ThaiSRW :: TSC :: เว็บบอร์ดสำหรับคนรักเกม Super Robot Wars

THAI-SRW Member Zone => ฟิคชั่น, แฟนอาร์ต => ข้อความที่เริ่มโดย: PurpleHaze ที่ พฤษภาคม 22, 2010, 06:37:20 PM



หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤษภาคม 22, 2010, 06:37:20 PM
(http://i958.photobucket.com/albums/ae61/UnRealPurpleHaze/Wallpaper300blur.jpg)

ขอคำติด้วยนะครับ จะได้ไปพัฒนาตัวเอง   แล้วถ้าคิดว่าคนแต่งบ้าหรือโรคจิตละก็ เป็นตามนั้นล่ะครับ

เอาไปลงบอร์ดดราม่าแล้วครับผม! (ว่างๆ จะมาแก้ตอนแรกใหม่ พอกลับมาอ่านแล้วรู้สึกว่า...มันห่วย!!!)

แรงบันดาลใจจาก
-Ghost in the Shell
-Gundam
-Evangelion
-Armored Core
-redEyes
-Ernesto Che Guevara
-The Matrix ให้ตายสิคุณสมิธ!
-ชีวิตด้านที่ห่วยแตกของตัวเอง และความหวังเล็กๆ แด่มวลมนุษย์
-และอีกหลายเรื่องหลากเหตุที่ขี้เกียจพิมพ์

เรื่องนี้พยายามเขียนให้ได้หลากอารมณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้
1. แนววิทยาศาสตร์ + เวทมนต์ที่ไม่ค่อยเว่อ + การทหาร + หุ่นยนต์(สายเรียล แต่คนขับซูเปอร์) + ตะลุยอวกาศหลังๆ เลย โดยรวม "ใส่ไฟ" ครับ มีปรัชญาเล็กน้อยแต่บ่อยมาก
2. หุ่นยนต์ในโลก UnReal จะอยู่ระหว่างการสร้าง ทดสอบ ต่างๆ นาๆ เดี๋ยวจะปรากฎในอีกราว 7 ตอน (ช่วงนี้จะมาแต่ชื่อ)
3. ตัวเอกไม่ใช่คนดี ตัวละครในเรื่องนี้ไม่มีคนดี

เรื่องราวเล็กน้อย(จริงๆ)
   เรื่องเกิดในปี 22xx พิชิตทหารผ่านศึกใช้ชีวิตอยู่ใน กทม. ที่ล่มสลาย   เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกฝึกมาเพื่อฆ่า กับตราบาปแห่งความหลังที่ยากจะลืม   โดยสิ่งเดียวที่ทำให้เขายังมีชีวิตอยู่คือ อุดมการณ์ และเป้าหมายที่จะทำลายโลก...

ตอน 1-6 มาแล้วครับ (.doc)
>>>http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3395.90.html ตอน 1-6 (.rar)

เกร็ดเล็กน้อยในเรื่อง
1. แผนการทำลายโลก ไอ้คุณพิชิตเป็นผู้สานต่อ ดำเนินการต่อเนื่องกว่า xxx ปีแล้ว อ่านแล้วอย่าคิดว่ามันทำไม่ได้ล่ะ
2. เวทมนต์เป็น ข้อมูลปกปิด ใครรู้แล้วไม่เข้าพวกหรือไม่มีประโยชน์ตาย ซึ่งตัวเอกของเราก็ไม่เคยรู้มาก่อน
3. สาวๆ ในเรื่องนี้โหด และส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยมารยา

ถ้าคุณอ่านถึงตอน 6 แล้วคิดว่าไอ้คุณพิชิตเป็นคนดีละก็ คิดผิดแล้วล่ะ
เนื้อหาที่แก้ไขหรือเพิ่มเติมจะเป็นสีฟ้าครับ

ตามมาด่ากันได้ที่ http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3423
ออกแบบตัวละครของท่านที่ หรือตามวรรคก่อน http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3286


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 1 -Untitled- ไม่รู้จะตั้งว่าไรดี...
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤษภาคม 23, 2010, 09:17:16 AM
“คนทุกคนเมื่อเกิดมาเป็นคนดีหมด   สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนไปคือสภาพแวดล้อม”
ขงจื๊อ มั้ง

“แล้วจะมีโทษประหารไว้ทำตะบวยอะไรวะ แสรดดด”
PurpleHaze


“ไว้ตักน้ำไงล่ะจ้ะ”
???







   “โดนหลอก! เป้าหมายของมันคือกรุงเทพ”
“อีก 80 วิ ขีปนาวุธจะออกตัว!”
             “ตอนนี้มันกู้ระบบป้องกันกลับไปได้แล้ว! เอาไงดี”
   “พวกเราตายหมดชัวร์ เปลี่ยนเป้าทันไหม?”
         “มีพิกัดของฐาน UASPD ที่เชียงใหม่อยู่”
     Bang BanG bang Bang BanG bang Bang BanG         
     “ข้างในทำอะไรอยู่! ทางนี้จะต้านไม่ไหวแล้ว”
“จัดไปเลยใส่พิกัดซะ!   พวกมันส่งเรามาตายก่อน”
       “ผมจัดการระบบแล้วมีเครื่องบินขับไล่จอดอยู่ที่โรงเก็บ E-8”
   “ตกลงรอดได้คนเดียวสินะ งั้นข้าโหวตนรก ที่เหลือจุดบุหรี่ซะ”
     Bang BanG bang Bang BanG bang Bang BanG
   “หมายความว่าไงให้ผมออกไปคนเดียว!”
         “ก็มีมึงขับเป็นอยู่คนเดียว แล้วมันก็นั่งได้คนเดียวด้วย!”
      “ไปซะ!  นรกเดินได้ พวกเราโดนส่งมาเป็นหมากในเกมส์ของพวกมันซะแล้ว อย่าทำให้พวกข้าตายเปล่า ไป”




Unreal 1   -Untitled-

      “ไอ้ชิตโว้ยยยยย”

   “แว้กกกก ข้าศึกบุก ใครวะ ไหนวะ มาเลยเฮ้ย!”   ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมามองไปรอบๆ  ชะอุ๋ย

   “จ่าเองเหรอ”

      “ก็เออสิวะ จ้างมาเฝ้ายามนะโว้ย ไม่ใช่ให้มาหลับ”

     คนที่ยืนด่าผมอยู่นี่คือจ่าไพลิน หัวหน้าร่างท้วมของผม   ผมเป็นยามกะเย็นครับ หกโมงเย็นยันหกโมงเช้า  เก้าโมงไปเรียนราม   หลับยามกันตีหนึ่ง อิอิ

   “นี่มันตี 2 แล้วโจรไปนอนแล้วล่ะ”

                        “ตี 2 ?   พึ่งจะ 3 ทุ่ม!”

     ผมเหลือบไปดูนาฬิกา  2109  ชะอ้าว

   “ขอโทษครับ อย่าหักเงินผมเลยครับ”

     ผมลุกขึ้นตะเบ๊ะ  ทำเสียงขึงขัง  แกก็ไม่ว่าอะไร...

      “ชิต เอ็งว่าข้าจะเป็นใหญ่เป็นโตกับเค้าได้บ้างมั้ยวะ”

     จ่าโน้มตัวส่ง M-150 ให้ผมพร้อมพูดเสียงเนือยๆ ประโยคนี้พูดมาตั้งแต่ผมมาเป็นลูกน้องแกวันแรก   ช่างน่าเบื่อหน่ายนัก ทั้งที่ก็อุตส่าห์รอดมาจากสมรภูมิแท้ๆ

   “จ่าคิดมากน่า อยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว...  อีกอย่างยุคนี้เป็นใหญ่ตายเร็วนา ดูอย่าง โกร มากวิแนกซ์ สิ ปากดีใส่ *แซมมี่ ได้วันเดียวโดน CIA เก็บซะ”   พูดเสร็จก็กระดก M
*(แซมมี่, ลุงแซม,   eng.Sammy, Uncle Sam   =   US นั่นแล มันเป็นแสลงครับท่าน   มีประวัติด้วยไว้ไปดูในไฟล์ glossary เด้อ)

         “เรื่องนั้นมันระดับโลก ของข้ามันแค่ในประเทศ…”

     จ่ามานั่งบนโต๊ะ รปภ. หยิบ M ผมไปซะงั้น

      “ของข้าได้เลื่อนขั้นก็พอ”

   “สักกี่ขั้นดีล่ะ? 48 แล้วนา”

     จ่าหันมามองหน้าผมแล้วพูดประโยคเด็ดออกมา

      “ผอ   บอ   ตอ   รอ”

   “55555  มันจะเป็นไปได้ไงวะนั่น  ประสาทไปแล้วเหรอ วู้ว~~~~”

     ฮาว่ะ  จ่ามาแนวใหม่  -โป๊ก-  จ่าเคาะกระบาลผม

      “นี่ไงล่ะประสาท”

     เจ็บนะ  ไอ้แก่นี่  ผมลูบหัว ถ้าไม่เห็นว่าแก่นะ

      “ชิตพรุ่งนี้มาหาข้าตอนบ่าย 4 สิ  จะให้ช่วยไรหน่อย”

     จ่าแอบทำหน้าเครียดก่อนหันมายิ้มแล้วพูดแบบฝืนๆ  มีอะไรแฝงแหงๆ  แต่ช่างมัน เงิน สำคัญกว่า

   “ช่วย? แน่นอนว่าไม่ฟรี”

      “2000”

   “งานอย่างว่าเหรอ ไม่ถูกไปหน่อยเร้อ?”

     ช่วยงาน หน่อย   แต่ให้  2000  ผมชำเลืองตามองจ่า

      “ของสำคัญเฉยๆ น่า แค่ไม่ถูกกฎหมาย นี้ดสสสส์นึง”

     เหยยยย   รอบที่แล้วเล่นเกือบกรง ทำเป็นชู 2 นิ้ว

   “4000 ไม่งั้นโน”

      “โอเค”

     เฮ้ย? ง่ายไปม้าง???

      “อย่าลืมนะ  รับปากแล้วนะว้อย  ข้าไปล่ะ”

     พูดเสร็จก็รีบสตาร์ทมอไซออกไป

   “เฮ้ยเดี๋ยวเด้!”

     อะไรวะ  บ้ะ! ไปก็ไปงานเดียว 4000 จ่ายค่าเช่าบ้านย้อนหลังรวดเดียวหมด แถมยังเหลือประทังชีวิตได้อีกตั้งเป็นอาทิตย์...   -แป้นนนน-   อ้ะ! รถเข้าตึก

   “ครับ ทางนี้เลยครับ”


0632

   “อ้า~~ กลับถึงบ้านซะที เหนื่อยจริงงงง”

     บ้านของผม  มันก็เป้นแค่ห้องเช่าราคาปานกลาง กว้างพอประมาณ มีห้องน้ำในตัว แต่เพราะผมมันไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร มีแค่ชั้นหนังสือนานาสาระ โทรทัศน์จอแบนติดผนังไทยประดิษฐ์ราคาถูกๆ กับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเล็กๆ อีกหนึ่งเครื่อง และตู้เสื้อผ้าต่อเองเล็กๆ ตรงมุมห้อง มันเลยดูกว้างผิดกับที่มองจากภายนอก

     ผมเข้าไปอาบน้ำแล้วออกมานั่งคิด พลางเปิดเพลงของวง Do as Infinity ฟัง

   “งานอะไรวะคิดไม่ตกฟะ ครั้งที่แล้วขนปืนเถื่อน ยังเกือบซวย”

     ไม่ซวยได้ไง  ก็ไอ้จ่ามันพาพวกมาจับเอง แล้วแอบปล่อยผมหนี  ทั้งปืน เงิน ผลงาน  เอาไปหมด ให้ผมแค่ 8500 แสรด...

   “ถ้าทำแบบนี้อีกไม่แก่ตายแน่”

     เห็นยังงี้ผมก็ทำงานสกปรกมาเยอะ เพราะมันได้เงินดี ยุคนี้ข้าวยาก หมากแพง  แค่ค่าแรงถูกๆ จากงานประจำมันไม่พอยาไส้หรอก  แต่ถ้าเกิดพลาดก็มีตายเหมือนกัน คนรู้จักที่แนะนำงานพวกนี้ให้ผมทำพากันพลาดตายกันไปหลายคนแล้ว   ...แต่ เงินก็คือเงิน มันไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว

     ยังไงก็ตามนอนก่อนละกัน...

   “คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง.....”         


1615
     ผมขับมอไซคู่ชีพมาถึงบ้านจ่า   บ้านของจ่าอยู่เลยโรงพยาบาลรามคำแหงไปหน่อยนึง  เป็นบ้านหลังเดียวในแถบนี้ที่มีรั้วปูน  ช่วงสงครามเมื่อ 4 ปีก่อนแถบนี้โดนทิ้งระเบิดเละเทะไปพอสมควร คนแถวนี้จึงย้ายหนีหมดมีจ่ากับอีกไม่กี่คนกลับมาอยู่ ที่เหลือก็พวกไร้บ้านกับข้างถนน...  สงครามนี่ไม่มีอะไรดีเลยน้า   แต่อย่าไปสนใจมันเลย ของธรรมดา

     ผมเดินไปกดออด

   “โย่วจ่า มาแล้วครับ”

      “เอ้อ เข้ามาเลยไม่ได้ล็อค”

     จ่าเปิดประตูในบ้านออกมา ผมเดินเข้าไปหา

   “ว่าแต่คราวนี้ให้ทำอะไรล่ะ”

      “ส่งของ งานง่ายมะ”

     จ่าหยิบกระเป๋าเดินทางขนาดประมาณกระดาษ A4 ออกมา   กระเป๋าล็อคแบบมีรหัส  ใส่ยามหัศจรรย์ไว้รึไงวะ

      “เอาไปส่งท่าเรือสมุทรปราการ ไปถึงจะมีตำรวจนอกเครื่องแบบรออยู่   บอกไปว่า มาม่า มาส่งแล้วครับ”

     จ่าทำสีหน้าตึงเครียดเล็กน้อย  สงสัยงานนี้จะไม่ธรรมดาอย่างปากว่าซะแล้ว...

   “เฮ้ยไหงทำหน้าเครียดงั้นล่ะเฮีย  งานเกี่ยวกับการเลื่อนขั้นที่พูดไว้ใช่มะ”

      “เออ   สืบราชการลับ แต่มันไม่ถูกกฎหมายถ้าพลาดก็จบ ของข้างในถึงอยากดูก็ดูไม่ได้หรอก รีบส่งรีบเผ่น เอ็งมีฝีมือเรื่องนี้อยู่แล้วนี่”

     นั่นไงล่ะ ก็ว่าแล้ว   ผมชำเลืองมองตรงจุดใส่รหัส   ภาษาอะไรก็ไม่รู้ ไม่สิมันเหมือนกับอักขระอะไรสักอย่างมากกว่า   คุ้นๆ ว่าเคยเห็นที่ใหนสักแห่ง เขมรมั้ง...

   “โอเค เสร็จแล้วจะโทรหา โอนเงินเข้าบัญชีเดิมนะ   ว่าแต่ภายในกี่โมง”

      “ไม่จำกัด ระวังให้ดีล่ะที่จริงแผนมันเริ่มรั่ว เลยใช้เอ็ง”

   “งั้นก็เหมือนเดิม ถ้าเจ็บตัวมาจ่ายเพิ่มด้วยละกัน   แน่นอนว่าต้องแพง”

      “เออ รีบไปเลย”

   “เดี๋ยว ขอชาร์จแบตมอไซแป้ป”

     ผมเดินไปต่อปลั้กชาร์จไฟจากบ้านจ่าเข้ารถ   มอเตอร์ไซของผมประกอบขึ้นเองจากซากสงครามใช้โมเดลเวฟแซด แต่เปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อน  ส่วนทะเบียนผมปลอมเอา ถ้าไม่เปรี้ยวจนโดนจับก็ใช้วิ่งได้ไม่มีปัญหา ตำรวจไม่ค่อยคุมเข้มเท่าไรนัก

      “ไม่ชาร์จมาจากบ้านวะ เปลืองไฟข้าอีก”

   “ลืมฟะ โทษที”


1633
     จากบ้านจ่าไปท่าเรือก็ไกลพอสมควร ผมขับมอเตอร์ไซขึ้นมอเตอร์เวย์เก่า ที่ตอนนี้เป็นหลุมเป็นบ่อจนรถใหญ่วิ่งขึ้นไม่ได้ไปแล้วจากการรบ รัฐมันก็ไม่ยอมมาซ่อม ซากรถถังยังกองอยู่เลย   ตอนนี้ที่พอวิ่งได้ก็พวกมอไซกับรถขนาดเล็ก   แต่ตอนนี้กรุงเทพมันก็ไม่ได้สำคัญมากมายอะไรอยู่แล้วด้วย

   “เหอะ ย้ายเมืองหลวงแล้วก็ปล่อยทิ้ง มัวเอางบไปรับประทานกันอยู่ได้”

     ที่มาทางนี้เพราะกะจะไปดูร้านขายของหนีภาษีตรงใกล้ๆ ม.ราม2

     ผมขับรถออกจากมอเตอร์เวย์ต่อเข้าไปใน ม.ราม2   หืม ผมมองกระจกซ้าย

   “ไอ้รถคันนั้น ตามเรามาตั้งแต่ออกจากมอเตอร์เวย์แล้ว”          

     อืมโมเดล Toyota Yaris สีครีม ชย 7351 เอาของโบราณมาใช้เหมือนกันเลยนะ   เร่งเครื่องหนีดีกว่า

     ผมเลี้ยวเข้าหัวมุมซ้าย  น่าจะพ้นแล้วไม่รู้หรอกว่าเป็นใครแต่เผ่นไว้ก่อนเป็นดีที่... -เอี้ยด- -ตูม-   เฮ้ย!!!   ไอ้รถบ้านั่น มันวิ่งตัดซอยออกมาชนคนปลิวเลย รอบข้างพากันแตกตื่น

   “อะไรกันวะ!”   -เอี้ยดดดดดดด-   มันยังไล่ผมอยู่

     มีเงาดำออกมานอกหน้าต่าง   เฮ้ย! ปืนนี่หว่า!  -ปัง-   มันยิงใส่ผม นัดแรกพลาด คนต่างพากันหลบเข้าบ้านเหมือนรู้งาน

     -ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง-   กระหน่ำเลยเรอะ  ผมขับส่ายไปมา พร้อมบิดคันเร่งขึ้น   -เป๊ง-

   “อุ๊! หมวกกันน็อค”   -เผียะ-   กระสุนเฉือนหลังผมไป!   จังหวะนี้ผมเสียหลักหักขวา   เวรล่ะสิข้างหน้าเป็นแยกเข้าตรอก!

   “ฮึ้ย!   แย๊กกกกกกกกก”   -ตูม-   ผมชนเข้ากับแผงลอยอย่างจัง

     ตัวผมกระเด็นลอยเข้าไปข้างในร้านหนังสือ ตกบนแผงหนังสือด้านใน  สีข้างกระแทกอย่างจังเล่นเอาจุกไปไม่ใช่น้อย

   “แฮ่กๆๆ   ไอ้จ่า... ได้จ่ายอานแน่ อุ่ก เวรเอ้ย”

     ร่างกายซีกซ้ายเจ็บแปลบขึ้นมา ผมคลานไปหลบหลังแผงหนังสือ   !   พวกมันคนนึงวิ่งไปหยิบกระเป๋าที่รถผม เพราะไอ้นี่จริงๆ   อ๊ะนั่น ลุงแก่ที่ท่าทางจะเป็นเจ้าของร้านเดินไปหาพวกมัน

        “พวกลื้อทามอารายกังว้าเฮ้ย”

     จะเข้าไปทำไมวะลุ๊งถอยม๊า เวรล่ะพวกมันอีกคนเดินเข้าไปหาลุงแก่

      “เกะกะโว้ย ไอ้เจ๊กนี่”

     -ปัง-   ไอ้เวรนั่น! มัน ยิง ลุงแก่!!!

   “ไอ้ระยำ!”

      โดยไม่รอช้าผมคว้าหนังสือปกแข็งใกล้ๆ มือเขวี้ยงอัดมือขวามันจนปืนตก   จากนั้นวิ่งไปด้านในร้านขึ้นบันไดไปชั้น 2   มีห้องนึงเปิดประตูแง้มไว้อยู่

            “เฮ้ย มันหนีไปชั้น 2”

      “ไปก่อน เดี๋ยวเก็บมันเสร็จจะตามไป”

      ได้ยินมันพูดปุ้บ ผมก็เอื้อมมือเข้าไปกดล็อคประตู จากนั้นกระแทกปิดประตู   -ปึ้ง-   หวังว่าคงหลอกล่อได้บ้าง

      เลยห้องนั้นไปมีห้องน้ำอยู่ ข้างๆ ห้องน้ำเป็นห้องครัวมีชั้นวางมีดอยู่ ผมคว้ามีดได้ก็กระโจนไปแอบหลังประตูในห้องน้ำแล้วเลื่อนประตูให้เปิดแง้มไว้หน่อยนึง      -กึง กึง กึง-   มันวิ่งขึ้นมาแล้ว เสือกใส่คอมแบตเหยียบพื้นไม้เค้าก็รู้หมดสิวะ ว่าแต่ไอ้คนที่พูดว่าผมขึ้นชั้น 2 นี่เสียงมันคุ้นๆ แฮะ

     -แกร๊กๆๆ ปึง-

      “เฮ้ยออกมาซะ อย่าให้ต้องเข้าไปเอง  รู้นะ  ได้ยินนะ”
     เหอ ลูกไม้แค่นี้หลอกได้ด้วยว่ะ ควายชิบ   มันยังไม่เห็นหน้าผม ผมก็ไม่เห็นหน้ามันเหมือนกันมันใส่ไอ้โม่ง   ผมถอดหมวกกันน็อคออก   -ปัง-   มันคงยิงกลอนประตู ไม่ฉลาดเอาซะเลยนะ   -ปึง-   มันเข้าไปแล้ว จังหวะนี้ผมย่องออกไปแย้มมองในห้อง   โห รื้อห้องใหญ่เลย กูไม่ได้อยู่ในตู้เสื้อผ้า...

     -เอี้ยด วี้ด~~~-   ข้างนอกออกรถไปแล้ว ได้เวลาลงมือแล้ว...  

     ผมพุ่งเข้าใส่มันจากด้านหลัง   มันรู้ตัวหันมายิงใส่   -ปัง-  -เป้ง-   มีดผมปัดโดนกระสุนพอดี   ผมเหวี่ยงมือซ้ายปัดปืนออกนอกวิถี จากนั้นก็แทง -ฉึก-   เวรล่ะมันยกแขนกันมีดผม

      “ไอ้กระจอก”   -ตูม-

     มันถีบผมตัวปลิวไปหน้าห้อง   -ปัง ปัง ปัง ปัง-   ผมดีดตัวหลบกระสุนออกไปนอกห้องแล้วก้มตัวรอ   มันกระโจนมาหน้าห้อง  ผมถีบตัวพุ่งเข้าไปซัดเป้ามันเต็มรัก

      “โอร้กกกกกกกกกกก”

     มันล้มตัวลงผมคว้ามีดที่เสียบมือขวามัน จากนั้นฟันฉีกออกมาด้านข้าง แล้วกระทืบข้อมือซ้ายขยี้ๆๆ   -กร้อบบบ-   แย่งปืนมันมา ยิงอัดโคนขามันไปข้างละสองนัด   ขาขวากดลงไปที่ซอกคอ ค่อยๆ เค้นให้หนักเข้า สะใจจริง!

     ผมลากมันออกมาให้กลางลำตัวอยู่ตรงขื่อประตูพอดี

   “เอาล่ะ   มาคุยกันเถอะจ้ะ”

     -ปึง-   ผมจัดการปิดประตูกระแทกเข้ากลางลำตัวมัน

      “อ้ากกก   ไอ้ชั่ว”

   “โหย ตะกี้ว่าข้ากระจอกนี่   พวกเอ็งเป็นใครกันวะ หา!”

      “ไม่รู้ ผมไม่รู้ แค่ทำตามที่เขาสั่ง”

    “ไม่รู้เหรอ หึหึ”   -ปึง-   อัดมันอีกครั้งไม่ยอมบอก

       “อ้าก ยะ อย่า ถ้าพูดไปผมตายแน่”

     อา   คำพูดมันเล่นเอาผมจี้ดขึ้นสมองเลย

    “ซื้ดดดด ฮ่าหหห์   ...ถึงไม่บอก มึงก็ตาย!”   -ปึง-
    “ตาย!”   -ปึง-   “ตาย!”   -ปึง-   “ตาย!”   -ปึง-   “ตาย!”   -ปึง-   “ตาย!”   -ปึง-

    “อ้ากกกกก   บะ บอกแล้ว อย่าฆ่าผมเลยผมบอกแล้ว   ผะ ผมไม่รู้ว่าคนจ้างเป็นใคร ถ้าพูดออกไปผมตายแน่”

     ถ้าพูดออกมาตายแน่  ถ้างั้นก็รู้นี่หว่า ช่างไม่รู้สถานการณ์เอาซะเลยนะ...   แต่ก็เอาเถอะ ผมไม่สนใจจะรู้ว่าพวกมันเป็นใคร หรือว่าของในกระเป๋าคืออะไรอยู่แล้ว   มาตัดหน้าธุรกิจแบบนี้มันหยามหน้ากันชัดๆ ถ้างั้นก็....

   “ถ้างั้นเอ็งไปที่ไหนกันบอกมา   แล้วข้าจะไม่ฆ่า”

      “จะ จริงนะ โอย”

   “เออ หน้ากูโหดอย่างเง้เหมือนล้อเล่นรึไง”

     มันตื่นตระหนกน่าดู  ท่าทางจะไม่ใช่พวกทหารผ่านศึก ปอดดีแท้

      “วัดแจงร้อน ไปที่วัดแจงร้อนกุฏิเจ้าอาวาส”

   “เวลาล่ะ”

      “ประมาณ 2-3 ทุ่ม บอกหมดแล้วปล่อยผมนะ”

     เหอ ปล่อยเหรอ เอ็งเห็นหน้าข้าแล้วเนี่ยนะ   และที่สำคัญมันฆ่าลุงแก่   ผมหันไปมองหน้ามันแล้วยิ้มให้

   “โทษทีว่ะ ตะกี้ล้อเล่นน่ะ”
     -ปัง-


     ใส่ถุงมืออยู่ตลอด มันเป็นนิสัยน่ะ ไม่ต้องกังวลเรื่องรอยนิ้วมือ   ไม่มีใครรอดมาเห็นหน้าอีกแล้ว...   อา   เจ็บแผลที่หลังแฮะต้องเอาคืนให้จั๋งหนับเลย

     ที่เหลือก็...   ผมหยิบมือถือขึ้นมากดเลข 5466 โทรออก

   “บง โบ โล ลิน”   -ตูม-

     มอเตอร์ไซผม   เสียดายอยู่เหมือนกันกว่าจะประกอบได้แต่ละคัน แต่ช่างมันเถอะ ปัญหาคือ จะฆ่าให้เหี้ยนหรือเจรจาดีหว่า?   โอ๊ะ! ผมพึ่งจะสังเกตที่มีด...

   “อรัญญิกแท้แฮะ”


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 2 -Unbolt- ถอดสลักแล้ว ระวังนะ!
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤษภาคม 23, 2010, 09:32:29 AM
“เสร็จงานเมื่อไหร่ ทั้งเงิน ตำแหน่ง ผู้หญิง สึกดีกว่าโว้ย!”
???

“ตายซะ ไอ้มารศาสนา!!!”
???



Unreal 2   -Unbolt-
2048
   ‘รายงานด่วนค่ะ เย็นวันนี้เวลาประมาณ 18:30 น. เกิดเหตุคนร้ายไล่ยิงกันแถบ...’

     โห นักข่าวทำงานเร็วเว้ยเฮ้ย

     ตอนนี้ผมอยู่บนรถเมล์ไปวัดแจงร้อน ตั้งแต่ตอนนั้นก็ผ่านมา 1 ชั่วโมงกับอีก 28 นาที ที่เสียเวลาขนาดนี้เพราะมัวแต่หาชุดเปลี่ยน หมวกเขียว เสื้อน้ำตาล กางเกงยีนส์ โคตรเสร่อ...

   ‘คนร้ายไล่ยิงกันเองระหว่างรถยนต์กับจักรยานยนต์ คนร้ายตายหนึ่งคน...’

     อีกอย่างคือ รถมันวิ่งอ้อมโลกซะเหลือเกิน ทำไมมันไม่ยอมออกงบซ่อมถนนว้า...   ปืนพร้อม มีดพร้อม ไอ้โม่งพร้อม ตบมาทั้งนั้น   อ้ะ ถึงแล้ว

-แช่ กึง-

     ผมลงตรงปากซอยเข้าวัด สอดส่ายสายตาไปรอบๆ

   “คนมันหายไปไหนหมดเนี่ย”

     แปลกมากจริงๆ พึ่งจะ 2 ทุ่ม คนไม่มีเลย เอ่อ... จะว่าไงดีล่ะ แผงลอย หาบเร่ไม่มีเลย แม้แต่กุ้ยก็ยังไม่โผล่ออกมาให้เห็นสักหัว ผมหันไปที่ร้านมินิมาร์ทข้างสะพานลอย...

   “เฮ้ย! ขนาดเซเว่นยังปิดเนี่ยมันเกินไปม้าง”

     ผมค่อยๆ ย่องเข้าซอยไป มืดมากแต่ยังดีที่คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์ทำให้พอมองเห็นทางบ้าง ผมเดินผ่านร้านค้าไปมากมายก็ยังไม่มีวี่แววคน   ในที่สุดก็มาถึงวัด เงียบซะยิ่งกว่าเป่าสากอีก กลัวนะกลัว กลัวจะตายแล้วเนี่ย

   “ไม่มีใครเลย มันเตรียมการไว้รึไงวะ แต่เตรียมซะเว่อเชียะ ตอนนั่งรถมาแถบอื่นก็ยังมีคนอยู่เลย”

     ผมเดินเข้าไปพิงตรงด้านข้างประตูวัด แล้วชะโงกหัวออกไปมองในวัด อืม วัดตอนมืดๆ นี่มันน่ากลัวดีจริงๆ โชคดีที่ผีไม่มีจริง  ผมทำเวรทำกรรมมาเยอะ แต่ไม่ยักกะมีผีโผล่มาหลอกซักตัว เหอ เหอ

     หือ ตรงนั้น ลานกว้างหน้าวัดมีคนกวาดลานวัดอยู่นี่หว่า มืดเลยมองไม่ค่อยชัดนัก แต่จากลักษณะการเคลื่อนไหวท่อนล่างที่ไม่ค่อยจะมั่นคง น่าจะเป็นชายอายุประมาณ 60 - 70 เห่ย เฮย เฮ้ย ไม่แจ่มซะล่ะมั้งมืดออกปานนื้ ถนนโล่งคนไม่มี พี่แกยืนกวาดลานวัดอยู่คนเดียว แถมนี่มันเลยเวลาที่คนปกติเขาจะมากวาดลานวัดนะเว้ย  หือ ท่าทางเหมือนเค้าจะหันมามองผม   ถึงจะยังมีแสงจันทร์ส่องลงมาบ้างก็เถอะ แต่มืดขนาดนี้เห็นผมได้ไง!!!


         “ไอ้หนุ่ม มาหาพวกในวัดเหรอ~~~”

     ผมรู้สึกได้ถึงความหนาวยะเยือกแผ่ซ่านเข้ามา เป็นพวกของมันเหรอ ก็ไม่น่าใช่ แต่สายตาดีไปรึเปล่า แล้วดันรู้อีกว่าผมมาทำไม เออออตามน้ำไปก่อนละกัน ผมตัดสินใจเดินเข้าไปหาลุง เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่มีใครดัก พออุ่นใจได้

    “ครับ ลุงรู้เหรอว่าพวกนั้นอยู่ไหน”

         “ในกุฏิเจ้าอาวาสด้านใน เดินตรงไปเลี้ยวขวา เอ็งจะเห็นรถจอดอยู่คันหนึ่ง”

     โห บอกซะละเอียดเหมือนรู้อยู่แล้วว่าผมจะมา แต่รู้แน่ว่าไม่ใช่พวกมันแล้วล่ะ

   “ขอบคุณครับ”

     ลุงก้มกวาดเศษใบไม้ต่อ   ผมเลยเดินเข้าไปตามที่แกบอก เอ้ะ จริงสิ กวาดพื้นทำไมไม่มีเสียงวะ!   ผมหันกลับไปมอง   ก็เห็นลุงแกเดินออกไปทางหน้าประตูวัด

    “สงสัยจะคิดไปเอง”


     ระหว่างเดินไปผมสังเกตดูรอบๆ วัดนี้โทรมพอดูเลยแฮะกุฏิบางหลังหน้าต่างทำท่าจะพังแหล่ไม่พังแหล่ ห้อยต่องแต่งอยู่ตรงกรอบ ผนังปูนก็มีแต่รอยแตกร้าว  เหย ไม่คิดจะซ่อมกันเลยเรอะ

   “มันจะพังลงมาทับมั้ยวะเนี่ย”




     มาถึงแล้ว เอาล่ะ... เฝ้าด้านล่าง 2 คน กุฏินี้เปิดไฟอยู่หลังเดียว แถม 2 ชั้นด้วย ดูจากหน้าต่างกระจกแล้วน่าจะติดแอร์ มีเสียงคุยดังเฮฮามาจากชั้นบนฟังไม่ออกไกลเกิน ผมยืนพิงผนังกุฏิเยื้องซ้ายจากเป้าหมาย รถสีฟ้าจอดอยู่ทางขวาพอจะอ้อมกุฏิข้างๆ หลบสายตาเข้าไปได้   เอ่อ แต่ผมว่างานนี้ท่าจะกินนิ่ม เพราะ...

   “มืดยังงี้พวกใส่แว่นดำ คิดว่าเท่รึไงว้า”

     เอากับมันเด้   อ้ะๆ ผมถอดแว่นแล้วนะ   จังหวะที่มันหันหน้าไปคุยกันผมค่อยๆ ย่องอ้อมขวา แล้วเข้าไปหลบหลังรถ

   “หือ ชย 7351”

     มันทะเบียนเดียวกับไอ้ที่ไล่เราเมื่อเย็นเลยนี่!  แถมดูดีๆ มัน Toyota Yaris ด้วย มันเปลี่ยนสีรถเร็วผิดปกติไปแล้ว!!!

     ผมลองเอามือไปลูบ ถ้ามันมีระบบเปลี่ยนสีแบบ Phase Shift ผิวมันจะออกหยาบๆ นิดนึง   แต่... ผิวมันเรียบนี่หว่า ราบเรียบเนียนลื่นเลย   ไม่ธรรมดาแล้ว มันทำได้ยังไงวะ!

   “เวรล่ะสิ”

     ผมเหลือบไปเห็นพวกมันเดินมาพอดี เลยรีบคว้าไอ้โม่งมาใส่

      “ลูกพี่ จบงานนี้พาผมไปนาบทีดิ”

        “ไหนว่าจะแต่งเมียไงวะ?”

     มันเดินคุยกันมาทางท้ายรถที่ผมนั่งอยู่  ผมรีบมุดลงไปไต้รถทันที  ผมสังเกตตัวถังของรถคันนี้เป็นแบบไฮบริด ไฟฟ้ากับน้ำมัน   ถ้าเทียบกับมอไซที่ผมระเบิดทิ้งไป ไอ้นี่ห่วยกว่าจม  ทำไมน่ะเหรอเพราะยุคนี้เขาใช้รถไฟฟ้ากันทั้งโลกแล้วไงล่ะ แสดงว่าพวกมันเป็นกลุ่มปลายแถวจนๆ  แต่ปัญหาอยู่ที่สีรถอะนะ

     ตอนนี้ผมคลานไปอยู่ไต้ประตูซ้าย  ซึ่งมีไอ้ลูกพี่เดินมาหยุดคุยกับลูกน้อง

        “รีบเอาเหล้าขึ้นไปซดกันอีกเถอะว่ะ”   อ๋อ มาเอาเหล้า

     มันเปิดประตูรถออก... -กึง-   !!! ชิหายแล้วหัวชน!

        “เฮ้ย เสียงอะไรวะ!”

      “เสียงเปิดประตูไงพี่”

         “เปิดประตูรถบ้านเอ็งสิดังกึง!   มีอะไรอยู่แถวนี้แน่”

     โอ้มาย ตายห่าล่ะ!   ซวยล่ะสิ ซวยล่ะสิ ซวยล่ะสิ

       “ก็ตะกี้ผมทุบหลังคารถไง”

          “หา!   จะทุบทำไมวะ”

       “ก็ดูในรถเด่ะ”

          “อ้ะ...      เหล้าหมด”

       “อือ...   กลับไปบอกพวกข้างบนก่อนแล้วกัน”

          “ว่าแต่ ทำไมไอ้จุกมันมาช้าจังวะ   มัวเก็บศพไอ้นั่นอยู่รึไง”

     ไอ้จุกที่มันพูดถึง...  คงเป็นไอ้คนที่ร้านหนังสือสินะ มันไม่เปิดดูข่าวกันเลยรึไงกัน?

     ตอนนี้มันเดินหันกลับไปทางเดิมแล้ว  ได้โอกาสล่ะ!  ผมรีบดันตัวออกซ้ายพร้อมชักอรัญญิกออกมาทันที   เอาหัวหน้ามันก่อนดันเดินอยู่ข้างหลัง...

     ผมกระโจนเข้าไส่มันทันทีจากด้านหลัง จากนั้นใช้ท่อนแขนซ้ายกดล็อกเข้าที่ซอกคอ มันดิ้นเล็กน้อย  ผมจึงง้างมีดแทงเข้าที่อกซ้ายเข้าหัวใจ บิดใบมีดให้คว้านแล้วฟันออกด้านข้าง  คอมันพับลงไปแล้ว   ไอ้โง่ตัวข้างหน้าหันมาคงเป็นเพราะเสียงตอนแทงกับฟันเนื้อ มันเลยหันมาแต่สายไปแล้ว  เพราะผมสะบัดลูกพี่มันทิ้งพร้อมรุดเข้าประชิดตัวเรียบร้อย  มันอ้าปากจะตะโกน แต่ผมกระทุ้งเข่าขวาเข้าท้องน้อย แล้วสอยปากมันด้วยมือซ้าย ยัดเข้าคอมันเลย หมดสิทธิ์ร้อง   แล้วก็...

     “ตะกี้นี้... ขอบใจมากๆ เลยนะ”

      -ฉึก ปึด ฉวก~~~-

    “โหสิว่ะ”  

     เหอ เหอ ยังจะมีหน้ามาอโหสิ   ผมจัดการลากศพพวกมันไปไว้หลังรถ และแน่นอน ผมจัดการตบปืนมันมาทั้งสองกระบอก ปืนพกรุ่นพระเจ้าเหานามว่า Glock 22 สมัยนี้ราคาถูกมากอาม่าข้างบ้านยังมีแต่ผมไม่มี ฮา   จากนั้นก็เช็ดเลือดบนมีดด้วยเสื้อของพวกมัน

   “เลือดตัวเอง ก็เอาไปด้วยละกัน เอาล่ะรายต่อไป   แต่ก่อนอื่น หึหึหึ”
     ผมเดินไปที่รถ....



     อ้า~~~ ลมเย็นดีจังเลยน้า   ผมเดินย่องขึ้นมาบนชั้น 2 ของกุฏิที่เหล่าคนน่าสงสารที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะจบชีวิต นั่งคุยกันสนุกจิตอยู่ข้างใน   ผมแอบมองทางหน้าต่าง...

        “เสร็จงานเมื่อไหร่ ทั้งเงิน ตำแหน่ง ผู้หญิง สึกดีกว่าโว้ย!”

      “555   ใช่เลย คราวนี้องค์เหนือหัวจะได้เห็นฝีมือข้าซะที”

           “ผมจะได้มีเงินไปหาเมียซะที คราวนี้จะเกาหลี จะยุ่นก็รวยเลือกได้เว้ย”

         “เฮอะ ใช้เงินซื้อหญิง มันไม่นิ่งหรอกนะเว้ย”

     โห คุยกันบัดซบชิบ  แถมไอ้โล้นห่มเหลืองที่ท่าทางเหมือนจะเป็นเจ้าอาวาสนั่น ซดเหล้าด้วยเว้ยเฮ้ย!  มันไม่อายพระพุทธรูปบนหิ้งกันเลยเสื่อมสายตาดีแท้   และคนที่ผมกะแล้วว่าต้องอยู่อีกคนนึง   ไอ้อ้วนไพลิน  แหมก็ว่าเสียงคุ้นๆ   ทำเอาไว้แสบเชียวนะเฮ้ย   นอกนั้นยังมีอีก 2 คนนั่งอยู่ข้างซ้ายและขวาของไอ้ไพลิน

         “ไอ้สองคนนั่นช้าจริง ไปเอาเหล้าแค่นี้”

          “มันไปแอบดวดกันแล้วม้าง~~~ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

     จากจุดที่ผมยืนถ้าเกิดยิงไปแล้วมันไม่ตายทันที มันจะสามารถเปลี่ยนตำแหน่งตัวเองแล้วยิงสวนกลับมาได้   ผมจึงคลานต่ำไปทางขวา หน้าต่างบานถัดไป   อืมใช้ได้จากจุดนี้ทั้งลูกน้องและไอ้จ่านั่งหันหลังเรียงให้ผมยิงได้พอดี   ผมชักกล็อคขึ้นมาหนึ่งกระบอก   การยิงปืนคู่โดยไม่เคยฝึกมาก่อนนั้นไม่ให้ผลดีเลยโดยเฉพาะกับคนยิงปืนไม่ค่อยแม่นอย่างผม


     ผมลุกขึ้น! ในระหว่างที่พวกมันกำลังหัวเราะเฮฮาอยู่นั้น  กระสุนปืนนัดแรกพุ่งออกจากปากกระบอกผ่านกระจกหน้าต่างเข้าหัวคนซ้าย   ไอ้จ่ารู้ตัวมันพุ่งตัวไปข้างหน้าชนไอ้พระเก๊ล้มกลิ้ง ซึ่งทำให้ผมยิงพลาดเข้าที่แก้มตูดขวา   ท่าไม่ดี! ตัวขวาสุดตั้งหลักได้ผมรีบประคองปืนหันขวากดสามนัดซ้อน  อัดกลางลำตัว   เศษกระจกที่แตกกระจัดกระจายสะท้อนแสงเข้านัยน์ตาผม  ระหว่างที่ผมชะงัก ไอ้จ่าชักปืนหันมายิงผม!   คงเพราะไม่ได้ตั้งหลักยิงกระสุนจึงพลาดไปซะทุกนัด ผมเลยซัดกลับไป 2 นัดแบบไม่เล็ง  แฉลบแขนขวาและเข้าที่หัวไหล่ขวามันจนปืนหลุดมือ   ตอนนั้นเองที่  -ตูม-  อะไรบางอย่างกระแทกเข้าที่กลางหน้าอกผมจนปลิวถอยหลังจนเกือบตกระเบียงเล่นเอากระอักเลย  ตอนที่ปลิวอยู่ผมชำเลืองไปเห็นมือไอ้พระเก๊แบมาทางผม

   “โอร้กกก!  อะไรวะ”

      “ไปเร็ว! ท่านเจ้า”

     ไอ้จ่าลากสังขารตัวเองขึ้น ไอ้พระเก๊กระโจนไปหยิบกระเป๋า   ปืนผมหลุดมือไปแล้วจะชักอีกกระบอกก็คงไม่ทัน ผมจึงกระโจนข้ามหน้าต่างเข้าตะครุบไอ้พระเก๊ เตะข้อมือมันจนกระเป๋าหลุดจากมือ มันถอยครูดไปด้านหลังแล้วสะดุดศพจนหงาย มือขวาผมคว้ากระเป๋าไว้ได้ แล้วรีบชักปืนด้วยมือข้างที่เหลือ   และก็อีกครั้งหนึ่งที่  -ตูม-  โอ้ว!  ผมโดนอัดปลิวอีกแล้วปืนไอ้จุกก็พลอยหล่นไปด้วย มือไอ้บ้านั่นก็แบมาอีกแล้ว มันอะไรกันว้อย!

       “หนีเร็วไอ้โม่งนี่มันไม่ธรรมดา!”

         “แล้วกระเป๋าล่ะไพลิน”

       “ไว้ทีหลังเถอะ!”

     พูดเสร็จมันก็ลากกันกระโดดข้ามหน้าต่างที่ผมยิงแตกแล้วพุ่งหลาวลงไปจากชั้นสอง   !!!   ชั้นสองเชียวนะมันเจ็บอยู่ไม่ใช่เรอะ!   ผมรีบลุกขึ้นตามไปชะโงกดูทางหน้าต่าง  โห นอกจากจะไม่เจ็บตัว มันยังพากันวิ่งปร๋อไปที่รถอีก  พวกมันขึ้นรถแล้วสตาร์ทเครื่อง...


     อันว่ารถยนต์เครื่องยนต์แบบสลับ ไฟฟ้ากับน้ำมันในยุคนี้นั้น ยามเมื่อสตาร์ทเครื่อง จะใช้พลังงานไฟฟ้าจุดระเบิดเพื่อการติดเครื่องที่แน่นอน จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ขับขี่ว่าจะใช้เชื้อเพลิงแบบใหน   รถที่พวกมันใช้นั้นประกอบขึ้นมาเองแบบลวกๆ ทำให้ส่วนถังน้ำมันไปอยู่ใกล้กับแบตเตอรี่หลัก ผมจึงจัดแจงต่อสายไฟเส้นหนึ่งจากแบตเตอรี่หลักไปจิ้มกับน้ำมันในถัง นั่นจึงทำให้เมื่อติดเครื่องมันก็จะ

-Broommmmmmmmmmm-

     เกิดเป็นโกโก้แคร้น วะฮ่าฮ่าฮ่า~~~   เศษชิ้นส่วนปลิวว่อน ตกหล่นลงพื้น เสียงกะโป้งกะเป้งดังไปทั่ว

   “ตามแผนเด๊ะๆ เลยว่ะ”

     ผมคว้ากระเป๋าเดินลงไปอย่างสำราญใจ บ้าย บาย ไอ้อ้วนทั้งสอง ซาโยนาระ ฟอเอฟเวอ~~~

   “มาม่า มาส่งแล้วครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”


      ...
     หือ รู้สึกแปลกๆ แฮะ ผมมองไปที่ซากรถที่ไฟกำลังลุกท่วม   นั่นมัน เหมือนมีอะไรขยับอยู่   บ้าน่าเป็นไปไม่ได้!

   “เป็นไปไม่ได้!”

       “เป็นไปแล้วล่ะโว้ยยยยยย!!!!!!!!!!!”

     ไอ้พระเก๊นั่นมันเดินออกมาจากกองไฟที่ลุกท่วม  ไม่มีเลยแม้รอยขีดข่วน   มันค่อยๆ ก้าวเข้ามาหาผมพร้อมรอยยิ้ม   แน่นอนยิงสิ!  ผมกดเต็มเหนี่ยวยิงใส่มันไม่ยั้งกระสุนทุกนัดให้มันคนเดียว ยิง ยิง ยิง ยิง  เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว   -แก้ก แก้ก แก้ก- หมดแม็กแล้ว  มัน มันยังยืนอยู่! ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้าผม!

      “โห กระสุนหมดแล้วเหรอ  ตาข้าบ้างล่ะนะ”

     สิ้นเสียงมัน ผมสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างตรงจุดที่ยืนอยู่   ไม่รอช้าผมกระโดดออกไปข้างหลังทันที  แทบจะทันทีกับที่ผมกระโดดออกมา -ตูม- อากาศระเบิดออก มันบิดมวนเข้าจนมองผ่านไปเห็นภาพบิดเบี้ยว นั่นคือที่ผมเห็นก่อนจะปลิวไปตามแรงลมร้อนระอุอันรุนแรง ตัวผมลอยขึ้นจากพื้นราวหนึ่งเมตรได้   ผมตีลังกาหล่นตกพื้นในสภาพคว่ำหน้า

   “ระเบิด.. ทุติยภูมิ อั่ก”

     มันคล้ายกับรูปแบบการระเบิดของระเบิดทุติยภูมิ แต่ไม่มีเขม่าควันหรือดินปืนแถมยังแรงกว่าด้วย   บัดซบมันทำได้ไง! มันไม่ได้ขว้างอะไรออกมา แถมเรายังเห็นภาพอากาศ!  จริงสิอากาศระเบิดออก! ลมร้อน! การควบคุมอุณหภูมิ!

      “โห? ตกใจเหรอ แกเป็นนักฆ่าของใครกัน  CIA?  เซนต์ลูเซียน?  มาจากใหนฮะ”

   “แกพูดอะไร!”

     พอผมตะคอกใส่ปุ้บ ก็มีอะไรบางอย่างกดทับตัวผมจากด้านบนจนโงหัวไม่ขึ้น   อั่ก สารเลวเอ้ย! เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ยยยย

      “ดูจากน้ำเสียงแล้ว... คงไม่เคยเจอกับเวทมนต์มาก่อนสินะ อ้า แย่จัง แย่จริงๆ จะให้คนธรรมดารู้เรื่องเวทมนต์ไม่ได้   โอ๊ะ! แต่คนธรรมดาไม่น่าจะเข้ามาได้นี่นา ก็ข้ากางเขตอาคมไว้   ยังไงก็ตามตายซะเถอะนะโยมโม่ง อาตมาไม่อยากทำบาปเล้ยยยยย”

     มันแบมือมาทางผมพร้อมขยับปากมุบมิบ ชั่วเสี้ยววินาทีต่อมาร่างกายผมขยับได้ ผมดันตัวเต็มที่กระโจนเข้าหามันสะบัดแขนขวาฟาดกระเป๋าใส่หน้ามัน แต่ยังไม่ทันไร สายลมอันรุนแรง และร้อนผ่าวตีเข้าหน้าผม ไม่สิทั้งตัวผมจนปลิวอีกแล้วววว   เวทมงเวทมนต์อะไรวะ! *แอร์แมนรึไงว้อยยยย!

*(แอร์แมน eng. Air Man - บอสจากเกมส์ ร็อคแมน 2 eng. Rockman 2 or Megaman 2 ขึ้นชื่อว่าฆ่ายากมากมาย ไม่เชื่อดูในยูถูบเอาเอง จนมีคนเอาไปแต่งเพลง jap. Air Man ga taosenai eng. I can’t beat Air man อ่านตอนนี้ลองเปิดฟังสิ ท่าโจมตีมันเหมือนเป๊ะ เหอ เหอ)


     มันสะบัดมือออกมา -ฉับ- ผมไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นเลยโยกตัวออกขวา แล้วชักปืนออกมาด้วยแขนซ้าย...   แขนซ้ายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง!   ไอ้พระนั่นยิ้มให้   ผมจึงหันไปมอง...

   “หา!  อะ อ้ากกกกกกกกกกกก”

      แขนซ้ายผม! มะ ไม่มี ตั้งแต่ส่วนโคนแขนหายไปหมด!   เลือดสีแดงสดพุ่งออกมาเจิ่งนองเต็มพื้น ความเจ็บปวดค่อยๆ ทวีมากขึ้น ในความมืดผมเห็นเงาของสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกับแขนตกอยู่ตรงจุดที่ผมโยกตัวออกมา   ผมทรุดตัวลงกับพื้น ไอ้พระนั่นใกล้เข้ามา ผมนึกขึ้นได้ว่าโทรศัพท์ผมมีระเบิด เลยละกระเป๋าลงควักโทรศัพท์ออกมากดระหัสแล้วเหวี่ยงเลียดพื้นใส่มัน เพราะความมืดมันจึงมองไม่เห็น -ตูม- มันผงะเล็กน้อยผมอาศัยจังหวะนี้หยิบก้อนหินใกล้ๆ มือขว้างอัดเต็มเบ้าตาขวามันจนเลือดพุ่ง   พอมันล้มลงผมรีบหยิบกระเป๋าหันหลังโกยสุดชีวิต ถ้าพุ่งใส่ก็คงปลิวอีกไม่มีประโยชน์

   “จะไปซ่อนตรงใหนดี แฮ่กๆ  อา... เจ็บโว้ยยยย ไม่มีมือจะกดปากแผลอีก อ้อยยยย”



     ในกุฏิหลังหนึ่ง ห่างจากจุดเดิมพอสมควร   ผมหลบอยู่ในนั้นนั่งกดปากแผล ตาผมเริ่มพร่าแล้ว  มันคงเสียเวลาอีกนานกว่าจะหาผมเจอ  ผมใช้วิธี*แบ็คแทร็คย้อนรอยเลือดหลบออกมา
*(เดินย้อนทางเก่าด้วยการย่ำรอยเท้าเดิมแล้วจึงหาจุดที่เหมาะสมเปลี่ยนเส้นทาง   พวกสัตว์ขนาดเล็กมักใช้หลบหลีกสัตว์นักล่า)

   “แฮ่ก บ้าเอ้ยจะหนียังไงวะเนี่ย ไม่มีแผนสำรองแล้ว เวทมนต์อีก มันบ้าอะไรกันวะ!”

     จะตายงั้นรึ บ้าน่าตายตรงนี้เนี่ยนะ ข้ายังไม่ได้เรื่มต้นทำตามแผนการที่วางไว้เลยนะ   ตาผมค่อยๆ หลับลง อดทนไว้สิพิชิตแค่นี้จะตายไม่ได้ เรารอดจากสมรภูมิมาไม่รู้กี่ครั้ง กะอีแค่นี้   ภาพเพื่อนพ้องที่ตายจากไปค่อยๆ ผุดขึ้นมา

   “ผู้พัน...    รอส...     หลี่เฟย...   ผมยังไม่อยากตามพวกคุณไปตอนนี้ แต่ผม ไม่ ไหว แล้ว...”

       “อยู่ไหนวะ โผล่หัวออกม๊า~~~~~”

     ผมได้ยินเสียงไอ้พระเก๊ตะโกนร้องเรียกหาผม   อยู่นี่ไงล่ะ ฮะฮะ ไม่รู้ล่ะสิ   หาข้ากับกระเป๋าไม่เจอร้อกไอ้โง่เอ้ย...   จริงสิกระเป๋า!   ผมคว้ากระเป๋ามาดู มันมืดเลยมองเห็นลางๆ   รอยอักขระที่เป็นตัวล็อคหายไปแล้ว... ขอดูหน่อยเหอะ ใส่อะไรเอาไว้

   “ทำไมมันเปิดไม่ออกวะ ก็มัน อ่อก ค่อกๆ มะ ไม่ล็อคนี่หว่า”

     ไอ้พระเก๊ยังโวยวายอยู่   ผมพยายามเอามีดงัด เปิดให้ดูหน่อยเท้อ ไหนๆ ก็จะตายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะง้างสักแค่ไหน มันก็ไม่แม้แต่จะแง้ม   เปิดสิ เปิดสิ!   ผมทำอะไรไม่ได้เลย ไม่นะ ไม่ ม่ายยยยยยยยยยยยยย

     -ปึง-   เสียงพังประตูข้ามา จะเป็นใครไปได้นอกจาก มัน

       “อะ ฮ้า เจอจนได้ โยมโม่งนี่เล่นซ่อนแอบเก่งจังนะ...   ถ้าไงไงก็   ตาย!”

     มันเงื้อมือขึ้น แล้วฟาดลงมา  มุมมองสายตาของผมเอียงลงจนพลิกด้าน -ตุบ- ผมเหลือบไปเห็นร่างกายซีกล่างของตัวเองพิงอยู่ที่เดิมเลือดไหลเยิ้มออกมาจากรอยตัด ไม่จริง!  ผม  ถูก    อ้ากกกก!   ผมแหกปากเสียงหลง ระหว่างนั้นลำไส้ค่อยๆ ไหลย้อยออกมากองบนพื้น   ไอ้เลวนั่นยิ้มหัวเราะอย่างสะใจจ้องมองมายังร่างที่ขาดครึ่งของผม   สัมผัสที่เจ็บปวดอันรุนแรงค่อยๆ จางลง แทนที่ด้วยความหนาวยะเยือก...   พอคิดว่าตัวเองกำลังจะตายอย่างไร้ความหมายผมกลับรู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ต่อขึ้นมาทันทีบ้าที่สุด...

   “แม่ครับ... แม่   ช่วยผม   ด้วย...”

-จะทำอะไร...- -ถ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้...- -ถ้ามีพลังอยาก... จะทำอะไร-

     เสียงดังก้องอยู่ในหัว ผมไม่รู้อะไรอีกแล้ว     ผม   กำ ลัง จะ ตาย.........

   “ทำลายโลก...   ทำลายมันซะให้หมด ทำลาย......”

     ผมตอบกลับไปจากใจจริง ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรอีก

-หึหึหึ   ยอดมากตัวข้า มันเริ่มขึ้นแล้ว จงมีชีวิตซะ จง... ทำลาย ฮ่า ฮ่า ฮ่าๆๆๆๆๆๆ-

     สิ้นเสียงที่แหบแห้งนั่น   แสงสว่างจ้าล้อมรอบตัวผม ไม่สิเหมือนกับว่าผมอยู่ในห้องปิดที่มีผนังสีขาว! และตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างถาโถมเข้ามา มันโหมกระหน่ำเข้าหาผม! โถมเข้าใส่พาดผ่านร่างของผม มันทำให้ผมรู้สึกดีซาบซ่านอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ยิ่งกว่าตอนประสบความสำเร็จ ยิ่งกว่าตอนมีเซ็กส์ มันช่างสดชื่น ชุ่มฉ่ำ จนยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด ในระหว่างนั้นสติผมราวกับหลุดลอยออกไปท่ามกลางท้องฟ้า แต่ว่ามันยังไม่จบแค่นั้น! กลับกันมันยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น! จนผมรู้สึกกระอักกระอ่วน รุนแรงมากเข้าจนกลายเป็นความเจ็บปวด แสบร้อนหลั่งไหลกระหน่ำเข้ามา ราวกับร่างกายผมกำลังถูกฉีกเป็นชิ้นๆ   ทรมานเหลือที่จะทน เป็นแบบนี้ต่อไปผมต้องสติแตกแน่!   หยุดที หยุดมันที~~~~~~~~~~


   “เฮือกกก   เกิดอะไรขึ้น! นี่เรายังไม่ตายอีกเหรอ”

      “อยู่ไหนวะ โผล่หัวออกม๊า~~~~~”

     ผมรู้สึกตัว นั่งคอพับอยู่ในกุฏิเดิม พร้อมกับได้ยินเสียงไอ้พระเก๊นั่นตะโกนออกมา...   !!! เฮ้ย ทำไมประโยคมันซ้ำวะ แถมเมื่อกี้มันยืนอยู่ตรงหน้าเรา!   แล้วความรู้สึกแข็งๆ ตรงจุดที่ผมเหน็บมีดไว้ ก็ตะกี้ผมเอามีดออกมาแงะกระเป๋านี่หว่า!  ผมหันไปดูกระเป๋า  เปิดอยู่ ข้างในไม่มีอะไรเลยโล่งโจ้ง   ผมเอามือซ้ายยันตัวลุกขึ้น เหย!   ผมหันไปมอง แขนซ้ายมาได้ไง! ก็โดนตัดขาดไปแล้วนี่  แถมสีแขนซ้ายผม ‘ไมมันดำปึ้ดเงี้ย เงาสะท้อนก็ไม่มี ราวกับมองลงไปในบ่อน้ำไร้ก้นเลย เพียงแต่ไอ้ดำๆ นี่   มันมีรูปร่างเป็นแขนเท่านั้นเอง   แต่ตอนนี้ช่างมันก่อน...

     ถ้าเหตการณ์เกิดซ้ำรอยกับที่ผมเจอไป อีกประมาณ 10 วินาที ไอ้พระเก๊จะพังประตูเข้ามา   ตอนนี้มีสิ่งเดียวที่ต้องทำคือ ฆ่ามัน!

     ผมเดินไปดักหน้าประตู   -ปึง-

   “ย่า!”

      “อะไรกัน!”

     อรัญญิกพุ่งเข้าแทงตรงหน้าอกมัน   แต่มันตกใจพลิกตัวออกขวามีดเลยแทงเข้าสีข้าง  ผมรีบตอกเข่าซ้ายใส่พุงย้วยๆ ของมัน -ตุบ- หน้ามันออกอาการเลย  มันแบมือซ้ายหันมาตรงกลางลำตัวผม...

      “กระเด็นไปซะ!”

   “ไม่เหมือนเดิมหรอกโว้ย!”

     ผมรีบเปลี่ยนมือซ้ายไปจับด้ามมีดที่เสียบมันอยู่ แล้วเลื่อนมือขวาเข้าไปล็อคซอกคอ -ตูม- ผมโดนกระแทกปลิวอีกครั้ง เสื้อขาดกระจุย  แต่!  คราวนี้ผมเอามันมาด้วย  ผมสะบัดตัวกลางอากาศอัดกระแทกตัวมันลงพื้นทั้งที่ล็อคคอ  ถ้าเป็นคนธรรมดาคอหักตายไปแล้วแต่ไอ้นี่ไม่   มันรีบถีบผมออก มือขวาผมเองก็เจ็บจากที่ตกกระแทกเมื่อกี้เลยล็อคต่อไม่ไหว แต่ก่อนโดนถีบลอยไปข้างหลังผมสะบัดแขนซ้ายออกไป...

       “แขนนั่น เอาเอ็กเซียออกมางั้นรึ!  ขะ ข้า จะฆ่าแกกกกกก  อ่อก แค่กๆ”

   “เอ็กซง เอ็กเซีย อะไร   ดูเป้าตัวเองซะก่อนเถอะว่ะ”

       “หือ อะ อะไร เลือด...   นี่มัน! หรือว่า โอ้ววววว~~~~~”

    “กรรมตามสนองว้อย ฮ่าฮ่าฮ่า!”

     ใช่แล้วสิ่งที่ผมตัดก่อนโดนถีบปลิวก็คือไอ้นั่นของท่านชายนั่นเอง เห็นมันบอกอยากจะมีเพศสัมพันธ์กับคนนั้นคนนี้  เลยจัดซะ   มันเอามือกุมเป้าหน้าเสียค่อยๆ ทรุดลงกับพื้น  สภาพมันตอนนี้อ่วมไปหมด ตาขวาปิด สีข้างเลือดนอง แถมเป้าขาดอีก   แล้วผมจะรอช้าอยู่ใย

   “ตายซะ ไอ้มารศาสนา!”

     บาทาลูบพักตร์ซะหงายหลัง  มันรีบลุกฟาดลม  ผมออกซ้าย หมุนตัวหนึ่งรอบไปพร้อมมีด กรีดท้องเข้าไปลึกมากพอดู   มันโดดออกไปด้านข้างอย่างเร็วรี่ ผมรีบปรี่แขนซ้ายเข้ากระซวก จวกพุงมันตรงรอยแผล มันแหกปากร้องลั่น มันซัดลมอัดหน้าผมซะจนไอ้โม่งขาด!  ผมกระเด็นออกมาแต่มือซ้ายผมกำไส้มันไว้แน่น

     ไอ้พระเก๊กระอักเลือดออกมาแถมทำหน้าหวาดกลัวสุดขีดยิ่งกว่าเดิม เพราะลำไส้ของมันถูกผมกระชากออกมากองแหมะอยู่เต็มพื้น  เลือดไหลเจิ่งนองเต็มไปหมด

   “หึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”   สะใจจริงๆ   “ฮ้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตายยยยยย”

      “อื้อ.. เหวอ ยะ อย่า ช่วยด้วย..  อ้ากกก”

     -เปรี้ยะๆ-

     หือ เกิดอะไรขึ้นอยู่ดีๆ แขนซ้ายที่จับไส้ไอ้พระเก๊ก็เกิดสั่นขึ้นมา แถมยังมีประกายแสงสีฟ้าแปลบปลาบออกมาอีก

     -เปรี้ยะๆๆๆๆๆ  จี้ดดดดดดดด  เปรี้ยงงงงงงงงงงงง-
       “อ้ากกกกกกกกกกก อรั่กๆๆ   ...............”

     หลังของไอ้พระนั่นระเบิดดังตูม ตัวสั่นระรัวตาเหลือก แล้วเลือดของมันก็แตกทะลักออกมาจากตา หู จมูก ปาก เลือดที่ทะลักออกมาเดือดปุดๆ ราวกับถูกต้ม ผิวหนังแยกฉีกออก...      แล้วแขนซ้ายผมก็หยุดสั่นไป พร้อมกับที่มันล้มลงแนบพื้น   ผมเบนสายตาไปมองแขนซ้าย มันเกิดอะไรขึ้นอาการของมันราวกับคนโดนไฟฟ้าแรงสูงชอต   ผมค่อยๆ ยื่นมือขวาเข้าไปแตะท่อนแขนซ้าย  

-แประ-

   “อ้ะ จิดๆๆๆ จี้ดเลย... ชี้ชัดเลยคราวนี้  ไฟ ฟ้า  ตะกี้มันปล่อยไฟฟ้าไปช็อตไอ้บ้านั่น”

     โอ้ว ขี้ศักดิ์สิทธิ์!   มันยอดมากเลยตุ้ม!

   “ท่าทาง  เรา จะเก็บของสุดแสนจะแพงได้ซะแล้วสิ หึหึ   ...โทษทัว่ะพระเก๊  เอาเป็นว่า... อโหสิด้วยละกัน”

     แขนซ้ายที่ถูกตัดขาดอยู่ตรงกุฏิเจ้าอาวาส ต้องไปจัดการก่อน...


     หลังเผาแขนซ้ายทิ้ง ผมเดินออกหน้าประตูวัด เริ่มจะมีแสงไฟโผล่ออกมาทางหน้าปากซอย เห็นว่ามันกางเขตอาคมอะไรไว้  พอตายปุ้บหายปั้บเลยแฮะ

   “เฮ้อ~~~~~   เวทมนตร์  เซนต์ลูเซียน  CIA  แล้วยังแขนนี่อีก”

     เห็นมันเรียกว่าเอ็กเซีย เหอ ดูดับเบิ้ลโอมากไปป่าววะ   ท่าทางแผนการของผมคงจะสำเร็จยากขึ้นเยอะเลยแฮะ เฮ้อ

   “เวทมนตร์งั้นเหรอ หึ บ้าบอคอแตก...   17 มีนาคม 2294 เวลา 2140  กลับสู่สมรภูมิ   เอาเป็นว่าต่อไปนี้ก็... ขอฝากตัวด้วยนะเอ็กเซีย      พระจันทร์คืนนี้มันสวยจริงจริ๊ง”

     มีเรื่องให้คิดเยอะเหลือเกิน เอาเป็นว่าเผ่นก่อนดีกว่า

    “ว่าแต่ตาลุงคนนั้นเป็นใครกันแน่เนี่ย”

     ตอนที่ผมกำลังจะก้าวออกไปนั่นเองผมเลือบไปเห็นช่องเก็บอัฐิช่องใหญ่สุดตรงข้างกำแพง พอดีกับที่ดวงจันทร์สาดแสงไปกระทบ   ระ รูปบนช่องนั่นมัน!

    “โอ้ว  มายพระพุทธเจ้า!”


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 3 -Where’s the hell that fucker than this?-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ สิงหาคม 29, 2010, 09:38:39 AM
“เดินไปข้างหน้าสิวะ ไอ้เด็กบ้า!”

     ทางเดินกว้างพอยืนเรียงได้ห้าหกคน ปูกระเบื้องสีขาวเงาวับ ด้านข้างมีประตูห้องเรียงต่อๆ กันไป เป็นประตูนิรภัยอย่างดีที่ต้องรูดบัตร หรือกดรหัส นั่นคือที่ผมเห็น...

     ชายวัยกลางคนสวมเสื้อสีฟ้าเข้ม กางเกงสีดำ 2 คน เดินขนาบข้างผม หนึ่งในนั้นสั่งให้ผมก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างไม่เต็มใจ... เอ่อหมายถึงผมอ่ะนะ เออ ทำไมผมต้องไม่เต็มใจด้วยล่ะ?   ผมเงยหน้าไปมองหนึ่งในนั้น เขาทำหน้าดุมาก พร้อมด่าผมว่า “มองทำไม รีบเดินไปสิวะ!” เขาเงื้อกระบองขึ้นทำท่าจะฟาด ผมเลยรีบเดินไปตามที่เขาสั่ง ...ทำไมเราต้องกลัวด้วยนะ?

     แกร๊กๆ   เสียงเหมือนโลหะกระทบพื้นดังขึ้นเมื่อผมเริ่มก้าวเดินตามที่พวกเขาสั่ง   โซ่? ใช่โซ่ตรวนล็อคที่ระหว่างข้อเท้าสองข้างของผม มันส่งเสียงกระทบกันนี่เอง อีกทั้งมือของผมก็โดนล็อคไว้ด้วยกุญแจมือแบบแป้นล็อค   ในที่สุดผมก็เข้าใจ เงาที่สะท้อนออกมาจากพื้นราบเรียบสีขาวมันแว้บนั่น มันคือภาพใบหน้าของผมเอง แต่... มันดูอ่อนมากๆ ไม่ใช่ละอ่อน แต่อ่อนเป็นเด็กไปเลย เฮ้ย!

     อา...จริงสิ ที่นี่คือ สถานสงเคราะห์เด็กผู้ประสบภัยจากสงครามขององการณ์สหประชาชาติสาขาอเมริกา   เราถูกพามาที่นี่เมื่อราว 8 ชั่วโมงก่อน จากห้องขังที่กรุงเทพ ขึ้นเครื่องส่งตรงมาเลย และชายสองคนนั้นก็ไม่ได้พูดภาษาไทย แต่เป็นเพราะเราฟังอังกฤษออก

     สถานสงเคราะห์? ...แล้วทำไมต้องล่ามโซ่? แล้วเด็กคนอื่นล่ะ?   ปกติที่แบบนี้มันต้องมีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับเราวิ่งเล่นเต็มไปหมดสิ แปลก...

        “เอ่อ... จะพาผมไปไหนกันครับ?”   ผมถามเสียงนิ่มๆ แต่ทว่า

            “จะอะไรนักหนาโว้ย! เดินไป!”   เล่นเอาหูแทบแตก จะแหกปากทำไมวะ!

     ว่าแต่ที่นี่มันดูสะอาดตาดีจริงๆ แฮะ   ประมาณ 5 นาที หลังจากที่ผู้คุมพาผมเลี้ยวซ้ายที ขวาที ตบกะบาลที ในที่สุดเขาก็สั่งให้ผมหยุดยืนอยู่หน้าห้องที่มีป้ายติดไว้ว่า ‘INFIRMARY’   ระหว่างทางที่เดินมาถึงห้องนี้ผมสวนกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เจ้านั่นทำหน้าเหม่อลอย และออกอาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด มีร่องรอยฟกช้ำเล็กน้อย... อ่า พอดูด้านหลังดีดี มันไม่น้อยเลย!   เด็กคนนั้นเดินออกไปพร้อมผู้คุม 2 คน และมือ เท้าเองก็โดนพันธนาการเหมือนกับผม   นี่เราจะโดนอะไรบ้างเนี่ยชักหวาดๆ แล้วสิ ตกลงที่นี่มันใช่สถานสงเคราะห์เด็กผู้ประสบภัยแน่รึเปล่าวะ?



     เข้ามาแล้ว...   ผู้คุมผลักผมให้ก้าวไปข้างหน้า อีกคนหนึ่งเดินไปทางโต๊ะทำงานที่มีจอคอมพิวเตอร์แอลซีดีสองจอตั้งอยู่ ดูเหมือนจะมีคนนั่งอยู่หลังหน้าจอนั่น   พอมองต่ำลงมาอีกหน่อย... ส้นสูงสีดำ กระโปรง  อืม สีดำ สั้นมากๆ เลยเข่าขึ้นมาเกินครึ่งเกือบถึงโคนขา! ขาอ่อนขาวอวบนั่นมัน! งามกระชากใจ โว้ว!

     ในขณะที่ผมกำลังตะลึงในความขาวอยู่นั้น ผู้คุมก็เดินออกไปข้างนอกทั้งคู่ ในมือคนที่เดินเข้าไปหาเธอมีกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้าแผ่นเล็กพอดีมืออยู่ปึกหนึ่ง อะไรหว่า?

     และแล้วน่องนวลนั่นก็เริ่มขยับ โยกซ้ายทีขวาที ผมสังเกตเห็นในมือเธอถือกระดาษอยู่ปึกนึง มันสะบัดไปกับการโยก พร้อมเสียงพึมพำออกมาเล็กน้อย ล้อตรงขาเก้าอี้ช่วยพาร่างอันอรชรของเธอออกมาจากโต๊ะที่มีจอคอมบังอยู่ ใบหน้าที่จ้องมองไปยังกระดาษทีมองผมทีนั่นช่างขาวผ่องส่งให้ผมสีทองยาวสลวยนั่นดูโดดเด่น ก่อนที่เธอจะวางกระดาษ แล้วสะบัดหน้ามาจ้องผม จังหวะที่เธอหันมาลูกแตงโมสีขาวใต้คอนั่นก็สะบัดตามไปด้วย อย่างเด้ง!

          แต่พอดูดีๆ หน้าเธอก็เด็กพอๆ กันกับผม แล้วก็ไม่ได้สูงมาก แค่ประมาณ 150 เซนติเมตร สูงกว่าผมแค่ 30 เซนเอง แต่ส่วนอื่นกลับ อืม...   รู้ตัวอีกทีคุณเธอก็เอาหน้ามาวางไว้เกือบประชิดหน้าผมซะแล้ว ทำไมพึ่งรู้ตัวน่ะรึ? โอว แหวกอก ฉีกข้าง จะให้เอาตาไปไว้ที่ไหนได้ล่ะ  ถึงจะเด็ก แต่ก็เด็กผู้ชายนะเฟร้ยยย

     ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเริ่มขยับ...

          “พูดภาษาอังกฤษได้สินะจ้ะ”

        “อึ๊...   ดะ ได้ครับ”   อีกนิดเดียวปากก็จะเข้ามาติดกันแล้ว!

     เธอเบนหน้าไปมองด้านหลัง ตาประสานตาชั่วครู่ ลูกนัยน์ตาประดุจน้ำทะเลไม่โตเกินไม่เล็กเกิน พึ่งจะสังเกตเห็นนี่แหละ อย่างงาม!

          “หืม~~~  กล้ามเนื้อแข็งแรงดีนี่”

        “หา อะไรนะครับ?”

     เฮ้ยอยู่ดีๆ มาทำอะไรของมัน!   มือขาวเนียนค่อยๆ ลูบไล้ไปทั่วตัวผมจากต้นคอ ผ่านอก ลงไปเรื่อยๆ พร้อมขยับริมฝีปากเล็กน้อยที่ข้างหูสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันแผ่วเบา ได้ยินแค่เธอเรียกชื่อผมออกมา

          “...แค่ 8 ขวบเองแหม~~ หน่วยก้านดีไม่เบาเลยนะ สมแล้วที่ทำเรื่องเลวๆ มาเยอะ ฮิฮิ”

     มืออันรุ่มร่ามนั่นรูดลงไปจนถึงขอบกางเกง แล้วล้วงลงไป!

        “เฮ้ย ทำบ้าอะไรเนี่ย!”   ผมแหกปากลั่น พร้อมเงื้อแขนจะผลักอีบ้านี่ออกไป...

    มันอ้าปากขึ้นเล็กน้อย ลิ้นที่ชุ่มไปด้วยน้ำลายลอดผ่านช่องฟันที่เรียงสวยออกมา   !!!   อุ้บ อึก อึก อ่อก ปากประกบปาก! ลิ้นของมันขยับวนคลอเคลียอยู่ในปาก แขนสองข้างนั่นค่อยๆ โอบกอดรัดแน่นขึ้น ริมฝีปากอันอ่อนนุ่มกับกลิ่นน้ำหอมดึงให้สติเลือนลางลงเรื่อยๆ ผมทำได้แค่ลืมตาค้าง มือสองข้างแข็งเกร็ง!

     ขยะแขยง...

     ผมตั้งตัวได้ย่อเข่าลงสอดมือที่ถูกล็อคลอดหว่างขามันลงไป ทิ้งตัวลงไปด้านหลัง พร้อมงัดแขนขึ้น   ผลที่ได้น่าประทับใจมาก   อีบ้าโรคจิตตีลังกาข้ามหัวผมไป หน้าทิ่มพื้นดังปั้ก ขาถ่างอ้าซ่าอีกต่างหาก อุจาดตายิ่งนัก

        “เสือกใส่สั้นดีนัก สมน้ำหน้า!”

     ตาเหลือกเลยแฮะ! รีบเผ่นก่อนล่ะเหวย
     ผมหันหลังจ้ำไปที่ประตูสีขาวโดยไว   แต่แล้วก็เกิดปัญหาจนได้...

        “อะไรวะ จะออกก็ต้องใช้บัตรด้วย!”

     ต้องเอาบัตรกับคนที่มี แล้วคนที่มีของแบบนั้นในห้องนี้ก็มีอยู่คนเดียว
     ผมสะบัดตัวหันควับกลับไปทันที !!!

        “เฮ้ย หายไปไหนวะ”   ยัยหมอบ้านั่นหายไปจากจุดที่มันล้ม

          “หาใครอยู่จ้ะ”

     บึ้ก ขมับซ้ายถูกอะไรบางอย่างกระแทก   มุมมองสายตาผมค่อยๆ เอียงลงราวกับเล่นภาพช้า   ส้นสูงสีดำเหวี่ยงคาอยู่กลางอากาศ ตัวของมันลอยตะแคงเกือบขนานกันกับพื้น

     ทันทีที่ร่างของผมล้มถึงพื้นภาพที่เห็นก็กลับมาเร็วเหมือนเดิมอีกครั้ง   ยังไม่ทันได้หายใจหายคอ ร่างของมันก็พุ่งพรวดเข้ามาหาผม พร้อมแข้งซ้ายที่เหวี่ยงเลียดพื้นเข้ามา! ปึก ตึง

     ทุกอย่างช้าไปหมด ทั้งตอนที่มันเข้ามาประชิด และตอนแข้งใกล้เข้ามาตรงกลางลำตัวจนเข้าปะทะ   ผมสัมผัสตามมันได้ แต่... ผมหลบไม่ได้   มันหมายความว่าไงกัน!

     ผมพยายามประคองตัวลุกขึ้น...

          “ตกใจเหรอ หืม... ไม่เบาเลยนะ สมแล้วที่จ่ายแพง”   ยัยหมอนั่นพูดพร้อมกับเดินด้วยท่าทางสะโอดสะองเข้ามา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น   ปึง แคร้ง

     มันยกเท้าขวาเหยียบกดตรงโซ่ที่ล่ามขาผมไว้ ผมพยายามสะบัดงัดโซ่ขึ้นแต่ดิ้นไม่ออก   อะไรมันจะแรงเยอะขนาดนี้!
     แววตาอันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวกับใบหน้าที่บิดเบี้ยวมองลงมาบนร่างที่นิ่งเกร็งของผม รอยยิ้มที่มุมปากบอกความในใจออกมาชัดเจน   ผมโดนอัดเละแหง!

          “คงตกใจสินะ... จะบอกอะไรให้ก็ได้  ฉัน ไม่ ใช่ หมอ  แต่เป็นพี่เลี้ยงของแกตั้งแต่บัดนี้   ฉันคือหมายเลข SA006 โค้ดเนม เอเลนัวร์ เบิร์น (Elenoir Burne) และชื่อของแกสำหรับที่นี่คือ หมายเลข SA017 ประวัติเดิม สำมโนครัวเดิม อดีต ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาของตัวแกถูกลบทิ้งไปหมดแล้ว”

        “พูดเรื่องอะไรน่ะ!   แกทำอะไรกับฉัน ที่นี่มันเป็นอะไรกันแน่”

     มันพูดต่อด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ

          “โห ไอ้ยาม 2 คนนั่นมันไม่บอกหรอกเหรอ เอาล่ะตั้งใจฟังให้ดีล่ะ...   ที่นี่คือโรงฝึกทหารลับของตำรวจโลกไงล่ะ... ทั้งแก ทั้งฉัน เด็กทุกคนที่นี่จะถูกฝึกให้เป็นทหารที่พร้อมจะตายเพื่อความรุ่งเรืองของ อเมริกาได้ทุกเมื่อ แล้วฉันก็เบื่อเต็มทีแล้วด้วย...”

     ฝึกทหาร?   บ้าน่านี่มันหมายความว่ายังไง? สถานสงเคราะห์ไม่ใช่เหรอ อะไรกันว้อย!

          “ที่จริงฉันควรจะได้ออกไปจากไอ้ที่เฮงซวยนี่แล้ว แต่เพราะดันจับเคสพิเศษอย่างแกได้เนี่ยแหละ ฉันเลยต้องลำบากอยู่ฝึกแก เซ็งจะตาย! เพราะงั้นก็เลยจ่ายไปตั้ง 2000 ดอลล์ จ้างไอ้กร้วก 2 ตัวนั่นให้ปิดปากแล้วพาแกมาที่นี่ ไหน ก็ไหนๆ แล้ว ขอฉันสนุกหน่อยเหอะ!”

     แคร้ง วูบ ปึง
     เตียงคนไข้อยู่ห่างจากหน้าประตูราว 4 เมตร ด้วยแขนที่เรียวเล็กของมันแต่ดันเหวี่ยงผมทีเดียวถึง!   มันค่อยๆ เดินเข้ามาควักสเปรย์น้ำหอมออกมาจากกระเป๋าในเสื้อคลุม

     ผมไม่มีแรงเหลือจะขยับแล้วได้แต่มองตามมัน

          “หึ เดี๋ยวฉันจะฝึกแกให้ทำได้เองไม่ต้องทำหน้างง แล้วนี่น่ะไม่ใช่น้ำหอมธรรมดาๆ หรอกนะ”
     มันฉีดสเปรย์นั่นใส่ผม กลิ่นหอมหวานแปลกๆ เตะจมูกเข้าอย่างจัง

      “เอ้า เรามาไปสวรรค์ด้วยกันเถอะ ยังไม่เคยใช่ไหมจ้ะ ฮิฮิ”

     มันยื่นปากมาจูบผมอีก   ผมชกเข้าที่ช่องท้องของมันแล้วเตะซ้ำจนดิ้น ใช่ นั่นคือสิ่งที่ผมคิดจะทำ!

     ร่างกายของผมไม่ทำตามที่สั่ง ผมค่อยๆ คล้อยตามมันไป   มันปลดกุญแจที่ล็อคมือของผม ทันใดนั้นแขนของผมก็คว้าตัวมันเข้ามาสวมกอด ตัวของผมร้อนไปหมด ผมยังคงจูบกับมันอยู่อย่างเร่าร้อน มันกดผมลงบนเตียง แล้วค่อยๆ ปลดกระดุมทีละเม็ดอย่างจงใจ จนในที่สุดเสื้อทุกชั้นก็ถูกถอดออกเผยให้เห็นหน้าอกอวบอิ่มสีขาวนวล รอยยิ้มที่โหยหา แววตาที่ฉ่ำน้ำ มันลูบไล้มือไปทั่วตัวผม...

        “บ้าเอ้ย ทำไมไม่ขยับอย่างที่คิดวะ!”

          “แหม! ไอ้นี่น่ะ เจ๋งกว่าไวอากร้าอีกนะ ‘โคตรปลุกเซ็กส์เวอร์ชั่นสเปรย์’ ไม่ว่าจะอึดแค่ใหนฉีดปุ้บ หื่นปั้บ ที่นี่น่ะหาตัวผู้แจ่มๆ ยาก เลยต้องเล่นเด็กอย่างเราๆ ด้วยกันนี่แหละดีสุด ฮิฮิ”

     มันพูดพร้อมเอื้อมมือลงไปใต้เตียงหยิบแท่งสีดำมีปุ่มกดขึ้นมา กับขวดยาเล็กๆ อีกขวด ข้างขวดมีอักษร KY แปะอยู่ อะไรวะ!

          “รู้จักไอ้นี่ใหมจ้ะ ไอ้แท่งดำๆ เนี่ย เขาเรียกว่า ‘ดิลโด้’ ส่วนอันนี้ก็เจลล์หล่อลื่น หึหึ”

     มันจับตัวผมพลิกด้าน แล้วดึงกางเกงลง! ราดอะไรบางอย่างเหลวๆ เย็นๆ ลื่นๆ ลงบนก้นผม หรือว่า หรือว่า!

        “ยะ อย่านะโว้ย อย่านะ!”

          “ไม่ทันแล้วเว้ย! ตอนแรกฉันกะจะใช้เอง  แต่แกมันดันฤทธิ์มากดีนัก! ฮี่ฮี่ฮี่ฮี่ฮี่ สำเร็จโทษ!!!”

     จึก แผละ!?

        “อ้ากกกกกกกก อย่า ปล่อยกู!!! อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก”



        “เหวอ อย่า อย่า”

     ผมสะดุ้งพรวดขึ้นมา!

     แสงไฟจากหลอดนีออนส่องกระทบกับนัยน์ตาที่เบิกโพลง แสบตา!   เสียงเพลง Rakuen ของวง Do as Infinity ดังลั่นห้อง   ผมหันซ้ายหันขวา โมเดลกันดั้มบนชั้นไม้ คอมพิวเตอร์ก็เปิดอยู่ภาพพื้นหลังรูป Turn-A Gundam ที่เซ็ตไว้ก่อนไปบ้านไอ้จ่า   แขนซ้าย... ก็ยังคงดำสนิทอยู่เหมือนเดิม เหงื่อแตกซิก

        “นี่มัน... ห้องเรานี่หว่า   แล้วนี่เรา... มาอยู่นี่ได้ไงเนี่ย เสื้อผ้าก็ไม่ใช่ชุดเดิมด้วย”

     เออ จริงสิชุดเดิมมันเปียกน้ำนี่หว่า แถมโดนเจาะรูอีกตั้ง 7-8 รู

        “หือ…   ไฟห้องน้ำเปิดอยู่”

            “ขี้ไม่ออกว้อย! เมื่อคืนไม่น่าอั้นไว้เลยพับผ่าสิ เวรเอ้ย!”

     เสียงผู้ชายที่คุ้นหู อืม ไอ้คนที่จะพ่นคำพูดบัดซบทำลายบรรยากาศแบบนี้ได้มีอยู่คนเดียว…


Unreal 3   -Where’s the hell that fucker than this?-


        “เฮ้ย ซานเจไอ้เวร ใครอนุญาตให้แกมาขี้ที่นี่วะ!”

     ผมตะคอกไปที่ห้องน้ำ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

            “ไม่มีใครอนุญาตแล้วจะทำไม  ตื่นขึ้นมาปากดีเลยนะ รู้งี้ปล่อยแม่งตายห่าหน้าบ้านซะก็ดีแล้ว”

        “...เหอ หน้าบ้าน?   เฮ้ย!”

     จากท่าเรือมาถึงหน้าบ้านนี่มันไม่ใช่ใกล้ๆ นะ   แล้วเรามาได้ไงวะเนี่ย!
     เดี๋ยวๆ ใจเย็นไว้ มาไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนดีกว่า   ขั้นแรกหลังเชือดไอ้พวกมารศาสนาเราเก็บกระเป๋าเปล่าขึ้นมาแล้วไปต่อที่จุดนัดพบ   พอไปถึงก็มีคนยืนจับกลุ่มอยู่ 4-5 คน  เรายกกระเป๋าขึ้น ตะโกนรหัสผ่านเช็คเป้าหมาย หลังจากนั้นก็โดนไล่ยิง แล้ว... เออแล้ว...

     ผมนั่งกุมขมับ อืม... แล้วมันอะไรล่ะหว่า?   หันไปดูนาฬิกา 3 ทุ่มครึ่ง วันที่ 20 มีนาคม

            “แขนซ้ายไปโดนอะไรมาวะ ล้างก็ไม่ออก   เอ้อ! แล้วรู้ยัง จ่าตายแล้วนะ”

     ซานเจตะโกนออกมาจากห้องน้ำ ผมตอบมันไปทันควัน

        “แน่นอน ฆ่าเองกับมือ”

            “เฮ้ย จริงอะ!”   น้ำเสียงตกตะลึงมาก เหอ เหอ

        “ออกมาสิจะเล่าให้ฟัง  ว่าแต่นี่ฉันหลับไปเกือบ 3 วันเลยเรอะ?”   ทางนี้ก็ตะลึงไม่แพ้กัน

     ซานเจเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าอิดโรย ปากจุก ตาหยี คิ้วม้วนเข้าหากัน หน้าหล่อเข้มสไตล์ลูกครึ่งอาหรับที่มันภูมิใจเสียหายย่อยยับ   ...อืม ท่าทางจะขี้ไม่ออกท้องผูกอีกแล้วสินะ นี่ล่ะจุดจบของการอั้นขี้

            “มองไรวะ... ...”

        “…อื้ม”   พูดไม่ออก หน้ามันฮาสุดๆ เอามือกุมท้องอีกตะหาก ฮะฮะฮะ ผมหัวเราะเยาะแล้วชี้หน้ามัน   ฮาแตก ขี้ไม่แตก

            “กูพยายามแล้ว…”   ยังจะมาพูดอีก หน้ายังกะโดนอัดตูดมาเมื่อ 5 วินาที

        “Yeah! I see, that  your asshole was *KIA*”     (*KIA = Killed in Action ตายห่าในหน้าที่)

            “ยังเว้ย!”   มันรีบตะเบ็งเสียงแทรก แต่ว่านะซานเจเอ๋ย   “ยิ่งแหกปากยิ่งทรมานดากนะ”   ผมตอกกลับมันไป

     ซานเจลากเก้าอี้หน้าโต๊ะคอมมานั่ง  โอ๊ะ ต้องบอกว่าพยายามนั่งมากกว่า  กว่าจะเอี้ยวตัว กว่าจะย่อขา  ท่าทางจะขัดสมาธิไม่ได้อีกหลายชั่วโมง   ผมเลยเปิดปากถามมันไปก่อน

        “เฮ้ย ฉันมากองอยู่หน้าบ้านได้ยังไง?”   ผมถามไปห้วนๆ

            “นอนแอ้งแม้งตัวเปียกโชกกองอยู่ข้างถังขยะเปียกข้างบ้าน นี่ถ้า ป้าแก่ ไม่ไปเห็นเข้าฉันว่ารถขยะคงเก็บไปแล้วแหง”

     ป้าแก่? อ๋อ ป้าวิไลเจ้าของบ้านนั่นเอง   โชคดีที่ป้าแกใจดีถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็คงโดนปลดทรัพย์ พับเป็นศพยัดลงขยะไปเรียบร้อยแล้ว... เออ แต่กูไม่มีสตางค์ติดตัวซักกระจึ๋งนึงเลยนี่หว่า เสื้อผ้าก็ปล้นเขามา

        “แล้วสภาพศพ เอ๊ย! สภาพตัวฉันล่ะ”

            “ป้าบอกว่า ‘เสื้อผ้าเป็นรูเต็มไปหมด รอยเหมือนถูกยิง แต่ดันไม่มีแผลซักรู’ ศพสะอาดสะอ้านดีไม่มีริ้วรอย แล้วแกก็โทรเรียกฉันมา รู้สึกว่าป้าแกจะจัดแจงแต่งองค์ให้แกใหม่เรียบร้อยก่อนฉันมาถึงแล้ว”

     ตอบได้ดี แต่ก็ยังข้องใจอยู่ดี ที่ไม่มีแผล

        “เอาเป็นว่า... ฉันจะเล่าเรื่องที่ฉันประสบมาให้ฟัง... บนรถล่ะกันนะ”   ผมบอกไป

    ถึงตอนนี้ขอบอกไว้เลยว่า ไอ้บ้าหน้าหล่อเข้มผู้มีปัญหาปากท้องนี้ คือหนึ่งในผู้ร่วมอุดมการณ์ที่เหลืออยู่ของผม มันเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษอันน่ามหัศจรรย์ แล้วยังตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            “บนรถ? ทำไมต้องเป็นบนรถ จะไปไหนอีกวะ?”  มันถามกลับมาอย่างไวว่อง

        “เออน่า   เปิดทีวีซิ ช่วงนี้ช่องรัฐบาลน่าจะยังมีข่าว”   ซานเจปิดคอมแล้วหันไปเปิดโทรทัศน์ให้   แหม่ มันใช้ง่ายผิดปกติแฮะ   โอ เป็นข่าวน่าสนใจรายวันอีกแล้วเว้ย

     ‘เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ตำรวจตระเวนชายแดนรัสเซียปะทะกับกองกำลังไม่ทราบฝ่ายบริเวณชายแดนยูเครน   ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือดกว่า 2 ชั่วโมง’   ภาพของรถถังแบบ 4 ขาของรัสเซีย ติดปืนใหญ่ลำแสงสาดแสงใส่ทหารอีกฝ่ายจนระเบิดกระจุย เป็นภาพที่ชาชินตาคนไทยยุคนี้ไปเสียแล้ว
     ซานเจเริ่มพูดก่อน

            “โอ้โฮเฮะ!   เดี๋ยวนี้ ตชด. มีรถถังติดบีมแคนน่อน (Beam Cannon = ปืนใหญ่ลำแสง) ใช้ด้วยเว้ย ความรุนแรงนี่มันแพร่ระบาดเร็วจริงนะ   เออพิชิตรู้รึยัง ไอ้พวกเด็กแว๊นเวรตะไลนั่นมันมี เลเซอร์ไรเฟิล ใช้แล้วนะเว้ย แถมใช้บุกปล้นฆ่าอีกตะหาก และนั่นก็คืองานที่ได้รับติดต่อมาจากนายจ้างเมื่อวานนี้”

     ผมกุมขมับเลย ไอ้ที่ว่ารถถังยิงกันที่ต่างประเทศน่ะธรรมดา แต่ไอ้เรื่องแว๊นควงปืนเลเซอร์น่ะมันเกินรับได้ว่ะ


     ผมปิดโทรทัศน์เดินลงไปขึ้นรถ ซานเจเดินตามมาอย่างอืดอาดเพราะฤทธิ์ท้องเสีย   ก่อนขึ้นรถก็ไปไหว้ขอบคุณป้าวิไลผู้ช่วยชีวิตของพวกผมมาหลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยการไหว้ก็ยังเป็นสื่อแสดงความนอบน้อม เคารพ ขอบคุณ และให้เกียรติสำหรับคนไทยเสมอ

        “วัฒนธรรมเนี่ยเป็นสิ่งที่ดีงามจริงๆ เลยนะ   ว่าแต่งานดุเดือดอีกแล้วสินะ”

     ปึง เสียงปิดประตูรถดังขึ้น ผมเป็นผู้ขับ เพราะดูท่าซานเจจะโชว์ดริฟท์เทพไม่ไหว   สตาร์ทรถเรียบร้อยเป้าหมายโบสถ์คริสต์สร้างใหม่ในซอยลาดพร้าว 128 ที่นั่นสร้างขึ้นโดยมิชชันนารีก่อนสงครามเริ่มเหมือนรู้ล่วงหน้า

        “เราจะไปโบสถ์กัน”   ผมพูดพร้อมเปิดวิทยุขึ้นเพลง Guarantee ของ Flo-Rida แหม่บรรยากาศดีขึ้นเลยแฮะ   และซานเจก็พูดแทรกเข้ามา

            “จะไปโบสถ์ทำไมวะ   แกก็รู้เวลานี้พวกนั้นรับจ๊อบทำอย่างอื่นอยู่ ทางที่ดีไปหาผู้ว่าจ้างก่อนดีกว่า”

     มันก็จริงไปโบสถ์ตอนนี้มีแต่จะได้เห็นภาพบัดซบ แต่...

        “เราจำเป็นต้องไปโบสถ์เพื่องานที่ใหญ่กว่า...   แล้วผู้ว่าจ้างเป็นใคร”

     ตอนนี้รถกำลังเลี้ยวยูเทิร์น   บ้านผมอยู่ฝั่ง ร.พ. รามคำแหง ต้องเลี้ยวไปข้ามสะพานเข้าถนนสายลาดพร้าว   ซานเจเบือนหน้าไปมองวิวยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ตีกันบ้าง เสพยาบ้าง ขายตัวก็มากมาย ก่อนจะก้มหน้ามองมือตัวเองแล้วพูด

            “งานจากสารวัตรน่ะ”

        “สารวัตรสำราญน่ะเหรอ   เขารู้เรื่องจ่าตายรึยัง”   ผมตอบพลางมองซ้ายขวาก่อนหักเลี้ยว

            “รู้อยู่แล้วล่ะ แต่เขาไม่สนใจ หรือติดใจจะสอบสวนแกด้วย”

      อืม   นี่ถ้าสารวัตรรู้เรื่องเวทมนต์ด้วยคงเล่นยาก ที่ไม่เอาความคงรู้อยู่แล้วว่าผมแถเนียน

        “ฉันจะเล่าเรื่องที่ตัวเองไปเจอล่ะนะ แต่ก่อนอื่น   แกเชื่อเรื่องเวทมนต์ไหม?”

            “หลังคาแดง*ยังว่างนะเว้ย”   ตอบอย่างนี้แสดงว่าไม่เชื่อ

        “เออ เอาเหอะ...”

     ผมเริ่มเล่า   ตั้งแต่ตอนรับงานจากจ่า กระเป๋าบ้าๆ ที่มีอักขระแปลกๆ   ซานเจมันก็เออออไปตามภาษา แต่แล้วก็ต้องสะดุดกึกตอนถึงฉากบู๊   พอผมพูดว่า   “ไอ้พระนั่นมันไม่ตายเพราะแรงระเบิดแถมเดินออกมาใช้เวทมนต์ใส่”   มันหัวเราะทันที   ผมไม่สนเล่าต่อไป จนถึงท่าเรือสมุทรปราการ ผมจำไม่ได้เลยหยุดเล่า   แล้วหันไปถามซานเจ

        “คิดว่าไง?”

            “ตอแหล”   ก็กะไว้แล้วล่ะว่าต้องไม่เชื่อ

     ตอนนี้รถอยู่ในซอยเปลี่ยว   ผมหันไปทางขวา กลุ่มขี้ยากลุ่มใหญ่กำลังเสพยากันอย่างสำราญหน้าตึกร้างและข้างๆ นั่น...

            “เฮ้ยไอ้ชิต นั่นผุ้หญิงถูกข่มขืนนี่หว่า”   ซานเจพูดแทรกเข้ามา   ผมเห็นอยู่แล้วล่ะ และหยุดรถแล้วด้วย   พวกมันคนหนึ่งเดินถือปืนเก้ๆ กังๆ เข้ามาเคาะกระจก   ผมพูดก่อนจะเปิดกระจก

        “ฉันจะพิสูจน์ให้แกเห็นเอง”

            “เฮ้ย ไม่เอาน่าฉันปวดท้องอยู่นะเว้ย”   ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ซานเจก็เตรียมเอื้อมไปหยิบปืนกลเบาที่เบาะหลัง

     ทันทีที่ผมเปิดกระจกออก   ไอ้ขี้ยาพูดเสียงเหมือนคนเมาเหล้า แล้วชี้ปืนมาที่หน้าผม

                “ไงเพ่ชาย!   ซอยเนี้ย..ฮึ่ก..พวกข้าคุมนะเว้ย ถ้า..ฮึ่ก..ไม่อยากเจ็บตัวก็จ่ายมา..ฮึ่ก”

     ผมมองหน้ามันแล้วถามไป   ซานเจกดปืนลงใต้ขาบังตามัน

        “โอ เอาไอ้นี่แทนได้ไหม ยาแรงจากคลองเตยสนไหม แบมือมาสิ”

                “กู้ดดดด   นี่พี่ก็เล่นยาเหมือน..ฮึ่ก..กันเหยอ”   มันตอบพร้อมลดปืน พวกข้างหลังยังเฮฮากันอยู่  ผู้หญิงยังคงกรีดร้องต่อไป

     จะว่าไปหน้าผมมันก็โทรมเหมือนคนเล่นยาจริงๆ นั่นแหละ   ผมทำท่าเหมือนหยิบของด้วยมือซ้ายแล้วเอื้อมไปแตะมือมัน

        “เอาไปสิ   สุดขอบนรกเลยนะ”   มันจ้องหน้าผม   ผมกำมือมันแน่นแล้วยกขึ้น

     เปรี๊ยะๆๆๆๆๆๆๆๆ เปรี้ยง
     ซานเจจ้องมองอย่างตกตะลึง นัยน์ตาเบิกโพลง   ภาพที่ปรากฏตรงหน้ามันยากที่จะบรรยายจริงๆ   ก่อนอื่นเลยรู้สึกว่าแขนนี่จะปล่อยไฟฟ้าได้ตามที่สมองผมสั่ง   ไอ้ขี้ยาชักกระตุกอย่างรุนแรง ก่อนที่มือข้างที่จับกับมือซ้ายผมจะระเบิดกระจุยตรงหน้า   มันตายสนิททันที   ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตอบได้ง่ายๆ ว่า   ตอนแรกมันโดนไฟฟ้าช๊อตประมาณ 250 โวลต์ ก่อนจะเร่งเป็น 9000 โวลต์   ด้วยความแรงขนาดนี้ส่วนที่สัมผัสโดนจะระเบิดออกทันที   -จบคำบรรยาย-

     พวกข้างหลังแหกปากแตกตื่น บ้างคว้าปืน ขวดปากฉลาม รึไม่ก็มีดพุ่งตรงเข้ามา   ซานเจสบถคำหยาบออกมาเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูไปหลบด้านซ้ายของรถแล้วยิงกระหน่ำใส่พวกมัน   พวกขี้ยาที่ไม่ทันตั้งตัวถูกกระสุนเข้าไปเต็มๆ ล้มระเนระนาดเลือดสาดไปเปรอะหน้าผู้หญิงที่นอนแอ้งแม้งอยู่   ไอ้ตัวที่ขึ้นคร่อมโดนยิงไปรายแรก เลือกเป้าได้ดีสมกับเป็นมันจริงๆ

        “ซานเจยิงคุ้มกัน! ฉันจะเข้าไปดูผู้หญิง”   ผมสั่งไป

     พวกมันบางคนวิ่งเข้าไปหลบตามซอก และเสาตึก แล้วยิงสวนกลับมา  พิ้ง!   เฉียดหัวเลยแฮะแม่นใช้ได้นี่!
     ผมชักปืนวิ่งไปข้างหน้าใช้ศพไอ้ขี้ยาต่างโล่ วิ่งเข้าชาร์จผู้หญิง   พวกมันที่โผล่หัวหันมายิงผมถูกซานเจสอยกะโหลกไปทีละคน   ผมอุ้มผู้หญิงที่เปลือยเปล่าไปหลบในตึกและ...

        “โอ้โฮ สวยแฮะ!   ไอ้พวกนี้ตาถึงนี่หว่า   ไหนตรวจชีพจรหน่อยซิ”

     ข้างนอก เสียงปืนเงียบไปแล้ว เสียงฝีเท้าจ้ำเข้ามาใกล้ กับคำพูด

            “เหลืออีกคนหนีเข้าตรอกไป”

        “ฉันไปเองแกมาดูผู้หญิง”   ผมตอบ   แล้วรับปืนที่ซานเจโยนให้วิ่งตามมันไปในตรอกแคบๆ

     ทันใดนั้น!   ปัง เสียงกระสุนแหวกอากาศดัง ฟิ้ว พุ่งตรงมาด้านหน้าเข้ากลางหน้าผากพอดี ผมเห็นกระสุนปืน!!!

     มันชัดเจนมาก ความเร็วค่อยๆ ลดลงเหมือนหยุดนิ่ง ตอนนี้กระสุนอยู่ห่างจากคิ้วผมแค่ไม่กี่เซน!!   ผมพยายามอ้าปากแต่ไม่เป็นผล ร่างกายหนักยังกับถูกอะไรกดทับ   ไอ้คนยิงยืนอยู่ตรงข้ามกับผม สภาพหยุดแน่นิ่งเหมือนกันเป๊ะ

     ในระหว่างที่สมองผมทำงานเต็มพิกัดเพื่อคิดหาทางออกจากสถานการณ์นี้ทั้งๆ ที่ผ่อนแรงที่ขาซ้ายกะเบี่ยงตัวหลบตั้งแต่ตอนเสียงปืนดังแล้วแท้ๆ แต่ร่างกายกลับหยุดกึก! กระสุนก็พุ่งเข้ามาอย่างช้าๆ ถึงจะช้าดูเหมือนหยุดนิ่งก็เถอะ!   นะ นี่... กูจะตายอีกรอบเหรอวะเนี่ย!   ตอนนั้นเองเสียงแหบแห้งที่คุ้นหูก็ดังขึ้น

-ไม่ตายหรอก-

     มือซ้ายสีดำสนิทเลื่อนเข้ามาจับที่ลูกปืนขนาด 9 มม. มันจับอย่างนิ่มนวล กำเอาไว้ในมือ แล้วดีด!   ใช่ดีดจริงๆ กระสุนถูกวางไว้บนข้อที่สองของนิ้วชี้ แล้วดีดออกไปด้วยนิ้วโป้ง   ภาพที่เห็นค่อยๆ เร็วขึ้นเรื่อยๆ   กระสุนหมุนติ้วพุ่งกลับไปยังกลางหน้าอกของคนที่ยิงมันออกมา

     ปุ!   เสียงกระสุนเจาะหน้าอก   มันทำหน้าตกใจเล็กน้อยก้มลงไปมองอกแล้วยกมือไปทาบ

                “บะ บ้าชัด ชะ... อั่ก”   สิ้นเสียงนั่นก็เท่ากับสิ้นลมหายใจ

     ผมยังคงยืนจังก้าอยู่ท่าเดิมมีเพียงแขนซ้ายเท่านั้นที่เปลี่ยนตำแหน่ง

        “นี่มันเกิดอะไรวะ!?”

     ผมพูดพลางมองแขนซ้ายดำทมิฬที่ตอนนี้กลับมาทำงานตามคำสั่งสมองอีกครั้ง

     ต้องไปดูผู้หญิงก่อน   ผมตัดสินใจพับเรื่องนี้เก็บไว้คิดทีหลัง และจะไม่บอกใครเด็ดขาด…




            “ไม่ทัน เรามาช้าไป”   ซานเจพูดขึ้นก้มหน้าส่ายหัว เอามือเท้าสะเอว

        “อย่างน้อยก็ใส่เสื้อผ้าให้หล่อนหน่อยแล้วกัน   เดี๋ยวพรุ่งนี้หนังสือพิมพ์จะเอาไปลงข่าว”

     ซานเจหยิบเสื้อผ้าที่กองขยุ้มอยู่มาใส่ให้เธอ   ผมเดินไปสตาร์ทรถ...   ถ้าให้เอาไปลงข่าวทั้งสภาพนี้ล่ะก็คงไม่ดีต่อความรู้สึกญาติผู้ตาย และความรู้สึกพวกผมที่พยายามช่วย



            “ยังเด็กอยู่เลยนะ อายุราวๆ 16-17 นี่หละ”   ซานเจพูด แล้วปิดประตูรถดัง ปัง ก่อนจะก้มหน้าพูดต่อ

            “ขอบคุณ”

        “อะไร?”

            “เธอพูดว่า ขอบคุณ นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของเธอ   นี่ถ้าเรามาเร็วกว่านี้...”

     ซานเจกำมือแน่นขึ้น

        “อย่าคิดมาก อย่าเก็บไปใส่ใจ   ไม่มีช้าไป เร็วไป หรือสายไป”

     หันมามองหน้าผม   ผมไม่สนใจและออกรถ

        “มันคือความจริง   ความ...เป็นจริง”   ผมพูดออกไปลอยๆ

     ซานเจเอนหลังหันมองไปยังซากความจริง...

            “ช่างยากที่จะยอมรับ…   ฉันเชื่อเรื่องเวทมนต์แล้วล่ะ”

        “ก็ดี”   ผมตอบพลางเหยียบคันเร่ง

            “จะมีที่ไหนเลวร้ายไปกว่านี้”

     ….

     ผมเปิดวิทยุเสียงเพลง The Catalyst ของ Linkin Park ดังขึ้น หึ บ้าเอ้ย


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 4 -Nice Night!- คืนสุขสันต์!
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มกราคม 14, 2011, 04:41:49 PM
Unreal 4   -Nice Night!-
       
     ขณะนี้เวลา 2214

             “เฮ้ย ชิต ถามไรหน่อยเดะ”

     ซานเจเอ่ยปากขึ้นขณะที่ผมกำลังจอดรถ

        “พิชิตเว้ย ไม่ใช่ชิตที่แปลว่าขี้   ไอ้ขี้แตกเอ้ย”

     ยังดีที่รถกันกระสุนเลยมีแค่แผลถลอกจากกระสุน ไม่งั้นมีหวังตำรวจรวบไปแล้วแหง

             “จะพกมีดทำครัวมาทำไมวะ ว่าจะถามตั้งนานแล้วไม่มีเวลา”

     โอ จริงด้วยสิลืมบอกไปเลย   ต้องขอบคุณป้าวิไลที่ไม่ยึดไปหั่นหมูทำผัดกะเพราซะก่อน

        “มันคืออรัญญิกแท้ในตำนาน ที่มีวิญญาณลุงแก่ร้านหนังสือสถิตอยู่   ใครโดนฟันจะกลายเป็นหนอนหนังสือหน้าเหียก ฮ่าๆๆ”   ผมพูดทั้งหัวเราะ   ซานเจเบะปากขมวดคิ้วแล้วตอบ

             “ปัญญาอ่อน”

        “ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”

     ถึงหน้าโบสถ์ซะที   ผมจอดรถหน้าประตูเลย   แล้วเดินเข้าไป จะว่าไปก็ 2 เดือนแล้วสินะที่ไม่ได้มาเพราะติดสอบ สภาพของโบสถ์ค่อนข้างสมบูรณ์ น่าจะคอยซ่อมแซมอยู่เสมอ

        “มาครั้งก่อนยังพรุนอยู่เลย...”   ช่างต่างจากวัดแจงร้อนเสียจริง

     ระหว่างที่ผมยืนสังเกตอยู่นั้นซานเจก็แทรกเข้ามา

             “นั่นไม่ใช่เพราะแกหรอกเหรอ ที่ล่อซะพรุนเลยน่ะ   ไม้กางเขนหักกลางเลยด้วยซ้ำ”

        “เสียมารยาทตอนนั้นสถานการณ์ต่างไปเว้ย”

     นั่นสินะ ใครจะไปรู้ว่ากางเขนสวยเด่นเป็นสง่าที่ตัดแสงไฟนีออนจากเสาข้างทางบนจั่วนั่นจะเคยโดน 5.56 นาโต้* มาก่อน     *(หัวกระสุนปืนไรเฟิล)

             “ถึงจะจัดการยาเสพติดไปได้ก็เถอะ พี่สาวทั้งหลายก็ยังไม่เลิกอาชีพเสริมยามค่ำอยู่ดี   นี่ถึงขนาดต่ออาคารเสริมเลยนะ”

     ซานเจพูดพร้อมชี้ไปด้านข้างที่มีตัวอาคารแตกแยกออกมาอีก จากที่เห็นภายนอกน่าจะมี 2 ชั้น ยาวลึกลงไปหลายเมตรอยู่...   อื๋อ ตะกี้มันแสยะยิ้มแปลกๆ แฮะ

        “เอาเถอะอยากทำอะไรก็ปล่อยมันไป...แกหายปวดขี้แล้วเหรอ”

             “ยิงกันสนั่นเมืองขนาดนั้น ขี้หดหมดเลยว่ะ...นี่แกไม่รู้สึกหึงหวงบ้างเลยรึไง”

     มันตอบกลับทันควันด้วยหน้าเรียบๆ   ผมเดินไม่สนไปเปิดประตู   ไม่ค้งไม่เคาะมันหรอกเปิดมันเข้าไปเลยใหญ่พอ

        “หึง...เรอะ?   ยัยนั่นจะทำอะไรก็ช่างสิ”  

     ผมบ่นอุบอิบถึงใครบางคนที่กำลังจะไปพบก่อนจะก้าวเข้าไป...   ทำไมไอ้บ้านี่รู้เยอะจังวะ? แสดงว่ามาบ่อย



     รูปปั้นเยสแมนโดนตรึงกางเขนเด่นกลางห้องโถงที่มีเก้าอี้วางเรียงราย   ก็ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรมากมายราวๆ โกดังสินค้าตามท่าเรือวางต่อกัน 6 ตู้ครึ่ง นั่นทำให้แสงจากเชิงเทียนไฟฟ้ารอบๆ ห้องเพียงพอต่อการมองเห็น

     เสียงปิดประตูดังปึง ดังพอที่จะทำให้คนที่อยู่ในนี้ได้ยิน...   หลังจากผ่านไปราว 10 วินาที ก็มีเงาคนร่างเล็กทอดยาวออกมาเพราะยืนอยู่หน้าเชิงเทียนริมประตูด้านซ้ายของรูปปั้น กับเสียงแหลมเล็กของเด็กผู้หญิงดังก้องไปในห้องโถง

                “มาหาใครคะ?”

            “ไง บุ๋มบิ๋ม ยังไม่หลับไม่นอนอีกเหรอจ้ะ”

      ซานเจพูดขึ้นพร้อมเข้าไปหยิกแก้มสาวน้อยผมดำประบ่าที่ตัวสูงไม่ถึงเอว ก่อนจะตามมาด้วยคำทักทายแสนอบอุ่นตรงข้ามกับสิ่งที่ทำลงไปก่อนหน้านี้...

                “ว้าย พี่ซานเจ พี่ชิตด้วย! แหมนานทีปีหนจะโผล่หน้ามาหานะ”

        “อา ชั้นติดสอบน่ะ แล้วเป็นยามมันก็ไม่มีวันหยุดให้ด้วย”

     ผมตอบกลับไปทันควัน   ซานเจอุ้มแม่หนูน้อยขึ้นมาเหมือนอุ้มตุ๊กตาแล้วจับเหวี่ยงหมุนรอบ เด็กๆ คงชอบน่าดูที่ได้รู้สึกเหมือนขึ้นม้าหมุน เอ๋อ? ต้องรถไฟเหาะสิถึงจะถูก   ทั้งสองคนยังวี้ดว้ายกันทั้งๆ ที่อยู่ใต้แสงสีส้มสลัว

        “เปิดไฟซิ มองไม่ค่อยชัดเลย”

     ซานเจวางตัวบุ๋มลง แล้วเธอก็เดินไปเปิดไฟ... แสงสีขาวสว่างไปทั่วห้องพร้อมกับเทียนไฟฟ้าที่ดับลงค่อยดูโล่งตาขึ้นมาหน่อย   ผมเดินไปนั่งเก้าอี้แถวที่ 2 ถัดจากรูปปั้นพระเยซู   ค่อนข้างเงียบสงบผิดกับที่เคยมาเมื่อ 2 เดือนก่อน ปกติเวลานี้ต้องมีตัวผู้มากหน้าหลายตาเดินเข้าๆ ออกๆ

            “หึ แปลกใจล่ะสิ ตั้งแต่ที่แกพาแม่นั่นเข้ามา...ตอนกลางคืนที่นี่ก็เงียบแบบนี้ล่ะ”
     ซานเจหันมามองหน้าผมแล้วพูดประโยคชวนสงสัยขึ้น

        “หมายความว่าไง?”

            “ช่างเถอะเดี๋ยวแกก็รู้   นี่บุ๋มบิ๋มไปตามป๋าเทอดมาหาพี่ชิตหน่อยสิจ้ะ”

     เดี๋ยวก็รู้งั้นเรอะ หมายความว่าไงฟะ นี่ยังจะมีอะไรเลวร้ายไปกว่าการที่แม่ชีขายตัวอีกเหรอวะ?

                “คุณบาทหลวงไม่อยู่ค่ะ โดนตำรวจจับ”

     หือ บาทหลวงโดนตำรวจจับ?   ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรซานเจก็แหกปากขึ้นมาก่อน

            “โดนตำรวจจับ!!? จะบ้ารึไงวะ ไอ้เทอดศักดิ์มันเป็นบาทหลวงนะเว้ย! แล้วมันไปโดนจับข้อหาอะไร!?   พวกชั้นมีธุระกับมันนะเฟ้ยถึงได้ถ่อมาหามันดึกดื่นป่านนี้!!!”

        “เฮ้ยๆ ซานเจไม่เอาน่า จะโวยวายก็ให้มันถูกคนสิวะ”

     ผมตบไหล่มันแล้วชี้ไปที่บุ๋ม   เด็กน้อยยืนคอตกน้ำตาคลอเบ้า เจอเสียงตะคอกกรอกหูไปเต็มๆ ย่อมจะใจเสียเป็นธรรมดา ไอ้บ้านี่ไม่แยกแยะเล้ย

        “ช่างเถอะ ไปตามเอเลนัวร์มาซิ”

     ผมสั่งไป   บุ๋มบิ๋มที่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ เอามือปาดน้ำตา ก่อนจะทำแก้มป่องปากบู้ไส่ผม

                “บู่~~~   มาถึงก็สั่ง สั่ง สั่ง เชอะ!   พี่เอลไม่ว่างค่ะ ให้นมผู้ชายอยู่”

     อืม... เฮ้ย! ให้ นม ผู้ ชาย อะไรกันวะ! โหยประโยคนี้จี้ดเลย ขึ้นสมองเลยนะเนี่ย!

        “ใครวะ ไอ้บ้าหน้าใหนมันกล้ามาล้วงคองูเห่าวะ!!!”

            “เห้ยยย   ไหนใครบอกไม่สนใจไว้ว้า ฮ่าฮ่าฮ่า”

     ผมจ้องหน้าบุ๋มแล้วสะบัดมือไปทางซ้าย แค่นี้คงพอ   เด็กน้อยทำท่ากลับหลังหันควับ เส้นผมที่ยาวแค่ประบ่าสะบัดพริ้ว แล้วเดินนำลิ่วพาผมไปทันที   มีปัญหาแน่นอน!!!



        “เชือด”
     แกร๊ก!   11 มิลลิเมตร พร้อม   ตอนนี้พวกเรายืนอยู่ตรงหน้าห้องเป้าหมาย พร้อมจะขย้ำเหยื่อทันทีที่สัญญาณบุกถ่ายทอด...ที่นี่คือชั้นสองของอาคารใหม่ มันค่อนข้างเงียบสงบพอดู หรือว่าจะไม่มีใครอยู่กันแน่วะ

            “เชือดบ้าอะไรของเอ็งวะ นี่สติยังอยู่ครบมั้ยเนี่ย สมองน่ะหัดใช้บ้าง”

     ไอ้เบื้อกนี่เดี๋ยวก็ล่อซะก่อนเลย ผมหันไปชำเลืองมองมันเล็กน้อย ด้วยอารมณ์ที่ไม่ดีเอาซะเลย น่าแปลกที่เจ้าสองหน่อข้างหลังดันยิ้มแย้มแจ่มใสซะนี่

     ผมไม่รอช้าถีบประตูมันเข้าไปเลย!

        “เฮ้ย เอามือวางไว้บนหัวเดี๋ยว...”

     ปัง พิ้ง

     เสียงปืนดังขึ้น 11 มม. ในมือผมปลิวลิ่ว กระสุนกระแทกเข้าที่ด้านข้างปืนผมอย่างแม่นยำ เฮ้ย! อะไรวะ!

     ซานเจกดตัวบุ๋มบิ๋มหมอบลงแทบจะทันที ปล่อยให้ผมยืนงงกับเหตุการณ์นี้คนเดียว พร้อมกับเสียงเด็กทารกร้องระงมออกมา ไม่เพียงแค่นั้นห้องอื่นๆ ก็ทยอยเปิดประตูเดินออกมาด้วย แต่ต่างออกไปจากที่ผมคิดเอาไว้เพราะที่เดินออกมาไม่ใช่พวกผู้หญิงเปลือยกายกับผู้ชายแก้ผ้าเหมือนสมัยก่อน นี่มัน!

        “ดะ เด็กทั้งนั้นเลยนี่หว่า...”

     แล้วยังมีผู้หญิงอีกประมาน 5-6 คน วิ่งมาจากทางเดินฝั่งตรงข้ามกับที่ผมใช้ขึ้นมา ทุกคนสวมชุดนอนแบบที่ซิสเตอร์ตามโบสถ์คริสต์ทั่วไปเขาใส่กัน   เอ๋อ นี่กูทำอะไรลงไปหว่าชักสับสนตัวเองแล้วสิ

          “ทำบ้าอะไรของแกวะพิชิต ดูซิเด็กร้องไห้ใหญ่เลย อุตส่าห์กล่อมจนหลับแล้วแท้ๆ”

     เสียงผู้หญิงที่คุ้นหูดังแว้ดตัดกับเสียงทารกงอแงออกมาจากห้องที่ผมถีบเข้าไป   ใช่แล้วครับเธอคือ เอเลนัวร์ ที่ผมมาหานั่นเองรูปร่างยังคงเซ็กซี่ไม่ต่างจากที่ฝันถึงมากนัก และที่สำคัญคุณเธอกำลังให้นมผู้ชายอยู่จริงๆ ซะด้วยสิ แต่ปัญหาคือมันเป็นนมขวดกับเด็กทารกเพศชาย!!!

      เด็กน้อยนอนร้องงอแงอยู่บนหน้าตักของเธอ ขวดนมกลิ้งก๊อกแก๊กอยู่ด้วยกันกับปลอกกระสุนบนพื้น มือซ้ายของเธอลูบหัวทารกเบาๆ ในขณะที่มือขวายกปืนหันชี้มาทางผม   ถ้าให้เดาคงผละมือชักปืนมายิงใส่ผมแบบทันทีทันควัน...เกือบไปแล้วมั้ยล่ะกู ขอปาดเหงื่อก่อน

          “อย่าขยับ!”   เอเลนัวร์แผดเสียงลั่น

        “แหม่ ปฏิกิริยายอดเยี่ยมเหมือนเคยเลยนะ”

     ผมตอบกลับนิ่มๆ เกิดจับได้ว่าเข้าใจผิดล่ะก็ได้ซุกตูดหมาตายกันล่ะทีนี้

          “ไม่ต้องมาแถ!   นี่แกคิดจะทำอะไรกันแน่”

     อุ้ย รู้ทันอีก

     ครับ...สุดท้ายพวกเราก็กลับลงมานั่งด๊องแด๊งที่ห้องโถงเหมือนเดิม ส่วนเด็กๆ ก็ไล่ไปนอน  คือมันเป็นอย่างนี้...

     2 เดือนก่อน... ผมพาเอเลนัวร์ที่เก็บตกได้จากข้างทางมาไว้ที่โบสถ์นี้ หลังจากที่ถล่มแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ลักลอบส่งของผ่านโบสถ์ตามหมายสั่งของตำรวจที่ทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาไม่ได้   ถ้าจะถามว่าไปเจอเธอที่ไหนอย่างไรล่ะก็ยาว ละไว้ก่อน

     เอเลนัวร์เป็นคนมีความรู้ความสามารถ ชั้นเชิงเหนือกว่าผมซะอีก ถึงจะแค้นแต่พวกเราก็เป็นแค่ เหยื่อ เหมือนๆ กัน   ที่นี่ไม่ค่อยจะคุมเข้มนักเรื่องชาวต่างชาติเลยให้ปลอมเป็นซิสเตอร์อยู่ในนี้

          “นายคงแปลกใจสินะ ที่ที่นี่กลายเป็นแบบนี้   พอดีฉันสอนพวกเขาน่ะ”

     เธอพูดขึ้นให้ผมหายข้องใจ แต่ว่านะเจ๊ พูดแค่นี้ไม่ต้องบิดขาไขว่ห้างเอนตัวซะขนาดนั้นก็ได้ เห็นแล้วระทึกใจ!   ซึ่งชุดนอนสีขาวบางๆ ขับดันเน้นสัดส่วนแสนเร้าใจนั่นมากเข้าไปอีก!!   เอื๊อกกก

        “ไอ้ซานเจมันรู้อยู่แล้วสินะ ที่เปลี่ยนเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กเนี่ย”

          “อ่าฮะ มันไม่ได้บอกแกเหรอ”

     เธอตอบเสียงหวานพร้อมกับโน้มตัวลง อูว ชัด ชัดมาก แตงโม โอ๊ะไม่สิ แตงล้านสินะ   ทรมานใจจริงโว้ย!

     ไอ้ลูกครึ่งกล้วยแขกเวรนี่แม่งไม่ยอมบอก ออกมาจากห้องน้ำเมื่อไหร่กูจะพามึงไปสวนตูด!

     แต่ก็สมกับเป็นเธอจริงๆ ไม่มองข้ามเรื่องที่ควรจะทำ   ผมมองไปรอบๆรู้สึกว่าบรรยากาศมันปลอดโปร่งขึ้น ก็นะ จากซ่องขายตัวเน่าๆ เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้...

        “เธอนี่เก่งจริงนะ คิดไม่ผิดจริงๆ ที่พามา”

          “ใช่ไหมล่ะ บอกแล้วไงว่าชั้นเจ๋ง!”

     เธอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ ได้ของเล่นชิ้นใหม่ แววตาสดใสขึ้นทันที เวลาพูดเอเลนัวร์มักจะออกท่าทางประกอบด้วยตามประสาฝรั่งนักสังคม เพราะอย่างนี้ล่ะมั้งถึงดูเด็กกว่าอายุ

          “พวกผู้หญิงที่นี่ไม่ต่างจากเรานักหรอก พวกเธอถูกบังคับให้เสพยา ขายตัว ทำซ้ำไปซ้ำมาจนในที่สุดมันก็กลายเป็นเรื่องปกติของชีวิต... ท้ายที่สุดพวกเธอก็จมปลักอยู่กับมัน เหมือนกับที่เราเคยเป็น   จนถึงตอนนั้นหลังจากที่นายกับไอ้ขี้แตกนั่นสาดกระสุนถล่มพวกมันออกไป...แล้วพาฉันมา”

        “ที่นี่เป็นโบสถ์คริสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากคริสตจักรน่ะ”
     ผมพูด แล้วไล่กวาดตามองไปรอบๆ สิ่งที่ทุเรศน่ะมันคือใจคน...

        “หลังสงคราม... ผู้คนที่สูญเสียมากมาย ต่างก็ต้องการสิ่งที่จะมายึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วมันมีอะไรบ้างล่ะ ญาติมิตรเรอะ? ก็พากันตายไปซะหมด ทั้งเศรฐกิจที่ตกต่ำจนยากจะฟื้นฟู บ้านช่องก็พังทลายไปจนเหลือแต่ซาก... หึ ขนาดเมืองหลวงยังต้องย้าย อุตส่าห์สร้างระบบระบายน้ำจนรอดพ้นวิกฤตโลกร้อน แต่กลับไร้ความหมายไปในพริบตา เฮ้อ~~”   มันอดถอดใจไม่ได้จริงๆ

     แต่มันก็ดีที่ทำให้สถานะคนเถื่อนของพวกผมเปลี่ยนไปจากนโยบายให้สัญชาติผู้ประสบภัยน่ะนะ...   เอลนัวร์พูดเข้ามาด้วยเสียงออกละเหี่ยใจ

          “ที่พึ่งสุดท้ายก็คือ...”

        “ศาสนา...   แล้วที่นี่ก็เป็นสถานพยาบาลช่วงสงครามพอดี พวกผู้หญิงที่ไม่รู้จะไปไหนเลยตัดสินใจอยู่ต่อ แล้วพวกค้ายาที่เห็นคนทุกข์ยาก ก็อาศัยจังหวะนี้แอบร่วมมือกับคนใหญ่คนโตในพื้นที่ กับคริสตจักร ขนยาเข้ามาขาย แล้วพวกผู้หญิงที่รู้เรื่องนี้ล่ะ? ก็มีทางเดียวคือจัดการไปด้วยเลย”

     จะว่าไปสาวๆ พวกนั้นก็หายหน้าไปเยอะพอควรแฮะ

        “พวกที่ติดยาหนักมากๆ ตำรวจเขาเอาไปบำบัดอยู่น่ะ... ที่จริงพวกนั้นฝากชั้นมาขอบคุณพวกนาย แต่ก็ดันหายหัวไปซะนี่   ที่โผล่มาก็มีแต่ไอ้บ้าซานเจ..หมอนั่นมันมาช่วยฉันปรับปรุงที่นี่น่ะ โรงเรือนหลังใหม่เอย รับเลี้ยงเด็กอะไรพวกนี้เป็นความคิดของสารวัตรสำราญเขาน่ะ   แล้วพอมาเจอฉันเข้าก็เลยจัดให้ฉันเป็นหัวหน้าที่นี่คอยดูแล...ด้วยเทคโนโลยีของทางการอาคารใหม่ส้รางเสร็จภายในเดือนเดียวเอง!   จริงสิ!   แมงมุมยักษ์นอนอยู่ในโรงเก็บชั้นใต้ดินอาคารใหม่นะ”

     แมงมุมยักษ์? หือ! หรือว่า...

        “เฮ้ย! เอาของอันตรายพรรค์นั้นมาไว้ใต้หมอนเด็กได้ไงฟะ!”

     เอเลนัวร์พยักหน้านิดนึง ไม่พูดอะไร

     เอาเหอะคุยธุระก่อนดีกว่า...

        “ฉันอยากรู้ว่าเทอดศักดิ์โดนจับได้ไง ฉันต้องการมันอย่างด่วน”

          “หา? เดี๋ยวนะ  นี่ที่ถ่อมาถึงนี่ดึกดื่นป่านนี้เพื่อเรื่องนี้เนี่ยนะ”

        “ใช่ แล้วเธอคิดว่าเรื่องอะไรล่ะ?”

     สีหน้าเธอเปลี่ยนไปทันที ดูก็รู้ว่าอารมณ์เสีย คิ้วขมวดจนแทบจะรวมเป็นเส้นเดียว

          “มันเมาแล้วอาละวาดปาขวดเหล้าใส่ป้อมตำรวจ ชิ!   2 เดือน แกเอาชั้นมาทิ้งไว้ที่นี่ 2 เดือน!!!   โดยที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากขลุกอยู่ในนี้ พอมาเจอกันแกถามหาถึงเรื่องงานอย่างเดียว ไอ้บ้า!!!”

     โห ถามคำเดียวตอบซะชุดใหญ่ แต่มันก็จริงล่ะนะ เพราะผมเอเลนัวร์ถึงโดนกองทัพตามล่าไปด้วย

        “ฟังนะ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แล้วชั้นต้องการความสามารถของมันอย่างด่วนที่สุด จำที่เคยพูดไว้ได้มั้ย   แผนการนั่นจำเป็นต้องเริ่มแล้ว!”

     เธอลุกขึ้นก่อนจะแผดเสียงลั่น

          “ไอ้แผนการบ้านั่นน่ะเรอะ! ขนาดพวกหัวหน้ายังพากันตาย แล้วอย่างแกจะไปมีปัญญาทำอะไรได้   อีกอย่างปัจจัยที่จำเป็นก็ยังไม่พร้อม ซาอับ มันจะยังเตรียมการตามแผนอีกรึไง? ในเมื่อผู้พันตายไปแล้ว!!!”

        “หมอนั่นต้องทำแน่! อย่าลืมสิพวกเราผูกพันกันด้วยอะไร   ไม่ว่ายังไงซาอับก็ต้องทำตามแผนแน่!   และเพราะอย่างนั้นชั้นถึงต้องการไอ้เทอดไงเล่า!!!”   ผมลุกขึ้นประจันหน้ากับเธอ

     เหนื่อยเลยแฮะ ไม่อยากเถียงกับผู้หญิงเลยให้ตายสิ...

        “ฉันต้องไปหาซาอับ ถึงกำหนดการเดิมจะเป็นอีก 8 ปีข้างหน้าก็ตาม ตอนนี้มีปัญหาใหญ่มากเข้ามา เลยต้องเร่งแผนการให้เร็วขึ้น”

     เอเลนัวร์ยังยืนจ้องตาผมเขม็ง ใช่ เพราะเวทมนต์แท้ๆ เลย!   หลังเสร็จศึกปราบมารห่มเลืองผมก็คิดขึ้นได้...

        “มันมี... คนที่ครองโลกนี้อยู่ก่อนแล้วน่ะสิ”

          “หมายถึงอเมริกากับจีนน่ะเรอะ!   เรื่องนี้เด็กอนุบาลมันก็รู้!”

        “ไม่ใช่!   ไม่ว่ายังไงก็ตาม...ตอนนี้ฉัน ยังบอกเธอไม่ได้”

     เธอจับมือขวาผมขึ้นมากุมมือบีบแน่น ท่าทางมันฟ้องว่าให้บอกมาซะ แต่ไม่ใช่ความรู้สึกโกรธหรอก

          “พิชิต...อย่าเก็บไว้คนเดียว”   น้ำเสียงเธออ่อนลงมาก

     เฉพาะเธอเท่านั้นที่ผมไม่อยากบอก ไม่อยากลากให้มาตกที่นั่งเดียวกันกับผมในตอนนี้...

        “ขอโทษ”   ผมพูดพร้อมยกมือเธอออก

          “เกี่ยวกับไอ้แขนซ้ายดำปึ้ดนั่นสินะ ถึงนายจะไม่อยากบอกแต่หน้ามันฟ้อง...”

     เอาเป็นว่า   ขอกอดซักทีแล้วกัน   ผมคว้าตัวเธอเข้ามาสวมกอดอย่างไม่มีเหตุผล ว่ากันว่าถ้าคนกำลังจะออกรบทำแบบเดียวกับผมนี่หมอนั่นไปไม่กลับแน่...   เฮือก! กูก็กำลังจะออกไปทำอะไรแบบนั้นนี่หว่า!!!

          “แปลกนะทั้งที่เมื่อก่อนแทบจะฆ่ากันตายแท้ๆ”

     เอเลนัวร์พูดขึ้นแล้วคล้องแขนไปรอบเอวของผมกดหน้าอกสุดแน่นลงมาแนบตัวผม และกระซิบที่ข้างหู...

          “เมื่อก่อนนายว่าฉันเป็นกุหลาบหนามอาบยาพิษไม่ใช่เหรอ?”

        “เฮอะ!   โบราณว่าไว้ หนามยอกต้องเอาหนามบ่ม อ๊ะแย่ล่ะสิ รู้สึกหนามจะตำปาก ช่วยบ่มออกให้หน่อยได้มั้ย”   คารมเราก็ดีเหมือนกันแฮะ!

          “แล้วพิษล่ะจะทำยังไง”

     เสียงแผ่วเบาแว่วอยู่ที่ข้างหู ก่อนที่ตาของเราจะเข้ามาผสานกัน   รูปปั้นเยสแมนโดนตรึงนั่นราวกับกำลังจ้องมองมาที่สองเรา

        “ไม่มีปัญหาถ้าเป็นพิษของเธอ...แล้วอีกอย่าง ป่านนี้พระเจ้าเข้านอนไปแล้วล่ะ”

     เธอชำเลืองมองไปทางรูปปั้น ก่อนจะหันมายิ้ม   และจู....

            “เฮ้ยไอ้ชิต!   เจรจาสงบศึกเสร็จยัง โอ๊ะ!!!”

     ไอ้เวรนี่...มาได้จังหวะตลอด พังเพราะแม่งตลอด!!!

        “ซานเจ   ทำไมมึงไม่นั่งขี้จนดากฉีกไปเลยฟะ”

     น้ำเสียงผมตอนนี้โหดสุดๆ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่ามันแล้ว!   ท่าทางมันก็คงจะรู้ตัว หนอยทำเป็นเอามือเกาหัว

            “แหะๆ โทษทีรู้สึกจะมาผิดจังหวะ”
        “ครั้งหน้ากรุณาจมส้วมตายไปเลยก็ดีนะ”

            “ไม่เอาน่า เรื่องมันแล้วไปแล้วอย่าไปคิดมากน่า”

     ซานเจเดินเข้ามาหาผม พร้อมกับที่เอเลนัวร์ผละตัวลงไปนั่งไขว่ห้างท่าเดิม

        “จริงสิ ไอ้เทอดมันไปติดอยู่โรงพักใหนล่ะ?”   ผมหันไปถามเอเลนัวร์

          “สน. บางกะปิ ไปทั้งชุดบาทหลวงด้วย”   ท่าทางเธอจะไม่สบอารมณ์นิดหน่อย

     ไปทั้งชุดบาทหลวงเลย?   ทำตัวซะเหมือนไอ้พระเก๊นั่นเลยนะมึงไอ้เบื้อก

            “โว้ว! ป๋าเรานี่แน่อย่าบอกใครเลยแฮะ พอดีเลยว่ะชิต ใช้งานนี้ต่อรองสารวัตรเอาตัวป๋าออกจากห้องกรงเลยสิ   ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว!”

      เออแฮะ! อะไรจะเข้าล็อคได้ปานนั้น

        “เอเลนัวร์...   ฉันไปก่อนนะ”

     เธอไม่พูดอะไร แค่ลุกขึ้นหันหลังเดินไปปิดไฟแล้วเลยขึ้นอาคารใหม่ไป   เดี๋ยวเด้นี่ไม่คิดจะร่ำลากันเลยรึไง!



     พวกเรากลับมาขึ้นรถอีกครั้ง ต่างกันตรงที่ซานเจเป็นคนขับ...

            “เมื่อกี้ตอนนั่งขี้สารวัตรโทรมาน่ะ”

     ซานเจพูดขึ้น ไม่ต้องบอกก็ได้ว่าไปทำอะไรมา

            “เขาถามว่าศพไอ้พวกขี้ยาเป็นฝีมือพวกเราใช่ไหม”

        “แล้วแกตอบไปว่าไง?”

     มันหันมามองหน้าผมแล้ว...

            “เยส~~~ ส่วนผู้หญิงพวกเราช่วยไว้ไม่ทัน แล้วแกก็ตอบว่า ‘เหรอ’ คำเดียวต่อด้วย ‘พรุ่งนี้เที่ยงเจอกัน’ แค่นั้นจบ”

     ท่าทางจะไม่เอาเรื่องแฮะ ไม่ก็งานที่จะให้เราไปทำดุเดือดกว่า

        “ไปกินน้ำชาหน้าสุเหร่ากันไหม?   ชักจะหิวแล้วสิตั้งแต่ตื่นมายังไม่ได้กินอะไรเลย”
     ผมพูดขึ้นก่อนที่รถจะออก

            “โอ้ ไปสิฉันจะไปกินข้าวยำ น้ำวูดูร้านหน้าสุเหร่าคลองจั่นอร่อยที่สุดตั้งแต่เคยกินมาเลย”

        “เข้าหมู่บ้านมีนสาครสินะ เอ ซอยนั้นมันมีบ้านใครอยู่ด้วยนะ?   แฟนเก่าแกใช่ปะ”

            “อรุณน่ะเหรอ ไม่ได้เจอกันตั้งแต่เรียนจบแล้วล่ะ”

     สีหน้าหมองลงเลย คงยังรักเขาอยู่สินะ

        “ดีแล้วล่ะ จะได้ไม่ยุ่งยาก”

            “…”



     เวลา 2320 พอเลี้ยวรถเข้าซอยไป ผมก็หันไปเห็นบ้านหลังใหญ่สวยเด่นตัดกับหลังอื่นที่ผุพัง ไม่ก็มีแต่ซาก บ้านของอรุณนั่นเอง แม่นี่เป็นสาวสวยหน้าเรียวบ้านรวย แต่เสียอย่างเดียวที่ไปตรงสเป็กซานเจเข้านั่นก็คือ!!!   -แบน-

     พวกเราตัดสินใจขับผ่านไปเฉยๆ ดึกป่านนี้ไปเรียกนี่มันเสียมารยาท

     เปรี๊ยะ!

        “อื๋อ?   แขนซ้ายมัน…”

     บ้านของอรุณอยู่ทางซ้ายมือ ซึ่งซานเจมันก็ขับรถเลนซ้ายเป็นปกติ แต่พอจะเข้าหน้าบ้านอรุณอยู่ๆ มันก็หักออกขวาซะอย่างนั้น สีหน้ามันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปด้วย จะว่าช้ำรักก็ไม่ใช่

        “เดี๋ยวๆ !!  ไอ้เจหยุดรถก่อนซิ เร็วเข้าจอดเลย!”

      ผมสั่งมันไปอย่างด่วน   ทำไมน่ะเหรอ ก็มันผิดวิสัยน่ะสิ ทั้งการขับรถ ทั้งรอบบ้านแม่นั่น แถมที่สุดๆ ไปเลยก็แขนซ้ายผมนี่แหละ มันยังสั่นระรัวจนผมต้องเอามือขวาไปกำเอาไว้

     ซานเจจอดรถที่เลนขวาพอดี ผมสังเกตดูที่ล้อมันกำลังจะหักกลับไปเลนซ้าย   แล้วยังสัมผัสอึมครึมนี่อีก!

            “มีอะไรวะชิต?”

        “ไอ้เจ แกคงไม่ได้ตั้งใจขับหักออกขวาใช่มั้ย?”

     ซานเจหันไปมองรถ แล้วมองหน้าผม...

            “เออว่ะ!   นี่ฉันไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย!”

     นั่นปะไร!   เอาล่ะสิ ผมจำสัมผัสนี่ได้ มันอึมครึมและเย็นยะเยือก ที่เด่นชัดเลยคือ พอถอยออกห่างจากหน้าบ้านแขนซ้ายหยุดสั่น แต่พอกลับเข้าไปมันกลับสั่นขึ้นมาอีกพักหนึ่งก่อนจะสงบลง ผมยกมือซ้ายขึ้นดู

        “เหมือนเป็นสัญญาณเตือน...สินะ”

     ซานเจยังคงงงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้น   มิน่าล่ะบ้านมันถึงได้สวยเรียบนัก แถมพอดูดีๆ รอบบ้านไม่มีแม้แต่แมวซักตัว ทั้งที่สนามหญ้าข้างในนั่นน่าเข้าไปนอนขลุกเล่น แต่พวกแมวกลับเลือกที่จะนอนอยู่ใต้ท้องรถที่จอดอยู่ห่างออกไป   ไม่ผิดแน่นี่มัน...

        “เขตอาคม”


หัวข้อ: Re: "UnReal -Truth under Lies-" ตอนที่ 4 -Nice Night!- คืนสุขสันต์!
เริ่มหัวข้อโดย: pighead ที่ กุมภาพันธ์ 07, 2011, 01:18:21 PM
อ่านแล้วนุกดี มีจุด ฮา ฮา เยอะดี แต่มีบ้างตอนที่อ่านแล้ว งง และในเรื่องจับมาปนกันมั่วเยอะไป

บ้างทีก็จับความไม่ได้เลย

แต่ขอชมจริงๆ สนุกมาก


หัวข้อ: Re: "UnReal -Truth under Lies-" ตอนที่ 4 -Nice Night!- คืนสุขสันต์!
เริ่มหัวข้อโดย: ekkasitseo2 ที่ กุมภาพันธ์ 07, 2011, 05:00:24 PM
ฮ่าๆๆๆ จุดฮาเยอะมากๆ


หัวข้อ: Re: "UnReal -Truth under Lies-" ตอนที่ 4 -Nice Night!- คืนสุขสันต์!
เริ่มหัวข้อโดย: pighead ที่ กุมภาพันธ์ 08, 2011, 04:00:26 PM
เพื่อนเอย เมื่อไรตอนที่ 5 จะออกซักมี อยาก อ่านอย่างด่วนเลย Hoooo Hoooo


หัวข้อ: Re: "UnReal -Truth under Lies-" ตอนที่ 4 -Nice Night!- คืนสุขสันต์!
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ กุมภาพันธ์ 08, 2011, 05:55:14 PM
อาทิตย์หน้า พิมพ์รายปักษ์อะครับ (ไม่ก็ตามอารมณ์)

ช่วงนี้ติดอ่านหนังสือสอบ

ตอนนี้กำลังแต่งเรื่องสั้นอยู่ชื่อเรื่อง "ชาติหน้าฉันใด ขอเกิดใหม่เป็นไรน้ำ!!!" กรองเสร็จค่อยพิมพ์ลง (ผมชอบเขียนลงสมุดก่อน)


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 5 -No One Knows What It's Like...
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ กุมภาพันธ์ 11, 2011, 05:33:40 PM
     เวลา 1125 ของวันต่อมา
     ผมนอนแผ่อีแหละอยู่บนที่นอนในห้องแสนสุขของตัวเอง สายตาจับจ้องไปที่แอร์ติดผนังที่ช่องแอร์เกือบจะถูกฝังไปด้วยฝุ่น...

        “มีเรื่องให้คิดเยอะแยะไปหมด ทั้งไอ้นั่นไอ้นี่…หน้าก็ไม่ได้หล่ออยู่แล้วเกิดคิดมากจนผมร่วงไปล่ะยุ่งแน่”

     หลังจากแยกย้ายกับซานเจตอนตี 2 เราก็นอนประมวลรูปการมาตลอด ซึ่งก็เป็นที่ชัดเจนเลยว่าจะเดินออกไปข้างนอกทั้งแขนซ้ายดำปึ้ดนี่เพรียวๆ ไม่ได้ เพราะ...

        “แม่งดันไม่มีเงาอีก”

     ก็พึ่งจะสังเกตเห็นตอนนั่งซดชาร้อน   ทั้งๆ ที่ยกแขนซ้ายขึ้นบังแสงจากหลอดไฟ แต่แขนเจ้ากรรมดันปล่อยให้แสงส่องผ่านมาแยงตาเล่นซะอย่างงั้น!   ตอนนี้ผมก็ได้แต่นอนรอให้ซานเจมันเอาของที่สั่งมาส่ง ต่อด้วยไปตามนัดของสารวัตรสำราญเท่านั้น   ครั้นพอเปิดทีวีดูปุ้บก็เจอข่าวที่พวกผมไปทำห้าวเมื่อวานนี้เข้าอีก เฮ้อ~~~

        ‘...เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเป็นการยิงกันเนื่องมาจากการทะเลาะกันเองระหว่างแก๊ง โดยศพของหญิงสาวนั้น...’

        “เออรู้แล้ว ผมทำเองล่ะครับคุณนักข่าว”   ปิ้บ เสียงปิดทีวีดังขึ้นนิดนึง แต่...

     เสียงความคิดของผมยังคงดังก้องไปทั่วสมอง ตอนนี้ผมปิดโหมดสั่งการร่างกายไปเรียบร้อย หันมาใช้โหมดประมวลข้อมูลภายในอย่างเดียว

     จะเอายังไงกับอรุณดีนะ บุกไปกระชากคอเสื้อ จับกดขยำหน้าอก เอ๊ยไม่ใช่! ถามตรงๆ ต่างหาก เอแต่มันจะยอมบอกเหรอ แถมเวทมนต์มันยังร้ายกาจสุดๆ เกิดถ้ามันฟันฉับเดียวขาดครึ่งแบบไม่พึ่งมีดเหมือนไอ้พระนั่นได้อีกคงแย่...

     ตอนนั้นไอ้พระเก๊มันพูดว่าไงบ้างนะ อืม

        “อันดับแรกเลย CIA   อเมริกันชนคนแสนดีนี่เอง   เท่าที่จำได้ภารกิจที่ 5 ของเราตอนนั้น CIA เป็นคนจัดให้ ปฏิบัติการ ‘ตะวันลาลับฟ้า’ เนื้องานง่ายๆ ‘ฆ่าล้างตระกูลมหาเศรษฐีญี่ปุ่น’ ภารกิจที่ทำให้เราถูกถีบหัวส่งไปอยู่ UASPD ตอนนั้นก็เจอปรากฏการณ์ธรรมชาติแปลกๆ อยู่เหมือนกัน…”

     ใช่ อยู่ดีๆ ทหารฝ่ายเราก็โดนเผาทั้งเป็นแบบไม่ทันรู้ตัว แต่ตอนนั้นมันชุลมุนเลยไม่ค่อยสนใจ

     แล้วอีกอันก็เซนต์ลูเซียน ใช้คำว่า เซนต์ ก็น่าจะเกี่ยวกับศาสนา อืม นักบุญลูเซียน เหรอ?

        “ไม่ไหว ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ถ้าเป็นองกรณ์ทางศาสนา หรือ NGO ก็น่าจะเคยโผล่ออกมาให้เราได้ยินบ้าง แต่นี่เกิดมาก็เพิ่งจะเคยได้ยินนี่แหละ”

     ไว้ไปเค้นอรุณเอาแล้วกัน หวังว่ามันคงรู้ แต่คุณเธอดันเป็นแฟนเก่าไอ้ซานเจอีกนี่สิ จะลงไม้ลงมือหนักๆ ก็เดี๋ยวจะส่งผลกระทบภายในเอา บัดซบเอ๊ย...

     ผมยกแขนซ้ายขึ้นมาดู ผิวเผินมันก็เหมือนแขนข้างเก่าทุกประการ ที่ต่างกันก็แค่ มืด ต้องใช้คำนี้ล่ะนะ พอมองด้านข้างทางสองมิติ จะไม่มีรอยนูนหรือแสงเงาของพื้นผิวเลย เหมือนกับวาดภาพไว้อย่างดีแต่ดันทำหมึกดำหกใส่   มันดำเรียบสนิทจริงๆ เหมือนมองไปในคืนเดือนเต็มฝั่งที่ไม่มีเมฆ หรือดวงดาว เป็นค่ำคืนอันมืดมิด

        “Exia น่าจะมาจาก Exaea ที่แปลว่าอิทธิเทพในภาษากรีก หึ ก็สมชื่อดีนะ ถ้าพูดถึงพลังอำนาจมันก็ต้องสายฟ้านี่แหละ”

     เออใช่!   ยังมีอีกคำนึงนี่หว่า ไอ้คำว่า ท่านผู้นั้น ไง!

        “ถ้าในหนังหรือการ์ตูนก็ต้องบอสใหญ่ แต่ถ้าในชีวิตจริงล่ะก็...หัวหน้าองกรณ์ก่อการร้าย...ผู้มีอิทธิพล และสุดท้ายขุนนางรึ?”

     เออจริงสิ! ถ้าตามการ์ตูนหรือนิยายแฟนซีโลกเวทมนต์มันก็ต้องขุนนางกับราชวงศ์ไง แต่ขุนนางหรือราชวงศ์ประเทศไหนล่ะ?   ก็ที่ไทยหมดสิ้นไปตั้งแต่ช่วงสงครามแล้วนี่นา นี่เป็นรายงานของ CIA เอง ก็ไม่น่าจะผิดพลาด...

        “หรือจะเป็นอังกฤษ แต่อันนั้นมันก็โดนขับไล่ไสส่งจนระเห็จไปอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้อีก”

     แล้วยังตอนโดนยิงใส่ในตรอกเมื่อคืนนี้อีก มันอะไรนักหนาว้า...

     ปึงๆๆๆๆๆ
     เสียงทุบประตูรัวลั่นดังมาจากหน้าห้อง มาแล้วสินะ...

            “เปิดหน่อยโว้ย!   ปวดขี้!!!”

     ไอ้ตัวทำลายบรรยากาศ...

        “ไม่ได้ล็อคโว้ยไอ้โง่!”



     ซานเจหิ้วของพะรุงพะรังเข้ามากองไว้ก่อนจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปทันที

            “แม่งเอ๊ย!   ต้องเป็นไอ้ข้าวยำนั่นแหงๆ เลย เฮ้ยไอ้ชิตรวมแล้ว 13,620 บาทถ้วน”

        “โอ้ขอบใจมาก”

     ผมตรวจดูของในถุงผ้าขนาดใหญ่ 2 ถุง...

        “เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ 4 ตัว ครบ... และถุงมือหนังสีดำ 10 คู่ อืมครบ โทรศัพท์มือถือ...เสียดายเครื่องเก่าจังอุตส่าห์ติดระเบิดไว้   กระสุน 9 มิลลิเมตรอีก 4 กล่อง เรียบร้อยดี”

     ผมเปลี่ยนไปใส่เสื้อตัวที่พึ่งซื้อมาทันที ตามด้วยถุงมือหนังคู่ใหม่ในขณะที่ซานเจยังคงนั่งเบ่งขี้อยู่

        “ค่อยยังชั่วแขนซ้ายมีเงาซะที พอใส่เสื้อแขนยาวแล้วก็ดูดีไปอีกแบบแฮะ!”

     ต่อด้วยกางเกงสแล็คสีดำแบบที่นักศึกษาทั่วไปใส่กัน

            “สารวัตรนัดไว้บ่ายโมงตรงเจอกันที่เวียงคำ”

     เสียงซานเจลอดออกมาจากห้องน้ำ ก่อนจะต่อด้วยเสียงกดชักโครก

            “ว่าแต่เมื่อคืนที่พูดถึงผู้พันนี่ใครเหรอ   ที่แกคุยกับเจ๊เอลน่ะ แล้วบักหำซาอับนี่มันไผกันละวา?”

        “แอบดูคนอื่นนั่งขี้มันไม่ดีต่อสุขภาพนะ ซานเจ...ที่แกต้องรู้เกี่ยวกับฉันมีอย่างเดียวคือ ฉันจะทำอะไร เช่นเดียวกับที่ฉันรู้เกี่ยวกับแก”   ผมตอบกลับไปเสียงเรียบๆ

            “โอเค เก็ท!”   เข้าใจก็ดีแล้ว

     ถึงจะบอกว่าผู้ร่วมอุดมการณ์แต่ก็ไม่จำเป็นที่ผมจะต้องบอกให้มันรู้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจหรอก แต่ไม่จำเป็นต่างหาก ในเมื่อบอกไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา...


Unreal 5   - No One Knows What It's Like...


     ตอนนี้พวกผมอยู่บนรถคันเดิม มุ่งตรงไปยังมหา’ลัยรามคำแหง   ที่ว่าเวียงคำนั่นคือชื่อตึกของทางมหา’ลัยน่ะ หรือที่เรียกกันทั่วไปด้วยตัวย่ออักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัว คือ VKB

        “ซานเจ แกจะว่าอะไรไหมถ้าคืนนี้ฉันจะบุกไปทำมิดีมิร้ายแฟนเก่าแก”

            “เต็มที่ได้เลย เอาให้ยับไปเลยก็ได้!   ถ้าได้อย่างนั้นฉันจะขอบใจอย่างแรงเลยฟะ!!”

     เฮ้ยๆ นี่หมายความว่าไงวะเนี่ย ผมหันไปจ้องหน้าซานเจทันที หน้าของมันดูหมองๆ แต่กลับแฝงไปด้วยความเดือดดาล แววตานั่นดุดันผิดปกติทีเดียว   อย่าได้ชักกล็อค*ขึ้นมาเชียว   *(ปืนกล็อค eng. Glock    ปืนพกมาตรฐานรูปทรงเหลี่ยมทุกมุม ใช้การจุดชนวนโดยเข็มแทงชนวนแบบพุ่งกระแทกไม่ใช่นกสับเหมือนรุ่นอื่น)

     ตอนนี้รถกำลังเลี้ยวเข้าไปในมหา’ลัย ระหว่างทางที่มาถึงนี่ซานเจเล่าสาเหตุให้ผมฟัง...   เมื่อเช้าก่อนจะไปซื้อของให้ผมมันโทรไปหาอรุณ...

            “ฮัลโหล ตัวเองเหรอ?   นี่เค้าเจ่เจ้เองน้า”

              “โหล แฮ่กๆ มีไร อะ อ๊า~~”

     แปลกใจกับเสียงตอบกลับมามั๊ยครับ อา ผมก็เหมือนกัน มาฟังต่อ...

              “โอ้ย เบาๆ หน่อยสิ อ๊ะ!   ว่าไงมีไรก็พูดมา”

     ถึงตรงนี้ซานเจมันเริ่มรู้สึกตะหงิดๆ อยู่ในใจแล้ว   อีนี่มันทำห่าอะไรอยู่วะ?

                “รุณ ใครโทรมาเหรอ เอ้า อึ้บ!”   เสียงผู้ชายดังมาจากทิศทางด้านล่าง

     เฮ้ยๆๆๆๆๆ   งี้ชัวร์เลยนี่หว่า มันตอบผมกลับมาว่า ‘เออ อย่างที่แกคิดนั่นแหละ’
     ซานเจวางสายแทบจะทันทีที่เดาความออก


     ตอนนี้พึ่งจะเที่ยง พวกเราเดินไปนั่งกินข้าวกันในโรงอาหาร นั่งมองนักศึกษาสาวๆ ที่มีการแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ กระโปรงไม่เคยเลยเข่าพลาง กินไปพลาง ข้าวมื้อนี้ช่างอร่อยเหลือหลาย
     ผมหันไปพูดกับซานเจ...

        “สุดยอดอารยธรรม! แต่พอมองอย่างนี้มันก็อดคิดไม่ได้นะ ว่าทำไมคนเราถึงเอาแต่ตัดสินคนอื่นกันจากรูปลักษณ์ภายนอก”

            “มนุษย์มักจะเอาตนเองเป็นที่ตั้งเพื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอ”   ซานเจพูดขึ้น

        “งั้นไอ้การที่จะบอกว่าใครดี ใครไม่ดีมันก็ช่างเป็นเรื่องสุดแสนจะปัญญาอ่อนสิ้นดีเลยน่ะสิ”

     ผมหันไปตอบมัน แล้วต่อด้วย

        “ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้รู้ห่า รู้เหวอะไรมากมายเกี่ยวกับคนที่ตัวเองไปตัดสิน ก็ผ่าฟันธงมันไปซะหมด   เพราะงี้มันถึงได้เน่าไงล่ะ”

     ซานเจยกกาแฟเย็นขึ้นซด เคี้ยวน้ำแข็งกร้วมๆ แล้วพล่ามต่อจากผม

            “นอกเรื่องไปไกลเลยว่ะ แต่ว่านะ ทำไมถึงไม่คิดกันบ้างล่ะ ว่าที่คุณเธอใส่สั้นแบบนี้เพราะไม่มีตังจะไปสั่งตัดตัวใหม่น่ะ   ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่ฉันคิดว่าทุกการกระทำของแต่ละคนล้วนมีเหตุผลในแบบของตัวเอง...”

        “เรื่องอรุณน่ะ…แฟนเก่าโทรไปหาแท้ๆ ดันโดดเหยงๆ อยู่บนตอไอ้บ้าหน้าไหนก็ไม่รู้ เฮ้อ~~”

            “เออ โลกนี้แม่งบัดซบชะมัด”   มันตอบกลับมาเนือยๆ แล้วปล่อยสายตาไปกับขาอ่อนขาวอวบที่กำลังเดินทอดน่องผ่านไปผ่านมา

        “อย่าโทษโลกสิว้า   ของอย่างงี้มันเกิดขึ้นได้เฟ้ย แล้วอีกอย่าง ที่ยัยนั่นมันจะไปดิ้นดุ๊กดิ๊กบนตอใครก็เป็นสิทธิ์ของมันนี่หว่า อาจจะมีเหตุผลแบบของมันเหมือนที่พล่ามมาก็ได้... เอ็งมันก็แค่แฟนเก่า”

     หันมาจ้องหน้าผมเขม็งเลยแฮะ ฮ่าๆๆ จังหวะนี้ถ้าเปิดเพลงแฟนเก่าของ Labanoon คลอล่ะก็เอ็งเอ้ย

     มันยกมือขึ้นตบไหล่ซ้ายผมก่อนจะพูดว่า

            “เอาให้สุดๆ ไปเลยนะ เต็มที่!”



     เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก อาจเป็นเพราะพวกเราเอาแต่คุยเรื่องไม่เป็นเรื่อง โลกเลยหมั่นไส้หมุนเร็วกว่าปกติ ตอนนี้บ่ายโมงกับอีกแปดนาที พวกเราขึ้นลิฟต์ไปนั่งรอบนชั้น 4 ตามที่นัดไว้   วันนี้ไม่มีคาบสอนในห้อง มันเลยดูโล่งโหวงเหวง นี่ถ้าให้มานั่งตอนกลางคืนคนเดียวคงสยิวกิ้วน่าดู

     ผ่านไปราว 10 นาที เงาของชายร่างสูงใหญ่กำยำก็ทอดลงบนพื้นที่มันวาวผ่านประตูหน้าตรงเข้ามาหาผมกับซานเจ   เขามาพร้อมกับแว่นเลย์แบนแบบตี๋ใหญ่ในชุดตำรวจ กับหนวดเคราความหนากำลังดีเข้ากับผิวสีดำคล้ำ มือซ้ายถืออะไรซักอย่างแบนๆ ขนาดเท่าสมุดปกแข็งเล่มมาตรฐานที่เด็กใช้เขียนหนังสือ...

                “ไงพิชิต ซานเจ ไม่ได้เจอกันพักเดียวพวกแกพากันไปก่อเรื่องให้ฉันปวดหัวอีกแล้วนะ”

     เขาเอ่ยเสียงขึ้นด้วยเสียงใหญ่ทุ้มนุ่มลึก ก่อนจะเข้ามานั่งบนเก้าอี้แล้ววางของที่ถือมาตรงหน้าผม มันคือคอมพิวเตอร์พกพานั่นเอง ถึงจะดูคล้ายไอแพดแต่ตัวนี้เจ๋งกว่าด้วยระบบโซลิดสเตจทัชสกรีน หรือก็คือจอสัมผัสแบบฉายภาพกลางอากาศนั่นเอง ที่ตัวเครื่องก็มีแค่แป้นพิมพ์จอสัมผัส LED เท่านั้น...

        “แล้วเรื่องจ่าไพลิน หรือเรื่องเมื่อคืนล่ะ?”   ผมถามกลับไป

                “เรื่องเมื่อคืนน่ะสิ พวกแกดันไปอาละวาดกลางกล้องวงจรปิดซะได้ ฉันเลยต้องเสียเวลาเคลียร์กับพวกนักข่าวไปตั้งนาน...ชิตเอ๊ย หน้าฉันมันก็ดำอยู่แล้ว อย่าทำให้ขอบตาฉันดำกว่าหน้าเลยว่ะ”

     สารวัตรตอบผมกลับมาพลางนวดขมับ...

        “ขอโทษทีที่พวกผมช่วยผู้หญิงไว้ไม่ทัน”

            “มันค่อนข้างจะชุลมุนน่ะครับ”   ซานเจพูดแล้วก้มหัวลงนิดนึง

     สารวัตรเปิดคอมพ์ แล้วหันมาพูดต่อ

                “ช่างเถอะ...ชันสูตรเรียบร้อยแล้ว น่าจะถูกบังคับให้เสพยา ตามร่างกายก็มีแต่รอยฟกช้ำ   ตอนนี้ญาติรับศพไปวัดแล้วล่ะ เออ...ชิตเรื่องไอ้ไพลินน่ะ มันหักหลังแกสินะ?”

     โอ้โห! สมกับเป็นสารวัตรเดาถูกเผง หวังว่าเขาคงไม่มีเอี่ยวกับเวทมนต์นะ

        “ก็ตามนั้นล่ะครับ นี่มัน 2 รอบแล้ว พี่แกยังทำตัวไม่รู้ธรรมเนียม เลยจัดซะ…”

                “ล่อซะระเบิดเถิดเทิงเลยนะ แล้วไอ้เจ้าอาวาสนั่นคงเป็นพวกไพลินด้วยล่ะสิ... ฉันจะไม่ถามแกหรอกว่ามันเรื่องอะไร แต่ทีหลังหัดหลบๆ ซ่อนๆ หน่อย เพราะคนลำบากวิ่งเต้นมันคือฉัน”

     ซานเจมันทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ชะงักลง เพราะผมส่งสัญญาณเหยียบตีนเบรคมันไว้ก่อน

     สารวัตรเปิดไฟล์วิดีโอให้พวกเราดู มันเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดคืนวันเกิดเหตุบุกปล้นบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง   ที่จริงซานเจมันก็บอกผมแล้วล่ะว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่พอได้เห็นของจริงแล้วมันช่างน่าสลดคดแค้นใจเหลือเกิน

     เป็นภาพมุมสูงเยื้องซ้าย...   หน้าประตูรั้วมีรถมอเตอร์ไซค์จอดเรียงราย คนที่นั่งซ้อนอยู่บ้างก็โห่ร้อง หัวเราะเฮฮา ไม่ก็ขว้างปา ขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนกำแพง   ที่จริงไม่มีเสียงหรอก แต่ลักษณะการกระทำของพวกมันฟ้องอยู่เต็มสองตา   ผ่านไปถึงราวนาทีที่ 8 ของบันทึก ชายหนุ่มคนหนึ่งลากลุงแก่ๆ ออกมาในสภาพอาบเลือด ก่อนที่อีกคนจะฉุดกระชากลากเด็กชายรุ่นคราวมัธยมปลายออกมากองกลางฝูงมอเตอร์ไซค์ที่บ้าคลั่งอย่างหมาบ้า   พวกมันรุมเตะ รุมต่อย สารพัดที่คนชั่วๆ จะทำกัน ต่อหน้าสายตาชายแก่ที่ทำท่าร้องไห้อ้อนวอน ราวกับจะพูดขอชีวิตของเด็กหนุ่มคนนั้น...

            “ไอ้พวกชาติชั่ว!!!”

     ซานเจแหกปากขึ้นมาอย่างเดือดดาล ริมฝีปากกัดเน้นลูกตาถลนจนแทบจะหลุดจากเบ้า ทำเอาหน้าหล่อเข้มนั่นกลายเป็นฆาตกรในบัดดล...

     แต่ความชั่วช้าทารุนยังดำเนินต่อไปในภาพบันทึก   ชายแก่ถูกจับมัดกับเด็กหนุ่มที่เสื้อสีขาวถูกห่มด้วยเลือดแดงฉาน   ไอ้ชั่วที่ท่าทางจะเป็นหัวโจกเดินมาหยุดตรงหน้าพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งชายแก่ทำท่าตะคอกกลับไป จากนั้นมันก็ทำในสิ่งที่ผมแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง...

        “กดหยุดไว้ก่อนซิ! นั่นมันปืนเลเซอร์รุ่นติดแขน PA* นี่หว่า!!!   สารวัตรทำไมพวกมันมีของแบบนี้ นั่นไม่ใช่ของที่หาซื้อได้ทั่วไปนะ”

*(PA = all Purpose assault Armor แต่พวกทหารในโลก UnReal มักจะเรียกว่า Personal assault Armor กันซะมากว่า แต่พวกรุ่นเก่าๆ จะถูกเรียกเหยียดๆ กันว่า Paper Armor ไม่ก็ Peeing in the Ass เพราะความห่วยและก๊องแก๊งของมัน ไว้ซักวันจะหาทางวาดรูปมาให้ดูเพราะผู้แต่งไม่มีความสามารถด้านศิลปะวาดเขียนเลย T^T หรือใครใจดีวาด+ออกแบบให้เลยก็ได้นะจะขอบคุณอย่างแรง ;)

     ที่มันถืออยู่จริงๆ แล้วจัดเป็นรุ่นเก่า แต่พลเรือนไม่มีสิทธ์ครอบครองอาวุธลำแสงไม่ว่าประการไดทั้งปวงบัญญัติโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แม้แต่คนลักลอบขายปืนเถื่อนยังไม่กล้าหามาเลย   แถมรุ่นนี้ยังเป็นแบบชาร์จพลังงานได้ ความรุนแรงสูงสุดในอุณหภูมิปกติสามารถเป่ารถถังที่เผลอเปิดเกราะพลังงานได้เลย ถึงไอ้พวกนี้จะทำไม่ได้เพราะไม่ได้สวม PA ก็เถอะ

                “ลองดูหน้าไอ้ระยำนั่นให้ดีๆ สิแล้วพวกแกจะถึงบางอ้อเอง”

     ผมกดซูมดูใบหน้าของมันชัดๆ   ใช่! ถึงบางอ้อจริงๆ แม้สีกับทรงผมจะเปลี่ยน แต่คางยื่นและตาส่อนหางตาห้อยของมันเป็นที่จดจำของผมแน่นอน   แล้วสารวัตรก็พูดแทรกเข้ามา...

                “ปืนของพ่อมันน่ะ รู้สินะว่าพ่อมันเป็นใคร”

        “หึ ก็พี่ชายคุณไงล่ะ พลโทสานใจ พลับพลาทอง”

     สิ้นเสียงผมสารวัตรก้มหน้าถอดหมวกออกต่อด้วยกดให้วีดีโอเล่นต่อ

     มันลั่นไกหลังจากหน่วงพลังงานไว้ราว 5 วินาที   ลำแสงพุ่งผ่านร่างของทั้งสองกลางลำตัวระเบิดออกบนพื้นคอนกรีตด้านหน้าของชายหนุ่มด้านหลังของลุงแก่ เชือกที่มัดไว้ขาดออกต่อด้วยร่างอันแน่นิ่งกองลงกับพื้น เหลือทิ้งไว้เพียงรูขนาดประมาน 5-6 นิ้ว บนลำตัวของทั้งคู่ แผลที่เผาไหม้ไม่มีเลือดไหลออกมา พร้อมกับความเฮฮาของไอ้สารเลว   ภาพบันทึกถูกตัดจบลงแค่ตรงนี้...

                “สิ่งที่ฉันเหลืออยู่คือความแค้น แค้นในความล่าช้าของตำรวจ แค้นในความอ่อนแอของสังคม แค้นในตัวเองที่ไม่สามารถอบรมลูกหลานให้เป็นคนดีได้!!!”

     นายตำรวจถอดหมวกออกมาปิดหน้าดำคล้ำของตัวเอง...

                “ฉันอุทิศชีวิตให้ชาติ แต่ทำไมมันกลายเป็นอย่างนี้!   โดนปลดจากกองทัพ ก็ยังดีที่ได้มาเป็นตำรวจ มาดูแลกรุงเทพที่เสื่อมโทรม แต่กลับถูกค้ำคอจากอิทธิพล แล้วไอ้เลวพวกนั้นดันเป็น พี่ ตัวเอง!!!”

     เสียงแห่งความโศกเศร้าโกรธาแผดก้องไปทั่วห้องที่กว้างโล่ง   ความรู้สึกที่แฝงมากับเสียงนี้มันช่างยากจะเข้าใจ ถ้าตัวเองไม่ได้อยู่ ณ จุดยืนเดียวกันนั้น   คนทั่วไปที่ดูข่าวอาจจะแค่โกรธ แค้น ไม่ก็สงสารผู้เคราะห์ร้าย ที่ฉายทางทีวี หรืออีเมลล์ แต่กับชายผู้ยืนบนจุดนี้ที่ต้องรับผิดชอบอย่างสารวัตรสำราญ ความเจ็บแค้นมันผิดกัน



     คำสั่งคือ

                “ฆ่าให้เกลี้ยง!”   ปึง! สารวัตรทุบแผ่นไม้รองเขียนแล้วลุกเดินออกไป

     มันก็เรียบง่ายดี แต่...มันอาจจะมีอะไรมากว่านั้น   ผมไม่ตอบตกลงไปทันที แต่เป็น...

        “ขอคิกก่อง”   ออกเสียงกวนตีนไปเล็กน้อย...

                “ขอคำตอบภายใน 2 วัน จากสาย..มันจะกลับไปซิ่งอีกเร็วๆ นี้”

     สารวัตรพูดโดยไม่หันมามอง   ส่วนซานเจ...

            “ฉันจะเข้าเมืองหลวง คิดว่าน่าจะต้องใช้ ไอ้แมงมุม ยังขาดอะไหล่อีกสี่ห้าอย่าง”

     ตัดสินใจลงมือรองรับสถานการณ์ได้รวดเร็วทันใจดีจริงๆ ข้อมูลเหยื่อทุกตัวก็อยู่ในมือถือเรียบร้อย   แต่ที่ไม่ดีมีอย่างเดียว...

        “ทำไมไม่ไปส่งกูที่บ้านอรุณก่อนล่ะว้อย!!!”

     ครับ...ตอนนี้ผมยืนอยู่หน้าบ้านอรุณพร้อมกระดาษปึกหนึ่ง ประตูลูกกรงเหล็กดัดลวดลายชดช้อยสวยงามแบบไทย  ขัดกับตัวบ้านแบบประหยัดพลังงานที่เต็มไปด้วยกระจกโปร่งใส พร้อมสนามหญ้ากว้างพอจะตั้งวงเตะตะกร้อได้สัก 7-8 คน นั่นคือสภาพภายนอก   ว่าแล้วก็กดออด ก่อนจะมาผมโทรมาเช็คเรียบร้อยอยู่บ้านแน่ๆ สงสัยเมื่อเช้าจะเพลีย หึหึหึ

     กิ๊ง ก่อง~~~

              “นั่นใครคะ?”

     เสียงหวานของผู้หญิงที่ฟังดูคุ้นหูดังขึ้นจากลำโพงตรงออด   ผมยื่นตัวเองหน้าไปไว้หน้ากล้องที่อยู่ติดๆ กับลำโพง พร้อมด้วยคำพูดตามมารยาท...

        “ผมพิชิตครับ ไม่ทราบว่าคุณอรุณอยู่ไหมครับ”

              “ฉันเอง มีธุระอะไรรีบๆ ว่ามา”

     โห น้ำเสียงเปลี่ยนไปเลยแฮะ!

        “เฮ้ยๆ ต้อนรับขับสู้กันหน่อยเด้ ก็โทรบอกเธอแล้วเข้าไปคุยข้างในไม่ได้รึไง?”

              “โอ้ ถ้าไม่ใช่แกล่ะก็ได้อยู่หรอก อยู่ดีๆ ก็จะมา เผลอแว้บเดียวก็หายหัวไป นิสัยเหมือนไอ้งั่งนั่นเดี้ยะๆ เลย”

     น่าน ยังจะมาแขวะกันอีก ไอ้งั่งนั่นคงหมายถึงซานเจสินะ มาถึงขั้นนี้เรื่องอะไรจะกลับให้โง่ฟะ!

        “เอ้าๆ นี่เรื่องงานนะเนี่ย เธอทำงานอยู่กับหนังสือวัยรุ่นไม่ใช่เหรอ นี่มีงานมาให้พิจารณานะเนี่ย”

              “เออ เข้ามาสิ”   เสียงไม่ค่อยจะเต็มใจเลย...

     ว่าง่ายอย่างนี้แต่แรกก็เรียบร้อยไปแล้ว   สักพักประตูอัตโนมัติก็เปิดออก

     ร่างของหญิงสาวเดินทอดน่องออกมาจากในบ้าน เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูกระจก ผมเดินเข้าไปยิ่งใกล้ยิ่งชัด...   ว่ากันว่าเด็กผู้หญิงนั้นพอจบม.ปลายไปแล้วคุณเธอจะเปลี่ยนไปราวกับคนละคน   แต่ทว่า! กับแม่หนูอกแฟบคล้ำเตี้ยคนนี้ ทำไมมันเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ไปได้! ที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้คือสาวสวยผิวขาวหน้ารูปไข่ผมยาวเลยบ่า หุ่นโค้งเว้าเข้ากับสะโพกผายชวนสัมผัส กับส่วนสูงที่น่าจะเกือบ 185 เซนติเมตร สูงกว่าผมซะอีก! ที่สำคัญหน้าอกนั่นมันมาจากไหนว้า!?   สัดส่วนอัดแน่นกระชับอยู่ในเสื้อสีขาวลายมิกกี้เมาส์ที่ส่วนหูไปตรงกับลูกบอลวิเศษพอดี กับกางเกงยีนส์สีฟ้าซีดขาเดฟ

     นี่ถ้าไม่ได้หน้าผากกว้างและคำทักทายของคุณเธอมาย้ำ ผมคงทักผิดคิดว่าเป็นคนอื่นไปแล้ว

              “ไง อึ้งล่ะสิเจอแบบนี้เข้าไป”

        “ไม่อึ้งก็บ้าแล้ว ไม่เจอแค่ปีกว่ากลายมาเป็นแบบนี้ ไปเกาหลีมาเหรอ”

     ผมตอบเธอกลับไป พลางไล่สายตาจากล่างขึ้นบนอีกครั้ง... ไอ้ซานเจมันโง่จริงๆ

              “ของแท้ตะหาก”



     เธอเดินนำผมไปห้องรับแขก ก็หน้าประตูนั่นแหละเดินอีกแค่ 7-8 ก้าว ภายในจัดแต่งสไตล์บ้านชานเมืองของยุโรป แค่ไม่มีเตาผิง   ผมนั่งลงบนโซฟาตัวยาว ส่วนอรุณนั่งโซฟาเดี่ยวตรงข้ามที่คั่นกลางด้วยโต๊ะน้ำชาบานกระจก ที่ตลกคือไอ้โต๊ะนี้มันมีขาโต๊ะ 5 ขา... มันจะทำไว้ทำไมให้เกินพอดีวะ

        “84 55 86 กับ 1.8 เมตร  ซุปเปอร์โมเดลยังอายเลยนะเนี่ย สวยขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ”

     คงน่าเสียดายถ้าต้องลงไม้ลงมือ   ผมโยนปึกกระดาษลงบนโต๊ะฝั่งอรุณ

              “ชั้นชอบนายก็ตรงปากหวานนี่แหละ แต่พวกผู้ชายมันมักจะปลิ้นปล้อนเสมอ   แล้วไอ้นี่อะไรล่ะ”

     เธอหยิบกระดาษปึกนั้นขึ้นมาเปิดอ่านผ่านๆ ไล่ทีละหน้า

        “อรุณ... ขอจับหูมิกกี้ทีเดะ”

     เธอไม่ตอบอะไรแค่ชำเลืองมองผม แล้วยกส้นเท้าเข้าให้ ก่อนจะวางกระดาษปึกนั้นลงแล้วพูดขึ้น

              “An-chan Thrust in Life…   ยังทำอะไรไม่เข้ากับหน้าเหมือนเดิมนะ นี่อยากให้ชั้นเอาไปลงตีพิมพ์เหรอ”

        “ใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสาวน้อยเวทมนต์น่ะ รักใสๆวัยกระเตาะ   แต่ก็มีฉากบู๊กับฉากสยิวกิ้วอยู่ด้วย…”

     อรุณนั่งฟังอย่างตั้งใจ ไม่พยักหน้า ก็เอาแต่ อืม อืม...   จนผมเล่าเรื่องมาถึง

        “นักเวทชั่วช้าต้องการลูกแก้ววิเศษสีฟ้า เลยออกตามหาอย่างบ้าคลั่งเพราะหวังคลองโลก แต่ก็มีผู้กล้าปรากฏตัวออกมาปราบได้ แต่สาวน้อยเวทมนต์ดันฆ่าผู้กล้าซะเองแล้วคลองโลกน่ะ แต่ตรงนี้ฉันยังเขียนไม่ถึงอะนะ...”

              “โห ยังทำอะไรซับซ้อนเหมือนเดิมนะ”   จู่ๆ เธอก็รีบพูดแทรกเข้ามา

        “ใช่ เพราะเวทมนต์มันไม่ธรรมดา ใช้ฆ่ากันได้ง่ายๆ โดยไม่เหลือหลักฐาน ขนาดซัดกันตูมตามยังจับไม่ได้เลย”

     อรุณสะดุดกึกขึ้นมาทันที สีหน้าเปลี่ยนไปชัดเจน นี่แค่หยอดนิดเดียวเองนะ

              “หรือว่าเหตุการณ์ที่วัดนั่น...”

     เธอพูดขึ้นเสียงอ่อย แต่ผมไม่คอยให้เธอเสียบมาหรอก

        “วัดแจงร้อนน่ะเหรอ เออฉันก็ตกใจมากเลยล่ะกับข่าวนั่นนะ เพราะงั้นถึงได้นึกเรื่องพวกนี้ขึ้นมาไง... แรงบันดาลใจมันมาจากทุกทางนั่นแหละ ฉันเป็นนักเขียนก็ต้องหาทางจับกระแสผู้อ่านเป็นธรรมดา ตอนแรกยังคิดว่าเป็นการก่อการขององค์กรระดับประเทศรึเปล่าเลย”

              “เหรอ อืม... ไว้พรุ่งนี้ฉันจะเอาไปให้บก. พิจารณาแล้วกัน”

     แม่นี่มันต้องรู้อะไรแน่ๆ พอใช้คำว่าองค์กรมีหรี่ตาลงแล้วแหงนหลัง พยายามไม่ให้จับพิรุธสินะ พอผมทำท่าจะพูดแหย่ต่อก็มีเสียงผู้ชายพูดภาษาอังกฤษดังแทรกมาจากบริเวณบันไดชั้นสอง...

                  “อรุณ คุยกับใครอยู่เหรอครับ~~”

               “พอดีเพื่อนมาคุยเรื่องงานน่ะค่ะ”

     อรุณตอบกลับไปทันควันด้วยภาษาไทย ผู้ชายคนนั้นค่อยๆ เดินลงบันไดมาในชุดสูทสีเทา เนคไท้สีแดงอ่อนแกว่งไกวดึงสายตา ก่อนที่เจ้าตัวจะจับรูดให้เข้าทรง   ในด้านหน้าตานั้นพูดได้ว่าหล่อในสายตาสาวๆ เลย ยังกับ ติ๊ก เจษฎาพร ตอนหนุ่มๆ เป็นผีมาให้เห็นเลย ต่างกันตรงที่ผมสีทองนี่ล่ะ

     ไอ้หมอนั่นเดินมาโอบไหล่อรุณทางด้านหลังแล้วมองมาที่ผม แลวอรุณก็พูดแนะนำให้ผมรู้จัก...

              “นี่คุณเฟร็ดดริว โดเบอร์ บรรณาธิการของชั้น คนนี้แหละที่จะพิจารณางานของนาย”

        “โอ้สวัสดีครับ ผมพิชิต กำชัยพลครับ เอางานเขียนมาเสนอ”

     ผมตอบกลับภาษาไทย เพราะฟังอรุณพูดรู้เรื่องคงรู้ภาษาอยู่   ต่อด้วยทำท่าลุกขึ้นจะจับมือ แต่...ไอ้คุณผรั่งมันดันปัดไม่รับคำทักทายซะนี่...

                  “โอ้ ม่ายจำเป็นหรอกขราบ งานของคูณน้านเดี๋ยวโผมจะพิจาระนาให้ทีหลัง ตอนนี้โผมต้องรีบไปออฟฟิสก่อนล่ะขราบ”

     มันทำหน้าสบายๆ ต่อด้วยกระซิบกระซาบกับอรุณ ก่อนจะหอมแก้มแล้วเดินออกไป ทิ้งผมไว้ให้งงเล่น

               “บก. ค้า วันนี้หนูลาป่วยนะคะ”

     ยัยอรุณนี่ก็ทำอี๋อ๋อออเซาะไปกับมันด้วย โถ่ไอ้ฝรั่งขี้นกเอ๊ย!   ก่อนที่ผมจะคิดไปเลยเถิดอรุณก็ตัดบทเข้ามาด้วย...

              “นามปากกาล่ะ ใช้อะไร?”

        “Conquer อันเดิมที่เคยใช้สมัยมัธยมนั่นแหละ”

     จริงๆ แล้วมันเป็นนิยายที่ผมไปลอกมาจากในเน็ต เป็นเรื่องเก่ากว่า 200 ปีมาแล้ว ผู้แต่งตัวจริงที่ใช้นามปากกาว่า หมอกม่วง เองก็ม่องเท่งไปจนไม่เหลือซากแล้วด้วยซ้ำ

        “เธอไม่ได้คบกับไอ้เจแล้วเหรอ? ถึงได้มาควงฝรั่งนั่นน่ะ”   ผมแกล้งบื้อถามไป

     ไอ้หมอนี่เอง ที่เป็นคู่ฟีเจอริ่งเมื่อเช้า มิน่าถึงได้หยุดงานอย่างสบายใจ เพราะจับระดับหัวหน้าไว้นี่เอง นี่คือเหตุผลแบบที่ซานเจมันพูดไว้งั้นรึ แต่คนอย่างอรุณผู้มั่นใจในตัวเองไม่น่าจะทำแบบนี้ได้เลย ที่ว่าเวลาทำลายทุกสิ่ง สงสัยจะจริงแล้วล่ะ

              “อ้าว นี่นายไม่ได้ติดต่อกับมันเลยเหรอ ฉันคิดว่านายยังใกล้ชิดสนิทสนมกันเหมือนเดิมซะอีก”

        “เออ ก็เพิ่งจะรู้นี่แหละ ไปเกาะหัวหน้างานอย่างนี้ ทำตัวไม่สมเป็นเธอเลยนะ”

     อรุณลุกขึ้นเดินไปทางซ้ายมือของประตูบ้าน ผ่านบันไดเข้าไปในครัว ซึ่งมีระดับต่ำกว่าพื้นห้องปกติ ต่อด้วยเสียงออกแนวประชดประชัน...

              “หึ แล้วไม่ได้รึไง อย่ามามองฉันแบบจับผิดหน่อยเลย ฉันก็มีเหตุผลในแบบของตัวเอง นายไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นไม่ใช่เหรอ? ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เลิกพูดซะเถอะ!   อีกอย่าง ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ชอบพวกทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ เดี๋ยวมา เดี๋ยวไป แบบพวกแก 2 คน”

     ใช้คำว่า พวกแก นี่เหมารวมฉันไปด้วยสินะ ช่างเถอะยังไงซะเดี๋ยวก็รู้เองแหละ

              “ถ้าหมดธุระแล้วก็รีบไสหัวไปได้แล้ว”

     อ้าว ไล่กันงี้เลย ไม่ใช่ตัวเธอเองหรอกเรอะที่ผลักไสไอ้เจมันน่ะ!

        “โหน้ำก็ไม่ยกมาให้ซักแก้ว นี่ฉันเป็นแขกนะเว้ยไล่กันเงี้ยเลย?”

     เธอหันมามองหน้าผมทำหน้ามุ่ย ปากจู๋ หน้าย่น ก่อนจะหันไปแล้วเปิดตู้เย็นที่ตั้งเลยประตูห้องน้ำทางซ้ายมือ หยิบขวดน้ำออกมา...

        “โอ้! แทนที่จะเอามาเสิร์ฟตั้งนานแล้ว”

              “หา? ทำไมชั้นต้องมาเสิร์ฟน้ำให้คนอย่างแกด้วยล่ะ!”

     เธอพูดขึ้นแล้วเปิดฝาขวดยกกระดกเสียงดัง เอื้อกๆ กันดื้อๆ โหยนิสัยห่วยแตก

              “อะไร? ทำหน้าอย่างนั้นมีปัญหารึไง”

     เสียงกวนตีนดีแท้ ทางนี้หิวน้ำจะตาย ร้อนก็ร้อนแม่งยังจะมายั่วอีก!

        “ไม่ให้ทำหน้าอย่างนี้แล้วจะให้ทำอย่างไหนวะ กลับก็ได้เว้ย!!!”

     หน้าผมตอนนี้เหยเกไปหมด อยากจะลุกไปซัดให้ร่วงจริงๆ ปากหยั่งงี้มันน่าจับเลาะฟันนัก!



     ผมเดินออกจากบ้านอรุณไปทางสุเหร่า หาอะไรกินหน่อยแล้วกัน... หึ คืนนี้ท่าทางจะไม่หมูซะแล้ว ยัยนี่รู้อะไรมากกว่าที่คิดซะอีก ทั้งองค์กร ทั้งไอ้พระนั่น

     แผนคือแอบติดเครื่องดักฟัง ผมไม่คิดจะบู๊ระห่ำโดยไม่ได้ข้อมูลอะไรหรอก มันต้องค่อยเป็นค่อยไป   เรื่องแบบนี้ถ้าเอากำลังเข้าว่าอย่างเดียวล่ะก็ไม่เคยจบดีซักครั้ง ชีวิตมันต้องแขวนไว้บนการเจรจาถึงจะดีที่สุด


หัวข้อ: Re: "UnReal -Truth under Lies-" ep5 -No One Knows What It's Like... ไม่เข้าใจฟะ
เริ่มหัวข้อโดย: xavier ที่ กุมภาพันธ์ 14, 2011, 07:02:13 PM
ที่เอาแต่งนี่อ้างอิงมาจริงชีวิตผู้เขียนทั้งหมดเลยหรือเปล่าครับเนี่ย questionnn


หัวข้อ: Re: "UnReal -Truth under Lies-" ep5 -No One Knows What It's Like... ไม่เข้าใจฟะ
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ กุมภาพันธ์ 14, 2011, 07:05:20 PM
ปกติแล้ว ตัวละครเอกมักจะอิงจากชีวิตจริงผู้แต่งส่วนหนึ่งอยู่แล้ว

และชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วว่า UnReal = ไม่จริง, ลวงตา

"โลกนี้ไม่มีความจริง สรรพสิ่งล้วนมายา" คือหนึ่งในตัวแปรดำเนินเรื่องครับ ในเรื่องตัวละครทุกตัวไม่มีพูดจริง 100% เลย แม้แต่ตัวเอกก็เป็นเพียงภาพมายา


หัวข้อ: Re: "UnReal -Truth under Lies-" 6 ...to be the Sad man...
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มีนาคม 25, 2011, 06:22:00 PM
Unreal 6   …to be the Sad man…



      พระจันทร์คืนนี้ ถึงจะยังไม่เต็มดวงดีแต่ก็สวยพอตัวเลยทีเดียว... หัวใจของผมเต้นสั่นระรัว ประสาทสัมผัสทุกชนิดพลันตื่นตัวเต็มที่ เป็นไปอย่างอัตโนมัติทุกครั้งที่มันเริ่มขึ้น ความระแวดระวังที่พุ่งพรวด

     ‘การเสี่ยงตาย’   แม้จะต่างจากเมื่อครั้งยังอยู่ในสงคราม แต่การเดินย่ำไปในยามราตรีของกรุงเทพทุกวันนี้ช่างเหมือนกันซะเหลือเกิน...เหมือนสนามรบจริงๆ บนถนนไม่คลาคล่ำไปด้วยรถ ตรอก ซอกซอย เงียบงัน เหล่าชีวิตที่ไม่อาจเผชิญแสง โลดแล่นไปบนเส้นทางแห่งความมืด...ไม่มีมิตร ไม่มีแบ่งปัน เหลือเพียงแก่งแย่งและช่วงชิงซึ่งทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่ ชีวิต...

     ภายใต้แสงไฟของนักท่องราตรีและป้อมตำรวจนั่นคือสถานที่ปลอดภัยไม่กี่แห่งในยามมืดค่ำเช่นนี้ ซึ่งคนที่แต่งตัวสุดแสนจะผิดปกติอย่างผมไม่มีวันจะเฉียดเข้าไปใกล้ ดีที่ทางไปบ้านอรุณจากบ้านผมมันมีป้อมตำรวจอยู่แค่ป้อมเดียว ทำไมต้องกลัวน่ะเหรอ? ก็เพราะมืดๆ แบบนี้พวกตำรวจจะใช้สูตรสำเร็จ ‘ยิงก่อนถาม’ น่ะสิ อันตรายมาก

          “อืม เอาไอ้โม่งมาใส่เลยแล้วกัน... ทำไมคืนนี้มันร้อนยังงี้วะ”

     อีกราวๆ 5 เมตร จะเข้าเขตแขนซ้ายกระตุก ตอนนี้ผมอยู่ในชุดปิดมิดชิดทั่วตัวสีดำสนิท พกมาแค่อรัญญิกในตำนานเล่มเดียว กับอุปกรณ์ดักฟังขนาดเล็กเท่าเม็ดยาแก้ปวดลดไข้

     ผมย่องเข้าไปในตรอกข้างกำแพงบ้านอรุณ คราวนี้ไม่เหมือนคืนก่อน... น่าแปลก แขนซ้ายของผมมันไม่กระตุก หรือว่าจะไม่อยู่บ้านหว่า?   เอาเป็นว่าเริ่มเลยแล้วกัน แต่ว่า...

          “รู้สึกเหมือนมีคนตามมาเลยว่ะ”   ผมหันไปดูรอบๆ ก็เงียบเรียบร้อยดีนี่นา



     เวลา 0100 เริ่มปฏิบัติการณ์...
     ผมกระโดดขึ้นไปบนกำแพงบ้าน หลบหนามเหล็กดัดไปแบบเฉียดฉิว ต่อด้วยกระโจนข้ามหนามนั่น ก่อนจะลงบนพื้นสนามหญ้าในสภาพหน้าเกือบทิ่ม แล้วกลิ้งตัวอีกสองตลบเพื่อกลบเสียง   ประตูหน้าต่างกระจกแบบบานเลื่อนบนชั้นสองมีแท่นปูนยื่นออกมาประมาณ 3 นิ้ว และสูงพอจะถีบตัวถึง...   ผมเอามีดมาคาบแล้ววิ่งเข้าหาผนังปูนราบเรียบตรงหน้า และกระโจนเข้าใส่ ใช้ขาเตะขึ้นไปได้ 3 ก้าว ยื่นแขนขึ้นจนสุดคว้าแท่นปูนไว้ได้พอดี ตามด้วยดันตัวขึ้นไปสุดแรงเกิด...

     กลอนหน้าต่างแบบสับ ค่อยง่ายหน่อยนี่ถ้าเป็นแบบอื่นคงต้องลงไปหาทางอื่น...   ผมดันพยุงตัวไว้ด้วยแขนซ้ายดำปึ้ดที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด ปลายเท้าชี้กดไปบนผนัง   ได้เวลามีดแผลงฤทธิ์ ผมสอดปลายมีดอันเรียวแหลมเข้าไปในซอกกลอนสับ และ กริ๊ก ครืด   ไม่ได้ล็อคนี่นา...



     เข้ามาได้แล้ว...   ภายในมืดมากไม่เปิดไฟไว้เลย แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะตาผมมันมองในความมืดได้ดีระดับหนึ่ง   โทรศัพท์มือถือคงเก็บไว้กับตัว เอาเป็นห้องน้ำก่อนเลยใกล้มือสุด ห้องน้ำบนชั้นสองตามแบบทั่วไป โห มีเครื่องทำน้ำอุ่นรุ่นใหม่ในโฆษนานี่หว่า...

          “เอา*พาราไปกินซร้า!”     *(พาราเซตามอล ยาแก้ปวดลดไข้ไงจ้ะ)

     ผมสอดเครื่องดักฟังเข้าไปด้านหลังเครื่องทำน้ำอุ่น คนเราเวลาอาบน้ำมักจะเผลอพล่ามอะไรต่อมิอะไรออกมาโดยไม่รู้ตัว แถมบางทีอาจมีเสียงวาบหวิวชวนสยิวลอดออกมาด้วย เหอ เหอ

     ถัดไปเป็นห้องนอนคุณเธอสินะ หน้าประตูติดป้ายไว้ด้วยแฮะ   ผมลองเอาหูไปแนบแอบฟังดู อืม...ไม่มีเสียงลมหายใจ แล้วเดินลงบันไดไปด้านล่าง พอเอื้อมมือไปจับราวบันไดปุ้บ...

          “อื๋อ? ราวบันไดนี่มันหินอ่อนนี่หว่า!?”

     จะว่าไป บ้านนี้มันก็ใหญ่อยู่คนเดียวแบบนี้...

          “ที่พาไอ้ฝรั่งนั่นมานอน คงเพราะเหงาด้วยสินะ?”

                    “ใช่ แหมรู้ได้ไงเนี่ย”

          “อา พอดีฉลาดน่ะ”

     !!!?
     เสียงนิ่มๆ ดังมาจากข้างหลังผม   หรือว่า!  ผมหันไปทันที

          “เฮ้ย!”   ประกายไฟเกิดขึ้นตรงหน้า! โดยไม่รอช้าผมพุ่งตัวถอยหลังทันที

     พรึ่บ! วู่ม!

     ลมร้อนตีเข้าหน้าอย่างจัง เหมือนตอนเผลอหมุนแก๊สมากไปแล้วจุดไฟลุกพรึ่บอัดหน้า

                    “กะแล้วเชียว ไอ้พวกที่มาด้อมๆ มองๆ เมื่อคืนวานนี้มันนายจริงๆ ด้วยสินะ... พิชิต!”

     ร่างของผู้หญิงสะโอดสะองเดินเข้ามา ฝ่ากลุ่มอากาศที่ยังเลือนรางจากเปลวไฟตะกี้   ภาพตรงหน้าผมตอนนี้คือ ใบหน้าของอรุณที่นิ่งเรียบ ฉายแววตาแสนเย็นชามายังผมที่ล้มคะเมน   ผมลุกขึ้น

          “ปิดหน้าปิดตาซะขนาดนี้ยังจะอุตส่าห์รู้อีกนะ”

                    “อ๋อ พอดีฉลาดน่ะ”   แม่นั้นยกมือขึ้นเสยผม

     ผมฉวยโอกาสนี้ชักมีดพุ่งเข้าไปฟัน!   วินาทีนั้นที่มีดพุ่งเข้าไปที่ช่องท้องของอรุณมัน วืด!!?

        “บ้าน่า!”

     มีดพุ่งผ่านทะลุร่างของอรุณเข้าไป แต่กลับไร้สิ้นซึ่งสัมผัสใดๆ กับทั้งตัวผมเองที่ทะลุตามแรงเหวี่ยงไปด้วย!   แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าผมหลังผ่านตัวเธอเข้าไปแล้วกลับเป็นหน้าแข้ง!

     บึ้ก! ตึง!

        “อ้ากกกกกก”

     แม้จะยกแขนซ้ายขึ้นขวางแต่แรงเตะนั่นส่งตัวผมลอยละลิ่วปลิวกระแทกเข้ากับผนังอย่างจัง ก่อนจะหล่นลงบนพื้นชั้นล่าง   เฮ้ย! มันจะเตะแรงอะไรขนาดนั้น!?

                “ตายซะไอ้เวรเอ๊ย!”

     อรุณแผดเสียงลั่นพร้อมลูกไฟขนาดเท่าลูกบาสพุ่งเข้ามาหมายจะกระแทกหน้าผม!   ตายแน่กู!   ผมถีบตัวพุ่งไปหาโซฟาที่นั่งเมื่อกลางวันสุดตัว ลูกไฟร้อนผ่าวเฉียดที่แก้มซ้ายจนลุกไหม้!

        “ชิบหายล่ะ!”

     ผมถลกไอ้โม่งทิ้งทันที ถ้าช้าไปซักนิดละก็ไม่รอดแน่!   ไม่รู้หรอกว่ากี่องศา แต่แค่เฉียดยังลุกพรึบซะขนาดนั้น ไอ้โม่งมอดไหม้ไปในเวลาไม่กี่วิ เกิดระเบิดขึ้นทันทีที่ลูกบอลตกกระทบพื้น!

     เปลวไฟยังลุกโชติช่วงส่งให้ห้องที่เคยมีแต่เพียงแสงจันทร์สลัว สว่างไปทั่วในชั่วพริบตา   ภาพของอรุณที่ค่อยๆ ก้าวย่างลงบันไดช้าๆ ด้วยนัยน์ตาที่ส่องประกายตัดกับแสงพรึบพรับจากกองไฟ ทำเอาผมเสียวจี๊ด

                “โย่ว แหมไม่เจอกันแป๊บเดียวอารมณ์เปลี่ยนไปเยอะเลยล่ะ ไม่ยักรู้ว่านายจะมีเอี่ยวกับเซนต์ลูเซียนด้วย”   อรุณพูดด้วยเสียงสบายๆ ทั้งใบหน้าที่เรียบตึง

     อา... เซนต์ลูเซียนอีกแล้ว แหมพ่อนักบุญเนื้อหอม   ตอนที่ผมตกลงบนโซฟาตะกี้ผมก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าไอ้ที่ตัวเองเจอเข้าไปน่ะมันอะไร *ปรากฏการณ์มิราจนั่นเอง ยัยนี่ควบคุมความต่างของอุณหภูมิ...

        “ช้าก่อนคนสวยฉันไม่ใช่ไอ้นักบุญลูเซียนนั่นนะเหวย นี่ก็ไม่ได้กะจะมาฟาดปากอีกด้วยน่ะจ้ะ แล้วก็ขอเปลี่ยนอารมณ์เป็นจ้ำจี้แทนได้มั้ยจ๊ะ?”

                “อ๋า ไม่ล่ะพอดีก้นบึ้งหัวใจชั้นมันมีแต่ไมค์ ชิโนดะว่ะ”

     เสียงดุมากเลย ดูท่าคงต้องพักการเจรจาซะแล้วสิ

        “งั้นก็ช่วยไม่ได้ล่ะ คงต้องทุบให้ร่วงลงไปกองซะก่อน...”

     สิ้นคำพูดผมลุกขึ้นตั้งท่าลุยทันที   แต่เอ๋? อยู่ดีๆ อรุณดันยกผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กขึ้นอุดจมูกซะงั้น

                “ไอ้ที่จะร่วงลงไปกองน่ะมันแกต่างหากเล่า นี่เข้าไปอยู่ในพื้นที่สังหารของชั้นแล้วนะ”

     หา พื้นที่สังหารพูดอะไรของมัน?   นี่เรายืนอยู่บนโซฟาติดระเบิดเหรอวะ!   หือ รู้สึกมึนหัวนิดๆ อะ หายใจไม่ออก!!?

        “งะ งะ นี่มัน อะ อ่อก”

     อรุณยังยืนปิดปากปิดจมูกอยู่ที่เดิมกับแขนที่ยื่นมาข้างหน้า วาดมือไปมาเป็นรูปอะไรซักอย่าง   แต่ตัวผมกลับล้มลงไปกองบนพื้นแทนซะงั้น!

     กล้ามเนื้อแขน ขาหนักจนยกแทบไม่ขึ้น หายใจลำบากอย่างบอกไม่ถูก ปวดหัว ปวดเบ้าตาอย่างแรง แค่กลอกลูกตาก็ปวดจนแทบจะบ้าแล้ว!   อาการแบบนี้มันไม่ผิดแน่ แก๊สพิษ!

     ผมพยายามผงกหัวขึ้น...โต๊ะกระจกนั่น มันเรืองแสงสีฟ้าสดใสอยู่!   ไอ้นี่เองสินะ แต่เราไม่มีแรงเลยทำไงดี!

                “แปลกแฮะ ทำไมนายถึงไม่รู้ความสามารถของฉันล่ะ หรือว่าจะไม่ใช่คนของเซนต์ลูเซียนจริงๆ”   เธอลดมือลงเล็กน้อยจนเห็นสีหน้าที่แปลกใจชัดเจน...

                “แต่คงจะปล่อยให้รอดไม่ได้อยู่ดี *สูดไฮโดรเจนไซยาไนด์เข้าไปตั้ง 500 มิลลิกรัมยังไม่ตายนี่มันเกินคนไปหน่อยแล้ว”

     ชิบล่ะสิ มาคุยกันก่อนเต๊อะไหว้ล่ะ!   หือ? ไอ้ที่ยืนอยู่หน้าประตูนั่นมันใครหว่า? มีเงาคนยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ท่าทางอรุณจะสังเกตเห็นแล้วด้วย…

                   “โอ้ว มาย ก็อด~~~ นี่มานเกิดอารายขื้นกานขราบ!!!”

     เงานั่นตะโกนเสียงหลง เสียงฝรั่งที่ได้ยินไปไม่นานนี้เองที่แท้ก็ไอ้คุณ...

                “บก. มาทำอะไรคะ ดึกดื่นป่านนี้”

     อรุณหันไปยิ้มให้กับคุณชายผู้โชคร้าย ทำเอาตาค้างปากหวอไปเลย

                   “นี่มานอะไรกานขราบ อยู่ดีๆ ก็มีระเบิดตู้มต้ามขื้นมา โอ้ว อ้ายหมอน่านที่นอนแผ่อยู่มานใครขราบ ครายก็ด้าย Tell me ทีนะ”

      ไอ้บ้านี่เห็นเกือบหมดเลยนี่หว่าตายห่าล่ะมึง!

                “หนวกหูโว้ยไอ้ฝรั่งขี้นก ถ้าไม่ได้พกเงินเป็นตั้งๆ ชาตินี้กูก็ไม่เอามึงหรอกโว้ย!”

      นั่นปะไร! อรุณตะโกนลั่นพร้อมกำมือกลางอากาศไปทางกองไฟ แล้วสะบัดไปทางฝรั่งบ้านั่น กองไฟที่พื้นพุ่งอัดหน้ามันเข้าอย่างจัง มันดิ้นทุรนทุรายไปกับหัวที่ลุกไหม้ก่อนจะลุกลามไปทั้งตัวจนร่วงลงไปกองบนพื้น หยุดการเคลื่อนไหวแน่นิ่งตายสนิท...

     ทางนี้ก็จะตายเหมือนกันล่ะเว้ย! สภาพผมตอนนี้เหมือนปลาสดที่ถูกจับมากองบนพื้น ทำได้แค่อ้าปากพะงาบๆ รอวันตาย!   แล้วไซยาไนด์ตั้ง 500 มิลลิกรัมนี่ไอ้*มดแดงก็ไม่น่ารอด แต่กูรอดมาได้ไงวะเนี่ย! อ่อก
*(ไซยาไนด์มีประโยชน์ใช้เป็นยาฆ่าแมลง แม้ทุกวันนี้จะพยายามลดละเลิกใช้ก็ตาม)



     สติ การหายใจเริ่ม..จะขาดห้วงแล้วสิ   อรุณ... ไม่มีแรงจะสน..ใจ..แล้ว...

-แย่แล้ว! แค่พลังที่เล็ดลอดออกมาไม่สามารถสร้างอิเล็กตรอนและออกซิเจนมากไปกว่านี้อีกแล้ว!-

     เสียงที่คุ้นเคย... ดังก้องอยู่ใน...หัว อิ..เล็ก..ตรอน กับ ออกซิ...เจน?

   “ละ หลักการ..ของ ซะ...”   ไซยาไนด์…

-ผนึกกำลังถูกกระตุ้น! เพราะส่งพลังโดยตรงมากไปสินะ.. ต้องใช้พลังจากเซลล์แทน แย่จริง!!!-

     ผนึกถูกกระตุ้น? พลังจากเซลล์?  แย่..งั้นเรอะ?  จะ..อะไรก็ได้...ให้กูรอดที..เถอะ

-จะสลายพันธะไซยาไนด์ในร่าง และทำให้อากาศโดยรอบบริสุทธิ์... ที่เหลือขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว!-

     เสียง..แสดงออกถึง...ความตื่นตระหนกอย่าง..ชัดเจน!   นี่ซวยของจริงเลยนี่หว่า!!!

-กระบวนการจะเริ่มในอีก 10 วินาที... ระวังการใช้พลังให้ดี! ข้าคงหายไปอีกนะ...-

     เสียงสะดุดกึกลงทันที ตั้งใจจะพูดว่า ‘อีกนาน’ สินะ จะอะไรก็ช่างมันแล้วสถานการณ์แบบนี้... กูต้องรอด!!!

     กองไฟจากร่างอันแน่นิ่งมอดลง อรุณเมินซากของคุณ บก. ไปอย่างไม่ใยดี เธอหันมาจ้องที่หน้าผม... ตอนนี้สายตาของผมค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ ภาพเว้าบริเวณขอบตาจากอาการขาดออกซิเจนหายไปแล้ว แต่การหายใจยังคงติดขัด ผม..สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิภายในร่างกายที่พุ่งสูงขึ้น...

     เมฆพัดพาความมืดเคลื่อนออกไป แสงจันทร์สีเงินนวลผ่องพาดผ่านช่องกระจกใสเข้ามาในห้องนั่งเล่น ส่องสะท้อนบนจอตาของเธอ... แววตาที่มุ่งร้าย ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้ม หางตาย่นลง ตรงมุมปากแสยะขึ้น…

                “รู้มั้ย HCN(ไฮโดรเจนไซยาไนด์) น่ะ มันติดไฟง่าย...”

     9…  

                “เฮ้อ พรุ่งนี้ต้องทำความสะอาดกันยกใหญ่ อีกเดี๋ยวแกจะเป็นแบบเนี้ย”

     7…   อรุณชี้ไปที่ซากฝรั่งพร้อมเดินถอยหลังไปทางครัวหยุดอยู่หน้าห้องน้ำ ต่อด้วยโบกมือขึ้นเล็กน้อย มือขวาของเธอสะบัดขึ้นฟ้า ปลายนิ้วชี้เกิดประกายไฟขึ้นเล็กน้อย และชี้ลงมาบนหน้าผม

                “ไม่ว่าแกจะเป็นคนของใครก็ไม่สำคัญ ตาย นั่นแหละเหมาะสุดแล้ว”

     4…   น้ำเสียงเข้มสั่นอยู่ในลำคอ ไฟที่ปลายนิ้วขยายใหญ่ขึ้นจนเท่าลูกเงาะ เปลี่ยนสีเป็นน้ำเงินสว่างไสว จะยิงแล้วสินะ! บัดซบทำได้แค่ผงกหัว!!!

                “ฌาปนกิจ อโหสิให้ด้วยนะเว้ย!”

     2…   บ้ะ!  เมื่อไหร่จะครบ 10 วิซะทีฟะ!

     สิ้นเสียงนั่นลูกบอลเพลิงสีฟ้าจิ๋วพุ่งออกจากปลายนิ้วตรงมาที่หน้าผมทันที! ไม่สิ แค่มันสัมผัสกับ HCN จำนวนมหาศาลนี่ก็แหลกแล้ว ไม่จำเป็นต้องแตะโดนหน้าผมเลยด้วยซ้ำ!

     รู้จักปรากฏการณ์การเหลื่อมล้ำของเวลาไหมครับ?   อ้ะๆ ไม่ใช่การหยุดเวลา หรือทำให้เวลาช้าลงหรือตัวเองเร็วขึ้นหรอกนะ ก็แค่ประสาทสัมผัสทำงานเร็วขึ้นมากเท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมสามารถบ่นในสมองตัวเองได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ มันเป็นอย่างนี้...   สมองจะปิดกั้นการทำงานส่วนที่ใช้จำ และพุ่งไปที่ส่วนการสั่งการแทน การคิด พลังสมาธิ จะสูงล้ำจนเห็นสภาพรอบด้านช้าลง ปัญหาคือจะทำให้ความจำช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เสื่อม... แต่กับคนที่ฝึกจนช่ำชองอย่างผมนั่นไม่เป็นปัญหา แต่...ทำไมมันต้องมาเกิดเฉพาะเวลากูใกล้จะตายด้วยฟะ!

     ตอนนี้เวลาที่ผมสัมผัส 1 วินาที น่าจะเท่ากับ 0.01 วินาที   ลูกบอลพุ่งอย่างแช่มช้าคล้ายลูกปลาแหวกน้ำเข้าปะทะกับอากาศห่างจากผมราว 1 เมตร ทันทีที่มันสัมผัสกับ HCN ในอากาศ ก็แตกออกทันที น่าจะเพราะความต่างของอุณหภูมิ ส่วนรอบนอกระเบิดออกเป็นสีส้มอมแดง ภาพของอากาศที่บิดเบือนลามเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ การติดไฟที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ มันไม่มีสีนี่เนาะ   เลยไปด้านหลัง อรุณเหมือนจะเอ่ยปากพูดอะไรซักอย่างออกมา แต่ไม่ได้ยินเพราะเสียงระเบิดมันดังก้องอยู่ในหู...

     โต๊ะกระจกเจ้ากรรมแตกยุบลงเหมือนถูกกดทับ กับเศษกระจกที่ค่อยๆ ปลิวมาใส่ผม นัยน์ตาของผมเบิกโพลง มวลอากาศร้อนผ่าวกำลังจะตีเข้าที่หน้าผมจากด้านบน มันเข้าใกล้เรื่อยๆ เหมือนคลื่นน้ำยามเย็นค่อยๆ โถมเข้าหาฝั่งอย่างแผ่วเบา   อีก 20 มิลลิเมตร เพราะอยู่ด้านล่างของมันไม่ก็อะไรซักอย่างที่วิ่งพล่านอยู่ในร่างกายมันประคองไว้ ดวงตาจึงยังไม่เผาไหม้ไปกับไฟในทันที

     หึ น่าสมเพชจริงๆ ทั้งๆ ที่ในสถานการณ์แบบนี้ พระเอกเก่งๆ อย่างในหนังแมทริกซ์ แมกซ์เพน คงหลบได้ฉิวเฉียดพร้อมเพลงประกอบสุดเท่ไปแล้ว แต่ผมกลับทำได้แค่นอนรอความตายแบบสุดจะทรมาน แถมเพลงที่เล่นอยู่ในหัวดันเป็น *Jornada Del Muerto อีก!     *(เพลงของวง linkin park เนื้อเพลงก็ง่ายๆ ?????, ????? อ่านว่า mochiagete tokihanashite แปลว่า ฉุดฉันขึ้นที ปล่อยฉันไปเถอะ eng. Lift me up. Let me go)



     เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วนะ?   ตายทันทีโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดมันเป็นแบบนี้เอง การที่เรายังสำนึกถึงตัวตนได้นี่... แสดงว่าโลกหลังความตายมีจริงสินะ   ตั้งแต่วินาทีนั้นเราก็หลับตาปี๋วินาทีที่เปลวเพลิงกลืนร่างเราเข้าไป

     อา... สัมผัสได้ถึงอากาศเย็นสบายได้เวลาลุกขึ้นเปิดตายอมรับความตายแล้วล่ะ...

                “นี่มัน!?  ปะ เป็นไปไม่ได้!!!”   อรุณร้องเสียงหลงมองมายังผมที่นอนแผ่

     นั่นสิเป็นไปได้ยังไง... นอกจากผมจะไม่เป็นไรแล้ว อากาศในห้องที่เคยร้อนอบอ้าวกลับเย็นสดชื่น   อรุณยืนตัวแข็งทื่อตาเบิกโพลงอยู่หน้าห้องน้ำ ถึงแสงจะไม่มาก แต่ร่างท่วมเหงื่อราวกับเพิ่งอาบน้ำนั่นสะท้อนแสงยิบยับ บ่งบอกให้รู้ว่ากำลังตัวสั่นอย่างชัดเจน

        “เออจริงสิ ถ้าโดนไฟคลอกตายอย่างน้อยต้องมีอาการหายใจติดขัดซักเสี้ยววินาที... ต้องมีเจ็บมีร้อนกันบ้าง”

                “แกทำได้ยังไง!”   อรุณแผดเสียงลั่น แต่ครั้งนี้ชัดเจนมาก เธอกำลังกลัว

     ไม่รู้สิ จะไปรู้ได้ไง...อ๊ะ! ‘จะทำให้อากาศโดยรอบบริสุทธิ์’

        “ยังงี้นี่เอง หึหึหึ”   มันอดแสยะออกมาไม่ได้จริงๆ

     ผมลุกขึ้น เผลอเหยียบเศษกระจกดัง กร้อบ เฮือก! ระ ร่างกายเรา!?   ผมเซถลาไปข้างหน้า พริบตาที่จะล้มคะมำอีกรอบผมยื่นเท้าขวาไปยันดังลั่นราวกระทืบเท้า เล่นเอาอรุณสะดุ้งโหยงผงะไปสองก้าว   อา...ท่านี้ถ้ามองจากมุมของเธอมันคงน่ากลัวล่ะนะ แต่อยากบอกจริงๆ ว่าตอนนี้ฉัน ทรมานสุดๆ บ้าเอ๊ย! แค่ก้าวเดียวเล่นเอากล้ามเนื้อทั่วร่างเปลี้ยจนแทบร่วง!!

        “อูย เจ็บว้อย แปล้บไปทั่วตัวเลยจะบ้าตาย แย่ล่ะสิท่าทางสีหน้าเราจะออก ไม่ได้ๆ”

     อรุณมองมาท่าทีฉงน ตัวผมสั่นเทาไปชั่วหนึ่ง ต้องพยายามยิ้มข่มเข้าไว้ ฝืนหน่อยกูข้า   นี่มันหมายความว่าไงฟะ... อ๋อ จริงสิ ‘ใช้พลังจากเซลล์’

        “มันแย่อย่างนี้นี่เอง... เฮ้ย อรุณ!”

     นาทีนี้จะให้ไปฟัดตรงๆ คงไม่ไหว มีหวังโดนเตะกระเด็นแหง สุดท้ายของท้ายสุดชีวิตมันต้องแขวนไว้บนการเจรจานั่นแหละน้า

                “เฮือก!   อะ อะไร!”

     โอ้ สะดุ้งโหยงเลยเว้ยเฮ้ย! ระยะห่างกับความมืดทำให้มองไม่เห็นหน้าเธอชัดเจนนัก แต่ท่าทางที่แสดงออกมานั่นมันแน่นอนมาก   จะเรียกว่าอาการจิตตกหรืออะไรดีล่ะ เธอย่อตัวงอเหมือนกุ้ง มือขวากุมหัว อีกข้างหนึ่งกุมอะไรซักอย่างที่ห้อยลงมาจากคอ น่าจะเป็นจี้มั้ง? ข้อศอกกดเข้าหาลำตัว ตัวสั่นงันงก   เฮ้ยมากไปม้าง!?

        “เอาล่ะ ฟังนะ ฉัน ไม่ ใช่ เซนต์ลูเซียน ไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ”

     ผมพูดพร้อมทั้งค่อยๆ ยื่นมือ ตามด้วยก้าวช้าๆ ไปหาเธอ   ทำไมต้องกลัวขนาดนั้น ทั้งที่มีพลังพิเศษมากมาย แล้วยังเตะแรงเว่ออีก โรคจิตงั้นรึ? เมื่อก่อนไม่เคยเป็นนี่หว่า แม่นี่เป็นผู้หญิงที่ใช้มือเปล่าบี้แมลงสาบเชียวนะ หรือว่าจะหมดก็อกแล้ว ใช่! ตอนนั้นไอ้พระนั่นมันทำได้อย่างมากก็ยิงลมอัดเรา ไอ้ท่าที่ฟันเราขาดสองท่อนนั่นมันก็งึมงำๆ อะไรก็ไม่รู้ไปพักนึงถึงจะปล่อยออกมาได้ ลูกไฟของอรุณก็เหมือนกัน

                “ไม่เชื่อ!!!  อย่าเข้ามานะ ออกไป!!!”

     เธอร้องเสียงหลงเหมือนเห็นผีแล้วล้มลงบนพื้น แล้วกระเสือกกระสนถีบตัวไปข้างหลังจนติดกำแพง ไอ้แบบนี้มันไม่ผิดแน่!

        “เธอตายแน่ ไม่มีทางสู้ หึหึหึ ตาย! ตาย! ตาย!”   ผมถลึงตาตะโกนใส่เธอ ถ้าใช่ล่ะก็...

                 “อ๊า! อย่าเข้ามา กลัวแล้ว! อย่าฆ่าฉัน อย่า กรี๊ดดดดดด!!!”   อรุณกู้ร้องอย่างบ้าคลั่ง!

     แสงสะท้อนจากนัยน์ตาช่างชี้ชัดถึงอาการผวา   เธอต้องเคยเจอนักเวทย์ไม่ก็เซนต์ลูเซียนทำอะไรกับเธอ อะไรที่ร้ายแรงจนไม่อยากเดา   ‘ทารุณกรรม’   คงคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ในเวลานี้เธอคงเหลือแต่ความหวาดกลัว เห็นผมเป็นคนอื่น เป็นอะไรซักอย่างที่เธอไม่สามารถสู้หรือแม้แต่ขัดขืนได้   แต่มันก็พอดีเลย เท่านี้ก็เจอวิธีเข้าหาดีๆ แล้ว หึหึหึ

     ขั้นแรกต้องทำให้วางใจ จริงสิเมื่อก่อนแม่นี่เคยถามคำถามเรานี่หว่า...

        “อรุณ ฉันพิชิตไง คนที่เธอเคยถามว่าถ้ามีพลังพิเศษที่ทำได้ทุกอย่างแล้วจะเอาไปทำอะไรไงล่ะ ว่าไงค่อยๆ นึกนะ สูดลมหายใจลึกๆ แล้วมองมาที่หน้าฉันนะ”

     เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผมด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ เธอดูเหมือนเด็กน้อยที่หลงทางนั่งร้องไห้หาคนมาช่วย ที่ผ่านมาคนที่เข้ามาในชีวิตของเธอคงแค่มองดู ไม่ก็หยอกล้อแล้วเดินจากไปสินะ เธอบอกว่าเรากับซานเจเป็นพวกนึกอยากมาก็มา อยากไปก็ไป คงเอาไปเปรียบกับไอ้ฝรั่งหน้าไหม้นั่น พอได้มาเห็นสภาพแบบนี้ก็คงอย่างนั้นจริงๆ ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางสภาพสังคมแบบนี้ ความเหงาเปล่าเปลี่ยวคงมีไม่น้อย...

                “ใช่ เหรอ... ฮึก นะ นายคือพิชิตจริงๆ เหรอ?”

     น้ำเสียงสั่นเทาเคล้าน้ำตา ถ้ารอยยิ้มของผู้หญิงคืออาวุธสังหารล่ะก็ น้ำตาคงเปรียบได้กับระเบิดนิวเคลียร์   นี่ถ้าไม่ติดว่าแฟนไอ้เจมัน ผมคงถลาเข้ากอดแล้ว!

     ผมยื่นมือไปคว้ามือข้างที่กุมจี้ของเธอ ตามด้วยหลับตาลงครึ่งหนึ่ง แล้วลืมตามองหน้าเธอ พยักหน้าหนึ่งทีต่อด้วยเสียงนุ่มลึก...

        “อืม ฉันเอง จำที่ฉันตอบเธอได้ใช่ไหม ฉันตอบไปว่า…”

                “จะจับฉันแก้ผ้า”

     อรุณปล่อยมือจากจี้แล้วหันมากุมมือผมแน่น กับรอยยิ้ม โอยโดนเต็มๆ ผู้หญิงที่ปกติไม่ค่อยยิ้มนี่ถ้ายิ้มขึ้นมายังกับนางฟ้าเลยจริงๆ ยิ้มทั้งน้ำตานี่มัน*ซูเปอร์โนวาดีๆ นี่เอง...

                “อือ พลังพิเศษที่ทำได้ทุกอย่าง… อะ”

     อยู่ดีๆ เธอก็ก้มหน้าลงครวญครางอะไรบางอย่าง

                “เวทมนต์...”

        “หือ?”   เฮ้ยๆ อย่าบอกนะว่า...

                “อ้ากกกกกกกกกกกก!!!!”

     ชะ! อรุณผลักผมออกแล้วง้างขาซ้าย!   พริบตานั้นเอง!   ผมกระโดดถอยหลังเต็มกำลัง หน้าแข้งของอรุณเหวี่ยงซ้ายตัดอากาศเข้ามาปะทะเข้ากับแขนขวาผมเสียงกระดูกกรอบดังลั่น   ตัวผมปลิวลิ่วไปชนกับกำแพงกระจก ตูม กระจกไม่แตก แต่ที่แตกน่ะหัวเรา!

        “โอ้กกกก แฮ่กๆ ไม่ต้องใส่ซะขนาดนี้ก็ได้...”

     บ้าจริง! สภาพจิตใจไม่เสถียรรึ ดันพลาดจุดนี้ไปซะได้!

     แค่เบาๆ ก็เดี้ยงแล้ว ถึงจะกระโดดตามแรงเหวี่ยงลดกำลังปะทะแล้ว แต่ก็ทนไม่ไหวอยู่ดี กล้ามเนื้อที่เดิมก็เปลี้ยอยู่แล้ว เจอกระแทกเข้าไปอย่างนี้ อ่อก หมดกันสร้างมากับมือ...

        “แต่แรงปะทะเมื่อกี้นี้..อุก..ชี้ชัดกันไปเลย...อรุณ เธอ โอรก”   เจ็บว้อย!!!

     ใส่ขาเทียมสินะ ไม่สิ แค่ขาเทียมกำลังบิด กับแรงเหวี่ยงไม่มากขนาดนี้แสดงว่า

        “ระ ร่างกายของเธอ ตั้งแต่เอวลงมาคงเป็น…อวัยวะเทียมหมดงั้นรึ”

     อรุณตาเหลือกพึมพำอะไรบางอย่าง ลูกไฟค่อยๆ ก่อตัวขึ้นที่กำมือของเธอทั้งสองข้าง

                 “อย่าเข้ามา...ตาย ไม่ฆ่ามันเราตายแน่...อา อ๊าก”

     ครั้งที่ 2 ของวันนี้ที่สมองทำงานเต็มกำลังจนเห็นภาพช้า อรุณก้มตัวลงง้างหมัดเตรียมพุ่งปะทะ ทางนี้แค่พยุงตัวลุกขึ้นก็จะแย่แล้ว แขนขวาดันมาหักไปอีก เหลือทางเดียวเท่านั้นแล้ว ต้องจับช๊อตให้สลบในครั้งเดียว

                 “ทำไมไม่ยอมปล่อยฉัน ฉันทำอะไรผิด...ตายซะ ตายซะ ตายไปซร้า!”

        “ที่ผิดน่ะมันกูตะหาก... อ่า แต่พูดไปก็คงไม่รู้เรื่อง”

     แขนซ้ายยังมีแรงอยู่ จริงๆ มันก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรอยู่แล้ว   อรุณพุ่งแหวกอากาศเข้ามา แรงดีดจากขาเทียมทำเอาพื้นแตก หมัดเสริมแรงบวกกับเปลวไฟบรรลัยกรร เข้าใจผิดคิดว่าฉันเป็น**ลูฟี่รึไงวะ โดนเข้าไปได้ลาโลกแน่!

     หมัดของอรุณพุ่งเข้ามาตรงหน้าผม จังหวะนี้ผมออกแรงดันแขนซ้าย ตึง!

        “เฮ้ยยยย”

     บ้าอะไรเนี่ย! ตัวผมลอยขึ้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ นี่ไอ้แขนซ้ายเรามันมีพลังบ้าขนาดนี้เลยเรอะ!   จริงอยู่ที่ออกแรงไปสุดกำลัง แต่สุดกำลังของไอ้แขนซ้ายนี่มันส่งตัวผมลอยข้ามหัวอรุณไปเกาะกลางบันไดที่อยู่ห่างจากจุดปะทะร่วม 2 เมตร อย่างง่ายดาย เล่นเอาร่างส่วนอื่นปวดอย่างรุนแรงจากการกระชากและกระแทก

        “อ้อย... เล่นเอาเจ็บหนักกว่าเดิมอีก หือ? เฮ้ย!”

     เผลอไปแค่ชั่ววูบ อรุณพุ่งทะยานเข้าหาผมอีกครั้ง!   ผมปล่อยตัวจากบันไดให้ร่วงลงมาชั้นล่าง...

     ตูม!   เสียงระเบิดดังลั่น นั่นหมัดคนแน่เหรอวะ!   แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ดีแน่ทั้งกับผมและเธอ ถ้าเป็นตามที่คิดร่างกายช่วงบนของอรุณเป็นเนื้อธรรมดา ทนแรงถีบ แรงกระชากจากกล้ามเนื้อเทียมไม่ได้ อย่างดีก็เจ็บหนัก อย่างร้ายนี่ถึงขั้นช้ำในตาย!

        “อรุณ พอเถอะ นี่ฉันพิชิตเอง ไม่ใช่เซนต์ลูเซียน ไม่มีใครทำอะไรเธอ!”

                “พิชิต..ฮื่อ ฮื้อ อ้าก ตายซะ ไอ้พวกชั่ว!”

     อ้าว นี่สรุปกูก็ชั่วเร้ออออ เฮ้ย! มาอีกแล้ว คราวนี้มาเป็นลูกเลย!

     อรุณเหวี่ยงมือไฟมาประสานกันด้านหน้า ลูกไฟจากมือทั้งสองข้างรวมกันขนาดมหึมาพุ่งตรงมายังผมทันที   ผมก้มลงหลบแบบเฉียดฉิว ลูกไฟลอยลิ่วไปกระแทกกระจกเสียงดังสนั่น ลมร้อนตีเข้าหน้าผมจนแทบหงาย สิ้นกลุ่มควันภาพที่เห็นนั่น!   กระจกหนา 3 นิ้ว ถึงกับละลาย!

     อ้ะ!   อรัญญิกคู่ชีพ มาตกอยู่ใต้บันไดนี่เอง เหอ เหอ กึง! เสียงนี่! ผมหันไปมองข้างบน

        “เฮ้ย! ดะ เดี๋ย...”

     เธอพุ่งลงมาจากบันใด กดหัวเข่าหมายกระแทกเข้าที่กลางลำตัวผม!

     ตูม!

     ที่แย่กว่าคือสัญชาตญาณของผมมันดันผ่าเหวี่ยงแขนขวาที่หมดสภาพไปแล้วเข้ามารับเข่าลดแรงกระแทกแทนที่จะเป็นแขนซ้ายที่ไม่รู้สึกเจ็บเสียนี่!   เสียงกล้ามเนื้อฉีก ปึดๆๆ ดังออกมาจากทั้งแขนของผมและตัวอรุณ!

     ความเจ็บปวดรุนแรงสุดๆ จนกลายเป็นด้านชา อรุณดีดตัวข้ามหัวผม แล้วล้มลงไปกองอวดครวญอยู่บนพื้น ตัวเธอบิดงอมือกุมท้องน้ำตาไหลพราก คงถึงขีดจำกัดแล้วสินะ!   แต่ร่างกายผมไม่ม่อยกะรอกแค่นี้ยังดีที่ฝึกมาเยอะ ผมพยายามดันตัวเองขึ้นจากพื้น   ถ้าไม่รีบช็อตเธอให้สลบตอนนี้คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว ตอนนี้อรุณบ้าคลั่งไปเรียบร้อยถ้าปล่อยเอาไว้ ไม่ผมก็เธอคงตายกันไปข้าง!

        “ฉันจะปลดปล่อยเธอเดี๋ยวนี้แหละ”

     อรุณพยายามปัดไม่ให้ผมเข้าใกล้ แต่ผมก็เอาแขนซ้ายไปทาบหน้าอกเธอจนได้

        “ไปเลย เอ็กซะ... อ้ากกกก!!!”

     ทันทีที่ผมปลดปล่อยไฟฟ้า กลับเป็นร่างกายของผมเองที่ตะคริวกินไปทั้งตัวจนทรุด!   มันอะไรกัน ผมหันไปดูแขนซ้ายแล้วก็นึกขึ้นได้ที่มันบอกกับผมไว้ ‘ใช้พลังจากเซลล์แทน’ ‘ระวังการใช้พลังให้ดี’ ‘พลังที่เล็ดลอดออกมา’ อ๋อ ที่หมดก็อกน่ะ... มันกูนี่หว่า...

                “ฮื่อ ตาย ตาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า อึก”

     อรุณค่อยๆ พาร่างหอบแห้งยืนขึ้น เธอง้างขาเตรียมเตะอัดหน้าผม... จะจบกันแค่นี้เหรอ

     มาแล้ว! ขาซ้ายแหวกอากาศเข้าหาหน้าผมอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมไม่มองเห็นภาพช้าอีกแล้วคงเพราะสมองมันสั่งว่า “ตายๆ ไปซะได้แล้วไอ้กร้วก” ละมั้ง?

     ตูม!!!

     เสียงดังสนั่นกว่าทุกครั้ง ภาพที่เห็นดำมืดไปหมด! หือ? ไม่ใช่นี่หว่า ผ้าผืนสีดำปลิวมาลูบหน้าผมให้ตื่นจากความกลัว

     ชุดกับผ้าโพกหัวสีดำ กับโครงเหล็กที่แขนขวา ไม่สิ นั่นมันสนับแขน***ทอนฟา   ภาพที่ผมเห็นแท้จริงแล้วคือแม่ชีของคริสต์สวมทอนฟาเหล็กเข้ารับลูกเตะสังหาร...

            “ไงไอ้กร้วก แกนี่มันงี่เง่าเข้าขั้นเลยนะเนี่ย”   แม่ชีเอ่ยปากขึ้นเสียงนี้มัน

        “เอเลนัวร์...”

To be Continued...



บรรยายขยายความ

*ซูเปอร์โนวา eng. Super Nova (ดันไปจำสลับกับบิ้กแบงซะงั้น บ้ะ! มันก็ครือๆ กันละวะ!) การระเบิดครั้งใหญ่หลังจากดาวฤกษ์หมดเชื้อเพลิง คือผลาญไฮโดรเจนหมดแล้วนั่นเอง     ภายในดาวฤกษ์นั้นแรงโน้มถ่วงมหาศาลจะกดดันให้ไฮโรเจน(H) ติดกันเสียดสีกันจนอุณหภูมิสูงแล้วรวมตัวเป็นธาตุที่หนักขึ้นอีกคือฮีเลี่ยม(He) ซึ่ง He ที่เกิดนี้จะไม่เสถียรและแตกออกอีกให้พลังงานคือนิวเคลียร์ฟิวชันนั่นเอง  ดาวฤกษ์นั้นจะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันตลอดเวลาแต่ทว่า H นั้นก็มีวันหมด He มันไม่ได้กลับมาเป็น H ซะทั้งหมด เมื่อ H หมด ไอ้ธาตุที่เหลือก็เป็นเหยื่อต่อไป และในใจกลางนั้นธาตุที่หนักขึ้นก็จะกำเนิดขึ้นมาเรื่อยๆ จากการรวมกันของธาตุที่เหลือ เช่น คาร์บอน เหล็ก ซิลิคอน ทอง ฯลฯ เมื่อหมดไฟแล้วแรงโน้มถ่วงก็จะกดให้ดาวทั้งดวงยุบลงไปแล้ว ตู้ม!!! ธาตุหนักต่างๆ ก็จะหลุดลอยกระจุยกระจายปลิวว่อนไปทั่ว ส่วนดาวที่ตายนั้นถ้ามวลน้อยก็จะกลายเป็นพวกดาวแคระไป ถ้ามวลมากก็จะกลายเป็นหลุมดำ
     เศษซากธาตุต่างๆ นั้นก็จะปลิวฟุ้งเป็นฝุ่นอวกาศสวยงามที่เรียกว่าเนบิวลา ซึ่งมันจะรวมตัวกันกลายเป็นดาวใหม่ภายหลัง โลกเราก็น่าจะเกิดขึ้นได้ด้วยประการฉะนี้แล แต่มีปัจจัยเสริมมากกว่าดาวทั่วๆ ไป จนเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้
     ว่ากันว่าโลกเราคือดาวที่สมบูรณ์แบบจนมีชีวิตปรากฎขึ้นได้ เช่นนั้นแล้วเราผู้ไม่สมบูรณ์แบบจะมัวทุกใจอยู่ใย โลกนั้นแม้ในทางนี้จะสมบูรณ์แบบ แต่อีกด้านภายในกลับร้อนเป็นไฟ พร้อมที่จะทลายลงได้ทุกเมื่อ เพียงเชื่อในตัวเอง เป็นตัวเอง ทำประโยชน์สูงสุดเพื่อตัวเองในทางที่ไม่ทุกข์ร้อนต่อคนอื่นก็พอ

**ลูฟี่ ตัวเอกโจรสลัดมนุษย์ยางจากเรื่องชุดว่ายน้ำแบบชิ้นเดียว โดนอัด โดนเตะ โดนฟัน ไม่เคยตาย

***ทอนฟา eng. Tonfa อาวุธชนิดหนึ่งน่าจะมีต้นกำเนิดในแถบเอเชีย(จีน) มีลักษณะเป็นท่อนไม้ หรือเหล็ก ยาวเท่าหรือกว่าแขนมีด้ามจับ รวมแล้วเป็นรูปคล้ายตัว t ข้อสังเกตคือมักใช้เป็นคู่


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 7 ...to be the Bad man- ครึ่งแรก
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ เมษายน 17, 2011, 05:31:27 PM
     โดยไม่รอช้าเอเลนัวร์สะบัดทอนฟาที่แขนซ้าย บิดปลายด้านยาวกดลงที่หัวเข่าที่ค้างอยู่บนทอนฟาข้างขวา ปลายนิ้วก้อยของเธอกระดิกเล็กน้อย

     เสียงกริ้กเล็กๆ ราวกับบิดประตูตามด้วยเสียงปังดังสนั่น   หัวเข่าแตกกระจายไปกับลูกปราย ทั้งน่องซ้ายปลิวหายไปในความมืด ของเหลวพวยพุ่งออกมาจากปากแผลแหมะเต็มหน้าของผม กลิ่นฉุนอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำมันหล่อลื่น...

     ด้วยขาข้างเดียวที่เหลืออยู่ อรุณถีบตัวเองออกห่างจากแม่ชีโหด แล้วร่างของเธอก็อันตรธานไปจากสายตาของพวกเรา... ผมสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงสูงขึ้นเล็กน้อย คิดว่ายัยตัวร้ายของผมก็คงรู้สึกได้เช่นกัน

        “เอเลนัวร์ ตรงหน้าเธอนั่นแหละ!”   ผมรีบตะโกนบอกเธอ และ...

            “หนวกหู! รู้หรอกน่า *ปรากฏการณ์การสะท้อนกลับหมด!”

     สิ้นคำตอบแม่ชีสะบัดตัวหมุนพลิ้วหนึ่งรอบ แล้วหันปลายทอนฟาขวาเข้าหาพื้นที่โล่งด้านหน้าที่แม่สัตว์ป่าจำแลงหายตัวไป เฮ้ย! เกิดยิงไปแล้วตายก็จบกันสิ!

        “เดี๋ย...”

     ไม่ทันที่ผมจะพูดจบเสียงระเบิดจากปากระบอกก็ดังก้องไปทั่ว แต่เสียงนี้มีโทนแตกต่างจากนัดก่อน...

            “ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า ก็แค่ **7.62 ธรรมด๊า ธรมมดา...”

     เอเลนัวร์สะบัดหน้าขาวผ่องมาทางผม พร้อมๆ กับร่างของอรุณทรุดเข่าล้มลงจากจุดที่เคยว่างเปล่า   ที่โดนยิงมีเพียงแค่ข้อต่อบริเวณหัวเข่า! ไม่น่าเชื่อ...

            “ระยะก็แค่นี้ ช่วงเวลาลงจอดก็แค่นี้ คิดเหรอว่าฉันจะพลาด อือฮึ๊”

     แม่ชีกระแอมเล็กน้อยในลำคอ เมฆเปิดออกราวกับฟ้าเป็นใจ แสงจันทร์สีเงินวางทาบลงบนใบหน้าที่แสดงออกถึงความมั่นใจของเธอ ประกายจากดวงตานั่นทำเอาผมอ้าปากค้าง...

        “เฉียบ...ขาด”   อา มันนึกคำอื่นไม่ออกเลยจริงๆ



Unreal 7   …to be the Bad man-



     เอเลนัวร์หันกลับเดินเอนหลังตบเท้าเข้าไปหาอรุณ เธอผิวปากตามจังหวะก้าวอย่างสบายใจแล้วหยุดยืนชะโงกหัวจ้องอรุณที่อยู่ในสภาพตาหลับ ตาเหลือก

            “พิชิต แม่หนูนี่ไม่ไหวแล้วล่ะ เอาไงดี?”

     เธอพูดพร้อมเบือนหน้ามาหาผม อา... เอาไงได้ล่ะ ก็มีอยู่อย่างเดียวนั่นแล...

        “ถ้าฉันมีแรง คงทุบที่ท้ายทอยแถวๆ ***เมดัลลาน่ะ”

     ผมตอบเธอกลับแล้วเอนหลังมองเพดาน   เหนื่อยเป็นบ้า เจ็บอีกต่างหาก เฮ้อ   ไม่ทันที่ผมจะถอนหายใจเสร็จ ยายชีตัวแสบก็หยอดคำถามกวนโอ้ยมาอีกดอก

            “ก็แล้วทำไมไม่ทำซะตั้งแต่ทีแรก?”

        “ดูไม่รู้รึไง กล้ามเนื้อส่วนหลังมันระบมจนง้างไม่ออกแล้วเฟ้ย แล้วก็อย่าไปกระทุ้งท้องหล่อนล่ะเดี๋ยวมีปัญหา”

     ตอนนี้ช่องท้องของอรุณคงฉีกจนเลือดไหลซิบ ขืนกระทุ้งลงไปได้ช็อคแหงๆ ดีไม่ดีจะพาลเดี้ยงเอาน่ะสิ

        “เร็วๆ เข้าเหอะน่า ฉันเองก็จะแย่แล้วนะเหวย”   ผมเร่งเธออีกหน่อย

     ปึก!   ทุบๆ ไปแต่แรกก็จบแล้ว   เอเลนัวร์เดินมาหิ้วปีกผมด้วยสายตาราวกับแม่มองลูกที่พลาดล้มจนได้แผล ไม่สิยัยบ้านี่จงใจแกล้งกันชัดๆ

        “แขนซ้ายก็มี จะมากระชากทำไมให้มันเจ็บหนักกว่าเดิมฟะ!”

     นังชีบ้าดันมาดึงแขนขวาผมซะนี่! แผลฉีกกันพอดีปัดโธ่!   อุ้ย! จากหน้าแม่พระกลายเป็นฆาตกรหั่นศพในบัดดล เธอจ้องผมราวกับจะกลืนกิน ต่อด้วยเขี้ยวที่แย้มออกมาทำท่าจะพูดอะไรซักอย่าง

            “ฉันบอกแกไปแล้วนี่หว่า ว่ามีอะไรอย่าเก็บไว้คนเดียว โดยเฉพาะเรื่องมันๆ แบบนี้”

        “ก็มัน...”

            “ก็มันห่าอะไรเล่า! แกคิดว่าฉันกระจอกขนาดจะแพ้ให้กับไอ้ของกิ้กก้อกพรรค์นี้รึไง? หนอย รู้จักแม่น้อยไปซะแล้ว!”

     ก็เพราะงี้แหละถึงไม่อยากบอก ในสายตาเธอคงเห็นเรื่องอันตรายเป็นของง่ายๆ แต่สำหรับฉันการให้เธอมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องอันตรายมันไม่ง่ายเลยที่จะทำใจได้...   ถ้ากล้าพูดออกไปก็คงดี อนาถตัวเองชะมัด

        “แล้วเธอมาได้ไงล่ะเนี่ย?”

            “ฉันตามแกมาตั้งแต่ออกจากห้องแล้วไม่รู้ตัวเลยรึไง ฝีมือแกกระจอกลงไปเยอะมาก   เลยปล่อยให้เจ็บตัวซะบ้าง”

     เธอตอบผมทั้งหน้ายิ้มระรื่น เปลี่ยนอารมณ์เร็วเหลือเกินนะ แล้วนี่ปล่อยให้ฉันเจ็บตัวเหรอ? เกือบตายเลยนะเฟ้ย!   ยัยชีบ้าจ้องหน้าผมเขม็ง แล้วแสยะยิ้มที่มุมปากทำหน้าเหมือนจะบอกว่า ‘รู้นะคิดอะไรอยู่’

            “ฉันก็ไม่คิดว่าเวทมนต์มันจะร้ายกาจขนาดนี้ ตอนที่แม่นั่นพูดคำว่าไซยาไนด์ออกมาเล่นเอาเอ๋อไปเลย แต่แกไม่เป็นไรมันก็ดีแล้วนี่หว่า ฮะฮะ”

     ดีกับผีเด้!   ยังจะมาหัวเราะเยาะอีกยัยนี่!



     เวลา 0145 อาช่างเป็นช่วงเวลาไม่กี่นาทีที่เจ็บปวดเหลือหลาย   พวกเรากลับมายังโบสถ์อีกครั้ง ถ้าถามว่าทำไมไม่พาไปโรงหมอ เหตุผลข้อเดียวที่ตอบได้คือ ได้ไปนอนต่อในกรงแน่ ถึงเส้นจะดีก็เถอะ แต่สารวัตรเป็นคนหัวแข็งและเอาจริงเอาจังกว่าที่คิด ถ้าทำผิดไปโดยไม่จำเป็นหรือได้รับคำสั่งจากแกเป็นโดนแน่ และอีกอย่างงานเดิมของซิสเตอร์ทั้งหลายเหล่านี้ก็อย่างที่บอกไปแล้ว พวกเธอส่วนใหญ่เป็นนางพยาบาลเก่าแล้วยัยชีนรกที่ลากผมมานี่ก็ไม่ธรรมดา ความรู้ อุปกรณ์ ความพร้อมมีอยู่แล้ว ถึงบางคนจะยังอยู่ในสถานบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดก็เถอะ

        “ไอ้ซานเจมันบอกเธอใช่มั้ย ไปทำท่าไหนถึงง้างปากมันได้ล่ะ”

     ผมถามทั้งที่กำลังเย็บแผล   ตอนนี้พวกเราอยู่ในห้องโถงเก่าหลังห้องพิธีที่มีเยสแมนตั้งอยู่ ที่นี่ยังคงใช้เป็นห้องพยาบาล เตียงคนไข้ อะไรหลายๆ อย่างทางการแพทย์ยังครบครัน

                “พี่ชิตอย่าพึ่งดิ้นสิครับ”   ไอ้หนุ่มผิวคล้ำหน้าใสที่ยืนเย็บแผลให้ผมบ่นอุบอิบ

        “อาโทษที นายชื่ออะไรนะ?”   นึกชื่อไม่ออกแฮะ

                “ธเนตรครับพี่ โห่ไม่เจอกันแผลบเดียวทำเป็นลืม”   ก็เอ็งดันใส่ชุดบาทหลวงตัดผมหัวเกรียนทำไมล่ะ

      เอเลนัวร์ที่เปลี่ยนไปสวมชุดนอนสีขาวชักมีดมันวาวออกมาจากหว่างขาฝั่งซ้ายใต้กระโปรง แล้วค่อยๆรูดผ่านขาอ่อนขึ้นมาเหนือเอว...

            “ท่านี้ไงจ้ะ”

     เธอฉีกยิ้มมองหน้าผมในขณะที่ลูบคมมีดคมกริบลงบริเวณเป้า... อ๋อ โอเคเข้าใจล่ะ แม่นี่เป็นประเภทถ้าไม่ตอบตาย แล้วตายจริงๆ ซะด้วย

            “ถ้าฝานดีๆ ก็คงต่อได้ แต่นายน่าจะรู้นิสัยฉันนะ”

        “เออ รู้แล้วเว้ย! เลิกทำแบบนั้นด้วยหน้าอย่างนั้นซะทีเหอะ มันไม่ดีต่อสุขภาพ”

     ไอ้หนูที่ทำแผลให้ผมหน้าถอดสีไปตั้งแต่ตอนลูบเป้าแล้ว   เธอเก็บมีดลงที่เดิม แลบลิ้นออกมาแผลบนึงให้เสียวไส้เล่นเล็กน้อย เดี๋ยวปั๊ดงาบซะเลยนี่ ชอบจังเลยนะโชว์ขาอ่อนต่อหน้าธารกำนัลเนี่ย... ถ้าสะเออะพูดออกไปละก็ไม่จบแค่แขนขวาแน่ๆ เกือบไป

            “ไม่อยากเชื่อเลยว่ายัยหนูนั่นจะรอดมาได้ กล้ามเนื้อช่องท้องบริเวณที่ติดกับอวัยวะเทียมฉีกขาด กระดูกสันหลังช่วงล่างเกือบจะหลุดออกจากกัน ถึงจะไม่มากเท่าไหร่แต่ก็ต้องเรียกว่าปาฏิหาริย์แท้ๆ ที่แผลไม่ติดเชื้อ”

     เอเลนัวร์พูดขึ้นพลางชำเลืองตาไปทางอรุณซึ่งนอนสลบไศลไร้สติขนาดต้องใช้เครื่องช่วยหายใจบนเตียงข้างๆ ผม   ก็เพิ่งจะรู้ว่าแม่นี่ใส่อวัยวะเทียมมากขนาดนี้สดๆ ร้อนๆ นี่เอง เดี๋ยวต้องไปเค้นถามไอ้เจมันหน่อยแล้ว ถ้ามันรู้แล้วบอกแต่แรกผมคงไม่ต้องเฉียดนรกอีกรอบแบบนี้หรอกพับผ่าสิ   เอเลนัวร์ลุกขึ้นไปเปิดดูบริเวณแผลของอรุณแล้วบรรยายสาเหตุอย่างเวทนา...

            “ทุกส่วนเป็นแบบที่ใช้ในกองทัพทั้งนั้น คนธรรมดาหาไม่ได้แน่   ถึงแม้จะให้กำลังมหาศาลแต่กล้ามเนื้อของเธอไม่แข็งแรงพอ แถมส่วนที่เชื่อมกับอวัยวะเทียมยังเป็นลำตัวช่วงเอวที่เป็นจุดหมุนจึงต้องรับภาระอย่างหนัก รู้อย่างนี้แล้วยังจะฝืนออกแรงซะขนาดนี้อีก บ้าดีแท้...”

        “ก็บ้าจริงๆ น่ะสิ...ท่าทางเธอคงจะเจอพวกนักเวทย์บ้าบอนั่นเล่นมาเยอะพอดู”

     เอเลนัวร์ลูบผมของอรุณอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันมามองหน้าผมตาละห้อยแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอมันคนขี้สงสารนี่นะถึงการแสดงออกจะห่วยแตกแต่ข้างในต่างกัน...

            “เฮ้อ~~~   ยิ่งทีก็ยิ่งมีแต่จะเพิ่มขึ้นนะ คนแบบเราเนี่ย...”

     จะมาคิดมากทำไมให้ปวดหัว ใครมันจะเป็นยังไงก็ช่างหัวมันสิ!   ถึงจะโหดร้ายแต่โลกนี้สมัยนี้มันก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ

        “คิดมากไปก็เท่านั้น อรุณคงจะหลับยาวหลายวัน ว่าจะเอามาใช้ประโยชน์ซะหน่อยแย่จริง! ฉันขอฝากเธอไว้ก่อนแล้วกัน ใช้งานได้แล้วบอกด้วย”

     แม่ชีในชุดหวิวทำหน้ากริ้วจ้องมองผม มีปัญหารึไง มีอะไรก็พูดมาเด้!

            “คิดได้อย่างนี้... แกนี่มันชั่วหาทางเยียวยาไม่ได้แล้วล่ะ ไอ้หอกหักเอ้ย!”

     โหตอบได้ดีนี่   ช่วยไม่ได้นี่หว่าก็คนมันชั่ว ยืดอกรับเลย...

        “หอกฉันยังไม่หักเฟ้ย ถ้ามันจะหักมันก็ต้องปักเธอก่อนล่ะ... แค่นี้พอแล้วไว้ว่ากันต่อพรุ่งนี...”

     เธอสะบัดหน้าหันหลังเดินออกไปเลย เฮ้ย! ฟังให้จบก่อนก็ไม่ได้ แล้วนี่จะปล่อยให้ฉันนอนสภาพนี้เนี่ยนะผ้าห่มก็ไม่มี! แล้วไอ้ธเนตรมันหายหัวไปไหนแล้วฟะตะกี้ยังนั่งอยู่ข้างๆ ผมเลย



     เวลา 0630 ของวันต่อมา ผมย้ายตัวออกไปหน้าโบสถ์เตรียมกลับบ้าน ส่วนอรุณยังหลับไม่ตื่นกว่าจะฟื้นคงอีกนานเลยตัดสินใจทิ้งไว้ก่อน   ยามเช้าอันสดใสมาเยือนอีกครั้ง หลังจากที่กรำศึกหนัก ทั้งหมัด ทั้งปากไปเมื่อคืนแต่ตอนเช้าก็ยังคงสดชื่นเหมือนเคย หือ? เหมือนจะได้ยินเสียงพระสวดหน้าโบสถ์แฮะ...

                “...สุขังพลัง... เจริญพรนะโยม”   เสียงแก่ๆ นุ่มๆ

     ผมเดินตามเสียงข้างต้นออกไปที่หน้าโบสถ์และก็ต้องตะลึงตึงตัง!

        “ช่างเป็นภาพที่ขัดกันอย่างสุดๆ นี่มัน...”

     เสียงอุทานของผมคงดังไปถึงกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้า พระภิกษุวัยกลางคนกลายๆ ที่กำลังอุ้มบาตรหันมายิ้มให้กับผม นั่นทำให้ผมยกมือขึ้นไหว้โดยอัตโนมัติ แม่ชีชุดดำคนเดียวกับที่แต่งตัวล่อไอ้เข้เมื่อคืนนั่งย่อเข่าในท่าเตรียมละจากพนมมือ และเด็กๆ อีก 3 คนที่ในมือถือถาดโลหะเปล่าซึ่งน่าจะเคยมีอะไรซักอย่างที่หลายคนคงเดาออกวางไว้อยู่ ส่วนคนสุดท้ายยืนสะพายย่ามผ้าสีเหลืองกำลังหยิบของในบาตรออกใส่ในย่ามนั่นตัดผมหัวเกรียนใส่ชุดลำลอง มันคือไอ้หนุ่มบาทหลวงฝึกหัดที่ทำแผลให้ผมเมื่อคืนนี้เอง...

        “ตกใจเล็กน้อยถึงปานกลาง”

     ครับผม นักบวชคริสต์นิมนต์พระภิกษุใส่บาตรครับ จบคำบรรยาย...

            “ไงล่ะ อึ้งเลยเหรอ?”

     เอเลนัวร์ลุกขึ้นท้าวเอวพูดด้วยเสียงสดใสในขณะที่หลวงพ่อเดินออกไปกับไอ้หนูธเนตร ปกติคริสต์ไม่ใส่บาตรกันนี่หว่า   ผมยังทำหน้างงอยู่เธอเลยเริ่มก่อน...

            “เยสแมนเคยกล่าวไว้ว่า ‘จงเห็นอกเห็นใจช่วยธรรมิกชนเมื่อเขาขัดสน จงมีน้ำใจอัธยาศัยไมตรี’ อยู่ในส่วนไหนของคัมภีร์ก็ไม่รู้ขี้เกียจจำ”

     เยสแมนที่ว่านี่ก็คือพระเยซูนั่นเอง พวกเรามักจะเรียกกันแบบนี้เสมอ คงเพราะขาดไร้ความศรัทธานั่นแหละนะ   ที่ว่ามามันก็ถูกอยู่หรอกเธอคงต้องการเน้นตรงส่วนมีน้ำใจสินะ คงเพราะหน้าผมมันยังแสดงออกถึงความสงสัย เธอเลยเอ่ยต่อไปอีกว่า...

            “ภิกษุในภาษาบาลีแปลว่า ‘ผู้ขอโดยสงบ’ ในเมื่อเขาขอโดยสงบเราก็จัดให้โดยสงบไง แล้วพอพระกิน เอ้ย! ฉันเสร็จที่เหลือเราก็ขนกลับมากินกันได้ถึงมื้อกลางวัน ประหยัดตังไปในตัวอีกตะหาก วะฮ่าฮ่าฮ่า”

     เธอตบไหล่ขวาผมแล้วหัวเราะดังไปทั่วบริเวณ ไม่งามเอาซะเลยนะคนสวย แต่พวกเด็กๆ ดันร่วมด้วยช่วยกันฮาไปกับแม่นี่ซะงั้น เออ เอาเหอะ!

     แม่ชีเกาะคอเด็กๆ ตามด้วยคำสั่งหน้าเดิน ผิวปากเพลินๆ เมินหน้าผมแล้วพากันกลับเข้าไปในโบสถ์ นี่จะไม่บอกลากู้ดบายให้ใจชื้นซักหน่อยเลยเรอะ! เออ เอาเหอะ! (ครั้งที่สอง)

     เออจริงสิ! ทำไมผมยกมือสองข้างขึ้นไหว้ได้ทั้งที่แขนขวาทั้งแขนมันสาหัสสุดๆ แล้วตอนโดนตบไหล่ก็ไม่รู้สึกเจ็บด้วย!   ก่อนจะได้คิดอะไรไปกว่านั้นมือถือของผมดังขึ้นตอนที่กลุ่มดิ๊งด่องจะพากันผ่านประตูเข้าไปพอดี ทำให้เอเลนัวร์สะดุดกึกลง   เสียงเรียกเข้าอันนี้พวกเราจะใช้ร่วมกัน มันคือเพลงเขมรไล่ควายของราชาลูกทุ่งสุรพล สมบัติเจริญ ใช่แล้วมันคือเสียงเฉพาะของเบอร์โทรสารวัตร! ที่เธอหยุดอยู่แค่นั้นแล้วไล่เด็กเข้าไปก็เพราะว่า...

        “ฉิบล่ะสิ! งานงอก!”

     ก่อนอื่นต้องรับสายก่อน ผมหันไปมองหน้าสบตาเอเลนัวร์ก่อน เธอยกมือกดนิ้วชี้กับนิ้วโป้งเข้าด้วยกันส่งสัญญาณโอเค แต่สีหน้ากลับไม่โอเค...

        “เธอทำลายหลักฐานเรียบร้อยแล้วแน่นะ?”

            “เออ รีบรับสายเถอะเดี๋ยวมีเรื่อง”

     เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ช่วยกันแถหน่อยนะคนงาม ผมจิ้มนิ้วลงปุ่มเขียวบนโทรศัพท์ทันทีและ...

        “สวัสดียามเช้า”   ด้วยเสียงสดใส

     ในทันใดนั้นก็มีเสียงตอบรับกลับมาปานหมาบ้าเห่าไม่เลือกออกมาเป็นชุด

              “สวัสดียามเช้าห่าอะไรละโว้ย!   เป็นฝีมือแกอีกแล้วใช่ม้ายยย ไอ้ห่ารากเอ้ย! นี่แกอยากให้ข้าตกงานขนาดนั้นเลยเร้อออ!!!   ไอ้บ้าทำห่าอะไรลงไปเคยคิดบ้างมั้ยว่าใครต้องรับผิดชอบน่ะเฮ้ยยย!!!   ข้าไม่ได้เจ๋งขนาดจะตามเช็ดดากให้ได้ทุกเรื่องนะโว้ยยย!!!”

     ผมผงะยกโทรศัพท์ออกจากหูมาวางไว้ตรงหน้า แต่คุณป๋าไม่ยอมจบแค่นั้น พวกยังบังคับปลายสายให้แสดงภาพหน้าของแกผ่านจอภาพอีกต่างหาก หน้าแกตอนนี้พูดภาษาชาวบ้านนี่โคตรโหดเลย ถึงลูกตาจะซ่อนไว้หลังแว่นดำ แต่คิ้วขมวดติดกันจนมิด เขี้ยวเผยอออกมาพร้อมกัดฟันกรอดๆ นี่มันหน้าตำรวจหรือฆาตกรฆ่าหั่นศพวะเนี่ย!?

              “ไม่ต้องมาหลบหน้า แกทำอะไรลงไปรู้บ้างมั้ยฮะ!!!”

        “เอ่อ ป๋มยังมะได้ทำอาไยเยยนะกั้บ”

     ทำเสียงบ้องแบ้วน่ารักไปซักนิด เผื่อจะได้สะกิดใจให้เย็นลงได้บ้าง

              “อย่ามากวนตีนนน!!! ไม่ได้ทำแล้วไอ้นี่มันอะไรกันละโว้ยดูซะ!”

     ไม่ได้ผลแฮะ ท่าทางจะเดือดเลือดขึ้นหน้าจริงๆ แล้วงานนี้   คุณชีแสนสวยหันมาส่งยิ้มอวยพรให้ผมด้วยน้ำเสียงแสนหวาน...

            “ตายแน่งานนี้ ฮี่ฮี่ฮี่”   ถ้าคิดคำพูดได้แค่นี้ไม่ต้องแหยมออกมาก็ได้นะ

     ไร้สาระจริง ผมเมินเธอแล้วหันมาที่โทรศัพท์... ภาพที่สารวัตรส่งมาให้ดูนั้นทำเอาอึ้งไปเลย ศพ 4 ศพ...
     ภาพแบ่งออกเป็น 2 ช่อง เป็นภาพถ่าย ช่องแรกกว้างกว่าข้างในมีศพนอนเรียงกัน 3 คน ไอ้คนตายเนี่ยเห็นมาจนเอียนแล้วก็จริง แต่ที่มันทำผมอึ้งได้เนี่ยเพราะ...

              “เห็นแล้วใช่มั้ย ดูศพกลางซะ ช่วงลำตัวถูกคว้านหายไปเลยตั้งแต่ส่วนอกถึงสะโพก รอยคว้านกินไปถึงอีก 2 ศพข้างๆ ช่วงลำตัวศพข้างๆ หายไปเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ตอนแรกมันล้มแยกกัน แต่พอฉันสั่งให้ลูกน้องเอามาเรียงปุ้บมันเข้ารูปเป็นวงกลมพอดีไม่มีส่วนเกินหรือรอยเผาไหม้ และ...”

        “พอก่อนครับสารวัตร! ตอนนี้อยู่ที่เกิดเหตุใช่ไหม? ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ!”

     ผมรีบแทรกคำบรรยายของแกทันที และคำตอบที่ได้คือ

              “เออ หน้าบ้านเลขที่ 122/1 ปากทางเข้าหมู่บ้านมีนสาคร บ้านเศรษฐีในละแวกนี้แหละ ไม่ใช่แค่นี้นะว้อย! ภายในบ้านยังเละเทะอีกด้วย แม้แต่กระจกฝาผนังบ้านหนา 3 นิ้ว ยังมีรอยละลายเป็นรูกว้างเกือบ 2 ไม้บรรทัด แต่นั่นมันเล็กน้อย ที่ไม่น้อยก็คือเจ้าของบ้านดันหายไปด้วย!”

        “ครับผม จะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ!”

     ผมวางสายทันที... 122/1 บ้านอรุณจริงๆ ด้วย บ้าไปแล้วเรอะ! พวกเราออกจากที่นั่นประมาณตี 1 ครึ่งกว่าๆ ไม่มีอะไรแบบนั้นแน่นอน ตอนทำลายหลักก็ไม่มีใครเดินแถวนั้น แล้วนี่มันบ้าอะไรวะ!
     เอเลนัวร์ที่ยืนหลบกล้องหน้าตื่นพอๆ กับผม เหงื่อตกตามๆ กัน ปัญหาใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก ผมถามเธอทันที...

        “เธอไม่ได้กลับไปที่นั่นอีกใช่มั้ย?”

            “กลับไปทำซากอะไรล่ะ ที่น่าเป็นห่วงคือแขนแกมากกว่า ถ้าสารวัตรเห็นเข้าคงไม่ต้องเดากันเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น...”

        “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ดูนี่!”

     ผมถลกผ้าพันแผลและไม้ดามแขนที่ทำอย่างลวกๆ ทิ้งไปทั้งยวง พร้อมกระชากผ้าพันแผลที่หัวออกไปอีก สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าของเราสอง ทำให้จ้องกันตาแทบถลน...
     แผลที่หัวหายสนิทไม่มีแม้แต่รอยเย็บรวมทั้งไหมที่ใช้เย็บด้วย! แต่ที่หนักกว่าคือแขนขวาของผมส่วนที่เป็นแผลฉีกขาด และตรงที่กระดูกหักร้าวมัน!

            “ดำปิ๊ดปี๋! ไม่สิ เหมือนกับแขนซ้ายของแกเด๊ะๆ เลย แต่ไม่ได้ครอบจนมิดด้าม”

     แม่ชีทำหน้าขรึม เสียงฮืมๆ ดังแผ่วเบาจากคอไม่ขาดสาย เธอลูบไปยังรอยตัดระหว่างเนื้อแท้กับเนื้อถมดำที่ดูเหมือนลวดลาย มันตัดกันสวยมาก ช่วงกลางๆ ที่โดนอรุณกระแทกดำมิดไปเลย แต่มือยังเหมือนเดิมอยู่ดีไป...

            “อืม...ส่วนที่ไม่สาหัส หรือแผลเล็กน้อยกลับมาสวยนิ้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฉพาะจุดที่ไอ้เนตรเย็บแผลให้เท่านั้น... ยินดีด้วยถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปแกได้กลายเป็นแพนด้าแหง”

     เธอพูดด้วยเสียงแก่นแก้วพลางตบหัวผมเบาๆ   ก็คงจริงอีกหน่อยคงได้ไปอยู่สวนสัตว์...

        “เฮ้ย! จะบ้าเหรอกูไม่ใช่ช่วงช่วงนะเว้ย! กูไม่ใช่ไอ้แพนด้าเซ็กส์เสื่อมนั่นนะว้อย!”

     เธอทำตาหยีมือแตะริมฝีปากถอยหลังไปสองก้าวแล้วพูดยียวนผมอีกดอก...

            “หุหุหุ ยอมรับแล้วสินะว่าเสื่อม หุหุหุ”   หัวเราะกวนบาทามาก

     ตัดเข้าเรื่องก่อนดีกว่าเดี๋ยวยาว

        “งานนี้เธอไม่ต้องไป แล้วช่วยเอาเสื้อแขนยาวกับถุงมือมาให้ด้วย”

            “ไม่ต้องห่วงฉันเตรียมมาแล้ว แถ่นแท้น!”

     เอเลนัวร์ถลกกระโปรงดำยาวนั่นขึ้น และล้วงเอาของที่ผมรีเควสท์ไปออกมา... เฮ้ย! นี่ยัดเข้าไปตรงไหนวะ! แล้วยัดเข้าไปได้ไงเนี่ย!

            “อย่าเอาไปซื้ดล่ะ”

        “จะบ้าเรอะ!”

     เธอเดินกลับเข้าไปทันทีไม่ฟังที่ผมว่าอีกแล้ว เมินกันดื้อๆ เลยนะ   เรื่องของแขนขวา...เอาเป็นว่าเคลียร์สารวัตรก่อนแล้วกัน



     จากเช้าอันสดใสกลายเป็นเช้าอันไม่น่าอภิรมย์ไปซะนี่...

        “เหม็นเป็นบ้า นี่คงตายไม่ถึง 4 ชั่วโมงสินะ”

              “เออ พวกข้าก็เพิ่งจะมาเจอเอาตอนตี 5 นี่เอง มีคนโทรไปแจ้ง เร็วเข้าก่อนนักข่าวจะมา”

     หน้าบ้านอรุณตอนนี้มีแต่ศพ ตำรวจอีก 6 นาย แผงกั้นคน... ไม่น่าดูเอาซะเลยนี่ยังดีที่กันไทยมุงออกไปแล้ว   จากสีหน้าท่าทางสารวัตรจะเย็นลงแล้วดีไป

              “เห็นศพที่ 4 นั่นมั้ย? ลักษณะการตายธรรมดา แต่ไปติดเอาอาวุธที่ใช้ฆ่านี่สิแปลกประหลาดพอๆ กับไอ้โดนัทมนุษย์นี่เลย”

     สารวัตรพูดพลางชี้ไปที่ศพสุดท้ายที่นอนพิงกำแพงบ้านหลังตรงข้าม ตรงกลางหน้าอกเป็นรูเหมือนถูกของแข็งขนาดใหญ่เสียบทะลุ ตรงมุมปากมีคราบน้ำลายและคราบเลือดเล็กน้อย หลังหัวแตก สภาพเหมือนถูกอัดจนลอยไปกระแทกด้านหลัง รูที่หน้าอกกว้างกว่า 4 นิ้ว ทะลุฝังลงไปบนกำแพงเลย คงถูกแทงด้วยความแรงมากๆ ที่มันแปลกคือในเมื่อไม่มีอาวุธตกอยู่รอยแผลก็ต้องมีลักษณะยวบออกมาด้านหน้าเพราะดึงอาวุธที่ใช้ออก ไม่เพียงแค่นั้นรูบนกำแพงเองก็ไม่มีเศษปูนร่วงกราวลงมา

        “แผลแบบนี้มันแทงแล้วแทงเลยนี่หว่า ไม่มีการดึงอาวุธออก แล้วมันหายไปได้ยังไง? ส่วนไอ้โดนัทมนุษย์นี่ก็ไม่มีรอยไหม้ตรงขอบแผลไม่ได้ถูกอาวุธลำแสงยิงแถมไม่มีรอยกระสุนตกด้วย สภาพยังกับกดแก้วน้ำลงบนหน้าเค้ก ถ้ามองข้ามไส้ที่ไหลลงมากองรอยตัดเรียบสวยมาก แถมชิ้นส่วนที่ถูกคว้านออกก็หายไปด้วย เพราะงี้ถึงได้คิดว่าผมเป็นคนทำสินะ”

     สารวัตรพยักหน้ารับเล็กน้อยและ...

              “ในเมืองนี้คนที่ทำเรื่องเหลือเชื่อพรรค์นี้ได้ที่ข้ารู้จักมีคนเดียวนี่หว่า ที่พวกข้าวินิจฉัยกันคือปล้นทรัพย์ ไม่ก็จับตัวเรียกค่าไถ่ แต่มันก็ไม่น่าใช่ทั้งคู่เพราะของไม่หายซักชิ้นมีแค่พังราบ เจ้าบ้านเองก็เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวไม่มีญาติที่ไหนไม่รู้จะไปเอาค่าไถ่กับใคร ที่ชี้ไปที่พวกแกก็เพราะ...”

        “เป็นแฟนเก่าไอ้ซานเจมันน่ะ เชื่อขนมเด็กกินได้เลย เว่อแบบนี้พวกผมทำไม่ได้หรอก”

     ผมชิงบอกไปก่อนเพื่อลดความสงสัย

        “ไอ้ซากที่กองพะเนินอยู่ตรงนี้คงจะโดนลูกหลงธรรมดาๆ แสดงว่ามาเห็นตอนที่ไม่ควรเห็น ไอ้พวกที่จะฆ่าคนที่มาเห็นตัวเองตอนทำลับๆ ล่อๆ มีไม่กี่กลุ่มหรอก ส่วนนี่ก็คงเป็น...”

     นักเวทย์อีกแล้วละสิ พิจารณาจากรูปการแล้วคงเป็นอย่างนั้น แต่บอกไปไม่ได้เด็ดขาด ไอ้วิธีฆ่าพิสดารพันลึกแบบนี้คิดออกรายเดียวเท่านั้น... สารวัตรยืนลูบเคราเกาคางใช้ความคิดอยู่ ผมเองก็อยู่นานไม่ได้ถ้านักข่าวมาเดี๋ยวมีปัญหา หือ! คราบตรงกำแพง

        “สารวัตรมาดูนี่เร็ว! คราบเหมือนของเหลวบางอย่างไหลลงจากรูบนกำแพงปูน เพราะนั่งทับอยู่และไม่อยากเคลื่อนย้ายเกินไปเลยไม่สังเกตกัน”

              “หรืออาวุธที่มันใช้จะเป็นน้ำแข็ง? จะบ้าเรอะอากาศร้อนขนาดนี้ใครที่ไหนมันจะเอาน้ำแข็งมาฆ่าคนแถมขนาดยังใหญ่มากด้วย ถ้าเป็นไปตามที่เอ็งพูดไม่มีทางเตรียมน้ำแข็งแท่งใหญ่ขนาดนี้ได้แน่ๆ แล้วน้ำแข็งที่แข็งและคมจนปักกำแพงได้นี่มัน? ที่ไม่ชักอาวุธออกเพราะมันละลายหายไปนี่เอง!”

     นั่นยิ่งทำให้หน้าของแกเครียดเข้าไปใหญ่ ก่อนจะเดินไปดูศพอีก 3 ศพที่นอนเรียงกันตรงกลางกลวงโบ๋ พร้อมพูดด้วยเสียงเข้มเครียด...

              “แต่ทางนี้กลับมีแต่รอยเลือด คนร้ายต้องมีอย่างต่ำ 2 คน ไม่สิน่าจะมากกว่าอีก เอาเหอะ! ไอ้ชิตแกไปได้แล้วนี่ก็จวนที่นักข่าวจะแห่กันมาแล้ว”

     กำลังรอคำนี้อยู่พอดี ที่จริงโทรศัพท์ผมมันสั่นระรัวมาตั้ง 3 รอบแล้วไม่มีโอกาสได้รับ

        “เรื่องเด็กแว้น... เดี๋ยวผมติดต่อกลับมานะครับ ไปก่อนล่ะ”

     จังหวะที่ผมเดินออกไปทางปากซอยมีนักข่าวชายสวมแว่นโครงหน้าเหมือนคนเหนือคือมีเหลี่ยมตรงมุมเล็กน้อย ผิวขาว รูปร่างสูงใหญ่เดินถือกล้องแฮนดี้แคมสวนผมไป ผมสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ จากหมอนี่ทำให้อดหันควับกลับไปมองไม่ได้จริงๆ

                “หือ? มีอะไรเหรอ”   เสียงทุ้มแหบๆ ในลำคอพูดใส่ผม

     ไอ้หมอนั่นมันก็หันมามองผมเหมือนกัน แต่ทำหน้าฉงนอย่างเป็นธรรมชาติ ผิดกับผมที่เหงื่อตกเล็กน้อยเพราะอากาศร้อนกับเรื่องหรรษายามเช้าที่ผ่านมา

        “เอ่อ... ไม่มีอะไรครับ แค่เพิ่งจะเคยเจอนักข่าวชาวเหนือในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก”

                “อา มีคนทักเรื่องนี้บ่อยเหมือนกัน คงเพราะหน้าฉันมันพื้นบ้านจนดูง่ายน่ะ ฉันมาจากเชียงรายเพิ่งจะมาอยู่ได้ไม่ถึงเดือน ถ้ายังไงก็...ไปก่อนนะ”

     เขาพูดด้วยหน้าตายิ้มแย้มเกาหัวเล็กน้อยแล้วโบกมือลาในระดับอก ก่อนจะหันกลับไปในซอย

        “…คงไม่ใช่หรอกนะ”





หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 7 ...to be the Bad man- คนแบบนี้ก็มีนะ
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ เมษายน 19, 2011, 06:02:59 PM
     และแล้วพวกเราก็กลับมาที่รูหนูของผมอีกครั้ง ที่ใช้คำว่า ‘พวก’ เพราะมีไอ้ลูกครึ่งกล้วยแขกตามหลังผมมาด้วย ใช่แล้วบักหำที่โทรมาหาตอนสืบศพก็คือมันนั่นเอง...

        “ได้อะไรมาบ้าง”

     ผมอัดเสียงเข้มใส่มันทันที ตอนมาที่นี่ผมระเบิดใส่มันทางโทรศัพท์ไปพอสมควรเรื่องอรุณ ผลปรากฏก็คือมันเองก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรมากมาย ทั้งที่คบกันจนครางไปถึงดาวหางแต่ดันผ่าไม่รู้ว่าไอ้ที่เอาๆ ไปน่ะมันของปลอม แสดงว่าเนียนจนจับไม่ได้หรือไม่มันก็โง่ บัดซบเอ้ย! แค้นเว้ยเล่นซะเกือบตาย!

     จบอารมณ์เดือดไปด้วยประการฉะนี้ ต่อด้วยรายละเอียดจากปากของมัน...

            “ของอยู่ที่อู่ใต้โบสถ์... อย่างแรกก็ลวดสายเปียโน แล้วก็พวกอะไหล่รถถังกับ ****CPU ตัวใหม่ล่าสุดแม่งโคตรแพงเลยว่ะ แต่มันประมวลผลเร็วมาก เลยซื้อมาคู่กับเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและชีพจรสิ่งมีชีวิต ตัว Generator เองก็ซื้อมาใหม่ของบริษัท IFT (Integral Future Techs Co, Ltd.) เจ๋งมากให้พลังงานมหาศาลในเวลาสั้นๆ ได้เป็นอย่างดี...”

        “ทำไมไม่ซื้อของ H2I (Hibdulloh Heavy Industry) IFT มันของอเมริกานะเว้ย แล้ว H2I ยังเป็น... เออช่างเถอะเดี๋ยวถึงเวลาจะบอกให้รู้ แก...ไปเจออรุณแล้วสินะ”

     ซื้อจาก IFT เรอะ ไอ้เวรเอ้ย! อาวุธที่ใช้ฆ่าพ่อแม่แกมาจากที่นั่นทั้งนั้น ไอ้บริษัทที่ตั้งชื่อซะหรูแต่เสือกประดิษฐ์คิดค้นแต่อาวุธสงคราม ใจมันคงทรามตามไปแล้วแน่ๆ ผิดกับ H2I ที่เน้นไปทางการแพทย์และบุกเบิกอวกาศ ถ้าไม่มีบริษัทนี้มนุษย์คงพลาดโอกาสเหยียบผิวดาวอังคารไปแล้ว

            “อา...แกเล่นแรงไปรึเปล่าวะ แต่ช่างเหอะถ้าเป็นฉันเจออย่างนั้นคงไม่มีหน้ามาให้เห็นกันอีกแล้ว   ที่สำคัญฉันไปหามันมาแล้ว ไปถามหาเหตุจูงใจน่ะ จะฆ่ากันทั้งทีเลยอยากจะรู้จักกันให้มากๆ เข้าไว้”

     มันทำกระหยิ่มยิ้มขึ้นทันทีที่พูดถึงเรื่องนี้ และต่อไปนี้จะเป็นคำบอกเล่าจากปากยอดชายนายซานเจที่ไม่รู้จะแส่ไปหาเรื่องที่รู้อยู่แล้วทำแป๊ะอะไร อ้อ! ขอให้พึงจำไว้ด้วยว่า ‘มึง = YOU, กู = I’ จะได้ทำใจรับได้มันบัดซบจริงๆ ให้ตายเถอะพี่น้องชาวไทย!


     “อะแฮ่ม เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ณ บ้านนายพลหลังใหญ่สุดหรูหลังหนึ่งตรงโชคชัย 4 ที่หลังอื่นเป็นเพียงซากไม่ก็สภาพเหมือนเพิงไม้ประดับอยู่รายรอบ ฉันกดออดเข้าไปที่นั่น พอมันฉันเห็นปุ๊บคำทักทายก็ตามมา

                “เฮ้ยเป็นไงบ้างไอ้สัตว์”   เล่นเอาเกือบชัก Glock กันเลยทีเดียว

      ไอ้ฉันมันก็คนสบายๆ แต่ใจร้อน เลยถอนกลับด้วย

            “ก็เหมือนมึงนั่นแหละผิดอย่างเดียวที่หน้าไม่เหี้ย”

      พอหอมปากหอมคอแล้วไปต่อกันในบ้าน ฟังหน้าเน่าๆ ตาส่อนๆ ของมันขยับปากพล่ามไปเรื่อย คิดดูตัวก็ดำสะเออะย้อมผมทองแม่งมิสเตอร์ดอชัดๆ   ห้องรับแขกนี่อย่างหรู รู้เลยว่ามันไม่ได้เกิดจากเงินภาษีที่จ่ายเป็นเงินเดือนพ่อมันอย่างเดียว แต่ติดใจก็ไอ้ประโยคนี้แหละ...

                “กูนะเว้ยคุมคนเป็นร้อย ติดสอยห้อยตามกันไปสั่งอะไรแม่งทำหมด ฮ่าๆๆ เมื่อไม่นานนี้ดูข่าวปะ ที่ไอ้หลานปู่กู้อีจู้หน้าโง่โดนเผาอกรูโบ๋น่ะ จะบอกให้นะเว้ย...พวกกูทำเองล่ะตกใจป่าว”

      ก็จริงที่ฉันมันคนง่ายๆ แต่เริ่มเดือดแล้วว่ะ (ผมคิด : แล้วจะไปให้เสียเรื่องทำไมวะ) แต่ก็ต้องทนไว้ยิงไปก็ไม่ได้อะไร เลยถามต่อไปว่า

            “ไอ้พวกนั้นมันไปทำอะไรมึงวะ ถึงได้ไปฆ่าน่ะ มันวิ่งตัดตอนกำลังซิ่งรึไง?”

      และนี่คือคำตอบที่ทำเอาอยากจะร้องไห้ในความโง่ ชั่วชาติของมัน

                “ก็ไม่อะไรหรอกเว้ย หลานมันดันไปทำกร่างใส่ลูกน้องกูไง มึงคิดดูถ้าเป็นมึงจะยอมมั้ย นี่มันหมายถึงหยามกูไปด้วยนะเว้ย เลยจัดการสั่งสอนหน้าโง่ๆ ของมันไป ให้มันรู้ซะบ้างว่าพ่อมันเป็นใคร เท่านั้นแหละเว้ย! แม่งหงอกันทั้งซอยเลย ฮ่าๆๆ ถึงตอนนี้จะยังออกไปลุยเล่นไม่ได้ก็เถอะ แต่พ่อกูใหญ่มึงก็รู้ หน่วยพิฆาตสิงห์ดำก็ลูกน้องพ่อกู เดี๋ยวเดียวเรื่องก็เงียบแล้ว”

      (ผมพูดแทรกเข้าไป : อ๋อ พระบิดาท่านใหญ่นั่นเอง)   เออ ตามนั้นแหละ นี่มันก็เข้าล็อคเราพอดียิ่งมันออกซิ่งเร็วเท่าไหร่ เราก็ยิงมันได้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่ปัญหามันติดตรงที่ว่า...

                “เฮ้ยเจ วันจันทร์หน้าว่างเปล่าวะ พอดีจะจัดซิ่งน่ะ อ้อ ไม่ต้องห่วงว่าตำรวจจะมานะเว้ย อากูเป็นสารวัตร แถมเส้นใหญ่กว่าผู้กำกับอีกนะเว้ย กูจำได้ครั้งนึงแกตวาดซะผู้กำกับหงอเลย (ผมคิด : ตอนนั้นฉันอยู่ในเหตุการณ์วงนอก ที่เขาตะคอกเพราะผู้กำกับมันรับสินบนต่างหากล่ะไอ้โง่) คราวนี้นะเว้ย จะจัดเป็นงานแข่งอย่างใหญ่เลย มีคนมาดูเพียบ เงินเดินสะพัดคืนเดียวเก็บเกี่ยวกันบานตะไท กูอยากให้มึงมาร่วมด้วยว่ะ ถ้ามึงมาคงจะมันไม่ใช่น้อย!”

      ต่อจากนี้ฉันไม่อยากจะเล่าต่อแล้ว เห็นปัญหาแล้วใช่มั้ย?”


     อืม เป็นปัญหาใหญ่มาก...

        “ไม่เป็นไร กะอีแค่มีหนูเพิ่มมาไม่ใช่ปัญหา เราก็แค่โรยยาเบื่อลงไปให้ทั่วก็พอ สิงห์ดำมันก็แค่ไอ้ลูกหมาธรรมดา เพียงแต่ว่าอุปกรณ์มันดีเท่านั้นเอง”

     คำตอบของผมทำเอาซานเจตกใจไม่น้อย คงคิดว่าผมจะเชือดเลือดสาดราดแผ่นดินทีเดียวเป็นร้อยสินะ แต่มันมีหลายทางให้เลือกมาก แถมดีไม่ดี...

        “เราจะโก่งราคาได้มหาศาลบานตะไทอย่างที่ไอ้บ้านั่นพูดเลยล่ะ”

     ยิ้มออกเลยสิ ดี! มีเวลาอีก 3 วัน จัดแจงแดนประหารให้เรียบร้อยแล้วค่อยลุย

            “ทำไมจิตใจมันถึงได้เป็นอย่างนี้ไปได้นะ ทำเรื่องเลวร้ายได้อย่างไม่รู้สึกอะไร”

        “หึ! ความดีคนดีทำได้ แต่ความชั่วคนดีทำไม่ได้ กลับกันฉันไดก็ฉันนั้น! แต่จำไว้นะซานเจ สิ่งที่พวกเราจะทำต่อไปนี้ไม่ต่างไปจากมัน เพียงแต่เราชั่วถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น หรืออีกนัยน์หนึ่งก็คือ จะชั่วยังไงก็ให้มันมีลิมิตมั่ง!”



To be continued...

บรรยายขยายความ

*ปรากฏการณ์การสะท้อนกลับหมด หรือปรากฏการณ์มิราจ - เป็นปรากฏการณ์มองเห็นภาพลวงตาซึ่งไม่มีอยู่จริง   สาเหตุของการเกิดมิราจคือความหนาแน่นที่เปลี่ยนหรือแตกต่างกันมากของชั้นอากาศใกล้พื้นดิน อากาศที่ร้อนความหนาแน่นของอากาศน้อย อากาศที่เย็นความหนาแน่นของอากาศจะมาก ดังนั้นถ้าชั้นอากาศใกล้พื้นดินมีความหนาแน่น(หรือร้อน) แตกต่างไปจากชั้นอากาศที่อยู่สูงขึ้นไป อากาศที่ร้อนกว่าจะลอยตัวจนทำให้เกิดการหักเหของแสงขึ้น คืออากาศด้านล่างส่วนที่เย็นจะเป็นเหมือนผิวกระจก ในกรณีนี้ที่หายตัวไปเป็นเพราะปรับอุณหภูมิของจุดที่ตัวเองยืนอยู่ให้ลดต่ำลง และบริเวณโดยรอบสูงขึ้นจนแสงไม่อาจเดินทางผ่านได้สะท้อนกลับออกมาหมด ด้วยแสงสลัวจากดวงจันทร์ยังทำได้ขนาดนี้เทพมั้ยล่ะ! (ผมบรรยายได้ห่วยแตกมาก ใครจะช่วยรวบรัดให้จะเป็นพระคุณอย่างสูง)

**7.62 มม. - หัวกระสุนปืนไรเฟิล มักพบใช้ในปืนอาก้า (AK47) หรือปืนกระเหรี่ยงนั่นเอง

***เมดัลลา - เมดัลลาออบลองกาตา (medulla oblongata ) เป็นสมองส่วนสุดท้าย ซึ่งตอนปลายอยู่ติดต่อกับไขสันหลัง ทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ การหายใจ ความดันเลือด การกลืน การจาม การสะอึกและการอาเจียน ทั้งนี้จะเชื่อมโยงกับสมองส่วนพอนส์ ควบคุมการเคี้ยว การหลั่งน้ำลาย การเคลื่อนไหวของใบหน้า การหายใจ และสมองส่วนกลาง พอนส์ และเมดัลลาออบลองกาตา รวมเรียกว่า ก้านสมอง (brain stem) ซึ่งภายในก้านสมองจะมีกลุ่มเซลล์ประสาทและใยประสาท เชื่อมโยงระหว่างเมดัลลาออบลองกาตากับทาลามัส ทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมการนอนหลับ ความรู้สึกตื่นตัว หรือความมีสติสัมปชัญญะ เรียกว่า เร็ตติคิวรา แอกติเวติ้ง ซีสเต็ม (reticular activating system)

****CPU - ย่อมาจาก Central Processing Unit หรือ หน่วยประมวลผลกลางนั่นเอง ก็ไอ้องค์ประกอบหลักของคอมที่เราใช้กันทุกวันนี้แหละ (4 คอร์ 2 คอร์ ก็ไม่มีตังซื้อเว้ย!) เพียงแต่นี่เป็นหน่วยประมวลผลกลางของรถถังเท่านั้นเอง

*****Generator – เครื่องกำเนิดพลังงาน หรือก็คือเครื่องปั่นไฟไม่ก็เตาปฏิกรณ์นั่นเอง


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 8 -Rotten Roamer-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤษภาคม 10, 2011, 09:09:45 PM
     ตอนนี้ผมหยุดยืนอยู่หน้าทางลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแยกรัชดา ราวจับโลหะที่เคยแวววาวสวยงามถูกสนิมคุกคามจนแตกทะลุ กำแพงผนังก่อปูนที่เคยทาสีสดสวย ตอนนี้อ่อนระทวยและเต็มไปด้วยรอยลอกจนเห็นอิฐ แถมด้วยรูโบ๋เบ้อเร่อด้านข้างจากอะไรซักอย่างที่เคยระเบิดบริเวณนี้... อดีต *MRT แห่งนี้เลิกใช้งานไปแล้ว ถ้าจะให้ถูกต้องตรงความเป็นจริงก็คือในกรุงเทพมหานครตอนนี้ไม่มีรถไฟฟ้าใต้ดินอีกแล้ว ที่เหลืออย่างมากก็วิ่งได้แค่บนดิน ทำไมน่ะเหรอ?

     หลังประกาศสงครามที่นี่ถูกหามเข้าสู่สมรภูมิทันที มีแต่ไอดินกลิ่นปืน คนนับหมื่นนับแสนถูกตัดด้ายที่ใช้แขวนชีวิตทิ้งไปในวันนั้น ระเบิดนับพันดั่งสายฝนปลิวหล่นจากฟากฟ้า เขม่าควันดูดกลืนกลางวันเข้าสู่กลางคืน ความชุ่มชื่นถูกแทนที่ด้วยความเหี่ยวแห้ง แสงไฟแห่งแดนสวรรค์ถูกแทนที่ด้วยแสงระยับจากปากท่อสีดำดั่งทางเดินสู่นรก โลกอันมืดมิดชีวิตอันมืดมน แม้แสงวาบตามถนนก็จ้าเกินกว่าจะใช้ส่องทางเหมือนดั่งร่างกายและวิญญาณต้องแผดเผาอยู่ในตะวันนับพันดวง... นรกบนดิน

        “ไม่สินรกยังจะปลอดภัยซะกว่า... ว่าไปนั่น หึหึหึ ตอนนี้...2 ทุ่ม 42”

     ถ้าจะถามว่ามาทำไมก็คงเพราะค้างคาใจอยู่ไงล่ะ... ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นใครมาจากไหน ท่าทางจะมีธุระกับอรุณอีกด้วยแต่ซวยไปที่ผมเสร็จกิจกับเธอก่อน แต่ที่รู้แน่คือไม่ได้มาดี เล่นฆ่ามั่วซั่วไป 4 ศพแบบนั้น ปล่อยไว้อรุณจะไม่ปลอดภัย ไอ้ครั้นจะซัดพวกมันให้หมอบแล้วบังคับมอบข้อมูลก็ใช่ที แค่อรุณคนเดียวก็เสียวพอแล้ว นี่มันน่าจะมีมากกว่า 2 คน แล้วจะเอาอะไรไปสู้!

        “เพราะงั้นที่นี่แจ่มสุดในการติดตามเรื่องราว หวังว่าไอ้ตุ๊ดดำนั่นมันจะรู้อะไรบ้างนะ พวกบ้าๆ แบบนี้มีไม่กี่ที่ที่มันจะไป...”



Unreal 8   -Rotten Roamer-



     ผมก้าวลงบันไดไปช้าๆ หลอดตะเกียบที่ติดไว้ลวกๆ ไม่กี่ดวงบนทางเดินทำให้มองเห็นได้เล็กน้อย ข้างทางถ้าไม่มีกองขยะก็จะเป็นพวกขยะมานอนกองให้เหม็นขี้ตัวเล่น ที่เห็นเดินเพ่นพ่านอยู่กลางรางรถไฟนั่นก็ไม่ใช่อะไรพวกเสพยาจัดจนเพ้อไปถึงดาวอังคารนั่นเอง แต่ละคนบ้างก็ตาลอยหน้าหงอย บ้างก็หัวเราะแล้วชี้ไปตรงนั้นตรงนี้อย่างไร้ความหมาย ฝากำแพงเองก็เต็มไปด้วยคำหยาบคายไม่ก็รูปอะไรซักอย่างที่ไม่ควรเผยแพร่ในที่สาธารณะ คงเป็นไอ้บ้าซักตัวแถวนี้แหละที่มาขีดทิ้งไว้

     ในขณะที่ผมบ่นเนือยๆ กับตัวเองอยู่นั้นก็ดันมีหนึ่งในไอ้บ้ามายืนเคาะไหล่ผม...

                “งาย...น้องชาย เอิ้ก! พี่ขอยืมตังจั๊กบาทดิ พอดีว้อนท์น้องสุราอย่างแร...”

     บึ้ก! ดังก้องไปทั่วบริเวณส่งให้หมาทุกตัวหันมาประชันหน้ากับผม ใช่แล้ว ผมจัดการยัดพระบาทเข้าไปที่ปากของมันนั่นเอง...

        “เป็นขยะก็อยู่อย่างขยะไปซะ! ใครมีปัญหาก็เข้ามา เฮ้ย! เข้ามาเลยพ่อจะส่งลงถังแบบไม่ต้องรีไซเคิลให้เลย!!!”

     ก็ตะโกนไปงั้นๆ แหละ ในนี้มีแต่ผีตายซากทั้งนั้นแป๊บเดียวมันก็หันไปทางอื่นต่อ ไอ้พวกหมาขี้แพ้หมดอนาคตเพราะตัวมันเองแบบนี้ มันน่าถีบลงไปกองบนรางแล้วให้รถไฟไถลเล่นจริงๆ


     ตอนนี้ผมหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูคู่กว้างราว 1.5 เมตร เสียงเอะอะเจี้ยวจ้าวดังลั่นสนั่นหูทั้งที่ปิดประตูมิดแท้ๆ ท่าทางจะมีคอนเสิร์ต ผมผลักบานประตูเข้าไปแล้วก็เป็นไปตามคาด ปาตี้ยาอีครับท่าน แสงสลัวกับเสียงเอะอะของทั้งเพลงทั้งขวดเหล้าแตกกระจาย และสารพัดสัตว์จากหมาทั้งหลาย...

        “ยังหนวกหูน่ารำคาญเหมือนเดิมเลยนะ   เฮ้ยไอ้น้องชายตรงนั้นน่ะมาหาพี่ทีเด๊ะ!”

     ผมกวักมือเรียกบริกรในสูทชุดขาวไม่เข้ากับสถานที่ พร้อมให้มันพาไปนั่งที่บาร์เหล้าด้านในซ้ายมือผ่านโต๊ะนักดื่มไป 3 ตัว   วันนี้ก็ยังศิวิไลซ์เหมือนเดิม บนเวทีถัดไปทางขวามือของผมตั้งเสาเหล็กสีเงินวาวไว้ 2 ต้น พร้อมด้วยเหล่าสมิงสาวดิ้นเร่าๆ รูดขึ้นรูดลง ไม่ก็นอนนวยนาดพาดขายั่วยวนพวกงี่เง่าที่เกาะอยู่ตรงขอบให้มันโปรยเงินสกปรกโรยไปบนร่างอันเหม็นเน่านั่นรวมแล้ว 4 ศพ เอ๊ย! ตัว...

     เบื้องหน้าตอนนี้มีชายสูงใหญ่ผิวดำสนิทหัวเกรียนในเสื้อเชิ้ตลายตารางหมากรุกสีเหลืองสด ยืนหันหลังส่ายตูดดุ๊กดิ๊กผิดกับรูปลักษณ์ผสมเหล้าจากขวดเหล้าหลากยี่ห้อบนชั้นไม้สีอำพัน มันยังไม่สังเกตเห็นผม...

        “เฮ้ย! อีตุ๊ดสะวันน่า หันมาดูซินี่ใครมาหาเอ่ย~~”   ผมพูดด้วยเสียงสบายๆ พร้อมดีดเศษเหรียญในมือไปกระแทกก้นของมัน

               “อุ๊ย! ต๊ายตัวเอง แหมมาไม่บอกไม่กล่าว~~”

     โครงหน้าที่ช่วงคางยื่นออกมาเล็กน้อยกับริมฝีปากห้อยย้อยนิดหน่อยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวแอฟริกัน หันมาด้วยท่าทางดัดจริตเอามือปิดปาก ส่วนอีกข้างที่ถือแก้วแนบชิดเอวบิดข้างแล้วแยกนิ้วก้อย ยืนอ่อยตัวย่อเข่าทำตาลุกวาวใส่ผม เล่นเอาหลบสายตาแทบไม่ทัน ไม่น่าเล่นกับมันเล้ย...

        “อา... พอดีฉันมีธุระอยากจะถามแกนิดหน่อยน่ะ...”

               “แหม! มาถึงก็ลุยลูกเดียวเหมือนเคยเลยนะฮ้า~~”

        “ดูข่าวแล้วสินะ เรื่องเมื่อเช้านี้...นั่นล่ะปัญหา ฉันอยากจะรู้ว่าพักนี้มีใครเข้าๆ ออกๆ ที่นี่ด้วยท่าทีแปลกๆ บ้างรึเปล่า”

     ผมทำเสียงเข้มใส่มัน พร้อมหันหลังกวาดสายตาไปทั่วร้าน ตรงกลางมีโต๊ะกลมกว้างพอนั่งล้อมได้ 4-5 คน วางอยู่ 13 ตัว แต่ละตัวมีคนนั่งล้อมวงเรียบร้อยยกเว้นตัวกลางห้องที่ไม่มีคนนั่ง แต่ยังเหลือเค้าว่าเคยมีขี้เหล้านั่งอยู่ประมาณ 3 คน ขวดเหล้า จานกับแกล้มยังอยู่ **บ๋อยมันยังไม่มาเก็บ แต่มันคงไม่กล้ามากกว่า เพราะรอบๆ มีแต่พวกหน้าตาเหมือนหมาบ้าเยอะแยะเต็มไปหมด   แล้วสายตาผมก็ไปสะดุดกับอะไรบางอย่างที่ร้านนี้ไม่เคยมีมาก่อน ขวดเบียร์สีเขียวสดน่าจะยี่ห้อไฮเนเก้น วางอยู่บนโต๊ะรอบๆ ตัวกลางร้านซ้อนกับขวดเหล้าอื่นๆ โต๊ะละขวด รวมแล้ว 7 ขวด...

        “เดี๋ยวนี้ร้านแกขายเบียร์ด้วยเหรอวะ เห็นเกลียดเบียร์จะตาย”

     ผมเอนตัวแหงนหน้าถาม***บาร์เทนเดอร์ตุ๊ดซี่ที่ตอนนี้ยืนทำท่าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่ท่ามันน่าเตะจริงๆ   ยังคงบิดอยู่...

               “จะบ้า~~หรอ เค้าอะโคตรเกลียดเลยเบียร์อะ สงสัยลูกค้ามันจะพกเข้ามามั้ง   แหมพวกคออ่อนเอ้ย! เดี๋ยวติดป้ายไว้ดีกว่าห้ามเอาเบียร์เข้าร้านทุกกรณีดีมั้ยตัวเอง”

     มันพูดพลางวางแก้วค็อกเทลที่ผสมเสร็จลงตรงหน้าลูกค้าอีกคนที่นั่งถัดไปทางขวามือของผม ท่าทางจะรวย สวมสูทราคาแพงสีน้ำตาลนาฬิกาข้อมือแบบโทรศัพท์ในตัว รองเท้าหนังแท้อีกต่างหาก ถ้าดูจากมุมนี้สายตาของมันจับจ้องไปที่สาวรูดเสาตรงกลางเวทีแบบไม่หันมาสนใจผม   รวยขนาดนี้มาทำอะไรที่นี่นะ ถ้าจะนาบไปที่อื่นที่แจ่มกว่านี้ก็ได้นี่หว่า

        “หึ มันคงเอามาถอนมั้ง”

               “แล้วที่ตัวเองถามหาอะ ที่นี่มันก็มีคนมากหน้าหลายตาเข้ามาอยู่ทุกวัน จะให้เค้าจำยังไงไหว…”

        “แกน่าจะเข้าใจหลักการของคำว่าแปลกสำหรับที่นี่ดี ตอบมาซะแกลักลอบนำเข้ามนุษย์ต่างด้าวบ้างรึเปล่า แล้วมีพวกไหนท่าทางแปลกบ้างมั้ย?”

     มันทำท่าโบกปัด แล้วพูดด้วยเสียงยียวนเน้นย้ำคำแรก...

               “ไม่มี เค้านำเข้ามาเมื่อต้นเดือนครั้งเดียว เอาพวกไต้หวันมา อีกกลุ่มก็พวก..ค้ายาจากมาเลย์~~”

     เสียงมันสั่นๆ ช่วงท้ายของประโยค... ไอ้นี่มีพิรุธ ต้องลองขู่ดูหน่อย

        “คนที่ทำให้ตำรวจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้ร้านนี้ตั้งขึ้นมาได้คือใครกัน”

     ผมจัดเสียงเข้มเน้นๆ ใส่มัน สีหน้ามันออกอาการทันที ไอ้พวกนี้มันใจปลาซิวจริงๆ

        “คนที่ทำให้ไอ้สวะแอฟริกันอย่างแกรอดจากถังขยะอัดคอนกรีตที่****เจ้าพระยา คือใคร!”

               “มะ...ไม่มีจริงๆ นะตัวเอง เชื่อเค้าสิ”

     ได้ผลแฮะ ในระหว่างที่ขู่มันอยู่ผมไล่ดูลูกค้าเรียงหัวอีกครั้งที่มุมร้านด้านขวาของทางเข้าร้าน ตรงข้ามกับจุดที่ผมนั่ง เป็นชาวต่างชาติผู้หญิงผมดำคนนึง กับผู้ชายผมทองนั่งพี้กัญชาควันตลบ สติของมันคงล่องไปถึงดาวเนปจูนแล้วมั้ง ตาลอยซะขนาดอีตัวมาดิ้นใกล้ๆ ยังเหม่อเพ้อพึมพำอยู่เลย ส่วนโต๊ะตัวอื่นก็มีแค่โหวกเหวกโวยวาย เมามายไปตามปกติ

     ต้องจัดการไอ้นี่ก่อน...

        “จะเอาอะไรเป็นหลักประกันคำพูดแกดีล่ะ หืม? ชีวิตเหรอ ฆ่าคนอย่างแกไปมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ฉันว่าพาตำรวจมารวบก็ไม่เลวนะ อย่างนั้นฉันจะได้กำไรไปด้วย”

               “มะ...ไม่ดีหรอกตัวเอง น่านะ สุดหล่อ~~”

        “นี่ฉันเอามีดจ่อคอหอยแล้วยังจะมาเล่นลิ้นอยู่อีกเหรอ ตอบคำ...อึ๊!”

     แขนซ้ายเรา! มันกระตุกอีกแล้ว รัวจนเสียงดังขึ้นเหมือนวางมือถือระบบสั่นไว้บนโต๊ะแล้วมีคนโทรเข้า   ไอ้ตุ๊ดสังเกตเห็นท่าของผมมันถอยออกไปก้าวหนึ่ง ต้องรีบเก็บอาการก่อน...

            “ยังหาไม่เจอเลย ไม่รู้หายตัวไปไหน”

     เฮ้ย! เสียง! มีเสียงดังก้องขึ้นมา เป็นเสียงหวานของผู้หญิง แต่เสียงในร้านมันก็ดังอยู่แล้ว แล้วทำไมเสียงบ้านี่มันดังชัดอย่างนี้!   อะ อะไรวะ!?

                “ฉันลองไปหาทุกที่ที่เธอมักจะไปแล้วที่ทำงานก็ไม่มี เห็นว่าลาป่วยแล้วหายตัวไปเลย หรือจะตายไปแล้ว”

     คราวนี้เป็นเสียงผู้ชาย! นี่เป็นการพูดโต้ตอบเหรอ แล้วมาจากไหน?   ผมพยายามหันหาต้นตอของเสียงนี้แต่ดูจนทั่วแล้วก็ไม่มีใครผิดสังเกต ที่เป็นผู้หญิงส่วนใหญ่ก็วี้ดว้ายโวยวายไปตามประสาคนเมา ไอ้คู่กัญชาตรงมุมนั่นก็ยังเมาไม่เลิก

               “พิชิต เป็นอะไรไปฮ้า นี่ตัวเอง~~”

        “หุบปากฉันหมดธุระกับแกแล้ว ไว้จะค่อยว่ากันใหม่”

     มันไม่ได้ยินเรอะ เสียงออกจะดังขนาดนี้ จังหวะที่ผมตะคอกใส่ไอ้มืดหน้ามึนนั้น เสียงผู้หญิงก็ดังมาอีกรอบ...

            “ตอนเที่ยงเราไปหาก็ดันไม่อยู่ พอเช้ามืดบ้านกลับพังยับ แถมหายจ้อยไปอีกต้องมีใครทำอะไรเธอไปแล้วแน่ๆ”

                “ที่แย่สุดคือดันโดนเห็นตัวซะได้นี่สิ ต้องฆ่าโดยไม่จำเป็นจนได้”

     เป็นไอ้พวกนี้งั้นเร้อ! อะไรจะเจอง่ายปานนี้ แต่ปัญหาคือพวกมันคุยกันอยู่ตรงไหนฟะ! ไม่สิเสียงพวกนี้มันดังขึ้นมาขนาดข้ามร้านที่หนวกหูนี่ได้ แต่คนอื่นกลับไม่ได้ยิน หนำซ้ำแขนซ้ายเราก็มีปฏิกิริยาอีก หรือว่า!

            “ที่ได้ยินมาเธอเป็นคนเก่งขนาดหนีออกจากองค์กรได้ ไม่น่าเสร็จง่ายๆ อาจจะหลบซ่อนตัวอยู่ก็ได้ ยังไงซะเธอก็เป็นผู้เชี่ยวชาญมนต์แปรธาตุคนนึ…”

                “เดี๋ยวก่อน! ฉันรู้สึกแปลกๆ เหมือนโทรจิตของเราถูกแทรกแซง!”

     เสียงตื่นตระหนกของผู้ชายขัดขึ้นมากลางลำ โทรจิตงั้นรึ!? ถ้างั้นมันก็ไม่จำเป็นต้องขยับปากตามตัวอักษร แสดงว่ามันต้องเป็นใครสักคนในนี้ แต่โต๊ะที่มีทั้งผู้ชายกับผู้หญิงก็มีตั้งหลายตัว ส่วนไอ้ต่างชาตินั่นก็เคลิ้มจนน้ำลายเยิ้มแล้วด้วย ที่เราได้ยินมันก็เป็นภาษาไทยชัดเจนก็ไม่น่าใช่พวกนี้

                “ไม่ผิดแน่ มีคนอ่านรหัสคลื่นสมองของเราออก ระงับการสื่อสารแล้วถอนตัวทันที!”

     รู้ตัวแล้ว? เป็นไปได้ยังไง!?   มันคิดจะหนีเหรอ จังหวะนี้แหละถ้ามันออกไปจริงๆ เจอแน่!   เอาล่ะอุปกรณ์ที่เตรียมมา 1. มีดอรัญญิก 2. Glock พร้อมปลอกเก็บเสียง   เรื่องอื่นไว้ทีหลังต้องเก็บมันก่อน ยังไงซะถ้าซัดทีเผลอจะเว่อมาจากไหนก็ไม่น่ารอด

     เริ่มมีคนเรียกเช็คบิลแล้ว โต๊ะ 3 ตัวหน้าทางเข้า ผู้หญิง 4 ผู้ชาย 6 ลุกขึ้นพร้อมกันทำท่าทางคุยกันตามปกติเป็นธรรมชาติ ที่เหลือยังไม่มีใครลุก มันต้องมีแฝงตัวอยู่ในนั้นซักคนแน่!   จังหวะที่ผมหมุนปลอกเก็บเสียงให้เข้าที่ใต้เสื้อนั้นเองก็มีอะไรบางอย่างมาแตะที่ไหล่ผม...

                “อ้าว! น้องชายเมื่อเช้านี้นี่นา มาทำอะไรในที่แบบนี้ล่ะเนี่ย”

     เสียงนี้มัน! ผมหันไปหาเจ้าของเสียง ไม่ใช่ใครที่ไหนไอ้ลูกค้าหน้าหม้อเสื้อน้ำตาลนั่นเอง...

        “คุณ...นักข่าวชาวเหนือ”

     ใช่เลยหน้าเหลี่ยม ผิวขาวๆ ที่เจอเมื่อเช้า มันมาทำอะไรที่นี่วะ! แล้วตั้งนานมันไม่ทักดันมาทักเอาเวลานี้ บัดซบเอ้ย! พวกนั้นเริ่มทยอยเดินออกไปแล้วด้วย

                “อ้อจริงสิ...ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวนี่นา ฉันชื่อ พิศาล คำนน แล้วนายล่ะ”

     กูไม่ได้อยากรู้ชื่อคุณมึงโว้ย! ที่กูต้องการคือตามไอ้พวกบ้านั่น แต่ถ้าทำกระโตกกระตากมันก็มีพิรุธอีกไอ้บ้าเอ้ย!!!

        “ผมพิชิต กำชัยพลครับ พอดีแวะมาดื่มนิดหน่อย นี่ก็กำลังจะกลับพอดี…”   รีบๆ จบซะที

                “ดื่มเหรอ? ไม่เห็นสั่งซักแก้วเลยนี่ เห็นนายคุยกับเจ้าของร้านท่าทางสนิทสนมดีนี่ เอาเป็นว่าซักแก้วแล้วกันนะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”

     ไม่ได้อยากโว้ย! ปัดโธ่! แล้วนี่อีตุ๊ดนั่นมันหายหัวไปไหนแล้วล่ะ ไอ้ที่ยืนอยู่หลังบาร์ตรงหน้าเราตอนนี้มันบ๋อยธรรมดา หรือว่ามันเผ่นไปแล้ว? หนอย ไอ้ตุ๊ดระยำ!

     มันสั่งเหล้าให้ผมหนึ่งแก้วแบบ***ออนเดอะร็อค มาถึงขั้นนี้แล้วคงต้องเลยตามเลยอย่างเดียวแล้ว ผมจัดการกระดกซดหมดในอึกเดียวแล้วยิงคำถามใส่มัน...

        “เอ่อ... แล้วคนท่าทางดูภูมิฐานอย่างคุณมาทำอะไรในที่แบบนี้ครับ? ปกติมีแต่พวกไร้หัวนอนปลายตีนมากัน”   หลอกด่ามันไปในตัว

                “มาหาข้อมูลน่ะ คิดว่าที่แบบนี้น่าจะมีพวกแปลกๆ โผล่มาบ้าง แต่เท่าที่ดูก็แค่ร้านเหล้าธรรมดา ถึงทางเข้ามันจะห่วยไปซะหน่อยล่ะนะ อีกอย่างสาวๆ ที่โยกกันอยู่นั่นแจ่มไม่เบาเลยติดพันน่ะ แล้วนายล่ะ?”

     นับตั้งแต่ที่ไอ้พวกนั้นออกไปผ่านมาราว 8 นาทีแล้ว พวกมันบางคนเมาหนักถึงขั้นแบกหาม ถ้ารีบตามออกไปอาจจะทัน มันน่าจะยังนอนแฮ้งค์กันอยู่ข้างนอก ต้องรีบตัดบท...

        “ผมรู้จักเจ้าของร้านครับ นานๆ ทีจะผ่านมาแถวนี้เลยแวะมาคุย คุณคงมาหาข้อมูลเกี่ยวกับข่าวเมื่อเช้าใช่ใหมครับ? ถ้าใช่ละก็แถวนี้ไม่มีอะไรหรอก มันก็แค่ร้านเหล้ากับบาร์เน่าๆ เท่านั้นเอง...”

     ขณะที่ผมพยามบอกปัดก็มีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังมาจากกระเป๋าเสื้อของไอ้นักข่าวหน้าเหลี่ยม พอมันเห็นเบอร์สีหน้าก็เปลี่ยนไปจากสบายๆ เป็นเข้มขรึม งานเข้าสินะ...

                “เฮ้อ อุตส่าห์มีเพื่อนคุย ฉันต้องไปแล้วล่ะ มีธุระด่วนเข้ามา ฉันวาง***ตังค์ไว้ตรงนี้ ไปก่อนนะพอดีรีบ”

     พูดเสร็จมันก็วางเงินลงบนโต๊ะ 2 ใบ แล้วเอาแก้วทับไว้ ดูจากสีของแบ้งค์แล้วมันพอจ่ายค่าเหล้า 40 ดีกรีได้ 2-3 ขวดเลย รวยไม่ใช่เล่น   ทีนี้ผมก็แค่รอให้มันเดินออกไปก่อนแล้วค่อยตามออกไป ถ้าชุดก่อนหน้านี้หายไปแล้วเดี๋ยวติดต่อขอข้อมูลกล้องวงจรปิดจากสารวัตรเอาก็ได้



     ตอนนี้ผมกำลังเดินขึ้นไปบนผิวโลกผ่านบันไดมืดๆ อันเดิม ก่อนออกมาก็ขู่กำชับไอ้ดำเอาไว้แล้วมันคงไม่กล้าหืออีก   อีกไม่ถึง 10 ขั้นเท่านั้นหวังว่ายังอยู่นะ จากตอนนั้นผ่านไปแค่ 15 นาที รถเมล์ก็ชั่วโมงนึงถึงจะมาซักคัน แท็กซี่ในกรุงเทพฯ สมัยนี้หลัง 2 ทุ่มมันไม่ค่อยวิ่งเพราะกลัวโดนปล้น ถ้าพวกมันกลับแท็กซี่แล้วผมโชคดีมันต้องรอกันนานแน่ ไม่สิเหม็นเหล้าอย่างนั้นแท็กซี่มันคงเล่นสูตรสำเร็จ ‘ไปไม่ได้แล้วพี่ต้องไปส่งรถครับ’ ฮ่าๆๆๆ

        “อื๋อ...รู้สึกอากาศมันร้อนขึ้นแฮะ ยังกับแดดออก... เฮ้ย!!?”

     แสงสว่างจากปากทางส่องกระทบหน้าของผมจนแสบตา นี่มันแสงแดด! เฮ้ย! เพิ่งจะ 3 ทุ่มกว่าๆ ทำไมมีแดด!!?   ผมรีบจ้ำขึ้นไปด้านบนตามแสงสว่างนั่น ทันทีที่ก้าวพ้นบันไดทางลงเท้าของผมเหยียบลงบนพื้นคอนกรีตตัวหนอนที่วางเรียงกันเรียบสวย ลมร้อนผ่าวพัดเข้าหน้า ผู้คนจอแจเดินผ่านไปผ่านมาเต็มทางเดิน บนถนนคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์วิ่งเบียดเสียดกันแน่นขนัด ตึกสูงใหญ่อย่างที่ไม่น่าจะมี มีให้เห็นเต็มสองข้างถนน ต้นไม้ใบเขียวชอุ่มโยกโล้ไปตามลมส่งให้เงาที่ตกกระทบโยกไหวตามไป   หลุมบ่อ รอยแตกตามกำแพงผนังหายไปหมด แม้แต่ทางเดินขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินก็สวยใหม่!   ไม่ผิดแน่สภาพแบบนี้มัน!!!

        “นี่มัน...บ้าอะไรวะเนี่ย…”

     กรุงเทพมหานคร...ก่อนเกิดสงคราม!!!


     ผมค่อยๆ เดินก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายปลายทาง พยายามทำตัวให้กลมกลืนให้มากที่สุดเพราะถ้าถูกจับได้หรือเผยไต๋ออกไปละก็ได้ตายแน่ๆ มันต้องมีใครสักคนจับตาดูอยู่ สิ่งแรกที่ผมคิดออกหลังจากลงไปตรวจสอบสถานีรถไฟใต้ดินที่กลับมาใช้งานได้อีกครั้งคือ มีคนอื่นเป็นเหมือนเรารึเปล่า และไม่น่าเชื่อที่คำตอบปรากฏขึ้นตรงหน้าผมแทบจะทันทีที่คิดอย่างนั้น...

     มีชายคนหนึ่งเดินเข้าไปทักผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยคำพูดง่ายๆ ที่เดาออกได้ในสถานการณ์แบบนี้นั่นคือ ‘คุณครับนี่มันเกิดอะไรขึ้นครับ?’ ไม่ก็ ‘นี่พึ่งจะ 3 ทุ่มเองไม่ใช่เหรอ ใครก็ได้ตอบผมหน่อย’ แต่... ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะถาม หรือพยายามสัมผัสร่างกายของคนที่ทำตัวเป็นปกติในเวลานี้สักเท่าไรก็ไม่เป็นผล พวกนั้นยังคงเดินไปเรื่อยๆ ทำกิจกรรมที่ตัวเองทำอยู่โดยไม่สนใจพวกที่เข้าไปถาม...รวมทั้งผมด้วย ขนาดจับกดบีบไหล่มันยังเดินไปข้างหน้าต่อ ขนคิ้วไม่กระดิกเลยสักนิด   ผิดวิสัยความเป็นคนเกินไปแล้ว ราวกับภาพยนต์ที่ถูกฉายลงบนพื้นแบบ 3 มิติ แต่มันจับต้องได้นี่สิ?

     ที่สำคัญคือผมจำจุดที่เคยมีรูโหว่ตามกำแพงได้ ตอนนี้มันถูกถมเต็มเรียบร้อย แล้วจับได้รึเปล่าน่ะหรือ? แน่นอน กำแพงที่ร้อนระอุจากแดดเผาเล่นเอาชักมือออกแทบไม่ทัน ยิ่งไปกว่านั้นนาฬิกาดิจิตอลที่ฉายอยู่บนผิวกระจกตึกสูงตระหง่านด้านหน้าผมมันยังแสดงวันที่เป็น 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2833 เวลา 17.14 น.

        “อีกราวๆ 20 นาที จะเกิดสงครามขึ้นกลางเมือง เวรเอ้ย... แล้วไอ้นักข่าวนั่นมันหายไปไหนวะ เราเดินตามมันออกมาแทบจะทันทีนี่หว่า”

     ความซวยมาเยือนแล้วมั้ยล่ะนี่เป็นช่วงเวลาหลังจากที่รัฐบาลไทยในขณะนั้นประกาศสงครามกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ 5 ชั่วโมง ไม่แปลกเลยที่ผู้คนในกรุงเทพจะทำตัวเฉยเมยต่อเหตุการณ์นี้ เพราะคงไม่มีใครคิดว่าจะเกิดการรบที่เมืองหลวงทันที ที่สำคัญนี่เป็นลักษณะเฉพาะของผู้คนที่เคยชินกับความสงบสุข...

     หือ? นั่นมัน มีรถสีเทาคันหนึ่งรูปร่างแปลกกว่าชาวบ้านถ้าให้ถูกคือมันเป็นรถที่คนธรรมดาในยุคนี้ขับ แล่นบนถนนด้วยความเร็วสูงเหมือนหนีอะไรมา   เฮ้ย! มันวิ่งฉีกออกมาหาผม! จังหวะที่มันหักเลี้ยวผมสังเกตเห็นรถกระบะคันหนึ่งวิ่งจี้ตูดมาติดๆ ด้านหลัง มันเป็นรถในปี 2833 ทะเบียนยังเป็นแบบเก่า หรือว่า! แย่ล่ะสิ!!!

        “แย้กกกก!!!”   ผมกระโดดออกข้างทางทันทีที่รถคันนั้นแหวกเลนพุ่งตรงมายังผม!
     เอี้ยด! ตูม!   รถสีเทาพุ่งเข้าปะทะกับผนังกระจกร้านค้ามินิมาร์ทที่คาดป้ายสีส้มเขียวอย่างแรงจนตัวรถไถลผ่านกระจกเข้าไป?   ไม่น่าเชื่อ!!! มีเสียงชนตูมดังลั่น แต่ตัวรถไถลผ่านกระจกเข้าไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น! กระจกไม่เพียงไม่แตก มันยังคงสะท้อนแสงและทอดเงาจางๆ ตามปกติ รถคันนั้นจอดสนิทในสภาพที่กลางรถคร่อมกระจกพอดี ราวกับล้วงมือเข้าไปในภาพที่ฉายขึ้นกลางอากาศที่มือของเราผ่านมันไปได้อย่างง่ายดายแต่ภาพก็ยังฉายอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง และแน่นอนไม่มีใครหันมาสนใจเหตุการณ์นี้สักคน เว้นแต่คนทั่วไปแบบผม

     ไม่ถึงเสี้ยววินาทีต่อมาเสียงหวีดร้องดังก้องไปทั่วบริเวณ มันเป็นของเหล่าคนปกติจริงๆ ที่หลุดเข้ามาติดในโลกเพี้ยนๆ นี้ ความสับสน อลหม่านเกิดขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาวิ่งหนีไปมั่วซั่วราวกับผึ้งแตกรัง ทั้งที่พวกภาพฉายเดินได้ยังทำตัวปกติแม้จะวิ่งไปชนมัน   สิ่งที่ผมเลือกทำตอนนี้คือวิ่งเต็มที่แต่ไม่ใช่หนี ผมเข้าไปดูอาการคนขับรถต่างหาก...

     ผมหยุดยืนอยู่หน้าประตูอัตโนมัติของร้านสะดวกซื้อตัวปัญหา แต่ประตูเจ้ากรรมดันไม่เลื่อนเปิดให้ทั้งที่เข้าไปยืนใกล้ๆ จนเอาหน้าแนบลงไปได้แล้วก็ตาม แต่แล้วอยู่ดีๆ มันก็...

        “โอ๊ะ! เหวอ~~”

     ...เปิดออกพร้อมตัวผมผงะเซไปข้างหน้า   ยังไม่ทันได้ตั้งหลักก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างแข็งๆ ดันผมให้ต้องก้าวต่อไป มันคือ...คนนั่นเอง! เป็นคนที่เดินเข้ามาสั่งแคชเชียร์ด้วยคำพูดง่ายๆ ‘สายฝนแดงซองนึง’

        “ลูกค้าเหรอ? งั้นไอ้นี่ก็มนุษย์ภาพฉายสินะ…จริงสิ ร้านนี้ถ้าจำไม่ผิดมันกลายเป็นที่โล่งว่างมีแค่เสาค้ำนี่หว่า ถ้างั้น…”

     เป็นไปตามคาด หน้ารถฝังเข้าไปในชั้นวางของ ไม่มีริ้วรอยไดๆ ทั้งสิน ผมพยายามยกห่อขนมขึ้นมา แต่ก็เท่านั้น มันไม่กระดิกเลย แข็งชนิดที่ว่าหินยังต้องยอมแพ้ทั้งที่ตามปกติมันต้องยวบลงไปตามแรงกดแต่ไอ้นี่ไม่ กลับกันผมกลับทุบกระจกรถให้แตกได้ง่ายๆ ด้วยแขนซ้ายพลังยักษ์ พร้อมเปิดประตูออกมาแบบสบายๆ

     สภาพคนขับรถไม่มีบาดแผลภายนอกแม้แต่รอยถลอก แต่ทว่า...ไม่หายใจ!

        “เฮ้ย! ชีพจรหยุดเต้น เป็นไปได้ไง!”

     ผมฉุดร่างชายหนุ่มผู้ไร้วิญญาณออกมากองลงบนพื้นหมายจะให้พิงกระจก แต่โอ้ละหนอดวงเดือน! ร่างของเขาหงายเงิบผ่านทะลุกระจกไปซะเฉยๆ เล่นเอาตะลึงตึงตัง เพราะไม่ว่าผมจะใช้แรงขนาดไหนไปทุบมันก็ไม่พังให้! ผมดึงตัวเขาผ่านกระจกเข้ามาแล้วแง้มปากขึ้นเล็กน้อยและก็เป็นไปตามคาด...

        “มีเลือดค้างอยู่ในปาก กระอักเลือด? น่าจะใช่...   เอาวะ เป็นไงเป็นกันล่ะ!”

     ผมง้างหมัดขวาพุ่งซัดอัดกลางบานกระจก สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือเสียงตึงจากการปะทะ สิ่งที่ตามมาคืออาการเจ็บอย่างรุนแรงที่กำปั้นเล่นเอาหน้าเปลี่ยนสีกันเลยทีเดียว และสุดท้าย...สัมผัสที่เหมือนจุ่มมือลงในน้ำเฉพาะบริเวณที่ติดกับกระจก ใช่แล้ว! มือของผมทะลุผ่านมันไปครับท่าน!!!

     ผมทดลองขยับยื่นมือเข้าออก สัมผัสหยุ่นๆ แฮะ แต่ที่สำคัญมันเจ็บมาก เจ็บสุดๆ เหมือนถูกของแข็งกดทับแน่นเอี๊ยด ต่อไปผมทดสอบดันทั้งตัวผ่านออกไป สัมผัสแบบเดียวกันเป๊ะ เล่นเอาเกือบขาดใจตาย...

                “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!”

     เสียงคนร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังมาจากอีกฟากของฝั่งถนน ผมหันตามองตามไปทันที!   คุณพระช่วยกล้วยไหม้! ชายแก่คนหนึ่งล้มหงายหน้าสู้ฟ้าทั้งที่แดดจ้าแต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า มีเด็กสาวคนหนึ่งเดินอ่านหนังสือช้าๆ ก้าวย่ำลงบนร่างอันอ่อนนุ่มของชายแก่ แทนที่คุณเธอจะรู้สึกตัวและหลบออกพร้อมคำขอโทษกลับกลายเป็นว่าเธอก้าวต่อไปอย่างไม่รู้สึกรู้สา ทุกก้าวที่ย่ำลงไปนั้นกดจมบนร่างของผู้โชคร้ายจนมิดติดถนน ราวกับเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น เสียงร้องอย่างเจ็บปวดไม่ทำให้เธอรู้สึกตัวแม้แต่น้อย จนในที่สุดเสียงนั่นก็เงียบลงหลังจากที่เท้าของเธอเหยียบจมลงบนหน้าอกของชายแก่ เขาตายเรียบร้อยแล้ว...

     ไม่ทันที่ผมจะได้ส่งเสียงห้ามเด็กหนุ่มสองคนที่เห็นเหตุการณ์ด้วยกันกับผมก็วิ่งกุลีกุจอตัดถนนที่ว่างรถหมายจะข้ามไปช่วยชายแก่ แต่ระหว่างนั้นดันมีรถคันหนึ่งวิ่งตะบึงตรงไปยังพวกเขาด้วยความเร็วสูง คนหนึ่งยกมือขึ้นทำท่าขอทางผ่านแต่ไม่เป็นผล...

        “กลับมาเร็วเข้า!!!”

     ผมตะโกนออกไปโดยไม่รู้ตัว แต่ช้าไปแล้ว... รถยนต์วิ่งพาดผ่านร่างของทั้งสอง เกิดเสียงขึ้นดังสนั่นเหมือนเดิม ร่างทั้งสองไม่ได้ลอยล่องไปตามแรงปะทะแต่กลับล้มลงตรงนั้น ในฉับพลันผู้คนที่แตกตื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ยิ่งอาการหนักเข้าไปอีก คราวนี้วิ่งว่อนมั่วยังกับสาดน้ำใส่กำแพงจนแตกกระเซ็น

        “หยุดก่อนอย่าแตกตื่น! อย่าเข้าไปใกล้พวกที่เดินหน้าเฉย!”

     ไม่มีผลเสียงของผมส่งไปไม่ถึง สุดท้ายพวกเขาแทบทุกคนลงเอยแบบชายแก่และเด็กหนุ่มนั่นคือ ไม่ถูกรถวิ่งทะลุก็โดนคนเหยียบจนมิด   นี่มันอะไรกันโว้ย!

        “ไอ้สารเลวเอ้ย! ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ต้องการอะไรจากไหนก็ตาม นี่มันทำเกินไปหน่อยแล้ว!”

-ระวังตัวเร็วเข้า! อย่าได้เข้าใกล้พวกมันเป็นอันขาด!-

     เสียง! เสียงแหบแห้งดังก้องอยู่ในหัว... มาแล้วรึ!

        “เอ็กเซียเหรอ เสียงของแกใช่ไหม? นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้...”

     ไม่ทันที่จะพูดจบเสียงนั่นก็ดังแทรกขึ้นมา...

-นี่ไม่ใช่การติดต่อตามเวลาจริง ข้าส่งสัญญาณมาตั้งแต่ตอนที่มนต์นี้ทำงาน ตอนที่คำพูดไปถึงเวลาคงจะผ่านไปนานมากแล้ว จิตข้ายังถูกขังอยู่ในผนึก-

     อ้าว นี่ไม่ได้คุยกันตรงๆ เรอะ!

-ที่เจ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่คือภาพลวงตาที่ฉายจากความทรงจำของดาวดวงนี้ แต่มันสมจริงจนสัมผัสจับต้องได้ แต่เจ้าไม่อาจปรับเปลี่ยนหรือทำอะไรมันได้เพราะมันเป็นเพียงความทรงจำ ไม่มีความจริงอยู่ เป็นเพียงอดีต-

     ไอ้เรื่องอดีตน่ะรู้อยู่แล้ว ที่สำคัญคือจะหยุดมันยังไงล่ะโว้ย!

-การสัมผัสกับวัตถุไดๆ จะให้ผลเหมือนสัมผัสกับก้อนหิน ถ้าเจ้าถูกยิงก็จะมีสัมผัสว่าถูกยิงเกิดขึ้นจริงๆ เกิดจากระบบประสาทส่วนกลางถูกหลอกจากกระแสประสาทปลอม กล่าวง่ายๆ คือประสาทสัมผัสถูกแฮ็ค ทำให้ไม่อาจตระหนักถึงความเป็นจริงได้อย่างสมบูรณ์...-

     โอ้ย! มันจะยืดเยื้อไปไหนว้า~~

-สรุปคือถ้าเจ้าตายที่นี่ก็จะเท่ากับตายจริงๆ ที่เจ้าประสบอยู่ตอนนี้คือ…-

     มันตอบเหมือนรู้เลยว่าเราคิดอะไรอยู่ นี่ไม่ใช่การสนทนาแบบเรียลไทม์แน่เหรอวะ?

-ประสบการณ์เสมือนจริง โลกเมทริกซ์จำลองจากความทรงจำ-



To be continued...



บรรยายขยายความ

*MRT – รถไฟฟ้ามาหานะเธอ~~~ เอ๊ยไม่ใช่! มหานครต่างหาก
**บ๋อย – คำเรียกบริกรตามร้านอาหาร อาชีพเก่าของผู้แต่ง เหอ เหอ
***ออนเดอะร็อค (On the Rock) - เหล้า(หรือจะให้ดีวิสกี้)เพียวๆ ไร้โซดาในแก้วไสที่ใส่น้ำแข็งไปหนึ่งก้อน วิธีกินที่ดีคือเอื๊อกเดียวหมด รับรองหน้าชาหูแดงกันเลยทีเดียว (คนแต่งเรื่องนี้ขี้เมา และครึ่งหลังของตอนนี้แต่งตอนกำลังมึนได้ที่)
****เจ้าพระยา - แม่น้ำเจ้าพระยา


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" Data -all Purpose Armor (PA)- เกราะสารพัดประโยชน์
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มิถุนายน 10, 2011, 08:19:54 PM
PA ขนาดเล็กสำหรับใช้ในเมือง

Concept Arts อภินันทนาการจากหลวงพี่...

(http://i958.photobucket.com/albums/ae61/UnRealPurpleHaze/Picture003.jpg)(http://i958.photobucket.com/albums/ae61/UnRealPurpleHaze/zombie3001.jpg)

ข้อมูล

ขอละไว้ก่อน...ยังไม่ได้พิมพ์ครับ


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 9 -The Past that Passed but Still-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มิถุนายน 10, 2011, 08:22:18 PM
     สถาณการณ์เลวร้ายสุดๆ ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าจะเป็นแบบนี้ ทั้งๆ ที่กะมาแค่ล้วงคออีตุ๊ดแล้วกลับไปนอนฝันหวานที่บ้านแท้ๆ

            “จ๊าก! ตาย ตายแน่ๆ ไม่รอดแล้วงานนี้!!!”

     ที่วี้ดว้ายกระตู้วู้อยู่ข้างๆ ผมตอนนี้คือพ่อนักข่าวหูดำที่ทำให้ผมเสียเวลาในร้านเหล้าเน่าๆ ของอีตุ๊ดนั่นเอง ถ้าถามว่าไปเก็บมันมาทำไมล่ะก็ตอนนี้... เฮ้ย! มัวคิดเพลินๆ ไม่ได้สินะ

     วิ้ว~~ ตูม!!!

     ระเบิดจากกระสุนปืนใหญ่ของรถถังปลิวผ่านหน้าผมตกลงข้างหลัง แรงระเบิดอัดตัวผมกับไอ้นักข่าวจนแทบกระอัก แต่ตัวพวกผมไม่ปลิวไปตามแรงส่งเพราะมันไม่มีอยู่จริงแค่คิดไปเอง!

     สภาพกรุงเทพที่ผมยืนอยู่ตอนนี้เต็มไปด้วยไอดินกลิ่นปืน รถถังทั้งแบบสี่ขา และตีนตะขาบวิ่งผ่ากลางถนนหรือแม้แต่ตัวตึก ทหารไม่รู้ฝ่ายไหนบ้างยิงกระหน่ำใส่กันจากแทบทุกทิศทุกทาง ตรงหน้าผมมีซากของทหารในชุดเกราะรบ PA(all Purpose Armor สำหรับทหารจะเป็น Personal Assault Armor) กองอยู่ในสภาพตัวขาดครึ่งเลือดเจิ่งนอง...

        “เฮ้ยไอ้คุณพิศาล ตอนนี้เราอยู่ส่วนไหนของกรุงเทพวะ!”     ผมหันข้างแหกปากกรอกหูนักข่าวเสื้อน้ำตาลที่ตอนนี้ตัวสั่นงันงก นี่ถ้าไม่ได้ผมช่วยฉุดกระชากลากถูมาถึงตอนนี้คงกลายเป็นศพไม่มีแผลแต่เลือดคั่งตายไปตามข้างทางนานแล้ว

            “ไม่รู้ ผมไม่รู้ว~~~!!!”

     ปัดโธ่มันยังประคองสติไม่ได้ซะที   -ตูม!-

        “ชะเฮ้ย! มาระเบิดตึกอะไรกันตอนนี้!!!”

     จากแรงระเบิดที่เกิดขึ้นตรงกลางตึกพาณิชย์ติดผนังกระจก ผลของมันก็อย่างที่รู้ๆ เศษกระจกนับไม่ถ้วนปลิวว่อนลงมาจากฟ้า ถ้าเป็นตามธรรมดาเศษกระจกที่เล็กจนเกือบจะเท่าเม็ดทรายพวกนี้คงทำได้อย่างมากแค่แผลเล็กน้อยยิบย่อย แต่พ่อคุณเอ้ย! สำหรับในโลกเบี้ยวๆ จากภาพลวงตาที่ดันมีความเจ็บปวดนี่สิ ลองถ้ามันได้ตกลงมาวืดทะลุร่างล่ะก็จองศาลาไม่ทันแน่!

            “แย้กกกกกกกกกกกกกกกกก!!!”

     ไอ้นักข่าวที่เห็นภาพเศษกระจกระยับนับล้านที่พร้อมจะพุ่งผ่านร่างสร้างความเจ็บปวดแหกปากร้องเป็นเจ้าเข้า เฮ้ย มันจะปอดแหกอะไรปานนั้นวะ! มีของที่ใช้กันได้ก็ไม่หยิบมาใช้ ผมจึงจัดการตบหน้ามันไปหนึ่งป้าบแล้วกระชากของที่อยู่ในมือของมันออกมา...

        “เอากล้องมานี่!!!”

            “ไม่ทันแล้ว แว้กกก!!!”

        “มองผ่านจอเร็วเข้า เฮ้ย! ไม่ทันแล้ววววววววววว!!!”     ผมหันไปด้านบนเศษกระจกชิ้นหนึ่งปลิวอยู่ตรงหน้าผมพอดี!!!

     เพล้งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



Unreal 9   -The Past that Passed but Still-



-ที่เจ้าต้องทำคือหาปะรำพิธี แล้วทำลายมันทิ้งซะ นี่เป็นทางเดียวที่จะหยุดมันได้-

     แล้วไอ้ปะรำพิธีนี่มันหน้าตาเป็นยังไงล่ะเหวย เฮ้ยไอ้คุณเอ็กเซีย ดันพูดอะไรที่มันย้อนยุคมาซะได้

-ปะรำพิธีนั้นปกติจะอยู่ในรูปของวงเวทย์ ไม่จำกัดรูปแบบ ขอแค่มีลักษณะแปลกปลอมจากพื้นที่ที่ตั้งปะรำพิธีเป็นพอ และเวทระดับสูงแบบนี้คงต้องใช้พื้นที่ในการสร้างวงเวทย์มากพอดู หรือไม่ผู้ใช้ก็ต้องเชี่ยวชาญมากๆ เท่านั้น...-

     โอ้โฮเฮะ! นี่มันตอบโจทย์กูได้ทุกข้อเลยนี่หว่า งี้มันต้องคุยกับเราแบบเรียลไทม์แล้ว ทำเป็นซึนเดเระไปได้ เสียงของมันออกโทนต่ำลากยาวในคำสุดท้าย พูดจบแล้วสินะ   ผมทดลองยกแขนซ้ายขึ้นมาสปาร์คไฟใส่ศพใกล้ๆ มันชักกระตุกขึ้นทันทีที่แตะ ยังใช้การได้

     เวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ตอนนี้บ่ายห้าโมงกับอีกสี่สิบสามนาที เหลืออีกไม่กี่อึดใจไฟสงครามจะปะทุขึ้นกลางกรุง ต้องรีบหยุดเวทนรกนี่ให้เร็วที่สุด ขนาดแค่เมืองยามปกติยังผ่าฆ่าคนได้ขนาดนี้ แล้วนี่สงครามมีแต่กระสุนปืนบินว่อนยิ่งกว่ายุง ชีวิตผมคงไม่แคล้วดับไปกับ*ไบก้อนผสมสารตะกั่วแน่   ถึงจะคิดได้อย่างนั้นก็เถอะระหว่างที่ฟังคุณมือซ้ายดำปื๋อพล่ามผมก็ดันวิ่งข้ามถนนตัดลัดเลาะออกไปนอกจุดที่ยืนอยู่ซะแล้ว สภาพเมืองที่เปลี่ยนไปราวกับหนังคนละม้วนในชั่วอึดใจนำปัญหาใหญ่มาให้ซะแล้ว...

        “ที่เรายืนอยู่นี่มันส่วนไหนของกรุงเทพกันละวา...”

            “กรี๊ด! ดูบนฟ้าสิ เร็วเข้าบนฟ้า!!!”

     หือ? บนฟ้า แล้วเสียงร้องนี่มัน?   ผมหันไปดูรอบข้างผู้คนตื่นตระหนกแหงนหน้ามองฟ้า บ้างอ้าปากค้าง บ้างวิ่งหนี แต่ที่สำคัญไอ้ที่กำลังโกลาหลกันคราวนี้มันไม่ใช่เฉพาะคนจริงๆ แต่ยังมีพวกมนุษย์ภาพฉายผสมโรงเข้ามาด้วย ทั้งที่ตลอดมาพวกนี้เดินลอยชายทำกิจกรรมตามปกติแท้ๆ หรือว่า!

        “Oh! Absofuckinglutely SHIT!!!”

     ผมหันหน้าขึ้นฟ้ามองตามเสียงร้อง จรวดนำวิถีบินแหวกฟ้ายามเย็นข้ามหัวผมไปนับ 10 ลูก และ

     ตุม!!! บรึม!!!

     มันพุ่งเข้าอัดกลางตึกสูงตระหง่านทั้งหลาย! เสียงระเบิดดังระคนไปกับเสียงร้องของฝูงชน ตัวผมเองก็หยุดอยู่กับที่พิจารณาหาทางนิ่มๆ ไม่ได้แล้วเพราะพวกมนุษย์ภาพฉายกับรถยนต์บนถนนเริ่มแหกเลนชนแหลกกันแล้ว ขืนโดนมันชนเข้าละก็จอดสนิทแน่!

        “เริ่มรบกันทำไมตอนนี้!!!”



     ผมวิ่งหักหลบพวกภาพลวงตาออกมาจากจุดเดิมอีกครั้ง ป้ายบอกทางโลหะกับทางสี่แยกนี่เราวิ่งมาไกลขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย บ้าเอ๊ย!   อะ เฮ้ย!

     PA ขนาดเล็กสำหรับรบในตัวเมืองฝูงใหญ่กางร่มลอยลงมาจากฟ้า พวกพลร่มติดเกราะ! ซวยล่ะสิดูที่มือมันติดปืนเลเซอร์มาซะด้วย คงกะถล่มเมืองหลวงแบบม้วนเดียวจบ ขณะเดียวกันข้างล่างตามถนนพวกตำรวจกำลังกันฝูงชนและนำทางให้ แต่ดูท่าจะไม่มีเวลาแล้วล่ะคุณตำรวจทั้งหลาย...

     ผมวิ่งลัดเลาะหลบเข้าซอยไปแอบอยู่ตรงมุมตึก ถ้าเป็นตรงนี้คงพอหลบออกจากความโกลาหลข้างนอกได้ เสียงปืนเริ่มดังมาจากทุกทิศทุกทางแล้ว มัวอ้อยอิ่งอยู่ไม่ได้

        “ที่โล่งกว้างมากพอจะตั้งปะรำพิธีขนาดใหญ่งั้นรึ ตรงไหนล่ะ ตรงไหนถึงจะเหมาะ”

     ยังไม่ทันจะได้ไล่ลำดับเหตุการณ์ต่อรถถังตีนตะขาบคันหนึ่งก็วิ่งผ่านหน้าผมตรงไปยังถนนใหญ่ บนตัวรถติดตราทัพบกไทยไว้อย่างชัดเจน มันตั้งมุมปืนขึ้นสูงหวังจะยิง PA ตัวหนึ่งที่กำลังกางล่มลอยลม   -ตูม!-   ปืนใหญ่ถูกยิงออกไปตัวรถชะงักจากแรงสะท้อนแต่ก็ยังวิ่งต่อไปได้ กระสุนแตกออกพร้อมไฟดวงใหญ่ กับกลุ่มควันและเศษชิ้นส่วนชิ้นเนื้อของของเหยื่อกระจัดกระจาย ตายไปหนึ่ง...

     ผมวิ่งตามตูดรถถังคันนั้นไป เพราะยังไงมันก็น่าจะปลอดภัย คงไม่มีไอ้โง่หน้าไหนพุ่งเข้าปะทะรถถัง หือ! เฮ้ยไม่น่าเชื่อมีแฮะ   PA ตัวหนึ่งปลดร่มกลางอากาศขณะลอยเหนือพื้นกว่า 5 เมตร มันจุดบูสเตอร์ที่กลางหลังพุ่งเข้าใส่รถถังคันที่ผมวิ่งตามจากด้านข้างอย่างรวดเร็ว ที่มือของมันติดปืนเลเซอร์กำลังสูง คงกะยิงอัดเกราะส่วนที่บางที่สุดในนัดเดียว

     รถถังหมุนป้อมปืนพร้อมจุดบูสเตอร์ที่ติดด้านหน้าเพื่อวิ่งถอยหลัง ทำให้ผมต้องโดดฉีกออกด้านข้างจนหน้าเกือบทิ่ม แต่ไม่ทันแล้ว เจ้า PA เครื่องนั้นจุดระเบิดบูสเตอร์สุดกำลังย่อเข่ากระโดด แรงส่งมหาศาลดันตัวมันให้ลอยขึ้นข้ามป้อมรถถัง   PA ตัวนั้นกระโดดตีลังกาขาชี้ฟ้ากดปากกระบอกปืนลงกลางป้อมปืน ถ้ามันเหนี่ยวไกสำเร็จแล้วรถถังระเบิดล่ะก็ผมเสร็จแน่ จะวิ่งหนีตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว...

        “ตายละ...”

     เปรี้ยง!

     เสียงปืนดังตัดมาจากอีกฟากของถนน ลำแสงสีแดงเข้มแวบขึ้นพาดลำตัวของ PA ตัวนั้น ตัวมันโยกไปตามแนวลำแสง ก่อนที่จะล้มตึงลงบนถนนตรงหน้ารถถังในสภาพที่กลางหลังมีรู แทบจะทันทีรถถังก็เปิดบูสต์พุ่งเข้าทับร่างนั้นซ้ำ   อ้าปากค้างครับ! ตะลึงกันเลยทีเดียว ร่างของผู้ลงมือเคลื่อนที่ออกมาจากซอยที่ผมวิ่งออกมา PA รุ่นเล็กที่ส่วนไหล่ขวาเป็นแผงหลายๆ ชั้นแยกสามสีแดง ขาว น้ำเงิน ที่มือติดปืนเลเซอร์ไรเฟิลมาตรฐานของตำรวจ

        “ระ..รบกันโหดขนาดนี้ตั้งแต่วันแรกเลยเหรอเนี่ย...”

     PA ตัวนั้นเล็งสอยศัตรูที่กำลังร่อนลงต่อไป ซึ่งศัตรูตัวนั้นก็ไม่หมู ถึงขนาดปลดร่มทันทีจากระดับความสูงเกือบ 20 เมตร ตามด้วยจุดบูสเตอร์ดันตัวเข้าหาตึกข้างๆ แล้ววิ่งเตะกำแพงยิงสวนกลับมาในสภาพนั้น   ไอ้พวกนี้มัน..เก่งโคตร!

     สงครามนี่มันหาที่ปลอดภัยไม่ได้เลยอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่แคล้วโดนย่าง อย่างนี้มีอยู่ทางเดียวนั่นคือหนีสุดกำลัง!

        “แล้วจะหนีไปทางไหนดีวะเนี่ย!”



     ซ่อนอีกแล้วครับ... คราวนี้หลบอยู่ในตึกโรงเรียนอนุบาล หวังว่าทหารมันคงไม่เอาโรงเรียนมาใช้ทำสนามรบ...

        “เฮ้ย! หวังอย่างนั้นไม่ได้สินะ!”

     เครื่องบินลำเลียงพลลำมหึมาบินต่ำเฉียดตึกไป พร้อมปล่อยรถถังแบบสี่ขาร่อนลงมาเหยียบหลังคาตึก ทันทีที่ขาถึงพื้นเพดานที่รับน้ำหนักไม่ไหวก็ถล่มลงมา ตามด้วยตัวรถถังที่จุดบูสเตอร์พุ่งทยานออกไปขย้ำ PA ของของผ่ายไทยจนแหลกไปต่อหน้าต่อตา ตัวผมเองถ้าหลบซากตึกที่ถล่มลงมาไม่ทันก็คงแหลกไปด้วยเหมือนกัน   ทำไมทัพฟ้าถึงได้กระจอกอย่างนี้วะ! ทหารติดเกราะขนาดเล็กก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ปล่อยให้ยานลำเลียงพลลำบักเอ้กบินผ่านมาถึงเมืองหลวงได้นี่มันเกินไปหน่อยแล้ว!!!

        “เริ่มสับสนซะแล้วสิว่าอันไหนจริง อันไหนภาพลวงตา...”     ยังดีที่ศพภาพฉายมันต่างจากศพคนจริงๆ ถ้าเป็นศพคนจริงๆ จะไม่มีเลือด...

     พอตึกถล่มแบบนี้ผมเพิ่งจะได้เห็น ศพของเด็กอนุบาล 3 ศพบนชั้นสองที่ตกลงมาตอนถล่ม รอยกระสุนปืน... มันยิงใส่พลเรือนด้วยหรือนี่... หือ?

            “จ้ากกกกก!!!   อย่าตามกู!! อ้ากกก ตายแน่กู ช่วยด้วย!!!”

     เสียงหวีดร้องดังมาจากข้างหลัง... มีไอ้บ้าคนหนึ่งกำลังโกยสุดฝีเท้าหนีรถถังตีนตะขาบคันหนึ่งซึ่งวิ่งถอยหลังพร้อมกระหน่ำกระสุนใส่รถถังสี่ขา   เป็นไอ้บ้าที่หน้าตาคุ้นๆ ซะด้วย...เสื้อสีน้ำตาลตัวนั้น คุณพิศาล คำนนของเรานั่นเอง ที่หลบมีตั้งมากทำไมมันไม่ฉีกออกด้านข้างวะ   ผมจัดแจงหยิบไอ้โม่งมาใส่ทันทีตามด้วย

        “ทางนี้ มาทะ...เฮ้ย!!!”

     ไอ้นักข่าวนั่นมันควักกล้องดิจิตอลขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาแล้วหลังจากนั้นก็โดนเหยียบ!!!   ก็ได้แต่มอง แต่ก็ยังทำใจไม่ได้ มองมันตายไปตรงหน้า... อะไรจะตายโง่ปานนั้น!   รถถังทั้งสองยิงไล่กันไปจนสุดสายตา แล้วคันตีนตะขาบก็ระเบิดตูมจากกระสุนปืนใหญ่ที่ลอยมาจากฟ้า ถ้าดูจากทิศทางที่ลอยมาคงยิงมาจากอ่าวไทยใช้ดาวเทียมช่วยเล็ง แม้แต่ทัพเรือก็ตั้งรับไม่ทันเหรอเนี่ย...  ผมมองไปยังร่างอันแน่นิ่งของพ่อนักข่าวแสนซวย อื๋อ? รู้สึกเหมือนนิ้วมันกระดิกนิดๆ

            “อะ โอย...นี่เรายังไม่ตายใช่มั้ยเนี่ย...”

     อึ้ง! รับประทาน   ไอ้นักข่าวนั่นมันค่อยๆ ยันตัวเองลุกขึ้นสายตายังมองไปที่จอกล้องแล้วเดินตรงเข้าไปแอบตรงซากกำแพงซ้ายมือของมันนั่นไม่ใช่ปัญหา มันรอดมาได้ยังไง คำพูดถัดไปของมันทำเอาผมสงสัยหนักกว่าเดิม

            “ไม่เอาแล้วเวทมง เวทมนต์บ้าอะไร เจอแบบนี้มีกี่ชีวิตก็ไม่พอหรอก! มันคงหนักเกินไปสำหรับฉัน”

     ‘ไม่เอาอีกแล้ว’ งั้นเหรอ มันเคยเจอมาก่อนงั้นเหรอ? ถ้างั้นที่มันไปร้านเหล้านั่นก็ไม่น่าจะบังเอิญ รวมถึงการที่มันไปถึงที่เกิดเหตุหน้าบ้านอรุณเป็นคนแรกด้วย... ไอ้นี่ไม่ธรรมดาซะแล้ว

     ปลอกเก็บเสียงพร้อม ถนนโล่งปลอดกระสุน...ไอ้นักข่าวหันรีหันขวางไม่ทันสังเกตุเห็นเรา จังหวะนี้แหละ!

     ผมพุ่งข้ามถนนเข้าชาร์จตัวมันจากด้านหลัง มันดิ้นขัดขืนเล็กน้อยผมเลยต่อยหน้ามันเข้าให้...

            “เฮ้ย! อะไรวะ มึงเป็นใคร!”     หมัดเดียวยังขัดขืน ต้องต่ออีกหมัด

        “กูเป็นนักศึกษา!”     พร้อมซัดหน้ามันอีกเปรี้ยง

     เท่านั้นแหละลงไปกอง อ่อนจริง...   ผมจัดกระชากคอเสื้อมันขึ้นมากดปืนลงบนน่องขวา ได้เวลายิงคำถามแล้ว...

        “แกรอดมาได้ยังไง แกรู้อะไรบ้าง บอกมา!”

            “อะ อะไร ไม่รู้ แกหมายถึงอะไร!”

     ไม่รู้งั้นเหรอ คิดว่ากูอยากได้ยินคำว่า ‘ไม่รู้’ งั้นเหรอ ไอ้นี่วอนซะแล้ว!

        “สภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ไงเล่า! ภาวนาอย่าให้ต้องเหนี่ยวไก ตอบมา!”

     หน้าซีดลง เหงื่อแตกซิก สายตาลอกแลก กลัวเต็มพิกัด มันต้องรู้อะไรบางอย่างแน่

            “มะ ไม่รู้ จริงจริ๊ง!   พอออกมาเห็นก็เป็นแบบนี้แล้ว!”

        “แล้วไอ้ที่พูดว่าเวทมนต์ล่ะโว้...”

     เฮ้ย! นั่นมัน   PA ไม่ระบุสัญชาติตัวหนึ่งพุ่งตรงมาทางนี้ เวรเอ้ย ยังไม่ทันจะได้ถามเลย!   ถ้าผมหลบก็รอดแต่ไอ้นักข่าวนั่นเดี้ยง ครั้นจะลากมันหลบด้วยก็ไม่ทัน   โทษทีว่ะ ชีวิตตัวเองต้องมาก่อน!

     ผมกระโจนหลบออกไปในที่โล่ง เพราะไม่รู้ว่าไอ้กำแพงพวกนั้นตรงไหนจริงตรงไหนหลอก ส่วนไอ้นักข่าวนั่นไม่ทันโดนชนทะลุตัวไปเต็มๆ จนหงายหลัง หวังว่ามันคงไม่แค้นเคืองกันนะ...

        “เฮ้ย เป็นไปได้ไง!”     คำนี้ครั้งที่เท่าไหร่แล้ววะเนี่ย!

     นักข่าวหน้าเหลี่ยมนั่นมันไม่ตาย ชันตัวลุกขึ้นมานั่งหน้าเอ๋อ ที่มือถือกล้องดิจิตอลอันเดิมอีกแล้ว หรือว่านั่นคือทางรอด!?

     ผมวิ่งเข้าไปกระชากคอมันอีก แล้วลากมันออกไปจากพื้นที่เสี่ยงภัยหลบเข้าซอยถัดไป ต่อด้วยตะบันหน้าขาวๆ ของมันให้เขียวเพิ่มอีกหมัด...

        “ไอ้นี่คือสิ่งที่ทำให้แกรอดเหรอ?”

     กล้องดิจิตอลที่เปิดโหมดธรรมดาไว้ ผมมองผ่านจอไป... ภาพที่ปรากฎบนกล้องแตกต่างจากสภาพโดยรอบอย่างสิ้นเชิง!   นาฬิกาแสดงตัวเลขเป็นเวลา 21 นาฬิกา 54 นาที   ภาพที่ออกมานั้นเป็นยามค่ำคืนกลางถนนที่ไม่มีคนเดิน แม้แต่เศษฝุ่นหรือหลุมระเบิดก็หายไป   ภาพความเป็นจริง!

            “ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น แต่พอลองเอากล้องมาจะถ่ายภาพ ภาพที่ขึ้นบนกล้องมันเป็นภาพของเวลาจริง แล้วพอมองผ่านกล้องนี้แล้ว เดินชนกับคนที่ดูเหมือน CG พวกนี้ก็ไม่สัมผัสถึงอะไรเลยราวกับมันไม่มีตัวตน เลยใช้มันมาตลอดทางจนรอดถึงตอนนี้”

        “งั้นรึ...จะว่าไปก็ไม่รู้สึกร้อนเลย พอมองผ่านกล้องนี้อย่างเดียวแล้วก็ไม่รู้สึกถึงภาพลวงตาพวกนี้เลย...”

     เอ็กเซียมันบอกไว้ว่า ‘ประสาทสัมผัสถูกแฮ็ค ทำให้ไม่อาจตระหนักถึงความเป็นจริงได้อย่างสมบูรณ์’ งั้นถ้าเราตระหนักได้ถึงความจริงอย่างสมบูรณ์ ไอ้ภาพลวงตาพวกนี้ก็ทำอะไรเราไม่ได้สินะ...

        “หึหึหึ ท่าทางจะแฮ็คได้แค่สมอง แต่แฮ็คอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์ไม่ได้... ไอ้หน้าเหลี่ยม ถ้าไม่อยากตายแกมากับฉันซะ!”




     เพล้งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

     เศษกระจกแตกกระจายเต็มพื้น ไอ้นักข่าวหน้านิ่งตาลอยปากค้าง...

            “ฮึก ฮึก นะ..นี่เรา ยังไม่ตาย?”

        “เกือบไปเหมือนกัน แกจะปอดแหกอะไรนักหนาวะ มีของดีก็ใช้ออกมาสิ มัวตะลึงตายอย่างเดียวนะว้อย!”

     ผมตอกกลับคำพูดเลื่อนลอยของมันไป นี่ถ้าคว้ากล้องมาไม่ทันคงเรียบร้อยไปแล้ว ว่าแต่...ตอนนี้ตรงนี้มันที่ไหนวะ!

            “ที่นี่น่าจะเป็นด้านหลังศาลอาญา”

     มันลุกขึ้นตอบคำถามไขข้อข้องใจ แล้วจะเอายังไงต่อล่ะทีนี้ ที่รอดมาได้ถึงตอนนี้เพราะดวงดีล้วนๆ   หลังจากที่พอจะตั้งหลักกันได้ PA เครื่องหนึ่งก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้าของพวกเรา มายกปืนไรเฟิลติดเครื่องยิงจรวดขึ้นประทับ ตั้งท่าจะเหนี่ยวไกยิงจรวดมาใส่ผม เฮ้ยทำไมล่ะ!   เสียงผู้หญิงที่เหมือนจะเป็นคำตอบดังขึ้นจากด้านหลัง...

                “อย่า! อย่ายิงได้โปรด!”

     ที่แท้มันก็เล็งใส่ผู้หญิงสองคนเลยจากพวกผมไป นอกจากจะบุกโจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัวยังฆ่าพลเรือนปิดปากอีก!

        “ใช้วิธีเดียวกับเราเลยแฮะ”     ผมเองก็เคยทำอย่างนั้น...

     จรวดยิงออกมาหมายจะฆ่าทั้งสองคนด้านหลัง ในตอนที่ผมจะยกกล้องขึ้นส่องอีกครั้งนั้นเอง ทหารติดเกราะที่ไหล่เป็นแผงซ้อนสีดำสนิทพุ่งตรงแทรกกลางระหว่างผมกับพิศาล มันยกโล่ขนาดใหญ่ขึ้นตั้งกันระเบิด ตามด้วยตวัดแขนขวาที่ติดตั้งดาบคลื่นความร้อนสูงเรืองแสงสีฟ้าตัดผ่าเข้ากลางอกของผู้ยิงจนขาดเป็นสองท่อน ที่แผ่นหลังตรงบูสเตอร์ของ PA ตัวนั้นมีตัวอักษรสี่ตัวเรียงกันชัดเจน ‘SWAT’

     PA ตัวนั้นพุ่งเข้าปะทะกับศัตรูอีกตัวหนึ่งซึ่งถือปืนยิงกระหน่ำเข้าใส่ เจ้านั่นทิ้งโล่ขนาดใหญ่ซึ่งเสียหายจากแรงระเบิดแล้วกระโดดขึ้นวิ่งไต่กำแพงตะแคงข้างเข้าหาอีกฝ่าย แล้วกระโจนออกลงปัดอาวุธของศัตรูทิ้งแล้วกดดาบลงฟันเหยื่อผู้โชคร้ายอย่างเหี้ยมโหด

        “ยอดเลย! ฝีมือเหนือชั้น...”

     ทางด้านผู้หญิงสองคนข้างหลังเองก็มี PA ฝ่ายเดียวกันนั้นมาพาออกไปอย่างรวดเร็วรัดกุม   ปฏิบัติการปานสายฟ้าทั้งฆ่าทั้งช่วย ตอบโต้ศัตรูได้ทันท่วงทีจริงๆ

     หลังจากตะลึงกันเสร็จไอ้นักข่าวก็รีบหันหลังเดินนำผมเข้าไปในตึก ภายในยังมีมนุษย์ภาพฉายหลบอยู่บ้างทั้งหญิงชาย   พวกนั้นอยู่ในสภาพหวาดวิตก บางคนก็กุมมือกันไม่ก็ประถมพยาบาลคนที่บาดเจ็บ   แสงไฟจากหลอดนีออนติดๆ ดับๆ ทำให้บรรยากาศดูอันตรายมากขึ้นไปอีก

            “ไม่อยากเชื่อเลย...ว่านี่จะเป็นวันแรกของการรบ”

        “อย่าไปสนใจนี่ยังน้อยไปด้วยซ้ำ... เอาล่ะ ถ้าเป็นในนี้เรายังมีเวลาคุยกันบ้าง มาไล่ลำดับเหตุการณ์แล้วตอบคำถามฉันทีละข้อ แน่นอนว่าถ้าไม่ตอบแกโดนอัด”

     ผมพาพิศาลเสื้อน้ำตาลเดินเข้าไปนั่งในห้องพิจารณาคดี ภายในนี้เองก็ใช่ว่าจะยังอยู่ในสภาพดี แรงระเบิดทำเอากระจกแตกจนหมด โต๊ะเก้าอี้เองก็ล้มระนเระนาด แถมด้วยศพอีก 2 ศพที่โดนกำแพงปูนถล่มลงมาทับ

        “แบตของกล้องก็ไกล้จะหมดแล้ว ของที่ใช้แทนกันได้ก็คงมีแค่โหมดถ่ายภาพของโทรศัพท์ เอาออกมาซะ”

     นักข่าวหยิบเอาโทรศัพท์ในกระเป๋าออกมาเป็นรุ่นล่าสุดแพงระยับ รวยจริงๆ แฮะไอ้นี่...

        “ไม่ต้องถามว่าฉันเป็นใคร เพราะฉันเป็นนักศึกษาธรรมดาๆ อย่างที่เห็น”

     ผมพูดดักคอมันไว้ ทำเอามันสะอึกเล็น้อยคงกะจะถามพอดีสินะ... อย่างที่มันเห็นก็คือไอ้โม่งชุดดำกำลังจ่อปืนใส่หน้าของมัน นักศึกษาบ้านไหนวะเนี่ย...

        “แกเคยเจอเวทมนต์มาก่อนเหรอ?”     ถามไปเสียงนิ่มๆ

            “...”

     ไม่ยอมตอบมันก้มหน้าต่อไป เป็นบ้าอะไรวะ?

        “เอาเถอะ...   พอจะรู้บ้างมั้ยว่าแถวนี้มีที่ไหนเหมาะสำหรับตั้งปะรำพิธีใหญ่ๆ บ้าง ไม่สิ...เอาเป็น รู้เกี่ยวกับวงเวทอะไรพวกนี้บ้างรึเปล่า นี่เกี่ยวกับทางรอดของเรา แกต้องตอบ”

            “...”

     ไม่ยอมตอบอีกแล้ว... ไอ้นี่ทำผมเลือดขึ้นหน้าซะแล้วสิ กูไม่มีเวลาว่างมานั่งเล่นกับมึงที่นี่นะโว้ย!

            “3 ปีก่อนตอนกลางดึก... ผมเจอทหารหญิงคนหนึ่งในชุด PA ขนาดกลางนอนแน่นิ่งบนชายหาดที่ญี่ปุ่นใกล้ๆ กันนั้นมีซากเครื่องบินรบกระจัดกระจายอยู่   ตอนนั้นผมเป็นนักข่าวสมัครเล่น ก็เลยเข้าไปตั้งใจจะถ่ายรูป แต่...เธอยังไม่ตาย”

        “อะไร? พอเปิดปากได้ก็พาย้อนอดีตเหรอ? ฉันไม่ได้อยากรู้ตรงจุดนั้นแค่นี้ก็อดีตพอแล้ว”

            “คุณต้องฟังผม! นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของชีวิตผมแล้วก็ได้!”

     มันลุกขึ้นทำหน้าขึงขัง ไม่กลัวปืนที่จ่อกลางหน้าผากเลยแม้แต่น้อย คงสำคัญมากจริงๆ เอาเหอะฟังหน่อยก็ได้ ยังไงซะตรงนี้ก็ไม่ใช่จุดที่โดนทิ้งระเบิดระลอกสุดท้าย เพราะตึกศาลอาญาในปัจจุบันยังใช้การได้อยู่ถึงมันจะล้างไปแล้วก็ตาม...   ผมมองผ่านกล้องหาของจริงลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้ามัน ส่วนข้างนอกก็ยังยิงกันอยู่ ถ้าบุกเข้ามาในนี้ผมก็พร้อมจะจรลีลี้ไปทุกเมื่อ

            “ขอบใจ...   ผู้หญิงคนนั้นมีแผลเต็มตัว ผมพาเธอไปหลบในเซฟเฮ้าส์ที่โตเกียว ที่สำคัญเธอเอาแต่เพ้อถึงแผนการตลอดเวลา พูดว่าต้องทำให้สำเร็จบ้างล่ะ จะยังตายไม่ได้บ้าง ไม่สนใจรับรู้สภาพรอบๆ เลย ไม่เห็นหัวผมด้วยซ้ำ”

     เพ้อถึงแผนการตลอดเวลางั้นเหรอ? ชักแปลกๆ ซะแล้วสิ PA ขนาดกลางไปทำอะไรที่ชายหาดมีซากเครื่องบินด้วย แถมยังเป็นเมื่อ 3 ปีก่อน เหตุการณ์มันชักคุ้นๆ แล้วสิ

            “เธอเป็นคนสวย ผมจึงอดไม่ได้ที่จะช่วยเหลือเธอ คงคิดว่าตลกล่ะสิ แต่ฝีปากเธอยอดมาก ไม่รู้ว่าจริงใจหรือเสแสร้ง... จนเช้าวันหนึ่งเธอออกไปโดยไม่บอกผม... ผมตื่นมาพบกระดาษเขียนข้อความด้วยดินสอเป็นรหัสตัวเลขยาวเหยียดกว่า 10 แผ่น ผมรีบตามเธอออกไปทันที... น่าแปลกทั้งที่ในห้องไม่มีแม้แต่เครื่องคิดเลข แถมยังล็อคแน่นหนาเปิดได้แค่คำสั่งจากเสียงของผมเท่านั้น เธอทำได้ยัง...”

        “เดี๋ยวก่อน! ผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไร บอกมาเร็วเข้า!”     ผมรีบขัดลำมันทันที

     ทิ้งรหัสตัวเลขไว้ด้วยดินสอ! นี่มันชักแหม่งๆ แล้วสิ คนที่มีฝีมือคำนวนรหัสตัวเลขด้วยสมองเพียวๆ แบบนี้มีน้อยมาก หรือว่าจะเป็น...

            “ฟังผมพูดให้จบก่อนสิ!   ผมตามเธอไปถึงท่าเรือ เหมือนเธอยืนรอใครอยู่แล้วก็ใช่จริงๆ มีเรือเฟอรี่ลำหนึ่งเข้าเทียบท่า ผู้ชาย 2 คนในชุดดำเดินออกมา เธอทำท่าดีใจพร้อมพูดคุยกับพวกนั้น แล้วอยู่ดีๆ เธอก็ชักปืนขึ้นมา แต่ไม่ทันที่จะได้เล็งร่างของเธอก็...ก็...ระเบิดกระจุย”

     ระเบิดกระจุยเลยเหรอเฮ้ย! แล้วไม่บอกชื่อซะทีวะ แถมยังเล่าแบบคลุมเคลืออีกรูปร่างหน้าตาก็ไม่รู้จักพูด!

        “เธอชื่ออะไร!!!”     ผมกระชากคอมันขึ้นเต็มแรง

            “เธอชื่อ...วิโอล่า...เธอบอกผมแค่นั้น อุ ปะ..ปล่อยซะที...”  

     วิโอล่า...

             “ผมหนีมา รหัสตัวเลขนั่นผมตีความไม่ออก แต่ที่ด้านหลังแผ่นกระดาษมีข้อความเขียนไว้เป็นภาษาสเปนว่า ‘ช่วยฉันเป็นครั้งสุดท้าย ตามหานรกเดินได้ บอกเขาเรื่องเวทมนต์ ส่งรหัสพวกนี้ให้เขา เขาน่าจะอยู่ที่เอเชียอาคเนย์’   หลังจากนั้นผมก็ตามสืบหาเรื่องเวทมนต์ตลอดมา ผมไม่รู้ว่านรกเดินได้คือใคร”

     เธอตายแล้วงั้นรึ... ในวันนั้นไม่ได้มีแต่ฉันเท่านั้นที่รอดมางั้นรึ...

        “ไอ้นักข่าวรหัสพวกนั้นยังอยู่กับตัวรึเปล่า?”

             “ผมเก็บมันไว้ในเซฟเฮ้าส์ที่พัทยา”

     โห มีเซฟเฮ้าส์หลายที่เหลือเกินนะ ท่าทางจะรวยไม่ใช่เล่นๆ แต่ก็ดี!

        “ดูท่าฉันจะปล่อยให้แกตายไม่ได้ซะแล้วสิ... ฉันนี่แหละ... ‘นรก’ ตัวนั้น”

            “หา?”

     มันเงยหน้ามองผมราวกับว่าผมเป็นเทพเจ้าลงมาโปรด สายตานั่นจ้องมองมาที่นัยน์ตาของผม คงตกใจไม่น้อยเลย

        “งงอะไรอยู่ล่ะ คนที่แกตามหา...อยู่ตรงหน้าแล้วนี่ไง!”



ตามมาด่ากันได้ที่ http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3423
ออกแบบตัวละครของท่านที่ หรือตามวรรคก่อน http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3286


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 10 -Soldier Side Live in Bangkok!-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ กันยายน 15, 2011, 07:16:27 PM
            “จะ จริงหรือนี่? เจอง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ?”

     หน้าเหลี่ยมของพิศาลบานออกอย่างชัดเจน ตาเป็นประกายส่ายไล่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้านั่นเปี่ยมไปด้วยความหวังผิดกับครั้งแรกที่เจอกัน จริงสิตอนเดินสวนกันนั่นความรู้สึกของมันก็คล้ายๆ กับตอนนี้ ตอนนั้นคงคิดว่าจะได้เบาะแสเกี่ยวกับเวทมนต์เหมือนผมสินะ... แต่ประโยคที่พูดมานั่นรับไม่ได้ยังไงไม่รู้สิ

        “เจอกันง่ายๆ บ้าอะไรเล่า กว่าแกจะมาเจอฉันแกผ่านอะไรมาบ้างลองคิดดู... ฉันเองกว่าจะได้เจอแกที่เป็นเบาะแสสำคัญมันก็ไม่ง่ายเหมือนกันนะเว้ย แล้วเดี๋ยวต้องฝ่าดงตีนออกไปกันอีก ก่อนพูดอะไรคิดบ้างสิวะ!”

     ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโกรธมันไปทำแป๊ะอะไร แต่ยังไงก็โอเคล่ะวะ!   มันขยับปากเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง...

            “ถ้าอย่างนั้นแล้ว... พระเจ้าตายเมื่อไหร่?   ตอบมาสิถ้าคุณคือคนที่ผมตามหามาตลอ..”

        “ทันทีที่หมดสิ้นซึ่งศรัทธาในภาพลวงตา และสิ่งที่ตามมาคือตน แห่งตน เพื่อตน เมื่อนั้นความเป็นจริงจะกลืนกินทุกความลวง และนั่นคือสรวงสวรรค์แห่งความเป็นคน”

     ผมตอบกลับทันทีไม่รีรอ และคุณนักข่าวช่างถามก็สงบลง พร้อมกับพึมพำเบาๆ ถึงจะเบาก็พอจับได้ว่า “สำเร็จแล้ว วิโอล่า”     ความรักที่เจ้านี่มีให้กับเธอคงไม่ใช่เล่นๆ แหงล่ะ..วิโอล่ามีความสามารถ ไม่สิควรจะเรียกว่าสุดยอดพรสวรรค์ ไม่ว่าผู้ชายคนไหนก็ใจละลายหากได้ใกล้ชิดกับเธอ เป็นสุดยอดจราชนฝีมือดี แค่ไอ้หน้าหม้อธรรมดาอย่างหมอนี่ไม่ครณามือเธอเลย...

     เสียงปืนลวงประสาทเงียบไปแล้ว จบระลอกแรกแล้วสินะ... ทั้งๆ ที่อยากจะนั่งพักคอยท่าอีกสักพักแต่ก็ไม่วายงานเข้าอีกจนได้ ยังไงน่ะเหรอ?   โทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้น ก็รับทันทีสิครับเบอร์ไอ้ซานเจมัน

        “ราตรีศรีสวัสดิ์...”

            ‘บ้าอะไรเล่าไอ้กร้วกนี่! ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน?’

     ไม่เห็นจะต้องตะคอกกันเลย... ที่โทรมานี่แสดงว่าข้างนอกเริ่มแตกตื่นกันแล้วสิท่า

        “*Ground Zero เข้าใจบ่ ข้อยว่าวชัดบ่?”          *จุดใจกลางระเบิด(โดยมากจะใช้กับระเบิดนิวเคลียร์ หรือวินาศกรรมขนาดใหญ่)

            ‘เมื่อไหร่จะเลิกกวนตีนวะ..เฮ้ยเรื่องนั้นช่างมันก่อน! สารวัตรคลั่งใหญ่แล้วโว้ย! แกจะเข้าไปทำซากอะไรในนั้นวะ ลองดูที่สัญญาณมือถือตัวเองเด้!!’

     ผมดูแถบแสดงสัญญาณโทรศัพท์ ชะเฮ้ย!? ไม่มีสัญญาณเลยซักขีด!! แล้วมันโทรเข้ามาได้ยังไง...

            ‘โทรผ่านดาวเทียมของกองทัพ แฮคมาเหลือเวลาอีก 7 นาทีจะถูกจับได้’     หา? กองทัพถ้างั้นก็...

            ‘กองทัพล้อมไว้หมดแล้ว เป็นกองกำลังยานเกราะทั้งรถถังทั้ง PA ไม่ติดตราบอกชั้นยศสังกัด ปิดไล่ตั้งแต่รัชโยธินลงไปถึงห้วยขวางเลยนะว้อย’

     เฮ้ย! ล้อมกว้างขนาดนั้นมันยกมาทุกกองพลเลยเร้อ!!! ไม่สิพวกหน่วยพิเศษไม่น่าเยอะขนาดนั้น นี่ต้องเป็นคำสั่งตรงสุดกร่างของระดับนายพลคนใดคนหนึ่งแหงๆ

        “ปิดขนาดนั้นคงประกาศอัยการศึกไปแล้วสินะ?”     ผมถามกลับไปอย่างใจเย็น

            ‘เออ! นักข่งนักข่าวโดนจับทุกคนเลย ปิดกั้นสื่อสมบูรณ์ นี่ถ้าสารวัตรไม่บอกก็ไม่รู้หรอกเว้ย!’     มันตอบกลับมาดั่งไฟรน

     ตามด้วยเสียงนุ่มๆ ของผู้หญิงที่คุ้นเคย...

            ‘เอามานี่ฉันคุยเอง... พิชิตแกมีอะไรบ้าง?’

        “ปืน 2 เก็บเสียง 1 ทั้งคู่ 9 มิลลิเมตร มีดอรัญญิกแท้ ย้ำว่าแท้นะ! 1 เล่ม กับสัมภาระห้ามชำรุด 1 มีลมหายใจ”

     เอเลนัวร์ได้ยินก็ตอบอย่างเรียบๆ กลับมาทันที สมกับเป็นเธอจริงๆ ให้ตายสิ

            ‘9 มม. ยิง PA ไม่เข้า สัมภาระสำคัญสุดๆ แย่จริง... เดี๋ยวจะเอาแมงมุมลุยเข้าไป ฉันจะไปกับซานเจส่วนลูกน้องสารวัตรไปด้วยไม่ได้’

     จะเข้ามาเรอะ!? แย่ล่ะสิ แม่นี่ห้ามไม่ฟังซะด้วย...เอาไงเอากันวะ!

        “เอเลนัวร์ เธอต้องใส่ PA เข้ามานะ! แล้วต้องเป็นเทเลสโคปด้วย ไม่ก็แว่นที่มีระบบ HUD(Head User Display) หรืออะไรก็ได้ที่มันมีกล้องดิจิตอล ถ้าเข้ามาแล้วห้ามใช้ตาเปล่ามองเด็ดขาด! แล้วเอามาเผื่อด้วย 2 ชุด...”

            ‘หมายความว่าไง?’

     ขนาดเสียงตอนงงก็ยังนุ่มบาดใจ... อีกฝ่ายเป็นแม่ชีนะว้อยคิดอะไรอยู่วะเนี่ยกู!

        “เข้ามาก็รู้เอง”

            ‘แกเองก็ระวังไว้ด้วย อีกฝ่ายมีระบบตรวจจับอุณหภูมิ ดีไม่ดีจะใช้ดาวเทียมร่วมด้วย มันปิดซะขนาดนั้นคงกะเก็บทุกชีวิตที่ติดอยู่ในนั้น และ อะแฮ่ม...’

     แล้วเธอก็ลั่นคำพูดสมยี่ห้อเอเลนัวร์ออกมาด้วยน้ำเสียงสดใสกว่าวัย ส่งท้ายก่อนหมดเวลาสื่อสาร...

            ‘ขอเรียกปฏิบัติการนี้ว่า!!!’



Unreal 10   -Soldier Side Live in Bangkok!-     ให้มันได้อย่างนี้สิบ้าเอ๊ย!!!



     ทำเป็นเล่นไปได้ยัยบ้านี่ ถ้าไม่เห็นแก่ว่า...เออช่างเหอะ เอาเป็นว่าสิ่งที่ผมต้องทำอย่างด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋าคือ หอบพัสดุฝ่าสิ่งกีดขวางไปขึ้นทะเบียนรอส่งต่อให้เรียบร้อย...

        “ศัตรูจำนวนไม่น้อยเลย ต่อจากนี้พวกเราต้องวิ่งพล่านเหมือนหมาบ้ากันหน่อยล่ะนะ... ระหว่างนั้นนึกอะไรได้ก็รีบบอกล่ะ”

     ผมหันไปพูดใส่พิศาลที่ยังนั่งตูดแผละตาลอยอยู่ มันยังบ้าอยู่อีกแฮะ   ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเล่นต้องเผ่นก่อนถึงจะดี ข้างนอกเงียบข้างในโล่ง เส้นทางค่อนข้างแจ่ม เวลาในนี้ถ้าเทียบกับเวลาแท้จริงคงประมาณ 6 นาฬิกา 15 นาที เยี่ยม! ตามบันทึกรายงานที่แอบอ่านเมื่อก่อนระลอกสองเริ่มตอนหกโมงครึ่ง ทีนี้ที่เหลือก็แค่ลุ้นว่าจะหาที่ซ่อนดีๆ เจอก่อนหน่วยรบติดเกราะของแท้ไม่แพ้เทียมจะโผล่หัวมารัวกระสุนทันมั้ย...   ผมกระชากลากพิศาลออกเดินไปทางประตูหน้าของศาลอาญา  ก็พอมีภาพศพสยองเลือดนองกองให้เห็นเป็นระยะๆ พวกผู้รับเคราะห์บางคนเริ่มขาดใจตายจากบาดแผลบ้างแล้ว น้ำตาที่เจิ่งนองกับคำพูดประชดชีวิต ไม่ก็อ้อนวอนต่อสิ่งไร้ตัวตนให้ช่วยตัวเองช่างบาดตาเหลือเกิน พิศาลทำท่าเหมือนจะยื่นมือออกไปแต่ผมก็รั้งไว้เพราะเดี๋ยวจะเจ็บตัวซะเปล่าๆ

        “จำไว้ซะความเลวร้ายนี้มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้... อย่าให้มันมารบกวนหัวใจยังไงก็เป็นแค่อดีต ไม่แน่บางทีทั้งแกทั้งฉันอาจจะลงไปกองจมกองเลือดแบบเดียวกับภาพลวงตาเหล่านี้เร็วๆ นี้ก็ได้...”
  
            “คุณหมายความว่ายังไง?”     มันถามกลับมาด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก

        “ทหารตัวเป็นๆ ในยุคนี้บุกมาแล้ว มาฆ่าทุกคนที่รับรู้สภาพนรกนี่...ตลกใช่มั้ยล่ะ?”     มันก็ยังไม่แน่ว่าจะมาฆ่า...

     พิศาลหน้าหดลงไปอีก แก้มบนหน้าเหลี่ยมๆ ของมันตอบลงมาหมดราศี ผิวที่ขาวอยู่แล้วพอตัวซีดลงนี่ไปยิ่งกว่าไก่ต้มอีกแฮะ ในใจมันคงเต็มไปด้วยคำถามที่รู้คำตอบได้ด้วยตัวเองมากมาย   ตามความคิดผม ไม่แน่ว่าทหารพวกนั้นอาจจะออกมาลุยไล่ฆ่านักเวทที่เปิดเวทนี้ก็ได้ หรือที่ร้ายสุดก็เห็นจะเป็นร่วมมือกันเพื่อจัดการอะไรบางอย่าง เพราะตอนอยู่ในร้านเหล้าผมดันไปดักฟังโทรจิตของนักเวทตัวปัญหาพวกนั้นได้ ไม่แน่เป้าหมายมันอาจจะเป็นกำจัดเสี้ยนหนามทั้งหมดโดยไม่สนว่ามีดที่ใช้ฝนจะเล็มเกินกินไปถึงเนื้อเข้า... และตรงหน้าผมตอนนี้ก็คือ!!!

        “ตายยากจริงๆ พับผ่า กำลังบ่นหาก็มาพอดี...”

     ทั้งที่อีกไม่กี่ก้าวก็จะออกจากตึกนี้ได้แล้วแท้ๆ และทั้งที่อยากให้มันเป็นเพียงภาพลวงตา แต่ยกกล้องมาส่องก็ยังเห็น เฮ่อ...   PA(เผื่อบางคนจะลืมไปแล้วและผู้มาอ่านใหม่ PA = all Purpose Armor สำหรับทหารจะเป็น Personal Assault Armor) ขนาดเล็กสีดำสนิทแบบที่หน่วยพิเศษใช้กัน ส่วนเกราะหัวเป็นแบบครอบปิด ดวงไฟสีแดงเล็กๆ บนมุมขวาส่วนหน้ากากตัดกับฉากหลังที่เป็นเงาดำทะมึนจากฟ้าหลังอาทิตย์ตก...

        “...เกราะเบารุ่นล่าสุดของบริษัทรุ่งไพศาล งานเข้าซะแล้ว”     ผมลดกล้องลง แล้วขึ้นลำกล็อค 18(ปืนพก Glock 18)

     ทำไมไม่ถามไถ่กันก่อนน่ะเหรอ? เพราะอีกฝ่ายยกปืนส่องเลเซอร์ชี้เป้าเข้าที่หัวผมก่อนไงล่ะ ถ้าคิดว่ามันเห็นผมสวมไอ้โม่งก็เลยสงสัยจ่อขู่ล่ะก็ผิดถนัด... มันแค่รอจังหวะที่จะซัดให้เน่าทั้งคู่ เพราะถ้ายิงเลยตายหนึ่งอีกหนึ่งอาจรอด   ปัญหาหลักๆ เลยคือมันมองผ่านกล้องตลอดเวลาดังนั้นภาพลวงตาฆ่ามันไม่ได้ แต่ฆ่าพวกผมได้   ที่ผมคิดไว้สองอย่างเมื่อกี้น่ากลัวจะเป็นอย่างหลังแล้วสิ

     ช่องทางเดินกว้างพอเอารถวางได้ 2 คัน พวกเราอยู่ชิดซ้าย มันอยู่หน้าประตู ระยะห่างคือ 2 เมตร ระยะสังหารประชิดตัวของผม... ถ้าหลบนัดแรกได้ก็จะเข้าประชิดไปสป๊าคไฟมันด้วยแขนซ้ายทัน แต่พิศาลอาจหลบไม่ทันเพราะปืนของมันเป็นปืนกลเบารุ่นล่าสุดสำหรับรบปราบจลาจลโดยเฉพาะ มีอัตราปล่อยกระสุนถี่มากเหมาะสำหรับกราดยิง ในระยะใกล้แค่ส่ายปืนก็โดนทั่วพอๆ กับลูกปราย ซึ่งปกติจะใช้กับกระสุนยางซองกระสุน 60 นัด แต่นี่คงจัดหนักลูกตะกั่วมาชัวร์

     เอาวะ! ผมเหล่ตามองซ้ายมีหลืบให้หลบอยู่เป็นรูเล็กๆ จากระเบิด บอกไปแล้วว่าปัจจุบันศาลนี้ร้าง ไม่น่ามีการซ่อมบำรุง งานนี้ลองโทรถามพระอินทร์ดูแล้วกัน!!!

     ที่เอวมันมีระเบิดมือสองลูก...   ผมสะบัดตัวเหวี่ยงขาซ้ายเตะพิศาลลอยเข้าไปในหลืบทันที อีกฝ่ายเห็นดังนี้ก็จัดเหนี่ยวไกใส่ผมต่อ

            “ตายซะไอ้โม่ง!!!”     ปังๆๆๆๆๆๆๆ

     ผมรีบก้มหัวต่ำหลบกระสุนไปเฉียดๆ เหลือบมองพิศาล โอเคพระอินทร์เข้าข้างหลืบนั้นเป็นของจริง แล้วยิงปืนสวนมันไป 3 นัดซ้อน แรงดีดจากปืนกลเบาและกระสุนที่เข้าบริเวณศอกดันให้แขนทั้งสองข้างที่ประคองปืนของมันลอยขึ้น

        “ใครกันแน่วะที่ตายน่ะ!!!”

     จังหวะนี้ผมดีดตัวพุ่งแขนซ้ายหมายที่กลางลำตัวของมัน ตัวผมลอยเหนือพื้นประมาณ 20 เซ็นติเมตร ทำให้แขนซ้ายอยู่ในเขตที่จะกดลงบนลำตัวท่อนล่างของมัน อีก 0.5 วินาทีถึงตัวมันแน่! ชะ อ้าว!?

            “ไม่ได้แอ้มหรอกว่ะ!!!”

     มันจุดบูสเตอร์ตอนที่ผมจะถึงตัวดันทั้งร่างให้ลอยขึ้น แล้วเตะอัดชายโครงผมจนกระเด็นกลับหลังไปทางเดิม แต่ว่านะก่อนจะลอยถอยออกมามือซ้ายผมก็ไม่ได้คว้าลมไปซะทีเดียว...

     ผมตกลงกลิ้งอัดกำแพงใกล้ๆ กับช่องที่พิศาลก้มตัวสั่นงันงกอยู่ มันรีบยกปืนชี้เป้าเล็งผมต่อหลังจากลงพื้นอย่างสวยงาม

        “เจ็บเป็นบ้าเลย! แฮ่กๆ แต่มันก็จบแล้วล่ะนะ   เฮ้ยไอ้คุณ PA แกชะตาขาดแล้วว่ะ!”

     นี่ไม่ใช่การขู่ ผมยกของที่ติดอยู่กับนิ้วชี้ซ้ายให้มันดู ถึงห้องมันจะมืดแต่มันมีกล้อง*อินฟราเรดมองเห็นอยู่แล้ว

            “เฮ้ย! อะ ไอ้นั่นมัน”     โหตกใจน่าดูเลยนะ ถึงกับมือไม้อ่อนเลยทีเดียว

        “ไว้เจอกันชาติหน้าถ้ามีจริง จุ๊บ”

     ส่งจูบให้สักครั้งก็ยังดีจริงมั้ย? ในเมื่อมันกำลังจะกลายเป็นโกโก้ครั้นช์ ที่อยู่ในนิ้วผมนั้นมันคือลวดวงกลมต่อปลายยาว...สลักระเบิดมือจากข้างเอวมันนั่นเอง แหม แค่มาไล่ยิงพลเรือนจะพกของอันตรายอย่างนี้มาทำไมก็ไม่รู้

            “จ้ากกก!!! เฮ้ย! ทำไงดีวะเนี่ย ออกไป เอาออกไปที๊!!!”

     ก็ค่อยๆ แกะเองเด้ แกะแล้วขว้างออกไปก็รอดแล้ว สงสัยจะอ่อนประสบการณ์ น่าสงสารยังไงไม่รู้แฮะ ถ้ามันแกะออกก็ว่าจะเข้าไปช็อตพอสลบ แต่ดันโง่ก็ช่วยไม่ได้ว่ะ   ผมกระโจนเข้าซอกซ้ายมือไปซุกตัวอยู่กับพิศาลแล้วจึง -ตูม!!!- เลือดท่วมทุ่งข้างสาลี~~~

            “อะ อะไร เกิดอะไรขึ้น!”     พิศาลปากสั่นลั่นเสียงดังอย่างตกใจ

        “อ๋อ ไอ้นั่นไงล่ะ ที่เขาว่าเครียดจนหัวระเบิดน่ะ ฮะฮะฮะ”

     แกร๊ก   เสียงก๊อกแก๊กดังที่ข้างหู พอชายตาไปดูก็ อู้! ปืนยังไม่พังไปด้วยโชคดีจังได้อาวุธใหม่ยังกับเล่น**ร็อคแมน แล้วมีด่านไหนให้เก็บเกราะพิเศษบ้างล่ะเนี่ย ไม่ต้องมีกิก้าแอทแทคก็ได้ ขอแค่ใช้กันกระสุนได้ก็พอ... ว่าไปนั่น

     ผมลากพิศาลออกจากหลืบเตรียมลุกคืบต่อไป ชักช้าไม่ได้พวกมันตายไปหนึ่งเดี๋ยวคงตามมาสอง โดยปกติหมู่ PA หนึ่งหมู่มี 3 ตัว เป็นมาตรฐานสากลและไทยก็ใช้เช่นกัน มันเป็นแบบฉบับจากอเมริโกยเขา   คงเพราะไม่เคยเจออะไรดุเดือดอย่างนี้พิศาลจึงเอ่ยถาม

            “คุณไม่กลัวเลยเหรอ? นะ นี่มันคอขาดบาดตายเลยนะ ถ้าพลาดซักนิดชีวิตจบสิ้นเลยนะ!”

        “หือ? กลัวอะไรล่ะ นี่มันชีวิตประจำวันธรรมดาๆ ของพวกฉันน่ะ ชีวิตของคนตายเดินได้... ความตาย การฆ่า สำหรับคนที่ตายไปแล้วมันก็เหมือนๆ กับนั่งดูข่าวกินข้าวนั่นแหละ”

     มันทำหน้างงนิดหน่อย นี่คงเป็นครั้งแรกที่เข้ามาผจญกับความบัดซบนี้ตรงๆ เอาล่ะ...

        “จะบอกอะไรให้นิดนึง ทั้งฉันทั้งพวกมันหรือแม้แต่แกมันก็แค่คนตาย วินาทีที่เข้ามาพัวพันกับการฝังกระสุนลงหัวคนเป็น ก็เท่ากับก้าวขาข้ามฝั่งมายังโลกหลังความตายไปแล้วทั้งนั้น ดังนั้นจงจำไว้ ถ้ายังอยากเป็นผีดิบต่อไปก็จงฆ่าตัวอื่นซะ ฆ่ากิน แล้วจะรอด...”

            “ผมทำไม่ได้”     มันตอบผมอย่างแผ่วเบาก้มหน้า

     เดินไปคุยไป...ตอนนี้พวกเราหลบอยู่หลังพื้นถนนที่ถูกระเบิดดันให้ยกสูงขึ้นมา ล้อมรอบด้วยรถลวงตาที่วิ่งฝ่าไม่ได้ รอบๆ ยังสงบ ภาพลวงตายังอยู่ในภาวะปกติถึงจะมีแต่ทหารติดเกราะยิงกันประปรายก็เถอะ มันก็ยังดีกว่าโดนของแท้ไล่ยิง

        “ไอ้คุณนักข่าวเอ๋ย แกต้องทำให้ได้เท่านั้น เพราะอะไรน่ะเหรอ? วินาทีที่วิโอล่ามอบงานสุดท้ายให้กับแกมันเท่ากับว่าแกกลายเป็นหนึ่งในผู้ดำเนินแผนการไปแล้ว เมื่อรับรู้ความจริงที่ลวงหลอกนี้แล้วแกยังคิดจะถอยอยู่อีกรึไง?”

            “ผู้ดำเนินแผนการอะไร!? แผนการอะไร?”

     จะสงสัยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะแม้แต่ผมเองก็เพิ่งจะรู้ว่ามีเวทมนต์อยู่ ไม่สิต้องบอกว่าเพิ่งรู้ตัวต่างหาก...

        “ทำลายโลกไงล่ะ! ซัดดาวสีฟ้าเน่าๆ นี่ให้กระจุย นั่นแหละแผนการ ตอนนี้แค่นี้ก่อนแล้วกัน...”

     ผมยกมืออุบปากพิศาลไว้เพราะมันทำท่าจะคุยต่อ... เสียงฝีเท้าเบาบางดังมาจากทิศทางหลังที่กำบัง ต่างจากเสียงย่ำเท้าของชุดเกราะ

     ชะโงกหน้าเล็กน้อยมองส่องไปรอบๆ อืม...ไอ้โม่งชุดดำรัดรูป 2 คน จากความเว้าโค้งคนหนึ่งเป็นผู้ชายอีกคนผู้หญิง เดินท่ามกลางภาพลวงตาแบบไม่กลัวเกรง ไม่มีอุปกรณ์เสริมอย่างกล้องหรืออะไรที่เข้าทำนองนั้น มันแน่นอนจริงๆ

        “มาถึงตรงนี้ได้แล้วยังจะอุตส่าห์งานเข้าได้อีกนะเนี่ย ทำบุญมาดีเกินไปรึเปล่าวะถึงได้กระฉอกออกหมด”

     ปิดไล่ตั้งแต่รัชโยธินถึงห้วยขวาง งั้นกึ่งกลางมันก็น่าจะเป็นแถวๆ แยกรัขดา ไม่ไกลจากจุดปล่อยตัวของเราซักเท่าไหร่ แต่สิ่งกีดขวางมันเยอะเหลือเกิน เฮ้อ...


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 10 -Soldier Side Live in Bangkok!- แก้ไขเพิ่มเติม
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ กันยายน 20, 2011, 07:08:50 PM
     เอาล่ะ...รายงานสถานการณ์ ข้าศึกซึ่งหน้ามี 2 ท่าทางจะโหด เท่าที่สังเกตมันสามารถเคลื่อนไหวหลบหลีกทุกลูกหลงของภาพลวงตาได้อย่างคล่องตัว รวมกับโจทก์เก่าอย่างทหารติดเกราะที่พึ่งเชือดไปเมื่อกี้ และตัวแถม เอ่อ ต้องเรียกว่าสัมภาระไร้ประสิทธิภาพในการป้องกันตัวอย่างพิศาล   เสียเปรียบเต็มประตู

     ผมยื่นปืนพกสุดหวงให้ไอ้คุณนักข่าวแล้วปลดห้ามไก

        “ยิงเมื่อให้สัญญาณ ไม่ต้องโดนก็ได้ยิงไปทางมันก็พอ”

            “ยะ ยิงเลยเหรอ!”

     ทำหน้าเลิกลักหันปากกระบอกขึ้นระหว่างคิ้วตัวเอง ผมรีบดึงมือมันออก จะบ้าเหรออยู่ดีๆ ชี้ปืนใส่หัวตัวเอง

        “อย่าบอกนะว่าไม่เคยยิง”

            “ผมไม่เคยยิงใส่คนมาก่อน”     เหงื่อตกเลยแฮะ

     ที่ผ่านมามันรอดมาได้ยังไงวะเนี่ย ลุยหานักเวทแต่ไม่เคยยิงใส่ ปาฏิหาริย์แท้

        “ทำตามที่บอกซะดูข้างบนนั่น”

     ผมชี้ข้ามหัวตัวน่าสงสัยในโม่งดำไปบนหน้าต่างตึกแถว   สายตาพิศาลจับจ้องไปที่ทหารติดเกราะรุ่นเดียวกับที่ระเบิดตัวเองคาศาลข้อหาฆ่ามั่วกำลังส่องปืนไปทางไอ้โม่งทั้งสอง ถ้ามันยิงใส่แล้วพวกเรายิงซ้ำไอ้ชุดดำนั่นดับสนิทชัวร์ ขออย่าให้มันเก่งเว่อนักก็แล้วกัน

     เอาล่ะสิจังหวะนี้ไอ้โม่งทั้งสองกำลังมองสำรวจรถจริงๆ คันหนึ่งที่จอดขวางถนน ดูท่าทางมันลูบๆ คลำๆ คนขับที่แน่นิ่งยิ่งทำให้ผมสงสัยว่ามันจะไม่ใช่เป้าหมาย เพราะการขยับของฝ่ายชายค่อนไปทางจับชีพจร ทำไม? จะช่วยหรือว่าแค่ให้แน่ใจว่าตาย ไม่สิท่าทางมันดูคลับคล้ายจะห่วงใย แปลกมาก   แต่ช่างมันเพราะคุณทหารจะลงมือแล้ว

        “จะเป็นยังไงก็ช่างไม่ใช่มิตรก็ต้องตาย”

            “ต้องถึงขั้นนั้นเลยเหรอดูพวกเขาเหมือนหาคนรอดชีวิตนะ”     พิศาลยังคงสงสัย

        “สถานการณ์มันบังคับ ฆ่าก่อนถามทีหลัง วิโอล่าก็น่าจะเคยพูดไว้บ้างนี่นา”

     สายตาผมยังคงจับจ้องเป้าหมาย ที่มันไม่สังเกตเห็นพวกเราเพราะพื้นถนนที่เปิดยกนี้บังแสงจันทร์ปลอมซ่อนเราอยู่ใต้เงาพอดี ต้องขอบคุณการโยธาห่วยๆ ที่มอบความซวยให้กับพวกมัน สงครามจบมาเป็นปีพื้นถนนยังไม่ยอมซ่อม อย่างว่าล่ะก็รัชดามันมีแต่ขยะมากองสุม ทั้งที่หายใจและหมดลมไปแล้วนั่นแหละ   เริ่มแล้ว!

     เปรี้ยง!   เป็นเสียงปืนไรเฟิลผิดกับไอ้ตัวในศาล ผมออกสัญญาณต่อทันที

        “ไปเลอ... เฮ้ย?!”

     ร่างของไอ้สองหน่อนั่นกระตุกตามเสียงปืน มันยังยืนอยู่ที่เดิม แต่ท่าของตัวผู้เปลี่ยนไปหน่อย จากก้มสำรวจเป็นแบมือหันหน้าไปตามเส้นทางกระสุน กลางอากาศเกิดแผ่นผลึกใสแผ่กว้างออกจนบังทัศนวิศัยผู้ล่าติดเกราะ กระสุนที่ถูกยิงเจาะแผ่นนั่นจนแตกเป็นรอยเหมือนรอยกระเทาะบนผิวกระจก เกิดไอน้ำลอยต่ำลงจากส่วนบนของแผ่นใส ไม่ผิดแน่!!!

        “เวรซะแล้ว!”

     จากที่จะยิงใส่กลายเป็นพุ่งแขนขวากระชากไอ้คุณพิศาลเหน็บข้างลำตัวพุ่งหลาวออกไปจากกองซากกำบัง ชั่วพริบตาเดียวกันแผ่นถนนที่ขวางกั้นผมกับมันก็อันตรธานหายไปเป็นรูโหว่เว้าใหญ่ขนาดกลืนช้างได้ทั้งตัว แขนซ้ายสั่นระรัวบอกความชัวร์ในสิ่งที่คิด

            “พวกนั้นรู้ตัว!”     พิศาลลั่นเสียงสั่น

        “ถ้าจะพูดล่ะก็ยิงสวนกลับไปเซ่!”     นังตัวเมียนั่นแบมือมาทางเราแล้วไอ้นักล่าติดเกราะล่ะ?

     พอผมสั่งยิงปุ้บเสียงปืนก็ดังต่อจากข้างลำตัวผมทันที แต่ไม่ใช่พิศาลที่ยิงกลับกลายเป็นแขนซ้ายมารผมกระหน่ำออกไปเอง ทั้งที่ตะกี้ปืนมันอยู่มือขวา มันคว้าไปยิงเองงั้นรึ!? แถมแม่นจนพวกมันรีบเบี่ยงตัวหลบ   ยังไงก็ตามมันทำให้ผมไม่ตกที่นั่งเดียวกับคุณทหาร

     ชั่วแวบเดียวแต่นานพอให้พินิจแบบหวุดหวิด สายตาผมชำเลืองกลับไป แผ่นน้ำแข็งนั่นขดตัวเข้ากันกลางอากาศเหมือนน้ำไหลกลายเป็นหอกใสยาวเหยียดแขน แล่นทยานข้ามฟ้าไปหาทหารที่ยิงใส่ แท่งน้ำแข็งเจาะทะลวงเกราะจนกระเด็นอัดหายไปในเงามืดของห้องแถว

     เพราะไม่มีเวลาคิด บวกด้วยกระสุนปืนที่มือซ้ายยิงออกไปใกล้จะหมด ผมจึงไม่ใด้หยิบกล้องมาส่องคลำทาง ผลก็คือสะดุดเข้ากับท่อนเหล็กที่มองไม่เห็นบนพื้นอย่างจัง หัวกำลังจะแนบชิดกับพื้นผมจึงขว้างไอ้นักข่าวสุดแรงเกิดจนมันลอยข้ามหน้าต่างร้านไก่ผู้พันเคนเข้าไป และทั้งที่กระจกฝาร้านมันแตกไปหมดแล้วกลับมีเสียง เพล้ง! ดังลั่น แสดงว่าความจริงตรงนั้นมีกระจก แย่ล่ะไอ้พิศาล!

        “จะห่วงแต่มันก็ไม่ได้ ไอ้บ้าเอ๊ย!”

     PA ของแท้รุ่นปัจจุบันจุดบูสเตอร์พุ่งเข้ามาข้างหลังผม ปืนกลเบาในมือขวาของมันเล็งใส่ไอ้นักเวทสองตัวที่ไล่ตามผมมา จังหวะที่นิ้วของ PA นั่นจะเหนี่ยวไกก็เกิดเสียงดังอย่างประหลาดขึ้นข้างหลัง...

     ปึง!   พอรีบหันกลับไปดูก็...

        “โอ้ว!! คุณพระสังฆราชเจ้า!!!”

     รถยนต์คันที่มันเพิ่งสำรวจยกตัวลอยขึ้นเหนือพื้นครึ่งเมตร เวทของมันแค่ยิงน้ำแข็งไม่ใช่เรอะ! ไม่ทันจะได้คิดต่อรถคันนั้นก็พลันพุ่งเข้ามาทางผมทันที จากระดับแล้วคงกะให้ตกลงมาทับผมตายแล้วไหลไปชนคุณทหารด้วย!

     เพราะสมองสั่งตามองภาพช้า เลยมีเวลาหาท่าตาย...ไม่ ไม่ หาทางรอดสิ   จังหวะที่รถลอยมาถึงครึ่งทางระหว่างตัว ผมจิกแขนซ้ายลงพื้นแล้วกระตุกสุดแรงเกิดจนร่างกายลอยต่ำเลียดพื้นพุ่งผ่านช่องว่างเล็กๆ ที่เหลือไว้ใต้ท้องรถแบบเฉียดฉิว ตัวผมตกไม่ห่างจากจุดเดิมนัก ส่วนไอ้คุณๆ นักเวทกระโดดพลิกตัวกลับหลังไปตั้งท่าแปลกๆ แล้วไอ้ทหารล่ะ ไม่รอช้าหันไปดู...

     เช้ง!!!   เสียงดังเป็นเอกลักษณ์ของการตัดโลหะ... ใช่แล้วครับ! ภาพที่ผมเห็นคือคมดาบความร้อนสูงเรืองแสงสีฟ้าเข้มฟันผ่ากลางลำรถจนแหวกเป็นสองท่อน PA สีดำอำมหิตเผยร่างออกมาจากรอยแยกของโลหะที่ถูกตัดร้อนๆ สีส้มอมแดง มันยังคงติดบูสเตอร์พุ่งมาทางเดิม

     ถึงมันจะไม่เล็งผมเป็นหลัก แต่ดาบยาวแสงสีฟ้าในมือนั่นก็ชี้มาที่กลางลำตัว ส่วนตัวปืนกำลังยิงใส่สองคนที่เก็บเพื่อนมัน ทั้งอย่างนั้นยังจะเล็งกูเข้าไปด้วยอีกทำไมฟะ!

     ปังๆๆๆ   เสียงกระสุน 9 มม. ดังมาจากในร้านอาหาร กระสุนอัดเข้าที่เกราะไหล่ซ้ายของ PA นั่นจนดาบตก ถึงจะยิงไม่เข้าแต่แรงกระแทกก็ช่วยได้เยอะ

                “อย่ามาดูถูกกันนะไอ้พวกบ้า!!!”     ไอ้นักข่าวยิงใส่ทหารเกราะทั้งมือที่โชกเลือด

        “จะทำก็ทำได้นี่หว่าพิศาล!”

     โอกาสมาทั้งทีไม่มีหลุดลอยแน่ ผมพลิกตัวคว้าเอาดาบคลื่นความร้อนสูงฟันตัดขาของ PA นั่นจนมันล้มข้ามหัวผมไถลไปกับถนนพุ่งถลาไปหาไอ้โม่งพวกนั้นที่วิ่งตามพวกผม ไอ้ตัวเมียแบะมือมาข้างหน้าทำท่าจะปล่อยพลัง ไม่รู้หรอกว่าจะทำอะไร และถ้ามันทำได้ตายตาม PA นั่นแหงๆ แต่แขนซ้ายผมมันไม่ยอมให้จบง่ายๆ มันกระตุกข้อแขนดึงทั้งร่างของผมเข้าคว้า 9 มิลลิเมตรมาจากมือพิศาลแล้วยิงออกไปทั้งที่ร่างกำลังจะล้ม ภาพช้าเล่นขึ้นอีกครั้ง กระสุนค่อยๆ ลอยเข้าไปเจาะระเบิดที่เอวของ PA แล้ว

     ตูม!!!

        “ฟู่~~ ล้มลุกคลุกคลานมันเป็นหยั่งงี้ เฮ่อ..เหนื่อยเป็นบ้า...”

     ไม่แน่ชัดว่าพวกมันตายเรียบหรือเปล่าแต่หลังควันระเบิดจางลงปรากฏรูกว้างกว่า 3 เมตรบนพื้นที่ไอ้โม่งทั้งสองเคยอยู่ห่างจากจุดระเบิดแบบเฉียดฉิวแค่ปลายขน   ดาบคลื่นความร้อนยังคงส่องแสง ผมตัดใจปิดระบบแล้วโยนทิ้งก่อนที่ระบบตรวจจับความร้อนของ PA เครื่องอื่นจะตรวจเจอได้โดยง่าย แล้วหันไปประคองพิศาลขึ้นมาแทน

        “เป็นไงบ้าง เมื่อกี้แกดูมาดแมนขึ้นมาทันทีเลยว่ะ ไม่เคยคิดว่าแกจะยิงช่วยฉันได้เลยนะเนี่ย”

            “ผม แฮ่ก โคตรกลัวเลย เจ็บสุดๆ แต่กลัวกับตายมันสั่งให้ร่างผมทยานออกมา แฮ่ก แฮ่ก ยิงใช้ได้ไหมครั้งแรกของการยิงคน”

        “ยกนิ้วให้เลย นี่ถ้าแกไม่ยิงโดนแขนมันฉันคงตัวขาด”    ใช่ถ้ามันเสือกแม่นยิงหัวตัวผมคงต่อไม่ติด

     รอยแผลบนตัวมันเป็นแผลกระจกบาด ผมชักกล้องมือถือส่องดูทำให้รู้ว่าร้านนี้เป็นร้านอาหารไทยไม่ใช่ไก่ KFC แล้วกระจกทุกบานก็เรียบร้อย เพียงแต่คนในร้านอยู่ในสภาพฟุบโต๊ะ น่าจะตายเรียบ

        “รอดไปรอบนึง ฉันพอจะรู้แล้วว่าพวกมันมีพลังแบบไหน”     รวมทั้งแขนซ้ายของตัวเองด้วย...

                “ไอ้พวกระยำ มึงฆ่าเพื่อนกู”     เฮ้ย! เสียงใครวะ ผมหันตามไปทันที

     งานเข้า! ลืมไปมันเป็นทีม 3 ตัว ทีมนี้คนละพวกกับไอ้ที่เราฆ่าไปในศาลรึ   PA อีกตัวกระโจนทะลุรถกระบะออกมาจากกลางถนน พวกมันไม่รับผลจากภาพลวงตานี่นา ที่ผ่านมาคงอยู่ตรงมุมที่ภาพลวงตาบังอยู่เลยไม่ทันมองบ้าชิบ!

     ตูม!!! โอร้กกกก จะ เจ็บตัวอีกแหล่ว...

        “ห่าเอ๊ย!”

     มันหันเกราะไหล่หลายชั้นจุดระเบิดเสริมแรงบวกอัดเข้าสีข้างซ้ายของผม พิศาลทำได้แค่มองตามปากอ้าตาค้าง   ถึงแขนซ้ายจะช่วยรับไว้แต่แรงอัดก็เล่นเอากระอัก มันคงกะอัดผมเข้ากำแพง ต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว!

        “กูไม่ใช่ปูนะโว้ย!!!”

     แขนขวาที่ยังว่างดึงอรัญญิกแท้ออกจากด้านในเสื้อเชิ้ต มันเองก็รู้ทันก่อนที่ผมจะเงื้อมมือฟันเข้าที่ช่องว่างเกราะตรงคอหอย มันเบรกทันทีด้วยการถีบขาไปด้านหน้าปรับจุดศูนย์ถ่วงพร้อมชะลอบูสเตอร์ นั่นทำให้ตัวผมลอยถอยไปอัดกำแพงแบบไม่แรงมากนักเล่นเอาไอ้โม่งขาดไปเหมือนกัน ส่วนมันเองก็ไม่โง่ พอเห็นว่าผมชักอาวุธมันก็ชักออกมาบ้าง แต่ของมันดันเป็นปืนนี่สิ!

        “ไอ้ไม่น่ารักนี่!!!”

     ผมไม่อยากใช้พลังแขนซ้ายโดยไม่จำเป็น อีกอย่างหมากตานี้ก็ยังไม่จนซะทีเดียว...

            “ตอนนี้ล่ะเอาเลย!!!”     พิศาลเสี่ยงตายกระโดดเกาะไอ้เวรตะไลจากด้านหลัง

     ผมกดกระแทกแขนซ้ายดำมืดครืดเข้าไปในกำแพงแล้วกระชากเอาก้อนอิฐออกมา พลังบ้าไม่ธรรมดาสมราคาคุยจริงๆ จากนั้นก็ปาออกไปด้วยความแรงสุดๆ ถึงแม้จะยิงไม่แม่น แค่ถ้าเรื่องหยิบจับขว้างปาเหนือกว่าอยู่แล้ว   ก้อนหินกระแทกหน้ามันจนหงายส่งให้ปืนในมือยิงออกไปอย่างไร้จุดหมาย เข้าทางล่ะ!

     เอาฝ่าพระบาทไปรับประทานซะ! ผมตวัดตัวปัดเท้าเข้าทาบหน้ามันเต็มๆ ท่าทางจะเจ็บไม่ใช่น้อย มือสองข้างผละอาวุธเข้ากุมหน้า โดนกระแทกแรงขนาดนั้นดวงตาที่ติดกับกล้องหมดทางป้องกัน มันดึงเกราะหมวกออกทันทีแล้ว...

                “นะ นี่มันอะไรกัน ทำไมกรุงเทพ...”

     หือ? มันเงยหน้ามองรอบๆ พร้อมคำอุทานแปลกๆ

        “อย่างนี้นี่เอง เจ้านายแกส่งมาล่าโดยไม่ให้ถอดหมวกเกราะสินะ”

     ไม่มีคอยท่าอะไรทั้งนั้น ผมพุ่งเข้าแทงสีข้างซ้ายช่วงเกราะว่างทันที กระซวกเข้าไปลึกๆ มันร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

        “ฆ่าคนบริสุทธิ์ทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาเจอกับอะไร หรือเจ็บปวดยังไงคงมันไปถึงทรวงเลยล่ะสิ ถึงตามึงรับรู้บ้างแล้วโว้ย!”

                “อ้ากกก กูไม่ยอมมมม”

     มันฝืนเจ็บเปิดบูสต์ส่วนไหล่ขวาพุ่งหมัดตรงเข้าตุ้ยท้องผม ไม่ยอมเหมือนกันว่ะ แขนซ้ายของผมรับหมัดมันไว้ทันท่วงที พลังมหาศาลดันหมัดเสริมแรงมันกลับไปอย่างสบายๆ   จังหวะที่ผมจะส่งไอ้ทหารเวรไปที่ชอบๆ ก็ดันผ่ามี PA ตัวหนึ่งวิ่งมาจากทางขวามือของผมพอดีดูจากตัวเกราะรุ่นเก่าแล้วมันเป็นภาพลวงตา แล้วแทนที่มันจะไปทางไอ้หอกข้างหน้ามันดันมาทางผม กระโจนหลบสิงานนี้!

     PA นั่นพุ่งผ่านหน้าไปฝุ่นตลบ ไอ้ทหารเวรนั่นแสยะยิ้มฟันขาว มันสะบัดตัวพิศาลปลิวแล้วหิ้วแขนที่ม่อยกระรอกออกหน้าปืนมาทางผม แต่ด้วยความที่ทำบุญมาดีหรืออะไรไม่ทราบ พิศาลแหกปากขึ้น

            “ขะ ข้างบน... ข้างบนนั่นมันอะไรน่ะ!!!”

        “ชะโอ้ว!”     เวรแล้วมั้ยล่ะ

                “ไอ้นั่นมันอะไรวะ!!!”     คุณทหารเผลอลั่นออกมา

     มันเอาอีกแล้ว มันกลับมาอีกแล้วแถมใหญ่กว่าเดิมด้วย เสียงแหวกอากาศจากฟากฟ้าราวกับท้องฟ้าสั่นครืน เพียงลูกเดียวเสียงระห่ำขนาดนี้! มันไม่ใช่มิสไซล์จากเรือรบอีกต่อไป มันคือขีปนาวุธนิวเคลียร์   ไอ้ทหารเวรนี่ทั้งยังชี้ปืนมาทางผมแต่สายตามันก็มองไปที่เดียวกันบนฟ้า หรือนี่คือเหตุที่ PA ลวงตานั่นรีบร้อนวิ่งผ่านพวกเราไป

        “โทษทีว่ะแต่หมดเวลาทัศนาแล้วพวก!”

     ก่อนอื่นใดเลยโอกาสงามมาแล้ว ผมกระโจนเอื้อมแขนซ้ายทาบไปกลางหัวมัน ต้องทำยังงี้จนได้...

     เปรี๊ยะๆๆๆๆๆๆๆ เปรี้ยง!   หัวไหม้เหม็นคลุ้ง ดับไปเรียบร้อย   ปัญหาต่อจากนี้คือ!

        “แล้วไอ้ประเทศนี้มันมีดีตรงไหนถึงได้ใช้นิวเคลียร์ยิงใส่วะเนี่ย!!!”

     ใช่แล้วก็ในบันทึกไม่เห็นมีเขียนไว้เลยว่ากรุงเทพโดนนิวเคลียร์ถล่ม แถมถ้าโดนจริงๆ สภาพมันคงไม่ดีๆ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้แน่ แล้วมันอะไรกันล่ะ ตอนนั้นเราหยุดนิวเคลียร์ที่จะยิงกรุงเทพสำเร็จแล้วด้วย หลักฐานคือเชียงใหม่ที่ราบไปครึ่งจังหวัด แถมช่วงเวลายังห่างกันเป็นปีกับวันแรกของสงคราม

        “หือ!? นั่นมัน!!!”

     จุดแสงสีขาวเล็กๆ ส่องสว่างนวลตาปรากฏขึ้นกลางฟ้า มันลอยผ่ากลางสนามรบตรงไปยังจรวด ขนาดของมันถ้าวัดจากระยะทางที่ห่างเป็นร้อยเมตรแล้วน่าจะพอๆ กับ... ตัวคน



To be continued...



บรรยายขยายความ
*อินฟราเรด - รังสีอินฟราเรด หรือ รังสีความร้อน เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นถัดจากสีแดงออกไป สายตาของมนุษย์มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ (เพราะมันร้อน) ซึ่งสสารทุกชนิดที่มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง -200 ํc ถึง 4,000  ํc จะปล่อยรังสีอินฟาเรดออกมา (แค่นั่งอยู่เฉยๆ คุณก็แผ่รังสีได้!) คุณสมบัติเฉพาะตัวของรังสีอินฟราเรด เช่น ไม่เบี่ยงเบนในสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ที่แตกต่างกันก็คือ คุณสมบัติที่ขึ้นอยู่กับความถี่ คือยิ่งความถี่สูงมากขึ้นพลังงานก็สูงขึ้นด้วย (อินฟราเรดมีความถี่ในช่วง 1011 – 1014 เฮิร์ตซ์ มีความถี่ในช่วงเดียวกับไมโครเวฟ) ปัจจุบันจนน่าจะถึงอนาคตมีการนำคลื่นรังสีอินฟราเรดมาใช้ประโยชน์ในการสร้างกล้องอินฟราเรดที่สามารถมองเห็นวัตถุในความมืดได้
อนึ่ง รังสีอินฟราเรดนี้ ก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศดูดซับรังสีนี้ไว้ ทำให้โลกมีความอบอุ่น เหมาะกับการดำรงชีวิต
   ขอขอบคุณ thailandthermography.com และ Sir William Herschel ที่ค้นพบรังสีนี้ขึ้นมา (ชื่อที่ท่านตั้งคือ Calorific rays)
   Infrared หมายความว่าขอบเขตที่ต่ำกว่าแถบสีแดงหรือใต้แดง

**ร็อคแมน - Rockman อีกแล้วครับท่าน อนึ่งคราวนี้ล้อภาค X ครับ ตัวเอก X จะมีเกราะให้เก็บตามด่านต่างๆ ซึ่งดอกเตอร์ไรท์เอาใส่แคปซุลไว้ (มีแม่งทุกภาค ทั้งที่ตายไปเป็นร้อยปีแล้วนะเนี่ยปู่) อนึ่ง X กับ Rock เป็นคนละตัวกันอย่างสิ้นเชิง ดอกเตอร์ไรท์สร้าง X ไว้ตอนยังมี Rock แต่ X มันเทพละเมิดกฎได้ทุกข้อเพราะคิดเองได้เหมือนมนุษย์อย่างสมบูรณ์จึงจับปิดผนึกใส่แคปซูลไว้ จนดอกเตอร์เคนมาขุดเจอในอีกหลายร้อยปีให้หลัง แล้วสร้างหุ่นเลียนแบบขึ้นมาใต้โครงการ Reploid ตัวแรกที่เลียนแบบคือ ซิกม่า บอสตลอดกาลนั่นเอง(มันเคยเป็นคนดีนะเออ!)   เช่นเดียวกัน Zero กับ Forte ไม่ได้เกี่ยวกันเลย เป็นหุ่นที่วิลลี่สร้างมาเพื่อให้เก่งกว่า X ที่เหลือไปเล่นเกมอ่านเนื้อเรื่องเองเหอะขี้เกียจพิมพ์


หัวข้อ: Re: "UnReal -Truth under Lies-" 10 -Soldier Side Live in Bangkok!-
เริ่มหัวข้อโดย: akingsun15 ที่ พฤศจิกายน 01, 2011, 06:07:30 PM
 yaeum


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 11 -Blinding Light-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ เมษายน 09, 2012, 07:29:52 PM
     ดวงไฟสว่างสดใสนั่นพุ่งเข้าใส่หัวรบมหาประลัย ทันใดนั้นทั้งสองก็หยุดนิ่งค้างฟ้าเมื่อเข้าถึงกันแล้วพลันส่องแสงเรืองรองขาวนวลไม่กวนตา   จะว่าสวยงามมันก็ใช่อยู่... หือ? ไอ้แขนซ้ายมันสั่นรัวแปลกๆ อีกแล้วแฮะ เป็นอะไรอีกล่ะคุณ Exia ที่รัก... เฮ้ย! มันพุ่งมือเข้ามากุมขมับปิดครอบทั้งหัวเรา

        “ทำอะไรวะ!”     เฮ้ยๆ สั่นๆ แบบนี้มันไม่ใช่ว่าจะ.. ชะ!

     เปรี้ยง!!!



Unreal 11   -Blinding Light-



        “แอ้~~~~ แว้~~~”     เสียงนี้มัน...

     เสียงพวกนั้นยังคงดังระงมอย่างต่อเนื่อง มันเป็นเสียงของเด็กทารกกำลังร้องหลังสูดอากาศหายใจเป็นครั้งแรกจนแสบโพรงจมูก เสียงตะโกนที่เจ็บปวดรวดร้าว แต่ทำลายความปวดเศร้าสร้างความยินดีแก่ผู้ให้กำเนิด... มันดังออกมาจากปากผม

     เบื้องหน้าถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงจ้าขาวแสบตา ก่อนที่ภาพจะลางลงจนเห็นเป็นหลอดไฟนีออนดวงกลมเรียงติดกัน มันเป็นหลอดไฟในห้องทำคลอด... สัมผัสอันนุ่มละมุนไล่อ้อมไปตามหลังช้อนร่างของผมขึ้นกลางอากาศ ปรากฎหน้าของหญิงสาวผู้มีเรือนผมดำขลับ นัยน์ตาทอประกายใต้หมวกผ้าสำหรับรวบผมและผ้าปิดปาก

        “ไหนดูซิหลานยาย แหมน่าเกลียดน่าชังจังเลยนะ...”     เธอพูดด้วยเสียงอ่อนโยน โผนปลายนิ้วไปรอบหน้าผม ตามด้วยเสียงของผู้หญิงอีกคนที่แสดงความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน

        “คุณแม่..ขอหนูดูหน้าแกหน่อยสิคะ...”

        “ฮิฮิ หน้าตาเหมือนลูกเด๊ะๆ เลย ผลผลิตชั้นยอดเลยนะเนี่ย”

     ผมรู้สึกล่องลอยไปกลางอากาศตัวเบาหวิว เธอปล่อยมือจากผมแต่แทนที่ร่างน้อยๆ จะดิ่งลงพื้นกลับนิ่งค้างฟ้า แล้วลอยเข้าหามือคู่หนึ่งอย่างนิ่มนวล   ผมเห็น... มืออันชุ่มเหงื่อ ไล่ไปถึงแก้มแดงระเรื่อที่อาบเหงื่ออยู่เช่นกัน เธอกอดผมเข้าซบอกสัมผัสจากแขนที่รัดแน่นชวนอึดอัดเล็กน้อย

        “ลูกของชั้น..ลูกของเรา”     ที่ประโยคหลังเธอเบือนหน้าแย้มแก้มยิ้มไปทางขวามือ มือของใครบางคนลูบลงบนหน้าผากของผม

     มือหยาบกระด้างของผู้ชาย ผมพยายามเงยหัวขึ้นเพื่อดูหน้าทั้งสองให้ชัดๆ และเมื่อหันขึ้นไปได้ก็...

        “ทำไมกันล่ะลูก ทำไมกัน! ทำไมถึงฆ่า อะ อ้อก!”

     เฮ้ย! อยู่ดีๆ ก็มีเลือดไหลทะลักออกมาจากปากและเบ้าตาของเธอ แล้วฉากหลังนี่มันอะไรกัน! เมื่อกี๊อยู่ในห้องคลอดแล้วตอนนี้มาอยู่ในห้องครัวได้ไง! แล้วไฟยังลุกไหม้โหมกระหน่ำ ซ้ำผู้หญิงคนนั้นยังนองเลือด!!?

        “ไม่นะ!”     เสียงของผม! สัมผัสว่าตัวเองขยับปาก     “ออกไป อย่าเข้ามานะ!”

     ผู้หญิงคนนั้นถือมีดอีโต้เล่มยักษ์ไล่ตามเรามา! ส่วนตัวเราตะเกียกตะกายหนีจากเธอมือชุ่มไปด้วยเลือด!!   แกร้ก หือ? มือเราไปสะดุดเข้ากับ..ปะ ปืนพก! แล้วมันก็คว้าปืนนั่นขึ้นมาเล็งไปทางผู้หญิงคนนั้น

        “อย่าเข้ามานะ แม่!!!”     ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง

     ร่างของผู้หญิงคนนั้นล้มลง ปลอกกระสุนกลิ้งไปตามพื้นที่ค่อยๆ ลุกไหม้... ผมผละมือทิ้งปืนลงพื้นอันร้อนระอุ

        “อุ อะ อะ อ๊าาาาาาาาาาา!!!”



        “เฮือก!”     ผมรู้สึกตัว ร่างกายขยับได้เป็นปกติ...

     รอบตัวผมสว่างจ้าแต่ไม่แสบตา ไม่สิมันเหมือนกับตอนนั้นที่อยู่ในวัดยังคงมองเห็นร่างกายตัวเองชัดเจน ผมอยู่ในห้องปิดตายสีขาวเท่านั้นเอง   ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงใครบางคนอยู่ใกล้ๆ

        “เชื่อรึเปล่า?”     เสียงดังขึ้นตรงหน้าของผม!

     พริบตาที่สัมผัสถึงเสียงก็พลันปรากฎร่างดำทะมึนรูปทรงเป็นมนุษย์ขึ้น เหมือนกับแขนซ้ายของผมมันไม่มีสิ่งใดสะท้อนแสงให้เห็นมุมเหลี่ยมราวกับเป็นเพียงกระดาษแผ่นดำทำรูปให้เป็นมนุษย์เท่านั้น แต่มันขยับอยู่!

        “แกเป็นใคร? หะ อะ เอ็กเซียรึ!”     ร่างผมแข็งทื่อก้าวขาไม่ออกเหงื่อแตกซิก เสียงนั่นมันเหมือนเสียงเราเปี้ยบเลย ไม่มีเอฟเฟ็คต์แหบแห้งหรือก้องกังวานอยู่ในหัวด้วย!

        “เชื่อความจริงที่เห็นไปนั่น..รึเปล่า?”     มันยื่นหน้ามืดสนิทไร้แสงมาจนเกือบชิดหน้าผม ไม่สัมผัสถึงลมหายใจ กลิ่น หรือแม้แต่รูปของมัน ราวกับไร้ตัวตน แต่มันอยู่ตรงหน้า!

        “ความจริงอะไร! เมื่อกี๊นี้มันเรื่องอะไร!?”     ผมได้แต่ลุกลี้ลุกลนปากสั่นพะงาบๆ ส่งเสียงออกไป

     แล้วดวงไฟสีฟ้าสดสองดวงก็วาบขึ้นตรงส่วนใบหน้าจุดที่เป็นตาของไอ้เงามืดนั่นพร้อมๆ กับที่มันลั่นคำด้วยน้ำเสียงหนักหน่วง

        “อดีต... ของแกไง!!!”     แสงฟ้าสดจ้าขึ้นอาบหน้าผมจนปวดลูกตาทะลุไปถึงหัว! ปวดจนเหมือนจะระเบิด!!!

        “อ้ากกกกกกกกกก ปวดโว้ยยยยยยยยย!!!”



        “พิชิต! เป็นอะไรไป พิชิต!!!”

        “โว้ว! อะไรวะ!”     ผมรู้สึกตัวอีกครั้ง ในสภาพมือขวากุมขมับเหงื่อโทรมชะโลมตัว

     แล้วเสียงเมื่อกี้ที่ดังเรียกสติมันเสียงของ...

        “พิศาล... แฮ่ก แฮ่ก รู้สึกเหนื่อยเป็นบ้าเลย..เกิดอะไรขึ้นกับฉัน?”

     ผมหันไปมองแล้วถองมันด้วยคำถาม รอบๆ ตัวยังไม่เปลี่ยนแปลงทั้งถาพลวงตาทั้งซากศพของไอ้พวกนั้นยังหมือนเก่า แต่แสงขาวหายแล้ว

        “ไม่รู้สิ ไม่รู้เหมือนกัน พอแสงนั่นวาบขึ้นตรงจรวดลูกนั้นก็เห็นคุณเอามือซ้ายกุมหน้าตัวเองยืนนิ่งไปทั้งอย่างนั้น แล้วอยู่ดีๆ ก็ร้องขึ้นมา”

     เหรอ? เป็นอย่างนี้เอง ที่แท้แสงนั่นมันหยุดหัวรบนิวเคลียร์ ตำนานชีปัดระเบิดรึไงวะ ฮะฮะ แต่สิ่งที่เราเห็นพวกนั้นมันอะไร...ไอ้มืดนั่น ไม่สิมันน่าจะเป็นเอ็กเซีย มันบอกว่านั่นเป็นอดีตของเรา..หมายความว่ายังไง?

        “จริงอยู่ว่าจำไม่ได้ แต่ที่เห็นนั่นมันเรา...”     ฆ่าแม่ของตัวเอง!!!

     นี่มันบ้าชัดๆ จะชั่วยังไงเลวแค่ไหนก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้ลงมือฆ่าแม่ตัวเองนี่หว่า! ไม่สิ..ไม่ ไม่ ไม่ ตอนนี้ ช่วงเวลากับสถานการณ์นี้ยังไม่ควรคิดถึง เพราะสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ผมหันไปกระชากคอเสื้อยืดยับเยินของพิศาล...

        “ทำไมแกรู้ชื่อฉัน! จำได้ว่าไม่เคยพูด!!!”

     แล้วจ้องหน้ามันปานจะกลืนกิน พอมันเห็นปุ้บก็เหงื่อตกตาล่กลอกแลกไปมาทันที ผมเลยจัดกระตุกมันหนึ่งปึ้ก มันจึงตั้งตัวสู้หน้าผมแล้วเอ่ยปาก

        “กะ ก็...”

        “ก็อะไร!!!”     ถลนลูกตาใส่ซะ

        “ไอ้โม่งไงครับ! ไอ้โม่งมัน...”     มันยกมือขึ้นเบี่ยงหน้าหลับตาปี๋ชี้ที่หน้าผม

     อ้อ ที่แท้ไอ้โม่งมันขาดนี่เอง เลยเห็นหน้าเราเข้าสินะ เวรเอ้ยตอนกระแทกผนังแหงๆ คิดว่าถากไปนิดเดียวแต่มันฉีกไปเกินครึ่งหน้าเลยนี่หว่า ไอ้ห่านี่ก็จำแม่นจริงเห็นนิดเดียวตามลอยถลอกยังดูออก   ผมปล่อยมันลงแล้วตบไหล่มันหนึ่งป้าบ ทำเอาตัวงอเป็นกุ้งสะดุ้งโหยง สงสัยขี้ขึ้นสมองไปแล้วแหงๆ

        “โทษทีว่ะ ฉันผิดเองแหละ ฮะฮะฮะ แหม่เสียฟอร์มหมดเลย แย่จัง”

     พอผมแก้เขินใส่ไปมันถึงได้เลิกเล่นเป็นกุ้งเต้น กลับมามีสติเหมือนเดิม เหอเหอ   อื๋อ? เฮ้ย! แขนซ้ายมันชักกระตุกๆๆๆๆ ขึ้นมาอีกรอบแล้ว แถมยังยกตัวเองขึ้นอีก!

        “เฮ้ยๆ ไม่เอาแล้วนะเว้ย!”

     ผมรีบกดแขนไม่ให้มันยกขึ้นสูงกว่านั้น... แล้วมันก็หยุดลงตอนขนานกับลำตัว ต่อด้วยกระชากทั้งร่างให้หันไปตามที่มันต้องการล่อซะหัวแทบทิ่ม ตามด้วยแง้มนิ้วชี้จี้ไปตรงหน้า ทันใดนั้นก็ ตูม!!! เสียงระเบิดดังลั่นมาทางทิศที่มันชี้ ต่อด้วยจิ้มลงพื้นขีดคอนกรีตจนเป็นข้อความขึ้นมาว่า ‘GO - Back to square ONE’ แล้วมันก็กลับมาขยับตามใจผมอีกครา

        “มาอีกระลอกแล้ว! ภาพลวงตาหรือของจริงล่ะคราวนี้   ไปเร็วคุณพิศาล ก่อนที่ศาลเตี้ยจะยกโขยงกันมา!”

     ทิศนั้นมันใกล้ๆ กับรถไฟฟ้าใต้ดินด้วย! หรือว่าไอ้พวกนั้นจะมาถึงแล้ว



     หนังสงครามเรื่องสุดท้ายที่ได้ดูก็คือ Pearl Habor ฉากเครื่องบินญี่ปุ่นเวียนว่อนวนตอมเรือรบมะกันมันให้อารมณ์เลือดเดือดพล่านดีจริงๆ ยิ่งสุดท้ายที่เพื่อนพระเอกเครื่องบินตกนี่เจ๋งโดนใจดีแท้ ‘ฉันยังไม่ตาย’ ทั้งๆ ที่ไม่น่ารอดไปได้...

     ตอนนี้เวลานี้ผมอยู่อารมณ์นี้เลย หันไปทางไหนก็เห็นแต่ทหารออกมาสาดกระสุน นอกจากรถถังที่โดนรุมปาเม็ดถั่วตรงกลางสี่แยกก็มีแต่ภาพลวงตาทั้งนั้น

        “ทำไงดีล่ะคุณพิชิต! มองไม่ออกเลยว่าอันไหนของจริงของปลอม”     เสียงมันหวั่นไหวใจลงตูดไปหมด

        “ของไม่จริงมันจึงไม่สั่นไม่ไหว~~ เขย่าเท่าไรจะให้มันไหวมันก็ไม่ยอม ฮะฮะฮะ”

     มองหายายที่บ้านทุ่งสิ ดูง่ายๆ

        “แกก็เห็นนี่หว่า ถ้าของปลอมมันจะรุ่นเก่า ของจริงนี่มาอย่างหรูทั้งนั้น เช่นไอ้รถถังสี่ขามหาเฮงที่โดนรุมยิงอยู่ตรงสี่แยกนั่นคือของจริง เป็นต้น”

        “แต่โดนอันไหนไปก็ตายเหมือนกันไม่ใช่เร้อ!”

     ปอดอะไรว้า ลองถ้าฝ่ามาถึงนี่ไม่มีแพ้หรอก เพราะไอ้รถถังที่กระโดดโยกหลบกระสุนพัลวันคันนั้นน่ะ ผมชี้นิ้วไปที่รถถัง

        “มันของเรานาเหวย ขับกระโชกโฮกฮากขนาดนี้ไอ้เจแหงๆ แล้วเอเลนัวร์ไปอยู่ไหนซะล่ะ”

     ไม่ทันขาดคำก็มี PA ของศัตรูกรูเข้าจากมุมอับของป้อมปืนพร้อมระเบิดอยู่ในมือ คงกะยัดใต้ท้องล่ะสิท่า แต่ทว่ามันกลับไปไม่ถึงฝั่งฝันเพราะดันตายซะก่อน... PA ขนาดเล็กแต่อาวุธใหญ่ปรากฎร่างออกมาจากที่ว่างเปล่า มันเกาะอยู่บนตึกสูงใกล้ๆ กับไอ้แมงมุมยิงมิสไซล์หลายหัวรบแตกกระจายเข้าใส่ผู้หวังร้ายทั้งสามตูมใหญ่ ไม่ได้ตั้งตัวก็กลายเป็นเศษซากไปซะแล้ว

        “ติดเสตลธ์มาด้วยเหรอเนี่ย นิสัยเสียจริงๆ อย่างนี้ศัตรูก็สู้ไม่ได้สิว้า... เอ้าพ่อคนเหนือ เราก็ไปกันมั่งเหอะ!”

        “หาจะให้ฝ่าไปเลยเนี่ยนะ! ถึงจะกันภาพลวงตาได้แต่หลบกระสุนจริงไม่ทันนะครับ”

     โรคปอดกำเริบอีกแล้ว ดูแล้วก็ไม่ได้สูบบุหรี่นี่หว่า กลัวห่าอะไรนักหนา

        “มันยิงกันกับไอ้รถถังนั่นแทบตายกันไปข้าง ขนาดนี้ไม่มีเวลาว่างมาสนใจไล่ยิงหนูสองตัวที่นัวเนียเข้าไปหรอกน่า”

     ศัตรูเราเอามาแต่กระสุนสังหารคนธรรมดา มันไม่สามารถเจาะเกราะรถถังได้ ทำให้ฝ่ายผมเป็นต่อมีตัวล่อชั้นเยี่ยม เอเลนัวร์ก็ป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ต้องรีบเอาของไปส่งก่อนที่มันจะขนของหนักมา... เปรี้ยง! ตูม! โอ้วเปิดฉากยิงแล้วซัด PA ลอยไปเลย ไอ้พวกที่ไม่ลอยก็คือภาพลวงตา ฮะฮะ สับสนดีแท้

     ผมลากพิศาลออกจากที่กำบังหลังผนังหลบภาพลวงตาด้วยกล้องมือถือตรงไปยังรถถังนั่น ท่าทางมันจะเห็นแล้วด้วยมันจึงจุดบูสเตอร์ดันตัวเข้ามาทางเราตามด้วยยิงเปิดทางข้ามหัวไปถล่มตึกข้างหลังเปิดรู ไอ้พิศาลแหกปากกรอกหูผมไม่รู้ภาษาขาก้าวไม่ออกอีกต่างหาก ผมเลยลากมันไปกับพื้นด้วยแขนซ้ายย้ายตำแหน่งเราเข้าไปในรูที่เปิดออก ตามด้วยตัวรถถังที่ย่อลงอัดปิดรูบังศัตรูออกจากหมู่เรา ไอ้นี่มันรู้งานดีจริงๆ เลย สมแล้วที่เทรนมากับมือ

     ฝาด้านข้างตัวรถเปิดออกกับหน้าดำๆ พุงย้วยๆ ของคนที่ไม่คิดว่าจะโผล่มางานนี้กับเขาด้วยมันคือ...

        “เฮ้ยมันส์สุดยอดเลยว่ะ ไม่ได้โร่ในสนามรบมาตั้งนา...”     ตูม!!! ไม่ทันที่มันจะพูดจบแรงระเบิดก็ส่งพุงย้วยๆ ของมันลงไปกองบนพื้น

        “รอให้กูพูดจบแล้วค่อยยิงสิโว้ย! หึย อีลูกกะหรี่!!!”     มันหันไปโวยวายยกใหญ่

        “ถามหน่อยเถอะครับคุณพี่สิทธิ ทำไมไม่ใส่เสื้อครับ ถ้ากระสุนวิ่งเข้ามานี่ไส้เส้ยแตกกระจายอุบาทว์ตานะครับ”

     ไอ้บ้าโชว์พุงตรงหน้านี้เขาคือ ร้อยตำรวจโทสุรสิทธิ ลูกน้องคนสนิทของสารวัตร ที่น่าสนใจคือมันเห็นสภาพภาพลวงตาแล้วไม่ตกใจนี่แหละ ภาพที่เห็นของมันและผมตอนตาเปล่าคือรถถังติดอยู่กลางระหว่างผนังภาพลวงตา นี่ถ้าตอนเข้ามาไม่มองผ่านกล้องคงเข้าไม่ได้แหงๆ

        “โอ้ว! รถถังฝังเข้าไปในผนังเว้ยเฮ้ย! ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวเดี๋ยวกลับเข้ารถก่อนดีกว่า”

        “อ้าวเฮ้ย! จะเข้ามาก็เอาของมาด้วยเด้!”     เสียงคุณซานเจกล้วยแขกแหวกมาจากประตูที่แง้ม

     นายร้อยตำรวจพุงย้อยหันมาหาผม มันมองไปที่พิศาลแล้วยิ้มปริอ้าแขนกว้างทำท่า มามะตัวเอง ผมจัดการโยนนักข่าวชาวเหนือแสนซวยเข้าอ้อมอกสุรสิทธิ มันอุ้มกันเข้าไปในรถถังโดยที่พิศาลยังแหกปากโวยวายตกใจล่ะสิแต่โทษทีไม่มีเวลาอธิบายว่ะ

        “เอ้านี่ของแก แล้วออกไปล่อให้ด้วยล่ะ”

     เสียงโลหะกระทบพื้นปูนกรอกแกรก ไอ้คุณสิทธิมันโยน PA ขนาดเล็กสีดำสนิทมาให้กองอะเยาะอะแยะ

        “โห ไม่โยนให้เข้าน่ากูเลยล่ะ PA นะเว้ยไม่ใช่ขี้”

        “ไม่ได้ติดเสตลธ์ไว้นะ อย่างแกคงไม่ใช้ อ้อแล้วตัวเครื่องปรับจูนตามเครื่องเก่าที่แกเคยใช้ไปล่ะ! ไอ้เจออกรถ!”

     อ้าวพี่ท่านไม่เป็นเกราะกันให้ฉันใส่เกราะก่อนล่ะโว้ย! เฮ้ย ไม่มีเวลาแล้วไอ้พวกบ้าเอ้ยแม่งเขย่งขากระโจนตัวรถออกไปแล้วใส่ไฟติดตูดครูดพื้นตรงออกไปที่สี่แยกแจกกระสุนเข้าตัวตึกจนแตกกระจาย เวรเอ้ย! งานนี้ไม่ต้องมีพิธีรีตรองกันล่ะ   ผมจัดการแก้ผ้าจนเหี้ยนเหลือลิงตัวเดียวไว้กันไอ้จ้อนแล้วป้อนตัวเข้าเกราะตรงหน้าอย่างไวว่อง

        “ไม่รอให้กูใส่เกราะก่อนวะ!”

     ผมตะโกนกรอกวิทยุสื่อสารที่มีเสียงพิศาลโหวกเหวกโวยวายกับเสียงหัวเราะร่าของไอ้บ้าสองตัว นี่ถ้าพวกมันไม่ได้อยู่ในรถถังมันจะปากดีกันได้อย่างนี้รึเปล่า   เฮ้ย! ทางซ้ายมี PA ไม่ปรากฎสัญชาติเป็นภาพลวงตาพุ่งตรงเข้ามา ผมรีบปิดหมวกเกราะมองผ่านกล้องแล้วก็ต้องเหวออีก!

        “ไอ้เจโว้ยข้างหลัง! มันเอารถถังเข้ามาบ้างแล้วกระโดดหลบเร็วเข้า!!!”

     รถถังแบบโฮเวอร์ลอยมาด้วยความเร็วสูงติดตราใช้ในราชการสงครามหรา..เฮ้ยมันเล็งลำกล้องเข้ามาแล้ว! ระยะนี้โดนมันระเบิดเศษกระซวกเราด้วยนี่หว่า ชีวิตตัวเองต้องมาก่อน!

     มันจูนเครื่องแบบที่เราเคยใช้จริงๆ ถึงจะติดขัดเล็กน้อยแต่สลิงที่ข้างเอวกับดาบยาวสองเล่มในปลอกติดแขนยังเข้าที่ ผมรีบยิงสลิงขึ้นเกาะตัวตึกใกล้ๆ แล้วติดบูสต์ไต่ขึ้นไปก่อนหน้าไอ้รถถังหลักลอยจะสาดกระสุนลำแสงไปเสี้ยววินาที บรึม!

        “ฉิบล่ะสิกระสุนลำแสงเกราะไอ้แมงมุมนั่นกันไม่อยู่!”     ไอ้ซานเจ! สัมภาระก็พลอยวอดวายไปด้วยสิวะ!

        'เหตุผลที่เต่าหดหัวตอนลิงขึ้นไปขย่มเล่นบนกระดอง ไม่ใช่เพราะมันกลัวหรอกนะ...'

     เสียงของซานเจดังเข้ามาผ่านวิทยุ ยังไม่ตายแฮะโชคดีไป   พอควันจางลงผมก็ได้เห็น ชั้นของแสงที่เข้มขึ้นกลางอากาศมันแผ่ออกไปทิศที่ถูกยิงกันลำแสงมหาประลัยไม่ให้กระทบตัวรถ 'เกราะพลังงานนั่นเอง' ไอ้แมงมุมหันหัวไปทางรถถังลอยพื้น ปืนลั่นออกพร้อมกับที่เกราะลำแสงหายไป

        '...แต่เพราะมันเหม็นขี้หน้าไอ้ลิงบ้านั่นต่างหากล่ะโว้ย!'

     เปรี้ยง! บรึม! อีกฝ่ายที่ไม่ทันตั้งหลักแหลกกระจุยขิ้นส่วนกระจาย เกราะบางๆ ของรถถังโฮเวอร์มันกัน 155 มิลลิเมตรไม่ได้อยู่แล้ว   แต่ว่าที่น่าเป็นห่วงคือหลังจากนี้ต่างหาก ไอ้การที่รถถังคันเล็กๆ จะติดเกราะพลังงานเข้าไปมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถึงจะเหนียวแน่นหนาแต่ลองถ้าเปิดใช้ก็ต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง เช่น...

        'ไอ้ชิต เจ๊เอลตอบด้วย! ได้ยินมั๊ยตะกี๊เปิดเกราะไปเครื่องปั่นไฟใกล้จุดระเบิดขึ้นทันตาเลย! ร้อนตับแลบ ช่วยคุ้มกันให้จนกว่าจะทำความเย็นเสร็จทีนะ'

     นั่นปะไรไอ้พวกบ้าเอ๊ย! ถ้าไม่ประมาทคอยเช็คเรดาร์ให้ดีๆ คงไม่ต้องเปิดใช้เกราะหรอก งานเข้ากูอีกแทนที่จะได้รีบไปจัดการต้นตอภาพลวงตาพวกนี้     "แล้วมันใช้เวลากี่นาที!"     ผมถามไปอย่างเสียไม่ได้

        'เอ่อ ซัก 5 นาทีได้มั้ง อย่าทำดุไปหน่อยเลยน่า 5 นาทีก็เหมือนนั่งขี้นั่นแหละ'

        'เท่าที่จำได้แกนั่งขี้ครั้งนึงไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงเลยนะซานเจ'     เอเลนัวร์บ่นอย่างนุ่มนวล

        'ผมจะตายมั๊ยเนี่ย! ผมจะไม่ตายใช่ม๊าย!'

        'ไอ้หน้าเหลี่ยมนี่มันโวยวายอะไรนักหนามาตั้งแต่เมื่อกี๊แล้วเนี่ย พี่สิทธิเอาปู๋อุดปากมันไปเลยเด๊ะ'     เฮะเริ่มรำคาญคุณพิศาลกันแล้วเหรอ

        'บ้าหรอเธอว์ เดี๋ยวมันกัดขาดกันพอดี! แล้วอีกอย่างฉันชอบถูกสาวๆ บ้วบมากกว่าจะไปบ้วบให้ใครนะไอ้แขกดอย'

     ปี้บ! เปิดใช้กล้องจับความร้อน... พวกมันล้อมอยู่แทบทุกทิศเลย กลายเป็นหมูในอวยซะแล้วสิ อาวุธที่ติดมามีแค่ดาบยาว 2 เล่ม ไม่เหมาะกับงานคุ้มกันอย่างแรง แต่เดิมเราก็ไม่ถนัดงานคุ้มกันอยู่แล้วด้วย เอาแบบนี้แล้วกัน

        "เอเลนัวร์เธอคุ้มกันไอ้พวกนี้ไปคนเดียวนะ ฉันจะลุยเดี่ยวเอง"

     ผมไม่รอให้คำตอบมาถึงและถึงจะรอแม่นี่ก็ไม่ตอบสิ่งที่รู้อยู่แล้วอีกด้วย   ผมฟันตึกที่เกาะอยู่ด้วยดาบคลื่นความร้อนสูงเปิดช่องให้เข้าไป เป็นห้องสำนักงานมีโต๊ะเก้าอี้ปกติกับศพคนที่โดนภาพลวงตาเดินชนอีกหลายสิบศพ ที่เข้ามาก็เพราะแหล่งความร้อนซึ่งไอ้แหล่งความร้อนนั่นมันก็ตั้งท่าจะเข้ามาหาผมด้วยเช่นกัน งั้นก็ได้เวลาจัดการกับ 3 ตัวแรกแล้ว แหม รบตามตราเปี้ยบ!

     พวกมันอยู่หลังผนัง เปิดใช้เทอร์โมโพรเทคท์ (Thermo Protect ระบบกันการแผ่คลื่นความร้อน) อย่างมากคงทำให้มันเห็นผมยากขึ้น แล้วก็ลุยกันเลย! บูสต์เต็มกำลังเข้าประชิดผนังแล้วแทงทะลุออกไป ดาบปักทะลุปูนเข้าที่หัวมันอย่างงดงาม อีกสองตัวที่เหลือไม่รอช้ามันรีบถอยห่างพร้อมระบายกระสุนใส่ผนังเต็มเหนี่ยว เล่นเอาผนังบางๆ ของสำนักงานแตกกระจุย กระสุนเฉี่ยวผมไปกับตัวเกราะ เสียวว้อย!   เปรี้ยง! มาจากข้างหลังผม คมกระสุนทะลวงผนังเข้าบดขยี้ส่วนหัวของอีกตัวหนึ่งตรงหน้าจนแหลกสมเป็นไรเฟิลต่อสู้รถถัง สวยมากเอเลนัวร์! ผมใช้จังหวะนี้พุ่งเข้าเสียบอกของอีกตัวที่เหลือ แต่ทว่า!

        "อุ้ย สลักระเบิด!"    ไอ้นี่มันใจถึงสุดๆ ดึงสลักระเบิดออกแล้วเข้าสวมกอดผม!

     อยากทัวร์นรกก็ไปคนเดียวสิวะ! ผมเงื้อดาบอีกเล่มฟันตัดขามันแล้วพุ่งเข้าอัดกระแทกกับปูนข้างหลังจนมันกระอักปล่อยผมออก ตั๋วนอนแค่ใบเดียวมันก็ต้องใช้ได้แค่คนเดียวสิ ตูม!   เรียบร้อยไปหนึ่งหมู่ เสียงปืนจากไรเฟิลเจาะเกราะของแม่ชีเถื่อนดังออกมาเป็นช่วงๆ แต่ไม่น่าห่วงเท่าไหร่เพราะเธอเก่งกว่าผมซะอีก งั้นก็ต้องไปจัดการอีกจุดหนึ่งเลยซึ่งมันรู้ตัวแล้วด้วยถึงได้หันลำกล้องมาทางนี้ แชด! ตูม!

        "อ้าก! เวรเอ้ยหลบไม่ทัน"     มันเล่นยิงลำแสงทะลวงเข้ามาหาเลยเหรอวะ!

     ยังดีที่แค่เฉี่ยวไป ต้องขอบคุณเทอร์โมโพรเท็คท์จริงๆ ที่ทำให้มันเห็นเราแค่ลางๆ เอาล่ะทีนี้ตาฉันบ้างล่ะนะ!
     ผมพุ่งตัวออกจากหน้าต่างซึ่งข้างล่างเป็นรถถังขาแมงมุมติดปืนลำแสง อยู่เหนือมันอย่างนี้ไม่มีทางโดนยิง ซะเมื่อไหร่! เอิ้ว! ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆ   มันมีทีมคุ้มกันด้วยนี่หว่า!

        "ยิงสลิง!"     เป้าหมายคือตึกตรงหน้า พอสลิงยึดเข้าก็เปิดบูสเตอร์พุ่งเข้าเกาะตึกในสภาพเดียวกับนักไต่เขา... เฮ้ย! มันวิ่งติดบูสต์ไต่กำแพงเข้ามาเลยเรอะ! ไม่ได้การล่ะ ปัง! เป้ง! ฉิบล่ะสิเข้ากลางกล้องเลย! พังสิวะงานนี้มองอะไรไม่เห็นเลย     โดนบังคับให้ถอดหมวกเกราะซะแล้ว ผมเปิดหมวกออกรับมัน ตัวที่ยิงผมมันกระโดดยันตัวเข้าไปที่หน้าต่างตึกข้างๆ แล้วยิงไล่เข้ามาอีก บีบให้ต้องถีบตัวหลบกระสุนเข้าไปหาอีกสองตัวที่ไต่กำแพงไล่ยิงเข้ามา แต่การที่ไล่ผมกันหมดครบทีมเลยอย่างนี้...

        "มึงพลาดแล้ว"     ปล่อยข้างล่างซะโล่งเลยนะตัวเอง! ถึงไอ้แมงมุมคันนั้นมันจะเคลื่อนไปไกลแล้วก็เถอะแต่ว่าผมยังมีทางเข้าหามันได้ด้วยวิธีพิเศษอยู่ การใช้ความสามารถเฉพาะตัวก็อยู่ในแผนการนะ ไปเลยเอ็กเซีย!

     ด้วยแขนซ้ายที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ ผมใช้มันดันถีบตัวเองตรงไปหารถถัง ถลาลมผ่านหนังสงครามข้างถนนของคนในอดีตไปแบบหัวใจเต้นระทึก แต่ก็ยังไม่ถึงตัว ประกอบกับจะลงพื้นไม่ได้เดี๋ยวโดนโฮโลแกรมยิงตายเอา งั้นก็เอาอีกจังหวะ ผมยิงสลิงติดเจ็ตที่หลังพุ่งเข้าหาผนังของตึกใกล้ๆ แล้วใช้แขนซ้ายส่งต่อไปอีก ด้วยแรงส่งที่มากกว่าครั้งแรกทำเอาผนังปูนแตกออกจนเห็นโครงเหล็ก!

       "หะ?! ทำไมเห็นโครงเหล็กได้ ก็มันน่าจะแตกแค่ของจริง อ๊ะ!"

     เอาไว้ก่อนแล้วกันอยู่เหนือหัวมันพอดี แล้วก็ใช้บูสเตอร์ช่วยร่อนลงกลางป้อมปืนพอดี หึหึหึ อีกแค่หนึ่งช่วงตึกก็ถึงตัวพวกไอ้ซานเจแล้วแท้ๆ   เช้ง! คมดาบทั้งสองปักลงกลางป้อมปืนสองข้างลำตัว จากนั้นก็เปิดบูสต์หมุนไปครึ่งรอบกลับหลังฟันป้อมปืนตรงส่วนฝาประตูเปิดเป็นรูโหว่ทะลุลงไปจนเห็นหัวพลยิง

        "จ๊ะเอ๋"     บิด! (หักคอ) ชิมครีม! (ดึงออกมา) แล้วจุ่มนม! (เหวี่ยงมันออกไป)

        "เกิดอะไรขึ้น! หา"     พลขับหันมามองหน้าผมที่แย่งที่นั่งเพื่อนมันไปด้วยสายตาอันหวาดหวั่น

     ผมยิ้มให้มันเล็กน้อย     "ไม่ต้องกลัว ไม่ทันเจ็บหรอก"     ฉับ!

     คราวนี้ก็อีกสามตัวข้างหลังที่กำลังตามมา เล่นกับมันหน่อยแล้วกัน     "ทั้งที่ไอ้นี่มันมีดีกว่าวิ่งตามถนนแท้ๆ ไม่ได้ทำตัวให้สมกับเป็นแมงมุมแล้ย"     ชำเลืองไปทางพ่อพลขับคนเก่าเล็กน้อย... ไปโลด!   ผมยิงสลิงแบบเดียวกับที่ติด PA แต่ขนาดมหึมาเข้าหาตึกใกล้ๆ แล้วกระโจนตัวรถเข้าไปเกาะ ส่วนเล็บแทงจิกลงไปในตัวตึกด้วยระบบอัตโนมัติ ถึงป้อมปืนจะพังไปแล้วเพราะโดนดาบหลอมเหล็กไป แต่ม่านควันและปืนกลหนักสองกระบอกข้างป้อมยังใช้การได้

        'ทางนี้เหลือรถถังอีกคัน ใช้การโจมตีจากด้านบนไม่ได้แล้วมันรู้ตัว'     เอเลนัวร์ติดต่อเข้ามา

        "ยื้อไว้ซักสิบห้าวิ ทางนี้ได้ของดีมาแล้ว"     ผมยิงม่านควันขึ้นบดบังทัศนวิสัย

        'Loud & Clear'

     สารประกอบในม่านควันจะรบกวนเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อน แต่ในเรดาร์ผมเห็นมันชัดเจน เพราะมันส่งสัญญานว่าเป็นพวกเดียวกันออกมาเลยรู้ตำแหน่งได้อย่างง่ายขณะที่พวกมันทำไม่ได้

        "Steel unload, Fire blow!"     สาดกระสุนไปเลย กระสุนพุ่งผ่านหมอกม่านเข้าหาพวกมันจนยับ แล้วสัญญานชีวิตของ 'พวกเดียวกัน' บนเรดาร์ก็หายไป หึหึหึ

     เสร็จจากงานรับน้องก็ได้เวลาไปต่อ ขาของน้องแมงมุมจิกเกาะไต่ผนังขึ้นไปจนถึงดาดฟ้าตึกนี่คือเหตุผลที่มี 4 ขา แต่คนกลับเรียกมันว่าแมงมุมไงล่ะ   เปิดโหมดแสกน จอภาพรอบทิศในตัวรถค่อยๆ แสดงตำแหน่งสิ่งต่างๆ บริเวณรอบด้านในระยะ 20 เมตร

        "ห่างไปอีก 3 บล็อค ศัตรู 2 เป็นรถถัง 1 และพวกเดียวกันห่างออกไปอีกบล็อครถถัง 1 PA 2 โอว พวกเดียวกันเหลือแค่นี้ซะแล้ว"     มันคงขนมาเติมอยู่แล้วเล่นเจอตอใหญ่ขนาดนี้

     กระโดดข้ามตึกกันเลย! บูสต์เต็มกำลังของเจ้านี่มันแรงดีจริงๆ แถมเครื่องกำเนิดพลังงานยังดีกว่าที่ไอ้เจมันซื้อมาเป็นกอง ของใช้ภาษีซื้อมามันดีอย่างนี้ ได้เวลาคืนภาษีแล้วคุณข้าราชการกินเมืองทั้งหลาย   สมรรถนะอันยอดเยี่ยมทำให้การกระโดดข้ามตึกเป็นไปอย่างง่ายดาย ทั้งตอนกระโดดและบูสต์ชะลอลงพื้นเป็นไปอย่างลื่นไหล

     เอเลนัวร์กำลังยิงพลางถอยพลางอยู่ ไม่ลงไปช่วยดีกว่า การที่มันไม่มีท่าทีระวังภัยจากผมเลยคงเป็นเพราะคิดว่าผมมาช่วยสมทบ น่าจะเอะใจสักหน่อยน้า~~   ผมกุมบังเหียนกระโจนลงไปคร่อมแมงมุมของมันทันที ตามด้วยเงื้อขาข้างหนึ่งขึ้นจนสุดแล้วแทงลงกลางป้อมปืน ตูม! บดขยี้จนแหลก พวกที่อยู่ข้างในคงกลายเป็นเนื้อบดไปเรียบร้อย เอเลนัวร์ตามเข้ามาสอย PA อีกตัวหนึ่งด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดติดแขนทำให้อีกตัวล้มลงไปกอง แต่มันจะไม่ได้ลุกขึ้นอีก...

        'ยังจำได้มั้ยพิชิต ในแนวหน้าตอนที่ไอ้แมงมุมมันโผล่มาน่ะ'

        "เออ ลืมไม่ลงเลย มันไล่เหยียบทหารราบฝ่ายเราเหมือนมดปลวกอย่างนั้น"

     ตึง! ใช่ เหยียบเหมือนหนอนเหมือนแมลงเลยล่ะ



        “เมื่อกี๊นี้แกพูดว่าอะไรนะซานเจ เอาใหม่อีกทีซิ!”     เสียงเธอฟังดูเดือดมาก ท่าทางจะโกรธจัดเลยนะเนี่ย

        ‘Generator ไหม้ครับเจ๊! เจ๊งบ๊งเลยสงสัยจะหยุดระบบไม่ทัน...’

        “ไอ้หอกหักเอ๊ย! ก็บอกให้ระวังตั้งแต่แรกแล้วไงล่ะว้อย! แล้วทีนี้เอาไงล่ะฮะ ไหนแกลองพูดมาสิจะทำยังง๊าย! รถถังมันไม่ได้หาซื้อง่ายๆ นะโว้ย!!!”

     โอ้โฮเฮะ! เดือดเป็นจุดดับดาวฤกษ์เลยแฮะ ดีนะแค่รถถังพัง ถ้าเกิดสัมภาระเป็นอะไรไปด้วยได้เจอโซล่าแฟลร์แน่ไอ้กล้วยแขก

        “พี่สิทธิย้ายมาขึ้นคันนี้แทนมั้ย? ทางนี้เป็นของพวกมันอาจออกไปได้ง่ายกว่าที่คิด”     ผมเสนอตัวเลือกใหม่ไปสงบใจแม่เสือสาวใกล้ๆ ที่ใจไม่ค่อยสงบ

        ‘นี่คือสาเหตุที่สารวัตรให้ฉันมาช่วยไงล่ะ เพราะคิดไว้แล้วว่าหน้าโง่ๆ อย่างไอ้หำแขกดำนี่ต้องทำแป้ก.. ต่อจากนี้จะใช้เส้นทางเดินเท้า’

        “เดินเท้า? จะดีเหรอพี่”     พวกมันล้อมไว้หมดเลยนา

        ‘ถึงข้างบนจะแน่นแต่ข้างล่างยังว่างนี่หว่า อย่าลืมว่าไม่มีการซ่อมแซมทางใต้ดิน ยังมีทางลัดที่เจาะทิ้งไว้ช่วงสงครามที่ศัตรูไม่รู้อยู่’

        “งั้นผมฝากบอกสารวัตรด้วยอย่างนึง...”     มีเสียงกุกกักมาจากปลายสายเลยแฮะ สงสัยจะรู้ว่าผมจะพูดอะไร     “...จบงานนี้มีเรื่องต้องเคลียร์”



     หลังติดต่อพวกสามโง่ เอเลนัวร์ก็ขึ้นมานั่งตำแหน่งพลปืนบนแมงมุมของผม เธอเปิดหมวกทำท่าฉงน...

        “รู้สึกแปลกๆ มั้ย? ทำไมกองหนุนมาช้าจัง ปกติถ้าเจอตอแข็งขนาดนี้มันต้องเสริมอย่างว่องเลยนา”

     นั่นสิ แต่ผมก็พอเดาได้ว่าเพราะอะไร

        “มีอยู่ไม่กี่อย่างหรอกนะ หนึ่งคือมันรอโปรยบอมให้ราบทั้งแผง”

     ผมคุมรถถังเข้าไปหาคันเก่าของเราที่ตอนนี้พวกนั้นเผ่นออกไปกันแล้ว

        “เอ... งั้นมันก็น่าจะมีแจ้งเตือนอยู่ใน Log ของรถถังคันนี้สิ ฉันตรวจแล้วไม่เห็นมีเลย”     เธอเปิดไฟล์โต้ตอบระหว่าง บก. กับรถถังคันนี้ขึ้นอ่าน ในขณะที่เล็งปืนกลหนักเข้าไปที่ตัวรถนั่น

        “งั้นฉันมีให้อีกตัวเลือกนึง คือพวกมันมาเสริมลำบากน่ะสิ ก่อนหน้านี้ฉันปะทะกับนักเวทย์สองคน มันร้ายมากจัดการทหารติดเกราะเหมือนหยอกเด็กเล่นเลยล่ะ”

     และกระหน่ำยิงมันด้วยหัวกระสุนขนาด 20 มิลลิเมตร เข้าตัวถังจนระเบิด ตูม! เอลเลนัวร์ทำตาละเหี่ยส่ายหน้าด้วยอารมณ์ไม่ค่อยจะเข้าที่นักอย่างว่าสร้างมากับมือ ก่อนจะหันมาจ้องหน้าผม

        “จริงสิปลอดคนแล้วยื่นหน้ามาทางนี้ซิ”     เธอเอื้อมมาช้อนคางผมไปหา หรือว่า...

     นัยน์ตาสีฟ้าครามเปล่งประกายสั่นไหวค่อยๆ ใกล้เข้ามาเหมือนเมฆลอย ผมก็ต้องยอมคล้อยตามเลยไปปล่อยริมฝีปากหยาบกระด้างกดค้างลงบนปุยเมฆชมพูระเรื่อ หนึ่งจูบเบาๆ เป็นการเตือน

        “เวลานี้ไม่ดีมั้ง?”     ถึงพูดแบบนี้แม่นี่ก็ไม่สนอยู่ดี แถมยังซุกหน้าเข้ามามากกว่าเดิมอีกส่งผลให้ผมต้องหยุดรถโดยปริยาย แล้วย้ายแขนจากคันบังคับไปจับเธอเข้าสวมแทน กระพริบตาใส่กันเล็กน้อยเป็นบัตเตอร์ฟลายคิส อาส์ นานๆ ทีก็ดีเหมือนกัน...

     แล้วเธอก็เป็นฝ่ายหยุด ยิ้มหวานใส่ผมเล็กน้อยแล้วปิดหมวกเข้าประจำที่เหมือนเดิมตามด้วยยื่นบางอย่างที่ติดอยู่ข้างเอวให้

        “เอ้าไอ้โม่ง ปล่อยหัวโล่งคงไม่ดี แล้วนี่ก็มีดทำครัว เห็นมันตกบนกองเสื้อผ้าแกเกิดโดนเก็บไปตรวจลายมือล่ะบรรลัยกันหมดแน่ แล้วไม่ต้องถามหาที่เหลือ ฉันเผาทิ้งไปหมดแล้ว”

        “เก็บลายละเอียดทุกเม็ดเหมือนเคยเลยนะ น่ารักจริงๆ”

     เธอจิ้มเปิดโหมดแสกน ดูพื้นที่รอบๆ และก็พบสาเหตุที่ไม่ส่งกำลังเสริมเข้ามาทันที

        “ดูเหมือนจะเป็นอย่างที่นายว่านะ ตำแหน่งของพวกเดียวกันมันเคลื่อนที่เวียนวนอยู่จุดเดิม.. อ๊ะ PA ร่วงไปอีกหนึ่งแล้ว! มีข้อความด่วนเข้ามาด้วยว่าให้ไปสมทบทางนั้นแทน พวกนั้นใช้ดาวเทียมดูตำแหน่งจริงๆ น่าจะเพราะเห็นรถถังเราระเบิดด้วยแหละ”

        “มันน่าแปลกก็ตรงที่ไม่เช็คดูว่าเราทำอะไรลงไปด้วยแมงมุมตัวนี้น่ะสิ มันโง่หรือมันกระจอกกันแน่นะ”


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 11 -Blinding Light- 
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ เมษายน 09, 2012, 07:32:36 PM
     จะตัวเลือกไหนก็ไม่ต่างกันซักเท่าไหร่ ฝีมืออ่อนยังกับเด็กฝึกงาน อย่างนี้บุกโจมตีเป็นร้อยก็ไม่ต่างอะไรกับทยอยกันมาตายหรอก จะฆ่าไอ้นักเวทย์สองคนนั่นได้คงต้องรอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อนซะละมั้ง?   ถ้าอย่างนั้นเราเข้าไปรุมโทรมมันด้วยดีกว่า...

        “จะไปหยุดไอ้ภาพลวงตานี่เลยก็ได้ แต่ป่านนี้พวกที่ไม่ตายคงมีแต่เรา...ฉันมีอะไรบางอย่างต้องพิสูจน์เกี่ยวกับแขนข้างนี้ซักหน่อย ออกไปเล่นกับมันหน่อยมั้ย?”

     พูดไม่ขาดคำเอเลนัวร์ก็คว้าไรเฟิลต่อสู้รถถังกระโดดออกจากตัวรถไป ไม่พูดไม่จาพาร่างตัวเองขึ้นตึกใกล้ๆ ไปประจำตำแหน่งแล้ว     “ฉันเหลือแค่ปืนกระบอกนี้กับกระสุนอีก 63 นัดรวมสำรองแล้ว ขอยิงสนับสนุนอย่างเดียว นายอยากทดสอบไอ้มือดำพิสดารนั่นก็เข้าไปล่อให้หน่อยแล้วกัน”

     เออ อย่างนั้นแหละดีแล้ว เพราะมันไม่เสี่ยงดี อันที่จริงอยากให้ออกไปพร้อมๆ กับสัมภาระแต่เธอคงไม่ยอมแน่... ขอแค่เธออยู่ในตำแหน่งปลอดภัยเข้าไว้อะไรๆ ก็จะง่ายขึ้นเยอะ

        “วางยาแมงมุมตัวนี้ไว้ด้วยดีกว่า ชอบมันจริงๆ เลยไอ้ระบบระเบิดตัวเองเนี่ย”



บรรยายขยายความ
บัตเตอร์ฟลายคิส ~ Butterfly Kiss - การจูบแบบพิสดาร ไม่ใช่ปากชนปาก หรือชนแก้ม แต่เป็นการเอาหน้าไปประชิดกันแล้วกระพริบตาข้างหนึ่งแตะสัมผัสผิวหน้าอย่างแผ่วเบา (อย่างเจ๋งเลยคือแตะขนตาอีกฝ่าย) นี่แหละที่เขาเรียก ‘จูบแบบผีเสื้อกระพือปีก’ ใครลองเอาไปทำกับแฟนสิ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงขนตางอนทั้งหลาย รับลองจะติดใจ Yea!

หมวกเกราะพังแล้วยังใช้วิทยุติดต่อกันได้เพราะตัววิทยุมันอยู่ตรงเกราะอกใต้คอครับ ออกแบบมาเผื่อหมวกกระจุยอยู่แล้ว ก็ยิงหัวกันเป็นว่าเล่น

รถถังในเรื่องนี้จอรอบทิศทางแบบในกันดั้มเลยครับติดเรดาร์ขนาดเล็กด้วย แสกนโหมดก็ไม่ต้องแปลกใจว่าเอามาจากเกมไหนลอกมาโต้งๆ บอกกันตรงๆ ว่า AC5

การต่อสู้รถถังแบบจู่โจมด้านบน (Top Attack) - ในตัวเมืองวงเลี้ยวรถถังมันน้อย มุมยิงยิ่งจำกัดโดยเฉพาะมุมเงย ยกเว้นรถถังสี่ขาที่ไต่ตึกได้ (ต้นแบบมาจากทาเคมิกาสึจิ? จากโซระโนะโอโตะ) ใช้กระสุนเจาะเกราะพิเศษของปืนในเรื่องยิงให้เน่าได้ง่ายๆ (ที่ใช้คือลิเนียร์ไรเฟิล 20 มม. Armor Pulse ยิงลอดเกราะส่วนที่บางที่สุดใส่ตรงส่วนบรรจุกระสุนของปืนใหญ่ แต่ในนี้ยิงใส่พลขับโดยตรงเลย ส่วนของไอ้ชิตใช้ดาบเข้าไปฟันตรงๆ) การเผชิญหน้ากับรถถังจริงๆ ด้วยทหารคนเดียวแบบในเรื่องคงเป็นไปไม่ได้หรอก อ้อ ไม่ใช่แบบรถถังปิดเมืองตอนปฏิวัตินะอันนั้นมันไม่ใช่การรบ (ลุงเป็นทหารผ่านศึก แกเล่าให้ฟังว่าแค่วิ่งหลบกระสุนปืนใหญ่ก็กลัวจนน้ำตาเล็ดแล้ว) ในความเป็นจริงคงมีแต่พวกหน่วยรบเจ๋งๆ อย่างพวก BlackOps ล่ะมั้ง?

สอบเสร็จแล้ว เย้! มีแววว่าจะตกสัก 2 วิชาได้(เศร้า) ตอนหน้าบู๊ตั้งแต่เปิดยันปิด ไม่มีพักหายใจ ไม่มีแทรกบทฮา ไม่มีฉากกระแทกใจ มีแต่ไอดินกลิ่นปืนลื่นน้ำแข็ง และไอ้หวังตายแน่!

ตามมาด่ากันได้ที่ http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3423
ออกแบบตัวละครของท่านที่ หรือตามวรรคก่อน http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3286


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 12 -Coldplay- ยกที่หนึ่ง!
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ เมษายน 09, 2012, 07:36:23 PM
Unreal 12   -Coldplay-



     ตะวันลวงลับขอบฟ้าไปแล้ว เมื่อไรเล่าความจริงจะทอแวว... ทุกอย่างพร้อมเข้ามาอยู่ในวงล้อมของกองทหารเรียบร้อย... รอเอเลนัวร์ยิงสายเข้ามา

        ‘ไม้ขีดไฟเข้าตำแหน่ง พร้อม!’     ทันใจมาก เอาล่ะ

        “นับถอยหลัง 20 ระงับการสื่อสาร พญานาคจะเข้าปะทะ”

     บนยอดตึกสูงลิบนี้แม้แต่สายลมอันรุนแรงก็ยังปลอมแปลง ทั่วระแหงเต็มไปด้วยควันจากไฟสงคราม ทั้งจากอดีตและปัจจุบัน... พวกมันสู้กันในตัวอาคารสำนักงานข้างหน้านี้ ถึงภายนอกมันจะกระจกแตกแหลกละเอียด แต่เชื่อสิความเป็นจริงกระจกยังเรียบทุกกระเบียดนิ้วเลยล่ะ เกิดทะเล่อทะล่าพุ่งเข้าใส่ได้หน้าแหกแทนแหงๆ

        ‘ความจริงจอมปลอมย่อมมีวันสิ้นสุด หยุดหลอกตัวเองแล้วรุดหน้ากันซะที’     จะละเลงเลือดกันอยู่แล้วเธอยังเล่นคำอีก...

        “เฮะ สิ่งดีๆ ในภาพลวงตามันก็ยังมี เหมือนขี้นั่นแหละหนา ถึงใครว่าไร้ค่าถ้าประยุกต์ใช้ก็ยังได้ประโยชน์”     ทำเสียงกวนโอ้ยใส่เธอไปหน่อย

        ‘อุบ! ฮิฮิ อุตส่าห์เปิดอย่างเท่แต่ดันตัดให้จบเห่ซะงั้น’

     จบเห่ที่ไหนกันอารมณ์ขันเป็นสิ่งยืนยันแรงผลักดันที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อสู้ต่อนะ

        “ได้เวลาแล้ว..จะบุกล่ะ อำนาจสั่งการอยู่ที่ฉัน ไปล่ะ...”



     เบิกฤกษ์ด้วยการบุกเข้าไป อาคารฝั่งตรงข้ามอยู่ต่ำกว่า ถ้างั้นก็จ้ำข้ามไปเลย   ผมกระโดดลงไปกะระยะให้ปะทะกับผิวนอกชั้นบนสุด เสียงหวีดหวิวของสายลมกระทบในกกหูดึงใจให้หวาดหวั่น ผมดันตัวเข้าใกล้อีกด้วยบูสเตอร์และยิงสลิงใส่ช่องว่างที่ควรเป็นกระจก และยกตัวขึ้นต่อทันทีที่ได้ยินเสียงแกร๊กจากการเกาะติดผิวหน้าบนพื้นโล่งๆ เป็นที่แน่นอนว่าตรงนั้นมันมีกระจกแต่โดนภาพลวงบังตา ด้วยท่าเดียวกับนักปีนเขา ผมเข้าหาเป้าหมายอย่างสะดวก กดดาบลงฟันเปิดช่องเข้ามาได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อฟันเรียบร้อยกระจกแผ่นนั้นจึงปรากฎออกมาให้เห็น ถ้าโดนมันหลอกเข้าล่ะเน่าแน่ๆ เลยนะเนี่ย

     เสียงปืนดังมาจากชั้นล่างๆ ลักษณะเหมือนว่าเจ้านักเวทนั่นจะโดนไล่ต้อนขึ้นมาเรื่อยๆ ตอนนี้น่าจะอยู่ต่ำลงไปอีก 3 ชั้น ลิฟต์ยังใช้การได้แต่มันอยู่ชั้นล่างสุด งั้นก็ง้างประตูแล้วลู่ตามสายลงไปซะเลย ขึ้นตรงๆ คงมีปัญหา

     เอี๊ยด กึง!     “ง้างได้จริงๆ ด้วยแฮะ ทั้งที่มีภาพลวงตาซ้อนอยู่ด้วยก็ยังง้างได้”     นี่แสดงว่าสิ่งที่คาดไว้เป็นจริง...

        “พญานาคเรียกไม้ขีดไฟ นับถอยหลัง 20 รถถังไต่เข้ามาจุดไม้ขีดที่ชั้น 6”     ผมอยู่ชั้น 8 ตัวตึกไม่กว้างมาก ระเบิดจากเตาปฏิกรณ์ของไอ้นั่นน่าจะปิดทางขึ้นตึกได้เล็กน้อย ถึงไม่มากก็ยังดีและถ้าโดนมันด้วยจะยิ่งเจ๋ง



     ตอนนี้ห้อยอยู่กับสายโยงลิฟต์รอเวลาเปิดมหกรรม... บรึม! โอ้มาเร็วทันใจไวอย่างปรอท   แรงระเบิดมาไม่ถึงตัวลิฟต์ แสดงว่าอาจโดนพวกมันไปแล้วก็เป็นได้ ผมรูดตัวลงไปยังชั้นเป้าหมาย เสียงความวุ่นวายและปืนประปรายกันไป ไม่โดนไอ้นักเวทแฮะ งั้นก็ลุยกันเลย!

     แปะระเบิดพลาสติกลงบนประตูลิฟต์และ ตูม ประตูลิฟต์ปลิวออกไปพร้อมกับที่ผมโดดชิ่งอีกฝั่งพาร่างทะยานผ่านกองเพลิงพุ่งเข้าหาเหยื่อชุดแรก เป็น PA ที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูห้อง ฉับ! ดาบฟันตัดครึ่งหัวมันผ่านเลยไปถึงอีกตัวข้างหน้า แต่ว่ามันยกมีดขึ้นเปิดระบบคลื่นความร้อนต้านไว้ทัน ทว่าแรงส่งของผมมากกว่าที่มันจะตั้งหลักได้ ส่งผลให้ตัวมีดโดนปัดจนหลุดมือและ ฉึก! อีกเล่มหนึ่งของผมแทงเข้ากลางท้องแล้วคว้านออกจนดับสนิท...

        “โอ ระห่ำเดือด!”     ข้างในนั้นเป็นห้องสำนักงานที่รถถังระเบิดใส่ ผมเห็นไอ้นักเวทตัวผู้กระโดดล้อเกวียนกลางหาว แล้วพุ่งหลาวน้ำแข็งแหลมเรียวเข้าเฉี่ยวหน้าของทหารติดเกราะจนล้มคว่ำ ขณะเดียวกันกับที่ยกแท่งน้ำแข็งขึ้นปัดป้องดาบที่ฟันมาอย่างต่อเนื่องอีกฝั่ง มันมีฝีมือมากเลยแฮะ

        “นักเวทของจริงนี่หนังเทียบไม่ได้เลย”     บู๊เดือดกว่าแรมโบ้อีก

     ในที่สุดก็ได้จังหวะ PA ตัวด้านหลังของมันเงื้อดาบเข้าปะทะกับแท่งน้ำแข็งติดบูสต์ยันกับมันที่พึ่งลงพื้น ผมจุดไฟใส่หลังอย่างว่องพาตัวพุ่งเข้านัวกับมันด้วยเงื้อดาบหมายฟาดตัดทั้งคู่ในทางที่วิ่งผ่าน!

     ดาบตัดกลางตัวเกราะข้างหน้าอย่างนิ่มนวลแล้วทวนเข้าไปที่กลางหน้าผากไอ้นักเวทนั่น ด้วยความเร็วที่ยากจะจับทันมันไม่มีโอกาสหลบได้ เปรี๊ยะๆๆๆๆ ชะไอ้นี่! มันดึงมีดที่เอวของตัวที่ผมฟันทิ้งมากันซะงั้น... แย่ล่ะ! PA อีกตัวมันไหวตัวหย่อนระเบิดไว้สองลูกแล้วโดดออกไปทางรูระเบิดจากรถถัง แต่มันก็ตัวแตกก่อนหนีทันด้วยกระสุนหนุนจากเอเลนัวร์

     ไอ้นักเวทยกแขนอีกข้างทำท่ากวักมือปลายนิ้วเข้าที่หน้าผม ทันไดนั้นระเบิดสองลูกนั่นก็ลอยตรงเข้ามา เฮ้ย!!!

     ปึ้ก! ระเบิดกระแทกเข้าที่หน้าจนมือผงะ จังหวะนี้มันถีบกลางลำผมจนล้มแล้วย่ำข้ามหัวผ่านห้องที่ผมเข้ามาออกไป แต่ใครจะยอม! แขนซ้ายผมปล่อยมีดแล้วคว้าข้อเทามันไว้ทัน เหวี่ยงร่างของมันทับลงบนระเบิดสองลูกนั่น ตัวผมที่นอนคว่ำอยู่จุดบูสเตอร์พุ่งฝ่าเศษซากอิฐปูนไปข้างหน้าแบบไม่ต้องหาจุดหมายแล้วในบัดดลก็ ตูม!!! ร่างโดนอัดจนเกือบหลุดออกนอกตัวอาคาร แต่เพียงเท่านี้ก็กำจัดนักเวทตัวผู้ได้แล้... เฮ้ย!

     มันยืนหอบแดกลิ้นห้อยอยู่กลางน้ำแข็งที่งอกย้อยออกมา ไอ้โม่งขาดออกผมสีทองนัยน์ตาสีฟ้าหน้าคุ้นๆ ยืนหราในห้องที่ต้องบอกว่ากลายเป็นกลางถ้ำในภูเขาน้ำแข็งอันสวยงาม ความรุนแรงจากระเบิดเหลือร่องรอยไว้แค่ใต้ผิวน้ำแข็งที่หุ้นรูนั่นไว้ ดูเหมือนมันจะใช้น้ำแข็งที่งอกออกมาดันร่างหลบได้ฉิวเฉียด แล้วรูปร่างที่เป็นทรงกระบอกของแท่งบนพื้นที่วางสับกันเป็นชั้นๆ ยังลดแรงสั่นสะเทือนจากระเบิดที่จะส่งถึงมันอีกด้วย ฉลาดเป็นบ้า!

     มืออาบเลือดของมันกวาดลงบนอากาศเหมือนวาดภาพอักษรบางอย่าง น้ำแข็งงอกย้อยรอบตัวมันก็พลันสั่นไหว เสียงกระเท๊าะดังเปาะแปะมาจากโคนแล้วจึงโค่นออกมาเป็นกลุ่มของหอกน้ำแข็งงอกเรียงรายกลางอากาศ

        “ไม่ไหวนะ ไอ้อย่างนี้พี่ขอผ่าน...”     ฮึบ! บูสต์เต็มกำลัง!!!

     ผมกระโจนออกผ่านซากรถถัง กระโดดข้ามไปตึกข้างๆ แล้วรีบเตะผนังวิ่งขึ้นสุดกำลัง ไม่ต้องเหลียวหลังไปดูก็รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น เสียงแตกเหมือนกระจกดังกระหน่ำทำเอาหูอื้อ พอเกาะได้หันดูก็มีรูขนาดยักษ์อยู่บนผนังตึกเฉี่ยวปลายเท้าไปไม่กี่มิลแล้ว!

        ‘พญานาคยังอยู่มั้ย?’     เสียงเธอเย็นชาพอๆ กับอุณหภูมิพื้นผิวที่ยื่นมือเกาะตอนนี้เลย

        “อยู่ดีมีสุข”     ผมลงไปยืนพื้นบนแท่นน้ำแข็งที่มันเสียบคาไว้... ไม่เห็นหัวมันแล้วแฮะ แต่ได้ยินเสียงปืนดังระงมออกมาแทน คุณพี่ทหารหาญยังคงทำงานอย่างเข้มแข็ง

        “ที่สำคัญกว่าเห็นตัวเมียบ้างมั้ย มันมาเป็นคู่นะอย่าลืม”

        ‘ไม่แม้แต่เงา เท่าที่เห็นไม่มีการเคลื่อนไหวอันตรายของทหารรอบนอกจุดปะทะ มันมีตัวเดียวแน่นอน’

     แปลกแฮะ รึว่าจะตายไปแล้ว? ไม่น่าใช่มันร้ายกันปานนั้นแล้วยังพลังเหนือจินตนาการอีก... หือ? ผมก้มมองดูใต้เท้า รถถังขาแมงมุมกำลังไต่ตึกเข้ามาโดยหันปากกระบอกปืนลำแสงใส่ตึกเก่า คงกะเป่านักเวทนั่นทิ้งในนั้นเลย

        ‘ระวังนะมีแมงมุมล้อมตึกนั้นไว้แล้ว 3 ตัว กับ PA อีก 4 หมู่’

     ที่สำคัญคือไอ้หัวทองนี่มันคนเดียวกับที่นั่งพี้กัญชาในร้านอีตุ๊ดนี่หว่า... ปล่อยตายดีมั้ยนะ? มันก็ไม่น่าตายง่ายนักหรอก แต่ถ้าเป็นอย่างที่พิศาลมันว่า ‘ดูพวกเขาเหมือนหาคนรอดชีวิตนะ’ อืม อีกอย่างมันไม่ใช่คนที่ปล่อยหมอกควันสงครามข้ามเวลานี่แน่ๆ แล้วด้วย และเป้าหมายของทหารพวกนี้เป็นอะไรก็ยังไม่ชัด อืม...

     รู้สึกติดขัดอย่างบอกไม่ถูก ไอ้นักเวทนั่นมันเป็นพวกที่ตามหาอรุณชัวร์แล้วด้วย... อึ๊! ซวยแล้ว!!!

        “เอเลนัวร์เธอรีบตามตูดพวกซานเจไปอย่างด่วยเลย!!!”

        ‘มีอะไร ทำไมร้อนลน!’

        “ไอ้ตัวผู้นี่มันแค่ตัวล่อ! มันแยกกันตรวจสอบคนรอดชีวิต!”     มันต้องคอยจับตาดูคนที่รอดชีวิตแน่ๆ ว่ามีโอกาสเป็นกลุ่มต้องสงสัยในเรื่องบางอย่างที่ตามหาหรือไม่โดยไม่เจาะจงใคร แต่หวยดันมาลงก็ตรงที่ผมกับพิศาลรอดจากนรกนี่ไปได้ และถ้าเดาไม่ผิดตอนเอารถถังเข้ามาปะทะกันมันต้องจับตาดูพวกเราอยู่เป็นแน่แท้

        “ที่แย่ที่สุดคือพวกเรานี่แหละที่อรุณอยู่ด้วย! หลีกเลี่ยงการเข้าปะทะและหาทางติดต่ออย่าให้พวกมันกลับไปที่โบสถ์!!!”

        ‘ทราบแล้ว! เลิกกัน!’

     ถ้ามันไม่เห็นอรุณอยู่ด้วยก็คงไม่ลงมือทำอะไรไปกว่าจับตาดู ดันทำพลาดอย่างใหญ่หลวงไปได้นะเรา เฮ้อ~~

        “ดูท่าจะปล่อยให้ตายไม่ได้ซะแล้ว เรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะเลยนะไอ้ตัวแสบ!”



     เอาไอ้รถถังนี่ก่อนเลย ผมโดดลงไปใส่มันที่กำลังไต่ขึ้นมา ในจังหวะที่มันยกขาขึ้นข้างหนึ่งเพื่อก้าวเกาะ ผมเฉาะเข้าที่ขาอีกข้างจนขาดและมันก็เสียหลักเนื่องจากขาสองข้างรับน้ำหนักไม่ไหวเอนหงายท้อง ปัง! กึง! ไอ้รถถังนี่มันยิงสลิงเข้าเกาะตึกฝั่งตรงข้าม! เลยกลายเป็นว่ามันพลิกตัวขึงตัวเองไม่ให้ตกลงไปได้ซะอย่างนั้น

        “อ้าวเวรงานงอกเลยคราวนี้!”     PA 3 เครื่องข้างล่างรู้ตัววิ่งไต่ตึกหน้าตั้งมาทางผมซึ่งหลบอยู่ไต้ท้องรถ

     ไม่เป็นไรยังมีอีกชิ้นเอาไปกินซักคำสิคุณทหาร!   ผมแปะระเบิดอีกลูกลงบนแมงมุมที่กำลังชักใยตัวนี้ ดูๆ ไปก็น่าสงสารขาที่เหลือยังตะเกียกตะกายอยู่เลย... หลังจากนั้นก็ติดเครื่องจุดไฟวิ่งไต่ไปตามสลิงเส้นใหญ่ใยของไอ้แมงมุมแอ้งแม้งนี้หนีมันไป ถึง PA พวกนั้นจะหันมาเห็นก็ไม่ทันเสียแล้ว ตูม!!! ก่อนใยจะสิ้นเยื่อผมก็สวมวิญญานเสือกระโจนเข้าตัวตึกได้ก่อนอย่างปลอดภัย ทิ้งไว้แค่เหล่าทหารติดเกราะที่โดนเปลวเพลิงกลืนเข้าคลอกจนมอดไหม้

     พื้นไม่ค่อยหนาจะวิ่งหาบันไดก็เสียเวลา เจาะมันไปเลย   ผมใช้แขนซ้ายปักดาบลงวาดเป็นรูวงกลมพอตัวลอดผ่านลงไปชั้นล่าง ด้วยพลังพิเศษทำให้แม้แต่ภาพลวงตาเองก็ฟันเปิดเป็นรูได้ และยังไม่ทันลงไปก็มีเสียงทหารสั่งให้ยิงใส่รูที่เปิด ผมจึงเตลิดลงไปแล้ววิ่งใส่ตัวใกล้ที่สุดทางขวามือ คว้าคอมันหักจิ้มน้ำพริกแล้วยกไว้ใช้เป็นโล่ อ๊ะ! ในมือมันไม่ใช่ปืนกลเบาแล้วนี่หว่า! มันเอาไรเฟิลติดเครื่องยิงลูกระเบิดมาด้วย!

        “ซวยแล้วสิ ไม่น่ารีบหักคอเพื่อนมันเล้ย!!!”     พอเห็นเพื่อนตายความลังเลก็หมดไป มันยิงปืนจรวดวิถีตรงพุ่งอัดศพทันที!

     เห็นดังนี้มือมันก็กระตุกเหวี่ยงศพเข้าใส่พวกมันทันใด... ตูม! อ้าก! เกือบไป ดีที่ขว้างไปก่อน โดนแค่สะเก็ดเกราะที่แตกกระเด็น จังหวะที่ควันบังเห็นกันลำบากนี่แหละ ผมขว้างดาบแนวขวางเข้าทางมันเกิดประกายไฟขึ้นหลังควันมันปัดได้ แต่ก็ช่วยให้เห็นตำแหน่งวิ่งไปกระโดดถีบต่อเลย! เสียงเท้ากระทบตัวมันดังลั่น สัมผัสได้ว่าเกราะอกมันกระจุบคาตีน พอผ่านม่านควันมาจึงชัดเจนว่ามันกระอักตายเรียร้อย... บรึม! ผนังจริงทางขวาพังลงมาพร้อมปรากฎร่างของไอ้นักเวทนั่นคร่อมแทงกลางอก PA ฝ่ากำแพงลวงตามาแบบกระอักกระอ่วน อึดเหมือนกันนี่นาฝ่าแรงบีบเครื่องในทะลักของภาพลวงตาบ้านี่มาได้...

     ผมกับมันเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ก่อนอื่นเลยผมยกมือขึ้นแบไปทางมันทำท่ายั้งมือ

        “แก...ไม่ใช่คนสร้างภาพลวงตาขึ้นมาสินะ”

     ...
     ไม่มีคำตอบ มันจ้องหน้าผมอย่างนิ่งเรียบเฉียบเย็น

        “ไม่ตอบ.. ไม่เป็นไรยังไงก็ไม่น่าใช่พวกแกอยู่แล้วจริงมั้ย?”     กำหมัดแน่นไม่กระดิกแม้แต่คิ้ว เคี้ยวยากจริง     “ฉันมีตัวเลือกให้สองข้อ... ช่วยฉันฆ่าคนสร้างภาพแล้วฝ่าไปด้วยกัน หรือ ตัวใครตัวมันและฉัน..ฆ่าแก”

     มันแสยะยิ้มเล็กน้อยชาร์จหอกน้ำแข็งขึ้นที่มือขวา     “ไม่เลว กล้าไม่เบาเลย...ฮึบ!”     ผมกระโดดขึ้นก่อนมันยิงหอกเข้ามาเพียงเสี้ยววิินาที!

     หอกพุ่งปักทหารข้างหลังกลางหน้า จังหวะนี้ผมถีบตัวเสริมบูสเตอร์เข้าใส่ออกหน้าขาเตะตัดลำตัว มันเอี้ยวตัวหลบตีลังกากลับไปในขณะเดียวกันนั้นก็คว้าไรเฟิลที่ตกอยู่เข้ามือไปด้วย แล้วฉวยโอกาสที่ผมกำลังตั้งลำเหนี่ยวไกใส่ แต่ผมไวกว่าเยอะโดดหมุนตัวถีบกำแพงพุ่งชิ่งอีกฝั่งดันตัวสองจังหวะผนังซ้ายขวาหลบกระสุนไปทางมันแล้วยัดหมัดหมายตะบันหน้า มันไม่รอช้ายกปืนขึ้นป้องพอช่วยหลบ แต่ระหว่างทางที่จะผ่านตัวมันผมงอเข่าเข้าท้องมันเต็มๆ และหันไปกระแทกมีดอรัญญิกแท้หมายใส่หน้ามันที่ล้มกอง... ตูม! เกิดระเบิดขึ้นข้างหลัง!



ทุกท่านครับใช้ EMU ตัวไหนเล่น SRW Z กันครับ ของผมเปิดไม่ติดง่ะ Salod


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 12 -Coldplay- จบตอน
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ เมษายน 17, 2012, 07:22:02 PM
     อ้าก! ระเบิดของจริงด้วย! เพราะผนังที่เศษซากพังลงมายังคงสะอาดเอี่ยมไร้รู พวกรถถังข้างนอกเริ่มระดมยิงเข้ามาแล้ว บรึม! คราวนี้ข้างหน้าใกล้ๆ กับไอ้นักเวท แรงระเบิดและสะเก็ดปลิวอัดผมที่ยืนอยู่ยกชุด ฝุ่นคลุ้งยุ่งไปหมดบดบังเป้าหมายตรงหน้า ยังคงระเบิดต่อเนื่องครั้งนี้ใกล้กว่าเดิมมันเริ่มจับตำแหน่งผมได้แล้ว!   ผมเคลื่อนที่ตรงไปข้างหน้าและกระโจนเข้าห้องออฟฟิสใกล้ๆ หลบระเบิดที่ไล่หลังมาทันแบบเส้นยาแดงผ่าแปด และกระสุนก็ตกใกล้ๆ มาเป็นแฝดสองข้างลำตัวเล่นเอากระเด็นกระดอน ตอนนี้ไม่รู้ตำแหน่งตัวเองแล้วเคลื่อนไหวก็ลำบากเพราะส่วนภาพลวงตามันไม่กระเด็นไปด้วยถ้าขยับพลาดล้มคะมำเข้าโต๊ะหรืออะไรก็ตามได้หามลงโลงแหงๆ   แล้วสายตาผมก็ชำเลืองไปเห็นไอ้นักเวทนั่นมันถือดาบคลื่นความร้อนเข้ามาจะแทง ผมปัดดาบของมันแล้วล็อคแขนอย่างง่ายดาย แต่ทว่า! กลับเป็นส่วนแขนของผมที่ล็อคอยู่แข็งทื่อเย็นเฉียบเข้ามา ตามด้วยแผ่ซ่านผ่านชุดเกราะไปจนทั่ว หรือว่า!

        “ไอ้เวรเอ๊ย!”     มันถอนแขนออกแล้วทิ้งดาบไว้ตรงหน้าตัวผมที่ชุดเกราะแข็งโป้กล็อคเป็นโลงเข้ารูป มันจงใจใช้เราเป็นตัวล่อ! ตูม! เฮ้ย!! ลำแสงอัดทะลวงตึกระเบิดใกล้ๆ กับจุดที่ดาบตก

     ไอ้หัวเหลืองยิ้มเย้ยผมแล้วสร้างเกล็ดน้ำแข็งหุ้มตัวรีบวิ่งหลบออกไปจากห้อง ปล่อยผมจ้องดาบตาค้าง ดาบกูสร้างหายนะให้กูเองซะงั้น!

        “ฮึ่ม! บูสเตอร์หยุดทำงานไปแล้ว!!!”     โอย...ให้ทุกกับมันทุกนั้นกลับถึงตาย!

     จริงอยู่ตัวเราเย็นเฉียบแต่ไอ้ดาบบ้านี่จะเป็นแหล่งความร้อนอย่างดีให้รถถังเล็งยิงได้ง่ายๆ ส่วนไอ้ระยำนั่นมันมีเกล็ดน้ำแข็งบังตาอยู่กันความร้อนแผ่สบายๆ บรรลัยแล้วกู!!!

     เปรี้ยง! ตูมๆๆ อ้าก! สะเก็ดระเบิดมันกระแทกตัวผมจนปลิวอัดผนัง แค่นั้นไม่พอยังฝังทะลุไปอีกเพราะมันเป็นภาพลวงตา ตอนนี้ร่างฝังคั่นกลางระหว่างผนังความเจ็บปวดที่อวัยวะภายในถูกกดทับขับออกมาทางสีหน้า เหงื่อผมใหลยิ่งกว่าน้ำ... จริงสิ!

        “เอ็กเซีย!”     ปล่อยไฟฟ้าแรงสูงจนน้ำแข็งที่แขนซ้ายละลาย ผมใช้มันทุบภาพลวงตาจนแตกออกในที่สุดก็หลุดออกไปได้

        “แฮ่ก แต่แบบนี้.. เราก็ขยับไม่ได้อยู่ดีนี่หว่าเกราะดันพังไปแล้ว”

     ตูม! ตูม! ตูม! ปืนใหญ่ลำแสงยิงเข้ามาเป็นระยะ แต่ไม่ได้ยิงใส่เราแล้ว แสดงว่ามันก็ยังฝ่าไปไม่ได้เหมือนกัน ยังทัน!   ผมยกแขนซ้ายขึ้นจ้อง...

        “เฮ้ย ... ช่วยอะไรหน่อยเด้อย่าเอาแต่นิ่ง ถ้าถอดเกราะตอนนี้คงรู้นะว่าฉันอยู่สภาพไหน”     เหลือแค่ลิงห่อไอ้จ้อน     “ถ้าเป็นงั้นฉันยอมตายนะเว้ย ... เฮ้ย!”

     เปรี๊ยะๆๆๆๆๆ โอ้ย! ร่างกายมันชักกระตุกๆๆๆๆ เปรี้ยง!   ผมลืมตาขึ้นพร้อมกับความโปร่งสบายอย่างบอกไม่ถูก พอเหลือบไล่ส่ายส่องจนทั่วก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดหน่อยที่ตัวเองไม่ล่อนจ้อน   อยู่ในชุดดำตัวใหม่ไร้ยี่ห้อ กางเกงขยับสะดวกก็เข้าที แต่เสื้อยืดแขนสั้นเข้ารูปกล้ามโผล่เป็นมัดๆ นี่ไม่ชอบเลย... ยังดีที่มีถุงมือดำกับไอ้โม่งให้เหมือนเดิม

        “ถึงงั้นก็เหอะ ปวดระบมไปทั้งตัวเลย จะลุยมั่วแบบที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว”     มันถึงเวลาที่เกมล่านี้ต้องจบลงซะที!



     ศพทหารตามทางเดินและเสียงปืนช่วยพาไปหามันอย่างง่าย แต่ก็ต้องระวังโดนจับได้เหมือนกัน ในมือตอนนี้มีแค่ปืนไรเฟิลที่ยึดมากับมีดอีกเล่มเท่านั้นเอง ลงไปไม่กี่ชั้นก็เจอ เสียงรถถังที่ยิงถล่มเข้ามาเงียบลงไปผมจึงเสนอหน้าไปดูหน่อย ปรากฎภาพของรถถังสองคันถูกหุ้มไว้ด้วยน้ำแข็ง ดูเหมือนมันจะจัดการได้

        “มันยังเหลือพลังให้ทำได้ขนาดนี้อีกแฮะ”     แต่มันพลาดแล้วที่ไม่จัดการเราในทีเดียว ไม่สิมันทำไม่ได้นี่หว่าโดนกระหน่ำยิงตั้งหลักไม่ได้นี่นา

     เสียงปืนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมเข้าไปหลบมุมมองดู PA 7 ตัวกระหน่ำยิงใส่ห้องทำงาน ดูเหมือนมันจะห่อน้ำแข็งไว้ด้วยพวกทหารถึงบุกยาก ทั้งยังมียิงตอบโต้กลับจนทหารทรุดลงไปด้วย ฝีมือดีแฮะ... อ๊ะ! มีตัวนึงหันมาทางผม งั้นก็ไม่ต้องซ่อนแล้ว! ผมกราดกระสุนใส่พวกมันจนเสียหลัก เข้าบ้างไม่เข้าบ้างก็ทำให้มันผงะได้ และจังหวะที่มันพลาดไอ้ตัวข้างในก็ช่วยซ้ำจนหมดลมด้วยหอกน้ำแข็งแรงสูงทะลวงอก พวกมันเริ่มกระจายตัวออกโดยตัวหนึ่งไล่ปิดมุมผมเข้ามา ผมอาศัยมุมอับกลับเข้าห้องๆ หนึ่งใกล้ๆ ซึ่งมันก็รู้ว่าผมหลบตรงไหนเพราะกล้องจับความร้อนมันยิงพร้อมลุยเข้ามาไม่เปิดช่องให้โผล่ไปต้านแม้แต่ปลายกระบอกปืน การปิดทางไล่เข้ามาจนเหยื่อหมดทางเป็นรูปแบบที่ดี... ในกรณีที่ศัตรูเป็นคนธรรมดา!

     พอเสียงเท้ามันใกล้เข้าชิดผนังตรงตัวผมอีกฝั่งปุ้บก็ได้เวลาลงมือ ผมง้างหมัดซ้ายสุดขีดด้วยท่านั่งม้ารวมพลังทั้งตัวแล้วทุ่มทั้งหมดใส่ผนังจนพังทะลุไปทับไอ้ PA นั่นเลือดแตกกระจาย พลังบ้าของหมัดนี้มันเหลือกินจริงๆ พอมันเสียรูปกระบวนก็จัดการเด็ดระเบิดของไอ้ตัวที่ตายขว้างกลับไป ตูม! ระเบิดอัดพวกมันจนปลิวแม้ไม่ตายแต่ก็ได้เรื่อง ไอ้หัวทองกระโจนออกมาจัดกระสุนยัดหน้าตัวใกล้ๆ แล้วไล่ยิงไปทางซ้ายมือของผม ผมใช้ช่วงชุลมุนนี้ออกไปยิงใส่มันทันที แต่มันก็กระโดดหลบไปยกศพ PA มาต้านกระสุนทัน และอีก 2 ตัวข้างหลังผมมันก็ตั้งหลักยิงใส่จนผมต้องแลกที่กับไอ้นักเวทหนีเข้าห้องที่มันออกมา หันไปยิงสนับสนุนมันอย่างเลี่ยงไม่ได้ สายตามันยังจ้องมาที่ผม เช่นเดียวกับที่ผมก็ทิ้งตาข้างหนึ่งเหล่มัน แล้วโอกาสผมก็มาอีกเพราะพวกทหารมันยิงใส่ระเบิดมือที่ข้างเอวศพเกราะของไอ้นักเวท และตูม! ตัวมันกระเด็นไปเลย แค่แวบเดียวผมเห็นว่ามันแผ่ชั้นน้ำแข็งมาต้านทัน ผมจึงหันไปกระหน่ำใส่มันอีก ขณะที่พวกทหารเองก็ยิงไล่มันไป มันลนลานหลบเข้าบันไดหนีไฟ ทำให้เป้าของทหารกลายเป็นผม แต่ก็เตรียมรับมือไว้แล้วล่ะนะ ผมขว้างก้อนอิฐในมือใส่ระเบิดที่เอวพวกมันทั้งสองตัวแล้วรีบวิ่งกลับหลังกระโจนลงไปทางรูระเบิดจากรถถัง ตูม! ก่อนจะตกก็คว้าเอาขอบหน้าต่างของชั้นล่างไว้ดีดตัวเข้าไปทุบกระจกด้วยแขนซ้ายวิ่งไล่ลงบันไดหนีไฟตามไอ้นักเวทไป ยังไงเป้าหมายก็มีแค่มัน

     มันยิงสวนผมขึ้นมา ตามด้วยแช่แข็งทางเดินจนลื่น ผมเลยต้องจัดหนักทุบขั้นบันไดปูนจนพังลงไปดักหน้ามัน ตาประสานตาอีกครั้ง! ผมเข้าล็อคปืนมันชี้ขึ้นกราดกระสุนมั่วจนหมด แล้วถีบมันปลิวกลับเข้าทางเดิน มันลุกขึ้นนั่งประทับฝ่ามือลงบนพื้นเกิดไอเย็นไล่เข้าหาผม มันเย็นซะจนพื้นปูนหดตัวแตกร้าว หึ แค่นี้ไม่ได้กินหรอกเว้ย! ผมวิ่งไต่กำแพงเข้าใส่มัน เย็นแค่ที่พื้นมันไร้ความหมาย! ตามด้วยสะบัดตัวตวัดขาเข้าหน้ามัน ซึ่งมันยกแขนขึ้นกันทันแต่เสียหลักคว่ำ มันลุกขึ้นตั้งท่าจะสู้ ยกการ์ดสูงเปิดช่องที่มุมล่างขวาของท้อง จะดักล่ะสิท่า

     เอาเด้! ผมวิ่งเข้าซัดหมัดซ้ายใส่หน้ามัน มันปัดได้และยกเข่าขึ้นกะกระทุ้งผม ผมโดดถอยหลังหลบแล้วแทงเข้ากับดักสีข้างของมัน เป็นไปตามคาดมันหนีบรักแร้เข้าล็อคปล่อยน้ำแข็ง ผมซึ่งอยู่ในสภาพโน้มไปข้างหน้าจึงดีดตัวขึ้นด้วยขาสองข้างขึ้นขี้ฟ้า สะบัดจนหลุดล็อคแล้วเงยหน้าสุดแรงโขกหัวเข้าหน้ามันจนหงาย ด้วยสภาพนี้ผมจัดท่าคาโปเอล่าใส่ไปอีก ยืนด้วยแขนสองข้างแล้วกางขาหมุนใส่มัน!

     มันย่อตัวลงเตะปัดแขนผม เลยจัดน้ำหนักทิ้งขาไปใส่หน้ามันจนเสียหลัก มันรีบถีบตัวออกห่างแล้วร่างมือลงบนอากาศ

        “เฮ้ย! ให้แค่รอบเดียวพอ รอบนี้ไม่อนุมัติ!”

     ผมกระทุ้งแขนซ้ายลงพื้นควักเอาก้อนปูนขึ้นมาปาใส่หน้ามัน มันรีบเปลี่ยนพลังเป็นแผ่น้ำแข็งป้อง ปึง! ปูนก้อนนั้นหยุดลงแต่แค่ปูนจริงเท่านั้น! ส่วนภาพลวงตาที่ติดมาด้วยพุ่งผ่านแผ่นน้ำแข็งเข้ากลางอกมันดังปึก แล้วทะลุร่ามันไปจนเข่าทรุด   เฮอะ รู้งี้ทำแบบนี้ไปนานแล้ว...

        “อ้าก!!!”     เฮ้ย มันแหกปากตาเหลือกขึ้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเสียงมันเลยนะเนี่ย!

     มันพุ่งเข้าประชิดหมายแลกหมัดกับผม ผมรับคำท้าด้วยการซัดใส่หน้ามัน มันเอี้ยวหลบแล้วกระทุ้งศอกเข้าช่องท้องผมอย่างรวดเร็ว ผมจึงโดดถอยพร้อมสะบัดเท้าใส่ปลายคาง แต่ก็ยังเร็วไม่พอมันจับปลายเท้าผมไว้แล้วดันมือหมายหักข้อเท้า จังหวะนี้ผมรีบถีบขาอีกข้างขึ้นไปตามวงหมุนของเท้าที่ล็อค สะบัดข้างที่เหลือครั้งนี้เข้าปลายคางมันสำเร็จ มันผงะออกไปสองก้าว ผมรีบลุกขึ้นยืนพุ่งเข้าประกบมัน แต่มันดันพุ่งหอกเข้าใส่จนต้องยกแขนซ้ายรับต้านไว้ กลายเป็นโดนมันเข้าสวมแทน!

     สามหมัดเข้าท้องผมจนจุก ต่อด้วยลูกถีบกลับหลังกลางหัวใจเล่นเอาขาดห้วงไปชั่วครู่ พอถ่างตาดูชัดๆ มันก็ง้างคมน้ำแข็งจะแทงผมแล้ว! ผมใช้มือซ้ายคว้ามีดเข้าปะทะกับดาบน้ำแข็งของมัน แรงต้านช่วยยันให้ลุกขึ้นได้ แต่มืออีกข้างมันยังรวมพลังอีกแล้วพุ่งเข้าหมายทาบลงกลางอก ถ้าโดนเข้าตายแน่ๆ ผมดีดเท้าซ้ายกลับหลังข้ามไหล่ไปใส่เข้าเต็มๆ หน้ามันจนปากแหก จากนั้นเหวี่ยงขานั่นกลับมาดีดเตะใส่มันจนลอย

        “หึหึหึ ฉันน่ะนอกจากไอ้จ้อนแล้วอ่อนไปหมดทั้งตัวเว้ย!”

     ผมเข้าเตะตัดกลางลำตัวมันอัดเข้ากับผนังอีกฝั่ง มันรีบเกาะขาผมไว้แล้วปล่อยน้ำแข็งมาอีก ไม่ยอมเข็ดใช่มั้ย! ผมแปะมือลงไหล่มันแล้ว เปรี้ยง! มันกระตุกตัวลอย... หือ? สภาพโงนเงนอย่างนั้นยังจะลุกขึ้นมาตั้งการ์ดอีก

        “ไม่ยอมแพ้รึ?”     ไม่สิ มันเก่งขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นการดื้อดึงอย่างไร้ความหมาย เล็งอะไรเอาไว้รึเปล่า...

     ช่างมัน! เอาแข้งไปกิน!!!   ผมพุ่งเข้าง้างขาเตะตัดลำตัว ซึ่งมันก็ตอบสนองยกแขนขึ้นป้องกัน... หึ เปล่าประโยชน์! แทนที่จะเข้าอัดการ์ดมันผมกดขาลงเปลี่ยนเป็นเตะกวาดล่างตัดมันจนคว่ำ แล้วย่อตัวกดเท้าเข้าเสยหมัดอัดท้องน้อยมันกลางอากาศทำท่าโชริวเคนใส่ซะเลย!   ถึงจะซัดมันจนลงไปแน่นิ่งได้แต่ก็ปวดขาขึ้นหนุบๆ เลย ฝืนบิดกล้ามเนื้อนี่ไม่ใช่ง่ายๆ อย่างที่คิดแฮะ

        “มันเก่งเกินไป! ฉันไม่ไหวแน่ๆ จะเดิมพันกับพลังเฮือกสุดท้ายล่ะ!!”

     เฮ้ย! เสียงของมันดังลั่นเข้ามาในหัวเลย โทรจิตงั้นรึ?!   มันจ้องตาใส่ผมเขม็งแล้วเกร็งทั้งตัวแยกเขี้ยวกัดฟันยันร่างขึ้น ขณะเดียวกันผมรู้สึกว่าตัวกำลังล่องลอย..ชะเฮ้ย! ไมใช่แล้ว ตัวเราลอยขึ้นจริงๆ นี่หว่า! มันยังกำหมัดแน่นจ้องจนตาแทบถลน ทันใดนั้นรอบๆ ก็เกิดสายลมรุนแรงขึ้น มันรวมตัวกันกดอัดร่างผมจนกระดิกไม่ได้ กดแน่นซะจนระบมไปทั้งตัว! อีกทั้งไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงวิ้งดังชิ่งอยู่ในรูหู

     ตัวผมยังลอยขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้ไม่ดีซะแล้ว! ผมอาศัยแขนซ้ายไร้ความเจ็บปวดดันต้านพลังบ้าของมันกลับไป มันได้ผล กำแพงลมเหมือนจะค่อยๆ สลายไปเมื่อผมออกแรงใส่แขนซ้าย ผมต้านมันจนเหลืออีกไม่กี่เซนก็จะทาบหน้ามันได้แต่แล้ว มันเร่งพลังขึ้นอีกเกร็งจนเส้นเลือดตรงขมับปูดออกชัดเลือดไหลออกจากนัยน์ตา เส้นผมสีทองวาวหงอกขาวตั้งแต่โคนจรดปลายหมดทั้งหัว ถึงมันจะทุ่มสุดตัวแต่ผมก็พอต้านกลับไปดะ.. หะ?!

     ปังๆๆๆๆๆๆ กระสุนพุ่งเข้าเจาะร่างผม! ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นจนเกินขีดจะทนได้ แล้วไอ้กำแพงลมก็กลับมากดผมหนักขึ้นกว่าเดิม วู้ม! อ้าก! มันดีดผมด้วยพลังมหาศาลจน...ตูม! โครม!

        “อ่อก อุก”     ร่างของผมทะลุผนังเข้าไปล้มกระแทกแหลกลาญกับสรรพสิ่งในห้องนั้นทั้งจริงทั้งปลอม เลือดไหลออกจากปากแผลชะโลมพื้นขาวจนแดงฉาน

     สายตาที่ไม่ยอมหลับเหลือบไปเห็นผู้ลงมือ ผู้หญิงผมดำนัยน์ตาสีน้ำตาล มันพยุงไอ้บ้านั่นขึ้นขณะที่ไหล่ขวาของมันเองก็มีเลือดท่วม... ปะทะกับเอเลนัวร์มารึ! การที่มันมาอยู่ตรงนี้ได้ก็หมายความว่าเธอแพ้น่ะสิแย่ล่ะ! แต่ตอนนี้เราหมดแรงจะลุกไหวแล้ว อั่ก ขาขวากระดูกหักทิ่มออกมาข้างนอกเลย โอย... โดยไม่มีวี่แววใดๆ ร่างของมันทั้งสองก็หายไปทิ้งไว้เพียงรอยถูกคว้านตามพื้นและผนังเป็นทรงกลม...

     ทหารติดเกราะสามนายที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนก็เข้าล้อมกรอบผม ขึ้นลำกล้องพร้อมกระหน่ำ โอย...เอ็กเซีย

-จะทำการรักษาร่าง-

     เออ จะทำอะไรก็ทำเหอะว่ะ นาทีนี้ไม่ต้องพิรี้พิไรจะได้มั้ยวะ อะ! แขนซ้ายของผมมันสะบัดขึ้นมาดึงร่างให้ไปตามจนแผลฉีกกระจุย พวกทหารก็ตกใจที่เห็นแขนซ้ายผมอาละวาด มันจิ้มลงไปขีดพื้นปูนจนเป็นรูปวงกลมมีลวดลายแปลกๆ รอบตัวผม พอวาดเสร็จก็ เปรี้ยง!

     สายฟ้าฟาดจากพื้นขึ้นหัวทหารทั้ง 3 จนล้มกลิ้ง ร่างผมชักกระตุกอย่างรุนแรงยิ่งกว่าตอนถอดเกราะ! ศพของทหารบิดมวนเข้าด้วยกันทั้งชุดเกราะเลือดเนื้อผสมกันกลางอากาศเหนือร่างผม รวมกันกลายเป็นก้อนอะไรบางอย่างสีแดงสดเหมือนเลือดขนาดแค่หัวนิ้วโป้ง จากนั้นก็เกิดสายฟ้าดึงดูดระหว่างผมกับไอ้นั่นเข้าด้วยกัน เปรี้ยง!!!

        “อือ... เสร็จแล้ว..สินะ”

     รอบข้างผมไม่เหลืออะไรเลย บริเวณ 2 เมตรรอบตัวผมกลายเป็นหลุมเหมือนระเบิดตกใส่ หายไปกระทั่งส่วนที่ควรจะเป็นภาพลวงตา ในทางเดียวกันผมกลับมาอยู่ในสภาพเดิมหลังถอดเกราะ สดใสปิ๊ง เรี่ยวแรงก็กลับมาเหมือนเก่า

        “เจ๋งว่ะ สะดวกน่าดูเลยนะเนี่ย”

-ถึงจะดึงพลังเวทมาจากภายนอก แต่ก็เป็นแค่เร่งกระบวนการแบ่งเซลล์ในร่างเท่านั้น อายุเจ้าจะสั้นลงประมาณ 2 ปี-

        “หา? อายุสั้นลง 2 ปีเลยเรอะ! ... เออ เอาเหอะ ยังไงก็ไม่ได้กะจะอยู่จนแก่ตายอยู่แล้ว”

     เอาล่ะ ในเมื่อมันหนีไปแล้วการจะตามให้เจอก็เป็นเรื่องยาก และถึงอยากติดต่อกับเอเลนัวร์มากแค่ไหนก็ต้องเอาไว้ก่อน ได้เวลาไปหยุดภาพฉายนรกนี่ซะที



     ขนาดรู้เป้าที่จะเข้าไปฆ่าก็ยังต้องมาด้อมๆ มองๆ อยู่อีกหนอเรา อนาถใจจริง... ขณะนี้ข้างหน้าผมเต็มไปด้วยทหารจากอดีตกาลกำลังกระหน่ำกระสุนเข้าใส่กัน พวกมันดันใช้ทางลงไปสถานีรถไฟฟ้าเป็นที่กำบังซะได้!

        “Back to square one. ใบ้ให้ขนาดนี้ไม่รู้ก็บ้าแล้ว”     ปัญหาคือทำไมมันไม่บอกออกมาตรงๆ วะ

-ถ้าโง่ก็สมควรตายมิใช่หรือ... สิ่งที่เจ้าต้องทำคือหาปะรำพิธีแล้วฆ่าเจ้าของทิ้งซะ ที่เหลือข้าจัดการให้-

     เออ ขอบใจที่บอก ต้องทำสินะ ต้องทำ... และตอนนี้กระสุนเริ่มจางลงบ้างแล้ว เป็นฝ่ายทหารไทยในที่กำบังที่ถูกกำจัดด้วยระเบิด แต่ฝ่ายศัตรูก็ย่ำแย่ไม่แพ้กันมันเหลือเพียงตัวเดียว... ไอ้ตัวเดียวนั่นค่อยๆ หลบมุมรุกคืบลงไป ซึ่งผมก็ใช้จังหวะปลอดภัยนี้ตามติดมันลงไปด้วย   ผมใช้วิธีตามตูดเท่านั้นไม่เลยมันเข้าไป เพราะถ้ามีอะไรขึ้นมาคงไม่สวย

     ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ภาพตรงหน้ามีเพียงศพจากคมกระสุนทั้งทหารศัตรูและพลเรือนกับซากของรถไฟที่ตกรางเกยชานชาลา มีอะไรขยับอยู่ตรงหน้าต่างที่แตกกระจาย.. ร่างของเด็กน้อยเลือดนองหัวค่อยๆ ปีนออกมาทางหน้าต่าง เจ้าหนูนั่นชันตัวขึ้นได้ไม่กี่ก้าวก็ทรุดลงมือกุมชายโครงคงบาดเจ็บน่าดู... ไอ้ทหารต่างสัญชาตินี่พอเห็นเด็กคนนั้นก็ตรงรี่เข้าไปทันที

        “เฮ้ยๆ คงไม่ใช่ว่าจะ... เลวยังไงก็ให้มันมีลิมิตหน่อยสิว้า”

     เป็นไปตามคาด! มันจ่อปืนไรเฟิลลงหน้าผากกลางหว่างคิ้วของเด็กนั่น!   ในหัวผมขาวโพลน... ควรจะทำยังไง? ถ้าใช้แขนซ้ายนี่เราจะช่วยมันได้ ไม่สินี่เราคิดบ้าอะไรวะ นั่นมันเหตุการณ์ในอดีตผ่านมาเป็นปีๆ แล้วนะเฮ้ย!   ‘กรี้ดดดดดด’   เสียงของเด็กผู้หญิงก้องผ่านห้วงความทรงจำลั่นเข้ากลางสมอง!

     ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไป! จากที่เป็นไอ้สารเลวนั่นผมเห็นมันเป็นตัวเองตอนยังเด็ก ตัวผมเองกำลังจี้ปืนพกพร้อมยิงลงบนหัวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง!!!

        “อ้ากกกกก! อย่านะโว้ย!!!”

     ขาทั้งสองข้างขยับนำความคิด จิตใต้สำนึกของผมดันร่างให้ทะยานพุ่งฝ่ามือมืดมิดเข้าปิดกลางหัวของไอ้ทหารติดเกราะตัวนั้น

        “ไอ้เดนคน!”     เปรี้ยง!!! สายฟ้าสุดแรง แรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ ฟาดลงระเบิดหัวมัน!

     เปลวเพลิงลุกท่วมหัวของไอ้ระยำนั่น มันล้มลงชักกระตุกจากไฟฟ้าตกค้าง เด็กคนนั้นค่อยๆ เงยหน้าไล่สายตาขึ้นมามองผม แล้วมันก็กระสับกระส่ายว่ายมือลงตรงจุดที่ผมยืนอยู่ ซึ่งผมต้องหลบถอยออกเพราะถ้ามันจับโดนจะบาดเจ็บจากภาพลวงตากดทับเอา

        “นี่เรา..ทำบ้าอะไรลงไปวะเนี่ย! ยังไงซะไอ้หนูนี่ก็คงไม่แคล้วโดนลูกหลงจากดงกระสุนตายไปอยู่ดี...”

     แต่ทว่าการเคลื่อนไหวของมันต่อจากนั้นทำให้ผมเปลี่ยนความคิด แทนที่มันจะอยู่ในสภาพหวาดวิตก วิ่งสะเปะสะปะ ไอ้เด็กคนนี้กลับตรงเข้าไปคว้าเอาปืนในมือของ PA ที่เน่าตายนั่นขึ้นมา แล้วย่ำเท้าอย่างระมัดระวังผ่านหน้าผมตรงไปยังทางออก สายตาของมันแน่วแน่มั่นคง

        “ไอ้นี่..ไอ้เด็กคนนี้มันเลือกที่จะสู้! หึ หึหึ มันจะรอด!”     ใช่! มันจะต้องรอดออกไปได้ มีโอกาสแค่หนึ่งในหลายร้อยเท่านั้นที่เด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรจะเลือกเดินบนทางนี้ในสถานการณ์ที่เหมือนนรกเช่นนี้...

        “เจอแล้วโว้ยยยยย!!!”     เสียงแหกปากจากผู้ชายดังทะลวงรูหูมาจากทิศทางร้านอีตุ๊ด!

     ผมหันตามไปมองก็ต้องต่อด้วยพุ่งตัวหลบทันที มันยิงลูกไฟเฉี่ยวผมไปแค่นิดเดียวขาเกือบไหม้ พอเห็นว่าหลบได้มันก็ค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงาอาคาร ใบหน้าช่างดูคุ้นตา...

        “พลังนั่น! พลังที่เปลี่ยนแปลงอดีตได้! เอ็กเซีย!!!”

     เฮ้ยไอ้บ้านี่มันรู้จักแขนซ้ายเรา! แต่ตัวตนของมันผมเองก็พอเดาได้คร่าวๆ นานแล้ว และก็ตรงตามที่คาดซะด้วย...

        “เป็นแค่บ๋อยแต่รู้มากจังนะ แกฆ่าอีตุ๊ดไปแล้วรึ?”

     ใช่แล้ว ไอ้นักเวทระยำที่ทำเรื่องยุ่งยากบัดซบนี่คือบริกรที่ต้อนรับผมหน้าร้านนั่นเอง ตัวดำผมหยิกหน้าก้ออีกต่างหาก โบรานท่านว่าไว้คนลักษณะนี้คบไม่ได้... ถ้างั้นปะรำพิธีก็คงเป็นไอ้นั่นแหงๆ

        “โฮ่ แกรู้จักกับอีตุ๊ดระยำนั่นด้วยเหรอ ไม่ต้องห่วงหรอกมันยังอยู่ดี ฮี่ฮี่ฮี่ ใครจะปล่อยคู่ขาตัวเองทิ้งได้ล่ะ”

     ชิบหาย ไอ้ห่านี่เป็นคู่ตุ๋ยอีสะวันน่าหรอกเหรอเนี่ย...

        “เป็นคู่ขากันก็หัดรู้ให้มันมากกว่านี้หน่อยสิวะ อย่างแรกร้านนี้เป็นที่สุมหัวของคอเหล้าพันแรง พวกเสพฟองเบียร์กระดากคอน่ะ... ร้านนี้ไม่ต้อนรับโว้ย!!!”

     ผมขว้างมีดอรัญญิกตรงเข้าหน้ามันด้วยความแรงกว่ากระสุนจากมือซ้าย แต่มันยังจะหลบได้เฉียดๆ ทิ้งไว้แค่แผลบางๆ พอให้เลือดไหลตรงแก้ม...

        “นั่นแทนระฆังบอกยกไงล่ะ”

     มันแลบลิ้นเลียเลือดเน่าๆ ของตัวเองแล้วยิงสายตาน่ารังเกียจเข้ามาตามด้วย...

        “งั้นมันจะหมดยกเร็วๆ นี้!!!”



ผมหวังว่าตอนนี้จะเขียนได้มันพอนะครับ ถ้ายังเร้าใจไม่ถึงขั้นทิ้งคอมเมนต์ไว้ได้เลยครับ น้อมรับทุกคำด่าด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 13 -Paradise huh? Oh! well, Good!-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤษภาคม 12, 2012, 07:55:50 PM
     ผมเริ่มเคลื่อนไหวทันที ด้วยการหยิบเอามือถือจากอดีตของไอ้เด็กน้อยคนนั้นขว้างเข้าใส่มันต่อจากมีด เข้าหว่างคิ้วปิดตาพอดี ซึ่งมันโยกตัวหลบอย่างพลิ้วแต่ทว่าขาของผมตอนนี้อยู่ในระยะที่พร้อมจะวาดครึ่งวงกลมลงกลางร่างมันแล้ว... บึ้ก! มันปลิวเข้าปะทะกับอากาศอันว่างเปล่าข้างหลังดังปัง เป็นเสียงกระแทกเข้ากับประตูร้านเหล้าชัดเจน

        “สมกับเป็นบริกร! มานำทางเข้าร้านให้แขกผู้มีเกียรติด้วยตัวเองแบบนี้!”

        “อั่ก! แล้วรู้มั้ยว่าลูกค้าที่มาทำกร่างมันโดนอะไรบ้าง!”     แกร๊ก! เฮ้ย! เสียงแบบนี้...

     มันชักปืนออกมาจากด้านหลัง!

        “เฮ้ย! Chicago Typewriter!!!”     ในมือมันคือปืนกล M1928 แบบซองกระสุนกลม!

        “คลาสสิกดีมั้ยจ๊ะ! ทั้งแดกทั้งถอนนอนตามกันไปเลย!!!”     ปังๆๆๆๆๆๆๆๆ

     ระยะนี้หลบไม่ได้แน่!!! อ๊ะ? แต่ทำไมผมเห็นลูกปืนชัดขนาดนี้หว่า มันพุ่งเข้ามาช้าลงไปเรื่อยๆ จนเหมือนหยุดลงอีกครั้งแล้ว... เหมือนตอนนั้นเลย! ตอนที่โดนยิงในซอย! พอไล่สายตามาถึงอกตัวเองก็ยิ่งตกใจใหญ่ แสงไฟสีแดงส่องสว่างจากกลางอก ต่อด้วยความร้อนวูบวาบเหมือนไฟไหม้อยู่ในปอด โอ้ย!

     ฮึ่ย! ร่างกายก็ขยับไม่ได้แต่รู้สึกได้ว่ามันใกล้เข้ามาจนจะนาบร่างแล้ว ส่วนไอ้เกย์เวรนั่นรวมทั้งฉากหลังทุกสิ่งทุกอย่างก็ช้าแบบเห็นตัวนิ่งตามๆ กัน   ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ผิดแล้วงานนี้ “พลังที่เปลี่ยนแปลงอดีตได้” เฮ้ยๆ นี่มันหมายความว่าเยี่ยงนี้เองรึนี่ ควบคุมเวลา...

     หยุดเวลา!!!

     แต่หยุดแล้วตัวเองขยับไม่ได้นี่ไม่ไหวนะนายจ๋า มือซ้ายผมยกขึ้นปาดเหงื่อที่ค้างเติ่งตรงขอบตา.. ชะ! แขนซ้ายขยับได้! ได้การล่ะเหวย ผมกวาดมือไปไล่เก็บกระสุนทีละลูกอย่างใจเย็น ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไรเลยมันค้างนิ่งสวยงามมาก อา~~ ให้มันได้อย่างนี้สิ*โจทาโร่ ไม่สิเก็บลูกปืนมัน**คุณแอนเดอสันนี่หว่า          *(พระเอกโจโจ้ล่าข้ามศตวรรษ หยุดเวลาได้) **(นีโอจาก The Matrix หยุดกระสุนได้)

     ภาพค่อยๆ กลับมาเร็วอย่างช้าๆ แสงแดงที่อกก็เจือจางลง สายตาพลันมองไล่ทันกระสุนปืนที่พุ่งออกจากลำกล้องพร้อมๆ กับที่ร่างกายส่วนอื่นขยับไปตามใจคิดแบบเนิบนาบ แต่หลบออกจากระนาบของห่ากระสุนได้แบบฉิวเฉียด จนพ้นมุมปืนปุ้บความเร็วของกาลเวลาก็กลับมาเท่าเดิมพร้อมกับที่แสงแดงและอาการร้อนหยุดลง

     ในสภาพนี้ถ้ามันมองทันคงเห็นว่าผมเบี่ยงตัวหลบกระสุนอย่างงดงาม แล้วตามเข้าไปยัดเท้าเข้าหน้ามัน! บึ้ก เข้าให้หน้าหงายกันเลยทีเดียว ตามด้วยชักมีดที่ปักบนความว่างเหล่ากลางอากาศลวงตามาปักมือขวามันกระชากปืนแย่งมาแบบหน้าด้านๆ จังหวะนี้ฆ่าทิ้งได้ด้วยซ้ำแต่ทำไปก็ไม่เข้าท่า ไอ้บ้านี่ไม่ได้เก่งเจ๋งแน่ซักเท่าไหร่นี่หว่า...

        “อึ๊! ร่างกายเรา”     หมดแรงไปซะดื้อๆ ผมเอนตัวโงนเงนตั้งหลักไม่อยู่เหมือนจะล้ม นี่เป็นผลมาจากการหยุดเวลางั้นรึ! ใช้พลังงานมากซะจนหมดแรงเลย เหมือนคราวอรุณแต่ครั้งนี้ไม่บาดเจ็บหนักยังพอพยุงตัวขึ้นยืนไหว ผมประคองปืนขึ้น

        “ฮึ่ย! แกทำได้ยะ...”     บึ้ก! กระทุ้งพานท้ายปืนเข้ากลางลำตัว แหมกระทืบคนไม่มีทางสู้นี่สำราญใจดีจัง

     ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลง ผมจัดการหวดปืนเข้าปากมันอีกทีนึง แล้วทุบหักแขนขวาที่น่าจะเป็นข้างถนัดของมันดังกร๊อบ ตามด้วยดึงตัวขึ้นล็อคคอตีเข่าอีกสามดอก แล้วเหวี่ยงมันสุดแรงที่เหลืออยู่จนกระแทกประตูทางเข้าร้านเหล้าสะวันน่าพังเข้าไปในตัวร้าน

        “โว้ว! ประตูไปไหนก็ได้ของโดเรมอนนี่หว่า... ซะเหมือนเลยนะ”     ถึงจะเหนื่อยจนต้องเกาะขอบประตู แต่ก็ต้องเต๊ะท่าว่าข้าแน่ไว้ก่อน

     ทั้งที่ข้างนอกตั้งแต่ขอบประตูติดภาพลวงตาจนมองเห็นเป็นซากสงครามข้ามเวลา แต่ภายในกลับอยู่ในสภาพเดิมเป็นร้านเหล้าเน่าๆ เหมือนก่อนออกมาไม่มีผิด จะติดก็ตรงที่กลิ่นเหม็นคลุ้งมันไม่ได้ยุ่งแค่เพราะเหล้า แต่มันฟุ้งคาวเลือดออกมาด้วย

     อีหนูหน้าแฉล้มที่เคยเต้นแย้มร่องย่องเบาวนเวที บัดนี้กองเป็นก้อนเนื้ออยู่รวมกับเหล่าบริวารและลูกค้าคนอื่นๆ กลางร้านล้อมรอบด้วยโต๊ะที่มีขวดเบียร์เขียวสดทั้ง 7 ตัว ตอนนี้โต๊ะเหล่านั้นส่องแสงเรืองรองออกมา

        “ขวดเบียร์พวกนี้มันเอาเข้ามาวางไว้ทำเป็นปะรำพิธีสินะ”     หึก็ว่าแล้วมันต้องเป็นแบบนี้ ติดใจตั้งแต่โต๊ะ 5 ขา ของอรุณแล้ว ปะรำพิธีไม่มีจำกัดรูปแบบ ขอแค่ให้มันผิดวิสัยกับพื้นทีก็พองั้นรึ ร้านนี้ไม่มีเบียร์เพราะคู่ตุ๋ยเก่าของอีตุ๊ดเจ้าของร้านมันชอบซดฟอง เพราะงั้นมันจึงผิดธรรมชาติมากๆ อีกทั้งการที่ไม่เก็บไปทิ้งก็เพราะคนเก็บโต๊ะหรือก็คือไอ้บ๋อยระยำนี่มันไม่มาเก็บเอง

     ได้เวลาถามจุดมุ่งหมายแล้ว ว่ามันทำถึงขนาดนี้ไปทำไม ดูแล้วได้ไม่คุ้มเสียเอาซะเลย... อ๊ะ จริงสิ! ถ้าสิ่งที่มันตามหายิ่งใหญ่สุดๆ ก็น่าลุ้น ยกตัวอย่างเช่น เอ็กเซีย...

     ผมเดินไปย่ำหน้ามันแล้วขยี้ๆ ให้ปากมันกลบเลือดเล่น ด้วยแขนที่หักกลางกับความอ่วมอรทัยมันจึงได้แค่โอดครวญชวนสงสารอยู่ปลายตีน ยิ่งทำให้หมั่นไส้เข้าไปใหญ่ ดันทำอะไรไม่คิดคร่าชีวิตไปมากมาย แม้ว่าซักวันผู้คนเหล่านั้นจะต้องตายด้วยโรคภัยหรือแม้แต่ถูกผมฆ่าเองกับมือก็ตาม แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่น่าใช่เวลาที่เขาเหล่านั้นต้องจากไป ต้องตายไปทั้งที่ไอ้คนลงมือมันไม่แม้แต่คิดจะรับผิดชอบมันไม่สมควร

        “หมดยกเร็วอย่างที่ว่าเป๊ะเลยว่ะ... เซนต์ลูเซียนสินะ?”     ผมถามด้วยเสียงราบเรียบสงบนิ่ง

        “มว่ะ อ่อก... ม่ายยย ไม่ใชว่ เพะ เพะ”     มันพยายามตอบพลางบ้วนเลือดทิ้งพลาง

        “เหรอ?”     ตอบง่ายและเร็วมาก ผิดปกตินะ     “แล้วพวกใครล่ะ”

        “ฉะ ฉันต้องเอาเอ็กเซียกลับไปตามคำสั่ง โอย... ชุดก่อนหน้า..นี้ทำไม่...สำเร็จ”

     ชุดก่อนหน้านี้ หมายความว่าพวกที่มาเอาเอ็กเซียไปก่อนมันมาตามหา เลี้ยวเข้าบางอ้ออีกครา มันเป็นมาอย่างนี้นี่เอง

        “อะ แล้ว แกไปได้..เอ็กเซียมา ทะ ที่แท้...แกคือคนที่เอาเอ็กเซียไป!”     มันมองหน้าผมอย่างตื่นตะลึง

        “แก แฮ่ก ถ้ารู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังแกเน่าแน่”     โห พูดจาเหมือนท่องบทมาเลยนะ กะถ่วงเวลาล่ะสิ

        “จริงอ่ะ! อุ๊ย กลั๊วกลัว~~”

     แต่ว่าพอแล้วข้อมูลจากมันแค่นี้ก็ต่อเรื่องได้ยาวเท่าที่ต้องการแล้ว ผมไม่รอให้มันถ่วงเวลามากกว่านี้หรอก มันตอบตรงเกินไป   ‘เวลาหิวน้ำพอซดหมดก็ทิ้งภาชนะ ภาชนะนั้นถ้าไม่อยากถูกทิ้งก็ต้องมีประโยชน์มากกว่าใส่น้ำ หรือไม่ก็ให้น้ำไหลออกไปให้น้อยที่สุด’   ซึ่งมันเป็นอย่างหลังสำหรับผม มันรู้อยู่แล้วตั้งแต่แรกว่าผมเป็น*คนส่งมาม่า มันแค่แกล้งโง่ทยอยพูดความจริงออกมาเท่านั้น ผมเหลือแรงไม่พอจะรับมือกับลูกเล่นของมันได้นานนัก ฆ่าทิ้งจะดีสุด มันเองก็สมควรตายด้วย          *(จากตอนที่ 1-2 เผื่อใครลืม)

     ผมขึ้นลำกล้องปืนกลางหัวมัน เอ็กเซียมันสั่งไว้ให้ฆ่าเจ้าของปะรำพิธีด้วยนี่นะ

        “ปืนน่ะ...มันต้องเหล็กกับไม้จริงๆ ด้วยว่ะ คลาสสิกดีเนอะ”

     สายตามันแน่วแน่ไม่ไหวติง นิ้วมือที่นิ่งงออยู่ก็ตึงขึ้นราบไปกับพื้น... อ๊ะ! ผมรีบเบนเป้าขึ้นไปทางบาร์เหล้าแล้วกระหน่ำกระสุนออกไปแทบจะพร้อมกับที่ไอ้ตัวที่ซ่อนอยู่หลังนั่นมันชันตัวขึ้นมา สิ่งที่ถูกทำลายมีเพียงขวดเหล้าดีกรีแรงอย่างแพงบนชั้น มันก้มหลบทัน! สัมผัสถึงไอร้อนวูบเข้ามาตรงเท้า...

        “ชะไอ้นี่!”     ไอ้บ๋อยพุ่งฝ่ามือเรืองแสงแดงสดเข้าหมายปะทะข้อเท้าผม! ผมจึงจัดกลางแข้งตัดลำตัวมันจนปลิวกระแทกบาร์เหล้า

        “ตายซะเถอะอีเวร!!!”     เสียงผู้ชายดัดจริตแผดลั่นมาจากหลังบาร์ มันโผล่มาแค่ตัวปืนแล้วกดไกใส่ผม ตูม! ลูกปรายสาดกระจายมาตรงๆ รู้งี้ปล่อยไอ้บ้านั่นอยู่ใกล้ๆ เราซะก็ดี! ผมกระโจนหลบออกข้างห่างออกจากหมู่โต๊ะเรืองแสงอย่างเสียไม่ได้แล้วเล็งกลับใส่ไอ้นักเวทบ๋อยเกย์

     ปังๆๆๆๆๆๆๆ กระสุนเจาะร่างของมันจนพรุน ตัวดิ้นไปตามจังหวะกระสุนเข้าเลือด..หือ!? มีเลือดที่ตัวแต่ไม่มีเลือดอาบพื้น! ไอร้อนผ่าวบิดมวนภาพตรงหน้าทำให้ผมหันตามต้นตอไป และเห็นไอ้บ๋อยมันชูมือสองข้างเร่งลูกไฟเหนือหัว ส่วนตัวมันที่ถูกยิงอันตรธานหายไปเหมือนภาพเลือน! มันสร้างภาพลวงตาแล้วหลบออกมา!!!

        “เป็นเถ้าไปซะไอ้โม่ง!!!”     มันปลดกระสุนเพลิงบินตรงเข้ามา ไม่มีทางหลบพ้นได้แน่!

     จริงสิ! อย่างน้อยพังงานมันทิ้งก็ยังดีวะ   ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือไม่มากผมกระโดดไปหลบหลังโต๊ะเรืองแสง แล้วมุ่งดันให้มันล้มไปบังลูกไฟนั่น แต่ทว่าพริบตาที่ฝ่ามือเข้าถูกโต๊ะก็ เปรี๊ยะ!     “อ้ากกก”     ความร้อนรุนแรงผ่านมือโถมเข้าทั้งตัวจนปลิวออกไปจากมันกว่าสองเมตรกระแทกเข้ากับผนังดังปัง

     ตูม!!! ลูกไฟระเบิดใส่ไอ้โต๊ะดีดตัวนั่นสนั่นควันขโมง ถึงจะเจ็บที่ถูกมันช็อตแต่ก็ช่วยให้หลบหายนะพ้นอย่างคาดไม่ถึง   กลุ่มควันจางลง ที่สุดของความตกใจของผมคือทั้งที่จุดตกมันวินาศสันตะโรแต่ไอ้โต๊ะหมู่บูชายัญมันไม่มีแม้แต่รอย ยังคอยส่องแสงผ่องใสอยู่อย่างต่อไป ตามด้วยเงาของไอ้เวรนั่นตะคุ่มๆ ทำท่าเหมือนหอบแดกอยู่ จังหวะนี้ไม่มีปล่อย เล็งปืนใส่มันแล้วสอยซ้ำทันที

     เสียงปืนดังกระหน่ำทำลายข้าวของกระจายไล่หลังมัน สภาพนั้นมันยังวิ่งหลบกระโดดข้ามไปซุ่มหลังบาร์กับไอ้คู่ขามันทัน ซึ่งมันก็โผล่ขึ้นยัดลูกซองใส่ผมแทบจะทันทีที่ไอ้บ๋อยมันข้ามพ้น ผมจึงใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์หลบไปมาระหว่างโต๊ะวิเศษ ใช้กันกระสุนได้ดีจริงๆ

        “แฮ่ก แฮ่ก ที่แท้มันก็ร่วมมือกันนี่เอง เหนื่อยเลยงานนี้ ไอ้ตุ้ดระยำนี่ แม่งได้คู่ขาใหม่เป็นบ๋อยนรกซะงั้น”

     ใช่แล้ว คนที่ชักลูกซองยิงไล่ตูดผมเดี๋ยวนี้คือไอ้ตุ๊ดสะวันน่าเจ้าของร้านโสโครกแห่งนี้ รู้งี้ปล่อยแม่งจมเจ้าพระยาตายไปซะก็ดีแล้วเรา เฮ้อ~~   แต่ว่านะไอ้นักเวทเอ๊ย ถึงมันจะตุ๊ดระยำก็ยังมีส่วนที่น่ารักอยู่บ้าง เพราะงั้นจะฆ่าทิ้งตอนนี้ไม่ได้ ก่อนหน้านี้หลังเผาส่งคู่ตุ๋ยเก่าก็ไม่มีไอ้บ๋อยนี่หว่า แสดงว่าเพิ่งร่วมเตียงลงตูดกัน

     จริงสิถ้าเราถอดไอ้โม่งพอมันรู้ว่าเป็นเราอะไรๆ อาจจะเข้าทางก็ได้... อย่างน้อยมันก็ไม่ลืมบุญคุณคน ไม่สิ ไม่ใช่ ลองถ้ามันลงทุนร่วมมือทำเรื่องบัดซบนี้กับไอ้บ๋อยวิเศษก็แสดงว่ามันไปไกลกว่าดมตูดถึงขั้นลงไททานิคแล้ว เฮ้อ ไอ้พวกรักวิปริตเอ๊ย~~

     เฮ้ยนั่น! ไม่ทันคิดหาทางต่อพวกล่อลูกไฟตีมุมโค้งข้ามบาร์ตัดกลางร้านมาลงหัวผมเลย เสียงตูมกระหึ่มปิดรูหูตามด้วยแรงดันผลักเข้าไปกระแทกกับโต๊ะแสงอีกหนึ่งเปรี้ยง!

        “มันเจ็บนะโว้ย!!!”     ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆ   สาดกระสุนกลับไปใส่อีตุ๊ดที่กำลังจะยิงผมซ้ำ โดยเล็งต่ำกะให้ทะลุไม้ไปโดนช่วงล่างพวกมัน แต่ทว่ากลับไม่เป็นไปตามคาด เพราะกระสุนมันไม่ทะลุไป เลยต้องดีดขึ้นยิงพลาดไปโดนเหล้าแตกสองขวด ของหรูดีกรีแรงอย่างแพงบ่มเกินสิบปีซะด้วย มันเสียของนะโว้ยไอ้พวกบ้า ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

        “แฮ่ก เฮ่อ เอาไงดีวะกระสุนก็จวนจะหมุนครบ 100 นัดแล้ว เหลือแค่มีดเล่มเดียวเรี่ยวแรงก็แทบไม่มี...”     เวลาอย่างนี้ทำไมไอ้เอ็กเซียมันไม่ช่วยเราหน่อยวะ ไอ้บ้าเอ๊ย!

     แล้วทั้งที่กระหน่ำกระสุนเข้าไปแทบเป็นแทบตาย แต่ไอ้บาร์ไม้ผุๆ นั่นมันกลับไม่สะเทือนเลยยัดอะไรเอาไว้รึไงวะ!

        “เฮ้ย!”     ก็เมื่อกี้หันไปทางบาร์ยิงสวนมัน แล้วทำไมพอหันหลังกลับมามันยังมีบาร์อยู่อีกวะ!

        “เอาเข้าแล้วไงเล่ากรรมของกู!”

     ไม่ใช่ว่าหันกลับมาก็ยังมีบาร์ แต่นี่บาร์มันหันตามการส่ายของสายตาเราเลยนี่หว่า โดนไอ้บ๋อยระยำมันทำคุนไสยเข้าเบ้าตาซะแล้ว! ทำไงดีล่ะคราวนี้...

     น่าแปลกทั้งๆ ที่มันเห็นผมเหรอหราหันรีหันขวางแต่กลับไม่โจมตีมาซะที ว่าจะจับจังหวะสวนหน้ามันซะหน่อยนะเนี่ย... อึ๊! จริงด้วย บ้าจริงๆ เลยเราดันเอาอารมณ์มาบังปัญญา เวลานี้ต้องวิเคราะห์ดีๆ สิ มันอุตสา่ห์ยอมให้เวลาเราหาช่องทางไปฆ่ามันทั้งที

     เอาล่ะ..ศัตรูไม่โง่ มันเป็นมืออาชีพพอตัว ไอ้บ๋อยนั่นระบมไปทั้งตัวคงรัวพลังใส่เราไม่ได้ ถ้าทำได้มันคงไม่พกปืนมายิงเรา... ส่วนอีตุ๊ดโผล่มายิงบ้างเป็นช่วงๆ คงยิงตามที่ไอ้บ๋อยมันสั่ง เพราะพื้นฐานนิสัยมันคือปอดแหก ส่วนที่มั่นของมันคือหลังบาร์ไม้ยัดไส้ ปลอดภัยไร้ตะกั่วปืนทั่วๆ ไปทำอะไรไม่ได้... หึหึหึ อ่านแผนพวกมันออกหมดแล้ว คราวนี้ก็รอสวนล่ะ ส่วนวิธีการก็เอาเป็น... อืม

        “สุรามันคือยาเมานี่เนาะ”

     ขั้นแรก มันจะไม่โจมตีตรงๆ เพราะเราจะจับได้ทันที ซึ่งมันคุมให้ลูกไฟเลี้ยวโค้งได้ แม้ภาพจะเห็นว่ามาตรงแต่จุดตกจริงไม่เป็นไปตามที่เห็น มาแล้ว!   ลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นกลมป่องพุ่งอ้อมข้ามบาร์มาทางผม ต้องหลบให้ได้!   ผมหลับตาลงแล้วก้มหน้าบังไม่ให้มันเห็นเปลือกตา ใช้ผิวหนังสัมผัสถึงการไหลของอากาศตรวจจับทิศทางความร้อน... ด้านหลังทางซ้าย!

     เพื่อป้องกันไม่ให้มันรู้ว่าผมรู้ ผมกระโจนหลบไปทางซ้ายด้านหน้า พ้นทั้งภาพลวงตาและกระสุนจริง ต้องยกเครดิตให้เสื้อแขนสั้นยี่ห้อเอ็กเซียเลยนะเนี่ย ถ้าใส่แขนยาวมาจับกระแสอากาศไม่เนียนแหงๆ   ความรุนแรงของลูกไฟดวงนี้ลดลงจากลูกก่อนๆ คงเพราะสร้างภาพลวงตาใส่เราด้วยแรงเลยตกไปละมั้ง?   ผมหันลอกแลกสอดส่ายสายตาลวงมันว่าไม่รู้ทิศทาง ล่อการโจมตีได้อีกสักครั้งก็คงเข้าสูตร แล้วมันก็มาอีกจริงๆ คราวนี้ยิงตรงมาจากข้างหน้าของผม ซึ่งก็ยังคงเป็นบาร์ คราวนี้ต้องแกล้งโง่หน่อย...

     ผมยกแขนซ้ายขึ้นกันแทยหลบ ระเบิดลูกไฟเกือบจะแทงตาบอด ดีที่แกล้งล้มเฉียดไอ้โม่งไปเลย แล้วถ้าเป็นไปตามคาดหลังการโจมตีอย่างเบาครั้งนี้โดน ชุดใหญ่ที่ได้ผลที่สุดต้องตามมาแน่ ซึ่งมันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก...

     ปากกระบอกปืนโผล่มาเป็นภาพช้า อีตุ๊ดสะวันน่ายืนขึ้นเล็งปืนใส่ผมที่ล้มลงเหมือนหมดทางสู้ แล้วก็ ปัง! เสียงดังชัดพิกัดแน่นอน 2 นาฬิกา ทางขวา!!!

     ร่างผมกระตุกขึ้นม้วนหลังพร้อมๆ กับเสียงปืนหลบกระสุนยืนพื้นด้วยท่าชันเข่า แล้วเล็งใส่พิกัดนั้นอย่างมั่นคง จากที่มันจะยิงอีกนัดกลับเป็นว่ารีบก้มต่ำ ไม่ต้องหลบหรอกไอ้หำครั้งนี้พี่จัดเต็ม!

     ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ต้องนับหัวกระสุนกันเลย เสียงแตกโพล้งเพล้งของขวดเหล้าแก้วแอลกอฮอล์แรงบนชั้นไม้ดังระงม ผมอัดกระสุนกราดใส่เหล้าราคาแพงทุกขวดแบบไม่เหลือให้ถอนกันเลยทีเดียว จนในที่สุดกระสุนก็หมดลง... คราวนี้ก็ถึงเวลาเดิมพันล่ะ

        “ตามใจป๋าหน่อยเถอะอีหนู มามะตะเอง”

     ผมวางปืนลง ชักมีดออกมาทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้าใส่ แล้วก็แกล้งชะงักหลักแข็งหลังจากที่อีตุ๊ดมันยกปืนขึ้นจ่อ จะยิงก็ไม่ยิงช้อบชอบพวกลีลาท่าเยอะเนี่ย

     เป็นไปตามคาดไอ้บ๋อยยกมือทำท่าอย่าเพิ่งยิงบอกคู่ขามัน ทั้งสองประคองกันอย่างนุ่มนวลช่างเป็นภาพที่อุบาทว์ตาไม่น่ามองเลยจริงๆ พับผ่า มันชันตัวลงบนบาร์ที่เปียกชุ่มไปด้วยค็อกเทลจากเหล้าหลากยี่ห้อ ซึ่งตัวพวกมันก็ชุ่มพอกัน

        “ไอ้คุณลูกค้าสารเลวเอ๋ย...”     มันเค้นคอทำเสียงดุ     “...ฉันจะเผาแกไม่ให้เหลือซากเลยดูซะ”

     มันประกบมือแล้วเริ่มรวบรวมพลังฮึด ผมกลัวว่าจะไม่แรงพอน่ะสิ ขอหยอดไปอีกนิด

        “มาเลยเด้ไอ้พวกวิปริต! ลองยิงพลาดเมื่อไหร่ตูดมึงแหกแน่!!!”

     โหย! ได้ผลเว้ยตาเขียวปั้ดเลย ส่วนไอ้สะวันน่าคู่ขามันก็ได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ ระแวดระวังอย่างไม่รู้สาเหตุ... มันทำท่าจะปล่อยพลังแล้วแฮะ ไอ้พวกบ้าหรูอย่างมันคงเอาลูกไฟใหญ่ยักษ์ออกมาทักทายให้เห็นก่อนยิงแน่ๆ ใบ้ให้มันรู้นิดนึงแล้วกัน

        “เฮ้ยไอ้ดำที่ถือลูกซองนั่นน่ะ... ถ้าฉันเป็นแกคงเผ่นไปไกลแล้วว่ะ น่าหวาดเสียวออกปานนั้น”

        “หุบปากซะ! เตรียมโดนย่างได้เลยไอ้เปรต!”     ดูดู๊ยังจะมาขู่ ผมอดแสยะยิ้มไม่ได้มันวาดมือขึ้นเหนือหัว ส่วนไอ้ดำมันเหมือนจะรู้ตัวแล้วเข้าไปยื้อบ๋อยยอดรักของมันไว้แต่กลับโดนศอกกลับซะกระเด็น พริบตาที่ลูกไฟนั่นก่อตัวขึ้นมาก็...

        “Burn it Down...”     ผมได้แต่ยิ้มอย่างสะใจ

     พรึบ! บรึม! เปลวไฟวิ่งจากส่วนที่ลูกพลังสัมผัสไล่ไปตามเหล้า เข้าคลอกไปทั้งร่างของมัน!

        “อ้ากกกกกกก!!”     ร้องโหยหวนเข้าไป ให้กับความโง่ของตัวเองไงล่ะ

     ยอดชายนายบ๋อยของเราท่าทางจะโกรธมากจริงๆ ล่อซะไฟท่วมหัวเลย ดิ้นเร่าๆ ไม่ต้องพึ่งเสากันเลยทีเดียว แหม่..ไม่หัดระวังตัวเอาซะเลยน้า หลงไปตามคำยั่วยุของศัตรูง่ายๆ เหล้าแรงไฟก็ยิ่งแรง เสียดายนะเนี่ยบนชั้นนั้นบ่มอย่างต่ำก็ห้าปีเข้าไปแล้ว เฮ้อ...

        “เบียร์ดีมันต้องกินอุณหภูมิห้องเว้ย จำไว้!!!”     เอ้อ อีกอย่างนึงกินอุ่นๆ ก็ได้ใจเหมือนกันนะ แต่อุ่นจนพรึ่บท่วมกบาลแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกันว่ะ

     ผมเดินอย่างสบายๆ ขาลากไปหาไอ้เจ้าของร้าน แล้วยึดลูกซองของมันมาหวดหน้าจนคว่ำ อีตุ๊ดดำโชคดีโดนศอกกระเด็นเลยเหม็นไหม้แค่ขา แล้วเวลาพิจารณาของผมก็หยุดลง ไอ้บ๋อยนั่นสะบัดตัวพริ้วเปลวไฟก็พลันปลิวหายไป หน้าตามันตอนนี้ยอดเยี่ยมเกรียมใช้ได้ ตาปิดไปข้างนึผิวหนังชั้นนอกแทบจะหายไปหมดจนเห็นเนื้อแดงๆ บางส่วนก็ดำปึ้ดไปเลยโดยเฉพาะช่วงคอ เพราะตรงนั้นโดนไฟก่อน

        “อ้ากกกกกกก กูจะฆ่ามึงงงงงง!!!”

     ปัง! คลิก-คลิก ตัวปลิวลงไปกองนองเลือด... ลูกซองระยะขนไหม้นี่สั่งได้ดั่งใจดีจริงๆ ไม่ต้องเล็งเลยนะเนี่ย

        “ไอ้คำว่า ‘จะฆ่า’ น่ะ มันต้องใช้หลังจากฆ่าเสร็จไปแล้วเว้ย... กูจะฆ่ามึง! ถุ๊ย!”     โดย *โบรโน่ บูจาราตี้          (ตัวละครมาเฟียจากโจโจ้ล่าข้ามศตววรษ)


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 13 -Paradise huh? Oh! well, Good!- 
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤษภาคม 12, 2012, 07:56:37 PM
     โอ้โฮ มิน่าล่ะถึงยิงไม่ทะลุ พวกยัดผ่นเหล็กไว้ใต้บาร์นี่เอง...

        “แผ่นเหล็กหนามาก กี่เซนวะเนี่ย”

        “4 เซน 2 แผ่นน่ะฮ่ะ...”     เสียงอีตุ๊ดข้างหลังดังมาให้คำตอบ

        “ไม่ได้อยากรู้โว้ย!”     ปัง! เข้ากลางหว่างขาปูนแตกกระจายใส่ง่ามมันเต็มๆ เล่นเอาดิ้นจนไฟดับไปเลย สำนึกบุญคุณไว้ซะอุตส่าห์ช่วยดับไฟ

        “อู๊ย~เจ็บ ละ..แล้วตัวเองถามเค้าทำไม~~”

     ผมขี้เกียจจะพูดอะไรมาก อีกอย่างเดี๋ยวมันจะจำได้ว่าเป็นผม เพราะงั้น... ตุ้บ บึ้ก พลั่ก ผัวะ ผมขึ้นคร่อมบีบคอแล้วซัดมันสุดแรง เน้นๆ เนื้อๆ จนในที่สุดมันก็น็อคไป     “แฮ่ก เหนื่อยไม่เข้าเรื่องเลยให้ตายสิ”     วันนี้บู๊มาราธอนหนักตัวเป็นบ้า

     จากนั้นก็ลากมันไปหลบหลังร้าน ตรงหลุมซ่อนตัวที่มันขุดโชว์ผมไว้สมัยตั้งร้านใหม่ๆ หวังว่าจะช่วยให้มันรอดไม่โดนทหารฆ่า นี่ถ้าไม่ติดว่าจำเป็นต้องให้มันช่วยหลังจากนี้ไม่ปล่อยทิ้งไว้ให้เปลืองออกซิเจนหรอก

        “ต่อไปก็ธุระสุดท้าย... เอาล่ะจะทำยังไงกับไอ้โต๊ะหมู่บูชานี่ดีนะ”



     ไอ้เอ็กเซียมันบอกว่าที่เหลือมันจะจัดการเอง จัดการยังไงของมันวะ? แล้วที่เห็นอยู่นี่มันก็ยังทำงานส่องแสงสร้างภาพอยู่เลย ไหนว่าฆ่าเจ้าของแล้วจบไงล่ะ... หือ? อยู่ดีๆ ขาของผมมันก็ก้าวเข้าไปกลางวงตรงกองศพ เฮ้ย!

     เดินเข้าไปแบบไม่ใส่ใจสิ่งรอบข้าง จนหยุดเหยียบนมน้องเน่าซึ่งเป็นศพที่ถมอยู่บนสุดของกองซาก ผมควบคุมตัวเองไม่ได้เลย! จะเกิดอะไรขึ้นกับกูอีกวะเนี่ย!

     ผมกางแขนออกสองข้าง แบมือเหมือนโอบกอดอะไรบางอย่าง จากนั้นศพข้างล่างทั้งหมดก็กระเด็นออกไปรอบนอกเหมือนโดนระเบิดซัด ทว่าแทนที่ผมจะล้มไปเพราะเสียพื้นที่ยืน กลับลอยค้างเชิดหน้ามองฟ้าอยู่ท่าเดิม ที่เพิ่มเข้ามาคือมันค่อยๆ ลอยถอยหลังออกไป แล้วหยุดลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล พื้นตรงหน้าที่ผมเคยหยุดลอยอยู่เกิดแสงสว่าง เอ๊ย! ไม่ๆ ไม่ใช่แสง มันเป็นแท่งสีขาวโผล่ออกมา ไม่มีมุมเหลี่ยมแสดง แต่ไม่ส่องแสงออกมาแน่นอน

     แท่งนั่นยุบลงไปเหมือนผืนผ้าหลุดมือ ตามด้วยปรากฎร่างภายใต้ผ้าคลุมดำทมึนพลิ้วไหวออกมา... ผ้าคลุมหุ้มมิดตั้งแต่ช่วงคอจรดปลายเท้า แม้แต่หน้าก็ปกปิดไว้ด้วยผ้าแถบยาวดำสนิทพันรอบๆ เหมือนมัมมี่เหลือไว้แค่ช่วงดวงตาเท่านั้นที่เห็นเป็นสีเนื้อขาวผ่อง นัยน์ตาดำสนิทฉาบแววคมกริบ ดูไม่ออกเลยว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

        “ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง”     มันเปิดปากพูด! เสียงของมันเข้มจนไม่น่าจะเป็นเสียงผู้หญิง และหวานไปนิดที่จะตัดสินว่าป็นผู้ชาย ตกลงมันเพศอะไรกันวะเนี่ย เมื่อกี๊ก็ทั้งเกย์ทั้งตุ๊ด!

     สิ่งที่หยุดความคิดของผมเอาไว้แค่นี้ก็คือ...

        “สิ่งที่ไม่เคยมี ยังดีกว่าเคยมีแล้วดับสูญ... นานแล้วนะที่ไม่ได้พบกัน สามจอมปราชญ์ นารัน”     ผมเปิดปากพูด!!! เสียงของผมแถมเข้มขรึมอึมครึมอีกด้วย แต่ผมไม่ได้สั่งผ่านสมองให้ปากขยับ แต่ผมพูด!!!

        “เช่นกันเอ็กเซีย และยินดีด้วยที่ท่านได้ร่างมาเสียที... ถึงกับเรียกฉันมาคงเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก เกี่ยวกับปะรำพิธีนี่สินะ”

     นารัน? สามจอมปราชญ์!? อะไรของมันวะ แล้วไอ้บทพูดนี่อีก เป็นคนรู้จักกันเหรอครับ แล้วพี่ท่านยึดร่างผมไปใช้เลยเนี่ยนะ

        “นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีกล่ะโว้ย!!!”     ผมตะโกนสุดเสียงใส่หน้าไอ้มืดมิด มันยังคงนิ่งอยู่ อ๊ะ! เราแย่งร่างคืนมาได้แล้.. เอิ้ว! ขยับไม่ได้อีกแล้ว!

        “เจ้าของร่างยังตื่นอยู่เลยนี่นา จะดีรึ?”     มันยังคงเย็นใจแน่จริง

        “จะช้าหรือเร็ว มันก็ต้องรู้อยู่ดี ไม่สำคัญหรอก... ที่สำคัญคือเจ้าช่วยจัดการกับผลที่จะเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นี้ให้หน่อยแล้วกัน”

     โหย มันคุยข้ามหัว!

        “จะให้บิดเบือนเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองนี้หรือ ผู้รับข่าวสารมีมากเกินกว่าพลังของฉันจะจัดการได้หมดนะ อีกอย่างเรื่องแค่นี้ท่านจัดการเองก็ได้นี่”

     มันพูดพลางเดินไปสำรวจโต๊ะเรืองแสงรอบๆ

        “ข้าก็ตั้งใจจะทำเช่นนั้น แต่ดันเผลอหยุดเวลาไปน่ะสิ ตั้ง 7 วินาที แหล่งพลังที่เตรียมไว้เลยพลอยหมดไป.. ไอ้ครั้นจะใช้พลังของตัวเอง ผนึกมันก็คอยจะลงสลักเอาอีก”

     มันพูดเรื่องหยุดเวลาออกมา แล้วแหล่งพลังงานนั่น... หรือว่าจะเป็นไอ้ก้อนเล็กๆ สีแดงที่ฝังลงกลางอกเราตอนรักษาร่าง!

        “นี่ท่านยังคลายผนึกไม่ได้อีกรึ น่าแปลก.. ปรกติถ้าได้ร่างแล้วมันน่าจะคลายสนิทสิ”

        “ก็เพราะผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่รับมือยากน่ะสิ ตัดเท่าไรก็ไม่สิ้นเยื่อ”     มันพูดวกไปวนมาอีกแล้ว

     โอย พวกคุณๆ ช่วยคุยกันให้กระผมรู้เรื่องหน่อยสิวะครับ

        “เอาเถอะ ด้วยลักษณะของวงเวทนี้ ฉันพอจะทำอะไรบางอย่างให้ท่านได้..ไม่สิ ให้กับผู้ดำเนินแผนการสร้างสวรรค์อันสูงค่าของเราได้”

     หือ? มันพูดถึงผู้ดำเนินแผนการ อะไรกัน?!   มันยังคงแถลงต่อ

        “อย่างไรซะถ้าไอ้หนูพิชิต กำชัยพล เกิดตายขึ้นมาแผนการทั้งหมดก็เป็นอันพังป่นปี้ ที่สำคัญเลยคือฉันคงบากหน้าไปพบเนเกิ้ลไม่ได้ด้วย”

     เนเกิ้ล!? พันเอกเนเกิ้ล! มันรู้จักกับผู้พันด้วย ได้ยังไงกัน!?

        “หึหึ ดีเลย.. ถ้าอย่างนั้นในฐานะของผู้ริเริ่ม มีอะไรจะพูดกับผู้ดำเนินการหน่อยมั้ย? เอาล่ะ ข้าจะคืนร่างให้”

     มันบอกจะคืนมันก็คืนทันที เล่นเอาเสียหลักเกือบหน้าคะมำ   มันมองหน้าผมต่อไม่ถามอะไรซักที เปิดประเด็นก็ได้ฟะ

        “แกเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่?”     รู้สึกจะถามหลุดประเด็นไปเยอะเลยแฮะ

        “นั่นสิ ฉันเองยังสับสนอยู่เลย”

     อื้อหือ กวนประสาท! เอาเหอะช่างมัน แล้วเรื่องแผนการล่ะ สร้างสวรรค์งั้นรึ? ตกลงนี่ฉันกำลังเดินไปทางไหนกันแน่!

        “เดินไปบนทางที่เธออยากจะเดินนั่นแหละถูกต้องที่สุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรให้มากความ ถ้าเธอต้องการทำลายโลกก็จงทำลายมันทิ้งซะ”

     มันพูดเหมือนเป็นเรื่องง่ายดาย แล้วก้าวออกจากโต๊ะหมู่ไป เอนหลังพิงบาร์ที่เพิ่งมอดไฟยกแก้วเหล้าใบหนึ่งขึ้นมองผ่านไปมา

        “นี่แกเป็นใครกันแน่ แล้วทำไมรู้จักผู้พัน บอกมาเลยนะเว้ย!”

     ถึงจะดูเหมือนมีน้ำโห แต่ผมก็แค่แสร้งทำเสียงดุข่มไปเท่านั้น และคำตอบของมันก็ไม่ตรงคำถามซะด้วย

        “ผู้ร่วมอุดมการณ์... มีอยู่มากมายทั่วทุกมุมจักรวาล   แผนการนี้เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีที่ของปลอมมีตำหนิซึ่งก็คือเธอถือกำเนิดขึ้นมา สิ่งที่เห็นนั้นเป็นจริงเสมอ..เท่าที่เธอเห็น”     เหมือนมันจะบอกใบ้อะไรผม ก็ต้องปล่อยมันพล่ามไป     “ปลายทางแห่งการทำลายล้างเป็นได้ทุกอย่าง เพราะที่สุดของปลายทางอาจจะไม่ใช่ที่สุดแห่งความสวยงาม... มันก็แค่ ‘อาจจะ’ มันจะใช่..หรือไม่ก็ได้... เพราะอย่างนั้นฉันจึงตั้งความหวังไว้ที่สวรรค์ไงล่ะ”

     แก้วที่ถืออยู่หล่นกระทบพื้นดังเพล้งเหมือนมันแหลกสลายกระจัดกระจาย แต่กลับไม่แตกออก สายตาคมกริบคู่นั้นส่องประกายไล่มองผมตั้งแต่เท้าจรดหัว แล้วยกมือชี้มาที่ผมทำท่าเหมือนเล็งปืนมาตรงกลางอก

        “สิ่งสำคัญ มันคือหัวใจ”     แล้วกระดกปลายนิ้วเหมือนยิงกระสุนออกไป

   ผมเข้าใจสิ่งที่มันต้องการจะบอกแล้ว

        “สวรรค์เหรอ? ก็ดีนี่!”

        “ดี ยอดเยี่ยมสมแล้วที่เนเกิ้ลยอมสละชีวิต คำใบ้ที่สำคัญคือฉันเอง ‘หนึ่งในสามจอมปราชญ์ นารัน’ คงไม่จำเป็นต้องบอกอะไรมากไปกว่านี้ ทางที่เธอเดิน จะเปิดเผยทุกคำตอบของคำถาม แล้วเราจะได้พบกันอีก...”

     สิ้นคำพูดเยิ่นเย้อของท่านสามจอมปราชญ์ผ้าคลุมดำ ก็รู้สึกว่ารอบๆ มันทยอยมืดลง แล้วพื้นมันเริ่มเอียงแบบแปลกๆ ด้วย... เอ๊ย! ไม่ใช่แล้วนี่ตัวเรากำลังล้มลงเปลือกตาปิดนี่หว่า..คร่อก



Unreal 13   -Paradise huh? Oh! well, Good!-
    (อ้าวเฮ้ย! ดันกลายเป็น Emotion ไปได้ไงวะเนี่ย!?)



ชื่อตอนตั้งแต่ 12-13 มาจากเพลงครับ ทั้งวงและชื่อเพลงเลย Coldplay - Paradise นั่นเอง ผมชอบเพลงนี้นะ ชอบสุดๆ เลย
ที่จริงผมตั้งชื้ออื่นไว้เรียบร้อยแล้วครับ แต่ตอนฟังเพลงนี้ผมรู้สึกติดใจอย่างบอกไม่ถูกเลย คือว่ามันตรงประเด็นกับการกระทำและเนื้อหาในตอนเต็มๆ Coldplay จะเห็นการตัดสินใจและการลงมืออันเยือกเย็นแยบยลของทั้งพิชิตและศัตรู (ไม่รู้จริงรึเปล่า) ส่วน Paradise ก็คงเป็นเป้าหมายสูงสุดของแผนการละมั้ง?


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มิถุนายน 18, 2012, 07:35:23 PM
Unreal 14   -Oh Baby... Please Be a Good Girl-



          ‘การก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดนับแต่ที่จบสงครามมา...’

     นั่นสิครับคุณนักข่าวขาวสวย ผมว่ามันคงไม่มีครั้งไหนที่จัดฉากห่วยแตกเท่าครั้งนี้อีกแล้วครับ

          ‘...จากภาพวงจรปิดจะเห็นการยิงต่อสู้ระหว่างทหารและกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่กับทหาร จากรายงานล่าสุดที่เข้ามาระบุว่าเป็นทหารเก่าที่ไม่พอใจในการปฏิบัติต่อทหารผ่านศึก...’

     โอว! นี่เรากลายเป็นทหารเก่าไปตั้งแต่เมื่อไหร่หว่า อ๊ะ! แต่เราก็เป็นทหารเก่าจริงๆ นี่หว่าแค่ไม่ใช่ทหารของประเทศสารขันธ์นี่เท่านั้น

        “เอะอะเธอก็รัก! เอะอะก็คิดถึง แต่เธอไม่ซึ้งไม่เคยเข้าจาย~~”

        “หนวกหูโว้ยซานเจ! คนจะฟังข่าว!”     จะมาร้อง*ยาพิษหาพระแสงอะไรวะ!          *(เพลงของทุ่มตัว)

     มันหันมายิ้มในขณะที่มือถือไพ่ กำลังดวลดรัมมี่อยู่กับเอเลนัวร์ ส่วนที่นั่งหน้าเหรอหราตัวสั่นข้างหลังซานเจอีกทีก็ไอ้คุณนักข่าวชาวเหนือนั่นเอง... ห้องผมก็ไม่ได้เล็กมันยังจะทำตัวลีบอยู่อีก เฮ้อ~~

          ‘...เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์โดยรอบอพยพประชาชนทันที โดยไม่สนใจกฎอัยการศึก อนึ่งการประกาศกฎ...’

        “จะไปสนใจข่าวแหกขี้ตานี่ทำไมว้า จะไปเปิดแฟ้มเหตุการณ์ที่สารวัตรเก็บไว้เมือไหร่ก็ได้”

        “แกจำที่ฉันสอนไม่ได้แล้วใช่มั้ย? หรืออยากโดนถองหน้าซัก..”

        “จ้า จ้า ‘การเคลื่อนไหวของมหาชนส่งผลกระทบต่อภาพรวมของสงคราม’ เราต้องตามข่าวตลอดใช่มะ?”

     รู้แล้วก็อย่าให้ย้ำสิวะไอ้กล้วยแขกนี่!   ใช่แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดถูกกองทัพจัดฉากเป็นการก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพ แต่ที่ตลกคือภาพจากกล้องวงจรปิดทุกตัวไม่เห็นหัวไอ้พิศาลกับผมเลย รวมทั้งภาพที่รถถังไอ้ซานเจปะทะกับกองทัพก็กลายเป็นรถถังของกองทัพยิงใส่กันเองอีกต่างหาก เล่นเอาหน้าแหกแยกกันกลบข่าวแทบไม่ทันเลยทีเดียว

        “สามจอมปราชญ์นารันเหรอ... ร้ายเป็นบ้า”     ไม่รู้ว่าทำยังไงแต่มันลบภาพรวมทั้งตัดแปะข้อมูลดิจิตอลของกล้องวงจรปิดทุกตัวซะเนียนจนแยกไม่ออก นั่นยิ่งทำให้สื่อแสนซนกับประชาชนขี้ลืมขุดคุ้ยและจำแม่นขึ้น  คงเพราะผมยิ้มแหยๆ เอเลนัวร์เลยหันมาแหย่

        “ตำรวจเข้ามามีบทบาทในการควบคุมตัวผู้รอดชีวิตจำนวนน้อย รวมทั้งการจัดการฝูงชนรอบนอก แถมใส่ไฟกองทัพซะยับเยินเลยด้วย... เข้าแก๊บตาแก่นั่นเต็มๆ เลยนะงานนี้ ศึกสายเลือดกำลังจะระอุแล้ว ฮี่ฮี่ อยากเห็นจัง!”

     เธอโยนหนังสือพิมพ์ลงตรงหน้าผมพอดี พาดหัวข่าวซะดุเดือด ‘กล้องส่องทหารพาล ผลาญงบจนคบไม่ได้ ทหารเก่าก่อการร้ายตายยับเยินเกินพันศพ’ การจัดฉากกลายเป็นดาบกระซวกดากตัวเองเข้าให้แล้ว ไอ้ครั้นจะออกมาจ้อจี้ว่าที่เป็นแบบนี้เพราะเวทมนต์ก็ไม่ได้ ตลกแท้หลาว

        “...ความสัมพันธ์ของสารวัตรกับพี่ชายคงใกล้จะถึงจุดแตกหักซะแล้ว ตั้งแต่ที่ส่งฉันไปลอบฆ่าทหารคนสนิทกับแทรกแซงแผนค้ายาคราวก่อนแล้ว ดีไม่ดีตาลุงสำราญอาจรู้เหตุการณ์นี้ล่วงหน้าอยู่แล้วก็ได้”

        “ใช้คำว่าแทรกแซงเหรอ? นอกจากฉันแล้วแกฆ่าซะเหี้ยนเลยนี่นา มือดี 5 คน กับคาราวานค้ายาอีกร่วม 20 จนฉันถูกลุงแซมหมายหัวไปด้วยเลยเนี่ย”

        “ไม่เอาน่ายาหยี กางเขนหน้าโบสถ์ก็เปลี่ยนใหม่แล้ว เรามาคิดถึงปัจจุบันกันเถอะนะ”     เธอมองค้อนผมเล็กน้อยแล้วจัดการโชว์ไพ่หมอบหนึ่งใบน็อคมืดไอ้กล้วยแขกจนหน้ามืด

     ซานเจหันไปตบไหล่พิศาล มันยังตกใจอยู่ อะไรนักหนาก็ไม่รู้ทั้งที่ผ่านมาตั้งวันนึงแล้วแท้ๆ

        “จะเอายังไงกับพ่อหน้าเหลี่ยมนี่ดีล่ะ? สัมภาระที่เป็นภาระมาตลอดทางพรรนี้มันมีอะไรดีขนาดแกต้องพามันออกมาด้วยล่ะเนี่ย เออจริงสิ..สารวัตรยศกระจ้อยร่อยจะเอาอะไรไปแตกหักกับทหารระดับนายพลวะ?”

     สารวัตรมีอะไรดีน่ะเหรอ...

        “3000 หลา หัวระเบิด แค่สไนเปอร์ติด PA กระบอกเดียว ไม่ใช้ดาวเทียมช่วยเล็ง...”

        “เฮ้ยโม้แล้ว! จะมีคนเก่งขนาดนั้นได้ยังไงวะ!! ...เอ๊อะ! เออ มีนี่หว่า”     มันมองหน้าผม

        “นี่แค่ขั้นต้น ยังมีอะไรอีกเยอะที่แกไม่รู้เกี่ยวกับตาแก่แว่นดำนั่น”

     เอเลนัวร์ลุกไปชงกาแฟแล้วพูดลอยๆ ออกมา

        “สารวัตรมีคนใหญ่คนโตอยู่ใต้อาณัติไม่น้อยเลยนะ เพียงแต่เคลื่อนไหวโจ่งแจ้งไม่ได้เพราะโดนจับตาดูอยู่... ที่แกไม่ตายซักทีก็เพราะพวกที่ส่งมาลอบฆ่าโดนฆ่าตั้งแต่ก้าวขาออกจากบ้านไงล่ะ ‘ใครไม่ตามก็ต้องตาย’ ฮิฮิฮิ โหดดีเนอะ”

        “โห..ลองถ้าเจ๊พูดขนาดนี้ผมเชื่อก็ได้ ปกติแกสั่งงานผ่านไอ้ชิตอย่างเดียว พอรู้เข้านี่ชวนเสียวเหมือนกันแฮะ แล้วนั่นแกทำอะไรอยู่วะชิต เปิดเวบจองตั๋วรถทัวร์ทำไม?”

     หน้าจอโทรทัศน์ผมเปลี่ยนเป็นหน้าเว็บไซต์ของบริษัทปลอดภัยทัวร์จำกัด คลิกไล่จองตั๋ว VIP เที่ยวที่ออกเร็วที่สุดอยู่

        “ได้ล่ะ...เที่ยวบ่าย 3 กรุงเทพ-พัทยา 2 ที่นั่ง”

        “เดี๋ยวๆ ช้าก่อนเลยไอ้คุณชิต แกจะไปพัทยาทำไมวะ”     ซานเจลุกขึ้นมาดูที่นั่งที่ผมจอง

        “ใครว่าฉันไป ไม่ใช่เลยเข้าใจผิดไปหนึ่งก้าว แกถามว่าจะให้ทำอะไรกับไอ้คุณพิศาลใช่มั้ย?”     มันพยักหน้าทำตาเข     “แก. ไป. กับ. มัน. ซะ ด่วนที่สุดเย็นนี้เลย ให้เวลา 1 วัน พามันไปเอาของแล้วขึ้นเครื่องกลับมาเลย เดี๋ยวจองตั๋วกลับให้”

     พูดจบมันก็ลั่นออกมาทันที ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจปนความประหลาดใจ

        “หา! จะให้ฉันไปเนี่ยนะเฮ้ย! ตลกแล้ว ไหนจะงานล่าไอ้ตาส่อนอีก ถ้าไปกับสาวก็ว่าไปอย่าง นี่ตัวผู้นะเว้ย! แล้วอีกอย่างไปรถไฟไม่เร็วกว่าเหรอวะ”     ไม่ยอมเข้าใจเรอะ

        “ไปรถทัวร์มันได้อารมณ์ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจมากกว่าเว้ย ก็แค่วันสองวันทันงานหลักอยู่แล้ว อีกอย่างนี่เป็นงานสำคัญ แกต้องคุ้มกันมันไปให้ตลอดทาง อ้อแล้วที่สำคัญสอนให้มันพูดจายียวนกวนตีนไปด้วย ให้ได้อารมณ์ประมานไปเที่ยวล่อหญิงริมเลน่ะ เข้าใจมั้ย? อย่าให้ต้องย้ำนะ คำสั่งนะเนี่ยไม่ใช่ขอร้อง”

     ผมทำตาดุใส่มันไป หน้ามันเหี่ยวลงเลยไม่มีการเถียงอะไรไร้สาระกลับมาอีก เอาจริงก็คือเอาจริงงานนี้ไม่มีเล่น ข้อความที่วิโอล่าทิ้งเอาไว้สำคัญสุดๆ อีกหนึ่งเหตุผลที่ผมให้ไปมันก็เพราะ... เอเลนัวร์ยกกาแฟมาให้ผมตามด้วยคำอธิบายเสียงลุ่มลึกเหมือนกาแฟรสชาตินุ่มนวลที่เธอชง

        “ผู้หญิงนั่นไม่เห็นหน้าพวกแก แต่กับพิศาลไม่แน่... ต้องมีคนคุ้มกันมัน และไม่ต้องห่วงมากเท่าที่พิชิตเล่ามาตัวผู้ชายโดนเล่นงานไปหนักมาก พวกมันไม่น่ารีบตามออกมาหรอก อีกอย่างฉันกับพิชิตได้เปรียบตรงเห็นหน้ามันแล้วแต่มันยังไม่รู้หน้าพวกฉัน เดี๋ยวจะหาทางจัดการเอง แกไปกับมันดีที่สุด... ชดใช้ที่ทำรถถังฉันพังด้วย ตีตั๋ว VIP ให้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ใสหัวกันออกไปเตรียมตัวซะเดี๋ยวนี้เลย ซู้ด ฮ่า..กาแฟอร่อยจัง”     ซดโฮกซะหมดมาดเลยนะคนสวย ดูเหมือนเธอจะเห็นหน้าผมยิ้มเยาะเข้าถึงกับแก้เขิน     “มีอะไรเล่า ก็เค้าชงมาดีอะ!”

     ท่าทางน่ารักขัดอายุซะเหลือเกิน แก้มแดงเขินป่องชัดเจน... แล้วซานเจก็ขัดลำขึ้นมา

        “แล้วพวกคุณพี่จะอยู่จีบกันที่นี่ส่งผมไปเฉี่ยวปากกระบอกปืนเนี่ยนะ”

     น่ารำคาญฟะ ผมเลิกสนใจลูกพิรี้พิไรของมันแล้วลั่นแผนการคร่าวๆ ให้มันไปปรับแต่ง

        “อย่างแรกพวกแกต้องไม่รู้จักกัน บังเอิญนั่งข้างกันแล้วคุยถูกคอ ไม่ต้องห่วงพิศาลมันทำได้อยู่แล้ว อีกอย่างคือพามันไปนาบแล้วเที่ยวซ่องให้เต็มที่ พาคุณนักข่าวไปดูโชว์หอยเปิดฝาซะ จากนั้นพิศาล... แกนำทางซานเจไปเอาของ แล้วซานเจแกกลับมาคนเดียวในวันรุ่งขึ้นจะมาทันการล่า ส่วนพิศาลแกไม่ต้องกลับให้รออยู่ที่นั่นจนกว่าฉันจะสั่งไป”

        “หา? หะ ให้ผมรออยู่ที่นั่นเหรอครับ! อย่างนี้ก็ไม่ต่างจากรอความตายเลยสิ คุณบอกว่ามันเห็นหน้าผมแล้วไม่ใช่เหรอครับ ผมไม่อยากตายน้า!!!”     โอยปวดกบาลกับความปอดแหกปนโง่ของมันจริงๆ

        “อยู่ที่นั่นแกจะปลอดภัย ลูกน้องสารวัตรจะคอยดูแลให้.. อ้อจริงสิอย่างสุดท้ายนี่สำคัญมากถึงมากที่สุด!”     ซานเจผงะทันที ปกติไอ้คำนี้ผมจะใช้กับงานเสี่ยงตายชนิดที่ตายมากกว่ารอด ซึ่งมันก็เคยสัมผัสมาแล้วกับตัว

     อย่างสุดท้ายนี้ว่าจะไม่สั่งแล้ว แต่แม่เสือป่าตาน้ำข้าวส่งสายตามาอ้อนเข้ามาน่ะสิ..

        “อย่าลืมของฝาก เอาเป็นของกินนะ”

        “ฟักยู!!!”     มันงัดนิ้วกลางให้ ทำตาดุแล้วลากพิศาลไปโยนแหมะหน้าประตูห้อง     “เอาล่ะคุณนักข่าว ฉันจะไปเตรียมของ ส่วนนายตรงดิ่งไปรับตั๋วที่จองไว้แล้วไปฆ่าเวลาที่ไหนก็ได้ บ่าย 3 ไปขึ้นรถ เราไม่รู้จักกัน ถ้าฉันไม่ชวนคุยไม่ต้องเจ๋อ”

        “แต่ปกติผมเป็นฝ่ายตีซี้กับคนอื่นก่อนนะครับ!”     เสียงมันสั่นกลัวตลอดทุกคำพูด ซานเจผู้แสนว่าง่ายถึงกับส่ายหน้าแล้วเปิดประตูยกเท้าเข้าเขี่ยพิศาลออกไป



     หลังจากคู่บ้าออกไปแล้วก็ได้เวลา...

        “มาอี๋อ๋อกันต่อดีกว่าชิต!”     เอเลนัวร์โผเข้ารัดโอบคอผมทันที เอาหน้ามาคลอเคลียเหมือนแมวขี้อ้อน อา..มาต่อกันดีกว่านะจ้ะ!

        “ซะเมื่อไหร่ล่ะเฮ้ย! เตรียมตัวรับมือกับสารวัตรก่อนต่างหาก ไม่รู้ตาแก่นั่นจะมาไม้ไหน อีกอย่างนึง...”     สามจอมปราชญ์นารัน และเอ็กเซีย ผมยกแขนซ้ายขึ้นมอง.. ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง

     เธอผละไปทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อยแล้วบ่นงึมงำ

        “อุตส่าห์ลากนายออกมาจากกองขยะ ชิ! แค่นี้ทำเป็นซีเรียส!”

     อย่าพูดไปสิคนดี นี่มันเรื่องน่าอายนา มีที่ไหนไปนอนอยู่บนรถขยะ!   หลังจากหมดสติในร้านอีตุ๊ดรู้ตัวอีกทีก็หมดสภาพเละเทะเหม็นขยะท่วมหัว มั่วอยู่ในรถเก็บขยะ... รอบที่แล้วก็ถังขยะ เดี๋ยวคราวหน้าได้ไปถึงโรงแยกขยะแน่เลยว่ะ

        “ฉันไม่ใช่ขยะนะโว้ย!!!”

        “แต่ถ้าหมายถึงขยะของสังคมนี้ล่ะก็ไม่แน่ ฮี่ฮี่ฮี่”     ไม่ต้องมาพูด ทำยังกับว่าเธอต่างจากฉันนักล่ะ!   ถ้าพูดออกไปบ้านกระจุยแน่...



     เวลาผ่านไปไวเหมือนทุกวัน เวลาประจัญหน้ากับโจทก์เล่นยากก็มาถึง...

        “ข้าวมันไก่สองจาน”     เสียงทุ้มยังคงนุ่มลึกเหมือนเช่นเคย

        “ไม่ๆ ไม่ใช่ข้าวมันไก่สอง ข้าวมันไก่หนึ่ง เส้นเล็กเนื้อทุกอย่างพิเศษหนึ่งต่างหาก... ประจำเลยนะป๋า เวลาเคร่งทีไรสั่งแต่ข้าวมันไก่ทุกทีเลย!”

     ร้านอาหารอภิมหาตามสั่ง ทำได้ทุกอย่างที่คุณลูกค้าอยากแต่ระยะเวลาขึ้นอยู่กับอารมณ์แม่ค้า   ผมกับสารวัตรมากันตามนัดที่ร้านขาประจำ ตำรวจรุ่นใหญ่ใน*เรย์แบนกับมือปืนส่วนตัวหน้าชั่วนั่งอยู่ด้วยกันเป็นภาพที่คนแถวนี้เห็นไม่บ่อยนัก และพวกเขาคงไม่อยากเห็นซักเท่าไหร่ เพราะเรานั่งคุยกันทีไรเดี๋ยวได้มีคนตายทุกที แต่ครั้งนี้ต่างออกไปนิด... สารวัตรเริ่มเอ่ยมาแบบเอื้อนๆ พร้อมพลิกหน้าหนังสือพิมพ์          *(ยี่ห้อแว่นดัง Ray-Ban ตี๋ใหญ่ไง ใส่แล้วเท่!)

        “แล้ว..มีอะไรล่ะถึงได้นัดฉันมา หือ?”

     โอ้โฮคุนป๋าสารวัตร! งัดไม้นี้มาใช้เลยเหรอเนี่ย ทำเนียนเลยนะ! เอ้า เนียนมาก็เนียนไปล่ะวะ!

        “ก็เรื่องไอ้ตาส่อน เอ๊ยโทษที ไอ้แก๊งซิ่งนั่นแหละ ว่าจะจัดการแบบไม่โหดน่ะ ผมคิดว่าจะเอาพวกมันไปดัดสันดานซะหน่อย”

     จานข้าวมันไก่วางอย่างนุ่มนวลด้วยท่าทีสุดเกรงใจจากลูกมือแม่ค้าลงตรงหน้าสารวัตร เขาควักจ่ายรวมส่วนของผมไปด้วย

        “คิดดีแล้วเหรอ... อีกอย่างนะพิชิต คุกไม่พอยัดว่ะ เห็นว่ามากันหลายร้อยเลยนา”

        “ส่วนใหญ่ก็เป็นศพกองอยู่แถวนั้นนั่นแหละ แล้วจะกลบข่าวยังไงคิดไว้แล้วรึยัง?”

     ผมรับชามก๋วยเตี๋ยว ตามด้วยเปิดฝาขวดซอสพริกเผ็ดน้อยอร่อยมากเทครืนลงกลางหน้าเนื้อ... แกหันมองเทคนิครสพิสดารของผมเล็กน้อย

         “ไอ้ประสาทรับรสวิบัติเอ๊ย... จะรับมือยากอะไร๊ ก็ใช้เด็กของแก..ไม่สิต้องเป็นเด็กเจ้าซานเจที่นอนเจ็บแหม็บๆ อยู่ในโบสถ์นั่นไงล่ะ เผาให้เหี้ยนเอาให้เตียน เดี๋ยวที่เหลือจะเนียนให้”

     เล่นเอาแทบสำลักเส้นก๋วยเตี๋ยว! แกรู้เรื่องอรุณนีหว่า!!! โดนเข้าเต็มๆ เลยเรา!

        “เล่นซะผมหมดความสำราญเลยนะ สารวัตรสำราญ...”     เอเลนัวร์บอกไปเหรอ ไม่สิ ความมั่นใจในคำพูดมันมากเกินกว่าจะมาจากข้อมูลเชื่อยากอย่างแม่ชีคลั่งของผม

        “แกมีเรื่องที่บอกฉันไม่ได้ ฉันก็มีเรื่องที่บอกแกไม่ได้เหมือนกัน ตอนไพลินตายฉันก็คิดไว้แล้วว่าสักวันต้องบอกแก แต่มันก็ไม่จำเป็นแล้วนี่...”     หน้าของผมย่นลงคิ้วขมวดมิดคีบเนื้อเปื่อยค้าง สารวัตรแค่วางช้อนจิบน้ำชาแก้เลี่ยนเบาๆ     “ไม่ต้องกังวลไปหรอกไอ้ลูกเสือ เชื่อพ่อเสือสิวะ หึหึหึ... ที่ฉันไม่บอกแกเพราะคิดว่าให้เจอกับตัวเลยจะง่ายกว่า แล้วมันก็เป็นอย่างนั้น แกยังคงเป็นคนที่ฉันไว้ใจได้มากที่สุดเหมือนเดิม”

     สารวัตรยังคงมาดเข้ม ช่างมองผมออกทะลุปรุโปร่ง... แต่ว่านะ ไอ้ประโยคสุดท้ายนั่นมันควรจะเป็นคำพูดของผมมากกว่า

        “ความสามารถตามวัยรึไงเนี่ย จะเทียบรุ่นกับคุณคงเป็นไปไม่ได้เลย.. ว่าแต่ไม่ลองดูหน่อยเหรอครับ? ก๋วยเตี๋ยวเนื้อราดซอสพริกแล้วปรุงปกติ อร่อยกว่าที่คิดนะ”

        “ไม่ล่ะว่ะ...”     ถึงกับถอยหน้าหนี     “เรื่องของสานใจแกไม่ต้องกังวล ฉันจะเป็นคนเด็ดหัวมันเอง แกทำตามที่แกเคยทำ คิดทำ เหมือนทุกครั้งก็พอ.. เดี๋ยวให้สิทธิไปช่วย ไอ้นักเวทสองตัวนั่นมันกำลังตามหาเด็กแกด้วยเหตุผลอันตรายอย่าให้มันได้ไปก็พอ”

     ที่ผ่านมาเล่นละครใส่เราตลอดเลยสินะ รู้ลึกถึงเบื้องหลังเลยด้วย   เฮ้อ~~ เอาวะ ตามใจคนแก่หน่อยแล้วกัน

        “ผมอาจอยู่ที่นี่ไม่นานนักนะ อย่าผลีผลามตอนผมไม่อยู่ล่ะ”

        “จะไปประเทศไหนอีกล่ะ? เอ้า เอานี่ไป สิ่งที่แกอยากได้ที่สุดตอนนี้... ไอ้ตุ๊ดอยู่ สน.บางกะปิ”

     แกยื่นแฟลชไดรฟ์ใส่มือผม แล้วกำมือผมปิดไว้ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากร้านขึ้นรถประจำตำแหน่งที่ขับมาจอดรออย่างรู้ใจออกไป แต่ระหว่างนั้นผมดันเห็น...

        “นี่ป๋า! ปิดซองเก็บปืนให้มันดีๆ หน่อยสิ แล้วนั่นห้ามไกก็ไม่ใส่ไว้ เกิดหล่นขึ้นมาปืนลั่นเข้าหน้าไม่รู้ด้วยนะ”

        “เออจริงว่ะ! เพราะแกนัดมาซะแต่เช้า ฉันเลยรีบจนลืมเลย เฮ้อ~~ เป็นถึงสารวัตรดันทำตัวให้เด็กวัดมันจับผิดซะได้ ไปล่ะขอบใจว่ะ!”     ปิดประตูดังปึง รถรีบบึ่งออกไปเลย...

     ผมหยิบแฟลชไดรฟ์ขึ้นมาส่องดู อืม

        “เช้าบ้าอะไรนี่มันจะเที่ยงอยู่แล้ว! ตาแก่นี่ไว้ใจไม่ได้จริงๆ ด้วย... แล้วนี่ในบ้านเรามีเครื่องดักฟังอยู่กี่ตัวกันแน่วะ”     ไม่สิเผลอๆ จะติดไว้ในกางเกงในเลยด้วยมั้งเนี่ย

     เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมยกมือถือขึ้นมาโทรหาคนสวยที่ช่วยงานโบสถ์อยู่ตอนนี้...

        “สวัสดีตอนเที่ยงขอเสียงเอเลนัวร์”

        ‘พูดอยู่ ว่าจะโทรไปหาพอดีเลยทางนี้มีเรื่องสำคัญ แม่หนูนั่นตื่นแล้ว’     โอ้นี่ข่าวดีเลยนะเนี่ย!

        “ดี แล้วอาละวาดมั้ย?”     เสียงผมสั่นในลำคอเหมือนมีเสลด

        ‘ไม่เลย.. ต้องพูดว่าน่ารักมาก ปรับตัวง่ายคุยเก่ง ฉันอธิบายเรื่องราวไปคร่าวๆ แล้ว ให้กินข้าวเธอก็นอนต่อ’     สมกับเป็นอรุณจริงๆ

     แม่ค้าและลูกค้าในร้านคนอื่นๆ พากันหลบตาไม่ก็มองอย่างหวาดๆ ท่าทางอาการฉีกยิ้มหน้าชั่วของผมจะไปกระตุ้นต่อมกลัวพวกเขาเข้าให้ ผมจึงฉากหลบออกจากร้านเดินถือสายไปตามถนนคนเดิน

        “เดี๋ยวไป สน.บางกะปิ แล้วจะรีบไปหา.. ระวังให้ดีล่ะแม่นั่นผสมไซยาไนด์ได้จากอากาศนะ”

        ‘อ๋อไม่ต้องห่วง มือไวพออยู่แล้ว หมดแค่นี้ใช่มั้ย?’     ปี้บ...

     วางสายเองเลยนะ เหมือนรู้ว่าผมจะเริ่มออกนอกเรื่อง อะไรวะจะคุยเรื่องอื่นนอกจากธุระบ้างมันจะเป็นไรไป!

        “อ๊ะ! จะว่าไปเราก็คุยเรื่องอื่นนอกจากธุระไม่เป็นนี่หว่า...”



     หน้า สน.บางกะปิ อันร้อนผ่าว ไอ้แดดงี่เง่านี่ไว้ทำลายโลกได้เมื่อไหร่เอ็งเป็นรายต่อไป!   ผมเดินเข้าไปหาร้อยเวรหน้าเจี๋ยมเจี้ยมทรงรีตาหรี่ผมเกรียนชื่อว่าพี่จ่อย นายตำรวจคนนี้นั้นนอกจากหน้าตาแล้วทุกอย่างถ่อยหมด เอาแค่ท่านั่งอ่านหนังสือพาดขากลางโต๊ะไม่เกรงใจประชาชีที่มาติดต่อแล้วยังเกาตูดโชว์อีกต่างหาก เขายกมือที่เกาบั้นท้ายย้ายไปแคะขี้มูกแล้วเหลือบไล่สายตามาหาผม

        “มีไรวะชิต? อ้อ มาหาไอ้เมารีนสินะ”

        “ก็ใช่.. ก่อนอื่นใดสวัสดีตอนเที่ยง ขอห้องเก็บเสียงไว้คุยตัวต่อตัวด้วยนะ...”

     เขาวางหนังสือลงโต๊ะแล้วเดินนำผมเข้าไปเลยห้องสอบสวนลึกเข้าไปอีกจนทางตัน ด้วยมือข้างที่เกาตูดแคะขี้มูกวางทาบลงไปบนฝาผนัง ช่องทางเดินลับก็เปิดออก เขาหันมามองหน้าหยิบหมากฝรั่งเข้าปากแน่นอนด้วยข้างที่เกาตูดแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม...

        “ที่เก่าเวลาใหม่..”     แบมือมาทางผม ตามธรรมเนียมใช่...

     ผมควักบุหรี่นอกที่แกะซองยัดธนบัตรหลักพันวางแหมะลงไปโดยไม่ให้สัมผัสโดนแม้แต่นิ้วของมัน มือข้างนั้นก็ผายออกเป็นท่ารับแขกแหวกเป็นทางอย่างสะดวก ห้องสีขาวบุด้วยชั้นเก็บเสียงอย่างดี โดยปกติที่นี่มีไว้ซ้อมผู้ต้องหาคดีพิเศษสุดๆ ไม่ใช่คนที่สารวัตรสำราญไว้ใจเข้าไม่ได้เด็ดขาด

        “รอแป๊ป เดี๋ยวจูงหมามาให้”

     เขาเดินออกไปประตูปิดลงทิ้งผมนั่งรอ... ซึ่งก็ไม่นานมากนักหมาดำใต้ถุงดำก็มาถึง มันถูกปิดคลุมหัวไว้ตลอดทางจนมาถึงห้องนี้ เหตุผลก็ง่ายๆ ห้องนี้ไม่มีอยู่จริง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในนี้ล้วนไม่เคยเกิดขึ้น

     พี่จ่อยดันตัวมันไปหน้าเก้าอี้แบบมีตัวล็อคยึดขานักโทษ พร้อมล็อคแขนเข้ากับแขนเก้าอี้ นี่ถ้ามีไฟฟ้าช็อตใส่ด้วยล่ะครบเซ็ตเลย เขาเอ่ยปากลอยๆ หลังเดินไปนั่งเอนหลังตรงมุมห้องฝั่งติดประตู

        “เมื่อคืนดูยิงแม่งเลยมาว่ะ โคตรมันเลยไม่น่าเชื่อว่าหนังมันจะเก่ากว่าสองร้อยปี”

        “เหรอ ผมก็ชอบตรงฉากอึ้บไปยิงไปนี่แหละ ไว้ว่างๆ จะทำให้ดู”

     ผมตอบไปพลางกระชากผ้าคลุมหัวอีตุ๊ดออก หน้ามันดูหวาดวิตกสุดขีด ปากที่ปิดไว้ด้วยเทปกาวอย่างหนามุบมิบอู้อี้นัยน์ตาลอกแลกเหงื่อแตกซิก   พี่จ่อยที่นั่งอ่านหนังสือโป๊จากยุคโบราณแพลมตาออกมามองแล้วพูดต่อเรื่องหนัง

        “เฮ้ยๆ เอาจริงๆ นะ หนังเรื่องนี้มันสอนให้รู้ว่าอย่าโทรหาคนที่เคยทรยศเราไงล่ะ รวมทั้ง..การมีปฏิสัมพันธ์กับพวกขยะเปียกก็ใช่นะ เดี๋ยวมือมันจะเหม็นเหมือนฉากจับนมศพ”     แกจงใจกัดผมเรื่องไอ้ตุ๊ดสะวันน่า

        “สำหรับผมต่อให้ขยะมันจะเปียกแต่... ถ้ามันมีประโยชน์อย่างอาหารบูดๆ ก็จะขอเก็บไว้ก่อน”     ผมจัดกระชากเทปกาวจากปากไอ้เมารีน มันถึงกับสะดุ้งแหกปากร้อง     “เผื่อตอนเสบียงหมดเอามายีรวมๆ กันมันก็ใช้รองท้องได้”

        “สงครามจบไปแล้ว หิวข้าวก็ไปเซเว่นเอาเซ่”     เขาพูดข้ามหัวอีตุ๊ดที่หวาดกลัวมา

        “ผมมันเข้าตามตรอกออกทางประตูได้ซะที่ไหนเล่า ถ้าเดินขึ้นสนามบินได้สบายๆ ผมไม่เก็บมันไว้หรอก...”

     ไอ้ดำเริ่มรู้สถานการณ์ตอนนี้มันเบือนหน้าจากนายตำรวจมาหาผมเหงื่อตกซีดหนักกว่าเก่า กฎหมายไม่ได้มีไว้ช่วยคนชั่วอย่างมัน ขนาดคนดีกฎหมายยังช่วยไม่ได้เลย

        “เอาล่ะนะเมารีน ฉันไม่อ้อมค้อมนักหรอก ดูเหมือนแกจะรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้... เอาเป็นว่าไอ้เด็กเสิร์ฟที่ต้อนรับฉันไปนั่งถองแกเมื่อวันก่อนนู้นมันเป็นคนที่ฉันตามหาอยู่ว่ะ ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน?”

     นัยน์ตามันเบิกโพลง มันส่ายหน้าส่ายตาหลบผมพลางพูดอย่างติดขัด

        “มะ ไม่ใช่อย่างที่คิดน้า! คึ คือว่าเขามาขอให้ช่วย แล้ว..แล้วตอนนี้เค้าก็ตายไปแล้วด้วย โดนไอ้โม่งที่ไหนไม่รู้ฆ่าตาย เนี่ยตัวเค้าเองยังเกือบถูกมันฆ่าเลย!”

     โอเคพิสูจน์เรียบร้อยมันไม่รู้ว่าไอ้โม่งในตอนนั้นเป็นผม เอาล่ะเข้าประเด็น

        “นอกจากไอ้นั่นแล้วแกก็พาคนอื่นเข้ามาอีกนี่ บังเอิญเหมือนกันฉันอยากเจอหน้าพวกมันพอดี ไอ้พวกที่ชอบพี้กัญชาเพราะหาง่ายในกรุงเทพมันพักอยู่ที่ไหนได้บ้าง”     ผมเริ่มอย่างนิ่มนวล

        “ไม่มี้ไม่มี! พวกอย่างนั้นไม่มีหรอก เค้าไม่ได้นำเข้าใครมาจริงจริ๊ง!”

        “งั้นมันก็ต้องมีบ้างใช่มั้ยล่ะ ที่ว่ามาเพื่อขายยาติดต่อกับแกที่รู้ช่องทางทำเงินง่ายๆ ประมาณว่าอ้างตัวเป็นพวกปลายแถวรับส่งต่อ ขายด้วยพี้ไปด้วย... มีแน่ๆ เนอะ”

     ผมหยิบถุงมือสีขาวที่ยาวจรดโคนแขนใต้เก้าอี้ขึ้นสวม

        “คะ เค้า...ไม่รู้! ไม่รู้จริงๆ นะว่าตัวเองพูดถึงใคร ถ้าลูกค้าที่มาพี้กัญชาบ่อยๆ อย่างฝรั่งผัวเมียนั่นมันแค่มาเที่ยวเฉยๆ”

     บึ้ก! เข้าที่หน้ามันเต็มๆ โกหกได้ห่วยแตกมาก พี่จ่อยรู้งานหยิบคีมมาให้ผมแล้วยืนคุมเชิง ผมจัดหน้าดุใส่มันต่อด้วย...

        “ริอาจมามีจรรยาบรรณปกป้องความลับลูกค้าเหรอ? ไอ้เศษเดนที่ทำไม่ได้แม้แต่รักษาสัญญาอย่างแกน่ะ...”     ทำเอฟเฟคท์เสียงสั่นในลำคอเข้าช่วยอีก     “ตอนขึ้นจากเจ้าพระยาแกเคยสัญญาไว้ ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะทำชั่วขนาดไหนจะรายงานให้ฉันรู้เป็นคนแรก’ นั่นเป็นข้อตกลงหนึ่งเดียวที่ทำให้ฉันอนุญาตให้แกมีชีวิตอยู่!”

        “ว้าก! อย่าๆ ได้โปรดเค้าผิดไปแล้ว เค้าพูดไม่ได้จริงๆ ทั้งเรื่องคู่ขา เอ๊ย! เรื่องบ๋อยใหม่นั่น ทั้งไอ้สองคนนั้น..”

        “พี่จ่อย ค่าทำความสะอาดเท่าไหร่”     ผมหันไปถามร้อยเวรข้างๆ เขายกบุหรี่ขึ้นดูดแล้วพ่นควันลงหน้าไอ้ดำ

        “ฟู่... รสดีลดให้เหลือ 2000”     ไอ้ตุ๊ดตาโพลงส่ายหน้าไปมา

        “งั้นเอาไปถองอีกซอง”     คราวนี้ยัดไส้ไว้สองพัน

     ผมจัดมือซ้ายเข้าบีบกระพุ้งแก้มง้างปากมันออกแล้วสอดคีมเข้าไปหนีบกรามขวาของมัน ตามันเหลือกจนเห็นเส้นเลือด

        “ฟันกรามน่ะนะ ถ้าถอนไม่ระวังอาจช็อคได้เลยล่ะ...”

        “อย่า! อย่าอำเอ้า!!”

        “เฮ้อ~~ ทำตัวไม่น่ารักเลย ไม่ตรงคำถามนะสาวน้อย...”

     แคว่กปึด! เสียงเส้นเลือดรากฟันฉีกขาดสะเทือนผ่านมือผมขึ้นมา ผมปล่อยมันคอตกเลือดท่วมปากร้องโหยหวน ก่อนจะตบไปอีกหนึ่ง เพี๊ยะ! ข้างที่กรามหลุด

        “อย่ามาสำออย! พี่จ่อยขอมีดผ่าตัดหน่อย...”     แบมือออกไปแล้วมีดก็แหมะลงทันใด

     เพื่อย้ำจุดยืนและความยุติธรรมที่มันจะได้รับพี่จ่อยทำเสียงเข้มพูดอย่างเป็นทางการ

        “นายเมารีน เวสต์กรอรี่ ชาวอเมริกาเชื้อชาติแอฟริกัน อายุ 32 ปี ข้อหาค้าปืนเถื่อน ค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ นายหน้าลักลอบพาคนต่างด้าวเข้าประเทศ พัวพันกับแก๊งมาเฟียมากกว่า 6 แก๊ง สับรางเก่งมาก รู้ลู่ทางเข้าออกหลายประเทศแบบไม่ต้องผ่าน ตม. แต่เพราะทรยศแก๊งเลยโดนดีเข้าให้ นี่ถ้าไอ้ชิตไม่บังเอิญไปถล่มแก๊งที่จะจับแกยัดถังปูนโยนลงไปให้ปลาตอดเล่นใต้เจ้าพระยา ตายไปนานแล้ว...”

        “เอาล่ะไอ้ตุ๊ดดำ ด้วยว่าเราไม่ค่อยติดต่อกันมากนักประกอบกับฉันเกลี๊ยดเกลียดพวกลักเพศ.. แกเลยรู้จักฉันน้อยไปนิด ฉันจะแนะนำให้รู้อีกอย่างนึง.. ฉันมันประเภทถามแล้วเตือนก่อน ถ้าไม่ตอบให้ตรงก็ลงมือทันที แล้วค่อยถามอีกรอบ”     ท่าทางถอนฟันกรามจะสะเทือนหนัก ถึงกับเงยหน้าไม่ขึ้น แหงล่ะ ตอนนี้ซีกขวาของมันคงชาจี๊ดไปทั้งสมอง

        “ฉันจะช่วยแปลงเพศให้แกฟรีๆ แต่ว่านะของฟรีมันก็มีข้อเสีย...ตรงที่ไม่มียาสลบน่ะ”

     แค่นั้นแหละผงกหัวปะหลกๆ เลยทีเดียว หึริอาจเล่นกับไฟมันก็ไหม้มือเป็นธรรมดา ไอ้บ้านี่เมื่อก่อนเลวยังไงก็ยังงั้นตลอด สับรางมาเฟียก็หวิดตายมาทีนึงแล้วนี่มันเล่นสับรางจอมเวทย์ถึงสองก๊วนเลยไม่เคยเข็ด มันคงรับเงินทั้งจากไอ้บ๋อยคู่ตุ๋ยและไอ้น้ำแข็งแห้ง ถึงได้อ้อมแอ้มมาตลอด

     เนื่องด้วยมันพูดไม่ไหวผมจึงจัดกระดาษกับปากกาให้มัน เท่านี้ก็หมดธุระ ทิ้งไอ้ระยำดำสะวันน่าไว้ในห้องขังเดี่ยวตามเดิม และโทรหาสารวัตรเล็กน้อย...

        “ผมอยากให้ปล่อยไอ้สะวันน่าออกมาค้าขายตามเดิมของมัน”

        ‘มีแผนอะไรรึไง?’     เสียงสบายๆ ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจ

        “ครับ ต้องใช้มันน่ะ... ช่วยส่งเด็กไปดูมันไว้หน่อยเดียวก็พอ ขอบคุณครับ”

     และวางสาย ที่หมายต่อไปคือโบสถ์ ก่อนไปเปิดดูข้อมูลของสารวัตรคร่าวๆ ก่อนดีกว่า...


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มิถุนายน 18, 2012, 07:37:06 PM
        “ไงจ้ะอรุณ นิยายขายดีรึเปล่า?”

        “ขายดีบ้านอาม่าแกสิไอ้ทุเรศ!”     ผมหันไปมองหน้าเอเลนัวร์ในชุดซิสเตอร์ ไหนเธอว่าปรับตัวได้แล้วไง

     ในห้องลับใต้โบสถ์จุดเก็บรถถังคลังแสงของพวกเรา สรรพาวุธยุทโธปกรณ์แขวนตรึงไว้ตามชั้น ซึ่งก็รวมทั้งอรุณด้วย เธอถูกจับตรึงไว้ลักษณะเดียวกับไอ้ตุ๊ดกรามหลุด กับโต๊ะวางน้ำหวานเย็นๆ ไว้ใกล้ๆ

        “แค่เห็นหน้าแกก็อยากฆ่าทิ้งซักพันรอบแล้ว!”     เธอสะบัดสะบิ้งดิ้นไปมาหน้าตาจะกินเลือดเนื้อผมให้ได้

     ผมหันไปส่งสายตาให้เอเลนัวร์เล็กน้อย เธอเดินออกไปปล่อยผมไว้กับอรุณ...

        “โกรธเข้าสิ โกรธให้มากๆ แล้วดิ้นแรงๆ เลย ยิ่งดิ้นเท่าไหร่นมเธอก็เด้งดีเท่านั้น ฮะฮะฮะ อื้ม จับหูมิกกี้~~”

     ผมเม้มปากเข้าจีบมือเฉียดหน้าอกเธอไปหนึ่งมิล เล่นเอาดิ้นกัดฟันทำท่าจะเตะ แต่ว่าเธอไม่มีขา~~~ ฮ่าฮ่าฮ่า

     ลักษณะท่าทางผมกวนเธอจนเส้นเลือดขึ้นขมับ พับเอาไว้เท่านี้ดีกว่าเดี๋ยวไปต่อไม่ได้... เข้าเรื่องๆ

        “เตรียมขาไว้ให้แล้ว แต่แบบธรรมดานะ ลักษณะกล้ามเนื้อของเธอใช้ของทหารมันถึงตายได้เลยนะ..”     เธอหยุดดิ้นมองค้อน     “ฉันไม่ได้คิดจะลงมือกับเธอมากมายเลย ยังไงเธอก็เป็นคนที่ไอ้เจมันรัก”

        “รักงั้นเรอะ!”     หันมาตะเบ็งเล่นเอารูหูผมเกร็งไม่ทัน     “ไอ้หอกหักเวรตะไลนั่นนะเหรอรักฉัน! มันไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของฉันเลย!!”

        “แล้วเธอแคร์ความรู้สึกมันรึเปล่า? ก็เปล่านี่จริงมั้ย?”     เล่นเอาสะอึก ผมเลยหยิบน้ำหวานกลิ่นสละป้อนหลอดให้เธอดูด

        “ฉันจำได้ว่าซานเจมันไม่เคยพูดชื่อผู้หญิงคนไหนนอกจากเธอเลย ถึงขนาดซุกรูปไว้ใต้หมอนเลยล่ะ... แต่เธอกลับมองการที่มันตีตัวออกห่างว่าไม่สนใจเธอ เออ..พอเหอะนี่มันเรื่องของเธอกับไอ้กล้วยแขก”

        “แล้วตอนนี้มันไปไหนแล้วล่ะ พวกแกเกาะติดกันเป็นตังเมเลยไม่ใช่รึไง!”

        “เห็นว่ามันเครียดๆ เลยไปดูโชว์หอยเปิดฝาล่าอีตัวที่พัทยาน่ะ”     เท่านั้นแหละเอ็งเอ้ย! ดิ้นกระตุกๆๆๆๆๆ จนผมต้องเข้าไปคว้าเก้าอี้ไว้เลยเกือบล้ม

        “พวกแกมันก็เป็นยังงี้!!! ไอ้บ้า! ไอ้ระยำ! ไอ้นรก!”

        “หยุด!”     ด้วยหน้าขึงขังจึงยั้งปากของเธอไว้ได้     “ฉันส่งมันไปทำงานสำคัญ เล่นหน่อยเดียวคลั่งซะแล้ว! ตอนนี้เธอตกอยู่ในอันตราย..”

        “ยังจะมีหน้ามาพูดอีก! จะมีอะไรอันตรายเท่าไอ้นรกแตกอย่างแกอีกเล่า!!!”

        “เซนต์ลูเซียน! กับอีกองกรค์หนึ่งซึ่งฉันบอกเธอไม่ได้!”     แค่ชื่อของพ่อนักบุญลูเซียนก็ทำเอาเธอหน้าเหี่ยวแล้ว ชื่อของอีกองกรค์ระห่ำเบื้องหลังไอ้บ๋อยนรกนั่นอยู่ในไฟล์ที่สารวัตรแนบมา อันตรายเกิดกว่าจะบอกได้ ในตอนนี้...

        “การที่ฉันต้องอัดเธอจนยับมันก็ผิดแผนไปมากแล้ว... ฟังนะฉัน..ทุกคนที่นี่รวมทั้งเอเลนัวร์ที่คอยประคบประหงมเธอมาตลอดนั่นเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์งานใหญ่ แต่ที่บัดซบเลยก็คือเพิ่งรู้ว่ามีตัวตนเหนือจินตนาการอย่างเวทมนต์อยู่จริงๆ”

     ยอมสงบซะที เธอได้แต่กัดริมฝีปากฟังผมบรรยาย

        “ฉันจะไม่ขออะไรจากเธอมากนัก เพียงแต่ทำตามที่เอเลนัวร์สั่งอย่างเคร่งครัด ความปลอดภัยในชีวิตของเธอขึ้นอยู่กับเรื่องนี้ มันเกี่ยวพันกับชีวิตผู้คนจำนวนมาก...”     สำคัญกว่าชีวิตไอ้พวกนั้นคือแขนซ้ายของฉัน     “และถ้าเธอใช้เวทมนต์โดยพละการ... นั่นหมายถึงเธอเลือกที่จะตาย คราวนี้ต่อให้ไอ้ซานเจยอมระเบิดหัวตัวเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ เข้าใจซะ!”

     ถึงตอนนี้เธอคงเข้าใจแล้วว่าที่เราปฏิบัติดีกับเธอเพราะเห็นแก่หน้าซานเจ ผมปล่อยเวลาคอยให้เธอตอบกลับมา

        “แล้ว..ตั้งใจจะให้ฉันทำอะไรล่ะ”     สงบลงไปเยอะเลย ดี!

        “แค่ทำตัวให้น่ารักเหมือนเมื่อก่อนก็พอแล้ว... อรุณที่เรียบร้อยและว่านอนสอนง่าย”

        “หา?! พูดบ้าอะระ...”

        “เวลาผ่านไปไม่ว่าสิ่งใดก็ต้องเปลี่ยนแปลง จะร้ายแรงเลวลงหรือสวยสดดีขึ้นกว่าเดิมนั่นเราต้องเลือกเอง... เลิกทำร้ายตัวเองได้แล้ว”

     ดูเหมือนเธอจะเข้าใจ ริมฝีปากเผยอเล็กนัยน์น้อยตาคล้อยลง   ผมวางมือลงบนไหล่ของเธอลูบไล้เบาๆ พอให้สัมผัสได้

        “ฉันไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่แยกย้ายเส้นทางกันตอนนั้น แต่ไม่ว่าเซนต์ลูเซียนจะทำอะไรเธอ หรือซานเจมันงี่เง่าแค่ไหน.. ก็ขอให้คิดถึงตัวเองให้มากๆ เพราะผู้หญิงกับผู้ชายมันคิดไม่เหมือนกันอยู่แล้ว...”

     ผมหันหลังเดินออกจากโรงเก็บทิ้งอรุณไว้ให้ครุ่นคิดกับตัวเธอเอง ที่หลังบานประตูเอเลนัวร์ยืนเป่าลูกโป่งจากหมากฝรั่งอยู่

        “เข้าใจพูดนี่”     เธอแซวผมหน้าทะเล้น

        “ฉันจะติดต่อซาอับ เสร็จงานล่าเด็กแว๊นเมื่อไหร่คงได้เวลาเริ่ม...”

        “โครงการ AG กำลังไปได้สวย ตอนนี้ทดสอบระบบควบคุมอยู่”     เอเลนัวร์เอ่ยขึ้นลอยๆ แต่คำพูดนั้นทำผมสะดุ้ง!

        “เธอติดต่อไปแล้วเหรอ?”     เธอแค่พยักหน้าแล้วหันเดินกลับเข้าคลังแสงไปหาอรุณ

        “เพราะงี้ไงเธอถึงได้น่ารัก... หึหึหึ เด็กดี...”     ทดสอบถึงระบบควบคุม งั้นก็ได้เวลาหานักบินเซนส์ดีไปให้ ซานเจดีมั้ยนะ?



ต่อไปเป็นเรื่องสั้นครับ มีไอเดียพอดี คงหยุดไปพักนึง


หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 15 -Silence!- ครึ่งแรก
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤศจิกายน 10, 2012, 06:30:56 PM
     ผมกลับมาห้องเช่าเก่าๆ ของตัวเองหลังเสร็จธุระที่โบสถ์ทันที เพื่อเคลื่อนไหวขั้นต่อไป แล้วโทรศัพท์จากคนที่รอคอยก็มาให้รับซะที

        “สืบเรียบร้อย เด็กคนนั้นชื่อสมหวัง ดั่งใจหมาย...”     เสียงของพี่สิทธิ์ดังผ่านโทรศัพท์เข้ามาแบบเรียบๆ     “เรียนอยู่ม. ปลายชานเมืองนี้เอง อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีท่าทีผิดปกติอะไร ดูเหมือนจะมีพ่อด้วย แต่ในเอกสารทั้งหมดที่ค้นเจอรวมทั้งประวัติในทะเบียนของโรงเรียนระบุว่าไม่เคยติดต่อกัน เอาง่ายๆ โดนทิ้งนั่นแหละ”

     ผมรับไฟล์ข้อมูลที่ส่งมาเปิดอ่านรายละเอียดคร่าวๆ ทันที หน้าตาสุดๆ ไปเลยแฮะไอ้หนูนี่ ริมฝีปากมีแผลเป็นเหวอะ ติ่งหูขวาขาด มาดฆาตกรแต่เด็ก มีแววดีขนาดนี้ไม่ให้สนได้ไง ชื่อเองก็ดูดีไม่แพ้กันเลยต่างหาก

        “ขอบคุณมากครับ ส่วนเรื่องของไอ้บาทหลวงเฮงซวยนั่นสารวัตรว่าไงบ้าง?”     เทอดศักดิ์ของผมนอนกรงมาหลายวันแล้ว แค่เมาแล้วอาละวาดไม่น่าล็อคตัวไว้นานขนาดนี้นา

        “เขาว่าจะปล่อยต่อเมื่อจัดการนักเวทสองตัวนี่ได้แล้วน่ะ.. นี่ไอ้ชิต พี่ถามหน่อยเหอะเอ็งสืบประวัติเด็กไปทำไมวะ จะชั่วยังไงก็ให้มันมีขีดไว้หน่อยนะเว้ย”     น้ำเสียงเขาดูจะไม่พอใจที่ผมไปสนใจเด็กคนที่รอดมาจากสงครามกลางเมือง

        “มันอุตส่าห์รอดมาจากนรกตอนนั้นได้ แกจะพามันไปนรกกับแกด้วยรึไง? ถ้าเป็นงั้นเตรียมนอนกรงได้เลยนะเว้ย”    

     หึ.. จะทำตัวแย่ตัวแย้ยังไงก็เป็นตำรวจสินะ ยังมีจิตวิญญานผู้ปกป้องสันติราษฎ์อยู่บ้างนี่นา แต่ว่าไม่ให้สนไม่ได้หรอก ไอ้หนูนี่มันมีความสามารถเหนือชั้นหลบอยู่ในตัว

        “ไม่ต้องห่วง ผมแค่อยากตรวจสอบดูเท่านั้นเองว่าใช่คนเดียวกับที่เห็นรอดในภาพลวงตาบัดซบวันก่อนนั้นรึเปล่าเท่านั่นเอง พอเห็นว่ารอดแล้วก็โล่งใจไป ตอนที่มันกำลังจะโดนฆ่าแล้วมีทหารไปยิงช่วยมันไว้ทันนี่ผมลุ้นตัวโก่งเลยนะ”

     เหะ เหะ พูดความจริงไม่ได้นี่ลำบากใจจัง เกิดรู้ว่าไอ้หนูสมหวังรอดมาได้เพราะพลังเราล่ะก็เป็นเรื่อง

        “แต่ไม่มีรายงานว่ามีทหารรอดมาจากสถานีรถไฟ คงจะตายหลังจากช่วยไอ้เด็กนั่นได้แล้วล่ะ”     พี่สิทธิ์แย้งกลับ

     จากประโยคนี้และน้ำเสียงที่ชวนให้รู้สึกหดหู่เล็กน้อย แสดงว่าเขาเชื่อสนิทว่าไอ้เด็กคนนี้รอดมาได้เพราะมีคนช่วย เข้าใจได้อย่างนั้นก็ดีแล้วพี่ ผมไม่อยากเก็บพี่ทิ้งไปอีกคน นอกจากผมแล้วจะต้องไม่มีใครรู้ว่าเด็กชายสมหวัง ดั่งใจหมายสู้ฆ่าฝ่าฟันเอาชีวิตรอดมาได้ด้วยกำลังของตัวเอง   ผมรีบตัดการติดต่อกับหมวดทันทีป้องกันการโดนจับผิด เอาล่ะต่อไปก็...

        “นี่เอ็กเซีย.. มาคุยกันหน่อยเด๊ะ”

-พระเจ้าตายไปแล้ว-

     มาถึงก็.. อะไรของมันหว่า? หือ ไม่สินี่มัน รูปแบบการเริ่มต้นสนทนาแบบนี้... อ้อ! เข้าใจล่ะ ผมยิ้มออกเลยหลังจากที่รู้แจ้งในถ้อยแถลงของไอ้แขนซ้ายดำปึ้ดนี่

        “ก็ดีน่ะสิ! ฉันจะได้ขึ้นไปนั่งบรรลังนั่นแทนซะเลย”

-ถ้าจะถามเรื่องการควบคุมเวลา ข้าคงต้องตอบว่า ใช่ ข้ามีพลังนั้น แต่ต่างจากการควบคุมเวลาอย่างที่เจ้าเข้าใจมากนัก-

        “ไม่ได้อยากรู้เลยด้วยซ้ำ ฉันแค่อยากขอบใจเรื่องในวัดกับตอนที่ฉันโดนยิงตกแม่น้ำ แกโยนฉันมาลงกองขยะหน้าบ้านสินะ”

     ผมจำเหตุการณ์ในวันที่ได้มันมาได้ทั้งหมดและปะติดปะต่อเรื่องราวเป็นที่เรียบร้อย หลังจากได้มันมาเป็นแขนซ้ายข้างใหม่ให้ผมก็บึ่งไปท่าเรือสมุทรปราการทันทีเพื่อฆ่าที่เหลือทิ้ง แต่ดันโดนมันไล่ฆ่าซะเอง พอตะโกนว่า ‘มาม่ามาส่งแล้วครับ’ ก็โดนกระหน่ำยิงตกน้ำป๋อมแป๋มในบัดดล ผลก็คือเสื้อผ้าเรามีรูเต็มไปหมด แต่ไม่มีแผล...

-เวลาคือสัญลักษณ์ของขีดจำกัด ไม่ว่าสิ่งไดก็ตามเวลาที่เสียไปเพียงเสี้ยวเดียวก็หนักหนา โดยเฉพาะเวลาของข้า-

     โอ้โหไอ้หอกนี่! แม่งจะด่าตรงๆ ก็ไม่ได้ หาว่าเราไปทำมันเสียเวลาซะอย่างนั้น

        “เป็นแค่มะเร็งดำๆ ติดแขน ริอาจมาบ่นเปลืองเวลา สารรูปอย่างแกถ้าฉันไม่กระดิกแกจะกระเดี้ยอะไรได้วะ!”

     เปรี๊ยะๆๆๆ

     หือ จู่ๆ แขนซ้ายมันชักกระตุก ชะเฮ้ย! ไม่ใช่ธรรมดาซะแล้ว มันสั่นรัวจนตัวสะเทือนพร้อมเสียงเหมือนไฟฟ้าลัดวงจร!

        “อ้าวเฮ้ยไอ้บ้านี่ ด่าแค่นี้ทำเป็นใจน้อย!”     มันแบมือหันควับมาทางหน้าผม!     “ไม่เอานะนายจ๋า จะพาไปโลกไหนอีกล่ะคราวนี้ ขอทีเหอะ...”

     ฝ่ามือสีดำอำมหิตพุ่งเข้าปิดหน้าผมจนมิด แบบเดียวกับตอนอยู่กลางสมรภูมิลวงตา! ผมพยายามฝืนเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล ขนาดมือขวาที่ยันไว้ยังโดนอัดตามมา ไม่เอาน่าเอ็กเซีย... มันสั่นรัวขึ้นเตรียมปล่อยของ!

        “ตัวเอ๊ง! เค้าขอโต๊ด!!!”     เปรี้ยง!

     เอ๋? นี่มันอะไรกัยหว่า หันไปทางไหนก็มีแต่ความมืด อ๊ะมีดาวระยิบระยับสวยงาม เป็นคืนเดือนมืดที่พร่างพราวไปด้วยดวงดาว.. เฮ้ย! นั่นมันเครื่องบินนี่! แล้วทำไมมันบินอยู่ระนาบเดียวกับตัวเราเลยล่ะ แถมตรงมาทางนี้เรื่อยๆ ด้วย.. ไม่ใช่แล้วอย่างนี้ไม่ดีแน่! มันพุ่งเข้ามาจากที่เห็นลำเล็กๆ เป็นใหญ่จนจะท่วมตัว! โดนชนแน่แม่เหวย เอ็กเซียช่วยด้วย!

        “โอ้ว!!! ตายแน่~~~~~”

     เสียงเครื่องยนต์ก้องสนั่นลั่นจนหูอยากจะระเบิดสักร้อยรอบ ขอบหน้าต่างนับสิบบานผ่านหน้าไปแบบเฉียดๆ แต่ที่น่าเครียดคือทำไมไม่มีอาการโดนลมตีเข้าร่างกายเลยซักนิด หรือว่าจะเป็นแค่ภาพลวงตา

-ก็ใช่น่ะสิ เวลาปัจจุบันตะวันยังไม่ตกดินเลย ที่เจ้าจะเห็นต่อไปนี้คืออนาคตที่จะต้องไม่เกิดขึ้นเป็นอันขาด ข้างล่างนั่น-

     ผมก้มต่ำลงเพื่อมองผ่านเมฆสีดำที่ลอยคว้างกลางฟ้ายามค่ำ ข้างล่างนั่นที่เอ็กเซียมันว่าคือวิวอันสวยงามของเมืองหลังพระอาทิตย์ตก แสงไฟประดิษฐ์ที่ในระยะประชิดช่างแสนจะแสบตามากมายวิบวับออกมาราวกับจะแข่งกับดาวบนท้องฟ้า สวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับมุมที่เราใช้มองมันจริงๆ ไม่สิต้องพูดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่มุมมองต่างหาก ไอ้ของสร้างมลภาวะข้างล่างนั่นกลับน่าดูชมขึ้นมาได้แค่เราเปลี่ยนมุม พูดถึงมุมมอง นี่เราลอยอยู่กลางท้องฟ้าหรอกเหรอเนี่ย เอาเหอะไม่น่าตกใจเท่าเครื่องบินเฉี่ยวหน้าแล้วล่ะ แต่แล้วสายตาของผมก็ถูกดึงไปยังสิ่งผิดปรกติที่น่าจะเป็นจุดประสงค์หลัก

        “แสงดวงใหญ่นั่นมันอะไรหว่า?”     มันส่องสว่างกลบแสงอื่นในละแวก

     แสงขาวนวลแบบเดียวกับลูกไฟหยุดระเบิดนิวเคลียร์ในอดีตสว่างขึ้นมาหลายจุดพร้อมกันรอบจุดที่ผมลอยอยู่เป็นวงขนาดมหึมา นับด้วยสายตาแล้วเกินสิบจุด ถ้ากะระยะให้ผมเป็นกึ่งกลางวงกลม ด้วยความสูงจากพื้นถึงผมแล้วจุดหนึ่งห่างออกไปร่วม 7 กิโลเมตร จากนั้นแสงพวกนั้นก็ลากเส้นต่อถึงกันจนเป็นวงกลมตามคาด ตามด้วยโยงเป็นทางเข้าไปในวงผ่านตึกรามบ้านช่องเป็นลวดลายแปลกๆ แต่ดูคุ้นตาจนกลายเป็นวงกลมปริศนาจากเส้นแสงที่เต็มไปด้วยลวดลายประหลาดภายในอยู่ใต้เท้าของผม

     ทันใดนั้นก็เกิดไฟฟ้าแลบแปลบปลาบไปทั่วทั้งเมืองที่อยู่ในวงนั้น เสียงหวีดกรีดร้องของผู้คนข้างล่างดังขึ้นมากระทบหู สิ่งที่เกิดต่อไปนี้เล่นเอาไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยจริงๆ มันทำให้นัยน์ตาผมเบิกโพลงจนลูกตาแทบกระฉอกออกจากเบ้า เกิดลมหมุนขึ้นดึงเอาทุกสิ่งทุกอย่างภายในวงเข้าอัดกันที่กึ่งกลาง มันรวมกันจนเป็นก้อนกลมส่องแสงจ้าลอยตรงขึ้นมาจากใต้เท้าผมเป๊ะๆ สายฟ้าฟาดออกมาจากมันพักหนึ่งก็หยุดลงพร้อมกับที่มันหดจนเหลือขนาดเท่ารถยนต์สองคันซ้อนกัน เป็นก้อนอะไรก็ไม่รู้กลมๆ สีแดงสดอยู่ตรงหน้าผม มันเหมือนกับไอ้นั่นเลย

        “ไอ้นี่มันที่ฝังอยู่ในอกเรานี่หว่า!!! แถมขั้นตอนการเกิดของมันยังเหมือนกับตอนรักษาร่างกายเราด้วย!”

-ด้วยขนาดเท่านิ้วโป้งข้าหยุดเวลาได้ถึง 7 วินาที-

        “มันคืออะไร! ไม่สิเดี๋ยวนะอย่าเพิ่งตอบ”     มันตามหาอรุณด้วยเหตุผลอันตราย อรุณเป็นผู้เชี่ยวชาญเวทมนต์แปรธาตุ     “หินนักปราชญ์เรอะ! ไอ้แบบในการ์ตูนแขนสนิมนักเล่นแร่นั่นอะนะ!”

-มันมีหลายชื่อ ที่เจ้าว่ามาก็ใช่ ชื่อเรียกของมันไม่สำคัญ มันเกิดขึ้นจากการหลอมรวมทั้งสสารและวิญญานของสิ่งมีชีวิต ยังไม่สมบูรณ์-

     เสียงแหบแห้งของมันสั่นเครือในประโยคท้าย ไม่สมบูรณ์เหรอ แล้วที่สมบูรณ์หน้าตามันเป็นยังไง?

-รวมทั้งเหตุการณ์นี้เองก็ไม่สำคัญเลย เมื่อเทียบกับภาพข้างล่างนั่น-

     ผมมองลงไปอีกครั้ง โอ้ว!!! มันอะไรกันเนี่ย อิสซาเบลล่ายะโฮ่วอะโลฮ่า!!! ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยอยู่ในวงอันตรธานไปหมดสิ้นเหลือเพียงรอยดินถูกคว้านจนเห็นระบบระบายน้ำและรางรถไฟใต้ดิน จริงสิตอนรักษาร่างเราก็มีรอยถูกคว้านแบบนี้ แต่ไอ้นี่เยอะกว่า แต่สิ่งที่ดึงตาไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง ก้อนกลมๆ อีกแล้วแต่เป็นสีฟ้าสดใสส่องแสงเรืองรองขนาดกระทัดรัด มันลอยอยู่เหนือพื้นเพียงเล็กน้อย

-นั่นคือข้า ทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อผลลัพธ์นี้-

        “ฉันตายแล้วแกหลุดออกไปสินะ เรื่องใหญ่กว่าไอ้ก้อนแดงๆ นั่นจริงๆ ซะด้วย จะกลบเกลื่อนข่าวก็ง่ายๆ แค่บอกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดนโกโก้ครั้นช์หล่นใส่ก็สิ้นเรื่อง”

     ถึงจำนวนยูเรเนี่ยมที่มีในสถาบันวิจัยนิวเคลียร์กลางกรุงมันจะน้อยสักแค่ไหน ไอ้พวกที่กุมบังเหียนเรื่องนี้มันก็เปลี่ยนให้เยอะได้อยู่ดี   ผมกลับมาอยู่ในห้องเล็กๆ พร้อมกับที่มือซ้ายปล่อยออกมา หน้าตาเต็มไปด้วยเหงื่อ... ผมจ้องมือซ้ายนี่อีกครั้ง ยอมรับแล้วว่าถึงข้าไม่กระดิกเอ็งก็ยังกระเดี้ย ว่าแต่ว่า...

        “แหม แฟนเยอะจริงนะ เสน่ห์แรงเกินไปแล้วไอ้คุณเอ็กเซีย”

     ครึ่กๆๆๆๆ เฮ้ยๆ แขนว้ายมันสั่นอีกแล้ว จะเอาอะไรอีกล่ะ เฮ้ย! มันดึงตัวผมเข้าอัดกับผนังบ้าน คว้านนิ้วลงไปในเนื้อปูนสร้างภาพนูนต่ำเป็นคำขึ้นมาว่า ‘อรุณ เมษ B’ แล้วผ่อนแรงลงแต่ยังคงควบไม่ได้

        “พยศอะไรของแกอีกล่ะเนี่ย...”     ผมหยิบมือถือขึ้นมาเข้าหน้าเว็บค้นหาข้อมูลตามคำใบ้

     ผ่านไปไม่นานหวยก็ออก แต่ผนังห้องถลอกซะขนาดนี้     “วันหลังบอกก่อนได้มั้ยจะได้หยิบปากกาให้.. โอ้ย!”     มันสั่นอีกแล้ว คราวนี้พุ่งเข้าแปะรอยแผลเก่าแล้ว เปรี้ยะๆๆ รอยหายไปแล้ว! เออดี ไอ้นี่มันบ้าจริง!   ผมกดเบอร์โทรหาเอเลนัวร์ทันทีที่เธอรับสายก็...

        “เอาอรุณไปใส่ขาให้ด่วน ก่อนเย็นนี้เลยนะ รับประกันความมัน ได้ยิงกันจนเมืองถล่มแน่!”     ตี๊ด! เธอวางสายทันทียัยชีบ้าเอ๊ย!



Unreal 15   -Silence!-

ครึ่งต่อไปจะดำเนินเรื่องตามชื่อตอนครับ เงียบเปรี้ยงปร้างเลย และน่าจะช้าหน่อยครับ งานหนักมากช่วงนี้ ยุ่งจนไม่ได้ตัดผมเป็นเดือนแล้ว หนวดนี่ยิ่งกว่ามหาโจรอีก อยากถ่ายหนังหน้าตัวเองตอนนี้มาอวดจังเลยครับแต่ไม่มีกล้อง
จะปีใหม่แล้วงานไม่ลดลงเลย ทำไมโอทีมันเยอะจังวะ! ทำโอจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้วโว้ย!!!
อีกครึ่งนึงว่างเมื่อไหร่จะมาต่อครับ ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านกันอย่างแรงเลยครับ มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่รอยร้าวในปราสาทแก้ว (จะดีกว่านี้ถ้าทิ้งคอมเมนต์จี้จุดผมบ้าง ไม่มีคำตินี่มันรู้สึกแปลกๆ แฮะ หามุมพัฒนาตัวเองลำบากครับ)
ได้หูฟังมาแล้วครับ 1,7xx จำรุ่นไม่ได้ แต่เสียงเบสปวดหูเลยทีเดียวสะใจหลายๆ ขอบคุณคำแนะนำและขอโทษที่ไม่ได้ไปตอบในกระทู้นะครับ


หัวข้อ: Re: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-
เริ่มหัวข้อโดย: babayaka ที่ กรกฎาคม 11, 2019, 11:39:43 AM
นั่งได้เป็นวันอ่ะ                   สุดในรุ่นคลิ๊กเลย (https://www.ufa2019.com)