หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-  (อ่าน 22025 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2012, 07:35:23 PM »

Unreal 14   -Oh Baby... Please Be a Good Girl-



          ‘การก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดนับแต่ที่จบสงครามมา...’

     นั่นสิครับคุณนักข่าวขาวสวย ผมว่ามันคงไม่มีครั้งไหนที่จัดฉากห่วยแตกเท่าครั้งนี้อีกแล้วครับ

          ‘...จากภาพวงจรปิดจะเห็นการยิงต่อสู้ระหว่างทหารและกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่กับทหาร จากรายงานล่าสุดที่เข้ามาระบุว่าเป็นทหารเก่าที่ไม่พอใจในการปฏิบัติต่อทหารผ่านศึก...’

     โอว! นี่เรากลายเป็นทหารเก่าไปตั้งแต่เมื่อไหร่หว่า อ๊ะ! แต่เราก็เป็นทหารเก่าจริงๆ นี่หว่าแค่ไม่ใช่ทหารของประเทศสารขันธ์นี่เท่านั้น

        “เอะอะเธอก็รัก! เอะอะก็คิดถึง แต่เธอไม่ซึ้งไม่เคยเข้าจาย~~”

        “หนวกหูโว้ยซานเจ! คนจะฟังข่าว!”     จะมาร้อง*ยาพิษหาพระแสงอะไรวะ!          *(เพลงของทุ่มตัว)

     มันหันมายิ้มในขณะที่มือถือไพ่ กำลังดวลดรัมมี่อยู่กับเอเลนัวร์ ส่วนที่นั่งหน้าเหรอหราตัวสั่นข้างหลังซานเจอีกทีก็ไอ้คุณนักข่าวชาวเหนือนั่นเอง... ห้องผมก็ไม่ได้เล็กมันยังจะทำตัวลีบอยู่อีก เฮ้อ~~

          ‘...เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์โดยรอบอพยพประชาชนทันที โดยไม่สนใจกฎอัยการศึก อนึ่งการประกาศกฎ...’

        “จะไปสนใจข่าวแหกขี้ตานี่ทำไมว้า จะไปเปิดแฟ้มเหตุการณ์ที่สารวัตรเก็บไว้เมือไหร่ก็ได้”

        “แกจำที่ฉันสอนไม่ได้แล้วใช่มั้ย? หรืออยากโดนถองหน้าซัก..”

        “จ้า จ้า ‘การเคลื่อนไหวของมหาชนส่งผลกระทบต่อภาพรวมของสงคราม’ เราต้องตามข่าวตลอดใช่มะ?”

     รู้แล้วก็อย่าให้ย้ำสิวะไอ้กล้วยแขกนี่!   ใช่แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดถูกกองทัพจัดฉากเป็นการก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพ แต่ที่ตลกคือภาพจากกล้องวงจรปิดทุกตัวไม่เห็นหัวไอ้พิศาลกับผมเลย รวมทั้งภาพที่รถถังไอ้ซานเจปะทะกับกองทัพก็กลายเป็นรถถังของกองทัพยิงใส่กันเองอีกต่างหาก เล่นเอาหน้าแหกแยกกันกลบข่าวแทบไม่ทันเลยทีเดียว

        “สามจอมปราชญ์นารันเหรอ... ร้ายเป็นบ้า”     ไม่รู้ว่าทำยังไงแต่มันลบภาพรวมทั้งตัดแปะข้อมูลดิจิตอลของกล้องวงจรปิดทุกตัวซะเนียนจนแยกไม่ออก นั่นยิ่งทำให้สื่อแสนซนกับประชาชนขี้ลืมขุดคุ้ยและจำแม่นขึ้น  คงเพราะผมยิ้มแหยๆ เอเลนัวร์เลยหันมาแหย่

        “ตำรวจเข้ามามีบทบาทในการควบคุมตัวผู้รอดชีวิตจำนวนน้อย รวมทั้งการจัดการฝูงชนรอบนอก แถมใส่ไฟกองทัพซะยับเยินเลยด้วย... เข้าแก๊บตาแก่นั่นเต็มๆ เลยนะงานนี้ ศึกสายเลือดกำลังจะระอุแล้ว ฮี่ฮี่ อยากเห็นจัง!”

     เธอโยนหนังสือพิมพ์ลงตรงหน้าผมพอดี พาดหัวข่าวซะดุเดือด ‘กล้องส่องทหารพาล ผลาญงบจนคบไม่ได้ ทหารเก่าก่อการร้ายตายยับเยินเกินพันศพ’ การจัดฉากกลายเป็นดาบกระซวกดากตัวเองเข้าให้แล้ว ไอ้ครั้นจะออกมาจ้อจี้ว่าที่เป็นแบบนี้เพราะเวทมนต์ก็ไม่ได้ ตลกแท้หลาว

        “...ความสัมพันธ์ของสารวัตรกับพี่ชายคงใกล้จะถึงจุดแตกหักซะแล้ว ตั้งแต่ที่ส่งฉันไปลอบฆ่าทหารคนสนิทกับแทรกแซงแผนค้ายาคราวก่อนแล้ว ดีไม่ดีตาลุงสำราญอาจรู้เหตุการณ์นี้ล่วงหน้าอยู่แล้วก็ได้”

        “ใช้คำว่าแทรกแซงเหรอ? นอกจากฉันแล้วแกฆ่าซะเหี้ยนเลยนี่นา มือดี 5 คน กับคาราวานค้ายาอีกร่วม 20 จนฉันถูกลุงแซมหมายหัวไปด้วยเลยเนี่ย”

        “ไม่เอาน่ายาหยี กางเขนหน้าโบสถ์ก็เปลี่ยนใหม่แล้ว เรามาคิดถึงปัจจุบันกันเถอะนะ”     เธอมองค้อนผมเล็กน้อยแล้วจัดการโชว์ไพ่หมอบหนึ่งใบน็อคมืดไอ้กล้วยแขกจนหน้ามืด

     ซานเจหันไปตบไหล่พิศาล มันยังตกใจอยู่ อะไรนักหนาก็ไม่รู้ทั้งที่ผ่านมาตั้งวันนึงแล้วแท้ๆ

        “จะเอายังไงกับพ่อหน้าเหลี่ยมนี่ดีล่ะ? สัมภาระที่เป็นภาระมาตลอดทางพรรนี้มันมีอะไรดีขนาดแกต้องพามันออกมาด้วยล่ะเนี่ย เออจริงสิ..สารวัตรยศกระจ้อยร่อยจะเอาอะไรไปแตกหักกับทหารระดับนายพลวะ?”

     สารวัตรมีอะไรดีน่ะเหรอ...

        “3000 หลา หัวระเบิด แค่สไนเปอร์ติด PA กระบอกเดียว ไม่ใช้ดาวเทียมช่วยเล็ง...”

        “เฮ้ยโม้แล้ว! จะมีคนเก่งขนาดนั้นได้ยังไงวะ!! ...เอ๊อะ! เออ มีนี่หว่า”     มันมองหน้าผม

        “นี่แค่ขั้นต้น ยังมีอะไรอีกเยอะที่แกไม่รู้เกี่ยวกับตาแก่แว่นดำนั่น”

     เอเลนัวร์ลุกไปชงกาแฟแล้วพูดลอยๆ ออกมา

        “สารวัตรมีคนใหญ่คนโตอยู่ใต้อาณัติไม่น้อยเลยนะ เพียงแต่เคลื่อนไหวโจ่งแจ้งไม่ได้เพราะโดนจับตาดูอยู่... ที่แกไม่ตายซักทีก็เพราะพวกที่ส่งมาลอบฆ่าโดนฆ่าตั้งแต่ก้าวขาออกจากบ้านไงล่ะ ‘ใครไม่ตามก็ต้องตาย’ ฮิฮิฮิ โหดดีเนอะ”

        “โห..ลองถ้าเจ๊พูดขนาดนี้ผมเชื่อก็ได้ ปกติแกสั่งงานผ่านไอ้ชิตอย่างเดียว พอรู้เข้านี่ชวนเสียวเหมือนกันแฮะ แล้วนั่นแกทำอะไรอยู่วะชิต เปิดเวบจองตั๋วรถทัวร์ทำไม?”

     หน้าจอโทรทัศน์ผมเปลี่ยนเป็นหน้าเว็บไซต์ของบริษัทปลอดภัยทัวร์จำกัด คลิกไล่จองตั๋ว VIP เที่ยวที่ออกเร็วที่สุดอยู่

        “ได้ล่ะ...เที่ยวบ่าย 3 กรุงเทพ-พัทยา 2 ที่นั่ง”

        “เดี๋ยวๆ ช้าก่อนเลยไอ้คุณชิต แกจะไปพัทยาทำไมวะ”     ซานเจลุกขึ้นมาดูที่นั่งที่ผมจอง

        “ใครว่าฉันไป ไม่ใช่เลยเข้าใจผิดไปหนึ่งก้าว แกถามว่าจะให้ทำอะไรกับไอ้คุณพิศาลใช่มั้ย?”     มันพยักหน้าทำตาเข     “แก. ไป. กับ. มัน. ซะ ด่วนที่สุดเย็นนี้เลย ให้เวลา 1 วัน พามันไปเอาของแล้วขึ้นเครื่องกลับมาเลย เดี๋ยวจองตั๋วกลับให้”

     พูดจบมันก็ลั่นออกมาทันที ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจปนความประหลาดใจ

        “หา! จะให้ฉันไปเนี่ยนะเฮ้ย! ตลกแล้ว ไหนจะงานล่าไอ้ตาส่อนอีก ถ้าไปกับสาวก็ว่าไปอย่าง นี่ตัวผู้นะเว้ย! แล้วอีกอย่างไปรถไฟไม่เร็วกว่าเหรอวะ”     ไม่ยอมเข้าใจเรอะ

        “ไปรถทัวร์มันได้อารมณ์ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจมากกว่าเว้ย ก็แค่วันสองวันทันงานหลักอยู่แล้ว อีกอย่างนี่เป็นงานสำคัญ แกต้องคุ้มกันมันไปให้ตลอดทาง อ้อแล้วที่สำคัญสอนให้มันพูดจายียวนกวนตีนไปด้วย ให้ได้อารมณ์ประมานไปเที่ยวล่อหญิงริมเลน่ะ เข้าใจมั้ย? อย่าให้ต้องย้ำนะ คำสั่งนะเนี่ยไม่ใช่ขอร้อง”

     ผมทำตาดุใส่มันไป หน้ามันเหี่ยวลงเลยไม่มีการเถียงอะไรไร้สาระกลับมาอีก เอาจริงก็คือเอาจริงงานนี้ไม่มีเล่น ข้อความที่วิโอล่าทิ้งเอาไว้สำคัญสุดๆ อีกหนึ่งเหตุผลที่ผมให้ไปมันก็เพราะ... เอเลนัวร์ยกกาแฟมาให้ผมตามด้วยคำอธิบายเสียงลุ่มลึกเหมือนกาแฟรสชาตินุ่มนวลที่เธอชง

        “ผู้หญิงนั่นไม่เห็นหน้าพวกแก แต่กับพิศาลไม่แน่... ต้องมีคนคุ้มกันมัน และไม่ต้องห่วงมากเท่าที่พิชิตเล่ามาตัวผู้ชายโดนเล่นงานไปหนักมาก พวกมันไม่น่ารีบตามออกมาหรอก อีกอย่างฉันกับพิชิตได้เปรียบตรงเห็นหน้ามันแล้วแต่มันยังไม่รู้หน้าพวกฉัน เดี๋ยวจะหาทางจัดการเอง แกไปกับมันดีที่สุด... ชดใช้ที่ทำรถถังฉันพังด้วย ตีตั๋ว VIP ให้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ใสหัวกันออกไปเตรียมตัวซะเดี๋ยวนี้เลย ซู้ด ฮ่า..กาแฟอร่อยจัง”     ซดโฮกซะหมดมาดเลยนะคนสวย ดูเหมือนเธอจะเห็นหน้าผมยิ้มเยาะเข้าถึงกับแก้เขิน     “มีอะไรเล่า ก็เค้าชงมาดีอะ!”

     ท่าทางน่ารักขัดอายุซะเหลือเกิน แก้มแดงเขินป่องชัดเจน... แล้วซานเจก็ขัดลำขึ้นมา

        “แล้วพวกคุณพี่จะอยู่จีบกันที่นี่ส่งผมไปเฉี่ยวปากกระบอกปืนเนี่ยนะ”

     น่ารำคาญฟะ ผมเลิกสนใจลูกพิรี้พิไรของมันแล้วลั่นแผนการคร่าวๆ ให้มันไปปรับแต่ง

        “อย่างแรกพวกแกต้องไม่รู้จักกัน บังเอิญนั่งข้างกันแล้วคุยถูกคอ ไม่ต้องห่วงพิศาลมันทำได้อยู่แล้ว อีกอย่างคือพามันไปนาบแล้วเที่ยวซ่องให้เต็มที่ พาคุณนักข่าวไปดูโชว์หอยเปิดฝาซะ จากนั้นพิศาล... แกนำทางซานเจไปเอาของ แล้วซานเจแกกลับมาคนเดียวในวันรุ่งขึ้นจะมาทันการล่า ส่วนพิศาลแกไม่ต้องกลับให้รออยู่ที่นั่นจนกว่าฉันจะสั่งไป”

        “หา? หะ ให้ผมรออยู่ที่นั่นเหรอครับ! อย่างนี้ก็ไม่ต่างจากรอความตายเลยสิ คุณบอกว่ามันเห็นหน้าผมแล้วไม่ใช่เหรอครับ ผมไม่อยากตายน้า!!!”     โอยปวดกบาลกับความปอดแหกปนโง่ของมันจริงๆ

        “อยู่ที่นั่นแกจะปลอดภัย ลูกน้องสารวัตรจะคอยดูแลให้.. อ้อจริงสิอย่างสุดท้ายนี่สำคัญมากถึงมากที่สุด!”     ซานเจผงะทันที ปกติไอ้คำนี้ผมจะใช้กับงานเสี่ยงตายชนิดที่ตายมากกว่ารอด ซึ่งมันก็เคยสัมผัสมาแล้วกับตัว

     อย่างสุดท้ายนี้ว่าจะไม่สั่งแล้ว แต่แม่เสือป่าตาน้ำข้าวส่งสายตามาอ้อนเข้ามาน่ะสิ..

        “อย่าลืมของฝาก เอาเป็นของกินนะ”

        “ฟักยู!!!”     มันงัดนิ้วกลางให้ ทำตาดุแล้วลากพิศาลไปโยนแหมะหน้าประตูห้อง     “เอาล่ะคุณนักข่าว ฉันจะไปเตรียมของ ส่วนนายตรงดิ่งไปรับตั๋วที่จองไว้แล้วไปฆ่าเวลาที่ไหนก็ได้ บ่าย 3 ไปขึ้นรถ เราไม่รู้จักกัน ถ้าฉันไม่ชวนคุยไม่ต้องเจ๋อ”

        “แต่ปกติผมเป็นฝ่ายตีซี้กับคนอื่นก่อนนะครับ!”     เสียงมันสั่นกลัวตลอดทุกคำพูด ซานเจผู้แสนว่าง่ายถึงกับส่ายหน้าแล้วเปิดประตูยกเท้าเข้าเขี่ยพิศาลออกไป



     หลังจากคู่บ้าออกไปแล้วก็ได้เวลา...

        “มาอี๋อ๋อกันต่อดีกว่าชิต!”     เอเลนัวร์โผเข้ารัดโอบคอผมทันที เอาหน้ามาคลอเคลียเหมือนแมวขี้อ้อน อา..มาต่อกันดีกว่านะจ้ะ!

        “ซะเมื่อไหร่ล่ะเฮ้ย! เตรียมตัวรับมือกับสารวัตรก่อนต่างหาก ไม่รู้ตาแก่นั่นจะมาไม้ไหน อีกอย่างนึง...”     สามจอมปราชญ์นารัน และเอ็กเซีย ผมยกแขนซ้ายขึ้นมอง.. ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง

     เธอผละไปทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อยแล้วบ่นงึมงำ

        “อุตส่าห์ลากนายออกมาจากกองขยะ ชิ! แค่นี้ทำเป็นซีเรียส!”

     อย่าพูดไปสิคนดี นี่มันเรื่องน่าอายนา มีที่ไหนไปนอนอยู่บนรถขยะ!   หลังจากหมดสติในร้านอีตุ๊ดรู้ตัวอีกทีก็หมดสภาพเละเทะเหม็นขยะท่วมหัว มั่วอยู่ในรถเก็บขยะ... รอบที่แล้วก็ถังขยะ เดี๋ยวคราวหน้าได้ไปถึงโรงแยกขยะแน่เลยว่ะ

        “ฉันไม่ใช่ขยะนะโว้ย!!!”

        “แต่ถ้าหมายถึงขยะของสังคมนี้ล่ะก็ไม่แน่ ฮี่ฮี่ฮี่”     ไม่ต้องมาพูด ทำยังกับว่าเธอต่างจากฉันนักล่ะ!   ถ้าพูดออกไปบ้านกระจุยแน่...



     เวลาผ่านไปไวเหมือนทุกวัน เวลาประจัญหน้ากับโจทก์เล่นยากก็มาถึง...

        “ข้าวมันไก่สองจาน”     เสียงทุ้มยังคงนุ่มลึกเหมือนเช่นเคย

        “ไม่ๆ ไม่ใช่ข้าวมันไก่สอง ข้าวมันไก่หนึ่ง เส้นเล็กเนื้อทุกอย่างพิเศษหนึ่งต่างหาก... ประจำเลยนะป๋า เวลาเคร่งทีไรสั่งแต่ข้าวมันไก่ทุกทีเลย!”

     ร้านอาหารอภิมหาตามสั่ง ทำได้ทุกอย่างที่คุณลูกค้าอยากแต่ระยะเวลาขึ้นอยู่กับอารมณ์แม่ค้า   ผมกับสารวัตรมากันตามนัดที่ร้านขาประจำ ตำรวจรุ่นใหญ่ใน*เรย์แบนกับมือปืนส่วนตัวหน้าชั่วนั่งอยู่ด้วยกันเป็นภาพที่คนแถวนี้เห็นไม่บ่อยนัก และพวกเขาคงไม่อยากเห็นซักเท่าไหร่ เพราะเรานั่งคุยกันทีไรเดี๋ยวได้มีคนตายทุกที แต่ครั้งนี้ต่างออกไปนิด... สารวัตรเริ่มเอ่ยมาแบบเอื้อนๆ พร้อมพลิกหน้าหนังสือพิมพ์          *(ยี่ห้อแว่นดัง Ray-Ban ตี๋ใหญ่ไง ใส่แล้วเท่!)

        “แล้ว..มีอะไรล่ะถึงได้นัดฉันมา หือ?”

     โอ้โฮคุนป๋าสารวัตร! งัดไม้นี้มาใช้เลยเหรอเนี่ย ทำเนียนเลยนะ! เอ้า เนียนมาก็เนียนไปล่ะวะ!

        “ก็เรื่องไอ้ตาส่อน เอ๊ยโทษที ไอ้แก๊งซิ่งนั่นแหละ ว่าจะจัดการแบบไม่โหดน่ะ ผมคิดว่าจะเอาพวกมันไปดัดสันดานซะหน่อย”

     จานข้าวมันไก่วางอย่างนุ่มนวลด้วยท่าทีสุดเกรงใจจากลูกมือแม่ค้าลงตรงหน้าสารวัตร เขาควักจ่ายรวมส่วนของผมไปด้วย

        “คิดดีแล้วเหรอ... อีกอย่างนะพิชิต คุกไม่พอยัดว่ะ เห็นว่ามากันหลายร้อยเลยนา”

        “ส่วนใหญ่ก็เป็นศพกองอยู่แถวนั้นนั่นแหละ แล้วจะกลบข่าวยังไงคิดไว้แล้วรึยัง?”

     ผมรับชามก๋วยเตี๋ยว ตามด้วยเปิดฝาขวดซอสพริกเผ็ดน้อยอร่อยมากเทครืนลงกลางหน้าเนื้อ... แกหันมองเทคนิครสพิสดารของผมเล็กน้อย

         “ไอ้ประสาทรับรสวิบัติเอ๊ย... จะรับมือยากอะไร๊ ก็ใช้เด็กของแก..ไม่สิต้องเป็นเด็กเจ้าซานเจที่นอนเจ็บแหม็บๆ อยู่ในโบสถ์นั่นไงล่ะ เผาให้เหี้ยนเอาให้เตียน เดี๋ยวที่เหลือจะเนียนให้”

     เล่นเอาแทบสำลักเส้นก๋วยเตี๋ยว! แกรู้เรื่องอรุณนีหว่า!!! โดนเข้าเต็มๆ เลยเรา!

        “เล่นซะผมหมดความสำราญเลยนะ สารวัตรสำราญ...”     เอเลนัวร์บอกไปเหรอ ไม่สิ ความมั่นใจในคำพูดมันมากเกินกว่าจะมาจากข้อมูลเชื่อยากอย่างแม่ชีคลั่งของผม

        “แกมีเรื่องที่บอกฉันไม่ได้ ฉันก็มีเรื่องที่บอกแกไม่ได้เหมือนกัน ตอนไพลินตายฉันก็คิดไว้แล้วว่าสักวันต้องบอกแก แต่มันก็ไม่จำเป็นแล้วนี่...”     หน้าของผมย่นลงคิ้วขมวดมิดคีบเนื้อเปื่อยค้าง สารวัตรแค่วางช้อนจิบน้ำชาแก้เลี่ยนเบาๆ     “ไม่ต้องกังวลไปหรอกไอ้ลูกเสือ เชื่อพ่อเสือสิวะ หึหึหึ... ที่ฉันไม่บอกแกเพราะคิดว่าให้เจอกับตัวเลยจะง่ายกว่า แล้วมันก็เป็นอย่างนั้น แกยังคงเป็นคนที่ฉันไว้ใจได้มากที่สุดเหมือนเดิม”

     สารวัตรยังคงมาดเข้ม ช่างมองผมออกทะลุปรุโปร่ง... แต่ว่านะ ไอ้ประโยคสุดท้ายนั่นมันควรจะเป็นคำพูดของผมมากกว่า

        “ความสามารถตามวัยรึไงเนี่ย จะเทียบรุ่นกับคุณคงเป็นไปไม่ได้เลย.. ว่าแต่ไม่ลองดูหน่อยเหรอครับ? ก๋วยเตี๋ยวเนื้อราดซอสพริกแล้วปรุงปกติ อร่อยกว่าที่คิดนะ”

        “ไม่ล่ะว่ะ...”     ถึงกับถอยหน้าหนี     “เรื่องของสานใจแกไม่ต้องกังวล ฉันจะเป็นคนเด็ดหัวมันเอง แกทำตามที่แกเคยทำ คิดทำ เหมือนทุกครั้งก็พอ.. เดี๋ยวให้สิทธิไปช่วย ไอ้นักเวทสองตัวนั่นมันกำลังตามหาเด็กแกด้วยเหตุผลอันตรายอย่าให้มันได้ไปก็พอ”

     ที่ผ่านมาเล่นละครใส่เราตลอดเลยสินะ รู้ลึกถึงเบื้องหลังเลยด้วย   เฮ้อ~~ เอาวะ ตามใจคนแก่หน่อยแล้วกัน

        “ผมอาจอยู่ที่นี่ไม่นานนักนะ อย่าผลีผลามตอนผมไม่อยู่ล่ะ”

        “จะไปประเทศไหนอีกล่ะ? เอ้า เอานี่ไป สิ่งที่แกอยากได้ที่สุดตอนนี้... ไอ้ตุ๊ดอยู่ สน.บางกะปิ”

     แกยื่นแฟลชไดรฟ์ใส่มือผม แล้วกำมือผมปิดไว้ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากร้านขึ้นรถประจำตำแหน่งที่ขับมาจอดรออย่างรู้ใจออกไป แต่ระหว่างนั้นผมดันเห็น...

        “นี่ป๋า! ปิดซองเก็บปืนให้มันดีๆ หน่อยสิ แล้วนั่นห้ามไกก็ไม่ใส่ไว้ เกิดหล่นขึ้นมาปืนลั่นเข้าหน้าไม่รู้ด้วยนะ”

        “เออจริงว่ะ! เพราะแกนัดมาซะแต่เช้า ฉันเลยรีบจนลืมเลย เฮ้อ~~ เป็นถึงสารวัตรดันทำตัวให้เด็กวัดมันจับผิดซะได้ ไปล่ะขอบใจว่ะ!”     ปิดประตูดังปึง รถรีบบึ่งออกไปเลย...

     ผมหยิบแฟลชไดรฟ์ขึ้นมาส่องดู อืม

        “เช้าบ้าอะไรนี่มันจะเที่ยงอยู่แล้ว! ตาแก่นี่ไว้ใจไม่ได้จริงๆ ด้วย... แล้วนี่ในบ้านเรามีเครื่องดักฟังอยู่กี่ตัวกันแน่วะ”     ไม่สิเผลอๆ จะติดไว้ในกางเกงในเลยด้วยมั้งเนี่ย

     เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมยกมือถือขึ้นมาโทรหาคนสวยที่ช่วยงานโบสถ์อยู่ตอนนี้...

        “สวัสดีตอนเที่ยงขอเสียงเอเลนัวร์”

        ‘พูดอยู่ ว่าจะโทรไปหาพอดีเลยทางนี้มีเรื่องสำคัญ แม่หนูนั่นตื่นแล้ว’     โอ้นี่ข่าวดีเลยนะเนี่ย!

        “ดี แล้วอาละวาดมั้ย?”     เสียงผมสั่นในลำคอเหมือนมีเสลด

        ‘ไม่เลย.. ต้องพูดว่าน่ารักมาก ปรับตัวง่ายคุยเก่ง ฉันอธิบายเรื่องราวไปคร่าวๆ แล้ว ให้กินข้าวเธอก็นอนต่อ’     สมกับเป็นอรุณจริงๆ

     แม่ค้าและลูกค้าในร้านคนอื่นๆ พากันหลบตาไม่ก็มองอย่างหวาดๆ ท่าทางอาการฉีกยิ้มหน้าชั่วของผมจะไปกระตุ้นต่อมกลัวพวกเขาเข้าให้ ผมจึงฉากหลบออกจากร้านเดินถือสายไปตามถนนคนเดิน

        “เดี๋ยวไป สน.บางกะปิ แล้วจะรีบไปหา.. ระวังให้ดีล่ะแม่นั่นผสมไซยาไนด์ได้จากอากาศนะ”

        ‘อ๋อไม่ต้องห่วง มือไวพออยู่แล้ว หมดแค่นี้ใช่มั้ย?’     ปี้บ...

     วางสายเองเลยนะ เหมือนรู้ว่าผมจะเริ่มออกนอกเรื่อง อะไรวะจะคุยเรื่องอื่นนอกจากธุระบ้างมันจะเป็นไรไป!

        “อ๊ะ! จะว่าไปเราก็คุยเรื่องอื่นนอกจากธุระไม่เป็นนี่หว่า...”



     หน้า สน.บางกะปิ อันร้อนผ่าว ไอ้แดดงี่เง่านี่ไว้ทำลายโลกได้เมื่อไหร่เอ็งเป็นรายต่อไป!   ผมเดินเข้าไปหาร้อยเวรหน้าเจี๋ยมเจี้ยมทรงรีตาหรี่ผมเกรียนชื่อว่าพี่จ่อย นายตำรวจคนนี้นั้นนอกจากหน้าตาแล้วทุกอย่างถ่อยหมด เอาแค่ท่านั่งอ่านหนังสือพาดขากลางโต๊ะไม่เกรงใจประชาชีที่มาติดต่อแล้วยังเกาตูดโชว์อีกต่างหาก เขายกมือที่เกาบั้นท้ายย้ายไปแคะขี้มูกแล้วเหลือบไล่สายตามาหาผม

        “มีไรวะชิต? อ้อ มาหาไอ้เมารีนสินะ”

        “ก็ใช่.. ก่อนอื่นใดสวัสดีตอนเที่ยง ขอห้องเก็บเสียงไว้คุยตัวต่อตัวด้วยนะ...”

     เขาวางหนังสือลงโต๊ะแล้วเดินนำผมเข้าไปเลยห้องสอบสวนลึกเข้าไปอีกจนทางตัน ด้วยมือข้างที่เกาตูดแคะขี้มูกวางทาบลงไปบนฝาผนัง ช่องทางเดินลับก็เปิดออก เขาหันมามองหน้าหยิบหมากฝรั่งเข้าปากแน่นอนด้วยข้างที่เกาตูดแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม...

        “ที่เก่าเวลาใหม่..”     แบมือมาทางผม ตามธรรมเนียมใช่...

     ผมควักบุหรี่นอกที่แกะซองยัดธนบัตรหลักพันวางแหมะลงไปโดยไม่ให้สัมผัสโดนแม้แต่นิ้วของมัน มือข้างนั้นก็ผายออกเป็นท่ารับแขกแหวกเป็นทางอย่างสะดวก ห้องสีขาวบุด้วยชั้นเก็บเสียงอย่างดี โดยปกติที่นี่มีไว้ซ้อมผู้ต้องหาคดีพิเศษสุดๆ ไม่ใช่คนที่สารวัตรสำราญไว้ใจเข้าไม่ได้เด็ดขาด

        “รอแป๊ป เดี๋ยวจูงหมามาให้”

     เขาเดินออกไปประตูปิดลงทิ้งผมนั่งรอ... ซึ่งก็ไม่นานมากนักหมาดำใต้ถุงดำก็มาถึง มันถูกปิดคลุมหัวไว้ตลอดทางจนมาถึงห้องนี้ เหตุผลก็ง่ายๆ ห้องนี้ไม่มีอยู่จริง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในนี้ล้วนไม่เคยเกิดขึ้น

     พี่จ่อยดันตัวมันไปหน้าเก้าอี้แบบมีตัวล็อคยึดขานักโทษ พร้อมล็อคแขนเข้ากับแขนเก้าอี้ นี่ถ้ามีไฟฟ้าช็อตใส่ด้วยล่ะครบเซ็ตเลย เขาเอ่ยปากลอยๆ หลังเดินไปนั่งเอนหลังตรงมุมห้องฝั่งติดประตู

        “เมื่อคืนดูยิงแม่งเลยมาว่ะ โคตรมันเลยไม่น่าเชื่อว่าหนังมันจะเก่ากว่าสองร้อยปี”

        “เหรอ ผมก็ชอบตรงฉากอึ้บไปยิงไปนี่แหละ ไว้ว่างๆ จะทำให้ดู”

     ผมตอบไปพลางกระชากผ้าคลุมหัวอีตุ๊ดออก หน้ามันดูหวาดวิตกสุดขีด ปากที่ปิดไว้ด้วยเทปกาวอย่างหนามุบมิบอู้อี้นัยน์ตาลอกแลกเหงื่อแตกซิก   พี่จ่อยที่นั่งอ่านหนังสือโป๊จากยุคโบราณแพลมตาออกมามองแล้วพูดต่อเรื่องหนัง

        “เฮ้ยๆ เอาจริงๆ นะ หนังเรื่องนี้มันสอนให้รู้ว่าอย่าโทรหาคนที่เคยทรยศเราไงล่ะ รวมทั้ง..การมีปฏิสัมพันธ์กับพวกขยะเปียกก็ใช่นะ เดี๋ยวมือมันจะเหม็นเหมือนฉากจับนมศพ”     แกจงใจกัดผมเรื่องไอ้ตุ๊ดสะวันน่า

        “สำหรับผมต่อให้ขยะมันจะเปียกแต่... ถ้ามันมีประโยชน์อย่างอาหารบูดๆ ก็จะขอเก็บไว้ก่อน”     ผมจัดกระชากเทปกาวจากปากไอ้เมารีน มันถึงกับสะดุ้งแหกปากร้อง     “เผื่อตอนเสบียงหมดเอามายีรวมๆ กันมันก็ใช้รองท้องได้”

        “สงครามจบไปแล้ว หิวข้าวก็ไปเซเว่นเอาเซ่”     เขาพูดข้ามหัวอีตุ๊ดที่หวาดกลัวมา

        “ผมมันเข้าตามตรอกออกทางประตูได้ซะที่ไหนเล่า ถ้าเดินขึ้นสนามบินได้สบายๆ ผมไม่เก็บมันไว้หรอก...”

     ไอ้ดำเริ่มรู้สถานการณ์ตอนนี้มันเบือนหน้าจากนายตำรวจมาหาผมเหงื่อตกซีดหนักกว่าเก่า กฎหมายไม่ได้มีไว้ช่วยคนชั่วอย่างมัน ขนาดคนดีกฎหมายยังช่วยไม่ได้เลย

        “เอาล่ะนะเมารีน ฉันไม่อ้อมค้อมนักหรอก ดูเหมือนแกจะรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้... เอาเป็นว่าไอ้เด็กเสิร์ฟที่ต้อนรับฉันไปนั่งถองแกเมื่อวันก่อนนู้นมันเป็นคนที่ฉันตามหาอยู่ว่ะ ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน?”

     นัยน์ตามันเบิกโพลง มันส่ายหน้าส่ายตาหลบผมพลางพูดอย่างติดขัด

        “มะ ไม่ใช่อย่างที่คิดน้า! คึ คือว่าเขามาขอให้ช่วย แล้ว..แล้วตอนนี้เค้าก็ตายไปแล้วด้วย โดนไอ้โม่งที่ไหนไม่รู้ฆ่าตาย เนี่ยตัวเค้าเองยังเกือบถูกมันฆ่าเลย!”

     โอเคพิสูจน์เรียบร้อยมันไม่รู้ว่าไอ้โม่งในตอนนั้นเป็นผม เอาล่ะเข้าประเด็น

        “นอกจากไอ้นั่นแล้วแกก็พาคนอื่นเข้ามาอีกนี่ บังเอิญเหมือนกันฉันอยากเจอหน้าพวกมันพอดี ไอ้พวกที่ชอบพี้กัญชาเพราะหาง่ายในกรุงเทพมันพักอยู่ที่ไหนได้บ้าง”     ผมเริ่มอย่างนิ่มนวล

        “ไม่มี้ไม่มี! พวกอย่างนั้นไม่มีหรอก เค้าไม่ได้นำเข้าใครมาจริงจริ๊ง!”

        “งั้นมันก็ต้องมีบ้างใช่มั้ยล่ะ ที่ว่ามาเพื่อขายยาติดต่อกับแกที่รู้ช่องทางทำเงินง่ายๆ ประมาณว่าอ้างตัวเป็นพวกปลายแถวรับส่งต่อ ขายด้วยพี้ไปด้วย... มีแน่ๆ เนอะ”

     ผมหยิบถุงมือสีขาวที่ยาวจรดโคนแขนใต้เก้าอี้ขึ้นสวม

        “คะ เค้า...ไม่รู้! ไม่รู้จริงๆ นะว่าตัวเองพูดถึงใคร ถ้าลูกค้าที่มาพี้กัญชาบ่อยๆ อย่างฝรั่งผัวเมียนั่นมันแค่มาเที่ยวเฉยๆ”

     บึ้ก! เข้าที่หน้ามันเต็มๆ โกหกได้ห่วยแตกมาก พี่จ่อยรู้งานหยิบคีมมาให้ผมแล้วยืนคุมเชิง ผมจัดหน้าดุใส่มันต่อด้วย...

        “ริอาจมามีจรรยาบรรณปกป้องความลับลูกค้าเหรอ? ไอ้เศษเดนที่ทำไม่ได้แม้แต่รักษาสัญญาอย่างแกน่ะ...”     ทำเอฟเฟคท์เสียงสั่นในลำคอเข้าช่วยอีก     “ตอนขึ้นจากเจ้าพระยาแกเคยสัญญาไว้ ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะทำชั่วขนาดไหนจะรายงานให้ฉันรู้เป็นคนแรก’ นั่นเป็นข้อตกลงหนึ่งเดียวที่ทำให้ฉันอนุญาตให้แกมีชีวิตอยู่!”

        “ว้าก! อย่าๆ ได้โปรดเค้าผิดไปแล้ว เค้าพูดไม่ได้จริงๆ ทั้งเรื่องคู่ขา เอ๊ย! เรื่องบ๋อยใหม่นั่น ทั้งไอ้สองคนนั้น..”

        “พี่จ่อย ค่าทำความสะอาดเท่าไหร่”     ผมหันไปถามร้อยเวรข้างๆ เขายกบุหรี่ขึ้นดูดแล้วพ่นควันลงหน้าไอ้ดำ

        “ฟู่... รสดีลดให้เหลือ 2000”     ไอ้ตุ๊ดตาโพลงส่ายหน้าไปมา

        “งั้นเอาไปถองอีกซอง”     คราวนี้ยัดไส้ไว้สองพัน

     ผมจัดมือซ้ายเข้าบีบกระพุ้งแก้มง้างปากมันออกแล้วสอดคีมเข้าไปหนีบกรามขวาของมัน ตามันเหลือกจนเห็นเส้นเลือด

        “ฟันกรามน่ะนะ ถ้าถอนไม่ระวังอาจช็อคได้เลยล่ะ...”

        “อย่า! อย่าอำเอ้า!!”

        “เฮ้อ~~ ทำตัวไม่น่ารักเลย ไม่ตรงคำถามนะสาวน้อย...”

     แคว่กปึด! เสียงเส้นเลือดรากฟันฉีกขาดสะเทือนผ่านมือผมขึ้นมา ผมปล่อยมันคอตกเลือดท่วมปากร้องโหยหวน ก่อนจะตบไปอีกหนึ่ง เพี๊ยะ! ข้างที่กรามหลุด

        “อย่ามาสำออย! พี่จ่อยขอมีดผ่าตัดหน่อย...”     แบมือออกไปแล้วมีดก็แหมะลงทันใด

     เพื่อย้ำจุดยืนและความยุติธรรมที่มันจะได้รับพี่จ่อยทำเสียงเข้มพูดอย่างเป็นทางการ

        “นายเมารีน เวสต์กรอรี่ ชาวอเมริกาเชื้อชาติแอฟริกัน อายุ 32 ปี ข้อหาค้าปืนเถื่อน ค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ นายหน้าลักลอบพาคนต่างด้าวเข้าประเทศ พัวพันกับแก๊งมาเฟียมากกว่า 6 แก๊ง สับรางเก่งมาก รู้ลู่ทางเข้าออกหลายประเทศแบบไม่ต้องผ่าน ตม. แต่เพราะทรยศแก๊งเลยโดนดีเข้าให้ นี่ถ้าไอ้ชิตไม่บังเอิญไปถล่มแก๊งที่จะจับแกยัดถังปูนโยนลงไปให้ปลาตอดเล่นใต้เจ้าพระยา ตายไปนานแล้ว...”

        “เอาล่ะไอ้ตุ๊ดดำ ด้วยว่าเราไม่ค่อยติดต่อกันมากนักประกอบกับฉันเกลี๊ยดเกลียดพวกลักเพศ.. แกเลยรู้จักฉันน้อยไปนิด ฉันจะแนะนำให้รู้อีกอย่างนึง.. ฉันมันประเภทถามแล้วเตือนก่อน ถ้าไม่ตอบให้ตรงก็ลงมือทันที แล้วค่อยถามอีกรอบ”     ท่าทางถอนฟันกรามจะสะเทือนหนัก ถึงกับเงยหน้าไม่ขึ้น แหงล่ะ ตอนนี้ซีกขวาของมันคงชาจี๊ดไปทั้งสมอง

        “ฉันจะช่วยแปลงเพศให้แกฟรีๆ แต่ว่านะของฟรีมันก็มีข้อเสีย...ตรงที่ไม่มียาสลบน่ะ”

     แค่นั้นแหละผงกหัวปะหลกๆ เลยทีเดียว หึริอาจเล่นกับไฟมันก็ไหม้มือเป็นธรรมดา ไอ้บ้านี่เมื่อก่อนเลวยังไงก็ยังงั้นตลอด สับรางมาเฟียก็หวิดตายมาทีนึงแล้วนี่มันเล่นสับรางจอมเวทย์ถึงสองก๊วนเลยไม่เคยเข็ด มันคงรับเงินทั้งจากไอ้บ๋อยคู่ตุ๋ยและไอ้น้ำแข็งแห้ง ถึงได้อ้อมแอ้มมาตลอด

     เนื่องด้วยมันพูดไม่ไหวผมจึงจัดกระดาษกับปากกาให้มัน เท่านี้ก็หมดธุระ ทิ้งไอ้ระยำดำสะวันน่าไว้ในห้องขังเดี่ยวตามเดิม และโทรหาสารวัตรเล็กน้อย...

        “ผมอยากให้ปล่อยไอ้สะวันน่าออกมาค้าขายตามเดิมของมัน”

        ‘มีแผนอะไรรึไง?’     เสียงสบายๆ ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจ

        “ครับ ต้องใช้มันน่ะ... ช่วยส่งเด็กไปดูมันไว้หน่อยเดียวก็พอ ขอบคุณครับ”

     และวางสาย ที่หมายต่อไปคือโบสถ์ ก่อนไปเปิดดูข้อมูลของสารวัตรคร่าวๆ ก่อนดีกว่า...
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: