หน้า: [1] 2 3 ... 7
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานหุ่นปีกแห่งฟ้า WingDam : CHAPTER 38 ปีกที่ฟื้นคืนชีพ  (อ่าน 43610 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มีนาคม 09, 2011, 09:19:29 PM »

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเคยคิดเคยฝันเอาไว้มานานแล้ว เพราะผมชอบหุ่นยนต์เอามากๆเลยละครับ  

หลังจากที่กระผมติดการ์ตูนแนวนี้มานาน (รวมทั้งกระทู้ Super Robot Wars The Star Chronicle Section ด้วยครับ) ผมพึ่งจะลองหัดเขียนฟิวลงกับเค้าบ้างเป็นครั้งแรก วิธีการเขียนของผมอาจจะอ่านยากไปบ้าง(เขียนไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่) ดังนั้นถ้าทุกท่านด้อ่านก็ขอรับคำชี้เแนะด้วยครับ...

ปล. ผมไม่ค่อยถูกกับเรื่องภาษาซักเท่าไหร่นัก หวังว่าคงจะไม่มีคำผิดหรืออะไรประหลาดโผล่ออกมานะ ฮะๆ (ตัวเองเขียนเองแท้ๆ... )

-----------------------------------------

CHAPTER  0  เสียงเพรียแห่งความหวังและหายนะ  (แก้ใหม่)

ในทะเลแห่งดวงดาวที่กว้างใหญ่ที่ควรจะมืดมิดนั้น แต่แม้กระนั้นก็ไม่มืดมิดเสียทีเดียว ณ ที่แห่งหนึ่งห้วงเวลานี้มีแสงที่สว่างและส่องประกายสีเขียวจรัส แสงนั้นสามารถมองเห็นได้ไกลออกไป จนเป็นที่สังเกตุเห็นของหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์สองสามเครื่องของคณะสำรวจ ตอนนี้ได้ติดตามเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ทุกเครื่องล้วนมีสีน้ำตาลอ่อนทั่วทั้งตัวสูงประมาณ 18 เมตร และมีสัญลักษณ์ติดอยู่ที่หัวไหลด้วย ซึ่งเป็นรูปโลกสีเขียวและน้ำเงิน บนปีกนกสีขาว สัญลักษณ์ของกลุ่มองค์กรณ์อิสระที่พึ่งได้มีการรวมตัวได้ไม่นานมานี้ ในที่สุดสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต้องทำให้พวกเขาอึ้งไม่น้อยกับแสงของพลังประหลาดที่แผ่ออกมาแบบไม่มีวันหยุด ของปริศนา...

“หัวหน้า นี่มันคืออะไรกันครับ” คนขับหุ่นสำรวจเครื่องหนึ่งถามถึงอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนมีแสงสีเขียวส่องออกมาจากภายใน ถ้าพูดให้ถูกแล้ว มันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ถูกฝังไว้ในนั้นพยายามส่องแสงออกมาภายนอก เสียมากกว่า

“ไม่รู้ แต่ว่ามันปล่อยคลื่นรังสีออกมาด้วย ระวังหน่อยละ เริ่มทำการวิเคราะห์ได้” เสียงจากหุ่นอีกเครื่อง และหุ่นที่อยู่ด้านหลังสุดเริ่มปลดอุปกรณ์ตรวจสอบจากแพ็คหลัง ไล่วิเคราะห์ตามพื้นผิววัตถุต้องสงสัยช้าๆ ไม่นานนักเสียงสัญญาณจากระบบมิเตอร์ดังขึ้นจนแหลมปี๊ดจนปิดเสียงแทบไม่ทัน ต้องรีบถามกลับไปร้อนลน

“พบแหล่งพลังงานที่ไม่ค่อยเสถียรอยู่ภายในนั้นคะ หัวหน้า เอาไงต่อดีคะ”

“ชั้นได้ติดต่อยานของพวกเราไห้มารับตัวอย่างนี้แล้ว ลำพังพวกเราคงขนกลับไปลำบาก ที่เหลืออย่าพึ่งทำอะไรภารการ คอยดูแลความปลอดภัยรอบๆด้วย เดี๋ยวๆ.... จะทำอะไรน่ะ!” เครื่องที่น่าจะเป็นหัวหน้าเกิดเอะใจมองทางลูกทีมคนนึงทำอะไรน่าสงสัย เห็นค้นอุปกรณ์ชิ้นนึงออกจากตัวไม่บอกกล่าว

“งั้นก็...ขอทุบเลยละกัน!” ชายที่ขับเครื่องนั้นเกิดทะลึ่งลงมือลงบนก้อนอุกกาบาท ด้วยสว่านเอนกประสงค์ที่พกติดแขนเข้าไป อุปกรณ์พื้นฐานของพวกเค้าที่เปลี่ยนกาใช้งานเป็นโล่ หรือขวานได้ด้วย งานนี้หัวหน้าและเพื่อนร่วมทีมอีกคนสะดุ้งร้อนตัวทันที

“หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ อลัน!”

หากเสียงของทั้งสองคนนั้นมันสายไปเสียแล้ว เมื่อทุกอย่างเข้าปะทะกันจนเสียงดังก้องสะท้อนออกมา แต่ทุกอย่างก็เงียบฉี่นานสองนาน สงสัยมันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นละมั้งเนี่ย!

“โถ่… ไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นเลย อย่าตกใจให้ชั้นใจหายแบบนั้นสิ หัวหน้า เซเวีย”

“ไอ้บ้านี่ หัวหน้าก็บอกแล้วไงว่าไม่ให้ก่อเรื่องภารการ เกิดตู้มตามยิ่งกว่านิวเครียล์ขึ้นมาพวกเราซวยกันหมดนะ หัวขี่เลื่อยของนายทำได้แต่เรื่องหน้าเสียวหน้าขวานรึไงยะ ฉอดๆๆ”

เสียงแว๊กน้ำไหลไฟดับยาวยืด เพื่อนร่วมงานสาวฉุนขาดไล่ด่าต่อหน้าจอให้ควันฟุ้ง อีกฝ่ายกลับยิ้มไม่ยี่หร่าเลยซะนิด ก็เล่นปิดเสียงสัญญาณสื่อสารซะหมด เลยไม่ได้ยินทุกรึร้อนอะไรเลยนอกจากเห็นแค่ปากแม่สาวบนจอที่ขยับให้ไฟแลบ เลยแม้แต่น้อยจนทั้งสองโล่งใจได้เปราะนึง

“เอ... ไฟในนี้เสียแล้วรึไงนั่น ไหนๆ ปิดมันตรงไหนเนี่ย”

ทว่าอีกซักพักบางอย่างเริ่มแปลกไป ห้องคนขับของชายคนนีเกิดเริ่มสว่างขึ้นผิดปกติ จนเขาเริ่มควานหาสวิตควบคุมแสงที่สงสัยเกิดเสียกลางคันด้วยความสงสัย

ทว่ามันไม่เป็นผล เขาพึ่งจะรู้ตัวว่ามันไม่ใช่แสงภายในหุ่น แต่ออกมาจากจอมอนิเตอร์ต่างหาก อุกกาบาตปริศนาดันเปล่งแสงออกมามากขึ้นไปอีก มากขึ้นเรื่อยๆ แสงเริ่มแสบทรวงจนมองไม่เห็นฟ้าสีดำรอบๆ ตาฝ้ามัวไปหมด

แล้วเกิดการระเบิดออกมาโดยรอบ หุ่นของทุกคนได้รับความเสียหายจนกระเด็นไป แต่มีเพียงเขาที่ได้เห็นบางอย่างที่อยู่ภายในแสงจ้าสีเขียวอร่ามนั้น ก่อนที่หุ่นของเขาถูกแสงนั้นกลืนเข้าไปจนเปลี่ยนสภาพไปเป็นสีเขียว และความรู้สึกของเขาก็ได้หายไปในแสงนั้น…
……………………………………….

ในแสงสีเขียวที่สว่างจ้าแม้แต่พื้นก็เป็นสีเขียวนั้น เด็กหนุ่มอายุราว 20 หลงมาอยู่ที่แห่งนี้แล้วเข้าให้ เขาควานมองดูรอบอย่างลนราน ทันใดนั้นเอง เกิดแตะตาหญิงสาวคนนึงยินอยู่ด้านหน้าลางๆ ที่เธอยืนอยู่ปลายทางดูเหมือนจเป็นสุดเส้นขอบฟ้าที่ไกลยิ่งกว่า เธอค่อยๆก้าวเข้าไปหาทีละก้าว ทีละก้าว จนเริ่มเห็นเธอได้ชัดเจนขึ้นทั้งสัมผัสด้านเวลานั้นกลับไม่ถึงนาที เธอมีใบหน้าที่ขาวเกลี้ยงสะอาดสะอ้าน ผมสีทองทอลงแผ่นหลังพริ่วไหวเป็นประกายที่งดงามบริสุทธ์ ทั้งในชุดกระโปรงสีขาวแนเดียว ดูเลดั่งนางฟ้าที่เดินทางลงมาจากสวรรค์ เพื่อมาหาเค้า

“แปลว่าชั้นกำลังไปสวรรค์แล้วงั้นรึ เห้ยจริงดิ ตูไม่น่าหาเรื่องซวยแบบนี้เลย แล้วพวกเธอละ แย่แล้วววว....”

“ยังไม่แย่หรอกค่ะ... ตอนนี้ดิชั้นสามารถพูดยืนยัดคุณได้ชัดเจน ว่าคุณยังมีชีวิตอยู่ค่ะ” เสียงอ่อนหวานละมุนหูทำให้ชายโสดเลิกบ้าได้ แต่หน้าตาเหรอหรานั้นทำให้เธอเริ่มตอบข้อคาใจที่ชายคนนี้ไม่ได้พูดออกมา ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ดิชั้นยินดีที่ได้พบคุณ คุณเป็นคนเดียวที่ฉันได้มีโอกาสพบได้ในตอนนี้ แต่ตัวฉันเองก็มีเวลาไม่มากแล้ว ดังนั้นฉันจึงมีเรื่องจะขอร้องคุณ”

“เรื่องอะไรหรือ!” เด็กหนุ่มที่ยังงงกับคำพูดของนางฟ้าตกสวรรค์ที่ได้มาอยู่ตรงหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ ใจนึงแอบคิดอยากจะขอพรให้ตัวเองสมหวังในเรื่องหนึ่ง แต่อีกใจรับรู้ว่าต้องงานเข้าแน่ๆตามสไตย์หนังฝรั่งที่ชอบดูบ่อยๆ

ท่าจะชัดว่าเป็นอย่างหลัง เมื่อเธอได้ถือลูกแก้วทรงกลมสีเขียวมรกตที่มีขนาดพอพอเหมาะกับมือของเธอออกมา ซึ่งดูคล้ายกับลูกแก้วทำนายอนาคตก็มิปาน เด็กหนุ่มที่ยิ่งงงกับคำพูดที่แปลกประหลาดจับจ้องเธอไปซักพักใหญ่ ก่อนที่จะ…

“เด็กที่คุณได้พบเค้านี้ ฉันขอฝากให้ช่วยดูแลและปกป้องเด็กคนนี้ด้วยนะ จนกว่าที่เค้าจะพบกับคนที่เค้าตามหามาตลอด”

“หา เธอว่ายังไงนะ!”

เธอพูดเหมือนลูกแก้วแปลกๆนี้เป็นลูกในใส้ซะอย่างนั้น ไม่รู้เป็นอีเวนต์บังคับรึไง เขาเกิดเผลอไปรับมอบลูกแก้วนั้นกับมือซะอีก ในใจร้องโอดครวนด้วยความงี่เง่าของตนเอง

“นี่เธอคิดหลอดให้ชั้นทำอะไรกันแน่ มาพูดให้รู้เรื่องกันก่อนดิ ” อลันทั้งตะโกนและวิ่งเข้าไปหา แต่ยิ่งวิ่งก็เหมือนยิ่งร่วงลงไปด้านล่าง ที่นี่เหมือนเล่นตลก ทั้งที่ตัวเธอกลับยิ่งลอยขึ้นไปหาแสงสว่างด้านบนแทน เค้าก็กำลังร่วงลงไปในความมืด ร่วงลงไป ร่วงลงไปอีก เสียงนั้นก็ตอบกลับมาแผ่วเบาเป็นครั้งสุดท้าย

“เพื่อไม่ให้เหล่าดวงดาวและจักรวารแห่งนี้สูญสิ้น”

.................................................

แอ๊กกก.....เจ็บๆๆ

แล้วเขาก็ลงไปกองอยู่บนพื้นที่มีตัวตนจริงๆไม่ใช่แค่ความมืด พอมองดูไปรอบๆห้องนี้มันก็พยาบาลดีๆนี่เอง สรุปก็คือเขาละเมอตกลงมาจากเตียงนั่นเอง!

อลันได้ยืนขึ้นมาอย่างช้าๆ ดูสภาพโดยรอบห้องพักนึงราวกับพึ่งหลุดออกมาจากความฝันที่แปลกประหลาด ก่อนเธอจะโดนหญิงสาวในชุดนักบินสำรวจสีน้ำตาลเขกหัวเข้าอย่างจัง ทำให้เขารู้สึกตัวแล้วว่าตอนนี้เขาได้รับการช่วยเหลืออยู่ในสถานีอวกาศขนาดใหญ่บนวงโคจรของดวงจันทร์ เป็นสถานีวิจัยทรัพยากรณ์ของสหพันธ์โลก และเรียกที่นี่ว่า “RC+”

“ตาทื่มนี่เพี้ยนไปแล้วมั้ง เดี๋ยวก็ได้ตายหรอกยะ รู้มั้ยว่านี่เล่นนอนอู้เป็นตายเท่ากันไปตั้งสามวันแล้วนะ อยากตายอีกรอบหรือไงกัน”

“นี่ชั้นหลับไปนานขนาดนั้นเลยรึ เซเวีย”

หนุ่มน้อยนามอลันยืนยันคำถามที่เขาสงสัยต่อหน้าสาผู้ร่วมงานจอมวีนครั้งผ่านมา หญิงสาวผิวเหลือง ผู้ไว้ผมดำยาวถึงต้นคอไว้ผมหน้าม้าปิดหน้าไว้แถบนึง แถมด้วยใบหน้าบูดเสียเนื่องจากความติ้งต้องของเขาเองไปเรียบร้อยแล้ว ชื่อของเธอคือ “คาเซบี เซเวีย ” สาวสวยที่ไม่ค่อยถูกคอกับอลันซะเลยทั้งที่เขาเองยังสงสัย

“แล้วเจ้าอุกกกาบาตนั้นละ”

“ตอนนี้เหลือแค่แกนกลางที่ยังอยู่ดีหลังระเบิด จะว่ามันระเบิดก็ไม่ใช่ พวกเราทั้งสามไม่เห็นบาดเจ็บเสียหายอะไรเลย จะมีแค่นายนี่แหละที่หมดสติเอาดื้อ แถมหุ่น ACT ของนายยังโดนย้อมกลายเป็นสีเขียวแบบเดียวกันอีก เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮากันมาก ชั้นเองก็ยังมึนๆกับเรื่องบ้าๆนี้อยู่เลย”

“ของใจ พูดซะยาวเยียดเลย แล้วไอ้นั้นละเป็นไงต่อ คงใช่กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดให้ชั้นเข้าไปสู้อะไรแบบนั้นหรอกนะ...”

อลันพูดด้วยสายตาชวนขนลุก แต่กับโดนสาวเซเวียแถสายตาอาฆาตกลับจนยอมแพ้ พึ่งนึกได้ว่าตนเป็นตัวก่อเหตุ

“ใจเย็นน่าอลัน เซเวีย! แกนกลางอุกกาบาตถึงจะเหลือแค่ฝ่ามือหุ่น ACT ก็กู้กลับมาได้สำเร็จ โชคยังไม่ทอดทิ้ง เพราะดร.เคมัส กับ คร.นิเทพารัส ตรวจสอบพบเรื่องดี มันยังสามารถปลอยพลังงานปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องได้ในปริมาณที่สูงมาก มากเกินพอให้สถานีอวกาศที่พวกเราอยู่ตอนนี้ทำงานอยู่ได้ด้วยซ้ำ ตอนนี้พวกเค้ากำลังช่วยกันทำการวิจัยกับเศษอุกกาบาตชิ้นนั้นอยู่ บางทีอาจสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันบนโลกก็ได้”

“หัวหน้า....!”

เสียงของหัวหน้ากลุ่มผู้ที่ดูเหมือนผู้ดีและมีฐานะ แถมใบหน้าที่ทั้งขาวและหล่อหน้าตาดีอีก ด้วยผมน้ำเงินเข้มยาวที่ผูกมัดไว้ และได้รับความไว้วางใจจากทุกคน ชื่อจริงเขานั้นคือ “นาซิล L เจวาด้า” แต่ไม่ค่อยมีใครเรียกกันเท่าไหร จนทุกคนก็เรียกเขาติดปากว่าหัวหน้ามาโดยตลอด แต่ที่สำคัญหัวหน้าได้คอยช่วยเหลือทั้งอลันและเซเวียมาโดยตลอด ตั้งแต่ที่พวกเราได้มาอยู่ร่วมทีมเดียวกัน

แต่ที่อลันหัวเสียกว่า คือปฏิกิริยาของเซเวียนั้นกลับดี้ด้าทันตาเห็นเมื่อหัวหน้าเข้ามา ทำยังกะเป็นคนละเรื่องกับเค้าเองเสียด้วยซ้ำ ราวกับโดนวัดกันคนละมาตรฐานซะงั้ง แต่ก็ไม่น่าปวดหัวพอเท่าไอ้ความฝันพิลึกพิลั่นนั้นได้อยู่ดี แต่ว่า...

“ถ้าสำเร็จก็คงดีเนอะ หัวหน้า” เธอร้องทักพร้อมส่งสายตาไปที่หัวหน้า โดยที่นาย “อลัน วิมลกาล” รู้สึกถึงบางอย่างจากเธอได้

“เหนื่อยหน่อยนะ แต่ก็ขอบคุณมาก คุณอลัน” แขกรับเชิญปรากฏตัวออกมาที่ประตูห้อง ตัวดร.เคมัส ผู้รับผิดชอบได้เข้ามาเยี่ยมอลัน ก่อนจะขอบคุณทุกคนที่อยู่ในห้องและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้นพบครั้งนี้ จนอลันสะดุ้งทันทีที่เห็น

แต่อนาคตนั้นสุดท้ายของผู้คนที่นี่ ก็ยังไม่อาจคาดเดาได้ดั่งเดิม
บันทึกหมายเหตุ
ปีคริสศักราชใหม่ที่ 127 สถานีวิจัยอิสระ RC+ ที่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามคำเรียกร้องของสหพันธ์โลก เพื่อการวิจัยสำรวจอวกาศนอกวงโคจรเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและความเป็นอยู่ของมนุษย์ซึ่งเป็นอุดมการณ์ของที่แห่งนี้ โดยมีกระผม ดร.เคมัส เป็นแกนนำในการก่อตั้งองค์กร พวกเราได้พยายามกันอย่างเต็มที่เพื่อความพัฒนาของมนุษยชาติที่ยั่งยืนต่อไป จนกระทั้งในวันที่ XX/XX/127 [ข้อมูลปกปิด ระดับ A] ทีมสำรวจได้ค้นพบสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย นั่นคืออุกกาบาตปริศนาที่ร่องลอยอยู่ในอวกาศถูกค้นพบโดยบังเอิญ รวมทั้งปริศนาของแหล่งพลังงานประหลาดที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากภายในอีกด้วย กระผม ดร.เคมัส กับ ดร.นิเทพารัส และคณะจึงได้เริ่มตั้งใจศึกษาและวิจัยอุกกาบาตเหล่านี้อย่างจริงจังขึ้นมาโดยตลอดต่อจากนั้นเป็นเวลาหลายเดือนเพื่อไขความลับของสี่งนั้นอยู่ แม้ผลการวิจัยที่ได้รับมานั้นจะยังไม่สามารถหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลได้ในตอนนี้ แต่สิ่งที่พวกเราพยายามค้นคว้าได้นั้นยังคงคืบหน้าต่อไป จนกว่าสามารถไขความลับที่จะสามารถนำมาใช้พัฒนาสิ่งใหม่ๆและการสำรวจในอวกาศที่ไร้ที่สิ้นสุดเหล่านี้ได้ต่อไป
ดร.เคมัส อานาเธอร์ และคณะ

บันทึก ณ เดือน 10 หลังจากการค้นพบ คริสศักราชใหม่ที่ 127



เวลาก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนหน้ากระดาษ นับ 7 เดือนให้หลังการค้นพบครั้งนั้น แต่การวิจัยของสถาบันวิจัย RC+ อย่างเรื่องอุกกาบาตปริศนาก็ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร วันนี้เองที่ชั้นได้เห็น ดร.นิเทพารัส คนสนิทของ ดร.เคมัส เดินผ่านแถบโซนโรงอาหารอย่างขยันขันแข็ง แต่ก็ดูเหมือนรีบร้อนไม่น้อยเลยทีเดียว คงเป็นเพราะเจ้าอุกกาบาตปริศนานั้นอีกแล้วละซิ อีกเดี๋ยวก็คงมีงานวิจัยเร่งด่วนเข้ามาแต่เช้าอีกแล้วแน่เลย

“แล้วตัวเราละ”

ไม่ทันจะได้คิดก็มีเสียงทำให้ต้องทิ้งเรื่องพวกนั้นหายไปกับอากาศทันที

“อ้าว อลัน นายแอบนอนหลับอยู่ในเจ้าเขียวอีกแล้วหรือ ดูไม่ได้เลยละ” หัวหน้าผู้มาพร้อมกับเก๊กหนาหล่อๆมาแต่ไกลมองดูหนุ่มเซอที่ผมทั้งดำทั้งฟูตั้งราวกับไม่ได้หวีผมมาเป็นชาติ บวกกับเสื้อกล้ามขาวและกางเกงสั้นลายทหารเขียวอีกจนผู้คนที่พบเห็นต้องขยับหนีด้วยซ้ำ “อลัน วิมลกาล” ผู้ที่พึ่งตื่นนอนจนดูงัวเงียได้จ้องมองเขามาทั้งที่กำลังล้างหน้าอยู่แท้ๆ

“ช่วยไม่ได้นิ ก็ผมมันลุกกลับเข้าห้องไม่ไหวแล้วละ หัวหน้าเองนั่นแหละไหงดูฟิดเปรี้ยทั้งที่พึ่งเจองานนรกแบบนั้นเนี่ย ถึงผมจะรู้อยู่แล้วก็เถอะ เหอะๆ...”

อลันยังคงตาไม่สว่างง่ายๆ และยังพล่ามถึงภารกิจเมื่อวานที่เหนื่อยแสนสาหัส เจ้างานที่ว่านั้นก็คือ การบินไล่ตามลำแสงที่ถูกบีบอัดอนุภาคจากอุกกาบาตดังกล่าว แล้วยิงออกไปภายนอกสถานีวิจัยอวกาศของ RC+ ต้องผ่านสิ่งกีดขวางที่ลอยในอวกาศมากมาย ทั้งนี้เพื่อต้องการวัดระยะทางการเคลื่อนที่ของพลังงานที่ไปได้ไกลสุด เพื่อความแม่นยำที่สุดจึงหนีไม่พ้นหน้าที่ทีมของหัวหน้าอลันที่ต้องออกลุยเดี่ยว บินตามทิศที่ลำแสงเคลื่อนที่ไป นับว่าเป็นงานที่ยุ่งยากมากสำหรับพวกเขา เพราะขนาดติดอุกกรณ์เสริมเจ็ตเพิ่มแรงขับแล้ว ยังไล่ตามลำแสงที่ถูกตั้งลิมิตความเร็วที่ต่ำสุดไม่ทันเลย ทั้งยังเกือบวูบตายหลายไหนเพราะประสานงานกับเหล่าดาวเคราะห์น้อยและขยะอวกาศมากมาย ที่ล่องลอยรอให้ตีบวกเป็นว่าเล่นอยู่แถวๆดาวอังคารซะแล้ว

“ตอนนั้นชั้นต้องยอมแพ้นายเลยละ นายเก่งจริงที่ทำจนจบภารกิจได้ อลัน”

แน่ละที่หัวหน้าพูดออกแบบนี้ ก็สถานการณ์ตอนนั้นมันมีเพียงอลันเท่านั้นที่ตามมันเป็นคนสุดท้าย คนที่สามารถบินไล่ตามมันไปได้จนถึงที่สุดก่อนที่จะถึงขีดจำกัดของลำแสงนั้นซะอีก ด้วยACTเครื่องประจำตัวที่เป็นสีเขียวผิดแปลกกับชาวบ้าน และประสิทธิภาพที่ผิดแปลกเหนือกว่าชาวบ้านทั้งที่เป็นรุ่นเดียวกันแท้ๆ จนชาวบ้านอิจสาตาร้อนไปตามๆกัน

ยังโชคดีที่พวกอลันได้บินไปไกลแค่ดาวอังคาร แต่คราวหน้าอาจต้องไปไกลถึงดาวเสาร์เลยก็ได้นะ...

“อย่ามาคาดหวังกับผมนักเลย ขอละ...” อลันตอบรับแบบหน่ายใจนิดๆราวกับว่าตัวเขามักเหนื่อยมากกว่าใครเพื่อน ซึ่งเขาก็แลมองไปทางหุ่นสำรวจที่เขาขับประจำอยู่ ซึ่งมันได้กลายเป็นสีเขียวทั้งตัวแบบแก้ไม่หายแล้ว ตั้งแต่ตอนนั้น แต่สาเหตุหลักก็เพราะเขาได้ฝันประหลาดๆอีกแล้ว ฝันถึงผู้หญิงตรงนั้น

“ทำงาน ทำงาน ทำงานกันได้แล้ว!” เสียงของสาวที่พุ่งมาจิกหัวอลันอย่างเคยดังมาจาก เซเวีย เหมือนทุกครั้งไป ซึ่งอลันเองก็โง่ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเคยทำเรื่องที่เธอต้องอับอายจนเธอไม่ถูกชะตาด้วยมาตลอด เลยมักโดนเธอเล่นงานตอบอยู่เป็นนิจ

“กำลังจะไปอยู่นี่ไงละ คุณที่โหล่” อลันบ่นใส่เธอที่ดูเหมือนไม่ค่อยเข้าใจตัวเขาเลยชักเท่าไหร่ ทั้งที่เธอเองก็ใส่เสื้อยูนิฟอมแค่ท่อนล่าง ส่วนบนเป็นเสื้อกล้ามขาวโชว์เนินนูนกลมออกมาชัดเจน แถมกำลังยัดขนมปังทาเนยเข้าปากอย่างเร่งรีบต่อหน้าทุกคนราวกับจงใจยั่วอลันจนท้องร้องซะงั้น แต่ก็เป็นปกติของเธอนิ เพราะเธอไม่ใช่คนใจเย็นแต่แรกแล้ว ที่แน่ๆภารกิจเมื่อวานเธอต้องถอนตัวออกไปเป็นคนแรกเลยด้วย

“ไหนลองพูดอีกทีซิ อลัน” เซเวียที่ถูกแทงใจดำเรื่องนั้นเริ่มของขึ้นอีกแล้ว แต่ไม่ทันที่เธอได้เข้าไปขย้ำอลันจนเดี้ยงนั้น ก็มีประกาศจาก ดร.เคมัส ดังขึ้นทั่วทั้งในสถานีอวกาศ RC+ พวกเขาทั้งหมดจำต้องรีบไปยังห้องโถงเพื่อฟังประชุมแผนการวิจัยขั้นต่อไปทันที

อีกด้านหลังจากที่ ดร.เคมัส ได้ประกาศรวมตัวกันแล้ว เขาได้คิดจะเดินไปยังห้องเก็บชิ้นงานตัวอย่างวิจัยเพื่อเตรียมการทดสอบที่กำลังจะเริ่มขึ้น ตัวเขาเองอยู่ในสภาพที่ภายนอกอาจดูคล้ายตาแก่ที่สติไม่เต็มบาท แต่เขาก็เป็นถึงกลับหนึ่งในอัศรียะในยุคนี้ที่มีความคิดล้ำเลิศ จนหลายคนให้ฉายาว่า “ไอน์สไตน์” แห่งยุคใหม่ทีเดียว

“ถ้าการทดลองขั้นสุดท้ายนี้สำเร็จ ทุกสิ่งทุกอย่างโลกเราจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างแน่นอน” คำพูดที่ดูไม่เต็มบาทเลยนี้กลับออกมาได้อย่างมั่นใจก่อนที่เขาก้าวเข้าไปในห้องนิรภัยพิเศษที่เก็บชิ้นงานตัวอย่าง ซึ่งนั่นก็คืออุกกาบาตในตอนนั้นนั่นเอง แต่ว่า

“นี่มัน!”

ดร.เคมัสที่เห็นสภาพภายในห้องที่ผิดปกติ ทั้งกล้องวงจรปิดที่หันอยู่ในมุมอับราวกับถูกเบี่ยงแบนจากบางสิ่งบางอย่าง ลักษณะพื้นของห้องที่ดูเหมือนทิ้งรังสีหรือความรู้สึกจากพลังงานที่มองไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เขาได้รีบไขรหัสเปิดตู้เซพสำคัญที่เก็บสิ่งนั้นไว้ แต่กลับต้องพบกับความว่างเปล่าภายในแทน

เอี๊ยดๆๆๆ เสียงตู้นิรภัยถูกเปิดด้วยรหัสของเค้าเอง ลางร้ายทำให้ใจก็หายวาบทันที ชิ้นอุกกาบาตที่เคยอยู่ภายในนั้นได้หายไปเสียแล้ว

ตูมมมมม....ครืนนนน!

“สถานีวิจัยกำลังสั่นไหว แรงขนาดนี้ไม่ใช่แค่ระบบควบคุมปั่นป่วน เกิดอะไรขึ้นข้างนอกกันแน่”

ลางร้ายที่เขานึกออกยังไม่หยุดแค่นี้ แรงสั่นสะเทือนที่ผิดปกติได้ส่งผ่านไปทั่วสถานีอวกาศแห่งนี้จนทำให้ทุกคนเริ่มตื่นตระหนก ด้านนอกสถานีวิจัยเอง ภายใต้เงามืดในอวกาศที่ควรจะเงียบสงบไร้สิ่งรบกวนนั้น ก็ปรากฏหุ่นยนต์ ACT รูปแบบมนุษย์เครื่องสีดำจำนวนมากที่ไม่ปรากฏบนสัญญาณเรด้าเลย พวกมันกำลังพุ่งเข้ามาหาและจู่โจมเข้าสถานีอวกาศแห่งนี้อย่างบ้าคลั่ง ทั้งรูปร่างผิดแปลกที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจนดูเหมือนอสูรกายมากกว่า การเคลื่อนไหวว่องไวดุจสัตว์ป่ากระหายเลือด ดูยังไงก็ไม่ใช่ทั้งหุ่นรบของทหารสหพันธ์หรือพวกกลุ่มโคโลนี่อื่นๆแน่

ตูมๆๆๆ! เปรี้ยงงงงงง......!

ระบบต่างๆภายในเริ่มรวนจนเป็นอัมพาตใช้การไม่ได้ ไฟฟ้าภายในถูกตัดขาดจากแรงระเบิดภายนอกสถานี พวกอลันได้รีบวิ่งไปยังโรงเก็บหุ่นเพื่อหาทางทำอะไรบางอย่าง ทั้งที่พวกเขาเองไม่เคยที่จะสู้รบหรือยิงกันจริงๆเลยแม้แต่น้อย แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แม้แต่น้อย รวมทั้งหุ่นของพวกเขาไม่ได้ติดอาวุธรบแบบกองทหารด้วย แน่ละก็เดิมทีมันใช้เพื่อการสำรวจทรัพยากรณ์เท่านั้น

“เอาไงดีคะหัวหน้า” เซเวียขานประจำที่ในค๊อบเพิลหุ่น ACT ของเธอ ในขณะที่หุ่นกำลังเตรียบติดตั้งปืนกลขนาดเล็ก Auto Machine gun และโล่ขนาดใหญ่ เตรียมออกตัวจากสถานีอวกาศอย่างลังเล

“นั่นสิ พวกเรายังไม่รู้วัตถุประสงค์ของพวกข้างงนอกเลย จากสถานการณ์แล้วคงเป็นทหารอาชีพแน่ พวกเราออกไปอีกคนก็ตายหมดครบคนนั่นแหละถ้าไม่วางแผนให้ดีก่อน”

“คิดว่ายังไง อลัน”

“หัวหน้าไม่หน้าถาม ก็ต้องสู้ ปกป้องบ้านของพวกเราไง” อลันเริ่มตอบแบบเครียดๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับถึงเวลาที่โดนทวงสัญญาบางอย่างก็ไม่ผิดเพี้ยน รางสังหรณ์ของเขาเตือนถึงเรื่องสำคัญที่สุดบางสิ่ง ก่อนที่เรื่องนั้นจะหายไปจากหัวจนหมดสิ้นด้วยเสียงตอบกลับของเพื่อนสาว “ยุ่งไม่เข้าเรื่องยะ”

“เอาละ มันก็เป็นอย่างที่อลันว่านั้นแหละ ชั้นส่งแผนการเอาตัวรอดทางระบบไปให้คร่าวๆแล้ว ถ้าร่วมมือกันตามแผนยังพอยันคู่ต่อสู้ไว้ได้จนถึงเวลานั้น ไปกันได้แล้ว”

หัวหน้าอมยิ้มอารมณ์ดีกับลูกทีมที่ไม่เสียขวัญกำลังใจไป เขาเอ่ยสั่งทีมออกตัวไปพร้อมกับเสียงตอบรับจากพวกเขาทั้งสอง หุ่นคณะสำรวจของทั้งสามพุ่งออกไปทันที พร้อมกับเครื่องหน่วยอื่นเองเริ่มพากันกรูกันออกมาจากโรงเก็บเพื่อต้านผู้บุกรุก

ตูมมมม....!

ในขณะที่นักบินออกตัวไปจนหมดไม่ทันไร เสียงระเบิดก็ดังตามมาจากผนังทันที เหล่าทหารชุดดำที่ถือปืนมาพร้อมกันถ้วนหน้ารอเวลาปรากฏตัวที่ดีที่สุด ทั้งหมดเริ่มสวยโอกาสบุกเข้าไปด้านในที่ไร้การป้องกัน ยิงปืนกราดใส่ทุกคนที่ขวางหน้าอย่างเลือดเย็น ด้วยผู้คนที่เหลือมีแต่พวกนักวิจัยไม่ใช่เหล่าชาตินักรบ ทางที่พวกทหารผ่านไปต่างไม่มีใครรอดแม้แต่คนเดียว หายนะกำลังมาเยือนที่สถานีอวกาศแห่งนี้แล้ว


สถานการณ์ด้านนอกยิ่งตรึงมือหนัก หุ่นของกองกำลังลึกลับเข้าต่อสู้กับหุ่นต่อต้านที่มีทั้งจำนวนที่น้อยกว่า ฝีมือที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นทหารมืออาชีพ แถมทั้งทางด้านประสิทธิภาพที่ผิดกันอีกด้วยอาวุธที่ไม่มีใครคิดจะได้เห็นอย่างอาวุธลำแสง ทำให้กองกำลังต่อต้านของ RC+ ที่มีอยู่ไม่สามารถต้านทานการบุกรุกที่หนักหน่วงนี้ได้ จรวดและกระสุนแสงแปลกๆมากมายพุ่งเข้ามายังสถานีอวกาศ RC+ และการระเบิดกับเปลวไฟที่ยิ่งรุกลามไปทั่วทุกหนทุกแห่งพร้อมเสียงกระสุนที่ตามมาติดๆ

ตูมมม...

“หน่วย 1 ที่เก่งที่สุดตายหมดแล้วเนี่ยนะ นรกชัดๆเลย”

พวกของอลันเริ่มหายไปทีละคนสองคน อลันเองกำลังตั้งโล่กันปืนที่ยิงมาจากหุ่นสีดำสองสามเครื่องที่โอบล้อมหุ่นสีเขียวของเค้า แค่ยิงปืนออโตเมติกสวนกลับยังถูกหลบได้หมดทุกนัดไป

“แผนที่ใช้ตอนนี้มันเวิร์คแน่ๆแล้วหรือ หัวหน้า ทางพวกเราเริ่มหายไปกันทีละคนสองคนแล้วนะ”

“ตาอลัน แผนหัวหน้าไม่เคยทำให้พวกเราผิดหวังซักครั้งนะ อย่ามาพาลปากสุนัขสิยะ” เซเวียร้องโมโหใส่เจ้าตัวเดือดดานที่ว่าหัวหน้าคนสำคัญแบบเข้าข้าง แต่แท้จริงแล้ว ครั้งนี้เธอเองก็แอบหวั่นไม่มั่นใจแล้วเช่นกัน เมื่อหุ่นของพวกเธออีกเครื่องมาระเบิดต่อหน้าต่อตาเซเวียในระยะแค่วงแขน

และเงามรณะด้านหลังนั้น มันกำลังยิงอัดกระสุนเหล็กแหลมจากข้อมือใส่ทางเป้าหมายใหม่ ซึ่งก็คือเธอนั่นเอง

 แกร๊งๆๆๆ

“อย่ามัวเหม่อสิยายนี่ อยากรับกระสุนตายนักรึไง มันมาแล้วนะ”  

กระสุนแหล็กแหลมสะท้อนโล่สีเขียวจนหมดผิดกับหุ่นผู้เคราะห์ร้ายก่อนหน้าที่โล่โดนเสียบฝังลึกในโล่ด้วยซ้ำ หุ่น ACT สีเขียวโมโนโทนตกเป็นเป้าสายตาพวกมันทันที เพราะตัวที่หาเรื่องเซเวียก่อนโดนโล่โหมดสว่านเจาะทะลุกลางอกเป็นจุลรายแรกของพวกมัน ใจของเซเวียเองยังเต้นแรงต่อหน้าความตาย จนไม่อาจกล่าวพูดขอบคุณออกมาได้

“อลัน สภาพเซเวียคงไม่ไหวแล้ว นายคุ้มกันพาเธอออกไปจากที่นี่ซะ หนีไปให้ไกลที่สุด!”

คำพูดนี้ทำให้อลันอึ้งทันตา หัวหน้าที่เขรู้จักทำตายอมแพ้กับแผนการของตน แผนการที่ทำให้เซเวียหวาดกลัวจนหมดสภาพจะสู้ต่อไปแล้ว ดังไปพร้อมกับหุ่นรบพวกมันอีกเครื่องที่กระแทกเข้าใส่หัวหน้าจนกระแทกกับผนังสถานีอวกาศ ตัวหุ่นสะเทือนทั้งร่างจนขยับไม่ได้พักนึก มากพอเป็นช่วงเวลาความเป็นความตายที่มันชักดาบที่มีแต่ด้ามเปล่า หากแต่มันกลับเปล่งแสงสว่างออกมาเป็นเส้นยาวยืดเท่าความสูงหุ่น ACT หรือก็คือดาบลำแสงดีๆนี่เอง

หัวหน้ากำลังรอดาบเล่มนั้นเข้าเสียบปักพร้อมกับสถานีอวกาศ ในฐานะหัวหน้าที่ทำเรื่องผิดพลาดจนลูกทีมตองตกอยู่ในอันตรายครั้งนี้

แต่ก็มีอีกคนๆนึงที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิตด้วยเช่นกัน เป็นเซเวียที่เข้ามาฟาดฟันขวานเอนกประสงค์ใส่ผู้ปองร้ายคนสำคัญตรงหน้า

“อย่าตายนะคะ หัวหน้า”


“บ้าน่า พวกนั้นต้องการงานวิจัยของพวกเราไปงันหรือเนี่ย” ดร.เคมัสที่รู้ได้ในทันทีว่าพวกเขาต้องการแย่งชิงสิ่งที่พวกเขากำลังวิจัยอยู่แน่จึงยี่งเป็นห่วงมากขึ้นและรีบตามหาทันที ตามทางเดินที่ไฟยังคงไหม้รามไปทั้ว ทั้งยิงเสียงฝีเท้าที่ดังสนั่นเกินกว่าจะเป็นคนธรรมดา เหล่านักรบเดนตายต่างวิ่งกรูตามมากันไม่หยุดไม่หย่อน เขาต้องวิ่งหลบกระสุนตามทางที่ลอยเกลื่อนและผ่านร่างกายของผู้คนที่นี้จนต้องแนบนิ่งไปกับพื้นกันหลายคนแล้ว ดร.เคมัส ต้องหาทางเอาชีวิตรอดตอนนี้ให้ได้ แล้วตามหาชิ้นส่วนหินอุกกาบาตนั้นให้พบโดยเร็ว ซึ่งเขาวิ่งผ่านทางเดินเชื่อมไปแกนกลางของสถานีวิจัย สถานที่ที่น่าจะปลอดภัยที่สุดของสถาบันวิจัยตอนนี้

สถานที่ซึ่งเหมาะกับการซ่อนของที่ปลอดภัยที่สุด สิ่งนั้นบางที อาจอยู่ที่นั้นเป็นได้…!

ตูมมมมม....

ทว่าจนเกิดการระเบิดของกำแพงและพื้นที่เขายืนอยู่ ทำให้ ดร.ร่วงลงไปสู่เบื้องล่างด้วยแรงดึงดูดเสมือนจริงอย่างแรง ด้านล่างแรงดึงดูดที่ต่ำลงผิดปกติเสมือนเบาะรองรับร่างของเค้าได้เหมือนจงใจ เลยไม่จบที่เป็นเศษซากกองเนื้อเหมือนตรงไม่ไกลไปนัก

“ดีเลย! ในที่สุดนายก็มาถึงที่นี่จนได้นะ ดร.เคมัส”

เสียงคนที่เขาคิดไว้ดังขึ้นในห้องใหญ่ใจกลางสถานีอวกาศนี้ ซักนำสิ่งที่ถูกเก็บใว้ใจกลางออกมาใหได้เห็น ในที่สุดเมื่อเขารู้สึกตัวก็ต้องพบกับสิ่งที่ไม่ควรจะมีตั้งแต่แรก มันกลับไม่ใช่สิ่งที่เขาตามหามาตั้งแต่แรก แต่ของที่ตามหาก็อยู่ที่นั้น มันคือหุ่นยนต์ ACT รูปทรงอลังกาลงานสร้างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตถูกซ่อนอยู่ในใจกลางสุด คนที่ว่านั้นก็ออกมายืนยันความจริงที่ ดร.เคมัสไม่อยากจะเชื่อ

“ดร.นิเทพารัส”

“ไม่เป็นไรนะหัวหน้าคะ” เซเวียมองดูมันเครื่องนั้นถอยฉากออก ปากเอาแต่พล่ามเพ้อหาหัวหน้าที่รอดตัวไปด้วยความยินดี

หากในสายตาหัวหน้านั้นกลับไม่เหลือซึ่งความยินดีนี้เลย ตอนนี้หุ่นเครื่องนั้นหยุดอยู่ที่ระยะห่างนึง กระบอกปืนยาวเท่าความสูงหุ่นถูกพับขึ้นมาตั้งไว้บนไหล่ ไม่กี่วินาทีแสงสว่างที่ถูกชาร์ทจนเสร็จพุ่งเป็นเส้นตรงเข้าหา เป้าหมายเป็นเขาเอง ลำแสงผ่านตาอลันด้วยความเร็วสูงกว่าที่เคยไล่ตามไปทางสถานีอวกาศ ที่ทั้งสองอยู่

“อันตราย...”

อลันตะโกนสุดชีวิตก็สายไปก้าวนึง ลำแสงมันเร็วมากจนพวกเค้าที่พึ่งเห็นไม่มีทางบินหลบพ้นได้แน่

เครื่องของหัวหน้าถูกกระแทกออกไปนอกลำแสงอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่ไม่ใช่ในสายตาอลัน เพราะความช่วยเหลือนั้นทำให้ผู้ช่วยโดนลำแสงเข้าอย่างจัง โดยมีหัวหน้ามองดูอยู่ด้านหลัง

“เซเวีย!” อลันตะโกนร้องด้วยความตกใจพร้องรีบบินไปหา แต่ก็ถูกยิงจากด้านหลังจนไม่อาจไปได้ทัน โชคที่เธอมือไวพอให้กันด้วยโล่สารพัดประโยชน์ได้ แต่อนิจจัง ผลลัพท์ของความต่างชั้นด้านเทคโนโลยี โล่ส่วนที่รับแสงเริ่มหลอมเป็นรูที่จุดเดียว และคงทนได้อีกไม่ถึงวินาที

“ไม่ต้องห่วง ไม่มีสิ่งที่ทำอะไรชั้นได้หรอกน่า”

เซเวีย เธอพูดประโยคนี้ผ่านช่องสื่อสารของหัวหน้าและอลัน แลยิ้มส่งผ่านหน้าจอหัวหน้าและอลัน รอยยิ้มอันอ่อนหวานสมหญิงเป็นครั้งแรกและสุดท้ายสำหรับอลัน ด้วยเปลวไฟที่ราวไปยังข้อต่อรวมทั้งที่ค๊อบเพิล ลำแสงทะลวงโล่จนหักผ่านเข้ากลางหุ่นของเธอ กระจกหมวกนักบินเซเวียแตกเป็นเสี่ยงต่อหน้าจออลัน ร่างกายหญิงสาวอาบไปด้วยแสงมลายหายไปสิ้น หุ่นเธอระเบิดสิ้นซาก ทั้งลำแสงนั้นยังทะลุผ่านไปยังสถานีอวกาศ อีกหนึ่งชีวิตที่หายไปอย่างสมบูรณ์

“เซเวียยยยย....!”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 24, 2014, 11:05:09 AM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2306


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 09, 2011, 09:33:27 PM »

บอร์ดTSCเวลาลงอะไรยาวๆเกินไป บอร์ดจะตัดอัตโนมัติครับผม เพราะงั้นขอแนะนำให้แยกส่วนแล้วโพสดีกว่าครับ อย่างกระทู้นี้เอง บรรทัดสุดท้ายก็โดนตัดไปครับผม
บันทึกการเข้า

WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 20, 2011, 09:22:58 PM »

"เชเวีย.... อ้ากกกก!"

อลันเห็นเซเวียตายไปต่อหน้าปลดปล่อยความโกรธจนเกินลิมิต ประกายอนุภาคสีเขียวค่อยๆลอฟุ้งออกมาจากหุ่นที่มีสีเขียวของเขาเช่นกัน เป็นสัญญาณให้ศัตรูทุกเครื่องยิงกระหน่ำใส่ทันที

อลันพุ่งบินหลบปืนที่ยงมาอย่างต่อเนื่องจากหุ่นห้าเครื่องด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสิทธิภาพของเครื่องมาก แล้วเขาได้ไล่ยิงพวกมันที่พยายามหลบแต่สามารถยิงถูกภายใน 6-7 นัด ราวกับถูกอ่านทางได้ หุ่นตัวที่สองถูกยิงระเบิดในไม่กี่อึกใจ หุ่นที่เหลือต่างพากันกรูมาพร้อมกันทั้งสามด้าน แต่อลันและหุ่นสีเขียวก็หายไป

ซวบบบ... หุ่นเครื่องนึงที่หลงหาตัวเหยื่อสีเขียวดันถูกทะลวงด้วยสว่านจากด้านหลัง โล่สว่านนั้นเปลี่ยนรูปร่างเป็นใบขวานกระซากร่างนั้น พร้อมกวาดอีกสองเครื่องที่ยังหลงทางขาดเป็นสองส่วน รัศมีวงขวานสว่างไล่เป็นวงกลมที่มีอลัยเป็นศูนย์กลาง แสงที่หายไปเป็นดั่งฉนวนระเบิดหุ่นทั้งสามจนหมด ในที่สุดหุ่นเขาอลันก็ได้แสดงพลังส่วนนึงที่ได้รับจากหินอุกกาบาตนั้นแล้ว ดังการวิจัยขั้นสุดท้ายของ ดร.เคมัส ที่คิดว่าพลังที่เกิดขึ้นนั้นอาจขึ้นอยู่กับจิตใจของคนที่สัมผัสกับมันโดยตรง

“ที่เหลือก็พวกที่ยังโจมตีอยู่รอบนอก แต่ว่าเซเวีย เธอ....”

อลันที่เสร็จเรื่องทางนี้ทำท่าจะหลั่งน้ำตา แต่ก็เลิกคิดหันกลับไปมองทางหัวหน้าที่แนบนิ่งไม่ยอมขยับออกจากจุดเดิม ราวกับยังช๊อกเรื่องของเซเวียไม่หาย อลันไม่คิดที่จะฝืนใจเขาให้สู้ต่อไป ทว่าเกิดแรงระเบิดจากมิสซายขึ้นที่ด้านนอกของสถานีอวกาศ หุ่นของหัวหน้าที่เริ่มขยับขึ้นมาอีกครั้งได้บินเข้าไปในรูระเบิดที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ยอมบอกกล่าวเลยแม้แต่น้อย

“หัวหน้า เดี่ยวก่อน!”

อลันที่บินตามหัวหน้าไปด้วยความเป็นห่วง ใจของหัวหน้าบางทีอาจแตกสลายไปเสียยิ่งกว่าเขาเองก็เป็นได้ แต่มีหุ่นอีกหลายเครื่องที่เข้ามาขวางหน้ากันไมม่หยุดไม่หย่อนราวกับพยายามกัยเขาเอาไว้อย่างตั้งใจ

“หนอย หลบไปซะเจ้าพวกบ้า! ย๊าย!”


ด้านในใจกลางสุด หุ่นรบที่มีลำตัวสีเขียวเหมือนหุ่นของอลัน แต่แขนขายังคงเป็นสีขาวนวลเหมือนหุ่นของสหพันธ์ทั่วไปที่เป็นต้นแบบ ที่สำคัญยิ่งกว่าคือที่ส่วนอกของมันกลับถูกติดตั้งด้วยลูกแก้วสีเขียวมรกต สิ่งนี้เองที่ ดร.เคมัสจำได้ดี มันก็คือแกนกลางของชิ้นส่วนอุกกาบาตที่หายไป เลยเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้

“คุณ ทำไมถึงได้สร้างของแบบนี้ขึ้นมากันแน่ รู้มั้ยว่านั่นแหละสาเหตุการมาของพวกทหารพวกนั้น”

“ใช่แล้วละ สหพันธ์โลกเคยขอให้ชั้นช่วยสร้างให้...”

คำตอบของ ดร. นิเทพารัส ผู้ยืนอยู่ต่อหน้ากับหุ่นยักษ์ และตัวเค้าเอง ดร.เคมัส ยิ่งทำให้ความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด เขาไม่อย่างจะเชื่ออีก ดร.นิเทพารัส ที่เขาทั้งนักถือและภูมิใจนั่นเอง ที่เป็นคนแอบพัฒนาหุ่นรบตัวนี้ด้วยเทคโนโลยีลึกลับจากหินอุกกาบาตนั่นให้กับทางสหพันธ์โดยที่ไม่มีใครรู้

“ทำไมถึงได้เห็นแก่ตัวแบบนี้ คิดว่าทำเพื่อให้ได้เพิ่อเงินมาเนี่ยมันดีแล้วใช่มั้ย?”

“ชั้นไม่มีเวลามากแล้ว” ดร.เคมัสโกรธมากที่ได้เห็นโดยที่ ดร.นิเทพารัส ไม่เอ่ยปากคำใดแก้ตัวเลยแม้แต่น้อย แต่กลับพยายามควบคุมตั้งให้หุ่นถูกเก็บเข้ากระสวยอวกาศและเตรียมส่งลงไปบนพื้นโลกอีก

“คุณมัน กล้าหักหลังเพื่อนอย่างผมได้ ผมไม่ยอมปล่อยให้คุณเอามันไปได้เด็ดขาด” ดร.เคมัสจึงวิ่งเข้าไปต่อยด้วยแรงพยาบาท

ตุ๊บ ร่าง ดร.นิเทพารัส รับหมัดเข้าไปอย่างจัง ถึงอย่างนั้น ดร.นิเทพารัส กลับไม่ขัดขืนหรือหลบเลยแม้แต่น้อย ทั้งรอรับหมัดต่อไปด้วยควมตั้งใจของตัวเอง ดร.เคมัสรู้ซึ่งถึงความผิดปกติจากคนที่รู้จักดีคนนี้ แต่ก็ยั้งมือไม่ได้เช่นกัน

“ตูม! ปังๆๆๆ”

เสียงห้องที่ถูกระเบิด และปืนที่ดังมาโดยที่ไม่ทันยั้งตัว ดร.ทั้งสองไม่ทันระวังด้านอื่นถูกกระสุนยิงเข้าไปจนล้มฟลุกทั้งคู่ ดร.นิเทพารัส โดนที่จุดสำคัญมากกว่าสามนัดกำลังหายใจอย่างรัวริน ผิดกับ ดร.เคมัสที่โดนแค่ขาขวากับแขนขวาเท่านั้น ซึ่งพึ่งรู้ตัวว่าเค้าถูกผลักไปในจังหวะที่กระสุนพุ่งเข้ามาพอดี ก่อนที่เหล่าทหารได้ก้าวเข้ามาในห้องด้วยการนำของบุคคลคนนึง

“อะไรกัน ผมไม่นึกว่าคุณจะทำแบบนี้เลยนะ ไหนว่าจะยกเจ้านั่นให้ผมไม่ใช่หรือครับ ดร.นิเทพารัส” เสียงจากผู้นำเหล่าทหารทำให้ ดร.ทั้งสองต้องตาค้าง เพราะใบหน้าของชายคนนี้

“ไม่มีวันซะละ ตั้งแต่ที่ชั้นได้รู้นิสัยที่แท้จริงของนาย ที่ต้องการแค่พลังอำนาจเพื่อตัวเองแล้ว เพราะเจ้านี้จะต้องเป็นความหวังของโลกและมนุษย์ชาติเท่านั้น ไม่ใช่แก อ๊าก!” เขาถูกยิงที่ขาอีกนัดจนร้องด้วยความเจ็บปวดเจียนตายจ้องมองหน้าของมันผู้นั้นอีก

“ช่างดื้อดึงอะไรแบบนี้ ทั้งที่ฝั่งผมยื่นข้อเสนอที่ดีกว่าพวกสหพันธ์อ่อนแอนั้นเสียอีก คุณสามารถสบายไปทั้งชาติด้วยข้อเสนอของผมด้วยซ้ำไป คงว่ากันไม่ได้นะสำหรับความโง่งมของคุณเอง ดร.นิเทพารัส เอาละ...จะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทันนะ”

ชายแก่ผ้เจ็บปวดยิ่งกับร่างที่ยึดติดและสมบัติที่ยึดแน่น ชายแก่กลับยิ้มออกมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ กับสิ่งที่ยึดมั่นยิ่งกว่าเป็นคำตอบที่ไม่ถูกทำลายไปเฉดเช่นวัตถุนิยมทั้งหลาย

“ลูกผู้ชายไม่ผิดสัตย์ถึงสมกับเป็นลูกผู้ชาย ชั้นไม่มีทางให้นายได้สิ่งนั้นไปเด็ดขาด” ดร.เคมัสอึ้งกับคำตอบนั้นมาก ทั้งที่ตนเคยด่าทอนด้วยเหตุผลเดียวกัน โลกที่เขารู้จักนี้มันชักตารปัตร์ไปกันใหญ่แล้ว

“งั้นช่วยไม่ได้ละ” เหล่าทหารทุกคนเตรียมยกปืนขึ้นมาเตรียมสังหาร ดร. ทั้งสองทิ้งเสียแล้ว บัดนี้พวกเขาไม่มีทางที่จะรอดกลับไปได้เลย นิ้วมือของทหารเริ่มสอดเข้าไปยังไกปืน M16 และนิ้วชี้ที่ค่อยๆเคลื่อนที่ผลักตัวเหนี่ยวไกที่ได้ถอยหลังนับเวลาเสียงแห่งความตายในเสี้ยวอึกใจ

“ปัง! โครม!” เสียงที่ดังก้องราวค้อนขนาดยักษ์ พาผู้มาเยือนตกลงมาจากเบื้องบนจนพื้นห้องสั่นสะเทือนไปทั่ว และกวาดทหารรับจ้างเลวที่ตั้งท่ายิงล้มหงายไปจนหมด และกระสุนที่ถูกกั้นด้วยหุ่นขนาดยักษ์ที่มีกายสีเขียว และทุกอย่างรอบตัวราวหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

“หัวหน้า เป็นยังไงบ้าง อย่าไปคิดมากเรื่องของเซ…..” อลันที่คิดจะมาช่วยกลับต้องช๊อกอีกครั้ง ในเมื่อเห็นสภาพ ดร.ทั้งสองถูกยิงบาดเจ็บ ขึ้นสาหีสไปคน กับอีกคนที่เป็นเหมือนฝันร้ายที่ยังไม่หายไป…

“นี่มันหมายความว่ายังไงกัน หัวหน้า” คนที่อลันพูดด้วยนั้นเป็นคนเดียวกับคนสั่งการที่ยกปืนเตรียมยิงสอง ดร.ไม่ผิดแน่ แต่อลันไม่อยากให้เป็นอย่างที่คิดจึงถามซ้ำกลับไป

“เรื่องนี้มันก็….”  เขาอ้ำอึ้งพูดไม่ออกอยู่พักใหญ่ สายตาสบมองมาทางอลัน และส่ายไปทางสอง ดร. อลันอยากหวังคำตอบที่ทำให้เค้าไม่เคยผิดหวัง แต่ความจริงจากปากของคนตรงหน้าเหมือนเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งในใจ ด้วยคำที่ไม่อยากได้ยินจากปาก

“ก็อย่างที่เห็นนั้นแหละ อลัน”

“อะไรกัน.....หัวหน้า! ทั้งหมดที่ผ่านมามันเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งหมดเลยรึ ทั้งชั้น ทั้งเซเวีย” น้ำเสียงของอลันเริ่มเปี่ยมไปด้วยโทสะอีกครั้ง ทั้งที่พวกเขาเห็นหัวหน้านั้นเป็นทั้งผู้นำที่ดี เพื่อนสนิท หรือแม้แต่คนที่เซเวียชอบ เป็นคนที่อยากก้าวตามให้ทัน

แต่รอยยิ้มแฝงบนใบหน้าชายคนนี้กลับไม่ใช่หัวหน้าที่เคยรู้จัก รอยลักยิ้มของคนโลภกกว่าหัวใจมนุษย์

“ก็มันเป็นงานของชั้นนิ งานใหญ่มากด้วย แถมยังต้องใช้เวลานานเป็นปีกว่าจะมาถึงวันนี้ได้อีก นายน่าจะเห็นใจชั้นหน่อยนะที่ทนอยู่มาได้จนถึงตอนนี้โดยไม่ถูกจับได้ เอาเป็นว่าถ้านายร่วมมือกับชั้น เงินที่ได้ครั้งนี้จะได้อยู่สบายไปทั้งชาติเลยนะ อลัน ว่าไง”

คำพูดนี้ทำให้อลันถึงกับพุ่งปรี๊ดถึงจุดสูงสุดโดยทันที

“แก!”

แกร้งงงง!  ขวานที่เหวี่ยงลงมาอย่างบ้าคลั้งไร้ปราณีเป็นลำตรง หากแต่มันไปไม่ถึงตัวชายที่เคยชื่อว่าเป็นหัวหน้าที่ดี ดาบสีทมินของหุ่นปริศนาฉานสะบัดต้านจนหุ่นกลุ่มสำรวจสีเขียวเซลง ฝ่าเท้าลักสายตาเข้าจนหุ่นลอยกลิ้งลงพร้อมอลัน หุ่นปริศนาสีแดงฉานชี้ดาบทมินด้วยรูปลักษณ์ที่เหมือนกับหุ่นที่บุกมาทุกประการ คุ้มกันเจ้าหัวหน้าพร้อมกับการยิ้มเยะเย้ยอันเย้อหยิ่ง

ณ ช่วงเวลาวิกฤตสำคัญนี้เอง หัวหน้ากำลังขึ้นหุ่นเครื่องนั้นหมายเข้าปริชีพหนุ่มผู้สิ้นหวังกับความจริง ใต้เงาหุ่นนั้นเอง ใครบางคนกำลังเคลื่อนไหวจนไม่มีใครรู้ตัว

“ตอนนี้ละ เอาเลย!”  

ดร.นิเทพารัส ที่นิ่งกับพื้นอาการสาหัสส่งสัญญาณให้ ดร.เคมัส ที่ยังพอขยับตัวถึงทางรอดสุดท้ายไหว กดสวิตปุ่มสังการเข้าคอลโซลทันที เสียงไซเรนดังถี่ขึ้นเหมือนเร่งเวลาอันตรายจนพวกทหารตื่นตระหนก ชื้อเวลาสุดท้ายที่แคปซูลกระสวยเข้าที่ให้ ดร.นิเทพารัส กดยืนยัดครั้งสุดท้าย

เสียงระเบิดดังทำลายเสาค้ำใจกลางพินาศ ส่งหุ่นลับที่อยู่ตรงนั้นหายไปตามท่อส่งปลดปลอยออกไปจากสถานีอวกาศ นั่นก็มากพอให้หัวหน้าเลิกคิ้วไม่พอใจเต็มสองตา หุ่นทหารรับจ้างสีแดงละสายตาจากอลันทันทีที่รีบปัดขวานที่เข้าหาทิ้งไป

“เจ้าพวกด๊อกเตอร์บ้า!”

หัวหน้ารีบขับหุ่นหนีออกไปทั้งทิ้งลูกน้องเอาไว้พร้อมกับอลันและด๊อกเตอร์ทั้งสอง ห้องใจกลางแห่งนี้ที่เสียแกนกลางอันเป็นหัวใจหลัก ผนังโครงเหล็กที่ต้านทานการโจมตีไม่ไหวก็เริ่มเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรวดเร็วทันตา สัญญาณความล่มสลายของสถานีวิจัยอวกาศ RC+ แต่ถึงอย่างนั้นอลันยังรักชีวิตตัวเองน้อยเกินไป จนต้องเข้ามายืนรับโครงเหล็กชิ้นนึงที่ลงสู่ร่างสอง ดร.ผู้เคราะห์ร้าย และพวกทหารที่เหลือต่างจมลงในกองเศษซากที่ทับถมจนทั่วถึง

“ดร.เคมัส ดร.นิเคพารัส”

“ไม่ต้องห่วงพวกเราแล้ว ตอนนี้รีบตามพวกนั้นไปเถอะ พวกเราเป็นถึงนักวิจัยสติเพื่อง แค่นี้ไม่พอลากชีวิตพวกเราไปหรอก”

“พูดอะไรกัน ดร.เคมัส พวกคุณโดนยิงกันเจ็บสาหัสทั้งคู่นะ ถ้าขาดพวกคุณแล้วงานวิจัยจะสำเร็จได้ยังไงกัน”

“นายคืออลันสินะ! รีบไปเร็วเข้า ปกป้องสิ่งนั้นจากพวกมัน มีแต่นายเท่านั้นที่ทำได้ อนาคตของโลกใบนี้ขึ้นอยู่กับนายแล้ว…อั๊กๆ” ดร.นิเทพารัสที่สั่งพร้อมกับกระอักเลือดออกมา ซึ่งอาการแทบเรียกได้ว่าได้แต่นับถอยหลังเวลาตายของตนเท่านั้น ซึ่งยิ่งทำให้อลันยิ่งเป็นห่วงทั้งคู่มากขึ้น

“แต่ว่า…” อลันหยุดพูดอึ้งตัวเองทันที ความคิดแปลกๆผุดขึ้นมาในหัวเพียงชั่วครู่ อลันเองพึ่งจะนึกขึ้นมาได้ถึงคำสัญญาของเขากับสาวน้อยปริศนาในความฝัน หรือว่าคำใบ้ของสิ่งที่เค้าต้องปกป้องที่ว่านั่น...

“ไปซะ ทางนี้พวกเราจัดการกันเองได้ เร็วเข้า” ดร.เคมัสสั่งเป็นครั้งสุดท้าย อลันลังเลจนวินาทีสุดท้ายที่หยุดมือเข้าหาสองนักวิจัย มือก็ต้องยอมกำหมัดแน่นทุบผนังค๊อกพลิกด้วยความเจ็บใจ อลันตัดใจยอมบินจากไปในที่สุด ทิ้งชายทั้งสองไว้เบื้องหลังด้วยความตั้งใจของทั้งสองเอง กับเพดานบนที่ยุบตัด้วนแรงดึงดูดที่ไม่เสถียรแล้ว

ถึงจะเหลือเพียงแค่สองคนแล้ว ทว่า ดร.เคมัส ก็ไม่ยอมหนีไปจากที่นี่ด้วยระบบลี้ภัยฉุกเฉินไป แม้เพียงคนเดียว ตาคู่นั้นยังเข้าจ้องมองร่างที่หายใจรัวรินรอเวลาหายไป

“นิเทพารัส ทำไมนาย ถึงได้สร้างของพรรณนี้ขึ้นมากันแน่ เพราะมันถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไม่ใช่รึไงกัน”

เสียงหอบหายใจฝืนยิ้ม ชายแก่ผู้นี้กัดฟันสุดทรมาน เพียงเพื่อกล่าวถ้อยคำปิดตำนานของตัวเองต่อหน้าคนๆนี้

“นั้น…เพราะว่าชั้นได้ไปเห็นอนาคต ที่เลวร้าย…ยิ่งไปกว่านี้อีกนะซิ” ดร.นิเทพารัส จ้องกลับไปหาเค้าด้วยสีหน้าที่จริงจังยิ่งกว่าชีวิตของตนที่ไกล้ดับมอด แววตาของเขาในตอนนี้นั้นปราศจากทั้งความโกรธต่อ ดร.เคมัส และการยึดติดใดๆ แล้ว ในสายตาของผู้ฟังสนทนาก็เช่นกัน

“รู้มั้ย ตั้งแต่ตอนที่ชั้นได้สัมผัสกับมันครั้งแรกน่ะ….แสงของมันทำให้ได้เห็นการสูญสลายของโลกนี้ในอีกไม่นาน ซึ่งไม่คิดว่าจะมีใครที่ไหนมาเชื่อความคิดไร้สาระของชั้น ถึงได้ปิดเอาไว้…ขอโทษด้วย”

“นี่นาย เนี่ยมัน…”

“มีเพียงแค่สิ่งนั้นเท่านั้น ที่จะเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียว…ที่จะช่วยกอบกู้โลกนี่ได้ ผู้ครอบครอง “ปีกแห่งสายลมและความหวัง WingDam”

“หยุดพูดได้แล้ว พอเถอะน่า” ดร.เคมัสทนไม่ได้กับคำพูดแสนจะเกินตัว ไม่อยากให้คนที่อยู่ในมือตอนนี้ต้องฝืนทรมานไปมากกว่านี้อีกแล้ว ด้วยปากเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียวของตนเองที่ผ่านมา

“เพราะงั้นชั้น…ถึงได้…สร้างมัน…ขึ้นมา...ด้วย…ตัวเอง…” เสียงที่ค่อยๆหายไป พร้อมกับคำพูดสุดท้ายของชีวิตของ ดร.นิเทพารัส สุดท้ายเลือดที่ไหลออมมาจนท่วมตัวปลดปล่อยดวงวิญญาณอีกดวงให้กลับสู่ความสงบอีกครั้ง โดยสมบูรณ์

“อย่างงั้นหรือ นิเทพารัส”

เสียงที่ตอบรับความรู้สึกสุดท้าย อีกทั้งให้อภัยกับเรื่องทุกอย่าง ดร.เคมัส ค่อยๆยืนขึ้นต่อหน้าคนที่ได้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ก่อนที่เสียงระเบิดจะดังขึ้นอีก การโจมตีที่แห่งนี้ยังคงไม่หยุดลงได้ง่ายๆ เค้าทำได้แค่อธิฐานให้ความหวังนี้อยู่รอดปลอดภัยจนกว่าถึงเวลานั้น  เวลาแห่งความหวังที่คนๆนี่พูดทิ้งท้ายไว้ ก่อนที่แสงเห่งการทำลายล้างจะผ่านมายังร่างของเขา เวลาที่ห้องแห่งนี้หายไปท่ามกลางแปลวเพลิง พร้อมกับจุดจบของสถานีวิจัย RC+



กระสวยลี้ภัยที่เก็บซ่อนหุ่นลึกลับรุ่นใหม่ตัวนั้นได้พุ่งออกมาจาก RC+ ที่เปล่งแสงไปทั่วในความมืดของทะเลดาว ยานลำน้อยเปลี่ยนหันทิศไปยังดาวเคราะห์สีฟ้าคราม โลกที่รอคอยการมาด้านหลังดวงจันทร์ ด้านหลังเองหุ่นรบสีแดงพร้อมกับหุ่นเครื่องสีดำ พวกมันบินตามออกมาในเวลาไม่นาน เพื่อแย่งชิงพลังที่ยิ่งใหญ่นั้นแทน

“จะไปไหนมิทราบ สมบัติผู้พลังของชั้น”

ลำแสงขนาดใหญ่ถูกยิงออกมาจากหุ่นสีดำในแนวหลัง กระสวยอวกาศระเบิดเป็นพลุกระจายเด่น แต่ในแสงนั้นบางอย่างยิ่งไม่หยุดมุ่งไปต่อ หุ่นที่อยู่ด้านในเหมือนถูกห่อในเปลือกไข่ขนนกยังตั้งหน้าบินต่อไปเรื่อยๆโดยไร้จิตสำนึกใดๆ

“พวกนาย ไปเอาตัวมันมาให้ชั้นซะ!”

ฉับบบ.... ตูม!

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เจ้าบ้าหัวหน้า!”

แววตามันผู้นั้นเปลี่ยนไปมองหาต้นเสียงที่ไม่พึงประสงค์ อลัน พร้อมกับหุ่นสำรวจของ RC+ เครื่องสีเขียว บินทะลวงผ่านร่างหุ่นสีดำที่ตั้งกระบอกปืนลำแสงไหลขาดเป็นสองท่อน หุ่นสีดำอีกสองเครื่องรีบหันหลังกลับตามสายตาหัวหน้าโฉด สองมือกลายเป็นดาบลำแสงสว่างแยกอ้อมล้อมซ้ายขวาหน้าหลัง ชั่วพริบตาแสงสีเขียวห่อหุ้มร่างทั้งสองจนสะงักไป ทั้งสองก็ถูกทิ้งด้วยแสงจากไอพ่นขับดันมหาศาลอาบร่าง เป้านิ่งทั้งสองก็ถูกปืนที่อลันยิงสวนทะลุค๊อบเพิลตามระเบียบ จนเครื่องแนบนิ่งไปพร้อมกับหุ่นสีเขียวที่สวนทางผ่านไป หุ่นสีแดงมหดทางเลือกต้องชักดาบเหล็กสีดำทมินเข้ามากันขวางและปัดเขาออกไป

“นายมันคนไม่มีเหตุผลแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีประโยชน์อะไรที่ต้องมาขัดขวางชั้นด้วย ทั้งแค่รอดกลับไปได้ก็บุญโขแล้ว อลัน”

หุ่นสีแดงได้ยิงปืนโต้มายังโล่ที่คอยรับการโจมตีไว้ก่อนแล้ว ทั้งคู่ได้บินสู้กันกลางอวกาศด้วยปืนและอาวุธที่มีอยู่ แสงที่สว่างไปรอบจากปากประบอกปืนนั้นวาปอย่างต่อเนื่องในหลายๆจุดของอวกาศ ทั้งยังไล่ตามไปยังหุ่นรุ่นใหม่ลึกลับที่ใกล้ถึงโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

 “พูดแบบนี้ แสดงว่าแกไม่ได้เข้าใจความรู้สึกของเซเวียเลย ใช่มั้ย!” หุ่นสีเขียวยิงสวนกลับแต่โดนเข้าประชิดได้ก่อน แล้วปืนก็ถูกทำลายด้วยดาบของมัน รวมทั้งเกราะไหลซ้ายที่ถูกเฉือนจนขาดออก

“เธองั้นรึ มันก็จริงที่เธอเองไม่จำเป็นต้องมาตายเช่นนี้เลย ชั้นในตอนนั้นแค่ต้องการเล่นละครหลอกตาให้ถูกยิงตกด้วยฝีมือพวกนั้นเอง แต่เธอก็มายุ่งไม่เข้าเรื่องจนแผนการแกล้งตายลอบหนีต้องปิ้วไป ชั้นก็ลำบากใจเหมือนกันอุตส่าห์ลองเสี่ยงดวงอีกครั้งในการนั้น แต่ก็ต้องพลาดอีกแล้วเพราะเธอแส่มารับความตายเสียเองอีก โชคยังดีที่เธอยังมีประโยชน์พอให้ชั้นใช้เธอเป็นข้ออ้างหลุดกลับเข้ามาในสถาบันวิจัยได้”

อลันช๊อกอย่างรุนแรง เขาไม่เคยเห็นนรกตนนี้มาก่อนจนไม่อยากเชื่อว่ามีจริง นรกในหุ่นสีแดงนรกทอแสงยิงปืนลูกซองจนเท้าซ้ายหายไปจนถึงหัวเข่า

 “บ...บ้าไปแล้ว นี่แกกล้าพูดอะไรออกมากัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งหมดแกก็หลอกพวกเรามาโดยตลอด ทั้งที่เธอดีกับหัวหน้าแค่คนเดียวแถมไม่เคยหันมองคนที่อยู่ด้านหลังเลย ทั้งอย่างนั้นแล้วกลับไม่รู้สึกอะไรเลยงั้นรึ แกเห็นเชเวียเป็นอะไรกันแน่ หา!”

 อลันเป็นฝ่ายตั้งรับหลบกระสุนอยู่ฝ่ายเดียว แต่ความเจ็บปวดที่เซเวียไม่เคยรู้สึก มันยิ่งอัดแน่นจนให้อภัยคนๆนี้ไม่ได้ ซ้ำยิ่งสิ่งสุดท้ายที่กล่าวถึงเธอต่อไปนี้ด้วย

“เธอ... ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่งในหลายพันคนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตของชั้น แค่นั้นเองจริงๆ” หัวหน้าระดบฟันใส่โล่ที่แม้จะแข็งแกร่ง แต่ก็อยู่ในสภาพที่เยินพอดู ในสภาพนี้โดนฟันอีกสองสามทีก็ขาดกระจุยแล้ว”

“นี่แก ยังกล้าทำลายความรู้สึกของเธออีกงั้นรึ กล้ามาเหยียบย้ำจิตใจที่เธอมีให้กับคนอย่างแกอีกงั้นรึ อย่ามาพูดเหมือนไม่มีอะไรนะ แกเห็นค่าของชีวิตเพียงแค่นั้นเนี่ยนะ” อลันที่ถูกกดดันหลบออกข้างก่อนตามด้วยขวาน ซึ่งถูกตรึงเอาไว้ด้วยดาบคู่ทั้งของมัน ต่างผ่ายต่างเริ่มดวลอาวุธประชิดกันซึ่งๆหน้าอีกรอบ และหวังอาศัยความเร็วและแม่นยำเป็นตัวตัดสิน

“ชีวิตก็เป็นเพียงแค่ชีวิตเล็กๆ จะเทียบอะไรกับชีวิตที่เปรี่ยมไปด้วยอำนาจเงินทองที่ไฝ่คว้ามาได้ด้วยมือนี้ได้ไง นี่ก็เป็นวิถึที่สิ่งชีวิตทุกชนิดพึงต้องการสูงสุดอยู่แล้ว แม้แต่มนุษย์ทุกคน รึแม้แต่นายก็ด้วย” ดาบสองมือที่ว่องไวกว่าได้เปรียบ หุ่นสีแดงอาศัยดาบเล่มแรกเปิดช่องว่างให้ดาบเล่มที่สอง แขนขวาที่ถือโล่กับขาขวาและหัวเข่าซ้ายถูกจิ้มด้วยดาบจนขยับไม่ได้

“ไม่ใช่ ชั้นไม่เหมือนกับคนอย่างนาย ชั้นจะมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่ชั้นเชื่อเท่านั้น ชั้นจะปกป้องสิ่งที่ใจของชั้นเชื่อทุกอย่าง ด้วยจิตวิญญาณของชั้นเพื่อสิ่งที่ไม่ใช่แค่ค่าความลวง ต่างจากนายที่เพื่อความโลภของตัวเอง มันไม่เหมือนกันนะเฟ้ย!”

อลันที่เหลือแค่แรงฮึดจ้วงด้วยโหมดสว่างเข้าไป หุ่นสีแดงชักดาบทั้งสองกลับมาต้านสว่านไว้ เพียงหากสายแสงสีเขียวทบเกลียวประสานกับความรู้สึกยึดมั่นในใจเพื่อใครซักคน ก่อแรงหมุนขับทบซ้อนราววายุสายลมที่ยี่งใหญ่ ดาบทมินสองเล่มพากันสั่นไหวราวเกรงกลัวเจ้าวายุ จึงมิอาจทนแรงหมุดของเกลียวเลยต้องหักตามกันไปทั้งสองเล่ม แขนและไหล่ขวาหุ่นสีแดงนั้นถูกทะลวงจนแตกละเอียด สัญญาณอันตรายนั้นหัวหน้าตัวแสบต้องถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ทั้งตาอาฆาต

“ถ้านายยังยืนกลางแบบนั้น ข้าจะทำลายของพรรณนั้นทั้งหมดเอง”

ไพ้ตายสุดท้ายหัวหน้า คือการเผ่นไล่ตามหุ่นรุ่นใหม่ที่เริ่มฝ่าเข้าสู่ชั้นบรรยากาศนั้นแทน ร่างทั้งเครื่องรวมพลังที่กระบอกปืนลับกลางอกวินาทีที่อลัยคิดไม่ถึง ก็รู้จุดประสงค์ชั่วร้ายนั้นจนได้ ไม่จำเป็นต้องคิดมันก็เล็งหมายยิงหุ่นรุ่นใหม่ทิ้งเสีย ภายใต้ตระกะที่ว่า ถ้าตนไม่ได้ครอบครองก็ต้องไม่มีใครได้ไปด้วยเช่นกัน

ซูมมมมมม.....!

เสียงแสบทรวงเสียดสีความว่างเปล่และอากาศ ทว่านั่นไม่ใช่เสียงลำแสงพลังงานสูงที่วิ่งออกไป มันเป็นแรงขับดันสูงสุดทะลุขีดจำกัดของความเป็นหุ่น ACT เครื่องเดียว หุ่น ACT สีเขียวพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วเหนือเสียงสีจนเป็นประกายรูปขนนก อลันเห็นจวนตัวได้ใช้จังหวะสุดท้ายบินไปใช้โล่ขึ้นมาขวางขวางลำแสงจนเบี่ยงออกไปข้าวตัว รอดพ้นจากหุ่นที่พุ่งสู่พื้นโลก แต่รางร้ายนั้นแทนที่ ตัวหุ่นสำรวจสีเขียวเครื่องนั้นเองเริ่มถูกดึงเข้าไปในชั้นบรรยากาศแล้วเช่นกัน

ช่วงเวลาความตาย อลันเหลืออาวุธอย่างสุดท้ายคือเหวี่ยงขวานบินออกไปด้านข้าง มันพลาดไป ขวานเหวี่ยงหลุดมือออกนอกทางแทน ช่วงเวลานั้นคือการแสยิ้มของความบ้าคลั้งในลำแสงนั่น

“หายไปซะ ตัวตนจอมปลอมของโลกกกกก”

ในเสียงที่บ้าคลั่งร้ายกาจ ไม่มีใครรู้สึกตัว เงาขวานบินม้วนโฉบเข้ามาข้างลำแสงที่ยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปเช่นใจที่ไม่ยอมไหวไปตามโลกภายนอกที่บิดเบี้ยวยิ่งกว่า จิตใจของอลัน

ฉึก....! เปรี้ยงๆๆๆ

“อ้ากกกกก! สีแดง... เลือดของชั้น...”

ของที่มองไม่เห็นในเงามืดเผยโฉม ขวานที่บินหายไปกลับเลี้ยวเข้าหาทั้งไม่รู้ตัว แสกใส่สีข้างลำตัวหุ่นสีแดงที่ยิงลำแสงพอดี ขวานนั้นฝังทะลุเข้าเนื้อค๊อบเพิลไปครึ่งนึงก่อนที่ลำแสงจะหยุดสะงักลงในที่สุด

“มันต้องเป็นของชั้น! ทุกอย่างต้องเป็นของชั้นเท่านั้น!”

หัวหน้าโดนขวานเฉือนลำตัวข้างซ้ายจนเลือดไหลไม่หยุด หากยิ่งคลุ้มคลั้งทุ่มสุดตัวเข้าไปหาอลันที่ขวางหน้าอยู่ หุ่นของอลันที่ส่วนขับแรงดังเสียหายหนักไม่สามารถบินหลบได้ถูกกระแทกพุ่งสู่ชั้นบรรยากาศเร็วขึ้นอีก แต่แววตาเขาปราศจากทั้งความกลัวและความลังเลทั้งปวงแล้ว

“ลาขาดละ หัวหน้า!”

อลันใช้แขนที่ยังขยับได้จับขวานที่ยังฝังอยู่ที่ลำตัวของหุ่นสีแดง ก่อนจะกระซากผ่านลำตัวจนหุ่นนั้นแยกออกเป็นสองส่วน แล้วได้ระเบิดลงไปในที่สุด การต่อสู้ระหว่างเพื่อนร่วมงานคนสำคัญก็ได้ปิดฉากลง พร้อมกับหุ่นสีเขียวของอลันที่โดนแรงระเบิดกระแทกมาจนพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกแบบหมดทางหนี

“หัวหน้าๆ!” เหล่าลูกน้องของกองทัพที่บุกเข้าโจมตีในสถานีอวกาศขาดการตอบกลับของหัวหน้าผู้นำของพวกเขา กองกำลังที่เหลืออยู่ไม่มากนักเริ่มแตกขบวนจนทำอะไรต่อไม่ถูก ทุกเครื่องเตรียมตัวจะถอยทัพกลับหลังจากภารกิจชิงตัวหุ่นรุ่นใหม่นั้นล้มเหลว แต่ทว่าบางสิ่งที่ทำให้นักบินคนหนึ่งยังต้องหวาดผวาอยู่ไม่ใกลนัก และมันก็กำลังพุ่งเข้ามาหาพวกเขา

“แย่แล้ว อุกกาบาต หนีเร็ว”

นักบินผู้โชคร้ายไม่ทันได้พูดจบก็ถูกอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนจนไม่เหลือซาก มันยังคงเคลื่อนที่ต่อไปเรื่อยๆและกวาดหุ่นรบที่ไม่รู้ถึงภัยของมันจนหายไปสิ้น ที่สุดอุกกาบาตนี้ก็พุ่งเข้าชนซากของสถานีอวกาศ RC+ ที่ยังคงลอยอยู่ในอวกาศ แสงสว่างพาทุกอย่างโดยรอบระเบิดหายไป ไม่ว่าจะทหาร ผู้คน และหุ่นรบ ACT ทุกอย่างถูกกลืนหายไปจนเหลือแต่เพียงความว่างเปล่า ลักษณะที่แท้จริงของห้วงอวกาศแห่งนี้…

อลันที่ยังอยู่ในหุ่นสีเขียวซึ่งอุณหภูมิในห้องที่ได้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สติที่เริ่มเลือนลางของเขานั้นยังคงทำให้ได้เห็นหุ่นยนต์รุ่นใหม่ลึกลับนั้น ที่เขาพยายามจะปกป้องตามคำสั่งเสียของเหล่าด๊อกเตอร์ มันเริ่มเปล่งแสงสว่างวงกลมสีเขียวคอยต้านการเสียดสีต่อชั้นบรรยากาศเอาไว้ ก่อนที่มันจะใหญ่ขึ้น แล้วสว่างยิ่งขึ้น และแล้วแสงนั้นก็ดูดหุ่นตัวนั้นหายเข้าไปภายในราวกับการวาป ก่อนที่จะทิ้งละอองสีเขียวลอยไปทั้วจนถึงตรงหน้าเขา นั่นเป็นขนนกสีเขียวที่ดูสวยงามและมีประกายที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

“ขอบคุณมากนะ ที่คอยปกป้องเค้ามาตลอด ความหวังของทุกสิ่งได้ไปหาคนที่เค้ารอคอยแล้วละ” เสียงของผู้หญิงปริศนาในความฝันได้ปรากฏออกมาอีกครั้ง ในสภาพที่หุ่นเริ่มจะหลุดเป็นชิ้นๆจากแรงเสียดสีของชั้นบรรยากาศโลก

 “นี่แสดงว่า หน้าที่ของชั้นจบลงแล้วงั้นซิ!” ชายหนุ่มที่ร้องทักพร้อมกับใบหน้าที่เหนื่อยอ่อนและจากอุณหภูมิที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย แต่ก็ดั่งฝัน เขาเห็นใบหน้าเธอชัดเจน เธอพยักหน้ารับเบาๆเหมือนกล่าวขอโทษต่อชีวิตของชายหนุ่มผู้นี้อย่างโศกเศร้า

“ไม่ต้องห่วงแล้วละ ขอให้เธอพักผ่อนอย่างสบายใจเถอะ” เสียงนั้นจางหาย เหลือแต่อลันที่ยังคงนิ่งอยุ่ในหุ่นที่เริ่มไฟลุกตามข้อต่อและวงจรต่างๆที่ไม่อาจทานทนได้ไหวแล้ว

“เซเวีย รอชั้นอยู่ก่อนนะ เดี๋ยวชั้นจะตามไปพบเธอที่โลกหน้าแล้วละ” คำพูดสุดท้ายที่อลันจะสามารถพูดออกมาได้ในช่วงเวลาที่เหลือจำกัด หุ่นกำลังจะพังขึ้นอยู่กับเวลา

“คราวนี้แหละ ที่ชั้นตั้งใจจะบอกกับเธอตรงๆได้ซะที” แผงควบคุมเริ่มระเบิดและไฟลามเข้ามาจนครอบคลุมไปทั่วทั้งค๊อบเพิลเสียแล้ว
.
.
“ว่า ชั้น…..”
.
.
.

“....รักเธอ!”
.
.
วาจาที่เปรี่ยมไปด้วยความรู้สึกสุดท้ายที่อลันจะสามารถให้กับคนสำคัญที่ล่วงลับไป ก่อนที่แสงสว่างจะผ่านเข้ามายังห้องค๊อบเพิลผลานกลืนร่างชายหนุ่มที่ไม่มีสิ่งใดค้างคางในใจอีกแล้ว หุ่นสีเขียวที่มีประกายการเสียดสีแดงฉานก็มอดไหม้เหนือพื้นโลกในที่สุด เหลือทิ้งไว้เพียงละอองสีเขียวอ่อนที่กระจัดกระจายไปทั่งท้องฟ้าแถบนั้น ราวกับออลอร่าหรือแสงจากดวงดาว โดยที่ไม่มีวี่แววของสิ่งใดอีกเลย นับจากนั้นเป็นต้นมา

สุดท้ายแล้วเหตุการณ์บนสถานีอวกาศ RC+ ในครั้งนั้น ก็ไม่มีใครทั้งบนโลกหรือในอวกาศได้ล่วงรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นเลยแม้แต่น้อย ข่าวสารทั้งหมดนั้นได้ถูกปกปิดเอาไว้จากฝ่ายสหพันธ์อย่างมิดชิด ยากที่จะมีใครใครขุดคุ้ยขึ้นมาถกเถียงหรือหาความจริงได้อีก และถือว่าเป็นควมลับระดับสุดยอดอีกด้วย

แต่ทว่าหุ่นยนต์ตัวนั้นกลับได้หายไปอย่างไร้รองรอยใดๆอยู่เลย ซึ่งไม่มีการยอมรับที่ชัดเจนถึงตัวตนของมันภายในฝ่ายสหพันธ์ โดยไม่มีใครล่วงรู้ว่ามันได้เข้าไปยังรอยแยกของมิติที่ว่างเปล่าและมืดมิด ไปตามเสียงที่เรียงร้องหามันมาตลอดที่ผ่านมาอันดังก้อง เสียงที่ได้กล่าวนามของมันนั้นว่า

“WingDam”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 27, 2013, 02:07:05 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 20, 2011, 09:24:05 PM »

แค่เขียนเล่นๆ แต่มันมือซะจนเนื้อเรื่องยืดออก ยังไงก็ลองอ่านกันดูแล้วกันนะครับ!  

                                              -------------------------------------------------------------------------------

ช่วงทศวรรศของปีคริสศักราชใหม่ที่ 12 โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากนับจากปีคริสศักราชเก่า ปัญหาประชากรล้นโลกที่หมดไปจากการสร้างที่อยู่ใหม่ในอวกาศที่เรียกว่า โครโลนี่ และบนดาวดวงอื่นได้สำเร็จ และมีการก่อตั้งสหพันธ์โลกที่ให้ความสงบบนโลก และการควบคุมเศรษกิจของโลกด้วยความร่วมมือจากหลายๆประเทศที่ยิ่งใหญ่ทางเศรษกิจโลก

แต่ถึงกระนั้นเองก็ยังมีการก่อการร้ายเกิดขึ้นจากผู้ที่เสีย ผลประโยชน์ การกระจายอำนาจและทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม ประเทศหลายๆประเทศที่ประสบปัญหาการขาดแคลนแบบไร้ทางเยียวยา เช่น ประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งได้ลุกลามมายังอวกาศด้วยอย่างรวดเร็ว

ในที่สุดสหพันธ์ก็ได้ตัดสินใจที่จะส่งกำลังทหารออกไปกระจายตามที่ต่างๆด้วย หุ่นรบ ซึ่งเป็นวิทยาการสมัยใหม่ที่ได้มาระหว่างการเปลี่ยนแปลงยุคปีคริสศักราชใหม่ เพื่อแก้ปัญหาด้วยกำลังที่มีอยู่ แต่นั่นกลับยิ่งทำให้เกิดการสูญเสียที่เพิ่มมากขึ้นอีก โลกเริ่มกลับมาสู่การนองเลือดจากการสู้รบกันเองดั่งสงครามโลกในยุคเก่าอีก ครั้ง โดยหารู้ไม่ว่าหายนะแท้จริงที่ทำให้มนุษย์ชาติต้องสูญสิ้นนั้นกำลังใกล้มาเยือนแล้ว !!

CHAPTER  01  ปีกที่ร่วงหล่น

ปีคริสศักราชใหม่ ที่ 127 หกเดือนผ่านไปหลังจากการถล่มของ RC+ ที่ถูกทางสหพันธ์โลกปิดข่าวเงียบไว้โดยไม่มีใครรู้ความจริงนั้น ณ พื้นที่แห่งหนึ่งของโลกที่ยังคงสงบสุขและไฟสงครามที่มาไม่ถึง ซึ่งที่นั่นเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าที่เขียวขจีไปทั่วรอบบริเวณหลายร้อยกิโลเมตร และถูกล้อมไปด้วยเทือกเขาน้อยใหญ่ที่อยู่โดยรอบทั้งสี่ทิศ ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก ที่นั่นก็คือหมู่บ้าน “เวนเนล่า” ที่แสนจะสงบสุข  มีบ้านเรือนสีขาวสะอาดตาที่เรียงรายกันเป็นระเบียบสลับกับกันหันลมที่กระจายอยู่ทั่วทั้งหมู่บ้าน อันแสดงให้เห็นการใช้ชีวิตที่พึ่งเกษตรกรรมและพลังานลมเป็นหลัก และไร้ซึ่งมลพิลจากเครื่องจักร ที่แทบจะไม่มีให้เห็นนอกจากอุปกรณ์พื้นบ้านอย่าง เครื่องทอผ้าด้วยมือ เป็นต้น (บ้านนอกว่างั้นเถอะ)

และในป่าแถบชานเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยต้นไม้หลากหลายนานาพรรณ เด็กน้อยคนนึงที่ยืนอยู่ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ได้พูดคุยบางอย่างกับเด็กหญิงท่าทางน่ารักที่แอบอยู่หลังต้นไม้

“โป้ง! เจอตัวแล้วละ มารีน่า” เด็กชายตัวน้อยชี้ไปที่เด็กหญิงที่พยายามเอาพุ่มไม้ถือมาบังหน้าไว้ ต้องออกมาจากที่ซ่อนโคนต้นไม้ ที่ไม่ค่อยจะเข้ากันเลยซะนิด

“เธอเจอ ตัวฉันได้ยังไงเนี่ย แย่จัง” เด็กหญิงทำปากงอนพร้อมกับตาแอ๊ปแบ้วที่เป็นประกายสีน้ำทะเลใส่ ผมสีผมสีแดงน้ำตาลที่ดูมันเงาซึ่งถูกแซมด้วยใบไม้สีเขียวจนเต็มหัวของเด็ก น้อยผู้นี้

“ก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าเธอปืนต้นไม้สูงเหมือนกับพวกนั้นไม่ ได้หรอก ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องหาตัวเจอแน่” เด็กชายยืนยืดอกด้วยความมั่นใจเต็มร้อย จนโดนเธอฟาดกิ่งไม่ใส่หัวเล่นราวกับทักตอบเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาผู้นี้

“แน่ ใจนะ อาร์ค!” เธอค่อยๆกล่าว ก่อนที่ตัวเธอค่อยๆกลายเป็นใบไม้สีเขียวที่ถูกกระแสลมพัดจนปลิวหายไปหมด ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีก นอกจากความว่างเปล่า และทุกอย่างรอบตัวที่ค่อยๆมืดมิดลงในที่สุด

………………………………………….

“อะไร กัน เช้าแล้วรึ” เสียงของเด็กหนุ่มวัยราว 13 ปี ที่รู้สึกตัวอยู่บนเตียงนอนของตนด้วยความฝันแปลกๆในอดีต จนสะดุ้งตื่นขึ้นมา ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องผ่านหน้าต่างบานเล็กๆ กับนาฬิกาที่ดังอยู่ข้างหัวจนต้องกระแทกปิดเสียงปลุก ก่อนที่จะหันมามองนาฬิกาอีกครั้งด้วยความเอื่อยเฉื่อย “สายแล้วรึ”

“ก็ สายแล้วนะซิ พี่คะ” เสียงน้องสาวเปิดประตูเข้ามาดูสภาพของพี่ชายที่ดูไม่จืดเลย และเป็นน้องสาวที่ดูกระสับกระเสงผิดกับพี่ชายลิบลับ “นีน่า สเวนอส” เด็กหญิงอายุราว 9 ปี ที่ไว้ผมสั้นไว้ปอยผมด้านซ้ายขวาปิดหูที่ยาวกว่าด้านหลังเล็กน้อย ด้วยชุดนักเรียนสีขาวที่เตรียมพร้อมมาเรียบร้อย แต่เธอก็น่าจะมาปลุกพี่ชายให้มันเร็วกว่านี้หน่อยนะ…

ณ บ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่งในริมทุ่งหญ้าหน้าหมู่บ้านเล็กๆ “เวนเนล่า” เด็กหนุ่มน้อยผมดำสั้น ได้เปิดประตูออกมาพร้อมกับจักรยานสีเขียวขนาดใหญ่คันโปรด และเด็กหญิงตัวเล็กๆที่หน้าคล้ายๆกันกระโจนออกมาขี่ซ้อนท้ายก่อนที่หนุ่ม น้อยจะค่อยๆปั่นจักรยานให้เคลื่อนไปตามทางลาดของถนนหินอ่อนสีขาวอย่างรวดเร็ว

“พี่ชาย จะสายแล้วนะ ทำยังไงดีคะ” เสียงเด็กหญิงที่ซ้อนท้ายมาส่งเสียงเตือนพี่ชายที่เร่งฝีเท้าเป็นการใหญ่

“ไม่ ต้องห่วงนีน่า เดี๋ยวจะพาไปทางลัด ยังไงก็ทันอยู่แล้ว..” เด็กหนุ่มไม่รอช้า เขาพาจักรยานผ่านออกนอกหมู่บ้านไปทางทุ่งหญ้าข้างหมู่บ้านเพื่อเลี่ยงจากทาง หลังที่มุ่งหน้าผ่านตลาด สายแน่ถ้าฝืนผ่านเส้นทางนั้นไป

“ว้าว ทุ่งหญ้า ท้องฟ้า สวยจังเลยนะพี่” พวกเธอเองได้นั่งผ่านแถบนี้บ่อยๆ จักรยานที่ได้แล่นผ่านและเห็นทัศนียภาพของทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่และเขียวขจี ธารน้ำไหลเล็กๆที่สะอาดตาจนแทบไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้วในตัวเมืองใหญ่ และยังภูเขาสีเงินที่เห็นอยู่ไกลลิบลิ้ว กับท้องฟ้าสีครามที่สว่างไสวที่ไม่มีทางเป็นภาพกราฟฟิกหรือโฮโลแกรมไปได้ ที่นี่อาจเป็นแดนสวรรค์บนดินแห่งสุดท้ายแล้วก็เป็นได้

“โถ่ พี่ก็เห็นเธอก็พูดแบบนี้เหมือนกันทุกวันเลยไม่ใช่เหรอ!”

“แหม พี่เนี่ยละก็นะ” เด็กหนุ่มแซวน้องสาวเล่นที่แก่นแก้วอย่างมีความสุข เธองอนแก้วป่อง ก่อนที่จะกอดรัดแน่นขึ้นเมื่อเลี้ยวขึ้นบนถนนเส้นชายป่าที่มุ่งตรงไปทางด้านหลังของโรงเรียน วันนี้พวกเขาต้องไปโรงเรียนเหมือนกับทุกๆวันที่ผ่านมา ชีวิตที่ปกติของคนที่ปกติ แต่ว่าเขาได้แหงนมองท้องฟ้าเล็กน้อย เขากลับสามารถรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่เหมือนทุกทีใน อีกไม่นาน จากลางสังหรณ์ที่แปลกประหลาดแต่ว่า “ช่างมันเถอะ!”

ในที่ สุดก็มาถึงโรงเรียนประจำหมู่บ้านแบบทันฉิวเฉียด กับชั้นเรียนที่ครึกครื้นเหมือนทุกวัน ทุกคนเองก็มากันพร้องหน้า ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ห้องเรียนเล็กๆก็ตาม  และชั้น อาร์ค สเวนอส ก็ได้มาถึงที่นั่นพร้อมกับเสียงที่ไล่มาจากด้านหลัง

“วันนี้ไม่สายซะ ด้วย โชคดีจังนะอาร์ค มีเรื่องจะบอกให้” เสียงที่ออกจะห้าวไปนิดสำหรับเด็กประถมนี้เป็นของฮาเวน ที่นั่งอยู่จากด้านหลัง เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดคนนึงเลยละ

“นี่ อาจารย์เดินมาโน้นแล้วนะ มีอะไรน่าสนุกรึเปล่า” เทลกระซิบทั้งคู่ราวกับเป็นเรื่องสนุกที่ขาดเสียมิได้ พร้อมความหน่ายใจของฮาเวนที่ราวกับรู้ทันเกาะไหลเธอราวกะจะบอกอาร์คเป็นนัย ว่า “อย่าไปสนใจคนบ้าดีกว่า” ทำให้ฮาเวนแอบงุบงิบแถมทำหน้าล้อเลียนเธออีก และคู่นี้ก็เริ่มเปิดวงประสานเสียงเถียงกันยกใหญ่ ก่อนที่จะมีแท่งซอล์กบินมาจากอีกฟากของห้องลอยผ่านหน้าอาร์คแล้วกระแทกใส่หน้าผากของทั้งฮาเวนและเทลอย่างแม่นยำจนหงายหลัง

“เอาละ ทุกคนมาเริ่มตั้งใจเรียนกันได้แล้วละนะ สองคนนั้นก็เงียบชักพักด้วยละ!” เสียงใสๆดังมาจากหน้าห้องเรียน ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นครูโทโมโกะ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคนในห้อง รวมถึง นิก กับ มิสเทียร์ แต่ก็ต้องเงียบลงเมื่ออาจารย์คนนี้สบสายตามองนักเรียนทุกคนด้วยแววตาที่เอาจริงแบบไม่ธรรมดา เค้านั้นเป็นถึงครูประจำชั้นของพวกเรา พร้อมกับท่าไม้ตายประจำตัวอันน่าสะพึงกลัว “ซอล์กบินมหาประลัย” ที่ไม่เคยพลาดเป้าหมายเลยซักครั้ง ความแม่นยำจึงเป็น 100% ไม่ซิ อาจจะแค่ 99.99% เพราะมีครั้งนึงที่เคยพลาดเพราะครูเค้าเป็นหวัดเวียนหัว แต่ที่จริงเค้าก็เป็นคนใจดีที่คอยดูแลเอาใจใส่นักเรียนดีมากเลย ถึงจะเจ้าระเบียบไปนิด (รึเปล่า…)

ตอนกลางวันอาร์ครู้สึกข้องใจกับ ความรู้สึกชั่ววุบเมื่อเช้า จึงได้แอบโดดออกมาจากโรงเรียนพร้อมด้วยจักรยานคู่ใจของเขา และได้ปั่นแล่นมาตามถนนที่ผ่านทุ่งหญ้ามุ่งไปยังป่าด้านหลังโรงเรียนเหมือนเคย เพื่อไปยังสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งสำหรับเค้า
แต่แล้วก็กลับต้อง ผิดหวัง เมื่อทางเบื้องหน้านั้นกับมีสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่ตระหง่าตั้งอยู่ สิ่งที่อาร์คเองไม่เคยเห็นมาก่อน แผ่นกำแพงเหล็กขนาดใหญ่สีเทาที่ตั้งอย่างลวกๆแต่ก็ยังแข็งแรงมากอยู่ และถนนที่ถูกวางกั้นด้วยขดลวดหนาดที่ขดเป็นหีบเพลงที่ยาวจนปิดมิดถนนเล็กๆนี้ การถูกแทนที่ด้วยที่มั่นค่ายทหารและเงาของหุ่นยนต์รบขนาดยักษ์ด้านในซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน  อาร์คที่ยังอึ้งนั้นไม่สบอารมณ์เลยซักนิดที่ได้เห็น ได้ค่อยๆเดินผ่านเข้าไปด้านในอย่างช้าๆ แต่ก็ถูกหยุดไว้โดยนายทหารคนหนึ่ง

“ผมขอผ่านไปอีกด้านหนึ่งของที่นี่หน่อยครับ..” อาร์คพยายามพูดอย่างเรียบร้อยเหมือนกับที่เคยเรียนมา…

“ที่นี่ห้ามคนนอกเข้าไป เด็กอย่างนายกลับไปซะ” จ.ส.อ.คาออส  ดาตัน ผู้เป็นนายทหารชั้นจ่าสิบเอกได้ยืนขวางอยู่ตรงหน้า ออกมาไล่อย่างเคร่งครัดไม่ไยดีกับอร์คเลยแม้แต่น้อย ถึงจะเป็นเรื่องของระเบียบวินัยทางทหารก็เถอะ

“ผมแค่ต้องการผ่านไปอีกด้านเท่านั้น ไม่ต้องการอยากยุ่งกับพวกทหารหรือหุ่นพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย ขอให้ผ่านไปเถอะ”

“ที่นี่ก็มีกฏเร่งครัดนะเจ้าหนู” อาร์คถูกแตะออกมาแต่อาร์คก็ยังดึงดังที่จะเข้าไปอยู่

“แล้วทำไมพวกคุณต้องมาตั่งของแบบนั้นปิดถนนไว้อย่างนี้ด้วยละ ทหารต้องทำเพื่อประชาชนไม่ใช้รึไงกัน”

อาร์ค ได้เดินเข้าอีก จึงโดนเขาอัดกลับมาอย่างไม่น่าเชื่อ เด็กประถมอย่างเขารึจะสามารถสู้กับนายทหารที่ร่างกายใหญ่โตราวกับตึกอย่างนี้ได้ นัยตาที่แข็งกร้าวราวหมาป่าของนายทหารผู้นี้ไม่สนใจว่าอาร์คจะเป็นเด็กเลย แม้แต่น้อย แต่กลับเห็นเป็นเพียงแค่กระสอบทรายสำหรับระบายอารมณ์ไปซะแล้วสำหรับเค้า

“ที่นี่ไม่ใช่ที่ๆแกควรอยู่หรอก แล้วพวกเราก็ไม่ว่างมาเล่นกับเด็กอย่างแกหรอก” อาร์คสบักสบอมอยู่ตรงหน้าเค้าจนลุกขึ้นอีกไม่ไหว

“แล้วพวกคุณจะมาที่นี่ทำไมกันแน่ หา!”

“นั้นไม่จำเป็นต้องบอกให้แกรู้หรอก” เสียงสุดท้ายที่เด็กหนุ่มนั้นได้ยิน ก่อนที่เค้าจะล้มฟลุกลงไปกับพื้นจนได้

ตอนบ่าย อาร์คที่ได้รู้สึกตัวอยู่ในห้องพยาบาลของโรงเรียนด้วยแผลฟกซ้ำที่เจ็บแสบไปทั่วทั้งตัว ได้ถูกครูโทมิคิยะ  โทโมโกะ ตักเตือนไว้โดยไม่ค่อยพอใจนัก แต่จากนัยตาของเธอนั้นเป็นห่วงอาร์คที่เป็นแค่เด็กมากกว่าคนอื่นมาก และได้ช่วยทำแผลให้เด็กอย่างอาร์คก่อนที่จะกลับห้องเรียนไป

ทั้งห้องได้เห็นการกลับมาของอาร์คที่ดูผิดวิสัยไปมาก และก็ถูกรุมล้อมจากเพื่อนๆทั้งหลาย ส่วนฮาเวนเองกลับชวนคุยอย่างขบขันแม้เจ้าตัวไม่เล่นด้วย ซึ่งมิสเทียร์ดูเขาออกไม่กล้าพูดปลอบใจหรือเป็นห่วงออกมาต่อหน้าโดยตรงอย่างที่เห็น ก่อนที่ครูโทโมโกะจะเข้ามาสอนต่อ ทุกคนเริ่มกลับไปประจำที่ แต่ฮาเวน มิสเทียร์ นิกกี้ เทล เริ่มจับกลุ่มคุยกับอาร์ค ซึ้งทั้งห้านั้นนั่งอยู่ใกล้กันอยู่แล้วจึงไม่ด่อยถูกสังเกตเท่าใดนัก

“ว่า ไงนะ!” ฮาเวนเองก็เริ่มเดือดไม่แพ้กันเมื่ออาร์คพยายามเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น และเริ่มลุกขึ้นอย่างเร็วเหมือนจะทำอะไรบางอย่าง ก่อนจะโดนมิสเทียร์เข็กหัวฐานไม่ทันยั้งคิด

“โทษทีที่ทำให้ต้องเป็นห่วง ” อาร์คยิ้มขอบคุณกับฮาเวน แต่แววตาที่ดูเลื่อนลอยทำให้ทุกคนพอจับได้ว่าเขาฝืนยิ้มอยู่แน่นอน

“อะไรกัน จะยิ้มทั้งทีให้มันต็มที่ๆหน่อย” เทลที่นั้งด้านหลังคว้ามือเธอดึงแก้มอาร์คให้ฉีกยิ้มซะจนต้องร้องดิ้นหาทางหลุดรอด ก่อนที่เธอจะรีบวางมือทันทีที่ชำเลืองเห็นกระสุนแท่งซอล์กที่เตรียมจะบินออกมาจากมือครูสาวที่ยิ้มให้เช่นกัน แต่แสดงออกคนละความหมายกับอาร์ค

“ว่าแต่พวกพวกเขามาทำอะไรที่นี่กันแน่ ที่นี่มีอะไรสำหรับพวกเขา รู้มั้ย!” อาร์คเริ่มพูดฉุดประเด็นข้องใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทหารที่มาตั้งแค้มกันในป่า และหุ่นรบที่ไม่เคยเห็น ทุกคนคิดหน้าดำเคร่งเครียดโดยลืมไปเสียแล้วว่ากำลังเรียนอยู่ น่าเสียดายที่ความคิดของเด็กน้อยเพียงไม่กี่คนนั้นไม่สามารถสรุปสาเหตุนั้นได้

“อาร์ค นึกออกแล้….” ฮาเวนที่ตะโกนซะลั่นห้อง ถูกซอล์กพิฆาตเข้าเต็มหน้าผากก่อนที่จะได้ทันพูดจบซะอีก หมอนี่นึกอะไรออกกันแน่นะ…

“นาย เนี่ยละก็…” อาร์คที่นั่งอยู่ข้างๆหน่ายกับนิสัยมุทะลุของฮาเวน แต่ก็แอบยิ้มออกมาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ท่ามกลางเวลาที่ผ่านไป และก็ผ่านไปอีกจนหมดวัน

ตกเย็นทุกคนที่ได้แยกย้ายกลับบ้านเหมือนปกติ  อาร์คและน้องสาวนีน่าที่กลับบ้านด้วยจักยานเหมือนทุกครั้ง นีน่าสังเกตุเห็นร่องรอยบาดแผลของพี่ชายคนสำคัญได้ร้องถามอย่างตกอกตกใจ แต่...

“แค่หกล้มนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอกนะ” นีน่ารู้ทัน ทั้งกับความไม่สบายใจที่เขียนอยู่บนหน้าพี่ชายอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้เธอไม่อาจทำอะไรได้นอกจากกอดอาร์คไว้จนแน่น

“ไม่ต้องห่วงน่า ชั้นไม่ทิ้งเธอไปไหนหรอก ถึงแม้คุณพ่อกับคุณแม่จะไม่อยู่แล้วก็ตาม”

“จริงๆนะ พี่ชาย” ทั้งสองพี่น้องนั้นต้องอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้เพียงลำพังกันสองคน เนื่องจากแม่ของทั้งคู่นั้นได้ด่วนจากโลกนี้ไปก่อนตั้งแต่พวกเขายังเล็ก ส่วนพ่อที่แสนใจดีที่เหลืออยู่นั้นได้ตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปทำ งานยังที่ห่างไกลตั้งแต่อายุ 8 ปี หรือราวสี่ปีที่ผ่านมา อาร์คไม่เคยคิดจะโกรธเค้าเลยแม้แต่น้อยเพราะเค้าคงยังเป็นห่วงและคอยดูอยู่แน่ เพราะคำพูดสุดท้ายที่พ่อหลงเหลือทิ้งเอาไว้นั่นก็คือ “ฝากดูแลน้องสาวให้ดีด้วยละ” ทุกวันนี้ถึงแม้จะอยู่กันแค่สองคนและลำบากบ้าง แต่ก็มีเงินที่เค้าคอยส่งมาให้ทุกเดือนอยู่ตลอด พวกเขาก็ยังคงอยู่อย่างมีความสุขกับเพื่อนๆที่ได้พบกันมา

“แน่นอนอยู่แล้ว...นีน่า” อาร์คตอบกลับด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะลูบหัวเธอเบาๆ เขาดีใจที่ยังมีคนที่ยังคอยเป็นห่วงเป็นใยอยู่ นี่คงเป็นสายไยที่มองไม่เห็นของสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวละมั้ง ท่าทางเขาเองก็สบายใจขึ้นมากแล้วเหมือนกัน การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ก็ยังคงมีความสุขเกิดขึ้นได้ แม้ผ่านเรื่องต่างๆมามากมาย

แต่ทว่าช่วงเวลาแห่งความสุขในยามเย็นนั้นกลับต้องถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อมีแสงพุ่งขึ้นไปบนฟ้าเหนือหมู่บ้าน แล้วก็มีเสียงระเบิดดังต่อเนื่องกันมาเป็นระยะพร้อมกับเสียงไซเรนเตือนภัยดังกึ่งก้องไปทั่ว เสียงแห่งหายนะที่กำลังมาเยือน บนท้องฟ้าหุ่นรบรุ่นบินได้ของสหพันธ์ที่อาร์คเคยเห็นเมื่อเวลาไม่นานก็ได้บินผ่านเหนือหมู่บ้านที่ควรจะสงบสุขแห่งนี้  ผู้คนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวกับเรื่องไม่คาดขวัญนี้พากันแตกตื่นเป็นอย่างมาก ราวกับผึ้งจำนวนมากที่แตกรังออกไปโดยไม่รู้หนทางไปต่อ อาร์คที่รู้สึกไม่ดีก็ได้ต้องรีบกลับไปที่นั้นโดยที่พานีน่าน้องสาวไปไว้ในที่ปลอดภัยก่อน

กลุ่มกองกำลังหุ่นรบของคาออสได้ออกไปต่อต้านกองทัพที่ไม่ทราบสังกัดที่ปรากฏตัวที่ใกล้ๆหมู่บ้าน  และเริ่มมีการต่อสู้เกิดขึ้น การประทะด้วยอาวุธรบอย่างหุ่นรบ กระสุนปืน ดาบเหล็ก และจรวดมิสซายที่วิ่งผ่านไปมาโดยรอบสมรภูมิจนราวกับกลายเป็นนรกนี้ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและดุเดือดจนต้องเสียลูกน้องฝีมือดีไปหลายคน  แต่การต่อสู้นั้นกลับยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ หุ่นหลายเครื่องที่ถูกทำลายได้ร่วงลงมาทำลายบ้านเรือนไม่น้อย เศษกระสุนและมิสซายเข้ากระทบกับสิ่งปลูกสร้างและบ้านเรือนหลายหลัง ไฟที่ไหม้โหมกระหน่ำไปทั่วหมู่บ้านบางส่วน ทำให้นีน่าและเพื่อนๆต้องหลบภัยอยู่อย่างหวาดผวากับเสียงระเบิดและแรงสั่นสะเทือน

“ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ทำไมถึงต้องทำให้ทุกคนเจ็บปวด ทำไมชั้นถึงทำได้แต่มองโดยไม่อาจที่จะหยุดเรื่องเหล่านี้ไว้ได้เลย ทำไม ทำไม!” นี่คือสิ่งที่อาร์คได้คิดเมื่อไปถึงระหว่างทางการต่อสู้เหล่านั้นและได้เห็น การสู้รบอันน่าสลดและหมู่บ้านที่กำลังมอดไหม้ และร่างของผู้คนที่นอนแนบนิ่งอยู่ที่พื้นที่ไม่ไหวติงอีกแล้ว ขาของเขาหมดแรงจะวิ่งต่อไปจนต้องล้มลงด้วยน้ำตาที่แทบอ่อล้น แต่แม้ด้วยแรงที่เหลืออันน้อยนิด เขาก็ทำได้เพียงแค่วิ่งเข้าไป แล้วตะโกนด้วยเสียงที่ดังก้องกองสนั่นทั่วทั้งทุ่งหญ้า เสียงสุดแรงเกิดทั้งหมดที่เขามีอยู่ทั้งหมด แม้รู้ว่าไม่มีทางที่พวกเขาจะได้ยิน

“หยุดนะ หยุดชักที หยุดเดี่ยวนี้!” สิ่งที่เขานึกออกในตอนนี้ก็มีเพียง “ปีกแห่งอิสระ และความหวัง” ที่จะชักพาหมู่บ้านให้ปลอดภัยได้ในตอนนี้

ทันใดนั้นเมฆและท้องฟ้าเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงและก่อตังเบื้องหน้าทุกคนราวกลับจะตอบ สนองเสียงเรียกของใครบางคน  ซึ่งเหล่าหุ่นยนต์ในสนามรบก็เริ่มสังเกตุเช่นกัน บนท้องฟ้าได้มีประกายแสงส่องออกมาจากฟากฟ้าเป็นสีเขียวมรกต เปล่งออกมาเป็นรูปวงกลมขนาดใหญ่ล้อมรอบพื้นที่ทั่วหมู่บ้านทั้งหมดนั้น ถ้าจินตนาการอาจเห็นเป็นวงเหวนเวทมนต์ขนาดยักษ์ก็มิปาน และใจกลางก็มีวัตถุประหลาดปรากฏออกมา มันพุ่งลงมาจากในนั้นด้วยความเร็วสูงและปล่อยลำแสงออกมารอบตัวเป็นรัศมีโดย รอบราวเกลียวคลื่นของหยดน้ำที่แผ่กระจายไม่เป็นที่สิ้นสุด คลื่นพลังดังกล่าวนั้นทำให้หุ่นทุกเครื่องในระยะรัศมีมากกว่า 5 กม.หยุดทำงานและควบคุมระบบไม่ได้ จนต้องร่วงหล่นลงมาสู่พื้นทั้งสองฝ่าย และในที่สุดก็ยอมล่าถอยไปเองทั้งสองฝ่าย

อาร์คที่ปลิวไปด้วยแรงลมได้รับแรงกระแทกอัดหน้าผาซึ่งก็เจ็บเล็กน้อย แต่อาการณ์ฟกซ้ำจากเหตุการณ์ตอนกลางวันทำให้รู้สึกเหมือนเจ็บปวดรวดร้าวอย่างแสนสาหัสตลอดทั้งตัว  ทั้งๆอย่างนั้นแล้วอาร์คก็ยังฝืนผ่าฝุ่นละอองที่เต็มพื้นที่เดินไปเบื้องหน้า ไปยังจุดศูนย์กลางที่เหมือนจะเปล่งแสงสีเขียงชี้นำเขาให้เข้าไป  และในที่สุดเขาพบบางสิ่งบางอย่างอยู่ภายในจุดศูนย์กลางการตกของวัตถุปรึศนา ตรงหน้าเขานั่นก็คือหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน โดยรอบตัวนั้นมีสิ่งที่ดูเหมือนขนนกสีเขียวมรกตลอยฟุ้งกระจัดกระจายอย่างสวยงามไปทั่วบริเวณ ตัวหุ่นนั้นอาจมีลำตัวสีเขียว และแขนกับขานั้นยังคงเป้นสีขาวครีมอยู่ นอกจากนั้นยังมีลูกแก้วสีเขียวที่กลางอก อาร์คเริ่มสังเกตมองดูด้วยความประหลาดใจ และลูกแก้วนั้นก็ดูเหมือนจะเปล่งประกายตอบรับให้ ดั่งต้องการให้เจ้าของเรียกชื่อที่แท้จริงของมันออกมา

                                                                                                                                                                        CHARTER  01  End.....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 02:08:45 AM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
zak studio
Rookie Pilot
*
กระทู้: 42



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 21, 2011, 05:37:35 PM »

  กำลังถยอยอ่านครับ เยอะจัง
บันทึกการเข้า

WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 26, 2011, 12:14:36 AM »

ณ หมู่บ้านเวนเนล่าอีกเช่นเคย แต่ตอนนี้ได้รับความเสียหายจากสงคราม การต่อสู้ที่เกิดขึ้นของสหพันธ์กับทหารไร้สังกัดไปไม่น้อย  อาร์คที่ไปโรงเรียนกับน้องสาวด้วยจักรยานเหมือนเดิมด้วยอาการที่ดีขึ้นมาก  แต่ว่าภาพของหุ่นยนต์ปริศนาที่เขาเห็นกลางความชุลมุนนั้นยังคงติดตาฝังลึกอยู่มาโดยตลอดไม่อาจลืมหายไปได้ง่ายๆ นับจากนั้นมา

“นั่งเป็นเพียงแค่ความฝันแน่หรือ...”

วันนี้ในห้องเรียนเองนั้นกลับผิดไปจากทุกวันอย่างเห็นได้ชัด ความเงียบได้ปกคลุมห้องเรียนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทุกคนที่เคยสนุกสนานและมีความสุขกลับถูกแทนที่ไปด้วยความโศกเศร้าและหวาดกลัวไม่จางหายต่อสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับสิบปี เพื่อนบางคนต้องสูญเสียและจากไปตลอดไป บ้างก็ได้รับบาดเจ็บจนต้องรักษาตัวไม่อาจปรากฎตัวให้เพื่อนเห็นได้ อาร์คที่พึงมาถึงก็ได้ถูกเทล กระโจนเข้ากอดด้วยความตกใจของทั้งอาร์คและเธอ

“อาร์คๆ เธอยังปลอดภัยใช้มั้ย….พวกฮาเวน พวกมิสเทียร์เค้า….” น้ำตาของเด็กหญิงที่ร่วงโรยลงสู่พื้นยิ่งทำให้อาร์คตกใจยิ่งอีก

“พวกเราไม่เจอตัวทั้งสองคนเลย ยังดีที่อาร์คยังอยู่” นิกกี้ซึ่งดูไม่สดใสเหมือนทุกวันมาบอกข่าวร้ายที่เกิดขึ้นให้เขาได้รู้

“ครูเค้าบอกว่าพวกเธอหายสาบสูญไป พวกเธอไม่ตายจิงๆใช้มั้ย” เทลที่ยังไม่หยุดร้องให้ทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งแย่ลงกว่าเดิมเสียอีก อาร์คที่เห็นได้แต่ทำหน้าตายแบบไม่อยากจะตอบรับความจริงที่โหดร้ายอย่างนี้นัก เขาอยากจะหนีไปจากเรื่องอันน่าเสร้าแบบนี้มาก

“เอาละทุกคน หันมาฟังทางนี้ได้แล้ว” ครูโทโมโกะเข้ามาตัดบรรยากาศได้ถูกจังหวะจริงๆ ทุกคนเริ่มกลับมานั่งที่อีกครั้ง แน่นอนว่าครูได้พกดอกไม้ที่ใส่เจกันมาจำนวนหนึ่งด้วยสำหรับให้กับคนที่จากไปแล้วด้วย ครูค่อยๆเริ่มหยิบรายชื่อขึ่นมาอย่างช้าๆก่อนที่จะประกาศออกไปต่อหน้าทุกคน คนที่บาดเจ็บและหายสาบสูญไป แน่นอนว่า มิสเทียร์และฮาเวนก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ตอนนี้อาร์คก็ทำได้แค่กำหมัดไว้แน่นทั้งสองข้างที่ได้แค่ขอให้พวกเขายังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เขาเจ็บใจมากที่ตอนนี้เค้าทำได้เพียงเท่านี้จริงๆ

ครูโทโมโกะได้พยายามปลอบใจนักเรียนทุกคนที่เหลืออยู่และให้กำลังใจ โดยการจัดงานโรงเรียนเพื่อนทุกคนเหล่านั้นด้วย  นิกกี้และเทลที่เริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว ได้ถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอาร์ค ซึ่งได้บอกเรื่องทั้งหมดยกเว้นเรื่องหุ่นยนต์ปรึศนาตัวนั้น  โดยไม่รู้เพราะเหตุใดก็ตามเขามีความรู้สึกว่าควรเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แม้กับนีน่าก็ด้วย  

“ไม่เป็นอะไรแน่นะ อาร์ค!” นิกกี้จงใจถามอย่างจริงใจ เพราะเขาสังเกตุเห็นได้ทันทีว่าอาร์ครู้สึกแย่เอามากๆ

“อืม นายก็ด้วยละ” อาร์คตอบกลับอย่างเอื่อยเฉื่อย สีหน้าของเขานั้นบ่งบอกเพื่อนสนิทอย่างพวกนิกกี้ได้อย่างชัดเจน เพราะนี่มันใช่ครั้งแรกอย่างแน่นอน อาร์คเคยแสดงท่าทีแบบนี้มาก่อนเมื่อ 6 ปีที่แล้ว วันที่พวกเขาได้สูญเสียเพื่อนรักคนสำคัญในกลุ่มไป และเขาพยายามจะโทษตัวเองอย่างหนักจนต้องช่วยห้ามเอาไว้  

“แล้วโชคดีน้า..” เทลร้องส่งอาร์คที่เดินออกมาหลังเลิกเรียนด้วยรอยยิ้มเล็กๆ แม้จะไม่รู้ว่าอาร์คยังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ตลอด แม้แต่ต่อหน้าน้องสาวที่รออยู่หน้าโรงเรียน

“หมับ!” จู่ๆอาร์คก็รู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัวจนต้องลงไปคุกเข่าลง สาเหตุผิดปกตินี้เป็นเพราะที่เอวของอาร์คนั้น….

“ไปได้แล้วนะ พี่!” เสียงที่มาจากเอวของอาร์คทำให้ลุกขึ้นเดินไม่ได้ไปพักใหญ่ ก่อนที่นีน่าจะยอมปล่อยออกมา เรื่องกลุ้มใจเหล่านั้นถูกน้องสาวแท้ๆจับได้อย่างง่ายดายโดยที่พี่ชายไม่รู้ตัวเลยซักนิด เธอเองก็ไม่รู้จะช่วยพี่อย่างไร เลยลองเชิงอาร์คเล่นซะหน่อย!

“กลับไปเร็วๆ เดี๋ยวหนูจะทำอาหารเย็นให้ทาน นะคะ!!”

อาร์คยิ่งสะดุ้งตามน้ำเสียงสุดท้ายที่ถูกเน้นย้ำเป็นพิเศษ และไม่อาจคงสีหน้านิ่งเฉยได้อีกเพราะน้องสาวตัวน้อยนั้นฝีมือทำอาหารแย่เอามากๆ ก็เธอยังแค่ 9 เองนิ ซึ่งน้องสาวก็แอบยิ้มปนขับจนออกออกนอกหน้า เธอเองก็เตรียมสารพัดวิธีการแกล้งพี่ชายเตรียมต้อนรับไว้ที่บ้านแก้เครียด… งานนี้อาร์คเลยโดนนีน่าแกล้จนเข็ดแน่...  

คืนนี้อันเป็นค่ำคืนที่เงียบสงบ แต่ว่าในใจของผู้คนกลับไม่สงบดั่งช่วงเวลาที่มาเยือน สภาพผู้คนในหมู่บ้านนั้นยังคงเงียบเหงาเพราะผู้คนต่างยังหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่จึงไม่ค่อยออกมากัน นีน่าเองก็ละเมอหาพี่แล้วร้องไห้ออกมาจนอาร์คนอนไม่หลับต้องมาคอยปลอบ และเช็ดน้ำตาให้โดยที่นีน่าไม่รู้ตัว เขาได้มองไปยังสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ยังเหลืออยู่สำหรับเขา แม้ว่าความมืดมิดที่มองไม่เห็น บัดนี้ได้ปกคลุมอยู่ในใจของทุกคนซึ่งยากที่จะมองเห็นแสงสว่างที่เรียกว่าความหวังไปเสียแล้ว..

ส่วนทางด้านกองทหารสหพันธ์เองก็ยังคงปักหลักอยู่ที่เดิมเพื่อรอดูสถานการ พันโทมักนิแกน ผู้นำกองทัพในครั้งนี้พบว่ากลุ่มที่ออกไปสำรวจบริเวณที่อุกกาบาตปริศนาตกในครั้งก่อนนั้นขาดการติดต่อไป จึงขอให้คาออสที่กำลังเตรียบการกองทหารอยู่นอกแค้ม อย่างขมัดเขม้นนำกำลังออกไปสำรวจที่เกิดเหตุทันที เพราะคาดว่าพวกมันต้องลงมืออีกอย่างแน่นอน

ซึ่งเป็นไปดังคาด ในช่วงรุ่งเช้านั้นได้มีหุ่นที่ไม่ทราบสังกัดจำนวนมากกำลังมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านแห่งนี้ ครั้งนี้กองทัพสหพันธ์ที่นำโดยคาออสมาดักไว้ได้ทัน ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มการประทะอาวุธระหว่างกันอีกอีกครั้ง

ช่วงเวลาถัดมา อาร์คที่ได้ตื่นเช้าเริ่มรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างอีกแล้ว คราวนี้มันเหมือนกับสายลมอ่อนๆที่พัดโชยเข้ามาหา หรือว่า คราวนี้เขาคิดไปเองละมั้ง

“พี่ชาย ไปกันได้แล้วนะ!” เสียงใสๆดังมาจากจักรยานที่ไปประจำตำแหน่งอยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้ยฝีมือน้องสาวตัวป่วน สีหน้าของอาร์คดูเข้มแข็งขึ้นราวกลับพึ่งได้รับบทเรียนอะไรบางอย่างในค่ำคืนที่ผ่านมาจนนีน่าต้องตกใจ ว่าแล้วเขาก็ปันจักรยานไปด้วยกันอีกครั้ง โดยไม่รู้ว่านี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ขี่จักรยานด้วยกันก็เป็นได้

เสียงไซเรนได้ดังขึ้นอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่อาร์คกำลังไปโรงเรียน  หุ่นอีกจำนวนหนึ่งได้เคลื่อนพลเข้ามาผ่านเส้นทางที่อาร์คผ่านประจำพอดีพอดี ในจำนวนนั้นหุ่นเครื่องหนึ่งได้เคลื่อนที่เข้ามาหาพวกอาร์คโดยไม่มีการแจ้งเตือน  อาร์คเห็นท่าไม่ดีงานนี้คงต้องหนีสถานเดียว เขาปั่นจักรยานหนีอย่างสุดชีวิตด้วยแรงทั้งหมดที่มนุษย์ควรจะมี เพื่อให้พ้นจากการไล่ล่าของหุ่นรบที่เดินเท้าเข้ามากระชันชิดมากขึ้นเรื่อยๆ จนเงาที่แสนใหญ่โตนั้นซ้อนทับกับตัวพวกเขา นีน่าส่งเสียกรีดร้องออกมาไม่ขาดสาย อาร์คต้องขับแซะตามซอกหินและผาต่างๆเพื่อหลบเลี่ยงการไล่ตาม แต่มันก็ยังตามมาอยู่นั้นแหละบัดโถ่  อาร์คและนีน่าได้กระเด็นจากแรงของหุ่นนั้นตกผาลงไป  นีน่าบาดเจ็บหนักและ ได้สลบลงไปจากการที่หัวตกลงมากระแทกอย่างจัง อาร์คที่ล้มลงข้างๆจักรยานคันโปรดที่พังไม่เป็นชิ้นดีเองก็ไม่อาจพานีน่าไปต่อได้ไหวแล้ว ยักษ์ใหญ่ที่น่ากลัวเองก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆหมายปริชีวิตพวกเขาให้ได้

อาร์คที่ได้เห็นนีน่าสุดท้ายก็ได้ยืนหยัดขึ้นมายืนขวางมันไว้ไม่ให้เข้าถึงนีน่าได้ แม้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยแต่อาร์คก็ขอที่จะปกป้องน้องสาวตนสำคัญที่สุดที่เหลืออยู่จนวินาทีสุดท้าย วินาทีที่หุ่นนั้นก้าวลงมาบนตัวเขาราวกับจะลบให้หายไปจากโลกนี้ซะ

ทันใดนั้นเองอาร์คที่เหมือนจะหมดสิ้นหนทางแล้วนั้น ได้เห็นประกายแสงสีเขียวที่ออกมาจากกองผาที่มีเศษหินทับถมเอาไว้ อาร์คนั้นจำได้ทันทีว่าที่แห่งนี้ก็คือ…  

แต่เมื่อเห็นนีน่าที่บาดเจ็บอยู่ เขาจึงได้ตัดสินใจแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ที่เขามองไม่เห็น เพื่อปกป้องน้องสาวเพียงคนเดียว และไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้กับทุกคนอีก ในที่สุดแล้วประกายแสงก็เจิดจ้าขึ้นไปทั่วบริเวณเผยให้เห็นร่างและลูกแก้ววงกลมกลางอกของหุ่นที่ถูกซ่อนอยู่ในสายตาของทุกคนเมื่อวันวาน  ราวกลับรอให้อาร์คเรียกชื่อเพื่อปลุกมันให้ตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลอันแสนยาวนาน อาร์คจึงไม่รอช้าเปล่งเสียงตอบรับสิ่งเหล่าด้วยความชื่อมั่น ด้วยจิตวิญญาณอันเชื่อมั่นที่เขาได้เห็น ปีกสีเขียวผู้ควรคู่กับท้องฟ้าอันยิ่งใหญ่  

“ได้โปรดช่วยตื่นขึ้นมาเสียที WINGDAM !”

ประกายแสงที่สว่างจ้าได้ส่องขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นเส้นตรง และอาบร่างของทั้งอาร์คและนีน่า จนหุ่นที่ไล่ตามมาไม่อาจมองเห็นภายใต้แสงที่เจิดจ้า และแล้วหุ่นสีขาวเขียวก็ได้ก้าวขาขยับออกมาจากกองผา และอาร์คที่ได้อยู่ภายในห้องควบคุมหรือค๊อกพิตภายในหุ่นตัวนั้น

หลังจากที่แสงหายไป  หุ่นที่ไล่ตามได้วิ่งพุ่งเข้าใส่ทันที แต่ไม่ทันที่จะได้ถึงตังก็กลับถูกฟันขาดด้วยดาบที่มองไม่เห็นจนกระทั้งหุ่นขาดกลางเป็นสองซีกในดาบเดียว วิงดั้มที่ได้ซัดดาบสายลมออกมาจากที่ๆมองไม่เห็นโดยอัตโนมัต พร้อมกับอาร์คที่พิ่งรู้สึกตัวและพยายามจะไม่พราดชีวิตใคร คนขับจึงยังปลอดภัยดีอยู่แม้จะวิ่งหนีฝันกระเจิงไปซะแล้ว…

อาร์คเห็นอาการน้องสาวกำลังย่ำแย่ จึงต้องรีบพาเข้าไปในหมู่บ้านและรักษาเธออย่างด่วน แต่ว่า

“การเดินของหุ่นนั้นช้าเกินไปแล้ว แบบนี้มีหวังไม่ทันกาลแน่…” อาร์คที่คิดไม่ตกกลับต้องตกใจเมื่อหุ่นกลับค่อยๆลอยขึ้นมาจากพื้นได้เองอย่างช้าๆ

“โถ่ ถ้าบินได้แล้วก็ไม่บอก..” อาร์คเริ่มจับคันบังคับคล้ายแท่งคันโยกมุมซ้ายขวา แต่มันคงคล้ายในเครื่องเกมซิลมูเลเตอร์ละมั้ง

วิงดั้มเริ่มบินขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยที่เจ้าตัวควบคุมการไต่ระดับไม่ทันถูกตรึงกับที่นั่งด้วยความเร่งราวถูกทับทั้งตัว แต่นั้นก็เป็นที่โดดเด่นเกินไปจนเป็นที่สังเกตุเห็นของทุกๆคน จึงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีด้วยห่านกระสุนปืนที่กระจายทั้วฟ้า อาร์คที่กำลังตกใจหนักเหยียบเร่งเครื่องซะมิดจนตัวถลาไปด้ายหลัง วิงดั้มพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ มันเร็วกว่าเครื่องบินรบและฝ่าผ่านดงกระสุนปืนได้อย่างเฉียวเฉียดราวเหยี่ยวที่ถลาลม และได้กระแทกผ่านหุ่นทุกเครื่องที่ขวางทางและมุ่งไปยังหมู่บ้าน แต่คาออสผู้มีฝีมือดได้เข้ามาขัดขวางอยู่ตรงหน้า

“แก ข้าไม่ยอมให้ไปใหนได้หรอก ไอ้ตัวก่อเรื่อง!”

คาออสยิงมิสซายแบบใช้แล้วทิ้งสี่ลูกมุ่งตรงมาทางวิงดั้มที่ลอยอยู่ อาร์คพยายามขับบินเลี้ยวออกมาด้วยความเร็วอันน่าทึ่งของหุ่นที่เครื่องที่รอบด้านได้อิสระกว่า จนมิสซายชนกันเองและระเบิดแสงสีแดงจ้าทั่วทั้งท้องฟ้าจนไม่อาจเห็นสิ่งใดได้ ก่อนที่จะมีเงาพุ่งผ่านตรงหน้าเขา

จอมอนิเตอร์ที่ฉายใบหน้าของหุ่นที่มีสีเขียวต่อหน้า ทำให้คาออสที่ถูกหลบหลังออกไปได้ยิ่งยั้วบินตามออกมาไล่ยิงปืนส่งท้ายหลายนัด เกราะไหล่ขวาถูกยิงแต่กลับไม่สะเทือนมากนัก วิงดั้มแข็งแกร่งจนคาออสต้องอึ้งและเข้าวงในด้วยดาบ อาร์คซักดาบออกมาต้านอีกครั้ง เขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวิธีฟัดดาบเลยและรู้สึกได้ว่าบางทีดาบก็เคลื่อนฟันไปเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

“เจ้านี่มีระบบ AI กะเค้าด้วยเหรอ….”

ด้วยความเสียเปรียบที่ยังไม่คุ้นเคยกับการขับหุ่นแต่ความมุ่งมั่นที่เหนือยิ่งกว่าใครๆ ในที่สุดอาร์คก็หลบผ่านดาบที่ผ่าลงมาตามแนวยาว แล้ววกอ้อมมาด้านหลังอย่างสเต็บมวยวงนอก ดาบโลหะสีเงินได้เฉือนผ่านลำตัวท่อนล่างจนขาดและร่วงลงไป ก่อนที่จะมุ่งหน้าต่อไปยังหมู่บ้าน เหลือทิ้งคาออสที่ทุบแผงควบคุมด้วยความเจ็บใจที่ทำได้แค่ประคองหุ่นที่เหลือเพียงแค่ครึ่งตัวลงสู่พื้น

ในที่สุดอาร์คก็กลับไปถึงได้เป็นสำเร็จ ทว่านั่นก็สายไปเสียแล้ว ทุกคนในหมู่บ้านถูกกองทหารที่ไม่ใช่สหพันธ์บุกมาจับเป็นตัวประกันเสียแล้ว เป้าหมายที่แท้จริงก็คือการชิงเครื่องกำเนิดพลังงานแสงอาทิตย์ที่หล่อเลี้ยงหมู่บ้านเอาไว้  อาร์คที่ขยับไม่ได้กำลังถูกล้มเอาไว้ คมดาบของวิงดั้มไม่สามารถฟันฟ่าทะลวงมาถึงเครื่องกำเนิดใจกลางเมืองได้ หุ่นที่คุมอยู่กำลังจะฆ่าทุกคนที่เขารัก มันจะจบลงโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้เลยอีกแล้วรึ

แน่นอนว่าในใจเขาไม่มีวันยอมให้เป็นแบบนั้นได้แน่ วิงดั้มที่ตอบสนองได้โฟกัสไปที่กระบอกปืนกล Auto Machine gun ที่ตกอยู่ด้านข้าง ถึงอาร์คจะรู้ว่ามันไม่แรงพอที่จะหยุดหุ่นทุกเครื่องได้ในครั้งเดียว แต่ตอนนี้จะถอยไม่ได้แล้ว

วิงดั้มรีบโดดคว้าปีน Auto Machine gun ที่ตกอยู่ใกล้ๆทัน แล้วใช้มันเล็งเป้าไปยังหุ่นที่จับตัวประกันทุกเครื่องอยู่ พวกมันก็กำลังจะจ่อยิงตัวประกันทิ้งเหมือนกัน

“ชั้นต้องทำได้ซิ ชั้นจะต้องปกป้องทุกคนไว้ให้ได้!!”  คำประกาศอันกึ่งก้องของอาร์คดังทั่วห้องค๊อกพิต อาร์คได้เหนี่ยวไกออกไปโดยที่จู่ๆเบื้องหน้านั้นก็เกิดประกายแสงสีเขียวสว่างขึ้นเป็นวงแหวนลอยเด่นอยู่ด้านหน้ากระบอกปืน ก่อนที่กระสุนจำนวนมากจะถูกยิงผ่านมัน และกลายเป็นกระสุนแสงขนาดใหญ่จำนวนมากพุ่งเข้าใส่หุ่นทุกตัวที่คุมอยู่จนหุ่นเหล่านั้นพังและหมดสภาพจะสู้ต่อได้ ฝ่ายตรงข้ามเห็นหุ่นที่ไม่รู้จักแสดงอิทธิเข้าให้เห็นท่าไม่ดีจึงถอยกลับไปโดยที่ทุกคนยังปลอดภัย

เขาได้นำนีน่าลงมาต่อหน้าครูโทโมโกะที่รออยู่เบื้องล่าง โดยไม่ได้เปิดเผยตัวเองก่อนจากไป และไล่ตามหุ่นที่หนีไปด้วยความโกรธต่อ จนกระทั้งถึงบริเวณป่านอกหมู่บ้านที่ไม่ได้มานาน  เขาพบว่าฐานลับในวัยเยาว์ของพวกเขา เป็นทั้งที่รวมตัวกันของพวกเขา สถานที่ที่มีต้นไม้ยักษ์ซึ่งผู้คนอาจเรียวว่าเป็นต้นไม้ศักศ์สิทธิของหมู่บ้านก็ได้ ที่นั่นได้หักโค่นลงและถูกเปลวเพลิงแห่งสงครามแผดเผาจนมอดไหม้ลง สถานที่เพียงแห่งเดียวที่ยังหลงเหลือความทรงจำของพวกเขากับมารีน่าที่ได้จากไปอยู่ เขาได้ออกมาทรุดตัวลงเบื้องหน้าต้นไม้ยักษ์ที่กำลังกลายเป็นเถ้าถ่าน แล้วร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

“ทำไมต้องกลายเป็นแบบนี้ด้วย ทำไม!”  

อาร์คทำได้แค่ร้องออกมาพร้อมกับคำสาปแช่งต่อชะตากรรมของสงครามอันน่าสะเทือนใจท่ามกลางท้องฟ้าสีแดงฉานแห่งโลกใบนี้

                                                                                                                                          CHARTER  02  ปีกที่ทะยานสู่ฟ้า End.....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 27, 2011, 07:26:20 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2306


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 27, 2011, 04:01:38 PM »

ผมว่าสำนวนการเขียนก็โอเคนะครับ เสียอย่างเดียวคือมีคำผิดเยอะไปนิด ทำให้อ่านแล้วขัดๆบ้างนะอย่า

ค๊อบพลิบ - ค็อกพิต
ด้ายหน้า - ด้านหน้า

เป็นต้น แนะนำว่าควรตรวจอ่านก่อนลงอีกรอบน่าจะดีกว่าครับผม
บันทึกการเข้า

WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 27, 2011, 11:25:01 PM »

ขอบคุณมากครับ ท่าน SrwKung สำหรับคำติชม  

กระผมจะพยายามดูให้หมดจดหน่อย ถึงผมจะเป็นพวกตาถั่วก็เฮอะนะ ฮาๆ ยังไงก็จะลองพยายามกันต่อไปครับ... (ไหงมันดูสั้นลงรึเปล่าหว่า...)

                                                          ---------------------------------------------------

ค่ำคืนของหมู่บ้านที่ได้ความเงียบสงบกลับคืนมานั้นได้ผ่านไปอย่างช้าๆ นีน่าที่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วนั้นอยู่ในภาวะที่ปลอดภัยแล้ว โดยมีอาร์คที่คอยเฝ้าน้องสาวอยู่หน้าห้องอยู่ตลอด อาร์คเองยังคงขุ่นเคืองเรื่องนั้นอยู่บ้าง  แน่นอนว่าเรื่องที่เขาขับหุ่นตัวนั้นยังไม่มีใครในหมู่บ้านรู้แม้แต่นีน่า ตามผลการรักษาแล้วเธอยังคงต้องพักผ่อนอยู่ในโรงพยาบาลเล็กๆนี้อีกซักพักนึง แต่นี่คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอตอนนี้แล้วละ

ค่ำคืนที่ผ่านความหมองเศร้ามามากมาย สุดท้ายก็ผ่านพ้นไปพร้อมกับแสงของวันใหม่ที่ทอดยาว พร้อมกับสิ่งใหม่ๆที่ทุกคนต่างหวังว่าจะดีขึ้นกว่าเดิม และดีกว่าเมื่อวันวาน!

CHARTER  03  โชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

เช้าวันนี้อาร์คได้ไปโรงเรียนด้วยการเดินเท้าแทนจักรยานที่ได้พังไป ซ้ำยังเป็นเช้าที่ขาด นีน่าน้องสาวเพียงคนเดียวอีก เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่จะต้องเข้าเรียนสายในวันนี้

วันนี้สภาพในห้องเรียนผิดกลับที่อาร์คคิดไว้ไม่น้อย ห้องเรียนวันนี้กลับไม่หดหู่ดั่งเมื่อวันวาน ทุกคนดูคึกคักมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษอย่างน่าสงสัย และก็จริงดังคาดเมื่อมีเสียงเรียกว่า Hero ดังมาแต่ไกลจากนิกกี้

“อาร์ค นี่นายได้ดูมั้ย หุ่นยนต์ฮีโร่ที่ช่วยพวกเราเอาไว้จากพวกคนไม่ดีได้ละ” ว่าแล้วเรื่องปวดหัวก็มาเยือนจนได้

“ชั้นก็..เห็นนะ” อาร์คตอบแบบหน่ายใจจนโดนจับพิรุธได้ เขาไม่คิดว่าวิงดั้มจะกลายเป็นหุ่นที่ก่อเรื่องจนโด่งดังได้อย่างรวดเร็วภายในคืนเดียวแบบนี้

“อย่าบอกนะว่านายรู้จับคนขับหุ่นตัวนั้นละ” นิกกี้ยิงเข้ามาได้ตรงจุดอีกแล้ว เล่นเอาอาร์คหน้าซีกผืกในทันที เก๊กแตกขนาดนี้คงตอบแก้ไม่ทันแล้วละ

“บางทีอาจเป็นเจ้าชายรูปงามจากอาณาจักรข้างเคียงก็ได้นะ…” เทลพูดฝันซะหวานจนพวกเราสะอิดสะเอียนถึงกับพูดไม่ออก หมดอารมณ์โต้วาทีกันต่อเลยทีเดียว เล่นตัดบทพวกเราเอากันดื้อๆซะงั้น…..

“นี่ครูจะไม่ว่าหรอกนะ ถ้าเธอจะลองไปตรวจเช็กสมองของเธอเองดู” ครูโทโมโกะเองก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ เล่นตัดบทกันเองดื้อๆอีกคน จนพวกเราขำกลิ้งจนหัวเราะท้องแข็งด้วยกันทั้งคู่ เรียกเสียงเฮฮาที่ห่างหายไปนานของทุกคนในห้องได้ไม่น้อย ยกเว้นเจ้าตัวที่ร้องกรี๊ดจนงอนตุ้บป่องไปซะแล้ว…

“คุณครูใจร้ายงะ…”

ช่วงเวลาตลอดทั้งวันนี้ทั้งโรงเรียนต่างก็ดูคึกคัก เนื่องด้วยหัวข้อของการสนทนาที่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นเรื่องหุ่นยนต์ปรึศนาตัวนั้นนั่นเอง  บางคนบ้างก็ว่าเป็นหุ่นรบของสหพันธ์รุ่นใหม่ล่าสุดบ้างละ  บ้างว่าเป็นหุ่นซุปเปอร์ฮีโร่จากต่างดาวบ้างละ (แก๊งบ้าอุลต้าแมนออกโรง) บ้างว่าเป็นหุ่นเวทมนต์ที่ข้ามมิติมาจากมิติอื่นบ้างละ (มีคนทะลึ่งเห็นแสงวงแหวนเวทมนต์แบบในเกมสไตย์ RPG เข้าอีกละ) ต่างคนต่างมั่วนิ่มได้เมามันเอามากๆ จนอาร์คเองปวดหัวแทนวิงดั้มที่ซ่อนอยู่ ณ ที่เก่า และแล้วช่วงเวลาพักกลางวันที่มาถึงอาร์คก็ได้หายตัวไปจนได้ นิกกี้ที่เริ่มมองหาตัวเขาสุดท้ายก็ได้หันออกไปมองยังป่าหลังโรงเรียนและครุ่นคิดบางอย่าง

อาร์คได้แอบหนีออกมาจากโรงเรียนเพื่อมายังฐานลับที่ต้นไม้ยักษ์ใจกลางป่านอกหมู่บ้านอีกจนได้ ซึ่งบัดนี้ทางได้เปิดโล่งแล้วหลังจากที่เหล่าทหารได้ถอนกำลังออกไปจากพื้นที่แถบนี้ไปโดยสมบูรณ์  แม้ว่าบัดนี้มันจะเหลือเพียงแค่เถ้าถ่านที่ดำสนิทจากเปลวไฟที่ดับมอดลงแล้วกับผืนป่าที่เริ่มตายไปเพราะผลของสงคราม ไม่มีเหลือแม้แต่เหล่าสัตว์ป่าที่เคยอาศัยอยู่ซึ่งยังทอดทิ้งผืนป่าแห่งนี้ไปเสียแล้ว

“ชั้นคิดว่าต้องเป็นนายแน่ นิกกี้ ก็ที่นี่เป็นฐานลับของพวกเราเท่านั้นนิ” เงาของคนๆนึงออกมาจากด้านหลังของอาร์ค อาร์คเองซึ่งกลับไม่ตื่นตกใจเลยแม้แต่น้อยเพราะรู้ว่าเงานี้นคือนิกกี้นั่นเอง และได้ยอมออกมาพบเขา (แอบตามมาเห็นๆ)  

“นั่นซิ เมื่อก่อนที่นี่มีพวกเราอยู่กันหกคน ไม่ซิ หกเด็กผู้หลงทางมากกว่ามั้ง ฮะๆ” นิกกี้เริ่มหัวลั่นเสียแล้ว

“แอบตลกอีกแน่ะ ชั้นเองก็ได้พบกับเธอเป็นครั้งแรกด้วย”

“นั่นคงหมายถึงมารีน่าจังซินะ…” นิกกี้ได้นึกถึงความหลังเพราะมันเป็นสถานที่ๆอาร์คได้พบกับมารีน่าเป็นครั้งแรก

“นั่นซิ ที่นี่เป็นที่ๆทุกคนคือชั้น  มารีน่า  มิสเทียร์ ฮาเวน นิกกี้และเทลแอบหนีเรียนออกมาเป็นครั้งแรก และเป็นที่รวมตัวเล่นกันของทุกคน ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ยักษ์จนกลายเป็นฐานลับเฉพาะของพวกเราหกคนเท่านั้นด้วย”  ที่นี่มีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายสำหรับพวกเขา

“มารีน่า แม้ว่าเธอจะไม่อยู่แล้ว เพราะวันนั้น”

สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ยังคงเป็นความหลังฝังใจของอาร์คอยู่นั้น แม้ว่าจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม ณ ป่าแห่งนี้ นั่นเป็นวันที่เกิดฝนตกหนักและแผ่นดินไหวทั่วทั้งหมู่บ้าน จนเธอที่หนีไม่ทันได้รับบาดเจ็บหนัก อาร์คก็ได้อยู่กับเธอด้วยในตอนนั้น ซึ่งกำลังจับมือเธอเอาไว้ในขณะที่เธอกำลังหล่นลงมาจากรอยแยกของพื้นดิน สถานการณ์ตอนนั้นกำลังย่ำแย่ พื้นดินเริ่มลื่นไถลลงมาอีก สุดท้ายมารีน่าที่ไม่อยากเห็นอาร์คต้องตกลงมาด้วยกัน จึงได้ตัดสินใจยิ้มให้เขาก่อนที่จะปล่อยมือที่จับเอาไว้ออกมา แล้วเธอก็ร่วงหล่นลงมายังพื้นด้านล่าง ต่อหน้าอาร์คที่ยังเยาว์วัยที่ช๊อกไปในทันที

“โดยที่ฉันช่วยเธอไม่ได้จน…”

อาร์คที่ตามลงไปหาเธอนั้นได้เห็นเธอนอนแนบนิ่งในสภาพที่เลือดไหลนองเพราะหัวได้กระแทกพื้นจนแตก ร่ากายที่เต็มไปด้วยรอยฟกซ้ำ แม้อาร์คเองจะพายายามพาตัวเธอออกมาจนได้ แต่ท้ายที่สุดก็ได้รับการยืนยันจากหมอว่าเธอสิ้นใจที่โรงพยาบาลไปเสียแล้ว พวกเขาเองยังไปร่วมงานศพของเธอต่อหน้าพ่อแม่ขอเธอที่กำลังร้องไห้อยู่เลย

“นั่นไม่ใช่ความผิดของนายนะนายก็พยายามแล้ว….”

“แต่ว่าเธอก็ยัง...”  นิกกี้ที่เห็นอาร์คที่ยังไม่ลืมเรื่องร้ายๆเหล่านี้ได้ รู้ได้ทันทีว่าอาร์คนั้นชอบเธอมาก และ…

“แต่พวกเราต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อเธอด้วย  จะอยู่กับอดีตไม่ได้เด็ดขาด”

“อืม แต่ไม่ว่ายังไงรอยยิ้มของมารีน่าในตอนนั้นดูมีความสุขที่สุดแล้ว รอยยิ้มนั้นยังคงอยู่ในหัวใจของชั้น จะไม่มีวันลืมไปได้แน่…” อาร์คได้

“นั่นซินะ!”

……………………………

ทางฝ่ายสหพันธ์  ผู้บัญชาการใหญ่ กีฟรอส ที่ได้รับแจ้งการปรากฏตัวของหุ่นลึกลับที่หมู่บ้านเวนเนล่าจากข้อมูลของพันโทมักนิแกนที่แนวหน้า เขาได้สั่งให้นำกำลังทหารเข้าไปจับตัวหุ่นตัวนั้นที่อาจหลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านนั้นออกมาให้ได้ (ทั้งๆๆที่เป็นฝ่ายดีแท้ๆ) และให้ใช้อาวุธได้อย่างเต็มที่ โดยไม่สนใจถึงความปลอดภัยของคนในหมู่บ้านเลย แถมอ้างว่าถ้าพวกเขาสนับสนุนพวกกบฎก็สมควรตายชะอีก นี่เขาคิดจะทำอะไรกันแน่

อาร์คและนิกกี้ได้เห็นหน่วยจู่โจมของสหพันธ์เข้าไปในหมู่บ้านทั้งๆ อาร์คที่ต้องทั้งโกรธและไม่อาจเข้าใจว่าทำไมพวกนั้นจึงต้องกลับมาอีก ที่ไม่มีอะไรหลงเหลืออีกแล้วแท้ๆ ไม่มีทั้งพวกกองโจร ไม่มีศัตรูให้ทำร้ายกันอีกแล้ว ทั้งที่เป็นแบบนั้นแล้ว

หน่วยหน้าที่กำลังเคลื่อนที่เข้าไปในหมู่บ้านใกล้ขึ้นเรื่อยๆนั้นได้หยุดชะงัดเพราะอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้น ก่อนที่หุ่นเครื่องหนึ่งได้เกิดการระเบิดต่อหน้านักบินทุกนาย และเงาสีเขียวที่พุ่งออกมาโดยไม่มีใครล่วงรู้ ร่างกายสีขาวเขียวของวิงดั้มได้เคลื่อนออกมาจากควันระเบิดผ่านเหล่าหุ่นรบที่กำลังบ้าเลือดด้วยโปรแกรมอัตโนมัตตามจิตใต้สำนึกของอาร์ค พวกมันทั้งหมดที่เห็นเป้าหมายได้ไล่ตามออกมาจากหมู่บ้านราวกับหมาป่ากระหายเลือด ตอนนี้หมู่บ้านคงจะปลอดภัยจากพวกมันได้ซักพักนึง อาร์คที่ได้เรียกวิงดั้มให้มาหาโดยไม่ได้ตั้งใจนั้นได้รีบวิ่งออกไปทันที

“อาร์ค จะไปไหน รอด้วย…” นิกกี้ได้พยายามตามอาร์คมาด้วยความเป็นห่วง เพราะรู้ว่าอาร์คกำลังคิดจะทำอะไรบางอย่างอยู่ แต่ไม่ทันที่จะได้พูดต่อก็รู้สึกว่าร่างกายหนักขึ้นอย่างกระทันหัน ราวกับถูกดูดออกมาลงสู่ดิน จนต้องทรุดลงกับพื้นในที่สุด ด้วยหมัดที่พุ่งเข้าใส่ที่ลำตัวโดยที่ไมทันได้ตั้งตัวของอาร์ค

“ขอโทษด้วย  แต่ฉันต้องไปคนเดียวเท่านั้น ช่วยหลบรออยู่แถวนี้ไปก่อนเถอะ!”  

อาร์คที่ได้อัดเขาจนสลบไปได้กล่าวส่งพร้อมกับประคองตัวเขานั่งลงที่โคนต้นไม้ ก่อนที่จะจากไปพร้อมกับวิงดั้มที่มารับเพื่อเผชิญหน้ากับความละโมบที่มองไม่เห็นของเหล่าหุ่นรบเบื้องหน้า

อาร์คพาวิงดั้มออกจากป่าด้วยความเร็วสูงจนสะเทือนไปทั้วทั้งตัว ตอนนี้เขาเริ่มทนแรงเหวี่ยงที่รุนแรงของวิงดั้มได้บ้างแล้ว แต่ว่าด้วยจำนวนที่ต่างกันมาก  ฝ่ายสหพันธ์มีมากถึง 20 เครื่อง ราวกับหมายจะจัดการกับเขาโดยเฉพาะ นับว่าเป็นไปได้ยากมากสำหรับหุ่นเพียงเครื่องเดียว ห่านกระสุนและมิสซายพุ่งกรูเข้าใส่วิงดั้มอย่างต่อเนื่องจนความเร็วของหุ่นไม่อาจหลบพ้นได้หมด เขาใช้ปีนยิงกราดต้านมิสซายจำนวนมากโดยรับกระสุนปืนตามส่วนต่างๆหลายแห่ง ยังมีอีกหลายระลอดที่ไล่ตามมาพร้อมหุ่นรบหลายเครื่อง อาร์คที่เห็นจวนตัวได้ตลบหลับหลังเหล่าหุ่นที่ไล่ตาม ซึ่งกลับต้องโดนกระสุนและมิสซายแทนเขาจนระเบิดซะเองโดยที่ไม่มีใครหยุดยิง

“ทำไมถึงทำกันได้ลงคอ เค้าก็เป็นพวกพวกของนายไม่ไช่เหรอ แล้วทำไมถึงได้…” อาร์คที่โมโหที่พวกเขาฆ่ากันได้แม้แต่พวกเดียวกัน ได้ตั้งปืนและแสงสว่างสีเขียวราววงแหวนเวทที่รับการโจมตีด้วยกระสุนที่เข้ามาหาได้หมดและผ่านมาไม่ถึงวิงดั้ม

“ทำไม!”

ปืนที่ได้พลังงานเพิ่มขึ้นดั่งเวทมนต์ แล้วยิงกระสุนแสงสาดกระจายลงสู่เบื้องล่างไปยังเหล่าหุ่นภาคพื้นดินที่เล็งปืนเล็กและใหญ่นาๆชนิด ทุกนัดล้วนโดนหุ่นเป้าหมายและหมดสภาพไปตามๆกัน หุ่นหลายเครื่องเบื้องล่างถูกทำลายด้วยการยิงของวิงดั้มในครั้งนี้

หุ่นที่เหลือยังคงกรูกันชักดาบออกมากวาดแกว่งใส่วิงดั้มที่ลอยอยู่ และดาบสีเงินได้ถูกดึงออกมาต้านกันเอาไว้ ต่างฝ่ายบินวนไปมาในท้องฟ้าและประสานดาบฟาดฟันกัน เวลาผ่านไปไม่กี่อึกใจเสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกเหนือท้องฟ้าแถบนั้น พร้อมกับการหายไปของเงาสีขาวเขียวภายใต้วงล้อมอย่างน่าประหลาด

“บ้าน่า มันเป็นไปได้ยังไง!” นายทหารคนนึงที่ขับหุ่นรุ่นบินได้อึ้งต่อภาพที่เกิดขึ้น แต่ไม่ทันที่เขาได้ตั้งตัว เงาสีขาวเขียวก็ได้มาอยู่ตรงหน้าเขา และแล้วส่วนส่วนหัวและลำตัวจรดเอวถูกแยกออกจากกันด้วยรอยคมเฉีอน พร้อมแสงสีเหลืองแดงที่เปล่งกระจายหายไปพร้อมกับร่างหุ่นเครื่องนั้นกลางท้องฟ้า

วิงดั้มยังคงบินฝ่าดงกระสุนแล้วยิงปืนสวน พรางฟันหุ่นที่เข้าประชิดอย่างรวดเร็ว อาร์คและวิงดั้มที่ฝีมือยังด้อยรับกระสุนเข้าไปมากจนหุ่นเริ่มเซ แต่กระนั้นกำลังหุ่นฝ่ายตรงข้ามก็ลดลงไปมากแล้วเช่นกัน พันโทโทมักนิแกนที่นำการรบนี้ได้เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เกิดขึ้นเพราะหุ่นเพียงแต่เครื่องเดียวนี่เท่านั้น ประสิทธิภาพมันต่างกันมากขนาดนี้เลยหรือ เขาจึงจำต้องสั่งให้ถอยทัพโดยด่วน ทิ้งไว้เพียงร่องรอยการต่อสู้และวิงดั้มที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง “หุ่นตัวนั้นมันคืออะไรกันแน่!”

ระหว่างที่การต่อสู้จบลง และอาร์คได้ค่อยๆบินกลับเหนือพื้นเล็กน้อย และต้องเอาวิงดั้มไปซ่อนไว้ที่ไหนซักแห่งก่อน ที่เดิมคงไม่ดีแน่ ระหว่างนั้นก็ได้มีรถที่คล้ายกับรถกระบะหรือไม่ก็รถจิ๊บกำลังมุ่งหน้ามาทางเขา อาร์คที่สังเกตุว่าคนที่ปรากฏตัวออกมาก็คือครูโทโมโกะ

เธอได้หยุดอยู่ตรงหน้าหุ่นโดยที่ไม่ได้หวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย และจ้อมองมาทางหุ่นราวกับรู้ว่ามีคนอยู่ เธอได้ตะโกนเรียกให้นักบินของหุ่นออกมาพบเขา แต่อาร์คกำลังแย่และไม่อย่างให้ความลับถูกเผยเพราะอย่างน้อยนีน่าคงต้องลำบากแน่ๆ เขายังนิ่งเฉยพร้อมกับพาหุ่นเดินออกไป

ทันใดนั้นเธอก็วิ่งไล่ตามมด้านหน้าอย่างรวดเร็วจนเขาต้องชะงักอีกครั้ง

“ชั้นบอกให้ออกมาเดี่ยวนี้ไง อาร์ค !” อาร์คที่ต้องตกใจเมื่อคุณครูคนสำคัญรู้ถึงตัวตนของเค้า เค้าต้องหน้าซีกเผือกออกมาให้เห็น ทุกอย่างอาจถูกเปิกเผยต่อทุกๆคน งานนี้เขาไม่มีทางให้หนีไปได้อีกแล้ว เขาไม่อาจตัดสินใจได้ว่าควรที่จะทำอย่างไรต่อไป และไม่รู้ด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปถ้าเขายอมออกไปพบหน้าครูในครั้งนี้

                                                                                                                                          CHARTER  03  โชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง End....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 29, 2011, 04:45:28 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
Replikia
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 641



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 28, 2011, 10:30:20 AM »

บทล่าสุดความยาวลดลงจริงๆแฮะ(ฮา) ถ้ามองเองไม่เจออาศัยเส้นแดงเอาก็ได้ครับเรื่องคำผิด ส่วนสำนวนนี่ดีแล้วครับ
บันทึกการเข้า

บล็อคของคนบ้าหาเรื่องใส่ตัว... แปลมันไปได้ไง(ฟระ....) http://replikia.exteen.com/
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 28, 2011, 06:47:32 PM »

คำผิดเยอะครับ แต่ไม่เป็นไร มันดีมองข้ามได้สบายๆ แนะนำพิมพ์ลงเวิร์ดครับ มันจะช่วยดูคำผิดให้เรา

หุ่นได้อารมณ์ซูเปอร์เพรียวงามดีจัง มันเรียลหรือซุปเปอร์เหรอครับ
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 29, 2011, 05:01:50 PM »

ตอนนี้ขอบอกแค่ว่าหุ่นในตอนนี้มันคือ...สายเรียว ฟันธง สับๆๆ  แต่ต่อไปก็ยังไม่แน่ เพราะจริงๆแล้ววิงดั้มมันสามารถใช้..."พลังเวท" ได้ครับ (ไอ้ตอนที่ยิงปืนแสงกระจายจากปืน Auto Machine gun ธรรมดานั่นแหละ)ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากแกนกลางของหุ่น และอาจจะมีท่าอื่นๆออกมาอีก รวมทั้งปริศนาของมันที่ยังซ่อนอยู่อีกหลายอย่าง (แต่ยังคิดไม่ออก...)

ลองอัพรูปกับเขาบ้าง กว่าจะหาวิธีอัพได้... เป็นหุ่่นตอน 00 ครับ


RC-1 (ชื่อทางการยังคิดไม่ออก...)

หุ่นยนต์รุ่นเก่าที่เกิดในช่วงยุคแรกๆของการพัฒนาหุ่นรบ และนี่ก็เป็นรุ่นที่ได้รับการปรับแต่งเพิ่มระบบการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลสำรวจเพิ่ม แทนที่ส่วนของอาวุธเดิมที่ใช้ในการรบ ทั้งที่ขา ลำตัว และส่วนหัว หน้าตาเลยออกเหลี่ยมๆถึกๆอย่างที่เห็น ฮาๆ ซึ่งแม้จะมีความคล่องตัวและการเคลื่อนไหวต่ำ (95-105…) แต่สิ้นเปลืองค่าบำรุงรักษาค่อนข้างต่ำ จึงนิยมใช้ในกองทัพในช่วงแรก

ที่ไหลมีการติดตั้งอุปกรณ์เอนกประสงค์ที่สามารถใช้เป็นขวานที่พักเก็บไว้สำหรับตัดสิ่งกีดขวางระหว่างการสำรวจ และเปลี่ยนเป็นสว่านที่ใช้สำหรับการขุดจะชั้นหินที่แข็งแรงไว้ด้วย (ขวาน+สว่าน คิดได้ไงเนี่ย ต่างกันคนละขั้วเลย… ) ด้านหลังสามารถติดอุปกรณ์เสริมได้หลายชนิด ปกติมักติดแพ็กอุปกรณ์ตรวจสอบและเก็บตัวอย่างสำรวจ ที่อกทั้นสองข้างติดตะขอสลิงที่มีแรงยึดจับสูงกว่ากำลังแขนของหุ่น 4-6 เท่า สำหรับจับดึงวัตถุรวมทั้งใช้ดึงปีนไต่ผนังในสภาวะแรงโน้มถ่วงได้ ปืนกล Auto Machine gun ถูกติดตั้งเสริมเข้าไปในการรบ เครื่องของทีมสำรวจปกติจะเป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอ่อน แต่เครื่องของอลันนั้นซึ่งเป็นสีเขียวจากผลกระทบของอุกกาบาตที่เป็นแห่งพลังงานของวิงดั้ม…


Kiyohari

หุ่นเครื่องสีดำแบบอัศวินทมิน (ถึงจะวาดไม่ค่อยเหมือนแหะ) ที่บุกโจมตี RC+ ที่มายังไม่ทราบแน่ชัด แต่ที่แน่ๆก็คือ มันไม่ใช่ทั้งหุ่นรุ่นใหม่ของทั้งกองทัพสหพันธ์และกลุ่มในอวกาศ และไม่มีปรากฏจากฐานข้อมูลทั้งหมดของทั้งสองฝ่ายเลย… (แต่รู้สึกจะวาดส่วนลำตัวโหญ่ผิดไซด์กับส่วนอื่นนะเนี่ย… )

ตัวเครื่องประกอบด้วยระบบเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเกินกว่าที่จะมีบนโลกในช่วงเวลานี้… ที่ด้วยรูบร่างที่เพียวบางแต่มีเกราะที่แข็งแกร่ง บวกกับความคล่องตัวที่สูงผิดกันลิบ (140-150…) แถมเตาขับเคลื่อนทั้งสองด้านหลังและที่ขาด้วย ที่เอวมีเซ็นเซอร์ตรวจจับขนาดใหญ่ตรวจดูการเครื่องไหวของคู่ต่อสู้ และสามารถรวมพลังงานยิงลำแสงขนาดใหญ่ใส่เป้าหมายได้ แต่สิ้นเปลืองพลังงานมากจนอาจยิงได้เพียงแค่ครั้งเดียว นอกจากนั้นยังมีปืน Auto Machine gun และดาบที่เก็บไว้ที่สะโพกหลัง ความเป็นมาอย่างอื่นยังคงเป็นปรึศนา แต่อาจได้ปรากฏตัวอีกในอนาคต…

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 31, 2011, 10:57:02 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 31, 2011, 10:52:24 PM »

รีบเขียนก่อนที่ม่ายมีเวลาจะให้เขียน ฮาๆ

ไม่รู้จะมีแรงเขียนไปได้ถึงไหน ถ้าบทสั้นมากอาจจะมาเป็นแพ็คคู่ ยังไงก็จะพยายามต่อจนกว่าจะวายกันไปข้าง...กึ๋ย...

ปล. สแกนคำเพี้ยนด้วยเรด้าระดับนาโนเซ็นเซอร์... ถ้ายังหลุดรอดอีกละก็...

---------------------------------------------

ในที่สุดแล้ว ครูโทโมโกะได้รู้แล้วว่าอาร์คขับวิงดั้มอยู่ อาร์คได้ยอมออกมาพบเธอซึ่งหน้าเพื่อสู้หน้าเธอ แม้ว่าครูโทโมโกะได้รู้ตั้งแต่แรกที่ไม่ได้เห็นเขาอยู่ในกลุ่มตัวประกันและท่าทางปฏิกิริยาต่างๆนั้นยิ่งยืนยันได้ชัดเจนขึ้น เธอค่อยๆพูดอย่างหน้าเศร้าต่อหน้าเด็กหนุ่มที่มองไม่เห็นหนทางเดินของตัวเองอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว

“อาร์ค ชั้นของร้องละ ช่วยพาเจ้านั่นออกไปจากหมู่บ้านนี้ซะ” คำพูดนี้ทำให้ใจของอาร์คแทบจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ เพราะนี้หมายถึงการไล่ออกไปจากหมู่บ้านไปนั่นเอง

“ทำไมละครับ ผมทำอะไรผิดงั้นหรือ ทำไมผมต้องไปด้วย” อาร์คกล่าวอย่างหน้าเศร้าๆราวกับสิ่งที่เขาได้ทำลงไปนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย

“ถ้านายยังอยู่ที่นี่ทุกคนจะตกอยู่ในอันตราย เพราะเจ้าสิ่งนั้น” เธอชี้ไปที่วิงดั้มที่มีกายสีเขียวและขาวซึ่งยืนตระหง่าอยู่ด้านหลัง

“เค้าช่วยปกป้องผม นีน่า และทุกคนเอาไว้นะ นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน” อาร์คที่ได้ยินยิ่งข้องใจเพราะต้องการช่วยนีน่า

แต่ไม่ทันไรอาร์คก็โดนผ่ามือตบเข้าไปที่หน้าอย่างแรงด้วยน้ำเสียงที่หนักอึ้ง อาร์คหน้าหันไปตามแรงที่ผ่านใบหน้าของตนจนชาไปทั้งตัวแม้กระทั้งหัวใจ ได้แลมองไปที่หน้าของครูตัวน้อยๆ ที่ตอนนี้กลับน้ำตาซึมออกมาโดยที่เขาไม่ทันได้ยั้งคิด

“ก็เพราะมีมันอยู่นะซิ เจ้าพวกทหารงี่เง่านั่นถึงได้ต้องการมัน พวกมันถึงได้กลับมาที่นี่อีก แกเองก็น่าจะได้เห็นแล้วนิ ถึงชั้นจะได้สอนไป แต่ความเป็นจริงพวกทหารไม่ได้เป็นคนดีผู้ปกป้องความยุติธรรมทั้งหมดหรอกนะ เธอก็น่าจะได้เห็นกับตาแล้วไม่ใช่หรือไงกัน!”

อาร์คที่สะดุ้งเพราะเห็นครูวีนแตกเป็นครั้งแรก ซ้ำยังไม่อาจปฏิเสทสิ่งที่เธอพูดได้ เค้าเองก็ได้เห็นมากับตา พวกทหารที่สามารถฆ่าเพื่อนกันได้อย่างหน้าตาเฉยเพียงเพราะคำสั่งจากเบื้องบน ต่อหน้าเขาเอง

“นี่ถือว่าชั้นขอร้องละ เพื่อทุกคนแล้ว ช่วยออกไปจากหมู่บ้านนี้ซะ…”

อาร์คที่ไม่อาจดื้อดึงด้วยเหตุผลที่เธอให้มาได้ ในที่สุดเขาก็กั้นใจไว้กับริมฝีปาก ก่อนหันหลังกลับและเดินกลับไปที่หุ่นอย่างหน้าเศร้าผ่านหน้าเธอไป และทางครูโทโมโกะที่อดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวเมื่อเห็นแผ่นหลังของลูกศิษย์ที่กำลังจะจากไปในที่แสนไกลเกินกว่าจะเอื้อมดูแลถึง เธอได้กล่าวคำพูดสุดท้ายอำลาก่อนที่อาร์คจะกลับเข้าไปในหุ่น

“ขอให้เติบโตขึ้นแล้วมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยนะ”

อาร์คที่ได้ยินเสียงส่งท้ายอันแผ่วเบาจากคนๆนั้น ได้พยายามจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ก่อนเดินหายเข้าไปในหุ่น ทั้งคู่ที่ได้แยกจากกันและวิงดั้มที่บินตระหง่าขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเย็น และหายลับไปพร้อมๆกับการลับขอบฟ้าของแสงสว่างกับดวงอาทิตย์ แล้วพาการแยกจากกันและโศกเศร้าไปพร้อมสายลมยามค่ำคืนที่เข้ามาเยือนแทนที่ ทั้งนิกกี้ที่ได้ฟื้นแล้วและแอบฟังอยู่อย่างเงียบๆ ซึ่งก็ทำได้เพียงแค่กำหมัดไว้แน่นด้วยความเจ็บใจ เพราะสุดท้ายเพื่อนพ้องคนสำคัญต่างก็ต้องกระจัดกระจายหายไปกันจนหมด…

“แม้แต่ที่นี้เองก็เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกแล้วรึ บ้าที่สุด!”

CHAPTER  04 การพบกันและการลาจากที่ย้อมด้วยน้ำตา

ทางฝ่ายสหพันธ์ซึ่งผู้บัญชาการใหญ่ กีฟรอส ได้รับรายงานว่ากองทัพหุ่นที่ส่งไปยังหมู่บ้านได้พ่ายแพ้กลับมาอย่างย่อยยับได้ออกจากหมู่บ้านแล้ว เขาเดินคิดหนักอยู่ซักพักก่อนที่จะหันเดินไปหา ซิสอารก้า อาเวอเรน ชายหนุ่มหน้าตาผู้ดีผมสีเทาและแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดแขนขายาวสีขาวที่มีชายเป็นสีน้ำเงินสด ผู้ที่นั่งเฝ้ามองอยู่ภายในห้องนั้นด้วย พวกเขาได้พูดคุยปรึกษากันอย่างสนุกสนานด้วยรอยยิ้มอันแสนเจ้าเล่ที่เหมือนจะแผดเผาโลกนี้ได้ทั้งโลก! พร้อมกับการเตรียมส่งกำลังสอดแนมไปตามร่องรอยที่เหลือของหุ่นลึกลับนั้น ท่าทางพวกเขาคงวางแผนอะไรบางอย่างอยู่เป็นแน่!

หมู่บ้านเวนเนล่า และโรงเรียนในวันต่อมาบรรยากาศค่องข้านเงียบรวมทั้งที่นี่ไม่มีอาร์คอยู่อีกแล้ว นีน่าที่ต้องมาเรียนเพียงคนเดียวตามลำพัง พร้อมกับข่าวประกาศในชั้นเรียนที่อาร์คถูกแจ้งว่าหายสาบสูญไปอีกคน หลายคนต้องเศร้ารวมทั้งเทล และนิกกี้ที่เป็นเพียงคนเดียวที่ได้รู้ความจริงทั้งหมดแต่กลับไม่สามารถบอกกล่าวกับทุกคนในห้องได้ แม้กระทั้งนีน่าที่ดูเหมือนรู้ทันก็ได้พยายามรบเร้าเขาเพื่อถามความจริงที่เกิดขึ้นนั้น หรือแม้แต่ครูโทโมโกะที่ไม่อาจทำอย่างอื่นได้นอกจากการสอนให้ทุกๆคนมีชีวิตอยู่ในวันข้างหน้าต่อไปแม้จะรันทดหรือเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อวันพรุ่งนี้!

………………………………………

อาร์คที่พึ่งรู้สึกตัวกับความอ่อนเพลียในการเดินทางอันยาวนานไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปแล้วนานเพียงใด เขาพึ่งเคยออกมาจากหมู่บ้านมายังโลกภายนอกเป็นครั้งแรกในชีวิต จนอาร์คไม่อาจบอกได้ว่าเขาอยู่ที่ไหนแล้ว เขาได้รู้สึกเหนื่อยอ่อน ทั้งกาย และใจ เพราะสิ่งที่อาร์คได้ทำเพื่อทุกคนลงไปนั้น ผลสุดท้ายสิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับเป็นความโดดเดี่ยวและอ้าวว้างที่เหลือเพียงตัวคนเดียวแทน ตัวคนเดียวที่ต้องออกจากหมู่บ้านไป ราวกับว่าสิ่งที่เค้าเคยทำและเชื่อมั่นนั้นสูญเปล่าหายไปจนหมด จิตใจที่สับสนและไร้วึ่งหนทางออกของอาร์ค ประกอบกับการเดินทางที่เป็นเวลานานหลายวันแล้ว ที่สุดแล้ววิงดั้มก็ได้ร่วงลงสู่พื้นดินโดยที่อาร์คไม่สามารถควบคุมไว้ได้อีก

อาร์คที่พึ่งรู้สึกตัวหลังจากที่ตกลงมาจากหุ่นที่แนบนิ่งอยู่บนชายทะเลที่กว้างใหญ่ในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเขาเองก็ไม่เคยได้เห็นทะเลมาก่อนในชีวิตเช่นกันจึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นแต้นเป็นอย่างมาก ท้องทะเลสีน้ำเงินครามและเกลียวคลื่นตัดกับท้องฟ้าสีส้มที่ได้รับแสงต้อนรับวันใหม่อีกครั้ง

เขาที่ไม่รู่ว่าได้อยู่ที่ไหนได้เดินออกมาเรื่อยๆ ตามชายฝั่งที่ยาวและมีคลื่นน้ำทะเลซัดเข้าฝั่งมาตลอดทาง และได้รับรู้เป็นครั้งแรกว่าน้ำทะเลนั้น เค็มที่สุดในโลก… จนเวลาผ่านไปเขาก็ได้มองเห็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งอยู่เบื้องหน้า ที่ดูเหมือนเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดใหญ่ เพราะมีเรือขนาดใหญ่เทียบท่าอยู่หลายลำ มีตั้งแต่เรือประมงที่ทำจากไม้ขนาดเล็กที่นั่งได้เพียงแค่คนเดียว ไปจนกระทั้งลำที่มีขนาดใหญ่เทียบเท่าตึกของโรงเรียนเลย

เขาพึ่งสังเกตุว่ามีทหารอยู่ในหมู่บ้านด้วยจึงได้พยามามเดินเลี่ยงออกมาห่างๆแม้พวกเขาอาจจะไม่รู้เรื่องหุ่นของเขาก็ตาม แต่ที่อาร์คได้เห็นกลับผิดไปจากที่คาดเอาไว้มาก เพราะพวกเขาเหล่านี้เป็นทหารพยาบาลที่เข้ามาดูแลชาวบ้านที่นี่ เต้นที่ตั้งอยู่ระหว่างทางซึ่งมีตราเครื่องหมายบวกสีแดงอันใหญ่ติดแสดงให้เห็นเด่นชัด ผู้คนในหมู่บ้านที่รอเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบรับการตรวจรักษา นั่น!มีเข็มฉีดยาด้วย ส่วนอีกด้านก็มีทหารคนนึงเล่นกีต้าให้พรรคพวกกับชาวบ้านฟังอยู่ นี่แทบจะเป็นทหารในอุดมคติที่อาร์คเคยนึกถึง ถ้าทหารทุกคนเป็นแบบนี้ก็คงจะดีไม่น้อย

อาร์ครู้สึกยินดีมากที่พวกทหารเหล่านี้เข้ามาดูแลผู้คนแทนที่จะก่อสงครามขึ้นเองเหมือนกับที่หมู่บ้านของเขา ระหว่างที่ได้เดินดูหมู่บ้านไปเรื่อยๆนั้นเอง เขาก็ได้พบทหารพยาบาลสาวอยู่กับอันตพาลหลายคนโดยที่ด้านหลังเธอมีเด็กตัวเล็กๆอยู่สองคนกำลังหวาดผวาอยู่ เธอดูผมสั้นเพราะใส่หมวกปิดบังเอาไว้และได้เตะต่อยกับพวกมันหลายคนจนนอนกลิ้ง  แต่ยังไงก็คงไม่อาจสู้กับจำนวนที่มากกว่าได้อยู่ดี พวกมันเองก็คงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆไม่รู้จักหมด

อาร์คที่ได้เห็นจึงต้องโผล่เข้าไปกลางวงโดยไม่รู้ตัวและพาเด็กๆหลบฝ่าดงหมัดและเท้าออกมาได้ ก่อนพวกที่เหลือได้เสียจังหวะ(เสียแผนนะชิ) เลยโดนเจ้าหล่อนเก็บกวาดซะเรียบวุธซะงั้น ท่าทางเธอจะเก่งผิดกับที่อาร์คคาดคิดไว้มากนัก เธอเป็นผู้หญิงแน่รึ!

“…ขอบคุณที่ช่วยพาเด็กๆหนีไป” เธอได้กล่าวขอบคุณด้วยหน้าที่แดงเล็กน้อยจากรอยฟกซ้ำ แต่ไม่ทันที่เธอจะพูดต่อก็ถูกอาร์คดึงพาตัวเธอออกไปด้วยกัน อาร์คสังเกตุเห็นได้ว่าเธอเองก็อายุพอๆกับเขาเสียด้วยซ้ำ ไหนถึงได้มาเป็นทหารได้ละเนี่ย!

“เอาละ ผมว่ารีบไปจากที่นี่กันเถอะ”

ระหว่างที่พวกเขาหาทางวิ่งกลับไปที่เต้นทหาร ทว่าเธอได้เห็นพวกมันมากันเพิ่มอีกเป็นขบวนจากซอยต่างๆด้านข้าง แถมมีคนขับหุ่นรบขนาดใหญ่ออกมายืนดักหน้าเสียอีก ซึ่งไม่ใช่ของคนในสหพันธ์แน่ เสียงฝีท้าวของหุ่นรบเคลื่อนเข้ามาในหมู่บ้านเพิ่มอีกได้ดังขึ้นเรื่อยๆจนทำให้แผ่นดินสะเทือนได้เลย

ผู้คนที่แตกตื่นและเหล่าทหารพยาบาลที่มีแค่ปืนทหารคนละกระบอก ไม่มีกำลังรบพอจะโต้ตอบกองทัพหุ่นยนต์ได้ พวกสิ่งของที่นำมาให้ผู้คนในหมู่บ้านเริ่มถูกยกออกไปด้วยมือขนาดใหญ่ พวกมันก็คือโจรสลัดที่หมายบุกปล้นเสบียงอาหารของหมู่บ้านนี้นั่นเอง อาร์คเริ่มตีสีหน้าเครียดอย่างเห็นได้ชัดและบ่นก่อนหลบกระสุนจากหุ่นยนต์ที่ไล่ตามมาเป็นระยะไม่เลิกรา และในสภาพที่วุ่นวายนั้นเองวิงดั้มก็เข้ามายับยั้งสถานการณ์ไว้ได้ ก่อนจะฟันหุ่นตรงหน้าจนล้มลง

อาร์คที่ไม่ได้บอกกล่าวอะไรกับเธอ ได้ผลักเธอเข้าไปในตึกแม้เธอจะพยายามเรียกเขาก็ตาม อาร์คอาศัยจังหวะชุลมุนจากฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นวิงดั้มและไล่จัดการฟันไปทีละเครื่องด้วยดาบเหล็กขนาดใหญ่ประจำตัวและยิงสกัดด้วยปืนกล Auto Machine gun หุ่นที่เหลือยิงปืนสวนกลับมาแต่ด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองและโต้ตอบได้ หุ่นทุกตัวหยุดนิ่งลง อาร์คคิดว่านี่น่าจะจบลงแล้ว แต่ว่ามีลำแสงของปืนพุ่งเข้ามาจากด้านหลังที่มองไม่เห็น ปฏิกิริยา AI ของหุ่นพาเขาหลบการโจมตีนี้ได้

หุ่นรบสีส้มรูปร่างถึกใหญ่เต็มไปด้วยอุปกรณ์รบเต็มพิกัดติดอยู่เต็มตัว ที่มือได้ถืออาวุธปืน 2 กระบอกที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือ Beam rifer ได้ออกมาจากด้านหลังของวิงดั้ม

ลำแสงจากปืนได้พุ่งเข้าหาจนอาร์คต้องบินหลบขึ้นไปบนฟ้า ทว่าลำแสงที่ถูกหัวเข่าแค่ถากๆก็ถึงกลับทำให้เกราะละลายได้เลย อานุภาคของมันนั้นสูงมาก ปืนกล Auto Machine gun ของอาร์คเองไม่ระคายเกราะหนาๆของมันได้เลย อาร์คจึงต้องหาทางบินเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วและยิงสกัดมิสซายนำวิถีที่ถูกยิงสวนกลับมาจากหลังมัน วิงดั้มถูกแรงระเบิดผลักมาจนเข้าประชิดและแตะมันกระแทกไปอีกด้านของหมู่บ้าน Beam rifer กระบอกนึงได้หลุดกระเด็นจากมือของมันออกไปและด้วยน้ำหนักที่มากนักทำให้มันไม่อาจขยับได้ ผลคงจบลงเพียงแค่นี้แล้ว…

แต่มันที่ดูที่จะไม่ยอมแพ้ให้ง่ายๆ และเห็นท่าทางจะเสียเปรียบ จึงได้หันเล็งปืนที่เหลือไปยังเหล่าชาวบ้านที่ยืนอย่างหวาดกลัวอีกด้าน ซึ่งเธอทหารหญิงคนนั้นเองก็อยู่ด้วยเช่นกัน มันใช้วิธีสกปรกอีกแล้ว!

“อย่านะ!” วินาทีแห่งความเป็นความตายที่ลำแสงจากบีมไรเฟิลพุ่งออกมาหาคนที่ไม่เกี่ยวข้อง อาร์คร้องลั่นที่ได้เห็นภาพดังกล่าวอีกครั้งราวภาพช้าที่ค่อยๆเล่นไปยังฉากจบอันน่าเศร้า ลำแสงที่ไม่อาจเปลี่ยนทิศทางได้ก็พุ่งเข้าไปอย่างจัง

“ซูม!…”

เสียงที่ดังเสียดสีกับอากาศพร้อมกับแสงที่กระทบจนเกิดประกายเจิดจ้า ทุกอย่างได้จบลงแล้ว…

“เอ๋!…”

เสียงทหารหญิงตัวน้อยๆ ที่ได้ปิดตาหลบภายใต้แสงเจิดจ้าที่กำลังกวาดผ่านร่างกายของเธอไปอย่างช้าๆ

ทว่าแสงนั้นกับอ่อนจางลงพร้อมๆกับลำแสงดังกล่าวที่ถูกสะท้อนกลับขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วหายลับไปในที่สุด สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอและเหล่าชาวบ้านนั่นก็คือดาบเหล็กขนาดใหญ่สีเงินของวิงดั้ม ที่ได้พุ่งปักมาขวางลำแสงแทนโล่ได้ทันเวลาแบบฉิวเฉียด อาร์คที่ตัดสินใสได้อย่างอย่างรวดเร็วและทันท่วงทีอย่างหวุดหวิด แต่ตอนนี้วิงดั้มกลับถูกเล็งปืนหมายปลิชีวิตเขาแทน

ลำแสงพุ่งเข้าหาวิงดั้มอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะตายตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด เขาให้วิงดั้มกระโดดลงไปด้ายข้างคว้าปืนบีมไรเฟิลของมันที่ตกอยู่ไว้ได้ และยิงสวนกลับทันที

ลำแสงของบีมไรเฟิลทั้งสองด้านได้วิ่งผ่านสวนทางกันแล้วกลับมาหาทั้งสอง ลำแสงเส้นหนึ่งได้ผ่านสีข้างลำตัวของหุ่นวิงดั้มไปได้อย่างหวุดหวิด ส่วนอีกเส้นพุ่งทะลุเกราะสีส้มผ่านเข้าไปในลำตัวอกซ้ายของหุ่นฝั่งโน้นเข้าอย่างจัง จนมันเริ่มมีประกายไฟลุกท่วม แล้วก็ระเบิดลงในที่สุด

อาร์คที่เหนื่อยอ่อนได้แต่มองหน้าทุกคนที่ต่างยิ้มแย้มตอยรับด้วยคำขอบคุณ ทั้งทหารและชาวบ้านได้โห่ร้องด้วยความดีใจและยกย่องจนดังไปทั่วทั้งเมือง เมืองเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากที่ถูกพวกโจรเหล่านี้เข้ามาก่อกวนมาเป็นเวลาช้านาน รวมทั้งเธอ ทหารสาวที่ออกมาเฝ้ามองเขาในวิงดั้มและมอบรอยยิ้มให้อย่างช้าๆ

ทำให้ในที่สุดอาร์คก็ได้เข้าใจคำตอบที่อยู่ในใจของเขาเองจนได้

"ดีจริงๆ นั้นซินะ!"

อาร์ครู้สึกตัวดีว่า การต่อสู้ของเค้านั้นไม่ได้ทำเพื่อหวังสิ่งตอบแทนใดๆที่เป็นรูปธรรมอย่างเงินทองหรือสิ่งของตอบแทน แต่ความจริงแล้วนั้นเพียงเพื่อที่จะได้เห็นรอยยิ้มอันสดใส และมีความสุขของทุกคนต่างหาก เพื่อปกป้องรอยยิ้มอันสำคัญ ที่แม้จะเป็นคนเดียวกันแต่ก็แสดงรอยยิ้มที่แตกต่างกันในแต่ละครั้ง ด้วยความรู้สึกเหล่านั้นเขาจึงได้เลือกที่จะขับวิงดั้มเพื่อปกป้องทุกสิ่ง นั้นคือความสุขที่แท้จริงที่เขาได้เลือกไว้ในที่สุด

รอยยิ้มเล็กๆของอาร์คเผยออกมาหลังจากได้หายไปนานนับตั้งแต่ก่อนออกจากหมู่บ้านของเขามาและความยินดี ก่อนที่เขาจะขับวิงดั้มบินขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วจากที่แห่งนี้ไป ท่ามกลางคำสันเสริญของผู้คน เหลือทิ้งไว้เพียงตำนานที่ได้เปลี่ยนแปลงหมู่บ้านนี้ไปตลอดกาล

“นั้นอาจเป็นพระเจ้ามาโปรดก็ได้”

เธอได้กล่าวคำขอบคุณบางอย่างโดยที่ได้ถอดหมวกออกเผยให้เห็นผมสีแดงอมน้ำตาลยาวจนถึงเอว และใบหน้าที่กลมเกลี้ยงอันแสนหน้ารักเมื่อควบคู่กับรอยยิ้มของเธอ ราวกับทั้งคู่เหมือนเคยรู้จักกันมาก่อนเมื่อนานแสนนาน และอาจจะได้พบกันอีกในไม่นาน

CHARTER  04 การพบกันและการลาจากที่ย้อมด้วยน้ำตา End.....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 02:11:15 AM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: เมษายน 08, 2011, 10:17:14 PM »

จ.ส.อ คาออส นายทหารที่ดูสูงใหญ่ไปด้วยผิวสีแทน ได้ออกบินเพื่อตามแกะร่องรอยของหุ่นลึกลับที่ทำให้เขาเคยพ่ายแพ่มาอย่างราบคาบแล้วครั้งนึงที่หมู่บ้านเวนเนล่า และนี่ก็เป็นคำสั่งลับระดับสูงที่ได้มาจากซิสอารก้า ที่ปรึกษาของ ผบ.ใหญ่แห่งทหารสหพันธ์ บัดนี้เขาได้ลอยลำอยู่เหนือที่เกิดเหตุการต่อสู้ระหว่างกลุ่มก่อการร้ายในอิสรเอลและกำลังทหาร ซึ่งตอนนี้ได้หยุดลงไปแล้วด้วยกำลังของอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถระบุได้

ที่แห่งนี้ก็คือพื้นที่ราบแถบทะเลแดง ซึ่งดูราบเรียบไปด้วยทุ่งพื้นดินแห้งๆสีน้ำตาล ที่ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยร่องรอยของหุ่นที่ถูกทำลายหมดสภาพของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีให้เห็นอยู่เกลื่อนกลาดทั้งทั้งบริเวณ แม้วว่าสถานที่เกิดเหตุจะมีความเสียหายน้อยกว่าที่คิด สำหรับสงครามใหญ่แถบตะวันออกกลาง เพราะทหารในสมรภูมิส่วนใหญ่รอดมาได้ และยังรอรับการช่วยเหลืออยู่ ณ ที่แห่งนี้

คาออสได้เดินสำรวจอย่างละเอียด ภายใต้กำลังทหารหลายนายที่ต่างนั่งปฐมพยาบาลกันทั้งซ้ายขวา หลายคนนั้นเป็นนักบินที่รอดชีวิตจากอันตรายปรึศนา ทหารหลายคนต่างพากันหลบเลี่ยงด้วยความหวาดกลัวจนพูดไม่เป็นภาษาคน ตอนนี้แทบไม่มีใครที่สติอยู่ครบสมบูรณ์เลยชักคน

“อย่าเข้ามานะ! ปีศาท สีเขียว อ๊ากๆๆ!” เสียงหวาดผวายังคงดังมาอย่างต่อเนื่องทุกครั้งที่ย่างก้าวเข้าไปหา

“ใจเย็นๆไว้พวก นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันหา!”

“อย่าถามผม ขอร้องละ อ๊ากๆๆ!”  

“หยุดร้องได้แล้วเฟ้ย! ผัวะ!” สุดท้ายคาออสก็ต้องออกกำลังกายเพื่อให้นายทหารคนหนึ่งหยุดบ้าและสงบสติลง

ที่สุดแล้ว คาออสก็ได้ความว่ามีหุ่นที่บินได้ไม่ทราบชนิดนั้นบินผ่านระหว่างการรบ จนพวกเขาได้ยิงโดยไม่สนใจใยดี ผลก็คือหุ่นนั้นได้เข้ามาประชิดอย่างรวดเร็วอย่างน่ากลัวและไม่ทันที่ได้ตั้งตัวก็หมดสภาพลงในพริบตา แล้วในเวลาไม่นานความเงียบก็ได้เข้ามาแทนที่เสียงระเบิดและปืนในสนามรบ พร้อมกับการหายตัวไปของมัน

คาออสรู้สึกติดใจว่าหุ่นตัวนั้นอาจเป็นหุ่นที่เขากำลังตามหาที่ปรากฏตัวที่หมู่บ้านเวนเนล่าก็ได้ และจากข้อมูลที่รวบรวมมาก็คาดว่ามันอาจจะปรากฏออกมาอีกครั้งที่บริเวณแถบยุโรป

……………………………

“เธอจะเอาแต่เดินทางไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุดแบบนี้ มันดีแล้วแน่เหรอ!”

เสียงของเด็กสาวตัวเล็กๆที่พึ่งเคยพบกันไม่นานนี้ ยังค้างคาอยู่ในใจของเด็กหนุ่มผู้นิ่งเฉยผู้หนึ่ง แม้ว่านั่นจะผ่านไปนานหลายเดือนแล้ว นับตั้งแต่ได้ทิ้งหมู่บ้านเกิดไป ทำให้อาร์คจำต้องคิดอย่างหนักอีกครั้ง ถึงอนาคตของตัวเองที่ไม่เคยได้คิดมาก่อน ภายใต้ภาพท้องทะเลที่ฉายอยู่เบื้องล่างตัวเขา และเงาของวิงดั้มที่ทยานบนผิวน้ำทะเลอันเย็นชื่นมื่น

……………………………

CHAPTER  05  สงครามที่หวนคืน

ที่เมืองในประเทศอิตาลี “เมืองปีซ่า” ซึ่งเป็นทั้งเมืองการค้าและการท่องเที่ยวที่สงบสุขแห่งนึงของโลก ถ้าพูดถึงที่นี่ก็คงต้องนึกถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง “หอเอนปีซ่า” เป็นอันดับแรก ที่นับวันมันจะยิ่งเอียงเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆ นี่ยังไม่นับถึงสถาปัตยกรรมอื่นๆ รวมทั้งอาคารยุคเก่าที่มีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์แบบโรมันโบราณ แม้ว่าในหลายๆที่จะถูกแทนที่ด้วยอาคารสมัยใหญ่ที่แตกต่างไปจากเดิม แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปมากแล้วก็ตาม ก็ยังมีผู้คนที่อาศัยและเดินทางผ่านมากมาย

และท่ามกลางโรงเรียน “เซนต์ปิซ่า” โรงเรียนคริสเตียนอันมีชื่อใจกลางเมืองใหญ่แห่งนี้ เดิมทีเคยเป็นโบสถ์เก่าแก่ที่เคยถูกทิ้งร้างมาหลายสิบปีนับตั้งแต่สงครามโลกในยุคคริสศักราชเก่าก่อนจะบูรณะซ่อมแซม จึงไม่แปลกที่อาคารเรียนจะมีหน้าตาจะเหมือนโบสถ์เช่นนี้ แม้เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ที่นี่มักจะเป็นพวกผู้ดีมีสกุล แต่หลายคนก็เป็นนักเรียนทุนเรียนพรีที่สอบเข้ามาได้เช่นกัน วันนี้เป็นวันแรกที่ได้เปิดภาคการศึกษา จึงคึกคักไปด้วยนักเรียนมากมายในชุดสีขาวและท่อนล่างสีน้ำเงิน

“ชั้นห้องปี 1-C คือที่นี่งั้นรึ!”  เด็กหนุ่มผมสั้น ผู้มีใบหน้าที่ดูเรียบร้อยแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นที่ดูไม่ธรรมดาราวกับได้ผ่านอะไรมาหลายสิ่งหลายอย่าง ตอนนี้เขาอายุราว 14 ปี ได้แล้ว และนี่ก็คือการตัดสินใจอนยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนึงของเขา นั่นก็คือการเดินเข้าไปสัมผัสบรรยากาศที่ได้ห่างหายไปนานนับปี

นี่ก็คือห้องเรียนสีขาวสว่างที่เต็มไปด้วยนักเรียนที่นั่งอยู่ หากยังขาดแต่เขากับนักเรียนบางคนเท่านั้นที่ยังมากันไม่ครบ และการแนะนำตัวนักเรียนก็ได้เริ่มต้นขั้น จากแถวหน้าตรงไปด้านหลังตามลำดับ จนถึงเด็กหนุ่ม

“เอาละ ผมคือ อาร์ค สเวนอส ย้ายมาจากนิวคาลซิล อังกฤษ ต้องขอฝากตัวด้าวคับ...”
………………………………………….

ณ สถานที่ซึ่งตั้งอยู่ด้านนอกชายเมืองปีซ่า ฐานสทัพทหารหพันธ์อิตาลี นิวอานี บุคคลปริศนาที่ได้เดินทางจากฐานทัพใหญ่สหพันธ์ เข้าพบ พ.ต วิสเบิร์ส ผบ.แห่งฐานทัพสหพันธ์อิตาลี เพื่อมาเข้ายื่นข้อมูลการคัดคนที่จะเข้ามาขับหุ่นรุ่นใหม่ในสังกัตพิเศษที่พิ่งจัดตั้งขึ้นด้วยตนเอง  ในนามของหน่วย“สไตรเรย์” ซึ่งคงจำเป็นต้องผ่านการอนุมัติจากระดับ ผบ.อย่างน้อยสามคนขึ้นไป

“เข้าใจแล้ว จะดูให้เดี๋ยวนี้……นี่มัน” พ.ต วิสเบิร์ส ผู้ที่ลูบเคราหนวดสีเทาเหมือนสีผมที่ยาวถึงไหล่ ใบหน้าที่คล้ำนิดๆและออกจะข้องใจ เมื่อพบรายชื่อหนึ่งที่เป็นเพียงแค่ ทหารพยาบาล ที่ไร้ประสบการบผู้หนึ่ง

“นั่นไม่ต้องห่วงครับผม เพราะผมได้เตรียมการและมั่นใจว่า “เธอ” มีคุณสมบัติพร้อมอย่างแน่นอนที่สุดครับ!”
……………………………………………

“เอาละ โรงเรียนนี้มันดีจริงๆด้วยซิ” อาร์คนั้นอยู่ตรงหน้าอาหารกล่องที่ทำเองกับมือ กล่องสีเขียวที่ดูสะดุดตาทุกคนโดยรอบ ข้าวผัดที่ออกสีแดงด้วยซอลมะเขือเทศและถั่วลันเตาบวกสารพัดผักหลากสี กับไข่ดาว และไก่ทอด นี่นายเป็นคนอเมริกันหรือไงเนี่ย

“ไก่ทอดอันนั้นชั้นขอละนะ…” เสียงคึกโครมดังมาจากด้านหลังพร้อมกับส้อมที่พร้อมแทงเหยื่ออันโอชะของอาร์ค ก่อนที่หมอนั้นจะลงไปจูบกับโต๊ะดังโครมซะเอง

“ขอโทษน้า ที่ไอ้บ้ามาสคัสเข้ามาป่วน ชั้น อีเน่ อีชาโน” สาวน้อยผมม่วงที่ทาพร้อมกับทวิลเทล ผู้ที่ดูร่าเริงผิดกับฝ่ามือที่กำลังกดหัวของมาสคัสจอมจุ้นแนบนิ่งกับโต๊ะ

“โถ่ๆๆ แค่เห็นน่ากินก็เลยอยากขอชิมชักหน่อย! มันผิดตรงไหนเนี่ยเธอ” นี่มาสคัส ผู้ที่พูดเก่งที่สุดในด้านการกวนคนอื่น ซึ่งได้รับฉายาหลายอย่างแต่ไม่มีคำใหนที่เหมาะไปกับ “ปากปลาหมอ” อีกแล้ว เพราะตอนนี้เขาถูกกดหัวลงกับโต๊ะอีกรอบด้วยมือเด็กสาวผมม่วงต่อก่อนที่จะอ้าปากพูดอะไรแผลงๆออกมาอีก

“นายคิดจะถามอะไรบ้าๆออกมาอีกละ”

“น่าๆ เรื่องแค่นี้เองงะ! เธอเองก็ลองด้วยมั้ย นี่ชั้นทำเองกับมือเลยนะ” อาร์คพยายามหาเรื่องไกล่เกลี่ย แต่ดูท่าจะให้ผลตรงกันข้าม เมื่ออีเน่เกิดหน้าแดงขึ้นเฉยๆซะงั้น “จริงนะ!”

“ทำเองกะมือ ก็ต้องมีขี้มือด้วยซิ!” มาสคัสที่เผาเอาซึ่งๆหน้า จนแล้วก็ถูกอีเน่ตบกลิ้งอีกรอบจนได้ ดังนั้นไม่ต้องบอกว่า “ไอ้เฉือก” เป็นอีกฉายาที่หมอนี่ได้รับอย่างแน่นอนที่สุด

“ฉัน อีเน่ อีชาโน ยินดีที่รู้จัก …ของตัวก่อนนะ” เธอรีบพูดจนอายม้วนต่อหน้าต้องรีบแผ่นออกจากห้องพร้อมกับลากสัมภาระจอมจุ้นออกไปสะสางนอกห้องด้วย……

หลายวันที่ได้เรียนมาที่นี่ แม้ว่าอาร์คจะมีเรื่องประวัติที่ต้องปิดบังอยู่บ้างแต่ก็สามารถเข้ากับทุกคนได้ในเวลาไม่นานนัก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้หญิง ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าทำไม) เขาได้รู้จักเพื่อนใหม่มากมายหลายคน มีทั้งคนที่เรียบร้อยอย่างไม่น่าสงสัยแบบไอริส คนที่พูดเก่งอย่างมาสคัส และผู้คนอีกหลายๆประเภท และนอกจากนั้นยังมี อีเน่ อีชาโน เพื่อนสาวในชั้นเรียนที่คอยแอบมองอยู่ห่างๆด้วย สัปดาห์แรกในรั้วโรงเรียนที่จากไปนานของอาร์คนั้นผ่านไปได้ด้วยดีสำหรับเขา

ณ ตั้งของฐานทัพสหพันธ์ในอิตาลี  พ.ต. วิสเบิร์ส เป็นผู้บัญชาการของฐานอยู่ เขาจิบกาแฟถ้วยโปรดหลังจากที่นิวอานีได้กลับมารับคำอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่เขาจะหันกลับไปที่รายงานที่พึ่งส่งเข้ามาจากศูนย์ใหญ่ เนื้อหาในนั้นทำให้เขาคิดหนักไม่น้อย ถึงเรื่องที่พวกกองทัพโคโลนี่ได้มีการเคลื่อนไหวอย่างลับๆอย่างต่อเนื่อง และการเจรจาสันติภาพครั้งล่าสุดระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ได้ล้มเหลวอีกด้วย ถ้าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นต่อไปก็คงจะดีมิใช่น้อย

อาร์คที่ได้กลับมาหลังเลิกเรียนได้กลับเข้าหอพักชายของโรงเรียน ที่แห่งนี้อยู่ด้านหลังโรงเรียนไม่ถึงร้อนเมตร และเหมาะสำหรับคนที่ไม่มีบ้านให้อยู่อย่างเขามาก แม้จะไม่ต่างจากที่หมู่บ้านของเขานัก เขาได้ออกมาที่ระเบียนหน้าที่มองเห็นฝั่งหอพักหญิงที่อยู่ผั่งตรงข้ามคู่ขนานกันได้ด้วย แลมองท้องฟ้าที่ดูเหมือนปกติอย่างทุกวัน

ทันใดนั้นเอง ที่ฐานทัพได้รับแจ้งว่ามีวัตถุจำนวนมากพุ่งฝ่าชั้นบรรยากาศลงมาที่นี่ และทันทีที่ตกลงมาสัญญาณการสื่อสารในตัวเมืองทั้งหมดเป็นอัมพาตเพราะมีคลื่นรังสีพิเศษถูกปล่อยออกมา ซึ่งทำให้บริเวณโรงเรียนและหอที่อาร์คและอีเน่อยู่  รวมทั้งในเมืองและพื้นที่เป็นรัศมี  40 ก.ม.โดยรอบ ได้ตกอยู่ในความมิดมีดอีกด้วย

เหล่าหุ่นยนต์จำนวนมาก รวมทั้งยานรบขนาดใหญ่ ได้ฝ่าชั้นบรรยากาศลงมายังพื้นโลกอย่างรวดเร็วราวกับนัดกันไว้ ทุกเครื่องนั้นมีตราประทับของกลุ่มโคโลนี่อยู่ด้วย ทำให้ฐานทัพเกิดความระส่ำระล่ายจึงไม่อาจเตรียมพร้อมรับมือได้ทัน การจู่โจมแบบสายฟ้าแลบครั้งนี้ทำให้ทุกที่กลับกลายเป็นสมรภูมิอีกครั้ง นรกของผู้ที่ไร้ทางสู้และต้องเข้ามาพัวพันอย่างไม่มีทางเลือก และ จ.ส.อ คาออส ที่อยู่เหนือน่านน้ำอิตาลีเพื่อตามหาคู่อริก็ต้องมาเห็นภาพดังกล่าวด้วย

กองทหารและหุ่นรบของสหพันธ์ ตั้งขบวนออกไปตามคำสั่งของ พ.ต. วิสเบิร์ส การรบได้เริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระเบิดที่ถูกทิ้งลงมาจนปิดทางโรงเก็บหุ่นเสียหาย หุ่นทั้งสองฝ่ายเข้าฟาดฟัดกันด้วยปืนสารพัดชนิด หุ่นกลุ่มหนึ่งที่เริ่มตั้งขบวนกลยุทธ์โต้กลับก็ถูกเป่าหายไปจนหมด พร้อมกับลำแสงสีเหลืงขนาดยักษ์ของยานแม่ลำสีเขียวผู้บุกกรุก ที่มีรูปร่างป้อมๆคล้ายพวกคางคกบินอยู่ “เทบริน” หุ่นหลายเครื่องร่วงลงพื้นราวกับแมลงเม่าที่จุดไฟให้กับพื้นดินที่มันตกแถมพ่วงไปด้วย

“ไอ้พวกบ้าเอ้ย!” คาออสที่เข้ามาร่วมสมรภูมิไล่ยิงคู่ต่อสู้อย่างบ้าเลือด ทว่าจำนวนที่ต่างกัน ถึงจะยิงโดนบ้างแต่พวกมันก้ไม่ลดเลยชักนิด

“เฮ้ย! เวรแล้วไง!” นั้นเพราะมิสซายจำนวนมากพุ่งมาจากยานแม่ลำสีเขียวเด่นแต่ไกล ปืนกลที่แขนยิงต้านพร้อมหลบไปมา แต่เสียงระเบิดก็ดังมาจากด้านหลังพร้อมหุ่นสองเครื่องที่ดักทางเขาเอาไว้ล่วงหน้า

“พวกที่เหลือมุดหัวไปไหนหมดฟะ! ทางนี้จะแย่แล้วนะเฟ้ย!”

เสียงระเบิดและเปลวไฟเริ่มรุกรามขึ้นในเมืองที่โชคร้าย หุ่นฝ่ายสหพันธ์เสียเปรียบทั้งจำนวนและกลยุทธ์ ฐานที่ทนแรงโจมตีเริ่มถึงขีดจำกัด ชาวเมืองทุกคนเริ่มหวาดผวาจนวุ่นวายกันทั่วทั้งเมือง ไม่เว้นแม้แต่ทุกคนที่อยู่ที่โรงเรียนซึ่งต่างก็หนีไปไหนไม่ถูก

ตอนนั้นเองได้เห็นมีหุ่นตัวหนึ่งกำลังพุ่งลงมายังตัวโรงเรียนด้วยความเร็วสูง อีเน่ที่ได้ตื่นตระหนกอยู่บนด่านฟ้าชั้นบนและเลเห็นภาพดังกล่าว

“กรี๊ด! ไม่นะ!” เธอได้เข่าอ่อนแล้วกรีดร้องด้วยความกลัวอย่างสุดขีดเบื้องหน้า มันกำลังพุ่งเข้มาถึงตัวในอีกไม่กี่วินาทีแล้ว

“สับ!” บางสิ่งที่มีขนาดใหญ่จนบดบังสายตาเธอได้ขวางคั้นมันไว้ เงาลึกลับสีเขียวได้ตั้งดาบปัดการกระแทกของมันไว้ ก่อนที่มันจะถูกฟันขาดกลางจนกระทั้งแยกออกเป็นท่อน และกระจายระเบิดหายไปต่อหน้า แล้วเงานั้นก็ได้หันกลับมามองเธอและเด็กหนุ่มคนนึงที่กำลังวิ่งเข้าไปหามันอย่างไม่รอช้า

“นั้นมัน อาร์ค ทำไม…เธอถึงได้” สิ่งที่เธอเห็นก็คืออาร์ค ที่กำลังกระโดดขึ้นไปในหุ่นร่างสีเขียวและขาวสลับที่ปิดค๊อกพิลและเคลื่อนที่มารับด้วยระบบออโต้ ก่อนที่จะบินหายเข้าไปในกองเพลิงแห่งสงครามครั้งใหม่ ต่อหน้าเธอที่ยังอึ้งอยู่ที่เดิม

ลำแสงจากบีมไรเพิลสีเขียวสวนขึ้นมาจากพื้นดินหลายเส้นดังสายฝน คาออสสลัดหลุดออกมาได้สำเร็จ เพราะหนึ่งในสองเครื่องนั้นโดนลำแสงทะลวงลำตัวจนร่วงไปแล้ว ทว่าเขากลับไม่ดีใจเลยซักนิด นั้นเพราะ…

“แกนั้นเอง ในที่สุดก็เจอตัวจนได้!” เจ้าของเงาสีเขียว วิงดั้มที่ถูกเล็งยิงเบี่ยงหลบกระสุนไปมาซ้ายขวา พร้อมกับการเข้ามาใกล้ของคาออสหมายจะฟันด้วยหอบประจำตัวเครื่อง แต่ก็ถูกสวนด้วยแรงแตะอัดผ่านหอบเหล็ก จนสุดท้ายก็กระเด็นร่วงลงพื้นพร้อมกับความเสียหายที่สะสมมามากมาย

“บ้าเอ้ย! เป็นแบบนี้อีกแล้วหรือเนี่ย ไอ้เวรนั้น” สุดท้ายคาออสก็ได้แต่กัดฟันสละเครื่องทิ้งไป

ลำแสงขนาดใหญ่จากยานธงเทบรินแหวกอากาศเข้ามาหาร่างสีเขียว อาร์คสลัดวิงดั้มเหวี่ยงตัวหลบได้แบบจวนตัว แต่หุ่นหลายเครื่องด้านหลังหายไปภายใต้แสงดังกล่าว สุดท้ายก็กลายเป็นแบบนี้อีกแล้วรึ!

“อีกแล้วรึ อีกแล้วรึ ย๊าย!”

ตาของวิงดั้มเปล่งประกายก่อนจะพุ่งบินเข้าไปในดงมิสซายที่กรูกันเข้ามา ลำแสงจากบีมไรเพิลยิงทะลวงมาเป็นสายฝนพร้อมการระเบิดของมิสซายหลายสิบกว่าลูก หุ่นที่คุ้มกันยานแม่ทั้งคู่บินหลบบีมไรเฟิลเข้ามาประชิดตัวมากขึ้น แต่ก็ถูกบินสวนผ่านมาได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับหุ่นเครื่องนึงที่ขาดออกด้วยคมดาบ

แต่ยานแม่ลำนั้นกลับไม่สะเทือนจากกระสุนบีมไรเพิลเลย ด้วนกำแพงแสงที่คลุมตัวอยู่เหมือนบีมโค้สหรือไม่ก็เอนตีบีมซิลกั้นอยู่ และแล้วอาร์คก็ถูกตรึงเอาไว้ด้วยตาข่ายไฟฟ้าแรงสูง และ“ชีนัล” หุ่นรุ่นคัสตอมที่มีผู้นำกองทัพขับมันอยู่

“หยุดได้แล้วเจ้าตัวหลงฝูง นายมาป่วนพวกเรามามากพอแล้ว ทั้งที่นี่ไม่เกี่ยวกับนายเลยแท้ๆ” คนขับหุ่นตัวนั้นเริ่มปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาจนอาร์คต้องร้องด้วยความเจ็บปวด

“ไม่เกี่ยวได้ยังไง ในเมื่อเพื่อนๆของชั้นต้องเดือดร้อนและหวาดกลัวเพราะพวกนาย เพราะชั้นไม่เคยสามารถปกป้องใครไว้ได้เลย แม้แต่มารีน่า ดังนั้นจะไม่ยอมให้นายเตะต้องพวกนั้นได้หรอก!”

อาร์คฟัดดาบปัดคำถามของเขา พร้อมกับตาข่ายที่ขาดออกจากตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

“นายคิดว่าพวกเราเองก็ไม่มีหรือไง พวกเราก็มีทุกคนในอวกาศที่ต้องปกป้องจากพวกสหพันธ์เหมือนกันนะ” ชีนัลยังคงบินวนรอบปล่อยตาข่ายฟ้าอย่างต่อเนื่อง

“ด้วยการทำแบบนี้ บ้าไปแล้วรึไง ย๊าย!” วิงดั้มฟาดดาบออกมาฟันตาข่ายจนขาดหมดทุกครั้ง ทว่ามันมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านด้วย ทุกครั้งที่ฟันอาร์คก็ต้องรับความเจ็บปวดจากไฟฟ้าแรงสูงทุกครั้ง แบบนี้เหมือนฆ่าตัวตายชัดๆ

ตูมๆๆๆ เสียงกระสุนดังมาจากด้านล่าง หุ่นที่ยังพอสู้ได้ยิงไล่ชีนัลให้ถอยออกมาจากวิงดั้ม นี่เป็นคำสั่งของ พ.อ. วิสเบิร์ส ที่ให้คอยสนับสนุนเขาไว้ แต่ว่าหน้าจอตรวจจับแห่งความร้อนได้ ยานแม่ลำสีเหลืองกำลังเตรียมยิงปืนใหญ่หน้ายานลงไปยังกองทัพพวกนั้น และด้านหลังนั้นก็คือ

“โรงเรียน! หยุดนะ!”

ตอนนี้สิ่งที่เหลือแทนที่ของวิงดั้มก็คือประกายขนนกสีเขียวมรกต ส่วนตัวหุ่นนั้นบินพุ่งขึ้นไปหายานแม่ทิ้งให้ชีนัสลุยกับพวกที่เหลือ ห่านกระสุนและมิสซายพุ่งมาจากยานแม่และถ้าเสียเวลาหลบคงไม่ทันแน่

“วิงดั้ม!”

เสียงหุ่นที่ถูกกระแทกด้วยกระสุนจำนวนมากและมิสซายจนหายไป แต่แล้วก็มีแสงสีเขียวออกมาพร้อมพาหุ่นออกมาจากควัน วิงดั้มที่ยกมือซ้ายมาขวางพร้อมกับวงแหวนสีเขียวที่มีอักษรลายอักขระอยู่ทั่วดั่งโล่ และกันกระสุนและมิสซายที่พุ่งเข้ามาอีกได้หมดพร้อมกับวิงดั้มที่ยังบินเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ นี่มันวงแหวนเวทมนต์เหมือนในเกมกันชัดๆเลยนิ

“เลิกชาร์จได้แล้ว ยิงเดี๋ยวนี้!” เสียงสั่งของกับตันยานแม่ลำสีเหลืองระดมสั่ง พร้อมกับการกดสวิสเหนี่ยวไกปืนใหญ่ แต่ว่าสิ่งที่ตามมากลับเป็นเสียงระเบิดซะแทน

“ย๊ายๆๆ…” อาร์คส่งเสียงร้องพร้อมกับฟันกระบอกปืนใหญ่ซ้ำเข้าไปอีกสองคมดาบ เมื่อรวมกับครั้งแรกก็มากพอที่จะทำให้ปากกระบอกตันเสียหายได้แล้ว แต่ก็มีแสงเปล่งออกมาอีก

“แย่แล้วกัปตัน ปากประบอกปืนมัน... แต่หยุดยิงไม่ได้แล้วครับ!”

“ว่าไงนะ!”

เสียงสุดท้ายของกับตันก่อนที่จะถูกแสงสว่างกลืนหายไป ปากกระบอกปืนที่พังทำให้พลังงานไหลย้อนกลับมาทำลายตัวเอง และแล้ววิงดั้มก็บินออกมาท่ามกลางยานเทบรินที่ระเบิดจากด้านหน้า และตอนนี้กำลังบินร่วงออกไปยังนอกเมืองแล้ว ยังดีที่ยานแค่เสียหายที่ส่วนหน้า และกับตันที่ยังปลอดภัยในสะพานเดินเรือที่เกิดระเบิดขึ้นแม้จะบาดเจ็บหนักก็เถอะ

“แย่จังนะ ทุกคนถอยทัพกลับเดี๋ยวนี้!” ผู้นำทัพปริศนาผู้ขับชีนัลสั่งอย่างไม่เต็มใจนัก และการจากไปของกองกำลังที่เหลือรอดอยู่ และทุกอย่างก็กลับมาสงบลงอีกครั้ง

แม้ว่าเหตุการณ์จะจบแล้ว แต่ว่าพ.อ. วิสเบิร์ส กลับได้รับข่าวร้ายซึ่งพบว่าฐานทัพของสหพันธ์รวมกว่า 20 แห่งทั่งโลก (รวมทั้งที่อิตาลีนี้ด้วย) ได้ถูกโจมตีสายฟ้าแลบจากกองทัพโคโลนี่จนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก และหลายแห่งในนั้นได้พ่ายแพ่และถูกยึดครอง

“นี่คงเป็นเหตุการณ์ที่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้ามานานแล้วแน่ ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นอีกกันนะ”

แต่ไม่ทันจะได้พูดมากความ โทรทัศน์ภายในห้องนั้นได้ตัดการฉายไปยังห้องแห่งนึง พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลๆหนึ่ง และภาพเหล่านี้ก็ได้ถูกฉายไปยังทั่วโลก รวมทั้งในโคโลนี่ด้วย

“กระผมเป็นตัวแทนของประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่ในโคโลนี่ทั้งหมด โรเคน แจ็กเคน ซึ่งกระผมไม่อาจยอมรับได้กับการกระทำของบรรดาเหล่าสหพันธ์ที่กระทำต่อพวกเรา แม้จนถึงบัดนี้สหพันธ์ก็ยังคงข่มแหงชาวโคโลนี่ราวกับพวกเรานั้นเป็นเพียงผู้ถูกปกครอง ทั้งการผูกขาดด้านทรัพยากรและสาธารนูปโภคแต่เพียงผู้เดียว การแบ่งแย่งชาวโคโลนี่ซึ่งถูกข่มแหงบนพื้นโลกเพื่อพลังอำนาจของสหพันธ์ ซ้ำยังใช้อำนาจบิดเบือนข้อมูลความจริงที่เกิดขึ้นในอวกาศแก่ชาวโลกเพื่อผลประโยชน์อีก จนชาวโคโลนี่ทุกคนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า”

“ดังนั้นพวกเราจะขอเอาสิทธ์เสรีภาพที่ถูกเอาเปรียบมาโดยตลอดกลับคืนมา เริ่มต้นจากการยึดกำลังอาวุธที่ใช้ทำร้ายทุกคนตามฐานทัพทั่วโลก พวกเราขอประกาศไม่ยอมรับเหล่าสหพันธ์ทั้งหมด และบัดนี้พร้อมแล้วประกาศชื่ออย่างเป็นทางการของพวกเรา นั่นคือ The Colony Alliance of Equality People หรือย่อว่า CAPE เพราะพวกเราจะเป็นดั่งหอบที่จะทิ่มแทงความทยอยทยานของเหล่าสหพันธ์ที่ชั่วช้าเอง!”

………………….........................

เช้าวันใหม่หลังจากผ่านเรื่องยุ่งยากไปได้อีกวัน วันนี้อาร์คก็เดินจากหอพักมาโรงเรียนอีกเหมือนเคย แต่ข่าวที่ออกมานั้นคงจะยุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้นอีก แต่แค่ไม่มีใครถูกลากเข้าไปยุ่งเรื่องแบบนี้ก็คงไม่เป็นไรละมั้ง

ทว่ามีบางอย่างกำลังติดตามจากด้านหลัง ความรู้สึกของอาร์คที่เริ่มสงสัยเริ่มหันกลับมามองด้านหลังอย่างช้าๆ

“นี่เธอ รู้ตัวบ้างมั้ยว่าเธอน่ะเท่มากเลยนะ!” อาร์คเริ่มงงกับสิ่งที่เด็กผู้หญิตัวน้อยๆนามอีเน่เริ่มกล่าวขึ้นมาและพยายามคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปอีก…

“เธอเป็นคนที่อยู่บนนั้นใช้มั้ย บนหุ่นตัวนั้นละ”

เสียงใสๆที่มาจากเงาด้านหลังทำให้อาร์ครู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลย กับเรื่องที่เธอผู้ออกมา ความลับที่เขาอุตสาห์ปกปิดเอาไว้ บัดนี้มีคนที่ล่วงรู้ความลับดังกล่าวเข้าอีกแล้ว และอนาคตของอาร์คจะจบลงอย่างไรกันแน่เนี่ย‼

CHARTER  06  สงครามที่หวนคืน.........
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 02:10:34 AM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 17, 2011, 08:01:15 PM »

ที่โรงเรียนเซนต์ปีซ่านี้เอง ชั้นห้องปี 1-C ยังคงวุ่นวายแม้ในชั่วโมงเรียน เพราะตอนนี้ขึ้นชื่อในฐานะศูนย์รวมตัวป่วนของโรงเรียน ซึ่งดูท่าแต่ละคนจะไม่ค่อยสนใจอาจารย์สอนในคาบเรียนเลยนี่ คาบนี้เป็นชั่วโมงภาษาซะด้วย จนอาจารย์ต้องหาทางหน้าอ่อนคนนี้ต้องหาทางดึงความสนใจกลับ

“อาร์ค อ่านตรงนี้ต่อไปซิ!” อาจารย์เรียกเด็กนักเรียนคนหนึ่ง ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับ…

มาสคัสที่พยายามสะกิดอาร์คที่นั่งจิตลอยแบบหมดอาลัยตายอยากเพื่อให้มาอ่านต่อตามที่อาจารย์สั่ง และแล้ว

“คร้าบ!”

และอาร์คก็ได้อ่านผิดหน้าจนได้ สุดท้ายก็โดนอาจารย์สั่งสอนกันยกใหญ่ จนมาสคัสผู้ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านผิดสังเกต แต่แล้วเสียงสวรรค์ก็เข้ามาช่วยอาร์คไว้ได้พอดีราวกับเตี้ยมกันไว้ ในที่สุดก็จบคาบเรียนนี้จนได้

“นี่อาร์ค! เกิดอะไรขึ้นนั้นหรือ” มาสคัสเริ่มเก็บข้อมูลเข้าเมมโมรี่ประจำตัวทันที แต่น่าแปลกที่เป้าหมายกลับไม่มีอาการตอบสนองเลยซักกะนิด…

“สวัดดีจ้ะ ชั้นอีเน่ไงละ!” เงาเด็กผู้หญิงวิ่งเข้ามาทักจากด้านหลัง อาร์คที่ได้แค่ทักตอบด้วยท่าทางเหนื่อยหน่ายเมื่อเธอทำท่าเหมือนมีเรื่องจะพูด แต่จู่ๆเธอก็รีบหันหน้าหลบแล้ววิ่งจากไปทันที

“เธอร่าเริงแปลกประหลาดกว่าคนอื่นแบบนี้ประจำอยู่แล้วละ ไม่มีไรมาก ไม่ก็เพี้ยนละ…ตุบ!”

มาสคัสผู้ยุ่งเรื่องของทุกคนที่ขวางหน้าทำเอาอาร์คสะดุ้ง หมอนี่อยากจะพูดอะไรต่อนั้นไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่นอนก็คือมีรองเท้านักเรียนหญิงของใครบางคนบินมาฟาดหน้าเขาแต่ไกลจนหงายหลัง และแล้วอีเน่ที่ย้อนกลับมาเอารองเท้าได้ลากขาเขาพาไปเตรียมฌาปนกิจที่นอกห้องต่อไป…

“ท่าทางดูน่าสนุกจังเลยนะ อาร์ค” ไอริส สาวน้อยผมเขียวที่เป็นปอยม้วนเข้าอย่างสวยงามและดูโดดเด่นที่สุดในห้อง ถ้าเรื่องความสวยนั้นอาจเป็นที่หนึ่งของห้องเชียว แต่ว่าไม่ว่าใครก็ต้องบอกว่าเธอดูอ่อนต่อโลก และซื่อ(บื้อ)ที่สุดอีกคน

“แหมะ พูดออกมาได้ยังไงเนี่ย ไอริส!” หน้าคนที่แบบนี้เนี่ยนะ ดูเหมือนสนุกรึเธอ

“หรือว่านี่เป็นฝีมือของอีเน่อีกละ” มาสคัสจี้ได้แทงใจดำอาร์คอีกแล้ว เหตุเพราะช่วงเวลานั้นมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่ดูท่าจะมีความสุขจนแทบน้ำลายเยิ้มออกมาเลยทีเดียว จนอาร์คเองเริ่มแหล่มองมาทางมาสคัสอย่างช้าๆ ว่าแต่นายหลุดรอดมาจากเงื้อมมืออีเน่มาได้ยังไงละเนี่ย!

“ไม่มีไรหรอก ก็แค่มีเรื่องปวดหัวนิดหน่อยเองละ” อาร์คพยายามบ่ายเบี่ยงต่อหน้าผู้ที่จุ้นได้ทุกเรื่องอย่างนี้ เพราะถ้าเล่าให้ฟังก็เท่ากับความลับเรื่องเขากับวิงดั้มแตกหมดนั่นเอง แต่ที่เรื่องยังไม่มีใครรู้ในตอนนี้นั้นคงเป็นเพราะข้อตกลงที่ให้กันไว้กับเธอในตอนนั้น เมื่อหลายวันก่อน
…………………………….

 “อาร์คซินะ ที่เป็นคนขับหุ่นยนต์ตัวนั้นใช่มั้ย แบบนี้ต้องรีบไปบอกให้ทุกคนรู้ซะแล้ว นี่เป็นวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของโรงเรียนเชียวนะ! ” อีเน่ที่เดินผ่านด้านหลังซึ่งเธอเป็นคนที่เห็นเหตุการระทึกขวัญเมื่อคืนก่อน ได้เตรียมการปล่อยข่าวการเป็นฮีโร่ของอาร์คและวิงดั้ม จนอาร์คต้องรีบหาทางหยุดเธอเอาไว้โดยด่วน

“เดี่ยวก่อน ไม่ซิ หยุดเดี่ยวนี้นะ!” อาร์ครีบคว้ามือเธอเอาไว้ได้ก่อนที่เธอจะไปไกลกว่านี้

“อะไรกันเล่า เรื่องทำดีแบบนี้ทำไมต้องปกปิดไว้ด้วยละ” เธอหน้าแดงจัดมองค้อนใส่อาร์คทันที แต่ที่เธอเป็นแบบนั้นคงเพราะถูกคนที่แอบชอบจับมือไว้มากกว่า…

“ถ้ามีคนอื่นรู้ชั้นคงลำบากแน่ๆ ยิ่งถ้ารู้ถึงพวกทหารเข้าอีกชั้นอาจโดนตามล่าด้วย” เธอที่เห็นอาร์คเริ่มใจอ่อนลงทันที แต่อยู่ดีๆเธอก็ปิ้งไอเดียอันบรรเจิญบางอย่างออกมา ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดีสำหรับอาร์คแน่ๆ

“เรื่องอะไรชั้นจะต้องยอมทำตามด้วยละ” เธอแกล้งพูดเหย่อีกจนสังเกตุเห็นหน้าที่เหมือนทำอะไรต่อไม่ถูกของอาร์คเข้าให้

“ขอร้องละ ช่วยปิดไว้เป็นความลับทีเถอะนะ!”

“งั้นหรือ!” อีเน่ทำท่าลังแลหรือไม่ก็คิดเรื่องแผลงๆขึ้นมาอีกแน่ๆ

“สุดสัปดาห์นี้เธอต้องพาชั้นไปที่ใหนซักทีนะ" เธอเสียงใสขึ้นมาทันควันทำให้อาร์คต้องสะดุ้งโหยงอีกรอบ

“หา ว่าไงนะ!”

“ถ้าปฏิเสทละก็นะ…”

……………………….

ในที่สุดเธอก็ยอมปิดปากเงียบโดยมีเงื่อนไขที่เขาต้องพาเธอไปเที่ยวสุดสัปดาห์นี้ด้วยเป็นการแลกเปลี่ยน คราวนี้อาร์คงานเข้าอีกแล้วเพราะไม่มีทางที่จะปฏิเสธออกไปได้เลย ด้วยรอยยิ้มที่ดูร่าเริงผิดปกติของแม่หล่อนที่คอยชำเลืองมองมหาอาร์คตลอดนับแต่นั้นเป็นต้นมา ท่าทางเจ้าตัวจะจำเรื่องนี้ได้แม่นซะด้วย

ทางผู้บัญชาการของฐานสพพันธ์ที่อิตาลี พ.ต.วิสเบิรส์ เองก็ได้รับคำสั่งจากศูนย์ใหญ่ เพื่อเตรียบโจมตีฐานทัพเบอร์ลินที่เยอรมันที่เคยถูก CAPE ชิงไปกลับคืนมา ด้วยกำลังพลและหุ่นรบที่ได้เสริมมาจากศูนย์กลางหลายสิบเครื่อง และได้ส่งคาออสเป็นผู้นำทัพออกไปยังเป้าหมายทันที

ในที่สุดก็ต้องถึงวันอาทิตย์ของสัปดาห์ อาร์คที่ต้องจำใจมารับอีเน่ที่หน้าโรงเรียน แล้วพาแม่หล่อนไปเที่ยวในเมือง ทั้งแหล่งช๊อปปิ้ง ร้านค้า และอื่นๆ กันสองต่อสอง ตามแผนการที่เธอว่าไว้ แล้วก็…

“ใช่แล้ว นี่ต้อเป็นการเดทแน่ๆเลย” เธอยิ้มร่าแบบนางตัวร้ายก็มิผิด แถมพยายามเดินเกาะติดไหล่อาร์คอย่างใกล้ชิดทุกโอกาสที่มาถึง เธอที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้มีช่วงเวลาแบบนี้จนได้ มันต้องเป็นความฝันแน่ๆเลย (แถมเป็นฝันดีซะด้วย)

“แน่ใจแล้วหรือ อีเน่จัง”  พวกมาสคัสและไอริสที่โผล่ออกมาด้านหน้าโดยไม่น่าเป็นเรื่องบังเอิญได้เลยแม้แต่น้อย ทำให้ความฝันทั้งหมดของเธอก็ต้องพังทลายไปจนหมด อาร์คที่เห็นเข้าทีเลยได้ถือโอกาสชวนให้มาด้วยกันด้วยเฉยเลย  

“อาร์ค ใจร้ายงะ” อีเน่แกล้งทำท่าง้อชายใกล้ตัว ทว่าอีกควมคิดหนึ่งนั้น…

 “หนอยๆ เจ้าพวกตัวแสบนี้ต้องแอบตามมาแน่ๆเลย เดี่ยวแม่จะล่อให้หมดเลย คอยดู....” อีเน่แอบหมั่นเขี้ยวเข้าใส่ตัวแสบที่ชอบมาเสนอหน้าเจ๋ออยู่เป็นนิจ

 “เรื่องอะไรจะปล่อยให้เธอสนุกสนานสบายใจอยู่คนเดียวได้กันละ ฮีฮีๆๆ” มาสคัสเองก็ทำสายตาเจ้าเล่ย์เข้าใส่เธอเช่นกัน ท่าทางอาร์คจะยังไม่ได้ยินเสียงแห่งความอิจฉาริษยากันเลยแหะ

“แล้วสรุปว่าจะพาชั้นมาด้วยทำไมคะ” ไอริสเองก็ทำหน้าตาเอ๋อหรอใส่อาร์คอีก ทั้งที่เธอถูกมาสคัสลากตัวมาด้วยซะงั้นจนอาร์คต้องปวดหมอง…

“นี่พวกเธอคิดจะแกล้งชั้นใช่มั้ยเนี่ย!”…

ที่แห่งแรกที่พวกเขามาถึงก็คือ หอเอนปีซ่าอันเลื่องชื่อของเมืองนี้ กับบันไดกว่า 293 ขั้น พร้อมกับความเอียงไปเอียงมาสมชื่อ ว่าแต่ คิดจะขึ้นไปกันรึเปล่าละ?…

“แน่นอนซิ ไม่งั้นก็เหมือนมาไม่ถึงอิตาลียังไงไม่รู้” มาสคัสเองก็ไม่ใช่คนอิตาลีเช่นเดียวกับอาร์ค จึงส่ออาการอยากขึ้นไปเหยียบออกนอกหน้าก่อนเพื่อน

“นายเนี่ยมันบ้านนอกซะจริง ไปที่อื่นกันเถอะนะ อาร์ค” อีเน่เริ่มแผนการอ้อนด้วยเสน่หาประจำตัว แต่ดูท่ามันจะได้ผลแน่รึ

“ถ้าพวกเธอขึ้นไม่ไหว ก็รอพวกเราอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน” อาร์คเองก็ไปสมทบกับมาสคัสซะแล้ว แผนการนอกจากไม่ได้ผลแล้วยัง… ทว่าไอริสเองก็หายตัวไปด้วยอีกคน ตอนนี้อีเน่เหลือตัวคนเดียวอยู่ด้านนอกจนได้

“อาร์คใจร้าย อย่าทิ้งกันไว้คนเดียวเซ…”

ในที่สุด สถานที่สุดท้ายที่พวกเขาได้เดินทางมาจนถึงก้คือสวนสนุกประจำเมือง “แฮปปี้เลนต์” ทว่าอีเน่กลับดูชื่นมื่นชอบกล เพราะตลอดทางที่ผ่านมาแผนการใกล้ชิดอาร์คของอีเน่นั้นล้มเหลวทุกครั้งไป ด้วยก้างขวางคอที่ตามติดไปทุกที่อย่างสองหน่อที่อยู่ด้านหลัง นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วก็ได้สำหรับเธอ

“เอาน่าๆ เข้าไปกันได้แล้ว นายเดินนำได้เลย อาร์ค” ว่าแต่มาสคัสออกปากสั่งกลายเป็นหัวหน้างานไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันละ

“งั้นก็ขึ้นไอ้นั้นก่อนเลยละกัน” อาร์คชี้ไปทางเครื่องเล่นหนึ่งที่ททุกคนที่มาที่นี่ต้องพูดถึง แต่มาสคัสผู้ชอบแส่หาเรื่องค่อยๆเริ่มหน้าซีกขาวทีละน้อย ก่อนที่จะหายแวปไปหลบหลังซุ้มร้านขายของตรงมุมมืดซะงั้น…

“นึกออกแล้ว มาสคัสกลัวนั้งรถไฟเหาะนี่เอง ช่างมันเถอะพวกเราไปกันแค่สามคนก็ได้” อีเน่ที่รู้จังพ่อปากปลาหมอที่นั่งตัวสั่นเพราะปากพาลหาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว ความลับเพียงหนึ่งเดียวที่หมอนี้กลัวหัวหดจนจำขึ้นสมอง แบบนี้ก็เท่ากับว่า “Yes งานนี้เสร็จชั้นละ!”

ทุกคนได้เข้าไปภายในสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นต่างๆมากมาย ตั้งแต่สัญลักษณ์ที่ขาดไปเสียมิได้อย่างรถไฟเหาะ ม้าหมุน เรือไวกิ้ง รถแข่ง สวนน้ำ บ้านผีสิง หรือแม้แต่ชิงช้าสวรรค์ เนื่องจากวันนี้เป้นวันหยุดจึงมีผู้คนไม่ขาดสายที่เดินไปมาอยู่ในสวนสนุกนี้ ซึ่งต่างคนก็เล่นเครื่องเล่นกันอย่างสนุกสนาน ด้านมาสคัสที่แพ้รถไฟเหินขึ้นฟ้าอย่างแรงจึงทำให้อีเน่หมดเสี้ยนหนามไปหนึ่งละ แต่เธอกลับวิ่งหนีตลิดเมื่อเข้าไปในบ้านผีสิงเพียงไม่ถึงนาที จนแล้วจนรอดก็ยังล้มเหลวไม่เป็นท่าเลย

และช่วงบ่ายอันร้อนระอุก็หนีไม่พ้นไอซครีมใส่ถ้วยโคนยืนเรียงกันกินเป็นแถวอย่างถ้วนหน้า อาร์คที่แยกตัวออกไปซื้อน้ำมาให้เห็นอีเน่กัดกับมาสคัสอย่างเมามัน ส่วนไอริสที่พยายามจะห้ามกลับทำไอซครีมหกใส่ขาเขาซะเองจนแม่ตัวแสบหัวเราะกลิ้ง รอยยิ้มเล็กๆบนหน้าของอาร์คที่แสดงเวลาแห่งความสนุกสนานและความสุข แม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็ทำให้อาร์คดีใจไม่น้อย ถึงจะดูเหมือนถูกพามาเชิงบังคับก็เถอะนะ

ทันใดนั้นเองพื้นดินก็เริ่มสั่นไหวจนอาร์คเซลงไปนั่งกับพื้น อะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้นที่ใต้ดิน ที่พื้นเริ่มเกิดรอยแยกจนสิ่งก่อสร้างเริ่มล้มลงตามแรงที่ออกมา มีมือของบางอย่างออกมาจากรอยแยกกลางสวนสนุก

กรงเล็บสีดำยื่นออกมาจากมือแหลมเรียวสีม่วงเข้ม พร้อมกับเกล็ดแหลมที่ยืดออกจากลำตัวสีม่วงที่ไม่แพ้กันขึ้นมาจากรอยแยกด้วยลำตัวที่อวบใหญ่ หัวที่มีเขาแหลมสีขาวเงินสามเขา กับตาสีเหลืองมากกว่าสามคู่ด้านหน้าหมุนสอดส่องไปรอยตัว และปากฟันที่ดูแหลมคมและกระหายเลือดยิ่งกว่าสัตว์กินเนื้อใดๆบนโลก มันกำลังยืนขึ้นมาด้วยสองขาที่บางเบาแต่ก็แข็งแรง ตกลงนี่มันตัวบ้าอะไรกันแน่เนี่ย

“ก็เห็นๆกันอยู่แล้วไม่ใช่รึ ว่าเป็นสัตว์ประหลาดไงเล่า!”

“ไม่ต้องบอกเรื่องนั้นก็รู้ยะ!”

มาสคัสที่ยังมีหน้าพูดไปวิ่งพาสาวๆทั้งสองทั้งที่เขาต้องถูกทุบหัวจอมกวนจนโนให้เห็น พวกเขาต้องรีบติดตามหาตัวอาร์คไปทั่ว ขณะที่ทุกคนเริ่มวิ่งหนีตายจนชุลมุลทั้งสวนสนุก แต่เสียงดังแกรบเหมือนเสียงโลหะถูกของมีคมตัดขาด ชิงช้าสวรรค์ก็ได้ล้มลงสู่พิ้นจนสะเทือนไปทั่ว

อีเน่ได้กลิ้งหกล้มจากแรงสั่นที่พื้นจนได้รับบาดเจ็บที่ขาจนวิ่งต่อไม่ได้ และยังต้องพลัดหลงกันไปคนละทางกับพวกมาสคัสเองซะแล้ว และแล้วอาร์คก็อยู่ตรงหน้าเธอพอดี ทว่าซากชิงช้าสวรรค์กำลังล้มทับพวกเขา

“วิงดั้ม!”

แขนกลขนาดยักษ์กันเศษเหล่านั้นไว้ได้ และหุ่นที่คุ้นเคยที่บนมารับได้ในช่วงเวลาที่เดือดร้อน อาร์คกระโดดขึ้นบนฝ่ามือขนาดยักษ์แล้วเอื้อมมือมายังสาวน้อยผมม่วงที่ดูยังช๊อกไม่หายและน้ำตาเล็ดออกมา

“อาร์ค!” เธอที่ตัวแข็งทื่อยอมยื่นมือออกไปหาเขา ก่อนที่จะถูกดึงตัวขึ้นไป เข้าไปในหุ่นสีขาวและเขียวที่บินขึ้นเหนือสิ่งที่พวกอุลตร้าแมนมักเรียกมันว่า สัตว์ประหลาด

เจ้าสัตว์ประหลาดที่ตัวใหญ่เทียบเท่าหุ่นรบและฟาดกรงเล็กไปรอบๆอย่างรวดเร็ว หยุดมองแขนที่พึ่งถูกบีมไรเฟิลเจาะทะลุผ่าน ลำแสงสีเขียวยังคงพุ่งลงมาใส่ตามตัวของมันเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็ได้ล้มลง อาร์คนำวิงดั้มเข้าไปใกล้มันอีก แต่ครามนี้มีแส้สีม่วงพุ่งแทงเข้ามาจนวิงดั้มกระเด็นกลิ้งกับพื้น

“เจ็บนะ บนให้มันดีๆหหน่อยซิ” อีเน่ที่กลิ้งอยู่ในค๊อกพิลทุกไหล่ของอาร์คที่นิ่งเงียบกับสิ่งที่เห็น

“อะไรกัน ร่างกายของมันนั่น” บาดแผลของเจ้าสัตว์ประหลาดพันธ์ผสมที่เป็นรูจากบีมไรเพิลค่อยๆเล็กลงอย่างช้าๆ แผลกำลังสมานพื้นตัวได้เองซะด้วย

ไม่ทันได้คิดมากไปกว่านี้ แส้สีม่วงกว่าสิบเส้นพุ่งผ่านวิงดั้มที่บินหลบขึ้นฟ้า จนด้านหลังตึกเป็นรูใหญ่และพังลงมา อาร์คได้แต่หลบแส้ที่พุ่งเข้ามาต่อเนื่องไม่มีเวลาให้หยุดพักเป็นนาที และก็โดนจนได้

“ฟู่! เกือบไปแล้วไง” แส้ที่เหมือนจะโดนนั้นถูกตัดขาดจนหมดด้วยดาบสีเงินที่เจ้าตัวพึ่งจะนึกออก วิงดั้มชักดาบแล้วบินเข้าไปอีกครั้ง

“สับๆๆ” เสียงแส้ที่ถูกตัดขาดอันแล้วอันเล่า พร้อมกับวิงดั้มที่เร่งความเร็วฝ่าเข้ามาเจอกับกรงเล็บ ดาบแรกปะทะกับกรงเล็กเข้าอย่างจัง ดาบที่สองอาร์คเหวี่ยงดาบปัดออกจนแขนของมันหลุดไปทั้งแขน

และดาบสุดท้ายถูกลากผ่านกลางลำตัวของสัตว์ประหลาดผู้โชคร้ายและวิงดั้มที่บินผ่าน และแล้วร่างของมันก็แยกออกเป็นสองส่วนก่อนที่จะล้มลงแล้วสลายไปดั่งกลายเป็นทรายที่ถูกพัดพาหายไปในอากาศจนหมด

ทางฝั่งฐานทัพเบอร์ลินที่ถูกยึดไป สงครามระหว่างฝ่านสหพันธ์กับฝ่ายอวกาศในนาม CAPE ได้เริ่มต้นขึ้นเกือบชั่วโมงได้แล้ว กองกำลังของฝ่ายตรงข้ามเสียไปมากจนสามารถเริ่มเข้าไปภายในฐานทัพได้แล้ว แต่ว่า

“มันยังไงกันวะเฮ้ย ฝั่งโน้นเหมือนไม่ได้เตรียมรับมือพวกเราเลย ยังกับอ่อนข้อให้งั้นแหละ มันยังไงของมันหว่า…” คาออสที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของฝั่ง CAPE ที่เหมือนอ่อยเหยื่อให้เข้าไปหาแบบนี้มัน…

“แย่แล้วนี่เป็นกับดัก ทุกหน่วยถอยกลับมาเร็ว” ฝั่งนี้เองที่พึ่งนึกถึงสัญญาณอันตราย แต่นั่นหากช้าไปเสียแล้ว

ทันใดนั้นเองก็ได้ตรวจพบพลังงานแรงสูงออกมาจากฐาน ความจริงนั้นเองที่ฐานได้มีการระเบิดของอนุภาคแรงอัดสูงจนกินพื้นที่รัศมีหลายกิโลเมตร จนกองทัพสหพันธ์ถูกทะลายจนหมดสิ้น รวมทั้งเมืองเบอร์ลินที่ถูกทำลายไป ¼ ของเมืองด้วย คาออสที่รอดมาได้อย่างเฉียดฉีวแม้หุ่นได้รับความเสียหายหนัก ก็ได้แต่เจ็บใจที่ต้องทีคนสังเวยชีวิตเพราะตนอีก

หลังกำจัดสัตว์ประหลาดได้แล้ว หุ่นสหพันธ์ที่ได้เข้ามาดูเห็นการที่เกิดขึ้นเห็นวิงดั้มในที่เกิดเหตุพร้อมกับความเสียหายของสวนสนุก ทั้งหมดนั้นเริ่มเรียงแถวเปิดฉากไล่ยิง อาร์คที่พยายามบินหลบเลี่ยงแต่ก็ถูกดักทางหนีเอาไว้จากหุ่นหลายเครื่อง ตอนนี้อาร์คลองใช้ระบบติดต่อของเครื่องไปยังหุ่นเหล่านั้นแต่

“ไม่ได้ผลเลย จะติดต่อพวกนั้นไปยังไงดี พวกเราไม่ได้ทำซะหน่อยนะ”

“ยังไงก็หนีกันก่อนเถอะ อาร์ค พวกเขาคงไม่ยอมฟังง่ายๆหรอก”

“เงียบก่อนได้มั้ย!” อาร์คเผลอขึ้นเสียงใส่อีเน่ที่ตื้อให้หนีจนเธองอน และก็มีเสียงซ่าๆออกมาจากมือถือของเธอ เนื่องจากจับสัญญาณโทรทัศน์ได้ แต่สิ่งที่ได้ยินทำให้ต้องช๊อกอีกครั้ง

“ขณะนี้ได้มีหุ่นยนต์ลึกลับที่คาดว่าเป็นขอกองกำลัง CAPE บุกโจมตีย่านชุมชนเมืองปีซ่าของอิตาลี และมีผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้รับบดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณสวนสนุกที่ได้รับความเสียหายหนักเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันที่กรุงเบอร์ลินได้รับความเสียหายจากการระเบิดของฐานทัพ…”

“ไหนข่าวถึงได้กลายเป็นแบบนี้ได้ แล้วเรื่องเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นไหนถึงหายไปได้งะ” มาสคัสและไอริสที่หนีออกมาได้เองยังต้องงงกับข่าวทางโทรทัศน์ที่บิดเบือนไปได้อย่างหน้าตาเฉย ฮีโร่ที่ช่วยพวกเขากลายเป็นวายร้ายในสายตาของโลกไปเสียแล้ว

“อะไรกัน บ้าที่สุด!”

อาร์คที่ได้แต่กำหมัดลงไปแน่นแล้วทุบลงไปกับแผงควบคุมด้วยความโกรธเกรี้ยวต่อโลกนี้ โลกที่แสบทรวงและบิดเบือน ที่ป้ายให้เป็นแพะเพียงเพื่อโยนความผิดให้ตนกับกองทัพ CAPE เพื่อพวกมันเองอย่างไร้ยางอาย จนเส้นด้ายแห่งความอดทนเส้นสุดท้ายในตัวได้ขาดสะบั้นลง พร้อมกับวิงดั้มที่เริ่มชักบืนออกมา ด้วยตาที่เปลี่ยนไปเป็นสีแดง

“อย่านะ ถ้าทำอย่างนั้นแล้วเธอจะต้องถูกหมายหัวตลอดไปนะ จะยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้นะ” อาร์คที่เตรียมจะยิงปืนใส่หุ่นที่โอบล้อมเขาไว้โดยรอบหยุดนิ่งลง ภายใต้โอ้มกอดของสาวน้อยที่ร้อนรุ่มไปด้วยน้ำตา จนในที่สุดชายหนุ่มก็ได้สติแล้วหันมาหาเธอ

“อืม! ว่าแต่จะหนีออกไปยังไงดีละเนี่ย เต็มไปหมดเลยพับผ่าซิ…”

CHARTER 06  โลกที่ทรยศ End.................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 02:10:06 AM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: เมษายน 22, 2011, 02:07:03 AM »

ภายใต้ซากของสวนสนุกที่ไม่เหลือเค้าเดิมแม้แต่น้อย ตอนนี้อาร์คที่ต้องพาอีเน่ที่ได้รับบาดเจ็บขึ้นวิงดั้มและไม่อาจโต้ตอบคนที่ไม่มีความผิดที่ขับหุ่นของสหพันธ์อยู่ได้ งานนี้ต้องถูกใครบางคนบังคับชักใยอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้มิสซายจากหุ่นรบพุ่งเข้ามาหาแล้ว เอาไงดีละเฮ้ย

“ก็ต้องหนีซิ ดันถามมาได้” อาร์คลากหุ่นยิงปืนบีมไรเฟิลใส่มิสซายทั้งหกลูกด้านหน้าและหลบกระสุนปืนจากทางฝั่งซ้ายด้วย

“ข้างบน ว๊ายๆ!” อีเน่ร้องเตือนก่อนวิงดั้มจะหลบการเข้าฟันจากด้านบนแล้วใช้ดาบตั้งรับได้ แต่ว่ายังมีอีก

“มากันอยู่ได้ ทางนั้นมันคงไปได้ละ…” วิงดั้มลดระดับความสูงลงจนหุ่นอีกสองกระแทกกันเอง ตอนนี้ช่องว่างเปิดแล้ว ทว่า

“ข้างหลัง อันตราย!” กระสุนปืนใหญ่จำพวกบาชูก้าอัดเข้ามาเต็มที่ แต่ใต้แรงระเบิดนั้นกลับเป็นดาบสีเงินที่ยกตั้งไว้แทนโล่ขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้ก็ถูกตีกรอบอีกรอบ

“เกือบไปแล้ว ถ้าไม่มีอีเน่ละก็คงจบแห่ไปแล้วแน่นอน ยังมีข้างบนอีกสิบกว่า ที่พื้นอีก”

อาร์คที่เริ่มใช้สมองที่ไม่ค่อยได้ใช้อีกครั้ง โดยที่อีกคนหมดสภาพหน้าแดงด้วยคำชมไปเรียบร้อยเสียแล้ว เขาเริ่มมองเห็นการเคลื่อนไวที่เป็นวงกลมรอบตัว คู่ต่อสู้ที่โอบล้อมอย่างมีระเบียบแบบแผนตายตัวมากเกินไป แน่ละ ก็เป็นกลยุทธ์ในหลักสูตรเตรียมทหารนิ

“คงต้องลองวิธีนี้แล้วละ อีเน่ จับให้แน่นๆละ จะเตรียมซิ่งหนีแล้ว”

วิงดั้มเริ่มปล่อยละอองสีเขียวอีกครั้ง พร้อมกับความเร็วมุ่งไปยังปืนใหญ่หน่วยราบ บาชูก้าถูกยิงอีกครั้ง อาร์คหักเปลี่ยนทิศขึ้นไปเผชิญหน้ากับด่านฟ้าและดงกระสุน อาร์คหักหลบอีกรอบตามทิศเดียวกัยที่หน่ยวฟ้าบินจนเครื่องนึงกลายเป็นโล่โดยปริยายและบินตามกันไป

อาร์คกันดาบที่สวนมาได้อีกครั้งก่อนจะดันพาทะลุออกมานอกวงทั้งคู่ พวกที่พื้นเองก็เตรียมยิงสกัดกันพร้อมหน้า แต่แล้วพวกอาร์คก็ซิ่งหนีหายไปไกลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

…………………………………………
“พวกนั้นหลุดรอดได้อีกงั้นหรือเจ้าพวกบ้า” ผู้บัญชาการใหญ่ กีฟรอส ไม่สบอารมณ์ที่หน่วยจับตาทำพลาด อย่างน้อยน่าจะจับเจ้าหุ่นสีเขียวเครื่องนั้นมาให้ได้ก็ยังดี

“ช่างเถอะน่า แต่ว่าการปล่อยข่าวโจมตีพวกนั้นก็ประสบผลสำเร็จตามแผนก็ดีแล้วนิ” ผู้ที่ยืนอยู่เคียงข้างอย่างสบายอารมณ์ผิดกันอย่าง ซิสอารก้า อาเวอเรน ได้ยื่นแก้วไวท์ไปหาผู้นำใหญ่ พร้อมทั้งแผนรายงานถึงฐานทัพอีกแห่งในยุโรปที่พร้อมรบทุกเมื่อ ซึ่งผู้นำใหญ่ก็ได้แสยิ้มออกมาก่อนจะหันมานั่งชนแก้วกันในห้องส่วนตัว

CHAPTER  07  สายฟ้าและคำพิพากษา
…………………………………………

“ที่นี่ที่ไหนเนี่ย” วิงดั้มที่ต้องบินออกมาอย่างไร้จุดหมายพร้อมความผิดหวังที่ต้องแบกรับไว้ในตัวอาร์ค ตอนนี้พวกเขาบินอยู่เหนือแถบเทือกเขาและแนวหินผาที่ทอดยาวเป็นแนวสันเขาเรียงราย ไม่อาจทราบตำแหน่งที่บินอยู่นี้ได้ มีเพียงแต่เมฆสีขาวที่ปกคลุมไปทั่วราวท้องทะเลสีขาว กับท้องฟ้าสีครามที่เย็นยะเยือกจนถึงด้านในหัวใจเลย

“แบบนี้จะทำยังไงต่อดีละ อาร์ค แล้วก็ที่โรงเรียนอีก ทุกคนจะเป็นยังไงบ้างแล้ว อุ๊บ! โทษทีนะ…”

“ช่างมันเถอะ เธอไม่ได้ผิดชักหน่อย แต่ยังไงตอนนี้คงยังกลับไปที่โรงเรียนไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นพวกที่ห้องคงต้องเดือดร้อนไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะพวกทหารนั่นคงตามตื้อไม่เลิกแน่ ตอนนี้ทำได้เพียงแค่ออกห่างจากพวกเขาให้มากที่สุดเท่านั้น”

“อืมๆๆ…งะ!”

เธอยังแกล้งทำเสียงงอยใส่ แต่ว่านั่นก็ไม่อาจทำให้อาร์คที่ทำหน้าเบื่อโลกดีขึ้นเลย เขาที่คิดถึงโลกภายนอกนี้ โลกที่เคยคิดว่ามาอิสระที่ต้องการไฝ่คว้า แต่เบื้องหลังนั้นกลับเต็มไปด้วยการโกหกหลอกลวงและการใช้ประโยชน์ ความจริงแล้วกลับไม่มีความอิสระที่แท้จริงหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย แม้แต่หลายคนก็ต้องตกเป็นผู้รับเคราะห์แทนเสียอีก

“อาร์ค เธอต้องเจอเรื่องแบบนี้ประจำเลยหรือ!”

“ก็นะ! แต่ก็คงชินแล้วละมั้ง ไม่ว่าที่ไหนๆสุดท้ายมันก็ไม่แต่ต่างกัน แต่ว่าซักวันคงจะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ บางที! ซักวันนึง… นี่อีเน่…มีอะไรรึเปล่า?”

“ไม่…ไม่มีอะไรหรอกนะ”

อีเน่ที่พยายามจะปลอบใจแต่ก็รู้ดีว่าไม่อาจจะทำได้ในตอนนี้ เพราะรู้ว่าเขาต้องผ่านความหมองซ้ำใจมามากมายกว่าตัวเองนัก จึงทำได้แค่คอยเฝ้ามองเขาจากด้านหลังเท่านั้น พร้อมกับน้ำตาของหนุ่มน้อยผู้สิ้นหวัง

ทันใดนั้นเองก็มีสายฟ้าสีเหลืองหลายสายพุ่งลงมาจากท้องฟ้าทั้งที่สภาพอากาศปลอดโปร่งไร้ชึ่งเมฆฝนใดๆอยู่เลย และไร้ซึ่งคำเตือนใดๆด้วย

“เกาะให้แน่นนะ อีเน่” อาร์คตะโกนทั้งเบี่ยงหลบลำแสงสายฟ้าทั้งหกเส้นอย่างสายไฟ้แลบ แต่มีเส้นนึงที่โดนแขนของวิงดั้มแบบถากๆ แรงปะทะทำให้วิงดั้มเสียการทรงตัวจนทิ้งดิ่งลงมาสู่เบื้องล่าง

“อะไรกัน มันอ่อนจริงๆด้วย” เงาลึกลับที่บินอยู่เหนือเมฆยังคงหัวเราะด้วยความสะใจ ก่อนที่เสียงนั้นจะหยุดลงไปดื้อๆ เพราะลำแสงบีมไรเฟิลสีเขียวสองเส้น พุ่งออกมาจากก้อนเมฆเบื้องล่างเสียดเกราะขาและเกราะแขนจนเป็นรอยทางยาวอย่างชัดเจน

“นายเป็นใครกัน มายุ่งกับพวกเราทำไม”

วิงดั้มสามารถบินกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง แต่เบื้องหน้าเขานั้นได้ปรากฏถึงหุ่นลึกลับที่ลอบโจมตีใส่ ตัวเครื่องมีสีเหลืองสดสว่างคาดด้วยแถบลายน้ำเงินและดำที่บรรจงตาใข้อต่อต่างๆอย่างน่าเกรงขาม  มีวงล้อจักรทั้งแปดลูกอยู่บนกลางปีกหลังสองข้างที่เป็นวงกลมรีสองซีกประกบกันตามตำนานเทพสายฟ้าของญี่ปุ่น อุ้มเท้าและฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ครอบครองกงเล็บสีดำอันแหลมคม ดวงตาสีขาวที่ดูคมดุดเหยี่ยวระหว่างปีกหูสีขาวและหัวสีเหลืองอีก ซ้ำยังมีลูกแก้วสีเหลืองสว่าง ณ กลางอกเช่นเดียวกับวิงดั้ม ยิ่งอำนาจคุกคามที่เสียวแปร๊ดดั่งกระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับมาซึ่งแผ่ออกมาโดยรอบ จนอาร์คสามารถสัมผัสความรู้สึกที่คล้ายกับวิงดั้มได้  และยังรู้สึกถึงความอันตรายอีกด้วย เรื่องเผอิญแบบนี้ หรือว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับวิงดั้มอยู่กันแน่!

“พลังของเทพแห่งสายลม จงมอบมันมาให้ข้าซะ” เสียงลึกลับถูกส่งต่อมาถึงอาร์คจนนิ่งไปพร้อมกับหุ่น ความขัดข้องใจที่น่าประหลาดนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีพูน

“นี่มันหมายความว่ายังไงกัน…”

อาร์คที่ต้องตกใจกับการทักทายด้วยเสียงที่ผ่านมาดั่งกระแสจิตได้ถูกส่งต่อมาถึงอาร์คโดยไม่ใช่อุปกรณ์สื่อสาร แต่ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบอะไรกลับมา ก็ถูกหุ่นตัวสีเหลืองเครื่องนั้นยิงลำแสงสายฟ้าสีเหลืองหลายเส้นจากวงล้อทั้งแปดผ่านลงมาจนต้องถอยออกไป

หุ่นตัวสีเหลืองนั้นยังคงพุ่งเข้ามาหาด้วยความบ้าคลั้งโดยไม่กล่าวอะไรอีก ความรวดเร็วดุดสายฟ้าฟาดอันน่าสะพรึงกลัวบินผ่านไปมาต่อหน้าวิงดั้ม ที่สวนด้วยบีมไรเพิลทีซึ่งไม่อาจตามความเร็วนั้นได้ทัน อาร์คตั้งดาบต้านการพุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่ประมือกันด้วยดาบที่ฟันกระทบกันไปมาหลายสิบครั้ง จนเกิดเสียงประทะดังก้องและประกายสายฟ้ากับกระแสลมโหมกระหน่ำอย่างกราดเกรี่ยวกลางท้องนภาที่ผันแปรตลอดเวลา

“หนอย…” ดาบของวิงดั้มถูกปัดออกครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่สะกิดไม่ถึงตัวเจ้าเครื่องเหลืองนี้เลย ทว่าดาบก็ถูกกระแทกกระเด็นไปพร้อมกับวิงดั้ม อาร์คยังชำนานการใช้ดาบน้อยกว่าจึงเสียเปรียบซะแล้ว

รอยยิ้มเล็กๆเผยให้เห็นความมั่นใจของผู้ที่เฝ้ามองอยู่ภายใน พร้อมกับการพุ่งเข้ามาของหุ่นสีเหลือง ลำแสงสีเขียวจากบีมไรเฟิลยิงต่อต้านผู้รุกล้ำเข้าไกล้โดยไม่ต้องสั่งตัวเอง อาร์คเหินบินพร้อมยิงย้อนศรมาอย่างหนัก พร้อมเสียงกรี๊ดของอีเน่ที่กลิ้งไปมาในค๊อกพิลราวกับลูกบอลก็มิปานนั้น

“พอได้แล้ว อาร์ค เดี๋ยวชั้นก็ได้ตายก่อนกันพอดี”

“คนที่จะตายก่อนมันชั้นต่างหากเล่า อุ๊บ!” อาร์คหน้าซีกหน้าเขียวทั้งที่ยังคุมเครื่องแกว่งไปมาเป็นว่าเล่น อีเน่พึ่งหน้าแดงสังเกตว่าเธอรัดอาร์คแน่จนวิญญาญจะออกจากร่างซะแล้ว แต่นั้นไม่ใช่ที่เอวนะ… แต่เป็นลำคอนะซิ

“กะจะไม่ให้หายใจเลยรึไงเนี่ย เฮ้ย อะไรกันเนี่ย!”

แม้สวนด้วยบีมไรเฟิลหลายนัดติดกัน แต่สิ่งที่อาร์คเห็นก็คือ วงแหวนสีเหลืองที่มีอักษรลายอักขระตรงหน้าหุ่นเครื่องสีเหลืองที่ถูกกางออกมาจากฝ่ามือ อาร์คจำได้ทันทีเพราะมันเหมือนกับโล่เวทสีเขียวของวิงดั้มเลย เจ้านี่ยิ่งไม่ใช่ธรรมดาซะแล้ว เดือดร้อนละงานนี้

ปืนบีมไรเฟิลหลุดออกจากมือด้วยลำแสงสายฟ้าจากระยะประชิด ทำให้อาร์คต้องฟันสวนกลับ ทว่ามันกลับหลบได้ แล้วมันก็ไม่ใช่หุ่นสีเหลืองนั้นด้วย อาวุธทรงกระบอกคล้ายกลองมีปีกขนาดเล็กบินได้ มีลวดลายจุดสีดำมีหางสองจุดคล้ายลายหยินหยาง ได้บินหลบกลับไปบนแผ่นปีกหลังกลมสีทองบนหลังเจ้าของอย่างรวดเร็ว

“เอานี่ไปกินซะ” กลองปีกได้บนหลังบินแยกออกมาโจมตีอาร์คที่เสียอาวุธปืนไปเสียแล้ว แต่คลาวนี่มันพุ่งออกมาหมดทั้งแปดชิ้น แถมยังบินวนเวียนรอบตัววิงดั้มด้วยความเร็วสูง แสงสายฟ้าสีเหลืองสดพุ่งออกมาจากทุกทิศทางรอบตัวด้วยความเร็วที่สูงกว่าตัวมันอีก นี่มันอาวุธฟันแนลดีๆนี่เอง อาร์คที่หวังเข้าประชิดแต่ก็ทำได้แค่หลบและกันลำแสงเหล่านั้นเพียงฝ่ายเดียว

“อ๊ากๆ/กริ๊ดๆ” ลำแสงสายฟ้าจำนานมากราวตาข่ายแสงพุ่นผ่านเฉียดส่วนขา แขน และลำตัวอย่างถากๆ แต่แค่นั้นก็เพียงพอที่กระแสไฟฟ้าจะช๊อตตัวหุ่นจนเสียหายหนัก แถมยังเสียปืนตอบโต้ไปอีก

“จบสิ้นแค่นี้ซะ” เสียงของผู้ครอบครองสายฟ้าสีเหลือง กำลังชาร์ทวงแหวนเวทสีเหลืองไว้กลางหลัง สายฟ้าสีเหลืองสดกำลังถูกรวบรวมมายังใจกลางปีกสองซีกนั้นแล้ว

“ใครจะไปยอมจบลงแค่นี้ละ” ลำแสงสายฟ้าที่ใหญ่เทียบเท่าบีมแคนนอนถูกปล่อยออกมาจากช่องกลางปีกทั้งสอง และเมื่อมันผ่านวงแหวนเวทสีเหลืองนั้นแล้ว ก็ยิ่งขยายใหญ่มากยิ่งขึ้นมาก จนกลายเป็นลำแสงทำลายล้างไปเสียแล้ว บัดนี้มันกำลังเข้ามากลืนกินอาร์คและวิงดั้ม

“กรี๊ด!” อีเน่ร้องลั่นอีกตามเคย พร้อมกับเสียงอันเสียบขาดของสายลมที่ทำให้อาวุธบินรูปทรงกลมคล้ายกลองเล็กสองชิ้นขาดเป็นสองท่อน วิงดั้มที่ถือดาบเหล็กสีเงิน ตอนนี้ปลายคมดาบมีออร่าสีเขียวราวคมมีดยืดยาวออกมาจากตัวดาบ ราวกับว่าดาบขยายขนาดตามความรู้สึกได้ วิงดั้มเป็นอิสระและบินหลบลำแสงจากอาวุธบินนั้นได้ ทว่าตรงหน้ายังมีอีก เบ๊อเริ่มเลยวุ้ย…

“ต้องรอดซิ อีเน่(เลิกร้องได้แล้ว!)” ไอพ่นสีเขียวเร่งทยานจากกลางหลังเต็มพิกัดพร้อมละอองขนนกสีเขียว วิงดั้มบินหักหลบลำแสงขนาดยักษ์ด้วยความเร็วที่เพิ่มทวีพูน

และแล้วลำแสงสีเหลืองก็กวาดอากาศผ่านอย่างบ้าคลั้ง กวาดทุกอย่างระหว่างทางไปจนหมด ยกเว้นเงาหุ่นสีเขียวที่บินกระนาบลำแสงสีเหลืองนั้น และก็ยังบินไปหาหุ่นสีเหลืองที่ขยับไม่ได้อย่างเร็วเพราะมันไม่สามารถยกเลิกท่าโจมตีได้แล้ว แม้ลำแสงจะขยายมาใกล้วิงดั้มที่หลบเรียบลำแสงได้

“ฉับ!” ดาบแรกตัดฝ่าลำแสงทะลวงโล่เวทสีเหลือง แหล่งกำเนิดพลังลำแสงจนหยุดลง แต่คมดาบสีเขียวที่ทอดยาวไปข้างหน้าได้ตัดผ่านลำตัวของมันทันที ตัวหุ่นระเบิดให้เห็น แต่คมดาบนั้นไม่ลึกนัก จึงเกิดแค่รอยบาดตื้นๆบนลำตัวเท่านั้น แต่คมที่สองก็ฟาดมาเต็มที่อย่างไม่รอช้า

“แกร้ง!” อาร์คต้องหยุดมือลง เมื่อดาบที่เป็นดั่งดาบลำแสงยักษ์สีเขียวถูกหยุดลงด้วยดาบคู่ขนาดใหญ่สีเหลืองอล่าม ว่าแต่! ไปเอาออกมาจากใหนอีกละเนี่ย

“บ้าน่า ปีกงั้นรึ!” ใช่แล้ว ส่วนปีกหลังสองซีกกลางหลังถูกดึงออกมารับดาบไว้ได้แถมยังผลักวิงดั้มออกจากระยะอีก ตอนนี้หุ่นสีเหลืองเริ่มนิ่งชักพัก พร้อมกับสายฟ้าที่เปล่งออกมาจากดาบมากขึ้นราวกับเริ่มบ้าคลั้งอย่างไร้ที่สิ้นสุด

ทางวิงดั้มเองก็รวบรวมกระแสลมมาที่ดาบจนคมดาบสีเขียวขยายและสว่างยิ่งขึ้นอีก และสุดท้าย

“ย๊าย!” อาร์คพุ่งจู่โจมด้วยแรงฮืกสุดท้าย ด้วยดาบยักษ์คมสีเขียวสุดสว่างจ้า

“…..” ดาบคู่ที่มีประกายสายฟ้าไหลผ่านก็เข้ามาหาด้วยความเร็วของที่สุด

“บูมๆ!” เสียงการปะทะกันครั้งสุดท้ายของสายลมและสายฟ้า ส่งคลื่นกระแทกที่รุนแรงออกมาโดยรอบ ทะเลเมฆาถูกกวาดหายไปโดยรอบจนหมดสิ้นเหลือเพียงท้องฟ้าและพื้นยอดเขาที่มองเห็นถึงกันได้ ในที่สุดก็จบลง และผู้แพ้ก็ได้ร่วงลงสู่พื้นดิน

 “จงจำไว้ซะ  ข้าคือเทพอัสนีบาส ไรคิออส!” เสียงของผู้ชนะที่ยืนดูอยู่บนท้องฟ้าพร้อมประกาศชื่อออกมาด้วยความเหนือกว่า งั้นแปลว่า

วิงดั้ม แพ้งั้นรึ!

“โอ้ย! อาร์ค! ทำใจดีๆไว้นะ!” อีเน่ที่สบัดสบอมแถมลุกขึ้นไม่ไหวพยายามพาตัวเองมาหาอาร์ค ซึ่งเขาเองก็นั่งนิ่งหมดสภาพไปเสียแล้ว หมดทุกอย่างแม้แต่แรงจะขยับนิ้วของตัวเอง

หุ่นสายฟ้าไรคิออสได้เตรียมจะยิงลำแสงสายฟ้าเพื่อปริชีพนั้นเอง กระสุนปืนจำนวนมากได้สาดใส่มันที่ลอยเป็นเป้าบนท้องฟ้าเจ้าของกระสุนปืนเคลื่อนออกมาจากขอบผา เหล่าหุ่นรบรูปแบบล้อรถถังพากันยิงเสริมออกมา พร้อมกับธงสัญลักษณ์นกสีขาวบนจันทร์ครึ่งเสี้ยว ตราประจำกองทัพกบฏ “เควีเรีย” มุ่งหน้ามายังวิงดั้มที่แนบนิ่งบนสันเขาเสียแล้ว

“ยิงเข้าไป ยิงเข้าไป อย่าให้มันตั้งตัวได้ละ!” เสียงสั่งระดมพลผ่านเข้ามาจำนวนนึงและระดมโจมตีใส่ด้วยกระสุนปืนสารพัดชนิดอย่างต่อเนื่อง แม้อาจไม่ได้ผลนักเพราะไรคิออสหลบกระสุนได้หมด แถมมีโล่เวทสีเหลืองกันไว้ได้อีก แล้วลำแสงจากอาวุธบินทั้มแปดเล็งยิงลงมาราวห่านฝนจนพินาสสิ้นไปหลายเครื่อง

“เชอะ พวกมดปลวกน่ารำคาญ!” ผู้ที่อยู่เบื้องในไรคิออได้ยอมถอนตัวออกมและจากไปในที่สุด ชีวิตของพวกอาร์คถูกยืดออกมาจนได้ และอาร์คก็หลับไหลลงพร้อมกับสาวป่วนที่หมดฤทธิ์เดทลงจนได้

…………………………..............………

โรเคน แจ็กเคน แห่ง CAPE ได้พอใจกับผลงานที่เบอร์ลิน และได้ปรึกษากับ ลีหวัง และส่ง เอส รอสคัส สุดยอดฝีมือลงไปยังพื้นโลกเพื่อดำเนินการแผนขั้นต่อไปตามข้อมูลบันทึกของ คร.นิเทพารัส ที่ยังหลงเหลืออันน้อยนิด

“เอาละ ดีขึ้นแล้วใช้มั้ย โชคยังดีที่พวกเราผ่านมาแถวนี้พอดี ชั้นคาเชบี เควีเรีย เป็นผู้นำกลุ่ม” อาร์คและอีเน่ที่ได้รับการช่วยเหลือจากหญิงสาวผู้ครอบครองผมยาวสวยถึงแผ่นหลังอันมีสีเขียวอล่าม ใบหน้าขาวผ่องละไมดั่งสำลีขาวสะอาด ในชุดลายน้ำสีน้ำเงินกางเกงขายาวสีกากี ดูแล้วก็เหมือนเป็นชุดของทหารชาติหนึ่งในแถบตะวันออกกลางเลยด้วย แน่ละว่าชื่อของเธอได้กลายมาเป็นชื่อกลุ่มโดยปริยายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดนั่นก็คือ นินหน้าอกที่แสนเนินอวบด้วยขนาดอันมหึมาของเธอที่แซงหน้าทุกคนที่อาร์คเคยรู้จัก แต่นั้นไม่อาจทำให้อาร์คสะทบสะท้านได้ เพราะว่า….

“ยินดีที่ได้รู้จัก” หัวหน้ากลุ่มสาวยื่นจับมือกับหนุ่มที่ทำท่าขมวดคิ้วใส่อย่างหน้าสงสัย และแล้ว

“เพี้ยะ!”

“แก! ทำบ้าอะไรกับหัวหน้าของพวกเราวะ” เสียงตะโกนของพรรคพวกหนุ่มเริ่มยั่วกันโดยพร้อมเพรียงถ้วนหน้า เพราะภาพที่พวกเขาเห็นก็คือ อาร์คเหวี่ยงปัดเมือหัวหน้าสาวที่เคารพรักอย่างแรงเข้าให้ คนที่ถูกช่วยเหลือกลับถูกเนรคุณแบบนี้ งานนี้มีเรื่องกันยาวแน่ๆ

“เรื่องอะไรที่ชั้นจะต้อร่วมมือกับพวกแก พวกที่บุกทำลายหมู่บ้านของเรา หมู่บ้านเวนเนล่าของเรากันเล่า…”

อาร์คที่ฉุนขาดลงอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ทุกคนโดยรอบอึ้งจนพูดไม่ออกเลยแม้แต่น้อย แม้แต่หัวหน้ากลุ่มสาวเองที่ออกอาการช๊อกมากกว่าใครเพื่อน แม้แตอีเน่ก็ด้วย

แต่นั้นก็มิอาจปฏิเสทได้ว่าเป็นเรื่องโกหก เพราะตราสัญลักษณ์นี้ ตรานกสีขาวกับจันทร์ครึ่งเสี้ยว มันเป็นตราเดียวกันกับของผู้ที่ทำลายความสงบสุขสุดท้ายในใจของอาร์ค ตราที่เหยียบย่ำและย่างกลายเข้ามาในหมู่บ้านที่เขารักที่สุด ตราที่เคยจับเพื่อนๆเป็นตัวประกันและหวังจะสังหารพวกเขา ตราที่ทำให้หมู่บ้านเวนเนร่าต้องพบกับหายนะในที่สุด

CHAPTER  07  สายฟ้าและคำพิพากษา End..............................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 02:12:17 AM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
หน้า: [1] 2 3 ... 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: