หน้า: 1 ... 3 4 [5]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Srw TSC (Old)  (อ่าน 5385 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #60 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2009, 12:21:51 PM »

========================================================================================================

มินิเนี่ยนมูนนั้นเป็นแหล่งรวมสินค้าของสหพันธ์ชั้นยอดในอวกาศ  เมื่อเทียบกับโลกแล้วสินค้าบางประเภทนั้นอาจจะมีคุณภาพดีกว่าเสียอีก  ในยุคที่การสื่อสารและเชื้อชาติลดการแบ่งแยกไปจนแทบจะหมดแล้วนั้น  สินค้าที่เป็นเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเชื้อชาติก็พลอยสูญหายไปด้วย  แต่จะพูดให้ถูกมันก็เป็นเอาเสียทั้งทุกอย่างนั้นแหละทั้งวัฒนธรรม  จารีตและบรรณทัดฐานทางสังคม  ณเวลานี้  เมื่ออยู่บนโลกก็แทบจะหลอมเป็นสิ่งเดียวกันเอาเสียหมด  จะมีบ้างประเทศที่ยังคงความเป็นเอกเทศของตนเอาไว้อย่างโดดเด่น  ซึ่งโดยส่วนมากแล้วก็เป็นประเทศที่ยังคงมีระบบสถานบันพระมหากษัตริย์และศาสนาเป็นสิ่งค้ำจุนอยู่  แต่จะกล่าวหาว่ามันมีแต่ข้อเสียเอาทั้งหมดไปก็เห็นทีจะไม่ถูกต้องนัก  อย่างน้อยมันก็ทำให้ลดช่องว่างของแต่ละเชื้อชาติ  เช่นการเหยียดสีผิวไปได้มากมายทีเดียวนัก



---------ในที่สุดระหว่างการเดินทางด้วย  รถไฟฟ้าเป็นช่วงเวลาสั้นๆ  ทั้งสามได้มาถึงโซนขายเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชาวเอเชียร์ 

"สวัสดีครับ  คุณผู้ชายและคุณผู้หญิงทั้งสามท่าน  ไม่ทราบว่ามีเรื่องรบกวนให้ช่วยเหลือรึเปล่าครับ"บริกรหนุ่มเข้ามาต้อนรับลูกค้าอย่างเร็วไวหลังจากที่เห็นทั้งสามปรากฎตัว

"ว่าฉันอยากได้ชุดกิโมโนสักสองตัว  และชุดยูกาตะสำหรับผู้ชายอีกหนึ่งค่ะ" 

"นี่กัปตัน  ผมก็ต้องใส่ด้วยเหรอครับ" มาร์เซลรีบก้มลงกระซิบที่ข้างหูอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

"เธอเป็นนักบินคนสำคัญของเราที่เหลืออยู่ในตอนนี้  และเป็นคนที่ฉันและลูเลียเชื่อใจมากที่สุดดังนั้นในการเจรจากับคุณมินาโมโต  ซากุระ  นั้นจำเป็นจะต้องมีเธออยู่ด้วย"กัปตันสาวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย  แต่คำว่า"เชื่อใจ"นั้นออกจะแปลกแตกต่างจากคำอื่นอยู่บ้าง  สำหรับมาร์เซลนั้นอาจยึดถือว่ามีคือความภาคภูมิใจประการหนึ่ง  คล้ายกับได้รับเหรียญกล้าหาญก็ปาน


"ขอเชิญคุณเพื่อหญิงลองชุดก่อนเลยค่ะ" บริกรสาวที่เรียกพลางเข็นราวแขวนเสื้อติดล้อเตรียมพร้อมไว้หน้า  ห้องลองชุด

"ลองก่อนเลยจ๊ะ  หม่าฟาน"  ริซ่าเชิญอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มพลางพยัคหน้าให้  อันที่จริงแล้วเรื่องของเรื่องคือตอนนี้เธอมีเรื่องที่ต้องจำนรรจากับชายหนุ่มข้างกายก่อน

"นี่มาร์เซลขอถามอะไรสักหน่อยได้มั้ย"  น้ำเสียงเธอเปลี่ยนเป็นกล้ำกลืนฝืนทนราวกับว่าต้องรวบรวมความกล้าอย่างมหาศาลค่อยเอ่ยปากเปล่งวาจาเมื่อครู่นี้ได้

"ครับ"

"เธอพบได้พบกับชอร์ลด้วยใช่มั้ย" เธอเอ่ยพลางก้มสายตาลงเล็กน้อยคล้ายกับมองหาเสื้อผ้าที่ถูกใจ  แต่ต่อให้เป็นคนโง่ที่ไม่เข้าใจผู้หญิงมากเพียงใด  ก็ต้องดูออกว่าเธอกำลังพยายามปกปิดความเสียใจบนเค้าใบหน้าอันเนียนผ่องของเธอ


"ผม......ได้พบกับเขา"  เขาตอบเธอกลับไปด้วยน้ำเสียงเบากว่าปกติเล็กน้อย  เขาทราบดีว่าโดยปกตินั้นเฮริซ่ามักปกปิดเก็บซ่อนอารมณ์ไว้ได้เป็นอย่างดี  แต่เรื่องนี้เกรงว่าคงจะกระทบจิตใจเธอมั้ยน้อย

"...เขาว่าอย่างไรบ้าง".............


"ริซ่า.........เอ่อกัปตัน....ผมไม่รู้จะพูดเรื่องนี้กับคุณยังไงดี"  ถ้าจะกล่าวให้ตรงใจเขาแล้วต้องบอกว่า  "ผมไม่อยากพูดเรื่องนี้กับคุณเลย"ถึงจะถูกต้อง


"ไม่ต้องการจะเอ่ยถึงก็ยังไม่ต้องพูดก็ได้  ฉันไม่ได้รีบร้อนเสียหน่อย"  เธอตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นเชิงตัดบท  ที่แท้เว้นช่องว่างให้ตัวเองมิต้องเสียใจหรือเป็นเพราะไม่ต้องการเห็นท่าทีอันกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก  พูดไม่ออกบอกไม่ได้ของชายหนุ่มผู้อยู่ด้านหลังก็ไม่ทราบ

มาร์เซลรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายเช่นกัน  แต่อีกใจหนึ่งเขาก็วิตกกังวัลกับสภาพจิตใจของเธอยิ่ง  เนื่องเพราะอีกไม่กี่วันการเจรจาที่จะตัดสินอนาคตของพวกเขากำลังจะเริ่มขึ้น  หากเธอโศกเศร้าเสียใจแม้แต่นิดเกรงว่าผลสุดท้ายอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง


ทั้งสองนิ่งเงียบอยู่ชั่วขณะหนึ่ง

จากนั้นหญิงสาวหันดวงพักร์มาสบสบตากับเขา  พร้อมกับคลีรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก  แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเบิกบานอยู่บ้างว่า

"เมื่อกี้นี้เธอเรียกฉันว่า "ริซ่า" ใช่มั้ย  นานแล้วที่"ริซ่า"ไม่ได้ยินคำเรียกนี้จากปากคุณ  บอกตามตรง'ริซ่า'ชอบฟังคำนี้จากปากของคุณ  มาร์เซลเรียกฉันด้วยคำนี้เหมือนเมื่อก่อนได้มั้ย"

มาร์เซลหน้าร้อนผาวขึ้นมาทันใด  ก่อนที่จะหันหน้าหนีอีกฝ่ายเล็กน้อย  เขาสนิทชิดเชื้อเล่นหัวกับเธอมาตั้งแต่เล็ก  คำเรียกหาเมื่อครู่นี้สร้างความดีใจให้อีกฝ่าย  แต่สำหรับเขานั้นเมื่อครู่ถือเป็นการล้ำเส้นของบ่าวกับนาย  คราวหน้าจะเอ่ยปากอะไรเห็นทีควรจะครุ่นคิดให้ละเอียดกว่านี้ก่อน  หาไม่แล้วอาจถูกท่าทีมากอารมณ์ตามนิสัยช่างฝันของเธอทำให้เขาไขว้เขวได้  ปกตินั้นเธอเรียบๆร้อยๆเป็นคนขี้อาย  แต่กับคนสนิทชิดเชื้อช่างมันเป็นคนที่เอาใจยากยิ่งนัก  หรืออาจนั่นเพราะเธอเอาใจคนอื่นมากเกินก็เป็นได้


เฮริซ่าเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่ตอบคำ  ค่อยหุบรอยยิ้มลงเล็กน้อยจากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง  คล้ายบังคับคล้ายขอร้องอีกฝ่ายว่า

"ช่างมันเสียเถอะ  ถือว่าเธอติดข้างฉันเอาไว้ก็แล้วกัน  แต่ริซ่าขอร้องเธออย่างหนึ่งได้หรือไม่  หากเราสองหรือว่าเธอออกไปนอกจากยานไปที่ไหนเป็นการส่วนตัวแล้ว  ขอให้ทำตัวเป็นธรรมชาติสนิทชิดเชื้อกับคนอื่นมากกว่านี้ได้มั้ย  บอกตามตรงท่าทีที่เชิดทรนงราวกับหงส์ในฝูงกาของเธอนั้นมันสะดุดตานัก  เกรงว่าเพียงแค่มองมาแต่ไกลคนอื่นก็ทราบฐานะของเราทั้งสองคนแล้ว"



มาร์เซลรับคำ "ครับ"  คราหนึ่ง


จากนั้นเขาค่อยรู้สึกและตระหนึกถึงบางอย่างในตัวหญิงสาวขึ้นมา


เธอช่างเป็นสตรีที่เขาไม่อาจต่อต้านหรือขัดขืนแม้แต่น้อย  แต่นี่ใช่ความรู้สึกระหว่างเจ้านายกับบ่าวหรือเพื่อนสนิทชายหญิง  และอย่างอื่นหรือไม่  ตัวเขาเองก็ยังไม่สามารถตอบได้เท่าใดนัก


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ชาง  หม่าฟานออกมาจากห้องเปลี่ยนชุดแล้ว  เธอเลือกิโมโนสีม่วงขาว  อันที่จริงนั้นสำหรับหญิงสาวที่หุ่นดีอย่างเธอแล้วนั้นจะเลือกชุดไหนมันก็คงเหมาะสมกับเธออยู่แล้ว  อีกทั้งท่าทางที่มั่นใจของเธอนั้นกอปรให้เกิดเสน่ห์เย้ายวนใจชนิดหนึ่ง

"เป็นไงบ้างค่ะ"  สาวเจ้าถามความเห็นคนทั้งคู่  ริซ่าบอกว่าไหล่กว้างเกินไป  ส่วนมาเซลบอกว่าคอเหว้าเกินไป


ชาง หม่าฟานยิ้มด้วยความภาคภูมิใจอยู่บ้างพร้อมบอกว่า

"อย่างนี้แหละค่ะถึงจะได้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้ง"




แต่ความจริงนั้นกิมโมโนเป็นชุมที่สวยอยู่แล้ว  ยิ่งใส่มิดชิดเรียบร้อยเท่าใด  ยิ่งขับเน้นให้ดูงดงามสะดุดตา  เพียงแต่ว่าเฮริซ่าไม่อยากกล่าวมากความนัก  เพราะไม่ใช่ว่าเธอนั้นจะสวมแล้วดูน่าเกลียดอะไร   เพียงแต่ว่ามันออกจะรู้สึกแปลกๆอยู่บ้างก็เท่านั้น


คราวนี้มาถึงเฮริซ่าบ้าง  ครั้งแรกเธอเลือกชุดสีเขียวน้ำเงิน  ยาว  ชางหม่าฟานบอกว่าชุดออกจะยาวไปอยู่บ้าง  สำหรับสตรีที่ปกติเดือนตัวตรงตั้งตระหง่าน  เช่นเธอคงไม่ยากที่จะก้าวขาในชุดกิมโมโนที่เวลาเดินต้องค่อยเป็นเป็นค่อยไป  ส่วนมาร์เซลบอกว่าสีชุดไม่เข้ากับผมสีส้มออกทองแดงของเธอ  จากนั้นเปลี่ยนเป็นสีครีมเปลือกไข่  แล้วรวบให้สั้นกว่าเดิมเล็กน้อย  คราครั้งนี้ทั้งสองคนที่เหลือต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า

"ชุดนี้แหละค่ะ/ครับ" 

เฮริซ่าจ้องมองทั้งสองฝ่ายเล็กน้อยคล้ายกับว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง 

"ขอโทษค่ะ  ฉันดูเหมือนตัวตลกมากรึเปล่าคะ" เฮริซ่าหันไปถามบริกรสองคนนั้นบ้าง

"อุ๊ยไม่หรอกค่ะ  ถ้าหากว่าเป็นตัวตลกจริง  ฉันก็อยากจะเป็นตัวตลกอย่างคุณบ้างค่ะ"

ริซ่าอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าว"ขอบคุณ"เบาๆ


คราวนี้ถึงตามาร์เซลบ้าง  ทั้งสามใช้เวลาร่วมสี่สิบนาทีในการเลือกสื้อชุดยูกาตะให้ชายหนุ่ม  มันค่อนข้างเสียเวลาพอสมควรที่จะหาผ้าเนื้อดีที่ยาวพอสำหรับส่วนสูงของเขา  และยิ่งดูแปลกตาอยู่บ้างเพราะมาร์เซลที่เฮริซ๋ารู้จักนั้น  เป็นบุรุษหนุ่มที่ก้าวเท้าสูงยาวสง่างาม  เนื้อเชิดอกตรง  เมื่อมาอยู่ในชุดของชาวญี่ปุ่นบอกตามตรงเหมือนรศมีของคนใส่ไปเสียอย่างไรอย่างนั้น

"ทั้งหมดนี้เท่าไหร่คะ"  เฮริซ่าถามราคาเสื้อผ้าข้าวของ

" 2780 ปอนด์ ค่ะ"

"เห็นแก่คำชมในวันนี้  3000 ปอนด์ไม่ต้องทอน" 


ทั้งสามออกจากร้านขายชุดของชาวเอเชียร์  แต่ยังมิทันได้ขึ้นรถไฟฟ้ากลับ  ทรานสปอร์ท  สเตชั่น  ก็ได้ยินเสียงสัญญาณไซเรนเตือนภัย  ไม่หวาดหวั่นเสียแล้ว





----------------------------------------------------------------------------------------------------
ชาวมิลิเนียนมูน  ซิตี้  ต่างตกใจจ้าลหวั่นยิ่ง  นี่มันวันเคราะห์ซ้ำกันซัดหรืออย่างไร   ทำไมถึงมีแต่เรื่องรบราฆ่าฟันนัก



------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขณะเดียวกันลูคัสที่อยู่บน ฟรอนเทียร์  เซนต์พิเตอร์ก็เห็นสัญญารของศัตรูเข้า

"นี่มัน...........ไอ้พวกกิ้งก่ายักษ์ที่บุกจักรวรรดิเมื่อคราวนั้นนี่!!"







========================================================================================================

เพลงพิเศษประกอบฉากนี้ครับ 





เข้ามาเกริ่นไว้เดี๋ยวจะมาต่อตอนเย็นครับ  ตอนนี้หิวข้าวจัด  เป็นไปได้อยากทำให้การเจรจาเสร็จสิ้นภายในวันนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 10, 2009, 05:38:01 PM โดย Sweet face » บันทึกการเข้า
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #61 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2009, 10:57:29 PM »

======================================================================================================






“แย่จริงๆ  ในยานตอนนี้ที่ออกรบได้ก็มีแต่เราเท่านั้น”  ลูคัสบ่นพึมพำออกมา  เขาไม่ค่อยชอบใจนักที่ต้องรับมืออะไรด้วยตัวคนเดียว  เขาเป็นนักวางแผนไม่ใช่นักเสี่ยงตายอย่างท็อปเอซคนอื่น


อย่างไรก็ตามติดต่อหาพวกพี่ดีกว่า

“ว่าไงจ๊ะหมิง”  เสียง ชาง  หม่าฟานรับสัญญาณติดต่อของเขาดังขึ้น

“พี่  ได้ยินเสียไซเรนแล้วใช่มั้ย” 

“จ๊ะ  ว่าแต่เป็นพวกบอล์นเหรอ”

“ไม่ใช่หรอก  แย่เสียยิ่งกว่านั้นเป็นสัตวประหลาดที่เคยโจมตีเราเมื่อตอนออกเรือนั่นต่างหาก”  ลูคัสตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเชิงกังวลเล็กน้อย  ที่ว่าแย่ยิ่งกว่ามิได้หมายถึงความสามารถของค่าศึกที่ต่างกัน  หากแต่เป็นวัตถุประสงค์และสาเหตุการปรากฏตัวต่างหาก  ที่แม้จะเป็นเขาเองก็คาดเดาไม่ถูกเช่นกัน  แต่เพราะอะไรกันนะถึงได้รู้สึกว่ามันจะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว  บางทีไอ้ฝันประหลาดๆนั่น  อาจเป็นสาเหตุที่ชักนำเขามาที่นี่ก็ได้

“ไอ้เจ้ากิ้งก่ายักษ์น่ะเหรอ  น่าเกลียดน่ากลัว  สีตีสี่ขา  แลบลิ้นแผลบๆ  ปากร้องตุ๊กแก๊นั่นน่ะนะ”  เสียงใส่ดังกลับมาด้วยท่าทีร้อยรนแต่มิวายยังลงท้ายประโยชน์ในเชิงทีเล่นทีจริง

“พี่!  กิ้งก่านะไม่ใช่ตุ๊กแก”  ลูคัสรีบตวาดกลับไปทันทีแม้แต่เวลานี้เธอก็ยังมิวายล้อเล่นอีก

“เอาเถอะ ว่าแต่มีอะไรเหรอ”

“พี่ปลอดภัยรึเปล่าครับ”

“ตอนนี้  หลบอยู่ในเชลเตอร์แล้วน่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”
“ให้ผมไปรับรึเปล่า”  ลูคัสรีบถามออกไปด้วยความเป็นห่วงเพราะหาก  พวกกิ้งก่ายักษ์นั่นมันมุ่งทำความเสียหายให้กับมิลิเนียลมูนแล้ว  เป็นเรื่องยากนักที่พวกเธอทั้งสามคนจะอยู่รอดปลอดภัยโดยปกติ


แต่แล้วได้ยินเสียงของเฮริซ่าแทรกเข้ามาก่อนว่า
“ฟังนะลูคัส  ฉันรู้นะว่าเธอเป็นห่วงพี่ของเธอแต่ว่าเวลานี้มันไม่สมเป็นตัวเธอเลยนะ  กิ้งก่าพวกนั้นน่ะถ้าคาดไม่ผิดมันต้องติดตามพวกของ......ช...ชอร์ลซิเลย์มาอย่างแน่นอน  แต่ที่น่าแปลกใจก็คือในเมื่อตอนแรกนั้นมันมุ่งเป้าหมายไปที่จักรวรรดิหรือยาชาโอแล้วทำไมตอนนี้ถึงต้องมาโผล่เอาแถวนี้ด้วย   เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฉันสงสัยที่สุด   ใช่แล้วลูคัสอัจฉริยะอย่างเธอน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดี  และถ้าหากเธอเป็นIl genio(อัจฉริยะ)จริงๆ  ล่ะก็น่าจะเข้าใจความหมายของฉันดี”   น้ำเสียงของเธอตอนแรกรวบรัดจัดเจน  แต่ตอนท้ายนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอ่อนโยนคล้ายให้กำลังใจและฝากฝังภาระเอาไว้


“.........”ลูคัสรู้สึกคล้ายกับมีก้อนอะไรติดอยู่ในลำคอ   นี่เขาเป็นห่วงพี่จนเสียความเยือกเย็นไปอย่างงั้นหรือ  ตอนแรกนั้นรู้สึกหัวเสียอยู่บ้างที่ได้ยินคำสั่งเชิงบังคับดังกล่าว  แต่หลังจากฟังถึงตอนท้ายค่อยทราบแน่แก่ใจว่าอีกฝ่ายไว้วางใจตน   ให้ทำภารกิจที่มีความสำคัญ  และเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดของหญิงสาวนั้นบางส่วนก็ตรงกับเขาเสียด้วย

“รับทราบ”

“....เกือบลืมบอกไป  พวกเราเตรียมดำเนินการทำสัมพันธไมตรีกับเอลฮังค์  อยากให้เธอทำงานร่วมกับนักบินของบลูกาแล็คซี่แองเจิลด้วย  สุดท้ายที่นี้ขอให้พระพรศักดิ์สิทธิ์ของ  องค์เยซูคริสต์คอยปกปักษ์รักษาเธอ”

“ออร์เฟอุส ลูคัส เจเนเซีย ออกตัวล่ะครับ”

นักกวีได้ออกเดินจากเรือของมันแล้ว   มุ่งไปยังใจกลางแห่งความสับสนวุ่ยวายนั่น  เพียงแต่ว่าที่มันมุ่งไปนั้นเพื่อบรรยายความโศกเศร้าและสัจธรรมของชีวิต  หรือวาดฝันกำหนดบทกลอนให้เป็นดั่งที่ตนต้องการกันแน่   มีเพียงแต่มันเท่านั้นที่สามารถกุมชะตาของตนเองได้


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

"งานเข้าอีกแล้วสิ " รัตน์สบถออกมาในแทบจะทันใดนั้น  เฮ้อจะเอากันให้ตายไปข้างนึงเลยหรือ  วันนี้ท่าทางมีแต่เรื่องวุ่นๆแฮะ
"ช่วยไม่ได้คงต้องออกแรงหน่อยแล้ว"  รัตน์เตรียมบังคับอาคาน่าออกไปรบทันทีแต่แล้วดันมีสายเรียกเข้ามาก่อน


เสียงของลูซิเฟอร์ดังโพล่งตามมาในทันใดนั้น
"รัตน์  ไอ้เจ้าพวกนี้มันใครเหรอ"

"ก็ยังไม่รู้เหมือนกันน่ะ  คงต้องออกไปดูเสียก่อน"
"ว่าแต่..............หมอนั่นจะเอากับมันยังไงดี"
"เฮลฮาวล์น่ะเหรอ  ปล่อยไว้สักพักเดี๋ยวก็ฟื้นขึ้นมาเองแหละ"
"งั้นเหรอ...........รอแปบนะเดี๋ยวออกไปด้วย"
"ได้ๆ"
"แต่.......ปล่อยไว้แบบนี้จะดีเร้อ........"
"เรื่องอะไรอีกอะ........"
"ก็โมโมะจังน่ะสิ.....เธองอนนายน่าดูเลยนะ"  ถึงลูซิเฟอร์จะบื้อทื่อยังไงแต่ก็เป็นพวกที่ไวต่อความรู้สึกพอสมควร 
"ช่างมัน  ปล่อยไว้เดี๋ยวก็หายเองแหละ"   รัตน์ตอบไปอย่างสาดเสียเทเสีย แต่........มันก็เป็นจริงอย่างที่เขาว่าเอาไว้...เพียงแต่ว่ามันอาจจะเร็วกว่าที่เขากล่าวไว้เสียอีก


เพราะพูดยังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงสาวจ้าวแทรกขึ้นเสียแล้ว
"รัตน์คุง...........รอเดี๋ยวก่อนนะคะโมโมะจะออกไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละค๊า." 


ในขณะที่ทางไกด์เองก็กำลังพยายามดื่มล้างกระเพราะ พร้อมกับคิดในใจว่า  ให้ดื่มกรดหรือเบสแก่นั้นบางทีอาจจะยังปลอดภัยเสียกว่าเครื่องดื่มมื่อครู่อีก

"นี่ไกด์ไหวมั้ย............"  ฟิริน่าถามอาการอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง  พลางเดินมาลูบหลังให้เขา   

สภาพไกด์นั้นดูทุลักทุเลไม่น้อย  เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามยัดเยียดน้ำเข้าไปในปาก  จนกระทั่งสำรอกมา  หรือบางทีเขาอาจจะล้วงคอพยายามสำรอกมันออกมาก็เป็นได้

"แฮกๆ...."ไกด์หอบหายใจรวยรินไปมาอยู่ไม่ขาด  พร้อมกับพยายามจะบอกว่า"ไม่เป็นไร"

แต่ปากนั้นไม่สามารถกล่าวออกมาได้  ดังนั้นจึงทำได้แต่โบกมือปฏิเสธไปเป็นพัลวัน

"ไม่ไหวก็อยู่เฉยๆก็ได้  ไม่ต้องฝืนหรอก" 

"ไม่  เห็นว่าเป็นUnknow  ไม่ใช่เหรอจะไปเดี๋ยวนี้แหละเผื่อมีเรื่องเกี่ยวข้องกับกู๊ด"

ฟิริน่าทราบว่ายากนักที่จะหักห้ามอีกฝ่าย  ดังนั้นจึงเปลี่ยนจากพูดน้าวโน้มใจ  เป็นพยุงอีกฝ่ายเดินแทน


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"นี่มันอะไรกันเนี่ย  เจ้าพวกนี้"  ลูซิเฟอร์  อวดครวญ  พลางบังคับอิกซิออน   โถมเข้าใส่ไอ้เจ้ากิ้งก่านั่น

Code eins "Lighting Magnum"


กิ้งก่าตัวนั้นกระโจนเข้ามาอย่างด้านหน้า   อิกซิออนคว้าคอมันเอาไว้  จากนั้นซัดหมัดขวาเข้าที่ซอกคอด้านซ้าย  พลังหมัดพอกระทบกระแสไฟฟ้าก็ไหลหลั่งเข้าติดตาม  แม้ท่าโจมตีจะเป็นเพียงท่าพื้นฐาน  แต่พอดีโจมตีเข้าจุดสำคัญ  ไฟฟ้าแรงสูงพอไหลเข้าสู่ร่างอสูรระกาย  ชั่วพริบตาก็กลายเป็นตอตะโกไป


"ไหงห่วยแตกอย่างนี้ฟะ"หนุ่มผมนิลบ่นออกมาด้วยความเซ็งไม่น้อย



"ชิ   เล่นใช้แต่วิธีกระโจนเข้าตระครุบนั้นงั้นเหรอ"  รัตน์บ่นออกพลางบังคับอาคาน่า  หลบการโจมตีของมัน  ไปทางซ้าย  แต่สภาวะการหลบเลี่ยงยังไม่ถึงที่สุด  หางที่เต็มไปด้วยหนามแหลมของมันก็กวาดฟาดตาม  อคาน่ากระโดดขึ้นด้านบนพลางพาดอคาน่าเบลดลงทันที   แต่ผิวหนังของมันคล้ายเคลือบด้วยวัตถูของแข็ง  คมดาบบาดผ่าลงไปใต้ผิวหนังเป็นทางยาวสายหนึ่ง  แต่ก็ทำได้เพียงแค่สร้างริ้วรอยถลอกให้กับมันเท่านั้น  หาได้สร้างอันตรายจนถึงแก่ชีวิตไม่  กิ้งก่าตัวนั้นส่งเสียงร้อง  "แกร๊กกร๊าก"ดังระงมดีดดิ้นชั่วขณะหนึ่ง  อคาน่าก็โผลลงพื้นแล้ว

ทั้งสองยืนประจันหน้าจ้องเขม็งใส่กันชั่วขณะหนึ่ง  กิ้งก่าตัวนั้นแลบลิ้นกวาดวน  ซ้านล่างขวาบนมาแต่ไกลราวกับอสรพิษมีชีวิตลากเลื้อยได้  อคาน่าถอยหลบไปด้านหลัง  ลิ้นยาวพอโฉบเฉี่ยวเสร็จสิ้น  สองเท้าคู่หน้าของมันก็คล้ายกับมีกรงเล็บงอกเงยออกมา    ทิ่มแทงใส่อย่างเร็วไว

"ใครจะยอมให้แกฝ่ายเดียวกันล่ะ" 


ไม่ทันขาดคำอคาน่าทยายเข้าใส่อีกฝ่ายด้วยความเร็วสูง  อคาน่าเบลพุ่งแหวกท้องอวกาศราวกับศรหลุดจากแหล่ง  ดาบเสียบเข้าซอกคอเจ้ากิ้งก่านั้นจมมิดถ้าม    ร่างของเจ้ากิ้งก่าค่อยๆแน่นิ่งทีละน้อย  จากนั้นทรุบฮวบลงกับผืนพสุธา  ทอดร่างราบกับพื้นอันขรุขระของดวงจันทร์  ไม่มีวันลุกขึ้นมาได้อีกเป็นหนที่สอง




"จุดอ่อนเจ้านี่.........อยู่คองั้นเหรอ" 




"พวกมันมีกี่ตัวกันแน่เนี่ย..........." ลูซิเฟอร์ร้องออกมาพลาง  บังคับอิกซิออนสร้างกรงขังตาข่ายไฟฟ้า  ซ็อตเจ้ากิ้งก่าที่พุ่งเข้ามาใส่แต่ครั้งนี้มันกลับไม่ตายในทันทีเหมือนแต่ก่อน


"ก็ราวๆ  สามถึงสี่สิบตัวเห็นจะได้"  ฟิริน่าที่เพิ่งติดตามมาถึงรายงานออกไป พลางยิงลูกศรบีมออกจากข้อมือทันที

"ทางนี้"  ......................เสียงของไกด์ดังเล็ดล็อดรอดออกมาพร้อมกับโฉบฟันเจ้ากิ้งก่าจากด้านข้าง




ในขณะที่ทางลูน่า  เองก็กำลังโดนกิ้งก่าสองตัวล้อมเข้าให้แล้ว    แต่น่าเสียดายที่พวกสัตว์สมองทึบนั้นมันกระทำผิดยิ่งนัก  LASกระโดดโยกหลบมาด้านหลังพวกมันในทันที  เจ้ากิ้งก่านั่นก็พลาดเป้าไปเสียแล้วในขณะนั้นอีกตัวหนึ่งก็ง้างเท้าขึ้น  หวังจะเหยียบหุ่นร่างบาง

แต่LASเป็นหุ่นที่มีความคล่องตัวสูง  การเคลื่อนไหวในระยะสั้นๆก็ทำได้คล่องแคล่วปราดเปรียวยิ่งนัก  ร่างอันบอบบางของมันพอลอยขึ้นกลางอากาศก็ใช้หัวเข่าของเจ้ากิ้งก่านั้นเป็นฐานสปิงตัวกระโดดขึ้นด้านบน  แทบจะเป็นเวลาเพียงแค่วินาทีเดียว  LASก็กระหน่ำแทงKATA ใส่กิ้งก่ายักษ์นั้นจนแน่นิ่งนอนสลบอยู่บนพื้น 


ร่างยังไม่ทันวางเท้าลงพื้น  กิ้งก่าสองตัวก็กระโจนเข้าใส่จากสองทิศทาง  LASเป็นหุ่นที่ปราศจากทรัศเตอร์  แต่ยังที่ยามวินาทีชีวิตเธอมีสติไม่ร้อนรน  หมุนตัวกลางอากาศหลบจากท่ากลุ้มจู่โจม 

"อคาน่าชู๊ด........."
พวกกิ้งก่ายักษ์ยังไม่ทันได้ถึงตัวLAS  ก็โดนลำแสงสีฟ้าจากอคาน่าแคนน่อนสาดเข้าใส่เส้นหนึ่งเข้า


ส่วนอีกตัวที่อยู่ทางด้านซ้าย ก็โดนฟินของ  ฟาร์เรนชูไวน์ปาดซ้ายปาดขวา  ดิ่งลงล่างพุ่งขึ้นบน  ชั่วครู่หนึ่งปีกสีขาวบินทั่วท้องอวกาศ  ราวกับพายุเฮอริเคนพุ่งพัดผ่าน  สร้างริ้วรอยให้เจ้ากิ้งก่านั่นนับ  ยี่สิบกว่าแห่งมาตรแม้นว่ามันจะตายจากมอดชีวาไปแล้ว  แต่กลับไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้จดจำแม้แต่น้อย


ขณะเดียวกันโซลน่อนเซเวียร์ก็พุ่งเข้าใส่ศัตรูอย่างเร็วไว   สองมือซ้ายขวา  ถือดาบคู่มือ  อาค  คาริเบอร์  ตวัดควงไปมาไม่ขาดสายราวกับสายฟ้าแลบแปรบ  เพียงชั่วพริบตาก็ผ่าร่างของสัตว์ประหลาดต่างดาว  ไปแล้วสามตัว



"เท่าที่ดู  พวกมันมีอยู่สองชนิดนะ"  ไกด์วิเคราะห์  สัตวประหลาดจำพวกนี้  ประเภทแรกนั้นมีลำตัวสีน้ำตาลแก่ลำตัวยาวหนังเหนียว  เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว  เท้าสามารถหลั่งของเหลวที่ใช้เป็นพังผืดสำหรับยึดจับได้  การเคลื่อนไหวนั้นก็รวดเร็วปราดเปรียวกว่าอีกพวกมากนัก  เจ้าพวกนี้พอโดยกระแสไฟฟ้าช็อตเข้าอย่างจังก็แน่นิ่งเสียแล้ว 

ส่วนอีกตัวนั้น  สีค่อนข้างไปทางเทาปูนเล็กน้อย  ผิวหนังของมัคล้ายหุ้มเกราะไว้  สามารถสร้างอาวุธที่คล้ายหลามแหลมคมสำหรับทิ่มแทงได้  แต่การเคลื่อนไหวช้ากว่าพวกแรกอยู่ขั้นถึงสองขั้น  จะโจมตีพวกนี้ให้ตายในทีเดียวนั้นต้องซัดเข้าใส่ซอกคอ

"ยังไงก็เถอะ  สู้กันแถวนี้ไม่ดีแน่ขืนนานไปกว่านี้มีหวัง มิลิเนี่ยนมูนจะโดนลูกหลงไปด้วย"  รัตน์พึมพำออกมา



"ล่อพวกมันมาทางนี้  ผมรออยู่ก่อนแล้ว..................แต่อย่าฆ่าพวกมันหมดนะ...เรามีความจำเป็นที่จะต้องจับมันให้ได้"


เสียงบุรุษหนุ่มที่โมโมะได้ยิน  เมื่อตอนไปหยุดขีปนาวุธนั่น...........ใช่แล้ว  เสียงของ"ลูคัส"นั่นเอง




-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------









 

======================================================================================================
เข้ามาต่อสักเล็กน้อยก่อนที่จะจบเนื้อเรื่อง  บางทีอาจต้องยืดไปจนถึงวันพรุ่งนี้ถ้าช้าหน่อยก็ขออภัยครับ   

======================================================================================================
เข้ามาต่อสักเล็กน้อยก่อนที่จะจบเนื้อเรื่อง  บางทีอาจต้องยืดไปจนถึงวันพรุ่งนี้ถ้าช้าหน่อยก็ขออภัยครับ   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 13, 2009, 11:44:42 PM โดย Sweet face » บันทึกการเข้า
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #62 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2009, 09:03:01 AM »

=====================================================================================================
ออเฟอุส  อยู่ในซากปรักหักพังของพวกบอล์น  ทันทีที่สิ้นของลูคัส  มันก็เริ่มสาดมิสไซล์โจมตีใส่ตั้งแต่ไกล 


มิสไซน์ระรอกมิได้มีเจตนาที่จะยิงพวกมันตั้งแต่แรก  หากแต่เป็นการสาดน้ำเรียกความสนใจ  มิสไซน์ยังไม่ถึงเป้าหมายก็ชิงระเบิดเสียก่อน


พวกกิ้งก่านั้นก็สมกับเป็นสัตว์ไร้สมองยิ่ง แม้นไม่สามารถคิดคำนวณกระไรได้  แต่ปฏิกิริยาโต้กลับนับไม่เลว  มองผ่านมอนิเตอร์จากระยะไกล  เห็นพวกมันจำนวนฝูงหนึ่งบ้างวิ่งกระโดด  บ้างลอยตัวเข้าหามาแต่ไกล


"อย่างนั้นแหละดีแล้ว.............เข้ามาอีกเถอะอย่างน้อยก็ขอให้มันใช้ได้ผลแล้วกัน"  ลูคัสครุ่นคิดในใจ 




พวกลูซิเฟอร์  เห็นเป็นดังกล่าวก็รีบดำเนินการตามที่ว่าไว้แต่โดยดี  ใช้ยุทธิวิธีกึ่งสู้กึ่งถอยหนี

เพียงชั่วขณะหนึ่งก็เข้าสู่ระยะยิงของออเฟอุส



ออฟิอุสเคลื่อนตัวไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง   ในทันที  ตรงจุดนี้มีซากปรักหักพังล้อมรอบเอาไว้  มิหนำซ้ำยังอยู่ในระยะยิงพี่พอเหมาะพอดี


จากนั้นเล็งยิงด้วย  มิสไซน์ตั้งแต่ไกล  แต่เป้าหมายของเขายังไม่ใช่พวกกิ้งก่าดังเดิม  หากแต่เป็นเศษซากความเน่าเฟะของบอล์นนั้นต่างหาก 


เศษขยะลอยล่องขึ้นอย่างเขว้งขว้าง  บ้างพัดปลิวใส่พวกกิ้งก่า บ้างแตกกระเจิงไร้ทิศทาง  ความจริงนั้นจะกำจัดพวกมันให้สิ้นซากนั้น  สำหรับเขาและเหล่านักบินของเอลฮังค์นั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นเท่าใดนัก


ที่ยากเย็นอย่างแท้จริงก็คือ  เขาต้องการจับมันด้วยตัวเป็นๆ  ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมที่สุดแต่ไร้พิษสง  ความจริงแล้วจับมันไปชนิดละตัวก็ได้  แต่ทำอย่างนั้นมันค่อนข้างเสียงไปนิด  อันการทดลองนั้นจะต้องมีตัวอย่าง  อย่างน้อยสามประเภทขึ้น  ยิ่งกับตัวอย่างมีชิวิตแล้วยิ่งหลากหลายเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น  เรื่องนี้ตัวลูคัสทราบดีเสียยิ่งกว่าใครนั่นสืบเนื่องมาเพราะเขาเติบโตมาจากสถานที่แบบนั้น



"ล่อพวกมันให้ลงพื้นทุกตัว  เมื่อกี้น่ะผมได้ฟื้นฟูระบบกระแสไฟฟ้า  บางส่วนของพวกบอล์นคิดว่าหากใช้ในระดับที่มีกำลังพอประมาณก็คงช็อตให้มันหมดสติ"  ลูคัสรีบบอกพวกรัตน์ที่กำลังงงงวยกับการกระทำของชายหนุ่ม



"โธ่เอ๊ย  กะอิแค่ใช้กระแสไฟฟ้าช็อตน่ะ  อิกซิออนทำได้สบายอยู่แล้ว"  ลูซิเฟอร์บ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด  เพราะเขาไม่ชอบใจนักที่ต้องสู้ไปถอยไปแบบนี้  จะอัดมันก็อัดไม่ได้เต็มที่


"ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกจ๊ะลูซิเฟอร์     อิกซิออนน่ะมีกำลังมากเกินไป  เพียงแค่กระแทกพวกมันก็อาจจะทำให้ความสมบูรณ์ของร่างกายแทบไม่เหลือแล้ว  การเก็บตัวอย่างน่ะจะต้องให้ตัวอย่างนั้นอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ"  ฟิริน่า  เตือนอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วถ้าจะให้พูดนั้น  ต้องบอกลูซิเฟอร์เป็นคนมุทะลุดุดัน  ทำอะไรไม่ค่อยไตร่ตรองให้ละเอียดถี่ถ้วนเกรงว่าเพียงมือเท้าของอิกซิออนกระทบกับตัวสัตว์ประหลาดเข้าก็แน่นิ่งไม่ไหวติงเสียแล้ว 



"ว๊าวเจ้านี่มันก็ตัวใหญ่น่ารักดีนะคะ  โมโมะขอเอาไปเป็นเตียงนอนซักตัวสองตัวนะค๊า!!!!!"



"ขอฉันลองก่อนนะ"  ลูน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งครุ่นคิดนิดๆ  อย่างน้อยเธอคิดว่าศิลปะมาร์ลเชียร์ของเธอก็ดีพอที่ใช้ล่อพวกเดรัจฉานนี่ได้
LAS  กระโดดโลดโผน  หลอกล่อเหล่าอสูรกาย  สองตัวสามตัว  ลูน่าบังคับหุ่นของก้าวเท้าโยกสเต็ปในช่วงสั้นๆ  สลับซ้ายไขว้ขวา  เดินหน้าสองถอยสี่ก้าวบ้างในที่สุดพวกมันก็อยู่ในรัศมีของ อิเล็คตรอน เน็ทแล้ว

ในขณะที่เดียวกันฟิริน่ากับไกด์ก็บังคับเครื่องตน  ชักดาบคู่มือประจำตัวออก  ขยับตัวหลอกล่อพวกมัน  ชั่วพริบตากิ้งก่าอีกสามตัว  ก็เข้าไปอยู่ในรัศมีวงแหวนนั่นอีกแล้ว  ความจริงนั้นทั้งสองไม่รู้จักศิลปะมาลเชียร์หรืออะไรนั่นหรอก  หากแต่ทั้งคู่มีพรสวรรค์อันโดดเด่นอยู่แล้วต่างหาก  ด้วยการรบเพียงไม่กี่ครั้งก็ทำให้ฝีมือพัฒนาถึงระดับนี้เสียแล้ว  ช่างน่าตกใจจริงๆ



รัตน์กับโมโมะก็พยายามไม่แพ้คนอื่น  ทั้งคู่อาศํยการประสานงานสอดแทรกซึ่งกันและกัน  ชั่วพริบตาก็ล่อกิ้งก่ายักษ์ได้อีกสี่ตัว




"ฮะๆ  งั้นชั้นขอปิดฉากเจ้าพวกที่เหลือกันนะ"   ลูซิเฟอร์กล่าวด้วยความกระดากอยากอายอยู่บ้าง  แต่เขาก็รู้สึกสนุกไม่น้อย  อิกซิอ้อนโถมเข้าใส่ฝูงกิ้งก่าที่เหลือทั้งหมดราวกับบ้าคลั่ง  มือทั้งสองข้างมันนั้นปรากฎกระแสไฟฟ้าส่องแสงแปลบ  อยู่ไม่ขาด  ราวกับว่าฟ้าแลบกลางพายุฝน  หมัดเท้ากระหน่ำใส่พวกเดรัจฉานนั้นอย่างดุดัน  ชั่วพริบตากิ้งก่ายักษ์ตายไปกว่า ห้าหกตัว  ที่เหลืออีกสามตัวโดนกรงขังไฟฟ้า  ตรึงเอาไว้ชักดิ้นกระแด่วๆไปมาชั่วครู่ก็สิ้นลม




'เอาล่ะ  ชนิดและสี่ตัวแล้วแค่นี้คงพอแล้วมั้ง'  ลูคัสครุ่นคิดในใจ  พลาง  ยิง แก็ตลิ่งกันที่แขนทั้งสองข้างไปยังปุ่มกลไกเพื่อเดินกำลังทางไฟฟ้า



กระแสไฟฟ้าไหลวันเป็นวงและค่อยๆร่างเป็นรูปตาข่ายขึ้น  พวกกิ้งก่านั้นต่างร่อง "แกร๊กกร๊าก"ระงม  ในที่สุดก็สิ้นสติหลับไหลไป
 


"จบกันซักทีสินะ"  รัตน์พูดพลางระบายลมปากออกมาอย่างเกรียจคร้าน 


ออเฟอุส  ค่อยๆเผยตัวของมันออกจากเปลือกหิน  แต่ร่างของมันยังไม่ทันได้ออกมาจากซอกเหลือบ  ก็ถูกของบางอย่างกระแทกจากด้านหลังเข้าทันที !!!



"โอ๊ย"  ลูคัสร้องครางออกมา  เมื่อครู่นี้ด้วยแรกกระแทกนั้นทำให้เขาหน้าทิ่มกับแฝงควบุมบางส่วนในค็อกพิทเข้า


"ระวังนะ  ข้างหลังนายน่ะมีพวกมันซ่อนอยู่สามตัว"  ไกด์ร้องทักขึ้นมา    พวกเขาอยากจะยิงมันอยู่หรอก  แต่จากสภาพแวดล้อมของที่นี่  หากลงมือเกรงว่าออเฟอุสจะพลอยได้รับลูกหลงไปด้วย 


ออเฟอุสค่อยๆปลดเกราะอันเทอะทะของมันออกทีละส่วน  ร่างของมันดีดตัวขึ้นจากพื้นของดวงจันทร์  พร้อมกันนั้น  ทวินลันเชอร์ของมันก็สาดลำแสงรัวเข้าใส่ไม่หยุดยั้ง  พวกกิ้งก่าร้อง  แกร๊กกร้าก  ดังระงมไม่หยุดยั้ง  เศษหินบินว่อนกระจายไม่ทั่วนภา   กระทบเข้ากับของเหลวบางอย่างเข้า  เพียงชั่วพริบตาของเหลวนั่นทำปฏิกิริยาบางอย่างกับผิวหนังของมัน  จับตัวแข็งขึ้นคล้ายกับรูปปั้นที่ทำจากทรายก็ปาน


"อะไรน่ะ !!!"  ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวต่างร้องโพล่งออกมาเป็นเสียเดียวกัน


ลูคัสแน่นิ่งไปชั่วครุ่  พอได้สติ  เขารีบบังคับออฟิอุสเข้าหาพวกกิ้งก่าที่แน่นิ่งนั้นทันที  พลางยื่นมือหมายสัมผัส  แต่เพียงแค่ปลายนิ้วแตะพวกมันก็สลายเป็นอากาศธาตุเสียแล้ว

"นี่มันลักษณะของการย่อยสลายนี่..........."ไกด์พึมพัมกับตัวเอง  พร้อมกับเริ่มครุ่นคิดอะไรต่างนาๆ



"ยังไงก็เถอะ  แจ้งให้คนนำซากมันไปเก็บที่ฐานก่อนดีกว่า"  รัตน์กล่าวเรียกสติคนอื่นๆ   


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ในที่สุดทั้งหมดกลับถึงฐานหลักแล้ว


"กัปตันคะมีข่าวดีค่ะ......พวกเราจับสัตว์ประหลาดนั่นได้ถึง  แปดตัวเชียว   แต่ดูทาทางคุณกิ้งก่า  คงจะเจ็บน่าดูนะคะ  งั้นเดี๋ยวโมโมะทำน้ำผลไม้ให้ทานเองค๊าเพื่อพวกเค้าจะดีขึ้น"..โมโมะกล่าวออกมาอย่างร่าเริงทันทีที่กลับมาถึงฐานทัพ


แต่ไกด์  ฟิริน่า  และรัตน์  หน้าถอดสีจนแทบจะโปร่งใส  เพราะเกรงว่าเพียงแค่พวกมันเอาปลายลิ้นสัมผัส  คงคิดว่าตายแล้วเกิดใหม่ยังจะดีเสียกว่าอีก



"จ๊า...เอาไว้ก่อนเถอะนะจ๊ะ...แต่ทางนี้มีข่าวร้ายมากๆมาบอก"  ไลล่าตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน  หน้าของเธอถอดสีราวกับไม่เคยมีมาก่อน

"เรื่องอะไรเหรอคะกัปตัน"  ลูน่ารีบถามเธอทันทีด้วยความเป็นห่วง


"เมื่อกี้นี้ เราได้รับรายงานมาว่าโคโลนี่ XL-24  ของสหพันธ์โดนพวกบอนด์  ทำลายจนราบคราบ"น้ำเสียงของเธอเศร้าสลดหดหู่ไม่น้อย  คล้ายกับว่ารู้สึกผิดยิ่งนักที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไร


พวกนักบินได้ยินเข้าก็ถึงกับช็อคไปตามกันๆ  ปากอ้าตาค้าง  พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

ที่เป็นหนักยิ่งกว่าใครเพื่อนเห็นทีจะเป็นลูซิเฟอร์  ชายหนุ่มกัดฟันกรามดังกรอดๆ  มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเลือดไหลซึม

'ไอ้พวกบอล์น  เจอกันเมื่อไหร่ชั้นจะทำให้แกเจ็บเสียยิ่งเจ็บ.......'  เขาสาบานกับตนเองในใจ  แม้ตอนเริ่มแรกนั้นเขามีความรู้สึกใคร่ที่จะผจญต่างๆ  มากกว่า  แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่ามีเรื่องที่ท้าทายความสามารถกว่านั้นมากนัก



แต่อนิจจังหนอ  เคราะห์ร้ำกรรมร้ายนั้นมิได้มีแต่เพียงแค่นี้

"ทางนี้ก็แย่ไม่แพ้กันค่ะ  .........."  เสียงไพเราะเสนาะโสตแฝงสเน่ห์ในการน้าวโน้มใจ  เพียงได้ฟังก็ทราบดีว่าผู้มานั้นเป็นเฮริซ่าเมื่อครู่
"กัปตัน......พี่.............."  เพ้อเรียกออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน



เฮริซ่าสูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย  แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งว่า
"เมื่อครู่นี้  เราได้รับรายงานด่วน  โคโลนี่เอโรราโด้  ในเครือของจักรวรรดิก็โดนโจมตีซะราบเหมือนกันค่ะ"
"เอโรราโด้  โคโลนี่ที่ใช้สำหรับวิจัยเรื่องการเกษตรนั่นเหรอคะ"

เฮริซ่าพยัคหน้าเล็กน้อย  จากนั้นฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า
"นี่เป็นครั้งที่สามหรือสี่แล้ว  นับแต่ฉันลืมตาขึ้นมาดูโลกที่แหล่งการเกษตรของจักรวรรดิโดนทำลาย  เรื่องน่าเศร้าอย่างนี้มันพลอยทำให้ฉันนึกถึงการตายของคุณลุงบาเรียสต้า  และคุณป้าไดอาน่าด้วย"  น้ำเสียงเธอราบเรียบเฉื่อยชา  แต่ทุกคนทราบดีว่าการข่มความรู้สึกเจ็บปวดไว้ในใจนั้นมันยากเสียยิ่งกว่าการระบายออกมาเสียอีก

"เพราะเอาแต่พะวงเรื่องการรับมือกับพวกอสูรกาย  สี่ขาหน้าแหลม  กับการสร้างฐานเสียงเพื่อหาอนานิคมจนแนวรับป้องกันล่ะหลวมเข้าทุกอย่างก็เลย..........."  ลูคัสกล่าวออกมาด้วยความอึดอั้นตันใจ  ท้ายที่สุดถึงกับไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้

"แล้วพวกบอล์นโจมตีได้ยังไงคะ"  ไลล่าสอบถามรายละเอียดข้อปลีกย่อย  จริงอยู่ว่าแม้เอโรราโด้  จะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่หละหลวมเพียงใดก็ตาม  แต่เธอก็ไม่ใคร่เชื่อเท่าใดนักว่าพวกบอล์นจะสามารถกระจายกำลังและมีเครือข่ายเยอะถึงขนาดที่ว่าโจมตีจักรวรรดิได้ทันที  ทั้งที่เพิ่งมีกรณีพิพาทกัน

"ไม่มีกองกำลังหรืออะไรทั้งนั้นหรอกครับ  แค่มิสไซล์ชีวภาพลูกเดียวเท่านั้น.........."  มาร์เซลกล่าวด้วยความยากลำบาก  แม้จะหยุดยั้งขีปนาวุธไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์หลายฝ่ายได้  ..........แต่เขากลับไม่สามารถปกปักษ์รักษาประเทศของตัวเองได้  "ช่างไร้ความสามารถยิ่งนัก".........เขาได้แต่บอกตัวเองอย่างนี้ในใจ

"เป็นไปได้ยังไงกัน  ก็พวกเราหยุดไว้ได้แล้วไม่ใช่เหรอ"  ลูน่าถามโพล่งออกมาด้วยความตื่นตระหนก...........ใช่ก็พวกเธอหยุดมันไปแล้วจริงๆนี่นา


"ขีปนาวุธนั้น  ไม่ได้มีแค่ลูกเดียวหรอกนะ........พวกบอล์นมันแสบนัก.......ถ้าคาดไม่ผิดคงจะซ่อนขีปนาวุธไว้สองลูก  ลูกแรกให้ยิงออกทันทีหลังจากระเบิดฐานแล้ว............ส่วนอีกลูกนั้นถ้าคาดไม่ผิดแล้วล่ะก็..............คงตั้งระบบหรือกลไกอะไรไว้สักอย่าง  ว่าถ้าหากมีคนไปรื้อค้นสถานที่เพื่อหาอะไรบางอย่างแล้ว  มิสไซล์ก็จะถูกยิงทันที............เป็นแผนที่ร้ายกาจมากเพราะนั่นมันเหมือนกับว่าใช้มือของพวกฆ่าตัวเองแทน !!!"  มาร์เซลกล่าวด้วยน้ำเสียงสลดหดหู่   ในตอนนี้นั้นเขารู้สึกหนักอึ้งตรึงเครียดเหลือเกิน  พร้อมกันนั้นเขาคิดถึงคุณหญิงที่อยุ่ในที่ห่างไกล ที่ไหนซักแห่งในห้วงเอกภพอันเวิ้งว้างนี้  หากเธออยู่ด้วยเขาคงสบายใจกว่านี้   แต่ตอนนี้เขากลับพบว่าตนต้องคอยแบกรับภาระแทนเธออย่างไม่เคยมีมาก่อน   พร้อมกับเริ่มคำนึงได้แล้วว่า  ในบางครั้งเขาควรจะมีความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจอย่างฉับไวเหมือนคุณหญิงบ้าง  ไม่ใช่เอาแต่ตรวจนู่นดูนี่จนเสียเวลาหมือนวันนี้ .........ถ้าหากว่าเขาเร็วกว่านี้สักหน่อยแล้วล่ะก็..ถ้าเขาสามารถควบคุมเวลาและพื้นที่ได้อย่างเธอบ้างบางทีเรื่องร้ายๆมันอาจจะไม่เกิดขึ้น


แต่คนที่เสียใจที่สุดไม่ใช่เขา  หากแต่เป็นลูคัส

ทันทีที่สิ้นเสียงของมาร์เซล 

คล้ายฟ้ามืดสลัว  เมฆหมอกหนาทึบปกคลุม  ฟ้าผ่าดังเปรี้ยงลงที่กลางใจของลูคัส  หนุ่มร่างเล็กรู้สึกขาชาไร้เรี่ยวแรงหัวเข่าไม่อาจรับน้ำหนักของร่างกาย  ร่างน้อยๆทรุดล้มลงพื้นแทบจะทันใด

"หมิง!!!"  ชาง  หม่าฟานร้องลั่นขึ้นมาทันทีพลางพรวดเข้าไปหาน้องชายของตน

"..ม..เหมือนกับที่ฝันไว้.เลย........เพราะผมสินะ.......ถ้าหากผมไม่..ถ้าหากผมไม่ไปยุ่งของฐานของพวกบอล์นเข้าเรื่องนี้........เรื่องนี้มันก็คงไม่........"เขายิ่งพึมพัมน้ำเสียงยิ่งจับไม่ได้ความท้ายที่สุดคล้ายมีก้อนชิ้นโตติดอยู่ในคอไม่สามารถกล่าววาจาสืบต่อได้


เฮริซ่าเห็นท่าไม่ค่อยดีนักเลยรีบกล่าวบอกลาไลล่า.............

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ลูคัส   ชาง  หม่าฟาน  เฮริซ่า  และมาร์เซลอยู่ในห้องพักของลูคัส


หนุ่มร่างมีอาการหนาวสั่นสะท้านทั่วร่างกาย  ราวกับว่าความเย็นได้แทรกเข้าไปในกระดูก  ชาง  หม่าฟานพยายามลูบหัวปลอบโยนน้องฟาน อยู่ขาด

"ไม่ใช่ของผิดของเธอหรอกลูคัส  ฉันเองก็ผิดด้วยฉันน่าจะทำอะไรให้มันเร็วกว่านี้"มาร์เซลกล่าวด้วยน้ำเสียงเก็บกด  บางทีเขาอาจจะเอาแต่สนใจนู่นนี่นั่นจนพลาดเรื่องสำคัญ  หรือบางทีเพราะเขาไม่สนใจหรือตรวจสอบให้ดีก่อนอีกรอบ  เขาเองก็ไม่แน่จะว่าตัวเองบกพร่องในเรื่องใดกันแน่


"ใช่แล้วลูคัส  ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก  ถึงแม้เธอไม่เข้าไปยุ่งกับพวกฐานนั้น  แต่สักวันสหพันธ์ก็ต้องไปตรวจสอบอีกอยู่ดี  แล้วอีกอย่างฉันเชื่อเหลือเกินว่า   หากเป็นนักบินคนอื่นๆในเวลานั้นก็ต้องทำเหมือนเธอเช่นกันดังนั้น  สิ่งที่เธอทำในวันนี้ถือว่าดีมากแล้ว Il Genio"  เฮริซ่าปลอบโยนอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วงตอนนี้ทุกสมาชิกบนยานของเธอต่างเป็นกำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้ทั้งนั้น



"เอาเป็นว่าพักผ่อนให้เต็มที่แล้วกันนะ  ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่คาดคั้นนายอีก  เอาไว้สบายใจมีเรื่องอะไรจะเล่าก็ค่อยเล่า"  มาร์เซลพยายามปลอบใจอีกฝ่ายเช่นกัน


บางทีตอนนี้คงปล่อยให้เขาสองคนอยู่ตามประสาพี่น้องดีกว่า   มาร์เซลกับเฮริซ่าจึงชักชวนกันออกจากห้องของทั้งคู่

"คืนนี้ฉันขอไปส่งคุณที่ห้องนะ"  เฮริซ่าเอ่ยขึ้นในขณะที่ทั้งคู่เดินไปด้วยกัน  แต่เป็นเธอเดินนำหน้าเขาสองเก้า...........ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วกันแน่ที่เขาไม่ได้เดินในในแนวระดับเดียวหรือนำหน้าเธอเลย.....

มาร์เซลนิ่งเงียบ.....ไม่ตอบคำพลางทำสีหน้ากระอักกระอ่วม  เป็นเชิงบอกว่า

".....มันจะดีหรือ"



กัปตันคนสวยก็หันหน้ามาเหยียดปากช้อนสายตามองตอบเป็นเชิงบอกว่า
"คิดมากอะไรของคุณอยู่..........."


"กัปตันไม่เศร้าบ้างเลยเหรอครับ"  เขารวบรวมความกล้าอันมหาศาลก่อนที่จะกล่าวคำออกไป  เพราะเขาทราบว่าประโยคเมื่อครู่สร้างความขุ่นเคืองให้แก่เธอยิ่งนัก


จริงดังคาด  เธอเบิกตากว้างมองเขาเป็นเชิงตำหนิคล้ายกับต้องการที่จะสื่อว่า"ช่างเสียมารยาทนัก"   แต่แล้วพลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มวูบหนึ่ง

"ริซ่า   ก็เศร้ามากเหมือนกันค่ะ  แต่ริซ่าจะเศร้ามากกว่านี้ อีกถ้าลูกเรือของริซ่านั้นเอาแต่โทษตัวเอง   มาร์เซลทราบหรือเปล่าคะ  ว่าวันนี้ฉันต้องเจอกับเรื่องที่สะเทือนใจมากกว่าคุณยิ่งนัก  แต่ริซ่าก็รับมันได้  เพราะอย่างน้อยริซ่าก็มีเพื่อนที่ดีอย่างคุณไว้คอยพูดคุยด้วย  ตอนแรกที่ทราบเรื่องของชอร์ลนั้นริซ่าเสียใจมากจนไม่ทราบจะว่ากล่าวอย่างไร  และฉันก็โกรธคุณมากที่แสดงท่าทีเฉื่อยชาไม่สนใจ  แต่อย่างน้อยริซ่าขอขอบคุณคุณมากนะคะ   ที่นึกถึงความเสียใจของฉัน  ริซ่าอยากแจ้งให้คุณทราบเรื่องหนึ่งเอาไว้  แม้ภายนอกคุณอาจเห็นฉันแสดงสีหน้ามั่นคงไม่หวั่นเกรงอยู่ตลอดเวลา  แต่ลึกๆแล้วฉันก็เศร้าสร้อยไม่แพ้กันกับคุณ  ตอนนี้ริซ่ากำลังกุมชะตากรรมของใครหลายคนเอาไว้   ทั้งในฐานะกัปตันไม่อาจแสดงความอ่อนแอออกมาได้  ดังนั้นการได้สนทนากับเพื่อนที่รู้ใจอย่างคุณจึงเป็นความสุขส่วนตัวที่ฉันมีมากที่สุดในตอนนี้  และฉันจะดีใจเป็นอย่างมากที่เห็นคุณทำตัวผ่อนคลายยิ่งกว่านี้ "  น้ำเสียงคล้ายขอร้องอ้อนวอนหาได้เป็นความการระยายความอึดอั้นตันใจไม่


 


จากนั้นเงียบงันไม่กล่าวคำ  เบือนหน้าหนีไปทางด้านนอกกระจก  แล้วหันหน้ากลับมามองเข้าไปในดวงเนตรส่วนลึกของชายหนุ่ม  กล่าวด้วยน้ำเสียงลื่นลอยชวนเคลือบเคลื้อมชวนฝันว่า
"เมื่อตอนนั้นที่คุณเรียกฉันว่า"ริซ่า"นั้น   ริซ่ามีความสุขมาก   ริซ่าอยากให้คุณเรียกอย่างนั้นเหมือนเมื่อก่อนที่เราเป็นเพื่อนสนิทกัน  อย่างน้อยใช้เรียกหายามเมื่อเราอยู่ด้วยกันสองคนก็ดี"  น้ำเสียงตอนแรกของเธอนั้นอ่อนหวานนัก  แต่พอถึงตอนท้ายแฝงความเศร้าสร้อยเปลี่ยวเหงาจับใจอย่างบอกไม่ถูก  มาร์เซลรับฟังจนใจอ่อนผ่อนตาม  เพ่งพิจไปยังเค้าใบหน้าอันหวานซึ้งของเธอ  เห็นหยดน้ำตาที่คลอหน่วยทั้งสองข้าง  เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้เธอพลางกระซิบอย่างแผ่วว่า  "ครับ  ริซ่า"




จากนั้นใช้มือล้วงผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อของตันขึ้นมา  บรรจงเช็ดมันอย่างแผ่วเบาที่สุด  ราวกับสัมผัสกับปุยนุ่นก็ตาม


เฮริซ่าจับมือเขาไว้  พร้อมกับหยิบฉวยผ้าเช่นหน้าผืนนั้น  คลี่ยิ้มน้อยๆที่มุมปากแล้วกล่าวด้วยเสียแผ่วเบาว่า

"ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ทั้งสวยทั้งนุ่มนัก  ฉันขอเก็บมันไว้กับตัวได้มั้ย"

มาร์เซลปล่อยมือจาก ลงตามลำตัว  พร้อมกับเก้าเท้าถอยออกมาแล้วพยัคหน้าลงเล็กน้อย


ทั้งสองเดินไปโดยไม่สนทนากันอีก  จนในที่สุดมาถึงห้องของชายหนุ่ม

"หลับฝันดีนะคะ"  ริซ่ายิ้มให้อีกฝ่ายก่อนที่จะเดินจากไป

"ราตรีสวัสดิ์ครับริซ่า"

-------------------------------------------------------------------------------

กัปตันสาวเดินทางถึงห้องพักในไม่ช้า  เธอค่อยทรุดนั่งลงกับเก้าอี้ตัวโปรด  หยิบจี้สร้อยคอขึ้นมาเปิดดูรูปเมื่อตอนที่พ่อกับแม่ของเธอยังอยู่

หลังจากผ่านเรื่องราวอันผันผวนมาเป็นเวลาแรมเดือน  เมื่อครู่นี้เธอค่อยรู้สึกผ่อนคลายบ้าง  แต่น้ำตาน้อยก็อดไม่ได้ที่จะไหลริน


"คุณพ่อคุณแม่  คะ  เป็นกำลังใจช่วยริซ่าด้วยค่ะ"..............







-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


อีก Rep เดียวก็จบตอนแล้ว   

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 14, 2009, 12:00:28 AM โดย Sweet face » บันทึกการเข้า
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #63 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2009, 02:12:00 PM »

========================================================================================================

วันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 2217  ดร.วอเรฟ กามาลอฟ  ได้ประกาศถึงการมีตัวตนของสิ่งมีชีวิตจากจักรวาลอื่น  นามนั้นมีอยู่ว่า "ดาเรน"


สิ่งมีชีวิตที่คล้ายกิ้งก่า  แต่มีขนาดใหญ่ถึง 30 กว่าเมตรนั้น  กล่าวได้ว่าเป็นเพียงระดับลิ่วล้อของพวกมันเท่านั้น  ยังมีพวกดาเรนชนิดอื่นที่ยังไม่ได้รับกการตรวจสอบอยู่มาก  และนี่อาจะเป็นภัยคุกคามมนุษยชาติอย่างร้ายแรงโดยไม่เคยมีมาก่อน   แต่ถึงกระนั้นมนุษย์ก็ไม่มีหนทางให้เลือกมากนัก  การทำลายล้างครั้งใหญ่กำลังจะระเบิดขึ้นและแน่นอนไม่ว่าจะเป็นประเทศใดในระบบสุริยะต่างก็คำนึงถึงเรื่องนี้  โดยเฉพาะยิ่งจักรวรรดิแพทธิอาร์ที่โดนพวกมันจู่โจมเป็นอันดับแรก



"ตามที่คาดไว้ไม่ผิดเลย  คิดแล้วว่าตั้งมีชนิดอื่นอยู่อีก"  ลูคัสกล่าวขณะดูการถ่ายทอดสดแถลงการณ์นั่น

"คิดว่าพอมีโอกาสชนะมั้ย"  มาร์เซลกล่าวด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด  เขาพอมองเห็นหนทางเส้นหนึ่งแม้บางทีมันอาจจะเป็นแสงสว่างเพียงจุดเล็กๆ  ในห้วงอวกาศอันมืดมนก็ตาม

"อย่างน้อยจากคำแถลงการณ์นี้  เราก็ได้รู้ถึงจุดอ่อนมันแล้ว   ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความแข็งแกร่งและเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณได้ดีเท่าใดก็ตาม  มันก็ยังเป็นสัตว์ที่ใช้สมองคิดไม่เป็น  การทำงานนั้นก็ทำตามคำสั่งจากระดับหัวหน้าอีกทีหนึ่ง  ดังนั้นหากเราหันลูกศรไปตรงกลางเป้าแล้วล่ะก็  ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ที่จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส"  ลูคัสเอ่ยขึ้นเชิงวิเคราะห์  แน่นอนว่าเขาเองก็ไม่มีความมั่นใจว่าทั่วทั้งจักรวาลจะหยุดยั้งพวกมันได้   แต่เท่าที่ทำได้ในตอนนี้นั้นก็มีเพียงแต่เท่านี้จริงๆ


เฮริซ่าเอ่ยขึ้นอย่างเลื่อนลอยว่า
"ถ้าหากเป็นคุณลุงหรือจูเลียล่ะก็คงต้องบอกว่า "ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่มาจากนอกวง  แต่เมื่อได้เข้ามาอยู่ในวงของเราแล้วนั้นก็เหมือนทั้งชีวิตของมันได้อยู่ในการควบคุมของเราแล้ว""  การรบของจักรวรรดิแพทธิอาร์นั้น  มีหลักเกณฑ์สำคัญข้อหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า  ผู้บัญชาการรบต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าจะสามารถชนะในสงครามให้แก่ผู้อยู่ใต้บัญชาการเสียก่อน  เพราะถ้หากไม่มีความมั่นใจที่ชนะตั้งแต่แรกเหล่าทหารจะมีใจที่จะต่อสู้  ดังนั้นแม้เพียงเป็นแค่มดปลวกก็อาจจะเพลี่ยงพล้ำได้ 



"วันพรุ่งนี้พวกเราจะเจรจากับคุณมินาโมโต้แล้ว  กัปตันคิดว่าผลที่ออกมาเป็นอย่างไรกันครับ" 

"ตอนนี้ต้องบอกว่าแน่ใจเสียยิ่งกว่าแน่อีก  ยิ่งการจราจลเมื่อสามวันก่อน  และคำแถลงการณ์ในวันนี้นั้นบีบให้เงื่อนไขการตัดสินใจของพวกเราต้องลดลง  อันที่จริงมันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบของทุกคน  แต่ฉัน.....ฉันยังไม่เชื่อพวกขุนนางในจักรวรรดิอยู่ดี" 


"แล้วคิดว่าพวกเราจะเอายังไงดีกับคำขอของวอเรฟ  กันแน่คะ"ชาง หม่าฟานถาม


"ฟังจากคำร้องขอของวอเรฟแล้วนั้น  แสดงว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากทางจักรวรรดิ   และในขณะเดียวกันจักรวรรดิเองก็คงไม่ใคร่ที่จะยุ่งเกี่ยวเรื่องของชาวโลกเท่าใดนัก  เราจะใช้ประโยชน์ตรงจุดนี้  ในระหว่างที่สหพันธ์และจักรวรรดิ  คือสองกองกำลังหลักที่ได้รับความสนใจเป็นเป็นเป้าหมายที่แน่ชัด  นั่นหมายถึงพวกเราจะกลายเป็นกองทัพที่เคลื่อนไหวได้เร็วที่สุดเด็ดขาดที่สุด  ฉันอยากให้กองพันทหารเสือร่วมมือกับมินาโมโต้อินดัสทรี่   ใช่แล้วเป็นเหมือนกองทัพทหารม้าไร้พ่ายของ เจงกิสข่าน(เตมูจิน)อย่างไรล่ะ"  เธอตอบขึ้นด้วยน้ำเสียงแห่งความคาดหวัง  แม้เธอจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ยากเต็มทนก็ตามแต่ถ้าหากไม่ทำอย่างนั้นแล้วการมีตัวตนของกองพันทหารเสือก็ไร้ความหมาย







-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ในที่สุดก็สู่วันที่ 16 กรกฎาคม 2217


เวลา 11.00 น. 

กัปตันไลล่า  รออยู่ที่ทรานสปอร์ทสเตชั่น วันอยู่ก่อนแล้ว  แต่เฮริซ่าอดแปลกใจอยู่บ้างที่ในการเจรจาและหารือครั้งนี้กลับมีเหล่านักบินของเอลฮังค์และคนอื่นๆร่วมทางด้วย  แม้กระทั้งเหล่าคุณหนูจาก  ฮาเซว  เซน่อนเองก็เช่นกัน...........

ในระหว่างนั่งอยู่ในกระสวยขนาดเล็กเพื่อเดินทางไปยัง  บริษัทมินาโมโต้นั้น  ก็เป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รู้จักกันเอาไว้

มาร์เซลทำความรู้จักกับทั่วทุกคนแล้ว  จะเหลือก็แต่.........เด็กหนุ่มผมสีดำ  ที่ไว้ผมแสกปิดตาคนนั้น

"ขอโทษสำหรับเรื่องเมื่อตอนนั้นด้วยครับ"  เขากล่าวพลางก้มศีรษะให้แก่ลูซิเฟอร์

"ดูถูกแล้วมาขอโทษงั้นเหรอ........เฮอะฮะ"  หนุ่มผมนิลกล่าวพลางเค้นเสียงหัวเราะ

มาร์เซลไม่ตอบคำแต่กลับก้มศีรษะลงต่ำอีก  เขาเจอเรื่องแบบนี้มามากมายนักที่จักรวรรดิ

"เอาเถอะ  ชั้นก็ไม่ได้โกรธอะไรนายมากหรอก  แต่อยากจะบอกว่าชั้นล่ะเกลียดมันจริงๆ  ไอ้การที่มีคนเอาแต่ดูถูกคนอื่นเนี่ย  มันก็แค่นั้นแหละ"  เขาตอบกลับไปอย่างอารมณ์ปนความสะใจนิดๆ  อย่างน้อยก็ทำให้มันก้มหัวให้เราได้  "หึๆ" 


แต่แล้วมาร์เซลก็ไปสะดุดตาที่คนผมสีเงิน(หรือหงอก)เข้า  เขาคนนี้เป็นใครเมื่อวานก่อนไม่เคยเห็น  ดูเขามีความสุขุมเยือกเย็นกว่าใครอื่นในที่แห่งนี้  สายตาของเขาคล้ายกับหมาป่าที่คอยจ้องจะตะครุบเหยื่ออยู่เอาเสียตลอดเวลา  เพียงแค่แรกเห็นเขาทราบดีว่าอีกฝ่ายมีฝีมือไม่น้อย  และอาจเป็นคนที่มีฝีมือเป็นอันดับต้นๆ  ของโลกหรืออวกาศ 



อย่างน้อยเขารู้สึกอุ่นใจที่เห็นชายหนุ่มผมหงอก(หรือสีขาวหรือเงิน)คนนี้  อยู่ในกลุ่มนักบินของเอลฮังค์  เพราะเขารู้สึกมั่นใจว่าในการรบนั้นหากมีชายดังกล่าวอยู่ด้วยนั่นคล้ายกับว่าชนะไปแล้วกว่า 50 %

แต่แล้วเขาพบว่า  เขากลับถูกชะตากกับเหล่าวบรรดาอิสตรีมากกว่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่าคุณหนูของฮาเซล  เซน่อล อันที่จริงถ้าจะกล่าวให้ถูกแล้วต้องบอกว่าเขามีดวงชะตาต้องกันกับเหล่าคุณหนู  คุณนายเป็นเพิเศษต่างหาก   ใช่นับตั้งแต่เขาได้พบกับเฮริซ่า  และนายผู้หญิงไดอาน่าเมื่อครั้งตีนเท่าฝาหอยนั่นแหละ


ส่วนเฮริซ่านั้นหลังจากแนะนำตัวกันพอเป็นพิธีแล้ว  ก็ไม่ได้ให้ความสนใจใครเป็นพิเศษ  กลับเอาแต่สนทนาถึงเรื่องการรบกับไลล่า บางครั้งเธออาจจะดูเจ้ากี้เจ้าการไปอยู่บ้าง  แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าความเจ้ากี้เจ้าการ  และการเป็นคนช่างคิดช่างเลือกถือเป็นเสน่ห์พิเศษในตัวเธอ


ในที่สุดทั้งหมดก็เดินทางมาถึงมิซาโมโต้อินดัสทรีย์  หรือฐานทัพหลักของพวกเอลฮังค์นั่นเอง


ลูคัสรู้สึกนึกชมเชิญการทำงานของพวกนี้อยู่บ้าง  ทั้งฐานหลัก  โรงผลิต  และโรงวิจัยเอามาอยู่ที่เดียวกันหมดเลยเหรอ  ......."ไม่เลวเลยการทำงานโดยมีศูนย์กลางเป็นที่เดียวกันแบบนี้จะทำให้งานมีความถูกต้องแม่นยำและรวดเร็วสูง"  แต่ข้อเสียก็อย่างว่า  ล็อตในการผลิตหรือการสะสมกำลังนั้นยังนับว่าไม่มากเท่าใด


พอไกด์ก้าวลงมาถึงพื้นครอนกรีต  ก็โดนร่างเล็กบอบบางร่างหนึ่งชนเข้าอย่างจัง


"โอ๊ย"  เมื่อหันไปดู  เห็นมาเรียลงไปกองกับพื้น  เธอมีนิสัยเหม่อลอยไร้สมาธิเดินไม่มองทางจนชนกันเข้าอย่างกัน


ไกด์รีบทรุดลงนั่งดูอาการเธอทันที  ยังดีแค่ล้มลงธรรมดาไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ


"นี่นายน่ะ  เดินยังไงไม่หัดมองดูคนข้างหลัง" ...เสียงเอเลดังโหวกเหวกโวยวายมาแต่ไกล

"................"ไกด์ได้แต่นิ่งเงียบไม่ตอบคำ  ปกติแล้วคนเราเดินก็มองแต่ด้านหน้าหรือไม่ก็สองข้างทางอยู่แล้วไหนเลยมีใครมองดูด้านหลังยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีตาหลังงอกเงย......

แต่เขาก็ไม่ได้ถือสาเธอ  ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกขบขันเสียอีก  ทราบดีว่าเธอรักเพื่อนของเธอมาก  จนบางครั้งมองเรื่องถูกเป็นเรื่องผิด 


แต่มันไม่ได้มีแต่เขาหรอกที่โดนเธอเฮ้วใส่เพราะความเฉิ่มและเปิ่นของเพื่อนๆ เธอ

มาร์เซลใช้มือประครองร่าง  เล็กๆ  ของซาริน่าไว้ไม่ให้ล้ม  "ให้ตายสิคนหนึ่งเหม่อลอยอีกคนก็ซุ่มซ่าม"  เขาครุ่นคิดในใจ  อันที่จักรวรรดิไม่ค่อยมีบุคคลประเภทนี้มากนัก  ดังนั้นสำหรับเขาแล้วนี่อาจเป็นสิ่งแปลกใหม่หรือเรื่องที่น่าหงุดหงิดใจอยู่บ้าง

"ไม่เป็นไรนะ" 

สาวเจ้าพยักหน้าหงึกหงักด้วยความเขินอาย  ก่อนที่จะเบือนหน้าอันแดงซ่านหนีจากสายตาของเขา

"ดูๆไปก็น่ารักดีนะ"  เขาคิดอย่างนั้นขึ้นมาในใจ


"ตายล่ะ  ซาริน่าผู้ซุ่มซาบซบอกชายสุดเนียบเข้า"  ฟิเลเน่  เหน็บแนมเพื่อนสาวเสียงดัง  คล้ายกับต้องการสร้างความอับอายให้แก่เธอ




"ข..ขอโทษค๊า....."  สาวแว่นขอโทษขอโพยเขาเป็นการใหญ่  เจ้าตัวพยายามจะลุกขึ้น  แต่มาร์เซลกลัวว่าเธอจะล้มลงอีกเลยพยุงเธอยืนขึ้นอย่างแผ่วเบา


"นี่นาย  หลอกเต๊ะอั๊งกันนี่นา".....เอเลร้องใส่มาแต่ไกลพลาง  คว้าข้อมือของซาริน่าให้ออกจากตัวเขา

"หน้าตาท่าทางก็ดูเรียบร้อยดีอยู่หรอก  แต่นึกไม่ถึงเลยนะว่าจะเป็นแอบจิต  ใจทราบ  ยี้"ว่าพลางแลบลิ้นปริ้นตาใส่

"............"

"นายมันต้องโรคจิตแน่ๆ  โดนคนอื่นด่าแล้วยังยิ้มอยู่ได้......"

"เธอสองคนน่ารักดีนะ"  เขากล่าวเบาๆออกไป  พอกล่าวจบก็เดินไปด้านหน้าต่อ  ไม่ต่อความยาวสาวความยืดกับเธอแล้ว

แต่คำพูดเมื่อกี้นี้สร้างความดีใจให้กับซาริน่ายิ่งนัก  จนอดอมยิ้มด้วยความประทับใจไม่ได้....................ส่วนเอเลนั่นดูเหมือนเธอใจภาคภูมิคะนองใจซะเหลือเกิน  คล้ายกับบอกเป็นนัยว่า
"เพิ่งรู้เหรอยะ"




-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ซากุระ  กำลังรออยู่ในห้องรับแข่งที่ถูกจัดแต่งในสไตล์ญี่ปุ่นของเธอ ภายในห้องมีดาบประจำตระกูล  ขึ้นแท่นโต๊ะเอาไว้  ฝาผนังทั้งสี่ทิศก็ถูกประดับด้วย  ภาพวาด  ลายอักษรต่าง ๆนานา   


เธออยู่ในชุดกิโมโนสีชมพูลายดอกซากุระตัวโปรด  อันที่จริงแล้วนั่นมันต้องมีดาบคาตานะเหน็บไว้ข้างกายเธอเสมอ  แต่วันนี้เป็นกรณีพิเศษแตกต่างออกไป  ในขณะที่นั่งจัดดอกไม้ไปนั้นเธอก็นึกจินตนาการเกี่ยวกับเฮริซ่าไปต่างๆนานา   


"บางทีเธออาจจะเหมือนกับฉัน  มีเรื่องให้ต้องรับผิดชอบเสมอ"


"บางทีเธออาจเป็นคุณหนูเอาแต่ใจ  เจ้าอารมณ์ชี้นิ้วสั่งแล้วต้องได้ดั่งใจ"

"บางทีเธออาจเป็นดั่งนกในกรงทอง  ต้องการแสวงหาอิสระก็เป็นได้"

"บางทีเธออาจเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง  ไม่เห็นผู้คนอยู่ในสายตา"



หากเป็นคนอื่นที่อยู่ในฐานะเดียวกันกับซากุระแล้ว  คงไม่ให้พวกนักบินเข้ามาฟังเรื่องสำคัญดังวันนี้  แต่เธอนั้นต่างออกไปจากคนอื่น  อย่างน้อยก็อยากให้พวกเขาเป็นคนเลือกและตัดสินใจบ้าง  นี่คือความคิดของเธอ


ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะคิดเหมือนกัน  และก็ไม่ใช่ทุกคนด้วยที่ต้องร่วมรับผิดชอบกันไปเสียหมด   มีบางเรื่องที่เราทำไม่ได้แต่คนอื่นทำได้  และก็มีบางเรื่องที่คนอื่นทำได้แต่เราไม่สามารถ

"ก็อกๆ"  เสียงเคาะประตูดังขึ้น ซากุระรีบวางแจกันดอกไม้ที่ถูกแต่งช่อไว้เรียบร้อยแล้วให้เข้าที่ทันที  พร้อมกับปูเสื่อสำหรับรองนั่งให้ครบกับจำนวนคนที่ระบุไว้  มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดสิบเจ็ดคน  ห้องรับแขกถูกจัดวางไว้ด้วยโต๊ะญี่ปุ่น เก้าตัว

โดยตัวกลางนั้นเป็นโต๊ะของเธอกับเฮริซ่า  ทีเหลืออีกเจ็ดตัว  ก็วางล้อมรอบ


อย่างน้อยก็อยากสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายบ้าง................ 


จากนั้นค่อยๆ เดินไปเปิดประตู 


"สวัสดีตอนเที่ยงค่ะ "  เธอกล่าวพลางก้มตัวโค้งคำนับ

"เช่นกันค่ะ"

เห็นเฮริซ่าใส่ชุดกิโมโนสีครีม  แต่การทักทายเมื่อครู่นี้มิได้เป็นการก้มโค้งหากแต่เป็นการถอนสายบัว   ชุดกิโมโนนั้นช่วงขากจะแคบเป็นพิเศษจึงทำให้ยากที่จะก้าวเท้ายาว  ยิ่งถอนสายบัวนั้นยิ่งยากไปอีก 

ซากุระนึกชมเชยอีกฝ่ายในใจอยู่ว่า

"เธอใส่ชุดกิโมโนถือเป็นการให้เกียรติเรา  แต่การถอนสายบัวอย่างสง่างามกลับเป็นการแสดงเอกลักษณ์ของตน  นับว่าเป็นนักเจรจาชั้นยอด"

----------------------------------------------------------------

ทั้งหมดเลือกทรุดนั่งลงตามความเหมาะสม

"รัตน์คุงโมโมะจัง  รินน้ำชาหน่อยจ๊า"

"ครับ/ค่ะ"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"เข้าเรื่องเลยนะคะ  คุณเห็นว่าการร่วมมือกันระหว่างพวกเรานั้น  สมควรทำรึเปล่าคะ"  เฮริซ่าถามเข้าประเด็นโดยตรงทันที   ในบางครั้งการเจรจาก็ไม่จำเป็นต้องว้านหล่อมให้มันเสียเวลา  ยิ่งกับตอนที่มีเงื่อนไขต่างๆนานามาบีบเช่นตอนนี้ด้วย


ซากุระจิบชาในแก้วเล็กน้อยก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

"ฉันอยากทราบจุดมุ่งหมายที่แท้จริงหลังจากการสู้รบของพวกคุณเสียก่อนค่ะ"

"เป็นที่ทราบกันอย่างดีว่า  ชาวจักรวรรดิแพทธิอาร์นั้นเป็นชนกลุ่มแรกที่บุกเบิกการเดินทางและการอยู่ในอาศัยในห้วงอวกาศ  บรรพบุรุษของเราได้ยึดถือแนวทางการโคจรและละทิ้งโลกเพื่อแสวงหา   ทรัพยากรใหม่ๆเพราะแนวคิดในเรื่องการฟื้นฟูโลก  ดังนั้นทรัพยากรต่างๆ  โดยส่วนมากของจักรวรรดิจะเป็นสิ่งที่สังเคราะห์ได้ในห้วงอวกาศ  แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่แม้จะสังเคราะห์ขึ้นมาได้แต่เราก็พบว่ามันไม่สามารถทดแทนของที่อยู่บนโลกได้  นั่นก็คือ"อาหารและยา"    ราวๆ สิบปีอัตราการตายของชาวจักรวรรดิตั้งแต่อายุยังน้อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้นทางจักรวรรดิจึงได้ครุ่นคิดหาวิธีที่จะยืดอายุประชากรขึ้น  ซึ่งทางสภากลางและสมาคมพ่อค้านั้นได้มีแนวความคิดที่ยึดกรรมสิทธิในเขตการค้าอวกาศ ให้ได้ถึงร้อยละ 80 %  ด้วยเหตุนี้จึงนำมาซึ่งการสู้รบกับสหพันธ์อยู่เนืองๆ  แต่ไม่ใช่ทุกคนในจักรวรรดิที่ต้องการอย่างนั้น   บิดาและมารดาของฉัน  รวมถึงคุณลุงคุณป้า  พริ้นสแตนท์  ต่างเห็นว่ามันสมควรแล้วที่จะได้เวลาละทิ้งระบบสุริยะเสียที"


"-----------------จุดประสงค์เริ่มแรกเดิมทีของการออกนอกสู่อวกาศนั้นเพื่อเปิดการเรียนรู้  การย่างก้าววิวัฒนาการของมนุษย์  รวมถึงต้องการที่จะติดต่อสร้างสัมพันธไมตรีกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  นอกโลกหรือนอกทางช้างเผือก  แม้กระทั่งความไม่พอใจต่อความฟอนเฟะ  เหลวแหลกของการเมืองการปกครองบนโลกด้วย  เนื่องจากความมีจำกัดจำเขี่ยของทรัพยากรเลยทำให้พวกเราอดอยากหิวโหย  ดังเช่นเหล่าชาวมองโกลเลีย  ดังนั้นจึงต้องมีผุ้นำที่เด็ดขาด  และนั่นก็คือบรรพบุรุษของฉัน  แต่พวกท่านไม่ต้องการที่จะให้คนเพียงคนเดียวกำหนดคนหมู่มากเอาไว้  ดังนั้นจึงค่อยๆลดบทบาทของตนขึ้น  และสร้างสภาที่ปกครองโดยเหล่า  ขุนนาง  เชื้อพระวงส์ ทหาร โบสถ์  และสมาคมพ่อค้าขึ้น  แต่แล้วสมดุลกลับถูกสั่นคลอนด้วยอำนาจเงินของสมาคมพ่อค้า  ซึ่งฉันสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับบอล์น  และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้จักรวรรดิมุ่งกำจัดบอล์นด้วยเช่นกัน-------------------"


" -----------------ด้วยความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันฉันและเหล่าลูกเรือ  จึงหนีออกจากจักรวรรดิเพื่อเสาะแสวงหาสถานที่ใหม่ไว้สำหรับเราอยู่อาศัย  หรือสัญจรผ่าน  และถ้าหากการสู้รบจบสิ้นแล้ว  ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า  จักรวรรดิจะเลิกเห็นโลกเป็นเหมือนศัตรูอีก   เพราะพวกเรามีความปรารถนาที่จะออกเดินทางไปยังที่ๆไม่เคยพบ  ร่วมแลกเปลี่ยสิ่งที่รู้สิ่งมีให้แก่กันและกัน  อวกาศสมควรปกครองด้วยตัวเอง  และพึ่งพิงอาศัยกันและกันกับชาวโลกนี่คือความคิดของพวกฉัน .........   แต่ตอนนี้ฉันจำเป็นต้องรักษาความอยู่รอดปลอดภัยของจักรวรรดิ  ทั้งเรื่องความแตกแยกในประเทศ  เรื่องสัมพันธไมตรีกับโลก  และเรื่องของพวกดาเรน  ที่โจมตีจักรวรรดิ์ของเรา................ศัตรูของพวกเราก็คือศัตรูของพวกท่าน  ดังนั้นได้โปรด  กรุณาให้เราได้ร่วมมือกับพวกคุณด้วยเถอะ"  กล่าวจบลุกขึ้นยืนถอนสายบัวหนึ่งครั้งเป็นเชิงขอร้อง



.............

"เท่าที่ดู  ประเทศของคุณเผชิญปัญหามาไม่น้อย  และคุณเองก็อยู่ในฐานะเป็นภัยคุกคามแก่ประเทศตนด้วย  ไม่กลัวว่าสหพันธ์จะใช้หนทางนี้เป็นหนทางในการยึดประเทศคุณหรือ"


"สหพันธ์อาจจะยึดอำนาจ  หรือเขตการค้าหรือใช้กำลังทหารควบคุมฉันก็ไม่ได้สนใจ  ฉันสนใจแค่เพียงว่าพวกเรามีสิทธิที่จะปกครองตัวเอง  และหลุดพ้นจากอำนาจของการค้าต่างๆนานา  เพื่อพวกเราจะได้ล่องไปตามอวกาศอย่างที่ใจจินต์  หากสงครามนี้จบลงพวกเราจะไม่ยุ่งกับสหพันธ์อีกเลย"........เฮริซ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่  แต่ก็แฝงความขมขื่นไม่น้อย


"แล้วพวกคุณแน่ใจหรือคะว่า  จะไม่ประสบกับปัญหาเรื่องการขาดแคลนทรัพยกากรอีก"


"ในการเดินทางครั้งนี้นั้น  เราจะนำประชาชนที่ผ่านการคัดเลือกและสมัครใจที่จะออกเดินทางแล้ว  ไปในจำนวนที่จำกัด  และจากการพบพวกดาเรนและยาชาโอ  ทำให้พวกเรามีความหวังมากขึ้น  เมื่อมีสิ่งมีชีวิตหรือสัตว์  ก็ต้องมีผู้ผลิตเช่นพืชด้วยเหมือนกัน  และมาตรแม้นว่าหนทางข้างหน้าจะลำบากเพียงใดเราก็ไม่เสียใจในการตัดสินใจครั้งนี้  นั่นเพราะหากพวกเราไม่เริ่มทำมันก็จะไม่มีวันถึงจุดหมาย"



ซากุระพริ้มตาหลับลงเล็กน้อยพลางใช้ความคิดแล้วกล่าวว่า
"คนอื่นๆ  เห็นกันยังไงบ้างคะ"





------------------------------------------------------------------------------------------------

"ฉันน่ะ    ต้องการจัดการพวกบอล์นอยู่แล้ว  ดีเสียอีกที่มีคนช่วย"  ลูซิเฟอร์พูดขึ้นมาเป็นเสียงแรก
"พวกเราแล้วแต่คุณซากุระ ค่ะ/ครับ" โมโมะ-รัตน์

"ไม่เลวเลยแฮะ   ฝันที่จะเดินทางท่องไปทั่วอวกาศเหมือนกับพวกเราเลย"  เอเลตอบอย่างอารมณ์ดี 

"เราสองคนก็มีเรื่องเกี่ยวข้องกับใครบางคนในองค์กรบอล์นด้วยครับ"  ไกด์ตอบพลางนึกถึงกู๊ดและเอน่า

"ชั้นมันยังไงก็ได้  ขอแค่ได้ผู้รับจ้างว่ามาเท่านั้น"  เอลฮาวล์ตอบด้วยน้ำเสียงสบายใจเฉือบ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

"เห็นด้วยกันหมดอย่างนั้นเลยเหรอ  แต่ฉันอยากจะขอร้องอะไรพวกคุณหน่อยนะคะ"  ซากุระกล่าวพลางสบตากับเฮริซ่า

"ในการรบนั้นฉันทราบดีว่า  พวกคุณแต่ละคนถูกฝึกมาให้ตัดสินใจได้เด็ดขาดและก็รวดเร็วมาก   ซึ่งจะว่าไปนี่ก็เป็นจุดที่น่ากลัวที่สุดของจักรวรรดิคุณ   แต่กลับพวกทหารของเอลฮังค์นั้น  ยังไม่คุ้นเคยถึงขนาดนั้น  อย่างน้อยฉันอยากให้พวกคุณนึกถึงพวกเขาบรรดาเหล่านี้ด้วย   แม้คุณพร้อมที่จะเสียสละทุกอย่างเพื่ออุดมการณ์อันแน่วแน่ของตนเอง   ดังนั้นในการรบบางสมรภูมิจึงอยากให้พวกคุณยอมลดลาวาศอกบ้าง  ส่วนเรื่องการคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองของพวกคุณ  เราเป็นคนนอกไม่ขอยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใด  อย่างไรก็แล้วแต่ขอบคุณพวกคุณมากที่เสนอตัวมาช่วยพวกเรา  เพราะในการรบเมื่อสี่วันก่อนนี้  หากไม่มีพวกคุณแล้ว ความเสียหายที่ได้รับมันอาจสุดที่จะทน"  ซากุระตอบพลางยื่นมือหมายสัมผัสอีกฝ่าย



เฮริซ่ายื่นมือตอบเธอกลับไป พลางกล่าวว่า

"ฉันขอขอบคุณ  ขอบคุณจริงๆ  การเสียสละของพวกฉันนั้นเป็นสิ่งที่ทำเพื่ออนาคต"

"ค่ะคุณเสียสละเพื่ออนาคต  ส่วนฉันสู้เพื่อปัจจุบัน  เรามาร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคกันเถอะ"



------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 18 กรกฎาคม  หลังการเข้าพอกันอย่างเป็นส่วนตัวของ เฮริซ่าและซากุระ ได้สองวัน  ทั้งสองก็ได้ลงนามทำสัญญาเป็นสัมพันธมิตรกันอย่างลับๆ


==================================================================================================

ตอนต่อไป  Dödsfall  Apelsin (Death Orange=ส้มมรณะ)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 14, 2009, 05:59:47 AM โดย Sweet face » บันทึกการเข้า
Black Overman XAN
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1539



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #64 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2009, 11:48:42 AM »

ขอตัดกลับไปวันที่ 15 ก่อน หลังจากที่วอเรฟประกาศออกอากาศไปทั่วโลก 2 ชั่วโมง (เพราะวอเรฟต้องการคำตอบภายในสามชั่วโมง)

ณ ฐานทัพหลักของสหพันธ์โลก เขตแปซิฟิกเหนือ มีการประชุมกันของเหล่าผู้อาวุโสของสหพันธ์เพื่อหารือกันเรื่องของวอเรฟ ผลที่ออกมาสับสนวุ่นวายเพราะต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง จนกระทั่งผู้นำสูงสุดของสหพันธ์โลก เจคท์ ตัดสินใจเชิญคนที่พวกเขาเรียกว่า "แขก" ทั้งสองกลุ่มเข้ามาให้ความเห็น (หรือที่ถูก น่าจะเรียกว่าหนึ่งกลุ่มกับอีกหนึ่งคน)

ตึกๆๆๆๆ

หลังจากเสียงฝีเท้าดังสนั่นหยุดลง แขกกลุ่มแรกก็เข้ามาถึงในห้องประชุม คนที่เดินนำหน้าเข้ามาเป็นชายในชุดคลุมสีแดง สวมหน้ากากสีขาวปิดบังใบหน้าไว้ คนที่ตามมาคือนายทหารวัยกลางคนร่างใหญ่ พันตรีตาร์เทส ยาสวา และที่ตามาอีกคือชายผมแดงตัดสั้นผู้มีเครื่องหมายแสดงความเป็นหน่วย Ice Fang นามอิกนีส ซึ่งบัดนี้ได้เลื่อนยศเป็นร้อยโทแล้ว นอกนั้นก็เป็นทหารองครักษ์หลายนาย และคนสุดท้ายที่เข้ามาคือผู้หญิงร่างสูงผมสีทองตัดสั้นทรงบ๊อบ ใส่เครื่องแบบของหน่วย Phantoms นามว่า ร้อยตรีฟาลิน

คนเหล่านี้ถูกเรียกว่า "แขก" เพราะจู่ๆพวกเขาก็ปรากฏตัวขึ้นและกล่าวว่าเป็นผู้มาเยือนจากโลกอื่น แต่แท้จริงแล้วพวกเขาคือ The Sun ที่ยังคงมีชีวิตรอดอยู่จากเหตุการณ์ดาวระเบิดด้วยการใช้โครโน่ไดรฟ์ข้ามมิติมาหลังจากที่ได้เห็นวาลคิรี่และหุ่นสีน้ำเงินแดงอีกตัวแสดงพลังออกมาทำลายดาวแม่ของพวกเขา (ซึ่งก็ดูจะเป็นสิ่งที่คนพวกนี้ปรารถนาอยู่แล้ว) ชายใส่หน้ากากคนหน้าสุดคือผู้บัญชาการสูงสุดของ The Sun ชื่อจริงไม่ปรากฎ ทุกคนจะเรียกเขาว่า "ชีฟ" (Chief) เขาเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการส่งวาลคิรี่ไปให้หน่วย Ice Fang เพราะรู้ว่าวาลคิรี่มีพลังที่หยั่งไม่ถึงซ่อนอยู่และต้องการใช้มันในการทำลายโลกของตัวเอง และก็เป็นเขานี่แหล่ะที่มอบหน้าที่ลับนี้ให้แก่ตาร์เทส รวมทั้งคนที่ออกคำสั่งช่วยเหลือฟาลินตอนดาวระเบิดก็เขาอีกนั่นแหล่ะ

และจากนั้นแขกกลุ่มที่สองก็เดินเข้ามา เป็นชายผมดำตาแดงในชุดคลุมดำ นาซัส วาลเคริม ตัวการก่อเรื่องที่ทำให้ดาวแม่ของพวก The Sun ถูกทำลายไปนั่นเอง เขาเองก็เช่นเดียวกับพวก The Sun จู่ๆก็โผล่มาอยู่ตรงหน้าพวกผู้อาวุโสของสหพันธ์แล้วพูดเรื่องรอยแยกมิติ พอเห็นนาซัสเดินเข้ามาฟาลินก็เข้าไปแยกเขี้ยวยิงฟันใส่ทันที เพราะถึงฟาลินจะเป็นคนไม่ค่อยเต็มแต่เธอก็รู้ว่าโดนไอ้หมอนี่หลอกใช้ให้ทำเรื่องแย่ๆ

"นาย... ไอ้คนเลวที่หลอกฟาลิน เพราะนายทำให้เลโอหายไป แถมยังทำฟาลินเกือบตายถ้าตอนนั้นอีกนิสไม่เข้ามาช่วยไว้" ฟาลินเดินดุ่มๆเข้ามาด้วยท่าทางหาเรื่องเต็มที่ แต่อีกนิสคว้าแขนเธอไว้ได้ทัน

"อย่าน่าฟาลิน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับเรื่องส่วนรวม พวกเราเองก็เสียใจไม่น้อยกับการที่ต้องเสียคนเก่งๆอย่างคุณเลโอไป แต่เราก็ต้องยอมรับว่าความรู้ของชายคนนี้ในยามนี้เป็นสิ่งจำเป็น เธอก็ได้เห็นแล้วนี่ตอนดาวของเราระเบิด ไอ้สัตว์ประหลาดพวกนั้นน่ะ" อีกนิสเองก็มีท่าทีเจ็บปวดกับการจากไปของรุ่นพี่ที่เขาเคารพเช่นกัน เขามองหน้ายิ้มเยอะของนาซัสด้วยแววตาอาฆาต แต่ตอนนี้ต้องทนไว้ก่อน มีแค่ชายคนนี้เท่านั้นที่พึ่งได้ในตอนนี้

ชีฟก้าวเข้าไปหาเหล่าผู้อาวุโสพร้อมๆกับนาซัส หลังจากนั้นก็เริ่มการหารือลับสุดยอดทันที (ตัวตนของ The Sun และนาซัสไม่ได้รับการเปิดเผยให้โลกภายนอกรู้ มีแค่ระดับสูงของสหพันธ์ที่อยู่ในห้องประชุมนี้กับอีกไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้)

"พวกเจ้าคิดว่า เรื่องที่ดร.วอเรฟพูดมีมูลความจริง ควรค่าแก่การเชื่อถือหรือไม่"

"ถ้าแค่เรื่องที่สัตว์ประหลาดพวกนั้นมีตัวตนอยู่จริงล่ะก็ถือเป็นเรื่องที่เชื่อได้ เพราะพวกเราก็เคยเห็นมันมากับตาแล้ว" ชีฟตอบด้วยน้ำเสียงแฝงความรู้สึกบางอย่าง "แต่เรื่องที่เขาจะให้เราร่วมมือนั้นยังไม่อาจบอกได้ เพราะถึงอย่างไรการแอบสร้างยานรบแบบนั้นไว้โดยไม่มีการแจ้งเบื้องบนก็ถือเป็นการผิดวินัย โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ใช้สร้างนั้นดูจะต่างจากโลกใบนี้ ชายคนนี้น่าจะมีเบื้องหลังบางอย่างแอบแฝงอยู่ แต่อย่างน้อยๆเรื่องที่ว่าสร้างมันขึ้นมาเพื่อป้องกันอวกาศนี้จากการรุกรานของพวกสัตว์ประหลาดก็ไม่น่าจะใช่เรื่องโกหก"

"แล้วเจ้าล่ะว่าอย่างไร"

"ผมไม่มีความเห็นอะไรหรอกครับ เพราะถึงเราจะรู้สึกว่ามันน่าสงสัยแต่ถ้าเจ้าตัวไม่ยอมคลายความลับออกมาเองก็คงบอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอย่างเดียวที่ผมบอกได้คือ พวกดาเรนนั้นมีตัวตนอยู่จริงและเป็นภัยคุกคามที่น่าหวาดหวั่นต่อทุกชีวิตในอวกาศ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ต่อสู้กับพวกมันเรื่อยมา" นาซัสตอบด้วยทีท่าสงบเสงี่ยมแอบแฝงความเจ้าเล่ห์อย่างเคย

"ต่อสู้กับพวกมันรึ ข้ากลับคิดว่าอย่างเจ้าอาจจะต้องการใช้พวกมันเพื่อจุดประสงค์บางอย่างก็ได้นะ แบบเดียวกับที่เจ้าเคยหลอกใช้วาลคิรี่ของข้า" ชีฟเริ่มหันมาแขวะใส่นาซัส "คนอย่างเจ้ามันเชื่อถือไม่ได้หรอก"

"แล้วท่านไม่ใช่รึที่หลอกใช้ผมมาอีกต่อนึง ท่านรู้ว่าผมวางแผนที่จะให้ยาชาโอกับวาลคิรี่มาเจอกัน ก็เลยคิดจะใช้เรื่องนั้นเพื่อทำลายดาวของตัวเองทิ้งซะแล้วท่านก็จะได้เริ่มโปรเจคท์ต่อไปได้ ช่างโชคร้ายที่ดันมีตัวยุ่งเข้ามาขวางไว้ซะก่อนที่หุ่นสองตัวนั้นจะตกอยู่ในมือท่าน" นาซัสก็ไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน

"เงียบ!!!" เสียงของผู้อาวุโสคนหนึ่งดังขึ้น "คิดว่าที่นี่เป็นที่ไหนกัน เรายอมให้พวกเจ้าอยู่ในความดูแลเพราะต้องการเรียนรู้วิทยาการของโลกอื่น ไม่ใช่ให้มาเพิ่มเรื่องปวดหัวให้พวกเรา ตอนนี้พวกเจ้ามีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่พวกเราเท่านั้น ถ้าจะมีเรื่องกันก็ไว้รอให้การประชุมจบก่อนแล้วจะไปมีเรื่องกันที่ไหนก็ตามสบาย"

"ขอโทษครับ" ทั้งคู่ก้มหัวพร้อมกัน แต่ในใจนั้นคิดไปอีกอย่าง

(เชอะ ไอ้พวกตาแก่ใกล้โลง อย่าให้ข้ายึดอำนาจของดาวดวงนี้ได้นะ พวกแกจะต้องมาคุกเข่าต่อหน้าข้า)

(นี่แหล่ะน้าพวกที่อยู่แต่ในกะลา พอเจอโลกอันกว้างใหญ่เข้าหน่อยก็ตื่นตูมทำอะไรไม่ถูก)

"นาซัส เจ้าพูดเหมือนรู้จักสัตว์ประหลาดพวกนั้นดี เจ้ามีข้อมูลอะไรจะให้เรามั้ย"

"ก็อย่างที่ดร.วอเรฟพูดไว้ พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างหลากหลายจนแบ่งสปีชีย์สไม่ได้ มีความเป็นไปได้ในการวิวัฒนาการสูงจนไม่น่าเชื่อ พวกระดับต่ำๆจะมีนิสัยดุร้ายก้าวร้าว ถ้าระดับสูงก็จะมีวิธีการคิดที่เป็นระบบและในที่สุดก็จะถึงขั้นทรงภูมิปัญญา และบางพวกก็อาจจะมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ด้วย"

"งั้นก็แปลว่าเจ้าก็อาจจะเป็นหนึ่งในพวกนั้นได้เช่นกัน" ชีฟเริ่มแขวะอีกครั้ง

"ถ้าผมเป็นพวกนั้นจริง คงไม่ต้องหนีตายมาอยู่ทะเลาะกับคุณที่นี่หรอกครับ" นาซัสยังคงตอบหน้าเจ้าเล่ห์

"พอแล้ว ที่ข้าอยากรู้คือ พวกเราควรจะยอมรับข้อเสนอของวอเรฟหรือไม่"

"ควร" ทั้งคู่ตอบพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย "ถ้าท่านยังอยากให้หัวท่านและโลกใบนี้ยังคงอยู่ต่อไปได้ และท่านไม่จำเป็นต้องไปลำบากหาวิธีติดต่อเขา เพราะเมื่อถึงเวลาเขาก็จะมาที่นี่เอง"
--------------------------------------------

จากนั้น พอถึงเวลาที่กำหนด วอเรฟก็มาปรากฎตัวที่ฐานทัพหลักของสหพันธ์ทันที เขามากับทหารรับจ้างสองคนที่จ้างเอาไว้เป็นบอดี้การ์ดซึ่งก็คือฮิคารุและมายา เขาเดินเข้าไปในห้องประชุมโดยไม่มีปัญหาใดๆเพราะเหล่าผู้อาวุโสสั่งการไว้แล้ว ผู้ที่อยู่ในห้องยังคงเป็นสมาชิกหน้าเดิมๆ คณะผู้อาวุโส The Sun และนาซัส วอเรฟจ้องหน้าชีฟและนาซัสครู่หนึ่งก่อนเดินไปแสดงความเคารพผู้อาวุโส

"สวัสดีครับท่านผู้อาวุโส กระผมวอเรฟ กามาลอฟ ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ผมก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ขึ้นมาโดยที่ไม่ได้แจ้งให้พวกท่านทราบล่วงหน้า แต่หวังว่าพวกท่านจะเข้าใจถึงความจำเป็นของผม"

"ช่างเถอะ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า ก่อนอื่นเลยเจ้าลองบอกรายละเอียดของยานรบที่เจ้าเอามันมาก่อเรื่องหน่อยสิ"

"ครับ ผมตั้งชื่อให้มันว่าราชินโยว์ เป็นยานรบข้ามมิติที่ผมสร้างขึ้นด้วยข้อมูลของเทคโนโลยีจากโลกต่างเท่าที่จะสามารถรวบรวมมาได้ ติดตั้งอาวุธที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงสุดทุกอย่าง วัตถุประสงค์ที่สร้างเพื่อให้เป็นยานแม่หลักของฝ่ายโลกในการทำสงครามกับดาเรน เพราะการจะสู้กับดาเรนที่สามารถข้ามมิติได้เราก็จำต้องข้ามมิติได้เช่นกัน"

"แล้วเจ้ามีลูกเรือเท่าไหร่"

"คือว่าเรื่องนี้แหล่ะครับที่ผมต้องขอความกรุณาจากท่าน บอกตามตรงว่าตอนนี้ผมมีลูกเรือแค่สองคนคือสองคนที่ตามผมมานี้ แล้วก็ไม่ใช่ลูกเรือถาวรด้วยเป็นเพียงทหารรับจ้างที่ผมจ้างมาเท่านั้นเอง ชื่อว่าคุณฮิคารุกับคุณมายะครับ"

"มายาต่างหาก" มายาขัดทันที นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่วอเรฟเรียกชื่อเธอผิด

"บอกไว้ก่อนนะว่างานที่เรารับจากนายคือการต่อสู้เท่านั้น ไอ้เรื่องที่จะให้เป็นลูกเรือน่ะฝันไปเถอะ" ฮิคารุก็พึมพำออกมาเช่นกัน

"มีคนแค่สามคนแล้วเจ้าควบคุมยานรบใหญ่ขนาดนั้นได้อย่างไร"

"ไม่มีปัญหาครับ อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่ามันสร้างด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงสุด มีการติดตั้ง Super AI เอาไว้ทุกจุดในยาน พวกมันจะจัดการเรื่องต่างๆให้เองด้วยการกดปุ่มไม่กี่ปุ่ม แต่ก็อย่างว่าแหล่ะครับ ยังไงผมก็ต้องการลูกเรือจริงๆอยู่ดี แน่นอนว่ารวมถึงกองทัพพิเศษเพื่อการปกป้องโลก ซึ่งผมอยากได้สมาชิกฝีมือดีที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว ผมขอตั้งชื่อกองทัพนี้ว่า Trample and Save Cosmos ย่อว่า กองกำลัง TSC ครับ"

"แล้วเจ้าต้องการหน่วยไหนล่ะ"

"บลูกาแล็คซี่ แองเจิ้ลครับ" วอเรฟซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ไว้

----------------------------------------------------------

อย่างที่บอกไปครับ วอเรฟจะเป็นผู้รวบรวมกลุ่มตัวเอกทั้งหมดเข้าด้วยกันและกลายเป็นผู้นำ ก่อนจะเผยธาตุแท้ในตอนหลัง


บันทึกการเข้า

หมดยุคของไอ้เกรียนบาร์โค้ดแล้วเฟ้ย ตอนนี้ได้เวลาของแฟลชไดรฟ์สองซีกแล้ว

quest
The Star Combatant
Ace Pilot
******
กระทู้: 305



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #65 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2009, 02:16:37 PM »

จองที่วันสบายๆบ้าง
บันทึกการเข้า

ประวัติของเอลฮาวล์ และเนวาน่า มาบล็อกนี้เลย
http://questkomkom.exteen.com/
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 526


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #66 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 09:12:34 PM »

PRIVATE EVENT 01
บนยานบลูกาแลคซี่แองเจิ้ล
....หลังจากการลงนามทำสัญญาเป็นพันธมิตรกันระหว่างคุณซากุระและคุณเฮริซ่าในวันที่18 กรกฎาคม 2217 จากวันนั้นก็ผ่านสองวันแล้ว...ความสงบสุขที่ไม่ได้เจอมาสักพักนึงก็กลับเยือน ชีวิตของลูกเรือบลูกาแลคซี่แองเจิ้ลครั้งอีกครั้งนึง ถึงจะยังมีเรื่องที่ต้องทำหลังจากนี้อีกมากมาย แต่คุณซากุระก็ให้เวลาพวกเราพักผ่อนกันจากเสร็จการรบบนฐานดวงจันทร์ครั้งนั้นตามสบาย แต่ก็ขอให้พวกเราอยู่ประจำกันบนยานก็เถอะนะ...ตอนนี้ทั้งเราและไกด์ก็มาใช้ชีวิตอยู่ในยานลำนี้ได้ซักพักแล้ว อะไรๆที่มันดูไม่เข้าร่องเข้ารอยตอนแรกๆก็เริ่มลงตัวไปเยอะแล้ว แล้วตอนนี้เราก็เริ่มสนิทกับพวกโมโมะจังแล้วด้วย แถมตอนนี้ยานลำนี้ก็มีสมาชิกใหม่นอกจากพวกเราเพิ่มเข้ามาด้วยคือคุณเอลฮาวด์ ถึงเราจะยังไม่ค่อยได้คุยกับเค้ามากนักแต่คิดว่าเค้าก็เป็นคนดีแหละนะ... แต่ไปๆมาทั้งเราและไกด์ก็คงต้องร่วมสู้ไปกับยานลำนี้ซะแล้ว แถมสุดท้ายก็กลายเป็นการทำสงครามจริงๆที่เราไม่ค่อยชอบซะด้วยสิ...แต่อย่างน้อยการเลือกเข้าร่วมกับที่นี่ก็ทำให้เราได้พบกับสองคนนั้นอีกครั้ง..ถึงจะยังไม่ทันได้คุยอะไรเลยก็เถอะก็ยังดีที่สองคนนั่นยังอยู่....เรื่องซ่อมบำรุงก็เรียบร้อยไปด้วยดี..แต่ก็รู้สึกว่าที่สังเกตจากการต่อสู้ครั้งก่อนปฎิกิริยาของไกด์ก็สูงขึ้นมาอีกพอสมควรเลย ทำให้เราก็เลยต้องมานั่งปรับระบบใหม่อีก..ไกด์พัฒนาตัวเองได้เร็วจริงๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโซลน่อนรึเปล่านะ...สุดท้ายอีกเรื่องก็เรื่องยานลึกลับตอนนั้นทั้งที่พยายามหาข้อมูลมาตลอด แต่ก็ยังไม่ได้อะไรคืบหน้าเลยนะ..แย่จริงๆเลยเรา!!!..จดบันทึกโดย ฟิริน่า เวลรากัส 18/07/2217

"อ๊ะ!!! แย่แล้วสิ  สายป่านนี้แล้ว แบบนี้โมโมะจัง ต้องรอเราแย่เลย ทั้งที่วันนี้เราต้องไปซ้อมกับเค้าแท้ๆเลย" ฟิริน่ารีบกุลีกุจอจัดของมากมายที่อยู่บนโต๊ะของเธอให้เป็นระเบียบ  แล้วจึงรีบออกจากห้องทันที ระหว่างที่กำลังไปที่โรงเก็บเพื่อไปซ้อมนั้นเอง ฟิริน่าก็สังเกตเห็นชายผมขาวใสเสื้อกล้ามพร้อมผ้าเช็ดตัวคลุมหัวอยู่เดินผ่านมา

เธอจึงทักทายเขา"อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณเอลฮาวด์ ตื่นแต่เช้าไปรำมวยอีกแล้วเหรอคะ"

เอลฮาวด์ที่โพกผ้าเช็ดตัวไว้ที่หัวพื่อซับเหงื่อก็แก้ออกและก็ตอบฟิริน่ากลับด้วยใบหน้ายิ้มนิดๆว่า"อ้าว...อรุณสวัสดิ์สาวน้อย วันนี้ก็เจอกันอีกแล้วนะ การรำมวยมันก็ช่วยหลายๆอย่างนี่ แต่ท่าทางรีบอยู่เชียว แล้ววันนี้จะไปทานข้าวกับชั้นมั้ยล่ะ!"เอลฮาวด์เอ่ยปากชวนสาวน้อยพร้อมรอยยิ้ม

"ขอโทษด้วยนะคะ วันนี้ชั้นก็มีธุระอีกแล้ว ผลัดไว้เป็นคราวหน้าก็เเล้วกันค่ะ"ฟิริน่าตอบปฏิเสธด้วยใบหน้ายิ้มนิดก่อนที่เธอจะรีบวิ่งไปต่อ....ส่วนเอลฮาวด์ก็เดินไปเจอกับลูชิเฟอร์ที่กำลังจะไปกินข้าวเช้าพอดี ลูชิเฟอร์จึงชวนเอลฮาวด์ไปทานข้าวด้วยกัน"เฮ้ เอลไปกินข้าวด้วยกันมั้ย" "ชั้นขอผ่านละนะลู ตอนนี้ยังไม่หิว" เอลฮาวด์ตอบปฎิเสธไปพร้อมกับเดินไปทันที "พึ่งจะชวนสาวแล้วเขาไม่ไปด้วย จะให้ไปกินกับผู้ชายได้ยังไง"เอลฮาวด์คิดในใจ
ทิ้งให้ลูชิเฟอร์คนชวนยืนง... แต่ลูเองก็ไม่คิดมาก"งั้นไปชวนรัตน์ก็ได้" ลูชิเฟอร์พูดขึ้นพร้อมกับยิ้ม แต่พอลูชิเฟอร์ไปถึงห้องก็ไม่พบรัตน์อยู่ที่ห้อง ลูชิเฟอร์จึงบ่นขึ้นว่า"สรุปชั้นไปกินคนเดียวก็ได้!!!!"

ส่วนโรงเก็บของบลูกาแลคซี่ที่มีหุ่นอยู่กันเกือบครบที่ขาดไปก็คือโซลน่อนเซเวียร์ เท่านั้น

ฟิริน่าที่พึ่งวื่งมาถึงก็มองหาโมโมะ แต่เธอมองหาไม่เจอเธอจึงถามเอ็ดเวิร์ดที่กำลังเดินถือไฟล์ซ่อมบำรุงเดินสวนมา "เฮ่...อ...เฮ่อ...คุณเอ็ดคะ..โมโมะจังมา..รึยังคะ"

"นี่ๆ พักให้มันหายเหนื่อยก่อนก็ได้ ค่อยถามน่ะ หนุ่มสาวสมัยนี้ รีบร้อนกันจริงนะ แต่ชั้นก็ยังไม่เห็นโมโมะเลยนะ"เอ็ดตอบคำถามกลับแบบดุๆแต่เป็นเชิงสอน

"ขอโทษค่ะ"แต่ฟิริน่าก็ยังโล่งใจที่เธอมาช้ากว่าที่นัดแต่โมโมะก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปนั่งลงตรงม้านั่งที่นักพักของไพล็อตแล้วก็มองไปที่ยังโรงเก็บแล้วเธอก็สังเกตเห็นว่าโซลน่อนเซเวียร์ไม่อยู่ เธอจึงถามเอ็ดด้วยความร้อนใจว่า "คุณเอ็ดคะ!! โซลน่อนหายไปไหนรึค่ะ"

"นี่ไง ถึงว่าพวกหนุ่มสาวสมัยนี้ใจร้อนกันจริงๆ เพราะเจ้าหนุ่มหัวเม่นฟูๆนั่นก็เอาโซลออกไปตั้งแต่ช่วงเช้ามืดแล้ว เห็นบอกว่าจะซ้อมรึไงนี่ล่ะ มันชื่ออะไรนะ จำไม่ได้แล้ว มาถึงก็ขึ้นค็อกพิทขับออกไปเลย ไม่มีฟังคำเตือนอะไรเลย ไม่มีมารยาท!!!!.....เธอเองก็เหมือนกันอย่าคิดว่าทำให้ชั้นยอมรับฝีมือได้แล้ว จะมาทำตีซี้แล้วไม่ฟังชั้นได้นะ"เอ็ดหันมาตอบเธออีกครั้ง

"ค่า!ฟิริน่ารับคำเอ็ด พร้อมกับคิดในใจ เฮ้อ!ไปซ้อมหรอกเหรอ นึกว่าไปไหนซะอีก"ฟิริน่าโล่งใจไปหน่อย ที่รู้ว่าไกด์ไปซ้อม เพราะว่าตั้งแต่ที่พบกู๊ดที่ฐานดวงจันทร์ แล้วดูเหมือนว่าไกด์จะเปลี่ยนไปนิดหน่อย ที่เห็นได้ชัดคือช่วงนี้ไกด์ที่ปกติไม่ชอบสงคราม แต่กลับเอาโซลน่อนไปฝึกซ้อมรบบ่อยๆนั่นเอง"

ระหว่างที่ฟิริน่ากำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้นก็...
"ขอโทษค่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ฟิริน่าจัง โมโมะมาสายอีกแล้ววววววววววววว"เสียงใสๆของโมโมะดังมาแต่ไกล ทำให้ฟิริน่าที่กำลังเหม่ออยู่ดึงสติกลับมาแล้วหันไปตามเสียง

โมโมะรีบวิ่งมาถึงแล้วก็ขอโทษฟิริน่าอีกครั้งด้วยใบหน้ายิ้มๆ"เฮ่อ...เฮ่...อ..ขอโทษนะค้า ฟิริน่าจัง วันนี้ตื่นสายไปหน่อยค่า"

ฟิริน่ายิ้มรับพร้อมกับตอบว่า"ไม่เป็นไรค่ะ ชั้นก็พึ่งมาถึงไม่นานนี่เอง แล้ววันนี้เราจะไปซ้อมอะไรกันล่ะค่ะ"

"วันนี้เราจะออกไปซ้อมยิงทุ่นดัมมี่กันข้างนอกค่ะ และวันนี้โมโมะจะต้องทำสกอร์ให้สูงกว่าฟิริน่าจังให้ได้เลยค่า"โมโมะอธิบาย พร้อมกับแสดงความตั้งใจที่จะเอาชนะให้ได้ในวันนี้ แล้วเธอก็หันไปสอบถามเอ็ดเกี่ยวกับสภาพความพร้อมของอาคาน่าเครื่องของเธอ

ฟิริน่ายิ้มรับพร้อมกับคิดไปถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวานที่เป็นสาเหตุของการซ้อมวันนี้......

ที่ห้องของฟิริน่า

"เอาล่ะเสร็จซะที ไม่หวานเกินไป รสชาติกำลังดี ประมาณนี้แหละ เอาล่ะเอาไปให้ทุกคนทานดีกว่า"

ฟิริน่ายกจานเค้กช็อกโกแลตที่เธอทำเองกับมือออกจากห้องตรงไปยังห้องพักผ่อนของเหล่านักบิน ซึ่งโชคดีที่มาถึงห้องทุกคนอยู่กันครบพอดี เธอจึงแจกจ่ายเค้กให้กับทุกคน

"ว้าว!! เค้กช็อกโกแลตด้วยยยยถูกใจโมโมะจังเลยค่า" เสียงใสๆของโมโมะดังขึ้นก่อนใคร

"ฟิริน่าเค้กอร่อยมากกกกกกกกกกกกก!!!! เลยอ่ะ มีอีกมั้ย ชั้นกินอีกชิ้นได้มั้ย"ลูชิเฟอร์ตะโกนทันทีหลังจากที่กินของตนเองหมดไปแล้ว

ทำเอาเอลฮาวด์ที่นั่งข้างๆอดยิ้มไม่ได้กับท่าทางของบุรุษผู้มาจากโลกใต้ภพคนนี้ไม่ได้"มันเรียกว่ากิน จริงๆรึ ที่เจ้านั่นกินน่ะไม่ใช่เขมือบนะ"เอลฮาวด์คิดในใจ
แล้วยังเรียกรอยยิ้มของนักบินคนอื่นๆอย่าง รัตน์ได้ด้วย

"งั้นเดี๋ยวชั้นขอตัวไป หากัปตันซะหน่อยนะ..แล้วเค้กอร่อยมาก ขอบคุณนะครับฟิริน่า"รัตน์ขอตัวหลังจากที่ทานเสร็จ
"ขอบคุณค่ะ เอ่อ...เดี๋ยวชั้นฝากเค้กส่วนของกัปตันไปให้กัปตันด้วยได้มั้ยคะ"ฟิริน่าหยิบเค้กส่วนของพวกไลล่า เพื่อจะฝากรัตน์ไป
"ได้ครับ งั้นขอตัวก่อนนะ"รัตน์รับเค้กแล้วเดินออกจากห้องไป

ลูชิเฟอร์ที่เห็นเค้กส่วนหนึ่งถูกแบ่งไปแล้ว ได้แต่อ้าปากค้างทำท่าเสียดายอย่างแรง......"โธ่ๆๆไปซะละ ส่วนใหญ่ซะด้วย...T-T" "แต่ไม่เป็นไร ยังเหลืออีกส่วนลูชิเฟอร์มองไปเห็นอีกส่วน...แต่มันก็...
"ลูน่าจัง ชั้นฝากให้ทุกคนบนยาน ฮาเซลเซน่อนด้วยนะคะ"ด้วยคำพูดนี้ของฟิริน่า ทำให้ลูชิเฟอร์ผิดหวังอย่างร้ายแรงเพราะอีกส่วนกำลังจะหายไปเสียแล้ว

"ได้ค่ะ แต่เค้กของคุณฟิริน่า นี่อร่อยจริงๆนะคะ พวกเอเล่เองก็ต้องชอบแน่ๆค่ะ แต่ถ้ามีชาร้อนๆอร่อยๆมาคู่กันนี้ก็คงเยี่ยมกว่านี้แน่ค่ะ.....ชั้นเองก็ขอตัวนะคะ" ลูน่ายิ้มแล้วกล่าวชมฟิริน่าพร้อมกับรับฝากเค้กส่วนนั้นไป และเดินออกจากห้องไป

"ขอบคุณค่ะ"ฟิริน่าอมยิ้ม หลังจากลูน่าออกไปไกด์ก็กำลังจะเดินออกไปเช่นกัน..ฟิริน่าจึงเรียกไกด์ก่อน"ไกด์...เอ่อ.คือว่า เค้กเป็นยังไงบ้าง ถูกปากมั้ย..."

"ไกด์ที่กำลังเดินออกไปก็หันมายิ้มแล้วตอบว่า ก็เหมือนทุกทีนี่..เหมือนเมื่อก่อนที่เธอเคยทำล่ะนะ..อร่อยถูกปากชั้น......ชั้นขอตัวนะจะไปดูโซลน่อลซะหน่อย" พูดจบไกด์ก็เดินออกไป...
"ขอบใจนะ"ฟิริน่าคิดใจเธอดีใจที่ไกด์พูดแบบนั้น..แล้วก็เหม่อไปนิดๆ

"อ๊ะ!! เดี๋ยวก่อน..."ระหว่างที่ฟิริน่ากำลังจะเรียกไกด์ต่อ แต่ก็เหมือนมีอะไรมาดึงเธอไว้ซะก่อน เธอจึงหันกลับมา เป็นลูชิเฟอร์นั่นเองที่ยืนทำตาแป๋วแบ๊วมองเธออยู่

"ฟิริน่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เค้กไม่เหลือแล้วเหรออออออออออออออออ....T-T"ลูชิเฟอร์พูดกับฟิริน่าด้วยท่าทางน่าสงสาร
"งั้นลู เอาอันนี้ไปก็แล้วนะ ชั้นให้ค่ะ ...."ฟิริน่ายื่นเค้กที่เหลืออีกชิ้นซึ่งมันก็คือของเธอเองนั่นแหละ ให้ลูชิเฟอร์
"ให้จริงๆนะ งั้นชั้นไม่เกรงใจล่ะ"ลูชิเฟอร์ ยิ้มด้วยความดีใจพร้อมกับเอาเค้กชิ้นนั้นไปนั่งทานต่อ อย่างช้าๆเพื่อจะได้ลิ้มรสนานๆ"
"ขอบใจมากนะสาวน้อย สำหรับเค้กมื้อนี้ ฝีมือดีจริงๆนะเนี่ย"เอลฮาวด์ เดินมากล่าวคำขอบคุณ
"ไม่เป็นไรค่ะ ทุกคนชอบชั้นก็ดีใจแล้วล่ะค่ะ"ฟิริน่ายิ้มอายๆ เธอไม่คิดว่าทุกคนมาจะชมและอร่อยถูกปากทุกคนแบบนี้ ซึ่งเธอก็ดีใจที่ทุกคนทานได้
"เป็นคนดีจริงๆเลยนะสาวน้อย ไว้ว่างๆก็ทำให้ชั้นทานอีกบ้างนะ วันนี้ชั้นคงขอตัวไปงีบซะหน่อยล่ะนะ"เอลฮาวด์ตอบกลับสาวน้อย ก่อนจะเดินออกไปเพื่อไปงีบหลับที่ห้องของตน....

ฟิริน่ารู้สึกโล่งอกจริงๆที่มันผ่านไปด้วยดี แต่เหมือนจะหายไปคนนึงนะปกติจะได้ยินเสียงเธอก่อนใครแท้ๆ.................ใช่แล้วโมโมะนิ่งเงียบตั้งแต่ทานเค้กเข้าไปแล้ว...

"ฟิริน่า ขอบคุณนะว่างๆทำอีกนะมันอร่อยมากเลย" ลูชิเฟอร์ทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องไป สุดท้ายก็เหลือแค่ฟิริน่าที่กำลังเก็บจานอยู่กับโมโมะที่นั่งนิ่ง..แล้วเธอก็ลุกขึ้นเหมือนกับตัดสินใจได้ แล้วเดินตรงไปหาฟิริน่าทันที
"ฟิริน่าจังคะ"โมโมะเรียกฟริน่าด้วยใบหน้าจริงจัง ทำเอาฟิริน่าตกใจไปเหมือนกัน

"อะ..อะไรเหรอคะ โมโมะจัง.."ฟิริน่าตอบกลับด้วยท่าทางตกใจนิดๆกับสีหน้าของโมโมะ

"ฟิริน่าจัง...รบกวน......ช่วยสอนโมโมะทำเค้กช็อกโกแลตด้วยนะ ค่าๆๆๆ ขอร้องงงงง^0^"สีหน้าของโมโมะเปลี่ยนจากจริงจังเป็นสีหน้าเชิงเล่นและขอร้องแบบเด็กๆเหมือนปกติ

ฟิริน่าโล่งใจทันที นึกว่าเรื่องอะไรและเธอก็ตอบรับไปดวยใบหน้ายิ้มๆ"ได้สิโมโมะจัง"

"ได้จริงๆนะค้า สอนให้จริงๆนะค้า เย้ ขอบคุณค่า"โมโมะยิ้มแบบมีความสุขทันที ตามสไตล์ของเธอ

ใช่แล้วเหตุการณ์มันเหมือนจะจบด้วยดี.....แต่เพราะเราไม่ว่างสอนเค้าซะที เค้าก็เลยขอเดิมพันให้เราสอนเค้าทันทีถ้าเค้าเอาชนะเราได้.....เราก็เลยต้องไปซ้อมซิมูเลชั่นแข่งกับเค้าที่ความยากสูงสุด ซึ่งเราก็แพ้ในการดวลครั้งสุดท้ายไปละเพราะเมล์จากไกด์....แต่ผลสกอร์ที่จัดแรงก์กิ้งเราดันชนะเค้าได้ซะอีก เขาจึงขอเราแข่งต่อในวันนี้......ฟิริน่าที่นั่งนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานเสร็จก็ต้องดึงสติกลับมา เพราะเสียงเรียกของโมโมะอีกครั้ง

"ฟิริน่าจัง โมโมะจะไปรอที่จุดนัดพบตามข้อมูลที่ส่งไปให้นะคะ"
"ค่ะ โมโมะจัง"ฟิริน่ารับคำ พร้อมกับเดินไปที่ฟาเรนชูไวส์
....และหุ่นสองตัวก็ออกตัวออกมาจากบลูกาแลคซี่แองเจิ้ล
.
.
บริเวณ ซากอุกกาบาต ที่ไม่ห่างออกไปจากยานบลูกาแลคซี่แองเจิ้ลไม่มากนัก ที่นั่น มีหุ่นหนึ่งตัวกำลังฝึกซ้อมอยู่ที่นี่เช่นกัน โซลน่อนเซเวียร์นั่นเอง

เปรี้ยงๆๆๆๆ!!!!!!!! ตูมมมมๆๆๆ!!! ไรเฟิลเข้าเป้าทุกนัด "ต่อไป ปรับเป็นรูปแบบดาบ เข้ามาเลย" ไกด์ที่กำลังเข้าโปรแกรมโฮโลแกรมจำลอง ฝึกซ้อมสู้กับชูวาทเซอร์บาราท รีอัส พูดขึ้น

"ย่าห์ๆๆๆ!!!!!" ตูมมมมมๆๆๆ!!!!!!อาร์คคาลิเบอร์ฟันลงไปใส่หินอุกกาบาตลูกแล้วลูกเล่าที่ที่ลอยเข้าหาโซล แต่ละลูกที่ถูกฟันแตกกระจายแหลกเละเทะไปหมด เป็นการแสดงอานุภาพ ของอาร์คคาลิเบอร์ให้เห็นได้ชัด ถึงความคมกริบของดาบสองเล่มคู่ของโซลน่อนที่ถืออยู่ในมือ

"ออกจากโปรแกรม"ไกด์ออกคำสั่ง สิ้นคำสั่งระบบจำลองและอุกกาบาตที่ถูกดึงเข้าหาโซลน่อลด้วยพลังไดเมนชั่นของโปรแกรมก็หยุดลง
"นี่เรา ต้องมานั่งขับเจ้านี่อย่างจริงจังแบบนี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ..แต่ว่าเพราะครั้งก่อนถ้าไม่มีฟิริน่าและพวกรัตน์ เราก็คงแพ้เจ้านั่น ทางที่จะทำให้เจ้านั่นยอมคุยกับเรามีแต่ต้องเเต่ต้องเอาชนะให้ได้เท่านั้นสินะ...."ไกด์บ่นขึ้นมาขณะนั่งพักหลังเสร็จการฝึกซ้อมไป เขาซ้อมมาได้นานมากแล้วราวๆ2ชั่วโมงเห็นจะได้

"สุดท้ายเราก็ต้องทำสงครามที่เราไม่ชอบจนได้....แต่ถ้าไม่สู้ก็คงไม่มีทางได้รู้ความจริง อย่างที่เจ้านั่นพูดไว้สินะ....พลังงานไดเมนชั่นสเฟียร์ ตัวจริงของพลังนี่คืออะไรกันนะ...เฮ้อ!ปวดหัวจริงไม่รู้อะไรสักอย่าง ชั้นอยากรู้เรื่องของนายมากกว่านี้จริงนะโซล ถ้านายพูดได้ก็คงดีสินะ"ไกด์พูดขึ้นมาลอยๆ

"ยืนยันความต้องการของไพล็อต SECRET SYSTEM ทำงาน ยืนยันข้อมูลยีน ยืนยันม่านตา เสียง คลื่นสมอง ยีนยันไพล็อต เรไกส์ ฟอนด์การ์ด ทุกอย่างเคลียร์..."ระบบของโซลน่อนมีการตอบสนองต่อคำพูดของไกด์ทันที

"นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย"ไกด์งงทันทีเพราะเขาไม่เคยได้ยินระบบนี้มาก่อน...
ระบบโซลSV-01-SOLทำงาน ภาพโฮโลแกรมถูกฉายขึ้นเป็นรูปเป็นร่างในค็อกพิท เป็นร่างของสาวน้อยผมสีฟ้า ตาสีฟ้าบริสุทธิ์ในชุดสีขาวท่าทางอายุราว18ปี รูปร่างหน้าตาสะสวย สายตาอ่อนโยนและขี้เล่น ไกด์ตะลึงกับภาพเขาเห็นทันที...

"สวัสดีค่ะ มาสเตอร์ คุณคือเรไกส์ ฟอนด์การ์ดใช่หรือไม่คะ"เสียงสาวน้อยในภาพโฮโลแกรมนั้นถามเขา

"เอ่อ ใช่ครับ แล้วเธอคือใครครับ"ไกด์ตอบรับแล้วถามต่อ

"ชั้นคือโซลค่ะ เป็นโปรแกรมสนับสนุน ที่อยู่กับโซลน่อลเซเวียร์มาตั้งแต่แรก ชั้นทำหน้าที่เป็นตัวซัพพอร์ตนักบินในการรบ ไม่ว่าจะด้านการคำนวน คาดการณ์สถาณการณ์ต่างๆ และระบบสนับสนุนอื่นๆ รวมไปถึงระบบปลีกย่อยในระบบพลังงานไดเมนชั่นทั้งหมดที่อยู่ในโซลน่อนเซเวียร์"โซลเเนะนำตัวต่อมาสเตอร์ของเธอ

"อ้อ เข้าใจแล้ว แล้วอยู่ๆทำไมเธอถึงออกมาได้ล่ะ เมื่อก่อนไม่เคยออกมานี่"ไกด์ถามต่อ

"เพราะมาสเตอร์ ต้องการจะพูดกับชั้นไงล่ะคะ ชั้นถึงออกมาตามความต้องการของมาสเตอร์ค่ะ ชั้นสามารถออกมาได้เมื่อตอบสนองต่อยีนในตัวของมาสเตอร์ที่สนองต่อพลังงานไดเมนชั่นเท่านั้นค่ะ นอกจากนี้จะขอบอกไว้เลยนะคะ ว่าตัวชั้นและโซลถูกสร้างมาเพื่อมาสเตอร์แค่คนเดียวเท่านั้นค่ะ"โซลตอบแล้วก็ยิ้มๆ

"หมายความว่า คุณพ่อสร้างเจ้านี่และเธอเพื่อชั้นงั้นเหรอ ทำไมล่ะทั้งที่ท่านก็รู้ว่าชั้นไม่ชอบสงคราม"

"เรื่องนั้นชั้นไม่ทราบค่ะ หน้าที่ของชั้นคือ คอยสนับสนุนมาสเตอร์เท่านั้น"โซลตอบคำถามแบบหยาบๆทำเอาไกด์เซ็งเล็กน้อย

"แสดงว่าเรื่องของพลังงานไดเมนชั่นก็คงไม่รู้ล่ะสิ"ไกด์ถาม โซลจึงพยักหน้ารับพร้อมกับตอบว่า"ไม่รู้ค่ะ รู้แค่ว่าเป็นพลังงานที่จะทำให้ความปรารถนาเป็นจริง ซึ่งจะตอบสนองกับบุคคลบางประเภทเท่านั้น เช่น มาสเตอร์ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งค่ะ"

"อืม...ทำให้ความปรารถนาเป็นจริง...งั้นเหรอ? งั้นขอดูความสามารถที่เธอเรียกว่าการสนับสนุนของเธอซักหน่อยเถอะนะ"เพราะในเมื่อเธอทำได้ ก็ชั้นก็อยากจะว่ามันเป็นยังไงน่ะ.. ทดสอบกับฝูงอุกกาบาตความเร็วสูงที่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้ดวงจันทร์นี่ล่ะ จะทำได้มั้ยโซล"

"รับทราบค่ะ เริ่มการซิงโครเข้ากับมาสเตอร์โดยตรง"สิ้นเสียงของโซล ไกด์ก็รู้สึกทันที่ว่าสภาพโดยรอบเปลี่ยนไปความเฉียบคมของปฎิกิริยา การเคลื่อนไหว ของโซลน่อนเซเวียร์สูงขึ้นมากกว่าปกติ ไม่ใช่แค่โซลน่อนเท่านั้นแต่มันมีผลทำให้การรับรู้ต่างๆ และการเคลื่อนไหวของเขาสูงขึ้นอีกด้วย
โซลน่อนเซเวียร์เริ่มเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเข้าสู่พายุอุกกาบาตนั้นทันที

"มาสเตอร์ เมื่อชั้นตื่นขึ้นแล้ว โซลน่อนเซเวียร์ก็จะเเข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนที่มาสเตอร์ใช้คนเดียว ชั้นจะคอยตรวจสอบทุกๆอย่างที่มาสเตอร์ต้องการ และควบคุมอ่านสถานการณ์ต่างๆรอบตัวและประเมินผลให้มาสเตอร์เอง ส่วนกำลังของพลังงานไดเมนชั่นถ้าคิดว่าแข็งแกร่งมันก็จะตอบสนองกับมาสเตอร์เองค่ะ ขอเพียงมาสเตอร์ตั้งใจจะทำให้ได้ ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่มาสเตอร์ต้องการ เสียงของโซลดังขึ้นในหัวของไกด์ ระหว่างที่บินเข้าไปนั่นเอง

"ชั้นจะฟันอุกกาบาตทุกลูกให้แหลกละเอียด"ไกด์คิดในใจ ฉับพลัน อาร์คคาลิเบอร์ที่อยู่ในมือโซลน่อนเซเวียร์ก็เริ่มตัดทำลายอุกกาบาตทุกลูกที่ผ่านเข้ามาจนแหลกละเอียด รวมไปถึงสามารถฟันลูกที่มองปกติไม่เห็นได้อีกด้วย
เคร้งๆๆๆๆ!!!!!!! ตูมๆๆๆ!!!!!!!!!!!ลูกแล้วลูกเล่า
จนลูกสุดท้ายมีขนาดใหญกว่าตัวโซลถึงสองเท่า ไกด์ตะโกนขึ้นว่า"หายไปซะ!!!! อาร์คคาลิเบอร์ทั้งสองก็ไขว้ตัดเป็นกากบาทรอยใหญ่แค่สองรอยที่มองเห็นได้ชัด แต่อุกกาบาตลูกนี้กลับแหลกเป็นฝุ่นทันที.....ท่ามกลางพายุฝ่นควันจากอุกกาบาตที่หายไป โซลน่อลเซเวียร์ของไกด์ ก็ยืนนิ่งพร้อมกับกำอาร์คคาลิเบอร์ทั้งสองแน่น โดยรอบตัวไม่มีร่องรอยเสียหายจากการทะลวงฟันพายุอุกกาบาตแม้แต่น้อย โดยช่วงเวลาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ถึง5นาทีด้วยซ้ำ

"เฮ่อๆ!!..สุดยอดจริง เธอทำได้ยังไงเนี่ยโซล เป็นการซัพพอร์ตที่เยี่ยมมากนะ ชั้นไม่เหนื่อยเลยด้วย แต่เธอไม่เป็นอะไรใช่มั้ย"ไกด์ถามขึ้น ด้วยความดีใจและแปลกใจ

"หน้าที่ชั้นนี่คะ.....เฮ่อๆ!... แต่ว่าขอพักหน่อยนะคะมาสเตอร์ เพราะหลังซิงโครแล้วชั้นจะเหนื่อยมากค่ะ"โซลดูเหนื่อยอ่อนจริงๆ ซึ่งไกด์สังเกตเห็นสีหน้าของเธอเหนื่อยมากได้ชัดเจน

"อืม.... ตามสบายเถอะ ที่เหลือชั้นจัดการเอง เพราะดูเหมือนว่าคู่ซ้อมตัวจริงจะมาแล้วด้วย"ไกด์บอกโซล พร้อมกับมองไปทางภาพบนหน้าจอ ซึ่งเครื่องนั้นคือ อาคาน่า เครื่องสีแดงของรัตน์นั่นเอง...
"ขอบคุณค่ะ แล้วพบกันใหม่นะคะ มาสเตอร์ "หลังพูดจบโซลก็หายไปทันที...ไกด์ก็ยิ้มนิดๆก่อนจะบังคับโซลน่อน พร้อมกระชับอาร์คคาลิเบอร์ในมือ พุ่งเข้าหาอาคาน่าทันที
.
.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 19, 2009, 09:15:26 PM โดย LINKS » บันทึกการเข้า
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 526


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #67 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 11:59:19 PM »

.
.
เคร้ง!!!กึง!!!  อาคาน่าเบลด กับอาร์คคาลิเบอร์ด้านซ้ายปะทะกันอย่างแรง!!!!!.....
"นายมาช้านะ รัตน์"ไกด์เอ่ยทักทายรัตน์ก่อน
"ก็คนมาก่อนนัดมันนายไม่ใช่รึไง เพราะงั้นชั้นไม่ผิดหรอกนะ" รัตน์ตอบสวนทันที
"ก็ต้องขอบใจนะที่อุตส่าห์ ยอมมาซ้อมด้วยน่ะ ตามจริงคิดว่านายจะไม่มาซะเเล้ว" ไกด์พูดขึ้น  พลางบังคับโซลน่อนใช้อาร์คคาลิเบอร์ด้านขวาฟันเสยจากด้านล่างเข้าหาอาคาน่า ด้วยความรวดเร็ว
"เรื่องแบบนี้ไม่มีปัญหาหรอกนะ เพราะยังไงเราก็เป็นเพื่อนกันแล้วนี่ ดีซะอีกชั้นเองก็จะได้เกลาฝืมือมากขึ้นด้วย"รัตน์ตอบขณะใช้อาคาน่าเบลดปัดอาร์คคาลิเบอร์ด้านขวาที่เสยขึ้นมาแล้วชักบีมเบลดออกมาฟันสวนกลับทันที แต่ไกด์ก็ใช้อาร์คคาลิเบอร์ด้านซ้ายรับบีมเบลดเอาไว้ทันที กลายเป็นการดวลกำลังกันไป และไกด์ก็ใช้อาร์คาลิเบอร์ดันอาคาน่าให้กระเด็นถอยออกไปด้านหลัง นี่ก็เป็นแสดงว่ากำลังของโซลน่อลเซเวียร์นั้นเหนือกว่าอาคาน่า ทำให้เข้าสู่สภาพการยืนดูเชิงอีกครั้งของทั้งสอง....
"การซ้อมครั้งนี้ชั้นจะไม่ใช้พลังงานไดเมนชั่น สร้างเกท อะไรทั้งนั้น...ชั้นจะเข้าสู้กับนายตรงๆเลย"ไกด์พูดขึ้น
"งั้นก็เริ่มเลยเถอะ ย่าห์" รัตน์บังคับอาคาน่าพร้อมกับเงื้ออาคาน่าเบลดไปด้านหลัง แล้วพุ่งเข้าฟาดใส่โซลน่อนเซเวียร์ทันที ด้านไกด์รวมอาร์คาลิเบอร์เป็นเล่มเดียวเพื่อรับการโจมตีที่รุนแรงนั้น!!!
เคร้งงงงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!! ดาบของหุ่นทั้งสองปะทะกันอีกครั้งเป็นสัญญาณเริ่มต้นการต่อสู้อีกครั้ง
.
.
.
บริเวณกลุ่มอุกกาบาตไม่ไกลจากจุดนี้ มีการปล่อยทุ่นดัมมี่สำหรับซ้อมยิงของสองสาวซึ่งก็คือฟิริน่ากับโมโมะนั่นเอง......
....โมโมะและฟิริน่าที่ออกมาซ้อมยิงทุ่นดัมมี่กัน สถานการณ์ตอนนี้โมโมะมีแต้มนำอยู่เล็กน้อย               
"ฟิริน่าจัง คราวนี้โมโมะขอชนะนะค้า" เสียงใสๆของโมโมะดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มของเธอ

"คงไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกค่ะโมโมะจัง ฉับพลันฟิริน่าก็ส่องยิงทุ่นที่มีแต้มสูงมากได้อีกตัว ทำให้แต้มฟิริน่ากลบมาเท่ากันอีกครั้ง

"หา!!...โธ่เอ้ย..ทำไมยิงตัวแต้มสูงแม่นจังเลยค้า"โมโมะบ่นเล็กน้อยพร้อมกับทำหน้าค้อนๆ ด้านฟิริน่าก็ยิ้มรับ

"เหลือทุ่นอีกไม่มากแล้วนะคะ โมโมะเล็งยิงทุ่นตัวสุดท้าย ที่มีแต้มสูงสุดทันที ซึ่งฟิริน่าเองก็เช่นกัน
ตูม!!!! เสียงตัวนั้นระเบิด  แล้วก็เข้าสู่การคำนวนคะแนน .......ผลที่ออกมาคือทั้งสองยิงได้พร้อมกันทำให้ผลคะแนนออกมาเท่ากัน..

"ว้า! เสมออีกแล้ว แบบนี้ก็ไม่ได้เรียนทำเค้กล่ะสิ"โมโมะบ่นอุบกับตัวเอง

"ไม่เป็นไรค่ะกลับไปคราวนี้ ชั้นจะสอนเลยก็ได้ ชั้นต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่มัวแต่ยุ่งๆไม่ได้สอนโมโมะจังซะที"ฟิริน่าพูดขึ้นเพราะว่าโมโมะตั้งใจจริงๆ แล้วคนที่ผิดที่ไม่มีเวลาสอนแต่แรกก็คือตัวเอง ที่มาซ้อมนี่ก็เหมือนไถ่โทษเลยต้องมาด้วย แต่สำหรับเธอมันก็สนุกดีเหมือนกัน

"งั้นเรารีบกลับกันเถอะค่ะ โมโมะจะได้ทำเค้กซะทีค่า"โมโมะพูดด้วยน้ำเสียงใสๆและรอยยิ้ม
แต่ระหว่างที่กำลังจะกลับ สองสาวก็ได้พบกับ สัญญาณความร้อนประหลาด.....

"ปิ๊บๆๆ!!! ไม่น่าจะมีทุ่นเหลือแล้วนี่" ฟิริน่าสงสัยกับสัญญาณที่เห็น

"งั้นโมโมะจะลองยิงทำลายดูนะค่า"โมโมะพูดพลางตั้งอาคาน่า แคนน่อนที่พกมาด้วย เล็งยิงไปที่สัญญาณนั้น ซึ่งอยู่หลังซากอุกกาบาตก้อนใหญ่....
อาคาน่าแคนน่อน ยิงงงง! ซู่มมมมมมมมมมม!!!!!!!!! กระสุนมหาอนุภาค พุ่งเข้าหาสัญญาณนั้นทันที บรึ้มมมมมมมมมม!!!!! ฝุ่นกระจายคลุ้งทันที แต่เหมือนกับว่าแรงระเบิดถูกลดทอนลงไป และก็เผยร่างหุ่นตัวนั้นออกมา เป็นหุ่นสีขาวรูปร่างเพรียว ฉับพลันมันก็นั้นมันก็เคลื่อนตัวหนีอย่างรวดเร็ว โดยการพุ่งเข้าเกทมิติ

"นี่มัน ระบบไดเมนชั่นนี่ ยังมีคนอื่นมีด้วยเหรอเนี่ย"ฟิริน่าตกใจมากที่มีคนใช้พลังงานไดเมนชั่นได้อีก แถมเป็นหุ่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย

"ฟิริน่าจัง เอายังไงดีคะ มันกำลังหนีไปแล้วค่ะ"โมโมะถามฟิริน่า

"ตามกันเถอะโมโมะจัง ชั้นจะหาสัญญาณเปิดเกทเอง ดูจากการเคลื่อนที่เข้าเกท แสดงว่าเป็นเตาพลังงานแบบไม่สมบูรณ์ และวงเกทเล็กมากแสดงว่ามันไม่สามารถเดินทางในระยะยาวได้ ที่พุ่งเข้าเกทก็เพื่อพรางตาเท่านั้น....ยังไงก็ติดต่อไปบอกไกด์ที่ออกมาซ้อมเผื่อไว้ด้วยดีกว่านะ" ฟิริน่า สรุปได้อย่างรวดเร็ว......แล้วสองสาวก็ออกตามหุ่นปริศนาทันที
.
.
ทางด้านไกด์และรัตน์กำลังฝึกซ้อมกันอย่างหนัก..ทั้งอาคาน่าและโซลน่อลเซเวียร์ต่างไม่มีใครป็นรองใครเลยที่เดียว

"เจอแบบนี้เป็นไงล่ะรัตน์"ไกด์ใช้อาร์คคาลิเบอร์ด้านซ้ายเป็นไรเฟิลกระหน่ำยิง ใส่อาคาน่าพร้อมกับใช้อาร์คาลิเบอร์ด้านขวาพุ่งเข้าหาเพื่อฟันด้วย

"ฮึ่ม!!" รัตน์จึงใช้อาคาน่าเบลดต่างโล่เพื่อป้องกันกระสุนลำแสงที่ถูกยิงออกมา พร้อมกับใช้มิซไซด์พ็อดยิงต้านระยะเพื่อป้องกันการเข้าระยะของไกด์

"หนอย!!มิซไซล์แบบควันรึ"ไกด์สบถขึ้น ทำให้โซลน่อนเซเวียร์ถูกบดบังทัศนวิสัย จึงหยุดอยู่กับที่ ในขณะนั้นอาคาน่าเองก็เปลี่ยนจากรับเป็นรุกทันที รัตน์บังคับอาคาน่าพุ่งเข้าหาโซลน่อนเซเวียร์ด้วยความรวดเร็ว

"เปิดช่องว่างมากไปแล้ว ย่าห์!!!!"รัตน์พูดขึ้น ขณะที่อาคาน่าของเขาปรากฎที่ด้านหลังของโซลน่อนเซเวียร์ทันที พร้อมกับง้างอาคาน่าเบลดแบบขวางเพื่อฟันโซลน่อนเซเวียร์ทันที

"ก็ถ้าไม่เปิดช่องว่างบ้าง...ศัตรูก็ไม่พุ่งเข้ามาให้ทำลายง่ายๆสิ" สิ้นคำพูดของไกด์ โซลน่อนเซเวียร์ก็ตวัดตัวหลบไปทางด้านหน้าเพื่อหลบคมดาบของอาคาน่าเบลด แล้วพลิกตัวพร้อมกับง้างอาร์คคาลิเบอร์ฟันสวนทันที...........ตูมมมมมมมมมมม....!!!!!
.
.
.
"เฮ่อๆ นายนี่กินไม่ลงจริงๆนะ"ไกด์พูดขึ้น

"ทางนี้ขอคืนคำพูดนั้นให้เช่นกัน"รัตน์ตอบโต้ไกด์
ขณะที่อาร์คคาลิเบอร์ของโซลน่อนเซเวียร์จ่ออยู่ที่ค็อกพิทของอาคาน่า บีมเบลดของอาคาน่า ก็จ่ออยู่ที่ค็อกพิทของโซลน่อนเซเวียร์เช่นกัน

"เฮ่อในเมื่อเป็นแบบนี้ก็พอแค่นี้แล้วกันนะ ชั้นเหนื่อยแล้วด้วยน่ะ ว่าจะกลับแล้วล่ะนะ"ไกด์เก็บดาบกลับพร้อมกับบอกรัตน์

"งั้นชั้นก็ขอกลับเหมือนกันดีกว่า มาสู้กับนายแบบนี้แล้วรู้สึกสิ้นเปลื่องพลังานชอบกล" รัตน์บ่นขึ้นหน่อย

"งั้นคราวหน้าชั้นชวนลูมาด้วยดีมั้ย"ไกด์พูดขึ้นระหว่างที่หุ่นทั้งสองกำลังเดินทางกลับ

"นายอยากสู้กับสัตว์ประหลาดที่ไม่เหน็ดเหนื่อยรึไง" รัตน์พูดกระทบลูให้ไกด์ฟัง

"นั่นสินะ ชั้นคงตายก่อนแน่ถ้าซ้อมกับลูน่ะ ฮะๆๆ"ไกด์พูดขึ้นพร้อมกับขำไปด้วย

ปิ๊บๆ!!เสียงสัญญาณขอความช่วยเหลือดังขึ้นขณะที่ทั้งสองกำลังเดินทางกลับ "สัญญาณขอกำลังสนับสนุนนี่ อ้าว!จากฟิริน่าด้วยสิ มีอะไรของเค้านะ"ไกด์พูดขึ้น ด้วยท่าทางแปลกใจ

"ชั้นก็ได้จากโมโมะเหมือนกัน.."รัตน์ตอบกลับ

"ข้อความว่าไงล่ะของนายน่ะ"รัตน์ถามไกด์

"ขอความช่วยเหลือในการจับหุ่นปริศนา ที่พ้อยด์ x-458 เอ.....พ้อยx-458 มันตรงนี้นี่"ไกด์พูดขึ้น.....
ฉับพลันก็มีเกทมิติถูกเปิดออกทันทีแล้วหุ่นสีขาวนั้น ก็พุ่งออกมาจากเกทแล้วมุ่งหน้าไปที่ฐานดวงจันทร์ด้วยความรวดเร็ว.....ระหว่างนั้นโมโมะและฟิริน่าก็มาถึงพอดี

"อ้าว!!ไกด์/ไกด์ซัง รัตน์/รัตน์คุง "ฟิริน่ากับโมโมะพูดพร้อมกัน

"อ้าว!! พวกเธอมาได้ไงเนี่ย เร็วจังนะเพิ่งจะได้ข้ออ่านข้อความก็โผล่มาเลย"ไกด์พูดขึ้นด้วยท่าทางงง เล็กน้อยปนๆกับความแปลกใจ

"เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะนะ ตอนนี้ขอร้องทุกคนช่วยทำตามที่ชั้นจะอธิบายสั้นๆนะ"ฟิริน่าตอบด้วยความร้อนใจนั่นเพราะ ระหว่างเส้นทางที่ตามหุ่นปริศนามา เจ้านั่นไม่ได้ตั้งใจหนี แต่เหมือนมันพยายามเข้าไปใกล้ฐานดวงจันทร์เรื่อยๆ ตลอดทาง "ฟังนะ ตามที่ชั้นวิเคราะห์ดู มันพยายามเข้าไปใกล้ฐานเรื่อยๆ อีกอย่างดูเหมือนเตาพลังงานไดเมนชั่นที่มันใช้ ไม่ได้เสถียรเลย มันคงตั้งใจ ระเบิดตัวเองแน่ๆ เพราะสิ่งที่เตาพลังงานไม่เสถียรจะทำได้แน่ๆก็คือ ก่อระเบิด พลังทำลายกว้าง เพราะงั้นเราต้องทำลายมันก่อนจะเข้าถึงฐานดวงจันทร์"ฟิริน่า อธิบายให้ทุกคนฟัง

"ขนาดนั้นเลยเหรอค่า"โมโมะรู้สึกตกใจกับคำอธิบายของฟิริน่าอยู่เหมือนกัน เพราะเธอไม่คิดว่าระหว่างที่ติดตามเจ้านี่ ฟิริน่าจะวิเคราะห์ข้อมูลออกมาได้ละเอียดขนาดนี้

"เอาล่ะรัตน์กับไกด์เข้าโจมตีมันมันระยะใกล้เลยนะ ชั้นคิดว่ามันคงไม่หนีแล้วคงพุ่งเข้าฐานไปทั้งอย่างนั้นแน่ ส่วนโมโมะจังคอยหนุระยะไกลด้วยการยิงอาคาน่าแคนน่อน ชั้นเองก็จะใช้อเล็กดีไซด์เดอร์ยิงในระยะไกลด้วย แต่มันต้องใช้เวลาชาร์จพลังงานสักครู่ เพราะงั้นสองคนที่บุกเข้าไปต้องรั้งไว้ให้ได้ เข้าใจนะ "ฟิริน่า อธิบายแผนคร่าวๆ อย่างรวดเร็ว

"งั้นพร้อมนะรัตน์ ถ้าตามไมทันล่ะก็ชั่นก็คงต้องจัดการคนเดียว"ไกด์พูดขึ้น

"ช่วยไม่ได้นี่นะ แต่"รัตน์ตอบรับด้วยสีหน้าเซ็งๆนิดน่อย เพราะเจ้าตัวไม่คิดว่าวันว่างๆก็จะมีงานเข้าแบบนี้
แล้วโซลน่อนเซเวียร์กับอาคาน่าเครื่องรัตน์ก็พุ่งเข้าหุ่นปริศนาด้วยความเร็วสูง

.
.
.
"ออกมา ซุพีเรีย"สิ้นคำสั่งของฟิริน่ายานบินรบลำหนึ่งก็ปรากฎตัวออกมาจากเกทมิติด้านหลังฟาเรนชูไวส์

"ยานรบที่เห็นเมื่อตอนที่ฟิริน่าจังมาตอนนั้นนี่คะ เอ๋ๆๆๆ มันเป็นยานรบของฟิริน่าจังเหรอคะ"โมโมะที่เห็นยานรบออกมาถามฟิริน่าด้วยความแปลกใจ

"เป็นยานสนับสนุนยุทโธปกรณ์ต่างๆของฟาเรนน่ะค่ะ ยังไม่ได้ใช้สักที นี่คงได้ใช้ครั้งแรกแล้ว"ฟิริน่าตอบพร้อมอธิบาย

"เข้าโหมดอเล็กดีไซเดอร์"ซุพีเรียทำการเปลี่ยนสภาพเป็นปืนใหญ่ทันที..."เริ่มการชาร์จพลังงานไดเมนชั่น นับถอยหลัง...."

ขณะเดียวกัน สองหนุ่มไกด์และรัตน์ก็เข้าถึงและเริ่มโจมตีหุ่นปริศนาทันที โดยฝ่ายเริ่มคือ...

"เอาไปนี่ไป!!"อาคาน่าของรัตน์ สาดกระสุนของแกตลิ่งกันที่มือเข้าใส่หุ่นรบปริศนาทันที

วู้มมม!!! เสียงกระสุนถูกกลืนหายไปก่อนจะถึงตัวหุ่นตัวนั้น..."อะไร!บาเรียงั้นเหรอ....งั้นก็ต้องนี่"รัตน์ตกใจเล็กน้อยก่อนจะตั้งสติแล้วชักอาคาน่าเบลดพุ่งเข้าฟันต่อทันที
ขณะที่รัตน์พุ่งเข้าฟัน....มันก็กลับตัวแล้วชักบีมเบลดจากในมือ เข้ารับอาคานาเบลดที่ฟันผ่านบาเรียเข้ามา
เคร้งงงงงงงงง!!!! เปรี้ยง!!! บีมเบลดของมันปะทะเข้ากับอาคาน่าเบลดทันที.... ซึ่งรัตน์พยายามกดดันไม่ให้มันถึงดาบออก นั่นก็เพราะว่า..

"ไกด์ตอนนี้เลย!!"รัตน์พูดขึ้น
โซลน่อนเซเวียร์ของไกด์พุ่งออกมาจากด้านหลังของอาคาน่าพร้อมดาบรูปแบบแกรนด์คาลิเบอร์ "ย่าห์!!!!!"ไกด์ตะโกนขึ้นโซลน่อนเซเวียร์ก็หมุนหมุนตัวเข้าแทงใส่ด้านหลังของหุ่นปริศนาที่ด้านหลังจนดาบจมลงไปมิดด้าม และอาคาน่าของรัตน์เองก็ฉวยจังหวะนั้นฟันดาบที่มือจนขาดสะบั้น และผ่าเข้าในที่ไหล่ซ้ายทันที....... และดูเหมือนมันจะหยุดทำงานแล้ว....เป็นการประสานงานที่ยอดเยี่ยมของหุ่นทั้งสอง คือโซลน่อนเซเวียร์และอาคาน่า
"แกเสร็จชั้นล่ะนะ จบแค่นี้แหละ"ไกด์พูดขึ้น
"เอาล่ะเรียบร้อยแล้ว ฟิริน่า ทางนี้จะรีบกลับแล้วนะ มันนิ่งไปแล้ว สงสัยไม่ต้องยิงแล้วมั้ง"ไกด์ติดต่อไปหาฟิริน่าพร้อมรอยยิ้ม
.
.
แต่ทันใดนั้นเองเจ้าหุ่นตัวนั้นก็ใช้มืออีกข้างที่เหลือ จับอาคาน่าเบลดที่ถูกฟันค้างอยู่ที่ไหล่ พร้อมกับเดินพลังงานอีกครั้งแล้วพุ่งลงไปที่ฐานดวงจันทร์ทันที ......
.
ทำให้หุ่นทั้งสองที่กำลังจับดาบอยู่เสียหลักไปทั้งคู่...เอาทั้งฟิริน่าและโมโมะตกใจไปตามๆกัน

"ไกด์/รัตน์คุง"ทั้งฟิริน่าและโมโมะอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ

"หนอย!นี่มันยังมีเเรงเหลืออีกเหรอ"รัตน์สบถขึ้น พร้อมกับมองไปทางไกด์ แล้วทั้งสองคนก็พยักหน้าเป็นอันรู้กัน

"อย่าคิดว่า แค่นี้พวกชั้นจะเสร็จแกง่ายๆนะ อย่ามาดูถูกพวกชั้นนะ"ทั้งไกด์และรัตน์พูดพร้อมกัน และสิ้นคำพูดนี้ของทั้งสองคน ทรัสเตอร์ของอาคาน่าและโซลน่อลเซเวียร์ก็เริ่มเร่งพลังานสูงขึ้นและเป็นฝ่ายดันหุ่นปริศนาขึ้นมาด้านบนแทน แล้วก็ลากขึ้นมาถึงในระยะยิงของโมโมะและฟิริน่าด้วย

"ย้าก!!!!!!!" ไกด์บังคับโซลน่อนเซเวียร์ลากแกรนคาลิเบอร์ผ่าขึ้นด้านบนจนเป็นรอยผ่าขนาดใหญ่ ส่วนรัตน์เองก็เช่นเดียวกันอาคาน่าเบลดถูกฟันลงจนสุด ทำเอาร่างของหุ่นปริศนาฉีกขาดเป็น2ส่วนทันที

"ตอนนี้แหละฟิริน่า โมโมะจัง"ไกด์ร้องบอกเป็นสัญญาณให้สองสาวเตรียมยิงทันที

"รับทราบ!! อาคาน่าแคนน่อน/อเล็กดีไซด์เดอร์ ยิง!!!!!!!!!!!!!!!"สาวน้อยทั้งสองตะโกนขึ้นพร้อมกัน

ลำแสงไขว้ประสานเป็นพลังงานขนาดใหญ่ เข้ากลืนหุ่นปริศนานั้น....ตูม!!!!!!!!!!!!!!! .....หายไปจนไม่เหลือแม้แต่ซาก.....เป็นอันแสดงถึงการเสร็จสิ้นภารกิจนี้ ด้วยการประสานงานกันของนักบินทั้งสี่ อย่างงดงาม
.
.
.
"สรุปวันนี้เหมือนต้องมาทำงานอีกแล้วนะเนี่ย ทั้งที่วันพักแท้ๆนะ"รัตน์บ่นขึ้นขณะเดินทางกลับ

"มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้นะ แต่คิดในแง่ดีอย่างน้อยก็ได้กลับไปกินข้าวเย็นพอดีนี่แหละ"ไกด์ก็เสริมขึ้น

"ฟิริน่าจัง อย่าลืมสอนโมโมะทำเค้กนะคะ"โมโมะ ยิ้มเมื่อคุยกับฟิริน่า

ฟิริน่าเองก็ยิ้มรับแล้วก็ตอบสั้นๆว่า"ค่ะ"

"จะว่าไปพวกเธอออกมาทำอะไรกันล่ะเนี่ย"ไกด์ถามสองสาวด้วยความสงสัย

"เรื่องนั้นเป็นความลับค่ะ ไกด์คุง"โมโมะตอบไกด์ด้วยใบหน้ายิ้มๆพร้อมกับหันไปหาฟิริน่าแล้วขยิบตาให้ ด้านฟิริน่าก็พยักหน้ารับว่าเป็นความลับด้วย...
"หา!เดี๋ยวนี้มีความลับกันด้วยเหรอ..."ไกด์ทำหน้าฉงนเล็กน้อย
ด้านฟิริน่าเองก็ยิ้มๆ..กับสีหน้าของเพื่อนชายของเธอ.. ใช่แล้ววันนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย แต่เราก็คิดว่ามันก็ทำให้พวกเราสนิทกันมากขึ้นน่ะแหละนะ ไม่คิดเลยนะว่ารัตน์คุงกับไกด์จะโจมตีเข้าคู่ได้แบบนั้น...ทั้งเรากับโมโมะจังก็ด้วย แต่เรื่องเข้าหุ่นตัวนั้น มันเป็นของฝ่ายไหนกันนะ......เฮ่อ!! ฟิริน่าถอนหายใจ
"นี่คิดมากเดี๋ยวแก่เร็วนะ ดูสิคิ้วขมวดหมดแล้ว"ไกด์แซวเพื่อนสาวของเขา เพราะเขาสังเกตเห็นสีหน้าเธอดกำลังใช้ความคิดอยู่
"นี่นาย!!!"ทำเอาฟิริน่าหน้าแดงด้วยความเขินและอาย ซึ่งก็เรียกเสียงหัวเราะของทั้งรัตน์และโมโมะได้ซะด้วย แต่สุดท้ายเธอก็ยิ้มๆ เพราะธอก็รู้ว่าเขาไม่อยากให้เธอคิดมากนี่แหละ......

และเเล้วทั้งสี่คนเองก็กลับถึงบลูกาแลคซี่แองเจิ้ลอย่างปลอดภัย

PRIVATE END



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 19, 2009, 09:18:25 PM โดย LINKS » บันทึกการเข้า
Black Overman XAN
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1539



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #68 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2009, 11:00:42 AM »

ตอนนี้มาขอลงส่วน private สั้นๆก่อน (เพราะวันนี้ไม่ค่อยมีเวลา ถ้าเขียนเนื้อเรื่องช่วงต่อไปมันจะยาวเลย เพราะเท่าที่วางไว้มันจะเป็นตอนยาวไปจนถึงการรวมสาย+เข้าสังกัด TSC กันเลยทีเดียว) แล้วอย่างที่บอกผมจะขอเรื่องลูคัสไว้นะครับ (พรุ่งนี้ถ้าขยันจะมาแต่ง)

Private 2 แค่สองคนในอวกาศ

เป็นเวลาร่วมหลายอาทิตย์แล้วหลังจากที่ดาวแม่ของ The Sun หรืออีกแง่ ดาวแม่ของเลโอ คริมสันโดนทำลายไปเพราะการคลุ้มคลั่งของมรดก ซึ่งตัวการในการทำให้ก่อเหตุทั้งสองคนนั้นนั้นบัดนี้โดนเมียร์ นักพรตหญิงแห่งกาลเวลาจับขังเอาไว้ในดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง พวกเขาพักอาศัยอยู่ในบ้านไม้เล็กๆหลังหนึ่งในเกาะที่ห่างไกลจากแผ่นดินอื่น เป็นเกาะเล็กๆที่มีความอุดมสมบูรณ์สามารถหาของกินได้ง่าย แล้วทุกๆสามวันก็จะมีคนในชุดดำ (คาดว่าเป็นสมุนของเมียร์) เอาเสบียงอาหารมาส่งให้ทำให้ทั้งสองคนไม่มีความลำบากในเรื่องอาหาร แต่แน่นอนว่าพวกเธอย่อมไม่ชอบเท่าไหร่กับการที่ต้องถูกจำกัดตัวเอง โดยเฉพาะไลมุที่เป็นคนรักอิสระนั้นแน่นอนว่าทนไม่ได้ และนี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอกำลังพยายามหาวิธีหลบหนีออกไป

บนเกาะนี้แม้ว่าจะไม่มีผู้คุมอยู่ แต่ก็มีบอลลูนติดกล้องลอยฟ้าคอยสอดส่องดูแลอยุ่ตลอด ดูเหมือนว่าฐานบัญชาการ (หรืออะไรก็ตามที่คล้ายๆกัน) ของเมียร์จะเป็นป้อมปราการที่ลอยอยู่บนฟ้า ถ้าลองเงยหน้าขึ้นไปดูจากบริเวณหน้าผาสูงก็จะเห็นได้เป็นเงาดำๆใหญ่ๆ ดูเหมือนว่าข้างบนน่าจะมีเทคโนโลยีสูงพอควรเลย และน่าจะมีทางเชื่อมจากเกาะนี้ขึ้นไปข้างบนได้ด้วยวิธีการอะไรซักอย่าง เพราะที่ผ่านๆมาเวลาเมียร์หรือผู้คุมมาหาพวกเธอเพื่อทำการตรวจเช็คคลื่นสมองก็ไม่เคยเห็นว่าจะขับเครื่องบินหรืออะไรลงมาเลย ซึ่งที่ผ่านๆมาไลมุมักจะใช้เวลาในการตรวจรอบๆเกาะเพื่อหาเบาะแส ในขณะที่เลโอนั้นมักจะมายืนอยู่ที่แหลมพร้อมจ้องดูทะเลไปวันๆ ราวกับว่าเจ้าตัวยังรับเรื่องที่ผ่านๆมาไม่ได้ ไลมุเองก็ไม่สนใจที่จะเข้าไปยุ่งอะไร ผลเลยกลายเป็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งคู่ได้พูดจากันแค่ตอนช่วงทานอาหารแค่ไม่กี่คำเท่านั้น

แต่วันนี้ ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นมา ไลมุเดินไปหาเลโอที่กำลังจ้องทะเลด้วยแววตาเศร้าโศก

"จะทำแบบนั้นไปอีกนานมั้ย เห็นแล้วมันทุเรศลูกตาจริง" แล้วก็เริ่มใช้คำพูดรุนแรงทันที หวังว่าบางทีมันอาจจะกระตุ้นอีกฝ่ายได้

เลโอหันกลับมามองหน้า แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วก็หันหลังกลับไปมองทะเลแบบเดิม เพียงเท่านั้นแหล่ะ ไลมุก็ไม่รอช้าตะบั้นหน้าอีกฝ่ายเข้าเต็มเปาทันที

ผัวะ!!

เลโอล้มลงทั้งที่ยังทำหน้างงๆ พอได้สติก็ฉุนขาดลุกขึ้นมาคว้าคอเสื้อไลมุไว้ทันที

"ทำบ้าอะไรของเธอน่ะ!! มันเจ็บนะ"

"ก็ต้องการให้เจ็บน่ะสิ แล้วเป็นไง ตื่นเต็มตารึยังน่ะ" ไลมุปัดมือเลโอทิ้งไป "ชั้นทนดูสภาพน่าทุเรศแบบนั้นไม่ไหวแล้ว ถ้าเธอไม่คิดจะทำอะไรให้มันดีกว่านี้ก็โดดเหวฆ่าตัวตายไปเลยไป ชั้นไม่ห้ามหรอก จะสนับสนุนด้วยซ้ำ เพราะคนที่เจอเรื่องแค่นี่ก็หมดอาลัยตายอยากแล้วน่ะมันไม่มีคุณค่าที่จะอยู่ต่อไปหรอก"

เลโอได้ฟังก็นึกขึ้นมาได้ว่าที่ผ่านมาตัวเองอยู่ในสภาพน่าสมเพชแค่ไหน แต่นิสัยอย่างเธอเรื่องจะให้ยอมแพ้อะไรง่ายๆไม่มีทางหรอก ยิ่งกับยายคนนี้ด้วย "เรื่องแค่นี้เรอะ!! ชั้นต้องเสียดาวบ้านเกิดและเพื่อนร่วมโลกไปนะ เธอจะมาเข้าใจอะไรความรู้สึกนี้ได้ล่ะ ว่ากันตามจริงแล้วต้นเหตุมันก็มาจากการที่เธอดันโผล่ออกมานั่นแหล่ะ ชั้นน่าจะฆ่าเธอไปซะตั้งแต่แรก"

"ถ้าจะสู้ก็เข้ามาเลย" ไลมุรีบยื่นคำท้า "แต่บอกไว้ก่อนนะ อย่าคิดว่ามีเธอคนเดียวที่ต้องโศกเศร้า เรื่องที่ต้องเสียดาวแม่ไปน่ะ.... ชั้นก็เหมือนกันนั่นแหล่ะ!!!"

เลโอได้ยินก็สะดุดกึกทันที

"เพราะฉะนั้นชั้นจึงมาอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นชั้นจึงคิดที่จะหนีออกไปจากที่นี่ไงล่ะ ชืวิตของชั้นเป็นชีวิตที่พวกพ้องมอบให้โดยแลกกับชีวิตตัวเอง ชั้นได้สาบานไว้แล้วว่าไม่ว่าจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะต้องทุลักทุเลแค่ไหนก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้"

แล้วไลมุก็มาคว้าคอเสื้อเลโอไว้

"ดังนั้นชั้นถึงทนคนที่ทำท่าหมดอาลัยตายอยากแบบเธอไม่ได้ ถ้าไม่คิดจะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็บอกมา ชั้นจะจับเธอโยนลงทะเลไปเดี๋ยวนี้เลย"

"นี่เธอ..." เลโอเริ่มคอตก เธอนิ่งไปซักพัก

(จริงอย่างที่ยัยนี่พูด เรานี่มันช่างน่าสมเพชเหลือเกินจริงๆ)

พอคิดได้แล้ว เลโอก็เริ่มมีแววตาลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง แล้วก็ปล่อยอัปเปอร์คัทเข้าปลายคางไลมุเต็มๆจนอีกฝ่ายล้มลงไปนอน

"เอาคืนหมัดเมื่อกี้นะ จะได้รู้ซะบ้างว่ามันเจ็บ" ใบหน้าของเลโอในตอนนี้ผิดกับเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง ไม่มีความรู้สึกหดหู่โศกเศร้าอยู่อีกต่อไป ใช่แล้ว เรื่องที่เกิดไปแล้วไม่สามารถย้อนไปแก้ไขอะไรได้ แต่ก็ยังมีวันพรุ่งนี้ให้เราไขว่คว้าได้อยู่

"หมัดดีนี่ เล่นซะชาเลยนะ" ไลมุดึงตัวขึ้นมาด้วยใบหน้าดีใจหลังจากที่ได้เห็นใบหน้าของเลโอในตอนนี้ "เอาล่ะ จากนี้ไปคือของจริงล่ะ"

"เข้ามาเลย จะอัดเธอให้ยับเลย"

ตุ้บ ตั้บ อึก อัก ผัวะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เสียงแลกหมัดดำเนินไปนานกว่าสิบนาที ในที่สุดทั้งคู่ก็หมดแรง ตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ในสภาพล้มตัวลองนอนเคียงคู่กัน ใบหน้าและร่างกายมีรอยฟกช้ำเป็นจุดๆ แต่ทั้งคู่ก็สามารถหัวเราะออกมาได้อย่างชนิดที่ไม่ได้ทำมานานแล้ว

"ชั้นหาวิธีหนีออกไปจากที่นี่ได้แล้ว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากเธอด้วย โอเคมั้ย" ไลมุถามขึ้น

"น่าสนุกดีนี่ ยังไงก็ดีกว่ารอให้ถูกลบความทรงจำอยู่ที่นี่นั่นแหล่ะ"
---------------------------------------------------------

อย่างที่บอกว่านี่เป็น private action เสริมมิตรภาพของสองคนนี้ครับ แล้วก็เป็นการแนะนำสภาพดาวของเมียร์ก่อน ซึ่งช่วงท้ายๆเรื่องกองกำลัง TSC ทั้งหมดจะได้มาที่นี่
บันทึกการเข้า

หมดยุคของไอ้เกรียนบาร์โค้ดแล้วเฟ้ย ตอนนี้ได้เวลาของแฟลชไดรฟ์สองซีกแล้ว

หน้า: 1 ... 3 4 [5]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: