เช้าอีกวันเหนือมหาสมุทร ยานรบชั้นแนวหน้าของสหพันธ์โลก คาเทเรีย อยู่ในระหว่างเดินทางปฏิบัติภารกิจไกลจากอิตาลี
ณ ห้องพักลูกเรือ แม้ขนาดห้องจะใหญ่เพียงแค่วางเตียงคู่สองชั้น กับที่กว้างพอเดินอีกนิดหน่อย แต่อย่างน้อยห้องก็ดูสว่างตาด้วยผนังและเพดานสีขาวนวลรูปทรงกระทัดรัด ชวนให้บรรยากาศแบบบ้านตากอากาศชั้นนำ (ตามสไตล์ผู้ออกแบบยาน) ก็ดูสะดวกสบายพอตัว อย่างน้อยมีตู้ล๊อกเกอร์เหล็กให้เก็บของกับ... ห้องน้ำในตัว
และหนึ่งในห้องนั้น ของสองสาวคู่หูรูมเมตแห่งหน่วยพิเศษสไตรเรย์ ถึงจะเป็นห้องของสาวสวยที่น่าหมายปองที่สุดในยานลำนี้ แต่ว่าละเวกห้องพวกเธอแทบไม่ค่อยมีใครกล้าเฉียดเข้าไปเลย พูดง่ายๆเพราะทีมหน่วยนี้มีแต่ตัวเจ้าปัญหาที่ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องปวดหัวใส่ตัวก่อนนั่นเอง…
โครม! แกร้ง! หญิงสาวขี้เซาที่งัวเงียอยู่บนเตียงชั้นล่าง ถึงกับตาถลนออกมากับเสียงที่รบกวนโสดประสาทการนอนเป็นอย่างมาก แต่รอบๆไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่ชั้นบน ต้นเสียงคงเป็นห้องน้ำที่เดียวแล้วละ
“ทำบ้าอะไรของหล่อนยะ คะเซะ!”
“ก็แค่… ตู้กระจกมันเปิดไม่ออกเอง แต่ชั้นเปิดได้แล้วละ!”
ต้นเสียงตอบกลับมาแบบใสๆ ราวกับเรื่องที่เกิดนั้นเป็นแค่เรื่องซิวๆที่ไม่ต้องเป็นห่วง ถึงประโยคนั้นน่าจะทำให้สบายใจขึ้นได้บ้าง แต่ด้วยต่อมความขี้สงสัยของเจ้าตัว ไรนะอดไม่ได้ที่จะเดินไปดูต้นเสียงด้วยความแปลกใจ
แต่นั่นกลับทำให้เธอคิดผิดมหันต์ สิ่งที่ไรนะเห็นตรงหน้า ทำได้เพียงแค่มองหน้าคะเซะที่ยิ้มตอบต้อนรับการตื่นนอนอย่างสดใส จนต้องก้มหน้าเอามือปิดหน้าด้วยอาการจิตตกแต่เช้า
“ยายบ้าพลังปัญญานิ่มเอ้ย….!”
“โดนหักเงินเดือนอีกแล้วแหงะแซะ!”
“ช่วยไม่ได้นิหว่า ก็มันเปิดไม่ยอมออกซักที สงสัยจะเสียแล้วละมั้ง…” คาเซะตอบอย่างสบายใจ ทั้งที่มือเธอพึ่งจะดึงออกมาจากตู้กระจกพร้อมแปรงสีฟันของเธอ… พูดให้ถูกก็คือ ดึงออกมาจากรูบนตู้กระจกต่างหาก แม่คุณเล่นต่อยตู้ซะแตกทะลุเป็นรู เพียงเพื่อเอาแปรงสีฟันออกมาเองเลยเนี่ยนะ
ไรนะเดินอารมณ์บูดออกจากห้องแต่หัววัน ทำเอาคาเซะถอนหายใจก่อนจะยิ้มร่ากลับไปทางประตูที่ปิดลง
“แหมะๆ ทำเป็นซีเรียสไปได้ น่า…” เล่นทำของพังซะอย่างนี้เนี่ยนะ ใครจะไม่ให้ซีเรียสละ….?
“ถ้ายังมีเวลาเหลืออยู่ ก็ควรสนุกกับชีวิตให้มากๆซิ!”
CHAPTER 24 ลำแสงแห่งการทำลายล้างย้อนกลับมาเมื่อวาน ในที่สุดคณะเดินทางทัศนศึกษาของโรงเรียนเซนปีซ่า ก็ได้มาถึงที่พักค้างแรมในการเดินทางวันแรกซะที
หลังจากที่เกิดเรื่องวุ่นๆตั้งแต่กลุ่มชมรมโบรารคดีหายตัวไปทั้งก๊ก แผ่นดินไหวต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ พวกนักเรียนที่ไปตามหาพวกที่หายไปนั่นก็หายจ้อยตามไปอีกราย(ก็คือพวกอาร์คนั่นเอง…) สภาพอากาศใกล้ๆปั่นป่วนอย่างไม่มีที่มาที่ไป ทั้งฟ้าร้องทั้งที่ฟ้าใส ลมโหมกระหน่ำจากไหนก็ไม่รู้(เป็นผลกระทบจากการต่อสู้ของพวกวิงดั้มที่ค่อนข้างรุนแรง…) ยังไม่นับถึงสัตว์ประหลาดด้วย ซึ่งเหตุทั้งหมดที่กล่าวมา กว่าจะเจอพวกเด็กๆจอมยุ่งแล้วเดินทางกันต่อได้ ก็มาถึงที่พักซะมืดตึบแล้ว
“ข่าวภาคค่ำประจำวันนี้คะ… เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวผิดปกติที่เขตตอนเหนือของประเทศอิตาลี ไม่มีรายงานผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต….”
“นี่ๆ เกิดอะไรขึ้นงั้นรึอาร์ค พอรู้อะไรบ้างรึเปล่า”
“ตอนที่พวกเธอไม่อยู่ มีแผ่นดินไหว กับเสียงฟ้าน่ากลัวด้วยนะ”
“ไปแอบทำอะไรสนุกๆกันมารึเปล่า”
“ด..เดี๋ยวววว รอด้วยยยย!”
“อย่าตามมานะ ขอร้องละ…..”
เนื่องจากเหตุการณ์สัตว์ประหลาดที่เกิดขึ้น และนั้นเป็นเรื่องพูดที่น่าตื่นแต้นของเหล่านักเรียนเป็นอย่างมาก ทั้งคนที่ได้เห็นแสงสีแดงหรือเหลืองสลับกันบ้าง บ้างก็ว่าท้องฟ้าถึงกับแยกออกจากกันได้บ้าง แต่ถึงกระนั้นคนที่ต้องถูกตามล้างตามผลานด้วยคำถามสารพัดพิษนั้นก็หนีไปไม่พ้นพวกอาร์คและชมรมโบราณคดีนั้นเอง ที่โดนผองเพื่อนมุงอยู่กลางห้องโถงโรงแรมนี่ซิ
“ถ้าทุกคนอยากจะรู้ความจริงหนึ่งเดียวนั้น เดี๋ยวข้าน้อยจะเปิดเผยทุกสิ่งให้กระจ่างเองขอรับบบบ! กระผม…”
เด็กหนุ่มมาดแจ่มปรากฎตัวท่ามกลางฝูงชนไทมุง ผู้ที่เอามือมาลูบหนวดเคราที่ดำยาวเฟื้อยถึงปลายคาง(ด้วยปากกาเมจิก) สวมหมวกสีดำยาวตั้งเด่ะไว้บนหัว(ที่ไม่ว่าดูยังไงก็เป็นแก้วจากโรงหนังดีๆนี่เอง) แถมเอาผ้าห่มผืนใหญ่เท่าที่หามาได้มาคลุมแบบขุนนางจีน มาสคัสผู้รู้ทุกเรื่อง(เสือกทุกเรื่องที่เป็นเรื่องชาวบ้าน) ดั่งตัวเองเป็นขงเบ้งกลับมาเกิดใหม่ซะงั้นแล
“….. ทำไมชั้นถึงเห็นทุกคนอยู่แนวนอนได้หว่า”
มาสคัสเห็นทุกคนยืนอยู่ผิดปกติ ไม่ใช่แล้ว เค้าถูกอีเน่กับไอริสจับถือหัวท้ายหิ้วคนละข้างต่างหาก ทั้งสองต่างยิ้มสยองด้วยท่าทางเหมือนนางมารที่แค้นมาตั้งแต่ชาติปานก่อน ก่อนที่มาสคัสไม่อาจพูดอะไรต่อได้อีก
“Oh Noooooooo!”
แน่นอนว่ามาสคัสตัวแสบได้ถูกพวกอีเน่จับยัดส่งเข้าห้องนอนของปี 1-C ชายโดยทันที กันไปป่วนห้องคนอื่นเค้า
“ค่อยยังชั่ว… ดีแล้วละที่เอาหมอนั่นไปเก็บซะก่อน”
แต่ดูท่าจะลืมนึกไปแฮะ ว่าแท้จริงแล้วสถานการณ์ในตอนนี้มันไม่ต่างไปจากเดิมเลย ซักกะนิด เพราะเหลือเพียงอาร์คยังถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยเหล่ามุงเช่นเดิม ทั้งกลับเป็นว่าทั้งสองคนกลายเป็นหนีทิ้งกันโดยปริยายซะแล้ว อ้าวเฮ้ยยยย…!
“ข่าวต่อไป กองกำลังของ The Colony Alliance of Equality People ที่เข้ามายึดพื้นที่บนชายฝั่งเกาะอังกฤษ ได้มีการปะทะกับกองทหารของสหพันธ์โลกเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา……………… ข่าวล่าสุดนั้นอีกฝ่ายได้ยอมถอนตัวออกไปแล้ว สหพันธ์โลกสามารถช่วยเหลือเชลยศึกและพื้นที่ยุทศาสตร์คืนได้สำเร็จ…..”
“ทางนั้นก็ยังพยายามกันเหมือนเดิมนะ ครูโทโมโกะ”
อาร์ค ภาพในข่าวนั้นเป็นภาพที่ดูคุ้นตาดี เทพีสีแดงที่ทยานอยู่เหนือท้องฟ้าหลังจบศึก ยานรบคาเทเรีย และบรรดาหุ่นสไตรเรย์ ACT แปลงร่างยานรบได้ของสหพันธ์ ที่ดูเหมือนจะพยายามบินล่อนโชว์ให้เด่นจนถึงที่สุด เพื่อที่จะให้ตัวเองได้อยู่ป้วนเปี้ยนบนหน้าจอโทรทัศน์….ซะงั้น
“เห็นแล้วเหนื่อยแทนเซลเดอร์ ที่เป็นทั้งคนสร้าง ACT และเป็นหัวหน้าพวกเค้าอีกทีแฮะ พวกที่เหลือก็ป่วนกันจัดเต็มเลยแฮะ ยังดีที่ไม่มีมิวรวมเข้าไปด้วยยย! คงได้วายวอดแน่!”
“เอ้ะ ถ้าพูดถึงมิวละก็….”
อาร์คกลับมาอยู่ในโหมดจิตตกอีกรอบ คู่นี้ก็ยังไม่ได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่มีเรื่องกันเอง เจ้าตัวอีกคนก็หายวับไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“…ลืมไปเลยว่าพึ่งกินมื้อค่ำไปเมื่อกี้ แล้วจะเดินไปห้องอาหารทำไมละนั่น”
เด็กหนุ่มซีเรียสจนเริ่มเบลอไปซะแล้ว ท่าทางจะอาการหนัก….ว่าแต่ที่เดินออกมาแถวระเบียงโรงแรมได้นี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ฟระ ไหงบอกว่าเมื่อกี้โดนไทยมุงถล่มอยู่ไม่ใช่รึ!
ใช้แล้วละครับ ถ้าเป็นเมื่อ 5 นาทีก่อนละก็ แต่ตอนนี้รอบตัวอาร์คไม่เหลือใครซักคนเดียว เงียบฉี่ไม่รู้ไปมุดหัวกันที่ไหนหมด…ไม่ซิไม่ใช่! จะเป็นที่ไหนได้นอกจากห้องนอนของตนเองละ เท่าที่จำไม่ผิด เค้าแบ่งห้องพักกันแยกห้องเรียนนั่นแหละ แน่ละว่าแยกห้องฝั่งชายกับหญิงด้วย เนื่องจากคนเขียนไม่มีอารมณ์เขียนฉากเซอร์วิต(ว่าไปนั่น-_-”) ห้องพักในโรงแรมทั้งหมดถูกออกแบบสไตล์ตะวันออกไกล ใช้ประตูเลื่อนที่ทำจากผ้าขึงกันเป็นลายถัก(แน่ใจรึว่าเป็นผ้า…) ใช้เพดานไม้เนื้ออ่อนสีเข้มซะจนดูกลืนกับกลางคืนแบบนี้
สิ่งที่อาร์คนึกออกในเวลานี้ก็คือ…
“อีกหนึ่งนาที….. 4 ทุ่ม ตายแล้วงัยยย!”
เส้นตายคือ 4 ทุ่มตรง เวลาที่เด็กดีสมควรจะนอนหลับพักผ่อนเพื่อเช้าที่สดใสในวันใหม่ และถ้าไม่เป็นเด็กที่ดีแล้วโดนอาจารณ์จับได้ละก็…. นี่เป็นกฏการเดินทางทัศนศึกษาอีกข้อที่มีเขียนไว้ในสมุดทัศนศึกษางานนี้ด้วย ทำยังกะเด็กประถมแน่ะ(แต่ ม.1 ก็พึ่งจะพ้นมาปีเดียวเองนิ…)
ตอนนี้ต้องรีบวิ่งให้เร็วที่สุด วิ่งหาห้องของตัวเองให้เจอ ห้องนอนของปี 1-C หาเจอก่อนจะหมดเวลา
รีบเปิดประตูห้องตัวเองอย่างเร็ว ในวินาทีสุดท้ายที่กำลังจะเข้าเวลา 4 ทุ่มตรง ทั้งที่หอบหายใจด้วยหน้าตื่นด้วยความโอเวอร์เกินพิกัส เสียงกวาดประตูดังลั่นพร้อมสภาพห้องภายในที่มืดสนิทที่เข้าสู่ห้วงนิทรากันหมด และแล้วก็…
4 ทุ่มตรง…!
“Save‼‼”
“แว๊กกกกก!”
ปังงงงๆๆๆ…..!
ฟิ้วๆๆ…วืด! โครม!ๆ
ห้องถูกเปิดไฟสว่างโล่ง อาร์คที่หมดเสียงล้มหงายท้องคาประตูห้องพร้อมทั้งหมอนหลายใบแปะอยู่ที่หน้า ที่ๆเคยเงียบสงบเมื่อครู่ดังเจี้ยวไปด้วยเสียงเด็กนักเรียน หมอนหนุนและอีกสารพัดหมอนบินลอยกันให้ว่อนทั่วห้อง ไม่ใช่แค่ห้องปี 1-C ชายเท่านั้น แต่ทุกๆห้องก็พากันสว่างโล่งพร้อมทั้งเสียงวาบป่วนที่ไล่ติดพันกันเป็นลูกโซ่
“อะไรวะเนี่ยยย!” ประธานเปิดงานตื่นขึ้นทั้งที่ยังติดอาการสตั้นอยู่อีกหลายวิ หากเสียงเปิดประตูของอาร์คนั่นแลที่เป็นสัญญาณเคาต์ดาวเปิดเทศกาลปาหมอนครั้งนี้
“งั้นเอาคืนกันไปให้ถ้วนหน้ากันเลย ย๊ายๆๆๆๆ! แกก่อนเลยมาสคัส”
“ไม่อาววุ้ย ชั้นมีเยอะแล้ว จ๊ากกก!” มาสคัสปากปลาหมอโดนรุมยำรอบทิศก่อนใครเพื่อน แต่แค่นั้นไม่ทำให้ใจเสียเลยซะนิด เพราะ
“ท่าไม้ตาย หมอนโทนาโด” เจ้าตัวหมุนตัวปล่อยหมอน แถมกระจายโดนไม่เลือกเข้าหลายราย เป็นนินจารึไงฟระ!
“เห้ย ไหงหมอนมาจากประตูได้ละ” เด็กชายคนนึงเห็นหมอนลอยมาเพิ่มขึ้นผิดปกติ ก็เห็นสิ่งผิดปกติที่ประตู มันถูกเปิดทั้งไว้โดยไม่มีใครปิดไว้ และ…
“แถวหน้ากระดาน โจมตีได้คะ!”
“พวกผู้หญิง!”
หมอนกว่าหกใบลอยข้ามฟากมาจากฝั่งหญิงของปี 1-C จริงๆห้องชายกับหญิงก็แค่อยู่ตรงข้ามทางเดินเอง ไม่วายก็เก็ดสงครามข้ามฟากกันเข้าให้
“อาร์ค รับความรู้สึกของชั้นไปซะดีๆ โอ้ยยย!” อีเน่ที่แอบข้ามห้องเข้ามาแจม มัวแต่ตั้นท่าเล็งหมอนใส่อาร์คก็เจอเข้าเต็มหน้าจนล้มไปเรียบร้อย
“แชะๆๆ อะไรขาวๆบังกล้องหว่า…” ชิโน ที่กำลังตามเก็บภาพความมัน(มั้ง) ตามสไตล์ปาปารัสซี่ ต้องชงักชั่วครู่ ก่อนที่ของขาวๆที่บังกล้องจะหายไป แต่หากรู้ว่าหน้าตัวเองกลายเป็นรอยกล้องไปซะแล้ว จากที่โดนหมอนตอกใส่กล้องเมื่อกี้
และก่อนที่ค่ำคืนนี้ได้จบลงด้วยสงครามปาหมอนงานประจำเจ้าเก่าของการทัศนศึกษา ก็คงจะอีกพักใหญ่ หากตาพวกอาจารณ์ก็ไม่ได้เข้ามาดูเหตุการณ์เลยซักนิด เพราะทางนั้นก็เจอเหตุการณ์แบบเดียวกัน
หากช่วงกลางวันคือช่วงเวลาอันแสนวุ่นวายและน่าปวดหัวของโลกใบนี้ ในยามกลางดึกนั้งก็คงเป็นช่วงเวลาที่สงบและว่างเปล่าเช่นกัน ตอนนี้ต่างคนต่างหลับไหลพร้อมกับความสุขที่หัวได้วางอยู่บนหมอน? อันนุ่มนิ่ม? ยกเว้นบางรายที่หมอนผ่านสมรภูมิหนักจนไม่น่าจะให้เรียกว่าหมอนได้อีกแล้ว! แต่อย่างน้อยที่โรงแรมในตอนนี้ก็ไม่มีสิ่งใดที่ผิดปกติ
นอกไปเสียจาก…เงาคนลึกลับ ที่กำลังคืบคลานเข้ามายังห้องของอาร์คอย่างช้าๆ ไร้ความรู้สึก ภายในห้องปี 1-C ชาย ที่กำลังหลับไหลไร้สติ (แต่ละคนกำลังนอนละเมอถึงของที่ตัวเองชอบ) เสียงที่บางเบานั้นยังพอทำให้อาร์ครู้สึกฟุ้งซานจนลำคาญได้
จ๊าก อุ๊บบบบ!
อาร์คแลเห็นเงานั้นอยู่ต่อหน้าทั้งที่อยู่ห่างจากปลายจมูกเพียงแค่นับมิลได้ แต่มืออีกข้างของเงานั่นปิดปากของเค้าจนเสียงหายไปสิ้น นั่นยิ่งทำให้และยื่นมือมาทำให้เขาสะดุ้งด้วยความตื่น
“ซู่ๆๆๆ มีภารกิจด่วน ช่วยชั้นหน่อย”
เงานั้นก็คือมิวนั้นเอง เธอได้ย่องเข้ามาเพื่อบอกข่าวที่ยานคาเทเรียเรียกตัวพวกเขาให้ไปทำภารกิจ และเธอคงจะไปเองคนเดียวไม่ได้แน่ถ้าไม่มีเขา น่าแปลกใจนิกๆที่เธอเอบเข้าห้องผู้ชายมา แถมหน้าเธอยังอยู่ชิดหน้าของเขามากซะจนเกือบเผลอส่งเสียงออกมาด้วยหน้าที่แดงจัด
“เฮ้ยยยย ตกใจหมด เออ…..แล้วจะไปยังไงละนั่น?”
“ก็…ACT ของนายยังไงละ”
“มิน่า ถึงต้องเป็นชั้นซินะ เหอะๆๆ!”
มิวเองก็ทำหน้าบึ้งไม่พอใจใส่อาร์คเป็นเนื่องๆ แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกมากนักถึงจะไม่อยากไปกับคนอย่างอาร์ค พวกเขาค่อยๆแอบออกจากห้องให้เงียบที่สุด ไปยังวิงดั้มที่แอบอยู่ด้านนอกโรงแรม ก่อนที่จะหายจากพื้นด้วยความเร็วที่สูงกว่าทั้งยานรบและ ACT ปกติทั่วๆไป เป้าหมายคือสมทบกับยานแม่คาเทเรียที่มุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน ซานฟาซิกโก
……………………………………………….
“ที่จริงผมก็ไม่อยากให้ทางนั้นไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้นเลย แต่ทางกองพันอื่นบ่ายเบี่ยงหมด ข้อมูลก็ไม่ได้รับการยืนยันแน่ชัด”
“ไม่ต้องห่วงคะท่าน พวกเราจะตรวจสอบที่นั่นให้เอง คิดว่ายังไงก็เป็นแค่อุบัติเหตุไม่ร้ายแรงมากหรอก”
สายการติดต่อถูกเชื่อมต่อระหว่างกันกลางดึก สายสนทนานี้เป็นของฐานทัพอิตาลีของสหพันธ์ที่กำลังซ่อมแซมความเสียหายครั้งใหญ่ ห้องบัญชาการของ พ.ต. วิสเบิร์ส เกบิลัน ที่ยังคงสว่างตลอดทั้งคืน กับปลายทางที่เหมือนกำลังเคลื่อนที่อยู่ สัญญาณเลยไม่ค่อยชัดนัก
“รบกวนด้วยละ กัปตันยานคาเทเรีย”
“เรียกเต็มยศเกินไปแล้วละคะ คุณเป็นห่วงเรื่องโดนเฮ็กข้อมูลมากไปนะ เดี๋ยวจะหัวล้านเร็วเอาน้า ขอตัวละคะ ฮิๆๆ!”
เสียงกัปตันสาว โทโมโกะ แกล้งหยอกแล่นแก่เครียส ก่อนที่สายจะตัดหายไป ทิ้งไว้แต่ความกังวงของ ผบ.ที่หันมองท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งดวงดาว
“ทำไงได้ละ เมื่อข้อมูลที่รั่วไปตอนนั้นเป็นถึงข้อมูลลับที่แม้แต่ผม รึนายทหารในฐานนี้ ไม่มีใครที่รู้รายระเอียดในนั้นเลยซักคน นอกจากทางศูนย์กลาง…ซักสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเลยแฮะ!”
.....................................
กลับมาที่ยานคาเทเรียตอนแรกเริ่มอีกครั้ง ฟ้าเริ่มสางเต็มที่พร้อมกับสมาชิกบนยานที่เริ่มวุ่นวายกันทั่ว หลังจากที่อยู่เหนือทะเลซะนานก็เห็นแผ่นดินกันซะที หลายคนเริ่มแวะมาหาของกินก่อนจะเริ่มภารกิจที่จุดหมาย
ไรนะ “แหมะๆ คนอย่างเธอพูดซะสวยหรูแบบนั้นเป็นด้วยรึ!”
คาเซะ “ทีอย่างเธอเอง ก็ทำอย่างอื่นนอกจากขี้สงสัยไม่เป็นเลยรึไงยะ!”
“พวกเธอสองคนกินเลยจังเลยนะ” เรลี่ สาวน้อยจอมกวนแห่งทีมสไตรเรย์ หัวเราะสนุกสนาน ในเมื่อสองสาวดูโอ้กำลังแข่งซดถ้วยข้าวต้มเครื่องไม่ลืมหูลืมตา ว่าแต่ดันทำอะหารแบบนี้บนยานเนี่นนะ มันดูตะเเม่งๆยังไงไม่รู้
“ขออีกชาม เอ๋…..แคว๊กๆๆๆ” สองมือยกขึ้นพร้อมกัน ก่อนต่างฝ่ายจะรู้สึกตัวแล้วหันมองมาขู่ใส่กันเหมือนสองแมวซะงั้นพอแล้วก็มาฟัดกับชามต่อ คู่นี้สมกับเป็นคู่แข่งตัวจริง ขนาดตอนกินก็ยังไม่เลิก เห็นว่าคู่นี้เป็นกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว งั้นตอนนี้พวกเธอก็คงแก่แล้วมั้ง
“ปากเหรอนั่นน่า พวกเราพึ่งจะ 19 เองยะ กลับไปที่ชอบๆเลยไป๊”
“ถ้างั้นเนียร์ก็คงซัก 12 ละมั้งใช่มั้ย ก็ตัวเธอเตี้ยกว่ามิวอีก ดูแล้วอย่างมากก็แค่ 140 ซม.เองด้วยซ้ำ” เรลี่แอบเอาเพื่อนสาวอีกคนมาเผาเล่นต่อ หากแต่ว่าเธอไม่อยู่ในห้องอาหารเลยกล้าเล่นออกมาได้
“ไรนะ ชั้นได้ยินนะรู้มั้ย ที่จริงชั้นอายุ 22 แล้วต่างหาก รู้ไว้ซะด้วย”
รูปฉายจอภาพของเด็กหญิงหน้าละอ่อน รึก็คือสาวน้อยมาดโลลิ(ด้วยความเตี้ยเป็นเหตุ) ถ้าไม่ติดตรงที่หน้าที่โครตจะเรียบเฉยไร้ความรู้สึกแม้แต่กับสิ่งที่ตนเองพึ่งพูดออกไป เนียร์ประกาศผ่านสื่อต่อหน้าไม่เพียงแต่พวกไรนะ แต่มันถูกแสดงขึ้นทั่วทั้งยานเลย
“หา….!”
ทั้งไรนะและคาเซะอึ้งจงแทบพ่นข้าวต้มออกจากปาก คงยังมีอีกหลายคนที่มีสภาพตกใจตามแบบของตัวเองไม่แพ้กัน ว่าแต่…?
“ชั้นทำ OT เป็นโอเปอเรเตอร์น่ะ เรื่องนั้นพอไว้ก่อน ตอนนี้มี ACT ฝ่ายเราเครื่องนึงกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ยืนยันเรียบร้อย ยานคาเทเรียอนุญาติเตรียมเปิดฮักส์เพื่อให้ลงจอดได้”
“หลังจากที่ลงจอดเรียบร้อยแล้วขอให้นักบินและหัวหน้าหน่วยทุกคนเข้าประชุมที่ห้องวางแผนด้วยคะ ขอย้ำอีกครั้งว่าทุกคน ไม่อย่างนั้นอาจได้รับของขวัญจากกัปตันยานได้ค่ะ แค่นี้ละ….บี๊ป”
“เฮ้ยยยย! อย่ามาเปิกฮักส์เอาเองตามใจชอบซิวะ ยายบ้า”
ทางด้านโรงเก็บหุ่นที่ได้เสียงยืนยันต่างพากันโวยวายกันยกใหญ่ นายช่างประจำยาน รต.เซลเดอร์ ที่มัวเอาแต่ด่าจอมอนิเตอร์กันยกใหญ่ ทั้งที่ตัวจอไม่เป็นฝ่ายผิดเลยซักนิก เค้าลืมตัวไปว่านายช่างคนอื่นหายเกลี้ยงแล้ว เพื่อหาที่หลบปักหลักกัน จากประตูด้านนอกยานที่กำลังเปิดอ้าซ่าอย่างช้าๆ ในอีกไม่กี่วินาทีที่จะถึง
“ไม่รีบหลบเดี๋ยวก็ปลิวไปหรอกครับ คุณเซลเดอร์”
“ไม่ทันแล้วโว้ย ไอ้บ้า..!”
ลมกระโชกแรงพัดเข้ามาอย่างแรงกล้า ร่างของนายช่างผู้โชคร้ายถูกเหวี่ยงขึ้นไปจากพื้น และถูกลมที่สะท้องกลับมาอัดเต็มที่จนกำลังลยออกนอกประตูยานเสียแล้ว
“หลีกไปๆๆๆ”
ACT เครื่องที่ว่ากำลังพุ่งสวนเเข้ามา นั่นไม่ใช่หุ่นแปลกหน้าที่ไหน หุ่นเครื่องสีเขียวกายขาวไม่ธรรมดาฐานะ S ประจำยาน วิงดั้ม แต่ไหงเสียงถึงได้ดุๆแบบผู้หญิงแบบนั่น จำได้ว่าคนขับเป็นชายแท้ เต็ม 100% นิ
“จะรีบเกินไปแล้ว อย่างนั้นไม่ได้นะ มิว เบรกไม่ทันแล้ววว…!”
จ๊ากกกกกกกๆๆๆ!
เสียงหลงสุดท้ายของเซลเดอร์และบรรดาทหารช่าง ก่อนที่หุ่นสีเขียวพุ่งลงปรี๊ดจนอึกทึกคึกโครม ACT เครื่องอื่นๆถึงกับสั่นจนแทบล้ม แรงลมทำเองเครื่องมือกระเด็นบินว่อน นายช่างบางคนถูกหอบไปตามลมด้วยแม้จะยึดตัวเองไว้อย่างดีแล้ว ควันตลบฟุ้งจนในที่สุดหุ่นสีเขียวก็หยุดลงในท่านั่งคุกเข่าข้างนึง และประตูก็ได้ปิดลง
“ใครก็ได้ช่วยบอกที ชั้นยังไม่ตายใช่มั้ย….” ช่างหัวหน้าหนุ่มยังไม่ถึวฆาตร เขาอยู่บนฝ่ามือของวิงดั้มพอดีก่อนที่จะหลุดออกนอกยานแม่
“ลงจอดเสร็จสิ้น ไม่มีความเสียหายใดๆ นอกจากโรงเก็บรกขึ้นนิดหน่อย จบการรายงาน” เนียรประเมินสถานการณ์ก่อนจะจากจอไป แล้วจะสรุปเรื่องพรรณนี้ไปทำซากอะไรละนั่น…
“เอ้ะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น….รึคะ”
เสียงปรึศนาที่พึ่งปรากฎหน้าสะพานเดินเรือ สา หรือ พฤกษา อุดรเมฆ สาวแว่นที่ลืมใส่แว่น??? โอเปอเรเตอร์ประจำตำแหน่งตัวจริงดันพึ่งจะมาโผล่เอาตอนนี้เนี่ยนะ และก็เป็นอีกสาเหตุให้เนียรต้องมาทำโอทีนี่เอง แล้วมัวไปทำอะไรอยู่กันยะ
“เรื่องนั้นช่างมันก่อน ว่าแต่ช่วยไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนได้มั้ย!”
โอเปอเรเตอร์ทุกคนพูดพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย เพราะไม่ใช่แค่เธอจะงัวเงียทั้งที่ลืมใส่แว่นจนเห็นลูกตากลมๆบ้องแบ้วแล้ว ยังโผล่มาในชุดนอนกระโปรงวันพีชสีชมพูยาวสุดบางหวิยทะลุเรืองร่างเว้ามนแบบโนแพนดี้โนบรา แถมหมวกตุ๊กตากระต่ายมาอีก ยังดีไม่มีลมลามกพัดโฉบเล่นในยานลำนี้ ถึงจะไม่ใช่สายโนตมโดยตรง แต่แค่นี้ทุกคนในที่นี้ก็จิตกระเจิงจะแย่อยู่แล้ว…
ซักหลายนาทีต่อมา
“พวกเธอมันบ้าเกินไปแล้ว ให้ตายซิ”
“ขอโทษคร้าบ/ค่า กัปตันที่เคารพยิ่งงง….” อาร์คกับมิว พร้อมกับหัวที่ปูดโนขึ้นมากลางหัว และการเทศนาย่อมๆ เรียกน้ำย่อยก่อนจะเริ่มประชุมกันจริงๆ ซึ่งบรรดานักบินทั้งหลายอย่างหน่วยหนักเช่นพวกของคาอส ทีมสไตรเรย์ หัวหน้านายช่างและสะพานเดินเรือที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้มารวมตัวกัน
“เพราะเธอเอาแต่รีบจี้ให้มานั่นแหละ” อาร์คแอบบ่นเบาๆไม่พอใจใส่ เธอก็ยิ่งเคืองกลับแบบจงชังยิ่งกว่าเก่าอีก จนแล้วจนรอดคู่นี้ท่าจะประสานกันยาก
“เหอะๆ แล้วตกลงว่าเป้าหมายของพวกเรา เกิดอะไรขึ้นกับที่นั่นกันแน่ กัปตัน”
“อืม งั้นเข้าเรื่องกันเลยละกัน”
“เรื่องก็คือมีสัญญานขอความช่วยเหลือฉุกเฉินเข้ามาทางนี้ จากสถานีวิจัยพลังงานทดแทนของสหพันธ์ที่เขตซานฟาซิกโก ทางเราเลยต้องรีบมาดู แค่นั้นแหละ”
“จบง่ายไปแล้วมั้ง คุณกัปตัน!” คาออสทักท้วงขึ้นมาทันที ทั้งมองค้อนไปที่กัปตันตามแบบไอ้หนุ่มบ้า ทว่าสายตานั้นเหมือนเจ้าตัวจะรู้ความสำคัญของคำพูดนั่น กัปตันโทโมโกะ
“ใช่ แต่มันไม่ง่ายอย่างที่อยากนี่สิ เมื่องานนี้ไม่มีหน่วยงานใดในสหพันธ์ที่กล้ารับมาเลยซักราย ทั้งที่เขตอยู่ใกล้กว่าพวกเรา ซ้ำยังมีรายงานข้อมูลที่พึ่งเข้ามาได้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ ซึ่งตามหน้าที่ชั้นไม่สามารถบอกให้พวกเธอทุกคนในที่นี้รู้ด้วยซ้ำ แต่ยังไงพวกเราอาจต้องได้รู้ความจริงอยู่ดีอย่างช่วยไม่ได้…..นั่นหมายถึงในกรณีที่เลวร้ายที่สุดที่ชั้นคิดไว้นา”
“หมายความว่ายังไง…” อาร์คแย้งข้องใจ พร้อมกับความตรึงเครียดที่เริ่มเพิ่มมากขึ้นในห้องประชุม
“กัปตัน ใกล้ถึงที่หมายอีก 30 กิโลเมตรแล้วค่า และนี่คือภาพระยะไกลที่ยานคาเทเรียพอจะจับภาพคร่าวๆได้จากจุดนี้ จะส่งเข้าไปละนะค่ะ” โอเปอเรเตอร์สาวที่กลับมาอยู่ใต้แว่นตาอีกครั้ง สา รายงานสถานการณ์ยานคาเทเรีย ถ้าสังเกตุดีๆเธอเองก็มีรอยปูดโนที่หัวด้วยเหมือนกัน
ภาพที่ฉายขึ้นต่อหน้าทุกคนทำให้ความความตรึงเครียดถึงขีดสุด พื้นที่ใกล้ๆเมืองซานฟาซิกโกนั้นกลายเป็นหลุมวงกลมขนาดใหญ่กินพื้นที่มาก จากที่ดูคร่าวๆตามสภาพอาคาร คงกินรัสมีกว้างเป็น 2-3 กิโลเมตร ที่สำคัญก็คือบริเวณนั้นก็คือที่ตั้งของสถานีวิจัยที่ว่าหลายคนเริ่มตัวแข็งทื่อด้วยความช๊อกกันถ้วนหน้า
เว้นแต่เนียร ที่หน้าเหมือนจะไม่รับรู้ความรู้สึกหวาดกลัวอะไรแบบนั้นเลย กับเรลี่ ที่เล่นซ่อนลูกตาดำซะแล้ว แถมยังเขียนปากกาเมจิกที่เปลือกตาให้เหมือนกำลังตั้งหน้าตั้งตาฟังซะอีก…
“จากข้อมูลที่วิเคราะห์เบื้องต้นของยานแล้วค่า ที่นั่นถูกทำลายด้วยอะไรบางอย่างเป็นรัศมีกว้างมาก ทั้งไม่มีร่องรอยการฝ่าชั้นบรรยากาศ เมื่อเปรียบเทียบแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเป็นการตกของอุกกาบาตแบบเหตุครั้งนั้นเลย ที่สำคัญก็คือ ทั้งที่มีสภาพความกดอากาศที่แปรปรวนรอบพื้นที่นั้น แต่กลับไม่มีร่องรอยของความร้อนที่ควรจะเกิดขึ้นจากการระเบิดเลยนี่ซิค่ะ แปลกมากๆเลย” โอเปอเรเตอร์สารายงาน
“แปลว่าไม่ใช่การระเบิด แล้วจะเกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไงละ”
“ไม่เหลือซากเลยวุ้ย ยังกะโดนหลุมดำงั้นแหละ” คาออสเห็นสภาพแล้วยังอ้าปากค้าง
“เล่าต่อเถอะ กัปตัน” มิวจี้ย้ำเข้าไป
“ตื่นได้แล้ว เอาละ…” กัปตันสาว รต.โทโมโกะ ส่งปลอกปากกาใส่หน้าผากเรลี่ที่หลับ จนตัวชี้แด่เป็นเสาไฟฟ้า
“ที่นั่นปกปิดข้อมูลที่แท้จริงจากโลกภายนอกไว้ ภายนอกทดลองการใช้แรงดึงดูดของโลกและพลังงานสะสมมวลสารมาใช้ในชีวิตจริง ที่จริงมันแอบทำการทดลองอาวุธชนิดใหม่ให้แก่ทางกองทัพสหพันธ์ ข้อมูลของศูนย์ใหญ่ไม่บอกรายละเอียด นอกจากพลังทำลายที่รุนแรงเป็นวงกว้าง เหมือนอย่างที่เห็นนั่นแหละ”
“ชื่อของมันคือ “แบล็คโทโรจินแคนนอน” ที่มีกำหนดการเสร็จสมบูรณ์ในอีก 2 สัปดาห์ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขั้นแต่ดูเหมือนจะเกิดการทดลองผิดพลาดจนเป็นอย่างนี้”
“และแล้วพวกเราก็ถูกส่งมาซะแนวหน้าสุดจนได้”
เรลี่บ่นไปพลาง ขับยานสไตรเรย์บินอยู่เหนือจุดที่เกิดการระเบิด ผลจากการประชุมที่ผ่านมาได้แจงให้ทีมสไตรเรย์ออกสำรวจพื้นที่โดยรอบการระเบิดทั้งหมดทางอากาศ หน่วยของคาออสคอยคุ้มกันยานแม่คาเทเรียและตัวเมืองใกล้เคียง กับสำรวจเขตภาคพื้นล้อมรอบจุดศูนย์กลาง และส่วนตรวจสอบอยู่ดูที่ศูนย์กลางแม้ว่าจะไม่เหลือซากของสถาบันวิจัยที่ส่ง SOS มาแล้วก็ตาม
“บ่นมากน่า ว่าไง ลองบินแข่งรอบวงซักรอบเอามั้ย” คาเซะร้องใส่จอจนน้ำลายพุ่งด้วยความมัน เหมือนจะหาเรื่องแก้เบื่อได้แล้ว
“เจอขนาดนี้ยังมีกะจิตกะใจอีกรึเนี่ย?” ไรนะบ่นด้วยความข้องใจ ได้แต่คิดว่ามันสมกันดีกับสมองกลวงๆ ของหญิงเหล็กคนนั้นละนะ ถ้าเธอเกิดเป็นผู้ชายเข้า คงจะกลายเป็นสุดยอดเทพเจ้าหมัดดาวหางบัลเล่ไปแล้วละมั้ง (ล่อซะตู้ทะลุแล้ว จะไปล่ออะไรต่อดีละ…)
“แล้วทางนั้นเป็นยังไงบ้าง พาร์คเสริมที่ชั้นติดตั้งให้เครื่องเธอ ลันเชอร์พาร์ค ที่ติดตั้งระบบเพิ่มความมั่นคงในการทรงตัว ระบบเซนเซอร์เสริมรอบทิศ กับ 70 mm ดูโอ้บลิสลันเชอร์ ที่ยิงได้ต่อเนื่องกว่า และโหมดสไนเปอร์ที่เล็งได้ไกลสูงมากกว่าสไนเปอร์กันปกติเยอะ” เซลเดอร์ย้ำไรนะด้วยอาการเป็นห่วง…ห่วงของนะ ไม่ใช่คน!
“ของพวกนั้นชั้นยังไม่รู้ แต่ความสัมพันธ์กับระบบแปลงร่างโอเคดี!”
“อย่าเอาไปทำพังเชียวนะ บอกไว้ก่อนเลย พาร์คนี้เริ่มสร้างก่อนเพื่อนแต่เสร็จช้าสุดเลย”
“แล้วของชั้นละ เซลเดอร์ง่ะ” เรลี่ร้องโอดครวน แต่เนียร์ไม่สนใจซักเท่าไหร่
“ยายตัวแสบพวกนี้ไม่ค่อยรักษาของหรอกนะ กัปตัน”
นายช่างใหญ่เซลเดอร์ตัดสายสัญญาณกลับมาทางกัปตันสาวแล้ว ทางฟากนี้เองก็กำลังตรวจสอบศูนย์กลางพร้อมกับอาร์ค และพรรคพวกเหล่าช่างเทคนิกอีกส่วน ที่กำลังรื้อค้น….พูดง่ายๆก็แค่กองดินกองทรายเท่านั้น ถึงก่อนน่านี้มันจะเคยเป็นฐานที่มีของอาคารขนาดใหญ่ของศูนย์วิจัยอยู่ด้านบนก็เถอะ
“ซ้ำแดนก็ร้อนนรกเลยละนั่น!” อาร์คบ่นทั้งปัดทรายเจอของบางอย่าง ตอนนี้พยายามขุดมันเข้าไป ขุดมันเข้าไปๆ…! ไม่แพ้คณะตรวจสอบท่านอื่นๆ
“จริงด้วยให้ตายซิ ว่าแต่ชั้นจัดการเจ้าหัวยาน โอเวอร์เรลลันเตอร์ เสร็จเรียบร้อยแล้วนะกัปตัน ถึงจะมาทันครั้งก่อนก็เถอะ แต่ว่า….”
“จะเล่นมุขไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ 100% งั้นรึ คุณเซลเดอร์ จางงง…” กัปตันสาวล้อกลับ ท่านายช่างใหญ่ของยานจะไม่ชอบแฮะ
“เพราะงี้ถึงได้เกลียดผู้หญิง(รู้ทัน)ไรละเฟ้ย!”
“ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ! ถึงพลังทำลายจะรุนแรงเอาเรื่อง แต่ระบบการรวมพลังงานยังไม่ค่อยเสถียนเท่าไหร จึงเก็บพลังงานไว้เองไม่ได้ ต้องชาร์ทพลังงานก่อนยิงจากภายนอกเท่านั่น ครั้งนึงก็ใช้เวลานานร่วม 100 วินาทีเลยด้วยซ้ำ และต้องใช้เวลาคายพลังงานส่วนเกินหลังยิงอีกอย่างน้อย 10 เท่า ถึงจะเริ่มชาร์ทยิงใหม่ได้อีก คิดก่อนจะใช้ด้วยละ”
“แค่นั้นก็ดีเกินพอแล้วละ แต่เท่าที่เห็นทางนั่นก็เหนื่อยเอาเรื่องนะเนี่ย พยายามเข้านะ”
“เจอแต่กล่องดำแปลกๆ แกะไม่ออกด้วย” อาร์คท่าจะเจอของบางอย่าง กล่องเหล็กกล้าสีดำสนิท มันถูกฝังด้วยแรงระเบิดแต่ถูกงัดขึ้นมาบนมืออาร์คแล้ว
“เอามาให้ชั้นซิ เห้ยยย….!” พริบตาที่อาร์คยื่นมันวางบนมือของช่างเซลเดอร์ ปรากฏว่ามันนั้นได้แตกสลายกลายเป็นฝุ่นทรายปในทันที ก่อนที่จะกระจายลอยหายไปจนหมด ไม่เหลืออะไรเลย หายคามือเค้าเลยด้วย
“มันบ้าอะไรเนี่ย รึว่าชั้นบ้าไปแล้วคนเดียวกันแน่ฟระ!”
“ใจเย็นไว้ก่อนคุณเซลเดอร์”
เซลเดอร์ตาถลนแหกปากลั่นเป็นเจ้าเข้า แต่ทุกคนในที่นั้นก็เห็นไม่ต่างไปจากที่เค้าเห็นนั่นแหละ นี่ก็เป็นผลจากการระเบิดด้วยรึ? แล้วอย่างนี้จะมีอะไรเหลือให้กู้ละ…?
“อืม…ดูท่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับมิว จะต้องจบลงแบบนี้ด้วยงั้นหรือ…”
อาร์คเห็นแล้วคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา ถ้ามันยังเป็นแบบนี้ต่อไป ทั้งคู่ก็คง…
“ไม่อยากคิดเลยว่าพวกนั้นกำลังวิจัยสร้างอาวุธขนาดใหญ่บางอย่างอยู่ แต่มันก็แค่นั้น พวกเราไม่มีข้อมูลอย่างอื่นนอกจากนั้นเลย”
ทางกัปตันโทโมโกะที่รออยู่บนสะพานเดินเรือเองก็ซีเรียสไม่แพ้กัน แต่ที่เธอหวาดกลัวมากที่สุด นั้นก็คือ คนที่ตองการพลังของมันต่างหาก ถึงกลับต้องพยายามสร้างของแบบนั้นขึ้นมา ยังไงก็ตาม ตอนนี้มีสัญญาณติดต่อเข้ามาจาก ACT เครื่องจ่าฝูง คาออส
“ถ้าพวกนั้นได้มันไปก่อนแล้วละ!” คาออสที่คิดถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นตามมา แม้ข้อสันนิฐานนี้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด แต่มันก็คือกรณีเลวร้ายที่สุดที่กัปตันโทมโกะเคยพูดไว้นั่นแหละ
“คุณ กัปตัน…” โอเปอเรเตอร์แว่นตา สา เองก็เห็นกัปตันสาววิตกเป็นครั้งแรก แต่เธอก็โอนสายสัญญาณที่ติดต่อเข้ามาใหม่ให้
“กัปตัน! ทางนี้ตรวจพบร่องรอยบางอย่างทางเหนือด้วยค่ะ”
สัญญาณติดต่าจากมิว ทางทีมสไตรเรย์ รึว่านี่...สัญญาณอันตราย?
.......................to be continue