เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเคยคิดเคยฝันเอาไว้มานานแล้ว เพราะผมชอบหุ่นยนต์เอามากๆเลยละครับ

หลังจากที่กระผมติดการ์ตูนแนวนี้มานาน (รวมทั้งกระทู้ Super Robot Wars The Star Chronicle Section ด้วยครับ) ผมพึ่งจะลองหัดเขียนฟิวลงกับเค้าบ้างเป็นครั้งแรก วิธีการเขียนของผมอาจจะอ่านยากไปบ้าง(เขียนไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่) ดังนั้นถ้าทุกท่านด้อ่านก็ขอรับคำชี้เแนะด้วยครับ...
ปล. ผมไม่ค่อยถูกกับเรื่องภาษาซักเท่าไหร่นัก

หวังว่าคงจะไม่มีคำผิดหรืออะไรประหลาดโผล่ออกมานะ ฮะๆ (ตัวเองเขียนเองแท้ๆ...

)
-----------------------------------------
ในทะเลแห่งดวงดาวที่กว้างใหญ่ที่ควรจะมืดมิดนั้น แต่แม้กระนั้นก็ไม่มืดมิดเสียทีเดียว ณ ที่แห่งหนึ่งได้มีแสงที่สว่างและส่องประกายสีเขียวจรัส จนเป็นที่สังเกตุเห็นของหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์สามเครื่องของคณะสำรวจที่เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ ทุกเครื่องล้วนมีสีน้ำตาลอ่อนทั่วทั้งตัว และมีสัญลักษณ์ติดอยู่ที่หัวไหล ซึ่งเป็นรูปโลกสีเขียวและน้ำเงิน บนปีกนกสีขาว สัญลักษณ์ของกลุ่มสหพันธ์โลกที่พึ่งได้มีการรวมตัวได้ไม่นานมานี้ ในที่สุดสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต้องทำให้พวกเขาอึ้งไม่น้อยกับแสงของพลังประหลาดที่แผ่ออกมาแบบไม่มีวันหยุด
“หัวหน้า นี่มันคืออะไรกันครับ” คนขับคนหนึ่งถามถึงอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนมีแสงสีเขียวส่องออกมาจากภายใน ถ้าพูดให้ถูกละก็ คิดว่ามันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ถูกฝังไว้ในนั้นพยายามส่องแสงออกมามากกว่า
“ไม่รู้ แต่ว่ามันปล่อยคลื่นรังสีออกมาด้วย ระวังหน่อยละ เริ่มทำการวิเคราะห์ได้”
“พบแหล่งพลังงานที่ไม่ค่อยเสถียรอยู่ภายในนั้นคะ หัวหน้า เอาไงต่อดีคะ”
“ขอทุบเลยละกัน!” ชายที่ขับเครื่องนั้นได้ลงมือทุบลงบนก้อนอุกกาบาทด้วยสว่านเอนกประสงค์ที่พกติดแขนเข้าไป โดยที่หัวหน้าและเพื่อนร่วมทีมอีกคนห้ามไม่ทัน
“หยุดเดียวนี้เลยนะ อลัน!” เสียงของทั้งสองคนนั้นช้าไปเสียแล้ว เมื่อทุกอย่างเข้าปะทะกันจนเสียงดังก้องออกมา แต่ว่ามันกลับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยจนทั้งสองโล่งใจได้เปราะนึง
ทว่าอีกซักพักมันก็เปล่งแสงออกมาอีก คราวนี้เกิดการระเบิดออกมาโดยรอบ หุ่นของทุกคนได้รับความเสียหายจนกระเด็นไป แต่มีเพียงเขาที่ได้เห็นบางอย่างที่อยู่ภายในแสงจ้าสีเขียวอร่ามนั้น ก่อนที่หุ่นของเขาถูกแสงนั้นกลืนเข้าไปจนเปลี่ยนสภาพไปเป็นสีเขียว และความรู้สึกของเขาก็ได้หายไปในแสงนั้น…
……………………………………….
CHARTER 00 เสียงเพรียแห่งความหวังและหายนะ ……………………………………….
ในแสงสีเขียวที่สว่างจ้าแม้แต่พื้นก็เป็นสีเขียวนั้น เด็กหนุ่มอายุราว 20 ได้มองเห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่ปลายทางที่ดูเหมือนจะเป็นสุดเส้นขอบฟ้า เขาก้าวเข้าไปหาทีละก้าว ทีละก้าว จนเริ่มเห็นเธอได้ชัดเจนขึ้น เธอมีใบหน้าที่ขาวสะอ้าน ผมสีทองเป็นประกายที่ทอดยาวลงมาที่หลัง ทั้งในชุดกระโปรงสีขาวที่ทำให้ดูเลเหมือนนางฟ้าที่ลงมาจากสวรรค์ เพื่อมาหาเค้า
“ดีใจที่ได้พบคุณ คุณเป็นคนเดียวที่ฉันได้มีโอกาสพบได้ในตอนนี้ ฉันมีเวลาไม่มากแล้ว ดังนั้นฉันจึงมีเรื่องจะขอร้องคุณ”
“เรื่องอะไรหรือ!” เด็กหนุ่มที่ยังงงกับคำพูดของนางฟ้าตกสวรรค์ที่ได้มาอยู่ตรงหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ
“เด็กที่คุณได้พบเค้านี้ ฉันขอฝากให้ช่วยดูแลและปกป้องเด็กคนนี้ด้วยนะ จนกว่าที่เค้าจะพบกับคนที่เค้าตามหามาตลอด” เธอได้ถือลูกแก้วทรงกลมสีเขียวมรกตที่มีขนาดพอพอเหมาะกับมือของเธอ ซึ่งดูคล้ายกับลูกแก้วทำนายอนาคตก็มิปาน เด็กหนุ่มที่ยิ่งงงกับคำพูดที่แปลกประหลาดจับจ้องเธอไปซักพักใหญ่ ก่อนที่จะ…
“หา เธอว่ายังไงนะ!” อลันได้ตะโกนและวิ่งเข้าไปหา แต่พื้นเบื้องล่างกลับหายไป แล้วเขาก็ร่วงลงไปในความมืด ร่วงลงไป ร่วงลงไปอีก
แล้วเค้าก็ลงไปกองอยู่บนพื้น ข้างเตียงในห้องพยาบาลแห่งหนึ่ง สรุปแล้วก็เขาละเมอจนตกลงมาจากเตียงนั่นเอง!
อลันได้ยืนขึ้นมาอย่างช้าๆ ดูสภาพโดยรอบห้องพักนึงราวกับพึ่งหลุดออกมาจากความฝันที่แปลกประหลาด ก่อนเธอจะโดนหญิงสาวในชุดนักบินสำรวจสีน้ำตาลเขกหัวเข้าอย่างจัง ทำให้เขารู้สึกตัวแล้วว่าตอนนี้เขาได้รับการช่วยเหลืออยู่ในสถานีอวกาศขนาดใหญ่บนวงโคจรของดวงจันทร์ เป็นสถานีวิจัยทรัพยากรณ์ของสหพันธ์โลก และเรียกที่นี่ว่า “RC+”
“ทำบ้าอะไรของนายเนี่ย เดี๋ยวก็ได้ตายหรอกยะ รู้มั้ยว่านี่เล่นนอนเป็นตายไปถึงสามวันแล้วนะ อยากตายอีกรอบหรือไงกัน”
“นี่ชั้นหลับไปนานขนาดนั้นเลยรึ เซเวีย” หนุ่มน้อยอลันยืนยันคำถามที่เขาสงสัยต่อหน้าสาวผู้ร่วมงานครั้งที่ผ่านมา หญิงสาวผิวเหลือง ผู้ไว้ผมดำยาวถึงต้นคอแล้วไว้ผมหน้าม้าปิดหน้าไว้ แถมใบหน้าที่บูดเนื่องจากอารมณ์เสียจากความติ้งต้องของเขาเองไปเรียบร้อยซะแล้ว นายของเธอคือ “คาเซบี เซเวีย ” ซึ่งเธอไม่ค่อยจะถูกกับอลันเลยทั้งที่เขาเองยังสงสัย แต่คนละเรื่องกับหัวหน้าเลย ถึงอย่างนั้นแล้ว เขาก็ยังคงนึกถึงฝันพิลึกพลั่นนั้นได้อยู่ แต่ว่า
“แล้วเจ้าอุกกาบาตนั้นละ”
“เหลือแกนกลางที่ยังคงมีพลังงานปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ถูกเก็บกู้มาเรียบร้อยแล้ว และ ดร.เคมัส กับ คร.นิเทพารัส กำลังช่วยกันทำการวิจัยอุกกาบาตชิ้นนั้นอยู่ บางทีอาจจะได้แหล่งพลังงานใหม่ที่ทดแทนน้ำมันบนโลกก็ได้”
เสียงของหัวหน้ากลุ่มผู้ที่ดูเหมือนผู้ดีและมีฐานะ แถมใบหน้าที่ทั้งขาวและหล่อหน้าตาดีอีก ด้วยผมน้ำเงินเข้มยาวที่ผูกมัดไว้ และได้รับความไว้วางใจจากทุกคน ชื่อจริงเขานั้นคือ “นาซิล L เจวาด้า” แต่ไม่ค่อยมีใครเรียกกันเท่าไหร จนทุกคนก็เรียกเขาติดปากว่า "หัวหน้า" โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร! แต่ที่สำคัญหัวหน้าได้คอยช่วยเหลือทั้งอลันและเซเวียมาโดยตลอดหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่ที่พวกเราได้มาอยู่ร่วมทีมเดียวกันในหน่วยงานนี้
“ถ้าสำเร็จก็คงดีเนอะ หัวหน้า” เธอร้องทักพร้อมส่งสายตาไปที่หัวหน้า โดยที่นาย “อลัน วิมลกาล” รู้สึกถึงบางอย่างจากเธอได้
“เหนื่อยหน่อยนะ แต่ก็ขอบคุณมาก คุณอลัน” ดร.เคมัส ผู้รับผิดชอบได้เข้ามาเยี่ยมอลัน ก่อนจะขอบคุณทุกคนที่อยู่ในห้องและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้นพบครั้งนี้ จนอลันสะดุ้งทันทีที่เห็น แต่อนาคตนั้นสุดท้ายก็ยังไม่อาจคาดเดาได้ดั่งเดิม
--------------------------------------------------------------------------
“ปีคริสศักราชใหม่ที่ 127 สถานีวิจัยอิสระ RC+ ที่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามคำเรียกร้องของสหพันธ์การวิจัยสำรวจอวกาศนอกวงโคจร เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและความเป็นอยู่ของมนุษย์ซึ่งเป็นอุดมการณ์ของที่แห่งนี้ โดยมี ดร.เคมัส เป็นแกนนำขององค์กร จนกระทั้งวันหนึ่งทีมสำรวจได้ค้นพบสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย นั่นคืออุกกาบาตปริศนาที่ร่องลอยอยู่ในอวกาศและค้นพบโดยบังเอิญ รวมทั้งปริศนาของแหล่งพลังงานประหลาดที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากภายในอีกด้วย ดร.เคมัส กับ ดร.นิเทพารัส และกลุ่มจึงได้เริ่มตั้งใจศึกษาและวิจัยอุกกาบาตเหล่านี้อย่างจริงจังขึ้นมาโดยตลอดต่อจากนั้นเป็นเวลาหลายเดือนเพื่อไขความลับของสี่งนั้นอยู่ แม้ผลการวิจัยที่ได้รับมานั้นจะยังไม่สามารถหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลได้ในตอนนี้ พวกเขาหวังว่าจะสามารถไขความลับที่จะสามารถนำมาใช้พัฒนาสิ่งใหม่ๆและการสำรวจในอวกาศที่ไร้ที่สิ้นสุดเหล่านี้ได้ต่อไป
ดร.เคมัส อานาเธอร์ และคณะ
บันทึก ณ 7 เดือนหลังจากการค้นพบ คริสศักราชใหม่ที่ 127”
--------------------------------------------------------------------------
และแล้วเวลาก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่การวิจัยของ RC+ อย่างเรื่องอุกกาบาตปรึศนาก็ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
่เช้าวันนี้เองที่ชั้นได้เห็น ดร.นิเทพารัส คนสนิทของ ดร.เคมัส เดินผ่านแถบโซนโรงอาหารอย่างขยันขันแข็ง แต่ก็ดูเหมือนรีบร้อนไม่น้อยเลยทีเดียว คงเป็นเพราะเจ้าอุกกาบาตปริศนานั้นอีกแล้วละซิ คงมีงานวิจัยเร่งด่วนเข้ามาแต่เช้าอีกแล้วแน่เลย
แล้วตัวเราละ ไม่ทันจะได้คิดก็มีเสียงที่ทำให้ต้องทิ้งเรื่องพวกนั้นหายไปกับอากาศทันที
“อ้าว อลัน นายแอบนอนหลับอยู่ในเจ้าเขียวอีกแล้วหรือ ดูไม่ได้เลยละ” หัวหน้าผู้มาพร้อมกับเก๊กหนาหล่อๆมาแต่ไกลมองดูหนุ่มเซอที่ผมทั้งดำทั้งฟู แถมยังตั้งราวกับไม่ได้หวีผมมาเป็นอาทิตย์ และอยู่ในสภาพเสื้อกล้ามขาวและกางเกงสั้นลายเขียวอีก “อลัน วิมลกาล” ผู้ที่พึ่งตื่นนอนจนดูงัวเงียอยู่ในหุ่นเครื่องประจำตัวได้จ้องมองเขามาทั้งที่กำลังล้างหน้าอยู่แท้ๆ
“ช่วยไม่ได้นิ ก็ชั้นลุกกลับเข้าห้องไม่ไหวแล้วละ”
อลันยังคงตาไม่สว่างง่ายๆ และยังพล่ามถึงภารกิจเมื่อวานที่เหนื่อยแสนสาหัส งานที่ว่านั้นก็คือ การบินไล่ตามลำแสงที่ถูกบีบอัดอนุภาคจากอุกกาบาตดังกล่าว แล้วยิงออกไปภายนอกสถานีอวกาศ ผ่านสิ่งกีดขวางที่ลอยในอวกาศมากมาย ทั้งนี้เพื่อต้องการวัดระยะทางการเคลื่อนไหวของพลังงานที่ไปได้ไกลสุด เพื่อความแม่นยำที่สุดจึงหนีไม่พ้นที่ทีมของอลันต้องออกบินตามทิศที่ลำแสงเคลื่อนที่ไป นับว่าเป็นงานที่ยุ่งยากมากสำหรับพวกเขา เพราะขนาดติดอุกกรณ์เจ็ตเพิ่มแรงขับแล้ว ยังไล่ตามลำแสงที่ถูกตั้งลิมิตความเร็วที่ต่ำสุดไม่ค่อยทันเลย ทั้งยังเกือบตายเพราะเหล่าดาวเคราะห์น้อยและขยะอวกาศที่ล่องลอยอยู่แถบดาวอังคารซะแล้ว
“ตอนนั้นชั้นต้องยอมแพ้นายเลยละ อลัน” แน่ละก็ตอนนั้นมีเพียงอลันเท่านั้นที่เป็นคนสุดท้าย ซึ่งสามารถบินไล่ตามมันไปได้จนถึงที่สุดก่อนที่จะถึงขีดจำกัดของลำแสงนั้นซะอีก ยังดีที่อลันต้องบินไปไกลแค่ดาวอังคาร แต่คราวหน้าอาจต้องบินไปไกลถึงดาวเสาร์เลยก็ได้นะ...
อลันตอบรับแบบหน่ายใจนิดๆราวกับว่าตัวเขามักเหนื่อยมากกว่าใครเพื่อน ซึ่งเขาก็แลมองไปทางหุ่นสำรวจที่เขาขับประจำอยู่ ซึ่งมันได้กลายเป็นสีเขียวทั้งตัวแบบแก้ไม่หายแล้ว ตั้งแต่ตอนนั้น ภารกิจที่ต้องพบกับอุกกาบาตที่ส่องแสงสีเขียวประหลาดในครั้งนั้น แต่สาเหตุหลักก็คงเพราะเขาได้ฝันประหลาดแบบนั้นๆอีกแล้ว ฝันถึงผู้หญิงลึกลับคนนั้น!
“ทำงาน ทำงาน ทำงานกันได้แล้ว!” เสียงของสาวที่พุ่งมาจิกหัวอลันอย่างเคยดังเช่น เซเวีย เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งอลันไม่รู้ตังเลยว่าเคยทำเรื่องที่เธอต้องอับอายจนเธอไม่ถูกชะตา เลยมักโดนเธอเล่นงานตอบอยู่เป็นนิจ
“กำลังจะไปอยู่นี่ไงละ คุณที่โหล่” อลันบ่นใส่เธอที่ดูเหมือนไม่ค่อยเข้าใจตัวเขาเลยชักเท่าไหร่ ทั้งที่เธอเองก็ใส่เสื้อยูนิฟอมแค่ท่อนล่าง แถมกำลังยัดขนมปังทาเนยเข้าปากอย่างเร่งรีบต่อหน้าทุกคนราวกับจงใจยั่วอลันจนท้องร้องซะงั้น แต่ก็เป็นปกติของเธอนิ เพราะเธอไม่ใช่คนใจเย็นแต่แรกแล้ว ที่แน่ๆภารกิจเมื่อวานเธอต้องถอนตัวออกไปเป็นคนแรกเลยด้วย
“ไหนลองพูดอีกทีซิ อลัน” เซเวียที่ถูกแทงใจดำเรื่องนั้นเริ่มของขึ้นอีกแล้ว แต่ไม่ทันที่เธอจะได้เข้าไปขย้ำอลันจนเดี้ยงนั้น ก็มีประกาศจาก ดร.เคมัส ดังขึ้นทั่วทั้งในสถานีอวกาศ RC+ พวกเขาทั้งหมดจำต้องรีบไปยังห้องโถงเพื่อฟังประชุมแผนการวิจัยขั้นต่อไปทันที
อีกด้านหลังจากที่ ดร.เคมัส ได้ประกาศรวมตัวกันแล้ว เขาได้คิดจะเดินไปยังห้องเก็บชิ้นงานตัวอย่างวิจัยเพื่อเตรียมการทดสอบที่กำลังจะเริ่มขึ้น ตัวเขาเองอยู่ในสภาพที่ภายนอกอาจดูคล้ายตาแก่ที่สติไม่เต็มบาท แต่เขาก็เป็นถึงกลับหนึ่งในอัศรียะในยุคนี้ที่มีความคิดล้ำเลิศ จนหลายคนให้ฉายาว่า “ไอน์สไตน์” แห่งยุคใหม่ทีเดียว
“ถ้าการทดลองขั้นสุดท้ายนี้สำเร็จ ทุกสิ่งทุกอย่างโลกเราจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างแน่นอน” คำพูดที่ดูไม่เต็มบาทเลยนี้กลับออกมาได้อย่างมั่นใจก่อนที่เขาก้าวเข้าไปในห้องนิรภัยพิเศษที่เก็บชิ้นงานตัวอย่าง ซึ่งนั่นก็คืออุกกาบาตในตอนนั้นนั่นเอง แต่ว่า
“นี่มัน!” ดร.เคมัสที่เห็นสภาพภายในห้องที่ผิดปกติ ทั้งกล้องวงจรปิดที่หันอยู่ในมุมอับราวกับถูกเบี่ยงแบนจากบางสิ่งบางอย่าง ลักษณะพื้นของห้องที่ดูเหมือนทิ้งรังสีหรือความรู้สึกจากพลังงานที่มองไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เขาได้รีบไขรหัสเปิดตู้เซพสำคัญที่เก็บสิ่งนั้นไว้ แต่กลับต้องพบกับความว่างเปล่าภายในแทน ชิ้นอุกกาบาตที่เคยอยู่ภายในนั้นได้หายไปเสียแล้ว
และหลังจากลางร้ายที่ ดร.เคมัส พบนั้นเอง แรงสั่นสะเทือนที่ผิดปกติได้ส่งผ่านไปทั่วสถานีอวกาศแห่งนี้จนทำให้ทุกคนเริ่มตื่นตระหนก ภายใต้เงามืดในอวกาศที่ควรจะเงียบสงบไร้สิ่งรบกวนนั้น ก็ปรากฏหุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์เครื่องสีดำจำนวนมากที่พุ่งเข้ามาหาและจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง ทั้งรูปร่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่ทั้งหุ่นรบของทหารสหพันธ์หรือพวกกลุ่มโคโลนี่แน่ ระบบต่างๆภายในเริ่มรวนจนเป็นอัมพาตใช้การไม่ได้ ไฟฟ้าภายในถูกตัดขาดจากแรงระเบิดภายนอกสถานี พวกอลันได้รีบวิ่งไปยังโรงเก็บหุ่นเพื่อหาทางทำอะไรบางอย่าง พวกเขาไม่เคยที่จะสู้รบหรือยิงกันจริงๆเลยแม้แต่น้อย แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แม้แต่น้อย รวมทั้งหุ่นของพวกเขาไม่ได้ติดอาวุธรบด้วย แน่ละก็เดิมทีมันใช้เพื่อการสำรวจทรัพยากรณ์เท่านั้น
“เอาไงดีคะหัวหน้า” เซเวียขานเรียกในค๊อบเพิลหุ่นยนต์ของเธอ ในขณะที่หุ่นกำลังเตรียบติดตั้งปืนกลขนาดเล็ก Auto Machine gun และโล่ขนาดใหญ่ที่สามารถถือได้พอเหมาะพอเจาะกับมือติดตั้งอยู่ด้วย
“ไม่หน้าถาม ก็ต้องสู้ ปกป้องบ้านของพวกเราไง” อลันเริ่มตอบแอบแก๊กต่อหน้าสาว ทั้งที่เจ้าตัวดูเครียดๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับถึงเวลาที่โดนทวงสัญญาบางอย่างก็ไม่ผิดเพี้ยน รางสังหรณ์ของเขาเตือนถึงเรื่องสำคัญที่สุดบางสิ่ง ก่อนที่เรื่องที่คิดนั้นจะหายไปจากหัวจนหมดสิ้นด้วยเสียงตอบกลับของเพื่อนสาว
“ยุ่งไม่เข้าเรื่องยะ”
“เอาละ ก็อย่างที่อลันว่านั้นแหละ ไปกันได้แล้ว” หัวหน้าสั่งทีมออกตัวไปพร้อมกับเสียงตอบรับจากพวกเขาทั้งสอง ก่อนที่หุ่นสำรวจเครื่องอื่นเองจะกรูกันออกมาจากโรงเก็บเพื่อต้านผู้บุกรุก ในขณะที่เสียงระเบิดดังตามมาจากผนังหลังพวกเขาออกไปไม่นาน เหล่าทหารชุดดำที่ถือปืนมาพร้อมกันถ้วนหน้า ทั้งหมดได้วิ่งเข้าไปแล้วยิงปืนใส่ทุกคนที่ขวางหน้าอย่างเลือดเย็น หายนะกำลังมาเยือนที่สถานีอวกาศแห่งนี้แล้ว
หุ่นของกองกำลังลึกลับเข้าต่อสู้กับหุ่นต่อต้านที่มีทั้งจำนวนที่น้อยกว่า ฝีมือที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นทหารมืออาชีพ แถมทั้งทางด้านประสิทธิภาพที่ต่างกันอีก ทำให้กองกำลังต่อต้านของ RC+ ที่มีอยู่ไม่สามารถต้านทานการบุกรุกที่หนักหน่วงนี้ได้ จรวดและกระสุนจำนวนมากที่พุ่งเข้ามายังสถานีอวกาศ RC+ และการระเบิดกับเปลวไฟที่ยิ่งลุกลามไปทั่วทุกหนทุกแห่งพร้อมเสียงกระสุนที่ตามมาติดๆ พวกของอลันเริ่มหายไปทีละคนสองคน อลันเองกำลังกันปืนที่ยิงมาจากหุ่นสีดำสองสามเครื่องที่โอบล้อมหุ่นสีเขียวของเค้า แค่ยิงสวนกลับยังถูกหลบได้หมดทุกนัดไป หัวหน้าเองก็ถูกกระแทกจนชนผนังสถานีอวกาศแต่ก็ได้เซเวียเข้ามาฟันมันด้วยขวานเอนกประสงค์บนสว่านได้ทันเฉียวเฉียด “อย่าตายนะคะ หัวหน้า”
“บ้าน่า พวกนั้นต้องการงานวิจัยของพวกเราไปงั้นหรือเนี่ย” ดร.เคมัสที่รู้ได้ในทันทีว่าพวกเขาต้องการแย่งชิงสิ่งที่พวกเขากำลังวิจัยอยู่แน่จึงยี่งเป็นห่วงมากขึ้นและรีบตามหาทันที ตามทางเดินที่ไฟยังคงไหม้รามไปทั้ว ทั้งยิงเสียงฝีเท้าที่ดังสนั่นเกินกว่าจะเป็นคนธรรมดา เหล่านักรบเดนตายวิ่งกรูตามมากันไม่หยุดไม่หย่อน เขาต้องวิ่งหลบกระสุนตามทางที่ลอยเกลื่อนและผ่านร่างกายของผู้คนที่นี้จนต้องแนบนิ่งไปกับพื้นกันหลายคนแล้ว ดร.เคมัส ต้องหาทางเอาชีวิตรอดตอนนี้ให้ได้ แล้วตามหาชิ้นส่วนหินอุกกาบาตนั้นให้พบโดยเร็ว ซึ่งเขาวิ่งผ่านทางเดินเชื่อมไปแกนกลางของสถานีที่น่าจะปลอดภัยที่สุด
ทว่าจนเกิดการระเบิดของกำแพงและพื้นที่เขายืนอยู่ ทำให้ ดร.ร่วงลงไปสู่เบื้องล่างด้วยแรงดึงดูดเสมือนจริงอย่างแรง และในที่สุดเมื่อเขารู้สึกตัวก็ต้องพบกับสิ่งที่ไม่ควรจะมีตั้งแต่แรก ที่นั้นเองเขาได้พบกับมัน หุ่นยนต์ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตซึ่งถูกซ่อนอยู่ในใจกลางสุด
“ไม่เป็นไรนะหัวหน้าคะ” เธอที่สู้กันอยู่ด้านนอกอวกาศได้ยืนอยู่ด้านหน้าหัวหน้าพร้อมทั้งยิ้มส่ง ก่อนที่เบื้องหน้าจะมีแสงสว่างผ่านมาตรงหน้าอลันไป และลำแสงนั้นกำลังพุ่งไปยังสถานีอวกาศ ไปทางพวกหัวหน้า
“เซเวีย!” อลันตะโกนร้องพร้อมรีบบินไปหาแต่ก็ถูกยิงจากด้านหลังจนไม่อาจไปได้ทัน ลำแสงนั้นเข้าปะทะกับเธอทันทีแม้เธอจะใช้โล่กันไว้ได้ทัน โดยมีหัวหน้ามองดูอยู่ด้านหลัง
“ไม่ต้องห่วง ไม่มีสิ่งที่ทำอะไรชั้นได้หรอกน่า” เธอพูดประโยคนี้ผ่านช่องสื่อสารของหัวหน้าและอลัน ก่อนที่โล่นั้นจะเริ่มหลอมด้วยความร้อนที่สูงมาก และเปลวไฟที่ราวไปยังข้อต่อรวมทั้งที่ค๊อบเพิล
เธอยิ้มส่งท้ายแก่หัวหน้าเป็นครั้งสุดท้ายด้วยหัวใจของเธอ ก่อนที่แรงอัดจะกระแทกผ่านค๊อบเพิลจนกระจกหมวกไพล๊อตแตกกระจายเป็นเสี่ยง พร้อมทั้งหุ่นสำรวจเครื่องนั้นที่ระเบิดกระจุยพร้อมกับโล่ที่หลอมทะลุกลาง และลำแสงที่จางลงไปโดยที่ไปไม่ถึงหัวหน้า
“เซเวีย! ทำไม!” อลันที่เห็นเซเวียตายไปต่อหน้าปลดปล่อยความโกรธจนเกินลิมิต ประกายอนุภาคสีเขียวค่อยๆลอยออกมาจากหุ่นที่มีสีเขียวของเขาเช่นกัน อลันบินหลบปืนที่ยิงมาอย่างต่อเนื่องจากหุ่นห้าเครื่องด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสิทธิภาพของเครื่องมาก แล้วเขาได้ไล่ยิงพวกมันที่พยายามหลบแต่กถูกยิงภายใน 6-7 นัด ราวกับถูกอ่านทางได้ หุ่นตัวที่สองถูกยิงระเบิดในไม่กี่อึกใจ หุ่นที่เหลือต่างพากันกรูมาพร้อมกันทั้งสามด้าน แต่อลันก็หายไป ก่อนที่หุ่นเครื่องนึงถูกทะลวงด้วยสว่านจากด้านหลัง และกวาดเอาหุ่นอีกสองเครื่องทะลุค๊อบเพิลจนระเบิดกระจุยกันทั้งหมดทันที ในที่สุดหุ่นเขาอลันก็ได้แสดงพลังที่ได้รับจากหินอุกกาบาตนั้นแล้ว ดังการวิจัยขั้นสุดท้ายของ ดร.เคมัส ที่คิดว่าพลังที่เกิดขึ้นนั้นอาจขึ่นอยู่กับจิตใจของคนนั้นๆ
อลันที่เสร็จเรื่องทางนี้แล้ว หันกลับไปมองทางหัวหน้าที่แนบนิ่งไม่ยอมขยับออกจากจุดเดิม ราวกับยังช๊อกเรื่องของเซเวียไม่หาย อลันไม่คิดที่จะฝืนใจเขาให้สู้ต่อไป ทว่าเกิดแรงระเบิดจากมิสซายขึ้นที่ด้านนอกของสถานีอวกาศ หุ่นของหัวหน้าที่เริ่มขยับขึ้นมาอีกครั้งได้บินเข้าไปในรูระเบิดที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ยอมบอกกล่าวเลยแม้แต่น้อย
“หัวหน้า เดี่ยวก่อน!” อลันที่บินตามหัวหน้าไปด้วยความเป็นห่วง ใจของหัวหน้าบางทีอาจแตกสลายไปเสียยิ่งกว่าเขาเองก็เป็นได้ แต่มีหุ่นอีกหลายเครื่องที่เข้ามาขวางหน้ากันไมม่หยุดไม่หย่อนราวกับพยายามกันเขาเอาไว้อย่างตั้งใจ
“หนอย หลบไปซะเจ้าพวกบ้า! ย๊าย!”
......................................................
ด้านในใจกลางสุด หุ่นรบที่มีลำตัวสีเขียวเหมือนหุ่นของอลัน แต่แขนขายังคงเป็นสีขาวนวลเหมือนหุ่นของสหพันธ์ ที่สำคัญยิ่งกว่าคือที่ส่วนอกของมันกลับถูกติดตั้งด้วยลูกแก้วสีเขียวมรกต ซึ่งเป็นแกนกลางของชิ้นส่วนอุกกาบาตที่หายไปด้วย สิ่งนี้เองที่เป็นเป้าหมายซึ่งทำให้ที่นี่ถูกโจมตี เบื้องหน้า ดร.เคมัส นั้นยังมีคนที่ยืนอยู่คู่กับหุ่นยักษ์ตัวนี้และเป็นคนที่เขาไม่อย่างจะเชื่ออีกด้วย ดร.นิเทพารัส ที่เขาทั้งนักถือและภูมิใจนั่นเอง ที่เป็นคนแอบพัฒนาหุ่นรบตัวนี้ด้วยเทคโนโลยีลึกลับจากหินอุกกาบาตนั่นให้กับทางสหพันธ์โดยที่ไม่มีใครรู้
“คุณ ทำไม ทำไมถึงได้เห็นแก่ตัวแบบนี้ คิดว่าทำเพื่อให้ได้เพิ่อเงินมาเนี่ยมันดีแล้วใช่มั้ย?” ดร.เคมัสโกรธมากที่ได้เห็นโดยที่ ดร.นิเทพารัส ไม่เอ่ยปากคำใดออกมาเลยแม้แต่น้อย แต่กลับพยายามตั้งให้หุ่นถูกเก็บเข้ากระสวยอวกาศและเตรียมส่งลงไปบนพื้นโลกอีก
“คุณมัน กล้าหักหลังเพื่อนอย่างชั้นได้ เลวที่สุด” ดร.เคมัสจึงวิ่งเข้าไปต่อยด้วยแรงพยาบาทอย่างจังอีก ถึงอย่างนั้น ดร.นิเทพารัส กลับไม่ขัดขืนหรือหลบเลยแม้แต่น้อย
“ตูม! ปังๆๆๆ”
เสียงห้องที่ถูกระเบิด และปืนที่ดังมาโดยที่ไม่ทันยั้งตัว ดร.ทั้งสองถูกกระสุนยิงเข้าไปจนล้มฟลุกทั้งคู่ ดร.นิเทพารัส โดนที่ลำตัวมากกว่าสามนัดกำลังหายใจอย่างรัวริน ผิดกับ ดร.เคมัสที่โดนแค่ขาขวากับแขนขวาเท่านั้น ซึ่งพึ่งรู้ตัวว่าเค้าถูกผลักไปในจังหวะที่กระสุนพุ่งเข้ามาพอดี ก่อนที่เหล่าทหารได้ก้าวเข้ามาในห้องด้วยการนำของบุคคลคนนึง
“อะไรกัน ผมไม่นึกว่าคุณจะทำแบบนี้เลยนะ ไหนว่าจะยกเจ้านั่นให่ผมไม่ใช่หรือครับ ดร.นิเทพารัส” เสียงจากผู้นำเหล่าทหารผู้นั้นทำให้ ดร.ทั้งสองต้องตาค้าง เพราะตรงหน้าพวกเขาก็คือ!
“ไม่มีวันซะละ ตั้งแต่ที่ชั้นได้รู้นิสัยที่แท้จริงของนาย ที่ต้องการแค่พลังอำนาจเพื่อตัวเองแล้ว เพราะเจ้านี้จะต้องเป็นความหวังของโลกและมนุษย์ชาติเท่านั้น ไม่ใช่แก อ๊าก!” เขาถูกยิงที่ขาอีกนัดจนร้องด้วยความเจ็บปวดเจียนตายจ้องมองหน้าของมันผู้นั้นอีก
“ช่างดื้อดึงอะไรแบบนี้ งั้นช่วยไม่ได้ละ” เหล่าทหารทุกคนเตรียมยกปืนขึ้นมาเตรียมสังหาร ดร. ทั้งสองทิ้งเสียแล้ว บัดนี้พวกเขาไม่มีทางที่จะรอดกลับไปได้เลย นิ้วมือของทหารเริ่มสอดเข้าไปยังไกปืน M16 และนิ้วชี้ที่ค่อยๆเคลื่อนที่ผลักตัวเหนี่ยวไกที่ได้ถอยหลังนับเวลาเสียงแห่งความตายในเสี้ยวอึกใจ
“ปัง! โครม!” เสียงที่ดังก้องราวค้อนขนาดยักษ์ซึ่งตกลงมาจากเบื้องบนจนพื้นห้องสั่นสะเทือนไปทั่ว และกวาดทหารรับจ้างเลวที่ตั้งท่ายิงล้มหงายไปจนหมด และกระสุนที่ถูกกั้นด้วยหุ่นขนาดยักษ์ที่มีกายาสีเขียว และทุกอย่างรอบตัวราวหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
“หัวหน้า เป็นยังไงบ้าง อย่าไปคิดมากเรื่องของเซ…..” อลันที่คิดจะมาช่วยกลับเห็นสภาพ ดร.ทั้งสองถูกยิงกับเค้าที่เป็น…
“นี่มันหมายความว่ายังไงกัน หัวหน้า” สิ่งที่เค้าไม่อย่างจะเชื่อนั้นกลับอยู่ตรงหน้า หัวหน้าที่อลันรู้จักกลับกลายเป็นผู้นำกองทหารลึกลับเหล่านี้
“เรื่องนี้มันก็….ก็อย่างที่เห็นนั้นแหละ อลัน”
“ว่าไงนะ! นี้แกหลอกทั้งชั้น ทั้งเซเวียเลยหรือไง หา!” น้ำเสียงของอลันเริ่มเปรี่ยมไปด้วยโทสะอีกครั้ง ทั้งที่พวกเขาเห็นหัวหน้านั้นเป็นทั้งผู้นำที่ดี เพื่อนสนิท หรือแม้แต่คนที่เซเวียชอบอีก
“ก็มันเป็นงานของชั้นนิ งานใหญ่มากด้วย แถมยังต้องใช้เวลานานเป็นปีกว่าจะมาถึงวันนี้ได้อีก นายน่าจะเห็นใจชั้นหน่อยนะ ถ้านายร่วมมือกับชั้น เงินที่ได้ครั้งนี้จะได้อยู่สบายไปทั้งชาติเลยนะ อลัน ว่าไง” คำพูดนี้ทำให้อลันถึงกับพุ่งปรี๊ดถึงจุดสูงสุดโดยทันที
“แก!” อลันเหวี่ยงขวานลงมาอย่างบ้าคลั้ง แต่มันกลับถูกกันไว้ด้วยดาบของหุ่นสีแดงที่มีรูปร่างเหมือนหุ่นที่บุกมาทุกประการ ซึ่งคุ้มกันเจ้าหัวหน้าได้ทันควัน พร้อมกับการยิ้มเยะเย้ยจากเขาอีก
“ตอนนี้ละ เอาเลย!” ดร.นิเทพารัส ที่นิ่งกับพื้นอาการสาหัสส่งสัญญาณให้ ดร.เคมัส ที่ยังพอขยับตัวไหวกดปุ่มส่งหุ่นลับที่สร้างขึ้นมาปล่อยออกไปจากสถานีอวกาศ ทำให้หัวหน้าที่เห็นรีบปัดขวานของอลันทิ้งทันที
“เจ้าพวกด๊อกเตอร์บ้า!” หัวหน้ารีบขับหุ่นหนีออกไปทั้งทิ้งลูกน้องเอาไว้พร้อมกับอลันและด๊อกเตอร์ทั้งสอง และห้องแห่งนี้ที่ต้านทานการโจมตีไม่ไหวเริ่มเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“อลัน รีบไปเร็วเข้า ปกป้องสิ่งนั้นจากพวกมัน มีแต่นายเท่านั้นที่ทำได้ อนาคตของโลกใบนี้ขึ้นอยู่กับนายแล้ว…อั๊กๆ” ดร.นิเทพารัสที่สั่งพร้อมกับกระอักเลือดออกมา ซึ่งอาการแทบเรียกได้ว่าได้แต่นับถอยหลังเวลาตายของตนเท่านั้น ซึ่งยิ่งทำให้อลันยิ่งเป็นห่วงทั้งคู่มากขึ้น
“แต่ว่า…” อลันพึ่งจะนึกขึ้นมาได้ถึงคำสัญญาของเขากับสาวน้อยปริศนาในความฝัน หรือว่าสิ่งที่เค้าต้องปกป้องที่ว่านั่นคือ…
“ไปซะ ทางนี้พวกเราจัดการกันเองได้ เร็วเข้า” ดร.เคมัสสั่งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่อลันจะยอมบินจากไปในที่สุด เหลือทิ้งไว้เพียงพวกเขาทั้งสอง โดย ดร.เคมัส ที่ไม่ยอมหนีไปจากที่นี่เพียงคนเดียว ถ้าสถานที่นี้ปราศจากเสียงระเบิดและซากอาคารที่กำลังจะถล่มละก็ บรรยากาศตอนนี้คงจะตกอยู่ในความเงียบพักใหญ่เลยทีเดียว
“นิเทพารัส ทำไมนาย ถึงได้สร้างของพรรณนี้ขึ้นมากันแน่ เพราะมันถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไม่ใช่รึไงกัน”
“นั้น…เพราะว่าชั้นไปด้เห็นอนาคตที่เลวร้าย…ยิ่งไปกว่านี้อีกนะซิ” ดร.นิเทพารัส จ้องกลับไปหาเค้าด้วยสีหน้าที่จริงจังยิ่งกว่าชีวิตของตนที่กำลังจะจบลง แววตาของเขาในตอนนี้นั้นปราศจากทั้งความโกรธต่อ ดร.เคมัส และการยึดติดใดๆ แล้ว
“รู้มั้ย ตั้งแต่ตอนที่ชั้นได้สัมผัสกับมันครั้งแรกน่ะ….แสงของมันทำให้ได้เห็นการสูญสลายของโลกนี้ในอีกไม่นาน ซึ่งไม่คิดว่าจะมีใครที่ไหนมาเชื่อความคิดไร้สาระของชั้น ถึงได้ปิดเอาไว้…ขอโทษด้วย”
“นี่นาย เนี่ยมัน…”
“มีเพียงแค่สิ่งนั้นเท่านั้น ที่จะเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียว…ที่จะช่วยกอบกู้โลกนี่ได้ ผู้ครอบครอง “ปีกแห่งสายลมและความหวัง WingDam” เพราะงั้นชั้น…ถึงได้…สร้างมัน…ขึ้นมา...ด้วย…ตัวเอง…” เสียงที่ค่อยๆหายไป พร้อมกับคำพูดสุดท้ายของชีวิตของ ดร.นิเทพารัส พร้อมกับเลือดที่ไหลออมมาจนท่วมตัว
“อย่างงั้นหรือ นิเทพารัส”
เสียงที่ตอบรับความรู้สึกสุดท้าย อีกทั้งให้อภัยกับเรื่องทุกอย่าง ดร.เคมัส ค่อยๆยืนขึ้นต่อหน้าคนที่ได้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ก่อนที่เสียงระเบิดจะดังขึ้นอีก การโจมตีที่แห่งนี้ยังคงไม่หยุดลงได้ง่ายๆ เค้าทำได้แค่อธิฐานให้ความหวังนี้อยู่รอดปลอดภัยจนถึงเวลานั้น ก่อนที่แสงแห่งการทำลายล้างจะผ่านมายังร่างของเขาและห้องแห่งนี้ที่หายไปท่ามกลางแปลวเพลิง พร้อมกับจุดจบของสถานีวิจัย RC+