เมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ แม่น้ำ สายลม แสงสว่างและความมืดมิด มอบความรักความหวังและความเข้าใจต่อชีวิตให้แก่ผู้คนฉันก็ขอมอบความภักดีต่อความสง่างามนิจนิรันบทที่ 1 : การพบเจอ เรื่องบังเอิญ หรือความตั้งใจ
มือที่ซีดเหลือง นิ้วที่เรียวยาวพองาม ถูกวางลงบนแผ่นเปียโน ครั้งแล้วครั้งเล่าดีดขึ้นลง กอปรกันเป็นท่วงทำนองอันสะเดาะหู สลับเสียงสูงต่ำ ช้าเร็วแผ่วเบาหรือดังก้อง คล้ายกับคลื่น ณ ห้วงมหาสมุทรอันสุดจะหยั่งฟังไปแล้วคล้ายคลุ้มคลั่ง แต่กลับนิ่งสงบ เหมือนโศกสรร แต่คล้ายยินดี
ฉันมองออกไปเบื้องหน้าบ้าง เบือนหน้าออกไปยังเวทีบ้าง
“คาซิเนียร์ คุณทราบหรือไม่ ผมเฝ้ารอวันนี้มาโดยตลอด สามปี สี่ปี จนแล้วจนเล่าป็นเวลากว่า สิบปี จนกระทั่งคุณหมดพันธะกับท่านหลอด เวอร์เก้น ผมได้แต่เฝ้าอวยพรหาคุณ อวยพร อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้คุณปลอยภัยไร้ทุกไร้โศก จนแล้วสวรรค์ท่านก็เมตตาผม ในที่สุดคุณก็มาหาผม” ชายหนุ่มสวมเสื้อ สีเขียวทับด้วยผ้าคลุมสีน้ำเงินยาวพูดกับหญิงสาวที่นอนหนุนตักของตนที่เบื้องหน้า
“มีเรื่องมากมาย ที่ฉัยอยากพูดคุยกับคุณ มีเรื่องน่าทรงจำมากมายแต่ก็ไม่อาจถ่ายทอดได้ แต่ก็ช่างมันเสียเถอะ ตอนนี้ฉันมีความสุขมากนัก หากแต่เพียงว่าฉันมีเรื่องหนึ่งที่เป็นอันทุกข์ใจ จนมิอาจหลับฝันพักผ่อนได้ “ หญิงสาวร่างบอบบาง อ้อนแอ้นแน่งน้อย แทบเป็นเป็นไม้กระดาน ผมสีส้มที่ไว้สั้นพองาม สวมชุดสีเงินกระโปรงบานเลยหัวเข่า พูดตอบอีกฝ่าย
“มีเรื่องอะไรหรือ?”
“จำค่ำคืนนั้นที่ดาดฟ้าวิหารณ์ นภาเพลิน ได้หรือไม่”
“ไหนเลยจะจดจำไม่ได้ ค่ำคืนอันมิอาจรู้ลืมคำนั้น ยังติดตราตรึงใจผมอยู่ตลอด”
“คืนนั้น ฉันถามคุณว่า “ทราบหรือไม่หากมีสถานที่หนึ่งที่ฉันอยากไป ที่นั่นเป้นที่ใด” ฉันบอกว่า “ที่แห่งนั้นคือฟากฟ้าอันไกลโพ้น ที่อันว่างเปล่าแห่งนั้นมีสิ่งที่สวยงามหรือสิ่งที่น่าพลั่นพรึงรออยู่หรืออย่างไร ฉันอยากไปสัมผัสมัน หากได้อยู่ทาบกลางหมู่ดวงดาว นั้นจะน่ารื่นรมย์เช่นไร” สิ่งที่ฉันอยากจะพูดต่อไปนี้ ไม่ได้ต้องการให้คุณตอบหรือแม้แต่จะรับปาก
หลังจากค่ำคืนนี้แล้วตัวฉันคงไปอยู่ที่ใดสักแห่งบนความเวิ้งว้างนั่น แล้วคุณจะตามไปค้นหากับฉันได้หรือไม่ ชายหนุ่มยกมือสตรีสาวขึ้นมาแนบกับแก้มตัวเอง
“ไม่ว่าที่แห่งใดล้วนไม่อาจห้ามตัวผมได้” กล่าวจบ มือหญิงสาวที่อยู่ข้างแก้มขาวตกลงอย่างแผ่วเบาใบหน้าปรากฏรอยยิ้มน้อย เปลือกตาหลับลงไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก
ชายหนุ่มน้ำตาไหลเล็กน้อย
ห้วงทำนองเพลงขับขานกันระหว่างเปียโนกับไวโอลิน ดังสลับกันไปมาคล้ายอ้อล้อ เรียกขานกัน บรรเลงเศร้าโศกคล่ำครวญกับการลาจากครั้งนี้ แต่แล้วช่วงท้ายบทบรรเลงกับแปลเปลี่ยนคล้ายเสียงแห่งความยินดี เหมือนดั่งตะวันแรกแย้มท้องฟ้าเบิกบาน จนในที่สุดเสียงบรรเลงค่อยๆเบาลง ม่านฉากถูกรูด
ผู้คนที่อยู่เบื้องล่างลุกขึ้นยืน ทำการปรบมือเสียงดังใหญ่ บางคนถึงกับร้องไห้เพราะความซาบซึ้งก็มี
ชายหนุ่มแต่งตัวเรียบง่ายปรากฏอยู่บนเวที ก้มโค้งลงอย่างสวยงาม พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งว่า
“ขอขอบคุณทุกท่าน ที่ให้ความกรุณามารับชมละครชุดนี้ ชะตาของวันพรุ่งนี้นั้นพวกเราไม่อาจทราบได้ แต่ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากมีโอกาสที่เราได้พบกันอีก หวังว่าคงจะสร้างความประทับใจกว่านี้”
กล่าวจบ ผู้ชมทั้ง 180 คนเดินออกจากโลงละคร บ้าง เสียงอื้ออึงอลวนล้วนแล้วแต่เอ่ยปากถึงละครเมื่อครู่นี้
“โซพิส เธอแสดงได้ดีมากนะเมื่อครู่นี้น่ะ”ฉันเอ่ยปากชมผุ้ที่แสดงเป็นคาซิเนียร์
โซพิสยิ้มแป้นก่อนตอบด้วยความเขินอายอยู่บ้าวว่า
“ไม่หรอก หากไม่ได้แขกพิเศษอย่าง เฟเชียน่าให้เกียรติมาบรรเลงเปียโนสุดพิเศษนี้ในรอบนี้ให้คงไม่มีคนปรบมือให้เยอะแบบนี้หรอก”
“ใช่ๆ ผมเล่นมาสิบรอบยังไม่มีคนปรบมือเสียงดังขนานนี้เลย” ชาวหนุ่มที่เล่นเป็นตัวเอกร่วมสมทบ
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เป็นเพราะเธอพัฒนาการตัวเองทุกวันต่าหากล่ะ ดอร์เชอเรล”ฉันตอบไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เอาเถอะ นะอย่ามัวแต่ยอกันเองเลย ได้เวลาอาหารแล้วจ๊ะ”
ฉันหันไปดูยังต้นเสียงอันสดใสก้องกังวานนั่น หญิงสาวร่วมร่างเล็กใส่แว่นตา ส้มสีน้ำตาลมัดเปียสวมเสื้อสีเหลืองมัดเอวหลวมๆ เบแครไลน์นั่นเอง
แครไลน์เดินเข้ามาในเต้นพูดพร้อมขยิบตาซ้ายว่า “วันนี้น่ะมี ชิสเค้กเชอรร่ ไวน์องุ่น เนยไม่ติดมัน กับฟรุตสลัดด้วยน๊า” คำพูดตอนท้ายน้ำเสียงลากยาว มือนิ้วตีกันแปะทำหน้าครุ่นคิด
ฉันหันไปมองโซฟิส หญิงสาวหน้าตาเหม่อลอย ตาโตลุกวาวปากอ้าตาข้าง น้ำลายไหลยืดออกจากปากไปเสียหยดสองหยด
“เฮ้ ๆ น้ำลายไหลแล้วนะ”เสียงผู้หญิงแหบๆ อีกเสียงหนึ่งดังเข้ามา หญิงสาวรูปร่างผอมสูง ช่วงขาที่เเรียวยาว ผมตรงที่เรียบร้อยปล่อยสยายเดินเข้ามาด้านใน เฮริซ่านั่นเอง
โซพิสขวยเขินเอียงอายิ่งรีบเดินออกจากเต้นน้อย
ปากพำพัม“แฮร้ๆ วันนี้เล่นดีทั้งทีกินให้หนำใจเลยสิคอยดู”อยู่ไม่ขาด
คืนนี้เป็นคืนเพ็ญ ท้องฟ้า มีเมฆหมอกบ้างพอสมควร หลังจากรับประทานเมื้อค่ำแล้วตามด้วยของหวาน ตอนนี้ก็เป็นเวลา กว่าสองทุ่มแล้ว
ตัวฉันนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อเท่าใดนักหรอก โซพิสผู้มีรูปร่างบอบบางราวกับว่าใช้มือเดียวก็ยกได้ จะรับประทานเสียมากมายขนาดนั้น ยิ่งของหวานด้วยแล้วคนอื่นแทบจะได้ชิมแค่ คำสองคำ นั่นเพราะเธอเองชอบของหวานจัด บางทีอาจจะรับประทานมากกว่าอาหารด้วยซ้ำ
แต่ถึงกระนั่นก็ตามแม้จะทานไปมากปานนั้นเธอก็ยังผอมแห้งขนาดนี้ มิหนำซ้ำหลังจากเพิ่งรับประทานเสร็จ ยังชักชวนผุ้คนในคณะละครเล่นรอบกองไฟ เต้นรำร้องเพลงพื้นบ้าน
เธอมักถูกล้อเล่น ล้อเลียนเรื่องหุ่น”ไม้กระดาน”นั่นประจำ แต่ฉันกับเห็นว่าเธอนั้นน่าลุ่มหลงปานใด บางทีอาจเป็นเพราะรับประทานของหวานมากก็เป็นได้ จึงทำให้ใบหน้าของเธอหวานออกมาปานนั้น
“เป็นภาพที่ดีนะ” เสียงชายหนุ่มนุ่มนวลดังข้างๆหูของฉัน “เอเรียส”เจ้าของคณะละครนั่นเอง
“ผมอยากให้เด็กๆเหล่านี้ ผู้หญิงเหล่านี้มีความสุขทีสุดเลยนะ ไม่ว่าอุปสรรค์ใดๆก็อยากให้พวกหล่อนก้าวข้ามมันไปได้ ...................” จากนั้นหยุดเล็กน้อยแล้วหันมาจ้องตาของฉัน ถามอย่างจริงจังว่า
“คุณคิดยังกับความฝันนั่น...................”
ฉันนั่งเหม่อมองท้องฟ้าในใจคิดเลื่อนลอย มองไปยังที่อันเวิ้งว้างในฟากฟ้านั่น ดูเหมือนกับว่าคำตอบที่ต้องการสามารถหาได้จากตรงนั้น จนท้ายที่สุดค่อยเอื้อนเอ่ยออกไป
“ถึงแม้ว่ามันจะยากก็ตามทีเถอะ แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงหรือการสร้างสรรค์ทุกอย่างย่อมต้องมีอุปสรรค์แต่เราก็ต้องก้าวผ่านไปได้ บางอย่างที่สูญหายไปใช่ว่าจะสูญสิ้นเพียงเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น หากท่านผู้นั้นเชื่อในสิ่งใดคิดกระทำการใดย่อมต้องคิดถึงผลที่ตามมาแล้ว .......ดิฉันในฐานะผู้ภักดีก็ขอเติมเต็มในส่วนที่ท่านทำไม่ได้”
“ผมอยากให้เธอมีความสุข อยากให้พวกเธอได้ไปเห็นในที่ๆไม่มีใครเห็น อยากให้เธอมีความสุขกับช่วงชีวิตของมนุษย์ ชีวิตคนนั้นช่างแสนสั้น คล้ายกับดาวตกบนท้องนภา จะร่วงหล่นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ผมอยากให้พวกเธอเหล่านั้นส่องประกายให้ที่สุด ถึงแม้มันจะไม่ใช่นิจนิรันด์ก็ตามแต่มันก็จะเฉิดฉายที่สุด คุณเข้าใจความคิดผมใช่หรือไม่” เฮเรียสระบายออกมาด้วยน้ำเสียงอัดอั้นตันใจ ถึงแม้สีหน้าจะยิ้มแย้มก็ตาม
ฉันยิ้มมอง ยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ เหมือนกับว่าไม่มีปัญหาใดที่รุมเร้าได้
“โซพิสเป็นคนที่วิเศษมากคล้ายกับว่ากำลังเติบโตตลอดเวลา หากก้าวเดินต่อไปไม่ว่าหนทางจะเป็นอย่างไรก็ต้องผ่านไปได้”
เฮเรียสสีหน้าครุ่นคิด น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเชิงอ้อนวอน กล่าวออกมาในท้ายที่สุดว่า
“ผมกลัว ไม่สิ ผมเกรงว่าผมจะไม่ได้อยู่ส่งพวกเธอจนถึงที่สุด ดังนั้นหากเมื่อยามเกิดปัญหาคุณจะคอยช่วยเหลือได้หรือไม่”
“ฉันจะคอยเฝ้ามอง พวกเธอตลอด และคอยดูแลจนกว่าจะไปถึงจุดนั้น ฉันรับรอง” ฉันพยักลงเล็กน้อย เพื่อเป็นการยืนยัน
รุ่งขึ้นพวกออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู ผ่านทุ่งหญ้า “ชาลิทาเลียร์” ทุ่งหญ้านี้แสนเวิ้งว้างยิ่งนัก ตามรายทางก็มีฝูง ม้าฝูงแกะที่ชาว เมืองบริเวณเหล่านี้เลี้ยงไว้บ้างประปลาย คณะละครเป็นคณะขนาดกลางมีทั้งสิ้น ยี่สิบหกคนรวมฉันเข้าไปก็ยี่สิบเจ็ด
พวกเราไม่ได้เร่งรีบเดินทางนัก อีกสองถึงกำหนดนัดหมายกับ “ท่านผู้นำ”ที่เมืองเอลฟิส แน่นอนตัวฉันเองในผู้เชื้อเชิญนั้น เป็นอีกเสมือนผู้อารักขาคณะเดินทางเหล่านี้ไปด้วย แต่อันที่จริงๆ เห็นเป็นคณะละครแบบนี้แล้วก็ตาม แต่ทั้งเฮเรียสและเฮริซ่าเองต่างก็เป็นผู้ลากหมากดี เฮเรียสเป็นนักค้นคว้า ชอบศึกษาศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะยิ่งความรับเรื่อง “พื้นที่อันเวิ้งว้าง”ยิ่งให้ความสนใจเป็นอย่างดี เฮริซ่าผู้เป็นน้องสาวก็เป็นคนมีความสามารถในหลายด้านแต่กลับไม่คลั่งไคล้ดนตรีและการเต้นรำเท่าพี่ชาย หากทว่าเรื่องขี่ม้า และ “พิสุทธเวทย์”รับรองได้ว่าหาคนเทียบได้ยาก
“นี่ เฟเซียน่า เรามาแข่งม้าเร็วกันมั้ย”โซพิส ร้องชวนจากด้านหน้านู่น หล่อนอยู่หัวขบวนสุดส่วนฉันนั้นรั้งท้ายขบวน
ฉันกระตุกม้าเร่งฝีเท้าไปจนใกล้กับ ม้าสีขาวเงินของโซพิส หากเป็นคนอื่นอาจจะร้องตอบแล้ว แต่สำหรับเฟเซียน่าแล้วการพูดจาเบาๆ ดูเหมือนในความสนิทกับอีกฝ่ายมากกว่า
“เอ๋ ทำไมไม่ชวน เฮริซ่าล่ะ เธอเองก็ขี่ม้าเก่งเหมือนกันนี่” ฉันตอบพลางใช้สายตาเบือนไปทางเฮริซ่า ที่ควบขี่ม้าสี่แดงกล่ำ
“อย่าดีกว่าเลย ก็ริซ่าชอบเหน็บแนมฉันเรื่องขี่ม้าจะตาย อีกอย่าง แข่งกับเฟเซียน่านี่ ได้ฝึกไปในตัวด้วย”
โซพิส แลบลิ้นออกมา น้ำเสียงคล้ายคนยอมแพ้ หมดซึ่งเรี่ยวแรงไร้หนทางต่อสู้
“ถ้าอย่างนั้นล่ะก็ตามมาให้ทันแล้วกัน”
สิ้นเสียงฉัน ทั้งม้าทั้งคนต่างกระโจนยังเบื้องหน้าด้วยความเร็วสูง จะแข่งม้าเร็วต้องชิงออกตัวก่อนนี่คือข้อปฏิบัติที่ฉันยึดถือเสมอ
“ชิ เล่นโกงกันนี่นา งั้นขอตามบ้างล่ะ” สิ้นเสียงโซพิสก็หวดแพ้ลงบนม้าสีขาวเงิน ทะยานตามมาติด
“เอ๊ะ เล่นเป็นเด็กไปได้ สองคนนี่ล่ะน้าขี่ม้าเมื่อไหร่เป็นแบบนี้ทุกที”เสียงของแคร์ไลน์ร้องไล่หลังตามมา
“ว่าแต่งานนี้ตอนไหนจะเลิกล่ะเนี่ย” เธอพูดพำพัมกับตัวเอง
“ปล่อยๆไปเถอะ ให้เฟเซียร์น่าฝึกให้จะได้เก่งขึ้นไง” เฮริซ่าตอบออกมา พร้อมกับเฝ้ามองการแข่งอยู่ห่างๆ เธอกับเฟเซียร์น่าใครจะเก่งกว่าใครนั้นตอนนี้เธอก็ยังคงคิดอยู่
ฉันได้แต่เจ็บใจตัวเอง ทำไมกันนะฉันถึงเกิดมาไม่มีพรสวรรค์เอาเสียเลย ขี่ม้าก็ไม่ได้เรื่อง ฉันได้แต่มองเฟเซียร์น่าที่ห่างออกไปไกลๆ ทุกที ฉันได้แต่ถอนหายใจกับตัวเอง แต่แล้วอีกใจหนึ่งก็ฉุดคิดขึ้นมาได้
“คิดอย่างนี่ไม่ได้หรอก หากเอาแค่คิดเสียแบบนี้เธอก็คงจะได้แต่ตามคนอื่นอยู่วันยังค่ำ”
“โซพิสไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นเสียอย่างไรก็ตาม ลึกๆแล้วผมเชื่อว่าคุณสามารถเดินต่อไปได้ ดังนั้นคุณมาร่วมก้าวไปสู่ฝันกับผมได้หรือไม่” เฮเรียสก็เคยพูดกับฉันแบบนี้
ใช่แล้ว ฉันต้องทำได้..........................
สายลมประทะใบหน้าดังพรึบๆ ฉันชอบช่วงเวลาเช่นนี้เสียเหลือเกิน นั่นมันคล้ายกับว่าทั้งโลกใบนี้ไร้ซึ่งทุกสิ่ง หากแต่ก็หาได้เวิ้งว่างไม่ รู้สึกคล้ายว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของผืนหญ้าปลิวไหวไปตามวายุ จนแล้วในที่สุดฉันก็ไม่ยินเสียงเกือกม้ากระทบกับพื้นเสียแล้ว
บางทีตัวฉันเองคงเพลิดเพลินไปกับเวลาเช่นนี้มากเกินไป
ด้วยความที่เป็นภาระหน้าฉันจึง ควบม้ากลับไปหาคณะเดินทาง รู้สึกว่าตัวเองมาไกลเสียทีเดียว
จนในที่สุดค่อยปรากฎภาพคณะเดินทางในคลองจักษุ โซพิสก็กลับมาแล้ว แต่ที่น่าแปลกคือ ภาพนั้นคล้ายนิ่งเงียบไม่ไหวติงปราศจากการเคลื่อนไหวหรืออากัพกิริยาใดๆ ฉันรีบควบม้าเข้าไปยังรถเทียมม้าทันที
“เกิดอะไรขึ้น”ฉันเข้าไปถามเฮริซ่า ดูเหมือนว่ามีแต่เธอเท่านั้นที่มีสติ ณ เวลานี้
“ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่รู้สึกเหมือนมีสายลมกรรโชกแรงๆมาเมื่อครู่พร้อมกับพับพาควันยาสลบมาด้วย แล้วปรากฎกลุ่มโจรปล้นม้า พวกหนึ่งเข้ามาขโมยข้าวของไป แต่ที่ประหลาดคือมันเอาแต่ ภาพเขียน และเครื่องดนตรี แ ละก็ของ “สิ่งนั้น”ไป หาได้ขโมยม้าไปไม่” เฮริซ่าตอบด้วยน้ำเสียงอิดโรย
แสดงว่ามันมาเพื่อของสิ่งนั้น นี่คือความคิดแวบแรกนั่นเอง
ฉันล่วงถุงยาหอมออกมาหยิบยื่นให้แก่เฮริซ่าบอกว่า
“เอาถุงนี้ให้ทุกคนสูดดม มันสามารถช่วยแก้ไขพิษได้ ขอวิงวอนให้พวกเธอเดินทางไปล่วงหน้าก่อน ฉันมีหน้าที่ที่ต้องทำ”
“ระวังตัวด้วย” เฮริซ่าเปรยออกมาก่อนสูดถุงหอมนั่น
ฉันมองดูพื้นตามทุ่งหญ้า เห็นรอยเท้าฝูงม้าฝูงหนึ่งวิ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ฉันรีบเร่งติดตามไปโดยไม่ลังเลทันที โดยที่ไม่รู้ว่าการพบกันกับใครสักคนในเวลาอันใกล้นี้จะนำมาซึ่งความทรงจำอันมิรู้ลืม
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ก่อนอื่นนั้นต้องบอกเลยว่าผมไม่ทราบแน่แก่ใจว่าจะคิดชื่อเรื่องว่าเสียอย่างไรดี
แต่เอาเถอะ ผมขอใช้ชื่อว่า เพชฌฆาตพรายกระซิบ ไปก่อนก็แล้วกันเพราะมันคือฉายาของนักฟุตบอลที่ผมรักชอบที่สุดคนหนึ่ง Marco Vanbasten ของAC Milan และ Hollandนั่นเอง
โดยส่วนตัวนั้นเรื่องนี้ผมไม่ได้รับเค้าโครงเรื่องจากนิยายหรือตำนานเรื่องใดเป็นตัวบรรดาลใจพิเศษ
หากแต่ได้รับอิทธิพลที่มีต่อตัวละครตัวใดตัวหนึ่งจากเกมหรือ นิยายหรือบุคคลจริงมาเป็นแบบจำลองของตัวละครในเรื่องนี้นั่นเอง
แล้วก็ลองเอาผูกเชื่อมโยงใส่กันให้เป็นเนื้อเรื่อง ในรูปแบบของเทพนิยาย กึ่งคลาสสิกนั่นเอง
สำหรับตัวละครแต่ละตัวนั้นล้วนแต่มีที่มาจากตัวละครหรือคนจริงๆทั้งหมดนั่นแล
อย่างเช่น
แต่ผู้ที่เล่นเกม SRW คงจะรู้สึกว่าความสัมพันธ์และตัวละครของคณะละครเรื่องนี้นั้น มันช่างคล้ายคลึงกับเนื้อแรกของนางเอกคนหนึ่งในภาค @2 เสียเหลือเกินคำตอบนั้นใช่ครับ
ส่วนตัวเฟเซียน่านั้น ผมนำความเป็น "เลโอน่า กราซเทิ่ล" มาผสมกับ "ริคาโด้ กาก้า"แล้วออกมาได้เป็นัวเธอคนนี้ แหมทำไปได้ยังไงกันเนี่ย