เรื่องของไอ้หวังยังไม่จบครับ แต่พอดีมีอารมณ์เขียนบทความบ้าๆ นี่ขึ้นมาตัวละครที่เอามาบ่น : นายหมอกม่วง, ไอ้คุณพิชิต, ซานเจ และแม่ชีโหดเอเลนัวร์
-------------------------------------------------
“ป้อก 8 เว้ย! จ่ายมารอบวง” หน้าหนวดของไอ้บ้าที่น่าจะเป็นพระเอกของนิยายเรื่องหนึ่งยิ้มอย่างเริงร่า
“เฮ้ยไอ้ชิต นี่เอ็งโกงรึเปล่าวะ! ป้อกมา 5 ตาติดแล้วนะ แอบเปลี่ยนไพ่ใช่มั้ย!”
ผมโวยกลับไปอย่างหัวเสีย ตั้งแต่ให้มันเป็นเจ้าไพ่มันเข้าแบบพระเจ้าเกินไปตลอด ไม่แดกเรียบก็ชน ปล้นกันชัดๆ เลยไอ้เวรนี่
“โกงบ้าอะไร เห็นกันชัดๆ ลองนับไพ่ดูมั้ยล่ะสาด”
ไอ้ลูกครึ่งกล้วยแขกที่นั่งข้างๆ ผมเริ่มมีน้ำโห มันเล่นทีสามมือโดนเรียบมา 3 ตาติด กลับกันกับอีกคนสาวงามอร่ามตาในชุดคลุมดำของแม่ชีศาสนาคริสต์ยังคงยิ้มอยู่ ก็เธอเป็นคนเดียวที่ไม่โดนแดกนี่นะ และแล้วด้วยความที่สุดจะทนคุณกล้วยแขกซานเจก็ขึ้นในที่สุด
“บัดซบเอ๊ย! แม่งได้เอาๆ แบบนี้มันโม้เกินไปแล้ว เอาเงินคืนมาเลย!”
“อะไร..อะไร มีปัญหาก็อย่าเล่นสิวะ แล้วนี่ก่อนสับหลังสับฉันก็ให้พวกแกตัดแล้วนี่หว่า ยุติธรรมขนาดนี้ ไปโทษดวงตัวเองสิว้าาาา”
พิชิตบ่นด้วยเสียงยียวนชงนของขึ้นพลางกรีดไพ่ แล้วยกทั้งสำรับมาให้ผมตัด
“จริงมั้ยคุณหมอกม่วง?” มันเอียงคอยิ้มที่มุมปากสายตาไร้แววราวกับไร้อารมณ์นั่นอีก อ่านมันไม่ออกเลย
“แค่มีดวงเข้ามาเกี่ยวมันก็ไม่ยุติธรรมแล้วไอ้หอกหักเอ๊ย... ว่าแต่ตาหน้าเปลี่ยนเจ้าได้แล้วให้เอเลนัวร์เป็นบ้าง”
ผมตัดไพ่เป็นสามกองก่อนจะรวบเข้าแล้วส่งไปทางขวามือหาแม่เสือสาวในชุดดำ เธอรับพร้อมกลับเข้าประเด็นหลักที่ผมเรียกรวมตัวหัวถั่วในวันนี้
“พูดถึง ‘ยุติธรรม’ ที่เรียกมาสุมหัวกันก็เพราะจะคุยเรื่องนี้กันไม่ใช่เหรอ?”
“จริงๆ ฉันเรียกมาแค่เธอกับไอ้ชิตนะ ซานเจมันตามมาชวนเล่นไพ่เฉยๆ เข้าเรื่องเลยแล้วกันก็เมื่อหลายวันก่อนนี้น่ะ...”
พักเที่ยงของวันอันร้อนระอุ ฉันเหนื่อยมากเลยเพราะงานมันเยอะแต่คนมันน้อยเลยชวนลูกพี่ไปฟาดก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าประจำ ร้านนี้ให้เยอะมากเมื่อเทียบกับราคาเพียง 30 บาท ลูกชิ้นกรุบหนุบหนับ เนื้อเปื่อยก็สมกับเป็นเนื้อเปื่อย เนื้อสดเหนียวนุ่มเคี้ยวมันมาก เรียกได้ว่าดีระดับ 17 ดาวในสายตาผมเลย แต่มันต้องขับรถอ้อมโลกไปถึงจะได้กินนี่สิ และเมื่อลงจากมอไซที่ตะบึงอ้อมโลกมากินปุ้บก็
“เส้นเล็กเนื้อเปื่อยอย่างเดียวพิเศษครับ” หาที่นั่ง กดน้ำ และพลิกหน้าหนังสือพิมพ์
ไม่นานนักสิ่งที่เฝ้ารอก็มาถึงมันคือเส้นเล็ก...
“เอ้า ทุกอย่างพิเศษ อันนี้ธรรมดาของตาปู”
หือ? เฮ้ย! กูสั่งเนื้อเปื่อยอย่างเดียว แล้วนี่มันอะไร ไอ ไอ ไอ ไอ . . .
“ก็ประมาณนี้แหละ คิดว่าไง?”
“คิดว่ากินๆ ไปให้หมดก็จบเรื่องแล้ว” ซานเจตอบแบบสบายๆ
“ละเมิดข้อตกลงต่างหาก” เอเลนัวร์ขัดลำด้วยน้ำเสียงประมาณว่าไม่รู้อะไรอย่าสะเออะตอบไอ้ควาย
พิชิตมองไพ่ในมือขนคิ้วกระตุกนิดนึง แล้วพูดต่อ
“นายก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรไม่ใช่เรอะ”
“ภาวะจำยอมเว้ย ไม่รีบกินเดี๋ยวกลับไม่ทัน อย่าลืมสิพักเที่ยงเฉยๆ”
ซานเจเรียกไพ่ให้อีกสองมือ แล้วเสริม
“30 บาท ได้ขนาดนั้นก็น่าจะพอใจได้แล้ว หาไม่ง่ายนาร้านที่ทั้งถูกทั้งอร่อยแบบนั้น”
เรื่องนี้ผมยอมรับเลยว่าทั้งถูกทั้งอร่อย แล้วผมก็ซดจนหมดหยดสุดท้ายเลยด้วย แต่...
“มันเป็นเรื่องของความรู้สึกต่างหาก” โอ๊ะ K สองใบได้ลุ้นแฮะ “แกจะพอใจมั้ยถ้าแกจ่าย 30 บาทเพื่อให้ได้รับบริการที่ขัดกับที่ตกลงกันไว้ในตอนแรก มันไม่ยุติธรรมเลยจริงมั้ย ทั้งที่ตกลงกันไว้อย่างนั้นมันเป็นสัญญาต่างตอบแทนนะเว้ย”
เอเลนัวร์หมอบไพ่รอเปิด แล้วชำเลืองมองผม
“ไม่ต้องรับก็ได้นี่ ทำใหม่อีกชามมันจะไปยากอะไร อย่างดีก็ผิดใจกันนิดหน่อย ก็นะเขาขายถูกขนาดนั้นคงคิดว่า ให้เยอะอย่างนี้ยังไม่พอใจอีกรึไง ก็ต้องคิดถึงความรู้สึกเป็นสำคัญล่ะ ความพึงพอใจ”
“แล้วความรู้สึกของฉันล่ะ เขวี้ยงทิ้งไปเลยเรอะ ให้ตายสิ ต้องทนกินเนื้อสดทั้งที่เสี้ยนเนื้อเปื่อยสุดๆ แล้วที่บอกว่าให้เยอะยังไม่พอใจอีกนั่นมันก็ไม่เกี่ยวเว้ย นั่นน่ะมันเป็นทางค้าขายปกติของร้านเขาอยู่แล้ว”
หวนคิดแล้วมันชวนหัวเสียจริงๆ แต่ไพ่ที่เรียกมาก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้เยอะเลย ถึงกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง! แล้วพิชิตก็ปล่อยเสียงสกัดความรื่นใจของผมไว้ด้วยประโยค
“คนกำหนดราคาก็เจ้าของร้าน คนที่อนุญาติให้ลูกค้ามีสิทธิ์เลือกว่าจะใส่อะไรบ้างก็เจ้าของร้านอีก ไม่ว่าจะให้เยอะเพราะเห็นใจหรือไม่ก็ตาม คนที่กำหนดให้มันเป็นไปอย่างนั้นก็คือเจ้าของร้าน เขาพอใจและรู้สึกว่าการแลกเปลี่ยนนี้ยุติธรรมโดยไม่อิดเอื้อน มันจะยุติธรรมแน่ถ้าลูกค้าได้สิ่งที่ตัวเองสั่งในราคาที่เขากำหนดไว้เอง”
ตอง KING แม่เหวยเปลี่ยนเจ้าทีเดียวดวงมาเลย! เอ้อ จริงสิต้องต่อก่อน
“ซึ่งฉันไม่ได้สิ่งที่ฉันต้องการในราคาที่ทางเขาเองกำหนดนั่นแหละปัญหา และยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เพราะถ้ามัวทักท้วงให้ทำใหม่จะยัดไม่ทัน กว่าจะปรุง กว่าจะชิม”
แล้วซานเจก็พูดอะไรบางอย่างที่ไม่เข้ากับมันสมองของมันออกมา...
“จะว่าไงดีล่ะ เมืองไทยน่ะมีธรรมเนียมอันทรงพลังอยู่อย่างหนึ่งซะด้วยสิ ‘การยอมลง’ เพื่อให้ยุติไงล่ะ แต่มันก็ไม่เป็นธรรมใช่มั้ยล่ะ ถ้าฉันไปตบหัวนายแล้วนายไม่เอาเรื่อง นั่นคือยอมลงแล้ว แต่มันก็ไม่เป็นธรรมจริงมั้ย ทำไมต้องยอมโดนตบโดยไม่ได้ตอบแทนอะไรเลย”
แม่ชีส่งสัญญานเปิดไพ่ 3 ใบก่อนนั่นคือผมกับอีกสองมือของซานเจ ส่วนไอ้ชิตมันป้อก 9 สองเด้งไปแล้ว ตามด้วยเก็บตังตานี้เจ้ามือได้แค่มือเดียวของไอ้เจ เธอโยนกองไพ่แผละให้พิชิตเป็นเจ้าแทนแล้ว...
“มันคือภาวะอิหลักอิเหลื่อทางศีลธรรมนั่นเอง จริงอยู่นายอยากจะท้วง แต่มันก็ได้เยอะและรสดี และการที่รู้รายละเอียดของการปรุงซะขนาดนั้นแสดงว่ามากินบ่อยจนจำหน้าได้แล้ว แต่แบบนี้มันก็เหมือนกับนายถูกคนขายใช้เป็นสิ่งของสนองความต้องการในเงินของนายเลย เขาไม่สนว่านายจะพอใจหรือไม่ และไม่ปฏิบัติกับนายในฐานที่เป็นคนเป็นปัจเจก แค่ทำๆ ให้ไปเพื่อเงิน 30 บาท ไม่ใส่ใจเลยว่ามันถูกต้องแล้วหรือยัง กรณีนี้สมมุติว่าเขารู้ว่านายไม่มีทางเลือกนอกจากรีบกิน เขาไม่เคารพนายในแบบลูกค้าเลย อ้อ! นี่น่ะเอาหลักของ*คานท์มาพูดนะ”
“คานท์เหรอ? เธอไม่คิดว่าไอ้นั่นมันบ้าบ้างรึไง มันบอกให้เคารพคนในฐานะที่เป็นปัจเจก แล้วพล่ามว่าห้ามโกหกแม้แต่กับอาชญากรบ้างล่ะ บอกว่าควรพูดความจริงโดยไม่บิดพลิ้วเหรอคิดได้ไง”
พิชิตพูดแบบหักหน้านักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว ผมเลยย้อนให้มันคิดเล่นๆ
“แต่มันก็มีหลักปฏิบัตินา อย่างพูดความจริงไม่หมดไง ถ้าโจรมาถามหาคนที่มันจะฆ่าก็บอกที่อยู่ของคนนั้นเมื่อหลายชั่วโมงก่อนไปไง ส่วนตอนนี้จะอยู่ที่ไหนนั้นก็ไม่ต้องบอก”
“เฮอะ! บ้าบอคอแตก สำหรับฉันความยุติธรรมมันต้องแปลแบบตรงตัวเว้ย! ยุติคือ จบ หยุด ไม่ไปต่อ - ธรรมคือ ดี ถูกตามสถานการณ์ ประมาณนั้น ถ้ามารวมกันก็เป็น จบอย่างลงตัวทั้งสองฝ่าย ขอแค่รู้สึกดีทั้งคู่ก็ยุติธรรมแล้ว ต่อให้ต้องโกหกก็ตาม แล้วฉันไม่เห็นว่าหลอกคนเลวมันผิดตรงไหน”
เฮ้อ...เถียงกับมันไปก็ไม่มีประโยชน์เอาเป็นว่าช่างหัวคานท์มัน ซานเจที่หันไปนอนเกาตูดดูทีวีรอจ่ายไพ่ก็ลั่นออกมาเนือยๆ
“ต่อให้เจ้าของร้านมันรู้ว่าแกหมดตัวเลือกก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่หว่า สุดท้ายก็ฟาดอย่างอเร็ดอร่อยไม่ใช่เรอะ ‘อาชญากรรมจะไม่เกิดถ้าต่างฝ่ายต่างระมัดระวังไม่ให้เกิดช่องว่างในจิตใจ’ สรุปก็คือแกที่ไม่ทักท้วงหรือย้ำให้ชัดเจนเองก็ผิด ตอนเที่ยงก็รู้อยู่ว่าคนมาหาของกินเยอะ ร้อนก็ร้อนสั่งๆ เข้ามาก็ต้องมีลืมกันมั่ง แกก็รู้แต่ก็ย่ามใจ แล้วที่เขาทำรวมมิตรมาให้ก็เพราะทุกครั้งที่มาสั่งแบบนี้ประจำไม่ใช่เรอะ”
โหมันพูดมีเหตุผลแฮะแต่ว่า
“จะบอกว่าฉันเองก็ผิดงั้นเรอะ บ้ารึเปล่า คิดให้ลึกกว่านี้สิ - จริงอยู่สภาพแวดล้อมมีส่วนที่ทำให้พลาดได้ แต่ในฐานะคนค้าขายมันต้องมีมาตราการป้องกันเอาไว้สิ เพื่อให้สัญญาระหว่างลูกค้ากับตัวเองจบสิ้นอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เอาง่ายๆ เลยละกัน ถ้าไม่ได้จดไว้ว่าสั่งอะไรไปบ้างแล้วเกิดลืมขึ้นมาก็น่าจะเรียกถามก่อนทำเด้ จะมาติ๊ต่างว่าวันนั้นสั่งอย่างนั้นวันนี้ก็เหมือนๆ กันมันใช้ได้เหรอ สำนึกในฐานะคนค้าขายมันต้องมีบ้าง”
พิชิตกรีดไพ่กลางอากาศ ดีดพลิ้วข้ามมือแบบเซียนมือฉมังแล้วต่อด้วย
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือพอใจยังไงแต่กับสัญญานี้ที่โดนละเมิดไปตั้งแต่ต้นแล้วมันไม่เป็นธรรมแน่นอน ถึงฉันจะพูดไว้ว่าจบอย่างลงตัวก็เถอะ นั่นมันจะลงตัวก็เมื่อนายหมอกม่วงรับอย่างเต็มใจแท้จริง แต่ทว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นในใจเบื้องลึกยังคงปฏิเสธ และที่กินๆ ไปนั่นก็เพราะสถานการณ์มันบังคับ ไม่ใช่เพราะ ‘โอเค รวมมิตรก็อร่อยไปอีกแบบ’ แต่เป็น ‘แม่งเอ้ยทำใหม่ก็ไม่ทันสิวะ’ ต่างหาก”
“ทีนี้มันก็เลยไปจบที่ธรรมเนียมยอมลง - อย่างไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่สินะ” เอเลนัวร์ลูบมือที่ปลายคางแล้วตามต่อด้วย “แต่ถ้าจะพูดเรื่องรักษาคำมั่น... นายก็ผิดด้วยอยู่ดีนั่นแหละ ตรงที่ว่ารู้อยู่แล้วด้วยสำนึกได้ไงล่ะว่ามันมีโอกาสลืมได้ แล้วดันไม่ย้ำกลับไป สรุปคือมันก็ทั้งคู่นั่นแหละน้า การปกป้องสิทธิ์มันเป็นพื้นฐานนะ”
เออ ก็รู้อยู่แก่ใจนี่แหละแต่ไม่อยากพูดมันจะกลายเป็นซ้ำตัวเอง ผมเลยต่อไปว่า
“แต่คนผิดที่สุดคือคนขายต่างหาก ตามหลักการแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้แล้วของสัญญาต่างตอบแทนไงล่ะ”
“จะคิดมากไปทำไมวะ ความยุติธรรมมันมีจริงที่ไหนเล่า...”
รออยู่เลยประโยคนี้ เป็นคุณพิชิตที่พ่นออกมาครับ ตามคาดเป๊ะเลยไอ้ตัวพาออกนอกเรื่องเอ๊ย
“...ก็ถ้ายุติธรรมจริงๆ มนุษย์สูญพันธุ์แน่ ลองแบบสุดโต่งไปเลย - อายุเท่ากัน เงินเท่ากัน เกิดมาได้ัรับการเลี้ยงดูแบบเดียวกัน หน้าตาเหมือนกัน สุดท้ายเลย เพศเดียวกันหมด จบสายพันธุ์กันล่ะทีนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า ว่าไปนั่น”
แม่ชีดูไพ่ในมือแล้วเปิดโชว์ทันใด 9 สองเด้ง เธอเอนตัวกอดหมอนหันหน้าไปทางไอ้ชิตแล้วตอบกลับ
“เข้าใจคิดนี่ ถูกต้องที่ว่าสูญพันธุ์น่ะ แต่ที่จะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อโลกนี้ยุติธรรมแบบสุดกู่น่ะมันคือความเสื่อมถอยทางอารยธรรมต่างหาก เมื่อเท่ากันหมดก็ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องคิดค้น เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็จะกลายเป็นมีบางคนเหนือกว่าล้ำหน้ากว่า ถึงคนจนจะออกมาบ่นโวยวายว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรมยังไงก็ตามมันก็ไร้ความหมาย เพราะคนที่ดิ้นรนแล้วนำหน้านั้นก็ไม่ผิดเขาแค่ได้ในสิ่งที่เขาขวนขวาย แล้วต่อให้มีบางคนคาบช้อนทองมาตั้งแต่เกิดเลยก็ไม่ผิดเหมือนกัน เพราะหนึ่งในความยุติธรรมที่สุดก็คือไม่มีใครเลือกเกิดได้...”
“แต่เลือกที่จะหล่อได้ ฮ่าฮ่าฮ่า ป้อก 8 สองเด้งเว้ย อีกมือป้อก 9 โดนแน่ไอ้คุณชิต”
ซานเจเปิดไพ่ขัดลำไม่ไว้หน้าใคร ส่วนในมือผมน่ะเหรอ 5 แต้มเอง แต่โอ้ไอ้เจ้ามือเฮงซวยนั่นมันเอาอีกแล้ว
“เสียใจว่ะ ฉันก็ป้อก 9 อย่าหวังจะได้กินเลยไอ้กล้วยแขกเอ๋ย”
เอเลนัวร์เขวี้ยงความไร้มารยาทของไอ้คู่นี้ทิ้งแล้วพูดต่อ...
“ต้องบอกว่าผิดเองที่เกิดมาจน แต่ว่าความจนมันก็ไม่ใช่ความผิดซักหน่อยย้อนแย้งดีใช่มั้ยล่ะ?”
มันก็ถูกที่คนจนไม่ผิด แต่ว่า
“คนจนจะเกิดช่องว่างทางจิตใจให้ทำเรื่องไม่ดีได้ง่ายกว่านา ยิ่งขาดเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องการเติมเต็มมากเท่านั้น แนวโน้มมันผิดกัน ดังนั้นคนจนจะมองว่าไม่ยุติธรรมสำหรับตัวเองก็ไม่แปลก... แต่จะให้ไปปล้นคนรวยมาช่วยคนจนมันก็ผิดอีกนั่นแหละ อย่างว่าล่ะนะ”
เสียงกรุ๊งกริ๊งจากช้อนชากระทบแก้วกาแฟในมือซานเจแว่วดังตามด้วยถ้อยคำที่น่าสนใจ
“รูปแบบการปล้นมันมีถมไป อย่างในศาสนาอิสลามจะมีประเพนีที่บังคับให้คนรวยแจกจ่ายข้าวของไปจนถึงเงินทองให้คนจนในละแวกอยู่ใช่มั้ย... จะเต็มใจหรือไม่ก็ต้องทำมันเป็นหลักศาสนา นั่นอาจนับเป็นการปล้นก็ได้”
หลังจากซดไปหนึ่งซื้ดก็ว่าต่อด้วยสายตาลอยๆ
“ประมาณว่า ถึงบิล เกตส์ จะรวยล้นฟ้าก็ไม่มีสิทธิ์อะไรไปบังคับให้เขาเอาเงินส่วนตัวเป็นพันๆ ล้านออกมาให้คนจนง่ายๆ โดยไม่เต็มใจ โรบินฮู้ดน่ะ จะดีมาจากไหนก็ยังเป็นแค่โจร”
พิชิตดีดนิ้วเรียกสายตาไปหาทันที
“หลักความเป็นเจ้าของในสิ่งที่เป็นของตัวเอง ต่อให้ตาบิลเอาเงินไปถลุงเล่นโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรใครก็ไปว่าเขาไม่ได้ ถ้างั้นฉันมีกรณีศึกษาอย่างนึงนะ เอาล่ะ”
มันกระแอมเล็กน้อยแล้ววางไพ่หยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่าง
“กฎหมายบังคับให้สวมหมวกกันน็อค งงล่ะสิว่ามันไปเกี่ยวยังไง ขั้นแรก - ถ้าเราเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่ตัวเองหามาได้ และมีสิทธิ์อยู่เหนือมันจริงๆ นั่นหมายความว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองด้วย ดังนั้นรัฐไม่มีสิทธิ์มาบังคับให้เราสวมหมวกกันน็อคได้ ก็ในเมื่อเราเป็นเจ้าของตัวเอง เราจะเอาตัวเองไปเสี่ยงยังไงก็ได้จริงมั้ย ไม่ยุติธรรมเลย ทั้งที่เรามีสิทธิ์เลือกที่จะทำยังไงกับชีวิตตัวเองก็ได้ แต่ดันมาออกกฎหมายบังคับกันซะอย่างนั้น”
“อา สุดโต่งไปรึเปล่าวะ แล้วนี่จากก๋วยเตี๋ยวชามเดียวไหงมันลุกลามไปถึงรัฐได้ล่ะ”
ผมชักงงๆ แล้วเลยถามย้อนมัน...
“ไอ้โง่ไม่เกี่ยวได้ไงเล่า คิดให้ลึกๆ สิวะ ว่าแต่เฮ้ยไอ้เจชงกินคนเดียวเลยนะ ไปชงมาอีกแก้วเด๊ะ!”
ด่ากูโง่เดี๋ยวโดนหรอกมึง หนอยตั้งแต่ตอนเล่นไพ่แล้วแดกเอาๆ ไม่ทันที่ผมจะเริ่มแกล้งมัน เจ๊ชีโฉดก็โดดเข้าวงสนทนา
“เกี่ยวตรงนี้ไงลองคิดตามดู - แกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากก๋วยเตี๋ยวชามนั้น เพราะคนขายไม่ใส่ใจคิดเพียงแค่ทำก๋วยเตี๋ยวให้ๆ ไปแล้วเอาเงินแกมาใช่มั้ย เขาปฏิบัติราวกับแกเป็นแค่สิ่งของไม่ใช่คน ไม่เคารพแก บังคับให้แกทนรับสิ่งที่ผิดกับที่ตกลงกันไว้ เหมือนว่ามีสิทธิ์เหนือแก - ย้อนมาดูด้านกฎหมายบ้าง รัฐบังคับแกให้สวมหมวกกันน็อค โดยที่แกอาจไม่เต็มใจ แน่นอนว่ารัฐไม่สนใจหรอกว่าแกจะเต็มใจหรือไม่ บังคับให้แกทำในสิ่งที่แกอาจไม่อยากทำ เหมือนมีสิทธิ์เหนือแกเช่นกัน”
ล้ำลึกแฮะ ไม่ธรรมดาจริงๆ เลย ซานเจที่เป็นเบ๊ชงกาแฟให้ไอ้คุณชิตอยู่ก็ออกตัวบ้าง
“ถ้างั้นมันก็ไม่มีความหมายในตัวมันเองและไร้สาระสิ้นดีเลยสิ ลองคิดดูว่าในอดีตมีเหตุการณ์อยุติธรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง ฉันจะยกตัวอย่างให้...”
โอ๊ะ! มันไม่ได้ชงแก้วเดียวแฮะ แต่ชงมาครบคนเลย ว่าแต่มันจะรู้ตัวมั้ยนะ ว่าตอนนี้ตัวมันตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรมจากลมปากไอ้ชิตอยู่
“เคยมีดาราชื่อดังโดยประมาทขับรถชนคนตาย เขาออกมายืดอกรับและรับผิดชอบเต็มที่ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่...ไม่ยักกะเข้าคุกแฮะ ไม่ว่าจะรับผิดชอบแค่ไหน แต่กฎมันก็ต้องเป็นกฎ เมื่อตั้งมาแล้วเขียนลงประมวลแล้วก็ต้องบังคับใช้ ทำผิดถึงขั้นตายเลยเนี่ย ติดซักปีนึงมันจะตายมั้ย? แล้วลูกนักการเมืองชื่อดังคนหนึ่งอีก ที่เมื่อก่อนไปซัดโป้งเดียวดับใส่คนในผับ นี่น่ะโดยเจตนาเลยนะเว้ย! ก็อีกเช่นกัน ไม่เข้ากรง แถมยงยศให้อีกต่างหากตอนนี้”
พิชิตจึงลั่นขึ้นมาทันใดเลยว่า
“ความยุติธรรมน่ะ มันแปรผันตรงกับสตางค์เว้ย!!! ฮ้าฮะฮะฮะๆๆๆๆๆๆ” หลังจากหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังมันก็พ่นต่อ
“ประวัติศาสตร์ของมนุษย์น่ะมันอยู่คู่กับความอยุติธรรมมาตลอด ไม่งั้นก็ไม่มีวันพัฒนาหรอก ก็ถ้ามันยุติธรรมจริงสงครามมันจะมีผู้แพ้ ผู้ชนะได้ไงกัน ไม่ว่าส่วนไหนก็ไม่ยุติธรรมทั้งนั้น ทั้งทำเล อาวุธที่ใช้ กำลังพล และความสามารถเฉพาะตัวของทหารแต่ละคน แต่เพราะอะไรมันถึงดูเหมือนยุติธรรมล่ะ นั่นเพราะว่าแปลอย่างตรงตัวไง ‘จบลงอย่างลงตัวทุกฝ่าย เขวี้ยงความรู้สึกและเหตุผลทิ้งไปซะ’ ห่างไกลจากอุดมคติของความยุติธรรมไปหลายโยชน์เลย มองหาสิ่งที่ไม่มีไปเท่าไหร่ก็ไม่เจอหรอกว่ะ - Justice is Happy Ending scene YEA!!!”
อา ชักจะเลยเถิด เปิดประเด็นที่ก๋วยเตี๋ยวดันพากันไปเที่ยวแดนดราม่าซะอย่างงั้น ผมปิดเลยดีกว่า พอจะสรุปใจความได้แล้ว
“ความยุติธรรมมันก็แค่ภาพลวงตา มองหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ไม่มีวันได้สัมผัส ที่พบๆ กันอยู่ทุกวันนี้ หรือแม้แต่ที่กฎหมายเขียนไว้ มันก็แค่ฉากจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเท่านั้น ให้ตายสิ... ก็ขนาดความยุติธรรมที่เป็นพื้นฐานสุดๆ อย่างไม่มีใครเลือกเกิดไ้ด้มันยังไม่ยุติธรรมเลยนี่หว่า”
เอเลนัวร์ที่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองเสื้อยืดกางเกงยีนส์ตอนไหนก็ไม่รู้ยืนขึ้นหลังผมพล่ามจบทันที
“ชักหิวข้าวแล้วสิ ไปหาอะไรกินกันมั้ย?”
“ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ!!!”
แล้วไอ้หัวขวดสองตัวนี่ก็ดันมาพ้องกันทำไมวะ ซานเจกับพิชิตลุกขึ้นตามหลังประโยคที่ดึงอารมณ์ผมให้ขึ้น
“อย่างอื่นก็มีทำไมไม่กิน!”
“กินอย่างอื่นก็ไม่กวนตีนสิว้า”
พร้อมกันเลยนะแสรดดดดดดด