หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-  (อ่าน 22114 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2011, 09:09:45 PM »

     ตอนนี้ผมหยุดยืนอยู่หน้าทางลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแยกรัชดา ราวจับโลหะที่เคยแวววาวสวยงามถูกสนิมคุกคามจนแตกทะลุ กำแพงผนังก่อปูนที่เคยทาสีสดสวย ตอนนี้อ่อนระทวยและเต็มไปด้วยรอยลอกจนเห็นอิฐ แถมด้วยรูโบ๋เบ้อเร่อด้านข้างจากอะไรซักอย่างที่เคยระเบิดบริเวณนี้... อดีต *MRT แห่งนี้เลิกใช้งานไปแล้ว ถ้าจะให้ถูกต้องตรงความเป็นจริงก็คือในกรุงเทพมหานครตอนนี้ไม่มีรถไฟฟ้าใต้ดินอีกแล้ว ที่เหลืออย่างมากก็วิ่งได้แค่บนดิน ทำไมน่ะเหรอ?

     หลังประกาศสงครามที่นี่ถูกหามเข้าสู่สมรภูมิทันที มีแต่ไอดินกลิ่นปืน คนนับหมื่นนับแสนถูกตัดด้ายที่ใช้แขวนชีวิตทิ้งไปในวันนั้น ระเบิดนับพันดั่งสายฝนปลิวหล่นจากฟากฟ้า เขม่าควันดูดกลืนกลางวันเข้าสู่กลางคืน ความชุ่มชื่นถูกแทนที่ด้วยความเหี่ยวแห้ง แสงไฟแห่งแดนสวรรค์ถูกแทนที่ด้วยแสงระยับจากปากท่อสีดำดั่งทางเดินสู่นรก โลกอันมืดมิดชีวิตอันมืดมน แม้แสงวาบตามถนนก็จ้าเกินกว่าจะใช้ส่องทางเหมือนดั่งร่างกายและวิญญาณต้องแผดเผาอยู่ในตะวันนับพันดวง... นรกบนดิน

        “ไม่สินรกยังจะปลอดภัยซะกว่า... ว่าไปนั่น หึหึหึ ตอนนี้...2 ทุ่ม 42”

     ถ้าจะถามว่ามาทำไมก็คงเพราะค้างคาใจอยู่ไงล่ะ... ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นใครมาจากไหน ท่าทางจะมีธุระกับอรุณอีกด้วยแต่ซวยไปที่ผมเสร็จกิจกับเธอก่อน แต่ที่รู้แน่คือไม่ได้มาดี เล่นฆ่ามั่วซั่วไป 4 ศพแบบนั้น ปล่อยไว้อรุณจะไม่ปลอดภัย ไอ้ครั้นจะซัดพวกมันให้หมอบแล้วบังคับมอบข้อมูลก็ใช่ที แค่อรุณคนเดียวก็เสียวพอแล้ว นี่มันน่าจะมีมากกว่า 2 คน แล้วจะเอาอะไรไปสู้!

        “เพราะงั้นที่นี่แจ่มสุดในการติดตามเรื่องราว หวังว่าไอ้ตุ๊ดดำนั่นมันจะรู้อะไรบ้างนะ พวกบ้าๆ แบบนี้มีไม่กี่ที่ที่มันจะไป...”



Unreal 8   -Rotten Roamer-



     ผมก้าวลงบันไดไปช้าๆ หลอดตะเกียบที่ติดไว้ลวกๆ ไม่กี่ดวงบนทางเดินทำให้มองเห็นได้เล็กน้อย ข้างทางถ้าไม่มีกองขยะก็จะเป็นพวกขยะมานอนกองให้เหม็นขี้ตัวเล่น ที่เห็นเดินเพ่นพ่านอยู่กลางรางรถไฟนั่นก็ไม่ใช่อะไรพวกเสพยาจัดจนเพ้อไปถึงดาวอังคารนั่นเอง แต่ละคนบ้างก็ตาลอยหน้าหงอย บ้างก็หัวเราะแล้วชี้ไปตรงนั้นตรงนี้อย่างไร้ความหมาย ฝากำแพงเองก็เต็มไปด้วยคำหยาบคายไม่ก็รูปอะไรซักอย่างที่ไม่ควรเผยแพร่ในที่สาธารณะ คงเป็นไอ้บ้าซักตัวแถวนี้แหละที่มาขีดทิ้งไว้

     ในขณะที่ผมบ่นเนือยๆ กับตัวเองอยู่นั้นก็ดันมีหนึ่งในไอ้บ้ามายืนเคาะไหล่ผม...

                “งาย...น้องชาย เอิ้ก! พี่ขอยืมตังจั๊กบาทดิ พอดีว้อนท์น้องสุราอย่างแร...”

     บึ้ก! ดังก้องไปทั่วบริเวณส่งให้หมาทุกตัวหันมาประชันหน้ากับผม ใช่แล้ว ผมจัดการยัดพระบาทเข้าไปที่ปากของมันนั่นเอง...

        “เป็นขยะก็อยู่อย่างขยะไปซะ! ใครมีปัญหาก็เข้ามา เฮ้ย! เข้ามาเลยพ่อจะส่งลงถังแบบไม่ต้องรีไซเคิลให้เลย!!!”

     ก็ตะโกนไปงั้นๆ แหละ ในนี้มีแต่ผีตายซากทั้งนั้นแป๊บเดียวมันก็หันไปทางอื่นต่อ ไอ้พวกหมาขี้แพ้หมดอนาคตเพราะตัวมันเองแบบนี้ มันน่าถีบลงไปกองบนรางแล้วให้รถไฟไถลเล่นจริงๆ


     ตอนนี้ผมหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูคู่กว้างราว 1.5 เมตร เสียงเอะอะเจี้ยวจ้าวดังลั่นสนั่นหูทั้งที่ปิดประตูมิดแท้ๆ ท่าทางจะมีคอนเสิร์ต ผมผลักบานประตูเข้าไปแล้วก็เป็นไปตามคาด ปาตี้ยาอีครับท่าน แสงสลัวกับเสียงเอะอะของทั้งเพลงทั้งขวดเหล้าแตกกระจาย และสารพัดสัตว์จากหมาทั้งหลาย...

        “ยังหนวกหูน่ารำคาญเหมือนเดิมเลยนะ   เฮ้ยไอ้น้องชายตรงนั้นน่ะมาหาพี่ทีเด๊ะ!”

     ผมกวักมือเรียกบริกรในสูทชุดขาวไม่เข้ากับสถานที่ พร้อมให้มันพาไปนั่งที่บาร์เหล้าด้านในซ้ายมือผ่านโต๊ะนักดื่มไป 3 ตัว   วันนี้ก็ยังศิวิไลซ์เหมือนเดิม บนเวทีถัดไปทางขวามือของผมตั้งเสาเหล็กสีเงินวาวไว้ 2 ต้น พร้อมด้วยเหล่าสมิงสาวดิ้นเร่าๆ รูดขึ้นรูดลง ไม่ก็นอนนวยนาดพาดขายั่วยวนพวกงี่เง่าที่เกาะอยู่ตรงขอบให้มันโปรยเงินสกปรกโรยไปบนร่างอันเหม็นเน่านั่นรวมแล้ว 4 ศพ เอ๊ย! ตัว...

     เบื้องหน้าตอนนี้มีชายสูงใหญ่ผิวดำสนิทหัวเกรียนในเสื้อเชิ้ตลายตารางหมากรุกสีเหลืองสด ยืนหันหลังส่ายตูดดุ๊กดิ๊กผิดกับรูปลักษณ์ผสมเหล้าจากขวดเหล้าหลากยี่ห้อบนชั้นไม้สีอำพัน มันยังไม่สังเกตเห็นผม...

        “เฮ้ย! อีตุ๊ดสะวันน่า หันมาดูซินี่ใครมาหาเอ่ย~~”   ผมพูดด้วยเสียงสบายๆ พร้อมดีดเศษเหรียญในมือไปกระแทกก้นของมัน

               “อุ๊ย! ต๊ายตัวเอง แหมมาไม่บอกไม่กล่าว~~”

     โครงหน้าที่ช่วงคางยื่นออกมาเล็กน้อยกับริมฝีปากห้อยย้อยนิดหน่อยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวแอฟริกัน หันมาด้วยท่าทางดัดจริตเอามือปิดปาก ส่วนอีกข้างที่ถือแก้วแนบชิดเอวบิดข้างแล้วแยกนิ้วก้อย ยืนอ่อยตัวย่อเข่าทำตาลุกวาวใส่ผม เล่นเอาหลบสายตาแทบไม่ทัน ไม่น่าเล่นกับมันเล้ย...

        “อา... พอดีฉันมีธุระอยากจะถามแกนิดหน่อยน่ะ...”

               “แหม! มาถึงก็ลุยลูกเดียวเหมือนเคยเลยนะฮ้า~~”

        “ดูข่าวแล้วสินะ เรื่องเมื่อเช้านี้...นั่นล่ะปัญหา ฉันอยากจะรู้ว่าพักนี้มีใครเข้าๆ ออกๆ ที่นี่ด้วยท่าทีแปลกๆ บ้างรึเปล่า”

     ผมทำเสียงเข้มใส่มัน พร้อมหันหลังกวาดสายตาไปทั่วร้าน ตรงกลางมีโต๊ะกลมกว้างพอนั่งล้อมได้ 4-5 คน วางอยู่ 13 ตัว แต่ละตัวมีคนนั่งล้อมวงเรียบร้อยยกเว้นตัวกลางห้องที่ไม่มีคนนั่ง แต่ยังเหลือเค้าว่าเคยมีขี้เหล้านั่งอยู่ประมาณ 3 คน ขวดเหล้า จานกับแกล้มยังอยู่ **บ๋อยมันยังไม่มาเก็บ แต่มันคงไม่กล้ามากกว่า เพราะรอบๆ มีแต่พวกหน้าตาเหมือนหมาบ้าเยอะแยะเต็มไปหมด   แล้วสายตาผมก็ไปสะดุดกับอะไรบางอย่างที่ร้านนี้ไม่เคยมีมาก่อน ขวดเบียร์สีเขียวสดน่าจะยี่ห้อไฮเนเก้น วางอยู่บนโต๊ะรอบๆ ตัวกลางร้านซ้อนกับขวดเหล้าอื่นๆ โต๊ะละขวด รวมแล้ว 7 ขวด...

        “เดี๋ยวนี้ร้านแกขายเบียร์ด้วยเหรอวะ เห็นเกลียดเบียร์จะตาย”

     ผมเอนตัวแหงนหน้าถาม***บาร์เทนเดอร์ตุ๊ดซี่ที่ตอนนี้ยืนทำท่าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่ท่ามันน่าเตะจริงๆ   ยังคงบิดอยู่...

               “จะบ้า~~หรอ เค้าอะโคตรเกลียดเลยเบียร์อะ สงสัยลูกค้ามันจะพกเข้ามามั้ง   แหมพวกคออ่อนเอ้ย! เดี๋ยวติดป้ายไว้ดีกว่าห้ามเอาเบียร์เข้าร้านทุกกรณีดีมั้ยตัวเอง”

     มันพูดพลางวางแก้วค็อกเทลที่ผสมเสร็จลงตรงหน้าลูกค้าอีกคนที่นั่งถัดไปทางขวามือของผม ท่าทางจะรวย สวมสูทราคาแพงสีน้ำตาลนาฬิกาข้อมือแบบโทรศัพท์ในตัว รองเท้าหนังแท้อีกต่างหาก ถ้าดูจากมุมนี้สายตาของมันจับจ้องไปที่สาวรูดเสาตรงกลางเวทีแบบไม่หันมาสนใจผม   รวยขนาดนี้มาทำอะไรที่นี่นะ ถ้าจะนาบไปที่อื่นที่แจ่มกว่านี้ก็ได้นี่หว่า

        “หึ มันคงเอามาถอนมั้ง”

               “แล้วที่ตัวเองถามหาอะ ที่นี่มันก็มีคนมากหน้าหลายตาเข้ามาอยู่ทุกวัน จะให้เค้าจำยังไงไหว…”

        “แกน่าจะเข้าใจหลักการของคำว่าแปลกสำหรับที่นี่ดี ตอบมาซะแกลักลอบนำเข้ามนุษย์ต่างด้าวบ้างรึเปล่า แล้วมีพวกไหนท่าทางแปลกบ้างมั้ย?”

     มันทำท่าโบกปัด แล้วพูดด้วยเสียงยียวนเน้นย้ำคำแรก...

               “ไม่มี เค้านำเข้ามาเมื่อต้นเดือนครั้งเดียว เอาพวกไต้หวันมา อีกกลุ่มก็พวก..ค้ายาจากมาเลย์~~”

     เสียงมันสั่นๆ ช่วงท้ายของประโยค... ไอ้นี่มีพิรุธ ต้องลองขู่ดูหน่อย

        “คนที่ทำให้ตำรวจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้ร้านนี้ตั้งขึ้นมาได้คือใครกัน”

     ผมจัดเสียงเข้มเน้นๆ ใส่มัน สีหน้ามันออกอาการทันที ไอ้พวกนี้มันใจปลาซิวจริงๆ

        “คนที่ทำให้ไอ้สวะแอฟริกันอย่างแกรอดจากถังขยะอัดคอนกรีตที่****เจ้าพระยา คือใคร!”

               “มะ...ไม่มีจริงๆ นะตัวเอง เชื่อเค้าสิ”

     ได้ผลแฮะ ในระหว่างที่ขู่มันอยู่ผมไล่ดูลูกค้าเรียงหัวอีกครั้งที่มุมร้านด้านขวาของทางเข้าร้าน ตรงข้ามกับจุดที่ผมนั่ง เป็นชาวต่างชาติผู้หญิงผมดำคนนึง กับผู้ชายผมทองนั่งพี้กัญชาควันตลบ สติของมันคงล่องไปถึงดาวเนปจูนแล้วมั้ง ตาลอยซะขนาดอีตัวมาดิ้นใกล้ๆ ยังเหม่อเพ้อพึมพำอยู่เลย ส่วนโต๊ะตัวอื่นก็มีแค่โหวกเหวกโวยวาย เมามายไปตามปกติ

     ต้องจัดการไอ้นี่ก่อน...

        “จะเอาอะไรเป็นหลักประกันคำพูดแกดีล่ะ หืม? ชีวิตเหรอ ฆ่าคนอย่างแกไปมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ฉันว่าพาตำรวจมารวบก็ไม่เลวนะ อย่างนั้นฉันจะได้กำไรไปด้วย”

               “มะ...ไม่ดีหรอกตัวเอง น่านะ สุดหล่อ~~”

        “นี่ฉันเอามีดจ่อคอหอยแล้วยังจะมาเล่นลิ้นอยู่อีกเหรอ ตอบคำ...อึ๊!”

     แขนซ้ายเรา! มันกระตุกอีกแล้ว รัวจนเสียงดังขึ้นเหมือนวางมือถือระบบสั่นไว้บนโต๊ะแล้วมีคนโทรเข้า   ไอ้ตุ๊ดสังเกตเห็นท่าของผมมันถอยออกไปก้าวหนึ่ง ต้องรีบเก็บอาการก่อน...

            “ยังหาไม่เจอเลย ไม่รู้หายตัวไปไหน”

     เฮ้ย! เสียง! มีเสียงดังก้องขึ้นมา เป็นเสียงหวานของผู้หญิง แต่เสียงในร้านมันก็ดังอยู่แล้ว แล้วทำไมเสียงบ้านี่มันดังชัดอย่างนี้!   อะ อะไรวะ!?

                “ฉันลองไปหาทุกที่ที่เธอมักจะไปแล้วที่ทำงานก็ไม่มี เห็นว่าลาป่วยแล้วหายตัวไปเลย หรือจะตายไปแล้ว”

     คราวนี้เป็นเสียงผู้ชาย! นี่เป็นการพูดโต้ตอบเหรอ แล้วมาจากไหน?   ผมพยายามหันหาต้นตอของเสียงนี้แต่ดูจนทั่วแล้วก็ไม่มีใครผิดสังเกต ที่เป็นผู้หญิงส่วนใหญ่ก็วี้ดว้ายโวยวายไปตามประสาคนเมา ไอ้คู่กัญชาตรงมุมนั่นก็ยังเมาไม่เลิก

               “พิชิต เป็นอะไรไปฮ้า นี่ตัวเอง~~”

        “หุบปากฉันหมดธุระกับแกแล้ว ไว้จะค่อยว่ากันใหม่”

     มันไม่ได้ยินเรอะ เสียงออกจะดังขนาดนี้ จังหวะที่ผมตะคอกใส่ไอ้มืดหน้ามึนนั้น เสียงผู้หญิงก็ดังมาอีกรอบ...

            “ตอนเที่ยงเราไปหาก็ดันไม่อยู่ พอเช้ามืดบ้านกลับพังยับ แถมหายจ้อยไปอีกต้องมีใครทำอะไรเธอไปแล้วแน่ๆ”

                “ที่แย่สุดคือดันโดนเห็นตัวซะได้นี่สิ ต้องฆ่าโดยไม่จำเป็นจนได้”

     เป็นไอ้พวกนี้งั้นเร้อ! อะไรจะเจอง่ายปานนี้ แต่ปัญหาคือพวกมันคุยกันอยู่ตรงไหนฟะ! ไม่สิเสียงพวกนี้มันดังขึ้นมาขนาดข้ามร้านที่หนวกหูนี่ได้ แต่คนอื่นกลับไม่ได้ยิน หนำซ้ำแขนซ้ายเราก็มีปฏิกิริยาอีก หรือว่า!

            “ที่ได้ยินมาเธอเป็นคนเก่งขนาดหนีออกจากองค์กรได้ ไม่น่าเสร็จง่ายๆ อาจจะหลบซ่อนตัวอยู่ก็ได้ ยังไงซะเธอก็เป็นผู้เชี่ยวชาญมนต์แปรธาตุคนนึ…”

                “เดี๋ยวก่อน! ฉันรู้สึกแปลกๆ เหมือนโทรจิตของเราถูกแทรกแซง!”

     เสียงตื่นตระหนกของผู้ชายขัดขึ้นมากลางลำ โทรจิตงั้นรึ!? ถ้างั้นมันก็ไม่จำเป็นต้องขยับปากตามตัวอักษร แสดงว่ามันต้องเป็นใครสักคนในนี้ แต่โต๊ะที่มีทั้งผู้ชายกับผู้หญิงก็มีตั้งหลายตัว ส่วนไอ้ต่างชาตินั่นก็เคลิ้มจนน้ำลายเยิ้มแล้วด้วย ที่เราได้ยินมันก็เป็นภาษาไทยชัดเจนก็ไม่น่าใช่พวกนี้

                “ไม่ผิดแน่ มีคนอ่านรหัสคลื่นสมองของเราออก ระงับการสื่อสารแล้วถอนตัวทันที!”

     รู้ตัวแล้ว? เป็นไปได้ยังไง!?   มันคิดจะหนีเหรอ จังหวะนี้แหละถ้ามันออกไปจริงๆ เจอแน่!   เอาล่ะอุปกรณ์ที่เตรียมมา 1. มีดอรัญญิก 2. Glock พร้อมปลอกเก็บเสียง   เรื่องอื่นไว้ทีหลังต้องเก็บมันก่อน ยังไงซะถ้าซัดทีเผลอจะเว่อมาจากไหนก็ไม่น่ารอด

     เริ่มมีคนเรียกเช็คบิลแล้ว โต๊ะ 3 ตัวหน้าทางเข้า ผู้หญิง 4 ผู้ชาย 6 ลุกขึ้นพร้อมกันทำท่าทางคุยกันตามปกติเป็นธรรมชาติ ที่เหลือยังไม่มีใครลุก มันต้องมีแฝงตัวอยู่ในนั้นซักคนแน่!   จังหวะที่ผมหมุนปลอกเก็บเสียงให้เข้าที่ใต้เสื้อนั้นเองก็มีอะไรบางอย่างมาแตะที่ไหล่ผม...

                “อ้าว! น้องชายเมื่อเช้านี้นี่นา มาทำอะไรในที่แบบนี้ล่ะเนี่ย”

     เสียงนี้มัน! ผมหันไปหาเจ้าของเสียง ไม่ใช่ใครที่ไหนไอ้ลูกค้าหน้าหม้อเสื้อน้ำตาลนั่นเอง...

        “คุณ...นักข่าวชาวเหนือ”

     ใช่เลยหน้าเหลี่ยม ผิวขาวๆ ที่เจอเมื่อเช้า มันมาทำอะไรที่นี่วะ! แล้วตั้งนานมันไม่ทักดันมาทักเอาเวลานี้ บัดซบเอ้ย! พวกนั้นเริ่มทยอยเดินออกไปแล้วด้วย

                “อ้อจริงสิ...ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวนี่นา ฉันชื่อ พิศาล คำนน แล้วนายล่ะ”

     กูไม่ได้อยากรู้ชื่อคุณมึงโว้ย! ที่กูต้องการคือตามไอ้พวกบ้านั่น แต่ถ้าทำกระโตกกระตากมันก็มีพิรุธอีกไอ้บ้าเอ้ย!!!

        “ผมพิชิต กำชัยพลครับ พอดีแวะมาดื่มนิดหน่อย นี่ก็กำลังจะกลับพอดี…”   รีบๆ จบซะที

                “ดื่มเหรอ? ไม่เห็นสั่งซักแก้วเลยนี่ เห็นนายคุยกับเจ้าของร้านท่าทางสนิทสนมดีนี่ เอาเป็นว่าซักแก้วแล้วกันนะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”

     ไม่ได้อยากโว้ย! ปัดโธ่! แล้วนี่อีตุ๊ดนั่นมันหายหัวไปไหนแล้วล่ะ ไอ้ที่ยืนอยู่หลังบาร์ตรงหน้าเราตอนนี้มันบ๋อยธรรมดา หรือว่ามันเผ่นไปแล้ว? หนอย ไอ้ตุ๊ดระยำ!

     มันสั่งเหล้าให้ผมหนึ่งแก้วแบบ***ออนเดอะร็อค มาถึงขั้นนี้แล้วคงต้องเลยตามเลยอย่างเดียวแล้ว ผมจัดการกระดกซดหมดในอึกเดียวแล้วยิงคำถามใส่มัน...

        “เอ่อ... แล้วคนท่าทางดูภูมิฐานอย่างคุณมาทำอะไรในที่แบบนี้ครับ? ปกติมีแต่พวกไร้หัวนอนปลายตีนมากัน”   หลอกด่ามันไปในตัว

                “มาหาข้อมูลน่ะ คิดว่าที่แบบนี้น่าจะมีพวกแปลกๆ โผล่มาบ้าง แต่เท่าที่ดูก็แค่ร้านเหล้าธรรมดา ถึงทางเข้ามันจะห่วยไปซะหน่อยล่ะนะ อีกอย่างสาวๆ ที่โยกกันอยู่นั่นแจ่มไม่เบาเลยติดพันน่ะ แล้วนายล่ะ?”

     นับตั้งแต่ที่ไอ้พวกนั้นออกไปผ่านมาราว 8 นาทีแล้ว พวกมันบางคนเมาหนักถึงขั้นแบกหาม ถ้ารีบตามออกไปอาจจะทัน มันน่าจะยังนอนแฮ้งค์กันอยู่ข้างนอก ต้องรีบตัดบท...

        “ผมรู้จักเจ้าของร้านครับ นานๆ ทีจะผ่านมาแถวนี้เลยแวะมาคุย คุณคงมาหาข้อมูลเกี่ยวกับข่าวเมื่อเช้าใช่ใหมครับ? ถ้าใช่ละก็แถวนี้ไม่มีอะไรหรอก มันก็แค่ร้านเหล้ากับบาร์เน่าๆ เท่านั้นเอง...”

     ขณะที่ผมพยามบอกปัดก็มีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังมาจากกระเป๋าเสื้อของไอ้นักข่าวหน้าเหลี่ยม พอมันเห็นเบอร์สีหน้าก็เปลี่ยนไปจากสบายๆ เป็นเข้มขรึม งานเข้าสินะ...

                “เฮ้อ อุตส่าห์มีเพื่อนคุย ฉันต้องไปแล้วล่ะ มีธุระด่วนเข้ามา ฉันวาง***ตังค์ไว้ตรงนี้ ไปก่อนนะพอดีรีบ”

     พูดเสร็จมันก็วางเงินลงบนโต๊ะ 2 ใบ แล้วเอาแก้วทับไว้ ดูจากสีของแบ้งค์แล้วมันพอจ่ายค่าเหล้า 40 ดีกรีได้ 2-3 ขวดเลย รวยไม่ใช่เล่น   ทีนี้ผมก็แค่รอให้มันเดินออกไปก่อนแล้วค่อยตามออกไป ถ้าชุดก่อนหน้านี้หายไปแล้วเดี๋ยวติดต่อขอข้อมูลกล้องวงจรปิดจากสารวัตรเอาก็ได้



     ตอนนี้ผมกำลังเดินขึ้นไปบนผิวโลกผ่านบันไดมืดๆ อันเดิม ก่อนออกมาก็ขู่กำชับไอ้ดำเอาไว้แล้วมันคงไม่กล้าหืออีก   อีกไม่ถึง 10 ขั้นเท่านั้นหวังว่ายังอยู่นะ จากตอนนั้นผ่านไปแค่ 15 นาที รถเมล์ก็ชั่วโมงนึงถึงจะมาซักคัน แท็กซี่ในกรุงเทพฯ สมัยนี้หลัง 2 ทุ่มมันไม่ค่อยวิ่งเพราะกลัวโดนปล้น ถ้าพวกมันกลับแท็กซี่แล้วผมโชคดีมันต้องรอกันนานแน่ ไม่สิเหม็นเหล้าอย่างนั้นแท็กซี่มันคงเล่นสูตรสำเร็จ ‘ไปไม่ได้แล้วพี่ต้องไปส่งรถครับ’ ฮ่าๆๆๆ

        “อื๋อ...รู้สึกอากาศมันร้อนขึ้นแฮะ ยังกับแดดออก... เฮ้ย!!?”

     แสงสว่างจากปากทางส่องกระทบหน้าของผมจนแสบตา นี่มันแสงแดด! เฮ้ย! เพิ่งจะ 3 ทุ่มกว่าๆ ทำไมมีแดด!!?   ผมรีบจ้ำขึ้นไปด้านบนตามแสงสว่างนั่น ทันทีที่ก้าวพ้นบันไดทางลงเท้าของผมเหยียบลงบนพื้นคอนกรีตตัวหนอนที่วางเรียงกันเรียบสวย ลมร้อนผ่าวพัดเข้าหน้า ผู้คนจอแจเดินผ่านไปผ่านมาเต็มทางเดิน บนถนนคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์วิ่งเบียดเสียดกันแน่นขนัด ตึกสูงใหญ่อย่างที่ไม่น่าจะมี มีให้เห็นเต็มสองข้างถนน ต้นไม้ใบเขียวชอุ่มโยกโล้ไปตามลมส่งให้เงาที่ตกกระทบโยกไหวตามไป   หลุมบ่อ รอยแตกตามกำแพงผนังหายไปหมด แม้แต่ทางเดินขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินก็สวยใหม่!   ไม่ผิดแน่สภาพแบบนี้มัน!!!

        “นี่มัน...บ้าอะไรวะเนี่ย…”

     กรุงเทพมหานคร...ก่อนเกิดสงคราม!!!


     ผมค่อยๆ เดินก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายปลายทาง พยายามทำตัวให้กลมกลืนให้มากที่สุดเพราะถ้าถูกจับได้หรือเผยไต๋ออกไปละก็ได้ตายแน่ๆ มันต้องมีใครสักคนจับตาดูอยู่ สิ่งแรกที่ผมคิดออกหลังจากลงไปตรวจสอบสถานีรถไฟใต้ดินที่กลับมาใช้งานได้อีกครั้งคือ มีคนอื่นเป็นเหมือนเรารึเปล่า และไม่น่าเชื่อที่คำตอบปรากฏขึ้นตรงหน้าผมแทบจะทันทีที่คิดอย่างนั้น...

     มีชายคนหนึ่งเดินเข้าไปทักผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยคำพูดง่ายๆ ที่เดาออกได้ในสถานการณ์แบบนี้นั่นคือ ‘คุณครับนี่มันเกิดอะไรขึ้นครับ?’ ไม่ก็ ‘นี่พึ่งจะ 3 ทุ่มเองไม่ใช่เหรอ ใครก็ได้ตอบผมหน่อย’ แต่... ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะถาม หรือพยายามสัมผัสร่างกายของคนที่ทำตัวเป็นปกติในเวลานี้สักเท่าไรก็ไม่เป็นผล พวกนั้นยังคงเดินไปเรื่อยๆ ทำกิจกรรมที่ตัวเองทำอยู่โดยไม่สนใจพวกที่เข้าไปถาม...รวมทั้งผมด้วย ขนาดจับกดบีบไหล่มันยังเดินไปข้างหน้าต่อ ขนคิ้วไม่กระดิกเลยสักนิด   ผิดวิสัยความเป็นคนเกินไปแล้ว ราวกับภาพยนต์ที่ถูกฉายลงบนพื้นแบบ 3 มิติ แต่มันจับต้องได้นี่สิ?

     ที่สำคัญคือผมจำจุดที่เคยมีรูโหว่ตามกำแพงได้ ตอนนี้มันถูกถมเต็มเรียบร้อย แล้วจับได้รึเปล่าน่ะหรือ? แน่นอน กำแพงที่ร้อนระอุจากแดดเผาเล่นเอาชักมือออกแทบไม่ทัน ยิ่งไปกว่านั้นนาฬิกาดิจิตอลที่ฉายอยู่บนผิวกระจกตึกสูงตระหง่านด้านหน้าผมมันยังแสดงวันที่เป็น 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2833 เวลา 17.14 น.

        “อีกราวๆ 20 นาที จะเกิดสงครามขึ้นกลางเมือง เวรเอ้ย... แล้วไอ้นักข่าวนั่นมันหายไปไหนวะ เราเดินตามมันออกมาแทบจะทันทีนี่หว่า”

     ความซวยมาเยือนแล้วมั้ยล่ะนี่เป็นช่วงเวลาหลังจากที่รัฐบาลไทยในขณะนั้นประกาศสงครามกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ 5 ชั่วโมง ไม่แปลกเลยที่ผู้คนในกรุงเทพจะทำตัวเฉยเมยต่อเหตุการณ์นี้ เพราะคงไม่มีใครคิดว่าจะเกิดการรบที่เมืองหลวงทันที ที่สำคัญนี่เป็นลักษณะเฉพาะของผู้คนที่เคยชินกับความสงบสุข...

     หือ? นั่นมัน มีรถสีเทาคันหนึ่งรูปร่างแปลกกว่าชาวบ้านถ้าให้ถูกคือมันเป็นรถที่คนธรรมดาในยุคนี้ขับ แล่นบนถนนด้วยความเร็วสูงเหมือนหนีอะไรมา   เฮ้ย! มันวิ่งฉีกออกมาหาผม! จังหวะที่มันหักเลี้ยวผมสังเกตเห็นรถกระบะคันหนึ่งวิ่งจี้ตูดมาติดๆ ด้านหลัง มันเป็นรถในปี 2833 ทะเบียนยังเป็นแบบเก่า หรือว่า! แย่ล่ะสิ!!!

        “แย้กกกก!!!”   ผมกระโดดออกข้างทางทันทีที่รถคันนั้นแหวกเลนพุ่งตรงมายังผม!
     เอี้ยด! ตูม!   รถสีเทาพุ่งเข้าปะทะกับผนังกระจกร้านค้ามินิมาร์ทที่คาดป้ายสีส้มเขียวอย่างแรงจนตัวรถไถลผ่านกระจกเข้าไป?   ไม่น่าเชื่อ!!! มีเสียงชนตูมดังลั่น แต่ตัวรถไถลผ่านกระจกเข้าไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น! กระจกไม่เพียงไม่แตก มันยังคงสะท้อนแสงและทอดเงาจางๆ ตามปกติ รถคันนั้นจอดสนิทในสภาพที่กลางรถคร่อมกระจกพอดี ราวกับล้วงมือเข้าไปในภาพที่ฉายขึ้นกลางอากาศที่มือของเราผ่านมันไปได้อย่างง่ายดายแต่ภาพก็ยังฉายอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง และแน่นอนไม่มีใครหันมาสนใจเหตุการณ์นี้สักคน เว้นแต่คนทั่วไปแบบผม

     ไม่ถึงเสี้ยววินาทีต่อมาเสียงหวีดร้องดังก้องไปทั่วบริเวณ มันเป็นของเหล่าคนปกติจริงๆ ที่หลุดเข้ามาติดในโลกเพี้ยนๆ นี้ ความสับสน อลหม่านเกิดขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาวิ่งหนีไปมั่วซั่วราวกับผึ้งแตกรัง ทั้งที่พวกภาพฉายเดินได้ยังทำตัวปกติแม้จะวิ่งไปชนมัน   สิ่งที่ผมเลือกทำตอนนี้คือวิ่งเต็มที่แต่ไม่ใช่หนี ผมเข้าไปดูอาการคนขับรถต่างหาก...

     ผมหยุดยืนอยู่หน้าประตูอัตโนมัติของร้านสะดวกซื้อตัวปัญหา แต่ประตูเจ้ากรรมดันไม่เลื่อนเปิดให้ทั้งที่เข้าไปยืนใกล้ๆ จนเอาหน้าแนบลงไปได้แล้วก็ตาม แต่แล้วอยู่ดีๆ มันก็...

        “โอ๊ะ! เหวอ~~”

     ...เปิดออกพร้อมตัวผมผงะเซไปข้างหน้า   ยังไม่ทันได้ตั้งหลักก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างแข็งๆ ดันผมให้ต้องก้าวต่อไป มันคือ...คนนั่นเอง! เป็นคนที่เดินเข้ามาสั่งแคชเชียร์ด้วยคำพูดง่ายๆ ‘สายฝนแดงซองนึง’

        “ลูกค้าเหรอ? งั้นไอ้นี่ก็มนุษย์ภาพฉายสินะ…จริงสิ ร้านนี้ถ้าจำไม่ผิดมันกลายเป็นที่โล่งว่างมีแค่เสาค้ำนี่หว่า ถ้างั้น…”

     เป็นไปตามคาด หน้ารถฝังเข้าไปในชั้นวางของ ไม่มีริ้วรอยไดๆ ทั้งสิน ผมพยายามยกห่อขนมขึ้นมา แต่ก็เท่านั้น มันไม่กระดิกเลย แข็งชนิดที่ว่าหินยังต้องยอมแพ้ทั้งที่ตามปกติมันต้องยวบลงไปตามแรงกดแต่ไอ้นี่ไม่ กลับกันผมกลับทุบกระจกรถให้แตกได้ง่ายๆ ด้วยแขนซ้ายพลังยักษ์ พร้อมเปิดประตูออกมาแบบสบายๆ

     สภาพคนขับรถไม่มีบาดแผลภายนอกแม้แต่รอยถลอก แต่ทว่า...ไม่หายใจ!

        “เฮ้ย! ชีพจรหยุดเต้น เป็นไปได้ไง!”

     ผมฉุดร่างชายหนุ่มผู้ไร้วิญญาณออกมากองลงบนพื้นหมายจะให้พิงกระจก แต่โอ้ละหนอดวงเดือน! ร่างของเขาหงายเงิบผ่านทะลุกระจกไปซะเฉยๆ เล่นเอาตะลึงตึงตัง เพราะไม่ว่าผมจะใช้แรงขนาดไหนไปทุบมันก็ไม่พังให้! ผมดึงตัวเขาผ่านกระจกเข้ามาแล้วแง้มปากขึ้นเล็กน้อยและก็เป็นไปตามคาด...

        “มีเลือดค้างอยู่ในปาก กระอักเลือด? น่าจะใช่...   เอาวะ เป็นไงเป็นกันล่ะ!”

     ผมง้างหมัดขวาพุ่งซัดอัดกลางบานกระจก สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือเสียงตึงจากการปะทะ สิ่งที่ตามมาคืออาการเจ็บอย่างรุนแรงที่กำปั้นเล่นเอาหน้าเปลี่ยนสีกันเลยทีเดียว และสุดท้าย...สัมผัสที่เหมือนจุ่มมือลงในน้ำเฉพาะบริเวณที่ติดกับกระจก ใช่แล้ว! มือของผมทะลุผ่านมันไปครับท่าน!!!

     ผมทดลองขยับยื่นมือเข้าออก สัมผัสหยุ่นๆ แฮะ แต่ที่สำคัญมันเจ็บมาก เจ็บสุดๆ เหมือนถูกของแข็งกดทับแน่นเอี๊ยด ต่อไปผมทดสอบดันทั้งตัวผ่านออกไป สัมผัสแบบเดียวกันเป๊ะ เล่นเอาเกือบขาดใจตาย...

                “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!”

     เสียงคนร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังมาจากอีกฟากของฝั่งถนน ผมหันตามองตามไปทันที!   คุณพระช่วยกล้วยไหม้! ชายแก่คนหนึ่งล้มหงายหน้าสู้ฟ้าทั้งที่แดดจ้าแต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า มีเด็กสาวคนหนึ่งเดินอ่านหนังสือช้าๆ ก้าวย่ำลงบนร่างอันอ่อนนุ่มของชายแก่ แทนที่คุณเธอจะรู้สึกตัวและหลบออกพร้อมคำขอโทษกลับกลายเป็นว่าเธอก้าวต่อไปอย่างไม่รู้สึกรู้สา ทุกก้าวที่ย่ำลงไปนั้นกดจมบนร่างของผู้โชคร้ายจนมิดติดถนน ราวกับเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น เสียงร้องอย่างเจ็บปวดไม่ทำให้เธอรู้สึกตัวแม้แต่น้อย จนในที่สุดเสียงนั่นก็เงียบลงหลังจากที่เท้าของเธอเหยียบจมลงบนหน้าอกของชายแก่ เขาตายเรียบร้อยแล้ว...

     ไม่ทันที่ผมจะได้ส่งเสียงห้ามเด็กหนุ่มสองคนที่เห็นเหตุการณ์ด้วยกันกับผมก็วิ่งกุลีกุจอตัดถนนที่ว่างรถหมายจะข้ามไปช่วยชายแก่ แต่ระหว่างนั้นดันมีรถคันหนึ่งวิ่งตะบึงตรงไปยังพวกเขาด้วยความเร็วสูง คนหนึ่งยกมือขึ้นทำท่าขอทางผ่านแต่ไม่เป็นผล...

        “กลับมาเร็วเข้า!!!”

     ผมตะโกนออกไปโดยไม่รู้ตัว แต่ช้าไปแล้ว... รถยนต์วิ่งพาดผ่านร่างของทั้งสอง เกิดเสียงขึ้นดังสนั่นเหมือนเดิม ร่างทั้งสองไม่ได้ลอยล่องไปตามแรงปะทะแต่กลับล้มลงตรงนั้น ในฉับพลันผู้คนที่แตกตื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ยิ่งอาการหนักเข้าไปอีก คราวนี้วิ่งว่อนมั่วยังกับสาดน้ำใส่กำแพงจนแตกกระเซ็น

        “หยุดก่อนอย่าแตกตื่น! อย่าเข้าไปใกล้พวกที่เดินหน้าเฉย!”

     ไม่มีผลเสียงของผมส่งไปไม่ถึง สุดท้ายพวกเขาแทบทุกคนลงเอยแบบชายแก่และเด็กหนุ่มนั่นคือ ไม่ถูกรถวิ่งทะลุก็โดนคนเหยียบจนมิด   นี่มันอะไรกันโว้ย!

        “ไอ้สารเลวเอ้ย! ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ต้องการอะไรจากไหนก็ตาม นี่มันทำเกินไปหน่อยแล้ว!”

-ระวังตัวเร็วเข้า! อย่าได้เข้าใกล้พวกมันเป็นอันขาด!-

     เสียง! เสียงแหบแห้งดังก้องอยู่ในหัว... มาแล้วรึ!

        “เอ็กเซียเหรอ เสียงของแกใช่ไหม? นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้...”

     ไม่ทันที่จะพูดจบเสียงนั่นก็ดังแทรกขึ้นมา...

-นี่ไม่ใช่การติดต่อตามเวลาจริง ข้าส่งสัญญาณมาตั้งแต่ตอนที่มนต์นี้ทำงาน ตอนที่คำพูดไปถึงเวลาคงจะผ่านไปนานมากแล้ว จิตข้ายังถูกขังอยู่ในผนึก-

     อ้าว นี่ไม่ได้คุยกันตรงๆ เรอะ!

-ที่เจ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่คือภาพลวงตาที่ฉายจากความทรงจำของดาวดวงนี้ แต่มันสมจริงจนสัมผัสจับต้องได้ แต่เจ้าไม่อาจปรับเปลี่ยนหรือทำอะไรมันได้เพราะมันเป็นเพียงความทรงจำ ไม่มีความจริงอยู่ เป็นเพียงอดีต-

     ไอ้เรื่องอดีตน่ะรู้อยู่แล้ว ที่สำคัญคือจะหยุดมันยังไงล่ะโว้ย!

-การสัมผัสกับวัตถุไดๆ จะให้ผลเหมือนสัมผัสกับก้อนหิน ถ้าเจ้าถูกยิงก็จะมีสัมผัสว่าถูกยิงเกิดขึ้นจริงๆ เกิดจากระบบประสาทส่วนกลางถูกหลอกจากกระแสประสาทปลอม กล่าวง่ายๆ คือประสาทสัมผัสถูกแฮ็ค ทำให้ไม่อาจตระหนักถึงความเป็นจริงได้อย่างสมบูรณ์...-

     โอ้ย! มันจะยืดเยื้อไปไหนว้า~~

-สรุปคือถ้าเจ้าตายที่นี่ก็จะเท่ากับตายจริงๆ ที่เจ้าประสบอยู่ตอนนี้คือ…-

     มันตอบเหมือนรู้เลยว่าเราคิดอะไรอยู่ นี่ไม่ใช่การสนทนาแบบเรียลไทม์แน่เหรอวะ?

-ประสบการณ์เสมือนจริง โลกเมทริกซ์จำลองจากความทรงจำ-



To be continued...



บรรยายขยายความ

*MRT – รถไฟฟ้ามาหานะเธอ~~~ เอ๊ยไม่ใช่! มหานครต่างหาก
**บ๋อย – คำเรียกบริกรตามร้านอาหาร อาชีพเก่าของผู้แต่ง เหอ เหอ
***ออนเดอะร็อค (On the Rock) - เหล้า(หรือจะให้ดีวิสกี้)เพียวๆ ไร้โซดาในแก้วไสที่ใส่น้ำแข็งไปหนึ่งก้อน วิธีกินที่ดีคือเอื๊อกเดียวหมด รับรองหน้าชาหูแดงกันเลยทีเดียว (คนแต่งเรื่องนี้ขี้เมา และครึ่งหลังของตอนนี้แต่งตอนกำลังมึนได้ที่)

****เจ้าพระยา - แม่น้ำเจ้าพระยา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 20, 2011, 09:22:50 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: