หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)  (อ่าน 2506 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 5 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
Ace Pilot
****
กระทู้: 292


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #30 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2011, 08:58:44 AM »

     พอออกจากลิฟต์ก็เจอแต่ทางเดินที่มืดมิดไม่รู้จะไปทางไหนดี ป้ายบอกทางที่เคยส่องสว่างก็มืดดับ เดินก็ยากพออยู่แล้วยังจะมีศพสภาพไม่สู้ดีลอยไปลอยมาให้ตกใจเล่นอีก Dead Space รึไงวะ

     ตอนนี้ผมผ่านห้องโถงออกไปทางขวา เป็นทางเดินแคบๆ กว้างพอยืนเรียงได้ 5 คน ยาวลึกเข้าไปไกลพอดูเพราะไฟฉายส่องไม่ถึง ยังดีที่มีราวให้เกาะเลยพอตั้งหลักได้ ส่วนทิศทางผมให้ขาติดพื้นไว้ก่อนกันหลง

        “หือ รู้สึกสั่นสะเทือนแปลกๆ มาตามราวจับแฮะ”

     ผมหยุดเคลื่อนที่พร้อมแนบลำตัวติดกำแพงจับจังหวะ ตึง...ตึง...ตึง... ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่เหมือนวัตถุลอยกระทบผนัง ไม่คล้ายทุบกำแพงขอความช่วยเหลือ มันเหมือนกับ...

        “ย่องเบา”     เข้ามาทางเรา ไม่มีเสียงอย่างนี้ยากจริงพึ่งได้แค่การสั่นสะเทือน

     มันใกล้เข้ามาอีกแล้ว เอาไงดี!   ผมประทับปืนไม่รีรอ มือสั่นริกๆ เหงื่อแตกซิก ถึงจะคิดในแง่ดีก็เถอะ   ผมปิดไฟฉายแล้วหยุดการเคลื่อนไหว ถ้ามันเป็นศัตรูเราก็คงเป็นแหล่งความร้อนชั้นดีเลย จากแรงสั่นมันมาจากข้างหน้าจะลงมือก่อนดีมั้ย ถ้ามันเป็นคนที่รอดล่ะแต่ชุดอวกาศธรรมดาไม่น่ากระทบพื้นแล้วมีเสียงดัง... เอาไงเอากันวะ! ปลดห้ามไก!

     เปรี้ยง!!!

     ประกายไฟวูบใหญ่ตรงหน้าพร้อมกับแรงถีบมหาศาลปะทะร่องไหล่จนขาที่ยันพื้นยกลอยถอยหลัง หน้าผมหงายไปตามหลักของร่างที่ยกขึ้น ปลอกกระสุนดีดออกลอยเคว้ง

       “ฮึ้ย! ยิ่งกว่าที่คิดไว้อีก!”

     ผมรีบคว้าขอบประตูห้องติดทางเดินไกล้ๆ เพื่อหยุดพร้อมย่อตัวลง อึ๊! แสงสีแดงแว้บๆ

       “เฮ้ย!”     ผมถีบตัวขึ้นสูงแบบไม่รีรอแล้วลำแสงแดงเข้มก็วาบผ่านตัวไปแบบเฉียดๆ ความร้อนแผ่เฉียดแข้งซ้าย   ชัดเลย!!!

     หลักเหลิกไม่สนแล้วไปอีกนัด! ในสภาพลอยคว้างผมตั้งลำแล้วเหนี่ยวไกนัดที่สองไปทางจุดแดงเมื่อกี๊ เปรี้ยง!!!

     ตอนนี้พื้นที่ผมยืนคือเพดานของทางเดิน ไม่ต้องไปสนเรื่องทิศทางแล้วผมดีดตัวไปข้างหน้าให้ขาพลิกกลับไปกระทบพื้น

        “ตายรึเปล่านะ...อึก!”

     ทันทีที่เปิดไฟฉายส่องดูก็... PA รูปร่างแบบในห้องนั่น แขนขวากับตัวปืนแหลกกระจุยเลือดพลุ่งออกมาจากปากแผล เสียความดันตายแน่ๆ

        “อ้อก..อุ้บ!”     จะอ้วกไม่ได้ แฮ่ก ปอดแหกจริงเราแค่นี้ก็ขวัญหนีดีฝ่อซะแล้ว

     ต้องรีบไปต่อ แล้วจะไปทางไหนดีล่ะ เดี๋ยวสิไอ้นี่มันไม่น่ามาคนเดียว ต้องมีพวกมันอีกแน่ๆ   ผมเดินผ่านศพไอ้เลวที่คิดจะฆ่าผมไปจนเจอทางแยก ตรงไปกับซ้ายมือ หือ..ที่กำแพงนี่ป้ายบอกทางแยกซ้าย LOUNGE อีก 5 เมตร อา...ทำไมทางมันพาวนซ้ายจังหว่า หวังว่าคงไม่เจอ **Ring wandering หือ กึงกึงกึง

        “มาอีกชุดแล้ว!”



     ด้วยความที่ไม่เหลือทางเลือก ผมกระเสือกกระสนพุ่งหน้าแทบคะมำไปทางซ้าย จะเจออะไรก็ช่างก่อนแล้ว   เพราะไม่ได้เปิดไฟฉายไว้เลยไม่เห็นอะไรซักอย่าง ทิศทางของหัวก็มั่วไปหมดจะพื้นจะเพดานขอให้วางเท้าได้วางหมดล่ะ นี่สินะที่เขาเรียกการตกแบบอิสระ

        “ข้างหน้าเป็นห้องโถง ถึงแล้ว!”

     พ้นประตูห้องทางซ้ายมือไปสองสามก้าวก็ถึง แค่ลางๆ ในเงามืดก็รู้ว่ามีมุมแอบมุมสวนเยอะสมกับเป็นห้องนั่งเล่น ไว้ค่อยตั้งหลักสู้กันตรงนั้น   หลังเก้าอี้ม้านั่งตรงหน้านั่นกระโจนเข้าไปแล้วคว้าขอบมุดลงไปหลบเลย! อะ กึก! อะไรบางอย่างคว้าข้อมือผมไว้!!!

        “เฮ้ย! มะ มือ มือคนนี่หว่า!”

     แขนที่คว้าข้อมือผมไว้มันออกมาจากช่องเล็กๆ ที่แง้มออกของประตูห้องเมื่อกี้!

        “ปะ ปล่อยกู!! ตายแล้วก็อย่ามาหลอกกันเด้!”

     มันกระชากดึงผมเข้าไปพร้อมกับประตูที่เปิดกว้างขึ้นอีกนิด ตัวผมพุ่งเข้าไปตามแรงเหวี่ยงแล้วประตูก็ปิดกึงลง ไม่ได้ยินเสียงหรอกแต่มันน่าจะดังกึง   ผมพลิกตัวที่ลอยหน้าคะมำด้วยขอบโต๊ะทำงานแล้วสิ่งที่ปรากฎตรงหน้าก็คือ โอ้ย! แสบตา! มันเปิดไฟส่องแยงตาผมเต็มๆ

     กึก! ครอบแก้วของอีกฝ่ายกดลงบนครอบแก้วของผมตามด้วยเสียงหวานๆ ของสาวรุ่น

        “เด็กนักเรียนเมื่อตอนนั้นนี่นา ช่วยเงียบก่อนนะ อย่าส่งเสียงโวยวาย”

     เธอหรี่ไฟลงทำให้ผมตาสว่าง ผมสีเขียวเด่นเป็นที่ตราตรึง นะ นี่มัน

        “พี่เขียวเสว..”
        “เรียกฉันอย่างนั้นอีกฉันจะฆ่าแก”

     อึ้ย! ไมโหดงี้อะ จากหน้าหวานหอม กลายเป็นพร้อมจะขย้ำ คิ้วก็ย่นลง ยังไม่ปลงอีกเหรอเนี่ย!

        “ที่หลอกจับนมตอนนั้นฉันหยวนให้ แต่เรื่องนี้เท่านั้น..อย่ามายั่ว!”

     คุณเธอพูดไทยเน้นๆ ด้วยน้ำเสียงอาฆาต ตะ แต่หน้ามาติดกันแทบจะแนบชิดแบบนี้มันเกินทนทานจริงๆ ไอ้กระจกบ้านี่เกะกะจริง จะทิ้งก็ไม่ได้เดี๋ยวตายเอา...

        “พกปืนมาเยอะนี่ขอกระบอกนึงนะ ของฉันกระสุนหมดแล้ว   ข้างนอกเหลืออีก 4 ตัว”

        “4 ตัว อะไร?!”

     เธอหรี่ตาจ้องหน้าผมทำท่าสงสัย แต่โอ้คุณพระทำไมหน้าคุณเธอถึงได้น่ารักเยี่ยงนี้!

        “เข้าใจอะไรยากจังนะเธอนี่ ก็ศัตรูไงล่ะ ทหารติดเกราะ 4 ตัว มันมากัน 9 ฉันเก็บไปแล้ว 3 โดนพวกที่หนีทางลิฟต์ฉุกเฉินเชือดไปอีก 2 เข้าใจยัง?”

     น้ำเสียงเธอยังสดใส หัวใจผมเต้นตึกตัก... เฮ้ยเดี๋ยวดิถ้างั้นไอ้ซากในลิฟต์นั่นก็ฝีมือยัยนี่น่ะสิ แถมยังจัดการไปอีก 3 คน ตั้ง 3 คน!

        “พวกที่หนี..ลิฟต์ฉุกเฉิน?”     ผมยังคงงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

        “ลิฟต์ฉุกเฉินมีไฟสำรองน่ะ พุ่งตรงลงไปเชลเตอร์ที่ชั้น 35,000 กิโลเมตร ฉันอยู่ที่นี่ถ่วงเวลาคนเดียว”

     หา? ถ่วงเวลาคนเดียวเปรี้ยวมาจากไหน แต่ที่พูดมาแบบนี้แสดงว่าคนอื่นยังมีโอกาสรอด...   อยู่ดีๆ เธอก็ดันตัวผมลอยเข้าไปติดมุม สายตาผ่านครอบแก้วคมกริบราวกับคนละคนกับที่เคยหยอกล้อเล่นกับพวกผม ทำเอาผมปากสั่นลั่นคำพูดไปแบบไม่รู้ตัว

        “ผะ ผมยิงตายไปคนนึงครับ!”

     เธอทำหน้าแปลกใจจ้องตาผมแนบลำตัวเข้ามาชิดกว่าเดิม ยิ่งเพิ่มความสยิวเข้าไปอีกขนาดมีชุดกั้นนะเนี่ย!

        “จัดการไปได้คนนึงเหรอ! งี้ก็เหลืออีก 3 หึหึหึ ดีเลยคิดว่าแกจะอ่อนไร้สมรรถภาพซะอีก..ใช้ได้ๆ”

     เธอสแยะยิ้มที่มุมปากหน้าตาดูอันตรายมาก ก่อนจะเหลือบสายตาไปข้างหลังอย่างนักล่าหาเหยื่อ

        “เงียบๆ ไว้..มันมากันแล้ว อยู่นิ่งๆ นะ”

     เธอหยิบแท่งบางอย่าง ไม่สิน่าจะเป็นหลอดบรรจุอะไรซักอย่างขนาดราวๆ นิ้วกลางมาปักลงบนชุดกลางอกผมแล้วฉีด!   ตรงจุดที่โดนฉีดเปลี่ยนเป็นสีแดงสดเหมือนรอยเลือด! เฮ้ย!!?

        “เลือดเทียมน่ะ หึหึ ห้ามขยับตัวเด็ดขาดเลยนะไม่งั้นตายแน่  อย่ากลัวฉันอยู่ใกล้ๆ ไม่ตายหรอก..มั้ง?”

     เดี่ยว! ทำไมมี ‘มั้ง’ ชะ.. ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรออกไปเธอก็ฉีดหลอดยานั่นลงบนเอวและซอกคอ ต่อด้วยวางปืนหลบสายตาพร้อมหยิบเศษเหล็กที่ไม่รู้หามาจากไหนมาแปะติดไว้ตรงรอยเลือด เนียนแท้แม่เหวย!

     เราไม่มีอุปกรณ์เสริมทางเดียวคือ.. ผมพลิกตัวตะแคงเอามือกุมท้องให้โผล่เฉพาะรอยเลือดทำปากอ้าตาเหลือก เอาปืนหลบมุมไว้

     กึง! เสียงประตูเหล็กโดนถีบกระเด็นก้องผ่านพื้นเข้ามาถึงกกหู ดูมันทำเปิดดีๆ ก็ได้ไม่ได้ล็อคล่อซะหูระบมเลย ดีประตูมันไม่ลอยมาเสยปลายคางผมด้วยไม่งั้นซวยหนักกว่าเดิม สมดั่งเพลงเขาร้องไว้ ‘ดีบุญไอ้หวังยังช่วยไม่งั้นคงม้วยมรณา’

     ชำเลืองตามองไป เข้ามาคนเดียว... เอ้ย! ทำไมจ้องเราตาเขม็งเลยวะ! เดินมาด้วยซวยแล้ว   สายตาผมเหลือบไปทางพี่ไกด์หัวเขียว โอ้คุณเธอนอนนิ่งไม่กระดิกซักกระเดี้ย ช่วยหน่อยเด้ยังไม่อยากเสียชีวิตนะเฟ้ย แกร๊ก! เสียงบัดซบนี่มัน มันเอาปืนจ่ออัดครอบแก้วผม!!! ...ก้มมองเล็กน้อยแล้วก็ยกออก เหอ?   มันถีบตัวลอยต่ำล่องออกไปตามทางที่ผ่านเข้ามา ชะ!? รอดเว้ยเฮ้ย!

     แต่ผมก็ยังไม่กล้าขยับตัวอยู่ดีเพราะคุณพี่ผู้นำพายังปากอ้าตาหลับอยู่ท่าเดิม ต้องรอให้เขาเริ่มก่อนถึงจะดี ไม่ทันขาดคิด ร่างเธอก็ลอยมาแนบชิดสะกิดไหล่ผม

        “ฉันว่า...หน้าเธอคงเหมือนศพมากละมั้ง มันเลยเข้ามาดู ฮิฮิ ตกใจน่าดูสิท่า”

     เธอพูดเหมือนเป็นเรื่องตลก เกิดนิ้วมันตกใส่ไกขึ้นมาไม่มีโอกาสขำเลยนะเฟ้ย แค่นั้นไม่พอล้อปมด้อยอีกต่างหาก ไม่หล่อแล้วไง เหมือนศพแล้วจะทำไม บ้ะ!   เออใช่! ในเมื่อ...

        “เรายังไม่ตาย แล้วร่างกายยังร้อน หัวใจยังเต้นทำไมมันไม่ยิง?”

        “นั่นเพราะชุดที่ใส่อยู่ติดระบบป้องกันการตรวจจับความร้อนไว้ไงล่ะ ชุดจะดูดซับคลื่นความร้อนภายในไม่ให้รั่ว และ PA ของมันไม่มีระบบตรวจจับสัญญานชีพจร”

     เสียงหวานๆ เชิงบรรยายแบบเดียวกับตอนนั่งลิฟต์ช่วยขยายความให้กระจ่างใส ไม่ธรรมดาจริงๆ ชุดนี้ แต่ที่เจ๋งกว่าคือคุณไกด์นี่ที่ดันรู้ทันความสามารถศัตรูชัดเจนแถมเตรียมพร้อมรับมือได้ีสุดๆ อีกต่างหาก... มันใช่ไกด์แน่เหรอวะ?

        “แล้วต่อไปทำไงดีครับ?”     คำถามผมคงไปกระตุ้นต่อมเดือดของหล่อนเข้า เธอจ้องเขม็งอีกแล้ว

        “ก็ฆ่าทิ้งน่ะสิถามอะไรแปลกๆ เดี๋ยวตามฉันมาให้ถูกจังหวะแล้วกัน”

     เสียงดุ๊ดุ อื๋อ..จังหวะ? จังหวะอะไร ไม่เคยฝึกเข้าคู่กันมาก่อนแล้วจะจับจังหวะยังไง เพราะหน้าส่อแววสงสัยของผมเธอจึงพูดต่อ

        “เธอรู้ตัวเองรึเปล่า ว่าตัวเธอไม่ปกติเหมือนใครๆ เขา   เธอทำในสิ่งที่คนทั่วไปทำไม่ได้ และคิดในแบบที่คนอื่นไม่คิด”

     หา? อยู่ดีๆ พ่นอะไรออกมาล่ะนั่น

        “ไม่รู้ตัวเองเลยล่ะสิ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนี้จะสอนเธอเอง ฉันมองคนไม่พลาดหรอก รหัส SA เชียวนะฉันน่ะ อ้ะ! พูดไปก็ไม่มีใครรู้อยู่ดีนี่นา...”



     ‘การล่าเริ่มขึ้นแล้ว ฉันจะบุกด้วย Flashbang(ระเบิดแสง) จากนั้นก็กระหน่ำกระสุนเข้าไปตามสัญญาน มันอาจหลบแสงจ้าทัน แต่มันหลบกระสุนฉับพลันไม่ได้ จงจำไว้ พลาดตาย!!!’

     เธอว่าไว้แบบนี้    ก็ต้องทำตามล่ะฟะ!!!

     เธอก้าวกระโดดออกไปจากห้องแบบไม่มีความหวาดกลัว แลัวก้มตัวต่ำพร้อมปาอะไรบางอย่างไปข้างหน้า ทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้นล่ะ ยังไม่รู้เลยว่าศัตรูอยู่ทางนั้นแน่ชัดรึเปล่า...

     แสงไฟวูบใหญ่จ้าเต็มตานอกห้องเหมือนใครส่องไฟผ่านไปแว้บๆ เธอตั้งหลักแล้วยิงออกไปทันทีร่างกายของเธอเพียงกระตุกเล็กน้อยจากแรงสะท้อนของปืนเท่านั้น ทำไม?

        “เป็นไงเป็นกัน!”
 
     ผมกระโจนออกไป..อ้าวเฮ้ยแล้วไหนเป้าล่ะ?!   สิ่งที่ผมเห็นเป็นเพียงห้องมืดธรรมดาแล้วข้อเท้าขวาของผมก็ถูกกระชากกดลงจนทั้งตัวกลั้วไปกับพื้น พริบตาเดียวกันนั้นเองแสงสีแดงก็แว้บผ่านหน้าไปแบบผ่าวร้อน!

        “ไม่ใช่เวลานอนสินะ!”     ยิงสวนมาทันตาแบบนี้ไม่โดนระเบิดแสงงั้นรึ!

     ทางเป็นตรอกไม่รีบจะลำบาก แขนขวาเพียงข้างเดียวของผมที่ถือปืนยื่นปากกระบอกไปทางแสงนั่นแล้ว เปรี้ยง! แขนถูกปืนถีบอย่างแรงจนไม่สามารถรับได้!

        “แย่ล่ะ..”

     พริบตาเดียวกันนั้นผมสัมผัสได้ถึงแรงกดมหาศาลช่วยยันแขนไว้ไม่ให้ปลิว สายตาผมเหล่ไปมองทันที พี่เขียวเสวย! เธอพลิกตัวตีลังกาเอาเท้ายันเพดานแล้วใช้หัวดันแขนผมไว้   หยุดความคิดไว้แล้วหายใจต่อเพราะเธอตั้งลำทั้งอย่างนั้นยิงสวนกลับไปตำแหน่งเดิม!

     เปรี้ยง! ไม่ใช่แค่ปืนเธอแต่ข้อนิ้วผมก็กระตุกลั่นไกไปด้วยไวกว่าความคิดซะอีก และก็เป็นหัวเธออีกครั้งที่ยันแขนผมไว้ต่อด้วยเสียงแสดงความร้อนรนพ่นกรอกหู

        “เหลืออีก 2 ออกจากซอกแล้วแยกย้ายซ้ายขวา ไปได้!!!”

     เสี้ยววินาทีแห่งความคิด... แล้วใครไปซ้ายใครไปขวาล่ะ! ไม่สิ เราทั้งคู่ถนัดขวาประคองปืนด้วยมือซ้ายถ้าใช้หลักหันซ้ายเราจะตั้งลำได้ดีกว่า ส่วนเธออยู่สภาพกลับหัวหมุนตัวไปทางซ้ายทั้งคู่ก็จะครบวงจร...

     ไปล่ะเหวย!   ผมเบี่ยงมือขวาจากด้ามจับไปเปิดไฟฉาย ส่องวาบเข้าไปตรงๆ แล้วมันก็ส่งผลอย่างคาดไม่ถึง! ศัตรูลนลานอยู่ตรงนั้น มันตั้งท่าจะยิงแต่ยกมือปิดหมวกส่วนบริเวณดวงตาไว้.. ใช่สิอินฟราเรด! โดนส่องไฟเข้าตาตรงๆ แบบนี้คงแสบสันนัยน์ตาน่าดูเลยสิท่า ตาย!

     ผมตั้งลำปืนแล้วยิง! เปรี้ยง! เข้าให้..ไม่โดน ซะงั้น! มันจุดบูสเตอร์ที่หลังดันตัวลอยขึ้นเหนือพื้นร่วมเมตรแล้วทำท่าจะยิงกลับมาแต่ทว่า... ลำแสงสีแดงสดที่ควรบดขยี้หัวผมนั้นกลับพาดผ่านฟันร่างของมันจนขาดสะบั้นกลางอากาศ!   เป็นแอนธอนที่ลงมือ!   เธอดันร่างของศัตรูที่รับมืออยู่แล้วปัดแขนเบี่ยงทิศให้มันยิงผิดไปโดนกันเอง..แต่ที่มือซ้ายของมันเงื้อดาบเรืองแสงสีฟ้าสดคดเข้ากลางลำตัวเธอ แย่แล้ว! ขาเธอไม่ติดพื้นไม่มีหลักให้ยัน ตัวเรามันก็ไม่แม่นพอจะยิงประณีตช่วยเธอได้ ถ้างั้น!

     แล้วทั้งความคิดกับร่างกายผมก็มาบรรจบพบกันโดยมิได้นัดหมาย ปลายกระบอกปืนหันไปทิศตรงข้ามกับทางแอนธอน เท้าไม่แตะพื้นปืนพร้อมยิง!

        “กูก็ทำได้โว้ย! โอ้ว!!!”     เปรี้ยง!!!

     แรงถีบสุดอลังดันทั้งร่างผมลอยละล่อง ปากลำกล้องช่วยปัดตัวสุดสวยออกไป และด้วยความเร็วขนาดนี้ถึงมีเกราะกันแต่เจอส้นตีนยันกลางลำก็คว่ำได้!   ตัวมันปลิวเสียหลักเข้าอัดผนังร่างมันเองทับแขนที่ถือดาบจนหลุดลอย ยังไม่ทันกะพริบตาหน้ามันก็หงายไปเหมือนถูกกระแทกพร้อมสะเก็ดเกราะแตกออกมา เขม่าควันเล็กน้อยค่อยๆ จางจากปากปืนของแอนธอน เธอเป็นคนปิดฉาก...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 11, 2012, 05:53:56 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
Ace Pilot
****
กระทู้: 292


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #31 เมื่อ: มกราคม 11, 2012, 06:01:01 PM »

        “พวกมันคงเจาะรูขนาดใหญ่ในนี้แล้วปิดระบบความปลอดภัยอากาศเลยหายเกลี้ยง... โชคเข้าข้างฉันนะที่ได้เจอเธอตอนกระสุนหมดพอดี”

     มือประสานมือ...อาาาาาาาาาส์

        “ลงไปอีก 5 ชั้นทางช่องเดินนี้ก็ถึงห้อง รปภ. น่าจะยังมี PA เหลืออยู่สักชุดสองชุดซึ่งเราจะเอามาใช้กัน”

     ตาประสานตา...อุ้ยหลบก่อน! หน้าแดงซะแล้วสิเราร้อนผ่าวๆ เลย อื๋อ? จู่ๆ เธอก็หยุดกึกแล้วจ้องหน้าผมก่อนถึงทางลง อืม..รูมืดๆ กว้างประมาณ 5 เมตรถึงจะถูก

        “ได้ฟังอยู่รึเปล่าเนี่ยหา?”     โอย.. เสียงหวานได้อีก

        “ฟังอยู่สิครับ แล้วเมื่อไหร่...กายจะประสานกายล่ะคระ...”

     ปึก! อั่ก!! เต็มๆ ท้องเลย เข่าเข้าเต็มๆ เลย ฮะ เฮ้ย!?

     เธอลากผมที่ตัวงออยู่เหวี่ยงลงหลุมไปแล้วจึงทิ้งดิ่งลงมาด้วยใบหน้าแสนกริ้ว แต่แอบแดงนิดๆ

        “เดี๋ยวดิพี่! ผมขอโทษ”     ฉิบล่ะ ดันลงตรงกลางรูไม่มีอะไรให้คว้าได้เลย หะ!

     พี่แอนธอนยกขายันผมด้วยอารมณ์ประมาณเขี่ยขี้หมา ผลักผมเข้าหากำแพง แล้วตามเข้ามาล็อคคอต่อด้วย

        “หน้าอย่างนี้ ปากอย่างนี้ แกมีชีวิตรอดมาได้ยังไงกันฮะ!”

        “เทพไงพี่ ฮะฮะฮะ”



     ย้อนไปราวๆ 4 นาทีก่อนที่พวกเราจะผ่อนคลายกันได้แบบนี้...

        “พะ...”     พี่แอนธอน!    ร่างของไอ้เลวนั่นกระเด็นปลิวลิ่ว ผู้ลงมือลุกขึ้นตั้งหลักแล้วกวักมือเรียกผม แต่ผมดันก้าวขาไม่ออก!?   มันเกิดอะไรขึ้น! หัวใจเต้นรัวหนักราวกับจะระเบิด ตาผมเปิดอ้าค้างสั่นริกเหงื่อแตกซิก อาการนี้มันแบบเดียวกับก่อนหน้านี้เลยนี่นา เหมือนตอนก่อนลิฟต์ระเบิด   หน้าอกพองยุบพองยุบหยั่งกับพึ่งวิ่งมาร้อยเมตร จะชักอีกแล้วเร้อ!

        “อะ อ่อก อะๆๆๆๆๆ”     ตุ้บ!     “อู้ฟฟฟฟฟ!!!”     แรงกดมหาศาลที่กลางลำตัว!

     ผมกระอักอ้วกน้ำลายออกมาแหมะตรงครอบแก้วบริเวณปาก พอเหลือบตาลงมองก็เห็น... พี่เขียวเสวยเสยหมัดเข้าเต็มท้องน้อยของผม

        “ทำบ้าอะไรฟะ! อ๊ะ?!”     หายแล้ว!

        “ให้ตายสิ มีโรคประจำตัวก็ไม่บอกกันก่อน... เกือบกัดลิ้นตัวเองแล้วนะไอ้หน้าโฉด คิดว่าใช้การได้แล้วแท้ๆ ชิ!”

     โรคประจำตัว? เราเริ่มเป็นแบบนี้ตั้งแต่ช่วงสงคราม หลังจากที่ฆ่าคนครั้งแรกร่างกายก็ตอบสนองแปลกๆ แบบนี้ทุกครั้งที่จะเกิดเรื่อง   เธอเมินอาการของผมแล้วคว้าปืนไปจากมือ จู่ๆ ก็คว้าไปซะเฉยๆ แต่ลำตัวยังคงแนบชิด

        “อ้อ! มิน่าล่ะถึงได้ถีบซะขนาดนี้ ปรับความแรงไว้สุดเลยนี่เอง เฮ้อ...ไอ้ปืนนี่มันปรับระดับได้ ที่นายใช้น่ะมันเอาไว้ยิงรถถังแล้ว”

        “มันปรับได้เหรอครับ ผมใช้ทั้งอย่างนี้มาตลอด”     ยิงรถถังเข้าด้วยเหรอวะ

     เธอไม่พูดอะไรแค่กดปุ่มเล็กๆ ตรงพานท้ายแล้วยัดปืนกลับเข้ามือผม

        “เท่านี้มันก็ไม่สะบัดสะบิ้งใส่แล้วล่ะ คงราวๆ ปืนไรเฟิลที่ใช้กระสุนขนาด 7.62 นะ พยายามชินกับมันให้ได้แล้วกัน...”

     หลังจากเว้นวรรคไปชั่วกลืนน้ำลาย เธอก็พูดคำที่ทำให้ผมใจชื้นประกอบท่าทางชวนหวิวราวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น

        “แต่ก็นะ ถ้าเมื่อกี้ปืนนายไม่ยิงแรงสุดฉันคงจะ... เอาเป็นว่าขอบใจก็แล้วกัน!”

     ร้อนรนจังหวะสุดท้าย หันหน้าหลบ บิดตัวเหนียมอาย อาาาาา บุคลิกคุณเธอเข้าใจยากจริงๆ แต่น่ารักสุดๆ เลยให้ตายดิ   หลังจากนั้นเธอก็ดีดตัวปลิวออกไปไม่รอผม...



        “มืดจริงๆ มืดจนน่ารำคาญเลย...แล้วทั้งที่มีวิทยุสื่อสารทำไมไม่เปิดใช้ล่ะครับ”

        “เป็นอย่างนี้ไม่ดีรึ? ฉันคิดว่าผู้ชายน่าจะรู้สึกดีที่เป็นอย่างนี้นะ”

     รู้ด้วยแฮะว่าเรารู้สึกดีแม่คนนี้ร้ายผิดกับหน้าตา สัมผัสอบอุ่นและเสียงแว่วหวานของเธอทำให้ผมรู้สึกดีจริงๆ สุดท้ายก็กายประสานกายจนได้... แต่ว่าลักษณะคำตอบมันมีความนัยแอบแฝง   ตอนนี้ร่างของเรากอดแนบชิดกันลอยลงไปตามปล่องกว้างที่ลึกราวกับไร้ที่สิ้นสุด

        “สาเหตุที่ไม่เปิดก็เพราะมันอันตรายน่ะสิ ดักฟังไงล่ะ”

        “งั้นเหรอครับ”

     แล้วเธอก็คว้าราวจับหยุดร่างที่ลอยล่องของเราสองไว้พร้อมคำพูด   ผมสังเกตไปรอบๆ ระเบียงยื่นออกมามีประตูบานใหญ่เปิดอ้าอยู่ฝั่งตรงข้ามของเรา แต่พอจะเปิดไฟอ่านตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ที่ทาไว้เหนือบานประตูเท่านั้นมือของแอนธอนก็รั้งผมไว้ทันที   เธอโยนผมล่องเข้าไปแบบไม่ทันตั้งตัว ก็อยากจะโวยอยู่หรอกแต่ท่าทางคุณเธอจะชอบการฉุดกระชากลากถูบ่นกลับไปก็เท่านั้น ผมหยุดร่างรอ หลบตัวแอบหลังประตูตรงขอบ จังหวะที่เท้าเธอแตะถึงพื้นนัยน์ตาที่สะท้อนแสงเล็กน้อยนั่นสั่นระรัวชั่วครู่ แล้วเธอก็รีบดีดตัวเข้ามาอิงร่างผมต่อทันทีพร้อมปลดห้ามไก

     แล้วเธอก็คว้าราวจับหยุดร่างที่ลอยล่องของเราสองไว้พร้อมคำพูด   ผมสังเกตไปรอบๆ ระเบียงยื่นออกมามีประตูบานใหญ่เปิดอ้าอยู่ฝั่งตรงข้ามของเรา แต่พอจะเปิดไฟอ่านตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ที่ทาไว้เหนือบานประตูเท่านั้นมือของแอนธอนก็รั้งผมไว้ทันที   เธอโยนผมล่องเข้าไปแบบไม่ทันตั้งตัว ก็อยากจะโวยอยู่หรอกแต่ท่าทางคุณเธอจะชอบการฉุดกระชากลากถูบ่นกลับไปก็เท่านั้น ผมหยุดร่างรอ หลบตัวแอบหลังประตูตรงขอบ จังหวะที่เท้าเธอแตะถึงพื้นนัยน์ตาที่สะท้อนแสงเล็กน้อยนั่นสั่นระรัวชั่วครู่ แล้วเธอก็รีบดีดตัวเข้ามาอิงร่างผมต่อทันทีพร้อมปลดห้ามไก

        “6..9..11 รึ ไม่สิ! 23 เยอะจริง!!”     น้ำเสียงเธอไม่เขียวเสวยเลยครั้งนี้ ตัวเลขนั่นไม่บอกก็รู้ว่าคืออะไร

        “ศัตรูใช่มั้ย!? ทำไมชั้นนี้เยอะจัง!”

     เหนือสิ่งอื่นใดเธอรู้ได้ยังไง แต่ผมตัดใจไปไม่ถามตอนนี้ และจัดอาวุธให้พร้อมปะทะ ปืนของเรายังคงกระบอกเดิม เหตุที่ไม่ตบปืนเลเซอร์จากศพมาก็เพราะมันเห็นลำแสงชัด ถ้ายิงไปไม่โดนจะถูกรู้ตำแหน่งง่ายกว่า ปืนนี่ถ้าขาไม่ติดพื้นยิงไปยังไงศัตรูก็ไม่ได้ยิน ไม่มีอากาศไม่มีตัวนำเสียง

        “ชั้นที่ผ่านมาก็มี แต่ไม่เยอะเท่านี้”     น้ำเสียงเธอเยือกเย็นลงมากคงกำลังหาทางออก

        “ข้ามชั้นนี้ไปเลยดีกว่า ผมว่า...”

        “ไม่ได้! เลยลงไปกว่านี้ทางช่องนี้ได้อีกแค่ 4 ชั้น ถัดจากนี้ประตูโดนล็อคไปแล้ว เราต้องชิง PA มาแล้วเจาะรูออกไปข้างนอกกันอย่างเดียว”

     ไมว่าเธอจะรู้ได้ด้วยวิธีไดก็ตาม คำพูดนั่นทำให้ผมสงสัยหนักกว่าเดิม เริ่มด้วยคำถามนี้เลย...

        “งั้นทำไมเราไม่เผ่นกันตั้งแต่แรก”     และเหมือนเธอจะรู้อยู่แล้วว่าผมจะซักไซร้เอาความ

        “คิดว่าอากาศจะพอใช้หายใจเหรอ แล้วข้างนอกนั่นอาจมียานของพวกมันจอดคุมเชิงอยู่ก็ได้ ไม่ต้องพล่ามแล้วยังไงก็ต้องไปเอา PA มาก่อน อย่างที่ฉันอธิบายไปตอนลงมาห้อง รปภ. เป็นห้องลับ ไม่ใช่คนในไม่รู้หรอกว่าเป็นยังไง”

        “แล้วทำยังกับผมใช้เป็นยังงั้นแหละ ไอ้ PA เนี่ย อุ๊!!”     เธอล็อคคอผมหันไปสบตาอันแข็งกร้าวของเธอ

        “ใช้ได้สิ! ใช้ได้ดีมากด้วย นายจะใช้มันแล้วผ่าทางออกไปกับฉันได้อย่างแน่นอน”

        “ศัตรูมันเยอะเกินไป! แล้วอะไรทำให้เธอคิดได้อย่างนั้น!?”

     ผมเริ่มเดือดแล้ว ผมอยากรอดไปครบ 32 ถ้าต้องมาตายเพราะบุ่มบ่ามไม่เข้าท่านี่ไม่เอาด้วยแน่ไม่ว่าแม่นี่จะเก่งมาจากไหนก็ตาม!   เธอผละมือจากผมแล้วเลี้ยวเข้าประตูไปเลยโดยไม่สนคำทัดทาน อึ๊!!!

-ความหวังมีแด่ผู้ศรัทธา และมันจะนำพาชัยชนะ-

     เสียงดังก้องอยู่ในหัว!!! มันเป็นเสียงผู้ชายทุ้มต่ำแหบแห้ง ผมหันรีหันขวางหาทิศทางของเสียงนั่น มันมาจากไหนในเมื่อไม่มีตัวนำ! แอนธอนเองก็เดินออกไปแล้ว แล้วคำพูดนี่มันบ้าอะไร! ศรัทธา ศรัทธาในอะไร? ทำไปแล้วหยั่งกับจะรอ...

-ผู้ใดตามเจ้าอยู่ตลอดเวลา นำพาทั้งทุกข์สุข-

     มันพูดบ้าอะไรวะ! ไม่สิเดี๋ยวก่อนเสียงนี้มันคุ้นๆ มันเหมือนกับเสียงนั้น เสียงที่แหวกสลายทำลายความกลัวของเรา...ไม่ผิดแน่!   ไม่มีคำพูดไดมาจากเสียงนั่นอีก ตอนนี้เรื่องเหลือเชื่อมันมาเยอะจนเบื่อเต็มทีแล้ว

        “ตามมาตลอดเวลาเหรอ จะขี้เยี่ยวเหนี่ยวไกก็ตามสินะ หึหึหึ”

     อา...ศรัทธาแล้วตอนนี้ ศรัทธามันล้นปรี่จนแทบกะอักเลย!



     บ้าเอ๊ย! ไม่น่าลีลาเลยเรา คลาดกันกับแอนธอนจนได้ แล้วจะไปทางไหนต่อวะ ทางแม่งก็มืดซะจะเปิดไฟก็เกรงใจลูกปืน จะฝืนไปต่อทั้งอย่างนี้ไม่ดีแน่ แต่เราก็เรียนวิธีใช้ชุดนี่มาจากเธอพอดูแล้ว   ผมป้อนคำสั่งผ่านทางคำพูด

        “Open Map”

     เส้นทางในชั้นนี้ถูกร่างขึ้นฉายลงบนมุมซ้ายล่างของครอบแก้ว ถึงจะมีคราบน้ำลายบังสายตาไปบ้างก็ไม่ใช่ปัญหา ตำแหน่งของผมกะพริบอยู่บริเวณรอบๆ แกนกลางของทางลงซึ่งอยู่เลยแกนกลางของหอนี้มาทางขวาบนมากๆ แต่ไกลจากรอบนอกพอดู   แอนธอนว่าถ้าระบบหอไม่ล่มจะรู้ตำแหน่งคนอื่นด้วยเซ็นเซอร์ แต่ตอนนี้ได้แค่ตัวเองก็พอแล้ว รูปร่างของห้อง รปภ. เราก็รู้จากเธอ จากในแผนที่มันห่างไปราวๆ 200 เมตร วัดรวมทางคดเคี้ยว อยู่ติดกับรอบนอกที่เป็นรางรถ

        “ไม่ยาก ไม่ยาก หึหึหึ อากาศเหลือหายใจแบบปกติได้อีก 36 นาที พอมีทาง... Close Map”



มีการแก้ไขเล็กน้อยตอนไอ้หวังจะถูกยิงในสถานีรถไฟครับ เปลี่ยนจาก "ไอ้สารเลว!" เป็น "ไอ้เดนคน!"   ไม่คิดว่าเรื่องราวของไอ้หวังจะยาวขนาดนี้เลยนะเนี่ย มันเป็นตัวละครที่จะสำคัญในภายภาคหน้าครับ

ใน Unreal -Truth under Lies- ตอนที่ 5 นั้น ตรงบรรยายขยายความผมพิมพ์คำบรรยายของ Super Nova ผิดครับ ดันไปจำสลับกับ Big Bang ตอนนี้แก้เรียบร้อย   Super Nova เป็นการระเบิดของดาวฤกษ์ที่ตายแล้วครับ ไม่ใช่ดารระเบิดครั้งใหญ่ที่ให้กำเนิดจักรวาล ผมนี่แย่จริง ต้องขออภัยด้วยที่ผมเมาจนพิมพ์ผิดไป หรือก็คือ "กูไม่รู้กูเมา ไปหาพ่อเด็กที่อื่นไป! จำไม่ได้โว้ย! ตื่นมาก็หาว่าข่มขืน ถุ๊ย!!!"



ได้ฟังกันรึยังครับ ในนั้นมีลิ้งให้โหลดพร้อม เจ้าของเขาแปะไว้ แทร็คแนะนำ REMIND ME, DESERT
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 11, 2012, 06:24:49 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
Ace Pilot
****
กระทู้: 292


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #32 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2012, 08:57:21 PM »

เรื่องของไอ้หวังยังไม่จบครับ แต่พอดีมีอารมณ์เขียนบทความบ้าๆ นี่ขึ้นมา

ตัวละครที่เอามาบ่น : นายหมอกม่วง, ไอ้คุณพิชิต, ซานเจ และแม่ชีโหดเอเลนัวร์

-------------------------------------------------

        “ป้อก 8 เว้ย! จ่ายมารอบวง”     หน้าหนวดของไอ้บ้าที่น่าจะเป็นพระเอกของนิยายเรื่องหนึ่งยิ้มอย่างเริงร่า

        “เฮ้ยไอ้ชิต นี่เอ็งโกงรึเปล่าวะ! ป้อกมา 5 ตาติดแล้วนะ แอบเปลี่ยนไพ่ใช่มั้ย!”

     ผมโวยกลับไปอย่างหัวเสีย ตั้งแต่ให้มันเป็นเจ้าไพ่มันเข้าแบบพระเจ้าเกินไปตลอด ไม่แดกเรียบก็ชน ปล้นกันชัดๆ เลยไอ้เวรนี่

        “โกงบ้าอะไร เห็นกันชัดๆ ลองนับไพ่ดูมั้ยล่ะสาด”

     ไอ้ลูกครึ่งกล้วยแขกที่นั่งข้างๆ ผมเริ่มมีน้ำโห มันเล่นทีสามมือโดนเรียบมา 3 ตาติด กลับกันกับอีกคนสาวงามอร่ามตาในชุดคลุมดำของแม่ชีศาสนาคริสต์ยังคงยิ้มอยู่ ก็เธอเป็นคนเดียวที่ไม่โดนแดกนี่นะ   และแล้วด้วยความที่สุดจะทนคุณกล้วยแขกซานเจก็ขึ้นในที่สุด

        “บัดซบเอ๊ย! แม่งได้เอาๆ แบบนี้มันโม้เกินไปแล้ว เอาเงินคืนมาเลย!”

        “อะไร..อะไร มีปัญหาก็อย่าเล่นสิวะ แล้วนี่ก่อนสับหลังสับฉันก็ให้พวกแกตัดแล้วนี่หว่า ยุติธรรมขนาดนี้ ไปโทษดวงตัวเองสิว้าาาา”

     พิชิตบ่นด้วยเสียงยียวนชงนของขึ้นพลางกรีดไพ่ แล้วยกทั้งสำรับมาให้ผมตัด

        “จริงมั้ยคุณหมอกม่วง?”     มันเอียงคอยิ้มที่มุมปากสายตาไร้แววราวกับไร้อารมณ์นั่นอีก อ่านมันไม่ออกเลย

        “แค่มีดวงเข้ามาเกี่ยวมันก็ไม่ยุติธรรมแล้วไอ้หอกหักเอ๊ย... ว่าแต่ตาหน้าเปลี่ยนเจ้าได้แล้วให้เอเลนัวร์เป็นบ้าง”

     ผมตัดไพ่เป็นสามกองก่อนจะรวบเข้าแล้วส่งไปทางขวามือหาแม่เสือสาวในชุดดำ เธอรับพร้อมกลับเข้าประเด็นหลักที่ผมเรียกรวมตัวหัวถั่วในวันนี้

        “พูดถึง ‘ยุติธรรม’ ที่เรียกมาสุมหัวกันก็เพราะจะคุยเรื่องนี้กันไม่ใช่เหรอ?”

        “จริงๆ ฉันเรียกมาแค่เธอกับไอ้ชิตนะ ซานเจมันตามมาชวนเล่นไพ่เฉยๆ เข้าเรื่องเลยแล้วกันก็เมื่อหลายวันก่อนนี้น่ะ...”



     พักเที่ยงของวันอันร้อนระอุ ฉันเหนื่อยมากเลยเพราะงานมันเยอะแต่คนมันน้อยเลยชวนลูกพี่ไปฟาดก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าประจำ ร้านนี้ให้เยอะมากเมื่อเทียบกับราคาเพียง 30 บาท ลูกชิ้นกรุบหนุบหนับ เนื้อเปื่อยก็สมกับเป็นเนื้อเปื่อย เนื้อสดเหนียวนุ่มเคี้ยวมันมาก เรียกได้ว่าดีระดับ 17 ดาวในสายตาผมเลย แต่มันต้องขับรถอ้อมโลกไปถึงจะได้กินนี่สิ   และเมื่อลงจากมอไซที่ตะบึงอ้อมโลกมากินปุ้บก็

        “เส้นเล็กเนื้อเปื่อยอย่างเดียวพิเศษครับ”     หาที่นั่ง กดน้ำ และพลิกหน้าหนังสือพิมพ์

     ไม่นานนักสิ่งที่เฝ้ารอก็มาถึงมันคือเส้นเล็ก...

        “เอ้า ทุกอย่างพิเศษ อันนี้ธรรมดาของตาปู”

     หือ? เฮ้ย! กูสั่งเนื้อเปื่อยอย่างเดียว แล้วนี่มันอะไร ไอ ไอ ไอ ไอ . . .



        “ก็ประมาณนี้แหละ คิดว่าไง?”

        “คิดว่ากินๆ ไปให้หมดก็จบเรื่องแล้ว”     ซานเจตอบแบบสบายๆ

        “ละเมิดข้อตกลงต่างหาก”     เอเลนัวร์ขัดลำด้วยน้ำเสียงประมาณว่าไม่รู้อะไรอย่าสะเออะตอบไอ้ควาย

     พิชิตมองไพ่ในมือขนคิ้วกระตุกนิดนึง แล้วพูดต่อ

        “นายก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรไม่ใช่เรอะ”

        “ภาวะจำยอมเว้ย ไม่รีบกินเดี๋ยวกลับไม่ทัน อย่าลืมสิพักเที่ยงเฉยๆ”

     ซานเจเรียกไพ่ให้อีกสองมือ แล้วเสริม

        “30 บาท ได้ขนาดนั้นก็น่าจะพอใจได้แล้ว หาไม่ง่ายนาร้านที่ทั้งถูกทั้งอร่อยแบบนั้น”

     เรื่องนี้ผมยอมรับเลยว่าทั้งถูกทั้งอร่อย แล้วผมก็ซดจนหมดหยดสุดท้ายเลยด้วย แต่...

        “มันเป็นเรื่องของความรู้สึกต่างหาก”     โอ๊ะ K สองใบได้ลุ้นแฮะ     “แกจะพอใจมั้ยถ้าแกจ่าย 30 บาทเพื่อให้ได้รับบริการที่ขัดกับที่ตกลงกันไว้ในตอนแรก มันไม่ยุติธรรมเลยจริงมั้ย ทั้งที่ตกลงกันไว้อย่างนั้นมันเป็นสัญญาต่างตอบแทนนะเว้ย”

     เอเลนัวร์หมอบไพ่รอเปิด แล้วชำเลืองมองผม

        “ไม่ต้องรับก็ได้นี่ ทำใหม่อีกชามมันจะไปยากอะไร อย่างดีก็ผิดใจกันนิดหน่อย ก็นะเขาขายถูกขนาดนั้นคงคิดว่า ให้เยอะอย่างนี้ยังไม่พอใจอีกรึไง ก็ต้องคิดถึงความรู้สึกเป็นสำคัญล่ะ ความพึงพอใจ”

        “แล้วความรู้สึกของฉันล่ะ เขวี้ยงทิ้งไปเลยเรอะ ให้ตายสิ ต้องทนกินเนื้อสดทั้งที่เสี้ยนเนื้อเปื่อยสุดๆ แล้วที่บอกว่าให้เยอะยังไม่พอใจอีกนั่นมันก็ไม่เกี่ยวเว้ย   นั่นน่ะมันเป็นทางค้าขายปกติของร้านเขาอยู่แล้ว”

     หวนคิดแล้วมันชวนหัวเสียจริงๆ แต่ไพ่ที่เรียกมาก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้เยอะเลย ถึงกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง!   แล้วพิชิตก็ปล่อยเสียงสกัดความรื่นใจของผมไว้ด้วยประโยค

        “คนกำหนดราคาก็เจ้าของร้าน คนที่อนุญาติให้ลูกค้ามีสิทธิ์เลือกว่าจะใส่อะไรบ้างก็เจ้าของร้านอีก ไม่ว่าจะให้เยอะเพราะเห็นใจหรือไม่ก็ตาม คนที่กำหนดให้มันเป็นไปอย่างนั้นก็คือเจ้าของร้าน เขาพอใจและรู้สึกว่าการแลกเปลี่ยนนี้ยุติธรรมโดยไม่อิดเอื้อน มันจะยุติธรรมแน่ถ้าลูกค้าได้สิ่งที่ตัวเองสั่งในราคาที่เขากำหนดไว้เอง”

     ตอง KING แม่เหวยเปลี่ยนเจ้าทีเดียวดวงมาเลย! เอ้อ จริงสิต้องต่อก่อน

        “ซึ่งฉันไม่ได้สิ่งที่ฉันต้องการในราคาที่ทางเขาเองกำหนดนั่นแหละปัญหา และยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เพราะถ้ามัวทักท้วงให้ทำใหม่จะยัดไม่ทัน กว่าจะปรุง กว่าจะชิม”

     แล้วซานเจก็พูดอะไรบางอย่างที่ไม่เข้ากับมันสมองของมันออกมา...

        “จะว่าไงดีล่ะ เมืองไทยน่ะมีธรรมเนียมอันทรงพลังอยู่อย่างหนึ่งซะด้วยสิ ‘การยอมลง’ เพื่อให้ยุติไงล่ะ แต่มันก็ไม่เป็นธรรมใช่มั้ยล่ะ ถ้าฉันไปตบหัวนายแล้วนายไม่เอาเรื่อง นั่นคือยอมลงแล้ว แต่มันก็ไม่เป็นธรรมจริงมั้ย ทำไมต้องยอมโดนตบโดยไม่ได้ตอบแทนอะไรเลย”

     แม่ชีส่งสัญญานเปิดไพ่ 3 ใบก่อนนั่นคือผมกับอีกสองมือของซานเจ ส่วนไอ้ชิตมันป้อก 9 สองเด้งไปแล้ว ตามด้วยเก็บตังตานี้เจ้ามือได้แค่มือเดียวของไอ้เจ เธอโยนกองไพ่แผละให้พิชิตเป็นเจ้าแทนแล้ว...

        “มันคือภาวะอิหลักอิเหลื่อทางศีลธรรมนั่นเอง จริงอยู่นายอยากจะท้วง แต่มันก็ได้เยอะและรสดี และการที่รู้รายละเอียดของการปรุงซะขนาดนั้นแสดงว่ามากินบ่อยจนจำหน้าได้แล้ว แต่แบบนี้มันก็เหมือนกับนายถูกคนขายใช้เป็นสิ่งของสนองความต้องการในเงินของนายเลย เขาไม่สนว่านายจะพอใจหรือไม่ และไม่ปฏิบัติกับนายในฐานที่เป็นคนเป็นปัจเจก แค่ทำๆ ให้ไปเพื่อเงิน 30 บาท ไม่ใส่ใจเลยว่ามันถูกต้องแล้วหรือยัง กรณีนี้สมมุติว่าเขารู้ว่านายไม่มีทางเลือกนอกจากรีบกิน เขาไม่เคารพนายในแบบลูกค้าเลย อ้อ! นี่น่ะเอาหลักของ*คานท์มาพูดนะ”

        “คานท์เหรอ? เธอไม่คิดว่าไอ้นั่นมันบ้าบ้างรึไง มันบอกให้เคารพคนในฐานะที่เป็นปัจเจก แล้วพล่ามว่าห้ามโกหกแม้แต่กับอาชญากรบ้างล่ะ บอกว่าควรพูดความจริงโดยไม่บิดพลิ้วเหรอคิดได้ไง”

     พิชิตพูดแบบหักหน้านักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว ผมเลยย้อนให้มันคิดเล่นๆ

        “แต่มันก็มีหลักปฏิบัตินา อย่างพูดความจริงไม่หมดไง ถ้าโจรมาถามหาคนที่มันจะฆ่าก็บอกที่อยู่ของคนนั้นเมื่อหลายชั่วโมงก่อนไปไง ส่วนตอนนี้จะอยู่ที่ไหนนั้นก็ไม่ต้องบอก”

        “เฮอะ! บ้าบอคอแตก สำหรับฉันความยุติธรรมมันต้องแปลแบบตรงตัวเว้ย! ยุติคือ จบ หยุด ไม่ไปต่อ - ธรรมคือ ดี ถูกตามสถานการณ์ ประมาณนั้น ถ้ามารวมกันก็เป็น จบอย่างลงตัวทั้งสองฝ่าย ขอแค่รู้สึกดีทั้งคู่ก็ยุติธรรมแล้ว ต่อให้ต้องโกหกก็ตาม แล้วฉันไม่เห็นว่าหลอกคนเลวมันผิดตรงไหน”

     เฮ้อ...เถียงกับมันไปก็ไม่มีประโยชน์เอาเป็นว่าช่างหัวคานท์มัน   ซานเจที่หันไปนอนเกาตูดดูทีวีรอจ่ายไพ่ก็ลั่นออกมาเนือยๆ

        “ต่อให้เจ้าของร้านมันรู้ว่าแกหมดตัวเลือกก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่หว่า สุดท้ายก็ฟาดอย่างอเร็ดอร่อยไม่ใช่เรอะ ‘อาชญากรรมจะไม่เกิดถ้าต่างฝ่ายต่างระมัดระวังไม่ให้เกิดช่องว่างในจิตใจ’ สรุปก็คือแกที่ไม่ทักท้วงหรือย้ำให้ชัดเจนเองก็ผิด ตอนเที่ยงก็รู้อยู่ว่าคนมาหาของกินเยอะ ร้อนก็ร้อนสั่งๆ เข้ามาก็ต้องมีลืมกันมั่ง แกก็รู้แต่ก็ย่ามใจ แล้วที่เขาทำรวมมิตรมาให้ก็เพราะทุกครั้งที่มาสั่งแบบนี้ประจำไม่ใช่เรอะ”

     โหมันพูดมีเหตุผลแฮะแต่ว่า

        “จะบอกว่าฉันเองก็ผิดงั้นเรอะ บ้ารึเปล่า คิดให้ลึกกว่านี้สิ - จริงอยู่สภาพแวดล้อมมีส่วนที่ทำให้พลาดได้ แต่ในฐานะคนค้าขายมันต้องมีมาตราการป้องกันเอาไว้สิ เพื่อให้สัญญาระหว่างลูกค้ากับตัวเองจบสิ้นอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เอาง่ายๆ เลยละกัน ถ้าไม่ได้จดไว้ว่าสั่งอะไรไปบ้างแล้วเกิดลืมขึ้นมาก็น่าจะเรียกถามก่อนทำเด้ จะมาติ๊ต่างว่าวันนั้นสั่งอย่างนั้นวันนี้ก็เหมือนๆ กันมันใช้ได้เหรอ สำนึกในฐานะคนค้าขายมันต้องมีบ้าง”

     พิชิตกรีดไพ่กลางอากาศ ดีดพลิ้วข้ามมือแบบเซียนมือฉมังแล้วต่อด้วย

        “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือพอใจยังไงแต่กับสัญญานี้ที่โดนละเมิดไปตั้งแต่ต้นแล้วมันไม่เป็นธรรมแน่นอน ถึงฉันจะพูดไว้ว่าจบอย่างลงตัวก็เถอะ นั่นมันจะลงตัวก็เมื่อนายหมอกม่วงรับอย่างเต็มใจแท้จริง แต่ทว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นในใจเบื้องลึกยังคงปฏิเสธ และที่กินๆ ไปนั่นก็เพราะสถานการณ์มันบังคับ ไม่ใช่เพราะ ‘โอเค รวมมิตรก็อร่อยไปอีกแบบ’ แต่เป็น ‘แม่งเอ้ยทำใหม่ก็ไม่ทันสิวะ’ ต่างหาก”

        “ทีนี้มันก็เลยไปจบที่ธรรมเนียมยอมลง - อย่างไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่สินะ”    เอเลนัวร์ลูบมือที่ปลายคางแล้วตามต่อด้วย     “แต่ถ้าจะพูดเรื่องรักษาคำมั่น... นายก็ผิดด้วยอยู่ดีนั่นแหละ ตรงที่ว่ารู้อยู่แล้วด้วยสำนึกได้ไงล่ะว่ามันมีโอกาสลืมได้ แล้วดันไม่ย้ำกลับไป สรุปคือมันก็ทั้งคู่นั่นแหละน้า การปกป้องสิทธิ์มันเป็นพื้นฐานนะ”

     เออ ก็รู้อยู่แก่ใจนี่แหละแต่ไม่อยากพูดมันจะกลายเป็นซ้ำตัวเอง ผมเลยต่อไปว่า

        “แต่คนผิดที่สุดคือคนขายต่างหาก ตามหลักการแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้แล้วของสัญญาต่างตอบแทนไงล่ะ”

        “จะคิดมากไปทำไมวะ ความยุติธรรมมันมีจริงที่ไหนเล่า...”

     รออยู่เลยประโยคนี้ เป็นคุณพิชิตที่พ่นออกมาครับ ตามคาดเป๊ะเลยไอ้ตัวพาออกนอกเรื่องเอ๊ย

        “...ก็ถ้ายุติธรรมจริงๆ มนุษย์สูญพันธุ์แน่ ลองแบบสุดโต่งไปเลย - อายุเท่ากัน เงินเท่ากัน เกิดมาได้ัรับการเลี้ยงดูแบบเดียวกัน หน้าตาเหมือนกัน สุดท้ายเลย เพศเดียวกันหมด จบสายพันธุ์กันล่ะทีนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า ว่าไปนั่น”

     แม่ชีดูไพ่ในมือแล้วเปิดโชว์ทันใด 9 สองเด้ง เธอเอนตัวกอดหมอนหันหน้าไปทางไอ้ชิตแล้วตอบกลับ

        “เข้าใจคิดนี่ ถูกต้องที่ว่าสูญพันธุ์น่ะ แต่ที่จะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อโลกนี้ยุติธรรมแบบสุดกู่น่ะมันคือความเสื่อมถอยทางอารยธรรมต่างหาก เมื่อเท่ากันหมดก็ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องคิดค้น เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็จะกลายเป็นมีบางคนเหนือกว่าล้ำหน้ากว่า   ถึงคนจนจะออกมาบ่นโวยวายว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรมยังไงก็ตามมันก็ไร้ความหมาย เพราะคนที่ดิ้นรนแล้วนำหน้านั้นก็ไม่ผิดเขาแค่ได้ในสิ่งที่เขาขวนขวาย แล้วต่อให้มีบางคนคาบช้อนทองมาตั้งแต่เกิดเลยก็ไม่ผิดเหมือนกัน เพราะหนึ่งในความยุติธรรมที่สุดก็คือไม่มีใครเลือกเกิดได้...”

        “แต่เลือกที่จะหล่อได้ ฮ่าฮ่าฮ่า ป้อก 8 สองเด้งเว้ย อีกมือป้อก 9 โดนแน่ไอ้คุณชิต”

     ซานเจเปิดไพ่ขัดลำไม่ไว้หน้าใคร ส่วนในมือผมน่ะเหรอ 5 แต้มเอง แต่โอ้ไอ้เจ้ามือเฮงซวยนั่นมันเอาอีกแล้ว

        “เสียใจว่ะ ฉันก็ป้อก 9 อย่าหวังจะได้กินเลยไอ้กล้วยแขกเอ๋ย”

     เอเลนัวร์เขวี้ยงความไร้มารยาทของไอ้คู่นี้ทิ้งแล้วพูดต่อ...

        “ต้องบอกว่าผิดเองที่เกิดมาจน แต่ว่าความจนมันก็ไม่ใช่ความผิดซักหน่อยย้อนแย้งดีใช่มั้ยล่ะ?”

     มันก็ถูกที่คนจนไม่ผิด แต่ว่า

        “คนจนจะเกิดช่องว่างทางจิตใจให้ทำเรื่องไม่ดีได้ง่ายกว่านา ยิ่งขาดเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องการเติมเต็มมากเท่านั้น แนวโน้มมันผิดกัน ดังนั้นคนจนจะมองว่าไม่ยุติธรรมสำหรับตัวเองก็ไม่แปลก... แต่จะให้ไปปล้นคนรวยมาช่วยคนจนมันก็ผิดอีกนั่นแหละ อย่างว่าล่ะนะ”

     เสียงกรุ๊งกริ๊งจากช้อนชากระทบแก้วกาแฟในมือซานเจแว่วดังตามด้วยถ้อยคำที่น่าสนใจ

        “รูปแบบการปล้นมันมีถมไป อย่างในศาสนาอิสลามจะมีประเพนีที่บังคับให้คนรวยแจกจ่ายข้าวของไปจนถึงเงินทองให้คนจนในละแวกอยู่ใช่มั้ย... จะเต็มใจหรือไม่ก็ต้องทำมันเป็นหลักศาสนา นั่นอาจนับเป็นการปล้นก็ได้”

     หลังจากซดไปหนึ่งซื้ดก็ว่าต่อด้วยสายตาลอยๆ

        “ประมาณว่า ถึงบิล เกตส์ จะรวยล้นฟ้าก็ไม่มีสิทธิ์อะไรไปบังคับให้เขาเอาเงินส่วนตัวเป็นพันๆ ล้านออกมาให้คนจนง่ายๆ โดยไม่เต็มใจ   โรบินฮู้ดน่ะ จะดีมาจากไหนก็ยังเป็นแค่โจร”

     พิชิตดีดนิ้วเรียกสายตาไปหาทันที

        “หลักความเป็นเจ้าของในสิ่งที่เป็นของตัวเอง ต่อให้ตาบิลเอาเงินไปถลุงเล่นโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรใครก็ไปว่าเขาไม่ได้   ถ้างั้นฉันมีกรณีศึกษาอย่างนึงนะ เอาล่ะ”

     มันกระแอมเล็กน้อยแล้ววางไพ่หยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่าง

        “กฎหมายบังคับให้สวมหมวกกันน็อค งงล่ะสิว่ามันไปเกี่ยวยังไง   ขั้นแรก - ถ้าเราเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่ตัวเองหามาได้ และมีสิทธิ์อยู่เหนือมันจริงๆ นั่นหมายความว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองด้วย ดังนั้นรัฐไม่มีสิทธิ์มาบังคับให้เราสวมหมวกกันน็อคได้ ก็ในเมื่อเราเป็นเจ้าของตัวเอง เราจะเอาตัวเองไปเสี่ยงยังไงก็ได้จริงมั้ย   ไม่ยุติธรรมเลย ทั้งที่เรามีสิทธิ์เลือกที่จะทำยังไงกับชีวิตตัวเองก็ได้ แต่ดันมาออกกฎหมายบังคับกันซะอย่างนั้น”

        “อา สุดโต่งไปรึเปล่าวะ แล้วนี่จากก๋วยเตี๋ยวชามเดียวไหงมันลุกลามไปถึงรัฐได้ล่ะ”

     ผมชักงงๆ แล้วเลยถามย้อนมัน...

        “ไอ้โง่ไม่เกี่ยวได้ไงเล่า คิดให้ลึกๆ สิวะ ว่าแต่เฮ้ยไอ้เจชงกินคนเดียวเลยนะ ไปชงมาอีกแก้วเด๊ะ!”

     ด่ากูโง่เดี๋ยวโดนหรอกมึง หนอยตั้งแต่ตอนเล่นไพ่แล้วแดกเอาๆ ไม่ทันที่ผมจะเริ่มแกล้งมัน เจ๊ชีโฉดก็โดดเข้าวงสนทนา

        “เกี่ยวตรงนี้ไงลองคิดตามดู - แกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากก๋วยเตี๋ยวชามนั้น เพราะคนขายไม่ใส่ใจคิดเพียงแค่ทำก๋วยเตี๋ยวให้ๆ ไปแล้วเอาเงินแกมาใช่มั้ย เขาปฏิบัติราวกับแกเป็นแค่สิ่งของไม่ใช่คน ไม่เคารพแก บังคับให้แกทนรับสิ่งที่ผิดกับที่ตกลงกันไว้ เหมือนว่ามีสิทธิ์เหนือแก - ย้อนมาดูด้านกฎหมายบ้าง รัฐบังคับแกให้สวมหมวกกันน็อค โดยที่แกอาจไม่เต็มใจ แน่นอนว่ารัฐไม่สนใจหรอกว่าแกจะเต็มใจหรือไม่ บังคับให้แกทำในสิ่งที่แกอาจไม่อยากทำ เหมือนมีสิทธิ์เหนือแกเช่นกัน”

     ล้ำลึกแฮะ ไม่ธรรมดาจริงๆ เลย   ซานเจที่เป็นเบ๊ชงกาแฟให้ไอ้คุณชิตอยู่ก็ออกตัวบ้าง

        “ถ้างั้นมันก็ไม่มีความหมายในตัวมันเองและไร้สาระสิ้นดีเลยสิ ลองคิดดูว่าในอดีตมีเหตุการณ์อยุติธรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง ฉันจะยกตัวอย่างให้...”

     โอ๊ะ! มันไม่ได้ชงแก้วเดียวแฮะ แต่ชงมาครบคนเลย ว่าแต่มันจะรู้ตัวมั้ยนะ ว่าตอนนี้ตัวมันตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรมจากลมปากไอ้ชิตอยู่

        “เคยมีดาราชื่อดังโดยประมาทขับรถชนคนตาย เขาออกมายืดอกรับและรับผิดชอบเต็มที่ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่...ไม่ยักกะเข้าคุกแฮะ ไม่ว่าจะรับผิดชอบแค่ไหน แต่กฎมันก็ต้องเป็นกฎ เมื่อตั้งมาแล้วเขียนลงประมวลแล้วก็ต้องบังคับใช้ ทำผิดถึงขั้นตายเลยเนี่ย ติดซักปีนึงมันจะตายมั้ย?   แล้วลูกนักการเมืองชื่อดังคนหนึ่งอีก ที่เมื่อก่อนไปซัดโป้งเดียวดับใส่คนในผับ นี่น่ะโดยเจตนาเลยนะเว้ย! ก็อีกเช่นกัน ไม่เข้ากรง แถมยงยศให้อีกต่างหากตอนนี้”

     พิชิตจึงลั่นขึ้นมาทันใดเลยว่า

        “ความยุติธรรมน่ะ มันแปรผันตรงกับสตางค์เว้ย!!! ฮ้าฮะฮะฮะๆๆๆๆๆๆ”     หลังจากหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังมันก็พ่นต่อ

        “ประวัติศาสตร์ของมนุษย์น่ะมันอยู่คู่กับความอยุติธรรมมาตลอด ไม่งั้นก็ไม่มีวันพัฒนาหรอก ก็ถ้ามันยุติธรรมจริงสงครามมันจะมีผู้แพ้ ผู้ชนะได้ไงกัน ไม่ว่าส่วนไหนก็ไม่ยุติธรรมทั้งนั้น ทั้งทำเล อาวุธที่ใช้ กำลังพล และความสามารถเฉพาะตัวของทหารแต่ละคน แต่เพราะอะไรมันถึงดูเหมือนยุติธรรมล่ะ นั่นเพราะว่าแปลอย่างตรงตัวไง ‘จบลงอย่างลงตัวทุกฝ่าย เขวี้ยงความรู้สึกและเหตุผลทิ้งไปซะ’ ห่างไกลจากอุดมคติของความยุติธรรมไปหลายโยชน์เลย   มองหาสิ่งที่ไม่มีไปเท่าไหร่ก็ไม่เจอหรอกว่ะ - Justice is Happy Ending scene YEA!!!”

     อา ชักจะเลยเถิด เปิดประเด็นที่ก๋วยเตี๋ยวดันพากันไปเที่ยวแดนดราม่าซะอย่างงั้น ผมปิดเลยดีกว่า พอจะสรุปใจความได้แล้ว

        “ความยุติธรรมมันก็แค่ภาพลวงตา มองหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ไม่มีวันได้สัมผัส ที่พบๆ กันอยู่ทุกวันนี้ หรือแม้แต่ที่กฎหมายเขียนไว้ มันก็แค่ฉากจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเท่านั้น   ให้ตายสิ... ก็ขนาดความยุติธรรมที่เป็นพื้นฐานสุดๆ อย่างไม่มีใครเลือกเกิดไ้ด้มันยังไม่ยุติธรรมเลยนี่หว่า”

     เอเลนัวร์ที่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองเสื้อยืดกางเกงยีนส์ตอนไหนก็ไม่รู้ยืนขึ้นหลังผมพล่ามจบทันที

        “ชักหิวข้าวแล้วสิ ไปหาอะไรกินกันมั้ย?”

        “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ!!!”

     แล้วไอ้หัวขวดสองตัวนี่ก็ดันมาพ้องกันทำไมวะ ซานเจกับพิชิตลุกขึ้นตามหลังประโยคที่ดึงอารมณ์ผมให้ขึ้น

        “อย่างอื่นก็มีทำไมไม่กิน!”

        “กินอย่างอื่นก็ไม่กวนตีนสิว้า”

     พร้อมกันเลยนะแสรดดดดดดด
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
Ace Pilot
****
กระทู้: 292


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #33 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2012, 06:54:51 PM »

        “ทำไมเราถึงได้ใจเย็นขนาดนี้นะ เพราะเสียงนั่นเหรอ ตอนนั้นก็เหมือนกัน หลังความตายของไอ้ระยำนั่น”     เราจับอาวุธลุกขึ้นสู้ รู้ทุกขั้นตอนของการฆ่า คำตอบของคำถามนี่คงมีแต่ต้องถามเจ้าของเสียงเท่านั้น

     ศัตรูตั้งมากมาย จะฝ่าไปยังไง? จะฆ่ามันท่าไหน? พวกคนอื่นรอดไปหรือไม่?   คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวผมมาตลอดหลังจากเสียงแห่งความหวังนั่นจางลง น่าแปลกที่ผมไม่คิดถึงแม่นางเขียวเสวยคนดีเลย ตลกชะมัด

     ไม่ให้ตลกได้ไงล่ะเดินมาแค่พักเดียวก็เจอ PA 2 ตัวลอยผ่านหน้าผ่านตาไปแบบไม่มีชีวิต จากรอยแผลคงมาจากปืนไรเฟิลแบบเดียวกับผม เข้าที่หัวชัวร์มากๆ คนยิงได้แบบนี้ที่คิดออกมีแค่คนเดียว

        “แอนธอน... จะเก่งอะไรขนาดนี้”

     ผมคว้าเอามีดคลื่นความร้อนขนาดเท่าสองฝ่ามือ และระเบิดมือสุดแรงรุ่นพิเศษที่เคยเห็นแค่ในหนังสือเรียนมาจากศพ การปะทะซึ่งหน้าเป็นเรื่องโง่บัดซบกับคนอย่างผม ยังไงก็ดีที่ชั้นนี้มีพวกศพลอยล่องทั่วห้อง ผ่านไปทางไหนเลี้ยวยังไงก็เจอ แถมหลายศพยังอาวุธครบมือซะด้วย ซึ่งไอ้พวกนี้มักจะตายแบบมีรูโหว่เกรียมๆ ที่ส่วนไดส่วนหนึ่งของร่าง

        “ที่พวกนี้ลุกขึ้นสู้ทันคงเป็นพนักงานของลิฟต์ ก็ดีค่อยมีกระสุนให้เติมหน่อย”

     ทุกย่างก้าวของผมมือไม่ก็ลำตัวจะครูดไปกับผนังเสมอนั่นเพราะ -ครึ่ก-   ไม่ทันขาดคำก็เอาเข้าจนได้ มาลองเสี่ยงกันหน่อยแล้วกัน!

     ขั้นแรกยกปืนให้วางลอยใกล้ๆ มือ ต่อด้วยยกขาขึ้นสองข้างเล็กน้อยทำตัวให้ลอยเข้าไว้ แล้วเอามือกดท้องตรงแผลปลอมท่าเดิม ส่วนระเบิดกับมีดก็ยัดไว้ในอ้อมอกให้มือกับแขนปรกพอดีมิด สุดท้ายนี้...

        “คร่อก”     แกล้งตายมันซะอย่างนั้นแหละ   ที่ผ่านมามีศพในชุดอวกาศอาวุธครบมืออยู่เยอะ พวกมันไม่น่าจะจำได้ว่าฆ่าใครไปท่าไหนบ้าง ก็ต้องจังหวะนี้แหละ อย่างน้อยมันก็เคยได้ผลล่ะวะ

     ได้ผลจริงๆ เว้ยเฮ้ย! ไม่จะอยากเชื่อสายตาตัวเอง!!   PA 2 ตัวบูสต์พุ่งผ่านหน้าผมไปแบบไม่คิดจะเหลียวแล แม้ผมจะยังงงๆ แต่จากลักษณะของพวกมันแล้วค่อนข้างรีบร้อนสุดๆ หรือทางที่มันวิ่งไปจะมีอะไรอยู่?   ไม่สิ เวลานี้เราควรมุ่งตรงไปเอาเกราะของดอกเตอร์ไร้ท์ออกมาจากแคปซูลโดยเร็ว ถ้าฉีกทางตามมันไปอาจเหลวไม่เป็นท่าเอาก็ได้   แล้วสิ่งที่แวบเข้ามาในหัวผมทันทีเลยก็คือ

        “แอนธอน!”

     ผมวิ่งตามทิศที่ไอ้พวกนั้นพุ่งไปทันที เลี้ยวขวาหัวมุมหน้า... อ๊ะ! แสงสีฟ้าวางอยู่บนระนาบเดียวกับสายตา! ไม่ใช่สิไอ้นี่มัน?!

        “ชิบหายดาบ!”     ผมเอนหลังทันที ท่อนแขนของชุดเกราะฟันเลยข้ามหัวไปแบบหวิดๆ แล้วมันก็โผล่ออกมาจากมุมมืดหลังจากที่ฟันพลาดเฉี่ยวหน้าผมไป

     เหมือนมันจะเสียหลักเล็กน้อยไม่ปล่อยหลุดแน่! ปืนของผมชี้ตรงไปทางหน้ามันแล้วเหนี่ยวไก แรงถีบดันให้ผมถอยลอยหน้าคะมำอัดเพดาน ไหนบอกว่าแรงเท่าอาก้าไงฟะ! ตอนนี้โวยไปก็เท่านั้น ดาบของมันหลุดมือลอยมากลางหน้าอกผม มืออีกข้างที่เหลือทำงานอัตโนมัติชักมีดปัดมันทิ้งไป ทำให้ผมได้เห็นภาพชัดขึ้น กระสุนผมไม่เข้าเป้า!!!

     มันตั้งมุมปืนแล้วเหนี่ยวไกไม่รอ ผมย่อร่างลงในสภาพกลับหัวกับมันหลบไปได้ แล้วใช้ปืนนี่แหละเหวี่ยงทุบกบาลมันดังปั้ก!   ต่อด้วยหมุนตัวปักมีดลงตรงคอมันเป๊ะๆ ผมเปิดระบบของมีดคอของมันไหม้ควันขึ้นจนเกราะที่ป้องกันหลอมแดงและมีดฟันผ่านออกไป

        “อึ๊! ซวยแล้วอีกตัวนึงมัน!”

     สอดปืนเข้ามาผ่านหว่างขาตัวที่ตาย ถ้ามันยิงได้ล่ะตายแน่!   ปืนมีบทอีกครั้งผมจัดการทุบศพเกลอเก่าเข้าที่เดิมดันตัวมันลงไปกดลำกล้องเพื่อนมันจนพ้นตัวผม แต่ทว่า! ร่างทั้งสองที่กองลงพื้นกลับทยานสวนกลับมา ไฟสีฟ้าจางๆ ที่สะท้อนตรงพื้นหลังมันนั่นไขข้อสังสัยจนกระจ่าง บูสต์ดันกลับมาเลยเรอะ!   ใบดาบสีฟ้าสดตัดร่างของเพื่อนมันจากมุมซ้ายของเอวตรงมายังกลางอกผมจนศพเกือบขาด ถ้าไม่ได้เกราะคงร่างไว้คงรุ่งริ่ง

        “มึงเห็นเพื่อนตัวเองเป็นตัวอะไรกันวะ!”

     เคร้ง! ตามด้วยเสียงราวกับมีใครเผากระดาษเป็นตันๆ อยู่ใกล้ๆ ผมทิ้งปืนคว้าดาบของเพื่อนมันที่ถูกปัดปักกำแพงมารับ แสงไฟตรงจุดที่คมดาบความร้อนสูงกระทบกันยังกับนั่งเชื่อมเหล็กตาเปล่า แสบตาจนแทบจะบ้า จะหลบหน้าหลับหนีก็ไม่ได้   ถึงจะรับได้แต่ร่างผมยังคงทยานถอยหลัง สู้แรง PA ได้ซะที่ไหน!

     ผมจัดการปามีดที่มือซ้ายหวังปาดหน้ามันทิ้ง แต่ก็พลาดมันเอาปืนเข้ารับทัน ถึงจะดีที่ปืนมันพัง แต่ก็ยังโดนอัดต่ออยู่ดี กึก!   มันหยุดดันผมแล้วพุ่งถอยกลับเข้าหัวมุมไปไม่ใยดี เลิกอาฆาตกันแล้วใช่มั้ยเนี่ย...

        “เฮ้ยหวังอย่างนั้นไม่ได้ซักเสี้ยววิเลยนะ!”

     แท่งสีดำมีแสงสีแดงกระพริบขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อยลอยอย่างอ่อนช้อยอยู่กลางหน้า รูปร่างแบบเดียวกับไอ้ที่เหน็บอยู่ข้างเอวกูเลยนี่หว่า ระเบิด!!!!!!

     บรึม!!!   บึ้ก! ร่างซีกซ้ายอัดกระแทกเข้ากับผนังอย่างจัง ทางขวายังจะอุตส่าห์โดนเพื่อนเก่าหลงรักเกาะแน่นอัดตามมาอีก

        “อั่ก! เฮ่อ..ถ้าเมื่อกี้ดึงศพบักยอดรักมาบังบอมไม่ทันคง...”     ต้องยอมรับว่าเกราะเขาทำมาดีจริง โดนไปเต็มตูมยังเหลือรอดมาตั้งซีกหนึ่ง...ชะเฮ้ย!

     ไอ้บ้านี่มันยังตามมาอยู่ มันฟันดาบลงมาหมายจะฟาดผมให้ดับดิ้น ตัวเราก็หมดแรงแล้ว ถึงดาบจะอยู่ในมือแต่จะไปต้านไหวได้ยังไง.. จริงสิ!   เคร้ง! เปรี๊ยะๆๆๆๆๆ ดาบเราสองต้องกันอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช้แรงดันโต้ธรรมดา ผมปักดาบลงกำแพงช่วยเสริมแรงต้านเอาไว้

        “แสบตาจริงโว้ย!”     อ๊ะ! ทางขวามือของเรามัน ซากอีกซีกที่เหลือของเพื่อนมันเป็นข้างขวาพร้อมแขน!

        “ดับอนาถตามไปซะ!”

     ผมลากแขนไปคว้าข้อมือเพื่อนมันมาแล้ว เปรี้ยง!!! หนึ่งแวบของลำแสงแดง แรงที่ส่งมาดันดาบก็หมดไป ผมเหนี่ยวไกปืนเลเซอร์ในมือซากอ้อยที่ลอยมา เข้าหน้าอกไอ้บ้านั่นเต็มๆ

        “แฮ่ก แฮ่ก เฮ่อ~~ หนังแอคชันชิดซ้ายเข้ามุมไปเลย ทั้งที่ไม่คิดจะปะทะตรงๆ แต่สู้มันไปได้ยังไงวะเนี่ยเรา ไม่สิ สู้ไม่ได้สิแปลก ก็เมื่อก่อนหนักกว่านี้ยังทำได้เลยนี่หว่า...”

     ระเบิดแรงสุดๆ เพดาน ผนัง พังปิดรูกลบทับหมดสิทธิ์กลับไปทางเก่าเลย ตามแผนที่เหลือแต่ทางตรงไปแล้วเลี้ยวเข้าห้องโถงต่อด้วยช่องทางเดินกว้างโล่งเท่านั้นแล้ว กลายเป็นว่าต้องอ้อมโลกกันเลยคราวนี้ แต่ถ้าได้เจอแอนธอนก่อนก็ดีไป ก็ได้แต่หวังว่าเธอยังไม่ตาย   ขอให้สมหวังสมชื่อสักครั้งเถอะพระจอร์จยอดเทพทั้งหลาย



        “ดูท่าจะยาก”     ต้องลุยแหลกแหวกดงอย่างเดียวแล้วมั้งเนี่ย...

     พวกมันอยู่เต็มลอบบี้เลย ยิงกันเปรี้ยงปร้างอีกต่างหาก ไม่รู้ว่ายิงใครยังไงเหมือนกัน     ผมหลบมุมแกล้งเป็นศพอยู่ริมทางหลังกระถางต้นไม้เทียมปากนรกห้องโถงลำแสงเดือด พวกมันอยู่ทางขวามือยิงเข้าใส่อะไรบางอย่างในเงามืด ที่น่าแปลกใจคือทั้งที่อีกฝั่งไม่มีการตอบโต้ แต่พวกมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าปิดล้อม... หรืออีกทางจะมีจำนวนมาก? ไม่สิ..ไม่งั้นก็น่าจะยิงสวนกลับบ้าง แอนธอนเองก็บอกว่ามีแค่ศัตรู แล้วยิ่งถ้าที่ถูกระดมยิงอยู่เป็นแอนธอนจริงมันคงตีกรอบเข้ารุมไปแล้ว... อึ๊!

        ‘ในมือนั่นปืนเลเซอร์ใช่มั้ย? ทางฉันมีสองคน เราต้องเข้าบวกพร้อมกัน’     เฮ้ย!? เสียง! มีเสียงผู้หญิงดังเข้ามาในหัว!!!

     อะ อะไรวะ!? ต่อจากผู้ชายก็ผู้หญิง มันอะไรกันล่ะเหวย!

        ‘คิดไว้แล้วว่าเธอต้องทำได้... เปิดทางให้หน่อย เล็งยิงที่หัวใครก็ได้ไปก่อนซักนัดนึง จังหวะมาฉันลุย’

     รูปแบบประโยคแบบนี้! แล้วยังสั่งๆ เอาอย่างเดียวไม่ไว้หน้ากันอีกต่างหาก แอนธอนแน่ๆ   แล้วเธอทำได้ยังไงล่ะเนี่ยส่งเสียงมาเข้าหัว

        ‘ใช่ฉันเอง จะขาดการติดต่อแล้วนะ ช่วยลงมือด้วย!’

     ว้อย! อะไรกันวะเนี่ย ถึงจะยังงงๆ แต่ก็ต้องลงมือล่ะฟะ   ผมค่อยๆ บรรจงประทับปืนเลเซอร์ไรเฟิลขึ้นตั้งเป้าไปที่หัว PA ตัวที่ใกล้ที่สุดแล้ว เปรี้ยง! ร่างกายหงายลงก้นจ้ำเบ้า!

        “ทำไมปืนเลเซอร์มันถีบแรงจังวะ?!”

     จังหวะที่ผมมัวบ่นกับตัวเอง ผมก็เห็น! ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยจริงๆ ไอ้นั่นมันอะไร จะเว่อแค่ไหนยังไงก็น่าจะมีขีดจำกัดบ้าง แต่นี่มันเกินคำว่าคนแล้วนะเฮ้ย!!!

     ร่างของคนในชุดสูทสีดำลอยควงสว่านกลางหาวเข้าไปหา PA เคราะห์ร้ายที่ชะงักไปกับการยิงของผม ไม่มีคำบรรยายไดจะหยิบยก แม่เหวย! มันไม่ได้ใส่ชุดอวกาศ!!!   เส้นผมของมันพริ้วไหวไปตามท่วงท่า มันกดฝ่ามือข้างซ้ายลงบนหัวเป้าที่พุ่งเข้าไปหาชั่วพริบตาก็มีกระแสไฟฟ้าลั่นแปลบปลาบ หัวของเหยื่อไหม้ชักกระตุก ตามด้วยแอนธอนในสภาพเดิมออกมายิงเสริม   นี่ไม่ใช่เวลาพรรณนา ผมตั้งลำหันยิงเข้าใส่อีก 1 เป้า แต่ไม่เข้า มันหลบได้อย่างมีชั้นเชิงเหวี่ยงดาบเข้าใส่ชายชุดดำ พร้อมจุดบูสเตอร์พุ่งมาทางผม

        “คิดจะหนีเรอะ! เฮ้ยไอ้หนูยิงพร้อมเคลื่อนไหว!”

     นี่ไม่ใช่เสียงผม! ให้ตายเถอะมันน่าจะเป็นเสียงของผู้ชายคนนั้น เขาชี้มาทางผมด้วย มันส่งเสียงมาได้ไงวะ!   ถึงจะสั่งมาอย่างนั้นก็เถอะ แต่ความเร็วที่พุ่งเข้ามาไม่ใช่เล่นเลยนะเว้ย บึ้ก! โอร้กกกกก!!!

        “อะ ไอ้บ้าเอ๊ย!”     ผมโดนมันอัดเข้าเต็มๆ เล่นเอาหมดแรงจะตั้งหลักจนปืนที่กำแน่นหลุดหายไปในเงามืด มันจ่อปืนกระทุ้งพุงผม แล้วบิดตัวหมุนร่างให้ผมหันหลังใส่ชายชุดดำ โดยที่ปืนจี้ติดท้องผม แล้วยังเสียงหวีดที่ผ่านลำไส้ไปรูหูนี่อีก!   แม่งกะยิงทะลวงกูเลยนี่หว่า!!!

        ‘ยกแขนขวาขึ้นเร็วเข้า!!!’     เสียงแอนธอน!

     ยกแขนขวาาาาาา! เป้ง! เปรี้ยงงง!   โอ้วววว ครั้งนี้เผ็ดร้อนกว่าเดิมอีก กระสุนถูกส่งเข้าปะทะตัวปืนที่จ่อท้องผมผ่านทางช่องว่างแขนขวาที่ยกขึ้นจนลำกล้องเปลี่ยนทิศ แต่ลำแสงก็ยังลั่นออกเฉียดท้องผมจนเห็นชุดขาวไหม้ดำไปเป็นแถบ   ไอ้บ้าข้างหน้าผมยังคงเหนือชั้น มันเตะชายโครงขวาผมจนลอยถอยไปทางชายชุดดำ แล้วเปิดตูดติดบูสต์พุ่งไปทางที่ผมเคยแอบทันที แต่ทว่าจากที่ผมควรจะชนกับเขา เขากลับใช้ร่างผมเป็นแท่นเหยียบกลางอากาศดีดตัวเองขึ้นเพดาน แล้วกดขาถีบย้ำดันตัวพุ่งไปทาง PA นั่น แล้วขว้างมีดจากแขนซ้ายเข้าปักกลางบูสเตอร์ของมันจนพังควันพุ่ง!

     และมันก็ไม่มีโอกาสหันกลับมาอีก ควันจางๆ ลอยเป็นทรงกลมออกจากปากกระบอกปืนไกด์โหด แอนธอนปิดเกมส์อีกครั้ง... ว่าแต่ศัตรูร่วมแปดตัวชะงักแค่ไม่กี่วิพวกพี่เก็บหมดได้ยังไงกัน มันใช่คนกันรึเปล่าเนี่ยไอ้พวกนี้!

        ‘ก็ไม่ใช่น่ะสิ..ถ้าหมายถึงคนธรรมดาล่ะนะ’     แน๊! มันยังจะโทรเลขมาตอบ!



        “ดูเหมือนจะปลอดปลวกแล้วล่ะ ไอ้พวกนี้มันกัดเจ็บดีจริงๆ เลย”

     เสียงนี่เป็นของชายชุดดำนั่น เงามืดทำให้มองไม่เห็นอะไรซักอย่าง ถ้าไม่ได้เกาะติดแม่เขียวเสวยไว้ผมคงหลงเลยป้ายไปคนเดียว   ผมหันไปมองนายชุดดำนั่นถึงไม่เห็นหน้าแต่ลักษณะกับบรรยากาศมันคุ้นๆ ยังไงก็ไม่รู้...

        “ถึงแล้วค่ะ”     แอนธอนยืนหน้าประตูแบบบ้านๆ เหมือนห้องที่ผ่านๆ มา มีเพียงช่องรูดบัตรกับแป้นรหัสธรรมด๊าธรรมดา

        “ไม่มีระบบไฟ ฉันจะใช้ระเบิดที่ยึดมาเมื่อกี๊เจาะเข้าไปค่ะ”

        “ไม่ต้อง ฉันจัดการเองถาวรกว่า”     เสียงอันคุ้นหูแบบสุดๆ นายดำมืดวางมือซ้ายดำปึ้ดลงบนประตูแล้วก็ แปร๊ะๆๆๆ ไฟฟ้าแล่นขึ้นมาแปลบหนึ่ง

     ประตูก็เลื่อนเปิดออกเหมือนกับการทำงานตามปกติของมัน ไม่ใช่แค่ประตูแต่ภายในห้องก็มีแสงไฟสว่างจ้าที่โหยหามานานของหลอดนีออนด้วย ที่สำคัญเลยสายลงรุนแรงที่ตีอัดเข้าจนเกือบปลิวไปนี่อีก...

        “มีอากาศ?”     ไม่ใช่คนจริงๆ สินะครับคุณพี่ แค่พี่ไม่ใส่ชุดอวกาศกลางสุญญากาศน้องก็งงจนทำอะไรไม่ถูกแล้วครับ... นี่มันอะไรกันโว้ย!!!



     ในห้องที่โล่งสนิทมีเพียงผนังขาวผ่องเหมือนห้องอื่นๆ สายลมอันรุนแรงก็หยุดพร้อมประตูที่ปิดลง   เน็คไทสีม่วงอ่อนพลิ้วไหวค่อยๆ อ่อนยวบลงเข้าที่ แอนธอนเปิดหมวกออกเป็นสัญญานว่าหายใจได้ในทันที ทีนี้เมื่อผมลองมองหน้าพี่สูทดำชัดๆ แล้วก็พบว่า!!!

        “พี่ชายที่เจอก่อนขึ้นลิฟต์นี่!? บ้าน่า!!!”

        “อ้าว! ไอ้หนูที่โดนฉันอำไปนี่หว่า ฮะฮะฮะ ลิฟต์มันกลมเนอะ”     เขาย่อเข่าชี้หน้าผมด้วยใบหน้ากวนๆ แล้วหันหน้ากลับอารมณ์ไปทางแอนธอนแล้วพูดเชิงปัดอะไรซักอย่าง

        “เอ้า เอาของที่ซ่อนไว้ออกมาซิ รู้อยู่ว่ามีเรื่องอยากจะถามแต่ไม่มีเวลาขนาดนั้น...”

     แต่ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าชัดเจน เสียงที่แว่วมาตอนเรายืนแกร่วหลังโดนแอนธอนทิ้งกับเสียงของคนเมื่อ 6 ปีก่อนมันเป๊ะกับเสียงเขามาก ตอนก่อนขึ้นลิฟต์รีบๆ เลยไม่สังเกตุ แล้วยังพลังที่แขนซ้ายนั่นอีกพอดูดีๆ เขาใส่ถุงมือดำข้าเดียวอีกข้างมันมืดสนิทของมันอยู่แล้ว เอาเป็นว่า

        “ผมมีเรื่องอยากถามคุณแค่เรื่องเดียว”

        “ถ้าเรื่องที่ได้ยินเสียงฉันมันคือโทรจิตน่ะ ที่เหลือละไว้”     แอนธอนชิงตอบ ผมก็พอเข้าใจแล้วถึงความอลังแต่ทว่า

        “ผมมีเรื่องจะถามพี่นักธุรกิจนี่ต่างหาก เมื่อกี้นี้เสียงคุณ เอ๊ยไม่สิ เอาให้ตรงกว่าเลย 6 ปีก่อนตอนสงครามระอุที่ไทย...”

        “ฉันชื่อพิชิต กำชัยพล เมื่อ 6 ปีก่อนฉันไปเยี่ยมอนุสาวรีย์สหายที่คิวบาไม่ได้อยู่ไทย... ฟังให้ดีนะ พลังของฉันไม่ได้สะดวกอะไรมากมายน่าจะเห็นตอนติดแหงกกันเมื่อกี้แล้ว รีบเอาของออกมาแล้วเผ่นกันก่อน”

     ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่เพียงช่วงที่พูดถึงเรื่อง 6 ปีก่อน สายตาที่เขามองผมมันแปลกๆ เหมือนกับโล่งใจที่เห็นผมอีกครั้ง คิดไปเองมั้ง? ว่าแต่อนุสาวรีย์สหายที่คิวบานี่มันไผกันละวา   เวลาเดียวกันนั้นแอนธอนเดินไปหยุดที่ผนังฝั่งตรงข้ามประตู เธอยกนิ้วจิ้มๆ ลงบนพื้นผิวขาวนวลว่างเปล่า เสียงปี้บดังขึ้น 3 ครั้งเป็นสัญญานของ... โอ้แม่เจ้าโว้ย!

        “นี่มัน...ช่างสุดยอดยิ่งใหญ่! จะได้กลับไปกินเนื้อซะที อะไรดีล่ะก๋วยเตี๋ยวเนื้อดีมั้ย?”

     พี่นักธุรกิจหน้าหนวดพูดติดตลกตบไหล่ผมที่ยืนตะลึง ยังงี้นี่เองที่ว่าห้อง รปภ. ไม่ใช่คนในไม่มีทางรู้ ผมยังคิดย้อนไปตอนเข้าปะทะกับศัตรูถ้ามันกรูกันเข้ามาด้วยอุปกรณ์เหนือชั้นที่อยู่ตรงหน้าผมนี่คงไม่รอดร้อยเปอร์เซ็นต์

        “PA ใช้ในอวกาศขนาดเล็ก แต่กลับติดเกราะแม่เหล็กไฟฟ้าดีดตัวไว้จนทั่ว... ถ้าพวกที่บุกมามันมีไอ้นี่เราคงยิงไม่เข้า”

     อาวุธยุทโธปกรณ์มากมายทั้งโล่หน้าตาแปลกๆ กับท่อยิงมิซไซล์ติดไหล่โผล่มาข้างหลังผนังที่เลื่อนลง PA พร้อมรบเต็มสูบ 8 เครื่อง กับอาวุธที่ถล่มกองร้อยได้สบายๆ นี่มันไม่น่าจะใช่ของที่ รปภ. เขาใช้กันเลยนะ

        “น่าเสียดายที่ไม่มีใครมาเอาไปใช้ทัน ไม่งั้นคงพอต้านได้”     แอนธอนพูดพลางถอดชุดออกจนหมด เฮ้ย! แก้ผ้ากันเลยเรอะ!?

     แม้แต่เสื้อในก็ถอด ถึงจะหันหลังให้ก็เถอะ! โอว เนินขาวๆ ที่แพลมออกมาครึ่งนึงนั่นมันอะไรหว่า

        “มัวช้าอะไรอยู่เล่า ถอดชุดซะแล้วใส่ไอ้นี่”

     คุณพี่ผู้พิชิตดึงจุดสนใจของผมกลับไปหาเขาที่..ที่ถอดชุดสูทออกจนเกลี้ยงแล้วกำลังสวมชุดอะไรบางอย่างอยู่ พอดูดีๆ แล้วมันเป็นชุดยางรัดรูปฟิตเข้าลำตัว เขายื่นให้ผมด้วยตัวนึง

        “หา? ถอดเลยเหรอเพ่!”

        “ไม่ถอดแล้วจะใส่ยังไงล่ะฟะ ดูโน่นแม่มรกตใส่เสร็จแล้วเห็นมั้ย มัวชักช้าอดดูของดีเลยเป็นไง”

     แอนธอนสวม PA เสร็จเป็นที่เรียบร้อย เธอกำลังง่วนอยู่กับอุปกรณ์มากมายก่ายกอง ดูท่าทางคงอยากขนไปให้หมดเลยนะนั่น   เฮะ หมอนี่เรียกแม่มรกตเหรอ เข้าใจเรียกแฮะ แต่ทำไมไม่โวยใส่วะ ทีตอนเราจะเอากระสุนยัดปาก

     ไม่ถึง 10 นาทีผมก็สวม PA เสร็จ ความรู้สึกตอนแรกมันอึดอัดนิดหน่อย แล้วซักพักตัวชุดมันก็ปรับขนาดให้เข้ากับร่างผม ยังกับไม่ได้สวมเกราะอยู่เลย จอภาพภายในหมวกใช้ระบบสั่งการด้วยสายตา บูสเตอร์เองก็ใช้เสียงสั่งได้ แถมพอขยับเร็วๆ ช่องลมตรงไหล่กับตรงแข้งก็ช่วยขับดันจนเร็วกว่าปกติอีกต่างหาก ตัวเบาโหวงเลย!

        “เออ จริงสิแกชื่อสมหวังใช่มั้ย เด็กผู้หญิงที่มาด้วยกันก่อนขึ้นลิฟต์ร้องแรกแหกกระเซิงหาแกใหญ่เลย แลวก็ไอ้เด็กผู้ชายอีกคนด้วยนั่นพวกเพื่อนแกสินะ... ฉันช่วยพวกนั้นออกไปแล้ว”

     พวกเราเหรอ ช่วยออกไปแล้วเหรอ ทำได้ยังไง?

        “หึหึหึ ไอ้นี่แปลกแฮะ แทนที่จะดีใจดันคิดว่าทำได้ยังไง หน้าแกมันฟ้องไม่ร้องออกมาก็รู้ เอาเป็นว่า...ไม่สิต้องบอกเธอคนนี้สิ”

     เขาหันไปทางแอนธอนแล้วยื่นอะไรบางอย่างให้ รูปร่างคล้ายๆ แฟลชไดรฟ์

        “เราต้องแยกกันไป สาเหตุไม่ต้องถามแต่พวกมันทั้งหมดพลิกโลกล่าฉัน ถ้าพวกเธออยากรอดก็ไปให้ถึงจุดที่ระบุในนี้ เวลาคือหลังจากนี้ 40 นาที ไม่ขาดไม่เกิน อ้อ อีกอย่างนึง SA017 แค่นี้แหละ”

        “นี่คุณ... ไม่สิ อีก 40 นาทีสินะคะ ฉันจะไปให้ทัน”



     พวกเราแยกทางกันหน้าห้องนั้นเลย ผมกับแอนธอนหักออกนอกลิฟต์ไปยังเขตรางรถไฟซึ่งเป็นชั้นนอกสุด ถัดไปก็เป็นอวกาศแล้วแต่เจาะรูออกไปไม่ได้มันหนาจัด   ตามปกติจะมีไฟฟ้าวิ่งอยู่ตลอดรางต้องขอบคุณระบบที่ล่มจริงๆ ส่วนแผนการก็สั้นๆ ง่ายๆ ลงไปตามทางนี้เรื่อยๆ แค่นั้น ซึ่งที่ชั้นล่างลงไปหลายร้อยเมตรพวกเราเห็นวัตถุแปลกปลอมขนาดมหึมาสีขาวมัวตอกทะลุจากชั้นนอกเข้ามาปักคาหอ แอนธอนสบถออกมาว่า “False Angel” ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เธอบอกว่าเป็นยานอวกาศชั้นบัญชาการสมัยสงคราม ที่เห็นนั่นคือส่วนหนึ่งของปากกระบอกปืนมันยิงเจาะเข้ามาแบบกระชั้นชิดกำแพงเลยเอาไม่อยู่... ปากกระบอกปืนอะไรวะใหญ่ยังกับถนนสองเลน?

        “ตามล่าคนๆ เดียวทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ เว่อเกินไปจนหลุดจักรวาลเลยนะครับ”

        “ผู้ชายคนนั้นไม่ธรรมดา เป็นคนที่ไม่สมควรมีตัวตนที่สุดในสายตาของเซนต์ลูเซียน... เอ๋อ พูดไปเธอก็ไม่รู้นี่นะ”

     จริงของเธอคุณเซนต์ลูเซียนที่ว่านี่คงเป็นเจ้าพ่อระดับเดียวกับพระเจ้าแหงๆ ถึงได้ขนของแบบนี้มาล่า ไม่สิผู้ชายคนนั้นต่างหากที่ระดับพระเจ้าจนต้องขนของระห่ำกำลังพลมาล่าให้ตายกันไปข้างแบบนี้

        “ลงไปตรงๆ ไม่ได้แล้วล่ะ เดี๋ยววนอ้อมไปอีกฟากเอาแล้วกัน จิตมุ่งร้ายส่วนใหญ่ไปรวมอยู่ใกล้ๆ กับจิตของผู้ชายคนนั้นแล้วยังลดจำนวนลงเรื่อยๆ พวกมันคงไปจากชั้นนี้หมดแล้ว”

     ไปรวมอยู่กับพี่พิชิตคนนั้นน่ะเหรอ ที่ลดจำนวนลงไปด้วยนี่คงโดนเชือดทิ้งแหงแซะเพราะตอนแยกกันเขาเลือกไปแต่อาวุธประชิดตัวทั้งนั้น ผิดกับพวกผมที่ขนมากระทั่งท่อยิงมิสไซล์หลายลำกล้อง แอนธอนยังถือโล่กันอาวุธเลเซอร์มาอีกด้วย

        “คุณสัมผัสได้ไกลสุดแค่ไหนเหรอ? ว่าแต่ไอ้ชุด PA นี่มันมีฟังก์ชันแปลกๆ เยอะจังนะมีกระทั่งเกมตกยุคอย่างเททริส”

        “ไกลสุดก็ประมาณ 300 เมตรไม่แน่ไม่นอนนักหรอกนะแค่ลางๆ ส่วนไอ้เททริสน่ะไม่ได้มีไว้เล่นๆ นะ มันเป็นการฝึกใช้ระบบสั่งการด้วยสายตา ลองดูดีๆ มีอีกเกมที่ยากกว่าด้วยที่ชื่อ Clikr(คลิกเกอร์) น่ะ อันนั้นโคตรยากเลย พวกนี้เป็นพื้นฐานในแบบเรียน PA เลยนะ ช่วงนี้ทางยังโล่งลองฝึกดูแล้วกัน”     เธอพูดทำเสียงใสๆ เหมือนเด็กน้อยที่ได้ของเล่นใหม่

     มันใช้เกมหน้าตาน่ารักน่าหยิกแบบนี้มาฝึกทหารให้ไปฆ่าคนเหรอวะเนี่ย! ผมลองเปิดคลิกเกอร์เล่นดูภาพหวานแหววกับเพลงประกอบแบบเกมสำหรับเด็กระบบก็แค่ลบบล็อคสีเล็กๆ ที่เกะกะออกให้สีอื่นเรียงกันเป็นสี่เหลี่ยมใหญ่ขึ้นแล้วลบมันทิ้งอีกจะได้คะแนน เหมือนเกมพัซเซิลทั่วไป แต่พอต้องคุมด้วยสายตานี่มันยากสุดๆ เลยแฮะ ทั้งพลิกไปมาทั้งคอยลบบล็อคให้ทันเวลาที่จำกัด โอย..มึน หืม? อยู่ดีๆ แอนธอนก็จับข้อมือผมไว้

        “มันยังไม่เห็นเรา ฉันจะบุกตรงเข้าไปจากนั้นใช้มิสไซล์ล็อคศัตรูให้เยอะที่สุดยิงแล้วปลดทิ้งไปเลย”

     เจอศัตรูอีกแล้วเรอะ ทั้งๆ ที่อีกนิดเดียวจะเล่นจบด่านแรก..เอ๊ย! จะหลบมุมผ่านใอ้ปืนใหญ่เนโออาร์มสตรองไซโคลนเจ็ตอาร์มสตรองบ้านั่นได้แล้วเนี่ยนะ!

     ผมยังไม่เห็นวี่แววศัตรูเลย ส่วนแอนธอนเธอบูสต์ไล่ไปกับขอบหอนำหน้าผมไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องขึ้นไปข้างบนไม่ก็ลงข้างล่างของเธอ... ลงล่างแล้วกัน ผมเปิดบูสต์เบาๆ ดิ่งลงใต้เท้าเธอแบบกลับหัวกันหรือก็คือผมบินขึ้นในทิศของผมนั่นแหละ   ไม่ถึง 3 วินาทีก็..เห็นแล้ว!!

        “6 ตัวเหรอ มีอีกรึเปล่านะ... เอาล่ะขั้นแรก..เรียกใช้มิสไซล์”

     ผมเข้าหลบหลังซอกเล็กๆ เลียดหอ สัมผัสได้บริเวณไหล่มีเสียงกริ้กขึ้นพร้อมกับที่ปากลำกล้องเปิดออก ที่จอภาพระบบจับเป้าศัตรูเป็นกรอบสีแดง ส่วนตัวล็อคเลเซอร์ของแต่ละหัวรบกำลังไล่เข้าล็อค ปิ้บ 1 ปิ้บ 2 ปิ้บ... อื๋อ? เหมือนมันหันมาทางเรา... เฮ้ยมันรู้ตัวแล้ว!!!

        “จริงสิมันตรวจจับระบบล็อคเลเซอร์ได้!”

     มันหันมายิงใส่ผมทันที! ลำแสงวาบหนึ่งเฉียดเกราะส่วนแขนไปเลย นั่นทำให้ผมหมดตัวเลือก!

        “ยิงได้!”     ฮึ่ม ล็อคออกไปได้สี่ลูกจากเก้า     “ปลดมิสไซล์!”

     ท่อปล่อยมิสไซล์หลุดจากไหล่ จรวดสี่ลูกพุ่งฉวัดเฉวียนหมุนเวียนเข้าไปหามัน ผมจุดบูสเตอร์บินขึ้นหนีมันลงไปข้างล่าง มิสไซล์เข้ากลางเป้าเต็มๆ 2 ตัว ล่อซะกระจุย ส่วนอีกสองลูกมันยิงทิ้งทัน พวกมันยังตามยิงไม่ลดละ ผมอาศัยโยกหลบแล้วเปิดบูสต์สุดตัวเอา แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นทำเอากะโหลกสั่นมันเร็วมากจนคุมแทบไม่ทัน!

        ‘ทำอะไรน่ะ นายออกนอกระยะสนับสนุนแล้วนะ!’     เสียงแอนธอนดังเข้ามา!?

        “ผมคุมไม่ทัน ช่วยด้วย โว้ย! จะตามยิงกูอีกนานมั้ย อ้ะ!”

     บรึม! อ้าก!!! ร้อนชิบหาย ความร้อนแผ่ซ่านเข้ามาทางไหล่ขวา ร่างกายผมเสียสมดุลจนบูสต์หันมั่วลำตัวซ้ายพุ่งเข้ากระแทกติดกับกำแพงส่วนรอบนอกของหอ!

        “อั่ก! โดนเข้าให้แล้ว!!! แขนไหม้แล้ว อ้ากกกก!!”

        ‘ใจเย็นไว้มันยิงโดนเกราะแม่เหล็กพอดี แขนนายยังอยู่!’

     อยู่แต่ร้อนบรรลัยอย่างนี้จะไปขยับยังไงไหว อึ๊! จริงสิ ที่ข้างเอวของชุดมีสลิงสำหรับยึดเกี่ยว กำแพงส่วนรอบนอกห่างจากส่วนในแค่ 5 เมตรกว่ามันจะเข้าระยะหวังผลก็หลายวิ จะตายก็ขอไว้ลายก่อนล่ะวะ!

        “สลิงขวา! ล็อค!!”     ผมไล่สายตาไปตรงมุมบนขวาจากกลุ่มของพวกมัน กำแพงรอบนอกตรงนั้นมีราวเหล็กอยู่

     แอนธอนตามยิงสมทบผมแต่มันพลาดไปซะหมด เธอมีแค่ปืนเลเซอร์ยิงต่อเนื่องก็ไม่ได้ ถึงจะพกโล่มากันต้านลำแสงได้แต่แรงถีบก็ดันเธอออกไปโดนรุมแบบนี้เธอคงไม่รอด อีกตัวหนึ่งไม่หันไปร่วมวงกินโต๊ะกลับตามมาซ้ำผม  ฉันต้องทำ ทำอะไรซักอย่างแล้ว!!!

        “ยิงสลิง”     แผ่นเหล็กติดลวดที่ข้างเอวติดไฟพุ่งไปยังจุดที่ผมคาดหวัง แต่มันไม่ไปติดพันกับราวเหล็กกลับกันมันอ้าปากออกงับเจาะฝังเข้าไปในเนื้อเหล็ก ก็ยังดีล่ะวะ!

     มันดึงตัวผมตรงไปยังจุดนั้นหลบเลเซอร์ที่ยิงไล่หลังไปแบบหวุดหวิด สลิงพับเก็บเข้าที่เดิมตามด้วยถีบตัวขึ้นติดบูสเตอร์ แขนขวาเริ่มชาแล้ว แต่ยังพอกระดิกนิ้วได้ดีที่ตัวชุดมีระบบช่วยเล็ง ผมใช้แขนซ้ายประคองปากลำกล้องให้เป้าแสดงทิศทางที่เล็งบนจอภาพมันเบนไปทางศัตรูที่อยู่ในกรอบสีแดงแล้วยิง!

     ตัวที่ผมตั้งใจเล็งหลบไปได้ แต่ทว่าไอ้ข้างหลังโดนเข้าเต็มๆ ดับไป เหลือสามตัวล่ะ   แอนธอนถูกยิงต้อนเข้ามุมชิดกับรางรถตรงจุดที่ผมปลดอาวุธไว้ ดีล่ะ!

     ไอ้ตัวที่ไล่ยิงพอหลบพลาดเพื่อนตายมันสะดุดหยุดไปชั่วขณะ ผมรีบบูสต์ฉากออกไปทำท่าเหมือนจะหนีทันที เปิดตูดโล่งเต็มที่จนไอ้ตัวที่ไล่ยิงลังเลแล้วหันไปสมทบยิงแอนธอนที่ติดพัน

        “อย่าพึ่งออกไปจากจุดนั้นนะแม่เขียวเสวย อาจจะรุนแรงไปบ้าง!”

     ต้องขอบคุณระบบช่วยเล็งกับความเร็วของกระสุนลำแสง มันทำให้คนแขนเดี้ยงอย่างผมเล็งได้อย่างแม่นยำ ผมไม่ได้เล็ง PA พวกนั้น เพราะถ้าใช้ระบบช่วยล็อคพวกมันจะจับสัญญานว่าโดนล็อคได้เหมือนตอนมิสไซล์ ที่ล็อคไปน่ะสหายเก่าต่างหาก...

     เปรี้ยง! ลำแสงแดงแวบขึ้นเล็กน้อยพอติดตา ปลายของมันจรดเข้ากับเป้าหมายผ่านช่องว่างระหวางผู้ไล่แล้วจึง ตูม! น่าจะดังตูมนะ พอดีตัวไม่ติดพื้นผิวด้วยสิเห็นแค่ลูกไฟลูกใหญ่ระเบิดออกมาเท่านั้น เป้าที่ผมยิงใส่ไปก็คือชุดมิสไซล์ที่ปลดไปนั่นเอง อุตส่าห์เหลือกระสุนตั้ง 5 ลูกทิ้งไว้เสียดายแย่

     แอนธอนยกโล่ขึ้นกันระบบของโล่ช่วยต้านทำให้ให้เธอไม่โดนกลืนเข้าไปในกองไฟผิดกับผู้เคราะห์ร้ายรายที่ไล่มา มันถูกกลืนเข้าไปเลยเต็มๆ 1 ตัว ส่วนอีกตัวปลิวอัดกับตัวหอ แอนธอนอาศัยโอกาสนั้นหย่อนระเบิดมือลงไปอีกลูกแล้วอาศัยแรงส่งจากดวงไฟที่สองพุ่งตรงมาทางผม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า...

        ‘สลายตัวเร็ว มันมีมาสมทบอีกร่วม 5 ตัว!’

     เธอพุ่งตัวนำผมลงไปข้างล่าง พุ่งไปอย่างมั่นใจแบบนี้ต้องมีอะ...ไอ้นั่นมัน! รถไฟนี่หว่า   ผมจุดบูสต์เต็มที่ตามเธอไป ความรู้สึกยังกับบิดมอไซจนมิดนี่มันช่างเร้าใจเสียเหลือเกิน
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
Ace Pilot
****
กระทู้: 292


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #34 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 07:41:04 PM »

        “ยกเลิกระงับการสื่อสาร เบรคเป็นใช่มั้ย?”     เสียงของแอนธอน คราวนี้มันดังมาจากระบบสื่อสารปกติไม่ใช่จี้ดเข้าสมอง

        “เป็นครับ!”     พูดงั้นแสดงว่าให้หยุดเมื่อถึงรถไฟ งั้นก็หยุดเลย   ผมอาศัยช่วงขาเหวี่ยงทั้งร่างไปทิศตรงข้าม ท่อขับดันหลังน่องเสริมให้ต้านแรงดันจากบูสเตอร์กำลังสูงได้ พอกลับทิศปุ้บก็ลดแรงส่งบูสเตอร์ลง และมันก็หยุดตรงด้านข้างรถไฟส่วนหลังสุดเกือบหัวขบวนด้านท้ายพอดี

     แม่เขียวเสวยชักดาบคลื่นความร้อนสูงออกมาปักมันลงไปที่ด้านข้างตัวรถ ตามด้วยกรีดมันไปคงพยายามเจาะรูเข้าไปเพราะประตูมันอยู่เลยไปอีกหนึ่งโบกี้ ไม่มีคำถามไดๆ ผุดขึ้นในใจผมคว้าดาบตัวเองกดลงอีกทางช่วยเธอผ่าทันที

     เราเจาะเปิดเข้าไป แอนธอนเดินไปที่แผงควบคุมท้ายขบวนนี่คือเหตุผลที่เข้าทางนี้นั่นเอง เธอเปิดไฟที่ตัวรถและทั้งขบวนก็เริ่มส่งเสียง มันคงมีระบบไฟสำรองเผื่ออุบัติเหตุสินะ งั้นก็ต้องลงไปได้แน่ด้วยไอ้นี่แต่...

        “เฮ้ย! คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่ามันเร็วเกินไปน่ะ!”

        “แล้วก่อนเทียบท่ามันเร่งแรงนักรึไง มันปรับความเร็วได้เฟ้ย! แกนี่คิดเรื่องอื่นละเหนือชั้น แต่ไอ้เรื่องปรับระดับได้นี่บ้องตื้นชะมัด”

     โห คุณเธอด่าเราย้อนกลับไปได้ถึงเรื่องปืนเลยแฮะ กึง! ตัวผมอัดติดกับท้ายขบวนโดยไม่ได้นัดหมาย!

        “คนมันแรงต่างหากเล่า ไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อย!”     พอสังเกตุดูดีๆ ยัยมะม่วงเน่านี่เกาะขอบสบายเฉิบไม่บอกกันเลยว่าออกตัวแล้ว ล่อซะแขนขวาเจ็บหนักกว่าเดิม



     ลงมาได้ซักพักแล้วไม่มีวี่แววศัตรูเลย ก็นะ... ถึงจะเร็วไม่ขนาดที่อัดตัวเราจนเละ แต่ก็แรงขนาดที่ PA ติดอาวุธบ้านๆ พวกนั้นตามไม่ทัน ทว่าเราสองก็พาลขยับไม่ได้ไปด้วย ผมเห็นแม่เขียวเสวยเปิดบูสเตอร์เอาไว้เล็กๆ ผมจึงลองบ้างซึ่งมันก็ใช้ได้ดี แรงเฉื่อยที่เกิดขึ้นช่วยประคองไม่ให้ความเร็วสูงส่งตัวผมไปอัดเล่นได้ง่ายๆ   แอนธอนหันมามองผมแล้วพูดด้วยเสียงหวานเจื้อยแจ้ว

        “ฉันมองคนไม่ผิดเลยแฮะ การสังเกตุ ประมวลผล แล้วลงมือทำของนายมันไม่ธรรมดาจริงๆ อัจฉริยะชัดๆ ที่กล้าพูดก็เพราะสังเกตุตั้งแต่ตอนที่...”     ฉับพลันเสียงของเธอกลับกลายเป็นของฆาตกรเมื่อ     “...แกหลอกซุกหน้าอกฉัน”

     ยังจะเคืองอีกเหรอว้า!? นี่ตกลงจะชมกันแบบเต็มที่ไม่ได้ใช่มั้ยคนดี!   เธอยังคงพูดต่อ...

        “ไม่สิตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว ที่นายห้ามไม่ให้เพื่อนพูดเรื่องสีผมของฉัน ถึงหน้าตาจะห่วยปากเฮงซวยไปหน่อยแต่สมองไม่เป็นรองใครจริงๆ เริ่มจะชอบหน้านายขึ้นมาบ้างซะแล้ว”

     โว้ยชมอย่างเดียวสิวะ! อะไรวะ ไม่ให้ล้อปมด้อยตัวเองแต่ตัวเองดันมาลั่นปมด้อยชาวบ้านเขาพล่อยๆ เลยเนี่ยนะเฮ้ย! แต่ไอ้คำว่า ‘เริ่มจะชอบ’ นี่สิ อืม... หัวใจมันเต้นระทึกเลยนะเนี่ย ทั้งชีวิตที่ผ่านมาพึ่งจะมีผู้หญิงบอกว่าชอบก็วันนี้!!! ถึงจะแค่ ‘เริ่มจะ’ ก็เถอะ...

        “เอ่อ เวลาเหลืออีกกี่นาทีครับ”     ผมฉายภาพจุดนัดพบขึ้นบนจอ สุดขอบหอคอยชั้นที่ 40 จากผิวดิน นับว่าไกลจากจุดที่เราอยู่พอดู

        “27 นาที ถ้ารถไฟไปได้สะดวกก็คงถึงใน 10 นาที... ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าผู้ชายคนนั้นทำได้ฉันก็ต้องทำได้”

     น้ำเสียงของเธอมั่นคงอย่างบอกไม่ถูก ผมไม่รู้ว่าเธอไปพกความมั่นใจมาจากไหน แต่มันเหมือนว่าเธอไม่กลัวตายมากกว่า แอนธอนยังคงบ่น ออกมาผ่านระบบสื่อสาร

        “ข้อเสียของนายมีอยู่อย่างเดียวคือในบางครั้งนายยังขาดความมั่นใจอยู่ จำคำฉันไว้ ถ้ามั่นใจซะอย่างหวังอะไรเดี๋ยวก็ต้องได้เชื่อสิ...”

     ปี้บ! ปี้บ! ปี้บ! เสียงแจ้งเตือนกับแถบสีแดงกระพริบที่มุมจอ แอนธอนผละมือเข้าคว้าแขนผมกระชากตัวดีดออกไปทางรูที่เจาะเข้ามา ไม่มีเวลาให้ตั้งตัวรถไฟก็จมลงไปในกองเพลิงด้านล่าง แต่ที่ทำให้รูขุมขนทั่วตัวลุกชันก็คือ

        “ไอ้เวรเอ้ย! บูสต์เต็มกำลัง!!!”     แอนธอนสบถแล้วกดแรงลงที่แขนผมหนักข้อขึ้น ผมเองก็ติดเครื่องเต็มที่เช่นกัน

     เสาลำแสงสีขาวเคลื่อนไล่หลังเราเข้ามา กองเพลิงลุกท่วมตามเส้นทางที่มันพาดผ่าน! แนวระนาบของมันชันขึ้นเรื่อยๆ ดูราวกับมันเป็นคมดาบที่เหวี่ยงเข้าฟันเราสอง จังหวะที่มันกำลังจะเข้าถึงตัวพวกเรา แอนธอนก็ถีบตัวผมออกไปแล้วเธอล่ะ!

        “แอนธอน!!!”

     ร่างของเธอถูกกลืนไปในลำแสง! ชั่วพริบตาเดียวกันพายุเพลิงขนาดมหึมาก็พัดขึ้นจากรอยฟันโหมเข้ากลืนร่างของผม!

        “มันอะไรกันโว้ยยยยยยยยย!!!”



     มืดไปหมด... ไม่ใช่ๆ เหมือนถูกอะไรบังอยู่มากกว่า จากเส้นร่างต่างๆ ที่แสดงระบบและบอกสถานะบนจอภาพ นั่นหมายความว่า PA ที่ใส่อยู่นี้ยังไม่ต้องส่งเซียงกง   ฮึบ ครึ่กๆๆๆ

     ยังคงไม่มีแสง แต่มันก็เป็นพื้นที่โล่งแล้วล่ะนะ ผมเปิดระบบอินฟราเรดมองไปรอบๆ พูดได้คำเดียวว่า

        “เละเทะ... แล้วแอนธอนล่ะ!”

     ผมพยายามตะกุยช่องทางข้างหน้าออกไป ตอนนี้ผมถูกฝังอยู่ใต้กองปูนและเศษเหล็ก พอลองสังเกตุดูที่ชุดก็พบว่าแผ่นเกราะแม่เหล็กไฟฟ้าหลุดลุ่ย

        “มันก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีแล้วล่ะนะ”     สภาพที่ทั่วร่างเต็มไปด้วยเศษวัสดุทั้งหลายแบบนี้ไม่ตายก็ดีแค่ไหนแล้ว เกราะพวกนั้นคงดีดตัวเข้าปะทะลดแรงกระแทกให้เรา

     ไม่กี่อึดใจผมก็เจาะรูออกไปได้... โพรงมืดสนิทเบื้องล่าง ยังมีไออุ่นกรุ่นควันหลงเหลืออยู่ ส่วนฝั่งตรงข้าม... เข่าไร้ซึ่งเรี่ยวแรง อยากจะร้องไห้แต่น้ำตามันดันแห้ง

        “บ้าเอ๊ย! บัดซบๆๆๆๆ ทั้งที่รอดมาด้วยกันแท้ๆ โว้ยยยยยยยย!”

     ร่องรอยที่ลำแสงบรรลัยกัลป์นั่นเหลือไว้มีเพียงซากของอะไรหลายๆ อย่างล่องลอยไปมาผ่านช่องว่างที่เจาะออกไปถึงอวกาศ แต่กลับไม่มีร่างของเธออยู่เลยแม้แต่เศษเสี้ยว... แต่เดี๋ยวก่อน! ตอนที่เราถูกทิ้งก็เพราะไม่มีใครเห็นตัวเรานี่หว่า สติมาปัญญาเกิดขึ้นทันพลันเลยเรา   เธอต้องยังมีชีวิตอยู่สิ! เกราะที่ใส่ก็แบบเดียวกันแถมมีโล่นั่นอีก อย่างแอนธอนต้องไหวตัวทันอยู่แล้ว...

        ‘เออ ฉันยังไม่ตายอย่างที่นายว่านั่นแหละ แต่ขยับไม่ได้ให้ตายสิ!’

        “เฮ้ยจริงอ่ะ!”     ตายยากจริงๆ พับผ่า กำลังบ่นหาก็มาพอดี!     “ตอนนี้อยู่ไหน?”

        ‘จากตำแหน่งของนายจะเห็นร่องทะลุออกอวกาศข้างหน้า เข้ามาในร่องสังเกตุทางขวา’

     รอช้าอยู่ทำลำไยอะไรล่ะ ไปเลยสิพวก! ผมเข้าไปภายในมันยังอยู่ในสภาพระอุอยู่เลย แล้วอย่างนี้แม่เขียวเสวยของผมจะเป็นยังไงบ้างล่ะเนี่ย อ๊ะ! แสงไฟส่องทอดออกมาจากข้างบน ผมลอยขึ้นไปหาทันทีแล้วก็ได้เห็น... มันเป็นภาพที่ไม่น่าดูซักเท่าไหร่นัก เหมือนอย่างตอนปั้นดินน้ำมันแล้วกดก้อนหินลงไปยังไงยังงั้น เพียงแต่..หินก้อนนั้นมันดันเป็นเธอ

        “บัดซบเอ้ย! เป็นไงมั่ง”     ผมจ่อตัวเข้าประชิดเธอ

        “ละ แล้วเห็นว่า..ฉันอยู่ดีนักเรอะ แฮ่ก...”     เสียงของเธอผิดกับที่โทรจิตเข้ามา มันอ่อยเอื่อยหมดสิ้นเรี่ยวแรง

     เป็นไปตามคาด โล่ที่ละลายหายไปครึ่งหนึ่งเป็นหลักฐานถึงความพยายามเอาตัวรอดของเธอ ร่างกายซีกขวากดฝังลงไปในชั้นของโลหะร้อน ผมชักดาบขึ้นค่อยๆ กร่อนพวกมันออกไป เสียงหวีดร้องจากความเจ็บปวดดังมาเป็นระยะๆ ทุกครั้งที่ผมลากตัวดาบสีฟ้าร้อนผ่าวลงใกล้ตัวเธอ

        “มะม่วงสุก..น่ากินมั้ย ฮิฮิ อ๊าาาา!!!”     อยู่ในสภาพแบบนี้เธอยังจะอุตส่าห์หาเรื่องชวนหัว

        “โอว หวานมันไปถึงแก่นกะโหลกเลย สมกับเป็นเขียวเสวยจริงๆ ทนอีกนิดนึง...”

     ในที่สุดก็ดึงร่างของเธอออกมาจนได้... มันช่าง อึก พูดอะไรไม่ออก   เกราะซีกขวาของเธอแทบจะละลายติดกันเป็นเนื้อเดียว แค่ฝั่งเดียวเท่านั้นมันทำผมสั่นไปถึงทรวงใน หมายความว่าเธอเป็นอัมพาตไปครึ่งตัวแบบผ่ากลาง บูสเตอร์เองก็หลอมเหลวไปแล้ว   เหมือนเธอจะจับความรู้สึกผมได้จึงเริ่มปริปากเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง มันขึ้นต้นด้วยตัว...

        “ท. ทหารต้องอดทนสิ ฉันชอบเพลงของมาลีฮวนน่าก็จริง แต่ไม่อยากได้ยินชื่อเพลงๆ นึงตอนนี้นะ”     ผมชิงพูดขึ้นมาก่อน

        “ฉันไม่รู้จักหรอกมาลีฮวนน่าน่ะ มันชื่อเพลงอะไรล่ะ...”     เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

        “โปรดทิ้งฉันไว้”

     ไม่มีคำพูดใดๆ จากเธออีก ลองหยอดไปซักหน่อยดีกว่า

        “ถึงตาฉันฉุดกระชากเธอบ้างแล้ว อย่าเป็นมะม่วงเปรี้ยวก็แล้วกันมันจะหลุดมือเอา”

        “นุ่มนวลหน่อยนะ เดี๋ยวช้ำแล้วจะไม่น่ากิน”     กับเสียงลมหายใจระเรื่อ

     ตอนเธอสุกนี่หวานอ๋อยซะจนถึงลอยน้ำมดก็ยอมโดดตามเลยเชียวนะ อั๊ยย้ะ!

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 08:05:33 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
Ace Pilot
****
กระทู้: 292


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #35 เมื่อ: มีนาคม 02, 2012, 07:40:50 PM »

     โชคยังเข้าข้างอยู่บ้าง ส่วนเกราะชั้นนอกเท่านั้นที่หลอมติดกันส่วนชั้นในยังคงสภาพเดิม ร่างกายของแอนธอนไม่ถูกกลืนเข้าไปกับตัวชุด แต่จะขุดเธอออกมาทั้งสภาพไร้แรงดันก็ไม่ได้   ตอนนี้เริ่มสัมผัสถึงแรงดึงดูดได้บ้างแล้ว ผมดูแผนที่เหลืออีกไม่กี่เมตรก็จะเลยชั้นบรรยากาศแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยเริ่มลงมือแล้วกัน แต่อนิจจา...

     เปรี้ยง! ชะเฮ้ย!

        “เฉียดหน้าไปเลยบ้าเอ๊ย!”

     ปืนเหลืออยู่กระบอกเดียว แอนธอนก็ขยับไม่ได้ แรงดึงดูดก็ทำให้ลอยไปลอยมาไม่ได้แล้ว แค่เคลื่อนไหวหลบตามที่กำบังก็เหนื่อยแทบคลั่ง!   เรายังอยู่บริเวณรอบนอกติดกับรางรถไฟ ไปต่อไม่ได้สักทีมีแต่ก้างขวางทาง   เลยไปช่องทางเดินข้างหน้าข้าศึก 2 ตัวตั้งหลักยิงเราอยู่ มันพยายามใช้ระเบิดแล้วแต่ผมแน่พอที่จะขว้างมันกลับไป

        “หวัง..ถึงไม่อยากให้ฉันพูดแต่มันคงไม่ไหวแล้วล่ะ”

        “ขอเถอะว่ะ! นี่ไม่ใช่หนังน้ำเน่านะจะได้มาพ่นคำพวกนี้ออกมา!”

     ผมตอกกลับย้ำความตั้งใจให้เธอฟัง กว่าจะหิ้วเธอมาถึงชั้นนี้ได้มันไม่ง่ายเหมือนหิ้วมะม่วงนะเว้ย! อีกอย่างถ้าไม่เจอเธอเราคงไม่แคล้วตายไปก่อนจะได้เข้าใจตัวเองนานแล้ว ใครจะไปยอมวะ! ผ่านชีวิตมา 18 ปีมีวันนี้แหละที่ทำตัวสมความสามารถของตัวเอง สำหรับคนที่เหลวเป๋วไม่เคยโฮ้ปเวลอย่างเรา ก็แค่อยากจะให้ใครสักคน...

        “ตั้งความหวังไว้ที่ฉันบ้างสิ!”

     ไปข้างหน้าไม่ได้ ใช้ข้างหลังแทนก็แล้วกัน!   ผมลากร่างของแอนธอนหมุนกลับไปทางที่เราเจาะเข้ามา ในสภาพที่แรงดึงดูดน้อยอบ่างนี้ก็เข้าทีล่ะ ก่อนไปก็หย่อนระเบิดลูกสุดท้ายไว้ทักทายมันหน่อยแล้วกัน!   ผมอุ้มแอนธอนออกไปที่ส่วนรางรถไฟ ตอนนี้ไม่เหมือนตอนนั้น มันมีแรงดึงให้พวกเราตกลงไป ถ้าไม่ระวังก้าวพลาดอาจตายได้

        “เราจะใช้รถไฟอีกรอบ ขบวนทางซ้ายมือนั่นน่าจะโอเค”

     เวลาก็เหลือน้อยเต็มที ผมกระโจนจุดบูสเตอร์เต็มที่ก้าวกระโดดไปทางรถไฟแล้วเสียงตูมใหญ่ก็ดังไล่หลังมาติดๆ ไม่มีเศษซากของพวกมันติดมาน่าจะไหวตัวทัน แต่ป่านนั้นเราไปไกลแล้ว   เราเข้ามาในรถไฟคันใหม่ ภายในมีลังสินค้าตั้งอยู่บ้างจึงพอมีที่ยืนเกาะเกี่ยวขึ้นไปถึงส่วนควบคุมท้ายขบวน ที่ไม่ไปหัวขบวนเพราะอยู่ในสภาพทิ้งดิ่ง เกิดกระแทกจนสินค้าพวกนี้ถล่มคงล้มทับเราเละ

        “ความเร็วซัก 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคงทนไหวนะ”

     ว่าแล้วก็ออกตัว นั่งบนลังสินค้าได้สะดวกไปอย่าง ความรู้สึกว่าตัวลอยๆ เหมือนร่วงลงไป ผิดกับตอนไม่มีแรงดึงดูดลิบลับ   ผมกอดแอนธอนไว้แน่นไม่ให้เธอตกลงไปแล้วเสียงใสๆ ของเธอก็ดังเข้าหัวผมตรงๆ อีกครั้ง ทั้งที่แค่กระซิบก็ได้ยิน

        ‘อีก 5 นาทีหยุดขบวนรถนะ เราจะลงไปถึงชั้นที่มีอากาศพอดี ถึงตอนนั้นระวังด้วย’

        “เดี๋ยว โทรจิตทำไม? ทำไมไม่พูดออกมาประชิดแค่นี้พูดออกมาก็ได้”

        ‘มองโลกในแง่ดีไปรึเปล่า ฉันไม่ได้ให้นายทิ้งเพราะอยากจะตาย..แต่ฉันกำลังจะตายจริงๆ ต่างหาก’

     เฮ้ย! จู่ๆ พ่นบ้าอะไรออกมาวะเนี่ย บอกมาเลยนะว่ามันเรื่องอะไร!

        ‘ก็พึ่งจะรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง กระดูกทั่วร่างแตกร้าว ส่วนที่โดนเกราะกดไว้ก็มีเลือดไหล เจ็บแทบจะบ้าไม่ช้าฉันคงจะขาดใจ... ยิ่งลงไปก็ยิ่งอันตรายถ้ายังไงก็ปล่อยฉันไว้อย่างนี้แหละ’

     ผมเลือกที่จะไม่ตอบ และเธอก็ไม่พูดอะไรอีก... พอครบ 5 นาทีก็จัดการชะลอรถตามที่เธอสั่ง ศัตรูมันต้องรู้อยู่แล้วว่าเรามาถึง ดังนั้นผมเลือกที่จะเลาะกรอบนอกไปขึ้นลิฟต์ฉุกเฉินทางขวามือ ถ้าใช้มันคงลดแรงกระแทกได้บ้าง แต่ทว่าเมื่อก้าวเท้าออกจากรถก็พบว่า...

        “ไม่เหลืออะไรซักอย่าง มันหายไปไหนหมด”

     ชั้นนอกสุดที่คอยกันส่วนรถไฟออกจากอากาศภายนอก ที่ว่าเอามิซไซล์ลูกบะเอ้งยิงยังไม่เข้ามีร่องรอยถูกเป่าทิ้งไปเป็นแถบๆ ไล่ลงไปจนเกือบถึงชั้นล่างสุด โล่งกว้างไปด้านข้างสุดลูกหูลูกตา ส่วนภายในก็ไม่ค่อยต่าง ราวกับถูกคว้านออกไปเลย ส่วนที่เคยเป็นทางออกไล่ไปจนถึงห้องโถงมันโล่งไปหมด หายไปร่วม 50 ตารางเมตรได้ ยังดีมีที่ยืนและดียิ่งกว่าที่ไม่เจอศัตรูซักตัว... แหงล่ะเจอก็แปลกแล้วบรรลัยซะขนาดนี้

        “ก็ยังมีอากาศล่ะวะ ก่อนอื่นเลยต้องเอาเธอออกมาก่อน ร้อนนิดนะเดี๋ยวมีดไม่คม...”

     ไม่มีคำตอบ ดูเหมือนจะกลายเป็นศพไปแล้ว... เฮ้ยจะบ้าเรอะ!

        “แอนธอน! รอเดี๋ยวนะจะผ่าออกมาเดี๋ยวนี้”

     มีดความร้อนสูงค่อยๆ บรรจงกรีดลงบนเนื้อเหล็ก ผมผ่ากลางชุดเอาจุดที่ไม่หลอมรวมออกไปก่อน แค่นี้ก็ชัดเจน เลือดค่อยๆ หยดลงจากครึ่งที่ฝังอยู่ พอฉีกชุดยางด้านในออกก็เห็นเนื้อตัวฟกช้ำดำเขียวจนทั่ว ผมลงมีดอีกครั้งหั่นเอาอีกส่วนจนออกไปหมด ชุดขาดกระจุยไปครึ่งซีก แผลฉีกขาดเป็นร่องลึกมากๆ แต่ยังมีชีพจรอ่อนๆ อยู่ แค่สลบไป

        “เวรเอ้ย! เอาไงดีวะ... ไปมันทั้งอย่างนี้แหละวะ!”

     ผมถอด PA ของตัวเองที่ใกล้จะหมดสภาพแล้วออก กระชากชุดส่วนลำตัวไปพันแผลเธอไว้ชั่วคราว

        “ก้าวต่อไปสมหวัง ไปให้ถึงฝั่งฝันด้วยพลังของตัวเองให้ได้!”     ฮึกเหิมแล้วว้อย!

     เปิดดูแผนที่จากแฟลชไดรฟ์นั่นอีกครั้ง พอฉายภาพออกมาแล้วก็ทำให้โล่งใจไปได้เปลาะหนึ่ง ไกล้ถึงแล้วเว้ย!   แล้วคราวนี้ไปทางไหนต่อดีล่ะ จะใช้ลิฟต์ดีมั้ยหว่า? เฮอะคิดมากลำบากใจเปล่าๆ ไปมันทางลิฟต์ฉุกเฉินนี่แหละวะ ทางเป็นโพรงโล่งซะขนาดนี้

-ตัวลิฟต์พังแล้วเหลือแค่หลุมลึกลงไป ใช้พลังที่เหลือฝ่าไปให้เร็วที่สุด-

     เฮ้ย! มาอีกแล้วเสียงของไอ้คุณพิชิตนี่หว่า ชัดเลย!   มันเงียบไปแค่นั้นงั้นก็ไปกันเลย ระหว่างทางไม่มีหมามาขวางแม้แต่ตัวเดียว แต่ก็ยังเสียวๆ อยู่ดี ตรงที่แม่คนในอ้อมแขนนี่จะทนไหวรึเปล่านีแหละ!

     เลี้ยวแยกหน้าก็ผ่าเข้าถึงลิฟต์แล้ว... กึงๆๆๆๆๆ เฮ้ยนี่มันเสียงฝีเท้า PA นี่หว่า! ไม่ทันขาดช่วงลมหายใจมันก็โผล่มาตรงหน้าเป๊ะ! กั้นระหว่างผมกับลิฟต์ฉุกเฉินไว้สนิทเลย มันยกปืนขึ้นหมายจะเหนี่ยวไกใส่ไฟเข้ากลางพวกเราทันที

        “จบกันฉันและเธอ!”     โอย ในหัวมีแต่ท่อนฮุคของ In the End

     ถ้าเป็นในหนังตะวันตกพอพูดคำนี้แล้วตัวละครจะค่อยๆ คล้อยตาหลับลง แต่ผมไม่เป็นงั้นสมองมันคอยทำงานกระตุ้นกล้ามเนื้อม่านตารวมทั้งถ่างเปลือกตาอ้าไว้ตลอด.. ไอ้คุณพิชิตเอ๊ย! อย่ามาแต่เสียงสิวะ!

        “หือ ผนังทางซ้ายมันสั่นแปลกๆ โว้ว!!!”

     ตูม! ครึ่กๆๆๆ ต้นไม้งอกทะลวงผนังปูนสอดไส้เหล็กเส้นออกมาอย่างชัดเจน ลำต้นนั่นมองยังไงมันก็ต้นมะม่วง! มันงอกออกมาได้ไงวะเนี่ย?!! เหนือสิ่งอื่นใดตรงส่วนกิ่งก้านมันมีเถาวัลย์งอกออกมา มันเหมือนกับปะทุออกมามากกว่า เถาวัลย์พวกนั้นพุ่งเข้าไปพัวพัน PA ตรงหน้าอย่างอลหม่าน มันคงงงน่าดูถึงกับโบกปัดมั่วซั่วรัวปืนชักดาบฟันอีกต่างหาก แต่ไม่มีผล มันถูกรัดแน่นเอี้ยดจนเกราะแตกเลือดทะลัก!

        “โอ้ว I don’t know why. It doesn’t matter how hard you try. ตายสถานเดียวเว้ย!”

     ไอ้คุณพี่นี่มันไม่ใช่คนจริงๆ ด้วยเว้ยเฮ้ย! ต้นไม้งอกยังกับในมิวสิควิดีโอตอนไมค์แรปช่วงสอง ต้องโอกาสนี้แหละผมอุ้มมะม่วงงอมในอ้อมอกผ่าพวงเลือดที่ห้อยย้อยไปยังรูลิฟต์ ไม่มีตัวลิฟต์เหลือแต่หลุมมืดๆ กว้างราว 15 เมตรเท่านั้น แล้วจะลงไปยังไงวะ!

-ตอนนี้ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรก็สมหวังได้ดั่งใจปราถนา-

     เฮ่ย เฮย เฮ้ย รวมรูปประโยคกับสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว... จะให้กูโดดลงไปสินะ กูต้องโดดลงไปจริงๆ สินะ จะให้ซ่ำลงไปในหลุมไร้ก้นพรรนี้ทั้งที่จุดนัดหมายมันลงไปอีกตั้ง 20 ชั้นเนี่ยนะ!

        “ความปราถนาของฉันตอนนี้มันเยอะนะเว้ย! ข้อแรกโดดลงไปแล้วต้องไม่ตาย แล้วอีกข้อก็ช่วยทำให้มะม่วงลูกนี้มันสวยสดเหมือนตอนสุกใหม่ๆ ด้วย! ไปละเหวย!”

     ผมโดดลงไปแบบไร้ซึ่งความกลัว จะตัวห่าอะไรโผล่มาก็ไม่น่าแปลกใจอีกแล้วล่ะวะงานนี้ เข้าใจเลยว่าคนโดนถีบตกตึกมันรู้สึกยังไง! ไม่เหมือนตอนห้อ PA นอกบรรยากาศ แรงต้านจากอากาศที่ปะทะเข้าหน้ากับความรู้สึกว่าใจหวิวๆ มันทำให้ร่างกายสั่นสะท้าน แล้วมันก็ออกมาอีกครั้ง เถาวัลย์มากมายก่ายกองงอกออกมาจากปูน! มันเป็นตาข่ายบางๆ ให้พุ่งทะลุชะลอร่างของเราไว้ไม่ให้ร่วงลงไปเร็วเกิน เหมืือนเอากระดาษทิชชู่หลายๆ แผ่นมาวางซ้อนๆ แล้วโยนก้อนหินลงไป จนในที่สุดมันก็หนาจนไม่ทะลุอีก

     ครืนนนนน     เสียงอะไรวะดังมาจากบนหัว พอเงยหน้าชะโงกตามองก็ โอวไม่นะคนดี กระโดดหนีขนาดนี้ยังห่วงใยกันอยู่ได้! เปลวเพลิงขนาดมหึมาพวยพุ่งลงมาจากชั้นบนกับเศษซากของตัวหอห่อกันมาแต่ไกล!

        “โว้ย! ยังจะมีอะไรหยั่งงี้อีก ไอ้คุณๆ ที่รักทั้งหลาย!”

     ผมเห็นต้นไม้งอกทะลวงออกมาบังทางไฟแต่ไร้ผล ไม้จะสู้ไฟได้ไงเล่าคุณพี่!   วิ่งสิวิ่งไป! ผมวิ่งตรงอย่างเดียวไม่เลี้ยวอ้อม กองเพลิงขนาดนั้นเดี๋ยวมันต้องกลืนลงมาทั้งชั้นแน่ แล้วมันก็ไล่หลังมาจริงๆ วิ่งไม่ทันแหง หือ! ข้างหน้ามัน! ประตูลิฟต์วงโคจรเบอร์ 3 เปิดอ้าอยู่ ถ้าเป็นไอ้นั่นกันได้แน่! ผมโยนแอนธอนเข้าไปแล้วพาหลบมุม เพลิงที่ไล่หลังพวยพุ่งผ่านประตูเลยหน้าเข้าไปหนึ่งพรึ่บ ลมร้อนตีหน้าผ่าวนึงแล้วมหันตภัยครั้งนี้ก็หยุดลง ที่น่าแปลกคือจุดที่เราอยู่นี่ไม่ใช่ในลิฟต์ที่เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก แต่เป็นแผ่นเหล็กของประตูนิรภัยที่ปิดกั้นลิฟต์ตัวนี้... ครืนนนนน

        “เฮ้ยๆ เสียงครืนอะไรอีกวะ”

     โอ้วแม่เจ้า! คราวนี้ระห่ำกว่าเดิม ไอ้ที่หล่นลงมาคราวนี้มันตัวลิฟต์เลย ตัวลิฟต์ชัดๆ จะมองท่าไหนก็ใช่ หมดกันของแท้รักแร้ไม่พึ่งโรลออน! ลองไอ้นั่นตกมากระแทกหลบออกไปก็หน้าแหกอยู่ดี ได้ระเบิดกันทั้งชั้นแน่ มันแค้นเคืองอะไรชั้นนี้นักหนาวะ แต่แล้วก็ไม่สมหวัง หมายถึงตัวลิฟต์นะ คราวนี้ไม่ได้มาเป็นเถาวัลย์ แต่มาเป็นต้นเลย! ไม้ต้นบักเอ้บงอกกั้นกันไม่ให้ลิฟต์นั่นตกลงมา แล้วจากนั้นกิ่งก้านไม้กับเถาวัลย์ก็ระโยงระยางลงมาพันตัวแอนธอน มันโฉบตัวเธอขึ้นสูงชะรูดไปกลางอากาศต่อหน้าต่อตาผม

     เกิดประกายแสงระยิบระยับกับละอองน้ำโปรยปรายลงมาจากลำต้นใหญ่ยักษ์ จุดที่น้ำหยดลงเกิดเป็นดอกไม้ใบหญ้าขึ้นมาทั้งๆ ที่เป็นแผ่นเหล็ก จากนั้นเถาวัลย์ค่อยๆ พันรัดโอบร่างของแอนธอน มันสอดปลายทะลวงเข้าไปในปากของเธอ ร่างเธอชักกระตุกอย่างรุนแรงโคลงเคลงอยู่สักพักเถาวัลย์ก็เหี่ยวแห้งหลุดออก พร้อมๆ กับบาดแผลทั้งหมดจางหายไป

     เถาวัลย์ที่เหี่ยวแห้งไม่อาจรับน้ำหนักตัวเธอได้ มันขาดออกปล่อยให้ร่างของเธอลอยล่องลงมา สูงขนาดนั้นไม่มีทางที่จะรอด แต่ผมกลับก้าวขาไม่ออก น่าแปลกที่ใจผมสงบราวกับไม่เกิดอะไรขึ้น แล้วพริบตาที่ร่างของเธอร่วงหล่นถึงพื้นก็ ตูม ซ่า พื้นเหล็กตรงหน้ากระเพื่อมราวกับผิวน้ำ เธอจมลงไปไม่ถึงคืบก็ลอยขึ้นมา ตามด้วยพุ่มไม้งอกงามตามพื้นไล่จากตัวเธอมาทางผม...

        “นี่เรา..ฝันไปรึเปล่า”

     แอนธอนกลับมาอยู่ในชุดไกด์ตอนแรกสุดที่เจอกัน ร่องรอยบาดแผลหายไปหมดจรด สวยสดใหม่อย่างที่ผมตั้งหวัง แล้วยังฉากหลังอันเขียวขจีศรีสมรคอนไปกับเส้นผมเขียวอ่อนที่พริ้วไหว มันทำให้เธอดูราวกับนางอัปสรในชั้นสวรรค์ก็มิปาน...

        “อะ อา...”     เธอรู้สึกตัวแล้ว!     “สมหวัง... แล้วรอบๆ นี่ ต้นไม้พวกนี้มาได้ยังไง แล้วชุดนี้มัน?”

        “ไม่..ไม่สำคัญแล้ว ไม่สำคัญเลยซักนิด! ตอนนี้เธอดูราวกับ...”     นัยน์ตาสีฟ้าครามลุกวาว เธอชันตัวขึ้นแล้วก้าวมาหาผม

        “เทพธิดา.. นางฟ้า.. นางไม้.. จะอะไรก็ช่างแต่นี่เป็นสิ่งสวยงามที่สุดในชีวิตฉันเลย”

     เธอจับมือผมที่ยังตะลึงงัน... แค่สบตากันก็แทนคำพูดได้มากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมควรพูดที่สุดในตอนนี้ก็คือ

        “ไปกันต่อเถอะ”


พาร์ทต่อไปจบแล้วครับ
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
Ace Pilot
****
กระทู้: 292


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #36 เมื่อ: มีนาคม 09, 2012, 08:00:30 PM »

     พวกเราวิ่งอ้อมรอบหอ ระหว่างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจีแอ่งน้ำก็ยังมี ไม่แค่นั้นมีกระทั่งแมลงและสัตว์ขนาดเล็กอย่างกระต่าย งูเขียว และกระทั่งลิงก็ยังมีอยู่ที่นี่ แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าอยู่ในลิฟต์วงโคจรยังกับร่อนไปในป่าลึก ที่น่าระทึกใจกว่านั้นนี่เป็นชั้นที่นัดหมายกันเอาไว้

        “นายนี่อึดเป็นบ้าเลยนะ ทั้งแบกฉันมาทั้งฝ่าดงระเบิด คนธรรมดาทำไม่ได้นะเนี่ย”

     โอ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ชมอย่างไร้ข้อแย้ง ที่จริงแรงมันหมดไปหลายรอบแล้วฝืนแทบตายเลย

        “เริ่มเชื่อผมบ้างแล้วรึยังล่ะ เชื่อมั่นในตัวสมหวังผู้นี่”     นี่พูดอย่างเท่เลยเรา!

     แต่การที่เรามาหยุดตรงชั้นนี้ได้อย่างพอดีเป๊ะนี่ก็ดวงดีไม่ใช่เล่นๆ เลยแฮะ

        “บังเอิญสุดๆ เลยที่มาหยุดชั้นนี้พอดีแถมศัตรูก็หายไปหมดเลยด้วย ไม่งั้นได้วิ่งกันยาวแน่งานนี้”

     แอนธอนหันมามองหน้าผมแล้วบอกออกมาว่าทำไมถึงมาลงตรงนี้เป๊ะๆ

        “ไม่นะ..นี่ไม่ใช่ความบังเอิญหรอก ฉันคิดว่าเป็นฝีมือของพิชิตมากกว่า ผู้ชายคนนั้นคำนวนไว้เสร็จสรรพให้เรามาอยู่ที่จุดนี้ได้พอดี อีกอย่างเขาคงต้องการอะไรบางอย่างจากเราด้วย ไม่งั้นคงไม่ช่วยเราให้เมื่อยหรอก”

        “มาช่วยเหรอ? ตอนไปเจอกันมันก็แค่บังเอิญไม่ใช่รึไง”

     ผมถามกลับไป ใช้คำว่ามาช่วยนี่มันแปลกๆ ตอนนี้เราอยู่ห่างจากจุดนัดพบไม่ไกล เลยแยกหน้าเข้าห้องโถงสำหรับชมวิวริมหอก็พอดี

        “ไม่ใช่ ตอนที่เจอกับฉันท่าทางเขามั่นใจมากๆ แล้วยังตอนจนมุมที่นายมาช่วยก็เป็นเขาที่นำฉันเข้าไป ทั้งหมดเป็นไปอย่างจงใจ เหมือนกับว่าหยั่งรู้..ไม่สิ ควบคุมไว้ทั้งหมดแล้วต่างหาก พระเจ้าชัดๆ”

     เอ่อ มันก็น่าอยู่หรอกเล่นทำให้ต้นไม้งอกจากปูน น้ำกระฉอกจากเหล็กได้เนี่ย...พระเจ้าของแท้เลยล่ะ   แล้วก็อีกครั้งที่แอนธอนกันตัวผมให้หยุดวิ่ง ตรงหน้าเราตอนนี้มีหัวมุมให้หักไปทางขวาเข้าหาห้องโถงโล่งๆ ตรงมุมมันเป็นป่าค่อนข้างรก เธอค่อยๆ ย่อตัวแหวกกกไม้ชะเง้อมองออกไปแล้วก็ยิงตรงคำสั่งเข้าสมองผม

        ‘ผู้ชายสองผู้หญิงหนึ่ง ชายหนึ่งหมดสภาพแขนซ้ายขาดต้องเป็นพิชิตแน่นอน... อีกสองคนยืนเอาปืนจ่อหัวอยู่ใส่ไอ้โม่งไม่เห็นหน้า มีอะไรพอใช้ได้บ้างมั้ย?

        “ไม่มีก็ไม่ใช่สมหวังแล้ว”     ผมชักมีดสั้นออกมาโชว์เธอ

        ‘คิดว่าแม่นแค่ไหน’

     ผมยกมีดขึ้นแล้ววางลงบนพื้น เธอเห็นดังนั้นก็ลั่นคำสั่งออกมาทันที

     แล้วก็เริ่มบทบู้อีกหนึ่งครา แอนธอนแหวกดงไม้ออกสุดแขนเบิกทางให้ผมขว้างมีดได้อย่างง่าย ผมจึงจัดท่าหงายใบมีดเหวี่ยงกรีดอากาศเข้าไปหาไอ้ที่กำลังจ่อปืนอยู่ทันที!

     เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่เราเริ่มดำเนินการ ไอ้มารหน้าโม่งนั่นมันกลับไหวตัวทันหันปืนยิงเข้าใส่ใบมีดจนปลิว! แต่พิชิตไม่ยอมให้มันจบแค่นั้น เขาชันตัวด้วยแขนข้างที่เหลือเตะตวัดด้วยท่าตีลังกาเข้ายอดหน้ามันไปเต็มรูป มันจึงหันมาจะยิงเขาแต่ช้าไปหลายวินาทีนัก แอนธอนพุ่งเข้าคว้าข้อมันแล้วบิดหักตามด้วยกระทุ้งหมัดเข้าคอหอยมันเต็มๆ

     สามต่อสองเหนือกว่าเห็นๆ ผมเข้าด้านหลังผูหญิงแล้วซัดหน้าจนหงาย ตามด้วยเน้นหน้าแข้งซ้ายใส่กลางลำตัวผู้ชาย แต่จังหวะนัวอย่างนี้มันยังจะ

        “ทำได้ไงวะ!”

     มันใช้แข้งผมที่เหวี่ยงสุดแรงเป็นแกนหมุนตีลังกาล้อเกวียน แล้วเวียนขากวาดพื้นเข้าปัดลานจนผมหน้าทิ่ม อั่ก!   แต่จังหวะที่มันจะซ้ำพิชิตก็คว้าปืนที่ตกไปมาจ่อมันแทน ส่วนผูหญิงนั่นกระโดดถอยไปด้านหลัง

        “โอ๊ะโอคดีพลิกซะงั้น ลูกเล่นเยอะเหมือนเคยเลยนะ”     ไอ้โม่งนั่นมันเอ่ยปากออกมาทั้งยกมือขึ้นเหนือหัว

     พิชิตที่ตอนนี้แขนซ้ายหายไปส่งสายตาให้พวกเราสองคนถอยห่างจากมันแทนที่จะเข้าสวม แปลกๆ อยู่นา

        “เฮ้ย นี่น่ะยังน้อย ที่จริงกะสอยมันทิ้งทั้งหอนี่เลยต่างหาก”     คำพูดของเขาดูราวกับรู้จักกันมาก่อน

     แอนธอนพุ่งเข้าสวมตัวผมจนลอยไปแนบชิดกับกำแพง! อยู่ดีๆ ทำอะไร..เฮ้ย!   จุดที่เรายืนอยู่เมื่อครู่เกิดไฟลุกท่วมรู้เหตุผลเลย พิชิตทิ้งปืนชักมีดทำครัวขึ้นมาสะบัดไปรอบตัวฉับพลันก็เกิดสายลมรุนแรงพัดเปลวเพลิงสลายไปหมดรวมทั้งตัวเขาก็พาลหน้าคะมำไปด้วย   ทัศนะวิสัยที่ดีขึ้นช่วยทำให้เราเห็นรอบๆ ได้ชัดเจน ผู้หญิงนั่นมันเดินเข้ามาหาพิชิตแล้วมองมายังพวกเราตามด้วยกล่าวคำชวนสงสัยออกมา

        “พวกแกสองคนรอดมาได้ยังไงเนี่ย ฉันอุตส่าห์เผาบ้านตามตูดไปแล้วแท้ๆ”

     ที่แท้นังนี่เองที่พ่นไฟไล่หลังผมตอนตกลิฟต์!   พิชิตยังคงใจเย็นยิ้มร่าเข้าหา ในขณะที่ผมกับแอนธอนทำท่าจะเปิดตูดหนีกันแล้ว แล้วเสียงของแม่สาวไฟแรงก็แดงออกมา

        “จบกันแค่นี้ล่ะ...”     มันยกแขนขึ้นแล้วเกิดกองเพลิงขึ้นรอบมือข้างที่ยก!

        “เปิดปากทั้งทีพูดได้แค่นี้เหรอ น่าสงสาร!!”

     พิชิตเน้นหนักท้ายประโยค มันต้องมีอะไรแน่!

        ‘ซวยแล้ว หมอบเร็วหวัง!’

     ไม่ต้องบอกก็หมอบอยู่แล้ว! ไม่ทันขาดคำของพิชิต ลำแสงขนาดมหึมาก็ผ่าตัวหอเข้ามาจากด้านบนเหนือหัวพวกเราไปแค่ไม่กี่เมตร มันฟันไล่ลงใส่ไอ้โม่งทั้งสองคนนั้น! ควันโขมงโฉงกลบทุกสิ่ง สายลมรุนแรงกระชากออกไปทางช่องที่เปิดจากรอยลำแสง



     ไอร้อนลอยขึ้นจากเหล็กหลอมแดง สิ่งที่แสดงตัวอยู่ตรงหน้าพวกเราตอนนี้ทำเอาหมดแรงลุกยืน...

        “นั่นมันอะไรน่ะ..หุ่นยนต์ยักษ์เหรอ กันดั้ม? โมบิลสูท? เอาจริงดิ!!!”

     ผมได้แต่ปากสั่นลั่นไม่เป็นศัพท์ออกไป พิชิตเห็นอาการของผมเข้าก็หันมาแนะนำให้ได้รู้จักกับมัน เครื่องจักรขนาดยักษ์มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ยักษ์สวมเกราะท่าทางดุดันที่ผุดมาจากรอยฟันนั้น ชื่อของมันคือ!

        “อสุรกายต่างหาก ชื่อทางการก็ Asura Gear เรียกย่อๆ ว่า AG เอาสะดวกเข้าว่า ฮ่าฮ่าฮ่า”

     สิ้นคำพูดนั้นหุ่นยนต์นั่นก็ลงจอดในท่าย่อชันเข่า เมื่อกี้ไม่รู้สึกตัวแต่พอตั้งสติได้แล้วไอ้หุ่นนี่มันสูงแค่ราวๆ 7-8 เมตรเอง ไม่งั้นมันเข้ามาย่อตัวในห้องโถงนี่ไม่ได้แน่   จากนั้นส่วนอกของมันก็เปิดออกแบบเลื่อนลง เผยโฉมนักบินออกมา เป็นผู้ชายหน้าหล่อผมขาวนัยน์ตาฟ้าสดสวมชุดที่ดูคล้ายจะเป็น PA แต่ไม่มีบูสเตอร์ที่หลัง เขาไม่พูดอะไรแค่ยิ้มให้ แต่พิชิตกลับหันไปพูดทักทายเหมือนคุยโต้ตอบ

        “ไอ้สองตัวนั่นหนีทันงั้นเหรอ? ช่างมันเถอะป่านนี้ไปไกลแล้ว......เฮ้ยไม่เอาน่าค็อกพิทมันไม่ได้แคบซะหน่อย......เรื่องนั้นไม่รับประกัน แต่รับรองเป็นไปตามแผน”

     แล้วแอนธอนก็เข้าสะกิดผมสายตาลุกวาว

        “หมอนั่นเหมือนกับฉัน! แถมรุนแรงกว่าด้วย”

     หา? อะไรหว่าที่ว่าเหมือน หือ ดูเหมือนเจ้านั่นจะหันมามองหน้าส่งสายตาให้แอนธอน แล้วทั้งสองคนก็ยิ้มให้กันอย่างน่าสงสัย เฮ้ยอะไรของพวกมันวะ!   พอทำท่าจะถามพิชิตก็ห้ามด้วยคำสั่งที่ต้องทำตามเด็ดขาด

        “เอ้าเฮ้ย! ถ้าไม่อยากตายก็รีบขึ้นมาในนี้เร็วเข้า ไว้ค่อยทักทายกันทีหลัง”

     เขาพยายามชันตัวที่สะบักสะบอมปีนขึ้นไปบนค็อกพิทของหุ่นตัวนั้น เห็นแล้วก็สงสารผมเลยช่วยพยุงขึ้นไป ข้างในดูเรียบกว่าที่คิดแฮะ มีแค่ที่นั่งของนักบินเป็นโครงกับคันบังคับนิดหน่อย แต่มันแคบสุดๆ เลย แค่สองคนก็เต็มแล้วยัดเข้าไปตั้งสี่คน

        “ไหนว่าไม่แคบไงพี่!”

        “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยากนะไอ้น้อง... จริงสิเธอสองคนสนใจจะมาร่วมงานกับฉันมั้ย?”

     แล้วค็อกพิทก็ปิดลงพร้อมกับที่พี่หัวขาวปิดหมวกเกราะออกตัวหุ่นยักษ์นี้ลอยลอดช่องที่ผ่าเข้ามา

        “งานอะไรกันคะ ป่วนเซนต์ลูเซียนงั้นเหรอ ถ้าเป็นอันนั้นฉันยินดีเลย”

     แอนธอนตอบกลับไป ท่างทางจะถูกใจในคำตอบพิชิตฉีกยิ้มจนแทบสุดแก้ม สายตาของเขาแลดูเจ้าเล่ห์ขึ้นทันตา ต่อด้วยอ้าปากพ่นคำที่ฟังดูยังไงก็โม้ชัดๆ ออกมา

        “ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง งานที่แท้จริงของฉันคือทำลายโลกนี้ทิ้งต่างหาก... อ้อ! แบบรูปธรรมด้วยนะ ไม่ใช่แค่นามธรรม”

     เขายื่นมือขวาที่เหลืออยู่มาทำท่าจะจับมือกับเธอ แต่แทนที่แอนธอนจะรับไมตรีนั้นไว้ทันทีเธอกลับคว้าข้อมือผมไว้ แล้วดึงมาจับมือร่วมกันเป็นสามประสาน เอ๋!

        “นี่ผมต้องร่วมด้วยเหรอ!? งานบ้าอะไรวะ ทำลายโลกเนี่ยนะ! เฮ้ย!”

     เขาพุ่งแขนเข้าคว้าคอเสื้อผมไว้เบาๆ แล้วพูดต่อดว้ยใบหน้ายิ้มแย้มแกมอุบาทว์

        “ยังไงซะแกมันก็หมดอนาคตไปตั้งแต่ตอนที่ถูกพวกมันเห็นหน้าแล้วว่ะ แถมพรสวรรค์ของแกมันก็ไม่ใช่ขี้ๆ ฉันจะขัดเกลาแกเอง! ดึงพลังที่มีอยู่มาใช้ซะ ความหวังกับความฝันน่ะถ้าไร้พลังที่จะคว้าไว้มันก็ไม่มีความหมาย!”

     ผมชำเลืองมองลงไปด้านล่าง จอภาพรอบทิศช่วยให้เห็นทิวทัศน์บนพื้นดินที่จากมานานเป็นอย่างดี ซึ่งตอนนี้มันมีแต่กองเลือดแดงฉาน หลุมระเบิดและเศษซากของอะไรต่อมิอะไรกองพะเนินเทินทึก แล้วหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง...

        “พลังเพื่อให้สมหวังเหรอ..เอาวะอย่างน้อยก็ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมล่ะ ตกลง!”



     มันก็ไม่เลวนักหรอกนะ เป็นวันที่ชวนให้คิดถึงจริงๆ แล้วเสียงเข้มของชายวัยกลางคนก็ดังผ่านเข้ามารบกวนการรำลึกของผม

        ‘แจ้งถึงนักบินทุกท่าน ตอนนี้ไอ้ผู้นำหน้ากวนบาทาของเราตูดร้อนอ้อนเข้ามาแล้ว เพราะงั้นปฏิบัติการ Beyond the Real จะเริ่มในอีก 60 วินาที เริ่มยิงขีปนาวุธนำร่อง’

     ภายในค็อกพิท AG ก่อนเริ่มงานนี่มันช่างน่าระทึกใจจริงๆ ทั้งที่ซ้อมมาเยอะแล้วแท้ๆ ขีปนาวุธลูกที่ว่าถูกยิงดิ่งลงสู่ผิวดาวสีฟ้าคราม มันจะลงไประเบิดเหนือน่านน้ำมหาสมุทรตามที่ตั้งไว้... ส่วนผมน่ะเหรอ ตอนนี้ก็อยู่ใน AG หนึงในสามตัวที่อุดอู้อยู่ในพ็อดชูชีพสำหรับดิ่งพสุธา ซึ่งลอยลำอยู่เหนือผิวดาวสีฟ้ากว่า 30,000 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

        “ปีกว่าแล้วสินะ วันนี้แหละผลของการฝึกฝนจะได้เผยให้ยลกันซะที ไม่มีค่าเทอมก็ทำให้ใจเหิมเกริมได้แฮะ”

        ‘หัวหน้าครับ ผมกลัวจังเลยว่ะครับ ผมจะมีโอกาสรอดไปตรับๆ น้องมุ่ยมั้ยครับ?’

     เสียงและใบหน้ายียวนของไอ้คุณกลอนดังรอดช่องสัญญานสื่อสารเข้ามา พูดจากวนโอ้ยเหมือนเดิมเลย

        “อันนี้ก็พูดยากนะ ถ้าปากยังเป็นอยู่แบบนั้น”

        ‘พูดจาไม่ให้ความหวังกันเลย ฉันจะคอยประคองมุ่ยไว้เอง’

     แต่น้องมุ่ยที่ว่าจ้องหน้าแกปานจะกินเลือดเนื้อเลยนะเว้ย

        ‘ใครประคองใครกันแน่! หน้าอย่างแกอย่าหวังจะได้แตะแม้แต่ปลายเล็บนิ้วโป้งตีนฉันเลยย่ะ!’

        “อย่าพูดมาก นิวเคลียร์ระเบิดแล้วยิงพ็อดชูชีพได้!”

     โอย ไอ้การฝ่าชั้นบรรยากาศนี่มันรุนแรงหนักหนากว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ มันสะเทือนแรงกว่าในซิมูเลเตอร์อีกนี่หว่า ไหนจะเสียงครืนชวนปวดหัวนี่อีก ท่าทางคนอื่นๆ ก็เป็นเหมือนผม ภาพใบหน้าของลูกน้องนักบิน 12 ชีวิต ที่ฉายให้ดูตอนนี้มีแต่ทำหน้ากระอักกระอ่วน บางคนก็พนมมือพึมพำบ้างก็กำจี้ห้อยคอสวดมนต์ แม้แต่หนูมุ่ยกับไอ้กลอนที่ปากดีใส่กันเมื่อกี้ก็ด้วย   จะปล่อยให้งานเปิดตัว Asura Gear พังไม่ได้เด็ดขาด ต้องโชว์ความเป็นผู้นำหน่อยแล้วเรา

        “อ้าวเฮ้ยไม่ทันไรก็ขี้ไม่ออกกันแล้วเรอะ! ถึงนี่จะเป็นครั้งแรกแต่ฟังให้ดีๆ ตอนนี้มีแค่พวกเราเท่านั้นที่เป็นความหวังของไอ้ผู้นำเฮงซวย ถ้าไม่อยากให้โลกสวยด้วยมือศัตรูก็จงทำตัวให้สมกับที่เป็นความหวังซะ! ไม่งั้นก็เอาความหวังของพวกแกมาฝากไว้ที่ฉันนี่ ฉันจะพาพวกแกไปเอาชัยชนะเอง! เพราะว่าฉันมันสมหวังมาตั้งแต่ชื่อแล้วไงล่ะ! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

        ‘เสียงลูกพี่ชวนปวดขี้กว่าอีกครับ!’

        “โอ๊ะเสียงใสใช้ได้เลยนี่ดีมาก! พวกเราเหล่าอสุรกายแห่งความหวังออกไปฆ่ามัน!!!”



เพลงที่ฟังตอนแต่งเรื่องนี้ มันจี้ดดีจริงๆ นะจะบอกให้
LP - Iridescent, In the End, By myself, With You, Breaking the Habit, Across the Line, Giving In, No Road Left
DAI - Yotaka no Yume, 1/100, Honoo, New World, Rakuen, Painful, Shinjitsu no Uta
Ebola - แสงสว่าง
Modern Dog - ตาสว่าง
Monoral - kiri
พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ - ตะเกียง, นักแสวงหา, แรงยังมี, หนุ่มน้อย
มาลีฮวนน่า - โปรดทิ้งฉันไว้ที่ปลายขอบฟ้า, นกบินลัดฟ้า, จันทร์ฉาย, อาวรณ์
OST Gundam UC - Desert, Mobile Armor, MAD-NUG, Life&Death
Rockman ZX Tunes - Wonder Panorama, Doomday Device, Snake Eyes, Innocence
สุรพล สมบัติเจริญ - เสียวไส้, มนต์รักป่าซาง, อุทยานผลไม้
Origa - Shining Future, Torukia
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: