หน้า: [1] 2 3 ... 5
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Srw TSC (Old)  (อ่าน 5955 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2008, 10:00:22 PM »


1กระทู้นี้ใช้สำหรับลงฟิกชั่นเท่านั่น หากจะคอมเมนทร์หรือพูดคุย ไปใช้กระทู้พูดคุย TSC กระทู้สมัคร หรือกระทู้โปรเจคนะครับ!!!
2 จองได้ไม่ว่า...แต่ถ้าจองแล้วยังไม่มาแต่งนานเกิน1อาทิตย์ จะขออนุญาติลบที่จองไว้โดยไม่บอกกล่าวนะครับ



กฎ ของฟิกต่ออันนี่ กรุณาจำให้ขึ้นใจก่อนแต่ง

1. ควรแบ็กอัพไว้เสมอในการแต่งฟิกเพราะมิเช่นนั่นอาจจะเกิดอาการโพสเน่าอย่างที่โพสนี่เป็นอยู่ก็ได้ (โดนทีนึงเข็ดไปอีกนานเลยครับทุกคน T_T)

2. ฟิกนี่เป็นฟิกต่อ ย้ำว่าเป็นฟิกต่อ ฟิกต่อคือฟิกที่หลายๆคนช่วยกันแต่ง ช่วยกันเขียนขึ้นมาเพราะงั้นจึงจำเป็นต้องมีกฎเรื่องกันการมั่วของฟิกเพราะฟิกนี่เป็นฟิกต่อแบบมีโครงสร้างไม่ใช้โพสต่อไปเล่นๆ เพื่อ+1ไปวันๆ

3. เคารพส่วนร่วมและผู้อื่น รวมถึงสิทธิของผู้อื่น ไม่อนุญาติให้ฆ่า กลั่นแกล้ง ตัวละครของผู้อื่นรวมถึงการท้าประลองทำอะไรต่างๆกับตัวละครผู้อื่นโดยที่ผู้อื่นยังไม่ยินยอมเป็นอันขาด แนะนำให้โพสแค่การเชิญชวนตัวละครนั่นหรือตกลงกันหลังไมค์(ทางMSN ห้องแชตและPM)

4. เพื่อไม่ให้มีปัญหาฟิกนี่จึงมีการกำหนดขอบเขตของตัวละคร เนื้อเรื่องรวมถึงความสามารถเอาไปเพื่อไม่ให้ออกทะเลไปดาวอังคาร(เอะ ยังไง)หรือเว่อร์ชนิดที่ว่าดราก้อนบอลชิดซ้าย กาแลคตัสชิดขวากระทรวงICTแบนไม่ได้ (รู้สึกว่าเราเล่นมากไปแล้วแฮะ)

5 ระบบ Note มีไว้เพื่อมาร์คข้อความหรืออะไรสำคัญๆเอาไว้ให้ผู้อื่นรู้เช่น ตัวนี่ขอจัดการเองคนอื่นห้ามยุ่งเป็นต้นแต่แน่ละ ต้องตกลงกันทางหลังไมค์ให้เรียบร้อยก่อนการใช้ก็แค่

------------------ (ขีดคั่น หรืออะไรก็ได้)
Note (แปะคำว่าNoteไว้ ก็พอ)

6 หากมีเรื่องทะเลาะกันหรืออะไรกันแล้วเอามามั่วในฟิก หรือเนื้อหาในฟิกมีบางส่วนที่ผู้ถูกกระทำไม่ได้รับการยินยอม....สืบ หา Log หลักฐานผมไม่ทำ เพระถือว่าผมบอกแล้ว ผมจะใช้อำนาจแทรกแซงเหตุการณ์นั่นให้จบลงซะเลยโดยไม่บอกกล่าว ซึ่งมันอาจจะขัดหูขัดตาใครก็ช่าง ถือว่าผมเตือนแล้ว

7 ฟิกนี่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้คุณสร้างตัวละครโชว์เทพ ทะเลาะกับชาวบ้าน หรือโม้เหม็น หากไม่รวมมือกันฟิกนี่จะแต่งจบได้อย่างไร ฟิกนี่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยลดเหตุการณ์บอร์ดเงียบและสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อเพื่อร่วมบอร์ด

8 จำนวณโพสและการโพส ไม่ต้องบอกนะครับรู้กันอยู่แล้วตามความเหมาะสม ถ้ามันเงียบจริงๆเขียนต่อกันสามเรปผมก็ไม่ว่าหรอกครับ

9 ไม่มีจำกัดการสร้างตัวละคร แต่สร้างใครมารับผิดชอบด้วยครับ ไม่งั้นโดนลอยแพ....

10 แต่งแล้วกรุณามีความรับผิดชอบครับ แต่งให้จบไม่ใช้หนีเอามาดื้อๆหากเลิกแต่งต่อให้บอกทางหลังไมค์แล้วคนที่เหลือจะพยามเขียนต่อโดยจัดบทให้ดีที่สุด ในกรณีที่เลิกแต่งกันหมดหรือ..... ผมเอาไปแต่งเป็นฟิกเดียวต่อเองครับ

11สุดท้าย  เพื่อกันการมั่ว เอาเรปล่าสุดเป็นหลัก

-----------------------------------

โลกที่เราอาศัยอยู่นั่นจริงๆแล้วเป็นแค่หนึ่งใน"ระบบมิติ"เท่านั่น... แต่ละมิติก็มีการคงอยู่อาศัยและมีลักษณะที่แตกต่างเป็นเอกเทศไปแตกต่างกัน และที่สำคัญแต่ละมิติแทบจะไม่มีใครคงรู้ถึงการมีอยู่ของมิติอื่นๆเลย แต่มันก็แค่คำว่า"แทบ"เพราะจริงๆแล้วใน"ระบบมิติ"ก็ยังคงมีผู้ที่พลังและความสามารถในการข้ามไปข้ามาระหว่างมิติพวกเขาคอยรักษาความสมดุลระหว่างมิติและต่อสู้กับพวกที่จะทำลายความสมดุลนั่น พร้อมกับเวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ จนมาถึงยุคที่มนุษย์ล้วนขึ้นไปบนอวกาศและมีหุ่นยนต์รบใช้ ความปั่นป่วนครั้งใหญ่ก็กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช้แค่ในมิติเดียว แต่อาจจะขยายไปถึงมิติอื่นๆและทุกสรรพสิ่งในระบบมิตินี่เลยก็เป็นได้

โลก ปีคริสศักราช ที่ 2217

ในกลุ่มดาวเคราะห์น้อย แห่งนึงกลางท้องทะเลแห่งดวงดาวที่ยิ่งใหญ่นี่ หุ่นยนต์สองตัวกำลังต่อสู้กันอยู่

ทั้งสองตัวมีขนาดราวๆ22-24เมตร เป็นสีขาวทั้งสองตัวเพียงแต่ตัวนึงนั่นทาสีแดงสลับส่วนอีกตัวนึงเป็นสีฟ้า ดูเหมือนว่าตัวสีแดงกำลังเสียเปรียบอยู่ซะด้วย

"แม่นจริงๆ แถมยังไว ยัยนี้ฝีมือขนาดนี้เชียวรึเนี่ย!" นักบินของหุ่นสีแดงพึมพำ ก่อนจะบังคับหุ่นหลบหลีกจาก แสงสีฟ้ากลมที่พุ่งเข้ามา

หุ่นยนต์สีฟ้า ลุยยิงแสงสีฟ้าจากปากกระบอกปืนอันโตที่ถืออยู่อย่างต่อเนื่อง บับบังคับให้นักบินสีแดงต้องหาทางหลบหลีกไปตามดาวเคราะห์น้อยต่างๆ

พรึ่บ!

แสงสีฟ้าเฉียดหุ่นสีแดงไปนิดเดียว แต่เด็กหนุ่มก็ผลิกจังหวะนั่นให้เป็นโอกาศก่อนจะชักดาบขนาดใหญ่ที่เห็บไว้ที่หลังออกมาและพุ่งเข้าไปฟันหุ่นสีฟ้า

แต่ดาบพลาดเป้า หุ่นสีฟ้าหลบได้อย่างง่ายดาย หุ่นสีฟ้าพยามทิ้งระยะห่างเนื่องจากปืนที่เธอใช้ยิงกระบอกใหญ่เกินไปจึงไม่สามารถตั้งลำกล้องได้ในการต่อสู้ระยะใกล้แบบนี้

"เสร็จล่ะ!"เด็กหนุ่มนักบินหุ่นสีแดงรอจังหวะนี่อยู่ก่อนจะใช้ปืนกลขนาดเล็กที่อยู่ที่มือยิงกระสุนออกไป กระสุนสร้างความลำบากให้หุ่นสีฟ้า แต่เพียงพริบตา หุ่นสีฟ้าก็ยิงแสงสีฟ้าออกมาอีกรอบ เด็กหนุ่มหลบกระสุนได้อย่างง่ายดาย แต่ดูเหมือนเป้าหมายที่ยิงจะไม่ใช้ที่เขา แต่ดันเป็นกลุ่มอุกบาตขนาดใหญ่ด้านหลังต่างหาก เศษอุกบาตกระจาย จนนักบินหุ่นสีแดงต้องบังคับหุ่นหลบในตอนนั่นเอง ปากกระบอกปืนอันยักษ์ของหุ่นสีฟ้าก็ได้มาจ่อที่หุ่นสีแดงแล้ว

"แพ้แล้วนะค่ะ" เสียงดังขึ้นภายในค็อกพิตของเด็กหนุ่ม จากจอมอนิเตอร์เล็กๆที่พึ่งติดต่อเข้ามา

"เฮ่อ....ให้ตายสิ....แน่ใจนะว่าทหารสัญญาบัตรธรรมดานะ เธอเหมือนพวกหน่วยรบพิเศษๆ มากกว่ามั้ง"เด็กหนุ่มบ่นพึมพำ

"แต่สิบโทเองก็เก่งไม่ใช้เล่นเลยนะค่ะ ตั้งแต่ฉันขับหุ่นมาไม่เคยเจอคนที่ฝีมือขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ สิบโท รัตน์ พรมอนันต์"เด็กสาวนักบินหุ่นสีฟ้าเอ่ย รัตน์ถึงกับถอนหายใจพร้อมกับบอกว่า

"เฮ่อ.....แต่ก็ยังแพ้ขาดอยู่ดีไม่ใช้รึ แล้วก็อีกอย่างนะเราอายุเท่ากันเพราะงั้นเรียกฉันว่ารัตน์เฉยๆ ก็พอเข้าใจมั้ย สิบโทโคฮานะ โมโมะ"รัตน์บอก ก่อนจะได้ยินเสียงโมโมะหัวเราะกลับมาพร้อมบอกว่า"ที่ สิบโทเองก็ไม่ได้เรียกฉันว่าโมโมะเหมือนกันไม่ใช้รึค่ะ..."

"โอเคๆ พอใจรึยังล่ะ โมโมะ"รัตน์ตอบอย่างเบื่อๆ และก็ได้ยินเสียหัวเราะอีกครั้ง

"จ๊ะ รัตน์คุง"โมโมะตอบพร้อมยิ้มให้เด็กหนุ่มนั่นทำให้เขาต้องถอนหายใจอีกครั้ง

"การซ้อมวันนี้เสร็จสิ้นกลับกันเถอะ"รัตน์บอกก่อนหุ่นยนต์ทั้งสองจะบินหายไป.....

เรื่องราวกำลังจะเริ่มขึ้น

-----------------------------------

ซี่รีย์ทั้งหมดที่ปรากฎตัวออกมา
SrwKung Original
dye2556 Original
identity Original

สำหรับเนื้อหาหรืออะไรยังไงขอปรึกษาหลังไมค์ รอจัดให้ลงตัวอีกทีเน่อ(เพระตอนนี้คนสมัครเยอะมากๆ~)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 18, 2010, 12:13:52 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า
Black Overman XAN
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1591



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2008, 11:02:16 AM »

ขณะที่พวกรัตน์กำลังบินกลับฐานทัพของตัวเองนั้น ทั้งคู่ไม่ได้สังเกตเลยว่าในอวกาศมีสิ่งผิดปกติอย่างนึงเกิดขึ้น

มันมีขนาดเป็นวงกลม สีแดงผสมดำ แรกๆก็มีขนาดเพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตรจนมองตาเปล่าคงไม่เห็นหรือไม่สนใจ แต่ต่อๆมามันก็เริ่มค่อยๆขยายขนาดใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้น

รัตน์กับโมโมะเดินทางกลับมายังฐานบัญชาการของหน่วยรบ ASF แต่พอกลับมาถึงก็ได้พบว่าตอนนี้ที่ฐานทัพอยู่ในสภาพวุ่นวาย เหล่าโอเปอเรเตอร์กำลังรับโทรศัพท์กันอย่างจ้าล่ะหวั่น ซึ่งมีทั้งจากคนธรรมดาที่โทรมาถามเหตุการณ์ จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหพันธ์ที่กำลังโทรมาด่าและจิกหัวใช้งาน และหญิงสาวคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหาพวกรัตน์

"นี่พวกเธอ!!!! เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมถึงไม่รีบรายงาน" เจอหน้ากันก็โดนตวาดทันทีโดยที่ทั้งรัตน์กับโมโมะยังคงงงกับสภาพตอนนี้อยู่ หญิงสาวคนนี้เป็นสมาชิกชั้นสูงคนหนึ่งของหน่วย ASF หรือก็คือเป็นเจ้านายของพวกรัตน์นั่นเอง (ให้คุณ SrwKung คิดชื่อเองนะครับ)

"เดี๋ยวค่ะ นี่หัวหน้ากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่คะ แล้วสภาพโกลาหลตอนนี้มันคืออะไรกัน" โมโมะถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ ก็เธอไม่รู้จริงๆนี่ว่าเกิดอะไรขึ้น

"ยังมีหน้ามาถามอีก!!! พวกเธอไม่ใช่เรอะที่ไปซ้อมรบแถบนั้น จะบอกว่าไม่รู้เรื่องรึไง" หัวหน้าสาวตวาดใส่ทั้งคู่พร้อมชี้ให้ไปมองที่จอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ด้านเหนือของฐานทัพ รัตน์กับโมโมะก็เดินไปโดยที่ยังไม่หายงงกับท่าทีของหัวหน้า แต่พอเดินไปถึงทั้งคู่ก็ได้แต่อ้าปากค้าง

ภาพที่เห็นคือน่านฟ้าที่ปกคลุมด้วยสะเก็ดดาวบริเวณเดียวกับที่ทั้งคู่เพิ่งจะไปซ้อมรบกันมาหมาดๆ แต่ตอนนี้มันดูไม่เหมือนเดิมเลยแม้แต่น้อย น่านฟ้าในยามนี้กลายเป็นสีแดงก่ำราวกับเลือด ไม่ใช่สีดำแบบที่ห้วงอวกาศควรจะเป็นและที่ศูนย์กลางนั้นมีวงกลมสีแดงผสมดำขนาดใหญ่มหึมา ลองกะด้วยสายตาน่าจะไม่ต่ำกว่าห้าสิบเมตร แถมยังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆอีกด้วยเหมือนเป็นสภาพที่พร้อมจะระเบิดเต็มที่

"น..นะ นั่นมันอะไรน่ะ!!! เมื่อกี้ตอนเรากลับมายังไม่เห็นมีเลยนี่นา" โมโมะกำลังอยู่ในสภาพตกใจสุดๆ เธอหันกลับไปหารัตน์ที่กำลังอยู่ในสภาพเอ๋อไม่แพ้กัน

"ไม่รู้สิ ชั้นเองก็ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย" รัตน์พยายามคุมสติให้เป็นปกติที่สุด ทั้งที่จริงๆก็เริ่มหวาดๆแล้วเหมือนกัน หากว่าสิ่งนี้มันเป็นอาวุธใหม่ของประเทศใดซักแห่งล่ะก็

"รีบไปสิ" หัวหน้าสาวขัดจังหวะการผวาของทั้งคู่ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

"เอ่อ ว่าไงนะครับ" รัตน์กำลังแคะหูเหมือนได้ยินไม่ถนัด

"ฉันบอกให้รีบไปตรวจสอบมันเดี๋ยวนี้!!!!!! เรื่องนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของพวกเธอนะ"

"อะไรกัน ไม่เห็นมีเหตุผลเลย" โมโมะทำท่าทางไม่พอใจที่จู่ก็โดนหัวหน้ายัดเยียดความผิดให้

"ไปกันเถอะ" ก่อนที่โมโมะจะได้แย้งอะไรต่อ รัตน์ก็ลากตัวเธอออกมาเสียก่อน เขามีความรู้สึกบางอย่างว่าต้องไปตรวจสอบวงกลมปริศนานั่น ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม เขารู้สึกว่ามันมีความสำคัญต่อตัวเขา
-------------------------------------------------------------

ภายในวงกลมปริศนานั่นเองก็กำลังมีการต่อสู้ของหุ่นสองตัวอยู่เช่นกัน เป็นหุ่นรูปร่างแปลกที่ต่างจากหุ่นที่พวกรัตน์ใช้อย่างสิ้นเชิง ตัวหนึ่งมีสีแดงสลับกับสีฟ้า อีกตัวทาสีดำตลอดทั้งตัว

แคร้ง แคร้ง แคร้ง

เสียงประดาบของหุ่นทั้งสองกำลังดังก้องอยู่ภายในวงกลมปริศนาที่คนภายนอกไม่อาจมองเห็นสภาพภายในได้ น่าแปลกที่แม้มองภายนอกวงกลมนี้มีขนาดไม่ถึงร้อยเมตร แต่ภายในนี้กลับก้างขวางอย่างไม่น่าเชื่อราวกับเป็นอีกห้วงมิตินึง หุ่นทั้งสองกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากจนหุ่นธรรมดาๆไม่อาขจเทียบได้เลย พร้อมกับเสียงพูดคุยของนักบินที่ขับหุ่นทั้งสองก็ดังขึ้นอีกเช่นกัน

"นายน่ะ คิดจะทำลายมันให้หมดทุกอย่างเลยหรือไง ทำลายเซอร์นาสไปโลกนึงแล้วยังไม่พอใจอีกเหรอ" นักบินของหุ่นสีแดงสลับฟ้าเป็นผู้หญิงสาว อายุน่าจะไม่ต่างจากโมโมะเท่าไหร่นัก

"เรื่องของเซอร์นาสมันเป็นเหตุสุดวิสัย ถ้าเธอยอมมาเข้าร่วมกับชั้นตั้งแต่แรก แล้วเจ้าอาเดลนั่นไม่ทำอะไรบ้าๆแบบนั้นชั้นก็คงไม่ทำหรอก" ชายที่เป็นนักบินของหุ่นสีดำกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก

"แน่นอนว่าชั้นไม่คิดจะร่วมมือกับนาย ยังไงๆก็ยอมรับวิธีการของนายไม่ได้ นายบอกว่าจะยอมเสียสละโลกส่วนน้อย เพื่อปกป้องโลกส่วนใหญ่ไว้ใช่มั้ย แต่ถ้าเป็นชั้น ชั้นอยากจะปกป้องมันให้หมด" เสียงสาวน้อยดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับการควบคุมหุ่นหลบคมดาบของหุ่นสีดำได้อย่างฉิวเฉียด

"คิดแบบนั้น คือวิธีคิดของคนไม่รู้จักความจริง" หุ่นสีดำฟาดดาบลงไปอีกครั้ง แต่หุ่นอีกตัวก็เอาดาบของตนป้องกันไว้ได้ ทั้งคู่เอาดาบเข้าแระชิดกันเพื่อวัดกำลังชั่วครู่แล้วค่อยแยกออกจากกัน

"ชั้นคิดแบบนั้น แล้วก็เชื่อแบบนั้นด้วย และตอนนี้ชั้นก็เชื่อว่าสิ่งที่นายคิดจะทำมันผิด ฉะนั้นชั้นจะหยุดนายเอง" หุ่นสีแดงสลับฟ้าโยนดาบในมือทิ้งไปแล้วชูกำปั้นขึ้นแทน มีแสงสีแดงเปล่งออกมาจากมือที่กำลังกำอยู่นั้นราวกับเปลวไฟที่กำลังลุกโชน

"ก็ลองดู ถ้าคิดว่าเธอสามารถขัดขืนต่อโชคชะตาได้ล่ะก็" หุ่นสีดำยกดาบขึ้นเหนือหัว มีไอพลังความมืดห้อมล้อมดาบไว้

"God Destroyer Punch!!!!!!"
"Maken Dichikiri"
ตูมมมมมมมมมม

หมัดและดาบพุ่งเข้าใส่กันอย่างรวดเร็ว เกิดระเบิดอย่างรุนแรงจนวงกลมปริศนาที่ปกคลุมทั้งคู่ก็เกิดระเบิดออกตามไปด้วย
--------------------------

ปล. สองคนนี้ก็คือตัวเอกที่ผมแต่งเองครับ เดี๋ยวมีโอกาสค่อยย้อนอดีตว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกของสองคนนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 24, 2008, 11:21:51 AM โดย dye2556 » บันทึกการเข้า

หมดยุคของไอ้เกรียนบาร์โค้ดแล้วเฟ้ย ตอนนี้ได้เวลาของแฟลชไดรฟ์สองซีกแล้ว

SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2008, 07:50:09 PM »

"ชิ ช้าไปรึเนี่ย" รัตน์เอ่ยอย่างอารมณ์เสีย เมื่ออาคาน่าของเขาและโมโมะมาถึง วงกลมปริศนานั่นก็ระเบิดไปซะแล้ว.... ดีที่ความเสียหายไม่เกิดขึ้นกว่างมากอย่างที่เขาคิด สภาพน่านฟ้าสีแดงค่อยๆหายไปและกลับมาเป็นสีดำดั้งเดิม

"รัตน์คุง เรดาห์ตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติ....เอะ...ตรวจจับสัญญาณ หุ่นไม่ระบุประเภทได้ค่ะ!"โมโมะรายงานพร้อมกับส่งพิกัดไปที่อาคาน่าของรัตน์ทั้งสองคนก็มุ่งหน้าไปทันที

"เจอล่ะ!" ในที่สุดทั้งคู่ก็พบกับตัวการหุ่นยนต์สีแดงสลับฟ้าที่มีรูปร่างแปลกไปจากอาคาน่าที่พวกเขาใช้ รัตน์ไม่เคยเห็นหุ่นรูปร่างแบบนี้มาก่อนและที่สำคัญดูตามสภาพแล้วเหมือนจะผ่านการต่อสู้มาหมาดๆด้วย

"ไม่มีในรายชื่อของสหพันธ์ค่ะ หรือว่าจะเป็นของ"บอล์น"!?"โมโมะกล่าวแต่ก็โดนรัตน์พูดขึ้นแทรกทันทีเลยว่า"ไม่มีทาง.....เจ้าหุ่นนี่...ไม่ใช้ฝีมือมนุษย์แหง่มๆ"

"ไม่ใช้ฝีมือ มนุษย์?...."โมโมะถึงกับตกใจ จริงๆแล้วรัตน์ก็แค่ลองสมมุติดูเท่านั่นแต่ดูจากสภาพแล้วมันก็แตกต่างจากหุ่นที่พวกรัตน์ใช้อยู่พอสมควร

"ติดต่อช่องสัญญาณสื่อสารไม่ได้.....เอายังไงดี"รัตน์หันไปถามโมโมะเธอก็ตอบออกมาทันทีเลยว่า "แน่นอนสิค่ะก็ต้องพากลับไปที่ฐานเพื่อตรวจสอบอยู่แล้ว....."

"แต่คงจะไม่ง่ายซะแล้วละมั่ง...."รัตน์พึมพำ พร้อมกับที่สัญญาณเรดาห์ ปรากฎสัญลักษณ์ขึ้นมา3จุด จุนั่นเป็นสีแดงและเขียนว่าEnemy.....

"บอล์น รึค่ะ!"โมโมะถึงกับตกใจ รัตน์ชักดาบขนาดใหญ่ออกมาทันที

"พวกนั่นก็เคลื่อนไหวเหมือนกันรึ โมโมะ รบจริงครั้งที่สาม ระวังหลังให้ด้วย"สั่งจบรัตน์ก็พุ่งไปหาหุ่นของบอล์นที่พุ่งเข้ามา

"ระ รับทราบค่ะ!" โมโมะรับคำสั่งพร้อมกับหยิบบีมบลาสเตอร์ออกมา

-----------------------------
ฟิกนี่คนไม่ค่อยมีเลย  ว่าแต่ไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ยครับท่านDye?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 24, 2008, 08:02:02 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2008, 08:00:50 PM »

มาจองแล้วกันครับ   

วัตถุเความเร็วสูงเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็วจนฉันแทบจนแม้แต่เรดาร์ก็ยังไม่อาจวัดได้   ดูจากภาพ จำลองตัวจ่าฝูงมีสีฟ้าน้ำเงิน  อีกสองเครื่องเป็นสีเทา 

ตัวจ่าฝูงจุดพลุ สีเขียวสว่างสดใสเป็นสัญลักษณ์ดาบไขว์กับทวน ด้านหลังมีหมวกปีกขนนกคล้ายกับเครื่องแต่งกายของชายยุโรปยุค เรียลลิตี้  สัญลักษณ์ของจักรวรรดิ แพทธิอาร์นั่นเอง

ตัวหุ่นมีลักษณะเล็กกระทัดรัดสูงประมาณ 16 M  ดูลักษณะท่าทางคล้ายขุนนางในประเทศ เยอรมัน และฝรั่งเศสยุคมนุษย์นิยมเช่นกัน


"ถึงเครื่องนิรนาม  สองเครื่องนั้น  ขณะนี้ท่านได้ทำให้เกิดความขัดข้องทางระบบคมานาคมของ จักรวรรดิ แพทธิอาร์  เราขอแจ้งให้ท่านรีบออกจากเขตนี้แต่โดย เร็ว  หากยังชักช้า  เราจืถือว่าท่านเป็นปฏิปักษ์ต่อจักรวรรดิและอนานิคม"  เสียงราบเรียบสงมนิ่งถูกส่งเข้ามาตามระบบรับสัญญาณ ฟังจากน้ำเสียงเป็นผู้หญิงจริงแท้แน่นอน


"นี่ช้าก่อน เราไม่ได้ต้องการที่จะรุกรานจักรรวรรดิของท่าน  เพียงแต่ว่าตอนนี้นั้น  เราพบบางสิ่งที่ต้องสงสัยว่าจะมาจากนอกเขตสุริยะ  ทางเราขอตรวจสอบก่อน"โมโมะตอบกลับไปด้วยความรีบร้อน

แต่ทว่าคนเบื้องหน้าหาไม่คิดเช่นนั้นไม่

"ขอปฏิเสธ  จะสัตว์ประหลาด  หรือมนุษย์หรือสิ่งใดก็ตามที  จักรวรรดิของเราถือเป็นดินแดนสูงเกียรติ  มีแต่ผู้ที่เป็นสเปซนอยโดยแท้จริงเท่านั้นที่จะใช้อาณาเขตนี้ได้"  น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นแข็งขันตรึงเครียดไม่อ่อนข้อให้แม้แต่น้อย

"แต่ว่า............"  เสียงรัตน์ ยังพูดได้ไม่จบคำ  ดาบราเพียร์ที่เป็นอาวุธของเครื่องหัวหน้านั้นก็จี้ใส่ปลายค็อกพิทของเครื่องโมโมะ อย่างไม่ทันตั้งตัว

"ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน  มองไม่เห็นเลย อะไรจะเร็วขนาดนี้" พวกโมโมะได้แต่ตื่นตะลึง

"เฮอะ ทีนี้เข้าใจหรือยัง คนอย่างพวกคุณไม่คู่ควรกับห้วงอาณาเขตนี้ เอาล่ะเชิญออกไป"  น้ำเสียงของเธอช่างเต็มไปด้วยความหยามหยัน  พวกรัตน์วทั้งสามคนได้แต่กัดฟันกราม ดังกรอก

"เราอุส่าห์ เป็นห่วงแท้ !!!" รัตน์ได้แต่ตะโกนออกมา

"ขอบคุณในความหวังดีของพวกท่าน  แต่เราชาวแพทธิอาร์มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งในการทำหน้าที่ของ "ผู้พิทักษ์อวกาศ"  เอาล่ะเชิญออกไปได้แล้ว" 

พวกโมโมะได้แต่เจ็บใจตัวเอง  รีบถอยร่นออกจากแอเรียดังกล่าวอย่างเร็วไว

"ชิ ทำเป็นดูถูกคนอื่น  พวกนั้นไม่เห็นหัวเรารึไงกันนะ........"  แม้แต่อาคาน่าก็สบถออกมาด้วยเช่นกัน

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เชิญคนต่อไปได้ครับ หวังว่าจะตัดจบแบบไม่ฆ่ากันนะ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 24, 2008, 10:06:37 PM โดย identity » บันทึกการเข้า
SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2008, 10:39:29 PM »

"เฮ่อวงกลมปริศนา ลึกลับ แถมยังเจอกับพวก จักรวรรดิอีก วันนี้มันซวยดีแท้"รัตน์พึมพำ ขณะนี่เขากับโมโมะกำลังเดินทางกลับฐานทัพ

"ดีนะเนี่ยที่เป็นคนจากจักรวรรดิไม่ใช้พวกบอล์นไม่งั้นป่านนี้ก็ต้องได้ยิงกันแล้ว ไม่ได้โมดิฟายเครื่องมาสำหรับรบด้วยสิ"รัตน์บ่นต่อไปเมื่อสังเกตุเห็นโมโมะเงียบไปเขาจึงถามขึ้นว่า

"มีอะไรรึ? คิดอะไรอยู่?"รัตน์เอ่ยถาม

"หุ่นยนต์ตัวแปลกๆตัวนั่น ก็เอากลับมาไม่ได้นิค่ะ แบบนี้จะรายงานหัวหน้าว่าไงดีละเนี่ย"โมโมะเอ่ยออกมาอย่างเศร้าๆ

"นั่นสินะ ป่านนี้พวกจักรวรรดิคงเก็บเอาไปแล้วล่ะ......แต่ถ้าเป็นงั้นจริงก็อาจจะดีก็ได้"รัตน์ก็ยิ้มออกมาเมื่อเอ่ยจบประโยค

"ทำไมล่ะ รัตน์คุง?"โมโมะสงสัย

"ก็...ถ้ามาจากนอกระบบสุริยะ มิติอื่นหรือโลกอื่นๆอะไรตามที่ฉันเดาจริง อยู่กับทางนั่นน่าจะดีกว่าทางนี้เพราะไม่งั้นน่าจะโดนพวกสมาพันธ์แงะหุ่นมาตรวจสอบแน่ๆ"รัตน์อธิบายให้โมโมะฟัง

"มันจะเป็นไปได้ไงกันละค่ะ ถึงหุ่นตัวนั่นจะลักษณะแปลกๆก็เถอะ....."โมโมะตอบรัตน์ด้าวยท่าทางเบื่อๆ

"มันก็จริงนะ..."

"ว่าแต่จะอธิบายหัวหน้าว่ายังไงดีละค่ะ"

"ก็บอกว่าไปตรวจแล้วแต่ไม่พบ อะไรผิดปกติ รายงานไปแบบนี้ก็ได้ หรือว่ากำลังตรวจสอบอยู่แล้วเจอพวกจักรววรดิเข้า แค่นั่นก็ได้"รัตน์ตอบคำถามโมโมะด้วยท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อน

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ท่าน identity เข้าใจอะไรผิดไปนิดนึงรึเปล่าครับ~ อาคาน่ามันชื่อหุ่นของพวกรัตน์นะครับ  (แต่ผมก็ผิดเองที่ไม่ได้พิมม์บอกแต่ไปเขียนในกระทู้ข้อมูลเอา)

ท่าน identityขออนุญาติลบเรปข้างล่างนะครับเพราะว่า กระทู้นี้กะจะเอาไว้ใช้ลงเฉพาะเรปที่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องเท่านั่นครับ ถ้าจะพูดตุยอะไรไปที่กระทู้พูดคุย TSCครับ~
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 24, 2008, 10:50:20 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า
Black Overman XAN
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1591



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2008, 09:19:58 AM »

สามวันหลังจากนั้น

"อือ" เสียงของหญิงสาวผมสีฟ้าในชุดแจ็กแก๊ตสีน้ำเงินทับเสื้อยืดสีขาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นขณะกำลังตื่นขึ้นมาในสภาพที่งัวเงียระคนแปลกใจกับสภาพแวดล้อมที่ผิดแปลกรอบด้าน

สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นห้องพักในโรงพยาบาล แต่มันดูต่างจากโรงพยาบาลที่เธอเคยเห็นในโลกของเธอ ที่นั่นมีสภาพเป็นสลัมแร้นแค้นมีแต่ผู้ป่วยเนื้อตัวสกปรกมอมแมมนอนอยู่ แต่ที่แห่งนี้กลับดูโอ่อ่า กว้างขวาง และมีสง่าราศีอย่างไม่น่าเชื่อ เธอรีบลุกขึ้นมาเพราะคิดว่าคนอย่างตัวเองไม่สมควรจะมาอยู่ในที่แบบนี้นานๆ แต่ทันทีที่ก้าวลงจากเตียงเธอก็ล้มลงนอนกับพื้นอีกครั้งเนื่องด้วยบาดแผลที่ได้รับจากการต่อสู้กับ "หมอนั่น" ยังไม่หายดี

เธอเริ่มคร่ำคิดถึงโชคชะตาของตัวเองที่ดูเหมือนจะถูกเล่นตลก จากเดิมที่เป็นแค่เด็กในสลัมคนนึงที่อาศัยการขโมยของกินคนอื่นประทังชีวิต จู่ๆก็เข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ของเหล่าผู้รุกรานที่มาจากต่างมิติ ดูเหมือนจะชื่อดาๆอะไรซักอย่างนี่แหล่ะ ได้พบกับยาชาโอและกลายเป็นนักบิน เดี๋ยวสิ!! แล้วยาชาโออยู่ไหนล่ะ!!

เธอรีบฝืนตัวเองลุกขึ้นอีกครั้งเพราะท่านผู้บัญชาการอาเดลที่ยอมสละชีวิตไปในเหตุการณ์ระเบิดดาวเซอร์นาสกล่าวไว้ว่าจะยอมให้ยาชาโอตกอยู่ในมือใครไม่ได้ เพราะมันมีพลังอันน่ากลัวที่อาจสามารถทำลายโลกหรือมิติต่างๆได้แม้ตอนนี้พลังนั้นจะยังไม่ตื่นขึ้นมาก็ตามที แต่ในฐานะที่เธอเป็นคนเดียวในเซอร์วาสที่สามารถควบคุมยาชาโอได้ก็ย่อมเป็นความรับผิดชอบของเธอที่จะปกป้องมันให้พ้นจากการนำไปใช้ในทางที่ผิด

"ฉันไม่คิดว่าเธอควรจะฝืนตัวเองในตอนนี้หรอกนะ" เสียงที่ออกแนวเย็นชาเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นขณะที่เจ้าของเสียงกำลังก้าวเข้ามาในห้อง เพียงแค่ดูจากท่าทางการเดินก็พอจะอนุมานได้ว่าเธอเป็นชนชั้นสูง เธอมีผมสีทองเป็นลอน หน้าตาแฝงความเข้มแข็ง กำลังสวมชุดนักบินแปลกตาที่เธอไม่เคยเห็นในเซอร์นาสมาก่อน (แน่ละ ก็ที่นี่มันเป็นโลกอื่นนี่นา)

"คุณคือ..." สาวผมฟ้าถามขึ้นด้วยท่าทางเกร็งนิดๆ เนื่องจากไม่เคยพบปะกับชนชั้นสูงมาก่อน

"เวลาจะถามชื่อคนอื่นก็ควรจะแนะนำตัวเองก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้มีพระคุณที่ได้ช่วยชีวิตของเธอเอาไว้" สาวผมทองกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนิดๆ พลางคิดว่าเธอคนนี้ช่างไม่รู้จักมารยาทผู้ดีเลย

"ขอโทษค่ะ" สาวผมฟ้าพูดด้วยความกระดากปาก ในชีวิตนี้มีแทบนับครั้งได้ที่เธอจะลงเสียง "ค่ะ" เอาไว้ท้ายประโยค "ชั้นชื่ออาซาคิ ไลมุ ทุกคนเรียกชั้นว่าไลมุ แล้วคุณเป็นใครล่ะคะ"

"นามของเรานั้นมีว่าเฟเซล  พริ้นท์สแตนท์ ผู้สืบสายเลือดแห่งตระกูลพริ้นท์สแตนท์อันสูงส่งแห่งจักรวรรดิ แพทธิอาร์  เราคือผู้ที่ค้นพบตัวเธอและหุ่นยนต์ปริศนานั่นในเขตอาณานิคมของจักรวรรดิ จึงได้นำตัวมาที่นี่เพื่อตรวจสอบ นับเป็นโชคดีที่จักรวรรดิเรามีเทคโนโลยีสูงส่ง หาไม่แล้วบาดแผลของเธอคงไม่หายเร็วเช่นนี้แน่"

"ขอบคุณมากที่ช่วยรักษาแผลให้ ว่าแต่แล้วยาชาโอ..."

"ถ้าหมายถึงหุ่นตัวนั้นล่ะก็ ตอนนี้มันอยู่ในฐานทัพของพวกเรา เนื่องจากพวกเราไม่เคยได้พบหุ่นที่มีโครงสร้างเช่นนี้มาก่อนจึงต้องการการตรวจสอบอย่างละเอียดเพราะเกรงว่าอาจจะเป็นอันตรายได้ แต่เรื่องแปลกก็คือ พวกเราได้ตรวจสอบจนรู้ถึงระบบควบคุมของหุ่นนั้นแล้ว แต่พอลองให้พวกทหารขึ้นไปขับดูกลับไม่มีใครเลยที่ทำให้มันเคลื่อนไหวได้ แถมพอลองตรวจมากขึ้นก็พบว่ามีข้อมูลในแบล็คบ็อกซ์ที่แม้แต่เทคโนโลยีในจักรวรรดิเรายังไม่อาจตรวจสอบได้อยู่เป็นจำนวนมาก" เฟเซลตอบด้วยน้ำเสียงคร่ำเคร่งจนไลมุอดคิดไม่ได้ว่าคนๆนี้คงไม่ยินดีกับมุขตลกโง่ๆเท่าไหร่นัก

"ไม่แปลกหรอก ยาชาโอน่ะมีแค่ชั้นคนเดียวเท่านั้นที่ควบคุมได้" ถึงจะตอบไปเบบนั้นแต่จริงๆแล้วไลมุก็ยังไม่รู้เช่นกันว่าทำไมมีแต่เธอที่ขับยาชาโอได้

"ดังนั้นทางสภาสูงจึงมีคำสั่งให้นำตัวนักบินไปขึ้นศาลทหารโดยเร็วที่สุดเพื่อสืบหาประวัติความเป็นมา เมื่อเธอตื่นขึ้นมาเช่นนี้ก็ดีแล้ว" พูดไม่ทันจบเฟเซลก็พุ่งตรงเข้ามาล็อคแขนไลมุไว้ทันที ว่ากันจริงๆแล้วถ้าไลมุอยู่ในสภาพปกติการล็อคแค่นี้เธอแก้ได้ไม่ยาก แต่ในสภาพที่เพิ่งจะฟื้นไข้เช่นนี้แน่นอนว่าเธอไม่อาจจะทำได้

"อย่าขัดขืนจะดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเอง เพราะเรายังไม่อาจไว้ใจเธอได้ตราบเท่าที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร" เฟเซลกล่าวด้วยเสียงเย็นชา

(เห็นทีเราคงต้องหาวิธีหรีออกไปจากที่นี่ซะแล้ว อยู่นานไปคงไม่ปลอดภัย แถมหมอนั่นอาจจะโผล่มาอีกก็ได้) ไลมุคิดในใจขณะเดินตามเฟเซลไปขึ้นศาลทหาร
--------------------------------------------
ขอยืมเรื่องจักรวรรดิของคุณ identity มาใช้เลยแล้วกันนะครับ
บันทึกการเข้า

หมดยุคของไอ้เกรียนบาร์โค้ดแล้วเฟ้ย ตอนนี้ได้เวลาของแฟลชไดรฟ์สองซีกแล้ว

identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 08:26:51 PM »

มาจองครับ 

คือไม่มีการใส่ชื่อตอนเลยเหรอครับคืออยากได้ชื่อตอนน่ะรอคนมาตอบ

ถ้าอยากให้มีผมจะใส่ชื่อตอนหลังจากนี้นะครับ  เพราะว่าถือว่าอันแรกเป็นบทนำ 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

มันเป็นเรื่องแปลกมาก  แต่ก็นับว่าปรากฏว่าเห็นได้ชัดแจ้งยิ่ง  ทั้งตัวเรือนอาคารสถานที่นั้น  ที่นี่ต่างถูกทำให้คล้ายกับยุโรปต้นยุคประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของโลก  ฉันมองดูรอบๆ  อย่างตื่นตะลึง  ช่างรู้สึกว่าตัวเองชั่งเล็กและต่ำต้อยยิ่งนัก  หากเปรียบเทียบกับความสูงศักดิ์ของที่นี่  ไม่เข้าใจอยู่บ้างทำไมคนที่นี่จึงแปลกยิ่งนักทั้งที่เป็นผู้บุกเบิกการออกเดินทางสู่ห้วงอวกาศแท้ๆ  แต่กลับใช้ระบบการปกครองที่ออกจะคร่ำครึ  แต่ก็นั่นแหละมนุษย์โลกช่างยากแท้ที่จะเข้าใจ

ฉันมอกไปยังเบื้องหน้า  ถนนถูกปูด้วยหินเลอค่า  ทั้งที่จริงจะว่าไปแล้วแม้แต่บนโลกนั้นมันก็เป็นการยากอยู่แล้วที่จะมีวัสดุเหล่านี้ไว้ก่อนสร้าง  หรือนี่อาจจะเป็นสิ่งที่มีในอวกาศ  แต่ก็ไม่น่าจะใช่  สรุปแล้วไม่ว่ามนุษย์มีความปรารถนาใดก็ไม่ยากเย็นเกินกว่ากำลังตนนักหรอก

เพียงชั่วครู่ก็มาถึงอาคารทรงห้าเหลี่ยมแห่งหนึ่ง  ทาสีแดงพาดดำทั่วอาคาร  ดูจากการทาสีและออกแบบคล้าย  หน้าประตูใช้วิธีตรวจคนเข้าออกโดนการแสกนม่านตา  สถานที่แห่งนี้คงจะเป็นสภาสูงที่ว่านั่นกระมัง 

ด้านในตัวอาคารกลับไม่ใช่อย่างที่ฉันคิด  พื้นที่ปูพรมสีน้ำเงินแรกสัมผัสนั้นอ่อนนุ่มราวกับเป็นปุยเมฆ 


ที่บริเวณกลางห้องโถงนั้นคล้ายเป็นแบบจำลอง  โครงสร้างและผังเมืองของตัวจักรวรรดิ  ตรงบริเวณดังกล่าวมีเครื่องคอมพิวเตอร์เอาไว้สำหรับสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องสถานที่ต่างๆรวมถึงประวัติความเป็นมา

บริเวณรอบประกอบด้วยห้องสี่ห้อง  ติดกัน  เฟลเซลพาฉันไปยังห้องทางด้านซ้ายบน 

ภายในห้องนั้นเป็นเหมือนดังอู่ขนาดใหญ่  ตรงหน้าของฉันเป็นทางเดินชั้นบนอันเล็กแคบที่เดินเรียงกันได้ราวๆ สี่คน  ตัวสะพานเป็นเหล็กแขวน  ตรงด้านล่างคล้ายกับมีวัตถุขนาดใหญ่อะไรวางอยู่  หากคาดเดาไม่ผิดอาจะเป็นชัตเตอร์กระมัง  และดูจากท่าทางแล้วอู่นี้เป็นเหมือนศูนย์วิจัยเกี่ยวกับเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนชนิดหนึ่ง

เฟลเซลพาฉันเดินอ้อมไปยังฟากตรงข้าม  ตั้งแต่เดินทางมาด้วยกันเธอยังไม่ได้พูดกับฉันแม้แต่สักคำ  หากเป็นในสถานการณ์อื่นฉันคงรู้สึกแปลกๆ  แต่ตอนนี้รู้สึกดีใจอยู่บ้าง  เพราะคำถามแต่ละอย่างที่เธอเอ่ยมามันยากที่จะตอบเกินไปนั่นเอง

ที่ฟากหนึ่งของประตูเป็นพื้นลาดเอียงลงไป  แล้วต่อด้วยห้องเรือนกระจกห้องหนึ่งดูจากภายนอกแล้วคงเป็นห้องแลปกระมัง

ที่ด้านนอกมีไมค์สำหรับรับเสียงต่อเข้าไปด้านใน  เฟลเซลบอกชื่อตนออกไปแล้วพาฉันเข้าไปด้านใน

“ว้าวนึกว่าใครที่ไหนอีก  คุณหญิงนี่เอง  มีเรื่องอะไรถึงมาที่นี่ได้เหรอคะ”  หญิงสาวรูปร่างตัวเล็กอ้อนแอ้น  สวมเสื้อคอกระบอกแขนสั้นสีน้ำเงิมเข้มอมม่วง  ที่บ่าทั้งสองมีแหล่งประดับ  ที่กระเป๋าเสื้อบนหน้าอกซ้ายมีสัญลักษณ์ดาบไขว้ทวน   กระโมงยาวถึงหน้าแข้ง ที่ปลายกระโปรงถูกทำให้ฟูฟ่องคล้ายปุยเมฆ  ศีรษะสวมหวกทหารเสือมีขนนกแซบไว้เช่นกัน

“นี่คืออาซาคิ ไลมุไฟล็อทของหุ่นปริศนาเครื่องนั้นที่เราจับกุมได้” เฟลเซลแนะนำตัวฉัน
“ส่วนนี่กัปตันเรือชั้น”เซนต์พิเตอร์” เฮริซ่า  มาธอน  ทำความรู้จักกันไว้ก็ดี”

“เฮริซ่าจ๊ะ เรียกริซ่าเฉยๆก็ได้” กัปตันเรือชั้นเซนต์พิเตอร์ยิ่นมือมาพร้อมส่งรอยยิ้มน้อยๆอย่างเป็นกันเองให้

ฉันลังเลอยู่บ้างแต่ท่ามกลางสถานที่ที่ไม่รู้ความเป็นมาและความหมายของการมีอยู่แบบนี้ได้แต่ยื่นมือตอบ
“ค่ะริซ่า ยินดีที่ได้รู้จัก………เอ่อ ว่าแต่ที่นี่คือสภาสูงเหรอคะ” ฉันถามตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ
แม้ท่าทีอีกฝ่ายจะสนิทสนมมากกว่าเฟลเซล  แต่ดูจากบรรยากาศรอบๆการสำรวมตัวเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในที่แห่งนี้

“เปล่าไม่ใช่หรอกที่นี่น่ะ  คือฮุ่สำหรับสร้างชัตเติลและยานสำรวจต่างหากล่ะ” พวกเราเดินไปด้วยสนทนาไปด้วยฉันมองไปรอบ  ห้องนี้ก็เป็นเหมือนห้องทำงานส่วนตัวมากกว่า

ที่ปลายห้องโถงนั้นมีก้าวอี้ไม้รับแขกยุคเรียลลิตี้  จัดตั้งไว้  หน้าม่านกระจกใหญ่ที่มองออกไปเห็นเบื้องนอกได้นั้น  มีชายสวมชุดแล็ปร่างสมส่วนไว้ผมสั้นลองทรงต่ำ  กำลังมองไปยังด้านนอกอยู่

เฟซเซลกับริซ่าชักชวนฉันทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ไม้   ไม่นานนักชายหนุ่มคนนั้นก็หันหน้ากลับมา  แล้วเดินมาบริเวณเก้าอี้ที่ติดกับริซ่า

เขามีใบหน้าที่สงบราบเรียบ  ปากที่คล้ายเปื้อนรอยยิ้มเล็กน้อยตลอดเวลา  ตาสีดำขลับจนไม่อาจมองเห็น
“ผม ศจ.พันจัตวา ชอร์ลซิเล่ย์  ฮานอย  เป็นหัวหน้าศูนย์วิจัยนิ้  คุณคงเป็นไพล็อทของหุ่นยนต์เครื่องนั้นสินะ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”  น้ำเสียงเขาสุภาพอ่อนโยนถ่อมตน  แตกต่างกับ คุณหยิงพรินสแตนท์เสียสิ้นเชิง  เขาก้มโค้งลงแล้วทรุดนั่งที่เก้าอี้ตัวดังกล่าว

“คะอาซาคิ ไลมุ ขออภัยที่เสียมารยาท  คุณคงเป็นคนตรวจสอบยาชาโอใช่มั้ยคะ”ฉันถามด้วยความร้อนใจ
“เปล่าหรอก  ลำพังเฉพาะโปรเจกที่ผมมีก็แทบจะไม่มีเวลาให้กับเรื่องอื่นแล้ว  ยาชาโออยู่ที่ศูนย์วิจัยซิเพนต้าต่างหาก”เขาตอบกลับมด้วยท่าทีที่แปลกใจอยู่บ้าง

ฉันหน้าเสียเล็กน้อย  ร้อนใจเสียยิ่งกว่าเดิมดูจากการทำงานและการให้ความสนใจแล้ว  แสดงว่าจักรวรรดิแพทธิอาต้องให้ความสำคัญกับมันอยุ่ไม่น้อย

“วืด”
เสียงประตูเลื่อนดังขึ้นจากประตูอีกด้านหนึ่งที่เราไม่ได้เข้ามา  ผู้เข้ามาคือชายหนุ่มรูปร่าง ผอมสูงอายุราวๆ 19-20  ผมสีน้ำเงินเข็มดุจน้ำทะเลลึก  สั้นหยักศกเล็กน้อยเดินถือ ถาดเครื่องดื่มและของว่างเข้ามา  ดูจากการแต่งกายคงเป็นลูกมือของชอร์ลซิเล่ย์

“ขอบคุณมากนะ มาร์เซล” ชอร์ลซิเล่ย์เอ่ยปากขอบคุณเล็กน้อย

แต่ขณะที่ของว่างถูกเสิร์ฟ  เฟลเซล ก็ลุกขึ้นทันที

“ฉันไปก่อนนะ” เธอแตะบ่าริซ่าเบาๆเป็นการบอกลา
“เอ๋ คุณจะไม่เข้าไปด้วยเหรอ” ชอร์ลซิเล่ย์เอ่ยถาม

“ฉันไม่ชอบยุ่งกับเรื่องของชาวบ้าน  และไม่ชอบที่จะไปนั่งฟังพวกสภาสูงถกเถียงกัน  เรื่องนั้นเอาไว้ให้ผุ้ใหญ่จัดการ  หน้าที่ของฉันคือการดูแลชาวสเปซนอด์ต่างหาก”เธอตอบกลับมาโดนไม่หันหลัง  น้ำเสียงฟังแล้วแฝงความเบื่อเหนื่อยเมื่อยล้าเต็มทน

“แต่คุณเป็นคนพาเด็กคนนี้และหุ่นตัวนั้นมานะ?” คราวนี้ลิซ่าทักบ้าง
“ฝากพวกเธอจัดการด้วยแล้วกัน  พวกที่ลดเกียรติตัวเองต่ำลงไปลักลอบขโมยผลงานคนอื่นอย่างพวกซิเพนต้านั้นฉันไม่อยากจะเอ่ยถึง”น้ำเสียงครั้งนี้แฝงความดูถูกเกลียดชังอย่างเปลี่ยมล้น  ดูท่าพวกซิเพนต้าอะไรนั้นคงไม่ใช่คนดีแน่

“แล้วคุณหญิง พาชั้นมาที่นี่ทำไม”ตอนนี้ฉันตามกลับบ้างเพราะไม่ค่อยมั่นใจในอนาคตของตน  และรู้สึกเหมือนข้าวของที่ถูกคนใช้นานวันจนในที่สุดชำรุดแล้วถูกปล่อยทิ้งเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น

“อ๋อลืมบอกไป  สภาสูงเป็นที่สูงส่งด้วยสภาพและชุดของเธอตอนนี้คงไม่เหมาะกระมัง  เปลี่ยนเสื้อผ้าซะริซ่าชะช่วยเธอเอง”  เธอหันมาชำเลืองฉันเล็กน้อยคล้ายกับบอกว่า  “เรื่องของเธอนั้นฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยว”

หลังจากนั้นเห็นเธอหันไปพูดกับมาร์เชล

“ไปกันเถอะมาร์เชล”  น้ำเสียงกลับนุ่มนวลกว่าปกติ  ทั้งแฝงความรักและความห่วงใยอย่างเปี่ยมล้นจนฉันอดแปลกใจไม่ได้  นึกไม่ถึงว่าผู้หญิงคนนี้ก็มีด้านที่ต่างออกไปจากเดิมที่เห็น

“ครับคุณหญิง”  ชายหนุ่มก้มตัวตอบ
จากนั้นทั้งสองคนก็เดินออกจากห้องไปทันที

ฉันเหม่อมองตาม  ตัวของเฟลเซลนั้นออกจะแปลกอยู่บ้างแต่ที่แปลกยิ่งกว่าคือมาร์เซลคนนั้น 

“ทั้งสองคนไปสุสานบรรพบุรุษน่ะจ๊ะ  มาร์เซลเป็นเด็กติดตามของตระกูลพรินสแตนท์  สำหรับเขาแล้วเฟลเซล เป็นทั้งพี่สาว เพื่อน แม่และก็ครุเลยทีเดียว” เสียงขอริซ่าปลุกฉันตื่นจากภวังค์  ฉันยิ้มแห้งๆเล็กน้อยรู้สึกหน้าเสียอยู่บ้างที่ตนสนใจเรื่องชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวกับตน

“ตามมาสิจ๊ะ  เดี๋ยวฉันพาไปเปลี่ยนชุดเอง”  ริซ่าชักชวนฉันลุกขึ้นเดินเข้าไปด้านในห้องที่มาร์เซลออกมาเมื่อครู่

ฉันได้แต่ครุ่นคิดและกังวลใจยิ่งกว่าเดิม  จักรวรรดิแห่งนี้มีอะไรซ่อนอยู่กันแน่ทำไมมีแต่เรื่องลึกลับน่าสงสัย?

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หลายคนจะมาต่อก็เชิญนะครับ

แต่ใจจริงขอโทษแล้วกันพอดีติดสมัครสอบเลยแต่งได้บ้างไม่ได้บ้างขอโทษทีครับถ้ามาทันวันพรุ่งนี้จะเอาตอนใหม่มาลงครับ 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 30, 2008, 03:48:40 PM โดย identity » บันทึกการเข้า
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 03:46:48 PM »

เห็นไม่มีคนแต่งต่องั้นขอจองเลยนะครับ 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

---------------------------------------------------------------ตอนที่ 1 Patiea  Empire --------------------------------------------

"ที่จริงแล้ว  ตัวคุณหญิงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าสภาสูงนะครับ  มันจะดีแล้วหรือครับที่ไม่เข้าร่วมฟังรับคำตัดสิน"  ผมถามท่านหญิงแห่งตระกูลพริ้นท์สแตนท์ของผมที่เบื้องหน้า  ใบหน้าของเธอ  เบือนออกไปนอกหน้าต่างรถม้า  ความจริงนั้นยุคที่มนุษย์สามารถอาศัยอยู่บนอวกาศได้แล้วนั้น  ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้พาหนะเช่นนี้เลย



แต่ท่านดยุกเฮคิเรียส  แพทธิอาร์หาได้คิดเช่นนั้นไม่  "โลกเราแต่เดิมนั้นถูกสร้างมาให้สิ่งมีชีวิตอยู่ร่วมกัน  เป็นระบบนิเวศวิทยา  การที่มนุษย์วิวัฒนาการได้อย่างมิหยุดหย่อน  มิใช่ว่าความรักที่มนุษย์มีต่อสรรพชีวิตจะลดลง  และไม่ใช่คุณค่าของสรรพชีวิตชนิดอื่นจะน้อยลงตามไปด้วย"  นี่คือหนึ่งวาทะศิลป์  ที่ยึดถือเป็นคติของชาวจักรวรรดิทุกคน




อันที่จริงนั้นหากกล่าวว่าตัวจักรวรรดิปกครองด้วยระบอบขุนนาง  หรือระบอบกษัตริย์ก็ไม่ถูกเสียหมดหรอก  หากแต่เรียกให้ถูกสมควรเรียกว่าระบอบ "ศักดินาเสรีนิยม"  กล่าวคือโดยปกติจะปกครองในเหล่าขุนนางชั้นสูง  แต่ตัวผู้นำจะเป็นลักษณะการเปิดสภาและมีการหมุนเปลี่ยนไปตามวาระครั้งละ 10 ปีซึ่งจะได้รับเลือกกันภายในสภานั่นเอง 




แม้ว่าการปกครองแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยนั้นสมควรเป็นเรื่องที่กระทำมากกว่า  แต่มองในเรื่องของแง่ความเป็นจริง  ทั้งทรัพยากรที่มีจำนวนจำกัด  ประชาชนที่มีไม่มากนัก  รวมถึงการรักษาระเบียบกฎเกณฑ์  การปกครองด้วยระบอบนี้ย่อมเป็นทางที่ดีที่สุด



และตัวคุณหญิงและตระกูลพริ้นท์สแทนท์นั้นต่างออกไปจากตระกูลอื่น  บรรพบุรุษของคุณหญิงสี่รุ่นมาแล้วกระมังเป็นผู้บุกเบิกการอวกาศในยุคแรก  และเป็นผุ้สำรวจอวกาศอย่างแท้จริง  ดังนั้นฐานะของเธอจึงพิเศษกว่าคนอื่นบ้างเธอไม่มีสิทธิในการปกครอง  แต่ตระกูลของเราก็เหมือนกับองครักษ์ของจักรวรรดิแห่งนี้  "เกิดเพื่ออวกาศ ตายพร้อมอวกาศ"นั่นคือคำสัตยปฏิญาณที่ผมมีต่อคุณท่านทั้งสองที่ล่วงลับไปแล้ว




ตระกูลพริ้นท์สแตนท์ตระกูลที่สูงเกียรติที่สุดนั่นคงไม่ใช่เรื่องโกหก   บรรพบุรุษของตระกูลนี้ทุกท่านต่างมีความรักต่ออวกาศเปี่ยมล้น  มนุษย์เราเริ่มสนใจอวกาศตั้งแต่กาลิเลโอ  มองเห็นดวงจันทร์ของดาวพฤหัส  แต่จะมีสักกี่คนกันที่จะรักษาความรู้สึกที่มีต่อห้วงอวกาศอันน่าลุ้มหลงนั่นได้




ท้องฟ้าที่เวิ้งว้างแห่งนั้นมีอะไรอยู่กันแน่  สถานที่แห่งนั้นเป็นอย่างไรมีอะไรรออยู่  นั่นคือสิ่งที่นักสำรวจอวกาศอย่างพริ้นท์สแทนท์มีไว้ในส่วนลึกของทุกคน  พวกท่านจากโลกมาแต่ไม่ได้ลืมเลือนโลกแต่ถึงกระนั้นพวกท่านก็ต้องการทิ้งความเป็นเอิรธนอยด์อันโง่เขลา  ผู้ซึ่งไม่เข้าใจความรักที่พระเจ้ามอบให้ต่อตน




การพื้นฟูและการวิวัฒนาการจำเป็นต้องทำไปควบคู่กัน  แม้อาจจะไม่มีคนคล้อยตามมากแต่ขอให้มีคนรับฟังบ้างก็พอแล้ว  ท่าน ฟอริอัส  เฟลเซล  ได้ร่วมมือกันกับท่านดยุกเฮคิเรียส  แพทธิอาร์  สร้างจักรวรรดิ์แห่งนี้ขึ้นมา  ดินแดนที่มอบให้สำหรับผู้เข้าใจความรักต่อสรรพสิ่ง  ดินแดนแห่งการฟื้นฟูเริ่มต้นและวิวัฒนาการ  การออกสำรวจอวกาศไม่ใช่เพียงเพื่อการแสวงหาแหล่งทรัพยากรใหม่  หากแต่เป็นการสร้างดินแดนแห่งใหม่  ดินแดนที่มนุษย์ทุกคนรักในเกียรติของตนและผุ้อื่น  ให้ความรักและความสำคัญต่อต้นไม้  ม้า ลิง สัตว์ป่าอื่นๆ น้ำลำธาร  แสงแดด สายลม  หรือแม้แต่วัฒนธรรมจารีตที่เลือนหายไป



แต่ถึงกระนั้นขึ้นชื่อว่ามนุษย์ย่อมมีความเชื่อในตนเองสูง  การจะยอมรับให้ไปใช้วิธีทั้งเดิมนั้นย่อมไม่เป็นที่ได้ยอมรับกันถ้วนหน้า  แพทธิอาร์ บอกให้ใช้ม้าเดินในตัวเมือง"เฮริออส"อันเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิ  เนื่องจากต้องการให้ความสำคัญกับม้าให้เรารู้คุณค่าของม้า  แต่ผู้คนก็เคยชินกับความสะบายไปเสียแล้ว  แต่ใช่ว่าจะมีแต่รถม้าเสียทีเดียว  ยังพอมีรถยนต์อยู่บ้าง  แต่ก็ใช้ได้แค่สำหรับคนรับจ้างบางส่วน  และหน่วยงานของราชการบางหน่วยที่มีความจำเป็นจะต้องใช้อย่างเร่งรีบ  และต้องมีใบอนุญาติด้วย  สำหรับคนบนโลกนั้นเรื่องเหล่านี้ย่อมยากที่จะยอมรับได้  แต่พวกเราก็ไม่ได้เร่งรีบหรอกการเปลี่ยนแปลงแต่ละเรื่องจำเป็นต้องอาศัยเวลา  "หากรักที่จะเปลี่ยนแปลง  ต้องรักที่จะอดทน"  ชาวจักรวรรดิต่างถือคตินี้เสมอมา



"ขอโทษนะ  มาร์เซล  เมื่อครู่นี้เธอว่าอะไรหรือ"คุณหญิงหันมา ถามผมหลังจากที่อยู่ในห้วงคำนึงเป็นเวลานาน
"คุณหญิงควรจะเข้าประชุมรับฟังการสอบสวนของสภาสูงนะครับ"ผมถามกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง  ตัวคุณหญิงที่อยู่เบื้องหน้าผมนี้ช่างดูอ่อนล้าเหลือเกิน


"ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก  สิ่งที่ตัวจักรวรรดิกำลังทำอยู่นี้นั้นไม่ใช่แนวทางเดิมที่เราควรยึดถืออีกต่อไปตัวจักรวรรดิได้ลดตัวลงไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของโลกมากไปเสียแล้ว  ฉันภักดีต่อจักรวรรดิแต่ไม่ได้ภักดีต่อตัวสมุหกลาโหม   [เก็บไว้ให้คนอื่นแต่งต่อ55]  และที่สำคัญหากฉันยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยหากพลาดพลั้งมาจะไปเข้าทางพวก "ซิเพนต้า" สองหัวนั้น  สำหรับคนที่ทำหน้าที่คุ้มครองอวกาศการตัดสินใจทุกเรื่องล้วนต้องละเอียดถี่ถ้วน"คุณหญิงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่หนักอึ้งคล้ายกับว่ากำลังกังวลต่อชตากรรมของบ้านเกิดเธออย่างเปี่ยมล้ม  จริงอยู่ที่ว่าหากมองในมุมมองของคนภายนอก  ตัวจักรวรรดินั้นออกจะลึกลับเกินไป  และน่ากลัวเป็นพิเศษ  แต่แท้ที่จริงนั้นในระหว่างหมู่พวกผู้ใหญ่ด้วยกันก็มีคนที่มีแนวคิดเห็นไม่ตรงกัน  บางฝ่ายบอกว่าควรก่อตั้งจักรวรรรดิให้ยิ่งใหญ่และริดรอนอำนาจของกองทัพโลกพร้อมประกาศแนวปกครอง "ศักดินาเสรีนิยม"  แต่กลุ่มนักวิทยาศตร์และผุ้บุกเบิกต่างไม่เห็นด้วยต่อการเป็นศัตรูต่อโลก  หากแต่เห็นว่าสมควรขยายการสำรวจไปยังอวกาศรอบนอก  และสมควรกระจายแนวคิดไปยังอีกฟากหนึ่งของอวกาศ


สำหรับตัวคุณหญิงนั้นไม่ว่าทางสภาจะตัดสินใจเลือกแนวทางใดเธอก็ต้องมีส่วนร่วมอยู่ไม่น้อย  ดังนั้นการวางตัวเป็นกลางจึงถือเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด 

"ตอนนี้สิ่งที่ต้องกังวลไม่ใช่เรื่องการดำเนินแนวคิด "ศักดินาเสรีนิยม"  หรือเปิดการสำรวจอวกาศ  ศัตรูก็ไม่ใช่คนบนโลก  และไม่จำเป็นยิ่งที่จะเกิดเรื่องราวีกันเอง  หากแต่เป็นผู้ที่มาใหม่แขกไม่ได้รับเชิญของระบบสุริยะแห่งนี้ต่างหาก  ดูจากสิ่งที่รับทราบมาจากการประมือกับนักบินมือสมัครเล่นของสหพันธ์พวกนั้น  ผู้มาใหม่ครั้งนี้อาจจะส่งผลต่ออวกาศอย่างไม่เคยมีมาก่อน  ฝ่ายหนึ่งอาจรอโอกาสนี้ริดรอนอำนาจของโลก  อีกฝ่ายอาจร่วมมือและเป็นพันธมิตรกับ"ผู้มาใหม่"  แต่ไม่ว่าจะอย่างไรหากไม่เป็นไปตามสองกรณีนี้จะดีที่สุด  ดังนั้นไม่ว่ากรณีใดความหวังของเราต่างฝากไว้กับเรือ  "ฟอร์นเทียร์ เซนพิเตอร์"ที่เธอกำลังเร่งมืออยู่  ดังนั้นตัวฉันนั้นไม่เท่าไหร่หรอกคนที่น่าหนักใจคือพวกเธอและเฮริซ่าต่างหาก"  ผมอดรู้สึกดีใจไม่ได้ที่ตัวคุณหญิงนั้นเป็นห่วงผมมากมายเสียขนาดนี้  สำหรับผมแล้วนี่คงเป็นกำลังใจที่สำคัญที่สุดกระมัง 


"คุณหญิงอย่ากังวลไปเลยครับ  ฟอร์นเทียร์ เซนพิเตอร์นั้น   คือความฝันที่คุณท่านทั้งสองฝากฝังไว้ให้แก่พวกเรา  ทั้งยังเป็นของสำคัญสุดพิเศษของคุณหญิงอันเป็นที่รักของพวกเรา  ไม่ว่าอย่างไรผมก็ทำมันให้สำเร็จ  ตอนนี้เราได้นักบินประจำเรือแล้ว  นั่นคือหัวหน้าหน่วย "เอ็กซ์"พร้อมกับเครื่อง  X-Chavalier เครื่องจ่าฝูงและรุ่นผลิตจำนวนมากอีกสามเครื่อง  รวมกับตัวคุณหญิงด้วยแล้วก็ถือได้ว่าเป็นกองโจรที่อันตรายพอสมควร"ผมยิ้มตอบกลับไปให้กำลังใจเธอ  หากมีเรื่องใดที่พอจะทำให้เธอยิ้มได้ผมก็เห็นว่าไม่ควรละเลย


"ทางเราเตรียมพร้อมนั้นมันก็ใช่อยู่  แต่ฉันก็พอรู้ทางสถาบัน"ซิเพนต้า"ก็ไม่ได้มัวแต่แล่นขายของก่อบ้านเรือนไปวันๆ  โปรเจกจักรกลวิปลาส  หรือแม้แต่การสร้างมนุษย์ดัดแปลงพวกนั้นก็ถึงกับยอมทำ   พวกนั้นไม่เลือกวิธีหรอกหากจะทำให้การค้าของตนดำเนินไปได้  นับเป็นการตัดสินใจผิดจริงๆที่ทางจักรวรรดิ  นำพวกนั้นมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาโคโลนี่หลายแห่งด้วย"
"คุณหญิงไม่ต้องซึมเศร้าไปเกินกว่าเหตุหรอกครับ  โปรดวางใจหัวหน้า"เอ็กซ์"นั้นมีความสามารถเหลือหลาย  ตอนนี้คุณหญิงสมควรดีใจเสียจะถูกอีกสักครู่เราก็จะพบกับนายท่านทั้งหลายแล้ว  หัวหน้า"เอ็กซ์"รออยู่ที่นั่นเช่นกัน  กับบาทหลวง  คุณหญิงไม่ใช่แค่ผู้คุ้มครองพวกเราแต่ยังเป็นคนสร้างความหวังให้แก่พวกเรา   มือของคุณหญิงไม่ได้แข็งกร้าวเมื่อตอนตวัดดาบขับหุ่นยนต์เท่านั้น  หากแต่มันดูนุ่มนวลและน่าลุ่มหลงเหลือเกินเมื่ออยู่บนแป้นเปียโน  และตัวไวโอลิน"ผมตอบกลับไปแม้มันออกจะฟังดูเลิศลอยไร้สาระอยู่บ้าง  แต่สำหรับผมแล้วทุกประการล้วนเป็นจริง  คุณหญิงคือคนสำคัญเพียงหนึ่งเดียวของผม  ถึงแม้ว่ามันอาจยากที่ผมจะมองเธอไว้แค่เพียงคนเดียวเท่านั้นก็ตาม



ในที่สุดรถจอด  คาดว่าคงถึงสุสานของตระกูลพริ้นสแตนท์แล้ว

ผมลงจากรถม้าก่อน  ก่อนที่จะใช้มือยื่นรับประคองคุณหญิงซึ่งอยู่ในชุดกุลสตรีสีเขียวอ่อนลงมา

"ยินดีต้อนรับคุณหญิง  ที่เดินมาตัวพ่อนั้นรอลูกอยู่พอดี"  บาทหลวงวัยกลางคนเอ่ยขึ้นหลังจากที่พวกเราลงจากรถ
"ขอบคุณท่านบาทหลวงเป็นอย่างยิ่งที่ให้เกียรติมา  และก็ยินดีที่ได้พบกันกับคุณหัวหน้า"เอ็กซ์""  คุณหญิงหันไปสบตากับชายหนุ่มวัยฉกรรจ์คนหนึ่ง........................

...
____________________________________________________________________________________________________________________

ขอบคุณตัวละคร
Exepher von Heim   หรือเอ็กซ์ จากพี่  EarthSphere G. Homeland  ครับ


เนื้อเรื่องอาจจะยืดเย้อไปบ้าง  แต่ต้องเข้าใจนะครับว่าปูพื้นฐานตัวละครแหะๆ  เนื้อเรื่องช่วงนี้คงเป็นสถานการณ์การเมืองของ จักรวรรดิแพทธิอาร์ไปก่อน ตอนนี้โครงเรื่องเริ่มเป็นรูปเป็นร่างไปแล้ว

หลายคนที่อ่านคงจะพอเข้าใจอยู่บ้างว่า "ซิเพนต้า"นั้นมันน่ากลัวขนาดไหน 

ไว้เจอกันครั้งหน้าครับ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 02, 2008, 06:02:11 PM โดย Sweet Face » บันทึกการเข้า
Black Overman XAN
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1591



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 09:27:46 AM »

ขณะที่มนุษย์ส่วนใหญ่ในแต่ละที่กำลังดำเนินกิจกรรมชีวิตตามปกติอยู่นั้น ณ สถานที่แห่งหนึ่งในอวกาศไม่ไกลจากจักรวรรดิแพทธิอาร์มากนัก กำลังมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น มีวงกลมสีดำผสมแดงขนาดใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเกิดอย่างช้าๆและนิ่มนวล ภายในวงกลมนั้นมีเสียงเหมือนอะไรบางอย่างกำลังร้องอยู่ มือที่ไม่มีสิ่งใดเหมือนมนุษย์ได้ยื่นออกมาจากวงกลมนั้นทีละมือ มันเป็นมือมีสามนิ้ว มีเกล็ดแข็งสีน้ำเงินปกคลุมอยู่เหมือนมือของสัตว์เลื้อยคลาน มือเหล่านั้นกำลังเพิ่มจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ และเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ
--------------------------------------

ตัดมาทางด้านจักรวรรดิแพทธิอาร์ ตอนนี้ไลมุกำลังอยู่ในชุดที่ทำให้เจ้าตัวแทบจะร้องว๊ากออกมาดังๆ เพราะมันเป็นชุดกระโปรงลายลูกไม้ฟูฟ่องแบบที่พวกไฮโซเขาชอบใส่มาอวดกัน แต่สำหรับคนที่โตในสลัมอย่างเธอ ให้มาใส่ชุดแบบนี้เดินไปไหนมาไหนล่ะก็สู้ฆ่ากันเลยยังจะดีซะกว่า เพราะนอกจากจะไม่คุ้นเคยแล้ว ยังรู้สึกว่าน่าอายและเหมือนเป็นตัวประหลาด แต่สถานการ์ตอนนี้จะไม่ใส่ก็ไม่ได้ เพราะถึงจะดูเหมือนว่าเป็นแขกของจักรวรรดินี้เพียงใดแต่ว่ากันจริงๆแล้วเธอก็คือนักโทษนั่นแหล่ะน่า

ริซ่าเดินนำไลมุเข้าไปยังสภาสูงของจักรวรรดิที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองพอดี ระหว่างทางเธอก็ชวนคุยด้วยคำถามทั่วๆไปประมาณว่า "เธอมาจากไหนหรือ" "ชอบกินอาหารอะไร" แต่เนื่องจากไลมุกำลังดูทิวทัศน์อันงดงามของจักรวรรดิแพทธิอาร์ที่เต็มไปด้วยสถานก่อสร้างรูปทรงยุโรปที่งดงามดังเป็นศิลปะอยู่จึงไม่ได้ฟังที่ริซ่าพูดเลย ริซ่าเองดูจะไม่ค่อยพอใจนักจึงหยุดพูดจาไปดื้อๆ แต่มันก็ช่วยไม่ได้นี่นะ เพราะที่โลกเดิมของไลมุนั้นไม่มีอะไรสวยๆแบบนี้ให้ดูหรอก มองไปที่ไหนก็เห็นมีแต่ซากตึก คนบาดเจ็บล้มตาย ฉกชิงวิ่งราวกันไม่เว้นทุกนาที จะหาดอกไม้ซักดอกยังว่ายากเลย

ว่ากันตามจริงแล้ว ไลมุเองก็เคยสงสัยเรื่องโลกของตัวเองอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมถึงได้มีแต่ซากปรักหักพังเต็มไปหมด ถามใครก็ไม่มีใครรู้ แม้แต่ผู้เฒ่าที่อายุกว่าร้อยปียังไม่รู้เลย แต่ตอนที่ได้เจอกับ "หมอนั่น" ครั้งแรก มันบอกไว้ว่าที่ดาวเซอร์นาสเป็นสภาพนั้นเพราะผลพวงจากเหตุการณ์ทำลายดาว แต่ตอนนี้เรื่องนั้นจะยังไงก็ช่างเถอะ ยังไงก็ไม่มีเซอร์นาสอีกแล้ว ไม่ว่าจะที่มิตินี้หรือมิติไหนก็ตาม

ริซ่าพาไลมุเดินเข้ามาในห้องส่วนกลางของสภาสูง ก่อนจะโค้งคำนับเหล่าผู้อาวุโสที่นั่งกันหน้าสลอนเป็นสิบๆคนในตำแหน่งที่สูงกว่าเธอก่อนจะเดินกลับออกไป แต่ก่อนไปก็แอบมากระซิบกับไลมุที่ข้างๆหูว่า
"สำรวมกิริยาหน่อยนะ พวกผู้อาวุโสส่วนใหญ่หัวโบราณ ถ้าพูดอะไรพล่อยๆออกไปฉันไม่รับรองความปลอดภัยนะ"
ไลมุพยักหน้ารบคำแนะนำของริซ่าก่อนเดินไปยังแท่นตรงกลางที่มีไมโครโฟนติดอยู่

"บัดนี้เราขอเปิดการพิจารณาความผิดของทหาร โดยผู้พิพากษา ไลเนอร์ แมสชิมอฟ อัยการ โคเซฟ ดามิล คณะลูกขุน สมาชิกสภาสูงแห่งแพทธิอาร์ทั้งคณะ" ชายชราผมขาวไว้เครายาวที่นั่งอยู่ชั้นบนสุดเอ่ยขึ้น เดาว่าเขาน่าจะเป็นผู้พิพากษาที่ชือไลเนอร์ละกระมัง

"เบิกตัวจำเลย" ไลเนอร์ออกคำสั่งให้ไลมุไปยืนยังบริเวณแท่นพิจารณาคดี จากนั้นก็ออกคำสั่งที่สองว่า "จำเลยผู้นี้เป็นใคร"

"ชั้นชื่ออาซาคิ ไลมุ เป็นนักบินของยาชาโอที่พวกท่านค้นพบและนำมาที่จักรวรรดินี้" ไลมุตอบด้วยน้ำเสียงตกประหม่าเล็กน้อย เพราะถึงเธอจะเคยได้รับการสอบสวนแบบนี้มาแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องมาขึ้นศาลเต็มรูปแบบ แถมยังเป็นศาลในโลกที่ไม่เคยรู้จักอีกต่างหาก 

"เจ้ามากับหุ่นยนต์ตัวนั้นสินะ เรามีเรื่องที่ต้องการรู้เกี่ยวกับเจ้าและหุ่นยนต์ตัวนั้น ขอให้เจ้าจงตอบคำถามของเราแต่โดยตรงอย่าได้กล่าวเท็จเด็ดขาด จักรวรรดิของเรานั้นสูงศักดิ์และมีเกียรติ จะไม่ยกโทษให้ผู้ที่กระทำการไร้เกียรติเช่นการโกหกเป็นอันขาด หากคำถามข้อใดเจ้าไม่สามารถตอบได้จริงๆก็จงบอกเพียงแต่ว่า "ตอบไม่ได้" เข้าใจใช่มั้ย"

"เข้าใจค่ะ" ไลมุตอบเสียงดัง แค่วันนี้วันเดียวเธอพูด "ค่ะ" ไปกี่ครั้งแล้วเนี่ย รู้สึกกระดากปากชะมัด แต่ตอนนี้ทำได้แค่ต้องทนไปก่อน จนกว่าจะมีโอกาสไปชิงยาชาโอคืนและหนีไปจากจักรวรรดินี้
 
"ชื่อของเจ้าได้แต่ใดมา" ไลเนอร์ถามคำถามข้อแรกก็ทำให้ไลมุไม่รู้จะตอบยังไงนอกจากว่า "ไม่เข้าใจคำถามค่ะ"

"ข้าหมายถึงว่าใครเป็นผู้ที่ตั้งชื่อนี้ให้เจ้า" ไลเนอร์อธิบายในขณะที่ทางที่นั่งคณะลูกขุนเริ่มมีท่าทางกระซิบกระซาบกันแล้ว เพราะท่าทางของไลมุเมื่อกี้จะให้เขามองว่าจงใจกวนประสาทก็ได้เหมือนกัน

"ถามแปลก ก็ต้องเป็นพ่..." ไลมุเงียบปากไปทันทีก่อนที่จะหลุดคำว่า "พ่อกับแม่" ออกมา นั่นสิ! ทำไมเธอถึงไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย ใครเป็นคนตั้งชื่อ อาซาคิ ไลมุ ให้กับเธอ ไม่ใช่พ่อแม่แน่ๆ เธอไม่มีความทรงจำใดๆเกี่ยวกับพ่อแม่อยู่เลย ตั้งแต่ที่จำความได้ก็เป็นเด็กกำพร้าแล้ว และด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอมั่นใจว่าคนที่ตั้งชื่อให้เธอไม่ใช่พ่อแม่

ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังแว่วเข้ามาในหัวของเธอ เสียงที่เธอคุ้นเคยว่าได้ยินมาเมือนานมาแล้ว
"เจ้าหนูเอ๋ย ต้องอยู่ตัวคนเดียวแต่อายุเท่านี้ คงรู้สึกเคียดแค้นสินะ เจ็บปวดสินะ เคยคิดอยากจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันหายไปสินะ"
"แต่อย่าได้ไปเคียดแค้นโชคชะตาเลยนะ ถ้าจะแค้นก็จงแค้นที่ตัวเองไม่มีพลัง เพราะมีแต่ตัวเองเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงโลกของตัวเองได้"
"ว่าไงนะ ไม่มีชื่องั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นข้าจะตั้งให้เจ้าเอง อาซาคิ ไลมุ จากนี้ไปนี่จะเป็นชื่อที่ผู้คนเรียกขานเจ้าไปชั่วกัลปาวสาน"
"จำคำสุดท้ายข้าไว้นะ จงมีชีวิตรอดต่อไป อย่าได้คิดยอมแพ้ต่อโชคชะตา แล้วสักวันหนึ่ง เจ้าจะได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกของตนเองได้มาไว้ในมืออย่างแน่นอน"

"เจ้า เจ้านะ!! กำลังทำอะไรอยู่ อย่าบอกนะว่ากำลังฝันกลางวันทั้งๆที่อยู่ระหว่างการไต่สวนน่ะ" เสียงตวาดของไลเนอร์ปลุกไลมุให้ตื่นขึ้นจากห้วงภวังค์ ไลมุที่ได้สติอีกครั้งก็นึกได้ว่าตนเองยังไม่ได้ตอบคำถามของไลเนอร์เลย จึงตอบออกไปทันทีว่า "ตอบไม่ได้ค่ะ"

คำตอบของไลมุทำเอาอึ้งกันไปถ้วนหน้า มีอย่างที่ไหนแค่เรื่องว่าใครตั้งชื่อให้ตัวเองยังตอบไม่ได้ ไลเนอร์เองก็รู้สึกเสียหน้ามาก ถ้าเป็นในจักรวรรดินี้ล่ะก็ใครที่บังอาจกระทำการหักหน้าเขาเช่นนี้เป็นถูกสั่งขังลืมไปแล้วแน่ๆ แต่ตอนนี้ต้องทนไว้ก่อน เพราะเธอคนนี้ไม่ใช่คนของจักรวรรดินี้จึงอาจไม่รู้ธรรมเนียมอะไรเท่าไหร่นัก แถมเขายังต้องการได้เธอคนนี้และหุ่นยนต์ลึกลับตัวนี้มาไว้ในมือด้วย

อันที่จริงแล้วการไต่สวนครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะหลังจากที่ทางสภาสูงได้รับรายงานเรื่องหุ่นยนต์ลึกลับที่ค้นพบนั้น มีข้อมูลที่ทำให้เหล่าผู้อาวุโสถึงกับนั่งไม่ติดนั่นคือดูเหมือนหุ่นตัวนั้นจะมีพลังงานเป็นอนันต์ด้วยรูปแบบพลังงานใหม่ที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน แถมยังเรื่องที่ว่าไม่มีใครขับมันได้อีก ดังนั้นถ้าได้หุ่นตัวนี้มาไว้ในมือล่ะก็จะถือเป็นการพัฒนาในด้านพลังงานและการทหารของจักรวรรดิแพทธิอาร์อย่างชนิดก้าวกระโดด และที่สำคัญที่สุดคือดูเหมือนทางชิเพนต้าเริ่มจะได้ข่าวเรื่องหุ่นตัวนั้นแล้ว จะยอมให้เจ้าพวกนั้นได้ครอบครองหุ่นนั่นไม่ได้มิเช่นนั้นจะเป็นภัยอย่างใหญ่หลวงต่อจักรวรรดิแพทธิอาร์แน่

"งั้นคำถามต่อไป เจ้ากับหุ่นตัวนั้นมาจากไหนกัน" หลังจากไลเนอร์เริ่มสงบสติได้แล้วก็ยิงคำถามต่อไป

ไลมุหยุดกึกไปอีกครั้ง ถ้าบอกไปตามตรงว่ามาจากมิติอื่นพวกนี้จะยอมเชื่อรึเปล่านะ จะว่าไปแล้วดูเหมือนเทคโนโลยีของโลกทางนี้ยังไม่ถึงขนาดจะข้ามมิติได้นี่นา งั้นระวังคำพูดไว้หน่อยดีกว่า "มาจากดาวดวงอื่นค่ะ ชื่อดาวเซอร์นาส"

"ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย มันอยู่ที่ไหนล่ะ อยู่นอกระบบสุริยะใช่มั้ย"

"รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะดาวเซอร์นาสน่ะถูกทำลายไปแล้ว ชั้นเป็นคนเดียวที่มีชีวิตรอด" คำตอบของไลมุไม่ได้โกหก แค่บอกไม่หมดว่าจริงๆแล้วดาวเซอร์นาสอยู่ในจักรวาลอื่น แต่คำตอบนี้ก็ทำเอาไลเนอร์และเล่าลูกขุนเริ่มกระตุกอีกรอบแล้ว ไม่รู้จะระงับอารมณ์ตัวเองได้นานแค่ไหน

"คำถามต่อไป ใครเป็นผู้สร้างหุ่นตัวนั้น"

"มันถูกขุดพบจากใต้ทะเล"

"ทำไมจึงไม่มีใครขึ้นขับมันได้"

"เพราะชั้นเป็นคนเดียวที่ขับได้ ที่เซอร์นาสก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน แต่ทำไมถึงเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน" คำตอบนี้ทำเอาไลเนอร์เกิดความคิดแว่บหนึ่งว่าจะลองจับไลมุมาตรวจร่างกายดูดีมั้ย แต่ความคิดนี้คงต้องพักเอาไว้ก่อนเพราะตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการคือการผูกมิตร

"เจ้าบอกว่าดาวของเจ้าถูกทำลายไปแล้วใช่มั้ย เป็นเพราะเหตุใด"

"เรื่องนั้น..." ไลมุเริ่มคิดถึงเหตุการณ์ตอนที่ผู้ชายคนนั้น นาซัส ใช้เดสโทรเปียเผาทำลายแผ่นดินบนเซอร์นาสจนวอดวายโดยอ้างว่ายังไงจะช้าหรือเร็วดาวดวงนี้ก็ต้องล่มสลายอยู่แล้ว "ตอบไม่ได้" ไลมุตัดสินใจว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับไปก่อน

"เจ้ามาที่นี่เพราะมีจุดประสงค์อันใด"

"ตอบไม่ได้" ก็ตอบไม่ได้จริงๆนี่ เพราะคนที่พามาที่นี่คือหมอนั่นต่างหาก

"จากนี้ไปเจ้าคิดจะทำเช่นไรต่อไป"

"ตอบไม่ได้" จะให้ตอบได้ยังไงกันเล่า เพราะสิ่งที่เธอคิดอยู่ตอนนี้คือแย่งยาชาโอคืนมาแล้วไปให้พ้นๆจากจักรวรรดินี้เสียที

"หุ่นยนต์ตัวนั้นมีความสามารถเช่นไรอยู่บ้าง"

"ตอบไม่ได้" ข้อนี้ไม่รู้จริงๆ ยาชาโอมีความลับอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด

"เจ้าคิดจะเป็นมิตรหรือศัตรูกับจักรวรรดินี้"

"ตอบไม่ได้" ตอนนี้ตอบแบบนี้ไปฉลาดกว่า เพราะยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของจักรวรรดินี้เลยซักนิด

"หากข้าจะให้เจ้าอยู่ในจักรวรรดินี้พร้อมทั้งเสนอยศให้ด้วย เจ้าจะตอบว่าอย่างไร"

"ตอบไม่ได้"

"รู้สึกเรื่องที่ตอบไม่ได้จะมีเยอะเหลือเกินนะ" ไลเนอร์ตอนนี้เส้นเลือดที่หน้าเริ่มจะโปนจนเห็นได้ชัดแล้ว ถามอะไรๆก็ไม่ตอบแบบนี้มันจงใจหาเรื่องกันชัดๆ "งั้นคำถามต่อไป"

แต่คำถามต่อไปจะเป็นอะไรนั้น ไลมุไม่มีโอกาสได้รู้ เพราะว่าเกิดมีเสียงนี้ขึ้นเสียก่อน

"รายงานสถานการณ์ฉุกเฉินครับ!!" นายทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องพิจารณาคดีด้วยท่าทางรีบร้อน ใบหน้ามีเหงื่อเต็มไปหมดเพราะรีบวิ่งมาอย่างสุดชีวิต

"เกิดอะไรขึ้น ไม่รู้หรือไงว่าตอนนี้กำลังมีการพิจารณาคดีกันอยู่" ไลเนอร์เริ่มหัวเสียแล้วตอนนี้

"คือว่า เมื่อครู่นี้มีการจับสัญญาณของสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจระบุรูปแบบได้จำนวนกว่าร้อยตัวที่บริเวณเขตอาณานิคมของจักรวรรดิ แล้วดูเหมือนว่าพวกมันจะกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ด้วยครับ ตอนนี้เราได้ส่งคนไปตามหาตัวหัวหน้าเอ็กซ์กับคุณหญิงเฟเซลแล้วครับ แล้วก็กำลังเตรียมกองทัพเอาไว้เพื่อออกโจมตีได้ทันที รอแค่คำสั่งของทางสภาสูงเท่านั้น"

เจอแบบนี้เข้าไป สภาสูงทั้งคณะก็เริ่มแตกตื่นเป็นนกแตกรังทันที ตอนนี้ต่างคนก็ต่างตกอยูในสถานการณ์สับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้นจนลุกกันเดินพล่านไปหมด ไลมุจึงฉวยโอกาสนี้วิ่งเข้ามากระชากคอเสื้อทหารคนนั้นทันที

"เป็นยังไง พวกมัน พวกสัตว์ประหลาดที่นายว่าน่ะ"

"ก็ไม่เห็นแน่ชัดครับ แต่เท่าที่ดูมันคล้ายกิ้งก่ายักษ์ตัวใหญ่มากตั้งร่วม 30 กว่าเมตรได้ แถมยังอยู่ในอวกาศได้ด้วย"

"พวกมัน...ตามมาที่นี่เชียวหรือเนี่ย" ไลมุรีบวิ่งกลับไปหน้าเหล่าสภาสูงอีกครั้งแล้วตะโกนขึ้นทันที "พาชั้นไปหายาชาโอเดี๋ยวนี้!! ที่นี่กำลังจะถูกโจมตีแล้ว"

--------------------------
เริ่มมีศัตรูโผล่มาแล้วครับ ต่อไปยกให้คนอื่นๆได้เอาหุ่นตัวเองมาโชว์การต่อสู้ซะที
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 08, 2008, 02:12:30 PM โดย dye2556 » บันทึกการเข้า

หมดยุคของไอ้เกรียนบาร์โค้ดแล้วเฟ้ย ตอนนี้ได้เวลาของแฟลชไดรฟ์สองซีกแล้ว

Hoiji
The Star Combatant
Talent Pilot
******
กระทู้: 124


jacknasak@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 11:11:13 AM »

ตอนแรกอาจจะเกริ่นนำถึงตัวละครของผมก่อนที่จะโยงไปหาเนื้อเรื่องคนอื่นนะครับ

---------------------------------------------------------------------------------------

ณ ท่าอากาศยานของโคโลนี่ที่ 7

เด็กสาวคนหนึ่งกำลังยืนคอยใครบางคนอยู่ในห้องพักแขกระดับ VIP เรือนผมสีม่วงอ่อนของเธอปลิวสยาย
นัยน์ตาสีน้ำเงินของเธอดูตื่นเต้นเล็กน้อยกับการรอคอยใครบางคนอยู่

" วันนี้สินะ ที่คุณปู่จะมา... "

..............................................
....................................
..........................
................
.........
....
..
.

ครึ่งปีก่อน...

" โฮ่ ? นี่หลานชอบเล่นเครื่องซิมูเลชั่นของปู่เหรอ ? " ชายแก่ผมขาวโพลนถามกับเด็กสาว

" หนูชอบมาก ๆ เลยค่ะ มันทำให้หนูรู้สึกเหมือนกับว่าได้เข้าไปบังคับหุ่นยนต์จริง ๆ เลยล่ะค่ะ  " เธอยิ้มอย่างร่าเริง 

" โฮ่ ๆ งั้นเหรอ ?  เอางี้ไหม ?  เดี๋ยววันเกิดอายุครบ 17 ปีของหนู  เดี๋ยวปู่จะสร้างหุ่นยนต์ให้เครื่องนึงเลยดีไหมล่ะ ? "

" จริงหรือคะ ? คุณปู่.. "  เด็กสาวทำหน้าแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  แต่ก็ดีใจเป็นอย่างมาก

.....................................
.........................
.................
.........
...
.

"( หลังจากนั้น เราก็ไม่ได้พบคุณปู่อีกเลยเป็นเวลาครึ่งปี  ไม่รู้คุณปู่จะจำสัญญานั้นได้หรือเปล่านะ ฮะ ๆ )" เด็กสาวอมยิ้มพลางคิดถึงเรื่องในอดีต

" คุณหนูอุชิโอะครับ  ยานขนส่งของสหพันธ์มาถึงแล้วครับ ! "  บอดี้การ์ดชุดดำบอกกับเด็กสาว

" มาแล้วเหรอ !?!? " 



ณ  เทอร์มินอล 1

" คุณปู่ค๊า~~~~~~ "  อุชิโอะโบกมือทักทายกับปู่ของเธอที่พึ่งเดินออกมาจากประตูผู้โดยสารขาออก

" โอ้ หลานรักของปู่ ไม่ได้เจอกันตั้งครึ่งปีเลยนะ " 

" ค่ะ หนูก็เหมือนกัน "

" สุขสันต์วันเกิดอายุครบ 17 ปีนะ ในที่สุดหลานปู่ก็โตเป็นสาวซักที ฮะ ๆ ๆ  "  ชายแก่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

" ฮิ ๆ ขอบคุณค่ะ "

" เอ้อ ! ส่วนเรื่องของขวัญน่ะ...... "

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!!

จู่ ๆ ท่าเทียบยานก็เกิดระเบิดขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ แรงระเบิดถึงกับทำให้เทอร์มินอล 1 สะเทือน...

" กะ...เกิดอะไรขึ้น  !?!?! " อุชิโอะทรุดกับพื้นเพราะแรงสะเทือน

" นะ...นั่นมัน...พวก MS ของบอล์นนี่นา !?!?!? "


ห่างไปจากท่าอากาศยานของโคโลนี่ไม่มากนัก   AM ( Armor Trooper ) ฝูงหนึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้ามาโจมตียานขนส่งของสหพันธ์ทั้ง 2 ลำ

" จากที่ได้รับรายงานจากสายมา  AM รุ่นล่าสุดของทางสหพันธ์อยู่ในยานขนส่งลำแรกสินะ " เสียงของเครื่องหัวหน้ากลุ่มดังขึ้น

" ค่ะ ! ลำนั้นแหละค่ะ "

" ดีมาก  งั้นอีฟ  เธอรีบเข้าไปขโมย AM ทันที  เดี๋ยวทางนี้พวกชั้นจะจัดการพวกหุ่นที่คุ้มกันให้ เริ่มปฏิบัติการณ์ได้ ! "

" รับทราบครับ/ค่ะ ! "  เหล่าฝูง AM ของบอล์นกระจายตัวเพื่อเล่นงาน AM ของสหพันธ์ที่คุ้มกันยานทันที

==================             ตอนที่ 1 Patiea  Empire          ============================
=============== Another Event :  Mission 1   The Blue Eagle ===========================

" พวก AM ของบอล์น !?!?  คุ้มกันยานขนส่งเร็วเข้า ! " ฝูงอาร์เมอร์ทรูปเปอร์ของสหพันธ์รีบออกมาสกัดการโจมตีของพวกบอล์นทันที

" หึ ๆ  อย่าดูถูกหน่วยของข้าให้มากนัก ! " จ่าฝูงของหน่วย AM ของบอล์นหลบกระสุนบีมไรเฟิลของทางสหพันธ์ได้อย่างสบาย ๆ พร้อม
กับใช้บีมเซเบอร์แทงใส่ค๊อกพิทของ AM ของสหพันธ์ที่อยู่ใกล้สุดจนระเบิดได้อีกด้วย

" AM สวะ ๆ ของพวกสหพันธ์น่ะ ไม่จำเป็นที่จะต้องเปลืองกระสุนหรอก  ฮ่า ๆ ๆ "  จ่าฝูงหัวเราะอย่างสะใจ  " ตอนนี้แหละ อีฟ !  ไปชิง AM รุ่นใหม่มาให้ได้ ! "

" รับทราบ ! "  AM ของอีฟพุ่งทะลวงฝ่าแนวป้องกันของเหล่า AM สหพันธ์เข้าไปในยานขนส่งจนได้


ตัดกลับมา ณ  ท่าอากาศยาน

" กรอด.....นึกไม่ถึงว่าพวกมันจะล่วงรู้ว่าจะมีการขนส่ง AM รุ่นใหม่มาในวันนี้ หรือว่า....จะมีหนอนบ่อนไส้ "  ปู่ของอุชิโอะกัดฟันกรอด

" จะ...จะทำยังไงดีคะ ? คุณปู่ " อุชิโอะถามความเห็น

" ไม่ได้การ  ! พวกมันขน เลเซอร์แคนน่อนมาด้วย แสดงว่าพวกมันกะจะถล่มท่าอากาศยานนี้ให้ราบด้วยสินะ " อย่างที่ว่า เพราะในบรรดา AM ของพวกบอล์น
มีตัวหนึ่งถือปืนกระบอกใหญ่อยู่แนวหลังด้วย

" แบบนี้ถึงจะหนีออกจากท่าอากาศยานตอนนี้ก็คงไม่ทัน  งั้นมีทางเดียว.... " ปู่ของอุชิโอะครุ่นคิดอยู่ซักครู่  " อุชิโอะ ! ตามปู่มา "

" อะ...เอ๋ ???  " อุชิโอะตกใจเล็กน้อยที่ปู่ของเธอจู่ ๆ ก็วิ่งกลับไปยังท่าเทียบยานขนส่งลำที่ 2

" พวกมันยังไม่น่าจะล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของหุ่นตัวนี้  เพราะฉะนั้นจะให้มันทำลายหุ่นตัวนั้นไปไม่ได้ ! "  ชายชราพูดกับตัวเอง ขณะที่วิ่งไปยังท่าเทียบยานโดยมีหลานสาว
ของตนวิ่งตามมาติด ๆ



ภายในตัวยานขนส่งลำที่ 2

" ปะ...ปู่คะ... นี่มัน... "  อุชิโอะได้แต่อึ้งเมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตัวเองตอนนี้

" ของขวัญวันเกิดของหลานไง "  ปู่ของเธอยิ้มอย่างพอใจ  เมื่อเบื้องหน้าของทั้งคู่ตอนนี้มี AM ขนาดใหญ่ยืนตระหง่านอยู่

" AME-002  Ark Strikers  เป็นรุ่นที่พัฒนามาต่อจาก AM-001  Ark  Crusher ที่อยู่ในยานขนส่งลำที่ 1 " ชายชราอธิบาย

" แต่จะใช้รหัสของทางกองทัพได้รึเปล่าก็ไม่รู้นะ เพราะ AM ตัวนี้แอบสร้างขึ้นมาอย่างลับ ๆ น่ะ 555 "

" แต่ว่าคุณปู่ค่ะ ! ตอนนี้เราต้องรีบหนีก่อนนะคะ  เพราะพวกบอล์นมันคงจะ.... "

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

" อุชิโอะ !!!!!!!  ระวัง !!!!!!!!! "  ปู่ของอุชิโอะผลักอุชิโอะกระเด็นไปให้พ้นจากซากเพดานที่กำลังร่วงหล่นลงมาจากแรงระเบิด

โครมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!!!!!!!!!!!!

" คะ....คุณปู่ !?!?!?!? " อุชิโอะรีบถลาเข้าไปดูอาการของชายชราที่ถูกทับอยู่ในซากเพดานทันที

" อะ...อึก.... ละ...หลานไม่เป็นอะไรนะ ? "

" นะ...หนู ไม่เป็นอะไรหรอกคะ  ตะ...แต่คุณปู่.. "  อุชิโอะใจเสียขึ้นมาทันที เมื่อเห็นเลือดสีแดงของชายชราออกมาจากบริเวณที่ถูกทับ

" อะ...อ่อคคค !?!?!  ยะ...อย่างน้อยก็โชคดีที่ดิสก์แผ่นนี้ไม่เป็นอะไร... "  ชายชรากระอักเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก
ขณะที่ดึงแผ่นดิสก์แผ่นหนึ่งมาจากกระเป๋าเสื้อ

" คุณปู่ อย่าเป็นอะไรนะคะ !!! นะ...หนูจะรีบไปตามหมอมา... "  อุชิโอะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  มีหยดน้ำตาไหลออกมาจากนัยน์ตาสีน้ำเงิน
ของเธอไม่ขาดสาย

" หึ ๆ เด็กโง่....โดนเข้าไปแบบนี้น่ะ ยังไงปู่ก็คงไม่รอดแล้วล่ะ... "

" ไม่นะ ! คุณปู่อย่าทิ้งหนูไปสิคะ ! "

" อ่ะ....ค่อกกก !?!?!?  " ชายชรากระอักเลือดออกมาอีกครั้ง  " อุชิโอะ....หลานรีบนำดิสก์แผ่นนี้และอาร์คสไตรค์เกอร์หนีไปเร็วเข้า ที่นี่คงทนได้อีกไม่นานแล้ว "

" ไม่เอา ! คุณปู่....นะ...หนูไม่ทิ้งคุณปู่ไปหรอกนะ  ฮึก ๆ "

" นะ....นี่เป็นคำขอร้องครั้งสุดท้ายของปู่...ได้โปรด... "  เด็กสาวที่เห็นสีหน้าของปู่ของเธอแล้วก็ได้แต่ต้องรับแผ่นดิสก์ที่ปู่เธอยื่นมาให้ด้วยหัวใจที่ปวดร้าว

" ขะ....ขอบใจนะ  ขะ...ขอให้เธอมีความสุข... "  ชายชรายิ้มให้กับเด็กสาวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นใจอย่างสงบ

" คุณปู่ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! " เด็กสาวกรีดร้องพลางกอดศพชายชรา  แต่ทว่าไม่มีเวลาให้เธอเสียใจนานนัก เพราะตัวยานขนส่ง
ใกล้จะระเบิดแล้ว....

........................................
.............................
...................
............
........
...
.

" ซู่มมมมมมมมมม !!!!!!!!!!! "  AM สีแดงดำรุ่นล่าสุดที่ถูกอีฟชิงมาได้  ได้ทะยานผ่านหน่วย AM ของสหพันธ์ไปสบทบกับเหล่าบอล์นทันที

" ทำได้ดีมาก อีฟ !  รีบนำ AM เครื่องนี้ล่วงหน้าไปก่อน  เดี๋ยวให้พวกเราเก็บกวาดที่นี่เอง ! " เครื่องจ่าฝูงของหน่วย AM บอล์นออกคำสั่ง

" รับทราบค่ะ ! ท่านโดมินิคอฟ "  เมื่อพูดจบ  อีฟก็นำ AM เครื่องนั้นพุ่งทะยานออกจากสนามรบทันที

" เอลก้า ! เราไม่มีธุระอะไรกับที่นี่แล้ว ใช้เลเซอร์แคนน่อน เป่าพวกสหพันธ์ที่น่ารำคาญและท่าอากาศยานแห่งนี้ให้เละ !!! "

" รับทราบครับ ท่านโดมินิคอฟ ! "  AM เครื่องที่ติดตั้งเลเซอร์แคนน่อนทำการชาร์จปืนและเล็งปากกระบอกไปยัง AM ของสหพันธ์ที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้


ตัดกลับมาภายในตัวยานขนส่งลำที่ 2

" ....... "  เด็กสาวพยายามเดินไปยัง AM สีน้ำเงินขาวที่อยู่ตรงเบื้องหน้า  ไฟเริ่มลุกท่วมห้อง ซึ่งภายในห้องนี้มีวัตถุไวไฟเพียบ ทำให้เธอคิดว่าอีกไม่นาน
มันจะต้องระเบิดขึ้นแน่ ๆ

" ทะ....ที่นี่เหรอ... "  เธอทำการเปิดค๊อกพิทที่อยู่ตรงส่วนหน้าอกของหุ่นออก  ซึ่งเด็กสาวแปลกใจเล็กน้อยที่คอนโซลควบคุมของหุ่นตัวนี้ช่างเหมือนกัน
คอนโซลเกมซิมูเลชั่นของคุณปู่ ที่เธอชอบมาเล่นบ่อย ๆ เลย

" ถึงระบบควบคุมอาจจะเหมือนในเกม  แต่เราจะสามารถทำให้มันเคลื่อนไหวได้รึเปล่านะ... " เด็กสาวครุ่นคิดขณะที่เข้าไปนั่งในค๊อกพิท  จู่ ๆ ก็มีแสงเลเซอร์
สะท้อนใส่ดวงตาของเธอ  จนทำให้เธอตกใจเล็กน้อย

" ทำการแสกนม่านตา เช็ค !  แสกนเสียง เช็ค ! ไพล๊อทคือ อามามิยะ  อุชิโอะ "  จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากคอนโซลควบคุม

" อะ... AM ตัวนี้ติดตั้งระบบอะไรเอาไว้เนี่ย ? "  พูดจบระบบต่าง ๆ ของหุ่นก็เริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ  จอภาพทำการแสดงภาพจากภายนอกทันทีที่ค๊อกพิทเลื่อนมาปิด

" คะ...คุณปู่... " จอภาพฉายภาพของปู่อุชิโอะที่โดนทับอยู่ภายนอก ซึ่งทำให้น้ำตาของเด็กสาวจะไหลอีกครั้ง แต่ตอนนี้เธอต้องหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้

" จะ....จริงสิ ! เรายังไม่รู้เลยว่าหุ่นยนต์ตัวนี้มีอาวุธอะไรบ้าง ? " เธอค่อย ๆ บังคับหุ่นให้เคลื่อนที่อย่างช้า ๆ ตรงไปยังคลังอาวุธสำรองของ AM

" ยะ...อย่างน้อยก็ใช้แก้ขัดไปก่อนละกัน " เธอบังคับให้หุ่นค่อย ๆ หยิบบีมออโตเมติคไรเฟิล ขึ้นมา 1 กระบอก และโล่ห์ 1 อัน


ขณะนั้น  ภายนอกตัวยาน

" ทำการชาร์จเลเซอร์แคนน่อนเสร็จสิ้น ! " 

" ดีมาก ! จัดการกวาดพวกมันให้เกลี้ยง !!!! "  ทันทีที่โดมินิคอฟพูดจบ  ปืนเลเซอร์แคนน่อนก็ถูกยิงออกไปทันที

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

" อะ.......อ๊ากกกกกกกกกก !!!?!?!?!?  " AM ของสหพันธ์หลายสิบเครื่องต่างก็โดนลำแสงของเลเซอร์แคนน่อนจนเครื่องถูกทำลายทั้งหมด

" ฮ่า ๆ ๆ ๆ  ดีมาก !!!!  กวาดท่าอากาศยานและยานขนส่งทั้ง 2 ลำไปด้วยเลย ! "

" รับทราบ !!!  "  ลำแสงของเลเซอร์แคนน่อนยิงกวาดไปโดนยานขนส่งลำแรกจนระเบิดกลายเป็นฝุ่นภายในเสี้ยววินาที ต่อมาท่าอากาศยานก็ระเบิดไปตามไปด้วย
ซึ่งแรงระเบิดทำให้ยานขนส่งลำที่สองกระเด็นออกมาจากท่าเทียบยานได้เลยทีเดียว

ตูมมมมมมมมม !!!!!!!!!!!!!

" ยะ...แย่แล้ว.... "  เพราะแรงกระแทกทำให้สะเก็ดไฟที่อยู่ในตัวยานลามไปโดนวัตถุไวไฟเข้าจนตอนนี้เกิดระเบิดขึ้นแล้ว

" บะ...บูสเตอร์ ! ออน ! " อุชิโอะรีบดึงคันโยกเร่งบูสเตอร์ของอาร์คสไตรค์เกอร์ให้รีบหนีออกมาทันที  โดยที่มีแรงระเบิดไล่ตามหลังเธอมาติด ๆ

บรึมมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!!!!!!!!!

" หึ ๆ ภารกิจเสร็จสิ้น ! "  โดมินิคอฟหัวเราะในลำคอเบา ๆ  " เอาล่ะ ! พวกเรากลับฐานได้ ! "

" ดะ...เด๋วครับ หัวหน้าโดมินิคอฟ ! มีอะไรบางอย่างกำลังพุ่งออกมาจากยานขนส่งของสหพันธ์ลำที่ 2 ครับ ! "

" ว่าไงนะ !?!?!?! "

ฟิ้ววววววววว !!!!!!!!!!!!!!  ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!!!!!!

อาร์คสไตรค์เกอร์พุ่งทะยานออกมาจากยานขนส่งก่อนที่มันจะระเบิดได้สำเร็จ

" แฮ่ก ๆ  ทะ...ทำไมเครื่องมันแรงขนาดนี้นะ... "  อุชิโอะที่อยู่ภายในค๊อกพิทถึงกับหายใจหอบ  แต่ทว่า...

" จับสัญญาร AM ได้ 8 เครื่อง  ยืนยันว่าเป็น AM รุ่นใช้ในอวกาศของบอล์น... " เสียงดังมาจากคอนโซลของอาร์คสไตรค์เกอร์

" พะ...พวกบอล์น.... " อุชิโอะถึงกับหน้าเสีย   หนีตายจากแรงระเบิดของยานมาได้  แต่ตอนนี้เธอกลับตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูซะนี่

" มะ...ไม่น่าเชื่อ ตามที่ได้รับรายงานมา  พวกสหพันธ์จะขนส่ง AM ซี่รี่ย์ เอ็กซ์ตร้าแค่ตัวเดียวเท่านั้นนี่นา !?!?! " 

" แต่....ถึงจะคาดไม่ถึงยังไงก็ตาม  เราก็กำจัดนักบินซะ แล้วชิง AM เครื่องนั้นมาด้วยเลยก็แล้วกัน ! "  ทันทีที่โดมินิคอฟออกคำสั่ง เหล่า AM ของบอล์นก็
กระตัวกันพุ่งเข้ามาหาอาร์คสไตรค์เกอร์ทันที

" ยะ....แย่แล้ว... " อุชิโอะรีบขับอาร์คสไตรค์เกอร์ถอยห่างจากพวกมันทันที
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2008, 11:36:13 PM โดย Hoiji » บันทึกการเข้า



Armor  Troopers   Ark-Strikers
SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2008, 03:00:36 PM »

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า มนุษย์เราจะไม่เลิกทำสงครามกันตราบใดที่มนุษย์ยังมีความต้องการที่ไม่รู้จบ ผมเองก็คิดเช่นนั่นเพราะว่าสงครามของผมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นนั่นเอง

ในยานชัตเติ้ลบรรทุกเล็กๆที่กำลังจะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ รัตน์ พรมอนันต์กับโมโมะอยู่ที่นั่น

หลังจากกลับมาจากตรวจสอบวงกลมปริศนา พวกเขาก็ถูกปลดอย่างรวดเร็ว...ใช่โดนสั่งย้ายออกจากหน่วยASFไม่สิถ้าพูดให้ง่ายกว่านั่นASFถูกยุบเลยมากกว่า เหตุผลก็คืออุตสหกรรมหนักมินาโมโต้ที่หน่วยASFรับงานมาทดสอบบ่อยๆนั่นกำลังจะตั้งขึ้นกองกำลังของตัวองขึ้นมา มีชื่อเรียกว่า"Ealhunk"หรือ"เอลฮังค์"และก็ต้องการนักบินมาประจำการ ซึ่งแน่ล่ะกองกำลังอิสระที่ขึ้นตรงต่อสมาพันธ์โลกอย่างเอลฮังค์นี่อยากจะได้นักบินมาประจำกคงขอที่อื่นไม่ได้นอกจากหน่วยASFซึ่งรับงานจากบริษัทตัวเองมาทดสอบเจ้าเดียว บวกกับASFเป็นหน่วยย่อยธรรมดาๆสามัญเล็กๆไม่ค่อยสำคัญนักของสมาพันธ์โลก(เพราะหน่วยทดสอบอาวุธของสมาพันธ์มีมากกว่า2โหล)สมาพันธ์โลกเลยยุบหน่วยASFไปร่วมกับเอลฮังค์ซะเลยซึ่งสมาชิกในหน่วยถูกย้ายออกไปหน่วยอื่นหมดเว้นรัตน์กับโมโมะแค่สองคน....

"กองกำลังอิสระเหรอ....แสดงว่าไม่ขึ้นกับหน่วยงานของโลกใช่มั้ยรัตน์คุง"โมโมะเอ่ยถามรัตน์ขณะกำลังอ่านหนังสือนิยายเข้าใจยาก...

"อืม...ก็คงแตกต่างจากเดิมนิดๆหน่อยๆ...ไม่ต้องทำตามกฎทหารของของสมาพันธ์แต่ว่า....ยังต้องขึ้นตรงอยู่กับสมาพันธ์เหมือนเดิม...."รัตน์สรุป

"แล้วลิขสิทธ์ของอาคาน่าละค่ะรัตน์คุง"โมโมะถามต่อรัตน์เริ่มรำคาญขึ้นมานิดๆ

"อาคาน่าแต่เดิมก็เป็นของมินาโมโต้อยู่แล้ว แผนการผลิตรุ่นผลิตจำนวณมากของสมาพันธ์โลกก็ถูกยกเลิกแต่ว่า....เอลฮังค์เองตอนนี้นอกจากอาคาน่าสองตัวของเราแล้วก็ยังไม่มีหุ่นผลิตจำนวณมาก....เพราะงั้นก็ยังจะสร้างอาคาน่ารุ่นผลิตจำนวณมากหมือนเดิมนั่นและ...แต่แค่มินาโมโต้ใช่เองแล้วไม่ใช้สมาพันธ์"รัตน์ตอบ

"ใจหายเหมือนกันนะจู่ๆก็ถูกสั่งย้ายแบบนี้ ในอวกาศเองก็ยังไม่สงบ บนโลกเองได้ยินว่าบอลน์ลงไปก่อเรื่องวุ่นวายด้วย....."โมโมะพึมพำ

"งานหลักๆก็คงหมือนเดิมนั่นและตามล้างตามเช็ดกับบอลน์ รียกได้ว่างานของพวกเรายังเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนเพื่อร่วมงานกับที่สังกัดของเท่านั่นเอง..."

"อะได้ยินว่ารัตน์คุงจบมาจากโรงเรียนนักบินของมินาโมโต้สินะค่ะ"

"อืม"

"แต่ว่าหน่วยMSมีเราแค่สองคนแบบนี้.....รัตน์คุงก็กลายเป็นหัวหน้าหน่วยไปเลยสินะ"

"อืม"

"อะ รัตน์คุงเกิดที่ดวงจันทร์ใช่มั้ยใช่กิดที่โลกละค่ะ ดีเหมือนกันนะจะได้ลงไปทำงานที่โลกอาจจะได้มีโอกาศกลับบ้านบ่อยๆ"

"เหรอก็ดีนะ"รัตน์ตอบสั้นๆอีกแล้ว จนโมโมะเริ่มฉุนกึก...

"รัตน์คุงตั้งใจพูดอยู่รึเปล่าค่ะเนี่ย"

"ตั้งใจสิ"รัตน์ตอบ แต่ทั้งสายตาและท่าทางดูยังไงๆก็ตั้งใจอ่านหนังสือนิยายเข้าใจยากๆชัดๆ

"โกหกอ่านหนังสืออยู่ชัดๆเลยนิค่ะ!"

"อานะ..."

"แล้ว"อานะนี่คือคำตอบเหรอค่า~~~"และโมโมะก็วีนแตกรัตน์...ขณะที่ชัตเติลลงมาอย่างโลก

-----------------------------------
ขออนุญาติอย่าพึ่งต่อถึงEalhunkนะครับ
บันทึกการเข้า
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #11 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2008, 04:25:07 PM »

เข้ามาจองรอคุณ dyeเขียนก่อน  เพราะผมไปต่อไม่ได้ถ้าไลมุยังไม่ดำเนินเนื้อเรื่อง 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฉันใช้สายตาส่งบาทหลวงให้เดินจากไป  สำหรับการบรรเลงเพลงสวดอ้อนวอนและร้องขับขานบทลำนำแห่งความตายนั้นคงเป็นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสุสานแห่งนี้แล้ว  เป็นการจากเพื่อการถือกำเนิดใหม่มิใช่การดับอวศาร  แต่ในทางพุทธการหลดพ้นจึงจะดีที่สุด


แนวคิดใดถูกต้องฉันนั้นไม่อาจตัดสินใจได้ทราบแต่เพียงว่าทุกครั้งที่อยู่ที่นี่ฉันรู้สึกสงบใจที่สุด


ตัวจักรรวรรดิแพทธิอาร์นั้นความจริงเป็นเหมือนเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่  สามารถกำหนดทิศทางการเคลื่อนที่ได้ค่อนข้างชัดเจน  นี่คือผลงานการวิจัยของอู่เรือโซฟแลนท์(ที่ๆพวกฮานอยอยู่)  จริงอยู่ที่ว่าดูผิวเผินนั้นทางจักรวรรดิมีผู้พัฒนาอาวุธและเทคโนโลยีสองรายใหญ่  แต่จริงๆแล้วมิใช่เช่นนั้นหรอก  ตัวซิเพนท์ต้านั้นแต่เดิมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคิดค้นระบบรักษาความปลอดภัยของตัวจักรวรรดิ  แต่อู่เรือโซฟแลนท์นั้นเป็นที่มาของการเริ่มยุคอวกาศ  ทั้งระบบขนส่ง  การสำรวจสังเคราะห์แร่ธาตุ  ระบบวงโคจร หรือแม้แต่ระบบเครื่องยนต์และรักษาอุณหภูมิก็มีที่มาจากอู่เรือโซฟแลนท์


แต่นานวันเข้าทางอู่เรือยิ่งลดความสำคัญลดลง  เนื่องจากว่าทางผู้แทนนั้นไม่ได้มีความตั้งใจที่จะออกเรืออีกแล้ว  สำหรับตัวฉันนั้นหรือแม้แต่ตัวตระกูลฉันนั้นมันช่างน่าเศร้าใจเสียเหลือเกิน  พวกเราออกเดินทางมิใช่เพื่อแสวงหาที่อยู่หรือทรัพยากรใหม่  หากแต่เราแสวงหาสิ่งต่างๆ  สิ่งที่ไม่เคยพบเจอหรือแม้แต่สิ่งมองไม่เห็น 


อวกาศนั้นช่างลี้ลับเหลือเกินสำหรับคนทุกคนย่อมมีจุดมุ่งหมายของตน  อะไรที่รอเราอยู่โลกที่ไม่เคยมีใครสัมผัสมาก่อนจะเป็นอย่างไรตัวฉันนั้นอยากพบด้วยกับตนเองเหลือเกิน


สิ่งที่ฉันเห็นมันเริ่มชัดแจ้งยิ่งขึ้นทุกที

"คุณหญิงวางใจเถอะ เอ็กซ์ ชาวาเลี่ยนนั้นถูกออกแบบมาให้ปฏิบัติที่ท้ายครัวอยู่แล้ว  หากต้องการกำลังรบที่มีผลสัมฤทธิสูงในเวลาสั้นนั้น เครื่องนี้ก็เหมาะสมที่สุด"  ชายร่างสูงผิวแดงกล่ำพูดออกมาอย่างภาคภูมิใจ

"ตัวฉันนั้นไม่ได้ยึดติดกับเรื่องของกำลังรบเท่าใดนัก  และเชื่อมั่นในความสามารถของคุณแต่ที่หวาดกลัวนั้นคือจุดยืนของเราและผลกระทบต่อภาคประชาชนต่างหากเล่า  จริงอยู่ที่ว่าแม้ดูภายนอกนั้นตัวจักรวรรดิออกจะดูมีกำลังทหารเปี่ยมล้น  แต่ประชาชนเราไม่คุ้นเคยกับการสู้รบและการเปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก  แม้ว่าจะมีระเบียบเข้มข้นวินัยเข้มงวด  และมีการเตรียมกำลังทหารอยู่ตลอด  แต่เนื่องด้วยว่าพวกเราค่อนข้างเก็บตัวเงียบไม่สุงสิงกับใคร  เกรงว่าใครต่อใครต่างมุ่งมาใช้สถานที่แห่งนี้จนแปดเปื้อนมลทิน  ยิ่งเพียงเพื่อผลประโยชน์เล็กน้อยแล้วล่ะก็ช่างเป็นที่น่ารังเกียจนัก"  ฉันอดพูดด้วยความข่นข้องรำคาญไม่ได้  สำหรับฉันแล้วดินแดนที่ถูกนิมิตรมาเพื่อการฟื้นฟูจารีตอันดีงามแห่งนี้ไม่สมควรได้รับการแปดเปื้อนแม้แต่น้อย


"ถ้าอย่างนั้นคุณหญิงจะทำอย่างไร  ตอนนี้เหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นทั่วทั้งอวกาศแล้วบนโลก  จุดยืนที่แท้จริงของคุณคืออะไรกันแน่ใช่ต้องการที่กำจัด"ผุ้มาใหม่"หรือไม่"  หัวหน้าเอ็กซ์ถามออกมาอย่างเถรตรง  เขาออกจะเป็นคนซื่อตรงอยู่บ้างแต่นั่นก็เป็นคุณสมบัติที่ดีของทหารชั้นยอดเหมือนกัน

"ทางเลือกทางเลือกที่ไม่ใช่สองทางเลือกนี้  ฝ่ายหนึ่งเอาแต่เฝ้าจะครองอวกาศ  อีกฝ่ายก็เอาแต่จะพัฒนาเทคโนโลยีไว้ข่มขู่คนอื่น   ร่องรอยที่คนรุ่นก่อนทิ้งเอาไว้มรดกของตระกูล  ปริศนาของการออกสู่อวกาศ  การมาเยือนของผู้มาใหม่  สิ่งเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกันได้  เรือฟรอนเทียร์ เซนต์พิเตอร์นั้นมีไว้เพื่อออกตามหาหนทางที่ส่องสว่างกว่าเดิม  เป็นเข็มทิศที่ถูกเตรียมไว้สำหรับการต่อสู้ครั้งใหม่  แม้ฉันจะเอียนเอียงไปทางพวกนักวิจัยแต่นั่นก็สืบเนื่องมาจากอุดมการณ์ของคนรุ่นก่อน  หากเราคิดจะครองอวกาศไม่ใช่สักแต่ใช้อาวุธหากแต่ต้องเข้าใจอวกาศมากกว่านี้  คำตอบนี้  บางทีใกล้เวลาที่จะค้นหาเต็มแก่  เรือฟรอนเทียร์  เซนต์พิเตอร์เหลือแค่เตรียมเดินเครื่องก็พร้อมจะออกเดินทางครั้งใหม่  ฉันไม่คิดหรอกว่าเราควรจะปกครองอวกาศทั้งหมด  แต่การพิทักษ์อวกาศนั้นคือหน้าที่ของเรา   บางทีนั้นทางเลือกของฉันอาจนำมาซึ่งการก่อกบถแต่ท่านผู้นั้นก็เห็นชอบแล้ว  ฉันจะไม่ลังเลแม้แต่น้อยหรอก"


ขณะที่ฉันกำลังสนทนาอยู่นั้นจู่ๆ มาร์เซลก็มาสะกิดแล้วกระซิบข้างหูฉัน
"การเดินทางครั้งใหม่เริ่มขึ้นแล้ว  คุณหญิงไปเตรียมตัวเสียเถอะครับ"

ม่านตาฉันเขม็งตรึงเครียดเล็กน้อย 

"หัวหน้าเอ็กซ์  ลูกทีมของคุณคงพร้อมแล้วใช่หรือไม่  ดูเหมือนแขกไม่ได้รับเชิญจะทำให้พวกเราไม่สงบ  ขอให้คุณออกไปต้อนรับเสียหน่อย  มาร์เซลเธอก็ตามไปด้วยนะใช้เครื่องของฉันไป"  คำพูดสุดท้ายหันไปพูดกับมาร์เซลที่ด้านหลัง

"คุณหญิงคิดจะทำอะไรหรือครับ" มาร์เซลถามออกมาด้วยสีหน้าสงสัย

"เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น  การจราจลวุ่ยวายยิ่งกระจ่างชัด  สำหรับคนที่เตรียมก่อการใหญ่แล้วย่อมเป็นเหมือนเชื้อไฟดีๆนี่เอง  ดูท่ากำหนดการออกเรือคงจะเร็วกว่ากำหนดนิดหน่อย   พวกคุณออกไปรออยู่ด้านนอกได้  อีกราวๆ สี่สิบห้านาทีเรือจะออกจากอู่  ช่วยต่อสายถึงชอร์ลซิเล่ให้ฉันที"ฉันรีบเร่งอย่างบอกไม่ถูกการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเร็ววันหากแต่ หลายเดือนมานี้มันวนเวียนอยู่ในหัวของฉันเสมอ   เพียงแต่ว่าคาดคิดไม่ถึงว่ามันจะมาเร็วเกินเหตุเท่านั้น

"ชอร์ลซิเล่ย์ พูด" เสียงแผ่วทุ้มรับสาย
"ทราบเรื่องแล้วใช่มั้ย"
"อืม  ดูท่าเรือใกล้ออกจากอู่เต็มแก่แล้วหล่ะ"
"ทำได้ดีมากอีก  ราวๆสี่สิบนาทีตัวเรือออกเครื่องได้หรือยัง"
"คิดว่าทัน"
"แล้วริซ่าล่ะ?"
"ไปพบท่านผู้นำก่อน"
"ถ้าอย่างนั้นดีแล้ว  เตรียมเครื่องแทรกแซงสัญญาณของตัวเรือให้ทีฉันจะขอประกาศจุดยืนของพวกเราทันที  เรียกลูกเรือทุกคนมารวมพลด้วยฉันขอเวลา สามนาทีแล้วจะตามไปสมทบ"


หนึ่งในความยอดเยี่ยมของตัวจักรวรรดิก็คือระบบการจราจรที่ยอดเยี่ยม  แม้เมื่อขามาจะมาโดยรถม้าก็ตาม  แต่เนื่องจากผุ้ส่งสารมาจากหน่วยทหารดังนั้น  การเดินทางขากลับคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง


ฉันไปที่สภาสูง  ส่วนหัวหน้าเอ็กซ์และมาร์เซลก็แยกออกไปปกป้องเขตอวกาศ


สำหรับฉันแล้วไม่อย่างยุ่งเรื่องของผู้หญิงคนนั้นเท่าใดนัก  แต่มันอดสังหรณ์ใจกับเรื่องแปลกๆเหล่านี้ไม่ได้  ตัวฉันนั้นไม่เคยคิดที่แม้จะครอบครองหรือเหลือบแลสิ่งที่มาจากแห่งอื่นหรอก  เพียงแต่ว่าสิ่งที่ฉันต้องการค้นหามันและกุญแจสำหรับหนทางที่ถูกวางไว้มันอาจเกี่ยวข้องกับหญิงสาวคนนั้นก็ได้

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------




สภาสูง

"เสียใจด้วยเธอไม่มีสิทธิที่จะออกคำสั่งหรอกนะ  แล้วอีกอย่างอย่าลืมว่าที่นี่เป็นที่ไหน  จริงอยู่ที่เธออาจจะมาจากต่างโลกหรือที่แห่งอื่นแต่เมื่อเธออยู่ตรงนี้ ที่แห่งนี้ก็ควรจะให้เกียรติที่นี่"น้ำเสียงที่คุ้นเคยแฝงความเข้มงวดดูแคลนนั้นกระทบโสตของฉันจนนิ่งสงัด  ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้วหรือ  ทำไมกันฉันถึงไม่ชอบน้ำเสียงและคำพูดของเธอเลย  มันทั้งไม่อาจขัดขืนและไม่อาจโต้เถียงใดๆทั้งสิ้น



โดยไม่รู้สึกตัว  ฉันลดท่าที่แข็งกร้าวลงทันที



"ตอนนี้สำหรับเธอนั้นมีสองทางเลือกหนึ่งคือเดินทางไปกับตัวฉัน  หรือสองยอมถูกกัดขังอยู่ที่นี่ตลอดไป  เธออยากได้อิสระอยากได้หุ่นตัวนั้น  เรื่องของเธอนั้นมันก็สำคัญต่ออนาคตของตัวจักรวรรดิ์เหมือนกัน  ฉันก็ได้เธอก็ได้  คนที่ฉลาดอย่างเธอคงจะเข้าใจนะว่าควรเลือกอะไร"เฟลเซล   เดินย่างสามขุมเข้ามา  ทั้งหมดต่างนิ่งเงียบในฉับพลันสำหรับฉันแล้วนี่คงเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะดีที่สุดตั้งแต่มาที่โลกนี้กระมัง



"ฉันตกลงค่ะ  ดิฉันเต็มใจเดินทางไปกับคุณ"  ฉันตอบกลับไปแทบไม่ต้องคิด  ถึงแม้ว่าในใจฉันคิดจะอาศัยทีเผลอหนีออกจากเธอเบื้องหน้านี้ก็ตาม



"แต่ว่าคุณหญิง..............."น้ำเสียงของไลเนอร์ดังขัดจังหวะขึ้นมา


คุณหญิงนั่นยกมือขึ้นเป็นความหมายให้ผู้พิพากษารับพฟังคำของเธอ



"จริงอยู่ว่าท่านเป็นคนที่ได้รับการมอบหมายให้ตัดสินคดีนี้ก็ตาม  แต่เนื่องจากตัวดิฉันนั้นทำงานขึ้นตรงต่อท่านผุ้นำ  และตัวดิฉันเป็นคนจับกุมตัวหล่อนและหุ่นเครื่องนั้นมา  จึงเป็นความชอบธรรมที่ฉันจะขอใช้สิทธินั้นในการดำเนินการไต่สวนเธอตามใจชอบ "  น้ำเสียงของเธอฟังดูนุ่มนวลถึงขนาดนั้นแต่ก็เด็ดขาดยิ่งกว่าสิ่งใด  ไม่รู้เพราะเหตุใดฉันจึงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ช่างโดดเดี่ยวเหลือเกิน


"ออกไปสมทบกับกองกำลังของจักรวรรดิด้านนอก  รออีกราวๆสามสิบนาทีจะมีเรือออกมาจากอู่  ฉันจะรอเธอที่เรือลำนั้นให้เธอโดยสารมา"  เธอกระซิบข้างฉันอย่างแผ่วเบาโดยไม่ให้คนอื่นได้ยิน 


จากนั้นผิวปากทีนึงก็มีทหารชั้นผู้น้อยเดินเข้ามาหา

"พาเธอไปที่ศูนย์วิจัยซิเพนต้า"

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

จบเดี๋ยวมาต่อเรปใหม่วันหลังครับ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 08, 2008, 08:54:47 PM โดย Sweet Face » บันทึกการเข้า
SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2008, 06:35:51 PM »

=========สายโลกตอนที่1 "พานพบเทพสายฟ้า"=========

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ถ้าเราดวงตกมันก็จะตกอย่างต่อเนื่อง...

"รีบไปที่ส่วนบรรทุกหุ่นเร็วเข้า!"

ถึงจะมองในแง่ดียังไงดวงมันก็ยังจะต้องตกอยู่ดี

"รัตน์คุง!~เปิดประตูโรงเก็บไม่ได้อะมันล็อค"

เพราะงั้นสิ่งเดียวที่น่าจะทำได้คือยอมรับและหาทางเลี่ยงให้ได้มากที่สุด

"เฮ่อ ให้ตายสิ!!!"
รัตน์ พรมอนันต์คำรามอย่างเบื่อหน่าย หลังย้ายขนส่งลงมาจากชั้นบรรยกาศไม่นานก็โดนดักโจมตีจากกลุ่มกองกำลังของบอลร์ซึ่งประกอบด้วยAMรุ่นเก่าๆจำนวณ4-5เครื่อง...

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นจำนวณไม่มากแต่การถูกโจมตีอย่างกระทันหันทำให้ยานตกกระแทกพื้นและบริเวณที่เก็บหุ่นอาคาน่าก็เสียหาย โชคดีที่หุ่นไม่เป็นอะไรมากแต่ประตูที่เก็บนะสิเปิดไม่ออกซะงั้น...

โมโมะสติสตางค์เริ่มเปิดเปิงแต่รัตน์ยังคงใจเย็นอยู่(และหัวเสียนิดๆหน่อยๆ)ก่อนจะไปสตาร์เครื่องอาคาน่าและบังคับให้พยามเปิดดันประตูโรงเก็บอย่างสุดความสามารถ

"โมโมะ....เพิ่มระดับป้องกันให้สูงสุดเลยนะ"รัตน์สั่งการอย่างเรียบง่ายเมื่อประตูที่รัตน์กับโมโมะกำลังใช้อาคาน่าช่วยกันผลักกำลังจะเปิดออก

"ทำไมล่ะรัตน์คุง?"

"ก็เพราะว่า...."รัตน์พูดไม่ทันขาดคำประตูก็โดนผลักเปิดออก แต่ไม่ทันไรบีมจำนวณมากก็พึ่งเข้าใส่ทันที....

ยานขนส่งระเบิดกระจาย รวมถึงเกิดฝุ่นตลบไปทั่ว...

หุ่นของบอลน์บินไปทั่วๆเพื่อตรวจจับสัญญาณทันใดนั้น....

พรึ่บ! ไอเซ็นเบลดถูกฟาดใส่เป้าหมายหรือหุ่นของบอนล์ที่บินสำรวจอยู่ตัวนึงจนขาดครึ่ง อาคาน่าสีแดงของรัตน์ก็ปรากฎออกมาจากกลุ่มควัน เพียงพริบตาต่อมา กระสุนบีมสีฟ้าก็ถูกยิงออกมาจากกลุ่มควันเช่นกัน ทำให้พวกหุ่นของศัตรูต้องบินหนีกันอย่างจ้าละหวั่น

"อย่างที่รัตน์คุงบอกจริงๆด้วย เพิ่มระดับป้องกันและก็เปิดโหมดพรางตัว"โมโมะเอ่ยอย่างชื่นชมรัตน์ว่ากันตามจริงเด็กหนุ่มอายุ17ทั่วไปคงกระดี้กระดาที่มีสาวๆน่านักเอ่ยชมแต่รัตน์นั่นไม่ใช่เขากับพูดง่ายๆต่ออกมาว่า

"ระหว่างรบอย่างพึ่งชวนคุยตามไปซ้ำศัตรูซะ!!!"

"รัตน์คุงใจร้าย!!!~~~"โมโมะก็ได้แต่บ่นต่อไป

รัตน์พุ่งตัวไปหมายจะเอาไอเซ็นเบลดฟันใส่Amอีกตัวแต่ตอนนั่นก็เกิดแสงสว่างวาปขึ้นมา..

"หือ....อะไรนะ"เขาพึมพำ ก่อนจะเช็คเซ็นเซอร์ต่างๆของตัวเองมันมีลักษณะคล้ายๆตอนที่เขาเจอหุ่นประหลาดนั่นในอวกาศ....นั่นคือระบุประเภทไม่ได้นั่นเอง...

เมื่อแสงจ้านั่นหายไปที่อยู่ต่อหน้ารัตน์และโมโมะและกลุ่มAMของศัตรู คือหุ่นสีขาวอมฟ้า รูปร่างหน้าตาแปลกตาจากหุ่นของพวกรัตน์และสูงราวๆ20เมตร....

"อะ ที่นี่ที่ไหนกันหว่า?"
ลูซิเฟอร์ เฮลไครซ์นักบินของหุ่นลึกลับ เอ่ยออกมาอย่าง งงๆกับสภาพที่ตัวเองอยู่...

----------------------------
ค่อยๆต่อ....เพราะว่าโครงเรื่องยังไม่ได้แน่ชัด....ถ้าได้ชัวร์ๆแล้วอาจจะลุยต่อไปเลยแต่ช่วงนี้งานเยอะขอกลับไปปั่นงานก่อนละกันนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 19, 2008, 09:40:32 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า
blackgetter
Art Lover
New Type Pilot
******
กระทู้: 721


black-getter@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2008, 09:10:19 PM »

มาจองครับ(อาจจะสั่นๆเน่อของผมเพราะไม่มีอะไรมากเพราะกะว่าเปิดตัวเฉยๆ)

หลังจากดองมานาน...ลงแล้วคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                                 !!!Majin Kenzan!!!


ณ ที่แห่งหนึงในอวกาศ....ห่างไปไม่ไกลจากโลกนัก ได้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่นั่น

ได้เกิดวงกลมขนาดใหญ่ขึ้นมาในสถานที่ว่างเปล่า.......

มันเป็นวงกลมขนาดใหญ่สีดำเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า1กิโล แต่รูปร่างของมันนั้นแบนราบราวกับกระดาษ
เหล่าทหารของจักรวรรดิ แพทธิอาร์ที่ขับหุ่นลาดตระเวรอยู่แถวนั้นต่างพากันตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะอยู่ดีๆมันก็ปรากฏขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย พวกเขาไม่เคยพบเห็นสิ่งที่ใหญ่แบบนี้มาก่อนเลยในอวกาศแถมสิ่งนี้ไม่น่าจะมีทางจะเกิดขึ้นได้ด้วยซ้ำ

“หะ....หัวหน้าครับ” ทหารนายหนึ่งเอ่ยกับผู้บังคับบัญชาของเขาอย่างตกใจและตื่นกลัวเพราะเขาเพิ่งจะเคยเห็นของแบบนี้เป็นครั้งแรก
 “อย่าตกใจสิ...ควบคุมสติของตัวเองเอาไว้สิผู้หมวด”
หัวหน้าที่มากประสบการณ์เตือนขึ้นหลังจากเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาตื่นตระหนกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งตัวเขาเองก็ยอมรับว่าตกใจอยู่บ้างเหมือนกัน
“ อ่ะ...ครับ!!”
“ถ้าโอเคแล้วเรามาดูกันสิว่าไอ้เจ้านี้มันคืออะไร...หมวดส่งภาพทางนี้ไปให้ที่ฐานด้วยนะ” หัวหน้าของนายทหารคนนั้นพูดเพื่อจะดูว่าลูกน้องของตัวเองยังมีสติดีอยู่รึไม่ ซึ่งเสียงตอบอันหนักแน่นนั้นทำให้หัวหน้าของเขาโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง

แต่...ยังไม่ทันที่เหล่าทหารของจักรวรรดิ แพทธิอาร์จะเข้าไปใกล้วงกลมปริศนา บางอย่างก็เกิดขึ้นกับวงกลมนั้นอย่าฉับพลัน

ตึ้ง!!!
ตึ้ง!!!!!
ตึ้ง!!!!!!!!

เสียงดังกังวานออกมาจากวงกลมสีดำนั้นติดต่อกันราวกับมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน ก่อนที่จะเงียบหายไป.....แต่แล้ว…
สิ่งที่ปรากฏออกมาพร้อมกับรอยแตกของห้วงมิติ คือ มือขนาดยักษ์ของหุ่นยักษ์ตัวหนึ่งทะลุออกมาจากวงกลมสีดำนั่น
มือทั้ง 2 ข้างของหุ่นตัวนั้นฉีกตรงส่วนกลางของวงกลมเหมือนการแหวกช่องมิติอะไรสักอย่างออกมา

“อา....ที่นี้....คือที่ๆมีสิ่งนั้นอยู่รึ....ท่าทางจะเป็นโลกคู่ขนานแฮะ...แต่ว่าระบบสุริยะไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่.....ดาวพฤหัสยังเหลืออยู่เลย” เสียงของชายผู้ขับหุ่นตัวนั้นเอ่ยออกมาอย่างเรียบๆและดูประหลาดใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ ที่สภาพของที่นี้ไม่ค่อยจะต่างจากโลกที่เขามาสักเท่าไหร่ 
หุ่นขนาดยักษ์ที่ได้แหวกประตูมิติออกมานั้นขนาดสูงราวๆ100เมตร ซึ่งไม่มีวิทยาการใดๆในโลกนี้ที่สามารถสร้างหุ่นขนาดใหญ่ขนาดนี้ได้เป็นแน่แท้

“ย.....ยิง!!”หัวหน้าของนายทหารคนดังกล่าวที่ได้สั่งให้ลูกน้องครองสติให้อยู่นั้นบัดนี้สติของเขาได้หลุดกระเจิงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้จะยิงไปเท่าไหร่ก็ตามแต่ทว่าบีมธรรมดาของหุ่นของจักรวรรดิ แพทธิอาร์นั้นไม่สามารถทำอะไรหุ่นตัวนั้นได้เลย

“นี่ๆ...ฉันนะไม่มีเวลาจะมายุ่งกับพวกเธอหรอกนะ” ชายคนขับหุ่นตัวนั้นเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ
”เอาเป็นว่า...ฉันจะทำให้พวกเธอ...หายไปอย่างเร็วที่สุดไม่ให้เหลือซากเลยแล้วกันนะ....”
สิ้นเสียงของผู้มาเยือน หุ่นตัวนั้นก็ได้ยกกำปั้นทั้ง 2 ข้างขึ้นประกบกัน(เซโอไรเมอร์ตอนใช้มาโอแต่หลังมือหันออกจากตัว)
“ เดินพลังงาน 10% จากเตาพลังงานไปที่แขนทั้ง 2 ข้าง ทำการจ่ายพลังงานในรูปแบบการระเบิดวงกว้าง ทำงาน!!”

ตูม!!!!!
ตูม!!!!!
ตูม!!!!!

เหล่าหุ่นลาดตระเวรของจักรวรรดิ แพทธิอาร์ทั้งหมด7ตัว สลายกลายเป็นฝุ่นไปในการโจมตีเพียงครั้งเดียวขอหุ่นยักษ์ตัวนั้น

“เอาละ....ที่นี้ก็ได้เวลาลงไปที่โลกซะทีสินะ….”หลังพูดจบตัวหุ่นก็ได้เดินทางไปยังโลกด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อว่าหุ่นขนาดยักษ์อย่างนี้จะเดินทางด้วยความเร็วสูงขนาดนี้ได้
“เดินเครื่องระบบพลังงาน 20% ทำการเปิดสนามพลังเต็มที่” จากจุดที่หุ่นยักษ์ปริศนาได้ปรากฏตัวออกมาเพียง 10 นาที มันก็เคลื่อนที่มาถึงโลกแล้ว และกำลังผ่าชั้นบรรยากาศโลกลงมา ซึ่งชั้นบรรยากาศที่ร้อนระอุแทบจะไม่มีความหมายของผู้มาเยือนผู้นี้เลย

ผู้คนที่เห็นภาพการฝ่าชั้นบรรยากาศลงมาของหุ่นตัวนี้นั้นต่างตกใจ เหมือนผึ้งแตกรัง จะด้วยขนาดที่ใหญ่โตของมันหรือแรงสั่นสะเทือนอันมหาศาลที่เกิดจากการลงจอดของมัน ผู้คนต่าง ตื่นกลัว และสับสนว่ามันคืออะไร และมีจุดประสงค์อะไรกันแน่

“ฉันมาแล้วดวงตาจอมมาร!!” ชายผู้มากับหุ่นยักษ์ปริศนากล่าวเจตจำนงถึงสาเหตุที่เขาต้องถ่อมาถึงระบบสุริยะแห่งนี้ก่อนที่หุ่นของเขาจะเกิดแสงห่อหุ้มร่างและหายไปต่อหน้าต่อตาของคนที่เห็นเหตุการณ์อย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงความตื่นตระหนกและสับสนแก่ผู้คนเบื้องล่าง


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ต้องขอขอบพระคุณพี่Hagane.Fมากๆครับที่อุตษามาช่วยแต่งให้ผมในตอนท้ายในขณะที่ผมกำลังตันๆอยู่เลย (ต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ )
เนื่องด้วยนี้ก็ครั้งแรกเลยที่ผมจะแต่งไอ้พวกนี้พอแต่งเข้าจริงๆก็เล่นเอากระอักต้องให้พี่ฮากาเนะFกับพี่SRWคุงช่วยดูให้(ช่วยอะไรหลายๆอย่างให้ผมขอบคุณจริงๆนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 13, 2008, 12:58:58 AM โดย blackgetter » บันทึกการเข้า

สาวก JAM Project!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #14 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2008, 05:15:38 PM »

มาจองคุณแบล็กเก็ตเตอร์ถ้าเนื้อเรื่องไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของผมก็บอกด้วยนะครับเย็นนี้จะได้ปั่นจนเสร็จแล้วรีบเอามาลงนะครับ 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------"ถึงคุณหญิงจะเป็นมัซกิเทียร์ระดับสูงก็ตามทีเถอะ  แต่ตอนนี้การกระทำของคุณนั้นมันช่างบังอาจเกินไปแล้ว"  พอผู้หญิงคนนั้นออกไปจากศาลทันใดผู้พิพากษาไลเนอร์ก็หันมาว่ากล่าวฉันทันที

ฉันก้มตัวโค้งพร้อมกับถอนสายบัวให้พร้อมกับกล่าวด้วยความอัดอั้นตันใจว่า
"ขออภัยที่ทำให้ทางศาลต้องลำบากแต่ท่านผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายในที่แห่งนี้  ตัวฉันนั้นได้สัตยปฏิญาณไว้ตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยว่า  จะภักดีต่อตัวจักรวรรดิและแนวทางของตระกูลพริ้นท์สแตนท์  รวมถึงการแสวงหาและนำทางอันพึงเดินให้แก่ตัวจักรวรรดิในฐานะทหารเสือคนสุดท้าย  หวังว่าท่านคงจะเข้าใจตัวฉันนั้นอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากจำต้องเลือกทำบางสิ่ง”  ตอนท้ายฉันเบือนหน้าหนีรู้สึกมีน้ำคลอที่ลูกตาแต่มันไม่ได้หลั่งออกมา

“แต่หากท่านคิดจะกระทำการดังกล่าวจ่ริง  พวกท่านจะต้องถูกตามล่าในฐานะกระบฎ  ไม่เพียงแต่ตัวจักรวรรดิเท่านั้นแม้แต่ประเทศใหญ่น้อยอื่นๆก็เช่นเดียวกัน  ยิ่งออกเรือไปยังที่อันไกลโพ้นนั้นย่อมต้องถูกประนามในฐานะโจรสลัด”ผู้พิพากษาไลเนอร์กล่าวถึงกฎหมายที่บัญญัติเอาไว้เกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศ

ทางที่ฉันตัดสินใจนั้นบางทีมันอาจเป็นทางตัน  แต่ก็อีกนั่นแหละบ่อยครั้งที่เมื่อเราถึงทางตันจะเห็นหนทางสายใหม่ที่ทอดไปได้ไกลยิ่งกว่า สะดวกยิ่งกว่า  ตัวฉันได้แต่หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะไม่ผิดพลาด

“ทหารเสือก็ดีโจรสลัดก็ดี  เกียรติศักดิ์ก็ตามลาภยศอีกสิ่งหนึ่ง  ตัวฉันนั้นไม่เคยกลัวที่จะเผชิญมาก่อน  มาตรแม้นว่าเป็นเช่นนั้นก็ตามตัวฉันยังหวังไว้ว่าจุดจบมันจะเป็นดังที่หวังไว้  One for all and all for one.”    สิ้นเสียงของฉันก็เดินออกจากตัวสภาทันทีสำหรับฉันนั้นนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้กระทำในฐาหน้าที่ออกถูกต้องตามบัญญัติกฎหมายกระมัง  อู่เรือโซฟแลนท์คือที่หมายต่อไป

ขณะนั่งอยู่รถฉันมองออกไปเบื้องนอก  สำหรับฉันแล้วการมองครั้งนี้ให้ความรู้สึกต่างออกไปจากทุกทีอยู่มากทีเดียว  ฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวจักรวรรดินั้นช่างเหี่ยวเฉาได้ขนาดนี้  ตามปกตินั้นฉันมักรู้สึกว่าภาพที่เงียบสงบนี้แสดงถึงความศักดิ์สิทธิของมัน  แต่แล้ววันนี้มันกลับบอกให้ฉันทราบอีกอย่างหนึ่ง  ตัวจักรวรรดินั้นแสนจะอับเฉาและออกจะไร้การสร้างสรรค์อยู่บ้างในหลายเรื่อง  บางทีนั้นการให้เกียรติซึ่งกันและกันอาจก่อเกิดมารยาทอันสูงส่ง  แต่นั่นอาจหมายความว่าความใกล้ชิดสนิทสนมและความปรองดองลดลงด้วย

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ในที่สุดฉันก็ถึงที่หมาย  อุโมงถูกเปิดออก  อันที่จริงตัวอุโมงนี้คือทางออกโดยตรงที่สั้นที่สุดจากตัวจักรวรรดิ  และมันถูกสร้างมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะฉันออกดูสภาพภายนอก  ลูกเรือราวๆ ยี่สิบสองคนกำลังเร่งรีบเตรียมพร้อมสำหรับออกเรือ


ชอร์ลซิเล่ย์ยืนถือชาร์ตคอยสั่งการอยู่รอบนอก  สีหน้าของเขายังราบเรียบและมั่นใจ  ราวกับว่าต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายก็พร้อมที่จะออกเรือลำนี้ 

“ริซ่ากลับมารึยัง”  ฉันรีบถามออกไปทันที
“อยู่บนบริด  ตอนนี้กำลังเตรียมสั่งการออกเรือกระมัง”
“อีกกี่นาทีจะออกจากที่นี่ได้”
“ราวสิบสองนาที”
“ช้าไปต้องสิบนาที”
“ไม่การออกตัวสำคัญที่สุดจุดมุ่งหมายของเรากว้างใหญ่  หากต้องการเดินทางไกลให้ประสบผลควรคำนึงถึงพลังงานด้วย  ต้องฟูลเพาร์เวอร์เท่านั้น” เขาเน้นน้ำเสียงหนักแน่นพร้อมกับเค้นรอยยิ้มออกมา
“เชื่อผมเถอะ  ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น  คุณควรขึ้นเรือได้แล้วนะทหาร”เขาตบไหล่ฉันเบาๆ


ฉันเดินออกจากตัวเขาทันทีสายตามุ่งไปยังเรือ ฟรอนเทียร์ เซนพิเตอร์  ตัวเรอที่ยิ่งใหญ่ตระการตาโออ่าแคบยาว    เสากระโดงเรือที่เป็นISO DRIVEขนาดใหญ่  เรือถูกชักธงขึ้นเป็นตรา  หมวกไขว้ปืนหลักฉากเป็นรูปหมวกปีกแซมด้วยขนนก  อันเป็นสัญลักษณ์ของMusketeer  ซึ่งต่อแต่นี้ไปมันอาจจะหมายถีงการแสดงความเป็นสลัดอวกาศก็ตามแต่สำหรับทหารทุกคนแล้วฉันเชื่อว่าสัญลักษณ์นี้คือการแสดงออกถึงความภักดีแน่นอน

สิ่งที่พวกเราภักดีไม่ใช่ตระกูลไม่ใช่ผู้นำ  แต่หากเป็นแนวทางต่างหาก  ตัวผู้นำและตระกูลเป็นเพียงรูปแบบภายนอก  แนวทางและทัศนคติต่างหากเล่าที่เป็นตัวตนที่แท้จริง

“เดี๋ยวๆ  เกือบลืมไปนี่ชาร์ตที่คุณอยากได้ไงล่ะ  ISO DRIVEสี่ทิศทาง”ชอร์ลซิเล่ย์ยื่นชาร์ตให้กับฉัน
“เอาไว้ให้ตอนขึ้นเรือก็ได้นี่”ฉันตามด้วยความแปลกใจ  “หรือว่า”น้ำเสียงของฉันเปลี่ยนเป็นสูงขึ้นมาด้วยความตกใจทันใด

เขายิ้มเล็กน้อยพร้อมกับพยักหน้าให้แก่ฉัน
“ไปเถอะเฟลเซล  เวลาไม่มีแล้วผมจะรั้งพวกนั้นเอาไว้ให้  ริซ่าเข้าใจดีแล้ว”
“แต่ว่าเราคือหนึ่งเดียวกันนะ”
“ก็นั่นแหละเราคือหนึ่งเดียวกันหมด  ผมถึงได้ตัดสินใจอยู่อย่างนี้”
“แต่ถ้าไม่มีคุณการเดินทางมันอาจไปไม่ถึงจุดหมาย”
“ไม่ใช่หรอก  คุณเคยบอกผมไม่ใช่หรือขอเพียงแค่สื่อถึงกันได้แม้เสียไปคน  เราก็มีคนต่อไปทั้งตัวริซ่ากับมาร์เซลเองต่างก็เรียนรู้อะไรมามากแล้วดังนั้นไม่จำเป็นต้องห่วงเลย  ที่สำคัญเรามีความปรารถนาเดียวกันไม่ใช่หรือ  อีกอย่างไม่ต้องห่วงหรอกบนเรือลำนั้นมีเด็กที่ฉลาดพอจะช่วยพวกคุณได้  ผมเคยบอกคุณคนอื่นเชื่อฟังคุณไม่ได้มาจากชาติตระกูล  หากแต่ทว่าคุณฉลาดมากกว่าเข้าใจมากกว่าคนอื่น  ผมหวังว่าสิ่งที่คุณเห็นในไม่ช้าคนอื่นจะเห็นได้เป็นหนึ่งเดียวกัน  ลาก่อนเพื่อนรัก”
“One for all”
“All for one”

สิ้นเสียงของชอร์ลซิเล่ย์ฉันก็ขึ้นไปยังเรือทันที  ในไม่ช้าฉันก็มาถึงโรงเก็บ  โรงเก็บสามารถเก็บหุ่นได้สิบสองเครื่อง
สำหรับคนอื่นนั้นไม่อาจจะน้อยเกินไป  แต่ฉันเชื่ออยู่อย่างหนึ่ง One for all and all for one.  เพียงแค่นั้นก็คงพอแล้วใช่หรือไม่ชอร์ลซิเลย์........................................


โดยที่คุณหญิงผู้สูงศักดิ์และเลอโฉมไม่ได้คาดคิด  ในตัวบริดจ์ของเรือนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งโศกเศร้าเสียใจอย่างไม่เคยมีมาก่อน  วันนี้เธอไปพบกับพ่อของเธอและเพื่อนของพ่อเธอมา  พ่อเธอนั้นคือหัวหน้าหน่วยราชองครักษ์หรือที่เรียกว่าทหารเสือ  ส่วนเพื่อนของพ่อเธอนั้นก็คือพี่ชายของแม่เธอหรือลุงของเธอนั่นเอง  ลุงของเธอก็เป็นผู้นำของจักรวรรดิแห่งนี้  หน่วยทหารเสือขึ้นตรงกับลุงของเธอ  ท่านไหนเลยปฏิเสธได้  พ่อของเป็นถึงหัวหน้ายิ่งแล้วใหญ่  แต่ถึงกระนั้นท่านทั้งสองก็ได้ฝากฝังพวกเธอไว้แล้ว  แต่สิ่งหนึ่งที่เธอเสียใจยิ่งกว่าก็คือ  คนรักของเธออาศาเป็นด่านสกัดให้แก่พวกของเธอ  เธอได้แต่ร้องไห้ในใจ  แต่ไม่รู้จะเสียใจเรื่องใดดี  เพราะนี้คือสิ่งทีทำได้ดีที่สุดในเวลานี้  เธอมองออกไปเบื้องนอกเรืออันเป็นบานกระจก

“ออกเรือได้”เธอสั่งด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นพร้อมกับยิ้มให้กับบ้านของเธอ  เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเธอได้แต่ภาวนาอย่างนั้นต่อพระผู้เป็นเจ้า 

เธอผู้นั้นคือ เฮริซ่า  มาธอนนั่นเอง


พวกที่กิ้งก่ายักษ์ตัวออกจะใหญ่โตเกินไปแล้ว ทั้งน่าเกลียดน่ากลัวไม่ใช่หรอกน่าสอิดสเอียนมากกว่า  หัวหน้า
เอ็กซ์ ชารวาลิเออร์   ทั้งสี่เครื่องเครื่องทำงานร่วมกันได้อย่างดี  หัวหน้าเอ็กซ์คอยเปิดทางและเปิดปากแผลอีกสามคมรอเก็บที่เหลือ 


 ต้านหน้าผมเป็นกิ้งก่ายักษ์สองตัว  หากเป็นหุ่นทั่วไปนั้นผมคงรับมือได้โดยง่ายดาย  แต่สัตว์ประหลาดเช่นนี้นั้นออกจะแปลกใหม่ไปบ้าง  แต่ถึงกระนั้นผมก็หวังว่าให้มันมีทุกอย่างเหมือนกับกิ้งก่าที่ผมเคยเจอ  ถึงแม้จะยกเว้นเรื่องขนาดก็ตามทีเถอะ

ผมตัดสินใจเร่งทรัสเตอร์เครื่องขึ้นอีกระดับทันทีแม้มันจะไม่ติด ISODRIVE เอาไว้แต่หากกล่าวถึงระบบขับเคลื่อน Musketeerเครื่องนี้แทบไม่เป็นลองใครเลย  ที่หัวของมันเหมือนมีสี่ตาอย่างไรอย่างนั้นจู่คล้ายมีควันพิษพ่นออกมาจากตานั้น  แต่แล้วนั่นกลับหายไป  เพราะมันถูกผมแทงทะลุขอหอยเสียแล้ว

อีกตัวมาทางด้านขวางผมบังคับเครื่องขึ้นไปด้านบนแทงทะลุจากบนลงล่าง  ร่างอันใหญ่โตยก็นอนดิ้นดับสลายในบัดดล  แต่แล้วมีอีกตัวเข้ามาตะปบที่ด้านหลังผมพลิกเครื่องอย่างเร็วไวแทงดาบราเพียร์ทะลุขาหน้ามัน 

“แบระ”

ทันใดนั้นร่างอันใหญ่โตของมันก็แหวกเป็นสองชิ้นอย่างช้าๆ  ราวกับว่าโดยความร้อนผ่าออกเป็นสองซีก

“Heat Saber” ผมอุทานออกมา  พร้อมกันนั้นค่อยๆชัดเจนในที่สุดมันก็เผยให้เห็นร่างของผู้ที่จัดการมัน  หุ่นรูปร่างแปลกๆที่ตัวจักรวรรดิยึดเอาไว้นั่นเอง

ผมอยากจะหัวเราะออกมาอยู่บ้างหรอก  เพราะคนที่สร้างหุ่นตัวนี้ออกจะบ้าคลั่งเกินไปหน่อยกระมังว่ากันตามตรงผมเห็นแล้วขัดตาอย่างไรก็ไม่รู้

แสงแพรวพราวจากทรัสเตอร์ขึ้นวูบวับเพียงพริบเดียวร่างของมัซกิเทียร์ก็ไปอยู่ด้านหลังทันที   ผมชักหน้าไม้ออกมาพร้อมกับเล็งไปยังเบื้องหน้า  หากเธอมีภัญต่อภารกิจของผมหน้าไม้หกดอกพร้อมกับทวนนี่จะแทงทะลุร่างของหุ่นตัวนี้แน่นอน  แม้จะเป็นหุ่นที่มีความลับก็ตามเถอะ  แต่ถ้าอัดเข้าจุดอ่อนก็แย่เหมือนกัน


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อีกฟากหนึ่งหัวหน้าเอ็กซ์  ก็นำหน้าหน่วยเอ็กซ์  ชาวาลิเออร์ทำหน้าที่บุกทลวง

Beam Blade X  Broad Sword อาบบีมสีเหลืองเข้มพร้อมกับร่างสีส้มแสดตาของเครื่อง เอ็กช์ ชาวาลิเออร์พุ่งเข้าฟันยังหน้าท้องของกิ้งก่าเป็นรูปตัว Xหัวหน้าเอ็กซ์ไม่รอช้าซ้ำด้วย การเอาดาบแดงเข้าไปตรงจุดตัดเสียบจนมิด  ด้ามจากนั้นเกิดระเบิดขึ้นจากภายในร่างของกิ้งก่าแหลกเละจนไม่เหลืออันเป็นจบสิ้นท่า Blaster Serenadeทันที

แต่แล้วสีพลุสัญญาณสีแดงกระซิบไปมา  อันเป็นสัญญาณบอกให้จำนนของจักรวรรดินั่นเอง 

แต่แล้วกลับปรากฎวัตถุขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งแล่นออกมาจากตัวจักรวรรดิรูปเรืออย่างเร็ซไว  ดูจากภาพ CG เห็นได้ชัดว่าเป็นเรือที่มีความเร็วสูงลำหนึ่งที่กระโดงเรือแขวนธงดาบไข้วปืนหลังฉากเป็นหมวกปีแซมด้วยขนนกใช่แล้วสัญลักษณ์พิเศษสำหรับทหารเสือ  เรือฟรอนเทียร์ เซนพิเตอร์นั่นเอง


พวกหัวหน้าเอ็กซ์ได้รับการติดต่อเข้ามาในช่องสัญญาณสือสารทันที 
"วางอาวุธแล้วออกมาจากค็อกพิทอย่างยินยอมซะ  เราต่างก็เป็นชาวเอิรธนอยด์เช่นเดียวกันอย่าหันดาบใส่กันเลย"  เสียงหัวหน่วยนั่นดังขึ้นมา

ดูจากจำนวนแล้วคงมีด้วยกันราวๆสองหน่วย  16 เครื่องนั่นเอง


"ขอปฏิเสธเราได้เลือกทางที่ควรเดินแล้ว  หากท่านคิดเป็นศัตรูเราก็ได้แต่ปะดาบกัน" หัวหน้าเอ็กซ์ตอบกลับไปทันที

"เอาไว้คุยกันทีหลังนะ"  มาร์เซลพูดกับไลมุ  ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เขากับเธอจะต้องหันหน้าเข้าห้ำหั่นกัน

"ติดต่อไปยังลูกเรือของ ฟรอนเทียร์เซนต์พิเตอร์ทุกเครื่อง  กับเข้ามาในยานเดี๋ยวนี้นี่คือคำสั่ง"  กัปตันเฮริซ่าก็ติดต่อเข้ามาทันที
"แต่ว่าครับ กัปตันถ้าหากทำแบบนั้นเราก็สลัดไม่หลุด" มาร์เซลเรียบตอบกลับไป
"รีบกลับมาเถอะจริงอยู่ว่าเครื่องของพวกเธอมีกำลังขับเคลื่อนสุง  แต่ต่อสู้เป็นระยะเวลานานแรงเครื่องอาจตกได้  เรียบขึ้นเรือซะไม่งั้นจะตามไม่ทันเราหยุดไม่ได้"
"แต่ว่าเราอาจจมได้"มาร์เซลสวนกลับไปทันที
"กลับมาซะนี่คือคำสั่งมาร์เซล"
"คุณหญิงครับ"
"ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวฉันจัดการเอง"
"หรือว่า............แต่มันยังไมสมบูรณ์นะครับ" มาร์เซลถามด้วยความเป็นห่วง
"อย่าลืมสิใครเลี้ยงเธอมา"คุณหญิงเฟลเซลยิ้มอย่างอ่อนโยนให้แก่เขา
"เข้าใจแล้วครับ"มาร์เซลตอมกลับไปพร้อมกับพยักหน้าท่าทีเขายังหวาดหวั่นเล็กน้อย
"เธอก็ด้วยนะไลมุ  รู้อยู่หรอกว่าเธออยากจะหนีแต่ตอนนี้ได้โปรด"


ไลมุร้อง"เอ๊ะ......"ขึ้นมาอย่างแปลกใจเธอรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างเพราะเธอไม่เคยเห็นท่าทีนอบน้อมของผู้หญิงคนนี้มาก่อน

" Rage Wyvern ทุกเครื่องกลับยาน"หัวหน้าเอ็กซ์สั่งเสียงดัง

ฉับพลันทุกเครื่องของกองกำลังกบฎก็กลับแทบจะหายไป
"Musketeer Unite II take off"
สี้นเสียงไพเราะของเฟลเซล  หุ่นรูปร่างเล็ก 15เมตรเศษก็ออกมาจากเรือฟรอนเทียร์ เซนพิเตอร์  มันมีเครื่องสีฟ้ามีหัวเหมือนใส่หมวกขุนนางอยู่  ผ้าคลุมสีดำเข้มกลืนกำห้วงอวกาศ  แต่มีขอบทองสีทองอยุ่เป็นริม  แบ่งเป็นสีส่วนคือปิดด้านหลังด้าหน้าและป้องแขนทั้งสองข้าง  และแหวกหน้าขึ้นมาถึงหัวไหล่  เว้าหลังขึ้นไปพอประมาณ ตัวผ้าคลุมยาวถึงบริเวนโคนเท้า  ตรงหน้าอกของมันมีสัญลักษณ์เป็นปืนตัดในแนวขวางกับดาบราเพียร์ในแนวตั้งคล้ายไม้กางเขน

ใช้แล้วสัญลักษณ์สูงสุดของทหารเสือสุดยอดทหารเสือในหมู่ยอดทหารเสือนั่นเอง

"ถึงหน่วยลาดตระเวนรอบนอกจักรวรรดิ  ตัวดิฉันนั้นไม่มีความปรารถนาที่จะต่อสู้กับท่านเลย  ดังนั้นหากท่านยังพอมีความอ่านคิดอยู่บ้างยอมวางอาวุธเสียเถอะ  ลำพังกำลังของท่านนั้นไม่อาจทีจะถูกต้องตัวเราได้แน่นอน"  เธอกลับเป็นฝ่ายบอกให้ผู้มีกำลังมากกว่าโดยปกตินั้นมันออกจะน่าหัวเราะอยู่บ้าง  แต่หน่วยลาดตระเวนทั้งสองหน่วยกลับหัวเราะไม่ออก  แม้มีกำลังมากกว่าก็จริง   แต่ใครเลยจะมั่นใจว่าเพียงพอกับการต่อกรกับสุดยอดทหารเสือนางนี้

"หามิได้คุณหญิง  พวกเราต่างเคารพในตัวท่านแต่สมุหกลาโหมนั้นมีความมั่นคงต่อชาติการกระทำของท่านนั้นสร้างความคลางแคลงใจให้กับพวกเรา  สัตย์ปฏิญาณของท่านคือสิ่งใดลืมไปแล้วเหรอ"หัวหน้าหน่วยนั้นตอบกลับมา

"ห้วหน้า แนช  คุณเป็นหัวหน้าหน่วยที่ดีและเป็นทหารที่ดี  แต่นั่นสำหรับทหารเสือหรือสำหรับตระกูลพรินท์สแตนท์นั้นมันช่างเล็กน้อยเหลือเกิน  สิ่งทีเราต่อสู้นั้นสูงค่ากว่าสหมุกลาโหม สูงค่ากว่าดยุก  ไม่สิสูงค่ากว่าตัวจักรวรรดิเลยต่างห่าง  หากท่านเข้าใจโปรดรามือ  หรือถ้าไม่แล้วก็ขออภัยที่ดาบของฉันต้องออกจากฝัก" เฟลเซลตอบโต้กลับไปน้ำเสียงตอนสุดท้ายเปลี่ยนเป็นเด็ดขาดมั่นคง

"ถ้างั้นเห็นทีต้องล่วงเกิน  แต่ขอถามสิ่งที่สูงค่าปานนั้นแท้จริงคืออะไร?"หัวหน้าแนช ยอกย้อนกลับมา
"เรื่องนั้นคุณต้องคิดเอาเอง"เฟลเซลตอบไปพร้อมกับรอยยิ้มเป็นรอยยิ้มที่เย้ยหยันหรือมอบความปรารถนาดีหัวหน้าแนชนั่นก็ไม่อาจทราบได้

กำลังฝ่ายตรงข้ามเป็น Musketeerรุ่นแมสโปรดักส์  แต่อันที่จริงๆไม่ควรเรียกว่าMusketeerหรอก เพราะพวกนี้ต่างจากทหารเสืออย่างเฟลเซล หรือมาร์เซล  หรือมีอีกชื่อหนึ่งคือ Sodiach(ชื่อ Musketeerรุ่นผลิตจำนวนมาก)  ต่างกันกับเครื่องของเฟลเซลตรงที่ว่ามันไม่มีผ้าคลุม ดาบราเพียร์  หรือแม้แต่หมวกก็ไม่มี ยิ่งกำลังขับเคลื่อนและพลังงานยิ่งห่างชั้นลิบลับ

โซดิแอชสองเครื่องเคลื่อนเข้ามาแยกฟ้นลงจากด้านซ้ายขวาแทบติดตามกัน  อีกเครื่องนึงเล็งยิงมาแต่ไกล แต่ว่าMusketeer-II นั้นเร็วกว่ามากนักประกายแสงแลบแปลบขึ้นครานึงไม่แน่ใจว่าเฟลเซลบังคับเครื่องอย่างไร  ดาบราเพียร์ฟันลงจากด้านหลังของเครื่องที่ตั้งท่ายิง  ทั้งหัวและแขนขาดสะบั้นจากตัวเครื่องโดยฉับพลัน

"ออกมาซะเดี๋ยวเครื่องจะระเบิดแล้ว"  ไพล็อทเครื่องนั้นถึงกับตื่นตะลึงสามทอด  ทอดแรกคือกระสุนที่น่าจะโดนกลับพลาดเป้า ครั้งที่สองคือการถูกเล่นงานตลบหลัง  คราสุดท้ายคือการบอกให้หนีของอีกฝ่าย 

พักพวกที่อยู่วงนอกเห็นดังกล่าวไม่รีบรอช้าโถมจู่โจมเข้ามาทีเดียวสามเครื่อง  แต่เฟลเซลกระชากเครื่องไปด้านหน้าโยกซ้ายเคลื่อนขวาวุบวับ  แทบมองไม่ออกว่าเครื่องทำงานเช่นไร  โซลดิแอช สามเครื่องนั้นกลับล้มชนกันเองกับสองเครื่องของกลุ่มแรก  จากนั้นอีกเครื่องแทงบีมเซเบอร์เข้ามอย่างเร็วไว  แต่Musketeerคล้ายอยู่บนฟลอล์เต็มรำก็ปาน พลิกเครื่องครั้งนึงกลับไปอยู่มุมอับด้านอีกด้านหนึ่ง  ดาบราเพียร์แทงครั้งเดียว หัวกระจุยกระจาย


แต่แล้วมีอีกเครื่องแทงมาจากด้านหลังอีกที  Musketeerพุ่งเครื่องไปเบื้องหน้าคล้ายกับฉลามหนุ่มกระโดดลงสระจากเสียง  ปังๆ สองนัด

กระสุนสองนัดกระทบไหล่ทั้งสองข้างของโซลดิแอช

เพียงชั่วร์พริบตาก็สามารถจัดการได้เก้าเครื่องนัดอาจไม่แปลกใจเท่าใดนัก  แต่ที่น่าตื่นตะลึงที่สุดคงสืบเนื่องจาก  นับตั้งแต่เปิดฉากสู้กับ  ตัวMusketeer ยังไม่เคยโดนสัมผัสตามคำบอกล่าวของเฟลเซลเลย !!

Musketeerเก็บปืนเอาไว้ที่ด้านหลังเอวอีกครั้งคาครั้งนี้ หุ่นที่เหลืออีกเจ็ดตัวโถมเข้ามาแทบพร้อมกัน 

มอนิเตอร์ในค็อกพิทเฟลเซลกระพริบถี่ขึ้น  เธอเดินเครื่องปืนแฝดManeuver Beam ที่แบ็กแพ็คมายังด้านหน้า  แต่ตัวเครื่องยังมีพลังงานไม่เพียงพอ  แต่เธอไม่ได้คิดจะยิงพวกเขาเหล่านี้หรอก  ต่างเป็นคนประเทศเดียวกันมีประโยชน์หรือไรที่จะฆ่าฟันกันเอง แสงจากทรัสเตอร์สีเขียวพุ่งประกายเจิดจรัสราวกับละอองฝนในอากาศ  เพียงพริบตาเครื่องกระชากไปอยู่ด้านหลังของโซลดิแอชเครื่องของแนชนั่นเอง

บีมเซเบอร์แทงขึ้นมาจากทิศทางเห็นแน่ว่าเสยคาง Musketeerแน่ๆ  แต่แทงยังไม่ถึงที่สุดดาบราเพียรกลับฟันแขนขาดเสมอข้อ

"พวกคุณเป็นทหารชั้นยอด  แต่จะสุดยอดกว่านี้หากเรียนรู้ที่จะใช้สมองและสามัญสำนึก" พูดเสร็จสิ้น Musketeerเครื่อง II ก็จากไปอย่างเร็วไว  ไวพอๆกันกับการลงมือเมื่อครู่

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ไลมุอยู่ในห้องส่วนตัว  เธอถูกจัดให้อยู่คนเดียว  ห้องของเธอนับว่ากว้างอยู่พอสมควร  ห้องประดับด้วยสีเหลืองนวล สลับกับสีเขียวให้ความรู้สึเย็นตา  เตียงที่นอนได้คนเดียวสบาย   ประตูห้องถูกเปิดออก  ผู้เข้ามาเป็นชายหนุ่มผอมสูงมีผมหยิกหยักโศกเล็กน้อย  พร้อมกับใบหน้าที่นิ่งสงบจนเรียกว่าเนียบได้เดินเข้ามา  มาร์เซลนั่นเอง

"ห้องนี้ถูกใจคุณกระมัง"  เขาทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ปลายเตียงในขณะที่ไลมุนั่งอยู่บนเตียง
"ก็กว้างดี"


มาร์เซลรู้สึกว่าเธอออกจะตอบสั้นเกินไปบ้าง  ห้วนไปนิด  หรือสีหน้าออกจะบึ้งตึงเกินไป
"ผมชื่อมาร์เซล  มาร์เซล  พรินท์สแตนท์  คุณผู้หญิงคือใครหรือ"มาร์เซลถามไปด้วยรอยยิ้มหากคิดที่จะรู้จักกับคนอื่นก่อนต้องเปิดใจของเราก่อนเขาเรียนรู้มันมาจากผู้หญิงคนหนึ่ง
"เป็นใครตอบไม่ได้หรอก รู้แค่ว่าชื่อ อาคาซิม ไลมุ"
มาร์เซลรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ออกจะไร้มารยาทไปบ้าง  แต่ก็ไม่ถือว่ากับป่าเถื่อน  ตรงกันข้ามกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายเปิดเผยดีดังนั้นการสนทนาครั้งนี้คงราบรื่นกระมัง
"คุณเป็นคนที่โผงผางไปหน่อยนะ  แต่ก็เปิดเผยดีผมชอบคุณ"เขาตอบกลับไปพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย
"ชอบ?"
"หมายความว่าความว่าผมเป็นมิตรกับคุณได้อย่างไรล่ะ"

ไลมุเผลอหน้าแดงไปเล็กน้อย  อันที่จริงๆการบอกว่า"ชอบ"นั้นมันออกจะทำร้ายจิตใจผู้หญิงไปหน่อย  แต่มาร์เซลคิดว่ามีแต่พูดแบบนี้กระมังคงทำความรู้จักกับเธอได้ง่าย
"นายจะพาฉันไปที่ไหน"ไลมุถามออกมา

มาร์เซลนิ่งเงียบไม่ตอบคำบางทีเขากำลังครุ่นคิด
"เอ่อฉันหมายถึงพวกคุณจะไปที่ไหนหรือคะ"  เธอเพิ่งลืมตัวไปคนพวกนี้มากมารยาทจะตาย

แต่แล้วเธอกลับผิดคาด  ชายหนุ่มเบื้องหน้าหัวเราะออกมาเล็กน้อย
"เรียกนายก็ได้ผมเป็นเพียงแค่ผู้ติดตาม  ไม่ใช่คุณชายอะไรหรอก  เรื่องจะไปไหนนั้นผมไม่รู้  รู้แต่ว่าสำหรับคุณแล้วมีอยู่สองทางเลือกเท่านั้น"สองประโยคแรกพูดด้วยน้ำเสียงสะบายไร้กังวล  สองประโยคหลังเปลี่ยนเป็นเข้มขรึมตรึงเครียด
"ว่ามาสิ"
"หนึ่งเดินทางไปกับเราให้ความร่วมมือกับเราเสียโดยดี  เราจะถือว่าคุณเป็นสหายร่วมรบ
ส่วนข้อสอง พวกเราแยกทางกันเรากับคุณไม่เคยเจอกันมาก่อน  คุณไม่รู้จักผมและผมไม่รู้จักคุณ

แต่ถ้าคุณจะสร้างทางเลือกที่สามขึ้นมาเอง  คือหนีออกไปซะแล้วเอาเรื่องของเราไปบอกคนอื่นแล้วล่ะก็ ต่อให้ไปอยู่ที่แห่งใดในห้วงเอกภพเราก็จับคุณมาแขวนคอแล้วเสียบประจาร" น้ำเสียงตอนท้ายเปลี่ยนเป็นดุดัน จากนั้นหยุดเล็กน้อยแล้วพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
"แต่ถ้าคุณเลือกทางสองข้อแรก  ผมก็จะถือว่าคุณเป็นเพื่อนของผมคนอื่นๆบนเรือก็คิดเหมือนกัน"

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"ขอแนะนำคุณหญิงเฟลเซล  นี่คือร้อยเอกลูคัส เจเนเซีย"  ริซ่าแนะนำชายร่างเล็กใส่ชุดสีดำแว่นตารูปกลมพร้อมกับร่างกายที่เตี้ยเล็ก(เตี้ยกว่าคุณหญิง)ใบหน้าที่อายุราวๆ 17 ผมที่คล้ายกะลามะพร้าวครอบหัวให้แก่คุณหญิงแห่งตระกูลพรินท์สแตนท์

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การตัดสินใจกับไลมุ ฝากคุณ Dyeจัดการแล้วกัน  แต่คุณ แบล็กแก็ตเตอร์ครับผมโพสแล้วนะตอนไหนคุณจะมาแก้อะ 



ขอบคุณตัวละคร
ลูคัส เจเนเซีย จากคุณ Replikia 


เนื้อเรื่องตอนแรกเริ่มออกทะเล เอ๊ยออกเรือแล้ว

มาตอนนี้คุณหญิงเฟลเซลเล่นซะทหารหัวหมุน  จริงๆคือ อิมเมจเธอเอามาจากลีลากระชากแล้วหายของริคาโด้ กาก้าครับ  ส่วนอิมเมจของมาร์เซลเอามาจากรุย คอสต้าครับ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2008, 08:00:31 PM โดย Sweet Face » บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 5
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: