หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-  (อ่าน 22128 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: เมษายน 09, 2012, 07:29:52 PM »

     ดวงไฟสว่างสดใสนั่นพุ่งเข้าใส่หัวรบมหาประลัย ทันใดนั้นทั้งสองก็หยุดนิ่งค้างฟ้าเมื่อเข้าถึงกันแล้วพลันส่องแสงเรืองรองขาวนวลไม่กวนตา   จะว่าสวยงามมันก็ใช่อยู่... หือ? ไอ้แขนซ้ายมันสั่นรัวแปลกๆ อีกแล้วแฮะ เป็นอะไรอีกล่ะคุณ Exia ที่รัก... เฮ้ย! มันพุ่งมือเข้ามากุมขมับปิดครอบทั้งหัวเรา

        “ทำอะไรวะ!”     เฮ้ยๆ สั่นๆ แบบนี้มันไม่ใช่ว่าจะ.. ชะ!

     เปรี้ยง!!!



Unreal 11   -Blinding Light-



        “แอ้~~~~ แว้~~~”     เสียงนี้มัน...

     เสียงพวกนั้นยังคงดังระงมอย่างต่อเนื่อง มันเป็นเสียงของเด็กทารกกำลังร้องหลังสูดอากาศหายใจเป็นครั้งแรกจนแสบโพรงจมูก เสียงตะโกนที่เจ็บปวดรวดร้าว แต่ทำลายความปวดเศร้าสร้างความยินดีแก่ผู้ให้กำเนิด... มันดังออกมาจากปากผม

     เบื้องหน้าถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงจ้าขาวแสบตา ก่อนที่ภาพจะลางลงจนเห็นเป็นหลอดไฟนีออนดวงกลมเรียงติดกัน มันเป็นหลอดไฟในห้องทำคลอด... สัมผัสอันนุ่มละมุนไล่อ้อมไปตามหลังช้อนร่างของผมขึ้นกลางอากาศ ปรากฎหน้าของหญิงสาวผู้มีเรือนผมดำขลับ นัยน์ตาทอประกายใต้หมวกผ้าสำหรับรวบผมและผ้าปิดปาก

        “ไหนดูซิหลานยาย แหมน่าเกลียดน่าชังจังเลยนะ...”     เธอพูดด้วยเสียงอ่อนโยน โผนปลายนิ้วไปรอบหน้าผม ตามด้วยเสียงของผู้หญิงอีกคนที่แสดงความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน

        “คุณแม่..ขอหนูดูหน้าแกหน่อยสิคะ...”

        “ฮิฮิ หน้าตาเหมือนลูกเด๊ะๆ เลย ผลผลิตชั้นยอดเลยนะเนี่ย”

     ผมรู้สึกล่องลอยไปกลางอากาศตัวเบาหวิว เธอปล่อยมือจากผมแต่แทนที่ร่างน้อยๆ จะดิ่งลงพื้นกลับนิ่งค้างฟ้า แล้วลอยเข้าหามือคู่หนึ่งอย่างนิ่มนวล   ผมเห็น... มืออันชุ่มเหงื่อ ไล่ไปถึงแก้มแดงระเรื่อที่อาบเหงื่ออยู่เช่นกัน เธอกอดผมเข้าซบอกสัมผัสจากแขนที่รัดแน่นชวนอึดอัดเล็กน้อย

        “ลูกของชั้น..ลูกของเรา”     ที่ประโยคหลังเธอเบือนหน้าแย้มแก้มยิ้มไปทางขวามือ มือของใครบางคนลูบลงบนหน้าผากของผม

     มือหยาบกระด้างของผู้ชาย ผมพยายามเงยหัวขึ้นเพื่อดูหน้าทั้งสองให้ชัดๆ และเมื่อหันขึ้นไปได้ก็...

        “ทำไมกันล่ะลูก ทำไมกัน! ทำไมถึงฆ่า อะ อ้อก!”

     เฮ้ย! อยู่ดีๆ ก็มีเลือดไหลทะลักออกมาจากปากและเบ้าตาของเธอ แล้วฉากหลังนี่มันอะไรกัน! เมื่อกี๊อยู่ในห้องคลอดแล้วตอนนี้มาอยู่ในห้องครัวได้ไง! แล้วไฟยังลุกไหม้โหมกระหน่ำ ซ้ำผู้หญิงคนนั้นยังนองเลือด!!?

        “ไม่นะ!”     เสียงของผม! สัมผัสว่าตัวเองขยับปาก     “ออกไป อย่าเข้ามานะ!”

     ผู้หญิงคนนั้นถือมีดอีโต้เล่มยักษ์ไล่ตามเรามา! ส่วนตัวเราตะเกียกตะกายหนีจากเธอมือชุ่มไปด้วยเลือด!!   แกร้ก หือ? มือเราไปสะดุดเข้ากับ..ปะ ปืนพก! แล้วมันก็คว้าปืนนั่นขึ้นมาเล็งไปทางผู้หญิงคนนั้น

        “อย่าเข้ามานะ แม่!!!”     ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง

     ร่างของผู้หญิงคนนั้นล้มลง ปลอกกระสุนกลิ้งไปตามพื้นที่ค่อยๆ ลุกไหม้... ผมผละมือทิ้งปืนลงพื้นอันร้อนระอุ

        “อุ อะ อะ อ๊าาาาาาาาาาา!!!”



        “เฮือก!”     ผมรู้สึกตัว ร่างกายขยับได้เป็นปกติ...

     รอบตัวผมสว่างจ้าแต่ไม่แสบตา ไม่สิมันเหมือนกับตอนนั้นที่อยู่ในวัดยังคงมองเห็นร่างกายตัวเองชัดเจน ผมอยู่ในห้องปิดตายสีขาวเท่านั้นเอง   ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงใครบางคนอยู่ใกล้ๆ

        “เชื่อรึเปล่า?”     เสียงดังขึ้นตรงหน้าของผม!

     พริบตาที่สัมผัสถึงเสียงก็พลันปรากฎร่างดำทะมึนรูปทรงเป็นมนุษย์ขึ้น เหมือนกับแขนซ้ายของผมมันไม่มีสิ่งใดสะท้อนแสงให้เห็นมุมเหลี่ยมราวกับเป็นเพียงกระดาษแผ่นดำทำรูปให้เป็นมนุษย์เท่านั้น แต่มันขยับอยู่!

        “แกเป็นใคร? หะ อะ เอ็กเซียรึ!”     ร่างผมแข็งทื่อก้าวขาไม่ออกเหงื่อแตกซิก เสียงนั่นมันเหมือนเสียงเราเปี้ยบเลย ไม่มีเอฟเฟ็คต์แหบแห้งหรือก้องกังวานอยู่ในหัวด้วย!

        “เชื่อความจริงที่เห็นไปนั่น..รึเปล่า?”     มันยื่นหน้ามืดสนิทไร้แสงมาจนเกือบชิดหน้าผม ไม่สัมผัสถึงลมหายใจ กลิ่น หรือแม้แต่รูปของมัน ราวกับไร้ตัวตน แต่มันอยู่ตรงหน้า!

        “ความจริงอะไร! เมื่อกี๊นี้มันเรื่องอะไร!?”     ผมได้แต่ลุกลี้ลุกลนปากสั่นพะงาบๆ ส่งเสียงออกไป

     แล้วดวงไฟสีฟ้าสดสองดวงก็วาบขึ้นตรงส่วนใบหน้าจุดที่เป็นตาของไอ้เงามืดนั่นพร้อมๆ กับที่มันลั่นคำด้วยน้ำเสียงหนักหน่วง

        “อดีต... ของแกไง!!!”     แสงฟ้าสดจ้าขึ้นอาบหน้าผมจนปวดลูกตาทะลุไปถึงหัว! ปวดจนเหมือนจะระเบิด!!!

        “อ้ากกกกกกกกกก ปวดโว้ยยยยยยยยย!!!”



        “พิชิต! เป็นอะไรไป พิชิต!!!”

        “โว้ว! อะไรวะ!”     ผมรู้สึกตัวอีกครั้ง ในสภาพมือขวากุมขมับเหงื่อโทรมชะโลมตัว

     แล้วเสียงเมื่อกี้ที่ดังเรียกสติมันเสียงของ...

        “พิศาล... แฮ่ก แฮ่ก รู้สึกเหนื่อยเป็นบ้าเลย..เกิดอะไรขึ้นกับฉัน?”

     ผมหันไปมองแล้วถองมันด้วยคำถาม รอบๆ ตัวยังไม่เปลี่ยนแปลงทั้งถาพลวงตาทั้งซากศพของไอ้พวกนั้นยังหมือนเก่า แต่แสงขาวหายแล้ว

        “ไม่รู้สิ ไม่รู้เหมือนกัน พอแสงนั่นวาบขึ้นตรงจรวดลูกนั้นก็เห็นคุณเอามือซ้ายกุมหน้าตัวเองยืนนิ่งไปทั้งอย่างนั้น แล้วอยู่ดีๆ ก็ร้องขึ้นมา”

     เหรอ? เป็นอย่างนี้เอง ที่แท้แสงนั่นมันหยุดหัวรบนิวเคลียร์ ตำนานชีปัดระเบิดรึไงวะ ฮะฮะ แต่สิ่งที่เราเห็นพวกนั้นมันอะไร...ไอ้มืดนั่น ไม่สิมันน่าจะเป็นเอ็กเซีย มันบอกว่านั่นเป็นอดีตของเรา..หมายความว่ายังไง?

        “จริงอยู่ว่าจำไม่ได้ แต่ที่เห็นนั่นมันเรา...”     ฆ่าแม่ของตัวเอง!!!

     นี่มันบ้าชัดๆ จะชั่วยังไงเลวแค่ไหนก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้ลงมือฆ่าแม่ตัวเองนี่หว่า! ไม่สิ..ไม่ ไม่ ไม่ ตอนนี้ ช่วงเวลากับสถานการณ์นี้ยังไม่ควรคิดถึง เพราะสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ผมหันไปกระชากคอเสื้อยืดยับเยินของพิศาล...

        “ทำไมแกรู้ชื่อฉัน! จำได้ว่าไม่เคยพูด!!!”

     แล้วจ้องหน้ามันปานจะกลืนกิน พอมันเห็นปุ้บก็เหงื่อตกตาล่กลอกแลกไปมาทันที ผมเลยจัดกระตุกมันหนึ่งปึ้ก มันจึงตั้งตัวสู้หน้าผมแล้วเอ่ยปาก

        “กะ ก็...”

        “ก็อะไร!!!”     ถลนลูกตาใส่ซะ

        “ไอ้โม่งไงครับ! ไอ้โม่งมัน...”     มันยกมือขึ้นเบี่ยงหน้าหลับตาปี๋ชี้ที่หน้าผม

     อ้อ ที่แท้ไอ้โม่งมันขาดนี่เอง เลยเห็นหน้าเราเข้าสินะ เวรเอ้ยตอนกระแทกผนังแหงๆ คิดว่าถากไปนิดเดียวแต่มันฉีกไปเกินครึ่งหน้าเลยนี่หว่า ไอ้ห่านี่ก็จำแม่นจริงเห็นนิดเดียวตามลอยถลอกยังดูออก   ผมปล่อยมันลงแล้วตบไหล่มันหนึ่งป้าบ ทำเอาตัวงอเป็นกุ้งสะดุ้งโหยง สงสัยขี้ขึ้นสมองไปแล้วแหงๆ

        “โทษทีว่ะ ฉันผิดเองแหละ ฮะฮะฮะ แหม่เสียฟอร์มหมดเลย แย่จัง”

     พอผมแก้เขินใส่ไปมันถึงได้เลิกเล่นเป็นกุ้งเต้น กลับมามีสติเหมือนเดิม เหอเหอ   อื๋อ? เฮ้ย! แขนซ้ายมันชักกระตุกๆๆๆๆ ขึ้นมาอีกรอบแล้ว แถมยังยกตัวเองขึ้นอีก!

        “เฮ้ยๆ ไม่เอาแล้วนะเว้ย!”

     ผมรีบกดแขนไม่ให้มันยกขึ้นสูงกว่านั้น... แล้วมันก็หยุดลงตอนขนานกับลำตัว ต่อด้วยกระชากทั้งร่างให้หันไปตามที่มันต้องการล่อซะหัวแทบทิ่ม ตามด้วยแง้มนิ้วชี้จี้ไปตรงหน้า ทันใดนั้นก็ ตูม!!! เสียงระเบิดดังลั่นมาทางทิศที่มันชี้ ต่อด้วยจิ้มลงพื้นขีดคอนกรีตจนเป็นข้อความขึ้นมาว่า ‘GO - Back to square ONE’ แล้วมันก็กลับมาขยับตามใจผมอีกครา

        “มาอีกระลอกแล้ว! ภาพลวงตาหรือของจริงล่ะคราวนี้   ไปเร็วคุณพิศาล ก่อนที่ศาลเตี้ยจะยกโขยงกันมา!”

     ทิศนั้นมันใกล้ๆ กับรถไฟฟ้าใต้ดินด้วย! หรือว่าไอ้พวกนั้นจะมาถึงแล้ว



     หนังสงครามเรื่องสุดท้ายที่ได้ดูก็คือ Pearl Habor ฉากเครื่องบินญี่ปุ่นเวียนว่อนวนตอมเรือรบมะกันมันให้อารมณ์เลือดเดือดพล่านดีจริงๆ ยิ่งสุดท้ายที่เพื่อนพระเอกเครื่องบินตกนี่เจ๋งโดนใจดีแท้ ‘ฉันยังไม่ตาย’ ทั้งๆ ที่ไม่น่ารอดไปได้...

     ตอนนี้เวลานี้ผมอยู่อารมณ์นี้เลย หันไปทางไหนก็เห็นแต่ทหารออกมาสาดกระสุน นอกจากรถถังที่โดนรุมปาเม็ดถั่วตรงกลางสี่แยกก็มีแต่ภาพลวงตาทั้งนั้น

        “ทำไงดีล่ะคุณพิชิต! มองไม่ออกเลยว่าอันไหนของจริงของปลอม”     เสียงมันหวั่นไหวใจลงตูดไปหมด

        “ของไม่จริงมันจึงไม่สั่นไม่ไหว~~ เขย่าเท่าไรจะให้มันไหวมันก็ไม่ยอม ฮะฮะฮะ”

     มองหายายที่บ้านทุ่งสิ ดูง่ายๆ

        “แกก็เห็นนี่หว่า ถ้าของปลอมมันจะรุ่นเก่า ของจริงนี่มาอย่างหรูทั้งนั้น เช่นไอ้รถถังสี่ขามหาเฮงที่โดนรุมยิงอยู่ตรงสี่แยกนั่นคือของจริง เป็นต้น”

        “แต่โดนอันไหนไปก็ตายเหมือนกันไม่ใช่เร้อ!”

     ปอดอะไรว้า ลองถ้าฝ่ามาถึงนี่ไม่มีแพ้หรอก เพราะไอ้รถถังที่กระโดดโยกหลบกระสุนพัลวันคันนั้นน่ะ ผมชี้นิ้วไปที่รถถัง

        “มันของเรานาเหวย ขับกระโชกโฮกฮากขนาดนี้ไอ้เจแหงๆ แล้วเอเลนัวร์ไปอยู่ไหนซะล่ะ”

     ไม่ทันขาดคำก็มี PA ของศัตรูกรูเข้าจากมุมอับของป้อมปืนพร้อมระเบิดอยู่ในมือ คงกะยัดใต้ท้องล่ะสิท่า แต่ทว่ามันกลับไปไม่ถึงฝั่งฝันเพราะดันตายซะก่อน... PA ขนาดเล็กแต่อาวุธใหญ่ปรากฎร่างออกมาจากที่ว่างเปล่า มันเกาะอยู่บนตึกสูงใกล้ๆ กับไอ้แมงมุมยิงมิสไซล์หลายหัวรบแตกกระจายเข้าใส่ผู้หวังร้ายทั้งสามตูมใหญ่ ไม่ได้ตั้งตัวก็กลายเป็นเศษซากไปซะแล้ว

        “ติดเสตลธ์มาด้วยเหรอเนี่ย นิสัยเสียจริงๆ อย่างนี้ศัตรูก็สู้ไม่ได้สิว้า... เอ้าพ่อคนเหนือ เราก็ไปกันมั่งเหอะ!”

        “หาจะให้ฝ่าไปเลยเนี่ยนะ! ถึงจะกันภาพลวงตาได้แต่หลบกระสุนจริงไม่ทันนะครับ”

     โรคปอดกำเริบอีกแล้ว ดูแล้วก็ไม่ได้สูบบุหรี่นี่หว่า กลัวห่าอะไรนักหนา

        “มันยิงกันกับไอ้รถถังนั่นแทบตายกันไปข้าง ขนาดนี้ไม่มีเวลาว่างมาสนใจไล่ยิงหนูสองตัวที่นัวเนียเข้าไปหรอกน่า”

     ศัตรูเราเอามาแต่กระสุนสังหารคนธรรมดา มันไม่สามารถเจาะเกราะรถถังได้ ทำให้ฝ่ายผมเป็นต่อมีตัวล่อชั้นเยี่ยม เอเลนัวร์ก็ป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ต้องรีบเอาของไปส่งก่อนที่มันจะขนของหนักมา... เปรี้ยง! ตูม! โอ้วเปิดฉากยิงแล้วซัด PA ลอยไปเลย ไอ้พวกที่ไม่ลอยก็คือภาพลวงตา ฮะฮะ สับสนดีแท้

     ผมลากพิศาลออกจากที่กำบังหลังผนังหลบภาพลวงตาด้วยกล้องมือถือตรงไปยังรถถังนั่น ท่าทางมันจะเห็นแล้วด้วยมันจึงจุดบูสเตอร์ดันตัวเข้ามาทางเราตามด้วยยิงเปิดทางข้ามหัวไปถล่มตึกข้างหลังเปิดรู ไอ้พิศาลแหกปากกรอกหูผมไม่รู้ภาษาขาก้าวไม่ออกอีกต่างหาก ผมเลยลากมันไปกับพื้นด้วยแขนซ้ายย้ายตำแหน่งเราเข้าไปในรูที่เปิดออก ตามด้วยตัวรถถังที่ย่อลงอัดปิดรูบังศัตรูออกจากหมู่เรา ไอ้นี่มันรู้งานดีจริงๆ เลย สมแล้วที่เทรนมากับมือ

     ฝาด้านข้างตัวรถเปิดออกกับหน้าดำๆ พุงย้วยๆ ของคนที่ไม่คิดว่าจะโผล่มางานนี้กับเขาด้วยมันคือ...

        “เฮ้ยมันส์สุดยอดเลยว่ะ ไม่ได้โร่ในสนามรบมาตั้งนา...”     ตูม!!! ไม่ทันที่มันจะพูดจบแรงระเบิดก็ส่งพุงย้วยๆ ของมันลงไปกองบนพื้น

        “รอให้กูพูดจบแล้วค่อยยิงสิโว้ย! หึย อีลูกกะหรี่!!!”     มันหันไปโวยวายยกใหญ่

        “ถามหน่อยเถอะครับคุณพี่สิทธิ ทำไมไม่ใส่เสื้อครับ ถ้ากระสุนวิ่งเข้ามานี่ไส้เส้ยแตกกระจายอุบาทว์ตานะครับ”

     ไอ้บ้าโชว์พุงตรงหน้านี้เขาคือ ร้อยตำรวจโทสุรสิทธิ ลูกน้องคนสนิทของสารวัตร ที่น่าสนใจคือมันเห็นสภาพภาพลวงตาแล้วไม่ตกใจนี่แหละ ภาพที่เห็นของมันและผมตอนตาเปล่าคือรถถังติดอยู่กลางระหว่างผนังภาพลวงตา นี่ถ้าตอนเข้ามาไม่มองผ่านกล้องคงเข้าไม่ได้แหงๆ

        “โอ้ว! รถถังฝังเข้าไปในผนังเว้ยเฮ้ย! ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวเดี๋ยวกลับเข้ารถก่อนดีกว่า”

        “อ้าวเฮ้ย! จะเข้ามาก็เอาของมาด้วยเด้!”     เสียงคุณซานเจกล้วยแขกแหวกมาจากประตูที่แง้ม

     นายร้อยตำรวจพุงย้อยหันมาหาผม มันมองไปที่พิศาลแล้วยิ้มปริอ้าแขนกว้างทำท่า มามะตัวเอง ผมจัดการโยนนักข่าวชาวเหนือแสนซวยเข้าอ้อมอกสุรสิทธิ มันอุ้มกันเข้าไปในรถถังโดยที่พิศาลยังแหกปากโวยวายตกใจล่ะสิแต่โทษทีไม่มีเวลาอธิบายว่ะ

        “เอ้านี่ของแก แล้วออกไปล่อให้ด้วยล่ะ”

     เสียงโลหะกระทบพื้นปูนกรอกแกรก ไอ้คุณสิทธิมันโยน PA ขนาดเล็กสีดำสนิทมาให้กองอะเยาะอะแยะ

        “โห ไม่โยนให้เข้าน่ากูเลยล่ะ PA นะเว้ยไม่ใช่ขี้”

        “ไม่ได้ติดเสตลธ์ไว้นะ อย่างแกคงไม่ใช้ อ้อแล้วตัวเครื่องปรับจูนตามเครื่องเก่าที่แกเคยใช้ไปล่ะ! ไอ้เจออกรถ!”

     อ้าวพี่ท่านไม่เป็นเกราะกันให้ฉันใส่เกราะก่อนล่ะโว้ย! เฮ้ย ไม่มีเวลาแล้วไอ้พวกบ้าเอ้ยแม่งเขย่งขากระโจนตัวรถออกไปแล้วใส่ไฟติดตูดครูดพื้นตรงออกไปที่สี่แยกแจกกระสุนเข้าตัวตึกจนแตกกระจาย เวรเอ้ย! งานนี้ไม่ต้องมีพิธีรีตรองกันล่ะ   ผมจัดการแก้ผ้าจนเหี้ยนเหลือลิงตัวเดียวไว้กันไอ้จ้อนแล้วป้อนตัวเข้าเกราะตรงหน้าอย่างไวว่อง

        “ไม่รอให้กูใส่เกราะก่อนวะ!”

     ผมตะโกนกรอกวิทยุสื่อสารที่มีเสียงพิศาลโหวกเหวกโวยวายกับเสียงหัวเราะร่าของไอ้บ้าสองตัว นี่ถ้าพวกมันไม่ได้อยู่ในรถถังมันจะปากดีกันได้อย่างนี้รึเปล่า   เฮ้ย! ทางซ้ายมี PA ไม่ปรากฎสัญชาติเป็นภาพลวงตาพุ่งตรงเข้ามา ผมรีบปิดหมวกเกราะมองผ่านกล้องแล้วก็ต้องเหวออีก!

        “ไอ้เจโว้ยข้างหลัง! มันเอารถถังเข้ามาบ้างแล้วกระโดดหลบเร็วเข้า!!!”

     รถถังแบบโฮเวอร์ลอยมาด้วยความเร็วสูงติดตราใช้ในราชการสงครามหรา..เฮ้ยมันเล็งลำกล้องเข้ามาแล้ว! ระยะนี้โดนมันระเบิดเศษกระซวกเราด้วยนี่หว่า ชีวิตตัวเองต้องมาก่อน!

     มันจูนเครื่องแบบที่เราเคยใช้จริงๆ ถึงจะติดขัดเล็กน้อยแต่สลิงที่ข้างเอวกับดาบยาวสองเล่มในปลอกติดแขนยังเข้าที่ ผมรีบยิงสลิงขึ้นเกาะตัวตึกใกล้ๆ แล้วติดบูสต์ไต่ขึ้นไปก่อนหน้าไอ้รถถังหลักลอยจะสาดกระสุนลำแสงไปเสี้ยววินาที บรึม!

        “ฉิบล่ะสิกระสุนลำแสงเกราะไอ้แมงมุมนั่นกันไม่อยู่!”     ไอ้ซานเจ! สัมภาระก็พลอยวอดวายไปด้วยสิวะ!

        'เหตุผลที่เต่าหดหัวตอนลิงขึ้นไปขย่มเล่นบนกระดอง ไม่ใช่เพราะมันกลัวหรอกนะ...'

     เสียงของซานเจดังเข้ามาผ่านวิทยุ ยังไม่ตายแฮะโชคดีไป   พอควันจางลงผมก็ได้เห็น ชั้นของแสงที่เข้มขึ้นกลางอากาศมันแผ่ออกไปทิศที่ถูกยิงกันลำแสงมหาประลัยไม่ให้กระทบตัวรถ 'เกราะพลังงานนั่นเอง' ไอ้แมงมุมหันหัวไปทางรถถังลอยพื้น ปืนลั่นออกพร้อมกับที่เกราะลำแสงหายไป

        '...แต่เพราะมันเหม็นขี้หน้าไอ้ลิงบ้านั่นต่างหากล่ะโว้ย!'

     เปรี้ยง! บรึม! อีกฝ่ายที่ไม่ทันตั้งหลักแหลกกระจุยขิ้นส่วนกระจาย เกราะบางๆ ของรถถังโฮเวอร์มันกัน 155 มิลลิเมตรไม่ได้อยู่แล้ว   แต่ว่าที่น่าเป็นห่วงคือหลังจากนี้ต่างหาก ไอ้การที่รถถังคันเล็กๆ จะติดเกราะพลังงานเข้าไปมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถึงจะเหนียวแน่นหนาแต่ลองถ้าเปิดใช้ก็ต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง เช่น...

        'ไอ้ชิต เจ๊เอลตอบด้วย! ได้ยินมั๊ยตะกี๊เปิดเกราะไปเครื่องปั่นไฟใกล้จุดระเบิดขึ้นทันตาเลย! ร้อนตับแลบ ช่วยคุ้มกันให้จนกว่าจะทำความเย็นเสร็จทีนะ'

     นั่นปะไรไอ้พวกบ้าเอ๊ย! ถ้าไม่ประมาทคอยเช็คเรดาร์ให้ดีๆ คงไม่ต้องเปิดใช้เกราะหรอก งานเข้ากูอีกแทนที่จะได้รีบไปจัดการต้นตอภาพลวงตาพวกนี้     "แล้วมันใช้เวลากี่นาที!"     ผมถามไปอย่างเสียไม่ได้

        'เอ่อ ซัก 5 นาทีได้มั้ง อย่าทำดุไปหน่อยเลยน่า 5 นาทีก็เหมือนนั่งขี้นั่นแหละ'

        'เท่าที่จำได้แกนั่งขี้ครั้งนึงไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงเลยนะซานเจ'     เอเลนัวร์บ่นอย่างนุ่มนวล

        'ผมจะตายมั๊ยเนี่ย! ผมจะไม่ตายใช่ม๊าย!'

        'ไอ้หน้าเหลี่ยมนี่มันโวยวายอะไรนักหนามาตั้งแต่เมื่อกี๊แล้วเนี่ย พี่สิทธิเอาปู๋อุดปากมันไปเลยเด๊ะ'     เฮะเริ่มรำคาญคุณพิศาลกันแล้วเหรอ

        'บ้าหรอเธอว์ เดี๋ยวมันกัดขาดกันพอดี! แล้วอีกอย่างฉันชอบถูกสาวๆ บ้วบมากกว่าจะไปบ้วบให้ใครนะไอ้แขกดอย'

     ปี้บ! เปิดใช้กล้องจับความร้อน... พวกมันล้อมอยู่แทบทุกทิศเลย กลายเป็นหมูในอวยซะแล้วสิ อาวุธที่ติดมามีแค่ดาบยาว 2 เล่ม ไม่เหมาะกับงานคุ้มกันอย่างแรง แต่เดิมเราก็ไม่ถนัดงานคุ้มกันอยู่แล้วด้วย เอาแบบนี้แล้วกัน

        "เอเลนัวร์เธอคุ้มกันไอ้พวกนี้ไปคนเดียวนะ ฉันจะลุยเดี่ยวเอง"

     ผมไม่รอให้คำตอบมาถึงและถึงจะรอแม่นี่ก็ไม่ตอบสิ่งที่รู้อยู่แล้วอีกด้วย   ผมฟันตึกที่เกาะอยู่ด้วยดาบคลื่นความร้อนสูงเปิดช่องให้เข้าไป เป็นห้องสำนักงานมีโต๊ะเก้าอี้ปกติกับศพคนที่โดนภาพลวงตาเดินชนอีกหลายสิบศพ ที่เข้ามาก็เพราะแหล่งความร้อนซึ่งไอ้แหล่งความร้อนนั่นมันก็ตั้งท่าจะเข้ามาหาผมด้วยเช่นกัน งั้นก็ได้เวลาจัดการกับ 3 ตัวแรกแล้ว แหม รบตามตราเปี้ยบ!

     พวกมันอยู่หลังผนัง เปิดใช้เทอร์โมโพรเทคท์ (Thermo Protect ระบบกันการแผ่คลื่นความร้อน) อย่างมากคงทำให้มันเห็นผมยากขึ้น แล้วก็ลุยกันเลย! บูสต์เต็มกำลังเข้าประชิดผนังแล้วแทงทะลุออกไป ดาบปักทะลุปูนเข้าที่หัวมันอย่างงดงาม อีกสองตัวที่เหลือไม่รอช้ามันรีบถอยห่างพร้อมระบายกระสุนใส่ผนังเต็มเหนี่ยว เล่นเอาผนังบางๆ ของสำนักงานแตกกระจุย กระสุนเฉี่ยวผมไปกับตัวเกราะ เสียวว้อย!   เปรี้ยง! มาจากข้างหลังผม คมกระสุนทะลวงผนังเข้าบดขยี้ส่วนหัวของอีกตัวหนึ่งตรงหน้าจนแหลกสมเป็นไรเฟิลต่อสู้รถถัง สวยมากเอเลนัวร์! ผมใช้จังหวะนี้พุ่งเข้าเสียบอกของอีกตัวที่เหลือ แต่ทว่า!

        "อุ้ย สลักระเบิด!"    ไอ้นี่มันใจถึงสุดๆ ดึงสลักระเบิดออกแล้วเข้าสวมกอดผม!

     อยากทัวร์นรกก็ไปคนเดียวสิวะ! ผมเงื้อดาบอีกเล่มฟันตัดขามันแล้วพุ่งเข้าอัดกระแทกกับปูนข้างหลังจนมันกระอักปล่อยผมออก ตั๋วนอนแค่ใบเดียวมันก็ต้องใช้ได้แค่คนเดียวสิ ตูม!   เรียบร้อยไปหนึ่งหมู่ เสียงปืนจากไรเฟิลเจาะเกราะของแม่ชีเถื่อนดังออกมาเป็นช่วงๆ แต่ไม่น่าห่วงเท่าไหร่เพราะเธอเก่งกว่าผมซะอีก งั้นก็ต้องไปจัดการอีกจุดหนึ่งเลยซึ่งมันรู้ตัวแล้วด้วยถึงได้หันลำกล้องมาทางนี้ แชด! ตูม!

        "อ้าก! เวรเอ้ยหลบไม่ทัน"     มันเล่นยิงลำแสงทะลวงเข้ามาหาเลยเหรอวะ!

     ยังดีที่แค่เฉี่ยวไป ต้องขอบคุณเทอร์โมโพรเท็คท์จริงๆ ที่ทำให้มันเห็นเราแค่ลางๆ เอาล่ะทีนี้ตาฉันบ้างล่ะนะ!
     ผมพุ่งตัวออกจากหน้าต่างซึ่งข้างล่างเป็นรถถังขาแมงมุมติดปืนลำแสง อยู่เหนือมันอย่างนี้ไม่มีทางโดนยิง ซะเมื่อไหร่! เอิ้ว! ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆ   มันมีทีมคุ้มกันด้วยนี่หว่า!

        "ยิงสลิง!"     เป้าหมายคือตึกตรงหน้า พอสลิงยึดเข้าก็เปิดบูสเตอร์พุ่งเข้าเกาะตึกในสภาพเดียวกับนักไต่เขา... เฮ้ย! มันวิ่งติดบูสต์ไต่กำแพงเข้ามาเลยเรอะ! ไม่ได้การล่ะ ปัง! เป้ง! ฉิบล่ะสิเข้ากลางกล้องเลย! พังสิวะงานนี้มองอะไรไม่เห็นเลย     โดนบังคับให้ถอดหมวกเกราะซะแล้ว ผมเปิดหมวกออกรับมัน ตัวที่ยิงผมมันกระโดดยันตัวเข้าไปที่หน้าต่างตึกข้างๆ แล้วยิงไล่เข้ามาอีก บีบให้ต้องถีบตัวหลบกระสุนเข้าไปหาอีกสองตัวที่ไต่กำแพงไล่ยิงเข้ามา แต่การที่ไล่ผมกันหมดครบทีมเลยอย่างนี้...

        "มึงพลาดแล้ว"     ปล่อยข้างล่างซะโล่งเลยนะตัวเอง! ถึงไอ้แมงมุมคันนั้นมันจะเคลื่อนไปไกลแล้วก็เถอะแต่ว่าผมยังมีทางเข้าหามันได้ด้วยวิธีพิเศษอยู่ การใช้ความสามารถเฉพาะตัวก็อยู่ในแผนการนะ ไปเลยเอ็กเซีย!

     ด้วยแขนซ้ายที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ ผมใช้มันดันถีบตัวเองตรงไปหารถถัง ถลาลมผ่านหนังสงครามข้างถนนของคนในอดีตไปแบบหัวใจเต้นระทึก แต่ก็ยังไม่ถึงตัว ประกอบกับจะลงพื้นไม่ได้เดี๋ยวโดนโฮโลแกรมยิงตายเอา งั้นก็เอาอีกจังหวะ ผมยิงสลิงติดเจ็ตที่หลังพุ่งเข้าหาผนังของตึกใกล้ๆ แล้วใช้แขนซ้ายส่งต่อไปอีก ด้วยแรงส่งที่มากกว่าครั้งแรกทำเอาผนังปูนแตกออกจนเห็นโครงเหล็ก!

       "หะ?! ทำไมเห็นโครงเหล็กได้ ก็มันน่าจะแตกแค่ของจริง อ๊ะ!"

     เอาไว้ก่อนแล้วกันอยู่เหนือหัวมันพอดี แล้วก็ใช้บูสเตอร์ช่วยร่อนลงกลางป้อมปืนพอดี หึหึหึ อีกแค่หนึ่งช่วงตึกก็ถึงตัวพวกไอ้ซานเจแล้วแท้ๆ   เช้ง! คมดาบทั้งสองปักลงกลางป้อมปืนสองข้างลำตัว จากนั้นก็เปิดบูสต์หมุนไปครึ่งรอบกลับหลังฟันป้อมปืนตรงส่วนฝาประตูเปิดเป็นรูโหว่ทะลุลงไปจนเห็นหัวพลยิง

        "จ๊ะเอ๋"     บิด! (หักคอ) ชิมครีม! (ดึงออกมา) แล้วจุ่มนม! (เหวี่ยงมันออกไป)

        "เกิดอะไรขึ้น! หา"     พลขับหันมามองหน้าผมที่แย่งที่นั่งเพื่อนมันไปด้วยสายตาอันหวาดหวั่น

     ผมยิ้มให้มันเล็กน้อย     "ไม่ต้องกลัว ไม่ทันเจ็บหรอก"     ฉับ!

     คราวนี้ก็อีกสามตัวข้างหลังที่กำลังตามมา เล่นกับมันหน่อยแล้วกัน     "ทั้งที่ไอ้นี่มันมีดีกว่าวิ่งตามถนนแท้ๆ ไม่ได้ทำตัวให้สมกับเป็นแมงมุมแล้ย"     ชำเลืองไปทางพ่อพลขับคนเก่าเล็กน้อย... ไปโลด!   ผมยิงสลิงแบบเดียวกับที่ติด PA แต่ขนาดมหึมาเข้าหาตึกใกล้ๆ แล้วกระโจนตัวรถเข้าไปเกาะ ส่วนเล็บแทงจิกลงไปในตัวตึกด้วยระบบอัตโนมัติ ถึงป้อมปืนจะพังไปแล้วเพราะโดนดาบหลอมเหล็กไป แต่ม่านควันและปืนกลหนักสองกระบอกข้างป้อมยังใช้การได้

        'ทางนี้เหลือรถถังอีกคัน ใช้การโจมตีจากด้านบนไม่ได้แล้วมันรู้ตัว'     เอเลนัวร์ติดต่อเข้ามา

        "ยื้อไว้ซักสิบห้าวิ ทางนี้ได้ของดีมาแล้ว"     ผมยิงม่านควันขึ้นบดบังทัศนวิสัย

        'Loud & Clear'

     สารประกอบในม่านควันจะรบกวนเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อน แต่ในเรดาร์ผมเห็นมันชัดเจน เพราะมันส่งสัญญานว่าเป็นพวกเดียวกันออกมาเลยรู้ตำแหน่งได้อย่างง่ายขณะที่พวกมันทำไม่ได้

        "Steel unload, Fire blow!"     สาดกระสุนไปเลย กระสุนพุ่งผ่านหมอกม่านเข้าหาพวกมันจนยับ แล้วสัญญานชีวิตของ 'พวกเดียวกัน' บนเรดาร์ก็หายไป หึหึหึ

     เสร็จจากงานรับน้องก็ได้เวลาไปต่อ ขาของน้องแมงมุมจิกเกาะไต่ผนังขึ้นไปจนถึงดาดฟ้าตึกนี่คือเหตุผลที่มี 4 ขา แต่คนกลับเรียกมันว่าแมงมุมไงล่ะ   เปิดโหมดแสกน จอภาพรอบทิศในตัวรถค่อยๆ แสดงตำแหน่งสิ่งต่างๆ บริเวณรอบด้านในระยะ 20 เมตร

        "ห่างไปอีก 3 บล็อค ศัตรู 2 เป็นรถถัง 1 และพวกเดียวกันห่างออกไปอีกบล็อครถถัง 1 PA 2 โอว พวกเดียวกันเหลือแค่นี้ซะแล้ว"     มันคงขนมาเติมอยู่แล้วเล่นเจอตอใหญ่ขนาดนี้

     กระโดดข้ามตึกกันเลย! บูสต์เต็มกำลังของเจ้านี่มันแรงดีจริงๆ แถมเครื่องกำเนิดพลังงานยังดีกว่าที่ไอ้เจมันซื้อมาเป็นกอง ของใช้ภาษีซื้อมามันดีอย่างนี้ ได้เวลาคืนภาษีแล้วคุณข้าราชการกินเมืองทั้งหลาย   สมรรถนะอันยอดเยี่ยมทำให้การกระโดดข้ามตึกเป็นไปอย่างง่ายดาย ทั้งตอนกระโดดและบูสต์ชะลอลงพื้นเป็นไปอย่างลื่นไหล

     เอเลนัวร์กำลังยิงพลางถอยพลางอยู่ ไม่ลงไปช่วยดีกว่า การที่มันไม่มีท่าทีระวังภัยจากผมเลยคงเป็นเพราะคิดว่าผมมาช่วยสมทบ น่าจะเอะใจสักหน่อยน้า~~   ผมกุมบังเหียนกระโจนลงไปคร่อมแมงมุมของมันทันที ตามด้วยเงื้อขาข้างหนึ่งขึ้นจนสุดแล้วแทงลงกลางป้อมปืน ตูม! บดขยี้จนแหลก พวกที่อยู่ข้างในคงกลายเป็นเนื้อบดไปเรียบร้อย เอเลนัวร์ตามเข้ามาสอย PA อีกตัวหนึ่งด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดติดแขนทำให้อีกตัวล้มลงไปกอง แต่มันจะไม่ได้ลุกขึ้นอีก...

        'ยังจำได้มั้ยพิชิต ในแนวหน้าตอนที่ไอ้แมงมุมมันโผล่มาน่ะ'

        "เออ ลืมไม่ลงเลย มันไล่เหยียบทหารราบฝ่ายเราเหมือนมดปลวกอย่างนั้น"

     ตึง! ใช่ เหยียบเหมือนหนอนเหมือนแมลงเลยล่ะ



        “เมื่อกี๊นี้แกพูดว่าอะไรนะซานเจ เอาใหม่อีกทีซิ!”     เสียงเธอฟังดูเดือดมาก ท่าทางจะโกรธจัดเลยนะเนี่ย

        ‘Generator ไหม้ครับเจ๊! เจ๊งบ๊งเลยสงสัยจะหยุดระบบไม่ทัน...’

        “ไอ้หอกหักเอ๊ย! ก็บอกให้ระวังตั้งแต่แรกแล้วไงล่ะว้อย! แล้วทีนี้เอาไงล่ะฮะ ไหนแกลองพูดมาสิจะทำยังง๊าย! รถถังมันไม่ได้หาซื้อง่ายๆ นะโว้ย!!!”

     โอ้โฮเฮะ! เดือดเป็นจุดดับดาวฤกษ์เลยแฮะ ดีนะแค่รถถังพัง ถ้าเกิดสัมภาระเป็นอะไรไปด้วยได้เจอโซล่าแฟลร์แน่ไอ้กล้วยแขก

        “พี่สิทธิย้ายมาขึ้นคันนี้แทนมั้ย? ทางนี้เป็นของพวกมันอาจออกไปได้ง่ายกว่าที่คิด”     ผมเสนอตัวเลือกใหม่ไปสงบใจแม่เสือสาวใกล้ๆ ที่ใจไม่ค่อยสงบ

        ‘นี่คือสาเหตุที่สารวัตรให้ฉันมาช่วยไงล่ะ เพราะคิดไว้แล้วว่าหน้าโง่ๆ อย่างไอ้หำแขกดำนี่ต้องทำแป้ก.. ต่อจากนี้จะใช้เส้นทางเดินเท้า’

        “เดินเท้า? จะดีเหรอพี่”     พวกมันล้อมไว้หมดเลยนา

        ‘ถึงข้างบนจะแน่นแต่ข้างล่างยังว่างนี่หว่า อย่าลืมว่าไม่มีการซ่อมแซมทางใต้ดิน ยังมีทางลัดที่เจาะทิ้งไว้ช่วงสงครามที่ศัตรูไม่รู้อยู่’

        “งั้นผมฝากบอกสารวัตรด้วยอย่างนึง...”     มีเสียงกุกกักมาจากปลายสายเลยแฮะ สงสัยจะรู้ว่าผมจะพูดอะไร     “...จบงานนี้มีเรื่องต้องเคลียร์”



     หลังติดต่อพวกสามโง่ เอเลนัวร์ก็ขึ้นมานั่งตำแหน่งพลปืนบนแมงมุมของผม เธอเปิดหมวกทำท่าฉงน...

        “รู้สึกแปลกๆ มั้ย? ทำไมกองหนุนมาช้าจัง ปกติถ้าเจอตอแข็งขนาดนี้มันต้องเสริมอย่างว่องเลยนา”

     นั่นสิ แต่ผมก็พอเดาได้ว่าเพราะอะไร

        “มีอยู่ไม่กี่อย่างหรอกนะ หนึ่งคือมันรอโปรยบอมให้ราบทั้งแผง”

     ผมคุมรถถังเข้าไปหาคันเก่าของเราที่ตอนนี้พวกนั้นเผ่นออกไปกันแล้ว

        “เอ... งั้นมันก็น่าจะมีแจ้งเตือนอยู่ใน Log ของรถถังคันนี้สิ ฉันตรวจแล้วไม่เห็นมีเลย”     เธอเปิดไฟล์โต้ตอบระหว่าง บก. กับรถถังคันนี้ขึ้นอ่าน ในขณะที่เล็งปืนกลหนักเข้าไปที่ตัวรถนั่น

        “งั้นฉันมีให้อีกตัวเลือกนึง คือพวกมันมาเสริมลำบากน่ะสิ ก่อนหน้านี้ฉันปะทะกับนักเวทย์สองคน มันร้ายมากจัดการทหารติดเกราะเหมือนหยอกเด็กเล่นเลยล่ะ”

     และกระหน่ำยิงมันด้วยหัวกระสุนขนาด 20 มิลลิเมตร เข้าตัวถังจนระเบิด ตูม! เอลเลนัวร์ทำตาละเหี่ยส่ายหน้าด้วยอารมณ์ไม่ค่อยจะเข้าที่นักอย่างว่าสร้างมากับมือ ก่อนจะหันมาจ้องหน้าผม

        “จริงสิปลอดคนแล้วยื่นหน้ามาทางนี้ซิ”     เธอเอื้อมมาช้อนคางผมไปหา หรือว่า...

     นัยน์ตาสีฟ้าครามเปล่งประกายสั่นไหวค่อยๆ ใกล้เข้ามาเหมือนเมฆลอย ผมก็ต้องยอมคล้อยตามเลยไปปล่อยริมฝีปากหยาบกระด้างกดค้างลงบนปุยเมฆชมพูระเรื่อ หนึ่งจูบเบาๆ เป็นการเตือน

        “เวลานี้ไม่ดีมั้ง?”     ถึงพูดแบบนี้แม่นี่ก็ไม่สนอยู่ดี แถมยังซุกหน้าเข้ามามากกว่าเดิมอีกส่งผลให้ผมต้องหยุดรถโดยปริยาย แล้วย้ายแขนจากคันบังคับไปจับเธอเข้าสวมแทน กระพริบตาใส่กันเล็กน้อยเป็นบัตเตอร์ฟลายคิส อาส์ นานๆ ทีก็ดีเหมือนกัน...

     แล้วเธอก็เป็นฝ่ายหยุด ยิ้มหวานใส่ผมเล็กน้อยแล้วปิดหมวกเข้าประจำที่เหมือนเดิมตามด้วยยื่นบางอย่างที่ติดอยู่ข้างเอวให้

        “เอ้าไอ้โม่ง ปล่อยหัวโล่งคงไม่ดี แล้วนี่ก็มีดทำครัว เห็นมันตกบนกองเสื้อผ้าแกเกิดโดนเก็บไปตรวจลายมือล่ะบรรลัยกันหมดแน่ แล้วไม่ต้องถามหาที่เหลือ ฉันเผาทิ้งไปหมดแล้ว”

        “เก็บลายละเอียดทุกเม็ดเหมือนเคยเลยนะ น่ารักจริงๆ”

     เธอจิ้มเปิดโหมดแสกน ดูพื้นที่รอบๆ และก็พบสาเหตุที่ไม่ส่งกำลังเสริมเข้ามาทันที

        “ดูเหมือนจะเป็นอย่างที่นายว่านะ ตำแหน่งของพวกเดียวกันมันเคลื่อนที่เวียนวนอยู่จุดเดิม.. อ๊ะ PA ร่วงไปอีกหนึ่งแล้ว! มีข้อความด่วนเข้ามาด้วยว่าให้ไปสมทบทางนั้นแทน พวกนั้นใช้ดาวเทียมดูตำแหน่งจริงๆ น่าจะเพราะเห็นรถถังเราระเบิดด้วยแหละ”

        “มันน่าแปลกก็ตรงที่ไม่เช็คดูว่าเราทำอะไรลงไปด้วยแมงมุมตัวนี้น่ะสิ มันโง่หรือมันกระจอกกันแน่นะ”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 09, 2012, 07:31:58 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: