หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานโจรสลัดเทวดากับยอดขุนพลไกเซอร์ !!!  (อ่าน 512 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
identity
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 05:46:08 PM »

เมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ แม่น้ำ สายลม แสงสว่างและความมืดมิด มอบความรักความหวังและความเข้าใจต่อชีวิตให้แก่ผู้คนฉันก็ขอมอบความภักดีต่อความสง่างามนิจนิรัน


บทที่ 1 : การพบเจอ เรื่องบังเอิญ หรือความตั้งใจ

   มือที่ซีดเหลือง นิ้วที่เรียวยาวพองาม ถูกวางลงบนแผ่นเปียโน ครั้งแล้วครั้งเล่าดีดขึ้นลง  กอปรกันเป็นท่วงทำนองอันสะเดาะหู สลับเสียงสูงต่ำ ช้าเร็วแผ่วเบาหรือดังก้อง  คล้ายกับคลื่น ณ ห้วงมหาสมุทรอันสุดจะหยั่งฟังไปแล้วคล้ายคลุ้มคลั่ง  แต่กลับนิ่งสงบ  เหมือนโศกสรร  แต่คล้ายยินดี

   ฉันมองออกไปเบื้องหน้าบ้าง เบือนหน้าออกไปยังเวทีบ้าง
   
   “คาซิเนียร์ คุณทราบหรือไม่ ผมเฝ้ารอวันนี้มาโดยตลอด สามปี สี่ปี จนแล้วจนเล่าป็นเวลากว่า สิบปี  จนกระทั่งคุณหมดพันธะกับท่านหลอด เวอร์เก้น ผมได้แต่เฝ้าอวยพรหาคุณ อวยพร อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้คุณปลอยภัยไร้ทุกไร้โศก  จนแล้วสวรรค์ท่านก็เมตตาผม ในที่สุดคุณก็มาหาผม” ชายหนุ่มสวมเสื้อ สีเขียวทับด้วยผ้าคลุมสีน้ำเงินยาวพูดกับหญิงสาวที่นอนหนุนตักของตนที่เบื้องหน้า

   “มีเรื่องมากมาย ที่ฉัยอยากพูดคุยกับคุณ  มีเรื่องน่าทรงจำมากมายแต่ก็ไม่อาจถ่ายทอดได้  แต่ก็ช่างมันเสียเถอะ  ตอนนี้ฉันมีความสุขมากนัก  หากแต่เพียงว่าฉันมีเรื่องหนึ่งที่เป็นอันทุกข์ใจ จนมิอาจหลับฝันพักผ่อนได้ “ หญิงสาวร่างบอบบาง อ้อนแอ้นแน่งน้อย แทบเป็นเป็นไม้กระดาน ผมสีส้มที่ไว้สั้นพองาม สวมชุดสีเงินกระโปรงบานเลยหัวเข่า พูดตอบอีกฝ่าย

   “มีเรื่องอะไรหรือ?”
   “จำค่ำคืนนั้นที่ดาดฟ้าวิหารณ์ นภาเพลิน ได้หรือไม่”
   “ไหนเลยจะจดจำไม่ได้ ค่ำคืนอันมิอาจรู้ลืมคำนั้น ยังติดตราตรึงใจผมอยู่ตลอด”
   “คืนนั้น ฉันถามคุณว่า “ทราบหรือไม่หากมีสถานที่หนึ่งที่ฉันอยากไป ที่นั่นเป้นที่ใด” ฉันบอกว่า “ที่แห่งนั้นคือฟากฟ้าอันไกลโพ้น  ที่อันว่างเปล่าแห่งนั้นมีสิ่งที่สวยงามหรือสิ่งที่น่าพลั่นพรึงรออยู่หรืออย่างไร  ฉันอยากไปสัมผัสมัน หากได้อยู่ทาบกลางหมู่ดวงดาว นั้นจะน่ารื่นรมย์เช่นไร” สิ่งที่ฉันอยากจะพูดต่อไปนี้ ไม่ได้ต้องการให้คุณตอบหรือแม้แต่จะรับปาก หลังจากค่ำคืนนี้แล้วตัวฉันคงไปอยู่ที่ใดสักแห่งบนความเวิ้งว้างนั่น แล้วคุณจะตามไปค้นหากับฉันได้หรือไม่
   
   ชายหนุ่มยกมือสตรีสาวขึ้นมาแนบกับแก้มตัวเอง
“ไม่ว่าที่แห่งใดล้วนไม่อาจห้ามตัวผมได้” กล่าวจบ มือหญิงสาวที่อยู่ข้างแก้มขาวตกลงอย่างแผ่วเบาใบหน้าปรากฏรอยยิ้มน้อย เปลือกตาหลับลงไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก

ชายหนุ่มน้ำตาไหลเล็กน้อย
ห้วงทำนองเพลงขับขานกันระหว่างเปียโนกับไวโอลิน ดังสลับกันไปมาคล้ายอ้อล้อ เรียกขานกัน บรรเลงเศร้าโศกคล่ำครวญกับการลาจากครั้งนี้  แต่แล้วช่วงท้ายบทบรรเลงกับแปลเปลี่ยนคล้ายเสียงแห่งความยินดี เหมือนดั่งตะวันแรกแย้มท้องฟ้าเบิกบาน  จนในที่สุดเสียงบรรเลงค่อยๆเบาลง  ม่านฉากถูกรูด

ผู้คนที่อยู่เบื้องล่างลุกขึ้นยืน ทำการปรบมือเสียงดังใหญ่  บางคนถึงกับร้องไห้เพราะความซาบซึ้งก็มี


   ชายหนุ่มแต่งตัวเรียบง่ายปรากฏอยู่บนเวที ก้มโค้งลงอย่างสวยงาม พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งว่า
   “ขอขอบคุณทุกท่าน ที่ให้ความกรุณามารับชมละครชุดนี้  ชะตาของวันพรุ่งนี้นั้นพวกเราไม่อาจทราบได้  แต่ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากมีโอกาสที่เราได้พบกันอีก  หวังว่าคงจะสร้างความประทับใจกว่านี้”

   กล่าวจบ ผู้ชมทั้ง 180 คนเดินออกจากโลงละคร บ้าง  เสียงอื้ออึงอลวนล้วนแล้วแต่เอ่ยปากถึงละครเมื่อครู่นี้

   “โซพิส เธอแสดงได้ดีมากนะเมื่อครู่นี้น่ะ”ฉันเอ่ยปากชมผุ้ที่แสดงเป็นคาซิเนียร์
   โซพิสยิ้มแป้นก่อนตอบด้วยความเขินอายอยู่บ้าวว่า
“ไม่หรอก หากไม่ได้แขกพิเศษอย่าง เฟเชียน่าให้เกียรติมาบรรเลงเปียโนสุดพิเศษนี้ในรอบนี้ให้คงไม่มีคนปรบมือให้เยอะแบบนี้หรอก”
“ใช่ๆ ผมเล่นมาสิบรอบยังไม่มีคนปรบมือเสียงดังขนานนี้เลย” ชาวหนุ่มที่เล่นเป็นตัวเอกร่วมสมทบ
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เป็นเพราะเธอพัฒนาการตัวเองทุกวันต่าหากล่ะ ดอร์เชอเรล”ฉันตอบไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เอาเถอะ นะอย่ามัวแต่ยอกันเองเลย ได้เวลาอาหารแล้วจ๊ะ”

ฉันหันไปดูยังต้นเสียงอันสดใสก้องกังวานนั่น หญิงสาวร่วมร่างเล็กใส่แว่นตา ส้มสีน้ำตาลมัดเปียสวมเสื้อสีเหลืองมัดเอวหลวมๆ  เบแครไลน์นั่นเอง

แครไลน์เดินเข้ามาในเต้นพูดพร้อมขยิบตาซ้ายว่า “วันนี้น่ะมี ชิสเค้กเชอรร่ ไวน์องุ่น เนยไม่ติดมัน กับฟรุตสลัดด้วยน๊า”  คำพูดตอนท้ายน้ำเสียงลากยาว มือนิ้วตีกันแปะทำหน้าครุ่นคิด

ฉันหันไปมองโซฟิส  หญิงสาวหน้าตาเหม่อลอย ตาโตลุกวาวปากอ้าตาข้าง น้ำลายไหลยืดออกจากปากไปเสียหยดสองหยด 

   “เฮ้ ๆ  น้ำลายไหลแล้วนะ”เสียงผู้หญิงแหบๆ อีกเสียงหนึ่งดังเข้ามา หญิงสาวรูปร่างผอมสูง ช่วงขาที่เเรียวยาว ผมตรงที่เรียบร้อยปล่อยสยายเดินเข้ามาด้านใน เฮริซ่านั่นเอง

   โซพิสขวยเขินเอียงอายิ่งรีบเดินออกจากเต้นน้อย

ปากพำพัม“แฮร้ๆ  วันนี้เล่นดีทั้งทีกินให้หนำใจเลยสิคอยดู”อยู่ไม่ขาด



   คืนนี้เป็นคืนเพ็ญ  ท้องฟ้า มีเมฆหมอกบ้างพอสมควร หลังจากรับประทานเมื้อค่ำแล้วตามด้วยของหวาน ตอนนี้ก็เป็นเวลา กว่าสองทุ่มแล้ว
   
   ตัวฉันนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อเท่าใดนักหรอก โซพิสผู้มีรูปร่างบอบบางราวกับว่าใช้มือเดียวก็ยกได้ จะรับประทานเสียมากมายขนาดนั้น  ยิ่งของหวานด้วยแล้วคนอื่นแทบจะได้ชิมแค่ คำสองคำ นั่นเพราะเธอเองชอบของหวานจัด  บางทีอาจจะรับประทานมากกว่าอาหารด้วยซ้ำ

   แต่ถึงกระนั่นก็ตามแม้จะทานไปมากปานนั้นเธอก็ยังผอมแห้งขนาดนี้  มิหนำซ้ำหลังจากเพิ่งรับประทานเสร็จ ยังชักชวนผุ้คนในคณะละครเล่นรอบกองไฟ เต้นรำร้องเพลงพื้นบ้าน

   เธอมักถูกล้อเล่น ล้อเลียนเรื่องหุ่น”ไม้กระดาน”นั่นประจำ  แต่ฉันกับเห็นว่าเธอนั้นน่าลุ่มหลงปานใด  บางทีอาจเป็นเพราะรับประทานของหวานมากก็เป็นได้ จึงทำให้ใบหน้าของเธอหวานออกมาปานนั้น

   “เป็นภาพที่ดีนะ” เสียงชายหนุ่มนุ่มนวลดังข้างๆหูของฉัน “เอเรียส”เจ้าของคณะละครนั่นเอง
   “ผมอยากให้เด็กๆเหล่านี้ ผู้หญิงเหล่านี้มีความสุขทีสุดเลยนะ  ไม่ว่าอุปสรรค์ใดๆก็อยากให้พวกหล่อนก้าวข้ามมันไปได้ ...................” จากนั้นหยุดเล็กน้อยแล้วหันมาจ้องตาของฉัน ถามอย่างจริงจังว่า
   “คุณคิดยังกับความฝันนั่น...................”
   
   ฉันนั่งเหม่อมองท้องฟ้าในใจคิดเลื่อนลอย  มองไปยังที่อันเวิ้งว้างในฟากฟ้านั่น ดูเหมือนกับว่าคำตอบที่ต้องการสามารถหาได้จากตรงนั้น จนท้ายที่สุดค่อยเอื้อนเอ่ยออกไป
   “ถึงแม้ว่ามันจะยากก็ตามทีเถอะ  แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นไม่ได้  การเปลี่ยนแปลงหรือการสร้างสรรค์ทุกอย่างย่อมต้องมีอุปสรรค์แต่เราก็ต้องก้าวผ่านไปได้  บางอย่างที่สูญหายไปใช่ว่าจะสูญสิ้นเพียงเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น  หากท่านผู้นั้นเชื่อในสิ่งใดคิดกระทำการใดย่อมต้องคิดถึงผลที่ตามมาแล้ว  .......ดิฉันในฐานะผู้ภักดีก็ขอเติมเต็มในส่วนที่ท่านทำไม่ได้”
   
   “ผมอยากให้เธอมีความสุข อยากให้พวกเธอได้ไปเห็นในที่ๆไม่มีใครเห็น อยากให้เธอมีความสุขกับช่วงชีวิตของมนุษย์  ชีวิตคนนั้นช่างแสนสั้น คล้ายกับดาวตกบนท้องนภา จะร่วงหล่นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้  แต่ผมอยากให้พวกเธอเหล่านั้นส่องประกายให้ที่สุด  ถึงแม้มันจะไม่ใช่นิจนิรันด์ก็ตามแต่มันก็จะเฉิดฉายที่สุด คุณเข้าใจความคิดผมใช่หรือไม่” เฮเรียสระบายออกมาด้วยน้ำเสียงอัดอั้นตันใจ ถึงแม้สีหน้าจะยิ้มแย้มก็ตาม

   ฉันยิ้มมอง ยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ  เหมือนกับว่าไม่มีปัญหาใดที่รุมเร้าได้
   “โซพิสเป็นคนที่วิเศษมากคล้ายกับว่ากำลังเติบโตตลอดเวลา  หากก้าวเดินต่อไปไม่ว่าหนทางจะเป็นอย่างไรก็ต้องผ่านไปได้”
   
   เฮเรียสสีหน้าครุ่นคิด น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเชิงอ้อนวอน กล่าวออกมาในท้ายที่สุดว่า
   “ผมกลัว ไม่สิ ผมเกรงว่าผมจะไม่ได้อยู่ส่งพวกเธอจนถึงที่สุด  ดังนั้นหากเมื่อยามเกิดปัญหาคุณจะคอยช่วยเหลือได้หรือไม่”
   “ฉันจะคอยเฝ้ามอง พวกเธอตลอด และคอยดูแลจนกว่าจะไปถึงจุดนั้น  ฉันรับรอง” ฉันพยักลงเล็กน้อย  เพื่อเป็นการยืนยัน

   

     รุ่งขึ้นพวกออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู  ผ่านทุ่งหญ้า “ชาลิทาเลียร์”   ทุ่งหญ้านี้แสนเวิ้งว้างยิ่งนัก  ตามรายทางก็มีฝูง ม้าฝูงแกะที่ชาว เมืองบริเวณเหล่านี้เลี้ยงไว้บ้างประปลาย  คณะละครเป็นคณะขนาดกลางมีทั้งสิ้น ยี่สิบหกคนรวมฉันเข้าไปก็ยี่สิบเจ็ด

   พวกเราไม่ได้เร่งรีบเดินทางนัก  อีกสองถึงกำหนดนัดหมายกับ “ท่านผู้นำ”ที่เมืองเอลฟิส  แน่นอนตัวฉันเองในผู้เชื้อเชิญนั้น เป็นอีกเสมือนผู้อารักขาคณะเดินทางเหล่านี้ไปด้วย  แต่อันที่จริงๆ  เห็นเป็นคณะละครแบบนี้แล้วก็ตาม  แต่ทั้งเฮเรียสและเฮริซ่าเองต่างก็เป็นผู้ลากหมากดี  เฮเรียสเป็นนักค้นคว้า ชอบศึกษาศาสตร์ต่างๆ  โดยเฉพาะยิ่งความรับเรื่อง “พื้นที่อันเวิ้งว้าง”ยิ่งให้ความสนใจเป็นอย่างดี เฮริซ่าผู้เป็นน้องสาวก็เป็นคนมีความสามารถในหลายด้านแต่กลับไม่คลั่งไคล้ดนตรีและการเต้นรำเท่าพี่ชาย หากทว่าเรื่องขี่ม้า และ “พิสุทธเวทย์”รับรองได้ว่าหาคนเทียบได้ยาก

   “นี่ เฟเซียน่า เรามาแข่งม้าเร็วกันมั้ย”โซพิส ร้องชวนจากด้านหน้านู่น หล่อนอยู่หัวขบวนสุดส่วนฉันนั้นรั้งท้ายขบวน

   ฉันกระตุกม้าเร่งฝีเท้าไปจนใกล้กับ ม้าสีขาวเงินของโซพิส  หากเป็นคนอื่นอาจจะร้องตอบแล้ว  แต่สำหรับเฟเซียน่าแล้วการพูดจาเบาๆ ดูเหมือนในความสนิทกับอีกฝ่ายมากกว่า
   “เอ๋ ทำไมไม่ชวน เฮริซ่าล่ะ เธอเองก็ขี่ม้าเก่งเหมือนกันนี่” ฉันตอบพลางใช้สายตาเบือนไปทางเฮริซ่า ที่ควบขี่ม้าสี่แดงกล่ำ

   
   “อย่าดีกว่าเลย  ก็ริซ่าชอบเหน็บแนมฉันเรื่องขี่ม้าจะตาย อีกอย่าง แข่งกับเฟเซียน่านี่ ได้ฝึกไปในตัวด้วย”
   โซพิส แลบลิ้นออกมา น้ำเสียงคล้ายคนยอมแพ้ หมดซึ่งเรี่ยวแรงไร้หนทางต่อสู้
   “ถ้าอย่างนั้นล่ะก็ตามมาให้ทันแล้วกัน”
   สิ้นเสียงฉัน  ทั้งม้าทั้งคนต่างกระโจนยังเบื้องหน้าด้วยความเร็วสูง  จะแข่งม้าเร็วต้องชิงออกตัวก่อนนี่คือข้อปฏิบัติที่ฉันยึดถือเสมอ
   “ชิ เล่นโกงกันนี่นา  งั้นขอตามบ้างล่ะ” สิ้นเสียงโซพิสก็หวดแพ้ลงบนม้าสีขาวเงิน  ทะยานตามมาติด
   
   “เอ๊ะ เล่นเป็นเด็กไปได้ สองคนนี่ล่ะน้าขี่ม้าเมื่อไหร่เป็นแบบนี้ทุกที”เสียงของแคร์ไลน์ร้องไล่หลังตามมา
   “ว่าแต่งานนี้ตอนไหนจะเลิกล่ะเนี่ย” เธอพูดพำพัมกับตัวเอง
   “ปล่อยๆไปเถอะ  ให้เฟเซียร์น่าฝึกให้จะได้เก่งขึ้นไง” เฮริซ่าตอบออกมา พร้อมกับเฝ้ามองการแข่งอยู่ห่างๆ เธอกับเฟเซียร์น่าใครจะเก่งกว่าใครนั้นตอนนี้เธอก็ยังคงคิดอยู่


   ฉันได้แต่เจ็บใจตัวเอง ทำไมกันนะฉันถึงเกิดมาไม่มีพรสวรรค์เอาเสียเลย  ขี่ม้าก็ไม่ได้เรื่อง  ฉันได้แต่มองเฟเซียร์น่าที่ห่างออกไปไกลๆ ทุกที  ฉันได้แต่ถอนหายใจกับตัวเอง  แต่แล้วอีกใจหนึ่งก็ฉุดคิดขึ้นมาได้ 
   “คิดอย่างนี่ไม่ได้หรอก  หากเอาแค่คิดเสียแบบนี้เธอก็คงจะได้แต่ตามคนอื่นอยู่วันยังค่ำ” 
   
   “โซพิสไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นเสียอย่างไรก็ตาม ลึกๆแล้วผมเชื่อว่าคุณสามารถเดินต่อไปได้  ดังนั้นคุณมาร่วมก้าวไปสู่ฝันกับผมได้หรือไม่” เฮเรียสก็เคยพูดกับฉันแบบนี้

   ใช่แล้ว ฉันต้องทำได้..........................


   สายลมประทะใบหน้าดังพรึบๆ  ฉันชอบช่วงเวลาเช่นนี้เสียเหลือเกิน นั่นมันคล้ายกับว่าทั้งโลกใบนี้ไร้ซึ่งทุกสิ่ง หากแต่ก็หาได้เวิ้งว่างไม่  รู้สึกคล้ายว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของผืนหญ้าปลิวไหวไปตามวายุ  จนแล้วในที่สุดฉันก็ไม่ยินเสียงเกือกม้ากระทบกับพื้นเสียแล้ว

   บางทีตัวฉันเองคงเพลิดเพลินไปกับเวลาเช่นนี้มากเกินไป

   ด้วยความที่เป็นภาระหน้าฉันจึง ควบม้ากลับไปหาคณะเดินทาง  รู้สึกว่าตัวเองมาไกลเสียทีเดียว

   จนในที่สุดค่อยปรากฎภาพคณะเดินทางในคลองจักษุ โซพิสก็กลับมาแล้ว แต่ที่น่าแปลกคือ ภาพนั้นคล้ายนิ่งเงียบไม่ไหวติงปราศจากการเคลื่อนไหวหรืออากัพกิริยาใดๆ  ฉันรีบควบม้าเข้าไปยังรถเทียมม้าทันที

   “เกิดอะไรขึ้น”ฉันเข้าไปถามเฮริซ่า  ดูเหมือนว่ามีแต่เธอเท่านั้นที่มีสติ ณ เวลานี้
   “ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่รู้สึกเหมือนมีสายลมกรรโชกแรงๆมาเมื่อครู่พร้อมกับพับพาควันยาสลบมาด้วย  แล้วปรากฎกลุ่มโจรปล้นม้า พวกหนึ่งเข้ามาขโมยข้าวของไป แต่ที่ประหลาดคือมันเอาแต่ ภาพเขียน และเครื่องดนตรี แ ละก็ของ “สิ่งนั้น”ไป หาได้ขโมยม้าไปไม่”  เฮริซ่าตอบด้วยน้ำเสียงอิดโรย

   แสดงว่ามันมาเพื่อของสิ่งนั้น  นี่คือความคิดแวบแรกนั่นเอง
   ฉันล่วงถุงยาหอมออกมาหยิบยื่นให้แก่เฮริซ่าบอกว่า
   “เอาถุงนี้ให้ทุกคนสูดดม  มันสามารถช่วยแก้ไขพิษได้  ขอวิงวอนให้พวกเธอเดินทางไปล่วงหน้าก่อน ฉันมีหน้าที่ที่ต้องทำ”
   
   “ระวังตัวด้วย” เฮริซ่าเปรยออกมาก่อนสูดถุงหอมนั่น

   ฉันมองดูพื้นตามทุ่งหญ้า เห็นรอยเท้าฝูงม้าฝูงหนึ่งวิ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้  ฉันรีบเร่งติดตามไปโดยไม่ลังเลทันที  โดยที่ไม่รู้ว่าการพบกันกับใครสักคนในเวลาอันใกล้นี้จะนำมาซึ่งความทรงจำอันมิรู้ลืม

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ก่อนอื่นนั้นต้องบอกเลยว่าผมไม่ทราบแน่แก่ใจว่าจะคิดชื่อเรื่องว่าเสียอย่างไรดี

แต่เอาเถอะ  ผมขอใช้ชื่อว่า เพชฌฆาตพรายกระซิบ ไปก่อนก็แล้วกันเพราะมันคือฉายาของนักฟุตบอลที่ผมรักชอบที่สุดคนหนึ่ง  Marco Vanbasten ของAC Milan และ Hollandนั่นเอง

โดยส่วนตัวนั้นเรื่องนี้ผมไม่ได้รับเค้าโครงเรื่องจากนิยายหรือตำนานเรื่องใดเป็นตัวบรรดาลใจพิเศษ

หากแต่ได้รับอิทธิพลที่มีต่อตัวละครตัวใดตัวหนึ่งจากเกมหรือ นิยายหรือบุคคลจริงมาเป็นแบบจำลองของตัวละครในเรื่องนี้นั่นเอง

แล้วก็ลองเอาผูกเชื่อมโยงใส่กันให้เป็นเนื้อเรื่อง  ในรูปแบบของเทพนิยาย กึ่งคลาสสิกนั่นเอง

สำหรับตัวละครแต่ละตัวนั้นล้วนแต่มีที่มาจากตัวละครหรือคนจริงๆทั้งหมดนั่นแล


อย่างเช่น

แต่ผู้ที่เล่นเกม SRW คงจะรู้สึกว่าความสัมพันธ์และตัวละครของคณะละครเรื่องนี้นั้น มันช่างคล้ายคลึงกับเนื้อแรกของนางเอกคนหนึ่งในภาค @2 เสียเหลือเกินคำตอบนั้นใช่ครับ


ส่วนตัวเฟเซียน่านั้น ผมนำความเป็น "เลโอน่า กราซเทิ่ล" มาผสมกับ "ริคาโด้ กาก้า"แล้วออกมาได้เป็นัวเธอคนนี้  แหมทำไปได้ยังไงกันเนี่ย   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 22, 2008, 10:33:42 PM โดย identity » บันทึกการเข้า
Amuro
Talent Pilot
***
กระทู้: 120


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 10:43:07 PM »

ลงชื่อไว้ก่อนเดี๋ยวมาอ่าน
บันทึกการเข้า

identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2008, 10:32:57 PM »

ฉันควบขี่อาชาอย่างสุดกำลัง ควมตะบึงเต็มฝีเท้า  แม้จะไม่ใช่ม้าพันธ์ดีเท่าใดนัก  แต่ก็นับว่าเป็นยอดพาหนะที่เหมาะสำหรับการรอนแรมอันไกลโพ้น  แต่ม้าก็มีกรงจำกัด  หมดแรงหมดลมหายใจเป็น  ทั้งแข่งวิ่งเร็วกับโซพิส  ทั้งรีบเร่งตะบึงเต็มฝีเท้า ตอนนี้ก็ผ่านมาทั้งสิ้นร่วมร้อยไมล์  ไหนเลยที่มันจะยืนหยัดได้อีก

   ในที่สุดยอดอาชาก็ล้มลง  ฉันกระโดดออกมาทันทีที่รู้สึกว่าแรงของมันลบฮวบ  วิ่งไปตามพืนหญ้า  ตอนนี้อยู่ละแวก ป่าดิบ “ลิไอเชี่ยน”  หากไม่ติดภาระรีบเร่งติดตามโจรร้ายฉันคงหยุดชื่นชมทิวทัศน์ละแวกนี้แล้ว

   ทิวทัศน์ที่นี่หาได้สวยเลิศราวสวยดอกไม้บนสวงสวรรค์  หาได้มีน้ำตกไหลรินราวกับแม่น้ำชื่นชีวิ  หากแต่ทั้งมืดทั้งโหวงเหวง ให้ความรุ้สึกราวกับว่าสติเลื่อนลอย  เสียงหนอนแมลงร่ำร้องส่งเสียงริดหรี่เรไร  กอปรกับสำเนียงลบโบกพัดเฉื่อยฉิวเป็นขังหวะจะโคนอยู่ไม่ขาด  ให้ความรุ้สึกว้าวุ่นใจอย่างประหลาด 

ฉันลดฝีเท้าลง  มองดูตามทาง  ฝีเท้าของฝูงม้าและคนดูเชื่องช้าสับสนมาก  แสดงว่าพวกมันคงหยุดพักละแวกนี้ดูจากรอยฝีเท้าต่างๆ ฝูงโจรนี้ประกอบไปด้วย ม้าหกตัวกับคนสิบคน  นับว่าเป็นกลุ่มโจรขนาดเล็ก

สำหรับกองโจรนั้นยิ่งน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี  เคลื่อนไหวรวดเร็วลงมือครั้งเดียวประสบผลนั่นคือหลักขั้นพื้นฐานของการปลุ้นชิง

สายตาของฉันกวาดมองมันยังรอบ  ตรงหน้าเป็นทางแยกสองแพร่ง  เนื่องจากบริเวณนี้คับแค้นเกินไปจนสังเกตรอยเท้าไม่ออก  ทางซ้ายเป็นป่าเบาบาง  ทางขวาเป็นโพลงลึกแคบมีเสียงลมลอดช่องดังหวีดหวิวอยู่ไม่ขาด

   เมื่อดูจากจำนวนคนของพวกมันแล้ว ถือว่าไม่มากเท่าใด ดังนั้นทางที่ปลอดภัยกว่าคือทางที่คับแคบ  ฉันตัดสินใจวิ่งตะบึงไปตามทิศนั้นโดยไม่ลังเล

   แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาราวบ่ายโมง แต่ที่นี่นับว่ามืดยิ่ง ก้มตัวต่ำลงเล็กน้อยใช้ต้นไม้หนาแน่นเป็นตัวอำพลาง ในที่สุดวิ่งไปได้อีกชั่วอึดใจหนึ่ง พบเห็นคฤหาร์ษร้างแห่งหนึ่ง 

   ฉันออกจะแปลกใจอยู่บ้างเพราะตามนิสัยของโจรปล้นม้านั้น มักไม่ชอบการอาศัยพักพิงอยู่ใต้ชายคา  หากแต่ชอบนอนกลางดิน กินกลางซาย เวิ้งว้างตั้งเต้น มีถ้ำนอนในถ้ำ น้อยครั้งจะพักพิงใต้คฤหาร์ษ

   ม้าหกตัวนั้นถูกผูกปล่อยไว้บริเวณลานบ้าน  ดูจากพันธุ์ของมันเป็นพันธุ์ชั้นหนึ่งที่มักพบเห็นได้จากขุนนาง  ทั้งเครื่ององค์ที่บังเหียนอานม้าที่ตกแต่งล้วนทำจากสำริดกับเงิน  ยิ่งปล่อยไว้โดยมิได้ผูกเชือกแล้วยิ่งแสดงหลักฐานว่าไม่ใช่กองโจร

   เป็นของกองทหารม้าต่างหาก  ถ้าฉันคำนวณไม่ผิดนี่ต้องเป็นหน่วยจู่โจมพิเศษจากแคว้นใดแคว้นหนึ่ง  กองกำลังนี้ต้องมีฝีมือพอตัว ดูจากฝีมือการปล้นชิงที่แทบไร้ซึ่งร่องรอย  การเดินทางด้วยม้าเป็นระยะไกล  โดยที่ม้านั้นไม่แสดงอาการอ่อนล้าเลยแม้แต่น้อย

   ฉันคาดเดาเรื่องต่างๆได้อีกมากมาย  แต่ตอนนี้ต้องหยุดคิดเรื่องนั้นเสียก่อน  ทำอย่างไรจึงจะเข้าไปในคฤหาร์ษได้  ฉันมองดูบริเวณรอบ  ด้านหลังตัวคฤหาร์ษนั้นมีต้นไม้สุงใหญ่ต้นหนึ่ง  ฉันปีนขึ้นไปโดยเร็วที่สุดและเงียบที่สุดพยายาม  อากัปกิริยาของฉันนิ่งเงียบราวกับไร้ซึ่งตัวตนก็ปาน

   จากนั้นใช้เชือกมัดกับปลายกิ่งไม้ใหญ่  อีกข้างกระตกเป็นปมโยนไปพันกับปลายเสาโคมไฟ กระตุกไปมาสองครั้งเพื่อทำให้แน่นหนาขึ้นระยะจากเสาโคมไฟไปยังหลังคา เพียงแค่หนึ่งวา  ฉันกระโดดลอยตัวลงบนเชือกที่ขึงแน่น ขึ้นลงสองครั้งอาศัยแรงสะท้อนก็ถึงบริเวณโคนเสา

   จากนั้นสูดลมหายใจแรงทีหนึ่งพรุ่งไปข้างหน้าอย่างแผ่วพลิ้ว ปลายเท้าลงบนหลังคาอย่างแผ่วเบาทันที 
   
   ตัวอาคารเก่าอย่างนี้มักมีม่านกระจกอยู่บนหลังคาเพื่อรับแสง หรือมองท้องฟ้าอยู่แล้ว   พอดีกระจกนั่นอยู่ปลายช่วงห้องแรก

   ฉันล้มตัวนอนราบกับแผ่นกระเบื้องที่ลาดเอียงใช้สายตาเหลือกมองลงไปเบื้องล่าง  เห็นชายชราท่าทางอมโรคแต่งตัวซอมซ่อนั่งขดอยู่บริเวณโคนเสากลางคฤหาร์ษ  ท่าทางคล้ายไอคล้ายจามบุรุษวันฉกรรจ์ แต่งตัวรัดกุมราบเรียบคนหนึ่งยืนนั่งยองยออยู่บนเบื้องหน้า

   ดูอย่างอากัปกิริยาแล้ว คล้ายกับซักถามขู่เข็นกัน  น่าเสียดายที่บริเวณเบื้องนี้ลมแรงจัด เสียงแมกไม้ดังออดแดกตลอดจนไม่ได้ยินคำสนทนา
ฉันเฝ้ามองสถานการณ์ต่อไป  ทว่าในทันใดนั้นบานประตูหน้าถุกเปิดออก บรุษร่างผอมสูง ผมสีดำสั้นหยักศกจนแทบจะหยิก สวมชุดผ้าแพรชัดในสีเขียว ทับด้วยเสื้อคลุมสักหราดถึงหัวเข่าสีน้ำตาลทับด้านนอก เดินเช้ามา ก้มหน้าลงเล็กน้อยคล้ายกับจ้องมองพื้นอาคาร ปากพึมพำเล็กน้อยอยู่มิขาด

บุรุษฉกรรจ์ที่ปลอมเป็น”โจร”ที่เหลือต่างลุกขึ้นยืน  ท่าทางโมโหขึงขังบึ้งดึง  ชายผู้มาใหม่นั่นในที่สุดก็หยุดเดินสายตาเปลี่ยนมาเป็นประทะกันกับ”กองโจร”นั้นเต็มๆ

ชายฉกรรจ์ที่เป็นเหมือนหัวหน้านั้นย่างเท้าเข้าไปหา เล็กน้อยเอ่ยปากเอื้อนวาจา หากคาดไม่ผิดคงคาดคั้นถามว่าอีกฝ่ายเป็นใครและเข้ามาพบพวกตนได้อย่างไรด้วยเหตุอันใด

   ชายหนุ่มผมสั้นหยักศกนั้นยิ้มอย่างเยือกเย็นเล็กน้อย  อ้าปากขึ้นลงอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดทั้งสองฝ่ายต่างเข้าห้ำหั่นกัน

   ฝ่ายกองโจรสิบคน หกคนใช้ดาบเบา สองคนใช้มีดยาว ชายที่ยืนข่มขู่ชายชราใช้โซ่เส้นเล็กต่างแส้  หัวหน้านั้นใช้หอกยาว

   แต่ชายหนุ่มชุดสีน้ำตาลนั้นล้มตัวลงทันที จากนั้นอาศัยหัวไหลกระแทกผู้ที่กลุ้มจู่โจม แย่งชิงดาบเบามาไว้ในมือ หลบหลีกพาดฟันอย่างรวดเร็วชั่วครู่ล้มไปสามคน

   กลุ่มโจรนั่นเห็นเพื่อนล้มลงก็รีบตามติดทันที ชายเสื้อน้ำตาลนั่นถลันหลบไปสองเก้าในขณะเท้าพอสัมผัสพื้นโซ่ยาวก็กวาดตามพื้นมาอย่างไวว่อง  ได้แต่กระโดดตัวลอยลิ่วขึ้นสูง 

   หัวหน้านั้นเห็นช่องว่างให้จู่โจมชิงแทงหอกเข้ามาทันที คนลอยอยู่ที่สุงไร้การป้องกันไม่อาจหลบหลีกได้  ได้แต่ยกดาบขึ้นปิดป้อง

   แต่แรงกระแทกนั้นรุนแรงเสียจนดาบร่วงหล่นลง ชายหนุ่มนั้นอาศัยแรงกระแทกลอยตัวตีลังกลางอากาศทิ้งร่างลงบนโต๊ะน้ำชา

   จากนั้นก้มลงมองบนโต๊ะเห็น กระบี่(ดาบ)ราเพียร์(มัซเกเทียร์)ที่อยู่ในฝักเล่มหนี่งวางอยู่บนโต๊ะ ใช้เท้าช้อนกระดกตามมา

แต่โจรคนถือดาบคนหนึ่งก็ตามติดเข้ามารวดเร็วเกินไป ตวัดดาบฟันโคนขา  ชายหนุ่มเสื้อสีน้ำตาลนั้นแทงดาบเรเพี่ยนต้านทานรวดเร็วทั้งทียังไม่ออกจากฝัก

   แต่คมดาบและแรงประทะมากเกินไปในที่สุดฝักดาบแตกสลาย  ชั่วพริบตานั้นเกิดประกายเจิดจรัสสีฟ้าเขียวขึ้นทั่วท้องอาคาร ประการเลียบแลบแปลบปราบเพียงครั้งคราคล้ายแสงไสยเวชอยากดวงดารา เพียงพริบตาคนร้ายต่างล้มลงทันที !!   
   
   ชายหนุ่มนั่นท่าทางร้อนรนเร่งรีบไปหาชายชรา  ดูจากท่าทางและการแสดงออกนั้นทั้งสองคงรู้จักมักจี่กันเป็นอย่างดี

   จากเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ชายทั้งต่างวัยทั้งสองไม่น่าจะเป็นพวกเดียวกับพวก”โจร”นั้น  วันที่สุดฉันตัดสินใจทุบม่านกระจก  กระโจนลงสู่เบื้องล่าง

   “นั่นใครกัน”  พอเสียงกระแตก”เพล้ง” ชายหนุ่มชุดสีน้ำตาลนั้นก็ตวาทถามทันที  แต่น่าแปลกนักที่บุรุษอายุราว ยี่สิบสามยิ่สิบสี่ จะมีเสียงเช่นนี้  ถึงแม้ว่ามันจะไม่แหลมเล็กก็ตาม  แต่ก็เล็กจนน่าแปลก

   ฉันมองไปยังสองร่างเบื้องหน้า สายตาพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะ  ระยะห่างนี้ราวๆ ยี่สิบเมตรเห็นจะได้
   
   ชายหนุ่มนั่นลุกขึ้นยืนปลายกระบี่ราเพียร์ชี้มายังเบื้องหน้า  เป็นเชิงว่าหากคิดจะลงมือเขาก็จะตอบสนอง   ฉันเบี่ยงสายตาลงไปมองร่างไร้สติทั้งสิบคนตรงพื้น  สำรวจจากเครื่องแต่งกาย เสื้อสีขาวแถมไหล่เป็นสีแดงผ้าคลุมสีดำด้านนอกสีแดงด้านใน หมวกปีก และลักษณะการไว้หนวดเล็กน้อยพองาม สีผมทองเจิดจรัส เข็มกลัดตราอินทรีย์สยายปีกที่กลัดผ้าคุม ตราเข็มขัดฝูงม้าหมื่นโผนโจนทะยาน เป็นทหารม้าเร็วของจักรวรรดิ “มาไธเออร์”  นั่นเอง     
   
   ฉันก้มตัวลงถอนสายบัวเล็กน้อยเป็นการให้เกียรติปากเอ่ยเอื้อนวาจา
   “ทหารหน่วยนี้ปลอมเป็นโจรปล้นม้า  ลักลอบลปล้มชิงข้าวของสมบัติของคณะเดินทางที่ดิฉันเดินทางมาด้วย  เนื่องจากเป็นข้าวของสำคัญ อีกทั้งมีทรัพสมบัติที่จำเป็นต้องใช้ในคณะละคร  จึงได้รีบติดตามมาโดยเร็ว
ระยะทางร่วมร้อยไมล์เศษมิได้ลดละ  แม้กระทั่งม้าคู่ใจก็ยังล้มตาย  เห็นแก่ที่ดิฉันเป็นสตรี ท่านสุภาพบุรุษผู้กล้าหาญลดดาบลงก่อน แล้วเจรจากันด้วยสัมพันธไมตรีได้หรือไม่”  น้ำเสียงตอนแรกราบเรียบนิ่งเฉย  แต่ตอนท้ายเสียงอ่อนลงอยู่มากนัก เป็นการวิงวอนร้องขอให้เกียรติอีกฝ่าย

   ชายหนุ่มนั้นลดดาบต่ำลง
   ก้มโค้งลงเล็กน้อย
   “กระผมชื่อ ปาซิลิส คัชเชอร์ เป็นหมอเร่ขายยาอยู่อาศัยไม่เป็นที่ เมื่อครุ่นี้ขออภัยต่อ ท่านผู้หญิงเป็นอย่างมาก  หากคาดเดาไม่ผิดสุภาพสตรีท่านนี้คงเป็น คุณหญิง ตระกูล พรีนสแตนท์อันสูงส่งใช่หรือไม่” น้ำเสียงตอนท้ายแผงความอ่อนน้อม ถ่อมตนหาได้มีเจตนายกยออีกฝ่ายได้หรือไม่

   รู้สึกหน้าแดงกร่ำเล็กน้อยคาดคิดไม่ถึง ว่าชายเบื้องหน้าช่างมีสายตาแหลมคนนัก  เพียงแรกพบก็ถูกทราบฐานะ  ฉันอดรู้สึกเขินอายไม่ได้

   เยือหน้าหนีเล็กน้อยจากนั้น ก้มหน้าลงเอียงคอถามด้วยความสงสัย
   “ไหนเลยจะสูงสันปานนั้น  แต่ท่านทราบได้อย่างไรว่าตัวฉันนั้นเป็นใคร?”

   ปาซิลิส  ยกปลายดาบอันแหลบคมขึ้นมาอยุ่หว่างคิ้วระดับสายตา มุมปากปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย
   “เพราะดาบเล่มนี้กระมัง……………ผมสีส้มหยักศกเป็นลอนตัดสั้นไม่ไว้ยาวราวกับกลุ่มเมฆยามตะวันใกล้ลับ(นึกถึงทรงเจ้าหญิงไดอาน่าเข้าไว้)   เสื้อคลุมเบื้องนอกสีน้ำเงินเข้มด้านในสีแสดแดงสดใส ชุดในสีขาวเงินสุกสกาว กระบี่(ดาบ)ราเพียร์ มีอักขรภาษาดาเชมันโบราณว่า “เพชันนอล” นอกจากคุณหญิง ตระกูล พรีนสแตนท์ ผู้พิทักษ์เชื้อสาย ออรันเย่ของชนเผ่า ดาเชรัน และผู้รับใช้ ชาวมาไธเออร์แล้วยังมีคนที่สองอีกหรือ”

   “ท่านชายรอบรู้จริงๆ  ทั้งยังเก่งกาจสามารถ ต่างจากหมอธรรมดาทั่วไป?” ฉันยิ้มพลางตอบออกไป สองประโยคแรกเป็นคำชม ประโยคหลังหยั่งเชิงเพื่อสืบทราบที่มาของอีกฝ่าย

   “คนเป็นหมอ หาได้อ่อนแอไม่” ปาซิลิสยิ้มตอบ
   “อ๋อเหรอ” ฉันทำหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย รู้สึกน้อยใจอยู่บ้างอีกฝ่ายทราบเรื่องของตนกระจ่าง  แต่ฉันกลับหารู้จักเขาไม่เลยแม้แต่นิด
   
    ปาซิลิซคุกเข่าลงเบื้องหน้า เทิดกระบี่ขึ้นเหนือหัว ส่งเสียงเล็กเบารอดเล็ด ไรฟันว่า
   “เอาอย่างนี้เถอะกระบี่เล่มนี้ขอคืนแก่คุณหญิง  อย่างไรก็ตามกระผมยืมข้าวของคนอื่นใช้ทั้งยังสอดมือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวชาวบ้าน   หากคุณหญิงไม่รังเกียจเสียเวลารับประทานอาหารมื้อใหญ่ร่วมโต๊ะเดียวกัน  กระผมจะเล่าเรื่องที่คุณอยากทราบให้ฟัง”

   ฉันเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ทำท่าราวกับว่าไม่สนใจท่าทีอีกฝ่าย
   “ฉันถือคติไม่ทานข้าวกับคนแปลกหน้า”

   ปาซิลิสหน้าเสียเล็กน้อย
   “นอกเสียจากว่าคนๆนั้นจะเป็นเพื่อนฉัน”
   ปาซิลิสลุกขึ้นยืมลิ้มเล็กน้อยให้แกฉัน ฉันรับอาวุธคู่กายคืนมาจากนั้นหันไปพยุงชายชราที่เสาโคนใหญ่ ผู้ถูกลืมเลือนไปเมื่อครู่จากนั้นเธอเข้ามาหาฉัน

   “ถ้าอย่างนั้นพรีนสแตนท์เธอ เป็นเพื่อนทานเมื้อค่ำกับผมได้หรือไม่” ปาซิลิสพู้เสียงนุ่มนวล
   “เฟเซียร์น่า ต่างหากล่ะ” ฉันพูดพลางยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเก็บข้าวของ ที่ถูกลักขโมยมา จำพวก ผ้าแพรเอย ขนสัตว์เอย จากนั้นรีบเดินสาวเท้าออกไปด้านนอกอย่างเร็วไว...............................................


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

Rapier ของทหารเสือหรือ Musketeer


อ้างอิงจากของพี่ Sonic จากเวป www.all-final.com/forum ครับ
บันทึกการเข้า
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2008, 10:50:36 PM »

นี่ลุง ไหวรึเปล่าอีกนิดเดียวก็เข้าเมืองแล้ว"  ผมพูดกับคุณลุง ฮาเก้นท์ ที่เดินกอดคอกันออกจากตัวคฤหาสถ์


ท้องฟ้าด้านนอกมืดลงไปเสียยิ่งกว่าเก่าอีก  ตอนนี้เวลาคงใกล้พบค่ำแล้ว 

"นี่ ม้าของคุณมันตายแล้ว  ส่วนม้าของพวกมาไธเออร์ก็ถูกผมข้าตายแล้ว เอาอย่างนี้แล้วกัน  ถือเป็นค่ายืมอาวุธผมให้คุณโดนสารม้าของผมก็แล้วกัน"  ผมถามเธอออกไปอย่างนั้นทั้งที่มันออกจะน่าแปลก เพราะโดยปกตินั้นผมไม่ค่อยชอบพูดจาเท่าใดนัก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเสียงที่เล็กผิดปกตินั่นแหละ


"อย่าดีกว่านะคุณลุง ท่าทางอาการน่าเป็นห่วงให้ท่านขี่ไม่ดีกว่าเหรอ"เฟเซียร์น่าตอบกลับมาโดยไม่หันหน้า
"ไม่ได้หรอก  ท่านโดยสารม้าขึ้นรถเทียมไม่ได้ อาการป่วยเช่นนี้ หากขึ้นมาจะได้รับแรงกระทบกระเทือนเป็นผลให้อาการทรุดหนักกว่าก่อน    ลุงท่านนี้เป็นโรคร้อนนอกเย็นใน  อาการป่วยเกิดจากทางเดินหายใจติดขัดก็จริง  แต่เนื่องจากตัวแกนั้นมีสภาพโครงกระดูกและกระบังลมที่ผิดปกติ  ดังนั้นหากยังรักษาไม่หายยิ่งอย่าเคยไหวมากจะดีกว่าเพราะ  หากกระทบกระเทือนร้ายแรงกลัวว่าอวัยวะจะไหลทับกันตาย" 
ผมอธิบายกลับไป



ท่าทางของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากนั้นมองข้าวของในมือ

"พอดีว่าของพวกนี้หนักยิ่ง  ครั้นจะถือไปตามทางก็ปวดมือเมื่อยหัวไหล่  เจ้าม้าเอยเปลี่ยนจากบรรทุกคนเป็นขนของก็คงได้กระมัง"  เฟเซียร์น่าพูดพลาง ขนข้าวของ ใส่บนกระเป๋าข้างอานม้า  ม้าของผมหากเทียบกับม้าของจักรวรรดิ์มาไธเออร์นั้นอาจสู้ไม่ได้  แต่ม้าตัวนี้มีดีที่ความอึดไม่ใช่ความเร็ว  ม้าที่มีฝีเท้าดุจลมกรดมีอยู่หลายตัวมักจะไม่เร็ว   ตัวผมนั้นเดินทางบ่อยแต่ไม่ได้เร่งรีบดังนั้นม้าประเภทอึดถือว่าน่าจะเหมาะกว่า

เห็นหญิงสาววุ่นวายกับข้าวของอยู่คราวหนึ่ง  จากนั้นวิ่งอ้อมไปด้านหลังตัวอาคาร ปีนป่ายต้นไม้สูงตรงด้านหลัง  ที่แท้เธอเข้าไปยังตัวอาคารด้วยนิธีนี้นั่นเอง  ดูจากอากัปกิริยาทุกท่วงท่า  และความประนีตแล้ว   คุณหญิงท่านนี้เป็นคนรอบคอบอยู่พอตัว

ผมหัวเราะในใจตัวเองเล็กน้อย  หญิงสาวรอบคอบเยือกเย็นถึงเพียงนี้  แต่ตนเองกลับออกจะผลีพลามไปอยู่บ้าง



"คุณรอบคอบจริงๆ  แม้แต่เชือกก็พกไว้ติดตัว" ผมอดเอ่ยปากชื่นชมเธอไม่ได้
"หากเป็นดังนั้นจริง  คงไม่ถูกปล้นชิงกลางทางหรอก" เธอเอ่ยน้ำเสียงสลดพร้อมกับถอนลมหายใจที่หดหู่ 
"เรื่องนี้ต้องมีอะไรแอบแฝงแน่นอน?"

"ตอนนี้คงบอกไม่ได้"
"ถ้าอย่างนั้นแล้วเมื่อไหร่ไ
"เมื่อคุณบอกฉันก่อน"  พูดจบหันหน้าไปอีกด้านหนึ่งก้าวเดินอย่างสม่ำเสมอรีบเร่งออกจาก ป่าลิไอเชี่ยนทันที


ผมนึกกับตัวเองในใจ นี่คือความบังเอินหรือความตั้งใจกันแน่  แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่การพบกันครั้งนี้สำหรับผมแล้ว นับเป็นเรื่องน่ายินดีเหลือเกิน


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ที่ทางสองแพร่งนั่น แยกด้านขวาก็คือป่าลิไอเชี่ยนที่เราออกมาเมื่อครู่นี้ ทางด้านซ้ายคือ ทางเข้าสู่ถนนในตัวเมือง "ชอร์ลทัวร์"  ซึ่งตัวเมืองนี้นั้นไม่ขึ้นอยู่กับแคว้นใดแคว้นหนึ่งเป็นพิเศษ  ถึงแม้จะเป็นเมืองเล็กก็ตามที  แต่อันที่จริงแล้ว ชอร์ททัวร์นั้นไม่ได้อ่อนแอเลย  เนื่องจากเป็นแหล่งศูนย์รวมของผู้คนทุ่งหญ้านั่นเอง  ไม่ว่าจะแกะแพะหรือโควัวพันดี หรือแม้แต่ขนเสือหนังจรเข้  ที่นี่ก็เป็นที่แลกเปลี่ยนชั้นยอด  รอบนอกเป็นเขตทุ่งหญ้าสายใหญ่ ทางด้านทิศตะวันตกเป็นทะเลสาป "เมริด้า" อันกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง

ดังนั้นหากคิดหาหยูกยา สมุนไพร  พาหนะสำหรับเดินทาง ของฝากชั้นยอด ชอร์ลทัวร์ก็เป็นที่ๆเหมาะสม


จริงๆแล้วจะว่าที่นี่เป็นอิสระก็ไม่ถูกเสียหมดหรอก  ต้องเรียกว่าเขตปกครองพิเศษของมาไธเออร์คงถูกกว่ากระมัง  เนื่องจากตัวจักรวรรดิมาไธเออร์นั้นมีภาษีนำเข้าสินค้าของตนที่สูงมาก  ดังนั้นพวกพ่อค้าเร่  หรือแม้แต่ขุนนางจึงมักมาทำการแลกเปลี่ยนที่นี่  เพราะที่นี่ได้รับการยกเว้นจากภาษีหรือกฎแลกเปลี่ยนของแคว้นหรืออาณาจัการใหญ่ที่อื่นนั่นเอง


ทำอย่างไร ชาวเมืองถึงจะอยู่ได้ เจ้าเมืองและลูกเมืองต่างก็ยึดหลักข้อนี้เป็นตัวปฎิบัตินั่นเอง


ตัวเมืองเป็นเมืองขนาดกลาง  ทีตรอกถนนที่ทำด้วยอิฐตัวหนอนเรียงรายกับแซมด้วยหญ้าใบอ่อน  ดูจากตัวอาคารบ้านเรือนที่ส่วนใหญ่ ทำด้วยไม้มีอายุ   แสดงให้เห็นว่าทรัพยากรป่าไม้แถบนี้มีพอสมควร  แม้จะไม่มีกำแพงเมืองตายและปราการอันแข็งแกร่ง  แต่ก็มีหน้าด่านสำหรับตรวจสอคนเข้าออก  ถึงแม้จะเป็นเขตปลอดภาษี  ก็ตามแต่จะเข้ามาในเมืองนี้ก็ต้องผ่านการตรวจค้นกันบ้าง  ถนนหลักคือถนน "ซัวร์โชว์" ที่พาดแนวทิศ ตะวันออกตะวันตก  แสดงให้เห็นว่าตัวเมืองยึดแหล่งน้ำเป็นสำคัญ  ถัดจากนั้นก็มีแยกตรอกน้อยมากกมาย


ตรงใจกลางเมืองเป็นหอนาฬิกาขนาดใหญ่  ซึ่งหอนาฬิกานี้จัดเป็นแหล่งสารพัดประโยชน์มากมาย นอกจากตัวอาคารจะสูงใหญ่มองเห็นทิวทัศน์ของตัวเมืองจนไปถึงรอบนอก  เอาไว้สำหรับเป็นที่เที่ยวชมได้ดีแห่งหนึ่ง  ภายในยังมีหอสมุดขนาดกลาง ที่เก็บข้อมูล สารนุกรมเกี่ยวกับเรื่องราวของฝืนหญ้า ป่าไม้ดงดิบ  และเรื่องราวของทะเลสาปเมริด้า  เรียกได้ว่าเป็นเหมือนห้องเก็บพงศวดาลของเมืองนี้คงไม่ผิดนัก



ตัวหอนาฬิกาล้อมรอบเป็นวงแหวน  มีทางแยกซ้ายขวา รูปตัว Y  กับทางตรงแบ่งเป็น ถนนสามสายใหญ่  ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้(ขวา) เป็นถนน “เชเซนต์”  ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นถนน “เวเชย์”    บ้านของเจ้าเมืองอยู่ทางตรอกแคบในเหลือบทางทิศเหนือของตัวเมือง


ผมกับเฟเซียร์น่า ไปทางด้านตรอกทิศตะวันออกเฉียงใต้   คุณลุงคนนี้เป็นคนขายถ่านผ่าฟืน บ้านของท่านอยู่ในตรอกเล็กบริเวณนี้  หลังจากให้ยา  และแนะนำวิธีรับประทานแล้ว  ผมกับเฟเซียร์น่าก็หาโรงแรมพักก่อน

 ตอนนี้ใกล้ก็เข้าเวลาโพล็เพล้เต็มที  เนื่องจากการเดินทางบนทุ่งหญ้าและพงไพรนั้นอันตรายเกินไป  สุดท้ายเธอตัดสินใจหาโรงแรมพักหักแห่ง  ตัวผมนั้นเป็นหมอร่อนเร่อยู่แล้วดังนั้นจึงตัดสินใจพักพิงโดยไม่ลังเล

ตัวโรงแรมนั้นแปลกออกไปอยู่บ้าง  ตรงที่ไม่ได้ก่อสร้างจากไม้ทั้งหลังหากแต่ก่อสร้างจากหินอ่อนสลับกับไม้พื้นเมือง  ซึ่งให้ความรู้สึกแปลกไปอีกแบบจากตัวอาคารบริเวณรอบๆ  มีคอกสำหรับม้าพอดี

ผมได้ห้องที่อยู่บนชั้นสอง เธอได้ห้องชั้นสาม



"ถนนเส้นนี้ทอดผ่านไปทางทิศตะวันตก  ดูผู้คนในตัวเมืองนี้คึกคักยิ่งแม้แต่เวลาโพล้เพล้ยังมีการติดต่อค้าขายกัน" เธอกล่าวออกมาในระหว่างเดินทอดน่องไปตามถนนซัวร์โชว์ 

"คนที่นี่ชอบการค้าขายอยู่แล้ว  เนื่องจากทรัพย์ยากรอุดุมสมบูรณ์  เป็นเมืองที่อยู่ระหว่างเส้นทางหลายแห่ง  ไม่ว่าใครมาผุ้ใดไปย่อมอดไม่ได้ที่จะแวะเยือน"  ผมอธิบายกลับไป  พลางมองดูรอบๆตัวเมือง  นี้เต็มไปด้วยร้านแลกเงิน ตีอาวุธ  ร้านอาหารม้า หรือแม้แต่ร้านขายเสื้อผ้า  ล้วนมากมายจนดุแล้วแทบจะรกตา

"คุณหญิงที่เคารพ  ที่ๆคุณอยู่เป็นที่ลักษณะใด"  ผมถามกลับไปด้วยความสนใจ  เธอคนนี้อยู่ที่แบบใดกันแน่  ต่างออกไปจากโลกที่ผมเห็นอย่างไร สำหรับผมแล้วนี่คือเรื่องที่น่าค้นหาประการหนึ่ง

"ห้องโถง  สวนดอกไม้ สระน้ำ  ลานประลองม้า ห้องดนตรี  เครื่องหอมอบอวล  ก็คงประมาณนี้กระมัง"สีหน้าของเธอเหม่อลอยคล้ายกับมีความในใจอยู่มากล้น  ทั้งไม่อธิบายไม่ได้และไม่อยากอธิบาย

เธอเดินเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ชั่วครู่จากนั้นหันมาถามผมอย่างยิ้มแย้ม
"นี่  เวลาของฉันก็มีไม่มากวันนี้เดินทางเมื่อยล้า  จนแทบจะหลับไหล  ตกลงแล้วร้านอาหารร้านใดที่คุณจะพาไป?" 

ผมก้มโค้งอ่อนตัวลงเล็กน้อย
"กระผมนี่เลินเล่อยิ่ง  มัวแต่สนใจเรื่องอื่นจนลืมว่ามีสุภาพสตรีเดินทางมาด้วย  พวกเราจะไปร้านอาหารริมทะเลสาปกัน  หวังว่าคุณหญิงคงไม่เหนื่อยอ่อนเสียก่อน  ร้านนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร ฝีมือเลิศหรือต่ำต้อย  ยังเก็บไว้ให้คุณหญิงไปเห็นด้วยตาลองด้วยลิ้นคงจะน่าประทับใจกว่า"  กว่าจบเงยหน้าขึ้นมองหาหญิงสาว

แต่คุณหญิงนั้นกลับเดินไปยังเบื้องหน้าแล้ว  ไม่แน่ใจว่าเพราะขุนเคือง แง่งอน  หรือเบื่อหน่ายกับความมากพิธีกันแน่?


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอโทษที่ลงไมเยอะครับ  แต่ขออาศัยลงบ่อยๆ เอาแล้วกันนะครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: