หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-  (อ่าน 20938 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: เมษายน 17, 2011, 05:31:27 PM »

     โดยไม่รอช้าเอเลนัวร์สะบัดทอนฟาที่แขนซ้าย บิดปลายด้านยาวกดลงที่หัวเข่าที่ค้างอยู่บนทอนฟาข้างขวา ปลายนิ้วก้อยของเธอกระดิกเล็กน้อย

     เสียงกริ้กเล็กๆ ราวกับบิดประตูตามด้วยเสียงปังดังสนั่น   หัวเข่าแตกกระจายไปกับลูกปราย ทั้งน่องซ้ายปลิวหายไปในความมืด ของเหลวพวยพุ่งออกมาจากปากแผลแหมะเต็มหน้าของผม กลิ่นฉุนอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำมันหล่อลื่น...

     ด้วยขาข้างเดียวที่เหลืออยู่ อรุณถีบตัวเองออกห่างจากแม่ชีโหด แล้วร่างของเธอก็อันตรธานไปจากสายตาของพวกเรา... ผมสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงสูงขึ้นเล็กน้อย คิดว่ายัยตัวร้ายของผมก็คงรู้สึกได้เช่นกัน

        “เอเลนัวร์ ตรงหน้าเธอนั่นแหละ!”   ผมรีบตะโกนบอกเธอ และ...

            “หนวกหู! รู้หรอกน่า *ปรากฏการณ์การสะท้อนกลับหมด!”

     สิ้นคำตอบแม่ชีสะบัดตัวหมุนพลิ้วหนึ่งรอบ แล้วหันปลายทอนฟาขวาเข้าหาพื้นที่โล่งด้านหน้าที่แม่สัตว์ป่าจำแลงหายตัวไป เฮ้ย! เกิดยิงไปแล้วตายก็จบกันสิ!

        “เดี๋ย...”

     ไม่ทันที่ผมจะพูดจบเสียงระเบิดจากปากระบอกก็ดังก้องไปทั่ว แต่เสียงนี้มีโทนแตกต่างจากนัดก่อน...

            “ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า ก็แค่ **7.62 ธรรมด๊า ธรมมดา...”

     เอเลนัวร์สะบัดหน้าขาวผ่องมาทางผม พร้อมๆ กับร่างของอรุณทรุดเข่าล้มลงจากจุดที่เคยว่างเปล่า   ที่โดนยิงมีเพียงแค่ข้อต่อบริเวณหัวเข่า! ไม่น่าเชื่อ...

            “ระยะก็แค่นี้ ช่วงเวลาลงจอดก็แค่นี้ คิดเหรอว่าฉันจะพลาด อือฮึ๊”

     แม่ชีกระแอมเล็กน้อยในลำคอ เมฆเปิดออกราวกับฟ้าเป็นใจ แสงจันทร์สีเงินวางทาบลงบนใบหน้าที่แสดงออกถึงความมั่นใจของเธอ ประกายจากดวงตานั่นทำเอาผมอ้าปากค้าง...

        “เฉียบ...ขาด”   อา มันนึกคำอื่นไม่ออกเลยจริงๆ



Unreal 7   …to be the Bad man-



     เอเลนัวร์หันกลับเดินเอนหลังตบเท้าเข้าไปหาอรุณ เธอผิวปากตามจังหวะก้าวอย่างสบายใจแล้วหยุดยืนชะโงกหัวจ้องอรุณที่อยู่ในสภาพตาหลับ ตาเหลือก

            “พิชิต แม่หนูนี่ไม่ไหวแล้วล่ะ เอาไงดี?”

     เธอพูดพร้อมเบือนหน้ามาหาผม อา... เอาไงได้ล่ะ ก็มีอยู่อย่างเดียวนั่นแล...

        “ถ้าฉันมีแรง คงทุบที่ท้ายทอยแถวๆ ***เมดัลลาน่ะ”

     ผมตอบเธอกลับแล้วเอนหลังมองเพดาน   เหนื่อยเป็นบ้า เจ็บอีกต่างหาก เฮ้อ   ไม่ทันที่ผมจะถอนหายใจเสร็จ ยายชีตัวแสบก็หยอดคำถามกวนโอ้ยมาอีกดอก

            “ก็แล้วทำไมไม่ทำซะตั้งแต่ทีแรก?”

        “ดูไม่รู้รึไง กล้ามเนื้อส่วนหลังมันระบมจนง้างไม่ออกแล้วเฟ้ย แล้วก็อย่าไปกระทุ้งท้องหล่อนล่ะเดี๋ยวมีปัญหา”

     ตอนนี้ช่องท้องของอรุณคงฉีกจนเลือดไหลซิบ ขืนกระทุ้งลงไปได้ช็อคแหงๆ ดีไม่ดีจะพาลเดี้ยงเอาน่ะสิ

        “เร็วๆ เข้าเหอะน่า ฉันเองก็จะแย่แล้วนะเหวย”   ผมเร่งเธออีกหน่อย

     ปึก!   ทุบๆ ไปแต่แรกก็จบแล้ว   เอเลนัวร์เดินมาหิ้วปีกผมด้วยสายตาราวกับแม่มองลูกที่พลาดล้มจนได้แผล ไม่สิยัยบ้านี่จงใจแกล้งกันชัดๆ

        “แขนซ้ายก็มี จะมากระชากทำไมให้มันเจ็บหนักกว่าเดิมฟะ!”

     นังชีบ้าดันมาดึงแขนขวาผมซะนี่! แผลฉีกกันพอดีปัดโธ่!   อุ้ย! จากหน้าแม่พระกลายเป็นฆาตกรหั่นศพในบัดดล เธอจ้องผมราวกับจะกลืนกิน ต่อด้วยเขี้ยวที่แย้มออกมาทำท่าจะพูดอะไรซักอย่าง

            “ฉันบอกแกไปแล้วนี่หว่า ว่ามีอะไรอย่าเก็บไว้คนเดียว โดยเฉพาะเรื่องมันๆ แบบนี้”

        “ก็มัน...”

            “ก็มันห่าอะไรเล่า! แกคิดว่าฉันกระจอกขนาดจะแพ้ให้กับไอ้ของกิ้กก้อกพรรค์นี้รึไง? หนอย รู้จักแม่น้อยไปซะแล้ว!”

     ก็เพราะงี้แหละถึงไม่อยากบอก ในสายตาเธอคงเห็นเรื่องอันตรายเป็นของง่ายๆ แต่สำหรับฉันการให้เธอมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องอันตรายมันไม่ง่ายเลยที่จะทำใจได้...   ถ้ากล้าพูดออกไปก็คงดี อนาถตัวเองชะมัด

        “แล้วเธอมาได้ไงล่ะเนี่ย?”

            “ฉันตามแกมาตั้งแต่ออกจากห้องแล้วไม่รู้ตัวเลยรึไง ฝีมือแกกระจอกลงไปเยอะมาก   เลยปล่อยให้เจ็บตัวซะบ้าง”

     เธอตอบผมทั้งหน้ายิ้มระรื่น เปลี่ยนอารมณ์เร็วเหลือเกินนะ แล้วนี่ปล่อยให้ฉันเจ็บตัวเหรอ? เกือบตายเลยนะเฟ้ย!   ยัยชีบ้าจ้องหน้าผมเขม็ง แล้วแสยะยิ้มที่มุมปากทำหน้าเหมือนจะบอกว่า ‘รู้นะคิดอะไรอยู่’

            “ฉันก็ไม่คิดว่าเวทมนต์มันจะร้ายกาจขนาดนี้ ตอนที่แม่นั่นพูดคำว่าไซยาไนด์ออกมาเล่นเอาเอ๋อไปเลย แต่แกไม่เป็นไรมันก็ดีแล้วนี่หว่า ฮะฮะ”

     ดีกับผีเด้!   ยังจะมาหัวเราะเยาะอีกยัยนี่!



     เวลา 0145 อาช่างเป็นช่วงเวลาไม่กี่นาทีที่เจ็บปวดเหลือหลาย   พวกเรากลับมายังโบสถ์อีกครั้ง ถ้าถามว่าทำไมไม่พาไปโรงหมอ เหตุผลข้อเดียวที่ตอบได้คือ ได้ไปนอนต่อในกรงแน่ ถึงเส้นจะดีก็เถอะ แต่สารวัตรเป็นคนหัวแข็งและเอาจริงเอาจังกว่าที่คิด ถ้าทำผิดไปโดยไม่จำเป็นหรือได้รับคำสั่งจากแกเป็นโดนแน่ และอีกอย่างงานเดิมของซิสเตอร์ทั้งหลายเหล่านี้ก็อย่างที่บอกไปแล้ว พวกเธอส่วนใหญ่เป็นนางพยาบาลเก่าแล้วยัยชีนรกที่ลากผมมานี่ก็ไม่ธรรมดา ความรู้ อุปกรณ์ ความพร้อมมีอยู่แล้ว ถึงบางคนจะยังอยู่ในสถานบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดก็เถอะ

        “ไอ้ซานเจมันบอกเธอใช่มั้ย ไปทำท่าไหนถึงง้างปากมันได้ล่ะ”

     ผมถามทั้งที่กำลังเย็บแผล   ตอนนี้พวกเราอยู่ในห้องโถงเก่าหลังห้องพิธีที่มีเยสแมนตั้งอยู่ ที่นี่ยังคงใช้เป็นห้องพยาบาล เตียงคนไข้ อะไรหลายๆ อย่างทางการแพทย์ยังครบครัน

                “พี่ชิตอย่าพึ่งดิ้นสิครับ”   ไอ้หนุ่มผิวคล้ำหน้าใสที่ยืนเย็บแผลให้ผมบ่นอุบอิบ

        “อาโทษที นายชื่ออะไรนะ?”   นึกชื่อไม่ออกแฮะ

                “ธเนตรครับพี่ โห่ไม่เจอกันแผลบเดียวทำเป็นลืม”   ก็เอ็งดันใส่ชุดบาทหลวงตัดผมหัวเกรียนทำไมล่ะ

      เอเลนัวร์ที่เปลี่ยนไปสวมชุดนอนสีขาวชักมีดมันวาวออกมาจากหว่างขาฝั่งซ้ายใต้กระโปรง แล้วค่อยๆรูดผ่านขาอ่อนขึ้นมาเหนือเอว...

            “ท่านี้ไงจ้ะ”

     เธอฉีกยิ้มมองหน้าผมในขณะที่ลูบคมมีดคมกริบลงบริเวณเป้า... อ๋อ โอเคเข้าใจล่ะ แม่นี่เป็นประเภทถ้าไม่ตอบตาย แล้วตายจริงๆ ซะด้วย

            “ถ้าฝานดีๆ ก็คงต่อได้ แต่นายน่าจะรู้นิสัยฉันนะ”

        “เออ รู้แล้วเว้ย! เลิกทำแบบนั้นด้วยหน้าอย่างนั้นซะทีเหอะ มันไม่ดีต่อสุขภาพ”

     ไอ้หนูที่ทำแผลให้ผมหน้าถอดสีไปตั้งแต่ตอนลูบเป้าแล้ว   เธอเก็บมีดลงที่เดิม แลบลิ้นออกมาแผลบนึงให้เสียวไส้เล่นเล็กน้อย เดี๋ยวปั๊ดงาบซะเลยนี่ ชอบจังเลยนะโชว์ขาอ่อนต่อหน้าธารกำนัลเนี่ย... ถ้าสะเออะพูดออกไปละก็ไม่จบแค่แขนขวาแน่ๆ เกือบไป

            “ไม่อยากเชื่อเลยว่ายัยหนูนั่นจะรอดมาได้ กล้ามเนื้อช่องท้องบริเวณที่ติดกับอวัยวะเทียมฉีกขาด กระดูกสันหลังช่วงล่างเกือบจะหลุดออกจากกัน ถึงจะไม่มากเท่าไหร่แต่ก็ต้องเรียกว่าปาฏิหาริย์แท้ๆ ที่แผลไม่ติดเชื้อ”

     เอเลนัวร์พูดขึ้นพลางชำเลืองตาไปทางอรุณซึ่งนอนสลบไศลไร้สติขนาดต้องใช้เครื่องช่วยหายใจบนเตียงข้างๆ ผม   ก็เพิ่งจะรู้ว่าแม่นี่ใส่อวัยวะเทียมมากขนาดนี้สดๆ ร้อนๆ นี่เอง เดี๋ยวต้องไปเค้นถามไอ้เจมันหน่อยแล้ว ถ้ามันรู้แล้วบอกแต่แรกผมคงไม่ต้องเฉียดนรกอีกรอบแบบนี้หรอกพับผ่าสิ   เอเลนัวร์ลุกขึ้นไปเปิดดูบริเวณแผลของอรุณแล้วบรรยายสาเหตุอย่างเวทนา...

            “ทุกส่วนเป็นแบบที่ใช้ในกองทัพทั้งนั้น คนธรรมดาหาไม่ได้แน่   ถึงแม้จะให้กำลังมหาศาลแต่กล้ามเนื้อของเธอไม่แข็งแรงพอ แถมส่วนที่เชื่อมกับอวัยวะเทียมยังเป็นลำตัวช่วงเอวที่เป็นจุดหมุนจึงต้องรับภาระอย่างหนัก รู้อย่างนี้แล้วยังจะฝืนออกแรงซะขนาดนี้อีก บ้าดีแท้...”

        “ก็บ้าจริงๆ น่ะสิ...ท่าทางเธอคงจะเจอพวกนักเวทย์บ้าบอนั่นเล่นมาเยอะพอดู”

     เอเลนัวร์ลูบผมของอรุณอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันมามองหน้าผมตาละห้อยแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอมันคนขี้สงสารนี่นะถึงการแสดงออกจะห่วยแตกแต่ข้างในต่างกัน...

            “เฮ้อ~~~   ยิ่งทีก็ยิ่งมีแต่จะเพิ่มขึ้นนะ คนแบบเราเนี่ย...”

     จะมาคิดมากทำไมให้ปวดหัว ใครมันจะเป็นยังไงก็ช่างหัวมันสิ!   ถึงจะโหดร้ายแต่โลกนี้สมัยนี้มันก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ

        “คิดมากไปก็เท่านั้น อรุณคงจะหลับยาวหลายวัน ว่าจะเอามาใช้ประโยชน์ซะหน่อยแย่จริง! ฉันขอฝากเธอไว้ก่อนแล้วกัน ใช้งานได้แล้วบอกด้วย”

     แม่ชีในชุดหวิวทำหน้ากริ้วจ้องมองผม มีปัญหารึไง มีอะไรก็พูดมาเด้!

            “คิดได้อย่างนี้... แกนี่มันชั่วหาทางเยียวยาไม่ได้แล้วล่ะ ไอ้หอกหักเอ้ย!”

     โหตอบได้ดีนี่   ช่วยไม่ได้นี่หว่าก็คนมันชั่ว ยืดอกรับเลย...

        “หอกฉันยังไม่หักเฟ้ย ถ้ามันจะหักมันก็ต้องปักเธอก่อนล่ะ... แค่นี้พอแล้วไว้ว่ากันต่อพรุ่งนี...”

     เธอสะบัดหน้าหันหลังเดินออกไปเลย เฮ้ย! ฟังให้จบก่อนก็ไม่ได้ แล้วนี่จะปล่อยให้ฉันนอนสภาพนี้เนี่ยนะผ้าห่มก็ไม่มี! แล้วไอ้ธเนตรมันหายหัวไปไหนแล้วฟะตะกี้ยังนั่งอยู่ข้างๆ ผมเลย



     เวลา 0630 ของวันต่อมา ผมย้ายตัวออกไปหน้าโบสถ์เตรียมกลับบ้าน ส่วนอรุณยังหลับไม่ตื่นกว่าจะฟื้นคงอีกนานเลยตัดสินใจทิ้งไว้ก่อน   ยามเช้าอันสดใสมาเยือนอีกครั้ง หลังจากที่กรำศึกหนัก ทั้งหมัด ทั้งปากไปเมื่อคืนแต่ตอนเช้าก็ยังคงสดชื่นเหมือนเคย หือ? เหมือนจะได้ยินเสียงพระสวดหน้าโบสถ์แฮะ...

                “...สุขังพลัง... เจริญพรนะโยม”   เสียงแก่ๆ นุ่มๆ

     ผมเดินตามเสียงข้างต้นออกไปที่หน้าโบสถ์และก็ต้องตะลึงตึงตัง!

        “ช่างเป็นภาพที่ขัดกันอย่างสุดๆ นี่มัน...”

     เสียงอุทานของผมคงดังไปถึงกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้า พระภิกษุวัยกลางคนกลายๆ ที่กำลังอุ้มบาตรหันมายิ้มให้กับผม นั่นทำให้ผมยกมือขึ้นไหว้โดยอัตโนมัติ แม่ชีชุดดำคนเดียวกับที่แต่งตัวล่อไอ้เข้เมื่อคืนนั่งย่อเข่าในท่าเตรียมละจากพนมมือ และเด็กๆ อีก 3 คนที่ในมือถือถาดโลหะเปล่าซึ่งน่าจะเคยมีอะไรซักอย่างที่หลายคนคงเดาออกวางไว้อยู่ ส่วนคนสุดท้ายยืนสะพายย่ามผ้าสีเหลืองกำลังหยิบของในบาตรออกใส่ในย่ามนั่นตัดผมหัวเกรียนใส่ชุดลำลอง มันคือไอ้หนุ่มบาทหลวงฝึกหัดที่ทำแผลให้ผมเมื่อคืนนี้เอง...

        “ตกใจเล็กน้อยถึงปานกลาง”

     ครับผม นักบวชคริสต์นิมนต์พระภิกษุใส่บาตรครับ จบคำบรรยาย...

            “ไงล่ะ อึ้งเลยเหรอ?”

     เอเลนัวร์ลุกขึ้นท้าวเอวพูดด้วยเสียงสดใสในขณะที่หลวงพ่อเดินออกไปกับไอ้หนูธเนตร ปกติคริสต์ไม่ใส่บาตรกันนี่หว่า   ผมยังทำหน้างงอยู่เธอเลยเริ่มก่อน...

            “เยสแมนเคยกล่าวไว้ว่า ‘จงเห็นอกเห็นใจช่วยธรรมิกชนเมื่อเขาขัดสน จงมีน้ำใจอัธยาศัยไมตรี’ อยู่ในส่วนไหนของคัมภีร์ก็ไม่รู้ขี้เกียจจำ”

     เยสแมนที่ว่านี่ก็คือพระเยซูนั่นเอง พวกเรามักจะเรียกกันแบบนี้เสมอ คงเพราะขาดไร้ความศรัทธานั่นแหละนะ   ที่ว่ามามันก็ถูกอยู่หรอกเธอคงต้องการเน้นตรงส่วนมีน้ำใจสินะ คงเพราะหน้าผมมันยังแสดงออกถึงความสงสัย เธอเลยเอ่ยต่อไปอีกว่า...

            “ภิกษุในภาษาบาลีแปลว่า ‘ผู้ขอโดยสงบ’ ในเมื่อเขาขอโดยสงบเราก็จัดให้โดยสงบไง แล้วพอพระกิน เอ้ย! ฉันเสร็จที่เหลือเราก็ขนกลับมากินกันได้ถึงมื้อกลางวัน ประหยัดตังไปในตัวอีกตะหาก วะฮ่าฮ่าฮ่า”

     เธอตบไหล่ขวาผมแล้วหัวเราะดังไปทั่วบริเวณ ไม่งามเอาซะเลยนะคนสวย แต่พวกเด็กๆ ดันร่วมด้วยช่วยกันฮาไปกับแม่นี่ซะงั้น เออ เอาเหอะ!

     แม่ชีเกาะคอเด็กๆ ตามด้วยคำสั่งหน้าเดิน ผิวปากเพลินๆ เมินหน้าผมแล้วพากันกลับเข้าไปในโบสถ์ นี่จะไม่บอกลากู้ดบายให้ใจชื้นซักหน่อยเลยเรอะ! เออ เอาเหอะ! (ครั้งที่สอง)

     เออจริงสิ! ทำไมผมยกมือสองข้างขึ้นไหว้ได้ทั้งที่แขนขวาทั้งแขนมันสาหัสสุดๆ แล้วตอนโดนตบไหล่ก็ไม่รู้สึกเจ็บด้วย!   ก่อนจะได้คิดอะไรไปกว่านั้นมือถือของผมดังขึ้นตอนที่กลุ่มดิ๊งด่องจะพากันผ่านประตูเข้าไปพอดี ทำให้เอเลนัวร์สะดุดกึกลง   เสียงเรียกเข้าอันนี้พวกเราจะใช้ร่วมกัน มันคือเพลงเขมรไล่ควายของราชาลูกทุ่งสุรพล สมบัติเจริญ ใช่แล้วมันคือเสียงเฉพาะของเบอร์โทรสารวัตร! ที่เธอหยุดอยู่แค่นั้นแล้วไล่เด็กเข้าไปก็เพราะว่า...

        “ฉิบล่ะสิ! งานงอก!”

     ก่อนอื่นต้องรับสายก่อน ผมหันไปมองหน้าสบตาเอเลนัวร์ก่อน เธอยกมือกดนิ้วชี้กับนิ้วโป้งเข้าด้วยกันส่งสัญญาณโอเค แต่สีหน้ากลับไม่โอเค...

        “เธอทำลายหลักฐานเรียบร้อยแล้วแน่นะ?”

            “เออ รีบรับสายเถอะเดี๋ยวมีเรื่อง”

     เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ช่วยกันแถหน่อยนะคนงาม ผมจิ้มนิ้วลงปุ่มเขียวบนโทรศัพท์ทันทีและ...

        “สวัสดียามเช้า”   ด้วยเสียงสดใส

     ในทันใดนั้นก็มีเสียงตอบรับกลับมาปานหมาบ้าเห่าไม่เลือกออกมาเป็นชุด

              “สวัสดียามเช้าห่าอะไรละโว้ย!   เป็นฝีมือแกอีกแล้วใช่ม้ายยย ไอ้ห่ารากเอ้ย! นี่แกอยากให้ข้าตกงานขนาดนั้นเลยเร้อออ!!!   ไอ้บ้าทำห่าอะไรลงไปเคยคิดบ้างมั้ยว่าใครต้องรับผิดชอบน่ะเฮ้ยยย!!!   ข้าไม่ได้เจ๋งขนาดจะตามเช็ดดากให้ได้ทุกเรื่องนะโว้ยยย!!!”

     ผมผงะยกโทรศัพท์ออกจากหูมาวางไว้ตรงหน้า แต่คุณป๋าไม่ยอมจบแค่นั้น พวกยังบังคับปลายสายให้แสดงภาพหน้าของแกผ่านจอภาพอีกต่างหาก หน้าแกตอนนี้พูดภาษาชาวบ้านนี่โคตรโหดเลย ถึงลูกตาจะซ่อนไว้หลังแว่นดำ แต่คิ้วขมวดติดกันจนมิด เขี้ยวเผยอออกมาพร้อมกัดฟันกรอดๆ นี่มันหน้าตำรวจหรือฆาตกรฆ่าหั่นศพวะเนี่ย!?

              “ไม่ต้องมาหลบหน้า แกทำอะไรลงไปรู้บ้างมั้ยฮะ!!!”

        “เอ่อ ป๋มยังมะได้ทำอาไยเยยนะกั้บ”

     ทำเสียงบ้องแบ้วน่ารักไปซักนิด เผื่อจะได้สะกิดใจให้เย็นลงได้บ้าง

              “อย่ามากวนตีนนน!!! ไม่ได้ทำแล้วไอ้นี่มันอะไรกันละโว้ยดูซะ!”

     ไม่ได้ผลแฮะ ท่าทางจะเดือดเลือดขึ้นหน้าจริงๆ แล้วงานนี้   คุณชีแสนสวยหันมาส่งยิ้มอวยพรให้ผมด้วยน้ำเสียงแสนหวาน...

            “ตายแน่งานนี้ ฮี่ฮี่ฮี่”   ถ้าคิดคำพูดได้แค่นี้ไม่ต้องแหยมออกมาก็ได้นะ

     ไร้สาระจริง ผมเมินเธอแล้วหันมาที่โทรศัพท์... ภาพที่สารวัตรส่งมาให้ดูนั้นทำเอาอึ้งไปเลย ศพ 4 ศพ...
     ภาพแบ่งออกเป็น 2 ช่อง เป็นภาพถ่าย ช่องแรกกว้างกว่าข้างในมีศพนอนเรียงกัน 3 คน ไอ้คนตายเนี่ยเห็นมาจนเอียนแล้วก็จริง แต่ที่มันทำผมอึ้งได้เนี่ยเพราะ...

              “เห็นแล้วใช่มั้ย ดูศพกลางซะ ช่วงลำตัวถูกคว้านหายไปเลยตั้งแต่ส่วนอกถึงสะโพก รอยคว้านกินไปถึงอีก 2 ศพข้างๆ ช่วงลำตัวศพข้างๆ หายไปเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ตอนแรกมันล้มแยกกัน แต่พอฉันสั่งให้ลูกน้องเอามาเรียงปุ้บมันเข้ารูปเป็นวงกลมพอดีไม่มีส่วนเกินหรือรอยเผาไหม้ และ...”

        “พอก่อนครับสารวัตร! ตอนนี้อยู่ที่เกิดเหตุใช่ไหม? ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ!”

     ผมรีบแทรกคำบรรยายของแกทันที และคำตอบที่ได้คือ

              “เออ หน้าบ้านเลขที่ 122/1 ปากทางเข้าหมู่บ้านมีนสาคร บ้านเศรษฐีในละแวกนี้แหละ ไม่ใช่แค่นี้นะว้อย! ภายในบ้านยังเละเทะอีกด้วย แม้แต่กระจกฝาผนังบ้านหนา 3 นิ้ว ยังมีรอยละลายเป็นรูกว้างเกือบ 2 ไม้บรรทัด แต่นั่นมันเล็กน้อย ที่ไม่น้อยก็คือเจ้าของบ้านดันหายไปด้วย!”

        “ครับผม จะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ!”

     ผมวางสายทันที... 122/1 บ้านอรุณจริงๆ ด้วย บ้าไปแล้วเรอะ! พวกเราออกจากที่นั่นประมาณตี 1 ครึ่งกว่าๆ ไม่มีอะไรแบบนั้นแน่นอน ตอนทำลายหลักก็ไม่มีใครเดินแถวนั้น แล้วนี่มันบ้าอะไรวะ!
     เอเลนัวร์ที่ยืนหลบกล้องหน้าตื่นพอๆ กับผม เหงื่อตกตามๆ กัน ปัญหาใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก ผมถามเธอทันที...

        “เธอไม่ได้กลับไปที่นั่นอีกใช่มั้ย?”

            “กลับไปทำซากอะไรล่ะ ที่น่าเป็นห่วงคือแขนแกมากกว่า ถ้าสารวัตรเห็นเข้าคงไม่ต้องเดากันเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น...”

        “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ดูนี่!”

     ผมถลกผ้าพันแผลและไม้ดามแขนที่ทำอย่างลวกๆ ทิ้งไปทั้งยวง พร้อมกระชากผ้าพันแผลที่หัวออกไปอีก สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าของเราสอง ทำให้จ้องกันตาแทบถลน...
     แผลที่หัวหายสนิทไม่มีแม้แต่รอยเย็บรวมทั้งไหมที่ใช้เย็บด้วย! แต่ที่หนักกว่าคือแขนขวาของผมส่วนที่เป็นแผลฉีกขาด และตรงที่กระดูกหักร้าวมัน!

            “ดำปิ๊ดปี๋! ไม่สิ เหมือนกับแขนซ้ายของแกเด๊ะๆ เลย แต่ไม่ได้ครอบจนมิดด้าม”

     แม่ชีทำหน้าขรึม เสียงฮืมๆ ดังแผ่วเบาจากคอไม่ขาดสาย เธอลูบไปยังรอยตัดระหว่างเนื้อแท้กับเนื้อถมดำที่ดูเหมือนลวดลาย มันตัดกันสวยมาก ช่วงกลางๆ ที่โดนอรุณกระแทกดำมิดไปเลย แต่มือยังเหมือนเดิมอยู่ดีไป...

            “อืม...ส่วนที่ไม่สาหัส หรือแผลเล็กน้อยกลับมาสวยนิ้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฉพาะจุดที่ไอ้เนตรเย็บแผลให้เท่านั้น... ยินดีด้วยถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปแกได้กลายเป็นแพนด้าแหง”

     เธอพูดด้วยเสียงแก่นแก้วพลางตบหัวผมเบาๆ   ก็คงจริงอีกหน่อยคงได้ไปอยู่สวนสัตว์...

        “เฮ้ย! จะบ้าเหรอกูไม่ใช่ช่วงช่วงนะเว้ย! กูไม่ใช่ไอ้แพนด้าเซ็กส์เสื่อมนั่นนะว้อย!”

     เธอทำตาหยีมือแตะริมฝีปากถอยหลังไปสองก้าวแล้วพูดยียวนผมอีกดอก...

            “หุหุหุ ยอมรับแล้วสินะว่าเสื่อม หุหุหุ”   หัวเราะกวนบาทามาก

     ตัดเข้าเรื่องก่อนดีกว่าเดี๋ยวยาว

        “งานนี้เธอไม่ต้องไป แล้วช่วยเอาเสื้อแขนยาวกับถุงมือมาให้ด้วย”

            “ไม่ต้องห่วงฉันเตรียมมาแล้ว แถ่นแท้น!”

     เอเลนัวร์ถลกกระโปรงดำยาวนั่นขึ้น และล้วงเอาของที่ผมรีเควสท์ไปออกมา... เฮ้ย! นี่ยัดเข้าไปตรงไหนวะ! แล้วยัดเข้าไปได้ไงเนี่ย!

            “อย่าเอาไปซื้ดล่ะ”

        “จะบ้าเรอะ!”

     เธอเดินกลับเข้าไปทันทีไม่ฟังที่ผมว่าอีกแล้ว เมินกันดื้อๆ เลยนะ   เรื่องของแขนขวา...เอาเป็นว่าเคลียร์สารวัตรก่อนแล้วกัน



     จากเช้าอันสดใสกลายเป็นเช้าอันไม่น่าอภิรมย์ไปซะนี่...

        “เหม็นเป็นบ้า นี่คงตายไม่ถึง 4 ชั่วโมงสินะ”

              “เออ พวกข้าก็เพิ่งจะมาเจอเอาตอนตี 5 นี่เอง มีคนโทรไปแจ้ง เร็วเข้าก่อนนักข่าวจะมา”

     หน้าบ้านอรุณตอนนี้มีแต่ศพ ตำรวจอีก 6 นาย แผงกั้นคน... ไม่น่าดูเอาซะเลยนี่ยังดีที่กันไทยมุงออกไปแล้ว   จากสีหน้าท่าทางสารวัตรจะเย็นลงแล้วดีไป

              “เห็นศพที่ 4 นั่นมั้ย? ลักษณะการตายธรรมดา แต่ไปติดเอาอาวุธที่ใช้ฆ่านี่สิแปลกประหลาดพอๆ กับไอ้โดนัทมนุษย์นี่เลย”

     สารวัตรพูดพลางชี้ไปที่ศพสุดท้ายที่นอนพิงกำแพงบ้านหลังตรงข้าม ตรงกลางหน้าอกเป็นรูเหมือนถูกของแข็งขนาดใหญ่เสียบทะลุ ตรงมุมปากมีคราบน้ำลายและคราบเลือดเล็กน้อย หลังหัวแตก สภาพเหมือนถูกอัดจนลอยไปกระแทกด้านหลัง รูที่หน้าอกกว้างกว่า 4 นิ้ว ทะลุฝังลงไปบนกำแพงเลย คงถูกแทงด้วยความแรงมากๆ ที่มันแปลกคือในเมื่อไม่มีอาวุธตกอยู่รอยแผลก็ต้องมีลักษณะยวบออกมาด้านหน้าเพราะดึงอาวุธที่ใช้ออก ไม่เพียงแค่นั้นรูบนกำแพงเองก็ไม่มีเศษปูนร่วงกราวลงมา

        “แผลแบบนี้มันแทงแล้วแทงเลยนี่หว่า ไม่มีการดึงอาวุธออก แล้วมันหายไปได้ยังไง? ส่วนไอ้โดนัทมนุษย์นี่ก็ไม่มีรอยไหม้ตรงขอบแผลไม่ได้ถูกอาวุธลำแสงยิงแถมไม่มีรอยกระสุนตกด้วย สภาพยังกับกดแก้วน้ำลงบนหน้าเค้ก ถ้ามองข้ามไส้ที่ไหลลงมากองรอยตัดเรียบสวยมาก แถมชิ้นส่วนที่ถูกคว้านออกก็หายไปด้วย เพราะงี้ถึงได้คิดว่าผมเป็นคนทำสินะ”

     สารวัตรพยักหน้ารับเล็กน้อยและ...

              “ในเมืองนี้คนที่ทำเรื่องเหลือเชื่อพรรค์นี้ได้ที่ข้ารู้จักมีคนเดียวนี่หว่า ที่พวกข้าวินิจฉัยกันคือปล้นทรัพย์ ไม่ก็จับตัวเรียกค่าไถ่ แต่มันก็ไม่น่าใช่ทั้งคู่เพราะของไม่หายซักชิ้นมีแค่พังราบ เจ้าบ้านเองก็เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวไม่มีญาติที่ไหนไม่รู้จะไปเอาค่าไถ่กับใคร ที่ชี้ไปที่พวกแกก็เพราะ...”

        “เป็นแฟนเก่าไอ้ซานเจมันน่ะ เชื่อขนมเด็กกินได้เลย เว่อแบบนี้พวกผมทำไม่ได้หรอก”

     ผมชิงบอกไปก่อนเพื่อลดความสงสัย

        “ไอ้ซากที่กองพะเนินอยู่ตรงนี้คงจะโดนลูกหลงธรรมดาๆ แสดงว่ามาเห็นตอนที่ไม่ควรเห็น ไอ้พวกที่จะฆ่าคนที่มาเห็นตัวเองตอนทำลับๆ ล่อๆ มีไม่กี่กลุ่มหรอก ส่วนนี่ก็คงเป็น...”

     นักเวทย์อีกแล้วละสิ พิจารณาจากรูปการแล้วคงเป็นอย่างนั้น แต่บอกไปไม่ได้เด็ดขาด ไอ้วิธีฆ่าพิสดารพันลึกแบบนี้คิดออกรายเดียวเท่านั้น... สารวัตรยืนลูบเคราเกาคางใช้ความคิดอยู่ ผมเองก็อยู่นานไม่ได้ถ้านักข่าวมาเดี๋ยวมีปัญหา หือ! คราบตรงกำแพง

        “สารวัตรมาดูนี่เร็ว! คราบเหมือนของเหลวบางอย่างไหลลงจากรูบนกำแพงปูน เพราะนั่งทับอยู่และไม่อยากเคลื่อนย้ายเกินไปเลยไม่สังเกตกัน”

              “หรืออาวุธที่มันใช้จะเป็นน้ำแข็ง? จะบ้าเรอะอากาศร้อนขนาดนี้ใครที่ไหนมันจะเอาน้ำแข็งมาฆ่าคนแถมขนาดยังใหญ่มากด้วย ถ้าเป็นไปตามที่เอ็งพูดไม่มีทางเตรียมน้ำแข็งแท่งใหญ่ขนาดนี้ได้แน่ๆ แล้วน้ำแข็งที่แข็งและคมจนปักกำแพงได้นี่มัน? ที่ไม่ชักอาวุธออกเพราะมันละลายหายไปนี่เอง!”

     นั่นยิ่งทำให้หน้าของแกเครียดเข้าไปใหญ่ ก่อนจะเดินไปดูศพอีก 3 ศพที่นอนเรียงกันตรงกลางกลวงโบ๋ พร้อมพูดด้วยเสียงเข้มเครียด...

              “แต่ทางนี้กลับมีแต่รอยเลือด คนร้ายต้องมีอย่างต่ำ 2 คน ไม่สิน่าจะมากกว่าอีก เอาเหอะ! ไอ้ชิตแกไปได้แล้วนี่ก็จวนที่นักข่าวจะแห่กันมาแล้ว”

     กำลังรอคำนี้อยู่พอดี ที่จริงโทรศัพท์ผมมันสั่นระรัวมาตั้ง 3 รอบแล้วไม่มีโอกาสได้รับ

        “เรื่องเด็กแว้น... เดี๋ยวผมติดต่อกลับมานะครับ ไปก่อนล่ะ”

     จังหวะที่ผมเดินออกไปทางปากซอยมีนักข่าวชายสวมแว่นโครงหน้าเหมือนคนเหนือคือมีเหลี่ยมตรงมุมเล็กน้อย ผิวขาว รูปร่างสูงใหญ่เดินถือกล้องแฮนดี้แคมสวนผมไป ผมสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ จากหมอนี่ทำให้อดหันควับกลับไปมองไม่ได้จริงๆ

                “หือ? มีอะไรเหรอ”   เสียงทุ้มแหบๆ ในลำคอพูดใส่ผม

     ไอ้หมอนั่นมันก็หันมามองผมเหมือนกัน แต่ทำหน้าฉงนอย่างเป็นธรรมชาติ ผิดกับผมที่เหงื่อตกเล็กน้อยเพราะอากาศร้อนกับเรื่องหรรษายามเช้าที่ผ่านมา

        “เอ่อ... ไม่มีอะไรครับ แค่เพิ่งจะเคยเจอนักข่าวชาวเหนือในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก”

                “อา มีคนทักเรื่องนี้บ่อยเหมือนกัน คงเพราะหน้าฉันมันพื้นบ้านจนดูง่ายน่ะ ฉันมาจากเชียงรายเพิ่งจะมาอยู่ได้ไม่ถึงเดือน ถ้ายังไงก็...ไปก่อนนะ”

     เขาพูดด้วยหน้าตายิ้มแย้มเกาหัวเล็กน้อยแล้วโบกมือลาในระดับอก ก่อนจะหันกลับไปในซอย

        “…คงไม่ใช่หรอกนะ”



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2011, 07:08:18 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: