หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-  (อ่าน 21699 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2011, 08:22:18 PM »

     สถาณการณ์เลวร้ายสุดๆ ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าจะเป็นแบบนี้ ทั้งๆ ที่กะมาแค่ล้วงคออีตุ๊ดแล้วกลับไปนอนฝันหวานที่บ้านแท้ๆ

            “จ๊าก! ตาย ตายแน่ๆ ไม่รอดแล้วงานนี้!!!”

     ที่วี้ดว้ายกระตู้วู้อยู่ข้างๆ ผมตอนนี้คือพ่อนักข่าวหูดำที่ทำให้ผมเสียเวลาในร้านเหล้าเน่าๆ ของอีตุ๊ดนั่นเอง ถ้าถามว่าไปเก็บมันมาทำไมล่ะก็ตอนนี้... เฮ้ย! มัวคิดเพลินๆ ไม่ได้สินะ

     วิ้ว~~ ตูม!!!

     ระเบิดจากกระสุนปืนใหญ่ของรถถังปลิวผ่านหน้าผมตกลงข้างหลัง แรงระเบิดอัดตัวผมกับไอ้นักข่าวจนแทบกระอัก แต่ตัวพวกผมไม่ปลิวไปตามแรงส่งเพราะมันไม่มีอยู่จริงแค่คิดไปเอง!

     สภาพกรุงเทพที่ผมยืนอยู่ตอนนี้เต็มไปด้วยไอดินกลิ่นปืน รถถังทั้งแบบสี่ขา และตีนตะขาบวิ่งผ่ากลางถนนหรือแม้แต่ตัวตึก ทหารไม่รู้ฝ่ายไหนบ้างยิงกระหน่ำใส่กันจากแทบทุกทิศทุกทาง ตรงหน้าผมมีซากของทหารในชุดเกราะรบ PA(all Purpose Armor สำหรับทหารจะเป็น Personal Assault Armor) กองอยู่ในสภาพตัวขาดครึ่งเลือดเจิ่งนอง...

        “เฮ้ยไอ้คุณพิศาล ตอนนี้เราอยู่ส่วนไหนของกรุงเทพวะ!”     ผมหันข้างแหกปากกรอกหูนักข่าวเสื้อน้ำตาลที่ตอนนี้ตัวสั่นงันงก นี่ถ้าไม่ได้ผมช่วยฉุดกระชากลากถูมาถึงตอนนี้คงกลายเป็นศพไม่มีแผลแต่เลือดคั่งตายไปตามข้างทางนานแล้ว

            “ไม่รู้ ผมไม่รู้ว~~~!!!”

     ปัดโธ่มันยังประคองสติไม่ได้ซะที   -ตูม!-

        “ชะเฮ้ย! มาระเบิดตึกอะไรกันตอนนี้!!!”

     จากแรงระเบิดที่เกิดขึ้นตรงกลางตึกพาณิชย์ติดผนังกระจก ผลของมันก็อย่างที่รู้ๆ เศษกระจกนับไม่ถ้วนปลิวว่อนลงมาจากฟ้า ถ้าเป็นตามธรรมดาเศษกระจกที่เล็กจนเกือบจะเท่าเม็ดทรายพวกนี้คงทำได้อย่างมากแค่แผลเล็กน้อยยิบย่อย แต่พ่อคุณเอ้ย! สำหรับในโลกเบี้ยวๆ จากภาพลวงตาที่ดันมีความเจ็บปวดนี่สิ ลองถ้ามันได้ตกลงมาวืดทะลุร่างล่ะก็จองศาลาไม่ทันแน่!

            “แย้กกกกกกกกกกกกกกกกก!!!”

     ไอ้นักข่าวที่เห็นภาพเศษกระจกระยับนับล้านที่พร้อมจะพุ่งผ่านร่างสร้างความเจ็บปวดแหกปากร้องเป็นเจ้าเข้า เฮ้ย มันจะปอดแหกอะไรปานนั้นวะ! มีของที่ใช้กันได้ก็ไม่หยิบมาใช้ ผมจึงจัดการตบหน้ามันไปหนึ่งป้าบแล้วกระชากของที่อยู่ในมือของมันออกมา...

        “เอากล้องมานี่!!!”

            “ไม่ทันแล้ว แว้กกก!!!”

        “มองผ่านจอเร็วเข้า เฮ้ย! ไม่ทันแล้ววววววววววว!!!”     ผมหันไปด้านบนเศษกระจกชิ้นหนึ่งปลิวอยู่ตรงหน้าผมพอดี!!!

     เพล้งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



Unreal 9   -The Past that Passed but Still-



-ที่เจ้าต้องทำคือหาปะรำพิธี แล้วทำลายมันทิ้งซะ นี่เป็นทางเดียวที่จะหยุดมันได้-

     แล้วไอ้ปะรำพิธีนี่มันหน้าตาเป็นยังไงล่ะเหวย เฮ้ยไอ้คุณเอ็กเซีย ดันพูดอะไรที่มันย้อนยุคมาซะได้

-ปะรำพิธีนั้นปกติจะอยู่ในรูปของวงเวทย์ ไม่จำกัดรูปแบบ ขอแค่มีลักษณะแปลกปลอมจากพื้นที่ที่ตั้งปะรำพิธีเป็นพอ และเวทระดับสูงแบบนี้คงต้องใช้พื้นที่ในการสร้างวงเวทย์มากพอดู หรือไม่ผู้ใช้ก็ต้องเชี่ยวชาญมากๆ เท่านั้น...-

     โอ้โฮเฮะ! นี่มันตอบโจทย์กูได้ทุกข้อเลยนี่หว่า งี้มันต้องคุยกับเราแบบเรียลไทม์แล้ว ทำเป็นซึนเดเระไปได้ เสียงของมันออกโทนต่ำลากยาวในคำสุดท้าย พูดจบแล้วสินะ   ผมทดลองยกแขนซ้ายขึ้นมาสปาร์คไฟใส่ศพใกล้ๆ มันชักกระตุกขึ้นทันทีที่แตะ ยังใช้การได้

     เวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ตอนนี้บ่ายห้าโมงกับอีกสี่สิบสามนาที เหลืออีกไม่กี่อึดใจไฟสงครามจะปะทุขึ้นกลางกรุง ต้องรีบหยุดเวทนรกนี่ให้เร็วที่สุด ขนาดแค่เมืองยามปกติยังผ่าฆ่าคนได้ขนาดนี้ แล้วนี่สงครามมีแต่กระสุนปืนบินว่อนยิ่งกว่ายุง ชีวิตผมคงไม่แคล้วดับไปกับ*ไบก้อนผสมสารตะกั่วแน่   ถึงจะคิดได้อย่างนั้นก็เถอะระหว่างที่ฟังคุณมือซ้ายดำปื๋อพล่ามผมก็ดันวิ่งข้ามถนนตัดลัดเลาะออกไปนอกจุดที่ยืนอยู่ซะแล้ว สภาพเมืองที่เปลี่ยนไปราวกับหนังคนละม้วนในชั่วอึดใจนำปัญหาใหญ่มาให้ซะแล้ว...

        “ที่เรายืนอยู่นี่มันส่วนไหนของกรุงเทพกันละวา...”

            “กรี๊ด! ดูบนฟ้าสิ เร็วเข้าบนฟ้า!!!”

     หือ? บนฟ้า แล้วเสียงร้องนี่มัน?   ผมหันไปดูรอบข้างผู้คนตื่นตระหนกแหงนหน้ามองฟ้า บ้างอ้าปากค้าง บ้างวิ่งหนี แต่ที่สำคัญไอ้ที่กำลังโกลาหลกันคราวนี้มันไม่ใช่เฉพาะคนจริงๆ แต่ยังมีพวกมนุษย์ภาพฉายผสมโรงเข้ามาด้วย ทั้งที่ตลอดมาพวกนี้เดินลอยชายทำกิจกรรมตามปกติแท้ๆ หรือว่า!

        “Oh! Absofuckinglutely SHIT!!!”

     ผมหันหน้าขึ้นฟ้ามองตามเสียงร้อง จรวดนำวิถีบินแหวกฟ้ายามเย็นข้ามหัวผมไปนับ 10 ลูก และ

     ตุม!!! บรึม!!!

     มันพุ่งเข้าอัดกลางตึกสูงตระหง่านทั้งหลาย! เสียงระเบิดดังระคนไปกับเสียงร้องของฝูงชน ตัวผมเองก็หยุดอยู่กับที่พิจารณาหาทางนิ่มๆ ไม่ได้แล้วเพราะพวกมนุษย์ภาพฉายกับรถยนต์บนถนนเริ่มแหกเลนชนแหลกกันแล้ว ขืนโดนมันชนเข้าละก็จอดสนิทแน่!

        “เริ่มรบกันทำไมตอนนี้!!!”



     ผมวิ่งหักหลบพวกภาพลวงตาออกมาจากจุดเดิมอีกครั้ง ป้ายบอกทางโลหะกับทางสี่แยกนี่เราวิ่งมาไกลขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย บ้าเอ๊ย!   อะ เฮ้ย!

     PA ขนาดเล็กสำหรับรบในตัวเมืองฝูงใหญ่กางร่มลอยลงมาจากฟ้า พวกพลร่มติดเกราะ! ซวยล่ะสิดูที่มือมันติดปืนเลเซอร์มาซะด้วย คงกะถล่มเมืองหลวงแบบม้วนเดียวจบ ขณะเดียวกันข้างล่างตามถนนพวกตำรวจกำลังกันฝูงชนและนำทางให้ แต่ดูท่าจะไม่มีเวลาแล้วล่ะคุณตำรวจทั้งหลาย...

     ผมวิ่งลัดเลาะหลบเข้าซอยไปแอบอยู่ตรงมุมตึก ถ้าเป็นตรงนี้คงพอหลบออกจากความโกลาหลข้างนอกได้ เสียงปืนเริ่มดังมาจากทุกทิศทุกทางแล้ว มัวอ้อยอิ่งอยู่ไม่ได้

        “ที่โล่งกว้างมากพอจะตั้งปะรำพิธีขนาดใหญ่งั้นรึ ตรงไหนล่ะ ตรงไหนถึงจะเหมาะ”

     ยังไม่ทันจะได้ไล่ลำดับเหตุการณ์ต่อรถถังตีนตะขาบคันหนึ่งก็วิ่งผ่านหน้าผมตรงไปยังถนนใหญ่ บนตัวรถติดตราทัพบกไทยไว้อย่างชัดเจน มันตั้งมุมปืนขึ้นสูงหวังจะยิง PA ตัวหนึ่งที่กำลังกางล่มลอยลม   -ตูม!-   ปืนใหญ่ถูกยิงออกไปตัวรถชะงักจากแรงสะท้อนแต่ก็ยังวิ่งต่อไปได้ กระสุนแตกออกพร้อมไฟดวงใหญ่ กับกลุ่มควันและเศษชิ้นส่วนชิ้นเนื้อของของเหยื่อกระจัดกระจาย ตายไปหนึ่ง...

     ผมวิ่งตามตูดรถถังคันนั้นไป เพราะยังไงมันก็น่าจะปลอดภัย คงไม่มีไอ้โง่หน้าไหนพุ่งเข้าปะทะรถถัง หือ! เฮ้ยไม่น่าเชื่อมีแฮะ   PA ตัวหนึ่งปลดร่มกลางอากาศขณะลอยเหนือพื้นกว่า 5 เมตร มันจุดบูสเตอร์ที่กลางหลังพุ่งเข้าใส่รถถังคันที่ผมวิ่งตามจากด้านข้างอย่างรวดเร็ว ที่มือของมันติดปืนเลเซอร์กำลังสูง คงกะยิงอัดเกราะส่วนที่บางที่สุดในนัดเดียว

     รถถังหมุนป้อมปืนพร้อมจุดบูสเตอร์ที่ติดด้านหน้าเพื่อวิ่งถอยหลัง ทำให้ผมต้องโดดฉีกออกด้านข้างจนหน้าเกือบทิ่ม แต่ไม่ทันแล้ว เจ้า PA เครื่องนั้นจุดระเบิดบูสเตอร์สุดกำลังย่อเข่ากระโดด แรงส่งมหาศาลดันตัวมันให้ลอยขึ้นข้ามป้อมรถถัง   PA ตัวนั้นกระโดดตีลังกาขาชี้ฟ้ากดปากกระบอกปืนลงกลางป้อมปืน ถ้ามันเหนี่ยวไกสำเร็จแล้วรถถังระเบิดล่ะก็ผมเสร็จแน่ จะวิ่งหนีตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว...

        “ตายละ...”

     เปรี้ยง!

     เสียงปืนดังตัดมาจากอีกฟากของถนน ลำแสงสีแดงเข้มแวบขึ้นพาดลำตัวของ PA ตัวนั้น ตัวมันโยกไปตามแนวลำแสง ก่อนที่จะล้มตึงลงบนถนนตรงหน้ารถถังในสภาพที่กลางหลังมีรู แทบจะทันทีรถถังก็เปิดบูสต์พุ่งเข้าทับร่างนั้นซ้ำ   อ้าปากค้างครับ! ตะลึงกันเลยทีเดียว ร่างของผู้ลงมือเคลื่อนที่ออกมาจากซอยที่ผมวิ่งออกมา PA รุ่นเล็กที่ส่วนไหล่ขวาเป็นแผงหลายๆ ชั้นแยกสามสีแดง ขาว น้ำเงิน ที่มือติดปืนเลเซอร์ไรเฟิลมาตรฐานของตำรวจ

        “ระ..รบกันโหดขนาดนี้ตั้งแต่วันแรกเลยเหรอเนี่ย...”

     PA ตัวนั้นเล็งสอยศัตรูที่กำลังร่อนลงต่อไป ซึ่งศัตรูตัวนั้นก็ไม่หมู ถึงขนาดปลดร่มทันทีจากระดับความสูงเกือบ 20 เมตร ตามด้วยจุดบูสเตอร์ดันตัวเข้าหาตึกข้างๆ แล้ววิ่งเตะกำแพงยิงสวนกลับมาในสภาพนั้น   ไอ้พวกนี้มัน..เก่งโคตร!

     สงครามนี่มันหาที่ปลอดภัยไม่ได้เลยอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่แคล้วโดนย่าง อย่างนี้มีอยู่ทางเดียวนั่นคือหนีสุดกำลัง!

        “แล้วจะหนีไปทางไหนดีวะเนี่ย!”



     ซ่อนอีกแล้วครับ... คราวนี้หลบอยู่ในตึกโรงเรียนอนุบาล หวังว่าทหารมันคงไม่เอาโรงเรียนมาใช้ทำสนามรบ...

        “เฮ้ย! หวังอย่างนั้นไม่ได้สินะ!”

     เครื่องบินลำเลียงพลลำมหึมาบินต่ำเฉียดตึกไป พร้อมปล่อยรถถังแบบสี่ขาร่อนลงมาเหยียบหลังคาตึก ทันทีที่ขาถึงพื้นเพดานที่รับน้ำหนักไม่ไหวก็ถล่มลงมา ตามด้วยตัวรถถังที่จุดบูสเตอร์พุ่งทยานออกไปขย้ำ PA ของของผ่ายไทยจนแหลกไปต่อหน้าต่อตา ตัวผมเองถ้าหลบซากตึกที่ถล่มลงมาไม่ทันก็คงแหลกไปด้วยเหมือนกัน   ทำไมทัพฟ้าถึงได้กระจอกอย่างนี้วะ! ทหารติดเกราะขนาดเล็กก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ปล่อยให้ยานลำเลียงพลลำบักเอ้กบินผ่านมาถึงเมืองหลวงได้นี่มันเกินไปหน่อยแล้ว!!!

        “เริ่มสับสนซะแล้วสิว่าอันไหนจริง อันไหนภาพลวงตา...”     ยังดีที่ศพภาพฉายมันต่างจากศพคนจริงๆ ถ้าเป็นศพคนจริงๆ จะไม่มีเลือด...

     พอตึกถล่มแบบนี้ผมเพิ่งจะได้เห็น ศพของเด็กอนุบาล 3 ศพบนชั้นสองที่ตกลงมาตอนถล่ม รอยกระสุนปืน... มันยิงใส่พลเรือนด้วยหรือนี่... หือ?

            “จ้ากกกกก!!!   อย่าตามกู!! อ้ากกก ตายแน่กู ช่วยด้วย!!!”

     เสียงหวีดร้องดังมาจากข้างหลัง... มีไอ้บ้าคนหนึ่งกำลังโกยสุดฝีเท้าหนีรถถังตีนตะขาบคันหนึ่งซึ่งวิ่งถอยหลังพร้อมกระหน่ำกระสุนใส่รถถังสี่ขา   เป็นไอ้บ้าที่หน้าตาคุ้นๆ ซะด้วย...เสื้อสีน้ำตาลตัวนั้น คุณพิศาล คำนนของเรานั่นเอง ที่หลบมีตั้งมากทำไมมันไม่ฉีกออกด้านข้างวะ   ผมจัดแจงหยิบไอ้โม่งมาใส่ทันทีตามด้วย

        “ทางนี้ มาทะ...เฮ้ย!!!”

     ไอ้นักข่าวนั่นมันควักกล้องดิจิตอลขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาแล้วหลังจากนั้นก็โดนเหยียบ!!!   ก็ได้แต่มอง แต่ก็ยังทำใจไม่ได้ มองมันตายไปตรงหน้า... อะไรจะตายโง่ปานนั้น!   รถถังทั้งสองยิงไล่กันไปจนสุดสายตา แล้วคันตีนตะขาบก็ระเบิดตูมจากกระสุนปืนใหญ่ที่ลอยมาจากฟ้า ถ้าดูจากทิศทางที่ลอยมาคงยิงมาจากอ่าวไทยใช้ดาวเทียมช่วยเล็ง แม้แต่ทัพเรือก็ตั้งรับไม่ทันเหรอเนี่ย...  ผมมองไปยังร่างอันแน่นิ่งของพ่อนักข่าวแสนซวย อื๋อ? รู้สึกเหมือนนิ้วมันกระดิกนิดๆ

            “อะ โอย...นี่เรายังไม่ตายใช่มั้ยเนี่ย...”

     อึ้ง! รับประทาน   ไอ้นักข่าวนั่นมันค่อยๆ ยันตัวเองลุกขึ้นสายตายังมองไปที่จอกล้องแล้วเดินตรงเข้าไปแอบตรงซากกำแพงซ้ายมือของมันนั่นไม่ใช่ปัญหา มันรอดมาได้ยังไง คำพูดถัดไปของมันทำเอาผมสงสัยหนักกว่าเดิม

            “ไม่เอาแล้วเวทมง เวทมนต์บ้าอะไร เจอแบบนี้มีกี่ชีวิตก็ไม่พอหรอก! มันคงหนักเกินไปสำหรับฉัน”

     ‘ไม่เอาอีกแล้ว’ งั้นเหรอ มันเคยเจอมาก่อนงั้นเหรอ? ถ้างั้นที่มันไปร้านเหล้านั่นก็ไม่น่าจะบังเอิญ รวมถึงการที่มันไปถึงที่เกิดเหตุหน้าบ้านอรุณเป็นคนแรกด้วย... ไอ้นี่ไม่ธรรมดาซะแล้ว

     ปลอกเก็บเสียงพร้อม ถนนโล่งปลอดกระสุน...ไอ้นักข่าวหันรีหันขวางไม่ทันสังเกตุเห็นเรา จังหวะนี้แหละ!

     ผมพุ่งข้ามถนนเข้าชาร์จตัวมันจากด้านหลัง มันดิ้นขัดขืนเล็กน้อยผมเลยต่อยหน้ามันเข้าให้...

            “เฮ้ย! อะไรวะ มึงเป็นใคร!”     หมัดเดียวยังขัดขืน ต้องต่ออีกหมัด

        “กูเป็นนักศึกษา!”     พร้อมซัดหน้ามันอีกเปรี้ยง

     เท่านั้นแหละลงไปกอง อ่อนจริง...   ผมจัดกระชากคอเสื้อมันขึ้นมากดปืนลงบนน่องขวา ได้เวลายิงคำถามแล้ว...

        “แกรอดมาได้ยังไง แกรู้อะไรบ้าง บอกมา!”

            “อะ อะไร ไม่รู้ แกหมายถึงอะไร!”

     ไม่รู้งั้นเหรอ คิดว่ากูอยากได้ยินคำว่า ‘ไม่รู้’ งั้นเหรอ ไอ้นี่วอนซะแล้ว!

        “สภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ไงเล่า! ภาวนาอย่าให้ต้องเหนี่ยวไก ตอบมา!”

     หน้าซีดลง เหงื่อแตกซิก สายตาลอกแลก กลัวเต็มพิกัด มันต้องรู้อะไรบางอย่างแน่

            “มะ ไม่รู้ จริงจริ๊ง!   พอออกมาเห็นก็เป็นแบบนี้แล้ว!”

        “แล้วไอ้ที่พูดว่าเวทมนต์ล่ะโว้...”

     เฮ้ย! นั่นมัน   PA ไม่ระบุสัญชาติตัวหนึ่งพุ่งตรงมาทางนี้ เวรเอ้ย ยังไม่ทันจะได้ถามเลย!   ถ้าผมหลบก็รอดแต่ไอ้นักข่าวนั่นเดี้ยง ครั้นจะลากมันหลบด้วยก็ไม่ทัน   โทษทีว่ะ ชีวิตตัวเองต้องมาก่อน!

     ผมกระโจนหลบออกไปในที่โล่ง เพราะไม่รู้ว่าไอ้กำแพงพวกนั้นตรงไหนจริงตรงไหนหลอก ส่วนไอ้นักข่าวนั่นไม่ทันโดนชนทะลุตัวไปเต็มๆ จนหงายหลัง หวังว่ามันคงไม่แค้นเคืองกันนะ...

        “เฮ้ย เป็นไปได้ไง!”     คำนี้ครั้งที่เท่าไหร่แล้ววะเนี่ย!

     นักข่าวหน้าเหลี่ยมนั่นมันไม่ตาย ชันตัวลุกขึ้นมานั่งหน้าเอ๋อ ที่มือถือกล้องดิจิตอลอันเดิมอีกแล้ว หรือว่านั่นคือทางรอด!?

     ผมวิ่งเข้าไปกระชากคอมันอีก แล้วลากมันออกไปจากพื้นที่เสี่ยงภัยหลบเข้าซอยถัดไป ต่อด้วยตะบันหน้าขาวๆ ของมันให้เขียวเพิ่มอีกหมัด...

        “ไอ้นี่คือสิ่งที่ทำให้แกรอดเหรอ?”

     กล้องดิจิตอลที่เปิดโหมดธรรมดาไว้ ผมมองผ่านจอไป... ภาพที่ปรากฎบนกล้องแตกต่างจากสภาพโดยรอบอย่างสิ้นเชิง!   นาฬิกาแสดงตัวเลขเป็นเวลา 21 นาฬิกา 54 นาที   ภาพที่ออกมานั้นเป็นยามค่ำคืนกลางถนนที่ไม่มีคนเดิน แม้แต่เศษฝุ่นหรือหลุมระเบิดก็หายไป   ภาพความเป็นจริง!

            “ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น แต่พอลองเอากล้องมาจะถ่ายภาพ ภาพที่ขึ้นบนกล้องมันเป็นภาพของเวลาจริง แล้วพอมองผ่านกล้องนี้แล้ว เดินชนกับคนที่ดูเหมือน CG พวกนี้ก็ไม่สัมผัสถึงอะไรเลยราวกับมันไม่มีตัวตน เลยใช้มันมาตลอดทางจนรอดถึงตอนนี้”

        “งั้นรึ...จะว่าไปก็ไม่รู้สึกร้อนเลย พอมองผ่านกล้องนี้อย่างเดียวแล้วก็ไม่รู้สึกถึงภาพลวงตาพวกนี้เลย...”

     เอ็กเซียมันบอกไว้ว่า ‘ประสาทสัมผัสถูกแฮ็ค ทำให้ไม่อาจตระหนักถึงความเป็นจริงได้อย่างสมบูรณ์’ งั้นถ้าเราตระหนักได้ถึงความจริงอย่างสมบูรณ์ ไอ้ภาพลวงตาพวกนี้ก็ทำอะไรเราไม่ได้สินะ...

        “หึหึหึ ท่าทางจะแฮ็คได้แค่สมอง แต่แฮ็คอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์ไม่ได้... ไอ้หน้าเหลี่ยม ถ้าไม่อยากตายแกมากับฉันซะ!”




     เพล้งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

     เศษกระจกแตกกระจายเต็มพื้น ไอ้นักข่าวหน้านิ่งตาลอยปากค้าง...

            “ฮึก ฮึก นะ..นี่เรา ยังไม่ตาย?”

        “เกือบไปเหมือนกัน แกจะปอดแหกอะไรนักหนาวะ มีของดีก็ใช้ออกมาสิ มัวตะลึงตายอย่างเดียวนะว้อย!”

     ผมตอกกลับคำพูดเลื่อนลอยของมันไป นี่ถ้าคว้ากล้องมาไม่ทันคงเรียบร้อยไปแล้ว ว่าแต่...ตอนนี้ตรงนี้มันที่ไหนวะ!

            “ที่นี่น่าจะเป็นด้านหลังศาลอาญา”

     มันลุกขึ้นตอบคำถามไขข้อข้องใจ แล้วจะเอายังไงต่อล่ะทีนี้ ที่รอดมาได้ถึงตอนนี้เพราะดวงดีล้วนๆ   หลังจากที่พอจะตั้งหลักกันได้ PA เครื่องหนึ่งก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้าของพวกเรา มายกปืนไรเฟิลติดเครื่องยิงจรวดขึ้นประทับ ตั้งท่าจะเหนี่ยวไกยิงจรวดมาใส่ผม เฮ้ยทำไมล่ะ!   เสียงผู้หญิงที่เหมือนจะเป็นคำตอบดังขึ้นจากด้านหลัง...

                “อย่า! อย่ายิงได้โปรด!”

     ที่แท้มันก็เล็งใส่ผู้หญิงสองคนเลยจากพวกผมไป นอกจากจะบุกโจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัวยังฆ่าพลเรือนปิดปากอีก!

        “ใช้วิธีเดียวกับเราเลยแฮะ”     ผมเองก็เคยทำอย่างนั้น...

     จรวดยิงออกมาหมายจะฆ่าทั้งสองคนด้านหลัง ในตอนที่ผมจะยกกล้องขึ้นส่องอีกครั้งนั้นเอง ทหารติดเกราะที่ไหล่เป็นแผงซ้อนสีดำสนิทพุ่งตรงแทรกกลางระหว่างผมกับพิศาล มันยกโล่ขนาดใหญ่ขึ้นตั้งกันระเบิด ตามด้วยตวัดแขนขวาที่ติดตั้งดาบคลื่นความร้อนสูงเรืองแสงสีฟ้าตัดผ่าเข้ากลางอกของผู้ยิงจนขาดเป็นสองท่อน ที่แผ่นหลังตรงบูสเตอร์ของ PA ตัวนั้นมีตัวอักษรสี่ตัวเรียงกันชัดเจน ‘SWAT’

     PA ตัวนั้นพุ่งเข้าปะทะกับศัตรูอีกตัวหนึ่งซึ่งถือปืนยิงกระหน่ำเข้าใส่ เจ้านั่นทิ้งโล่ขนาดใหญ่ซึ่งเสียหายจากแรงระเบิดแล้วกระโดดขึ้นวิ่งไต่กำแพงตะแคงข้างเข้าหาอีกฝ่าย แล้วกระโจนออกลงปัดอาวุธของศัตรูทิ้งแล้วกดดาบลงฟันเหยื่อผู้โชคร้ายอย่างเหี้ยมโหด

        “ยอดเลย! ฝีมือเหนือชั้น...”

     ทางด้านผู้หญิงสองคนข้างหลังเองก็มี PA ฝ่ายเดียวกันนั้นมาพาออกไปอย่างรวดเร็วรัดกุม   ปฏิบัติการปานสายฟ้าทั้งฆ่าทั้งช่วย ตอบโต้ศัตรูได้ทันท่วงทีจริงๆ

     หลังจากตะลึงกันเสร็จไอ้นักข่าวก็รีบหันหลังเดินนำผมเข้าไปในตึก ภายในยังมีมนุษย์ภาพฉายหลบอยู่บ้างทั้งหญิงชาย   พวกนั้นอยู่ในสภาพหวาดวิตก บางคนก็กุมมือกันไม่ก็ประถมพยาบาลคนที่บาดเจ็บ   แสงไฟจากหลอดนีออนติดๆ ดับๆ ทำให้บรรยากาศดูอันตรายมากขึ้นไปอีก

            “ไม่อยากเชื่อเลย...ว่านี่จะเป็นวันแรกของการรบ”

        “อย่าไปสนใจนี่ยังน้อยไปด้วยซ้ำ... เอาล่ะ ถ้าเป็นในนี้เรายังมีเวลาคุยกันบ้าง มาไล่ลำดับเหตุการณ์แล้วตอบคำถามฉันทีละข้อ แน่นอนว่าถ้าไม่ตอบแกโดนอัด”

     ผมพาพิศาลเสื้อน้ำตาลเดินเข้าไปนั่งในห้องพิจารณาคดี ภายในนี้เองก็ใช่ว่าจะยังอยู่ในสภาพดี แรงระเบิดทำเอากระจกแตกจนหมด โต๊ะเก้าอี้เองก็ล้มระนเระนาด แถมด้วยศพอีก 2 ศพที่โดนกำแพงปูนถล่มลงมาทับ

        “แบตของกล้องก็ไกล้จะหมดแล้ว ของที่ใช้แทนกันได้ก็คงมีแค่โหมดถ่ายภาพของโทรศัพท์ เอาออกมาซะ”

     นักข่าวหยิบเอาโทรศัพท์ในกระเป๋าออกมาเป็นรุ่นล่าสุดแพงระยับ รวยจริงๆ แฮะไอ้นี่...

        “ไม่ต้องถามว่าฉันเป็นใคร เพราะฉันเป็นนักศึกษาธรรมดาๆ อย่างที่เห็น”

     ผมพูดดักคอมันไว้ ทำเอามันสะอึกเล็น้อยคงกะจะถามพอดีสินะ... อย่างที่มันเห็นก็คือไอ้โม่งชุดดำกำลังจ่อปืนใส่หน้าของมัน นักศึกษาบ้านไหนวะเนี่ย...

        “แกเคยเจอเวทมนต์มาก่อนเหรอ?”     ถามไปเสียงนิ่มๆ

            “...”

     ไม่ยอมตอบมันก้มหน้าต่อไป เป็นบ้าอะไรวะ?

        “เอาเถอะ...   พอจะรู้บ้างมั้ยว่าแถวนี้มีที่ไหนเหมาะสำหรับตั้งปะรำพิธีใหญ่ๆ บ้าง ไม่สิ...เอาเป็น รู้เกี่ยวกับวงเวทอะไรพวกนี้บ้างรึเปล่า นี่เกี่ยวกับทางรอดของเรา แกต้องตอบ”

            “...”

     ไม่ยอมตอบอีกแล้ว... ไอ้นี่ทำผมเลือดขึ้นหน้าซะแล้วสิ กูไม่มีเวลาว่างมานั่งเล่นกับมึงที่นี่นะโว้ย!

            “3 ปีก่อนตอนกลางดึก... ผมเจอทหารหญิงคนหนึ่งในชุด PA ขนาดกลางนอนแน่นิ่งบนชายหาดที่ญี่ปุ่นใกล้ๆ กันนั้นมีซากเครื่องบินรบกระจัดกระจายอยู่   ตอนนั้นผมเป็นนักข่าวสมัครเล่น ก็เลยเข้าไปตั้งใจจะถ่ายรูป แต่...เธอยังไม่ตาย”

        “อะไร? พอเปิดปากได้ก็พาย้อนอดีตเหรอ? ฉันไม่ได้อยากรู้ตรงจุดนั้นแค่นี้ก็อดีตพอแล้ว”

            “คุณต้องฟังผม! นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของชีวิตผมแล้วก็ได้!”

     มันลุกขึ้นทำหน้าขึงขัง ไม่กลัวปืนที่จ่อกลางหน้าผากเลยแม้แต่น้อย คงสำคัญมากจริงๆ เอาเหอะฟังหน่อยก็ได้ ยังไงซะตรงนี้ก็ไม่ใช่จุดที่โดนทิ้งระเบิดระลอกสุดท้าย เพราะตึกศาลอาญาในปัจจุบันยังใช้การได้อยู่ถึงมันจะล้างไปแล้วก็ตาม...   ผมมองผ่านกล้องหาของจริงลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้ามัน ส่วนข้างนอกก็ยังยิงกันอยู่ ถ้าบุกเข้ามาในนี้ผมก็พร้อมจะจรลีลี้ไปทุกเมื่อ

            “ขอบใจ...   ผู้หญิงคนนั้นมีแผลเต็มตัว ผมพาเธอไปหลบในเซฟเฮ้าส์ที่โตเกียว ที่สำคัญเธอเอาแต่เพ้อถึงแผนการตลอดเวลา พูดว่าต้องทำให้สำเร็จบ้างล่ะ จะยังตายไม่ได้บ้าง ไม่สนใจรับรู้สภาพรอบๆ เลย ไม่เห็นหัวผมด้วยซ้ำ”

     เพ้อถึงแผนการตลอดเวลางั้นเหรอ? ชักแปลกๆ ซะแล้วสิ PA ขนาดกลางไปทำอะไรที่ชายหาดมีซากเครื่องบินด้วย แถมยังเป็นเมื่อ 3 ปีก่อน เหตุการณ์มันชักคุ้นๆ แล้วสิ

            “เธอเป็นคนสวย ผมจึงอดไม่ได้ที่จะช่วยเหลือเธอ คงคิดว่าตลกล่ะสิ แต่ฝีปากเธอยอดมาก ไม่รู้ว่าจริงใจหรือเสแสร้ง... จนเช้าวันหนึ่งเธอออกไปโดยไม่บอกผม... ผมตื่นมาพบกระดาษเขียนข้อความด้วยดินสอเป็นรหัสตัวเลขยาวเหยียดกว่า 10 แผ่น ผมรีบตามเธอออกไปทันที... น่าแปลกทั้งที่ในห้องไม่มีแม้แต่เครื่องคิดเลข แถมยังล็อคแน่นหนาเปิดได้แค่คำสั่งจากเสียงของผมเท่านั้น เธอทำได้ยัง...”

        “เดี๋ยวก่อน! ผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไร บอกมาเร็วเข้า!”     ผมรีบขัดลำมันทันที

     ทิ้งรหัสตัวเลขไว้ด้วยดินสอ! นี่มันชักแหม่งๆ แล้วสิ คนที่มีฝีมือคำนวนรหัสตัวเลขด้วยสมองเพียวๆ แบบนี้มีน้อยมาก หรือว่าจะเป็น...

            “ฟังผมพูดให้จบก่อนสิ!   ผมตามเธอไปถึงท่าเรือ เหมือนเธอยืนรอใครอยู่แล้วก็ใช่จริงๆ มีเรือเฟอรี่ลำหนึ่งเข้าเทียบท่า ผู้ชาย 2 คนในชุดดำเดินออกมา เธอทำท่าดีใจพร้อมพูดคุยกับพวกนั้น แล้วอยู่ดีๆ เธอก็ชักปืนขึ้นมา แต่ไม่ทันที่จะได้เล็งร่างของเธอก็...ก็...ระเบิดกระจุย”

     ระเบิดกระจุยเลยเหรอเฮ้ย! แล้วไม่บอกชื่อซะทีวะ แถมยังเล่าแบบคลุมเคลืออีกรูปร่างหน้าตาก็ไม่รู้จักพูด!

        “เธอชื่ออะไร!!!”     ผมกระชากคอมันขึ้นเต็มแรง

            “เธอชื่อ...วิโอล่า...เธอบอกผมแค่นั้น อุ ปะ..ปล่อยซะที...”  

     วิโอล่า...

             “ผมหนีมา รหัสตัวเลขนั่นผมตีความไม่ออก แต่ที่ด้านหลังแผ่นกระดาษมีข้อความเขียนไว้เป็นภาษาสเปนว่า ‘ช่วยฉันเป็นครั้งสุดท้าย ตามหานรกเดินได้ บอกเขาเรื่องเวทมนต์ ส่งรหัสพวกนี้ให้เขา เขาน่าจะอยู่ที่เอเชียอาคเนย์’   หลังจากนั้นผมก็ตามสืบหาเรื่องเวทมนต์ตลอดมา ผมไม่รู้ว่านรกเดินได้คือใคร”

     เธอตายแล้วงั้นรึ... ในวันนั้นไม่ได้มีแต่ฉันเท่านั้นที่รอดมางั้นรึ...

        “ไอ้นักข่าวรหัสพวกนั้นยังอยู่กับตัวรึเปล่า?”

             “ผมเก็บมันไว้ในเซฟเฮ้าส์ที่พัทยา”

     โห มีเซฟเฮ้าส์หลายที่เหลือเกินนะ ท่าทางจะรวยไม่ใช่เล่นๆ แต่ก็ดี!

        “ดูท่าฉันจะปล่อยให้แกตายไม่ได้ซะแล้วสิ... ฉันนี่แหละ... ‘นรก’ ตัวนั้น”

            “หา?”

     มันเงยหน้ามองผมราวกับว่าผมเป็นเทพเจ้าลงมาโปรด สายตานั่นจ้องมองมาที่นัยน์ตาของผม คงตกใจไม่น้อยเลย

        “งงอะไรอยู่ล่ะ คนที่แกตามหา...อยู่ตรงหน้าแล้วนี่ไง!”



ตามมาด่ากันได้ที่ http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3423
ออกแบบตัวละครของท่านที่ หรือตามวรรคก่อน http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3286
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 06, 2011, 07:00:46 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: