หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หวงเฟยหง นิยายชีวประวัติของหวงเหล่าซือ  (อ่าน 996 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
identity
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2008, 12:04:18 PM »

    กระผมชอบหนังจีน และนิยายจีนมากครับรวมทั้งประวัติศาสตร์ด้วย
    ตอนเข้าบอร์ดAFใหม่ๆก็แต่งฟิคให้

    หวงเฟยหง ซึ้งเป็นเรื่องจริง 30 เรื่องเท็จ 70 ไว้ในบอร์ด AFครับ ซึ่งผมขอเอามาลงที่นี่เลย

    ปล.ฟิคนี้อยู่ในสถานะดองร่วม หนึ่งปี ห้าเดือน

    --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หวงเฟยหง   ตอน    เพลงหมัด   สกุลหวง  และร้าน  เป่าจือหลิน 
เล่าความ เกร็ดประวัติศาสตร์เล็กน้อยก่อนอ่านเนื้อเรื่อง
ปลายราชวงศ์ชิง   หลังจาก ปี ค.ศ. 1842 (ตรงกับ รัชศกเต้ากวง ปีที่ 22) จีนก็ได้ทำสนธิสัญญาณ  กับ  อังกฤษ  เนื่องจากการพ่ายแพ้สงครามฝิ่นในปี  ค.ศ. 1840  สนธิสัญญานี้เรียกว่า “สนธิสัญญานานกิง”   และเป็นต้นตอนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของประเทศจีนอย่างใหญ่หลวง  ที่สำคัญเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติและการสิ้นยุคสมัยของจักรวรรดิปกครองในประเทศจีน  สนธิสัญญานี้  มีใจความสำคัญ  ทั้งสิ้น  สี่ข้อคือ
[list=1]
  • ชดใช้ค่าฝิ่นและยอมจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้อังกฤษเป็นเงินรวม 21 ล้านเหรียญเงิน (1 เหรียญ = 1 ตำลึงจีน)
  • ยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ
  • เปิดเมืองกวางโจว  ซย่าเหมิน  ฝูโจว  หนิงปัว  และเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองท่าการค้า
  • ภาษีสินค้า  ทั้งขาเข้าและขาออกของพ่อค้าอังกฤษให้เป็นไปตามการเจรจาของสองฝ่าย
ในปีถัดมาจีนต้องลงนามในข้อตกลง “ระเบียบว่าด้วยการเปิดเมืองท่าห้าเมืองเพื่อการค้าระหว่างจีนกับอังกฤษ”  และ “สนธิสัญญาหู่เหมิน”  ซึ่งถือเป็นอนุสัญญาของสนธิสัญญานานกิง  กำหนดให้อังกฤษมีสิทธสภาพนอกอาณาเขต  และเป็น  ประเทศที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ



สนธิสัญญาฉบับนี้นำมาซึ่งความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกประเทศ  ในภายหลัง  นอกจากนั้น  จีนยังต้องลงนามในสนธิสัญญา  อีกฉบับหนึ่งนั่นคือ “สนธิสัญญาเทียนจิน” ในปี ค.ศ. 1857  หลังจากที่พ่ายแพ้ให้แก่สงครามกับพันธิมิตรระหว่างอังกฤษ ฝรั่งเศส แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจจนเกิดสงครามและความกลหนอีกครั้ง  ซึ่งสนบิสัญญา  ฉบับต่อมาคือ  สนธิสัญญา ปักกิ่ง 
นานวันเข้าสถานการณ์ของจีนยิ่งตรึงเครียดทั้งภายในและภายนอก  ซึ่งเป็นเหตุนำมาสู่กานสิ้นสุดระบบราชาธิปไตยในที่สุด




----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------






รัชศกถงจื้อปีที่  6  (ตรงกับ ปี ค.ศ. 1870)
ณ กองเรือ  ธงดำ  แห่งกองทัพ  ราชวงศ์วงชิง  เมืองฝอซาน  มณฑล  กวางตุ้ง (กวางตุ้งเป็น การเรียกแบบ จีนแต้จิ๋ว  และ จีนกวางตุ้ง  จีนกลางออกเสียงว่า  ก่วงตง)



   หวงเฟยหง  นั่งเคียงข้างกับ  หลิวหย่งฟู่  บนเรือของกองธงดำ  ซึ่งมีหลิวหย่งฟู่เป็นแม่ทัพ    ท่านกับหลิวหย่งฟู่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตลอด  คราครั้งแรกที่ท่านตั้งรกรากเปิดร้านเป่าจือหลินในเมืองฝอซานนั้น  ส่วนหนึ่งก็มากจากความร่วมมือของหลิวหย่งฟู่และก็ชาวเมืองฝอซานทั้งหลาย   ที่ผ่านมานั้นกิจการของร้านเป่าจือหลินที่ดำรงอยู่ได้  เพราะหลิวหย่งฟู่คอยให้ความช่วยเหลือท่านตลอดมา 



   หลิวหย่งฟู่ที่ให้ความช่วยเหลือท่าน  ไม่ได้สืบเนื่องเพราะท่านติดสินบนแต่อย่างใด  หากเป็นเพราะหลิวหย่งฟู่เป็นขุนนางผู้สัตย์ซื่อ  รักพลเมืองห่วงใยราษฎร  หลิวหย่งฟู่มีความคิดเห็นว่า  คนดีมีความสามารถควรจะให้การสนับสนุน  คนพาลควรกำจัดให้ลดน้อยลง



   มีไม่น้อยครั้ง  ที่เมืองฝอซานมีโจรร้ายก่อความปั่นป่วนวุ่นวาย  สร้างความไม่สบายใจแก่ชาวบ้าน  ก็เป็นผลงานร่วมกันระหว่างหวงเฟยหงและหลิวหย่งฟู่ในการคืนความสงบแก่ท้องถิ่น  ผลจากการร่วมมือกันหลายครั้งครา  ก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์ฉันมิตรสหาย  ต่างฝ่ายต่างนับถือเลื่อมใสซึ่งกันและกัน




   หวงเฟยหงไม่คิดที่จะรับราชการมาก่อน  ทั้งนี้เพราะรับราชการทำให้เกิดมลทิน  ไม่เป็นตัวของตัวเอง  มีบ้างต้องสวมใส่หน้ากากเข้าหากัน  ไม่สามารถทำตามใจปรารถนาได้ 
   



   แต่กับหลิวหย่งฟู่แล้ว   ท่านกลับไม่เกิดความเบื่อหน่ายไม่ต้องการคบหาดัง เช่น คนอื่น  ทั้งนี้เพราะหลิวหย่งฟู่เห็นด้วยกับการเปิดร้านเป่าจือหลินของท่านที่มีแนวคิดหลักคือ  “ฝึกมวยเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง  ใช้ฝีมือกับปัญญาเป็นหลัก  ป้องกันประเทศชาติ  ช่วยเหลือชาวบ้าน”



ท่านเปิดร้านเป่าจือหลิน  มิใช้เปิดสำนักมวย  หรือต้องการมีอำนาจในเมืองฝอซาน  แต่จุดประสงค์หลักของท่านคือ  เปิดร้านขายยา  เป็นที่รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่  พวกชาวบ้าน  ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง  แก่ผู้ยากไร้  มีอยู่หลายครั้งคราที่ชาวบ้านไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา  ท่านก็รักษาให้เปล่า  ไม่คิดค่าใช้จ่าย
ผลจากความสนิทสนม  ทำให้มีบ้างบางครั้งที่ทหารในกองธงดำ  เมื่อว่างงานก็มาช่วยท่านที่ร้านเป่าจือหลิน  ท่านเห็นเด็กหนุ่มเหล่านี้ไม่มีรายได้อื่นอีกหรือเห็นเด็กหนุ่มเหล่านี้ร่างกายอ่อนแอ  ท่านก็สอนกังฟูให้  หรือแม้กระทั่งเมื่อเด็กหนุ่มเหล่านี้ไม่ได้ประกอบอาชีพเสริมอย่างใด  ท่านก็ใช้ร้านเป่าจือหลินเป็นแหล่งหางานเสริมแก่ทหารเด็กหนุ่มของกองธงดำ  เป็นเช่นนี้นานวันเข้า  ท้ายที่สุด  ท่านกับหลิวหย่งฟู่ต่างตกลงเห็นด้วยกัน  ให้ท่านเป็นครูฝึกทหารของกองธงดำ
ในวงยุทธจักรและเหล่านักเลง  มักร่ำลือถึง  เพลงหมัดสกุลหวงของท่าน  ยิ่งมักกล่าวขวัญถึง “บาทาไร้เงา”  อันเป็นกระบวนท่าที่สร้างชื่อให้แก่ท่าน  แต่การฝึกกังฟูให้แก่ลูกศิษย์  และการฝึกให้แก่ทหารนั้นย่อมแตกต่างกัน  การฝึกสอนให้แก่ลูกศิษย์ย่อมต้องอาศัยเวลาและมีเวลาในการฝึกซ้อมมากกว่า  ดังนั้นท่วงท่าจึงพลิกแพลงพิสดารมากมาย  ในระหว่างร่ายรำหมัดเท้าล้วนมีเคล็ดความเปลี่ยนแปลงมากมาย  ระหว่างท่าแรกกับท่าสุดท้ายเมื่อร่ายรำจนถึงที่สุดล้วนสามารถเชื่อมต่อเข้าหากันแต่การฝึกสอนให้แก่ทหารเป็นเรื่องหนึ่ง  การต่อสู้ในยุทธจักรแม้แปลกพิสดารเพลิศแพร้วหวาดเสียวน่ากลัวปานใด   ก็ไม่เกิดการตะลุมบอนดังเช่นการเกิดศึกสงคราม  ส่วนการตั้งรบประจัญบานนั้น  ต้องอาศัยระเบียบและความแข็งแรงเป็นหลัก  ดังนั้นแม้ท่านจะเป็นคนฝึกให้แก่ทหารกองธงดำ  แต่ก็เป็นการนำวิชาฝีมือมาดัดแปลง  เน้นที่ร่างกายกำยำแข็งแรง  ท่วงท่าเปี่ยมไปด้วยพลังเป็นหลัก  ที่สำคัญคือความเป็นระเบียบในการตั้งกองทหาร




สองสามปีมานี้  ทุกสามสี่วัน  ท่านต้องนำทหารฝึกกองธงดำ  ออกวิ่งเลียบชายหาดแต่เช้า  สอนพวกมันฝึกหัดมวย  ตั้งแนวรบ  ร่วมกับหลิวหย่งฟู่




แต่นับจากวันนี้  ไม่ทราบอีกนานเท่าใด  ท่านจะได้ฝึกกองธงดำนี่อีกครั้งทั้งนี้เพราะ  หลิวหย่งฟู่ ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปช่วยฝึกทหารให้แก่กองปราบปรามกำราบเกาหลี  วันนี้เป็นพิธีมงคลก่อนเดินทางไปเกาหลีของหลิวหย่งฟู่  เสากระโดงเรือ  ถูกเชือกหลายเส้น  ขึงกับลำตัวของเรือ  เชือกแม้เส้นหนาหยาบใหญ่แต่ไม่ถูกขึงแน่นตึงเท่าใดนัก  ลูกแก้วมังกรสีเขียวกลม  กับม้วนผ้าสีแดงยาว ร่วมเชียะ สองผืนถูกห้อยไว้กับเสาเรือสูงจากพื้นราวสองวาเศษ



 
เสียงกลองหลังรัวไม่หยุดยั้ง  ทหารฝึกสองคนกำลังเชิดสิงโต  ไต่เชือกขึ้นไป  สิงโตที่พวกมันเชิดเป็นสีดำมีลายขลิบเป็นสีแดงเล็กน้อย  เป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์ของกองธงดำ นี่เป็นกลายเป็นประเพณีประจำชาติจีนมากตั้งแต่สมัยกษัตริย์เฉียนหลงฮ่องเต้ สิงโตคาบแก้ที่ถูกห้อยสูงไว้อันเป็นการแสดงถึงพิธีมงคล



แต่ขณะที่พวกมันทั้งสองไต่เชือก  ใกล้ที่จะคาบลูกแก้วได้นั้นกลับได้ยินเสียง ปืนดัง “ปัง!!!!!”  คราหนึ่ง  เสียงกลองที่รัวอยู่นั้นก็พลันขาดหายไป



หวงเฟยหงรีบ  กระโดด  ใช้สองมือรับหัวสิงโตเอาไว้  หันหน้าไปหามือกลอง  ปากร้องสั่งมันว่า
“รัวกลอง”
มือกลองนั่นรับคำคราหนึ่ง   เสียงกลองก็ถูกรัวอีกครั้ง     ทหารที่ถือหางสิ่งโตก็เข้ามาถือหางสิงโตอีกครั้ง


ที่แท้  ทหารฝรั่งที่เรือลำใกล้เคียงได้ยินเสียงจุดประทัด  ยังเข้าใจว่าเป็นกองทัพจีนยิงเรือพวกมัน  แต่พอพวกมันเห็นหวงเฟยหง  รับหัวสิงโตอีกครั้งค่อนเข้าใจว่าเป็นเรื่องราวใด




หวงเฟยหง  เชิดตัวสิงโตขึ้นลงไปมาหลายครั้งครา  ระหว่างที่เชิดหัวสิงโตก็ยกเท้าก้าวขา  ท่วงท่าเป็นที่น่าดูยิ่ง  เหล่าทหารที่ชมดูต่างส่งเสียงโห่ร้อง  ปรบมืออกมา 




แต่เมื่อครู่ที่ทหารถูกยิงนั้น   ลูกแก้วมงคลก็สูงขึ้นอีกวาเศษ  ท่านใช้สองเท้าของท่านท่านไต่  ขึ้นไปบนเชือกโดยรวดเร็ว  บ้างเกี่ยวบ้างยืมแรงดีดสะท้อนขึ้นไปด้านบน  ไม่กี่อึดใจก็อยู่สูงจากท้องพื้นเรือสองวา   แต่ทหารฝึกหัดที่ถือหางนั้นขึ้นมาไม่ทันท่าน  ท่านจึงใช้หางผูกเอาไว้กับเอว  ไม่กี่อึดใจนัก  ท่านก็ทุ่มเทตัวเบา  คาบแก้วไว้ได้   




สิงโตพอคาบแก้วได้เสร็จ  ท่านก็กระโดดลงมา  ชุดยาวสีน้ำตาลเรียบง่าย  ลงบนพื้นไม้โดยแผ่วเบา  แม้ทุกคนอยู่บนท้องเรือริมฝั่งน่านน้ำจีน  ยิ่งไม่รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน  เท้าพอสัมผัสกับพื้น  ม้วนผ้าสีแดงทั้งสองก็ถูกโยนให้แก่  หลิวหย่งฟู่
หลิวหย่งฟู่รับไว้  คลี่อ่านเสียงดังกังวานว่า
“จิตใจกล้าหาญ”
อีกฝืนอ่านว่า
“ปณิธานมุ่งมั่น”



อ่านเสร็จหัวร่อเสียงดังกังวาน  ติดต่อกันเสียงหัวร่อเต็มไปด้วยความฮึกเหิมลำพอง  หวงเฟยหงเห็นมันหัวร่อ  ก็หัวร่ออกมาด้วย



หลิวหย่งฟู่ยกกล้องส่องทางไกล  มองไปยังน่านน้ำทะเลของจีน  มองเพียงชั่วขณะก็ทอดถอนใจออกมา  ส่งกล้องให้แก่หวงเฟยหง  ปากกล่าววาจา  เสียงกลัดกลุ้มไม่พอใจอยู่บ้างว่า

   “อาจารย์หวงเรือรบของพวกฝรั่งนับวันยิ่งมากยิ่งเต็มท้องทะเล  ฮ่องกงต้องยกให้อังกฤษ  หม่าเก๊าต้องยกให้โปรตุเกส  รัสเซียได้แม่น้ำเฮยหลง    สถานการณ์ภายในประเทศวุ่นวาย  ยังให้เราไปปราบกบฎเกาหลีอีก”

   
   จากนั้นถอนหายใจช้าๆ  แล้วนหันไปมองป้าย “เพื่อมาตุภูมิ”  ที่ปักไว้บริเวณขอบเรือพลางกล่าวว่า
   “ชนกลุ่มน้อยแถบซินเกียงเห็นป้ายเพื่อมาตุภูมิผืนนี้แล้ว  จะคิดอย่างไร    ทางการส่งเราไปรบแต่ก็กลัวที่จะแข็งข้อ  มิหนำซ้ำยังส่งผู้ตรวจการมาคอยจับตาดูพฤติกรรมของท่าน”
กล่าวจบร้องสั่ง  ให้ทหารปลดป้าย “เพื่อมาตุภูมิ” ลงมา


หวงเฟยหงรีบกล่าวว่า
“ช้าก่อน  ไต้เท้าหลิว  สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่แน่นอน  บางทีท่านอาจได้ย้ายกลับมาก็ได้”

หลิวหย่งฟู่  หันมามองหน้าท่าน  เค้าใบหน้าที่ยาว  ปลายคางเรียวแหลม หนวดเคราตัดคล้ายแพะยาวเล็กน้อยของมันทอแนวเหนื่อยล้า    ปากกล่าววาจาว่า
“หลังจากที่เราไปแล้ว  เหล่าทหารลูกเรือเหล่านี้ก็ต้องถูกปลดลงมา  ไม่มีที่พึ่งพิง  อาจารย์หวง ท่านเป็นครูฝึกหน่วยธงดำของเรา  เราอยากให้ท่านรับคนเหล่านี้เข้าเป่าจือหลิน  เผื่อในวันหน้าจะได้ใช้รับมือชาวต่างชาติ” 



เหล่าลูกเรือ  ทหารฝึกหัดกองธงดำ  ต่างคุกเข่ากราบกราน หวงเฟยหงรีบบอกให้พวกมันลุกขึ้น  จากนั้นกล่าวคำว่า
“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง”
“พัดจีบเล่มนี้  เป็นสนธิสัญญาที่อยุติธรรมระหว่างจีนกับฝรั่ง  เห็นพัดดุจเห็นคน  หลังจากที่เรากับมาแล้วหวังว่าสนธิสัญญาฉบับนี้จะหายไป”
หวงเฟยหงยื่นมือรับพัดจีบเล่มนั้นเอาไว้  บนพัดจีบเต็มไปด้วยข้อความต่างๆ  ล้วนแล้วแต่เป็นสนธิสัญญาระหว่าง จีน-อังกฤษและฝรั่งเศสทั้งสิ้น








หวงเฟยหงกับหลิวหย่งฟู่คารวะกันและกันคราหนึ่ง จากนั้นกล่าวคำอำลา
บันทึกการเข้า
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2008, 12:05:23 PM »

หลังจากที่หวงเฟยหงส่งหลิวหย่งฟู่ขึ้นเรือไปตอนเหนือของจีน  ท่านก็เดินตามตรอกซอยของเมืองฝอซาน    ท่านครุ่นคิดนึกถึงนัดหมายของท่านกัตาหวังที่โรงเตี้ยมตามตรอกแห่งหนึ่ง  โดยปกติแล้วตาหวังจะไปหาท่านที่ร้านเป่าจือหลินก็ได้  หรือจะเรียกท่านมาหาที่บ้านของมันได้เช่นกัน  แต่ครั้งนี้กลับนัดหมายที่โรงเตี้ยม  นับว่าเป็นที่ขบคิดไม่เข้าใจของท่านจริงๆ



ตามตรอกซอยมีเสียงคึกคักเป็นพิเศษ  บ้างได้ยินเสียงบรรเลงซอเป่าขลุ่ยตามหัวมุมต่างๆ  บ้างได้ยินเสียงตระโกนโหวกเหวกขายของ  มิหนำซ้ำยังเห็นขบวนบาดหลวงร้อง  “ฮาเลฮูยา  ฮาเลฮูยา”  ไปมาหลายครั้งครา  พวกบรรเลงเพลงเล่านิทานกลัวเสื่อมเสียหน้ายิ่งบรรเลงเพลงขลุ่ยซอเสียงดังเข้าไปใหญ่  บรรดาพ่อค้าแม่ค้าขายของเสียงดัง  บรรยากาศนับว่าเป็นที่น่าขุ่นข้องรำคาญจริงๆ



   ท่านเดินขึ้นชั้นสองของโรงเตี้ยมแห่งหนึ่ง  ผู้คนบนชั้นสองมากมายหนาตายิ่ง  กว่าท่านจะเดินเข้าไปได้ต้องเบียดเสียดผู้คนยื่นมือคารวะ  กล่าวคำ “สวัสดีครับ”    ไม่รู้กี่ครั้งครา



   ลุงหวังมีรูปร่างเตี้ยเล็ก  ใบหน้าธรรมดาสามัญ   อายุดูไปไม่น่าจะเกิน หกสิบเศษ  หวงเฟยหงเห็นมันยื่นมือคราวะกล่าวว่า
“ท่านตาสบายดี”
“เฟยหง  เจ้าทราบหรือไม่เรามาครานี้พาใครกลับมาด้วย”



กล่าวจบหันกายออกห่างจากสายตาของหวงเฟยหงเล็กน้อย   หวงเฟยหง เห็นสตรีสาวสองนางล้วนแต่งตัวเหมือนแหม่มฝรั่ง  แต่คนหนึ่งมีรูปร่างเล็กอ้อนแอ้น  ส่วมใส่ชุดสีเขียวฟูฟ่อง  รูปร่างคล้ายชาวจีนไม่คล้ายชาวตะวันตก  นางยืนทำอะไรท่านก็ไม่ทราบ  แต่เมื่อนางหันหน้ามา  เห็นใบหน้าของนางมีอายุไม่น่าจะเกิน ยิ่สิบหก  ใบหน้าได้สัดส่วน  หวานซึ้ง  เป็นสตรีสาวชาวจีนชัดๆ  แต่ยามกระทันหันรู้สึกคล้ายคุ้นตาไม่คุ้นตากลับขบคิดไม่ออกว่าเป็นใคร  ผ่านไปชั่วครู่หนึ่งค่อยนึกออกว่าเป็น  ปากร้องเสียงแผ่วเบาว่า
“น้าสิบสาม”   


สตรีนางนี้คือ  น้าสิบสาม“โจวเส้า”จุนเอง  ท่านกับนางเป็นญาติสนิท  แม้จะกล่าวว่าเป็นญาติแต่ก็มิใช่ญาติกันจริงๆ  แต่นางนับว่าเป็นคนที่สูงกว่าท่านรุ่นหนึ่ง  นางกับท่านเติบโตมาด้วยกัน  แต่เมื่อท่านอายุได้หกขวบ  ท่านก็ร่อนเร่พเนจรติดตามพ่อของท่านแล้ว  แต่เมื่อประมาณประมาณเก้าปีก่อน  ตอนที่ท่านคิดจะเปิดร้านเป่าจือหลิน  ก็เพราะนางให้ความช่วยเหลือจึงสามารถเปิดได้  ผลจากความผูกพันนับนานวันกลายเป็นความสนิทสนมรักใคร่กลมเกลียวกัน
นางยิ้มให้ท่านเล็กน้อย  นางความจริงมีรูปกายที่ค่อนข้างจะซูบผอมไปบ้าง  แต่ใบหน้าของนางหวานซึ้งปานนั้น  ยิ่งเมื่อยามยิ้มแย้ม  ยิ่งขับเน้นถึงเค้าใบหน้าอันหวานซึ้งของนาง



ขณะที่ท่านจะเดินเข้าไปหานาง  นางกลับยื่นมือทั้งสองเกาะกุมมือท่าน
สตรีสาวอีกนางหนึ่งที่เป็นฝรั่งกลับยื่นมือมาหาท่านกล่าว
“หาว ดู ยิว  โดว” 
อะไรนั่นท่านก็มิทราบเหมือนกัน


ท่านเบือนหน้ามาหา ท่านตาหวัง  กล่าวถาม
“  “ดู”  จะให้ดูอะไรหรือ?”
น้าสิบสามชิ้มือมายังแหม่มฝรั่งนั่นปากกล่าวว่า
“นี่เพื่อนของฉัน “โจแอนด์น่า””
จากนั้นใช้สองมือจับมือท่านพร้อมกับเล็กน้อย  พลางกล่าวว่า
“เฟยหงฝรั่งเขาทักทายกันด้วยการจับมือกัน”
ตาหวังก็กล่าวว่า
“เจ้าต้องตอบว่าTank you”



ท่านได้ยินดังนั้นก็ตอบคำ
“แทง ยิว แทงยิว ”
สามสี่คำ เป็นการใหญ่



ลุงหวังลากท่านมานั่งยังเก้าอี้มีที่ท้าวแขนตัวหนึ่งนั่งจากนั้นทรุดนั่งเคียงคู่กับท่าน
น้าสิบสามกล่าวว่า
“รอหน่อยแล้วกัน    นี่เราจะถ่ายภาพกัน”
หวงเฟยหงรีบถามว่า
“ถ่ายภาพ  ถ่ายอย่างไร”
นางยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
“เรื่องนี้งานนิดเดียว  แค่นั่งนิ่งๆ   มองมาทางฉัน  จากนั้นไม่ต้องขยับ”

   
หวงเฟยหงไม่ทราบว่าการถ่ายภาพเป็นอย่างไร  จากนั้นเห็นว่านางมีนิสัยชอบเรียนรู้  ทดลองสิ่งวิทยาการแปลกใหม่  อย่าว่าแต่ท่านไม่ทราบว่าอันใดคือการถ่ายภาพ  ดังนั้นยังเห็นว่าปฏิบัติตามคำบอกกล่าวของนางยังคงประเสริฐกว่า
น้าสิบสามกล่าวว่า
“อย่าขยับแล้วกัน  หนึ่ง  สอง สาม”
   


คำ “สาม” พออกจากปาก  ประกายควันยัง  กล้องถ่ายภาพที่ตั้งสามขาที่ท่านเห็น  แล้วเข้าใจว่าแท่นบูชาศาลเจ้า  ก็บังเกิดควันพวยพุ่งเล่น  ประกายควันพอเกิดก็พวยพุ่งมารวดเร็ว  แต่ยามกระทันหันคนมีปฎิกิริยาตอบสนอง  เท้าซ้ายท่านถีบเก้าอี้ของท่านตาหวังไปเบื้องขวา  แต่กลับไม่ล้มโครม  ตัวท่านเองกลับลุกขึ้นทรุดนั่งบนโต๊ะอีกตัวแล้ว   


เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงชั่วเสี้ยววินาทีนับว่าน่าหวาดเสียวอยู่บ้าง

จากนั้นท่านหันมามองกรงนกเมื่อครู่  นกตัวนั้นกลับไหม้เกรียมเหลือแต่กระดูกแล้ว


แหม่มนั้นเห็นเกิดไฟไหม้รีบเอาน้ำมารด  แต่ไม่ทันดูว่าเป็นน้ำร้อน  น้าสิบสามบ่นพึมพำว่า

“ใส่ผงแมกนีเซียมมากเกินไป”



นางยื่นเมือปาดกาน้ำออกจากมือแหม่มนั่น  แต่นางยังมิทันระวังก็ถูกกาน้ำดาดเล็กน้อย 
แต่ตาหวังกลับพึมพำว่า
“แล้วบอกให้ไม่ขยับ”


หวงเฟยหงรีบประคองน้าสิบสามไว้ปากกว่าวว่า
“ของเล่นอะไรกัน  ไหนเลยอันตรายปานนี้”


จากนั้นกล่าวกับตาหวังว่า
“ท่านตา  ยังดีที่เราดีอยู่ไม่อย่างนั้น  ท่านคงเป็นเหมือนนกตัวนี้แล้วกระมัง”

   
น้าสิบสามก็แก้ต่างอีกว่า
“ทุกครั้งมันไม่เป็นแบบนี้?”
   
ขณะนั้นมีชายชราสามคน  เป็นนักสะสมนก  เห็นนกไหม้เกรียม  ปากก็กล่าววาจาพึมพำกันสามคน

ตาหวังรีบจูงมือหวงเฟยหงมายังมุมห้อง  ปากกล่าวกับท่านว่า

“เฟยหง  น้าเจ้าไปอยู่อังกฤษมา สองปี  ร้องไห้กลับเมืองจีนแทบทุกวัน   ยังดีที่กลับมาที่นี่ เรายังเข้าใจว่าจะได้หลายเขยเป็นฝรั่งเสียอีก  เจ้าอยู่นี่ก็ดีแล้ว  เราไม่ว่าง เท่าใด  ฝากน้าสิบสามให้เจ้าดูแลแล้วกัน”
หวงเฟยหง  ร้องคำ “ดูแล”  อย่างลืมตนคราหนึ่ง

จากนั้นหันหน้าไปมองน้าสิบสามเล็กน้อย  เห็นนางชำเลืองมองตนเช่นกัน  จากนั้นขบคิดดู  คำ  “ดูแล”นี้คล้ายซ่อนความนัยต์หลายอย่างอยู่บ้าง



   หลังจากนั้นหวงเฟยหงกับน้าสิบสามและเพื่อนสตรีฝรั่งนั่น ต่างกราบลาตาหวังและแขกเหรื่อบนโรงเตี้ยม  ทั้งสามพอเดินเข้าสู่ตรอกซอยสี่แยก  น้าสิบสามก็กล่าวว่า
“ฉันจะพาโจวแอนด์นา  เดินท่องฝอซานเธอนำสิ่งของสัมภาระกลับไปเป่าจือหลินก่อนเถอะ”



กล่าวจบยัดเยียดสิ่งของใส่มือหวงเฟยหง  หวงเฟยหงรู้สึกลิ้นคับปากติดขัดที่ลำคอ  ท่านยังมิได้ตอบรับหรือกล่าวว่ากระไร  นางกับหญิงสาวฝรั่งนั่นก็เดินแบกเครื่องถ่ายภาพอะไรนั่นจากไป
หวงเฟยหงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง  รู้สึกเหนื่อยหน่ายใจอยู่บ้าง  แต่ท่านทราบว่านางเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ  พอกลับมาก็อยากเดินดูความเปลี่ยนแปลงของเมืองเป็นธรรมดา



สิ่งของกระเป๋าสัมภาระมีทั้งสิ้น สี่ห้าใบ  หากแม้นนางมาด้วยยังพอทำเนา  แต่ท่านเพียงคนเดียวไหนเลยหอบหิ้วแบกสิ่งของมากมายปานนี้ได้  แต่ยังดีที่เมืองฝอซานเป็นตัวเมืองที่ครึกครื้น  มีคนลากรถอยู่แทบทุกตรอกซอย



หวงเฟยหงกวักมือเรียก  คนลากรถมาสองคัน  คันหนึ่งให้ขนสัมภาระข้าวของ  อีกคันท่านเป็นคนนั่งเอง  บอกพวกมันว่าไปร้านเป่าจือหลิน




 เมืองฝอซาน  เป็นตัวเมืองที่ครึกครื้นตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว มาตรแม้นว่ามิใช่เมืองท่าสำคัญดังเช่นเมืองกวางโจว(ก่วงโจว)  แต่ก็ยังมีการค้าขายมากมายกว่าหัวเมืองอื่น 




 หวงเฟยหงเกิดที่ฝอซาน  ตั้งแต่เมื่อครั้งท่านยังเล็กก็เดินทางไปติดตามบิดาไปหลายที่  ไม่ว่าจะเป็นวัดเส้าหลิน  เขาเส้าสือ  หรือแม้กระทั่งวัดเส้าหลินมณฑล ฮกเกี้ยนก็ตาม แต่นับมืองฝอซานและกวางโจวเป็นสถานที่ที่ท่านไปมาหาสู่อยู่บ่อยครั้งที่สุด




  ขณะนั้นรถที่ท่านโดยสารใกล้เข้าสู่เป่าจือหลินเต็มที  อีกเพียงสองตรอกแล้วเลี้ยวซ้ายก็เป็นร้านเป่าจือหลินอันเป็นสถานที่พักพิงของท่านและเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลาย




  แต่แล้วท่านกลับได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมที่ด้านหลัง  พอหันไปมอง  เห็นเป็นชาวบ้านพ่อค้ากลุ่มหนึ่งวิ่งห้อมาทางด้านท่าน  คนหน้าสุดแบกร่างๆหนึ่งเอาไว้  แต่มันอยู่ไกลเกินไปท่านมองไม่ออกว่าเป็นสตรีหรือบุรุษหนุ่มสาวหรือชรา  พวกมันร่ำร้องวุ่นวาย  แต่พอจับใจความได้ว่า
“รีบพา  ลุงจ้าวไปเป่าจือหลินเร็วเข้า  ก่อนที่มันจะสิ้นใจ”



หวงเฟยหงบอกคนลากรถทั้งสองว่า
“ตรงไปเป่าจือหลินอย่าได้หยุด”



 กล่าวจบกระโดดลงจากรถลากเท้าพอสัมผัสพื้นก็สะกิดตัววิ่งตะบังไม่กี่ก้าว  ก็ถึงคนกลุ่มดังกล่าว
เหล่าชาวบ้านพอเห็นท่านก็รีบกล่าวว่า
“อาจารย์หวงลุงจ้าวถูกทหารฝรั่งยิง  อาการน่าเป็นห่วง ...”



  จากนั้นหยุดหอบหายใจเล็กน้อย  หันหลังกลับไปมองเห็นทหารฝรั่ง สองสามคนถือปืนวิ่งตามมาทั้งท่าจะยิงอยู่หลายครา  จากนั้นกล่าวต่อว่า
“เป็นพวกมันเอง”
“รีบพาท่านลุงไปเป่าจือหลินก่อน  รอสักครู่เราจะตามไป”




  กล่าวจบใช้สองเท้าสะกิดตัวกับพื้นร่างพุ่งโผไปด้านหลายวา  เท้าทั้งสองพอสัมผัสพื้น ก็ตวัดเท้าทั้งสองเตะอยู่สองครั้งคราทุกเท้าที่เตะออกไม่ว่าจะถีบเตะหรือตวัดเกี่ยว  ต่างลงมือรวดเร็วเม่นยำหนักหน่วง  ทหารฝรั่งสามคนยังมิทันรู้สึกตัว  ปืนไฟในมือทั้งสองข้างก็กระเด็นกระดอนหายไปที่ใดไม่ทราบ เมื่อครู่ที่แท้เกิดเรื่องราวใดพวกมันยังไม่รับรู้  จิตสำนึกยังเข้าใจว่าเป็นผีสางหลอกหลอนตอนกลางวันปากร่ำร้อง
“ My God my god”  เสียงดังอลหม่าน




  จากนั้นวิ่งหนีเตลิดจากไปยังทิศทางเมื่อขามา  อาวุธคู่มือยังไม่คิดที่จะควานหาเก็บกลับไปชาวบ้าความจริงรังเกลียดฝรั่งหัวแดงอยู่แล้ว  พอเห็นท่านลงมือสั่งสอนพวกมันต่างโห่ร้องออกมา  แต่เมื่อเห็นทหารสองคนวิ่งหนีเตลิดจากไปร้องคำ  กอดแกดๆ    อันใดไม่ทราบ  ยังเห็นทหารพวกนั้นมีท่าทางขบขัน  ต่างส่งเสียงหัวร่อครืนออกมา





   หวงเฟยหงมือซ้ายถือคันร่ม  ศีรษะสวมหมวกปีกสานด้วยใบลาน  ท่านขบคิดใคร่ครวญเห็นว่านับวันปัญหาบ้านเมืองยิ่งมาก  จากนั้นสาวเท้ายาวๆเดินกลับร้านเป่าจือหลิน  เร่งรีบกลับไปดูอาการของลุงจ้าว
บันทึกการเข้า
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2008, 12:06:16 PM »

Note ยังมีอีกเยอะนะครับยังเอามาไม่หมด

หลายคนอาจจะชอบหวงเฟยหงในภาพครูมวย

แต่ในภาพและความนึกคิดนของผมหวงเฟยหงคือ หมอผู้ใจบุญครับ 
บันทึกการเข้า
Red Army
Talent Pilot
***
กระทู้: 104


David Beckham


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2008, 11:51:44 PM »

ไว้จะมาอ่านต่อครับยาวดี
บันทึกการเข้า

lhideakil
Rookie Pilot
*
กระทู้: 32


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 11:52:34 PM »

ยาวมากๆ น่าจะเป็นสาระที่ดีนะครับ ไว้มาอ่านต่อเช่นกัน
บันทึกการเข้า
lhideakil
Rookie Pilot
*
กระทู้: 32


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 11:53:50 PM »

มานน่าจะเป็นเรื่องจิง ไหมครับ จริง 30 เท็จ ซะ70เลย -*-อยากรู้หงะ
บันทึกการเข้า
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 05:55:48 PM »

หวงเฟยหงพอกลับถึงร้านเป่าจือหลิน  ก็ร้องเรียกหลี่หยวนไคทันทีว่า

“อาไค  รีบเตรียมน้ำร้อนมาเร็วเข้า” 
หลี่หยวนไคเป็นศิษย์คนที่ สี่ ของท่าน  อายุราวๆ สิบเจ็ดสิบแปด  เค้าใบหน้าค่อนข้างสัตย์ซื่อโง่งมอยู่บ้าง  หลี่หยวนไครับคำแต่ไกลคราหนึ่ง   



หวงเฟยหงพอเดินเข้าสู่ห้องจ่ายยา  ก็เห็นลุงจ้าว  นอนโทรมกับเตียงตัวหนึ่งเท้าทั้งสองข้างตกห้อยลงพาดกับตั่งตัวน้อย  ข้างกายซ้ายขวามีคนมุงดูอาการร้องเอะอะโวยวายไปมา





   หวงเฟยหงบอกให้เงียบเสียงลง  พวกมันก็ไม่กล่าววาจาต่อ  ท่านทรุดนั่งลงกับเก้าอี้ข้างเตียงตัวนั้น   มือทั้งสองข้างจับมีดเล่มหนึ่งที่ถูกแช่กับน้ำร้อนให้สะอาด   เห็นท่านใช้สองมือผ่ากระสุนใช้เหล้าขาวล้างแผลพอกยาทายาชา  ปากกล่าวให้กำลังด้วยน้ำอันเสียงนุ่มนวลไม่หยุดยั้ง  เนิ่นนานชั่วครู่หนึ่งก็ผ่ากระสุนออกมาได้จากนั้นถอนหายใจเฮือกหนึ่ง   วางเครื่องมือรักษาบาดแผลลงกับอ่างน้ำ


   
   
   ลุงจ้าวได้รับบาดเจ็บช้ำมิหนำซ้ำยังถูกหอบหิ้วมาแต่ไกล  บังเกิดความเหนื่อยล้าตั้งแต่แรก  ท่านพอผ่ากระสุนล้างแผลให้มันเสร็จสิ้น  มันก็หลับใหลไป



   หวงเฟยหงกล่าวถามชายขายผลไม้คนหนึ่ง  กล่าวถามมันว่า
   “พี่ชายลุงจ้าวถูกยิงได้อย่างไร?”

   “เราเดินไปท่าเรือคิดซื้อหาปลามาทำอาหาร  พอดีเห็นลุงจ้าวเลยทักทายมันคำสองคำ  มันบอกว่ามาซื้อตั๋วขึ้นเรือไปเทียนจิน (เทียนสิน)  แต่เราพอพูดคุยกับมันเสร็จก็เดินจากมันมา  แต่เรือเทียบท่ามีหลายลำเกินไป  คนแก่เฒ่าหูตาฝ้าฟาง  มันไม่ทันระวังขึ้นเรือผิด  กลับถูกพวกฝรั่งยิงใส่นัดหนึ่ง    ยังดีที่คนแถวนั้นเห็นเข้ารีบช่วยเหลือมันออกมา”



   “พวกฝรั่ง  นับวันยิ่งไร้เหตุผล  ยังไม่ทันได้สอบถามก็ยิงคนส่งเดชเมื่อเช้าเราไปเชิดสิงโตส่งไต้เท้าหลิวก็เหมือนกัน  แค่ประทัดถูกจุดพวกมันก็ยิงคนไหล่หลุดไปหนึ่งคน  เห็นที...............”




   กล่าวยังมิทันจบ  ก็ได้ยินเสียงทางหน้าร้าน  ทั้งก้องกังวานทั้งใหญ่ทุ้ม  เพียงแต่ฟังสุ้มเสียงก็บ่งบอกว่าผู้ร้องเรียกเป็นคนอ้วนฉุ  หวงเฟยหงพอได้ยินก็สั่งลูกศิษย์ว่า
   “อาหยงนี่  รีบเปิดประตูให้มันเร็ว”



   จากนั้นได้ยินสุ้มเสียงกุกกักกุกกัก   เพียงแต่ฟังดูก็ทราบว่าเป็น “อาหยงนั่น”  เปิดประตูมา   คนของร้านเป่าจือหลินสองคนรีบไปเปิดประตูทัน  มันสองคนพอไปเปิดประตูก็เห็นชายร่างอ้วนฉุคนหนึ่งแต่งกายเช่นพ่อค้าไปตลาด  ประตูของเป่าจือหลินก่อนถึงห้องขายยาจากทางหน้าร้านมีทั้งสิ้นสามชั้น   ชั้นแรกเป็นประตูทางเข้ารั้ว บานที่สองเป็นบานกั้นระหว่างทางเดินกับลานฝึกมีแต่ประตูไม่มีกำแพงกั้น  ระหว่างประตูบานแรกมีไม้วางขวางกั้นตอกตีติดกับพื้น  แต่ “อาหยง”  ไม่ทันระวังสะดุดประตูล้ม  ยังดีที่ศิษย์สองคนนั่นที่มาเปิดประตูเปิดประตูทัน  แต่อาหยงเป็นศิษย์คนแรกของหวงเฟยหง  จะอย่างไรมีฝีมือติดตัวร่างพอล้มลงก็ม้วนตัวกลิ้งไปกับพื้นด้านหน้าตลบหนึ่ง  พอลุกขึ้นมาก็กล่าวว่า

   “ยังดีที่เด็กน้อยเจ้าสองคนมาเปิดประตูทัน  ไม่อย่างนั้นเห็นทีประตูต้องพังอีกแน่  เอาไว้เราจะเลี้ยงน้ำชาวันหลังแล้วกัน”



   กล่าวจบก็เดินไปเบื้องหน้า  พอผ่านพ้นลานฝึกก็มีประตูก็มีแผงประตูไม้กั้นหลายซี่หลายบาน  แต่มันมีร่างอ้วนฉุอุ้ยอ้ายเดินไม่ระมัดระวัง  หลี่หยวนไคพอดีเปลี่ยนน้ำให้อาจารย์   ทั้งสองเดินแทบจะชนกัน  ยังดีที่ว่าม้วนตัวเอี้ยวกายหลบทันท่วงที่   อาหยงเห็นหลี่หยวนไคสองมือถืออ่างน้ำทราบว่ามีคนถูกยิง  เลยถามมันว่า
“ใครถูกยิงอีก?”
“ก็ลุงจ้าวคนขายผักที่ตลาด”
“แล้วมันถูกยิงได้อย่างไร?”
“เราเองก็ไม่ทราบ  พี่ไปดูอาการมันด้านในเถอะ”
กล่าวจบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปเปลี่ยนน้ำให้แก่อาจารย์ตน



   อาหยง  คือศิษย์คนแรกของหวงเฟยหง   เรียกว่าหลินซื่อหยง  แต่มันขายหมูตั้งแต่เด็กคนเห็นมันร่างอ้วนฉุเหมือนหมูต่างก็เรียกมันว่า “หมูตอนหยง”  บ้างก็เรียกมันว่า  “หยงขายหมู”  มีไม่กี่คนที่เรียกมันว่า “หลินซื่อหยง”  มันกับหวงเฟยหงอายุห่างกันไม่น่าจะเกินสองปี  ครั้งที่หวงเฟยหงยังติดตามบิดาท่านร่อนเร่ไปมา  ได้พบประกับมันอยู่บ่อยครั้ง  ครั้งหนึ่งท่านพลัดหลงกับบิดาท่าน  ท่านไม่พกเงินติดตัวแม้สักหุนก็ได้อาหยงให้ที่พักพิงหลบฝนในวันนั้น  พอเช้ารุ่งขึ้นท่านติดตามมันไปตลาด  มีนักเลงกลุ่มหนึ่งอ้างว่ามาเก็บค่าคุ้มครองก่อกวนตลาดวุ่นวาย  ตอนนั้นท่านเป็นเด็กหนุ่มความคิดอ่านยังไม่รอบคอบก็ลงมือสั่งสอนนักเลงกลุ่มนั้น  นับตั้งแต่นั้นมันท่านก็สอนวูซู(เรียกว่ากังฟูก็ได้นะ)ให้กับมัน  นับตั้งแต่นั้นมันนับมันเป็นศิษย์คนแรกเป็นเวลาร่วมเกือบสิบปีแล้ว







   อาหยงพอเดินเข้าประตูไป  ด้านหลังก็มีคนเดินถือถาดวางขวดยามา  พอเดินเข้ามันระวังแต่ถาดยาไม่ดูพื้นสะดุดไม้บานประตู   แทบล้มลงกับพื้น  ยังดีที่อาหยงยกเท้าขึ้นพยุงร่างและแขนมันไว้ไม่ให้ขวดยาตกพื้นปากกล่าววาจาเหน็บแนมมันว่า
“นี่อะไรกัน  ไอ้เหยินซู  จะเทยาทิ้งอีกแล้วหรือ?”





เห็นคนผู้นั้นมีฟันด้านบนเหยินหลายซี่  คนผู้นี้แซ่ซู  คนมักเรียกว่า “ซูฟันเหยิน”  บ้างก็เรียกว่า “ฟันเหยินซู”  มันเกิดและเติบโตขึ้นที่ลอนดอน  ดีที่บิดาของมันรู้จักมักคุ้นกับหวงเฟยหง  มันศึกษาวิชาแพทย์ฝรั่ง  แต่พอกลับมาเมืองจีนก็พูดภาษาจีนติดๆขัดๆ  มันตั้งใจจะเรียนวิชาแพทย์แผนจีนกับหวงเฟยหง   ท่านก็รับมันเป็นศิษย์  แต่มันสนใจแต่วิชาแพทย์ไม่ชมชอบต่อยตี  ท่านจึงไม่ค่อยได้สอนมวยให้แก่มัน



เห็นซูฟันเหยินส่งเสียงขู่คำราม  คิดที่จะกล่าวอะไรออกมาแต่แล้วติดที่ลิ้นกล่าวไม่ออก




อาหยงเห็นมันกล่าววาจาไม่ได้  ก็กลั่นแกล้งมัน  หดริมฝีปากด้านล้างเข้ายื่นฟันด้านบนออกมา  ส่งเสียงในลำคอ  เป็นการล้อเลียนฟันที่เหยินอันเด่นชัดของ “ ซูฟันเหยิน”  ปากก็กล่าวว่า

“เรียกศิษย์พี่สิ”
ซูฟันเหยินพยายามกล่าวหลายครั้งคราท้ายที่สุดได้แต่คำ “หมูตอน”  คำเดียว
อาหยงก็บอกว่า
“กลับมาเมืองจีนตั้งนานยังกล่าววาจาไม่คล่องอีก  ราวกับว่าเป็นทารกเพิ่งหย่านมก็ปาน”




หวงเฟยหงได้ยินเสียงเอะอะทราบว่าศิษย์ทั้งสองมีปากเสียงก็ร้องบอกว่า
“รีบเอายามา”
อาหยงอยากเอาใจอาจารย์  ก็ยื่นมือแย่งถาดยาจากเมือซูฟันเหยินปากกล่าวว่า
“พูดยังไม่ชัด  จะหยิบถูกได้อย่างไร”
จากนั้นกล่าวกับหวงเฟยหงว่า
“อาจารย์หยิบยาอะไร”
“ยาห้ามเลือด”





อาหยงอ่านป้ายยาที่แปะตามขวดยาสีขาวบนถาด  แต่ยานี้เป็นยาสมุนไพรแต่ละคำก็มีแต่คำที่แปลกประหลาด  มันร่ำเรียนมาน้อยพอรู้บ้าง  ปากจึงกล่าวว่า
“อาจารย์  ที่จริงเราทราบหนังสือไม่กี่ตัวจะหยิบถูกได้อย่างไร”
“ยังมีหน้ามากล่าวแดกดันอาซูอีก”  จากนั้นท่านหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
“อาซู  หยิบยาห้ามเลือดมา”




ป้ายยามีสองด้าน    คือด้านตัวอักษรจีนและภาษาอังกฤษ  ซูฟันเหยินแม้อ่านหนังสือจีนไม่คล่องแคล่วเท่าใด  แต่ภาษาอังกฤษคล่องยิ่ง  ไม่นานก็หยิบยาขวดหนึ่งยื่นให้แก่หวงเฟยหง




หวงเฟยหงพอกยาให้แก่ลุงจ้าวเล็กน้อย ลุงจ้าวหลังจากหลับใหลชั่วครู่ก็ฟื้นตื่นขึ้นมาอีก  เห็นหวงเฟยหงกล่าวอะไรกับมันเล็กน้อย  ฟังได้ว่าท่านบอกให้มันพักผ่อนให้หายดี  จากนั้นบอกมันว่ารับประทานยาอย่างไร  รับประทานอาหารอย่างไรจึงจะเพียงพอ




หวงเฟยหงพอกล่าววาจากับคนไข้เสร็จสิ้น  อาหยงก็ถามว่า
“อาจารย์ที่แท้เกิดเรื่องราวใดขึ้น?”




หวงเฟยหงบอกเล่าสาเหตุเล็กน้อยจากนั้นกล่าวว่า
“ในเมืองนี้มีแต่ทหารฝรั่ง  เกิดเรื่องทีไรผู้รับเคราะห์ก็เป็นชาวจีน”
อาหยงได้ยินดังนั้นก็มีโทสะยิ่ง  เดินออกไปลานประตูหยิบสามง้ามขึ้นมาเล่มหนึ่ง  กล่าวเสียงดังโผงผางว่า


“ใครยังไม่อยากตายบ้าง  อย่าไปหวังพึ่งพาสุนัขแมนจู  มันยกทัพมาตีเมืองเรา ตอนนี้สมคบคิดกับฝรั่งจะขายเมืองของเรา  พี่น้องเราพวกเราขึ้นไปต่อยตีกับ.........”




คำ “เรือฝรั่ง”  ยังมิทันได้กล่าวออกมา  ก็ร้องสึกว่าถูกน้ำเย็นสาดใส่  พอหันกลับไปเห็นเป็นซูฟันหยินถืออ่างน้ำกล่าวตะกุกตะกักว่า
“จ จ ใจเย็นก่อน”



หวงเฟยหงกล่าวว่า
“อาหยงอย่าวูวาม  เรื่องนี้เกี่ยวข้องถึงความเป็นความตาย  พรุ่งนี้อย่าไปก่อเรื่องที่ไหนเชียว  เราจะไปพูดกับผู้ตรวจการให้มันเอาเรื่องกับฝรั่ง  ไม่อย่างนั้นอีกไม่นานคนจีนไม่มีแผ่นดินให้เหยียบแน่”   


ราชวงศ์ชิงก่อตั้งมาแล้วสองร้อยกว่าปี  ชาวฮั่นเช่นอาหยงมีบ้างที่ยังไม่หายเจ็บแค้น  เรียกขุนนางข้าราชการว่าสุนัขแมนจู  แต่ศึกภายในประเทศก็มากมี  ปัญหาความกดดันจากต่างชาติก็ไม่น้อย  หวงเฟยหงรู้สึกหนักใจอยู่บ้างไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี





อาหยงแม้เกลียดชาวแมนจูเรีย  แต่ก็เชื่อฟังอาจารย์ตลอดมา ได้ยินท่านกล่าวเช่นนี้ไหนเลยมีความคิดเป็นอื่นได้?  ดังนั้นได้แต่รับคำคราหนึ่ง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: