กระผมชอบหนังจีน และนิยายจีนมากครับรวมทั้งประวัติศาสตร์ด้วย
ตอนเข้าบอร์ดAFใหม่ๆก็แต่งฟิคให้
หวงเฟยหง ซึ้งเป็นเรื่องจริง 30 เรื่องเท็จ 70 ไว้ในบอร์ด AFครับ ซึ่งผมขอเอามาลงที่นี่เลย
ปล.ฟิคนี้อยู่ในสถานะดองร่วม หนึ่งปี ห้าเดือน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หวงเฟยหง ตอน เพลงหมัด สกุลหวง และร้าน เป่าจือหลิน เล่าความ เกร็ดประวัติศาสตร์เล็กน้อยก่อนอ่านเนื้อเรื่อง ปลายราชวงศ์ชิง หลังจาก ปี ค.ศ. 1842 (ตรงกับ รัชศกเต้ากวง ปีที่ 22) จีนก็ได้ทำสนธิสัญญาณ กับ อังกฤษ เนื่องจากการพ่ายแพ้สงครามฝิ่นในปี ค.ศ. 1840 สนธิสัญญานี้เรียกว่า “สนธิสัญญานานกิง” และเป็นต้นตอนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของประเทศจีนอย่างใหญ่หลวง ที่สำคัญเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติและการสิ้นยุคสมัยของจักรวรรดิปกครองในประเทศจีน สนธิสัญญานี้ มีใจความสำคัญ ทั้งสิ้น สี่ข้อคือ
[list=1]
- ชดใช้ค่าฝิ่นและยอมจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้อังกฤษเป็นเงินรวม 21 ล้านเหรียญเงิน (1 เหรียญ = 1 ตำลึงจีน)
- ยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ
- เปิดเมืองกวางโจว ซย่าเหมิน ฝูโจว หนิงปัว และเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองท่าการค้า
- ภาษีสินค้า ทั้งขาเข้าและขาออกของพ่อค้าอังกฤษให้เป็นไปตามการเจรจาของสองฝ่าย
ในปีถัดมาจีนต้องลงนามในข้อตกลง “ระเบียบว่าด้วยการเปิดเมืองท่าห้าเมืองเพื่อการค้าระหว่างจีนกับอังกฤษ” และ “สนธิสัญญาหู่เหมิน” ซึ่งถือเป็นอนุสัญญาของสนธิสัญญานานกิง กำหนดให้อังกฤษมี
สิทธสภาพนอกอาณาเขต และเป็น ประเทศที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษสนธิสัญญาฉบับนี้นำมาซึ่งความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในภายหลัง นอกจากนั้น จีนยังต้องลงนามในสนธิสัญญา อีกฉบับหนึ่งนั่นคือ “สนธิสัญญาเทียนจิน” ในปี ค.ศ. 1857 หลังจากที่พ่ายแพ้ให้แก่สงครามกับพันธิมิตรระหว่างอังกฤษ ฝรั่งเศส แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจจนเกิดสงครามและความกลหนอีกครั้ง ซึ่งสนบิสัญญา ฉบับต่อมาคือ สนธิสัญญา ปักกิ่ง
นานวันเข้าสถานการณ์ของจีนยิ่งตรึงเครียดทั้งภายในและภายนอก ซึ่งเป็นเหตุนำมาสู่กานสิ้นสุดระบบราชาธิปไตยในที่สุด
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
รัชศกถงจื้อปีที่ 6 (ตรงกับ ปี ค.ศ. 1870)
ณ กองเรือ ธงดำ แห่งกองทัพ ราชวงศ์วงชิง เมืองฝอซาน มณฑล กวางตุ้ง (กวางตุ้งเป็น การเรียกแบบ จีนแต้จิ๋ว และ จีนกวางตุ้ง จีนกลางออกเสียงว่า ก่วงตง)
หวงเฟยหง นั่งเคียงข้างกับ หลิวหย่งฟู่ บนเรือของกองธงดำ ซึ่งมีหลิวหย่งฟู่เป็นแม่ทัพ ท่านกับหลิวหย่งฟู่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตลอด คราครั้งแรกที่ท่านตั้งรกรากเปิดร้านเป่าจือหลินในเมืองฝอซานนั้น ส่วนหนึ่งก็มากจากความร่วมมือของหลิวหย่งฟู่และก็ชาวเมืองฝอซานทั้งหลาย ที่ผ่านมานั้นกิจการของร้านเป่าจือหลินที่ดำรงอยู่ได้ เพราะหลิวหย่งฟู่คอยให้ความช่วยเหลือท่านตลอดมา
หลิวหย่งฟู่ที่ให้ความช่วยเหลือท่าน ไม่ได้สืบเนื่องเพราะท่านติดสินบนแต่อย่างใด หากเป็นเพราะหลิวหย่งฟู่เป็นขุนนางผู้สัตย์ซื่อ รักพลเมืองห่วงใยราษฎร หลิวหย่งฟู่มีความคิดเห็นว่า คนดีมีความสามารถควรจะให้การสนับสนุน คนพาลควรกำจัดให้ลดน้อยลง
มีไม่น้อยครั้ง ที่เมืองฝอซานมีโจรร้ายก่อความปั่นป่วนวุ่นวาย สร้างความไม่สบายใจแก่ชาวบ้าน ก็เป็นผลงานร่วมกันระหว่างหวงเฟยหงและหลิวหย่งฟู่ในการคืนความสงบแก่ท้องถิ่น ผลจากการร่วมมือกันหลายครั้งครา ก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์ฉันมิตรสหาย ต่างฝ่ายต่างนับถือเลื่อมใสซึ่งกันและกัน
หวงเฟยหงไม่คิดที่จะรับราชการมาก่อน ทั้งนี้เพราะรับราชการทำให้เกิดมลทิน ไม่เป็นตัวของตัวเอง มีบ้างต้องสวมใส่หน้ากากเข้าหากัน ไม่สามารถทำตามใจปรารถนาได้
แต่กับหลิวหย่งฟู่แล้ว ท่านกลับไม่เกิดความเบื่อหน่ายไม่ต้องการคบหาดัง เช่น คนอื่น ทั้งนี้เพราะหลิวหย่งฟู่เห็นด้วยกับการเปิดร้านเป่าจือหลินของท่านที่มีแนวคิดหลักคือ “ฝึกมวยเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ใช้ฝีมือกับปัญญาเป็นหลัก ป้องกันประเทศชาติ ช่วยเหลือชาวบ้าน”
ท่านเปิดร้านเป่าจือหลิน มิใช้เปิดสำนักมวย หรือต้องการมีอำนาจในเมืองฝอซาน แต่จุดประสงค์หลักของท่านคือ เปิดร้านขายยา เป็นที่รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ พวกชาวบ้าน ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แก่ผู้ยากไร้ มีอยู่หลายครั้งคราที่ชาวบ้านไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา ท่านก็รักษาให้เปล่า ไม่คิดค่าใช้จ่าย
ผลจากความสนิทสนม ทำให้มีบ้างบางครั้งที่ทหารในกองธงดำ เมื่อว่างงานก็มาช่วยท่านที่ร้านเป่าจือหลิน ท่านเห็นเด็กหนุ่มเหล่านี้ไม่มีรายได้อื่นอีกหรือเห็นเด็กหนุ่มเหล่านี้ร่างกายอ่อนแอ ท่านก็สอนกังฟูให้ หรือแม้กระทั่งเมื่อเด็กหนุ่มเหล่านี้ไม่ได้ประกอบอาชีพเสริมอย่างใด ท่านก็ใช้ร้านเป่าจือหลินเป็นแหล่งหางานเสริมแก่ทหารเด็กหนุ่มของกองธงดำ เป็นเช่นนี้นานวันเข้า ท้ายที่สุด ท่านกับหลิวหย่งฟู่ต่างตกลงเห็นด้วยกัน ให้ท่านเป็นครูฝึกทหารของกองธงดำ
ในวงยุทธจักรและเหล่านักเลง มักร่ำลือถึง เพลงหมัดสกุลหวงของท่าน ยิ่งมักกล่าวขวัญถึง “บาทาไร้เงา” อันเป็นกระบวนท่าที่สร้างชื่อให้แก่ท่าน แต่การฝึกกังฟูให้แก่ลูกศิษย์ และการฝึกให้แก่ทหารนั้นย่อมแตกต่างกัน การฝึกสอนให้แก่ลูกศิษย์ย่อมต้องอาศัยเวลาและมีเวลาในการฝึกซ้อมมากกว่า ดังนั้นท่วงท่าจึงพลิกแพลงพิสดารมากมาย ในระหว่างร่ายรำหมัดเท้าล้วนมีเคล็ดความเปลี่ยนแปลงมากมาย ระหว่างท่าแรกกับท่าสุดท้ายเมื่อร่ายรำจนถึงที่สุดล้วนสามารถเชื่อมต่อเข้าหากันแต่การฝึกสอนให้แก่ทหารเป็นเรื่องหนึ่ง การต่อสู้ในยุทธจักรแม้แปลกพิสดารเพลิศแพร้วหวาดเสียวน่ากลัวปานใด ก็ไม่เกิดการตะลุมบอนดังเช่นการเกิดศึกสงคราม ส่วนการตั้งรบประจัญบานนั้น ต้องอาศัยระเบียบและความแข็งแรงเป็นหลัก ดังนั้นแม้ท่านจะเป็นคนฝึกให้แก่ทหารกองธงดำ แต่ก็เป็นการนำวิชาฝีมือมาดัดแปลง เน้นที่ร่างกายกำยำแข็งแรง ท่วงท่าเปี่ยมไปด้วยพลังเป็นหลัก ที่สำคัญคือความเป็นระเบียบในการตั้งกองทหาร
สองสามปีมานี้ ทุกสามสี่วัน ท่านต้องนำทหารฝึกกองธงดำ ออกวิ่งเลียบชายหาดแต่เช้า สอนพวกมันฝึกหัดมวย ตั้งแนวรบ ร่วมกับหลิวหย่งฟู่
แต่นับจากวันนี้ ไม่ทราบอีกนานเท่าใด ท่านจะได้ฝึกกองธงดำนี่อีกครั้งทั้งนี้เพราะ หลิวหย่งฟู่ ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปช่วยฝึกทหารให้แก่กองปราบปรามกำราบเกาหลี วันนี้เป็นพิธีมงคลก่อนเดินทางไปเกาหลีของหลิวหย่งฟู่ เสากระโดงเรือ ถูกเชือกหลายเส้น ขึงกับลำตัวของเรือ เชือกแม้เส้นหนาหยาบใหญ่แต่ไม่ถูกขึงแน่นตึงเท่าใดนัก ลูกแก้วมังกรสีเขียวกลม กับม้วนผ้าสีแดงยาว ร่วมเชียะ สองผืนถูกห้อยไว้กับเสาเรือสูงจากพื้นราวสองวาเศษ
เสียงกลองหลังรัวไม่หยุดยั้ง ทหารฝึกสองคนกำลังเชิดสิงโต ไต่เชือกขึ้นไป สิงโตที่พวกมันเชิดเป็นสีดำมีลายขลิบเป็นสีแดงเล็กน้อย เป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์ของกองธงดำ นี่เป็นกลายเป็นประเพณีประจำชาติจีนมากตั้งแต่สมัยกษัตริย์เฉียนหลงฮ่องเต้ สิงโตคาบแก้ที่ถูกห้อยสูงไว้อันเป็นการแสดงถึงพิธีมงคล
แต่ขณะที่พวกมันทั้งสองไต่เชือก ใกล้ที่จะคาบลูกแก้วได้นั้นกลับได้ยินเสียง ปืนดัง “ปัง!!!!!” คราหนึ่ง เสียงกลองที่รัวอยู่นั้นก็พลันขาดหายไป
หวงเฟยหงรีบ กระโดด ใช้สองมือรับหัวสิงโตเอาไว้ หันหน้าไปหามือกลอง ปากร้องสั่งมันว่า
“รัวกลอง”
มือกลองนั่นรับคำคราหนึ่ง เสียงกลองก็ถูกรัวอีกครั้ง ทหารที่ถือหางสิ่งโตก็เข้ามาถือหางสิงโตอีกครั้ง
ที่แท้ ทหารฝรั่งที่เรือลำใกล้เคียงได้ยินเสียงจุดประทัด ยังเข้าใจว่าเป็นกองทัพจีนยิงเรือพวกมัน แต่พอพวกมันเห็นหวงเฟยหง รับหัวสิงโตอีกครั้งค่อนเข้าใจว่าเป็นเรื่องราวใด
หวงเฟยหง เชิดตัวสิงโตขึ้นลงไปมาหลายครั้งครา ระหว่างที่เชิดหัวสิงโตก็ยกเท้าก้าวขา ท่วงท่าเป็นที่น่าดูยิ่ง เหล่าทหารที่ชมดูต่างส่งเสียงโห่ร้อง ปรบมืออกมา
แต่เมื่อครู่ที่ทหารถูกยิงนั้น ลูกแก้วมงคลก็สูงขึ้นอีกวาเศษ ท่านใช้สองเท้าของท่านท่านไต่ ขึ้นไปบนเชือกโดยรวดเร็ว บ้างเกี่ยวบ้างยืมแรงดีดสะท้อนขึ้นไปด้านบน ไม่กี่อึดใจก็อยู่สูงจากท้องพื้นเรือสองวา แต่ทหารฝึกหัดที่ถือหางนั้นขึ้นมาไม่ทันท่าน ท่านจึงใช้หางผูกเอาไว้กับเอว ไม่กี่อึดใจนัก ท่านก็ทุ่มเทตัวเบา คาบแก้วไว้ได้
สิงโตพอคาบแก้วได้เสร็จ ท่านก็กระโดดลงมา ชุดยาวสีน้ำตาลเรียบง่าย ลงบนพื้นไม้โดยแผ่วเบา แม้ทุกคนอยู่บนท้องเรือริมฝั่งน่านน้ำจีน ยิ่งไม่รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน เท้าพอสัมผัสกับพื้น ม้วนผ้าสีแดงทั้งสองก็ถูกโยนให้แก่ หลิวหย่งฟู่
หลิวหย่งฟู่รับไว้ คลี่อ่านเสียงดังกังวานว่า
“จิตใจกล้าหาญ”
อีกฝืนอ่านว่า
“ปณิธานมุ่งมั่น”
อ่านเสร็จหัวร่อเสียงดังกังวาน ติดต่อกันเสียงหัวร่อเต็มไปด้วยความฮึกเหิมลำพอง หวงเฟยหงเห็นมันหัวร่อ ก็หัวร่ออกมาด้วย
หลิวหย่งฟู่ยกกล้องส่องทางไกล มองไปยังน่านน้ำทะเลของจีน มองเพียงชั่วขณะก็ทอดถอนใจออกมา ส่งกล้องให้แก่หวงเฟยหง ปากกล่าววาจา เสียงกลัดกลุ้มไม่พอใจอยู่บ้างว่า
“อาจารย์หวงเรือรบของพวกฝรั่งนับวันยิ่งมากยิ่งเต็มท้องทะเล ฮ่องกงต้องยกให้อังกฤษ หม่าเก๊าต้องยกให้โปรตุเกส รัสเซียได้แม่น้ำเฮยหลง สถานการณ์ภายในประเทศวุ่นวาย ยังให้เราไปปราบกบฎเกาหลีอีก”
จากนั้นถอนหายใจช้าๆ แล้วนหันไปมองป้าย “เพื่อมาตุภูมิ” ที่ปักไว้บริเวณขอบเรือพลางกล่าวว่า
“ชนกลุ่มน้อยแถบซินเกียงเห็นป้ายเพื่อมาตุภูมิผืนนี้แล้ว จะคิดอย่างไร ทางการส่งเราไปรบแต่ก็กลัวที่จะแข็งข้อ มิหนำซ้ำยังส่งผู้ตรวจการมาคอยจับตาดูพฤติกรรมของท่าน”
กล่าวจบร้องสั่ง ให้ทหารปลดป้าย “เพื่อมาตุภูมิ” ลงมา
หวงเฟยหงรีบกล่าวว่า
“ช้าก่อน ไต้เท้าหลิว สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่แน่นอน บางทีท่านอาจได้ย้ายกลับมาก็ได้”
หลิวหย่งฟู่ หันมามองหน้าท่าน เค้าใบหน้าที่ยาว ปลายคางเรียวแหลม หนวดเคราตัดคล้ายแพะยาวเล็กน้อยของมันทอแนวเหนื่อยล้า ปากกล่าววาจาว่า
“หลังจากที่เราไปแล้ว เหล่าทหารลูกเรือเหล่านี้ก็ต้องถูกปลดลงมา ไม่มีที่พึ่งพิง อาจารย์หวง ท่านเป็นครูฝึกหน่วยธงดำของเรา เราอยากให้ท่านรับคนเหล่านี้เข้าเป่าจือหลิน เผื่อในวันหน้าจะได้ใช้รับมือชาวต่างชาติ”
เหล่าลูกเรือ ทหารฝึกหัดกองธงดำ ต่างคุกเข่ากราบกราน หวงเฟยหงรีบบอกให้พวกมันลุกขึ้น จากนั้นกล่าวคำว่า
“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง”
“พัดจีบเล่มนี้ เป็นสนธิสัญญาที่อยุติธรรมระหว่างจีนกับฝรั่ง เห็นพัดดุจเห็นคน หลังจากที่เรากับมาแล้วหวังว่าสนธิสัญญาฉบับนี้จะหายไป”
หวงเฟยหงยื่นมือรับพัดจีบเล่มนั้นเอาไว้ บนพัดจีบเต็มไปด้วยข้อความต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นสนธิสัญญาระหว่าง จีน-อังกฤษและฝรั่งเศสทั้งสิ้น
หวงเฟยหงกับหลิวหย่งฟู่คารวะกันและกันคราหนึ่ง จากนั้นกล่าวคำอำลา