด์คุงก็ควรจะต้องรู้ไว้ เพราะดูจากสมรรถนะของหุ่นรบของเฟทเกทก็ถือว่าสูงมากกว่าเมื่อตอนแรกที่เราพบ ไหนจะเรื่องเครโอ้จังอีก มันจะทำให้ไกด์คุงต่อสู้ได้ง่ายขึ้น และชั้นก็ตั้งใจว่าจะคิดค้นอาวุธเพิ่มเติมให้กับโซลน่อลเซเวียร์ รวมไปถึงออกแบบโซลน่อลเซเวียร์ตัวใหม่ที่เคยคิดๆไว้ด้วย”ฟิริน่าพูดขึ้น

“มาสเตอร์ตัดสินใจแบบนั้น ชั้นก็เห็นด้วยค่ะ จากที่ได้เก็บข้อมูลจากการต่อสู้มาทุกครั้งทั้งมาสเตอร์และคุณไกด์เองก็พัฒนาขึ้นทุกครั้ง จริงๆชั้นก็ประหลาดใจอยู่เหมือนกันนะคะ แต่ก็พอจะเข้าใจว่าเป็นเพราะAM-C TYPE-EXของทั้งสองคน ขนาดโซลเองก็ยังพยายามพัฒนาขึ้น ดังนั้นการพัฒนาพลังของหุ่นให้มีระดับสูงขึ้นเพื่อตอบสนองไพล็อตที่พัฒนาขึ้น ก็เป็นสิ่งจำเป็นค่ะ”ไวส์ตอบรับ

“ขอบใจจ้ะไวส์จัง”ฟิริน่าดีใจที่ไวส์ก็เห็นด้วย

“อีก 2 นาทีจะเข้าสู่การเริ่มต้นแผนการ ขอให้นักบินทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม”เสียงประกาศจากบริดจ์ ซึ่งนักบินทุกเครื่องก็ทำการเตรียมพร้อมกัยอย่างเต็มที่...

“ช่องทางวิ่งทั้งหมดเคลียร์ หุ่นรบทุกตัวเข้าสู่สภาพแสตนบายด์เรียบร้อย นักบินแต่ละคนต่างก็ประจำตำแหน่งกันตามแผนการ สายตาของแต่ละคนมุ่งมั่นกับภารกิจที่อยู่ตรงหน้า  การต่อสู้ครั้งสำคัญกับบออล์นกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว บนเวทีขนาดใหญ่ที่เรียกว่าอวกาศ แผนการหลักของเอลฮังก์ในการโจมตีที่นี่ ภารกิจหลักของนางฟ้าสีครามกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

“ยุทธการโจมตีL1 เริ่มแผนการได้!!!!”ไลล่าออกคำสั่ง พร้อมๆกันนั้นนางฟ้าสีครามก็และเหล่านักรบแห่งดวงดาวก็ทะยานออกไปสู่เป้าหมาย..สงครามของเหล่านักรบกำลังจะเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง!!!

--------------------------------
TO BE CONTINUED ON SUPER ROBOT WARS THE STAR CHRONICLE
SPACE ROUTE EPISODE 9 -Connected Feelings-
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: