หน้า: 1 2 3 [4] 5
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานหุ่นปีกแห่งฟ้า WingDam : CHAPTER 26 ผู้ที่มาพร้อมกับความมืดมิด  (อ่าน 3893 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ยาดมท่านเจ้าคุณ
The Heartless Blonde
Ace Pilot
****
กระทู้: 280


Yuri With World Of Pure \( ' w ' )


ดูรายละเอียด
« ตอบ #45 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2011, 08:58:15 PM »

เดี๋ยวมาตามอ่านดีกว่า ช่วงนี้ยังหา Idea อะไรแต่งฟิคไม่ออกเลย 
บันทึกการเข้า

Ara Ara ปีใหม่แล้ว แก่ขึ้นอีกปีสิเนอะ (●ω●)
xavier
Legendary Pilot
******
กระทู้: 1157



ดูรายละเอียด
« ตอบ #46 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2011, 08:48:42 AM »

ลองไปดู AGE ดูสิครับเผื่อไอเดียกระฉูด
บันทึกการเข้า


เวลาไหลไปอย่างคงที่เสมอมีเพียงแต่ใจคนเราเท่านั้นแหละที่ไม่เคยจะไหลคงที่
ยาดมท่านเจ้าคุณ
The Heartless Blonde
Ace Pilot
****
กระทู้: 280


Yuri With World Of Pure \( ' w ' )


ดูรายละเอียด
« ตอบ #47 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2011, 10:41:20 AM »

ลองไปดู AGE ดูสิครับเผื่อไอเดียกระฉูด

เพิ่งได้ไอเดียมาเมื่อคืน เดี๋ยวว่าจะลองลงให้สมัครตัวละครแล้วหล่ะครับ อิอิ
บันทึกการเข้า

Ara Ara ปีใหม่แล้ว แก่ขึ้นอีกปีสิเนอะ (●ω●)
xavier
Legendary Pilot
******
กระทู้: 1157



ดูรายละเอียด
« ตอบ #48 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2011, 11:17:06 AM »

เอาแบบเด็ก ๆ มาบ้างก็ดีนะครับ
บันทึกการเข้า


เวลาไหลไปอย่างคงที่เสมอมีเพียงแต่ใจคนเราเท่านั้นแหละที่ไม่เคยจะไหลคงที่
WingDam
Talent Pilot
***
กระทู้: 216


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #49 เมื่อ: มกราคม 13, 2012, 09:16:30 PM »

Falcona- Mk 1 เท่ห์มากเลย

ที่จริงใช้โครงร่างของกาลิอ้อนเป็นต้นแบบ แต่ด้วยโครงสร้างที่ว่า "ลักษณะรูปทรงแหล่มๆแบบนี้ ไหงแปลงร่างไม่ได้ฟะ!" เลยเอามาจัดหนักซะงั้น

..................…………………………………….

เหล่าทหารกล้าและพรรคพวกที่อาร์ครู้จัก ทุกคนกลับมาจากภารกิจอย่างปลอดภัย  มิวที่รักษาตัวจนหายสนิทแล้วนั้น เธอได้กลับมาจับตามองอาร์คต่อตามเดิม ส่วนผลการรบครั้งล่าสุดนั้น ส่งผลให้สหพันธ์ได้สั่งเลื่อนขั้นนายทหารผู้มีผลงานฝ่าวิกฤติในครั้งนี้หลายนาย กัปตันโทโมโกะที่ไม่ค่อยพอใจกับการเลื่อนขั้นครั้งนี้เลย แหงละก็ต้องเล่นพายานคาเทเรียตะลอนบินไปทั่วโลกแบบนี้ มันช่งไม่ค่อยคุ้มค่เอาเสียเลย

และในที่สุดพวกอาร์คก็ได้กลับไปเรียนตามปกติ


กริ๊งๆ!

กริ๊งๆๆ…….!

เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นห้องพักห้องนึง แต่เจ้าของเตียงนอนนั้นกลับยืนลอยชายอยู่ตรงหน้าระเบียงอยู่ก่อนแล้ว เด็กชายผมดำเซอะที่ยังไม่ได้ผ่านไม้หวีเลยนั้น เอาแต่จ้องมองพระอาทิตย์กลมโตยืนอยู่หน้าระเบียงห้องพัก แสงสีเหลืองอร่ามเริ่มปลึ่มขึ้นมาจากขอบฟ้าสีหมองม่วงอย่างช้า โดยที่เจ้าตัวไม่ได้สนใจเสียงนาฬิกาเลยซักนิดดด…. คิดว่าเท่รึไงละนั่น

กริ๊งๆๆ!  ตุบบบ!

“เช้าแล้ว ตื่นเถอะน่า!”

เสียงอีกเสียงดังมาจากเตียงของเขาเอง แต่นั่นดันเป็นเสียงดุๆที่ไม่ใช่เสียงของผู้ชายนี่ซิ แต่เป็นร่างของเด็กสาวผมผู้มีเรือนผมยาวสีน้ำตาลแดงที่ทั้งหยักโศกและเงางาม ผู้ทีอยู่ในชุดนอนขายาวสีเขียวลายจุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงชั้นล่างของเด็กหนุ่ม พลางมองเตียงชั้นบนที่ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดอยู่ ก่อนที่จะ….

“นี่บอกให้ตื่นได้แล้วไง เรลี่!”

โครมมม!

“จ๊ากกกก…..!”

เจ้าของเสียงกระแทกฝ่ามืออัดใส่เตียงด้านบนซะเต็มแรง แบบไม่กลัวเตียง 2 ชั้นนี้จะพังลง และอีกคนที่นอนอยู่ชั้นสองสะดุ้งร้องลั่น

“แหมะๆ ปลุกได้รุนแรงเหมือนเคยเลยนะ มิวจัง!” สาวอีกคนลุกขึ้นทักทั้งที่ยังขยี้ตางัวเงียแบบไม่ทุกข์ร้อน รูมเมตจอมกวน ว่าแต่ไหงสองสาวสไตรเรย์ทีมถึงทะลึ่งมานอนที่ห้องของอาร์คได้ละเนี่ย…!

“ทำไงได้ละ ก็ห้องของทั้งคู่เละไม่เป็นท่าซะอย่างงั้น เห็นว่าห้องพวกเธอโดนลูกหลงเมื่อตอนเกิดเรื่องครั้งที่แล้วนี่ซิ ล่อซะพังทะลุโบ๋ทั้งห้อง เลยต้องลี้ภัยมาอยู่ด้วยชั่วคราวอย่างที่เห็น!”

งั้นรึ! แย่จังนะ! แต่นั่นเพราะนายทำตัวเองไม่ใช่รึ เล่นเหวี่ยงตีบอลไฟซะมั่วซั่วซะอย่างนั่น…มันก็น่าลงเอยอย่างนี้ละ แบบนี้ก็เหมือนโชคดีมากกว่ามั้ง มีสาวๆอยู่รอบๆแบบนี้เหมือนอยู่ในฮาเร็มเล็กๆเลยนะ….

“อย่าว่าอย่างนั้นเลย แค่เฉียดเข้าใกล้แค่เซนเดียวก็โดนบาทาเหินเวหาเข้าให้แล้ว ชั้นถึงต้องนอนโซฟามาเกือบอาทิตย์แล้วนะ! อุยยย! ยังเจ็บอยู่เลยยย!”

ได้นอนตั้งโซฟาก็บุญแล้ว ท่าทางหอพักทหารที่นายอยู่นี่ดูไฮโซเป็นบ้าเลย ขนาดมีทั้งเตียงอย่างดี โซฟาผ้ากำมหยี่อย่างดีอีก แอร์ก็อย่างเย็นเจี๊ยบ โทรทัศน์ก็พร้อมแถมเป็น LCD อีกแน่ะ อยู่ดีกว่าตูอีกวุ้ย…

“นี่ๆ กำลังพูดกับใครอยู่เหรอ….” นั่นเรลี่ทักมาทางนายแล้ว แบบนี้ทางคนแต่งอย่างผมคงต้องขอเผ่นกลับที่ชอบๆ ก่อนแล้วกัน แว๊ปปป!

“อ้าว….เห้ย! คิดมุกไม่ออกก็อย่าเผาบทให้แบบนี้สิ!”

“ท่าจะบ้าแหะ…” มิวถอนหายใจบ่น พลางมองมาทางอาร์คที่บ่นเป็นตุเป็นตะอยู่เพียงผู้เดียว

“เรลี่ ช่วยไปจูนหัวให้อาร์คใหม่ทีซิ!” ไม่ทันมิวพูดจบ เรลี่ก็กระโจนเข้าใส่ทั้งชุดนอนกระโปรงสั้นลายดอกไม้เหลือง อาร์คโดนรุมยำอีกแล้ว โดนแม้กระทั้งคนแต่งซะอีก

“ใครก็ได้ ช่วยสลับมาเป็นตัวเอกแทนชั้นทีซิ อ้ากกกก…!”


ปี๊ดๆๆ!

ถัดมาอีกยี่สิบนาที พวกอาร์คที่แทบกลิ้งลงมาจากห้องพัก พร้อมพวกคาเซะกับไรนะ คู่หูจอมปิ่นแห่งทีมสุดแกร่ง?? หน่วยพิเศษสไตรเรย์! ทั้งคู่เป็นรูมเมตกันอย่างไม่ต้องสงสัย แถมด้วยด้วยยิ้มเยาะใส่กันซะอีก พร้อมกับแก๊งไอ้หนุ่มโสดหน้าโจรอย่างพวกคาออส ชายชาติทหารฉบับแรมโบ้ยกเค้ามากะมือ?? และสมาชิกประจำฐานทัพอิตาลีและยานคาเทเรียทั้งหลายทั้งปวงรวมตัวกัน เป็นประเพณีที่ทุกคนจะต้องร่วมวิ่งรอบสนามด้วยกันทุกเช้า แน่นอนว่าทางคาออสก็เพ่งมองมาทางอาร์คอย่างขุ่นเคืองเหมือนเคย

“เอาละ วิ่งรอบสนามใหญ่ 10 รอบ วิ่งไปๆ วิ่งเร็วๆเข้า” เซลเดอร์ในชุดวอร์มพละ ยืนเป่านกหวีดอย่างสะใจพลางมองไปทางลูกทีมสไตรเรย์อย่างสนุกสนาน สงสัยกะจะเอาคืนที่โดนเล่นงานมาซะเยอะ

“นายเองก็ต้องวิ่งด้วย อย่าคิดเนียนเชียวนะ!” เซลเดอร์ที่เพลินจนลืมตัวถูกคว้ามือเข้าหมัด อาเจ้กัปตันโทโมโกะในชุดวิ่งสุดฟิดรัดรูปเห็นโครงร่างได้รูปชัดเจน แกฉุดพ่อนายช่างลากลงสนามอย่างรวดเร็ว ส่วนเจ้าตัวที่โดนลากจนขากวิดนั้น ก็ได้แต่ร้อง “ไม่…!”

“เฮ้ๆ สิบรอบเหรอ สนใจมั้ยละ!” ไรนะเหล่มองมาทางคาเซะที่วิ่งคู่กันมาติดๆ เหมือนเธอจะสื่ออะไรซักอย่าง

“งั้นรึ เอามั้ยละ” คาเซะทำท่าจะรับคำท้า แต่ไรนะพุ่งไปก่อนซะแล้ว

“ชั้นชนะเธออีกแน่นอน บายละ”

“หนอยแน่ แน่ใจแล้วเหรอ คราวก่อนแค่ประมาณไปเอง ครั้งนี้ไม่มีวันซะหรอก” คาเซะเริ่มเดือน ติดเกียร์เท้าไฟวิ่งไล่ตามคาเซะไปติดๆ ต่อจากนี้ทั้งคู่ก็เปิดศึกวิ่งแข่งกะสงครามน้ำลายกันตลอดทาง น่าจะเป็นคู่แข่งที่ดีอีกคู่นึงละ (แน่ใจเหรอ…)

“อุ้ยตาย! คุณคาออสโดนผู้หญิงแซงไปแล้วนะเคะ….” เรลี่คอยป่วนคนอื่นตามเคย ครั้งนี้เธอแหย่คาออสที่มาดขรึมตลอดเล่น แต่ดูท่าจะให้ผลเกินคาด

“จะบ้าเหรอ ชั้นเนี่ยนะจะแพ้ผู้หญิง พูดบ้าๆน่า…” คาออสฉุนขาดอีกคน ติดเกียร์หมาวิ่งตามจี้ไรนะกับคาเซะอีกคน พวกคาออสที่เหลือก็พากันเลือดร้อนวิ่งฝุ่นตลบตามกันไปอีก เล่นเอาเรลี่หัวเราะด้วยความสนุกสนาน

“ป่วนคนอื่นอีกแล้วนะ วุ่นวายอีกละ”

“คิดจะหนีจากการจับตามองของชั้นรึไงกัน ไม่ปล่อยไว้หรอก” มิวเองวิ่งหน้าตั้งมาทางอาร์ค ทั้งฝ่นตลบอย่างนั้นมันเหมือนกับกระทิงที่กำลังวิ่งไล่กวิดใครต่อใครซะแล้วละเนี่ย….

“ประกบกันใกล้ๆแบบนี้ ชั้นไม่อาวววว…..” อาร์คเองก็ต้องรีบโกยแลบหางจุดตูด ก่อนที่จะโดนมิวไล่กวิดใส่จนจบแห่ ทั้งคู่หลุดเข้าไปอยู่ในฝูงความชุลมุลครั้งนี้ด้วย 

“น่าเบื่อ…..” เนียร์เพียงผู้เดียว ที่ยังวิ่งหยะๆอยู่เฉยๆ อย่างไม่สะทบสะท้านต่อเสียงพูด และฝุ่นฟุ้งที่ไร้แก่นสาร ยังคงวิ่งไปเรื่อยอย่างสบายใจลูกเดียว


“…..หมดแรงอีกแล!”

อีกหนึ่งศพพิงแหมะอยู่บนที่นั่งโดยสารริมหน้าต่าง ตอนนี้อาร์คกำลังนั่งอยู่ในรถเมล์สายที่มุ่งหน้ามาโรงเรียนของเค้าเอง ขณะที่ยังมีอีกคนนึง ซึ่งนั่งชิดติดข้างกายอาร์คอย่างที่เห็น มิว มาดริก ที่หันมาอยู่ในสารรูปชุดนักเรียนหญิงมัธยมต้นแทน ถึงจะบอกว่าจับตามองก็เถอะ แต่แบบนี้มัน….จะชิดกันเกินไปแล้ว

“เรื่องของชั้น….”

เธอตอบได้อย่างหน้าตาเหมือนเคย แต่ทำให้อาร์คหลุดหัวเราะคิกคักออกมาแทน แล้วเธอก็เกิดหน้าแดงออกมาเฉยเลย ด้วยความเขินอายแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนเป็นคนเข้าใจยากแต่ก็รู้สึกคุ้นเคยดีจริงๆ

“งั้นรึ….ฮิๆ”

“อะไรละนั่น…”

และแล้วรถเมล์สายตรงก็มาถึงที่หน้าประตูโรงเรียนในที่สุด ทุกวันที่ผ่านมาตั้งแต่วันแรกของการเป็นนักบินในกองทัพ ทุกๆวันของ อาร์ค สเวนอส การดำเนินชีวิตของเค้าก็แทบจะเป็นแบบนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มตื่นจากเตียง จนสิ่งเหล่านี้แทบจะกลายเป็นชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว

วันนี้ก็อีกตามเคย แม้จะเกิดเรื่องงขึ้นมากมาย อะไรหลายๆอย่างที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งสิ่งเก่าๆที่หายไป รึสี่งใหม่ๆที่เข้ามาแทน ไม่ว่าจะดีใจ! รึเสียใจ! ทุกๆอย่างก็ยังคงดำเนินไปในทางของมันเองต่อไป โรงเรียนเซนปีซ่าแห่งนี้ก็เช่นกัน

“จ๊าก‼”

“จะหนีไปไหน….ยะ!”

เสียงที่ลอยมาจากทางเดิน พร้อมกับมาสคัสที่ลอยผ่านจากทางเดินฟากหนึ่งไปอีกฟากหนึ่งผ่านหน้าอาร์คและมิว ก่อนที่จะมีเสียงฝีท้าวของนักเรียนห้องอาร์คหลายคน ที่นำโดนอีเน่ เดินไล่ตามไปอย่างเร็ว

“ท่าทางหมอนี่จะก่อเรื่องอีกแล้วซินะ” ทุกคนในห้องปี 1-C ทำหน้าทำตาคิดไม่ตกเหมือนกันถ้วนหน้า นี่ก็เป็นอีกสิ่งนึงที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปง่ายๆแน่ นอกจาก….

“อาร์ค เจอตัวจนได้!” เสียงอันไม่พึงประสงค์ที่มาพร้อมกับใบหน้าห้าวๆ เจ้าของผมสีน้ำเงินอันลือชื่อของโรงเรียน ชายผู้นี้ก็คือนักเรียนชื่อดัง เอส รอสคัส ที่อยู่ห้องข้างๆนั่นเอง ผู้ที่ต้องเสียเชิงให้กับอาร์คไป หวังว่าคงจำยังสัญญาที่ให้ไว้ได้ละ

“แน่นอน เพราะงั้นมาเจอกันเดี๋ยวนี้”

“เจี๊ยกกก!”

ไม่ทันไร! ด้วยสายตาของสาวผู้ที่ไม่รู้จักเขาอย่างอีเน่ ได้คว้าเอาสันหนังสือทุบหัวจนเจ้าตัวร้องลั่น ก่อนที่จะทรุดลงไปนั่งกองกับพื้น ท่ามกลางที่อาร์คไม่ทันได้อธิบายหรือช่วยแนะนำตัวอะไรเลย ท่าทางเธอคงจะรำคาญที่มีคนยุ่งกับอาร์คแหงะๆ

 “คอยดูเถอะ อาร์ค คราวหน้านายต้องแพ้แน่นอน! เตรีนมล้างคอไว้ให้ดีเลย!” เอสที่ได้เลิกยุ่งกับเทียรเลทตามสัญญาแล้วก็จริง แต่เป้าหมายได้เปลี่ยนไปเสียแล้ว คนที่ตกเป็นเป้ากลับเป็นอาร์คแทน พร้อมทั้งบอกแก้มือทิ้งท้ายก่อนจากไป(ในหลายๆความหมาย!)

“นั่นกิ๊กอาร์คนะรึ……” มิวแอบแซวซีเรียลว่าเอสอาจแอบคิดอะไรกับอาร์ค ทำให้อาร์คต้องรีบเผ่นแม้จะเป็นแค่เรื่องล้อเล่นก็ตาม

ก่อนที่จะจ้ะเอ๋กับนักเรียนสาวผมดำยาวกระทันหัน นั่นทำเอาเธอตกใจถอยห่างก่อนจะตั้งสติสตังได้ เธอดูอ้ำอึ้งไปมาจนสบใส่หน้าอาร์ค ในที่สุดสาวขี้ตื่นเทียร์เลทก็ยอมเอ่ยปากออกมา

“คือว่า…”

“ขอบคุณสำหรับเรื่องคราวก่อนนะ”

เธอหลบฉากหายไปนอกห้อง ทิ้งคำขอบคุณแปลกๆให้งงกันเล่น ถึงจะลืมไปแล้ว แต่คงจะเป็นเรื่องที่ช่วยเธอจากการโดนเอสตามตื้อขุดคุ้ยความลับ เรื่องหุ่นสีน้ำเงินที่โผลพรวดพร้อมกับสัต์ประหลาด และต้องไปพัวพันขับมันซะนี่

“นั่งที่นักเรียนทุกคน มีเรื่องที่จะต้องบอกให้ทุกคนได้ทราบ….”

ก่อนที่อาจารย์จะเดินเข้ามาในห้องเรียนจนทุกคนต้องกลับที่กลับทางอย่างรวดเร็ว และได้ประกาศถึงข่าวจากทางโรงเรียน ข่าวดีรึเปล่า! รึข่าวร้ายที่โดนอาจารณ์ลงโทษทั้งห้องแบบคราวก่อนนั่นละ…

“เอาละ! ชั้นปี 1 จะมีโปรแกรมทัศนศึกษานอกโรงเรียนในอีกหนึ่งสัปดาห์ ขอให้เตรียมตัวให้พร้อมด้วยละ นักเรียนทุกคน”

“ทัศนศึกษา….!”

“จิงดิ๊…..!”

“เย้ๆ‼!”

เสียงโฮ่ร้องอันพร้อมใจกันของทุกคนในห้องอย่างออกนอกหน้า เห็นชัดว่าเป็นข่าวดี พร้อมกับหมายกำหนดการเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ไม่มีใครสนใจเรื่องสถานที่เลยแม้แต่น้อย และชั้นปี 1 ทั้งหมดจะได้ไปทั้ง จนทำให้หลายคนตื่นเต้นมาก จนอยากให้ข้ามเวลาให้ไปถึงตอนนั้นทันที

“ได้ไปทัศนะศึกษาแล้ว เป็นครั้งแรกเลยด้วย….ว่าแต่ไหงถึงตัดบนมาพักเที่ยงได้ละเนี่ย!”

อาร์คมองไปรอบๆ ตอนนี้ทั้งอาร์ค มาสคัส อีเน่ และก็มิวมารวมอยู่ที่โต๊ะกินข้าวเดียวกัน คงอยากจะพูดว่าเจ้าคนเขียนขี้เกียจละซินะ…

“ก็ดีแล้วนิ ชั้นยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยยยย….”

“ต้องสนุกแน่ๆเลย ใช่มั้ย!” อาร์คยิ้มทักใส่มิวที่เอาแต่นั่งกินยังกะเป็นเครื่องบดอาหาร โดยที่ไม่ได้สังเกตุรังสีความริษยาจากอีเน่ข้างๆ ที่ทำเอามาสคัสต้องตัวสั่น แต่เธอก็ตอบสนองแค่การหันมองกลับไปที่อาร์คด้วยท่าทางงงๆ ดูสับสนโดยเฉียบพลัน

“อืม…”

เธอมองตาใส่อาร์คซักพัก และแล้ว…ด้วยบางอย่าง เธอก็นึกถึงเรื่องบางอย่างได้ บางอย่างที่ทำให้เธอไม่สบายใจ บางอย่างที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวด บางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้สายตาสีดำคู่นั้น และเธอก็รีบซักหน้ากลับอย่างแรงไปเหมือนทำใจไม่ได้ และอาร์คก็สังเกตเห็นด้วยเช่นกัน

“แปลกแฮะ กลางวันนี้เอสไม่มาป้วนเปี้ยนใกล้ๆอาร์คแหะ…”

“ก็ดีแล้วนิ รายงานกลุ่มตอนบ่ายมาอยู่กลุ่มเดียวกันนะ” อาร์คทักมิว

…………………………………………

ยามที่ท้องฟ้ามืดมิด ภายในป่าใหญ่ที่ห่างไกลความเจริญ แถมหนาทืบซะจนมองไม่เห็นรอบด้าน  ……เปล่าหรอก ไม่ใช่ตอนกลางคืน แค่ใกล้เคียงเพราะเต็มไปด้วยเมฆสีดำคล้ำที่พร้อมปล่อยสายฝนลงได้ทุกเวลา เบื้องลึกนั้นมีกระท่อมเล็กๆที่ไม่ใช่ใบกระท่อมให้สูบ มันเป็นหลังคาไม้จาก และฝาบ้านไม้ แต่ใกล้ๆกลับเป็นสีที่ตัดกับความเขียวขจีนั่นโดยสิ้น สีแดงที่บ่งบอกถึงเปลวไฟที่พร้อมเผาผลานสีอื่นเป็นจุล จากหุ่นรบองค์แดงที่จอดนิ่งอยู่ใกล้ๆ เด็กชายมาดเข็มผมน้ำเงินในชุดนักเรียนที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ เวลานี้ กำลังเดินเข้าไปที่กระท่อมนั่นแล้ว

 “เอาละ เป็นไงบ้างแล้ว” เอสถือเอาของกินของใช้ลงมาจากเครื่อง และวางตรงหน้าระเบียง ที่นั่นมีร่างของเด็กสาวปรึศนาอีกคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งดูเหมือนจะช่วยจัดแจงอะไรหลายๆอย่างไว้ให้ด้วยตัวเอง เช่นกวาดถูบ้าน (กระต๊อบชัดๆไม่ใช่เหรอ…)

“ก็ไม่ลำบาญอะไรนักหรอกนะคะ แต่ว่า…..”

เด็กหญิงผิวผุดผ่องคนนี้อายุราว 10 ปี ไว้ผมสีน้ำเงินทรงสั้นยาวเสมอกัน ปล่อยผมแบบหน้าม้าไว้หน้า สวมใส่เสื้อเชิ้ดสีขาวครีมตัวเล็กๆและกางเกงลำลองน้ำเงินสั้น ขนาดพอดีตัว ถึงแม้จะมีรอยขาดไปบ้าง แต่ก็ยังคงเสน่ห์ของเด็กน้อยสายโลลิ…?? ให้เห็น แต่เธอไม่ค่อยอยากจะยิ้มเลยแฮะ

เธอเองก็เป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้าย ที่เอสช่วยไว้ได้โดยเผอิญคราวศึกที่ฐานทัพไวรอสในอังกฤษ ที่ตอนนั้นถูกทำลายย่อยยับไปเสียแล้ว และเป็นภารกิจแรกของเอสด้วย

“อะไรรึ…”

“…เดี๋ยวไปตกปลาก่อนนะ…!” เด็กหญิงตัวน้อยๆรีบจัดแจงอุปกรณ์ติดตัวอย่างเบ็ดไม้ไฝ่ทำเองของเอส กระปุกเล็กๆที่เก็บเหยื่อที่เหล่าปลาโอชะ และคว้าถังน้ำเล็กๆวิ่งออกเข้าป่าไป

“ช่วยไม่ได้แฮะ…!”

เด็กน้อยเดินไปตามทางที่ผ่าป่ารกรุงรังแบบลวกๆ ถึงปกติจะเป็นเส้นทางที่ยากลำบากสำหรับเด็กหญิงอายุแค่ 10 ขวบ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาของเธอเลย รึเพราะเคยชินกับที่แบบนี้แล้วแน่ เพราะจะว่าไปแล้วเธอกอยู่กลางป่ากลางเขากับเอสมาตลอดหลายเดือน ถึงพักนี้เค้าจะเข้าเมืองถี่ขึ้นมากก็เถอะ เห็นว่าต้องตามหาอะไรชักอย่างนี่แหละ

“เบ็ด….ไปเลย‼”

เธอไม่รีรอขว้างเบ็ดตกไปข้างหน้าหลังจากพ้นชายป่า บ่อน้ำทรงกลมๆขนาดใหญ่ใจกลางป่าที่สีใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าน้ำจากขวดมากนัก แสงเพียงเล็กน้อยที่ลอดผ่านเมฆดำมืดจนเป็นทางแสง ผ่านช่องป่าที่ถูกแหวกออกตามรูปร่างสระที่สมมาตร กลับทำให้ภายในนี้สว่างแวววาวดั่งแดนในนิยาย

“ว่าแต่ ทำไมชั้น…ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละเนี่ย!” สาวน้อยบ่นหน้าเสียทั้งที่มองเบ็ดที่อ่อยเหยื่อไว้ โดยที่ไม่รู้ตัวว่าลืมติดเหยื่อเอาไว้ แต่ที่พูดนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบว่า “บ่อน้ำ” หรอก

“ที่พอจะนึกออกก็คือ แสงสว่างสีแดง และสีเขียวที่ส่องออกมา หุ่นรบที่เค้าเรียกกันว่า ACT ถูกแสงที่ว่านั้นหายวาบไป แล้วมันก็กำลังจะเข้ามาหาชั้น ที่เดินไม่รอดเพราะแผลไฟลวกที่ขา”

“แล้วก็มีหุ่นเครื่องสีแดงที่คว้าตัวชั้นลอยขึ้นมา เหนือท้องฟ้า …..ใช่ ตอนนั้นชั้นถูกจับกับอีกหลายคน ในห้องที่มีซี่ลูกกรงหลายๆชั้น ทุกๆคนในหมู่บ้าน!”

“พี่ชาย ชั้นหนีออกมาได้เพราะพี่ชาย”

“และเค้าก็….หายไป! หือๆ! กลายเป็นแสงนั่น!”

“ชั้น….ถูกหุ่นของเอสพาหนีมา”

“ตอนนั้นชั้นเอาแต่ร้องไห้ ชั้นเรียกหาแต่พี่ชายๆ”

“จนเค้าลำคาญตวาทใส่ชั้นตลอดเลย และชั้นก็ยิ่งร้องไห้อีก …..เค้าจะช่วยชั้นมาทำไมกันแน่ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ!”

“เค้าพาชั้นไป แร่ร่อน เรื่อยมา เพราะเค้าไม่ได้อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง”

“เค้าใจร้าย! สั่งให้ชั้นทำอะไรต่อมิอะไรตั้งหลายๆอย่าง….ไม่เหมือนกับพี่ชาย..!”

“แต่ชั้นกลับไม่โกรธเค้าซะงั้นนี่ซิ…??”

“ตายแล้ววว! ลืมเกี่ยวเหยื่อที่เบ็ด….นี่เค้าก็เป็นคนสอนชั้นด้วย แค่ติดเหยื่ออย่างใส้เดือนแบบนี้ แล้วก็โยนลงน้ำจ๋อมแบบนี้ เหมือนจะน่าเบื่อ…แต่ตอนที่มีปลามาดึงไม้เบ็ด ได้เล่นชักเขย้อกับปลานี่สนุกจริงๆ”

“เค้าชอบหายตัวทิ้งชั้นไว้โดยไม่บอก แล้วก็กลับมาโดยไม่บอกด้วย”

“หนู…เป็นภาระติดหลังเค้าเสียมากกว่ากระมั้ง และคิดว่าเค้าสมควรจะทิ้งชั้นไปไกลๆ ปล่อยชั้นไปตามยฐากรรมได้แล้ว!”

“ เดิมทีที่แห่งไม่ใช่แหล่งน้ำตามธรรมชาติหรอกนะ แต่เป็นเพราะมันถูกอุตกาบาตพุ่งลงมาใส่จนกลายเป็นหลุมกลม พอมองดูลึกๆแล้วทำให้นึกถึงเรื่องในตอนนั้นได้ดี…เลยละ!”

ตูม! ย๊ายๆๆๆ!

เสียงเด็กหนุ่มแห่งเปลวเพลิงคำราม ขณะที่ทั้งมือซ้ายขวากำแน่นจนไฟลุกท่วม แล้วระดมเขวี้ยงใส่อุกกาบาตลูกเท่า ACT ซึ่งตรงมาที่นี่ จนมันเริ่มมีรอยแตกร้าวกระจายขึ้นจากจุดศูนย์กลาง แล้วระเบิดกระจายไปด้วยพลังไฟที่ร้อนลุ่ม เมื่อตอนนั้นหนูได้แต่คอยยืนดูอยู่เบื้องหลัง ทั้งที่หัวใจนั้นสั่นเทา ท้องฟ้าในตอนนั้นน่ากลัวมากๆ ทำได้แต่ฝากชะตากรรมไว้กับเอส

“ยังจะมาอีกเหรอ ไอ้พวกบ้า…..! โอ้ย!”

ท้องฟ้าที่ยังมืดมัวแลให้เห็นอุกกาบาตอีกชุดนึงที่กำลังพากันโถมเข้าใส่  ลูกนึงที่เร็วกว่าชิงตกที่ด้านหน้าจนพื้นสะเทือนไปทั่ว แรงลมโหมกระหน่ำพาตัวชั้นที่ยิ่งเล็กอยู่แล้ว ชั้นถูกชัดปลิวลอยไปใส่ต้นไม้จนหมอบลง เศษซากที่เหลือพุ่งใส่เรสซายด์เต็มที่ เอสต้องอาเจียนออกมาเป็นเลือด

“พอเถอะ…..พอได้แล้ว!” ชั้นได้แต่ร้องไห้ทั้งที่รู้สึกว่ารอบตัวค่อยๆมืดลงไปเฉยๆ

“หยุดพูด! ลูกผู้ชาย…ไม่มีคำว่าถอยหนี อยู่แล้ว แว๊กกกกๆๆ‼” เอสอดทนตั้งท่าประสานฝ่ามือทั้งสองเพื่อรวมพลังเข้าด้วยกันเป็นจุดเดียว

“ไซนิ่ง ซันไลนนนนนน์!”

ลูกไฟที่ประสานกันขยายใหญ่ขึ้นจนเป็นมหาลูกไฟยักษ์แบบอยู่เหนือหัว ดวงอาทิตย์ขนาดย่อมถูกขว้างออกไปอีกครั้ง แสงสว่างกลมสีแดง ลอยผ่านเหล่าผู้ล่วงหล่นและกวาดพาอุกกาบาตเหล่านั้นหายไปพร้อมแสงการระเบิดของดวงอาทิตย์ขนาดเล็ก ท้องฟ้าที่มืดมิดกลายเป็นตอนกลางวันไปชั่วครู่ ก่อนที่จะกลับมามืดเหมือนเดิมอีกครั้ง และทุกอย่างก็จบลง…

“การที่ต้องปกป้องคนที่อยู่เบื้องหลัง มันเป็นกฎของลูกผู้ชาย ตัวจริงน่ะ!”

เค้ากลับมายืนคอยดูแลหนูที่กลับมานอนซมอยู่บนเตียงไม้ไฝ่ ทั้งไหล่และหลังปวดแปล๊ดๆ แต่ไม่เท่ากับเอสที่พันผ้าทั้งแขนขาซะระบมทั้งตัว ทั้งอย่างนั้นยิ่งทำให้หนูอยากจะร้องไห้

“หนูได้แต่คิดถึงใครบางคนที่เคยรู้จักและคอยอยู่ข้างๆหนู เหมือนกับเค้านี่แหละ”

ซูม!

อ้ายยยย! ย่า!

“เย้ๆ! ได้ปลาตัวโตๆแล้ว ใหญ่กว่าทุกครั้งที่จับได้เลยแน่ พอสำหรับมื้อค่ำนี้แน่นอน เค้าต้องอึ้งแน่….”

“เอาละ แวะหาของอย่างอื่นติดไปอีกหน่อยแล้วกัน!”

…………………………………….

“เอาละ ในที่สุดก็เสร็จซักทีละ ช่วยหลีกทางหน่อย!”

เสียงอึกทึกดังมาแต่ไกลบนระเบียงโรงเรียนยิ่งกว่าแผ่นดินไหว ยิ่งพื้นเป็นไม้กระดานด้วยยิ่งสั่นกันเป็นเจ้าเข้าเลย ต้นเสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ใหนไกล นักเรียนห้องปี 1-C ของอาร์ค ที่วิ่งแบกงานเสนอฟิวเจอร์บอร์ดที่แต่ละกลุ่มพึ่งทำเสร็จไปส่งอาจารณ์ที่ห้องพักครูเย็นนี้ 

เรื่องของเรื่องก็คือเส้นตายต้องส่งก่อนเลิกเรียน รึก็คือเวลา 3.30 น. ตามเวลาเลิกเรียนของมัธยมต้นนั่นเอง แถมห้ามขาดแม้แต่วินาทีเดียวด้วย เนื่องจากอาจารณ์ต้นงานเป็นพวกเที่ยงตรงและเหี้ยมมาก

“แต่นี้มัน 3.27 แล้วนะ งานกลุ่มเราเองก็…ฮ่าๆๆ”  อาร์คที่ถือบอร์ดงานส่วนท้ายเองบ่นไปพลาง ถึงกับทำคนถือด้านหน้าวึ่งก็คือมิวเองสะดุ้ง

ไม่รู้เพราะว่าเธอรู้จักแต่การเป็นทหารึเปล่า ถึงทำให้เธอแทบจะทำพวกงานศิลป์ไม่ค่อยเป็นเอาซะเลย ทั้งทำแท๊ปกาวเละเทะทั่วบอร์ดเองบ้างละ แปะป้ายหัวข้อกลับหัวบ้างละ ไม่นับอีกหลายๆอย่าง เพระเธอห่างจากงานพวกนี้ ทำเอาสมาชิกในกลุ่มที่เหลือคือไอริสและเค้าต้องคอยช่วยเหลือใกล้ๆตลอด กับอีกเจ้านึงมาสคัส ที่จ้องจะอู้งานอยู่ไม่สุขได้ตลอด แถมตอนนี้ยังวิ่งนำกลุ่ม เพื่อที่จะซิ่งออกอาคารก่อนเพื่อนซะอีก

“จะมากไปแล้ว ….นะ! เอ้ะ!”

มิวที่วิ่งไปทั้งยังฉุนเกิดเสียหลัก ทั้งที่ยังแบกแผ่นบอร์ทอยู่หน้าสุด ขาที่ก้าววางด้านหน้ากลับหยังไม่เจอพื้นที่วางขาทั้งที่ควรจะมี และพาทั้งร่างกายเอนพุ่งไปด้านหน้าพร้อมงาน เหตุเพราะมันเป็นบันไดเชิงลงอาคาร ทำให้เธอก้าวพลาดและกำลังจะตกบันไดไปแล้ว

“อันตรายยย!”

“เห้ย…ไม่นะ!” มาสคัส

ตุบ! โครม! คราม! เปะ! เสียง

“เกือบไปแล้วละนั่น…” มิวรอดพ้นจากการกลิ้งตกบันไดเพราะมือของอาร์คที่คว้าตัวเธออย่างเร็ว แต่นั้นก็ทำให้งานบอร์คหลุดร่วงลงไปด้านล่างด้วย แต่บันไดตั้นหลายชั้น น่าแปลกที่มันยังไม่แตกหักเนี่ยซิ

“ระวังๆหน่อยดิ” อาร์คที่ยิ้มค่อยๆพยุงเธออย่างช้าๆ จากบันไดด้วยมือทั้งสอง เสียงซุบซิบเริ่มดังมาจากบรรดาไทยมุงรอบๆ ไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุที่เกิดนี่หรอก แต่เออ…อาร์คยังไม่รู้ตัวว่ามือที่พยุงอยู่ที่แขนและที่ข้างเอวอันเล็กคอด ของสาวปากเหี้ยมอย่างมิวนั้น มันยิ่งดูชวดคิดเหมือนกับ เค้ากำลังโอบกอดเธอ…จากทางด้านหลังอยู่พอดีเลยนี่ซิ!

แต่อนินจัง ฝ่ายสาวเจ้ารู้ตัวเร็วกว่า ทั้งยิ่งสายตาที่แพ่งมายิ่งปลุกอารมณ์ปี๊ดจนเธอยิ่งของขึ้นเข้าไปอีก

“ฉันไม่ได้อ่อนเอบ้าบอขนาดนั้นนะ” เธอร้องว๊ากเผ่นออกไป

“ฝากส่งงานด้วยละ…” อาร์ครีบตามเธอหายไปอีกคน

“เป็นห่วงทางนี้ด้วยซิ ชั้นอุตสาห์เอาตัวทั้งร่างมารับบอร์คเอาไว้เชียวนะ ไม่งั้นงานได้พังเละไม่เป็นท่าไปแล้วด้วย”

มาสคัสร้องพยายามดันบอร์ดที่ทับลงมาทั้งตัวด้านล่าง แถมหาเรื่องแถทั้งที่เห็นกันอยู่ว่าพ่อปลาหมอดวงชวดโดนไอ้แผ่นยักษ์นี่ทับเปะเข้าจังๆ และคงจะดิ้นไม่หลุดอยู่อย่างนั้นไปอีกนานโข ถ้าไม่มีไอริสตามมาช่วยยกมันออกอีกคน…

“พวกเราต้องเอาไปส่งกันเองแล้วละนะ มาสคัส”

.......................to be continue
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Talent Pilot
***
กระทู้: 216


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #50 เมื่อ: มกราคม 13, 2012, 09:21:53 PM »

ณ กระท่อมกลางป่ากลางเขาเวลาไล่เรี่ยกัน มีแสงอ่อนๆออกมาจากหน้าต่าง แสงจากการอ่านสไลด์ข้อมูลแสงให้เห็น และมันเป็นความลับมากพอถึงกลับต้องมาแอบอยู่กลางป่าย่างที่เห็น

-ทฤษฏีเตาพลังงานอนันต์ ที่ ดร.นิเทพารัส ค้นพบพร้อม… แหล่งพลังงานอนันต์ …ฯลฯ

-อุกกาบาตอวกาศที่คายพลังงานรังสีไร้ที่สิ้นสุด….ฯลฯ

-สิ่งที่คาดว่าเป็นต้นแบบ หุ่นรบที่ติดตั้งระบบพลังงานอนันต์  PTX-0000 WingDam … หายสาบสูญพร้อมสถาบันวิจัย RC+….ฯลฯ

-จงสืบหาข้อมูลให้…

“โถ่โว้ยยย! ตูอ่านมาหลายสิบรอบแล้ว ยังอุตส่าห์ส่งซ้ำส่งซากมาอีกอยู่ได้… คุณโรเคน ถึงคุณเป็นถึงผู้บริหารใหญ่ของโคโลนี่ ผมก็อัดคุณได้นะ!”

เฟี้ยววววว………!

ตูมม!

เอสเควี้ยงโทรศัพท์ทหารที่ฉายข้อมูลที่ว่านั่นทิ้งนอกหน้าต่างอย่างไม่ใยดี แน่ละว่ามันต้องเจ้งไม่เป็นท่า ซ้ำยังระเบิดตัวเองทิ้งอีกเจ้าเครื่องมืออันตราย ถึงจะเป็นระบบป้องกันความลับรั่วไหลอัตโนมัติก็เถอะ

ทำเอาเอสเชงจิตจนต้องออกมานั่งจ๋องหน้าระเบียงกระท่อม พลางมองหุ่นสีแดงของตนไปพลางๆ

“เราเองก็มีเหตุผลที่ต้องขับนาย”

เอสนั้งมองหุ่นรบสีแดงเพลิงคู่กาย หุ่นที่มีพลังงานลึกลับ ผู้ควบคุมไฟได้ดั่งใจ แถมพ่วงด้วยระบบพิลึกกึกกือที่ได้เห็นจากซากโทรศัพท์เมื่อกี้ ทั้งหมดนั่นราวกะเย้ะเย้อวิทยาการในยุคปัจุบันของโลก “เรดซายด์” ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของมัน ไม่รู้พวกเค้าพบพานได้เช่นไร แต่ว่าสำหรับเอสแล้วเรดวายด์เป็นดั่งคู่หูที่เคียงบ่าเคียงไหล แม้จะต้องเป็นเพียงนักรบของ CAPE ว่าแต่ทำไมละ…

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าไม่ยอมให้พวกเค้าต้องตายเปล่าแบบนั้นแน่ ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าพวกสหพันธ์ลอยนวลไปได้แน่!”

“ไม่ว่ายังไงเพลิงแค้นนี้ก็ต้องชำระคืนให้อย่างสาสม…”

เอสเต๊ะท่าไปยังหุ่นรบคู่หูด้วยแววตาที่ชิงชัง ประกายที่ลุกโชดช่วงเหมือนสีหุ่น และสายตาที่คมกร้ายิ่งกว่าหมาป่าที่ดุร้าย และโดดเดียว หมาป่าที่แค่ยืมชื่อของกองทัพอวกาศเพื่อทำลายโทสะแห่งความโกรธเกรี้ยวที่เรียกว่า “สหพันธ์โลก” ต้นเหตุของความหลังที่โหดร้าย ที่ถูกเรียกว่า “ชะตากรรม”

“ใช่มั้ย เรดซายด์…”

“กลับมาแล้วววว ค่า!”

แว๊กกกก! ตะโกนมาทำไมเล่านั่น ตกใจหมดเลย เอสที่นั่งลอยชายล้มทิ้มพื้นไปเรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้หนุ่มผมน้ำเงินลุกขึ้นมาปัดขี้ดินเลอะหัวออก ก่อนไล่มองเด็กสาวที่กลับมาตั้งแต่ปลายผม รอยยิ้มอันน่าตกใจ จรดยังฝ่าเท้า ถึงเบ็ดและอาหารเย็นที่ติดมือกลับมาด้วย เห็นหน้าจิ้มลิ้มแบบนั้นแล้วโมโหไม่ลงแฮะ…

และแล้ว เอสที่สงบใจลงได้นั้น ก็ชำเลืองสายตามาทางเด็กหญิงผู้นี้อย่างช้า ปากพยายามอ้ากล่าวทั้งที่กลัวคำที่ออกมา ผู้มีพระคุณพยายามจะบอกบางอย่างแก่ผู้ที่รับการช่วยเหลือเยียวยาอีกผู้นี้

“นี่ นีน่า โทษทีที่ต้องพามาลำบาญแบบนี้ แต่เธอที่รู้ความลับของเรา เพราะงั้น…” เอสเอ่ยชื่อเธอเบาๆ ชื่อของเด็กสาว

“ไม่เป็นไรค่า ชั้นอยู่ได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอย่างที่เห็นนี้ละ” นีน่ายิ้มตอบร่าตามสเตปสาวน้อยโลลิจอมป่วน ความร่าเริงไร้มลทินของเธอเนี่ย สามารถทำได้ทั้งเรื่องปฏิหารที่ไม่ธรรมดา และเรื่องปวดหัวสุดป่วนโลกมนุษย์ได้เลยทีเดียว

“แต่ว่ายังไงซะ หนูก็ยังอยาก…” เธอทำหน้าออกจะเศร้าหมองอยู่นิดๆ แม้จะเห็นไม่ชัด แต่ก็เป็นความรู้สึกที่เอสรู้จักดี



อีกฟาก ที่สุดทั้งคู่ก็มาอยู่หน้าโรงเรียน อาร์คตามมิวมาทันก่อนที่ทั้งคู่มาหยุดหน้าแสงอาทิตย์ยามเย็นเป็นฉากหลัง เงาทั้งสองทอดยาวเข้าไปถึงหน้าอาคาร ก่อนที่ทั้นสองหันมาจ้องหน้ากัน อะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น แล้วววว!

“พอซะทีเถอะ….!”

เด็กสาวผมน้ำตาลแดงสุดห้าวหานถอนหายใจออกมา ทั้งที่มิว มาดริกผู้นี้ไม่เคยมีน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนแบบนี้เลย แม้แต่ครั้งเดียว และอาร์คก็เป็นคนที่ทำให้เธอต้องกล่าวแบบนี้ออกมาได้…สุดยอดดด!   ไม่ใช้แบบนั้นแล้วละ!

“เป็นอะไรไปรึ มิว….!”

“ตั้งแต่ที่ชั้นต้องมาจับตาดูนาย ชั้นสังเกตุมานานแล้ว นายพยายามที่จะดีต่อชั้น ทั้งที่ชั้นพยายามจะเข้มงวดให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้นายก่อเรื่องตามภารกิจที่ชั้นได้รับมอบมา เท่านั้น!”

“แต่….”

มิวเน้นคำนี้ด้วยเสียงดุดัน ปนโมโห ทั้งยังกำมือทั้งสองไว้แน่นเอี้ยด ถ้ามีของในนั้นคงแหลกละเอียดเป็นผวยผงแล้ว

“นายทำให้ชั้นไม่พอใจ มากด้วย! ที่นายมาตีสนิทสนมกับชั้นคนนี้! นี่มันอะไรกัน!”

“เอ๋! อะไรของเธอละนั่น…” อาร์คเจอคำพูดชุดใหญ่จนตามไม่ทันจนอึ้งกิมกี่ ที่แน่นอนคนเขียนก็งงด้วยละ…

“บอกให้พอได้แล้วไง! พอได้แล้วววว!”

มิวตระโกนว๊ากลั่นใส่อย่างเคย แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะเหมือน

“นี่คราวนี้เธอดูแปลกเกินไปแล้วนะ จู่ๆเป็นอะไรกันแน่เนี่ย! มา…” อาร์คเอง ที่จริงก็ออกฉุนเหมือนกันที่เจอเรื่องแบบนี้ แต่ก็หากหาได้คำตอบที่แน่ชัดออกมาไม่ ซ้ำร้ายเหมือนเติมเชื้อเข้ากองไฟซะแล้ว

“นายคิดว่า ชั้นคนนี้เป็นใครกันแน่ หา!”

มิวที่ตระโกนออกลั่นไปทั่ว หมุนตัวกลับมาพร้อมฟาดหลังหมัดเข้าใส่หน้าของอาร์คอย่างแรง หน้าสะบัดไปตามแรงที่ดูเหมือนจะสุดแรงเกิดแบบไม่คิดชีวิต และนี้ก็มากพอทำให้อาร์คกระเด็นลงไปกองกับพื้น

“ไม่ใช่ๆ ยังไงชั้นคนนี้…..” เสียงเธอนั้นสั่นเหมือนไม่ออกจากลำคอ มิวพยายามจะไม่พูด แต่ว่ามันอดไม่ได้ จริงๆ

“ก็ไม่ใช่มารีน่าของนายนะ!”

มิวได้แต่กำหมัดทั้งสองข้างไว้แน่ ที่จริงพร้อมที่จะอัดใส่อาร์คอีกชุดด้วยซ้ำ แต่ทว่าเธอก็ซักแผ่นหลังของเด็กสาวกลับมาให้แทน ใบหน้าของเธอที่ปกปิดทั้งแข็งกร้าวไปด้วยความโกรธ หดหู่ไปด้วยความเจ็บปวด ทั้งน้ำเสียงที่สั่นเทาไปด้วยความเสียใจ ทั้งที่เธอไม่เคยและไม่อยากจะได้รับรู้ความรู้สึกอย่างนี้เลย ควารรู้สึกที่ทั้งเกลียดและเศร้าแบบนี้

“มิวววววว!‼”

อาร์คที่ค่อยๆชันเข่าลุกขึ้นมา หลังจากเจ็บตัวไปไม่น้อย บัดนี้ได้แต่มองเธอที่วิ่งหายลับไป แผ่นหลังเด็กสาวที่บ่งบอกเป็นนัยๆ ว่าห้ามตามมาแน่ๆ และนั่นก็มากพอ จะทำให้อาร์คช๊อกจนทำอะไรไม่ออก มือที่เหมือนจะเอื้อมไปหาเธอถึงกับค้างเป็นรูปปั้นหินไปนานแสนนาน



“ก็อยากจะเจอพี่ชายของหนูอยู่ดี!”

นีน่าเป่าลมถอนหายใจ เธอทำหน้าออกจะเศร้าอยู่นิดๆ ที่เอสเคยได้ยินจากปากเธอก็คือ เธอพลัดพลาดจากพี่ชาย ครอบครัวคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ตั้งแต่หลายเดือนมาแล้ว และทุกวันนี้เอสก็ต้องดูแลเธอไว้ ถึงเจ้าตัวจะลืมไปแล้วว่าทำไมก็เถอะ….

“พี่ชาย ดีต่อหนูมาก ไม่ว่ายังไงก็….” หยาดน้ำตาเธอไหลรินร่วงโรยไม่ขาดสาย ในที่สุดความอดกลั้นของเธอก็ขาดลง พร้อมเรื่องที่ไม่ว่ายังไงก็มิอาจลืมเลือนไปได้ เช่นกัน

“เรื่องนั้นชั้นเข้าใจละ ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ซักวันจะต้องได้เจอกันอีกแน่ นีน่า!”

““จะให้บอกเธอได้ยังไง ว่าชั้นได้เจอเค้ามาแล้ว แถมยังต้องต่อสู้เอาชีวิตซึ่งกันและกันอีก และมันยังไม่จบลงแค่นั้นแน่ เพราะเป้าหมายของเรา… ไม่ว่ายังไงก็บอกเธอไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นแล้ว…””

เอสจำใจเลี่ยงเรื่องนี้ เพราะตอนนี้ไม่ควรทำให้เธอต้องเสียใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว หัวใจของเด็กน้อยคนนี้บอกบางเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับความจริงของโลกนี้ เกินกว่าที่จะต้องปล่อยให้มารับชะตากรรมเช่นเดียวกันกับเค้า ชะตากรรมที่ไม่เหลือใครอีกเลยแล้วจมลงสู่ความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อโลกนี้

สำหรับเค้าแล้ว เรื่องเจ็บปวดแบบนี้ มีแค่เค้าเพียงคนเดียว ก็พอแล้ว!

“พี่ชาย… กับหุ่นสีเขียว… ปกป้องหนู… มาตลอด…..”



 แกร้ง….!

กรอบรูปถ่ายเล็กๆ ในบ้านหลังที่ว่างเปล่าไม่รู้ที่ไหน มันตกลงกระแทกกับพื้นจนแตกหักเป็นสองซีก รูปภายในที่มีรูปพี่น้องที่ยืนถ่ายคู่กัน ฉีกขาดจากแรงตกพร้อมกับกระจกที่แตกเกลื่อนเป็นชิ้นเล็กๆ รูปถ่ายที่มีเด็กหญิงตัวเล็กๆ นีน่า และอีกคนก็คือพี่ชายสุดรักที่เธอคิดถึงมาโดยตลอด

แต่ว่ารูปอีกคนนี่มันช่าง…..คุ้นๆหน้ามาก นี่มัน……. นี่เป็นลางร้ายที่แยกทั้งสองงั้นรึ



ชายหนุ่มคนเดียวกันกับรูปสมัยเด็กต้องทรุดลงไปด้วยความที่ไม่เคยคาดคิด หาได้จากแรงหมัดที่ผ่านไปนานนับนาที แต่สิ่งที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจทำลงไป ความรู้สึกที่มิอาจผวนกลับได้

“ชั้น…เป็นคนผิดเอง!”

“แต่ชั้นกลับคิดว่าเธอคือมารีน่าจริงๆ ไม่ซิชั้น…แค่อยากให้เธอคือมารีน่าจริงๆมากกว่า”

“ทั้งที่มารีน่า ทั้งที่มารีน่า ไม่มีตัวตนอีกต่อไปแล้วแท้ๆ”

อาร์คต้องหลั่งน้ำตาออกมา รู้สึกผิดที่พยายามยัดเยียด ทั้งรู้สึกคิดถึงตัวตนที่หายจากไปเนินนาน ทั้งรู้สึกปวดร้าวที่ต้องมีคนที่เสียใจเพราะตัวเค้าเอง ทั้งเจ็บใจที่ไม่อาจหยุดให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกจนได้

กับผลของการยัดเยียดให้ใครบางคนเป็นเพียงแค่…. ตัวแทนของคนอื่น

“ชั้น….”

ทั้งอย่างนั้นกลับทำได้เพียงแค่นี้ เพียงแค่ก้มหน้ายอมรับความเป็นจริงที่ไม่แฮปปี้ดั่งนิยาย ได้เพียงแค่พยายามลบเลือนเรื่องเจ็บปวดเหล่านี้ไป ทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีวันจางหายไปได้ ทั้งเค้า……และก็เธอ



“นั่นไม่ใช่ตัวชั้น ไม่ใช่ ไม่ใช่…..”

มิวที่หลบฉากได้แต่กำมือไว้ที่อกแนบแน่น ที่ตรงนั้นมันช่างเจ็บปวดเหนือคณะนัก ทั้งที่ไร้ซึ่งบาดแผลภายนอก แต่ความปวดร้าวแผ่ซ่านยิ่งกว่าแข็มพันเล่มทิ่มแทงรอบทิศ

“ชั้น….”

รึว่าที่จริงแล้วเธอแค่อยากให้คนอื่นเข้าใจตัวเธอที่เป็นตัวเธอจริงๆ ไม่ใช่ใครอื่นเสียมากกว่า

แต่ความรู้สึกผิด และความรู้สึกปวดใจ ทั้งสองรู้ตัวดี ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ทั้งอาร์คและมิวไม่อาจที่จะกลับมายืนอยู่ต่อหน้ากันและกัน…ได้อีกแล้ว



“สุดท้ายแล้ว เรา/ชั้น…..”

ก็ไม่เข้าใจอะไรเลย!


“……”


“แม้กระทั้ง…….”


“ตัวเอง!”



CHAPTER  22 สุดท้ายก็ไม่เข้าใจอะไรเลย.........................End
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
SrwKung
Moderator
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #51 เมื่อ: มกราคม 13, 2012, 10:31:08 PM »

ตอนนี้บิ้วอารมณ์ได้ดีเลยน่ะครับเนี่ย ยอดไปเลย โดยเฉพาะตอนท้ายๆ ท่าทางท่านWingdumจะมีพรสวรรค์ในการเขียนฉากไสตล์นี้แฮะ เยี่ยมๆ!
บันทึกการเข้า
WingDam
Talent Pilot
***
กระทู้: 216


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #52 เมื่อ: มกราคม 25, 2012, 08:16:26 AM »


รอบๆตัวที่ขาวโพลนยิ่งกว่ายามกลางวันที่ควรจะเป็น ทหารสาวร่างเล็กๆที่สวมหมวกของพยาบาลปิดผมอย่างมิดชิด ก็ยังพอมองเห็นมัดผมสีน้ำตาลแดงที่ถูกเก็บอย่างเรียบร้อยใต้หมวกนั้น เธอยืนอยู่อย่างเดียวดาย ท่ามกลางเหล่าคนมากมาย ที่ดูผิวเผือนดั่งแค่เงาลางๆที่ไร้ใบหน้าและสีสัน …ก็มันเป็นแค่เงาจริงๆนี่หว่า

“นั้นหล่อนไง นางทหารพยาบาลที่เขาล่ำลือกัน”

“เห็นเค้าว่ากันว่าหล่อนถูกจับฝึกเป็นทหาร ตั้งแต่ยังเล็กเลยใช่มั้ย….ยังสาวอยู่เลยแท้ๆ”

“อย่าไปยุ่งเลยน่า นั้นตาเขม็นมาทางนี้แล้วโว้ย!”

“แค่เห็นหน้าก็คบไม่ได้แล้ว ปีศาทชัดๆ”

“อะไรกันๆ! ยายนั่นก็แค่ของเหลือทิ้งจากองค์กรวิจัยทางทหารเท่านั้นเอง ไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องห่วงหรอกน่า”

“…..ฯลฯ”

เสียงจากเงาเหล่านั้นยังคงสะท้อนไปมาไม่มีที่สิ้นสุด หากแต่เงาที่ไร้ใบหน้าและใบหูนั่นไม่ได้ยินสิ่งที่พูดออกมาเองเลยซักนิด มีเพียงทหารสาวที่อยู่ใจกลางวงล้อมสนธนาเพียงผู้เดียวเท่านั้น มิว มาดริก เธอกลับต้องได้ยินเสียงเหล่านั้นอย่างชัดเจน แทบจะทุกคำทุกพยางชนะ ทั้งที่ไม่อยากจะได้ยินสิ่งเหล่านั้นเลย

“สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าไอ้หน้าไหนๆ”

“ก็เหมือนกันหมด….”

CHAPTER  23  สายลม และ เปลวเพลิง   

ในที่แห่งหนึ่ง นักเรียนชายสามคนกำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน พูดง่ายก็คือเมาส์แตกกันนั่นแหละ (แล้วจะขยายทำซากอะไรวะนั่น…เผ่น!)

นักเรียน A : “นี่ๆ วันนี้มิวจังดูน่ากลัวผิดกับทุกทีเลยแหะ”

นักเรียน B : “อย่าพูดดังไป เห็นว่ามีเรื่องทะเลาะหัวเสียกับอาร์คมาละ”

นักเรียน C : “ไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้มิวไว้ เธอถึงได้พร้อมอาลวาทได้ทุกเวลาแบบนี้”

นักเรียน A ทักกลับ “เฮ้…. เมื่อกี้ เหมือนได้ยินเธอละเมอพูดอะไรแปลกๆด้วยนะ”

ปัง!……….เจี้ยก! “ความรู้สึกหนาวถึงไขสันหลังนี่มัน…!”

นักเรียน C ร้องคลานพร้อมรอยปูดขึ้นที่หัวเหมือนของแข็งๆกระแทก แต่ความเจ็บปวดก็ยังไม่เท่าความขนลุกที่น่ากลัว ทั้งเหงื่อไหลหยดเป็นทางติ๋งๆ จนนักเรียนทั้งสามหวาดเสียว พวกนี้เริ่มค่อยหันกลับมามองข้างหลังอย่างช้าๆ ช้าๆ ยิ่งกว่าวีดีโอขนลุกที่กำลังกรอย้อนหลังหาสายตาที่จับจ้องมาทางนี้ บางสิ่งที่น่ากลัวเกินกว่าอยากจะเห็น

“อยากตายมากนักใช่มั้ย!”

เสียงขู่ที่กำลังควงไม้บรรทัดฟุดเหล็กเสียดสีผ่านลมจนดังน่าสยดสยอง มองมาด้วยใบหน้าที่คลุมด้วยเงามืดที่สายแววตาปีศาท ผมน้ำตาลแดงยาวที่กำลังลุกฟูลอยขึ้นด้วยออร่าสีดำดั่งไร้น้ำหนัก ก่อนที่แม็กม่าร้อนรุ่มจะถูกจุดระเบิดครั้งใหญ่เข้า เสียงถัดมาของนักเรียนอีกสามคนที่เห็นความน่ากลัวเหล่านั้นพูดได้เพียงแค่คำเดียว

“จ๊ากๆๆๆ…..!”

“ร้องซะลั่นเลย แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเราซะหน่อยเนอะ อาร์ค”

อีเน่ที่นั่งอยู่พลางมองตามต้นเสียงที่นั่งแถวหลัง ศพสามศพที่วิญญาณแทบลอยออกปากคาที่นั่ง ในสภาพหัวที่เหลือรอยโนปูดก้อนใหญ่ แถมควันออกหัวแบบสดๆร้อนๆ กับสาวอีกคนที่คายกำปั้นลงนั่งด้วยอาการที่สงบลงเหมือนพึ่งได้ระบายสิ่งที่เก็บกดออกมา แม้เพียงเสี้ยวเดียวก็เถอะ มิวทำทางเอนตัวกลับไปนอนพิงเบาะนั่งต่อจากเดิม ไม่รู้เพราะง่วงจริงรึเปล่า รึอะไรซักอย่าง…

ที่แน่ๆ คนอื่นคงยังไม่อยากลองของกับเธอ เหมือนเจ้าสามตัวนั่นหรอก…..ใช่มั้ย!

“ที่ที่ไม่ใช้เก้าอี้เรียนตามปกติ เพราะตอนนี้พวกเราเหล่านักเรียนชั้นปี 1 ทั้งหลายกำลังนั่งอยู่บนรถบัสนำเที่ยวอยู่”

“ใช่แล้วละ! ว่าในที่สุดก็ถึงวันทัศนศึกษานอกโรงเรียนที่ทุกคนรอคอยจนได้ กับรถบัสโดยสารสีเหลืองอ๋อย 3 คัน ที่วิ่งเรียงแถวกันมา…. ว่าแต่รถที่สีมันไม่ทุเรศแบบนี้มันไม่มีแล้วเหรอยะเนี่ย แถมมีลายจุดดำๆแต้มเป็นพวกยีราฟอีกต่างหาก คนหาจ้างรถนี่รสนิยมห่วยแตกมากมายยิ่งนัก”

“และรถบัสคันที่ 2 นี้ส่วนใหญ่เป็นพวกเรา ห้องปี 1-C นี่เอง คันนี้ดูท่าจะอึกทึกครึกครื้นที่สุดแล้ว อย่างที่เห็น… พูดง่ายๆ พวกเรากำลังอยู่ในรถบัสคันนี้นี่เองค่ะ”

“นี่เธอเป็นพิธีกรรายการสดรึไง…!” มาสคัสจอมป่วนจู่โจมใส่อีเน่โดยพลัน พร้อมถูกถ่ายสกุ๊ปเด็ดโดย ชิโนะ วาตาเบะ  ปาปารัสซี่ประจำห้อง 1-C ไว้เป็นหลักฐาน

“แล้วเธอมีธุระอะไร ถึงต้องมาเกาะอยู่ข้างๆชั้นละเนี่ย อีเน่”

อาร์คแอบบ่นเบาๆทั้งที่ต้องเช็ดเหงื่อเป็นละวิง ตอนนี้อาร์คนั่นแถวติดริมหน้าต่าง และที่ประกบข้างก็เป็นอีเน่นั่นเอง และเป็นมาสคัสกับชิเนะคู่ประสานความน่าปวดหัวนั่งอยู่แถวหน้า ดูท่าจะเตรียมเสริมเล่นมุขเจ็บตัวอีกแล้วละ

“นั่นซิๆ ชอบสร้างเรื่องให้อาร์คปวดเฮดเสมอเลย!”

“นายนั่นแหละตัวดี… ล่อซะเดือดร้อนอีกแล้วแถมโดนคนอื่นด้วยอีกเนี่ย”

และอาร์คก็ยังต้องคอยเอาหมัดยัดปากมาสคัส ที่มักคอยยัดเรื่องไม่เป็นเรื่องของเขา มิว และทุกๆคนที่รู้จักประกาศไปให้ทั่วทั้งยุทธภพ ราวกับเครื่องลำโพงขนาดใหญ่ยักษ์ยิ่งกว่าในงานคอนเสิร์ท ที่ดันทะลึ่งลืมทำสวิตปิดเอาไว้ซะงั้นแหละ ยิ่งถ้าลืมทำสวิตลดความดังลำโพง ยิ่งปวดหัวหนักเข้าไปใหญ่…

“เข้าใจพูดนิ ต้องบันทึกไว้เป็นฉายาใหม่ซะแล้ว” มาสคัสปลาหมอเอ๋ย ยังไม่รู้ตัวเลยว่าโดนหลอกด่าแฮะ

“พวกตัวมีปัญหา!” อีเน่แอบสบสายตาใส่มิวอย่างเป็นนัยบางอย่างด้วย! หรือคงไม่ชอบที่ทำตัวเด่นรึดูเหมือนเรียกร้องความสนใจละมั้ง ว่าแต่เธอเองมีหน้ามาว่าคนอื่นรึนั่น……

พอดูให้ดี เหมือนยังมีอีกคนที่แอบจ้องๆมองๆมาทางอาร์คตลอดตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

“รึว่า…..หมอนั่น!”

อีกด้านของรถบัสคันเดียวกัน ยังมีนักเรียนจับกลุ่มคุยกัน ท่าทางดูวุ่นๆไม่น้อย เหมือนวางแผนทำอะไรซักอย่างอยู่

“จุดหมายของเราคือข้างหน้านี้ พวกเรา….ซุบซิบๆๆ!”

หนึ่งในนั้นคือ เรีย ชาน หัวหน้าชมรมโบราณคดีผู้ตาขาว กับลูกทีมอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเค้าเหล่านี้กำลังสุมหัวจนเป็นที่น่าสงสัยของคนอื่นในรถ แต่เล่นพากย์แบบนี้แล้วจะรู้ได้ไงเนี่ยว่าพูดอะไรกันน่ะ

“ZZzzz!” ทางไอริสที่ร่วมกลุ่มนี้ด้วยทำท่าจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่แล้ว

“เฮ้ยยย…” ส่วนเทียรเลทก็ทำท่าเอาแต่ถอนหายใจทุกครั้งที่มองของที่ถืออยู่ในมือ ลูกแก้วเล็กๆสีน้ำเงินที่ถูกดับแปลงจนเป็นจี้ห้อยคอ ลูแก้วที่มีความลับของหุ่นปริศนาสีน้ำเงินที่อยู่ข้างใน อควอเรีย

“แม้แต้อาร์ค…. แล้วเราคงต้องขับของแบบนั่นอีกรึเนี่ย!” เท่าที่เห็น เธอนั่งคิดตาลอยมาตั่งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว ดูท่าเสียงของชานที่พูดจ้อไม่หยุดคงผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาไปหมดแล้ว แหงเชะ 

“ตามนี้นะทุกคน” เห็นชัดเลย ว่าพวกชมรมโบราณคดีดูสงบเสงี่ยมผิดปกตินี่ อีกไม่นานคงต้องหาทางก่อเรื่องอะไรอีกแหงแซ

““เฮ้ยยย…..! แล้วจะจำทำยังไงดี จะไปพูดแก้ยังไงกับมิวดีละเนี่ย แย่จังแฮะ!””

อาร์คเองก็อีกคน ที่ต้องถอนหายใจไม่เลิกทุกครั้งที่แอบเหลียวมองไปทางท้ายรถบัส ท้ายที่มีเธอคนนั้นนั่งอยู่ เรื่องในตอนนั้นทำให้ทั้งไม่สบายใจและต้องคิดหนัก หากเธอยังจ้องมาด้วยสายตาแบบนั้นต่อไป

 “อาร์ค มาเจอกันซักดีๆ”

โครม….

เอสลุกมาโผล่มาตรงหน้าหน้าอาร์คที่กำลังหันไปด้านท้ายพอดี จนอาร์คหงายหลังกล้งลงไปกับพื้น เอสที่มาพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ย์และกล่องอะไรซักอย่างที่ดูน่าข้องใจแบบสุดๆ พอเจ้าตัวเปิดออกมันก็ออกมาเป็น

“หมากกระดาน”

แค่อาร์คเห็นก็เหงื่อตกเม็ดใหญ่ซะแล้ว ไม่ว่าจะดูจากมุมไหน มันก็คือหมากกระดานแบบพกพาอันจิ๋ว ที่มีแถบแม่แหล็กติดตัวหมากกับกล่องกันร่วงไว้ ว่าแต่…หมายความว่าไงกันหว่า!

“ไม่น่าถาม ก็มาเอาคืนที่เกมเซนเตอร์ไง ศึกล้างตาคราวนี้แหละ ชั้นชนะนายแน่ๆ” อาร์คเหงื่อตก ในหัวหมอนี้คิดเป็นอย่างเดียวหรือไงกัน

เหตุการณ์ก็วายป่วนเป็นอย่างงี้มาตลอดทาง จนกระทั้งรถบัสก็ได้ผ่านมาถึงบริเวณทุ่งหญ้าโล่งกว้าง ชัดทางด้านขวา และทิวเขาสูงชันที่อุดมสมบูรณ์จากทางด้านซ้ายของรถ แถวนี้เป็นแหล่งเกษตรกรแห่งหนึ่งที่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ที่วุ่นวายอย่างน้อย 30 กิโลเมตร เป็นสถานที่แบบที่อาร์คคุ้นเคยดั่งบ้านเกินเมืองนอน และทุกคนก็ได้มองดูให้ความสนใจ

นักเรียน A : “สุดยอด เขียวไปหมด ที่นี่แถวไหนแล้วละเนี่ย มีวัวมีม้าวิ่งด้วย”

นักเรียน B : “เฮ้ๆ ไอ้ตรงนั้นหน้าเหมือนนายเลย”

นักเรียน C : “อะไรน่ะ”

นักเรียน A “บัพพะโล! ไง!”

ไม่ทันไรก็มีเสียงตุ๊บตับตามมาติดๆ ถึงจะแค่ล้อกันก็เถอะ…..

“มีเรื่องสนุกได้ตลอดเลยนะ…..พวกนี้” อาร์คได้ยินเสียง ในขณะที่ทางที่อาร์คนั่นอยู่ อีเน่เองก็จ้องเขม้นมาทางนี้ด้วย แต่ไม่ใช่ทางอาร์ค แต่เป็นกระดาน…

“ลำคาญโว้ย เจ้าพวกบ้า…!” นักเรียนชายทั้งสามหน่อสุดท้ายก็สลบเหมือดคาที่นั่ง หลังจากไปยุให้แม่สาวขี้โมโหเดือดานจนวิญญาณออกจากปากอีกรอบ แค่อร์คเห็นก็ขนลุกพองกล้าแล้ว อย่าว่าแต่แวะไปขอโทษเลย แค่เฉี่ยดอยู่ในรัศมีสายตาก็คงโดนผ่กันวอดวายแน่!

“เดินซิ นี่กำลังเล่นหมากรุกอยู่นะ….” เอสยังคงส่งเสียงโวยวายอย่างเคย กับการดวลอีกแล้ว เล่นกันมากี่ชั่วโมงแล้วเนี่ย…

“นี่มันก็ 5 รอบเข้าไปแล้ว แถมยังแพ้อาร์คตลอดอีกแน่ะ อาร์คนี่ยอดจริงๆนะ!” อีเน่ยิ่งยออาร์คคลอเคลียเข้าไปใหญ่ จนแฟนคลับของเอสเองเริ่มไม่พอใจ สงครามน้ำลายของอีเน่กับเอสแฟนคลับจึงตามมาอีกไม่หยุด

“เงียบๆ คนกำลังต้องการสมาธิ! เอ……ที่นั่น!”

และข้างหน้าไม่ไกลนักก็มีฟามเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่และให้บุคคลภายนอกเยี่ยมชมได้ ซึ่งที่นี่เป็นจุดแวะพักรถในช่วงกลางวันนี้


“อาร์ค ๆ”

“เห็นบอกว่ากินตั้งแต่อยู่บนรถบัสแล้ว ปล่อยใว้อย่างนั่นแหละดีแล้ว”

มาสคัสตอบข้อข้องใจของอีเน่แทนให้ ที่ตรงนี้คือวงปิกนิกทานอาหารกลางวันของเหล่านักเรียนทัศนะศึกษา ทุกคนต่างแยกย้ายหาที่สิงสถิตของตนเองตามชอบ ที่จริงอยู่ในช่วงเวลาสำรวจศึกษาฟาร์มเกษตรกรด้วยซ้ำ

แต่อาจารณ์ที่ดูแลไม่ได้บอกเวลาทานข้าวเลยด้วยซ้ำ มันก็เลยกลายเป็นว่า “หิวเมื่อไหร่ กินเมื่นนั้น” เข้าให้นี่ซิ และดูท่ากลุ่มที่เห็นนั่งอยู่นี่คงไม่ทำอะไรอื่น นอกจากแค่นั่งปิกนิกเล่นรอให้เวลาหมดไปซะเนี่ยซิ

“ดีตรงไหนยะ แล้วนี่ไอริสหายไปไหนกันน่า มิวก็ด้วย คิดจะแยกกลุ่มรึไงกันเนี่ย….อย่าถ่ายโดยไม่บอกกล่าวซิยะ!”

อีเน่บ่นทุกคำที่ยัดแซนวิสเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับเป็นกับแกล้มแก้เบื่อได้งั้นละ… ในขณะที่ชิโนะมือกล้องเองก็สนุกกับการถ่ายทุกช๊อกของแซนวิซที่กำลังลอยเข้าปากเด็กสาวก่อนลงคอไป ว่าแต่จะถ่ายไว้ทำซากอะไรหว่า…

“ไม่ต้องห่วงว่ามีของเธอคนเดียวหรอก ชั้นถ่ายของทุกคนในโรงเรียนไว้หมดแล้วละ”

“….”

ที่เนินใกล้ๆกัน ที่จริงก็เดินถึงกันนิดเดียว อาร์คนอนแผ่ราบบนเชิงเนินหญ้า สายตาทอดยาวไปยังท้องฟ้าสีน้ำเงินคราม ที่ล่องล่อยด้วยเมฆสูงแป็นทิวแถวสลับกัน แต่ถึงอย่างนั้นจิตใจก็ยังคงสับสน

“เฮ้ยยย…..! แล้วจะจำทำยังไงดี สุกท้ายก็ไม่กล้าพูดขอทาต่อหน้ามิว แถมไม่รู้จะพูดยังไงดีด้วย อะ….แย่จังแฮะ!”

อาร์คถอนหายใจ มองเมฆที่ล่องลอยไม่เคยหยุดนิ่ง ดั่งชีวิตที่ไม่อาจหยุดนิ่งรึนารึกาที่ต้องเดินตลอดนอกเสียจากจะตาย สายลมที่อ่อนช้อย ใบหญ้าที่ลู่ตามลม กำลังชวนให้คิดถึงเรื่องราวบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ ใช่แล้วละ ทั้งความรู้สึกแบบนี้ สัมผัสแบบนี้ มันช่างชวนให้คิดถึงไม่น้อย



“ทุ่งหญ้าๆ ทุ่งดอกไม้ๆ เย้ๆ”

เสียงเด็กหญิงไวซนน้อยๆ 4 ขวบ เที่ยววิ่งไปวิ่งมาบนทุ่งหญ้าหน้าบ้าน ดอกไม้สีขาวสีเหลืองขึ้นเซมระหว่างใบหญ้า สถานที่ซึ่งบรรยากาศไม่ต่างไปจากที่กำลังนึกถึง ที่แห่งนี้ก็คือหมู่บ้านเวนเนล่าเมื่อ 7 ปีก่อน

“เพราะงั้นตั้งแต่แรกเห็น พ่อถึงได้เลือกมาอยู่ที่นี่ไงละ เยี่ยมเลยใช่มั้ย ทั้งมลพิษก็ไม่มี”

“พ่อนี่ละก็…” เด็กชายที่แก่กว่าเด็กหญิงเล็กน้อยบ่นเล่นๆ ใส่ชายคนนึงที่ดูร่างสูงใหญ่ผมยาวดำเหมือนเขา ผู้เป็นพ่อ เด็กคนนี้ก็คือ อาร์ค

“นี่ก็ถึงเวลาแล้วละ ”

“เพราะโลกที่เป็นแบบนี้ เพราะโลกภายนอกนั่นยังแสนโหดร้ายทารุนกว่าที่นี่มากนัก ถึงที่นี่จะสงบสุข แต่สุดท้ายวันนึงมันก็ต้องถูกทำลาย ด้วยโรคภัย ความอดอยาก แก่นแย่งฆ่าฟัน สงคราม ความละโมกที่ไม่มีสิ้นสุด ทั้งหมดล้วนมาจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันนี้แหละ แม่ถึงได้จากไป”

อาร์คที่ยังเด็กเกินไม่อาจเข้าใจความหมายของถ้อยคำเหล่านี้ได้

“เพราะฉะนั้น พ่อต้องไป เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ใหม่”

“ไม่นะ หนูไม่ยอม หนูจะไปด้วยๆ” เด็กหญิงร้องไห้โวยวายถึงขั้นกระโดดขึ้นเกาะขาพ่อยิ่งกว่าไอ้แมงมุม อาร์คเห็นไม่ดีต้องช่วยงัดน้องสามออกมาเป็นการใหญ่ กว่าจะออกก็ล่อไปหลายนาที ทำเอาพ่อเด็กทั้งสองขำกลิ้ง อย่างน้อยก็เรียกรอยยิ้มลูกๆกลับมาได้บ้าง

“จงเป็นคนที่เข้มเข็งกับทุกสิ่ง และดูแลนีน่าให้ดีด้วย และก็ยังมีแม่ลูกๆ ที่คอยคุ้มครองจากบนสววรค์”

ฝ่ามือที่ใหญ่ทั้งสองวางลงหัวกลมๆทั้งสอง ฝ่ามือนั้นลูบไล้บนหัวของเด็กสองพี่น้องอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มนั้นส่องประกายกับฟันสีขาว ทำให้พ่อเด็กน้อยดูเข้มอย่างหน้าประหลาด

“ซักวันนึง…พ่อจะกลับมาอีกครั้ง อย่างแน่!”

ก่อนที่ชายเจ้าของฝ่ามือนั้นจะลุกขึ้นแบกสัมภาระ และหันแผ่นหลังที่กว้างใหญ่ของผู้ใหญ่ให้เห็น มันช่างดูทั้งเข้มแข็งและมั่นคง แต่หากว่าแผ่นหลังนั้นค่อยๆเล็กลง และออกห่างไกลมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ มันยิ่งทำให้ทั้งสองปวดใจยิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นหายลับทิวทุ่งหญ้าไป และไม่รู้วันที่จะหวนกลับมาอีก

“พ่อ งั้นรึ…”

ทุกครั้งที่อาร์คไม่สบายใจ บางครั้งที่จำทำให้คิดถึงพ่อจริงๆขึ้นมา พ่อแท้ๆที่จากลาไปตั้งแต่ 6 ขวบ เท่าที่ยังจำความได้ หลังจากที่เสียแม่ไป ได้ออกจากบ้านเค้าไปยังที่ห่างไกล ไกลแสนไกล ไกลซะจน ความหวังของคำสัญญานั้นแทบจะเลือนลางสิ้น

“แต่ว่า สุดท้ายผมก็ไม่อาจที่จะเข้มแข็งแบบนั้นได้ ทั้งยังรักษาสัญญานั่นไม่ได้อีกต่างหาก…”

“ซ้ำยัง ก่อเรื่องร้ายแรงขึ้นมาอีก….กับเธอออ!” คนที่ทำให้อาร์คถอนหายใจ ในช่วงเวลนี้ก็มีแค่ มิว คนเดียวเท่านั้น

“ถ้ายังมีชีวิตอยู่จริงๆ พ่ออยู่ที่ไหนกันแน่นะ…!”

หยาดน้ำตาหนุ่มน้อยที่ต้องการที่พึ่งจากใจ แต่สุดท้ายก็เหลือเพียงพ่อที่อยู่ในใจเพียงเท่านั้น

แต่ความคิดทั้งหมดก็ต้องขาดหายไป เมื่อเสียงฝีเท้าดังสะเทือนถึงหูจนต้องลุก ใกล้ๆกัน มีอาจารณ์กำลังรีบร้อนเข้ามาหาพวกเขา ทางนี้พอดี

“ขอโทษนะนักเรียน กลุ่มชมรมโบราณคดีไม่เห็นมาเช็กชื่อตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว พอจะเห็นบ้างมั้ย!” อาจารณ์ประจำห้องของพวกอาร์คถามกลางวงปิกนิก อาร์คที่อยู่ใกล้เองก็พอได้ยินการสนทนานี้ด้วย

“ไอริสด้วยรึคะ อาจารณ์” อีเน่ชิงถามกลับ แต่อาจารณ์ทำได้เพียงแค่พยักหน้าตอบเท่านั้น

“คงไปเล่นตามหาสมบัติโจรสลัตอยู่มั้ง ไม่ชวนนนชะ….” มาสคัสโดนอีเน่ถีบกลิ้งลงเชิงเขาทันที…!

“คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง….เอ๊ะ!”

อาร์คพึ่งฉุดคิดถึงเรื่องงี่เง่าขึ้นได้ อาร์คเองเคยโดนประธานชมรมอย่างชานดึงให้เข้ามาพัวพันกับเรื่องไม่เป็นเรื่องคราวก่อน เพราะตอนนั้นต้องเจอเรื่องวุ่นวายเสียงอันตรายอีกสารพัดนึก แถมพวกอาร์คเองก็เกือบจะโดนสัตว์ประหลาดจากไหนก็ไม่รู้ เล่นฝังพวกเค้าไว้ใต้ดินกันหมดทั้งบางแล้วด้วย เหอะๆ

“งั้นก็ไปตามหากันเถอะ อย่านะอีเน่” มาสคัส

“มิว”

เด็กสาวหน้าบูดยืนอยู่หลังอาจารณ์อย่างที่เห็น ดูท่าจะเป็นอีกคนที่ถูกขอร้องอย่างช่วยไม่ได้ และเหมือนจะเชิดหน้าหีทันทีด้วยเมื่อเห็นหน้าอาร์ค แม่คนนี้โกรธใครเกลียดนานยังกะพวกตำนานจิ้งจอกเก้าทางดินแดนตะวันออกเลยวุ้ย เห็นว่าผ่านไปกว่าร้อยปีก็ยังตามตามล่าตามล้างไม่เลิก น่ากลัวจริงๆวุ้ย….

“มีรอยเท้าขนาดของรุ่นพวกเราพึ่งไปทางนั้นได้ไม่นาน ความลึกของรอยคงจะซักครึ่งชั่วโมงก่อน น่าแปลกที่พวกนายที่อยู่แถวนี้กลับไม่รู้สึกตัวเลยซักนิด…”

มิววินิจฉัยร่องรอยที่สังเกตุเห็นไม่ไกลจากทางมาสคัส และพยายามจะไม่แสดงออกเมื่ออาร์คมองด้วย บางทีเธออาจเป็นคนนึงในไม่กี่คนบนโลก ที่สามารถแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องสำคัญ ได้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเยี่ยงนี้

พวกชมรมโบราณคดีเริ่มออกลายดังคาด ในช่วงพักทานข้าวกลางวันพวกนี้ได้หายตัวไปทั้งแก๊ง จนอาร์ค อีเน่ มาสคัส มิว ต้องออกตามหาตามคำขอร้องของอาจารย์ มิวที่นำกลุ่มค้นหาได้คำมือสำรวจรอยเท้าที่พื้นหญ้าชี้ทางให้พวกอาร์คเห็นเป้าหมายที่เนินเขาอีกด้านนึง

“ทางนั้น!” มิวรีบวิ่งหน้าตั้ง ราวกับสุนัขล่าเนื้อที่เห็นเป้าหมายและไล่ตามไปจนถึงที่สุด ก่อนที่เธอจะดัดขาอาร์คที่วิ่งตามมาจนล้ม โทษฐานที่ดันทะลึ่งเอาเธอไปเปรียบกับ “สุนัขล่าเนื้อ”

“นิ่เธอแน่ใจเหรอ” อีเน่ที่ค้านตาเป็นมัน เพราะเธอขี้เกียรเดินนั่นเอง แต่ไม่ทันไรก็พบว่าเธอนั้นถูกทิ้งรั้นท้ายไปซะแล้ว เธอจึงต้องตามไปอย่างเร็วก่อนที่จะถูกทิ้งไว้ซะก่อน

ครืนๆ พื้นดินสั่นไหว ทุกอย่างด้านบนสะเทือนอย่างแรงจนไม่อาจยืนอยู่ได้ ทิวหญ้าพุ้งกระจายเป็นทางตามแรงส่ง กระจายออกมาจากสุดทางขอบฟ้า โขดหินใหญ่ที่แตกหักออกและเสียงแปลกๆที่ไม่พรึงประสงค์ที่ไม่ใช่แค่การสั่นไหวเสียแล้ว

“กริ๊ด!” เสียงที่ดังมาจากทางนั้นพอดี พวกอาร์คที่เริ่มทรงตัวได้อีกครั้งตามต้นเสียงไป เสียงกังวานแบบนี้มัน เสียงของเทียรเลท…!

“ว๊าย!” อีเน่ที่ดันทะลึ่งร้องตามขึ้นเฉยเลย เพราะสิ่งที่รอคอยอยู่สุดทางหลังโขดหิน บริเวณที่เป็นเนินเขาริมทะเลสาบ พวกเขาได้พบกับกลุ่มชมรมโบราณคดีทั้งกลุ่ม ทุกคนกำลังแตกตื่น และ….

“สัตว์ประหลาด”

.......................................................

“ที่นี่มัน เหมือนกับประตูอะไรก็ไม่รู้”

เรียว ชาน หัวหน้าแก๊ง ถือไฟฉายคอยส่องสุดทางด้านในที่มีลายสลักบางอย่างทิ้งไว้ เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา แก๊งชมรมโบราณคดีที่นำโดยชาน ได้ตามรอยกลิ่นของสมบัติ(อีกแล้ว) จนกระทั้งมาถึงในถ้ำริมทะเลสาบแห่งนี้

ทว่าด้านในสุดเป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นเหมือนบานประตูหินสีแดงอิฐ ดูเหมือนมันจะปิดไม่สนิทซะด้วย แต่ลักษณะของสถาปัตยกรรมที่เห็นนี้ช่างดูคล้ายกับที่นั้น ถ้ำที่อยู่ใต้โรงเรียนมาก โดยเฉพาะพวกตัวอักขระแปลกๆตามผนังที่แทบจะเป็นแบบเดียวกันเด้ะ

“ดูเหมือนที่นี่จะเป็นที่กักอะไรบางอย่างไว้เลย ชาน รีบกลับกันเถอะ…!”

เทียรเลท สมาชิกตนนึงรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ถึงกลับตัวสั่นเทาแบบแปลกๆ ใช่ความรู้สึกเดียวกับตอนที่เจอลูกแก้วสีน้ำเงินและอควอเรียนแน่แท้ แต่ชานเอาแต่รีบจนตัวอักษรที่แม้แต่ตัวเองก็แปลไม่ออกอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงของเธอไปไม่ถึง

“นี่ ฟังที่คนอื่นเค้าพูดบ้างซิ หัวหน้า” ไอริสจี้ชาน แต่เค้าก็ยังไม่ฟังเหมือนเดิม...

ด้วยแสงจากจี้ลูกแก้วสีฟ้าที่เทียรเลทพก ส่องไปเห็นตัวอักษรที่อยู่บนเพดาน อักขระแบบแปลกๆอีกแล้ว แต่เธอต้องตกใจที่ปากเธอนั้นขยับไปเองตามสายตาที่ไล่คำภาษาปละหลาดๆ เหล่านี้

“ปฐพีไม่ควรย่างกราย อันเวลาที่ไม่ควรเคลื่อนไหว ผืนดินจะสั่นคลอน ความสิ้นหวังจะกลืนกินสิ้น….อะไรเนี่ย!”

“หมายความว่ายังไง เทียรเลท เธออ่านออกด้วยรึ” ชานตามเสียงปรึสนาที่อ่านข้อความได้เฉย ทั้งที่เจ้าตัวยังงงๆเหมือนพึ่งหลุดจากการสะกดจิต เลยยิ่งโต้กลับด้วยความข้องใจ

“ไม่รู้ ชั้นไม่รู้ มันหมายความว่ายังไง ไม่เห็นเข้าใจเลย…ซักนิด”

ตูมมม! ครืนๆๆๆ

พื้นดินสั่นไหว พื้นถ้ำเริ่มแยกออกจากกัน ถ้ำนี้ท่าจะแย่แล้ว ถ้าไม่รีบออกไปมีหวังได้…

กลุ่มชมรมทั้งหมดหนีออกมาจากถ้ำที่กำลังถล่มออกมาได้ทันหวุดหวิด แต่ว่าหากทำให้หายใจกันได้ทั่วท้อง เงายาวยักษ์ทอดยาวทาบผ่านตัวพวกเขาลงมา และนั่นทำให้พวกชาน เทียรเลท ไอริส และพรรคพวกที่เหลือไม่อยากหันกลับมาดูไอ้สิ่งที่บังเงานั้นซะเลย

“กริ๊ดดดดๆๆ!”

สัตว์ประหลาดขนาณใหญ่สีม่วงและเต็มไปด้วยเกล็ดจุดสีเขียวทั่วกาย พร้อมปีกที่กางใหญ่และขาทั้งสี่ที่ซ่อนกงเล็บแหลมคม มันโผล่ออกมาตรงหน้ากลุ่มชมรมโบราณคดีทั้งก๊วน อีกแล้ว

“ชั้นไม่อยากจะสู้เลย”

เทียรเลทเห็นลูกแก้นส่องแสงออกมา เธอรู้ว่าอควอเรียต้องการให้เธอต่อสู้กับสัตวประหลาดนั้น แต่ว่าตัวเธอเองกลัวมาก กลัวตัวเองตอนที่อยู่ในหุ่นสายน้ำที่บ้าคลั้ง ตัวเธอที่หันทำลายทุกอย่างด้วยตัวของเธอเองเหมือนครั้งนั้น หากแต่นั้นได้อาร์คและวิงดั้มช่วยหยุดเธอเอาไว้

“ม่ายยยย!” เทียรเลทกริ๊ดร้องจนแทบจะไม่ได้สติ ยืนนึ่งคนเดียว

“ทำใจดีๆไว้ก่อนนะ” ไอริสกลับไปประคองเธอก่อนที่ของเหลวจามปากมันจะสาดใส่ พวกเธอรีบหลบก่อนที่ต่างคนต่างวิ่งหน้าตั้งมาทางนี้ ทางฝั่งที่กองค้นหาเฉพาะกิจซึ่งก็คือพวกอาร์คที่โผล่มาแถวนั้นพอดี

ถ้าสังเกตุให้ดี ดูเหมือนทุกคนจะวิ่งเร็วกว่าตอนครั้งก่อนแฮะ…

“เจ้าตัวนี้ เห็นข่าวเค้าว่ามันชื่อ IMFUS หรือ อิมฟอส อะไรนั่นละใช่มั้ย…ทุกคน” มาสคัสอธิบายที่มาเจ้าตัวพรรณนี้ให้ทุกคนฟัง แต่อย่ามัวแต่พล่านมากความกันตอนนี้เลย รีบโกยก่อนจะโดนมันเจี๊ยเถอะ!

“งานงอกแล้วไง มิว…..พาทุกคนไปที ชั้นจะล่อมันไว้เอง!” สถานการณ์แบบนี้ อาร์คคิดอะไรไม่ออกนอกจากเอาตัวออกหน้า ทิ้งทุกคนไว้เบื้องหลัง

“อาร์ค….!”

มิวที่ไม่พอใจก็จำต้องพาทุกคนออกไป จะช่วยอะไรก็ไม่ได้เพราะ ACT อยู่ที่ยานคาเทเรียด้วย ทางเทียรเลทก็ไม่อาจจะเผชิญหน้ากับความจริงนี้ไหว เธอได้แต่มองลูกแก้วสีน้ำเงินที่มือก่อนวิ่งตามออกไป

(แต่ว่าตอนนี้วิงดั้มยังมาไม่ถึงเลย จะเอาไงดีละเนี่ย…!) อาร์คฉุดคิดขึ้นมาได้ แต่ก็สายเกินไปแล้ว เพราะตอนนี้ก็ออกวิ่งเข้ามาเรียบร้อยแล้ว และมันก็ยอมหันความสนใจมาทางนี้แทนซะด้วย เอาละซิ!

แคว๊กๆ….! มันเริ่มบินลอยขึ้นไปเหนือหัว แล้วพ่นของเหลวสีเขียวออกมาอีก อาร์คเห็นเงาที่ว่าพุ่งตกด้านหน้าถึงกับใจหายวาบ พื้นดินแถวนั้นถึงกับยุบเป็นหลุมลึกหลายเมตร ยังกะโดนโครตกรดกัดซะจนละลายหมด ถ้ามันโดนกับเนื้อคนจะเป็นยังไงละเนี่ย….

“ก็ตายโหงสถานเดียวนะซิ ถามได้…!” เงาของเหลวยังพุ่งออกมาจากปากมันอีกเยอะ อาร์ได้แต่เผ่นแล๊บหาที่หลบ จนกระโจนหลบเข้าไปในโขดหินเมื่อครู่ได้ทัน

“ยังมาไม่ถึงอีกรึ”

ตูม!

เสียงระเบิดบนหลังปีกของเจ้าสัตว์ประหลาดอิมฟอสสายพันธุ์มีปีก มันหันไปมองยังบนฟ้าที่มีบางอย่างบินอยู่ เงาสีแดงที่ดูเหมือนจะเป็นเครื่องจักรที่มีสองแขนสองขา ด้วยเกราะลายสีแดงและคอร์กลางอกสีแดงฉาน หุ่นรบที่อาร์คไม่ถูกชะตาด้วยเลยลอยตระง่านอยู่ กับจิตวิญญาณแห่งเปลวเพลิง เรดซายด์!

“จัดการเจ้าตัวนั้นให้จบไปเลย” พร้อมกับเรดซายด์ที่ตั้งท่าเบ่งพลังรวมที่ฝ่ามือทั้งสอง เปลวไฟลุกท่วมฝ่ามือนั้นพร้อมจะจู่โจมได้ทุกเมื่อ

“ตั้งท่าแบบนั้น เจ้านั้นคิดจะ….เห้ยยย!”

อาร์คเห็นท่าไม่ดีเสียแล้ว ทางเดียวคือรีบวิ่งโกยไปด้านหลังของโขดหิน เพื่อหลบการระดมยิงชุดใหญ่ที่เจ้าบ้านั้นจะปล่อย ไม่ทันไรมันก็อัดลูกไฟชุดใหญ่ลงมา

“…..วายุเพลิงบอลอัสคีคลั้ง….!”

ตูมๆๆๆๆๆๆๆ….


.......................to be continue
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Talent Pilot
***
กระทู้: 216


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #53 เมื่อ: มกราคม 25, 2012, 08:19:15 AM »

ตูมๆๆๆ….ตูมมมมมม!

แคว๊กกกกก!

เสียงระเบิดดังก้องจนถึงด้านนอก ลูกไฟนับหลายสิบลูกยิงออกมาจากมือทั้งสองต่อเนื่อง เจ้าอิมฟอสผู้โชคร้ายโดนเข้าไปเต็มที่ไร้ซึ่งทางป้องกัน เสียงร้องโหยหวนลั่นออกจากปาก แรงระเบิดกวาดผ่านโขดหินด้านหลัง จนร่างของมันกลายเป็นสีดำแล้วกระจายหายไป ดั่งขี้เถ้าที่ไหม้เกรียม และโขดหินที่แตกกระจายจนหายไป แต่มีเงาบางอย่างคอยปกป้องอยู่ด้านหลัง ซึ่งเอสเองก้จำได้ดี 

“ในที่สุดก็มาแล้วเหรอ แต่มันสายไปนิด ชั้นเก็มมันไปเรียบร้อยแล้ว”

“นึกว่าจะไม่ทันซะแล้ว” อาร์คที่กำลังไอฝุ่นควัน รอดตัวเพราะวิงดั้มที่บินตรงมาถึง ได้ช่วยป้องกันแรงระเบิดด้วยดาบสีเงินเล่มใหญ่ยักษ์บังอาร์คซะมิด

แต่ถึงแม้เจ้าอิมฟอสจะโดนเรดซาดย์จัดการไปแล้วก็คงจะไม่จบเรื่องกันง่ายๆแน่ เพราะตอนนี้หุ่นรบสีขาวเขียวนามวิงดั้มกำลังตกเป็นที่สนใจของเอสและเรดซายด์ซะแล้ว….

“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว มาเจอกันชักหน่อยเถอะ…” เอสประกาศกร้าวพร้อมชัดดาบข้างนึงออกมา ส่วนมืออีกข้าง….ก็กวักมือเรียกเข้าหาตัวใส่อาร์คเอาดื้อๆ นี่เป็นสารท้าดวลกันอีกครั้งนั้นเอง

“เจ้าตัวแดงนั่น…” อาร์คมองเขม็นกลับ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การสู้รบระหว่างฝ่ายสหพันธุ์กับ CAPE แล้ว ถึงจะไม่มีเหตุผลที่ต้องสู้แล้วก็เถอะ แต่ดูท่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมปล่อยให้ไปได้ง่ายๆแน่ เจ้าตัวตามจอมล้างจอมผลานนั่น

ซูมๆ…..! อาร์ครียขับวิงดั้มหนีออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่วายก็ต้องโดนไล่ตามจากเรดซายด์และเอสอีก ทั้งคู่บินตามกันมาชักพัก จนในที่สุดวิงดั้มก็หยุดลงที่แถบลานในภูเขากว้างๆ ห่างจากที่เดิมไปอีกหน่อย

“อย่างนี้นี่เอง จะใช้ที่นี่เป็นสนามประลองของพวกเรางั้นซินะ เป็นที่ๆไม่เลวเลย…”

“ใช่…แค่นี้ก็ไม่ต้องกลัวคนอื่นมาโดนลูกหลงแล้ว จะได้ลุยกันให้เต็มที่ไปเลย!”

สัญญาณนี้แปลว่อาร์คยอมรับคำท้าเรียบร้อยแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งที่เสียงดูคุ้นเคยขนาดนี้อาร์คก็ยังไม่รู้ตัวอีกเน่ะ ว่าคนขับหุ่นสีแดงก็คือ เอส รอสคัส ทั้งที่อีกฝ่ายรู้ตัวจริงอาร์คตั้งนานแล้ว เลยคิดจะสะสางเหมารวมที่แพ้ในเกมเซนเตอร์ด้วย

วิงดั้มและเรดซายด์ที่ยืนประจันหน้ากันในระยะห่างๆราว 500 เมตร ในขณะที่ทั้งคู่ตั้งท่าจ้องมองกันยิ่งกว่าคู่กัดที่หมายจะกัดกันได้ทุกเมื่อ และกำลังรอเสียงระฆังเปิดฉากฟัดกันให้เละไปข้าง…

“ดี คราวนี้แหละชั้นจะจัดการนายให้ได้….!”

“ย๊ายยยย….!” หุ่นกายสีเขียวบินผ่านกระแสวงเวทอักขระสีเขียวพุ่งสุดตัว หุ่นสีแดงเองก็พุ่งด้วยแรงพลังเวทกระแสเปลวไฟอันร้อนแรง ทั้งสองกำลังเข้าหากันใกล้ขึ้นเรื่อยๆพร้อมดาบคู่กาย ไม่กี่วิ ทั้งสองเห็นหน้ากันในระยะฟาดฟันกันเต็มพิกัด

เปรี๊ยงงงง…..!

อีกนิดเดียวที่ทั้งสองเริ่มปะทะกัน ก็มีลำแสงสายฟ้าที่รุนแรงมากฝ่าพุ่งเข้ามาระหว่างทั้งคู่ ผลทำให้ทั้งสองกระเด็นออกมาจนต้องถอยแยกจากกัน ต่างฝ่ายต่างได้ความเสียหายไปกัยถ้วนหน้า แต่ปัญหาคงไม่ใช่ตรงนั้นแล้วละ… 

“เห้ย! นั่นใครวะ….!” เอสประกาศอย่างหัวเสีย มีใครบางคนเข้ามาขัดการดวลของพวกเค้า

“สายฟ้า…..รึว่าเป็นเจ้านั่น!”

ครืมๆๆ! เสียงฟ้าร้องดันลั่นตามมา รอบๆครึ้มฟ้าครึ้มฝนลงทันตา แสงจากฟ้าแลบ เผยร่างหุ่นอีกเครื่องที่ยืนเหมือนชักนำอัสนีบาสธรรมชาติ ร่างสีเหลืองสดอล่ามสีเดียวกับสายฟ้า เกราะทรงคดเหลืองทองและประกายแสงเหลืองจากคอร์กลางอก แผงหลังวงรีที่ประดับด้วยของวงกลมทั้งแปดที่ทีกระแสไฟฟ้าไหลพล่าน “สายฟ้าอัสนีบาส ไรคิออส”

“ไม่ได้เจอกันซะนาน เจ้าของ “ปีกแห่งสายลม” วิงดั้ม….!”

เจ้าของเสียงจากหุ่นสีเหลือง ผมเหลืองสั้นที่ตั้งชูแบบชาวซาย่า….? แววตาสีเหลืองแดงกล่ำดุร้ายที่ทำให้บรรยากาศเย็นยะเยือกด้วยน่ากลัว ไม่สามารถระบุเพศได้….? ผู้ที่ชิงชังต่อทุกสิ่ง เกียร่า

“รึว่า! แกเป็นอีกคนที่ครอบครองมัน เทคโนโลยีนั่น…!” เอสแค่เห็นก็รู้สึกได้เช่นกัน ถึงสัมผัสที่เหมือนกัน กับเรดซายด์

“โฮ่…ไม่นึกว่าจะได้เจอทีเดียวพร้อมกันถึงสอง เพื่อชีวิตของพวกนาย จงส่งพลังนั่นมาให้ชั้นซะโดยดีเถอะ”

“ไม่มีทาง…!”

อาร์คและเอสตระโกนใส่พร้อมกัน แต่จู่ๆก็มีแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงที่พื้น เป็นแรงสั่นไหวแบบเดียวกับที่อาร์คสัมผัสได้เมื่อตอนกลางวัน ต้นตอไม่ใช่เจ้าสัตว์ประหลาดอิมฟอสนั่นซะแล้ว…

วงเหวนเวทสีส้มเปล่งขึ้นมาจากพื้นดินที่พากันแตกพุ่งขึ้นมาเป็นวงกว้าง แสดงให้เห็นหุ่นอีกเครื่องที่ผลุดขึ้นมาเบื้องบน ด้วยร่างกายที่บึกบึนแบบจำพวกหุ่น ACT เกราะหนา ขนาดที่ใหญ่โตกว่าทั้งวิงดั้มและเรดซาดย์เกือบเท่าตัว และคอร์แกนกลางอกสีน้ำตาลทืม และกำปั้นขนาดใหญ่โต เหมือนดั่งวิงดั้ม เรดซายด์ และไรคิออส แถมหน้าตาก็ดูเหมือนพยายามจะเลียนแบบหุ่นธาตุสีเหลืองในเกมหุ่นยนต์ภาคล่าสุดที่พึ่งออกด้วย นามของมันนั้นคือ เซนเธาว์

หุ่นยนต์ที่มีพลังปรึศนาทั้งสี่ บัดนี้ได้มาอยู่ในที่เดียวกันแล้ว

ซูมมม

ลำแสงสีเหลืองที่รุนแรงสอยสายถูกยิงออกมาจากหลังของหุ่นสีน้ำตาลที่ยืนนิ่งทั้งที่รอบตัวยุบแตกด้วยแรงโจมตี ทั้งวิงดั้มและเรดซายด์ต้องบินแยกออกก่อนจะถูกมันซัดเข้าใส่

“อ๊ากๆๆๆ” ทั้งสองติดกับถูกอาวุธบินทรงกลมทั้งแปด ส่งคลื่นตาข่ายไฟฟ้าออกมาดักทั้งสองไว้ ราวกับอ่านทางพวกเค้าออก แต่ยังไงซะมันก็ถูกแก้ได้ในเวลาไม่นานนัก

หุ่นสีแดงเพลิงหลุดออกมาได้ก่อนทะยานเข้าไปหาสายฟ้าฟาดด้วยกำปั้นที่ห่อหุ้มด้วยเปลวไฟสีแดงฉาน แต่คู่ต่อสู้กลับฉีกยิ้มพร้อมหลบเรดซายด์ด้วยความเร็วของสายฟ้า…ที่เหนือกว่า

“เบิร์นนิ่ง นัคเคิล ของเรา…”

“สายฟ้า ไม่ใช่สิ่งที่จะสัมผัสกันได้หรอกนะ” เกียร่ากำลังเล่นสนุก ยุเอสให้เครื่องร้อนยิ่งขึ้นไปอีก

“หนอยแก รีบๆตายไปซะ…”

เรดซายด์เปลี่ยนไปปลดดาบเหล็กไหลสองเล่ม ที่ประกบกันจนกลายเป็นดาบคมสองด้าน ที่ขาจุดวงเหวนอักขระเวทสีแดงเพลิงแทนแท่นเหยียบขา ดั่งนักกีฑาที่เตรียมออกวิ่งด้วยความเร็วสุงสุด จุดที่ทั้งสองสัมผัสเอ่อล้นด้วยประกายไฟที่พร้อมจุดระเบิด

ซูมมมม

วงเหวนที่จุดประกายระเบิด เรดซายด์พุ่งด้วยความเร็วเหนือชั้นจากปกติมาก

แต่ทว่าสิ่งที่ดาบกวาดผ่านได้นั้น มันไม่มีความรู้สึกของวัตถุที่ถูกฟันเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ผ่านดาบเหลือเพียงแต่ร่องรอยสายฟ้าที่พึ่งจะจางหายไปแค่นั้เอง แต่ข้างหน้านั่นมัน…

ตูมมม…ๆ

ลูกกระสุนขนาดใหญ่อยู่ในระยะเผาขนตรงหน้า เรดซายด์โดนการโจมตีระยะไกลจากมุมอับหลังศัตรูเข้าเต็มเปา


“ก็บอกแล้วไง ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จะสัมผัสกันได้ง่ายๆหรอกนะ”

ตูมมม ซูมมมม ต้นทางของกระสุนที่ห่างกว่ากิโลเมตรก็เกิดระเบิดเป็นวงกว้าง ใจกลางวงนั่นเป็นวิงดั้ม ที่หลุดออกมาได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กำลังบินวนลงดาบใส่เจ้าของร่างที่มีขนาดใหญ่โตกว่าวิงดั้มเกือบสองเท่า

 “เจ้านี่ลงดาบไม่เข้าเลยงั้นรึ แข็งเป็นเพชรเลยวุ้ย!”

ปีศาทแห่งผืนดินที่หนาใหญ่ซะจนมีความเสียหายแค่รอยดาบตื้นยิ่งกว่ารอยแมวข่วน ดาบที่ฟันไปหลายสิบรอบไม่สะทบสะท้านมันเลย แต่พอดูให้ดีเหมือนจะพยายามปกป้องส่วนที่เป็นคอร์สีน้ำตาลตรงกลางอกแฮะ

“ถ้าอย่างงั้นก็ต้อง….บีมชาร์ทททไรเฟิล”

อาร์คบังคับดึงบีมไรเฟิลออกมา ปากกระบอกร่ายวงแหวนอักขระเวทสีเขียวสว่างเพื่อรวมพลังโจมตีทั้งหมดไว้ในจุดเดียว เป้าหมายก็คือตรงนั้น

แต่หากว่ายังมีวงเวทอีกวงก่อตัวขึ้น วงสีเหลืองขนาดใหญ่ยิ่งกว่าที่ถูกกางออกจากขาของมัน แต่เร็วกว่ามาก มันสว่างจ้าพร้อมกับพื้นดินที่มันยืนอยู่ ถูกยกตัวขึ้นจนกลายเป็นเสาดินแหลมที่ขยายไปตามวงรัศมีกว้างขึ้นเรื่อยๆ วิงดั้มที่อยู่ในท่าเตรียมยิงไม่อาจขยับหลบได้แล้ว

“อ้ากกกๆๆ” หุ่นสีเขียวถูกกระแทกลอยขึ้นฟ้า อาร์คต้านมันด้วยโล่วงเวททัน เลยลดความเสียหายได้

ทว่าสัญญาณเรด้าจับบางอย่างได้ แสงสีเหลืองกำลังพุ่งตามมาซ้ำจากด้านบน สายฟ้าไรคิออสและเกียร่ากำลังตามลงมาด้วยลูกเตะจากบนฟ้า

อาร์คกลับมาคว้าดาบกันฝ่าเท้าสายฟ้าไว้ แต่รึจะสู้แรงกระแทกที่บวกแรงโน้มถ่วงได้ จึงลอยตกลงมาเบื้องล่าง แต่การรับการโจมตีครั้งนี้ไม่ได้เสียเปล่า ลูกบอลไฟจำนวนมากกำลังทยานจากซ้ายขวา วนเข้ามาบรรจบที่หุ่นสายฟ้าที่อยู่สุดทาง ความเร็มขนาดนี้คงยากที่จะหลบ

“วายุเพลิงบอลอัสคีคลั้ง!” เอสประกาศก้อง พร้อมเสียงระเบิดจากการประทะของบอลไฟกับเป้าหมาย และส่งเสียงดังลั่น ด้วยความสะใจที่คู่ต่อสู้เสียท่า เอสจึงยัดการบอลไฟต่อเนื่องไปอีกหลายลูก

ถ้าไม่ติดตรงที่

“ไอ้บ้าเอ้ย ลอบกัดกันนิ…!”

เรดซายด์ถูกแรงอัดจนถลาถอยหลัง ลำแสงสีเหลืองสองนัดกำลังดันหุ่นสีเพลิงด้วยพลังทำลายสูง หากถ้าเอสไม่หยุดมือเป็นตั้งการ์ทมือ พร้อมด้วยโล่วงเวทสีแดงเต็มที่อย่างในตอนนี้ ก็คงสิ้นชื่อพร้อมหุ่นที่กลายเป็นผุยผงบนท้องฟ้านี้เสียแล้ว แต่ยังไงคงแย่ถ้าไม่สลัดตัวเองออกมา

“เห้ยๆๆ” เรดซายด์โดนกระแทกศอกจากด้านหลัง พร้อมทั้งหมัดกับลูกเตะที่หุ้มด้วยสายฟ้า สุดท้ายก็กระเด็นกลับมา

“มันบ้าอะไรวะเนี่ย ทั้งที่โดนเข้าไปเต็มที่ขนาดนั้น แต่ดูไม่ค่อยเสียหายอะไรเลย”

“อาวุธบินของมันน่ะซิ แต่ละชิ้นสามารถเชื่อมโชงสร้างม่านสนามแม่เหล็กบ้องกันการโจมตีได้ แถมยังกันได้รอบทิศด้วย เพียงแต่ไม่แข็งเท่าโล่วงเวท ถ้าใช้ไอ้ของที่แรงกว่าเมื่อกี้ที่เน้นปริมาณ น่าจะพอเจาะทะลุม่านนั่นได้อยู่”

“ซิ…! พูดมากน่า!”



เสียงระเบิด แผ่นดินไหว เสียงฟ้าลั่น ฟ้าร้อง ลมบ้าหมู รึแม้แต่แสงสว่างวาบสีเหลือง สีแดง สีขาว จนสามารถมองเห็นได้ชัดแม้จะอยู่ระยะไกลหลายสิบกิโลเมตร นักเรียนทัศนศึกษาทั้งหมดหยุดการออกเดินทางเพื่อรอดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่อยากเจอลูกหลงด้วยละ แถมนักเรียนยังกลับมาไม่ครบอีกละ แล้วข่าวโทรทัศน์ก็ไม่มีรายงานเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นเลยด้วย ยิ่งน่ากลัวเข้าไปอีก

“กลับมาแล้วครับ/คะ” นักเรียนกลุ่มสุดท้าย พวกมิวและชมรมโบราณคดีพึ่งกลับมาถึงโดยปลอดภัย ในห้องรับรองของฟาร์มที่แน่นด้วยทั้งนักเรียนด้วยกัน และขาจรที่หาที่หลบตั้งหลักแทนให้ไปตายเอาดาบหน้า แต่ก็ยังขาดอีกคน

“ถ้าเป็นอาร์คคงยังสู้อยู่ในนั้นแหละครับ” คำพูอของมาสคัสทำให้ทุกคนยิ่งตื่นโดยใช้เหตุ

“สู้คนเดียวแบบนั้น จะไหวมั้ยละนั่น”

มิวเองก็กังวลไม่น้อยหลังเห็นแสงวูบวาบจากระยะไกล และรู้ด้วยว่าเค้าไม่ได้เผชิญหน้าแค่สัตว์ประหลาดอย่างเดียวซะแล้ว แต่เห็นชัดเลยว่ามิวเองก็ทำท่าทางเป็นห่วงอาร์คออกนอกหน้าด้วย จนมาสคัสสังเกตุเห็นได้จนยิ้มกว้างแบบเจ้าเล่ห์ มันเตรียมจะหาเรื่องคุยคุ้ยข่าวคนอื่นอีกแล้ว แถมเล่นถ้ำเสือด้วย…



“อ้ากกก” หุ่นสีเขียวและหุ่นสีแดงถูกโจมตีต่อเนื่องโดยไม่อาจตอบโต้ได้ถนัด เรดวายด์ท่าจะเย่กว่า เพราะเครื่องที่คล่องตัวน้อย เลยหลบการจู่โจมชุดใหย่ไม่ค่อยพ้น

“เห้ย! พวกเราต้องร่วมมือกันแล้วละ” อาร์คชวนคู่กัดทั้งที่ไม่อยากพูด แต่ตอนนี้หุ่นก็ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว

“อย่าพูดชี้ชั้ว คิดให้ชั้นร่วมมือกับแกเนี่ยนะ ไม่มีทาง” เรดซายด์ไล่ฟันหุ่นสีเหลืองวืดโดยตลอดโดนสวนลูกเตะกลับอย่างไม่ไยดี แถมโดนซ้ำสายฟ้าใส่ ถึงจะกันโล่เวทไว้กเถอะ

“ช่วยไม่ได้ คิดหรือว่าชั้นอยากจะทำแบบนั้น…ไม่เลย ซักนิด” อาร์คจำยิงช่วยสกัดมันออก แต่ด้านข้าง ลำแสงใหญ่ตามมาอีกแล้ว คราวนี้มันดันเลี้ยวโค้งได้ด้วย ทำเอาใจหายใจคว่ำเลย

“แต่ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังได้เสร็จพวกมันหมดก่อนจะได้มตัดสินกันเองแน่ จะเอาแบบนั้นรึไง รีบๆว่ามาเลย”

“ก็ได้วะ แต่ที่แกพูดแบบนี้ แสดงว่ามีความคิดอะไรอยู่ในหัวแล้วใช่มั้ย หา!”

“อืม ยังไงก็ต้องจัดการเจ้าหุ่นตัวใหญ่ยิงไกลนั่นก่อน”

“บ้ารึเปล่า ” คำพูดสิ้นคิดทำให้เอสยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ เห็นๆอยู่ว่าเจ้านั่นเกราะหนานรกเลย

“ช่วยไม่ได้ ลองดูการเคลื่องไหวของพวกมัน เจ้าบ้าเหลืองนั่นจะคอยจู่โจมตัดจังหวะพวกเรา และให้อีกตัวคอยสนับสนุนจากระยะไกล ยากที่จัดการพร้อมกันได้ ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่ามีมันที่มีการโจมตีและเคลื่องไหวเฉพาะตัวที่เหมือนๆกัน และก็แน่นอนตายตัวตลอดด้วย เมื่อเทียบกับตัวสายฟ้านั่น”

“เห้ยๆ รึว่า….” เอสรู้สึกถึงสิ่งที่อาร์คพยายามจะบอกแล้ว ไม่พ้นระบบ AI

“ไร้ประโยชน์น่า ไม่ว่าคิดจะทำอะไรก็ไม่มีทางให้หนี หรือเอาชนะพวกเราได้แน่…”

ไรคิออสและเซนเธาว์เรื่อมโจมตีด้วยบีมเวทที่รุนแรงและกินพื้นที่ระยะไกลมาก มิวเองก็ได้รีบพาพวกชมรมโบราณคดีหนีโดยปลอดภัย  วิงดั้มและเรดซาดย์ที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการโจมตีระยะไกลของพวกมันทำให้จำใจต้องร่วมมือกันอย่างช่วยไม่ได้

“อดทนอีกนิด วิงดั้ม!” อารืคพยายามหลบการจู่โจมและออมพลังให้มากที่สุด อีกไม่นานโอกาศต้องมาถึง

จังหวะเดียวกัน คู่ต่อสู้ทั้งสองก็เริ่มขยับออกจากตำแหน่ง เจ้าเซนเธาว์เริ่มบินตามขึ้นมาหลังจากการจู่โจมเริ่มหวังผลไม่ได้แล้ว คิดจะยิงเผาในระยะที่แน่นอนกว่านี้

ปังงๆ…

“ตอนนี้ละ เอาเลย”

อาร์คส่งสัญญาณกระแทกหุ่นสายฟ้าออกแล้วยิงบิมไรเฟิลสวนกลับไป แต่ด้านหลังกระสุนที่ถูกจู่โจมเข้ามาฉับพลันถูกหยุดไว้โดยหุ่นสีแดงเพลิงและโล่เวท หุ่นแดงเขียวทั้งสองหันหลังเข้าหากันด้วยท่าทางเพรียบพร้อม ดวงตาทั้งสองคู่เปล่งประกายสว่างวาปเป็นสัญญาณ ก่อนที่ทั้งสองจะหายแยกจากกัน

ตูมๆๆ! แคร้งๆๆ!

และมีเรดซาดย์เสริมการโจมตีแถวสองปั่นศัตรูเพื่อหาช่องว่าง  ทั้งคู่เข้าขากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อราวกับเตี้ยมกันไว้ 

วิงดั้มบุกเข้าฟาดฟันเป็นตัวล่อเป้าชนกับไรคิออส ดาบต่อดาบนั้ไม่อาจสู่ไหว จึงถูกโต้กลับ ทั้งลำแสงบืนใหญ่กำลังไล่มาจากด้านหลัง สถานการณ์จวนตัวจนอาร์คต้องสบัดดาบไล่เกียร่าออก ก่อนยิงบีมชาร์ทไรเฟิลเข้าประทะ

ลำแสงขนาดใหญ่ทั้งสีเขียวและสีเหลืองเข้าปะทะกัน พลังทำลายที่รุนแรงทำให้เกินการขยายตัว และแรงปะทะก็กระจายระเบิดออกเป็นวงกว้างนับกิโลเมตรบนฟากฟ้า หุ่นทั้งสีนั่นเรด้าเป็นอัมพาตทันที ไรคิออสเองก็โดนผลกระทบของแรงระเบิดด้วย

“….ข้างหลัง…วิงดั้ม!” ภายใต้หมอกควันเกียราจับสัมผัสหุ่นสีเขียวได้ ไรคิออสยิงลำแสงสายฟ้าจากลูกทรงกลมบินทั้งแปดผ่านหมอกลงไป มันกระทบโดนเป้าหมายเต็มที่ แต่ทันใดก็เกิดแรงเหวี่ยงที่รุนแรงย้อนกลับมาจากอีกด้าน

“ดูให้ชัดๆ เสียใจด้วยที่ชั้นไม่ใช่หุ่นที่แกคิดถึง”

แข้งสีแดงยัดเข้ากลางลำตัว เกียร่าที่ตั้งหลักได้พร้อมตาข่ายสายฟ้าที่เตรียมเข้าหาคู่ต่อสู้ แต่ทุกอย่างต้องสงักลง ด้วยกระสุนระเบิด จากทางที่เคยโจมตีเมื่อกี้
ตูมมม…!

อาวุธบินที่เป็นการ์ดเสียหายไปสามชิ้น เซนเธาว์ที่ยืนบนสันเขาโจมตีผิดเป้าหลังจากที่โดนสายฟ้าของพวกเดียวกัน ขณะที่กระบอกปืนเองก็แหลกละเอียดหลังถูกวิงดั้มทำลายในช่วงเวลาเดียวกัน

“ย๊ายๆๆ” ถูกถล่มด้วยพายุลูกไฟชุดใหญ่ เกราะสุดยอดหนาเริ่มส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย ตาหากไม่จบเพียงแค่นั้น คลื่นดาบของวิงดั้มกระแทกร่างหนาๆนั้นจนลอยกลับไปทางเรดซายด์

“คิดจะเอาชนะด้วยลูกไม้แบบนั้นรึ” เกียร่าใช้ตาข่ายสายฟ้าจับเรดซายด์ได้ ไฟฟ้ามหาสารไหลเข้าช๊อกใส่เอสและจอจนข้างในเริ่มรวน หลังทนรับความเสียหายมาต่อเนื่อง

“ตูไม่ได้อ่อนขนาดยอมให้จับหรอกกก…”

ซูมมม! ไรคิออสปลิวไปพร้อมกับการจุดระเบิดวงเวทความเร็ว เรดซายด์หลุดจากการจับกุมทั้งเพลิงสีแดงที่ฝ่ามือทั้งสอง และอีกหนึ่งที่กำลังลอยเข้าหาหมัดคู่นั้น

เบิร์น! นิ่ง! นัค! เคิลลลล! ไฟ! นอลลลล!

หนึ่งคำ หนึ่งกำปั้น หมัดเพลิงถูกยัดเข้าหาหุ่นสีน้ำตาลเซนเธาว์อย่างต่อเนื่องและรุนแรง เกราะหนาๆเริ่มร้าวด้วยเปลวไฟสีแดงที่ลุกท่วม กำปั้นสุดท้ายทำให้เป้าหมายลอยอยู่ศูนย์กลาง ระหว่างเรดซาดย์และวิงดั้ม

“อวสานนน…”

กำปั้นที่อาบด้วยไฟจนดั่งเสาเพลิงร้อนแรง ดาบที่คลั้งด้วยคลื่นสีเขียวแหวกอากาศจนแยกออก สายลมและเปลวเพลิงทั้งสองพุ่งประสานงานกันสู่ ที่ได้แค่ลอยนิ่งรับจิตวิญญาณทั้งสอง ก่อนที่จะถูกผ่านไปอย่างรวดเร็ว และหุ่นสีแดงสีเขียวที่หยุดเคลื่อนไหว ภายใต้ด้านหลังที่ส่องแสงสว่างสีแดงเขียว จนกลืนร่างหุ่นยักษ์สีน้ำตาลที่แตกออกหายลับไป

“บ้าน่า เซนเธาว์พ่ายไปงั้นรึ …”

เซนเธาว์จนล้มและร่วงลงสู่พื้นดิน แต่เรดซาดย์เสียหายหนักจากการโต้ตอบของไรคิออส แต่มันยังนิ่งเหมือนกับอึ้งที่พลาดท่าเสียเอง

“ไม่ใช้คนขับ มันได้แค่นี้เองงั้นรึ…”

เกียร่าร้องบ่น ก่อนไรคิออสจะหลบฉากจากดาบของเรดซายด์ มันใช้ดาบชี้ร่ายวงเวทสีเหลืองตรงหน้า ก่อให้เกิดแสงสว่างจ้าอย่างรวดเร็วจนทั้งอาร์คและเอสมองไม่เห็นอะไรเลย กว่าแสงนั่นจะหายไปก็กินเวลากว่าสิบวินาที จนถึงตอนนั้นแล้ว ที่ทั้งสองเห็นก็ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ทั้งหุ่นสายฟ้าสีเหลืองสดอย่างไรคิออส รึซากหุ่นที่พวกเขาพึ่งจะล้มได้ลงไปเมื่อครู่ ทั้งหมดได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยไม่เหลือแม้แต่บนคลื่นเรด้า

“เอาละ หมดตัวก่อกวนแล้ว มาเจอกันต่อ วิงดั้ม”

“จะบ้ารึ ยกไว้คราวหน้าละกัน ทางแกเองก็เสียหายยับเลยไม่ใช่รึ”

อาร์คเห็นว่าไม่ยุติธรรมเนื่องจากเรดซาดย์เสียหายหนักเอาการ เมื่อเทียบกับวิงดั้ม

“อะไรกันๆ คิดจะหนีรึไง เรดซายด์เสียหายแค่นี้”

“เป็นห่วงสภาพตัวเองซะก่อนเถอะ! อีกอย่าง นายจะได้หาข้ออ้างตอนแพ้ไม่ได้ด้วยไงละ ฮิๆ”

“หนอย…. ก็ได้ๆ คราวหน้าเตรียวล้างคอรอให้ดีเลย จะไม่ยอมให้ใครมาขวางเหมือนครั้งนี้ด้วย!”

เอสขู่ทิ้งท้ายพร้อมเรดซาดย์ที่ทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและจากไป โดยไม่ได้ตัดสินชี้ขาด เงาทอดตัดกับแสงอาทิตย์ยามเย็นแดงฉาน ราวเปลวไฟที่ร้องแรงของเรดซาดย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

“ว่าแต่ทั้งเสียงทั้งนิสัยของหมอนั่น มันคุ้นหูยังไงไม่รู้ ยังกับเคยได้ยินที่ไหนงั้นแหละ”

อาร์คคำนึงข้องใจแต่ไหงกับยังนึกไม่ออกอีกละ ทั้งที่ถ้าเป็นคนอื่นคงจะรู้ว่าเป็นเอสกันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว สงสัยว่าคนที่ต้องเป็นพระเอง จะต้องบื้อเป็นหลักรึเปล่าเนี่ย….ละมั้ง!

……………………………………….........………..

ณ ภายในห้องโถงกว้างด้วยผนังงอิฐสีเทาทึบ ประดับประดาด้วยบานหน้าต่าง ประกอบกับที่องค์นั่งแกะสลักสีเงินตระการตาห่อหุ้มด้วยกัมยี่สีแดงสดที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อรวมกับพรมปูพื้นสีแดงที่ทอดยาวจากที่นั่งในสุดตลอดจนถึงหน้าประตูทางเข้า ที่นี่แทบดูไม่ต่างไปจากห้องพระราชาในปราสาทยุโรปเก่าอันครั่งครวนเลย

บุคคลผู้หนึ่งก้าวเข้ามายังห้องที่ดูมืดหมองอย่างช้าๆ ผู้ไว้ผมสั้นตั้งสีเหลืองดูฉูดฉาดแบบพวกดาราเกาหลี และอยู่ในชุดแนบผิวรัดรูปสีดำสนิทแบบสายลับ ถูกสวมทับด้วยเสื้อเจ็ตเก็ตแขนยาวสีเทาเข้ม ผู้มีดวงตาสีเหลืองที่เหมือนของปีศาทมากกว่ามนุษย์ 

 “ไม่ได้เรื่องเลยนะ แพ้หมดรูปกลับมาแบบนี้ ยังมีหน้ากลับมารายงานบอสอีกรึ เกียร่า”

เสียงจากในประตูด้านในที่ดำมืดลอยออกมา พร้อมกลับเงาคนแปลกหน้าอีกคนที่สวมชุดลำลองมีปกสีดำยาวตั้งแต่หัวจรดหาง นั่นทำให้ผู้ที่พึ่งกลับเข้ามาซักหางตาน่ากลัวตอบกลับ ทั้งที่ไม่ได้พูดตอบซักคำ ทั้งสองต่างก้าวเข้ามายังที่นั่งบัลลังต์ด้านในสุดของห้องโถง ซึ่งมีเงาคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว ใครบางคนอยู่ที่นั่น และเฝ้ามองทั้งสองอยู่บนที่สูงชัน ที่เรียกว่า Boss

“กลับมาแล้วรึ เกียร่า”

“ข้าพเจ้าได้พบทั้งปีกแห่งสายลม และจิตวิญญาณแห่งเปลวเพลิงแล้ว ”

“ก็แค่เจอแต่ไม่มีปัญญาเอามันมานะดิ แถมยังเสียหายกลับมาซะอีก ทั้งที่ปีกแห่งสายลมยังไม่สมบูรณ์เลยเนี่ยนะ ไอ้ถ่อยเอ้ย!”

“แก….!”

เกียร่าของขึ้น เพ่งสายตามองไปยังชายชุดดำอีกคนที่ถากถางใส่ สายตาทั้งสองปล่อยประกายสายฟ้าพุ่งใส่กันพร้อมที่จะขาดสะบั่นและฟัดใส่กันทุกเมื่อ

“งั้นได้… เรื่องนี้ข้ายกให้เจ้าจัดการต่อ เเม็กลาส”

ชายชุดดำที่มีนาม “แม็กลาส” ยิ้มเจ้าเลห์เย้เย้ยใส่เกียร่าที่เสียความมั่นใจจากเจ้านาย ก่อนเดินหายเข้าไปในความมืดทางเดียวกับที่เดินเข้ามา ทิ้งไว้เพียงความขุ่นเคืองของบุรุษอีกหนึ่งไว้ ภายใต้ความอัปยศอดสู่ที่ถูกตีตราไว้

“แต่ข้า…”

“ไม่ต้องพูดแล้ว…. เพราะข้ามีงานอีกอย่างให้เจ้าต้องทำ ตอนนี้เลย” บอสที่นั่งยื่นคำขาดพร้อมปล่อยรังสีทมินอันน่าสะพรึงกลัว จนเกียร่าต้องนิ่งสงบไม่อาจขัดขืนได้ แผนการร้ายยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่มีใครรู้

“ไปให้ถึงจุดหมายแล้วเจ้าก็จะได้รู้เอง…”


CHAPTER  23  สายลม และ เปลวเพลิง...................End
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Talent Pilot
***
กระทู้: 216


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #54 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2012, 09:01:06 PM »

เช้าอีกวันเหนือมหาสมุทร ยานรบชั้นแนวหน้าของสหพันธ์โลก คาเทเรีย อยู่ในระหว่างเดินทางปฏิบัติภารกิจไกลจากอิตาลี

ณ ห้องพักลูกเรือ แม้ขนาดห้องจะใหญ่เพียงแค่วางเตียงคู่สองชั้น กับที่กว้างพอเดินอีกนิดหน่อย แต่อย่างน้อยห้องก็ดูสว่างตาด้วยผนังและเพดานสีขาวนวลรูปทรงกระทัดรัด ชวนให้บรรยากาศแบบบ้านตากอากาศชั้นนำ (ตามสไตล์ผู้ออกแบบยาน) ก็ดูสะดวกสบายพอตัว อย่างน้อยมีตู้ล๊อกเกอร์เหล็กให้เก็บของกับ... ห้องน้ำในตัว

และหนึ่งในห้องนั้น ของสองสาวคู่หูรูมเมตแห่งหน่วยพิเศษสไตรเรย์ ถึงจะเป็นห้องของสาวสวยที่น่าหมายปองที่สุดในยานลำนี้ แต่ว่าละเวกห้องพวกเธอแทบไม่ค่อยมีใครกล้าเฉียดเข้าไปเลย พูดง่ายๆเพราะทีมหน่วยนี้มีแต่ตัวเจ้าปัญหาที่ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องปวดหัวใส่ตัวก่อนนั่นเอง…

โครม! แกร้ง! หญิงสาวขี้เซาที่งัวเงียอยู่บนเตียงชั้นล่าง ถึงกับตาถลนออกมากับเสียงที่รบกวนโสดประสาทการนอนเป็นอย่างมาก แต่รอบๆไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่ชั้นบน ต้นเสียงคงเป็นห้องน้ำที่เดียวแล้วละ

“ทำบ้าอะไรของหล่อนยะ คะเซะ!”

“ก็แค่… ตู้กระจกมันเปิดไม่ออกเอง แต่ชั้นเปิดได้แล้วละ!”

ต้นเสียงตอบกลับมาแบบใสๆ ราวกับเรื่องที่เกิดนั้นเป็นแค่เรื่องซิวๆที่ไม่ต้องเป็นห่วง ถึงประโยคนั้นน่าจะทำให้สบายใจขึ้นได้บ้าง แต่ด้วยต่อมความขี้สงสัยของเจ้าตัว ไรนะอดไม่ได้ที่จะเดินไปดูต้นเสียงด้วยความแปลกใจ

แต่นั่นกลับทำให้เธอคิดผิดมหันต์ สิ่งที่ไรนะเห็นตรงหน้า ทำได้เพียงแค่มองหน้าคะเซะที่ยิ้มตอบต้อนรับการตื่นนอนอย่างสดใส จนต้องก้มหน้าเอามือปิดหน้าด้วยอาการจิตตกแต่เช้า

“ยายบ้าพลังปัญญานิ่มเอ้ย….!”

“โดนหักเงินเดือนอีกแล้วแหงะแซะ!”

“ช่วยไม่ได้นิหว่า ก็มันเปิดไม่ยอมออกซักที สงสัยจะเสียแล้วละมั้ง…” คาเซะตอบอย่างสบายใจ ทั้งที่มือเธอพึ่งจะดึงออกมาจากตู้กระจกพร้อมแปรงสีฟันของเธอ… พูดให้ถูกก็คือ ดึงออกมาจากรูบนตู้กระจกต่างหาก แม่คุณเล่นต่อยตู้ซะแตกทะลุเป็นรู เพียงเพื่อเอาแปรงสีฟันออกมาเองเลยเนี่ยนะ

ไรนะเดินอารมณ์บูดออกจากห้องแต่หัววัน ทำเอาคาเซะถอนหายใจก่อนจะยิ้มร่ากลับไปทางประตูที่ปิดลง

“แหมะๆ ทำเป็นซีเรียสไปได้ น่า…” เล่นทำของพังซะอย่างนี้เนี่ยนะ ใครจะไม่ให้ซีเรียสละ….?

“ถ้ายังมีเวลาเหลืออยู่ ก็ควรสนุกกับชีวิตให้มากๆซิ!”

CHAPTER 24  ลำแสงแห่งการทำลายล้าง

ย้อนกลับมาเมื่อวาน ในที่สุดคณะเดินทางทัศนศึกษาของโรงเรียนเซนปีซ่า ก็ได้มาถึงที่พักค้างแรมในการเดินทางวันแรกซะที

หลังจากที่เกิดเรื่องวุ่นๆตั้งแต่กลุ่มชมรมโบรารคดีหายตัวไปทั้งก๊ก แผ่นดินไหวต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ พวกนักเรียนที่ไปตามหาพวกที่หายไปนั่นก็หายจ้อยตามไปอีกราย(ก็คือพวกอาร์คนั่นเอง…) สภาพอากาศใกล้ๆปั่นป่วนอย่างไม่มีที่มาที่ไป ทั้งฟ้าร้องทั้งที่ฟ้าใส ลมโหมกระหน่ำจากไหนก็ไม่รู้(เป็นผลกระทบจากการต่อสู้ของพวกวิงดั้มที่ค่อนข้างรุนแรง…) ยังไม่นับถึงสัตว์ประหลาดด้วย ซึ่งเหตุทั้งหมดที่กล่าวมา กว่าจะเจอพวกเด็กๆจอมยุ่งแล้วเดินทางกันต่อได้ ก็มาถึงที่พักซะมืดตึบแล้ว

“ข่าวภาคค่ำประจำวันนี้คะ… เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวผิดปกติที่เขตตอนเหนือของประเทศอิตาลี ไม่มีรายงานผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต….”

“นี่ๆ เกิดอะไรขึ้นงั้นรึอาร์ค พอรู้อะไรบ้างรึเปล่า”

“ตอนที่พวกเธอไม่อยู่ มีแผ่นดินไหว กับเสียงฟ้าน่ากลัวด้วยนะ”

“ไปแอบทำอะไรสนุกๆกันมารึเปล่า”

“ด..เดี๋ยวววว รอด้วยยยย!”

“อย่าตามมานะ ขอร้องละ…..”

เนื่องจากเหตุการณ์สัตว์ประหลาดที่เกิดขึ้น และนั้นเป็นเรื่องพูดที่น่าตื่นแต้นของเหล่านักเรียนเป็นอย่างมาก ทั้งคนที่ได้เห็นแสงสีแดงหรือเหลืองสลับกันบ้าง บ้างก็ว่าท้องฟ้าถึงกับแยกออกจากกันได้บ้าง แต่ถึงกระนั้นคนที่ต้องถูกตามล้างตามผลานด้วยคำถามสารพัดพิษนั้นก็หนีไปไม่พ้นพวกอาร์คและชมรมโบราณคดีนั้นเอง ที่โดนผองเพื่อนมุงอยู่กลางห้องโถงโรงแรมนี่ซิ

“ถ้าทุกคนอยากจะรู้ความจริงหนึ่งเดียวนั้น เดี๋ยวข้าน้อยจะเปิดเผยทุกสิ่งให้กระจ่างเองขอรับบบบ! กระผม…”

เด็กหนุ่มมาดแจ่มปรากฎตัวท่ามกลางฝูงชนไทมุง ผู้ที่เอามือมาลูบหนวดเคราที่ดำยาวเฟื้อยถึงปลายคาง(ด้วยปากกาเมจิก) สวมหมวกสีดำยาวตั้งเด่ะไว้บนหัว(ที่ไม่ว่าดูยังไงก็เป็นแก้วจากโรงหนังดีๆนี่เอง) แถมเอาผ้าห่มผืนใหญ่เท่าที่หามาได้มาคลุมแบบขุนนางจีน มาสคัสผู้รู้ทุกเรื่อง(เสือกทุกเรื่องที่เป็นเรื่องชาวบ้าน) ดั่งตัวเองเป็นขงเบ้งกลับมาเกิดใหม่ซะงั้นแล

“….. ทำไมชั้นถึงเห็นทุกคนอยู่แนวนอนได้หว่า”

มาสคัสเห็นทุกคนยืนอยู่ผิดปกติ ไม่ใช่แล้ว เค้าถูกอีเน่กับไอริสจับถือหัวท้ายหิ้วคนละข้างต่างหาก ทั้งสองต่างยิ้มสยองด้วยท่าทางเหมือนนางมารที่แค้นมาตั้งแต่ชาติปานก่อน ก่อนที่มาสคัสไม่อาจพูดอะไรต่อได้อีก

“Oh Noooooooo!”

แน่นอนว่ามาสคัสตัวแสบได้ถูกพวกอีเน่จับยัดส่งเข้าห้องนอนของปี 1-C ชายโดยทันที กันไปป่วนห้องคนอื่นเค้า

“ค่อยยังชั่ว… ดีแล้วละที่เอาหมอนั่นไปเก็บซะก่อน”

แต่ดูท่าจะลืมนึกไปแฮะ ว่าแท้จริงแล้วสถานการณ์ในตอนนี้มันไม่ต่างไปจากเดิมเลย ซักกะนิด เพราะเหลือเพียงอาร์คยังถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยเหล่ามุงเช่นเดิม ทั้งกลับเป็นว่าทั้งสองคนกลายเป็นหนีทิ้งกันโดยปริยายซะแล้ว อ้าวเฮ้ยยยย…!

“ข่าวต่อไป กองกำลังของ The Colony Alliance of Equality People  ที่เข้ามายึดพื้นที่บนชายฝั่งเกาะอังกฤษ ได้มีการปะทะกับกองทหารของสหพันธ์โลกเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา……………… ข่าวล่าสุดนั้นอีกฝ่ายได้ยอมถอนตัวออกไปแล้ว สหพันธ์โลกสามารถช่วยเหลือเชลยศึกและพื้นที่ยุทศาสตร์คืนได้สำเร็จ…..”

“ทางนั้นก็ยังพยายามกันเหมือนเดิมนะ ครูโทโมโกะ”

อาร์ค ภาพในข่าวนั้นเป็นภาพที่ดูคุ้นตาดี เทพีสีแดงที่ทยานอยู่เหนือท้องฟ้าหลังจบศึก ยานรบคาเทเรีย และบรรดาหุ่นสไตรเรย์ ACT แปลงร่างยานรบได้ของสหพันธ์ ที่ดูเหมือนจะพยายามบินล่อนโชว์ให้เด่นจนถึงที่สุด เพื่อที่จะให้ตัวเองได้อยู่ป้วนเปี้ยนบนหน้าจอโทรทัศน์….ซะงั้น

“เห็นแล้วเหนื่อยแทนเซลเดอร์ ที่เป็นทั้งคนสร้าง ACT และเป็นหัวหน้าพวกเค้าอีกทีแฮะ พวกที่เหลือก็ป่วนกันจัดเต็มเลยแฮะ ยังดีที่ไม่มีมิวรวมเข้าไปด้วยยย! คงได้วายวอดแน่!”

“เอ้ะ ถ้าพูดถึงมิวละก็….”

อาร์คกลับมาอยู่ในโหมดจิตตกอีกรอบ คู่นี้ก็ยังไม่ได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่มีเรื่องกันเอง เจ้าตัวอีกคนก็หายวับไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“…ลืมไปเลยว่าพึ่งกินมื้อค่ำไปเมื่อกี้ แล้วจะเดินไปห้องอาหารทำไมละนั่น”

เด็กหนุ่มซีเรียสจนเริ่มเบลอไปซะแล้ว ท่าทางจะอาการหนัก….ว่าแต่ที่เดินออกมาแถวระเบียงโรงแรมได้นี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ฟระ ไหงบอกว่าเมื่อกี้โดนไทยมุงถล่มอยู่ไม่ใช่รึ!

 ใช้แล้วละครับ ถ้าเป็นเมื่อ 5 นาทีก่อนละก็ แต่ตอนนี้รอบตัวอาร์คไม่เหลือใครซักคนเดียว เงียบฉี่ไม่รู้ไปมุดหัวกันที่ไหนหมด…ไม่ซิไม่ใช่! จะเป็นที่ไหนได้นอกจากห้องนอนของตนเองละ เท่าที่จำไม่ผิด เค้าแบ่งห้องพักกันแยกห้องเรียนนั่นแหละ แน่ละว่าแยกห้องฝั่งชายกับหญิงด้วย เนื่องจากคนเขียนไม่มีอารมณ์เขียนฉากเซอร์วิต(ว่าไปนั่น-_-”) ห้องพักในโรงแรมทั้งหมดถูกออกแบบสไตล์ตะวันออกไกล ใช้ประตูเลื่อนที่ทำจากผ้าขึงกันเป็นลายถัก(แน่ใจรึว่าเป็นผ้า…) ใช้เพดานไม้เนื้ออ่อนสีเข้มซะจนดูกลืนกับกลางคืนแบบนี้

สิ่งที่อาร์คนึกออกในเวลานี้ก็คือ…

“อีกหนึ่งนาที….. 4 ทุ่ม ตายแล้วงัยยย!”

เส้นตายคือ 4 ทุ่มตรง เวลาที่เด็กดีสมควรจะนอนหลับพักผ่อนเพื่อเช้าที่สดใสในวันใหม่ และถ้าไม่เป็นเด็กที่ดีแล้วโดนอาจารณ์จับได้ละก็…. นี่เป็นกฏการเดินทางทัศนศึกษาอีกข้อที่มีเขียนไว้ในสมุดทัศนศึกษางานนี้ด้วย ทำยังกะเด็กประถมแน่ะ(แต่ ม.1 ก็พึ่งจะพ้นมาปีเดียวเองนิ…)

ตอนนี้ต้องรีบวิ่งให้เร็วที่สุด วิ่งหาห้องของตัวเองให้เจอ ห้องนอนของปี 1-C หาเจอก่อนจะหมดเวลา

รีบเปิดประตูห้องตัวเองอย่างเร็ว ในวินาทีสุดท้ายที่กำลังจะเข้าเวลา 4 ทุ่มตรง ทั้งที่หอบหายใจด้วยหน้าตื่นด้วยความโอเวอร์เกินพิกัส เสียงกวาดประตูดังลั่นพร้อมสภาพห้องภายในที่มืดสนิทที่เข้าสู่ห้วงนิทรากันหมด และแล้วก็…

4 ทุ่มตรง…!

“Save‼‼”

“แว๊กกกกก!”

ปังงงงๆๆๆ…..!

ฟิ้วๆๆ…วืด! โครม!ๆ

ห้องถูกเปิดไฟสว่างโล่ง อาร์คที่หมดเสียงล้มหงายท้องคาประตูห้องพร้อมทั้งหมอนหลายใบแปะอยู่ที่หน้า ที่ๆเคยเงียบสงบเมื่อครู่ดังเจี้ยวไปด้วยเสียงเด็กนักเรียน หมอนหนุนและอีกสารพัดหมอนบินลอยกันให้ว่อนทั่วห้อง ไม่ใช่แค่ห้องปี 1-C ชายเท่านั้น แต่ทุกๆห้องก็พากันสว่างโล่งพร้อมทั้งเสียงวาบป่วนที่ไล่ติดพันกันเป็นลูกโซ่

“อะไรวะเนี่ยยย!” ประธานเปิดงานตื่นขึ้นทั้งที่ยังติดอาการสตั้นอยู่อีกหลายวิ หากเสียงเปิดประตูของอาร์คนั่นแลที่เป็นสัญญาณเคาต์ดาวเปิดเทศกาลปาหมอนครั้งนี้

“งั้นเอาคืนกันไปให้ถ้วนหน้ากันเลย ย๊ายๆๆๆๆ! แกก่อนเลยมาสคัส”

“ไม่อาววุ้ย ชั้นมีเยอะแล้ว จ๊ากกก!” มาสคัสปากปลาหมอโดนรุมยำรอบทิศก่อนใครเพื่อน แต่แค่นั้นไม่ทำให้ใจเสียเลยซะนิด เพราะ

“ท่าไม้ตาย หมอนโทนาโด” เจ้าตัวหมุนตัวปล่อยหมอน แถมกระจายโดนไม่เลือกเข้าหลายราย เป็นนินจารึไงฟระ!

“เห้ย ไหงหมอนมาจากประตูได้ละ” เด็กชายคนนึงเห็นหมอนลอยมาเพิ่มขึ้นผิดปกติ ก็เห็นสิ่งผิดปกติที่ประตู มันถูกเปิดทั้งไว้โดยไม่มีใครปิดไว้ และ…

“แถวหน้ากระดาน โจมตีได้คะ!”

“พวกผู้หญิง!”

หมอนกว่าหกใบลอยข้ามฟากมาจากฝั่งหญิงของปี 1-C จริงๆห้องชายกับหญิงก็แค่อยู่ตรงข้ามทางเดินเอง ไม่วายก็เก็ดสงครามข้ามฟากกันเข้าให้

“อาร์ค รับความรู้สึกของชั้นไปซะดีๆ โอ้ยยย!” อีเน่ที่แอบข้ามห้องเข้ามาแจม มัวแต่ตั้นท่าเล็งหมอนใส่อาร์คก็เจอเข้าเต็มหน้าจนล้มไปเรียบร้อย

“แชะๆๆ อะไรขาวๆบังกล้องหว่า…” ชิโน ที่กำลังตามเก็บภาพความมัน(มั้ง) ตามสไตล์ปาปารัสซี่ ต้องชงักชั่วครู่ ก่อนที่ของขาวๆที่บังกล้องจะหายไป แต่หากรู้ว่าหน้าตัวเองกลายเป็นรอยกล้องไปซะแล้ว จากที่โดนหมอนตอกใส่กล้องเมื่อกี้

และก่อนที่ค่ำคืนนี้ได้จบลงด้วยสงครามปาหมอนงานประจำเจ้าเก่าของการทัศนศึกษา ก็คงจะอีกพักใหญ่ หากตาพวกอาจารณ์ก็ไม่ได้เข้ามาดูเหตุการณ์เลยซักนิด เพราะทางนั้นก็เจอเหตุการณ์แบบเดียวกัน



หากช่วงกลางวันคือช่วงเวลาอันแสนวุ่นวายและน่าปวดหัวของโลกใบนี้ ในยามกลางดึกนั้งก็คงเป็นช่วงเวลาที่สงบและว่างเปล่าเช่นกัน ตอนนี้ต่างคนต่างหลับไหลพร้อมกับความสุขที่หัวได้วางอยู่บนหมอน? อันนุ่มนิ่ม? ยกเว้นบางรายที่หมอนผ่านสมรภูมิหนักจนไม่น่าจะให้เรียกว่าหมอนได้อีกแล้ว! แต่อย่างน้อยที่โรงแรมในตอนนี้ก็ไม่มีสิ่งใดที่ผิดปกติ

นอกไปเสียจาก…เงาคนลึกลับ ที่กำลังคืบคลานเข้ามายังห้องของอาร์คอย่างช้าๆ ไร้ความรู้สึก ภายในห้องปี 1-C ชาย ที่กำลังหลับไหลไร้สติ (แต่ละคนกำลังนอนละเมอถึงของที่ตัวเองชอบ) เสียงที่บางเบานั้นยังพอทำให้อาร์ครู้สึกฟุ้งซานจนลำคาญได้

จ๊าก อุ๊บบบบ!

อาร์คแลเห็นเงานั้นอยู่ต่อหน้าทั้งที่อยู่ห่างจากปลายจมูกเพียงแค่นับมิลได้ แต่มืออีกข้างของเงานั่นปิดปากของเค้าจนเสียงหายไปสิ้น นั่นยิ่งทำให้และยื่นมือมาทำให้เขาสะดุ้งด้วยความตื่น  

“ซู่ๆๆๆ มีภารกิจด่วน ช่วยชั้นหน่อย”

เงานั้นก็คือมิวนั้นเอง เธอได้ย่องเข้ามาเพื่อบอกข่าวที่ยานคาเทเรียเรียกตัวพวกเขาให้ไปทำภารกิจ และเธอคงจะไปเองคนเดียวไม่ได้แน่ถ้าไม่มีเขา น่าแปลกใจนิกๆที่เธอเอบเข้าห้องผู้ชายมา แถมหน้าเธอยังอยู่ชิดหน้าของเขามากซะจนเกือบเผลอส่งเสียงออกมาด้วยหน้าที่แดงจัด

“เฮ้ยยยย ตกใจหมด เออ…..แล้วจะไปยังไงละนั่น?”

“ก็…ACT ของนายยังไงละ”

“มิน่า ถึงต้องเป็นชั้นซินะ เหอะๆๆ!”

มิวเองก็ทำหน้าบึ้งไม่พอใจใส่อาร์คเป็นเนื่องๆ แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกมากนักถึงจะไม่อยากไปกับคนอย่างอาร์ค พวกเขาค่อยๆแอบออกจากห้องให้เงียบที่สุด ไปยังวิงดั้มที่แอบอยู่ด้านนอกโรงแรม ก่อนที่จะหายจากพื้นด้วยความเร็วที่สูงกว่าทั้งยานรบและ ACT ปกติทั่วๆไป  เป้าหมายคือสมทบกับยานแม่คาเทเรียที่มุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน ซานฟาซิกโก

……………………………………………….

“ที่จริงผมก็ไม่อยากให้ทางนั้นไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้นเลย แต่ทางกองพันอื่นบ่ายเบี่ยงหมด ข้อมูลก็ไม่ได้รับการยืนยันแน่ชัด”

 “ไม่ต้องห่วงคะท่าน พวกเราจะตรวจสอบที่นั่นให้เอง คิดว่ายังไงก็เป็นแค่อุบัติเหตุไม่ร้ายแรงมากหรอก”

สายการติดต่อถูกเชื่อมต่อระหว่างกันกลางดึก สายสนทนานี้เป็นของฐานทัพอิตาลีของสหพันธ์ที่กำลังซ่อมแซมความเสียหายครั้งใหญ่ ห้องบัญชาการของ พ.ต. วิสเบิร์ส เกบิลัน ที่ยังคงสว่างตลอดทั้งคืน กับปลายทางที่เหมือนกำลังเคลื่อนที่อยู่ สัญญาณเลยไม่ค่อยชัดนัก

“รบกวนด้วยละ กัปตันยานคาเทเรีย”

“เรียกเต็มยศเกินไปแล้วละคะ คุณเป็นห่วงเรื่องโดนเฮ็กข้อมูลมากไปนะ เดี๋ยวจะหัวล้านเร็วเอาน้า ขอตัวละคะ ฮิๆๆ!”

เสียงกัปตันสาว โทโมโกะ แกล้งหยอกแล่นแก่เครียส ก่อนที่สายจะตัดหายไป ทิ้งไว้แต่ความกังวงของ ผบ.ที่หันมองท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งดวงดาว

“ทำไงได้ละ เมื่อข้อมูลที่รั่วไปตอนนั้นเป็นถึงข้อมูลลับที่แม้แต่ผม รึนายทหารในฐานนี้ ไม่มีใครที่รู้รายระเอียดในนั้นเลยซักคน นอกจากทางศูนย์กลาง…ซักสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเลยแฮะ!”

.....................................

กลับมาที่ยานคาเทเรียตอนแรกเริ่มอีกครั้ง ฟ้าเริ่มสางเต็มที่พร้อมกับสมาชิกบนยานที่เริ่มวุ่นวายกันทั่ว หลังจากที่อยู่เหนือทะเลซะนานก็เห็นแผ่นดินกันซะที หลายคนเริ่มแวะมาหาของกินก่อนจะเริ่มภารกิจที่จุดหมาย

ไรนะ “แหมะๆ คนอย่างเธอพูดซะสวยหรูแบบนั้นเป็นด้วยรึ!”

คาเซะ “ทีอย่างเธอเอง ก็ทำอย่างอื่นนอกจากขี้สงสัยไม่เป็นเลยรึไงยะ!”

“พวกเธอสองคนกินเลยจังเลยนะ” เรลี่ สาวน้อยจอมกวนแห่งทีมสไตรเรย์ หัวเราะสนุกสนาน ในเมื่อสองสาวดูโอ้กำลังแข่งซดถ้วยข้าวต้มเครื่องไม่ลืมหูลืมตา ว่าแต่ดันทำอะหารแบบนี้บนยานเนี่นนะ มันดูตะเเม่งๆยังไงไม่รู้

“ขออีกชาม เอ๋…..แคว๊กๆๆๆ” สองมือยกขึ้นพร้อมกัน ก่อนต่างฝ่ายจะรู้สึกตัวแล้วหันมองมาขู่ใส่กันเหมือนสองแมวซะงั้นพอแล้วก็มาฟัดกับชามต่อ คู่นี้สมกับเป็นคู่แข่งตัวจริง ขนาดตอนกินก็ยังไม่เลิก เห็นว่าคู่นี้เป็นกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว งั้นตอนนี้พวกเธอก็คงแก่แล้วมั้ง

“ปากเหรอนั่นน่า พวกเราพึ่งจะ 19 เองยะ กลับไปที่ชอบๆเลยไป๊”

“ถ้างั้นเนียร์ก็คงซัก 12 ละมั้งใช่มั้ย ก็ตัวเธอเตี้ยกว่ามิวอีก ดูแล้วอย่างมากก็แค่ 140 ซม.เองด้วยซ้ำ” เรลี่แอบเอาเพื่อนสาวอีกคนมาเผาเล่นต่อ หากแต่ว่าเธอไม่อยู่ในห้องอาหารเลยกล้าเล่นออกมาได้

“ไรนะ ชั้นได้ยินนะรู้มั้ย ที่จริงชั้นอายุ 22 แล้วต่างหาก รู้ไว้ซะด้วย”

รูปฉายจอภาพของเด็กหญิงหน้าละอ่อน รึก็คือสาวน้อยมาดโลลิ(ด้วยความเตี้ยเป็นเหตุ) ถ้าไม่ติดตรงที่หน้าที่โครตจะเรียบเฉยไร้ความรู้สึกแม้แต่กับสิ่งที่ตนเองพึ่งพูดออกไป เนียร์ประกาศผ่านสื่อต่อหน้าไม่เพียงแต่พวกไรนะ แต่มันถูกแสดงขึ้นทั่วทั้งยานเลย

“หา….!”

ทั้งไรนะและคาเซะอึ้งจงแทบพ่นข้าวต้มออกจากปาก คงยังมีอีกหลายคนที่มีสภาพตกใจตามแบบของตัวเองไม่แพ้กัน ว่าแต่…?

“ชั้นทำ OT เป็นโอเปอเรเตอร์น่ะ เรื่องนั้นพอไว้ก่อน ตอนนี้มี ACT ฝ่ายเราเครื่องนึงกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ยืนยันเรียบร้อย ยานคาเทเรียอนุญาติเตรียมเปิดฮักส์เพื่อให้ลงจอดได้”

“หลังจากที่ลงจอดเรียบร้อยแล้วขอให้นักบินและหัวหน้าหน่วยทุกคนเข้าประชุมที่ห้องวางแผนด้วยคะ ขอย้ำอีกครั้งว่าทุกคน ไม่อย่างนั้นอาจได้รับของขวัญจากกัปตันยานได้ค่ะ แค่นี้ละ….บี๊ป”

“เฮ้ยยยย! อย่ามาเปิกฮักส์เอาเองตามใจชอบซิวะ ยายบ้า”

ทางด้านโรงเก็บหุ่นที่ได้เสียงยืนยันต่างพากันโวยวายกันยกใหญ่ นายช่างประจำยาน รต.เซลเดอร์ ที่มัวเอาแต่ด่าจอมอนิเตอร์กันยกใหญ่ ทั้งที่ตัวจอไม่เป็นฝ่ายผิดเลยซักนิก เค้าลืมตัวไปว่านายช่างคนอื่นหายเกลี้ยงแล้ว เพื่อหาที่หลบปักหลักกัน จากประตูด้านนอกยานที่กำลังเปิดอ้าซ่าอย่างช้าๆ ในอีกไม่กี่วินาทีที่จะถึง

“ไม่รีบหลบเดี๋ยวก็ปลิวไปหรอกครับ คุณเซลเดอร์”

“ไม่ทันแล้วโว้ย ไอ้บ้า..!”

ลมกระโชกแรงพัดเข้ามาอย่างแรงกล้า ร่างของนายช่างผู้โชคร้ายถูกเหวี่ยงขึ้นไปจากพื้น และถูกลมที่สะท้องกลับมาอัดเต็มที่จนกำลังลยออกนอกประตูยานเสียแล้ว

“หลีกไปๆๆๆ”

ACT เครื่องที่ว่ากำลังพุ่งสวนเเข้ามา นั่นไม่ใช่หุ่นแปลกหน้าที่ไหน หุ่นเครื่องสีเขียวกายขาวไม่ธรรมดาฐานะ S ประจำยาน วิงดั้ม แต่ไหงเสียงถึงได้ดุๆแบบผู้หญิงแบบนั่น จำได้ว่าคนขับเป็นชายแท้ เต็ม 100% นิ

“จะรีบเกินไปแล้ว อย่างนั้นไม่ได้นะ มิว เบรกไม่ทันแล้ววว…!”

จ๊ากกกกกกกๆๆๆ!

เสียงหลงสุดท้ายของเซลเดอร์และบรรดาทหารช่าง ก่อนที่หุ่นสีเขียวพุ่งลงปรี๊ดจนอึกทึกคึกโครม ACT เครื่องอื่นๆถึงกับสั่นจนแทบล้ม แรงลมทำเองเครื่องมือกระเด็นบินว่อน นายช่างบางคนถูกหอบไปตามลมด้วยแม้จะยึดตัวเองไว้อย่างดีแล้ว ควันตลบฟุ้งจนในที่สุดหุ่นสีเขียวก็หยุดลงในท่านั่งคุกเข่าข้างนึง และประตูก็ได้ปิดลง

“ใครก็ได้ช่วยบอกที ชั้นยังไม่ตายใช่มั้ย….” ช่างหัวหน้าหนุ่มยังไม่ถึวฆาตร เขาอยู่บนฝ่ามือของวิงดั้มพอดีก่อนที่จะหลุดออกนอกยานแม่

“ลงจอดเสร็จสิ้น ไม่มีความเสียหายใดๆ นอกจากโรงเก็บรกขึ้นนิดหน่อย จบการรายงาน” เนียรประเมินสถานการณ์ก่อนจะจากจอไป แล้วจะสรุปเรื่องพรรณนี้ไปทำซากอะไรละนั่น…

“เอ้ะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น….รึคะ”

เสียงปรึศนาที่พึ่งปรากฎหน้าสะพานเดินเรือ สา หรือ พฤกษา อุดรเมฆ สาวแว่นที่ลืมใส่แว่น??? โอเปอเรเตอร์ประจำตำแหน่งตัวจริงดันพึ่งจะมาโผล่เอาตอนนี้เนี่ยนะ และก็เป็นอีกสาเหตุให้เนียรต้องมาทำโอทีนี่เอง แล้วมัวไปทำอะไรอยู่กันยะ

“เรื่องนั้นช่างมันก่อน ว่าแต่ช่วยไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนได้มั้ย!”

โอเปอเรเตอร์ทุกคนพูดพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย เพราะไม่ใช่แค่เธอจะงัวเงียทั้งที่ลืมใส่แว่นจนเห็นลูกตากลมๆบ้องแบ้วแล้ว ยังโผล่มาในชุดนอนกระโปรงวันพีชสีชมพูยาวสุดบางหวิยทะลุเรืองร่างเว้ามนแบบโนแพนดี้โนบรา แถมหมวกตุ๊กตากระต่ายมาอีก ยังดีไม่มีลมลามกพัดโฉบเล่นในยานลำนี้ ถึงจะไม่ใช่สายโนตมโดยตรง แต่แค่นี้ทุกคนในที่นี้ก็จิตกระเจิงจะแย่อยู่แล้ว…


ซักหลายนาทีต่อมา

“พวกเธอมันบ้าเกินไปแล้ว ให้ตายซิ”

“ขอโทษคร้าบ/ค่า กัปตันที่เคารพยิ่งงง….” อาร์คกับมิว พร้อมกับหัวที่ปูดโนขึ้นมากลางหัว และการเทศนาย่อมๆ เรียกน้ำย่อยก่อนจะเริ่มประชุมกันจริงๆ ซึ่งบรรดานักบินทั้งหลายอย่างหน่วยหนักเช่นพวกของคาอส ทีมสไตรเรย์ หัวหน้านายช่างและสะพานเดินเรือที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้มารวมตัวกัน

“เพราะเธอเอาแต่รีบจี้ให้มานั่นแหละ” อาร์คแอบบ่นเบาๆไม่พอใจใส่ เธอก็ยิ่งเคืองกลับแบบจงชังยิ่งกว่าเก่าอีก จนแล้วจนรอดคู่นี้ท่าจะประสานกันยาก

“เหอะๆ แล้วตกลงว่าเป้าหมายของพวกเรา เกิดอะไรขึ้นกับที่นั่นกันแน่ กัปตัน”

“อืม งั้นเข้าเรื่องกันเลยละกัน”

“เรื่องก็คือมีสัญญานขอความช่วยเหลือฉุกเฉินเข้ามาทางนี้ จากสถานีวิจัยพลังงานทดแทนของสหพันธ์ที่เขตซานฟาซิกโก ทางเราเลยต้องรีบมาดู แค่นั้นแหละ”

“จบง่ายไปแล้วมั้ง คุณกัปตัน!” คาออสทักท้วงขึ้นมาทันที ทั้งมองค้อนไปที่กัปตันตามแบบไอ้หนุ่มบ้า ทว่าสายตานั้นเหมือนเจ้าตัวจะรู้ความสำคัญของคำพูดนั่น กัปตันโทโมโกะ

“ใช่ แต่มันไม่ง่ายอย่างที่อยากนี่สิ เมื่องานนี้ไม่มีหน่วยงานใดในสหพันธ์ที่กล้ารับมาเลยซักราย ทั้งที่เขตอยู่ใกล้กว่าพวกเรา ซ้ำยังมีรายงานข้อมูลที่พึ่งเข้ามาได้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ ซึ่งตามหน้าที่ชั้นไม่สามารถบอกให้พวกเธอทุกคนในที่นี้รู้ด้วยซ้ำ แต่ยังไงพวกเราอาจต้องได้รู้ความจริงอยู่ดีอย่างช่วยไม่ได้…..นั่นหมายถึงในกรณีที่เลวร้ายที่สุดที่ชั้นคิดไว้นา”

“หมายความว่ายังไง…” อาร์คแย้งข้องใจ พร้อมกับความตรึงเครียดที่เริ่มเพิ่มมากขึ้นในห้องประชุม

“กัปตัน ใกล้ถึงที่หมายอีก 30 กิโลเมตรแล้วค่า และนี่คือภาพระยะไกลที่ยานคาเทเรียพอจะจับภาพคร่าวๆได้จากจุดนี้ จะส่งเข้าไปละนะค่ะ” โอเปอเรเตอร์สาวที่กลับมาอยู่ใต้แว่นตาอีกครั้ง สา รายงานสถานการณ์ยานคาเทเรีย ถ้าสังเกตุดีๆเธอเองก็มีรอยปูดโนที่หัวด้วยเหมือนกัน

ภาพที่ฉายขึ้นต่อหน้าทุกคนทำให้ความความตรึงเครียดถึงขีดสุด พื้นที่ใกล้ๆเมืองซานฟาซิกโกนั้นกลายเป็นหลุมวงกลมขนาดใหญ่กินพื้นที่มาก จากที่ดูคร่าวๆตามสภาพอาคาร คงกินรัสมีกว้างเป็น 2-3 กิโลเมตร ที่สำคัญก็คือบริเวณนั้นก็คือที่ตั้งของสถานีวิจัยที่ว่าหลายคนเริ่มตัวแข็งทื่อด้วยความช๊อกกันถ้วนหน้า

เว้นแต่เนียร ที่หน้าเหมือนจะไม่รับรู้ความรู้สึกหวาดกลัวอะไรแบบนั้นเลย กับเรลี่ ที่เล่นซ่อนลูกตาดำซะแล้ว แถมยังเขียนปากกาเมจิกที่เปลือกตาให้เหมือนกำลังตั้งหน้าตั้งตาฟังซะอีก…

“จากข้อมูลที่วิเคราะห์เบื้องต้นของยานแล้วค่า ที่นั่นถูกทำลายด้วยอะไรบางอย่างเป็นรัศมีกว้างมาก ทั้งไม่มีร่องรอยการฝ่าชั้นบรรยากาศ เมื่อเปรียบเทียบแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเป็นการตกของอุกกาบาตแบบเหตุครั้งนั้นเลย ที่สำคัญก็คือ ทั้งที่มีสภาพความกดอากาศที่แปรปรวนรอบพื้นที่นั้น แต่กลับไม่มีร่องรอยของความร้อนที่ควรจะเกิดขึ้นจากการระเบิดเลยนี่ซิค่ะ แปลกมากๆเลย” โอเปอเรเตอร์สารายงาน

“แปลว่าไม่ใช่การระเบิด แล้วจะเกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไงละ”

“ไม่เหลือซากเลยวุ้ย ยังกะโดนหลุมดำงั้นแหละ” คาออสเห็นสภาพแล้วยังอ้าปากค้าง

“เล่าต่อเถอะ กัปตัน” มิวจี้ย้ำเข้าไป

“ตื่นได้แล้ว เอาละ…” กัปตันสาว รต.โทโมโกะ ส่งปลอกปากกาใส่หน้าผากเรลี่ที่หลับ จนตัวชี้แด่เป็นเสาไฟฟ้า

“ที่นั่นปกปิดข้อมูลที่แท้จริงจากโลกภายนอกไว้ ภายนอกทดลองการใช้แรงดึงดูดของโลกและพลังงานสะสมมวลสารมาใช้ในชีวิตจริง ที่จริงมันแอบทำการทดลองอาวุธชนิดใหม่ให้แก่ทางกองทัพสหพันธ์ ข้อมูลของศูนย์ใหญ่ไม่บอกรายละเอียด นอกจากพลังทำลายที่รุนแรงเป็นวงกว้าง เหมือนอย่างที่เห็นนั่นแหละ”

“ชื่อของมันคือ “แบล็คโทโรจินแคนนอน” ที่มีกำหนดการเสร็จสมบูรณ์ในอีก 2 สัปดาห์ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขั้นแต่ดูเหมือนจะเกิดการทดลองผิดพลาดจนเป็นอย่างนี้”


“และแล้วพวกเราก็ถูกส่งมาซะแนวหน้าสุดจนได้”

เรลี่บ่นไปพลาง ขับยานสไตรเรย์บินอยู่เหนือจุดที่เกิดการระเบิด ผลจากการประชุมที่ผ่านมาได้แจงให้ทีมสไตรเรย์ออกสำรวจพื้นที่โดยรอบการระเบิดทั้งหมดทางอากาศ หน่วยของคาออสคอยคุ้มกันยานแม่คาเทเรียและตัวเมืองใกล้เคียง กับสำรวจเขตภาคพื้นล้อมรอบจุดศูนย์กลาง และส่วนตรวจสอบอยู่ดูที่ศูนย์กลางแม้ว่าจะไม่เหลือซากของสถาบันวิจัยที่ส่ง SOS มาแล้วก็ตาม

“บ่นมากน่า ว่าไง ลองบินแข่งรอบวงซักรอบเอามั้ย” คาเซะร้องใส่จอจนน้ำลายพุ่งด้วยความมัน เหมือนจะหาเรื่องแก้เบื่อได้แล้ว

“เจอขนาดนี้ยังมีกะจิตกะใจอีกรึเนี่ย?” ไรนะบ่นด้วยความข้องใจ ได้แต่คิดว่ามันสมกันดีกับสมองกลวงๆ ของหญิงเหล็กคนนั้นละนะ ถ้าเธอเกิดเป็นผู้ชายเข้า คงจะกลายเป็นสุดยอดเทพเจ้าหมัดดาวหางบัลเล่ไปแล้วละมั้ง (ล่อซะตู้ทะลุแล้ว จะไปล่ออะไรต่อดีละ…)

“แล้วทางนั้นเป็นยังไงบ้าง พาร์คเสริมที่ชั้นติดตั้งให้เครื่องเธอ ลันเชอร์พาร์ค ที่ติดตั้งระบบเพิ่มความมั่นคงในการทรงตัว ระบบเซนเซอร์เสริมรอบทิศ กับ 70 mm ดูโอ้บลิสลันเชอร์ ที่ยิงได้ต่อเนื่องกว่า และโหมดสไนเปอร์ที่เล็งได้ไกลสูงมากกว่าสไนเปอร์กันปกติเยอะ” เซลเดอร์ย้ำไรนะด้วยอาการเป็นห่วง…ห่วงของนะ ไม่ใช่คน!

“ของพวกนั้นชั้นยังไม่รู้ แต่ความสัมพันธ์กับระบบแปลงร่างโอเคดี!”

“อย่าเอาไปทำพังเชียวนะ บอกไว้ก่อนเลย พาร์คนี้เริ่มสร้างก่อนเพื่อนแต่เสร็จช้าสุดเลย”

“แล้วของชั้นละ เซลเดอร์ง่ะ” เรลี่ร้องโอดครวน แต่เนียร์ไม่สนใจซักเท่าไหร่

“ยายตัวแสบพวกนี้ไม่ค่อยรักษาของหรอกนะ กัปตัน”

นายช่างใหญ่เซลเดอร์ตัดสายสัญญาณกลับมาทางกัปตันสาวแล้ว ทางฟากนี้เองก็กำลังตรวจสอบศูนย์กลางพร้อมกับอาร์ค และพรรคพวกเหล่าช่างเทคนิกอีกส่วน ที่กำลังรื้อค้น….พูดง่ายๆก็แค่กองดินกองทรายเท่านั้น ถึงก่อนน่านี้มันจะเคยเป็นฐานที่มีของอาคารขนาดใหญ่ของศูนย์วิจัยอยู่ด้านบนก็เถอะ

“ซ้ำแดนก็ร้อนนรกเลยละนั่น!” อาร์คบ่นทั้งปัดทรายเจอของบางอย่าง ตอนนี้พยายามขุดมันเข้าไป ขุดมันเข้าไปๆ…! ไม่แพ้คณะตรวจสอบท่านอื่นๆ

“จริงด้วยให้ตายซิ ว่าแต่ชั้นจัดการเจ้าหัวยาน โอเวอร์เรลลันเตอร์ เสร็จเรียบร้อยแล้วนะกัปตัน ถึงจะมาทันครั้งก่อนก็เถอะ แต่ว่า….”

“จะเล่นมุขไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ 100% งั้นรึ คุณเซลเดอร์ จางงง…” กัปตันสาวล้อกลับ ท่านายช่างใหญ่ของยานจะไม่ชอบแฮะ

“เพราะงี้ถึงได้เกลียดผู้หญิง(รู้ทัน)ไรละเฟ้ย!”

“ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ! ถึงพลังทำลายจะรุนแรงเอาเรื่อง แต่ระบบการรวมพลังงานยังไม่ค่อยเสถียนเท่าไหร จึงเก็บพลังงานไว้เองไม่ได้ ต้องชาร์ทพลังงานก่อนยิงจากภายนอกเท่านั่น ครั้งนึงก็ใช้เวลานานร่วม 100 วินาทีเลยด้วยซ้ำ และต้องใช้เวลาคายพลังงานส่วนเกินหลังยิงอีกอย่างน้อย 10 เท่า ถึงจะเริ่มชาร์ทยิงใหม่ได้อีก คิดก่อนจะใช้ด้วยละ”

“แค่นั้นก็ดีเกินพอแล้วละ แต่เท่าที่เห็นทางนั่นก็เหนื่อยเอาเรื่องนะเนี่ย พยายามเข้านะ”

“เจอแต่กล่องดำแปลกๆ แกะไม่ออกด้วย” อาร์คท่าจะเจอของบางอย่าง กล่องเหล็กกล้าสีดำสนิท มันถูกฝังด้วยแรงระเบิดแต่ถูกงัดขึ้นมาบนมืออาร์คแล้ว

“เอามาให้ชั้นซิ เห้ยยย….!” พริบตาที่อาร์คยื่นมันวางบนมือของช่างเซลเดอร์ ปรากฏว่ามันนั้นได้แตกสลายกลายเป็นฝุ่นทรายปในทันที ก่อนที่จะกระจายลอยหายไปจนหมด ไม่เหลืออะไรเลย หายคามือเค้าเลยด้วย

“มันบ้าอะไรเนี่ย รึว่าชั้นบ้าไปแล้วคนเดียวกันแน่ฟระ!”

“ใจเย็นไว้ก่อนคุณเซลเดอร์”

เซลเดอร์ตาถลนแหกปากลั่นเป็นเจ้าเข้า แต่ทุกคนในที่นั้นก็เห็นไม่ต่างไปจากที่เค้าเห็นนั่นแหละ นี่ก็เป็นผลจากการระเบิดด้วยรึ? แล้วอย่างนี้จะมีอะไรเหลือให้กู้ละ…?

“อืม…ดูท่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับมิว จะต้องจบลงแบบนี้ด้วยงั้นหรือ…”

อาร์คเห็นแล้วคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา ถ้ามันยังเป็นแบบนี้ต่อไป ทั้งคู่ก็คง…

“ไม่อยากคิดเลยว่าพวกนั้นกำลังวิจัยสร้างอาวุธขนาดใหญ่บางอย่างอยู่ แต่มันก็แค่นั้น พวกเราไม่มีข้อมูลอย่างอื่นนอกจากนั้นเลย”

ทางกัปตันโทโมโกะที่รออยู่บนสะพานเดินเรือเองก็ซีเรียสไม่แพ้กัน แต่ที่เธอหวาดกลัวมากที่สุด นั้นก็คือ คนที่ตองการพลังของมันต่างหาก ถึงกลับต้องพยายามสร้างของแบบนั้นขึ้นมา ยังไงก็ตาม ตอนนี้มีสัญญาณติดต่อเข้ามาจาก ACT เครื่องจ่าฝูง คาออส

“ถ้าพวกนั้นได้มันไปก่อนแล้วละ!” คาออสที่คิดถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นตามมา แม้ข้อสันนิฐานนี้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด แต่มันก็คือกรณีเลวร้ายที่สุดที่กัปตันโทมโกะเคยพูดไว้นั่นแหละ

“คุณ กัปตัน…” โอเปอเรเตอร์แว่นตา สา เองก็เห็นกัปตันสาววิตกเป็นครั้งแรก แต่เธอก็โอนสายสัญญาณที่ติดต่อเข้ามาใหม่ให้

“กัปตัน! ทางนี้ตรวจพบร่องรอยบางอย่างทางเหนือด้วยค่ะ”

สัญญาณติดต่าจากมิว ทางทีมสไตรเรย์ รึว่านี่...สัญญาณอันตราย?


.......................to be continue

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 20, 2012, 09:04:58 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Talent Pilot
***
กระทู้: 216


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #55 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2012, 09:07:55 PM »


มิวจากทางทีมสไตรเรย์ติดต่อเข้ามาจากทางอีกช่องสัญญาณ ก่อนผลัดไปแสดงหน้าจอที่พื้นที่ผิดปกติทางเหนือจุดศูนย์กลางระเบิด พื้นที่ยุบเป็นรอยลึกเหมือนเท้าขนาดใหญ่เรียงรายกันเป็นเส้น แล้วน่าจะเป็นของหุ่นรบมากกว่าพวกคนยักษ์ รอยที่ว่ามันผ่านตรงไปยังชายป่าทางทิศเหนือ

“และเหมือนจะยังมีอีกรอยนึงด้วยค่ะ เอ้ะ!….มันอะไรหว่า!”

ไรนะทักด้วยสไตล์ขี้สงสัยเหมือนเคย แต่ยังไงก็น่าสงสัยจริงๆนั้นแหละ เพราะมันไม่ใช่รอยแบบเดียวกันซะแล้ว ร่องที่เป็นทางยาวจมลงไปยังกะถูกลากเป็นทางยาว ไปทางด้านเดียวกัน

“งูยักษ์อามาเกด้อนไง ชัวป้าบ….!” ไรนะยกนิ้วโป้งด้วยความมั่นใจเกิน 150 สำหรับเธอมันต้องใช้แน่ๆ! พูดง่ายๆว่าเธอเป็นคนเกินบาทนั่นเอง

“จะบ้ารึไงยะหล่อนนนน!” สามสาวที่เหลือร้องลั่นเตรียมจะตอกหน้าเธอทิ้งเสียแล้ว

“อามาเกด้อน มันเป็นเรือสำราญต่างหากละ ทาญาติที่สืบทอดเจตนารมณ์ของไททานิกผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว…!” เนียรตัดบทได้เป้กแบบไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยซะอีก พอมาดูอีกที ทางกัปตันโทโมโกะก็รีบตัดสัญญาณทิ้งไปเสียแล้ว ก่อนที่พวกหล่อนจะพาออกทะเลไปไกลซะจน “ไม่” สามารถ “เข้าท่า” ได้อีก

“รอยงั้นรึ มีอะไรผ่านไปกันแน่ รึว่าเป็นกับดักของใครบางคน”

กัปตันโทโมโกะพยายามทบทวนร่องรอยที่พบมาทั้งหมด ไม่มีใครรู้ถึงที่มาของมัน และการที่ไม่ปกปิดร่อยรอยดังกล่าวนี้ แม้ว่ามันจะอันตรายเกินไป แต่คงต้องไปดูเท่านั้นเพราะมันเป็นร่องรอยที่สำคัญมากเพียงหนึ่งเดียวที่พบในตอนนี้

“เหนื่อยอีกแล้ว ช่วยไม่ได้แฮะ ก็ได้ครับผม”

สุดท้ายกัปตันโทโมโกะ จึงได้สั่งหน่วยบินเร็วที่สุดของกลุ่ม ซึ่งหน้าที่นี้ก็ตกไปอยู่ที่อาร์คกับวิงดั้มอีกครั้ง เป็นผู้จัดการบินไปพิสูทธิ์ด้วยตาตนเอง ไม่มีสิ่งใดบอกได้ถึงอนาคตที่กำลังเกิดขึ้น

“ได้เรื่องอะไรอีกเปล่า เรลี่” คาเซะที่ขับวนใกล้ๆรอยที่เหมือนจะขาดๆหายๆ เห็นมิวท่าทางบินเหวี่ยงแบบอารมณ์บ่จอยนัก เลยหันมาถามอีกสาวแทน แต่ดูท่าจะสิ้นผิดรึเปล่า…!

“ก็ไม่ได้อะไรเลย นอกจากไอ้นี่”

“คิดจะแบล็กเมล์ชั้นรึไงยะ ยายบ้านี่ มาให้ชั้นตื้บซะดีๆ”

เรลี่แอบส่งภาพถ่ายสุดกวนไปให้คาเซะดู ซึ่งทำให้เจ้าตัวร้อนตัวจนพูดไม่ออกราวกับเสียท่าเข้าให้แล้ว จึงได้แต่แยกเขี้ยวใส่หวังกลับมาเอาคืนเธออย่างหนัก มันช่างเป็นรูปที่น่าอายเกินกว่าจะให้คนอื่นดู เป็นความลับที่จะให้ใครเห็นไม่ได้ แต่กลับตกอยู่ในเงื้อมมือยายตัวร้ายไปเสียแล้ว

“ทำอะไรของพวกหล่อนละนั่น…?”

ที่ไรนะเห็นคือหุ่นสไตรเรย์สองเครื่องที่ถูกเอามาใช้วิ่งไล่จับกันซะงั้น ส่วนเครื่องของเนียรกำกำลังนั่งหน้านิ่งไม่ทุกร้อน…อยู่บนซากของหุ่นแปลกๆที่เธอพึ่งตื้บเสร็จ ดูน่าจะเป็นของฝ่ายแคปที่ซุ่มอยู่ แถมไม่มีใครสังเกตุกันดูที่เธอเลยซักคน และเธอก็นั่งเงียบชี่ไม่รู้ไม่ชี้ซะอีก แต่แบบนี้ต้องมีแอบกันอีก

ปังๆๆๆๆ

“เชอะ”

เสียงแหวกอากาศฝ่าเข้ามาหาฝูงสไตรเรย์เข้าจำนวนมาก ACT ธรรมดาคงพรุนไปเรียบร้อยแล้ว แต่หากได้ทำให้โล่สีแดงของมิวมีรอยขีดข่วน สไตรเรย์พาร์คเสริมโล่ดึงปืนลำแสงออกมาตอบโต้ ผู้ซุ่มฉาบหลบไม่ทัน ส่วนขาข้างนึงถูกลำแสงเจาะทำลายไป

“ท่าทางแขกจะยอมเสนอหน้าออกมาจนได้” คาเซะร้องทัก ท่ามกลางเสียงไอพ่นที่พอกันลอยขึ้นมาเต็มไปหมด บรรดา ACT รุ่นติดเกราะเบาหลากสี ติดกีเทลบูส อุปกรณ์เสริมบินแบบดั้งเดิมรุ่นเฉพาะของ CAPE ออกมาต้อนรับกันหน้าสลอน คงเหนื่อยหน่อยละ



“สัญญาณข้าศึก ACT จำนวน 40 เครื่อง คาดว่าเป็นของแคป ปรากฏขึ้นทางทิศเหนือทางทีมสไตรเรย์ นี่มัน รุ่นกาเนียลค่า กัปตัน!” โอเปอเรเตอร์สาวแว่นรายงานพร้อมสัญญาณฉุกเฉินดังขึ้น

“ส่งกำลังเสริมเข้าไปสมทบ กระจายโอบทางปีกซ้ายและปีกขวาของทีมสไตรเรย์” กัปตันสาวสั่งการ ยานคาเทเรียลอยขึ้นอีกครั้ง

“เมื่อกี้มัน เสียงปืนจากด้านหลัง” อาร์คได้ยินเสียงการต่อสู้เริ่มจากด้านหลัง วิงดั้มที่หยุดบินกระทันหันเริ่มสงสัย แต่หากต้องบินกลับไป

ตูมมม! หุ่นสีเขียวถูกแรงบางอย่างผลักถอยหลังกลับมา แรงสะเทือนมาถึงอาร์คที่ไม่ทันตั้งตัว

“มีอะไรมากระแทกจากด้านหน้ากันแน่…มีสัญญาณหุ่นรบอีกเครื่อง”

ถึงอย่างนั้นแต่ไม่ว่าอาร์คจะมองหาเท่าใด ก็ไม่เห็นเจออะไรเลย

ปันนนๆ! คราวนี้เป็นปืนกลยิงถากเข้ามาตามแขนขา วิงดั้มเสียหลักทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงได้แต่หาทางบินหลบไปมา ทั้งที่ไม่รู้ทิศที่มาของที่ไป แต่เรด้าจับได้ว่ามี 2 แต่ไม่เห็นมีอะไรเลยเนี่ยนะ

“ระบบสเตลลอยค่า ACT ที่คุณเจอติดตั้งอุปกรณ์นั่นอยู่ ทำให้สีหุ่นกลืนกับสภาพเวทล้อม แต่ยังตรวจจับสัญญาณอ่อนๆได้ถ้ามีประจุพลังงานสูง รึแม้จากบูส ภาพจับไม่ได้นะค่ะ”

“แย่ซะมัดเลย ขอบใจที่ช่วยนะ สา” อาร์ตตอบกลับโอเปอเรเตอร์สาว จากที่คว้าดาบจากวงแหวนเวทสีเขียวเพื่อกันกระสุนพวกนั่น จนเสียงปืนกลเงียบไป ชักพักสัญญาณเรด้าก็หายไป ดูท่าเกมจะเปลี่ยนเป็นเล่นช่อนแอบแทนซะแล้ว

เงียบบบบ…! อีกฝ่ายยังไม่ยิงปืนรึมิสซายเข้ามา เพราะนั่นอาจเผยที่อยู่และถูกจับได้

“ขอเวลาทำใจซักนิดเถอะ…”

ซูมมมม! เสียงบูสดังขึ้นอีกรอบ คราวนี้พุ่งเป้าชนอาร์คให้แหลกคาหุ่น

ย๊ายยย วินาทีนั้นวิงดั้มเหวี่ยงดาบรอบตัวด้วยความเร็วที่เฉือนอากาศออกได้ แรงพอที่จะเกิดลมปะทะรอบตัวเอง มีอะไรบางอย่างเข้ามาในรัศมีพอดี ถึงไม่เห็นแต่เสียงโลหะถูกพัดระเด็นออกไปทั้งสองด้าน ก่อนจะเผยออกมาเป็นหุ่นกาเนียลสองเครื่องที่พึ่งเสียระบบสเตลไปนั่นเอง

ตื๊ดๆๆๆ

“คราวนี้อะไรอีก เอะ พวกนั้นละ…!”

สัญญาณเรด้าที่ดังอย่างแรงเหมือนถูกล๊อกเป้าจากระยะไกล ที่อาร์คตกใจเพราะเจ้าสองเครื่องนั้นเผ่นหายไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่สัญญาณนี้อยู่ไม่ไกลนักซะด้วย จากตรงนี้ ถึงจะไม่เห็นอะไรเลยเหมือนกัน

(ทำให้หุ่นสามารถกลืนกับสภาพเวทล้อม แต่ยังตรวจจับสัญญาณอ่อนๆได้ถ้ามีประจุพลังงานสูง รึแม้จากบูส)

“เห้ย….ไม่นะ!” 

คำพูดนั้นทำให้อาร์คร้อนใจ พร้อมกับตรงตำแหน่งเรด้าที่ว่าเหมือนจะมีภาพที่บิดเบี้ยว ก่อนที่จะเผยกลยเป็นยานแม่สำดำขนาดใหญ่ลอยตระหง่า ยานที่มีรูปร่างคล้ายปลาวาฟที่อ้าปากรอไว้ แสงสีดำจากประตูที่ปากมีพลังงานรวบรวมไว้รุนแรงยิ่ง รึนั้นก็คือ

“แบล็คโทโรจินแคนนอน!”

ไม่ทันจบคำ ลูกพลังงานสีดำรัศมีเท่าหุ่นรบพุ่งออกมาจากยานที่เห็น มันเร็วมากจนวิงดั้มที่พยายามหลบหนีเต็มที่ก็ยังแทบแย่ บอลพลังงานที่มีความหนาแน่นสูงต่างไปจากเทคโนโลยีอาวุธบีมเลเซอร์ลิบลับ ขนาดแค่ผ่านเฉียดตั้งเป็น 20 เมตร ยังมีแรงปะทะมหาศาลซะจนวิงดั้มถูกอัดกระเด็นราวโดนอุกกาบาตชนใส่

“แย่แล้วว” อาร์คเจ็บกระอักเลือดทั้งที่มันยังพุ่งผ่านไม่ยอมหยุด มันลอยไปทางยานคาเทเรียที่กำลังสู้รบกับข้าศึกจำนวนมากอยู่



ตื๊ดๆๆๆๆ สัญญาณของยานคาเทเรียเองก็จับได้ถึงพลังงานมหาศาลที่กำลังพุ่งเข้ามาจากทางทิศเหนือ

“กัปตันค่ะ แย่แล้ววว!”

“รู้แล้ว หักหัวไปทางขวา 2 นาฬิกา เคลื่อนที่หลบด้วยกำลังสูงสุด สั่ง ACT ทุกเครื่องให้หลบออกทาง 4 นาฬิกาให้เร็วที่สุดเดี๋ยวนี้”

“มิว รีบเร็ว” ไรนะเรียกเพื่อนที่ยังนัวเนียกับคู่ต่อสู้อยู่ ฝ่ายตรงข้ามเองเริ่มเผ่นหลบไปแล้วเช่นกัน แต่แสงสีดำที่เห็นแต่ไกลนั่นนั่นมันใกล้มากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

“ไอ้บ้า…”

สไตรเรย์พาร์คคอมเพ็คเซอร์คว้างมุมเมอแรงเบรดขากโล่เข้าหาหุ่นเครื่องนึง มันพุ่งหลบได้หวุดหวิดพร้อมคมดาบที่วาดเข้ามาหา แต่สุดท้ายไม่ทันที่มันจะฟันใส่มิวก็หยุดนิ่งลง ด้วยคมของปลายโล่ที่ยาวกว่าถูกเสียบทะลุคาค๊อกพิลหุ่น มิวระบายกับสิ่งที่อาร์คทำอย่างไม่ใยดีพร้อมกับคู่ต่อสู้ที่แหลกคามือ บางทีน่าจะมีเหตุผลอื่น

ซูมมม! วูบบบบ!

แสงลูกพลังงานสีดำขนาดใหญ่ซึ่งเหมือนเข้ามหยุดใจกลางสมรภูมิ หากแต่มันเกิดการขยายตัวจากจุดศูนย์กลางใหญ่ขึ้น การระเบิดของห้วงอากาศที่มีแรงบีบอัดสูงและขยายกำลังการทำลายโดยรอบ และเริ่มกินรัศมีมากขึ้นเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว หุ่นทางแคปที่โชคร้ายหนีไม่ทันก็ถูกดูดเข้าไป แล้วโดนกลืนหายไปแบบแทบไม่เห็นซาก

ทว่าคนที่หนีออกมาช้าสุดก็คือมิว พยายามบินออกมาทั้งที่มันขยายตามมา และอากาศที่หมายจะดูดเธอเข้าไปในนั้นมากขึ้นอีก กับคาเซะและหลายๆคนที่ต่างดิ้นรนสุดชีวิตกับเจ้านั่น

“”

ตูมม! เสียงกระแทกของเครื่งยนต์ สไตรเรย์ของมิวถูกแรงบางอย่างกระแทกจนกระเด็นหลุดออกไปวงนอกแรงเหวี่ยง

“คาเซะ” หุ่นสไตรเรย์ฟลูอามเมอร์ของเธอนั่นเองที่ช่วยผลักมิวออกไป แต่หุ่นที่ลอยอยู่โดยเสียแรงขับเคลื่อนจากการชนเมื่อกี้นี้ กำลัง

“คาเซะ”

สไตรเรย์เกราะน้ำเงินถูกแรงระเบิดสีดำขยายกลืนหายไป พร้อมทั้งลมกระแทกที่ส่งผ่านรอบวงจนทั้งมิว ไรนะ เรลี่ เนียร์ และหลายคนในสมรภูมิถูกอัดออกไปด้านนอก ยานคาเทเรียเองก็โดนจนตัวยานหมุนกลิ้งกลางอากาศ ทุกคนในยานพากันหาที่ยึดแทบไม่ทัน และมันก็หดหายลงไปอย่างรวดเร็ว กลับเหลือเพียงแค่รอยระเบิดรัศมีกว่า 5 กิโลเมตร รวมทั้งบ้านเมืองที่หายวาปไปกับตาของอาร์คที่พอเริ่มกลับมาได้ และความว่างเปล่าในที่สุด

สไตรเรย์ของ คาเซะ ได้โดนพลังทำลายจนสไตรเรย์ของเธอระเบิดหายไปกับแรงนั้นด้วย 

“คาเซะ!” ทุกคนในทีมตกใจกันอย่างสุดขีด ทางมิวเองก็ล่วงลงพื้นดินไปแล้ว และสลบไปเรียบร้อย

บนยานคาเทเรีย ทุกคนกำลังมึนหัวกับการพลึกของยาน หลายคนยังทรงสติสตังกันไม่ครบ 28 กันเท่าไหร่ ก็มีสัญญาณเตือนดังว่อนทั้งยานอีกแล้ว

“อุย แว่นหาย! เสียงนี้มัน…อีกแล้วค่า สัญญาณล๊อกเป้ายิงค่า” สาหัวหมุนติ้วๆ แต่ก็ยังจำเสียงควบคุมได้อยู่ ใช่แล้ว เป็นเสียงเตรียมยิงของยานแม่ฝ่ายศัตรูอีกแล้ว ความแรงของสัญญาณแบบนี้ เป็นเจ้าปืนนั้นอีกแน่

“ทุกคน เตรียมตัวให้พร้อมเอาไว้…”

“เซลเดอร์ เตรียมโอเวอร์เรลลันเตอร์ให้เร็วที่สุด พร้อมเมื่อไหร่ยิงได้ทันที”

“โอเคแล้ว อีกราว 60 วิพร้อมยิง อย่าให้พลาดละ งานนี้มีได้ตายกันแน่!” นายช่างเซลเดอร์ส่งความพร้อม บนหน้าบัดปริมาณพลังงานอยู่ที่ 55 % และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาวุธที่รุนแรงที่สุดบนยานกำลังชาร์ทพลังงาน

เพราะตอนนี้ อาวุธอย่างอื่นคงไม่แรงพอจะทำลายยานแม่อีกฝ่ายได้ในเวลาอันสั้นแน่ แถมระบบสเตลลอยนั้นอีก

“ถึงมันจะแรงกว่าหลายร้อยเท่า แต่ตอนนี้เราทำลายมันได้แน่”

20…..19…

เวลานับถอยหลังมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายถึงกับทั้งสองฝ่ายที่จะยิงแลกอาวุธใส่กัน

“ยานคาเทเรีย ต้องกลับไป” อาร์คพยายามถ่อสังขารตัวเอง วิงดั้มลุกขึ้นบินกลับไปจากจุดตกอีกครั้ง แต่ตอนนี้อยู่ไกลกันเอาเรื่อง

10…..9…..8…..

“ประมาณตำแหน่งเป้าหมายสเตลเบื้องต้น ล๊อกเป้าค่า”

4..

3….

2 …..

ทางอีกฝั่งเริ่มแสดงตัวให้เห็นอีกรอบ ยานแม่ที่อ้าปากเตรียมยิงปืนอันตรายอีกรอบ และลำกระบอกใกล้พร้อมจะยิงเช่นกัน

1……….

“โอเวอร์เรลลันเตอร์ ยิงได้”

กัปตันโทโมโกะสั่งยิง โอเปอเรเตอร์สาถอดแว่นตัวเองโยนขึ้นเหนือหัว มือที่โยนนั้นประเคนกำปั้นทุบลงปุ่มคอนโซลสีแดงเต็มที่ ปากยานคาเทเรียส่องแสงจ้าเป็นประกายสว่างวาป ลำแสงเกลียวสีเหลืองแดงพุ่งออกไปยังเป้าหมายด้วยพลังงานรุนแรงเป็นเส้นตรง ยานแม่ของข้าศึกที่กำลังปล่อยอีกรอบเช่นกัน

ซูมมมม!

ยานแม่ข้าศึกถูกลำแสงทะลวงผ่านเข้าไปกลางหัวยาน และผ่านกระบอกปืนแบล็คโทโรจินแคนนอนที่เริ่มยิงช้ากว่าไม่กี่วิ สิ่งนั้นเองระเบิดเป็นจุน และยานข้าศึกก็ลุกไหม้เป็นไฟ แล้วค่อยๆระเบิดแตกออกดั่งดอกไม้ไฟดวงใหญ่ฉลอกการจบศึก กลางฟากฟ้าซานฟาซิกโก ทันตาอาร์คที่กลับมาถึง

ยานนั้นไม่ได้ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ ชิ้นส่วนยานแยกไหม้ออกเป็น 2-3 ชิ้นใหญ่ๆ และชิ้นที่ใหญ่ที่สุดราวครึ่งยาน ตอนนี้กำลังตกลงใส่หุ่น ACT เครื่องหนึ่งที่เสียอยู่เบื้องล่าง สไตรเรย์เครื่องหมายเลข 1 ของมิวนั่นเอง

“ปัดโถ่โว้ย ขยับสิ! สไตรเรย์!”

มิวพยายามจะเอาหุ่นบินขึ้นหนี รึอย่างน้อยก็ให้หุ่นขยับขาเดินออกไปได้บ้าง แต่อนิจจัง ไม่ว่าเธอจะพยายามบังคับคันโยกรึระบบอะไรกธตาม มันกลับไม่ยอมตอบสนองกลับมาเลยวักนิด สงสัยวงจรทะลึ่งมาขัดข้องตอนกระแทกพื้นเมื่อกี้แน่ นี่มันช่าง “เครื่องดับ สต๊าสติดยาก” กันได้ผิดเวลาจริงๆพับผ่า…!

ภาพเศษซากที่ลุกไหม้เป็นดั่งแสงกลมจ้าอยู่เหนือหัว สว่างจ้าจนรอบๆพลอยดูมืดมิดไปซะหมด ที่ค่อยๆร่วงลงมา แต่ภาพที่มิวเห็นกลับไปทับซ้อนกับความทรงจำที่ซ่อนในก้นบึง

มันเป็นภาพของแสงไฟกลมแบบเดียวกันในห้องมืดๆที่ว่างเปล่า หากแต่มีเงาของอุ้มมือใหญ่บดบังแสงที่ว่า ฝ่ามือที่น่ากลัวและน่าขนลุกในอุดมคติ มันจำนวนมากกำลังยื้นยาวอื้มเข้ามาหา เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ และเรื่อยๆ เหมือนพยายามจะเข้ามาคว้าตัวเธอลงยังขุมนรกที่ไร้ที่สิ้นสุด

“อ๊ากกกก!”

“มิว….”

สัญญาณติดต่อจากสไตรเรย์ของมิวตัดขาดไป ทั้งที่หุ่นไม่อาจขยับหนีสิ่งที่ตกใส่ได้ อาร์คที่ยังอยู่เหนือเศษซากเหล่านั้นพยายามเรียกกลับ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาเหลือให้คิดอีกแล้ว อีกไม่กี่วิมันก็จะ….

“ต้องทันสิ!”

หุ่นสีขาวเขียวพุ่งบินด้วยความเร็วสูงสุด เสริมด้วยเหล่าเกทวงเวทที่เพิ่มความเร็วทวีคูณ ออร่าดั่งดาวหางสีเขียวพวยพุ่งเบียดแซงผ่านเศษยานระเบิดและเอื้อมมือเข้าหา ACT ที่หยุดนิ่ง ทิ้งห่างด้านหลังเพียงน้อยมาก

“ถึงจะทันแต่คงหลบไม่พ้นแน่”

“อาร์ค….มิว” แต่สไตรเรย์ของเนียร์โผล่อกมารั้นพวกเธอไว้

“มิววว!”

โครม ตูมมมม…

วิงดั้มไปถึงสไตรเรย์ของมิวจนได้ แต่เศษซากยานขนาดใหญ่นั้นพุ่งกระเทกใส่ตรงพวกเขาทั้งสองในไม่กี่วินาทีให้หลัง ชิ้นส่วนเตาพลังงานที่เหลือก่อเกินแรงระเปิดต่อทันที ซากยานส่วนอื่นๆกระจัดกระจายรอบๆเขตการรบ เหล่า ACT ที่เสียยานแม่ผู้บัญชาการต่างก็ลอยนิ่งทำอะไรไม่ถูก กองยานคาเทเรียได้ยิงปืนเสริมเสริมเข้ามา พวกที่เหลือของฝ่ายแคปแตกพ่ายหมดใจจะสู้ต่อไป

“กัปตัน ACT ที่เหลือเริ่มถอนตัวออกนอกเขตพื้นที่นี้แล้วค่า”

สาโอเปอเรเตอร์สาแว่นรายงานเหตุล่าสุด ยืนยันว่าการรบครั้งนี้ถึงเวลาสิ้นสุดลงได้แล้ว ทุกคนในสะพานเดินเรือพากันหมดแรงโล่งอกหลังผ่าน รต.โทโมโกะเอกทรุดลงบนที่นั่งกัปตันเหนื่อยอ่อน แต่ถึงอย่างนั้น ครั้งนี้ทุกคนกลับไม่แสดงท่าทางยินดีเหมือนทุกครั้งเลย

“ไอ้นั้น พวกชั้นเสียไป 5  ทางทีมโน้นมีอย่างน้อยก็ 3 มีบาดเจ็บหนักกันระนาว ทางคาเทเรียเองก็ด้วย”

คาออสต่อสายรายงานตอบกลับมา นั่นพาทั้งสะพานเดินเรือนั่งจ่อยกันหมดโดยไม่ได้ตอบยืนยันกลับ ครั้งนี้ทั้งหนักหนาและเสียหายมากกว่าทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลทางด้านจิตใจของหลายต่อหลายคนในยานคาเทเรีย นึกไม่ออกเลยว่าอนาคตจะเป็นยังไงต่อไป

“อืม! นี่มัน…กัปตันค่ะ สัญญาณจากสไตรเรย์หมายเลข 2 ที่ถูกทำลายไปก่อนหน้า สัญญาณชีพ…นักบินยังมีชีวิตอยู่ค่า”

สาพึ่งรู้สึกตัวถึงแสงสว่างบนจอเรด้าที่เกิดกะพริบอีกครั้งหลังจากที่หายไป สัญญาณจาก ACT เครื่องของคาเซะที่ติดพาร์คฟูลอามเมอร์ไว้ ข่าวนี้พาสะพานเดินเรือใจชื้นกันได้บ้าง

“แต่ว่า ทางฝั่งสไตรเรย์หมายเลข 1 กับวิงดั้มนั้น ไม่มีสัญญาณเหลือเลยค่ะ”

“ว่ายังไงนะ”

“เดี๋ยวก่อน ช่วยส่งข้อมูลของเรด้าตอนนั้นมาทีสิ มีเรื่องข้องใจน่ะ เดี๋ยวชั้นจะดูมันเอง” เซลเดอร์รีบติดต่อมาอย่างรีบร้อนพร้อมเรื่องเอะใจบางอย่าง และเป็นที่สงสัยของอีกฝั่งมาก ว่าแต่อะไรละ…

“จัดการให้ที ว่าแต่มีอะไรรึ รต.เซลเดอร์” กัปตันโทโมโกะสั่งอนุมัติ

“ว่าแล้วเชียว พวกเค้ายังมีชีวิตอยู่ ทั้งสองเครื่องนั้นยังปลอดภัย”

“จริงรึ…ถ้างั้นพวกเขาอยู่ที่ไหนกันละ ตอนยานจับสัญญาณไม่ได้เลยนะ”

กัปตันสาวย้อนโมโหใส่เหมือนกำลังโดนเอาเรื่องคนตายมาล้อเล่น ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่เธอที่เคยเห็นคนตายต่อหน้าในสงครามมามากมายนั้น ยอมรับไม่ได้กับเรื่องแบบนี้ ยิ่งถ้าเป็นการแสวงผลประโยชน์จากผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เธอพร้อมเชือดทิ้งได้ไม่ลังเล

“ไม่รู้…ชั้นไม่รู้ว่าพวกเค้าอยู่ที่ไหน แต่ยังไงก็ยังไม่ตาย สัญญาณเรด้าของพวกเค้าไม่เหมือนกับหุ่นที่ถูกทำลายปกติ เพราะมันหายไปจากหน้าจอเรด้าไปดื้อๆเลย ทั้งที่ปกติแล้วจุดสัญญาณเรด้ามันต้องกระจายออกเป็นวงตอนหุ่นระเบิด ตอนนี้จึงสรุปได้แค่ว่าพวกเค้าเกิดย้ายตำแหน่งไปอีกที่โดยไม่ทราบสาเหตุ รึพวกเค้าแค่หายสาปสูญไปเท่านั้นเอง เรื่องอื่นขึ้นอยู่กับคุณ!”

“ถ้าไม่เชื่อลองไปตรวจสอบเลย ยังไงก็ไม่เจอชิ้นส่วนหุ่นทั้งสอง เพราะพวกเค้าไม่ได้โดนซากยานรบนั้นทับเอาไปกินน่ะสิ กล้าเอาหัวมาประกันเลย ฟันธง..ฉับๆๆ”

“เข้าใจแล้วคุณเซลเดอร์ ถ้าพูดถึงขนานนั้น….”

กัปตันสาวรับคำก่อนส่งหน้าที่ให้เป็นของหน่วย ACT ด้านนอก เธอสั่งพักแก่เหล่าโอเปอเรเตอร์ที่เหลือแล้วหลยฉากหนีออกไป เธอทั้งเหนื่อยกายและใจกับเรื่องเหล่านี้ บางทีสิ่งที่สหพันธ์ทำทั้งหมด รวมทั้งการแอบสร้างอาวุธอันตรายขึ้นมา

เธอหยุดพิงข้างผนังทางเดิน ตัวเธอเองชักไม่แน่ใจอีกแล้ว ว่าการที่เธอควรจะกลับมาเป็นกัปตันให้พวกสหพันธ์มั้ย ถึงแม้จะรู้ตัวดี ถึงความละโมบของสหพันธ์ที่เธอรู้จักดีเกือบกว่า 10 ปี   

“หวังว่าในโลกนี้คงจะมีของแบบนี้แค่เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น”

ในที่สุดอาวุธที่อันตรายมากที่เรียกว่า  แบล็คโทโรจินแคนนอน ที่ตกอยู่ในมือของฝ่ายแคป CAPE ก็ได้ถูกทำลายลง อาวุธที่ทำลายทั้งตัวสถาบันวิจัยแห่งนี้ และอีกหลายๆชีวิต ทั้งเหล่าทหารกล้าทั้งสองฝ่ายที่เป็นเพียงตัวหมาก และประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง ผลการต่อสู้ครั้งนี้ได้สูญเสียมากกว่าทุกครั้ง  โชคยังดีที่คาเซะยังมีชีวิตอยู่แต่อาการสาหัสมากและอาจจะขับหุ่นไม่ได้อีกต่อไป

“คาเซะ มิว”

“กลับกันเถอะ เรลี่!”


.......................to be continue
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Talent Pilot
***
กระทู้: 216


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #56 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2012, 09:12:09 PM »

อีกด้าน ราว 20 กิโลเมตรไม่ไกลจากจุดสงครามนัก ภายในสันเขาสูงแหลมเองก็มีอีกกลุ่มที่กำลังเคลื่องไหวอยู่เช่นกัน เป็นกองกำลังภาดพื้นดิน ACT ไร้สังกัดราว 10 เครื่อง ลัดเลาะใกล้เข้ามา ทุกเครื่องแม้จะมีสีสันที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง แต่ก็มีตรานกสีขาวกับจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่เหมือนกันทั้งหมด ตราสัญญาณของกองกำลังต่อต้าน เควีเรีย

“เดี่ยวก่อน แสงนั่นมัน…อะไร!” เสียงจากเครื่องหัวขบวนสีน้ำตาลแบบเกราะหนักคัสตอมปีก หัวหน้าหน่วยสั่งหยุดขบวนชั่วครู่ เมื่อเห็นแสงจากการระเบิดของยานรบ CAPE บนท้องฟ้า ก่อนที่มันจะร่วงโรยสู่พื้น

เจ้าของเครื่องนั่นมุ่งออกมาดูเหตุการณ์ด้านนอกด้วยตัวเองอีกรอบ เผยโฉมออกมาเป็นสาวสวยผมเขียวเป็นเงาทอดยาวถึงแผ่นหลัง ด้วยใบหน้าขาวผ่องกลม และเนินอกบิ๊กไซด์ที่ขยับไปมาในระหว่างที่ขึ้นมาบนไหลหุ่นตัวโปรด หากเธอใช่ใครที่ไหน ผู้นำของกองกำลังต่อต้านสหพันธ์ คาเชบี เควีเรีย

“หัวหน้า….” เควีเรียหันหน้ากลับมายังพลพรรคที่รอคำสั่งอยู่เบื้องหลัง และพร้อมที่จะพลีกายถวายชีวิต…เพื่อเธอ

“พวกเรา ถอนตัวได้”

“อะไรกัน หัวหน้า” อีกเสียงที่แย้งทักอย่างข้องใจจากรถจี๊ดในขบวน รองหัวหน้า เดมัว รีวอเนต แต่นั่นทำให้สายตาของเควีเรียพุ่งหันกลับหลังมาที่เขาเช่นกัน

“พวกเรามาที่นี่เพื่อทำลายเจ้าปืนนรกที่จะย้อนกลับมาทำร้ายพวกพ้องของเราเท่านั้น แต่ในเมื่อมีคนทำลายมันทิ้งแทนเรา ก็หมดธุระของพวกเราแล้ว ทุกคน! เลี่ยงการต่อสู้แล้วไปจากที่นี่ซะ!”

พวกเธอก็ตามกลิ่นเจ้าอาวุธอันตรายนี้มาจากข้อมูลที่แฮกกิ้งได้คราวก่อนเช่นกัน

“นี่เป็นคำสั่ง ไม่จำเป็นต้องเสียเลือดเนื้อพวกพ้องโดยใช่เหตุหรอก!”

“….ทราบแล้วครับ!”

เดมัวยอมฟังคำสั่งที่สุด และต้องกลับไป พร้อมกับเสียงฟ้าผ่าที่ดังลั่นไปทั่วฟ้าหลังจบจำตอบรับ ฟ้าที่คะนองไปทั่วพร้อมกับฝนที่โพรยพราย หากแต่ที่ผิดปกติมีเพียงอย่างเดียว ฟ้าผ่านั้นไม่ได้พุ่งจากบนฟ้าลงมา หากแต่พุ่งขึ้นมาจากพื้นตรงจุดที่ยานของฝ่ายแคปล่มลงไป มันเร็วมากจนคนะรรมดามองแยกไม่ออก อย่างไรก็ดีเสียงที่เหลือหลังจากนั้นก็เหลือแต่สายฝนที่ตกหนักลงมาเพียงเท่านั้น



“ผู้บาดเจ็บรายนั้นรึครับ เพราะเกราะหุ่นที่หนาช่วยคุ้มครองไว้ เธอถึงยังมีชีวิตอยู่ แต่ผมก็ยังไม่รับรองว่าจะรอดเท่าไรนัก ร่ายกายนั้นบ่มซ้ำมาก กระดูกแตกร้าวทั้วทั้งตัว โอกาสรอดที่ได้จากหุ่นอยู่ที่ 10% แต่ถึงจะรอดก็อาจเดินไม่ได้อีกต่อไป เรื่องขับ Anthropoid Combat Trooper นั้นไม่ต้องพูดถึงเลยละครับ”

เสียงหมอประจำยานยืนยันคำตอบแก่หัวหน้าหน่วยสไตรเรย์ผู้ดูเลทีมสาวๆนี้ ผู้ที่ควบตำแหน่งช่างประจำยานด้วยอย่าง รต.เซลเดอร์ที่แอบต่อสายภายในมาหา หากสาวๆในทีมนั้นหายไปหมดแล้ว

กลึดๆๆ

เสียงของล้อลากดังยาวมาตลอดทางเดินภายในยานรบสหพันธ์ คาเทเรีย เสียงที่ว่านั้นเป็นเสียงของเจ้าเตียงรถเข็นที่มีผู้บาดเจ็บถูกพาไปยังยานขนส่งเพื่อไปรักษาต่อโรงพยาบาล อย่างเร่งด่วน ด้วยสภาพที่ยับเยินไปทั้งตัวและต่อสายออกซิเจนช่วยหายใจ เห็นซะจนแยกแยะเพศไม่ออก อาการนั้นห้อง ICU ยังลำบากเลย ถึงนี้จะยื้อชีวิตขั้นต้นไว้แล้ว

“คาเซะๆๆๆ!” บรรดาสาวสาวของทีมสไตรเรย์ร้องเรียก พวกเธอรีบวิ่งเข้ามาหาทั้งที่ยังบาดเจ็บกันทั้งบาง ทั้งไรนะ เรลี่ และเนียร หากขาดแต่มิวที่ตอนนี้ยืนยันได้แค่ว่าหายสาปสูญไปพร้อมกับอาร์ค…เท่านั้น

“ได้ยินมั้ย…เธอต้องไม่เป็นไรนะ”

“พวกคุณช่วยหลีกทางด้วย ผู้ป่วยต้องรีบไปแล้ว…”

“คาเซะ….”

ไรนะหยุดนิ่งลง ปล่อยให้รถเข็นและพวกเนียร์ล่วงหน้าไปก่อน เธอทรุดลงไปยู่ในท่าคุกเข่าและไร้ความรู้สึกไปเสียแล้ว ทั้งที่สายตาเธอนั้นสั่นเทาและไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เห็น เพราะเพื่อนเธออยู่ในสภาพที่..เรียกได้ว่าแย่มากๆ ขนาดนี้เรียกว่าโชคดีแล้วยังไม่รับประกันว่าจะรอด

สติที่ยังพอหลงเหลือจากอาการช๊อกนั้นหวนทบทวนถึงเรื่องราวระหว่างพวกเธอซ้ำไปซ้ำมาขึ้นในหัว รึมันเรียกว่าความทรงจำนั่นแหละ และทันใดนั้นก็มีคำพูดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว

“ถ้ายังมีเวลาเหลืออยู่ ก็ควรสนุกกับชีวิตให้มากๆซิ!” คำพูดที่อยู่ในหัวของเธอ คำพูดของคาเซะจังที่เหลือทิ้งไว้ มันทั้งดึงสติของไรนะกลับมา และชี้ย้ำเรื่องที่เกิดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

“นั้นซินะ คงจะจริงอย่างที่เธอว่ามานั่นแหละ” ไรนะ เธออดคิดไม่ได้เลย เพราะคำพูดเหล่านั้นอาจหมายความว่า เวลาของคาเซะเองอาจหมดลงไปเรียบร้อยแล้วก็ได้

“ถ้าเธอไม่อยู่ แล้วใครจะเป็นรูมเมตชั้นละ”

“ถ้าเธอไม่อยู่ แล้วใครเป็นคู่แข่งของชั้นละ”

“ถ้าเธอไม่อยู่ แล้วใครจะเถียงสู้ชั้นกับเธอได้เล่า”

“ถ้าเธอตายหนีชั้นไป ชั้นจะไปตื้บเธอถึงสุดขอบนรกแน่ คาเซะ! ฮือออๆ คอยดู…”

พื้นที่เคยแห้งนั้นเริ่มเปียกปอนไปด้วยน้ำที่กำลังเจิ่งนอง แต่แถวนี้ไม่มีแท้งน้ำรั่วซึมแต่อย่างใด แต่มาจากสาวนักสงสัยที่คิดอะไรไม่ออกแล้ว สายน้ำไม่ขาดสายที่เอ่อล้นจากดวงตาทั้งสองลงสู่พื้น แทนทุกถ้อยคำที่ไม่เคยได้พูดออกมาให้คาเซะได้ยิน

เซลเดอร์ที่อยู่ด้านหลัง ได้เห็นไรนะร้องไห้ออกมาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เดินถอยจากไป

“สงครามมันก็อย่างนี้แหละ”

คาออสยืนพิงคอยอยู่ข้างทางผ่านเซลเดอร์  แต่นายช่างผู้นี้ก็เดินผ่านเลยไปดั่งไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น นายทหารที่จงใจกวนตีนกลับเอ่ยยิ้มมุมปากออกมาได้หน้าตาเฉย หากว่ารอยยิ้มนั้นไม่ใช่ทั้งความรู้สึกเหยียบหยาม รึความยินดีอะไรแบบนั้น มันกลับแฝงไปด้วยความรู้สึก ของความโหยหา ให้กับใครชักคนใกล้ตัวที่ได้ล่วงลับไปแล้ว นี่ก็เป็นการเตรียมใจของหัวหน้ากองอย่างเค้าเช่นกัน

“กว่าสงครามจะจบลงจริงๆ มันยังต้องสูญเสียอีกเยอะ….! ใช่มั้ย ลิซ่า!”



“ยาน…ล่มแล้วงั้นรึ…..เข้าใจแล้ว จัดการตามแก่สมควรแล้วกัน” โรเคน แจ็กเคน แห่ง CAPE ได้แจ้งข่าวทันเหตุการณ์เข้ามา ขณะที่ประตูเองก็มีบุคคลนึงเข้ามาพบเค้า บุคคลที่เป็นหนึ่งในสมาชิกสภาของแค๊ปผู้นึง

“ว่าไงรึ คุณลีหวัง”

“ท่านประธานสภา ผมเองก็ได้ทราบข่าวที่ซานฟาซิกโกแล้วเช่นกัน ต้องของเสดงความเสียใจด้วยครับ แต่ว่าทางกองร้อยนั้นเองก็ได้ส่งข้อมูลสำคัญมาให้ด้วย ได้โปรดช่วยดูนี่ด้วยครับ”

ลีหวังให้สัญญาณออกไป คนของเขาที่รออยู่หน้าห้องได้ก้าวเข้ามาหา ผู้สวมชุดสเตลแนบเนื้อดำสนิททั้งตัว สวมทับด้วยเสื้อเจ็ตเก็ตแขนยาวสีเทาเข้ม ส่วนหัวไว้ผมสั้นตั้งสีเหลืองดูฉูดฉาดยิ่งนัก กับนัยตาสีเหลืองแดงผิดแปลก ที่มือถือแฟลกไดล์ข้อมูลยื่นให้ลีหวัง ก่อนส่งต่อลงฝ่ามือของโรเคนอีกทอด

“นี้มัน…” โรเคนต้องตื่นตะลิงกับภาพฉายโฮโลแกรมจากของนั่น ภาพวาดลายเส้นที่มีทั้งตรงและโค้ง รวมถึงตัวเลขกำกับข้อความ แต่ละเส้นที่วาดเข้ามาบรรจบกันจนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างให้เห็น มันคือแบบแปลงของอุปกรณ์จักรกลที่ไม่แน่ชัด

สุดท้ายสายตาของผู้นำก็มาหยุดอยู่ที่หัวข้อที่ใหญ่ที่สุด ข้อความที่เป็นเหมือนชื่อของชิ้นนี้ เค้าอ้าปากอ่านอย่างช้าๆเพื่อให้ได้ใจความที่ชัดเจนที่สุด

“แบล็คโทโรจินแคนนอน”

“ถ้าเป็นเจ้าสิ่งนี้…คุณช่วยรับมันไปจัดการต่อที อาราชิ”

“ครับผม”



ณ ห้องแห่งความลับ ที่ไม่มีใครอาจได้ยิน ใจกลางศูนย์กลางของสหพันธ์แอตแลนติก

“พวกเราเสียอาวุธนั้นไปแล้วนะ รู้ตัวบ้างมั้ย ซิสอารก้า อาเวอเรน” ชายคนนึงกำลังเอ่ยถามคนสนิทที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด จากชุดทหารมีระดับก็คงจะเป็นนายทหารใหญ่โตไม่น้อย ถึงกับรู้ข่าววงในพวกนี้ได้

“แม่ต้องห่วงครับ ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามแผนการที่ได้วางไว้ วางใจได้ครับ ผบ.กีฟรอส”

ซิสอารก้าเอ่ยนามของผู้สมรู้ร่วมคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหพันธ์ ใช่แล้ว ผู้บัญชาการสูงสุดคนปัจจุบันกำลังพูดกับชายคนนี้ด้วยความเย็นใจ เหมือนกำลังกุมความลับบางอย่างของสงครามนี้ไว้ มากกว่าแค่แบล็กโฮโรจินแคนนอนชิ้นนั้น

“ก็จริงของนาย เพราะมันเป็นแผนที่ชั้นคิดขึ้นมากับมือคู่นี้”


ในป่าเล็กๆที่ไม่รู้เป็นหนแห่งใด ฝนที่มืดครึ้มทั้งกลางวันแสกๆก็กระหน่ำหนักเข้ามาเรื่อยๆ หากท้องฟ้าสลัวนั้นมีแสงสว่างจ้าออกมา ของที่ดูคล้ายวงอักขรเวทสีเขียวเปล่งแสงออกมา บางอย่างพุ่งออกมาจากสิ่งนั้นลงสู่พื้นป่าเบื้องล่าง

“อุยยย…เจ็บวุ้ย!” หุ่นรบขนาดยักษ์รึ ACT สองเครื่องลงจอดนิ่งอย่างไม่มีที่มา เครื่องนึงนั้นมีเด็กหนุ่มก้าวลงมาด้านล่างผ่านเหล่ากิ่งก้าน แล้วกระโจนขึ้นไปยังเครื่องสีขาวอีกเครื่องที่ไม่มีปฏิกิริยา


“มิวๆ เปิดสิ ที่นี่ที่ไหนรู้มั้ย…”

อาร์คขึ้นไปเคาะเรียกจากอกส่วนที่ดูน่าจะเป็นค๊อกพิท เคาะกันอยู่นานจนตัวห้องเลื่อนออกมาทางด้านล่างได้เอง ฝาครอบอีกชั้นผลักอาร์คกระเด็นลงพื้น

“เป็นอะไรไปละ ตั้งสติให้ดีๆหน่อยสิ มิว”

ที่อาร์คเห็นนั้นไม่ใช่นักบินหญิงที่เคยรู้จักเสียแล้ว กลับเป็นเด็กสาวตื่นกลัวที่ตัวสั่นทั้งกายและใจ ม่านตาของเธอที่หรี่แคบลงและส่ายไปมาด้วยความกลัว หัวใจเต้นแรงจนคนอื่นสัมผัสได้ ภาพบางอย่างมันตามมาหลอกหลอนตัวเธออีกแล้ว และเธอค่อยๆเงยหน้ามามองอาร์คในสภาพเปียกเหงื่อชุ่มไม่ต่างไปจากลูกแมวน้อยตกน้ำดีๆนี่เอง

และเธอได้เลยมองเห็นบางอย่างหลังอาร์ค ตอไม้ดำสนิทลำขนาดใหญ่เกิน 3 คนโอบ ใจกลางป่าที่ดำมืดนี้ ความรู้สึกจี๊ดถึงในสมองดั่งไฟฟ้าหลายพันโวลผ่านหัว บางอย่างภายในหัว

“บ้านนนน….”

กริ๊ดดดดดด!  คำพูดที่น่าประหลาดของมิว ที่มาพร้อมกับอาการช๊อกอย่างรุนแรงที่เห็นสภาพดังกล่าวเกิดปวดหัวอย่างรุนแรงจนอาร์คไม่ทันตั้งตัว แขนเธอได้ตกลงอย่างรวดเร็วราวไร้ความรู้สึก แล้วเธอก็ได้สลบคามือทั้งที่ตาเธอนั้นยังเบิกกว้าง

“เดี๋ยวซิ มิววววๆๆ”

อาร์คพยายามเรียกเธอกลับแต่ไม่มีเสียงตอบจากริมฝีปากนั้นอีกเลย หยดน้ำตาที่ประปนไปกับเม็ดฝน นำพาให้อาร์คได้เห็นสิ่งเดียวกันที่มากกว่านั้น หลังซากต้นไม้ที่ว่ามีอย่างอื่นนอกเหนือจากนั้น มันเป็นทั้งสิ่งที่คุ้นเคยและไม่รู้จัก ถ้อยคำที่ไม่อยากเชื่อสิ่งที่สายตาได้เห็น

ภาพบ้านเรือนหลายๆหลังที่อยู่ในสภาพผุพัง ร่องรอยของเศษอิฐเศษปูน บางหลังเกรียมรึไม่ก็เหว่งหายไปก็มี ซ้ำมีเศษอุกกาบาต ณ ใจกลางเหล่าบ้านเรือน ไม่เหลือร่องรอยของชีวิตแม้แต่อย่างเดียว รึแม้แต่เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ บวกกับท้องฟ้าสีดำด้วยเมฆฝน ไม่มีอะไรเลยนอกจากหลักฐานการสูญสิ้นที่เห็น ที่นี่คือ…

“…..หมู่บ้านเวนเนล่า”

อาร์คที่อุ้มมิวที่ไร้ซึ่งสติสัมปชันยะแล้ว ได้แค่ก้มหน้ายอมรับ บ้านเกิดของเค้าเอง ตอนนี้มัน….ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ววว!



CHAPTER 24  ลำแสงแห่งการทำลายล้าง.................End
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2012, 08:17:53 AM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Talent Pilot
***
กระทู้: 216


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #57 เมื่อ: มีนาคม 30, 2012, 02:33:06 PM »


วี่วอ วี่วอๆๆ…..

ค่ำคืนวันแห่งพายุและฟ้าคะนองราวกับร่ำไห้ให้กับโลกใบนี้ รถพยาบาลที่วิ่งด้วยความเร็วสูงออกจากโรงพยาบาลย่านชานเมือง ท่ามกลางความวุ่นวายจากสภาพภายในที่แสนสับสน ถึงอย่างนั้นภาพที่เห็นก็หมองเกินกว่าความจริงที่ควรจะเป็น หากแต่ว่ามันเป็นเพียงความทรงจำที่ผ่านกาลเวลาไปแล้ว

จนแล้วจนรอดรถคันนั้นก็ได้แล่นมาจนถึงอาคารขนาดใหญ่ภายใต้กำแพงหนาทึบและลวดหนามแบบที่ไม่ควรได้พบในเขตตัวเมือง ไม่มีสิ่งที่สามารถบ่งบอกตำแหน่งของสถานที่แห่งนี้ได้เลยนอกเสียจากอยู่ในใจกลางป่าอันลึกลับ

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น เตียงพยาบาลถูกลากเคลื่อนลงมาจากรถ พร้ามกับเด็กหญิงตัวเล็กๆผมสีแดงน้ำตาลที่อย่างมากไม่น่าจะเกิน 6-7 ขวบ อยู่ในสภาพโคม่าและสูญเสียเลือดมาก หัวที่แตกจนชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงสดนั้น ยังคงเปรอะเปื้อนไปตามทางเข้าไปในตึกดังกล่าว เสียงกรีดของล้อเตียงเสียดสีดังแหลมตลอดช่องทางตรงยาวที่ทั้งมืดและไร้แสงไฟ พักใหญ่

“….ที่ไหน…”

สุดท้ายเด็กคนนั้นก็นอนแผ่ราบอยู่บนเตียงผ่าตัดกลางห้อง ดวงตาของเธอที่ยังหรี่อยู่ยังพอมีแรงพอจะส่ายมองไปรอบๆ เห็นแต่รอบตัวเองที่มืดมิดไปหมดเสียทุกๆด้าน นอกไปเสียจากหลอดไฟสีเหลืองสุดสว่างที่สาดอยู่กลางรูม่านตา แสงที่เหมือนดั่งดวงตะวันเล็กๆเหนือหัว ด้วยร่างกายแบบนั้นอย่าว่าแต่ขยับตัวเลย แค่พยายามเปิดลืมตาให้กว้างขึ้นยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

“อะ…”

เงามืดขนาดใหญ่บางอย่างที่นอกเหนือจากเธอปรากฎขึ้นรอบๆ ถึงร่างกายจะไม่สั่งการแล้วแต่ใจเธอนั้นสั่นเทายิ่งนัก ยิ่งเมื่ออุปกรณ์แปลกๆที่ดูไม่เหมือนการผ่าตัดธรรมดายื่นออกมามากมายรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นกรรไกรรึมีดผ่าตัด ของที่เหมือนกับคีมเหล็ก เข็มโลหะ รึแม้แต่ใบเลื่อยกลมที่วาวจนสะท้อนให้เห็นใบหน้าอันสิ้นหวังของเด็กหญิง

“…อย่าทำชั้นนะ…อย่านะ…”

แม้เธอจะพยายามร้องออกไป แต่ปากกลับไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย เด็กหญิงโคม่าที่หมดสิ้นซึ่งเรี่ยวแรงทุกอย่าง แม้แต่จะหลับตาหนี ต้องทนเห็นมันจำนวนมากเข้ามาใกล้ร่างที่แผ่ราบมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกส่วนของร่างกาย รวมทั้งนัยตาทั้งคู่ที่เห็นพวกมันใหญ่ใกล้ตาขึ้นด้วย

“…ไม่นะ….”

ฉึกกกๆๆๆๆๆ

“อ้ากกกกกกกกก!”

ท้ายที่สุดก็ไม่มีร่องรอยของตัวเธอ รวมทั้งรถพยาบาลดังกล่าวหลงเหลือหรือออกมาจากในตึกนั้นอีกเลย…..ตลอดกาล!



“มิว…ทำใจดีๆไว้ มิวววว!”

 “ม่ายยยยย…อย่านะ ชั้นไม่เอา ชั้นขอร้อง อ้ากกกกก!”

“อย่าเป็นอะไรนะ มิววววว!”

มิวที่หลับอยู่เริ่มดิ้นทรมานอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งที่ไม่รู้สึกตัวขั้นมาเลย ถึงกับทำให้อาร์คใจเสีย แม้กอดรั้งเธอที่ไม่ได้สติต้องหาทางทุกวิถีทาง ทั้งแขนและเล็บ ข้อศอกทั้งขา ของเด็กสาวกวาดเหวี่ยงทุรนทุราย และอาร์คก็รับเข้าไปเป็นชุด แต่อย่างนั้นเค้าก็ยังไม่ยอม ยังพยายามหยุดเธอ

“อ้ากกก….ฟลุบ!”

ในที่สุดเธอก็สงบลงและหลับไหลต่อไป ทั้งที่น้ำตาเด็กหนุ่มแทบไหลออกมา กลางกองไฟอยู่ในชายป่าที่ฝนร่วงโรยประปรายท่ามกลางเต้นกลางป่ายามฟ้าสาง แถมใช้บ้านเรือนในหมู่บ้านที่พังยับไม่ได้ด้วย

“เกิดอะไรขึ้นกับเธอ ทำไมถึงต้องกลายเป็นแบบนี้ด้วยยย!”

มิวไม่ได้สติเป็นอย่างนี้มาหลายวันแล้วตั้งแต่กลับมาถึงหมู่บ้านเวนเนล่าบ้านเกิดนี้ หากเป็นอย่างนี้ต่อไปเธอได้กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ที่ไม่มีวันตื่นไปจากฝันร้ายของเธอได้อีก…..ตลอดไป

CHAPTER 25  ความทรงจำที่ถูกปิดตาย

ที่ๆเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของบ้านเรือน ที่เคยเป็นหมู่บ้านเวนเนล่าในอดีต กับฟ้าที่เริ่มฉางรับอรุณยามเช้า นอกชานเมืองนั้น ยังมีบ้านอีกหลังนึงที่ดูรกร้าง เต็มไปด้วยฝุ่นที่เกาะจับจนหนาทึบไปทั่ว หลังคาที่พังลงมาจนโล่งไปเกือบครึ่ง กับก้าวของอาร์คที่ย่างกลับเข้ามาที่นี่อีกครั้ง ข้าวของที่พังราบจนทั่วพื้น รอบแตกร้าวของผนัง ทุกอย่างเปลี่ยนไปจนหมด จนนึกสภาพไม่ออกเลย ว่าเขาเคยอยู่ที่แห่งนี้

“ดูไม่จืดเลย เอาไงดี….”

อาร์คกลับมาที่บ้านนั้น ก็เพื่อหาของใช้ที่อาจพอจะใช้การได้ติดกลับไปบ้าง และก็ไม่มีเวลามากนักด้วย เพราะมีมิวที่ยังคอยเค้าอยู่ แต่ไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนของบ้าน ก็มีแต่ฝุ่น กับของแตกๆที่ใช้อะไรไม่ได้ ทั้งน้านเลย

“น่าสลดไม่น้อยที่ไม่มีปัญญาซุกหัวนอนแม้กระทั้งบ้านตัวเองแฮะ ซ้ำไม่มีใครเหลือในหมู่บ้านอีกแล้ว”

“หมู่บ้านที่เคยพยายามปกป้องแท้ๆ”

สายตาของอาร์คที่ดูหดหู่ ส่องเห็นของบางอย่างที่ดูคุ้นตากองที่พื้น ฝ่ามือเค้านั้นค่อยๆหยิบจับสิ่งนั้นชูขึ้นมาดู มืออีกข้างปัดฝุ่นที่จับหนาออก และสิ่งที่อยู่ใต้ฝุ่นนั้นก็เผยให้เห็น

หยดน้ำตกลงยังกรอบรูปที่แตกร้าว ภาพถ่ายที่คุ้นตา รูปครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้า พ่อ อาร์ค และนีน่า ซ้ำรูปนั้นยังขาดกลางระหว่างพี่น้อง

“ถึงจะรู้ว่าปัจจุบันไม่มีทางจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้แล้วก็เถอะ เอ้ะ…”

ที่ใต้รูปที่ฉีกขาดนั้น ด้านหลังนั้นยังมีรูปถ่ายอีกใบนึงซ่อนอยู่ ความรู้สึกบางอย่างอาร์ครีบคว้ามันออกมาจากกรอบ ของที่น่าจะมีความสำคัญถึงกับต้องเคยเก็บซ่อนจากมือน้องสาวในตอนนั้น

รูปของเด็กเล็กๆแค่ 6 ขวบสองคน ซึ่งไม่ใช่รูปอาร์คกับน้องสาวแน่ แต่กลับเป็นเด็กหญิงผมน้ำตาลแดงอีกคนที่ถ่ายคู่กัน เหมือนกำลังนั่งจ้ำเบ้าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางป่า และผอมเพื่อนที่จากหายไปท่ามกลางกาลเวลา อาร์คเอ่ยชื่อที่ห่างหายไปจากความรู้สึกตนขึ้นอย่างช้าๆ หยาดน้ำตาหยดลงแหมะที่รูปใบนั้น ปากที่เขม้นพยายามหักห้ามความรู้สึกเจ็บปวดลึกในใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาขหยุดสิ่งที่จะพูดออกมาได้

“มารีน่า…”

หากแต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาโทษตัวเอง กับเพื่อนคนสำคัญที่สุดที่ต้องตายด้วยน้ำมือตัวเอง เด็กหญิงที่มือของเค้าไม่อาจช่วยไว้ได้ครั้งเหตุพายุถล่มหมู่บ้าน ต่อหน้าต่อตา หากแต่บัจจุบันก็กำลังจะซ้ำรอยชะตาเดียวกัน ถ้าอาร์คยังเอาแต่คร่ำครวนอยู่อย่างนี้

ซึ่งอาร์คก็รู้ตัวเองดี จัดแจงหิ้วของจำเป็นก้าวออกจากบ้าน ก่อนที่บ้านหลังสำคัญที่เคยอยู่ ได้ทรุดพังตามลงมาหลังจากก้าวออกไปได้ไม่นาน ราวกับต้องการให้ใครบางคนตัดขาดจากอดีตนั้นทิ้งซะ

“มิว!”



ทางด้านฐานทัพอิตาลีของสหพันธ์ ห้องของผู้บัญชาการฐาน พ.ต. วิสเบิร์ส เกบิลัน ได้ต่อสายรายงานถึงสถานการณ์ล่าสุดของฐานนี้ รวมถึงเหตุการณ์ที่กองยานพิเศษ 00 คาเทเรียได้พบ อีกฝ่ายมาจากศูนย์กลางสหพันธ์แอตเลนติก เขาเองดูท่าจะเคร่งเครียดอยู่ไม่น้อย หลังจากได้รับคำสั่งใหม่ข้ามาในอีกไม่กี่นาที

“คำสั่งงั้นรึครับ เข้ใจแล้วครับ”

พ.ต. วิสเบิร์ส วางสายจบการสนทนาก่อนกลับมานั่งลงกับที่ด้วยอาการกลัดกลุ้ม จนนายทหารคนนึงเข้ามารายงาน

“ยานคาเทเรียของกองร้อย 00 ที่พึ่งกลับมาถึงได้ส่งสัญญาณขอเทียบท่าเข้าซ่อมบำรุงครับ มีอะไรรึเปล่าครับ ท่าน ผบ.”

“ไม่หรอก เพียงแค่คำสั่งให้เดินทางไปรายงานตัวที่ศูนย์แอตแลนติกก็เท่านั้นเอง อะ…ขอบใจ”

“แล้วก็อนุมัติให้เข้าจอดในฐานทัพช่องประตูที่ 2 ได้ สั่งการไปได้เลย”

พ.ต. วิสเบิร์ส รับเอกสารรายงานของนายทหารที่เดินออกไป เอกสารพวกนี้ก็ไม่มีอะไรมากนักหรอกนะ เมื่อเทียบกับเรื่องที่ชวนปวดหัวนี้ เรื่องของคำสั่งรายงานตัวกับศูนย์ใหญ่แอตแลนติก

“ท่าทางคิดจะสอบสวนเราเรื่องนั้นไม่ผิดแน่แท้ ข้อมูลลับสุดยอดของปืนใหญ่แบ็คโทโรจินแคนนอน ที่ถูกแฮ็กไปจากฐานแห่งนี้เมื่อตอนนั้น ทั้งที่มันไม่ควรมีของแบบนั้นในที่แห่งนี้ตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ ไม่รู้ด้วยซ้ำ มันมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่”

หลังจากที่พ้นคนอื่นๆ เขาเอ่ยปากบ่นกับตัวเองทั้งที่ปรึศนาหลายๆอย่างมันน่าคาใจยิ่งนัก และจากประสบการณ์ทหารหลายสิบปีของนายทหารผู้มากประสบการณ์ผู้นี้นั้น…มันไม่ใช่สัญญาณดีแน่!

 “นายคิดจะทำอะไรกันอยู่ กีฟรอส!”



ค่ำคืนที่มาถึงอย่างรวดเร็ว อาร์คกำลังใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำที่พอมีปัญญาหามาได้เช็ดตัวให้เด็กสาวที่นอนซม มิวที่หลับอยู่บนโต๊ะนั้นเริ่มหมุนกลิ้งไปมาด้วยอาการร้อนรนอีกครั้ง ทั้งตัวร้อนรุ่มด้วยพิษไข้ทั้งที่ไม่ได้สติ เหมือนเจ้าตัวจะละเมออะไรซักอย่างออกมาเป็นพักๆด้วย

“ชั้นควรจำทำยังไงต่อดี ทั้งที่มิวแทบไม่ดีขึ้นเลย…”

ตอนนี้อาร์คทั้งท้อแท้จนไม่รู้จะทำอย่างไรดี แถมหาตัวช่วยไม่ได้ด้วย ตอนนี้เขาไม่ต่างไปจากเหลือเพียงตัวคนเดียวเลย

“ชั้น….ชั้นคือใคร!”

“มิว….”

เธอเงียบหายไปไม่ตอบกลับอาร์คอีกเลย แม้จะถูกจับเขย่าตัวก็ยังไม่รู้สึกตัวจนใจเสียแทบคลั้ง แต่อาร์คก็ต้องหยุดลงหลังจากมือเค้ากำลังกำข้อมือเธออยู่…

“ชีพจรยังเต้นอยู่ เธอยังไม่เป็นไร”

ชายหนุ่มถอนหายใจกลับลงมานั่งผึงไฟใหม่ ในขณะที่กำลังเฝ้าดูอาการของมิว เธอนั้นยังไม่ได้สติมาแล้วถึงสองวันนั้นทำให้อาร์คเป็นห่วงมาก แล้วยิ่งเห็นหมู่บ้านที่ตนเคยพยายามปกป้องกลับกลายเป็นแบบนี้อีก ยังใงก็ไม่สบายใจจริงๆนั่แหละนะ

ปึกๆ….!

“เสียงอะไร…หล่นลงมาจากไหนละนั่น” อาร์คที่นั่งคิดจิตตกต้องสะดุ้งสายตาไปตามเสียง ยิ่งคืนมืดๆสลัวๆกลางป่าแบบนี้ ยังไงก็อันตราย เกิดมีสัตว์ร้ายโผล่มาทำร้ายมิวตอนนี้ยิ่งแล้วกัน แต่แล้วเหมือนจะเห็นอะไรบางอย่าง…



ในตอนนี้เองมิวก็คงรู้สึกถึงฝันร้ายที่อยากจะหนีให้พ้นด้วยเช่นกัน  ในฝันของเธอ ทุกอย่างรอบตัวเป็นสีดำมืด และบางอย่างเริ่มปรากฎออกมาให้เห็น

“ตื่นแล้วรึ เธอก็คือ No.002 ของพวกเรายังไงละ มานี่สิ!”

ชายคนนึงผู้สวมชุดสูทสีขาวมีระดับเอ่ยปากคุยกับร่างที่พึ่งออกมาจากแคปซูลที่เต็มไปด้วยของเหลวสีเขียวหนืด ร่างเด็กสาวผมน้ำตาลแดงอายุราว 7 ด้วยกายที่เปลือยเปล่าก้าวเข้ามาหาทุกคำสั่ง

“ชั้นคือ…หมายเลข 2” เสียงของเธอตอบรับอย่างเรียบง่ายราวกับเป็นเพียงเครื่องจักร แววตาดุดไร้ความรู้สึก และก็…

“เธอคือร่างทดลองดัดแปลงร่างกายเพื่อที่จะเป็นสุดยอด Human Physicalor ที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเรา H2P ไม่จำเป็นต้องมีอดีต ไม่จำเป็นต้องมีอนาคตหรอก”



เฮ้ยยย…!

อาร์คถอนหายใจซะยาว หลังจากกลับมาเฝ้ามิวต่อ พร้อมด้วยหนังสือเล่มสีแดงที่ทั้งเก่าและหนาอ่านแก้เบื่อไปพรางๆ เจ้าของเสียงตกกระแทกจากที่สูงเมื่อกี้นี่เอง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเจ้าเล่มเดียวกับที่จิ้กออกมาจากห้องสมุดลึกลับใต้โรงเรียนของเค้าเองนั่นแหละ ไม่นึกว่าจะติดมือมาอยู่นี่ด้วยได้ จะว่าไปที่ถูกแล้วก็คือลืมทึ้งไว้ในค๊อกพิลหุ่นมาตลอดจนเกือบลืมไปแล้วละ แล้วมันร่วงลงมาข้างล่างอีท่าไหนละนั่น…!

แต่มันไม่น่าข้องใจเท่ากับสิ่งที่เห็นนี่ ลมอ่อนๆพัดหนังสือเล่มนั้นจนเปิดไปหน้านึง ที่มีข้อความใจความเด่นๆที่ว่า

“สายลมแห่งโชคชะตาจะเลือก ผู้ที่เชื่ออิสระที่แท้จรึง ที่อยู่เหนือโซ่ตรวนแห่งลิขิตจักรวาล…”

อาร์ครู้สึกข้องใจกับคำเหล่านี้มาก และไม่สามารถตีความหมายของมันได้ออก มันหมายถึงสิ่งใดกันแน่ หนังสือเล่มนี้ช่างลึกลับได้อีก แต่คำว่าสายลมนี่มัน เขาเริ่มมองไปทางวิงดั้มที่ยืนนิ่งอยู่ราวกับขัดกับข้อสงสัยของเขาเอง

“เหตุใดนายถึงได้เลือกชั้นคนนี้ละ อิสระที่แท้จรึงนั่นจะมีจริงหรือ ถ้าเขาสามารถช่วยอะไรมิวได้บ้างคงจะดีไม่น้อยเลย! ให้ตายสิน่า!”

อิสรภาพที่เค้าเคยใฝ่คว้าเรียกหาวิงดั้ม จากพลังอำนาจที่ครั้งคุกคามหมู่บ้าน แต่ต้องแลกด้วยการได้เห็นความจริงของโลกใบนี้ ความจริงที่น่าสลดยิ่งกว่า โลกที่ไม่ได้สงบสุขอย่างที่เค้าเคยคิดครั้งอยู่ในหมู่บ้าน ซ้ำกลับต้องเจอการสูญเสียที่ร้ายแรงยิ่งกว่า จนตอนนี้ อาร์คไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้แล้ว และมิวต้องมีสภาพอย่างที่เห็นด้วย



“จักรวาร กับการมีตัวตนของความฝันและเวทมนต์ หากแต่ผู้ที่เชื่อในตัวตนของเวทมนต์และจิตวิญญาณ ย่อมได้รับการตอบรับและมุ่งสู่ปฏิหารที่พร้อมผันเปลี่ยนทุกสิ่ง…”

“อะไรอีกเนี่ย…ไม่เห็นเข้าใจเลยชักนิด”



ในเงามืดอีกด้านของความทรงจำอันมัวหมอง เด็กผู้หญิงคนเดียวกันในชุดทหาร ที่โตขึ้นอย่างน้องๆ 2 ปี ผู้ที่แววตายังไร้ซึ่งความมีตัวตนของสิ่งมีชีวิต กำลังออกจากห้องทดสอบยิงปืนพร้อมผลการยิงที่กำลังลอยแสดงออกมาให้เห็น

“ผลการยิง อัตราความแม่นยำ 95.9%”

ในอีกการฝึกซ้อมสู้ประชิดตัว ทหารหนุ่มผู้มาพละกำลังมากกว่ามาก ถูกเธอคนเดียวกันหลบหมัด แลอ้อมหลังหักแขนที่ทั้งหนาและเต็มไปด้วยกล้ามได้ ภายในเวลาไม่ถึงนาที คนอื่นๆต่อไปไม่วาย ลงไปนอนตาเหลือบด้วยเข่าลำตัวบ้างละ ศอกแสกหน้าบ้างละ

แต่ที่เหมือนกันอย่างนึง เธอไม่ได้รับรอยแผลเลยชักแห่งเดียว แต่สีหน้าเธอนั้นไม่แสดงสิ่งใดๆออกมาเลย ทั้งความดีใจรึเสียใจ รึบางทีอาจไม่สามารถแสดงออกมาได้มากกว่า จนทหารอื่นๆขนลุกพองกล้ากันหมด

ร่างกายที่เกิดมาเพื่อทำตามแต่คำสั่ง ก้าวเดินจากที่นั้นไปเรื่อย ที่นี่ไปเรื่อย ทุกสิ่งที่กระทำนั้น ล้วนมาจากคำสั่งที่ถูกใครก็ไม่รู้ตั้งขึ้น และเธอก็ทำโดยไม่คิดสิ่งอื่นนอกเหนือจากนั้น เดินไปท่ามกลางทางมืดๆ ที่ว่างเปล่า…ไม่มีอะไรเลย แม้แต่ตัวเอง!

จนกระทั้ง…!

ครั้งนึง…เธอเกิดผ่านเห็นเงาตัวเองในกระจกเข้า นั่นกลับทำให้ตัวเธอนั้นตื่นตัวด้วยความสงสัย เธอเริ่มสังเกตใบหน้าผมลอนยาวน้ำตาลแดง ที่เต็มใบด้วยหยาดเหงื่อ…ของเด็กหญิงตัวเล็กๆ มือเธอยกขึ้นมาสัมผัสใบหน้านั้นตามสายตาที่จ้องมองไม่กระพริบ ความร้องที่รู้สึกจากฝ่ามือสู่ใบหน้าที่เป็นหลักฐานถึงการสัมผัส รึการมีตัวตนของเธอ

และแล้วดวงตาโตๆที่ขุ่นหมองไร้ความมีชีวิตนั้น ความรู้สึกที่ตระหนักถึงบางอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนได้นั้น ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป

“นี่คือ…ตัวชั้น…รึ!”

จิตใจที่หายไป ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว



ทุกอย่างมืดลงโดยพลัน และแล้วก็กลับมาสว่างวาบอีกครั้ง เมื่อเธออยู่บนเตียงอีกครั้ง พร้อมทั้งหมวกเชื่อมกระแสไฟฟ้าที่ส่งเข้าสู่ภายในหัวโดยตรง ห้องวิจัยลับในฐานทัพ

“การลงเพิ่มความสามารถใหม่ให้กับหมายเลข 2 เป็นไงบ้าง” ชายผู้สวมชุดสูทสีขาวทั้งตัวผู้เผยนาม รีวอเน็ต นิวอานี  ผู้อยู่เบื้องหลังองค์กรนี้ Hyper Human Physicalor (H2P) กำลังเฝ้าดูผลการทดลองชิ้นสำคัญ พร้อมทีมงานควบคุม ที่อยู่สูงจากเธอมาก

“ระดับความสามารถปัจจุบันของเป้าหมาย ทั้งทางกายภาพ และทางสติปัญญา โดยรวมอยู่ในระดับ A+ ครับ”

“อ้ากกกกกกก….” เด็กหญิงร้องลั่นออกมาทั้วห้อง นักวิจัยทุกคนตื่นกันทั้วหน้า เพราะที่ผ่ามมาไม่เคยเกิดเองอย่างนี้ขึ้นมาก่อน

“คุณนิวอานี …นี่มัน!”

“อัตราความก้าวหน้าของเป้าหมายในตอนนี้ต่ำมาก ไม่สามารถดาวโหลดความสามารถเพิ่มเติมลงไปได้อีกแล้วครับ ราวกับว่าร่างกายเป้าหมายนั้นปิดกั้นข้อมูลใหม่โดยอัตโนมัติ รึไม่ข้อมูลในสมองเต็มแล้วครับ”

นักวิจัยเห็นทุกอย่างเริ่มรวน ไฟฟ้าเริ่มวิ่งไม่เสถียรพร้อมกับการสั่งการทดลองที่ขัดข้องผิดปกติ

“ต่อต้านเนี่ยนะ…เป็นไปไม่ได้หน่า! ทั้งที่พวกเราลบความทรงจำเก่าของเธอออกหมดแล้ว สมองของเธอก็น่าจะอยู่ในการควบคุมของโปรแกรมสั่งการสมบูรณ์แล้วไม่ใช่รึไง แล้วทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้”

นิวอานี ร้อนตัว ก่อนที่อุปกรณ์คัวคุมจะหยุดทำงานสมบูรณ์ ไฟฟ้าไหลย้อนกลับจนข้อมูลในฐานเสียหาย เด็กหญิงได้สลบลงพร้อมกับหมวกเชื่อมสายไฟที่พังไป โดยรวมแล้วฐานเสียหายบางส่วน แต่มากพอที่จะให้ ผบ.ทหารสหพันธ์โลกไม่ไว้วางใจอยู่ไม่น้อย

“ถ้าอย่างนั้น หมายเลข 2 ก็กลายเป็น “ผลงานที่ผิดพลาด” ไปซะแล้ว อย่างนั้นที่นี่ก็ไม่ต้องการตัวอีกต่อไปแล้วละ”

และแล้วงานวิจัยอันทะเยอะทยานแรกของนิวอานี กับสุดยอดมนุษย์สมบูณณ์แบบ Human Physicalor ต้องหยุดลง ณ เวลานี้



ทุกสิ่งหมุนเวียนเปลี่ยนไป รอบๆตัวที่กลายเป็นขาวโพลนยิ่งกว่ายามกลางวันที่ควรจะเป็น ทหารสาวร่างเล็กๆที่สวมหมวกของพยาบาลปิดผมอย่างมิดชิด ก็ยังพอมองเห็นมัดผมสีน้ำตาลแดงที่ถูกเก็บอย่างเรียบร้อยใต้หมวกนั้น เธอยืนอยู่อย่างเดียวดาย ท่ามกลางเหล่าคนมากมาย ที่ดูผิวเผือนดั่งแค่เงาลางๆที่ไร้ใบหน้าและสีสัน …ในสายตาของเธอ สายตาของมิว

“นั้นหล่อนไง นางทหารที่เขาล่ำลือกัน”

“เห็นเค้าว่ากันว่าหล่อนถูกจับฝึกเป็นทหาร ตั้งแต่ยังเล็กเลยใช่มั้ย….ยังสาวอยู่เลยแท้ๆ”

“อย่าไปยุ่งเลยน่า นั้นตาเขม็นมาทางนี้แล้วโว้ย!”

“แค่เห็นหน้าก็คบไม่ได้แล้ว ปีศาทชัดๆ”

“อะไรกันๆ! ยายนั่นก็แค่ของเหลือทิ้งจากองค์กรวิจัยทางทหารเท่านั้นเอง ไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องห่วงหรอกน่า”

“ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของเธอเลยด้วยซ้ำ ไม่ซิ…ไม่มีตัวตนตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ! ”

“…..ฯลฯ”

เสียงจากเงาคนเหล่านั้นยังคงสะท้อนไปมาไม่มีที่สิ้นสุด มีเพียงทหารสาวที่อยู่ใจกลางวงล้อมที่ต้องได้ยินเสียงเหล่านั้นอย่างชัดเจน แทบจะทุกคำทุกพยางชนะ ฝ่ามือทั้งสองนั้นกำแน่นอย่างเกรี้ยวกราด ราวโต้ตอบเสียงเหล่านั้นแม้ไม่แสดงออก ทั้งควมาชิงชังที่ทับถมยิ้งทวีคูณขึ้น

“เจ้าพวกบ้า ชั้นไม่ได้อยากเกิดมาแบบนั้นเลยซักนิด ทั้งที่อย่างนั้น…”

ความคิดของเธอนั้นทั้งเต็มไปด้วยความเกลียดชังทุกสิ่งรอบข้าง เกลียดชังแม้กระทั้ง…ตนเอง ที่ไม่มีแม้กระทั้งอดีดของตนเอง ไม่รู้ว่าตนเองมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร เพื่อเจ้าคนพวกนี้น่ะหรือ รึว่ามันไม่มีสิ่งนั้นตั้งแต่แรกแล้วกันแน่

เพราะสิ่งที่เหลืออยู่ในตอนนี้ มีเพียงสิ่งที่มืดมน ที่เคยผ่านไปเพียงเท่านั้น

“ตัวชั้น…เป็นใครกันแน่!”



ครืนๆๆๆๆ โครมมม!

“แผ่นดินไหวรึ เกิดอะไรขึ้นอีกละ เฮ้ยย…”

พื้นที่สั่นไหวอย่างรุนแรง ทำให้ทั้งหลังคาและเพดานบ้านเริ่มพังลงมาอีกระรอก อาร์คถึงกับกลิ้งลงพื้นทั้งมืดๆกลางดึกอย่างงี้ ต้นไม้ในป่าสั่นไหวเสียดสีชวดแสบแก้วหูดีซะจริง

แต่ถ้าแค่นั้นก็คงจะดี เพราะบ้านหลังอื่นก็ดูไม่ต่างกันมากนัก หลายหลังเริ่มพังเพิ่มขึ้นอีก ทั้งใจกลางหมุ่บ้านที่เป้นหลุมยักษ์ก็มีสภาพเหมือนทรายดูด บ้านหลายหลังโดนกลืนหายไป พร้อมกับกรงเล็บที่ผลุดจากตรงนั้นขึ้นมา ไม่อย่างจะเจอกับมันกันตอนนี้เลยแท้ๆ

“กิ้ววววๆๆ”

กงเล็บอีกหลายอันโผล่ตามขึ้นมาจากนอกหมู่บ้าน อันนึงพังขึ้นมากลางโรงเรียนที่อาร์คเคยเรียนจนถล่มลงราบ อาร์คกำหมัดแน่ ปรากฎออกมาเป็นสัตว์ประหลาดคละสี “อิมฟอส” เจ้าเก่า ราวนี้เป็นพวกตัวแขนขาคอดๆ เหมือนก้างเดินได้งั้นแหละ

“เจ้าตัวชอบโผล่มาผิดที่ผิดเวลาเอ้ย ทำอะไรไม่เป็นเลย นอกจากเอาแต่อาลาวาท!”

พวกมันเริ่มทำตัวไม่ต่างจากที่ทักเลยแม้แต่น้อย แถมทุกครั้งที่ได้มีบทซะไป เจ้าพวกบ้านี่ แต่เอาเวลาไปหนีมันไม่ดีกว่ารึ

“รู้แล้วน่า…เจ้านั้น” พวกมันตัวนึงกำลังเข้ามาทางชายป่า ทางที่มิวนอนอยู่ซะด้วย มิวกำลังตกอยู่ในอันตรายอีกแล้ว

แล้วร่างนั้นเกินหงายหลังล้มกลิ้งก่อนจะออกเข้าป่าได้ ก่อนจะใช้แขนกันการฟันเข้าไปจนกระเด็น เงาสีเขียวออกมาจากป่าสู่วงสัตว์ร้าย หุ่นรบขนาดยักษ์ที่เดินออกมาได้ด้วยกำลังของตัวเอง และกำลังเดินไปทางอาร์คที่อยู่ไม่ไกลนัก

“วิงดั้ม …”

อาร์คก้าวขึ้นไปยังหุ่นที่มารับ เข้าสู่ห้องภายในที่แม้มืด แต่ก็มีแสงสีเขียวจากคอนโซนเขียวกลมด้านหน้า แล้วเมื่อนั่นลงปุ๊ป แสงสว่างเริ่มวิ่งไปตามสายที่มองไม่เห็น กลายเป็นแสงไฟภายในค๊อกพิล และภาพที่ฉายขึ้นตรงหน้า ประกายแสงสีเขียวจากดวงตาหุ่นเปล่งจ้า

แกว๊กกกก…

ฟิ้ววว…

อิมฟอสตัวที่ล้มกระโดดเข้าโถมใส่ขาดเป็นสองท่อน ด้วยบีมไรเฟิลสีเขียวที่พุ่งผ่านลำตัวบางๆจนแยกขาดจากกัน ก่อนจบชีวิตลง วิงดั้มกระโดดเข้ามาใส่ พร้อมดาบปืนเพรียบพร้อม อาร์คต้องเผชิญหน้ากับพวกที่เหลือ และอีกพวกที่พากันโผล่ขึ้นมาจากดินอีก

“หนอย… หัวเด็ดตีนขาด ก็ไม่ยอมให้ไปทางนั้นได้หรอก ย๊ายยย!”



“นี่คือเธอยังไงละ เธอต้องมีชีวิตเดินทางนี้” เสียงจากเงาคนท่ามกลางฉากสว่างโล่ง  ทั้งทำแขนทั้งสองตั้งเป็นกรอบ ที่มองทะลุเห็นภาพของมิว ที่ออกรบจนเหลือสภาพที่เลือดคนอื่นท่วมตัว ทั้งค๊อกพิล

“เธอคือเด็กผู้หญิงที่ถูกพ่อแม่ขายทิ้งคนนี้ไงละ”

“ม่ายยยย…!” เสียงจากเงาอื่นยังคงไม่หยุดไม่จบสิ้น ม่านตาเธอหดเล็กหรี่ด้วยความช๊อกหวาดกลัวถึงขีดสุด แม้มิวพยายามที่จะปิดหูจนมิดชิดเพียงใด ก็ไม่อาจกั้นเสียงเสียดแทงใจให้เข้าไปยังหูได้เลย

“เธอคือนางปีศาทที่ไม่ควรมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ไงละ”

“เธอคือ มารีน่า ของใครบางคนไงละ”

“เธอก็คือ สุดยอด Human Physicalor ที่แข็งแกร็งที่สุดของมนุษย์ชาติ ของพวกเรา”

“เธอก็คือความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ไม่รู้แม้กระทั้งตัวเองเป็นใคร…”

“ไม่ ไม่ใช่ๆๆ…นั่นไม่ใช่ช้านนนน!” สาวน้อยปฎิเสททุกสิ่งทุกอย่าง แต่เสียงพวกนั้นก็ยิ่งดังก้องในหัวมากขึ้นอีก เธอนั้นหมดหนทางที่จะต่อต้าน

“ม่ายยยย…”

และแล้วพื้นที่ขาเหยียบหยั่งก็หายไปตามความหวาดกลัว ร่างเล็กๆของสาวน้อยเธอก็ร่วงลงไป ในแหวแห่งลึกความคิดคำนึง ทั้งที่แขนทั้งสองไม่อาจคว้าให้ใครช่วยได้ และหายไปในหลุมดำมืดและไม่มีที่สิ้นสุด ทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปเป็นสีดำอีกครั้ง



“นั่นเสียง…มิว!”

อาร์ค กับวิงดั้ม เกิดได้ยินเสียงบางอย่างเข้าในหัว และเขาก็ได้สัมผัสถึงจิตใจที่มืดมน ความน่ากลัว  และสิ้นหวังที่ต้องการแสงสว่างในใจของมารีน่าได้

แต่ตอนนี้ก็ไม่ว่างพอจะคิด ตอนนี้กำลังวุ่นกับพวกสัตว์ประหลาดที่จู่โจมเข้ามาจากสองด้าน ลูกไฟกำลังเข้าหาหุ่นสีเขียวที่ปักดาบลงพื้นด้วยความอ่อนแรง ตามสภาพของนักบิน

ลุกไฟชนกันเองจนกระจายดัง แต่ที่โดนนั้นว่างเปล่า วิงดั้มกระโดนลอยตัวสูงอยู่พักนึงแล้ว บีมไรเฟิลยิงใส่อิมฟอสตัวนึง ลำแสงผ่านทะลุหัวยาวจนถึงหาง อีกมือนึงคว้างดาบใส่อีกด้าน ดาบแหวกอากาศพุ่งทะลุร่างเหยื่อเป็นสองท่อน ก่อนดาบจะปักกะพื้นดิน

“นี่อยู่ในรังพวกมันรึไงกันเนี่ย ออกมากันอยู่ได้”

อาร์คตอนนี้แทบจะเหนื่อยหอบ ทั้งที่พวกอิมฟอสพวกนี้อ่อนกว่าทุกครั้ง ก็ดียู่หรอกที่ยังพอยิงฟันมันลงในครั้งเดียวได้ แต่มันกลับยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นมาเรื่อยๆซะอีก นี่ก็ปาไป 10 กว่าตัวแล้ว

“อ้าวเฮ้ย! งานเข้าละ…”

หุ่นสีเขียวก้าวขาไม่ออก เมื่อส่วนขาถูกโคลนที่มันตัวนึงพ่นใส่ยึดไว้ พวกที่เหลือเองถือโอกาสพ่นใยโคลนเข้าใส่วิงดั้มที่ไม่อาจป้องกัน ตอนนี้หุ่นสีเขียวถูกรัดแน่นด้วยใยโคลนที่เหนียวหนืดจนขยับไม่ได้แล้ว แต่ที่แย่ไปยิ่งกว่า…

“อ้ากกกกกๆ….เกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย”

กระแสไฟฟ้าช๊อดใส่อาร์คจนทั้งค๊อกพิลสว่าง พลังงานของหุ่นทั้งหมดกำลังไหลย้อนกลับ และไหลออกไปด้านนอก เจ้าพวกบ้านั้นกำลังดูดพลังงานของหุ่นไปเรื่อยๆ เกทพลังงานกำลังตกหวบอย่างเร็วจนไม่มีแรงจะสลัดพวกโคลนนี้ออกแล้ว ขนาดดาบที่ถืออยู่ยังหลุดออกจากฝ่ามือหุ่นลงไปแล้วเลย

“ช่วยขยับหน่อยเถอะ วิงดั้ม! นี่ชั้น…มาได้แค่นี่เองงั้นรึ!”

อาร์คได้พยายามสู้เพื่อปกป้องอิสรภาพและสิ่งสำคัญของคนอื่นมาโดยตลอด เหมือนกับที่ได้พบกับวิงดั้มครั้งแรก หากแต่ว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนแต่ไม่ได้รับการยอมรับจากโลกนี้ สายตาที่ค่อยๆเลือนลางทั้งร่างกายและจิตใจ หน้าจอที่ถูกโคลนปิดคลุมจนมืดสนิท ราวกับว่าการเดินทางที่ผ่านมาของเค้า ถึงแวลาสิ้นสุดลงแล้ว….

“อ้ากก…”

.......................to be continue
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Talent Pilot
***
กระทู้: 216


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #58 เมื่อ: มีนาคม 30, 2012, 02:37:25 PM »

“เสียงนี้…แล้วก็ความรู้สึกที่ตรงนี่มัน!”

มิวที่ยังหมดสติติดอยู่ในโลกของความฝันนั้น ตอนนี้เหมือนจะรู้สึกตัวขึ้นมาด้วยเสียงเหล่านั้น รอบด้านยังคงมืดมิดไม่เห็นอะไรอยู่เช่นเดิม แต่น่าแปลกที่ตัวเธอนั้น กลับได้ยินเสียงของอาร์คที่กำลังเจ็บปวดทยทุกข์อยู่ด้านนอก และภายในความฝันที่รางเลือนนั้น

เธอพยายามรวบรวมความคิด และสติของเธอ กับความรู้สึกทั้งแขนและขา เปลือกผิวตาที่รู้ตัวว่ากำลังปิดบังนัยตาของตนไว้ เธอจึงเริ่มพยายามลืมขึ้นมาด้วยกำลังของตัวเอง

“นี่ชั้น….”

เด็กหญิงผมน้ำตาลแดงตัวเล็กๆ ที่พึ่งตื่นขึ้นมา ลืมตาอย่างช้าๆอย่างโอดครวน ตัวเธอรู้สึกเจ็บปวดระบมไปทั้งตัว ทั่วร่างกายเธอนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลมากมาย ทั้งขาที่หัก แขนที่ถลอกจนเลือดซึมและขยับไม่ได้ เจ็บไปจนถึงกระดูกและอวัยวะภายในทั้งหมด พูดง่ายๆก็คือสาหัสนั่นแหละ ทั้วตัวนั้นเลอะมอมแมมด้วยดินโคลนในชุดไปรเวทที่เด็กหญิงอายุ 6-7 ขวบเค้าใส่กัน

แต่เธอก็ยังมีชีวิตอยู่ ในป่าที่ฝนตอหนักและฟ้ามืดสนิทเหมือนมีพายุเข้าโถมที่ดูยังไม่ค่อยเหมือนความจริงมากนัก แต่ที่เห็นร่างกายแบบนั้น คงมีปัญญาเดินได้อย่างมากแค่ 2-3 ก้าวท่านั้นแหละ

“ที่นี่มัน…ที่ไหน….”

“แล้ว…นี่เธอ…”

คำพูดที่ขาดๆหายๆด้วยความบ่อมซ้ำ ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังพยายามที่จะกล่าวออกมา เพราะสิ่งที่เธอได้เห็นอย่างไม่น่าเชื่อนั้น กลับเป็นเด็กผู้ชายผมดำคนนึง ที่อายุไกล้เคียงกับเธอเอง และเด็กชายนั้นก็กำลังแบกหลังอุ้มร่างเล็กๆของเธอนั้นเอาไว้ เด็กผู้ชายคนนี้ยังพยายามเดินหาทางออกไปจากป่าแห่งนี้ ทั้งที่ทั่วตัวมีแต่แผล ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ไม่สนใจร่างกายตัวเอง ทั้งที่จะล้มอยู่รอมร่อ

ท่ามกลางฝนที่กระหน่ำที่จางหายไป รอยยิ้มเล็กๆท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาทำให้เธอได้เห็นหน้าเด็กคนนั้นชัดเจนขึ้น

“ทำไม…เธอ ถึงได้…”

“ไม่ว่ายังไงชั้นก็ไม่ทอดทิ้งเธอ รึแม้แต่ใครทั้งนั้น ไม่มีทาง ดังนั้นอย่าพึ่งยอมแพ้ เชื่อในตัวชั้นนะ…ม__”

“เชื่ออ….งั้นรึ!”

เด็กชายรีบตอบทั้งที่กุมมือเธอเอาไว้แน่น ความรู้สึกเจ็บปวดทั่วนั้งตัวเธอนั้นเหมือนหายไปเป็นปริทิ้ง ฝนที่ตอหนักเริ่มหยุดลงก่อนที่แสงสว่างจะเริ่มสาดสองแทรกผ่านมาแทนเมฆที่ดำมืด และสองลงมายังเด็กน้อยทั้งสองที่ยื่นอยู่กลางแสง

มิวเริ่มรู้สึกตัว เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นกับเธอมาก่อนแน่ ถึงแม้เธอจะจำไม่ได้แล้ว ไม่รู้จักเด็กชายคนนั้นแล้ว แต่เพียงเพื่อจะตอบแทนกำลังใจนั้นแก่เด็กชาย คำพูดที่เธอเอ๋ยออกมาโดยไม่รู้ตัว กล่าวออกมาอย่างชัดเชนถึงเด็กคนนั้น คำพูดนั้นได้ออกมาจากมิว แม้แต่ตัวเธอเองที่ยังหลับไม่ได้สติอยู่ในโลกภายนอก เป็นเสียง คำเดียวกัน

“อาร์ค…”



“มิว!”

อาร์คเองก็ได้ยินเสียงเรียกเหล่านั้นเช่นกัน หากมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญรึคิดไปเองแน่

“ใช่แล้ว…ไม่ว่ายังไงชั้นก็ไม่ทอดทิ้งเธอ รึไม่ว่าแต่ใครทั้งนั้น ไม่มีทาง!”

“เพราะเราเองก็ไม่อยากที่จะเสียใจภายหลังอีกแล้ว เสียใจที่ช่วยใครไว้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นมารีน่า นีน่า ฮาเวนกับมิสเทียร์ คาเซะ รึแม้แต่ใครชักคน นี่เป็นเหตุผลที่ชั้นยังสู้…ถึงตอนนี้!”

ตัววิงดั้มที่ถูกรัดแน่นด้วยโคลนพิษเริ่มแปลงประกายแสงสีเขียวรอดออกมา ดาบที่ปักอยู่ที่พื้นเรียกวงแหวนเวทเขียวสว่างที่พื้น ก่อนจะเกิดกระแสลมโดยรอบตัดสายใยโคลนจากเหล่าสัตว์ประหลาดอิมฟอสออกจนหมด หยุดการดูดพลังไปได้ วิงดั้มที่ยังเหลือโคลนเกาะรอบตัวยังคงยิ่งเปล่งประกายมากขึ้นไปอีก

-การมีตัวตนของความหวังและเวทมนต์ หากแต่ผู้ที่เชื่อในตัวตนของเวทมนต์และจิตวิญญาณ ย่อมได้รับการตอบรับและมุ่งสู่ปฏิหารที่พร้อมผันเปลี่ยนทุกสิ่ง…-

“เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่สำหรับตัวเราคนนี้ สิ่งนี้มันเป็นความเชื่อมั่นของชั้น สิ่งนี้มันเป็นอิสรภาพที่ชั้นยืนหยัดต่อสู้อยู่เรื่อยมา....”

ประกายแสงสีเขียวระเบิดออกมาจากร่างวิงดั้ม สลายเศษโคลนที่ตรึงรั้นร่างกายหายจนสิ้น เหลือแต่ร่างหุ่นสีเขียวขาวที่ลอยตัวนิ่งเหนือพื้น พร้อมด้วยบูสเตอร์หลังที่จุดพ่นแรงจนเป็นไอเขียวสว่างกระจายกว้างไปด้านหลังทั้งสอง ดั่งเป็นเสมือนปีกนกสีเขียวขนาดใหญ่กลางหลัง  

พรวดๆๆๆ

กระโดดขึ้นฟ้าหลบกระสุนโคลนที่เหล่าสัตว์ประหลาดอิมฟอสพ่นเข้าใส่จำนวนมาก อาร์คมองผ่านไปยังสัตว์ร้ายที่พากันกระโดดตามขึ้นมาเป็นพรวน มือขวาบังคับคันที่มีไกปืนของบีมไรเฟิล อาร์คเชื่อในตัววิงดั้ม สมาธิและความเชื่อมั่นรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกับวิงดั้ม ก่อนภาพพวกมันจะถูกล๊อกเป้าด้วยวงกลมสีเขียวทั้งหมด

“25 ตัว จะเอาละนะ ชั้นเชื่อในความหวังของชั้น…”

วงแหวนอักขระเวทสีเขียวลอยอยู่หน้าปากกระบอกบีมไรเฟิล

บีมไรเฟิลแตกกระจายออกจากวงแหวนเวทมนต์ กลายเป็นกระสุนแสงหลายเส้นดั่งฝนดาวตก กระจายพุ่งไปยังพวกอิมฟอสที่ล๊อกเป้าหมายทุกเป้า แต่ละนัดล้วนถูกเป้าหมายเกือบทุกตัวจนไม่แค้วฆาตรกันหมด มีอยู่ชุดนึงที่ฝ่าลอยมาถึงตำแหน่งที่อาร์คอยู่ได้

“บัสเตอร์วิงเซิก”

พวกที่ลอยอยู่เกือบทั้งหมดขาดเป็นท่อนบนล่าง ด้วยปรานดาบลมที่ปลดปล่อยจากปลายดาบกวาดแกว่งรอบตัว อาร์คและวิงดั้มกำลังร่อนลงฟาดฟันใส่ที่เหลืออีก 3 บนพื้นด้านล่าง

แกว้กกกก!

“โอ้ยย! ข้างหลังยังเหลืออีก”

หลังโดนอัดกระแทกใส่ เจ้าตัวอิมฟอสตัวสุดท้ายที่หลบรอดจากดาบเมื่อกี้ กดทับด้วยกรงเล็บทั้งสี่ขา ซ้ำใช้แรงโน้มถ่วงกดวิงดั้มลงไปให้พวกข้างล่างที่เตรียมกรงเล็บไว้ลับคมเฉือนรอซะอีก

“จะถึงพื้นแล้ว ขังขยับไม่ได้ อดทนอีกหน่อย”

“ตอนนี้แหละ”

จังหวะก่อนถึงพื้น 2 วินาที เกิดช่องว่างที่อาร์ครอคอย ศอกหุ่นถูกงัดใส่มันที่เกาะหลังจนลอยแคว้นคว้านกลางอากาศ ก่อนหันดาบเข้าฟาดฟันใส่ทั้ง 3 ที่รอ อีกกตัวก็กางเล็บกลับมาอีกรอบเช่นกัน

ตูมมม! ฉับบบ!

แกว้กกก… สัตว์ประหลาดอิมฟอสด้านหลังอาร์คโดนปืนระดมใส่ชุดใหญ่ ก่อนลงไปกลิ้งกับพื้นหลายตลบแล้วม่องแท่ง พร้อมยานรบขับไล่ที่บินโฉบผ่านมาพอดี พวก 3 ตัวที่เหลือพ่นโคลนใส่ แต่ก็ถูกผ่าขาดหายพร้อมกับตัวพวกมันเอง ด้วยดาบสีเขียวสว่างที่สุดท้ายก็กลับมาเป็นสีเงินตามเดิม และปีกพลังงานที่สลายหายไปจากหลังวิงดั้ม หุ่นสีเขียวที่ต้องเสียปีกไปอีกครั้ง

สุดท้ายหมู่บ้านเวนเนล่าก็เยินขึ้นอีกนิด

“เฮ่ย…เหนื่อยแฮะ แล้วที่มาช่วยเราเมื่อตะกี้นี้ละ” อาร์คถอนหายใจเหมือนกับจะหมดเรี่ยวหมดแรงทำอย่างอื่น ว่าแต่เครื่องยานบินสีแดงลำนั้นมันใครน่ารึ ยังไงก็คงเป็นมิตรละมั้งเพราะมาช่วยได้จังหวะพอดี

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ไอ้ยานสีแดงเถือกทั้งดุ้นนี้...มันคับคล้ายคับคาแฮะ”

“ไง ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะ โทรมมาเชียวนะคราวนี้” เสียงนักบินยานรบสีแดงติดต่อเข้ามา เป็นชายผมยาวทองมัดผมราวก่อน 30 (มั้ง) กับการทักทายที่ชวนตีชอบกล

“นี่คุณ…อาเธอร์ โซชัว!  มิน่าถึงว่ายานลำแดงมันคุ้นๆ เหอะๆ”

ชายคนนี้ก็คือ(อดีต)นักบินยานรบของสหพันธ์โลก นาม อาเธอร์ โซชัว ที่เคยโดนไล่ล่าโดยทีมสไตรเรย์ของฝ่ายนั้นเสียเอง ตั้งแต่คราวครั้งก่อนสงครามที่ฐานทัพไวรอสพังพินาศ (ด้วยฝีมือของเรสซายด์ และวิงดั้มเสียเอง) แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ตรัสรู้ด้วยซิ ว่าหลังจากนั้นคนๆนี้ไปทำอะไรมาที่ไหนบ้างหว่า สงสัยคงไม่ยอมตอบง่ายๆซะละมั้ง

“ยังอุตส่าห์จำชื่อชั้นได้ด้วยรึ ไอ้เราอุตส่าห์คิดว่าตัวเองเป็นแค่ตัวประกอบผ่านเลยไปซะอีก เจ้าหนู(หุ่น)เขียว! ขนาดเจ้าคนเขียนยังไม่คิดหน้าตาให้ชั้นเลย คราวนี้ยังดีที่ยังมีทรงผม เหอะๆๆ!”

“คุณเองก็ไม่เห็นจำชื่อผมได้เหมือนกันนี่หว่า เรียกซะเสียเลย ปากคุณเนี่ยยังน่าตอกหน้าเหมือนเดิมเลย…” สงสัยดูท่าอาร์คจะคิดผิดรึเปล่าที่เสียเวลาคุยกับคนพรรณนี้เนี่ย…เล่นซะเหงื่อตกเม็ดโตเลย

“น่าๆ หลายเดือนผ่านมานี่โตขึ้นเยอะแล้วนิ เอาเป็นว่า ชั้นเองต้องรีบไปแล้ว โชคดีละพ่อหนุ่ม!” นักบินยานแดงยกมือตะเบ้ะส่งลา พ่อคนนี้รีบมารีบกลับจังหุ้ สมกับเป็นแค่ตัวประกอบจริงๆ…

“ยังไงก็ของคุณมากครับ คุณอาเธอร์” อาร์คตอบกลับแบบที่ยังเหงื่อตกแบบเนือยๆชอบกลอยู่เลยแท้ๆ ก่อนสัญญาณจะตัดไปกับการแยกทางเดิน แต่อาร์คและวิงดั้มยังคงไม่ไปไหนทั้งสิ้น

“ทีนี้ ที่ต้องทำก็เหลือแค่…”

ความคิดที่ร่องลอยของอาร์ค พาให้หุ่นตอบสนองเอาดื้อราวรู้ความคิดเค้า หน้าจอแสดงภาพของชายป่าด้านนอกหมู่บ้านเวนเนล่า และซูมเข้าไปที่เต้นกลางป่า ซูมไปถึงอีกคนที่อาร์คกำลังคิด หญิงสาวที่นอนอยู่ที่นั้น มิว มาดริก


อาเธอร์ โซชัว ที่ขับยานไปทำธุระของตัวเองต่อ ระหว่างทางออกหมู่บ้านเผอิญเห็นสไตรเรย์ของมิวที่ยืนนิ่งแถวชายป่าด้วยเหมือนกัน แม้จะไม่เห็นตัวเจ้าของที่ไม่ได้สติอยู่แถวนั้น เจ้าตัวเหมือนจะฉุดคิดอะไรบางอย่างได้

“เห็นแล้วทำให้นึกถึงคนๆนั้นแหะ เพราะเราได้เห็นสิ่งเลวร้ายที่พวกมันทำลงไปแล้วละ บางทีอาจทำกับเด็กที่ขับสไตรเรย์ที่เคยไล่ล่าปิดปากเราตามคำสั่งขอมันเองด้วย ผู้เค้าร้ายอีกคนเพราะมัน…”

อาเธอร์บ่นลอยๆกับตัวเองทิ้งท้าย ก่อนจะพายานบินออกไปจากหมู่บ้านที่ตายไปแล้ว ให้เร็วที่สุด

“เพราะมันคนนั้น รีวอเน็ต นิวอานี”



ฟ้าที่เริ่มมืดลงกับแสงที่ลับขอบฟ้า มีคนๆนึงกำลังนั่งผึงไฟอยู่ในชายป่าที่สายฝนร่วงโรยประปราย ค่ำคืนอีกครั้งที่เด็กหนุ่มผู้หมดสิ้นเรี่ยวแรงกับการต่อสู้กลับมาอยู่ต่อหน้าสาวน้อยนิทราที่หลับไหลไม่ได้สติ แม้เธอจะไม่ร้องเจ็บปวดแล้ว แต่ก็มีอีกหลายสิ่งที่ทั้งคู่ไม่ได้เยียวยา ถึงอย่างนั้นอย่างน้อย อาร์คเองก็มีเรื่องในใจที่อยากจะบอก

“มิววว”

“ที่จริงแล้ว ชั้นอยากจะบอกต่อหน้าเธอตรงๆ ว่าชั้นขอโทษ…..”

ภายในโลกในใจแห่งความมืดมิด เด็กหญิงผมน้ำตาลแดงตัวน้อยๆ ตอนนี้เธอกลับเหลืออยู่ตัวคนเดียวในที่แห่งเดิม อีกช่วงเวลาของความฝันทับซ้อนอันเยาว์วัย ด้านหลังเธอคือต้นไม้ขนาดใหญ่ที่หักโค่นเหลือแต่ตอเถ้า

-ที่นี่มัน อุ๊บบบบๆๆๆ-

มิวพยายามจะพูดออกมา แต่เกิดเรื่องประหลาดที่ปากของเธอเปล่งเสียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน หากแต่กระนั้นเธอก็ยังคงได้ยินเสียงบางอย่างลอยมาที่หู แสดงว่าหูยังไม่หนวกละ

“ที่จริงแล้ว ชั้นอยากจะบอกต่อหน้าเธอตรงๆ ว่าชั้นขอโทษ…..”

-เสียงนี้…มัน-

แม้ตัวเธอจะไม่รู้ แต่เธอรู้สึกคุ้นเคยกับน้ำเสียงนี้มาก ราวกับไม่ได้ยินเสียงนี้มานาน เสียงของใครซักคน

“ชั้นยอมรับว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นมันไม่อาจจะให้อภัยกันได้ สิ่งที่ชั้นทำลงไป ทั้งที่ไม่ได้เข้าใจความรู้สึกของเธอเลย ทั้งแค่สนองแก่ความเห็นเห็นแก่ตัวของชั้นเอง กับคนที่ชั้นเคยคิดถึง…มาโดนตลอด”

“ชั้นพยายามที่ยัดเยียดจิตใจของมิวมาตลอด ทั้งที่ต้องทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็รเรื่องนั่น ทั้งที่ใจจริงไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ ชั้นรู้ตัวดีว่ากลัวที่จะลืมอดีต กลัวที่จะลืมมารีน่าไป ชั้นไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงได้แค่โกหกตัวเองมาโดยตลอด”

“ชั้นรู้ตัวดี ว่าชั้นทำให้เธอทุกทรมานมามากเกินพอแล้ว”

“ถึงอย่างนั้น ชั้นก็ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนให้กับตัวเองได้อยู่ดี”

เสียงขาดช่วงไประยะนึง เด็กหญิงผมน้ำตาลแดงยืนก้มหน้านิ่งตามเสียงที่ลอยผ่านไป เธอไม่โต้ตอบเสียงนั้นแล้ว และเหมือนจะไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองตอนนี้ทำอยู่ด้วยเหมือนกัน

“แต่ตอนนี้สิ่งที่ชั้นบอกเธอได้นั้น มีเพียงแค่…”

“ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว!”

“เพราะไม่ว่าเธอจะเป็นมิวหรือมารีน่า ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร เธอก็คือเพื่อน! เพื่อนคนสำคัญของฉัน ไม่มีวันเปลี่ยนไป”

ดวงตาที่เหมือนจะไม่พอใจนั้น ลึกๆกลับมีน้ำตาไหลออกมา หยดน้ำตาร่วงโรยลงสู่พื้น จนขยายกลายเป็นแอ่งน้ำขังใสสะท้อนเบื้องล่าง ต้นไม่ใหญ่ที่ตายเริ่มแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาและขยายโตขึ้นเบื้องหน้า ร่มเงาแห่งการยอมรับทอดยาวไปถึงงตัวเธอที่ไม่เคยเสียน้ำตามาก่อน รอยยิ้มเล็กๆมุมปากค่อยๆเผยออกมาด้วยสีหน้านั้นเหมือนกับพึ่งถูกยกภูเขาออกจากอก แม้มันจะไม่ต่างจากยามปกติที่มิวมักทำท่ายั้วตลอกเวลาจนแยกไม่ออก ก็ยังนิ่ง

.

.

.

“อืม!”

“ชั้น…ก็จะเป็นตัวชั้นแบบนี้ นี่แหละ!”

ปากสาวน้อยถูกปลดจากพันทนาการที่ปิดกั้นหัวใจ และการยอมรับในตัวเอง และแล้วใบไม้ด้านบนก็ถูกแหวกออกเป็นทางให้แสงสว่างสีทอง ลอดลงมาที่โคนต้นไม้ใหญ่ พร้อมทั้งสะท้อนเป็นประกายราวจุดวาปในเกมก็มิปาน ประตูบานสุดท้ายของโลกแห่งความฝันและความทรงจำ

“อืมมมม…” มิวเริ่มก้าวเดินเข้าหาวงกลมแสงนั่นอย่างช้าๆ ช้าๆ ท้ายที่สุดแล้วความกลัวบางอย่างสุดรั้นไว้ จนอีกใจนึกเกิดลังเลหยุดที่ปากทางเข้าไปซะงั้น

“ชั้น…”

มิวที่ลังเลถูกดันเข้าไปในวงแหวนแสงสว่าง ด้วยฝ่ามือของเงาที่ออกมาจากผืนน้ำที่พื้น เงาที่ออกมาเป็นใบหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยๆอีกคน ที่หน้าตาทุกอย่างเหมือนกับเธอทุกอย่างราวกับเป็นเงาที่สะท้อนจิตใจออกมา หากแต่เงานั้นต่างกันด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนและสดใสกว่ายิ่ง รอยยิ้มที่ปราณนาจะมอบความเชื่อมั่นให้กันตัวเองอีกคนที่ยังลังเลข้องใจ เงาที่เอียบเอื้อมฝ่ามืออันอบอุ่นให้แก่มิว

-โทษทีนะตัวชั้น ชั้นจะรอคอยเธออยู่ที่นี่ จนกว่าจะถึงซักวันนึง…..-

เธออีกคนส่งยกมือทั้งสองของมิว ร่างกายของมิวค่อยๆลอยขึ้นไปตามแสงสว่างที่ลอดมา ก่อนที่ทุกอย่างจะหายไปจากสายตาพร้อมกับสติที่ร่องลอยไปตามทางที่มีจุดหมาย อีกครั้ง

………………………………………..

ณ เต๊นชั่วคราวชานป่าใกล้ๆหมู่บ้านเวนเนล่า

“นี่ชั้น…..ตื่นแล้วงั้นหรือ!”

สาวน้อยผมน้ำตาลแดงผู้หลับไหลไปนานค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น จากความฝันที่แสนยาวนานที่เหมือนไม่ใช่แค่ความฝัน เพราะเธอเจออะไรต่อมิอะไรไปมากมาย ซะจนต้องกุมขมักซะเอง ทั้งยังสับสนว่ากำลังอยู่ที่ไหนกันแน่ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกัน

มือทั้งสองของเธอ ที่จำได้ว่าได้จับมือกับเงาของตัวเองนั้น บัดนี้มันจับกับมือของเด็กหนุ่มคนนึง เด็กหนุ่มที่คอยเฝ้าดูแลเธอมาตลอดในช่วงเวลาที่ผ่านมา มือของมิวและของอาร์คข้างนั้นประสานกันแน่นโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่อาร์คตอนนี้ก็งีบหลับทั้งกองหัวอยู่บนตัวมิวไม่รู้สึกตัวแทนซะงั้น

“อาร์ค……”

“ขอบใจนะ…!”

ใบหน้าที่เปล่งด้วยรอยชมพูอมแดง และรอยยิ้มที่ถูกซ่อนไว้ลึกๆเผยออกมา หากแต่ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ เธอในตอนนี้นั้นช่างเปล่งประกาย ดูน่ารักและอ่อนโยนมาก ราวกับเงาเด็กหญิงที่เหมือนตัวเองในความฝันนั้นเลย

“อืมมม….งัวเงียๆ!”

“เอ๋ะ….ไอ้บ้านี้ ออกไปซะ!”

การรู้สึกตัวของอาร์คทำให้เธอสะดุ้งทันที ไม่รอช้ามิวว๊ากผลับอาร์คกลิ้งลงจากโต๊ะที่เธอนอนลงฉับพลัน ทำเอาอาร์คเจ็บหลังที่กระแทกพื้นในทันใด แต่อย่างน้อยก็ทำเอาเด็กหนุ่มดีใจจนต้องปลื้มใจ ที่ได้เห็นหน้าเธอกลับมาอ้าปากลั้นทุ่งอีกครั้ง

“”

“เดี๋ยวๆ….แล้วทำไมชั้นถึงอยู่ในชุดนี้ได้ละ แทนที่จะเป็นชุดนักบิน ก็ชั้นจะได้ว่า….” มิวที่เริ่มสติกลับมาเห็นชุดเชิ้ดที่เธอใส่อยู่เกิดทบทวนความคิด เธอใส่ชุดนักบินมาโดยตลอดก่อนจะเดี้ยงตั้งแต่ตอนขับสไตรเรย์ แถมนี่ก็พึ่งพื้นมาหมาดๆ งั้นก็หมายความว่า….

“อย่าพึ่ง ใจเย็นไว้โยม…”

“ไม่ยงไม่เย็นมันแล้ว! แกตายซะ นี่ทำอะไรชั้นตอนไม่รู้ตัวไว้บ้าง รึว่าแกเห็นหมดแล้ว หา”

“ไม่นะ ชั้นไม่ได้ตั้งใจนะ ก็แค่เธอเป็นไข้จนเปียกทั้งตัวกลัวจะเป็นหวัด ชั้นเลยต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้ แต่ชั้นไม่เห็นเลยซักนิดเดียวนะ เชื่อชั้นสิ”

“หา กริ๊ดๆๆๆ”

อาร์คดันราดน้ำมันเข้ากองไฟแท้ๆ หวังว่าคงจะรอดถึงบทต่อๆไปนะ… อาเมน!

-ว่าแต่พวกเธอคิดไว้แล้วยังว่าจะทำอะไรต่อไป จะกลับไปที่โรงเรียนก่อนรึจะกลับไปที่ยานเทเรีย รึจะไม่ทำอะไรเลยรอให้ชั้นพล๊อกให้ละ-

“ยังโว้ย/ยังย่ะ”



ยานคาเทเรีย ณ เวลาปัจจุบัน ที่แวะมาเติมเชื้อเพลิงที่ฐานสหพันธ์อิตาลีชั่วคราว ยานยังอยู่ในระหว่างซ่อมบำรุง ทั้งที่ดูยุ่งๆเพราะพึ่งผ่านศึกครั้งก่อนไม่ถึงสัปดาห์จนพึ่งได้กลับมานี่แหละ ที่สะพานเดินเรือก็ยังไม่มีโอกาสให้พัก เมื่อมีการติดต่อเข้ามาที่นี่อีกเป็นละลอก พักนี้มันซักจะถี่ขึ้นทุกทีแล้วนะ

“ทางฝ่ายแคปเริ่มเคลื่อนไหวไม่ชอบมาพากลผิดปกติ คาดว่าเตรียมรวมกำลังจู่โจมอย่างรุนแรงในมานานนี้ ทางท่านคงได้รับคำสั่งต่อไปเรียบร้อยแล้ว…..”

“คะ หลังจากเตรียมเสบียงแล้วจะไปสมทบกับกองร้อยที่ 7 ทันที ทราบแล้วเปลี่ยน!”

กัปตันสาวประจำยาน รต.โทโมโกะ ตอบแบบไม่สบอารมณ์นักก่อนทิ้งตัวลงแบะลงที่นั้งกัปตัน ลูกเรือในนี้คงไม่ต่างกันมากนัก เป็นทหารในยุคสงครามมันก็อย่างนี้แหละ

“โทษทีนะ คราวนี้ต้องรบกวนเธออีกครั้งแล้วละ”

“กำลังรออยู่เลยค่า พ.ต. วิสเบิร์ส จะบริการเดริเวอรี่ส่งท่านให้ถึงที่เลยค่า…”

พรวดดด…..

กัปตันโทโมโกะต้อนรับเสียงที่มาจากหลังประตูที่เปิดออก แต่นั่นทำเอาคนอื่นๆในสะพานเดินเรือพากันตกกะใจแทบตั้งตัวไม่ทัน ใครจะคิดว่าจู่ดีไม่ว่าดี คนที่เป็นถึงระดับ ผบ.ฐานทับใหญ่โตระนับเค้าจะมาดโผล่ให้เห็นเอาดื้อๆอย่างนี้ ยุคนี้ยศการเมืองแทบไม่ต่างกับระบบกษัตริย์ศักดินายุคกลาง ที่แค่สบตาพระราชาแล้วคอหลุดจากบ่าเลยละ

แน่นอนว่า พ.ต. วิสเบิร์ส รู้เรื่องนี่ดีที่สุด แต่….

(ต้องไปสะสางเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเค้า ทั้งเรื่องโทโรจินแคนนอน ทั้งมูลเหตุทั้งหมด )

“เอาละ ในเมื่อทุกคนพร้อมกันแล้วก็จะไม่ชักช้าละนะ ชั้นกัปตัน ขอให้ทุกหน่วยเตรียมตัวให้พร้อมนำยานออกได้ ย้ำอีกครั้ง….ๆ”

เสียงประกาศก้องไปทั่วทั้งยาน แม้แต่โรงเก็บหุ่นที่วุ่นวายกับการซ่อมบำรุงด้วย ซึ่งหัวหน้าช่างใหญ่ “รต.เซลเดอร์ ดี กามิดี” กำลังปรึกษากับกองหลักของยาน หัวหน้าหน่วย ACT “คาออส ดาตัน”

“ทีมสไตรเรย์ของชั้นเสียคาเซะกับมิวไป แถมส่งผลให้ที่เหลือมือตกลงจากเดิมอีก คงต้องฝากดูแลพวกนั้นแทนด้วยแล้วละ”

เซลเดอร์ย้ำคำใส่ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยอมพยักหน้ารับคำขอ ส่วนกัปตันสาวโทโมโกะเองก็กังวงเรื่องนี้อยู่บ้างละ แต่ก็นะ…

-อาร์คกับมิว ขอให้ไม่เป็นอะไรแล้วกลับมากันได้ด้วย แต่ว่าตอนนี้พวกเรามีเรื่องที่ต้องทำ-

เธอได้แต่คิดไว้ในอก แต่ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมสรรพ ถึงเวลาที่ต้องเคลื่อนไหวอีกครั้งชักที

“ยานคาเทเรีย !เดินเครื่องเต็มกำลัง เป้าหมายก็คือ ฐานทัพศูนย์กลางสหพันธ์โลกแอตเลนติก”

กัปตันสาวสั่งโลด ยานรบเทพีสีแดงฉานลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

“เอ๋! สัญญาณเรด้าเมื่อกี้”

“อ้าว!….หายไปแล้ว! คงคิดไปเองละมั้ง ”

สา โอเปอเรเตอร์สาวประจำยานชักแว่นขึ้นด้วยความสงสัย สิ่งที่เธอเหมือนจะเห็นก็คือสัญญาณจำนวนหนึ่งที่ระบุไม่ได้ว่าใช่ ACT รึเปล่า แต่มันกลับหายวับจากจอเรด้าไปกับตา ภายในไม่ถึงวินาที…..หวังว่าคงไม่มีอะไรซะละมั้ง!



ณ ฐานทัพบนดาวเคราะน้อยวงโคจรดาวอังคาร ราเวนการ์ด ของกองทัพ CAPE ยังมีอีกบุคคลนึงที่ยังเรียกหาสงคราม

“คำสั่งอนุมัติจากท่านประธานโรเคน แจ็กเคน มาถึงแล้วครับ” ชายฉกัลคนนึงนั่งฟังสัญญาณรายงานอย่างพึงพอใจในห้องนึง

“ทุกหน่วยเตรียมการพร้อมแล้วครับ ทั้งบนโลกและที่นี่ เหลือแต่รอคำสั่งของท่านแต่เพียงผู้เดียวครับ” สัญญาณอีกสายรายงานสดยืนยันบางอย่าง ชายผู้นั้นยิ่งยิ้มผยองกับการเตรียมการครั้งสำคัญที่ตนได้มีส่วนร่วม

“ทุกอย่างพร้อมแล้วซินะ ในที่สุดก็ถึงเวลาจนได้…” ชายผู้นี้ได้ลุกขึ้นพร้อมกับคลุมเสื้อทหารที่แสดงตำแหน่งขั้นสูงผู้นึง กล่าวประกาศกึ่งก้องไปยังทุกที่ ที่มีทหาร CAPE ทุกที่ซึ่งพร้อมลุกฮือขึ้นพร้อมเขา

“เอาละ ในนามของ ผบ.สูงสุด ไฮโร ไฮมิคอบ ขอสั่งทุกหน่วยเริ่มยุทการจู่โจม Earlg Wave เฟส 1 ได้ เป้าหมายคือทำลายศูนย์บัญชากลางฐานทัพสหพันธ์แอตแลนติกให้สิ้นซาก”

เหล่ายานรบบรรทุกหุ่น ACT ต่างพากันพุ่งออกจากฐานมุ่งไปยังโลก บนพื้นโลกก็เริ่มคลื่อนไหว บุรุทผู้เรียกหาสงครามแห่ง CAPE ผบ.สูงสุดของกองทัพทัพ ไฮโร ไฮมิคอบ ลั่นวาจาสิทธิการสั่นคลองโลกอีกครั้งใหม่เริ่มแล้ว



CHAPTER 25 ความทรงจำที่ถูกปิดตาย ………………………..End
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 29, 2012, 10:02:16 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Talent Pilot
***
กระทู้: 216


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #59 เมื่อ: เมษายน 29, 2012, 10:12:10 PM »

ในวันนี้ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่โรงเรียนทั่วไปมักจะปิดกัน แต่น่าเสียดายที่มันไม่ใช่เสมอไป สำหรับงานในกองทัพ ยานรบหลักอันดับต้นๆฉายา เทพีสีแดง คาเทเรีย ต้องเดินทางทำนอกเวลาแบบ O-Free เพื่อรีบไปให้ถึงศูนย์บัญชาการทัพสหพันธ์ที่แอตแลนติกโดยเร็วที่สุด

ยังมีสาวน้อยที่ทำหน้าทื่อๆอยู่บนที่นั่งยานรบสไตรเรย์สีขาวแถบเขียว น่าสงสัยอย่างบอกไม่ถูก

“มาทำอะไรคนเดียวที่นี่ละ ไรนะ…”

“ตอนนี้พวกเราอยู่กลางมหาสมุทร แล้วใช่มั้ย อย่ามายุ่งกวนใจน่า”

“อา…คาเซะไม่ตายง่ายๆน่า เธอคนนั้นกระดูกแข็งแต่ไหนแต่ไรแล้วนิ เธอน่าจะรู้ดีที่สุดนิ”

“ชั้นก็อยากจะให้เป็นแบบนั้นเหมืนกันนั้นแหละ เรลี่”

-ตื้ดๆๆ…. หน่วย ACT ของแคปทาง 7 นาฬิกา ขอให้เข้าสู่สภาวะพร้อมรบระดับ 1 ขอย้ำอีกครั้ง…ๆ-

“ขณะนี้หน่วย ACT ของกองทัพสหพันธ์โลกและแคป (CAPE)ได้ปะทะกันที่เขต  เริ่มให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวทำการอพยพออกจากพื้นที่ดังกล่าวแล้ว”

“วุ่นวายจริงๆ ไม่หยุดพักผ่อนบ้างเลยพวกทหารนี่ ว่ามั้ย” เด็กหนุ่ม ม.ต้นบ่นกับข่าวทางโทรทัศน์ที่พักนี้ชอบเอาเรื่องสงครามระหว่างสหพันธ์โลกกับแคพมาออกอากาศกันบ่อยๆ โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่านี่มันระดับสงครามโลกกับโคโลนี่แล้วนะ ที่เดินลอยชายอยู่นี่มีหวังได้โดนโดนลูกหลงเข้าซักวัน

“จ้าๆ ก็คงงั้นแหละ…เหอะๆ” ไอริสก็ทำเออออตามคำของไอ้หนุ่มชาน เพื่อร่วมชมรมไว้ก่อน ในขณะที่เพื่อนสาวอีกคนที่เดินมาด้วยกัน เทียร์เลท ก็กำลังเอาแต่มองร้านค้ารอบๆที่ผ่านไปมา

“นานๆที ก็ดีเหมือนกัน!”

ถ้าจะถามว่าทั้งสามเด็กนี้กำลังทำอะไรอยู่ละก็ คำตอบก็คือ สวงสวรรค์ของ The Holiday ชายหาดของเมือง….. เมืองข้างเคียงทางตะวันออกของเมืองปีซ่านั่นเอง และพวกเธอก็จะมาทำอย่างอื่นเป็นไม่ได้ นอกเสียจาก เล่นน้ำทะเล สุดเค็ม ไม่ว่าจะมองไปทางไหนๆก็มีแต่คนกะคนเต็มไปหมด แม้กระทั้งด้านล่างหาด

“คนแน่นเต็มทั้งชายหาดเลย ทำยังไงดีละ เทียร์เลท”

อืม….

“ตามมาทางนี้แล้วกัน…”

เธอตอบใจลอยก่อนจะกำลูกแก้วสีน้ำเงินที่ห้อยคอซะแน่น และเดินนำไปยังที่ๆลับตาคน และกว้างสูงพอจะบังสิ่งที่เธอกำลังจะทำต่อไปได้

ตูมมม… เสียงของะไรบางอย่างตกน้ำทะเลอย่างจังในมุมอับของชายทะเล ก่อนคลื่นทะเลจะกลับสู่ปกติที่ซัดเข้าสู่ฝั่ง ยกเว้นใต้ทะเล ที่มีเงาขนาดใหญ่กำลังออกจากชายฝั่ง เป็นเงาของขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนเครื่องจักรสีน้ำเงินแบบ ACT  

“แบบนี้จะไม่เป็นไรแน่รึ เทียร์เลท…” ไอริสถามด้วยความเป็นห่วง ทั้งที่ชานเอาแต่สนใจวิวใต้ทะเลด้านนอก

“อืม…”

เทียรเลทยิ้มทั้งที่ฝืนความรู้สึกไปบ้าง พวกเค้าทั้งหมดตอนนี้อยู่ในหุ่นอควอเรีย เธอถึงกับยอมแอบเรียกอควอเรียออกมาจากลูกแก้วและพาพวกเขาลงไปในทะเล ที่เธอเพียงแค่ต้องการพาทุกคนไปชายหาดที่ไร้ผู้คนฝักไฝ่ เพื่อเหตุผลเพียงแค่นั้นจริงๆท่าทางเธอจะยอมรับตัวตนของหุ่นอควอเรียที่เลือกตัวเธอบ้างแล้ว

แต่ชานที่เลกลับมาดูเธอ ดูไม่ค่อยสบายใจกับท่าทางของตัวเธอเองนักเท่าไหร่

แต่แม้ไม่มีใครเลยที่เห็นการเคลื่อนพวกเธอ แต่ไม่ใช่กับคนทั้งหมด ที่ชายฝั่งริมหน้าผา มีใครบางคนที่สังเกตเห็นแล้วเฝ้าจับตามองเธออยู่ห่างๆ ชายคนนั้นไม่อาจเห็นหน้าได้หายตัวไปในเงามืดด้วยรอบยิ้มที่ว่างเปล่าชวนขนลุกพองกล้า ความมืดเท่านั้นที่ตอบคำถามนี้ได้.....!

CHAPTER 26  ผู้ที่มาพร้อมกับความมืดมิด

“วันหยุดแบบนี้ทั้งที ไหงถึงต้องมาอยู่แถวนี่ด้วยหว่า…มิว”

“บ่นมากน่า ข้อความที่พึ่งได้จากพันธมิตร ยานคาเทเรียของพวกเรากำลังมุ่งหน้าไปศูนย์บัญชาการแอตเลนติก ไปให้ถึงก่อนค่อยให้ว่ากันใหม่เถอะ”

“แต่นี่บินมาเป็นวันแล้ว พึ่งอยู่แถวเมดิเตอร์เรเนียส์ใกล้ๆฝั่งอิตาลีเองมั้ง อีกกี่ชาติจะถึงเนี้ย ได้ยินมั้ย มิว”

“ทำไมไม่ใช้วิธีไปโผล่ที่ยานพวกเราให้ได้เหมือนกับที่พาไปโผลซะไกลถึงหมู่บ้านนายเลยละ นั่นมันเกือบตะวันออกกลางเลยนะ อาร์ค”

“ไอ้ว้งไอ้วาปอะไรนั่น…ถ้าตอนนี้ขั้นทำแบบนั้นเป็น ชั้นคงไม่ต้องมาบินอยู่แถวนี้หรอกน่า แล้วก็โทษที ที่บ้านเรามันกันดารจัด เหอะๆ…”

เสียงเด็กหนุ่มเด็กสาวทักคุยกันแบบ หากแต่นี่เป็นการคุยข้ามผ่านสายสัญญาณระยะไกล จากเหนือพื้นทะเลเมดิเตอร์เรเนียส์ ซึ่งที่เห็นอยู่ก็มีเพียงแค่หุ่น ACT เพียงสองเครื่องบินผ่านไปเท่านั้น เครื่องสีขาวนึงอยู่ในสภาพโหมดเครื่องบินรบความเร็วสูง สไตรเรย์ ของ มิว มาดริก กับอีกเครื่อง หุ่นที่มีเกราะกายเป็นสีเขียว กับภายนอกสีขาวที่อาร์คขับอยู่ ว่าแล้วเป็นเวลากว่าวันเต็มแล้วที่พวกเค้าออกจากหมู่บ้านเวนเนล่าเพื่อกลับยานแม่ของตนเอง กลับไปยังเทพีสีแดง คาเทเรีย

-เหมือนนานแล้วนะ ที่พวกเราไม่ได้กลับมาคุยถกเถียงด้วยเรื่องไร้สาระแบบนี้ ทั้งที่ก่อนหน้ายังมองหน้ากันไม่ติดอยู่เลยแท้ๆชวนให้คิดถึงเมื่อก่อนเลยแฮะช่วงเวลาก่อนที่จะถูกสงครามช่วงชิงไปแฮะ… -

อาร์คที่มือว่างจากการขับอมยิ้มตามความคิดเรื่อยเบื่อยตามประสาคนช่างฝัน บางทีคงแอบดีใจนิดๆที่มีโอกาสแบบนี้อีกครั้ง ถึงจะเคยผ่านเรื่องเจ็บปวดมามาก

-ชักวันอาจจะนำกลับคืนมาได้อีกครั้ง ช่วงเวลาที่ได้เห็นรอยยิ้มนั้นอีกครั้ง … ละมั้ง-

“…แอบคิดอะไรเพี้ยนๆอีกงั้นหรือ ทำหน้าเข้ายังกะเห็นนางฟ้าจะมารับขึ้นสวรรค์ซะงั้น” แน่ละว่ามิวที่อยู่ในสไตรเรย์เห็นอาการของอาร์คผ่านทางจอมอนิเตอร์จนทำหน้าข้องใจ ที่เธอเห็น…ดูยังไงก็คนบ้าที่ยิ้มอยู่คนเดียวชัดๆ

“ช่างชั้นเถอะ ชั้นยังไม่ตายนะเฟ้ย!…ไม่ได้บ้าด้วย!…ฮะๆๆ”



ซ่าๆ ซูมมม! จ๋อมมม….

“ที่นี่มันเกาะอะไรก็ไม่รู้…มาเล่นน้ำทะเลกัน เทียร์เลท”

“ว๊ายยย …… ตูมมม”

“ชาน อย่าแกล้งเทียรเลทของเค้านะ ซูมมมม”

“เล่นแรงเกินไปแล้ว ชั้นไม่ไหวละ ขอตัวขึ้นก่อน…”

“เพราะนายนั่นแหละ”

“อะไรกันเล่า…”

เทียรเลทกลับขึ้นมาบนชายหาดด้วยชุดทูพีชเข้ารูปสีเหลืองสว่างก่อนจะคลุมผ้าปิดนั้งมองทั้งสองคนที่เหลือ ชานกับไอริสที่เหมือนจะเถียงสาดน้ำแทนคำพูด เพราะเธอเป็นเหตุ หาดทรายเล็กๆบนเกาะร้างไร้ผู้คนที่มีเขาสูงใจกลางและล้อมรอบไปด้วยทิวต้นมะพร้าวกับต้นไฝ่… น่าจะหางจากชายฝั่งมากพอตัวจนมองแทบไม่เห็น น่าจะยังไม่มีใครค้นพบ

“ขอสถาปนาเป็นเกาะชานเทียไอ แห่งกลุ่มโบราณคดี”

“เอาชื่อหน้าคนอื่นมาบดซะเละเทะเลยง่ะ….” ไอริสหน้ามืดคอตกอยู่คนเดียว ขณะที่อีกมือนั้นกดหัวชานลงน้ำเหลือแต่ฟองอากาศฟ่อนขึ้นมาแทนซะงั้น

ทั้งสามหน่อใช้เวลาที่มีในการเล่นสนุก และพักผ่อนบนชายหาดของเกาะแห่งนี้ ช่างเงียบสงบเหมาะกับพวกที่รักสันโดดไม่สุงสิงกับใครซะด้วย และเวลาเองก็ผ่านไปแบบไม่ไยดีเช่นกัน

“เห้ยยยยย….ท้องฟ้าโปรงดีจัง” เทียร์เลทกับไอริสในชุดสบายๆ ลงนอนเกลือกกลิ้งกับพื้นทราย พลางสลับเอานิ้วจิ้มก้อนเมฆเล่นกัน ชานก็ต้องเป็นเบ้…คอยกางร่มให้ด้วยความสมัครใจ!

แต่ทว่าชานนั้นดูออก ในสายตาของเทียร์เลท สายตาคู่นั้นแฝงไปด้วยความไม่สบายใจซ่อนอยู่ด้วย เพราะรู้ว่าเธอมาที่นี่เพื่อต้องการหนีจากเรื่องที่เคยเกิดขึ้นนั้น

 และแล้วความสุขก็จบลงเมื่อมีเมฆเข้ามาบดบังบนเกาะนี้ และได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักจนพวกเขาต้องรีบเข้าไปหลบในถ้ำ

กึกๆๆๆ….

ความรู้สึกบางอย่างถึงกับทำให้หนาววาบไปถึงกระดูกสันหลังได้ ทั้งสามหน่ออยู่ในถ้ำพากันผวาไปตามๆกัน ความหวาดหวั่นที่น่าสะอิดสะเอียนมันช่างรุนแรงจนสัมผัสได้มาถึงที่นี่ได้ อีกฟากกลางทะเลที่หุ่นสองเครื่อง วิงดั้มกับสไตรเรย์กำลังบินอยู่ ทำให้อาร์คใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ บางอย่างที่อันตรายกำลังเข้ามาใกล้ ไกล้มากขึ้นทุกทีแล้ว

“นี่…. มิววว….” อาร์คทักมิวด้วยความตื่นไปทั่วร่าง หวังว่าพอได้เห็นเธอแล้วพอจะช่วยให้อุ่นใจขึ้นได้บ้าง แต่พอได้เห็นเข้าจริงดูท่าจะหวังมากเกินไปซะแล้ว

“ไม่ไกลจากที่นี่…ทางด้านนั้น” มิวเองก็เหงื่อแตกพลากจนชุ่มเปียกปอนไปทั้งตัว ทั้งม่านตาหรี่สั่นยิ่งกว่าแมวที่ช๊อกกลัว แต่ปากยังพอเปลงเสียงออกมาได้ แต่ยังไงก็ไม่เต็มร้อยซะแล้ว แม้แต่เธอเองก็สัมผัมจิตนั่นได้เหมือนกันงั้นรึเนี่ย

“ไปพิสูตรกันเถอะ ถึงความรู้สึกหน้าหวาดหวั่นนั่น มิว…” อาร์คที่หวั่นใจฝืนขับวิงดั้มพุ่งไปตามกระแสจิตอันแรงกล้านั่นไป ไม่มีทางเลือกนักนอกจากมิวต้องรีบบินตามไปด้วย แถมปลายทางไม่รู้จะเจอกับอะไรบ้าง

-ถึงจะไม่เหมือนกันซะทีเดียวแต่ก็อดนึกถึงสายฟ้าอัศนีบาตไรคิออสไม้ได้แฮะ อย่าให้เป็นอย่างที่ชั้นคิดเลยเถอะ-



“มุขนี้อีกแล้วรึเนี่ย กรี๊ดดดดด….”

ใต้เมฆดำมืดนั้นมีเงาขายักษ์ทะลุออกมาด้านล่าง และเงาเจ้าของก็หล่นกระแทกกับใจกลางเกาะดังสนั่น ปีกหลังขยายออกกว้างและหน้าแหลมสามเขาที่โค้งชี้ด้านหน้า กับร่างกายแม่สีทั้งสามยำและรวมกัน กับหางเต็มไปด้วยเกล็ดแหลมโค้งเหมือนดอกหญ้า ถึงจะเป็นอิมฟอสแต่ดูหน้าตามัน…..ก็

“ไวเวิร์นรุ่นกลายพันธ์ดีๆนี่เอง”

ชานทักตามคนบ้าตำนานโบราณอ้างอิงจากเมมโมรี่ส่วนไหนของมันก็ไม่รู้ แต่ไอริสกับเทียรเลทไม่ขำด้วย เพราะการกระแทกของมันเล่นถ้ำที่หลบฝนทำท่าจะถล่มลงมาซ้ำเติมน่ะสิ ชิบหาไม่เจอ แล้ว!

โครมมมๆๆ

แสงสว่างสีฟ้าครามส่องออกมาจากตัวเด็กสาวตัสน้อย แสงเจิดจรัตจากลูกแก้วที่ผู้ครอบครองได้กำเก็บแสงนั้นไว้ในฝ่ามืออย่างแนบแน่น เทียร์เลทชูสิ่งนั้นขึ้นมาพร้อมคำอธิฐานที่ส่งผ่านบางสิ่งที่ขานตอบเสียงนั้น

“อควอเรียยยย….”

ซูมมมม! แสงสีน้ำเงินพุ่งขึ้นมาจากหน้าผาที่ถล่ม ก่อนที่มันจะเหลือแต่ชายหาดว่างเปล่า และเด็กน้อยสองคน ไอริสกับชาน

และกับอีกเงายักษ์นึงที่ปรากฎกลางแสงนั่น กายสีน้ำเงินดั่งน้ำทะเลบริสุทธิ์ ถืออาวุธทรงพลังของโปเชดอนแห่งท้องทะเล ร่างเหล็กไหลจักรกลที่มีนามว่า อคอเรีย คอร์กลางอกสะท้อนแสงพร้อมกับดางตาของเทพแห่งสายน้ำ

พอดูดีๆแล้วเหมือนจะมีหยดน้ำจากสายฝนดั่งน้ำตาของหุ่นสีน้ำเงิน ดุ่งเช่นเดียวกับเด็กหญิงที่อยู่ภายใต้ห้องทรงกลมสีฟ้าสว่าง เทียร์เลท

“ชั้นไม่อยากจะสู้กับอะไรอีกแล้ว อย่าเข้ามานะ….”

เทียรเลทกรีดร้องลั่น เกราะไหล่ถูกเปิดออกเห็นลูกพลังงานสีน้ำเงินอีกครั้ง คราวนี้วงเวทสีฟ้าแห่งธาตุน้ำถูกร่ายชาร์ทตั้งหน้าหัวไหล่ทั้งสอง กลายเป็นคลื่นน้ำวนโทนาโดซัดผ่านใส่เจ้าอิมฟอสที่โชคร้ายที่ไม่ทันได้ออกแรง ทันใดนั้นมันโดนกระแสน้ำค่อยๆฉีกร่างออกเป็นชิ้นๆ แม้แต่เกล็ดหนาๆก็ยังกระจุย

แกว๊ดดดด…

สิ้นเสียงสุดท้ายที่หายไปกลับเกลียวคลื่น ร่างนั้นก็สลายไปกับสายฝน ที่หยุดซาลง เกาะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ทั้งน้ำตาของนักบินสาว และเพื่อนด้านล่างที่ถูกปกป้องเอาไว้

“ชั้นน่ะ….กลัว…กลัวจริงๆนะ”

“เทียร์เลท…หลังจากผ่านช่วงเวลาที่มืดมิดไปได้ แสงสว่างก็จะต้องส่าดส่องกลับมาอีกครั้งแน่”

ชานพูดปลอบใจเทียร์เลทที่น้ำตาซึม มองไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้มเมฆฝนที่อาจจะจางหายไปตามความเชื่อของตน เช่นเดียวดับความรู้สึกกลัวที่จะต้องสู้ของเทียร์เลท พูดง่ายๆก็คือเต๊ะท่าทำคะแนนจากตนที่แอบชอบนั่นเอง

“ชานนน….”

“คิดว่าแน่ใจแล้วงั้นรึ พวกแกทุกคน…!”

เสียงบางอย่างแทรกเข้ามาขัดจังหวะ พร้อมกับฟ้าที่ผ่าลงมาที่ใจกลางเกาะอย่างรุนแรง ท้องฟ้านั้นกลับยิ่งมืดลงยิ่งกว่า ค่ำคืนจอมปลอมมาเยือนเกาะแห่งนี้ แสงจากดวงอาทิตย์กลับเหลือเพียงแค่แสงดาวที่ริบหรี่ ใครบางคนปรากฎตัวขึ้นที่นี่ ณ ยอดเขาใจกลางเกาะ

“นั่นมันอะไรน่ะ”

ปลายนิ้วของไอริสชี้ไปยังยอดเขา หุ่นสีดำทมินยืนลอยตัวอยู่เหนือท้องฟ้าที่บิดเบี้ยวพักนึก หุ่นสีดำมืนที่เหมือนกลืนไปกับทุกอย่าง ทั้งร่างกายที่น่าแกรงขาม แขนกับขาที่ทรงพลังไปด้วยเกราะติดคริสตันม่วงดำ ใจกลางออกก็เช่นกัน แผงไหล่ของปีศาทยื่นไปถึงแผ่นหลัง ใบหน้าของยักษาที่น่ากลัวกลับไม่เท่าความรู้สึกที่แผ่ซ่านจากสิ่งนั้น ความรู้สึกที่น่าขนลุกที่ยิ่งกว่าคำว่าเกลียดชัง หากเป็นความว่างเปล่าที่เหน็บหนาวจนเสียวสันหลัง ความว่างเปล่าที่กลืนกินทุกสิ่ง จากคนๆนึง

“ความมืดต่างหากที่เป็นความจริงของโลก ของจักรวารนี้ สายน้ำแห่งเกลียวคลื่น อควอเรีย ชั้นจะเอาพลังของแกมาล่ะ”

หุ่นสีดำนั่นชักปืนลำปล้องยาวสองกระบอกออกมาจากหลังแล้วบินมาทางอควอเรียสีน้ำเงิน กระสุนแสงสีม่วงเปล่งแสงจากปากกระบอกอย่างบ้าคลั้ง

ฟี้วๆๆๆ ม่ายยยย….

“เทียร์เลท…”

ลำแสงยังคงพุ่งทลายมาที่เทียรเลทอย่างไม่ขาดสายและไม่มีทีท่าจะหยุด ดงลำแสงจมผ่านไปทั่วพื้นจนฟุ้งด้วยเศษดิน อควอเรียได้แต่ทานต้านฝนสีม่วงที่วิ่งผ่านตัวไปเรื่อยๆ พักนึงมันก็หยุดลงในที่อควอเรียยืนนิ่งราวไม่เสียหาย

“กราวิตี้ไรเฟิลไม่ใช่ของที่จะกันได้ง่ายๆอย่างนั้นหรอกนะ ยายหนู!”

เทียร์เลทเอะใจ รอยเหมือนแหว่งเป็นแสงตามทางลำแสงมีไปทั่วแขนขา ปืนพลังงานแรงดึงดูดที่มีแรงดึงดูดในตัว มันสามารถสร้างบาดแผลตามเกราะให้เห็นได้แม้ไม่ได้สัมผัสโดยตรง นับว่าพลังทำลายนั้นสูงกว่าบีมไรเฟิลทั่วไปนัก ถ้ามันเข้ากันเต็มที่คงไม่ต้องสืบกันละ แต่ที่มีรอยแผลแค่นี้พูดให้ถูกแล้วมันจงใจเลี่ยงโจมตีให้โดนเต็มที่ซะมากกว่า เหมือนกับกำลังดูถูกอยู่ซะละ

“คุณเป็นใคร ทำไม ถึงต้องทำร้ายพวกเราด้วย ละนะ!”

เทียร์เลทที่ทั้งปวดใจและสับสนพาอควอเรียที่คลายการ์ดออก หุ่นเริ่มก้าวออกห่างพวกชานไปมากขึ้น มากขึ้นอีก ต่อหน้าหุ่นสีดำมืด

“ชั้นคนนี้น่ะหรือ แม็กลาส กับคู่หูของชั้น ความมืดชั่วนิรันต์ ซูวาโลน”

สู่สามง่ามที่ควงเกิดแสงที่ปลายกลมจ้าด้วยใจฮึดสู้ แล้วเหวี่ยงมันไปสู่เงาดำ กระสุนแสงฟ้าทั้งสี่พวยพุ่งจากวงกดกลม หารูปลักษณ์แปลเปลี่ยนกายเป็นเพนกวินทั้งสี่บินเข้าใส่หุ่นสีดำมืด

“อย่างนี้สิ ถึงค่อยเป็นคู่มือให้ ซูวาโลน ของชั้นคนนี้ได้หน่อย”

ชายผู้ทรนงเบื้องหลังหุ่นศาตรามืดอันเกรงขาม วางมืนทั้งสองลงยังคอนโซลกลมซ้ายขวาสีม่วงใส มือจมเข้าไปด้านในที่มีคันบังคับภายใน รอยยิ้มที่เยือกเย็นจนน่าขนลุก พาหุ่นสีดำ ซูวาโลน ให้ตั้งท่ายิงกราวิตี้ไรเฟิลีกครั้ง แสงสาดเข้าไส่ฝูงเพนกวิน

ตูมมม…

เพนกวินทั้งสี่เลี้ยวเบนหลบลำแสงไรเฟิลได้ทั้งหมด ก่อนจะชาร์ทเข้าใส่ซูวาโลนจากรอบด้าน เกิดแสงสีฟ้ากระจายไปรอบๆ การโจมตีนี้เข้าไปสำเร็จแล้ว

“สำเร็จแล้ว เทียรเลท แจ๋วจริงๆสมกับเป็นเธอ….เห้ยนั่น”

“ยังเร็วไปน่า ชั้นคนนี้ไม่ได้อ่อนแอแบบพวกนาย มนุษย์โลกนี่หรอก!”

ชานที่เอาแต่ชมเทียร์เลทต้องตาค้าง ในเมื่อหุ่นสีดำมืดแสดงตัวใต้ควันระเบิดที่จางลง รอบๆตัวเหมือนมีอะไรกลมๆห่อหุ้มไปรอบตัวหุ่นเอาไว้ มันช่วยป้องกันความเสียหายทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ เหมือนบาเรียในหนังไซไฟ เพราะหุ่นในยุคนี้ยังไม่มีการสร้างอุปกรณ์จำพวกบาเรียกันได้สำเร็จกันเลยด้วยซ้ำ หุ่นตัวนี้คืออะไรซักอย่างที่ไม่ใช่เทคโนโลยี ACT มันคืออะไรที่ทำให้มือใหม่ด้านขับหุ่นอย่างเทียรเลทถึงกับเหงื่อตก ต่อให้เป็นเอสไพล๊อตก็ต้องเหวอแน่งานนี้

-กราวิตี้ ฟิล-

บาเรียเกิดสัมผัสได้ถึงผู้หาเรื่องเตะต้องกาย ด้านหลังมีกรงเล็บที่เหมือนถูกผลักดันด้วยแรงที่มองไม่เห็น บาเรียที่ไม่ให้เข้ามาใกล้ได้มากกว่านี้ กรงเล็บแหลมคมของอิมฟอส สัตว์ประหลาดที่ยังพกแรงที่เหลือเข้าจู่โจมชูวาโลน โดยไม่มองแม้แต่นิด…

“กะอีตัวล่ออย่างแก อย่ามาแกะกะน่า”

อิมฟอสถูกผลักกระเด็นออกมาจากกราวิตี้ฟิลในที่สุด แต่มันไม่จบแค่นั้น เมื่อมันตกอยู่ในเป้าสายตาของซูวาโลนที่หันมาหา ฝ่ามือที่ถูกยกขึ้นพร้อมแสงสีม่วงอาบรอบมือชูอ้าขึ้น ฝ่ามืออันตรายค่อยๆกำแน่นลง ภาพอิมฟอสเหมือนถูกกำไว้ภายใต้ฝ่ามือในสายตาของชายนิรนาม

ซูมมมม……

“…หายไปแล้ว!” เทียรเลทอึ้งกับสิ่งที่เห็น

“เพื่อให้ชั้นเอาอควอเรียออกมาแต่แรกแล้วรึ นายจะเอาอะไรจากเทียรเลทกัน” ชานยิ่งร้อนใจขึ้นอีก

แสงสีม่วงดำทรงกลมขยายตัวอย่างรวดเร็วจากอากาศเปล่า ขนาดไม่ใหญ่มากแต่พอดีที่จะกลืนกินสัตว์ประหลาดดวงกุดหายไป ด้วยพลังแรงดึงดูดที่มหาศาลราวแบล็กโฮลขนาดจิ๋ว ปรากฎตรงหน้ากำมือของชูวาโลนที่กำกับตำแหน่งอย่างแม่นยำ มันหายไปพร้อมกับความว่างเปล่าที่ถูกแทนที่ แก่นแท้ของชูวาโลน ทุกคนที่เหลือถึงกลับช๊อก

“ขอบอกเอาไว้ก่อนเลยละกัน เธอในตอนนี้ไม่มีปัญญาจะเตะต้องชั้นคนนี้ได้หรอก ยอมมอบพลังแห่งสายน้ำมาซะดีๆ เถอะ”

“ที่คุณพูด มันคืออะไรกันแน่ ไม่เห็นจะเข้าใจเลย…”

“มนุษย์โลกโง่เง่าก็อย่างนี้แหละ!”

อควอเรียที่ยืนอยู่ถูกการระเบิดจนลอยถอยหลัง ลูกพลังสีดำม่วงโผล่มาตรงหน้าโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทำเอาผืนดินแถบนั้นแหว่งเป็นทรงกลม พร้อมกับฝ่ามือของซูวาโลนที่ยื่นไปตรงหน้า

ตูมมมๆๆๆๆๆ……

ฝ่ามือจอมมารยังคงไล่เล็งอควอเรียไม่ลดละ ลูกพลังสีดำม่วงยิ่งปรากฏขึ้นไล่ตามเทียรเลทประชิดมากขึ้น ยิ่งเธอพยายามถอยหลบห่าง การระเบิดพลังยิ่งไล่บี้มาทุกฝีก้าว เสียงแผ่นดินแตกร้าวถูกดูดกลืนหายไปกับมันยิ่งกินวงกว้างากขึ้น แค่เธอหลบได้นี่ก็เต็มกลืนแล้วในตอนนี้

“อ้ากกกก….”

อควอเรียลอยคว้างสู่ท้องฟ้า ด้วยลูกพลังต่อเนื่องสี่ลูกซ้อนเข้ารอบด้าน เศษหินกระจายไปทั่วทั้งหลุมที่โบ๋เป็นรอยชัด  หุ่นนั้นลงกระแทกกลับสู่พื้นด้วยความเร่งที่เคยได้รับดังโครม เทียรเลท

ซูมมมม!

ลำแสงจากบีมไรเฟิลหนักสีเหลืองพุ่งใส่หุ่นสีดำมืด แต่มันกลับแตกออกแล้วสลายไปเมื่อกระทบกราวีตี้ฟิลทันที จาก ACTรูปร่างกึ่งเครื่องบินรบที่อยู่จากอีกด้าน

“ตอนนี้ละ….” นักบินสาวจาก ACT เครื่องนั้นให้สัญญาณด้วยมิสซายนำวิถี มิว มาดริก กับสไตรเรย์คอมแพคเซอร์ขาวแดง ทุกลูกระเบิดใส่เป้าหมายโดยที่ไม่มีการหลบแม้แต่น้อย ควันยังฟุ้งไปทั่วเหนือเกาะ

ฟิ้วววววว……

แสงสีเขียวซิกแซกซ้ายขวาเข้ามาดั่งสายฟ้า ประกายนั้นพุ่งชนเข้ากับซูวาโลนเข้าทันที แสงนั้นแปลสภาพกลายเป็นหุ่นลึกลับอีกตัวที่เข้ามาขัดจังหวะจากหลังม่าน หากคมดาบของหุ่นนั้นกลับถูกหยุดไว้ห่างจากตัวด้วยบาเรียแรงดึงดูดที่เหนือคาด เจ้าของหุ่นเครื่องสีขาวและเขียวที่เผยโฉมพยายามดันดาบให้จมลึกเข้าไปมากกว่านี้ เข้าไปให้ถึงตัวมันผู้นั้น แต่ดาบกลับไม่ยอมขยับเข้าไปเลยนี่สิ

“โฮ่ ผิดคาดนะที่มีแขกมากันอีกคน แบบนี้คงไม่ต้องเสียเวลาตามหาให้เหนื่อยแล้วละ ปีกแห่งสายลม วิงดั้ม!”

แรงผลักออกศูนย์กลางมหาศาลสะท้อนหุ่นสีเขียวเด้งออกไปทั้งตัวทั้งดาบ พร้อมถ้อยคำที่ไม่ประทับใจเลยแต่แรกพบ สร้างความไม่พอใจให้นักบินหุ่นสีเขียว วิงดั้ม เด็กหนุ่มที่ปรากฎตัวขึ้นในเกาะกลางมหาสมุทรแห่งนี้ อาร์ค สเวนอส

“อาร์ค” ชานกับไอริสที่หลบการปะทะเห่ดีใจ เทียร์เลทเริ่มยิ้มออกกับตัวช่วยที่ชอบโผล่มาได้จังหวะกันทุกตอนไป แต่เจ้าตัวกลับตรงกันข้าม

“นายเรียกหุ่นเราด้วยชื่อแบบนั้น นายเป็นใครกันแน่…!”

ในที่สุดอาร์คก็ได้เห็นเจ้าของจิตน่าสะพรึงกลัวที่ไล่ติดตามมา หุ่นสีดำสนิททั้งตัวที่หุ้มเกราะหนาน่าเกรงขามที่อยู่ต่อหน้า แต่ที่น่าหวั่นใจนั้นไม่ใช่พลังของมันที่การจู่โจมไร้ผล แม้แต่ดาบที่ฟันมันไม่เข้าตะกี้หรอกนะ หากแต่ลักษณะเดียวกับวิงดั้มและหานสายฟ้าไรคิออสของเกียร่า แถมยังดูคุ้นหน้าคุ้นตาเอาน่าข้องใจเอามากๆซะอีก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยเห็นมันแน่ๆ

-อะไรกันเจ้านั้น บ้าน่า หุ่นสีดำที่มีลูกแก้วกลางอกสีดำนั่น รึว่า….หุ่นที่เราเห็นในความฝันตอนนั้น-

ทำให้นึกถึงเรื่องความทรงจำบ้าบอที่เกือบจะลืมไปแล้วเลย เรื่องความฝันประหลาดที่อาร์คเคยเห็นในตอนนั้น

-ที่จำได้คือแสงของการต่อสู้จากหุ่นยนต์สองตัวกลางป่า เงานึงเป็นหุ่นสีน้ำตาลอ่อนแบบเปลือกไม้แห้งที่พบเห็นได้ กับอีกตัวหนึ่งซึ่งมีสีเทามืดมิด และต่างก็มีลูกแก้วพลังงานสีสันต่างกันฝังอยู่ด้วยกันทั้งคู่  สุดท้ายหุ่นสีเทาดำ ผู้ชนะที่ใช้มือข้างนึงยกหุ่นสีน้ำตาลคู่ต่อสู้อีกเครื่องนึงลอยขึ้น ก่อนที่หุ่นที่พ่ายแพ้จะกลายเป็นหินสีขาวเทาที่ไร้ความมีชีวิต และแตกสลายไป-

แต่ที่ร้ายยิ่งกว่าก็คือ ตอนนี้หุ่นที่น่ากลัวตอนนั้นกลับมาปรากฎอยู่ตรงหน้า ด้วยลักษณะที่เหมือนกับที่เห็นในความฝันนั้น แทบจะทุกประการ

 “งั้นชั้นขอพลังของแกมาด้วยเลยละกัน ฮ่ะๆๆๆ”

“อาร์ค ช่วยชั้นทีนะ ชั้น…”

“เข้าใจแล้วละ เทียรเลท พวกเราจะช่วยกันจัดการมันเอง”

“ชั้นดูแลพวกไอริสเอง จัดการมันให้หมอบไปเลย”

มิวกำปั้นขึ้นใส่วาจาน่าหมั่นไส้ของเจ้าบ้าที่ไม่แยแสเธอเลย แม็กลาสผู้ยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่อย่างมั่นอกมั่นใจ ด้วยหุ่นสีดำนาม ซูวาโลน จักรกลความมืด ที่ยืนตั้งท่าด้วยการกอดอก เหมือนไม่สะทบสะท้อนแม้แต่น้อย

ย๊าย บีมไรเฟิลสีเขียวขนาดเทียบเท่าบีมแคนนอนของวิงดั้ม ลำแสงที่ผ่านมนตราสีเขียวสว่างสาดเข้าไปตรงหน้าตรงๆ ทว่ามันปะทะกับกราวีตี้ซิลที่คุ้มครองซูวาโลนเข้าอย่างจัง ผลก็คือมันเจาะไม่เข้า สลายหายไปดื้อๆซะงั้น

“อืมมมม….”

ฟิ้วๆๆๆ อาร์คไม่ว่างมาคิดต่อ หันมาเน้นด้านปริมาณแทน วิงดั้มบินเข้าไปหาด้วยบีมไรเฟิลรัวต่อเนื่องเข้าไปที่มันอีกครั้ง คราวนี้เทียรเลทกับอควอเรียเสริมด้วยกระสุนเวทเพนกวินตามไปอีกชุด แสงเขียวฟ้ากว่าโหลสาดใส่ยังคู่ต่อสู่ที่ไม่มีทีท่าจะขยับเปลี่ยนกิริยาบท เท่าที่เห็นมากพอจะทำลายกองทัพ ACT เล็กๆราบได้เลย

“…..”

รอยยิ้มเยาะ ก่อนเสียงระเบิดจะดังขึ้นรับกระสุนแสงที่ถล่มเข้าไปใจกลางนานนับนาที ทว่าก็ยังไม่มีกระทั้งรอยข่วน ชูวาโลนยืนอยู่ภายใต้กราวีตี้ฟิวล์ที่แข็งแกร่งคุมหมดรอบทิศทาง ไร้ซึ่งช่องโหวแม้แต่น้อย มันอะไรกันเนี่ย

วูบบบบบ….แกร๊งงงง!

แต่เสียงแหวกอากาศกวาดเข้ามาใกล้หุ่นสีดำที่พึ่ง ดาบโลหะเงินสกายประสานเข้ากับอาวุธสามง่ามเข้าหากัน ก่อนจะพุ่งเข้ามาสู่อาณาเขตแรงดึงดูดสีม่วง ทั้งวิงดั้มและอควอเรียแกว่งอาวุธเข้าฟาดฟันซ้ำเข้าไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ไม่ไหวแล้ว…อาร์ค”

“แต่ว่ามัน….”

เทียรเลทยิ่งร้องเหงื่อตกยิ่งกว่า ทำเอาอาร์คเองหอบหายใจ เพราะคมเหล่านั้นกลับไปไม่ถึงตัวเป้าหมายเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่จะถูกแรงที่มากกว่าสะท้อนผลักตลอดทุกครั้งไป และบาเรียนั่นดูจะไม่สะเทือนเลยทั้งที่มันยังยืนกอดอกไม่ขับไปเลย ขืนนำแบบนี้อยู่ต่อไปก็คงไม่จบไม่สิ้นรึไม่ก็หมดแรงก่อนแน่ละ

“นี่แก….”

อาร์คร้องไม่สบอารมณ์ เค้าสังเกตเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดที่จะตอบโต้ตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ซิ! เหมือนจงใจยืนนิ่งให้เป็นเป้าโจมตีเสียแต่แรกแล้วด้วย

“รู้สึกตัวแล้วซินะ ถึงความไร้ซึ่งพลังของตนเอง พวกแกไม่มีวันเปลี่ยนแปลงโลกนี้ เปลี่ยนแปลงจักรวาลนี้ได้หรอก”

แม็กลาสพูดจาดูถูกข่มฝันอย่างชื่นมื่น มันอาจจะไม่ได้ดูผิดเหมือนที่ปากว่าซะแล้ว หุ่นสีดำที่เอาแต่ยืนนิ่งเริ่มคลายแขนออก มือทั้งสองค่อยๆยื่นแบออกไปยังทั้งสองซ้ายขวาอย่างเชื่องช้า แต่หลังจากนั้นกลับไม่ช้า บาเรียกราวีตี้ฟิลผลักทั้งวิงดั้มและอควอเรียด้วยแรงดีดเหลือแรงดึงดูดทั้วไป ทั้งสองปลิวกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง ไปโผลคนละฟากของเกาะ พลังแบบนี้มัน…ผิดจากที่บาเรียปกติทั่งไปที่ควรจะเป็นมากแล้ว!

ตูมมม! โอ้ยยยย!

“อาร์ค เทียร์เลท”

หุ่นสีเขียวหุ่นสีน้ำเงินตกสู่ท้องทะเล จมลงไปภายใต้กระแสคลื่นที่บ้าคลั้งไม่แพ้ท้องฟ้าดำมืดจากกระแสเมฆที่หมุนวนสู่ใจกลางเกาะ ฝนเองก็ตกกระจายไปทั่ว ชานกับไอริสที่ถูกทิ้งอยู่บนเกาะกับมิวถึงพยายามจะเรียกยังไง ก็ต้องห่วงตัวเองซะก่อนแล้วละ เกาะนี้ท่าจะไม่ดีเอามากๆแล้วงานนี้

“ถึงแม้พวกแกจะเป็นผู้ครอบครองพลังที่ยิ่งใหญ่ของจักรวาล The Ten of Element Guardian เหมือนพวกเรา….”

“นี่นายพูดถึงเรื่องอะไร นายรู้อะไรกันแน่หา”

อาร์คยิ่งร้อนใจไปกับคำพูดคำจาแปลกๆของบุคคลๆนี้ วิงดั้มลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำเลหันไปหาหุ่นชูวาโลนที่ผงะเหนือท้องฟ้า คนๆนั้นเหมือนกับไม่เห็นว่าโลกเป็นบ้านเกิดของตัวเองซะงั้น แถมคำพูดที่มันเอ่ยถึงนั่นอีก The Ten of Element Guardian  คำๆนั้น อาร์คยังจำได้เป็นอย่างดี เพราะนั่นเป็นชื่อปกของหนังสือประหลาดที่เขียนด้วยภาษาประหลาด หนังสือที่อาร์คเคยเจอที่ชั้นใต้ดินของโรงเรียนเชนปีซ่านั่นเอง ซึ่งตอนนี้ก็กำลังกลิ้งกูรูๆอยู่ด้านหลังโซลนักบินซะด้วย

ชายคนนั้นเป็นใครกันแน่ ดูท่าจะรู้บางอย่างที่เกียวกับพวกวิงดั้มเป็นแน่

………………………………..

ตูมมๆๆ ซูมมม….

“ซิ….ต่างฝ่ายต่างมีกองหนุนงั้นรึ จะจบมั้ยละเนี้ยพี่น้อง!”

“ไม่จบ…”

“ไม่ต้องตอบก็ได้น่ะ เนียร์นี่ละก็….- -”

เรลี่ นักบินฝ่ายสหพันธ์โลกประจำ ACT แปลงร่างได้ สไตรเรย์ กำลังบ่นงุบงิบรำคาญใส่เพื่อนอีกคน ภายใต้สงครามที่วุ่นวายและสับสนเหนือท้องทะเลสีคราม แต่ท้องฟ้าดูสดสว่างแถมแดดเผาผิดกันคนละเรื่อง ณ ที่แห่งนี้คือสมรภูมิเหนือทะเลแอตเลนติก สถานที่เกิดเหตุปะทะกันระหว่างฝ่ายสหพันธ์โลกกับฝ่ายอวกาศแคป (CAPE) ต่อเนื่องตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อนแล้ว

“แต่ที่มันยังไม่ยอมจบยอมสิ้นก็เพราะต่างฝ่ายต่างเสริมกำลังเข้ามาต่อเนื่อง ฝ่ายสหพันธ์โลกที่มีกองยานที่ 0 กับเรือธงคาเทเรียซึ่งเป็นฝ่ายเริ่มถูกโจมตีก่อนนั้น ตอนนี้ก็มีกองยานที่ 3 กับกองยานที่ 7 นี่ยังไม่นับกองยานต่อต้านอากาศยานที่ 11 ที่พึ่งมาถึงเมื่อไม่กี่นาทีก่อนด้วย พวกนี้มาจากศูนย์บัญชาการฐานทัพแอตเลนติกกันทั้งนั้น อยู่ห่างแค่ไม่กี่ร้อยกิโลเมตรเอง กับอีกฝ่ายที่พากันเข้ามาเป็นระลอกๆ รู้สึกว่าจำนวนที่บุกมีครั้งนี้มันเยอะมากกว่าทุกครั้งยังไงไม่รู้ โผล์มา 5-6 รอบยังไม่มีทีท่าจะหมด ตอนนี้เต็มฟ้าเต็มเมฆกันหมดแล้ว แย่จังนะคะ”

“ยายสา มัวคุยกับอากาศอยู่รึไงยะ รีบสั่งการให้นักบินออกนอกวิธีการยิงเร็วๆเลย เดี๋ยวนี้!”

เสียงที่กระแทกใส่โอเปอเรเตอร์สาวแว่นผมหน้าม้าหางม้า สาวน้อยที่มัวเหม่อพูดกับแผงหน้าจอคนเดียวซะงั้น โดนใครบางคนกระตุกทักเข้าให้ ไม่รู้ว่ายานคาเทเรียลำนี้เค้าใช้เกรณ์อะไรคัดโอเปอเรเตอร์เข้ามาหว่าเห้ย.…เห็นแล้วเหนื่อยแทน

“ขอโทษค่า คุณกัปตัน….ทุกหน่วย ฯลฯ”

“เอาละ เตรียมพร้อม 5…4…3…2….1…. โอเวอร์เรลลันเตอร์ ยิงได้”

กัปตันสาวจอมโวยประจำยาน รอ.โทมิคิยะ  โทโมโกะ เจ้สั่งโหด ถึงกับลุกขึ้นยกกำปั้นขึ้นสั่งการแบบกลัวคนไม่เห็น ปากกระบอกหน้ายานเปิดออกกว้างพร้องแสงสว่าง ลำแสงเกลียวสีเหลืองแดงเจิดจรัตพุ่งทลวง ACT ที่ขวางหน้าบางส่วนแล้วเจาะทะลุส่วนหัวยานแม่ CAPE ลำนึงบูมไปตามระเบียบ

“แต่นั่นเป็นเพียงแค่ไม่กี่เปอร์เซนต์ของที่เห็นเองเนี่ยซิ” ไรนะประจำ ACT สไตรเรย์พาร์คลันเซอร์เห็นเงาศัตรูอีกบานตะทัย พยายามเล็งสอยพวกมันด้วยลันเชอร์สไนเปอร์กันยกใหญ่ แต่มันเยอะเกินไป…แล้ว

“แผนขั้นต่อไป หน่วยคาออสลุยขึ้นด้านหน้ายาน ในรัศมี 2 กิโลเมตร เจาะทะลวงตามกองยานที่ 11 เลย ทีมสไตรเรย์ ให้อยู่คุ้มกันยานไว้”

“เห้ย ไอ้พวกบ้า! กัปตันสาวสั่งแล้ว ลุยมันเลยเจ้าพวกบ้าทั้งหลาย!”

คาออสร้องสั่งลูกทีมที่ดันบ้าโห่ร้องตามกะมันด้วย กอง ACT ถูกปรับขบวนใหม่ภายในไม่กี่วินาที และแล้วก็จันหน้ากับเหล่าลิ้วล้อของอีกฝ่าย ดูท่าลิ้วล้อของเราจะเป็นฝ่ายถีบหัวส่งมันซะจนเมามันจนกระเจิงตั้งตัวไม่ติด

“แต่ก็ยังเสียเปรียบด้านปริมาณอยู่ดีละ”

เนียร์พูดเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย หน้าสาวน้อยร่างโลลิคนนี้ยังนิ่งเฉยไร้อารมณ์ได้ใจ ทั้งที่กำลังยัดกระสุนปืนกลใส่พุง ACT เครื่องนึง ก่อนตามด้วยอีกมือที่ฟันแขนอีกเครื่องทิ้งก่อนจะจ้วงแทงหลังได้ ถึงสไตรเรย์ของเธอจะไม่ติดพาร์คเสริมก็ยังเมฆได้อีกแม่คุณ

“กับตันค่ะ สัญญาณจากปีกซ้าย ทาง 10 นาฬิกา จำนวน 20 เครื่อง ACT ฝ่ายศัตรูอีกแล้วค่า” ภาพหน้าจอมอนิเตอร์ที่โอเปอเรเตอร์สาเห็น จุดสีแดงจำนวนมากผลุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด

“มากันอีกแล้วรึเนี่ย….โอ้ยยยยย! เหนื่อยวุ้ย!”

ทุกคนต้องร้องจ๊ากพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย นรกที่ไม่ต้องได้หยุดพักทั้งในวัน Holiday นั้น ยังคงอีกยาวนาน…

.......................to be continue
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 29, 2012, 10:14:10 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
หน้า: 1 2 3 [4] 5
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: