=====================================================================================================
ออเฟอุส อยู่ในซากปรักหักพังของพวกบอล์น ทันทีที่สิ้นของลูคัส มันก็เริ่มสาดมิสไซล์โจมตีใส่ตั้งแต่ไกล
มิสไซน์ระรอกมิได้มีเจตนาที่จะยิงพวกมันตั้งแต่แรก หากแต่เป็นการสาดน้ำเรียกความสนใจ มิสไซน์ยังไม่ถึงเป้าหมายก็ชิงระเบิดเสียก่อน
พวกกิ้งก่านั้นก็สมกับเป็นสัตว์ไร้สมองยิ่ง แม้นไม่สามารถคิดคำนวณกระไรได้ แต่ปฏิกิริยาโต้กลับนับไม่เลว มองผ่านมอนิเตอร์จากระยะไกล เห็นพวกมันจำนวนฝูงหนึ่งบ้างวิ่งกระโดด บ้างลอยตัวเข้าหามาแต่ไกล
"อย่างนั้นแหละดีแล้ว.............เข้ามาอีกเถอะอย่างน้อยก็ขอให้มันใช้ได้ผลแล้วกัน" ลูคัสครุ่นคิดในใจ
พวกลูซิเฟอร์ เห็นเป็นดังกล่าวก็รีบดำเนินการตามที่ว่าไว้แต่โดยดี ใช้ยุทธิวิธีกึ่งสู้กึ่งถอยหนี
เพียงชั่วขณะหนึ่งก็เข้าสู่ระยะยิงของออเฟอุส
ออฟิอุสเคลื่อนตัวไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง ในทันที ตรงจุดนี้มีซากปรักหักพังล้อมรอบเอาไว้ มิหนำซ้ำยังอยู่ในระยะยิงพี่พอเหมาะพอดี
จากนั้นเล็งยิงด้วย มิสไซน์ตั้งแต่ไกล แต่เป้าหมายของเขายังไม่ใช่พวกกิ้งก่าดังเดิม หากแต่เป็นเศษซากความเน่าเฟะของบอล์นนั้นต่างหาก
เศษขยะลอยล่องขึ้นอย่างเขว้งขว้าง บ้างพัดปลิวใส่พวกกิ้งก่า บ้างแตกกระเจิงไร้ทิศทาง ความจริงนั้นจะกำจัดพวกมันให้สิ้นซากนั้น สำหรับเขาและเหล่านักบินของเอลฮังค์นั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นเท่าใดนัก
ที่ยากเย็นอย่างแท้จริงก็คือ เขาต้องการจับมันด้วยตัวเป็นๆ ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมที่สุดแต่ไร้พิษสง ความจริงแล้วจับมันไปชนิดละตัวก็ได้ แต่ทำอย่างนั้นมันค่อนข้างเสียงไปนิด อันการทดลองนั้นจะต้องมีตัวอย่าง อย่างน้อยสามประเภทขึ้น ยิ่งกับตัวอย่างมีชิวิตแล้วยิ่งหลากหลายเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น เรื่องนี้ตัวลูคัสทราบดีเสียยิ่งกว่าใครนั่นสืบเนื่องมาเพราะเขาเติบโตมาจากสถานที่แบบนั้น
"ล่อพวกมันให้ลงพื้นทุกตัว เมื่อกี้น่ะผมได้ฟื้นฟูระบบกระแสไฟฟ้า บางส่วนของพวกบอล์นคิดว่าหากใช้ในระดับที่มีกำลังพอประมาณก็คงช็อตให้มันหมดสติ" ลูคัสรีบบอกพวกรัตน์ที่กำลังงงงวยกับการกระทำของชายหนุ่ม
"โธ่เอ๊ย กะอิแค่ใช้กระแสไฟฟ้าช็อตน่ะ อิกซิออนทำได้สบายอยู่แล้ว" ลูซิเฟอร์บ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด เพราะเขาไม่ชอบใจนักที่ต้องสู้ไปถอยไปแบบนี้ จะอัดมันก็อัดไม่ได้เต็มที่
"ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกจ๊ะลูซิเฟอร์ อิกซิออนน่ะมีกำลังมากเกินไป เพียงแค่กระแทกพวกมันก็อาจจะทำให้ความสมบูรณ์ของร่างกายแทบไม่เหลือแล้ว การเก็บตัวอย่างน่ะจะต้องให้ตัวอย่างนั้นอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ" ฟิริน่า เตือนอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วถ้าจะให้พูดนั้น ต้องบอกลูซิเฟอร์เป็นคนมุทะลุดุดัน ทำอะไรไม่ค่อยไตร่ตรองให้ละเอียดถี่ถ้วนเกรงว่าเพียงมือเท้าของอิกซิออนกระทบกับตัวสัตว์ประหลาดเข้าก็แน่นิ่งไม่ไหวติงเสียแล้ว
"ว๊าวเจ้านี่มันก็ตัวใหญ่น่ารักดีนะคะ โมโมะขอเอาไปเป็นเตียงนอนซักตัวสองตัวนะค๊า!!!!!"
"ขอฉันลองก่อนนะ" ลูน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งครุ่นคิดนิดๆ อย่างน้อยเธอคิดว่าศิลปะมาร์ลเชียร์ของเธอก็ดีพอที่ใช้ล่อพวกเดรัจฉานนี่ได้
LAS กระโดดโลดโผน หลอกล่อเหล่าอสูรกาย สองตัวสามตัว ลูน่าบังคับหุ่นของก้าวเท้าโยกสเต็ปในช่วงสั้นๆ สลับซ้ายไขว้ขวา เดินหน้าสองถอยสี่ก้าวบ้างในที่สุดพวกมันก็อยู่ในรัศมีของ อิเล็คตรอน เน็ทแล้ว
ในขณะที่เดียวกันฟิริน่ากับไกด์ก็บังคับเครื่องตน ชักดาบคู่มือประจำตัวออก ขยับตัวหลอกล่อพวกมัน ชั่วพริบตากิ้งก่าอีกสามตัว ก็เข้าไปอยู่ในรัศมีวงแหวนนั่นอีกแล้ว ความจริงนั้นทั้งสองไม่รู้จักศิลปะมาลเชียร์หรืออะไรนั่นหรอก หากแต่ทั้งคู่มีพรสวรรค์อันโดดเด่นอยู่แล้วต่างหาก ด้วยการรบเพียงไม่กี่ครั้งก็ทำให้ฝีมือพัฒนาถึงระดับนี้เสียแล้ว ช่างน่าตกใจจริงๆ
รัตน์กับโมโมะก็พยายามไม่แพ้คนอื่น ทั้งคู่อาศํยการประสานงานสอดแทรกซึ่งกันและกัน ชั่วพริบตาก็ล่อกิ้งก่ายักษ์ได้อีกสี่ตัว
"ฮะๆ งั้นชั้นขอปิดฉากเจ้าพวกที่เหลือกันนะ" ลูซิเฟอร์กล่าวด้วยความกระดากอยากอายอยู่บ้าง แต่เขาก็รู้สึกสนุกไม่น้อย อิกซิอ้อนโถมเข้าใส่ฝูงกิ้งก่าที่เหลือทั้งหมดราวกับบ้าคลั่ง มือทั้งสองข้างมันนั้นปรากฎกระแสไฟฟ้าส่องแสงแปลบ อยู่ไม่ขาด ราวกับว่าฟ้าแลบกลางพายุฝน หมัดเท้ากระหน่ำใส่พวกเดรัจฉานนั้นอย่างดุดัน ชั่วพริบตากิ้งก่ายักษ์ตายไปกว่า ห้าหกตัว ที่เหลืออีกสามตัวโดนกรงขังไฟฟ้า ตรึงเอาไว้ชักดิ้นกระแด่วๆไปมาชั่วครู่ก็สิ้นลม
'เอาล่ะ ชนิดและสี่ตัวแล้วแค่นี้คงพอแล้วมั้ง' ลูคัสครุ่นคิดในใจ พลาง ยิง แก็ตลิ่งกันที่แขนทั้งสองข้างไปยังปุ่มกลไกเพื่อเดินกำลังทางไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้าไหลวันเป็นวงและค่อยๆร่างเป็นรูปตาข่ายขึ้น พวกกิ้งก่านั้นต่างร่อง "แกร๊กกร๊าก"ระงม ในที่สุดก็สิ้นสติหลับไหลไป
"จบกันซักทีสินะ" รัตน์พูดพลางระบายลมปากออกมาอย่างเกรียจคร้าน
ออเฟอุส ค่อยๆเผยตัวของมันออกจากเปลือกหิน แต่ร่างของมันยังไม่ทันได้ออกมาจากซอกเหลือบ ก็ถูกของบางอย่างกระแทกจากด้านหลังเข้าทันที !!!
"โอ๊ย" ลูคัสร้องครางออกมา เมื่อครู่นี้ด้วยแรกกระแทกนั้นทำให้เขาหน้าทิ่มกับแฝงควบุมบางส่วนในค็อกพิทเข้า
"ระวังนะ ข้างหลังนายน่ะมีพวกมันซ่อนอยู่สามตัว" ไกด์ร้องทักขึ้นมา พวกเขาอยากจะยิงมันอยู่หรอก แต่จากสภาพแวดล้อมของที่นี่ หากลงมือเกรงว่าออเฟอุสจะพลอยได้รับลูกหลงไปด้วย
ออเฟอุสค่อยๆปลดเกราะอันเทอะทะของมันออกทีละส่วน ร่างของมันดีดตัวขึ้นจากพื้นของดวงจันทร์ พร้อมกันนั้น ทวินลันเชอร์ของมันก็สาดลำแสงรัวเข้าใส่ไม่หยุดยั้ง พวกกิ้งก่าร้อง แกร๊กกร้าก ดังระงมไม่หยุดยั้ง เศษหินบินว่อนกระจายไม่ทั่วนภา กระทบเข้ากับของเหลวบางอย่างเข้า เพียงชั่วพริบตาของเหลวนั่นทำปฏิกิริยาบางอย่างกับผิวหนังของมัน จับตัวแข็งขึ้นคล้ายกับรูปปั้นที่ทำจากทรายก็ปาน
"อะไรน่ะ !!!" ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวต่างร้องโพล่งออกมาเป็นเสียเดียวกัน
ลูคัสแน่นิ่งไปชั่วครุ่ พอได้สติ เขารีบบังคับออฟิอุสเข้าหาพวกกิ้งก่าที่แน่นิ่งนั้นทันที พลางยื่นมือหมายสัมผัส แต่เพียงแค่ปลายนิ้วแตะพวกมันก็สลายเป็นอากาศธาตุเสียแล้ว
"นี่มันลักษณะของการย่อยสลายนี่..........."ไกด์พึมพัมกับตัวเอง พร้อมกับเริ่มครุ่นคิดอะไรต่างนาๆ
"ยังไงก็เถอะ แจ้งให้คนนำซากมันไปเก็บที่ฐานก่อนดีกว่า" รัตน์กล่าวเรียกสติคนอื่นๆ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ในที่สุดทั้งหมดกลับถึงฐานหลักแล้ว
"กัปตันคะมีข่าวดีค่ะ......พวกเราจับสัตว์ประหลาดนั่นได้ถึง แปดตัวเชียว แต่ดูทาทางคุณกิ้งก่า คงจะเจ็บน่าดูนะคะ งั้นเดี๋ยวโมโมะทำน้ำผลไม้ให้ทานเองค๊าเพื่อพวกเค้าจะดีขึ้น"..โมโมะกล่าวออกมาอย่างร่าเริงทันทีที่กลับมาถึงฐานทัพ
แต่ไกด์ ฟิริน่า และรัตน์ หน้าถอดสีจนแทบจะโปร่งใส เพราะเกรงว่าเพียงแค่พวกมันเอาปลายลิ้นสัมผัส คงคิดว่าตายแล้วเกิดใหม่ยังจะดีเสียกว่าอีก
"จ๊า...เอาไว้ก่อนเถอะนะจ๊ะ...แต่ทางนี้มีข่าวร้ายมากๆมาบอก" ไลล่าตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน หน้าของเธอถอดสีราวกับไม่เคยมีมาก่อน
"เรื่องอะไรเหรอคะกัปตัน" ลูน่ารีบถามเธอทันทีด้วยความเป็นห่วง
"เมื่อกี้นี้ เราได้รับรายงานมาว่าโคโลนี่ XL-24 ของสหพันธ์โดนพวกบอนด์ ทำลายจนราบคราบ"น้ำเสียงของเธอเศร้าสลดหดหู่ไม่น้อย คล้ายกับว่ารู้สึกผิดยิ่งนักที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไร
พวกนักบินได้ยินเข้าก็ถึงกับช็อคไปตามกันๆ ปากอ้าตาค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ที่เป็นหนักยิ่งกว่าใครเพื่อนเห็นทีจะเป็นลูซิเฟอร์ ชายหนุ่มกัดฟันกรามดังกรอดๆ มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเลือดไหลซึม
'ไอ้พวกบอล์น เจอกันเมื่อไหร่ชั้นจะทำให้แกเจ็บเสียยิ่งเจ็บ.......' เขาสาบานกับตนเองในใจ แม้ตอนเริ่มแรกนั้นเขามีความรู้สึกใคร่ที่จะผจญต่างๆ มากกว่า แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่ามีเรื่องที่ท้าทายความสามารถกว่านั้นมากนัก
แต่อนิจจังหนอ เคราะห์ร้ำกรรมร้ายนั้นมิได้มีแต่เพียงแค่นี้
"ทางนี้ก็แย่ไม่แพ้กันค่ะ .........." เสียงไพเราะเสนาะโสตแฝงสเน่ห์ในการน้าวโน้มใจ เพียงได้ฟังก็ทราบดีว่าผู้มานั้นเป็นเฮริซ่าเมื่อครู่
"กัปตัน......พี่.............." เพ้อเรียกออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน
เฮริซ่าสูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งว่า
"เมื่อครู่นี้ เราได้รับรายงานด่วน โคโลนี่เอโรราโด้ ในเครือของจักรวรรดิก็โดนโจมตีซะราบเหมือนกันค่ะ"
"เอโรราโด้ โคโลนี่ที่ใช้สำหรับวิจัยเรื่องการเกษตรนั่นเหรอคะ"
เฮริซ่าพยัคหน้าเล็กน้อย จากนั้นฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า
"นี่เป็นครั้งที่สามหรือสี่แล้ว นับแต่ฉันลืมตาขึ้นมาดูโลกที่แหล่งการเกษตรของจักรวรรดิโดนทำลาย เรื่องน่าเศร้าอย่างนี้มันพลอยทำให้ฉันนึกถึงการตายของคุณลุงบาเรียสต้า และคุณป้าไดอาน่าด้วย" น้ำเสียงเธอราบเรียบเฉื่อยชา แต่ทุกคนทราบดีว่าการข่มความรู้สึกเจ็บปวดไว้ในใจนั้นมันยากเสียยิ่งกว่าการระบายออกมาเสียอีก
"เพราะเอาแต่พะวงเรื่องการรับมือกับพวกอสูรกาย สี่ขาหน้าแหลม กับการสร้างฐานเสียงเพื่อหาอนานิคมจนแนวรับป้องกันล่ะหลวมเข้าทุกอย่างก็เลย..........." ลูคัสกล่าวออกมาด้วยความอึดอั้นตันใจ ท้ายที่สุดถึงกับไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้
"แล้วพวกบอล์นโจมตีได้ยังไงคะ" ไลล่าสอบถามรายละเอียดข้อปลีกย่อย จริงอยู่ว่าแม้เอโรราโด้ จะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่หละหลวมเพียงใดก็ตาม แต่เธอก็ไม่ใคร่เชื่อเท่าใดนักว่าพวกบอล์นจะสามารถกระจายกำลังและมีเครือข่ายเยอะถึงขนาดที่ว่าโจมตีจักรวรรดิได้ทันที ทั้งที่เพิ่งมีกรณีพิพาทกัน
"ไม่มีกองกำลังหรืออะไรทั้งนั้นหรอกครับ แค่มิสไซล์ชีวภาพลูกเดียวเท่านั้น.........." มาร์เซลกล่าวด้วยความยากลำบาก แม้จะหยุดยั้งขีปนาวุธไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์หลายฝ่ายได้ ..........แต่เขากลับไม่สามารถปกปักษ์รักษาประเทศของตัวเองได้ "ช่างไร้ความสามารถยิ่งนัก".........เขาได้แต่บอกตัวเองอย่างนี้ในใจ
"เป็นไปได้ยังไงกัน ก็พวกเราหยุดไว้ได้แล้วไม่ใช่เหรอ" ลูน่าถามโพล่งออกมาด้วยความตื่นตระหนก...........ใช่ก็พวกเธอหยุดมันไปแล้วจริงๆนี่นา
"ขีปนาวุธนั้น ไม่ได้มีแค่ลูกเดียวหรอกนะ........พวกบอล์นมันแสบนัก.......ถ้าคาดไม่ผิดคงจะซ่อนขีปนาวุธไว้สองลูก ลูกแรกให้ยิงออกทันทีหลังจากระเบิดฐานแล้ว............ส่วนอีกลูกนั้นถ้าคาดไม่ผิดแล้วล่ะก็..............คงตั้งระบบหรือกลไกอะไรไว้สักอย่าง ว่าถ้าหากมีคนไปรื้อค้นสถานที่เพื่อหาอะไรบางอย่างแล้ว มิสไซล์ก็จะถูกยิงทันที............เป็นแผนที่ร้ายกาจมากเพราะนั่นมันเหมือนกับว่าใช้มือของพวกฆ่าตัวเองแทน !!!" มาร์เซลกล่าวด้วยน้ำเสียงสลดหดหู่ ในตอนนี้นั้นเขารู้สึกหนักอึ้งตรึงเครียดเหลือเกิน พร้อมกันนั้นเขาคิดถึงคุณหญิงที่อยุ่ในที่ห่างไกล ที่ไหนซักแห่งในห้วงเอกภพอันเวิ้งว้างนี้ หากเธออยู่ด้วยเขาคงสบายใจกว่านี้ แต่ตอนนี้เขากลับพบว่าตนต้องคอยแบกรับภาระแทนเธออย่างไม่เคยมีมาก่อน พร้อมกับเริ่มคำนึงได้แล้วว่า ในบางครั้งเขาควรจะมีความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจอย่างฉับไวเหมือนคุณหญิงบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ตรวจนู่นดูนี่จนเสียเวลาหมือนวันนี้ .........ถ้าหากว่าเขาเร็วกว่านี้สักหน่อยแล้วล่ะก็..ถ้าเขาสามารถควบคุมเวลาและพื้นที่ได้อย่างเธอบ้างบางทีเรื่องร้ายๆมันอาจจะไม่เกิดขึ้น
แต่คนที่เสียใจที่สุดไม่ใช่เขา หากแต่เป็นลูคัส
ทันทีที่สิ้นเสียงของมาร์เซล
คล้ายฟ้ามืดสลัว เมฆหมอกหนาทึบปกคลุม ฟ้าผ่าดังเปรี้ยงลงที่กลางใจของลูคัส หนุ่มร่างเล็กรู้สึกขาชาไร้เรี่ยวแรงหัวเข่าไม่อาจรับน้ำหนักของร่างกาย ร่างน้อยๆทรุดล้มลงพื้นแทบจะทันใด
"หมิง!!!" ชาง หม่าฟานร้องลั่นขึ้นมาทันทีพลางพรวดเข้าไปหาน้องชายของตน
"..ม..เหมือนกับที่ฝันไว้.เลย........เพราะผมสินะ.......ถ้าหากผมไม่..ถ้าหากผมไม่ไปยุ่งของฐานของพวกบอล์นเข้าเรื่องนี้........เรื่องนี้มันก็คงไม่........"เขายิ่งพึมพัมน้ำเสียงยิ่งจับไม่ได้ความท้ายที่สุดคล้ายมีก้อนชิ้นโตติดอยู่ในคอไม่สามารถกล่าววาจาสืบต่อได้
เฮริซ่าเห็นท่าไม่ค่อยดีนักเลยรีบกล่าวบอกลาไลล่า.............
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลูคัส ชาง หม่าฟาน เฮริซ่า และมาร์เซลอยู่ในห้องพักของลูคัส
หนุ่มร่างมีอาการหนาวสั่นสะท้านทั่วร่างกาย ราวกับว่าความเย็นได้แทรกเข้าไปในกระดูก ชาง หม่าฟานพยายามลูบหัวปลอบโยนน้องฟาน อยู่ขาด
"ไม่ใช่ของผิดของเธอหรอกลูคัส ฉันเองก็ผิดด้วยฉันน่าจะทำอะไรให้มันเร็วกว่านี้"มาร์เซลกล่าวด้วยน้ำเสียงเก็บกด บางทีเขาอาจจะเอาแต่สนใจนู่นนี่นั่นจนพลาดเรื่องสำคัญ หรือบางทีเพราะเขาไม่สนใจหรือตรวจสอบให้ดีก่อนอีกรอบ เขาเองก็ไม่แน่จะว่าตัวเองบกพร่องในเรื่องใดกันแน่
"ใช่แล้วลูคัส ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก ถึงแม้เธอไม่เข้าไปยุ่งกับพวกฐานนั้น แต่สักวันสหพันธ์ก็ต้องไปตรวจสอบอีกอยู่ดี แล้วอีกอย่างฉันเชื่อเหลือเกินว่า หากเป็นนักบินคนอื่นๆในเวลานั้นก็ต้องทำเหมือนเธอเช่นกันดังนั้น สิ่งที่เธอทำในวันนี้ถือว่าดีมากแล้ว Il Genio" เฮริซ่าปลอบโยนอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วงตอนนี้ทุกสมาชิกบนยานของเธอต่างเป็นกำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้ทั้งนั้น
"เอาเป็นว่าพักผ่อนให้เต็มที่แล้วกันนะ ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่คาดคั้นนายอีก เอาไว้สบายใจมีเรื่องอะไรจะเล่าก็ค่อยเล่า" มาร์เซลพยายามปลอบใจอีกฝ่ายเช่นกัน
บางทีตอนนี้คงปล่อยให้เขาสองคนอยู่ตามประสาพี่น้องดีกว่า มาร์เซลกับเฮริซ่าจึงชักชวนกันออกจากห้องของทั้งคู่
"คืนนี้ฉันขอไปส่งคุณที่ห้องนะ" เฮริซ่าเอ่ยขึ้นในขณะที่ทั้งคู่เดินไปด้วยกัน แต่เป็นเธอเดินนำหน้าเขาสองเก้า...........ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วกันแน่ที่เขาไม่ได้เดินในในแนวระดับเดียวหรือนำหน้าเธอเลย.....
มาร์เซลนิ่งเงียบ.....ไม่ตอบคำพลางทำสีหน้ากระอักกระอ่วม เป็นเชิงบอกว่า
".....มันจะดีหรือ"
กัปตันคนสวยก็หันหน้ามาเหยียดปากช้อนสายตามองตอบเป็นเชิงบอกว่า
"คิดมากอะไรของคุณอยู่..........."
"กัปตันไม่เศร้าบ้างเลยเหรอครับ" เขารวบรวมความกล้าอันมหาศาลก่อนที่จะกล่าวคำออกไป เพราะเขาทราบว่าประโยคเมื่อครู่สร้างความขุ่นเคืองให้แก่เธอยิ่งนัก
จริงดังคาด เธอเบิกตากว้างมองเขาเป็นเชิงตำหนิคล้ายกับต้องการที่จะสื่อว่า"ช่างเสียมารยาทนัก" แต่แล้วพลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มวูบหนึ่ง
"ริซ่า ก็เศร้ามากเหมือนกันค่ะ แต่ริซ่าจะเศร้ามากกว่านี้ อีกถ้าลูกเรือของริซ่านั้นเอาแต่โทษตัวเอง มาร์เซลทราบหรือเปล่าคะ ว่าวันนี้ฉันต้องเจอกับเรื่องที่สะเทือนใจมากกว่าคุณยิ่งนัก แต่ริซ่าก็รับมันได้ เพราะอย่างน้อยริซ่าก็มีเพื่อนที่ดีอย่างคุณไว้คอยพูดคุยด้วย ตอนแรกที่ทราบเรื่องของชอร์ลนั้นริซ่าเสียใจมากจนไม่ทราบจะว่ากล่าวอย่างไร และฉันก็โกรธคุณมากที่แสดงท่าทีเฉื่อยชาไม่สนใจ แต่อย่างน้อยริซ่าขอขอบคุณคุณมากนะคะ ที่นึกถึงความเสียใจของฉัน ริซ่าอยากแจ้งให้คุณทราบเรื่องหนึ่งเอาไว้ แม้ภายนอกคุณอาจเห็นฉันแสดงสีหน้ามั่นคงไม่หวั่นเกรงอยู่ตลอดเวลา แต่ลึกๆแล้วฉันก็เศร้าสร้อยไม่แพ้กันกับคุณ ตอนนี้ริซ่ากำลังกุมชะตากรรมของใครหลายคนเอาไว้ ทั้งในฐานะกัปตันไม่อาจแสดงความอ่อนแอออกมาได้ ดังนั้นการได้สนทนากับเพื่อนที่รู้ใจอย่างคุณจึงเป็นความสุขส่วนตัวที่ฉันมีมากที่สุดในตอนนี้ และฉันจะดีใจเป็นอย่างมากที่เห็นคุณทำตัวผ่อนคลายยิ่งกว่านี้ " น้ำเสียงคล้ายขอร้องอ้อนวอนหาได้เป็นความการระยายความอึดอั้นตันใจไม่
จากนั้นเงียบงันไม่กล่าวคำ เบือนหน้าหนีไปทางด้านนอกกระจก แล้วหันหน้ากลับมามองเข้าไปในดวงเนตรส่วนลึกของชายหนุ่ม กล่าวด้วยน้ำเสียงลื่นลอยชวนเคลือบเคลื้อมชวนฝันว่า
"เมื่อตอนนั้นที่คุณเรียกฉันว่า"ริซ่า"นั้น ริซ่ามีความสุขมาก ริซ่าอยากให้คุณเรียกอย่างนั้นเหมือนเมื่อก่อนที่เราเป็นเพื่อนสนิทกัน อย่างน้อยใช้เรียกหายามเมื่อเราอยู่ด้วยกันสองคนก็ดี" น้ำเสียงตอนแรกของเธอนั้นอ่อนหวานนัก แต่พอถึงตอนท้ายแฝงความเศร้าสร้อยเปลี่ยวเหงาจับใจอย่างบอกไม่ถูก มาร์เซลรับฟังจนใจอ่อนผ่อนตาม เพ่งพิจไปยังเค้าใบหน้าอันหวานซึ้งของเธอ เห็นหยดน้ำตาที่คลอหน่วยทั้งสองข้าง เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้เธอพลางกระซิบอย่างแผ่วว่า "ครับ ริซ่า"
จากนั้นใช้มือล้วงผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อของตันขึ้นมา บรรจงเช็ดมันอย่างแผ่วเบาที่สุด ราวกับสัมผัสกับปุยนุ่นก็ตาม
เฮริซ่าจับมือเขาไว้ พร้อมกับหยิบฉวยผ้าเช่นหน้าผืนนั้น คลี่ยิ้มน้อยๆที่มุมปากแล้วกล่าวด้วยเสียแผ่วเบาว่า
"ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ทั้งสวยทั้งนุ่มนัก ฉันขอเก็บมันไว้กับตัวได้มั้ย"
มาร์เซลปล่อยมือจาก ลงตามลำตัว พร้อมกับเก้าเท้าถอยออกมาแล้วพยัคหน้าลงเล็กน้อย
ทั้งสองเดินไปโดยไม่สนทนากันอีก จนในที่สุดมาถึงห้องของชายหนุ่ม
"หลับฝันดีนะคะ" ริซ่ายิ้มให้อีกฝ่ายก่อนที่จะเดินจากไป
"ราตรีสวัสดิ์ครับริซ่า"
-------------------------------------------------------------------------------
กัปตันสาวเดินทางถึงห้องพักในไม่ช้า เธอค่อยทรุดนั่งลงกับเก้าอี้ตัวโปรด หยิบจี้สร้อยคอขึ้นมาเปิดดูรูปเมื่อตอนที่พ่อกับแม่ของเธอยังอยู่
หลังจากผ่านเรื่องราวอันผันผวนมาเป็นเวลาแรมเดือน เมื่อครู่นี้เธอค่อยรู้สึกผ่อนคลายบ้าง แต่น้ำตาน้อยก็อดไม่ได้ที่จะไหลริน
"คุณพ่อคุณแม่ คะ เป็นกำลังใจช่วยริซ่าด้วยค่ะ"..............
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อีก Rep เดียวก็จบตอนแล้ว
