หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-  (อ่าน 21681 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: กันยายน 15, 2011, 07:16:27 PM »

            “จะ จริงหรือนี่? เจอง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ?”

     หน้าเหลี่ยมของพิศาลบานออกอย่างชัดเจน ตาเป็นประกายส่ายไล่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้านั่นเปี่ยมไปด้วยความหวังผิดกับครั้งแรกที่เจอกัน จริงสิตอนเดินสวนกันนั่นความรู้สึกของมันก็คล้ายๆ กับตอนนี้ ตอนนั้นคงคิดว่าจะได้เบาะแสเกี่ยวกับเวทมนต์เหมือนผมสินะ... แต่ประโยคที่พูดมานั่นรับไม่ได้ยังไงไม่รู้สิ

        “เจอกันง่ายๆ บ้าอะไรเล่า กว่าแกจะมาเจอฉันแกผ่านอะไรมาบ้างลองคิดดู... ฉันเองกว่าจะได้เจอแกที่เป็นเบาะแสสำคัญมันก็ไม่ง่ายเหมือนกันนะเว้ย แล้วเดี๋ยวต้องฝ่าดงตีนออกไปกันอีก ก่อนพูดอะไรคิดบ้างสิวะ!”

     ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโกรธมันไปทำแป๊ะอะไร แต่ยังไงก็โอเคล่ะวะ!   มันขยับปากเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง...

            “ถ้าอย่างนั้นแล้ว... พระเจ้าตายเมื่อไหร่?   ตอบมาสิถ้าคุณคือคนที่ผมตามหามาตลอ..”

        “ทันทีที่หมดสิ้นซึ่งศรัทธาในภาพลวงตา และสิ่งที่ตามมาคือตน แห่งตน เพื่อตน เมื่อนั้นความเป็นจริงจะกลืนกินทุกความลวง และนั่นคือสรวงสวรรค์แห่งความเป็นคน”

     ผมตอบกลับทันทีไม่รีรอ และคุณนักข่าวช่างถามก็สงบลง พร้อมกับพึมพำเบาๆ ถึงจะเบาก็พอจับได้ว่า “สำเร็จแล้ว วิโอล่า”     ความรักที่เจ้านี่มีให้กับเธอคงไม่ใช่เล่นๆ แหงล่ะ..วิโอล่ามีความสามารถ ไม่สิควรจะเรียกว่าสุดยอดพรสวรรค์ ไม่ว่าผู้ชายคนไหนก็ใจละลายหากได้ใกล้ชิดกับเธอ เป็นสุดยอดจราชนฝีมือดี แค่ไอ้หน้าหม้อธรรมดาอย่างหมอนี่ไม่ครณามือเธอเลย...

     เสียงปืนลวงประสาทเงียบไปแล้ว จบระลอกแรกแล้วสินะ... ทั้งๆ ที่อยากจะนั่งพักคอยท่าอีกสักพักแต่ก็ไม่วายงานเข้าอีกจนได้ ยังไงน่ะเหรอ?   โทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้น ก็รับทันทีสิครับเบอร์ไอ้ซานเจมัน

        “ราตรีศรีสวัสดิ์...”

            ‘บ้าอะไรเล่าไอ้กร้วกนี่! ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน?’

     ไม่เห็นจะต้องตะคอกกันเลย... ที่โทรมานี่แสดงว่าข้างนอกเริ่มแตกตื่นกันแล้วสิท่า

        “*Ground Zero เข้าใจบ่ ข้อยว่าวชัดบ่?”          *จุดใจกลางระเบิด(โดยมากจะใช้กับระเบิดนิวเคลียร์ หรือวินาศกรรมขนาดใหญ่)

            ‘เมื่อไหร่จะเลิกกวนตีนวะ..เฮ้ยเรื่องนั้นช่างมันก่อน! สารวัตรคลั่งใหญ่แล้วโว้ย! แกจะเข้าไปทำซากอะไรในนั้นวะ ลองดูที่สัญญาณมือถือตัวเองเด้!!’

     ผมดูแถบแสดงสัญญาณโทรศัพท์ ชะเฮ้ย!? ไม่มีสัญญาณเลยซักขีด!! แล้วมันโทรเข้ามาได้ยังไง...

            ‘โทรผ่านดาวเทียมของกองทัพ แฮคมาเหลือเวลาอีก 7 นาทีจะถูกจับได้’     หา? กองทัพถ้างั้นก็...

            ‘กองทัพล้อมไว้หมดแล้ว เป็นกองกำลังยานเกราะทั้งรถถังทั้ง PA ไม่ติดตราบอกชั้นยศสังกัด ปิดไล่ตั้งแต่รัชโยธินลงไปถึงห้วยขวางเลยนะว้อย’

     เฮ้ย! ล้อมกว้างขนาดนั้นมันยกมาทุกกองพลเลยเร้อ!!! ไม่สิพวกหน่วยพิเศษไม่น่าเยอะขนาดนั้น นี่ต้องเป็นคำสั่งตรงสุดกร่างของระดับนายพลคนใดคนหนึ่งแหงๆ

        “ปิดขนาดนั้นคงประกาศอัยการศึกไปแล้วสินะ?”     ผมถามกลับไปอย่างใจเย็น

            ‘เออ! นักข่งนักข่าวโดนจับทุกคนเลย ปิดกั้นสื่อสมบูรณ์ นี่ถ้าสารวัตรไม่บอกก็ไม่รู้หรอกเว้ย!’     มันตอบกลับมาดั่งไฟรน

     ตามด้วยเสียงนุ่มๆ ของผู้หญิงที่คุ้นเคย...

            ‘เอามานี่ฉันคุยเอง... พิชิตแกมีอะไรบ้าง?’

        “ปืน 2 เก็บเสียง 1 ทั้งคู่ 9 มิลลิเมตร มีดอรัญญิกแท้ ย้ำว่าแท้นะ! 1 เล่ม กับสัมภาระห้ามชำรุด 1 มีลมหายใจ”

     เอเลนัวร์ได้ยินก็ตอบอย่างเรียบๆ กลับมาทันที สมกับเป็นเธอจริงๆ ให้ตายสิ

            ‘9 มม. ยิง PA ไม่เข้า สัมภาระสำคัญสุดๆ แย่จริง... เดี๋ยวจะเอาแมงมุมลุยเข้าไป ฉันจะไปกับซานเจส่วนลูกน้องสารวัตรไปด้วยไม่ได้’

     จะเข้ามาเรอะ!? แย่ล่ะสิ แม่นี่ห้ามไม่ฟังซะด้วย...เอาไงเอากันวะ!

        “เอเลนัวร์ เธอต้องใส่ PA เข้ามานะ! แล้วต้องเป็นเทเลสโคปด้วย ไม่ก็แว่นที่มีระบบ HUD(Head User Display) หรืออะไรก็ได้ที่มันมีกล้องดิจิตอล ถ้าเข้ามาแล้วห้ามใช้ตาเปล่ามองเด็ดขาด! แล้วเอามาเผื่อด้วย 2 ชุด...”

            ‘หมายความว่าไง?’

     ขนาดเสียงตอนงงก็ยังนุ่มบาดใจ... อีกฝ่ายเป็นแม่ชีนะว้อยคิดอะไรอยู่วะเนี่ยกู!

        “เข้ามาก็รู้เอง”

            ‘แกเองก็ระวังไว้ด้วย อีกฝ่ายมีระบบตรวจจับอุณหภูมิ ดีไม่ดีจะใช้ดาวเทียมร่วมด้วย มันปิดซะขนาดนั้นคงกะเก็บทุกชีวิตที่ติดอยู่ในนั้น และ อะแฮ่ม...’

     แล้วเธอก็ลั่นคำพูดสมยี่ห้อเอเลนัวร์ออกมาด้วยน้ำเสียงสดใสกว่าวัย ส่งท้ายก่อนหมดเวลาสื่อสาร...

            ‘ขอเรียกปฏิบัติการนี้ว่า!!!’



Unreal 10   -Soldier Side Live in Bangkok!-     ให้มันได้อย่างนี้สิบ้าเอ๊ย!!!



     ทำเป็นเล่นไปได้ยัยบ้านี่ ถ้าไม่เห็นแก่ว่า...เออช่างเหอะ เอาเป็นว่าสิ่งที่ผมต้องทำอย่างด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋าคือ หอบพัสดุฝ่าสิ่งกีดขวางไปขึ้นทะเบียนรอส่งต่อให้เรียบร้อย...

        “ศัตรูจำนวนไม่น้อยเลย ต่อจากนี้พวกเราต้องวิ่งพล่านเหมือนหมาบ้ากันหน่อยล่ะนะ... ระหว่างนั้นนึกอะไรได้ก็รีบบอกล่ะ”

     ผมหันไปพูดใส่พิศาลที่ยังนั่งตูดแผละตาลอยอยู่ มันยังบ้าอยู่อีกแฮะ   ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเล่นต้องเผ่นก่อนถึงจะดี ข้างนอกเงียบข้างในโล่ง เส้นทางค่อนข้างแจ่ม เวลาในนี้ถ้าเทียบกับเวลาแท้จริงคงประมาณ 6 นาฬิกา 15 นาที เยี่ยม! ตามบันทึกรายงานที่แอบอ่านเมื่อก่อนระลอกสองเริ่มตอนหกโมงครึ่ง ทีนี้ที่เหลือก็แค่ลุ้นว่าจะหาที่ซ่อนดีๆ เจอก่อนหน่วยรบติดเกราะของแท้ไม่แพ้เทียมจะโผล่หัวมารัวกระสุนทันมั้ย...   ผมกระชากลากพิศาลออกเดินไปทางประตูหน้าของศาลอาญา  ก็พอมีภาพศพสยองเลือดนองกองให้เห็นเป็นระยะๆ พวกผู้รับเคราะห์บางคนเริ่มขาดใจตายจากบาดแผลบ้างแล้ว น้ำตาที่เจิ่งนองกับคำพูดประชดชีวิต ไม่ก็อ้อนวอนต่อสิ่งไร้ตัวตนให้ช่วยตัวเองช่างบาดตาเหลือเกิน พิศาลทำท่าเหมือนจะยื่นมือออกไปแต่ผมก็รั้งไว้เพราะเดี๋ยวจะเจ็บตัวซะเปล่าๆ

        “จำไว้ซะความเลวร้ายนี้มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้... อย่าให้มันมารบกวนหัวใจยังไงก็เป็นแค่อดีต ไม่แน่บางทีทั้งแกทั้งฉันอาจจะลงไปกองจมกองเลือดแบบเดียวกับภาพลวงตาเหล่านี้เร็วๆ นี้ก็ได้...”
  
            “คุณหมายความว่ายังไง?”     มันถามกลับมาด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก

        “ทหารตัวเป็นๆ ในยุคนี้บุกมาแล้ว มาฆ่าทุกคนที่รับรู้สภาพนรกนี่...ตลกใช่มั้ยล่ะ?”     มันก็ยังไม่แน่ว่าจะมาฆ่า...

     พิศาลหน้าหดลงไปอีก แก้มบนหน้าเหลี่ยมๆ ของมันตอบลงมาหมดราศี ผิวที่ขาวอยู่แล้วพอตัวซีดลงนี่ไปยิ่งกว่าไก่ต้มอีกแฮะ ในใจมันคงเต็มไปด้วยคำถามที่รู้คำตอบได้ด้วยตัวเองมากมาย   ตามความคิดผม ไม่แน่ว่าทหารพวกนั้นอาจจะออกมาลุยไล่ฆ่านักเวทที่เปิดเวทนี้ก็ได้ หรือที่ร้ายสุดก็เห็นจะเป็นร่วมมือกันเพื่อจัดการอะไรบางอย่าง เพราะตอนอยู่ในร้านเหล้าผมดันไปดักฟังโทรจิตของนักเวทตัวปัญหาพวกนั้นได้ ไม่แน่เป้าหมายมันอาจจะเป็นกำจัดเสี้ยนหนามทั้งหมดโดยไม่สนว่ามีดที่ใช้ฝนจะเล็มเกินกินไปถึงเนื้อเข้า... และตรงหน้าผมตอนนี้ก็คือ!!!

        “ตายยากจริงๆ พับผ่า กำลังบ่นหาก็มาพอดี...”

     ทั้งที่อีกไม่กี่ก้าวก็จะออกจากตึกนี้ได้แล้วแท้ๆ และทั้งที่อยากให้มันเป็นเพียงภาพลวงตา แต่ยกกล้องมาส่องก็ยังเห็น เฮ่อ...   PA(เผื่อบางคนจะลืมไปแล้วและผู้มาอ่านใหม่ PA = all Purpose Armor สำหรับทหารจะเป็น Personal Assault Armor) ขนาดเล็กสีดำสนิทแบบที่หน่วยพิเศษใช้กัน ส่วนเกราะหัวเป็นแบบครอบปิด ดวงไฟสีแดงเล็กๆ บนมุมขวาส่วนหน้ากากตัดกับฉากหลังที่เป็นเงาดำทะมึนจากฟ้าหลังอาทิตย์ตก...

        “...เกราะเบารุ่นล่าสุดของบริษัทรุ่งไพศาล งานเข้าซะแล้ว”     ผมลดกล้องลง แล้วขึ้นลำกล็อค 18(ปืนพก Glock 18)

     ทำไมไม่ถามไถ่กันก่อนน่ะเหรอ? เพราะอีกฝ่ายยกปืนส่องเลเซอร์ชี้เป้าเข้าที่หัวผมก่อนไงล่ะ ถ้าคิดว่ามันเห็นผมสวมไอ้โม่งก็เลยสงสัยจ่อขู่ล่ะก็ผิดถนัด... มันแค่รอจังหวะที่จะซัดให้เน่าทั้งคู่ เพราะถ้ายิงเลยตายหนึ่งอีกหนึ่งอาจรอด   ปัญหาหลักๆ เลยคือมันมองผ่านกล้องตลอดเวลาดังนั้นภาพลวงตาฆ่ามันไม่ได้ แต่ฆ่าพวกผมได้   ที่ผมคิดไว้สองอย่างเมื่อกี้น่ากลัวจะเป็นอย่างหลังแล้วสิ

     ช่องทางเดินกว้างพอเอารถวางได้ 2 คัน พวกเราอยู่ชิดซ้าย มันอยู่หน้าประตู ระยะห่างคือ 2 เมตร ระยะสังหารประชิดตัวของผม... ถ้าหลบนัดแรกได้ก็จะเข้าประชิดไปสป๊าคไฟมันด้วยแขนซ้ายทัน แต่พิศาลอาจหลบไม่ทันเพราะปืนของมันเป็นปืนกลเบารุ่นล่าสุดสำหรับรบปราบจลาจลโดยเฉพาะ มีอัตราปล่อยกระสุนถี่มากเหมาะสำหรับกราดยิง ในระยะใกล้แค่ส่ายปืนก็โดนทั่วพอๆ กับลูกปราย ซึ่งปกติจะใช้กับกระสุนยางซองกระสุน 60 นัด แต่นี่คงจัดหนักลูกตะกั่วมาชัวร์

     เอาวะ! ผมเหล่ตามองซ้ายมีหลืบให้หลบอยู่เป็นรูเล็กๆ จากระเบิด บอกไปแล้วว่าปัจจุบันศาลนี้ร้าง ไม่น่ามีการซ่อมบำรุง งานนี้ลองโทรถามพระอินทร์ดูแล้วกัน!!!

     ที่เอวมันมีระเบิดมือสองลูก...   ผมสะบัดตัวเหวี่ยงขาซ้ายเตะพิศาลลอยเข้าไปในหลืบทันที อีกฝ่ายเห็นดังนี้ก็จัดเหนี่ยวไกใส่ผมต่อ

            “ตายซะไอ้โม่ง!!!”     ปังๆๆๆๆๆๆๆ

     ผมรีบก้มหัวต่ำหลบกระสุนไปเฉียดๆ เหลือบมองพิศาล โอเคพระอินทร์เข้าข้างหลืบนั้นเป็นของจริง แล้วยิงปืนสวนมันไป 3 นัดซ้อน แรงดีดจากปืนกลเบาและกระสุนที่เข้าบริเวณศอกดันให้แขนทั้งสองข้างที่ประคองปืนของมันลอยขึ้น

        “ใครกันแน่วะที่ตายน่ะ!!!”

     จังหวะนี้ผมดีดตัวพุ่งแขนซ้ายหมายที่กลางลำตัวของมัน ตัวผมลอยเหนือพื้นประมาณ 20 เซ็นติเมตร ทำให้แขนซ้ายอยู่ในเขตที่จะกดลงบนลำตัวท่อนล่างของมัน อีก 0.5 วินาทีถึงตัวมันแน่! ชะ อ้าว!?

            “ไม่ได้แอ้มหรอกว่ะ!!!”

     มันจุดบูสเตอร์ตอนที่ผมจะถึงตัวดันทั้งร่างให้ลอยขึ้น แล้วเตะอัดชายโครงผมจนกระเด็นกลับหลังไปทางเดิม แต่ว่านะก่อนจะลอยถอยออกมามือซ้ายผมก็ไม่ได้คว้าลมไปซะทีเดียว...

     ผมตกลงกลิ้งอัดกำแพงใกล้ๆ กับช่องที่พิศาลก้มตัวสั่นงันงกอยู่ มันรีบยกปืนชี้เป้าเล็งผมต่อหลังจากลงพื้นอย่างสวยงาม

        “เจ็บเป็นบ้าเลย! แฮ่กๆ แต่มันก็จบแล้วล่ะนะ   เฮ้ยไอ้คุณ PA แกชะตาขาดแล้วว่ะ!”

     นี่ไม่ใช่การขู่ ผมยกของที่ติดอยู่กับนิ้วชี้ซ้ายให้มันดู ถึงห้องมันจะมืดแต่มันมีกล้อง*อินฟราเรดมองเห็นอยู่แล้ว

            “เฮ้ย! อะ ไอ้นั่นมัน”     โหตกใจน่าดูเลยนะ ถึงกับมือไม้อ่อนเลยทีเดียว

        “ไว้เจอกันชาติหน้าถ้ามีจริง จุ๊บ”

     ส่งจูบให้สักครั้งก็ยังดีจริงมั้ย? ในเมื่อมันกำลังจะกลายเป็นโกโก้ครั้นช์ ที่อยู่ในนิ้วผมนั้นมันคือลวดวงกลมต่อปลายยาว...สลักระเบิดมือจากข้างเอวมันนั่นเอง แหม แค่มาไล่ยิงพลเรือนจะพกของอันตรายอย่างนี้มาทำไมก็ไม่รู้

            “จ้ากกก!!! เฮ้ย! ทำไงดีวะเนี่ย ออกไป เอาออกไปที๊!!!”

     ก็ค่อยๆ แกะเองเด้ แกะแล้วขว้างออกไปก็รอดแล้ว สงสัยจะอ่อนประสบการณ์ น่าสงสารยังไงไม่รู้แฮะ ถ้ามันแกะออกก็ว่าจะเข้าไปช็อตพอสลบ แต่ดันโง่ก็ช่วยไม่ได้ว่ะ   ผมกระโจนเข้าซอกซ้ายมือไปซุกตัวอยู่กับพิศาลแล้วจึง -ตูม!!!- เลือดท่วมทุ่งข้างสาลี~~~

            “อะ อะไร เกิดอะไรขึ้น!”     พิศาลปากสั่นลั่นเสียงดังอย่างตกใจ

        “อ๋อ ไอ้นั่นไงล่ะ ที่เขาว่าเครียดจนหัวระเบิดน่ะ ฮะฮะฮะ”

     แกร๊ก   เสียงก๊อกแก๊กดังที่ข้างหู พอชายตาไปดูก็ อู้! ปืนยังไม่พังไปด้วยโชคดีจังได้อาวุธใหม่ยังกับเล่น**ร็อคแมน แล้วมีด่านไหนให้เก็บเกราะพิเศษบ้างล่ะเนี่ย ไม่ต้องมีกิก้าแอทแทคก็ได้ ขอแค่ใช้กันกระสุนได้ก็พอ... ว่าไปนั่น

     ผมลากพิศาลออกจากหลืบเตรียมลุกคืบต่อไป ชักช้าไม่ได้พวกมันตายไปหนึ่งเดี๋ยวคงตามมาสอง โดยปกติหมู่ PA หนึ่งหมู่มี 3 ตัว เป็นมาตรฐานสากลและไทยก็ใช้เช่นกัน มันเป็นแบบฉบับจากอเมริโกยเขา   คงเพราะไม่เคยเจออะไรดุเดือดอย่างนี้พิศาลจึงเอ่ยถาม

            “คุณไม่กลัวเลยเหรอ? นะ นี่มันคอขาดบาดตายเลยนะ ถ้าพลาดซักนิดชีวิตจบสิ้นเลยนะ!”

        “หือ? กลัวอะไรล่ะ นี่มันชีวิตประจำวันธรรมดาๆ ของพวกฉันน่ะ ชีวิตของคนตายเดินได้... ความตาย การฆ่า สำหรับคนที่ตายไปแล้วมันก็เหมือนๆ กับนั่งดูข่าวกินข้าวนั่นแหละ”

     มันทำหน้างงนิดหน่อย นี่คงเป็นครั้งแรกที่เข้ามาผจญกับความบัดซบนี้ตรงๆ เอาล่ะ...

        “จะบอกอะไรให้นิดนึง ทั้งฉันทั้งพวกมันหรือแม้แต่แกมันก็แค่คนตาย วินาทีที่เข้ามาพัวพันกับการฝังกระสุนลงหัวคนเป็น ก็เท่ากับก้าวขาข้ามฝั่งมายังโลกหลังความตายไปแล้วทั้งนั้น ดังนั้นจงจำไว้ ถ้ายังอยากเป็นผีดิบต่อไปก็จงฆ่าตัวอื่นซะ ฆ่ากิน แล้วจะรอด...”

            “ผมทำไม่ได้”     มันตอบผมอย่างแผ่วเบาก้มหน้า

     เดินไปคุยไป...ตอนนี้พวกเราหลบอยู่หลังพื้นถนนที่ถูกระเบิดดันให้ยกสูงขึ้นมา ล้อมรอบด้วยรถลวงตาที่วิ่งฝ่าไม่ได้ รอบๆ ยังสงบ ภาพลวงตายังอยู่ในภาวะปกติถึงจะมีแต่ทหารติดเกราะยิงกันประปรายก็เถอะ มันก็ยังดีกว่าโดนของแท้ไล่ยิง

        “ไอ้คุณนักข่าวเอ๋ย แกต้องทำให้ได้เท่านั้น เพราะอะไรน่ะเหรอ? วินาทีที่วิโอล่ามอบงานสุดท้ายให้กับแกมันเท่ากับว่าแกกลายเป็นหนึ่งในผู้ดำเนินแผนการไปแล้ว เมื่อรับรู้ความจริงที่ลวงหลอกนี้แล้วแกยังคิดจะถอยอยู่อีกรึไง?”

            “ผู้ดำเนินแผนการอะไร!? แผนการอะไร?”

     จะสงสัยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะแม้แต่ผมเองก็เพิ่งจะรู้ว่ามีเวทมนต์อยู่ ไม่สิต้องบอกว่าเพิ่งรู้ตัวต่างหาก...

        “ทำลายโลกไงล่ะ! ซัดดาวสีฟ้าเน่าๆ นี่ให้กระจุย นั่นแหละแผนการ ตอนนี้แค่นี้ก่อนแล้วกัน...”

     ผมยกมืออุบปากพิศาลไว้เพราะมันทำท่าจะคุยต่อ... เสียงฝีเท้าเบาบางดังมาจากทิศทางหลังที่กำบัง ต่างจากเสียงย่ำเท้าของชุดเกราะ

     ชะโงกหน้าเล็กน้อยมองส่องไปรอบๆ อืม...ไอ้โม่งชุดดำรัดรูป 2 คน จากความเว้าโค้งคนหนึ่งเป็นผู้ชายอีกคนผู้หญิง เดินท่ามกลางภาพลวงตาแบบไม่กลัวเกรง ไม่มีอุปกรณ์เสริมอย่างกล้องหรืออะไรที่เข้าทำนองนั้น มันแน่นอนจริงๆ

        “มาถึงตรงนี้ได้แล้วยังจะอุตส่าห์งานเข้าได้อีกนะเนี่ย ทำบุญมาดีเกินไปรึเปล่าวะถึงได้กระฉอกออกหมด”

     ปิดไล่ตั้งแต่รัชโยธินถึงห้วยขวาง งั้นกึ่งกลางมันก็น่าจะเป็นแถวๆ แยกรัขดา ไม่ไกลจากจุดปล่อยตัวของเราซักเท่าไหร่ แต่สิ่งกีดขวางมันเยอะเหลือเกิน เฮ้อ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 17, 2012, 05:00:46 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: