หน้า: [1] 2 3 ... 8
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Let's Crossover Story -Sign Of Star-  (อ่าน 3460 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
SrwKung
Moderator
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 12:00:08 AM »

...นับตั้งแต่อดีตกาล สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่มากับมวลมนุษย์ก็คือเรื่องเล่าและตำนาน ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเล่าสอนใจแบบนิทาน เป็นเรื่องราวการผจญภัยของนักรบผู้กล้าหาญไปจนถึงบันทึกประวัติศาสตร์สมัยอดีตโบราณที่มีบันทึกเรียบเรียงตกทอดมาถึงปัจจุบัน หากเราลองเอาเรื่องราวเล่านั้นเปรียบเป็นดวงดาวที่อยู่บนฟ้าก็จะพบว่าดวงดาวมีมากมายอยู่นับไม่ถ้วน เฉกเช่นเรื่องราวเหล่านั้นที่มีมากมายจนสามารถเอามาวางเรียงตัวกันเป็นทะเลดวงดาวบนฝากฟ้าได้อย่างสวยงาม

ในบรรดาเรื่องราวเหล่านั้นเองก็มีเรื่องราวที่ส่องประกายเจิดจรัสสว่างไสวไปทั่วฟ้า แต่ก็มีเรื่องราวอับแสงที่ไม่สามารถเปล่งประกายออกมาอวดโฉมได้จนต้องกลืนหายไปกับฟ้ามืดในยามราตรี การหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนการเจิดจรัสของดวงดาวเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงเวลาที่เดินผ่านไปและการจบสิ้นลงของสิ่งที่ล่วงผ่านมาแต่ก็แสดงให้เห็นถึงการเกิดใหม่ของเรื่องเล่าและตำนานใหม่ๆเฉกเช่นเดียวกัน

ดวงดาวที่อยู่บนฝากฟ้านั้นมีความพิเศษที่น่าสนใจอย่างยิ่งยวดอยู่อย่างหนึ่ง นั้นคือหากมีดาวที่เจิดจรัสแสงพอๆกันอยู่ใกล้ๆกัน มนุษย์เรามักจะนึกมโนภาพเชื่อมต่อดวงดาวเหล่านั้นเข้าไว้ด้วยกันและเรียกมันว่ากลุ่มดาว ซึ่งในบรรดาเรื่องเล่าและตำนานต่างๆเหล่านั้นเองต่างก็มีเรื่องเล่าหรือตำนานที่มีความเชื่อมโยงกันเล็กๆน้อยๆหรือบางทีอาจจะคาบเกี่ยวเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าแปลกประหลาดอยู่ก็เป็นได้

แต่ทั้งสามย่อหน้าที่พึ่งพูดไปก็เป็นแค่การบรรยายอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่องราวนี้สักเท่าไร แต่ถ้าไม่มีการเกริ่นนำเลยก็ออกจะเสียอรรถรสแต่ถ้าจะให้เกริ่นนำแบบเล่าที่มาที่ไปเลยมันก็ใช่ทีเพราะว่าบทนำแบบเล่าที่มาที่ไปน่ะมันอยู่ด้านล่างนี้ต่างหาก

-----------------------

"(สุดยอด สุดยอด สุดยอดไปเลย!)" ทั้งๆที่คิดอยู่ในหัวว่าสุดยอดขนาดนี้แต่เด็กหนุ่มผมดำนัตย์ตาสีเขียวหน้าตาบ้านๆทั่วๆไปคนนี้กลับเอ่ยอะไรออกมาไม่ได้แฮะ ไม่ใช่เพราะว่ามีอะไรขัดใจเขาจนทำให้พูดไม่สะดวกหรืออยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่พูดอะไรออกมาไม่ได้ ความจริงก็คือ...

เขาเหนื่อยจนพูดไม่ออกต่างหาก... ก็จะไม่เหนื่อยได้ยังไงกันลองนึกภาพเด็กหนุ่มสูงราวๆ170ต้นๆน้ำหนักตัวไม่มากแถมรูปร่างก็ค่อนข้างผอมกำลังแบกสัมภาระที่ใหญ่เกินตัว ถึงที่เขาแบกอยู่จะเป็นกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบเดียวก็เถอะแต่มันก็ถูกยัดของใส่จนล้นปริและพูนจนเต็ม ชนิดที่ว่ากระเป๋าขนาดใหญ่ทั่วๆไปขยายขนาดขึ้นกว่าเดิมถึงสามสี่เท่า จากสัมภาระที่เกินล้นออกมานอกกระเป๋าก็พอจะเดาได้ว่าไอ้ที่อยู่ข้างในนั้นมีแต่ของใช้ส่วนตัวทั้งนั้น และดูเหมือนจะมีเครื่องครัวเช่นหม้อกับกระทะด้วย

"เป็นไงล่ะยอดไหม เจเนซิสคุง? ทางเดินเข้าโรงเรียนแห่งนี้น่ะเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนเป็นที่กล่าวขานอย่างหนึ่งเลยน่ะ~"หญิงสาวรูปร่างสูงในเสื้อยืดสีขาวสบายๆตัวพร้อมด้วยกระโปรงยาวสีม่วงเข้มเหมือนผลอองุ่้น หมุนตัวหันกลับมาคุยกับเด็กหนุ่มผมดำตาสีเขียวที่มีชื่อว่า"เจเนซิส อาร์คไอร์ม"ผมสีเหลืองสั้นของเธอสะบัดไปมานิดๆตามแรงหมุน ถึงคนเขียนจะโฟกัสไปที่ผมของเธอเพื่อที่จะบรรยายสีผมของเธอให้คนอ่านฟังก็เถอะแต่สิ่งที่เจเนซิสคุงโฟกัสจ้องมองนั้นเป็นอย่างอื่นที่สะบัดซึ่งไม่ใช่ผมมันคือภูเขามหัศจรรย์ลึกลับที่เหล่าชายหนุ่มถวินหาสองลูกบริเวณกึ่งกลางลำตัวของหญิงสาวนั้นเอง

"อะ....อะ.....อาจารย์อาคิเอลโนบราเหรอครับ!?"หลังจากเหนื่อยหอบอยู่นานเจเนซิสก็รวบรวมพลังพูดประโยคแรกออกมาจนได้แต่อนิจา...ทำไมคำพูดที่ออกมาจากปากถึงเป็นคำที่มีเนื้อหาบัดสีลามกเช่นนั้นเล่า?

"หืม...ไม่มีไซส์พอใส่นิ แต่ตาดีเหมือนกันน่ะจ๊ะเป็นเพราะพลังของ"หมาป่า"รึเปล่า?"แทนที่หญิงสาวผมสีเหลืองหรืออาจารย์"อาคิเอล เบรุส"จะโกรธหรือโมโหที่เธอโดนเจเนซิสลวนลามทางสายตาหรือคุกคามทางเพศอะไรทำนองนั้น แต่เธอกลับยิ้มแล้วสนทนาสวนกลับไปราวกับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร หรือเธอไม่คิดมากกันแน่น่ะ ที่สำคัญประโยคชวนน่าสงสัยให้คียเวิร์ดอย่างหมาป่านั้นมันคืออะไรกันล่ะ?

"ไม่โกรธเหรอครับ?"เจเนซิสเอ่ยถามอย่างเคลือบแคลง ปกติแล้วคนที่คะนองปากพูดลามปามแบบนี้ถ้าไม่โดนว่าตอกกลับมาก็ต้องโดนตบดับดิ้นไปแล้ว

"ไม่หรอกจ๊ะโดนล้่อโดนแซวอยู่บ่อยๆจนชินแล้วล่ะ ถึงจะโนบราแต่ก็ไม่ได้โป๊ซะหน่อยนิน่าประเทศทางตะวันออกน่ะมีบ่อน้ำร้อนให้ชายหญิงลงไปแช่ด้วยกันได้ทั้งๆที่ไม่ใช่คู่แต่งงาน ครูคิดว่าแบบนั้นลามกกว่าโนบราซะอีก อีกอย่างคนจะเป็นอาจารย์ต้องสนิทกับนักเรียนจนเหมือนเพื่อนไม่ใช่เหรอจ๊ะ? เพราะงั้นครูเลยไม่คิดจะมาด่ามาว่าเพราะเรื่องแค่นี้หรอก"อาจารย์ฺอาคิเอลยิ้มพร้อมกับตอบกลับเจเนซิส นี้คงเป็นนิยามอาจารย์ในความคิดของเธอแน่ๆ อาจารย์ที่สนิทกับนักเรียนจนเหมือนเพื่อน...

"เห...ดีจังเลยน่ะครับเนี่ย จะว่าไปแล้วสมัยนี้นักเรียนก็ชอบอาจารย์ที่เหมือนเพื่อนมากกว่าอาจารย์ที่เข้มงวดนิเนอะ"เจเนซิสยิ้มพร้อมกับพูดออกมา จะว่าไปแล้วในยุคที่สิ่งอำนวยความสะดวกเกิดขึ้นมากมายแบบนี้ดูเหมือนพฤติกรรมของเหล่าเยาวชนเองก็จะเริ่มเหลวลงเรื่อยๆไม่รู้เพราะวิถีชีวิตที่ไม่ลำบากยากเย็นอะไรเหมือนเมื่อก่อนรึเปล่า...แต่เรื่องนั้นน่ะช่างมันก่อนเถอะสงสัยไหมว่าทำไมเจเนซิสถึงได้คุยป่อแบบนี้ ทั้งๆที่เมื่อครู่ยังเหนื่อยจนพูดอะไรไม่ออกแท้ๆสาเหตุก็เพราะ เจเนซิสวางสัมภาระที่หนังอึ้งนั้นลงกับพื้นก่อนจะเริ่มคุยยังไงล่ะ ฉลาดจริงๆเลยเจเนซิสคุง! แต่นั้นมันก็ทำให้...

"เจเนซิสคุง...ของน่ะ กลิ้่งไปแล้วน่ะ? จะดีเหรอไม่รีบตามไปเก็บเดี้ยวก็ตกลงไปหรอก?"อาจารย์อาคิเอวเอ่ยพร้อมกับชี้ไปที่ด้านหลังของเจเนซิสตรงตำแหน่งที่เคยวางของเอาไว้อยู่ เมื่อเขาเหลือบหันไปมองก็พบว่ากระเป๋าที่ใส่ของจนพูนจนรูปร่างกลายเป็นทรงกลมนั้นกำลังกลิ้งๆขลุกๆหมุนๆไหลกลับลงไปตามทางเดินของเนินที่ลาดชั้นเป็นบันไดวนแห่งนี้ซะแล้ว...และมันก็ทำท่ากำลังจะกลิ้งตกลงไปจากเนิน ร่วงลงสู่พื้นเบื้องล่้าง...

"ชิ-หาย แล้ว!!!!"เจเนซิสตระโกนออกมาและวิ่งตามกระเป๋าใบนั้นไปอย่างบ้าคลั่งเนื่องด้วยเราไม่อาจให้เด็กและเยาวชนสัมผัสกับคำหยาบคายได้เลยขอแยกคำออกมาเป็นแบบนี้แทน

"เซฟ!!!!"เขาตระโกนลั่นออกมาเมื่อกระโจนตัวออกไปคว้ากระเป๋าใบนั้นได้ทันก่อนที่มันจะกลิ้งหลุดออกไปจากทางลาดชั้นร่วงหล่นตกเหวไปอย่างด้านล่าง...

ก่อนที่เรื่องราวจะดำเนินหน้าต่อไปขออธิบายก่อนว่าสถานที่ที่เจเนซิสและอาจารย์อาคิเอวยืนอยู่นี้นั้นคือผาหินที่ถูกแกะสลักไว้เหมือนกับบันไดวน ลองนึกภาพภูเขาที่สูงใหญ่ลูกหนึ่งที่มีรูปร่างเป็นทรงกระบอกซึ่งถูกแกะรอบกระบอกเป็นเกลียวเหมือนเส้นทางให้สามารถไต่จากชั้นล่างขึ้นไปด้านบนได้และที่ยอดของมันนั้นก็มีพื้นดินที่มีรูปทรงเหมือนวงกลมผ่าครึ่งหงายประดับไว้ที่ยอดของบันไดวนซึ่งรูปร่างของวงกลมนั้นก็ใหญ่โตกว่าภูเขามากนักชนิดที่ว่าเสาทรงกระบอกนั้นทำหน้าที่เหมือนเป็นเสาค้ำให้พื้นทรงกลมนั้นไม่ก็ปาน

บนพื้นที่ทรงกลมนั้นมีปราสาทขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางแผ่นรายรอบด้วยป่า ทะเลสาป แม่น้ำและน้ำตก โดยเฉพาะน้ำตกนี้ดูเหมือนจะทำให้อลังการงานสร้างสุดๆโดยการให้น้ำในทะเลสาบในทรงกลมไหลไปอยู่ที่ปลายของพื้นที่ทรงกลมด้านหนึ่งและปล่อยน้ำเหล่านั้นลงมายังเบื้องล่างจนดูเหมือนน้ำตกขนาดใหญ่ยักษ์

ความสูงจากพื้นดินคือประมาณ4กิโลเมตรหรือครึ่งนึงของภูเขาที่สูงที่สุดในโลกแน่นอนว่าการปีนขึ้นมายังยอดของที่นี้หรือมาที่ปราสาทด้านบนนั้นต้องใช้เวลาประมาณวันถึงสองวันเป็นอย่างต่ำและเจเนซิสกับอาจารย์อาคิเอวเองก็ไม่ได้ใช้รถในการขึ้นมาแต่ใช้การเดินเท้าเอา...ทรหดเอาเรื่องไม่ใช่น้อยเลยน่ะเนี่ย ยังโชคดีที่เส้นทางเกลียวเหล่านั้นไม่ได้ลาดชันอะไรมากมายนักถึงจะเป็นการเดินไต่ขึ้นที่สูงแต่ก็รู้สึกไม่ลำบากยากเย็นอะไร

สำหรับคนที่ยังมึนงงและนึกภาพสถานที่เหนือจินตนาการแห่งนี้ไม่ออก ก็ลองนึกสภาพแก้วไวน์หรือแก้วค็อกเทลเล็กๆที่ก้นตึ้นๆหรือพื้นที่ใส่เครื่องดื่มมีไม่มากดูก็ได้ให้เปรียบฐานแก้วนั้นเป็นพื้นราบแทนพื้นชั้นดินปกติ ก้านแก้วหรือด้ามใช้จับถือนี้เป็นเสมือนชั้นภูเขาที่บิดเป็นเกลียวราวกับบันไดวนให้ไต่ขึ้นมาได้ และตรงปากแก้วและส่วนใส่เครื่องดื่มก็คือพื้นที่ทรงกลมที่มีปราสาท ป่าและทะเลสาบตั้งอยู่

ถ้ายังนึกภาพไม่ออกอีกก็ลองนึกภาพขวดน้ำอัดลมที่ตัดเฉพาะบริเวณปากขวดออกก็ได้ รูปทรงประมาณนั้นแหละ หรือไม่ก็รูปทรงอะไรก็ได้ที่ฐานมันเป็นแท่งๆและมีวงกลมหรือวงรีหงายแป๊ะหรือติดอยู่ ซึ่งขนาดของวงนั้นใหญ่กว่าฐานที่เป็นแท่นๆนั้นอย่างเห็นได้ชัด

และที่บรรยายมานานแสนนานด้านบนก็คือ"ภูเขาดวงดาว"อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียน"สตาร์ฟอร์ส" โรงเรียนนานาชาติที่รับเอาผู้ที่มีตรา"สัญลักษณ์แห่งดวงดาว"จากทั่วทุกมุมโลก"ดิสทอร์ท"ดวงนี้เขามาฝึกฝนศึกษาและเรียนรู้เพื่อที่จะได้ส่งพวกเขาไปสู้กับ"ชะตากรรม"ที่ถูกกำหนดให้โลกใบนี้ต้องถึงกับคร่าวพินาศสิ้น

เรื่องราวที่กำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่เชื่อมต่อกันจากตำนานและเรื่องเล่าต่างๆมากมายกันธรรมดาแต่มันยังเป็นตำนานบทใหม่ที่มีเหล่าดวงดาวน้อยใหญ่เข้าร่วมด้วย ในฐานะผู้เขียนบันทึกบทนี้ไม่อยากให้คุณจบลงแค่การเป็น“ผู้อ่าน”เรื่องราวบทนี้เท่านั้นแต่อยากให้คุณวาดเหล่าดวงดาวเข้ามาร่วมในเรื่องราวนี้ด้วย

เพื่อที่เรื่องราวนี้จะได้เปล่างประกายอย่างงดงามที่สุด

-----------------------

สวัสดีครับทุกคน ขอต้อนรับเข้าสู่โปรเจคแห่งปี2012ของกระผม ด้วยคอนเซ็ปต่อสู้กับชะตากรรมที่มีที่มาจากคำทำนายโลกแตกในปีนี้เลยได้บังเกิดฟิกชั่น"ครอส"เรื่องราวนี้ขึ้นมา

สำหรับคำว่าครอสนั้น แน่นอนว่าหมายถึงการรวมอะไรหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน ซึ่งหลายๆคนเองก็คงรู้ว่าผมมีฟิกหรือโปรเจคต่างๆมากมายที่ยังไม่จบซะที(แถมยังชอบเข็นอันใหม่ๆ)ออกมาอยู่เรื่อย เพราะงั้นปีใหม่แล้วก็เลยอยากจะลองคิดวิธีจัดการกับฟิกหรือโปรเจคเก่าๆที่ค้างๆคาๆ(กลับไปแต่งก็ไม่ได้อารมณ์เดิม)ด้วยวิธีการ"ครอส"ซะเลย

การครอสที่ว่านี้นั้นคือการดึงเอาตัวละครจากฟิกเก่าๆที่เคยแต่งกลับมารวบรวมกันอีกครั้งในเรื่องนี้แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ตัวละครแต่รวมถึงเนื้อเรื่องบางอย่างที่สามารถนำมาใช้ได้ก็จะนำมาด้วยอาทิเช่นเรื่องปมประเด็นขัดแย้งทางการเมืองจนเกิดสงครามในCode Farfallaก็จะถูกเอามาตีความใหม่และใส่ลงไปในนี้ รวมถึงริกกะกับวาเอลีนเองก็จะปรากฎตัวออกมาด้วย แม้ว่าเนื้อหาอาจจะไม่มีหุ่นขับเหมือนของเดิมแต่ก็จะได้อารมณ์ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เหมือนเดิมแน่ๆครับ

จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้นั้นค่อนข้างรวมแนวคิดจากฟิกเรื่องเก่าๆของผมมาพอสมควรอาทิเช่น โรงเรียน(Dianthus Stage)+ปมประเด็นสงคราม(Code Farfalla)+รูปแบบพลังเวทมนต์ในเรื่อง(Fate/Oath Illusion) เป็นต้น (ซึ่งจริงๆก็มีฟิกที่เก่าแก่กว่านั้นอีกแต่ก็ไม่ขอพูดถึงในที่นี้เพราะหลายคนในบอร์ดนี้อาจจะไม่เคยสัมผัสกัน)

สรุปก็คือฟิกนี้ก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากการพบกันครึ่งทางระหว่าง"อยากทำเรื่องใหม่"กับ"สานต่อเรื่องเดืม"นั้นเอง ออ ไม่ใช่แค่สามเรื่องข้างบนเท่านั้นน่ะครับแต่แน่นอนว่าตัวละครจากSrw TSCของผมอย่างรัตน์คุงเองหรือฮิบานะในฟิกProject terminusของท่านReplikiaเองก็จะมาปรากฎโฉมอยู่ในนี้เช่นกัน (แน่นอนว่าการ์ดTSC-Cเองก็ด้วย)

ยังไงก็ขอฝากฟิกเรื่องนี้ด้วยน่ะครับ

-----------------------
สารบัญ

บทนำ
รายละเอียดข้อมูลที่ควรทราบ
เวทมนต์,พลังและเผ่าพันธ์
ฟอร์มสมัคร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2012, 06:41:37 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า
Alasthor
The Star Combatant
Legendary Pilot
******
กระทู้: 1101



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 12:05:04 AM »

เลยมา 8 วินะ ผมตอบที่กระทู้อวยพรปีใหม่ใกล้ 12.00.00 มากกว่า 2 วิ ฮาๆ
บันทึกการเข้า
Headphone
มุขไม่ฮา พาเครียด
สุดยอดมุขแป๊ก
Pilot
**
กระทู้: 77


เซ็นสิจ้ะ~ อย่าเหม่อมองอะไรไม่ดีนะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 01:11:20 AM »

แล้วจะรอนะคับ 
บันทึกการเข้า
Busterwolf
Moderator
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1554


Test Type

koh_dojinshi@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 03:00:39 AM »

รออ่านเช่นกัน
บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 03:28:02 AM »

รายละเอียดข้อมูลที่ควรทราบ (ป.ล ผมอาจจะเพิ่มเรื่อยๆน่ะครับ)

ดิสทอร์ท(Distort)
- ดิสทอร์ทเป็นชื่อทางการของคำศัพท์ที่ใช้เรียกขานโลกในเรื่อง Sign Of Star ตำราประวัติศาสตร์ในเรื่องระบุที่มาและการก่อกำเนิดโลกแห่งนี้ไว้ดังนี้

จากการเทียบบันทึกประวัติศาสตร์ของชนเผ่าในอดีตกาลที่เหลือหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาให้บันทึก พบว่าตำนานเทพของแต่ละพื้นที่และชนเผ่าแม้จะแตกต่างกันแต่ก็มีส่วนคล้ายกันอยู่บ้าง ในปีศักราชจักรวรรดิ 198 นักประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิกีรัลจึงได้ทำการแต่งตำนานการกำเนิดโลกขึ้นมาโดยอิงเนื้อหาที่ศึกษามาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของแต่ละชนเผ่าแม้ว่าตอนแรกๆจะถูกต่อต้านแต่เมื่อเวลาผ่้านไปทุกๆคนก็เริ่มยอมรับประวัติศาสตร์ชุดนี้และในที่สุดก็ได้บัญญัติให้ตำราชุดนี้เป็นประวัติศาสตร์การกำเนิดโลกที่สมบูรณ์ที่สุดและเป็นทางการที่สุด(เริ่มบัญญัติในจักรวรรดิกีรัลในปีกราชจักรวรรดิ 388 ส่วนอาณาจักรอื่นไม่มีการบัญญัติใดๆแต่เริ่มนำไปใช้ในวิชาการศึกษาเล่าเรียนประวัติศาสตร์เรื่อยๆจนในปีศักราชจักรวรรดิ 654ทุกอาณาจักร ทุกประเทศในโลกก็มีการนำตำราประวัติศาสตร์เล่มนี้ไปใช้ประกอบการสอนในโรงเรียนกันหมดทุกที่ และเมื่อสถาปนาอาณาจักรโลกขึ้นมาก็ถูกบัญญัติเป็นตำราประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ)

เนื้อหาในตำรานั้นจะเล่าถึงเทพธิดาผมเงินปีกดำผู้มีพลังในการบิดผันและสรรสร้างจากต่างโลก เธอได้ทะเลาะขั้นรุนแรงกับน้องสาวของตัวเองจนในที่สุดจากตอนแรกที่คิดจะร่วมสร้างโลกกับน้องสาวจึงได้คิดเปลี่ยนใจออกเดินทางไปตามช่องว่างมิติเพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมสร้างโลกของเธอขึ้นมาเอง

และเมื่อเธอเดินทางมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่ช่องว่างมิติบิดผันกันอย่างรุนแรงเสียจนสามารถกลืนกินตัวเธอที่มีพลังในระดับพระเจ้าได้หากเธอไม่ระมัดระวังตัวให้ดี(ตรงนี้มีคำอธิบายว่าศักดิ์ตำแหน่งคำว่าพระเจ้านั้นจะมอบให้กับคนที่มีโลกของตัวเองแล้วเท่านั้น เทพธิดาผมเงินปีกดำที่ไร้โลกจึงเป็นได้แค่มีพลังในระดับพระเจ้า) เธอถูกใจสถานที่แห่งนั้นอย่างบอกไม่ถูกและได้ใช้พลังของเธอสร้างโลกขึ้นมาทับช่องว่างนั้นและตั้งชื่อให้มันว่า"ดิสทอร์ท"อันแปลว่าการบิดผัน(ตรงนี้มีคำอธิบายว่าเป็นคำศัพท์ที่มาจากภาษาของมิติหรือโลกอื่น)

แน่นอนว่าเธอไม่ได้เริ่มต้นสร้างทะเล สร้างต้นไม้อะไรเหมือนพระเจ้าทั่วๆไปเพราะพลังระดับพระเจ้าแบบเธอแล้วแค่ตวัดนิ้วทุกอย่างก็สรรสร้างขึ้นมาเอง โดยโลกที่เธอสร้างออกมานั้นมีอยู่ทั้งหมด9ดินแดนเป็นมนุษย์8และอสูร1 หลังจากนั้นเธอก็ปล่อยให้มนุษย์และอสูรที่สร้างลงไปพัฒนาตัวเองและคอยเฝ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ

เนื่องด้วยโลกนี้ถูกสร้างขึ้นมาทับช่องว่างมิติที่ไม่เสถียรดิสทอร์ทเลยมีลักษณะพิเศษตรงมีกระแสเวลาสองแบบไหลอยู่บนดาว แบบแรกคือกระแสเวลาแห่งมิติที่มีแต่พระเจ้าเท่้านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้และอีกแบบคือกระแสเวลาชั้นในที่ถูกคลุมทับตัวดาวเอาไว้ ซึ่งกระแสเวลาแห่งนี้นั้นเธออนุญาติให้เผ่าพันธ์บนดาวสามารถแทรกแซงได้หากรู้วิธีการเข้าถึงมัน

แน่นอนว่าเผ่าพันธ์ที่มีสมองและสติปัญญาน้อยกว่าเหล่าพระเจ้าย่อมไม่เข้าใจการหาความสำราญของพระเจ้า(มีคอมเมนทร์คนเขียนบันทึกไว้ว่าบางทีมนุษย์เราเองอาจจะเข้าใจ แต่รสนิยมของเธอ(พระเจ้า)กับมนุษย์มันแตกต่างกันเกินไป)ความสำราญของเธอคือการดูสิ่งต่างๆดับสูญ ดูสิ่งต่างๆหมดอาลัยตายอยากแต่ในขณะเดียวกันก็ชอบดูสิ่งๆต่างกอบกู้และสิ่งต่างๆช่วยเหลือชีวิตอีกด้วย

เธอได้ร่ายพลังใส่กระมิติกระแสใหญ่ที่ไหลไปมาบนดาวให้ชักนำ"เรื่องแย่ๆ"อาทิเช่นความโศกเศร้า ความโหดร้าย สงคราม โศกนาฏกรรม บาป ๆลๆ อันเป็นที่มาที่จะทำให้โลกใบนี้ดับสลายเข้ามสู่ดาว ในขณะเดียวกันก็ได้ร่ายพลังใส่อีกกระแสที่ไหลสวนทางกระแสเรื่องแย่ๆซึ่งคราวนี้ที่เธอร่ายใส่ไปเป็น"เรื่องดีๆ"เช่น ความรัก ความสงบสุข มิตรภาพ ผู้กล้า ความดี ๆลๆและนี้เองเป็นแหล่งก่อกำเนิดความดีความชั่วบนโลกและเป็นต้นกำเนิดของตำนานและวีรบุรุษต่างๆอีกด้วย

การกระทำของเธอในครั้งนั้นเป็นการอธิบายเหตุการณ์ใหญ่ๆเช่น"สงคราม1000ปี"(อาณาจักรทั้งหลายก่อสงครามพุ่งรบไปมากันเองละมีวีรบุรุษหรือผู้กล้าเข้ามากอบกู้)"การรุกรานของอสูร"(เผ่าพันธ์อสูรยึดและไล่โจมตีเผ่าพันธ์มนุษย์เปลี่ยนดินแดนบนโลกให้กลายเป็นทวีปมารแต่สุดท้ายก็โดนหยุดยั้งโดยผู้กล้า)หรือแม้เรื่องราวของ"ชะตากรรม"ที่เป็นคีย์หลักของเรื่องSign Of Starเองก็ด้วย

ในปัจจุบัน ดิสทอร์ทแบ่งพื้นที่ทั้งหมดออกเป็น4ส่วนใหญ่ๆก็คือ โลกตะวันออก,โลกตะวันตก,ดินแดนหมู่เกาะ,ดินแดนมาร และดินแดนทั้งหมดมีผู้ปกครองหนึ่งเดียวคืออาณาจักรโลก

ชะตากรรม(Fate)
-คีย์หลักของเรื่อง Sign Of Star มันก็คือ"เรื่องแย่ๆ"ในยุตปัจจุบันที่อาจจะทำให้ดิสทอร์ทถึงคร่าวดับสูญ ที่มาของมันมีเขียนอธิบายไว้ในตำราประวัติศาตร์โลกดังนี้

เมื่อพระเจ้า(เทพธิดาผมขาวปีกดำ)เกิดรู้สึกเบื่อที่ดูสงครามมานานนับหลายพันปีเธอได้ปรับพลังในกระแสมิติของเรื่องแย่ๆและเรื่องดีๆใหม่โดยคอนเซ็ปของเรื่องแย่ๆไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไรนักนั้นคือมหันตภัยที่พร้อมจะทำลายโลกใบนี้ได้ทั้งใบแต่เรื่องดีๆได้เปลี่ยนเป็น"ผู้กล้า"และ"สัญลักษณ์แห่งดวงดาว"ถึงจะเปลี่ยนเป็นสองอย่างนี้แต่ก็ไม่ได้ลบอันอื่นๆทิ้ง ว่ากันว่าตอนที่พระเจ้าเริ่มเปลี่ยนกระแสนี้คือตอนก่อนก่อตั้งอาณาจักรโลกหรือ"ชะตากรรมครั้งแรก"

สำหรับชะตากรรมที่เป็นมหันตภัยนั้นหากพูดลอยๆอาจจะนึกภาพไม่ออก แต่เพราะจริงๆมันไม่มีรูปแบบที่แน่ชัีดรู้แค่ว่ามันคือคราววิกฤติที่อาจจะทำให้โลกทั้งใบดับสูญไปได้เพราะฉะนั้นจะขอยกตัวอย่างชะตากรรมขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพเล็กน้อย

ชะตากรรมครั้งแรก - จอมมาร(มาโอ)ที่มีพลังร้ายกาจที่สุดถือกำเนิดตอนแรกทำสงครามกับมนุษย์เพื่อหวังจะให้โลกมีแต่เ่ผ่ามารแต่พอคนรักโดนมารด้วยกันเองสังหารเลยคลั่งคิดจะทำลายทุกอย่างบนโลกให้สิ้น แต่สุดท้ายก็โดนปราบโดยผู้กล้าผู้ถือครองสัญลักษณ์แห่งดวงดาว จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ทั้งเผ่ามารและมนุษย์ร่วมใจกันได้และได้ก่อตั้งอาณาจักรโลกขึ้นมา
ชะตากรรมครั้งที่สี่ - เด็กหนุ่มมนุษย์คนหนึ่งบังเอิญไปเก็บขนนกของพระเจ้าเข้าและนั้นก็ทำให้เขามีพลังเสมือนพระเจ้าและใช้พลังของเขาในการแก้ไขโลกไปมาทำให้กระแสมิติปั่นป่วนและโลกดิสทอร์ทอาจจะถูกบิดผันจนสิ่งมีชีวิตทุกอย่างสูญสลายแต่สุดท้ายก็โดนหยุดโดยผู้กล้าผู้ถือครองสัญลักษณ์แห่งดวงดาว(มีการลือกันว่าชะตากรรมครั้งนี้พระเจ้าตัวจริงลงมาช่วยด้วยเพราะไม่ชอบที่มีคนแอบอ้างเป็นพระเจ้า)หลังเหตุการณ์ครี้งนี้ทำให้ทุกเผ่าพันธ์ตระหนักถึงการปรากฎของสัญลักษณ์แห่งดวงดาวและได้ก่อตั้ง"สตาร์ฟอร์ส"โรงเรียนสำหรับฝึกฝนเหล่านักรบแห่งดวงดาวขึ้นมาเพื่อรับมือกับชะตากรรมใหม่ๆในอนาคตภายภาคหน้า

ระยะห่างของชะตากรรมแต่ละครั้งไม่มีกำหนดแต่จะกินเวลาอย่างน้อยๆ3ปีเป็นอย่างต่ำ บางชะตากรรมเช่นครั้งที่ห้ากับครั้งที่หกนั้นผู้ถือครองสัญลักษณ์แห่งดวงดาวบางคนเป็นคนเดียวกับชะตากรรมครั้งก่อนเพราะว่าเวลาผ่านไปจากชะตากรรมครั้งที่แล้วแค่เพียง5ปีเท่านั้น แต่อย่างครั้งที่8กับครั้งที่9นั้นกินเวลาร่วมเกือบๆ100ปี

ปัจจุบันชะตากรรมในเรื่องเป็นครั้งที่11และยังไม่มีใครทำนายได้ว่าสาเหตุจะเกิดจากอะไร

สัญลักษณ์แห่งดวงดาว(Sign Of Star)
-สัญลักษณ์ประหลาดที่จะปรากฎขึ้นที่มือของมนุษย์และมารที่ถูกเลือก(ไม่จำกัดข้างที่จะโผล่)โดยสัญลักษณ์เหล่านี้มักจะปรากฎขึ้นมาก่อนหน้าที่ชะตากรรมครั้งใหม่จะเริ่มประมาณ3ปีถึง3ปีครึ่งและจะปรากฎขึ้นเฉพาะมนุษย์และมารที่มีอายุระหว่าง10-25ปีเท่านั้น(ไม่เคยมีใครอธิบายเหตุผลที่ปรากฎขึ้นมาในช่วงอายุนี้แต่มีบรรดาคนที่อ้างว่าตัวเองเคยพบพระเจ้าบอกว่า พระเจ้าคิดว่าผู้กล้าควรจะอยู่ในช่วงเด็กไม่ก็วัยหนุ่ม แก่กว่านั้นมันไม่น่าสนใจ)

เมื่อชะตากรรมถูกแก้ไขสัญลักษณ์ก็จะจางหายไป โดยสัญลักษณ์แห่งดวงดาวมีทั้งหมด88สัญลักษณ์และจะมอบพลังที่แตกต่างกัน88แบบให้กับผู้ถือครอง แม้พลังจะเป็นอย่างเดียวกันแต่ก็แตกต่างกันไปตามเฉพาะบุคคล และสัญลักษณ์นั้นสามารถมีการหายไปได้เองด้วยหากผู้ถือครองคนนั้นหมดคุณสมบัติ(ไม่เคยมีการบันทึกว่ามีอะไรบ้างแต่ที่ๆมีหลักฐานบา่งครั้งจะเป็นการทำอะไรขัดใจพระเจ้าและไม่ผ่านบททดสอบของพระเจ้า)

พระเจ้า(God)
-หรือผู้สรรสร้างโลกแห่งดิสทอร์ท ไม่มีใครเคยรู้จักตัวตนหรือรูปร่างที่แท้จริงของพระเจ้าว่าเป็นแบบไหน จากตำราที่บันทึกตั้งแต่อดีตบอกเอาไว้ว่าพระเจ้าจะปรากฎตัวออกมาในรูปของหญิงสาวผมเงินมีปีกนางฟ้าสีดำสนิทรูปร่างไม่ต่างจากหญิงสาวแรกรุ่นทั่วๆไปมากนัก ซึ่งรูปร่างของพระเจ้าก็แตกต่างกันไปแต่ล่ะตำนานแต่จะมีจุดร่วมเหมือนกันหมดอีกที่นอกจากผมสีเงินและปีกนางฟ้าสีดำคือมีทรวดทรงและอกเอวที่ดูเซ็กซี่และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของผู้หญิง(นักประวัติศาตร์บันทึกกันว่าขนาดหน้าอกนี้เองที่เป็นส่วนในการระบุตัวพระเจ้าที่สำคัญที่สุด เพราะศาสตร์เวทใดๆบนโลกที่มีการค้นพบหรือคิดค้นอยู่ในตอนนี้นั้น แม้จะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างภายนอกได้แต่สิ่งเดียวที่ไม่สามารถเพิ่มได้ก็คือขนาดหน้าอก ทำได้แต่เพียงแค่ใช้เวทมายาหลอกตาคนที่มองให้เข้าใจว่าอกบึ้ม แต่ของปลอมก็เป็นของปลอมถ้าโดนศาสตร์เวทสำหรับใช้สลายเวทเข้าไปอกก็กลับมาแฝ่บเหมือนเดิม คนในโลกดิสทอร์ทจึงมักพูดกันว่าคนที่มีอกใหญ่คือคนที่ได้รับพรจากพระเจ้า แต่อย่างไรก็ดีคนที่นิยมอกแบนๆหรือไข่ดาวเองบนโลกใบนี้ก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน)

รูปลักษณ์ของพระเจ้าที่คนนิยมวาดกันเอาไว้มากที่สุดคือรูปลักษณ์ที่ปรากฎตัวออกมาในชะตากรรมครั้งที่สอง ซึ่งครั้งนั้นสาเหตุของชะตากรรมไม่มีอะไรมาก แค่พระเจ้าเบื่อเลยลองอวตารลงมาบนโลกและสร้างร่างที่มีพลังสูงส่งดู หากผู้ถือครองสัญลักษณ์แห่งดวงดาวหยุดเธอไม่ได้เธอจะพังทำลายโลกนี้ให้สิ้น บทสรุปของชะตากรรมครั้งที่2นี้จบลงด้วยการเสมอแต่อย่างไรก็ดี ดูเหมือนพระเจ้าจะพอใจที่ได้เห็นสิ่งมีชีวิตบนดาวร่วมแรงรวมใจกันต่อสู้ เธอเลยหยุดมือและหายตัวไป (ในช่วงที่เกิดชะตากรรมครั้งที่2มนุษย์และมารบางกลุ่มยังไม่สมัครสามัคคีกันเท่าที่ควรแต่หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทั้งสองเผ่าก็ร่วมแรงร่วมใจกันมากขึ้น)

สำหรับคนที่เกิดมาผมเงินนั้นมักจะมีมุขที่ชอบใช้หยอกเล่นคนผมสีอื่นประจำกันก็คือ"ฉันคือพระเจ้าล่ะ"

สำหรับนิสัยของพระเจ้านั้น ทุกตำราจะบันทึกเหมือนกันหมดว่าเป็นคนชอบเอาชนะ เอาแต่ใจและชอบแหย่คนอื่นๆและมักชอบตีค่าหรือราคาให้กับบุคคล เธอชื่นชมคนที่พยามต่อสู้และเชื่อมั่นในความหวังกลับกันก็ไม่ได้รังเกียจคนที่สิ้นหวังและพร้อมจะทำลายโลก สิ่งที่เธอโปรดปรานที่สุดคือการมอง"เรื่องแย่ๆ"และ"เรื่องดีๆ"ต่อสู้กัน ในชะตากรรมครั้งที่2เธอเคยบอกกับเหล่าผู้ถือครองสัญลักษณ์แห่งดวงดาวว่า สักวันเธออาจจะเบื่อที่ต้องเห็นเรื่องดีๆชนะอยู่ร่ำไปก็ได้ เพราะฉะนั้นจงพยามให้หนัก ทำเรื่องดีๆให้มากขึ้นและทำให้เธอเห็นว่าการที่เรื่องดีๆยังคงชนะอยู่เป็นเรื่องน่าสนุกสำหรับเธอให้ได้

อนึ่ง บันทึกประวัติศาสตร์ไม่เป็นทางการบางเล่มรวมถึงเรื่องเล่าจากคนที่เคยเจอพระเจ้ามีการระบุเพิ่มไปด้วยว่าเธอค่อนข้างชอบสะสมตุ๊กตา รักแมวและหมีแพนด้า ชอบกินชีสเค็กและชาฝรั่งงานอดิเรกคือการเล่นเครื่องเกมคอนโซล(ว่ากันว่าเป็นเครื่องเกมจากต่างมิติที่ใช้แผ่นดิกส์ที่ใช้บลูเรย์ในการเล่น)

แผ่นดินและดินแดนต่างๆ(Land)
-ในโลกแห่งดิสทอร์ทนั้นแบ่งดินแดนออกเป็น4ส่วนได้แก่ โลกตะวันออก,โลกตะวันตก,ดินแดนหมู่เกาะ,ดินแดนมาร ซึ่งดินแดนเหล่านี้ต่างก็มีประวัติศาตร์เป็นของตัวเองจะขอไล่อธิบายแต่ละดินแดนโดยอิงจากตำราประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ในเรื่อง

ก่อนอื่นสภาพพื้นดินและพื้นน้ำของดิสทอร์ทนั้นหากแบ่งออกเป็น4ส่วนแล้วก็จะประกอบด้วยพื้นน้ำ2ส่วนและพื้นดิน2ส่วน ทางอิงจากแผนที่นั้นจะวาดดินแดนแต่ละส่วนแยกไปอย่างเด่นชัดโดยโลกตะวันตกก็อยู่ตะวันตก โลกตะวันออกก็อยู่ทางทิศตะวันออกทั้งสองโลกนี้ถูกคั้นด้วยมหาสมุทรอันเป็นที่ตั้งของดินแดนหมู่เกาะกึ่งกลางโลก ส่วนทวีปมารนั้นกินพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของโลกตะวันออกและตะวันตกเฉียงใต้ของโลกตะวันตก(ถ้าดูจากแผนที่คงเห็นว่าแยกกันแต่จริงๆแล้วอยู่ติดกันเพราะโลกใบนี้เป็นทรงกลมส่วนดินแดนตะวันออกกับตะวันตกนั้นด้านตะวันออกและตะวันตกสุดมีมหาสมุทรคั่นไว้อยู่อีกแห่ง)

โลกตะวันออก
- หรือชื่อเรียกแผ่นดินทางด้านตะวันออกของโลก มีวัฒนธรรมภาษาที่งดงาม ดินแดนในส่วนนี้ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์โบราณของตัวเองได้อย่างครบถ้วนแม้ว่าจะรวมกันเป็นอาณาจักรโลกแล้วแต่ประเทศในโลกตะวันออกส่วนใหญ่ก็ยังคงมีราชาเป็นประมุขของแผ่นดิน ประเทศใหญ่ๆในโลกตะวันออกได้แก่ประเทศ"ฉิน"ประเทศที่มีเนื้อที่กว้างขวางและมีประชากรมากที่สุด "ยามาโตะ"กลุ่มเกาะเล็กๆสี่เกาะที่ประกอบกันเป็นประเทศเป็นเจ้าวัฒนธรรมและนวัตกรรมของโลก "สยาม"ดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงดำรงวัฒนธรรมอันเก่าแก่และดั้งเดิมของประเทศตัวเองไว้ เป็นประเทศที่คนนิยมมาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก

โลกตะวันตก
- หรือชื่อเรียกในแผ่นดินทางด้านตะวันตกของโลก อดีตเคยเป็นกลุ่มประเทศมหาอำนาจที่มีการพัฒนาก้าวไกลและออกล่าหาอาณานิคมแข่งกันอยู่เสมอในสมัยยังเป็นอาณาจักรแต่พอรวมเป็นอาณาจักรโลกแล้วประเทศในโลกตะวันตกก็ลดบทบาทตัวเองลงไปและกลายเป็นเมืองผู้ดีเก่าที่มีความหลากหลายของชาติพันธ์เข้ามาแทน(ส่งผลจากตอนล่าอาณานิคม)มีสี่ประเทศใหญ่ๆได้แก่ "บาทิส"หรืออดีตจักรวรรดิกีรัลที่เคยยิ่งใหญ่ เป็นเมืองเก่าเมืองแก่เลืองชื่อด้วยนักรบและอัศวินที่มากความสามารถ "ด็อกส์"ประเทศอุตสาหกรรมการผลิตจักรกลและอาวุธสงครามอันดับหนึ่งบนโลก "โรมา"ประเทศที่ตั้งบนแผ่นดินที่เคยเป็นต้นกำเนิดของอารายธรรมมนุษย์และเป็นที่ตั้งของโบสท์หลวงของโลกอีกด้วย "ฟรอง"ประเทศที่โดดเด่นเรื่องแฟชั่นและน้ำหอมเรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งแฟชั่นและการดีไซน์ของโลก ทุกประเทศในโลกตะวันตกนั้นใช้การปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีนายยกรัฐมนตรีเป็นผู้นำสูงสุด

ดินแดนหมู่เกาะ
- หรือดินแดนใจกลางโลกที่ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยจำนวนมากประเทศที่เด่นๆในทวีปหมู่เกาะก็จะมี "ยูไนเต็ด"ประเทศผู้นำของโลกปกครองแบบประชาธิปไตยและเป็นที่ตั้งของกระทรวงแห่งอาณาจักรโลกอีกด้วย "ไอยคุป"เกาะทะเลทรายแห่งแดนลับแลโบราณมีสถาปัตยกรรมโบราณมากมายให้ศึกษาและสำรวจ "หลุยซ์เซีย"ดินแดนหิมะและน้ำแข็งที่หนาวเหน็บปกครองโดยใช้รูปแบบกษัตริย์เป็นประมุขอยู่ทางตอนเหนือและบนสุดของโลก อนึ่งดินแดนหมู่เกาะนี้ยังเป็นที่ตั้งของ"เกาะดวงดาว"ซึ่งมี"ภูเขาดวงดาว"ตั้งอยู่และเป็นที่ตั้งของโรงเรียน"สตาร์ฟอร์ส"ในเรื่องอีกด้วย

ดินแดนมาร
- หรือทวีปมารแต่เหล่ามารจะรู้จักกันในชื่อ"มาไค(Makai)"เป็นดินแดนแห่งมนต์มายาและสัตว์อสูรต้นกำเนิดแห่งเหล่า"มา(Ma)"ไม่ว่าจะ"เวทมนต์(Mahou)"หรือ"ศาสตร์เวท(Majutsu)"ปกครองโดย"จอมมาร(Maou)"ถึงจะเป็นดินแดนมารแต่ก็มีมนุษย์เข้าไปอาศัยอยู่ไม่น้่อย เป็นที่ตั้งของโรงเรียนสอนเวทมนต์ทั้งหลายทั้งปวงเพราะถือกันว่าดินแดนมารแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของเวทมนต์(จากบันทึกประวัติศาสตร์เผ่ามารเป็นเผ่าพันธ์แรกที่สามารถใช้เวทมนต์ได้)

นอกจากนี้ยังมีดินแดนหรือสถานที่ต่างๆที่เป็นเรื่องเล่าหรือตำนานอยู่อีกโดยที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันและให้ความสำคัญก็จะมีดังนี้

ทรวงสวรรค์
-ดินแดนสีขาวที่อยู่บนฝากฟ้า ว่ากันว่าหากมนุษย์หรือมารตนใดทำความดีไว้มากพอ พอสิ้นอายุขัยวิญญาณจะได้ไปเสวยสุขอยู่ที่นั้นและมีเหล่านางฟ้า(Tenshi)คอยดูแลและปกป้อง จากตำราประวัติศาสตร์นั้นมีการระบุว่าสถานที่แห่งนี้พระเจ้าได้สร้างขึ้นมาจริงๆแต่ไม่มีการระบุสถานที่ที่แน่ชัดเอาไว้ นักวิชาการส่วนใหญ่ตั้งข้อสงสัยว่าสวรรค์อาจจะตั้งอยู่นอกชั้นมิติเวลาภายในดาวของดิสทอร์ท ซึ่งการที่จะไปยังที่นั้นได้ก็คือหลุดพ้นจากวัฏจักรเวลาในโลกหรือตายไปแล้วนั้นเอง

นรก
-ตรงกันข้ามกับสวรรค์ มนุษย์หรือมารคนใดที่ทำเรื่องบาปและเรื่องเลวร้ายลงไปเมื่อตายแล้วจะถูกจองจำอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางดาวของดิสทอร์ทและมีทางเข้าออกแอบซ่อนอยู่ในทวีปมาร แต่จนแล้วจนรอดไม่เคยมีใครพิสูจน์ได้ว่ามันมีจริงๆอยู่สักที เผ่ามารบางเผ่าได้อ้างตัวว่าตัวเองนั้นสืบเชื้อสายมาจาก"ปีศาจ(Akuma)"ที่ทำหน้าที่ลงโทษและดูแลเหล่าวิญญาณบาปในนรก

มิว
-ทวีปลับแลโบราณ มีฉายาว่า"ทวีปที่สาบสูญ"มีหลายตำนานที่พูดถึงมันแต่ไม่มีตำนานหรือตำราใดๆพิสูจน์ได้สักทีว่ามันมีอยู่จริง ว่ากันว่ามันเป็นดินแดนที่มีอยู่ก่อนจะมีสิ่งมีชีวิต เป็นคลังสมบัติจากต่างมิติของพระเจ้าและเมื่อพระเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิตได้ทำการลบทวีปแห่งนี้ให้หายไปโดยการทำให้มันจมลงไปในมหาสมุทร ปัจจุบันเทคโนโลยีการสำรวจทางทะเลที่ดีขึ้นทำให้มีการค้นพบซากปรักหักพังใต้น้ำแม้จะเป็นซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างเล็กๆและมีไม่กี่ที่แต่ก็ทำให้กระแสเรื่องทวีปลึกลับแห่งนี้กลับมานิยมอีกครั้ง

มังกรดวงดาว(Star Dragon)
- สิ่งมีชีวิตขั้นสูงและมีพลังในการบิดผันและสรรสร้างแบบเดียวกับพระเจ้า(แต่ต่ำกว่ามาก) เป็นสิ่งมีชีวิตที่พระเจ้าสร้างมาให้เพื่อดูแลสิ่งมีชีวิตต่างๆบนดาวดวงนี้ มีทั้งหมด12ตนซึ่งมีรูปร่างและอุปนิสัยแตกต่างกันไป สามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์,มาร หรือสิ่งมีชีวิตต่างๆบนดาวดวงนี้ได้อย่างอิสระ มีเพียงร่างมังกรเท่านั้นที่ไม่่สามารถเปลี่ยนได้ แตกต่างจากมังกรทั่วๆไปในโลกดิสทอร์ทที่เป็นแค่เดรัจฉานไม่ก็กึ่งมาร โดยจะมีคริสตัลพิเศษอยู่บนหัวของเหล่ามังกรดวงดาวซึ่งคริสตัลนี้หากหลุดออกจากตัวมังกรดวงดาว มังกรดวงดาวตัวนั้นถือว่าชีวิตเป็นอันหมดสิ้นลงและต้องสูญสลายไปทันที นิสัยโดยปกติมักไม่เข้ามายุ่งกับมนุษย์หรือบางทีก็เข้ามายุ่งแต่ไม่เปิดเผนตัวตนออกมา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 14, 2012, 08:34:41 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า
SrwKung
Moderator
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 03:50:42 AM »

เวทมนต์,พลังและเผ่าพันธ์(ป.ล ผมอาจจะเพิ่มเรื่อยๆน่ะครับ)

เวทมนต์(Mahou)
- พลังในการสร้่างปาฏิหาริย์ของเหล่ามนุษย์และมาร เป็นศาสตร์เก่าแก่ที่พระเจ้ารังสรรค์และอยู่คู่กับมนุษย์มาช้านาน โดยในโลกแห่งดิสทอร์ทนั้นพลังงานเวทมนต์จะมีอยู่ทั่วๆไปในอากาศและในสิ่งมีชีวิต(ปริมาณประมาณ3ใน10ของขนาดมวลร่างกายแปรผันตามแต่บุคคลถ้าเป็นเผ่ามารจะเป็น5ใน10)โดยพลังงานเวทมนต์ที่อยู่ในตัวจะเรียกว่า"ออร่า"ส่วนที่อยู่นอกร่างกายบนโลกแห่งดิสทอร์ทนั้นจะเรียกว่า"สตีม"หากเป็นพลังที่อยู่ในร่างกายของเผ่ามารนั้นจะเรียกันว่า"พลังมาร(Magi)"

สมัยก่อนเวทมนต์ถูกจำแนกจากประเภทของการใช้งานเช่นเวทมนต์โจมตี เวทมนต์ป้องกันโดยตั้งชื่อเวทมนต์เป็นชื่อๆไป ต่อมาได้มีการแบ่งประเภทเวทมนต์อย่างชัดเจนซึ่งรูปแบบการแบ่งประเภทเวทมนต์นั้นก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆตามกาลเวลา การแบ่งประเภทที่ใช้การล่าสุดและเป็นมาตฐานคือตอนที่ก่อตั้งอาณาจักรโลกโดยจะจัดแบ่งตาม"สี"

สี(Colors)
- รูปแบบการแบ่งประเภทเวทมนต์ในปัจจุบัน โดยจะอิงกับสีของพลังเวทมนต์(ไม่ว่าจะเป็นออร่าหรือสตีม)ที่ปรากฎขึ้นออกมาตอนร่ายโดยแบ่งสีหลักๆออกได้เป็น6สี

สีแดง - จำพวกเวทไฟและความร้อน
สีน้ำเงิน - จำพวกเวทน้ำ น้ำแข็งและความเย็น
สีเหลือง - จำพวกเวทพื้นพิภพ ดิน หินและพืช
สีเขียว - จำพวกเวทอากาศ ลมและสายฟ้า
สีขาว - จำพวกเวทแสงและเวทฟื้นฟู
สีดำ - จำพวกเวทมืดและเวทคำสาป

นอกจาก6สีหลักๆแล้วยังมีสีย่อยๆอีกมากมายอาทิเช่นสีเงิน(เวทสายชักนำ),สีฟ้า(เวทสายดวงดาว) แต่เวทสายพวกนี้นั้นส่วนใหญ่มักจะมีผู้ใช้เป็นได้น้อยและไม่ค่อยจะมี(ถึงมีก็ฝึกได้ไม่สุดเพราะฝึกฝนหาแนวพัฒนายากไม่ก็ไม่สามารถพัฒนาได้มากกว่านั้น)

สีในสายต่างๆสามารถผสมกันได้อาทิเช่นสีแดง(เวทไฟ)กับสีน้ำเงิน(เวทน้ำ)ออกมากลายเป็นพลังลาวาเป็นต้น

พลังจากสัญลักษณ์แห่งดวงดาวก็ถือว่าเป็นเวทอีกชนิดหนึ่งเช่นกันถูกจัดเป็นเวทไร้สี

ศาสตร์เวท(Majutsu)
- หรือวิธีการใช้เวทมนต์ในเรื่อง ซึ่งก็มีแตกต่างกันไปหากให้ไล่ศาสตร์เวททั้งหมดคงอ้วกแตกเพราะมีร่วมกว่าหมื่นแบบ ซึ่งนักเวทแต่ล่ะคนต่างก็คิดค้นวิธีใช้ของตัวเองแตกต่างกันไป แต่ศาสตร์เวทที่ใช้หลักๆก็อย่างเช่น"เสริมพลัง"(รวบรวมพลังเวทเข้าสู่ร่างกายทำให้ร่างกายมีความสามารถสูงขึ้น)หรือ"สรรสร้าง"(สร้างอุปกรณ์หรือสิ่งของขึ้นมาจากพลังเวท) ๆลๆ

โอ๊ป(Orb)
- หรือชื่อทางการตามตำราเวท"ลูกแก้วประจุพลังเวททรงกลม"เป็นของที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในประเทศโรมาตั้งแต่โบราณ(ว่ากันว่าเป็นช่วงที่เริ่มปรากฎของเวทมนต์)สาเหตุแห่งการคิดค้นนั้นก็คือให้มนุษย์สามารถใช้เวทมนต์ต่อกรกับเหล่ามารได้ แม้ว่าในยุคปัจจุบันเผ่าพันธ์มนุษย์จะสามารถใช้เวทมนต์ได้แล้วก็เถอะแต่โอ๊ปเองก็เป็นที่นิยมอยู่พอสมควรเช่นกันเพราะมันทำให้ผู้ถือครองสามารถใช้เวทสายหรือสีนั้นๆได้โดยไม่ต้องฝึกฝนมากเท่าไรนั้นเอง

โอ๊ปในอดีตส่วนมากจะเป็นโอ๊ปสายหรือสีธรรมชาติต่างจากปัจจุบันที่จะเป็นสีอื่นๆไม่ก็ลูกแก้วประจุพลังเวทธรรมดาๆแทน หลักการทำงานของมันคือดูดพลังเวทมนต์จากธรรมชาติมาเก็บไว้แล้วผู้ใช้จะร่ายเวท(ออกคำสั่ง)ออกไปเพื่อให้โอ๊ปขับเอาพลังเวทที่กักเก็บไว้ออกมากลายเป็นเวทมนต์

ปกติแล้วโอ๊ปในสมัยแรกๆจะกักเก็บพลังเวทมนต์ได้แค่ชนิดเดียวเพราะวัสดุที่ใช้สร้างโอ๊ปนั้น(แรร์กลาส)จะซึมซับคุณสมบัติทางเวทได้แค่อย่างเดียวเช่นตอนแรกเอาไปกักเก็บพลังเวทในบริเวณที่มีเวทสีแดงอยู่เยอะ(เช่นโดยนเข้าไปในกองไฟหรือในภูเขาไฟ)หากต่อมาถึงจะใช้หมดเอาไปกักเก็บพลังเวทสีฟ้า(กลางทุ่งน้ำแข็งหรือในน้ำ)โอ๊ปจะไม่สามารถซึมซับเวทพวกนั้นเข้ามาได้ถึงจะได้แต่ผลก็ออกมาครึ่งๆกลา่งๆหรือไม่ก็ประหลาดไปเลย(เช่นไฟที่สัมผัสแล้วรู้สึกเย็นแทนร้อน)

โอ๊ปยุคหลังๆจะใส่้แรร์กลาสเข้าไปสองชั้นแทนทำให้กักเก็บเวทได้หลายรูปแบบมากขึ้น(แต่แลกกับปริมาณพลังเวทที่ลดลง)ยิ่งยุคใหม่ๆจะมีการเชื่อตัวเส้นใยพลังงานเวทเข้าไปให้โอ๊ปปล่อยพลังประสานพลังงานเวทสองชนิดกันได้ง่ายยิ่งขึ้น

โอ๊ปยังเป็นต้นแบบของอาวุธประจุพลังเวท(Mahou Weapon)อีกด้วย

นักเวทที่เน้นการใช้โอ๊ปมากๆจะถูกเรียกกันว่า"โอ๊ปวิซาร์ด"

อาวุธเวทมนต์(Mahou Weapon)
-หรือชื่อทางการตามตำราคือ"อาวุธประจุพลังเวท"เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาในช่วงยุคต้นๆของการพัฒนาโอ๊ปโดยการนำเอาโอ๊ปมาติดตั้งในอาวุธ โดยยุคแรกๆนั้นอาวุธกับโอ๊บจะไม่ได้ทำงานคู่กัน เสมือนกับว่าตัวอาวุธเป็นที่เก็บโอ๊บเฉยๆ ซึ่งการที่ใส่โอ็บไว้ในอาวุธทำให้ไม่ต้องใช้มืออีกข้างในการถือโอ๊บสำหรับการร่ายเวทมนต์

ต่อมาได้มีการพัฒนาชุดคำสั่งเวทมนต์ลงไปในโอ๊บโดยทำการปรับแต่งให้เข้ากับอาวุธ ทำให้โอ็บที่ติดตั้งในอาวุธนั้นสามารถแสดงผลเวทมนต์แบบง่ายๆขึ้นมาได้ในระหว่างที่ฝาดฟันอาวุธออกไป ซึ่งชุดคำสั่งเวทมนต์ตรงนี้เองนั้น ในยุคแรกๆจะเป็นแบบออโต้(คือถ้าเกิดหวดอาวุธออกไปในลักษณะที่ตรงกับคำสั่งเวทมนต์จะยิงออกมาเอง)แต่ยุคหลังๆนั้นใช้การสั่งการด้วยระบบเสียงหรือการเลือกเปิดปิดได้เอง

อาวุธเวทมนต์ในยุคกลางจะเริ่มหยุดการพัฒนาชุดคำสั่งแล้วไปเน้นด้านการติดตั้งโอ๊ปแทน โดยจากเดิมที่เป็นการฝังโอ็ปก็ทำเป็นแบบถอดเปลี่ยนได้ นำเอาแรร์กลาสที่ใช้สร้างโอ็ปมาเป็นส่วนประกอบในการสร้างอาวุธเพื่อให้พลังเวทไหลไปมาในอาวุธได้ดีขึ้นเป็นต้น ซึ่งยุคนี้เองเป็นยุคที่เริ่มติดตั้งโอ๊ปให้กับสิ่งของหรืออุปกรณ์อื่นๆและเป็นจุดเริ่มต้นของอุปกรณ์ประจุพลังเวท(Mahou Item)

อาวุธเวทมนต์ยุคใหม่ๆไม่ค่อยแตกต่างจากยุคกลางมากนัก แต่กลับมาพัฒนาพวกชุดคำสั่งที่ดีขึ้น แต่ที่น่าสนใจคืออาวุธเวทมนต์ยุคใหม่บางอย่างนั้นได้มีการผนึกเอาชิ้นส่วนของเหล่ามาโมโนะเข้าไปด้วยอย่างเช่นขนหางของยูนิคอร์น ทำให้อาวุธเวทมนต์เหล่านั้นได้สามารถเชื่อมต่อกับโอ๊ปได้ดียิ่งขึ้นเสมือนกับอาวุธเป็นร่างเนื้อที่มีชีวิต เพราะชิ้นส่วนของมาโมโนะเหล่านั้นจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อ คล้ายๆกับร่างกายของมนุษย์หรือมารนั้นเอง

โกเลม(Golem)
-หรือชื่อทางการคือ"วัตถุประจุพลังเวทมนต์มีชีวิต" โกเลมคือเครื่องมือที่เป็นเหมือนเป็นสมุน องครักษ์ หรือคนรับใช้ให้กับนักเวท ศาสตร์การสร้างโกเลมถือเป็นศาสตร์เวทแขนงหนึ่ง โกเลมแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตตรงที่ไม่ต้องการอาหารแต่ใช้การป้อนพลังเวทเข้าไปใส่ในตัวแทนเป็นการให้พลังงาน โกเลมนั้นมีหลากหลายรูปร่างและลักษณะ โกเลมยุคแรกๆนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดปริมาณการใช้จำนวนคนในการทำสงครามและศาสตร์การสร้างโกเลมก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆตามกาลเวลา โกเลมยุคใหม่นั้นมีการติดตั้งโอ๊ปลงไปด้วยเพื่อให้มันสามารถใช้เวทมนต์ได้

นักเวทที่เน้นการใช้โกเลมมากๆจะถูกเรีัยกว่า"โกเลมวิซาร์ด"

มาริโอเน็ต(Marionette)
-หรือชื่อทางการคือ"วัตถุประจุพลังเวทมนต์มีชีวิตที่พระเจ้าโปรดปราน" มาริโอเน็ตนั้นเดิมทีก็เป็นโกเลมชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างออกมาให้มีรูปร่างเหมือนเด็กสาวมนุษย์หรือมาร แรกๆก็มีลักษณะเหมือนเป็นหุ่นกระบอกแต่เมื่อเวลาผ่านไปนักเวทยุคหลังๆนิยมนำเอาศพเด็กสาวมาทำเป็นมาริโอเน็ตเสียมากกว่า

สาเหตุที่มาริโอเน็ตต้องตาพระเจ้าเพราะในชะตากรรมครั้งที่สองที่พระเจ้าลงมาสู่กับมนุษย์ ผู้ถือครองสัญลักษณ์แห่งดวงดาวคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้หญิงใช้มาริโอเน็ตเข้าต่อสู้โดยนำเอาร่างของน้องสาวตัวเองที่เสียชีวิตไปแล้วมาทำเป็นมาริโอเน็ต พระเจ้ารู้สึกชอบกับความสัมพันธ์ที่รักกันแน่นแฝงของพี่น้องคู่นี้มาก เพราะแม้ว่าน้องสาวจะกลายเป็นวัตถุเวทมนต์ไปแล้วแต่บางครั้งก็สามารถขยับตัวเองเพื่อช่วยพี่สาวได้เสมือนกับมีชีวิตจิตใจ(นักประวัติศาตร์บอกว่าบางทีนี้อาจจะเป็นผลจากกระแสมิติเรื่องดีๆที่ำให้มีปาฎิหาริย์แบบนี้ออกมา)หลังจากจบชะตากรรมพระเจ้าเลยได้เสกร่างของมาริโอเน็ตตัวนั้นให้กลายเป็นร่างเนื้อเหมือนกับมนุษย์และมอบเวทสีพิเศษให้หรือเวทสีกุหลาบ(เป็นเวทที่ไม่มีสีเฉพาะของตัวเองประกายของเวทสีนี้จะเป็นรูปดอกกุหลาบและสีก็จะหลากหลายตามสีของกุหลาบ)โดยพลังของเวทสีกุหลาบนี้จะออกแนวคอนเซ็ปแตกต่างกันไปสำหรับกุหลาบแต่ละสีและเป็นเวทที่มีแต่มาริโอเน็ตที่พระเจ้าโปรดเท่านั้นถึงจะใช้ได้

หลังจากนั้นมาริโอเน็ตที่จู่ๆเกิดกลายมีร่างเนื้อขึ้นมาและใช้เวทสีกุหลาบได้ จะถูกขนานนามว่า มาิริโอเน็ตกุหลาบ(Rose Marionette)ซึ่งหมายความว่ามาริโอเน็ตตัวนั้นถูกอกถูกใจพระเจ้านั้นเอง ปัจจุบันมาริโอเน็ตกุหลาบมีเหลืออยู่จำนวนน้อยมาก

เผ่าพันธ์ต่างๆ(Race)
- ในโลกของดิสทอร์ทนั้นมีเผ่าพันธ์มากมายอยู่หลากหลายหากจะแบ่งตามโครงสร้างร่างกายหรือชีวภาพคงแบ่งกันได้ไม่จบไม่สิ้น โชคดีที่ยังมีคำจำกัดความง่ายๆกว่านั้นทำให้่ในปัจจุบันสามารถแบ่งเผ่าพันธ์ต่างๆออกได้ดังนี้

มนุษย์
- เผ่าพันธ์ที่มีมากที่สุดในโลกของดิสทอร์ทมีอายุขัยประมาณ120ปี(แต่ปกติแทบจะหาคนอยู่ถึงขนาดนั้นได้น้อยมากๆ) ว่ากันว่ารูปร่างและโครงสร้างร่างกายถอดแบบออกมาจากพระเจ้า(มีสองแขน,สองขาม,สองตา,หนึ่งจมูก ๆลๆ) เป็นเผ่าพันธ์ที่สามารถใช้เวทมนต์ได้หากได้รับการฝึกฝนอย่างถูกวิธี(มนุษย์ยุคแรกๆเข้าจะว่าตัวเองใช้เวทมนต์ไม่ได้แต่จริงๆแล้วแค่ฝึกใช้งานไม่เป็นต่างหาก) ที่น่าสนใจก็คือในตำราประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสร้างโลกของพระเจ้านั้น มนุษย์ไม่่เผ่าพันธ์ที่พระเจ้าคิดค้นขึ้นแต่เอาต้นแบบมาจากเผ่าพันธ์ในมิติอื่นๆที่มีมากและมีซ้ำๆกันในหลายมิติ นักประวัติศาสตร์บางคนจึงตั้งข้อสังเกตว่าหากเดินทางไปต่างโลกหรือต่างมิติได้ก็คงได้เจอสิ่งมีชีวิตที่รูปร่างเหมือนๆกับมนุษย์อยู่มาก

จอมมาร(Maou)
- เดิมทีจอมมารเป็นตำแหน่งไม่ใช่เผ่าพันธ์ แต่เพราะการที่เหล่ามาร(Majin)ขึ้นไปเป็นผู้ปกครองของดินแดนมาร(Makai)เขาจะได้รับพลังอันล้นเหลือจากดินแดนมารและพัฒนาตัวเองให้สูงขึ้นกว่าเดิมมากจนแทบจะกลายเป็นเผ่าพันธ์ใหม่ ตำราทางชีวะวิทยาเลยจัดให้จอมมารเป็นเผ่าพันธ์ไปด้วยซะเลย จอมมารไม่มีรูปร่างหรือคอนเซ็ปที่แน่ชัดเท่าไรเพราะพลังและความสามารถจะแตกต่างไปตามเหล่ามารแต่ละตัวที่พัฒนามาเป็น แต่เอกลักษณ์ที่เป็นจุดร่วมกันก็คือสัญลักษณ์ประหลาดคล้ายรอยสักที่ปรากฎขึ้นตามตัว มีได้อยู่เพียงคนเดียว(หากจะมีคนใหม่นั้นหมายความว่าคนเก่าตายหรือหมดพลัง)และพลังเวทที่ประทุขึ้นมาอยู่ในร่างกายซึ่งมากกว่าเหล่ามารปกติๆ

มาร(Majin)
- หรือสิ่งมีชีวิตเหนือมนุษย์ พวกเขามีรูปร่างเหมือนกับมนุษย์แต่มักจะมีอวัยวะที่ถูกเพิ่มเข้ามาหรือแตกต่างไปจากมนุษย์ไม่มากเท่าไรมีเผ่าพันธ์ย่อยๆมากมายจนขี้เกียจจะบันทึกบางเผ่าพันธ์ที่มีรูปร่างคล้ายกับเหล่าเดรัจฉาน(Mamono)ก็จะสามารถแปลงรูปตัวเองให้ใกล้เคียงกับมนุษย์ได้ เป็นเผ่าพันธ์ที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้เมื่ออยู่ในดินแดนมาร ความแตกต่างของเหล่ามารกับเดรัจฉานกับมารคือสติปัญญา เหล่ามารจะมีสติปัญญาใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่า มนุษย์สามารถกลายเป็นมารได้หากถูกป้อนพลังมารหรืออยู่ในดินแดนมารมากๆเข้า ซึ่งในปัจจุบันนั้นมารสายพันธ์แท้หรือมนุษย์สายพันธ์แท้ก็ไม่ค่อยจะมีเหลือเท่าไรหรอก เพราะส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายของอีกเผ่าพันธ์อยู่ในตัวทั้งนั้น

เดรัจฉาน(Mamono)
- สิ่งมีชีวิตเปี่ยมพลังเวทมนดินแดนมารแต่ไร้ซึ่งสติปัญญาและมักจะเป็นอาหารให้กับเหล่ามาร มนุษย์กับมารจะเรียกชื่อเดรัจฉานกันว่า"มอนเตอร์"มีหลากหลายสายพันธ์และรูปร่าง หากจะเปรียบเทียบมนุษย์เท่ากับมาร เดรัจฉานก็คงจะเท่ากับสัตว์(Animal)ในดินแดนของมนุษย์แต่มีพลังและความดุร้ายมากกว่า เดรัจฉานที่พัฒนาตัวเองจนมีสติปัญญาและสามารถพูดคุยได้จะถูกเรียกว่ากึ่งมาร(HalfMajin)หรือบางทีก็จะเรียกกันว่า"สัตว์อสูร" ปัจจุบันเดรัจฉานหรือมอนเตอร์ไม่ได้มีอยู่แต่ในทวีปมารแล้ว แต่ก็ได้กระจายตัวกันออกไปอยู่ตามที่ต่างๆทั่วโลก

แม่มด(Majo)
- แม่มดเป็นเผ่าพันธ์ที่ถูกค้นพบภายหลังที่สุดในบรรดาเผ่าพันธ์ทั้งหมด ว่ากันจริงๆแล้วคุณสมบัติของแม่มดนั้นคล้ายคลึงกับจอมมารนั้นก็คือมีที่มาจากการวิวัฒนาการ เท่าที่ทราบในปัจจุบันการเกิดขึ้นของแม่มดนั้นต้องการมนุษย์เพศหญิงซึ่งเป็นเด็กสาวอายุไม่เกิน10-25ปี(มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่วงอายุที่พระเจ้าชื่นชอบเพราะตรงกับอายุผู้ถือครองตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาว)และหญิงสาวคนนั้นถูกพลังเวทมากมายในระดับมหาศาล(ไม่มีการระบุปริมาณที่แน่ชัดแต่ต้องเป็นพลังงานเวทบริสุทธิ์หรือพลังงานเวทก่อนที่จะถูกนำไปใช้ร่ายเป็นเวทมนต์หรือผ่านศาสตร์เวท)ประจุเข้าใส่ในร่าง หากหญิงสาวคนนั้นรอดจากการถูกประจุพลังเวทเข้าร่าง เธอก็จะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นแม่มดได้

ลักษณะของแม่มดก็จะเหมือนกับมนุษย์ทั่วๆไปแต่ว่าในนัตย์ตาของเธอนั้นจะมีวงแหวนสีแดงออกส้มวิ่งวนอยู่ภายในตา(ไม่จำกัดข้างบางคนอาจจะมีแค่ข้างเดียวบางคนอาจจะมีทั้งสองข้าง)นั้นเป็นสัญลักษณ์การเชื่อมต่อกับ"ประตู"ของเหล่าแม่มด อายุของแม่มดจะถูกหยุดลงนับตั้งแต่ที่กลายเป็นแม่มดและว่ากันว่าแม่มดจะมีอายุขัยที่เป็นอมตะ(แต่ก็สามารถตายได้หากได้รับบาดเจ็บหรือเพราะโรคภัย)ลักษณะที่พิเศษอีกอย่างของแม่มดคือจะมีพลังเวทในตัวที่สูงมากและสามารถดูดกลืนพลังงานเวทรอบๆตัวเพื่อนำมาใช้ได้อีกด้วย

แม่มดจะมีเวทพิเศษเฉพาะตัวที่จะเรียนรู้ได้โดยผ่านประสบการณ์จากตอนโดนพลังเวทมหาศาลอัดใส่ร่าง นั้นคือเวทสีครามหรืออีกชื่อคือเวทประตู พวกเธอสามารถสร้างประตูวงเวทขึ้นมาได้และประตูเหล่านี้นั้นจะเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานปริศนาที่จ่ายพลังงานให้ได้ไม่รู้จักจบ โดยประตูของแม่มดแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป บางคนอาจจะยิงแสงออกมาจากประตูได้แต่บางคนก็หยิบอุปกรณ์ออกมาจากในนั้นได้

อย่างไรก็ดีแม่มดนั้นเป็นเผ่าพันธ์ที่มีจำนวนน้อยเพราะไม่ใช่ว่าใครก็เป็นกันได้ง่ายๆ มนุษย์ผู้ชายหากถูกพลังเวทมหาศาลอัดร่างก็จะมีผลลัพท์ออกมาได้แค่สองอย่างคือตายกับกลายเป็นมาจิน สำหรับมนุษย์ผู้หญิงก็เช่นเดียวกัน แต่เพราะร่างกายของมนุษย์เพศหญิงทนทานเวทต่ำกว่ามนุษย์ผู้ชาย(เว้นนักเวทที่ฝึกฝนตัวเองมาแล้ว)การจะเปลี่ยนผู้หญิงเป็นมาจินเลยไม่สามารถซัดพลังเวทเข้าไปในร่างแบบพรวดพราดได้แต่ต้องอาศัยระยะเวลาค่อยๆป้อนเข้าไปมากกว่า หากซัดพลังเวทเข้าใส่แบบพรวดพราดกว่า99%ของผู้หญิงจะเสียชีวิตในทันที(มากกว่าอัตราของมนุษย์ผู้ชายที่โอกาสตายมีแค่50%)สำหรับผู้หญิงที่รอดตายจากวิธีนั้นจะกลายเป็นแม่มดไปในที่สุด

อนึ่งถ้าซัดพลังมารมหาศาลพรวดพราดเข้าไปใส่มนุษย์เพศหญิงอัตราก็จะเป็นเหมือนมนุษย์เพศชายคือ50%แต่จะไม่สามารถกลายเป็นแม่มดได้(เป็นได้แค่มาจินไม่ก็ตาย)

ปัจจุบันแม่มดมีสมาคมของตัวเองและกองค้นคว้าของตัวเองซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนมาร

เทพพิทักษ์(Seirei)
-ในโลกของดิสทอร์ทนั้น เทพพิทักษ์ถูกจัดเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งพวกเขาคือสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาโดยอิงกับธรรมชาติต่างๆบนโลกของดิสทอร์ท หากจะกล่าวว่าตัวตนของเทพพิทักษ์คือธรรมชาติที่มีชีวิตจิตใจและร่างกายเป็นของตัวเองก็ย่อมไม่ผิดนัก เทพพิทักษ์จะมีรูปร่างที่แตกต่างกันแล้วแต่สภาพแวดล้อมนั้นๆ บางองค์ก็จะมีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์แต่บางองค์ก็จะคล้ายคลึงกับเดรัจฉาน แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือเทพพิทักษ์ทั้งหมดจะมีรัศมีที่แปลกประหลาดส่องออกมาและสามารถพูดคุยโต้กับมนุษย์ได้เหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา หากเทพพิทักษ์ตายจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า50ปีในการกำเนิดขึ้นมาใหม่

นางฟ้า(Tenshi)
-นางฟ้านั้นคือหญิงสาวผู้อยู่ในทรวงสวรรค์ สถานที่ลับแลแห่งโลกดิสทอร์ทที่ว่ากันว่ามีแต่ผู้ที่ตายไปแล้วและทำความดีเท่านั้นถึงจะได้ไป พวกเธอคือหญิงสาวรูปร่างอ่อนเยาว์วัยเปล่งรัศมีสีขาวสว่างออกมาจากตัวและมีปีกขนนกสีขาว ทำหน้าที่ดูแลสวรรค์และดูแลความเรียบร้อยให้กับวิญญาณที่ไปพำนักอยู่ที่นั้น อย่างไรก็ดี นางฟ้าเป็นแค่เพียงเรื่องเล่าเท่านั้นไม่มีใครเคยเห็นตัวตนของนางฟ้าจริงๆ(คนที่อ้างว่าเห็นก็พิสูจน์ไม่ค่อยจะได้)

ปีศาจ(Akuma)
-ตรงกันข้ามกับนางฟ้าพวกเขามีรูปร่างเป็นเหมือนอสูรกายตัวใหญ่สีแดงและมีเขาสองเขาบนหัว ทำหน้าที่ดูแลและลงทัณฑ์เหล่าวิญญาณบาปที่ตกลงมาสู่นรก เช่นเดียวกับนางฟ้ายังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเหล่าปีศาจนั้นมีจริงๆ แต่ก็มีมารบางเผ่าอาทิเช่น อสูรกระต่าย อ้างตนว่าเผ่าพันธ์ตัวเองสืบเชื้อสายมาจากปีศาจที่คุมนรก แม้จะฟังดูไม่น่าเชื่อแต่เหล่าอสูรกระต่ายเองก็เป็นเผ่าพันธ์เดียวที่มีข้อมูล รูปภาพของเหล่าปีศาจมากมายที่สุดแถมยังเป็นข้อมูลในยุคแรกๆอีกด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 05, 2012, 12:48:40 AM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า
SrwKung
Moderator
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 04:22:36 AM »

ฟอร์มสมัคร

สำหรับดวงดาวแล้วแม้อยู่ดวงเดียวบนฟ้าอาจจะทอแสงเด่นเป็นสง่า แต่นั้นก็ไม่งดงามเท่ากับฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวมากมายหรอก

จากประโยคสุดเฉิ่มข้างบนแน่นอนว่าฟิกนี้รับสมัครตัวละครครับผมแต่เนื่องจากมันเป็นการ"ครอส"เพราะงั้นไม่ใช่การสมัครแบบธรรมดาๆแน่นอนสำหรับการสมัครจะมีสองประเภทครับคือ

1.CrossRegister
- สมัครแบบครอสให้อภิสิทธิ์แก่คนที่เคยร่วมสมัครฟิกอื่นๆของผมสามารถนำเอาตัวละครต่างๆที่เคยสมัครแล้วมาสมัครใหม่ได้(เรียกได้ว่าเป็นการโอนคาแรกเตอร์)ซึ่งในฟิกSrw TSCนั้นให้สิทธิ์ตัวละครของแต่ล่ะท่านอยู่แล้วเจ้าของโอนมาได้เลยไม่มีปัญหาส่วนของProject terminusนั้นแนะนำให้ถามท่านReplikiaก่อนดีกว่า (ส่วนFate/Oath IllusionกับCode Farfallaนั้นสามารถโอนตัวละครของท่านมาได้เลยครับไม่มีปัญหาเพราะเป็นฟิกของผม)

แบบฟอร์ม CrossRegister มีดังนี้

ชื่อตัวละคร - (ชื่อตัวละครของเดิม)
ถือครองตราสัญลักษณ์ - (ระบุได้แค่ถือหรือไม่ถือ ถ้าจะสร้างตัวละครประเภทเคยถือครองตรามาก่อน(ผู้ต่อสู้กับชะตากรรมรอบที่แล้ว)ให้บอกสถานะปัจจุบันน่ะครับ อย่างกรณีเคยถือครองรามาก่อนตอนนี้ก็ให้ระบุไปว่าไม่ถือ)
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง - (อืงตามสมัครใหม่แบบปกติของข้างล่างหรืออาจจะเลือกพิมม์"จัดการตามใจชอบ"จะจัดบทที่เหมาะสมให้)

2.Register
- สมัครใหม่นั้นแลโดยแบบฟอร์มสมัครมีดังนี้ครับ

ชื่อ,นามสกุล - (ชื่อนามสกุล จะใส่ชื่อกลางชื่อเล่น ภาษาอะไรก็ได้เอามาไม่ว่ากัน)
ถือครองตราสัญลักษณ์ - (ระบุได้แค่ถือหรือไม่ถือ ถ้าจะสร้างตัวละครประเภทเคยถือครองตรามาก่อน(ผู้ต่อสู้กับชะตากรรมรอบที่แล้ว)ให้บอกสถานะปัจจุบันน่ะครับ อย่างกรณีเคยถือครองตรามาก่อนตอนนี้ก็ให้ระบุไปว่าไม่ถือ)
อายุ - (ถ้าถือครองตราสัญลักษณ์จำกัด10-25)
รูปร่าง - (ภาพหรือบรรยายมาก็ได้ครับ)
นิสัย - (เช่นเคยขอละเอียดจะได้บรรยายได้ง่ายๆ)
ประวัติ - (ถ้าไม่แน่ใจโลกในเรื่องให้ว่างไว้หรือเขียนประวัติออกมาเป็นข้อๆว่าอยากให้เกิดอะไรขึ้นเคยเจออะไรมาก่อน ๆลๆ ยิ่งละเอียดยิ่งผูกเรื่องง่ายครับ)
เวท/ทักษะการต่อสู้ - (เขียนมาตามใจชอบจะอิงกับเวทและพลังก็ได้ แต่ขออย่าพึ่งเขียนเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์น่ะครับ(เพราะตราสัญลักษณ์ผมจะเลือกให้เองตามความเหมาะสม)ถ้าไม่เข้าใจPMมาถามหลังไมค์หรือเขียนในแนวกว้างๆเอาไว้ก็ได้
ความเด่น - (สำหรับคนที่มีตัวละครหลายตัว หากจะใช้ตัวนี้เป็นตัวเอกก็ระบุไปว่า ตัวเอก ถ้าอยากจะให้เด่นกว่าตัวอื่นๆ(แต่ไม่เท่าอีกตัวเป็นต้น)ก็ให้ระบุไปแน่นอนว่าจะใส่จืดจางไปก็ได้น่ะ อนึ่งบทบาทผู้ถือครองตราสัญลักษณ์จะเด่นกว่าคนที่ไม่ได้ถือครองเสมอ)
คำตอบคำถามวัดแวว -(ใส่เป็นตัวอักษรเรียงมาเช่น A,B,C,A เป็นต้น สงวนสำหรับผู้ถือครองสัญลักษณ์เท่านั้นน่ะครับ)
อื่นๆ - อย่างอื่นที่ตกหล่นหรืออยากจะระบุใส่ลงมาในนี้เลยครับ

-----------------------

คำถามวัดแวว(สำหรับคนสมัครผู้ถือครองตราสัญลักษณ์เท่านั้น)

1.สำหรับคุณแล้วสงครามก็คือ
A - เรื่องแย่ๆที่ต้องหายไปจากโลกใบนี้
B - เรื่องแย่ๆที่สามารถเรียนรู้จากมันได้
C - เรื่องแย่ๆที่เกิดจากความละโมบและความผิดบาป
D - เรื่องแย่ๆที่ชวนให้สลดหดหู่

2.ธาตุที่เหมาะกับคุณคือ
A - ไฟร้อนแรง
B - น้ำแข็งเยือกเย็น
C - ดินหนักแน่น
D - สายลมอ่อนโยน

3.คุณเป็นนักผจญภัยที่อยู่ดีๆก็โดนธนูปักเข่าคุณจะ?
A - ดึงมันออกสิ? ปล่อยให้มันปักอยู่แบบนั้นบ้ารึเปล่า?
B - ไปหาหมอ ให้หมอผ่าออกให้
C - สืบหาเจ้าของว่าธนูนี้เป็นของใครแล้วเอาไปปักเข่าเจ้าของ
D - เลิกเป็นนักผจญภัยแล้วไปเป็นยามเฝ้าเมืองแทน

4.สาว(หรือหนุ่มในกรณีเป็นผู้หญิง)ที่คุณชอบกำลังโดนนักเลงรุมทำร้ายคุณจะ
A - เข้าไปบู้ช่วยทันที
B - โทรแจ้งตำรวจแล้วพยามหาจังหวะที่พวกนักเลงเผลอ ไปพาสาว(หรือหนุ่ม)คนนั้นออกมาทันที
C - ถ่ายคลิปพวกนั้นเอาไว้อัพโหลดผ่านเน็ตพร้อมกับเดินเข้าไปขู่ว่า"ลองทำอะไรสิ คนทั่วโลกจะเล่นงานแกแน่ๆ"
D - เดินเข้าไปทักทายพวกนักเลงพวกนั้นให้พวกนั้นงง พร้อมกับใช้ฝีปากพูดหลอกล้อทั้งยิงมุขบ้าๆบอๆขำบ้างไม่ขำบ้างแล้วพาสาว(หรือหนุ่ม)คนนั้นชิ่งออกมาทันที

5.นิยามความหวังที่คุณชอบ
A - สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราพยาม
B - สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราคำนวนทุกอย่างไว้ดีแล้ว
C - สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราโชคดี
D - สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่ยอมแพ้

-----------------------

กฎการสมัคร

1.อย่าเกรียนในกระทู้
2.ไม่เข้าใจถามในกระทู้ Pm ทางMSN E-mailมาหรือโทรมาถาม
3.ไม่จำกัดโควต้าสมัครตัวละคร ส่งมาได้กี่คนก็ได้หากนึกไหว (ถ้าไม่ได้ระบุบทเด่นมาก็...ทำใจหน่อยน่ะครับบางคนอาจจะเป็นตัวประกอบ)

-----------------------

ตัวอย่างฟอร์มสมัคร

ชื่อ,นามสกุล - เทสคาแรกเตอร์
ถือครองตราสัญลักษณ์ - ถือ
อายุ - 17
รูปร่าง - สูงยาวเข่าดี(ไม่เคยโดนธนูปัก) ผมดำ
นิสัย - รักความยุติธรรม ใจดี
ประวัติ - เด็กหนุ่มผู้ปรากฎตราสัญลักษณ์ขึ้นที่มือเลยถูกส่งมาเรียนที่สตาร์ฟรอส
เวท/ทักษะการต่อสู้ - วิชาดาบ,เวทไร้ธาตุ
ความเด่น - เด่นที่สุดในบรรดาตัวละครที่สมัคร
คำตอบคำถามวัดแวว -B,B,B,B,B
อื่นๆ - ไม่มี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 03, 2012, 08:48:59 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า
Alasthor
The Star Combatant
Legendary Pilot
******
กระทู้: 1101



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 09:11:58 AM »

CrossRegister

ชื่อตัวละคร - ลูซิเฟอร์ เฮลไครซ์
ถือ ครองตราสัญลักษณ์ - ถือ
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง - จัดการตามใจชอบเลยครับ (แต่ถ้าให้หมอนีเข้าเรียนขอลดอายุหน่อยก็ดีประมาณไม่เกิน 20 ครับ)

คำถามวัดแวว
B A A A D

ข้อสองนี่อยากใช้ธาตุสายฟ้า แต่นิสัยหมอนี่มันไฟซะมากกว่า ฮาๆ


ป.ล.ถ้ามีตัวละครเลือดเดือดเยอะ จะเอาอเล็กซ์มาแทน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2012, 05:10:48 PM โดย Alasthor » บันทึกการเข้า
raymiel02
The Star Combatant
Talent Pilot
******
กระทู้: 204



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 09:25:25 AM »

จัดตัวโอนไปก่อนล่ะกัน ตัวใหม่กำลังจัดวางดีเทล

ชื่อตัวละคร - ยามิชิโระ เร็นจิ
ถือครองตราสัญลักษณ์ - ไม่ถือ
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง -ตามที่เคยคุยได้เลยสำหรับตัวนี้

ชื่อตัวละคร - เซจ ฮาวด์ฟาส
ถือครองตราสัญลักษณ์ - ไม่ถือ
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง - จัดตามใจชอบ

ชื่อตัวละคร - ฮันนิบาล เฟโอ
ถือครองตราสัญลักษณ์ - ไม่ถือ
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง - รั่วกว่าเดิม 3 เท่า พอกับช่วงกลายเป็นมาสคานิวาล

ชื่อตัวละคร - คามิโจว คุโร่
ถือครองตราสัญลักษณ์ - ถือ
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง ซิสค่อนเต็มรูปแบบ
คำถามวัดแวว A A A D D

ชื่อตัวละคร - คามิโจว มาชิโระ
ถือครองตราสัญลักษณ์ - ถือ
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง กลายเป็นสายค้ำคอร์โดยสมบูรณ์
คำถามวัดแวว C D C C B

-----------------------------------------------------------------------------------
ตัวสมัครใหม่

ชื่อ,นามสกุล -  โซล ดาร์กวิง
ถือครองตราสัญลักษณ์ - ถือ
อายุ - 17
เพศ - ชาย
รูปร่าง - ผมสีเงินยาวประมาณต้นคอ ปอยผมปิดหน้าผากตามมาตรฐานผู้ชายทั่วไป ทรงผมกระเซิงเล็กน้อย นัยตาสีน้ำเงินประกายน้ำทะเล ผิวขาว ใบหน้าเรียวสวยได้รูปราวกับสตรีเพศ ก็ไม่ปาน (โครงหน้าคล้ายกับ ยูโกะ ใน ef first tale)
นิสัย - รักความปกติสุข ชอบชีวิตเรียบง่ายไม่หวือหวา ชอบใช้เหตุผลมากกว่ากำลัง แต่ถ้าต้องสู้กันไม่มีคำว่าถอย ค่อนข้างยึดมั่นถือมั่นใน คุณธรรม เกียรติยศและศักดิ์ศรีแห่งนักรบค่อนข้างมาก แต่ก็มีด้านที่ออกจะจู้จี้ขี้บ่นและที่สำคัญชอบตบมุก แฝงอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน  
ประวัติ - เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าเหมือนเหมือนผู้หญิงมากจนใครหลาย ๆ คนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสาวทอมบอยอยู่บ่อยครั้ง เขาเติบโตมาในเผ่าปิศาจจึงเข้าใจว่าตนเองเป็นปิศาจมาตลอด ร่ำเรียนวิชาต่อสู้จำพวกเพลงหมัดและเพลงดาบมาอย่างหนักจนเชี่ยวชาญในระดับหนึ่งแต่เพราะอยากท่องโลกกว้างเพื่อฝึกฝนตนจึงออกเดินทางร่อนเร่เพื่อตามหา "วิถีแห่งดาบที่ไร้คู่ต่อกร" จนกระทั่งสัญลักษณ์ปรากฏ  
เวท/ทักษะการต่อสู้ - ถนัดการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ดาบเดี่ยว และดาบคู่ ถนัดเวทย์สายเสริมพลังตนเอง มีเวทย์ลับสุดยอดสำหรับสร้างเกราะอัศวินที่สามารถต้านทานการโจมตีทั้งกายภาพและเวทย์มนต์ได้ชั่วขณะรวมถึงเพิ่มพลังในการโจมตีและเคลื่อนไหวให้มากกว่าปกติ 3 เท่าในระยะเวลา 99.99 วินาที แต่หลังจากใช้แล้วสูญสิ้นพลังไปมากจนแทบไม่เหลือแรงขยับตัวได้และต้องนอนพักเป็นเวลาหลายชั่วโมง จึงเป็นทักษะที่หากไม่จำเป็นไม่คิดจะใช้โดยเด็ดขาด
อาวุธ - ดาบเหล็กธรรมดา ๆ ยาวประมาณ 50 ซม. 2 เล่ม หาซื้อได้ตามร้านค้าอาวุธทั่วไป  (ภายหลังจะเปลี่ยนเป็นคาตานะคู่ ของเร็นจิ)  
ความเด่น - ตัวเอก
คำตอบคำถามวัดแวว D C B A D
อื่นๆ - โซลไม่ใช่คนของโลกนี้ พูดให้ชัด ๆ คือไม่ใช่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตที่เกิดตามธรรมาชาติเสียด้วยซ้ำ หากแต่เป็นกลุ่มก้อนของพลังงานที่รวมตัวกันหนาแน่นจนมีรูปลักษณ์และสัมผัสได้ตัวตนที่แท้จริงของเขาก็คือ "ปีกดำ" ของเร็นจิที่ถูกฟันขาดและหล่นหายไปในห้วงมิติเมื่อหลายพันปีก่อน และเมื่อปีกข้างนี้ดูดซับเอาพลังงานด้านบวกที่แพร่กระจายอยู่ภายในมิติผสานเข้ากับโลหิตของ "ปีกต้องสาป" ที่ติดมากับปีกทำให้เกิดเป็นเขาด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่มีอายุขัย รูปร่งหน้าตาปัจจุบันจะไม่วันเปลี่ยนไปหากได้รับบาดเจ็บก็จะไม่มีเลือดไหล แต่จะเป็นละอองแสงที่แผ่กระจายออกมาแทนและหากใช้พลังจนหมดสิ้นเขาก็จะสลายแต่หากปีกยังอยู่และได้รับพลังงานเพียงพอก็จะเกิดใหม่ แต่อาจจะไม่เหลือความทรงจำเดิมที่เคยมีมา เวลาสู้เต็มที่จะมีปีกเทพสีดำ 1 ปีกงอกออกมาจากกลางหลัง

เหลืออีก 1 ตัวจะมาจัดให้วันหลัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 17, 2012, 10:43:56 PM โดย raymiel02 » บันทึกการเข้า

To Aru Kagaku no Unicorn



จงต่อสู้เพื่อความฝันในวันอับโชค 

http://raymiel02.exteen.com/ บล็อกที่อัพมั่งไม่อัพมั่ง
Busterwolf
Moderator
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1554


Test Type

koh_dojinshi@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 12:06:43 PM »

ขอเลือกตัวละครก่อนละกัน
บันทึกการเข้า

Akira
Beginner Pilot

กระทู้: 19



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 06:03:54 PM »

แล้วจะิติดตามนะคับ ฮะๆ 
บันทึกการเข้า
SrwKung
Moderator
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 06:26:02 PM »

วันนี้ลงข้อมูลติดๆกันทั้งวัน - - แต่ก็รู้สึกสนุกดีครับผม เรื่องนี้อยากได้ตัวละครเยอะๆหน่อยเหมือนกัน แนะนำว่าลงคนละสองตัวเป็นอย่างต่ำจะดีมากเลยครับผม

(เช่นเคยข้อมูล งงหรืออะไรถามมาได้ในกระทู้เลยน่ะ)
บันทึกการเข้า
Alasthor
The Star Combatant
Legendary Pilot
******
กระทู้: 1101



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 07:17:02 PM »

งั้นเจ๋งเลยครับ ลงอเล็กซ์ เพิ่มอีกคนแล้วกัน จะเอาอิกนิสก็ใช่ที่
เพราะฟิค srw ยังไม่ได้ออกเลย ฮ่าๆ

CrossRegister

ชื่อตัวละคร - อเล็กซ์ เรเว่น
ถือ ครองตราสัญลักษณ์ - อดีตผู้ถือครอง
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง - ขอเป็นอาจารย์ นอกนั้นจัดการตามใจชอบเลยครับ

คำถามวัดแวว
B C A A D

ป.ล.แล้วโรลเพลย์ Fate นี่ยังจะเขียนอยู่ไหมครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2012, 05:07:40 PM โดย Alasthor » บันทึกการเข้า
SrwKung
Moderator
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 07:26:18 PM »

อ้างถึง
ป.ล.แล้วโรลเพลย์ Fate นี่ยังจะเขียนอยู่ไหมครับ

ยุบรวมกลายเป็นครอสอันนี้ไปเรียบร้อยแล้วครับ แต่ถ้าอยากเล่นกันผมก็คงไม่ทิ้งน่ะ แต่ต้องขอเวลาพิมมืเนื้อเรื่องใหม่ก่อนเพราะตอนที่จะเปิดเกมคอมมันเน่าพอดี+ได้ไอเดียแนวเรื่องก็เลยไปโพสถามแนวทางเรื่องในกระทู้ตรงนั้นแล

ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ได้พล็อตอะไรลงไป+เอาพล็อตที่คิดไว้ในนั้นมาใช้ในเรื่องนี้แล้วด้วย ถ้าจะเปิดเกมเฟทก็คงต้องคิดใหม่เหมือนกันซึ่งก็น่าจะนาน Orz
บันทึกการเข้า
Alasthor
The Star Combatant
Legendary Pilot
******
กระทู้: 1101



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: มกราคม 01, 2012, 08:15:59 PM »

งั้นผมว่าทุ่มเป็นอันๆเลยจะดีกว่านะครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 8
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: