หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-  (อ่าน 20913 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 14, 2011, 04:41:49 PM »

Unreal 4   -Nice Night!-
       
     ขณะนี้เวลา 2214

             “เฮ้ย ชิต ถามไรหน่อยเดะ”

     ซานเจเอ่ยปากขึ้นขณะที่ผมกำลังจอดรถ

        “พิชิตเว้ย ไม่ใช่ชิตที่แปลว่าขี้   ไอ้ขี้แตกเอ้ย”

     ยังดีที่รถกันกระสุนเลยมีแค่แผลถลอกจากกระสุน ไม่งั้นมีหวังตำรวจรวบไปแล้วแหง

             “จะพกมีดทำครัวมาทำไมวะ ว่าจะถามตั้งนานแล้วไม่มีเวลา”

     โอ จริงด้วยสิลืมบอกไปเลย   ต้องขอบคุณป้าวิไลที่ไม่ยึดไปหั่นหมูทำผัดกะเพราซะก่อน

        “มันคืออรัญญิกแท้ในตำนาน ที่มีวิญญาณลุงแก่ร้านหนังสือสถิตอยู่   ใครโดนฟันจะกลายเป็นหนอนหนังสือหน้าเหียก ฮ่าๆๆ”   ผมพูดทั้งหัวเราะ   ซานเจเบะปากขมวดคิ้วแล้วตอบ

             “ปัญญาอ่อน”

        “ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”

     ถึงหน้าโบสถ์ซะที   ผมจอดรถหน้าประตูเลย   แล้วเดินเข้าไป จะว่าไปก็ 2 เดือนแล้วสินะที่ไม่ได้มาเพราะติดสอบ สภาพของโบสถ์ค่อนข้างสมบูรณ์ น่าจะคอยซ่อมแซมอยู่เสมอ

        “มาครั้งก่อนยังพรุนอยู่เลย...”   ช่างต่างจากวัดแจงร้อนเสียจริง

     ระหว่างที่ผมยืนสังเกตอยู่นั้นซานเจก็แทรกเข้ามา

             “นั่นไม่ใช่เพราะแกหรอกเหรอ ที่ล่อซะพรุนเลยน่ะ   ไม้กางเขนหักกลางเลยด้วยซ้ำ”

        “เสียมารยาทตอนนั้นสถานการณ์ต่างไปเว้ย”

     นั่นสินะ ใครจะไปรู้ว่ากางเขนสวยเด่นเป็นสง่าที่ตัดแสงไฟนีออนจากเสาข้างทางบนจั่วนั่นจะเคยโดน 5.56 นาโต้* มาก่อน     *(หัวกระสุนปืนไรเฟิล)

             “ถึงจะจัดการยาเสพติดไปได้ก็เถอะ พี่สาวทั้งหลายก็ยังไม่เลิกอาชีพเสริมยามค่ำอยู่ดี   นี่ถึงขนาดต่ออาคารเสริมเลยนะ”

     ซานเจพูดพร้อมชี้ไปด้านข้างที่มีตัวอาคารแตกแยกออกมาอีก จากที่เห็นภายนอกน่าจะมี 2 ชั้น ยาวลึกลงไปหลายเมตรอยู่...   อื๋อ ตะกี้มันแสยะยิ้มแปลกๆ แฮะ

        “เอาเถอะอยากทำอะไรก็ปล่อยมันไป...แกหายปวดขี้แล้วเหรอ”

             “ยิงกันสนั่นเมืองขนาดนั้น ขี้หดหมดเลยว่ะ...นี่แกไม่รู้สึกหึงหวงบ้างเลยรึไง”

     มันตอบกลับทันควันด้วยหน้าเรียบๆ   ผมเดินไม่สนไปเปิดประตู   ไม่ค้งไม่เคาะมันหรอกเปิดมันเข้าไปเลยใหญ่พอ

        “หึง...เรอะ?   ยัยนั่นจะทำอะไรก็ช่างสิ”  

     ผมบ่นอุบอิบถึงใครบางคนที่กำลังจะไปพบก่อนจะก้าวเข้าไป...   ทำไมไอ้บ้านี่รู้เยอะจังวะ? แสดงว่ามาบ่อย



     รูปปั้นเยสแมนโดนตรึงกางเขนเด่นกลางห้องโถงที่มีเก้าอี้วางเรียงราย   ก็ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรมากมายราวๆ โกดังสินค้าตามท่าเรือวางต่อกัน 6 ตู้ครึ่ง นั่นทำให้แสงจากเชิงเทียนไฟฟ้ารอบๆ ห้องเพียงพอต่อการมองเห็น

     เสียงปิดประตูดังปึง ดังพอที่จะทำให้คนที่อยู่ในนี้ได้ยิน...   หลังจากผ่านไปราว 10 วินาที ก็มีเงาคนร่างเล็กทอดยาวออกมาเพราะยืนอยู่หน้าเชิงเทียนริมประตูด้านซ้ายของรูปปั้น กับเสียงแหลมเล็กของเด็กผู้หญิงดังก้องไปในห้องโถง

                “มาหาใครคะ?”

            “ไง บุ๋มบิ๋ม ยังไม่หลับไม่นอนอีกเหรอจ้ะ”

      ซานเจพูดขึ้นพร้อมเข้าไปหยิกแก้มสาวน้อยผมดำประบ่าที่ตัวสูงไม่ถึงเอว ก่อนจะตามมาด้วยคำทักทายแสนอบอุ่นตรงข้ามกับสิ่งที่ทำลงไปก่อนหน้านี้...

                “ว้าย พี่ซานเจ พี่ชิตด้วย! แหมนานทีปีหนจะโผล่หน้ามาหานะ”

        “อา ชั้นติดสอบน่ะ แล้วเป็นยามมันก็ไม่มีวันหยุดให้ด้วย”

     ผมตอบกลับไปทันควัน   ซานเจอุ้มแม่หนูน้อยขึ้นมาเหมือนอุ้มตุ๊กตาแล้วจับเหวี่ยงหมุนรอบ เด็กๆ คงชอบน่าดูที่ได้รู้สึกเหมือนขึ้นม้าหมุน เอ๋อ? ต้องรถไฟเหาะสิถึงจะถูก   ทั้งสองคนยังวี้ดว้ายกันทั้งๆ ที่อยู่ใต้แสงสีส้มสลัว

        “เปิดไฟซิ มองไม่ค่อยชัดเลย”

     ซานเจวางตัวบุ๋มลง แล้วเธอก็เดินไปเปิดไฟ... แสงสีขาวสว่างไปทั่วห้องพร้อมกับเทียนไฟฟ้าที่ดับลงค่อยดูโล่งตาขึ้นมาหน่อย   ผมเดินไปนั่งเก้าอี้แถวที่ 2 ถัดจากรูปปั้นพระเยซู   ค่อนข้างเงียบสงบผิดกับที่เคยมาเมื่อ 2 เดือนก่อน ปกติเวลานี้ต้องมีตัวผู้มากหน้าหลายตาเดินเข้าๆ ออกๆ

            “หึ แปลกใจล่ะสิ ตั้งแต่ที่แกพาแม่นั่นเข้ามา...ตอนกลางคืนที่นี่ก็เงียบแบบนี้ล่ะ”
     ซานเจหันมามองหน้าผมแล้วพูดประโยคชวนสงสัยขึ้น

        “หมายความว่าไง?”

            “ช่างเถอะเดี๋ยวแกก็รู้   นี่บุ๋มบิ๋มไปตามป๋าเทอดมาหาพี่ชิตหน่อยสิจ้ะ”

     เดี๋ยวก็รู้งั้นเรอะ หมายความว่าไงฟะ นี่ยังจะมีอะไรเลวร้ายไปกว่าการที่แม่ชีขายตัวอีกเหรอวะ?

                “คุณบาทหลวงไม่อยู่ค่ะ โดนตำรวจจับ”

     หือ บาทหลวงโดนตำรวจจับ?   ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรซานเจก็แหกปากขึ้นมาก่อน

            “โดนตำรวจจับ!!? จะบ้ารึไงวะ ไอ้เทอดศักดิ์มันเป็นบาทหลวงนะเว้ย! แล้วมันไปโดนจับข้อหาอะไร!?   พวกชั้นมีธุระกับมันนะเฟ้ยถึงได้ถ่อมาหามันดึกดื่นป่านนี้!!!”

        “เฮ้ยๆ ซานเจไม่เอาน่า จะโวยวายก็ให้มันถูกคนสิวะ”

     ผมตบไหล่มันแล้วชี้ไปที่บุ๋ม   เด็กน้อยยืนคอตกน้ำตาคลอเบ้า เจอเสียงตะคอกกรอกหูไปเต็มๆ ย่อมจะใจเสียเป็นธรรมดา ไอ้บ้านี่ไม่แยกแยะเล้ย

        “ช่างเถอะ ไปตามเอเลนัวร์มาซิ”

     ผมสั่งไป   บุ๋มบิ๋มที่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ เอามือปาดน้ำตา ก่อนจะทำแก้มป่องปากบู้ไส่ผม

                “บู่~~~   มาถึงก็สั่ง สั่ง สั่ง เชอะ!   พี่เอลไม่ว่างค่ะ ให้นมผู้ชายอยู่”

     อืม... เฮ้ย! ให้ นม ผู้ ชาย อะไรกันวะ! โหยประโยคนี้จี้ดเลย ขึ้นสมองเลยนะเนี่ย!

        “ใครวะ ไอ้บ้าหน้าใหนมันกล้ามาล้วงคองูเห่าวะ!!!”

            “เห้ยยย   ไหนใครบอกไม่สนใจไว้ว้า ฮ่าฮ่าฮ่า”

     ผมจ้องหน้าบุ๋มแล้วสะบัดมือไปทางซ้าย แค่นี้คงพอ   เด็กน้อยทำท่ากลับหลังหันควับ เส้นผมที่ยาวแค่ประบ่าสะบัดพริ้ว แล้วเดินนำลิ่วพาผมไปทันที   มีปัญหาแน่นอน!!!



        “เชือด”
     แกร๊ก!   11 มิลลิเมตร พร้อม   ตอนนี้พวกเรายืนอยู่ตรงหน้าห้องเป้าหมาย พร้อมจะขย้ำเหยื่อทันทีที่สัญญาณบุกถ่ายทอด...ที่นี่คือชั้นสองของอาคารใหม่ มันค่อนข้างเงียบสงบพอดู หรือว่าจะไม่มีใครอยู่กันแน่วะ

            “เชือดบ้าอะไรของเอ็งวะ นี่สติยังอยู่ครบมั้ยเนี่ย สมองน่ะหัดใช้บ้าง”

     ไอ้เบื้อกนี่เดี๋ยวก็ล่อซะก่อนเลย ผมหันไปชำเลืองมองมันเล็กน้อย ด้วยอารมณ์ที่ไม่ดีเอาซะเลย น่าแปลกที่เจ้าสองหน่อข้างหลังดันยิ้มแย้มแจ่มใสซะนี่

     ผมไม่รอช้าถีบประตูมันเข้าไปเลย!

        “เฮ้ย เอามือวางไว้บนหัวเดี๋ยว...”

     ปัง พิ้ง

     เสียงปืนดังขึ้น 11 มม. ในมือผมปลิวลิ่ว กระสุนกระแทกเข้าที่ด้านข้างปืนผมอย่างแม่นยำ เฮ้ย! อะไรวะ!

     ซานเจกดตัวบุ๋มบิ๋มหมอบลงแทบจะทันที ปล่อยให้ผมยืนงงกับเหตุการณ์นี้คนเดียว พร้อมกับเสียงเด็กทารกร้องระงมออกมา ไม่เพียงแค่นั้นห้องอื่นๆ ก็ทยอยเปิดประตูเดินออกมาด้วย แต่ต่างออกไปจากที่ผมคิดเอาไว้เพราะที่เดินออกมาไม่ใช่พวกผู้หญิงเปลือยกายกับผู้ชายแก้ผ้าเหมือนสมัยก่อน นี่มัน!

        “ดะ เด็กทั้งนั้นเลยนี่หว่า...”

     แล้วยังมีผู้หญิงอีกประมาน 5-6 คน วิ่งมาจากทางเดินฝั่งตรงข้ามกับที่ผมใช้ขึ้นมา ทุกคนสวมชุดนอนแบบที่ซิสเตอร์ตามโบสถ์คริสต์ทั่วไปเขาใส่กัน   เอ๋อ นี่กูทำอะไรลงไปหว่าชักสับสนตัวเองแล้วสิ

          “ทำบ้าอะไรของแกวะพิชิต ดูซิเด็กร้องไห้ใหญ่เลย อุตส่าห์กล่อมจนหลับแล้วแท้ๆ”

     เสียงผู้หญิงที่คุ้นหูดังแว้ดตัดกับเสียงทารกงอแงออกมาจากห้องที่ผมถีบเข้าไป   ใช่แล้วครับเธอคือ เอเลนัวร์ ที่ผมมาหานั่นเองรูปร่างยังคงเซ็กซี่ไม่ต่างจากที่ฝันถึงมากนัก และที่สำคัญคุณเธอกำลังให้นมผู้ชายอยู่จริงๆ ซะด้วยสิ แต่ปัญหาคือมันเป็นนมขวดกับเด็กทารกเพศชาย!!!

      เด็กน้อยนอนร้องงอแงอยู่บนหน้าตักของเธอ ขวดนมกลิ้งก๊อกแก๊กอยู่ด้วยกันกับปลอกกระสุนบนพื้น มือซ้ายของเธอลูบหัวทารกเบาๆ ในขณะที่มือขวายกปืนหันชี้มาทางผม   ถ้าให้เดาคงผละมือชักปืนมายิงใส่ผมแบบทันทีทันควัน...เกือบไปแล้วมั้ยล่ะกู ขอปาดเหงื่อก่อน

          “อย่าขยับ!”   เอเลนัวร์แผดเสียงลั่น

        “แหม่ ปฏิกิริยายอดเยี่ยมเหมือนเคยเลยนะ”

     ผมตอบกลับนิ่มๆ เกิดจับได้ว่าเข้าใจผิดล่ะก็ได้ซุกตูดหมาตายกันล่ะทีนี้

          “ไม่ต้องมาแถ!   นี่แกคิดจะทำอะไรกันแน่”

     อุ้ย รู้ทันอีก

     ครับ...สุดท้ายพวกเราก็กลับลงมานั่งด๊องแด๊งที่ห้องโถงเหมือนเดิม ส่วนเด็กๆ ก็ไล่ไปนอน  คือมันเป็นอย่างนี้...

     2 เดือนก่อน... ผมพาเอเลนัวร์ที่เก็บตกได้จากข้างทางมาไว้ที่โบสถ์นี้ หลังจากที่ถล่มแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ลักลอบส่งของผ่านโบสถ์ตามหมายสั่งของตำรวจที่ทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาไม่ได้   ถ้าจะถามว่าไปเจอเธอที่ไหนอย่างไรล่ะก็ยาว ละไว้ก่อน

     เอเลนัวร์เป็นคนมีความรู้ความสามารถ ชั้นเชิงเหนือกว่าผมซะอีก ถึงจะแค้นแต่พวกเราก็เป็นแค่ เหยื่อ เหมือนๆ กัน   ที่นี่ไม่ค่อยจะคุมเข้มนักเรื่องชาวต่างชาติเลยให้ปลอมเป็นซิสเตอร์อยู่ในนี้

          “นายคงแปลกใจสินะ ที่ที่นี่กลายเป็นแบบนี้   พอดีฉันสอนพวกเขาน่ะ”

     เธอพูดขึ้นให้ผมหายข้องใจ แต่ว่านะเจ๊ พูดแค่นี้ไม่ต้องบิดขาไขว่ห้างเอนตัวซะขนาดนั้นก็ได้ เห็นแล้วระทึกใจ!   ซึ่งชุดนอนสีขาวบางๆ ขับดันเน้นสัดส่วนแสนเร้าใจนั่นมากเข้าไปอีก!!   เอื๊อกกก

        “ไอ้ซานเจมันรู้อยู่แล้วสินะ ที่เปลี่ยนเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กเนี่ย”

          “อ่าฮะ มันไม่ได้บอกแกเหรอ”

     เธอตอบเสียงหวานพร้อมกับโน้มตัวลง อูว ชัด ชัดมาก แตงโม โอ๊ะไม่สิ แตงล้านสินะ   ทรมานใจจริงโว้ย!

     ไอ้ลูกครึ่งกล้วยแขกเวรนี่แม่งไม่ยอมบอก ออกมาจากห้องน้ำเมื่อไหร่กูจะพามึงไปสวนตูด!

     แต่ก็สมกับเป็นเธอจริงๆ ไม่มองข้ามเรื่องที่ควรจะทำ   ผมมองไปรอบๆรู้สึกว่าบรรยากาศมันปลอดโปร่งขึ้น ก็นะ จากซ่องขายตัวเน่าๆ เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้...

        “เธอนี่เก่งจริงนะ คิดไม่ผิดจริงๆ ที่พามา”

          “ใช่ไหมล่ะ บอกแล้วไงว่าชั้นเจ๋ง!”

     เธอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ ได้ของเล่นชิ้นใหม่ แววตาสดใสขึ้นทันที เวลาพูดเอเลนัวร์มักจะออกท่าทางประกอบด้วยตามประสาฝรั่งนักสังคม เพราะอย่างนี้ล่ะมั้งถึงดูเด็กกว่าอายุ

          “พวกผู้หญิงที่นี่ไม่ต่างจากเรานักหรอก พวกเธอถูกบังคับให้เสพยา ขายตัว ทำซ้ำไปซ้ำมาจนในที่สุดมันก็กลายเป็นเรื่องปกติของชีวิต... ท้ายที่สุดพวกเธอก็จมปลักอยู่กับมัน เหมือนกับที่เราเคยเป็น   จนถึงตอนนั้นหลังจากที่นายกับไอ้ขี้แตกนั่นสาดกระสุนถล่มพวกมันออกไป...แล้วพาฉันมา”

        “ที่นี่เป็นโบสถ์คริสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากคริสตจักรน่ะ”
     ผมพูด แล้วไล่กวาดตามองไปรอบๆ สิ่งที่ทุเรศน่ะมันคือใจคน...

        “หลังสงคราม... ผู้คนที่สูญเสียมากมาย ต่างก็ต้องการสิ่งที่จะมายึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วมันมีอะไรบ้างล่ะ ญาติมิตรเรอะ? ก็พากันตายไปซะหมด ทั้งเศรฐกิจที่ตกต่ำจนยากจะฟื้นฟู บ้านช่องก็พังทลายไปจนเหลือแต่ซาก... หึ ขนาดเมืองหลวงยังต้องย้าย อุตส่าห์สร้างระบบระบายน้ำจนรอดพ้นวิกฤตโลกร้อน แต่กลับไร้ความหมายไปในพริบตา เฮ้อ~~”   มันอดถอดใจไม่ได้จริงๆ

     แต่มันก็ดีที่ทำให้สถานะคนเถื่อนของพวกผมเปลี่ยนไปจากนโยบายให้สัญชาติผู้ประสบภัยน่ะนะ...   เอลนัวร์พูดเข้ามาด้วยเสียงออกละเหี่ยใจ

          “ที่พึ่งสุดท้ายก็คือ...”

        “ศาสนา...   แล้วที่นี่ก็เป็นสถานพยาบาลช่วงสงครามพอดี พวกผู้หญิงที่ไม่รู้จะไปไหนเลยตัดสินใจอยู่ต่อ แล้วพวกค้ายาที่เห็นคนทุกข์ยาก ก็อาศัยจังหวะนี้แอบร่วมมือกับคนใหญ่คนโตในพื้นที่ กับคริสตจักร ขนยาเข้ามาขาย แล้วพวกผู้หญิงที่รู้เรื่องนี้ล่ะ? ก็มีทางเดียวคือจัดการไปด้วยเลย”

     จะว่าไปสาวๆ พวกนั้นก็หายหน้าไปเยอะพอควรแฮะ

        “พวกที่ติดยาหนักมากๆ ตำรวจเขาเอาไปบำบัดอยู่น่ะ... ที่จริงพวกนั้นฝากชั้นมาขอบคุณพวกนาย แต่ก็ดันหายหัวไปซะนี่   ที่โผล่มาก็มีแต่ไอ้บ้าซานเจ..หมอนั่นมันมาช่วยฉันปรับปรุงที่นี่น่ะ โรงเรือนหลังใหม่เอย รับเลี้ยงเด็กอะไรพวกนี้เป็นความคิดของสารวัตรสำราญเขาน่ะ   แล้วพอมาเจอฉันเข้าก็เลยจัดให้ฉันเป็นหัวหน้าที่นี่คอยดูแล...ด้วยเทคโนโลยีของทางการอาคารใหม่ส้รางเสร็จภายในเดือนเดียวเอง!   จริงสิ!   แมงมุมยักษ์นอนอยู่ในโรงเก็บชั้นใต้ดินอาคารใหม่นะ”

     แมงมุมยักษ์? หือ! หรือว่า...

        “เฮ้ย! เอาของอันตรายพรรค์นั้นมาไว้ใต้หมอนเด็กได้ไงฟะ!”

     เอเลนัวร์พยักหน้านิดนึง ไม่พูดอะไร

     เอาเหอะคุยธุระก่อนดีกว่า...

        “ฉันอยากรู้ว่าเทอดศักดิ์โดนจับได้ไง ฉันต้องการมันอย่างด่วน”

          “หา? เดี๋ยวนะ  นี่ที่ถ่อมาถึงนี่ดึกดื่นป่านนี้เพื่อเรื่องนี้เนี่ยนะ”

        “ใช่ แล้วเธอคิดว่าเรื่องอะไรล่ะ?”

     สีหน้าเธอเปลี่ยนไปทันที ดูก็รู้ว่าอารมณ์เสีย คิ้วขมวดจนแทบจะรวมเป็นเส้นเดียว

          “มันเมาแล้วอาละวาดปาขวดเหล้าใส่ป้อมตำรวจ ชิ!   2 เดือน แกเอาชั้นมาทิ้งไว้ที่นี่ 2 เดือน!!!   โดยที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากขลุกอยู่ในนี้ พอมาเจอกันแกถามหาถึงเรื่องงานอย่างเดียว ไอ้บ้า!!!”

     โห ถามคำเดียวตอบซะชุดใหญ่ แต่มันก็จริงล่ะนะ เพราะผมเอเลนัวร์ถึงโดนกองทัพตามล่าไปด้วย

        “ฟังนะ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แล้วชั้นต้องการความสามารถของมันอย่างด่วนที่สุด จำที่เคยพูดไว้ได้มั้ย   แผนการนั่นจำเป็นต้องเริ่มแล้ว!”

     เธอลุกขึ้นก่อนจะแผดเสียงลั่น

          “ไอ้แผนการบ้านั่นน่ะเรอะ! ขนาดพวกหัวหน้ายังพากันตาย แล้วอย่างแกจะไปมีปัญญาทำอะไรได้   อีกอย่างปัจจัยที่จำเป็นก็ยังไม่พร้อม ซาอับ มันจะยังเตรียมการตามแผนอีกรึไง? ในเมื่อผู้พันตายไปแล้ว!!!”

        “หมอนั่นต้องทำแน่! อย่าลืมสิพวกเราผูกพันกันด้วยอะไร   ไม่ว่ายังไงซาอับก็ต้องทำตามแผนแน่!   และเพราะอย่างนั้นชั้นถึงต้องการไอ้เทอดไงเล่า!!!”   ผมลุกขึ้นประจันหน้ากับเธอ

     เหนื่อยเลยแฮะ ไม่อยากเถียงกับผู้หญิงเลยให้ตายสิ...

        “ฉันต้องไปหาซาอับ ถึงกำหนดการเดิมจะเป็นอีก 8 ปีข้างหน้าก็ตาม ตอนนี้มีปัญหาใหญ่มากเข้ามา เลยต้องเร่งแผนการให้เร็วขึ้น”

     เอเลนัวร์ยังยืนจ้องตาผมเขม็ง ใช่ เพราะเวทมนต์แท้ๆ เลย!   หลังเสร็จศึกปราบมารห่มเลืองผมก็คิดขึ้นได้...

        “มันมี... คนที่ครองโลกนี้อยู่ก่อนแล้วน่ะสิ”

          “หมายถึงอเมริกากับจีนน่ะเรอะ!   เรื่องนี้เด็กอนุบาลมันก็รู้!”

        “ไม่ใช่!   ไม่ว่ายังไงก็ตาม...ตอนนี้ฉัน ยังบอกเธอไม่ได้”

     เธอจับมือขวาผมขึ้นมากุมมือบีบแน่น ท่าทางมันฟ้องว่าให้บอกมาซะ แต่ไม่ใช่ความรู้สึกโกรธหรอก

          “พิชิต...อย่าเก็บไว้คนเดียว”   น้ำเสียงเธออ่อนลงมาก

     เฉพาะเธอเท่านั้นที่ผมไม่อยากบอก ไม่อยากลากให้มาตกที่นั่งเดียวกันกับผมในตอนนี้...

        “ขอโทษ”   ผมพูดพร้อมยกมือเธอออก

          “เกี่ยวกับไอ้แขนซ้ายดำปึ้ดนั่นสินะ ถึงนายจะไม่อยากบอกแต่หน้ามันฟ้อง...”

     เอาเป็นว่า   ขอกอดซักทีแล้วกัน   ผมคว้าตัวเธอเข้ามาสวมกอดอย่างไม่มีเหตุผล ว่ากันว่าถ้าคนกำลังจะออกรบทำแบบเดียวกับผมนี่หมอนั่นไปไม่กลับแน่...   เฮือก! กูก็กำลังจะออกไปทำอะไรแบบนั้นนี่หว่า!!!

          “แปลกนะทั้งที่เมื่อก่อนแทบจะฆ่ากันตายแท้ๆ”

     เอเลนัวร์พูดขึ้นแล้วคล้องแขนไปรอบเอวของผมกดหน้าอกสุดแน่นลงมาแนบตัวผม และกระซิบที่ข้างหู...

          “เมื่อก่อนนายว่าฉันเป็นกุหลาบหนามอาบยาพิษไม่ใช่เหรอ?”

        “เฮอะ!   โบราณว่าไว้ หนามยอกต้องเอาหนามบ่ม อ๊ะแย่ล่ะสิ รู้สึกหนามจะตำปาก ช่วยบ่มออกให้หน่อยได้มั้ย”   คารมเราก็ดีเหมือนกันแฮะ!

          “แล้วพิษล่ะจะทำยังไง”

     เสียงแผ่วเบาแว่วอยู่ที่ข้างหู ก่อนที่ตาของเราจะเข้ามาผสานกัน   รูปปั้นเยสแมนโดนตรึงนั่นราวกับกำลังจ้องมองมาที่สองเรา

        “ไม่มีปัญหาถ้าเป็นพิษของเธอ...แล้วอีกอย่าง ป่านนี้พระเจ้าเข้านอนไปแล้วล่ะ”

     เธอชำเลืองมองไปทางรูปปั้น ก่อนจะหันมายิ้ม   และจู....

            “เฮ้ยไอ้ชิต!   เจรจาสงบศึกเสร็จยัง โอ๊ะ!!!”

     ไอ้เวรนี่...มาได้จังหวะตลอด พังเพราะแม่งตลอด!!!

        “ซานเจ   ทำไมมึงไม่นั่งขี้จนดากฉีกไปเลยฟะ”

     น้ำเสียงผมตอนนี้โหดสุดๆ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่ามันแล้ว!   ท่าทางมันก็คงจะรู้ตัว หนอยทำเป็นเอามือเกาหัว

            “แหะๆ โทษทีรู้สึกจะมาผิดจังหวะ”
        “ครั้งหน้ากรุณาจมส้วมตายไปเลยก็ดีนะ”

            “ไม่เอาน่า เรื่องมันแล้วไปแล้วอย่าไปคิดมากน่า”

     ซานเจเดินเข้ามาหาผม พร้อมกับที่เอเลนัวร์ผละตัวลงไปนั่งไขว่ห้างท่าเดิม

        “จริงสิ ไอ้เทอดมันไปติดอยู่โรงพักใหนล่ะ?”   ผมหันไปถามเอเลนัวร์

          “สน. บางกะปิ ไปทั้งชุดบาทหลวงด้วย”   ท่าทางเธอจะไม่สบอารมณ์นิดหน่อย

     ไปทั้งชุดบาทหลวงเลย?   ทำตัวซะเหมือนไอ้พระเก๊นั่นเลยนะมึงไอ้เบื้อก

            “โว้ว! ป๋าเรานี่แน่อย่าบอกใครเลยแฮะ พอดีเลยว่ะชิต ใช้งานนี้ต่อรองสารวัตรเอาตัวป๋าออกจากห้องกรงเลยสิ   ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว!”

      เออแฮะ! อะไรจะเข้าล็อคได้ปานนั้น

        “เอเลนัวร์...   ฉันไปก่อนนะ”

     เธอไม่พูดอะไร แค่ลุกขึ้นหันหลังเดินไปปิดไฟแล้วเลยขึ้นอาคารใหม่ไป   เดี๋ยวเด้นี่ไม่คิดจะร่ำลากันเลยรึไง!



     พวกเรากลับมาขึ้นรถอีกครั้ง ต่างกันตรงที่ซานเจเป็นคนขับ...

            “เมื่อกี้ตอนนั่งขี้สารวัตรโทรมาน่ะ”

     ซานเจพูดขึ้น ไม่ต้องบอกก็ได้ว่าไปทำอะไรมา

            “เขาถามว่าศพไอ้พวกขี้ยาเป็นฝีมือพวกเราใช่ไหม”

        “แล้วแกตอบไปว่าไง?”

     มันหันมามองหน้าผมแล้ว...

            “เยส~~~ ส่วนผู้หญิงพวกเราช่วยไว้ไม่ทัน แล้วแกก็ตอบว่า ‘เหรอ’ คำเดียวต่อด้วย ‘พรุ่งนี้เที่ยงเจอกัน’ แค่นั้นจบ”

     ท่าทางจะไม่เอาเรื่องแฮะ ไม่ก็งานที่จะให้เราไปทำดุเดือดกว่า

        “ไปกินน้ำชาหน้าสุเหร่ากันไหม?   ชักจะหิวแล้วสิตั้งแต่ตื่นมายังไม่ได้กินอะไรเลย”
     ผมพูดขึ้นก่อนที่รถจะออก

            “โอ้ ไปสิฉันจะไปกินข้าวยำ น้ำวูดูร้านหน้าสุเหร่าคลองจั่นอร่อยที่สุดตั้งแต่เคยกินมาเลย”

        “เข้าหมู่บ้านมีนสาครสินะ เอ ซอยนั้นมันมีบ้านใครอยู่ด้วยนะ?   แฟนเก่าแกใช่ปะ”

            “อรุณน่ะเหรอ ไม่ได้เจอกันตั้งแต่เรียนจบแล้วล่ะ”

     สีหน้าหมองลงเลย คงยังรักเขาอยู่สินะ

        “ดีแล้วล่ะ จะได้ไม่ยุ่งยาก”

            “…”



     เวลา 2320 พอเลี้ยวรถเข้าซอยไป ผมก็หันไปเห็นบ้านหลังใหญ่สวยเด่นตัดกับหลังอื่นที่ผุพัง ไม่ก็มีแต่ซาก บ้านของอรุณนั่นเอง แม่นี่เป็นสาวสวยหน้าเรียวบ้านรวย แต่เสียอย่างเดียวที่ไปตรงสเป็กซานเจเข้านั่นก็คือ!!!   -แบน-

     พวกเราตัดสินใจขับผ่านไปเฉยๆ ดึกป่านนี้ไปเรียกนี่มันเสียมารยาท

     เปรี๊ยะ!

        “อื๋อ?   แขนซ้ายมัน…”

     บ้านของอรุณอยู่ทางซ้ายมือ ซึ่งซานเจมันก็ขับรถเลนซ้ายเป็นปกติ แต่พอจะเข้าหน้าบ้านอรุณอยู่ๆ มันก็หักออกขวาซะอย่างนั้น สีหน้ามันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปด้วย จะว่าช้ำรักก็ไม่ใช่

        “เดี๋ยวๆ !!  ไอ้เจหยุดรถก่อนซิ เร็วเข้าจอดเลย!”

      ผมสั่งมันไปอย่างด่วน   ทำไมน่ะเหรอ ก็มันผิดวิสัยน่ะสิ ทั้งการขับรถ ทั้งรอบบ้านแม่นั่น แถมที่สุดๆ ไปเลยก็แขนซ้ายผมนี่แหละ มันยังสั่นระรัวจนผมต้องเอามือขวาไปกำเอาไว้

     ซานเจจอดรถที่เลนขวาพอดี ผมสังเกตดูที่ล้อมันกำลังจะหักกลับไปเลนซ้าย   แล้วยังสัมผัสอึมครึมนี่อีก!

            “มีอะไรวะชิต?”

        “ไอ้เจ แกคงไม่ได้ตั้งใจขับหักออกขวาใช่มั้ย?”

     ซานเจหันไปมองรถ แล้วมองหน้าผม...

            “เออว่ะ!   นี่ฉันไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย!”

     นั่นปะไร!   เอาล่ะสิ ผมจำสัมผัสนี่ได้ มันอึมครึมและเย็นยะเยือก ที่เด่นชัดเลยคือ พอถอยออกห่างจากหน้าบ้านแขนซ้ายหยุดสั่น แต่พอกลับเข้าไปมันกลับสั่นขึ้นมาอีกพักหนึ่งก่อนจะสงบลง ผมยกมือซ้ายขึ้นดู

        “เหมือนเป็นสัญญาณเตือน...สินะ”

     ซานเจยังคงงงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้น   มิน่าล่ะบ้านมันถึงได้สวยเรียบนัก แถมพอดูดีๆ รอบบ้านไม่มีแม้แต่แมวซักตัว ทั้งที่สนามหญ้าข้างในนั่นน่าเข้าไปนอนขลุกเล่น แต่พวกแมวกลับเลือกที่จะนอนอยู่ใต้ท้องรถที่จอดอยู่ห่างออกไป   ไม่ผิดแน่นี่มัน...

        “เขตอาคม”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 05:51:13 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: