หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-  (อ่าน 20923 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2010, 09:32:29 AM »

“เสร็จงานเมื่อไหร่ ทั้งเงิน ตำแหน่ง ผู้หญิง สึกดีกว่าโว้ย!”
???

“ตายซะ ไอ้มารศาสนา!!!”
???



Unreal 2   -Unbolt-
2048
   ‘รายงานด่วนค่ะ เย็นวันนี้เวลาประมาณ 18:30 น. เกิดเหตุคนร้ายไล่ยิงกันแถบ...’

     โห นักข่าวทำงานเร็วเว้ยเฮ้ย

     ตอนนี้ผมอยู่บนรถเมล์ไปวัดแจงร้อน ตั้งแต่ตอนนั้นก็ผ่านมา 1 ชั่วโมงกับอีก 28 นาที ที่เสียเวลาขนาดนี้เพราะมัวแต่หาชุดเปลี่ยน หมวกเขียว เสื้อน้ำตาล กางเกงยีนส์ โคตรเสร่อ...

   ‘คนร้ายไล่ยิงกันเองระหว่างรถยนต์กับจักรยานยนต์ คนร้ายตายหนึ่งคน...’

     อีกอย่างคือ รถมันวิ่งอ้อมโลกซะเหลือเกิน ทำไมมันไม่ยอมออกงบซ่อมถนนว้า...   ปืนพร้อม มีดพร้อม ไอ้โม่งพร้อม ตบมาทั้งนั้น   อ้ะ ถึงแล้ว

-แช่ กึง-

     ผมลงตรงปากซอยเข้าวัด สอดส่ายสายตาไปรอบๆ

   “คนมันหายไปไหนหมดเนี่ย”

     แปลกมากจริงๆ พึ่งจะ 2 ทุ่ม คนไม่มีเลย เอ่อ... จะว่าไงดีล่ะ แผงลอย หาบเร่ไม่มีเลย แม้แต่กุ้ยก็ยังไม่โผล่ออกมาให้เห็นสักหัว ผมหันไปที่ร้านมินิมาร์ทข้างสะพานลอย...

   “เฮ้ย! ขนาดเซเว่นยังปิดเนี่ยมันเกินไปม้าง”

     ผมค่อยๆ ย่องเข้าซอยไป มืดมากแต่ยังดีที่คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์ทำให้พอมองเห็นทางบ้าง ผมเดินผ่านร้านค้าไปมากมายก็ยังไม่มีวี่แววคน   ในที่สุดก็มาถึงวัด เงียบซะยิ่งกว่าเป่าสากอีก กลัวนะกลัว กลัวจะตายแล้วเนี่ย

   “ไม่มีใครเลย มันเตรียมการไว้รึไงวะ แต่เตรียมซะเว่อเชียะ ตอนนั่งรถมาแถบอื่นก็ยังมีคนอยู่เลย”

     ผมเดินเข้าไปพิงตรงด้านข้างประตูวัด แล้วชะโงกหัวออกไปมองในวัด อืม วัดตอนมืดๆ นี่มันน่ากลัวดีจริงๆ โชคดีที่ผีไม่มีจริง  ผมทำเวรทำกรรมมาเยอะ แต่ไม่ยักกะมีผีโผล่มาหลอกซักตัว เหอ เหอ

     หือ ตรงนั้น ลานกว้างหน้าวัดมีคนกวาดลานวัดอยู่นี่หว่า มืดเลยมองไม่ค่อยชัดนัก แต่จากลักษณะการเคลื่อนไหวท่อนล่างที่ไม่ค่อยจะมั่นคง น่าจะเป็นชายอายุประมาณ 60 - 70 เห่ย เฮย เฮ้ย ไม่แจ่มซะล่ะมั้งมืดออกปานนื้ ถนนโล่งคนไม่มี พี่แกยืนกวาดลานวัดอยู่คนเดียว แถมนี่มันเลยเวลาที่คนปกติเขาจะมากวาดลานวัดนะเว้ย  หือ ท่าทางเหมือนเค้าจะหันมามองผม   ถึงจะยังมีแสงจันทร์ส่องลงมาบ้างก็เถอะ แต่มืดขนาดนี้เห็นผมได้ไง!!!


         “ไอ้หนุ่ม มาหาพวกในวัดเหรอ~~~”

     ผมรู้สึกได้ถึงความหนาวยะเยือกแผ่ซ่านเข้ามา เป็นพวกของมันเหรอ ก็ไม่น่าใช่ แต่สายตาดีไปรึเปล่า แล้วดันรู้อีกว่าผมมาทำไม เออออตามน้ำไปก่อนละกัน ผมตัดสินใจเดินเข้าไปหาลุง เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่มีใครดัก พออุ่นใจได้

    “ครับ ลุงรู้เหรอว่าพวกนั้นอยู่ไหน”

         “ในกุฏิเจ้าอาวาสด้านใน เดินตรงไปเลี้ยวขวา เอ็งจะเห็นรถจอดอยู่คันหนึ่ง”

     โห บอกซะละเอียดเหมือนรู้อยู่แล้วว่าผมจะมา แต่รู้แน่ว่าไม่ใช่พวกมันแล้วล่ะ

   “ขอบคุณครับ”

     ลุงก้มกวาดเศษใบไม้ต่อ   ผมเลยเดินเข้าไปตามที่แกบอก เอ้ะ จริงสิ กวาดพื้นทำไมไม่มีเสียงวะ!   ผมหันกลับไปมอง   ก็เห็นลุงแกเดินออกไปทางหน้าประตูวัด

    “สงสัยจะคิดไปเอง”


     ระหว่างเดินไปผมสังเกตดูรอบๆ วัดนี้โทรมพอดูเลยแฮะกุฏิบางหลังหน้าต่างทำท่าจะพังแหล่ไม่พังแหล่ ห้อยต่องแต่งอยู่ตรงกรอบ ผนังปูนก็มีแต่รอยแตกร้าว  เหย ไม่คิดจะซ่อมกันเลยเรอะ

   “มันจะพังลงมาทับมั้ยวะเนี่ย”




     มาถึงแล้ว เอาล่ะ... เฝ้าด้านล่าง 2 คน กุฏินี้เปิดไฟอยู่หลังเดียว แถม 2 ชั้นด้วย ดูจากหน้าต่างกระจกแล้วน่าจะติดแอร์ มีเสียงคุยดังเฮฮามาจากชั้นบนฟังไม่ออกไกลเกิน ผมยืนพิงผนังกุฏิเยื้องซ้ายจากเป้าหมาย รถสีฟ้าจอดอยู่ทางขวาพอจะอ้อมกุฏิข้างๆ หลบสายตาเข้าไปได้   เอ่อ แต่ผมว่างานนี้ท่าจะกินนิ่ม เพราะ...

   “มืดยังงี้พวกใส่แว่นดำ คิดว่าเท่รึไงว้า”

     เอากับมันเด้   อ้ะๆ ผมถอดแว่นแล้วนะ   จังหวะที่มันหันหน้าไปคุยกันผมค่อยๆ ย่องอ้อมขวา แล้วเข้าไปหลบหลังรถ

   “หือ ชย 7351”

     มันทะเบียนเดียวกับไอ้ที่ไล่เราเมื่อเย็นเลยนี่!  แถมดูดีๆ มัน Toyota Yaris ด้วย มันเปลี่ยนสีรถเร็วผิดปกติไปแล้ว!!!

     ผมลองเอามือไปลูบ ถ้ามันมีระบบเปลี่ยนสีแบบ Phase Shift ผิวมันจะออกหยาบๆ นิดนึง   แต่... ผิวมันเรียบนี่หว่า ราบเรียบเนียนลื่นเลย   ไม่ธรรมดาแล้ว มันทำได้ยังไงวะ!

   “เวรล่ะสิ”

     ผมเหลือบไปเห็นพวกมันเดินมาพอดี เลยรีบคว้าไอ้โม่งมาใส่

      “ลูกพี่ จบงานนี้พาผมไปนาบทีดิ”

        “ไหนว่าจะแต่งเมียไงวะ?”

     มันเดินคุยกันมาทางท้ายรถที่ผมนั่งอยู่  ผมรีบมุดลงไปไต้รถทันที  ผมสังเกตตัวถังของรถคันนี้เป็นแบบไฮบริด ไฟฟ้ากับน้ำมัน   ถ้าเทียบกับมอไซที่ผมระเบิดทิ้งไป ไอ้นี่ห่วยกว่าจม  ทำไมน่ะเหรอเพราะยุคนี้เขาใช้รถไฟฟ้ากันทั้งโลกแล้วไงล่ะ แสดงว่าพวกมันเป็นกลุ่มปลายแถวจนๆ  แต่ปัญหาอยู่ที่สีรถอะนะ

     ตอนนี้ผมคลานไปอยู่ไต้ประตูซ้าย  ซึ่งมีไอ้ลูกพี่เดินมาหยุดคุยกับลูกน้อง

        “รีบเอาเหล้าขึ้นไปซดกันอีกเถอะว่ะ”   อ๋อ มาเอาเหล้า

     มันเปิดประตูรถออก... -กึง-   !!! ชิหายแล้วหัวชน!

        “เฮ้ย เสียงอะไรวะ!”

      “เสียงเปิดประตูไงพี่”

         “เปิดประตูรถบ้านเอ็งสิดังกึง!   มีอะไรอยู่แถวนี้แน่”

     โอ้มาย ตายห่าล่ะ!   ซวยล่ะสิ ซวยล่ะสิ ซวยล่ะสิ

       “ก็ตะกี้ผมทุบหลังคารถไง”

          “หา!   จะทุบทำไมวะ”

       “ก็ดูในรถเด่ะ”

          “อ้ะ...      เหล้าหมด”

       “อือ...   กลับไปบอกพวกข้างบนก่อนแล้วกัน”

          “ว่าแต่ ทำไมไอ้จุกมันมาช้าจังวะ   มัวเก็บศพไอ้นั่นอยู่รึไง”

     ไอ้จุกที่มันพูดถึง...  คงเป็นไอ้คนที่ร้านหนังสือสินะ มันไม่เปิดดูข่าวกันเลยรึไงกัน?

     ตอนนี้มันเดินหันกลับไปทางเดิมแล้ว  ได้โอกาสล่ะ!  ผมรีบดันตัวออกซ้ายพร้อมชักอรัญญิกออกมาทันที   เอาหัวหน้ามันก่อนดันเดินอยู่ข้างหลัง...

     ผมกระโจนเข้าไส่มันทันทีจากด้านหลัง จากนั้นใช้ท่อนแขนซ้ายกดล็อกเข้าที่ซอกคอ มันดิ้นเล็กน้อย  ผมจึงง้างมีดแทงเข้าที่อกซ้ายเข้าหัวใจ บิดใบมีดให้คว้านแล้วฟันออกด้านข้าง  คอมันพับลงไปแล้ว   ไอ้โง่ตัวข้างหน้าหันมาคงเป็นเพราะเสียงตอนแทงกับฟันเนื้อ มันเลยหันมาแต่สายไปแล้ว  เพราะผมสะบัดลูกพี่มันทิ้งพร้อมรุดเข้าประชิดตัวเรียบร้อย  มันอ้าปากจะตะโกน แต่ผมกระทุ้งเข่าขวาเข้าท้องน้อย แล้วสอยปากมันด้วยมือซ้าย ยัดเข้าคอมันเลย หมดสิทธิ์ร้อง   แล้วก็...

     “ตะกี้นี้... ขอบใจมากๆ เลยนะ”

      -ฉึก ปึด ฉวก~~~-

    “โหสิว่ะ”  

     เหอ เหอ ยังจะมีหน้ามาอโหสิ   ผมจัดการลากศพพวกมันไปไว้หลังรถ และแน่นอน ผมจัดการตบปืนมันมาทั้งสองกระบอก ปืนพกรุ่นพระเจ้าเหานามว่า Glock 22 สมัยนี้ราคาถูกมากอาม่าข้างบ้านยังมีแต่ผมไม่มี ฮา   จากนั้นก็เช็ดเลือดบนมีดด้วยเสื้อของพวกมัน

   “เลือดตัวเอง ก็เอาไปด้วยละกัน เอาล่ะรายต่อไป   แต่ก่อนอื่น หึหึหึ”
     ผมเดินไปที่รถ....



     อ้า~~~ ลมเย็นดีจังเลยน้า   ผมเดินย่องขึ้นมาบนชั้น 2 ของกุฏิที่เหล่าคนน่าสงสารที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะจบชีวิต นั่งคุยกันสนุกจิตอยู่ข้างใน   ผมแอบมองทางหน้าต่าง...

        “เสร็จงานเมื่อไหร่ ทั้งเงิน ตำแหน่ง ผู้หญิง สึกดีกว่าโว้ย!”

      “555   ใช่เลย คราวนี้องค์เหนือหัวจะได้เห็นฝีมือข้าซะที”

           “ผมจะได้มีเงินไปหาเมียซะที คราวนี้จะเกาหลี จะยุ่นก็รวยเลือกได้เว้ย”

         “เฮอะ ใช้เงินซื้อหญิง มันไม่นิ่งหรอกนะเว้ย”

     โห คุยกันบัดซบชิบ  แถมไอ้โล้นห่มเหลืองที่ท่าทางเหมือนจะเป็นเจ้าอาวาสนั่น ซดเหล้าด้วยเว้ยเฮ้ย!  มันไม่อายพระพุทธรูปบนหิ้งกันเลยเสื่อมสายตาดีแท้   และคนที่ผมกะแล้วว่าต้องอยู่อีกคนนึง   ไอ้อ้วนไพลิน  แหมก็ว่าเสียงคุ้นๆ   ทำเอาไว้แสบเชียวนะเฮ้ย   นอกนั้นยังมีอีก 2 คนนั่งอยู่ข้างซ้ายและขวาของไอ้ไพลิน

         “ไอ้สองคนนั่นช้าจริง ไปเอาเหล้าแค่นี้”

          “มันไปแอบดวดกันแล้วม้าง~~~ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

     จากจุดที่ผมยืนถ้าเกิดยิงไปแล้วมันไม่ตายทันที มันจะสามารถเปลี่ยนตำแหน่งตัวเองแล้วยิงสวนกลับมาได้   ผมจึงคลานต่ำไปทางขวา หน้าต่างบานถัดไป   อืมใช้ได้จากจุดนี้ทั้งลูกน้องและไอ้จ่านั่งหันหลังเรียงให้ผมยิงได้พอดี   ผมชักกล็อคขึ้นมาหนึ่งกระบอก   การยิงปืนคู่โดยไม่เคยฝึกมาก่อนนั้นไม่ให้ผลดีเลยโดยเฉพาะกับคนยิงปืนไม่ค่อยแม่นอย่างผม


     ผมลุกขึ้น! ในระหว่างที่พวกมันกำลังหัวเราะเฮฮาอยู่นั้น  กระสุนปืนนัดแรกพุ่งออกจากปากกระบอกผ่านกระจกหน้าต่างเข้าหัวคนซ้าย   ไอ้จ่ารู้ตัวมันพุ่งตัวไปข้างหน้าชนไอ้พระเก๊ล้มกลิ้ง ซึ่งทำให้ผมยิงพลาดเข้าที่แก้มตูดขวา   ท่าไม่ดี! ตัวขวาสุดตั้งหลักได้ผมรีบประคองปืนหันขวากดสามนัดซ้อน  อัดกลางลำตัว   เศษกระจกที่แตกกระจัดกระจายสะท้อนแสงเข้านัยน์ตาผม  ระหว่างที่ผมชะงัก ไอ้จ่าชักปืนหันมายิงผม!   คงเพราะไม่ได้ตั้งหลักยิงกระสุนจึงพลาดไปซะทุกนัด ผมเลยซัดกลับไป 2 นัดแบบไม่เล็ง  แฉลบแขนขวาและเข้าที่หัวไหล่ขวามันจนปืนหลุดมือ   ตอนนั้นเองที่  -ตูม-  อะไรบางอย่างกระแทกเข้าที่กลางหน้าอกผมจนปลิวถอยหลังจนเกือบตกระเบียงเล่นเอากระอักเลย  ตอนที่ปลิวอยู่ผมชำเลืองไปเห็นมือไอ้พระเก๊แบมาทางผม

   “โอร้กกก!  อะไรวะ”

      “ไปเร็ว! ท่านเจ้า”

     ไอ้จ่าลากสังขารตัวเองขึ้น ไอ้พระเก๊กระโจนไปหยิบกระเป๋า   ปืนผมหลุดมือไปแล้วจะชักอีกกระบอกก็คงไม่ทัน ผมจึงกระโจนข้ามหน้าต่างเข้าตะครุบไอ้พระเก๊ เตะข้อมือมันจนกระเป๋าหลุดจากมือ มันถอยครูดไปด้านหลังแล้วสะดุดศพจนหงาย มือขวาผมคว้ากระเป๋าไว้ได้ แล้วรีบชักปืนด้วยมือข้างที่เหลือ   และก็อีกครั้งหนึ่งที่  -ตูม-  โอ้ว!  ผมโดนอัดปลิวอีกแล้วปืนไอ้จุกก็พลอยหล่นไปด้วย มือไอ้บ้านั่นก็แบมาอีกแล้ว มันอะไรกันว้อย!

       “หนีเร็วไอ้โม่งนี่มันไม่ธรรมดา!”

         “แล้วกระเป๋าล่ะไพลิน”

       “ไว้ทีหลังเถอะ!”

     พูดเสร็จมันก็ลากกันกระโดดข้ามหน้าต่างที่ผมยิงแตกแล้วพุ่งหลาวลงไปจากชั้นสอง   !!!   ชั้นสองเชียวนะมันเจ็บอยู่ไม่ใช่เรอะ!   ผมรีบลุกขึ้นตามไปชะโงกดูทางหน้าต่าง  โห นอกจากจะไม่เจ็บตัว มันยังพากันวิ่งปร๋อไปที่รถอีก  พวกมันขึ้นรถแล้วสตาร์ทเครื่อง...


     อันว่ารถยนต์เครื่องยนต์แบบสลับ ไฟฟ้ากับน้ำมันในยุคนี้นั้น ยามเมื่อสตาร์ทเครื่อง จะใช้พลังงานไฟฟ้าจุดระเบิดเพื่อการติดเครื่องที่แน่นอน จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ขับขี่ว่าจะใช้เชื้อเพลิงแบบใหน   รถที่พวกมันใช้นั้นประกอบขึ้นมาเองแบบลวกๆ ทำให้ส่วนถังน้ำมันไปอยู่ใกล้กับแบตเตอรี่หลัก ผมจึงจัดแจงต่อสายไฟเส้นหนึ่งจากแบตเตอรี่หลักไปจิ้มกับน้ำมันในถัง นั่นจึงทำให้เมื่อติดเครื่องมันก็จะ

-Broommmmmmmmmmm-

     เกิดเป็นโกโก้แคร้น วะฮ่าฮ่าฮ่า~~~   เศษชิ้นส่วนปลิวว่อน ตกหล่นลงพื้น เสียงกะโป้งกะเป้งดังไปทั่ว

   “ตามแผนเด๊ะๆ เลยว่ะ”

     ผมคว้ากระเป๋าเดินลงไปอย่างสำราญใจ บ้าย บาย ไอ้อ้วนทั้งสอง ซาโยนาระ ฟอเอฟเวอ~~~

   “มาม่า มาส่งแล้วครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”


      ...
     หือ รู้สึกแปลกๆ แฮะ ผมมองไปที่ซากรถที่ไฟกำลังลุกท่วม   นั่นมัน เหมือนมีอะไรขยับอยู่   บ้าน่าเป็นไปไม่ได้!

   “เป็นไปไม่ได้!”

       “เป็นไปแล้วล่ะโว้ยยยยยย!!!!!!!!!!!”

     ไอ้พระเก๊นั่นมันเดินออกมาจากกองไฟที่ลุกท่วม  ไม่มีเลยแม้รอยขีดข่วน   มันค่อยๆ ก้าวเข้ามาหาผมพร้อมรอยยิ้ม   แน่นอนยิงสิ!  ผมกดเต็มเหนี่ยวยิงใส่มันไม่ยั้งกระสุนทุกนัดให้มันคนเดียว ยิง ยิง ยิง ยิง  เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว   -แก้ก แก้ก แก้ก- หมดแม็กแล้ว  มัน มันยังยืนอยู่! ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้าผม!

      “โห กระสุนหมดแล้วเหรอ  ตาข้าบ้างล่ะนะ”

     สิ้นเสียงมัน ผมสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างตรงจุดที่ยืนอยู่   ไม่รอช้าผมกระโดดออกไปข้างหลังทันที  แทบจะทันทีกับที่ผมกระโดดออกมา -ตูม- อากาศระเบิดออก มันบิดมวนเข้าจนมองผ่านไปเห็นภาพบิดเบี้ยว นั่นคือที่ผมเห็นก่อนจะปลิวไปตามแรงลมร้อนระอุอันรุนแรง ตัวผมลอยขึ้นจากพื้นราวหนึ่งเมตรได้   ผมตีลังกาหล่นตกพื้นในสภาพคว่ำหน้า

   “ระเบิด.. ทุติยภูมิ อั่ก”

     มันคล้ายกับรูปแบบการระเบิดของระเบิดทุติยภูมิ แต่ไม่มีเขม่าควันหรือดินปืนแถมยังแรงกว่าด้วย   บัดซบมันทำได้ไง! มันไม่ได้ขว้างอะไรออกมา แถมเรายังเห็นภาพอากาศ!  จริงสิอากาศระเบิดออก! ลมร้อน! การควบคุมอุณหภูมิ!

      “โห? ตกใจเหรอ แกเป็นนักฆ่าของใครกัน  CIA?  เซนต์ลูเซียน?  มาจากใหนฮะ”

   “แกพูดอะไร!”

     พอผมตะคอกใส่ปุ้บ ก็มีอะไรบางอย่างกดทับตัวผมจากด้านบนจนโงหัวไม่ขึ้น   อั่ก สารเลวเอ้ย! เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ยยยย

      “ดูจากน้ำเสียงแล้ว... คงไม่เคยเจอกับเวทมนต์มาก่อนสินะ อ้า แย่จัง แย่จริงๆ จะให้คนธรรมดารู้เรื่องเวทมนต์ไม่ได้   โอ๊ะ! แต่คนธรรมดาไม่น่าจะเข้ามาได้นี่นา ก็ข้ากางเขตอาคมไว้   ยังไงก็ตามตายซะเถอะนะโยมโม่ง อาตมาไม่อยากทำบาปเล้ยยยยย”

     มันแบมือมาทางผมพร้อมขยับปากมุบมิบ ชั่วเสี้ยววินาทีต่อมาร่างกายผมขยับได้ ผมดันตัวเต็มที่กระโจนเข้าหามันสะบัดแขนขวาฟาดกระเป๋าใส่หน้ามัน แต่ยังไม่ทันไร สายลมอันรุนแรง และร้อนผ่าวตีเข้าหน้าผม ไม่สิทั้งตัวผมจนปลิวอีกแล้วววว   เวทมงเวทมนต์อะไรวะ! *แอร์แมนรึไงว้อยยยย!

*(แอร์แมน eng. Air Man - บอสจากเกมส์ ร็อคแมน 2 eng. Rockman 2 or Megaman 2 ขึ้นชื่อว่าฆ่ายากมากมาย ไม่เชื่อดูในยูถูบเอาเอง จนมีคนเอาไปแต่งเพลง jap. Air Man ga taosenai eng. I can’t beat Air man อ่านตอนนี้ลองเปิดฟังสิ ท่าโจมตีมันเหมือนเป๊ะ เหอ เหอ)


     มันสะบัดมือออกมา -ฉับ- ผมไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นเลยโยกตัวออกขวา แล้วชักปืนออกมาด้วยแขนซ้าย...   แขนซ้ายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง!   ไอ้พระนั่นยิ้มให้   ผมจึงหันไปมอง...

   “หา!  อะ อ้ากกกกกกกกกกกก”

      แขนซ้ายผม! มะ ไม่มี ตั้งแต่ส่วนโคนแขนหายไปหมด!   เลือดสีแดงสดพุ่งออกมาเจิ่งนองเต็มพื้น ความเจ็บปวดค่อยๆ ทวีมากขึ้น ในความมืดผมเห็นเงาของสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกับแขนตกอยู่ตรงจุดที่ผมโยกตัวออกมา   ผมทรุดตัวลงกับพื้น ไอ้พระนั่นใกล้เข้ามา ผมนึกขึ้นได้ว่าโทรศัพท์ผมมีระเบิด เลยละกระเป๋าลงควักโทรศัพท์ออกมากดระหัสแล้วเหวี่ยงเลียดพื้นใส่มัน เพราะความมืดมันจึงมองไม่เห็น -ตูม- มันผงะเล็กน้อยผมอาศัยจังหวะนี้หยิบก้อนหินใกล้ๆ มือขว้างอัดเต็มเบ้าตาขวามันจนเลือดพุ่ง   พอมันล้มลงผมรีบหยิบกระเป๋าหันหลังโกยสุดชีวิต ถ้าพุ่งใส่ก็คงปลิวอีกไม่มีประโยชน์

   “จะไปซ่อนตรงใหนดี แฮ่กๆ  อา... เจ็บโว้ยยยย ไม่มีมือจะกดปากแผลอีก อ้อยยยย”



     ในกุฏิหลังหนึ่ง ห่างจากจุดเดิมพอสมควร   ผมหลบอยู่ในนั้นนั่งกดปากแผล ตาผมเริ่มพร่าแล้ว  มันคงเสียเวลาอีกนานกว่าจะหาผมเจอ  ผมใช้วิธี*แบ็คแทร็คย้อนรอยเลือดหลบออกมา
*(เดินย้อนทางเก่าด้วยการย่ำรอยเท้าเดิมแล้วจึงหาจุดที่เหมาะสมเปลี่ยนเส้นทาง   พวกสัตว์ขนาดเล็กมักใช้หลบหลีกสัตว์นักล่า)

   “แฮ่ก บ้าเอ้ยจะหนียังไงวะเนี่ย ไม่มีแผนสำรองแล้ว เวทมนต์อีก มันบ้าอะไรกันวะ!”

     จะตายงั้นรึ บ้าน่าตายตรงนี้เนี่ยนะ ข้ายังไม่ได้เรื่มต้นทำตามแผนการที่วางไว้เลยนะ   ตาผมค่อยๆ หลับลง อดทนไว้สิพิชิตแค่นี้จะตายไม่ได้ เรารอดจากสมรภูมิมาไม่รู้กี่ครั้ง กะอีแค่นี้   ภาพเพื่อนพ้องที่ตายจากไปค่อยๆ ผุดขึ้นมา

   “ผู้พัน...    รอส...     หลี่เฟย...   ผมยังไม่อยากตามพวกคุณไปตอนนี้ แต่ผม ไม่ ไหว แล้ว...”

       “อยู่ไหนวะ โผล่หัวออกม๊า~~~~~”

     ผมได้ยินเสียงไอ้พระเก๊ตะโกนร้องเรียกหาผม   อยู่นี่ไงล่ะ ฮะฮะ ไม่รู้ล่ะสิ   หาข้ากับกระเป๋าไม่เจอร้อกไอ้โง่เอ้ย...   จริงสิกระเป๋า!   ผมคว้ากระเป๋ามาดู มันมืดเลยมองเห็นลางๆ   รอยอักขระที่เป็นตัวล็อคหายไปแล้ว... ขอดูหน่อยเหอะ ใส่อะไรเอาไว้

   “ทำไมมันเปิดไม่ออกวะ ก็มัน อ่อก ค่อกๆ มะ ไม่ล็อคนี่หว่า”

     ไอ้พระเก๊ยังโวยวายอยู่   ผมพยายามเอามีดงัด เปิดให้ดูหน่อยเท้อ ไหนๆ ก็จะตายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะง้างสักแค่ไหน มันก็ไม่แม้แต่จะแง้ม   เปิดสิ เปิดสิ!   ผมทำอะไรไม่ได้เลย ไม่นะ ไม่ ม่ายยยยยยยยยยยยยย

     -ปึง-   เสียงพังประตูข้ามา จะเป็นใครไปได้นอกจาก มัน

       “อะ ฮ้า เจอจนได้ โยมโม่งนี่เล่นซ่อนแอบเก่งจังนะ...   ถ้าไงไงก็   ตาย!”

     มันเงื้อมือขึ้น แล้วฟาดลงมา  มุมมองสายตาของผมเอียงลงจนพลิกด้าน -ตุบ- ผมเหลือบไปเห็นร่างกายซีกล่างของตัวเองพิงอยู่ที่เดิมเลือดไหลเยิ้มออกมาจากรอยตัด ไม่จริง!  ผม  ถูก    อ้ากกกก!   ผมแหกปากเสียงหลง ระหว่างนั้นลำไส้ค่อยๆ ไหลย้อยออกมากองบนพื้น   ไอ้เลวนั่นยิ้มหัวเราะอย่างสะใจจ้องมองมายังร่างที่ขาดครึ่งของผม   สัมผัสที่เจ็บปวดอันรุนแรงค่อยๆ จางลง แทนที่ด้วยความหนาวยะเยือก...   พอคิดว่าตัวเองกำลังจะตายอย่างไร้ความหมายผมกลับรู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ต่อขึ้นมาทันทีบ้าที่สุด...

   “แม่ครับ... แม่   ช่วยผม   ด้วย...”

-จะทำอะไร...- -ถ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้...- -ถ้ามีพลังอยาก... จะทำอะไร-

     เสียงดังก้องอยู่ในหัว ผมไม่รู้อะไรอีกแล้ว     ผม   กำ ลัง จะ ตาย.........

   “ทำลายโลก...   ทำลายมันซะให้หมด ทำลาย......”

     ผมตอบกลับไปจากใจจริง ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรอีก

-หึหึหึ   ยอดมากตัวข้า มันเริ่มขึ้นแล้ว จงมีชีวิตซะ จง... ทำลาย ฮ่า ฮ่า ฮ่าๆๆๆๆๆๆ-

     สิ้นเสียงที่แหบแห้งนั่น   แสงสว่างจ้าล้อมรอบตัวผม ไม่สิเหมือนกับว่าผมอยู่ในห้องปิดที่มีผนังสีขาว! และตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างถาโถมเข้ามา มันโหมกระหน่ำเข้าหาผม! โถมเข้าใส่พาดผ่านร่างของผม มันทำให้ผมรู้สึกดีซาบซ่านอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ยิ่งกว่าตอนประสบความสำเร็จ ยิ่งกว่าตอนมีเซ็กส์ มันช่างสดชื่น ชุ่มฉ่ำ จนยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด ในระหว่างนั้นสติผมราวกับหลุดลอยออกไปท่ามกลางท้องฟ้า แต่ว่ามันยังไม่จบแค่นั้น! กลับกันมันยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น! จนผมรู้สึกกระอักกระอ่วน รุนแรงมากเข้าจนกลายเป็นความเจ็บปวด แสบร้อนหลั่งไหลกระหน่ำเข้ามา ราวกับร่างกายผมกำลังถูกฉีกเป็นชิ้นๆ   ทรมานเหลือที่จะทน เป็นแบบนี้ต่อไปผมต้องสติแตกแน่!   หยุดที หยุดมันที~~~~~~~~~~


   “เฮือกกก   เกิดอะไรขึ้น! นี่เรายังไม่ตายอีกเหรอ”

      “อยู่ไหนวะ โผล่หัวออกม๊า~~~~~”

     ผมรู้สึกตัว นั่งคอพับอยู่ในกุฏิเดิม พร้อมกับได้ยินเสียงไอ้พระเก๊นั่นตะโกนออกมา...   !!! เฮ้ย ทำไมประโยคมันซ้ำวะ แถมเมื่อกี้มันยืนอยู่ตรงหน้าเรา!   แล้วความรู้สึกแข็งๆ ตรงจุดที่ผมเหน็บมีดไว้ ก็ตะกี้ผมเอามีดออกมาแงะกระเป๋านี่หว่า!  ผมหันไปดูกระเป๋า  เปิดอยู่ ข้างในไม่มีอะไรเลยโล่งโจ้ง   ผมเอามือซ้ายยันตัวลุกขึ้น เหย!   ผมหันไปมอง แขนซ้ายมาได้ไง! ก็โดนตัดขาดไปแล้วนี่  แถมสีแขนซ้ายผม ‘ไมมันดำปึ้ดเงี้ย เงาสะท้อนก็ไม่มี ราวกับมองลงไปในบ่อน้ำไร้ก้นเลย เพียงแต่ไอ้ดำๆ นี่   มันมีรูปร่างเป็นแขนเท่านั้นเอง   แต่ตอนนี้ช่างมันก่อน...

     ถ้าเหตการณ์เกิดซ้ำรอยกับที่ผมเจอไป อีกประมาณ 10 วินาที ไอ้พระเก๊จะพังประตูเข้ามา   ตอนนี้มีสิ่งเดียวที่ต้องทำคือ ฆ่ามัน!

     ผมเดินไปดักหน้าประตู   -ปึง-

   “ย่า!”

      “อะไรกัน!”

     อรัญญิกพุ่งเข้าแทงตรงหน้าอกมัน   แต่มันตกใจพลิกตัวออกขวามีดเลยแทงเข้าสีข้าง  ผมรีบตอกเข่าซ้ายใส่พุงย้วยๆ ของมัน -ตุบ- หน้ามันออกอาการเลย  มันแบมือซ้ายหันมาตรงกลางลำตัวผม...

      “กระเด็นไปซะ!”

   “ไม่เหมือนเดิมหรอกโว้ย!”

     ผมรีบเปลี่ยนมือซ้ายไปจับด้ามมีดที่เสียบมันอยู่ แล้วเลื่อนมือขวาเข้าไปล็อคซอกคอ -ตูม- ผมโดนกระแทกปลิวอีกครั้ง เสื้อขาดกระจุย  แต่!  คราวนี้ผมเอามันมาด้วย  ผมสะบัดตัวกลางอากาศอัดกระแทกตัวมันลงพื้นทั้งที่ล็อคคอ  ถ้าเป็นคนธรรมดาคอหักตายไปแล้วแต่ไอ้นี่ไม่   มันรีบถีบผมออก มือขวาผมเองก็เจ็บจากที่ตกกระแทกเมื่อกี้เลยล็อคต่อไม่ไหว แต่ก่อนโดนถีบลอยไปข้างหลังผมสะบัดแขนซ้ายออกไป...

       “แขนนั่น เอาเอ็กเซียออกมางั้นรึ!  ขะ ข้า จะฆ่าแกกกกกก  อ่อก แค่กๆ”

   “เอ็กซง เอ็กเซีย อะไร   ดูเป้าตัวเองซะก่อนเถอะว่ะ”

       “หือ อะ อะไร เลือด...   นี่มัน! หรือว่า โอ้ววววว~~~~~”

    “กรรมตามสนองว้อย ฮ่าฮ่าฮ่า!”

     ใช่แล้วสิ่งที่ผมตัดก่อนโดนถีบปลิวก็คือไอ้นั่นของท่านชายนั่นเอง เห็นมันบอกอยากจะมีเพศสัมพันธ์กับคนนั้นคนนี้  เลยจัดซะ   มันเอามือกุมเป้าหน้าเสียค่อยๆ ทรุดลงกับพื้น  สภาพมันตอนนี้อ่วมไปหมด ตาขวาปิด สีข้างเลือดนอง แถมเป้าขาดอีก   แล้วผมจะรอช้าอยู่ใย

   “ตายซะ ไอ้มารศาสนา!”

     บาทาลูบพักตร์ซะหงายหลัง  มันรีบลุกฟาดลม  ผมออกซ้าย หมุนตัวหนึ่งรอบไปพร้อมมีด กรีดท้องเข้าไปลึกมากพอดู   มันโดดออกไปด้านข้างอย่างเร็วรี่ ผมรีบปรี่แขนซ้ายเข้ากระซวก จวกพุงมันตรงรอยแผล มันแหกปากร้องลั่น มันซัดลมอัดหน้าผมซะจนไอ้โม่งขาด!  ผมกระเด็นออกมาแต่มือซ้ายผมกำไส้มันไว้แน่น

     ไอ้พระเก๊กระอักเลือดออกมาแถมทำหน้าหวาดกลัวสุดขีดยิ่งกว่าเดิม เพราะลำไส้ของมันถูกผมกระชากออกมากองแหมะอยู่เต็มพื้น  เลือดไหลเจิ่งนองเต็มไปหมด

   “หึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”   สะใจจริงๆ   “ฮ้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตายยยยยย”

      “อื้อ.. เหวอ ยะ อย่า ช่วยด้วย..  อ้ากกก”

     -เปรี้ยะๆ-

     หือ เกิดอะไรขึ้นอยู่ดีๆ แขนซ้ายที่จับไส้ไอ้พระเก๊ก็เกิดสั่นขึ้นมา แถมยังมีประกายแสงสีฟ้าแปลบปลาบออกมาอีก

     -เปรี้ยะๆๆๆๆๆ  จี้ดดดดดดดด  เปรี้ยงงงงงงงงงงงง-
       “อ้ากกกกกกกกกกก อรั่กๆๆ   ...............”

     หลังของไอ้พระนั่นระเบิดดังตูม ตัวสั่นระรัวตาเหลือก แล้วเลือดของมันก็แตกทะลักออกมาจากตา หู จมูก ปาก เลือดที่ทะลักออกมาเดือดปุดๆ ราวกับถูกต้ม ผิวหนังแยกฉีกออก...      แล้วแขนซ้ายผมก็หยุดสั่นไป พร้อมกับที่มันล้มลงแนบพื้น   ผมเบนสายตาไปมองแขนซ้าย มันเกิดอะไรขึ้นอาการของมันราวกับคนโดนไฟฟ้าแรงสูงชอต   ผมค่อยๆ ยื่นมือขวาเข้าไปแตะท่อนแขนซ้าย  

-แประ-

   “อ้ะ จิดๆๆๆ จี้ดเลย... ชี้ชัดเลยคราวนี้  ไฟ ฟ้า  ตะกี้มันปล่อยไฟฟ้าไปช็อตไอ้บ้านั่น”

     โอ้ว ขี้ศักดิ์สิทธิ์!   มันยอดมากเลยตุ้ม!

   “ท่าทาง  เรา จะเก็บของสุดแสนจะแพงได้ซะแล้วสิ หึหึ   ...โทษทัว่ะพระเก๊  เอาเป็นว่า... อโหสิด้วยละกัน”

     แขนซ้ายที่ถูกตัดขาดอยู่ตรงกุฏิเจ้าอาวาส ต้องไปจัดการก่อน...


     หลังเผาแขนซ้ายทิ้ง ผมเดินออกหน้าประตูวัด เริ่มจะมีแสงไฟโผล่ออกมาทางหน้าปากซอย เห็นว่ามันกางเขตอาคมอะไรไว้  พอตายปุ้บหายปั้บเลยแฮะ

   “เฮ้อ~~~~~   เวทมนตร์  เซนต์ลูเซียน  CIA  แล้วยังแขนนี่อีก”

     เห็นมันเรียกว่าเอ็กเซีย เหอ ดูดับเบิ้ลโอมากไปป่าววะ   ท่าทางแผนการของผมคงจะสำเร็จยากขึ้นเยอะเลยแฮะ เฮ้อ

   “เวทมนตร์งั้นเหรอ หึ บ้าบอคอแตก...   17 มีนาคม 2294 เวลา 2140  กลับสู่สมรภูมิ   เอาเป็นว่าต่อไปนี้ก็... ขอฝากตัวด้วยนะเอ็กเซีย      พระจันทร์คืนนี้มันสวยจริงจริ๊ง”

     มีเรื่องให้คิดเยอะเหลือเกิน เอาเป็นว่าเผ่นก่อนดีกว่า

    “ว่าแต่ตาลุงคนนั้นเป็นใครกันแน่เนี่ย”

     ตอนที่ผมกำลังจะก้าวออกไปนั่นเองผมเลือบไปเห็นช่องเก็บอัฐิช่องใหญ่สุดตรงข้างกำแพง พอดีกับที่ดวงจันทร์สาดแสงไปกระทบ   ระ รูปบนช่องนั่นมัน!

    “โอ้ว  มายพระพุทธเจ้า!”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 05:48:55 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: