...นับตั้งแต่อดีตกาล สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่มากับมวลมนุษย์ก็คือเรื่องเล่าและตำนาน ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเล่าสอนใจแบบนิทาน เป็นเรื่องราวการผจญภัยของนักรบผู้กล้าหาญไปจนถึงบันทึกประวัติศาสตร์สมัยอดีตโบราณที่มีบันทึกเรียบเรียงตกทอดมาถึงปัจจุบัน หากเราลองเอาเรื่องราวเล่านั้นเปรียบเป็นดวงดาวที่อยู่บนฟ้าก็จะพบว่าดวงดาวมีมากมายอยู่นับไม่ถ้วน เฉกเช่นเรื่องราวเหล่านั้นที่มีมากมายจนสามารถเอามาวางเรียงตัวกันเป็นทะเลดวงดาวบนฝากฟ้าได้อย่างสวยงาม
ในบรรดาเรื่องราวเหล่านั้นเองก็มีเรื่องราวที่ส่องประกายเจิดจรัสสว่างไสวไปทั่วฟ้า แต่ก็มีเรื่องราวอับแสงที่ไม่สามารถเปล่งประกายออกมาอวดโฉมได้จนต้องกลืนหายไปกับฟ้ามืดในยามราตรี การหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนการเจิดจรัสของดวงดาวเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงเวลาที่เดินผ่านไปและการจบสิ้นลงของสิ่งที่ล่วงผ่านมาแต่ก็แสดงให้เห็นถึงการเกิดใหม่ของเรื่องเล่าและตำนานใหม่ๆเฉกเช่นเดียวกัน
ดวงดาวที่อยู่บนฝากฟ้านั้นมีความพิเศษที่น่าสนใจอย่างยิ่งยวดอยู่อย่างหนึ่ง นั้นคือหากมีดาวที่เจิดจรัสแสงพอๆกันอยู่ใกล้ๆกัน มนุษย์เรามักจะนึกมโนภาพเชื่อมต่อดวงดาวเหล่านั้นเข้าไว้ด้วยกันและเรียกมันว่ากลุ่มดาว ซึ่งในบรรดาเรื่องเล่าและตำนานต่างๆเหล่านั้นเองต่างก็มีเรื่องเล่าหรือตำนานที่มีความเชื่อมโยงกันเล็กๆน้อยๆหรือบางทีอาจจะคาบเกี่ยวเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าแปลกประหลาดอยู่ก็เป็นได้
แต่ทั้งสามย่อหน้าที่พึ่งพูดไปก็เป็นแค่การบรรยายอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่องราวนี้สักเท่าไร แต่ถ้าไม่มีการเกริ่นนำเลยก็ออกจะเสียอรรถรสแต่ถ้าจะให้เกริ่นนำแบบเล่าที่มาที่ไปเลยมันก็ใช่ทีเพราะว่าบทนำแบบเล่าที่มาที่ไปน่ะมันอยู่ด้านล่างนี้ต่างหาก
-----------------------
"(สุดยอด สุดยอด สุดยอดไปเลย!)" ทั้งๆที่คิดอยู่ในหัวว่าสุดยอดขนาดนี้แต่เด็กหนุ่มผมดำนัตย์ตาสีเขียวหน้าตาบ้านๆทั่วๆไปคนนี้กลับเอ่ยอะไรออกมาไม่ได้แฮะ ไม่ใช่เพราะว่ามีอะไรขัดใจเขาจนทำให้พูดไม่สะดวกหรืออยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่พูดอะไรออกมาไม่ได้ ความจริงก็คือ...
เขาเหนื่อยจนพูดไม่ออกต่างหาก... ก็จะไม่เหนื่อยได้ยังไงกันลองนึกภาพเด็กหนุ่มสูงราวๆ170ต้นๆน้ำหนักตัวไม่มากแถมรูปร่างก็ค่อนข้างผอมกำลังแบกสัมภาระที่ใหญ่เกินตัว ถึงที่เขาแบกอยู่จะเป็นกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบเดียวก็เถอะแต่มันก็ถูกยัดของใส่จนล้นปริและพูนจนเต็ม ชนิดที่ว่ากระเป๋าขนาดใหญ่ทั่วๆไปขยายขนาดขึ้นกว่าเดิมถึงสามสี่เท่า จากสัมภาระที่เกินล้นออกมานอกกระเป๋าก็พอจะเดาได้ว่าไอ้ที่อยู่ข้างในนั้นมีแต่ของใช้ส่วนตัวทั้งนั้น และดูเหมือนจะมีเครื่องครัวเช่นหม้อกับกระทะด้วย
"เป็นไงล่ะยอดไหม เจเนซิสคุง? ทางเดินเข้าโรงเรียนแห่งนี้น่ะเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนเป็นที่กล่าวขานอย่างหนึ่งเลยน่ะ~"หญิงสาวรูปร่างสูงในเสื้อยืดสีขาวสบายๆตัวพร้อมด้วยกระโปรงยาวสีม่วงเข้มเหมือนผลอองุ่้น หมุนตัวหันกลับมาคุยกับเด็กหนุ่มผมดำตาสีเขียวที่มีชื่อว่า"เจเนซิส อาร์คไอร์ม"ผมสีเหลืองสั้นของเธอสะบัดไปมานิดๆตามแรงหมุน ถึงคนเขียนจะโฟกัสไปที่ผมของเธอเพื่อที่จะบรรยายสีผมของเธอให้คนอ่านฟังก็เถอะแต่สิ่งที่เจเนซิสคุงโฟกัสจ้องมองนั้นเป็นอย่างอื่นที่สะบัดซึ่งไม่ใช่ผมมันคือภูเขามหัศจรรย์ลึกลับที่เหล่าชายหนุ่มถวินหาสองลูกบริเวณกึ่งกลางลำตัวของหญิงสาวนั้นเอง
"อะ....อะ.....อาจารย์อาคิเอลโนบราเหรอครับ!?"หลังจากเหนื่อยหอบอยู่นานเจเนซิสก็รวบรวมพลังพูดประโยคแรกออกมาจนได้แต่อนิจา...ทำไมคำพูดที่ออกมาจากปากถึงเป็นคำที่มีเนื้อหาบัดสีลามกเช่นนั้นเล่า?
"หืม...ไม่มีไซส์พอใส่นิ แต่ตาดีเหมือนกันน่ะจ๊ะเป็นเพราะพลังของ"หมาป่า"รึเปล่า?"แทนที่หญิงสาวผมสีเหลืองหรืออาจารย์"อาคิเอล เบรุส"จะโกรธหรือโมโหที่เธอโดนเจเนซิสลวนลามทางสายตาหรือคุกคามทางเพศอะไรทำนองนั้น แต่เธอกลับยิ้มแล้วสนทนาสวนกลับไปราวกับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร หรือเธอไม่คิดมากกันแน่น่ะ ที่สำคัญประโยคชวนน่าสงสัยให้คียเวิร์ดอย่างหมาป่านั้นมันคืออะไรกันล่ะ?
"ไม่โกรธเหรอครับ?"เจเนซิสเอ่ยถามอย่างเคลือบแคลง ปกติแล้วคนที่คะนองปากพูดลามปามแบบนี้ถ้าไม่โดนว่าตอกกลับมาก็ต้องโดนตบดับดิ้นไปแล้ว
"ไม่หรอกจ๊ะโดนล้่อโดนแซวอยู่บ่อยๆจนชินแล้วล่ะ ถึงจะโนบราแต่ก็ไม่ได้โป๊ซะหน่อยนิน่าประเทศทางตะวันออกน่ะมีบ่อน้ำร้อนให้ชายหญิงลงไปแช่ด้วยกันได้ทั้งๆที่ไม่ใช่คู่แต่งงาน ครูคิดว่าแบบนั้นลามกกว่าโนบราซะอีก อีกอย่างคนจะเป็นอาจารย์ต้องสนิทกับนักเรียนจนเหมือนเพื่อนไม่ใช่เหรอจ๊ะ? เพราะงั้นครูเลยไม่คิดจะมาด่ามาว่าเพราะเรื่องแค่นี้หรอก"อาจารย์ฺอาคิเอลยิ้มพร้อมกับตอบกลับเจเนซิส นี้คงเป็นนิยามอาจารย์ในความคิดของเธอแน่ๆ อาจารย์ที่สนิทกับนักเรียนจนเหมือนเพื่อน...
"เห...ดีจังเลยน่ะครับเนี่ย จะว่าไปแล้วสมัยนี้นักเรียนก็ชอบอาจารย์ที่เหมือนเพื่อนมากกว่าอาจารย์ที่เข้มงวดนิเนอะ"เจเนซิสยิ้มพร้อมกับพูดออกมา จะว่าไปแล้วในยุคที่สิ่งอำนวยความสะดวกเกิดขึ้นมากมายแบบนี้ดูเหมือนพฤติกรรมของเหล่าเยาวชนเองก็จะเริ่มเหลวลงเรื่อยๆไม่รู้เพราะวิถีชีวิตที่ไม่ลำบากยากเย็นอะไรเหมือนเมื่อก่อนรึเปล่า...แต่เรื่องนั้นน่ะช่างมันก่อนเถอะสงสัยไหมว่าทำไมเจเนซิสถึงได้คุยป่อแบบนี้ ทั้งๆที่เมื่อครู่ยังเหนื่อยจนพูดอะไรไม่ออกแท้ๆสาเหตุก็เพราะ เจเนซิสวางสัมภาระที่หนังอึ้งนั้นลงกับพื้นก่อนจะเริ่มคุยยังไงล่ะ ฉลาดจริงๆเลยเจเนซิสคุง! แต่นั้นมันก็ทำให้...
"เจเนซิสคุง...ของน่ะ กลิ้่งไปแล้วน่ะ? จะดีเหรอไม่รีบตามไปเก็บเดี้ยวก็ตกลงไปหรอก?"อาจารย์อาคิเอวเอ่ยพร้อมกับชี้ไปที่ด้านหลังของเจเนซิสตรงตำแหน่งที่เคยวางของเอาไว้อยู่ เมื่อเขาเหลือบหันไปมองก็พบว่ากระเป๋าที่ใส่ของจนพูนจนรูปร่างกลายเป็นทรงกลมนั้นกำลังกลิ้งๆขลุกๆหมุนๆไหลกลับลงไปตามทางเดินของเนินที่ลาดชั้นเป็นบันไดวนแห่งนี้ซะแล้ว...และมันก็ทำท่ากำลังจะกลิ้งตกลงไปจากเนิน ร่วงลงสู่พื้นเบื้องล่้าง...
"ชิ-หาย แล้ว!!!!"เจเนซิสตระโกนออกมาและวิ่งตามกระเป๋าใบนั้นไปอย่างบ้าคลั่งเนื่องด้วยเราไม่อาจให้เด็กและเยาวชนสัมผัสกับคำหยาบคายได้เลยขอแยกคำออกมาเป็นแบบนี้แทน
"เซฟ!!!!"เขาตระโกนลั่นออกมาเมื่อกระโจนตัวออกไปคว้ากระเป๋าใบนั้นได้ทันก่อนที่มันจะกลิ้งหลุดออกไปจากทางลาดชั้นร่วงหล่นตกเหวไปอย่างด้านล่าง...
ก่อนที่เรื่องราวจะดำเนินหน้าต่อไปขออธิบายก่อนว่าสถานที่ที่เจเนซิสและอาจารย์อาคิเอวยืนอยู่นี้นั้นคือผาหินที่ถูกแกะสลักไว้เหมือนกับบันไดวน ลองนึกภาพภูเขาที่สูงใหญ่ลูกหนึ่งที่มีรูปร่างเป็นทรงกระบอกซึ่งถูกแกะรอบกระบอกเป็นเกลียวเหมือนเส้นทางให้สามารถไต่จากชั้นล่างขึ้นไปด้านบนได้และที่ยอดของมันนั้นก็มีพื้นดินที่มีรูปทรงเหมือนวงกลมผ่าครึ่งหงายประดับไว้ที่ยอดของบันไดวนซึ่งรูปร่างของวงกลมนั้นก็ใหญ่โตกว่าภูเขามากนักชนิดที่ว่าเสาทรงกระบอกนั้นทำหน้าที่เหมือนเป็นเสาค้ำให้พื้นทรงกลมนั้นไม่ก็ปาน
บนพื้นที่ทรงกลมนั้นมีปราสาทขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางแผ่นรายรอบด้วยป่า ทะเลสาป แม่น้ำและน้ำตก โดยเฉพาะน้ำตกนี้ดูเหมือนจะทำให้อลังการงานสร้างสุดๆโดยการให้น้ำในทะเลสาบในทรงกลมไหลไปอยู่ที่ปลายของพื้นที่ทรงกลมด้านหนึ่งและปล่อยน้ำเหล่านั้นลงมายังเบื้องล่างจนดูเหมือนน้ำตกขนาดใหญ่ยักษ์
ความสูงจากพื้นดินคือประมาณ4กิโลเมตรหรือครึ่งนึงของภูเขาที่สูงที่สุดในโลกแน่นอนว่าการปีนขึ้นมายังยอดของที่นี้หรือมาที่ปราสาทด้านบนนั้นต้องใช้เวลาประมาณวันถึงสองวันเป็นอย่างต่ำและเจเนซิสกับอาจารย์อาคิเอวเองก็ไม่ได้ใช้รถในการขึ้นมาแต่ใช้การเดินเท้าเอา...ทรหดเอาเรื่องไม่ใช่น้อยเลยน่ะเนี่ย ยังโชคดีที่เส้นทางเกลียวเหล่านั้นไม่ได้ลาดชันอะไรมากมายนักถึงจะเป็นการเดินไต่ขึ้นที่สูงแต่ก็รู้สึกไม่ลำบากยากเย็นอะไร
สำหรับคนที่ยังมึนงงและนึกภาพสถานที่เหนือจินตนาการแห่งนี้ไม่ออก ก็ลองนึกสภาพแก้วไวน์หรือแก้วค็อกเทลเล็กๆที่ก้นตึ้นๆหรือพื้นที่ใส่เครื่องดื่มมีไม่มากดูก็ได้ให้เปรียบฐานแก้วนั้นเป็นพื้นราบแทนพื้นชั้นดินปกติ ก้านแก้วหรือด้ามใช้จับถือนี้เป็นเสมือนชั้นภูเขาที่บิดเป็นเกลียวราวกับบันไดวนให้ไต่ขึ้นมาได้ และตรงปากแก้วและส่วนใส่เครื่องดื่มก็คือพื้นที่ทรงกลมที่มีปราสาท ป่าและทะเลสาบตั้งอยู่
ถ้ายังนึกภาพไม่ออกอีกก็ลองนึกภาพขวดน้ำอัดลมที่ตัดเฉพาะบริเวณปากขวดออกก็ได้ รูปทรงประมาณนั้นแหละ หรือไม่ก็รูปทรงอะไรก็ได้ที่ฐานมันเป็นแท่งๆและมีวงกลมหรือวงรีหงายแป๊ะหรือติดอยู่ ซึ่งขนาดของวงนั้นใหญ่กว่าฐานที่เป็นแท่นๆนั้นอย่างเห็นได้ชัด
และที่บรรยายมานานแสนนานด้านบนก็คือ"ภูเขาดวงดาว"อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียน"สตาร์ฟอร์ส" โรงเรียนนานาชาติที่รับเอาผู้ที่มีตรา"สัญลักษณ์แห่งดวงดาว"จากทั่วทุกมุมโลก"ดิสทอร์ท"ดวงนี้เขามาฝึกฝนศึกษาและเรียนรู้เพื่อที่จะได้ส่งพวกเขาไปสู้กับ"ชะตากรรม"ที่ถูกกำหนดให้โลกใบนี้ต้องถึงกับคร่าวพินาศสิ้น
เรื่องราวที่กำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่เชื่อมต่อกันจากตำนานและเรื่องเล่าต่างๆมากมายกันธรรมดาแต่มันยังเป็นตำนานบทใหม่ที่มีเหล่าดวงดาวน้อยใหญ่เข้าร่วมด้วย ในฐานะผู้เขียนบันทึกบทนี้ไม่อยากให้คุณจบลงแค่การเป็น“ผู้อ่าน”เรื่องราวบทนี้เท่านั้นแต่อยากให้คุณวาดเหล่าดวงดาวเข้ามาร่วมในเรื่องราวนี้ด้วย
เพื่อที่เรื่องราวนี้จะได้เปล่างประกายอย่างงดงามที่สุด-----------------------
สวัสดีครับทุกคน ขอต้อนรับเข้าสู่โปรเจคแห่งปี2012ของกระผม ด้วยคอนเซ็ปต่อสู้กับชะตากรรมที่มีที่มาจากคำทำนายโลกแตกในปีนี้เลยได้บังเกิดฟิกชั่น"ครอส"เรื่องราวนี้ขึ้นมา
สำหรับคำว่าครอสนั้น แน่นอนว่าหมายถึงการรวมอะไรหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน ซึ่งหลายๆคนเองก็คงรู้ว่าผมมีฟิกหรือโปรเจคต่างๆมากมายที่ยังไม่จบซะที(แถมยังชอบเข็นอันใหม่ๆ)ออกมาอยู่เรื่อย เพราะงั้นปีใหม่แล้วก็เลยอยากจะลองคิดวิธีจัดการกับฟิกหรือโปรเจคเก่าๆที่ค้างๆคาๆ(กลับไปแต่งก็ไม่ได้อารมณ์เดิม)ด้วยวิธีการ"ครอส"ซะเลย
การครอสที่ว่านี้นั้นคือการดึงเอาตัวละครจากฟิกเก่าๆที่เคยแต่งกลับมารวบรวมกันอีกครั้งในเรื่องนี้แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ตัวละครแต่รวมถึงเนื้อเรื่องบางอย่างที่สามารถนำมาใช้ได้ก็จะนำมาด้วยอาทิเช่นเรื่องปมประเด็นขัดแย้งทางการเมืองจนเกิดสงครามในCode Farfallaก็จะถูกเอามาตีความใหม่และใส่ลงไปในนี้ รวมถึงริกกะกับวาเอลีนเองก็จะปรากฎตัวออกมาด้วย แม้ว่าเนื้อหาอาจจะไม่มีหุ่นขับเหมือนของเดิมแต่ก็จะได้อารมณ์ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เหมือนเดิมแน่ๆครับ
จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้นั้นค่อนข้างรวมแนวคิดจากฟิกเรื่องเก่าๆของผมมาพอสมควรอาทิเช่น โรงเรียน(Dianthus Stage)+ปมประเด็นสงคราม(Code Farfalla)+รูปแบบพลังเวทมนต์ในเรื่อง(Fate/Oath Illusion) เป็นต้น (ซึ่งจริงๆก็มีฟิกที่เก่าแก่กว่านั้นอีกแต่ก็ไม่ขอพูดถึงในที่นี้เพราะหลายคนในบอร์ดนี้อาจจะไม่เคยสัมผัสกัน)
สรุปก็คือฟิกนี้ก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากการพบกันครึ่งทางระหว่าง"อยากทำเรื่องใหม่"กับ"สานต่อเรื่องเดืม"นั้นเอง ออ ไม่ใช่แค่สามเรื่องข้างบนเท่านั้นน่ะครับแต่แน่นอนว่าตัวละครจากSrw TSCของผมอย่างรัตน์คุงเองหรือฮิบานะในฟิกProject terminusของท่านReplikiaเองก็จะมาปรากฎโฉมอยู่ในนี้เช่นกัน (แน่นอนว่าการ์ดTSC-Cเองก็ด้วย)
ยังไงก็ขอฝากฟิกเรื่องนี้ด้วยน่ะครับ
-----------------------
สารบัญบทนำรายละเอียดข้อมูลที่ควรทราบเวทมนต์,พลังและเผ่าพันธ์ฟอร์มสมัคร