หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-  (อ่าน 20957 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มีนาคม 25, 2011, 06:22:00 PM »

Unreal 6   …to be the Sad man…



      พระจันทร์คืนนี้ ถึงจะยังไม่เต็มดวงดีแต่ก็สวยพอตัวเลยทีเดียว... หัวใจของผมเต้นสั่นระรัว ประสาทสัมผัสทุกชนิดพลันตื่นตัวเต็มที่ เป็นไปอย่างอัตโนมัติทุกครั้งที่มันเริ่มขึ้น ความระแวดระวังที่พุ่งพรวด

     ‘การเสี่ยงตาย’   แม้จะต่างจากเมื่อครั้งยังอยู่ในสงคราม แต่การเดินย่ำไปในยามราตรีของกรุงเทพทุกวันนี้ช่างเหมือนกันซะเหลือเกิน...เหมือนสนามรบจริงๆ บนถนนไม่คลาคล่ำไปด้วยรถ ตรอก ซอกซอย เงียบงัน เหล่าชีวิตที่ไม่อาจเผชิญแสง โลดแล่นไปบนเส้นทางแห่งความมืด...ไม่มีมิตร ไม่มีแบ่งปัน เหลือเพียงแก่งแย่งและช่วงชิงซึ่งทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่ ชีวิต...

     ภายใต้แสงไฟของนักท่องราตรีและป้อมตำรวจนั่นคือสถานที่ปลอดภัยไม่กี่แห่งในยามมืดค่ำเช่นนี้ ซึ่งคนที่แต่งตัวสุดแสนจะผิดปกติอย่างผมไม่มีวันจะเฉียดเข้าไปใกล้ ดีที่ทางไปบ้านอรุณจากบ้านผมมันมีป้อมตำรวจอยู่แค่ป้อมเดียว ทำไมต้องกลัวน่ะเหรอ? ก็เพราะมืดๆ แบบนี้พวกตำรวจจะใช้สูตรสำเร็จ ‘ยิงก่อนถาม’ น่ะสิ อันตรายมาก

          “อืม เอาไอ้โม่งมาใส่เลยแล้วกัน... ทำไมคืนนี้มันร้อนยังงี้วะ”

     อีกราวๆ 5 เมตร จะเข้าเขตแขนซ้ายกระตุก ตอนนี้ผมอยู่ในชุดปิดมิดชิดทั่วตัวสีดำสนิท พกมาแค่อรัญญิกในตำนานเล่มเดียว กับอุปกรณ์ดักฟังขนาดเล็กเท่าเม็ดยาแก้ปวดลดไข้

     ผมย่องเข้าไปในตรอกข้างกำแพงบ้านอรุณ คราวนี้ไม่เหมือนคืนก่อน... น่าแปลก แขนซ้ายของผมมันไม่กระตุก หรือว่าจะไม่อยู่บ้านหว่า?   เอาเป็นว่าเริ่มเลยแล้วกัน แต่ว่า...

          “รู้สึกเหมือนมีคนตามมาเลยว่ะ”   ผมหันไปดูรอบๆ ก็เงียบเรียบร้อยดีนี่นา



     เวลา 0100 เริ่มปฏิบัติการณ์...
     ผมกระโดดขึ้นไปบนกำแพงบ้าน หลบหนามเหล็กดัดไปแบบเฉียดฉิว ต่อด้วยกระโจนข้ามหนามนั่น ก่อนจะลงบนพื้นสนามหญ้าในสภาพหน้าเกือบทิ่ม แล้วกลิ้งตัวอีกสองตลบเพื่อกลบเสียง   ประตูหน้าต่างกระจกแบบบานเลื่อนบนชั้นสองมีแท่นปูนยื่นออกมาประมาณ 3 นิ้ว และสูงพอจะถีบตัวถึง...   ผมเอามีดมาคาบแล้ววิ่งเข้าหาผนังปูนราบเรียบตรงหน้า และกระโจนเข้าใส่ ใช้ขาเตะขึ้นไปได้ 3 ก้าว ยื่นแขนขึ้นจนสุดคว้าแท่นปูนไว้ได้พอดี ตามด้วยดันตัวขึ้นไปสุดแรงเกิด...

     กลอนหน้าต่างแบบสับ ค่อยง่ายหน่อยนี่ถ้าเป็นแบบอื่นคงต้องลงไปหาทางอื่น...   ผมดันพยุงตัวไว้ด้วยแขนซ้ายดำปึ้ดที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด ปลายเท้าชี้กดไปบนผนัง   ได้เวลามีดแผลงฤทธิ์ ผมสอดปลายมีดอันเรียวแหลมเข้าไปในซอกกลอนสับ และ กริ๊ก ครืด   ไม่ได้ล็อคนี่นา...



     เข้ามาได้แล้ว...   ภายในมืดมากไม่เปิดไฟไว้เลย แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะตาผมมันมองในความมืดได้ดีระดับหนึ่ง   โทรศัพท์มือถือคงเก็บไว้กับตัว เอาเป็นห้องน้ำก่อนเลยใกล้มือสุด ห้องน้ำบนชั้นสองตามแบบทั่วไป โห มีเครื่องทำน้ำอุ่นรุ่นใหม่ในโฆษนานี่หว่า...

          “เอา*พาราไปกินซร้า!”     *(พาราเซตามอล ยาแก้ปวดลดไข้ไงจ้ะ)

     ผมสอดเครื่องดักฟังเข้าไปด้านหลังเครื่องทำน้ำอุ่น คนเราเวลาอาบน้ำมักจะเผลอพล่ามอะไรต่อมิอะไรออกมาโดยไม่รู้ตัว แถมบางทีอาจมีเสียงวาบหวิวชวนสยิวลอดออกมาด้วย เหอ เหอ

     ถัดไปเป็นห้องนอนคุณเธอสินะ หน้าประตูติดป้ายไว้ด้วยแฮะ   ผมลองเอาหูไปแนบแอบฟังดู อืม...ไม่มีเสียงลมหายใจ แล้วเดินลงบันไดไปด้านล่าง พอเอื้อมมือไปจับราวบันไดปุ้บ...

          “อื๋อ? ราวบันไดนี่มันหินอ่อนนี่หว่า!?”

     จะว่าไป บ้านนี้มันก็ใหญ่อยู่คนเดียวแบบนี้...

          “ที่พาไอ้ฝรั่งนั่นมานอน คงเพราะเหงาด้วยสินะ?”

                    “ใช่ แหมรู้ได้ไงเนี่ย”

          “อา พอดีฉลาดน่ะ”

     !!!?
     เสียงนิ่มๆ ดังมาจากข้างหลังผม   หรือว่า!  ผมหันไปทันที

          “เฮ้ย!”   ประกายไฟเกิดขึ้นตรงหน้า! โดยไม่รอช้าผมพุ่งตัวถอยหลังทันที

     พรึ่บ! วู่ม!

     ลมร้อนตีเข้าหน้าอย่างจัง เหมือนตอนเผลอหมุนแก๊สมากไปแล้วจุดไฟลุกพรึ่บอัดหน้า

                    “กะแล้วเชียว ไอ้พวกที่มาด้อมๆ มองๆ เมื่อคืนวานนี้มันนายจริงๆ ด้วยสินะ... พิชิต!”

     ร่างของผู้หญิงสะโอดสะองเดินเข้ามา ฝ่ากลุ่มอากาศที่ยังเลือนรางจากเปลวไฟตะกี้   ภาพตรงหน้าผมตอนนี้คือ ใบหน้าของอรุณที่นิ่งเรียบ ฉายแววตาแสนเย็นชามายังผมที่ล้มคะเมน   ผมลุกขึ้น

          “ปิดหน้าปิดตาซะขนาดนี้ยังจะอุตส่าห์รู้อีกนะ”

                    “อ๋อ พอดีฉลาดน่ะ”   แม่นั้นยกมือขึ้นเสยผม

     ผมฉวยโอกาสนี้ชักมีดพุ่งเข้าไปฟัน!   วินาทีนั้นที่มีดพุ่งเข้าไปที่ช่องท้องของอรุณมัน วืด!!?

        “บ้าน่า!”

     มีดพุ่งผ่านทะลุร่างของอรุณเข้าไป แต่กลับไร้สิ้นซึ่งสัมผัสใดๆ กับทั้งตัวผมเองที่ทะลุตามแรงเหวี่ยงไปด้วย!   แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าผมหลังผ่านตัวเธอเข้าไปแล้วกลับเป็นหน้าแข้ง!

     บึ้ก! ตึง!

        “อ้ากกกกกก”

     แม้จะยกแขนซ้ายขึ้นขวางแต่แรงเตะนั่นส่งตัวผมลอยละลิ่วปลิวกระแทกเข้ากับผนังอย่างจัง ก่อนจะหล่นลงบนพื้นชั้นล่าง   เฮ้ย! มันจะเตะแรงอะไรขนาดนั้น!?

                “ตายซะไอ้เวรเอ๊ย!”

     อรุณแผดเสียงลั่นพร้อมลูกไฟขนาดเท่าลูกบาสพุ่งเข้ามาหมายจะกระแทกหน้าผม!   ตายแน่กู!   ผมถีบตัวพุ่งไปหาโซฟาที่นั่งเมื่อกลางวันสุดตัว ลูกไฟร้อนผ่าวเฉียดที่แก้มซ้ายจนลุกไหม้!

        “ชิบหายล่ะ!”

     ผมถลกไอ้โม่งทิ้งทันที ถ้าช้าไปซักนิดละก็ไม่รอดแน่!   ไม่รู้หรอกว่ากี่องศา แต่แค่เฉียดยังลุกพรึบซะขนาดนั้น ไอ้โม่งมอดไหม้ไปในเวลาไม่กี่วิ เกิดระเบิดขึ้นทันทีที่ลูกบอลตกกระทบพื้น!

     เปลวไฟยังลุกโชติช่วงส่งให้ห้องที่เคยมีแต่เพียงแสงจันทร์สลัว สว่างไปทั่วในชั่วพริบตา   ภาพของอรุณที่ค่อยๆ ก้าวย่างลงบันไดช้าๆ ด้วยนัยน์ตาที่ส่องประกายตัดกับแสงพรึบพรับจากกองไฟ ทำเอาผมเสียวจี๊ด

                “โย่ว แหมไม่เจอกันแป๊บเดียวอารมณ์เปลี่ยนไปเยอะเลยล่ะ ไม่ยักรู้ว่านายจะมีเอี่ยวกับเซนต์ลูเซียนด้วย”   อรุณพูดด้วยเสียงสบายๆ ทั้งใบหน้าที่เรียบตึง

     อา... เซนต์ลูเซียนอีกแล้ว แหมพ่อนักบุญเนื้อหอม   ตอนที่ผมตกลงบนโซฟาตะกี้ผมก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าไอ้ที่ตัวเองเจอเข้าไปน่ะมันอะไร *ปรากฏการณ์มิราจนั่นเอง ยัยนี่ควบคุมความต่างของอุณหภูมิ...

        “ช้าก่อนคนสวยฉันไม่ใช่ไอ้นักบุญลูเซียนนั่นนะเหวย นี่ก็ไม่ได้กะจะมาฟาดปากอีกด้วยน่ะจ้ะ แล้วก็ขอเปลี่ยนอารมณ์เป็นจ้ำจี้แทนได้มั้ยจ๊ะ?”

                “อ๋า ไม่ล่ะพอดีก้นบึ้งหัวใจชั้นมันมีแต่ไมค์ ชิโนดะว่ะ”

     เสียงดุมากเลย ดูท่าคงต้องพักการเจรจาซะแล้วสิ

        “งั้นก็ช่วยไม่ได้ล่ะ คงต้องทุบให้ร่วงลงไปกองซะก่อน...”

     สิ้นคำพูดผมลุกขึ้นตั้งท่าลุยทันที   แต่เอ๋? อยู่ดีๆ อรุณดันยกผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กขึ้นอุดจมูกซะงั้น

                “ไอ้ที่จะร่วงลงไปกองน่ะมันแกต่างหากเล่า นี่เข้าไปอยู่ในพื้นที่สังหารของชั้นแล้วนะ”

     หา พื้นที่สังหารพูดอะไรของมัน?   นี่เรายืนอยู่บนโซฟาติดระเบิดเหรอวะ!   หือ รู้สึกมึนหัวนิดๆ อะ หายใจไม่ออก!!?

        “งะ งะ นี่มัน อะ อ่อก”

     อรุณยังยืนปิดปากปิดจมูกอยู่ที่เดิมกับแขนที่ยื่นมาข้างหน้า วาดมือไปมาเป็นรูปอะไรซักอย่าง   แต่ตัวผมกลับล้มลงไปกองบนพื้นแทนซะงั้น!

     กล้ามเนื้อแขน ขาหนักจนยกแทบไม่ขึ้น หายใจลำบากอย่างบอกไม่ถูก ปวดหัว ปวดเบ้าตาอย่างแรง แค่กลอกลูกตาก็ปวดจนแทบจะบ้าแล้ว!   อาการแบบนี้มันไม่ผิดแน่ แก๊สพิษ!

     ผมพยายามผงกหัวขึ้น...โต๊ะกระจกนั่น มันเรืองแสงสีฟ้าสดใสอยู่!   ไอ้นี่เองสินะ แต่เราไม่มีแรงเลยทำไงดี!

                “แปลกแฮะ ทำไมนายถึงไม่รู้ความสามารถของฉันล่ะ หรือว่าจะไม่ใช่คนของเซนต์ลูเซียนจริงๆ”   เธอลดมือลงเล็กน้อยจนเห็นสีหน้าที่แปลกใจชัดเจน...

                “แต่คงจะปล่อยให้รอดไม่ได้อยู่ดี *สูดไฮโดรเจนไซยาไนด์เข้าไปตั้ง 500 มิลลิกรัมยังไม่ตายนี่มันเกินคนไปหน่อยแล้ว”

     ชิบล่ะสิ มาคุยกันก่อนเต๊อะไหว้ล่ะ!   หือ? ไอ้ที่ยืนอยู่หน้าประตูนั่นมันใครหว่า? มีเงาคนยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ท่าทางอรุณจะสังเกตเห็นแล้วด้วย…

                   “โอ้ว มาย ก็อด~~~ นี่มานเกิดอารายขื้นกานขราบ!!!”

     เงานั่นตะโกนเสียงหลง เสียงฝรั่งที่ได้ยินไปไม่นานนี้เองที่แท้ก็ไอ้คุณ...

                “บก. มาทำอะไรคะ ดึกดื่นป่านนี้”

     อรุณหันไปยิ้มให้กับคุณชายผู้โชคร้าย ทำเอาตาค้างปากหวอไปเลย

                   “นี่มานอะไรกานขราบ อยู่ดีๆ ก็มีระเบิดตู้มต้ามขื้นมา โอ้ว อ้ายหมอน่านที่นอนแผ่อยู่มานใครขราบ ครายก็ด้าย Tell me ทีนะ”

      ไอ้บ้านี่เห็นเกือบหมดเลยนี่หว่าตายห่าล่ะมึง!

                “หนวกหูโว้ยไอ้ฝรั่งขี้นก ถ้าไม่ได้พกเงินเป็นตั้งๆ ชาตินี้กูก็ไม่เอามึงหรอกโว้ย!”

      นั่นปะไร! อรุณตะโกนลั่นพร้อมกำมือกลางอากาศไปทางกองไฟ แล้วสะบัดไปทางฝรั่งบ้านั่น กองไฟที่พื้นพุ่งอัดหน้ามันเข้าอย่างจัง มันดิ้นทุรนทุรายไปกับหัวที่ลุกไหม้ก่อนจะลุกลามไปทั้งตัวจนร่วงลงไปกองบนพื้น หยุดการเคลื่อนไหวแน่นิ่งตายสนิท...

     ทางนี้ก็จะตายเหมือนกันล่ะเว้ย! สภาพผมตอนนี้เหมือนปลาสดที่ถูกจับมากองบนพื้น ทำได้แค่อ้าปากพะงาบๆ รอวันตาย!   แล้วไซยาไนด์ตั้ง 500 มิลลิกรัมนี่ไอ้*มดแดงก็ไม่น่ารอด แต่กูรอดมาได้ไงวะเนี่ย! อ่อก
*(ไซยาไนด์มีประโยชน์ใช้เป็นยาฆ่าแมลง แม้ทุกวันนี้จะพยายามลดละเลิกใช้ก็ตาม)



     สติ การหายใจเริ่ม..จะขาดห้วงแล้วสิ   อรุณ... ไม่มีแรงจะสน..ใจ..แล้ว...

-แย่แล้ว! แค่พลังที่เล็ดลอดออกมาไม่สามารถสร้างอิเล็กตรอนและออกซิเจนมากไปกว่านี้อีกแล้ว!-

     เสียงที่คุ้นเคย... ดังก้องอยู่ใน...หัว อิ..เล็ก..ตรอน กับ ออกซิ...เจน?

   “ละ หลักการ..ของ ซะ...”   ไซยาไนด์…

-ผนึกกำลังถูกกระตุ้น! เพราะส่งพลังโดยตรงมากไปสินะ.. ต้องใช้พลังจากเซลล์แทน แย่จริง!!!-

     ผนึกถูกกระตุ้น? พลังจากเซลล์?  แย่..งั้นเรอะ?  จะ..อะไรก็ได้...ให้กูรอดที..เถอะ

-จะสลายพันธะไซยาไนด์ในร่าง และทำให้อากาศโดยรอบบริสุทธิ์... ที่เหลือขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว!-

     เสียง..แสดงออกถึง...ความตื่นตระหนกอย่าง..ชัดเจน!   นี่ซวยของจริงเลยนี่หว่า!!!

-กระบวนการจะเริ่มในอีก 10 วินาที... ระวังการใช้พลังให้ดี! ข้าคงหายไปอีกนะ...-

     เสียงสะดุดกึกลงทันที ตั้งใจจะพูดว่า ‘อีกนาน’ สินะ จะอะไรก็ช่างมันแล้วสถานการณ์แบบนี้... กูต้องรอด!!!

     กองไฟจากร่างอันแน่นิ่งมอดลง อรุณเมินซากของคุณ บก. ไปอย่างไม่ใยดี เธอหันมาจ้องที่หน้าผม... ตอนนี้สายตาของผมค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ ภาพเว้าบริเวณขอบตาจากอาการขาดออกซิเจนหายไปแล้ว แต่การหายใจยังคงติดขัด ผม..สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิภายในร่างกายที่พุ่งสูงขึ้น...

     เมฆพัดพาความมืดเคลื่อนออกไป แสงจันทร์สีเงินนวลผ่องพาดผ่านช่องกระจกใสเข้ามาในห้องนั่งเล่น ส่องสะท้อนบนจอตาของเธอ... แววตาที่มุ่งร้าย ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้ม หางตาย่นลง ตรงมุมปากแสยะขึ้น…

                “รู้มั้ย HCN(ไฮโดรเจนไซยาไนด์) น่ะ มันติดไฟง่าย...”

     9…  

                “เฮ้อ พรุ่งนี้ต้องทำความสะอาดกันยกใหญ่ อีกเดี๋ยวแกจะเป็นแบบเนี้ย”

     7…   อรุณชี้ไปที่ซากฝรั่งพร้อมเดินถอยหลังไปทางครัวหยุดอยู่หน้าห้องน้ำ ต่อด้วยโบกมือขึ้นเล็กน้อย มือขวาของเธอสะบัดขึ้นฟ้า ปลายนิ้วชี้เกิดประกายไฟขึ้นเล็กน้อย และชี้ลงมาบนหน้าผม

                “ไม่ว่าแกจะเป็นคนของใครก็ไม่สำคัญ ตาย นั่นแหละเหมาะสุดแล้ว”

     4…   น้ำเสียงเข้มสั่นอยู่ในลำคอ ไฟที่ปลายนิ้วขยายใหญ่ขึ้นจนเท่าลูกเงาะ เปลี่ยนสีเป็นน้ำเงินสว่างไสว จะยิงแล้วสินะ! บัดซบทำได้แค่ผงกหัว!!!

                “ฌาปนกิจ อโหสิให้ด้วยนะเว้ย!”

     2…   บ้ะ!  เมื่อไหร่จะครบ 10 วิซะทีฟะ!

     สิ้นเสียงนั่นลูกบอลเพลิงสีฟ้าจิ๋วพุ่งออกจากปลายนิ้วตรงมาที่หน้าผมทันที! ไม่สิ แค่มันสัมผัสกับ HCN จำนวนมหาศาลนี่ก็แหลกแล้ว ไม่จำเป็นต้องแตะโดนหน้าผมเลยด้วยซ้ำ!

     รู้จักปรากฏการณ์การเหลื่อมล้ำของเวลาไหมครับ?   อ้ะๆ ไม่ใช่การหยุดเวลา หรือทำให้เวลาช้าลงหรือตัวเองเร็วขึ้นหรอกนะ ก็แค่ประสาทสัมผัสทำงานเร็วขึ้นมากเท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมสามารถบ่นในสมองตัวเองได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ มันเป็นอย่างนี้...   สมองจะปิดกั้นการทำงานส่วนที่ใช้จำ และพุ่งไปที่ส่วนการสั่งการแทน การคิด พลังสมาธิ จะสูงล้ำจนเห็นสภาพรอบด้านช้าลง ปัญหาคือจะทำให้ความจำช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เสื่อม... แต่กับคนที่ฝึกจนช่ำชองอย่างผมนั่นไม่เป็นปัญหา แต่...ทำไมมันต้องมาเกิดเฉพาะเวลากูใกล้จะตายด้วยฟะ!

     ตอนนี้เวลาที่ผมสัมผัส 1 วินาที น่าจะเท่ากับ 0.01 วินาที   ลูกบอลพุ่งอย่างแช่มช้าคล้ายลูกปลาแหวกน้ำเข้าปะทะกับอากาศห่างจากผมราว 1 เมตร ทันทีที่มันสัมผัสกับ HCN ในอากาศ ก็แตกออกทันที น่าจะเพราะความต่างของอุณหภูมิ ส่วนรอบนอกระเบิดออกเป็นสีส้มอมแดง ภาพของอากาศที่บิดเบือนลามเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ การติดไฟที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ มันไม่มีสีนี่เนาะ   เลยไปด้านหลัง อรุณเหมือนจะเอ่ยปากพูดอะไรซักอย่างออกมา แต่ไม่ได้ยินเพราะเสียงระเบิดมันดังก้องอยู่ในหู...

     โต๊ะกระจกเจ้ากรรมแตกยุบลงเหมือนถูกกดทับ กับเศษกระจกที่ค่อยๆ ปลิวมาใส่ผม นัยน์ตาของผมเบิกโพลง มวลอากาศร้อนผ่าวกำลังจะตีเข้าที่หน้าผมจากด้านบน มันเข้าใกล้เรื่อยๆ เหมือนคลื่นน้ำยามเย็นค่อยๆ โถมเข้าหาฝั่งอย่างแผ่วเบา   อีก 20 มิลลิเมตร เพราะอยู่ด้านล่างของมันไม่ก็อะไรซักอย่างที่วิ่งพล่านอยู่ในร่างกายมันประคองไว้ ดวงตาจึงยังไม่เผาไหม้ไปกับไฟในทันที

     หึ น่าสมเพชจริงๆ ทั้งๆ ที่ในสถานการณ์แบบนี้ พระเอกเก่งๆ อย่างในหนังแมทริกซ์ แมกซ์เพน คงหลบได้ฉิวเฉียดพร้อมเพลงประกอบสุดเท่ไปแล้ว แต่ผมกลับทำได้แค่นอนรอความตายแบบสุดจะทรมาน แถมเพลงที่เล่นอยู่ในหัวดันเป็น *Jornada Del Muerto อีก!     *(เพลงของวง linkin park เนื้อเพลงก็ง่ายๆ ?????, ????? อ่านว่า mochiagete tokihanashite แปลว่า ฉุดฉันขึ้นที ปล่อยฉันไปเถอะ eng. Lift me up. Let me go)



     เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วนะ?   ตายทันทีโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดมันเป็นแบบนี้เอง การที่เรายังสำนึกถึงตัวตนได้นี่... แสดงว่าโลกหลังความตายมีจริงสินะ   ตั้งแต่วินาทีนั้นเราก็หลับตาปี๋วินาทีที่เปลวเพลิงกลืนร่างเราเข้าไป

     อา... สัมผัสได้ถึงอากาศเย็นสบายได้เวลาลุกขึ้นเปิดตายอมรับความตายแล้วล่ะ...

                “นี่มัน!?  ปะ เป็นไปไม่ได้!!!”   อรุณร้องเสียงหลงมองมายังผมที่นอนแผ่

     นั่นสิเป็นไปได้ยังไง... นอกจากผมจะไม่เป็นไรแล้ว อากาศในห้องที่เคยร้อนอบอ้าวกลับเย็นสดชื่น   อรุณยืนตัวแข็งทื่อตาเบิกโพลงอยู่หน้าห้องน้ำ ถึงแสงจะไม่มาก แต่ร่างท่วมเหงื่อราวกับเพิ่งอาบน้ำนั่นสะท้อนแสงยิบยับ บ่งบอกให้รู้ว่ากำลังตัวสั่นอย่างชัดเจน

        “เออจริงสิ ถ้าโดนไฟคลอกตายอย่างน้อยต้องมีอาการหายใจติดขัดซักเสี้ยววินาที... ต้องมีเจ็บมีร้อนกันบ้าง”

                “แกทำได้ยังไง!”   อรุณแผดเสียงลั่น แต่ครั้งนี้ชัดเจนมาก เธอกำลังกลัว

     ไม่รู้สิ จะไปรู้ได้ไง...อ๊ะ! ‘จะทำให้อากาศโดยรอบบริสุทธิ์’

        “ยังงี้นี่เอง หึหึหึ”   มันอดแสยะออกมาไม่ได้จริงๆ

     ผมลุกขึ้น เผลอเหยียบเศษกระจกดัง กร้อบ เฮือก! ระ ร่างกายเรา!?   ผมเซถลาไปข้างหน้า พริบตาที่จะล้มคะมำอีกรอบผมยื่นเท้าขวาไปยันดังลั่นราวกระทืบเท้า เล่นเอาอรุณสะดุ้งโหยงผงะไปสองก้าว   อา...ท่านี้ถ้ามองจากมุมของเธอมันคงน่ากลัวล่ะนะ แต่อยากบอกจริงๆ ว่าตอนนี้ฉัน ทรมานสุดๆ บ้าเอ๊ย! แค่ก้าวเดียวเล่นเอากล้ามเนื้อทั่วร่างเปลี้ยจนแทบร่วง!!

        “อูย เจ็บว้อย แปล้บไปทั่วตัวเลยจะบ้าตาย แย่ล่ะสิท่าทางสีหน้าเราจะออก ไม่ได้ๆ”

     อรุณมองมาท่าทีฉงน ตัวผมสั่นเทาไปชั่วหนึ่ง ต้องพยายามยิ้มข่มเข้าไว้ ฝืนหน่อยกูข้า   นี่มันหมายความว่าไงฟะ... อ๋อ จริงสิ ‘ใช้พลังจากเซลล์’

        “มันแย่อย่างนี้นี่เอง... เฮ้ย อรุณ!”

     นาทีนี้จะให้ไปฟัดตรงๆ คงไม่ไหว มีหวังโดนเตะกระเด็นแหง สุดท้ายของท้ายสุดชีวิตมันต้องแขวนไว้บนการเจรจานั่นแหละน้า

                “เฮือก!   อะ อะไร!”

     โอ้ สะดุ้งโหยงเลยเว้ยเฮ้ย! ระยะห่างกับความมืดทำให้มองไม่เห็นหน้าเธอชัดเจนนัก แต่ท่าทางที่แสดงออกมานั่นมันแน่นอนมาก   จะเรียกว่าอาการจิตตกหรืออะไรดีล่ะ เธอย่อตัวงอเหมือนกุ้ง มือขวากุมหัว อีกข้างหนึ่งกุมอะไรซักอย่างที่ห้อยลงมาจากคอ น่าจะเป็นจี้มั้ง? ข้อศอกกดเข้าหาลำตัว ตัวสั่นงันงก   เฮ้ยมากไปม้าง!?

        “เอาล่ะ ฟังนะ ฉัน ไม่ ใช่ เซนต์ลูเซียน ไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ”

     ผมพูดพร้อมทั้งค่อยๆ ยื่นมือ ตามด้วยก้าวช้าๆ ไปหาเธอ   ทำไมต้องกลัวขนาดนั้น ทั้งที่มีพลังพิเศษมากมาย แล้วยังเตะแรงเว่ออีก โรคจิตงั้นรึ? เมื่อก่อนไม่เคยเป็นนี่หว่า แม่นี่เป็นผู้หญิงที่ใช้มือเปล่าบี้แมลงสาบเชียวนะ หรือว่าจะหมดก็อกแล้ว ใช่! ตอนนั้นไอ้พระนั่นมันทำได้อย่างมากก็ยิงลมอัดเรา ไอ้ท่าที่ฟันเราขาดสองท่อนนั่นมันก็งึมงำๆ อะไรก็ไม่รู้ไปพักนึงถึงจะปล่อยออกมาได้ ลูกไฟของอรุณก็เหมือนกัน

                “ไม่เชื่อ!!!  อย่าเข้ามานะ ออกไป!!!”

     เธอร้องเสียงหลงเหมือนเห็นผีแล้วล้มลงบนพื้น แล้วกระเสือกกระสนถีบตัวไปข้างหลังจนติดกำแพง ไอ้แบบนี้มันไม่ผิดแน่!

        “เธอตายแน่ ไม่มีทางสู้ หึหึหึ ตาย! ตาย! ตาย!”   ผมถลึงตาตะโกนใส่เธอ ถ้าใช่ล่ะก็...

                 “อ๊า! อย่าเข้ามา กลัวแล้ว! อย่าฆ่าฉัน อย่า กรี๊ดดดดดด!!!”   อรุณกู้ร้องอย่างบ้าคลั่ง!

     แสงสะท้อนจากนัยน์ตาช่างชี้ชัดถึงอาการผวา   เธอต้องเคยเจอนักเวทย์ไม่ก็เซนต์ลูเซียนทำอะไรกับเธอ อะไรที่ร้ายแรงจนไม่อยากเดา   ‘ทารุณกรรม’   คงคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ในเวลานี้เธอคงเหลือแต่ความหวาดกลัว เห็นผมเป็นคนอื่น เป็นอะไรซักอย่างที่เธอไม่สามารถสู้หรือแม้แต่ขัดขืนได้   แต่มันก็พอดีเลย เท่านี้ก็เจอวิธีเข้าหาดีๆ แล้ว หึหึหึ

     ขั้นแรกต้องทำให้วางใจ จริงสิเมื่อก่อนแม่นี่เคยถามคำถามเรานี่หว่า...

        “อรุณ ฉันพิชิตไง คนที่เธอเคยถามว่าถ้ามีพลังพิเศษที่ทำได้ทุกอย่างแล้วจะเอาไปทำอะไรไงล่ะ ว่าไงค่อยๆ นึกนะ สูดลมหายใจลึกๆ แล้วมองมาที่หน้าฉันนะ”

     เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผมด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ เธอดูเหมือนเด็กน้อยที่หลงทางนั่งร้องไห้หาคนมาช่วย ที่ผ่านมาคนที่เข้ามาในชีวิตของเธอคงแค่มองดู ไม่ก็หยอกล้อแล้วเดินจากไปสินะ เธอบอกว่าเรากับซานเจเป็นพวกนึกอยากมาก็มา อยากไปก็ไป คงเอาไปเปรียบกับไอ้ฝรั่งหน้าไหม้นั่น พอได้มาเห็นสภาพแบบนี้ก็คงอย่างนั้นจริงๆ ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางสภาพสังคมแบบนี้ ความเหงาเปล่าเปลี่ยวคงมีไม่น้อย...

                “ใช่ เหรอ... ฮึก นะ นายคือพิชิตจริงๆ เหรอ?”

     น้ำเสียงสั่นเทาเคล้าน้ำตา ถ้ารอยยิ้มของผู้หญิงคืออาวุธสังหารล่ะก็ น้ำตาคงเปรียบได้กับระเบิดนิวเคลียร์   นี่ถ้าไม่ติดว่าแฟนไอ้เจมัน ผมคงถลาเข้ากอดแล้ว!

     ผมยื่นมือไปคว้ามือข้างที่กุมจี้ของเธอ ตามด้วยหลับตาลงครึ่งหนึ่ง แล้วลืมตามองหน้าเธอ พยักหน้าหนึ่งทีต่อด้วยเสียงนุ่มลึก...

        “อืม ฉันเอง จำที่ฉันตอบเธอได้ใช่ไหม ฉันตอบไปว่า…”

                “จะจับฉันแก้ผ้า”

     อรุณปล่อยมือจากจี้แล้วหันมากุมมือผมแน่น กับรอยยิ้ม โอยโดนเต็มๆ ผู้หญิงที่ปกติไม่ค่อยยิ้มนี่ถ้ายิ้มขึ้นมายังกับนางฟ้าเลยจริงๆ ยิ้มทั้งน้ำตานี่มัน*ซูเปอร์โนวาดีๆ นี่เอง...

                “อือ พลังพิเศษที่ทำได้ทุกอย่าง… อะ”

     อยู่ดีๆ เธอก็ก้มหน้าลงครวญครางอะไรบางอย่าง

                “เวทมนต์...”

        “หือ?”   เฮ้ยๆ อย่าบอกนะว่า...

                “อ้ากกกกกกกกกกกก!!!!”

     ชะ! อรุณผลักผมออกแล้วง้างขาซ้าย!   พริบตานั้นเอง!   ผมกระโดดถอยหลังเต็มกำลัง หน้าแข้งของอรุณเหวี่ยงซ้ายตัดอากาศเข้ามาปะทะเข้ากับแขนขวาผมเสียงกระดูกกรอบดังลั่น   ตัวผมปลิวลิ่วไปชนกับกำแพงกระจก ตูม กระจกไม่แตก แต่ที่แตกน่ะหัวเรา!

        “โอ้กกกก แฮ่กๆ ไม่ต้องใส่ซะขนาดนี้ก็ได้...”

     บ้าจริง! สภาพจิตใจไม่เสถียรรึ ดันพลาดจุดนี้ไปซะได้!

     แค่เบาๆ ก็เดี้ยงแล้ว ถึงจะกระโดดตามแรงเหวี่ยงลดกำลังปะทะแล้ว แต่ก็ทนไม่ไหวอยู่ดี กล้ามเนื้อที่เดิมก็เปลี้ยอยู่แล้ว เจอกระแทกเข้าไปอย่างนี้ อ่อก หมดกันสร้างมากับมือ...

        “แต่แรงปะทะเมื่อกี้นี้..อุก..ชี้ชัดกันไปเลย...อรุณ เธอ โอรก”   เจ็บว้อย!!!

     ใส่ขาเทียมสินะ ไม่สิ แค่ขาเทียมกำลังบิด กับแรงเหวี่ยงไม่มากขนาดนี้แสดงว่า

        “ระ ร่างกายของเธอ ตั้งแต่เอวลงมาคงเป็น…อวัยวะเทียมหมดงั้นรึ”

     อรุณตาเหลือกพึมพำอะไรบางอย่าง ลูกไฟค่อยๆ ก่อตัวขึ้นที่กำมือของเธอทั้งสองข้าง

                 “อย่าเข้ามา...ตาย ไม่ฆ่ามันเราตายแน่...อา อ๊าก”

     ครั้งที่ 2 ของวันนี้ที่สมองทำงานเต็มกำลังจนเห็นภาพช้า อรุณก้มตัวลงง้างหมัดเตรียมพุ่งปะทะ ทางนี้แค่พยุงตัวลุกขึ้นก็จะแย่แล้ว แขนขวาดันมาหักไปอีก เหลือทางเดียวเท่านั้นแล้ว ต้องจับช๊อตให้สลบในครั้งเดียว

                 “ทำไมไม่ยอมปล่อยฉัน ฉันทำอะไรผิด...ตายซะ ตายซะ ตายไปซร้า!”

        “ที่ผิดน่ะมันกูตะหาก... อ่า แต่พูดไปก็คงไม่รู้เรื่อง”

     แขนซ้ายยังมีแรงอยู่ จริงๆ มันก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรอยู่แล้ว   อรุณพุ่งแหวกอากาศเข้ามา แรงดีดจากขาเทียมทำเอาพื้นแตก หมัดเสริมแรงบวกกับเปลวไฟบรรลัยกรร เข้าใจผิดคิดว่าฉันเป็น**ลูฟี่รึไงวะ โดนเข้าไปได้ลาโลกแน่!

     หมัดของอรุณพุ่งเข้ามาตรงหน้าผม จังหวะนี้ผมออกแรงดันแขนซ้าย ตึง!

        “เฮ้ยยยย”

     บ้าอะไรเนี่ย! ตัวผมลอยขึ้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ นี่ไอ้แขนซ้ายเรามันมีพลังบ้าขนาดนี้เลยเรอะ!   จริงอยู่ที่ออกแรงไปสุดกำลัง แต่สุดกำลังของไอ้แขนซ้ายนี่มันส่งตัวผมลอยข้ามหัวอรุณไปเกาะกลางบันไดที่อยู่ห่างจากจุดปะทะร่วม 2 เมตร อย่างง่ายดาย เล่นเอาร่างส่วนอื่นปวดอย่างรุนแรงจากการกระชากและกระแทก

        “อ้อย... เล่นเอาเจ็บหนักกว่าเดิมอีก หือ? เฮ้ย!”

     เผลอไปแค่ชั่ววูบ อรุณพุ่งทะยานเข้าหาผมอีกครั้ง!   ผมปล่อยตัวจากบันไดให้ร่วงลงมาชั้นล่าง...

     ตูม!   เสียงระเบิดดังลั่น นั่นหมัดคนแน่เหรอวะ!   แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ดีแน่ทั้งกับผมและเธอ ถ้าเป็นตามที่คิดร่างกายช่วงบนของอรุณเป็นเนื้อธรรมดา ทนแรงถีบ แรงกระชากจากกล้ามเนื้อเทียมไม่ได้ อย่างดีก็เจ็บหนัก อย่างร้ายนี่ถึงขั้นช้ำในตาย!

        “อรุณ พอเถอะ นี่ฉันพิชิตเอง ไม่ใช่เซนต์ลูเซียน ไม่มีใครทำอะไรเธอ!”

                “พิชิต..ฮื่อ ฮื้อ อ้าก ตายซะ ไอ้พวกชั่ว!”

     อ้าว นี่สรุปกูก็ชั่วเร้ออออ เฮ้ย! มาอีกแล้ว คราวนี้มาเป็นลูกเลย!

     อรุณเหวี่ยงมือไฟมาประสานกันด้านหน้า ลูกไฟจากมือทั้งสองข้างรวมกันขนาดมหึมาพุ่งตรงมายังผมทันที   ผมก้มลงหลบแบบเฉียดฉิว ลูกไฟลอยลิ่วไปกระแทกกระจกเสียงดังสนั่น ลมร้อนตีเข้าหน้าผมจนแทบหงาย สิ้นกลุ่มควันภาพที่เห็นนั่น!   กระจกหนา 3 นิ้ว ถึงกับละลาย!

     อ้ะ!   อรัญญิกคู่ชีพ มาตกอยู่ใต้บันไดนี่เอง เหอ เหอ กึง! เสียงนี่! ผมหันไปมองข้างบน

        “เฮ้ย! ดะ เดี๋ย...”

     เธอพุ่งลงมาจากบันใด กดหัวเข่าหมายกระแทกเข้าที่กลางลำตัวผม!

     ตูม!

     ที่แย่กว่าคือสัญชาตญาณของผมมันดันผ่าเหวี่ยงแขนขวาที่หมดสภาพไปแล้วเข้ามารับเข่าลดแรงกระแทกแทนที่จะเป็นแขนซ้ายที่ไม่รู้สึกเจ็บเสียนี่!   เสียงกล้ามเนื้อฉีก ปึดๆๆ ดังออกมาจากทั้งแขนของผมและตัวอรุณ!

     ความเจ็บปวดรุนแรงสุดๆ จนกลายเป็นด้านชา อรุณดีดตัวข้ามหัวผม แล้วล้มลงไปกองอวดครวญอยู่บนพื้น ตัวเธอบิดงอมือกุมท้องน้ำตาไหลพราก คงถึงขีดจำกัดแล้วสินะ!   แต่ร่างกายผมไม่ม่อยกะรอกแค่นี้ยังดีที่ฝึกมาเยอะ ผมพยายามดันตัวเองขึ้นจากพื้น   ถ้าไม่รีบช็อตเธอให้สลบตอนนี้คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว ตอนนี้อรุณบ้าคลั่งไปเรียบร้อยถ้าปล่อยเอาไว้ ไม่ผมก็เธอคงตายกันไปข้าง!

        “ฉันจะปลดปล่อยเธอเดี๋ยวนี้แหละ”

     อรุณพยายามปัดไม่ให้ผมเข้าใกล้ แต่ผมก็เอาแขนซ้ายไปทาบหน้าอกเธอจนได้

        “ไปเลย เอ็กซะ... อ้ากกกก!!!”

     ทันทีที่ผมปลดปล่อยไฟฟ้า กลับเป็นร่างกายของผมเองที่ตะคริวกินไปทั้งตัวจนทรุด!   มันอะไรกัน ผมหันไปดูแขนซ้ายแล้วก็นึกขึ้นได้ที่มันบอกกับผมไว้ ‘ใช้พลังจากเซลล์แทน’ ‘ระวังการใช้พลังให้ดี’ ‘พลังที่เล็ดลอดออกมา’ อ๋อ ที่หมดก็อกน่ะ... มันกูนี่หว่า...

                “ฮื่อ ตาย ตาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า อึก”

     อรุณค่อยๆ พาร่างหอบแห้งยืนขึ้น เธอง้างขาเตรียมเตะอัดหน้าผม... จะจบกันแค่นี้เหรอ

     มาแล้ว! ขาซ้ายแหวกอากาศเข้าหาหน้าผมอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมไม่มองเห็นภาพช้าอีกแล้วคงเพราะสมองมันสั่งว่า “ตายๆ ไปซะได้แล้วไอ้กร้วก” ละมั้ง?

     ตูม!!!

     เสียงดังสนั่นกว่าทุกครั้ง ภาพที่เห็นดำมืดไปหมด! หือ? ไม่ใช่นี่หว่า ผ้าผืนสีดำปลิวมาลูบหน้าผมให้ตื่นจากความกลัว

     ชุดกับผ้าโพกหัวสีดำ กับโครงเหล็กที่แขนขวา ไม่สิ นั่นมันสนับแขน***ทอนฟา   ภาพที่ผมเห็นแท้จริงแล้วคือแม่ชีของคริสต์สวมทอนฟาเหล็กเข้ารับลูกเตะสังหาร...

            “ไงไอ้กร้วก แกนี่มันงี่เง่าเข้าขั้นเลยนะเนี่ย”   แม่ชีเอ่ยปากขึ้นเสียงนี้มัน

        “เอเลนัวร์...”

To be Continued...



บรรยายขยายความ

*ซูเปอร์โนวา eng. Super Nova (ดันไปจำสลับกับบิ้กแบงซะงั้น บ้ะ! มันก็ครือๆ กันละวะ!) การระเบิดครั้งใหญ่หลังจากดาวฤกษ์หมดเชื้อเพลิง คือผลาญไฮโดรเจนหมดแล้วนั่นเอง     ภายในดาวฤกษ์นั้นแรงโน้มถ่วงมหาศาลจะกดดันให้ไฮโรเจน(H) ติดกันเสียดสีกันจนอุณหภูมิสูงแล้วรวมตัวเป็นธาตุที่หนักขึ้นอีกคือฮีเลี่ยม(He) ซึ่ง He ที่เกิดนี้จะไม่เสถียรและแตกออกอีกให้พลังงานคือนิวเคลียร์ฟิวชันนั่นเอง  ดาวฤกษ์นั้นจะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันตลอดเวลาแต่ทว่า H นั้นก็มีวันหมด He มันไม่ได้กลับมาเป็น H ซะทั้งหมด เมื่อ H หมด ไอ้ธาตุที่เหลือก็เป็นเหยื่อต่อไป และในใจกลางนั้นธาตุที่หนักขึ้นก็จะกำเนิดขึ้นมาเรื่อยๆ จากการรวมกันของธาตุที่เหลือ เช่น คาร์บอน เหล็ก ซิลิคอน ทอง ฯลฯ เมื่อหมดไฟแล้วแรงโน้มถ่วงก็จะกดให้ดาวทั้งดวงยุบลงไปแล้ว ตู้ม!!! ธาตุหนักต่างๆ ก็จะหลุดลอยกระจุยกระจายปลิวว่อนไปทั่ว ส่วนดาวที่ตายนั้นถ้ามวลน้อยก็จะกลายเป็นพวกดาวแคระไป ถ้ามวลมากก็จะกลายเป็นหลุมดำ
     เศษซากธาตุต่างๆ นั้นก็จะปลิวฟุ้งเป็นฝุ่นอวกาศสวยงามที่เรียกว่าเนบิวลา ซึ่งมันจะรวมตัวกันกลายเป็นดาวใหม่ภายหลัง โลกเราก็น่าจะเกิดขึ้นได้ด้วยประการฉะนี้แล แต่มีปัจจัยเสริมมากกว่าดาวทั่วๆ ไป จนเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้
     ว่ากันว่าโลกเราคือดาวที่สมบูรณ์แบบจนมีชีวิตปรากฎขึ้นได้ เช่นนั้นแล้วเราผู้ไม่สมบูรณ์แบบจะมัวทุกใจอยู่ใย โลกนั้นแม้ในทางนี้จะสมบูรณ์แบบ แต่อีกด้านภายในกลับร้อนเป็นไฟ พร้อมที่จะทลายลงได้ทุกเมื่อ เพียงเชื่อในตัวเอง เป็นตัวเอง ทำประโยชน์สูงสุดเพื่อตัวเองในทางที่ไม่ทุกข์ร้อนต่อคนอื่นก็พอ

**ลูฟี่ ตัวเอกโจรสลัดมนุษย์ยางจากเรื่องชุดว่ายน้ำแบบชิ้นเดียว โดนอัด โดนเตะ โดนฟัน ไม่เคยตาย

***ทอนฟา eng. Tonfa อาวุธชนิดหนึ่งน่าจะมีต้นกำเนิดในแถบเอเชีย(จีน) มีลักษณะเป็นท่อนไม้ หรือเหล็ก ยาวเท่าหรือกว่าแขนมีด้ามจับ รวมแล้วเป็นรูปคล้ายตัว t ข้อสังเกตคือมักใช้เป็นคู่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2012, 08:10:14 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: