ThaiSRW :: TSC :: เว็บบอร์ดสำหรับคนรักเกม Super Robot Wars

THAI-SRW Member Zone => ฟิคชั่น, แฟนอาร์ต => ข้อความที่เริ่มโดย: PurpleHaze ที่ มกราคม 19, 2011, 07:34:31 PM



หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มกราคม 19, 2011, 07:34:31 PM
พระเจ้า ย้ายไปไว้เรป 3 นะครับ

อ่าน UnReal -Thruth under Lies- แล้วรู้สึกยังไง อยากด่าตรงไหนมาด่ากระทู้นี้เลยแล้วกัน

-กระทู้นี้ผมจะมาทิ้งบทความทั้งมี/ไม่มีสาระไว้ให้อ่านกัน อ่านแล้วก็ตำหนิได้เต็มที่
-หลายๆ อย่างจะเกี่ยวกับนิยายที่ผมเขียนเป็นการเก็บข้อมูลไปในตัว
-ผมจะไม่ตั้งโพสล่อเป้าอะไรทั้งสิ้น ถ้าใครมาล่อเป้าในนี้ก็ปล่อยวางว่างเว้นไปแล้วกัน

ที่สำคัญ! นิยายเรื่องนี้ผมจะเขียนไปจนกว่าผมจะตายจากกันไป (มีภาคต่อด้วยนะ) ถ้าใครตามอ่านไม่ต้องกลัวโดนตัดจบ

http://www.mediafire.com/?2xruttcgy1xgm90


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -พระเจ้า- -เรท ฉ.-
เริ่มหัวข้อโดย: SrwKung ที่ มกราคม 19, 2011, 09:02:04 PM
ไม่หมิ่นเหม่หรอกครับ เพราะผมเองก็ยังแอบนิยมศาสนา พาสตาฟาเรียนกับปีศาจสปาเก็ตตี้ลอยฟ้าเลย เพราะเหตุนี้ผมเลยชอบกินพาสต้า คุคุคุ (จริงๆมันไม่เกี่ยวกันเลย)

นอกเรื่อง ท่าน PurpleHaze เรียนนิติรามรึเปล่าครับ?



หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -พระเจ้า- -เรท ฉ.-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มกราคม 20, 2011, 06:02:34 PM
คำเตือนบทความนี้เกี่ยวข้องและละเอียดอ่อนในเรื่องศาสนามาก ค่อนข้างจะหมิ่นเหม่อย่างแรง



ถ้าผู้ดูแลเห็นว่าไม่สมควรก็ลบทิ้งได้เลย



เอาล่ะครับกระผมนาย PurpleHaze จะพาผู้ที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้ไปพบกับบทความสาระที่ผมเค้นเซลล์สมอง(อันน้อยนิด)แต่งขึ้น   มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มันเป็นเรื่องที่เหนือสามัญสำนึกต่อความเป็นจริง ครับชื่อกระทู้ก็บอกอยู่แล้ว "พระเจ้า" นั่นเอง

ณ บัดนี้ผมได้เชิญชวนตัวแสดงนำของ Unreal -Truth under Lies - มาร่วมแตกประเด็นไปกับผมด้วย   ท่านแรก ซานเจ สิงหาเนีย(SJ)
SJ:   สวัสดีครับ ผม...หล่อครับ (ยิ้มแก้มปริ)
และขึ้นชื่อเรื่อง ปากหมาปัญหาปากท้อง อีกด้วย เย้!
SJ:   เฮ้ย!!! แนะนำดีๆ สิวะ
ท่านต่อไปจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พิชิต กำชัยพล(PC) พระเอก(?)ของเรานั่นเอง เย้!
PC:   เดี๋ยวๆ ทำไมต้อง (?) ฉันเป็นพระเอกไม่ใช่เหรอ แล้วจะ (?) ทำไม? ตอบมาสิเฮ้ย ตอบมา!!!
อนึ่งพวกเขาเหล่านี้ไม่มีจริงครับผมแต่งขึ้น ถ้าปากดีใส่ผมเจอบทตายครับ

เมื่อหลายวันก่อนผมดูข่าวต่างประเทศ อื้ม ความขัดแย้งครับ ระหว่างศาสนา ผมจะไม่บอกว่าศาสนาอะไร แต่มันลามไปถึงการประท้วงแบ่งแยกประเทศกันเลยทีเดียว ในใจก็คิดว่า โอะ บ้าดีแท้! เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ถึงขั้นแบ่งประเทศ

แต่ช้าแต่ ผมก็คิดขึ้นมาได้!   มันเป็นความเชื่อของบุคคลนี่หว่า คนหมู่มากด้วย   ผมจึงพยายามคิดหาที่มาที่ไปของมัน แล้วก็พบจุดร่วมของศาสนานั้นๆ ซึ่งมันก็คือการมีตัวตนของ "พระเจ้า" เขา...เป็นใคร เขามาจากไหน อะไรทำให้เขามีอิทธิพลต่อมนุษย์มากขนาดนี้

PC:   นั่นสิทำไมนะ? ซานเจแกรู้ใหม

SJ:   ...    จะพูดอะไรก็ให้มันมีขอบเขตหน่อยนะเว้ยฉันเป็นมุสลิมนะ

เอาลงบอร์ดไปแค่ 3 ตอนกว่าๆ เปลี่ยนบทให้ใหม?

จากการศึกษาเพิ่มเติมจากสื่อ และแหล่งต่างๆ มันมีมาแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ตั้งแต่มนุษย์ยังกินเนื้อดิบ พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ จนออกอวกาศกันไปแล้ว...

"...ผู้คนที่อาศัยอยู่ในวงแหวนอุกกาบาต ที่ซึ่งแสงอาทิตย์ถูกบดบังจากหมู่ดารา ต่างต้องการแสงที่จะนำพาตัวพวกเขา ไม่มีใครมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากแสงสว่าง..."   Marida Cruz aka Ple 12 - Mobile Suit Gundam Unicorn OVA EP2

PC:   จากบทพูดนั่น หมายความว่า   แท้จริงนั้นพระเจ้าคงเป็นเพียงสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนสินะ งั้นมันก็คงจะเป็น  ความเชื่อมั่น  โลกนี้ไม่มีมนุษย์หน้าไหนมั่นใจในตัวเองเต็ม 100% จึงต้องเติมเต็มสิ่งที่ขาดไปนั้นด้วยอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นคำพูดให้กำลังใจ ก็ได้จริงมั๊ย

สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเหล่านั้น เรียกว่าเป็นที่พึ่งทางใจ ให้เกิดความเชื่อมั่นสินะ ถ้ามีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมจะทำอะไรก็เยี่ยมทั้งนั้น

SJ:   แต่สิ่งที่ผู้คนมักจะเพรียกหาเป็นอันดับแรกยามเมื่อไร้ที่พึ่งทางใจที่มีตัวตนเป็นรูปธรรมจะเป็นอะไรไปได้นอกจาก พระเจ้า

นั่นความคิดของผู้ที่นับถือศาสนาที่มีพระเจ้าเป็นประมุขสินะ   แต่ถ้าเป็นคนไทยที่นับถือพุทธที่เป็นอเทวนิยมล่ะ   พิชิตนายว่าไง

PC:   โทษทีว่ะฉันมันไร้ศาสนา แต่ก็ตอบได้ไม่ยากหรอก   สิ่งศักดิ์สิทธ์   ไงล่ะ ขอหวยเว้ยขอหวย 555

SJ:   มันต่างจากพระเจ้าตรงไหนกัน จุดร่วมของสองสิ่งนี้ก็คือความอรูปธรรม ไร้ตัวตน ไร้ซึ่งหลักฐานว่ามีอยู่จริง

ซานเจ นายหลุดออกมาแล้วนะเว้ย นี่แสดงว่าตัวนายเองก็สงสัยในการมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่รึ
แต่จะว่าไปเมื่อก่อนฉันเคยบนกับ ร.5 ว่าให้ตัวเองสอบผ่านวิชา LA206 กฎหมายอาญา แล้วก็ตั้งใจอ่านหนังสือเต็มสตรีมจนสอบผ่าน

PC:   นายควรบนกับพ่อขุนรามต่างหาก แล้วอีกอย่างที่สอบผ่านนั่นเพราะตั้งใจเตรียมตัวไปสอบไม่ใช่เรอะ

SJ:   นั่นแสดงถึงการขาดความมั่นใจไงล่ะ สุดท้ายนายก็พึ่งตัวเอง

PC:   ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน   เป็นความจริงที่ไม่เสื่อมคลาย งั้นแสดงว่าของพรรนั้นมันไม่มีอยู่จริงไงล่ะนาย ไม่สิผู้คนก็แค่จินตนาการขึ้น

มาพูดถึงเรื่องข่าวนั้นกันต่อ งี้แสดงว่าพวกที่ลุกฮือให้แบ่งประเทศจากศาสนา และพวกที่เอาศาสนา พระเจ้า รวมถึงความเชื่อส่วนบุคคลเหล่านั้นมาอ้างเพื่อสิ่งที่ตน หรือพวกของตนต้องการก็เป็นแค่ไอ้โง่ที่ไม่รู้จักใช้วิจารนญานสินะ แถมอีกอย่างคือเห็นแก่ตัวด้วย

PC:   ถูกเผง! ดูอย่างฮัซซานสิ ใช้ศาสนามาล่อให้คนไปนับถือแล้วก็บิดเบือนมันเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเฉยเลย   เฮอะ ใช้กัญชามาช่วยกล่อมประสาทให้คนไปตายเพื่อตัวเองอีกด้วย

ก็อย่างที่ ฌอง ปอล ชาร์ต กล่าวไว้ "ศานสนาเป็นสิ่งที่พวกคนฉลาดใช้เพื่อหลอกล่อลวงคนโง่ๆ ที่ไม่รู้"

SJ:   เฮ้ย! (ลุกขึ้นทุบโต๊ะ) ฉันทนฟังพวกแกพล่ามมาตั้งนานแล้ว นี่หมายความว่าศาสนาที่มีพระเจ้าโง่ใช่มั๊ย นี่แกลบหลู่ดูหมิ่นกันถึงขนาดนี้เลยเรอะ หรืออีกนัยหนึ่งแกด่าว่าคนที่นับถือสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดโง่ใช่มั๊ย

PC:   แล้วไม่จริงรึไงวะ!

SJ:   อ้าวพูดงี้ก็สวยเด้ลุกมาเลยมา!

ช้าก่อนสิไอ้พวกกร้วก เปิดเพลง When they come for me ซิ ....
....
....
I will not dance even if the beat's funky. Opposite of lazy far from a punk. Ya'll ought to stop talking start trying to catch up Motherf*****

SJ:   แฮ่กๆ ฮึ่ย เออรู้แล้ว!

PC:   ใช่ว่าจะลบหลู่ ฤๅ ว่าจะเคร่ง ทั้งยังไม่ได้นับถือ

โอเค มาพล่ามต่อ อย่างที่ว่าไป ยกตัวอย่างอีกคนนึงที่ใช้วิธีนี้ก็คือ ฮิตเลอร์ ถึงกับตั้งโบสถ์ของอณาจักรไรค์เลยนะเว้ย แถมทึกทักเอาเองว่าพระเยซูเป็นอารยัน แถมคิดว่าสวัสดิกะเป็นสัญลักษณ์ที่อารยันคิดค้นอีกต่างหาก

PC:   ที่ตลกกว่านั้นคือพวกบาทหลวงในเยอรมันดันเห็นดีเห็นงามด้วยอีกตะหาก ก็ผลประโยชน์มันสูงนี่นะ

SJ:   แล้วในยุโรปยุคกลางยังเอาคำสอนของศาสนามาบิดเบือนเอา ความสุข ใส่ตนอีกด้วย เฮอะ หมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์ คนอื่นตายไม่สน หมั่นไส้เหม็นหน้าก็ด่าว่าแม่มดจับเผาทั้งเป็น มันต่างจากปล้นฆ่าตรงไหน

นั่นสินะพระเจ้าเนี่ยใช้งานได้หลากหลายดีจริงๆ อุ้บ! โทษทีเผลอไป   เอางี้ไหมมาดูที่ศาสนาพุทธกัน อเทวนิยม เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ว่าทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือ ศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเองด้วยผลแห่งการกระทำของตน มิได้มาจากการอ้อนวอนขอจากพระเป็นเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกกาย คือ ให้พึ่งตนเอง เพื่อพาตัวเองออกจากกองทุกข์ มีจุดมุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในโลกด้วยวิธีการสร้าง "ปัญญา" ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง

บทความนี้ลอกมาจากวิเกรียนน่ะ   คือส่วนใหญ่ก็เหมือนกับศาสนาอื่นตรงสอนให้เป็นคนดีอะนะ แต่มันแปลกแยกตรง เขาไม่เชื่อในพระเจ้า และให้คิดก่อนเชื่อ ใช่ว่าคำสอนทุกอย่างต้องทำตาม ไม่จำเป็นต้องยึดมั่นถือมั่นราวกับเป็นโองการ

SJ:   อืมมันก็แปลกแยกจริงๆ นั่นแหละ

PC:   ไม่มีระบบบังคับนับถือ ไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อว่างั้น   เอาอย่างนี้ดีกว่าเราลองเอาศาสนาหลักของโลกทั้ง 3 มารวมกันดีกว่า

อืม ขั้นแรกตัดทิ้งไปเลยก็คือทุกศาสนาต่างสอนให้เป็นคนดี จุดแปลกแยกคือ การบังคับให้ยอมรับนับถือกับ...การมีพระเจ้า

SJ:   อิสลามและคริสต์มีพระเจ้า และจากคำสอนบางประการให้ยึดมั่นเคารพนับถือในพระเจ้าเป็นที่สุด เป็นผู้สร้างทุกสิ่ง ต้องเชื่อต้องปฏิบัติตาม เป็นโองการ

PC:   พุทธคิดก่อนเชื่อ ไม่มีพระเจ้า และจากแนวคิดที่ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ผู้คนสร้างโลกที่ตัวเองต้องการได้ด้วยตัวเอง ขอแค่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน จึงอาจจะเรียกได้ว่า ตัวมนุษย์นั่นแหละคือพระเจ้า

งั้นฉันจะสรุปล่ะนะ   พระเจ้านั้นเป็นเพียงความเชื่อแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน พระองค์ทรงมีตัวตน และไม่มีตัวตนขึ้นอยู่กับแต่ละคน หากเชื่อก็มีตัวตน แลหากไม่เชื่อก็ไม่มี   และเพราะอย่างนี้เขาถึงถูกคนที่เห็นแก่ตัวนำไปบิดเบือนใช้เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตน

SJ:   จากหลักการนั่น คนที่ทำมักเป็นผู้มีอำนาจ มีอิทธิพลต่อคนส่วนมาก เช่น บินลาดิน ที่แถลงถ้อยคำว่า "พระเจ้าของเราอนุญาตให้เราต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเอง"...

PC:   ไม่ว่าใครก็ต้องสู้เพื่อปกป้องชีวิตตัวเองทั้งนั้น

SJ:   ปัญหามันอยู่ที่ว่า มันเอาไปบิดเบือนอีท่าไหนไม่รู้ ส่งคนไปคาร์บอมบ้าง ระเบิดตัวเองกลางที่สาธารณะบ้าง แล้วเหยื่อล่ะ...ก็ไม่ใช่คนที่มุ่งร้ายต่อมันซะหน่อย ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

นั่นเพื่อเรียกร้องสิ่งที่เห็นแก่ตัวยังไงล่ะ หรือไม่ก็มีเหตผลที่เปิดเผยได้ยาก ดูอย่างลัทธิโยเรสิเอาศาสนาพุทธมาบิดเบือนหาเงินเข้ากระเป๋า อยากถามว่ามาแบมือปล่อยของใส่กันแล้วจะหายจากโรคร้ายบ้างล่ะ ได้นู่นได้นี่บ้างล่ะ

PC:   มันมีผลกระทบทางด้านจิตใจทำให้คนที่ป่วยหนักมีกำลังใจ แต่ถามว่าต่างกันใหม ก็ไม่เลยเอาความเชื่อของผู้คน หรือก็คือจิตใจมาเล่นตลก

ก็พล่ามมานานล่ะนะ ขนาดสรุปยังพากันหลุดประเด็น เอาล่ะนะ
"แท้จริงแล้วนั้นพระเจ้านั้นหรือ คือความเชื่อมั่นทางจิตใจของมนุษย์ หากมนุษย์มีความเชื่อมั่นพระเจ้าหรืออะไรก็ตามเหล่านั้นก็ไม่จำเป็นเลย"


ครับก็จบกันไปแล้วนะครับกับสนทนาภาษา Unreal ครั้งนี้ และถ้าผมมีความคิดแผลงๆ คาใจอีกก็จะเอามาเล่าสู่กันฟังอีกครับ

PC: เออจริงสิ พอรวมจุดแต่ละศาสนาแล้ว พุทธมีแนวคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนต่างเป็นพระเจ้า งั้นพวกที่ถูกหลอกให้ไปรบตายในสงครามครูเสดที่ว่าตายแล้วไปหาพระเจ้าจะไปหาใครล่ะ ก็พระเจ้ามีตั้ง 7000 ล้านคนนี่หว่า

พอเหอะ สักวันใน Unreal พวกแก 2 ตัวก็ต้องเป็นผู้ก่อการร้ายเหมือนกัน


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -พระเจ้า- -เรท ฉ.-
เริ่มหัวข้อโดย: banktoom ที่ มกราคม 21, 2011, 12:37:31 AM
อ่านแล้วก็ขอบอกว่ายอดเยี่ยมมากครับ เลยอยากกล่าวสั้นๆ (ถ้าคำพูดของผมไม่เหมาะลบได้นะครับ)

ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แต่อยู่ที่คนที่นำมาเผยแพร่นั้นจะบิดเบือนหลักคำสอนหรือไม่

ผมว่าเรื่องเทวนิยมกับอเทวนิยมนี่สำคัญมากเหมือนกัน เพราะดูเหมือนคนที่นำศาสนามาใช้ในอุดมการณ์ของ

ตัวเองมักจะอ้างว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า อ้างว่าพระเจ้าต้องการให้ทำอย่างงั้นอย่างงี้ ทำแล้วได้ขึ้นสวรรค์

ไม่ต้องดูจากอะไร ดูจาก "เซ็ตซึนะ เอฟ เซเอย์" ก็ได้ครับ ตอนเด็กเขาก็เคยถูกปลูกฝังความคิดเหมือนกัน

ถึงขนาดฆ่าพ่อแม่ตัวเองได้เพื่อพระเจ้าของพวกเขา ซึ่งดูแล้วสะท้อนถึงการก่อการร้ายในปัจจุบันจริงๆ

ทั้งที่ถ้าดูในหลักคำสอนการเบียดเบียนคนถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าเราก่อนที่จะปรินิพพานจึงไม่ตั้งใคร

เป็นศาสดาแทนพระองค์ แต่ท่านให้เรายึดหลักธรรมคำสอนเป็นศาสดาแทน เพราะหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

เป็นสิ่งที่เป็นสัจธรรม ยึดตามพระไตรปิฎกอยู่แล้ว ไม่มีใครจะมาบิดเบือนคำสอนของพระองค์ไปได้ พระพุทธเจ้าสอนว่า

ใครทำอย่างไรก็ได้ผลอย่างนั้น ไม่ต้องไปอ้อนว้อนใคร มันอยู่ที่ตัวเราเอง


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -พระเจ้า- -เรท ฉ.-
เริ่มหัวข้อโดย: GODGUNDAM ที่ มกราคม 21, 2011, 08:12:54 PM
ส่วนตัวผมเเล้วคิดว่าศาสนาพุทธสอนได้สมเหตุสมผลที่สุดครับ yesyes


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -พระเจ้า- -เรท ฉ.-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มกราคม 22, 2011, 06:33:55 PM
ผมกลับไปถามอาจารย์สอนสังคมมาครับ ท่านบอกว่า

ศาสนานั้นส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากความกลัวครับ ดังที่เรารู้กัน เช่น
1. ฟ้าผ่า ก็กลัวฟ้าผ่า น่าจะเป็นที่มาของเทพเจ้าหลายองค์เลย
2. พระอาทิตย์ เพราะอยู่เหนือหัวเรา มีประโยชน์ต่อเรา ถ้าพระอาทิตย์โกรธขึ้นมาคงแย่ hhaha

ส่วนศาสนาที่เกิดจากความต้องการหลุดพ้น และแสวงหาความสุขโดยหลักปฏิบัติเชิงคิดวิเคราะห์ มีอยู่น้อยกว่า คงไม่ต้องยกตัวอย่าง

ดังนี้ล่ะครับท่าน


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -พระเจ้า- -เรท ฉ.-
เริ่มหัวข้อโดย: pighead ที่ กุมภาพันธ์ 11, 2011, 12:35:36 PM
 You (แสบ...) เมื่อไรตอนที่ 5 จะออก อ่ะ อีกนานป่าว

   กำลังอินเลย + มันด้วย อ่านจิตนาการได้ไปเรื่อยๆเลย

กำลังรอติดตามเลย (ในเรื่องน่ะ) จ่าไม่น่าจะตายเร็วเลย

พูดได้ไม่กี่ฉากเอง อ่านแล้วท่าทาง จ่าน่าจะมีบทบาทมากกว่านี้น่ะ ...

ปล. นุกมากมาย


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -ข้อมูลแต่งนิยาย #1 มังกร- มันต้องอย่างนี้เซ่มังกรน่ะ!
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ เมษายน 10, 2011, 09:57:48 AM
UnReal Data #1

มังกร! yea! It is a Dragon. The hell is spining in my head!

ชื่อวิทยาศาสตร์ - มันจะไปมีได้ไงเล่า มั่วขึ้นมาเอง

ลักษณะ
-เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง ไม่งั้นมันจะโดนแรงดึงดูดบี้เอา
-มีเกล็ดแข็งหนาแต่ไม่หนัก (ควรเป็นสารประกอบอะไรดีหว่า อลูมิเนียมนี่ก็เกินสัตว์ไปหน่อย ซิลิกาดีมะ?)
-ขนาดลำตัวยาวไม่เกิน 7 เมตร (รวมคอแล้ว)
-ช่วงคอยาว หมุนเลี้ยวเหมือนงู
-ช่วงตัวป่องมากๆ เพื่อกักเก็บก๊าซมีเทน
-ปีกแบบค้างคาว แต่กว้างมาก ข้างนึงอาจเกือบเท่าลำตัว
-ฟันและเขี้ยวคล้ายหินที่ใช้กระเทาะกันให้เกิดประกายไฟ  (ไม่รู้เรียกว่าหินอะไรอะ) โดยเขี้ยว 2 คู่หน้าจากกรามบนและล่างยาวขึ้นลงเหมือนเสือเขี้ยวดาบ และเมื่อปิดปากเขี้ยวบนล่างจะกดเข้าหากันแน่น ย้ำว่าแน่น
-ลิ้นเป็นขรุยคล้ายผ้าขนหนู เพื่อให้ซับน้ำลาย และของเหลวต่างๆ ได้ดี (ให้ปากแห้งตลอดเวลา)
-เป็นสัตว์กินเนื้อ
-เป็นสัตว์เลือดเย็น
-มีขายาวแข็งแรง ข้อพับแบบไก่แต่ไม่ใช่ขนนะจ๊ะ (ลำตัว 7 เมตร ขาควรยาวไม่เกิน 4 เมตร มากกว่านั้นพิการ 555)
-แขนยาวเป็น 2 ใน 3 ของขา
-กรงเล็บทำจากสารประกอบซิลิกา แต่มีการเรียงตัวของโมเลกุลคล้ายเพชร(แข็งมากเคอะ) คม ค้ม คม
-ค่อนข้างโง่

ถิ่นเกิด - ไม่มีบนโลกนี้แน่นอน (สัตว์บ้าที่ไหนมันเอาซิลิกามาทำเล็บได้) ในเรื่องกะจะให้ดึงมาจากดาวอื่น

บรรยายโดย หมอกม่วง เอาล่ะ ลองอ่านตามดูนะ

     มังกรในความคิดของผมมันต้องไม่ศักดิ์สิทธ์ ไม่มีรูปร่างเหมือนมังกรจีน (ไม่มีปีกมันบินได้ไงฟะ!) เป็นสัตว์หน้าขนโง่ๆ ที่ใช้สัญชาตญาณเข้าบวก บางทีสมองอาจจะเล็กกว่านกกระจอกเทศ (สมองนกกระจอกเทศเล็กกว่าตาของมันเอง)

     ทีนี้พอมาดูจากลักษณะโดยรวมแล้วมันเกิดบนโลกนี้ไม่ได้แน่นอน สาเหตุที่ผมให้มันมีเกล็ดหนาก็เพื่อป้องกันก๊าซมีเทนในตัว โดยก๊าซนี้ช่วยทำให้มังกรบินได้ เพราะฉะนั้นมันต้องกินเนื้อเพื่อให้ได้ก๊าซนี้มา และพุงต้องป่องเหมือนลูกโป่งสวรรค์ ไอ้ครั้นจะให้ผิวนอกเป็นหนังมันจะตายง่ายเอา (โดนเจาะพุงก๊าซติดไฟ บรึ้ม! กลายเป็นโกโก้ ครั้น 555)

     การบิน แน่นอนต่อให้มีก๊าซมีเทนช่วยมันก็ลอยบ่ได้ดอก ปีก เป็นสิ่งสำคัญและต้องใหญ่เพราะนำหนักมันก็ไม่น้อย และไม่น่าจะบินขึ้นตรงๆ ได้ ควรจะเป็นการวิ่งบินเหมือนนกนางนวล หรือการทิ้งตัวแล้วกระพือปีกอย่างรุนแรงเหมือนค้างคาวมากกว่า ซึ่งขาที่มีข้อพับแบบพวกนกเช่น ไก่ จะให้กำลังดีดตัวที่ดีมาก

     การพ่นไฟ ใช่แล้วมังกรพ่นไฟไม่ได้มันก็ไม่สมกับเป็นสัตว์ของลูกผู้ชายเซ่!   กระบวนการเริ่มต้นจากกระเพาะบีบตัวดันก๊าซมีเทนออกไปสู่ลำคอ (ไม่ใช่ทวารหนักนะ นั่นมันตด) พอก๊าซออกถึงปาก มังกรจะอ้าปากขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้เขี้ยวคู่หน้าที่เหมือนหินจุดไฟเสียดสีอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟ และอ้าปากพ่นไฟออกไป ณ จุดนี้ปากและฟันต้องแห้ง ดังนั้นจึงมีลิ้นแบบที่กล่าวมา และเพื่อความเมามันส์คอจึงเป็นแบบงูหมุนเลี้ยวพ่นไฟได้ดุเดือดดีนักแล (นึกถึงปืนพ่นไฟ Flame Thrower)

     ทำไมต้องพ่นไฟ? การพ่นไฟตามความคิดของผมน่าจะมีไว้เพื่อขู่ ใช่แล้ว! พ่นได้แค่นี้คงจะฆ่าใครได้ง่ายๆ ล่ะ แถมพอก๊าซหมดตัวก็พ่นต่อไม่ได้ บินไม่ได้อีกต่างหาก แล้วหน้าโง่ๆ อย่างมังกรมันคงไม่ย่างเนื้อกิน   ประการที่สองนี้คือ จีบหญิงครับท่าน! เพื่อหาคู่ผสมพันธุ์นั่นเอง ยิ่งพ่นได้ไกล แรงเท่าไหร่ยิ่งดี สาวๆ กรี๊ด 555 (ข้อนี้สำคัญสุดเลยนะเนี่ย!)

     การล่าเหยื่อ มังกรน่าจะใช้การตะครุบเหยื่อจากที่สูง และเหยื่อไม่จำเป็นตัวเล็กกว่ามัน และไม่ใช่มังกรด้วยกัน (ไม่งั้นกินยาก ต้องมานั่งกระเทาะเปลือก) จุดสำคัญคือมันบินได้ การทิ้งตัวจากที่สูงลงมาตะปบด้วยอุ้งมือ อุ้งเท้าที่มีเล็บคมแข็งน่าจะทำให้เหยื่อตายทันที ถ้าไม่ตายก็คงร่อแร่

     ดาวที่มันจะอยู่ได้ ควรมีแรงดึงดูดต่ำกว่าโลกเล็กน้อย และมีวัตถุที่เป็นสารประกอบซิลิกาเยอะ มังกรมีระบบย่อยที่นำซิลิกาไปใช้ได้และมันอาจกินเข้าไปเพื่อช่วยย่อยอาหารได้ด้วย ลำลึกมั้ยล่ะ ซึ่งถ้าดูจากจุดนี้บางทีการที่มันสร้างเล็บจากซิลิกาได้คงเป็นผลพลอยได้มาจากการวิวัฒนาการ คือตอนแรกกินเข้าไปเพื่อช่วยย่อยเฉยๆ ไปๆ มาๆ เอามาใช้ได้ซะงั้น 555
สรุปได้ว่ามันมาจากดาวที่บาฮามุทอาศัยอยู่ (ภาคโจโคโบะ เรซซิ่ง ถูกผนึกอยู่ในคริสตัล)

     การขยายพันธุ์นั้น มังกรต้องออกลูกเป็นไข่แน่นอน มันไม่สามารถอุ้มท้องได้เนื่องจากโครงสร้างสุดพิสดาร และเนื่องจากตัวมันเป็นเกล็ดมันจึงอาจใช้การพ่นไฟเพื่อให้ความอบอุ่นไข่ (มันอาจคุมอุณหภูมิของไฟได้ใครจะไปรู้) หรือไม่ไข่ของมันคงมีเปลือกแข็งสุดๆ ไม่ก็ใช้วิธีขุดดินกลบเอา (ที่ให้มันมีมือก็เพื่อการนี้)

     แล้วเขาล่ะ สาเหตุที่ต้องมีเขาอาจจะเป็น เมื่อโตเต็มที่เขาจะมีสีเปลี่ยนไป (คือพรั้อมผสมพันธุ์) หรือไว้แบ่งเพศ เช่น ตัวผู้ 3 เขา ตัวเมียมีแค่ 2 เขาประมาณนี้


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -พระเจ้า- และ -มังกร-
เริ่มหัวข้อโดย: Kuruni ที่ เมษายน 10, 2011, 03:13:27 PM
มังกรมีหลายประเภทหนา

บรรพบุรุษแห่งRPGอย่าง Dungeons & Dragons ก็แบ่งมังกรไว้ทั้งพันธุ์มีปีก พันธุ์ไม่มีปีก ที่แน่ๆคือมันฉลาด ใช้เวทมนตร์ได้ แต่มังกรที่ชั่วร้ายจะต่างจากมังกรดี คือไม่สามารถห้ามสัญชาตญาณและกิเลสของตัวเองได้

จะร่ายยาวก็ใช่ที เพราะผมเจอมังกรในอุดมคติของตัวเองเข้าให้แล้ว ใช่! มังกรควรเป็นแบบนี้! อาจไม่เข้าด้วยเหตุผล แต่มันก็ควรเป็นแบบนี้ล่ะ!

(http://img.photobucket.com/albums/v629/Kuruni/Girl/Mamono/Dragon.png)

ตระกูล กิ้งก่า
ประเภท มังกร
ที่อยู่อาศัย ถ้ำ แถบภูเขา
นิสัย มุ่งมั่น เย่อหยิ่ง (แล้วแต่สภาพ ว่าง่าย ตัณหาจัด)
อาหาร เนื้อ สัตว์ป่า ฯลฯ

สัตว์ประหลาดระดับสูงสุด มีร่างกายที่แข็งแกร่งและสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด เป็นสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวด้วยเล็บที่ฉีกได้แม้แต่เหล็กกล้ากับลมหายใจเป็นไฟที่เผาได้ทุกสิ่ง เคยได้รับการเรียกขานว่า "ผู้ปกครองโลก" ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่นี้เอง นิสัยเย่อหยิ่งถือดีของพวกเธอนั้นไม่ใช่แค่แสดงกับมนุษย์ แต่รวมถึงสัตว์ประหลาดอื่นๆด้วย

แม้จะถูกพลังของจอมมารทำให้กลายเป็นผู้หญิงไปแล้ว แต่เพราะพลังมหาศาลที่มีมาแต่เกิดทำให้เธอไม่ถูกเปลี่ยนสภาพไปโดยสมบูรณ์และสามารถแปลงร่างเป็นมังกรยักษ์ได้ขั่วคราว มังกรนั้นชอบสมบัติมาก ทั้งของมีค่าและของวิเศษหายาก ถ้ำมังกรนั้นจะเต็มไปด้วยสมบัติที่มังกรสะสมไว้

แม้จะฉลาดมาก แต่มักรก็ไม่เคยสะกดสัญชาตญาณของตนได้ ในฐานะของ"ผู้แข็งแกร่งแห่งปฐพี"ทำให้มังกรดูถูกมนุษย์เป็นสิ่งที่ไร้ค่า ไร้ความหมาย มังกรจึงพยายามทำเป็นไม่สนใจมนุษย์ แต่เพราะพลังของจอมมารทำให้เธอรู้สึกว่ามนุษย์เป็น"เพศชายของเผ่าเดียวกัน" ด้วยเหตุนี้ ถึงจะท่าทางดุยังไง มังกรก็ไม่อยากทำร้ายมนุษย์ และยังจะตกหลุมรักมนุษย์ด้วยซ้ำ

เมื่อเจอคนที่ชอบแล้ว สัญชาตญาณของมาโมโนะจะทำให้เธอจับตัวชายคนนั้นไปที่ถ้ำแล้วก็*censor* เธอจะเห็นชายคนนั้นเป็น"สมบัติ"ที่มีค่ามากที่สุดและจะไม่ยอมให้อยู่ห่างสายตาเด็ดขาด แต่กับคนที่เธอเห็นว่าเป็น"เพศชายที่แข็งแกร่งกว่า" แล้วเธอจะเปลี่ยนพฤติกรรมไปโดยสิ้นเชิงเป็น "เชื่อฟังสามี *censor* แล้วก็มีลูกด้วยกัน"  กลายเป็นเพียงกิ้งก่าหญิงที่คอยคลอเคลียสามีเพื่อหาโอกาส*censor* ไม่เหลือคราบของมังกรผู้ปกครองโลกแม้แต่น้อย


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -พระเจ้า- และ -มังกร-
เริ่มหัวข้อโดย: SrwKung ที่ เมษายน 10, 2011, 03:38:41 PM
^
^
จำได้ว่าสารานุกรมอันนี้ท่านคุรุเคยเอามาแปะที่บอร์ดRediอยู่ทีหนึ่ง แต่ลืมแหล่งไปแล้ว ถ้าช่วยแปะลิงค์จะเป็นพระคุณมาก (สารานุกรมแบบนี้มัน มอนเตอร์ใน-ปี้ด-เกมชัดๆ)


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -พระเจ้า- และ -มังกร-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ เมษายน 10, 2011, 03:58:29 PM
ของคุณ kuruni น่าดูชมสุดๆ


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -พระเจ้า- และ -มังกร-
เริ่มหัวข้อโดย: hagane.f ที่ เมษายน 11, 2011, 05:17:13 AM
เห็นด้วย มังกรควรเป็นแบบนี้  xxxxxx


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -พระเจ้า- และ -มังกร-
เริ่มหัวข้อโดย: dradongenesis ที่ เมษายน 11, 2011, 10:18:52 AM
เห็นด้วยครับ มังกรแบบนี้ละ เยี่ยมที่สุดแล้ว


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -มีคำถาม มนุษย์ต่างดาว ในสภาพแวดล้อมต่างๆ ?-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ เมษายน 25, 2011, 08:08:25 PM
เอ่อขั้นแรกเลย ขอทำกระทู้นี้ให้เป็นกระทู้รองรับอารมณ์ของคนที่อ่าน UnReal -Truth under Lies- ไปในตัวเลยแล้วกันครับ(ตามเรปแรก พระเจ้าไปอยู่เรป 3) มาติ มาด่ากันได้เต็มที่(ด่าผมนะไม่ใช่คนอื่น)

ตามหัวข้อครับอยากจะถามความเห็นของทุกคน

-ถ้าดาวของมนุษย์ต่างดาวดวงนั้นเต็มไปด้วยชะแง่นผา ภูเขาสูง มีน้ำอยู่ในเหวลึก จะมีรูปร่างอย่างไรหว่า?

-ถ้ามันไม่ใช่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมล่ะ?

-ถ้ามันเป็นสัตว์เลือดเย็น จะวิวัฒนาการจนถึงขั้นเป็นมนุษย์ได้ไหม?

-ถ้าแรงโน้มถ่วงมันมากกว่าโลก มันจะแข็งแรงกว่าไหม หรือมันจะตัวเล็กกว่า?

-ถ้าดาวมันดวงใหญ่กว่าโลกล่ะ จินตนาการว่า ระบบสุริยะเหมือนโลกเปี้ยบมีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเกิดชีวิต แต่ขนาดดาวใหญ่กว่าประมาณเอาโลกไปเทียบกับ Aldebaran(โลกจะเล็กเท่าฝุ่น) ตัวมันจะใหญ่กว่าไหม? (ใครอ่าน Gantz จะถึงบางอ้อ)

ก็ประมาณนี้ล่ะครับ ส่วนคำตอบของผมยังไม่ได้คิด มาถามไว้ก่อน


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: WingDam ที่ เมษายน 25, 2011, 09:38:30 PM
- แน่นอน ก็ดาวเบี้ยวยังไงละคับ อยากจะตะโกนให้ก้องจักรวารไปเลยว่าดาวไม่จำเป็นต้องกลมเป็นลูกแตงโมนะเฟ้ย huehue! (ทำไมดวงดาวต้องกลมหว่า มันต้องห้าแฉกดิ  hhaha)

- ถ้าไม่ใช่สัตว์เลี้ยงลูก ก็ไม่มีนมนะซิ ( xxxxxx = ..... ติดเรทรึเปล่าเนี่ย)

- ทำไมไม่ได้ละ พวก "มนุษย์กบ" ก็มีตั้งเยอะออก questionnn!

- ถ้าแรงโน้มถ่วงมันมากกว่าโลก มันคงรู้ว่าควรเกิดมายังไง ถ้าไม่อยากโดนสิ่งที่มองไม่เห็นบี้เป็นแผ่นกระดาษแหงๆ  hhaha

- ดูท่าตามสัดส่วนทองคำ(จากวิชาอะไรชักอย่างนี่เเหละมั้ง) มันคงต้องใหญ่ตามแน่ แต่ถ้าได้ไปถามพวกมนุษย์ต่างดาวมันดู สงสัยมันคงจะตอบว่า "ใครเป็นคนตั้งกฏพรรณนั้นละเฟ้ย!" แน่ๆเลย... ouggg


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: banktoom ที่ พฤษภาคม 01, 2011, 01:21:15 AM
1. อาจจะเหมือนดาวนาแม็กก้อได้ 555 เพราะเห็นมีภูเขาเยอะเหมือนกันเหอะๆ
2.มันคงเลี้ยงลูกด้วยเงินแทน เหมือนมนุย์ดวงดาวแถวๆนี้เหอะๆ
3.มนุษย์ต่างดาวก็ไม่จำเป็นว่าถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะต้องเป็นมนุษย์นิ ไม่เห็นชาวนาแม็กจะให้นมลูกเลย เห้นฟักออกมาจากไข่ด้วยซ้ำ 555
4.มันต้องแข็งแรงกว่าแน่ๆ ตามทฤษฎีที่ดราก้อนบอลกับโดราเอมอนเขียนไว้ 555
5.อาจจะตัวใหญ่ก็ได้นะ ถ้าดูจากเกียร ไฟเตอร์ เดนโด เจ้าพวกราเซนโจมันตัวใหญ่ทั้งนั้นเลยนิหว่า 55


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤษภาคม 01, 2011, 02:23:13 PM
อ้างถึง
๕.แล้วแต่อนุภาคมวลฐาน"มั้ง"ครับ(อ่ะจะใบ้ให้ครับ(ผมคิดว่ามันไม่สามารถที่จะเหมือนโลกได้ครับอุณหภูมิต้องต่ำกว่าเพราะปริมาณ"แรงกดอากาศขนาดมหึมา"อะไรประมาณนั้นนาัครับ))

ผมก็ว่างั้น มวลมันมากกว่าแรงดึงดูดก็น่าจะมากตามไปด้วย แต่ใครจะไปรู้มันอาจจะเกิดได้


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -จุดเริ่มต้น...-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤษภาคม 28, 2011, 08:02:43 PM
ปวดหัวเหลือเกิน...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันฉุดดึงผมลงไปสู่ห้วงเหวที่ลึกราวกับจะไร้จุดสิ้นสุด มันทำให้ผมไม่อาจคงสมาธิที่จะนั่งแต่งเติมนิยายของตัวเองต่อไปได้

ตอนนี้...ผมกำลังนั่งฟัง Waitng for the End ของ Linkin Park อยู่ในห้องคนเดียว...<==ผมโกหก เพราะผมไม่สามารถเปิดคอมพ์พิมพ์อะไรอย่างนี้ได้

ตอนนี้ผมทำอะไรอยู่ นั่นไม่ใช่เรื่องที่ใครต้องการจะรู้ แค่ผมรู้คนเดียวก็พอแล้ว...

     จุดเริ่มต้นในการลงมือทำอะไรซักอย่างของคนหนึ่งคน...มันคืออะไรนะ? (ตอนนี้ถึงท่อน I know what it takes to move on. I know how it feels to lie.)

     ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นผมคบกับพวกเฮฮาเรื่อยเปื่อย เราก็คุยกันไปตอนถือแก้วเบียร์(มีฟองด้วย) ทีนี้เพื่อนผมมันก็อวดอ้างสรรพคุณของมันว่า "เห้ยยย กูนะเว้ย ล่อหัวพวก บอปอ มาแล้ว แม่งมาตั้งหลายคนกูคนเดียว เชื่อมะ มันหงอว่ะ แม่งรู้ไงกูเป็นใครเด็กล็อกวัดนะเว้ย กล้าหือกูเป็นโดน" แล้วจะบอกกูทำไม? ผมก็คิดในใจไป... "กูเลยจัดโบ้ 'บาลแม่งไป ข้อหาหมั่นไส้ ไถตังมาใช้สบายๆ" มันพูดทำท่าภูมิใจซะเหลือเกิน ผมไม่สนใจนั่งซดฟองฟังมันโม้

     ไอ้บทสนทนาในวงแอลกอฮอล์เนี่ย มันก็คงไม่มีอะไรจะใคร่ดีอยู่แล้วล่ะ   พอมันพล่ามมากเรื่อยๆ (เมาแล้วแพล่ม) คุยแต่เรื่องบ้าบอคอแตก ผมก็เลยขัดกลับไปว่า "พวกมึงไม่คิดจะทำอะไรให้มันเจ๋งๆ ดีๆ ทิ้งไว้บ้างเหรอวะ? ไอ้ที่พูดมาน่ะคนเขาจำกันแต่แง่ลบ เจอเป็นแช่ง อย่างแม่กูนะเว้ย พอมีรถมาแว๊นหน้าบ้านเป็นต้องแช่งให้มันตายๆ ไปซะทุกทีเลย..." เออ! จริงสิ แล้วนี่ผมมัวทำอะไรอยู่วะ? ไอ้ที่ด่าๆ มันไปน่ะอัดกลับหน้าตัวเองหมดเลยนี่หว่า!

     คำถามที่ว่า "เรามัวทำบ้าอะไรอยู่วะ" เฝ้าก้องอยู่ในหัวผมตลอดเวลา... ผมไปด่าเพลงรักตามกระแสนิยมที่เขาชอบกันแต่ผมไม่ชอบ แต่ผมกลับไม่มีปัญญาจะแต่งเพลงได้อย่างเขา ร้องเพลงก็เหมือนหมาเห่า ไม่สิยิ่งกว่าอีก...

     จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ...   ผมชอบอ่านการ์ตูนมากๆ (สมัยนั้นไม่รู้ว่ามังงะ แปลว่าอะไร) โดยเฉพาะของอาจารย์สึโตมุ นิเฮย์ (BLAME!, Biomega, Noise) เป็นสุดยอดการ์ตูนเลย เรื่องราวของคิลลี่(แรกๆ สยามฯ แปลเป็น คิริอิ)มันเจ๋งมากๆ 'ผจญภัย, เสาะหาและลุ้นระทึกไปกับคิลลี่!' เป็นการแปลที่เจ๋งมากๆ ปืนยิงลำแสงปรมณูนี่มันโหดเป็นบ้า โลกที่ใหญ่โตมโหราฬเพราะสิ่งปลูกสร้างจนคลุมไปถึงดาวพฤหัส เนื้อหาที่ลุ่มลึกชวนนึกคิดจินตนาการ โอ้ว! มายก๋อด!(ทำเสียงแบบ โจเซฟ โจสตาร์ตอนแก่)
     ขึ้นมัธยมต้ม... โอ้ว! ปรับพื้นฐานวันแรกก็ตีกับเจ้าถิ่นซะแล้ว แต่ช่างมันเถอะ...   ผมได้คบกับเพื่อนคนหนึ่งผมเรียกมันว่า 'ปิปิ๊' น่ารักมั้ยล่า!   ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้สนิทอะไรกับมันหรอก แต่เพราะมันนี่แหละที่ทำให้ผมหันมาสนใจ GUNDAM ภาคถั่วเน่า ก็ดูๆ กันไป(ไม่ชอบคิระเลยให้ตายสิ ความเป็นมนุษย์สมบูรณ์เกินจริงไปหน่อ...)   เออใช่! ความเป็นมนุษย์ไงล่ะ!
     เมื่อก่อนตอน...เออช่างมันเถอะ   ผมจำได้ว่าเคยดูหนังฝรั่งอยู่เรื่องหนึ่งเนื้อหาก็ประมาณ... สัตว์ประหลาดอาละวาด พวกเราต้องหยุดยั้งมัน! หา! ที่แท้มนุษย์สร้างมันขึ้นมารึ!!? อะไรเทือกเนี้ย แต่ประเด็นมันอยู่ที่ ฉลามว่ายน้ำถอยหลังได้(ทั้งที่จริงมันทำไม่ได้) เพราะ ในเรื่องมันไปดูดเอาสารอะไรบางอย่างออกมาจากสมอง ทำให้ฉลามดุร้ายขึ้น และที่สำคัญ มันมีกระบวนการคิดซับซ้อนขึ้น!
     การที่มนุษย์ยังคงความเป็นมนุษย์ได้นั้นผมคิดเอาเองว่า "เพราะเรามีกระบวนการคิดมาแทนที่สัญชาตญาณ" การตัดสินต่างๆ จึงซับซ้อนหลากหลายขึ้น แล้วถ้างั้นทำไม คนเราถึงฆ่ากัน... คนนับถือคริสต์คนหนึ่งพูดไว้ว่า "ในบรรดาสัตว์ทั้งหลายที่พระเจ้าทรงสร้างนั้นมีเพียงมนุษย์ที่ฆ่ากันเอง"

...เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง          เหมือนหนึ่งยูงมีดีที่แววขน
ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคน          ย่อมเสียทีที่ตนได้เกิดมา...

     ถ้าอย่างนั้นแล้ว... ใจสูงมันวัดกันอย่างไรเล่า?

     ในนิยายที่ผมแต่ง มีตอนหนึ่งที่ตัวละครตัวหนึ่งเห็นการฆ่าผู้บริสุทธิอย่างโหดร้ายทารุณ แล้วฉุนขาด หมายมั่นจะไปฆ่ามันบ้าง   ไอ้คนที่ลงมือนั้นมันชั่วร้ายมากๆ ความคิดสุดจะบัดซบ นึกอยากจะฆ่าก็ฆ่าเลวจริงๆ ให้ดิ้นตาย แล้วการที่จะมีคนไปฆ่ามันทิ้งล่ะ? ก็สมควรแล้ว!<==จริงหรือ?
     ในสายตาของตัวละครตัวนั้นคงเห็นเป็นการกระทำที่เกินไป แต่เกินไปมันเกินยังไงล่ะ?   ก็ไอ้สิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำกันแล้วมันทำก็คงไม่ใช่อีก(ไม่งั้นจะมีอะไรต่อมิอะไรพ่วงมาอีกบาน)

     อย่าเอาตัวเองมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคนอื่น<==ไม่รู้ใครพูดไว้จำไม่ได้

     ถ้าคุณทำอะไรลงไปแล้วคนอื่นมองว่าเกินไป แล้วใจคุณล่ะเกินไปแล้วรึเปล่า? ผมลองยกตัวอย่างเล่นๆ ดู...

     'ณ ลานกว้างแห่งหนึ่ง ที่นั้นมีเก้าอี้ม้านั่งปูนอยู่ 3 ตัว หนึ่งตัวนั่งได้ประมาณ 2 คน จะเป็น 3 ถ้ามีน้ำใจยอมนั่งเบียดกัน   มีเด็กสาววัยแรกแย้มแรกรุ่นอยู่กลุ่มหนึ่งนั่งสนทนากันอยู่ และนี่คือบทสนทนา...    หญิงA "นี่เธอ ไอ้G มันเลิกกับ อีV แล้วล่ะ"   หญิงB "จริงอะ! ก็เห็นมันรักกันดีอยู่นี่นา"   หญิงC "น่าสงสารอีV มันเนอะ ไอ้G มันร้ายมากๆ ก็ยังทนคบ ตอนบอกเลิกกัน ชั้นอยู่ในเหตุการณ์ด้วยล่ะเธอว์ ไอ้G มันชั่วมากๆ เลย มันบอกมันไม่เอาแล้ว มันหาคนใหม่ได้ โคตรชั่วเลยล่ะเธอว์"   หญิงA+B "เหรอ แม่งร้ายเนอะ"   ไม่ทันที่ทั้งสามจะนินทาจบนายG คนที่ว่าก็เดินผ่านมาพอดีสามสาวจึงยิงคำด่าปนคำถามไปทันทีว่า "นี่ไอ้ชั่ว ทำเพื่อนชั้นได้ยังไง !@$@#@$@%^#@!#%$#% (แล้วจบลงที่) แกทำเกินไปแล้วนะ"   เท่านั้นแหละที่นายG ทนไม่ได้แล้วตอบกลับไป "เกินไปบ้าอะไรวะ! วันๆ มันเฝ้าแต่จะโทรหาอย่างเดียว คนทำงานนะเว้ย! เดี๋ยวเที่ยวที่นู่น เดี๋ยวเที่ยวที่นี่ บ้านกูไม่ได้พิมพฺแบ้งค์!!!"   ชี้แจ้งแถลงไขได้ดังนี้สามสาวก็ถึงกับนิ่งไปเลย นายG เดินจากไปตามด้วยคำพูดตบท้าย "อย่าแปลงสารให้มันอุบาทว์ ตัดสินคนเอาแต่ที่ตาเห็น"'

     มันไม่เป็นการดีเลยถ้าเราจะไปบอกว่าใครดี ใครเลว โดยที่ไม่ได้รู้ห่า รู้เหว อะไรสักอย่าง และไอ้ความดีเนี่ยมันต้องแบบไหนวะ?   เป็นคำถามที่ปวดประสาทมาก...

     "ค่านิยมไงล่ะฮายาเสะคุง คุณธรรมของเธอมันก็แค่ค่านิยมของตัวเธอเองเท่านั้น"<==คาโต้ ฮิซาทากะ หัวหน้าใหญ่ขององกรณ์คาโต้จากการ์ตูนเรื่อง Linebarrel ตบเกรียนน้อยๆ ของฮายาเสะ โคอิจิ พระเอกผู้อ่อนต่อโลก

เดี๋ยวมาต่อหลวงพี่จะนอนแล้ว


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -...แรงบันดาลใจ...-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤษภาคม 30, 2011, 09:03:22 PM
ต่อจากเรปบน

     ค่านิยม... เราจะมองการทำดีของคนๆ หนึ่งเป็นค่านิยมส่วนตัวชองเขางั้นรึ? แล้วเมื่อค่านิยมนั้นๆ ได้รับการยอมรับจากคนหมู่มากก็จะกลายเป็นความถูกต้องไป ถ้างั้นมันก็ไร้ความหมายในตัวมันเองสิ้นดีเลยสิ...
     ย้อนกลับไปที่กลางวงแอลกอฮอล์ บทสนทนาบ้าๆ ตอนเมาว่าด้วยตีหัว ไถเงิน สิ่งเหล่านั้นคนทำมันคงไม่คิดว่าเป็นเรื่องเลวร้ายอะไร และคงคิดต่อไปอีกว่าเป็นเรื่องดีสำหรับตัวมัน ถ้าอย่างนั้นแล้วคนที่มีความคิดแบบเดียวกับมันก็คงเห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่สิอาจเป็นเรื่องที่ถูกต้องดีงามเลยด้วยซ้ำ และนั่นก็เป็นค่านิยมอีกแบบหนึ่ง (เอาง่ายๆ ก็ประมาณว่า มองว่ากระทืบขอทานดี แล้วตักบาตรไม่ดี อืม จี๊ดดดด)

     ทีนี้ลองเอาเรื่องเกินไปและเรื่องค่านิยมมารวมกัน นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ไกลตัว(เพราะมาจากต่างประเทศ)

     โทษประหารชีวิต... เยสสสสสสสสส!!!   ต่างประเทศ(ใดประเทศหนึ่ง)รนรงค์ยกเลิกโทษประหารชีวิต แน่นอนมีคนเห็นพ้องก็ต้องมีคนเห็นต่าง ซึ่งส่วนใหญ่(หรือแทบทั้งหมด)ของผู้ที่เห็นต่างคือเหล่าผู้เคยโดนทำร้ายจากอาชญากรรม และส่วนใหญ่(หรือเกือบทั้งหมด)ของพวกที่เห็นพ้องเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกับเหล่าผู้มีชีวิตอันสดใส

คำสัมภาษณ์ผู้เห็นพ้อง "เราเป็นมนุษย์มีอารยธรรม ไอ้การลงโทษด้วยการประหัตประหารกันนั้นมันเป็นการไม่สมควร และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง"

คำสัมภาษณ์ผู้เห็นต่าง "ร้ายแรงบ้านอาม่าเอ็งเดะ! ตอนมันข่มขืนลูกกูมันเห็นใจลูกกูมั้ย ตอนมันไปไล่ฟันไล่แทงคนอื่นตายมันกลัวผิดมั้ย! บางคนโดนจับมันยังไม่สำนึกเลย แล้วจะเก็บไว้ให้เปลืองออกซิเจนทำไมวะ! เก็บออกซิเจนไว้เกิดพันธะกับไฮโดรเจนเป็นน้ำดีกว่า น้ำจืดจะหมดโลกอยู่แล้วไอ้ควาย!"

คำสัมภาษณ์ผู้เห็นพ้อง "มันเป็นการโหดร้ายเกินไป เราควรให้โอกาสพวกเขากลับตัวกลับใจ(เสียงเนิบๆ ลากยาว)"

คำสัมภาษณ์ผู้เห็นต่าง "แล้วลูกกูมีโอกาสมั้ย! ไอ้คนที่ถูกคนอย่างมันฆ่ามีโอกาสเหลือมั้ย! ตอนมันทำมันคิดมั้ย"

คำสัมภาษณ์ผู้เห็นพ้อง "จริงอยู่ที่ตอนทำเขาไม่คิด แต่ตอนนี้เขาคงคิดได้แล้ว คุณอย่ามองด้านเดียวสิครับ คนเรามันต้องมองกันหลายๆ ด้าน"

คำสัมภาษณ์ผู้เห็นต่าง "ถ้าลูกคุณโดนบ้างคุณยังจะเสนอหน้ามาพูดอย่างนี้อยู่อีกมั้ย!"

     (ไร้สาระ<==ความคิดผม) จบเหอะ... ที่เห็นว่าเป็นสำนวนแบบไทยๆ เพราะผมจัดเรียบเรียงใหม่ครับ   ท่านผู้อ่านลองถามใจตัวเองแล้วกันว่าควรเห็นพ้องหรือต้องต่าง ส่วนอันนี้เป็นสิ่งที่ผมเจอกับตัวอลงอ่านดูนะ ==V

     วันหนึ่งยามบ่ายแก่ๆ ผมลาพักร้อนกลับไปเยี่ยมโรงเรียนมัธยมที่ผมจากมา ตั้งใจจะเอาข้าวต้มมัดไปฝากอาจารย์ที่เคารพ(และโฆษนาขายต่อด้วยในตัว แม่ผมทำข้าวต้มมัดอร่อยมวาก) ผมเดินผ่านหน้ารั้วโรงเรียนอันไฉไลงามตาเดิมๆ ที่เคยผ่านมาหกปี แต่ตอนนั้นกลับทำให้รู้สึกดีอย่างประหลาด ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไม่อยากจะผ่านเข้ามา พอผ่านเข้ามาก็อยากจะกลับออกไปโดยไว...   กว่าอาจารย์จะสอนเสร็จก็บ่าย 4 โมง เลยไปนั่งเล่นตรงขอบสนามบอล ผมทอดสายตาผ่านสนามบอลกว้างใหญ่เลยไปถึงรั้วที่เมื่อก่อนเคยแอบโดดข้าม มองไปยังเด็กประถมที่เพิ่งเลิกเรียนเฮฮาพากันกลับบ้าน ซึ่งผมก็มองผ่านภาพเหล่านั้นไปจนถึงหลังคาโบสถ์ของวัดที่บริจาคที่ดินเป็นทานให้ตั้งโรงเรียนทั้งสองขึ้นมา... หลังคาโบสถ์ที่ปูด้วยกระเบื้องสีแดงเงามันจากทุนทรัพย์ของผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้ด้วยหวังจะให้เป็นกุศลและเกิดประโยชน์สุขร่วมกัน   ซึ่งแสงแดดแก่ๆ ที่ส่องจากทิศตรงหน้าตัวผมกระทบลงบนหลังคามันวาวแห่งศรัทธานั้นมันช่างแสบตาเหลือเกินให้ตายสิ...

     แรงบันดาลใจมันเกิดได้ตลอดเวลา! ที่ผ่านมาเมื่อกี๊ก็เป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่ง แต่สำหรับผมแรงบันดาลใจเริ่มแรกสุดของการหัดแต่งบทความ และนิยายมันคือ...

     นิยายโป๊ โอ๊ว เยสสสสสส!!!   ตอนนั้นยังอยู่ในช่วงวัยกำลังหื่น ผมไม่ใช่คนชอบอ่านนิยาย แต่มีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเอาการ์ตูนโป๊มาอ่านที่โรงเรียน แน่นอนว่าคุณเธอ(น่าจะ)แอบอ่าน(มั้ง?) แต่พวกผมก็เอามาโพนทะนาเล่นจนสาแก่ใจเลย ทีนี้ก็มีคนเอานิยายโป๊มาโรงเรียนบ้าง วิชาชีววิทยามันน่าเบื่ออะ เลยเรียนเพศศึกษาแทน(ชีววิทยาแขนงหนึ่ง) ผู้แต่งเป็นใครไม่รู้แต่เขียนดีมาก เขาไม่ใช้คำหยาบคายหรือกระทั่งคำบ่งบอกอุปกรณ์หรรษาตรงๆ ตัว แต่มันทำให้อุปกรณ์มหัศจรรย์ของผมและเพื่อนอีกหลายคนตื่นตัว!
     ผมจัดแจงแต่งนิยายโป๊ดูบ้าง แรกๆ ก็ไม่ค่อยกระตุ้นซักเท่าไหร่นัก แต่พอเริ่มคล่องแล้วก็ใช้ได้เป็นอย่างดีคนแถวบ้านยังชม(ไม่กล้าให้เพื่อนอ่าน ไม่รู้จักแหล่งอัพนิยายลงเน็ต)
ยังมีต่ออีก! (หรืออีกนัยหนึ่ง 'ยังจะมีหน้ามาต่ออีก')


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -...ไม่มีวันตาย เกิดได้ทุกเมื่อ-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤษภาคม 31, 2011, 08:42:54 PM
     ต่อจากเรปก่อนหน้า บทนี้จำเป็นต้องใช้วิจารณญานอย่างมาก

     ในโลกนี้จะมีใครบ้างที่ฉายแสงแห่งแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น... สำหรับผมมีมากมาย ไม่เฉพาะคน แต่เป็นทุกสิ่ง(ถ้าคิดมุขออก)
     พูดถึงคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นอย่างเดียวมันก็ไม่มันส์ จึงขอจัดเอาค่านิยมมาผสมโรงด้วย   คนที่เป็นทั้งแรงบันดาลใจและค่านิยมให้กับคนอื่น
ได้ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีมากมายเลย เพราะงั้นผมจะไม่พูดถึงคนเหล่านั้น... เรามาพูดถึงคนที่ตายไปแล้วแต่ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้กันดี
กว่า ซึ่งก็มีมากมายเช่นกัน แต่ผมขอเลือกคนนี้... ชายผู้หัวรั้น ดึงดัน ตั้งมั่น และยึดติดในอุดมการณ์ของตนเองแม้วันตาย หมอผู้ข้ามผ่านความตายจนกลาย
เป็นวีรบุรุษในใจคนมากมาย สหาย...

     Ernesto Rafael Guevara de la Serna (เออเนสโต ราฟาเอล เกบารา เดอ ลา เซอนา)

     ชายผู้มีใบหน้าแปะอยู่ตามรถบรรทุก จะมีสักกี่คนในยุคนี้ที่รู้ว่า เขาเป็นโรคหอบ และอาชีพเดิมที่เขาอยากจะเป็นคือหมอ ต่อสู้กับเผด็จการยึกมั่นใน
สังคมนิยม ความเป็นคอมมิวนิสท์นั้นล้นจนกระฉอกอาบผู้คนที่เคียงข้างเขา
     พูดถึงคอมมิวนิสท์ในไทยมักจะมองกันในแง่เสื่อมโทรม แต่อุดมการณ์แท้จริงของระบบนี้สวยงามมาก มากซะจนยากที่จะเป็นไปได้ เพราะเหนือหัวผู้
กำหนดกฎเกณฑ์มักจะได้มาโดยวิธีที่ไม่ถูกต้องตามใจคนหมู่มากสักเท่าไรนัก การเลือกตั้งสำหรับคอมมิวนิสท์ค่อนข้างจะ...ต่อไปนี้ข้ามผิดกฎบอร์ด
     กลับมาที่ เช (Che เป็นคำเรียกเพื่อนสนิท หรือเพื่อนตาย ในภาษาอาร์เจนตินา หรือใช้เป็นคำทักทายก็ได้ เขาได้ฉายานี้เพราะมักเรียกเพื่อนๆ ว่า Hey!)
แรงบันดาลใจที่สร้างเขาให้เป็นนักปฏิวัติคงเป็นการเห็นผู้คนถูกกดขี่ ที่เหลือข้ามไป มาต่อที่แม้ปฏิวัติคิวบาสำเร็จและขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารแห่ง
ชาติคิวบาเขาก็ยังทำงานวันละ 18 ชั่วโมง ปฏิเสธที่จะรับเงิน หรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ อันเนื่องมาจากการมีตำแหน่งนั้น ๆ ทั้งสำหรับตัวเขาเอง และ
ครอบครัว ครั้งใดที่ภรรยาของเขา จำเป็นต้องใช้รถประจำตำแหน่ง Che จะจ่ายเงินค่าน้ำมันรถเอง ความพยายามทุก ๆ อย่างของเขา ก็คือ เขาอยากให้ใคร ๆ
ได้เห็นภาพของวิธีคิด และการปฏิบัติตัว (ความคิดของเขาคือสุดยอดเศรฐกิจพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย พึ่งพาตนเอง และพัฒนาด้านจริยธรรม(Project "New
Man") หรือเอาง่ายๆ เขวี้ยงทุนนิยมทิ้งไปเลย)   ถ้าแค่นี้เขาคงไม่สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้...
     และนี่คือคุณธรรมที่ไม่สามารถกลายเป็นค่านิยมได้ของเขา...

แนวคิดสังคมนิยม ของ Che มีความหมายมากกว่าการพัฒนาทางวัตถุ หรือมุ่งเน้นแต่เรื่องยกระดับการครองชีพ...
"คุณภาพชีวิตจะต้องดีขึ้นด้วย ความหมายของการครองชีวิตต้องจัด ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางวัตถุ... ผู้ใช้แรงงานจะรู้สึกว่าการทำงานเป็นความ
ภาคภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์" และ "ลัทธิทุนนิยมได้ติดสินบนความภาคภูมิใจของคนงาน และเปลี่ยนเขาไปสู่ความละโมบเพื่อตัวเอง ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันผิด ๆ คือ เขาทำงานเพื่อเงิน ไม่ใช่ทำ
งานเพื่องานของสังคม   การพัฒนาความสำนึก หมายความว่า ปลุกเร้าให้กรรมกรทำงานด้วยความเต็มใจ และยินดี ไม่ใช่เพื่อความทะเยอทะยาน ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพื่อบรรลุอุดมการณ์ของพวกเขา เพื่อความเชื่อในตัวผู้นำของเขา และเพื่อความปรารถนาอนาคตที่ดีกว่าสำหรับสังคมทั้งมวล อันจะย้อน
เข้ามาสู่ตัวพวกเขาเอง โดยมีรัฐเป็นผู้ดูแลสนองสิ่งที่เขาต้องการทุกอย่าง ด้วยวิธีนี้จะทำให้คนงานสามารถใช้แรงงานเพื่อสิ่งที่ดีงามโดยสิ้นเชิง จนกระทั่งเงินตรากลายเป็นสิ่งล้าสมัย เหมือนกับ การค้าทาส ที่ต้องสิ้นสุดลง"

     หา! เงินตรากลายเป็นสิ่งล้าสมัย ทุกวันนี้เงินตราก็กำลังจะล้าสมัยแล้วในอีกความหมายหนึ่ง เพราะเงินอิเล็คทรอนิกส์กำลังจะกลายเป็นค่านิยมใหม่...
เมื่ออ่านดูแล้วมันก็สุดยอดจริงๆ นั่นแหละ แต่! "คนเราสิ้นสุดลงที่ความตาย" ใช่แล้ว "เขาตาย" (วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ บทไหนสักบทนี่แหละ)
     ไม่สามารถสร้างโลกในอุดมคติของตัวเองได้ ทุกวันนี้คนก็ยังมุ่งหน้าสู่ทุนนิยม(อย่าบอกนะว่าคุณไม่) มันเป็นการยากที่จะปฏิเสธความคิดอันสุดกู่ของเขา
แล้วบอกว่ามันไม่ดี แต่การที่ไม่มีใครสนใจจะยอมรับอาจเป็นเพราะ "มันยังดีไม่พอ" แต่เหตุผลสำคัญลองย้อนกลับไปอ่านบทกลอนในตอนแรกสุด "...เป็น
มนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง" หากความใจสูงมันเป็นแบบที่เชเป็น คนเราก็แค่ใจสูงไม่พอเท่านั้นเอง(เทียบบทความจากเรปก่อน)
     แต่ทั้งหมดนี้เป็นแค่การวิเคราะห์ของผม ถึงเขาจะตายแต่เราก็ได้เห็นชีวิตของเขาผ่านบันทึกทุติยภูมิต่างๆ ลองค้นคว้าดู เมื่อดูจากหลายๆ มุมเขาก็ไม่ใช่
คนดีที่สุดในสายตาทุกคนแน่นอน เพราะอย่างน้อยที่สุด "เขาฆ่าคน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ" แล้วมันผิดใหมในเมื่อ "ชีวิต ทุกสิ่ง ต่างมีไว้เพื่อให้ถูก
แย่งชิง" การกระทำของเขากลายเป็นค่านิยมของคนจำนวนมากในสมัยนั้น ผมไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าผมเคยพยายามพอเพียงตามความคิดแบบ New Man
ของเขา   หากความตายเป็นจุดจบ แล้วความเป็นล่ะคืออะไร...

     ความเป็น...ไปได้!   ใช่แล้วตราบเท่าที่เรายังมีชีวิต เรา ยังคงสามารถที่จะสร้างความเป็นไปได้ได้อีกมากมาย ลองมองย้อนกลับไปที่เช ตอนขเายังมี
ชีวิตอยู่ เขาเองก็คงพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะสร้างความเป็นไปได้ในแบบของเขา แม้มันจะจบลงที่ล้มเหลว แต่เปลวไฟนั้นได้กระเด็นมาต่อ
ประกายจุดไฟแห่งแรงบันดาลใจของผมเข้าแล้ว!   ผมไม่ได้จะเป็นนักปฏิวัติอย่างเช ผมแค่อยากหาความเป็นไปได้ก็เท่านั้น
     ในการนี้ผมได้ค้นหาความเป็นไปได้ด้วยวิธีการ "รัวคีย์บอร์ดไปตามจังหวะเสียงเพลงเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อหาว่าจะเกิดศัพท์ที่ตัวเองต้องการหรือไม่"
     ผลสรุปคือได้ เย้! ผมหาคำว่า 'นรก' ได้ 1 คำ, 'hell' อีก 1 คำ จากศัพท์ 2,077 คำ
     คนที่ออกมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเริ่มต้นทำในสิ่งที่แปลกใหม่เกินครึ่ง เคนเดินตามเส้นทางของคนอื่น แต่นั่นทำให้เขารู้ว่าควรไปทางไหน และแบ่ง
ปันความคิดที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้กับคนอื่นได้เริ่มลองดูบ้าง ผมเองก็เช่นกัน
     และทั้งหมดนั่นคือสิ่งที่เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของผม
     ซึ่งก่อนหน้านี้ผมนั่งฟังเพลงครามของ Body Slam ที่จริงก็ฟังบ่อยแล้ว แต่ครั้งนั้นเท่านั้นที่สร้างแรงกระตุ้นให้ผม

     ย่อหน้าถัดไปนี้ขอให้อ่านโดยใช้การไล่สายตา...

     อนาคตความฝันเป้าหมายที่เธอเคยมองมันว่าดีมันจริงแล้วหรือทุกย่างก้าวที่เดินตรงไปเธอลองมองให้ดีดีที่สุดสายปลายทางนั้นจะเป็น
อย่างไรบ้างนะมันมีอะไรอยู่ตรงนั้นไปถูกทางแล้วหรือเปล่าสิ่งที่ได้ทำลงไปนั้นลองหยุดมองดูอีกครั้งก็ยังไม่แน่ใจในสายตาว่าไปถูกแล้วหรือเปล่า
เย็นนี้จะกินอะไรดีนะพรุ่งนี้จะทำอะไรดีล่ะต้องวางแผนก่อนแล้วลองคิดอีกทีว่าจะเอาแน่กับมันดีไหมในเมื่อภาพที่เห็นเสียงที่ได้ยินสัมผัสที่จับได้กลิ่น
ที่โชยมาเป็นเพราะสมองของเราตีความว่ามันเป็นอย่างนั้นถ้าหากความเป็นจริงที่รับรู้เป็นเพียงการแปลงสัญญาณผ่านปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในสมอง
งั้นทุกสิ่งที่เห็นรสชาติของอาหารประชาธิปไตนคอมมิวนิสท์ชีวิตประจำวันระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมทุนนิยมภาพวาดการ์ตูนนิยายความรักอารมณ์
ถ้าหาก
สิ่งที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเหล่านั้นทั้งหมดที่เคยจับต้องแม้แต่ความรักความเป็นไปได้ความเป็นจริงนั้นเป็นภาพลวงตา...

     ทั้งหมดนี้ขอขอบคุณ บอร์ดความรู้เว็บดราม่า, คุณ YPD จาก oknation.net, Che-Lives.com, Wikipedia

     เปรี้ยง!!! ครืน!!!

     "หะ! สะ เสียงนี้มัน ฟ้าผ่า! ไม่ จอคอมกู ไฟกระชากเจ๊งไปแล้ว!!! ม่ายยยยยยยยยยยยยย!!!"   ปวดหัวจริงว้อย!!! ทำไมต้องเป็นผม ผมทำอะไรผิด ทำไม!!!

     สุดท้ายของท้ายที่สุดนี้ขอฝากคำถามที่ค้างคาใจมา 3 เรปให้ผู้อ่านตอบหน่อยครับ วงเงิน 3,000 บาท ซื้อจอ LCD ได้ขนาดกี่นิ้วครับ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบที่จะช่วยแก้อาการปวดหัวของผมได้


จากคำถามเรื่องมนุษย์ต่างดาวของผม และนี่คือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจทำให้ผมเขียนบทความนี้ มันไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่ แค่ผม "ชอบ" คำตอบนี้ก็เท่านั้น

คำถาม
-ถ้าดาวมันดวงใหญ่กว่าโลกล่ะ จินตนาการว่า ระบบสุริยะเหมือนโลกเปี้ยบมีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเกิดชีวิต แต่ขนาดดาวใหญ่กว่าประมาณเอาโลกไปเทียบกับ Aldebaran(โลกจะเล็กเท่าฝุ่น) ตัวมันจะใหญ่กว่าไหม? (ใครอ่าน Gantz จะถึงบางอ้อ)
คำตอบ
- ดูท่าตามสัดส่วนทองคำ(จากวิชาอะไรชักอย่างนี่เเหละมั้ง) มันคงต้องใหญ่ตามแน่ แต่ถ้าได้ไปถามพวกมนุษย์ต่างดาวมันดู สงสัยมันคงจะตอบว่า "ใครเป็นคนตั้งกฏพรรณนั้นละเฟ้ย!" แน่ๆเลย... <==by WingDam (เยี่ยม!)


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: SrwKung ที่ มิถุนายน 11, 2011, 05:18:11 PM
อ้างถึง
     สุดท้ายของท้ายที่สุดนี้ขอฝากคำถามที่ค้างคาใจมา 3 เรปให้ผู้อ่านตอบหน่อยครับ วงเงิน 3,000 บาท ซื้อจอ LCD ได้ขนาดกี่นิ้วครับ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบที่จะช่วยแก้อาการปวดหัวของผมได้

LCD 20นิ้ว ผมเคยเห็นถูกสุดก็ประมาณ3000กว่าๆน่ะครับ แต่ถ้าจะซื้อทีวีผมว่างบควรจะ 5000ขึ้นน่ะ


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มิถุนายน 11, 2011, 06:41:38 PM
สอยมาแล้วครับ ของ DELL 17" 2,2xx
ปรับหมุนได้ ยืดขึ้นลงได้ ถอดติดผนังได้ ภาพคมใสพอตัว

แพงไปมั้ยหว่า?


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: SrwKung ที่ มิถุนายน 11, 2011, 08:10:36 PM
สอยมาแล้วครับ ของ DELL 17" 2,2xx
ปรับหมุนได้ ยืดขึ้นลงได้ ถอดติดผนังได้ ภาพคมใสพอตัว

แพงไปมั้ยหว่า?

ผมว่าไม่เท่าไรน่ะครับถ้าเกิด17นิ้วน่ะ


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -เทคนิคเขียนงานแบบหมอกม่วง- (กากๆ) และการ์ดจอที่เจ๊งบ๊ง
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ กรกฎาคม 03, 2011, 08:37:33 PM
การ์ดจอเจ๊งโว้ย!!!




เทคนิคแต่งงานเขียน เซียนยังแพ้!
คำเตือน ข้อความดังกล่าวเป็นการโฆษณาเกินจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดบลาๆๆ


     อันเนื่องมาจากว่าการ์ดจอเจ๊ง ใช้ on-board GPU เล่นเกมไม่ได้ จึงขอแต่งบทความนี้ระบายความเครียด (ครั้งก่อนจอเจ๊ง เหอ เหอ)   ผมตามอ่านนิยาย และเทคนิคแต่งงานเขียนของคนอื่นมาก็เยอะ ดัดแปลงให้เข้ากับรูปแบบตัวเองก็ไม่น้อย คล้อยตามไปก็มาก ทีนี้อ่านไปอ่านมาก็อยากจะเผยแผ่เทคนิคตัวเองบ้าง ประจวบเหมาะกับการ์ดจอเจ๊งซ้ำเติมเข้าอีก เยี่ยมไปเลย!
     เทคนิคแต่งเรื่องราวของผมนั้นจะว่าเป็นเทคนิคก็ไม่เชิง มันเหมือนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจมากกว่า ขอเชิญตามอ่านกัน ณ บัดนี้!
สบายๆ สไตล์หมอกม่วง


รักที่จะเขียน เพียรที่จะแต่ง!

     ใช่แล้วถ้าคุณไม่มีใจรักคุณจะไปแต่งมันได้ยังไง ถ้าคุณไม่พยายามความสำเร็จก็ไกลเกินเอื้อม
     สำหรับผู้ที่เริ่มเขียนคงเป็นเรื่องยากสุดๆ ในการที่จะแปลงความคิดให้คนอื่นรับรู้ ขนาดผมที่แต่งมาตลอดยังมีเพี้ยนๆ เลย แต่จงจำไว้ ‘กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว’ หรือถ้าคุณไม่สันทัดสำนวนนี้ก็คิดแบบนี้แทน ‘มาม่า ถ้าจะปรุงให้อร่อยมันไม่ใช่เรื่องง่าย’   จากสำนวนทั้งสองนี้คุณจะเห็นได้ว่า ‘ถ้าไม่เริ่ม จะเพิ่มเติมก็ไม่ได้’ ไม่ว่าจะยากสักแค่ไหนขอแค่คุณได้ ‘เริ่ม’ แล้วตาม ‘เติม’ ไปเรื่อยๆ มันจบแน่นอน!
     ที่สำคัญก็คือให้มันเหมือนน้ำที่ค่อยๆ กระเพื่อม ไปเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน และแม้ผิวน้ำจะนิ่งๆ แต่ลึกๆ มันก็ยังไหล ใจคุณจะต้านให้หยุดไหวเหรอ?
     สำหรับคนที่ไม่มั่นใจในสมาธิของตัวเอง ลองใช้ FocusWriter ช่วยสิ มันมีระบบตั้งเป้าให้ด้วย
     ‘ไม่มีใครฉลาดก่อนโง่’ คนที่เก่งมาแต่เกิดมีด้วยหรือ?

ฟ้าส่งข้ามาเขียน ไยไม่ส่งคนมาอ่านด้วย!

     ตอนเขียนงานคิดอย่างเหิมเกริม ‘งานเขียนข้ามีดีมาตั้งแต่เริ่ม!’   พอเอาไปโพสท์ได้ 3 วัน ‘ทำไมไม่มีคนอ่านเลยฟร้า บ้าเอ๊ย!’
     ไม่ต้องไปคิดมาก จากประสบการณ์ที่ผ่านมางานเขียนของผมที่อ่านน้อยที่สุดคือ ‘ราวๆ 30 คน’ โอ้ว! บาดตีโซ้บ~~~   แต่มันเรื่องธรรมดา สิ่งสำคัญคืออย่าท้อ เขียนๆ ไปเถอะ
     งานเขียนที่ดีต้องสร้าง First Impression ได้พอควร หรือก็คืออ่านคำแรกปุ๊ป ‘โว้ว! นี่มัน! อะไรกันวะเนี่ย~~’  อย่างของนักเขียนดังๆ หลายๆ ท่าน หรือของนักเขียนแห่งบอร์ดนี้ ลองขึ้นต้นด้วยคำแนวๆ ดูสิ   แต่ช้าก่อน! ถ้าคุณโทรมาภายใน...เอ๊ยไม่ใช่!   ถ้าครั้งแรกคุณปิ๋วไปแล้วละก็ คนที่อ่านจะจำชื่อคุณว่านักเขียนคนนี้แต่งไม่ได้เรื่อง(ผมโดนมาแล้ว) มันยังมีอีกวิธีนึงที่จะเรียกคะแนนนิยมกลับมาได้ นั่นคือ! ‘ก็แต่งมันต่อไปเรื่อยๆ สิ’ แยกมาแต่งบทความสั้นๆ เรื่องสั้น เล่าเรื่องมันส์ๆ อะไรก็ว่าไป ขอแค่ให้การทวนหัวข้อที่โพสท์ล่าสุดในหน้าแรกมันมีบทความที่มีชื่อคุณเป็นคนแต่งก็พอแล้ว เช่น บทความนี้เป็นต้น (โดนแบนนี่ก็อีกเรื่อง...)
     อีกอย่างคือการสร้างรูปแบบเฉพาะตัว เช่น บทความของผมนี่แหละ สังเกตุดูสิรูปแบบผมไม่เปลี่ยนไปเลย... (กากยังไงก็ยังงั้น)

สำนวนดี มีชัยไปกว่าครึ่ง!

     ‘ต่อให้เทพีที่อยู่บนฟ้า ต่อให้สีดาก็ยังเป็นสอง ต่อให้ไซซีที่โลกยกย่อง ถ้าเจอะกันสองต่อสอง ฉันว่าพระอินทร์ยังต้องมองเธอ~~’   มอง ของราชาลูกทุ่ง สุรพล สมบัติเจริญ
     แค่นี้ก็คงเข้าใจ คนไทยเรามีความผูกพันกับคำกลอนอย่างลึกซึ้ง ประหนึ่งเสี้ยวชีวิต จะคิดจะเขียนอะไรถ้าให้มันสอดคล้องต้องสัมผัส มันจะไพเราะเพราะชวนจดจำ   จะทำง่ายๆ มันก็ได้แต่ระหว่างเพลงแดนซ์แล่นคำไปอย่างไร้สัมผัส กับเพลงที่จัดคำให้เข้ากันอย่างงดงามตามที่ยกมาข้างต้น คุณจะจำเพลงไหนได้ดีกว่ากัน? (สังเกตุเพลงแรปของดาจิม ทุกเพลงจะแต่งคำได้คล้องกันตลอดเพลง)
     นอกจากนั้นการเว้นวรรคเองก็สำคัญ (แหม่..เหมือนสอนภาษาไทยเลยนะเนี่ย)   ยกตัวอย่างเลย คำนี้ครูสอนมาตั้งแต่ประถมคือ   ‘นม กินแล้วแข็ง แรงไม่มี โรคภัยเบียดเบียน’ โอ้ว! แล้วกรูกินนมไปเพื่อ!? เว้นวรรคได้บรรเจิดมาก ที่ถูกต้องมองทางนี้ ‘นมกินแล้วแข็งแรง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน’
     หมั่นตรวจทานแก้คำผิด คนอ่านจะได้ไม่รู้สึกติดขัด   สำนวนดีแค่ไหนเจอคำผิดเข้าไปก็บรรลัยหมด... ‘หวานหยด มดตอม หอมแท้ รักแร้เหม็น’
     อันนี้คำภาษาอังกฤษที่คิดไว้เป็นชื่อตอนในนิยายที่ผมแต่ง ‘My Miles Mild Mind’

คิดไม่ออก...   ก็ลอกมันเลยเด้!

     จะลอกอย่างเดียวก็เสียวจะโดนจับได้ โดนประนามผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คเนี่ย มันน่าอับอายอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ (เมื่อก่อนเคยโดนมาแล้ว ไปก๊อปมาแต่ลืมให้เครดิต เล่นเอาปิดกั้นตัวเองจากเน็ตไปนานเลย)   ถ้างั้นทำไงดีล่ะ? ขอให้มองไปที่จีน... โมจีน โดนฟ้องยังร้องว่าไม่รู้ อู้หูว! หน้าด้าน
     หน้าด้าน เป็นคำตอบสุดท้าย! แต่ไม่ใช่ให้แถ ให้ดัดแปลงมันต่างหาก ดั่งคำว่า ‘จะลอกทั้งที มันต้องลอกอย่างมีศิลป์!’ ตอนนี้โมจีนจดทะเบียนชื่อใหม่หนี แถมแบรนด์เก่ายังเอาไว้ผลิตสินค้าเฉพาะของตัวเองอีกต่างหาก แล้วกว่าจะฟ้องดำเนินคดีแบรนด์ใหม่ได้ก็ใช้เวลาอีกนาน เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปใช้อันอื่นอีก โอ้ว~~ บันไดหัก หรือจะ iPood ฯลฯ ที่จีนหน้าด้านก็อป   แต่สำหรับงานเขียนมันต้องให้เจ๋งกว่านี้ลองคิดเอานะ ไม่ยากหรอก (มุขเสียบปลั้กเข้าหัวน่ะ ต้นแบบมาจาก Ghost in the Shell ทั้งนั้น คุณอาจคิดว่าไม่ใช่ แต่หนัง Matrix รับผลกระทบมากๆ เลยล่ะ)

แต่งต่อไม่ได้ ก็แต่งใหม่ไปเลย!

     หลายครั้งหลายหนที่ขึ้นต้นมาแล้วไปต่อไม่ได้... ไม่ใช่เรื่องยาก เห็นปุ่ม Backspace ไหม? ถ้าเป็นบนสมุดจดก็ขีดฆ่ามันซะ! (คงไม่มีนักเขียนคนไหนบรรจงลบหรอก)
     ที่ว่ามานี่ก็คือไม่อยากให้ไปยึดติดมากน่ะครับ ‘คร่าอักษร กรยัง’ (กรแปลว่ามือ)   ผมเคยอ่านบทความของ ‘นิ้วกลม’ เรื่อง ‘ครั้งแรก’ ใจความสำคัญของเขาก็คือทำทุกครั้งให้เหมือนครั้งแรก เพราะครั้งแรกเราจะตื่นเต้น สนุกไปกับมัน ดังนั้น <==(แต่งต่อไม่ได้แฮะ เอาเป็นว่าลบย่อหน้านี้ทิ้งไปเลย! อ่านย่อหน้าใหม่ไปแล้วกัน)
     ที่ว่ามานี้ก็คืออย่าไปยึดติดกับมันมากครับ เจอทางตันแล้วพังไปไม่ได้ก็ถอยเปลี่ยนทางสิครับ อย่างเมื่อกี้ผมแต่งต่อไม่ได้จริงๆ นะนั่น แล้วถ้าหมดปัญญาจะแต่งต่อไป แบบว่าสุดความสามารถแล้วได้แค่นี้ ก็เลิกซะหาหัวข้อใหม่แทน (หมดปัญญากับหัวข้อนี้แล้วฟร่ะ!)

อารมณ์น่ะ บ่มไม่ยาก

     บางครั้งเขียนไปเขียนมาก็พาให้เบื่อได้เหมือนกัน (ขนาดใช้ FocusWriter นะเนี่ย หัวข้อสุดท้ายล้แวเริ่มเบื่อ พิมพ์ผิดด้วยเห็นมั้ย) ลองทำแบบนี้ดูสิ...
     -ปิดคอมพ์ พับสมุด แล้วนอน ได้ผลดีดว่านั่งสมาธิอีกนะ
     -ปิดคอมพ์ พับสมุด ดูทีวี ฟังเพลง ที่สำคัญก็คือเปิดให้สุดเสียง ลำโพงไม่แตกไม่เลิก แล้วห้ามเกรงใจเพื่อนบ้านล่ะ
     -ออกไปเดินเล่น เตะบอล ต้อนควายก็ว่ากันไป
     -ไปนาบ...
     การทำตามที่ว่านี้ถ้าคุณไม่หลับลืม ฟังเพลิน เดินมันส์ ฟันจนหลับ คุณจะกลับมาเขียนงานต่อพร้อมอารมณ์และแรงบันดาลใจที่พรั่งพรู (แน่นอน มันเป็นเทคนิคเฉพาะตัว)
     และตอนนี้ผมหมดอารมณ์แล้ว ขอตัวไปหาน้อง L-ก-ฮ ก่อนนะ นานๆ จะมีคนเลี้ยง (เด็กดีควรดูไว้ ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เรื่องมันเป็นแบบนี้แหละ)

เกือบลืม! ใช้ภาษาให้ถูกช่องที่เอาไปลงด้วยล่ะ อย่างบอร์ด ThaiSRW มีเด็กเข้าด้วยก็ใช้คำสุภาพเข้าไว้ ส่วนบางบอร์ดคุณสามารถใส่ได้เต็มเหนี่ยว คงไม่ต้องยกตัวอย่าง

‘‘หึๆ นี่ล่ะ ชัยชนะของความรู้! ถึงหน้าไม่หล่อ พ่อไม่รวย แต่ก็คั่วคนสวยได้!! เพราะคารมเป็นต่อ!!!’’ กิเรน ซาบี้ - กันด๊าม กันดั้ม


------------------------------------------------------------
อย่าเชื่อ 10 ประการ (กาลามสูตร)
1.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)
2.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา (มา ปรมฺปราย)
3.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)
4.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)
5.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)
6.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน (มา นยเหตุ)
7.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)
8.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
9.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
10.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)
http://www.easyinsurance4u.com/buddha4u/kalamasutta.htm

จนกว่าจะได้ลอง!
------------------------------------------------------------


อยากเล่น SDGO อยากไปดูคอนเสิร์ต Linkin Park วันที่ 23 นี้ แต่ไม่มีเงิน อร๊ากกกกกกกกกก!!!


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -File #02 all Purpose Armor (PA)- แนวคิดดั้งเดิมก่อนจะมาฆ่าคน
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ กันยายน 04, 2011, 08:18:24 AM
จินตนาการ...สำคัญกว่าความคิด
อัลเบิร์ต ไอสไตน์ (พิมพ์ถูกรึเปล่าวะ?)

แล้วถ้าไม่คิด...จะจินตนาการยังไงล่ะ?
พิชิต กำชัยพล (อย่าวะสิโว้ย!)

ถามได้บัดซบมากเลยครับ!
PurpleHaze (แล้วจะโว้ยทำไมล่ะครับ)



     
อะแฮ่ม... แล้วต่อไปนี้คือจินตนาการของผม

     ในจักรวาลของเรานี้มีสิ่งต่างๆ มากมาย ที่ใช้คำว่า ‘สิ่งต่างๆ’ เพราะไม่ต้องไปเจาะจงว่าเป็นอะไร ดูอย่างในประมวลกฎหมายยังใช้คำว่า ‘ผู้ใด’ ‘บุคคลใด’ เป็นตัวแทนเลย   ภาษาไทยนี่ช่างยอดเยี่ยมเสียเหลือเกิน ขนาดคำว่า “เสีย” ในประโยคที่ผ่านมายังให้ความหมายที่ดีได้...
     ทุกการกระทำและคำพูดมีความหมาย ที่ว่ามาหมดนั่นมันดูเหมือนไม่สำคัญอะไรกับบทความนี้เลย ไม่ต้องคิดตามก็ได้นะ ตามที่จั่วหัวมาคงรู้แล้วสินะว่าผมไม่ได้มาคนเดียว...

     ครับผม กระผมนายหมอกม่วงจะมานำเสนอแบบหน้าด้านๆ ให้ทุกท่านที่อยากรู้หรือไม่ก็ตาม ได้รู้ว่าในโลกของนิยายเรื่อง UnReal มันไฮเทคขนาดไหน อะไรที่มันเว่อเกินจริงมีหมด! และชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมตอนนี้คือพระเอก(?)ของเรื่อง พิชิต กำชัยพลครับ!

     พิชิตกระหยิ่มยิ้มด้วยหน้าโทรมๆ ไม่ยอมโกนหนวดเคราจนเข้าคำว่า พระเอก(?)

“ก็บอกว่าอย่าเติม (?) ไงล่ะเฮ้ย! นี่ฉันเป็นพระเอกจริงๆ นะ!!”

     มันรีบโต้กลับผมซึ่งเป็นผู้แต่งมันขึ้นมาทันที ตอนนี้กำลังเล่นเพลงประกอบเกมส์ KKND ของเผ่า Mutant พอดีจังหวะแซมบ้าเล็กๆ ช่วยกระตุ้นอารมณ์ตัวโยกได้ดีจริงๆ   พิชิตทำทีเป็นไม่สนใจแล้วแนะนำตัวใหม่อีกครั้ง

“เพราะจินตนาการสำคัญกว่าความคิด แต่ชีวิตสำคัญกว่าสิ่งใด Oh yea!”   ชี้นิ้วชี้ทั้งสองข้างไปทางผู้อ่าน

     มาเริ่มกับเทคโนโลยีชิ้นแรกกันเลยครับมันคืออุปกรณ์สารพัดประโยชน์ที่กำลังกล่าวถึงอย่างดุเดือดในตอนที่ 10

UnReal File #02 : all Purpose Armor (หรือสำหรับทหาร - Personal Assault Armor)
ชื่อย่อและใช้เรียกบ่อยๆ : PA (ใช้เรียกทั้งของทหารและพลเรือน)
ผู้พัฒนา : นักวิทยาศาสตร์ชาวไทย ทำไมต้องเป็นคนไทยน่ะเหรอ? ก็ผู้แต่งเป็นคนไทยนี่หว่า
แรงบันดาลใจ : ชุดเกราะรบ SAA จากเรื่อง RedEyes แค้นมัจจุราช   โดยเฉพาะ COBRA(FR-A12 custom) และ MK-54 และชุดเกราะที่ชาวประมงใน BLAME! ใช้
จุดประสงค์หลัก : ชุดอวกาศแห่งอนาคต

     จนถึงจุดประสงค์หลักผมคาดว่าผู้อ่านคงงงไม่ใช่มาก ฮ่าๆๆๆ   เพื่อไขข้อข้องใจเราจะพาท่านผู้อ่านไปพบกับผู้พัฒนามันเลยครับ คุณพิชิตครับตอนนี้เราอยู่ที่...

“ครับ ที่นี่คือหน้าสถาบันวิจัยแห่งหนึ่ง ที่ใช้คำว่า ‘แห่งหนึ่ง’ ก็อย่างที่นายหมอกม่วงได้อธิบายไปแล้ว   เรายืนอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าทรงโดมตกแต่งแบบรูปครึ่งวงกลมของโรมันโบราณ บนเสาสลักลวดลายอย่างงดงามเอาไว้ ทีนี้พอเดินเลยประตูเข้ามาข้างในก็ถูกยามมาตรวจตัวลูบๆ คลำๆ จน...”

     ครับ ผมขอตัดบทบรรยายสภาพงี่เง่าไปพร้อมหน้าไม่พอใจของพิชิต เข้ามาในห้องสี่เหลี่ยมจตุรัสสีขาวขนาด 5 ตารางเมตร ตรงกลางห้องตั้งโต๊ะกระจกกลมตัวหนึ่งไว้...    อยู่ดีๆ พิชิตก็ลอกแลกขึ้นมาส่องส่ายสายตาสังเกตุไปที่ขาตั้งบานกระจก

“ฟู่~~~ มี 4 ขา รอดไป”   ลูบอกอย่างโล่งใจ

     อ๋อ มันเคยเกือบตายเพราะเหตุนี้ ที่เหลือละไว้ ไปอ่านตอน 5-6 ประกอบเอา   เลยโต๊ะไปมีชายแก่ผมทรงทุ่งหมาหลงขาวโพลน หน้าผากย่น นั่งหลับตากรนครอกๆ อยู่ ซึ่งพวกเราก็ถือวิสาสะเดินเข้าไปกระชากเก้าอี้ทรงเว้าสีแดงใสมานั่งไขว่ห้าง   ส่วนพิชิตยื่นนิ้วไปเคาะโต๊ะ ก๊อกๆ

     ชายแก่สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ท่าทางเขายังงัวเงียอยู่ และจากใบหน้านั่นคงหงุดหงิดที่ถูกเราปลุก   จึงเอ่ยถามพวกผมขึ้นทันใด ว่า...

“ไอ้หนุ่มเอ้ย...  มึงเป็นใคร!!!?”

“กูเป็นนักศึกษา~~~!!!”   พิชิตตะโกนกลับไปเล่นเอาลุงแกผงะไปเล็กน้อย คงตาสว่างเลยสิท่า

     คุณคือดอกเตอร์ประดั่นผู้พัฒนา PA ใช่มั้ยครับ (ขอโทษคุณ SrwKung ด้วยผมเอาชื่อตัวละครที่สมัครไปมาใช้ครับ _’/\’_ )

“ระ รู้ได้ยังไงว่าฉันชื่อประดั่น?! พวกแกเป็นสายลับของประเทศไหนกัน!”

“ไม่รู้ได้ไงล่ะลุง ก็เล่นติดป้ายชื่อโชว์หราอยู่หน้าห้อง”   พิชิตเอนหลังกดนิ้วชี้ขวาลงบนโต๊ะเต๊ะท่าแบบในเรื่องโจโจ้

“อ้าวเหรอ... เออลืมไปช่วงเวลานี้ในนิยายตอนที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่มี PA สำหรับสงครามนี่นะ”

     เข้าเรื่อง   ที่ว่าพัฒนาเพื่อใช้เป็นชุดอวกาศยุคใหม่นี่หมายความว่า

“ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละเจ้าหนู ในเวลานี้ NASA กำลังพัฒนาชุดอวกาศชีวภาพอยู่รู้รึเปล่า”   ลุงนั่งเอนหลังเต๊ะจุ้ยบ้าง

     พิชิตขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย

“ชุดอวกาศชีวภาพมันคืออะไรเหรอลุง?”

“รู้ใช่มั้ยว่าชุดอวกาศในปัจจุบันเป็นผ้าเส้นใยพิเศษหนาหลายชั้นซ้อนทับกัน ที่ทำอย่างนั้นย่อมมีความหมาย เช่นเพื่อปรับอุณหภูมิ ในอวกาศมีอุณหภูมิที่สุดขั้ว ทิศที่แสงส่องถึงร้อนมากและจะต่ำสุดๆ ณ จุดที่ไม่มีแสง อีกอย่างคือความดันเป็นศูนย์ เลือดจะระเหิดทันที เพราะไม่มีความดันจากภายนอก และรังสีอันตรายต่างๆ ก็เช่นกัน

ถึงจุดนี้คงเข้าใจแล้วใช่มั้ยว่ามันแพงมหาศาล แถมเทอะทะจนน่ารำคาญอีกด้วย ชุดอวกาศชีวภาพจึงน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะการปรับอุณหภูมิไม่ยากเท่าแรงดัน ในชุดนี้ตัวชุดจะมีเส้นใยขดลวดยึดติดชิดกับผิวหนังเป็นการให้ความดันกับผิวโดยตรงไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์อื่น”

     ใช้ขดลวดยึดติดกับผิว ก็จริงที่ขนาดของมันจะเล็กและดูคล่องตัวเหมือนในหนังการ์ตูน แล้วมันจะยืดหยุ่นได้ดีเหรอ? แล้วถ้ามันยืดหยุ่นจนไม่แนบชิดความดันก็หายหมดเลือดก็เดือดอยู่ดีไม่ใช่เหรอ?

ลุงแก่สูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้ว

“เป็นคำถามที่ดีมาก เพราะอย่างนั้นมันถึงได้ยากไงล่ะ การจะทำให้มันยึดติดอัตโนมัติในทุกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราทำเป็นแผ่นเกราะไปเลยล่ะ มันจะเป็นยังไง...

นั่นคือคำถามที่วนเวียนในหัวฉัน แผ่นเกราะนั้นไม่เทอะทะ เว้นที่เว้นช่องสำหรับการขยับได้ และจุดที่เว้นนั้นก็อาจใช้การยึดติดแบบถาวรไปเลย ในทางเดียวกัน ชุดในแบบที่ฉันคิดมีระบบรักษาความดันชั้นเยี่ยมหากผิดพลาด เราสามารถเอาเส้นใยยืดๆ ทอหุ้มมนุษย์อวกาศเอาไว้สัก 2 ชั้น โดยชั้นแรกเป็นชุดชีวภาพ ส่วนชั้นที่สองเป็นชั้นป้องกัน แล้วมีแผ่นเกราะแปะไว้ทั่วๆ ถ้าชั้นแรกยึดติดไม่ทันชั้นที่สองจะพองออกพร้อมเกราะที่ติดแทนและดูดอากาศจากระบบพยุงชีพเข้ามารักษาความดันอย่างทันท่วงที”

“อ้อ จากที่ตัวคนจะเสียความดัน ก็ให้เส้นใยรับเคราะห์ไปแทน... แล้วแผ่นเกราะที่พองออกมาด้วยล่ะ?”   พิชิตถามพลางถือปากกาบันทึก มันเตรียมมาตอนไหนวะ?

“เพื่อรักษารูปทรงไงล่ะเจ้าหนู หากปล่อยให้พองไปจนรักษาความดันสำเร็จ แล้วตอนดูดอากาศกลับเพื่อหดตัวก็อาจเสียรูปจนยับยู่ยี่ไม่แนบชิดเรียบร้อยเอาได้ ดังนั้นแผ่นเกราะจึงช่วยในข้อนี้ได้เป็นอย่างดี

อีกข้อที่สำคัญมากคือหนึ่งในโครงการมหากาฬ การสร้างแหล่งพลังงานทดแทนแสนสะอาดและบุกเบิกดาวอังคารไงล่ะ!”   ลุงยืนขึ้นอ้าแขนเงยหน้านัยน์ตาส่องประกาย

“ฟังให้ดีนะ การที่เราจะไปถึงขั้นนั้นได้มันยากมากๆ สิ่งจำเป็นคือสถานีส่งเสบียงภาคพื้นอวกาศ   การส่งจากโลกขึ้นสู่อวกาศแต่ละครั้งกินทรัพยากร และสิ้นเปลืองเงินรวมทั้งเวลามากมาย เราจึงต้องสร้าง ‘ลิฟต์วงโคจร’ ขึ้นมา เพื่อเป็นสถานีแลกเปลี่ยนทรัพยากรจากโลกสู่อวกาศ และส่งพลังงานกับทรัพยากรที่ได้จากอวกาศกลับสู่โลก”

     แล้วมันไปเกี่ยวกับการพัฒนาเจ้า PA นี่ตรงไหนล่ะครับ?

“มนุษย์อวกาศไม่ได้ขึ้นไปอวกาศเล่นๆ นะไอ้หนู พวกเขาไปเพื่อทำงาน ทั้งซ่อมดาวเทียม วิจัยพันธุ์พืช และอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ   มาถึงตอนนี้คงรู้แล้วใช่มั้ยว่าคนเหล่านั้นต้องเก่งขนาดไหน พวกเขาสำคัญมาก ดังนั้นชุดอวกาศที่จะปกป้องชีวิตและอำนวยความสะดวกในการทำงานจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ชุดเกราะจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด!

เพื่อความสะดวกเราต้องสร้าง ลิฟต์วงโคจรขึ้นมาก่อน การทำงานสร้างฐานบนพื้นโลกน่ะมันง่าย แต่โครงสร้างตัวสถานีที่ลอยอยู่กลางอวกาศน่ะมันยาก ทรัพยากรเราอาจหาได้จากดวงจันทร์ แต่ขั้นตอนการสร้างนี่สิ!

ที่วงโคจรระดับต่ำเต็มไปด้วยขยะอวกาศที่เราปล่อยออกไปตั้งแต่ครั้งก้าวออกสู่อวกาศครั้งแรก เศษขยะเหล่านั้นมีความเร็วถึง 22,000 ไมล์ต่อชั่วโมงโดยประมาณ แล้วยังมีสะเก็ดดาวขนาดเล็กพ่วงมาอีกด้วย ถ้าโดนเข้าก็จบกัน ดังนั้นเกราะจึงเป็นเกราะพิเศษอย่างยิ่ง มันคือ*แผ่นเกราะแม่เหล็กไฟฟ้าเสริมแกร่งพิเศษ ทันทีที่มีเศษขยะอวกาศพุ่งเข้ามา มันจะดีดตัวไปรับแทนสลายพลังทำลาย แล้วหลังจากนั้นระบบช่วยเหลือพิเศษจะจุดบูสเตอร์ปรับทิศทางพุ่งกลับไปหายานอวกาศที่จอดรออยู่ทันที”

     พิชิตยกมือขึ้นแล้ว

“22,000 ไมล์ต่อชั่วโมง มันจะดีดตัวไปรับทันเร้อ~  จริงอยู่แผ่นเกราะอาจเสริมนาโนเซรามิคหลายชั้นเพื่อรับแรงกระแทกได้ แต่ถ้าดีดตัวไปรับไม่ทันมันจะไปมีความหมายอะไร”

     ลุงแก่ทำท่าไม่พอใจนักก่อนจะส่ายหน้าแล้วนั่งลง

“หัดคิดในแง่ดีซะบ้างสิ   ถ้าพัฒนาไปเรื่อยๆ ฉันเชื่อว่ามันจะต้องกันได้ทันแน่ๆ”

“เป็นไปได้ยากนะเนี่ยลุง”

ลุงแก่ยิ้มขึ้นทันทีหลังจบประโยค ชายตามองไปทางพิชิตทำเอาเจ้าตัวเหวอไปเลย คงแปลกใจกับปฏิกิริยาตอบรับแบบนี้ แล้วคำตอบของท่าทางนั่นก็ออกมา

“มีเธอนี่แหละที่ใช้คำนี้ หึหึ เป็นไปได้ยากใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้... จริงมั้ย?”

     ชุดเกราะ... แผ่นเกราะแม่เหล็กไฟฟ้า... บูสเตอร์กำลังสูงพร้อมระบบท่อพ่นอากาศปรับทิศทาง...   ของพวกนี้ถ้าตัดว่าเอาไปใช้เป็นชุดอวกาศมันก็อาวุธสงครามดีๆ นี่เองเลยนะลุง

“เพราะงั้นฉันถึงยอมให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้ไงล่ะ ที่บริษัทรุ่งไพศาลยังอยู่ได้อย่างปกติตอนนี้ก็เพราะมีฉันอยู่ ถ้าฉันตายไปโดยที่การวิจัยยังไม่สำเร็จ ฉันจะทำลายผลการวิจัยทิ้งทั่งหมดแล้วลากทุกชีวิตที่รู้เรื่องนี้ไปด้วย

ฉันว่าตอนที่ไอสไตน์พัฒนาปรมณูคงไม่ยากให้มันกลายเป็นอาวุธร้ายแรงอย่างทุกวันนี้ เขาคงต้องการพลังงานทดแทนรูปแบบใหม่มากกว่า   พวกเธอก็รู้ว่าพลังงานเป็นสิ่งสำคัญขนาดไหน ถึงกับต่อสู้ฆ่าฟันกันเพื่อบ่อน้ำมัน งี่เง่าสิ้นดี!   ทั้งที่มันสามารถแบ่งปันแก่กันแล้วก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันสู่อนาคตที่ดีกว่าได้ ผู้คนก็ยังลุ่มหลงไม่เลิก   ฉันไม่อยากให้ PA นี่กลายเป็นอาวุธรูปแบบใหม่เหมือนกับที่ไอสไตน์เคยพลาด ฉันแค่อยากเห็นวันที่เราจะใช้ชีวิตได้ทุกที่ในเอกภพนี้เท่านั้นเอง”

     ลุงคิดอย่างนั้นเหรอ อย่าลืมสิว่าไอสไตน์เป็นยิว เขาอาจอยากล้างแค้นฮิตเลอร์ที่ขับไล่เขาก็ได้ แล้วต่อให้ PA สำเร็จเป็นชุดอวกาศทรงประสิทธิภาพจริงๆ ก็ตาม ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ก็ไม่เคยสนใจใครอยู่แล้ว ดีไม่ดีอาจถึงขั้นเป็นสงครามอวกาศเลยก็ได้

“ถ้าอย่างนั้นมันก็น่าเศร้า”   ลุงแก่แววตาหมองลงทันที คงจะรู้อยู่แก่ใจว่าต่อให้สำเร็จก็ไม่พ้นต้องถูกดึงเข้าสู่วงจรอุบาทว์นั่น

“อย่าเศร้าใจไปเลยลุง ไม่ว่าอะไรคนเราก็เอามาใช้ฆ่ากันได้ทั้งนั้นแหละ ดูอย่างในหนังเรื่องริดดิคสิ ที่พระเอกมะนใช้แก้วน้ำฆ่าคนน่ะ ไม่อยากเชื่อเล้ยว่าผู้กำกับมันจะบ้าได้ขนาดนั้น   เพราะอย่างนั้นเป้าหมายสุดท้ายของแผนการผมมันจึงไม่ธรรมดาไงล่ะ”

     ดูท่าประโยคเด็ดจากเรื่องสปริกกันคงเป็นไปไม่ได้ซะแล้วนะ ประโยคที่ว่า...

MAY PEACE PREVAIL ON WHOLE EARTH

     ผมเดินออกมากับพิชิตอย่างเงียบๆ พอพ้นทางเข้าสุดอลังมาพิชิตก็เปิดปากพูด

“ได้อะไรมากกว่าที่คิดนะ”

     อืม...เพราะพวกเราคือเหล่าคนบาปผู้ใช้ชีวิตอยู่กับปืนที่พร้อมยิง

“อะไรล่ะนั่น? The Catalyst เหรอ เออก็ใช่ ไม่ว่าจะดีมีประโยชน์แค่ไหนเราก็ใช้มันฆ่าคนได้นี่นะ”



ส่วนหนึ่งมาจากชีวิตจริง จากบทสัมภาษณ์ทหารผ่านศึกที่กลายมาเป็นเด็กวัด
ต่อไป File 03 ลิฟต์วงโคจร (Orbital Elevator)

บรรยายขยายความ
*แผ่นเกราะแม่เหล็กไฟฟ้า = เป็นเกราะที่เมื่อถูกกระสุน(ในนี้แค่กระสุนความเร็วสูงเข้าระยะเซ็นเซอร์) จะทำให้เกิดความดันแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นระหว่างแผ่นเหล็กกล้า 2 แผ่นแล้วใช้พลังงานนั้นดีดแผ่นเหล็กไปปะทะกระสุนจนหมดพลังทำลายลง (ลอกมาจาก RedEyes เลยนะเนี่ย)

ตามมาด่ากันได้ที่นี่แหละ
ออกแบบตัวละครของท่านที่ หรือที่นี่ http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3286


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -เมื่อหมอกม่วงเมา...เหมือนหมา-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ กันยายน 20, 2011, 07:09:47 PM
โอร้ก~~~~ อ้วววววก แหวะ... แฮ่ก แฮ่ก โอย~~~ โอร้กกก ไม่..น่าเล..ยกู ฮึก อุ้บ โอร้กกก


     วันนั้นลูกกระจ๊อกประจำแผนกหน้าตาดีเครื่องเงินอย่างผมได้รับคำสั่งให้ไปช่วยจัดบู้ทของบริษัทที่เมืองทอง เป็นงานมหกรรม(ของกูจริงๆ พับผ่า)เครื่องประดับ และเพชรนิลจินดา(ห่าเหว)ครั้งใหญ่   คำสั่งคือ “คุณมึงต้องมาแต่เช้า 6 โมง!” เอาเข้าจริงแม่งขึึ้นรถเกือบ 8 โมงครึ่ง... ก่อนขึ้นก็จัดของกันยกใหญ่ ขนนี่นั่นโน่นใส่ท้ายรถเต็มเหนี่ยว แล้วพวกเราทั้งหมดกว่า 9 ชีวิตก็ขึ้นไป

คลื่นเหียนเวียนไส้จะอ้วก...

     ก็เพราะขนใส่กันเต็มเหนี่ยวนี่แหละน้า ที่นั่ง ไม่สิ ที่นอนเบาะหลังจึงโคตรอัดแน่นไปทันควัน รถมันก็เก่าแล้วแอร์มันก็เสีย หน้าต่างแม่งยังจะอุตส่าห์เปิดไม่ได้อีก แคบจนโงหัวขึ้นได้อย่างเดียวกระดิกกระเดี้ยเ-ี้ยไรไม่ได้เลย   ทีนี้ที่นั่งมันหันหน้ากลับหลัง ไอ้การมองเห็นภาพที่เรากำลังถอยห่างออกจากสิ่งใดไปเรื่อยๆ มันก็น่าสนุกดีหรอก แต่ไม่ใช่กับคนขี้เมารถอย่างผม ลองคิดดูสิครับ ร้อนก็ร้อนเหม็นก็เหม็น แล้วยังขยับลำบากอีกเล่นเอาข้าวผัดแทบกระฉอก

     พอไปถึงร้านหลักขนสินค้ามาวางข้างถนนกะขนขึ้นรถบรรทุกอีกต่อหนึ่ง ไอ้คุณคนขับเจ้ากรรมแม่งก็มาช้าซะค่อนชั่วโมง อุแหม่อ้างว่ารถติด ทั้งที่นัดล่วงหน้าไว้เกือบอาทิตย์ รอเก้อครับเสียอารมณ์สุดๆ ปกติ 11 โมงนี่จัดวางเสร็จแล้ว ไม่เท่านั้นมันมาถึงมันนั่งแหมะ ยืนดูขนของกันหน้ายิ้มแถมพูดจาปากหมาอีก ไอ้ครั้นจะเตะมันก็เดี๋ยวโดนไล่ออก

     เป็นการเดินทางที่ลำบากเหลือเกิน เพราะดันต้องลากสิ่งที่จำเป็นแต่ไม่ค่อยสำคัญมาด้วยนั่นแหละ

     ขากลับขึ้นรถคันเดิม ผมนอนข้างหลังเปิดเพลงสบายๆ ไปเรื่อยๆ บ่าย 4 คงถึงบริษัทอู้งานรอกลับบ้านอย่างเดียว... แต่ดันไม่เป็นอย่างนั้นน่ะสิ ลูกพี่สั่งจอดรถ ณ ร้านค้าแห่งหนึ่งไกล้ๆ บริษัท   ซื้อกาแฟกินมั้ง? นั่นคือความคิดผม   จบไป 4 เพลง เอ๊ะชักยังไงๆ แล้วสิ ผมลุกขึ้นโผล่หัวออกไปดู อู้ว! นอกจากไม่เร่งร้อนยังนอนแผละ ครับลูกพี่ผมมคนหนึ่งนอนแผ่บนโต๊ะหินอ่อน เลยไปไม่ถึงปลายขนจมูกมีขวดเบียร์ตั้งอยู่   ไม่เรียกกันเล้ย

     ผมมันนักกินฟองครับ กะกินพอให้มึนๆ ดึ๋งดั๋งหน่อยจะกลับไปบิ้วอารมณ์แต่งเรื่อง ก็เป็นยังงั้นแหละครับจ่ายตังครบกลับกัน แต่ก่อนกลับมหกรรมที่แท้จริงก็เริ่มขึ้น...

            “เฮ้ย ไอ้-ติ้ด-เดี๋ยวพวกพี่ไปรอที่ร้านก่อนนะ”

        “ร้านอะไรพี่?”

     เขาพูดชื่อร้านออกมาแล้วก็พากันไปกับคนอื่นๆ ซึ่งพวกนั้นรู้แล้วว่าไปเพื่ออะไร... ผมเองก็รู้อยู่แก่ใจ แล้วตกลงใครจ่าย?   ช่างเถอะ...มาถึงตอนนี้ผมก็จำอะไรในค่ำคืนนั้นไม่ค่อยจะได้แล้ว เอาพอประมาณแล้วกัน

โอรกกกกกกกกกกก ครั้งที่ 1

     แฮ่ก แฮ่ก ตอนนี้ผมยืนกุมปากถังใส่น้ำหน้ายื่นลงคอห่าน เฮ้อ~~~ ออนเดอะร็อคไป 4 แก้ว ไม่ไหวเลย   พอมานึกย้อนกลับไปถึงตอนเริ่มแรกก็คงประมาณนี้มั้ง

     ผมเดินออกปากซอยเลี้ยวขวาเพื่อหาของกินตามปกติ ไม่ได้คิดจะไปต่อกับเขาเลยแต่พอเดินผ่านร้านจิ้มจุ่มข้างถนนปุ้บ ก็มีเสียงเรียก...

            “เฮ้ย! มานั่นแล้วไง ไอ้-ติ้ด-ทางนี้เว้ยทางนี้”

     เอ่อ เขายิ้มแย้มแจ่มใจใบ้มือเรียกหามาขนาดนี้ จะไม่เข้าไปก็กระไรอยู่

     ช่วงนั้นประมาณ 2 ทุ่มได้มั้ง   ผมยกแก้วเปล่าส่งให้พี่ที่รอรินตามด้วยคำพูดแรกของผมตามประสาคน(ที่คิดว่าตัวเอง)วัยกำลังมันส์

        “เติมเชื้อไฟหน่อยเพ่!”

     จัดต้องไปยังไงจัดได้ตามประสง เพียวๆ ใสๆ ครึ่งแก้วสองก้อน เย็นๆ ร้อนๆ คอนกันไป ไม่รู้หรอกว่างานไหนแต่ที่แน่ๆ

        “ทุกโคน~~~ ชนแก้ว!”

     เขาว่ามันเป็นรสชาติของผู้ใหญ่ เลยใส่ไป 4 แก้ว หน่าร้อน หูชา ขาหมดแรง ตะแคงคอไม่ง้อใคร... ไปก่อนคนแรก

อ้วกกกกกกก อ้อก ครั้งที่ 2

     ท่ามกลางแสงสี และขี้เหล้า ตัวผมนั้นเมาไปเป็นที่เรียบร้อย...   แค่ 4 แก้วน่ะไม่เมาหรอก แต่ 4 แก้วน่ะคือเพียวๆ ที่จำได้ ที่เหลือไม่รู้ไปแก้วที่เท่าไหร่แล้ว...

     บรรยากาศรอบๆ ตัวผมอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ภาพที่สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาผมค่อยๆ มัวลงเรื่อยๆ ทุกขณะ โดยเฉพาะแถวๆ ขอบตานี่เป็นวุ้นขาวๆ กันเลยทีเดียว   ผมพยายามใช้สายตาเพ่งมองไปรอบๆ เหล่าฝูงชนในร้านเพิ่มขึ้นมากมายตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่อาจจะรู้ได้ ที่สำคัญการแต่งกายนั้นค่อนข้างหวือหวามาก

     กางเกงกับกระโปรงเลยเข่าน่ะเหรอ? หาไม่เจอหรอกน้อง!   ผมมองเฉพาะสาวๆ นะตัวผู้ช่างมัน   จะว่ายังไงดีล่ะ...

        “เว้าชะเวิ้บไง...เอิ้ก”     เออเข้าท่าอย่างน่าประหลาด

     ข่าวก็เล่ากันไป ‘หญิงสาวสมัยนี้แต่งตัวไม่เหมาะสม ทำให้เกิดอาชญากรรมมากขึ้น’   คงหมายถึงข่มขืนมั้ง ทีนี้มาลองดูความคิดผมตอนเมาๆ นะ

        “แหล่มมากอีหนู ยู้ฮูว~~”     อุ้ย เผลอลั่นความในใจ!

     ไม่ชอบรึไงฮ้าบ เวิ้บว้าบวูบเว้าอย่างนั้นน่ะ ปฏิเสธที่จะหันไปมองได้รึเปล่าล่ะไอ้บ้า! แค่นั้นไม่พอนั่งตูดงอนเชิดหน้าอีกตะหาก โอ้ว ว้าว!   มันผิดรึไงที่คุณเธอจะแต่งตัวอย่างนั้น มีของดีก็ต้องโชว์สิย้า ฮิ้ว~~~   ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่ปากก็หลุดไป

        “โหว มันแต่งตัวล่อไอ้เข้กันแบบนี้ไง ถึงได้มีข่าวไม่ดีกันทุกวันนี้”

            “แล้วมันแต่งมาให้มึงดูรึไง? มันไม่ได้แต่งมาให้มึงดูสักหน่อย”     พี่ที่นั่งข้างๆ ยิ้มตาเยิ้มเติมคำตอบให้

     จริงของมันนะ มันอาจใส่มาโชว์ใครสักคนก็ได้ที่ไม่ใช่เรา   อืม...ล้ำลึกๆ

แหวะ ฮื่อ..อุ้บ โอ้ก ครั้งที่ 3

     โอย~~~ ไม่ไหวจริงๆ นั่นแหละ พรุ่งนี้จะไปทำงานไหวรึเปล่าวะเนี่ย มันมีวิธีไหนช่วยให้หายเมาได้บ้างรึเปล่าวะ นั่นทำให้ผมนึกถึงเรื่องผีในหอยกับคำพูดของคุซานางิ โมโตโกะ ไซบอร์คแสนงาม...(ขอตัวเดี๋ยวนะ)

     (กลับมาแล้วครับ)   เมื่อกี้ผมผละจาก FocusWriter ไป 20 นาทีกว่าๆ เพื่อไปเปิดดู Ghost in the Shell ภาคแรกช่วงที่โมโตโกะดำน้ำไปถึงช่วงบรรยายสภาพของบ้านเมืองในเรื่อง บอกตรงๆ เลยว่าถ้าฉากนั้นไม่ตัดไปผมอาจนั่งจ้องหน้าจอปากค้างตาเหรอ   สาเหตุที่ผมตัดไปเปิดดูก็เพราะประโยคที่ว่า “กลไกทางเคมีในร่างไซบอร์คจะสันดาปแอลกอฮอล์ให้หมดไปใน 10 วินาที” นี่แหละครับ ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอก แต่ถ้าให้เลือกผมอยากเป็นไซบอร์คจังเพราะสามารถเมาหัวราน้ำได้แบบชิลๆ แป๊บเดียวเดี๋ยวก็สร่าง...

     พูดถึงโมโตโกะแล้ว แม้ว่าเธอจะสวย แต่ความสวยนั่นมันเป็นสิ่งที่ถูกปั้นขึ้น ว่าง่ายๆ ก็คือดอกไม้พลาสติกนั่นแหละนะ แต่ถ้าจะให้เลือกระหว่างผู้หญิงหน้าตาบ้านๆ หุ่นไม่ดี ไม่ได้สวยงามอะไร กับ สาวงามอร่ามใจ สะโพกผาย หน้าอกล้ำ หน้าใสไฉไล เพราะไปผ่ามา   ...ขอเลือกอันหลังอย่างไม่ลังเลใจเลย ก็สวยอย่างนั้นไม่เอาก็บ้าแล้ว ลองคิดระหว่าง SNSD ที่ผ่ามางาม กับ หน้าตาแหยๆ จะเอาใคร

        “แต่อย่างเราคงไม่ได้ซักคน อ้วกกกกกกกกกก”

     บางครั้งความจริงก็ไม่ได้น่าอภิรมย์นักหรอก... ดอกไม้แท้ที่เหี่ยวเฉาได้ กับ ดอกไม้ปลอมที่ไม่มีวันโรย ถึงจะเด็ดมาโปรยไม่ได้แต่มันก็สวยไปตลอดของมันอยู่อย่างนั้น...

     ปล่อยให้ความลวงหลอกบ้างก็ดีเหมือนกันแฮะ แต่ทั้งที่หลอกแทบตายว่าไม่เมาทำไมยัง..อุ อุก!

อ้วกกกกกกก แหวะ หือ? ปู้ด แพร่ดๆๆๆๆ แประ ป้าดดดด ครั้งที่ !@$!#

     เริ่มนับไม่ได้แล้วสิเรา แฮ่ก แฮ่ก รู้สึกว่ากล้ามเนื้อหูรูดทำงานนอกอำนาจจิตใจ แพร่ดดดดดดดดด โอย...ทรมานเหลือหลาย ใครก็ได้จับกูไปผ่าเป็นไซบอร์คทีเต๊อะ!   จะว่าไปช่วงนั้นมันมีบทพูดยากๆ อยู่ด้วยนี่หว่า เช่นว่า สิ่งที่ทำให้ เรา เป็น เรา คงไว้ซึ่งตัว เรา ภายใต้เปลือกที่สร้างขึ้นมาห่อหุ้ม ไม่ว่าเปลือกนั้นจะเป็นสารอินทรีย์หรือไม่ก็ตาม... มันทำให้ผมคิดถึง X จากร็อคแมน หุ่นที่มีชีวิตจิตใจ เรียนรู้ได้... หือ? เดี๋ยวๆๆๆ เรียนรู้ไงล่ะ! การเรียนรู้นี่แหละที่ทำให้เราเป็นเรา ใช่เลย! ลองตีความแบบนี้ดูดีกว่า...

        “จะว่าไป ลุงร้านตัดผมแกพูดว่าอยากเรียนแต่หมดโอกาสเรียนนี่หว่า แล้วที่ตัดผมอยู่ทุกวันนั่นมันไม่ใช่การเรียนรู้รึไงวะ?”

     เคยมีคนพูดไว้ ‘ไม่มีใครฉลาดก่อนโง่’   เพราะชีวิตนี้มีแต่ปัญหาให้แก้ ถ้าไม่เรียนรู้ปัญหาจะแก้ได้ยังไง อืม...การแก้ปัญหาเนี่ยมันต้องอาศัยการคิด วิเคราะห์ ลงมือ และผลที่ได้คือประสบการณ์ ไม่ว่าจะแก้สำเร็จหรือไม่แต่ก็ได้ลองแก้ไปแล้ว ทีนี้ก็จะรู้ถึงต้นสายปลายเหตุของปัญหา...ประสบการณ์นี่แหละคือการเรียนรู้!   ทำไมลุงแกถึงคิดว่าเรียนได้แค่ในห้องเรียนด้วยนะ คนดังในอดีตและปัจจุบันหลายๆ คนก็เรียนไม่จบกันทั้งนั้น ขนาดฮิตเลอร์ยังไม่จบ ป.6 เลย ลุงแกจบตั้ง ป.4 ดีดว่าเห็นๆ

     ถ้าไม่เคยอกหัก จะรักหมดใจเป็นได้ยังไง (เพื่อนมันพูดไว้) งานจะสอนเราเอง (ลูกพี่พูดไว้) ถ้าไม่เคยตัดผมผิด จะแก้ทรงเป็นได้ยังไง และเพราะประสบการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เหรอที่ทำให้เรารู้จักเรา เข้าใจเรา ว่าเราทำอะไรได้บ้าง รู้ตัวเราว่าเราเป็นใคร

     เยี่ยมมากลุง ที่ตัดผิดจากรองทรงธรรมดาๆ แล้วแก้ให้เป็นรองหวีเกือบเกรียนได้ ยอดมากลุงที่ทำให้หัวผมเป็นอย่างนี้ เพราะทุกสิ่งที่เราเป็นคือทุกสิ่งที่เราได้ทำ แล้วทำไมหัวกูต้องกลับไปเกรียน   เวรเอ้ย...

แฮ่ก มาขี้แตกอะไรตอนนี้ อ้วกกก เฮ่อ...ทั้งอ้วกทั้งขี้ แผละ

        “แอวะ! ชะ เฮ้ย ลื่นปรื้ด”

     เกือบไป เกือบไปแล้วสิกู หัวเกือบจะจมลงไปในคอห่านซะแล้ว โอย... ผมพยายามประคองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงหย่อนตูดลงไปในโถ พื้นก็ลื้นลื่น ถ้าพลาดนี่หมดกันเลย

     ชายหนุ่มปริศนาอายุ 21 ปี ลื่นล้มหัวฟาดขอบคอห่านในสภาพล่อนจ้อนจมกองอ้วกในห้องของตัวเอง ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นเหตุจากการเมาแล้วหลับผิดที่ผิดทาง

     อา...ช่างเป็นข่าวเช้าที่ไม่น่าอภิรมย์เลย   พูดถึงเรียนรู้แล้วนึกย้อนไปถึงตอนเข้าโรงเรียนวันแรก... เห็นเด็กคนหนึ่งมันเกาะรั้วหน้าโรงเรียนร้องให้ฟูมฟาย หนูจะเอาเบ็นเท็น เอ๊ยไม่ใช่! ไม่เอาเค้าไม่เข้าโรงเรียน แล้วพ่อที่ยืนข้างๆ ก็ยื้อยุดฉุดให้มันหลุดจากรั้วไปเรียน เฮ้อ อนาถ ดีนะที่เราไม่เป็นแบบนั้น แค่รู้สึกจี๊ดๆ นิดนึงตอนนั่งรวมกันในห้องเรียนครั้งแรก ปล่อยโฮออกมาก็หลายคนเลยน้าวันนั้น...

     กอไก่ถึงฮอนกฮูก สิ่งที่สองของการเรียนในห้อง อย่างแรกคือนับเลข หนึ่งถึงร้อย ง่ายๆ สบายๆ แต่ไอ้คุณกอไก่ถึงฮอนกฮูกนี่สิ ผ่านมาเป็นสิบๆ ปียังไม่อยากจะจำ ไอ้ตัวอักษรตั้ง 44 ตัวนี่มันเยอะเป็นบ้า

        “แฮ่ก มัน 44 หรือ 42 วะ เฮ้อ แต่หวยงวดนี้ออก 28 นี่หว่า เฮ้อ...”

     กอไก่ถึงฮอนกฮูกมันจะมีกี่ตัวก็ช่าง แต่ปกติคำเรียกมันจะเขียนว่า ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก นี่นา เอาให้สั้นเข้าไปอีกก็นี่เลย ก-ฮ บ้ะ! เข้าท่าๆ

     ก-ฮ เนี่ย มันเป็นตัวอักษรสองตัวที่ล้ำลึกอย่างบอกไม่ถูกเลยนะ พอๆ กับไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันเลยแหละ ทำไมพ่อขุนต้องเริ่มที่ ก แล้วจบที่ ฮ ทำไมไม่เริ่มที่ ฮ แล้วจบที่ ก แทนล่ะ อืม...พ่อขุนก็ไม่อยู่ให้ถามแล้ว ลองทึกทักเอาเองดีกว่า

     ก-ฮ มันต่างกันตรงไหนบ้างหว่า? อย่างแรก ก เท่านั้นที่ไม่มีหัวกลมๆ อืม แต่ตัวอักษรที่มีสองหัวเหมือน ฮ ก็มีเยอะนี่นา ทั้ง ฬ ฒ ฎ ฏ ญ ฐ ฌ ฆ ม เยอะนะเนี่ย แล้วทำไมมันถึงได้อยู่อันดับสุดท้ายหว่า... ไก่เป็นสัตว์ปีก นกฮูกก็เป็นสัตว์ปีก พวกที่ผ่านมาไม่ใช่สัตว์ปีกสักตัว ใช่เลย! ยอดมากพ่อขุน

     ก-ฮ มันมีความนัยน์แปลกๆ อยู่นา   ไก่มันตื่นเช้าหากินกลางวัน ส่วนนกฮูกมันหากินกลางคืนตาโต ก็อย่างที่รู้ๆ กัน พอลองมาเปรียบเทียบกับชีวิตคนเราส่วนใหญ่แล้วก็เหมือนไก่ ต้องรีบตื่นเช้ามาทำกิจกรรม ก้มหน้าก้มตาทำงานหากินไปเรื่อยๆ ไม่งั้นก็อดตาย ต้องหรี่ตาหลบบ้างเพราะแดดมันร้อน ต้องส่งเสียงดังเพราะมันอึกทึก ต้องมีจ่าฝูงเพราะทำงานเป็นองกรค์   แต่ก็มีคนอีกประเภทที่ทำงานกลางคืน ต้องเบิกตากว้างๆ เพราะทางมันมืด ต้องทำเงียบๆ เดี๋ยวจะรบกวนคนส่วนใหญ่ที่พักผ่อน การจับสัตว์กินก็เหมือนจับลูกค้าตามแต่สถาพงานที่ทำ

     ก-ฮ มันก็เหมือนวันคืนที่ผันผ่าน เช้าก็เหมือนไก่ คืนก็คือนกฮูก ไม่ว่ายามไหนเราก็ตื่นอยู่เสมอ ต่อให้หลับก็เถอะ   ความกลัว ความกังวลใจไม่เคยห่าง ยามวันเราหากินมีเรื่องราวผ่านเข้ามา ยามคืนหลับฝันหรือก่อนหลับเรื่องเหล่านั้นก็ตามมาให้คิด หรือแม้แต่เรื่องของวันพรุ่งนี้ก็ยังพาใจให้กังวล   กลางวันกายก็ทำงานให้เหนื่อยแล้ว กลางคืนใจก็ยังอุตส่าห์ทำงานให้เหนื่อยอีก...เฮ้อ

     ก-ฮ เปรียบแบบเมื่อกี้ในแง่ดีก็คงได้ กลางวันทนรับความจริงตรากตรำทำงาน กลางคืนโลดโผนโจนทะยานไปในความฝันของใครของมัน

     ก-ฮ ในความคิดสมัยเด็กๆ ก็แค่ท่องจำให้ได้ก็พอ แต่พอโตขึ้นแล้วมาคิดถึงนี่มันน่ารำคาญจริงๆ “ตอนเป็นเด็กเราคิดอีกอย่าง พอเป็นผู้ใหญ่เราก็คิดอีกอย่าง แล้วทิ้งความเป็นเด็กนั้นไป” Ghost in the Shell...   มันก็ใช่ เมื่อก่อนตอนดูพ่อกินเหล้าก็อยากลองบ้าง แต่พ่อก็ไม่ให้แล้วบอกว่ามันเป็นรสชาติของผู้ใหญ่

     ก-ฮ ยังมีเรื่องให้คิดให้กังวลขนาดนี้ ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนยังต้องคิดขนาดไหน   แต่บางทีทั้งหมดนี้มันอาจไม่สำคัญอะไรเลยก็ได้มั้ง?   ขอแค่ได้หลับแล้วตื่นมารับวันใหม่ก็คงโอเค สิ่งสำคัญสุดตอนนี้อาจเป็นอะไรที่ใกล้ตัวสุดๆ ก็ได้...

     ฮ-ก ความอยากของผมคล้ายๆ กับการที่จะท่อง ฮอนกฮูกกลับไปกอไก่นั่นแหละ ต่อให้ทำได้คนอื่นก็ไม่เห็นด้วย มันจึงเป็นไปไม่ได้เหมือนกับวันคืน มันย้อนกันได้ที่ไหน ต่อให้อยากกลับค่ำคืนสู่วันใหม่ไปเป็นวันวานของวันก่อนมันก็ไม่ได้   อา...อยากกลับไปเหลือเกิน กลับไปตอนที่ยังไม่ได้ซดแก้วแรก กลับไปแล้วบอกกับตัวเองว่าอย่ากิน

        “แฮ่ก เข้าใจแจ่มแจ้งเลย..ว่าทำไม ฮึก หลายคนวาดฝันถึงวันวานเมื่อยังเด็ก...ก็ โอรกกก ก็ถ้ารู้ว่ารสชาติของผู้ใหญ่มันขมขื่นขนาดนี้ใครจะไปกิน แฮ่ก แฮ่ก”

     ฮ-ก มันไม่ได้  เผลอกินเข้าไปแล้วก็คิดซะว่าเรียนรู้เป็นประสบการณ์แล้วกัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมาเหมือนหมาซะหน่อย ชีวิตเรามันต้องก้าวไปข้างหน้า ถ้ากลับไปแล้วลืมหมดทุกอย่างที่เคยทำเคยเป็น สู้เดินไปทั้งยังมึนๆ ยังจะดีซะกว่า เพราะตอนเดินลมโกรกเลยไม่ออกอาการ

        “ครั้งนี้แหละ กูจะเลิกให้ด้ายยยยยยย อุ้บ โอรกกกกกกกก!!!”

     ก-ฮ เนี่ย..เอิ้ก..แหวะ.. พอเติม L เข้าไปข้างหน้าแล้วใช้เป็นยาฆ่าเชื้ออย่างเดียวก็พอแล้วล่ะ อย่าเอามากินเลย

        “โอย มึนไปหมด แฮ่ก หัวดันฟาดพื้นห้องน้ำซะได้ ฮะอึก...นอนทับคอห่าน ฮะฮะ ฮึก ไม่ต้องกลัวขี้แตก กู้ด~~~ อ้อก”

     ก-ฮ หรือ ฮ-ก ก็แล้วแต่ ไอ้ตัวอักษรสองตัวนี้พอเอามาทำเป็นคำแล้วมันได้แค่คำเดียวเองแฮะ แถมยังไม่ใช่ภาษากลางด้วย...


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -เสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ... นาย สมหวัง- (เทคโนโลยีแห่ง UnReal part 1)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ กันยายน 29, 2011, 07:38:05 PM
เสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ...   นาย สมหวัง  ดั่งใจหมาย



     ผมยืนอยู่หน้าตู้ ATM เป็นรอบที่สามของวันแล้ว และครั้งนี้ก็ยังเหมือนเดิม...

        “ไหนบอกว่าจะส่งให้ตอนเย็นไงวะ!”

     ผมหยิบบัตรคืนจากช่องเสียบ เดินเรียบชิดกำแพงขวามือจนเกือบจะไถล   ไม่ว่าอะไรก็ยุ่งยากเสมอ ชีวิตคนเรามันก็อย่างนี้แหละนะ   ไอ้ที่
ร่ายๆ มาทั้งหมดนั่นถ้าจะถามว่าทำไม ก็คงต้องตอบว่า

        “จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าเทอมล่ะทีนี้ ในเมื่อพ่อแท้ๆ ยังไม่ยอมช่วย!”



     ชื่อของผมนั้นขัดแย้งกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นสุดๆ ไม่ว่าอะไรก็แป้กมันไปซะทุกอย่าง อ้อ ไม่ต้องถามหาเรื่องความรักเลยนะ เกิดมา 18 ปี
ไม่เคยมีผู้หญิงหน้าไหนผ่านเข้ามาในชีวิต ผมเป็นหนุ่มน้อยบริสุทธิ์ 100%

     ผมเดินผ่ากลางถนนรถวิ่งโดยกะจะให้มันชนเข้าสักตูมหนึ่ง แต่อนิจจาน่าเสียดายที่รถราสมัยนี้มันดีเสียเหลือเกิน ...อะแฮ่ม ทีวีด๊องแด๊งขอ
เสนอ เบรคโคตรอภิมหา ABS ไม่ว่าตัวห่าอะไรจะวิ่งตัดหน้า ขอแค่ปลายตีนคุณจิ้มจึ้กลงบนคันเบรค แค่เพียงเท่านี้รถของคุณก็จะนิ่งสนิทชนิด
เอาช้างมาดันก็ไม่ไป หมดปัญหาพลาดชนคนตายไปตลอดกาล   โอ้ว! มันยอดมากเลยจอนนี่!!!

     ก็อย่างที่บอก นอกจากไม่ตายยังโดนหมาต๋าพาไปเทศนาคาป้อม โดนลงบันทึกประวัติอีกบ้าที่สุดเลย!



     ผมเป็นอสุจิที่รวมตัวกับไข่สำเร็จเป็นคนที่เท่าไหร่ของไอ้สารเลวนั่นก็ไม่รู้ มันมาอยู่กับแม่ผมอย่างซอมซ่อแต่พอตั้งตัวสำเร็จมันก็ทิ้งแม่ไปมี
เมียใหม่ เวลาผ่านไป 5 ปีหลังจากมันทิ้งไป แม่ที่เลี้ยงดูผมอย่างยากลำบากก็หลับไม่ตื่นไปทั้งน้ำตา   ที่ผ่านมากว่า 7 ปีเต็ม ผมต่อสู้ฝ่าฟันโลก
เฮงซวยนี่จนเลือดตาหลากสาดกระเซ็นดั่งสายน้ำกลางเขา ที่แย่ที่สุดเลยคือสงครามดันผ่ามาเกิดในประเทศนี้ ผมเลยซวยหนักเข้าไปอีก แต่จะ
ซวยทั้งทีทำไมไม่ตายไปซะเลยวะ!

     ทุกครั้งที่มองเข้าไปในกระจก มันก็สะท้อนให้เห็นหน้าอันอัปลักษณ์ทางใจของตัวเองตลอด... หน้ากลม ผมเกรียน เรียน รด. แม่ตายพ่อไม่มี
ที่ใต้ตาทาดำธรรมชาติ จมูกโตอย่างประหลาด ปาดแผลเป็นที่ฝีปากฟากขวา อ้อเกือบลืม! ติ่งหูขวาขาด...

        “ตัวอะไรวะนั่น?”   ผมลูบคางแล้วครางเบาๆ

     ขณะที่นอนเอกเขนกในห้องเช่าแสนหรูสภาพเหมือนรูหนูผุๆ อยู่นี่โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดังขึ้นมา ดูแค่เบอร์ก็หมดอารมณ์รับแล้ว เพื่อนที่
โรงเรียนน่ะ   ถึงกระนั้นผมก็รับสาย...

        ‘เฮ้ยไอ้หวัง พรุ่งนี้แล้วนะเว้ยเตรียมตัวพร้อมรึยัง’     เสียงเพื่อนชายจากปลายสายดังอย่างเริงร่า

        “เตรียมตัวอะไรวะ กะอีแค่ทัศนศึกษาก่อนเรียนจบแค่นี้...”

        ‘แค่อะไรกันเล่า! ที่ๆ เราจะไปน่ะ ลิฟต์วงโคจรเลยนะเว้ย! ถ้าโรงเรียนไม่จัดให้ชาตินี้จะได้เข้าไปรึเปล่าก็ไม่รู้’

        “แต่ที่รู้ๆ คือเงินไม่พอจ่ายค่าเทอมว่ะ เอามายืมซัก 2,000 เด๊ะ”

     -ติ๊ด-   มันรีบวางสายทันที อะไรกันวะอย่างนี้เรียกว่าเพื่อนกันได้ยังไง ตอนผมมีสุขอุตส่าห์พามันมาร่วมเสพ พอผมตกทุกข์ได้ยากมันกลับจร
จากกันไปหมด

        “อย่างมาก... ก็แค่ไม่ได้ใบวุฒิล่ะนะ ค่อยๆ หาเงินมาไถ่ไปแล้วกัน”

     เฮ้อ~~~ บังคับให้ไปนั่งเรียนแต่ดันเรียกค่าไถ่ใบวุฒิการศึกษา แล้วยังจะอุตส่าห์มีหน้ามาอ้างว่าเพื่อพัฒนาบุคลากรที่ขาดแคลนอีก รัฐบาล
หนอรัฐบาล



     ถึงจะบ่นนั่นนี่โน่น แต่พอโจนลงจากเครื่องบินมาหยุดยืนตรงหน้าสถานที่จริงแล้วความรู้สึกของผมเปลี่ยนไปทันทีเลย

        “โอ้วพระบิดามารดรเจ้า..แม่เจ้าโว้ย!!!   มันอลังกว่าที่เห็นในรูปแบบคนละชั้นสวรรค์กับนรก ปรกฟ้าถลาลมกันเลยทีเดียว!!!”

     ไม่ใช่เสียงผมหรอกเป็นบทพิรี้พิไรของไอ้บ้ากลอนน่ะ ที่ว่ากลอนนี่ชื่อมันเลยนะนั่น...   ปฏิกิริยาแบบนั้นก็ใช่ว่าจะเกิดแต่เฉพาะกับมันเท่านั้น
ทั่วทั้งร่างผมสั่นไหวไปกับความสูงใหญ่เสียดฟ้าเหยียดอวกาศของมันเช่นกัน นี่มนุษย์เราสร้างอะไรอย่างนี้ได้ด้วยรึไงวะเนี่ย!

     ท่อทรงกระบอกสีดำกว้างมหาศาล ไม่รู้จะว่ายังไง มันกว้างสุดๆ ตรงส่วนบนสูงลิบนั้นบริเวณโดยรอบท่อนี้มีสิ่งก่อสร้างยื่นออกมาเหมือนกับ
ลอยอยู่รอบๆ ท่อ รูปร่างของมันเหมือนกับเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่โค้งงอไปตามรูปทรงท่อ   ยังกับหลุดมาจากหนังการ์ตูน...

อ้างถึง
UnReal File 03 : Orbital Elevator (ลิฟต์วงโคจร)
ผู้พัฒนา : ไม่รู้ ไม่อยากคิด
แรงบันดาลใจ : Temen-Ni-Gru จาก DMC   ลิฟต์วงโคจรใน Rockman X8 และกันดั้ม   Star Wars   Starcraft
จุดประสงค์หลัก : ขนส่งทรัพยากรจากในโลกสู่นอกโลก และนอกสู่ใน   สถานีขนส่งหลักภาคอวกาศ   เครื่องกำเนิดพลังงานจากแสง
อาทิตย์   อู่ต่อยานอวกาศที่บริเวณรอบนอกส่วนยอดสุด

     ขนาดแค่ปากทางเข้ายังเต็มไปด้วยทหารยามรักษาการณ์ในชุดเกราะ PA ขนาดเล็ก แต่ละตัวติดตั้งปืนรูปร่างพิสดารแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหน
มาก่อน ตามด้วยรถไฟฟ้าเปิดหลังคาขนาดใหญ่มากพอจะจุกลุ่มเด็กๆ ม.ปลาย 30 คน กำลังวิ่งตรงมายังกลุ่มผม  ในขณะที่ผมยืนขาสั่นอยู่นั้นก็
พลันปรากฎร่างของสาวสวยในชุดสูทสีเทาคล้ายๆ แอร์โฮสเตสบนเครื่องบินแต่ที่แขนขวาติดแถบผ้าไว้ว่า “Staff” ก้าวโชว์ขาอ่อนขาวอวบลงมา
จากประตูข้างคนขับ ทรวดทรงสะโอดสะอง รอยยิ้มมั่นใจใบหน้าเข้ารูป ไม่กลมเกิน ไม่เรียวเกิน ผมสีเขียวยาวปรกคอติดกิ้บสีส้มอ่อนกลมกลืน
อา... พี่สาวหน้ามนผมเขียวคนนี้คงจะเป็นไกด์ของพวกผมนั่นเอง ว่าแต่เอ๊ะ! ผมเขียว?

     ไม่ใช่แค่ผมที่ประหลาดใจ เสียงฮือฮาดังมาจากทุกๆ คนในชั้นเรียนโดยเฉพาะผู้หญิง มีอยู่คนนึงถึงกับเดินเข้าไปจ้องใกล้ๆ จนอาจารย์ชายวัย
กลางคนหัวโกร๋นประจำชั้นต้องออกมาปราม ตามด้วยคำพูดแนะนำ...

        “เอ้าๆ พวกลิงๆ ทั้งหลายให้มันเพลาๆ หน่อย รักษามารยาท!   พี่สาวผมเขียวคนนี้จะมาเป็นไกด์นำพวกเธอเที่ยวชมลิฟต์วงโคจรบาบิโลนนี้
เดี๋ยวพี่เขาแนะนำตัวเราก็เข้าไปกันเลย...”

     สิ้นเสียงทุ้มแห้งของอาจารย์ชายสายตาสั้นกรอบแว่นกลม พี่สาวนัยน์ตาครามคมประกายก็ประกบมือเหนือหน้าอกขนาดพอดีคำแล้วกล่าว
ด้วยถ้อยคำสุภาพ

        “สวัสดีค่ะ พี่ชื่อแอนธอน โอ แรนเดล จะพาทุกคนไปพบกับความอัศจรรย์ของหอคอยบาบิโลนแห่งนี้...”     ไม่น่าเชื่อ! พี่สาวชาวต่างชาติ
ตาน้ำทะเล Say ภาษาไทยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ถึงจะไม่ขนาดเจ้าของภาษาแต่ก็ชัดเหนือกว่าอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่ดัดจริตพูด
สำเนียงเพี้ยน

        “พี่จะมอบภาพความประทับใจให้กับทุกคนไปไม่รู้ลืม ขอให้ตั้งใจตามพี่มาดีๆ นะจ้ะ!”

     สิ้นเสียงพี่สาวไอ้กลอนสะกิดมือผมรัวๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

        “นะจ้ะ ด้วยว่ะเฮ้ย! แม่เหวย เขียวเสวยของแท้!   ที่พี่เค้าผมเขียวนี่ใช่ไอ้นั่นรึเปล่าวะ ที่ว่าดัด อุ้บ...”     ผมรีบเอามืออุบปากไอ้กลอนไว้แล้ว

        “ระวังปากหน่อยดิ เขาฟังภาษาไทยออกนะเว้ย!   อย่าไปพูดอะไรอย่างนั้นต่อหน้าพวกแบบนี้เชียว”

     ถ้าไม่อุดปากไว้คงไม่สวย มนุษย์หัวเขียวไม่มีในธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่ย้อมเอาก็คงแปลงมาตั้งแต่เกิด... พอมือหลุดปากปุ้บไอ้คุณกลอน
ก็หอนต่อปั้บ

        “พี่สาวอายุเท่าไหร่คร้าบ อย่าพึ่งมีแฟนนะคร้าบเดี๋ยวผมก็โตทันแล้ว!”

     คำพูดนี้เรียกเสียงฮิ้วจากฝูงหมาออกมาได้ทันที... อ้าว! ผมเผลอเฮ้วตามมันไปด้วยนี่หว่า งั้นไม่ใช่หมาแล้วกัน   เธอไม่ตอบแต่หันหน้าแสน
งามมายิ้มให้เคลิ้มเล่น เล่นเอาคนมีแฟนถูกกระตุกคอเรียกสติกันเป็นแถวๆ เหอ เหอ มีเมียมาคุม

     พวกเรากว่ายี่สิบชีวิตซ้อนหลังรถคันเดิมเข้าไปภายใน ขนาดภาพตอนกำลังผ่านเข้าไปก็ยังน่าตกใจ ทั้งที่ไฮเทคสุดๆ แต่ระหว่างทางข้าง
ถนนสำหรับขนส่งกลับเป็นเหมือนกับสวนสาธารณะ น้ำพุเอย สวนดอกไม้เอย จะขัดตาอยู่บ้างก็ตรงรถถังกับทหารยามนี่แหละ

        “ประทับใจจนลืมเรื่องเงินไม่พอไปแว้บนึงเลย ไม่รู้ลืมจริงๆ สวยงามขัดลูกตาแบบนี้น่ะ...”



     ดูจากข้างนอกก็ว่ามันกว้างอยู่แล้ว พอเข้ามาข้างในสถานีนี่ เอื้อก...   เมื่อเห็นสภาพของเหล่าฝูงลิง เอ๊ยไม่ใช่ นักเรียนจากประเทศสารขันฑ์
ตะลึงงันกันดังนี้ พี่ไกด์คนงามก็รีบชี้นี่นั่นโน่นบรรยายความเป็นไปของแต่ละส่วนในหอคอยบาบิโลน

        “เอิ่ม.. ทุกคน ตรงที่เรายืนกันอยู่นี้คือชั้น G    แปลกตาไปเลยใช่มั้ยคะ ทั้งที่ข้างนอกดูมืดทะมึนแต่ภายในกว้างโล่งขาวสว่าง ตกแต่งอย่าง
งดงามสไตล์ตะวันตกยุคกลาง ลวดลายบนเสานั่นออกแบบโดยนักแกะสลักชื่อกระฉ่อนโลกเชียวนะ โดยปกติที่นี่จะเป็นส่วนติดต่อประชาสัมพันธ์
ทั่วๆ ไป ประสานงานเรื่องต่างๆ ทุกคนมองไปด้านบนนะคะ...”

     ผมหันตามเสียงใสๆ ของพี่เขาไป โอ้โหนั่นมัน! รถไฟ เจ้าข้าเอ๊ยรถไฟฟ้ามากมายหลายขบวน! มันอยู่ในสภาพหัวขบวนชี้กดลงมา ขบวนต่างๆ
เรียงถัดกันตามทรงกลมของหอคอย บางรางก็ไม่มีจอดอยู่ มันอยู่เหนือหัวพวกผมไป...ที่เสามีขีดวัดระยะ โอ้ว! 50 เมตร มันอยู่สูงไป 50 เมตรใน
สภาพห้อยหัว!

     ทุกคนต่างวี้ดว้ายไปด้วยความประทับใจ แม้แต่อาจารย์แว่นโกร๋นยังกลืนน้ำลายเอื๊อกโดยเฉพาะไอ้บ้ากลอนนี่พรรนณาไม่รู้ภาษาเลย

        “...ระหว่างเราและรถไฟพวกนั้นถูกกั้นด้วยแผ่นกระจกกันกระสุนระดับสุดยอด แม้แต่จรวดมิสไซล์ขนาดใหญ่ หรือปืนยิงลำแสงระดับเรือธง
ก็ทำได้แค่เพิ่มรอยกรีดขีดข่วน...”

     ตามที่ผมสังเกตุ ถ้างั้นหอนี่ก็มีสองชั้นล่ะสิในเมื่อรอบนอกเอารถไฟไปทาบไว้แล้วกั้นด้วยกรอบนอกอีกที รถไฟพวกนี้ใช้ขนส่งของผ่าอวกาศ
เหรอ? แล้วส่วนภายในล่ะ   ไอ้ที่ผมร่ายๆ มานี่พี่สาวไกด์ได้พูดไปเรียบร้อย ไม่น่าคิดมากเลยแฮะ...แล้วภายในล่ะ อยากรู้นะเนี่ย!

        “...พวกเราคงจะรู้กันอยู่แล้วสินะคะว่าส่วนฐานของลิฟต์วงโคจรนั้นกว้างถึง 800 ตารางเมตร รถไฟที่เห็นเกาะอยู่รอบๆ นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง
เล็กๆ เท่านั้น รวมทั้งลานรอบนอกที่เรายืนอยู่ด้วย”

     เธอเดินนำหน้าพร้อมโบกมือเชิญชวนพวกเราให้ตามไป ทั้งกลุ่มหยุดอยู่หน้าโต๊ะประชาสัมพันธ์ที่มีพี่สาวผมบลอนซ์ตางอนในชุดเดียวกับคุณ
พี่แอนธอนนั่งยิ้มรับแขกอยู่ ด้านหลังของเธอเป็นภาพที่อลังเหนือคำบรรยายอีกแล้ว... กระจกใสน่าจะแบบเดียวกับที่กั้นรถรางพวกนั้น ด้านหลัง
เต็มไปด้วยผู้คนกำลังประกอบกิจกรรมอยู่ ทำอะไรบ้างนั้นอีกเดี๋ยวผมเองก็คงจะได้รู้เพราะตอนนี้

        “ลงทะเบียนด้านนี้เลยค่า~~”     โอยจะน่ารักไปถึงไหน คุณเธออายุเท่าไหร่วะเนี่ย

     หลังลงทะเบียนเสร็จพวกเราก็ก้าวข้ามกระจกกั้นแผ่นนั้นไป ระหว่างลานภายนอกกับพื้นที่ด้านในตรงกลางกระจกหนาปึกยังคั่นด้วยห้องแสกน
ตรวจจับวัตถุแปลกปลอมอีก ซึ่งพอเดินออกมาแล้วหันไปดูก็เห็นเพียงกำแพงสีขาวสูงขึ้นไป เป็นกระจกใสแค่ด้านเดียวแฮะ

     ข้างในนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ มีพื้นที่เปิดให้เป็นสาธารณะสำหรับใช้สอยส่วนรวมมากมาย ทั้งห้องสมุด ร้านค้าต่างๆ และที่คิดว่าเป็นทีเด็ดก็คือ
พิพิธภันฑ์ (ก็เขาบอกว่าเด็ดอะ)

     ถึงตรงนี้หลังจากคำบรรยายของไกด์อาจารย์แว่นก็สั่งงานพวกผมทันที เพื่อให้พี่แอนธอนงามงอนของเราได้ไปพักบ้าง (เพื่ออะไรวะ!  ไม่
อยากได้งานเว้ย อยากเที่ยว!)

     ที่ต่างไปจากก่อนออกเดินทางมานี่บ้างก็คือคู่งานของผมดันเป็น...

        “โถ่ถ้ารู้ว่าต้องคู่กับหวังเราไม่สลับตัวหรอก เพราะเมย์แท้ๆ ดันอยากคู่กับไอ้บ้ากลอน”

     เมย์คือชื่อของเพื่อนหญิงของผม เป็นคนน่ารักคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่ข้างๆ บ่นกระปอดกระแปดนี่ก็น่ารักเหมือนกัน ผมยาวมัดรวบก็เข้ากันดีกับหน้า
เรียวๆ ตาสองชั้นหรอกนะ แต่มาทัศนศึกษาแค่นี้ดันแต่งตัวซะเวอร์เชียว กระโปรงกลีบชันเข่าพอดีสีดำลายลูกไม้ชายขอบ เสื้อนี่ก็ไม่รู้จะพะรุง
พะรังอะไรนักหนาสวมเชิ้ตขาวแล้วยังจะคลุมผ้าชมพูอ่อนอีก   ถ้ามองจากสายตาผู้ชายอื่นก็คงเข้าทีแต่ดูที่คำพูดแล้ว

        “แล้วเธอจะมาคู่ฉันทำไมล่ะ เก่งนักก็แยกตัวทำเดี่ยวไปเลยสิมุ่ย มาทำหน้ามุ่ยใส่ฉันไปมันก็เปล่าประโยชน์”

     คำพูดตอกกลับของผมทำคุณนายมุ่ยไม่ค่อยจะพอไจนัก เล่นเอาเกือบเอาของในมือฟาดพื้น เฮ้อ ทั้งที่หันไปไอ้กลอนกำลังอ้อนอยู่กับน้องเม
ย์แท้ๆ เลยเสริมต่อไปอีก

        “นี่คือคำพูดที่ใช้กับเพื่อนเหรอเฮ้ย ให้มันเตี้ยแค่ตัวก็พอ ใจน่ะหัดสูงๆ ซะบ้าง”

        “...ฮึ๊!”     คุณหนูมุ่ยสะบัดตัวกระโปรงพรึบเดินนำลิ่วออกไป

     พอมาคิดๆ ดู... ว่าแรงไปรึเปล่าวะ หน้าตาก็ไม่ได้เรื่องพออยู่แล้ว อดทำคะแนนเลยเรา เฮ้อ...ว่าแต่ ที่แม่นั่นถือไปด้วยมัน!

        “เฮ้ย เดี๋ยวดิมุ่ย นั่นมันแท็บเล็ตชั้นนะเฟ้ย!”     บ้าเอ๊ยซื้อมาตั้งแพง



     การไล่ทำรายงานมันก็ครือๆ กับเดินเล่นนั่นแหละว้า   ที่ผมต้องทำก็คือข้อแรกลิฟต์นี้ตังวันไหนเปิดใช้เมื่อไหร่กับค้นคว้าว่าเกิดอะไรกับลิฟต์นี้
บ้างในยามสงคราม คำตอบที่หาได้เป็นตั้งๆ ก็มีแค่ ลิฟต์ทั้งสี่ตัวสร้างนานถึงครึ่งศตวรรศหน่อยๆ เปิดใช้เมื่อ 9 ปีก่อน ใช้ขนส่งอาวุธขึ้นสู่อวกาศ
บ้าง เป็นจุดยุทธศาสตร์บ้าง อา...สตาร์วอร์ น่าจะมีกันดั้มโผล่มาแบบในการ์ตูนหน่อยน้า~~~

     การอำนวยความสะดวกสุดยอดมาก จะว่าไปก็แทบไม่ต้องเดินหาอะไรเลย แค่เดินไปจิ้มๆ ตรงจอโฮโลแกรมที่ชั้นหนังสือมันก็ชี้ที่อยู่หนังสือ
เล่มที่มีข้อมูลนั้นๆ ให้แล้ว อา...สะดวกโยธิน

     พ้นจากห้องสมุดน่าเบื่อนี่แหละของจริง พอเดินออกมาหักขวาเข้ากลางไปก็เจอห้องอาหารที่เต็มไปด้วยของน่าอร่อยมากมาย แต่นั่นไม่ใช่
เป้าหมายหลัก ต้องนี่เลยที่พี่เขียวเสวยกำลังพูดอยู่...

        “ทุกคนเดี๋ยวเราจะออกสู่อวกาศกันแล้วนะค้า~~ ตรงนี้แหละท่าขนส่งหลักสำหรับมนุษย์...”

     เธอชี้ไปที่ห้องด้านหลังมองจากทางนี้มันเป็นผนังขาวสะอาดเงาแว้บติดหมายเลข 009 สีดำตัวเบ้อเริ่มไว้

        “...ทางนี้คือลิฟต์วงโคจรสำหรับมนุษย์นั่นเอง เดี๋ยวผู้โดยสารที่กลับมาจากอวกาศก็จะออกมาแล้วค่ะ”

     กลุ่มเรายืนสะเปะสะปะอยู่หลังกระจกกั้นระหว่างลิฟต์และพื้นที่ใช้สอย 009 แสดงว่ามีอีกหลายตัว ก็ไม่แปลกกว้างใหญ่ขนาดนี้... บนบาน
กระจกใสปรากฎตัวเลขสีแดงขนาดบิ้กเบิ้มขึ้นมา มันค่อยๆ นับถอยหลังจาก 100 ลงมาเรื่อยๆ เป็นจังหวะวินาที ซึ่งพี่ไกด์สาวก็อธิบายว่าเป็นเวลา
จอดเทียบท่านั่นเอง หลังจากที่ลิฟต์ลงมาแล้วพวกเรานี่แหละที่จะได้ขึ้นไปต่อ...

        “โหย! นี่มันเจ๋งสุดๆ ไปเลยเนอะหวัง!”

     คุณนายมุ่ยยิ้มตาใสมองผ่านกระจกใสไป แววตาเธอเป็นประกายอย่างที่ไม่เคยเป็นตลอดการจับคู่กับผม ผมเองก็กำลังตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน
เพราะตามตารางเวลาแล้วนี่แหละช่วงที่รอคอยมาตลอด พวกเราจะได้ออกไปอวกาศชั้น 2 ตรงเกือบสุดยอดลิฟต์

        “ยอดสุดๆ ไปเลยนั่นแหละ สมแล้วที่ร่วมทุนทั่วโลก มันสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างในหนังสือแจ้งจริงๆ”

     ที่ว่านั่นคือช่วงก่อนจะมาที่นี่ ผมอ่านเนื้อหาแล้วสะดุดตรงสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน การทัวร์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่โรงเรียนหรอกมันเป็นสิ่งที่
สหประชาชาติจัดขึ้น เพื่อให้นักเรียนที่กำลังจะจบ ม.ปลาย ทั่วโลกได้สัมผัสและรู้จักกับลิฟต์วงโคจร   เสียงใสๆ ของสาววัยรุ่นดังออกมา

        “ชั่วพริบตาที่ขึ้นอวกาศจะเป็นยังไงนะ...เพราะอย่างนี้นี่เองที่สนามบินถึงได้มีลานกว้างตั้งกล้องไว้ดูเครื่องบิน เมื่อก่อนก็คิดว่าแค่เครื่องบิน
จะเห่อแห่ไปดูทำไม แต่พอได้สัมผัสถึงรู้”

     มุ่ยมองหน้าเบี้ยวๆ ของผมแล้วพูดขึ้น เธอทำหน้าเหงาๆ ไม่รู้หรอกว่าคนที่มีพร้อมอย่างเธอทำหน้าแบบนั้นทำไม ผมเลยต่อให้...

        “โชคดีจริงๆ ที่เรียนต่อ พอได้มาเห็นกับตาก็เข้าใจเลยว่ามันสร้างแรงบันดาลใจยังไง ไม่แน่พี่ไกด์ผมเขียวเองก็อาจเคยยืนอยู่ตรงนี้ก็ได้ เหอ
เหอ ฉันน่ะจะเรียนจบรึเปล่ายังไม่รู้เลย”

        “อ้าวทำไมล่ะ?”     มุ่ยทำหน้าฉงนปนคำถาม

        “ไม่มีตังจ่ายค่าเทอมอะเดะ แย่เป็นบ้าเล้ย~~”

     ผมเปิดแขนส่ายหน้ายิ้มแหยๆ ออกไป แล้วทันใดนั้นประตูลิฟต์วงโคจรก็เปิดออก พวกเราหันควับไปดูทันที ผู้โดยสารมากหน้าหลายตาเรียง
แถวก้าวออกมาจากประตูทั้งสี่ทิศ แต่ละคนก็แต่งตัวดูดีล่ะนะ พวกคนงานก็มีเหมือนกัน แต่สายตาผมมันดันไปสะดุดเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งเข้าน่ะ
สิ...

     เขาใส่สูทดำเน็คไทสีม่วงอ่อน เดินเสยผมดัดที่ยาวเลยกกหูขึ้นเผยให้เห็นหน้าโทรมๆ หนวดเคราไม่โกนกับแววตาเลื่อนลอย ปากมุบมิบ
เหมือนบ่นอะไรบางอย่าง

        “นั่นมันนักธุรกิจหรือกรรมกรวะน่ะ หน้าตาอย่างนั้นมันไม่ได้เข้ากับชุดเล้ย”

     เขาเดินออกมาพูดอะไรบางอย่างกับเจ้าหน้าที่ แล้วตรงมาทางประตูทางออกตรงหน้าผมพอดี   เอาวะก่อนจะขึ้นลิฟต์ต้องตรวจตราอย่างน้อย
20 นาที ซู้ดดดดด ฮ่า~~~~

     ผมจับมือมุ่ยเดินตรงไปดักทางเขา เธอทำท่าจะโวยใส่ผมแต่พอมองหน้าเป้าที่เราเข้าหาแล้วเธอถึงกับหน้าซีดทันที   เขาถามผมก่อน...

        “What do you want boys? You waste my time...หืม..พวกเธอคนไทยไม่ใช่เหรอ?”

     ใช่แล้วที่ผมสะดุดตาที่เขาไม่ใช่แค่ลักษณะพึลึกๆ แต่เพราะเขาเป็นคนไทย แถมดูจากโครงหน้าแล้วคนสุพรรณด้วย บ้านเดียวกันนั่นเอง ตะ
แต่หน้าพี่แกโหดจริงแฮะ ยังกับพวกขี้ยาเลย

        “พะ พวกเรามาทัศนศึกษาครับ เอ่อคือว่า...อะ อะ”     เหวย พอมองหน้าพี่แกแล้วใจมันแป้วเลยอะ หน้าผมก็โหดอยู่นะ พี่แกโหดกว่าไม่สิ
โคตรโฉดเลย!

        “อะ อะ อะ อะไรล่ะ? มีอะไรก็ว่ามาสิ”

     เขายกมือซ้ายเกาหัวแกรกๆ แล้วพูดด้วยเสียงเรียบๆ ดูสุขุม แต่ดันล้อผมด้วยนี่สิ ผมจึงทำท่าจะลุยต่อ แต่อยู่ดีๆ มุ่ยก็ดันตัวไปข้างหน้าแล้ว

        “อวกาศเป็นยังไงบ้างคะ!!!”     เสียงสนั่นลั่นไปทั่ว

     ทำเอาคนที่อยู่แถวนั้นหันมารุมมองเลยทีเดียว แล้วมุ่ยก็รู้สึกตัวถอยออกมา ส่วนพี่ชายนั่นเอามือออกหันไปมองสายตาคนรอบๆ ไม่รู้ทำไมพ
วกนั้นรีบเบือนหน้าหนีเลย   แต่เอ..พี่เขาใส่ถุงมือดำทั้งสองข้าง แล้วทำไมเกาแล้วมีเสียงเล็บล่ะ? ก็ถุงมือมันคลุมเล็บ...

        “เดี๋ยวพวกเธอก็จะขึ้นไปแล้วนี่นา... หึ ตื่นเต้นล่ะสิ ครั้งแรกใช่มั้ย?”     มุ่ยพยักหน้าปะลอกๆ

        “เป็นสถานที่สุดห่วยเลยล่ะ โดยเฉพาะที่โคโลนี่บน*ลากรองจ์ 4”

     ช่างเป็นคำตอบที่ถ่อยมาก น้ำเสียงพี่แกแสดงออกถึงความเซ็งสุดๆ

        “ถึงจะไม่ต้องใส่ชุดอวกาศตอนอยู่บนลิฟต์ แต่พอออกไปแล้วก็ต้องใส่อยู่ดี แต่สำหรับพวกเธออย่างดีก็คงแค่หยุดดูตรงยอดลิฟต์นั่นแหละ
แค่นั้นก็ดีโขแล้ว มันไม่ใช่ที่ที่น่าอยู่เลย... โคโลนี่นี่ก็เหลือเกิน พูดมาได้ว่าสัตว์เลี้ยงกินไม่ลง แล้วจะเลี้ยงหมูไปทำไมวะ! กูอยากกินเนื้อเว้ย!
อาหารแม่งก็เจซะจนจำเจ เวรเอ๊ย!”

     โห! พูดทำลายความฝันคนอื่นไม่พอประจารออกสื่ออีกต่างหาก นี่มันอะไรกันวะ คิดว่าถ่อยแค่ภายนอก ภายในก็เน่าพอกันเลยนี่หว่า   ดูท่าพี่
แกจะเห็นแล้วว่าผมกับมุ่ยทำหน้าเบื่อโลกยังไง เลย...

        “อุ้ย! โทษทีลืมตัวไป แหะ แหะ”

     เขายกมือตบไหล่ผมกับมุ่ยแล้วพูดเชิงอวยพรแก้เขิน

        “เที่ยวให้สนุกนะ ไปล่ะ...มีธุระ”

     โบกมือลาแล้วก็เดินจากไป... อะไรวะเนี่ย เฮ้ย!   ผมกับมุ่ยได้แต่ตะลึงงันหันมองหน้ากัน งงล่ะสิ ฉันก็งง



     แล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง!

        “เยี้ยก ฮู้วววววววว!!!”

     ไอ้คุณเพื่อนกลอนแหกปากลั่นทันทีที่ข้ามประตูของลิฟต์หมายเลข 9 นั่นทำให้อาจารย์แว่นของขึ้นอีกแล้ว เพราะที่ขึ้นลิฟต์เที่ยวนี้ไม่ได้มีแค่
ฝูงลิง แต่มีคนงานและนักท่องเที่ยวทั่วไปมาด้วย พวกเขาบางคนยิ้มแหยๆ ให้กับการกระทำแย่ๆ ของมัน ส่วนคนงานและพนักงานส่วนใหญ่หัวเราะ
ร่า ถ้าจะถามว่าทำไมมันทำอย่างนั้น ก็คงต้องลองถามมันดู...

        “มึงเป็นอะไรวะ...”     ทันทีที่ตูดติดเก้าอี้

     ไอ้กลอนกลับมาคู่กับผมเหมือนเดิม หลังจากเดินควงกับน้องเมย์พอแยกกันหน้ามันก็เหี่ยวลง

        “แม่ง คำแรกก็ไอ้เหน่งชอบกินอะไรเหรอ คำที่สองก็มีเบอร์เหน่งปะ อีบ้า! กูก็คิดว่าตะปิ๊งกูเข้าให้แล้ว...”

     อ๋อ สาวเจ้าเขามองมันเป็นอุปกรณ์ผ่านทางเลยทำเอาสติแตก ที่ยิ้มเล่นตลอดนั่นคงรักษามารยาทล่ะสิ ผมยังโชคดีกว่ามันอีกนะเนี่ย   ผมตบ
ไหล่มันแล้วหันไปมองทิวทัศน์ด้านนอก

     สภาพที่นั่งมันเจ๋งมาก ลิฟต์นี้มันกลมเก้าอี้ทุกตัวจะหันออกจากศูนย์กลางที่มีพนักงานรอบริการ

        “ท่านผู้โดยสารกรุณาตรวจสอบชุดอวกาศที่ใต้เบาะของท่านด้วยค่ะ”    เสียงพี่เขียวเสวยเอ่ยอย่างสดใสสลับกับคำบรรยายภาษาอังกฤษ
เพราะมีชาวต่างชาติด้วย

     รอบๆ นั้นเป็นจอพาโนรามามองผ่านตลอด โดยที่เก้าอี้จะวางไล่ระดับกัน แถวหน้าต่ำสุดจนสูงสุดที่แถวท้ายเพื่อให้ทุกคนที่นั่งได้ชมวิวอย่าง
ไม่มีสะดุดชนิดเครื่องเล่นวิดีโอยอมแพ้...

        “มองไปภายนอกสิคะ ภาพอันงดงามของโลก...อนึ่งลิฟต์จะขึ้นด้วยความเร็วสูงคงที่ ทิวทัศน์รอบนอกที่ท่านเห็นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่าง
น่าดูชม”

     รู้แล้วครับคุณพี่แอนธอน   ผมเอนหลังพิงพนักพิงแสนนุ่มอย่างผ่อนคลาย นั่งอยู่ตรงกลางพอดีอย่างนี้แบบเดียวกับในโรงหนัง VIP เลย มัน
หรูมีระดับสุดๆ ขนาดนี้พวกพี่ๆ เขาได้เงินเดือนกันเท่าไหร่นะอยากรู้จัง

     ไอ้กลอนสะกิดอีกครั้ง

        “โห ชุดอวกาศแบบเดียวกับในการ์ตูนเด๊ะๆ เลยว่ะ อย่างเจ๋ง! อะ เอ๊ย!!”

     กึง!   ดังขึ้นจากใต้เท้าพวกเราแล้วภาพที่ผมเห็นก็เปลี่ยนไป! จากภาพนิ่งๆ ของวิวทิวทัศน์ภายนอก กลายเป็นภาพเคลื่อนขึ้นอย่างรวดเร็ว
ชนิดตามองจับสภาพวัตถุไม่ทัน ยังกับนั่งอยู่บนรถไฟเหาะตีลังกาเพียงแต่พุ่งขึ้นอย่างเดียว!

        “ลิฟต์ออกตัวแล้วนะคะทุกคน ด้วยระบบต้านแรง G จะทำให้พวกเราสามารถเดินเหินได้อย่างสะดวก แต่แค่ในลิฟต์เท่านั้น น้องๆ อย่าทำ
เลียนแบบโดยการพุ่งออกนอกโลกตรงๆ อย่างนี้นะคะ”

     หลังเสียงกึงนั่นก็ไม่มีเสียงรบกวนอีก พี่ไกด์ของเราจึงพูดขึ้นอย่างสบายๆ ด้วยเสียงใสระดับเดิมได้ เธอยิ้มแย้มแก้มป่องอยู่เบื้องหน้าเขตที่นัก
เรียนนั่ง ภาพของเธอตัดกับวิวด้านนอกนั้นช่างสวยสดซะเหลือเกิน ในระหว่างที่คนอื่นๆ รวมทั้งอาจารย์กำลังต่อมุขแป้กของพี่เขานั้นผมก็

        “ไอ้กลอน ได้พกมีดมาเปล่าวะ!”

        “อะไร ทำไม?”     มันตกใจกับเสียงตื่นๆ ของผม

        “อยากกินมะม่วงว่ะ เขียวเสวยนี่มันต้องตอนนี้ถึงจะมัน!”

        “เออ... วิ้ว! พี่สาวมะม่วงมัน ฮ่าฮ่าฮ่า”

     กลอนลั่นคำออกไปตรงๆ กลบเสียงคนอื่นจนพากันหันมามอง ส่วนมะม่วงมันชิ้นนั้นได้แต่ยิ้มเล็กๆ แล้วบรรยายต่อ...

        “ถ้าเป็นรถรางจะเร็วกว่าลิฟต์ร่วม 3 เท่าเลยค่ะ ถึงจะเร็วไม่เท่ากระสวยอวกาศ แต่เร็วขนาดนั้นเราต้านไม่ไหวจึงต้องใช้ลิฟต์แยกต่างหาก
และเพราะอย่างนั้นจึงสามารถทำอย่างนี้ได้ค่า~~”

     เธอดีดนิ้วหนึ่งครั้ง พร้อมกับภาพโฮโลแกรมปรากฎขึ้นตรงหน้าที่นั่งทุกคน มันคือ!

        “ระ รายการอาหาร... โอ้ว! แหล่มหลุดโลก!!”     กลอนดีดนิ้วย้อนกลับไป พี่ไกด์ก็เล่นด้วยเธอชี้กลับมาแล้วขยิบตาอีกที น่ารักโคตร!

     การสั่งก็ง่ายมากๆ แค่จิ้มๆ ไปก็พอ ยกเลิกก็ได้ ซึ่งตอนนี้จะมีแต่รายการของว่างทั้งนั้น เลือกเสร็จก็จิ้ม OK   แล้วถ้าสงสัยว่าอาหารมาจาก
ไหนล่ะก็ ตรงกลางลิฟต์นั้นจะมีห้องกลมปิดขนาดใหญ่อยู่ มันอยู่ข้างในนั้นแหละทั้งอาหารและห้องน้ำ ส่วนบริกรนั้นคือหุ่นยนต์เสิร์ฟครับ เร็วทัน
ใจมากๆ พนักงานสาวประมาณ 5 คนนั้นทำหน้าที่จัดของกับเดินโชว์ตัวให้หายใจคล่องคอเฉยๆ อา ฮาเลลูย่า!

        “นี่เราอยู่บนเครื่องบินหรือลิฟต์วงโคจรกันแน่! มันเจ๋งเป้งไปเลยนะเนี่ย!”     ผมเผลออุทานออกไป

     ตามข้อมูลก่อนมาทัศนศึกษา ลิฟต์จะใช้เวลา 5 ชั่วโมงจึงจะถึงยอดสุดจุดหมายของเรา   ตอนนี้ 10 นาฬิกาของที่นี่ คงพักเที่ยงกันบน
ลิฟต์...

        “กินข้าวกันกลางอวกาศเลยอะดิ แบบเดียวกับมนุษย์อวกาศเลยนี่หว่า สุดยอด!”

        “ยังเว้ย ยังไม่ถึงเส้นวงโคจรเลยด้วยซ้ำ”

     ไอ้คุณกลอนมันยังจะขัดลำอีก ที่แขนเก้าอี้จะมีแถบบอกตำแหน่งว่าลิฟต์อยู่ตรงไหนแล้วให้ดู แจ่มมวากกกก   ถึงอย่างนั้นก็มีแต่กลุ่มนักเรียน
และนักท่องเที่ยวที่ตื่นเต้น พวกคนงานจำนวนมากที่นั่งอยู่อีกฝั่งดูจะเฉยๆ ไม่ก็หันมาเฮฮากับเราเล็กน้อย คงเพราะเห็นทุกวัน


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -เสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ... นาย สมหวัง- (เทคโนโลยีแห่ง UnReal part 2)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ ตุลาคม 15, 2011, 08:06:32 PM
     เวลาผ่านเลยมาราวสามชั่วโมงกว่า หลังจากกินข้าวนับดาวที่พุ่งหลาวราวกับสายฝนเสร็จก็ชักเริ่มเบื่อๆ ก็อย่างที่เห็นไปนั่นแลเพราะว่าลิฟต์
มันขึ้นเร็วมากก็เลยมีแรงดันตัวจนดูเหมือนมีแรงดึงดูดอยู่อีก    เฮ้อ...   ตอนนี้จะยังไงก็ช่างหวังว่าจะมีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้นอีกสักหน่อยนะ จะได้ลืม
เรื่องเงิน

     ติ๊ง!!!   พร้อมเสียงบรรยายจากลำโพงเป็นภาษาอังกฤษออกมาใจความประมาณว่า ‘ลิฟต์ถึงชั้นนี้ผู้โดยสารโปรดลงอย่างระมัดระวัง’ อืม...
ลิฟต์หยุดลงแล้ว ตามด้วยเสียงเอะอะของเด็กๆ และเสียงอึกทึกของเหล่าคนงานที่ก้าวออกไปจากที่นั่ง ที่ดึงสายตาผมก็คือพวกเขาไม่ก้าวเดิน
เหมือนตอนขึ้น แต่แค่ดันตัวให้ลอยไปข้างหน้า...เหมือนก้าวกระโดด

        “เฮ้ยหวังดูนี่ดิ ดูนี่เร็ว!”     ไอ้กลอนตื่นเต้นสะกิดเรียกผม

        “มีอะไรว้า... โอ้ว!”

     เยี่ยมกู้ด! กลอนกำลังดูดโคล่าอยู่ ที่น่าตกใจคือโคล่ามันลอยเป็นก้อนกลมๆ อยู่กลางอากาศแล้วมันเอาหลอดจิ้มลงไปดูด!

        “น้องๆ ทุกคนนี่คือสภาพไร้น้ำหนักค่า เดี๋ยวพอลิฟต์ขึ้นต่อจะไม่ค่อยรู้สึกนะคะตามที่พี่อธิบายไปแล้ว”

     พี่แอนธอนเดินมาทางที่ผมนั่งแล้วเอ่ยเสียงหวานสอดประสานกับการกระทำของกลอน นัยน์ตาของทุกคนตอนนี้ชุ่มฉ่ำแช่มชื่นขึ้นทันที ผม
ด้วย

        “ขอทำมั่งดิ!”

     ผมรีบคว้าเอาน้ำองุ่นแดง 100% ออกมาแล้วเปิดฝาแก้วออก จากนั้นก็แค่ดึงแก้วลงมาเท่านั้นน้ำองุ่นสีแดงอ่อนๆ ก็ลอยคว้างเป็นก้อนกลม
ขนาดพอดีคำอยู่ตรงหน้า แสงไฟอ่อนๆ จากไฟบนผนังส่องสะท้อนลงบนก้อนน้ำแดงใสเกิดประกายสดสวย อา อร่ามใจดีแท้

        “เฮ้ยกลอนดูนี่ มันต้องกินอย่างนี้เว้ย”

     ผมหลับตาลง อืม...กำหนดลมหายใจเข้าออก ซื้ด~~ฮ่าห์ เป้าหมายสงบอยู่ตรงหน้า! ทำการ...

        “กำจัด!”

     มือสองข้างดันตัวที่ติดอยู่กับเข็มขัดนิรภัยหลวมๆ ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ปากอ้าเต็มที่เพื่อเพิ่มขอบเขตการโจมตีแล้วก็ ปุบ!

        “ว้าย!”     แหลมเล็กเหนือหูทั้งสอง

     ในปากมีรสหวานเข้มขององุ่นแดง กลิ่นอันหอมหวลตีเข้าจมูก สัมผัสที่หน้าผาก แก้ม จนถึงกกหูนุ่มนวลชวนฝัน เสียงดังรอบๆ สงบลง อืม...
เอ๊ะ! ไม่ใช่กลิ่นองุ่นนี่หว่า! แล้วเสียงนี่...   ผมรีบลืมตาขึ้น

        “อุ้ย!!!”

     ลูกตาของผมมันกวาดขึ้นโดยอัตโนมัติ สัมผัสนุ่มนิ่มที่ใบหน้ามันคือเนื้อผ้าบางๆ สอดไส้เนื้ออ่อนนวลๆ แก้มป่องของหญิงสาวร้อนผ่าวและ
แดงระเรื่อ ผมเขียวล่องลอยปรกหน้าของเธอเหมือนถูกผลักไปข้างหลัง

        “ไอ้หวัง! เอ็งทำอะร๊ายยยยย!!!”     และเสียงอาจารย์โวยลั่น...

        “พะ พี่เขียวเสวย...”

     พี่แอนธอนยังคงตะลึงหน้านิ่ง น่ารักจัง..เอ้ยไม่ใช่!

        “ขอโทษครับ!”

     ผมรีบดึงหน้าตัวเองออกจากเนินอุ่นๆ ใต้ลำคอของเธอ   พอหันไปมองรอบๆ ก็เห็นทุกคนอ้าปากค้าง อืม เป็นการจู่โจมสายฟ้าแลบที่สวย
งามมาก ใครจะไปคิดว่าจะเกิดอะไรแบบนี้ โดยเฉพาะไอ้คุณกลอน และคุณนายมุ่ยที่นั่งอยู่ข้างหน้าถึงกับปากสั่นกันเลยทีเดียว ว่าแต่แล้วทำไม
คุณนายมุ่ยถึงปากสั่น

        “เขียวเสวย?”     เธอเอ่ยขึ้นลอยๆ ดูท่าจะไม่ถือสาหาความ

     ว่าก็ว่าเถอะ ผมทำบ้าอะไรลงไปวะเนี่ย แค่จะกินน้ำองุ่นไหงได้ซุกพวงมะม่วงแทน แล้วยังจะใจเย็นวิเคราะห์สถานการณ์อี... เผียะ!!!

        “อุ้ฟ!!!”     น้ำองุ่นพุ่ง ประกายของมันยังคงยิบยับจับตา...

     หน้าชาเลย! เจ็บแปล๊บแล่นขึ้นที่แก้มขวาแล้วชาทันทีไปทั้งหน้า โดนตบครับพี่น้อง เป็นไปตามคาดเลยบ้าเอ้ย! ส่วนคนที่ตบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
เธอยืนหน้าแดงน้ำตาคลอจ้องมาที่ผม   คนในห้องที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับเอ๋อหนักกว่าเก่าเข้าไปอีก

        “ขะ เขียวเสวย”

        “ครับผม...”

     เผียะ!   บะ แบ็คแฮนด์ ฉิบล่ะสิดันไปจี้โดนจุดเข้าซะได้ ลืมไปว่าไม่ควรล้อ!

        “ยะ เย็นไว้โยม!”     จ้าก! นี่กูพ่นอะไรออกไปฟร้าาาาา!!!

     แต่ดูท่าจะได้ผล เธอหันมองไปรอบๆ แล้วค่อยๆ เก็บอาการดูเหมือนข้อสันนิษฐานผมจะเป็นจริงนะ ที่ว่าตัดต่อพันธุกรรม...

        “ขอโทษค่ะ เป็นอะไรรึเปล่าคะ ตะ ต้องขออภัยด้วยนะคะ”

     โหย ร้อนรนสุดๆ คุ้มนะเนี่ย ดีนะที่ใจเย็นเป็นอะไรที่แหล่มตะลึง แค่นั้นไม่พอลิฟต์ปิดพุ่งขึ้นอีกครั้งทำเอาพี่สาวที่กำลังเขินแทบล้มเหินลงจาก
ชั้นกลางของที่นั่งเลย...ดีนะที่คว้าแขนเขาไว้ทัน

        “อะ เอ่อ ขอบคุณค่ะ...”     หน้าแดงแป้ดเลยเว้ย!

        “ไม่เป็นไรครับ แหะ แหะ”     เท่านั้นแหละเสียงสอดประสานของไอ้พวกเพื่อนบ้าเฮลั่น

        “วิ้ว~~ ไอ้หวังเอ็งแน่มาก”     “ทำเท่ไปได้ยังไงวะเฮ้ย”

     ก็ราวๆ นี้แหละนะ อาส์ สุขสมนิยมหมาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า รู้สึกครั้งนี้จะสมหวังผิดปกตินะเนี่ย

        “ไอ้หวัง เอ็งทำได้ไงวะ!?”     คุณกลอนร้องขึ้นมองหน้าผม ผมแค่ยักคิ้วกลับไป

        “ฉันขอหอมแก้มหน่อยดิ เผื่อกลิ่นพี่เขายังติดอยู่”

        “เฮ้ยจะบ้ารึไงวะ ไม่ให้เว้ยกลิ่นนี้ฉันหามา ของฉันคนเดียวเฟ้ย แล้วอีกไม่นานก็จะมาทั้งตัวด้วย เหอ เหอ”

    -ติ๊ง-   ลิฟต์ร้องเสียงดังขึ้น แต่ต่างจากตอนครั้งแรกเล็กน้อยตรงที่ประตูยังไม่เปิด... แล้วพี่สาวที่หลุดจากอาการซุกเอกภพหนีก็รี่เข้าหน้า
กลุ่มนักลิง เธอกระแอมเล็กน้อยปลดปล่อยความอาย แต่แก้มยังแดงเหมือนเดิม ดูท่าน้ำองุ่นจะออกฤทธิแล้ว หึหึหึ

        “เอ่อ ที่ทุกคนเห็นอยู่นี้คือ...”

     ผมเห็นดาวเทียม ไม่สิมันคือแผงโซล่าร์เซลล์แบบที่ใช้กันบนดาวเทียม(มันก็อยู่บนดาวเทียมนี่หว่า) แต่มันเรียงกันเป็นรูปหกเหลี่ยมด้านเท่า
ขนาดใหญ่โตมโหราฬเรียงถัดๆ กันออกไปสุดลูกตา ดาวเทียมพวกนั้นหันหน้าแผงเข้าหาดวงอาทิตย์ สิ่งที่ปรากฎตรงจอพาโนรามานั่นคือ!

        “ดอกทานตะวันค่ะ”

        “หา? ดอกทานตะวัน?”     นี่ไม่ใช่เสียงผม แต่เป็นเสียงระคนปนมั่วของทุกคนเท่าที่จับใจความได้

        “ไม่ผิดหรอกค่ะ มันคือดอกทานตะวัน ดาวเทียมรับแสงสำหรับผลิตพลังงานส่งเข้าสู่ลิฟต์วงโคจร ก่อนที่จะจ่ายไปหล่อเลี้ยงเมืองที่รองรับ
ไฟฟ้าจากลิฟต์ค่า~~”

อ้างถึง
UnReal File 04 : Sunflowers Project กลุ่มดาวเทียมรับแสงอาทิตย์สำหรับผลิตพลังงาน
ผู้พัฒนา : นาซ่ากำลังคิดจะสร้างอยู่ จริงๆ นะ
แรงบันดาลใจ : สารคดีท่องโลกกว้าง กันดั้มจู๋นจู๋น
จุดประสงค์หลัก : ผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ส่งตรงเข้าสู่ลิฟต์วงโคจร
ลักษณะการทำงาน กลุ่มดาวเทียมรับแสงที่จะหันหน้าแผงโซล่าร์เซลล์ขนาดมหึมาไปหาดวงอาทิตย์ตลอดเวลา และเพราะอยู่ในอวกาศจึงไม่มีอะไรบังแสง โดยจะโคจรในระดับวงโคจรค้างฟ้า (36,000 - 38,000  กิโลเมตร) เป็นแนวเดียวกับเส้นศูนย์สูตร ด้วยการกระจายตัวเป็น
กลุ่มๆ จึงมองไม่เห็นจากผิวโลกในเวลากลางวัน อนึ่งดาวเทียมนี้วางรอบโลก มีจำนวนมากและยังสร้างเพิ่มเรื่อยๆ เพื่อรองรับการใช้เป็นพลังงานหลัก (ใน UnReal นะจ๊ะ ของจริงเลิกหวังไปแล้ว)

     โห ยิ่งใหญ่อลังการงานช้าง! ตอนแรกคิดว่าแค่พลังงานจากแสงอาทิตย์จะไปได้ซักกี่น้ำ แต่พอมาเห็นของจริงเต็มๆ ตาแล้วจะกี่น้ำก็ยังไหว   
พี่ไกด์แอนธอนยังบรรยายต่อ

        “แต่ละดวงจะมีสายโยงเข้าถึงกันและสุดปลายคือที่ลิฟต์วงโคจรทั้ง 4 แห่ง นอกจากนั้นยังติดตั้งเกราะพลังงานแบบตอบรับฉับพลันที่จะเปิด
ใช้เมื่อมีวัตถุเข้าใกล้ หรือเมื่อคำนวณได้ว่าจะถูกกระแทกจากวัตถุความเร็วสูงในรัศมี 10 กิโลเมตรรอบตัว ดังนั้นจึงปลอดภัยหายห่วง แต่อย่าเข้าไปเล่นแถวนั้นนะจ้ะไม่งั้นไหม้เป็นจุลแน่ๆ”

     จะขำกับมุขคุณเธอดีมั้ยเนี่ย ไอ้กลอนสะกิดผมชี้ที่แถบวัดความสูง ตอนนี้พวกเราทั้งคณะอยู่ที่ความสูง 37,028 กิโลเมตรจากผิวดิน โอ้ว เสียวว้อย!

     แต่ เอ... ไอ้แผ่นดำๆ สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่โผล่ขึ้นมาบังจอนั่นมันอะไรหว่า? ก็ตอนพี่สาวเขาบรรยายยังไม่มีเลยนี่นา งี้มันต้องถามหน่อยแล้ว

        “พี่แอนธอนคะ ไอ้แผ่นดำๆ นั่นมันอะไรคะ”     แต่ยัยมุ่ยที่นั่งข้างหน้าชิงถามไปซะก่อน

        “เอ๋?”

     เธอทำหน้าท่าทางสงสัยแล้วหันไปตามคำเรียกร้อง แค่นั้นแหละเธอผงะถอยหลังครึ่งก้าวแล้วตัวแข็งค้างเต่ออยู่อย่างนั้น   เฮ้ยๆ ท่าไม่ดีซะแล้วทำไมถึงตกใจขนาดนั้นพวกคนอื่นส่งเสียงเจี้ยวจ้าวและที่ผิดสังเกตุยิ่งกว่าก็คือพวกคนงานที่ยังไม่ได้ลงต่างจ้องกันตาแทบถลน

        “What the hell going on? Why the shield generator’s shutdown!?”

     พี่เขียวเสวยพ่นอังกฤษออกมาลั่น ทำเอาคนที่เข้าใจภาษาแบบเต็มๆ แตกตื่น?!   พนักงานสาวด้านหลังหน้าซีดโวยวายใส่เครื่องมือสื่อสาร
พกพาที่ข้อมือ คนงานลุกขึ้นสวมชุดอวกาศทันทีนอกจากนี้พวกเขาที่อยู่ใกล้ๆ นักเรียนอย่างพวกผมก็เรียกให้พวกเราลุกขึ้นแล้วหยิบชุดอวกาศใต้
เบาะมายัดเยียดให้พลางบ่นไม่รู้ภาษา แต่ที่แน่สุดคือพยายามช่วยเราใส่ชุด   เฮ้ย!!?

     ไกด์หัวเขียวของเราหลังจากฟังอะไรบางอย่างจากโทรศัพท์ที่ข้อมือก็โพล่งขึ้นพร้อมออกท่าทางทันที

        “ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบค่ะ น่าจะเกิดความผิดพลาดขึ้นเล็กน้อยค่ะ ที่เห็นนั่นคือเครื่องกำเนิดเกราะกำบังปกติจะติดกล้องเสริม แต่ตอนนี้ระบบมันล่มเล็กน้อย...”

     เปรี้ยง!!! ตูม!!!   พี่ไกด์หันไปตามเสียง มันมาจากด้านล่างของลิฟต์!

        “อะ ไอ้หวัง ทำไงต่อวะ”     คุณกลอนปากสั่น

        “แล้วฉันจะถามใครต่อล่ะ...อะ เอาเป็นว่า”

        “ทุกคน!!! สวมชุดอวกาศเร็วเข้า”     พี่ไกด์เสริมคำพูดที่ไม่จบของผม แต่เสียงเธอลั่นสุดๆ

     เสียงวี้ดว้ายดังระงมอีกรอบ แต่รอบนี้ไม่ใช่เสียงจากความสนุกสนานยินดี มันคือความโกลาหล!

        “อีกแล้วเหรอวะ ทำไมมันต้องลงอีหรอบนี้ทุกทีเลยชีวิตกู!”



     ผม กลอน มุ่ย เข้ามายืนชิดกันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้   พวกที่สวมชุดอวกาศแล้ววิ่งตรงไปที่ทางออก คนงานคนหนึ่งกำลังจิ้มแป้นควบคุมอยู่ ว่าง่ายๆ มันไม่เปิด ไม่ว่าจะทำท่าไหนก็ไม่มีความหมาย พวกเขาจิ้มอยู่อย่างนั้นมาร่วม 10 นาทีแล้ว...

        “แฮ่ก แฮ่ก นี่เราเป็นอะไรไป อยู่ดีๆ ก็ แฮ่ก หอบแดกซะงั้น”

     ผมก้มมองพื้นขาวใสมันสะท้อนใบหน้าผมอย่างชัดเจน นัยน์ตาผมกำลังสั่นรัว เส้นเลือดบริเวณขมับปูดขึ้นชัดเจน... นี่เรา ตื่นตระหนกอยู่เหรอ ไม่ได้การล่ะ ความรู้สึกกระอักกระอ่วนแบบนี้ สัมผัสได้เลยว่าตัวเองหายใจแรงขึ้น!

     มือขวาสวมกอดเข้าที่บริเวณเอวของมุ่ยที่ยืนข้างๆ มือซ้ายคว้าข้อมือไอ้กลอน

        “มะ มีอะไรหวัง...”     แสงสะท้อนยิบยับจากหยาดเหงื่อบนแก้มแดงระเรื่อของมุ่ย...

        “ซื้ด..ฮ่าห์~~~ เอาล่ะ ฉันก้าวขาไม่ออก ทะ โทษที แต่พอเดี๋ยวฉันนับสามเธอกระชากฉันออกไปจากหน้าประตูนะ”

        “หา? จะมีอะไรเหรอ เกิดอะไรขึ้นเหรอ”

     ผมไม่สนใจเธอแต่มองจ้องไปยังประตูลิฟต์ จะเริ่มนับตอนไหนดีนะ ไม่สิมันต้องตอนนี้แหละ แม้จะหวังเรื่องดีๆ ไม่ได้ แต่ไอ้เรื่องร้ายๆ ที่ไม่เคยหวังมักจะเกิดเสมอ เหมือนแช่งตัวเองเลย

     -กึก- เสียงกระดูกบริเวณข้อต่อของผมลั่น ไอ้กลอนหันมองหน้าผมทันที ผมพยายามส่ายลูกตาเป็นสัญญานบอกมัน... มันกำลังมา มันจะมาแล้ว!

        “3...2...1 เอาเลย!”

     มุ่ยยืนสั่นหัวตัวแข็งทื่อ สายตาเธอลอกแลกอย่างหวาดกลัว

        “อย่ายืนบื้อสิฟะ ฉันขยับไม่ได้!”

     ตูม!!!



     เสียบหูฟัง! -ติ้ด- เครื่องเล่นเสียง -ติ้ด- รายการ -ติ้ด- กำลังเล่น -ติ้ด-

     Track#12 Iridescent - Linkin Park   PLAY...

        When you were standing in the wake of devastation... When you were waiting on the edge of the unknown and with the cataclysm raining down. Insides crying, "Save me now"...You were there impossibly alone...

     แดดยามเย็นถูกบดบังด้วยคอนกรีต แหงล่ะ...อยู่ในรถไฟใต้ดินนี่นา ตอนนี้ก็ห้าโมงกว่าแล้ว ยามเย็นช่างเปลี่ยวใจ เพลงนี้แหละเหมาะสุด จะเปิดทะเลใจฟังชีวิตฉันมันก็ยังไม่ผ่านเลยวัยแห่งความฝันซะด้วยสิ เอาเป็นเพลงนี้ดีสุดฟังแล้วชุ่มชื้นหัวใจจริงๆ

     ทั้งที่มีคนแก่ยืนจะล้มแหล่มิล้มแหล่อยู่ตรงหน้า แต่ด้วยความมีน้ำใจอันประเสริฐเลิศล้ำของชาวกรุงลุงแก่จึงได้แต่ยืนโซเซ มันน่าตบไอ้หอกที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมให้คว่ำจริงๆ อุดหูฟังไม่พอแกล้งหลับอีกต่างหาก ไอ้พวกข้างๆ นั่นก็ด้วย เฮ้อ...รู้ว่าเหนื่อยกันแต่ช่วยลุกให้ลุงนั่งหน่อยได้มั๊ยว้า   วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม วันสุดวิเศษของผม นี่ถ้าไม่ติดว่ามันพิเศษคงไม่ถ่อออกมาหรอก

     ‘เฮ้ยหวัง! เดี๋ยวคืนนี้ฉันไปหาที่บ้าน เหล้าพร้อม กับแหล้มพร้อมแกไปเตรียมเค้กมา เดี๋ยวละเลงแอลกอฮอล์บนหน้าเค้กกันดีกว่า’   คุณกลอนว่ามายังงั้น เราก็ดันเห็นดีเห็นงามกับมันไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ   ว่าแต่...ทำไมกูต้องถ่อมาถึงรัชดาเพื่อซื้อเค้กก้อนเดียวด้วยวะ ถึงมันจะถูกอร่อยคุ้มราคากว่าเจ้าอื่นก็เถอะ

        “นี่ถ้าไม่ติดว่าวันเกิดตัวเองไม่กระดิกตูดออกมาหรอก เฮ้อ...”

     ปีนี้ก็อายุครบ 12 แล้ว ครบรอบทั้งทีกลับไม่มีแม่จะให้หอมแก้ม ทำได้อย่างมากก็ก้มกราบรูปในกรอบ

        “หวังว่า...จะผ่านไปด้วยดี”     สถานการณ์บ้านเมืองไม่น่าไว้ใจเลยตอนนี้ สงครามจะปะทุอยู่รอมร่อ

     อีกเดี๋ยวก็ลงแล้ว คนเยอะๆ นี่มันอึดอัดจริงๆ   บรึม... คึ่กๆๆๆ   รถไฟฟ้าสั่นโคลงเคลง ผมถอดหูฟังออกเพื่อให้ได้ยินชัด คนรอบๆ เริ่มหัน
หน้าตาตื่น เสียงอื้ออึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นดังกลบเสียงหัวใจ...

     ตูม!!! เคร้ง! บรึมมมม!!!

        “กรี้ดดดดดดดด!!”
        “ไอ้นั่นมันอะไรน่ะ ข้างหลัง! ขบวนข้างหลัง!!!”

     สายตาตอบสนองตามเสียงร้อง ผมหันมองไปที่ขบวนหลังทันที มัน...หายไป เหลือเพียงกองไฟและคอนกรีตทับถมปิดทาง

        “โอ้แม่เจ้า! มันเกิดอะไรขึ..”

     ตูม! พื้นที่ยืนอยู่เอียงจนเกือบตะแคง!   ผมพยายามประคองตัวตั้งหลัก แต่คนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งกลับล้มลงมา

        “จับเสาไว้สิ! หาอะไรยึดวะ อั่ก!”     พวกเขาไม่ฟังผมเลย ปล่อยตัวลงมาทับผมจนขยับไม่ได้ ไอ้ดำๆ ที่หล่นมาตรงหน้านั่นมัน! กระบอกน้ำร้อน!!

        “เฮือก”     ปึก!

     ตุ้บๆๆๆๆๆ   ครืนนนนนน ตูมๆๆ กึง!


        Do you feel cold... and lost in desperation... You build up hope... but failure’s all you’ve known...

     ครึ่ก... มืดไปหมด หัวโดนกดทับแน่นเหม็นคาวคัดจมูก เสียงเพลงจากเครื่องเล่นที่หูฟังหลุดช่วยปลุกผมให้ตื่น... แขนขวาติดอะไรบางอย่าง หนัก.. แขนซ้าย...ขยับได้อย่างอิสระ

     ผมกดแขนลงบนลำตัว แต่ไม่ใช่ตัวผม สัมผัสนิ่มๆ บนมือกับไออุ่นจากของเหลวบางอย่าง หรือว่า!   ด้วยแรงเฮือกสุดท้ายผมดันตัวลุกขึ้น สิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าคือแสงสีขาวจากหลอดนีออน มันกระพริบติดๆ ดับๆ จนแสบตาต้องก้มลงมอง...

        “เฮ้ย!”

     ร่างของลุงแก่ที่เคยยืนโซเซกองซบอยู่บนตัวผม เลือดสดๆ ไหลชโลมลงมาจากหัว พอหันหลังกลับไปก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง...

        “เหวอ... อะ อะ อะ อ้อก”

     ทะ ท่อนเหล็กเสียบทะลุอกออกมา! เลือด ก้อนเนื้อสีแดงสด!

        “โอร้กกกก ฮึก”

     เกิดอะไรขึ้นวะ!   มองออกไปนอกหน้าต่าง...ชานชาลา มาถึงแล้วเหรอ   ดันตัวลุกขึ้น ร่างกายไร้เรียวแรงขาสั่นจนแทบล้ม แต่ก็ยังมีแรงพอปีนหน้าต่างที่แตกกระจายออกไปได้ คว้ามือถือที่ยังเล่นเพลงเดิมมาดู

        “ปรับเล่นซ้ำไว้นี่เอง... ทุ่มนึงกับอีก 21 นาที”     นี่สลบไปนานขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย?

     ผมตะเกียกตะกายปีนขึ้นชานชาลา    ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่ศพ บนร่างกายมีรูเลือดเป็นจุดๆ เหมือนถูกยิง   ร่างกายซีกขวาทรุดลงจนหน้าแทบทิ่มเพราะอาการเจ็บซี่โครง แกร้ก! หือ? สัมผัสอุ่นๆ บนหน้าผาก ผมค่อยๆ ไล่สายตาขึ้นไป   ร่างสีดำทะมึนของคนตรงหน้า ท่อนสีดำอุ่นๆ มีรูมืดมิดตรงกลาง

     นิ้วชี้ข้างที่ถือท่อนนั่นกำลังเลื่อนลง...ปืนไรเฟิล! มันจะเหนี่ยวไก แล้วผมจะตาย!

        “ไอ้เดนคน!”     เสียงผู้ชายทุ้มต่ำแหวกความหวาดกลัวเข้ามา

     เปรี้ยง!!! ยังกับสายฟ้าฟาดลงตรงหน้า!   ร่างดำทะมึนระเบิดไฟลุกท่วมล้มลงไปกองกระตุกสองกึก ผมหันไปตามเสียงนั่น  ท่อนแขนสีดำทะมึน...สายตาไล่ขึ้นไปตามแขนมืดมิด... หะ! อยู่ดีๆ ร่างของเขาก็หายไป หายไปแบบไม่มีสัญญานเตือนไดๆ ทั้งสิ้น ยังไม่ทันกระพริบตาเลย!!



     กึ้ง!!   แผ่นโลหะขนาดมโหราฬค่อยๆ ลอยออกห่างไปจากการกระแทกกับครอบแก้วหมวกชุดอวกาศ

       “อือ...”     เกิดอะไรขึ้น...

     ผมลืมตาตื่นขึ้นในความมืดมิด หลังจากที่หลับฝันหวานไปน่าจะนาน ฝันถึงวันวานที่ชวนให้คิดถึงว่าตัวเรารอดมาได้ยังไง แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใคร...

     ยังคงอยู่ในลิฟต์วงโคจร แต่ตอนนี้นอกจากเราก็มีแต่เศษซากอะไรก็ไม่รู้ลอยคว้างกลางห้อง ประตูบานใหญ่ที่เคยปิดล็อคเปิดกว้างเผยให้เห็นทางเดินมืดมิดของห้องโถงตรงหน้า... ผมสังเกตุไปที่แผ่นเหล็กขนาดยักษ์ที่กดทับร่างไว้เมื่อกี้

       “มันบานประตูไม่ใช่เหรอนั่น มีรอยบุบกับเขม่าควัน”     อ้อจริงสิ มันโดนระเบิดนี่นา... เฮือก!

       “แล้วคนอื่นไปอยู่ไหนหมดแล้วล่ะ”

     บนเก้าอี้เรียงรายฝั่งตรงข้ามที่พังยับไปเล็กน้อยผมเห็นส่วนหัวของชุดอวกาศสีขาวแบบเดียวกับที่ใช้อยู่นั่งคอตก มันต้องเข้าไปดูกันหน่อย... กึก!

       “ชะ!”     สะดุดกับอะไรบางอย่างหน้าคะมำไปข้างหน้าแล้ว... โอ้ว! หยุดตัวเองไม่ได้ด้วย!? ตัวผมลอยค้างแกว่งมั่วไปข้างหน้าจนกระแทกเข้ากับเบาะเก้าอี้ในสภาพทิ้งดิ่ง จริงสิสภาพไร้น้ำหนักนี่หว่า

        “เคลื่อนไหวยากเป็นบ้า เข้าใจเลยทำไมมนุษย์อวกาศถึงฝึกกันหนักนัก สะดุดอะไรเข้าไปวะ หือ?”     ผมทดลองเปิดไฟฉายที่ติดอยู่ตรงไหปลาร้าทั้งสองข้างของชุดดู อาค่อยสว่างตาหน่อย

     เฮ้ย!!! ภาพที่ผมเห็นทำเอาตาลุกวาว ไอ้ที่ปลายเท้าเราตวัดไปโดนเมื่อกี้มันคือชุดเกราะ PA สีดำหนิทแบบใช้ในอวกาศแต่รูปร่างมันต่างจากของทหารยามประจำหอคอยนี่ แล้วท่าทางจะมีคนอยู่ข้างในด้วย

        “ทำไงดีวะ ก..ก่อนอื่นไดต้องเข้าไปเช็ค”     แล้วถ้ามันยังไม่ตายล่ะ ถ้ามันเป็นศัตรูจะทำยังไง! เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากคนที่นั่งอีกฝั่ง... จริงสิ! ที่นั่งนิ่งหยั่งงั้นไม่ใช่ว่าเป็นศพไปแล้วหรอกนะ

     ต้องหาคว้าอะไรมาติดไม้ติดมือก่อน ลองหมุนร่างตามไปรอบๆ เพื่อส่องไฟให้ทั่ว... ตรงพื้นทางซ้ายมีช่องเล็กๆ พอวางเก้าอี้ได้สองตัว... ในเวลาแบบนี้มีอะไรก็ต้องทำต้องใช้ล่ะวะ แล้วถ้าเป็นไปตามคาดกับหอคอยสุดสำคัญมันต้องมีระบบป้องกันขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว ซึ่งนั่นก็คือ

        “ปืนนั่นเอง”     แกร๊ก   ผมหยิบปืนกระบอกหนึ่งซึ่งอยู่ลึกลงไปทางขวามือสุดออกมา คงเพราะคนส่วนใหญ่ถนัดขวาในเวลารีบร้อนคงเอื้อมหยิบกระบอกที่ชักใช้งานได้เร็วสุดก่อนคือกระบอกตรงหน้าและทางซ้ายมือไป ที่ผมคว้ามานี่อยู่สอดเข้าไปในช่องขวาสุดอีกทีมีเหลืออยู่สองกระบอก เอามาให้หมดเลยแล้วกัน

        “12.5 มิลลิเมตร ทำงานด้วยไฟฟ้า ระบายความร้อนด้วยหล่อเย็น เป็นปืนลิเนียร์ไรเฟิลเจาะเกราะอย่างดี”     กริ้ก

        “มีกระสุนพร้อมใช้ได้ 20 นัด ที่แถบเล็กๆ เรืองแสงซ้อนต่อๆ กันตรงพานท้าย...อ้อระดับไฟฟ้าคงเหลือ ต้องชาร์จไฟ”

     แล้วทำไมไม่ใช้เป็นปืนเลเซอร์ไปเลยวะ ถึงไอ้นี่จะทะลวงเกราะพลังงานได้ดีกว่าก็เถอะ   ตัวปืนยาวประมาน 45 เซนติเมตร จำได้ตอนเรียน รด. ครูฝึกยิงให้ดูยังต้องยืนบนพื้นมั่นๆ แล้วในอวกาศแบบนี้ยิงทีตัวไม่ปลิวกันเลยเรอะ

     ผมกลับไปดูทหารติดเกราะที่ล้มอยู่ ลองเขี่ยลองกระแทกแล้วมันก็ไม่กระดิก พอพลิกร่างมันดูก็พบรูโบ๋ตรงท้องน้อย ชัดเลย... ส่วนที่นั่งนิ่งอยู่นั่นก็ อืม...กระอักเลือดเต็มครอบแก้ว ตาเหลือก ตรงช่องท้องถูกเศษเหล็กเสียบอยู่ โดนสะเก็ดระเบิดเข้าล่ะสิ ใกล้ๆ กันมีอีกศพกองอยู่ ส่วนหัวใหม้กระจุย! อึ๋ย...


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -เสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ... นาย สมหวัง- (เทคโนโลยีแห่ง UnReal part 3)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤศจิกายน 13, 2011, 08:58:44 AM
     พอออกจากลิฟต์ก็เจอแต่ทางเดินที่มืดมิดไม่รู้จะไปทางไหนดี ป้ายบอกทางที่เคยส่องสว่างก็มืดดับ เดินก็ยากพออยู่แล้วยังจะมีศพสภาพไม่สู้ดีลอยไปลอยมาให้ตกใจเล่นอีก Dead Space รึไงวะ

     ตอนนี้ผมผ่านห้องโถงออกไปทางขวา เป็นทางเดินแคบๆ กว้างพอยืนเรียงได้ 5 คน ยาวลึกเข้าไปไกลพอดูเพราะไฟฉายส่องไม่ถึง ยังดีที่มีราวให้เกาะเลยพอตั้งหลักได้ ส่วนทิศทางผมให้ขาติดพื้นไว้ก่อนกันหลง

        “หือ รู้สึกสั่นสะเทือนแปลกๆ มาตามราวจับแฮะ”

     ผมหยุดเคลื่อนที่พร้อมแนบลำตัวติดกำแพงจับจังหวะ ตึง...ตึง...ตึง... ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่เหมือนวัตถุลอยกระทบผนัง ไม่คล้ายทุบกำแพงขอความช่วยเหลือ มันเหมือนกับ...

        “ย่องเบา”     เข้ามาทางเรา ไม่มีเสียงอย่างนี้ยากจริงพึ่งได้แค่การสั่นสะเทือน

     มันใกล้เข้ามาอีกแล้ว เอาไงดี!   ผมประทับปืนไม่รีรอ มือสั่นริกๆ เหงื่อแตกซิก ถึงจะคิดในแง่ดีก็เถอะ   ผมปิดไฟฉายแล้วหยุดการเคลื่อนไหว ถ้ามันเป็นศัตรูเราก็คงเป็นแหล่งความร้อนชั้นดีเลย จากแรงสั่นมันมาจากข้างหน้าจะลงมือก่อนดีมั้ย ถ้ามันเป็นคนที่รอดล่ะแต่ชุดอวกาศธรรมดาไม่น่ากระทบพื้นแล้วมีเสียงดัง... เอาไงเอากันวะ! ปลดห้ามไก!

     เปรี้ยง!!!

     ประกายไฟวูบใหญ่ตรงหน้าพร้อมกับแรงถีบมหาศาลปะทะร่องไหล่จนขาที่ยันพื้นยกลอยถอยหลัง หน้าผมหงายไปตามหลักของร่างที่ยกขึ้น ปลอกกระสุนดีดออกลอยเคว้ง

       “ฮึ้ย! ยิ่งกว่าที่คิดไว้อีก!”

     ผมรีบคว้าขอบประตูห้องติดทางเดินไกล้ๆ เพื่อหยุดพร้อมย่อตัวลง อึ๊! แสงสีแดงแว้บๆ

       “เฮ้ย!”     ผมถีบตัวขึ้นสูงแบบไม่รีรอแล้วลำแสงแดงเข้มก็วาบผ่านตัวไปแบบเฉียดๆ ความร้อนแผ่เฉียดแข้งซ้าย   ชัดเลย!!!

     หลักเหลิกไม่สนแล้วไปอีกนัด! ในสภาพลอยคว้างผมตั้งลำแล้วเหนี่ยวไกนัดที่สองไปทางจุดแดงเมื่อกี๊ เปรี้ยง!!!

     ตอนนี้พื้นที่ผมยืนคือเพดานของทางเดิน ไม่ต้องไปสนเรื่องทิศทางแล้วผมดีดตัวไปข้างหน้าให้ขาพลิกกลับไปกระทบพื้น

        “ตายรึเปล่านะ...อึก!”

     ทันทีที่เปิดไฟฉายส่องดูก็... PA รูปร่างแบบในห้องนั่น แขนขวากับตัวปืนแหลกกระจุยเลือดพลุ่งออกมาจากปากแผล เสียความดันตายแน่ๆ

        “อ้อก..อุ้บ!”     จะอ้วกไม่ได้ แฮ่ก ปอดแหกจริงเราแค่นี้ก็ขวัญหนีดีฝ่อซะแล้ว

     ต้องรีบไปต่อ แล้วจะไปทางไหนดีล่ะ เดี๋ยวสิไอ้นี่มันไม่น่ามาคนเดียว ต้องมีพวกมันอีกแน่ๆ   ผมเดินผ่านศพไอ้เลวที่คิดจะฆ่าผมไปจนเจอทางแยก ตรงไปกับซ้ายมือ หือ..ที่กำแพงนี่ป้ายบอกทางแยกซ้าย LOUNGE อีก 5 เมตร อา...ทำไมทางมันพาวนซ้ายจังหว่า หวังว่าคงไม่เจอ **Ring wandering หือ กึงกึงกึง

        “มาอีกชุดแล้ว!”



     ด้วยความที่ไม่เหลือทางเลือก ผมกระเสือกกระสนพุ่งหน้าแทบคะมำไปทางซ้าย จะเจออะไรก็ช่างก่อนแล้ว   เพราะไม่ได้เปิดไฟฉายไว้เลยไม่เห็นอะไรซักอย่าง ทิศทางของหัวก็มั่วไปหมดจะพื้นจะเพดานขอให้วางเท้าได้วางหมดล่ะ นี่สินะที่เขาเรียกการตกแบบอิสระ

        “ข้างหน้าเป็นห้องโถง ถึงแล้ว!”

     พ้นประตูห้องทางซ้ายมือไปสองสามก้าวก็ถึง แค่ลางๆ ในเงามืดก็รู้ว่ามีมุมแอบมุมสวนเยอะสมกับเป็นห้องนั่งเล่น ไว้ค่อยตั้งหลักสู้กันตรงนั้น   หลังเก้าอี้ม้านั่งตรงหน้านั่นกระโจนเข้าไปแล้วคว้าขอบมุดลงไปหลบเลย! อะ กึก! อะไรบางอย่างคว้าข้อมือผมไว้!!!

        “เฮ้ย! มะ มือ มือคนนี่หว่า!”

     แขนที่คว้าข้อมือผมไว้มันออกมาจากช่องเล็กๆ ที่แง้มออกของประตูห้องเมื่อกี้!

        “ปะ ปล่อยกู!! ตายแล้วก็อย่ามาหลอกกันเด้!”

     มันกระชากดึงผมเข้าไปพร้อมกับประตูที่เปิดกว้างขึ้นอีกนิด ตัวผมพุ่งเข้าไปตามแรงเหวี่ยงแล้วประตูก็ปิดกึงลง ไม่ได้ยินเสียงหรอกแต่มันน่าจะดังกึง   ผมพลิกตัวที่ลอยหน้าคะมำด้วยขอบโต๊ะทำงานแล้วสิ่งที่ปรากฎตรงหน้าก็คือ โอ้ย! แสบตา! มันเปิดไฟส่องแยงตาผมเต็มๆ

     กึก! ครอบแก้วของอีกฝ่ายกดลงบนครอบแก้วของผมตามด้วยเสียงหวานๆ ของสาวรุ่น

        “เด็กนักเรียนเมื่อตอนนั้นนี่นา ช่วยเงียบก่อนนะ อย่าส่งเสียงโวยวาย”

     เธอหรี่ไฟลงทำให้ผมตาสว่าง ผมสีเขียวเด่นเป็นที่ตราตรึง นะ นี่มัน

        “พี่เขียวเสว..”
        “เรียกฉันอย่างนั้นอีกฉันจะฆ่าแก”

     อึ้ย! ไมโหดงี้อะ จากหน้าหวานหอม กลายเป็นพร้อมจะขย้ำ คิ้วก็ย่นลง ยังไม่ปลงอีกเหรอเนี่ย!

        “ที่หลอกจับนมตอนนั้นฉันหยวนให้ แต่เรื่องนี้เท่านั้น..อย่ามายั่ว!”

     คุณเธอพูดไทยเน้นๆ ด้วยน้ำเสียงอาฆาต ตะ แต่หน้ามาติดกันแทบจะแนบชิดแบบนี้มันเกินทนทานจริงๆ ไอ้กระจกบ้านี่เกะกะจริง จะทิ้งก็ไม่ได้เดี๋ยวตายเอา...

        “พกปืนมาเยอะนี่ขอกระบอกนึงนะ ของฉันกระสุนหมดแล้ว   ข้างนอกเหลืออีก 4 ตัว”

        “4 ตัว อะไร?!”

     เธอหรี่ตาจ้องหน้าผมทำท่าสงสัย แต่โอ้คุณพระทำไมหน้าคุณเธอถึงได้น่ารักเยี่ยงนี้!

        “เข้าใจอะไรยากจังนะเธอนี่ ก็ศัตรูไงล่ะ ทหารติดเกราะ 4 ตัว มันมากัน 9 ฉันเก็บไปแล้ว 3 โดนพวกที่หนีทางลิฟต์ฉุกเฉินเชือดไปอีก 2 เข้าใจยัง?”

     น้ำเสียงเธอยังสดใส หัวใจผมเต้นตึกตัก... เฮ้ยเดี๋ยวดิถ้างั้นไอ้ซากในลิฟต์นั่นก็ฝีมือยัยนี่น่ะสิ แถมยังจัดการไปอีก 3 คน ตั้ง 3 คน!

        “พวกที่หนี..ลิฟต์ฉุกเฉิน?”     ผมยังคงงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

        “ลิฟต์ฉุกเฉินมีไฟสำรองน่ะ พุ่งตรงลงไปเชลเตอร์ที่ชั้น 35,000 กิโลเมตร ฉันอยู่ที่นี่ถ่วงเวลาคนเดียว”

     หา? ถ่วงเวลาคนเดียวเปรี้ยวมาจากไหน แต่ที่พูดมาแบบนี้แสดงว่าคนอื่นยังมีโอกาสรอด...   อยู่ดีๆ เธอก็ดันตัวผมลอยเข้าไปติดมุม สายตาผ่านครอบแก้วคมกริบราวกับคนละคนกับที่เคยหยอกล้อเล่นกับพวกผม ทำเอาผมปากสั่นลั่นคำพูดไปแบบไม่รู้ตัว

        “ผะ ผมยิงตายไปคนนึงครับ!”

     เธอทำหน้าแปลกใจจ้องตาผมแนบลำตัวเข้ามาชิดกว่าเดิม ยิ่งเพิ่มความสยิวเข้าไปอีกขนาดมีชุดกั้นนะเนี่ย!

        “จัดการไปได้คนนึงเหรอ! งี้ก็เหลืออีก 3 หึหึหึ ดีเลยคิดว่าแกจะอ่อนไร้สมรรถภาพซะอีก..ใช้ได้ๆ”

     เธอสแยะยิ้มที่มุมปากหน้าตาดูอันตรายมาก ก่อนจะเหลือบสายตาไปข้างหลังอย่างนักล่าหาเหยื่อ

        “เงียบๆ ไว้..มันมากันแล้ว อยู่นิ่งๆ นะ”

     เธอหยิบแท่งบางอย่าง ไม่สิน่าจะเป็นหลอดบรรจุอะไรซักอย่างขนาดราวๆ นิ้วกลางมาปักลงบนชุดกลางอกผมแล้วฉีด!   ตรงจุดที่โดนฉีดเปลี่ยนเป็นสีแดงสดเหมือนรอยเลือด! เฮ้ย!!?

        “เลือดเทียมน่ะ หึหึ ห้ามขยับตัวเด็ดขาดเลยนะไม่งั้นตายแน่  อย่ากลัวฉันอยู่ใกล้ๆ ไม่ตายหรอก..มั้ง?”

     เดี่ยว! ทำไมมี ‘มั้ง’ ชะ.. ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรออกไปเธอก็ฉีดหลอดยานั่นลงบนเอวและซอกคอ ต่อด้วยวางปืนหลบสายตาพร้อมหยิบเศษเหล็กที่ไม่รู้หามาจากไหนมาแปะติดไว้ตรงรอยเลือด เนียนแท้แม่เหวย!

     เราไม่มีอุปกรณ์เสริมทางเดียวคือ.. ผมพลิกตัวตะแคงเอามือกุมท้องให้โผล่เฉพาะรอยเลือดทำปากอ้าตาเหลือก เอาปืนหลบมุมไว้

     กึง! เสียงประตูเหล็กโดนถีบกระเด็นก้องผ่านพื้นเข้ามาถึงกกหู ดูมันทำเปิดดีๆ ก็ได้ไม่ได้ล็อคล่อซะหูระบมเลย ดีประตูมันไม่ลอยมาเสยปลายคางผมด้วยไม่งั้นซวยหนักกว่าเดิม สมดั่งเพลงเขาร้องไว้ ‘ดีบุญไอ้หวังยังช่วยไม่งั้นคงม้วยมรณา’

     ชำเลืองตามองไป เข้ามาคนเดียว... เอ้ย! ทำไมจ้องเราตาเขม็งเลยวะ! เดินมาด้วยซวยแล้ว   สายตาผมเหลือบไปทางพี่ไกด์หัวเขียว โอ้คุณเธอนอนนิ่งไม่กระดิกซักกระเดี้ย ช่วยหน่อยเด้ยังไม่อยากเสียชีวิตนะเฟ้ย แกร๊ก! เสียงบัดซบนี่มัน มันเอาปืนจ่ออัดครอบแก้วผม!!! ...ก้มมองเล็กน้อยแล้วก็ยกออก เหอ?   มันถีบตัวลอยต่ำล่องออกไปตามทางที่ผ่านเข้ามา ชะ!? รอดเว้ยเฮ้ย!

     แต่ผมก็ยังไม่กล้าขยับตัวอยู่ดีเพราะคุณพี่ผู้นำพายังปากอ้าตาหลับอยู่ท่าเดิม ต้องรอให้เขาเริ่มก่อนถึงจะดี ไม่ทันขาดคิด ร่างเธอก็ลอยมาแนบชิดสะกิดไหล่ผม

        “ฉันว่า...หน้าเธอคงเหมือนศพมากละมั้ง มันเลยเข้ามาดู ฮิฮิ ตกใจน่าดูสิท่า”

     เธอพูดเหมือนเป็นเรื่องตลก เกิดนิ้วมันตกใส่ไกขึ้นมาไม่มีโอกาสขำเลยนะเฟ้ย แค่นั้นไม่พอล้อปมด้อยอีกต่างหาก ไม่หล่อแล้วไง เหมือนศพแล้วจะทำไม บ้ะ!   เออใช่! ในเมื่อ...

        “เรายังไม่ตาย แล้วร่างกายยังร้อน หัวใจยังเต้นทำไมมันไม่ยิง?”

        “นั่นเพราะชุดที่ใส่อยู่ติดระบบป้องกันการตรวจจับความร้อนไว้ไงล่ะ ชุดจะดูดซับคลื่นความร้อนภายในไม่ให้รั่ว และ PA ของมันไม่มีระบบตรวจจับสัญญานชีพจร”

     เสียงหวานๆ เชิงบรรยายแบบเดียวกับตอนนั่งลิฟต์ช่วยขยายความให้กระจ่างใส ไม่ธรรมดาจริงๆ ชุดนี้ แต่ที่เจ๋งกว่าคือคุณไกด์นี่ที่ดันรู้ทันความสามารถศัตรูชัดเจนแถมเตรียมพร้อมรับมือได้ีสุดๆ อีกต่างหาก... มันใช่ไกด์แน่เหรอวะ?

        “แล้วต่อไปทำไงดีครับ?”     คำถามผมคงไปกระตุ้นต่อมเดือดของหล่อนเข้า เธอจ้องเขม็งอีกแล้ว

        “ก็ฆ่าทิ้งน่ะสิถามอะไรแปลกๆ เดี๋ยวตามฉันมาให้ถูกจังหวะแล้วกัน”

     เสียงดุ๊ดุ อื๋อ..จังหวะ? จังหวะอะไร ไม่เคยฝึกเข้าคู่กันมาก่อนแล้วจะจับจังหวะยังไง เพราะหน้าส่อแววสงสัยของผมเธอจึงพูดต่อ

        “เธอรู้ตัวเองรึเปล่า ว่าตัวเธอไม่ปกติเหมือนใครๆ เขา   เธอทำในสิ่งที่คนทั่วไปทำไม่ได้ และคิดในแบบที่คนอื่นไม่คิด”

     หา? อยู่ดีๆ พ่นอะไรออกมาล่ะนั่น

        “ไม่รู้ตัวเองเลยล่ะสิ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนี้จะสอนเธอเอง ฉันมองคนไม่พลาดหรอก รหัส SA เชียวนะฉันน่ะ อ้ะ! พูดไปก็ไม่มีใครรู้อยู่ดีนี่นา...”



     ‘การล่าเริ่มขึ้นแล้ว ฉันจะบุกด้วย Flashbang(ระเบิดแสง) จากนั้นก็กระหน่ำกระสุนเข้าไปตามสัญญาน มันอาจหลบแสงจ้าทัน แต่มันหลบกระสุนฉับพลันไม่ได้ จงจำไว้ พลาดตาย!!!’

     เธอว่าไว้แบบนี้    ก็ต้องทำตามล่ะฟะ!!!

     เธอก้าวกระโดดออกไปจากห้องแบบไม่มีความหวาดกลัว แลัวก้มตัวต่ำพร้อมปาอะไรบางอย่างไปข้างหน้า ทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้นล่ะ ยังไม่รู้เลยว่าศัตรูอยู่ทางนั้นแน่ชัดรึเปล่า...

     แสงไฟวูบใหญ่จ้าเต็มตานอกห้องเหมือนใครส่องไฟผ่านไปแว้บๆ เธอตั้งหลักแล้วยิงออกไปทันทีร่างกายของเธอเพียงกระตุกเล็กน้อยจากแรงสะท้อนของปืนเท่านั้น ทำไม?

        “เป็นไงเป็นกัน!”
 
     ผมกระโจนออกไป..อ้าวเฮ้ยแล้วไหนเป้าล่ะ?!   สิ่งที่ผมเห็นเป็นเพียงห้องมืดธรรมดาแล้วข้อเท้าขวาของผมก็ถูกกระชากกดลงจนทั้งตัวกลั้วไปกับพื้น พริบตาเดียวกันนั้นเองแสงสีแดงก็แว้บผ่านหน้าไปแบบผ่าวร้อน!

        “ไม่ใช่เวลานอนสินะ!”     ยิงสวนมาทันตาแบบนี้ไม่โดนระเบิดแสงงั้นรึ!

     ทางเป็นตรอกไม่รีบจะลำบาก แขนขวาเพียงข้างเดียวของผมที่ถือปืนยื่นปากกระบอกไปทางแสงนั่นแล้ว เปรี้ยง! แขนถูกปืนถีบอย่างแรงจนไม่สามารถรับได้!

        “แย่ล่ะ..”

     พริบตาเดียวกันนั้นผมสัมผัสได้ถึงแรงกดมหาศาลช่วยยันแขนไว้ไม่ให้ปลิว สายตาผมเหล่ไปมองทันที พี่เขียวเสวย! เธอพลิกตัวตีลังกาเอาเท้ายันเพดานแล้วใช้หัวดันแขนผมไว้   หยุดความคิดไว้แล้วหายใจต่อเพราะเธอตั้งลำทั้งอย่างนั้นยิงสวนกลับไปตำแหน่งเดิม!

     เปรี้ยง! ไม่ใช่แค่ปืนเธอแต่ข้อนิ้วผมก็กระตุกลั่นไกไปด้วยไวกว่าความคิดซะอีก และก็เป็นหัวเธออีกครั้งที่ยันแขนผมไว้ต่อด้วยเสียงแสดงความร้อนรนพ่นกรอกหู

        “เหลืออีก 2 ออกจากซอกแล้วแยกย้ายซ้ายขวา ไปได้!!!”

     เสี้ยววินาทีแห่งความคิด... แล้วใครไปซ้ายใครไปขวาล่ะ! ไม่สิ เราทั้งคู่ถนัดขวาประคองปืนด้วยมือซ้ายถ้าใช้หลักหันซ้ายเราจะตั้งลำได้ดีกว่า ส่วนเธออยู่สภาพกลับหัวหมุนตัวไปทางซ้ายทั้งคู่ก็จะครบวงจร...

     ไปล่ะเหวย!   ผมเบี่ยงมือขวาจากด้ามจับไปเปิดไฟฉาย ส่องวาบเข้าไปตรงๆ แล้วมันก็ส่งผลอย่างคาดไม่ถึง! ศัตรูลนลานอยู่ตรงนั้น มันตั้งท่าจะยิงแต่ยกมือปิดหมวกส่วนบริเวณดวงตาไว้.. ใช่สิอินฟราเรด! โดนส่องไฟเข้าตาตรงๆ แบบนี้คงแสบสันนัยน์ตาน่าดูเลยสิท่า ตาย!

     ผมตั้งลำปืนแล้วยิง! เปรี้ยง! เข้าให้..ไม่โดน ซะงั้น! มันจุดบูสเตอร์ที่หลังดันตัวลอยขึ้นเหนือพื้นร่วมเมตรแล้วทำท่าจะยิงกลับมาแต่ทว่า... ลำแสงสีแดงสดที่ควรบดขยี้หัวผมนั้นกลับพาดผ่านฟันร่างของมันจนขาดสะบั้นกลางอากาศ!   เป็นแอนธอนที่ลงมือ!   เธอดันร่างของศัตรูที่รับมืออยู่แล้วปัดแขนเบี่ยงทิศให้มันยิงผิดไปโดนกันเอง..แต่ที่มือซ้ายของมันเงื้อดาบเรืองแสงสีฟ้าสดคดเข้ากลางลำตัวเธอ แย่แล้ว! ขาเธอไม่ติดพื้นไม่มีหลักให้ยัน ตัวเรามันก็ไม่แม่นพอจะยิงประณีตช่วยเธอได้ ถ้างั้น!

     แล้วทั้งความคิดกับร่างกายผมก็มาบรรจบพบกันโดยมิได้นัดหมาย ปลายกระบอกปืนหันไปทิศตรงข้ามกับทางแอนธอน เท้าไม่แตะพื้นปืนพร้อมยิง!

        “กูก็ทำได้โว้ย! โอ้ว!!!”     เปรี้ยง!!!

     แรงถีบสุดอลังดันทั้งร่างผมลอยละล่อง ปากลำกล้องช่วยปัดตัวสุดสวยออกไป และด้วยความเร็วขนาดนี้ถึงมีเกราะกันแต่เจอส้นตีนยันกลางลำก็คว่ำได้!   ตัวมันปลิวเสียหลักเข้าอัดผนังร่างมันเองทับแขนที่ถือดาบจนหลุดลอย ยังไม่ทันกะพริบตาหน้ามันก็หงายไปเหมือนถูกกระแทกพร้อมสะเก็ดเกราะแตกออกมา เขม่าควันเล็กน้อยค่อยๆ จางจากปากปืนของแอนธอน เธอเป็นคนปิดฉาก...


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -เสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ... นาย สมหวัง- (เทคโนโลยีแห่ง UnReal part 4)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มกราคม 11, 2012, 06:01:01 PM
        “พวกมันคงเจาะรูขนาดใหญ่ในนี้แล้วปิดระบบความปลอดภัยอากาศเลยหายเกลี้ยง... โชคเข้าข้างฉันนะที่ได้เจอเธอตอนกระสุนหมดพอดี”

     มือประสานมือ...อาาาาาาาาาส์

        “ลงไปอีก 5 ชั้นทางช่องเดินนี้ก็ถึงห้อง รปภ. น่าจะยังมี PA เหลืออยู่สักชุดสองชุดซึ่งเราจะเอามาใช้กัน”

     ตาประสานตา...อุ้ยหลบก่อน! หน้าแดงซะแล้วสิเราร้อนผ่าวๆ เลย อื๋อ? จู่ๆ เธอก็หยุดกึกแล้วจ้องหน้าผมก่อนถึงทางลง อืม..รูมืดๆ กว้างประมาณ 5 เมตรถึงจะถูก

        “ได้ฟังอยู่รึเปล่าเนี่ยหา?”     โอย.. เสียงหวานได้อีก

        “ฟังอยู่สิครับ แล้วเมื่อไหร่...กายจะประสานกายล่ะคระ...”

     ปึก! อั่ก!! เต็มๆ ท้องเลย เข่าเข้าเต็มๆ เลย ฮะ เฮ้ย!?

     เธอลากผมที่ตัวงออยู่เหวี่ยงลงหลุมไปแล้วจึงทิ้งดิ่งลงมาด้วยใบหน้าแสนกริ้ว แต่แอบแดงนิดๆ

        “เดี๋ยวดิพี่! ผมขอโทษ”     ฉิบล่ะ ดันลงตรงกลางรูไม่มีอะไรให้คว้าได้เลย หะ!

     พี่แอนธอนยกขายันผมด้วยอารมณ์ประมาณเขี่ยขี้หมา ผลักผมเข้าหากำแพง แล้วตามเข้ามาล็อคคอต่อด้วย

        “หน้าอย่างนี้ ปากอย่างนี้ แกมีชีวิตรอดมาได้ยังไงกันฮะ!”

        “เทพไงพี่ ฮะฮะฮะ”



     ย้อนไปราวๆ 4 นาทีก่อนที่พวกเราจะผ่อนคลายกันได้แบบนี้...

        “พะ...”     พี่แอนธอน!    ร่างของไอ้เลวนั่นกระเด็นปลิวลิ่ว ผู้ลงมือลุกขึ้นตั้งหลักแล้วกวักมือเรียกผม แต่ผมดันก้าวขาไม่ออก!?   มันเกิดอะไรขึ้น! หัวใจเต้นรัวหนักราวกับจะระเบิด ตาผมเปิดอ้าค้างสั่นริกเหงื่อแตกซิก อาการนี้มันแบบเดียวกับก่อนหน้านี้เลยนี่นา เหมือนตอนก่อนลิฟต์ระเบิด   หน้าอกพองยุบพองยุบหยั่งกับพึ่งวิ่งมาร้อยเมตร จะชักอีกแล้วเร้อ!

        “อะ อ่อก อะๆๆๆๆๆ”     ตุ้บ!     “อู้ฟฟฟฟฟ!!!”     แรงกดมหาศาลที่กลางลำตัว!

     ผมกระอักอ้วกน้ำลายออกมาแหมะตรงครอบแก้วบริเวณปาก พอเหลือบตาลงมองก็เห็น... พี่เขียวเสวยเสยหมัดเข้าเต็มท้องน้อยของผม

        “ทำบ้าอะไรฟะ! อ๊ะ?!”     หายแล้ว!

        “ให้ตายสิ มีโรคประจำตัวก็ไม่บอกกันก่อน... เกือบกัดลิ้นตัวเองแล้วนะไอ้หน้าโฉด คิดว่าใช้การได้แล้วแท้ๆ ชิ!”

     โรคประจำตัว? เราเริ่มเป็นแบบนี้ตั้งแต่ช่วงสงคราม หลังจากที่ฆ่าคนครั้งแรกร่างกายก็ตอบสนองแปลกๆ แบบนี้ทุกครั้งที่จะเกิดเรื่อง   เธอเมินอาการของผมแล้วคว้าปืนไปจากมือ จู่ๆ ก็คว้าไปซะเฉยๆ แต่ลำตัวยังคงแนบชิด

        “อ้อ! มิน่าล่ะถึงได้ถีบซะขนาดนี้ ปรับความแรงไว้สุดเลยนี่เอง เฮ้อ...ไอ้ปืนนี่มันปรับระดับได้ ที่นายใช้น่ะมันเอาไว้ยิงรถถังแล้ว”

        “มันปรับได้เหรอครับ ผมใช้ทั้งอย่างนี้มาตลอด”     ยิงรถถังเข้าด้วยเหรอวะ

     เธอไม่พูดอะไรแค่กดปุ่มเล็กๆ ตรงพานท้ายแล้วยัดปืนกลับเข้ามือผม

        “เท่านี้มันก็ไม่สะบัดสะบิ้งใส่แล้วล่ะ คงราวๆ ปืนไรเฟิลที่ใช้กระสุนขนาด 7.62 นะ พยายามชินกับมันให้ได้แล้วกัน...”

     หลังจากเว้นวรรคไปชั่วกลืนน้ำลาย เธอก็พูดคำที่ทำให้ผมใจชื้นประกอบท่าทางชวนหวิวราวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น

        “แต่ก็นะ ถ้าเมื่อกี้ปืนนายไม่ยิงแรงสุดฉันคงจะ... เอาเป็นว่าขอบใจก็แล้วกัน!”

     ร้อนรนจังหวะสุดท้าย หันหน้าหลบ บิดตัวเหนียมอาย อาาาาา บุคลิกคุณเธอเข้าใจยากจริงๆ แต่น่ารักสุดๆ เลยให้ตายดิ   หลังจากนั้นเธอก็ดีดตัวปลิวออกไปไม่รอผม...



        “มืดจริงๆ มืดจนน่ารำคาญเลย...แล้วทั้งที่มีวิทยุสื่อสารทำไมไม่เปิดใช้ล่ะครับ”

        “เป็นอย่างนี้ไม่ดีรึ? ฉันคิดว่าผู้ชายน่าจะรู้สึกดีที่เป็นอย่างนี้นะ”

     รู้ด้วยแฮะว่าเรารู้สึกดีแม่คนนี้ร้ายผิดกับหน้าตา สัมผัสอบอุ่นและเสียงแว่วหวานของเธอทำให้ผมรู้สึกดีจริงๆ สุดท้ายก็กายประสานกายจนได้... แต่ว่าลักษณะคำตอบมันมีความนัยแอบแฝง   ตอนนี้ร่างของเรากอดแนบชิดกันลอยลงไปตามปล่องกว้างที่ลึกราวกับไร้ที่สิ้นสุด

        “สาเหตุที่ไม่เปิดก็เพราะมันอันตรายน่ะสิ ดักฟังไงล่ะ”

        “งั้นเหรอครับ”

     แล้วเธอก็คว้าราวจับหยุดร่างที่ลอยล่องของเราสองไว้พร้อมคำพูด   ผมสังเกตไปรอบๆ ระเบียงยื่นออกมามีประตูบานใหญ่เปิดอ้าอยู่ฝั่งตรงข้ามของเรา แต่พอจะเปิดไฟอ่านตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ที่ทาไว้เหนือบานประตูเท่านั้นมือของแอนธอนก็รั้งผมไว้ทันที   เธอโยนผมล่องเข้าไปแบบไม่ทันตั้งตัว ก็อยากจะโวยอยู่หรอกแต่ท่าทางคุณเธอจะชอบการฉุดกระชากลากถูบ่นกลับไปก็เท่านั้น ผมหยุดร่างรอ หลบตัวแอบหลังประตูตรงขอบ จังหวะที่เท้าเธอแตะถึงพื้นนัยน์ตาที่สะท้อนแสงเล็กน้อยนั่นสั่นระรัวชั่วครู่ แล้วเธอก็รีบดีดตัวเข้ามาอิงร่างผมต่อทันทีพร้อมปลดห้ามไก

     แล้วเธอก็คว้าราวจับหยุดร่างที่ลอยล่องของเราสองไว้พร้อมคำพูด   ผมสังเกตไปรอบๆ ระเบียงยื่นออกมามีประตูบานใหญ่เปิดอ้าอยู่ฝั่งตรงข้ามของเรา แต่พอจะเปิดไฟอ่านตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ที่ทาไว้เหนือบานประตูเท่านั้นมือของแอนธอนก็รั้งผมไว้ทันที   เธอโยนผมล่องเข้าไปแบบไม่ทันตั้งตัว ก็อยากจะโวยอยู่หรอกแต่ท่าทางคุณเธอจะชอบการฉุดกระชากลากถูบ่นกลับไปก็เท่านั้น ผมหยุดร่างรอ หลบตัวแอบหลังประตูตรงขอบ จังหวะที่เท้าเธอแตะถึงพื้นนัยน์ตาที่สะท้อนแสงเล็กน้อยนั่นสั่นระรัวชั่วครู่ แล้วเธอก็รีบดีดตัวเข้ามาอิงร่างผมต่อทันทีพร้อมปลดห้ามไก

        “6..9..11 รึ ไม่สิ! 23 เยอะจริง!!”     น้ำเสียงเธอไม่เขียวเสวยเลยครั้งนี้ ตัวเลขนั่นไม่บอกก็รู้ว่าคืออะไร

        “ศัตรูใช่มั้ย!? ทำไมชั้นนี้เยอะจัง!”

     เหนือสิ่งอื่นใดเธอรู้ได้ยังไง แต่ผมตัดใจไปไม่ถามตอนนี้ และจัดอาวุธให้พร้อมปะทะ ปืนของเรายังคงกระบอกเดิม เหตุที่ไม่ตบปืนเลเซอร์จากศพมาก็เพราะมันเห็นลำแสงชัด ถ้ายิงไปไม่โดนจะถูกรู้ตำแหน่งง่ายกว่า ปืนนี่ถ้าขาไม่ติดพื้นยิงไปยังไงศัตรูก็ไม่ได้ยิน ไม่มีอากาศไม่มีตัวนำเสียง

        “ชั้นที่ผ่านมาก็มี แต่ไม่เยอะเท่านี้”     น้ำเสียงเธอเยือกเย็นลงมากคงกำลังหาทางออก

        “ข้ามชั้นนี้ไปเลยดีกว่า ผมว่า...”

        “ไม่ได้! เลยลงไปกว่านี้ทางช่องนี้ได้อีกแค่ 4 ชั้น ถัดจากนี้ประตูโดนล็อคไปแล้ว เราต้องชิง PA มาแล้วเจาะรูออกไปข้างนอกกันอย่างเดียว”

     ไมว่าเธอจะรู้ได้ด้วยวิธีไดก็ตาม คำพูดนั่นทำให้ผมสงสัยหนักกว่าเดิม เริ่มด้วยคำถามนี้เลย...

        “งั้นทำไมเราไม่เผ่นกันตั้งแต่แรก”     และเหมือนเธอจะรู้อยู่แล้วว่าผมจะซักไซร้เอาความ

        “คิดว่าอากาศจะพอใช้หายใจเหรอ แล้วข้างนอกนั่นอาจมียานของพวกมันจอดคุมเชิงอยู่ก็ได้ ไม่ต้องพล่ามแล้วยังไงก็ต้องไปเอา PA มาก่อน อย่างที่ฉันอธิบายไปตอนลงมาห้อง รปภ. เป็นห้องลับ ไม่ใช่คนในไม่รู้หรอกว่าเป็นยังไง”

        “แล้วทำยังกับผมใช้เป็นยังงั้นแหละ ไอ้ PA เนี่ย อุ๊!!”     เธอล็อคคอผมหันไปสบตาอันแข็งกร้าวของเธอ

        “ใช้ได้สิ! ใช้ได้ดีมากด้วย นายจะใช้มันแล้วผ่าทางออกไปกับฉันได้อย่างแน่นอน”

        “ศัตรูมันเยอะเกินไป! แล้วอะไรทำให้เธอคิดได้อย่างนั้น!?”

     ผมเริ่มเดือดแล้ว ผมอยากรอดไปครบ 32 ถ้าต้องมาตายเพราะบุ่มบ่ามไม่เข้าท่านี่ไม่เอาด้วยแน่ไม่ว่าแม่นี่จะเก่งมาจากไหนก็ตาม!   เธอผละมือจากผมแล้วเลี้ยวเข้าประตูไปเลยโดยไม่สนคำทัดทาน อึ๊!!!

-ความหวังมีแด่ผู้ศรัทธา และมันจะนำพาชัยชนะ-

     เสียงดังก้องอยู่ในหัว!!! มันเป็นเสียงผู้ชายทุ้มต่ำแหบแห้ง ผมหันรีหันขวางหาทิศทางของเสียงนั่น มันมาจากไหนในเมื่อไม่มีตัวนำ! แอนธอนเองก็เดินออกไปแล้ว แล้วคำพูดนี่มันบ้าอะไร! ศรัทธา ศรัทธาในอะไร? ทำไปแล้วหยั่งกับจะรอ...

-ผู้ใดตามเจ้าอยู่ตลอดเวลา นำพาทั้งทุกข์สุข-

     มันพูดบ้าอะไรวะ! ไม่สิเดี๋ยวก่อนเสียงนี้มันคุ้นๆ มันเหมือนกับเสียงนั้น เสียงที่แหวกสลายทำลายความกลัวของเรา...ไม่ผิดแน่!   ไม่มีคำพูดไดมาจากเสียงนั่นอีก ตอนนี้เรื่องเหลือเชื่อมันมาเยอะจนเบื่อเต็มทีแล้ว

        “ตามมาตลอดเวลาเหรอ จะขี้เยี่ยวเหนี่ยวไกก็ตามสินะ หึหึหึ”

     อา...ศรัทธาแล้วตอนนี้ ศรัทธามันล้นปรี่จนแทบกะอักเลย!



     บ้าเอ๊ย! ไม่น่าลีลาเลยเรา คลาดกันกับแอนธอนจนได้ แล้วจะไปทางไหนต่อวะ ทางแม่งก็มืดซะจะเปิดไฟก็เกรงใจลูกปืน จะฝืนไปต่อทั้งอย่างนี้ไม่ดีแน่ แต่เราก็เรียนวิธีใช้ชุดนี่มาจากเธอพอดูแล้ว   ผมป้อนคำสั่งผ่านทางคำพูด

        “Open Map”

     เส้นทางในชั้นนี้ถูกร่างขึ้นฉายลงบนมุมซ้ายล่างของครอบแก้ว ถึงจะมีคราบน้ำลายบังสายตาไปบ้างก็ไม่ใช่ปัญหา ตำแหน่งของผมกะพริบอยู่บริเวณรอบๆ แกนกลางของทางลงซึ่งอยู่เลยแกนกลางของหอนี้มาทางขวาบนมากๆ แต่ไกลจากรอบนอกพอดู   แอนธอนว่าถ้าระบบหอไม่ล่มจะรู้ตำแหน่งคนอื่นด้วยเซ็นเซอร์ แต่ตอนนี้ได้แค่ตัวเองก็พอแล้ว รูปร่างของห้อง รปภ. เราก็รู้จากเธอ จากในแผนที่มันห่างไปราวๆ 200 เมตร วัดรวมทางคดเคี้ยว อยู่ติดกับรอบนอกที่เป็นรางรถ

        “ไม่ยาก ไม่ยาก หึหึหึ อากาศเหลือหายใจแบบปกติได้อีก 36 นาที พอมีทาง... Close Map”



มีการแก้ไขเล็กน้อยตอนไอ้หวังจะถูกยิงในสถานีรถไฟครับ เปลี่ยนจาก "ไอ้สารเลว!" เป็น "ไอ้เดนคน!"   ไม่คิดว่าเรื่องราวของไอ้หวังจะยาวขนาดนี้เลยนะเนี่ย มันเป็นตัวละครที่จะสำคัญในภายภาคหน้าครับ

ใน Unreal -Truth under Lies- ตอนที่ 5 นั้น ตรงบรรยายขยายความผมพิมพ์คำบรรยายของ Super Nova ผิดครับ ดันไปจำสลับกับ Big Bang ตอนนี้แก้เรียบร้อย   Super Nova เป็นการระเบิดของดาวฤกษ์ที่ตายแล้วครับ ไม่ใช่ดารระเบิดครั้งใหญ่ที่ให้กำเนิดจักรวาล ผมนี่แย่จริง ต้องขออภัยด้วยที่ผมเมาจนพิมพ์ผิดไป หรือก็คือ "กูไม่รู้กูเมา ไปหาพ่อเด็กที่อื่นไป! จำไม่ได้โว้ย! ตื่นมาก็หาว่าข่มขืน ถุ๊ย!!!"

http://www.youtube.com/watch?v=2y1wCOxhn3A]http://www.youtube.com/watch?v=2y1wCOxhn3A]http://www.youtube.com/watch?v=2y1wCOxhn3A (http://www.youtube.com/watch?v=2y1wCOxhn3A)

ได้ฟังกันรึยังครับ ในนั้นมีลิ้งให้โหลดพร้อม เจ้าของเขาแปะไว้ แทร็คแนะนำ REMIND ME, DESERT


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -ความยุติธรรมในก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม- (ขอคั่นเรื่องไอ้หวังนิดนึง)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ กุมภาพันธ์ 07, 2012, 08:57:21 PM
เรื่องของไอ้หวังยังไม่จบครับ แต่พอดีมีอารมณ์เขียนบทความบ้าๆ นี่ขึ้นมา

ตัวละครที่เอามาบ่น : นายหมอกม่วง, ไอ้คุณพิชิต, ซานเจ และแม่ชีโหดเอเลนัวร์

-------------------------------------------------

        “ป้อก 8 เว้ย! จ่ายมารอบวง”     หน้าหนวดของไอ้บ้าที่น่าจะเป็นพระเอกของนิยายเรื่องหนึ่งยิ้มอย่างเริงร่า

        “เฮ้ยไอ้ชิต นี่เอ็งโกงรึเปล่าวะ! ป้อกมา 5 ตาติดแล้วนะ แอบเปลี่ยนไพ่ใช่มั้ย!”

     ผมโวยกลับไปอย่างหัวเสีย ตั้งแต่ให้มันเป็นเจ้าไพ่มันเข้าแบบพระเจ้าเกินไปตลอด ไม่แดกเรียบก็ชน ปล้นกันชัดๆ เลยไอ้เวรนี่

        “โกงบ้าอะไร เห็นกันชัดๆ ลองนับไพ่ดูมั้ยล่ะสาด”

     ไอ้ลูกครึ่งกล้วยแขกที่นั่งข้างๆ ผมเริ่มมีน้ำโห มันเล่นทีสามมือโดนเรียบมา 3 ตาติด กลับกันกับอีกคนสาวงามอร่ามตาในชุดคลุมดำของแม่ชีศาสนาคริสต์ยังคงยิ้มอยู่ ก็เธอเป็นคนเดียวที่ไม่โดนแดกนี่นะ   และแล้วด้วยความที่สุดจะทนคุณกล้วยแขกซานเจก็ขึ้นในที่สุด

        “บัดซบเอ๊ย! แม่งได้เอาๆ แบบนี้มันโม้เกินไปแล้ว เอาเงินคืนมาเลย!”

        “อะไร..อะไร มีปัญหาก็อย่าเล่นสิวะ แล้วนี่ก่อนสับหลังสับฉันก็ให้พวกแกตัดแล้วนี่หว่า ยุติธรรมขนาดนี้ ไปโทษดวงตัวเองสิว้าาาา”

     พิชิตบ่นด้วยเสียงยียวนชงนของขึ้นพลางกรีดไพ่ แล้วยกทั้งสำรับมาให้ผมตัด

        “จริงมั้ยคุณหมอกม่วง?”     มันเอียงคอยิ้มที่มุมปากสายตาไร้แววราวกับไร้อารมณ์นั่นอีก อ่านมันไม่ออกเลย

        “แค่มีดวงเข้ามาเกี่ยวมันก็ไม่ยุติธรรมแล้วไอ้หอกหักเอ๊ย... ว่าแต่ตาหน้าเปลี่ยนเจ้าได้แล้วให้เอเลนัวร์เป็นบ้าง”

     ผมตัดไพ่เป็นสามกองก่อนจะรวบเข้าแล้วส่งไปทางขวามือหาแม่เสือสาวในชุดดำ เธอรับพร้อมกลับเข้าประเด็นหลักที่ผมเรียกรวมตัวหัวถั่วในวันนี้

        “พูดถึง ‘ยุติธรรม’ ที่เรียกมาสุมหัวกันก็เพราะจะคุยเรื่องนี้กันไม่ใช่เหรอ?”

        “จริงๆ ฉันเรียกมาแค่เธอกับไอ้ชิตนะ ซานเจมันตามมาชวนเล่นไพ่เฉยๆ เข้าเรื่องเลยแล้วกันก็เมื่อหลายวันก่อนนี้น่ะ...”



     พักเที่ยงของวันอันร้อนระอุ ฉันเหนื่อยมากเลยเพราะงานมันเยอะแต่คนมันน้อยเลยชวนลูกพี่ไปฟาดก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าประจำ ร้านนี้ให้เยอะมากเมื่อเทียบกับราคาเพียง 30 บาท ลูกชิ้นกรุบหนุบหนับ เนื้อเปื่อยก็สมกับเป็นเนื้อเปื่อย เนื้อสดเหนียวนุ่มเคี้ยวมันมาก เรียกได้ว่าดีระดับ 17 ดาวในสายตาผมเลย แต่มันต้องขับรถอ้อมโลกไปถึงจะได้กินนี่สิ   และเมื่อลงจากมอไซที่ตะบึงอ้อมโลกมากินปุ้บก็

        “เส้นเล็กเนื้อเปื่อยอย่างเดียวพิเศษครับ”     หาที่นั่ง กดน้ำ และพลิกหน้าหนังสือพิมพ์

     ไม่นานนักสิ่งที่เฝ้ารอก็มาถึงมันคือเส้นเล็ก...

        “เอ้า ทุกอย่างพิเศษ อันนี้ธรรมดาของตาปู”

     หือ? เฮ้ย! กูสั่งเนื้อเปื่อยอย่างเดียว แล้วนี่มันอะไร ไอ ไอ ไอ ไอ . . .



        “ก็ประมาณนี้แหละ คิดว่าไง?”

        “คิดว่ากินๆ ไปให้หมดก็จบเรื่องแล้ว”     ซานเจตอบแบบสบายๆ

        “ละเมิดข้อตกลงต่างหาก”     เอเลนัวร์ขัดลำด้วยน้ำเสียงประมาณว่าไม่รู้อะไรอย่าสะเออะตอบไอ้ควาย

     พิชิตมองไพ่ในมือขนคิ้วกระตุกนิดนึง แล้วพูดต่อ

        “นายก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรไม่ใช่เรอะ”

        “ภาวะจำยอมเว้ย ไม่รีบกินเดี๋ยวกลับไม่ทัน อย่าลืมสิพักเที่ยงเฉยๆ”

     ซานเจเรียกไพ่ให้อีกสองมือ แล้วเสริม

        “30 บาท ได้ขนาดนั้นก็น่าจะพอใจได้แล้ว หาไม่ง่ายนาร้านที่ทั้งถูกทั้งอร่อยแบบนั้น”

     เรื่องนี้ผมยอมรับเลยว่าทั้งถูกทั้งอร่อย แล้วผมก็ซดจนหมดหยดสุดท้ายเลยด้วย แต่...

        “มันเป็นเรื่องของความรู้สึกต่างหาก”     โอ๊ะ K สองใบได้ลุ้นแฮะ     “แกจะพอใจมั้ยถ้าแกจ่าย 30 บาทเพื่อให้ได้รับบริการที่ขัดกับที่ตกลงกันไว้ในตอนแรก มันไม่ยุติธรรมเลยจริงมั้ย ทั้งที่ตกลงกันไว้อย่างนั้นมันเป็นสัญญาต่างตอบแทนนะเว้ย”

     เอเลนัวร์หมอบไพ่รอเปิด แล้วชำเลืองมองผม

        “ไม่ต้องรับก็ได้นี่ ทำใหม่อีกชามมันจะไปยากอะไร อย่างดีก็ผิดใจกันนิดหน่อย ก็นะเขาขายถูกขนาดนั้นคงคิดว่า ให้เยอะอย่างนี้ยังไม่พอใจอีกรึไง ก็ต้องคิดถึงความรู้สึกเป็นสำคัญล่ะ ความพึงพอใจ”

        “แล้วความรู้สึกของฉันล่ะ เขวี้ยงทิ้งไปเลยเรอะ ให้ตายสิ ต้องทนกินเนื้อสดทั้งที่เสี้ยนเนื้อเปื่อยสุดๆ แล้วที่บอกว่าให้เยอะยังไม่พอใจอีกนั่นมันก็ไม่เกี่ยวเว้ย   นั่นน่ะมันเป็นทางค้าขายปกติของร้านเขาอยู่แล้ว”

     หวนคิดแล้วมันชวนหัวเสียจริงๆ แต่ไพ่ที่เรียกมาก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้เยอะเลย ถึงกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง!   แล้วพิชิตก็ปล่อยเสียงสกัดความรื่นใจของผมไว้ด้วยประโยค

        “คนกำหนดราคาก็เจ้าของร้าน คนที่อนุญาติให้ลูกค้ามีสิทธิ์เลือกว่าจะใส่อะไรบ้างก็เจ้าของร้านอีก ไม่ว่าจะให้เยอะเพราะเห็นใจหรือไม่ก็ตาม คนที่กำหนดให้มันเป็นไปอย่างนั้นก็คือเจ้าของร้าน เขาพอใจและรู้สึกว่าการแลกเปลี่ยนนี้ยุติธรรมโดยไม่อิดเอื้อน มันจะยุติธรรมแน่ถ้าลูกค้าได้สิ่งที่ตัวเองสั่งในราคาที่เขากำหนดไว้เอง”

     ตอง KING แม่เหวยเปลี่ยนเจ้าทีเดียวดวงมาเลย! เอ้อ จริงสิต้องต่อก่อน

        “ซึ่งฉันไม่ได้สิ่งที่ฉันต้องการในราคาที่ทางเขาเองกำหนดนั่นแหละปัญหา และยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เพราะถ้ามัวทักท้วงให้ทำใหม่จะยัดไม่ทัน กว่าจะปรุง กว่าจะชิม”

     แล้วซานเจก็พูดอะไรบางอย่างที่ไม่เข้ากับมันสมองของมันออกมา...

        “จะว่าไงดีล่ะ เมืองไทยน่ะมีธรรมเนียมอันทรงพลังอยู่อย่างหนึ่งซะด้วยสิ ‘การยอมลง’ เพื่อให้ยุติไงล่ะ แต่มันก็ไม่เป็นธรรมใช่มั้ยล่ะ ถ้าฉันไปตบหัวนายแล้วนายไม่เอาเรื่อง นั่นคือยอมลงแล้ว แต่มันก็ไม่เป็นธรรมจริงมั้ย ทำไมต้องยอมโดนตบโดยไม่ได้ตอบแทนอะไรเลย”

     แม่ชีส่งสัญญานเปิดไพ่ 3 ใบก่อนนั่นคือผมกับอีกสองมือของซานเจ ส่วนไอ้ชิตมันป้อก 9 สองเด้งไปแล้ว ตามด้วยเก็บตังตานี้เจ้ามือได้แค่มือเดียวของไอ้เจ เธอโยนกองไพ่แผละให้พิชิตเป็นเจ้าแทนแล้ว...

        “มันคือภาวะอิหลักอิเหลื่อทางศีลธรรมนั่นเอง จริงอยู่นายอยากจะท้วง แต่มันก็ได้เยอะและรสดี และการที่รู้รายละเอียดของการปรุงซะขนาดนั้นแสดงว่ามากินบ่อยจนจำหน้าได้แล้ว แต่แบบนี้มันก็เหมือนกับนายถูกคนขายใช้เป็นสิ่งของสนองความต้องการในเงินของนายเลย เขาไม่สนว่านายจะพอใจหรือไม่ และไม่ปฏิบัติกับนายในฐานที่เป็นคนเป็นปัจเจก แค่ทำๆ ให้ไปเพื่อเงิน 30 บาท ไม่ใส่ใจเลยว่ามันถูกต้องแล้วหรือยัง กรณีนี้สมมุติว่าเขารู้ว่านายไม่มีทางเลือกนอกจากรีบกิน เขาไม่เคารพนายในแบบลูกค้าเลย อ้อ! นี่น่ะเอาหลักของ*คานท์มาพูดนะ”

        “คานท์เหรอ? เธอไม่คิดว่าไอ้นั่นมันบ้าบ้างรึไง มันบอกให้เคารพคนในฐานะที่เป็นปัจเจก แล้วพล่ามว่าห้ามโกหกแม้แต่กับอาชญากรบ้างล่ะ บอกว่าควรพูดความจริงโดยไม่บิดพลิ้วเหรอคิดได้ไง”

     พิชิตพูดแบบหักหน้านักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว ผมเลยย้อนให้มันคิดเล่นๆ

        “แต่มันก็มีหลักปฏิบัตินา อย่างพูดความจริงไม่หมดไง ถ้าโจรมาถามหาคนที่มันจะฆ่าก็บอกที่อยู่ของคนนั้นเมื่อหลายชั่วโมงก่อนไปไง ส่วนตอนนี้จะอยู่ที่ไหนนั้นก็ไม่ต้องบอก”

        “เฮอะ! บ้าบอคอแตก สำหรับฉันความยุติธรรมมันต้องแปลแบบตรงตัวเว้ย! ยุติคือ จบ หยุด ไม่ไปต่อ - ธรรมคือ ดี ถูกตามสถานการณ์ ประมาณนั้น ถ้ามารวมกันก็เป็น จบอย่างลงตัวทั้งสองฝ่าย ขอแค่รู้สึกดีทั้งคู่ก็ยุติธรรมแล้ว ต่อให้ต้องโกหกก็ตาม แล้วฉันไม่เห็นว่าหลอกคนเลวมันผิดตรงไหน”

     เฮ้อ...เถียงกับมันไปก็ไม่มีประโยชน์เอาเป็นว่าช่างหัวคานท์มัน   ซานเจที่หันไปนอนเกาตูดดูทีวีรอจ่ายไพ่ก็ลั่นออกมาเนือยๆ

        “ต่อให้เจ้าของร้านมันรู้ว่าแกหมดตัวเลือกก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่หว่า สุดท้ายก็ฟาดอย่างอเร็ดอร่อยไม่ใช่เรอะ ‘อาชญากรรมจะไม่เกิดถ้าต่างฝ่ายต่างระมัดระวังไม่ให้เกิดช่องว่างในจิตใจ’ สรุปก็คือแกที่ไม่ทักท้วงหรือย้ำให้ชัดเจนเองก็ผิด ตอนเที่ยงก็รู้อยู่ว่าคนมาหาของกินเยอะ ร้อนก็ร้อนสั่งๆ เข้ามาก็ต้องมีลืมกันมั่ง แกก็รู้แต่ก็ย่ามใจ แล้วที่เขาทำรวมมิตรมาให้ก็เพราะทุกครั้งที่มาสั่งแบบนี้ประจำไม่ใช่เรอะ”

     โหมันพูดมีเหตุผลแฮะแต่ว่า

        “จะบอกว่าฉันเองก็ผิดงั้นเรอะ บ้ารึเปล่า คิดให้ลึกกว่านี้สิ - จริงอยู่สภาพแวดล้อมมีส่วนที่ทำให้พลาดได้ แต่ในฐานะคนค้าขายมันต้องมีมาตราการป้องกันเอาไว้สิ เพื่อให้สัญญาระหว่างลูกค้ากับตัวเองจบสิ้นอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เอาง่ายๆ เลยละกัน ถ้าไม่ได้จดไว้ว่าสั่งอะไรไปบ้างแล้วเกิดลืมขึ้นมาก็น่าจะเรียกถามก่อนทำเด้ จะมาติ๊ต่างว่าวันนั้นสั่งอย่างนั้นวันนี้ก็เหมือนๆ กันมันใช้ได้เหรอ สำนึกในฐานะคนค้าขายมันต้องมีบ้าง”

     พิชิตกรีดไพ่กลางอากาศ ดีดพลิ้วข้ามมือแบบเซียนมือฉมังแล้วต่อด้วย

        “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือพอใจยังไงแต่กับสัญญานี้ที่โดนละเมิดไปตั้งแต่ต้นแล้วมันไม่เป็นธรรมแน่นอน ถึงฉันจะพูดไว้ว่าจบอย่างลงตัวก็เถอะ นั่นมันจะลงตัวก็เมื่อนายหมอกม่วงรับอย่างเต็มใจแท้จริง แต่ทว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นในใจเบื้องลึกยังคงปฏิเสธ และที่กินๆ ไปนั่นก็เพราะสถานการณ์มันบังคับ ไม่ใช่เพราะ ‘โอเค รวมมิตรก็อร่อยไปอีกแบบ’ แต่เป็น ‘แม่งเอ้ยทำใหม่ก็ไม่ทันสิวะ’ ต่างหาก”

        “ทีนี้มันก็เลยไปจบที่ธรรมเนียมยอมลง - อย่างไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่สินะ”    เอเลนัวร์ลูบมือที่ปลายคางแล้วตามต่อด้วย     “แต่ถ้าจะพูดเรื่องรักษาคำมั่น... นายก็ผิดด้วยอยู่ดีนั่นแหละ ตรงที่ว่ารู้อยู่แล้วด้วยสำนึกได้ไงล่ะว่ามันมีโอกาสลืมได้ แล้วดันไม่ย้ำกลับไป สรุปคือมันก็ทั้งคู่นั่นแหละน้า การปกป้องสิทธิ์มันเป็นพื้นฐานนะ”

     เออ ก็รู้อยู่แก่ใจนี่แหละแต่ไม่อยากพูดมันจะกลายเป็นซ้ำตัวเอง ผมเลยต่อไปว่า

        “แต่คนผิดที่สุดคือคนขายต่างหาก ตามหลักการแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้แล้วของสัญญาต่างตอบแทนไงล่ะ”

        “จะคิดมากไปทำไมวะ ความยุติธรรมมันมีจริงที่ไหนเล่า...”

     รออยู่เลยประโยคนี้ เป็นคุณพิชิตที่พ่นออกมาครับ ตามคาดเป๊ะเลยไอ้ตัวพาออกนอกเรื่องเอ๊ย

        “...ก็ถ้ายุติธรรมจริงๆ มนุษย์สูญพันธุ์แน่ ลองแบบสุดโต่งไปเลย - อายุเท่ากัน เงินเท่ากัน เกิดมาได้ัรับการเลี้ยงดูแบบเดียวกัน หน้าตาเหมือนกัน สุดท้ายเลย เพศเดียวกันหมด จบสายพันธุ์กันล่ะทีนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า ว่าไปนั่น”

     แม่ชีดูไพ่ในมือแล้วเปิดโชว์ทันใด 9 สองเด้ง เธอเอนตัวกอดหมอนหันหน้าไปทางไอ้ชิตแล้วตอบกลับ

        “เข้าใจคิดนี่ ถูกต้องที่ว่าสูญพันธุ์น่ะ แต่ที่จะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อโลกนี้ยุติธรรมแบบสุดกู่น่ะมันคือความเสื่อมถอยทางอารยธรรมต่างหาก เมื่อเท่ากันหมดก็ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องคิดค้น เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็จะกลายเป็นมีบางคนเหนือกว่าล้ำหน้ากว่า   ถึงคนจนจะออกมาบ่นโวยวายว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรมยังไงก็ตามมันก็ไร้ความหมาย เพราะคนที่ดิ้นรนแล้วนำหน้านั้นก็ไม่ผิดเขาแค่ได้ในสิ่งที่เขาขวนขวาย แล้วต่อให้มีบางคนคาบช้อนทองมาตั้งแต่เกิดเลยก็ไม่ผิดเหมือนกัน เพราะหนึ่งในความยุติธรรมที่สุดก็คือไม่มีใครเลือกเกิดได้...”

        “แต่เลือกที่จะหล่อได้ ฮ่าฮ่าฮ่า ป้อก 8 สองเด้งเว้ย อีกมือป้อก 9 โดนแน่ไอ้คุณชิต”

     ซานเจเปิดไพ่ขัดลำไม่ไว้หน้าใคร ส่วนในมือผมน่ะเหรอ 5 แต้มเอง แต่โอ้ไอ้เจ้ามือเฮงซวยนั่นมันเอาอีกแล้ว

        “เสียใจว่ะ ฉันก็ป้อก 9 อย่าหวังจะได้กินเลยไอ้กล้วยแขกเอ๋ย”

     เอเลนัวร์เขวี้ยงความไร้มารยาทของไอ้คู่นี้ทิ้งแล้วพูดต่อ...

        “ต้องบอกว่าผิดเองที่เกิดมาจน แต่ว่าความจนมันก็ไม่ใช่ความผิดซักหน่อยย้อนแย้งดีใช่มั้ยล่ะ?”

     มันก็ถูกที่คนจนไม่ผิด แต่ว่า

        “คนจนจะเกิดช่องว่างทางจิตใจให้ทำเรื่องไม่ดีได้ง่ายกว่านา ยิ่งขาดเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องการเติมเต็มมากเท่านั้น แนวโน้มมันผิดกัน ดังนั้นคนจนจะมองว่าไม่ยุติธรรมสำหรับตัวเองก็ไม่แปลก... แต่จะให้ไปปล้นคนรวยมาช่วยคนจนมันก็ผิดอีกนั่นแหละ อย่างว่าล่ะนะ”

     เสียงกรุ๊งกริ๊งจากช้อนชากระทบแก้วกาแฟในมือซานเจแว่วดังตามด้วยถ้อยคำที่น่าสนใจ

        “รูปแบบการปล้นมันมีถมไป อย่างในศาสนาอิสลามจะมีประเพนีที่บังคับให้คนรวยแจกจ่ายข้าวของไปจนถึงเงินทองให้คนจนในละแวกอยู่ใช่มั้ย... จะเต็มใจหรือไม่ก็ต้องทำมันเป็นหลักศาสนา นั่นอาจนับเป็นการปล้นก็ได้”

     หลังจากซดไปหนึ่งซื้ดก็ว่าต่อด้วยสายตาลอยๆ

        “ประมาณว่า ถึงบิล เกตส์ จะรวยล้นฟ้าก็ไม่มีสิทธิ์อะไรไปบังคับให้เขาเอาเงินส่วนตัวเป็นพันๆ ล้านออกมาให้คนจนง่ายๆ โดยไม่เต็มใจ   โรบินฮู้ดน่ะ จะดีมาจากไหนก็ยังเป็นแค่โจร”

     พิชิตดีดนิ้วเรียกสายตาไปหาทันที

        “หลักความเป็นเจ้าของในสิ่งที่เป็นของตัวเอง ต่อให้ตาบิลเอาเงินไปถลุงเล่นโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรใครก็ไปว่าเขาไม่ได้   ถ้างั้นฉันมีกรณีศึกษาอย่างนึงนะ เอาล่ะ”

     มันกระแอมเล็กน้อยแล้ววางไพ่หยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่าง

        “กฎหมายบังคับให้สวมหมวกกันน็อค งงล่ะสิว่ามันไปเกี่ยวยังไง   ขั้นแรก - ถ้าเราเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่ตัวเองหามาได้ และมีสิทธิ์อยู่เหนือมันจริงๆ นั่นหมายความว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองด้วย ดังนั้นรัฐไม่มีสิทธิ์มาบังคับให้เราสวมหมวกกันน็อคได้ ก็ในเมื่อเราเป็นเจ้าของตัวเอง เราจะเอาตัวเองไปเสี่ยงยังไงก็ได้จริงมั้ย   ไม่ยุติธรรมเลย ทั้งที่เรามีสิทธิ์เลือกที่จะทำยังไงกับชีวิตตัวเองก็ได้ แต่ดันมาออกกฎหมายบังคับกันซะอย่างนั้น”

        “อา สุดโต่งไปรึเปล่าวะ แล้วนี่จากก๋วยเตี๋ยวชามเดียวไหงมันลุกลามไปถึงรัฐได้ล่ะ”

     ผมชักงงๆ แล้วเลยถามย้อนมัน...

        “ไอ้โง่ไม่เกี่ยวได้ไงเล่า คิดให้ลึกๆ สิวะ ว่าแต่เฮ้ยไอ้เจชงกินคนเดียวเลยนะ ไปชงมาอีกแก้วเด๊ะ!”

     ด่ากูโง่เดี๋ยวโดนหรอกมึง หนอยตั้งแต่ตอนเล่นไพ่แล้วแดกเอาๆ ไม่ทันที่ผมจะเริ่มแกล้งมัน เจ๊ชีโฉดก็โดดเข้าวงสนทนา

        “เกี่ยวตรงนี้ไงลองคิดตามดู - แกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากก๋วยเตี๋ยวชามนั้น เพราะคนขายไม่ใส่ใจคิดเพียงแค่ทำก๋วยเตี๋ยวให้ๆ ไปแล้วเอาเงินแกมาใช่มั้ย เขาปฏิบัติราวกับแกเป็นแค่สิ่งของไม่ใช่คน ไม่เคารพแก บังคับให้แกทนรับสิ่งที่ผิดกับที่ตกลงกันไว้ เหมือนว่ามีสิทธิ์เหนือแก - ย้อนมาดูด้านกฎหมายบ้าง รัฐบังคับแกให้สวมหมวกกันน็อค โดยที่แกอาจไม่เต็มใจ แน่นอนว่ารัฐไม่สนใจหรอกว่าแกจะเต็มใจหรือไม่ บังคับให้แกทำในสิ่งที่แกอาจไม่อยากทำ เหมือนมีสิทธิ์เหนือแกเช่นกัน”

     ล้ำลึกแฮะ ไม่ธรรมดาจริงๆ เลย   ซานเจที่เป็นเบ๊ชงกาแฟให้ไอ้คุณชิตอยู่ก็ออกตัวบ้าง

        “ถ้างั้นมันก็ไม่มีความหมายในตัวมันเองและไร้สาระสิ้นดีเลยสิ ลองคิดดูว่าในอดีตมีเหตุการณ์อยุติธรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง ฉันจะยกตัวอย่างให้...”

     โอ๊ะ! มันไม่ได้ชงแก้วเดียวแฮะ แต่ชงมาครบคนเลย ว่าแต่มันจะรู้ตัวมั้ยนะ ว่าตอนนี้ตัวมันตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรมจากลมปากไอ้ชิตอยู่

        “เคยมีดาราชื่อดังโดยประมาทขับรถชนคนตาย เขาออกมายืดอกรับและรับผิดชอบเต็มที่ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่...ไม่ยักกะเข้าคุกแฮะ ไม่ว่าจะรับผิดชอบแค่ไหน แต่กฎมันก็ต้องเป็นกฎ เมื่อตั้งมาแล้วเขียนลงประมวลแล้วก็ต้องบังคับใช้ ทำผิดถึงขั้นตายเลยเนี่ย ติดซักปีนึงมันจะตายมั้ย?   แล้วลูกนักการเมืองชื่อดังคนหนึ่งอีก ที่เมื่อก่อนไปซัดโป้งเดียวดับใส่คนในผับ นี่น่ะโดยเจตนาเลยนะเว้ย! ก็อีกเช่นกัน ไม่เข้ากรง แถมยงยศให้อีกต่างหากตอนนี้”

     พิชิตจึงลั่นขึ้นมาทันใดเลยว่า

        “ความยุติธรรมน่ะ มันแปรผันตรงกับสตางค์เว้ย!!! ฮ้าฮะฮะฮะๆๆๆๆๆๆ”     หลังจากหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังมันก็พ่นต่อ

        “ประวัติศาสตร์ของมนุษย์น่ะมันอยู่คู่กับความอยุติธรรมมาตลอด ไม่งั้นก็ไม่มีวันพัฒนาหรอก ก็ถ้ามันยุติธรรมจริงสงครามมันจะมีผู้แพ้ ผู้ชนะได้ไงกัน ไม่ว่าส่วนไหนก็ไม่ยุติธรรมทั้งนั้น ทั้งทำเล อาวุธที่ใช้ กำลังพล และความสามารถเฉพาะตัวของทหารแต่ละคน แต่เพราะอะไรมันถึงดูเหมือนยุติธรรมล่ะ นั่นเพราะว่าแปลอย่างตรงตัวไง ‘จบลงอย่างลงตัวทุกฝ่าย เขวี้ยงความรู้สึกและเหตุผลทิ้งไปซะ’ ห่างไกลจากอุดมคติของความยุติธรรมไปหลายโยชน์เลย   มองหาสิ่งที่ไม่มีไปเท่าไหร่ก็ไม่เจอหรอกว่ะ - Justice is Happy Ending scene YEA!!!”

     อา ชักจะเลยเถิด เปิดประเด็นที่ก๋วยเตี๋ยวดันพากันไปเที่ยวแดนดราม่าซะอย่างงั้น ผมปิดเลยดีกว่า พอจะสรุปใจความได้แล้ว

        “ความยุติธรรมมันก็แค่ภาพลวงตา มองหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ไม่มีวันได้สัมผัส ที่พบๆ กันอยู่ทุกวันนี้ หรือแม้แต่ที่กฎหมายเขียนไว้ มันก็แค่ฉากจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเท่านั้น   ให้ตายสิ... ก็ขนาดความยุติธรรมที่เป็นพื้นฐานสุดๆ อย่างไม่มีใครเลือกเกิดไ้ด้มันยังไม่ยุติธรรมเลยนี่หว่า”

     เอเลนัวร์ที่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองเสื้อยืดกางเกงยีนส์ตอนไหนก็ไม่รู้ยืนขึ้นหลังผมพล่ามจบทันที

        “ชักหิวข้าวแล้วสิ ไปหาอะไรกินกันมั้ย?”

        “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ!!!”

     แล้วไอ้หัวขวดสองตัวนี่ก็ดันมาพ้องกันทำไมวะ ซานเจกับพิชิตลุกขึ้นตามหลังประโยคที่ดึงอารมณ์ผมให้ขึ้น

        “อย่างอื่นก็มีทำไมไม่กิน!”

        “กินอย่างอื่นก็ไม่กวนตีนสิว้า”

     พร้อมกันเลยนะแสรดดดดดดด


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -เสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ... นาย สมหวัง- (เทคโนโลยีแห่ง UnReal part 4)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2012, 06:54:51 PM
        “ทำไมเราถึงได้ใจเย็นขนาดนี้นะ เพราะเสียงนั่นเหรอ ตอนนั้นก็เหมือนกัน หลังความตายของไอ้ระยำนั่น”     เราจับอาวุธลุกขึ้นสู้ รู้ทุกขั้นตอนของการฆ่า คำตอบของคำถามนี่คงมีแต่ต้องถามเจ้าของเสียงเท่านั้น

     ศัตรูตั้งมากมาย จะฝ่าไปยังไง? จะฆ่ามันท่าไหน? พวกคนอื่นรอดไปหรือไม่?   คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวผมมาตลอดหลังจากเสียงแห่งความหวังนั่นจางลง น่าแปลกที่ผมไม่คิดถึงแม่นางเขียวเสวยคนดีเลย ตลกชะมัด

     ไม่ให้ตลกได้ไงล่ะเดินมาแค่พักเดียวก็เจอ PA 2 ตัวลอยผ่านหน้าผ่านตาไปแบบไม่มีชีวิต จากรอยแผลคงมาจากปืนไรเฟิลแบบเดียวกับผม เข้าที่หัวชัวร์มากๆ คนยิงได้แบบนี้ที่คิดออกมีแค่คนเดียว

        “แอนธอน... จะเก่งอะไรขนาดนี้”

     ผมคว้าเอามีดคลื่นความร้อนขนาดเท่าสองฝ่ามือ และระเบิดมือสุดแรงรุ่นพิเศษที่เคยเห็นแค่ในหนังสือเรียนมาจากศพ การปะทะซึ่งหน้าเป็นเรื่องโง่บัดซบกับคนอย่างผม ยังไงก็ดีที่ชั้นนี้มีพวกศพลอยล่องทั่วห้อง ผ่านไปทางไหนเลี้ยวยังไงก็เจอ แถมหลายศพยังอาวุธครบมือซะด้วย ซึ่งไอ้พวกนี้มักจะตายแบบมีรูโหว่เกรียมๆ ที่ส่วนไดส่วนหนึ่งของร่าง

        “ที่พวกนี้ลุกขึ้นสู้ทันคงเป็นพนักงานของลิฟต์ ก็ดีค่อยมีกระสุนให้เติมหน่อย”

     ทุกย่างก้าวของผมมือไม่ก็ลำตัวจะครูดไปกับผนังเสมอนั่นเพราะ -ครึ่ก-   ไม่ทันขาดคำก็เอาเข้าจนได้ มาลองเสี่ยงกันหน่อยแล้วกัน!

     ขั้นแรกยกปืนให้วางลอยใกล้ๆ มือ ต่อด้วยยกขาขึ้นสองข้างเล็กน้อยทำตัวให้ลอยเข้าไว้ แล้วเอามือกดท้องตรงแผลปลอมท่าเดิม ส่วนระเบิดกับมีดก็ยัดไว้ในอ้อมอกให้มือกับแขนปรกพอดีมิด สุดท้ายนี้...

        “คร่อก”     แกล้งตายมันซะอย่างนั้นแหละ   ที่ผ่านมามีศพในชุดอวกาศอาวุธครบมืออยู่เยอะ พวกมันไม่น่าจะจำได้ว่าฆ่าใครไปท่าไหนบ้าง ก็ต้องจังหวะนี้แหละ อย่างน้อยมันก็เคยได้ผลล่ะวะ

     ได้ผลจริงๆ เว้ยเฮ้ย! ไม่จะอยากเชื่อสายตาตัวเอง!!   PA 2 ตัวบูสต์พุ่งผ่านหน้าผมไปแบบไม่คิดจะเหลียวแล แม้ผมจะยังงงๆ แต่จากลักษณะของพวกมันแล้วค่อนข้างรีบร้อนสุดๆ หรือทางที่มันวิ่งไปจะมีอะไรอยู่?   ไม่สิ เวลานี้เราควรมุ่งตรงไปเอาเกราะของดอกเตอร์ไร้ท์ออกมาจากแคปซูลโดยเร็ว ถ้าฉีกทางตามมันไปอาจเหลวไม่เป็นท่าเอาก็ได้   แล้วสิ่งที่แวบเข้ามาในหัวผมทันทีเลยก็คือ

        “แอนธอน!”

     ผมวิ่งตามทิศที่ไอ้พวกนั้นพุ่งไปทันที เลี้ยวขวาหัวมุมหน้า... อ๊ะ! แสงสีฟ้าวางอยู่บนระนาบเดียวกับสายตา! ไม่ใช่สิไอ้นี่มัน?!

        “ชิบหายดาบ!”     ผมเอนหลังทันที ท่อนแขนของชุดเกราะฟันเลยข้ามหัวไปแบบหวิดๆ แล้วมันก็โผล่ออกมาจากมุมมืดหลังจากที่ฟันพลาดเฉี่ยวหน้าผมไป

     เหมือนมันจะเสียหลักเล็กน้อยไม่ปล่อยหลุดแน่! ปืนของผมชี้ตรงไปทางหน้ามันแล้วเหนี่ยวไก แรงถีบดันให้ผมถอยลอยหน้าคะมำอัดเพดาน ไหนบอกว่าแรงเท่าอาก้าไงฟะ! ตอนนี้โวยไปก็เท่านั้น ดาบของมันหลุดมือลอยมากลางหน้าอกผม มืออีกข้างที่เหลือทำงานอัตโนมัติชักมีดปัดมันทิ้งไป ทำให้ผมได้เห็นภาพชัดขึ้น กระสุนผมไม่เข้าเป้า!!!

     มันตั้งมุมปืนแล้วเหนี่ยวไกไม่รอ ผมย่อร่างลงในสภาพกลับหัวกับมันหลบไปได้ แล้วใช้ปืนนี่แหละเหวี่ยงทุบกบาลมันดังปั้ก!   ต่อด้วยหมุนตัวปักมีดลงตรงคอมันเป๊ะๆ ผมเปิดระบบของมีดคอของมันไหม้ควันขึ้นจนเกราะที่ป้องกันหลอมแดงและมีดฟันผ่านออกไป

        “อึ๊! ซวยแล้วอีกตัวนึงมัน!”

     สอดปืนเข้ามาผ่านหว่างขาตัวที่ตาย ถ้ามันยิงได้ล่ะตายแน่!   ปืนมีบทอีกครั้งผมจัดการทุบศพเกลอเก่าเข้าที่เดิมดันตัวมันลงไปกดลำกล้องเพื่อนมันจนพ้นตัวผม แต่ทว่า! ร่างทั้งสองที่กองลงพื้นกลับทยานสวนกลับมา ไฟสีฟ้าจางๆ ที่สะท้อนตรงพื้นหลังมันนั่นไขข้อสังสัยจนกระจ่าง บูสต์ดันกลับมาเลยเรอะ!   ใบดาบสีฟ้าสดตัดร่างของเพื่อนมันจากมุมซ้ายของเอวตรงมายังกลางอกผมจนศพเกือบขาด ถ้าไม่ได้เกราะคงร่างไว้คงรุ่งริ่ง

        “มึงเห็นเพื่อนตัวเองเป็นตัวอะไรกันวะ!”

     เคร้ง! ตามด้วยเสียงราวกับมีใครเผากระดาษเป็นตันๆ อยู่ใกล้ๆ ผมทิ้งปืนคว้าดาบของเพื่อนมันที่ถูกปัดปักกำแพงมารับ แสงไฟตรงจุดที่คมดาบความร้อนสูงกระทบกันยังกับนั่งเชื่อมเหล็กตาเปล่า แสบตาจนแทบจะบ้า จะหลบหน้าหลับหนีก็ไม่ได้   ถึงจะรับได้แต่ร่างผมยังคงทยานถอยหลัง สู้แรง PA ได้ซะที่ไหน!

     ผมจัดการปามีดที่มือซ้ายหวังปาดหน้ามันทิ้ง แต่ก็พลาดมันเอาปืนเข้ารับทัน ถึงจะดีที่ปืนมันพัง แต่ก็ยังโดนอัดต่ออยู่ดี กึก!   มันหยุดดันผมแล้วพุ่งถอยกลับเข้าหัวมุมไปไม่ใยดี เลิกอาฆาตกันแล้วใช่มั้ยเนี่ย...

        “เฮ้ยหวังอย่างนั้นไม่ได้ซักเสี้ยววิเลยนะ!”

     แท่งสีดำมีแสงสีแดงกระพริบขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อยลอยอย่างอ่อนช้อยอยู่กลางหน้า รูปร่างแบบเดียวกับไอ้ที่เหน็บอยู่ข้างเอวกูเลยนี่หว่า ระเบิด!!!!!!

     บรึม!!!   บึ้ก! ร่างซีกซ้ายอัดกระแทกเข้ากับผนังอย่างจัง ทางขวายังจะอุตส่าห์โดนเพื่อนเก่าหลงรักเกาะแน่นอัดตามมาอีก

        “อั่ก! เฮ่อ..ถ้าเมื่อกี้ดึงศพบักยอดรักมาบังบอมไม่ทันคง...”     ต้องยอมรับว่าเกราะเขาทำมาดีจริง โดนไปเต็มตูมยังเหลือรอดมาตั้งซีกหนึ่ง...ชะเฮ้ย!

     ไอ้บ้านี่มันยังตามมาอยู่ มันฟันดาบลงมาหมายจะฟาดผมให้ดับดิ้น ตัวเราก็หมดแรงแล้ว ถึงดาบจะอยู่ในมือแต่จะไปต้านไหวได้ยังไง.. จริงสิ!   เคร้ง! เปรี๊ยะๆๆๆๆๆ ดาบเราสองต้องกันอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช้แรงดันโต้ธรรมดา ผมปักดาบลงกำแพงช่วยเสริมแรงต้านเอาไว้

        “แสบตาจริงโว้ย!”     อ๊ะ! ทางขวามือของเรามัน ซากอีกซีกที่เหลือของเพื่อนมันเป็นข้างขวาพร้อมแขน!

        “ดับอนาถตามไปซะ!”

     ผมลากแขนไปคว้าข้อมือเพื่อนมันมาแล้ว เปรี้ยง!!! หนึ่งแวบของลำแสงแดง แรงที่ส่งมาดันดาบก็หมดไป ผมเหนี่ยวไกปืนเลเซอร์ในมือซากอ้อยที่ลอยมา เข้าหน้าอกไอ้บ้านั่นเต็มๆ

        “แฮ่ก แฮ่ก เฮ่อ~~ หนังแอคชันชิดซ้ายเข้ามุมไปเลย ทั้งที่ไม่คิดจะปะทะตรงๆ แต่สู้มันไปได้ยังไงวะเนี่ยเรา ไม่สิ สู้ไม่ได้สิแปลก ก็เมื่อก่อนหนักกว่านี้ยังทำได้เลยนี่หว่า...”

     ระเบิดแรงสุดๆ เพดาน ผนัง พังปิดรูกลบทับหมดสิทธิ์กลับไปทางเก่าเลย ตามแผนที่เหลือแต่ทางตรงไปแล้วเลี้ยวเข้าห้องโถงต่อด้วยช่องทางเดินกว้างโล่งเท่านั้นแล้ว กลายเป็นว่าต้องอ้อมโลกกันเลยคราวนี้ แต่ถ้าได้เจอแอนธอนก่อนก็ดีไป ก็ได้แต่หวังว่าเธอยังไม่ตาย   ขอให้สมหวังสมชื่อสักครั้งเถอะพระจอร์จยอดเทพทั้งหลาย



        “ดูท่าจะยาก”     ต้องลุยแหลกแหวกดงอย่างเดียวแล้วมั้งเนี่ย...

     พวกมันอยู่เต็มลอบบี้เลย ยิงกันเปรี้ยงปร้างอีกต่างหาก ไม่รู้ว่ายิงใครยังไงเหมือนกัน     ผมหลบมุมแกล้งเป็นศพอยู่ริมทางหลังกระถางต้นไม้เทียมปากนรกห้องโถงลำแสงเดือด พวกมันอยู่ทางขวามือยิงเข้าใส่อะไรบางอย่างในเงามืด ที่น่าแปลกใจคือทั้งที่อีกฝั่งไม่มีการตอบโต้ แต่พวกมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าปิดล้อม... หรืออีกทางจะมีจำนวนมาก? ไม่สิ..ไม่งั้นก็น่าจะยิงสวนกลับบ้าง แอนธอนเองก็บอกว่ามีแค่ศัตรู แล้วยิ่งถ้าที่ถูกระดมยิงอยู่เป็นแอนธอนจริงมันคงตีกรอบเข้ารุมไปแล้ว... อึ๊!

        ‘ในมือนั่นปืนเลเซอร์ใช่มั้ย? ทางฉันมีสองคน เราต้องเข้าบวกพร้อมกัน’     เฮ้ย!? เสียง! มีเสียงผู้หญิงดังเข้ามาในหัว!!!

     อะ อะไรวะ!? ต่อจากผู้ชายก็ผู้หญิง มันอะไรกันล่ะเหวย!

        ‘คิดไว้แล้วว่าเธอต้องทำได้... เปิดทางให้หน่อย เล็งยิงที่หัวใครก็ได้ไปก่อนซักนัดนึง จังหวะมาฉันลุย’

     รูปแบบประโยคแบบนี้! แล้วยังสั่งๆ เอาอย่างเดียวไม่ไว้หน้ากันอีกต่างหาก แอนธอนแน่ๆ   แล้วเธอทำได้ยังไงล่ะเนี่ยส่งเสียงมาเข้าหัว

        ‘ใช่ฉันเอง จะขาดการติดต่อแล้วนะ ช่วยลงมือด้วย!’

     ว้อย! อะไรกันวะเนี่ย ถึงจะยังงงๆ แต่ก็ต้องลงมือล่ะฟะ   ผมค่อยๆ บรรจงประทับปืนเลเซอร์ไรเฟิลขึ้นตั้งเป้าไปที่หัว PA ตัวที่ใกล้ที่สุดแล้ว เปรี้ยง! ร่างกายหงายลงก้นจ้ำเบ้า!

        “ทำไมปืนเลเซอร์มันถีบแรงจังวะ?!”

     จังหวะที่ผมมัวบ่นกับตัวเอง ผมก็เห็น! ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยจริงๆ ไอ้นั่นมันอะไร จะเว่อแค่ไหนยังไงก็น่าจะมีขีดจำกัดบ้าง แต่นี่มันเกินคำว่าคนแล้วนะเฮ้ย!!!

     ร่างของคนในชุดสูทสีดำลอยควงสว่านกลางหาวเข้าไปหา PA เคราะห์ร้ายที่ชะงักไปกับการยิงของผม ไม่มีคำบรรยายไดจะหยิบยก แม่เหวย! มันไม่ได้ใส่ชุดอวกาศ!!!   เส้นผมของมันพริ้วไหวไปตามท่วงท่า มันกดฝ่ามือข้างซ้ายลงบนหัวเป้าที่พุ่งเข้าไปหาชั่วพริบตาก็มีกระแสไฟฟ้าลั่นแปลบปลาบ หัวของเหยื่อไหม้ชักกระตุก ตามด้วยแอนธอนในสภาพเดิมออกมายิงเสริม   นี่ไม่ใช่เวลาพรรณนา ผมตั้งลำหันยิงเข้าใส่อีก 1 เป้า แต่ไม่เข้า มันหลบได้อย่างมีชั้นเชิงเหวี่ยงดาบเข้าใส่ชายชุดดำ พร้อมจุดบูสเตอร์พุ่งมาทางผม

        “คิดจะหนีเรอะ! เฮ้ยไอ้หนูยิงพร้อมเคลื่อนไหว!”

     นี่ไม่ใช่เสียงผม! ให้ตายเถอะมันน่าจะเป็นเสียงของผู้ชายคนนั้น เขาชี้มาทางผมด้วย มันส่งเสียงมาได้ไงวะ!   ถึงจะสั่งมาอย่างนั้นก็เถอะ แต่ความเร็วที่พุ่งเข้ามาไม่ใช่เล่นเลยนะเว้ย บึ้ก! โอร้กกกกก!!!

        “อะ ไอ้บ้าเอ๊ย!”     ผมโดนมันอัดเข้าเต็มๆ เล่นเอาหมดแรงจะตั้งหลักจนปืนที่กำแน่นหลุดหายไปในเงามืด มันจ่อปืนกระทุ้งพุงผม แล้วบิดตัวหมุนร่างให้ผมหันหลังใส่ชายชุดดำ โดยที่ปืนจี้ติดท้องผม แล้วยังเสียงหวีดที่ผ่านลำไส้ไปรูหูนี่อีก!   แม่งกะยิงทะลวงกูเลยนี่หว่า!!!

        ‘ยกแขนขวาขึ้นเร็วเข้า!!!’     เสียงแอนธอน!

     ยกแขนขวาาาาาา! เป้ง! เปรี้ยงงง!   โอ้วววว ครั้งนี้เผ็ดร้อนกว่าเดิมอีก กระสุนถูกส่งเข้าปะทะตัวปืนที่จ่อท้องผมผ่านทางช่องว่างแขนขวาที่ยกขึ้นจนลำกล้องเปลี่ยนทิศ แต่ลำแสงก็ยังลั่นออกเฉียดท้องผมจนเห็นชุดขาวไหม้ดำไปเป็นแถบ   ไอ้บ้าข้างหน้าผมยังคงเหนือชั้น มันเตะชายโครงขวาผมจนลอยถอยไปทางชายชุดดำ แล้วเปิดตูดติดบูสต์พุ่งไปทางที่ผมเคยแอบทันที แต่ทว่าจากที่ผมควรจะชนกับเขา เขากลับใช้ร่างผมเป็นแท่นเหยียบกลางอากาศดีดตัวเองขึ้นเพดาน แล้วกดขาถีบย้ำดันตัวพุ่งไปทาง PA นั่น แล้วขว้างมีดจากแขนซ้ายเข้าปักกลางบูสเตอร์ของมันจนพังควันพุ่ง!

     และมันก็ไม่มีโอกาสหันกลับมาอีก ควันจางๆ ลอยเป็นทรงกลมออกจากปากกระบอกปืนไกด์โหด แอนธอนปิดเกมส์อีกครั้ง... ว่าแต่ศัตรูร่วมแปดตัวชะงักแค่ไม่กี่วิพวกพี่เก็บหมดได้ยังไงกัน มันใช่คนกันรึเปล่าเนี่ยไอ้พวกนี้!

        ‘ก็ไม่ใช่น่ะสิ..ถ้าหมายถึงคนธรรมดาล่ะนะ’     แน๊! มันยังจะโทรเลขมาตอบ!



        “ดูเหมือนจะปลอดปลวกแล้วล่ะ ไอ้พวกนี้มันกัดเจ็บดีจริงๆ เลย”

     เสียงนี่เป็นของชายชุดดำนั่น เงามืดทำให้มองไม่เห็นอะไรซักอย่าง ถ้าไม่ได้เกาะติดแม่เขียวเสวยไว้ผมคงหลงเลยป้ายไปคนเดียว   ผมหันไปมองนายชุดดำนั่นถึงไม่เห็นหน้าแต่ลักษณะกับบรรยากาศมันคุ้นๆ ยังไงก็ไม่รู้...

        “ถึงแล้วค่ะ”     แอนธอนยืนหน้าประตูแบบบ้านๆ เหมือนห้องที่ผ่านๆ มา มีเพียงช่องรูดบัตรกับแป้นรหัสธรรมด๊าธรรมดา

        “ไม่มีระบบไฟ ฉันจะใช้ระเบิดที่ยึดมาเมื่อกี๊เจาะเข้าไปค่ะ”

        “ไม่ต้อง ฉันจัดการเองถาวรกว่า”     เสียงอันคุ้นหูแบบสุดๆ นายดำมืดวางมือซ้ายดำปึ้ดลงบนประตูแล้วก็ แปร๊ะๆๆๆ ไฟฟ้าแล่นขึ้นมาแปลบหนึ่ง

     ประตูก็เลื่อนเปิดออกเหมือนกับการทำงานตามปกติของมัน ไม่ใช่แค่ประตูแต่ภายในห้องก็มีแสงไฟสว่างจ้าที่โหยหามานานของหลอดนีออนด้วย ที่สำคัญเลยสายลงรุนแรงที่ตีอัดเข้าจนเกือบปลิวไปนี่อีก...

        “มีอากาศ?”     ไม่ใช่คนจริงๆ สินะครับคุณพี่ แค่พี่ไม่ใส่ชุดอวกาศกลางสุญญากาศน้องก็งงจนทำอะไรไม่ถูกแล้วครับ... นี่มันอะไรกันโว้ย!!!



     ในห้องที่โล่งสนิทมีเพียงผนังขาวผ่องเหมือนห้องอื่นๆ สายลมอันรุนแรงก็หยุดพร้อมประตูที่ปิดลง   เน็คไทสีม่วงอ่อนพลิ้วไหวค่อยๆ อ่อนยวบลงเข้าที่ แอนธอนเปิดหมวกออกเป็นสัญญานว่าหายใจได้ในทันที ทีนี้เมื่อผมลองมองหน้าพี่สูทดำชัดๆ แล้วก็พบว่า!!!

        “พี่ชายที่เจอก่อนขึ้นลิฟต์นี่!? บ้าน่า!!!”

        “อ้าว! ไอ้หนูที่โดนฉันอำไปนี่หว่า ฮะฮะฮะ ลิฟต์มันกลมเนอะ”     เขาย่อเข่าชี้หน้าผมด้วยใบหน้ากวนๆ แล้วหันหน้ากลับอารมณ์ไปทางแอนธอนแล้วพูดเชิงปัดอะไรซักอย่าง

        “เอ้า เอาของที่ซ่อนไว้ออกมาซิ รู้อยู่ว่ามีเรื่องอยากจะถามแต่ไม่มีเวลาขนาดนั้น...”

     แต่ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าชัดเจน เสียงที่แว่วมาตอนเรายืนแกร่วหลังโดนแอนธอนทิ้งกับเสียงของคนเมื่อ 6 ปีก่อนมันเป๊ะกับเสียงเขามาก ตอนก่อนขึ้นลิฟต์รีบๆ เลยไม่สังเกตุ แล้วยังพลังที่แขนซ้ายนั่นอีกพอดูดีๆ เขาใส่ถุงมือดำข้าเดียวอีกข้างมันมืดสนิทของมันอยู่แล้ว เอาเป็นว่า

        “ผมมีเรื่องอยากถามคุณแค่เรื่องเดียว”

        “ถ้าเรื่องที่ได้ยินเสียงฉันมันคือโทรจิตน่ะ ที่เหลือละไว้”     แอนธอนชิงตอบ ผมก็พอเข้าใจแล้วถึงความอลังแต่ทว่า

        “ผมมีเรื่องจะถามพี่นักธุรกิจนี่ต่างหาก เมื่อกี้นี้เสียงคุณ เอ๊ยไม่สิ เอาให้ตรงกว่าเลย 6 ปีก่อนตอนสงครามระอุที่ไทย...”

        “ฉันชื่อพิชิต กำชัยพล เมื่อ 6 ปีก่อนฉันไปเยี่ยมอนุสาวรีย์สหายที่คิวบาไม่ได้อยู่ไทย... ฟังให้ดีนะ พลังของฉันไม่ได้สะดวกอะไรมากมายน่าจะเห็นตอนติดแหงกกันเมื่อกี้แล้ว รีบเอาของออกมาแล้วเผ่นกันก่อน”

     ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่เพียงช่วงที่พูดถึงเรื่อง 6 ปีก่อน สายตาที่เขามองผมมันแปลกๆ เหมือนกับโล่งใจที่เห็นผมอีกครั้ง คิดไปเองมั้ง? ว่าแต่อนุสาวรีย์สหายที่คิวบานี่มันไผกันละวา   เวลาเดียวกันนั้นแอนธอนเดินไปหยุดที่ผนังฝั่งตรงข้ามประตู เธอยกนิ้วจิ้มๆ ลงบนพื้นผิวขาวนวลว่างเปล่า เสียงปี้บดังขึ้น 3 ครั้งเป็นสัญญานของ... โอ้แม่เจ้าโว้ย!

        “นี่มัน...ช่างสุดยอดยิ่งใหญ่! จะได้กลับไปกินเนื้อซะที อะไรดีล่ะก๋วยเตี๋ยวเนื้อดีมั้ย?”

     พี่นักธุรกิจหน้าหนวดพูดติดตลกตบไหล่ผมที่ยืนตะลึง ยังงี้นี่เองที่ว่าห้อง รปภ. ไม่ใช่คนในไม่มีทางรู้ ผมยังคิดย้อนไปตอนเข้าปะทะกับศัตรูถ้ามันกรูกันเข้ามาด้วยอุปกรณ์เหนือชั้นที่อยู่ตรงหน้าผมนี่คงไม่รอดร้อยเปอร์เซ็นต์

        “PA ใช้ในอวกาศขนาดเล็ก แต่กลับติดเกราะแม่เหล็กไฟฟ้าดีดตัวไว้จนทั่ว... ถ้าพวกที่บุกมามันมีไอ้นี่เราคงยิงไม่เข้า”

     อาวุธยุทโธปกรณ์มากมายทั้งโล่หน้าตาแปลกๆ กับท่อยิงมิซไซล์ติดไหล่โผล่มาข้างหลังผนังที่เลื่อนลง PA พร้อมรบเต็มสูบ 8 เครื่อง กับอาวุธที่ถล่มกองร้อยได้สบายๆ นี่มันไม่น่าจะใช่ของที่ รปภ. เขาใช้กันเลยนะ

        “น่าเสียดายที่ไม่มีใครมาเอาไปใช้ทัน ไม่งั้นคงพอต้านได้”     แอนธอนพูดพลางถอดชุดออกจนหมด เฮ้ย! แก้ผ้ากันเลยเรอะ!?

     แม้แต่เสื้อในก็ถอด ถึงจะหันหลังให้ก็เถอะ! โอว เนินขาวๆ ที่แพลมออกมาครึ่งนึงนั่นมันอะไรหว่า

        “มัวช้าอะไรอยู่เล่า ถอดชุดซะแล้วใส่ไอ้นี่”

     คุณพี่ผู้พิชิตดึงจุดสนใจของผมกลับไปหาเขาที่..ที่ถอดชุดสูทออกจนเกลี้ยงแล้วกำลังสวมชุดอะไรบางอย่างอยู่ พอดูดีๆ แล้วมันเป็นชุดยางรัดรูปฟิตเข้าลำตัว เขายื่นให้ผมด้วยตัวนึง

        “หา? ถอดเลยเหรอเพ่!”

        “ไม่ถอดแล้วจะใส่ยังไงล่ะฟะ ดูโน่นแม่มรกตใส่เสร็จแล้วเห็นมั้ย มัวชักช้าอดดูของดีเลยเป็นไง”

     แอนธอนสวม PA เสร็จเป็นที่เรียบร้อย เธอกำลังง่วนอยู่กับอุปกรณ์มากมายก่ายกอง ดูท่าทางคงอยากขนไปให้หมดเลยนะนั่น   เฮะ หมอนี่เรียกแม่มรกตเหรอ เข้าใจเรียกแฮะ แต่ทำไมไม่โวยใส่วะ ทีตอนเราจะเอากระสุนยัดปาก

     ไม่ถึง 10 นาทีผมก็สวม PA เสร็จ ความรู้สึกตอนแรกมันอึดอัดนิดหน่อย แล้วซักพักตัวชุดมันก็ปรับขนาดให้เข้ากับร่างผม ยังกับไม่ได้สวมเกราะอยู่เลย จอภาพภายในหมวกใช้ระบบสั่งการด้วยสายตา บูสเตอร์เองก็ใช้เสียงสั่งได้ แถมพอขยับเร็วๆ ช่องลมตรงไหล่กับตรงแข้งก็ช่วยขับดันจนเร็วกว่าปกติอีกต่างหาก ตัวเบาโหวงเลย!

        “เออ จริงสิแกชื่อสมหวังใช่มั้ย เด็กผู้หญิงที่มาด้วยกันก่อนขึ้นลิฟต์ร้องแรกแหกกระเซิงหาแกใหญ่เลย แลวก็ไอ้เด็กผู้ชายอีกคนด้วยนั่นพวกเพื่อนแกสินะ... ฉันช่วยพวกนั้นออกไปแล้ว”

     พวกเราเหรอ ช่วยออกไปแล้วเหรอ ทำได้ยังไง?

        “หึหึหึ ไอ้นี่แปลกแฮะ แทนที่จะดีใจดันคิดว่าทำได้ยังไง หน้าแกมันฟ้องไม่ร้องออกมาก็รู้ เอาเป็นว่า...ไม่สิต้องบอกเธอคนนี้สิ”

     เขาหันไปทางแอนธอนแล้วยื่นอะไรบางอย่างให้ รูปร่างคล้ายๆ แฟลชไดรฟ์

        “เราต้องแยกกันไป สาเหตุไม่ต้องถามแต่พวกมันทั้งหมดพลิกโลกล่าฉัน ถ้าพวกเธออยากรอดก็ไปให้ถึงจุดที่ระบุในนี้ เวลาคือหลังจากนี้ 40 นาที ไม่ขาดไม่เกิน อ้อ อีกอย่างนึง SA017 แค่นี้แหละ”

        “นี่คุณ... ไม่สิ อีก 40 นาทีสินะคะ ฉันจะไปให้ทัน”



     พวกเราแยกทางกันหน้าห้องนั้นเลย ผมกับแอนธอนหักออกนอกลิฟต์ไปยังเขตรางรถไฟซึ่งเป็นชั้นนอกสุด ถัดไปก็เป็นอวกาศแล้วแต่เจาะรูออกไปไม่ได้มันหนาจัด   ตามปกติจะมีไฟฟ้าวิ่งอยู่ตลอดรางต้องขอบคุณระบบที่ล่มจริงๆ ส่วนแผนการก็สั้นๆ ง่ายๆ ลงไปตามทางนี้เรื่อยๆ แค่นั้น ซึ่งที่ชั้นล่างลงไปหลายร้อยเมตรพวกเราเห็นวัตถุแปลกปลอมขนาดมหึมาสีขาวมัวตอกทะลุจากชั้นนอกเข้ามาปักคาหอ แอนธอนสบถออกมาว่า “False Angel” ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เธอบอกว่าเป็นยานอวกาศชั้นบัญชาการสมัยสงคราม ที่เห็นนั่นคือส่วนหนึ่งของปากกระบอกปืนมันยิงเจาะเข้ามาแบบกระชั้นชิดกำแพงเลยเอาไม่อยู่... ปากกระบอกปืนอะไรวะใหญ่ยังกับถนนสองเลน?

        “ตามล่าคนๆ เดียวทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ เว่อเกินไปจนหลุดจักรวาลเลยนะครับ”

        “ผู้ชายคนนั้นไม่ธรรมดา เป็นคนที่ไม่สมควรมีตัวตนที่สุดในสายตาของเซนต์ลูเซียน... เอ๋อ พูดไปเธอก็ไม่รู้นี่นะ”

     จริงของเธอคุณเซนต์ลูเซียนที่ว่านี่คงเป็นเจ้าพ่อระดับเดียวกับพระเจ้าแหงๆ ถึงได้ขนของแบบนี้มาล่า ไม่สิผู้ชายคนนั้นต่างหากที่ระดับพระเจ้าจนต้องขนของระห่ำกำลังพลมาล่าให้ตายกันไปข้างแบบนี้

        “ลงไปตรงๆ ไม่ได้แล้วล่ะ เดี๋ยววนอ้อมไปอีกฟากเอาแล้วกัน จิตมุ่งร้ายส่วนใหญ่ไปรวมอยู่ใกล้ๆ กับจิตของผู้ชายคนนั้นแล้วยังลดจำนวนลงเรื่อยๆ พวกมันคงไปจากชั้นนี้หมดแล้ว”

     ไปรวมอยู่กับพี่พิชิตคนนั้นน่ะเหรอ ที่ลดจำนวนลงไปด้วยนี่คงโดนเชือดทิ้งแหงแซะเพราะตอนแยกกันเขาเลือกไปแต่อาวุธประชิดตัวทั้งนั้น ผิดกับพวกผมที่ขนมากระทั่งท่อยิงมิสไซล์หลายลำกล้อง แอนธอนยังถือโล่กันอาวุธเลเซอร์มาอีกด้วย

        “คุณสัมผัสได้ไกลสุดแค่ไหนเหรอ? ว่าแต่ไอ้ชุด PA นี่มันมีฟังก์ชันแปลกๆ เยอะจังนะมีกระทั่งเกมตกยุคอย่างเททริส”

        “ไกลสุดก็ประมาณ 300 เมตรไม่แน่ไม่นอนนักหรอกนะแค่ลางๆ ส่วนไอ้เททริสน่ะไม่ได้มีไว้เล่นๆ นะ มันเป็นการฝึกใช้ระบบสั่งการด้วยสายตา ลองดูดีๆ มีอีกเกมที่ยากกว่าด้วยที่ชื่อ Clikr(คลิกเกอร์) น่ะ อันนั้นโคตรยากเลย พวกนี้เป็นพื้นฐานในแบบเรียน PA เลยนะ ช่วงนี้ทางยังโล่งลองฝึกดูแล้วกัน”     เธอพูดทำเสียงใสๆ เหมือนเด็กน้อยที่ได้ของเล่นใหม่

     มันใช้เกมหน้าตาน่ารักน่าหยิกแบบนี้มาฝึกทหารให้ไปฆ่าคนเหรอวะเนี่ย! ผมลองเปิดคลิกเกอร์เล่นดูภาพหวานแหววกับเพลงประกอบแบบเกมสำหรับเด็กระบบก็แค่ลบบล็อคสีเล็กๆ ที่เกะกะออกให้สีอื่นเรียงกันเป็นสี่เหลี่ยมใหญ่ขึ้นแล้วลบมันทิ้งอีกจะได้คะแนน เหมือนเกมพัซเซิลทั่วไป แต่พอต้องคุมด้วยสายตานี่มันยากสุดๆ เลยแฮะ ทั้งพลิกไปมาทั้งคอยลบบล็อคให้ทันเวลาที่จำกัด โอย..มึน หืม? อยู่ดีๆ แอนธอนก็จับข้อมือผมไว้

        “มันยังไม่เห็นเรา ฉันจะบุกตรงเข้าไปจากนั้นใช้มิสไซล์ล็อคศัตรูให้เยอะที่สุดยิงแล้วปลดทิ้งไปเลย”

     เจอศัตรูอีกแล้วเรอะ ทั้งๆ ที่อีกนิดเดียวจะเล่นจบด่านแรก..เอ๊ย! จะหลบมุมผ่านใอ้ปืนใหญ่เนโออาร์มสตรองไซโคลนเจ็ตอาร์มสตรองบ้านั่นได้แล้วเนี่ยนะ!

     ผมยังไม่เห็นวี่แววศัตรูเลย ส่วนแอนธอนเธอบูสต์ไล่ไปกับขอบหอนำหน้าผมไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องขึ้นไปข้างบนไม่ก็ลงข้างล่างของเธอ... ลงล่างแล้วกัน ผมเปิดบูสต์เบาๆ ดิ่งลงใต้เท้าเธอแบบกลับหัวกันหรือก็คือผมบินขึ้นในทิศของผมนั่นแหละ   ไม่ถึง 3 วินาทีก็..เห็นแล้ว!!

        “6 ตัวเหรอ มีอีกรึเปล่านะ... เอาล่ะขั้นแรก..เรียกใช้มิสไซล์”

     ผมเข้าหลบหลังซอกเล็กๆ เลียดหอ สัมผัสได้บริเวณไหล่มีเสียงกริ้กขึ้นพร้อมกับที่ปากลำกล้องเปิดออก ที่จอภาพระบบจับเป้าศัตรูเป็นกรอบสีแดง ส่วนตัวล็อคเลเซอร์ของแต่ละหัวรบกำลังไล่เข้าล็อค ปิ้บ 1 ปิ้บ 2 ปิ้บ... อื๋อ? เหมือนมันหันมาทางเรา... เฮ้ยมันรู้ตัวแล้ว!!!

        “จริงสิมันตรวจจับระบบล็อคเลเซอร์ได้!”

     มันหันมายิงใส่ผมทันที! ลำแสงวาบหนึ่งเฉียดเกราะส่วนแขนไปเลย นั่นทำให้ผมหมดตัวเลือก!

        “ยิงได้!”     ฮึ่ม ล็อคออกไปได้สี่ลูกจากเก้า     “ปลดมิสไซล์!”

     ท่อปล่อยมิสไซล์หลุดจากไหล่ จรวดสี่ลูกพุ่งฉวัดเฉวียนหมุนเวียนเข้าไปหามัน ผมจุดบูสเตอร์บินขึ้นหนีมันลงไปข้างล่าง มิสไซล์เข้ากลางเป้าเต็มๆ 2 ตัว ล่อซะกระจุย ส่วนอีกสองลูกมันยิงทิ้งทัน พวกมันยังตามยิงไม่ลดละ ผมอาศัยโยกหลบแล้วเปิดบูสต์สุดตัวเอา แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นทำเอากะโหลกสั่นมันเร็วมากจนคุมแทบไม่ทัน!

        ‘ทำอะไรน่ะ นายออกนอกระยะสนับสนุนแล้วนะ!’     เสียงแอนธอนดังเข้ามา!?

        “ผมคุมไม่ทัน ช่วยด้วย โว้ย! จะตามยิงกูอีกนานมั้ย อ้ะ!”

     บรึม! อ้าก!!! ร้อนชิบหาย ความร้อนแผ่ซ่านเข้ามาทางไหล่ขวา ร่างกายผมเสียสมดุลจนบูสต์หันมั่วลำตัวซ้ายพุ่งเข้ากระแทกติดกับกำแพงส่วนรอบนอกของหอ!

        “อั่ก! โดนเข้าให้แล้ว!!! แขนไหม้แล้ว อ้ากกกก!!”

        ‘ใจเย็นไว้มันยิงโดนเกราะแม่เหล็กพอดี แขนนายยังอยู่!’

     อยู่แต่ร้อนบรรลัยอย่างนี้จะไปขยับยังไงไหว อึ๊! จริงสิ ที่ข้างเอวของชุดมีสลิงสำหรับยึดเกี่ยว กำแพงส่วนรอบนอกห่างจากส่วนในแค่ 5 เมตรกว่ามันจะเข้าระยะหวังผลก็หลายวิ จะตายก็ขอไว้ลายก่อนล่ะวะ!

        “สลิงขวา! ล็อค!!”     ผมไล่สายตาไปตรงมุมบนขวาจากกลุ่มของพวกมัน กำแพงรอบนอกตรงนั้นมีราวเหล็กอยู่

     แอนธอนตามยิงสมทบผมแต่มันพลาดไปซะหมด เธอมีแค่ปืนเลเซอร์ยิงต่อเนื่องก็ไม่ได้ ถึงจะพกโล่มากันต้านลำแสงได้แต่แรงถีบก็ดันเธอออกไปโดนรุมแบบนี้เธอคงไม่รอด อีกตัวหนึ่งไม่หันไปร่วมวงกินโต๊ะกลับตามมาซ้ำผม  ฉันต้องทำ ทำอะไรซักอย่างแล้ว!!!

        “ยิงสลิง”     แผ่นเหล็กติดลวดที่ข้างเอวติดไฟพุ่งไปยังจุดที่ผมคาดหวัง แต่มันไม่ไปติดพันกับราวเหล็กกลับกันมันอ้าปากออกงับเจาะฝังเข้าไปในเนื้อเหล็ก ก็ยังดีล่ะวะ!

     มันดึงตัวผมตรงไปยังจุดนั้นหลบเลเซอร์ที่ยิงไล่หลังไปแบบหวุดหวิด สลิงพับเก็บเข้าที่เดิมตามด้วยถีบตัวขึ้นติดบูสเตอร์ แขนขวาเริ่มชาแล้ว แต่ยังพอกระดิกนิ้วได้ดีที่ตัวชุดมีระบบช่วยเล็ง ผมใช้แขนซ้ายประคองปากลำกล้องให้เป้าแสดงทิศทางที่เล็งบนจอภาพมันเบนไปทางศัตรูที่อยู่ในกรอบสีแดงแล้วยิง!

     ตัวที่ผมตั้งใจเล็งหลบไปได้ แต่ทว่าไอ้ข้างหลังโดนเข้าเต็มๆ ดับไป เหลือสามตัวล่ะ   แอนธอนถูกยิงต้อนเข้ามุมชิดกับรางรถตรงจุดที่ผมปลดอาวุธไว้ ดีล่ะ!

     ไอ้ตัวที่ไล่ยิงพอหลบพลาดเพื่อนตายมันสะดุดหยุดไปชั่วขณะ ผมรีบบูสต์ฉากออกไปทำท่าเหมือนจะหนีทันที เปิดตูดโล่งเต็มที่จนไอ้ตัวที่ไล่ยิงลังเลแล้วหันไปสมทบยิงแอนธอนที่ติดพัน

        “อย่าพึ่งออกไปจากจุดนั้นนะแม่เขียวเสวย อาจจะรุนแรงไปบ้าง!”

     ต้องขอบคุณระบบช่วยเล็งกับความเร็วของกระสุนลำแสง มันทำให้คนแขนเดี้ยงอย่างผมเล็งได้อย่างแม่นยำ ผมไม่ได้เล็ง PA พวกนั้น เพราะถ้าใช้ระบบช่วยล็อคพวกมันจะจับสัญญานว่าโดนล็อคได้เหมือนตอนมิสไซล์ ที่ล็อคไปน่ะสหายเก่าต่างหาก...

     เปรี้ยง! ลำแสงแดงแวบขึ้นเล็กน้อยพอติดตา ปลายของมันจรดเข้ากับเป้าหมายผ่านช่องว่างระหวางผู้ไล่แล้วจึง ตูม! น่าจะดังตูมนะ พอดีตัวไม่ติดพื้นผิวด้วยสิเห็นแค่ลูกไฟลูกใหญ่ระเบิดออกมาเท่านั้น เป้าที่ผมยิงใส่ไปก็คือชุดมิสไซล์ที่ปลดไปนั่นเอง อุตส่าห์เหลือกระสุนตั้ง 5 ลูกทิ้งไว้เสียดายแย่

     แอนธอนยกโล่ขึ้นกันระบบของโล่ช่วยต้านทำให้ให้เธอไม่โดนกลืนเข้าไปในกองไฟผิดกับผู้เคราะห์ร้ายรายที่ไล่มา มันถูกกลืนเข้าไปเลยเต็มๆ 1 ตัว ส่วนอีกตัวปลิวอัดกับตัวหอ แอนธอนอาศัยโอกาสนั้นหย่อนระเบิดมือลงไปอีกลูกแล้วอาศัยแรงส่งจากดวงไฟที่สองพุ่งตรงมาทางผม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า...

        ‘สลายตัวเร็ว มันมีมาสมทบอีกร่วม 5 ตัว!’

     เธอพุ่งตัวนำผมลงไปข้างล่าง พุ่งไปอย่างมั่นใจแบบนี้ต้องมีอะ...ไอ้นั่นมัน! รถไฟนี่หว่า   ผมจุดบูสต์เต็มที่ตามเธอไป ความรู้สึกยังกับบิดมอไซจนมิดนี่มันช่างเร้าใจเสียเหลือเกิน


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -เสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ... นาย สมหวัง- (เทคโนโลยีแห่ง UnReal part 5)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ กุมภาพันธ์ 29, 2012, 07:41:04 PM
        “ยกเลิกระงับการสื่อสาร เบรคเป็นใช่มั้ย?”     เสียงของแอนธอน คราวนี้มันดังมาจากระบบสื่อสารปกติไม่ใช่จี้ดเข้าสมอง

        “เป็นครับ!”     พูดงั้นแสดงว่าให้หยุดเมื่อถึงรถไฟ งั้นก็หยุดเลย   ผมอาศัยช่วงขาเหวี่ยงทั้งร่างไปทิศตรงข้าม ท่อขับดันหลังน่องเสริมให้ต้านแรงดันจากบูสเตอร์กำลังสูงได้ พอกลับทิศปุ้บก็ลดแรงส่งบูสเตอร์ลง และมันก็หยุดตรงด้านข้างรถไฟส่วนหลังสุดเกือบหัวขบวนด้านท้ายพอดี

     แม่เขียวเสวยชักดาบคลื่นความร้อนสูงออกมาปักมันลงไปที่ด้านข้างตัวรถ ตามด้วยกรีดมันไปคงพยายามเจาะรูเข้าไปเพราะประตูมันอยู่เลยไปอีกหนึ่งโบกี้ ไม่มีคำถามไดๆ ผุดขึ้นในใจผมคว้าดาบตัวเองกดลงอีกทางช่วยเธอผ่าทันที

     เราเจาะเปิดเข้าไป แอนธอนเดินไปที่แผงควบคุมท้ายขบวนนี่คือเหตุผลที่เข้าทางนี้นั่นเอง เธอเปิดไฟที่ตัวรถและทั้งขบวนก็เริ่มส่งเสียง มันคงมีระบบไฟสำรองเผื่ออุบัติเหตุสินะ งั้นก็ต้องลงไปได้แน่ด้วยไอ้นี่แต่...

        “เฮ้ย! คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่ามันเร็วเกินไปน่ะ!”

        “แล้วก่อนเทียบท่ามันเร่งแรงนักรึไง มันปรับความเร็วได้เฟ้ย! แกนี่คิดเรื่องอื่นละเหนือชั้น แต่ไอ้เรื่องปรับระดับได้นี่บ้องตื้นชะมัด”

     โห คุณเธอด่าเราย้อนกลับไปได้ถึงเรื่องปืนเลยแฮะ กึง! ตัวผมอัดติดกับท้ายขบวนโดยไม่ได้นัดหมาย!

        “คนมันแรงต่างหากเล่า ไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อย!”     พอสังเกตุดูดีๆ ยัยมะม่วงเน่านี่เกาะขอบสบายเฉิบไม่บอกกันเลยว่าออกตัวแล้ว ล่อซะแขนขวาเจ็บหนักกว่าเดิม



     ลงมาได้ซักพักแล้วไม่มีวี่แววศัตรูเลย ก็นะ... ถึงจะเร็วไม่ขนาดที่อัดตัวเราจนเละ แต่ก็แรงขนาดที่ PA ติดอาวุธบ้านๆ พวกนั้นตามไม่ทัน ทว่าเราสองก็พาลขยับไม่ได้ไปด้วย ผมเห็นแม่เขียวเสวยเปิดบูสเตอร์เอาไว้เล็กๆ ผมจึงลองบ้างซึ่งมันก็ใช้ได้ดี แรงเฉื่อยที่เกิดขึ้นช่วยประคองไม่ให้ความเร็วสูงส่งตัวผมไปอัดเล่นได้ง่ายๆ   แอนธอนหันมามองผมแล้วพูดด้วยเสียงหวานเจื้อยแจ้ว

        “ฉันมองคนไม่ผิดเลยแฮะ การสังเกตุ ประมวลผล แล้วลงมือทำของนายมันไม่ธรรมดาจริงๆ อัจฉริยะชัดๆ ที่กล้าพูดก็เพราะสังเกตุตั้งแต่ตอนที่...”     ฉับพลันเสียงของเธอกลับกลายเป็นของฆาตกรเมื่อ     “...แกหลอกซุกหน้าอกฉัน”

     ยังจะเคืองอีกเหรอว้า!? นี่ตกลงจะชมกันแบบเต็มที่ไม่ได้ใช่มั้ยคนดี!   เธอยังคงพูดต่อ...

        “ไม่สิตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว ที่นายห้ามไม่ให้เพื่อนพูดเรื่องสีผมของฉัน ถึงหน้าตาจะห่วยปากเฮงซวยไปหน่อยแต่สมองไม่เป็นรองใครจริงๆ เริ่มจะชอบหน้านายขึ้นมาบ้างซะแล้ว”

     โว้ยชมอย่างเดียวสิวะ! อะไรวะ ไม่ให้ล้อปมด้อยตัวเองแต่ตัวเองดันมาลั่นปมด้อยชาวบ้านเขาพล่อยๆ เลยเนี่ยนะเฮ้ย! แต่ไอ้คำว่า ‘เริ่มจะชอบ’ นี่สิ อืม... หัวใจมันเต้นระทึกเลยนะเนี่ย ทั้งชีวิตที่ผ่านมาพึ่งจะมีผู้หญิงบอกว่าชอบก็วันนี้!!! ถึงจะแค่ ‘เริ่มจะ’ ก็เถอะ...

        “เอ่อ เวลาเหลืออีกกี่นาทีครับ”     ผมฉายภาพจุดนัดพบขึ้นบนจอ สุดขอบหอคอยชั้นที่ 40 จากผิวดิน นับว่าไกลจากจุดที่เราอยู่พอดู

        “27 นาที ถ้ารถไฟไปได้สะดวกก็คงถึงใน 10 นาที... ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าผู้ชายคนนั้นทำได้ฉันก็ต้องทำได้”

     น้ำเสียงของเธอมั่นคงอย่างบอกไม่ถูก ผมไม่รู้ว่าเธอไปพกความมั่นใจมาจากไหน แต่มันเหมือนว่าเธอไม่กลัวตายมากกว่า แอนธอนยังคงบ่น ออกมาผ่านระบบสื่อสาร

        “ข้อเสียของนายมีอยู่อย่างเดียวคือในบางครั้งนายยังขาดความมั่นใจอยู่ จำคำฉันไว้ ถ้ามั่นใจซะอย่างหวังอะไรเดี๋ยวก็ต้องได้เชื่อสิ...”

     ปี้บ! ปี้บ! ปี้บ! เสียงแจ้งเตือนกับแถบสีแดงกระพริบที่มุมจอ แอนธอนผละมือเข้าคว้าแขนผมกระชากตัวดีดออกไปทางรูที่เจาะเข้ามา ไม่มีเวลาให้ตั้งตัวรถไฟก็จมลงไปในกองเพลิงด้านล่าง แต่ที่ทำให้รูขุมขนทั่วตัวลุกชันก็คือ

        “ไอ้เวรเอ้ย! บูสต์เต็มกำลัง!!!”     แอนธอนสบถแล้วกดแรงลงที่แขนผมหนักข้อขึ้น ผมเองก็ติดเครื่องเต็มที่เช่นกัน

     เสาลำแสงสีขาวเคลื่อนไล่หลังเราเข้ามา กองเพลิงลุกท่วมตามเส้นทางที่มันพาดผ่าน! แนวระนาบของมันชันขึ้นเรื่อยๆ ดูราวกับมันเป็นคมดาบที่เหวี่ยงเข้าฟันเราสอง จังหวะที่มันกำลังจะเข้าถึงตัวพวกเรา แอนธอนก็ถีบตัวผมออกไปแล้วเธอล่ะ!

        “แอนธอน!!!”

     ร่างของเธอถูกกลืนไปในลำแสง! ชั่วพริบตาเดียวกันพายุเพลิงขนาดมหึมาก็พัดขึ้นจากรอยฟันโหมเข้ากลืนร่างของผม!

        “มันอะไรกันโว้ยยยยยยยยย!!!”



     มืดไปหมด... ไม่ใช่ๆ เหมือนถูกอะไรบังอยู่มากกว่า จากเส้นร่างต่างๆ ที่แสดงระบบและบอกสถานะบนจอภาพ นั่นหมายความว่า PA ที่ใส่อยู่นี้ยังไม่ต้องส่งเซียงกง   ฮึบ ครึ่กๆๆๆ

     ยังคงไม่มีแสง แต่มันก็เป็นพื้นที่โล่งแล้วล่ะนะ ผมเปิดระบบอินฟราเรดมองไปรอบๆ พูดได้คำเดียวว่า

        “เละเทะ... แล้วแอนธอนล่ะ!”

     ผมพยายามตะกุยช่องทางข้างหน้าออกไป ตอนนี้ผมถูกฝังอยู่ใต้กองปูนและเศษเหล็ก พอลองสังเกตุดูที่ชุดก็พบว่าแผ่นเกราะแม่เหล็กไฟฟ้าหลุดลุ่ย

        “มันก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีแล้วล่ะนะ”     สภาพที่ทั่วร่างเต็มไปด้วยเศษวัสดุทั้งหลายแบบนี้ไม่ตายก็ดีแค่ไหนแล้ว เกราะพวกนั้นคงดีดตัวเข้าปะทะลดแรงกระแทกให้เรา

     ไม่กี่อึดใจผมก็เจาะรูออกไปได้... โพรงมืดสนิทเบื้องล่าง ยังมีไออุ่นกรุ่นควันหลงเหลืออยู่ ส่วนฝั่งตรงข้าม... เข่าไร้ซึ่งเรี่ยวแรง อยากจะร้องไห้แต่น้ำตามันดันแห้ง

        “บ้าเอ๊ย! บัดซบๆๆๆๆ ทั้งที่รอดมาด้วยกันแท้ๆ โว้ยยยยยยยย!”

     ร่องรอยที่ลำแสงบรรลัยกัลป์นั่นเหลือไว้มีเพียงซากของอะไรหลายๆ อย่างล่องลอยไปมาผ่านช่องว่างที่เจาะออกไปถึงอวกาศ แต่กลับไม่มีร่างของเธออยู่เลยแม้แต่เศษเสี้ยว... แต่เดี๋ยวก่อน! ตอนที่เราถูกทิ้งก็เพราะไม่มีใครเห็นตัวเรานี่หว่า สติมาปัญญาเกิดขึ้นทันพลันเลยเรา   เธอต้องยังมีชีวิตอยู่สิ! เกราะที่ใส่ก็แบบเดียวกันแถมมีโล่นั่นอีก อย่างแอนธอนต้องไหวตัวทันอยู่แล้ว...

        ‘เออ ฉันยังไม่ตายอย่างที่นายว่านั่นแหละ แต่ขยับไม่ได้ให้ตายสิ!’

        “เฮ้ยจริงอ่ะ!”     ตายยากจริงๆ พับผ่า กำลังบ่นหาก็มาพอดี!     “ตอนนี้อยู่ไหน?”

        ‘จากตำแหน่งของนายจะเห็นร่องทะลุออกอวกาศข้างหน้า เข้ามาในร่องสังเกตุทางขวา’

     รอช้าอยู่ทำลำไยอะไรล่ะ ไปเลยสิพวก! ผมเข้าไปภายในมันยังอยู่ในสภาพระอุอยู่เลย แล้วอย่างนี้แม่เขียวเสวยของผมจะเป็นยังไงบ้างล่ะเนี่ย อ๊ะ! แสงไฟส่องทอดออกมาจากข้างบน ผมลอยขึ้นไปหาทันทีแล้วก็ได้เห็น... มันเป็นภาพที่ไม่น่าดูซักเท่าไหร่นัก เหมือนอย่างตอนปั้นดินน้ำมันแล้วกดก้อนหินลงไปยังไงยังงั้น เพียงแต่..หินก้อนนั้นมันดันเป็นเธอ

        “บัดซบเอ้ย! เป็นไงมั่ง”     ผมจ่อตัวเข้าประชิดเธอ

        “ละ แล้วเห็นว่า..ฉันอยู่ดีนักเรอะ แฮ่ก...”     เสียงของเธอผิดกับที่โทรจิตเข้ามา มันอ่อยเอื่อยหมดสิ้นเรี่ยวแรง

     เป็นไปตามคาด โล่ที่ละลายหายไปครึ่งหนึ่งเป็นหลักฐานถึงความพยายามเอาตัวรอดของเธอ ร่างกายซีกขวากดฝังลงไปในชั้นของโลหะร้อน ผมชักดาบขึ้นค่อยๆ กร่อนพวกมันออกไป เสียงหวีดร้องจากความเจ็บปวดดังมาเป็นระยะๆ ทุกครั้งที่ผมลากตัวดาบสีฟ้าร้อนผ่าวลงใกล้ตัวเธอ

        “มะม่วงสุก..น่ากินมั้ย ฮิฮิ อ๊าาาา!!!”     อยู่ในสภาพแบบนี้เธอยังจะอุตส่าห์หาเรื่องชวนหัว

        “โอว หวานมันไปถึงแก่นกะโหลกเลย สมกับเป็นเขียวเสวยจริงๆ ทนอีกนิดนึง...”

     ในที่สุดก็ดึงร่างของเธอออกมาจนได้... มันช่าง อึก พูดอะไรไม่ออก   เกราะซีกขวาของเธอแทบจะละลายติดกันเป็นเนื้อเดียว แค่ฝั่งเดียวเท่านั้นมันทำผมสั่นไปถึงทรวงใน หมายความว่าเธอเป็นอัมพาตไปครึ่งตัวแบบผ่ากลาง บูสเตอร์เองก็หลอมเหลวไปแล้ว   เหมือนเธอจะจับความรู้สึกผมได้จึงเริ่มปริปากเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง มันขึ้นต้นด้วยตัว...

        “ท. ทหารต้องอดทนสิ ฉันชอบเพลงของมาลีฮวนน่าก็จริง แต่ไม่อยากได้ยินชื่อเพลงๆ นึงตอนนี้นะ”     ผมชิงพูดขึ้นมาก่อน

        “ฉันไม่รู้จักหรอกมาลีฮวนน่าน่ะ มันชื่อเพลงอะไรล่ะ...”     เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

        “โปรดทิ้งฉันไว้”

     ไม่มีคำพูดใดๆ จากเธออีก ลองหยอดไปซักหน่อยดีกว่า

        “ถึงตาฉันฉุดกระชากเธอบ้างแล้ว อย่าเป็นมะม่วงเปรี้ยวก็แล้วกันมันจะหลุดมือเอา”

        “นุ่มนวลหน่อยนะ เดี๋ยวช้ำแล้วจะไม่น่ากิน”     กับเสียงลมหายใจระเรื่อ

     ตอนเธอสุกนี่หวานอ๋อยซะจนถึงลอยน้ำมดก็ยอมโดดตามเลยเชียวนะ อั๊ยย้ะ!

http://www.youtube.com/watch?v=zeQN3dGIFXs (http://www.youtube.com/watch?v=zeQN3dGIFXs)


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -เสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ... นาย สมหวัง- (เทคโนโลยีแห่ง UnReal part 6)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มีนาคม 02, 2012, 07:40:50 PM
     โชคยังเข้าข้างอยู่บ้าง ส่วนเกราะชั้นนอกเท่านั้นที่หลอมติดกันส่วนชั้นในยังคงสภาพเดิม ร่างกายของแอนธอนไม่ถูกกลืนเข้าไปกับตัวชุด แต่จะขุดเธอออกมาทั้งสภาพไร้แรงดันก็ไม่ได้   ตอนนี้เริ่มสัมผัสถึงแรงดึงดูดได้บ้างแล้ว ผมดูแผนที่เหลืออีกไม่กี่เมตรก็จะเลยชั้นบรรยากาศแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยเริ่มลงมือแล้วกัน แต่อนิจจา...

     เปรี้ยง! ชะเฮ้ย!

        “เฉียดหน้าไปเลยบ้าเอ๊ย!”

     ปืนเหลืออยู่กระบอกเดียว แอนธอนก็ขยับไม่ได้ แรงดึงดูดก็ทำให้ลอยไปลอยมาไม่ได้แล้ว แค่เคลื่อนไหวหลบตามที่กำบังก็เหนื่อยแทบคลั่ง!   เรายังอยู่บริเวณรอบนอกติดกับรางรถไฟ ไปต่อไม่ได้สักทีมีแต่ก้างขวางทาง   เลยไปช่องทางเดินข้างหน้าข้าศึก 2 ตัวตั้งหลักยิงเราอยู่ มันพยายามใช้ระเบิดแล้วแต่ผมแน่พอที่จะขว้างมันกลับไป

        “หวัง..ถึงไม่อยากให้ฉันพูดแต่มันคงไม่ไหวแล้วล่ะ”

        “ขอเถอะว่ะ! นี่ไม่ใช่หนังน้ำเน่านะจะได้มาพ่นคำพวกนี้ออกมา!”

     ผมตอกกลับย้ำความตั้งใจให้เธอฟัง กว่าจะหิ้วเธอมาถึงชั้นนี้ได้มันไม่ง่ายเหมือนหิ้วมะม่วงนะเว้ย! อีกอย่างถ้าไม่เจอเธอเราคงไม่แคล้วตายไปก่อนจะได้เข้าใจตัวเองนานแล้ว ใครจะไปยอมวะ! ผ่านชีวิตมา 18 ปีมีวันนี้แหละที่ทำตัวสมความสามารถของตัวเอง สำหรับคนที่เหลวเป๋วไม่เคยโฮ้ปเวลอย่างเรา ก็แค่อยากจะให้ใครสักคน...

        “ตั้งความหวังไว้ที่ฉันบ้างสิ!”

     ไปข้างหน้าไม่ได้ ใช้ข้างหลังแทนก็แล้วกัน!   ผมลากร่างของแอนธอนหมุนกลับไปทางที่เราเจาะเข้ามา ในสภาพที่แรงดึงดูดน้อยอบ่างนี้ก็เข้าทีล่ะ ก่อนไปก็หย่อนระเบิดลูกสุดท้ายไว้ทักทายมันหน่อยแล้วกัน!   ผมอุ้มแอนธอนออกไปที่ส่วนรางรถไฟ ตอนนี้ไม่เหมือนตอนนั้น มันมีแรงดึงให้พวกเราตกลงไป ถ้าไม่ระวังก้าวพลาดอาจตายได้

        “เราจะใช้รถไฟอีกรอบ ขบวนทางซ้ายมือนั่นน่าจะโอเค”

     เวลาก็เหลือน้อยเต็มที ผมกระโจนจุดบูสเตอร์เต็มที่ก้าวกระโดดไปทางรถไฟแล้วเสียงตูมใหญ่ก็ดังไล่หลังมาติดๆ ไม่มีเศษซากของพวกมันติดมาน่าจะไหวตัวทัน แต่ป่านนั้นเราไปไกลแล้ว   เราเข้ามาในรถไฟคันใหม่ ภายในมีลังสินค้าตั้งอยู่บ้างจึงพอมีที่ยืนเกาะเกี่ยวขึ้นไปถึงส่วนควบคุมท้ายขบวน ที่ไม่ไปหัวขบวนเพราะอยู่ในสภาพทิ้งดิ่ง เกิดกระแทกจนสินค้าพวกนี้ถล่มคงล้มทับเราเละ

        “ความเร็วซัก 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคงทนไหวนะ”

     ว่าแล้วก็ออกตัว นั่งบนลังสินค้าได้สะดวกไปอย่าง ความรู้สึกว่าตัวลอยๆ เหมือนร่วงลงไป ผิดกับตอนไม่มีแรงดึงดูดลิบลับ   ผมกอดแอนธอนไว้แน่นไม่ให้เธอตกลงไปแล้วเสียงใสๆ ของเธอก็ดังเข้าหัวผมตรงๆ อีกครั้ง ทั้งที่แค่กระซิบก็ได้ยิน

        ‘อีก 5 นาทีหยุดขบวนรถนะ เราจะลงไปถึงชั้นที่มีอากาศพอดี ถึงตอนนั้นระวังด้วย’

        “เดี๋ยว โทรจิตทำไม? ทำไมไม่พูดออกมาประชิดแค่นี้พูดออกมาก็ได้”

        ‘มองโลกในแง่ดีไปรึเปล่า ฉันไม่ได้ให้นายทิ้งเพราะอยากจะตาย..แต่ฉันกำลังจะตายจริงๆ ต่างหาก’

     เฮ้ย! จู่ๆ พ่นบ้าอะไรออกมาวะเนี่ย บอกมาเลยนะว่ามันเรื่องอะไร!

        ‘ก็พึ่งจะรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง กระดูกทั่วร่างแตกร้าว ส่วนที่โดนเกราะกดไว้ก็มีเลือดไหล เจ็บแทบจะบ้าไม่ช้าฉันคงจะขาดใจ... ยิ่งลงไปก็ยิ่งอันตรายถ้ายังไงก็ปล่อยฉันไว้อย่างนี้แหละ’

     ผมเลือกที่จะไม่ตอบ และเธอก็ไม่พูดอะไรอีก... พอครบ 5 นาทีก็จัดการชะลอรถตามที่เธอสั่ง ศัตรูมันต้องรู้อยู่แล้วว่าเรามาถึง ดังนั้นผมเลือกที่จะเลาะกรอบนอกไปขึ้นลิฟต์ฉุกเฉินทางขวามือ ถ้าใช้มันคงลดแรงกระแทกได้บ้าง แต่ทว่าเมื่อก้าวเท้าออกจากรถก็พบว่า...

        “ไม่เหลืออะไรซักอย่าง มันหายไปไหนหมด”

     ชั้นนอกสุดที่คอยกันส่วนรถไฟออกจากอากาศภายนอก ที่ว่าเอามิซไซล์ลูกบะเอ้งยิงยังไม่เข้ามีร่องรอยถูกเป่าทิ้งไปเป็นแถบๆ ไล่ลงไปจนเกือบถึงชั้นล่างสุด โล่งกว้างไปด้านข้างสุดลูกหูลูกตา ส่วนภายในก็ไม่ค่อยต่าง ราวกับถูกคว้านออกไปเลย ส่วนที่เคยเป็นทางออกไล่ไปจนถึงห้องโถงมันโล่งไปหมด หายไปร่วม 50 ตารางเมตรได้ ยังดีมีที่ยืนและดียิ่งกว่าที่ไม่เจอศัตรูซักตัว... แหงล่ะเจอก็แปลกแล้วบรรลัยซะขนาดนี้

        “ก็ยังมีอากาศล่ะวะ ก่อนอื่นเลยต้องเอาเธอออกมาก่อน ร้อนนิดนะเดี๋ยวมีดไม่คม...”

     ไม่มีคำตอบ ดูเหมือนจะกลายเป็นศพไปแล้ว... เฮ้ยจะบ้าเรอะ!

        “แอนธอน! รอเดี๋ยวนะจะผ่าออกมาเดี๋ยวนี้”

     มีดความร้อนสูงค่อยๆ บรรจงกรีดลงบนเนื้อเหล็ก ผมผ่ากลางชุดเอาจุดที่ไม่หลอมรวมออกไปก่อน แค่นี้ก็ชัดเจน เลือดค่อยๆ หยดลงจากครึ่งที่ฝังอยู่ พอฉีกชุดยางด้านในออกก็เห็นเนื้อตัวฟกช้ำดำเขียวจนทั่ว ผมลงมีดอีกครั้งหั่นเอาอีกส่วนจนออกไปหมด ชุดขาดกระจุยไปครึ่งซีก แผลฉีกขาดเป็นร่องลึกมากๆ แต่ยังมีชีพจรอ่อนๆ อยู่ แค่สลบไป

        “เวรเอ้ย! เอาไงดีวะ... ไปมันทั้งอย่างนี้แหละวะ!”

     ผมถอด PA ของตัวเองที่ใกล้จะหมดสภาพแล้วออก กระชากชุดส่วนลำตัวไปพันแผลเธอไว้ชั่วคราว

        “ก้าวต่อไปสมหวัง ไปให้ถึงฝั่งฝันด้วยพลังของตัวเองให้ได้!”     ฮึกเหิมแล้วว้อย!

     เปิดดูแผนที่จากแฟลชไดรฟ์นั่นอีกครั้ง พอฉายภาพออกมาแล้วก็ทำให้โล่งใจไปได้เปลาะหนึ่ง ไกล้ถึงแล้วเว้ย!   แล้วคราวนี้ไปทางไหนต่อดีล่ะ จะใช้ลิฟต์ดีมั้ยหว่า? เฮอะคิดมากลำบากใจเปล่าๆ ไปมันทางลิฟต์ฉุกเฉินนี่แหละวะ ทางเป็นโพรงโล่งซะขนาดนี้

-ตัวลิฟต์พังแล้วเหลือแค่หลุมลึกลงไป ใช้พลังที่เหลือฝ่าไปให้เร็วที่สุด-

     เฮ้ย! มาอีกแล้วเสียงของไอ้คุณพิชิตนี่หว่า ชัดเลย!   มันเงียบไปแค่นั้นงั้นก็ไปกันเลย ระหว่างทางไม่มีหมามาขวางแม้แต่ตัวเดียว แต่ก็ยังเสียวๆ อยู่ดี ตรงที่แม่คนในอ้อมแขนนี่จะทนไหวรึเปล่านีแหละ!

     เลี้ยวแยกหน้าก็ผ่าเข้าถึงลิฟต์แล้ว... กึงๆๆๆๆๆ เฮ้ยนี่มันเสียงฝีเท้า PA นี่หว่า! ไม่ทันขาดช่วงลมหายใจมันก็โผล่มาตรงหน้าเป๊ะ! กั้นระหว่างผมกับลิฟต์ฉุกเฉินไว้สนิทเลย มันยกปืนขึ้นหมายจะเหนี่ยวไกใส่ไฟเข้ากลางพวกเราทันที

        “จบกันฉันและเธอ!”     โอย ในหัวมีแต่ท่อนฮุคของ In the End

     ถ้าเป็นในหนังตะวันตกพอพูดคำนี้แล้วตัวละครจะค่อยๆ คล้อยตาหลับลง แต่ผมไม่เป็นงั้นสมองมันคอยทำงานกระตุ้นกล้ามเนื้อม่านตารวมทั้งถ่างเปลือกตาอ้าไว้ตลอด.. ไอ้คุณพิชิตเอ๊ย! อย่ามาแต่เสียงสิวะ!

        “หือ ผนังทางซ้ายมันสั่นแปลกๆ โว้ว!!!”

     ตูม! ครึ่กๆๆๆ ต้นไม้งอกทะลวงผนังปูนสอดไส้เหล็กเส้นออกมาอย่างชัดเจน ลำต้นนั่นมองยังไงมันก็ต้นมะม่วง! มันงอกออกมาได้ไงวะเนี่ย?!! เหนือสิ่งอื่นใดตรงส่วนกิ่งก้านมันมีเถาวัลย์งอกออกมา มันเหมือนกับปะทุออกมามากกว่า เถาวัลย์พวกนั้นพุ่งเข้าไปพัวพัน PA ตรงหน้าอย่างอลหม่าน มันคงงงน่าดูถึงกับโบกปัดมั่วซั่วรัวปืนชักดาบฟันอีกต่างหาก แต่ไม่มีผล มันถูกรัดแน่นเอี้ยดจนเกราะแตกเลือดทะลัก!

        “โอ้ว I don’t know why. It doesn’t matter how hard you try. ตายสถานเดียวเว้ย!”

     ไอ้คุณพี่นี่มันไม่ใช่คนจริงๆ ด้วยเว้ยเฮ้ย! ต้นไม้งอกยังกับในมิวสิควิดีโอตอนไมค์แรปช่วงสอง ต้องโอกาสนี้แหละผมอุ้มมะม่วงงอมในอ้อมอกผ่าพวงเลือดที่ห้อยย้อยไปยังรูลิฟต์ ไม่มีตัวลิฟต์เหลือแต่หลุมมืดๆ กว้างราว 15 เมตรเท่านั้น แล้วจะลงไปยังไงวะ!

-ตอนนี้ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรก็สมหวังได้ดั่งใจปราถนา-

     เฮ่ย เฮย เฮ้ย รวมรูปประโยคกับสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว... จะให้กูโดดลงไปสินะ กูต้องโดดลงไปจริงๆ สินะ จะให้ซ่ำลงไปในหลุมไร้ก้นพรรนี้ทั้งที่จุดนัดหมายมันลงไปอีกตั้ง 20 ชั้นเนี่ยนะ!

        “ความปราถนาของฉันตอนนี้มันเยอะนะเว้ย! ข้อแรกโดดลงไปแล้วต้องไม่ตาย แล้วอีกข้อก็ช่วยทำให้มะม่วงลูกนี้มันสวยสดเหมือนตอนสุกใหม่ๆ ด้วย! ไปละเหวย!”

     ผมโดดลงไปแบบไร้ซึ่งความกลัว จะตัวห่าอะไรโผล่มาก็ไม่น่าแปลกใจอีกแล้วล่ะวะงานนี้ เข้าใจเลยว่าคนโดนถีบตกตึกมันรู้สึกยังไง! ไม่เหมือนตอนห้อ PA นอกบรรยากาศ แรงต้านจากอากาศที่ปะทะเข้าหน้ากับความรู้สึกว่าใจหวิวๆ มันทำให้ร่างกายสั่นสะท้าน แล้วมันก็ออกมาอีกครั้ง เถาวัลย์มากมายก่ายกองงอกออกมาจากปูน! มันเป็นตาข่ายบางๆ ให้พุ่งทะลุชะลอร่างของเราไว้ไม่ให้ร่วงลงไปเร็วเกิน เหมืือนเอากระดาษทิชชู่หลายๆ แผ่นมาวางซ้อนๆ แล้วโยนก้อนหินลงไป จนในที่สุดมันก็หนาจนไม่ทะลุอีก

     ครืนนนนน     เสียงอะไรวะดังมาจากบนหัว พอเงยหน้าชะโงกตามองก็ โอวไม่นะคนดี กระโดดหนีขนาดนี้ยังห่วงใยกันอยู่ได้! เปลวเพลิงขนาดมหึมาพวยพุ่งลงมาจากชั้นบนกับเศษซากของตัวหอห่อกันมาแต่ไกล!

        “โว้ย! ยังจะมีอะไรหยั่งงี้อีก ไอ้คุณๆ ที่รักทั้งหลาย!”

     ผมเห็นต้นไม้งอกทะลวงออกมาบังทางไฟแต่ไร้ผล ไม้จะสู้ไฟได้ไงเล่าคุณพี่!   วิ่งสิวิ่งไป! ผมวิ่งตรงอย่างเดียวไม่เลี้ยวอ้อม กองเพลิงขนาดนั้นเดี๋ยวมันต้องกลืนลงมาทั้งชั้นแน่ แล้วมันก็ไล่หลังมาจริงๆ วิ่งไม่ทันแหง หือ! ข้างหน้ามัน! ประตูลิฟต์วงโคจรเบอร์ 3 เปิดอ้าอยู่ ถ้าเป็นไอ้นั่นกันได้แน่! ผมโยนแอนธอนเข้าไปแล้วพาหลบมุม เพลิงที่ไล่หลังพวยพุ่งผ่านประตูเลยหน้าเข้าไปหนึ่งพรึ่บ ลมร้อนตีหน้าผ่าวนึงแล้วมหันตภัยครั้งนี้ก็หยุดลง ที่น่าแปลกคือจุดที่เราอยู่นี่ไม่ใช่ในลิฟต์ที่เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก แต่เป็นแผ่นเหล็กของประตูนิรภัยที่ปิดกั้นลิฟต์ตัวนี้... ครืนนนนน

        “เฮ้ยๆ เสียงครืนอะไรอีกวะ”

     โอ้วแม่เจ้า! คราวนี้ระห่ำกว่าเดิม ไอ้ที่หล่นลงมาคราวนี้มันตัวลิฟต์เลย ตัวลิฟต์ชัดๆ จะมองท่าไหนก็ใช่ หมดกันของแท้รักแร้ไม่พึ่งโรลออน! ลองไอ้นั่นตกมากระแทกหลบออกไปก็หน้าแหกอยู่ดี ได้ระเบิดกันทั้งชั้นแน่ มันแค้นเคืองอะไรชั้นนี้นักหนาวะ แต่แล้วก็ไม่สมหวัง หมายถึงตัวลิฟต์นะ คราวนี้ไม่ได้มาเป็นเถาวัลย์ แต่มาเป็นต้นเลย! ไม้ต้นบักเอ้บงอกกั้นกันไม่ให้ลิฟต์นั่นตกลงมา แล้วจากนั้นกิ่งก้านไม้กับเถาวัลย์ก็ระโยงระยางลงมาพันตัวแอนธอน มันโฉบตัวเธอขึ้นสูงชะรูดไปกลางอากาศต่อหน้าต่อตาผม

     เกิดประกายแสงระยิบระยับกับละอองน้ำโปรยปรายลงมาจากลำต้นใหญ่ยักษ์ จุดที่น้ำหยดลงเกิดเป็นดอกไม้ใบหญ้าขึ้นมาทั้งๆ ที่เป็นแผ่นเหล็ก จากนั้นเถาวัลย์ค่อยๆ พันรัดโอบร่างของแอนธอน มันสอดปลายทะลวงเข้าไปในปากของเธอ ร่างเธอชักกระตุกอย่างรุนแรงโคลงเคลงอยู่สักพักเถาวัลย์ก็เหี่ยวแห้งหลุดออก พร้อมๆ กับบาดแผลทั้งหมดจางหายไป

     เถาวัลย์ที่เหี่ยวแห้งไม่อาจรับน้ำหนักตัวเธอได้ มันขาดออกปล่อยให้ร่างของเธอลอยล่องลงมา สูงขนาดนั้นไม่มีทางที่จะรอด แต่ผมกลับก้าวขาไม่ออก น่าแปลกที่ใจผมสงบราวกับไม่เกิดอะไรขึ้น แล้วพริบตาที่ร่างของเธอร่วงหล่นถึงพื้นก็ ตูม ซ่า พื้นเหล็กตรงหน้ากระเพื่อมราวกับผิวน้ำ เธอจมลงไปไม่ถึงคืบก็ลอยขึ้นมา ตามด้วยพุ่มไม้งอกงามตามพื้นไล่จากตัวเธอมาทางผม...

        “นี่เรา..ฝันไปรึเปล่า”

     แอนธอนกลับมาอยู่ในชุดไกด์ตอนแรกสุดที่เจอกัน ร่องรอยบาดแผลหายไปหมดจรด สวยสดใหม่อย่างที่ผมตั้งหวัง แล้วยังฉากหลังอันเขียวขจีศรีสมรคอนไปกับเส้นผมเขียวอ่อนที่พริ้วไหว มันทำให้เธอดูราวกับนางอัปสรในชั้นสวรรค์ก็มิปาน...

        “อะ อา...”     เธอรู้สึกตัวแล้ว!     “สมหวัง... แล้วรอบๆ นี่ ต้นไม้พวกนี้มาได้ยังไง แล้วชุดนี้มัน?”

        “ไม่..ไม่สำคัญแล้ว ไม่สำคัญเลยซักนิด! ตอนนี้เธอดูราวกับ...”     นัยน์ตาสีฟ้าครามลุกวาว เธอชันตัวขึ้นแล้วก้าวมาหาผม

        “เทพธิดา.. นางฟ้า.. นางไม้.. จะอะไรก็ช่างแต่นี่เป็นสิ่งสวยงามที่สุดในชีวิตฉันเลย”

     เธอจับมือผมที่ยังตะลึงงัน... แค่สบตากันก็แทนคำพูดได้มากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมควรพูดที่สุดในตอนนี้ก็คือ

        “ไปกันต่อเถอะ”


พาร์ทต่อไปจบแล้วครับ


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -เสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ... นาย สมหวัง- (เทคโนโลยีแห่ง UnReal จบแล้ว)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มีนาคม 09, 2012, 08:00:30 PM
     พวกเราวิ่งอ้อมรอบหอ ระหว่างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจีแอ่งน้ำก็ยังมี ไม่แค่นั้นมีกระทั่งแมลงและสัตว์ขนาดเล็กอย่างกระต่าย งูเขียว และกระทั่งลิงก็ยังมีอยู่ที่นี่ แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าอยู่ในลิฟต์วงโคจรยังกับร่อนไปในป่าลึก ที่น่าระทึกใจกว่านั้นนี่เป็นชั้นที่นัดหมายกันเอาไว้

        “นายนี่อึดเป็นบ้าเลยนะ ทั้งแบกฉันมาทั้งฝ่าดงระเบิด คนธรรมดาทำไม่ได้นะเนี่ย”

     โอ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ชมอย่างไร้ข้อแย้ง ที่จริงแรงมันหมดไปหลายรอบแล้วฝืนแทบตายเลย

        “เริ่มเชื่อผมบ้างแล้วรึยังล่ะ เชื่อมั่นในตัวสมหวังผู้นี่”     นี่พูดอย่างเท่เลยเรา!

     แต่การที่เรามาหยุดตรงชั้นนี้ได้อย่างพอดีเป๊ะนี่ก็ดวงดีไม่ใช่เล่นๆ เลยแฮะ

        “บังเอิญสุดๆ เลยที่มาหยุดชั้นนี้พอดีแถมศัตรูก็หายไปหมดเลยด้วย ไม่งั้นได้วิ่งกันยาวแน่งานนี้”

     แอนธอนหันมามองหน้าผมแล้วบอกออกมาว่าทำไมถึงมาลงตรงนี้เป๊ะๆ

        “ไม่นะ..นี่ไม่ใช่ความบังเอิญหรอก ฉันคิดว่าเป็นฝีมือของพิชิตมากกว่า ผู้ชายคนนั้นคำนวนไว้เสร็จสรรพให้เรามาอยู่ที่จุดนี้ได้พอดี อีกอย่างเขาคงต้องการอะไรบางอย่างจากเราด้วย ไม่งั้นคงไม่ช่วยเราให้เมื่อยหรอก”

        “มาช่วยเหรอ? ตอนไปเจอกันมันก็แค่บังเอิญไม่ใช่รึไง”

     ผมถามกลับไป ใช้คำว่ามาช่วยนี่มันแปลกๆ ตอนนี้เราอยู่ห่างจากจุดนัดพบไม่ไกล เลยแยกหน้าเข้าห้องโถงสำหรับชมวิวริมหอก็พอดี

        “ไม่ใช่ ตอนที่เจอกับฉันท่าทางเขามั่นใจมากๆ แล้วยังตอนจนมุมที่นายมาช่วยก็เป็นเขาที่นำฉันเข้าไป ทั้งหมดเป็นไปอย่างจงใจ เหมือนกับว่าหยั่งรู้..ไม่สิ ควบคุมไว้ทั้งหมดแล้วต่างหาก พระเจ้าชัดๆ”

     เอ่อ มันก็น่าอยู่หรอกเล่นทำให้ต้นไม้งอกจากปูน น้ำกระฉอกจากเหล็กได้เนี่ย...พระเจ้าของแท้เลยล่ะ   แล้วก็อีกครั้งที่แอนธอนกันตัวผมให้หยุดวิ่ง ตรงหน้าเราตอนนี้มีหัวมุมให้หักไปทางขวาเข้าหาห้องโถงโล่งๆ ตรงมุมมันเป็นป่าค่อนข้างรก เธอค่อยๆ ย่อตัวแหวกกกไม้ชะเง้อมองออกไปแล้วก็ยิงตรงคำสั่งเข้าสมองผม

        ‘ผู้ชายสองผู้หญิงหนึ่ง ชายหนึ่งหมดสภาพแขนซ้ายขาดต้องเป็นพิชิตแน่นอน... อีกสองคนยืนเอาปืนจ่อหัวอยู่ใส่ไอ้โม่งไม่เห็นหน้า มีอะไรพอใช้ได้บ้างมั้ย?

        “ไม่มีก็ไม่ใช่สมหวังแล้ว”     ผมชักมีดสั้นออกมาโชว์เธอ

        ‘คิดว่าแม่นแค่ไหน’

     ผมยกมีดขึ้นแล้ววางลงบนพื้น เธอเห็นดังนั้นก็ลั่นคำสั่งออกมาทันที

     แล้วก็เริ่มบทบู้อีกหนึ่งครา แอนธอนแหวกดงไม้ออกสุดแขนเบิกทางให้ผมขว้างมีดได้อย่างง่าย ผมจึงจัดท่าหงายใบมีดเหวี่ยงกรีดอากาศเข้าไปหาไอ้ที่กำลังจ่อปืนอยู่ทันที!

     เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่เราเริ่มดำเนินการ ไอ้มารหน้าโม่งนั่นมันกลับไหวตัวทันหันปืนยิงเข้าใส่ใบมีดจนปลิว! แต่พิชิตไม่ยอมให้มันจบแค่นั้น เขาชันตัวด้วยแขนข้างที่เหลือเตะตวัดด้วยท่าตีลังกาเข้ายอดหน้ามันไปเต็มรูป มันจึงหันมาจะยิงเขาแต่ช้าไปหลายวินาทีนัก แอนธอนพุ่งเข้าคว้าข้อมันแล้วบิดหักตามด้วยกระทุ้งหมัดเข้าคอหอยมันเต็มๆ

     สามต่อสองเหนือกว่าเห็นๆ ผมเข้าด้านหลังผูหญิงแล้วซัดหน้าจนหงาย ตามด้วยเน้นหน้าแข้งซ้ายใส่กลางลำตัวผู้ชาย แต่จังหวะนัวอย่างนี้มันยังจะ

        “ทำได้ไงวะ!”

     มันใช้แข้งผมที่เหวี่ยงสุดแรงเป็นแกนหมุนตีลังกาล้อเกวียน แล้วเวียนขากวาดพื้นเข้าปัดลานจนผมหน้าทิ่ม อั่ก!   แต่จังหวะที่มันจะซ้ำพิชิตก็คว้าปืนที่ตกไปมาจ่อมันแทน ส่วนผูหญิงนั่นกระโดดถอยไปด้านหลัง

        “โอ๊ะโอคดีพลิกซะงั้น ลูกเล่นเยอะเหมือนเคยเลยนะ”     ไอ้โม่งนั่นมันเอ่ยปากออกมาทั้งยกมือขึ้นเหนือหัว

     พิชิตที่ตอนนี้แขนซ้ายหายไปส่งสายตาให้พวกเราสองคนถอยห่างจากมันแทนที่จะเข้าสวม แปลกๆ อยู่นา

        “เฮ้ย นี่น่ะยังน้อย ที่จริงกะสอยมันทิ้งทั้งหอนี่เลยต่างหาก”     คำพูดของเขาดูราวกับรู้จักกันมาก่อน

     แอนธอนพุ่งเข้าสวมตัวผมจนลอยไปแนบชิดกับกำแพง! อยู่ดีๆ ทำอะไร..เฮ้ย!   จุดที่เรายืนอยู่เมื่อครู่เกิดไฟลุกท่วมรู้เหตุผลเลย พิชิตทิ้งปืนชักมีดทำครัวขึ้นมาสะบัดไปรอบตัวฉับพลันก็เกิดสายลมรุนแรงพัดเปลวเพลิงสลายไปหมดรวมทั้งตัวเขาก็พาลหน้าคะมำไปด้วย   ทัศนะวิสัยที่ดีขึ้นช่วยทำให้เราเห็นรอบๆ ได้ชัดเจน ผู้หญิงนั่นมันเดินเข้ามาหาพิชิตแล้วมองมายังพวกเราตามด้วยกล่าวคำชวนสงสัยออกมา

        “พวกแกสองคนรอดมาได้ยังไงเนี่ย ฉันอุตส่าห์เผาบ้านตามตูดไปแล้วแท้ๆ”

     ที่แท้นังนี่เองที่พ่นไฟไล่หลังผมตอนตกลิฟต์!   พิชิตยังคงใจเย็นยิ้มร่าเข้าหา ในขณะที่ผมกับแอนธอนทำท่าจะเปิดตูดหนีกันแล้ว แล้วเสียงของแม่สาวไฟแรงก็แดงออกมา

        “จบกันแค่นี้ล่ะ...”     มันยกแขนขึ้นแล้วเกิดกองเพลิงขึ้นรอบมือข้างที่ยก!

        “เปิดปากทั้งทีพูดได้แค่นี้เหรอ น่าสงสาร!!”

     พิชิตเน้นหนักท้ายประโยค มันต้องมีอะไรแน่!

        ‘ซวยแล้ว หมอบเร็วหวัง!’

     ไม่ต้องบอกก็หมอบอยู่แล้ว! ไม่ทันขาดคำของพิชิต ลำแสงขนาดมหึมาก็ผ่าตัวหอเข้ามาจากด้านบนเหนือหัวพวกเราไปแค่ไม่กี่เมตร มันฟันไล่ลงใส่ไอ้โม่งทั้งสองคนนั้น! ควันโขมงโฉงกลบทุกสิ่ง สายลมรุนแรงกระชากออกไปทางช่องที่เปิดจากรอยลำแสง



     ไอร้อนลอยขึ้นจากเหล็กหลอมแดง สิ่งที่แสดงตัวอยู่ตรงหน้าพวกเราตอนนี้ทำเอาหมดแรงลุกยืน...

        “นั่นมันอะไรน่ะ..หุ่นยนต์ยักษ์เหรอ กันดั้ม? โมบิลสูท? เอาจริงดิ!!!”

     ผมได้แต่ปากสั่นลั่นไม่เป็นศัพท์ออกไป พิชิตเห็นอาการของผมเข้าก็หันมาแนะนำให้ได้รู้จักกับมัน เครื่องจักรขนาดยักษ์มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ยักษ์สวมเกราะท่าทางดุดันที่ผุดมาจากรอยฟันนั้น ชื่อของมันคือ!

        “อสุรกายต่างหาก ชื่อทางการก็ Asura Gear เรียกย่อๆ ว่า AG เอาสะดวกเข้าว่า ฮ่าฮ่าฮ่า”

     สิ้นคำพูดนั้นหุ่นยนต์นั่นก็ลงจอดในท่าย่อชันเข่า เมื่อกี้ไม่รู้สึกตัวแต่พอตั้งสติได้แล้วไอ้หุ่นนี่มันสูงแค่ราวๆ 7-8 เมตรเอง ไม่งั้นมันเข้ามาย่อตัวในห้องโถงนี่ไม่ได้แน่   จากนั้นส่วนอกของมันก็เปิดออกแบบเลื่อนลง เผยโฉมนักบินออกมา เป็นผู้ชายหน้าหล่อผมขาวนัยน์ตาฟ้าสดสวมชุดที่ดูคล้ายจะเป็น PA แต่ไม่มีบูสเตอร์ที่หลัง เขาไม่พูดอะไรแค่ยิ้มให้ แต่พิชิตกลับหันไปพูดทักทายเหมือนคุยโต้ตอบ

        “ไอ้สองตัวนั่นหนีทันงั้นเหรอ? ช่างมันเถอะป่านนี้ไปไกลแล้ว......เฮ้ยไม่เอาน่าค็อกพิทมันไม่ได้แคบซะหน่อย......เรื่องนั้นไม่รับประกัน แต่รับรองเป็นไปตามแผน”

     แล้วแอนธอนก็เข้าสะกิดผมสายตาลุกวาว

        “หมอนั่นเหมือนกับฉัน! แถมรุนแรงกว่าด้วย”

     หา? อะไรหว่าที่ว่าเหมือน หือ ดูเหมือนเจ้านั่นจะหันมามองหน้าส่งสายตาให้แอนธอน แล้วทั้งสองคนก็ยิ้มให้กันอย่างน่าสงสัย เฮ้ยอะไรของพวกมันวะ!   พอทำท่าจะถามพิชิตก็ห้ามด้วยคำสั่งที่ต้องทำตามเด็ดขาด

        “เอ้าเฮ้ย! ถ้าไม่อยากตายก็รีบขึ้นมาในนี้เร็วเข้า ไว้ค่อยทักทายกันทีหลัง”

     เขาพยายามชันตัวที่สะบักสะบอมปีนขึ้นไปบนค็อกพิทของหุ่นตัวนั้น เห็นแล้วก็สงสารผมเลยช่วยพยุงขึ้นไป ข้างในดูเรียบกว่าที่คิดแฮะ มีแค่ที่นั่งของนักบินเป็นโครงกับคันบังคับนิดหน่อย แต่มันแคบสุดๆ เลย แค่สองคนก็เต็มแล้วยัดเข้าไปตั้งสี่คน

        “ไหนว่าไม่แคบไงพี่!”

        “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยากนะไอ้น้อง... จริงสิเธอสองคนสนใจจะมาร่วมงานกับฉันมั้ย?”

     แล้วค็อกพิทก็ปิดลงพร้อมกับที่พี่หัวขาวปิดหมวกเกราะออกตัวหุ่นยักษ์นี้ลอยลอดช่องที่ผ่าเข้ามา

        “งานอะไรกันคะ ป่วนเซนต์ลูเซียนงั้นเหรอ ถ้าเป็นอันนั้นฉันยินดีเลย”

     แอนธอนตอบกลับไป ท่างทางจะถูกใจในคำตอบพิชิตฉีกยิ้มจนแทบสุดแก้ม สายตาของเขาแลดูเจ้าเล่ห์ขึ้นทันตา ต่อด้วยอ้าปากพ่นคำที่ฟังดูยังไงก็โม้ชัดๆ ออกมา

        “ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง งานที่แท้จริงของฉันคือทำลายโลกนี้ทิ้งต่างหาก... อ้อ! แบบรูปธรรมด้วยนะ ไม่ใช่แค่นามธรรม”

     เขายื่นมือขวาที่เหลืออยู่มาทำท่าจะจับมือกับเธอ แต่แทนที่แอนธอนจะรับไมตรีนั้นไว้ทันทีเธอกลับคว้าข้อมือผมไว้ แล้วดึงมาจับมือร่วมกันเป็นสามประสาน เอ๋!

        “นี่ผมต้องร่วมด้วยเหรอ!? งานบ้าอะไรวะ ทำลายโลกเนี่ยนะ! เฮ้ย!”

     เขาพุ่งแขนเข้าคว้าคอเสื้อผมไว้เบาๆ แล้วพูดต่อดว้ยใบหน้ายิ้มแย้มแกมอุบาทว์

        “ยังไงซะแกมันก็หมดอนาคตไปตั้งแต่ตอนที่ถูกพวกมันเห็นหน้าแล้วว่ะ แถมพรสวรรค์ของแกมันก็ไม่ใช่ขี้ๆ ฉันจะขัดเกลาแกเอง! ดึงพลังที่มีอยู่มาใช้ซะ ความหวังกับความฝันน่ะถ้าไร้พลังที่จะคว้าไว้มันก็ไม่มีความหมาย!”

     ผมชำเลืองมองลงไปด้านล่าง จอภาพรอบทิศช่วยให้เห็นทิวทัศน์บนพื้นดินที่จากมานานเป็นอย่างดี ซึ่งตอนนี้มันมีแต่กองเลือดแดงฉาน หลุมระเบิดและเศษซากของอะไรต่อมิอะไรกองพะเนินเทินทึก แล้วหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง...

        “พลังเพื่อให้สมหวังเหรอ..เอาวะอย่างน้อยก็ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมล่ะ ตกลง!”



     มันก็ไม่เลวนักหรอกนะ เป็นวันที่ชวนให้คิดถึงจริงๆ แล้วเสียงเข้มของชายวัยกลางคนก็ดังผ่านเข้ามารบกวนการรำลึกของผม

        ‘แจ้งถึงนักบินทุกท่าน ตอนนี้ไอ้ผู้นำหน้ากวนบาทาของเราตูดร้อนอ้อนเข้ามาแล้ว เพราะงั้นปฏิบัติการ Beyond the Real จะเริ่มในอีก 60 วินาที เริ่มยิงขีปนาวุธนำร่อง’

     ภายในค็อกพิท AG ก่อนเริ่มงานนี่มันช่างน่าระทึกใจจริงๆ ทั้งที่ซ้อมมาเยอะแล้วแท้ๆ ขีปนาวุธลูกที่ว่าถูกยิงดิ่งลงสู่ผิวดาวสีฟ้าคราม มันจะลงไประเบิดเหนือน่านน้ำมหาสมุทรตามที่ตั้งไว้... ส่วนผมน่ะเหรอ ตอนนี้ก็อยู่ใน AG หนึงในสามตัวที่อุดอู้อยู่ในพ็อดชูชีพสำหรับดิ่งพสุธา ซึ่งลอยลำอยู่เหนือผิวดาวสีฟ้ากว่า 30,000 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

        “ปีกว่าแล้วสินะ วันนี้แหละผลของการฝึกฝนจะได้เผยให้ยลกันซะที ไม่มีค่าเทอมก็ทำให้ใจเหิมเกริมได้แฮะ”

        ‘หัวหน้าครับ ผมกลัวจังเลยว่ะครับ ผมจะมีโอกาสรอดไปตรับๆ น้องมุ่ยมั้ยครับ?’

     เสียงและใบหน้ายียวนของไอ้คุณกลอนดังรอดช่องสัญญานสื่อสารเข้ามา พูดจากวนโอ้ยเหมือนเดิมเลย

        “อันนี้ก็พูดยากนะ ถ้าปากยังเป็นอยู่แบบนั้น”

        ‘พูดจาไม่ให้ความหวังกันเลย ฉันจะคอยประคองมุ่ยไว้เอง’

     แต่น้องมุ่ยที่ว่าจ้องหน้าแกปานจะกินเลือดเนื้อเลยนะเว้ย

        ‘ใครประคองใครกันแน่! หน้าอย่างแกอย่าหวังจะได้แตะแม้แต่ปลายเล็บนิ้วโป้งตีนฉันเลยย่ะ!’

        “อย่าพูดมาก นิวเคลียร์ระเบิดแล้วยิงพ็อดชูชีพได้!”

     โอย ไอ้การฝ่าชั้นบรรยากาศนี่มันรุนแรงหนักหนากว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ มันสะเทือนแรงกว่าในซิมูเลเตอร์อีกนี่หว่า ไหนจะเสียงครืนชวนปวดหัวนี่อีก ท่าทางคนอื่นๆ ก็เป็นเหมือนผม ภาพใบหน้าของลูกน้องนักบิน 12 ชีวิต ที่ฉายให้ดูตอนนี้มีแต่ทำหน้ากระอักกระอ่วน บางคนก็พนมมือพึมพำบ้างก็กำจี้ห้อยคอสวดมนต์ แม้แต่หนูมุ่ยกับไอ้กลอนที่ปากดีใส่กันเมื่อกี้ก็ด้วย   จะปล่อยให้งานเปิดตัว Asura Gear พังไม่ได้เด็ดขาด ต้องโชว์ความเป็นผู้นำหน่อยแล้วเรา

        “อ้าวเฮ้ยไม่ทันไรก็ขี้ไม่ออกกันแล้วเรอะ! ถึงนี่จะเป็นครั้งแรกแต่ฟังให้ดีๆ ตอนนี้มีแค่พวกเราเท่านั้นที่เป็นความหวังของไอ้ผู้นำเฮงซวย ถ้าไม่อยากให้โลกสวยด้วยมือศัตรูก็จงทำตัวให้สมกับที่เป็นความหวังซะ! ไม่งั้นก็เอาความหวังของพวกแกมาฝากไว้ที่ฉันนี่ ฉันจะพาพวกแกไปเอาชัยชนะเอง! เพราะว่าฉันมันสมหวังมาตั้งแต่ชื่อแล้วไงล่ะ! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

        ‘เสียงลูกพี่ชวนปวดขี้กว่าอีกครับ!’

        “โอ๊ะเสียงใสใช้ได้เลยนี่ดีมาก! พวกเราเหล่าอสุรกายแห่งความหวังออกไปฆ่ามัน!!!”



เพลงที่ฟังตอนแต่งเรื่องนี้ มันจี้ดดีจริงๆ นะจะบอกให้
LP - Iridescent, In the End, By myself, With You, Breaking the Habit, Across the Line, Giving In, No Road Left
DAI - Yotaka no Yume, 1/100, Honoo, New World, Rakuen, Painful, Shinjitsu no Uta
Ebola - แสงสว่าง
Modern Dog - ตาสว่าง
Monoral - kiri
พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ - ตะเกียง, นักแสวงหา, แรงยังมี, หนุ่มน้อย
มาลีฮวนน่า - โปรดทิ้งฉันไว้ที่ปลายขอบฟ้า, นกบินลัดฟ้า, จันทร์ฉาย, อาวรณ์
OST Gundam UC - Desert, Mobile Armor, MAD-NUG, Life&Death
Rockman ZX Tunes - Wonder Panorama, Doomday Device, Snake Eyes, Innocence
สุรพล สมบัติเจริญ - เสียวไส้, มนต์รักป่าซาง, อุทยานผลไม้
Origa - Shining Future, Torukia


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -ขอถามเรื่องไร้สาระนิด-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ สิงหาคม 17, 2012, 08:26:46 PM
หลังจากที่รื้อดูไฟล์เก่าๆ ในคอมตัวเอง ผมก็ไปเจอะกับงาน Photoshop สมัยมัธยมเข้า มันช่วยให้ระลึกความหลังได้เป็นอย่างดี...
บทความถัดไป 'โลกของเรา?' กำลังดำเนินการ เดี๋ยวเอามาลงให้ดูว่าผมมอง 'โลกของเรา' ได้บัดซบขนาดไหน

พวกท่านล่ะ คิดว่าโลกของเราเป็นยังไงกันบ้าง ผมอยากรู้จริงๆ ครับ ช่วยบอกผมหน่อย ว่าแต่ละคนเห็นโลกของเราเป็นแบบไหนกันบ้าง


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: Kuruni ที่ สิงหาคม 17, 2012, 09:03:03 PM
มืดมน สกปรก วุ่นวาย


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: SrwKung ที่ สิงหาคม 18, 2012, 01:04:43 AM
โลกเราเป็นยังไงเหรอ? เอ้ ถ้าถามผม ผมว่าคนเยอะไปน่ะ ว่าจริงๆแล้วปัญหาต่างๆของมนุษย์และปัญหาสภาพแวดล้อมในปัจจุบันนั้น มีที่มาจากปัญหาเดียวกันนั้นก็คือ"คนเยอะเกินไป"

คนเยอะไปทำให้แย่งกันใช้ทรัพยากรกัน บริโภคกันมากๆมันก็หมด
คนมากๆก็ต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวก ๆลๆ ก็เริ่มเอาพื้นที่ทางธรรมชาติไปเป็นที่อยู่กับที่ทำกิน จนมันเสียสมดุล
โรคร้ายต่างๆที่เอาไว้คราชีวิตมนุษย์ ก็มียาแก้ทำให้คนอายุยืนขึ้น ตายช้าขึ้น
เทคโนโลยีวิทยาศาตร์สมัยใหม่ทำให้การคลอดปลอดภัยทำได้ง่าย เด็กก็เลยเกิดกันได้เยอะขึ้น
เด็กเกิดเยอะขึ้นก็หมายความว่าคนเยอะขึ้น แล้วไอ้คนเยอะๆก็เกิดเด็กมาเยอะๆอีก คราวนี้มันเลยยิ่งเยอะขึ้นไปแบบทวีคูณ...

ว่ากันว่าอะไรที่มีกันเยอะๆจนเสียสมดุลนั้น ธรรมชาติจะทำการตัดทิ้งเพื่อให้มันสมดุล ถ้าลองมองในมุมของมนุษย์แล้ว อะไรที่มันมีเยอะๆจนเกร่อก็ทำให้คุณค่ามันลดลงได้เช่นกัน


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: banktoom ที่ สิงหาคม 18, 2012, 06:18:29 PM
ผมว่าโลกเรามันไม่มีอะไรที่เปนจริงและแน่นอน มีแต่ความหลอกลวง น่าเบื่อ ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้น จนป่านนี้เมื่อไหร่จะมีโคโลนี่ซักทีนะ 55


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ สิงหาคม 18, 2012, 08:05:02 PM
ขอบคุณทุกความเห็นมากครับ ของ SrwKung คล้ายกับผมเลย


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -โลกของเรา?-
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ สิงหาคม 19, 2012, 01:40:34 PM
บทความนี้เขียนได้ชุ่ยสุดๆ แต่ผมคิกว่ามันเป็นตัวของผมดีที่สุดเลยล่ะ

(http://i958.photobucket.com/albums/ae61/UnRealPurpleHaze/MyWorld.jpg)

          โลกของเรา?

     จริงๆ แล้วชื่อหัวเรื่องมันก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวอะไรกับบทความนี้สักเท่าไหร่หรอก แต่เพราะหาอะไรมาจั่วไม่ได้แล้วก็เท่านั้น... มันเป็นชื่อของหนังสือที่ผมฝันอยากจะเขียนน่ะ มีปกด้วยนะ เป็นงานวิชาการใช้คอมพิวเตอร์สมัยมัธยมปลาย ได้คะแนนเต็มด้วยล่ะครับ และเพราะมันทำให้ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา
     เนื่องจากเตรียมการย้ายข้อมูลไปสู่คอมใหม่ สุดที่รักที่ร่วมชะตากรรมมาด้วยกันเกือบ 8 ปีนี้ก็ใกล้จะถึงเวลาปลดระวางของมันซะที เพราะงั้นคนที่อ่านแล้วทึ่งในความอึดในคอมเก่าๆ ของผมก็ขอให้ร่วมยืนตรงทำความเคารพมันสัก 3 นาทีแล้วกัน...
....
.....
......
.......

     มันอาจดูงี่เง่า แล้วท่านที่อ่านก็คงสงสัยว่ามึงมาเล่าให้กูรู้ทำพระแสงขรรค์ชัยศรีอะไร อาาาาา ยกโทษให้ผมด้วยที่ความสะดวกใจในการบอกเล่าเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหัวข้อผ่านบทความที่ตั้งใจจะเขียนจริงๆ อาจทำให้ท่านผู้อ่านรู้สึกเดือดร้อน เพราะการแบ็คอัพข้อมูลครั้งนี้ทำให้ผมได้พบกับอีกหนึ่งความฝันที่อยากจะทำให้สำเร็จของผม การออกหนังสือชื่อเรื่อง ‘โลกของเรา?’ นี่ไงล่ะ

     เห็นจากปกมันแล้วคุณๆ ก็อาจจะพอเดาเนื้อในได้ แต่ขอบอกเลยว่าไม่ ไม่ มันไม่ใช่หนังสือชีววิทยา ความรู้เท่าสมองนกกระจอกเทศอย่างผมไม่เจ๋งพอจะเขียนธรรมชาติของสรรพสัตว์หรือบอกไฟลัมของมันได้ เอาเป็นว่า...

     “ฉันจะปกป้องโลกนี้!”   “ฉันไม่มีวันยอมให้คนอย่างแกมาทำลายโลกนี้ได้หรอก!”   “ฉันจะเปลี่ยนแปลงโลก!”   “ถ้าเป็นนายล่ะก็ ต้องทำได้แน่ ขอร้องล่ะ อั่ก ปกป้องโลกนี้จากมันด้วย!!!”   “โลกนี้เป็นของข้า!!”   “ฉันจะทำลายโลก”   “ฉันจะสร้างสันติภาพให้กับโลกนี้ที่ทุกคนอยู่”

     พวกท่านในบอร์ดนี้คงจะคุ้นเคยกับไอ้คำหรูหราเรียกพลังฮึดพวกนี้กันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะใน SRW คำพวกนี้นี่ค่อนข้างจะ ‘เกร่อ’ เลยทีเดียว พวกคุณๆ ตัวเอกทั้งฝ่ายกล้าฝ่ายโกงมักจะใช้กันเป็นประจำ ว่าแต่ไอ้ ‘โลก’ ที่พวกสูจะปกป้องบ้าง ทำลายบ้าง เปลี่ยนแปลงบ้างน่ะ มันโลกของไผกันละวา?

     (เสียงสวรรค์) แน่นอน เอ็งเป็นมนุษย์ โลก ที่ว่ามามันก็ต้องโลกของมนุษย์สิ ไอ้มนุษย์ขี้เหม็นเอ๊ย!

     เหรอ!? โอว ถ้างั้นก็พูดให้มันตรงๆ หน่อยสิวะ ใช้คำว่าโลกมนุษย์ไปเลยเด้! เอะอะอะไรก็โลก โลก โลก โลกนี้ไม่ใช่มีแต่มนุษย์อาศัยอยู่นะเว้ย หรือจะให้ตรงกว่านั้นก็ต้องนี่เลย ‘สังคมมนุษย์’

     เสียงแรก - เราต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์พลังงานจะไม่พอใช้กันแล้ว ส่วนอีกเสียงหนึ่ง - เราจะคัดค้านเราไม่ยอม ทันจะเป็นปัญหาต่อธรรมชาติ เราจะเสียที่ดินทำกิน... จะช้อยส์ไหนใครได้ประโยชน์ใครเสียประโยชน์ คุณรู้กันดี แต่จะรู้ในแบบของผมหรือไม่นั้นก็ค่อยว่ากันไป

     (โฆษนา) รถรุ่นใหม่ประหยัดน้ำมัน ลดการปล่อยมลพิษกว่า 60% -ปี้บ- ด้วยโกโก้รุ่นใหม่นี้ทำให้จิ๋มเดินทางได้ใกลกว่าเดิมโดยประหยัดน้ำมัน ทุกๆ คนควรเปลี่ยนมาใช้กันนะคะ จิ๋มเปลี่ยนแล้วคุณล่ะเปลี่ยนรึยัง?

     “เปลี่ยนอะไรของมึงวะ มันก็รับประทานน้ำมันอยู่ดีไม่ใช่เรอะ พ่นพิษน้อยลงมันก็ยังพ่นอยู่ดีนี่หว่า พ่นกรอกหูแบบนี้มันก็เท่ากับยุให้คนหาคุณมึงมาใช้มากขึ้น ไม่เท่ากับพ่นมลพิษเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหรอกเรอะ” (เสียงผม)

     มันช่างฟังดูงี่เง่ากับการที่เรามาบ่นกันปาวๆ ว่าเรารักโลก เราควรปกป้องโลก ใช่เหรอ? ปกป้องโลกจริงๆ เหรอ?   ในขณะที่ผมคิดอยู่นั้นผมนั่งกินมาม่าโดยเปิดน้ำทิ้งไว้จนล้นถัง แถมเปิดคอมไปด้วยโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย แล้วผมก็รู้ตัวว่า.. ควรปิดมัน

     แล้วกลับมาเปิดตู้เย็นฉีกไก่ที่แช่ค้างคืนไว้ลงในซุปร้อนๆ ของมาม่า ผมมันคนบ้า ในตอนนั้นผมคิดในใจแบบนี้

     “ไก่มันคงอยากร้อง Victimized ของ LP เนอะ เลี้ยงกูมาทำให้กูไว้ใจ แล้วก็ฆ่ากินกู อา~~ Victimized! Victimized! Never again! Victimized! แล้วฝูงไก่ทั้งโลกก็ลุกฮือกันขึ้นปฎิวัติ เหมือนคนฝรั่งเศส โอว ชาโตว เดอ ปรองดอง”

     ถึงขั้นนี้หลายๆ ท่านก็คงเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้ายังไม่เข้าใจว่าบักห่านี่มันพล่ามบ้าอะไรก็ไม่เป็นไร เพราะเรื่องมันเริ่มถัดจากนี้ไงล่ะ


     ตุ๊กแกอร่อยมาก ด้วยการถลกหนังล้างไส้ใส่ตะแกรงตั้งเตาย่าง กลิ่นหอมเนื้อลอยตามควันเข้ามาในจมูกปนเปื้อนด้วยสารไม่ดีสารพัดในกลุ่มควันนั้น   วันคืนผ่านไปกว่า 10 ปี ในชั่วโมงเรียนจริยศึกษา ผมก็ได้เรียนรู้สมการใหม่ การฆ่าคนเป็นบาปมหันต์ แต่ฆ่ากินหมูหันเป็นบาปที่น้อยกว่าการฆ่าคน หรือก็คือ ฆ่าคน (บาป)มากกว่า ฆ่าสปีชีส์อื่น(บาปที่ได้รับแปรผันตรงกับขนาดสัตว์ที่ฆ่า) มันทำให้ผมเชื่ออย่างสนิทใจจนทุกวันนี้ พอเจอตัวอะไรที่ขัดหูขัดตา เช่น พวกปีเตอร์ ยุง มด ตะขาบ หนู ผมจะฆ่ามันทิ้งอย่างเลือดเย็นและสะใจได้อารมณ์   ไม่ว่าพวกมันจะมีเหตุผลอะไรถึงได้โผล่หัวเข้ามาในบ้านผมก็ตาม นั่นไม่สำคัญเท่าการที่มันทำให้ผม ‘รู้สึกว่าเดือดร้อน’

     ผมเดินออกไปนอกโรงเรียนจะกลับบ้าน วันนั้นมันช่างบังเอิญที่มีรถยนต์คันหนึ่งไปจอดข้างถนนปากทางเข้าร้านอาหารพอดีซึ่งไอ้ร้านนี้มันตั้งเลยมาถึงทางเท้าเกินครึ่ง แถมเอาโต๊ะมาวางให้ลูกค้านั่งยัดห่ากันหน้าร้านอีกต่างหาก ส่วนรถนั่นมันเป็นรถบรรทุกที่คนขับลงไปซื้อน้ำปั่นกิน แต่ดันสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้ควันไม่ดำก็จริงแต่มันก็เหม็นอยู่ดี ผมยืนรอสองแถวอยู่... แม่ค้าเริ่มโวยวายเสียงดังใส่เจ้าของรถว่าทำไมไม่ไปจอดที่อื่น จะเปิดเครื่องทิ้งไว้ทำอาแปะเอ็งเรอะ! คนขับที่รอคิวน้ำปั่นอยู่ก็เถียงสวนไปเลยว่า จอดแค่แป้บเดียวเดี๋ยวก็ไปแล้ว รอกันหน่อยสิ... นั่นคือเหตุการณ์โดยประมาณที่จำได้   ในใจผมตอนนั้นคิดว่าพวกคุณมึงก็เกะกะพอๆ กันละวะ ยื่นหน้าร้านมาจนบังทางเดินกูไม่พอเสือดเอาโต๊ะมาวางบนทางเท้าอีกด้วยนะ แล้วไอ้รถนี่ก็พอกัน รู้ว่าจอดริมถนนเลยเส้นเข้ามาแล้ว แต่ไม่ดับเครื่องไว้ล่ะวะ ต่างผ่ายต่างก็จะเอา ‘สะดวกของกู’ เข้าว่า

     สะดวกนี่มันเป็นคำที่เรียบง่ายและมีความหมายที่เข้าที่ดีจริงๆ เพราะมีความสะดวกเราก็จะสบาย และสุดท้ายก็ได้รับความสุข

     เราจะไปเที่ยวป่า ลุยกลางเขา เข้าน้ำตก เดี๋ยวนี้ไม่ต้องลำบากย่ำบาทาให้เมื่อยอะไรมากมายอีกต่อไป เพราะทางไหนที่เราจะใช้ก็ถางไม้ไปให้พ้นๆ โบกปูนทับไปให้รถผ่าน มีสถานที่พักรถสะดวกสะบายไว้กลางป่า เป็นบ้านพักบ้าง โรงแรมบ้าง รีสอร์ทบ้าง เหลือที่จำเป็นต้องย่ำต๊อกเข้าไปอีกนิดหน่อยก็ถึงน้ำตกแล้ว   นอกจากนั้นระหว่างขับรถตัดป่า เราอาจพบประสบการณ์สัตว์ป่าออกหากินไปตามถนนให้ตื่นตาอีกด้วย แหม่สะดวกสะบายจริงๆ เลยนะมนุษย์เราเนี่ย

     วิกฤติการณ์โลกร้อนฟีเวอร์ สมัยที่เรียนม. ปลายอยู่นั้น เปิดดูข่าวไปกี่ช่องก็บ่นกันแต่โลกร้อน เรามาร่วมกันงดใช้พลังงานกันเถอะ ประกาศให้ปิดนู่นปิดนั่นเวลาเท่าโน้นเท่านี้... ผมเดินไปปากซอยซื้อกับข้าวระหว่างทางเห็นกระรอกวิ่งอยู่บนสายไฟฟ้าเหนือหัว พอถึงปากซอยปุ้บถนนไม่ใหญ่หรอกแต่แม่งเต็มไปด้วยรถแบบมหาแน่น เหนือรถพวกนั้นมีป้ายติดอยู่บนสะพานลอย ‘รวมพลังหารสอง ไปทางเดียวกันขึ้นคันเดียวกัน’ มองลงมารถเก๋งเพียบคนขับโดดเดี่ยวนั่งหน้าแสลน มีรถประจำทางอยู่วัดกัน 10 ต่อ 3 ริมทางคนมากมายแย่งกันขึ้นรถเมล์แน่นแล้วแน่นอีก สาย 502 แทบจะมากันชั่วโมงละคัน   ก่อนถึงร้าน 7-11 จะมีสะพานลอยอยู่ ที่ฐานล่างสุดมีร่องรอยต้นไม้ใหญ่โดนโค่นแบบขุดราก ถัดไปนิดนึงเป็นป้ายรถเมล์ที่ฝั่งตรงข้ามเป็นซอยพอดี

     “อันที่จริงเลื่อนไปนิดนึงแล้วทำบันไดลงเยื้องเข้าทางเท้าก็ได้นี่หว่า ไม่เห็นต้องโค่นเลย...”

     อ่านข่าวในเน็ต น้ำท่วมหลากกระชากชีวิตอีกแล้ว การบริจาคล้นหลามส่งไปช่วยผู้เดือดร้อน ต่างพากันหาคนรับผิดชอบ ตามแผนที่ใกล้ๆ กับจุดที่น้ำป่าทะลักมันมีโรงแรมหรูอยู่ นั่นแหละคนรับผิดชอบ.. จริงอะ? ตอนก่อสร้างเขาจ้างพวกเอ็งไปด้วยนี่นา แถมยังยิ้มแย้มว่าส่งเสริมการท่องเที่ยวไปกับเขาด้วยนี่หว่า อ๊ะ! หรือที่น้ำท่วมมันจะเป็นแผน?


     โลกของเรา? เราจะทำอะไรกับมันก็ได้..เรอะ?   แล้วโลกของเราไม่ใช่โลกของมันด้วยหรอกเรอะ พวกนก หนู ปลวก แมลงสาบ มด ยุง ต้นไม้ ปะการัง และอีกมากมายต่างสายพันธุ์   พวกนั้นมันก็มีสังคมของมันเองเหมือนกันนา

     พูดถึงความเป็นโลกของมนุษย์แล้ว สังคมของมนุษย์นี่แปลกประหลาดกว่าขาวบ้านชาวช่องเขาเลย ในขณะที่สัตว์ชนิดอื่นมีสังคมร่วมกับสิ่งต่างๆ ที่มีชีวิตและหาความสะดวกไปกับมัน คนเราสร้างสิ่งไร้ชีวิตขึ้นมาอำนวยความสะดวกกับตัวเอง ในระหว่างสร้างก็ฆ่าชีวิตไปด้วย(แหงอยู่แล้ว)

     นกอยากได้รัง มันก็เด็ดกิ่งไม้ใบไม้บ้างมาก่อรัง หนูมันก็ขุดรู ยิ่งยุงนี่ไม่ต้องมีบ้านเลย มนุษย์อยากได้บ้านอยู่... ก็เข้าใจว่าขนาดใหญ่ โค่นแม่งเลยอะไรขวางทางก็พังมันให้ราบ แล้วในที่สุดก็ได้บ้านมาหนึ่งหลัง แล้วก็มีเพิ่มขึ้นหลายๆ หลัง สมัยก่อนก็พอจะโอเคร่มรื่นป่ามาก แถมที่ว่างก็เยอะ แต่สมัยนี้คนมันเยอะก็ช่วยไม่ได้นี่หว่า   โค่นต้นไม้แม่งเข้าไป จะปลูกพืชอื่นๆ ก็ถางไล่ชนิดอื่นแม่งเหี้ยน... เคยคิดถึงสปีชี่ส์อื่นกันมั่งมั้ย ถ้าไอ้ที่สูโค่นน่ะเป็นแหล่งอาหารของมัน... ทีนี้พอมันบุกไร่สวนมาหาอะไรกินมั่งก็ไปว่ามัน แล้วเอ็งไปบึ้มของมันทิ้งก่อนทำไม

     เพราะงั้นไอ้คำว่าโลกของเราที่เราชอบพูดกันอยู่เนี่ย ขอเปลี่ยนเป็น ‘สังคมของมนุษย์’ แทนก็แล้วกัน สังคมอันสูงส่งของเผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญา ผู้ซึ่งไม่ว่าห่าอะไรก็เอาสะดวกเข้าว่าไว้ก่อน...

     “ถ้าหมามันพูดได้มันคงด่าว่า ‘ทรงภูมิปัญญาห่าอะไร ก็แค่พัฒนาภาษากับมีมือหยิบจับได้เท่านั้นเอง ฟักโฮ่งเอ๊ย!’ ลองถ้าไม่มีภาษาเป็นแบบแผนกับมีมือหยิบจับ คนมันก็ไม่ต่างจากหมาหรอก จริงมั้ย?”

     สังคมมนุษย์ โลกที่เต็มไปด้วยความสะดวกสะบาย... ชีวิตที่แสวงหาความสุข

     เพื่อให้ได้มาซึ่งความสะดวกในการใช้ชีวิต มนุษย์สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาบนผิวดาวสีฟ้านี้จนขี้เกียจจะนับชิ้น รถยนต์ที่ช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น หม้อหุงข้าวไฟฟ้า รถไถนา อาาาาา สารพัด ว่ากันง่ายๆ มันผิดไหม? ก็ไม่ อย่างน้อยผมคนหนึ่งล่ะที่ได้ประโยชน์จากความสะดวกเหล่านั้น   แต่ทว่าเมื่อมองลงไปบนพื้นดิน... มดกำลังขนอาหารอย่างขันแข็ง ไม่เห็นมันจะต้องเรื่องมากยุ่งยากเลยนี่หว่า แค่ช่วยกันเท่านั้นเอง   ในขณะที่การช่วยกันของมนุษย์นั้นต้อง ‘สะดวกและได้ประโยชน์’ อย่าไปหวังของฟรี มันมีที่ไหนในโลก.. ขออภัย ในสังคมมนุษย์   แน่นอนว่าผลกระทบที่ตามมาเป็นเรื่องจิ้บจ้อย อย่างไอ้เรื่องก๊าซเรือนกระจกเนี่ย ใช่ว่ามันจะทำลายโอโซนหมดตอนกูมีชีวิตอยู่ซะเมื่อไหร่... ในขณะที่แม่หมีพยายามวางพื้นฐานสุดชีวิตให้ลูกน้อยเพื่ออนาคตของเผ่าพันธุ์มัน ฆ่ากินแต่พอดีพออยู่... มนุษย์ทะเลาะกันแย่งน้ำมัน ไม่พอแค่นั้นหมั่นไส้เผาแม่งเลยอีกต่างหาก ควันโขมงโฉงเฉง... เพื่อสังคมหนึ่งๆ เท่านั้นเองนะ ไดประโยชน์กันนับหัวได้

     โดยส่วนตัวแล้วคนจะตายห่าสักเท่าไหร่ก็ช่างมันเถอะ แต่ที่สูเจ้าทำแบบนี้แล้วมาอ้างว่าเพื่อปกป้องโลกจากการก่อการร้ายบ้าง เพื่อมนุษยชาติบ้างเนี่ย เอ่อ.. ไม่อายไส้เดือนบ้างเหรอ?

     ผู้คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามหลักสามัญสำนึกพวกนี้ไป แล้วแทนที่ด้วยเหตุผลที่เรียบง่าย... ก็มันสะดวกกูอะ หรือมึงจะเดินข้ามประเทศ รถเอยเครื่องบินเอยมันใช้น้ำมันกันนะเว้ย อยากได้ก็ต้องลุยเดะ - และด้วยการกระทำจากเหตุผลดิ๊งด่องนี้ทำให้ระบบสังคมของมนุษย์รวนระนาว แล้วก็ก้าวล่วงไปถึงสปีชี่ส์อื่นเต็มๆ ตีน   แหม รักโล๊กรักโลก ก็โลกของเรามันคุยกันง่ายสุดด้วยเงินนี่หว่า อุ๊ยลืมไปต้องสังคมเราต่างหาก ไม่เห็นโลกของสรรพสัตว์มันจะต้องแก่งแย่งกันถึงขั้นทำลายล้างขนาดนี้เลยนะ... หรือเพราะมันไม่มีภูมิปัญญา หรือเพราะมันไม่ประเสริฐ? ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

     ในขณะที่สัตว์ชนิดอื่นฆ่ากันเพื่อเอาตัวรอด มนุษย์ฆ่ากันเพื่อความสะดวก... ไม่ขอเถียงว่ามันเพื่อเอาตัวรอดแบบหนึ่ง แต่ขอยกตัวอย่างเจ๋งๆ หน่อย - พอดีไม่ค่อยมีเงินเลยอะ อย่างนี้ต้องหาเงินใช้หน่อยแล้ว ว่าแล้วเขาก็ย่างสามขุมไปคว้าเอาไรเฟิลตรงไปในป่าแล้ว เปรี้ยง! พังงางามเชือกหนึ่งล้มลง นายพรานงัดเลื่อยหั่นเอางาแสนงามคู่นั้นไป ทันไดนั้นก็ปรากฎพรานอีกหนึ่งหน่อถ่อเข้ามาอ้างว่าพังนั่นจองไว้แล้ว ด้วยตกลงผลประโยชน์กันไม่ลงตัวจึง เปรี้ยง! พรานคนหนึ่งลงไปกองสองสลึง...

     เอาตัวรอด ผลประโยชน์ ความสะดวก ความสุข ขยายอนาเขต เพิ่มพูนความสุข เพิ่มผลประโยชน์ เพิ่มความสะดวก เพิ่มการขยายอนาเขต

     หาเงิน ใช้จ่าย ได้อุปกรณ์ ชีวิตมั่นคง สร้างครอบครัว ช่วยกันหาเงินมากขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น ได้ของใช้ดีขึ้น ขยายบ้านเมืองมากขึ้น

     ฆ่าฟัน แย่งชิน เกะกะเผาโค่นทำลาย ได้ตามต้องการ องค์การแข็งแกร่ง ผลกำไรมหาศาล แย่งกันหนักข้อ ขวางฆ่าจะห่าอะไรอย่ามาขวางกูทำลายทิ้ง แล้วองค์การก็ใหญ่โตมโหฬาร

     หมูตายไปหนึ่งตัวอิ่มท้อง หมูอีกตัวหนึ่งตายขายต่อไป ได้รถมาหนึ่งคัน ส่งถึงง่ายไม่ต้องเดิน ร้านเติบโต หมูมีเป็นฟาร์ม ป่าหลังบ้านหายไปเป็นแถบ ถนนตัดเข้ากว้างขวาง ติดต่อส่งขายกันข้ามทะเล

     เสือยังกินดีอยู่ เริ่มแปลกใจทำไมเหยื่อลดลง ชักจะหาเหยื่อยากซะแล้วสิ หิวจนโมโหตาลายน้ำลายยืด ออกจากป่าไปล่าที่อื่น โอ้เหยื่อมีเป็นดง ย่องเบาเข้าขย้ำง่ายดีนะ เริ่มรุกเข้าใกล้เขตชุมชน...


     งั้นไอ้การที่อ้างกันว่าจะ ปกป้องโลกบ้างล่ะ จะทำเพื่อโลกบ้างล่ะ จะปกครองโลกบ้างล่ะ มันก็ไม่ได้ทำเพื่อโลกจริงๆ เลยนี่หว่า   ถามจริงเหอะดาวเคราะห์สีฟ้าดวงนี้ไม่สิจะให้ถูกต้อง สิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากมนุษย์บนดาวดวงนี้เคยได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากการกระทำของมนุษย์บ้างรึเปล่าหรอก ไอ้ที่ว่าทำเพื่อโลกของเรานี่ต้องพูดว่าเพื่อสังคมของมนุษย์ เพื่อผลประโยชน์ที่จะเกิดกับมนุษย์ เพื่อระบบการปกครองอารยธรรมของมนุษย์ ‘บางกลุ่ม’ มากกว่าม้าง?


     ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ระบาดหนักอีกแล้ว พวกมันแพร่กระจายอย่างรวดเร็วจนควบคุมไม่ได้ ผู้คนตายไปนักต่อนัก แล้วพวกเราจะทำยังไงดีล่ะ ใช่แล้วต้องหายามาต้านมัน เพื่อความยั่งยืนของเผ่าพันธุ์

     ขณะนี้ประชากรมนุษย์มีมากเกิน 6,000 ล้านคนเข้าไปแล้ว การเพิ่มขึ้นของประชากรเป็นไปจนควบคุมไม่ได้ หนึ่งในสาเหตุหลักเพราะขาดปัจจัยมาลดประชากร โรคร้ายถูกหยุดยั้งได้ง่ายๆ รวมทั้งสงครามที่ไม่หนักมากเหมือนเมื่อครั้งอดีต การแพร่กระจายของมนุษย์เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้แม้ในที่ที่ไม่น่าอยู่อาศัยก็มีคนอยู่ แหล่งชุมชนแออัดเองก็เป็นจุดบ่มเพาะเชื้อโรค ทำลายสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงมันไปจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม...

     ในขณะเดียวกันสัตว์ป่า แมลง หนอน หนู และอื่นๆ อีกมากที่สูญเสียแหล่งหากินของมัน ปรับดุลยภาพของตัวมันให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ช้างก็เข้ามาหากินในที่ๆ อาหารมีมากอย่างสวนไร่ของมนุษย์ หนู แมลงสาบ มด ตะขาบเข้าใกล้แหล่งอาหารใหม่อย่างภายในอาคารบ้านเรือนของมนุษย์ ใช่แล้วพวกมันปรับตัวเข้ากันได้อย่างกลมกลืน อย่างหมาก็กลายเป็นสัตว์เลี้ยงไปเลย ซึ่งกลับกันกับมนุษย์

     รู้สึกว่ามนุษย์เรานี่ไม่คิดจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมเลยซักนิด ขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ขยายแหล่งที่อยู่อาศัยไปเรื่อยๆ กัดกินทรัพยากรไปจนแทบจะหมดสิ้น ใช้คำนี้ก็คงไม่เกินไป   ซึ่งวิธีการนี้เหมือนจะเป็นทางเดียวที่มนุษย์จะอยู่รอดได้... วิธีเดียวกันกับไวรัส


     เมื่อหลายพันปีก่อน ยุคที่ไดโนเสาร์มีมากมายจนปกครองพื้นพิภพ พวกมันบางสายพันธุ์แทบจะอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารเลยทีเดียว แต่สุดท้ายด้วยเหตุอะไรก็หลายหลากทฤษฎี พวกมันสูญพันธุ์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็เข้ามาแทนที่ วิวัฒนาการจนเป็นมนุษย์ เป็นเผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญา   ด้วยความสามารถในการปรับทั้งตัวเองและสภาพแวดล้อมให้เข้ากับความต้องการ และการขยายพันธุ์ที่นับว่าเร็วมาก มนุษย์ได้ขึ้นมายืนอยู่ ณ จุดยอดของปิรามิดห่วงโซ่อาหาร ด้วยความฉลาดที่มีจึงดูเหมือนว่าการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์เป็นเรื่องใกลตัว ด้วยความหยิ่งทนงเราเรียกสังคมอารยธรรมมนุษย์ที่มีทั่วทั้งดาวว่า ‘โลกของเรา’ โดยมองข้ามสังคมเผ่าพันธุ์อื่น และรู้สึกเดือดร้อนถ้าสังคมของพวกมันบังอาจมาซ้อนทับกับเราโดยไม่อนุญาต

     ทั้งที่เราควรจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมแบบสัตว์อื่นบ้าง แต่ด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยอิสระ เราเลือกที่จะมองข้ามการปรับตัวนั้น แล้วทำตัวเป็นไวรัสกัดกินดาวดวงนี้เพียงเพราะว่ามัน ‘สะดวก’ กว่าที่จะมานั่งปรับตัวเอง

     แต่อย่าได้ลืมว่าธรรมชาติไม่เคยปรานีใคร ไดโนเสาร์ที่ว่าแน่ยังเน่าได้ในไม่กี่วัน วันที่มนุษย์จะเน่าบ้างมันย่อมมีอยู่แน่นอน แล้วสายพันธุ์อื่นที่เราไปกดหัวแล้วยึดดาวนี้มาเป็นโลกของเราก็จะผงาดมาค้ำหัวเราเข้าซักวันเป็นแน่แท้...


     ร่ายมาซะยาวเลยนะ แต่ว่าไอ้คนเขียนบทความพล่ามยาวนี้มันก็คนที่ทำตัวเป็นไวรัสตัวนึงนี่แหละ และไอ้ไวรัสตัวนี้ก็ไม่ได้คิดจะปรับปรุงตัวเลยด้วย แต่ถ้าถามว่าไวรัสที่พิมพ์บทความนี้มาให้อ่านอยากช่วยโลกของเราบ้างมั๊ย? ก็ขอตอบเลยว่าอยากจนมือสั่นไปหมดแล้ว

     ทางเดียวที่จะรักษาโลกของเราให้เราทุกสายพันธุ์อยู่ได้อย่างเป็นสุข ที่ไอ้ไวรัสตัวนี้คิดได้นั้นมันคือ ‘ลดประชากรมนุษย์ลงให้เหลือระดับที่เรียกว่าใกล้สูญพันธุ์’ เนื่องจากการอยู่ที่จุดสูงสุดของลำดับการกิน ทำให้ยากที่จะรักษาสมดุลด้านปริมาณ ดังนั้นวิธีการที่ดีสุดๆ ที่ผมคิดได้เลย คือ... มนุษย์เราต้องฆ่าล้างโคตรกันเอง!!!

     ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้นเป็นแบบเดียวกับในการ์ตูนเป๊ะๆ คือการเตะโด่งมนุษย์ให้หลุดไปจากผิวดาวดวงนี้ ใสหัวไปในอวกาศซะ แล้วอย่าได้กลับมาอีก ‘เพื่อให้โลกได้พักเสียบ้าง’ (ชาร์ อัสนาเบิ้ล aka แคสวัล ไดคุน)

     เพื่อโลกของเรา!!!


     ความคิดของไอ้หมอกไวรัสสีม่วงตัวนี้อาจจะสุดโต่งไปนิดแต่ขอเปรยตบท้ายไว้หน่อย พวกเราหลงตัวเองกันไปรึเปล่า ว่ากันตรงๆ การที่เผ่าพันธุ์เราดำรงอยู่ได้เนี่ย ย่ำซากอะไรไปบ้าง เพราะงั้นจำใส่ใจไว้ อย่าเอาแต่สะดวกเข้าว่าอย่างเดียว ที่โลกมันเน่าก็เพราะความงี่เง่าของคนนี่แหละเว้ย!

ท่อนถัดไปนี้ของให้ร้องทำนองเดียวกับกับท่อนคอรัสของ Linkin Park - Victimized (Victimized! Victimized! Never again! Victimized! อย่าลืมเขย่าหัวไปด้วย)

โลกของเรา! โลกของเรา! ใช่จริงรึเปล่า! โลกของเรา! โลกของเรา! โลกของเรา! ใช่จริงรึเปล่า! โลกของเรา! โลกของเรา! โลกของเรา! ใช่จริงรึเปล่า! โลกของเรา! โลกของเรา! โลกของเรา! ใช่จริงรึเปล่า! โลกของใคร?




เพลงที่ฟังตอนแต่ง

LP - Vitimized, Until it Breaks, Carousel, Don’t Stay, Points of Authority, What I’ve Done
Sonata Artica - Dream Thieves
มาลีฮวนน่า - นกบินลัดฟ้า
Einhander OST - Shudder, Factory, Earthlight
KKND2 OST - All Tracks

ปล. หมาอร่อยมาก


หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -ข้อดีของการเรียนรู้กฎหมาย- (แต่งให้เพื่อนลอกไปส่งอาจารย์ 555)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ ธันวาคม 12, 2012, 05:16:22 PM
   วันนี้ก็เป็นอีกวันอันแสนเหนื่อยหลังเลิกงาน ผมกลับถึงห้องเช่าในสภาพทุลัดทุเลเอาการเนื่องมาจากปวดขี้อย่างรุนแรง เมื่อเข้าถึงปุ้บสิ่งแรกที่ทำคือแก้ช่วงล่างอย่างร้อนรน แล้วหย่อนก้นลงโถ แพร่ดดดด อูวววว กระเส่าไปถึงอุรา ในขณะที่ความสุขปริ่มขึ้นมาจนถึงหน้านั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ซึ่งมันอยู่ในห้อง...

     "ฟักเอ้ย! ใครแม่งโทรมาตอนนี้วะ!"

   ผมจำใจลุกออกไปทั้งไม่ได้ล้างตูด ความรู้สึกแฉะๆ มันๆ แผลบๆ ตรงง่ามทำให้หัวใจหวั่นไหวตามด้วยเปิดประตูห้องน้ำเอื้อมหยิบโทรศัพท์บนหลังตู้เย็นแล้วกลับมานั่งบนโถต่อ ไอ้คุณเพื่อนนี่เอง แม่งโทรมาได้เวลาสวยเหลือเกินนะ (บักนี่แหละต้นแบบของซานเจ สิงหาเนีย เพื่อนพระเอกนิยายของผม)

     "โหลมีไรวะ"

     'เฮ้ยมึงช่วยแต่งเรียงความให้หน่อยเด่ะ ข้อดีของการศึกษากฎหมายนะ'     โอ๊ะ น่าสนใจดีนี่นา กำลังตันมุขพอดีเลย

     "เอาภายในวันไหน?"

     'อาทิตย์หน้านู้น'     ไม่บอกเป็นวันที่ให้ชัดๆ หน่อยล่ะ

     "เอาชัดเจนอาทิตย์ที่เท่าไหร่วะ"

     'ประมาณ 2 อาทิตย์ แต่งให้หน่อย ข้อดีของกฎหมายนะ'     รู้สึกหัวข้อมันผิดจากที่พูดตอนแรก

     "ข้อดีของกฎหมายหรือข้อดีของการศึกษากฎหมายกันแน่วะ"     ต่างคำเดียวความหมายห่างกันเป็นวาเลยนะเฮ้ย

     'ข้อดีของการศึกษากฎหมาย แค่นี้นะ'     ปี้บ

   มันจะรีบวางสายไปทำไมวะ พูดจาคลุมเครือซะเหลือเกิน ตกลงเอาเป็นข้อดีของการศึกษากฎหมายแล้วกัน แต่กูข้าไม่ได้แตกฉานในวิชาการนะไอ้คุณเพื่อน เอาวะมันคงอารมณ์เดียวกับ 'ทัศนศึกษาครั้งนี้นักเรียนได้รับประโยชน์หรือความรู้อะไรบ้าง' ที่เรามักจะตอบไปว่า ได้เห็นนู่น ได้รู้นี่ ไม่กี่บรรทัดนั่นแล... ว่าแล้วก็เริ่มกันเลย สบายๆ สไตล์หมอกม่วง

ข้อดีของการเรียนรู้กฎหมาย
(แหม่ ถ้าใช้คำว่า ศึกษา มันดูวิชาการไม่เข้ากับสารรูป)

   เกริ่นนำสักเล็กน้อย อนึ่งบทความนี้ตั้งใจแต่งให้เพื่อนมันลอกไปส่งอาจารย์มหาลัย แต่ว่านะไอ้เพื่อนเอ๋ย การลอกการบ้านน่ะมันไม่ช่วยให้สมองมึงมีรอยหยักเพิ่มขึ้นหรอกนะ อย่าได้หวังว่าจะลอกไปส่งแบบทื่อๆ ได้เลยว่ะ ด้วยสันดานของผมที่แต่งบทความใสๆ ไม่ได้เป็นทุนเดิม ท่านที่อ่านก็คิดว่าอ่านเรื่องยาวในหนังสือการ์ตูนมxาสนุกไปแล้วกัน

   เรามารู้จักกฎหมายกันก่อนดีกว่า ผมจะไม่ยกทฤษฎีทั้งหลายของนักกฎหมายชั้นนำ หรือผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตมาให้ทุกท่านมึนเล่นกันหรอก เพราะผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจไอ้ทฤษฎีอะไรพวกนั้นเช่นกัน และคำว่า 'ทฤษฎี' มันยังพิมพ์ยากสำหรับผมอีกด้วย สำหรับผมแล้วกฎหมายคือ 'อุปกรณ์ควบคุมสังคมให้เป็นไปในทางเดียวกัน' ซึ่งนำมาบังคับใช้โดย 'ผู้ปกครองสังคมนั้นๆ' และยังรวมถึง 'อุปกรณ์สนองความต้องการพื้นฐานหรือขั้นสูงสำหรับการพัฒนาสังคม' เช่นกัน

   มันควบคุมให้สังคมเป็นไปในทางเดียวกันยังไงน่ะเหรอ ก็ด้วยวิธีการสร้างค่านิยมให้กับสังคมไงล่ะ เช่น การกระทืบขอทานผิดกฎหมาย คนในสังคมก็จะไม่กระทืบขอทาน หรือการช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในภัยอันตรายเป็นสิ่งต้องทำ ถ้าไม่ช่วยมีความผิด แน่นอนว่าตัวเองต้องช่วยได้ หรือการจ่ายภาษีอากรแก่รัฐ   ส่วนผู้ปกครองของสังคมนั้นๆ ก็พวกรัฐบาล ผู้แทน หัวหน้า หรือผู้นำเผด็จการก็แล้วแต่ระดับของสังคม ซึ่งพวกนี้แหละที่นำมันมาบังคับใช้ โดยที่ตัวเองที่อยู่ในสังคมนั้นก็ต้องทำตามด้วย ส่วนเหตุที่ผมเรียกว่าผู้ปกครองก็เพราะสังคมต้องการผู้นำไงล่ะอย่าคิดมากคุณรู้คำตอบของมันอยู่แล้ว ส่วนคนที่คิดไม่ออกก็มองไปที่ป้ายหาเสียงตามเสาไฟฟ้าแทน นั่นแหละผู้แทนที่ถูกเลือกไปปกครองพวกคุณผ่านทางสิ่งที่เรียกว่า 'รัฐบาล' ส่วนพวกเผด็จการก็ประมาณฮิตเลอร์ไงล่ะ   ประการสุดท้ายที่ผมกล่าวถึงคือสนองความต้องการพื้นฐานหรือขั้นสูงของสังคมนั้น ผมขอยกตัวอย่างเลย เช่น การตราพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดิน หรือกู้เงินเพื่อมาบริหารสังคม หมดนี่คือการใช้กฎหมายมาสนองความต้องการเพื่อพัฒนาสังคม เข้าใจง่ายไหม ถ้าไม่เข้าใจย่อหน้าถัดไปจะสรุปให้

   อุปกรณ์ควบคุมสังคมให้เป็นไปในทางเดียวกัน - กำหนดสิทธิ์ที่คุณจะเข้าถึงได้และหน้าที่ที่คุณต้องทำเพื่อสังคม, ผู้ปกครองสังคมนั้นๆ - รัฐบาล(กฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร บังคับระดับประเทศ) หัวหน้าชุมชน(แต่ละท้องที่อาจมีข้อบังคับต่างกัน เช่น จารีต ธรรมเนียม ห้ามดื่มเหล้าในหมู่บ้าน เป็นต้น) ซึ่งคนพวกนี้ก็อยู่ใต้กฎที่ตราขึ้นเช่นกัน, อุปกรณ์สนองความต้องการพื้นฐานหรือขั้นสูงสำหรับการพัฒนาสังคม - ใช้กฎหมายเพื่อหาปัจจัยต่างๆ มาเติมเต็มหรือฟื้นฟูสิ่งที่สังคมขาด(มักใช้โดยผู้ปกครอง ส่วนใหญ่เป็นการตรากฎหมายใหม่มาเพื่อการแก้ปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์ โดยผ่านความเห็นหมู่มาก เช่นประชุมสภา)

   เป็นไงครับ เข้าใจไม่ยากเท่าไหร่ใช่มั้ย กฎหมายมันมาในรูปแบบหลากหลาย แต่ผมเค้นสมองจำแนกได้เท่าที่อ่านกันนี่แหละครับ ไม่ขอเจาะลึกไปถึงประเภทนะครับ พวกรัฐธรรมนูญ กฎหมายแพ่ง อาญา ปกครอง หลักๆ แล้วมันก็ไอ้สามอย่างข้างต้นนั่นแหละครับ

   เรามาเข้ารูปแบบการตอบคำถามอารมณ์ไปทัศนศึกษากันเลย การเรียนรู้กฎหมายมีข้อดีอะไรบ้าง ค้าบๆ ป๋มยู้ค้าบ ป๋มได้ยู้ว่ากฎหมายไม่ใช่เครื่องมือเพื่อความยุติธรรมค้าบ และยังได้ยู้อีกว่ากระบวนการยุติธรรมมันเป็นแค่ชื่อค้าบ แต่สังคมต้องการกฎหมายค้าบ ถ้ารู้กฎหมายแล้วจะไม่โดนโกงในสัญญาเช่าห้องค้าบ ป๋มช่วยให้คนข้างบ้านที่ไม่มีบัตรประชาชนมีบัตรประชาชนได้ค้าบ การวางยาเบื่อหมามีเจ้าของข้างบ้านที่เห่าไม่หยุด(ในขณะที่ป๋มพิมพ์บทความนี้ตอนตี 1)เป็นความผิดค้าบ จบ นี่แหละเหล่าข้อดีที่ผมได้รับจากการเรียนรู้กฎหมาย

   ถ้าให้เพื่อนมันเอาไปส่งอาจารย์ทั้งอย่างนี้มันคงโดนตบกะโหลกร้าว ก็สมน้ำหน้ามัน แต่ขยายอีกหน่อยก็คงจะดี

   ที่ผมว่ามันไม่ใช่เครื่องมือเพื่อความยุติธรรมก็เพราะกฎหมายไม่เคยยุติธรรมครับ ตรงตัวก็รัฐธรรมนูญกับกฎหมายปกครอง ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเอามาบริหารปกครองประชาชนทั้งตาดำตาบอดอย่างเราๆ ส่วนกฎหมายแพ่ง อาญา นี่มันเป็นเครื่องมือเอาคืนทบต้นทบดอกครับ บางทีคุณโดนเตะลงไปกองนอนบนเตียงโรงพยาบาลเสียค่ารักษาไปไม่ถึงหมื่นบาท รวมค่าขาดรายได้จากการทำงานตอนพักรักษาตัวด้วยแล้วก็ยังไม่เฉียดเลขห้าหลัก คุณกลับเรียกเอาจากคู่กรณีได้เกินหมื่น หน้าระรื่นขึ้นมาทันที นี่มันล้างแค้นกันชัดๆ ถ้ายุติธรรมจริงๆ คุณต้องได้เตะมันคืนจนมันเสียเงินเท่าคุณ หรือไม่ก็ให้มันจ่ายให้ในราคาที่คุณเสียไปจริงๆ

   แต่อย่าได้มองในแง่ร้ายไป กระบวนการยุติธรรมนั้นหลักๆ คือการพิสูจน์ความจริง เพื่อที่จะลงโทษฝ่ายที่ผิดให้สาสมกับเหตุและผลของการกระทำความผิด เช่น เอาปืนมาทำความสะอาดในบ้านอยู่ดีๆ กระสุนดันลั่นออกไปโดนเด็กที่กำลังเตะบอลซะอย่างนั้น ผลอาจร้ายแรงแต่เหตุนั้นคือไม่มีเจตนาจะยิงเด็ก อันนี้โทษก็เบากว่าชักปืนยิงคนในผับโดยเจตนา   นอกจากนี้เราเองรู้จักกับอีกหนึ่งเหตุที่ทำให้มันเป็นกฎหมายพิสูจน์ควมจริง นั่นคือ 'แพะรับบาป' และ 'ผู้ร้ายปากแข็ง' นั่นเอง   แต่คุณอาจมีคำถามขึ้นมาในหัวว่า 'เอ๊ะ ผลสุดท้ายก็คืนความยุติธรรมให้แพะนี่นา' - ใช่ครับ ในแง่มุมของบุคคลที่ 3 แพะกับผู้ร้ายปากแข็งอาจได้รับสิ่งที่ตนควรได้รับ ซึ่งมันก็ดูยุติธรรมดีสมชื่อกระบวนการ แต่... มนุษย์เป็นปัจเจกนะครับ

   มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคิดเป็นเอกเทศของใครของมัน ทุกคนคงรู้จักสำนวนที่ว่า 'รู้หน้า ไม่รู้ใจ' ใช่ใหมครับ? นั่นล่ะครับความหมาย สมองของมนุษย์มีความเร็วเหนือแสง จริงอยู่บทสรุปของเรื่องราวอาจดูสวยงาม แต่ว่าระหว่างพิสูจน์ความจริงนั้นล่ะพ่อแม่พี่น้องผองประชาทั้งหลากหลาย แพะตัวนั้นอาจจะโดนสังคมตะบันหน้าด้วยวาจาจนชีช้ำน้ำใจไปขนาดไหน เอาง่ายๆ คุณมีเมีย มีลูกแล้ว ดันไปโดนจับข้อหาค้ายาบ้าซะฉิบ ทีนี้ตอนแรกๆ ลูกเมียคุณอาจไม่เชื่อ แต่พอเรื่องออกสื่อหรือออกปากคนในละแวก ครอบครัวคุณเป็นอันโดนนินทาในบัดดล ถ้าเมียคุณลูกคุณรักมั่นเชื่อมั่นมันก็แล้วไป แต่ถ้ามันไม่ใช่ก็เตรียมบ้านแตกได้เลย ใครที่ไหนอยากจะมีประวัติ 'ต๊ายดูสิเธอว์ ผัวอีนี่น่ะมันขี้คุกขี้ยาล่ะตัวเธอว์ ดั๊นล่ะรังเกี๊ยดรังเกียจ' ให้สังคมมาตอกย้ำ ไหนจะลูกถูกเพื่อนล้อเอยอะไรเอยสารพัด ทั้งยังค่าใช้จ่ายนู่นนี่ ค่าทนาย ค่าธรรมเนียมศาล ฟักยู! เฮ้อ เหนื่อยเลยใส่อารมณ์มากไปหน่อย ย่อหน้าถัดไปจะสรุปให้

   กว่าที่แพะจะพ้นผิด กว่าผู้ร้ายจะรับบาป กามันคาบขี้ไปโปรยถึงไหนๆๆ แล้ว ระหว่างนั้นแพะสูญเสียอะไรไปบ้าง ขนฟูนุ่มของแพะคงโดนแกะลอกปอกชำแหละ จนไส้ในไหลทะลักมากองแหมะเน่าเหม็นไปไกลแล้วหลายลี้ คิดว่าความบริสุทธิ์กับเงินกระหยองกระแหยงที่ได้ตอบแทนมาตอนท้ายมันคุ้มค่ากับ 'เวลา' ที่เสียไปงั้นเหรอ? แล้วต่อให้เงินที่ได้มันเยอะมั้นคุ้มเหรอที่ถูกสังคมมองว่าเลวเสียนานนม ลองคิดดูเองแล้วกัน

   ผมเคยเขียนเกี่ยวกับความยุติธรรมไปแล้วในบทความแนวนิยาย 'ความยุติธรรมในก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม' ดังนั้นผมจะไม่กล่าวถึงมันอีก แต่ข้อสรุปเกี่ยวกับความยุติธรรมของผมคือ Justice is happy ending scene. ความยุติธรรมคือฉากจบที่สวยงาม ไม่ใช่ฉากจบที่ต้องถูก ขอยกบทพูดจากบทความนั้นมาซักบท - “เฮอะ! บ้าบอคอแตก สำหรับฉันความยุติธรรมมันต้องแปลแบบตรงตัวเว้ย! ยุติคือ จบ หยุด ไม่ไปต่อ - ธรรมคือ ดี ถูกตามสถานการณ์ ประมาณนั้น ถ้ามารวมกันก็เป็น จบอย่างลงตัวทั้งสองฝ่าย ขอแค่รู้สึกดีทั้งคู่ก็ยุติธรรมแล้ว ต่อให้ต้องโกหกก็ตาม แล้วฉันไม่เห็นว่าหลอกคนเลวมันผิดตรงไหน”

   ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นเป็นอีกหนึ่งข้อดีที่ได้มาจากการศึกษากฎหมายครับ คือ ป๋มได้ยู้ว่ากฎหมายที่ดีควรคำนึงถึงความยู้ฉึกของผู้คนด้วยค้าบ และกฎหมายเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความจริงผ่านสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรมค้าบ

   ส่วนนี้สำหรับผมเท่านั้น - ข้อดีที่ได้รู้จากการเรียนกฎหมายอีกข้อคือ 'กฎหมายคืออุดมคติ เป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดได้อย่างสมบูรณ์แบบ'

   มีคนเถียงผมในแนวคิดนี้อยู่เยอะเช่นกัน และเถียงด้วยเหตุผลที่ยอมรับได้ในระดับสูงด้วย นั่นคือ 'กฎหมายไม่สมบูรณ์แบบ ทุกวันนี้คนหลายคนถูกเอาเปรียบโดยตรงจากกฎหมาย รวมทั้งการโกงกินต่างๆ ผ่านกฎหมายกันโต้งๆ เช่น เงินเดือนข้าราชการ ถึงมันจะดูน้อยเมื่อเทียบกับอาชีพเอกชนในระดับความรู้เดียวกัน แต่ค่าอื่นๆ มันสูงลิบลิ่ว อาทิ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอบรม ทั้งหมดฟรี(แถมเกินเข้ากระเป๋า) ส่วนเอกชนจ่ายเองล้วนๆ ส่วนข้าราชการเอาภาษีที่รีดจากเอกชนไปจ่าย แล้วไหนจะนักการเมืองบางคนที่ต่อสู้ยื้อคดีจนคดีหมดอายุความ เอาผิดต่อไปไม่ได้แม้ว่าจะทำผิดจริงก็ตาม' คำตอบของผมที่มีต่อข้อเถียงนี้คือ ใช่ ครับ เป็นตามนั้นเป๊ะๆ แต่นั่นมันอยู่ในส่วนของการใช้ครับ

   กฎหมายโดยตัวของมันเองแล้วสมบูรณ์สูงสุด ด้วยเหตุผลที่ผมจะนำเสนอดังนี้ มันกำหนดสิ่งที่ควรทำควรห้ามไว้ชัดเจน รวมทั้งให้สิทธิในการแก้ไขตัวกฎหมายเองเอาไว้ด้วย และเหตุผลข้อหลังเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมองว่ามันเป็นอุดมคติ

   เอาล่ะมาว่ากันต่อถึงข้อเถียงนั้นซึ่งผมยอมรับว่าใช่ แต่นั่นมันเรื่องของการนำไปใช้ ผู้บังคับใช้กฎต่างหากที่ทำให้มันไม่เป็นอุดมคติ ตัวตนที่บิดเบือนทุกความ 'ต้องถูก' ของตัวบทกฎเหล่านั้นคือ 'ผู้นำมันไปใช้'

   ผู้นำไปใช้ผิดครับ กฎหมายมันอยู่ของมันตรงๆ ทื่อๆ อย่างนั้นแหละครับ มันอยู่ที่ผู้ใช้ อย่างตำรวจตรวจจับรถมอไซไม่ใส่หมวกกันน็อค แทนที่จะเขียนใบสั่งแล้วปรับเงินเข้ารัฐ ดันรับค่าเอ็มร้อยแล้วปล่อยไปด้านๆ หรืออย่างกรณีข่าวดังที่หน่วยงานราชการหน่วยงานหนึ่งขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองโดยอาศัยข้อกฎหมาย นั่นแหละครับมันถึงผิด เพราะใช้กฎหมายแบบผิดๆ บิดเบือนความต้องถูกที่มีในตัวบทกฎหมาย หรืออย่างพวกผู้นำเผด็จการทั้งหลาย เช่น ฮิตเลอร์เอย จอมพลสฤษดิ์เอย พวกนี้ก็เป็นอีกเหล่าผู้ใช้กฎหมายแบบไม่ค่อยถูกต้องเท่าไรนัก(เพราะบางจุดพวกเขาทำถูก)

   กล่าวถึงการบิดเบือนความต้องถูกของกฎหมายแล้ว ผมแนะนำให้ท่านที่ยังคงกังขาแนวคิดของผมที่ว่า 'คนใช้ผิด' มองย้อนไปยังยุคกลางของยุโรป มองไปที่นครรัฐวาติกันอันศักดิ์สิทธิ สถานที่ซึ่งคำสอน(กฎ)ของศาสนาคริสต์(ผู้ตรากฎ, ผู้ปกครอง)ถูกเหล่านักบวชทั้งระดับต่ำระดับสูง(ผู้นำกฎไปใช้)บิดเบือนจนสังคมเละเทะ พอยกศาสนามาใช้แล้วเห็นภาพง่ายดีนะครับ

   เห็นแล้วสินะครับว่าตัวกฎหมายนั้นไม่มีข้อเสีย ข้อเสียข้อบกพร่องพร้อมที่จะถูกแก้ไขเติมเต็ม ที่ผิดน่ะคนที่เอากฎไปใช้ต่างหาก

   ส่วนสุดท้ายและสำคัญ อีกหนึ่งข้อดีของการเรียนรู้กฎหมายครับ การเรียนรู้กฎหมาย ช่วยให้เรารู้กฎหมาย เข้าใจหลักของกฎหมาย เข้าใจสิทธิที่ตัวเองมี เข้าใจหน้าที่ของตัวเองตามกฎหมาย และเมื่อเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วนั่นหมายถึงเราเข้าใจถึงความจำเป็นอันสำคัญยิ่งของกฎหมาย นั่นคือ 'กฎหมายช่วยในการดำรงอารยธรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์' หากไม่มีการตั้งกฎหมายหรือสิ่งอื่นในทำนองเดียวกันกับกฎหมาย เผ่าพันธุ์มนุษย์จะหยุดการพัฒนาด้านสมองส่วนการมีเหตุผล ทำให้หยุดการสร้างอารยธรรม เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นก็คือ 'การห้าม' ทั้งหลายแหล่ที่กฎกำหนดไว้ ถ้าไม่มีการห้ามทั้งหลายเหล่านั้นมนุษย์จะทำตามใจหรือตามสัญชาตญานเช่นสัตว์ชนิดอื่นๆ บนดาวดวงนี้ ย่อหน้าถัดไปผมจะชี้แจงให้เห็นว่าการถูกห้ามมันทำให้เกิดอะไรขึ้น

   เมื่อมนุษย์ถูกห้ามไม่ให้ทำสิ่งใดก็ตาม จะเกิดความรู้สึกต่อต้านเล็กๆ ขึ้นเสมอ เพื่อหาเหตุผลของการห้ามนั้นๆ ว่าห้ามไปเพื่ออะไร ถ้าห้ามเพราะสมควรก็ยอมลงตามข้อห้ามและหาเส้นทางอื่นที่ไม่ถูกห้าม หรือถ้าข้อห้ามนั้นไม่สมควรก็จะเกิดการต่อต้านขั้นสูง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ มากมายหลากหลาย - ด้วยการสร้างเส้นทางที่ไม่ถูกห้าม และทำลายกำแพงข้อห้ามที่ไม่ถูกต้อง ทำให้สังคมมนุษย์ได้รับการกระตุ้นจนขยายของเขต สร้างเป็นอารยธรรมที่มี 'กฎ' ในระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ มาถึงปัจจุบันที่ทั้งผมและคุณหายใจอยู่

   สรุปรวมข้อดีที่ได้จากการเรียนรู้กฎหมาย
     -ได้รู้ถึงสิทธิ และหน้าที่ของตัวเองในสังคม
     -ได้รู้ว่ากฎหมายที่ดีควรคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อยู่ภายใต้กฎหมาย
     -ได้เข้าใจถึงเหตุผลในการมีอยู่ของกฎหมาย นั่นคือการมีอารยธรรมนั่นเอง
   สำหรับผมนะ ท่านอื่นๆ ก็แตกต่างกันไป เพราะพวกเรามีความคิดเป็นของตัวเอง


เพลงที่ฟังตอนแต่ง
 LP - What I've done, What we don't know, Wrectches and kings, Burn it down, Powerless, Until it breaks, Points of authority
 เสือ ธนพล - ชีวิตหนี้
 พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ - ฉันคือประชาชน, โรงเรียนของหนู, 6 ต.ค. 2519
 คาราบาว - นมหด, ประชาธิปไตย


หัวข้อ: สอบถามเพื่อความเหมาะสม อยากลงบทความประสบการณ์ขำๆ ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ ตุลาคม 28, 2013, 11:48:52 AM
คือว่าตัวผมนั้นกำลังตกงาน ครั้นพอไปสมัครพาร์ทไทม์ตามใบปลิวก็ดันไปเจอกับ... บริษัทแช์ลูกโซ่แบบทางอ้อมจนกฎหมายยอมให้ถูก(จริงๆ แล้วมันล่อผมตรงๆ เลยล่ะ อารมณ์จ่าย 1000 เป็นบรอนซ์เซนต์ 2000 เป็นซิลเวอร์เซนต์ แล้วไปหาสมาชิก(เหยื่อ)มาสมัครเพิ่ม) อยากเขียนมาลงให้อ่านกันมาก แต่กลัวจะไม่เหมาะสม จึงอยากจะขอถามมาก่อนครับ ว่าเอามาให้อ่านดีรึเปล่า
อนึ่งมันคล้ายๆ กับรูปแบบของน้องกิ๊ฟเหมือนกัน เพชรบริ... huehue


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: Super77 ที่ ตุลาคม 28, 2013, 07:07:12 PM
^
^
^
ถ้าเป็นพวกสเปคเตอร์เขาจะจ่ายให้ไหมครับ hhaha


หัวข้อ: บทความรั่วๆ "ยิ้มให้กับฝัน"
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ ธันวาคม 02, 2013, 04:37:55 PM
ยิ้มให้กับฝัน ในวันที่.. ที่อะไรวะ?

     วันหนึ่ง วันอากาศเย็น วันที่คืนจะต้องไปทำงาน วันนั้น ผมฝัน...
     ผมนอนกลางวันเพื่อเอาแรงไปทำงานกลางคืน งานเด็กเสิร์ฟ สุจริต แต่ถูกมองว่าผิดสำหรับตัวผมในสายตาคนมีอันจะกินแถวบ้าน ซึ่งผมเองก็คิดว่า เสือกอะไรกับการตัดสินใจของกูวะ? แล้วผมก็ได้หลับลง เป็นหลับที่มีความฝันซึ่งจำได้อย่างเจนจัดชัดเจน ขอบคุณที่ทนอ่าน ต่อไปจะเริ่มเรื่องล่ะ (ถ้าคิดว่าผมพล่ามอะไรอยู่ ขอให้คิดต่อไปอีกนิด ซักระติ๊ด ซักกระจึ๋ง หน่อยนึงก็ยังดี...)

     มันเป็นฝัน(แหงอยู่แล้ว) แต่แน่นอนว่าตอนนั้นผมไม่รู้หรอก(ก็ฝันนี่หว่า(ก็ใช่น่ะสิ))   ผมเดินอยู่ในซอยตอนกลางวัน  ซอยนั้นไม่น่าอยู่เอาเลย ขยะมากมาย หมาแมวเรื้อนเรียบ คนเงียบเหงา และเงาสลัวเพราะดวงอาทิตย์โดนเมฆบังและมีหมอกลงมัว ก็เหมาะกับคนที่คิดรั่วๆ แบบผมดี แต่เมื่อก้าวออกไปจนจะพ้นปากซอยปุ้บ ผมก็ได้ยินเสียง..เพลง เพลงดังอึกทึกราวกับงานเทศกาลมาจากข้างหลัง ผมหันกลับไปดูก็พบว่ามันเป็นงานเทศกาลจริงๆ นั่นแหละ เดี๋ยวสิแล้วไอ้ซอยมืดมัวเมื่อกี้ล่ะ ผมรีบหันกลับไปก็กลายเป็นงานเทศกาลอีก เฮ้ย!

     ความเปลี่ยนแปลงอันแปลกประลาดนี้กลายเป็นคลื่นพลังอันรุนแรงซัดกระแทกไล่ย้อนขึ้นมาจากไส้ตรงจนถึงลำคอ ใจเบาหวิวหายใจรวยริน แต่แล้วสมองอันเอื่อยอาดของผมก็ปลุกพลังบางอย่างขึ้นมาอัดดันคลื่นพลังแสนน่ากลัวนั้นกลับไปได้ มันเป็นสุดยอดอาวุธทรงพลานุภาพ พลังแห่งจิตที่แฝงอยู่ในความคิดที่ชื่อว่าอะไรหว่า? นั่นดิ อะไรวะ? ช่างแม่งผมเดินต่อไป...

     ซอยนี้ช่างแปลกปลอมสำหรับตัวตนแท้จริง ของผม ใช่แล้วครับ ตัวจริงผมไม่ชอบเที่ยวงานเทศกาลเอาซะเลย เพราะไม่มีเพื่อนเดิน(ไม่มีใครคบนั่นเอง) ช่างแม่ง   ซอยมันต่างไปแบบขี้กับข้าวหน้าเนื้อโรยผักชีเคียงแตงกวาเลยทีเดียว อากาศก็ปลอดโปร่ง บ้านเรือนสีสดสวย โอ้มาย.. ช่างแม่ง   สองข้างทางผู้คนมากมายแต่งกายสวยงามจับจ่ายซื้อของจากร้านแผงลอยซึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ ช่างแม่ง   ผมเดินต่อมองไปรอบๆ มันเต็มไปด้วยเชือกระโยงระยางจากบ้านจากตึกข้ามฟากสลับฝั่งประดับไปด้วยดอกไม้และหลอดไฟคละสีสวยงามเหนือหัวเต็มไปหมด แล้วไอ้ซอยมืดๆ เมื่อกี้ล่ะ ช่างแม่ง   แปลกใจเหมือนกันที่ในฝันนั้นผมมองทุกสิ่งที่เปลี่ยนไปนี้ไม่ต่างจากนั่งเกาตูดดูข่าวเช้าข่าวเต้า ช่างแม่ง   ว่าแต่ว่า นี่มันงานเทศกาลอะไรกันล่ะ ช่างแม่ง
     ผมเดินผ่านคนที่ในฝันผมรู้จักมากมาย ช่างแม่ง   แวะซื้ออาหารหน้าตาน่ากินในถ้วยพลาสติกซึ่งในฝันรสชาติมันอร่อย แล้วถ้าเป็นความจริงล่ะ ช่างแม่ง   เสียงประทัดพวงดังเปราะแประมาตามทางมีขบวนแห่ตรงมาจากข้างหน้า ขบวนแห่ฉลองอันสวยงามผ่านเข้ามาในซอยที่อยู่ดีๆ ทางก็กว้างขึ้นแบบหาเหตุผลไปทำไม ช่างแม่ง   รูปร่างของขบวนแห่นั้นผมจำได้ลางๆ ซึ่งมันดูแล้ว... ช่างแม่ง   หลังจากมันผ่านไปแล้วผมก็เดินตามทางไปต่อ ภาพความสนุกสนานมีให้เห็นจนชาตา แต่ว่าตัวตนในฝันนั้นกลับรู้สึกสนุกไปกับมัน ช่างแม่ง   ผมเดินไปจนถึงสะพานข้ามคลองแสนแสบซึ่งมีมาได้ไงวะ? ช่างแม่ง   ที่รู้ว่ามันเป็นคลองแสนแสบเพราะหน้าตามันเหมือนสะพานมิตรมหาดไทยที่ผมเห็นจนชินทุกเย็นนั่นเอง แต่ว่าน้ำในคลองมันดันใสสะอาดราวกับเมื่อยี่สิบปีก่อน ไม่มีวินมอไซนั่งเล่นหมากฮอส หรือท่าเรือเหล็กสนิมชวนหมองลูกตา มันถูกแทนที่ด้วยดอกไม้หลากสีลอยบนผิวน้ำชวนมอง มีคนพายเรือขายของ และมีกระทั่งเด็กแก้ผ้ากระโดดเล่นน้ำคลอง! เฮ้ยกลางงานเทศกาลเนี่ยนะ!!! ช่างแม่ง
     ผมเดินไปจนจะพ้นสะพานที่ไม่มีรถวิ่ง ฉับพลันสายตาก็หันไปสบเข้ากับประกายสดใสนัยน์ตาสดสวยของหญิงสาวคนหนึ่ง จำชื่อไม่ได้แค่รู้ว่าเธอสวยมาก และผมไม่รู้จักเธอ แต่ในฝันนั้นผมดันรู้จักและทักเธออย่างเป็นธรรมชาติ เธอนั่งบนม้านั่งหินอ่อนข้างสะพาน ซึ่งก็ได้โบกมือเรียกผมไปนั่งข้างๆ ในความเป็นจริงนั้นผมคงจะร้องเสียงพงษ์สิทธิ์ไปแล้วว่า "มึงเป็นใคร!!!" แล้วไอ้ม้านั่งหินอ่อนนั่นมัน "มาได้ยังไง!!!" แต่ก็นะมันเป็นฝันนี่ ช่างแม่ง   เราพูดคุยเหมือนคนรู้จักที่ห่างหน้าหายตากันไปแสนนาน ตัวผมในฝันนั้นไม่เป็นตัวเองเอาซะเลย โดยปกติไม่ว่าจะผู้หญิงหรือใครหน้าไหนผมก็คุยแค่ตามมารยาทเท่านั้น แต่ในฝันผมดันกระหนุงกระหนิงไม่ทำตัวนิ่งกับเธอ ช่างแม่ง   พอคุยเสร็จผมก็ขอเบอร์เธอซะด้วย แล้วเราก็โบกมือร่ำลาในความสัมพันธ์ แล้วปล่อยเธอหายไปโดยรู้จักกันแค่ไหนฝัน ช่างแม่ง

     เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนบ่ายอ่อนๆ ผมพักผ่อนไม่เต็มที่นักเพราะดันฝัน เมื่อมองไปรอบห้องก็เห็นแม่ชงกาแฟรอบบ่ายอยู่... "แม่ กินปาท่องโก๋ป่ะ? ชงไมโลให้ด้วยล่ะ" โดยไม่รอคำตอบผมคว้าแบงค์ร้อยออกไปโดยได้ยินเสียงสั่งให้ซื้อน้ำปลาแว่วตามหลัง ในซอยนั้นต่างจากในฝันชัดเจน ถนนคนน้อยบ้านเรือนไม่สดใสขยะเต็มถนน ช่างแม่ง   ที่บัดซบคือซอยมันก็แคบอยู่แล้ว พวกมหาเศรษฐีเงินผ่อนทั้งหลายยังอุตส่าห์จอดรถริมถนนให้ทางมันแคบเข้าไปอีก ในบ้านที่ก็ว่างไม่จอดเข้าไปล่ะวะ ช่างแม่ง   หักขวาเป็นตรอกเล็กๆ ที่มีรถใหญ่ผ่านแต่ไม่เสือกเวณคืนที่ดินเข้าไปหรอกไอ้คุณเจ้าหน้าที่ผังเมืองท้งหลาย ช่างแม่ง   แค่นั้นไม่พอมันมีร้านจิ้มจุ่มอยู่หัวมุม ซึ่งไอ้ร้านนี้มันมักง่ายเทน้ำขยะทิ้งแม่งตรงข้างร้านซึ่งก็คือถนนนั่นแหละ เหม็นสิครับ ช่างแม่ง   ผ่านอาบอบนาบนาบนาบนาบนาบนาบนาบ เห็นอาเสี่ยกำลังควงหมอนาบขึ้นรถไปกลางวันแสกๆ ถ้าไม่โสดก็โดดงานหลบเมียมาล่ะ ช่างแม่ง   เดินไปสั่งปาท่องโก๋ทันที บอกว่าเอาที่ร้อนที่สุดเท่าที่จะร้อนให้ได้ ซึ่งก็ได้มา แต่พอทำท่าจะไปต่อดันผ่ามีคนรู้จักเข้ามาทักอีกว่า "ทำอะไรอยู่" นี่มึงมองไม่เห็นจริงๆ เหรอวะ? ช่างแม่ง   เพราะรู้จักกันรวมด้วยความอาวุโส ผมเลยจำใจต้องยืนคุยเรื่องงานของผมให้รำคาญเล่นไม่พอลืมซื้อน้ำปลาอีก โชคดีที่ยังไม่เดินกลับมาไกลเลยวกไปซื้อน้ำปลามาอีก เสียเวลาไม่เข้าเรื่องเลย ช่างแม่ง   พอกลับถึงบ้านปุ้บหย่อนตูดนั่งแหมะแกะถุงปาท่องโก๋ก็พบว่ามันหมดความร้อนไปแล้ว ช่างแม่ง   อย่างน้อยไมโลก็น่าจะร้อ... เย็นชืดมันนมขึ้นแพตามปาท่องโก๋ไปแล้ว แม่คลายความสงสัยให้ผมด้วยคำว่า น้ำมันไม่ค่อยร้อนน่ะ เฮ้ออออออ

     ผมกล้ำกลืนกินปาท่องโก๋จุ่มไมโลเย็นชืดไปแบบหมดอารมณ์ ทำไมผมไม่ช่างแม่งใส่ไอ้คนที่มาชวนคุยนะ พอถึงตอนนี้สิ่งที่ผมทำได้ก็มีเพียงแค่ "ยิ้มให้กับฝัน" ที่สวยงามเท่านั้น... ช่างแม่ง!!!





     ทิ้งท้าย... ช่างแม่ง ใครจะทำอะไรก็ช่างแม่ง ดีก็ช่างแม่ง ชั่วก็ช่างแม่ง ทำพลาดช่างแม่ง สำเร็จช่างแม่ง บ้านเมืองพังช่างแม่ง
     คำๆ นี้ใช้ได้หลากสถาณการณ์ดีจริงๆ มันก็พอๆ กับเรื่องของ "สะดวก" เอ๊ย "โลกของเรา"   ช่างแม่งน่ะ มันใช้ได้ทั้งการเพกเฉย การปฏิเสธ และการทำใจยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ ก็เหมือนสิ่งของ ถ้าเราใช้ "ช่างแม่ง" ถูกวิธี มันจะเป็นสุดยอดทางออกเชียวล่ะ ท่านผู้ทนอ่านทุกท่านประยุกต์ใช้ให้ดีๆ ล่ะครับ จะได้ไม่ต้องมานั่งกินไมโลกับปาท่องโก๋เย็นชืดเหมือนผม

     แรงบันดาลใจจากประสบการณ์ไม่น่าอภิรมย์ ฝันกลางวันที่จำได้โคตรชัด และคำสอนพระพุทธเจ้าข้อหนึ่ง ซึ่งอ่านเจอโดยบังเอิญในข้อสอบเก่าภาษาอังกฤษของราม โดยย่อกล่าวไว้ว่า "...จงปฏิเสธที่จะรับคำดูแคลนของผู้อื่น แม้แต่คำที่กราดออกมาภายใต้หน้ากากของความรัก ด้วยการเมินเฉยต่อคำดูหมิ่นเหล่านั้น ท่านก็จะสามารถลดความเครียด กระชับสัมพันธ์ และเพิ่มความสุขได้..."


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: iaomemolizm ที่ ธันวาคม 12, 2013, 08:39:58 AM
 ฉับพลันสายตาก็หันไปสบเข้ากับประกายสดใสนัยน์ตาสดสวยของหญิงสาวคนหนึ่ง จำชื่อไม่ได้แค่รู้ว่าเธอสวยมาก และผมไม่รู้จักเธอ แต่ในฝันนั้นผมดันรู้จักและทักเธออย่างเป็นธรรมชาติ เธอนั่งบนม้านั่งหินอ่อนข้างสะพาน ซึ่งก็ได้โบกมือเรียกผมไปนั่งข้างๆ ในความเป็นจริงนั้นผมคงจะร้องเสียงพงษ์สิทธิ์ไปแล้วว่า "มึงเป็นใคร!!!" แล้วไอ้ม้านั่งหินอ่อนนั่นมัน "มาได้ยังไง!!!" แต่ก็นะมันเป็นฝันนี่ ช่างแม่ง   เราพูดคุยเหมือนคนรู้จักที่ห่างหน้าหายตากันไปแสนนาน ตัวผมในฝันนั้นไม่เป็นตัวเองเอาซะเลย โดยปกติไม่ว่าจะผู้หญิงหรือใครหน้าไหนผมก็คุยแค่ตามมารยาทเท่านั้น แต่ในฝันผมดันกระหนุงกระหนิงไม่ทำตัวนิ่งกับเธอ ช่างแม่ง   พอคุยเสร็จผมก็ขอเบอร์เธอซะด้วย แล้วเราก็โบกมือร่ำลาในความสัมพันธ์ แล้วปล่อยเธอหายไปโดยรู้จักกันแค่ไหนฝัน ช่างแม่ง  Suadmon priew wowwww

ชอบวรรคนี้ ไม่เครียด


หัวข้อ: น้ำที่ไหลไป - แรงบันดาลใจจากความตายของเพื่อน
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มิถุนายน 02, 2014, 07:36:02 PM
เนื่องจากแต่งทันทีที่รู้ข่าวการตาย จึงไม่ได้ตรวจทานอะไร และก็อยากจะคงความสดไว้เลยไม่แก้ไข ขอบคุณทุกคำติครับ


     ชีวิตคนเราก็เหมือนสายน้ำ มีขึ้น มีลง มีแห้งเหือด กระเสือกกระสนปนเปกันไปในสังคม แม้ว่าน้ำบางสายจะได้แต่ลดลงจนเหือดแห้งไปก็ตาม
     เธอตาย คนที่ผมรู้จัก จะด้วยเหตุใดก็ตามเธอได้จากโลกนี้ไป ไปจากโลกแห่งสัมผัสทั้งจากคนที่เธอรักและรักเธอ เป็นสายน้ำที่แห้งไป เหลือเพียงฝุ่นทรายกรายดินบินหายไปกับสายกาล เป็นเพียงอดีตสายธารที่รอวันลืมเลือน
     เพื่อนผมตาย เพื่อนที่ก็ไม่ได้สนิท เพื่อนที่ในสายตาของผมก็เป็นเพียงน้ำสายหนึ่งที่ไหลอยู่ท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกรากของน้ำสายอื่น ไม่ได้อาลัยอาวร หลังจากรู้ว่าเธอตายที่ผมทำก็แค่หลับตานอนรอเวลาทำงาน สายน้ำของผมยังคงต้องไหลต่อไปเพื่อหาโอกาสขยายเป็นน้ำสายใหญ่... โอกาส... เธอสูญเสียมันไปแล้ว น้ำสายนั้นแห้งเหือดไปแล้ว แม้ทุกๆ คนจะมีสิทธิ์ฝันเพราะสวรรค์ไม่มีอยู่จริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอมันได้ดับโอกาสที่เธอจะได้ฝันไปหมดแล้ว เธอไม่มีโอกาสจะได้ฝันอีกแล้ว... ผมสะดุ้งขึ้นมาแล้วฉุกคิด ชีวิตของเธอช่างสั้นเหลือเกิน
     จะน้ำร้อนน้ำเย็นก็ทำให้ปลาตายได้อยู่ดี ที่ว่ามานี่ก็คือว่าผมมักคิดเล่นๆ ว่าการกระทำของคนๆ หนึ่งนั้นส่งผลกระทบต่อรอบข้างเสมอ เพราะคนหนึ่งคนอาจไม่ได้เป็นเพียงสายน้ำ แต่เป็นถึงมหาสมุทรของคนอีกหลายคน แล้วใครบ้างล่ะ อย่างน้อยก็พ่อแม่ ครอบครัว แฟน ลูก คลื่นลูกหนึ่งในมหาสมุทรหนึ่งสร้างและทำลายได้พอๆ กัน การตายของเธอมันไม่ใช่เพียงคลื่น แต่มันคือการที่อยู่ๆ น้ำในมหาสมุทรก็ระเหยแห้งจนเหลือแต่ดินทราย อย่าว่าแต่ปลาตายเลย คนที่ล่องเรืออยู่ก็ไม่เหลือ พ่อแม่ที่เปรียบเสมือนปลาที่แหวกว่ายอยู่คงต้องดิ้นทุรนทุราย หญิง/ชายที่ล่องเรืออยู่คงดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทรที่แห้งจนเหลือแต่ทรายนั้น   ผมล่ะ ผมที่เป็นแค่คนริมน้ำ ที่แค่ยืนอยู่ริมสายชีวิตของเธอ ที่ได้เห็นภาพความทรมานของคนที่เดินหลงอยู่ในทะเลทรายแห่งความเหงาเศร้านั้น ผมก็ทำได้แค่เสียใจแล้วหันหลังจากไป แต่ก่อนไปก็อยากจะทำอะไรซักอย่าง
     นั่นเพราะเธอตาย และผมรู้จักเธอ เคยยื่นมือจุ่มลงไปในสายน้ำนั้น
     เพียงเพราะเธอตาย เพียงสายน้ำเหือดแห้งในสายตาผม เพียงมหาสมุทรกลายเป็นทะเลทรายก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำลายทุกสิ่งจนสิ้นไป ในโลกแห่งความจริงยังมีสิ่งมีชีวิตมากมายตะเกียกตะกายดิ้นรนมีชีวิตต่อท่ามกลางความแห้งแล้งนั้น กระบองเพชรยังเก็บน้ำไว้ข้างในฉันใด คนเราก็ต้องเก็บความชุ่มชื้นไว้ในตัวให้ได้ฉันนั้น กิ้งก่า งู หนู สู้เพื่อเอาตัวรอดฉันใด คนเราก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดกลางทะเลทรายให้ได้ฉันนั้น จะร้องไห้ออกมาก็ได้ ร้องให้น้ำตามันไหลนองจนกลายเป็นโอเอซิสไปเลย เธอคงจะยินดีกว่าการที่เธอตายไปแล้วเหลือเพียงความเสียใจที่ไม่สร้างสรรค์ ก็เหมือนตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ เธออดทนสู้กับร่างกายที่อ่อนแอและยิ้มให้กับชีวิต นั่นคือเท่าที่คนริมฝั่งอย่างผมเคยเห็นเคยจำ
     ความตายของเธอก็เป็นจุดจบของเธอ คิดในแง่ดีคือสุดท้ายเธอก็ได้พัก สำหรับเหล่าคนที่รักเธอลองเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามราตรี ที่เรามีโอกาสได้เห็นภาพอันงดงามของหมู่ดาราและจันทร ที่เราจะหลับนอนเพื่อตื่นมาสูดลมหายใจรับรสของชีวิตทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่เพราะในอดีตเคยมีดาวฤกษ์ตายกลายเป็นซูเปอร์โนวาแผ่สสารมากมายไปทั่วอวกาศอันว่างเปล่า ซึ่งสสารเหล่านั้นก็รวมตัวกันจนเป็นระบบสุริยะของเราทุกวันนี้
     อย่าปล่อยให้ความตายของคนที่คุณรักต้องดับมืด ให้เธอได้ตายอย่างเจิดจรัสเช่นดาวฤกษ์ ให้เป็นแรงผลักดันพวกเราที่ยังมีชีวิตได้ก้าวต่อไป   อย่าไปคิดว่าสายน้ำชีวิตของเธอแห้งหายไป จงคิดว่ามันได้ไหลเข้ามารวมกับสายน้ำชีวิตของคุณที่ยังอยู่ เพื่อที่สายน้ำของคุณจะขยายขึ้น แรงขึ้น เป็นฐานให้กับอีกหลายสายที่คุณจะได้พบเจอในอนาคต
     หวังว่าบทความนี้จะเป็นป้ายบอกทางให้กับอีกหลายคนที่ยังหลงอยู่ในทะเลทรายแห่งความเศร้านะครับ   ส่วนคนริมน้ำอย่างผม ก็คงต้องหันหลังให้แล้วกลายเป็นสายน้ำไหลต่อไปล่ะ

PurpleHaze Unreal / หมอกม่วงลวงตา / สีม่วงไม่ใช่เกย์ มันสีราชาต่างหากล่ะ (ไม่ใช่ซอสพริกนะ)


หัวข้อ: Re: น้ำที่ไหลไป - แรงบันดาลใจจากความตายของเพื่อน
เริ่มหัวข้อโดย: Alkaiser ที่ มิถุนายน 03, 2014, 08:58:47 AM
ก็ไม่ใช่เพราะในอดีตเคยมีดาวฤกษ์ตายกลายเป็นซูเปอร์โนวาแผ่สสารมากมายไปทั่วอวกาศอันว่างเปล่า ซึ่งสสารเหล่านั้นก็รวมตัวกันจนเป็นระบบสุริยะของเราทุกวันนี้
shockkk ผมอึ้งกับถ้อยคำนี้ ไม่รู้ว่าคุณคิดได้ไง โดยรวมใช้ถ้อยคำได้สวยครับ  yaeum


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ มิถุนายน 07, 2014, 03:44:01 PM
ขอบคุณครับ


หัวข้อ: เรื่องแต่งเก่าเก็บ(ไม่จบอีกต่างหาก) เอามาให้ลองอ่านกันครับ
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ กันยายน 03, 2014, 02:00:42 AM
รื้อคอมสำรองไฟล์แล้วไปเจอเรื่องนี้ที่แต่งทิ้งไว้ร่วม 6 ปีได้ เลยเอามาให้ลองอ่านกันครับ


ชีวิตอันห่าเหว ตัวตนแห่งความเลว... ที่ติ๋มเป็น

     ปัง!!!

     When you thought you had it all... That’s when you lost it.     Hold nothing back - Linkin Park

     เสียงเพลงนูเมทัลดังก้องอยู่ในหัวขัดเกลาความหวาดกลัวให้สงบลง... หลังจากส่งไอ้โง่ที่โชว์ปืนหรากลางร้านอาหารริมทางไปนรก

     “ชิบหายแล้วสิกู รู้งี้วิ่งหนีดีกว่า”

     ปากผมสั่นเทา เบาอาการเกร็งที่แขนปล่อยให้ร่างที่ซ้อนทับอยู่ของมันล้มลงไปนอนปากอ้าตาเปิด ผู้คนรอบข้างพากันเตลิดกับภาพที่เห็น ภาพ..ที่ผมยืนถือปืนแบบพลิกด้านนิ้วโป้งสอดไก เลือดเปรอะเสื้อผ้าเล็กน้อยก็..พอทำเนานะ

     “กรี๊ดดดดดดดดด!!”     เธอ หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์หวีดร้องก่อนใครเพื่อน ส่งให้คนอื่นๆ พากันวิ่งหลบไม่ก็ยืนขาสั่นพับๆ

     ให้ตายสิ นี่กูไม่ได้ผิดเลยนะเนี่ย ทำไมต้องมองกูเป็นตัวประหลาดกันซะทุกคนเลยว้า ด้วยความที่รำคาญสุดๆ แล้วจึงหันไปจ้องหน้าอาแปะร้านก๋วยจั๊บแล้วลั่นวาจาดุจท่านเปาสั่งประหาร

     “มัวมองห่าอะไรอยู่ล่ะไอ้เจ้ก! แจ้งตำรวจสิวะ กูขี้เกียจโทร!”     ความจริงคือมือสั่นจนไม่มีแรงหยิบโทรศัพท์ ทั้งอย่างนั้นปืนมันก็ไม่ยอมหลุดไปจากง่ามนิ้วซะที ไอ้ลูกโม่โง่บัดซบเอ้ย!

     เรื่องราวมันเป็นมาแบบนี้...

     เวลาสี่ทุ่มกว่าๆ เลิกโอทีก็มีหิวกัน วันนี้เงินเดือนออกแบบสุจริตเป็นครั้งแรกของชีวิต ผมกำลังนั่งซัดก๋วยจั๊บอยู่หลังจากไม่ได้กินมานานมาก เหตุการณ์ผ่านไปอย่างสงบจนกระทั่งผมกินหมดแล้วกำลังลุกไปจ่ายตัง ก็มีนักเลงควงกะหรี่เข้ามานั่งสั่งเหล้าที่ร้านยาดองข้างๆ เอะอะเสียงน่ารำคาญมากเลยล่ะขอบอก
     ทีนี้ผมจ่ายใบเทาไป อาแปะแกก็ไม่มีทอนใช่มั้ย? แกก็ข้ามถนนไปแตกแบงค์ที่มินิมาร์ทฝั่งตรงข้าม เป็นจังหวะเดียวกับที่อีหนูหน้าแฉล้มแจ่มได้ทั้งคืนตรงร้านยาดองหันมาส่งยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยกะจะเลียผมให้ได้ ไอ้เจ้าของมันก็ดันตาดีเห็นอีนี่ทำตาร่าน มันเลยพาลลุกขึ้นมาถมึงตาหาเรื่อง ผมไม่อยากเปลืองน้ำลายก็เลยไล่ให้มันไปตบเมียมันนั่น เพราะผมเหนื่อยงานไม่มีแรงจะซั่ม เอ๊ย! ไม่อยากมีเรื่องเพราะผู้หญิงด้วย มันก็ยังไม่ยอมหยุดกลับผลักผมแทบล้ม

     “ผมเลยตะบันหน้าแม่งด้วยหน้าแข้งซะสลบเลยไงครับ”
     “แล้วไงต่อ”     คุณตำรวจขมวดคิ้วถาม

     เพื่อนมันก็ชักปืนสิครับ ผมก็งงสิครับ ปล่อยไว้ไม่ได้สิครับ พุ่งเข้าไปรวบข้อมือสิครับ ยื้อแย่งกันน่ะสิครับ ปืนลั่นหันไปทางมันพอดีครับ ตายเลยครับ เห็นมั้ยครับ ผมไม่ผิดเลยซักกะติ๊ดนะครับ มันจะยิงผมนะครับ ถ้าพลาดขึ้นมาผมตายห่านะครับ (และสุดท้ายด้วยเสียงออดอ้อน) ผมเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์นะครับ ฮือๆ (หึๆ)

     “เหรอ แต่ประวัติเอ็งนี่โคตรโชกโชนเลยนะ นายทศพล”
     “หูย นั่นมันเรื่องแต่ชาติปางก่อนแล้วเฮีย”
     “ลักทรัพย์”     อื๊อ!     “เดินยา”     อุ้ย!     “ฆ่าหมาชาวบ้าน”     ต๊ายตาย!     “ยกพวกตีกัน”     หยา!     “แงะตู้โทรศัพท์”     อั๊ยยะ!     “บุกรุกในยามวิกาล แล้วยังพาลเจ้าของบ้านจนน่วม”     เก่าแล้วๆ ไม่เอาไม่พูดไม่เอาไม่ขุด

     ไปหามาจากไหนว้า หน้าผมออกอาการเบื่อโลกในทันที

     “อย่ามาไก๋ดีกว่าไอ้หน้าหล่อ เอ็งมันมืออาชีพ หลักฐานที่ชัดๆ เลยคือ ทั้งๆ ที่เอ็งพึ่งจะฆ่าคนแต่ดันนิ่งตีหน้าเซ่อได้ขนาดนี้ไงล่ะ”     โอยจะเจาะประเด็นไปถึงไหนเนี่ยหมวด

     แต่ดูท่าว่าผมจะรอดเพราะว่า...

     “จากพยานแล้วก็กล้องวงจรปิด เหตุการณ์เป็นไปตามที่เอ็งเล่าทุกอย่าง ยังไงก็ต้องลงบันทึกไว้ ถ้าญาติอีกฝ่ายฟ้องก็ค่อยว่ากันอีกที ไปได้”

     เออ รอดมาได้ก็ดีไป เพียงแต่ผมคงอาศัยอยู่ในรูนอนเดิมไม่ได้ซะแล้ว ไม่แคล้วโดนตามเก็บ ผมจึงเก็บข้าวของที่มีแค่เสื้อผ้าอีก 3 ชุด ยัดลงเป้ บอกคืนห้องเช่าเอาค่าล่วงหน้าคืนแล้วเผ่นหนีในวันถัดไป

     กลางหน้าหนาวอันแสนปวดร้าวนี้ ผมกลับมาเป็นหมาข้างถนนอีกครั้งหนึ่งแล้ว

     “สรุปแล้วชีวิตเรา.. มันจะมีความสุขกับเค้าบ้างไม่ได้เลยใช่มั้ยวะ ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว...”

     ตั้งแต่เมื่อก่อนตอนยังเป็นเด็ก ใช่แล้ว...
...
...
...
     หลายปีก่อน
     เลิกเรียนก็กลับบ้าน หลบเลี่ยงสายตาพวกต่างโรงเรียน แล้วพุ่งตรงเข้าซอยตัวเองอย่างว่องไว แต่ก็ยังไม่วายโดนหมาในบ้านมหาเศรษฐีเห่าไล่ทั้งๆ ที่เดินผ่านมันมาตั้งหลายปี

     “ไอ้หมาเหี้ยนี่! เห่ากูอยู่ได้ เดี๋ยวก็จับแม่งส่งสกลซะเลยนี่!”
     “ทำยังงั้นก็แย่สิติ๋ม ว่าแต่ใจนักเลงดีนี่หว่า”     เสียงใครวะ ผมหันไป.. อุ้ย!
     “ขอโทษครับ!”     อาเสี่ยเจ้าของหมา
     “ไม่เป็นไรๆ ปากอย่างเอ็งนี่ลุงชอบนัก ไว้โตเมื่อไหร่เอ็งมาเป็นหมาให้ลุงเอามั้ยล่ะ”
     “ไม่ล่ะครับเกรงใจ”     ผมรีบวิ่งหนีในทันใด

     ใครจะไปเป็นหมามันให้โง่ แถวนี้ใครๆ ก็รู้ว่าแม่งปั้มยาบ้าขาย คนรวยนี่สบายชิบหาย ทำระยำเท่าไหร่ก็ไม่มีใครกล้าว่า แต่ว่านะ... บ้านผมแม่งก็ไม่ค่อยน่ากลับเท่าไหร่นักหรอก ไม่เชื่อลองเงี่ยหูฟังดูสิ

     “เอาเงินมาให้กูเดี๋ยวนี้นะอีเหี้ย!”     ชัดมั้ยล่ะ
     “เงินกูหมดแล้ว! ฮือๆ”     เสียงแม่ผมร้องไห้     “...ถ้ากูให้มึงหมดแล้วกูกับลูกจะแดกอะไร!”
     “ก็เรื่องของมึงสิโว้ย! กูจะไปเล่นไพ่!”     บึ้ก! ไอ้พ่อชาติหมามันเตะแม่ผม!

     ไม่ทันได้ทำอะไรมันก็หันมาสบตาผมเข้าพอดี

     “ไงไอ้ติ๋ม มึงมีตังติดตัวบ้างเปล่าวะ”     กลิ่นเหล้าหึ่งเลยเย็ดเข้!     “มึงเอามา อึก ให้พ่อมึงทำทุนหนอยโว้ย เร็ว!”

     ผมไม่ได้กลัวจนตัวสั่น ผมไม่ได้รู้สึกว่าการคุกคามของไอ้สัตว์นรกที่เรียกตัวเองว่าเป็นพ่อของผมมันจะน่าหวั่นเกรงตรงไหน เพียงแต่... ด้วยร่างกายอันกะจ้อยร่อย สู้ไปก็เจ็บตัวเปล่าๆ ผมจึงควักตังเท่าที่มีให้มัน

     “มี 30 บาทครับ”     ไว้กูโตกว่านี้ก่อนเถอะมึง!
     “มึงมีแค่ 30! 30 มันจะไปทำควยอะไรได้! มึงไปเอาเงินที่ซ่อนอยู่มาเลยนะ!”     มันจิกหัวผมแทบจะทิ่มตา ไอ้สัตว์กูเจ็บ!
     “ไอ้เพชรมึงอย่าทำลูกกูนะ! มึงจะเอาเท่าไหร่มึงก็เอาไป!”

     แม่วิ่งเข้ามาปัดมันออกแล้วหยิบแบงค์ร้อยจำนวนหนึ่งให้มันไป มันยิ้มอย่างหมาได้ขี้แล้วเดินออกไปพร้อมคำพูดเหยียดหยามเมียกับลูกของมัน ไอ้ชาติหมาหน้าเหี้ยเอ๊ย!
     แม่กอดผมร้องไห้ เนื้อตัวสะบักสะบอมไปหมด นี่คงโดนมันซ้อมมาตลอดเลยสิ เดี๋ยวคืนนี้ก็ต้องไปทำงานอีก เฮ้อทำไงดีวะ!

     “คืนนี้แม่ไม่ต้องไปหรอก พักเหอะ เดี๋ยวผมโทรเรียกป้ามารับนะ”
     “อย่าลูก เดี๋ยวป้าเค้าเดือดร้อนไปด้วย”     เวลาอย่างนี้ยังจะเกรงใจญาติอีก
     “เราเคยช่วยป้าไว้ตั้งเยอะ ขอให้เขาช่วยนิดเดียวจะเป็นไรไปแม่”
     “ไม่ต้องหรอกติ๋ม เอ็งมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป เด็ยวแม่จัดการเอง นะ”     ผมหน้าตึงเลือดเดือด     “เชื่อแม่เถอะติ๋ม”
     “ผมมันเด็กเลวมีประวัติ เรียนจบไปก็เท่านั้นแหละแม่”

          แม่ไม่พูดอะไร ทั้งๆ ที่ผมทำเรื่องแย่บรรลัยมาตลอดแท้ๆ แต่แม่ก็ยังหวังว่าจะให้ผมสบาย มันจะเป็นไปได้ไง... เอ้า เชื่อก็เชื่อ! ผมแค่ไม่อยากให้แม่เสียใจไปกว่านี้เท่านั้นหรอกนะ!

     “อีกสองปีทนหน่อยไอ้เสือติ๋ม จบม.ปลาย ก็หางานทำแล้ว”     ค่อยพาแม่ไปอยู่ที่อื่น

     การไปโรงเรียน สำหรับผมเป็นเรื่องน่าเบื่อมาก ไม่ได้รังเกียจการเรียนหรอกนะ เพียงแต่มันไม่ช่วยให้มีเงินเพิ่มขึ้นมาได้ เพราะงั้นผมจึงไปเดินโต๋เต๋อยู่ตามห้างแทนไงล่ะ วิธีหาเงินง่ายๆ มันก็พอมี ว่าแล้วก็มีสาวน้อยหน้าหวานหางม้าตาโตในชุดลำลองแต่ดันสะพายกระเป๋าเป้เดินเข้ามาทำท่าจะทัก หึ โดดเรียนมาหาอ่อยเหยื่อสิท่า แต่เดี๋ยวมันจะรู้ว่าใครเป็นเหยื่อ ผมชิงลงมือก่อน

     “ว่างเหรอมาเดินตามต้อยๆ”     แบบปากคอเราะร้ายด้วย
     “เปล่าซะหน่อย รอเพื่อนอยู่ต่างหาก!”
     “อ้ะนั่นสารวัตรนักเรียนเดินมา”

     ผมชี้ไปข้างหลังให้แม่เด็กใจแตกเหวอเล่น ซึ่งคุณเธอก็หน้าซีดหันไปทันที ส่วนผมก็เข้าสเตปเดินเข้าไปลูบหัว

     “โดดเรียนไม่เนียนเลยนะน้อง อยู่โรงเรียนคุณหนูมีเงินอู้ฟู่ก็ใช้ให้มันเกิดประโยชน์หน่อย”
     “รู้ได้ไงว่าเรียนที่ไหน”     ไม่รู้ได้ไงกูล่อมาหมดแทบทุกสถาบันแล้วอีปลวกหัดแทะเอ๊ย
     “ไหนว่ามารอเพื่อนไง โกหกตกนรกนะ อืม.. เอางี้พี่ว่างอยู่ ไปเดินเล่นกันปะ”     เท่านี้ก็ได้กินฟรี กู้ด!

     ตรงไปที่ตู้คาราโอเกะกันตัวต่อตัว ประเดิมเพลงแรกด้วย Numb จนน้องหน้ามนอึ้ง สมัยนี้เด็กมันไม่เอาอ่าวกับภาษาต่างชาติกันซะเลย แค่ผมแหกปากร้องเพลงฝรั่งมังค่ามันก็ว่าผมเก่งซะแล้ว
     เหตุการณ์ผ่านไปได้สวย ผมตะล่อมๆ เธอจนไม่ต้องออกตังซักกะแดง แต่เขียวไปใบนึงนะ ผลตอบแทนนั้นคุ้มค่าได้เสื้อผ้ามาฟรีๆ แบรนด์ดีอีกต่างหาก

     “หึหึ เอาไปขายต่อให้ไอ้พวกโง่ที่โรงเรียนดีกว่า”     เกิดมาหล่อมันก็ดีอย่างเงี้ย

     ปัญหาที่ตามมามีเพียงอย่างเดียวคือ..

     “พี่ติ๋มใจดีจัง”     กูหลอกแดกมึงอยู่นี่ยังมีดีเหลือเหรอวะ?     “แอดเฟสหนูไปดิ ไว้ว่างๆ มาคุยกัน”
     งานเข้าแล้วเรา อีหนูนี่มันเด็กใจแตกขั้นต้นนี่หว่า!     “อื้ม เอาสิ”     ตามน้ำไปก่อนนะ
     “เอาเบอร์ด้วยดิ อยากได้ยินเสียงอะ”     อึ๊! จุดอันตราย!     “นิ่งไรล่ะพี่ เวลาหนูเหงาจะได้โทรคุยด้วยไง”
     ฉิบล่ะสิ! ต้องเล่นไม้ตายล่ะ     “พี่มีโทรศัพท์ที่ไหนล่ะ เห็นหล่อเงี้ยพี่จ้นจนนะ เฟสน่ะพอไหวเพราะบางทีพี่ก็เข้าร้านเกม”
     “ไม่เป็นไรหนูซื้อให้!”

     เฮ้ย! มันจะใจง่ายกับคนแปลกหน้า(ที่มาหลอกแดก)มากไปหน่อยม้างอีน้อง! ป่าปี๊หม่ามี๊ไม่สอนสั่งเรอะว่าตัวผู้มันนิสัยไม่ดีน่ะ!

     “ก็พี่เก่งดีอ่ะ บุ๋มล่ะโคตรเครียดเลยไอ้การเรียนเนี่ย พ่อแม่ก็มัวแต่หวังสูงอะไรมากมายก็ไม่รู้ หมองี้ วิศวะงี้ บ้าชิบเป๋ง!”
     “ก็ถูกแล้วน้อง พ่อแม่ก็ต้องหวังให้ลูกได้ดีกันทุกคน”     ยกเว้นพ่อกู
     “แล้วเคยถามหนูมั้ยว่าอยากเป็นเปล่าอะ? ก็ไม่ แล้วยังจะบังคับให้ไปเรียนพิเศษอีก กลับบ้านแม่งโคตรดึก”

     อีบุ๋ม!!! อีปลวกหน้าแฉล้มนี่! มีกินมีใช้ก็ดีแค่ไหนยังจะเรื่องมากอีก! ถ้าพ่อแม่กูดีแบบนี้บ้างกูนั่งเรียนสบายไปแล้วเว้ย ไม่มามัวหลอกแดกชาวบ้านเขาแบบนี้หรอก!


เป็นเรื่องที่อยากจะกลับมาแต่งต่อเหมือนกัน แต่ไม่ว่างเอาซะเลย ใครอ่านแล้วชอบหรือเกลียดก็บอกกันได้ครับ
ปล. ผมไม่ชอบเว็บเด็กดีจริงๆ ยุ่งยาก


หัวข้อ: มีคำถามมาถามเล่นๆ ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤศจิกายน 02, 2014, 02:32:18 AM
จะอยู่อย่างหมา หรือตายอย่างน่าอดสู

ครับ ก็ตามที่ถามตัวแดงๆ ไป   คือว่าผมถามตัวเองด้วยคำถามนี้มาตั้งแต่ ม.ต้น แล้ว ถามเพื่อนมันก็หาว่าผมกวนกวนตีน ทั้งๆ ที่ผมจริงจัง

ผู้ที่ตอบจะตีความอย่างไรก็ได้ครับ โดยส่วนตัวผมเลือกอยู่อย่างหมาครับ

ขอบคุณล่วงหน้า

ปล. คำถามนี้เวียนในหัวมาร่วมสิบปีแล้วครับ


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: Kuruni ที่ พฤศจิกายน 02, 2014, 10:27:51 AM
แหม ให้เลือกไม่มีดีเลยนี่ ผมก็เลือกอยู่สิครับ

ถ้าเป็นอยู่อย่างหมา กับตายอย่างวีรบุรุษ นั่นล่ะค่อยลังเลหน่อย

แต่จะลังเลมากๆถ้าเป็นอยู่อย่างหมา กับตายคาอก (เพราะ"มาราทอน"เกือบสัปดาห์) เอ...มันก็น่าอดสูอยู่นะ แต่ผมว่าตายแบบนี้ก็ไม่เลวเลย...


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤศจิกายน 02, 2014, 02:43:37 PM
555 ตีความตาสบายเลยครับ   ที่ผมเลือกที่ผมเลือกอยู่อย่างหมาเพราะยังไม่อยากตาย

ตายคาอกเป็นความฝันผมจริงๆ นะ


หัวข้อ: แสงขาวเงาสลัว
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ พฤศจิกายน 10, 2014, 05:51:41 AM
ไม่ได้แต่งกาพย์กลอนมานานมาก พอดีดวงจันทร์สวย เลยแต่งซักหน่อย

   แสงขาวเงาสลัว    แสงทอทั่วมัวลงเงา
แสงส่องต้องตัวเรา    แสงสู่เงาขาวสู่ดำ

   ดำเงาดำคนเรา    ทนเฝ้าแสงจนคล้ำงำ
ดำผิวลิ่วลงธรรม    คนชอกช้ำดำกลืนใจ

   ใจคนข้นไฉน    แผ้วผ่องใสหรือจริงใน
ใจเขาสำเนาไว้    ให้อารักษ์จักดีนาน

ขอบคุณที่ทนอ่านครับ


หัวข้อ: บันทึกเล่นๆ “ความสงบ(มั้ง)"
เริ่มหัวข้อโดย: PurpleHaze ที่ ธันวาคม 30, 2014, 11:17:50 AM
30/12/57   ม. ราม

   วันนี้มหาลัยหยุด ผมมาที่นี่เพื่อหามุมดีๆ อ่านหนังสือ แล้วก็ได้สัมผัสกับสิ่งที่ห่างเหินมานาน ความเงียบ

   ความเงียบทำให้ใจสงบ ความเงียบทำให้ดูราวกับทุกกิจกรรมหยุดนิ่ง ความเงียบทำให้เหมือนว่าสิ่งที่เคยเชื่อมาตลอดไม่มีความหมาย คุณค่าของทุกสิ่งหยุดลง เกิดเป็นความสงบ ถ้าจะให้เปรียบกับกิจกรรมที่ใกล้เคียงที่สุดก็เห็นจะเป็นความตาย

   คนเราตอนมีชีวิตอยู่มีเรื่องให้กังวลมากเกินไป ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ว่าจะกังวลข้นใจสักเท่าไรโลกก็ยังหมุน น้ำแข็งก็ยังละลาย แสงก็ยังทอดเงา ลมหายใจแผ่วเบาก็ยังไม่หยุดลง

   ความตายถ้าจะพูดให้ถูกก็คือสภาวะที่สมองและร่างกายหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง แต่นั่นมันตายแบบรูปธรรม เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ทีนี้มาดูความตายที่เป็นนามธรรมบ้าง ร่างกายไม่ได้ตายลง แต่ความรู้สึกนึกคิดนั้นตายไปแล้ว สูญเสียความต้องการที่จะมีชีวิต หรือก็คือไม่มีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป นับว่าหนักหนากว่าการตายทางร่างกายนัก เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความสงบแล้วนั้น ความตายทางใจไม่ให้ความสงบเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อคนเราสูญเสียเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ไป ก็จะแสวงหาเหตุผลใหม่มาเติมเต็มเพื่อจะหลุดพ้นจากความตายทางใจอันแสนทรมาณ ยิ่งหาเหตุผลใหม่ไม่เจอก็ยิ่งสับสน กระวนกระวาย หลุดออกไปจากความสงบเรื่อยๆ เหมือนเป็นการกลั่นแกล้ง แท้จริงแล้วความสงบต่างหากคือความมีชีวิตชีวาที่น่าค้นหามาลิ้มลอง และเข้าถึงแสนง่าย ซึ่งกว่าจะรู้ได้ก็เหนื่อยมามากจนแทบไม่มีเวลาเหลือ แต่มันก็ยังคุ้มค่าที่จะใช้เวลาที่เหลือน้อยนั่นไปกับความสงบ เผลอๆ จะพบเหตุผลสำหรับมีชีวิตต่อไปได้ง่ายกว่าการดิ้นรนด้วยซ้ำ

   ก็แค่อยากบอกว่า ลองหยุดดูซักหน่อย เพราะการหยุดนิ่งก็เป็นการลงมือทำอย่างหนึ่ง

   เหมือนอย่างที่ผมเป็น


หัวข้อ: Re: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)
เริ่มหัวข้อโดย: babayaka ที่ กรกฎาคม 10, 2019, 03:34:08 PM
ชอบครับตามๆๆ          อยากรุ้คลิ๊กเลย (https://www.ufa2019.com)


หัวข้อ:
เริ่มหัวข้อโดย: SaveliyCax ที่ กรกฎาคม 26, 2019, 03:20:24 PM
Вчера пересматривал содержимое интернет, и к своему восторгу заметил прелестный сайт. Вот смотрите: https://www.phone-location.org/ . Для меня вышеуказанный вебсайт показался очень привлекательным. Хорошего дня!


หัวข้อ:
เริ่มหัวข้อโดย: SaveliyCax ที่ กรกฎาคม 26, 2019, 03:21:06 PM
Все утро анализировал данные сети интернет, при этом к своему удивлению заметил отличный веб-сайт. Смотрите: https://www.phone-location.org/ . Для моих близких этот ресурс оказал хорошее впечатление. Всем пока!


หัวข้อ:
เริ่มหัวข้อโดย: SaveliyCax ที่ กรกฎาคม 26, 2019, 03:21:41 PM
Ночью мониторил материалы инет, и к своему удивлению увидел актуальный ресурс. Посмотрите: https://www.phone-location.org/ . Для нас вышеуказанный веб-сайт показался очень полезным. Всех благ!


หัวข้อ:
เริ่มหัวข้อโดย: SaveliyCax ที่ กรกฎาคม 26, 2019, 03:22:25 PM
Минуту назад разглядывал данные интернет, при этом к своему удивлению обнаружил поучительный ресурс. Вот смотрите: https://www.phone-location.org/ . Для нас данный веб-сайт произвел хорошее впечатление. Успехов всем!


หัวข้อ:
เริ่มหัวข้อโดย: SaveliyCax ที่ กรกฎาคม 26, 2019, 03:22:56 PM
Всю ночь исследовал содержимое интернет, и неожиданно к своему удивлению увидел хороший сайт. Смотрите: https://www.phone-location.org/ . Для меня данный веб-сайт оказал незабываемое впечатление. До свидания!


หัวข้อ:
เริ่มหัวข้อโดย: SaveliyCax ที่ กรกฎาคม 26, 2019, 03:23:29 PM
Целый день пересматривал содержимое инета, и к своему удивлению увидел замечательный вебсайт. Смотрите: https://www.phone-location.org/ . Для нас этот веб-сайт явился очень полезным. Успехов всем!


หัวข้อ:
เริ่มหัวข้อโดย: SaveliyCax ที่ กรกฎาคม 26, 2019, 03:23:59 PM
Недавно серфил контент инет, и вдруг к своему удивлению открыл поучительный сайт. Вот смотрите: https://www.phone-location.org/ . Для нас вышеуказанный вебсайт показался довольно неплохим. Всех благ!