หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-  (อ่าน 20918 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: สิงหาคม 29, 2010, 09:38:39 AM »

“เดินไปข้างหน้าสิวะ ไอ้เด็กบ้า!”

     ทางเดินกว้างพอยืนเรียงได้ห้าหกคน ปูกระเบื้องสีขาวเงาวับ ด้านข้างมีประตูห้องเรียงต่อๆ กันไป เป็นประตูนิรภัยอย่างดีที่ต้องรูดบัตร หรือกดรหัส นั่นคือที่ผมเห็น...

     ชายวัยกลางคนสวมเสื้อสีฟ้าเข้ม กางเกงสีดำ 2 คน เดินขนาบข้างผม หนึ่งในนั้นสั่งให้ผมก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างไม่เต็มใจ... เอ่อหมายถึงผมอ่ะนะ เออ ทำไมผมต้องไม่เต็มใจด้วยล่ะ?   ผมเงยหน้าไปมองหนึ่งในนั้น เขาทำหน้าดุมาก พร้อมด่าผมว่า “มองทำไม รีบเดินไปสิวะ!” เขาเงื้อกระบองขึ้นทำท่าจะฟาด ผมเลยรีบเดินไปตามที่เขาสั่ง ...ทำไมเราต้องกลัวด้วยนะ?

     แกร๊กๆ   เสียงเหมือนโลหะกระทบพื้นดังขึ้นเมื่อผมเริ่มก้าวเดินตามที่พวกเขาสั่ง   โซ่? ใช่โซ่ตรวนล็อคที่ระหว่างข้อเท้าสองข้างของผม มันส่งเสียงกระทบกันนี่เอง อีกทั้งมือของผมก็โดนล็อคไว้ด้วยกุญแจมือแบบแป้นล็อค   ในที่สุดผมก็เข้าใจ เงาที่สะท้อนออกมาจากพื้นราบเรียบสีขาวมันแว้บนั่น มันคือภาพใบหน้าของผมเอง แต่... มันดูอ่อนมากๆ ไม่ใช่ละอ่อน แต่อ่อนเป็นเด็กไปเลย เฮ้ย!

     อา...จริงสิ ที่นี่คือ สถานสงเคราะห์เด็กผู้ประสบภัยจากสงครามขององการณ์สหประชาชาติสาขาอเมริกา   เราถูกพามาที่นี่เมื่อราว 8 ชั่วโมงก่อน จากห้องขังที่กรุงเทพ ขึ้นเครื่องส่งตรงมาเลย และชายสองคนนั้นก็ไม่ได้พูดภาษาไทย แต่เป็นเพราะเราฟังอังกฤษออก

     สถานสงเคราะห์? ...แล้วทำไมต้องล่ามโซ่? แล้วเด็กคนอื่นล่ะ?   ปกติที่แบบนี้มันต้องมีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับเราวิ่งเล่นเต็มไปหมดสิ แปลก...

        “เอ่อ... จะพาผมไปไหนกันครับ?”   ผมถามเสียงนิ่มๆ แต่ทว่า

            “จะอะไรนักหนาโว้ย! เดินไป!”   เล่นเอาหูแทบแตก จะแหกปากทำไมวะ!

     ว่าแต่ที่นี่มันดูสะอาดตาดีจริงๆ แฮะ   ประมาณ 5 นาที หลังจากที่ผู้คุมพาผมเลี้ยวซ้ายที ขวาที ตบกะบาลที ในที่สุดเขาก็สั่งให้ผมหยุดยืนอยู่หน้าห้องที่มีป้ายติดไว้ว่า ‘INFIRMARY’   ระหว่างทางที่เดินมาถึงห้องนี้ผมสวนกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เจ้านั่นทำหน้าเหม่อลอย และออกอาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด มีร่องรอยฟกช้ำเล็กน้อย... อ่า พอดูด้านหลังดีดี มันไม่น้อยเลย!   เด็กคนนั้นเดินออกไปพร้อมผู้คุม 2 คน และมือ เท้าเองก็โดนพันธนาการเหมือนกับผม   นี่เราจะโดนอะไรบ้างเนี่ยชักหวาดๆ แล้วสิ ตกลงที่นี่มันใช่สถานสงเคราะห์เด็กผู้ประสบภัยแน่รึเปล่าวะ?



     เข้ามาแล้ว...   ผู้คุมผลักผมให้ก้าวไปข้างหน้า อีกคนหนึ่งเดินไปทางโต๊ะทำงานที่มีจอคอมพิวเตอร์แอลซีดีสองจอตั้งอยู่ ดูเหมือนจะมีคนนั่งอยู่หลังหน้าจอนั่น   พอมองต่ำลงมาอีกหน่อย... ส้นสูงสีดำ กระโปรง  อืม สีดำ สั้นมากๆ เลยเข่าขึ้นมาเกินครึ่งเกือบถึงโคนขา! ขาอ่อนขาวอวบนั่นมัน! งามกระชากใจ โว้ว!

     ในขณะที่ผมกำลังตะลึงในความขาวอยู่นั้น ผู้คุมก็เดินออกไปข้างนอกทั้งคู่ ในมือคนที่เดินเข้าไปหาเธอมีกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้าแผ่นเล็กพอดีมืออยู่ปึกหนึ่ง อะไรหว่า?

     และแล้วน่องนวลนั่นก็เริ่มขยับ โยกซ้ายทีขวาที ผมสังเกตเห็นในมือเธอถือกระดาษอยู่ปึกนึง มันสะบัดไปกับการโยก พร้อมเสียงพึมพำออกมาเล็กน้อย ล้อตรงขาเก้าอี้ช่วยพาร่างอันอรชรของเธอออกมาจากโต๊ะที่มีจอคอมบังอยู่ ใบหน้าที่จ้องมองไปยังกระดาษทีมองผมทีนั่นช่างขาวผ่องส่งให้ผมสีทองยาวสลวยนั่นดูโดดเด่น ก่อนที่เธอจะวางกระดาษ แล้วสะบัดหน้ามาจ้องผม จังหวะที่เธอหันมาลูกแตงโมสีขาวใต้คอนั่นก็สะบัดตามไปด้วย อย่างเด้ง!

          แต่พอดูดีๆ หน้าเธอก็เด็กพอๆ กันกับผม แล้วก็ไม่ได้สูงมาก แค่ประมาณ 150 เซนติเมตร สูงกว่าผมแค่ 30 เซนเอง แต่ส่วนอื่นกลับ อืม...   รู้ตัวอีกทีคุณเธอก็เอาหน้ามาวางไว้เกือบประชิดหน้าผมซะแล้ว ทำไมพึ่งรู้ตัวน่ะรึ? โอว แหวกอก ฉีกข้าง จะให้เอาตาไปไว้ที่ไหนได้ล่ะ  ถึงจะเด็ก แต่ก็เด็กผู้ชายนะเฟร้ยยย

     ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเริ่มขยับ...

          “พูดภาษาอังกฤษได้สินะจ้ะ”

        “อึ๊...   ดะ ได้ครับ”   อีกนิดเดียวปากก็จะเข้ามาติดกันแล้ว!

     เธอเบนหน้าไปมองด้านหลัง ตาประสานตาชั่วครู่ ลูกนัยน์ตาประดุจน้ำทะเลไม่โตเกินไม่เล็กเกิน พึ่งจะสังเกตเห็นนี่แหละ อย่างงาม!

          “หืม~~~  กล้ามเนื้อแข็งแรงดีนี่”

        “หา อะไรนะครับ?”

     เฮ้ยอยู่ดีๆ มาทำอะไรของมัน!   มือขาวเนียนค่อยๆ ลูบไล้ไปทั่วตัวผมจากต้นคอ ผ่านอก ลงไปเรื่อยๆ พร้อมขยับริมฝีปากเล็กน้อยที่ข้างหูสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันแผ่วเบา ได้ยินแค่เธอเรียกชื่อผมออกมา

          “...แค่ 8 ขวบเองแหม~~ หน่วยก้านดีไม่เบาเลยนะ สมแล้วที่ทำเรื่องเลวๆ มาเยอะ ฮิฮิ”

     มืออันรุ่มร่ามนั่นรูดลงไปจนถึงขอบกางเกง แล้วล้วงลงไป!

        “เฮ้ย ทำบ้าอะไรเนี่ย!”   ผมแหกปากลั่น พร้อมเงื้อแขนจะผลักอีบ้านี่ออกไป...

    มันอ้าปากขึ้นเล็กน้อย ลิ้นที่ชุ่มไปด้วยน้ำลายลอดผ่านช่องฟันที่เรียงสวยออกมา   !!!   อุ้บ อึก อึก อ่อก ปากประกบปาก! ลิ้นของมันขยับวนคลอเคลียอยู่ในปาก แขนสองข้างนั่นค่อยๆ โอบกอดรัดแน่นขึ้น ริมฝีปากอันอ่อนนุ่มกับกลิ่นน้ำหอมดึงให้สติเลือนลางลงเรื่อยๆ ผมทำได้แค่ลืมตาค้าง มือสองข้างแข็งเกร็ง!

     ขยะแขยง...

     ผมตั้งตัวได้ย่อเข่าลงสอดมือที่ถูกล็อคลอดหว่างขามันลงไป ทิ้งตัวลงไปด้านหลัง พร้อมงัดแขนขึ้น   ผลที่ได้น่าประทับใจมาก   อีบ้าโรคจิตตีลังกาข้ามหัวผมไป หน้าทิ่มพื้นดังปั้ก ขาถ่างอ้าซ่าอีกต่างหาก อุจาดตายิ่งนัก

        “เสือกใส่สั้นดีนัก สมน้ำหน้า!”

     ตาเหลือกเลยแฮะ! รีบเผ่นก่อนล่ะเหวย
     ผมหันหลังจ้ำไปที่ประตูสีขาวโดยไว   แต่แล้วก็เกิดปัญหาจนได้...

        “อะไรวะ จะออกก็ต้องใช้บัตรด้วย!”

     ต้องเอาบัตรกับคนที่มี แล้วคนที่มีของแบบนั้นในห้องนี้ก็มีอยู่คนเดียว
     ผมสะบัดตัวหันควับกลับไปทันที !!!

        “เฮ้ย หายไปไหนวะ”   ยัยหมอบ้านั่นหายไปจากจุดที่มันล้ม

          “หาใครอยู่จ้ะ”

     บึ้ก ขมับซ้ายถูกอะไรบางอย่างกระแทก   มุมมองสายตาผมค่อยๆ เอียงลงราวกับเล่นภาพช้า   ส้นสูงสีดำเหวี่ยงคาอยู่กลางอากาศ ตัวของมันลอยตะแคงเกือบขนานกันกับพื้น

     ทันทีที่ร่างของผมล้มถึงพื้นภาพที่เห็นก็กลับมาเร็วเหมือนเดิมอีกครั้ง   ยังไม่ทันได้หายใจหายคอ ร่างของมันก็พุ่งพรวดเข้ามาหาผม พร้อมแข้งซ้ายที่เหวี่ยงเลียดพื้นเข้ามา! ปึก ตึง

     ทุกอย่างช้าไปหมด ทั้งตอนที่มันเข้ามาประชิด และตอนแข้งใกล้เข้ามาตรงกลางลำตัวจนเข้าปะทะ   ผมสัมผัสตามมันได้ แต่... ผมหลบไม่ได้   มันหมายความว่าไงกัน!

     ผมพยายามประคองตัวลุกขึ้น...

          “ตกใจเหรอ หืม... ไม่เบาเลยนะ สมแล้วที่จ่ายแพง”   ยัยหมอนั่นพูดพร้อมกับเดินด้วยท่าทางสะโอดสะองเข้ามา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น   ปึง แคร้ง

     มันยกเท้าขวาเหยียบกดตรงโซ่ที่ล่ามขาผมไว้ ผมพยายามสะบัดงัดโซ่ขึ้นแต่ดิ้นไม่ออก   อะไรมันจะแรงเยอะขนาดนี้!
     แววตาอันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวกับใบหน้าที่บิดเบี้ยวมองลงมาบนร่างที่นิ่งเกร็งของผม รอยยิ้มที่มุมปากบอกความในใจออกมาชัดเจน   ผมโดนอัดเละแหง!

          “คงตกใจสินะ... จะบอกอะไรให้ก็ได้  ฉัน ไม่ ใช่ หมอ  แต่เป็นพี่เลี้ยงของแกตั้งแต่บัดนี้   ฉันคือหมายเลข SA006 โค้ดเนม เอเลนัวร์ เบิร์น (Elenoir Burne) และชื่อของแกสำหรับที่นี่คือ หมายเลข SA017 ประวัติเดิม สำมโนครัวเดิม อดีต ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาของตัวแกถูกลบทิ้งไปหมดแล้ว”

        “พูดเรื่องอะไรน่ะ!   แกทำอะไรกับฉัน ที่นี่มันเป็นอะไรกันแน่”

     มันพูดต่อด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ

          “โห ไอ้ยาม 2 คนนั่นมันไม่บอกหรอกเหรอ เอาล่ะตั้งใจฟังให้ดีล่ะ...   ที่นี่คือโรงฝึกทหารลับของตำรวจโลกไงล่ะ... ทั้งแก ทั้งฉัน เด็กทุกคนที่นี่จะถูกฝึกให้เป็นทหารที่พร้อมจะตายเพื่อความรุ่งเรืองของ อเมริกาได้ทุกเมื่อ แล้วฉันก็เบื่อเต็มทีแล้วด้วย...”

     ฝึกทหาร?   บ้าน่านี่มันหมายความว่ายังไง? สถานสงเคราะห์ไม่ใช่เหรอ อะไรกันว้อย!

          “ที่จริงฉันควรจะได้ออกไปจากไอ้ที่เฮงซวยนี่แล้ว แต่เพราะดันจับเคสพิเศษอย่างแกได้เนี่ยแหละ ฉันเลยต้องลำบากอยู่ฝึกแก เซ็งจะตาย! เพราะงั้นก็เลยจ่ายไปตั้ง 2000 ดอลล์ จ้างไอ้กร้วก 2 ตัวนั่นให้ปิดปากแล้วพาแกมาที่นี่ ไหน ก็ไหนๆ แล้ว ขอฉันสนุกหน่อยเหอะ!”

     แคร้ง วูบ ปึง
     เตียงคนไข้อยู่ห่างจากหน้าประตูราว 4 เมตร ด้วยแขนที่เรียวเล็กของมันแต่ดันเหวี่ยงผมทีเดียวถึง!   มันค่อยๆ เดินเข้ามาควักสเปรย์น้ำหอมออกมาจากกระเป๋าในเสื้อคลุม

     ผมไม่มีแรงเหลือจะขยับแล้วได้แต่มองตามมัน

          “หึ เดี๋ยวฉันจะฝึกแกให้ทำได้เองไม่ต้องทำหน้างง แล้วนี่น่ะไม่ใช่น้ำหอมธรรมดาๆ หรอกนะ”
     มันฉีดสเปรย์นั่นใส่ผม กลิ่นหอมหวานแปลกๆ เตะจมูกเข้าอย่างจัง

      “เอ้า เรามาไปสวรรค์ด้วยกันเถอะ ยังไม่เคยใช่ไหมจ้ะ ฮิฮิ”

     มันยื่นปากมาจูบผมอีก   ผมชกเข้าที่ช่องท้องของมันแล้วเตะซ้ำจนดิ้น ใช่ นั่นคือสิ่งที่ผมคิดจะทำ!

     ร่างกายของผมไม่ทำตามที่สั่ง ผมค่อยๆ คล้อยตามมันไป   มันปลดกุญแจที่ล็อคมือของผม ทันใดนั้นแขนของผมก็คว้าตัวมันเข้ามาสวมกอด ตัวของผมร้อนไปหมด ผมยังคงจูบกับมันอยู่อย่างเร่าร้อน มันกดผมลงบนเตียง แล้วค่อยๆ ปลดกระดุมทีละเม็ดอย่างจงใจ จนในที่สุดเสื้อทุกชั้นก็ถูกถอดออกเผยให้เห็นหน้าอกอวบอิ่มสีขาวนวล รอยยิ้มที่โหยหา แววตาที่ฉ่ำน้ำ มันลูบไล้มือไปทั่วตัวผม...

        “บ้าเอ้ย ทำไมไม่ขยับอย่างที่คิดวะ!”

          “แหม! ไอ้นี่น่ะ เจ๋งกว่าไวอากร้าอีกนะ ‘โคตรปลุกเซ็กส์เวอร์ชั่นสเปรย์’ ไม่ว่าจะอึดแค่ใหนฉีดปุ้บ หื่นปั้บ ที่นี่น่ะหาตัวผู้แจ่มๆ ยาก เลยต้องเล่นเด็กอย่างเราๆ ด้วยกันนี่แหละดีสุด ฮิฮิ”

     มันพูดพร้อมเอื้อมมือลงไปใต้เตียงหยิบแท่งสีดำมีปุ่มกดขึ้นมา กับขวดยาเล็กๆ อีกขวด ข้างขวดมีอักษร KY แปะอยู่ อะไรวะ!

          “รู้จักไอ้นี่ใหมจ้ะ ไอ้แท่งดำๆ เนี่ย เขาเรียกว่า ‘ดิลโด้’ ส่วนอันนี้ก็เจลล์หล่อลื่น หึหึ”

     มันจับตัวผมพลิกด้าน แล้วดึงกางเกงลง! ราดอะไรบางอย่างเหลวๆ เย็นๆ ลื่นๆ ลงบนก้นผม หรือว่า หรือว่า!

        “ยะ อย่านะโว้ย อย่านะ!”

          “ไม่ทันแล้วเว้ย! ตอนแรกฉันกะจะใช้เอง  แต่แกมันดันฤทธิ์มากดีนัก! ฮี่ฮี่ฮี่ฮี่ฮี่ สำเร็จโทษ!!!”

     จึก แผละ!?

        “อ้ากกกกกกกก อย่า ปล่อยกู!!! อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก”



        “เหวอ อย่า อย่า”

     ผมสะดุ้งพรวดขึ้นมา!

     แสงไฟจากหลอดนีออนส่องกระทบกับนัยน์ตาที่เบิกโพลง แสบตา!   เสียงเพลง Rakuen ของวง Do as Infinity ดังลั่นห้อง   ผมหันซ้ายหันขวา โมเดลกันดั้มบนชั้นไม้ คอมพิวเตอร์ก็เปิดอยู่ภาพพื้นหลังรูป Turn-A Gundam ที่เซ็ตไว้ก่อนไปบ้านไอ้จ่า   แขนซ้าย... ก็ยังคงดำสนิทอยู่เหมือนเดิม เหงื่อแตกซิก

        “นี่มัน... ห้องเรานี่หว่า   แล้วนี่เรา... มาอยู่นี่ได้ไงเนี่ย เสื้อผ้าก็ไม่ใช่ชุดเดิมด้วย”

     เออ จริงสิชุดเดิมมันเปียกน้ำนี่หว่า แถมโดนเจาะรูอีกตั้ง 7-8 รู

        “หือ…   ไฟห้องน้ำเปิดอยู่”

            “ขี้ไม่ออกว้อย! เมื่อคืนไม่น่าอั้นไว้เลยพับผ่าสิ เวรเอ้ย!”

     เสียงผู้ชายที่คุ้นหู อืม ไอ้คนที่จะพ่นคำพูดบัดซบทำลายบรรยากาศแบบนี้ได้มีอยู่คนเดียว…


Unreal 3   -Where’s the hell that fucker than this?-


        “เฮ้ย ซานเจไอ้เวร ใครอนุญาตให้แกมาขี้ที่นี่วะ!”

     ผมตะคอกไปที่ห้องน้ำ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

            “ไม่มีใครอนุญาตแล้วจะทำไม  ตื่นขึ้นมาปากดีเลยนะ รู้งี้ปล่อยแม่งตายห่าหน้าบ้านซะก็ดีแล้ว”

        “...เหอ หน้าบ้าน?   เฮ้ย!”

     จากท่าเรือมาถึงหน้าบ้านนี่มันไม่ใช่ใกล้ๆ นะ   แล้วเรามาได้ไงวะเนี่ย!
     เดี๋ยวๆ ใจเย็นไว้ มาไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนดีกว่า   ขั้นแรกหลังเชือดไอ้พวกมารศาสนาเราเก็บกระเป๋าเปล่าขึ้นมาแล้วไปต่อที่จุดนัดพบ   พอไปถึงก็มีคนยืนจับกลุ่มอยู่ 4-5 คน  เรายกกระเป๋าขึ้น ตะโกนรหัสผ่านเช็คเป้าหมาย หลังจากนั้นก็โดนไล่ยิง แล้ว... เออแล้ว...

     ผมนั่งกุมขมับ อืม... แล้วมันอะไรล่ะหว่า?   หันไปดูนาฬิกา 3 ทุ่มครึ่ง วันที่ 20 มีนาคม

            “แขนซ้ายไปโดนอะไรมาวะ ล้างก็ไม่ออก   เอ้อ! แล้วรู้ยัง จ่าตายแล้วนะ”

     ซานเจตะโกนออกมาจากห้องน้ำ ผมตอบมันไปทันควัน

        “แน่นอน ฆ่าเองกับมือ”

            “เฮ้ย จริงอะ!”   น้ำเสียงตกตะลึงมาก เหอ เหอ

        “ออกมาสิจะเล่าให้ฟัง  ว่าแต่นี่ฉันหลับไปเกือบ 3 วันเลยเรอะ?”   ทางนี้ก็ตะลึงไม่แพ้กัน

     ซานเจเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าอิดโรย ปากจุก ตาหยี คิ้วม้วนเข้าหากัน หน้าหล่อเข้มสไตล์ลูกครึ่งอาหรับที่มันภูมิใจเสียหายย่อยยับ   ...อืม ท่าทางจะขี้ไม่ออกท้องผูกอีกแล้วสินะ นี่ล่ะจุดจบของการอั้นขี้

            “มองไรวะ... ...”

        “…อื้ม”   พูดไม่ออก หน้ามันฮาสุดๆ เอามือกุมท้องอีกตะหาก ฮะฮะฮะ ผมหัวเราะเยาะแล้วชี้หน้ามัน   ฮาแตก ขี้ไม่แตก

            “กูพยายามแล้ว…”   ยังจะมาพูดอีก หน้ายังกะโดนอัดตูดมาเมื่อ 5 วินาที

        “Yeah! I see, that  your asshole was *KIA*”     (*KIA = Killed in Action ตายห่าในหน้าที่)

            “ยังเว้ย!”   มันรีบตะเบ็งเสียงแทรก แต่ว่านะซานเจเอ๋ย   “ยิ่งแหกปากยิ่งทรมานดากนะ”   ผมตอกกลับมันไป

     ซานเจลากเก้าอี้หน้าโต๊ะคอมมานั่ง  โอ๊ะ ต้องบอกว่าพยายามนั่งมากกว่า  กว่าจะเอี้ยวตัว กว่าจะย่อขา  ท่าทางจะขัดสมาธิไม่ได้อีกหลายชั่วโมง   ผมเลยเปิดปากถามมันไปก่อน

        “เฮ้ย ฉันมากองอยู่หน้าบ้านได้ยังไง?”   ผมถามไปห้วนๆ

            “นอนแอ้งแม้งตัวเปียกโชกกองอยู่ข้างถังขยะเปียกข้างบ้าน นี่ถ้า ป้าแก่ ไม่ไปเห็นเข้าฉันว่ารถขยะคงเก็บไปแล้วแหง”

     ป้าแก่? อ๋อ ป้าวิไลเจ้าของบ้านนั่นเอง   โชคดีที่ป้าแกใจดีถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็คงโดนปลดทรัพย์ พับเป็นศพยัดลงขยะไปเรียบร้อยแล้ว... เออ แต่กูไม่มีสตางค์ติดตัวซักกระจึ๋งนึงเลยนี่หว่า เสื้อผ้าก็ปล้นเขามา

        “แล้วสภาพศพ เอ๊ย! สภาพตัวฉันล่ะ”

            “ป้าบอกว่า ‘เสื้อผ้าเป็นรูเต็มไปหมด รอยเหมือนถูกยิง แต่ดันไม่มีแผลซักรู’ ศพสะอาดสะอ้านดีไม่มีริ้วรอย แล้วแกก็โทรเรียกฉันมา รู้สึกว่าป้าแกจะจัดแจงแต่งองค์ให้แกใหม่เรียบร้อยก่อนฉันมาถึงแล้ว”

     ตอบได้ดี แต่ก็ยังข้องใจอยู่ดี ที่ไม่มีแผล

        “เอาเป็นว่า... ฉันจะเล่าเรื่องที่ฉันประสบมาให้ฟัง... บนรถล่ะกันนะ”   ผมบอกไป

    ถึงตอนนี้ขอบอกไว้เลยว่า ไอ้บ้าหน้าหล่อเข้มผู้มีปัญหาปากท้องนี้ คือหนึ่งในผู้ร่วมอุดมการณ์ที่เหลืออยู่ของผม มันเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษอันน่ามหัศจรรย์ แล้วยังตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            “บนรถ? ทำไมต้องเป็นบนรถ จะไปไหนอีกวะ?”  มันถามกลับมาอย่างไวว่อง

        “เออน่า   เปิดทีวีซิ ช่วงนี้ช่องรัฐบาลน่าจะยังมีข่าว”   ซานเจปิดคอมแล้วหันไปเปิดโทรทัศน์ให้   แหม่ มันใช้ง่ายผิดปกติแฮะ   โอ เป็นข่าวน่าสนใจรายวันอีกแล้วเว้ย

     ‘เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ตำรวจตระเวนชายแดนรัสเซียปะทะกับกองกำลังไม่ทราบฝ่ายบริเวณชายแดนยูเครน   ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือดกว่า 2 ชั่วโมง’   ภาพของรถถังแบบ 4 ขาของรัสเซีย ติดปืนใหญ่ลำแสงสาดแสงใส่ทหารอีกฝ่ายจนระเบิดกระจุย เป็นภาพที่ชาชินตาคนไทยยุคนี้ไปเสียแล้ว
     ซานเจเริ่มพูดก่อน

            “โอ้โฮเฮะ!   เดี๋ยวนี้ ตชด. มีรถถังติดบีมแคนน่อน (Beam Cannon = ปืนใหญ่ลำแสง) ใช้ด้วยเว้ย ความรุนแรงนี่มันแพร่ระบาดเร็วจริงนะ   เออพิชิตรู้รึยัง ไอ้พวกเด็กแว๊นเวรตะไลนั่นมันมี เลเซอร์ไรเฟิล ใช้แล้วนะเว้ย แถมใช้บุกปล้นฆ่าอีกตะหาก และนั่นก็คืองานที่ได้รับติดต่อมาจากนายจ้างเมื่อวานนี้”

     ผมกุมขมับเลย ไอ้ที่ว่ารถถังยิงกันที่ต่างประเทศน่ะธรรมดา แต่ไอ้เรื่องแว๊นควงปืนเลเซอร์น่ะมันเกินรับได้ว่ะ


     ผมปิดโทรทัศน์เดินลงไปขึ้นรถ ซานเจเดินตามมาอย่างอืดอาดเพราะฤทธิ์ท้องเสีย   ก่อนขึ้นรถก็ไปไหว้ขอบคุณป้าวิไลผู้ช่วยชีวิตของพวกผมมาหลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยการไหว้ก็ยังเป็นสื่อแสดงความนอบน้อม เคารพ ขอบคุณ และให้เกียรติสำหรับคนไทยเสมอ

        “วัฒนธรรมเนี่ยเป็นสิ่งที่ดีงามจริงๆ เลยนะ   ว่าแต่งานดุเดือดอีกแล้วสินะ”

     ปึง เสียงปิดประตูรถดังขึ้น ผมเป็นผู้ขับ เพราะดูท่าซานเจจะโชว์ดริฟท์เทพไม่ไหว   สตาร์ทรถเรียบร้อยเป้าหมายโบสถ์คริสต์สร้างใหม่ในซอยลาดพร้าว 128 ที่นั่นสร้างขึ้นโดยมิชชันนารีก่อนสงครามเริ่มเหมือนรู้ล่วงหน้า

        “เราจะไปโบสถ์กัน”   ผมพูดพร้อมเปิดวิทยุขึ้นเพลง Guarantee ของ Flo-Rida แหม่บรรยากาศดีขึ้นเลยแฮะ   และซานเจก็พูดแทรกเข้ามา

            “จะไปโบสถ์ทำไมวะ   แกก็รู้เวลานี้พวกนั้นรับจ๊อบทำอย่างอื่นอยู่ ทางที่ดีไปหาผู้ว่าจ้างก่อนดีกว่า”

     มันก็จริงไปโบสถ์ตอนนี้มีแต่จะได้เห็นภาพบัดซบ แต่...

        “เราจำเป็นต้องไปโบสถ์เพื่องานที่ใหญ่กว่า...   แล้วผู้ว่าจ้างเป็นใคร”

     ตอนนี้รถกำลังเลี้ยวยูเทิร์น   บ้านผมอยู่ฝั่ง ร.พ. รามคำแหง ต้องเลี้ยวไปข้ามสะพานเข้าถนนสายลาดพร้าว   ซานเจเบือนหน้าไปมองวิวยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ตีกันบ้าง เสพยาบ้าง ขายตัวก็มากมาย ก่อนจะก้มหน้ามองมือตัวเองแล้วพูด

            “งานจากสารวัตรน่ะ”

        “สารวัตรสำราญน่ะเหรอ   เขารู้เรื่องจ่าตายรึยัง”   ผมตอบพลางมองซ้ายขวาก่อนหักเลี้ยว

            “รู้อยู่แล้วล่ะ แต่เขาไม่สนใจ หรือติดใจจะสอบสวนแกด้วย”

      อืม   นี่ถ้าสารวัตรรู้เรื่องเวทมนต์ด้วยคงเล่นยาก ที่ไม่เอาความคงรู้อยู่แล้วว่าผมแถเนียน

        “ฉันจะเล่าเรื่องที่ตัวเองไปเจอล่ะนะ แต่ก่อนอื่น   แกเชื่อเรื่องเวทมนต์ไหม?”

            “หลังคาแดง*ยังว่างนะเว้ย”   ตอบอย่างนี้แสดงว่าไม่เชื่อ

        “เออ เอาเหอะ...”

     ผมเริ่มเล่า   ตั้งแต่ตอนรับงานจากจ่า กระเป๋าบ้าๆ ที่มีอักขระแปลกๆ   ซานเจมันก็เออออไปตามภาษา แต่แล้วก็ต้องสะดุดกึกตอนถึงฉากบู๊   พอผมพูดว่า   “ไอ้พระนั่นมันไม่ตายเพราะแรงระเบิดแถมเดินออกมาใช้เวทมนต์ใส่”   มันหัวเราะทันที   ผมไม่สนเล่าต่อไป จนถึงท่าเรือสมุทรปราการ ผมจำไม่ได้เลยหยุดเล่า   แล้วหันไปถามซานเจ

        “คิดว่าไง?”

            “ตอแหล”   ก็กะไว้แล้วล่ะว่าต้องไม่เชื่อ

     ตอนนี้รถอยู่ในซอยเปลี่ยว   ผมหันไปทางขวา กลุ่มขี้ยากลุ่มใหญ่กำลังเสพยากันอย่างสำราญหน้าตึกร้างและข้างๆ นั่น...

            “เฮ้ยไอ้ชิต นั่นผุ้หญิงถูกข่มขืนนี่หว่า”   ซานเจพูดแทรกเข้ามา   ผมเห็นอยู่แล้วล่ะ และหยุดรถแล้วด้วย   พวกมันคนหนึ่งเดินถือปืนเก้ๆ กังๆ เข้ามาเคาะกระจก   ผมพูดก่อนจะเปิดกระจก

        “ฉันจะพิสูจน์ให้แกเห็นเอง”

            “เฮ้ย ไม่เอาน่าฉันปวดท้องอยู่นะเว้ย”   ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ซานเจก็เตรียมเอื้อมไปหยิบปืนกลเบาที่เบาะหลัง

     ทันทีที่ผมเปิดกระจกออก   ไอ้ขี้ยาพูดเสียงเหมือนคนเมาเหล้า แล้วชี้ปืนมาที่หน้าผม

                “ไงเพ่ชาย!   ซอยเนี้ย..ฮึ่ก..พวกข้าคุมนะเว้ย ถ้า..ฮึ่ก..ไม่อยากเจ็บตัวก็จ่ายมา..ฮึ่ก”

     ผมมองหน้ามันแล้วถามไป   ซานเจกดปืนลงใต้ขาบังตามัน

        “โอ เอาไอ้นี่แทนได้ไหม ยาแรงจากคลองเตยสนไหม แบมือมาสิ”

                “กู้ดดดด   นี่พี่ก็เล่นยาเหมือน..ฮึ่ก..กันเหยอ”   มันตอบพร้อมลดปืน พวกข้างหลังยังเฮฮากันอยู่  ผู้หญิงยังคงกรีดร้องต่อไป

     จะว่าไปหน้าผมมันก็โทรมเหมือนคนเล่นยาจริงๆ นั่นแหละ   ผมทำท่าเหมือนหยิบของด้วยมือซ้ายแล้วเอื้อมไปแตะมือมัน

        “เอาไปสิ   สุดขอบนรกเลยนะ”   มันจ้องหน้าผม   ผมกำมือมันแน่นแล้วยกขึ้น

     เปรี๊ยะๆๆๆๆๆๆๆๆ เปรี้ยง
     ซานเจจ้องมองอย่างตกตะลึง นัยน์ตาเบิกโพลง   ภาพที่ปรากฏตรงหน้ามันยากที่จะบรรยายจริงๆ   ก่อนอื่นเลยรู้สึกว่าแขนนี่จะปล่อยไฟฟ้าได้ตามที่สมองผมสั่ง   ไอ้ขี้ยาชักกระตุกอย่างรุนแรง ก่อนที่มือข้างที่จับกับมือซ้ายผมจะระเบิดกระจุยตรงหน้า   มันตายสนิททันที   ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตอบได้ง่ายๆ ว่า   ตอนแรกมันโดนไฟฟ้าช๊อตประมาณ 250 โวลต์ ก่อนจะเร่งเป็น 9000 โวลต์   ด้วยความแรงขนาดนี้ส่วนที่สัมผัสโดนจะระเบิดออกทันที   -จบคำบรรยาย-

     พวกข้างหลังแหกปากแตกตื่น บ้างคว้าปืน ขวดปากฉลาม รึไม่ก็มีดพุ่งตรงเข้ามา   ซานเจสบถคำหยาบออกมาเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูไปหลบด้านซ้ายของรถแล้วยิงกระหน่ำใส่พวกมัน   พวกขี้ยาที่ไม่ทันตั้งตัวถูกกระสุนเข้าไปเต็มๆ ล้มระเนระนาดเลือดสาดไปเปรอะหน้าผู้หญิงที่นอนแอ้งแม้งอยู่   ไอ้ตัวที่ขึ้นคร่อมโดนยิงไปรายแรก เลือกเป้าได้ดีสมกับเป็นมันจริงๆ

        “ซานเจยิงคุ้มกัน! ฉันจะเข้าไปดูผู้หญิง”   ผมสั่งไป

     พวกมันบางคนวิ่งเข้าไปหลบตามซอก และเสาตึก แล้วยิงสวนกลับมา  พิ้ง!   เฉียดหัวเลยแฮะแม่นใช้ได้นี่!
     ผมชักปืนวิ่งไปข้างหน้าใช้ศพไอ้ขี้ยาต่างโล่ วิ่งเข้าชาร์จผู้หญิง   พวกมันที่โผล่หัวหันมายิงผมถูกซานเจสอยกะโหลกไปทีละคน   ผมอุ้มผู้หญิงที่เปลือยเปล่าไปหลบในตึกและ...

        “โอ้โฮ สวยแฮะ!   ไอ้พวกนี้ตาถึงนี่หว่า   ไหนตรวจชีพจรหน่อยซิ”

     ข้างนอก เสียงปืนเงียบไปแล้ว เสียงฝีเท้าจ้ำเข้ามาใกล้ กับคำพูด

            “เหลืออีกคนหนีเข้าตรอกไป”

        “ฉันไปเองแกมาดูผู้หญิง”   ผมตอบ   แล้วรับปืนที่ซานเจโยนให้วิ่งตามมันไปในตรอกแคบๆ

     ทันใดนั้น!   ปัง เสียงกระสุนแหวกอากาศดัง ฟิ้ว พุ่งตรงมาด้านหน้าเข้ากลางหน้าผากพอดี ผมเห็นกระสุนปืน!!!

     มันชัดเจนมาก ความเร็วค่อยๆ ลดลงเหมือนหยุดนิ่ง ตอนนี้กระสุนอยู่ห่างจากคิ้วผมแค่ไม่กี่เซน!!   ผมพยายามอ้าปากแต่ไม่เป็นผล ร่างกายหนักยังกับถูกอะไรกดทับ   ไอ้คนยิงยืนอยู่ตรงข้ามกับผม สภาพหยุดแน่นิ่งเหมือนกันเป๊ะ

     ในระหว่างที่สมองผมทำงานเต็มพิกัดเพื่อคิดหาทางออกจากสถานการณ์นี้ทั้งๆ ที่ผ่อนแรงที่ขาซ้ายกะเบี่ยงตัวหลบตั้งแต่ตอนเสียงปืนดังแล้วแท้ๆ แต่ร่างกายกลับหยุดกึก! กระสุนก็พุ่งเข้ามาอย่างช้าๆ ถึงจะช้าดูเหมือนหยุดนิ่งก็เถอะ!   นะ นี่... กูจะตายอีกรอบเหรอวะเนี่ย!   ตอนนั้นเองเสียงแหบแห้งที่คุ้นหูก็ดังขึ้น

-ไม่ตายหรอก-

     มือซ้ายสีดำสนิทเลื่อนเข้ามาจับที่ลูกปืนขนาด 9 มม. มันจับอย่างนิ่มนวล กำเอาไว้ในมือ แล้วดีด!   ใช่ดีดจริงๆ กระสุนถูกวางไว้บนข้อที่สองของนิ้วชี้ แล้วดีดออกไปด้วยนิ้วโป้ง   ภาพที่เห็นค่อยๆ เร็วขึ้นเรื่อยๆ   กระสุนหมุนติ้วพุ่งกลับไปยังกลางหน้าอกของคนที่ยิงมันออกมา

     ปุ!   เสียงกระสุนเจาะหน้าอก   มันทำหน้าตกใจเล็กน้อยก้มลงไปมองอกแล้วยกมือไปทาบ

                “บะ บ้าชัด ชะ... อั่ก”   สิ้นเสียงนั่นก็เท่ากับสิ้นลมหายใจ

     ผมยังคงยืนจังก้าอยู่ท่าเดิมมีเพียงแขนซ้ายเท่านั้นที่เปลี่ยนตำแหน่ง

        “นี่มันเกิดอะไรวะ!?”

     ผมพูดพลางมองแขนซ้ายดำทมิฬที่ตอนนี้กลับมาทำงานตามคำสั่งสมองอีกครั้ง

     ต้องไปดูผู้หญิงก่อน   ผมตัดสินใจพับเรื่องนี้เก็บไว้คิดทีหลัง และจะไม่บอกใครเด็ดขาด…




            “ไม่ทัน เรามาช้าไป”   ซานเจพูดขึ้นก้มหน้าส่ายหัว เอามือเท้าสะเอว

        “อย่างน้อยก็ใส่เสื้อผ้าให้หล่อนหน่อยแล้วกัน   เดี๋ยวพรุ่งนี้หนังสือพิมพ์จะเอาไปลงข่าว”

     ซานเจหยิบเสื้อผ้าที่กองขยุ้มอยู่มาใส่ให้เธอ   ผมเดินไปสตาร์ทรถ...   ถ้าให้เอาไปลงข่าวทั้งสภาพนี้ล่ะก็คงไม่ดีต่อความรู้สึกญาติผู้ตาย และความรู้สึกพวกผมที่พยายามช่วย



            “ยังเด็กอยู่เลยนะ อายุราวๆ 16-17 นี่หละ”   ซานเจพูด แล้วปิดประตูรถดัง ปัง ก่อนจะก้มหน้าพูดต่อ

            “ขอบคุณ”

        “อะไร?”

            “เธอพูดว่า ขอบคุณ นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของเธอ   นี่ถ้าเรามาเร็วกว่านี้...”

     ซานเจกำมือแน่นขึ้น

        “อย่าคิดมาก อย่าเก็บไปใส่ใจ   ไม่มีช้าไป เร็วไป หรือสายไป”

     หันมามองหน้าผม   ผมไม่สนใจและออกรถ

        “มันคือความจริง   ความ...เป็นจริง”   ผมพูดออกไปลอยๆ

     ซานเจเอนหลังหันมองไปยังซากความจริง...

            “ช่างยากที่จะยอมรับ…   ฉันเชื่อเรื่องเวทมนต์แล้วล่ะ”

        “ก็ดี”   ผมตอบพลางเหยียบคันเร่ง

            “จะมีที่ไหนเลวร้ายไปกว่านี้”

     ….

     ผมเปิดวิทยุเสียงเพลง The Catalyst ของ Linkin Park ดังขึ้น หึ บ้าเอ้ย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 05:50:38 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: