หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-  (อ่าน 20937 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2011, 05:33:40 PM »

     เวลา 1125 ของวันต่อมา
     ผมนอนแผ่อีแหละอยู่บนที่นอนในห้องแสนสุขของตัวเอง สายตาจับจ้องไปที่แอร์ติดผนังที่ช่องแอร์เกือบจะถูกฝังไปด้วยฝุ่น...

        “มีเรื่องให้คิดเยอะแยะไปหมด ทั้งไอ้นั่นไอ้นี่…หน้าก็ไม่ได้หล่ออยู่แล้วเกิดคิดมากจนผมร่วงไปล่ะยุ่งแน่”

     หลังจากแยกย้ายกับซานเจตอนตี 2 เราก็นอนประมวลรูปการมาตลอด ซึ่งก็เป็นที่ชัดเจนเลยว่าจะเดินออกไปข้างนอกทั้งแขนซ้ายดำปึ้ดนี่เพรียวๆ ไม่ได้ เพราะ...

        “แม่งดันไม่มีเงาอีก”

     ก็พึ่งจะสังเกตเห็นตอนนั่งซดชาร้อน   ทั้งๆ ที่ยกแขนซ้ายขึ้นบังแสงจากหลอดไฟ แต่แขนเจ้ากรรมดันปล่อยให้แสงส่องผ่านมาแยงตาเล่นซะอย่างงั้น!   ตอนนี้ผมก็ได้แต่นอนรอให้ซานเจมันเอาของที่สั่งมาส่ง ต่อด้วยไปตามนัดของสารวัตรสำราญเท่านั้น   ครั้นพอเปิดทีวีดูปุ้บก็เจอข่าวที่พวกผมไปทำห้าวเมื่อวานนี้เข้าอีก เฮ้อ~~~

        ‘...เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเป็นการยิงกันเนื่องมาจากการทะเลาะกันเองระหว่างแก๊ง โดยศพของหญิงสาวนั้น...’

        “เออรู้แล้ว ผมทำเองล่ะครับคุณนักข่าว”   ปิ้บ เสียงปิดทีวีดังขึ้นนิดนึง แต่...

     เสียงความคิดของผมยังคงดังก้องไปทั่วสมอง ตอนนี้ผมปิดโหมดสั่งการร่างกายไปเรียบร้อย หันมาใช้โหมดประมวลข้อมูลภายในอย่างเดียว

     จะเอายังไงกับอรุณดีนะ บุกไปกระชากคอเสื้อ จับกดขยำหน้าอก เอ๊ยไม่ใช่! ถามตรงๆ ต่างหาก เอแต่มันจะยอมบอกเหรอ แถมเวทมนต์มันยังร้ายกาจสุดๆ เกิดถ้ามันฟันฉับเดียวขาดครึ่งแบบไม่พึ่งมีดเหมือนไอ้พระนั่นได้อีกคงแย่...

     ตอนนั้นไอ้พระเก๊มันพูดว่าไงบ้างนะ อืม

        “อันดับแรกเลย CIA   อเมริกันชนคนแสนดีนี่เอง   เท่าที่จำได้ภารกิจที่ 5 ของเราตอนนั้น CIA เป็นคนจัดให้ ปฏิบัติการ ‘ตะวันลาลับฟ้า’ เนื้องานง่ายๆ ‘ฆ่าล้างตระกูลมหาเศรษฐีญี่ปุ่น’ ภารกิจที่ทำให้เราถูกถีบหัวส่งไปอยู่ UASPD ตอนนั้นก็เจอปรากฏการณ์ธรรมชาติแปลกๆ อยู่เหมือนกัน…”

     ใช่ อยู่ดีๆ ทหารฝ่ายเราก็โดนเผาทั้งเป็นแบบไม่ทันรู้ตัว แต่ตอนนั้นมันชุลมุนเลยไม่ค่อยสนใจ

     แล้วอีกอันก็เซนต์ลูเซียน ใช้คำว่า เซนต์ ก็น่าจะเกี่ยวกับศาสนา อืม นักบุญลูเซียน เหรอ?

        “ไม่ไหว ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ถ้าเป็นองกรณ์ทางศาสนา หรือ NGO ก็น่าจะเคยโผล่ออกมาให้เราได้ยินบ้าง แต่นี่เกิดมาก็เพิ่งจะเคยได้ยินนี่แหละ”

     ไว้ไปเค้นอรุณเอาแล้วกัน หวังว่ามันคงรู้ แต่คุณเธอดันเป็นแฟนเก่าไอ้ซานเจอีกนี่สิ จะลงไม้ลงมือหนักๆ ก็เดี๋ยวจะส่งผลกระทบภายในเอา บัดซบเอ๊ย...

     ผมยกแขนซ้ายขึ้นมาดู ผิวเผินมันก็เหมือนแขนข้างเก่าทุกประการ ที่ต่างกันก็แค่ มืด ต้องใช้คำนี้ล่ะนะ พอมองด้านข้างทางสองมิติ จะไม่มีรอยนูนหรือแสงเงาของพื้นผิวเลย เหมือนกับวาดภาพไว้อย่างดีแต่ดันทำหมึกดำหกใส่   มันดำเรียบสนิทจริงๆ เหมือนมองไปในคืนเดือนเต็มฝั่งที่ไม่มีเมฆ หรือดวงดาว เป็นค่ำคืนอันมืดมิด

        “Exia น่าจะมาจาก Exaea ที่แปลว่าอิทธิเทพในภาษากรีก หึ ก็สมชื่อดีนะ ถ้าพูดถึงพลังอำนาจมันก็ต้องสายฟ้านี่แหละ”

     เออใช่!   ยังมีอีกคำนึงนี่หว่า ไอ้คำว่า ท่านผู้นั้น ไง!

        “ถ้าในหนังหรือการ์ตูนก็ต้องบอสใหญ่ แต่ถ้าในชีวิตจริงล่ะก็...หัวหน้าองกรณ์ก่อการร้าย...ผู้มีอิทธิพล และสุดท้ายขุนนางรึ?”

     เออจริงสิ! ถ้าตามการ์ตูนหรือนิยายแฟนซีโลกเวทมนต์มันก็ต้องขุนนางกับราชวงศ์ไง แต่ขุนนางหรือราชวงศ์ประเทศไหนล่ะ?   ก็ที่ไทยหมดสิ้นไปตั้งแต่ช่วงสงครามแล้วนี่นา นี่เป็นรายงานของ CIA เอง ก็ไม่น่าจะผิดพลาด...

        “หรือจะเป็นอังกฤษ แต่อันนั้นมันก็โดนขับไล่ไสส่งจนระเห็จไปอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้อีก”

     แล้วยังตอนโดนยิงใส่ในตรอกเมื่อคืนนี้อีก มันอะไรนักหนาว้า...

     ปึงๆๆๆๆๆ
     เสียงทุบประตูรัวลั่นดังมาจากหน้าห้อง มาแล้วสินะ...

            “เปิดหน่อยโว้ย!   ปวดขี้!!!”

     ไอ้ตัวทำลายบรรยากาศ...

        “ไม่ได้ล็อคโว้ยไอ้โง่!”



     ซานเจหิ้วของพะรุงพะรังเข้ามากองไว้ก่อนจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปทันที

            “แม่งเอ๊ย!   ต้องเป็นไอ้ข้าวยำนั่นแหงๆ เลย เฮ้ยไอ้ชิตรวมแล้ว 13,620 บาทถ้วน”

        “โอ้ขอบใจมาก”

     ผมตรวจดูของในถุงผ้าขนาดใหญ่ 2 ถุง...

        “เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ 4 ตัว ครบ... และถุงมือหนังสีดำ 10 คู่ อืมครบ โทรศัพท์มือถือ...เสียดายเครื่องเก่าจังอุตส่าห์ติดระเบิดไว้   กระสุน 9 มิลลิเมตรอีก 4 กล่อง เรียบร้อยดี”

     ผมเปลี่ยนไปใส่เสื้อตัวที่พึ่งซื้อมาทันที ตามด้วยถุงมือหนังคู่ใหม่ในขณะที่ซานเจยังคงนั่งเบ่งขี้อยู่

        “ค่อยยังชั่วแขนซ้ายมีเงาซะที พอใส่เสื้อแขนยาวแล้วก็ดูดีไปอีกแบบแฮะ!”

     ต่อด้วยกางเกงสแล็คสีดำแบบที่นักศึกษาทั่วไปใส่กัน

            “สารวัตรนัดไว้บ่ายโมงตรงเจอกันที่เวียงคำ”

     เสียงซานเจลอดออกมาจากห้องน้ำ ก่อนจะต่อด้วยเสียงกดชักโครก

            “ว่าแต่เมื่อคืนที่พูดถึงผู้พันนี่ใครเหรอ   ที่แกคุยกับเจ๊เอลน่ะ แล้วบักหำซาอับนี่มันไผกันละวา?”

        “แอบดูคนอื่นนั่งขี้มันไม่ดีต่อสุขภาพนะ ซานเจ...ที่แกต้องรู้เกี่ยวกับฉันมีอย่างเดียวคือ ฉันจะทำอะไร เช่นเดียวกับที่ฉันรู้เกี่ยวกับแก”   ผมตอบกลับไปเสียงเรียบๆ

            “โอเค เก็ท!”   เข้าใจก็ดีแล้ว

     ถึงจะบอกว่าผู้ร่วมอุดมการณ์แต่ก็ไม่จำเป็นที่ผมจะต้องบอกให้มันรู้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจหรอก แต่ไม่จำเป็นต่างหาก ในเมื่อบอกไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา...


Unreal 5   - No One Knows What It's Like...


     ตอนนี้พวกผมอยู่บนรถคันเดิม มุ่งตรงไปยังมหา’ลัยรามคำแหง   ที่ว่าเวียงคำนั่นคือชื่อตึกของทางมหา’ลัยน่ะ หรือที่เรียกกันทั่วไปด้วยตัวย่ออักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัว คือ VKB

        “ซานเจ แกจะว่าอะไรไหมถ้าคืนนี้ฉันจะบุกไปทำมิดีมิร้ายแฟนเก่าแก”

            “เต็มที่ได้เลย เอาให้ยับไปเลยก็ได้!   ถ้าได้อย่างนั้นฉันจะขอบใจอย่างแรงเลยฟะ!!”

     เฮ้ยๆ นี่หมายความว่าไงวะเนี่ย ผมหันไปจ้องหน้าซานเจทันที หน้าของมันดูหมองๆ แต่กลับแฝงไปด้วยความเดือดดาล แววตานั่นดุดันผิดปกติทีเดียว   อย่าได้ชักกล็อค*ขึ้นมาเชียว   *(ปืนกล็อค eng. Glock    ปืนพกมาตรฐานรูปทรงเหลี่ยมทุกมุม ใช้การจุดชนวนโดยเข็มแทงชนวนแบบพุ่งกระแทกไม่ใช่นกสับเหมือนรุ่นอื่น)

     ตอนนี้รถกำลังเลี้ยวเข้าไปในมหา’ลัย ระหว่างทางที่มาถึงนี่ซานเจเล่าสาเหตุให้ผมฟัง...   เมื่อเช้าก่อนจะไปซื้อของให้ผมมันโทรไปหาอรุณ...

            “ฮัลโหล ตัวเองเหรอ?   นี่เค้าเจ่เจ้เองน้า”

              “โหล แฮ่กๆ มีไร อะ อ๊า~~”

     แปลกใจกับเสียงตอบกลับมามั๊ยครับ อา ผมก็เหมือนกัน มาฟังต่อ...

              “โอ้ย เบาๆ หน่อยสิ อ๊ะ!   ว่าไงมีไรก็พูดมา”

     ถึงตรงนี้ซานเจมันเริ่มรู้สึกตะหงิดๆ อยู่ในใจแล้ว   อีนี่มันทำห่าอะไรอยู่วะ?

                “รุณ ใครโทรมาเหรอ เอ้า อึ้บ!”   เสียงผู้ชายดังมาจากทิศทางด้านล่าง

     เฮ้ยๆๆๆๆๆ   งี้ชัวร์เลยนี่หว่า มันตอบผมกลับมาว่า ‘เออ อย่างที่แกคิดนั่นแหละ’
     ซานเจวางสายแทบจะทันทีที่เดาความออก


     ตอนนี้พึ่งจะเที่ยง พวกเราเดินไปนั่งกินข้าวกันในโรงอาหาร นั่งมองนักศึกษาสาวๆ ที่มีการแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ กระโปรงไม่เคยเลยเข่าพลาง กินไปพลาง ข้าวมื้อนี้ช่างอร่อยเหลือหลาย
     ผมหันไปพูดกับซานเจ...

        “สุดยอดอารยธรรม! แต่พอมองอย่างนี้มันก็อดคิดไม่ได้นะ ว่าทำไมคนเราถึงเอาแต่ตัดสินคนอื่นกันจากรูปลักษณ์ภายนอก”

            “มนุษย์มักจะเอาตนเองเป็นที่ตั้งเพื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอ”   ซานเจพูดขึ้น

        “งั้นไอ้การที่จะบอกว่าใครดี ใครไม่ดีมันก็ช่างเป็นเรื่องสุดแสนจะปัญญาอ่อนสิ้นดีเลยน่ะสิ”

     ผมหันไปตอบมัน แล้วต่อด้วย

        “ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้รู้ห่า รู้เหวอะไรมากมายเกี่ยวกับคนที่ตัวเองไปตัดสิน ก็ผ่าฟันธงมันไปซะหมด   เพราะงี้มันถึงได้เน่าไงล่ะ”

     ซานเจยกกาแฟเย็นขึ้นซด เคี้ยวน้ำแข็งกร้วมๆ แล้วพล่ามต่อจากผม

            “นอกเรื่องไปไกลเลยว่ะ แต่ว่านะ ทำไมถึงไม่คิดกันบ้างล่ะ ว่าที่คุณเธอใส่สั้นแบบนี้เพราะไม่มีตังจะไปสั่งตัดตัวใหม่น่ะ   ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่ฉันคิดว่าทุกการกระทำของแต่ละคนล้วนมีเหตุผลในแบบของตัวเอง...”

        “เรื่องอรุณน่ะ…แฟนเก่าโทรไปหาแท้ๆ ดันโดดเหยงๆ อยู่บนตอไอ้บ้าหน้าไหนก็ไม่รู้ เฮ้อ~~”

            “เออ โลกนี้แม่งบัดซบชะมัด”   มันตอบกลับมาเนือยๆ แล้วปล่อยสายตาไปกับขาอ่อนขาวอวบที่กำลังเดินทอดน่องผ่านไปผ่านมา

        “อย่าโทษโลกสิว้า   ของอย่างงี้มันเกิดขึ้นได้เฟ้ย แล้วอีกอย่าง ที่ยัยนั่นมันจะไปดิ้นดุ๊กดิ๊กบนตอใครก็เป็นสิทธิ์ของมันนี่หว่า อาจจะมีเหตุผลแบบของมันเหมือนที่พล่ามมาก็ได้... เอ็งมันก็แค่แฟนเก่า”

     หันมาจ้องหน้าผมเขม็งเลยแฮะ ฮ่าๆๆ จังหวะนี้ถ้าเปิดเพลงแฟนเก่าของ Labanoon คลอล่ะก็เอ็งเอ้ย

     มันยกมือขึ้นตบไหล่ซ้ายผมก่อนจะพูดว่า

            “เอาให้สุดๆ ไปเลยนะ เต็มที่!”



     เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก อาจเป็นเพราะพวกเราเอาแต่คุยเรื่องไม่เป็นเรื่อง โลกเลยหมั่นไส้หมุนเร็วกว่าปกติ ตอนนี้บ่ายโมงกับอีกแปดนาที พวกเราขึ้นลิฟต์ไปนั่งรอบนชั้น 4 ตามที่นัดไว้   วันนี้ไม่มีคาบสอนในห้อง มันเลยดูโล่งโหวงเหวง นี่ถ้าให้มานั่งตอนกลางคืนคนเดียวคงสยิวกิ้วน่าดู

     ผ่านไปราว 10 นาที เงาของชายร่างสูงใหญ่กำยำก็ทอดลงบนพื้นที่มันวาวผ่านประตูหน้าตรงเข้ามาหาผมกับซานเจ   เขามาพร้อมกับแว่นเลย์แบนแบบตี๋ใหญ่ในชุดตำรวจ กับหนวดเคราความหนากำลังดีเข้ากับผิวสีดำคล้ำ มือซ้ายถืออะไรซักอย่างแบนๆ ขนาดเท่าสมุดปกแข็งเล่มมาตรฐานที่เด็กใช้เขียนหนังสือ...

                “ไงพิชิต ซานเจ ไม่ได้เจอกันพักเดียวพวกแกพากันไปก่อเรื่องให้ฉันปวดหัวอีกแล้วนะ”

     เขาเอ่ยเสียงขึ้นด้วยเสียงใหญ่ทุ้มนุ่มลึก ก่อนจะเข้ามานั่งบนเก้าอี้แล้ววางของที่ถือมาตรงหน้าผม มันคือคอมพิวเตอร์พกพานั่นเอง ถึงจะดูคล้ายไอแพดแต่ตัวนี้เจ๋งกว่าด้วยระบบโซลิดสเตจทัชสกรีน หรือก็คือจอสัมผัสแบบฉายภาพกลางอากาศนั่นเอง ที่ตัวเครื่องก็มีแค่แป้นพิมพ์จอสัมผัส LED เท่านั้น...

        “แล้วเรื่องจ่าไพลิน หรือเรื่องเมื่อคืนล่ะ?”   ผมถามกลับไป

                “เรื่องเมื่อคืนน่ะสิ พวกแกดันไปอาละวาดกลางกล้องวงจรปิดซะได้ ฉันเลยต้องเสียเวลาเคลียร์กับพวกนักข่าวไปตั้งนาน...ชิตเอ๊ย หน้าฉันมันก็ดำอยู่แล้ว อย่าทำให้ขอบตาฉันดำกว่าหน้าเลยว่ะ”

     สารวัตรตอบผมกลับมาพลางนวดขมับ...

        “ขอโทษทีที่พวกผมช่วยผู้หญิงไว้ไม่ทัน”

            “มันค่อนข้างจะชุลมุนน่ะครับ”   ซานเจพูดแล้วก้มหัวลงนิดนึง

     สารวัตรเปิดคอมพ์ แล้วหันมาพูดต่อ

                “ช่างเถอะ...ชันสูตรเรียบร้อยแล้ว น่าจะถูกบังคับให้เสพยา ตามร่างกายก็มีแต่รอยฟกช้ำ   ตอนนี้ญาติรับศพไปวัดแล้วล่ะ เออ...ชิตเรื่องไอ้ไพลินน่ะ มันหักหลังแกสินะ?”

     โอ้โห! สมกับเป็นสารวัตรเดาถูกเผง หวังว่าเขาคงไม่มีเอี่ยวกับเวทมนต์นะ

        “ก็ตามนั้นล่ะครับ นี่มัน 2 รอบแล้ว พี่แกยังทำตัวไม่รู้ธรรมเนียม เลยจัดซะ…”

                “ล่อซะระเบิดเถิดเทิงเลยนะ แล้วไอ้เจ้าอาวาสนั่นคงเป็นพวกไพลินด้วยล่ะสิ... ฉันจะไม่ถามแกหรอกว่ามันเรื่องอะไร แต่ทีหลังหัดหลบๆ ซ่อนๆ หน่อย เพราะคนลำบากวิ่งเต้นมันคือฉัน”

     ซานเจมันทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ชะงักลง เพราะผมส่งสัญญาณเหยียบตีนเบรคมันไว้ก่อน

     สารวัตรเปิดไฟล์วิดีโอให้พวกเราดู มันเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดคืนวันเกิดเหตุบุกปล้นบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง   ที่จริงซานเจมันก็บอกผมแล้วล่ะว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่พอได้เห็นของจริงแล้วมันช่างน่าสลดคดแค้นใจเหลือเกิน

     เป็นภาพมุมสูงเยื้องซ้าย...   หน้าประตูรั้วมีรถมอเตอร์ไซค์จอดเรียงราย คนที่นั่งซ้อนอยู่บ้างก็โห่ร้อง หัวเราะเฮฮา ไม่ก็ขว้างปา ขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนกำแพง   ที่จริงไม่มีเสียงหรอก แต่ลักษณะการกระทำของพวกมันฟ้องอยู่เต็มสองตา   ผ่านไปถึงราวนาทีที่ 8 ของบันทึก ชายหนุ่มคนหนึ่งลากลุงแก่ๆ ออกมาในสภาพอาบเลือด ก่อนที่อีกคนจะฉุดกระชากลากเด็กชายรุ่นคราวมัธยมปลายออกมากองกลางฝูงมอเตอร์ไซค์ที่บ้าคลั่งอย่างหมาบ้า   พวกมันรุมเตะ รุมต่อย สารพัดที่คนชั่วๆ จะทำกัน ต่อหน้าสายตาชายแก่ที่ทำท่าร้องไห้อ้อนวอน ราวกับจะพูดขอชีวิตของเด็กหนุ่มคนนั้น...

            “ไอ้พวกชาติชั่ว!!!”

     ซานเจแหกปากขึ้นมาอย่างเดือดดาล ริมฝีปากกัดเน้นลูกตาถลนจนแทบจะหลุดจากเบ้า ทำเอาหน้าหล่อเข้มนั่นกลายเป็นฆาตกรในบัดดล...

     แต่ความชั่วช้าทารุนยังดำเนินต่อไปในภาพบันทึก   ชายแก่ถูกจับมัดกับเด็กหนุ่มที่เสื้อสีขาวถูกห่มด้วยเลือดแดงฉาน   ไอ้ชั่วที่ท่าทางจะเป็นหัวโจกเดินมาหยุดตรงหน้าพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งชายแก่ทำท่าตะคอกกลับไป จากนั้นมันก็ทำในสิ่งที่ผมแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง...

        “กดหยุดไว้ก่อนซิ! นั่นมันปืนเลเซอร์รุ่นติดแขน PA* นี่หว่า!!!   สารวัตรทำไมพวกมันมีของแบบนี้ นั่นไม่ใช่ของที่หาซื้อได้ทั่วไปนะ”

*(PA = all Purpose assault Armor แต่พวกทหารในโลก UnReal มักจะเรียกว่า Personal assault Armor กันซะมากว่า แต่พวกรุ่นเก่าๆ จะถูกเรียกเหยียดๆ กันว่า Paper Armor ไม่ก็ Peeing in the Ass เพราะความห่วยและก๊องแก๊งของมัน ไว้ซักวันจะหาทางวาดรูปมาให้ดูเพราะผู้แต่งไม่มีความสามารถด้านศิลปะวาดเขียนเลย T^T หรือใครใจดีวาด+ออกแบบให้เลยก็ได้นะจะขอบคุณอย่างแรง ;)

     ที่มันถืออยู่จริงๆ แล้วจัดเป็นรุ่นเก่า แต่พลเรือนไม่มีสิทธ์ครอบครองอาวุธลำแสงไม่ว่าประการไดทั้งปวงบัญญัติโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แม้แต่คนลักลอบขายปืนเถื่อนยังไม่กล้าหามาเลย   แถมรุ่นนี้ยังเป็นแบบชาร์จพลังงานได้ ความรุนแรงสูงสุดในอุณหภูมิปกติสามารถเป่ารถถังที่เผลอเปิดเกราะพลังงานได้เลย ถึงไอ้พวกนี้จะทำไม่ได้เพราะไม่ได้สวม PA ก็เถอะ

                “ลองดูหน้าไอ้ระยำนั่นให้ดีๆ สิแล้วพวกแกจะถึงบางอ้อเอง”

     ผมกดซูมดูใบหน้าของมันชัดๆ   ใช่! ถึงบางอ้อจริงๆ แม้สีกับทรงผมจะเปลี่ยน แต่คางยื่นและตาส่อนหางตาห้อยของมันเป็นที่จดจำของผมแน่นอน   แล้วสารวัตรก็พูดแทรกเข้ามา...

                “ปืนของพ่อมันน่ะ รู้สินะว่าพ่อมันเป็นใคร”

        “หึ ก็พี่ชายคุณไงล่ะ พลโทสานใจ พลับพลาทอง”

     สิ้นเสียงผมสารวัตรก้มหน้าถอดหมวกออกต่อด้วยกดให้วีดีโอเล่นต่อ

     มันลั่นไกหลังจากหน่วงพลังงานไว้ราว 5 วินาที   ลำแสงพุ่งผ่านร่างของทั้งสองกลางลำตัวระเบิดออกบนพื้นคอนกรีตด้านหน้าของชายหนุ่มด้านหลังของลุงแก่ เชือกที่มัดไว้ขาดออกต่อด้วยร่างอันแน่นิ่งกองลงกับพื้น เหลือทิ้งไว้เพียงรูขนาดประมาน 5-6 นิ้ว บนลำตัวของทั้งคู่ แผลที่เผาไหม้ไม่มีเลือดไหลออกมา พร้อมกับความเฮฮาของไอ้สารเลว   ภาพบันทึกถูกตัดจบลงแค่ตรงนี้...

                “สิ่งที่ฉันเหลืออยู่คือความแค้น แค้นในความล่าช้าของตำรวจ แค้นในความอ่อนแอของสังคม แค้นในตัวเองที่ไม่สามารถอบรมลูกหลานให้เป็นคนดีได้!!!”

     นายตำรวจถอดหมวกออกมาปิดหน้าดำคล้ำของตัวเอง...

                “ฉันอุทิศชีวิตให้ชาติ แต่ทำไมมันกลายเป็นอย่างนี้!   โดนปลดจากกองทัพ ก็ยังดีที่ได้มาเป็นตำรวจ มาดูแลกรุงเทพที่เสื่อมโทรม แต่กลับถูกค้ำคอจากอิทธิพล แล้วไอ้เลวพวกนั้นดันเป็น พี่ ตัวเอง!!!”

     เสียงแห่งความโศกเศร้าโกรธาแผดก้องไปทั่วห้องที่กว้างโล่ง   ความรู้สึกที่แฝงมากับเสียงนี้มันช่างยากจะเข้าใจ ถ้าตัวเองไม่ได้อยู่ ณ จุดยืนเดียวกันนั้น   คนทั่วไปที่ดูข่าวอาจจะแค่โกรธ แค้น ไม่ก็สงสารผู้เคราะห์ร้าย ที่ฉายทางทีวี หรืออีเมลล์ แต่กับชายผู้ยืนบนจุดนี้ที่ต้องรับผิดชอบอย่างสารวัตรสำราญ ความเจ็บแค้นมันผิดกัน



     คำสั่งคือ

                “ฆ่าให้เกลี้ยง!”   ปึง! สารวัตรทุบแผ่นไม้รองเขียนแล้วลุกเดินออกไป

     มันก็เรียบง่ายดี แต่...มันอาจจะมีอะไรมากว่านั้น   ผมไม่ตอบตกลงไปทันที แต่เป็น...

        “ขอคิกก่อง”   ออกเสียงกวนตีนไปเล็กน้อย...

                “ขอคำตอบภายใน 2 วัน จากสาย..มันจะกลับไปซิ่งอีกเร็วๆ นี้”

     สารวัตรพูดโดยไม่หันมามอง   ส่วนซานเจ...

            “ฉันจะเข้าเมืองหลวง คิดว่าน่าจะต้องใช้ ไอ้แมงมุม ยังขาดอะไหล่อีกสี่ห้าอย่าง”

     ตัดสินใจลงมือรองรับสถานการณ์ได้รวดเร็วทันใจดีจริงๆ ข้อมูลเหยื่อทุกตัวก็อยู่ในมือถือเรียบร้อย   แต่ที่ไม่ดีมีอย่างเดียว...

        “ทำไมไม่ไปส่งกูที่บ้านอรุณก่อนล่ะว้อย!!!”

     ครับ...ตอนนี้ผมยืนอยู่หน้าบ้านอรุณพร้อมกระดาษปึกหนึ่ง ประตูลูกกรงเหล็กดัดลวดลายชดช้อยสวยงามแบบไทย  ขัดกับตัวบ้านแบบประหยัดพลังงานที่เต็มไปด้วยกระจกโปร่งใส พร้อมสนามหญ้ากว้างพอจะตั้งวงเตะตะกร้อได้สัก 7-8 คน นั่นคือสภาพภายนอก   ว่าแล้วก็กดออด ก่อนจะมาผมโทรมาเช็คเรียบร้อยอยู่บ้านแน่ๆ สงสัยเมื่อเช้าจะเพลีย หึหึหึ

     กิ๊ง ก่อง~~~

              “นั่นใครคะ?”

     เสียงหวานของผู้หญิงที่ฟังดูคุ้นหูดังขึ้นจากลำโพงตรงออด   ผมยื่นตัวเองหน้าไปไว้หน้ากล้องที่อยู่ติดๆ กับลำโพง พร้อมด้วยคำพูดตามมารยาท...

        “ผมพิชิตครับ ไม่ทราบว่าคุณอรุณอยู่ไหมครับ”

              “ฉันเอง มีธุระอะไรรีบๆ ว่ามา”

     โห น้ำเสียงเปลี่ยนไปเลยแฮะ!

        “เฮ้ยๆ ต้อนรับขับสู้กันหน่อยเด้ ก็โทรบอกเธอแล้วเข้าไปคุยข้างในไม่ได้รึไง?”

              “โอ้ ถ้าไม่ใช่แกล่ะก็ได้อยู่หรอก อยู่ดีๆ ก็จะมา เผลอแว้บเดียวก็หายหัวไป นิสัยเหมือนไอ้งั่งนั่นเดี้ยะๆ เลย”

     น่าน ยังจะมาแขวะกันอีก ไอ้งั่งนั่นคงหมายถึงซานเจสินะ มาถึงขั้นนี้เรื่องอะไรจะกลับให้โง่ฟะ!

        “เอ้าๆ นี่เรื่องงานนะเนี่ย เธอทำงานอยู่กับหนังสือวัยรุ่นไม่ใช่เหรอ นี่มีงานมาให้พิจารณานะเนี่ย”

              “เออ เข้ามาสิ”   เสียงไม่ค่อยจะเต็มใจเลย...

     ว่าง่ายอย่างนี้แต่แรกก็เรียบร้อยไปแล้ว   สักพักประตูอัตโนมัติก็เปิดออก

     ร่างของหญิงสาวเดินทอดน่องออกมาจากในบ้าน เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูกระจก ผมเดินเข้าไปยิ่งใกล้ยิ่งชัด...   ว่ากันว่าเด็กผู้หญิงนั้นพอจบม.ปลายไปแล้วคุณเธอจะเปลี่ยนไปราวกับคนละคน   แต่ทว่า! กับแม่หนูอกแฟบคล้ำเตี้ยคนนี้ ทำไมมันเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ไปได้! ที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้คือสาวสวยผิวขาวหน้ารูปไข่ผมยาวเลยบ่า หุ่นโค้งเว้าเข้ากับสะโพกผายชวนสัมผัส กับส่วนสูงที่น่าจะเกือบ 185 เซนติเมตร สูงกว่าผมซะอีก! ที่สำคัญหน้าอกนั่นมันมาจากไหนว้า!?   สัดส่วนอัดแน่นกระชับอยู่ในเสื้อสีขาวลายมิกกี้เมาส์ที่ส่วนหูไปตรงกับลูกบอลวิเศษพอดี กับกางเกงยีนส์สีฟ้าซีดขาเดฟ

     นี่ถ้าไม่ได้หน้าผากกว้างและคำทักทายของคุณเธอมาย้ำ ผมคงทักผิดคิดว่าเป็นคนอื่นไปแล้ว

              “ไง อึ้งล่ะสิเจอแบบนี้เข้าไป”

        “ไม่อึ้งก็บ้าแล้ว ไม่เจอแค่ปีกว่ากลายมาเป็นแบบนี้ ไปเกาหลีมาเหรอ”

     ผมตอบเธอกลับไป พลางไล่สายตาจากล่างขึ้นบนอีกครั้ง... ไอ้ซานเจมันโง่จริงๆ

              “ของแท้ตะหาก”



     เธอเดินนำผมไปห้องรับแขก ก็หน้าประตูนั่นแหละเดินอีกแค่ 7-8 ก้าว ภายในจัดแต่งสไตล์บ้านชานเมืองของยุโรป แค่ไม่มีเตาผิง   ผมนั่งลงบนโซฟาตัวยาว ส่วนอรุณนั่งโซฟาเดี่ยวตรงข้ามที่คั่นกลางด้วยโต๊ะน้ำชาบานกระจก ที่ตลกคือไอ้โต๊ะนี้มันมีขาโต๊ะ 5 ขา... มันจะทำไว้ทำไมให้เกินพอดีวะ

        “84 55 86 กับ 1.8 เมตร  ซุปเปอร์โมเดลยังอายเลยนะเนี่ย สวยขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ”

     คงน่าเสียดายถ้าต้องลงไม้ลงมือ   ผมโยนปึกกระดาษลงบนโต๊ะฝั่งอรุณ

              “ชั้นชอบนายก็ตรงปากหวานนี่แหละ แต่พวกผู้ชายมันมักจะปลิ้นปล้อนเสมอ   แล้วไอ้นี่อะไรล่ะ”

     เธอหยิบกระดาษปึกนั้นขึ้นมาเปิดอ่านผ่านๆ ไล่ทีละหน้า

        “อรุณ... ขอจับหูมิกกี้ทีเดะ”

     เธอไม่ตอบอะไรแค่ชำเลืองมองผม แล้วยกส้นเท้าเข้าให้ ก่อนจะวางกระดาษปึกนั้นลงแล้วพูดขึ้น

              “An-chan Thrust in Life…   ยังทำอะไรไม่เข้ากับหน้าเหมือนเดิมนะ นี่อยากให้ชั้นเอาไปลงตีพิมพ์เหรอ”

        “ใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสาวน้อยเวทมนต์น่ะ รักใสๆวัยกระเตาะ   แต่ก็มีฉากบู๊กับฉากสยิวกิ้วอยู่ด้วย…”

     อรุณนั่งฟังอย่างตั้งใจ ไม่พยักหน้า ก็เอาแต่ อืม อืม...   จนผมเล่าเรื่องมาถึง

        “นักเวทชั่วช้าต้องการลูกแก้ววิเศษสีฟ้า เลยออกตามหาอย่างบ้าคลั่งเพราะหวังคลองโลก แต่ก็มีผู้กล้าปรากฏตัวออกมาปราบได้ แต่สาวน้อยเวทมนต์ดันฆ่าผู้กล้าซะเองแล้วคลองโลกน่ะ แต่ตรงนี้ฉันยังเขียนไม่ถึงอะนะ...”

              “โห ยังทำอะไรซับซ้อนเหมือนเดิมนะ”   จู่ๆ เธอก็รีบพูดแทรกเข้ามา

        “ใช่ เพราะเวทมนต์มันไม่ธรรมดา ใช้ฆ่ากันได้ง่ายๆ โดยไม่เหลือหลักฐาน ขนาดซัดกันตูมตามยังจับไม่ได้เลย”

     อรุณสะดุดกึกขึ้นมาทันที สีหน้าเปลี่ยนไปชัดเจน นี่แค่หยอดนิดเดียวเองนะ

              “หรือว่าเหตุการณ์ที่วัดนั่น...”

     เธอพูดขึ้นเสียงอ่อย แต่ผมไม่คอยให้เธอเสียบมาหรอก

        “วัดแจงร้อนน่ะเหรอ เออฉันก็ตกใจมากเลยล่ะกับข่าวนั่นนะ เพราะงั้นถึงได้นึกเรื่องพวกนี้ขึ้นมาไง... แรงบันดาลใจมันมาจากทุกทางนั่นแหละ ฉันเป็นนักเขียนก็ต้องหาทางจับกระแสผู้อ่านเป็นธรรมดา ตอนแรกยังคิดว่าเป็นการก่อการขององค์กรระดับประเทศรึเปล่าเลย”

              “เหรอ อืม... ไว้พรุ่งนี้ฉันจะเอาไปให้บก. พิจารณาแล้วกัน”

     แม่นี่มันต้องรู้อะไรแน่ๆ พอใช้คำว่าองค์กรมีหรี่ตาลงแล้วแหงนหลัง พยายามไม่ให้จับพิรุธสินะ พอผมทำท่าจะพูดแหย่ต่อก็มีเสียงผู้ชายพูดภาษาอังกฤษดังแทรกมาจากบริเวณบันไดชั้นสอง...

                  “อรุณ คุยกับใครอยู่เหรอครับ~~”

               “พอดีเพื่อนมาคุยเรื่องงานน่ะค่ะ”

     อรุณตอบกลับไปทันควันด้วยภาษาไทย ผู้ชายคนนั้นค่อยๆ เดินลงบันไดมาในชุดสูทสีเทา เนคไท้สีแดงอ่อนแกว่งไกวดึงสายตา ก่อนที่เจ้าตัวจะจับรูดให้เข้าทรง   ในด้านหน้าตานั้นพูดได้ว่าหล่อในสายตาสาวๆ เลย ยังกับ ติ๊ก เจษฎาพร ตอนหนุ่มๆ เป็นผีมาให้เห็นเลย ต่างกันตรงที่ผมสีทองนี่ล่ะ

     ไอ้หมอนั่นเดินมาโอบไหล่อรุณทางด้านหลังแล้วมองมาที่ผม แลวอรุณก็พูดแนะนำให้ผมรู้จัก...

              “นี่คุณเฟร็ดดริว โดเบอร์ บรรณาธิการของชั้น คนนี้แหละที่จะพิจารณางานของนาย”

        “โอ้สวัสดีครับ ผมพิชิต กำชัยพลครับ เอางานเขียนมาเสนอ”

     ผมตอบกลับภาษาไทย เพราะฟังอรุณพูดรู้เรื่องคงรู้ภาษาอยู่   ต่อด้วยทำท่าลุกขึ้นจะจับมือ แต่...ไอ้คุณผรั่งมันดันปัดไม่รับคำทักทายซะนี่...

                  “โอ้ ม่ายจำเป็นหรอกขราบ งานของคูณน้านเดี๋ยวโผมจะพิจาระนาให้ทีหลัง ตอนนี้โผมต้องรีบไปออฟฟิสก่อนล่ะขราบ”

     มันทำหน้าสบายๆ ต่อด้วยกระซิบกระซาบกับอรุณ ก่อนจะหอมแก้มแล้วเดินออกไป ทิ้งผมไว้ให้งงเล่น

               “บก. ค้า วันนี้หนูลาป่วยนะคะ”

     ยัยอรุณนี่ก็ทำอี๋อ๋อออเซาะไปกับมันด้วย โถ่ไอ้ฝรั่งขี้นกเอ๊ย!   ก่อนที่ผมจะคิดไปเลยเถิดอรุณก็ตัดบทเข้ามาด้วย...

              “นามปากกาล่ะ ใช้อะไร?”

        “Conquer อันเดิมที่เคยใช้สมัยมัธยมนั่นแหละ”

     จริงๆ แล้วมันเป็นนิยายที่ผมไปลอกมาจากในเน็ต เป็นเรื่องเก่ากว่า 200 ปีมาแล้ว ผู้แต่งตัวจริงที่ใช้นามปากกาว่า หมอกม่วง เองก็ม่องเท่งไปจนไม่เหลือซากแล้วด้วยซ้ำ

        “เธอไม่ได้คบกับไอ้เจแล้วเหรอ? ถึงได้มาควงฝรั่งนั่นน่ะ”   ผมแกล้งบื้อถามไป

     ไอ้หมอนี่เอง ที่เป็นคู่ฟีเจอริ่งเมื่อเช้า มิน่าถึงได้หยุดงานอย่างสบายใจ เพราะจับระดับหัวหน้าไว้นี่เอง นี่คือเหตุผลแบบที่ซานเจมันพูดไว้งั้นรึ แต่คนอย่างอรุณผู้มั่นใจในตัวเองไม่น่าจะทำแบบนี้ได้เลย ที่ว่าเวลาทำลายทุกสิ่ง สงสัยจะจริงแล้วล่ะ

              “อ้าว นี่นายไม่ได้ติดต่อกับมันเลยเหรอ ฉันคิดว่านายยังใกล้ชิดสนิทสนมกันเหมือนเดิมซะอีก”

        “เออ ก็เพิ่งจะรู้นี่แหละ ไปเกาะหัวหน้างานอย่างนี้ ทำตัวไม่สมเป็นเธอเลยนะ”

     อรุณลุกขึ้นเดินไปทางซ้ายมือของประตูบ้าน ผ่านบันไดเข้าไปในครัว ซึ่งมีระดับต่ำกว่าพื้นห้องปกติ ต่อด้วยเสียงออกแนวประชดประชัน...

              “หึ แล้วไม่ได้รึไง อย่ามามองฉันแบบจับผิดหน่อยเลย ฉันก็มีเหตุผลในแบบของตัวเอง นายไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นไม่ใช่เหรอ? ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เลิกพูดซะเถอะ!   อีกอย่าง ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ชอบพวกทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ เดี๋ยวมา เดี๋ยวไป แบบพวกแก 2 คน”

     ใช้คำว่า พวกแก นี่เหมารวมฉันไปด้วยสินะ ช่างเถอะยังไงซะเดี๋ยวก็รู้เองแหละ

              “ถ้าหมดธุระแล้วก็รีบไสหัวไปได้แล้ว”

     อ้าว ไล่กันงี้เลย ไม่ใช่ตัวเธอเองหรอกเรอะที่ผลักไสไอ้เจมันน่ะ!

        “โหน้ำก็ไม่ยกมาให้ซักแก้ว นี่ฉันเป็นแขกนะเว้ยไล่กันเงี้ยเลย?”

     เธอหันมามองหน้าผมทำหน้ามุ่ย ปากจู๋ หน้าย่น ก่อนจะหันไปแล้วเปิดตู้เย็นที่ตั้งเลยประตูห้องน้ำทางซ้ายมือ หยิบขวดน้ำออกมา...

        “โอ้! แทนที่จะเอามาเสิร์ฟตั้งนานแล้ว”

              “หา? ทำไมชั้นต้องมาเสิร์ฟน้ำให้คนอย่างแกด้วยล่ะ!”

     เธอพูดขึ้นแล้วเปิดฝาขวดยกกระดกเสียงดัง เอื้อกๆ กันดื้อๆ โหยนิสัยห่วยแตก

              “อะไร? ทำหน้าอย่างนั้นมีปัญหารึไง”

     เสียงกวนตีนดีแท้ ทางนี้หิวน้ำจะตาย ร้อนก็ร้อนแม่งยังจะมายั่วอีก!

        “ไม่ให้ทำหน้าอย่างนี้แล้วจะให้ทำอย่างไหนวะ กลับก็ได้เว้ย!!!”

     หน้าผมตอนนี้เหยเกไปหมด อยากจะลุกไปซัดให้ร่วงจริงๆ ปากหยั่งงี้มันน่าจับเลาะฟันนัก!



     ผมเดินออกจากบ้านอรุณไปทางสุเหร่า หาอะไรกินหน่อยแล้วกัน... หึ คืนนี้ท่าทางจะไม่หมูซะแล้ว ยัยนี่รู้อะไรมากกว่าที่คิดซะอีก ทั้งองค์กร ทั้งไอ้พระนั่น

     แผนคือแอบติดเครื่องดักฟัง ผมไม่คิดจะบู๊ระห่ำโดยไม่ได้ข้อมูลอะไรหรอก มันต้องค่อยเป็นค่อยไป   เรื่องแบบนี้ถ้าเอากำลังเข้าว่าอย่างเดียวล่ะก็ไม่เคยจบดีซักครั้ง ชีวิตมันต้องแขวนไว้บนการเจรจาถึงจะดีที่สุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 10, 2011, 08:13:51 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: