หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "UnReal -Truth under Lies-" 14 -Oh Baby... Please Be a Good Girl-  (อ่าน 20660 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2011, 09:09:45 PM »

     ตอนนี้ผมหยุดยืนอยู่หน้าทางลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแยกรัชดา ราวจับโลหะที่เคยแวววาวสวยงามถูกสนิมคุกคามจนแตกทะลุ กำแพงผนังก่อปูนที่เคยทาสีสดสวย ตอนนี้อ่อนระทวยและเต็มไปด้วยรอยลอกจนเห็นอิฐ แถมด้วยรูโบ๋เบ้อเร่อด้านข้างจากอะไรซักอย่างที่เคยระเบิดบริเวณนี้... อดีต *MRT แห่งนี้เลิกใช้งานไปแล้ว ถ้าจะให้ถูกต้องตรงความเป็นจริงก็คือในกรุงเทพมหานครตอนนี้ไม่มีรถไฟฟ้าใต้ดินอีกแล้ว ที่เหลืออย่างมากก็วิ่งได้แค่บนดิน ทำไมน่ะเหรอ?

     หลังประกาศสงครามที่นี่ถูกหามเข้าสู่สมรภูมิทันที มีแต่ไอดินกลิ่นปืน คนนับหมื่นนับแสนถูกตัดด้ายที่ใช้แขวนชีวิตทิ้งไปในวันนั้น ระเบิดนับพันดั่งสายฝนปลิวหล่นจากฟากฟ้า เขม่าควันดูดกลืนกลางวันเข้าสู่กลางคืน ความชุ่มชื่นถูกแทนที่ด้วยความเหี่ยวแห้ง แสงไฟแห่งแดนสวรรค์ถูกแทนที่ด้วยแสงระยับจากปากท่อสีดำดั่งทางเดินสู่นรก โลกอันมืดมิดชีวิตอันมืดมน แม้แสงวาบตามถนนก็จ้าเกินกว่าจะใช้ส่องทางเหมือนดั่งร่างกายและวิญญาณต้องแผดเผาอยู่ในตะวันนับพันดวง... นรกบนดิน

        “ไม่สินรกยังจะปลอดภัยซะกว่า... ว่าไปนั่น หึหึหึ ตอนนี้...2 ทุ่ม 42”

     ถ้าจะถามว่ามาทำไมก็คงเพราะค้างคาใจอยู่ไงล่ะ... ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นใครมาจากไหน ท่าทางจะมีธุระกับอรุณอีกด้วยแต่ซวยไปที่ผมเสร็จกิจกับเธอก่อน แต่ที่รู้แน่คือไม่ได้มาดี เล่นฆ่ามั่วซั่วไป 4 ศพแบบนั้น ปล่อยไว้อรุณจะไม่ปลอดภัย ไอ้ครั้นจะซัดพวกมันให้หมอบแล้วบังคับมอบข้อมูลก็ใช่ที แค่อรุณคนเดียวก็เสียวพอแล้ว นี่มันน่าจะมีมากกว่า 2 คน แล้วจะเอาอะไรไปสู้!

        “เพราะงั้นที่นี่แจ่มสุดในการติดตามเรื่องราว หวังว่าไอ้ตุ๊ดดำนั่นมันจะรู้อะไรบ้างนะ พวกบ้าๆ แบบนี้มีไม่กี่ที่ที่มันจะไป...”



Unreal 8   -Rotten Roamer-



     ผมก้าวลงบันไดไปช้าๆ หลอดตะเกียบที่ติดไว้ลวกๆ ไม่กี่ดวงบนทางเดินทำให้มองเห็นได้เล็กน้อย ข้างทางถ้าไม่มีกองขยะก็จะเป็นพวกขยะมานอนกองให้เหม็นขี้ตัวเล่น ที่เห็นเดินเพ่นพ่านอยู่กลางรางรถไฟนั่นก็ไม่ใช่อะไรพวกเสพยาจัดจนเพ้อไปถึงดาวอังคารนั่นเอง แต่ละคนบ้างก็ตาลอยหน้าหงอย บ้างก็หัวเราะแล้วชี้ไปตรงนั้นตรงนี้อย่างไร้ความหมาย ฝากำแพงเองก็เต็มไปด้วยคำหยาบคายไม่ก็รูปอะไรซักอย่างที่ไม่ควรเผยแพร่ในที่สาธารณะ คงเป็นไอ้บ้าซักตัวแถวนี้แหละที่มาขีดทิ้งไว้

     ในขณะที่ผมบ่นเนือยๆ กับตัวเองอยู่นั้นก็ดันมีหนึ่งในไอ้บ้ามายืนเคาะไหล่ผม...

                “งาย...น้องชาย เอิ้ก! พี่ขอยืมตังจั๊กบาทดิ พอดีว้อนท์น้องสุราอย่างแร...”

     บึ้ก! ดังก้องไปทั่วบริเวณส่งให้หมาทุกตัวหันมาประชันหน้ากับผม ใช่แล้ว ผมจัดการยัดพระบาทเข้าไปที่ปากของมันนั่นเอง...

        “เป็นขยะก็อยู่อย่างขยะไปซะ! ใครมีปัญหาก็เข้ามา เฮ้ย! เข้ามาเลยพ่อจะส่งลงถังแบบไม่ต้องรีไซเคิลให้เลย!!!”

     ก็ตะโกนไปงั้นๆ แหละ ในนี้มีแต่ผีตายซากทั้งนั้นแป๊บเดียวมันก็หันไปทางอื่นต่อ ไอ้พวกหมาขี้แพ้หมดอนาคตเพราะตัวมันเองแบบนี้ มันน่าถีบลงไปกองบนรางแล้วให้รถไฟไถลเล่นจริงๆ


     ตอนนี้ผมหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูคู่กว้างราว 1.5 เมตร เสียงเอะอะเจี้ยวจ้าวดังลั่นสนั่นหูทั้งที่ปิดประตูมิดแท้ๆ ท่าทางจะมีคอนเสิร์ต ผมผลักบานประตูเข้าไปแล้วก็เป็นไปตามคาด ปาตี้ยาอีครับท่าน แสงสลัวกับเสียงเอะอะของทั้งเพลงทั้งขวดเหล้าแตกกระจาย และสารพัดสัตว์จากหมาทั้งหลาย...

        “ยังหนวกหูน่ารำคาญเหมือนเดิมเลยนะ   เฮ้ยไอ้น้องชายตรงนั้นน่ะมาหาพี่ทีเด๊ะ!”

     ผมกวักมือเรียกบริกรในสูทชุดขาวไม่เข้ากับสถานที่ พร้อมให้มันพาไปนั่งที่บาร์เหล้าด้านในซ้ายมือผ่านโต๊ะนักดื่มไป 3 ตัว   วันนี้ก็ยังศิวิไลซ์เหมือนเดิม บนเวทีถัดไปทางขวามือของผมตั้งเสาเหล็กสีเงินวาวไว้ 2 ต้น พร้อมด้วยเหล่าสมิงสาวดิ้นเร่าๆ รูดขึ้นรูดลง ไม่ก็นอนนวยนาดพาดขายั่วยวนพวกงี่เง่าที่เกาะอยู่ตรงขอบให้มันโปรยเงินสกปรกโรยไปบนร่างอันเหม็นเน่านั่นรวมแล้ว 4 ศพ เอ๊ย! ตัว...

     เบื้องหน้าตอนนี้มีชายสูงใหญ่ผิวดำสนิทหัวเกรียนในเสื้อเชิ้ตลายตารางหมากรุกสีเหลืองสด ยืนหันหลังส่ายตูดดุ๊กดิ๊กผิดกับรูปลักษณ์ผสมเหล้าจากขวดเหล้าหลากยี่ห้อบนชั้นไม้สีอำพัน มันยังไม่สังเกตเห็นผม...

        “เฮ้ย! อีตุ๊ดสะวันน่า หันมาดูซินี่ใครมาหาเอ่ย~~”   ผมพูดด้วยเสียงสบายๆ พร้อมดีดเศษเหรียญในมือไปกระแทกก้นของมัน

               “อุ๊ย! ต๊ายตัวเอง แหมมาไม่บอกไม่กล่าว~~”

     โครงหน้าที่ช่วงคางยื่นออกมาเล็กน้อยกับริมฝีปากห้อยย้อยนิดหน่อยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวแอฟริกัน หันมาด้วยท่าทางดัดจริตเอามือปิดปาก ส่วนอีกข้างที่ถือแก้วแนบชิดเอวบิดข้างแล้วแยกนิ้วก้อย ยืนอ่อยตัวย่อเข่าทำตาลุกวาวใส่ผม เล่นเอาหลบสายตาแทบไม่ทัน ไม่น่าเล่นกับมันเล้ย...

        “อา... พอดีฉันมีธุระอยากจะถามแกนิดหน่อยน่ะ...”

               “แหม! มาถึงก็ลุยลูกเดียวเหมือนเคยเลยนะฮ้า~~”

        “ดูข่าวแล้วสินะ เรื่องเมื่อเช้านี้...นั่นล่ะปัญหา ฉันอยากจะรู้ว่าพักนี้มีใครเข้าๆ ออกๆ ที่นี่ด้วยท่าทีแปลกๆ บ้างรึเปล่า”

     ผมทำเสียงเข้มใส่มัน พร้อมหันหลังกวาดสายตาไปทั่วร้าน ตรงกลางมีโต๊ะกลมกว้างพอนั่งล้อมได้ 4-5 คน วางอยู่ 13 ตัว แต่ละตัวมีคนนั่งล้อมวงเรียบร้อยยกเว้นตัวกลางห้องที่ไม่มีคนนั่ง แต่ยังเหลือเค้าว่าเคยมีขี้เหล้านั่งอยู่ประมาณ 3 คน ขวดเหล้า จานกับแกล้มยังอยู่ **บ๋อยมันยังไม่มาเก็บ แต่มันคงไม่กล้ามากกว่า เพราะรอบๆ มีแต่พวกหน้าตาเหมือนหมาบ้าเยอะแยะเต็มไปหมด   แล้วสายตาผมก็ไปสะดุดกับอะไรบางอย่างที่ร้านนี้ไม่เคยมีมาก่อน ขวดเบียร์สีเขียวสดน่าจะยี่ห้อไฮเนเก้น วางอยู่บนโต๊ะรอบๆ ตัวกลางร้านซ้อนกับขวดเหล้าอื่นๆ โต๊ะละขวด รวมแล้ว 7 ขวด...

        “เดี๋ยวนี้ร้านแกขายเบียร์ด้วยเหรอวะ เห็นเกลียดเบียร์จะตาย”

     ผมเอนตัวแหงนหน้าถาม***บาร์เทนเดอร์ตุ๊ดซี่ที่ตอนนี้ยืนทำท่าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่ท่ามันน่าเตะจริงๆ   ยังคงบิดอยู่...

               “จะบ้า~~หรอ เค้าอะโคตรเกลียดเลยเบียร์อะ สงสัยลูกค้ามันจะพกเข้ามามั้ง   แหมพวกคออ่อนเอ้ย! เดี๋ยวติดป้ายไว้ดีกว่าห้ามเอาเบียร์เข้าร้านทุกกรณีดีมั้ยตัวเอง”

     มันพูดพลางวางแก้วค็อกเทลที่ผสมเสร็จลงตรงหน้าลูกค้าอีกคนที่นั่งถัดไปทางขวามือของผม ท่าทางจะรวย สวมสูทราคาแพงสีน้ำตาลนาฬิกาข้อมือแบบโทรศัพท์ในตัว รองเท้าหนังแท้อีกต่างหาก ถ้าดูจากมุมนี้สายตาของมันจับจ้องไปที่สาวรูดเสาตรงกลางเวทีแบบไม่หันมาสนใจผม   รวยขนาดนี้มาทำอะไรที่นี่นะ ถ้าจะนาบไปที่อื่นที่แจ่มกว่านี้ก็ได้นี่หว่า

        “หึ มันคงเอามาถอนมั้ง”

               “แล้วที่ตัวเองถามหาอะ ที่นี่มันก็มีคนมากหน้าหลายตาเข้ามาอยู่ทุกวัน จะให้เค้าจำยังไงไหว…”

        “แกน่าจะเข้าใจหลักการของคำว่าแปลกสำหรับที่นี่ดี ตอบมาซะแกลักลอบนำเข้ามนุษย์ต่างด้าวบ้างรึเปล่า แล้วมีพวกไหนท่าทางแปลกบ้างมั้ย?”

     มันทำท่าโบกปัด แล้วพูดด้วยเสียงยียวนเน้นย้ำคำแรก...

               “ไม่มี เค้านำเข้ามาเมื่อต้นเดือนครั้งเดียว เอาพวกไต้หวันมา อีกกลุ่มก็พวก..ค้ายาจากมาเลย์~~”

     เสียงมันสั่นๆ ช่วงท้ายของประโยค... ไอ้นี่มีพิรุธ ต้องลองขู่ดูหน่อย

        “คนที่ทำให้ตำรวจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้ร้านนี้ตั้งขึ้นมาได้คือใครกัน”

     ผมจัดเสียงเข้มเน้นๆ ใส่มัน สีหน้ามันออกอาการทันที ไอ้พวกนี้มันใจปลาซิวจริงๆ

        “คนที่ทำให้ไอ้สวะแอฟริกันอย่างแกรอดจากถังขยะอัดคอนกรีตที่****เจ้าพระยา คือใคร!”

               “มะ...ไม่มีจริงๆ นะตัวเอง เชื่อเค้าสิ”

     ได้ผลแฮะ ในระหว่างที่ขู่มันอยู่ผมไล่ดูลูกค้าเรียงหัวอีกครั้งที่มุมร้านด้านขวาของทางเข้าร้าน ตรงข้ามกับจุดที่ผมนั่ง เป็นชาวต่างชาติผู้หญิงผมดำคนนึง กับผู้ชายผมทองนั่งพี้กัญชาควันตลบ สติของมันคงล่องไปถึงดาวเนปจูนแล้วมั้ง ตาลอยซะขนาดอีตัวมาดิ้นใกล้ๆ ยังเหม่อเพ้อพึมพำอยู่เลย ส่วนโต๊ะตัวอื่นก็มีแค่โหวกเหวกโวยวาย เมามายไปตามปกติ

     ต้องจัดการไอ้นี่ก่อน...

        “จะเอาอะไรเป็นหลักประกันคำพูดแกดีล่ะ หืม? ชีวิตเหรอ ฆ่าคนอย่างแกไปมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ฉันว่าพาตำรวจมารวบก็ไม่เลวนะ อย่างนั้นฉันจะได้กำไรไปด้วย”

               “มะ...ไม่ดีหรอกตัวเอง น่านะ สุดหล่อ~~”

        “นี่ฉันเอามีดจ่อคอหอยแล้วยังจะมาเล่นลิ้นอยู่อีกเหรอ ตอบคำ...อึ๊!”

     แขนซ้ายเรา! มันกระตุกอีกแล้ว รัวจนเสียงดังขึ้นเหมือนวางมือถือระบบสั่นไว้บนโต๊ะแล้วมีคนโทรเข้า   ไอ้ตุ๊ดสังเกตเห็นท่าของผมมันถอยออกไปก้าวหนึ่ง ต้องรีบเก็บอาการก่อน...

            “ยังหาไม่เจอเลย ไม่รู้หายตัวไปไหน”

     เฮ้ย! เสียง! มีเสียงดังก้องขึ้นมา เป็นเสียงหวานของผู้หญิง แต่เสียงในร้านมันก็ดังอยู่แล้ว แล้วทำไมเสียงบ้านี่มันดังชัดอย่างนี้!   อะ อะไรวะ!?

                “ฉันลองไปหาทุกที่ที่เธอมักจะไปแล้วที่ทำงานก็ไม่มี เห็นว่าลาป่วยแล้วหายตัวไปเลย หรือจะตายไปแล้ว”

     คราวนี้เป็นเสียงผู้ชาย! นี่เป็นการพูดโต้ตอบเหรอ แล้วมาจากไหน?   ผมพยายามหันหาต้นตอของเสียงนี้แต่ดูจนทั่วแล้วก็ไม่มีใครผิดสังเกต ที่เป็นผู้หญิงส่วนใหญ่ก็วี้ดว้ายโวยวายไปตามประสาคนเมา ไอ้คู่กัญชาตรงมุมนั่นก็ยังเมาไม่เลิก

               “พิชิต เป็นอะไรไปฮ้า นี่ตัวเอง~~”

        “หุบปากฉันหมดธุระกับแกแล้ว ไว้จะค่อยว่ากันใหม่”

     มันไม่ได้ยินเรอะ เสียงออกจะดังขนาดนี้ จังหวะที่ผมตะคอกใส่ไอ้มืดหน้ามึนนั้น เสียงผู้หญิงก็ดังมาอีกรอบ...

            “ตอนเที่ยงเราไปหาก็ดันไม่อยู่ พอเช้ามืดบ้านกลับพังยับ แถมหายจ้อยไปอีกต้องมีใครทำอะไรเธอไปแล้วแน่ๆ”

                “ที่แย่สุดคือดันโดนเห็นตัวซะได้นี่สิ ต้องฆ่าโดยไม่จำเป็นจนได้”

     เป็นไอ้พวกนี้งั้นเร้อ! อะไรจะเจอง่ายปานนี้ แต่ปัญหาคือพวกมันคุยกันอยู่ตรงไหนฟะ! ไม่สิเสียงพวกนี้มันดังขึ้นมาขนาดข้ามร้านที่หนวกหูนี่ได้ แต่คนอื่นกลับไม่ได้ยิน หนำซ้ำแขนซ้ายเราก็มีปฏิกิริยาอีก หรือว่า!

            “ที่ได้ยินมาเธอเป็นคนเก่งขนาดหนีออกจากองค์กรได้ ไม่น่าเสร็จง่ายๆ อาจจะหลบซ่อนตัวอยู่ก็ได้ ยังไงซะเธอก็เป็นผู้เชี่ยวชาญมนต์แปรธาตุคนนึ…”

                “เดี๋ยวก่อน! ฉันรู้สึกแปลกๆ เหมือนโทรจิตของเราถูกแทรกแซง!”

     เสียงตื่นตระหนกของผู้ชายขัดขึ้นมากลางลำ โทรจิตงั้นรึ!? ถ้างั้นมันก็ไม่จำเป็นต้องขยับปากตามตัวอักษร แสดงว่ามันต้องเป็นใครสักคนในนี้ แต่โต๊ะที่มีทั้งผู้ชายกับผู้หญิงก็มีตั้งหลายตัว ส่วนไอ้ต่างชาตินั่นก็เคลิ้มจนน้ำลายเยิ้มแล้วด้วย ที่เราได้ยินมันก็เป็นภาษาไทยชัดเจนก็ไม่น่าใช่พวกนี้

                “ไม่ผิดแน่ มีคนอ่านรหัสคลื่นสมองของเราออก ระงับการสื่อสารแล้วถอนตัวทันที!”

     รู้ตัวแล้ว? เป็นไปได้ยังไง!?   มันคิดจะหนีเหรอ จังหวะนี้แหละถ้ามันออกไปจริงๆ เจอแน่!   เอาล่ะอุปกรณ์ที่เตรียมมา 1. มีดอรัญญิก 2. Glock พร้อมปลอกเก็บเสียง   เรื่องอื่นไว้ทีหลังต้องเก็บมันก่อน ยังไงซะถ้าซัดทีเผลอจะเว่อมาจากไหนก็ไม่น่ารอด

     เริ่มมีคนเรียกเช็คบิลแล้ว โต๊ะ 3 ตัวหน้าทางเข้า ผู้หญิง 4 ผู้ชาย 6 ลุกขึ้นพร้อมกันทำท่าทางคุยกันตามปกติเป็นธรรมชาติ ที่เหลือยังไม่มีใครลุก มันต้องมีแฝงตัวอยู่ในนั้นซักคนแน่!   จังหวะที่ผมหมุนปลอกเก็บเสียงให้เข้าที่ใต้เสื้อนั้นเองก็มีอะไรบางอย่างมาแตะที่ไหล่ผม...

                “อ้าว! น้องชายเมื่อเช้านี้นี่นา มาทำอะไรในที่แบบนี้ล่ะเนี่ย”

     เสียงนี้มัน! ผมหันไปหาเจ้าของเสียง ไม่ใช่ใครที่ไหนไอ้ลูกค้าหน้าหม้อเสื้อน้ำตาลนั่นเอง...

        “คุณ...นักข่าวชาวเหนือ”

     ใช่เลยหน้าเหลี่ยม ผิวขาวๆ ที่เจอเมื่อเช้า มันมาทำอะไรที่นี่วะ! แล้วตั้งนานมันไม่ทักดันมาทักเอาเวลานี้ บัดซบเอ้ย! พวกนั้นเริ่มทยอยเดินออกไปแล้วด้วย

                “อ้อจริงสิ...ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวนี่นา ฉันชื่อ พิศาล คำนน แล้วนายล่ะ”

     กูไม่ได้อยากรู้ชื่อคุณมึงโว้ย! ที่กูต้องการคือตามไอ้พวกบ้านั่น แต่ถ้าทำกระโตกกระตากมันก็มีพิรุธอีกไอ้บ้าเอ้ย!!!

        “ผมพิชิต กำชัยพลครับ พอดีแวะมาดื่มนิดหน่อย นี่ก็กำลังจะกลับพอดี…”   รีบๆ จบซะที

                “ดื่มเหรอ? ไม่เห็นสั่งซักแก้วเลยนี่ เห็นนายคุยกับเจ้าของร้านท่าทางสนิทสนมดีนี่ เอาเป็นว่าซักแก้วแล้วกันนะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”

     ไม่ได้อยากโว้ย! ปัดโธ่! แล้วนี่อีตุ๊ดนั่นมันหายหัวไปไหนแล้วล่ะ ไอ้ที่ยืนอยู่หลังบาร์ตรงหน้าเราตอนนี้มันบ๋อยธรรมดา หรือว่ามันเผ่นไปแล้ว? หนอย ไอ้ตุ๊ดระยำ!

     มันสั่งเหล้าให้ผมหนึ่งแก้วแบบ***ออนเดอะร็อค มาถึงขั้นนี้แล้วคงต้องเลยตามเลยอย่างเดียวแล้ว ผมจัดการกระดกซดหมดในอึกเดียวแล้วยิงคำถามใส่มัน...

        “เอ่อ... แล้วคนท่าทางดูภูมิฐานอย่างคุณมาทำอะไรในที่แบบนี้ครับ? ปกติมีแต่พวกไร้หัวนอนปลายตีนมากัน”   หลอกด่ามันไปในตัว

                “มาหาข้อมูลน่ะ คิดว่าที่แบบนี้น่าจะมีพวกแปลกๆ โผล่มาบ้าง แต่เท่าที่ดูก็แค่ร้านเหล้าธรรมดา ถึงทางเข้ามันจะห่วยไปซะหน่อยล่ะนะ อีกอย่างสาวๆ ที่โยกกันอยู่นั่นแจ่มไม่เบาเลยติดพันน่ะ แล้วนายล่ะ?”

     นับตั้งแต่ที่ไอ้พวกนั้นออกไปผ่านมาราว 8 นาทีแล้ว พวกมันบางคนเมาหนักถึงขั้นแบกหาม ถ้ารีบตามออกไปอาจจะทัน มันน่าจะยังนอนแฮ้งค์กันอยู่ข้างนอก ต้องรีบตัดบท...

        “ผมรู้จักเจ้าของร้านครับ นานๆ ทีจะผ่านมาแถวนี้เลยแวะมาคุย คุณคงมาหาข้อมูลเกี่ยวกับข่าวเมื่อเช้าใช่ใหมครับ? ถ้าใช่ละก็แถวนี้ไม่มีอะไรหรอก มันก็แค่ร้านเหล้ากับบาร์เน่าๆ เท่านั้นเอง...”

     ขณะที่ผมพยามบอกปัดก็มีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังมาจากกระเป๋าเสื้อของไอ้นักข่าวหน้าเหลี่ยม พอมันเห็นเบอร์สีหน้าก็เปลี่ยนไปจากสบายๆ เป็นเข้มขรึม งานเข้าสินะ...

                “เฮ้อ อุตส่าห์มีเพื่อนคุย ฉันต้องไปแล้วล่ะ มีธุระด่วนเข้ามา ฉันวาง***ตังค์ไว้ตรงนี้ ไปก่อนนะพอดีรีบ”

     พูดเสร็จมันก็วางเงินลงบนโต๊ะ 2 ใบ แล้วเอาแก้วทับไว้ ดูจากสีของแบ้งค์แล้วมันพอจ่ายค่าเหล้า 40 ดีกรีได้ 2-3 ขวดเลย รวยไม่ใช่เล่น   ทีนี้ผมก็แค่รอให้มันเดินออกไปก่อนแล้วค่อยตามออกไป ถ้าชุดก่อนหน้านี้หายไปแล้วเดี๋ยวติดต่อขอข้อมูลกล้องวงจรปิดจากสารวัตรเอาก็ได้



     ตอนนี้ผมกำลังเดินขึ้นไปบนผิวโลกผ่านบันไดมืดๆ อันเดิม ก่อนออกมาก็ขู่กำชับไอ้ดำเอาไว้แล้วมันคงไม่กล้าหืออีก   อีกไม่ถึง 10 ขั้นเท่านั้นหวังว่ายังอยู่นะ จากตอนนั้นผ่านไปแค่ 15 นาที รถเมล์ก็ชั่วโมงนึงถึงจะมาซักคัน แท็กซี่ในกรุงเทพฯ สมัยนี้หลัง 2 ทุ่มมันไม่ค่อยวิ่งเพราะกลัวโดนปล้น ถ้าพวกมันกลับแท็กซี่แล้วผมโชคดีมันต้องรอกันนานแน่ ไม่สิเหม็นเหล้าอย่างนั้นแท็กซี่มันคงเล่นสูตรสำเร็จ ‘ไปไม่ได้แล้วพี่ต้องไปส่งรถครับ’ ฮ่าๆๆๆ

        “อื๋อ...รู้สึกอากาศมันร้อนขึ้นแฮะ ยังกับแดดออก... เฮ้ย!!?”

     แสงสว่างจากปากทางส่องกระทบหน้าของผมจนแสบตา นี่มันแสงแดด! เฮ้ย! เพิ่งจะ 3 ทุ่มกว่าๆ ทำไมมีแดด!!?   ผมรีบจ้ำขึ้นไปด้านบนตามแสงสว่างนั่น ทันทีที่ก้าวพ้นบันไดทางลงเท้าของผมเหยียบลงบนพื้นคอนกรีตตัวหนอนที่วางเรียงกันเรียบสวย ลมร้อนผ่าวพัดเข้าหน้า ผู้คนจอแจเดินผ่านไปผ่านมาเต็มทางเดิน บนถนนคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์วิ่งเบียดเสียดกันแน่นขนัด ตึกสูงใหญ่อย่างที่ไม่น่าจะมี มีให้เห็นเต็มสองข้างถนน ต้นไม้ใบเขียวชอุ่มโยกโล้ไปตามลมส่งให้เงาที่ตกกระทบโยกไหวตามไป   หลุมบ่อ รอยแตกตามกำแพงผนังหายไปหมด แม้แต่ทางเดินขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินก็สวยใหม่!   ไม่ผิดแน่สภาพแบบนี้มัน!!!

        “นี่มัน...บ้าอะไรวะเนี่ย…”

     กรุงเทพมหานคร...ก่อนเกิดสงคราม!!!


     ผมค่อยๆ เดินก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายปลายทาง พยายามทำตัวให้กลมกลืนให้มากที่สุดเพราะถ้าถูกจับได้หรือเผยไต๋ออกไปละก็ได้ตายแน่ๆ มันต้องมีใครสักคนจับตาดูอยู่ สิ่งแรกที่ผมคิดออกหลังจากลงไปตรวจสอบสถานีรถไฟใต้ดินที่กลับมาใช้งานได้อีกครั้งคือ มีคนอื่นเป็นเหมือนเรารึเปล่า และไม่น่าเชื่อที่คำตอบปรากฏขึ้นตรงหน้าผมแทบจะทันทีที่คิดอย่างนั้น...

     มีชายคนหนึ่งเดินเข้าไปทักผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยคำพูดง่ายๆ ที่เดาออกได้ในสถานการณ์แบบนี้นั่นคือ ‘คุณครับนี่มันเกิดอะไรขึ้นครับ?’ ไม่ก็ ‘นี่พึ่งจะ 3 ทุ่มเองไม่ใช่เหรอ ใครก็ได้ตอบผมหน่อย’ แต่... ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะถาม หรือพยายามสัมผัสร่างกายของคนที่ทำตัวเป็นปกติในเวลานี้สักเท่าไรก็ไม่เป็นผล พวกนั้นยังคงเดินไปเรื่อยๆ ทำกิจกรรมที่ตัวเองทำอยู่โดยไม่สนใจพวกที่เข้าไปถาม...รวมทั้งผมด้วย ขนาดจับกดบีบไหล่มันยังเดินไปข้างหน้าต่อ ขนคิ้วไม่กระดิกเลยสักนิด   ผิดวิสัยความเป็นคนเกินไปแล้ว ราวกับภาพยนต์ที่ถูกฉายลงบนพื้นแบบ 3 มิติ แต่มันจับต้องได้นี่สิ?

     ที่สำคัญคือผมจำจุดที่เคยมีรูโหว่ตามกำแพงได้ ตอนนี้มันถูกถมเต็มเรียบร้อย แล้วจับได้รึเปล่าน่ะหรือ? แน่นอน กำแพงที่ร้อนระอุจากแดดเผาเล่นเอาชักมือออกแทบไม่ทัน ยิ่งไปกว่านั้นนาฬิกาดิจิตอลที่ฉายอยู่บนผิวกระจกตึกสูงตระหง่านด้านหน้าผมมันยังแสดงวันที่เป็น 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2833 เวลา 17.14 น.

        “อีกราวๆ 20 นาที จะเกิดสงครามขึ้นกลางเมือง เวรเอ้ย... แล้วไอ้นักข่าวนั่นมันหายไปไหนวะ เราเดินตามมันออกมาแทบจะทันทีนี่หว่า”

     ความซวยมาเยือนแล้วมั้ยล่ะนี่เป็นช่วงเวลาหลังจากที่รัฐบาลไทยในขณะนั้นประกาศสงครามกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ 5 ชั่วโมง ไม่แปลกเลยที่ผู้คนในกรุงเทพจะทำตัวเฉยเมยต่อเหตุการณ์นี้ เพราะคงไม่มีใครคิดว่าจะเกิดการรบที่เมืองหลวงทันที ที่สำคัญนี่เป็นลักษณะเฉพาะของผู้คนที่เคยชินกับความสงบสุข...

     หือ? นั่นมัน มีรถสีเทาคันหนึ่งรูปร่างแปลกกว่าชาวบ้านถ้าให้ถูกคือมันเป็นรถที่คนธรรมดาในยุคนี้ขับ แล่นบนถนนด้วยความเร็วสูงเหมือนหนีอะไรมา   เฮ้ย! มันวิ่งฉีกออกมาหาผม! จังหวะที่มันหักเลี้ยวผมสังเกตเห็นรถกระบะคันหนึ่งวิ่งจี้ตูดมาติดๆ ด้านหลัง มันเป็นรถในปี 2833 ทะเบียนยังเป็นแบบเก่า หรือว่า! แย่ล่ะสิ!!!

        “แย้กกกก!!!”   ผมกระโดดออกข้างทางทันทีที่รถคันนั้นแหวกเลนพุ่งตรงมายังผม!
     เอี้ยด! ตูม!   รถสีเทาพุ่งเข้าปะทะกับผนังกระจกร้านค้ามินิมาร์ทที่คาดป้ายสีส้มเขียวอย่างแรงจนตัวรถไถลผ่านกระจกเข้าไป?   ไม่น่าเชื่อ!!! มีเสียงชนตูมดังลั่น แต่ตัวรถไถลผ่านกระจกเข้าไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น! กระจกไม่เพียงไม่แตก มันยังคงสะท้อนแสงและทอดเงาจางๆ ตามปกติ รถคันนั้นจอดสนิทในสภาพที่กลางรถคร่อมกระจกพอดี ราวกับล้วงมือเข้าไปในภาพที่ฉายขึ้นกลางอากาศที่มือของเราผ่านมันไปได้อย่างง่ายดายแต่ภาพก็ยังฉายอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง และแน่นอนไม่มีใครหันมาสนใจเหตุการณ์นี้สักคน เว้นแต่คนทั่วไปแบบผม

     ไม่ถึงเสี้ยววินาทีต่อมาเสียงหวีดร้องดังก้องไปทั่วบริเวณ มันเป็นของเหล่าคนปกติจริงๆ ที่หลุดเข้ามาติดในโลกเพี้ยนๆ นี้ ความสับสน อลหม่านเกิดขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาวิ่งหนีไปมั่วซั่วราวกับผึ้งแตกรัง ทั้งที่พวกภาพฉายเดินได้ยังทำตัวปกติแม้จะวิ่งไปชนมัน   สิ่งที่ผมเลือกทำตอนนี้คือวิ่งเต็มที่แต่ไม่ใช่หนี ผมเข้าไปดูอาการคนขับรถต่างหาก...

     ผมหยุดยืนอยู่หน้าประตูอัตโนมัติของร้านสะดวกซื้อตัวปัญหา แต่ประตูเจ้ากรรมดันไม่เลื่อนเปิดให้ทั้งที่เข้าไปยืนใกล้ๆ จนเอาหน้าแนบลงไปได้แล้วก็ตาม แต่แล้วอยู่ดีๆ มันก็...

        “โอ๊ะ! เหวอ~~”

     ...เปิดออกพร้อมตัวผมผงะเซไปข้างหน้า   ยังไม่ทันได้ตั้งหลักก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างแข็งๆ ดันผมให้ต้องก้าวต่อไป มันคือ...คนนั่นเอง! เป็นคนที่เดินเข้ามาสั่งแคชเชียร์ด้วยคำพูดง่ายๆ ‘สายฝนแดงซองนึง’

        “ลูกค้าเหรอ? งั้นไอ้นี่ก็มนุษย์ภาพฉายสินะ…จริงสิ ร้านนี้ถ้าจำไม่ผิดมันกลายเป็นที่โล่งว่างมีแค่เสาค้ำนี่หว่า ถ้างั้น…”

     เป็นไปตามคาด หน้ารถฝังเข้าไปในชั้นวางของ ไม่มีริ้วรอยไดๆ ทั้งสิน ผมพยายามยกห่อขนมขึ้นมา แต่ก็เท่านั้น มันไม่กระดิกเลย แข็งชนิดที่ว่าหินยังต้องยอมแพ้ทั้งที่ตามปกติมันต้องยวบลงไปตามแรงกดแต่ไอ้นี่ไม่ กลับกันผมกลับทุบกระจกรถให้แตกได้ง่ายๆ ด้วยแขนซ้ายพลังยักษ์ พร้อมเปิดประตูออกมาแบบสบายๆ

     สภาพคนขับรถไม่มีบาดแผลภายนอกแม้แต่รอยถลอก แต่ทว่า...ไม่หายใจ!

        “เฮ้ย! ชีพจรหยุดเต้น เป็นไปได้ไง!”

     ผมฉุดร่างชายหนุ่มผู้ไร้วิญญาณออกมากองลงบนพื้นหมายจะให้พิงกระจก แต่โอ้ละหนอดวงเดือน! ร่างของเขาหงายเงิบผ่านทะลุกระจกไปซะเฉยๆ เล่นเอาตะลึงตึงตัง เพราะไม่ว่าผมจะใช้แรงขนาดไหนไปทุบมันก็ไม่พังให้! ผมดึงตัวเขาผ่านกระจกเข้ามาแล้วแง้มปากขึ้นเล็กน้อยและก็เป็นไปตามคาด...

        “มีเลือดค้างอยู่ในปาก กระอักเลือด? น่าจะใช่...   เอาวะ เป็นไงเป็นกันล่ะ!”

     ผมง้างหมัดขวาพุ่งซัดอัดกลางบานกระจก สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือเสียงตึงจากการปะทะ สิ่งที่ตามมาคืออาการเจ็บอย่างรุนแรงที่กำปั้นเล่นเอาหน้าเปลี่ยนสีกันเลยทีเดียว และสุดท้าย...สัมผัสที่เหมือนจุ่มมือลงในน้ำเฉพาะบริเวณที่ติดกับกระจก ใช่แล้ว! มือของผมทะลุผ่านมันไปครับท่าน!!!

     ผมทดลองขยับยื่นมือเข้าออก สัมผัสหยุ่นๆ แฮะ แต่ที่สำคัญมันเจ็บมาก เจ็บสุดๆ เหมือนถูกของแข็งกดทับแน่นเอี๊ยด ต่อไปผมทดสอบดันทั้งตัวผ่านออกไป สัมผัสแบบเดียวกันเป๊ะ เล่นเอาเกือบขาดใจตาย...

                “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!”

     เสียงคนร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังมาจากอีกฟากของฝั่งถนน ผมหันตามองตามไปทันที!   คุณพระช่วยกล้วยไหม้! ชายแก่คนหนึ่งล้มหงายหน้าสู้ฟ้าทั้งที่แดดจ้าแต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า มีเด็กสาวคนหนึ่งเดินอ่านหนังสือช้าๆ ก้าวย่ำลงบนร่างอันอ่อนนุ่มของชายแก่ แทนที่คุณเธอจะรู้สึกตัวและหลบออกพร้อมคำขอโทษกลับกลายเป็นว่าเธอก้าวต่อไปอย่างไม่รู้สึกรู้สา ทุกก้าวที่ย่ำลงไปนั้นกดจมบนร่างของผู้โชคร้ายจนมิดติดถนน ราวกับเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น เสียงร้องอย่างเจ็บปวดไม่ทำให้เธอรู้สึกตัวแม้แต่น้อย จนในที่สุดเสียงนั่นก็เงียบลงหลังจากที่เท้าของเธอเหยียบจมลงบนหน้าอกของชายแก่ เขาตายเรียบร้อยแล้ว...

     ไม่ทันที่ผมจะได้ส่งเสียงห้ามเด็กหนุ่มสองคนที่เห็นเหตุการณ์ด้วยกันกับผมก็วิ่งกุลีกุจอตัดถนนที่ว่างรถหมายจะข้ามไปช่วยชายแก่ แต่ระหว่างนั้นดันมีรถคันหนึ่งวิ่งตะบึงตรงไปยังพวกเขาด้วยความเร็วสูง คนหนึ่งยกมือขึ้นทำท่าขอทางผ่านแต่ไม่เป็นผล...

        “กลับมาเร็วเข้า!!!”

     ผมตะโกนออกไปโดยไม่รู้ตัว แต่ช้าไปแล้ว... รถยนต์วิ่งพาดผ่านร่างของทั้งสอง เกิดเสียงขึ้นดังสนั่นเหมือนเดิม ร่างทั้งสองไม่ได้ลอยล่องไปตามแรงปะทะแต่กลับล้มลงตรงนั้น ในฉับพลันผู้คนที่แตกตื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ยิ่งอาการหนักเข้าไปอีก คราวนี้วิ่งว่อนมั่วยังกับสาดน้ำใส่กำแพงจนแตกกระเซ็น

        “หยุดก่อนอย่าแตกตื่น! อย่าเข้าไปใกล้พวกที่เดินหน้าเฉย!”

     ไม่มีผลเสียงของผมส่งไปไม่ถึง สุดท้ายพวกเขาแทบทุกคนลงเอยแบบชายแก่และเด็กหนุ่มนั่นคือ ไม่ถูกรถวิ่งทะลุก็โดนคนเหยียบจนมิด   นี่มันอะไรกันโว้ย!

        “ไอ้สารเลวเอ้ย! ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ต้องการอะไรจากไหนก็ตาม นี่มันทำเกินไปหน่อยแล้ว!”

-ระวังตัวเร็วเข้า! อย่าได้เข้าใกล้พวกมันเป็นอันขาด!-

     เสียง! เสียงแหบแห้งดังก้องอยู่ในหัว... มาแล้วรึ!

        “เอ็กเซียเหรอ เสียงของแกใช่ไหม? นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้...”

     ไม่ทันที่จะพูดจบเสียงนั่นก็ดังแทรกขึ้นมา...

-นี่ไม่ใช่การติดต่อตามเวลาจริง ข้าส่งสัญญาณมาตั้งแต่ตอนที่มนต์นี้ทำงาน ตอนที่คำพูดไปถึงเวลาคงจะผ่านไปนานมากแล้ว จิตข้ายังถูกขังอยู่ในผนึก-

     อ้าว นี่ไม่ได้คุยกันตรงๆ เรอะ!

-ที่เจ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่คือภาพลวงตาที่ฉายจากความทรงจำของดาวดวงนี้ แต่มันสมจริงจนสัมผัสจับต้องได้ แต่เจ้าไม่อาจปรับเปลี่ยนหรือทำอะไรมันได้เพราะมันเป็นเพียงความทรงจำ ไม่มีความจริงอยู่ เป็นเพียงอดีต-

     ไอ้เรื่องอดีตน่ะรู้อยู่แล้ว ที่สำคัญคือจะหยุดมันยังไงล่ะโว้ย!

-การสัมผัสกับวัตถุไดๆ จะให้ผลเหมือนสัมผัสกับก้อนหิน ถ้าเจ้าถูกยิงก็จะมีสัมผัสว่าถูกยิงเกิดขึ้นจริงๆ เกิดจากระบบประสาทส่วนกลางถูกหลอกจากกระแสประสาทปลอม กล่าวง่ายๆ คือประสาทสัมผัสถูกแฮ็ค ทำให้ไม่อาจตระหนักถึงความเป็นจริงได้อย่างสมบูรณ์...-

     โอ้ย! มันจะยืดเยื้อไปไหนว้า~~

-สรุปคือถ้าเจ้าตายที่นี่ก็จะเท่ากับตายจริงๆ ที่เจ้าประสบอยู่ตอนนี้คือ…-

     มันตอบเหมือนรู้เลยว่าเราคิดอะไรอยู่ นี่ไม่ใช่การสนทนาแบบเรียลไทม์แน่เหรอวะ?

-ประสบการณ์เสมือนจริง โลกเมทริกซ์จำลองจากความทรงจำ-



To be continued...



บรรยายขยายความ

*MRT – รถไฟฟ้ามาหานะเธอ~~~ เอ๊ยไม่ใช่! มหานครต่างหาก
**บ๋อย – คำเรียกบริกรตามร้านอาหาร อาชีพเก่าของผู้แต่ง เหอ เหอ
***ออนเดอะร็อค (On the Rock) - เหล้า(หรือจะให้ดีวิสกี้)เพียวๆ ไร้โซดาในแก้วไสที่ใส่น้ำแข็งไปหนึ่งก้อน วิธีกินที่ดีคือเอื๊อกเดียวหมด รับรองหน้าชาหูแดงกันเลยทีเดียว (คนแต่งเรื่องนี้ขี้เมา และครึ่งหลังของตอนนี้แต่งตอนกำลังมึนได้ที่)

****เจ้าพระยา - แม่น้ำเจ้าพระยา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 20, 2011, 09:22:50 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2011, 08:19:54 PM »

PA ขนาดเล็กสำหรับใช้ในเมือง

Concept Arts อภินันทนาการจากหลวงพี่...



ข้อมูล

ขอละไว้ก่อน...ยังไม่ได้พิมพ์ครับ
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2011, 08:22:18 PM »

     สถาณการณ์เลวร้ายสุดๆ ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าจะเป็นแบบนี้ ทั้งๆ ที่กะมาแค่ล้วงคออีตุ๊ดแล้วกลับไปนอนฝันหวานที่บ้านแท้ๆ

            “จ๊าก! ตาย ตายแน่ๆ ไม่รอดแล้วงานนี้!!!”

     ที่วี้ดว้ายกระตู้วู้อยู่ข้างๆ ผมตอนนี้คือพ่อนักข่าวหูดำที่ทำให้ผมเสียเวลาในร้านเหล้าเน่าๆ ของอีตุ๊ดนั่นเอง ถ้าถามว่าไปเก็บมันมาทำไมล่ะก็ตอนนี้... เฮ้ย! มัวคิดเพลินๆ ไม่ได้สินะ

     วิ้ว~~ ตูม!!!

     ระเบิดจากกระสุนปืนใหญ่ของรถถังปลิวผ่านหน้าผมตกลงข้างหลัง แรงระเบิดอัดตัวผมกับไอ้นักข่าวจนแทบกระอัก แต่ตัวพวกผมไม่ปลิวไปตามแรงส่งเพราะมันไม่มีอยู่จริงแค่คิดไปเอง!

     สภาพกรุงเทพที่ผมยืนอยู่ตอนนี้เต็มไปด้วยไอดินกลิ่นปืน รถถังทั้งแบบสี่ขา และตีนตะขาบวิ่งผ่ากลางถนนหรือแม้แต่ตัวตึก ทหารไม่รู้ฝ่ายไหนบ้างยิงกระหน่ำใส่กันจากแทบทุกทิศทุกทาง ตรงหน้าผมมีซากของทหารในชุดเกราะรบ PA(all Purpose Armor สำหรับทหารจะเป็น Personal Assault Armor) กองอยู่ในสภาพตัวขาดครึ่งเลือดเจิ่งนอง...

        “เฮ้ยไอ้คุณพิศาล ตอนนี้เราอยู่ส่วนไหนของกรุงเทพวะ!”     ผมหันข้างแหกปากกรอกหูนักข่าวเสื้อน้ำตาลที่ตอนนี้ตัวสั่นงันงก นี่ถ้าไม่ได้ผมช่วยฉุดกระชากลากถูมาถึงตอนนี้คงกลายเป็นศพไม่มีแผลแต่เลือดคั่งตายไปตามข้างทางนานแล้ว

            “ไม่รู้ ผมไม่รู้ว~~~!!!”

     ปัดโธ่มันยังประคองสติไม่ได้ซะที   -ตูม!-

        “ชะเฮ้ย! มาระเบิดตึกอะไรกันตอนนี้!!!”

     จากแรงระเบิดที่เกิดขึ้นตรงกลางตึกพาณิชย์ติดผนังกระจก ผลของมันก็อย่างที่รู้ๆ เศษกระจกนับไม่ถ้วนปลิวว่อนลงมาจากฟ้า ถ้าเป็นตามธรรมดาเศษกระจกที่เล็กจนเกือบจะเท่าเม็ดทรายพวกนี้คงทำได้อย่างมากแค่แผลเล็กน้อยยิบย่อย แต่พ่อคุณเอ้ย! สำหรับในโลกเบี้ยวๆ จากภาพลวงตาที่ดันมีความเจ็บปวดนี่สิ ลองถ้ามันได้ตกลงมาวืดทะลุร่างล่ะก็จองศาลาไม่ทันแน่!

            “แย้กกกกกกกกกกกกกกกกก!!!”

     ไอ้นักข่าวที่เห็นภาพเศษกระจกระยับนับล้านที่พร้อมจะพุ่งผ่านร่างสร้างความเจ็บปวดแหกปากร้องเป็นเจ้าเข้า เฮ้ย มันจะปอดแหกอะไรปานนั้นวะ! มีของที่ใช้กันได้ก็ไม่หยิบมาใช้ ผมจึงจัดการตบหน้ามันไปหนึ่งป้าบแล้วกระชากของที่อยู่ในมือของมันออกมา...

        “เอากล้องมานี่!!!”

            “ไม่ทันแล้ว แว้กกก!!!”

        “มองผ่านจอเร็วเข้า เฮ้ย! ไม่ทันแล้ววววววววววว!!!”     ผมหันไปด้านบนเศษกระจกชิ้นหนึ่งปลิวอยู่ตรงหน้าผมพอดี!!!

     เพล้งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



Unreal 9   -The Past that Passed but Still-



-ที่เจ้าต้องทำคือหาปะรำพิธี แล้วทำลายมันทิ้งซะ นี่เป็นทางเดียวที่จะหยุดมันได้-

     แล้วไอ้ปะรำพิธีนี่มันหน้าตาเป็นยังไงล่ะเหวย เฮ้ยไอ้คุณเอ็กเซีย ดันพูดอะไรที่มันย้อนยุคมาซะได้

-ปะรำพิธีนั้นปกติจะอยู่ในรูปของวงเวทย์ ไม่จำกัดรูปแบบ ขอแค่มีลักษณะแปลกปลอมจากพื้นที่ที่ตั้งปะรำพิธีเป็นพอ และเวทระดับสูงแบบนี้คงต้องใช้พื้นที่ในการสร้างวงเวทย์มากพอดู หรือไม่ผู้ใช้ก็ต้องเชี่ยวชาญมากๆ เท่านั้น...-

     โอ้โฮเฮะ! นี่มันตอบโจทย์กูได้ทุกข้อเลยนี่หว่า งี้มันต้องคุยกับเราแบบเรียลไทม์แล้ว ทำเป็นซึนเดเระไปได้ เสียงของมันออกโทนต่ำลากยาวในคำสุดท้าย พูดจบแล้วสินะ   ผมทดลองยกแขนซ้ายขึ้นมาสปาร์คไฟใส่ศพใกล้ๆ มันชักกระตุกขึ้นทันทีที่แตะ ยังใช้การได้

     เวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ตอนนี้บ่ายห้าโมงกับอีกสี่สิบสามนาที เหลืออีกไม่กี่อึดใจไฟสงครามจะปะทุขึ้นกลางกรุง ต้องรีบหยุดเวทนรกนี่ให้เร็วที่สุด ขนาดแค่เมืองยามปกติยังผ่าฆ่าคนได้ขนาดนี้ แล้วนี่สงครามมีแต่กระสุนปืนบินว่อนยิ่งกว่ายุง ชีวิตผมคงไม่แคล้วดับไปกับ*ไบก้อนผสมสารตะกั่วแน่   ถึงจะคิดได้อย่างนั้นก็เถอะระหว่างที่ฟังคุณมือซ้ายดำปื๋อพล่ามผมก็ดันวิ่งข้ามถนนตัดลัดเลาะออกไปนอกจุดที่ยืนอยู่ซะแล้ว สภาพเมืองที่เปลี่ยนไปราวกับหนังคนละม้วนในชั่วอึดใจนำปัญหาใหญ่มาให้ซะแล้ว...

        “ที่เรายืนอยู่นี่มันส่วนไหนของกรุงเทพกันละวา...”

            “กรี๊ด! ดูบนฟ้าสิ เร็วเข้าบนฟ้า!!!”

     หือ? บนฟ้า แล้วเสียงร้องนี่มัน?   ผมหันไปดูรอบข้างผู้คนตื่นตระหนกแหงนหน้ามองฟ้า บ้างอ้าปากค้าง บ้างวิ่งหนี แต่ที่สำคัญไอ้ที่กำลังโกลาหลกันคราวนี้มันไม่ใช่เฉพาะคนจริงๆ แต่ยังมีพวกมนุษย์ภาพฉายผสมโรงเข้ามาด้วย ทั้งที่ตลอดมาพวกนี้เดินลอยชายทำกิจกรรมตามปกติแท้ๆ หรือว่า!

        “Oh! Absofuckinglutely SHIT!!!”

     ผมหันหน้าขึ้นฟ้ามองตามเสียงร้อง จรวดนำวิถีบินแหวกฟ้ายามเย็นข้ามหัวผมไปนับ 10 ลูก และ

     ตุม!!! บรึม!!!

     มันพุ่งเข้าอัดกลางตึกสูงตระหง่านทั้งหลาย! เสียงระเบิดดังระคนไปกับเสียงร้องของฝูงชน ตัวผมเองก็หยุดอยู่กับที่พิจารณาหาทางนิ่มๆ ไม่ได้แล้วเพราะพวกมนุษย์ภาพฉายกับรถยนต์บนถนนเริ่มแหกเลนชนแหลกกันแล้ว ขืนโดนมันชนเข้าละก็จอดสนิทแน่!

        “เริ่มรบกันทำไมตอนนี้!!!”



     ผมวิ่งหักหลบพวกภาพลวงตาออกมาจากจุดเดิมอีกครั้ง ป้ายบอกทางโลหะกับทางสี่แยกนี่เราวิ่งมาไกลขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย บ้าเอ๊ย!   อะ เฮ้ย!

     PA ขนาดเล็กสำหรับรบในตัวเมืองฝูงใหญ่กางร่มลอยลงมาจากฟ้า พวกพลร่มติดเกราะ! ซวยล่ะสิดูที่มือมันติดปืนเลเซอร์มาซะด้วย คงกะถล่มเมืองหลวงแบบม้วนเดียวจบ ขณะเดียวกันข้างล่างตามถนนพวกตำรวจกำลังกันฝูงชนและนำทางให้ แต่ดูท่าจะไม่มีเวลาแล้วล่ะคุณตำรวจทั้งหลาย...

     ผมวิ่งลัดเลาะหลบเข้าซอยไปแอบอยู่ตรงมุมตึก ถ้าเป็นตรงนี้คงพอหลบออกจากความโกลาหลข้างนอกได้ เสียงปืนเริ่มดังมาจากทุกทิศทุกทางแล้ว มัวอ้อยอิ่งอยู่ไม่ได้

        “ที่โล่งกว้างมากพอจะตั้งปะรำพิธีขนาดใหญ่งั้นรึ ตรงไหนล่ะ ตรงไหนถึงจะเหมาะ”

     ยังไม่ทันจะได้ไล่ลำดับเหตุการณ์ต่อรถถังตีนตะขาบคันหนึ่งก็วิ่งผ่านหน้าผมตรงไปยังถนนใหญ่ บนตัวรถติดตราทัพบกไทยไว้อย่างชัดเจน มันตั้งมุมปืนขึ้นสูงหวังจะยิง PA ตัวหนึ่งที่กำลังกางล่มลอยลม   -ตูม!-   ปืนใหญ่ถูกยิงออกไปตัวรถชะงักจากแรงสะท้อนแต่ก็ยังวิ่งต่อไปได้ กระสุนแตกออกพร้อมไฟดวงใหญ่ กับกลุ่มควันและเศษชิ้นส่วนชิ้นเนื้อของของเหยื่อกระจัดกระจาย ตายไปหนึ่ง...

     ผมวิ่งตามตูดรถถังคันนั้นไป เพราะยังไงมันก็น่าจะปลอดภัย คงไม่มีไอ้โง่หน้าไหนพุ่งเข้าปะทะรถถัง หือ! เฮ้ยไม่น่าเชื่อมีแฮะ   PA ตัวหนึ่งปลดร่มกลางอากาศขณะลอยเหนือพื้นกว่า 5 เมตร มันจุดบูสเตอร์ที่กลางหลังพุ่งเข้าใส่รถถังคันที่ผมวิ่งตามจากด้านข้างอย่างรวดเร็ว ที่มือของมันติดปืนเลเซอร์กำลังสูง คงกะยิงอัดเกราะส่วนที่บางที่สุดในนัดเดียว

     รถถังหมุนป้อมปืนพร้อมจุดบูสเตอร์ที่ติดด้านหน้าเพื่อวิ่งถอยหลัง ทำให้ผมต้องโดดฉีกออกด้านข้างจนหน้าเกือบทิ่ม แต่ไม่ทันแล้ว เจ้า PA เครื่องนั้นจุดระเบิดบูสเตอร์สุดกำลังย่อเข่ากระโดด แรงส่งมหาศาลดันตัวมันให้ลอยขึ้นข้ามป้อมรถถัง   PA ตัวนั้นกระโดดตีลังกาขาชี้ฟ้ากดปากกระบอกปืนลงกลางป้อมปืน ถ้ามันเหนี่ยวไกสำเร็จแล้วรถถังระเบิดล่ะก็ผมเสร็จแน่ จะวิ่งหนีตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว...

        “ตายละ...”

     เปรี้ยง!

     เสียงปืนดังตัดมาจากอีกฟากของถนน ลำแสงสีแดงเข้มแวบขึ้นพาดลำตัวของ PA ตัวนั้น ตัวมันโยกไปตามแนวลำแสง ก่อนที่จะล้มตึงลงบนถนนตรงหน้ารถถังในสภาพที่กลางหลังมีรู แทบจะทันทีรถถังก็เปิดบูสต์พุ่งเข้าทับร่างนั้นซ้ำ   อ้าปากค้างครับ! ตะลึงกันเลยทีเดียว ร่างของผู้ลงมือเคลื่อนที่ออกมาจากซอยที่ผมวิ่งออกมา PA รุ่นเล็กที่ส่วนไหล่ขวาเป็นแผงหลายๆ ชั้นแยกสามสีแดง ขาว น้ำเงิน ที่มือติดปืนเลเซอร์ไรเฟิลมาตรฐานของตำรวจ

        “ระ..รบกันโหดขนาดนี้ตั้งแต่วันแรกเลยเหรอเนี่ย...”

     PA ตัวนั้นเล็งสอยศัตรูที่กำลังร่อนลงต่อไป ซึ่งศัตรูตัวนั้นก็ไม่หมู ถึงขนาดปลดร่มทันทีจากระดับความสูงเกือบ 20 เมตร ตามด้วยจุดบูสเตอร์ดันตัวเข้าหาตึกข้างๆ แล้ววิ่งเตะกำแพงยิงสวนกลับมาในสภาพนั้น   ไอ้พวกนี้มัน..เก่งโคตร!

     สงครามนี่มันหาที่ปลอดภัยไม่ได้เลยอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่แคล้วโดนย่าง อย่างนี้มีอยู่ทางเดียวนั่นคือหนีสุดกำลัง!

        “แล้วจะหนีไปทางไหนดีวะเนี่ย!”



     ซ่อนอีกแล้วครับ... คราวนี้หลบอยู่ในตึกโรงเรียนอนุบาล หวังว่าทหารมันคงไม่เอาโรงเรียนมาใช้ทำสนามรบ...

        “เฮ้ย! หวังอย่างนั้นไม่ได้สินะ!”

     เครื่องบินลำเลียงพลลำมหึมาบินต่ำเฉียดตึกไป พร้อมปล่อยรถถังแบบสี่ขาร่อนลงมาเหยียบหลังคาตึก ทันทีที่ขาถึงพื้นเพดานที่รับน้ำหนักไม่ไหวก็ถล่มลงมา ตามด้วยตัวรถถังที่จุดบูสเตอร์พุ่งทยานออกไปขย้ำ PA ของของผ่ายไทยจนแหลกไปต่อหน้าต่อตา ตัวผมเองถ้าหลบซากตึกที่ถล่มลงมาไม่ทันก็คงแหลกไปด้วยเหมือนกัน   ทำไมทัพฟ้าถึงได้กระจอกอย่างนี้วะ! ทหารติดเกราะขนาดเล็กก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ปล่อยให้ยานลำเลียงพลลำบักเอ้กบินผ่านมาถึงเมืองหลวงได้นี่มันเกินไปหน่อยแล้ว!!!

        “เริ่มสับสนซะแล้วสิว่าอันไหนจริง อันไหนภาพลวงตา...”     ยังดีที่ศพภาพฉายมันต่างจากศพคนจริงๆ ถ้าเป็นศพคนจริงๆ จะไม่มีเลือด...

     พอตึกถล่มแบบนี้ผมเพิ่งจะได้เห็น ศพของเด็กอนุบาล 3 ศพบนชั้นสองที่ตกลงมาตอนถล่ม รอยกระสุนปืน... มันยิงใส่พลเรือนด้วยหรือนี่... หือ?

            “จ้ากกกกก!!!   อย่าตามกู!! อ้ากกก ตายแน่กู ช่วยด้วย!!!”

     เสียงหวีดร้องดังมาจากข้างหลัง... มีไอ้บ้าคนหนึ่งกำลังโกยสุดฝีเท้าหนีรถถังตีนตะขาบคันหนึ่งซึ่งวิ่งถอยหลังพร้อมกระหน่ำกระสุนใส่รถถังสี่ขา   เป็นไอ้บ้าที่หน้าตาคุ้นๆ ซะด้วย...เสื้อสีน้ำตาลตัวนั้น คุณพิศาล คำนนของเรานั่นเอง ที่หลบมีตั้งมากทำไมมันไม่ฉีกออกด้านข้างวะ   ผมจัดแจงหยิบไอ้โม่งมาใส่ทันทีตามด้วย

        “ทางนี้ มาทะ...เฮ้ย!!!”

     ไอ้นักข่าวนั่นมันควักกล้องดิจิตอลขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาแล้วหลังจากนั้นก็โดนเหยียบ!!!   ก็ได้แต่มอง แต่ก็ยังทำใจไม่ได้ มองมันตายไปตรงหน้า... อะไรจะตายโง่ปานนั้น!   รถถังทั้งสองยิงไล่กันไปจนสุดสายตา แล้วคันตีนตะขาบก็ระเบิดตูมจากกระสุนปืนใหญ่ที่ลอยมาจากฟ้า ถ้าดูจากทิศทางที่ลอยมาคงยิงมาจากอ่าวไทยใช้ดาวเทียมช่วยเล็ง แม้แต่ทัพเรือก็ตั้งรับไม่ทันเหรอเนี่ย...  ผมมองไปยังร่างอันแน่นิ่งของพ่อนักข่าวแสนซวย อื๋อ? รู้สึกเหมือนนิ้วมันกระดิกนิดๆ

            “อะ โอย...นี่เรายังไม่ตายใช่มั้ยเนี่ย...”

     อึ้ง! รับประทาน   ไอ้นักข่าวนั่นมันค่อยๆ ยันตัวเองลุกขึ้นสายตายังมองไปที่จอกล้องแล้วเดินตรงเข้าไปแอบตรงซากกำแพงซ้ายมือของมันนั่นไม่ใช่ปัญหา มันรอดมาได้ยังไง คำพูดถัดไปของมันทำเอาผมสงสัยหนักกว่าเดิม

            “ไม่เอาแล้วเวทมง เวทมนต์บ้าอะไร เจอแบบนี้มีกี่ชีวิตก็ไม่พอหรอก! มันคงหนักเกินไปสำหรับฉัน”

     ‘ไม่เอาอีกแล้ว’ งั้นเหรอ มันเคยเจอมาก่อนงั้นเหรอ? ถ้างั้นที่มันไปร้านเหล้านั่นก็ไม่น่าจะบังเอิญ รวมถึงการที่มันไปถึงที่เกิดเหตุหน้าบ้านอรุณเป็นคนแรกด้วย... ไอ้นี่ไม่ธรรมดาซะแล้ว

     ปลอกเก็บเสียงพร้อม ถนนโล่งปลอดกระสุน...ไอ้นักข่าวหันรีหันขวางไม่ทันสังเกตุเห็นเรา จังหวะนี้แหละ!

     ผมพุ่งข้ามถนนเข้าชาร์จตัวมันจากด้านหลัง มันดิ้นขัดขืนเล็กน้อยผมเลยต่อยหน้ามันเข้าให้...

            “เฮ้ย! อะไรวะ มึงเป็นใคร!”     หมัดเดียวยังขัดขืน ต้องต่ออีกหมัด

        “กูเป็นนักศึกษา!”     พร้อมซัดหน้ามันอีกเปรี้ยง

     เท่านั้นแหละลงไปกอง อ่อนจริง...   ผมจัดกระชากคอเสื้อมันขึ้นมากดปืนลงบนน่องขวา ได้เวลายิงคำถามแล้ว...

        “แกรอดมาได้ยังไง แกรู้อะไรบ้าง บอกมา!”

            “อะ อะไร ไม่รู้ แกหมายถึงอะไร!”

     ไม่รู้งั้นเหรอ คิดว่ากูอยากได้ยินคำว่า ‘ไม่รู้’ งั้นเหรอ ไอ้นี่วอนซะแล้ว!

        “สภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ไงเล่า! ภาวนาอย่าให้ต้องเหนี่ยวไก ตอบมา!”

     หน้าซีดลง เหงื่อแตกซิก สายตาลอกแลก กลัวเต็มพิกัด มันต้องรู้อะไรบางอย่างแน่

            “มะ ไม่รู้ จริงจริ๊ง!   พอออกมาเห็นก็เป็นแบบนี้แล้ว!”

        “แล้วไอ้ที่พูดว่าเวทมนต์ล่ะโว้...”

     เฮ้ย! นั่นมัน   PA ไม่ระบุสัญชาติตัวหนึ่งพุ่งตรงมาทางนี้ เวรเอ้ย ยังไม่ทันจะได้ถามเลย!   ถ้าผมหลบก็รอดแต่ไอ้นักข่าวนั่นเดี้ยง ครั้นจะลากมันหลบด้วยก็ไม่ทัน   โทษทีว่ะ ชีวิตตัวเองต้องมาก่อน!

     ผมกระโจนหลบออกไปในที่โล่ง เพราะไม่รู้ว่าไอ้กำแพงพวกนั้นตรงไหนจริงตรงไหนหลอก ส่วนไอ้นักข่าวนั่นไม่ทันโดนชนทะลุตัวไปเต็มๆ จนหงายหลัง หวังว่ามันคงไม่แค้นเคืองกันนะ...

        “เฮ้ย เป็นไปได้ไง!”     คำนี้ครั้งที่เท่าไหร่แล้ววะเนี่ย!

     นักข่าวหน้าเหลี่ยมนั่นมันไม่ตาย ชันตัวลุกขึ้นมานั่งหน้าเอ๋อ ที่มือถือกล้องดิจิตอลอันเดิมอีกแล้ว หรือว่านั่นคือทางรอด!?

     ผมวิ่งเข้าไปกระชากคอมันอีก แล้วลากมันออกไปจากพื้นที่เสี่ยงภัยหลบเข้าซอยถัดไป ต่อด้วยตะบันหน้าขาวๆ ของมันให้เขียวเพิ่มอีกหมัด...

        “ไอ้นี่คือสิ่งที่ทำให้แกรอดเหรอ?”

     กล้องดิจิตอลที่เปิดโหมดธรรมดาไว้ ผมมองผ่านจอไป... ภาพที่ปรากฎบนกล้องแตกต่างจากสภาพโดยรอบอย่างสิ้นเชิง!   นาฬิกาแสดงตัวเลขเป็นเวลา 21 นาฬิกา 54 นาที   ภาพที่ออกมานั้นเป็นยามค่ำคืนกลางถนนที่ไม่มีคนเดิน แม้แต่เศษฝุ่นหรือหลุมระเบิดก็หายไป   ภาพความเป็นจริง!

            “ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น แต่พอลองเอากล้องมาจะถ่ายภาพ ภาพที่ขึ้นบนกล้องมันเป็นภาพของเวลาจริง แล้วพอมองผ่านกล้องนี้แล้ว เดินชนกับคนที่ดูเหมือน CG พวกนี้ก็ไม่สัมผัสถึงอะไรเลยราวกับมันไม่มีตัวตน เลยใช้มันมาตลอดทางจนรอดถึงตอนนี้”

        “งั้นรึ...จะว่าไปก็ไม่รู้สึกร้อนเลย พอมองผ่านกล้องนี้อย่างเดียวแล้วก็ไม่รู้สึกถึงภาพลวงตาพวกนี้เลย...”

     เอ็กเซียมันบอกไว้ว่า ‘ประสาทสัมผัสถูกแฮ็ค ทำให้ไม่อาจตระหนักถึงความเป็นจริงได้อย่างสมบูรณ์’ งั้นถ้าเราตระหนักได้ถึงความจริงอย่างสมบูรณ์ ไอ้ภาพลวงตาพวกนี้ก็ทำอะไรเราไม่ได้สินะ...

        “หึหึหึ ท่าทางจะแฮ็คได้แค่สมอง แต่แฮ็คอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์ไม่ได้... ไอ้หน้าเหลี่ยม ถ้าไม่อยากตายแกมากับฉันซะ!”




     เพล้งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

     เศษกระจกแตกกระจายเต็มพื้น ไอ้นักข่าวหน้านิ่งตาลอยปากค้าง...

            “ฮึก ฮึก นะ..นี่เรา ยังไม่ตาย?”

        “เกือบไปเหมือนกัน แกจะปอดแหกอะไรนักหนาวะ มีของดีก็ใช้ออกมาสิ มัวตะลึงตายอย่างเดียวนะว้อย!”

     ผมตอกกลับคำพูดเลื่อนลอยของมันไป นี่ถ้าคว้ากล้องมาไม่ทันคงเรียบร้อยไปแล้ว ว่าแต่...ตอนนี้ตรงนี้มันที่ไหนวะ!

            “ที่นี่น่าจะเป็นด้านหลังศาลอาญา”

     มันลุกขึ้นตอบคำถามไขข้อข้องใจ แล้วจะเอายังไงต่อล่ะทีนี้ ที่รอดมาได้ถึงตอนนี้เพราะดวงดีล้วนๆ   หลังจากที่พอจะตั้งหลักกันได้ PA เครื่องหนึ่งก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้าของพวกเรา มายกปืนไรเฟิลติดเครื่องยิงจรวดขึ้นประทับ ตั้งท่าจะเหนี่ยวไกยิงจรวดมาใส่ผม เฮ้ยทำไมล่ะ!   เสียงผู้หญิงที่เหมือนจะเป็นคำตอบดังขึ้นจากด้านหลัง...

                “อย่า! อย่ายิงได้โปรด!”

     ที่แท้มันก็เล็งใส่ผู้หญิงสองคนเลยจากพวกผมไป นอกจากจะบุกโจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัวยังฆ่าพลเรือนปิดปากอีก!

        “ใช้วิธีเดียวกับเราเลยแฮะ”     ผมเองก็เคยทำอย่างนั้น...

     จรวดยิงออกมาหมายจะฆ่าทั้งสองคนด้านหลัง ในตอนที่ผมจะยกกล้องขึ้นส่องอีกครั้งนั้นเอง ทหารติดเกราะที่ไหล่เป็นแผงซ้อนสีดำสนิทพุ่งตรงแทรกกลางระหว่างผมกับพิศาล มันยกโล่ขนาดใหญ่ขึ้นตั้งกันระเบิด ตามด้วยตวัดแขนขวาที่ติดตั้งดาบคลื่นความร้อนสูงเรืองแสงสีฟ้าตัดผ่าเข้ากลางอกของผู้ยิงจนขาดเป็นสองท่อน ที่แผ่นหลังตรงบูสเตอร์ของ PA ตัวนั้นมีตัวอักษรสี่ตัวเรียงกันชัดเจน ‘SWAT’

     PA ตัวนั้นพุ่งเข้าปะทะกับศัตรูอีกตัวหนึ่งซึ่งถือปืนยิงกระหน่ำเข้าใส่ เจ้านั่นทิ้งโล่ขนาดใหญ่ซึ่งเสียหายจากแรงระเบิดแล้วกระโดดขึ้นวิ่งไต่กำแพงตะแคงข้างเข้าหาอีกฝ่าย แล้วกระโจนออกลงปัดอาวุธของศัตรูทิ้งแล้วกดดาบลงฟันเหยื่อผู้โชคร้ายอย่างเหี้ยมโหด

        “ยอดเลย! ฝีมือเหนือชั้น...”

     ทางด้านผู้หญิงสองคนข้างหลังเองก็มี PA ฝ่ายเดียวกันนั้นมาพาออกไปอย่างรวดเร็วรัดกุม   ปฏิบัติการปานสายฟ้าทั้งฆ่าทั้งช่วย ตอบโต้ศัตรูได้ทันท่วงทีจริงๆ

     หลังจากตะลึงกันเสร็จไอ้นักข่าวก็รีบหันหลังเดินนำผมเข้าไปในตึก ภายในยังมีมนุษย์ภาพฉายหลบอยู่บ้างทั้งหญิงชาย   พวกนั้นอยู่ในสภาพหวาดวิตก บางคนก็กุมมือกันไม่ก็ประถมพยาบาลคนที่บาดเจ็บ   แสงไฟจากหลอดนีออนติดๆ ดับๆ ทำให้บรรยากาศดูอันตรายมากขึ้นไปอีก

            “ไม่อยากเชื่อเลย...ว่านี่จะเป็นวันแรกของการรบ”

        “อย่าไปสนใจนี่ยังน้อยไปด้วยซ้ำ... เอาล่ะ ถ้าเป็นในนี้เรายังมีเวลาคุยกันบ้าง มาไล่ลำดับเหตุการณ์แล้วตอบคำถามฉันทีละข้อ แน่นอนว่าถ้าไม่ตอบแกโดนอัด”

     ผมพาพิศาลเสื้อน้ำตาลเดินเข้าไปนั่งในห้องพิจารณาคดี ภายในนี้เองก็ใช่ว่าจะยังอยู่ในสภาพดี แรงระเบิดทำเอากระจกแตกจนหมด โต๊ะเก้าอี้เองก็ล้มระนเระนาด แถมด้วยศพอีก 2 ศพที่โดนกำแพงปูนถล่มลงมาทับ

        “แบตของกล้องก็ไกล้จะหมดแล้ว ของที่ใช้แทนกันได้ก็คงมีแค่โหมดถ่ายภาพของโทรศัพท์ เอาออกมาซะ”

     นักข่าวหยิบเอาโทรศัพท์ในกระเป๋าออกมาเป็นรุ่นล่าสุดแพงระยับ รวยจริงๆ แฮะไอ้นี่...

        “ไม่ต้องถามว่าฉันเป็นใคร เพราะฉันเป็นนักศึกษาธรรมดาๆ อย่างที่เห็น”

     ผมพูดดักคอมันไว้ ทำเอามันสะอึกเล็น้อยคงกะจะถามพอดีสินะ... อย่างที่มันเห็นก็คือไอ้โม่งชุดดำกำลังจ่อปืนใส่หน้าของมัน นักศึกษาบ้านไหนวะเนี่ย...

        “แกเคยเจอเวทมนต์มาก่อนเหรอ?”     ถามไปเสียงนิ่มๆ

            “...”

     ไม่ยอมตอบมันก้มหน้าต่อไป เป็นบ้าอะไรวะ?

        “เอาเถอะ...   พอจะรู้บ้างมั้ยว่าแถวนี้มีที่ไหนเหมาะสำหรับตั้งปะรำพิธีใหญ่ๆ บ้าง ไม่สิ...เอาเป็น รู้เกี่ยวกับวงเวทอะไรพวกนี้บ้างรึเปล่า นี่เกี่ยวกับทางรอดของเรา แกต้องตอบ”

            “...”

     ไม่ยอมตอบอีกแล้ว... ไอ้นี่ทำผมเลือดขึ้นหน้าซะแล้วสิ กูไม่มีเวลาว่างมานั่งเล่นกับมึงที่นี่นะโว้ย!

            “3 ปีก่อนตอนกลางดึก... ผมเจอทหารหญิงคนหนึ่งในชุด PA ขนาดกลางนอนแน่นิ่งบนชายหาดที่ญี่ปุ่นใกล้ๆ กันนั้นมีซากเครื่องบินรบกระจัดกระจายอยู่   ตอนนั้นผมเป็นนักข่าวสมัครเล่น ก็เลยเข้าไปตั้งใจจะถ่ายรูป แต่...เธอยังไม่ตาย”

        “อะไร? พอเปิดปากได้ก็พาย้อนอดีตเหรอ? ฉันไม่ได้อยากรู้ตรงจุดนั้นแค่นี้ก็อดีตพอแล้ว”

            “คุณต้องฟังผม! นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของชีวิตผมแล้วก็ได้!”

     มันลุกขึ้นทำหน้าขึงขัง ไม่กลัวปืนที่จ่อกลางหน้าผากเลยแม้แต่น้อย คงสำคัญมากจริงๆ เอาเหอะฟังหน่อยก็ได้ ยังไงซะตรงนี้ก็ไม่ใช่จุดที่โดนทิ้งระเบิดระลอกสุดท้าย เพราะตึกศาลอาญาในปัจจุบันยังใช้การได้อยู่ถึงมันจะล้างไปแล้วก็ตาม...   ผมมองผ่านกล้องหาของจริงลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้ามัน ส่วนข้างนอกก็ยังยิงกันอยู่ ถ้าบุกเข้ามาในนี้ผมก็พร้อมจะจรลีลี้ไปทุกเมื่อ

            “ขอบใจ...   ผู้หญิงคนนั้นมีแผลเต็มตัว ผมพาเธอไปหลบในเซฟเฮ้าส์ที่โตเกียว ที่สำคัญเธอเอาแต่เพ้อถึงแผนการตลอดเวลา พูดว่าต้องทำให้สำเร็จบ้างล่ะ จะยังตายไม่ได้บ้าง ไม่สนใจรับรู้สภาพรอบๆ เลย ไม่เห็นหัวผมด้วยซ้ำ”

     เพ้อถึงแผนการตลอดเวลางั้นเหรอ? ชักแปลกๆ ซะแล้วสิ PA ขนาดกลางไปทำอะไรที่ชายหาดมีซากเครื่องบินด้วย แถมยังเป็นเมื่อ 3 ปีก่อน เหตุการณ์มันชักคุ้นๆ แล้วสิ

            “เธอเป็นคนสวย ผมจึงอดไม่ได้ที่จะช่วยเหลือเธอ คงคิดว่าตลกล่ะสิ แต่ฝีปากเธอยอดมาก ไม่รู้ว่าจริงใจหรือเสแสร้ง... จนเช้าวันหนึ่งเธอออกไปโดยไม่บอกผม... ผมตื่นมาพบกระดาษเขียนข้อความด้วยดินสอเป็นรหัสตัวเลขยาวเหยียดกว่า 10 แผ่น ผมรีบตามเธอออกไปทันที... น่าแปลกทั้งที่ในห้องไม่มีแม้แต่เครื่องคิดเลข แถมยังล็อคแน่นหนาเปิดได้แค่คำสั่งจากเสียงของผมเท่านั้น เธอทำได้ยัง...”

        “เดี๋ยวก่อน! ผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไร บอกมาเร็วเข้า!”     ผมรีบขัดลำมันทันที

     ทิ้งรหัสตัวเลขไว้ด้วยดินสอ! นี่มันชักแหม่งๆ แล้วสิ คนที่มีฝีมือคำนวนรหัสตัวเลขด้วยสมองเพียวๆ แบบนี้มีน้อยมาก หรือว่าจะเป็น...

            “ฟังผมพูดให้จบก่อนสิ!   ผมตามเธอไปถึงท่าเรือ เหมือนเธอยืนรอใครอยู่แล้วก็ใช่จริงๆ มีเรือเฟอรี่ลำหนึ่งเข้าเทียบท่า ผู้ชาย 2 คนในชุดดำเดินออกมา เธอทำท่าดีใจพร้อมพูดคุยกับพวกนั้น แล้วอยู่ดีๆ เธอก็ชักปืนขึ้นมา แต่ไม่ทันที่จะได้เล็งร่างของเธอก็...ก็...ระเบิดกระจุย”

     ระเบิดกระจุยเลยเหรอเฮ้ย! แล้วไม่บอกชื่อซะทีวะ แถมยังเล่าแบบคลุมเคลืออีกรูปร่างหน้าตาก็ไม่รู้จักพูด!

        “เธอชื่ออะไร!!!”     ผมกระชากคอมันขึ้นเต็มแรง

            “เธอชื่อ...วิโอล่า...เธอบอกผมแค่นั้น อุ ปะ..ปล่อยซะที...”  

     วิโอล่า...

             “ผมหนีมา รหัสตัวเลขนั่นผมตีความไม่ออก แต่ที่ด้านหลังแผ่นกระดาษมีข้อความเขียนไว้เป็นภาษาสเปนว่า ‘ช่วยฉันเป็นครั้งสุดท้าย ตามหานรกเดินได้ บอกเขาเรื่องเวทมนต์ ส่งรหัสพวกนี้ให้เขา เขาน่าจะอยู่ที่เอเชียอาคเนย์’   หลังจากนั้นผมก็ตามสืบหาเรื่องเวทมนต์ตลอดมา ผมไม่รู้ว่านรกเดินได้คือใคร”

     เธอตายแล้วงั้นรึ... ในวันนั้นไม่ได้มีแต่ฉันเท่านั้นที่รอดมางั้นรึ...

        “ไอ้นักข่าวรหัสพวกนั้นยังอยู่กับตัวรึเปล่า?”

             “ผมเก็บมันไว้ในเซฟเฮ้าส์ที่พัทยา”

     โห มีเซฟเฮ้าส์หลายที่เหลือเกินนะ ท่าทางจะรวยไม่ใช่เล่นๆ แต่ก็ดี!

        “ดูท่าฉันจะปล่อยให้แกตายไม่ได้ซะแล้วสิ... ฉันนี่แหละ... ‘นรก’ ตัวนั้น”

            “หา?”

     มันเงยหน้ามองผมราวกับว่าผมเป็นเทพเจ้าลงมาโปรด สายตานั่นจ้องมองมาที่นัยน์ตาของผม คงตกใจไม่น้อยเลย

        “งงอะไรอยู่ล่ะ คนที่แกตามหา...อยู่ตรงหน้าแล้วนี่ไง!”



ตามมาด่ากันได้ที่ http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3423
ออกแบบตัวละครของท่านที่ หรือตามวรรคก่อน http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3286
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 06, 2011, 07:00:46 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: กันยายน 15, 2011, 07:16:27 PM »

            “จะ จริงหรือนี่? เจอง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ?”

     หน้าเหลี่ยมของพิศาลบานออกอย่างชัดเจน ตาเป็นประกายส่ายไล่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้านั่นเปี่ยมไปด้วยความหวังผิดกับครั้งแรกที่เจอกัน จริงสิตอนเดินสวนกันนั่นความรู้สึกของมันก็คล้ายๆ กับตอนนี้ ตอนนั้นคงคิดว่าจะได้เบาะแสเกี่ยวกับเวทมนต์เหมือนผมสินะ... แต่ประโยคที่พูดมานั่นรับไม่ได้ยังไงไม่รู้สิ

        “เจอกันง่ายๆ บ้าอะไรเล่า กว่าแกจะมาเจอฉันแกผ่านอะไรมาบ้างลองคิดดู... ฉันเองกว่าจะได้เจอแกที่เป็นเบาะแสสำคัญมันก็ไม่ง่ายเหมือนกันนะเว้ย แล้วเดี๋ยวต้องฝ่าดงตีนออกไปกันอีก ก่อนพูดอะไรคิดบ้างสิวะ!”

     ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโกรธมันไปทำแป๊ะอะไร แต่ยังไงก็โอเคล่ะวะ!   มันขยับปากเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง...

            “ถ้าอย่างนั้นแล้ว... พระเจ้าตายเมื่อไหร่?   ตอบมาสิถ้าคุณคือคนที่ผมตามหามาตลอ..”

        “ทันทีที่หมดสิ้นซึ่งศรัทธาในภาพลวงตา และสิ่งที่ตามมาคือตน แห่งตน เพื่อตน เมื่อนั้นความเป็นจริงจะกลืนกินทุกความลวง และนั่นคือสรวงสวรรค์แห่งความเป็นคน”

     ผมตอบกลับทันทีไม่รีรอ และคุณนักข่าวช่างถามก็สงบลง พร้อมกับพึมพำเบาๆ ถึงจะเบาก็พอจับได้ว่า “สำเร็จแล้ว วิโอล่า”     ความรักที่เจ้านี่มีให้กับเธอคงไม่ใช่เล่นๆ แหงล่ะ..วิโอล่ามีความสามารถ ไม่สิควรจะเรียกว่าสุดยอดพรสวรรค์ ไม่ว่าผู้ชายคนไหนก็ใจละลายหากได้ใกล้ชิดกับเธอ เป็นสุดยอดจราชนฝีมือดี แค่ไอ้หน้าหม้อธรรมดาอย่างหมอนี่ไม่ครณามือเธอเลย...

     เสียงปืนลวงประสาทเงียบไปแล้ว จบระลอกแรกแล้วสินะ... ทั้งๆ ที่อยากจะนั่งพักคอยท่าอีกสักพักแต่ก็ไม่วายงานเข้าอีกจนได้ ยังไงน่ะเหรอ?   โทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้น ก็รับทันทีสิครับเบอร์ไอ้ซานเจมัน

        “ราตรีศรีสวัสดิ์...”

            ‘บ้าอะไรเล่าไอ้กร้วกนี่! ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน?’

     ไม่เห็นจะต้องตะคอกกันเลย... ที่โทรมานี่แสดงว่าข้างนอกเริ่มแตกตื่นกันแล้วสิท่า

        “*Ground Zero เข้าใจบ่ ข้อยว่าวชัดบ่?”          *จุดใจกลางระเบิด(โดยมากจะใช้กับระเบิดนิวเคลียร์ หรือวินาศกรรมขนาดใหญ่)

            ‘เมื่อไหร่จะเลิกกวนตีนวะ..เฮ้ยเรื่องนั้นช่างมันก่อน! สารวัตรคลั่งใหญ่แล้วโว้ย! แกจะเข้าไปทำซากอะไรในนั้นวะ ลองดูที่สัญญาณมือถือตัวเองเด้!!’

     ผมดูแถบแสดงสัญญาณโทรศัพท์ ชะเฮ้ย!? ไม่มีสัญญาณเลยซักขีด!! แล้วมันโทรเข้ามาได้ยังไง...

            ‘โทรผ่านดาวเทียมของกองทัพ แฮคมาเหลือเวลาอีก 7 นาทีจะถูกจับได้’     หา? กองทัพถ้างั้นก็...

            ‘กองทัพล้อมไว้หมดแล้ว เป็นกองกำลังยานเกราะทั้งรถถังทั้ง PA ไม่ติดตราบอกชั้นยศสังกัด ปิดไล่ตั้งแต่รัชโยธินลงไปถึงห้วยขวางเลยนะว้อย’

     เฮ้ย! ล้อมกว้างขนาดนั้นมันยกมาทุกกองพลเลยเร้อ!!! ไม่สิพวกหน่วยพิเศษไม่น่าเยอะขนาดนั้น นี่ต้องเป็นคำสั่งตรงสุดกร่างของระดับนายพลคนใดคนหนึ่งแหงๆ

        “ปิดขนาดนั้นคงประกาศอัยการศึกไปแล้วสินะ?”     ผมถามกลับไปอย่างใจเย็น

            ‘เออ! นักข่งนักข่าวโดนจับทุกคนเลย ปิดกั้นสื่อสมบูรณ์ นี่ถ้าสารวัตรไม่บอกก็ไม่รู้หรอกเว้ย!’     มันตอบกลับมาดั่งไฟรน

     ตามด้วยเสียงนุ่มๆ ของผู้หญิงที่คุ้นเคย...

            ‘เอามานี่ฉันคุยเอง... พิชิตแกมีอะไรบ้าง?’

        “ปืน 2 เก็บเสียง 1 ทั้งคู่ 9 มิลลิเมตร มีดอรัญญิกแท้ ย้ำว่าแท้นะ! 1 เล่ม กับสัมภาระห้ามชำรุด 1 มีลมหายใจ”

     เอเลนัวร์ได้ยินก็ตอบอย่างเรียบๆ กลับมาทันที สมกับเป็นเธอจริงๆ ให้ตายสิ

            ‘9 มม. ยิง PA ไม่เข้า สัมภาระสำคัญสุดๆ แย่จริง... เดี๋ยวจะเอาแมงมุมลุยเข้าไป ฉันจะไปกับซานเจส่วนลูกน้องสารวัตรไปด้วยไม่ได้’

     จะเข้ามาเรอะ!? แย่ล่ะสิ แม่นี่ห้ามไม่ฟังซะด้วย...เอาไงเอากันวะ!

        “เอเลนัวร์ เธอต้องใส่ PA เข้ามานะ! แล้วต้องเป็นเทเลสโคปด้วย ไม่ก็แว่นที่มีระบบ HUD(Head User Display) หรืออะไรก็ได้ที่มันมีกล้องดิจิตอล ถ้าเข้ามาแล้วห้ามใช้ตาเปล่ามองเด็ดขาด! แล้วเอามาเผื่อด้วย 2 ชุด...”

            ‘หมายความว่าไง?’

     ขนาดเสียงตอนงงก็ยังนุ่มบาดใจ... อีกฝ่ายเป็นแม่ชีนะว้อยคิดอะไรอยู่วะเนี่ยกู!

        “เข้ามาก็รู้เอง”

            ‘แกเองก็ระวังไว้ด้วย อีกฝ่ายมีระบบตรวจจับอุณหภูมิ ดีไม่ดีจะใช้ดาวเทียมร่วมด้วย มันปิดซะขนาดนั้นคงกะเก็บทุกชีวิตที่ติดอยู่ในนั้น และ อะแฮ่ม...’

     แล้วเธอก็ลั่นคำพูดสมยี่ห้อเอเลนัวร์ออกมาด้วยน้ำเสียงสดใสกว่าวัย ส่งท้ายก่อนหมดเวลาสื่อสาร...

            ‘ขอเรียกปฏิบัติการนี้ว่า!!!’



Unreal 10   -Soldier Side Live in Bangkok!-     ให้มันได้อย่างนี้สิบ้าเอ๊ย!!!



     ทำเป็นเล่นไปได้ยัยบ้านี่ ถ้าไม่เห็นแก่ว่า...เออช่างเหอะ เอาเป็นว่าสิ่งที่ผมต้องทำอย่างด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋าคือ หอบพัสดุฝ่าสิ่งกีดขวางไปขึ้นทะเบียนรอส่งต่อให้เรียบร้อย...

        “ศัตรูจำนวนไม่น้อยเลย ต่อจากนี้พวกเราต้องวิ่งพล่านเหมือนหมาบ้ากันหน่อยล่ะนะ... ระหว่างนั้นนึกอะไรได้ก็รีบบอกล่ะ”

     ผมหันไปพูดใส่พิศาลที่ยังนั่งตูดแผละตาลอยอยู่ มันยังบ้าอยู่อีกแฮะ   ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเล่นต้องเผ่นก่อนถึงจะดี ข้างนอกเงียบข้างในโล่ง เส้นทางค่อนข้างแจ่ม เวลาในนี้ถ้าเทียบกับเวลาแท้จริงคงประมาณ 6 นาฬิกา 15 นาที เยี่ยม! ตามบันทึกรายงานที่แอบอ่านเมื่อก่อนระลอกสองเริ่มตอนหกโมงครึ่ง ทีนี้ที่เหลือก็แค่ลุ้นว่าจะหาที่ซ่อนดีๆ เจอก่อนหน่วยรบติดเกราะของแท้ไม่แพ้เทียมจะโผล่หัวมารัวกระสุนทันมั้ย...   ผมกระชากลากพิศาลออกเดินไปทางประตูหน้าของศาลอาญา  ก็พอมีภาพศพสยองเลือดนองกองให้เห็นเป็นระยะๆ พวกผู้รับเคราะห์บางคนเริ่มขาดใจตายจากบาดแผลบ้างแล้ว น้ำตาที่เจิ่งนองกับคำพูดประชดชีวิต ไม่ก็อ้อนวอนต่อสิ่งไร้ตัวตนให้ช่วยตัวเองช่างบาดตาเหลือเกิน พิศาลทำท่าเหมือนจะยื่นมือออกไปแต่ผมก็รั้งไว้เพราะเดี๋ยวจะเจ็บตัวซะเปล่าๆ

        “จำไว้ซะความเลวร้ายนี้มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้... อย่าให้มันมารบกวนหัวใจยังไงก็เป็นแค่อดีต ไม่แน่บางทีทั้งแกทั้งฉันอาจจะลงไปกองจมกองเลือดแบบเดียวกับภาพลวงตาเหล่านี้เร็วๆ นี้ก็ได้...”
  
            “คุณหมายความว่ายังไง?”     มันถามกลับมาด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก

        “ทหารตัวเป็นๆ ในยุคนี้บุกมาแล้ว มาฆ่าทุกคนที่รับรู้สภาพนรกนี่...ตลกใช่มั้ยล่ะ?”     มันก็ยังไม่แน่ว่าจะมาฆ่า...

     พิศาลหน้าหดลงไปอีก แก้มบนหน้าเหลี่ยมๆ ของมันตอบลงมาหมดราศี ผิวที่ขาวอยู่แล้วพอตัวซีดลงนี่ไปยิ่งกว่าไก่ต้มอีกแฮะ ในใจมันคงเต็มไปด้วยคำถามที่รู้คำตอบได้ด้วยตัวเองมากมาย   ตามความคิดผม ไม่แน่ว่าทหารพวกนั้นอาจจะออกมาลุยไล่ฆ่านักเวทที่เปิดเวทนี้ก็ได้ หรือที่ร้ายสุดก็เห็นจะเป็นร่วมมือกันเพื่อจัดการอะไรบางอย่าง เพราะตอนอยู่ในร้านเหล้าผมดันไปดักฟังโทรจิตของนักเวทตัวปัญหาพวกนั้นได้ ไม่แน่เป้าหมายมันอาจจะเป็นกำจัดเสี้ยนหนามทั้งหมดโดยไม่สนว่ามีดที่ใช้ฝนจะเล็มเกินกินไปถึงเนื้อเข้า... และตรงหน้าผมตอนนี้ก็คือ!!!

        “ตายยากจริงๆ พับผ่า กำลังบ่นหาก็มาพอดี...”

     ทั้งที่อีกไม่กี่ก้าวก็จะออกจากตึกนี้ได้แล้วแท้ๆ และทั้งที่อยากให้มันเป็นเพียงภาพลวงตา แต่ยกกล้องมาส่องก็ยังเห็น เฮ่อ...   PA(เผื่อบางคนจะลืมไปแล้วและผู้มาอ่านใหม่ PA = all Purpose Armor สำหรับทหารจะเป็น Personal Assault Armor) ขนาดเล็กสีดำสนิทแบบที่หน่วยพิเศษใช้กัน ส่วนเกราะหัวเป็นแบบครอบปิด ดวงไฟสีแดงเล็กๆ บนมุมขวาส่วนหน้ากากตัดกับฉากหลังที่เป็นเงาดำทะมึนจากฟ้าหลังอาทิตย์ตก...

        “...เกราะเบารุ่นล่าสุดของบริษัทรุ่งไพศาล งานเข้าซะแล้ว”     ผมลดกล้องลง แล้วขึ้นลำกล็อค 18(ปืนพก Glock 18)

     ทำไมไม่ถามไถ่กันก่อนน่ะเหรอ? เพราะอีกฝ่ายยกปืนส่องเลเซอร์ชี้เป้าเข้าที่หัวผมก่อนไงล่ะ ถ้าคิดว่ามันเห็นผมสวมไอ้โม่งก็เลยสงสัยจ่อขู่ล่ะก็ผิดถนัด... มันแค่รอจังหวะที่จะซัดให้เน่าทั้งคู่ เพราะถ้ายิงเลยตายหนึ่งอีกหนึ่งอาจรอด   ปัญหาหลักๆ เลยคือมันมองผ่านกล้องตลอดเวลาดังนั้นภาพลวงตาฆ่ามันไม่ได้ แต่ฆ่าพวกผมได้   ที่ผมคิดไว้สองอย่างเมื่อกี้น่ากลัวจะเป็นอย่างหลังแล้วสิ

     ช่องทางเดินกว้างพอเอารถวางได้ 2 คัน พวกเราอยู่ชิดซ้าย มันอยู่หน้าประตู ระยะห่างคือ 2 เมตร ระยะสังหารประชิดตัวของผม... ถ้าหลบนัดแรกได้ก็จะเข้าประชิดไปสป๊าคไฟมันด้วยแขนซ้ายทัน แต่พิศาลอาจหลบไม่ทันเพราะปืนของมันเป็นปืนกลเบารุ่นล่าสุดสำหรับรบปราบจลาจลโดยเฉพาะ มีอัตราปล่อยกระสุนถี่มากเหมาะสำหรับกราดยิง ในระยะใกล้แค่ส่ายปืนก็โดนทั่วพอๆ กับลูกปราย ซึ่งปกติจะใช้กับกระสุนยางซองกระสุน 60 นัด แต่นี่คงจัดหนักลูกตะกั่วมาชัวร์

     เอาวะ! ผมเหล่ตามองซ้ายมีหลืบให้หลบอยู่เป็นรูเล็กๆ จากระเบิด บอกไปแล้วว่าปัจจุบันศาลนี้ร้าง ไม่น่ามีการซ่อมบำรุง งานนี้ลองโทรถามพระอินทร์ดูแล้วกัน!!!

     ที่เอวมันมีระเบิดมือสองลูก...   ผมสะบัดตัวเหวี่ยงขาซ้ายเตะพิศาลลอยเข้าไปในหลืบทันที อีกฝ่ายเห็นดังนี้ก็จัดเหนี่ยวไกใส่ผมต่อ

            “ตายซะไอ้โม่ง!!!”     ปังๆๆๆๆๆๆๆ

     ผมรีบก้มหัวต่ำหลบกระสุนไปเฉียดๆ เหลือบมองพิศาล โอเคพระอินทร์เข้าข้างหลืบนั้นเป็นของจริง แล้วยิงปืนสวนมันไป 3 นัดซ้อน แรงดีดจากปืนกลเบาและกระสุนที่เข้าบริเวณศอกดันให้แขนทั้งสองข้างที่ประคองปืนของมันลอยขึ้น

        “ใครกันแน่วะที่ตายน่ะ!!!”

     จังหวะนี้ผมดีดตัวพุ่งแขนซ้ายหมายที่กลางลำตัวของมัน ตัวผมลอยเหนือพื้นประมาณ 20 เซ็นติเมตร ทำให้แขนซ้ายอยู่ในเขตที่จะกดลงบนลำตัวท่อนล่างของมัน อีก 0.5 วินาทีถึงตัวมันแน่! ชะ อ้าว!?

            “ไม่ได้แอ้มหรอกว่ะ!!!”

     มันจุดบูสเตอร์ตอนที่ผมจะถึงตัวดันทั้งร่างให้ลอยขึ้น แล้วเตะอัดชายโครงผมจนกระเด็นกลับหลังไปทางเดิม แต่ว่านะก่อนจะลอยถอยออกมามือซ้ายผมก็ไม่ได้คว้าลมไปซะทีเดียว...

     ผมตกลงกลิ้งอัดกำแพงใกล้ๆ กับช่องที่พิศาลก้มตัวสั่นงันงกอยู่ มันรีบยกปืนชี้เป้าเล็งผมต่อหลังจากลงพื้นอย่างสวยงาม

        “เจ็บเป็นบ้าเลย! แฮ่กๆ แต่มันก็จบแล้วล่ะนะ   เฮ้ยไอ้คุณ PA แกชะตาขาดแล้วว่ะ!”

     นี่ไม่ใช่การขู่ ผมยกของที่ติดอยู่กับนิ้วชี้ซ้ายให้มันดู ถึงห้องมันจะมืดแต่มันมีกล้อง*อินฟราเรดมองเห็นอยู่แล้ว

            “เฮ้ย! อะ ไอ้นั่นมัน”     โหตกใจน่าดูเลยนะ ถึงกับมือไม้อ่อนเลยทีเดียว

        “ไว้เจอกันชาติหน้าถ้ามีจริง จุ๊บ”

     ส่งจูบให้สักครั้งก็ยังดีจริงมั้ย? ในเมื่อมันกำลังจะกลายเป็นโกโก้ครั้นช์ ที่อยู่ในนิ้วผมนั้นมันคือลวดวงกลมต่อปลายยาว...สลักระเบิดมือจากข้างเอวมันนั่นเอง แหม แค่มาไล่ยิงพลเรือนจะพกของอันตรายอย่างนี้มาทำไมก็ไม่รู้

            “จ้ากกก!!! เฮ้ย! ทำไงดีวะเนี่ย ออกไป เอาออกไปที๊!!!”

     ก็ค่อยๆ แกะเองเด้ แกะแล้วขว้างออกไปก็รอดแล้ว สงสัยจะอ่อนประสบการณ์ น่าสงสารยังไงไม่รู้แฮะ ถ้ามันแกะออกก็ว่าจะเข้าไปช็อตพอสลบ แต่ดันโง่ก็ช่วยไม่ได้ว่ะ   ผมกระโจนเข้าซอกซ้ายมือไปซุกตัวอยู่กับพิศาลแล้วจึง -ตูม!!!- เลือดท่วมทุ่งข้างสาลี~~~

            “อะ อะไร เกิดอะไรขึ้น!”     พิศาลปากสั่นลั่นเสียงดังอย่างตกใจ

        “อ๋อ ไอ้นั่นไงล่ะ ที่เขาว่าเครียดจนหัวระเบิดน่ะ ฮะฮะฮะ”

     แกร๊ก   เสียงก๊อกแก๊กดังที่ข้างหู พอชายตาไปดูก็ อู้! ปืนยังไม่พังไปด้วยโชคดีจังได้อาวุธใหม่ยังกับเล่น**ร็อคแมน แล้วมีด่านไหนให้เก็บเกราะพิเศษบ้างล่ะเนี่ย ไม่ต้องมีกิก้าแอทแทคก็ได้ ขอแค่ใช้กันกระสุนได้ก็พอ... ว่าไปนั่น

     ผมลากพิศาลออกจากหลืบเตรียมลุกคืบต่อไป ชักช้าไม่ได้พวกมันตายไปหนึ่งเดี๋ยวคงตามมาสอง โดยปกติหมู่ PA หนึ่งหมู่มี 3 ตัว เป็นมาตรฐานสากลและไทยก็ใช้เช่นกัน มันเป็นแบบฉบับจากอเมริโกยเขา   คงเพราะไม่เคยเจออะไรดุเดือดอย่างนี้พิศาลจึงเอ่ยถาม

            “คุณไม่กลัวเลยเหรอ? นะ นี่มันคอขาดบาดตายเลยนะ ถ้าพลาดซักนิดชีวิตจบสิ้นเลยนะ!”

        “หือ? กลัวอะไรล่ะ นี่มันชีวิตประจำวันธรรมดาๆ ของพวกฉันน่ะ ชีวิตของคนตายเดินได้... ความตาย การฆ่า สำหรับคนที่ตายไปแล้วมันก็เหมือนๆ กับนั่งดูข่าวกินข้าวนั่นแหละ”

     มันทำหน้างงนิดหน่อย นี่คงเป็นครั้งแรกที่เข้ามาผจญกับความบัดซบนี้ตรงๆ เอาล่ะ...

        “จะบอกอะไรให้นิดนึง ทั้งฉันทั้งพวกมันหรือแม้แต่แกมันก็แค่คนตาย วินาทีที่เข้ามาพัวพันกับการฝังกระสุนลงหัวคนเป็น ก็เท่ากับก้าวขาข้ามฝั่งมายังโลกหลังความตายไปแล้วทั้งนั้น ดังนั้นจงจำไว้ ถ้ายังอยากเป็นผีดิบต่อไปก็จงฆ่าตัวอื่นซะ ฆ่ากิน แล้วจะรอด...”

            “ผมทำไม่ได้”     มันตอบผมอย่างแผ่วเบาก้มหน้า

     เดินไปคุยไป...ตอนนี้พวกเราหลบอยู่หลังพื้นถนนที่ถูกระเบิดดันให้ยกสูงขึ้นมา ล้อมรอบด้วยรถลวงตาที่วิ่งฝ่าไม่ได้ รอบๆ ยังสงบ ภาพลวงตายังอยู่ในภาวะปกติถึงจะมีแต่ทหารติดเกราะยิงกันประปรายก็เถอะ มันก็ยังดีกว่าโดนของแท้ไล่ยิง

        “ไอ้คุณนักข่าวเอ๋ย แกต้องทำให้ได้เท่านั้น เพราะอะไรน่ะเหรอ? วินาทีที่วิโอล่ามอบงานสุดท้ายให้กับแกมันเท่ากับว่าแกกลายเป็นหนึ่งในผู้ดำเนินแผนการไปแล้ว เมื่อรับรู้ความจริงที่ลวงหลอกนี้แล้วแกยังคิดจะถอยอยู่อีกรึไง?”

            “ผู้ดำเนินแผนการอะไร!? แผนการอะไร?”

     จะสงสัยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะแม้แต่ผมเองก็เพิ่งจะรู้ว่ามีเวทมนต์อยู่ ไม่สิต้องบอกว่าเพิ่งรู้ตัวต่างหาก...

        “ทำลายโลกไงล่ะ! ซัดดาวสีฟ้าเน่าๆ นี่ให้กระจุย นั่นแหละแผนการ ตอนนี้แค่นี้ก่อนแล้วกัน...”

     ผมยกมืออุบปากพิศาลไว้เพราะมันทำท่าจะคุยต่อ... เสียงฝีเท้าเบาบางดังมาจากทิศทางหลังที่กำบัง ต่างจากเสียงย่ำเท้าของชุดเกราะ

     ชะโงกหน้าเล็กน้อยมองส่องไปรอบๆ อืม...ไอ้โม่งชุดดำรัดรูป 2 คน จากความเว้าโค้งคนหนึ่งเป็นผู้ชายอีกคนผู้หญิง เดินท่ามกลางภาพลวงตาแบบไม่กลัวเกรง ไม่มีอุปกรณ์เสริมอย่างกล้องหรืออะไรที่เข้าทำนองนั้น มันแน่นอนจริงๆ

        “มาถึงตรงนี้ได้แล้วยังจะอุตส่าห์งานเข้าได้อีกนะเนี่ย ทำบุญมาดีเกินไปรึเปล่าวะถึงได้กระฉอกออกหมด”

     ปิดไล่ตั้งแต่รัชโยธินถึงห้วยขวาง งั้นกึ่งกลางมันก็น่าจะเป็นแถวๆ แยกรัขดา ไม่ไกลจากจุดปล่อยตัวของเราซักเท่าไหร่ แต่สิ่งกีดขวางมันเยอะเหลือเกิน เฮ้อ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 17, 2012, 05:00:46 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: กันยายน 20, 2011, 07:08:50 PM »

     เอาล่ะ...รายงานสถานการณ์ ข้าศึกซึ่งหน้ามี 2 ท่าทางจะโหด เท่าที่สังเกตมันสามารถเคลื่อนไหวหลบหลีกทุกลูกหลงของภาพลวงตาได้อย่างคล่องตัว รวมกับโจทก์เก่าอย่างทหารติดเกราะที่พึ่งเชือดไปเมื่อกี้ และตัวแถม เอ่อ ต้องเรียกว่าสัมภาระไร้ประสิทธิภาพในการป้องกันตัวอย่างพิศาล   เสียเปรียบเต็มประตู

     ผมยื่นปืนพกสุดหวงให้ไอ้คุณนักข่าวแล้วปลดห้ามไก

        “ยิงเมื่อให้สัญญาณ ไม่ต้องโดนก็ได้ยิงไปทางมันก็พอ”

            “ยะ ยิงเลยเหรอ!”

     ทำหน้าเลิกลักหันปากกระบอกขึ้นระหว่างคิ้วตัวเอง ผมรีบดึงมือมันออก จะบ้าเหรออยู่ดีๆ ชี้ปืนใส่หัวตัวเอง

        “อย่าบอกนะว่าไม่เคยยิง”

            “ผมไม่เคยยิงใส่คนมาก่อน”     เหงื่อตกเลยแฮะ

     ที่ผ่านมามันรอดมาได้ยังไงวะเนี่ย ลุยหานักเวทแต่ไม่เคยยิงใส่ ปาฏิหาริย์แท้

        “ทำตามที่บอกซะดูข้างบนนั่น”

     ผมชี้ข้ามหัวตัวน่าสงสัยในโม่งดำไปบนหน้าต่างตึกแถว   สายตาพิศาลจับจ้องไปที่ทหารติดเกราะรุ่นเดียวกับที่ระเบิดตัวเองคาศาลข้อหาฆ่ามั่วกำลังส่องปืนไปทางไอ้โม่งทั้งสอง ถ้ามันยิงใส่แล้วพวกเรายิงซ้ำไอ้ชุดดำนั่นดับสนิทชัวร์ ขออย่าให้มันเก่งเว่อนักก็แล้วกัน

     เอาล่ะสิจังหวะนี้ไอ้โม่งทั้งสองกำลังมองสำรวจรถจริงๆ คันหนึ่งที่จอดขวางถนน ดูท่าทางมันลูบๆ คลำๆ คนขับที่แน่นิ่งยิ่งทำให้ผมสงสัยว่ามันจะไม่ใช่เป้าหมาย เพราะการขยับของฝ่ายชายค่อนไปทางจับชีพจร ทำไม? จะช่วยหรือว่าแค่ให้แน่ใจว่าตาย ไม่สิท่าทางมันดูคลับคล้ายจะห่วงใย แปลกมาก   แต่ช่างมันเพราะคุณทหารจะลงมือแล้ว

        “จะเป็นยังไงก็ช่างไม่ใช่มิตรก็ต้องตาย”

            “ต้องถึงขั้นนั้นเลยเหรอดูพวกเขาเหมือนหาคนรอดชีวิตนะ”     พิศาลยังคงสงสัย

        “สถานการณ์มันบังคับ ฆ่าก่อนถามทีหลัง วิโอล่าก็น่าจะเคยพูดไว้บ้างนี่นา”

     สายตาผมยังคงจับจ้องเป้าหมาย ที่มันไม่สังเกตเห็นพวกเราเพราะพื้นถนนที่เปิดยกนี้บังแสงจันทร์ปลอมซ่อนเราอยู่ใต้เงาพอดี ต้องขอบคุณการโยธาห่วยๆ ที่มอบความซวยให้กับพวกมัน สงครามจบมาเป็นปีพื้นถนนยังไม่ยอมซ่อม อย่างว่าล่ะก็รัชดามันมีแต่ขยะมากองสุม ทั้งที่หายใจและหมดลมไปแล้วนั่นแหละ   เริ่มแล้ว!

     เปรี้ยง!   เป็นเสียงปืนไรเฟิลผิดกับไอ้ตัวในศาล ผมออกสัญญาณต่อทันที

        “ไปเลอ... เฮ้ย?!”

     ร่างของไอ้สองหน่อนั่นกระตุกตามเสียงปืน มันยังยืนอยู่ที่เดิม แต่ท่าของตัวผู้เปลี่ยนไปหน่อย จากก้มสำรวจเป็นแบมือหันหน้าไปตามเส้นทางกระสุน กลางอากาศเกิดแผ่นผลึกใสแผ่กว้างออกจนบังทัศนวิศัยผู้ล่าติดเกราะ กระสุนที่ถูกยิงเจาะแผ่นนั่นจนแตกเป็นรอยเหมือนรอยกระเทาะบนผิวกระจก เกิดไอน้ำลอยต่ำลงจากส่วนบนของแผ่นใส ไม่ผิดแน่!!!

        “เวรซะแล้ว!”

     จากที่จะยิงใส่กลายเป็นพุ่งแขนขวากระชากไอ้คุณพิศาลเหน็บข้างลำตัวพุ่งหลาวออกไปจากกองซากกำบัง ชั่วพริบตาเดียวกันแผ่นถนนที่ขวางกั้นผมกับมันก็อันตรธานหายไปเป็นรูโหว่เว้าใหญ่ขนาดกลืนช้างได้ทั้งตัว แขนซ้ายสั่นระรัวบอกความชัวร์ในสิ่งที่คิด

            “พวกนั้นรู้ตัว!”     พิศาลลั่นเสียงสั่น

        “ถ้าจะพูดล่ะก็ยิงสวนกลับไปเซ่!”     นังตัวเมียนั่นแบมือมาทางเราแล้วไอ้นักล่าติดเกราะล่ะ?

     พอผมสั่งยิงปุ้บเสียงปืนก็ดังต่อจากข้างลำตัวผมทันที แต่ไม่ใช่พิศาลที่ยิงกลับกลายเป็นแขนซ้ายมารผมกระหน่ำออกไปเอง ทั้งที่ตะกี้ปืนมันอยู่มือขวา มันคว้าไปยิงเองงั้นรึ!? แถมแม่นจนพวกมันรีบเบี่ยงตัวหลบ   ยังไงก็ตามมันทำให้ผมไม่ตกที่นั่งเดียวกับคุณทหาร

     ชั่วแวบเดียวแต่นานพอให้พินิจแบบหวุดหวิด สายตาผมชำเลืองกลับไป แผ่นน้ำแข็งนั่นขดตัวเข้ากันกลางอากาศเหมือนน้ำไหลกลายเป็นหอกใสยาวเหยียดแขน แล่นทยานข้ามฟ้าไปหาทหารที่ยิงใส่ แท่งน้ำแข็งเจาะทะลวงเกราะจนกระเด็นอัดหายไปในเงามืดของห้องแถว

     เพราะไม่มีเวลาคิด บวกด้วยกระสุนปืนที่มือซ้ายยิงออกไปใกล้จะหมด ผมจึงไม่ใด้หยิบกล้องมาส่องคลำทาง ผลก็คือสะดุดเข้ากับท่อนเหล็กที่มองไม่เห็นบนพื้นอย่างจัง หัวกำลังจะแนบชิดกับพื้นผมจึงขว้างไอ้นักข่าวสุดแรงเกิดจนมันลอยข้ามหน้าต่างร้านไก่ผู้พันเคนเข้าไป และทั้งที่กระจกฝาร้านมันแตกไปหมดแล้วกลับมีเสียง เพล้ง! ดังลั่น แสดงว่าความจริงตรงนั้นมีกระจก แย่ล่ะไอ้พิศาล!

        “จะห่วงแต่มันก็ไม่ได้ ไอ้บ้าเอ๊ย!”

     PA ของแท้รุ่นปัจจุบันจุดบูสเตอร์พุ่งเข้ามาข้างหลังผม ปืนกลเบาในมือขวาของมันเล็งใส่ไอ้นักเวทสองตัวที่ไล่ตามผมมา จังหวะที่นิ้วของ PA นั่นจะเหนี่ยวไกก็เกิดเสียงดังอย่างประหลาดขึ้นข้างหลัง...

     ปึง!   พอรีบหันกลับไปดูก็...

        “โอ้ว!! คุณพระสังฆราชเจ้า!!!”

     รถยนต์คันที่มันเพิ่งสำรวจยกตัวลอยขึ้นเหนือพื้นครึ่งเมตร เวทของมันแค่ยิงน้ำแข็งไม่ใช่เรอะ! ไม่ทันจะได้คิดต่อรถคันนั้นก็พลันพุ่งเข้ามาทางผมทันที จากระดับแล้วคงกะให้ตกลงมาทับผมตายแล้วไหลไปชนคุณทหารด้วย!

     เพราะสมองสั่งตามองภาพช้า เลยมีเวลาหาท่าตาย...ไม่ ไม่ หาทางรอดสิ   จังหวะที่รถลอยมาถึงครึ่งทางระหว่างตัว ผมจิกแขนซ้ายลงพื้นแล้วกระตุกสุดแรงเกิดจนร่างกายลอยต่ำเลียดพื้นพุ่งผ่านช่องว่างเล็กๆ ที่เหลือไว้ใต้ท้องรถแบบเฉียดฉิว ตัวผมตกไม่ห่างจากจุดเดิมนัก ส่วนไอ้คุณๆ นักเวทกระโดดพลิกตัวกลับหลังไปตั้งท่าแปลกๆ แล้วไอ้ทหารล่ะ ไม่รอช้าหันไปดู...

     เช้ง!!!   เสียงดังเป็นเอกลักษณ์ของการตัดโลหะ... ใช่แล้วครับ! ภาพที่ผมเห็นคือคมดาบความร้อนสูงเรืองแสงสีฟ้าเข้มฟันผ่ากลางลำรถจนแหวกเป็นสองท่อน PA สีดำอำมหิตเผยร่างออกมาจากรอยแยกของโลหะที่ถูกตัดร้อนๆ สีส้มอมแดง มันยังคงติดบูสเตอร์พุ่งมาทางเดิม

     ถึงมันจะไม่เล็งผมเป็นหลัก แต่ดาบยาวแสงสีฟ้าในมือนั่นก็ชี้มาที่กลางลำตัว ส่วนตัวปืนกำลังยิงใส่สองคนที่เก็บเพื่อนมัน ทั้งอย่างนั้นยังจะเล็งกูเข้าไปด้วยอีกทำไมฟะ!


     ปังๆๆๆ   เสียงกระสุน 9 มม. ดังมาจากในร้านอาหาร กระสุนอัดเข้าที่เกราะไหล่ซ้ายของ PA นั่นจนดาบตก ถึงจะยิงไม่เข้าแต่แรงกระแทกก็ช่วยได้เยอะ

                “อย่ามาดูถูกกันนะไอ้พวกบ้า!!!”     ไอ้นักข่าวยิงใส่ทหารเกราะทั้งมือที่โชกเลือด

        “จะทำก็ทำได้นี่หว่าพิศาล!”

     โอกาสมาทั้งทีไม่มีหลุดลอยแน่ ผมพลิกตัวคว้าเอาดาบคลื่นความร้อนสูงฟันตัดขาของ PA นั่นจนมันล้มข้ามหัวผมไถลไปกับถนนพุ่งถลาไปหาไอ้โม่งพวกนั้นที่วิ่งตามพวกผม ไอ้ตัวเมียแบะมือมาข้างหน้าทำท่าจะปล่อยพลัง ไม่รู้หรอกว่าจะทำอะไร และถ้ามันทำได้ตายตาม PA นั่นแหงๆ แต่แขนซ้ายผมมันไม่ยอมให้จบง่ายๆ มันกระตุกข้อแขนดึงทั้งร่างของผมเข้าคว้า 9 มิลลิเมตรมาจากมือพิศาลแล้วยิงออกไปทั้งที่ร่างกำลังจะล้ม ภาพช้าเล่นขึ้นอีกครั้ง กระสุนค่อยๆ ลอยเข้าไปเจาะระเบิดที่เอวของ PA แล้ว

     ตูม!!!

        “ฟู่~~ ล้มลุกคลุกคลานมันเป็นหยั่งงี้ เฮ่อ..เหนื่อยเป็นบ้า...”

     ไม่แน่ชัดว่าพวกมันตายเรียบหรือเปล่าแต่หลังควันระเบิดจางลงปรากฏรูกว้างกว่า 3 เมตรบนพื้นที่ไอ้โม่งทั้งสองเคยอยู่ห่างจากจุดระเบิดแบบเฉียดฉิวแค่ปลายขน   ดาบคลื่นความร้อนยังคงส่องแสง ผมตัดใจปิดระบบแล้วโยนทิ้งก่อนที่ระบบตรวจจับความร้อนของ PA เครื่องอื่นจะตรวจเจอได้โดยง่าย แล้วหันไปประคองพิศาลขึ้นมาแทน

        “เป็นไงบ้าง เมื่อกี้แกดูมาดแมนขึ้นมาทันทีเลยว่ะ ไม่เคยคิดว่าแกจะยิงช่วยฉันได้เลยนะเนี่ย”

            “ผม แฮ่ก โคตรกลัวเลย เจ็บสุดๆ แต่กลัวกับตายมันสั่งให้ร่างผมทยานออกมา แฮ่ก แฮ่ก ยิงใช้ได้ไหมครั้งแรกของการยิงคน”

        “ยกนิ้วให้เลย นี่ถ้าแกไม่ยิงโดนแขนมันฉันคงตัวขาด”    ใช่ถ้ามันเสือกแม่นยิงหัวตัวผมคงต่อไม่ติด

     รอยแผลบนตัวมันเป็นแผลกระจกบาด ผมชักกล้องมือถือส่องดูทำให้รู้ว่าร้านนี้เป็นร้านอาหารไทยไม่ใช่ไก่ KFC แล้วกระจกทุกบานก็เรียบร้อย เพียงแต่คนในร้านอยู่ในสภาพฟุบโต๊ะ น่าจะตายเรียบ

        “รอดไปรอบนึง ฉันพอจะรู้แล้วว่าพวกมันมีพลังแบบไหน”     รวมทั้งแขนซ้ายของตัวเองด้วย...

                “ไอ้พวกระยำ มึงฆ่าเพื่อนกู”     เฮ้ย! เสียงใครวะ ผมหันตามไปทันที

     งานเข้า! ลืมไปมันเป็นทีม 3 ตัว ทีมนี้คนละพวกกับไอ้ที่เราฆ่าไปในศาลรึ   PA อีกตัวกระโจนทะลุรถกระบะออกมาจากกลางถนน พวกมันไม่รับผลจากภาพลวงตานี่นา ที่ผ่านมาคงอยู่ตรงมุมที่ภาพลวงตาบังอยู่เลยไม่ทันมองบ้าชิบ!

     ตูม!!! โอร้กกกก จะ เจ็บตัวอีกแหล่ว...

        “ห่าเอ๊ย!”

     มันหันเกราะไหล่หลายชั้นจุดระเบิดเสริมแรงบวกอัดเข้าสีข้างซ้ายของผม พิศาลทำได้แค่มองตามปากอ้าตาค้าง   ถึงแขนซ้ายจะช่วยรับไว้แต่แรงอัดก็เล่นเอากระอัก มันคงกะอัดผมเข้ากำแพง ต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว!

        “กูไม่ใช่ปูนะโว้ย!!!”

     แขนขวาที่ยังว่างดึงอรัญญิกแท้ออกจากด้านในเสื้อเชิ้ต มันเองก็รู้ทันก่อนที่ผมจะเงื้อมมือฟันเข้าที่ช่องว่างเกราะตรงคอหอย มันเบรกทันทีด้วยการถีบขาไปด้านหน้าปรับจุดศูนย์ถ่วงพร้อมชะลอบูสเตอร์ นั่นทำให้ตัวผมลอยถอยไปอัดกำแพงแบบไม่แรงมากนักเล่นเอาไอ้โม่งขาดไปเหมือนกัน ส่วนมันเองก็ไม่โง่ พอเห็นว่าผมชักอาวุธมันก็ชักออกมาบ้าง แต่ของมันดันเป็นปืนนี่สิ!

        “ไอ้ไม่น่ารักนี่!!!”

     ผมไม่อยากใช้พลังแขนซ้ายโดยไม่จำเป็น อีกอย่างหมากตานี้ก็ยังไม่จนซะทีเดียว...

            “ตอนนี้ล่ะเอาเลย!!!”     พิศาลเสี่ยงตายกระโดดเกาะไอ้เวรตะไลจากด้านหลัง

     ผมกดกระแทกแขนซ้ายดำมืดครืดเข้าไปในกำแพงแล้วกระชากเอาก้อนอิฐออกมา พลังบ้าไม่ธรรมดาสมราคาคุยจริงๆ จากนั้นก็ปาออกไปด้วยความแรงสุดๆ ถึงแม้จะยิงไม่แม่น แค่ถ้าเรื่องหยิบจับขว้างปาเหนือกว่าอยู่แล้ว   ก้อนหินกระแทกหน้ามันจนหงายส่งให้ปืนในมือยิงออกไปอย่างไร้จุดหมาย เข้าทางล่ะ!

     เอาฝ่าพระบาทไปรับประทานซะ! ผมตวัดตัวปัดเท้าเข้าทาบหน้ามันเต็มๆ ท่าทางจะเจ็บไม่ใช่น้อย มือสองข้างผละอาวุธเข้ากุมหน้า โดนกระแทกแรงขนาดนั้นดวงตาที่ติดกับกล้องหมดทางป้องกัน มันดึงเกราะหมวกออกทันทีแล้ว...

                “นะ นี่มันอะไรกัน ทำไมกรุงเทพ...”

     หือ? มันเงยหน้ามองรอบๆ พร้อมคำอุทานแปลกๆ

        “อย่างนี้นี่เอง เจ้านายแกส่งมาล่าโดยไม่ให้ถอดหมวกเกราะสินะ”

     ไม่มีคอยท่าอะไรทั้งนั้น ผมพุ่งเข้าแทงสีข้างซ้ายช่วงเกราะว่างทันที กระซวกเข้าไปลึกๆ มันร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

        “ฆ่าคนบริสุทธิ์ทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาเจอกับอะไร หรือเจ็บปวดยังไงคงมันไปถึงทรวงเลยล่ะสิ ถึงตามึงรับรู้บ้างแล้วโว้ย!”

                “อ้ากกก กูไม่ยอมมมม”

     มันฝืนเจ็บเปิดบูสต์ส่วนไหล่ขวาพุ่งหมัดตรงเข้าตุ้ยท้องผม ไม่ยอมเหมือนกันว่ะ แขนซ้ายของผมรับหมัดมันไว้ทันท่วงที พลังมหาศาลดันหมัดเสริมแรงมันกลับไปอย่างสบายๆ   จังหวะที่ผมจะส่งไอ้ทหารเวรไปที่ชอบๆ ก็ดันผ่ามี PA ตัวหนึ่งวิ่งมาจากทางขวามือของผมพอดีดูจากตัวเกราะรุ่นเก่าแล้วมันเป็นภาพลวงตา แล้วแทนที่มันจะไปทางไอ้หอกข้างหน้ามันดันมาทางผม กระโจนหลบสิงานนี้!

     PA นั่นพุ่งผ่านหน้าไปฝุ่นตลบ ไอ้ทหารเวรนั่นแสยะยิ้มฟันขาว มันสะบัดตัวพิศาลปลิวแล้วหิ้วแขนที่ม่อยกระรอกออกหน้าปืนมาทางผม แต่ด้วยความที่ทำบุญมาดีหรืออะไรไม่ทราบ พิศาลแหกปากขึ้น

            “ขะ ข้างบน... ข้างบนนั่นมันอะไรน่ะ!!!”

        “ชะโอ้ว!”     เวรแล้วมั้ยล่ะ

                “ไอ้นั่นมันอะไรวะ!!!”     คุณทหารเผลอลั่นออกมา

     มันเอาอีกแล้ว มันกลับมาอีกแล้วแถมใหญ่กว่าเดิมด้วย เสียงแหวกอากาศจากฟากฟ้าราวกับท้องฟ้าสั่นครืน เพียงลูกเดียวเสียงระห่ำขนาดนี้! มันไม่ใช่มิสไซล์จากเรือรบอีกต่อไป มันคือขีปนาวุธนิวเคลียร์   ไอ้ทหารเวรนี่ทั้งยังชี้ปืนมาทางผมแต่สายตามันก็มองไปที่เดียวกันบนฟ้า หรือนี่คือเหตุที่ PA ลวงตานั่นรีบร้อนวิ่งผ่านพวกเราไป

        “โทษทีว่ะแต่หมดเวลาทัศนาแล้วพวก!”

     ก่อนอื่นใดเลยโอกาสงามมาแล้ว ผมกระโจนเอื้อมแขนซ้ายทาบไปกลางหัวมัน ต้องทำยังงี้จนได้...

     เปรี๊ยะๆๆๆๆๆๆๆ เปรี้ยง!   หัวไหม้เหม็นคลุ้ง ดับไปเรียบร้อย   ปัญหาต่อจากนี้คือ!

        “แล้วไอ้ประเทศนี้มันมีดีตรงไหนถึงได้ใช้นิวเคลียร์ยิงใส่วะเนี่ย!!!”

     ใช่แล้วก็ในบันทึกไม่เห็นมีเขียนไว้เลยว่ากรุงเทพโดนนิวเคลียร์ถล่ม แถมถ้าโดนจริงๆ สภาพมันคงไม่ดีๆ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้แน่ แล้วมันอะไรกันล่ะ ตอนนั้นเราหยุดนิวเคลียร์ที่จะยิงกรุงเทพสำเร็จแล้วด้วย หลักฐานคือเชียงใหม่ที่ราบไปครึ่งจังหวัด แถมช่วงเวลายังห่างกันเป็นปีกับวันแรกของสงคราม

        “หือ!? นั่นมัน!!!”

     จุดแสงสีขาวเล็กๆ ส่องสว่างนวลตาปรากฏขึ้นกลางฟ้า มันลอยผ่ากลางสนามรบตรงไปยังจรวด ขนาดของมันถ้าวัดจากระยะทางที่ห่างเป็นร้อยเมตรแล้วน่าจะพอๆ กับ... ตัวคน



To be continued...



บรรยายขยายความ
*อินฟราเรด - รังสีอินฟราเรด หรือ รังสีความร้อน เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นถัดจากสีแดงออกไป สายตาของมนุษย์มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ (เพราะมันร้อน) ซึ่งสสารทุกชนิดที่มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง -200 ํc ถึง 4,000  ํc จะปล่อยรังสีอินฟาเรดออกมา (แค่นั่งอยู่เฉยๆ คุณก็แผ่รังสีได้!) คุณสมบัติเฉพาะตัวของรังสีอินฟราเรด เช่น ไม่เบี่ยงเบนในสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ที่แตกต่างกันก็คือ คุณสมบัติที่ขึ้นอยู่กับความถี่ คือยิ่งความถี่สูงมากขึ้นพลังงานก็สูงขึ้นด้วย (อินฟราเรดมีความถี่ในช่วง 1011 – 1014 เฮิร์ตซ์ มีความถี่ในช่วงเดียวกับไมโครเวฟ) ปัจจุบันจนน่าจะถึงอนาคตมีการนำคลื่นรังสีอินฟราเรดมาใช้ประโยชน์ในการสร้างกล้องอินฟราเรดที่สามารถมองเห็นวัตถุในความมืดได้
อนึ่ง รังสีอินฟราเรดนี้ ก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศดูดซับรังสีนี้ไว้ ทำให้โลกมีความอบอุ่น เหมาะกับการดำรงชีวิต
   ขอขอบคุณ thailandthermography.com และ Sir William Herschel ที่ค้นพบรังสีนี้ขึ้นมา (ชื่อที่ท่านตั้งคือ Calorific rays)
   Infrared หมายความว่าขอบเขตที่ต่ำกว่าแถบสีแดงหรือใต้แดง

**ร็อคแมน - Rockman อีกแล้วครับท่าน อนึ่งคราวนี้ล้อภาค X ครับ ตัวเอก X จะมีเกราะให้เก็บตามด่านต่างๆ ซึ่งดอกเตอร์ไรท์เอาใส่แคปซุลไว้ (มีแม่งทุกภาค ทั้งที่ตายไปเป็นร้อยปีแล้วนะเนี่ยปู่) อนึ่ง X กับ Rock เป็นคนละตัวกันอย่างสิ้นเชิง ดอกเตอร์ไรท์สร้าง X ไว้ตอนยังมี Rock แต่ X มันเทพละเมิดกฎได้ทุกข้อเพราะคิดเองได้เหมือนมนุษย์อย่างสมบูรณ์จึงจับปิดผนึกใส่แคปซูลไว้ จนดอกเตอร์เคนมาขุดเจอในอีกหลายร้อยปีให้หลัง แล้วสร้างหุ่นเลียนแบบขึ้นมาใต้โครงการ Reploid ตัวแรกที่เลียนแบบคือ ซิกม่า บอสตลอดกาลนั่นเอง(มันเคยเป็นคนดีนะเออ!)   เช่นเดียวกัน Zero กับ Forte ไม่ได้เกี่ยวกันเลย เป็นหุ่นที่วิลลี่สร้างมาเพื่อให้เก่งกว่า X ที่เหลือไปเล่นเกมอ่านเนื้อเรื่องเองเหอะขี้เกียจพิมพ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 21, 2011, 07:58:58 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
akingsun15
Beginner Pilot

กระทู้: 8


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2011, 06:07:30 PM »

 
บันทึกการเข้า
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: เมษายน 09, 2012, 07:29:52 PM »

     ดวงไฟสว่างสดใสนั่นพุ่งเข้าใส่หัวรบมหาประลัย ทันใดนั้นทั้งสองก็หยุดนิ่งค้างฟ้าเมื่อเข้าถึงกันแล้วพลันส่องแสงเรืองรองขาวนวลไม่กวนตา   จะว่าสวยงามมันก็ใช่อยู่... หือ? ไอ้แขนซ้ายมันสั่นรัวแปลกๆ อีกแล้วแฮะ เป็นอะไรอีกล่ะคุณ Exia ที่รัก... เฮ้ย! มันพุ่งมือเข้ามากุมขมับปิดครอบทั้งหัวเรา

        “ทำอะไรวะ!”     เฮ้ยๆ สั่นๆ แบบนี้มันไม่ใช่ว่าจะ.. ชะ!

     เปรี้ยง!!!



Unreal 11   -Blinding Light-



        “แอ้~~~~ แว้~~~”     เสียงนี้มัน...

     เสียงพวกนั้นยังคงดังระงมอย่างต่อเนื่อง มันเป็นเสียงของเด็กทารกกำลังร้องหลังสูดอากาศหายใจเป็นครั้งแรกจนแสบโพรงจมูก เสียงตะโกนที่เจ็บปวดรวดร้าว แต่ทำลายความปวดเศร้าสร้างความยินดีแก่ผู้ให้กำเนิด... มันดังออกมาจากปากผม

     เบื้องหน้าถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงจ้าขาวแสบตา ก่อนที่ภาพจะลางลงจนเห็นเป็นหลอดไฟนีออนดวงกลมเรียงติดกัน มันเป็นหลอดไฟในห้องทำคลอด... สัมผัสอันนุ่มละมุนไล่อ้อมไปตามหลังช้อนร่างของผมขึ้นกลางอากาศ ปรากฎหน้าของหญิงสาวผู้มีเรือนผมดำขลับ นัยน์ตาทอประกายใต้หมวกผ้าสำหรับรวบผมและผ้าปิดปาก

        “ไหนดูซิหลานยาย แหมน่าเกลียดน่าชังจังเลยนะ...”     เธอพูดด้วยเสียงอ่อนโยน โผนปลายนิ้วไปรอบหน้าผม ตามด้วยเสียงของผู้หญิงอีกคนที่แสดงความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน

        “คุณแม่..ขอหนูดูหน้าแกหน่อยสิคะ...”

        “ฮิฮิ หน้าตาเหมือนลูกเด๊ะๆ เลย ผลผลิตชั้นยอดเลยนะเนี่ย”

     ผมรู้สึกล่องลอยไปกลางอากาศตัวเบาหวิว เธอปล่อยมือจากผมแต่แทนที่ร่างน้อยๆ จะดิ่งลงพื้นกลับนิ่งค้างฟ้า แล้วลอยเข้าหามือคู่หนึ่งอย่างนิ่มนวล   ผมเห็น... มืออันชุ่มเหงื่อ ไล่ไปถึงแก้มแดงระเรื่อที่อาบเหงื่ออยู่เช่นกัน เธอกอดผมเข้าซบอกสัมผัสจากแขนที่รัดแน่นชวนอึดอัดเล็กน้อย

        “ลูกของชั้น..ลูกของเรา”     ที่ประโยคหลังเธอเบือนหน้าแย้มแก้มยิ้มไปทางขวามือ มือของใครบางคนลูบลงบนหน้าผากของผม

     มือหยาบกระด้างของผู้ชาย ผมพยายามเงยหัวขึ้นเพื่อดูหน้าทั้งสองให้ชัดๆ และเมื่อหันขึ้นไปได้ก็...

        “ทำไมกันล่ะลูก ทำไมกัน! ทำไมถึงฆ่า อะ อ้อก!”

     เฮ้ย! อยู่ดีๆ ก็มีเลือดไหลทะลักออกมาจากปากและเบ้าตาของเธอ แล้วฉากหลังนี่มันอะไรกัน! เมื่อกี๊อยู่ในห้องคลอดแล้วตอนนี้มาอยู่ในห้องครัวได้ไง! แล้วไฟยังลุกไหม้โหมกระหน่ำ ซ้ำผู้หญิงคนนั้นยังนองเลือด!!?

        “ไม่นะ!”     เสียงของผม! สัมผัสว่าตัวเองขยับปาก     “ออกไป อย่าเข้ามานะ!”

     ผู้หญิงคนนั้นถือมีดอีโต้เล่มยักษ์ไล่ตามเรามา! ส่วนตัวเราตะเกียกตะกายหนีจากเธอมือชุ่มไปด้วยเลือด!!   แกร้ก หือ? มือเราไปสะดุดเข้ากับ..ปะ ปืนพก! แล้วมันก็คว้าปืนนั่นขึ้นมาเล็งไปทางผู้หญิงคนนั้น

        “อย่าเข้ามานะ แม่!!!”     ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง

     ร่างของผู้หญิงคนนั้นล้มลง ปลอกกระสุนกลิ้งไปตามพื้นที่ค่อยๆ ลุกไหม้... ผมผละมือทิ้งปืนลงพื้นอันร้อนระอุ

        “อุ อะ อะ อ๊าาาาาาาาาาา!!!”



        “เฮือก!”     ผมรู้สึกตัว ร่างกายขยับได้เป็นปกติ...

     รอบตัวผมสว่างจ้าแต่ไม่แสบตา ไม่สิมันเหมือนกับตอนนั้นที่อยู่ในวัดยังคงมองเห็นร่างกายตัวเองชัดเจน ผมอยู่ในห้องปิดตายสีขาวเท่านั้นเอง   ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงใครบางคนอยู่ใกล้ๆ

        “เชื่อรึเปล่า?”     เสียงดังขึ้นตรงหน้าของผม!

     พริบตาที่สัมผัสถึงเสียงก็พลันปรากฎร่างดำทะมึนรูปทรงเป็นมนุษย์ขึ้น เหมือนกับแขนซ้ายของผมมันไม่มีสิ่งใดสะท้อนแสงให้เห็นมุมเหลี่ยมราวกับเป็นเพียงกระดาษแผ่นดำทำรูปให้เป็นมนุษย์เท่านั้น แต่มันขยับอยู่!

        “แกเป็นใคร? หะ อะ เอ็กเซียรึ!”     ร่างผมแข็งทื่อก้าวขาไม่ออกเหงื่อแตกซิก เสียงนั่นมันเหมือนเสียงเราเปี้ยบเลย ไม่มีเอฟเฟ็คต์แหบแห้งหรือก้องกังวานอยู่ในหัวด้วย!

        “เชื่อความจริงที่เห็นไปนั่น..รึเปล่า?”     มันยื่นหน้ามืดสนิทไร้แสงมาจนเกือบชิดหน้าผม ไม่สัมผัสถึงลมหายใจ กลิ่น หรือแม้แต่รูปของมัน ราวกับไร้ตัวตน แต่มันอยู่ตรงหน้า!

        “ความจริงอะไร! เมื่อกี๊นี้มันเรื่องอะไร!?”     ผมได้แต่ลุกลี้ลุกลนปากสั่นพะงาบๆ ส่งเสียงออกไป

     แล้วดวงไฟสีฟ้าสดสองดวงก็วาบขึ้นตรงส่วนใบหน้าจุดที่เป็นตาของไอ้เงามืดนั่นพร้อมๆ กับที่มันลั่นคำด้วยน้ำเสียงหนักหน่วง

        “อดีต... ของแกไง!!!”     แสงฟ้าสดจ้าขึ้นอาบหน้าผมจนปวดลูกตาทะลุไปถึงหัว! ปวดจนเหมือนจะระเบิด!!!

        “อ้ากกกกกกกกกก ปวดโว้ยยยยยยยยย!!!”



        “พิชิต! เป็นอะไรไป พิชิต!!!”

        “โว้ว! อะไรวะ!”     ผมรู้สึกตัวอีกครั้ง ในสภาพมือขวากุมขมับเหงื่อโทรมชะโลมตัว

     แล้วเสียงเมื่อกี้ที่ดังเรียกสติมันเสียงของ...

        “พิศาล... แฮ่ก แฮ่ก รู้สึกเหนื่อยเป็นบ้าเลย..เกิดอะไรขึ้นกับฉัน?”

     ผมหันไปมองแล้วถองมันด้วยคำถาม รอบๆ ตัวยังไม่เปลี่ยนแปลงทั้งถาพลวงตาทั้งซากศพของไอ้พวกนั้นยังหมือนเก่า แต่แสงขาวหายแล้ว

        “ไม่รู้สิ ไม่รู้เหมือนกัน พอแสงนั่นวาบขึ้นตรงจรวดลูกนั้นก็เห็นคุณเอามือซ้ายกุมหน้าตัวเองยืนนิ่งไปทั้งอย่างนั้น แล้วอยู่ดีๆ ก็ร้องขึ้นมา”

     เหรอ? เป็นอย่างนี้เอง ที่แท้แสงนั่นมันหยุดหัวรบนิวเคลียร์ ตำนานชีปัดระเบิดรึไงวะ ฮะฮะ แต่สิ่งที่เราเห็นพวกนั้นมันอะไร...ไอ้มืดนั่น ไม่สิมันน่าจะเป็นเอ็กเซีย มันบอกว่านั่นเป็นอดีตของเรา..หมายความว่ายังไง?

        “จริงอยู่ว่าจำไม่ได้ แต่ที่เห็นนั่นมันเรา...”     ฆ่าแม่ของตัวเอง!!!

     นี่มันบ้าชัดๆ จะชั่วยังไงเลวแค่ไหนก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้ลงมือฆ่าแม่ตัวเองนี่หว่า! ไม่สิ..ไม่ ไม่ ไม่ ตอนนี้ ช่วงเวลากับสถานการณ์นี้ยังไม่ควรคิดถึง เพราะสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ผมหันไปกระชากคอเสื้อยืดยับเยินของพิศาล...

        “ทำไมแกรู้ชื่อฉัน! จำได้ว่าไม่เคยพูด!!!”

     แล้วจ้องหน้ามันปานจะกลืนกิน พอมันเห็นปุ้บก็เหงื่อตกตาล่กลอกแลกไปมาทันที ผมเลยจัดกระตุกมันหนึ่งปึ้ก มันจึงตั้งตัวสู้หน้าผมแล้วเอ่ยปาก

        “กะ ก็...”

        “ก็อะไร!!!”     ถลนลูกตาใส่ซะ

        “ไอ้โม่งไงครับ! ไอ้โม่งมัน...”     มันยกมือขึ้นเบี่ยงหน้าหลับตาปี๋ชี้ที่หน้าผม

     อ้อ ที่แท้ไอ้โม่งมันขาดนี่เอง เลยเห็นหน้าเราเข้าสินะ เวรเอ้ยตอนกระแทกผนังแหงๆ คิดว่าถากไปนิดเดียวแต่มันฉีกไปเกินครึ่งหน้าเลยนี่หว่า ไอ้ห่านี่ก็จำแม่นจริงเห็นนิดเดียวตามลอยถลอกยังดูออก   ผมปล่อยมันลงแล้วตบไหล่มันหนึ่งป้าบ ทำเอาตัวงอเป็นกุ้งสะดุ้งโหยง สงสัยขี้ขึ้นสมองไปแล้วแหงๆ

        “โทษทีว่ะ ฉันผิดเองแหละ ฮะฮะฮะ แหม่เสียฟอร์มหมดเลย แย่จัง”

     พอผมแก้เขินใส่ไปมันถึงได้เลิกเล่นเป็นกุ้งเต้น กลับมามีสติเหมือนเดิม เหอเหอ   อื๋อ? เฮ้ย! แขนซ้ายมันชักกระตุกๆๆๆๆ ขึ้นมาอีกรอบแล้ว แถมยังยกตัวเองขึ้นอีก!

        “เฮ้ยๆ ไม่เอาแล้วนะเว้ย!”

     ผมรีบกดแขนไม่ให้มันยกขึ้นสูงกว่านั้น... แล้วมันก็หยุดลงตอนขนานกับลำตัว ต่อด้วยกระชากทั้งร่างให้หันไปตามที่มันต้องการล่อซะหัวแทบทิ่ม ตามด้วยแง้มนิ้วชี้จี้ไปตรงหน้า ทันใดนั้นก็ ตูม!!! เสียงระเบิดดังลั่นมาทางทิศที่มันชี้ ต่อด้วยจิ้มลงพื้นขีดคอนกรีตจนเป็นข้อความขึ้นมาว่า ‘GO - Back to square ONE’ แล้วมันก็กลับมาขยับตามใจผมอีกครา

        “มาอีกระลอกแล้ว! ภาพลวงตาหรือของจริงล่ะคราวนี้   ไปเร็วคุณพิศาล ก่อนที่ศาลเตี้ยจะยกโขยงกันมา!”

     ทิศนั้นมันใกล้ๆ กับรถไฟฟ้าใต้ดินด้วย! หรือว่าไอ้พวกนั้นจะมาถึงแล้ว



     หนังสงครามเรื่องสุดท้ายที่ได้ดูก็คือ Pearl Habor ฉากเครื่องบินญี่ปุ่นเวียนว่อนวนตอมเรือรบมะกันมันให้อารมณ์เลือดเดือดพล่านดีจริงๆ ยิ่งสุดท้ายที่เพื่อนพระเอกเครื่องบินตกนี่เจ๋งโดนใจดีแท้ ‘ฉันยังไม่ตาย’ ทั้งๆ ที่ไม่น่ารอดไปได้...

     ตอนนี้เวลานี้ผมอยู่อารมณ์นี้เลย หันไปทางไหนก็เห็นแต่ทหารออกมาสาดกระสุน นอกจากรถถังที่โดนรุมปาเม็ดถั่วตรงกลางสี่แยกก็มีแต่ภาพลวงตาทั้งนั้น

        “ทำไงดีล่ะคุณพิชิต! มองไม่ออกเลยว่าอันไหนของจริงของปลอม”     เสียงมันหวั่นไหวใจลงตูดไปหมด

        “ของไม่จริงมันจึงไม่สั่นไม่ไหว~~ เขย่าเท่าไรจะให้มันไหวมันก็ไม่ยอม ฮะฮะฮะ”

     มองหายายที่บ้านทุ่งสิ ดูง่ายๆ

        “แกก็เห็นนี่หว่า ถ้าของปลอมมันจะรุ่นเก่า ของจริงนี่มาอย่างหรูทั้งนั้น เช่นไอ้รถถังสี่ขามหาเฮงที่โดนรุมยิงอยู่ตรงสี่แยกนั่นคือของจริง เป็นต้น”

        “แต่โดนอันไหนไปก็ตายเหมือนกันไม่ใช่เร้อ!”

     ปอดอะไรว้า ลองถ้าฝ่ามาถึงนี่ไม่มีแพ้หรอก เพราะไอ้รถถังที่กระโดดโยกหลบกระสุนพัลวันคันนั้นน่ะ ผมชี้นิ้วไปที่รถถัง

        “มันของเรานาเหวย ขับกระโชกโฮกฮากขนาดนี้ไอ้เจแหงๆ แล้วเอเลนัวร์ไปอยู่ไหนซะล่ะ”

     ไม่ทันขาดคำก็มี PA ของศัตรูกรูเข้าจากมุมอับของป้อมปืนพร้อมระเบิดอยู่ในมือ คงกะยัดใต้ท้องล่ะสิท่า แต่ทว่ามันกลับไปไม่ถึงฝั่งฝันเพราะดันตายซะก่อน... PA ขนาดเล็กแต่อาวุธใหญ่ปรากฎร่างออกมาจากที่ว่างเปล่า มันเกาะอยู่บนตึกสูงใกล้ๆ กับไอ้แมงมุมยิงมิสไซล์หลายหัวรบแตกกระจายเข้าใส่ผู้หวังร้ายทั้งสามตูมใหญ่ ไม่ได้ตั้งตัวก็กลายเป็นเศษซากไปซะแล้ว

        “ติดเสตลธ์มาด้วยเหรอเนี่ย นิสัยเสียจริงๆ อย่างนี้ศัตรูก็สู้ไม่ได้สิว้า... เอ้าพ่อคนเหนือ เราก็ไปกันมั่งเหอะ!”

        “หาจะให้ฝ่าไปเลยเนี่ยนะ! ถึงจะกันภาพลวงตาได้แต่หลบกระสุนจริงไม่ทันนะครับ”

     โรคปอดกำเริบอีกแล้ว ดูแล้วก็ไม่ได้สูบบุหรี่นี่หว่า กลัวห่าอะไรนักหนา

        “มันยิงกันกับไอ้รถถังนั่นแทบตายกันไปข้าง ขนาดนี้ไม่มีเวลาว่างมาสนใจไล่ยิงหนูสองตัวที่นัวเนียเข้าไปหรอกน่า”

     ศัตรูเราเอามาแต่กระสุนสังหารคนธรรมดา มันไม่สามารถเจาะเกราะรถถังได้ ทำให้ฝ่ายผมเป็นต่อมีตัวล่อชั้นเยี่ยม เอเลนัวร์ก็ป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ต้องรีบเอาของไปส่งก่อนที่มันจะขนของหนักมา... เปรี้ยง! ตูม! โอ้วเปิดฉากยิงแล้วซัด PA ลอยไปเลย ไอ้พวกที่ไม่ลอยก็คือภาพลวงตา ฮะฮะ สับสนดีแท้

     ผมลากพิศาลออกจากที่กำบังหลังผนังหลบภาพลวงตาด้วยกล้องมือถือตรงไปยังรถถังนั่น ท่าทางมันจะเห็นแล้วด้วยมันจึงจุดบูสเตอร์ดันตัวเข้ามาทางเราตามด้วยยิงเปิดทางข้ามหัวไปถล่มตึกข้างหลังเปิดรู ไอ้พิศาลแหกปากกรอกหูผมไม่รู้ภาษาขาก้าวไม่ออกอีกต่างหาก ผมเลยลากมันไปกับพื้นด้วยแขนซ้ายย้ายตำแหน่งเราเข้าไปในรูที่เปิดออก ตามด้วยตัวรถถังที่ย่อลงอัดปิดรูบังศัตรูออกจากหมู่เรา ไอ้นี่มันรู้งานดีจริงๆ เลย สมแล้วที่เทรนมากับมือ

     ฝาด้านข้างตัวรถเปิดออกกับหน้าดำๆ พุงย้วยๆ ของคนที่ไม่คิดว่าจะโผล่มางานนี้กับเขาด้วยมันคือ...

        “เฮ้ยมันส์สุดยอดเลยว่ะ ไม่ได้โร่ในสนามรบมาตั้งนา...”     ตูม!!! ไม่ทันที่มันจะพูดจบแรงระเบิดก็ส่งพุงย้วยๆ ของมันลงไปกองบนพื้น

        “รอให้กูพูดจบแล้วค่อยยิงสิโว้ย! หึย อีลูกกะหรี่!!!”     มันหันไปโวยวายยกใหญ่

        “ถามหน่อยเถอะครับคุณพี่สิทธิ ทำไมไม่ใส่เสื้อครับ ถ้ากระสุนวิ่งเข้ามานี่ไส้เส้ยแตกกระจายอุบาทว์ตานะครับ”

     ไอ้บ้าโชว์พุงตรงหน้านี้เขาคือ ร้อยตำรวจโทสุรสิทธิ ลูกน้องคนสนิทของสารวัตร ที่น่าสนใจคือมันเห็นสภาพภาพลวงตาแล้วไม่ตกใจนี่แหละ ภาพที่เห็นของมันและผมตอนตาเปล่าคือรถถังติดอยู่กลางระหว่างผนังภาพลวงตา นี่ถ้าตอนเข้ามาไม่มองผ่านกล้องคงเข้าไม่ได้แหงๆ

        “โอ้ว! รถถังฝังเข้าไปในผนังเว้ยเฮ้ย! ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวเดี๋ยวกลับเข้ารถก่อนดีกว่า”

        “อ้าวเฮ้ย! จะเข้ามาก็เอาของมาด้วยเด้!”     เสียงคุณซานเจกล้วยแขกแหวกมาจากประตูที่แง้ม

     นายร้อยตำรวจพุงย้อยหันมาหาผม มันมองไปที่พิศาลแล้วยิ้มปริอ้าแขนกว้างทำท่า มามะตัวเอง ผมจัดการโยนนักข่าวชาวเหนือแสนซวยเข้าอ้อมอกสุรสิทธิ มันอุ้มกันเข้าไปในรถถังโดยที่พิศาลยังแหกปากโวยวายตกใจล่ะสิแต่โทษทีไม่มีเวลาอธิบายว่ะ

        “เอ้านี่ของแก แล้วออกไปล่อให้ด้วยล่ะ”

     เสียงโลหะกระทบพื้นปูนกรอกแกรก ไอ้คุณสิทธิมันโยน PA ขนาดเล็กสีดำสนิทมาให้กองอะเยาะอะแยะ

        “โห ไม่โยนให้เข้าน่ากูเลยล่ะ PA นะเว้ยไม่ใช่ขี้”

        “ไม่ได้ติดเสตลธ์ไว้นะ อย่างแกคงไม่ใช้ อ้อแล้วตัวเครื่องปรับจูนตามเครื่องเก่าที่แกเคยใช้ไปล่ะ! ไอ้เจออกรถ!”

     อ้าวพี่ท่านไม่เป็นเกราะกันให้ฉันใส่เกราะก่อนล่ะโว้ย! เฮ้ย ไม่มีเวลาแล้วไอ้พวกบ้าเอ้ยแม่งเขย่งขากระโจนตัวรถออกไปแล้วใส่ไฟติดตูดครูดพื้นตรงออกไปที่สี่แยกแจกกระสุนเข้าตัวตึกจนแตกกระจาย เวรเอ้ย! งานนี้ไม่ต้องมีพิธีรีตรองกันล่ะ   ผมจัดการแก้ผ้าจนเหี้ยนเหลือลิงตัวเดียวไว้กันไอ้จ้อนแล้วป้อนตัวเข้าเกราะตรงหน้าอย่างไวว่อง

        “ไม่รอให้กูใส่เกราะก่อนวะ!”

     ผมตะโกนกรอกวิทยุสื่อสารที่มีเสียงพิศาลโหวกเหวกโวยวายกับเสียงหัวเราะร่าของไอ้บ้าสองตัว นี่ถ้าพวกมันไม่ได้อยู่ในรถถังมันจะปากดีกันได้อย่างนี้รึเปล่า   เฮ้ย! ทางซ้ายมี PA ไม่ปรากฎสัญชาติเป็นภาพลวงตาพุ่งตรงเข้ามา ผมรีบปิดหมวกเกราะมองผ่านกล้องแล้วก็ต้องเหวออีก!

        “ไอ้เจโว้ยข้างหลัง! มันเอารถถังเข้ามาบ้างแล้วกระโดดหลบเร็วเข้า!!!”

     รถถังแบบโฮเวอร์ลอยมาด้วยความเร็วสูงติดตราใช้ในราชการสงครามหรา..เฮ้ยมันเล็งลำกล้องเข้ามาแล้ว! ระยะนี้โดนมันระเบิดเศษกระซวกเราด้วยนี่หว่า ชีวิตตัวเองต้องมาก่อน!

     มันจูนเครื่องแบบที่เราเคยใช้จริงๆ ถึงจะติดขัดเล็กน้อยแต่สลิงที่ข้างเอวกับดาบยาวสองเล่มในปลอกติดแขนยังเข้าที่ ผมรีบยิงสลิงขึ้นเกาะตัวตึกใกล้ๆ แล้วติดบูสต์ไต่ขึ้นไปก่อนหน้าไอ้รถถังหลักลอยจะสาดกระสุนลำแสงไปเสี้ยววินาที บรึม!

        “ฉิบล่ะสิกระสุนลำแสงเกราะไอ้แมงมุมนั่นกันไม่อยู่!”     ไอ้ซานเจ! สัมภาระก็พลอยวอดวายไปด้วยสิวะ!

        'เหตุผลที่เต่าหดหัวตอนลิงขึ้นไปขย่มเล่นบนกระดอง ไม่ใช่เพราะมันกลัวหรอกนะ...'

     เสียงของซานเจดังเข้ามาผ่านวิทยุ ยังไม่ตายแฮะโชคดีไป   พอควันจางลงผมก็ได้เห็น ชั้นของแสงที่เข้มขึ้นกลางอากาศมันแผ่ออกไปทิศที่ถูกยิงกันลำแสงมหาประลัยไม่ให้กระทบตัวรถ 'เกราะพลังงานนั่นเอง' ไอ้แมงมุมหันหัวไปทางรถถังลอยพื้น ปืนลั่นออกพร้อมกับที่เกราะลำแสงหายไป

        '...แต่เพราะมันเหม็นขี้หน้าไอ้ลิงบ้านั่นต่างหากล่ะโว้ย!'

     เปรี้ยง! บรึม! อีกฝ่ายที่ไม่ทันตั้งหลักแหลกกระจุยขิ้นส่วนกระจาย เกราะบางๆ ของรถถังโฮเวอร์มันกัน 155 มิลลิเมตรไม่ได้อยู่แล้ว   แต่ว่าที่น่าเป็นห่วงคือหลังจากนี้ต่างหาก ไอ้การที่รถถังคันเล็กๆ จะติดเกราะพลังงานเข้าไปมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถึงจะเหนียวแน่นหนาแต่ลองถ้าเปิดใช้ก็ต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง เช่น...

        'ไอ้ชิต เจ๊เอลตอบด้วย! ได้ยินมั๊ยตะกี๊เปิดเกราะไปเครื่องปั่นไฟใกล้จุดระเบิดขึ้นทันตาเลย! ร้อนตับแลบ ช่วยคุ้มกันให้จนกว่าจะทำความเย็นเสร็จทีนะ'

     นั่นปะไรไอ้พวกบ้าเอ๊ย! ถ้าไม่ประมาทคอยเช็คเรดาร์ให้ดีๆ คงไม่ต้องเปิดใช้เกราะหรอก งานเข้ากูอีกแทนที่จะได้รีบไปจัดการต้นตอภาพลวงตาพวกนี้     "แล้วมันใช้เวลากี่นาที!"     ผมถามไปอย่างเสียไม่ได้

        'เอ่อ ซัก 5 นาทีได้มั้ง อย่าทำดุไปหน่อยเลยน่า 5 นาทีก็เหมือนนั่งขี้นั่นแหละ'

        'เท่าที่จำได้แกนั่งขี้ครั้งนึงไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงเลยนะซานเจ'     เอเลนัวร์บ่นอย่างนุ่มนวล

        'ผมจะตายมั๊ยเนี่ย! ผมจะไม่ตายใช่ม๊าย!'

        'ไอ้หน้าเหลี่ยมนี่มันโวยวายอะไรนักหนามาตั้งแต่เมื่อกี๊แล้วเนี่ย พี่สิทธิเอาปู๋อุดปากมันไปเลยเด๊ะ'     เฮะเริ่มรำคาญคุณพิศาลกันแล้วเหรอ

        'บ้าหรอเธอว์ เดี๋ยวมันกัดขาดกันพอดี! แล้วอีกอย่างฉันชอบถูกสาวๆ บ้วบมากกว่าจะไปบ้วบให้ใครนะไอ้แขกดอย'

     ปี้บ! เปิดใช้กล้องจับความร้อน... พวกมันล้อมอยู่แทบทุกทิศเลย กลายเป็นหมูในอวยซะแล้วสิ อาวุธที่ติดมามีแค่ดาบยาว 2 เล่ม ไม่เหมาะกับงานคุ้มกันอย่างแรง แต่เดิมเราก็ไม่ถนัดงานคุ้มกันอยู่แล้วด้วย เอาแบบนี้แล้วกัน

        "เอเลนัวร์เธอคุ้มกันไอ้พวกนี้ไปคนเดียวนะ ฉันจะลุยเดี่ยวเอง"

     ผมไม่รอให้คำตอบมาถึงและถึงจะรอแม่นี่ก็ไม่ตอบสิ่งที่รู้อยู่แล้วอีกด้วย   ผมฟันตึกที่เกาะอยู่ด้วยดาบคลื่นความร้อนสูงเปิดช่องให้เข้าไป เป็นห้องสำนักงานมีโต๊ะเก้าอี้ปกติกับศพคนที่โดนภาพลวงตาเดินชนอีกหลายสิบศพ ที่เข้ามาก็เพราะแหล่งความร้อนซึ่งไอ้แหล่งความร้อนนั่นมันก็ตั้งท่าจะเข้ามาหาผมด้วยเช่นกัน งั้นก็ได้เวลาจัดการกับ 3 ตัวแรกแล้ว แหม รบตามตราเปี้ยบ!

     พวกมันอยู่หลังผนัง เปิดใช้เทอร์โมโพรเทคท์ (Thermo Protect ระบบกันการแผ่คลื่นความร้อน) อย่างมากคงทำให้มันเห็นผมยากขึ้น แล้วก็ลุยกันเลย! บูสต์เต็มกำลังเข้าประชิดผนังแล้วแทงทะลุออกไป ดาบปักทะลุปูนเข้าที่หัวมันอย่างงดงาม อีกสองตัวที่เหลือไม่รอช้ามันรีบถอยห่างพร้อมระบายกระสุนใส่ผนังเต็มเหนี่ยว เล่นเอาผนังบางๆ ของสำนักงานแตกกระจุย กระสุนเฉี่ยวผมไปกับตัวเกราะ เสียวว้อย!   เปรี้ยง! มาจากข้างหลังผม คมกระสุนทะลวงผนังเข้าบดขยี้ส่วนหัวของอีกตัวหนึ่งตรงหน้าจนแหลกสมเป็นไรเฟิลต่อสู้รถถัง สวยมากเอเลนัวร์! ผมใช้จังหวะนี้พุ่งเข้าเสียบอกของอีกตัวที่เหลือ แต่ทว่า!

        "อุ้ย สลักระเบิด!"    ไอ้นี่มันใจถึงสุดๆ ดึงสลักระเบิดออกแล้วเข้าสวมกอดผม!

     อยากทัวร์นรกก็ไปคนเดียวสิวะ! ผมเงื้อดาบอีกเล่มฟันตัดขามันแล้วพุ่งเข้าอัดกระแทกกับปูนข้างหลังจนมันกระอักปล่อยผมออก ตั๋วนอนแค่ใบเดียวมันก็ต้องใช้ได้แค่คนเดียวสิ ตูม!   เรียบร้อยไปหนึ่งหมู่ เสียงปืนจากไรเฟิลเจาะเกราะของแม่ชีเถื่อนดังออกมาเป็นช่วงๆ แต่ไม่น่าห่วงเท่าไหร่เพราะเธอเก่งกว่าผมซะอีก งั้นก็ต้องไปจัดการอีกจุดหนึ่งเลยซึ่งมันรู้ตัวแล้วด้วยถึงได้หันลำกล้องมาทางนี้ แชด! ตูม!

        "อ้าก! เวรเอ้ยหลบไม่ทัน"     มันเล่นยิงลำแสงทะลวงเข้ามาหาเลยเหรอวะ!

     ยังดีที่แค่เฉี่ยวไป ต้องขอบคุณเทอร์โมโพรเท็คท์จริงๆ ที่ทำให้มันเห็นเราแค่ลางๆ เอาล่ะทีนี้ตาฉันบ้างล่ะนะ!
     ผมพุ่งตัวออกจากหน้าต่างซึ่งข้างล่างเป็นรถถังขาแมงมุมติดปืนลำแสง อยู่เหนือมันอย่างนี้ไม่มีทางโดนยิง ซะเมื่อไหร่! เอิ้ว! ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆ   มันมีทีมคุ้มกันด้วยนี่หว่า!

        "ยิงสลิง!"     เป้าหมายคือตึกตรงหน้า พอสลิงยึดเข้าก็เปิดบูสเตอร์พุ่งเข้าเกาะตึกในสภาพเดียวกับนักไต่เขา... เฮ้ย! มันวิ่งติดบูสต์ไต่กำแพงเข้ามาเลยเรอะ! ไม่ได้การล่ะ ปัง! เป้ง! ฉิบล่ะสิเข้ากลางกล้องเลย! พังสิวะงานนี้มองอะไรไม่เห็นเลย     โดนบังคับให้ถอดหมวกเกราะซะแล้ว ผมเปิดหมวกออกรับมัน ตัวที่ยิงผมมันกระโดดยันตัวเข้าไปที่หน้าต่างตึกข้างๆ แล้วยิงไล่เข้ามาอีก บีบให้ต้องถีบตัวหลบกระสุนเข้าไปหาอีกสองตัวที่ไต่กำแพงไล่ยิงเข้ามา แต่การที่ไล่ผมกันหมดครบทีมเลยอย่างนี้...

        "มึงพลาดแล้ว"     ปล่อยข้างล่างซะโล่งเลยนะตัวเอง! ถึงไอ้แมงมุมคันนั้นมันจะเคลื่อนไปไกลแล้วก็เถอะแต่ว่าผมยังมีทางเข้าหามันได้ด้วยวิธีพิเศษอยู่ การใช้ความสามารถเฉพาะตัวก็อยู่ในแผนการนะ ไปเลยเอ็กเซีย!

     ด้วยแขนซ้ายที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ ผมใช้มันดันถีบตัวเองตรงไปหารถถัง ถลาลมผ่านหนังสงครามข้างถนนของคนในอดีตไปแบบหัวใจเต้นระทึก แต่ก็ยังไม่ถึงตัว ประกอบกับจะลงพื้นไม่ได้เดี๋ยวโดนโฮโลแกรมยิงตายเอา งั้นก็เอาอีกจังหวะ ผมยิงสลิงติดเจ็ตที่หลังพุ่งเข้าหาผนังของตึกใกล้ๆ แล้วใช้แขนซ้ายส่งต่อไปอีก ด้วยแรงส่งที่มากกว่าครั้งแรกทำเอาผนังปูนแตกออกจนเห็นโครงเหล็ก!

       "หะ?! ทำไมเห็นโครงเหล็กได้ ก็มันน่าจะแตกแค่ของจริง อ๊ะ!"

     เอาไว้ก่อนแล้วกันอยู่เหนือหัวมันพอดี แล้วก็ใช้บูสเตอร์ช่วยร่อนลงกลางป้อมปืนพอดี หึหึหึ อีกแค่หนึ่งช่วงตึกก็ถึงตัวพวกไอ้ซานเจแล้วแท้ๆ   เช้ง! คมดาบทั้งสองปักลงกลางป้อมปืนสองข้างลำตัว จากนั้นก็เปิดบูสต์หมุนไปครึ่งรอบกลับหลังฟันป้อมปืนตรงส่วนฝาประตูเปิดเป็นรูโหว่ทะลุลงไปจนเห็นหัวพลยิง

        "จ๊ะเอ๋"     บิด! (หักคอ) ชิมครีม! (ดึงออกมา) แล้วจุ่มนม! (เหวี่ยงมันออกไป)

        "เกิดอะไรขึ้น! หา"     พลขับหันมามองหน้าผมที่แย่งที่นั่งเพื่อนมันไปด้วยสายตาอันหวาดหวั่น

     ผมยิ้มให้มันเล็กน้อย     "ไม่ต้องกลัว ไม่ทันเจ็บหรอก"     ฉับ!

     คราวนี้ก็อีกสามตัวข้างหลังที่กำลังตามมา เล่นกับมันหน่อยแล้วกัน     "ทั้งที่ไอ้นี่มันมีดีกว่าวิ่งตามถนนแท้ๆ ไม่ได้ทำตัวให้สมกับเป็นแมงมุมแล้ย"     ชำเลืองไปทางพ่อพลขับคนเก่าเล็กน้อย... ไปโลด!   ผมยิงสลิงแบบเดียวกับที่ติด PA แต่ขนาดมหึมาเข้าหาตึกใกล้ๆ แล้วกระโจนตัวรถเข้าไปเกาะ ส่วนเล็บแทงจิกลงไปในตัวตึกด้วยระบบอัตโนมัติ ถึงป้อมปืนจะพังไปแล้วเพราะโดนดาบหลอมเหล็กไป แต่ม่านควันและปืนกลหนักสองกระบอกข้างป้อมยังใช้การได้

        'ทางนี้เหลือรถถังอีกคัน ใช้การโจมตีจากด้านบนไม่ได้แล้วมันรู้ตัว'     เอเลนัวร์ติดต่อเข้ามา

        "ยื้อไว้ซักสิบห้าวิ ทางนี้ได้ของดีมาแล้ว"     ผมยิงม่านควันขึ้นบดบังทัศนวิสัย

        'Loud & Clear'

     สารประกอบในม่านควันจะรบกวนเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อน แต่ในเรดาร์ผมเห็นมันชัดเจน เพราะมันส่งสัญญานว่าเป็นพวกเดียวกันออกมาเลยรู้ตำแหน่งได้อย่างง่ายขณะที่พวกมันทำไม่ได้

        "Steel unload, Fire blow!"     สาดกระสุนไปเลย กระสุนพุ่งผ่านหมอกม่านเข้าหาพวกมันจนยับ แล้วสัญญานชีวิตของ 'พวกเดียวกัน' บนเรดาร์ก็หายไป หึหึหึ

     เสร็จจากงานรับน้องก็ได้เวลาไปต่อ ขาของน้องแมงมุมจิกเกาะไต่ผนังขึ้นไปจนถึงดาดฟ้าตึกนี่คือเหตุผลที่มี 4 ขา แต่คนกลับเรียกมันว่าแมงมุมไงล่ะ   เปิดโหมดแสกน จอภาพรอบทิศในตัวรถค่อยๆ แสดงตำแหน่งสิ่งต่างๆ บริเวณรอบด้านในระยะ 20 เมตร

        "ห่างไปอีก 3 บล็อค ศัตรู 2 เป็นรถถัง 1 และพวกเดียวกันห่างออกไปอีกบล็อครถถัง 1 PA 2 โอว พวกเดียวกันเหลือแค่นี้ซะแล้ว"     มันคงขนมาเติมอยู่แล้วเล่นเจอตอใหญ่ขนาดนี้

     กระโดดข้ามตึกกันเลย! บูสต์เต็มกำลังของเจ้านี่มันแรงดีจริงๆ แถมเครื่องกำเนิดพลังงานยังดีกว่าที่ไอ้เจมันซื้อมาเป็นกอง ของใช้ภาษีซื้อมามันดีอย่างนี้ ได้เวลาคืนภาษีแล้วคุณข้าราชการกินเมืองทั้งหลาย   สมรรถนะอันยอดเยี่ยมทำให้การกระโดดข้ามตึกเป็นไปอย่างง่ายดาย ทั้งตอนกระโดดและบูสต์ชะลอลงพื้นเป็นไปอย่างลื่นไหล

     เอเลนัวร์กำลังยิงพลางถอยพลางอยู่ ไม่ลงไปช่วยดีกว่า การที่มันไม่มีท่าทีระวังภัยจากผมเลยคงเป็นเพราะคิดว่าผมมาช่วยสมทบ น่าจะเอะใจสักหน่อยน้า~~   ผมกุมบังเหียนกระโจนลงไปคร่อมแมงมุมของมันทันที ตามด้วยเงื้อขาข้างหนึ่งขึ้นจนสุดแล้วแทงลงกลางป้อมปืน ตูม! บดขยี้จนแหลก พวกที่อยู่ข้างในคงกลายเป็นเนื้อบดไปเรียบร้อย เอเลนัวร์ตามเข้ามาสอย PA อีกตัวหนึ่งด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดติดแขนทำให้อีกตัวล้มลงไปกอง แต่มันจะไม่ได้ลุกขึ้นอีก...

        'ยังจำได้มั้ยพิชิต ในแนวหน้าตอนที่ไอ้แมงมุมมันโผล่มาน่ะ'

        "เออ ลืมไม่ลงเลย มันไล่เหยียบทหารราบฝ่ายเราเหมือนมดปลวกอย่างนั้น"

     ตึง! ใช่ เหยียบเหมือนหนอนเหมือนแมลงเลยล่ะ



        “เมื่อกี๊นี้แกพูดว่าอะไรนะซานเจ เอาใหม่อีกทีซิ!”     เสียงเธอฟังดูเดือดมาก ท่าทางจะโกรธจัดเลยนะเนี่ย

        ‘Generator ไหม้ครับเจ๊! เจ๊งบ๊งเลยสงสัยจะหยุดระบบไม่ทัน...’

        “ไอ้หอกหักเอ๊ย! ก็บอกให้ระวังตั้งแต่แรกแล้วไงล่ะว้อย! แล้วทีนี้เอาไงล่ะฮะ ไหนแกลองพูดมาสิจะทำยังง๊าย! รถถังมันไม่ได้หาซื้อง่ายๆ นะโว้ย!!!”

     โอ้โฮเฮะ! เดือดเป็นจุดดับดาวฤกษ์เลยแฮะ ดีนะแค่รถถังพัง ถ้าเกิดสัมภาระเป็นอะไรไปด้วยได้เจอโซล่าแฟลร์แน่ไอ้กล้วยแขก

        “พี่สิทธิย้ายมาขึ้นคันนี้แทนมั้ย? ทางนี้เป็นของพวกมันอาจออกไปได้ง่ายกว่าที่คิด”     ผมเสนอตัวเลือกใหม่ไปสงบใจแม่เสือสาวใกล้ๆ ที่ใจไม่ค่อยสงบ

        ‘นี่คือสาเหตุที่สารวัตรให้ฉันมาช่วยไงล่ะ เพราะคิดไว้แล้วว่าหน้าโง่ๆ อย่างไอ้หำแขกดำนี่ต้องทำแป้ก.. ต่อจากนี้จะใช้เส้นทางเดินเท้า’

        “เดินเท้า? จะดีเหรอพี่”     พวกมันล้อมไว้หมดเลยนา

        ‘ถึงข้างบนจะแน่นแต่ข้างล่างยังว่างนี่หว่า อย่าลืมว่าไม่มีการซ่อมแซมทางใต้ดิน ยังมีทางลัดที่เจาะทิ้งไว้ช่วงสงครามที่ศัตรูไม่รู้อยู่’

        “งั้นผมฝากบอกสารวัตรด้วยอย่างนึง...”     มีเสียงกุกกักมาจากปลายสายเลยแฮะ สงสัยจะรู้ว่าผมจะพูดอะไร     “...จบงานนี้มีเรื่องต้องเคลียร์”



     หลังติดต่อพวกสามโง่ เอเลนัวร์ก็ขึ้นมานั่งตำแหน่งพลปืนบนแมงมุมของผม เธอเปิดหมวกทำท่าฉงน...

        “รู้สึกแปลกๆ มั้ย? ทำไมกองหนุนมาช้าจัง ปกติถ้าเจอตอแข็งขนาดนี้มันต้องเสริมอย่างว่องเลยนา”

     นั่นสิ แต่ผมก็พอเดาได้ว่าเพราะอะไร

        “มีอยู่ไม่กี่อย่างหรอกนะ หนึ่งคือมันรอโปรยบอมให้ราบทั้งแผง”

     ผมคุมรถถังเข้าไปหาคันเก่าของเราที่ตอนนี้พวกนั้นเผ่นออกไปกันแล้ว

        “เอ... งั้นมันก็น่าจะมีแจ้งเตือนอยู่ใน Log ของรถถังคันนี้สิ ฉันตรวจแล้วไม่เห็นมีเลย”     เธอเปิดไฟล์โต้ตอบระหว่าง บก. กับรถถังคันนี้ขึ้นอ่าน ในขณะที่เล็งปืนกลหนักเข้าไปที่ตัวรถนั่น

        “งั้นฉันมีให้อีกตัวเลือกนึง คือพวกมันมาเสริมลำบากน่ะสิ ก่อนหน้านี้ฉันปะทะกับนักเวทย์สองคน มันร้ายมากจัดการทหารติดเกราะเหมือนหยอกเด็กเล่นเลยล่ะ”

     และกระหน่ำยิงมันด้วยหัวกระสุนขนาด 20 มิลลิเมตร เข้าตัวถังจนระเบิด ตูม! เอลเลนัวร์ทำตาละเหี่ยส่ายหน้าด้วยอารมณ์ไม่ค่อยจะเข้าที่นักอย่างว่าสร้างมากับมือ ก่อนจะหันมาจ้องหน้าผม

        “จริงสิปลอดคนแล้วยื่นหน้ามาทางนี้ซิ”     เธอเอื้อมมาช้อนคางผมไปหา หรือว่า...

     นัยน์ตาสีฟ้าครามเปล่งประกายสั่นไหวค่อยๆ ใกล้เข้ามาเหมือนเมฆลอย ผมก็ต้องยอมคล้อยตามเลยไปปล่อยริมฝีปากหยาบกระด้างกดค้างลงบนปุยเมฆชมพูระเรื่อ หนึ่งจูบเบาๆ เป็นการเตือน

        “เวลานี้ไม่ดีมั้ง?”     ถึงพูดแบบนี้แม่นี่ก็ไม่สนอยู่ดี แถมยังซุกหน้าเข้ามามากกว่าเดิมอีกส่งผลให้ผมต้องหยุดรถโดยปริยาย แล้วย้ายแขนจากคันบังคับไปจับเธอเข้าสวมแทน กระพริบตาใส่กันเล็กน้อยเป็นบัตเตอร์ฟลายคิส อาส์ นานๆ ทีก็ดีเหมือนกัน...

     แล้วเธอก็เป็นฝ่ายหยุด ยิ้มหวานใส่ผมเล็กน้อยแล้วปิดหมวกเข้าประจำที่เหมือนเดิมตามด้วยยื่นบางอย่างที่ติดอยู่ข้างเอวให้

        “เอ้าไอ้โม่ง ปล่อยหัวโล่งคงไม่ดี แล้วนี่ก็มีดทำครัว เห็นมันตกบนกองเสื้อผ้าแกเกิดโดนเก็บไปตรวจลายมือล่ะบรรลัยกันหมดแน่ แล้วไม่ต้องถามหาที่เหลือ ฉันเผาทิ้งไปหมดแล้ว”

        “เก็บลายละเอียดทุกเม็ดเหมือนเคยเลยนะ น่ารักจริงๆ”

     เธอจิ้มเปิดโหมดแสกน ดูพื้นที่รอบๆ และก็พบสาเหตุที่ไม่ส่งกำลังเสริมเข้ามาทันที

        “ดูเหมือนจะเป็นอย่างที่นายว่านะ ตำแหน่งของพวกเดียวกันมันเคลื่อนที่เวียนวนอยู่จุดเดิม.. อ๊ะ PA ร่วงไปอีกหนึ่งแล้ว! มีข้อความด่วนเข้ามาด้วยว่าให้ไปสมทบทางนั้นแทน พวกนั้นใช้ดาวเทียมดูตำแหน่งจริงๆ น่าจะเพราะเห็นรถถังเราระเบิดด้วยแหละ”

        “มันน่าแปลกก็ตรงที่ไม่เช็คดูว่าเราทำอะไรลงไปด้วยแมงมุมตัวนี้น่ะสิ มันโง่หรือมันกระจอกกันแน่นะ”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 09, 2012, 07:31:58 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: เมษายน 09, 2012, 07:32:36 PM »

     จะตัวเลือกไหนก็ไม่ต่างกันซักเท่าไหร่ ฝีมืออ่อนยังกับเด็กฝึกงาน อย่างนี้บุกโจมตีเป็นร้อยก็ไม่ต่างอะไรกับทยอยกันมาตายหรอก จะฆ่าไอ้นักเวทย์สองคนนั่นได้คงต้องรอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อนซะละมั้ง?   ถ้าอย่างนั้นเราเข้าไปรุมโทรมมันด้วยดีกว่า...

        “จะไปหยุดไอ้ภาพลวงตานี่เลยก็ได้ แต่ป่านนี้พวกที่ไม่ตายคงมีแต่เรา...ฉันมีอะไรบางอย่างต้องพิสูจน์เกี่ยวกับแขนข้างนี้ซักหน่อย ออกไปเล่นกับมันหน่อยมั้ย?”

     พูดไม่ขาดคำเอเลนัวร์ก็คว้าไรเฟิลต่อสู้รถถังกระโดดออกจากตัวรถไป ไม่พูดไม่จาพาร่างตัวเองขึ้นตึกใกล้ๆ ไปประจำตำแหน่งแล้ว     “ฉันเหลือแค่ปืนกระบอกนี้กับกระสุนอีก 63 นัดรวมสำรองแล้ว ขอยิงสนับสนุนอย่างเดียว นายอยากทดสอบไอ้มือดำพิสดารนั่นก็เข้าไปล่อให้หน่อยแล้วกัน”

     เออ อย่างนั้นแหละดีแล้ว เพราะมันไม่เสี่ยงดี อันที่จริงอยากให้ออกไปพร้อมๆ กับสัมภาระแต่เธอคงไม่ยอมแน่... ขอแค่เธออยู่ในตำแหน่งปลอดภัยเข้าไว้อะไรๆ ก็จะง่ายขึ้นเยอะ

        “วางยาแมงมุมตัวนี้ไว้ด้วยดีกว่า ชอบมันจริงๆ เลยไอ้ระบบระเบิดตัวเองเนี่ย”



บรรยายขยายความ
บัตเตอร์ฟลายคิส ~ Butterfly Kiss - การจูบแบบพิสดาร ไม่ใช่ปากชนปาก หรือชนแก้ม แต่เป็นการเอาหน้าไปประชิดกันแล้วกระพริบตาข้างหนึ่งแตะสัมผัสผิวหน้าอย่างแผ่วเบา (อย่างเจ๋งเลยคือแตะขนตาอีกฝ่าย) นี่แหละที่เขาเรียก ‘จูบแบบผีเสื้อกระพือปีก’ ใครลองเอาไปทำกับแฟนสิ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงขนตางอนทั้งหลาย รับลองจะติดใจ Yea!


หมวกเกราะพังแล้วยังใช้วิทยุติดต่อกันได้เพราะตัววิทยุมันอยู่ตรงเกราะอกใต้คอครับ ออกแบบมาเผื่อหมวกกระจุยอยู่แล้ว ก็ยิงหัวกันเป็นว่าเล่น

รถถังในเรื่องนี้จอรอบทิศทางแบบในกันดั้มเลยครับติดเรดาร์ขนาดเล็กด้วย แสกนโหมดก็ไม่ต้องแปลกใจว่าเอามาจากเกมไหนลอกมาโต้งๆ บอกกันตรงๆ ว่า AC5

การต่อสู้รถถังแบบจู่โจมด้านบน (Top Attack) - ในตัวเมืองวงเลี้ยวรถถังมันน้อย มุมยิงยิ่งจำกัดโดยเฉพาะมุมเงย ยกเว้นรถถังสี่ขาที่ไต่ตึกได้ (ต้นแบบมาจากทาเคมิกาสึจิ? จากโซระโนะโอโตะ) ใช้กระสุนเจาะเกราะพิเศษของปืนในเรื่องยิงให้เน่าได้ง่ายๆ (ที่ใช้คือลิเนียร์ไรเฟิล 20 มม. Armor Pulse ยิงลอดเกราะส่วนที่บางที่สุดใส่ตรงส่วนบรรจุกระสุนของปืนใหญ่ แต่ในนี้ยิงใส่พลขับโดยตรงเลย ส่วนของไอ้ชิตใช้ดาบเข้าไปฟันตรงๆ) การเผชิญหน้ากับรถถังจริงๆ ด้วยทหารคนเดียวแบบในเรื่องคงเป็นไปไม่ได้หรอก อ้อ ไม่ใช่แบบรถถังปิดเมืองตอนปฏิวัตินะอันนั้นมันไม่ใช่การรบ (ลุงเป็นทหารผ่านศึก แกเล่าให้ฟังว่าแค่วิ่งหลบกระสุนปืนใหญ่ก็กลัวจนน้ำตาเล็ดแล้ว) ในความเป็นจริงคงมีแต่พวกหน่วยรบเจ๋งๆ อย่างพวก BlackOps ล่ะมั้ง?

สอบเสร็จแล้ว เย้! มีแววว่าจะตกสัก 2 วิชาได้(เศร้า) ตอนหน้าบู๊ตั้งแต่เปิดยันปิด ไม่มีพักหายใจ ไม่มีแทรกบทฮา ไม่มีฉากกระแทกใจ มีแต่ไอดินกลิ่นปืนลื่นน้ำแข็ง และไอ้หวังตายแน่!

ตามมาด่ากันได้ที่ http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3423
ออกแบบตัวละครของท่านที่ หรือตามวรรคก่อน http://www.thaisrw.com/board/index.php/topic,3286
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: เมษายน 09, 2012, 07:36:23 PM »

Unreal 12   -Coldplay-



     ตะวันลวงลับขอบฟ้าไปแล้ว เมื่อไรเล่าความจริงจะทอแวว... ทุกอย่างพร้อมเข้ามาอยู่ในวงล้อมของกองทหารเรียบร้อย... รอเอเลนัวร์ยิงสายเข้ามา

        ‘ไม้ขีดไฟเข้าตำแหน่ง พร้อม!’     ทันใจมาก เอาล่ะ

        “นับถอยหลัง 20 ระงับการสื่อสาร พญานาคจะเข้าปะทะ”

     บนยอดตึกสูงลิบนี้แม้แต่สายลมอันรุนแรงก็ยังปลอมแปลง ทั่วระแหงเต็มไปด้วยควันจากไฟสงคราม ทั้งจากอดีตและปัจจุบัน... พวกมันสู้กันในตัวอาคารสำนักงานข้างหน้านี้ ถึงภายนอกมันจะกระจกแตกแหลกละเอียด แต่เชื่อสิความเป็นจริงกระจกยังเรียบทุกกระเบียดนิ้วเลยล่ะ เกิดทะเล่อทะล่าพุ่งเข้าใส่ได้หน้าแหกแทนแหงๆ

        ‘ความจริงจอมปลอมย่อมมีวันสิ้นสุด หยุดหลอกตัวเองแล้วรุดหน้ากันซะที’     จะละเลงเลือดกันอยู่แล้วเธอยังเล่นคำอีก...

        “เฮะ สิ่งดีๆ ในภาพลวงตามันก็ยังมี เหมือนขี้นั่นแหละหนา ถึงใครว่าไร้ค่าถ้าประยุกต์ใช้ก็ยังได้ประโยชน์”     ทำเสียงกวนโอ้ยใส่เธอไปหน่อย

        ‘อุบ! ฮิฮิ อุตส่าห์เปิดอย่างเท่แต่ดันตัดให้จบเห่ซะงั้น’

     จบเห่ที่ไหนกันอารมณ์ขันเป็นสิ่งยืนยันแรงผลักดันที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อสู้ต่อนะ

        “ได้เวลาแล้ว..จะบุกล่ะ อำนาจสั่งการอยู่ที่ฉัน ไปล่ะ...”



     เบิกฤกษ์ด้วยการบุกเข้าไป อาคารฝั่งตรงข้ามอยู่ต่ำกว่า ถ้างั้นก็จ้ำข้ามไปเลย   ผมกระโดดลงไปกะระยะให้ปะทะกับผิวนอกชั้นบนสุด เสียงหวีดหวิวของสายลมกระทบในกกหูดึงใจให้หวาดหวั่น ผมดันตัวเข้าใกล้อีกด้วยบูสเตอร์และยิงสลิงใส่ช่องว่างที่ควรเป็นกระจก และยกตัวขึ้นต่อทันทีที่ได้ยินเสียงแกร๊กจากการเกาะติดผิวหน้าบนพื้นโล่งๆ เป็นที่แน่นอนว่าตรงนั้นมันมีกระจกแต่โดนภาพลวงบังตา ด้วยท่าเดียวกับนักปีนเขา ผมเข้าหาเป้าหมายอย่างสะดวก กดดาบลงฟันเปิดช่องเข้ามาได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อฟันเรียบร้อยกระจกแผ่นนั้นจึงปรากฎออกมาให้เห็น ถ้าโดนมันหลอกเข้าล่ะเน่าแน่ๆ เลยนะเนี่ย

     เสียงปืนดังมาจากชั้นล่างๆ ลักษณะเหมือนว่าเจ้านักเวทนั่นจะโดนไล่ต้อนขึ้นมาเรื่อยๆ ตอนนี้น่าจะอยู่ต่ำลงไปอีก 3 ชั้น ลิฟต์ยังใช้การได้แต่มันอยู่ชั้นล่างสุด งั้นก็ง้างประตูแล้วลู่ตามสายลงไปซะเลย ขึ้นตรงๆ คงมีปัญหา

     เอี๊ยด กึง!     “ง้างได้จริงๆ ด้วยแฮะ ทั้งที่มีภาพลวงตาซ้อนอยู่ด้วยก็ยังง้างได้”     นี่แสดงว่าสิ่งที่คาดไว้เป็นจริง...

        “พญานาคเรียกไม้ขีดไฟ นับถอยหลัง 20 รถถังไต่เข้ามาจุดไม้ขีดที่ชั้น 6”     ผมอยู่ชั้น 8 ตัวตึกไม่กว้างมาก ระเบิดจากเตาปฏิกรณ์ของไอ้นั่นน่าจะปิดทางขึ้นตึกได้เล็กน้อย ถึงไม่มากก็ยังดีและถ้าโดนมันด้วยจะยิ่งเจ๋ง



     ตอนนี้ห้อยอยู่กับสายโยงลิฟต์รอเวลาเปิดมหกรรม... บรึม! โอ้มาเร็วทันใจไวอย่างปรอท   แรงระเบิดมาไม่ถึงตัวลิฟต์ แสดงว่าอาจโดนพวกมันไปแล้วก็เป็นได้ ผมรูดตัวลงไปยังชั้นเป้าหมาย เสียงความวุ่นวายและปืนประปรายกันไป ไม่โดนไอ้นักเวทแฮะ งั้นก็ลุยกันเลย!

     แปะระเบิดพลาสติกลงบนประตูลิฟต์และ ตูม ประตูลิฟต์ปลิวออกไปพร้อมกับที่ผมโดดชิ่งอีกฝั่งพาร่างทะยานผ่านกองเพลิงพุ่งเข้าหาเหยื่อชุดแรก เป็น PA ที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูห้อง ฉับ! ดาบฟันตัดครึ่งหัวมันผ่านเลยไปถึงอีกตัวข้างหน้า แต่ว่ามันยกมีดขึ้นเปิดระบบคลื่นความร้อนต้านไว้ทัน ทว่าแรงส่งของผมมากกว่าที่มันจะตั้งหลักได้ ส่งผลให้ตัวมีดโดนปัดจนหลุดมือและ ฉึก! อีกเล่มหนึ่งของผมแทงเข้ากลางท้องแล้วคว้านออกจนดับสนิท...

        “โอ ระห่ำเดือด!”     ข้างในนั้นเป็นห้องสำนักงานที่รถถังระเบิดใส่ ผมเห็นไอ้นักเวทตัวผู้กระโดดล้อเกวียนกลางหาว แล้วพุ่งหลาวน้ำแข็งแหลมเรียวเข้าเฉี่ยวหน้าของทหารติดเกราะจนล้มคว่ำ ขณะเดียวกันกับที่ยกแท่งน้ำแข็งขึ้นปัดป้องดาบที่ฟันมาอย่างต่อเนื่องอีกฝั่ง มันมีฝีมือมากเลยแฮะ

        “นักเวทของจริงนี่หนังเทียบไม่ได้เลย”     บู๊เดือดกว่าแรมโบ้อีก

     ในที่สุดก็ได้จังหวะ PA ตัวด้านหลังของมันเงื้อดาบเข้าปะทะกับแท่งน้ำแข็งติดบูสต์ยันกับมันที่พึ่งลงพื้น ผมจุดไฟใส่หลังอย่างว่องพาตัวพุ่งเข้านัวกับมันด้วยเงื้อดาบหมายฟาดตัดทั้งคู่ในทางที่วิ่งผ่าน!

     ดาบตัดกลางตัวเกราะข้างหน้าอย่างนิ่มนวลแล้วทวนเข้าไปที่กลางหน้าผากไอ้นักเวทนั่น ด้วยความเร็วที่ยากจะจับทันมันไม่มีโอกาสหลบได้ เปรี๊ยะๆๆๆๆ ชะไอ้นี่! มันดึงมีดที่เอวของตัวที่ผมฟันทิ้งมากันซะงั้น... แย่ล่ะ! PA อีกตัวมันไหวตัวหย่อนระเบิดไว้สองลูกแล้วโดดออกไปทางรูระเบิดจากรถถัง แต่มันก็ตัวแตกก่อนหนีทันด้วยกระสุนหนุนจากเอเลนัวร์

     ไอ้นักเวทยกแขนอีกข้างทำท่ากวักมือปลายนิ้วเข้าที่หน้าผม ทันไดนั้นระเบิดสองลูกนั่นก็ลอยตรงเข้ามา เฮ้ย!!!

     ปึ้ก! ระเบิดกระแทกเข้าที่หน้าจนมือผงะ จังหวะนี้มันถีบกลางลำผมจนล้มแล้วย่ำข้ามหัวผ่านห้องที่ผมเข้ามาออกไป แต่ใครจะยอม! แขนซ้ายผมปล่อยมีดแล้วคว้าข้อเทามันไว้ทัน เหวี่ยงร่างของมันทับลงบนระเบิดสองลูกนั่น ตัวผมที่นอนคว่ำอยู่จุดบูสเตอร์พุ่งฝ่าเศษซากอิฐปูนไปข้างหน้าแบบไม่ต้องหาจุดหมายแล้วในบัดดลก็ ตูม!!! ร่างโดนอัดจนเกือบหลุดออกนอกตัวอาคาร แต่เพียงเท่านี้ก็กำจัดนักเวทตัวผู้ได้แล้... เฮ้ย!

     มันยืนหอบแดกลิ้นห้อยอยู่กลางน้ำแข็งที่งอกย้อยออกมา ไอ้โม่งขาดออกผมสีทองนัยน์ตาสีฟ้าหน้าคุ้นๆ ยืนหราในห้องที่ต้องบอกว่ากลายเป็นกลางถ้ำในภูเขาน้ำแข็งอันสวยงาม ความรุนแรงจากระเบิดเหลือร่องรอยไว้แค่ใต้ผิวน้ำแข็งที่หุ้นรูนั่นไว้ ดูเหมือนมันจะใช้น้ำแข็งที่งอกออกมาดันร่างหลบได้ฉิวเฉียด แล้วรูปร่างที่เป็นทรงกระบอกของแท่งบนพื้นที่วางสับกันเป็นชั้นๆ ยังลดแรงสั่นสะเทือนจากระเบิดที่จะส่งถึงมันอีกด้วย ฉลาดเป็นบ้า!

     มืออาบเลือดของมันกวาดลงบนอากาศเหมือนวาดภาพอักษรบางอย่าง น้ำแข็งงอกย้อยรอบตัวมันก็พลันสั่นไหว เสียงกระเท๊าะดังเปาะแปะมาจากโคนแล้วจึงโค่นออกมาเป็นกลุ่มของหอกน้ำแข็งงอกเรียงรายกลางอากาศ

        “ไม่ไหวนะ ไอ้อย่างนี้พี่ขอผ่าน...”     ฮึบ! บูสต์เต็มกำลัง!!!

     ผมกระโจนออกผ่านซากรถถัง กระโดดข้ามไปตึกข้างๆ แล้วรีบเตะผนังวิ่งขึ้นสุดกำลัง ไม่ต้องเหลียวหลังไปดูก็รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น เสียงแตกเหมือนกระจกดังกระหน่ำทำเอาหูอื้อ พอเกาะได้หันดูก็มีรูขนาดยักษ์อยู่บนผนังตึกเฉี่ยวปลายเท้าไปไม่กี่มิลแล้ว!

        ‘พญานาคยังอยู่มั้ย?’     เสียงเธอเย็นชาพอๆ กับอุณหภูมิพื้นผิวที่ยื่นมือเกาะตอนนี้เลย

        “อยู่ดีมีสุข”     ผมลงไปยืนพื้นบนแท่นน้ำแข็งที่มันเสียบคาไว้... ไม่เห็นหัวมันแล้วแฮะ แต่ได้ยินเสียงปืนดังระงมออกมาแทน คุณพี่ทหารหาญยังคงทำงานอย่างเข้มแข็ง

        “ที่สำคัญกว่าเห็นตัวเมียบ้างมั้ย มันมาเป็นคู่นะอย่าลืม”

        ‘ไม่แม้แต่เงา เท่าที่เห็นไม่มีการเคลื่อนไหวอันตรายของทหารรอบนอกจุดปะทะ มันมีตัวเดียวแน่นอน’

     แปลกแฮะ รึว่าจะตายไปแล้ว? ไม่น่าใช่มันร้ายกันปานนั้นแล้วยังพลังเหนือจินตนาการอีก... หือ? ผมก้มมองดูใต้เท้า รถถังขาแมงมุมกำลังไต่ตึกเข้ามาโดยหันปากกระบอกปืนลำแสงใส่ตึกเก่า คงกะเป่านักเวทนั่นทิ้งในนั้นเลย

        ‘ระวังนะมีแมงมุมล้อมตึกนั้นไว้แล้ว 3 ตัว กับ PA อีก 4 หมู่’

     ที่สำคัญคือไอ้หัวทองนี่มันคนเดียวกับที่นั่งพี้กัญชาในร้านอีตุ๊ดนี่หว่า... ปล่อยตายดีมั้ยนะ? มันก็ไม่น่าตายง่ายนักหรอก แต่ถ้าเป็นอย่างที่พิศาลมันว่า ‘ดูพวกเขาเหมือนหาคนรอดชีวิตนะ’ อืม อีกอย่างมันไม่ใช่คนที่ปล่อยหมอกควันสงครามข้ามเวลานี่แน่ๆ แล้วด้วย และเป้าหมายของทหารพวกนี้เป็นอะไรก็ยังไม่ชัด อืม...

     รู้สึกติดขัดอย่างบอกไม่ถูก ไอ้นักเวทนั่นมันเป็นพวกที่ตามหาอรุณชัวร์แล้วด้วย... อึ๊! ซวยแล้ว!!!

        “เอเลนัวร์เธอรีบตามตูดพวกซานเจไปอย่างด่วยเลย!!!”

        ‘มีอะไร ทำไมร้อนลน!’

        “ไอ้ตัวผู้นี่มันแค่ตัวล่อ! มันแยกกันตรวจสอบคนรอดชีวิต!”     มันต้องคอยจับตาดูคนที่รอดชีวิตแน่ๆ ว่ามีโอกาสเป็นกลุ่มต้องสงสัยในเรื่องบางอย่างที่ตามหาหรือไม่โดยไม่เจาะจงใคร แต่หวยดันมาลงก็ตรงที่ผมกับพิศาลรอดจากนรกนี่ไปได้ และถ้าเดาไม่ผิดตอนเอารถถังเข้ามาปะทะกันมันต้องจับตาดูพวกเราอยู่เป็นแน่แท้

        “ที่แย่ที่สุดคือพวกเรานี่แหละที่อรุณอยู่ด้วย! หลีกเลี่ยงการเข้าปะทะและหาทางติดต่ออย่าให้พวกมันกลับไปที่โบสถ์!!!”

        ‘ทราบแล้ว! เลิกกัน!’

     ถ้ามันไม่เห็นอรุณอยู่ด้วยก็คงไม่ลงมือทำอะไรไปกว่าจับตาดู ดันทำพลาดอย่างใหญ่หลวงไปได้นะเรา เฮ้อ~~

        “ดูท่าจะปล่อยให้ตายไม่ได้ซะแล้ว เรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะเลยนะไอ้ตัวแสบ!”



     เอาไอ้รถถังนี่ก่อนเลย ผมโดดลงไปใส่มันที่กำลังไต่ขึ้นมา ในจังหวะที่มันยกขาขึ้นข้างหนึ่งเพื่อก้าวเกาะ ผมเฉาะเข้าที่ขาอีกข้างจนขาดและมันก็เสียหลักเนื่องจากขาสองข้างรับน้ำหนักไม่ไหวเอนหงายท้อง ปัง! กึง! ไอ้รถถังนี่มันยิงสลิงเข้าเกาะตึกฝั่งตรงข้าม! เลยกลายเป็นว่ามันพลิกตัวขึงตัวเองไม่ให้ตกลงไปได้ซะอย่างนั้น

        “อ้าวเวรงานงอกเลยคราวนี้!”     PA 3 เครื่องข้างล่างรู้ตัววิ่งไต่ตึกหน้าตั้งมาทางผมซึ่งหลบอยู่ไต้ท้องรถ

     ไม่เป็นไรยังมีอีกชิ้นเอาไปกินซักคำสิคุณทหาร!   ผมแปะระเบิดอีกลูกลงบนแมงมุมที่กำลังชักใยตัวนี้ ดูๆ ไปก็น่าสงสารขาที่เหลือยังตะเกียกตะกายอยู่เลย... หลังจากนั้นก็ติดเครื่องจุดไฟวิ่งไต่ไปตามสลิงเส้นใหญ่ใยของไอ้แมงมุมแอ้งแม้งนี้หนีมันไป ถึง PA พวกนั้นจะหันมาเห็นก็ไม่ทันเสียแล้ว ตูม!!! ก่อนใยจะสิ้นเยื่อผมก็สวมวิญญานเสือกระโจนเข้าตัวตึกได้ก่อนอย่างปลอดภัย ทิ้งไว้แค่เหล่าทหารติดเกราะที่โดนเปลวเพลิงกลืนเข้าคลอกจนมอดไหม้

     พื้นไม่ค่อยหนาจะวิ่งหาบันไดก็เสียเวลา เจาะมันไปเลย   ผมใช้แขนซ้ายปักดาบลงวาดเป็นรูวงกลมพอตัวลอดผ่านลงไปชั้นล่าง ด้วยพลังพิเศษทำให้แม้แต่ภาพลวงตาเองก็ฟันเปิดเป็นรูได้ และยังไม่ทันลงไปก็มีเสียงทหารสั่งให้ยิงใส่รูที่เปิด ผมจึงเตลิดลงไปแล้ววิ่งใส่ตัวใกล้ที่สุดทางขวามือ คว้าคอมันหักจิ้มน้ำพริกแล้วยกไว้ใช้เป็นโล่ อ๊ะ! ในมือมันไม่ใช่ปืนกลเบาแล้วนี่หว่า! มันเอาไรเฟิลติดเครื่องยิงลูกระเบิดมาด้วย!

        “ซวยแล้วสิ ไม่น่ารีบหักคอเพื่อนมันเล้ย!!!”     พอเห็นเพื่อนตายความลังเลก็หมดไป มันยิงปืนจรวดวิถีตรงพุ่งอัดศพทันที!

     เห็นดังนี้มือมันก็กระตุกเหวี่ยงศพเข้าใส่พวกมันทันใด... ตูม! อ้าก! เกือบไป ดีที่ขว้างไปก่อน โดนแค่สะเก็ดเกราะที่แตกกระเด็น จังหวะที่ควันบังเห็นกันลำบากนี่แหละ ผมขว้างดาบแนวขวางเข้าทางมันเกิดประกายไฟขึ้นหลังควันมันปัดได้ แต่ก็ช่วยให้เห็นตำแหน่งวิ่งไปกระโดดถีบต่อเลย! เสียงเท้ากระทบตัวมันดังลั่น สัมผัสได้ว่าเกราะอกมันกระจุบคาตีน พอผ่านม่านควันมาจึงชัดเจนว่ามันกระอักตายเรียร้อย... บรึม! ผนังจริงทางขวาพังลงมาพร้อมปรากฎร่างของไอ้นักเวทนั่นคร่อมแทงกลางอก PA ฝ่ากำแพงลวงตามาแบบกระอักกระอ่วน อึดเหมือนกันนี่นาฝ่าแรงบีบเครื่องในทะลักของภาพลวงตาบ้านี่มาได้...

     ผมกับมันเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ก่อนอื่นเลยผมยกมือขึ้นแบไปทางมันทำท่ายั้งมือ

        “แก...ไม่ใช่คนสร้างภาพลวงตาขึ้นมาสินะ”

     ...
     ไม่มีคำตอบ มันจ้องหน้าผมอย่างนิ่งเรียบเฉียบเย็น

        “ไม่ตอบ.. ไม่เป็นไรยังไงก็ไม่น่าใช่พวกแกอยู่แล้วจริงมั้ย?”     กำหมัดแน่นไม่กระดิกแม้แต่คิ้ว เคี้ยวยากจริง     “ฉันมีตัวเลือกให้สองข้อ... ช่วยฉันฆ่าคนสร้างภาพแล้วฝ่าไปด้วยกัน หรือ ตัวใครตัวมันและฉัน..ฆ่าแก”

     มันแสยะยิ้มเล็กน้อยชาร์จหอกน้ำแข็งขึ้นที่มือขวา     “ไม่เลว กล้าไม่เบาเลย...ฮึบ!”     ผมกระโดดขึ้นก่อนมันยิงหอกเข้ามาเพียงเสี้ยววิินาที!

     หอกพุ่งปักทหารข้างหลังกลางหน้า จังหวะนี้ผมถีบตัวเสริมบูสเตอร์เข้าใส่ออกหน้าขาเตะตัดลำตัว มันเอี้ยวตัวหลบตีลังกากลับไปในขณะเดียวกันนั้นก็คว้าไรเฟิลที่ตกอยู่เข้ามือไปด้วย แล้วฉวยโอกาสที่ผมกำลังตั้งลำเหนี่ยวไกใส่ แต่ผมไวกว่าเยอะโดดหมุนตัวถีบกำแพงพุ่งชิ่งอีกฝั่งดันตัวสองจังหวะผนังซ้ายขวาหลบกระสุนไปทางมันแล้วยัดหมัดหมายตะบันหน้า มันไม่รอช้ายกปืนขึ้นป้องพอช่วยหลบ แต่ระหว่างทางที่จะผ่านตัวมันผมงอเข่าเข้าท้องมันเต็มๆ และหันไปกระแทกมีดอรัญญิกแท้หมายใส่หน้ามันที่ล้มกอง... ตูม! เกิดระเบิดขึ้นข้างหลัง!



ทุกท่านครับใช้ EMU ตัวไหนเล่น SRW Z กันครับ ของผมเปิดไม่ติดง่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 21, 2012, 05:30:30 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: เมษายน 17, 2012, 07:22:02 PM »

     อ้าก! ระเบิดของจริงด้วย! เพราะผนังที่เศษซากพังลงมายังคงสะอาดเอี่ยมไร้รู พวกรถถังข้างนอกเริ่มระดมยิงเข้ามาแล้ว บรึม! คราวนี้ข้างหน้าใกล้ๆ กับไอ้นักเวท แรงระเบิดและสะเก็ดปลิวอัดผมที่ยืนอยู่ยกชุด ฝุ่นคลุ้งยุ่งไปหมดบดบังเป้าหมายตรงหน้า ยังคงระเบิดต่อเนื่องครั้งนี้ใกล้กว่าเดิมมันเริ่มจับตำแหน่งผมได้แล้ว!   ผมเคลื่อนที่ตรงไปข้างหน้าและกระโจนเข้าห้องออฟฟิสใกล้ๆ หลบระเบิดที่ไล่หลังมาทันแบบเส้นยาแดงผ่าแปด และกระสุนก็ตกใกล้ๆ มาเป็นแฝดสองข้างลำตัวเล่นเอากระเด็นกระดอน ตอนนี้ไม่รู้ตำแหน่งตัวเองแล้วเคลื่อนไหวก็ลำบากเพราะส่วนภาพลวงตามันไม่กระเด็นไปด้วยถ้าขยับพลาดล้มคะมำเข้าโต๊ะหรืออะไรก็ตามได้หามลงโลงแหงๆ   แล้วสายตาผมก็ชำเลืองไปเห็นไอ้นักเวทนั่นมันถือดาบคลื่นความร้อนเข้ามาจะแทง ผมปัดดาบของมันแล้วล็อคแขนอย่างง่ายดาย แต่ทว่า! กลับเป็นส่วนแขนของผมที่ล็อคอยู่แข็งทื่อเย็นเฉียบเข้ามา ตามด้วยแผ่ซ่านผ่านชุดเกราะไปจนทั่ว หรือว่า!

        “ไอ้เวรเอ๊ย!”     มันถอนแขนออกแล้วทิ้งดาบไว้ตรงหน้าตัวผมที่ชุดเกราะแข็งโป้กล็อคเป็นโลงเข้ารูป มันจงใจใช้เราเป็นตัวล่อ! ตูม! เฮ้ย!! ลำแสงอัดทะลวงตึกระเบิดใกล้ๆ กับจุดที่ดาบตก

     ไอ้หัวเหลืองยิ้มเย้ยผมแล้วสร้างเกล็ดน้ำแข็งหุ้มตัวรีบวิ่งหลบออกไปจากห้อง ปล่อยผมจ้องดาบตาค้าง ดาบกูสร้างหายนะให้กูเองซะงั้น!

        “ฮึ่ม! บูสเตอร์หยุดทำงานไปแล้ว!!!”     โอย...ให้ทุกกับมันทุกนั้นกลับถึงตาย!

     จริงอยู่ตัวเราเย็นเฉียบแต่ไอ้ดาบบ้านี่จะเป็นแหล่งความร้อนอย่างดีให้รถถังเล็งยิงได้ง่ายๆ ส่วนไอ้ระยำนั่นมันมีเกล็ดน้ำแข็งบังตาอยู่กันความร้อนแผ่สบายๆ บรรลัยแล้วกู!!!

     เปรี้ยง! ตูมๆๆ อ้าก! สะเก็ดระเบิดมันกระแทกตัวผมจนปลิวอัดผนัง แค่นั้นไม่พอยังฝังทะลุไปอีกเพราะมันเป็นภาพลวงตา ตอนนี้ร่างฝังคั่นกลางระหว่างผนังความเจ็บปวดที่อวัยวะภายในถูกกดทับขับออกมาทางสีหน้า เหงื่อผมใหลยิ่งกว่าน้ำ... จริงสิ!

        “เอ็กเซีย!”     ปล่อยไฟฟ้าแรงสูงจนน้ำแข็งที่แขนซ้ายละลาย ผมใช้มันทุบภาพลวงตาจนแตกออกในที่สุดก็หลุดออกไปได้

        “แฮ่ก แต่แบบนี้.. เราก็ขยับไม่ได้อยู่ดีนี่หว่าเกราะดันพังไปแล้ว”

     ตูม! ตูม! ตูม! ปืนใหญ่ลำแสงยิงเข้ามาเป็นระยะ แต่ไม่ได้ยิงใส่เราแล้ว แสดงว่ามันก็ยังฝ่าไปไม่ได้เหมือนกัน ยังทัน!   ผมยกแขนซ้ายขึ้นจ้อง...

        “เฮ้ย ... ช่วยอะไรหน่อยเด้อย่าเอาแต่นิ่ง ถ้าถอดเกราะตอนนี้คงรู้นะว่าฉันอยู่สภาพไหน”     เหลือแค่ลิงห่อไอ้จ้อน     “ถ้าเป็นงั้นฉันยอมตายนะเว้ย ... เฮ้ย!”

     เปรี๊ยะๆๆๆๆๆ โอ้ย! ร่างกายมันชักกระตุกๆๆๆๆ เปรี้ยง!   ผมลืมตาขึ้นพร้อมกับความโปร่งสบายอย่างบอกไม่ถูก พอเหลือบไล่ส่ายส่องจนทั่วก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดหน่อยที่ตัวเองไม่ล่อนจ้อน   อยู่ในชุดดำตัวใหม่ไร้ยี่ห้อ กางเกงขยับสะดวกก็เข้าที แต่เสื้อยืดแขนสั้นเข้ารูปกล้ามโผล่เป็นมัดๆ นี่ไม่ชอบเลย... ยังดีที่มีถุงมือดำกับไอ้โม่งให้เหมือนเดิม

        “ถึงงั้นก็เหอะ ปวดระบมไปทั้งตัวเลย จะลุยมั่วแบบที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว”     มันถึงเวลาที่เกมล่านี้ต้องจบลงซะที!



     ศพทหารตามทางเดินและเสียงปืนช่วยพาไปหามันอย่างง่าย แต่ก็ต้องระวังโดนจับได้เหมือนกัน ในมือตอนนี้มีแค่ปืนไรเฟิลที่ยึดมากับมีดอีกเล่มเท่านั้นเอง ลงไปไม่กี่ชั้นก็เจอ เสียงรถถังที่ยิงถล่มเข้ามาเงียบลงไปผมจึงเสนอหน้าไปดูหน่อย ปรากฎภาพของรถถังสองคันถูกหุ้มไว้ด้วยน้ำแข็ง ดูเหมือนมันจะจัดการได้

        “มันยังเหลือพลังให้ทำได้ขนาดนี้อีกแฮะ”     แต่มันพลาดแล้วที่ไม่จัดการเราในทีเดียว ไม่สิมันทำไม่ได้นี่หว่าโดนกระหน่ำยิงตั้งหลักไม่ได้นี่นา

     เสียงปืนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมเข้าไปหลบมุมมองดู PA 7 ตัวกระหน่ำยิงใส่ห้องทำงาน ดูเหมือนมันจะห่อน้ำแข็งไว้ด้วยพวกทหารถึงบุกยาก ทั้งยังมียิงตอบโต้กลับจนทหารทรุดลงไปด้วย ฝีมือดีแฮะ... อ๊ะ! มีตัวนึงหันมาทางผม งั้นก็ไม่ต้องซ่อนแล้ว! ผมกราดกระสุนใส่พวกมันจนเสียหลัก เข้าบ้างไม่เข้าบ้างก็ทำให้มันผงะได้ และจังหวะที่มันพลาดไอ้ตัวข้างในก็ช่วยซ้ำจนหมดลมด้วยหอกน้ำแข็งแรงสูงทะลวงอก พวกมันเริ่มกระจายตัวออกโดยตัวหนึ่งไล่ปิดมุมผมเข้ามา ผมอาศัยมุมอับกลับเข้าห้องๆ หนึ่งใกล้ๆ ซึ่งมันก็รู้ว่าผมหลบตรงไหนเพราะกล้องจับความร้อนมันยิงพร้อมลุยเข้ามาไม่เปิดช่องให้โผล่ไปต้านแม้แต่ปลายกระบอกปืน การปิดทางไล่เข้ามาจนเหยื่อหมดทางเป็นรูปแบบที่ดี... ในกรณีที่ศัตรูเป็นคนธรรมดา!

     พอเสียงเท้ามันใกล้เข้าชิดผนังตรงตัวผมอีกฝั่งปุ้บก็ได้เวลาลงมือ ผมง้างหมัดซ้ายสุดขีดด้วยท่านั่งม้ารวมพลังทั้งตัวแล้วทุ่มทั้งหมดใส่ผนังจนพังทะลุไปทับไอ้ PA นั่นเลือดแตกกระจาย พลังบ้าของหมัดนี้มันเหลือกินจริงๆ พอมันเสียรูปกระบวนก็จัดการเด็ดระเบิดของไอ้ตัวที่ตายขว้างกลับไป ตูม! ระเบิดอัดพวกมันจนปลิวแม้ไม่ตายแต่ก็ได้เรื่อง ไอ้หัวทองกระโจนออกมาจัดกระสุนยัดหน้าตัวใกล้ๆ แล้วไล่ยิงไปทางซ้ายมือของผม ผมใช้ช่วงชุลมุนนี้ออกไปยิงใส่มันทันที แต่มันก็กระโดดหลบไปยกศพ PA มาต้านกระสุนทัน และอีก 2 ตัวข้างหลังผมมันก็ตั้งหลักยิงใส่จนผมต้องแลกที่กับไอ้นักเวทหนีเข้าห้องที่มันออกมา หันไปยิงสนับสนุนมันอย่างเลี่ยงไม่ได้ สายตามันยังจ้องมาที่ผม เช่นเดียวกับที่ผมก็ทิ้งตาข้างหนึ่งเหล่มัน แล้วโอกาสผมก็มาอีกเพราะพวกทหารมันยิงใส่ระเบิดมือที่ข้างเอวศพเกราะของไอ้นักเวท และตูม! ตัวมันกระเด็นไปเลย แค่แวบเดียวผมเห็นว่ามันแผ่ชั้นน้ำแข็งมาต้านทัน ผมจึงหันไปกระหน่ำใส่มันอีก ขณะที่พวกทหารเองก็ยิงไล่มันไป มันลนลานหลบเข้าบันไดหนีไฟ ทำให้เป้าของทหารกลายเป็นผม แต่ก็เตรียมรับมือไว้แล้วล่ะนะ ผมขว้างก้อนอิฐในมือใส่ระเบิดที่เอวพวกมันทั้งสองตัวแล้วรีบวิ่งกลับหลังกระโจนลงไปทางรูระเบิดจากรถถัง ตูม! ก่อนจะตกก็คว้าเอาขอบหน้าต่างของชั้นล่างไว้ดีดตัวเข้าไปทุบกระจกด้วยแขนซ้ายวิ่งไล่ลงบันไดหนีไฟตามไอ้นักเวทไป ยังไงเป้าหมายก็มีแค่มัน

     มันยิงสวนผมขึ้นมา ตามด้วยแช่แข็งทางเดินจนลื่น ผมเลยต้องจัดหนักทุบขั้นบันไดปูนจนพังลงไปดักหน้ามัน ตาประสานตาอีกครั้ง! ผมเข้าล็อคปืนมันชี้ขึ้นกราดกระสุนมั่วจนหมด แล้วถีบมันปลิวกลับเข้าทางเดิน มันลุกขึ้นนั่งประทับฝ่ามือลงบนพื้นเกิดไอเย็นไล่เข้าหาผม มันเย็นซะจนพื้นปูนหดตัวแตกร้าว หึ แค่นี้ไม่ได้กินหรอกเว้ย! ผมวิ่งไต่กำแพงเข้าใส่มัน เย็นแค่ที่พื้นมันไร้ความหมาย! ตามด้วยสะบัดตัวตวัดขาเข้าหน้ามัน ซึ่งมันยกแขนขึ้นกันทันแต่เสียหลักคว่ำ มันลุกขึ้นตั้งท่าจะสู้ ยกการ์ดสูงเปิดช่องที่มุมล่างขวาของท้อง จะดักล่ะสิท่า

     เอาเด้! ผมวิ่งเข้าซัดหมัดซ้ายใส่หน้ามัน มันปัดได้และยกเข่าขึ้นกะกระทุ้งผม ผมโดดถอยหลังหลบแล้วแทงเข้ากับดักสีข้างของมัน เป็นไปตามคาดมันหนีบรักแร้เข้าล็อคปล่อยน้ำแข็ง ผมซึ่งอยู่ในสภาพโน้มไปข้างหน้าจึงดีดตัวขึ้นด้วยขาสองข้างขึ้นขี้ฟ้า สะบัดจนหลุดล็อคแล้วเงยหน้าสุดแรงโขกหัวเข้าหน้ามันจนหงาย ด้วยสภาพนี้ผมจัดท่าคาโปเอล่าใส่ไปอีก ยืนด้วยแขนสองข้างแล้วกางขาหมุนใส่มัน!

     มันย่อตัวลงเตะปัดแขนผม เลยจัดน้ำหนักทิ้งขาไปใส่หน้ามันจนเสียหลัก มันรีบถีบตัวออกห่างแล้วร่างมือลงบนอากาศ

        “เฮ้ย! ให้แค่รอบเดียวพอ รอบนี้ไม่อนุมัติ!”

     ผมกระทุ้งแขนซ้ายลงพื้นควักเอาก้อนปูนขึ้นมาปาใส่หน้ามัน มันรีบเปลี่ยนพลังเป็นแผ่น้ำแข็งป้อง ปึง! ปูนก้อนนั้นหยุดลงแต่แค่ปูนจริงเท่านั้น! ส่วนภาพลวงตาที่ติดมาด้วยพุ่งผ่านแผ่นน้ำแข็งเข้ากลางอกมันดังปึก แล้วทะลุร่ามันไปจนเข่าทรุด   เฮอะ รู้งี้ทำแบบนี้ไปนานแล้ว...

        “อ้าก!!!”     เฮ้ย มันแหกปากตาเหลือกขึ้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเสียงมันเลยนะเนี่ย!

     มันพุ่งเข้าประชิดหมายแลกหมัดกับผม ผมรับคำท้าด้วยการซัดใส่หน้ามัน มันเอี้ยวหลบแล้วกระทุ้งศอกเข้าช่องท้องผมอย่างรวดเร็ว ผมจึงโดดถอยพร้อมสะบัดเท้าใส่ปลายคาง แต่ก็ยังเร็วไม่พอมันจับปลายเท้าผมไว้แล้วดันมือหมายหักข้อเท้า จังหวะนี้ผมรีบถีบขาอีกข้างขึ้นไปตามวงหมุนของเท้าที่ล็อค สะบัดข้างที่เหลือครั้งนี้เข้าปลายคางมันสำเร็จ มันผงะออกไปสองก้าว ผมรีบลุกขึ้นยืนพุ่งเข้าประกบมัน แต่มันดันพุ่งหอกเข้าใส่จนต้องยกแขนซ้ายรับต้านไว้ กลายเป็นโดนมันเข้าสวมแทน!

     สามหมัดเข้าท้องผมจนจุก ต่อด้วยลูกถีบกลับหลังกลางหัวใจเล่นเอาขาดห้วงไปชั่วครู่ พอถ่างตาดูชัดๆ มันก็ง้างคมน้ำแข็งจะแทงผมแล้ว! ผมใช้มือซ้ายคว้ามีดเข้าปะทะกับดาบน้ำแข็งของมัน แรงต้านช่วยยันให้ลุกขึ้นได้ แต่มืออีกข้างมันยังรวมพลังอีกแล้วพุ่งเข้าหมายทาบลงกลางอก ถ้าโดนเข้าตายแน่ๆ ผมดีดเท้าซ้ายกลับหลังข้ามไหล่ไปใส่เข้าเต็มๆ หน้ามันจนปากแหก จากนั้นเหวี่ยงขานั่นกลับมาดีดเตะใส่มันจนลอย

        “หึหึหึ ฉันน่ะนอกจากไอ้จ้อนแล้วอ่อนไปหมดทั้งตัวเว้ย!”

     ผมเข้าเตะตัดกลางลำตัวมันอัดเข้ากับผนังอีกฝั่ง มันรีบเกาะขาผมไว้แล้วปล่อยน้ำแข็งมาอีก ไม่ยอมเข็ดใช่มั้ย! ผมแปะมือลงไหล่มันแล้ว เปรี้ยง! มันกระตุกตัวลอย... หือ? สภาพโงนเงนอย่างนั้นยังจะลุกขึ้นมาตั้งการ์ดอีก

        “ไม่ยอมแพ้รึ?”     ไม่สิ มันเก่งขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นการดื้อดึงอย่างไร้ความหมาย เล็งอะไรเอาไว้รึเปล่า...

     ช่างมัน! เอาแข้งไปกิน!!!   ผมพุ่งเข้าง้างขาเตะตัดลำตัว ซึ่งมันก็ตอบสนองยกแขนขึ้นป้องกัน... หึ เปล่าประโยชน์! แทนที่จะเข้าอัดการ์ดมันผมกดขาลงเปลี่ยนเป็นเตะกวาดล่างตัดมันจนคว่ำ แล้วย่อตัวกดเท้าเข้าเสยหมัดอัดท้องน้อยมันกลางอากาศทำท่าโชริวเคนใส่ซะเลย!   ถึงจะซัดมันจนลงไปแน่นิ่งได้แต่ก็ปวดขาขึ้นหนุบๆ เลย ฝืนบิดกล้ามเนื้อนี่ไม่ใช่ง่ายๆ อย่างที่คิดแฮะ

        “มันเก่งเกินไป! ฉันไม่ไหวแน่ๆ จะเดิมพันกับพลังเฮือกสุดท้ายล่ะ!!”

     เฮ้ย! เสียงของมันดังลั่นเข้ามาในหัวเลย โทรจิตงั้นรึ?!   มันจ้องตาใส่ผมเขม็งแล้วเกร็งทั้งตัวแยกเขี้ยวกัดฟันยันร่างขึ้น ขณะเดียวกันผมรู้สึกว่าตัวกำลังล่องลอย..ชะเฮ้ย! ไมใช่แล้ว ตัวเราลอยขึ้นจริงๆ นี่หว่า! มันยังกำหมัดแน่นจ้องจนตาแทบถลน ทันใดนั้นรอบๆ ก็เกิดสายลมรุนแรงขึ้น มันรวมตัวกันกดอัดร่างผมจนกระดิกไม่ได้ กดแน่นซะจนระบมไปทั้งตัว! อีกทั้งไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงวิ้งดังชิ่งอยู่ในรูหู

     ตัวผมยังลอยขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้ไม่ดีซะแล้ว! ผมอาศัยแขนซ้ายไร้ความเจ็บปวดดันต้านพลังบ้าของมันกลับไป มันได้ผล กำแพงลมเหมือนจะค่อยๆ สลายไปเมื่อผมออกแรงใส่แขนซ้าย ผมต้านมันจนเหลืออีกไม่กี่เซนก็จะทาบหน้ามันได้แต่แล้ว มันเร่งพลังขึ้นอีกเกร็งจนเส้นเลือดตรงขมับปูดออกชัดเลือดไหลออกจากนัยน์ตา เส้นผมสีทองวาวหงอกขาวตั้งแต่โคนจรดปลายหมดทั้งหัว ถึงมันจะทุ่มสุดตัวแต่ผมก็พอต้านกลับไปดะ.. หะ?!

     ปังๆๆๆๆๆๆ กระสุนพุ่งเข้าเจาะร่างผม! ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นจนเกินขีดจะทนได้ แล้วไอ้กำแพงลมก็กลับมากดผมหนักขึ้นกว่าเดิม วู้ม! อ้าก! มันดีดผมด้วยพลังมหาศาลจน...ตูม! โครม!

        “อ่อก อุก”     ร่างของผมทะลุผนังเข้าไปล้มกระแทกแหลกลาญกับสรรพสิ่งในห้องนั้นทั้งจริงทั้งปลอม เลือดไหลออกจากปากแผลชะโลมพื้นขาวจนแดงฉาน

     สายตาที่ไม่ยอมหลับเหลือบไปเห็นผู้ลงมือ ผู้หญิงผมดำนัยน์ตาสีน้ำตาล มันพยุงไอ้บ้านั่นขึ้นขณะที่ไหล่ขวาของมันเองก็มีเลือดท่วม... ปะทะกับเอเลนัวร์มารึ! การที่มันมาอยู่ตรงนี้ได้ก็หมายความว่าเธอแพ้น่ะสิแย่ล่ะ! แต่ตอนนี้เราหมดแรงจะลุกไหวแล้ว อั่ก ขาขวากระดูกหักทิ่มออกมาข้างนอกเลย โอย... โดยไม่มีวี่แววใดๆ ร่างของมันทั้งสองก็หายไปทิ้งไว้เพียงรอยถูกคว้านตามพื้นและผนังเป็นทรงกลม...

     ทหารติดเกราะสามนายที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนก็เข้าล้อมกรอบผม ขึ้นลำกล้องพร้อมกระหน่ำ โอย...เอ็กเซีย

-จะทำการรักษาร่าง-

     เออ จะทำอะไรก็ทำเหอะว่ะ นาทีนี้ไม่ต้องพิรี้พิไรจะได้มั้ยวะ อะ! แขนซ้ายของผมมันสะบัดขึ้นมาดึงร่างให้ไปตามจนแผลฉีกกระจุย พวกทหารก็ตกใจที่เห็นแขนซ้ายผมอาละวาด มันจิ้มลงไปขีดพื้นปูนจนเป็นรูปวงกลมมีลวดลายแปลกๆ รอบตัวผม พอวาดเสร็จก็ เปรี้ยง!

     สายฟ้าฟาดจากพื้นขึ้นหัวทหารทั้ง 3 จนล้มกลิ้ง ร่างผมชักกระตุกอย่างรุนแรงยิ่งกว่าตอนถอดเกราะ! ศพของทหารบิดมวนเข้าด้วยกันทั้งชุดเกราะเลือดเนื้อผสมกันกลางอากาศเหนือร่างผม รวมกันกลายเป็นก้อนอะไรบางอย่างสีแดงสดเหมือนเลือดขนาดแค่หัวนิ้วโป้ง จากนั้นก็เกิดสายฟ้าดึงดูดระหว่างผมกับไอ้นั่นเข้าด้วยกัน เปรี้ยง!!!

        “อือ... เสร็จแล้ว..สินะ”

     รอบข้างผมไม่เหลืออะไรเลย บริเวณ 2 เมตรรอบตัวผมกลายเป็นหลุมเหมือนระเบิดตกใส่ หายไปกระทั่งส่วนที่ควรจะเป็นภาพลวงตา ในทางเดียวกันผมกลับมาอยู่ในสภาพเดิมหลังถอดเกราะ สดใสปิ๊ง เรี่ยวแรงก็กลับมาเหมือนเก่า

        “เจ๋งว่ะ สะดวกน่าดูเลยนะเนี่ย”

-ถึงจะดึงพลังเวทมาจากภายนอก แต่ก็เป็นแค่เร่งกระบวนการแบ่งเซลล์ในร่างเท่านั้น อายุเจ้าจะสั้นลงประมาณ 2 ปี-

        “หา? อายุสั้นลง 2 ปีเลยเรอะ! ... เออ เอาเหอะ ยังไงก็ไม่ได้กะจะอยู่จนแก่ตายอยู่แล้ว”

     เอาล่ะ ในเมื่อมันหนีไปแล้วการจะตามให้เจอก็เป็นเรื่องยาก และถึงอยากติดต่อกับเอเลนัวร์มากแค่ไหนก็ต้องเอาไว้ก่อน ได้เวลาไปหยุดภาพฉายนรกนี่ซะที



     ขนาดรู้เป้าที่จะเข้าไปฆ่าก็ยังต้องมาด้อมๆ มองๆ อยู่อีกหนอเรา อนาถใจจริง... ขณะนี้ข้างหน้าผมเต็มไปด้วยทหารจากอดีตกาลกำลังกระหน่ำกระสุนเข้าใส่กัน พวกมันดันใช้ทางลงไปสถานีรถไฟฟ้าเป็นที่กำบังซะได้!

        “Back to square one. ใบ้ให้ขนาดนี้ไม่รู้ก็บ้าแล้ว”     ปัญหาคือทำไมมันไม่บอกออกมาตรงๆ วะ

-ถ้าโง่ก็สมควรตายมิใช่หรือ... สิ่งที่เจ้าต้องทำคือหาปะรำพิธีแล้วฆ่าเจ้าของทิ้งซะ ที่เหลือข้าจัดการให้-

     เออ ขอบใจที่บอก ต้องทำสินะ ต้องทำ... และตอนนี้กระสุนเริ่มจางลงบ้างแล้ว เป็นฝ่ายทหารไทยในที่กำบังที่ถูกกำจัดด้วยระเบิด แต่ฝ่ายศัตรูก็ย่ำแย่ไม่แพ้กันมันเหลือเพียงตัวเดียว... ไอ้ตัวเดียวนั่นค่อยๆ หลบมุมรุกคืบลงไป ซึ่งผมก็ใช้จังหวะปลอดภัยนี้ตามติดมันลงไปด้วย   ผมใช้วิธีตามตูดเท่านั้นไม่เลยมันเข้าไป เพราะถ้ามีอะไรขึ้นมาคงไม่สวย

     ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ภาพตรงหน้ามีเพียงศพจากคมกระสุนทั้งทหารศัตรูและพลเรือนกับซากของรถไฟที่ตกรางเกยชานชาลา มีอะไรขยับอยู่ตรงหน้าต่างที่แตกกระจาย.. ร่างของเด็กน้อยเลือดนองหัวค่อยๆ ปีนออกมาทางหน้าต่าง เจ้าหนูนั่นชันตัวขึ้นได้ไม่กี่ก้าวก็ทรุดลงมือกุมชายโครงคงบาดเจ็บน่าดู... ไอ้ทหารต่างสัญชาตินี่พอเห็นเด็กคนนั้นก็ตรงรี่เข้าไปทันที

        “เฮ้ยๆ คงไม่ใช่ว่าจะ... เลวยังไงก็ให้มันมีลิมิตหน่อยสิว้า”

     เป็นไปตามคาด! มันจ่อปืนไรเฟิลลงหน้าผากกลางหว่างคิ้วของเด็กนั่น!   ในหัวผมขาวโพลน... ควรจะทำยังไง? ถ้าใช้แขนซ้ายนี่เราจะช่วยมันได้ ไม่สินี่เราคิดบ้าอะไรวะ นั่นมันเหตุการณ์ในอดีตผ่านมาเป็นปีๆ แล้วนะเฮ้ย!   ‘กรี้ดดดดดด’   เสียงของเด็กผู้หญิงก้องผ่านห้วงความทรงจำลั่นเข้ากลางสมอง!

     ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไป! จากที่เป็นไอ้สารเลวนั่นผมเห็นมันเป็นตัวเองตอนยังเด็ก ตัวผมเองกำลังจี้ปืนพกพร้อมยิงลงบนหัวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง!!!

        “อ้ากกกกก! อย่านะโว้ย!!!”

     ขาทั้งสองข้างขยับนำความคิด จิตใต้สำนึกของผมดันร่างให้ทะยานพุ่งฝ่ามือมืดมิดเข้าปิดกลางหัวของไอ้ทหารติดเกราะตัวนั้น

        “ไอ้เดนคน!”     เปรี้ยง!!! สายฟ้าสุดแรง แรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ ฟาดลงระเบิดหัวมัน!

     เปลวเพลิงลุกท่วมหัวของไอ้ระยำนั่น มันล้มลงชักกระตุกจากไฟฟ้าตกค้าง เด็กคนนั้นค่อยๆ เงยหน้าไล่สายตาขึ้นมามองผม แล้วมันก็กระสับกระส่ายว่ายมือลงตรงจุดที่ผมยืนอยู่ ซึ่งผมต้องหลบถอยออกเพราะถ้ามันจับโดนจะบาดเจ็บจากภาพลวงตากดทับเอา

        “นี่เรา..ทำบ้าอะไรลงไปวะเนี่ย! ยังไงซะไอ้หนูนี่ก็คงไม่แคล้วโดนลูกหลงจากดงกระสุนตายไปอยู่ดี...”

     แต่ทว่าการเคลื่อนไหวของมันต่อจากนั้นทำให้ผมเปลี่ยนความคิด แทนที่มันจะอยู่ในสภาพหวาดวิตก วิ่งสะเปะสะปะ ไอ้เด็กคนนี้กลับตรงเข้าไปคว้าเอาปืนในมือของ PA ที่เน่าตายนั่นขึ้นมา แล้วย่ำเท้าอย่างระมัดระวังผ่านหน้าผมตรงไปยังทางออก สายตาของมันแน่วแน่มั่นคง

        “ไอ้นี่..ไอ้เด็กคนนี้มันเลือกที่จะสู้! หึ หึหึ มันจะรอด!”     ใช่! มันจะต้องรอดออกไปได้ มีโอกาสแค่หนึ่งในหลายร้อยเท่านั้นที่เด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรจะเลือกเดินบนทางนี้ในสถานการณ์ที่เหมือนนรกเช่นนี้...

        “เจอแล้วโว้ยยยยย!!!”     เสียงแหกปากจากผู้ชายดังทะลวงรูหูมาจากทิศทางร้านอีตุ๊ด!

     ผมหันตามไปมองก็ต้องต่อด้วยพุ่งตัวหลบทันที มันยิงลูกไฟเฉี่ยวผมไปแค่นิดเดียวขาเกือบไหม้ พอเห็นว่าหลบได้มันก็ค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงาอาคาร ใบหน้าช่างดูคุ้นตา...

        “พลังนั่น! พลังที่เปลี่ยนแปลงอดีตได้! เอ็กเซีย!!!”

     เฮ้ยไอ้บ้านี่มันรู้จักแขนซ้ายเรา! แต่ตัวตนของมันผมเองก็พอเดาได้คร่าวๆ นานแล้ว และก็ตรงตามที่คาดซะด้วย...

        “เป็นแค่บ๋อยแต่รู้มากจังนะ แกฆ่าอีตุ๊ดไปแล้วรึ?”

     ใช่แล้ว ไอ้นักเวทระยำที่ทำเรื่องยุ่งยากบัดซบนี่คือบริกรที่ต้อนรับผมหน้าร้านนั่นเอง ตัวดำผมหยิกหน้าก้ออีกต่างหาก โบรานท่านว่าไว้คนลักษณะนี้คบไม่ได้... ถ้างั้นปะรำพิธีก็คงเป็นไอ้นั่นแหงๆ

        “โฮ่ แกรู้จักกับอีตุ๊ดระยำนั่นด้วยเหรอ ไม่ต้องห่วงหรอกมันยังอยู่ดี ฮี่ฮี่ฮี่ ใครจะปล่อยคู่ขาตัวเองทิ้งได้ล่ะ”

     ชิบหาย ไอ้ห่านี่เป็นคู่ตุ๋ยอีสะวันน่าหรอกเหรอเนี่ย...

        “เป็นคู่ขากันก็หัดรู้ให้มันมากกว่านี้หน่อยสิวะ อย่างแรกร้านนี้เป็นที่สุมหัวของคอเหล้าพันแรง พวกเสพฟองเบียร์กระดากคอน่ะ... ร้านนี้ไม่ต้อนรับโว้ย!!!”

     ผมขว้างมีดอรัญญิกตรงเข้าหน้ามันด้วยความแรงกว่ากระสุนจากมือซ้าย แต่มันยังจะหลบได้เฉียดๆ ทิ้งไว้แค่แผลบางๆ พอให้เลือดไหลตรงแก้ม...

        “นั่นแทนระฆังบอกยกไงล่ะ”

     มันแลบลิ้นเลียเลือดเน่าๆ ของตัวเองแล้วยิงสายตาน่ารังเกียจเข้ามาตามด้วย...

        “งั้นมันจะหมดยกเร็วๆ นี้!!!”



ผมหวังว่าตอนนี้จะเขียนได้มันพอนะครับ ถ้ายังเร้าใจไม่ถึงขั้นทิ้งคอมเมนต์ไว้ได้เลยครับ น้อมรับทุกคำด่าด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 28, 2012, 07:21:01 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2012, 07:55:50 PM »

     ผมเริ่มเคลื่อนไหวทันที ด้วยการหยิบเอามือถือจากอดีตของไอ้เด็กน้อยคนนั้นขว้างเข้าใส่มันต่อจากมีด เข้าหว่างคิ้วปิดตาพอดี ซึ่งมันโยกตัวหลบอย่างพลิ้วแต่ทว่าขาของผมตอนนี้อยู่ในระยะที่พร้อมจะวาดครึ่งวงกลมลงกลางร่างมันแล้ว... บึ้ก! มันปลิวเข้าปะทะกับอากาศอันว่างเปล่าข้างหลังดังปัง เป็นเสียงกระแทกเข้ากับประตูร้านเหล้าชัดเจน

        “สมกับเป็นบริกร! มานำทางเข้าร้านให้แขกผู้มีเกียรติด้วยตัวเองแบบนี้!”

        “อั่ก! แล้วรู้มั้ยว่าลูกค้าที่มาทำกร่างมันโดนอะไรบ้าง!”     แกร๊ก! เฮ้ย! เสียงแบบนี้...

     มันชักปืนออกมาจากด้านหลัง!

        “เฮ้ย! Chicago Typewriter!!!”     ในมือมันคือปืนกล M1928 แบบซองกระสุนกลม!

        “คลาสสิกดีมั้ยจ๊ะ! ทั้งแดกทั้งถอนนอนตามกันไปเลย!!!”     ปังๆๆๆๆๆๆๆๆ

     ระยะนี้หลบไม่ได้แน่!!! อ๊ะ? แต่ทำไมผมเห็นลูกปืนชัดขนาดนี้หว่า มันพุ่งเข้ามาช้าลงไปเรื่อยๆ จนเหมือนหยุดลงอีกครั้งแล้ว... เหมือนตอนนั้นเลย! ตอนที่โดนยิงในซอย! พอไล่สายตามาถึงอกตัวเองก็ยิ่งตกใจใหญ่ แสงไฟสีแดงส่องสว่างจากกลางอก ต่อด้วยความร้อนวูบวาบเหมือนไฟไหม้อยู่ในปอด โอ้ย!

     ฮึ่ย! ร่างกายก็ขยับไม่ได้แต่รู้สึกได้ว่ามันใกล้เข้ามาจนจะนาบร่างแล้ว ส่วนไอ้เกย์เวรนั่นรวมทั้งฉากหลังทุกสิ่งทุกอย่างก็ช้าแบบเห็นตัวนิ่งตามๆ กัน   ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ผิดแล้วงานนี้ “พลังที่เปลี่ยนแปลงอดีตได้” เฮ้ยๆ นี่มันหมายความว่าเยี่ยงนี้เองรึนี่ ควบคุมเวลา...

     หยุดเวลา!!!

     แต่หยุดแล้วตัวเองขยับไม่ได้นี่ไม่ไหวนะนายจ๋า มือซ้ายผมยกขึ้นปาดเหงื่อที่ค้างเติ่งตรงขอบตา.. ชะ! แขนซ้ายขยับได้! ได้การล่ะเหวย ผมกวาดมือไปไล่เก็บกระสุนทีละลูกอย่างใจเย็น ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไรเลยมันค้างนิ่งสวยงามมาก อา~~ ให้มันได้อย่างนี้สิ*โจทาโร่ ไม่สิเก็บลูกปืนมัน**คุณแอนเดอสันนี่หว่า          *(พระเอกโจโจ้ล่าข้ามศตวรรษ หยุดเวลาได้) **(นีโอจาก The Matrix หยุดกระสุนได้)

     ภาพค่อยๆ กลับมาเร็วอย่างช้าๆ แสงแดงที่อกก็เจือจางลง สายตาพลันมองไล่ทันกระสุนปืนที่พุ่งออกจากลำกล้องพร้อมๆ กับที่ร่างกายส่วนอื่นขยับไปตามใจคิดแบบเนิบนาบ แต่หลบออกจากระนาบของห่ากระสุนได้แบบฉิวเฉียด จนพ้นมุมปืนปุ้บความเร็วของกาลเวลาก็กลับมาเท่าเดิมพร้อมกับที่แสงแดงและอาการร้อนหยุดลง

     ในสภาพนี้ถ้ามันมองทันคงเห็นว่าผมเบี่ยงตัวหลบกระสุนอย่างงดงาม แล้วตามเข้าไปยัดเท้าเข้าหน้ามัน! บึ้ก เข้าให้หน้าหงายกันเลยทีเดียว ตามด้วยชักมีดที่ปักบนความว่างเหล่ากลางอากาศลวงตามาปักมือขวามันกระชากปืนแย่งมาแบบหน้าด้านๆ จังหวะนี้ฆ่าทิ้งได้ด้วยซ้ำแต่ทำไปก็ไม่เข้าท่า ไอ้บ้านี่ไม่ได้เก่งเจ๋งแน่ซักเท่าไหร่นี่หว่า...

        “อึ๊! ร่างกายเรา”     หมดแรงไปซะดื้อๆ ผมเอนตัวโงนเงนตั้งหลักไม่อยู่เหมือนจะล้ม นี่เป็นผลมาจากการหยุดเวลางั้นรึ! ใช้พลังงานมากซะจนหมดแรงเลย เหมือนคราวอรุณแต่ครั้งนี้ไม่บาดเจ็บหนักยังพอพยุงตัวขึ้นยืนไหว ผมประคองปืนขึ้น

        “ฮึ่ย! แกทำได้ยะ...”     บึ้ก! กระทุ้งพานท้ายปืนเข้ากลางลำตัว แหมกระทืบคนไม่มีทางสู้นี่สำราญใจดีจัง

     ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลง ผมจัดการหวดปืนเข้าปากมันอีกทีนึง แล้วทุบหักแขนขวาที่น่าจะเป็นข้างถนัดของมันดังกร๊อบ ตามด้วยดึงตัวขึ้นล็อคคอตีเข่าอีกสามดอก แล้วเหวี่ยงมันสุดแรงที่เหลืออยู่จนกระแทกประตูทางเข้าร้านเหล้าสะวันน่าพังเข้าไปในตัวร้าน

        “โว้ว! ประตูไปไหนก็ได้ของโดเรมอนนี่หว่า... ซะเหมือนเลยนะ”     ถึงจะเหนื่อยจนต้องเกาะขอบประตู แต่ก็ต้องเต๊ะท่าว่าข้าแน่ไว้ก่อน

     ทั้งที่ข้างนอกตั้งแต่ขอบประตูติดภาพลวงตาจนมองเห็นเป็นซากสงครามข้ามเวลา แต่ภายในกลับอยู่ในสภาพเดิมเป็นร้านเหล้าเน่าๆ เหมือนก่อนออกมาไม่มีผิด จะติดก็ตรงที่กลิ่นเหม็นคลุ้งมันไม่ได้ยุ่งแค่เพราะเหล้า แต่มันฟุ้งคาวเลือดออกมาด้วย

     อีหนูหน้าแฉล้มที่เคยเต้นแย้มร่องย่องเบาวนเวที บัดนี้กองเป็นก้อนเนื้ออยู่รวมกับเหล่าบริวารและลูกค้าคนอื่นๆ กลางร้านล้อมรอบด้วยโต๊ะที่มีขวดเบียร์เขียวสดทั้ง 7 ตัว ตอนนี้โต๊ะเหล่านั้นส่องแสงเรืองรองออกมา

        “ขวดเบียร์พวกนี้มันเอาเข้ามาวางไว้ทำเป็นปะรำพิธีสินะ”     หึก็ว่าแล้วมันต้องเป็นแบบนี้ ติดใจตั้งแต่โต๊ะ 5 ขา ของอรุณแล้ว ปะรำพิธีไม่มีจำกัดรูปแบบ ขอแค่ให้มันผิดวิสัยกับพื้นทีก็พองั้นรึ ร้านนี้ไม่มีเบียร์เพราะคู่ตุ๋ยเก่าของอีตุ๊ดเจ้าของร้านมันชอบซดฟอง เพราะงั้นมันจึงผิดธรรมชาติมากๆ อีกทั้งการที่ไม่เก็บไปทิ้งก็เพราะคนเก็บโต๊ะหรือก็คือไอ้บ๋อยระยำนี่มันไม่มาเก็บเอง

     ได้เวลาถามจุดมุ่งหมายแล้ว ว่ามันทำถึงขนาดนี้ไปทำไม ดูแล้วได้ไม่คุ้มเสียเอาซะเลย... อ๊ะ จริงสิ! ถ้าสิ่งที่มันตามหายิ่งใหญ่สุดๆ ก็น่าลุ้น ยกตัวอย่างเช่น เอ็กเซีย...

     ผมเดินไปย่ำหน้ามันแล้วขยี้ๆ ให้ปากมันกลบเลือดเล่น ด้วยแขนที่หักกลางกับความอ่วมอรทัยมันจึงได้แค่โอดครวญชวนสงสารอยู่ปลายตีน ยิ่งทำให้หมั่นไส้เข้าไปใหญ่ ดันทำอะไรไม่คิดคร่าชีวิตไปมากมาย แม้ว่าซักวันผู้คนเหล่านั้นจะต้องตายด้วยโรคภัยหรือแม้แต่ถูกผมฆ่าเองกับมือก็ตาม แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่น่าใช่เวลาที่เขาเหล่านั้นต้องจากไป ต้องตายไปทั้งที่ไอ้คนลงมือมันไม่แม้แต่คิดจะรับผิดชอบมันไม่สมควร

        “หมดยกเร็วอย่างที่ว่าเป๊ะเลยว่ะ... เซนต์ลูเซียนสินะ?”     ผมถามด้วยเสียงราบเรียบสงบนิ่ง

        “มว่ะ อ่อก... ม่ายยย ไม่ใชว่ เพะ เพะ”     มันพยายามตอบพลางบ้วนเลือดทิ้งพลาง

        “เหรอ?”     ตอบง่ายและเร็วมาก ผิดปกตินะ     “แล้วพวกใครล่ะ”

        “ฉะ ฉันต้องเอาเอ็กเซียกลับไปตามคำสั่ง โอย... ชุดก่อนหน้า..นี้ทำไม่...สำเร็จ”

     ชุดก่อนหน้านี้ หมายความว่าพวกที่มาเอาเอ็กเซียไปก่อนมันมาตามหา เลี้ยวเข้าบางอ้ออีกครา มันเป็นมาอย่างนี้นี่เอง

        “อะ แล้ว แกไปได้..เอ็กเซียมา ทะ ที่แท้...แกคือคนที่เอาเอ็กเซียไป!”     มันมองหน้าผมอย่างตื่นตะลึง

        “แก แฮ่ก ถ้ารู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังแกเน่าแน่”     โห พูดจาเหมือนท่องบทมาเลยนะ กะถ่วงเวลาล่ะสิ

        “จริงอ่ะ! อุ๊ย กลั๊วกลัว~~”

     แต่ว่าพอแล้วข้อมูลจากมันแค่นี้ก็ต่อเรื่องได้ยาวเท่าที่ต้องการแล้ว ผมไม่รอให้มันถ่วงเวลามากกว่านี้หรอก มันตอบตรงเกินไป   ‘เวลาหิวน้ำพอซดหมดก็ทิ้งภาชนะ ภาชนะนั้นถ้าไม่อยากถูกทิ้งก็ต้องมีประโยชน์มากกว่าใส่น้ำ หรือไม่ก็ให้น้ำไหลออกไปให้น้อยที่สุด’   ซึ่งมันเป็นอย่างหลังสำหรับผม มันรู้อยู่แล้วตั้งแต่แรกว่าผมเป็น*คนส่งมาม่า มันแค่แกล้งโง่ทยอยพูดความจริงออกมาเท่านั้น ผมเหลือแรงไม่พอจะรับมือกับลูกเล่นของมันได้นานนัก ฆ่าทิ้งจะดีสุด มันเองก็สมควรตายด้วย          *(จากตอนที่ 1-2 เผื่อใครลืม)

     ผมขึ้นลำกล้องปืนกลางหัวมัน เอ็กเซียมันสั่งไว้ให้ฆ่าเจ้าของปะรำพิธีด้วยนี่นะ

        “ปืนน่ะ...มันต้องเหล็กกับไม้จริงๆ ด้วยว่ะ คลาสสิกดีเนอะ”

     สายตามันแน่วแน่ไม่ไหวติง นิ้วมือที่นิ่งงออยู่ก็ตึงขึ้นราบไปกับพื้น... อ๊ะ! ผมรีบเบนเป้าขึ้นไปทางบาร์เหล้าแล้วกระหน่ำกระสุนออกไปแทบจะพร้อมกับที่ไอ้ตัวที่ซ่อนอยู่หลังนั่นมันชันตัวขึ้นมา สิ่งที่ถูกทำลายมีเพียงขวดเหล้าดีกรีแรงอย่างแพงบนชั้น มันก้มหลบทัน! สัมผัสถึงไอร้อนวูบเข้ามาตรงเท้า...

        “ชะไอ้นี่!”     ไอ้บ๋อยพุ่งฝ่ามือเรืองแสงแดงสดเข้าหมายปะทะข้อเท้าผม! ผมจึงจัดกลางแข้งตัดลำตัวมันจนปลิวกระแทกบาร์เหล้า

        “ตายซะเถอะอีเวร!!!”     เสียงผู้ชายดัดจริตแผดลั่นมาจากหลังบาร์ มันโผล่มาแค่ตัวปืนแล้วกดไกใส่ผม ตูม! ลูกปรายสาดกระจายมาตรงๆ รู้งี้ปล่อยไอ้บ้านั่นอยู่ใกล้ๆ เราซะก็ดี! ผมกระโจนหลบออกข้างห่างออกจากหมู่โต๊ะเรืองแสงอย่างเสียไม่ได้แล้วเล็งกลับใส่ไอ้นักเวทบ๋อยเกย์

     ปังๆๆๆๆๆๆๆ กระสุนเจาะร่างของมันจนพรุน ตัวดิ้นไปตามจังหวะกระสุนเข้าเลือด..หือ!? มีเลือดที่ตัวแต่ไม่มีเลือดอาบพื้น! ไอร้อนผ่าวบิดมวนภาพตรงหน้าทำให้ผมหันตามต้นตอไป และเห็นไอ้บ๋อยมันชูมือสองข้างเร่งลูกไฟเหนือหัว ส่วนตัวมันที่ถูกยิงอันตรธานหายไปเหมือนภาพเลือน! มันสร้างภาพลวงตาแล้วหลบออกมา!!!

        “เป็นเถ้าไปซะไอ้โม่ง!!!”     มันปลดกระสุนเพลิงบินตรงเข้ามา ไม่มีทางหลบพ้นได้แน่!

     จริงสิ! อย่างน้อยพังงานมันทิ้งก็ยังดีวะ   ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือไม่มากผมกระโดดไปหลบหลังโต๊ะเรืองแสง แล้วมุ่งดันให้มันล้มไปบังลูกไฟนั่น แต่ทว่าพริบตาที่ฝ่ามือเข้าถูกโต๊ะก็ เปรี๊ยะ!     “อ้ากกก”     ความร้อนรุนแรงผ่านมือโถมเข้าทั้งตัวจนปลิวออกไปจากมันกว่าสองเมตรกระแทกเข้ากับผนังดังปัง

     ตูม!!! ลูกไฟระเบิดใส่ไอ้โต๊ะดีดตัวนั่นสนั่นควันขโมง ถึงจะเจ็บที่ถูกมันช็อตแต่ก็ช่วยให้หลบหายนะพ้นอย่างคาดไม่ถึง   กลุ่มควันจางลง ที่สุดของความตกใจของผมคือทั้งที่จุดตกมันวินาศสันตะโรแต่ไอ้โต๊ะหมู่บูชายัญมันไม่มีแม้แต่รอย ยังคอยส่องแสงผ่องใสอยู่อย่างต่อไป ตามด้วยเงาของไอ้เวรนั่นตะคุ่มๆ ทำท่าเหมือนหอบแดกอยู่ จังหวะนี้ไม่มีปล่อย เล็งปืนใส่มันแล้วสอยซ้ำทันที

     เสียงปืนดังกระหน่ำทำลายข้าวของกระจายไล่หลังมัน สภาพนั้นมันยังวิ่งหลบกระโดดข้ามไปซุ่มหลังบาร์กับไอ้คู่ขามันทัน ซึ่งมันก็โผล่ขึ้นยัดลูกซองใส่ผมแทบจะทันทีที่ไอ้บ๋อยมันข้ามพ้น ผมจึงใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์หลบไปมาระหว่างโต๊ะวิเศษ ใช้กันกระสุนได้ดีจริงๆ

        “แฮ่ก แฮ่ก ที่แท้มันก็ร่วมมือกันนี่เอง เหนื่อยเลยงานนี้ ไอ้ตุ้ดระยำนี่ แม่งได้คู่ขาใหม่เป็นบ๋อยนรกซะงั้น”

     ใช่แล้ว คนที่ชักลูกซองยิงไล่ตูดผมเดี๋ยวนี้คือไอ้ตุ๊ดสะวันน่าเจ้าของร้านโสโครกแห่งนี้ รู้งี้ปล่อยแม่งจมเจ้าพระยาตายไปซะก็ดีแล้วเรา เฮ้อ~~   แต่ว่านะไอ้นักเวทเอ๊ย ถึงมันจะตุ๊ดระยำก็ยังมีส่วนที่น่ารักอยู่บ้าง เพราะงั้นจะฆ่าทิ้งตอนนี้ไม่ได้ ก่อนหน้านี้หลังเผาส่งคู่ตุ๋ยเก่าก็ไม่มีไอ้บ๋อยนี่หว่า แสดงว่าเพิ่งร่วมเตียงลงตูดกัน

     จริงสิถ้าเราถอดไอ้โม่งพอมันรู้ว่าเป็นเราอะไรๆ อาจจะเข้าทางก็ได้... อย่างน้อยมันก็ไม่ลืมบุญคุณคน ไม่สิ ไม่ใช่ ลองถ้ามันลงทุนร่วมมือทำเรื่องบัดซบนี้กับไอ้บ๋อยวิเศษก็แสดงว่ามันไปไกลกว่าดมตูดถึงขั้นลงไททานิคแล้ว เฮ้อ ไอ้พวกรักวิปริตเอ๊ย~~

     เฮ้ยนั่น! ไม่ทันคิดหาทางต่อพวกล่อลูกไฟตีมุมโค้งข้ามบาร์ตัดกลางร้านมาลงหัวผมเลย เสียงตูมกระหึ่มปิดรูหูตามด้วยแรงดันผลักเข้าไปกระแทกกับโต๊ะแสงอีกหนึ่งเปรี้ยง!

        “มันเจ็บนะโว้ย!!!”     ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆ   สาดกระสุนกลับไปใส่อีตุ๊ดที่กำลังจะยิงผมซ้ำ โดยเล็งต่ำกะให้ทะลุไม้ไปโดนช่วงล่างพวกมัน แต่ทว่ากลับไม่เป็นไปตามคาด เพราะกระสุนมันไม่ทะลุไป เลยต้องดีดขึ้นยิงพลาดไปโดนเหล้าแตกสองขวด ของหรูดีกรีแรงอย่างแพงบ่มเกินสิบปีซะด้วย มันเสียของนะโว้ยไอ้พวกบ้า ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

        “แฮ่ก เฮ่อ เอาไงดีวะกระสุนก็จวนจะหมุนครบ 100 นัดแล้ว เหลือแค่มีดเล่มเดียวเรี่ยวแรงก็แทบไม่มี...”     เวลาอย่างนี้ทำไมไอ้เอ็กเซียมันไม่ช่วยเราหน่อยวะ ไอ้บ้าเอ๊ย!

     แล้วทั้งที่กระหน่ำกระสุนเข้าไปแทบเป็นแทบตาย แต่ไอ้บาร์ไม้ผุๆ นั่นมันกลับไม่สะเทือนเลยยัดอะไรเอาไว้รึไงวะ!

        “เฮ้ย!”     ก็เมื่อกี้หันไปทางบาร์ยิงสวนมัน แล้วทำไมพอหันหลังกลับมามันยังมีบาร์อยู่อีกวะ!

        “เอาเข้าแล้วไงเล่ากรรมของกู!”

     ไม่ใช่ว่าหันกลับมาก็ยังมีบาร์ แต่นี่บาร์มันหันตามการส่ายของสายตาเราเลยนี่หว่า โดนไอ้บ๋อยระยำมันทำคุนไสยเข้าเบ้าตาซะแล้ว! ทำไงดีล่ะคราวนี้...

     น่าแปลกทั้งๆ ที่มันเห็นผมเหรอหราหันรีหันขวางแต่กลับไม่โจมตีมาซะที ว่าจะจับจังหวะสวนหน้ามันซะหน่อยนะเนี่ย... อึ๊! จริงด้วย บ้าจริงๆ เลยเราดันเอาอารมณ์มาบังปัญญา เวลานี้ต้องวิเคราะห์ดีๆ สิ มันอุตสา่ห์ยอมให้เวลาเราหาช่องทางไปฆ่ามันทั้งที

     เอาล่ะ..ศัตรูไม่โง่ มันเป็นมืออาชีพพอตัว ไอ้บ๋อยนั่นระบมไปทั้งตัวคงรัวพลังใส่เราไม่ได้ ถ้าทำได้มันคงไม่พกปืนมายิงเรา... ส่วนอีตุ๊ดโผล่มายิงบ้างเป็นช่วงๆ คงยิงตามที่ไอ้บ๋อยมันสั่ง เพราะพื้นฐานนิสัยมันคือปอดแหก ส่วนที่มั่นของมันคือหลังบาร์ไม้ยัดไส้ ปลอดภัยไร้ตะกั่วปืนทั่วๆ ไปทำอะไรไม่ได้... หึหึหึ อ่านแผนพวกมันออกหมดแล้ว คราวนี้ก็รอสวนล่ะ ส่วนวิธีการก็เอาเป็น... อืม

        “สุรามันคือยาเมานี่เนาะ”

     ขั้นแรก มันจะไม่โจมตีตรงๆ เพราะเราจะจับได้ทันที ซึ่งมันคุมให้ลูกไฟเลี้ยวโค้งได้ แม้ภาพจะเห็นว่ามาตรงแต่จุดตกจริงไม่เป็นไปตามที่เห็น มาแล้ว!   ลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นกลมป่องพุ่งอ้อมข้ามบาร์มาทางผม ต้องหลบให้ได้!   ผมหลับตาลงแล้วก้มหน้าบังไม่ให้มันเห็นเปลือกตา ใช้ผิวหนังสัมผัสถึงการไหลของอากาศตรวจจับทิศทางความร้อน... ด้านหลังทางซ้าย!

     เพื่อป้องกันไม่ให้มันรู้ว่าผมรู้ ผมกระโจนหลบไปทางซ้ายด้านหน้า พ้นทั้งภาพลวงตาและกระสุนจริง ต้องยกเครดิตให้เสื้อแขนสั้นยี่ห้อเอ็กเซียเลยนะเนี่ย ถ้าใส่แขนยาวมาจับกระแสอากาศไม่เนียนแหงๆ   ความรุนแรงของลูกไฟดวงนี้ลดลงจากลูกก่อนๆ คงเพราะสร้างภาพลวงตาใส่เราด้วยแรงเลยตกไปละมั้ง?   ผมหันลอกแลกสอดส่ายสายตาลวงมันว่าไม่รู้ทิศทาง ล่อการโจมตีได้อีกสักครั้งก็คงเข้าสูตร แล้วมันก็มาอีกจริงๆ คราวนี้ยิงตรงมาจากข้างหน้าของผม ซึ่งก็ยังคงเป็นบาร์ คราวนี้ต้องแกล้งโง่หน่อย...

     ผมยกแขนซ้ายขึ้นกันแทยหลบ ระเบิดลูกไฟเกือบจะแทงตาบอด ดีที่แกล้งล้มเฉียดไอ้โม่งไปเลย แล้วถ้าเป็นไปตามคาดหลังการโจมตีอย่างเบาครั้งนี้โดน ชุดใหญ่ที่ได้ผลที่สุดต้องตามมาแน่ ซึ่งมันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก...

     ปากกระบอกปืนโผล่มาเป็นภาพช้า อีตุ๊ดสะวันน่ายืนขึ้นเล็งปืนใส่ผมที่ล้มลงเหมือนหมดทางสู้ แล้วก็ ปัง! เสียงดังชัดพิกัดแน่นอน 2 นาฬิกา ทางขวา!!!

     ร่างผมกระตุกขึ้นม้วนหลังพร้อมๆ กับเสียงปืนหลบกระสุนยืนพื้นด้วยท่าชันเข่า แล้วเล็งใส่พิกัดนั้นอย่างมั่นคง จากที่มันจะยิงอีกนัดกลับเป็นว่ารีบก้มต่ำ ไม่ต้องหลบหรอกไอ้หำครั้งนี้พี่จัดเต็ม!

     ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ต้องนับหัวกระสุนกันเลย เสียงแตกโพล้งเพล้งของขวดเหล้าแก้วแอลกอฮอล์แรงบนชั้นไม้ดังระงม ผมอัดกระสุนกราดใส่เหล้าราคาแพงทุกขวดแบบไม่เหลือให้ถอนกันเลยทีเดียว จนในที่สุดกระสุนก็หมดลง... คราวนี้ก็ถึงเวลาเดิมพันล่ะ

        “ตามใจป๋าหน่อยเถอะอีหนู มามะตะเอง”

     ผมวางปืนลง ชักมีดออกมาทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้าใส่ แล้วก็แกล้งชะงักหลักแข็งหลังจากที่อีตุ๊ดมันยกปืนขึ้นจ่อ จะยิงก็ไม่ยิงช้อบชอบพวกลีลาท่าเยอะเนี่ย

     เป็นไปตามคาดไอ้บ๋อยยกมือทำท่าอย่าเพิ่งยิงบอกคู่ขามัน ทั้งสองประคองกันอย่างนุ่มนวลช่างเป็นภาพที่อุบาทว์ตาไม่น่ามองเลยจริงๆ พับผ่า มันชันตัวลงบนบาร์ที่เปียกชุ่มไปด้วยค็อกเทลจากเหล้าหลากยี่ห้อ ซึ่งตัวพวกมันก็ชุ่มพอกัน

        “ไอ้คุณลูกค้าสารเลวเอ๋ย...”     มันเค้นคอทำเสียงดุ     “...ฉันจะเผาแกไม่ให้เหลือซากเลยดูซะ”

     มันประกบมือแล้วเริ่มรวบรวมพลังฮึด ผมกลัวว่าจะไม่แรงพอน่ะสิ ขอหยอดไปอีกนิด

        “มาเลยเด้ไอ้พวกวิปริต! ลองยิงพลาดเมื่อไหร่ตูดมึงแหกแน่!!!”

     โหย! ได้ผลเว้ยตาเขียวปั้ดเลย ส่วนไอ้สะวันน่าคู่ขามันก็ได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ ระแวดระวังอย่างไม่รู้สาเหตุ... มันทำท่าจะปล่อยพลังแล้วแฮะ ไอ้พวกบ้าหรูอย่างมันคงเอาลูกไฟใหญ่ยักษ์ออกมาทักทายให้เห็นก่อนยิงแน่ๆ ใบ้ให้มันรู้นิดนึงแล้วกัน

        “เฮ้ยไอ้ดำที่ถือลูกซองนั่นน่ะ... ถ้าฉันเป็นแกคงเผ่นไปไกลแล้วว่ะ น่าหวาดเสียวออกปานนั้น”

        “หุบปากซะ! เตรียมโดนย่างได้เลยไอ้เปรต!”     ดูดู๊ยังจะมาขู่ ผมอดแสยะยิ้มไม่ได้มันวาดมือขึ้นเหนือหัว ส่วนไอ้ดำมันเหมือนจะรู้ตัวแล้วเข้าไปยื้อบ๋อยยอดรักของมันไว้แต่กลับโดนศอกกลับซะกระเด็น พริบตาที่ลูกไฟนั่นก่อตัวขึ้นมาก็...

        “Burn it Down...”     ผมได้แต่ยิ้มอย่างสะใจ

     พรึบ! บรึม! เปลวไฟวิ่งจากส่วนที่ลูกพลังสัมผัสไล่ไปตามเหล้า เข้าคลอกไปทั้งร่างของมัน!

        “อ้ากกกกกกก!!”     ร้องโหยหวนเข้าไป ให้กับความโง่ของตัวเองไงล่ะ

     ยอดชายนายบ๋อยของเราท่าทางจะโกรธมากจริงๆ ล่อซะไฟท่วมหัวเลย ดิ้นเร่าๆ ไม่ต้องพึ่งเสากันเลยทีเดียว แหม่..ไม่หัดระวังตัวเอาซะเลยน้า หลงไปตามคำยั่วยุของศัตรูง่ายๆ เหล้าแรงไฟก็ยิ่งแรง เสียดายนะเนี่ยบนชั้นนั้นบ่มอย่างต่ำก็ห้าปีเข้าไปแล้ว เฮ้อ...

        “เบียร์ดีมันต้องกินอุณหภูมิห้องเว้ย จำไว้!!!”     เอ้อ อีกอย่างนึงกินอุ่นๆ ก็ได้ใจเหมือนกันนะ แต่อุ่นจนพรึ่บท่วมกบาลแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกันว่ะ

     ผมเดินอย่างสบายๆ ขาลากไปหาไอ้เจ้าของร้าน แล้วยึดลูกซองของมันมาหวดหน้าจนคว่ำ อีตุ๊ดดำโชคดีโดนศอกกระเด็นเลยเหม็นไหม้แค่ขา แล้วเวลาพิจารณาของผมก็หยุดลง ไอ้บ๋อยนั่นสะบัดตัวพริ้วเปลวไฟก็พลันปลิวหายไป หน้าตามันตอนนี้ยอดเยี่ยมเกรียมใช้ได้ ตาปิดไปข้างนึผิวหนังชั้นนอกแทบจะหายไปหมดจนเห็นเนื้อแดงๆ บางส่วนก็ดำปึ้ดไปเลยโดยเฉพาะช่วงคอ เพราะตรงนั้นโดนไฟก่อน

        “อ้ากกกกกกก กูจะฆ่ามึงงงงงง!!!”

     ปัง! คลิก-คลิก ตัวปลิวลงไปกองนองเลือด... ลูกซองระยะขนไหม้นี่สั่งได้ดั่งใจดีจริงๆ ไม่ต้องเล็งเลยนะเนี่ย

        “ไอ้คำว่า ‘จะฆ่า’ น่ะ มันต้องใช้หลังจากฆ่าเสร็จไปแล้วเว้ย... กูจะฆ่ามึง! ถุ๊ย!”     โดย *โบรโน่ บูจาราตี้          (ตัวละครมาเฟียจากโจโจ้ล่าข้ามศตววรษ)
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2012, 07:56:37 PM »

     โอ้โฮ มิน่าล่ะถึงยิงไม่ทะลุ พวกยัดผ่นเหล็กไว้ใต้บาร์นี่เอง...

        “แผ่นเหล็กหนามาก กี่เซนวะเนี่ย”

        “4 เซน 2 แผ่นน่ะฮ่ะ...”     เสียงอีตุ๊ดข้างหลังดังมาให้คำตอบ

        “ไม่ได้อยากรู้โว้ย!”     ปัง! เข้ากลางหว่างขาปูนแตกกระจายใส่ง่ามมันเต็มๆ เล่นเอาดิ้นจนไฟดับไปเลย สำนึกบุญคุณไว้ซะอุตส่าห์ช่วยดับไฟ

        “อู๊ย~เจ็บ ละ..แล้วตัวเองถามเค้าทำไม~~”

     ผมขี้เกียจจะพูดอะไรมาก อีกอย่างเดี๋ยวมันจะจำได้ว่าเป็นผม เพราะงั้น... ตุ้บ บึ้ก พลั่ก ผัวะ ผมขึ้นคร่อมบีบคอแล้วซัดมันสุดแรง เน้นๆ เนื้อๆ จนในที่สุดมันก็น็อคไป     “แฮ่ก เหนื่อยไม่เข้าเรื่องเลยให้ตายสิ”     วันนี้บู๊มาราธอนหนักตัวเป็นบ้า

     จากนั้นก็ลากมันไปหลบหลังร้าน ตรงหลุมซ่อนตัวที่มันขุดโชว์ผมไว้สมัยตั้งร้านใหม่ๆ หวังว่าจะช่วยให้มันรอดไม่โดนทหารฆ่า นี่ถ้าไม่ติดว่าจำเป็นต้องให้มันช่วยหลังจากนี้ไม่ปล่อยทิ้งไว้ให้เปลืองออกซิเจนหรอก

        “ต่อไปก็ธุระสุดท้าย... เอาล่ะจะทำยังไงกับไอ้โต๊ะหมู่บูชานี่ดีนะ”



     ไอ้เอ็กเซียมันบอกว่าที่เหลือมันจะจัดการเอง จัดการยังไงของมันวะ? แล้วที่เห็นอยู่นี่มันก็ยังทำงานส่องแสงสร้างภาพอยู่เลย ไหนว่าฆ่าเจ้าของแล้วจบไงล่ะ... หือ? อยู่ดีๆ ขาของผมมันก็ก้าวเข้าไปกลางวงตรงกองศพ เฮ้ย!

     เดินเข้าไปแบบไม่ใส่ใจสิ่งรอบข้าง จนหยุดเหยียบนมน้องเน่าซึ่งเป็นศพที่ถมอยู่บนสุดของกองซาก ผมควบคุมตัวเองไม่ได้เลย! จะเกิดอะไรขึ้นกับกูอีกวะเนี่ย!

     ผมกางแขนออกสองข้าง แบมือเหมือนโอบกอดอะไรบางอย่าง จากนั้นศพข้างล่างทั้งหมดก็กระเด็นออกไปรอบนอกเหมือนโดนระเบิดซัด ทว่าแทนที่ผมจะล้มไปเพราะเสียพื้นที่ยืน กลับลอยค้างเชิดหน้ามองฟ้าอยู่ท่าเดิม ที่เพิ่มเข้ามาคือมันค่อยๆ ลอยถอยหลังออกไป แล้วหยุดลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล พื้นตรงหน้าที่ผมเคยหยุดลอยอยู่เกิดแสงสว่าง เอ๊ย! ไม่ๆ ไม่ใช่แสง มันเป็นแท่งสีขาวโผล่ออกมา ไม่มีมุมเหลี่ยมแสดง แต่ไม่ส่องแสงออกมาแน่นอน

     แท่งนั่นยุบลงไปเหมือนผืนผ้าหลุดมือ ตามด้วยปรากฎร่างภายใต้ผ้าคลุมดำทมึนพลิ้วไหวออกมา... ผ้าคลุมหุ้มมิดตั้งแต่ช่วงคอจรดปลายเท้า แม้แต่หน้าก็ปกปิดไว้ด้วยผ้าแถบยาวดำสนิทพันรอบๆ เหมือนมัมมี่เหลือไว้แค่ช่วงดวงตาเท่านั้นที่เห็นเป็นสีเนื้อขาวผ่อง นัยน์ตาดำสนิทฉาบแววคมกริบ ดูไม่ออกเลยว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

        “ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง”     มันเปิดปากพูด! เสียงของมันเข้มจนไม่น่าจะเป็นเสียงผู้หญิง และหวานไปนิดที่จะตัดสินว่าป็นผู้ชาย ตกลงมันเพศอะไรกันวะเนี่ย เมื่อกี๊ก็ทั้งเกย์ทั้งตุ๊ด!

     สิ่งที่หยุดความคิดของผมเอาไว้แค่นี้ก็คือ...

        “สิ่งที่ไม่เคยมี ยังดีกว่าเคยมีแล้วดับสูญ... นานแล้วนะที่ไม่ได้พบกัน สามจอมปราชญ์ นารัน”     ผมเปิดปากพูด!!! เสียงของผมแถมเข้มขรึมอึมครึมอีกด้วย แต่ผมไม่ได้สั่งผ่านสมองให้ปากขยับ แต่ผมพูด!!!

        “เช่นกันเอ็กเซีย และยินดีด้วยที่ท่านได้ร่างมาเสียที... ถึงกับเรียกฉันมาคงเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก เกี่ยวกับปะรำพิธีนี่สินะ”

     นารัน? สามจอมปราชญ์!? อะไรของมันวะ แล้วไอ้บทพูดนี่อีก เป็นคนรู้จักกันเหรอครับ แล้วพี่ท่านยึดร่างผมไปใช้เลยเนี่ยนะ

        “นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีกล่ะโว้ย!!!”     ผมตะโกนสุดเสียงใส่หน้าไอ้มืดมิด มันยังคงนิ่งอยู่ อ๊ะ! เราแย่งร่างคืนมาได้แล้.. เอิ้ว! ขยับไม่ได้อีกแล้ว!

        “เจ้าของร่างยังตื่นอยู่เลยนี่นา จะดีรึ?”     มันยังคงเย็นใจแน่จริง

        “จะช้าหรือเร็ว มันก็ต้องรู้อยู่ดี ไม่สำคัญหรอก... ที่สำคัญคือเจ้าช่วยจัดการกับผลที่จะเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นี้ให้หน่อยแล้วกัน”

     โหย มันคุยข้ามหัว!

        “จะให้บิดเบือนเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองนี้หรือ ผู้รับข่าวสารมีมากเกินกว่าพลังของฉันจะจัดการได้หมดนะ อีกอย่างเรื่องแค่นี้ท่านจัดการเองก็ได้นี่”

     มันพูดพลางเดินไปสำรวจโต๊ะเรืองแสงรอบๆ

        “ข้าก็ตั้งใจจะทำเช่นนั้น แต่ดันเผลอหยุดเวลาไปน่ะสิ ตั้ง 7 วินาที แหล่งพลังที่เตรียมไว้เลยพลอยหมดไป.. ไอ้ครั้นจะใช้พลังของตัวเอง ผนึกมันก็คอยจะลงสลักเอาอีก”

     มันพูดเรื่องหยุดเวลาออกมา แล้วแหล่งพลังงานนั่น... หรือว่าจะเป็นไอ้ก้อนเล็กๆ สีแดงที่ฝังลงกลางอกเราตอนรักษาร่าง!

        “นี่ท่านยังคลายผนึกไม่ได้อีกรึ น่าแปลก.. ปรกติถ้าได้ร่างแล้วมันน่าจะคลายสนิทสิ”

        “ก็เพราะผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่รับมือยากน่ะสิ ตัดเท่าไรก็ไม่สิ้นเยื่อ”     มันพูดวกไปวนมาอีกแล้ว

     โอย พวกคุณๆ ช่วยคุยกันให้กระผมรู้เรื่องหน่อยสิวะครับ

        “เอาเถอะ ด้วยลักษณะของวงเวทนี้ ฉันพอจะทำอะไรบางอย่างให้ท่านได้..ไม่สิ ให้กับผู้ดำเนินแผนการสร้างสวรรค์อันสูงค่าของเราได้”

     หือ? มันพูดถึงผู้ดำเนินแผนการ อะไรกัน?!   มันยังคงแถลงต่อ

        “อย่างไรซะถ้าไอ้หนูพิชิต กำชัยพล เกิดตายขึ้นมาแผนการทั้งหมดก็เป็นอันพังป่นปี้ ที่สำคัญเลยคือฉันคงบากหน้าไปพบเนเกิ้ลไม่ได้ด้วย”

     เนเกิ้ล!? พันเอกเนเกิ้ล! มันรู้จักกับผู้พันด้วย ได้ยังไงกัน!?

        “หึหึ ดีเลย.. ถ้าอย่างนั้นในฐานะของผู้ริเริ่ม มีอะไรจะพูดกับผู้ดำเนินการหน่อยมั้ย? เอาล่ะ ข้าจะคืนร่างให้”

     มันบอกจะคืนมันก็คืนทันที เล่นเอาเสียหลักเกือบหน้าคะมำ   มันมองหน้าผมต่อไม่ถามอะไรซักที เปิดประเด็นก็ได้ฟะ

        “แกเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่?”     รู้สึกจะถามหลุดประเด็นไปเยอะเลยแฮะ

        “นั่นสิ ฉันเองยังสับสนอยู่เลย”

     อื้อหือ กวนประสาท! เอาเหอะช่างมัน แล้วเรื่องแผนการล่ะ สร้างสวรรค์งั้นรึ? ตกลงนี่ฉันกำลังเดินไปทางไหนกันแน่!

        “เดินไปบนทางที่เธออยากจะเดินนั่นแหละถูกต้องที่สุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรให้มากความ ถ้าเธอต้องการทำลายโลกก็จงทำลายมันทิ้งซะ”

     มันพูดเหมือนเป็นเรื่องง่ายดาย แล้วก้าวออกจากโต๊ะหมู่ไป เอนหลังพิงบาร์ที่เพิ่งมอดไฟยกแก้วเหล้าใบหนึ่งขึ้นมองผ่านไปมา

        “นี่แกเป็นใครกันแน่ แล้วทำไมรู้จักผู้พัน บอกมาเลยนะเว้ย!”

     ถึงจะดูเหมือนมีน้ำโห แต่ผมก็แค่แสร้งทำเสียงดุข่มไปเท่านั้น และคำตอบของมันก็ไม่ตรงคำถามซะด้วย

        “ผู้ร่วมอุดมการณ์... มีอยู่มากมายทั่วทุกมุมจักรวาล   แผนการนี้เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีที่ของปลอมมีตำหนิซึ่งก็คือเธอถือกำเนิดขึ้นมา สิ่งที่เห็นนั้นเป็นจริงเสมอ..เท่าที่เธอเห็น”     เหมือนมันจะบอกใบ้อะไรผม ก็ต้องปล่อยมันพล่ามไป     “ปลายทางแห่งการทำลายล้างเป็นได้ทุกอย่าง เพราะที่สุดของปลายทางอาจจะไม่ใช่ที่สุดแห่งความสวยงาม... มันก็แค่ ‘อาจจะ’ มันจะใช่..หรือไม่ก็ได้... เพราะอย่างนั้นฉันจึงตั้งความหวังไว้ที่สวรรค์ไงล่ะ”

     แก้วที่ถืออยู่หล่นกระทบพื้นดังเพล้งเหมือนมันแหลกสลายกระจัดกระจาย แต่กลับไม่แตกออก สายตาคมกริบคู่นั้นส่องประกายไล่มองผมตั้งแต่เท้าจรดหัว แล้วยกมือชี้มาที่ผมทำท่าเหมือนเล็งปืนมาตรงกลางอก

        “สิ่งสำคัญ มันคือหัวใจ”     แล้วกระดกปลายนิ้วเหมือนยิงกระสุนออกไป

   ผมเข้าใจสิ่งที่มันต้องการจะบอกแล้ว

        “สวรรค์เหรอ? ก็ดีนี่!”

        “ดี ยอดเยี่ยมสมแล้วที่เนเกิ้ลยอมสละชีวิต คำใบ้ที่สำคัญคือฉันเอง ‘หนึ่งในสามจอมปราชญ์ นารัน’ คงไม่จำเป็นต้องบอกอะไรมากไปกว่านี้ ทางที่เธอเดิน จะเปิดเผยทุกคำตอบของคำถาม แล้วเราจะได้พบกันอีก...”

     สิ้นคำพูดเยิ่นเย้อของท่านสามจอมปราชญ์ผ้าคลุมดำ ก็รู้สึกว่ารอบๆ มันทยอยมืดลง แล้วพื้นมันเริ่มเอียงแบบแปลกๆ ด้วย... เอ๊ย! ไม่ใช่แล้วนี่ตัวเรากำลังล้มลงเปลือกตาปิดนี่หว่า..คร่อก



Unreal 13   -Paradise ? Oh! well, Good!-
    (อ้าวเฮ้ย! ดันกลายเป็น Emotion ไปได้ไงวะเนี่ย!?)



ชื่อตอนตั้งแต่ 12-13 มาจากเพลงครับ ทั้งวงและชื่อเพลงเลย Coldplay - Paradise นั่นเอง ผมชอบเพลงนี้นะ ชอบสุดๆ เลย
ที่จริงผมตั้งชื้ออื่นไว้เรียบร้อยแล้วครับ แต่ตอนฟังเพลงนี้ผมรู้สึกติดใจอย่างบอกไม่ถูกเลย คือว่ามันตรงประเด็นกับการกระทำและเนื้อหาในตอนเต็มๆ Coldplay จะเห็นการตัดสินใจและการลงมืออันเยือกเย็นแยบยลของทั้งพิชิตและศัตรู (ไม่รู้จริงรึเปล่า) ส่วน Paradise ก็คงเป็นเป้าหมายสูงสุดของแผนการละมั้ง?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 04, 2012, 11:07:33 AM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #27 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2012, 07:35:23 PM »

Unreal 14   -Oh Baby... Please Be a Good Girl-



          ‘การก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดนับแต่ที่จบสงครามมา...’

     นั่นสิครับคุณนักข่าวขาวสวย ผมว่ามันคงไม่มีครั้งไหนที่จัดฉากห่วยแตกเท่าครั้งนี้อีกแล้วครับ

          ‘...จากภาพวงจรปิดจะเห็นการยิงต่อสู้ระหว่างทหารและกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่กับทหาร จากรายงานล่าสุดที่เข้ามาระบุว่าเป็นทหารเก่าที่ไม่พอใจในการปฏิบัติต่อทหารผ่านศึก...’

     โอว! นี่เรากลายเป็นทหารเก่าไปตั้งแต่เมื่อไหร่หว่า อ๊ะ! แต่เราก็เป็นทหารเก่าจริงๆ นี่หว่าแค่ไม่ใช่ทหารของประเทศสารขันธ์นี่เท่านั้น

        “เอะอะเธอก็รัก! เอะอะก็คิดถึง แต่เธอไม่ซึ้งไม่เคยเข้าจาย~~”

        “หนวกหูโว้ยซานเจ! คนจะฟังข่าว!”     จะมาร้อง*ยาพิษหาพระแสงอะไรวะ!          *(เพลงของทุ่มตัว)

     มันหันมายิ้มในขณะที่มือถือไพ่ กำลังดวลดรัมมี่อยู่กับเอเลนัวร์ ส่วนที่นั่งหน้าเหรอหราตัวสั่นข้างหลังซานเจอีกทีก็ไอ้คุณนักข่าวชาวเหนือนั่นเอง... ห้องผมก็ไม่ได้เล็กมันยังจะทำตัวลีบอยู่อีก เฮ้อ~~

          ‘...เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์โดยรอบอพยพประชาชนทันที โดยไม่สนใจกฎอัยการศึก อนึ่งการประกาศกฎ...’

        “จะไปสนใจข่าวแหกขี้ตานี่ทำไมว้า จะไปเปิดแฟ้มเหตุการณ์ที่สารวัตรเก็บไว้เมือไหร่ก็ได้”

        “แกจำที่ฉันสอนไม่ได้แล้วใช่มั้ย? หรืออยากโดนถองหน้าซัก..”

        “จ้า จ้า ‘การเคลื่อนไหวของมหาชนส่งผลกระทบต่อภาพรวมของสงคราม’ เราต้องตามข่าวตลอดใช่มะ?”

     รู้แล้วก็อย่าให้ย้ำสิวะไอ้กล้วยแขกนี่!   ใช่แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดถูกกองทัพจัดฉากเป็นการก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพ แต่ที่ตลกคือภาพจากกล้องวงจรปิดทุกตัวไม่เห็นหัวไอ้พิศาลกับผมเลย รวมทั้งภาพที่รถถังไอ้ซานเจปะทะกับกองทัพก็กลายเป็นรถถังของกองทัพยิงใส่กันเองอีกต่างหาก เล่นเอาหน้าแหกแยกกันกลบข่าวแทบไม่ทันเลยทีเดียว

        “สามจอมปราชญ์นารันเหรอ... ร้ายเป็นบ้า”     ไม่รู้ว่าทำยังไงแต่มันลบภาพรวมทั้งตัดแปะข้อมูลดิจิตอลของกล้องวงจรปิดทุกตัวซะเนียนจนแยกไม่ออก นั่นยิ่งทำให้สื่อแสนซนกับประชาชนขี้ลืมขุดคุ้ยและจำแม่นขึ้น  คงเพราะผมยิ้มแหยๆ เอเลนัวร์เลยหันมาแหย่

        “ตำรวจเข้ามามีบทบาทในการควบคุมตัวผู้รอดชีวิตจำนวนน้อย รวมทั้งการจัดการฝูงชนรอบนอก แถมใส่ไฟกองทัพซะยับเยินเลยด้วย... เข้าแก๊บตาแก่นั่นเต็มๆ เลยนะงานนี้ ศึกสายเลือดกำลังจะระอุแล้ว ฮี่ฮี่ อยากเห็นจัง!”

     เธอโยนหนังสือพิมพ์ลงตรงหน้าผมพอดี พาดหัวข่าวซะดุเดือด ‘กล้องส่องทหารพาล ผลาญงบจนคบไม่ได้ ทหารเก่าก่อการร้ายตายยับเยินเกินพันศพ’ การจัดฉากกลายเป็นดาบกระซวกดากตัวเองเข้าให้แล้ว ไอ้ครั้นจะออกมาจ้อจี้ว่าที่เป็นแบบนี้เพราะเวทมนต์ก็ไม่ได้ ตลกแท้หลาว

        “...ความสัมพันธ์ของสารวัตรกับพี่ชายคงใกล้จะถึงจุดแตกหักซะแล้ว ตั้งแต่ที่ส่งฉันไปลอบฆ่าทหารคนสนิทกับแทรกแซงแผนค้ายาคราวก่อนแล้ว ดีไม่ดีตาลุงสำราญอาจรู้เหตุการณ์นี้ล่วงหน้าอยู่แล้วก็ได้”

        “ใช้คำว่าแทรกแซงเหรอ? นอกจากฉันแล้วแกฆ่าซะเหี้ยนเลยนี่นา มือดี 5 คน กับคาราวานค้ายาอีกร่วม 20 จนฉันถูกลุงแซมหมายหัวไปด้วยเลยเนี่ย”

        “ไม่เอาน่ายาหยี กางเขนหน้าโบสถ์ก็เปลี่ยนใหม่แล้ว เรามาคิดถึงปัจจุบันกันเถอะนะ”     เธอมองค้อนผมเล็กน้อยแล้วจัดการโชว์ไพ่หมอบหนึ่งใบน็อคมืดไอ้กล้วยแขกจนหน้ามืด

     ซานเจหันไปตบไหล่พิศาล มันยังตกใจอยู่ อะไรนักหนาก็ไม่รู้ทั้งที่ผ่านมาตั้งวันนึงแล้วแท้ๆ

        “จะเอายังไงกับพ่อหน้าเหลี่ยมนี่ดีล่ะ? สัมภาระที่เป็นภาระมาตลอดทางพรรนี้มันมีอะไรดีขนาดแกต้องพามันออกมาด้วยล่ะเนี่ย เออจริงสิ..สารวัตรยศกระจ้อยร่อยจะเอาอะไรไปแตกหักกับทหารระดับนายพลวะ?”

     สารวัตรมีอะไรดีน่ะเหรอ...

        “3000 หลา หัวระเบิด แค่สไนเปอร์ติด PA กระบอกเดียว ไม่ใช้ดาวเทียมช่วยเล็ง...”

        “เฮ้ยโม้แล้ว! จะมีคนเก่งขนาดนั้นได้ยังไงวะ!! ...เอ๊อะ! เออ มีนี่หว่า”     มันมองหน้าผม

        “นี่แค่ขั้นต้น ยังมีอะไรอีกเยอะที่แกไม่รู้เกี่ยวกับตาแก่แว่นดำนั่น”

     เอเลนัวร์ลุกไปชงกาแฟแล้วพูดลอยๆ ออกมา

        “สารวัตรมีคนใหญ่คนโตอยู่ใต้อาณัติไม่น้อยเลยนะ เพียงแต่เคลื่อนไหวโจ่งแจ้งไม่ได้เพราะโดนจับตาดูอยู่... ที่แกไม่ตายซักทีก็เพราะพวกที่ส่งมาลอบฆ่าโดนฆ่าตั้งแต่ก้าวขาออกจากบ้านไงล่ะ ‘ใครไม่ตามก็ต้องตาย’ ฮิฮิฮิ โหดดีเนอะ”

        “โห..ลองถ้าเจ๊พูดขนาดนี้ผมเชื่อก็ได้ ปกติแกสั่งงานผ่านไอ้ชิตอย่างเดียว พอรู้เข้านี่ชวนเสียวเหมือนกันแฮะ แล้วนั่นแกทำอะไรอยู่วะชิต เปิดเวบจองตั๋วรถทัวร์ทำไม?”

     หน้าจอโทรทัศน์ผมเปลี่ยนเป็นหน้าเว็บไซต์ของบริษัทปลอดภัยทัวร์จำกัด คลิกไล่จองตั๋ว VIP เที่ยวที่ออกเร็วที่สุดอยู่

        “ได้ล่ะ...เที่ยวบ่าย 3 กรุงเทพ-พัทยา 2 ที่นั่ง”

        “เดี๋ยวๆ ช้าก่อนเลยไอ้คุณชิต แกจะไปพัทยาทำไมวะ”     ซานเจลุกขึ้นมาดูที่นั่งที่ผมจอง

        “ใครว่าฉันไป ไม่ใช่เลยเข้าใจผิดไปหนึ่งก้าว แกถามว่าจะให้ทำอะไรกับไอ้คุณพิศาลใช่มั้ย?”     มันพยักหน้าทำตาเข     “แก. ไป. กับ. มัน. ซะ ด่วนที่สุดเย็นนี้เลย ให้เวลา 1 วัน พามันไปเอาของแล้วขึ้นเครื่องกลับมาเลย เดี๋ยวจองตั๋วกลับให้”

     พูดจบมันก็ลั่นออกมาทันที ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจปนความประหลาดใจ

        “หา! จะให้ฉันไปเนี่ยนะเฮ้ย! ตลกแล้ว ไหนจะงานล่าไอ้ตาส่อนอีก ถ้าไปกับสาวก็ว่าไปอย่าง นี่ตัวผู้นะเว้ย! แล้วอีกอย่างไปรถไฟไม่เร็วกว่าเหรอวะ”     ไม่ยอมเข้าใจเรอะ

        “ไปรถทัวร์มันได้อารมณ์ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจมากกว่าเว้ย ก็แค่วันสองวันทันงานหลักอยู่แล้ว อีกอย่างนี่เป็นงานสำคัญ แกต้องคุ้มกันมันไปให้ตลอดทาง อ้อแล้วที่สำคัญสอนให้มันพูดจายียวนกวนตีนไปด้วย ให้ได้อารมณ์ประมานไปเที่ยวล่อหญิงริมเลน่ะ เข้าใจมั้ย? อย่าให้ต้องย้ำนะ คำสั่งนะเนี่ยไม่ใช่ขอร้อง”

     ผมทำตาดุใส่มันไป หน้ามันเหี่ยวลงเลยไม่มีการเถียงอะไรไร้สาระกลับมาอีก เอาจริงก็คือเอาจริงงานนี้ไม่มีเล่น ข้อความที่วิโอล่าทิ้งเอาไว้สำคัญสุดๆ อีกหนึ่งเหตุผลที่ผมให้ไปมันก็เพราะ... เอเลนัวร์ยกกาแฟมาให้ผมตามด้วยคำอธิบายเสียงลุ่มลึกเหมือนกาแฟรสชาตินุ่มนวลที่เธอชง

        “ผู้หญิงนั่นไม่เห็นหน้าพวกแก แต่กับพิศาลไม่แน่... ต้องมีคนคุ้มกันมัน และไม่ต้องห่วงมากเท่าที่พิชิตเล่ามาตัวผู้ชายโดนเล่นงานไปหนักมาก พวกมันไม่น่ารีบตามออกมาหรอก อีกอย่างฉันกับพิชิตได้เปรียบตรงเห็นหน้ามันแล้วแต่มันยังไม่รู้หน้าพวกฉัน เดี๋ยวจะหาทางจัดการเอง แกไปกับมันดีที่สุด... ชดใช้ที่ทำรถถังฉันพังด้วย ตีตั๋ว VIP ให้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ใสหัวกันออกไปเตรียมตัวซะเดี๋ยวนี้เลย ซู้ด ฮ่า..กาแฟอร่อยจัง”     ซดโฮกซะหมดมาดเลยนะคนสวย ดูเหมือนเธอจะเห็นหน้าผมยิ้มเยาะเข้าถึงกับแก้เขิน     “มีอะไรเล่า ก็เค้าชงมาดีอะ!”

     ท่าทางน่ารักขัดอายุซะเหลือเกิน แก้มแดงเขินป่องชัดเจน... แล้วซานเจก็ขัดลำขึ้นมา

        “แล้วพวกคุณพี่จะอยู่จีบกันที่นี่ส่งผมไปเฉี่ยวปากกระบอกปืนเนี่ยนะ”

     น่ารำคาญฟะ ผมเลิกสนใจลูกพิรี้พิไรของมันแล้วลั่นแผนการคร่าวๆ ให้มันไปปรับแต่ง

        “อย่างแรกพวกแกต้องไม่รู้จักกัน บังเอิญนั่งข้างกันแล้วคุยถูกคอ ไม่ต้องห่วงพิศาลมันทำได้อยู่แล้ว อีกอย่างคือพามันไปนาบแล้วเที่ยวซ่องให้เต็มที่ พาคุณนักข่าวไปดูโชว์หอยเปิดฝาซะ จากนั้นพิศาล... แกนำทางซานเจไปเอาของ แล้วซานเจแกกลับมาคนเดียวในวันรุ่งขึ้นจะมาทันการล่า ส่วนพิศาลแกไม่ต้องกลับให้รออยู่ที่นั่นจนกว่าฉันจะสั่งไป”

        “หา? หะ ให้ผมรออยู่ที่นั่นเหรอครับ! อย่างนี้ก็ไม่ต่างจากรอความตายเลยสิ คุณบอกว่ามันเห็นหน้าผมแล้วไม่ใช่เหรอครับ ผมไม่อยากตายน้า!!!”     โอยปวดกบาลกับความปอดแหกปนโง่ของมันจริงๆ

        “อยู่ที่นั่นแกจะปลอดภัย ลูกน้องสารวัตรจะคอยดูแลให้.. อ้อจริงสิอย่างสุดท้ายนี่สำคัญมากถึงมากที่สุด!”     ซานเจผงะทันที ปกติไอ้คำนี้ผมจะใช้กับงานเสี่ยงตายชนิดที่ตายมากกว่ารอด ซึ่งมันก็เคยสัมผัสมาแล้วกับตัว

     อย่างสุดท้ายนี้ว่าจะไม่สั่งแล้ว แต่แม่เสือป่าตาน้ำข้าวส่งสายตามาอ้อนเข้ามาน่ะสิ..

        “อย่าลืมของฝาก เอาเป็นของกินนะ”

        “ฟักยู!!!”     มันงัดนิ้วกลางให้ ทำตาดุแล้วลากพิศาลไปโยนแหมะหน้าประตูห้อง     “เอาล่ะคุณนักข่าว ฉันจะไปเตรียมของ ส่วนนายตรงดิ่งไปรับตั๋วที่จองไว้แล้วไปฆ่าเวลาที่ไหนก็ได้ บ่าย 3 ไปขึ้นรถ เราไม่รู้จักกัน ถ้าฉันไม่ชวนคุยไม่ต้องเจ๋อ”

        “แต่ปกติผมเป็นฝ่ายตีซี้กับคนอื่นก่อนนะครับ!”     เสียงมันสั่นกลัวตลอดทุกคำพูด ซานเจผู้แสนว่าง่ายถึงกับส่ายหน้าแล้วเปิดประตูยกเท้าเข้าเขี่ยพิศาลออกไป



     หลังจากคู่บ้าออกไปแล้วก็ได้เวลา...

        “มาอี๋อ๋อกันต่อดีกว่าชิต!”     เอเลนัวร์โผเข้ารัดโอบคอผมทันที เอาหน้ามาคลอเคลียเหมือนแมวขี้อ้อน อา..มาต่อกันดีกว่านะจ้ะ!

        “ซะเมื่อไหร่ล่ะเฮ้ย! เตรียมตัวรับมือกับสารวัตรก่อนต่างหาก ไม่รู้ตาแก่นั่นจะมาไม้ไหน อีกอย่างนึง...”     สามจอมปราชญ์นารัน และเอ็กเซีย ผมยกแขนซ้ายขึ้นมอง.. ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง

     เธอผละไปทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อยแล้วบ่นงึมงำ

        “อุตส่าห์ลากนายออกมาจากกองขยะ ชิ! แค่นี้ทำเป็นซีเรียส!”

     อย่าพูดไปสิคนดี นี่มันเรื่องน่าอายนา มีที่ไหนไปนอนอยู่บนรถขยะ!   หลังจากหมดสติในร้านอีตุ๊ดรู้ตัวอีกทีก็หมดสภาพเละเทะเหม็นขยะท่วมหัว มั่วอยู่ในรถเก็บขยะ... รอบที่แล้วก็ถังขยะ เดี๋ยวคราวหน้าได้ไปถึงโรงแยกขยะแน่เลยว่ะ

        “ฉันไม่ใช่ขยะนะโว้ย!!!”

        “แต่ถ้าหมายถึงขยะของสังคมนี้ล่ะก็ไม่แน่ ฮี่ฮี่ฮี่”     ไม่ต้องมาพูด ทำยังกับว่าเธอต่างจากฉันนักล่ะ!   ถ้าพูดออกไปบ้านกระจุยแน่...



     เวลาผ่านไปไวเหมือนทุกวัน เวลาประจัญหน้ากับโจทก์เล่นยากก็มาถึง...

        “ข้าวมันไก่สองจาน”     เสียงทุ้มยังคงนุ่มลึกเหมือนเช่นเคย

        “ไม่ๆ ไม่ใช่ข้าวมันไก่สอง ข้าวมันไก่หนึ่ง เส้นเล็กเนื้อทุกอย่างพิเศษหนึ่งต่างหาก... ประจำเลยนะป๋า เวลาเคร่งทีไรสั่งแต่ข้าวมันไก่ทุกทีเลย!”

     ร้านอาหารอภิมหาตามสั่ง ทำได้ทุกอย่างที่คุณลูกค้าอยากแต่ระยะเวลาขึ้นอยู่กับอารมณ์แม่ค้า   ผมกับสารวัตรมากันตามนัดที่ร้านขาประจำ ตำรวจรุ่นใหญ่ใน*เรย์แบนกับมือปืนส่วนตัวหน้าชั่วนั่งอยู่ด้วยกันเป็นภาพที่คนแถวนี้เห็นไม่บ่อยนัก และพวกเขาคงไม่อยากเห็นซักเท่าไหร่ เพราะเรานั่งคุยกันทีไรเดี๋ยวได้มีคนตายทุกที แต่ครั้งนี้ต่างออกไปนิด... สารวัตรเริ่มเอ่ยมาแบบเอื้อนๆ พร้อมพลิกหน้าหนังสือพิมพ์          *(ยี่ห้อแว่นดัง Ray-Ban ตี๋ใหญ่ไง ใส่แล้วเท่!)

        “แล้ว..มีอะไรล่ะถึงได้นัดฉันมา หือ?”

     โอ้โฮคุนป๋าสารวัตร! งัดไม้นี้มาใช้เลยเหรอเนี่ย ทำเนียนเลยนะ! เอ้า เนียนมาก็เนียนไปล่ะวะ!

        “ก็เรื่องไอ้ตาส่อน เอ๊ยโทษที ไอ้แก๊งซิ่งนั่นแหละ ว่าจะจัดการแบบไม่โหดน่ะ ผมคิดว่าจะเอาพวกมันไปดัดสันดานซะหน่อย”

     จานข้าวมันไก่วางอย่างนุ่มนวลด้วยท่าทีสุดเกรงใจจากลูกมือแม่ค้าลงตรงหน้าสารวัตร เขาควักจ่ายรวมส่วนของผมไปด้วย

        “คิดดีแล้วเหรอ... อีกอย่างนะพิชิต คุกไม่พอยัดว่ะ เห็นว่ามากันหลายร้อยเลยนา”

        “ส่วนใหญ่ก็เป็นศพกองอยู่แถวนั้นนั่นแหละ แล้วจะกลบข่าวยังไงคิดไว้แล้วรึยัง?”

     ผมรับชามก๋วยเตี๋ยว ตามด้วยเปิดฝาขวดซอสพริกเผ็ดน้อยอร่อยมากเทครืนลงกลางหน้าเนื้อ... แกหันมองเทคนิครสพิสดารของผมเล็กน้อย

         “ไอ้ประสาทรับรสวิบัติเอ๊ย... จะรับมือยากอะไร๊ ก็ใช้เด็กของแก..ไม่สิต้องเป็นเด็กเจ้าซานเจที่นอนเจ็บแหม็บๆ อยู่ในโบสถ์นั่นไงล่ะ เผาให้เหี้ยนเอาให้เตียน เดี๋ยวที่เหลือจะเนียนให้”

     เล่นเอาแทบสำลักเส้นก๋วยเตี๋ยว! แกรู้เรื่องอรุณนีหว่า!!! โดนเข้าเต็มๆ เลยเรา!

        “เล่นซะผมหมดความสำราญเลยนะ สารวัตรสำราญ...”     เอเลนัวร์บอกไปเหรอ ไม่สิ ความมั่นใจในคำพูดมันมากเกินกว่าจะมาจากข้อมูลเชื่อยากอย่างแม่ชีคลั่งของผม

        “แกมีเรื่องที่บอกฉันไม่ได้ ฉันก็มีเรื่องที่บอกแกไม่ได้เหมือนกัน ตอนไพลินตายฉันก็คิดไว้แล้วว่าสักวันต้องบอกแก แต่มันก็ไม่จำเป็นแล้วนี่...”     หน้าของผมย่นลงคิ้วขมวดมิดคีบเนื้อเปื่อยค้าง สารวัตรแค่วางช้อนจิบน้ำชาแก้เลี่ยนเบาๆ     “ไม่ต้องกังวลไปหรอกไอ้ลูกเสือ เชื่อพ่อเสือสิวะ หึหึหึ... ที่ฉันไม่บอกแกเพราะคิดว่าให้เจอกับตัวเลยจะง่ายกว่า แล้วมันก็เป็นอย่างนั้น แกยังคงเป็นคนที่ฉันไว้ใจได้มากที่สุดเหมือนเดิม”

     สารวัตรยังคงมาดเข้ม ช่างมองผมออกทะลุปรุโปร่ง... แต่ว่านะ ไอ้ประโยคสุดท้ายนั่นมันควรจะเป็นคำพูดของผมมากกว่า

        “ความสามารถตามวัยรึไงเนี่ย จะเทียบรุ่นกับคุณคงเป็นไปไม่ได้เลย.. ว่าแต่ไม่ลองดูหน่อยเหรอครับ? ก๋วยเตี๋ยวเนื้อราดซอสพริกแล้วปรุงปกติ อร่อยกว่าที่คิดนะ”

        “ไม่ล่ะว่ะ...”     ถึงกับถอยหน้าหนี     “เรื่องของสานใจแกไม่ต้องกังวล ฉันจะเป็นคนเด็ดหัวมันเอง แกทำตามที่แกเคยทำ คิดทำ เหมือนทุกครั้งก็พอ.. เดี๋ยวให้สิทธิไปช่วย ไอ้นักเวทสองตัวนั่นมันกำลังตามหาเด็กแกด้วยเหตุผลอันตรายอย่าให้มันได้ไปก็พอ”

     ที่ผ่านมาเล่นละครใส่เราตลอดเลยสินะ รู้ลึกถึงเบื้องหลังเลยด้วย   เฮ้อ~~ เอาวะ ตามใจคนแก่หน่อยแล้วกัน

        “ผมอาจอยู่ที่นี่ไม่นานนักนะ อย่าผลีผลามตอนผมไม่อยู่ล่ะ”

        “จะไปประเทศไหนอีกล่ะ? เอ้า เอานี่ไป สิ่งที่แกอยากได้ที่สุดตอนนี้... ไอ้ตุ๊ดอยู่ สน.บางกะปิ”

     แกยื่นแฟลชไดรฟ์ใส่มือผม แล้วกำมือผมปิดไว้ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากร้านขึ้นรถประจำตำแหน่งที่ขับมาจอดรออย่างรู้ใจออกไป แต่ระหว่างนั้นผมดันเห็น...

        “นี่ป๋า! ปิดซองเก็บปืนให้มันดีๆ หน่อยสิ แล้วนั่นห้ามไกก็ไม่ใส่ไว้ เกิดหล่นขึ้นมาปืนลั่นเข้าหน้าไม่รู้ด้วยนะ”

        “เออจริงว่ะ! เพราะแกนัดมาซะแต่เช้า ฉันเลยรีบจนลืมเลย เฮ้อ~~ เป็นถึงสารวัตรดันทำตัวให้เด็กวัดมันจับผิดซะได้ ไปล่ะขอบใจว่ะ!”     ปิดประตูดังปึง รถรีบบึ่งออกไปเลย...

     ผมหยิบแฟลชไดรฟ์ขึ้นมาส่องดู อืม

        “เช้าบ้าอะไรนี่มันจะเที่ยงอยู่แล้ว! ตาแก่นี่ไว้ใจไม่ได้จริงๆ ด้วย... แล้วนี่ในบ้านเรามีเครื่องดักฟังอยู่กี่ตัวกันแน่วะ”     ไม่สิเผลอๆ จะติดไว้ในกางเกงในเลยด้วยมั้งเนี่ย

     เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมยกมือถือขึ้นมาโทรหาคนสวยที่ช่วยงานโบสถ์อยู่ตอนนี้...

        “สวัสดีตอนเที่ยงขอเสียงเอเลนัวร์”

        ‘พูดอยู่ ว่าจะโทรไปหาพอดีเลยทางนี้มีเรื่องสำคัญ แม่หนูนั่นตื่นแล้ว’     โอ้นี่ข่าวดีเลยนะเนี่ย!

        “ดี แล้วอาละวาดมั้ย?”     เสียงผมสั่นในลำคอเหมือนมีเสลด

        ‘ไม่เลย.. ต้องพูดว่าน่ารักมาก ปรับตัวง่ายคุยเก่ง ฉันอธิบายเรื่องราวไปคร่าวๆ แล้ว ให้กินข้าวเธอก็นอนต่อ’     สมกับเป็นอรุณจริงๆ

     แม่ค้าและลูกค้าในร้านคนอื่นๆ พากันหลบตาไม่ก็มองอย่างหวาดๆ ท่าทางอาการฉีกยิ้มหน้าชั่วของผมจะไปกระตุ้นต่อมกลัวพวกเขาเข้าให้ ผมจึงฉากหลบออกจากร้านเดินถือสายไปตามถนนคนเดิน

        “เดี๋ยวไป สน.บางกะปิ แล้วจะรีบไปหา.. ระวังให้ดีล่ะแม่นั่นผสมไซยาไนด์ได้จากอากาศนะ”

        ‘อ๋อไม่ต้องห่วง มือไวพออยู่แล้ว หมดแค่นี้ใช่มั้ย?’     ปี้บ...

     วางสายเองเลยนะ เหมือนรู้ว่าผมจะเริ่มออกนอกเรื่อง อะไรวะจะคุยเรื่องอื่นนอกจากธุระบ้างมันจะเป็นไรไป!

        “อ๊ะ! จะว่าไปเราก็คุยเรื่องอื่นนอกจากธุระไม่เป็นนี่หว่า...”



     หน้า สน.บางกะปิ อันร้อนผ่าว ไอ้แดดงี่เง่านี่ไว้ทำลายโลกได้เมื่อไหร่เอ็งเป็นรายต่อไป!   ผมเดินเข้าไปหาร้อยเวรหน้าเจี๋ยมเจี้ยมทรงรีตาหรี่ผมเกรียนชื่อว่าพี่จ่อย นายตำรวจคนนี้นั้นนอกจากหน้าตาแล้วทุกอย่างถ่อยหมด เอาแค่ท่านั่งอ่านหนังสือพาดขากลางโต๊ะไม่เกรงใจประชาชีที่มาติดต่อแล้วยังเกาตูดโชว์อีกต่างหาก เขายกมือที่เกาบั้นท้ายย้ายไปแคะขี้มูกแล้วเหลือบไล่สายตามาหาผม

        “มีไรวะชิต? อ้อ มาหาไอ้เมารีนสินะ”

        “ก็ใช่.. ก่อนอื่นใดสวัสดีตอนเที่ยง ขอห้องเก็บเสียงไว้คุยตัวต่อตัวด้วยนะ...”

     เขาวางหนังสือลงโต๊ะแล้วเดินนำผมเข้าไปเลยห้องสอบสวนลึกเข้าไปอีกจนทางตัน ด้วยมือข้างที่เกาตูดแคะขี้มูกวางทาบลงไปบนฝาผนัง ช่องทางเดินลับก็เปิดออก เขาหันมามองหน้าหยิบหมากฝรั่งเข้าปากแน่นอนด้วยข้างที่เกาตูดแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม...

        “ที่เก่าเวลาใหม่..”     แบมือมาทางผม ตามธรรมเนียมใช่...

     ผมควักบุหรี่นอกที่แกะซองยัดธนบัตรหลักพันวางแหมะลงไปโดยไม่ให้สัมผัสโดนแม้แต่นิ้วของมัน มือข้างนั้นก็ผายออกเป็นท่ารับแขกแหวกเป็นทางอย่างสะดวก ห้องสีขาวบุด้วยชั้นเก็บเสียงอย่างดี โดยปกติที่นี่มีไว้ซ้อมผู้ต้องหาคดีพิเศษสุดๆ ไม่ใช่คนที่สารวัตรสำราญไว้ใจเข้าไม่ได้เด็ดขาด

        “รอแป๊ป เดี๋ยวจูงหมามาให้”

     เขาเดินออกไปประตูปิดลงทิ้งผมนั่งรอ... ซึ่งก็ไม่นานมากนักหมาดำใต้ถุงดำก็มาถึง มันถูกปิดคลุมหัวไว้ตลอดทางจนมาถึงห้องนี้ เหตุผลก็ง่ายๆ ห้องนี้ไม่มีอยู่จริง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในนี้ล้วนไม่เคยเกิดขึ้น

     พี่จ่อยดันตัวมันไปหน้าเก้าอี้แบบมีตัวล็อคยึดขานักโทษ พร้อมล็อคแขนเข้ากับแขนเก้าอี้ นี่ถ้ามีไฟฟ้าช็อตใส่ด้วยล่ะครบเซ็ตเลย เขาเอ่ยปากลอยๆ หลังเดินไปนั่งเอนหลังตรงมุมห้องฝั่งติดประตู

        “เมื่อคืนดูยิงแม่งเลยมาว่ะ โคตรมันเลยไม่น่าเชื่อว่าหนังมันจะเก่ากว่าสองร้อยปี”

        “เหรอ ผมก็ชอบตรงฉากอึ้บไปยิงไปนี่แหละ ไว้ว่างๆ จะทำให้ดู”

     ผมตอบไปพลางกระชากผ้าคลุมหัวอีตุ๊ดออก หน้ามันดูหวาดวิตกสุดขีด ปากที่ปิดไว้ด้วยเทปกาวอย่างหนามุบมิบอู้อี้นัยน์ตาลอกแลกเหงื่อแตกซิก   พี่จ่อยที่นั่งอ่านหนังสือโป๊จากยุคโบราณแพลมตาออกมามองแล้วพูดต่อเรื่องหนัง

        “เฮ้ยๆ เอาจริงๆ นะ หนังเรื่องนี้มันสอนให้รู้ว่าอย่าโทรหาคนที่เคยทรยศเราไงล่ะ รวมทั้ง..การมีปฏิสัมพันธ์กับพวกขยะเปียกก็ใช่นะ เดี๋ยวมือมันจะเหม็นเหมือนฉากจับนมศพ”     แกจงใจกัดผมเรื่องไอ้ตุ๊ดสะวันน่า

        “สำหรับผมต่อให้ขยะมันจะเปียกแต่... ถ้ามันมีประโยชน์อย่างอาหารบูดๆ ก็จะขอเก็บไว้ก่อน”     ผมจัดกระชากเทปกาวจากปากไอ้เมารีน มันถึงกับสะดุ้งแหกปากร้อง     “เผื่อตอนเสบียงหมดเอามายีรวมๆ กันมันก็ใช้รองท้องได้”

        “สงครามจบไปแล้ว หิวข้าวก็ไปเซเว่นเอาเซ่”     เขาพูดข้ามหัวอีตุ๊ดที่หวาดกลัวมา

        “ผมมันเข้าตามตรอกออกทางประตูได้ซะที่ไหนเล่า ถ้าเดินขึ้นสนามบินได้สบายๆ ผมไม่เก็บมันไว้หรอก...”

     ไอ้ดำเริ่มรู้สถานการณ์ตอนนี้มันเบือนหน้าจากนายตำรวจมาหาผมเหงื่อตกซีดหนักกว่าเก่า กฎหมายไม่ได้มีไว้ช่วยคนชั่วอย่างมัน ขนาดคนดีกฎหมายยังช่วยไม่ได้เลย

        “เอาล่ะนะเมารีน ฉันไม่อ้อมค้อมนักหรอก ดูเหมือนแกจะรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้... เอาเป็นว่าไอ้เด็กเสิร์ฟที่ต้อนรับฉันไปนั่งถองแกเมื่อวันก่อนนู้นมันเป็นคนที่ฉันตามหาอยู่ว่ะ ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน?”

     นัยน์ตามันเบิกโพลง มันส่ายหน้าส่ายตาหลบผมพลางพูดอย่างติดขัด

        “มะ ไม่ใช่อย่างที่คิดน้า! คึ คือว่าเขามาขอให้ช่วย แล้ว..แล้วตอนนี้เค้าก็ตายไปแล้วด้วย โดนไอ้โม่งที่ไหนไม่รู้ฆ่าตาย เนี่ยตัวเค้าเองยังเกือบถูกมันฆ่าเลย!”

     โอเคพิสูจน์เรียบร้อยมันไม่รู้ว่าไอ้โม่งในตอนนั้นเป็นผม เอาล่ะเข้าประเด็น

        “นอกจากไอ้นั่นแล้วแกก็พาคนอื่นเข้ามาอีกนี่ บังเอิญเหมือนกันฉันอยากเจอหน้าพวกมันพอดี ไอ้พวกที่ชอบพี้กัญชาเพราะหาง่ายในกรุงเทพมันพักอยู่ที่ไหนได้บ้าง”     ผมเริ่มอย่างนิ่มนวล

        “ไม่มี้ไม่มี! พวกอย่างนั้นไม่มีหรอก เค้าไม่ได้นำเข้าใครมาจริงจริ๊ง!”

        “งั้นมันก็ต้องมีบ้างใช่มั้ยล่ะ ที่ว่ามาเพื่อขายยาติดต่อกับแกที่รู้ช่องทางทำเงินง่ายๆ ประมาณว่าอ้างตัวเป็นพวกปลายแถวรับส่งต่อ ขายด้วยพี้ไปด้วย... มีแน่ๆ เนอะ”

     ผมหยิบถุงมือสีขาวที่ยาวจรดโคนแขนใต้เก้าอี้ขึ้นสวม

        “คะ เค้า...ไม่รู้! ไม่รู้จริงๆ นะว่าตัวเองพูดถึงใคร ถ้าลูกค้าที่มาพี้กัญชาบ่อยๆ อย่างฝรั่งผัวเมียนั่นมันแค่มาเที่ยวเฉยๆ”

     บึ้ก! เข้าที่หน้ามันเต็มๆ โกหกได้ห่วยแตกมาก พี่จ่อยรู้งานหยิบคีมมาให้ผมแล้วยืนคุมเชิง ผมจัดหน้าดุใส่มันต่อด้วย...

        “ริอาจมามีจรรยาบรรณปกป้องความลับลูกค้าเหรอ? ไอ้เศษเดนที่ทำไม่ได้แม้แต่รักษาสัญญาอย่างแกน่ะ...”     ทำเอฟเฟคท์เสียงสั่นในลำคอเข้าช่วยอีก     “ตอนขึ้นจากเจ้าพระยาแกเคยสัญญาไว้ ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะทำชั่วขนาดไหนจะรายงานให้ฉันรู้เป็นคนแรก’ นั่นเป็นข้อตกลงหนึ่งเดียวที่ทำให้ฉันอนุญาตให้แกมีชีวิตอยู่!”

        “ว้าก! อย่าๆ ได้โปรดเค้าผิดไปแล้ว เค้าพูดไม่ได้จริงๆ ทั้งเรื่องคู่ขา เอ๊ย! เรื่องบ๋อยใหม่นั่น ทั้งไอ้สองคนนั้น..”

        “พี่จ่อย ค่าทำความสะอาดเท่าไหร่”     ผมหันไปถามร้อยเวรข้างๆ เขายกบุหรี่ขึ้นดูดแล้วพ่นควันลงหน้าไอ้ดำ

        “ฟู่... รสดีลดให้เหลือ 2000”     ไอ้ตุ๊ดตาโพลงส่ายหน้าไปมา

        “งั้นเอาไปถองอีกซอง”     คราวนี้ยัดไส้ไว้สองพัน

     ผมจัดมือซ้ายเข้าบีบกระพุ้งแก้มง้างปากมันออกแล้วสอดคีมเข้าไปหนีบกรามขวาของมัน ตามันเหลือกจนเห็นเส้นเลือด

        “ฟันกรามน่ะนะ ถ้าถอนไม่ระวังอาจช็อคได้เลยล่ะ...”

        “อย่า! อย่าอำเอ้า!!”

        “เฮ้อ~~ ทำตัวไม่น่ารักเลย ไม่ตรงคำถามนะสาวน้อย...”

     แคว่กปึด! เสียงเส้นเลือดรากฟันฉีกขาดสะเทือนผ่านมือผมขึ้นมา ผมปล่อยมันคอตกเลือดท่วมปากร้องโหยหวน ก่อนจะตบไปอีกหนึ่ง เพี๊ยะ! ข้างที่กรามหลุด

        “อย่ามาสำออย! พี่จ่อยขอมีดผ่าตัดหน่อย...”     แบมือออกไปแล้วมีดก็แหมะลงทันใด

     เพื่อย้ำจุดยืนและความยุติธรรมที่มันจะได้รับพี่จ่อยทำเสียงเข้มพูดอย่างเป็นทางการ

        “นายเมารีน เวสต์กรอรี่ ชาวอเมริกาเชื้อชาติแอฟริกัน อายุ 32 ปี ข้อหาค้าปืนเถื่อน ค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ นายหน้าลักลอบพาคนต่างด้าวเข้าประเทศ พัวพันกับแก๊งมาเฟียมากกว่า 6 แก๊ง สับรางเก่งมาก รู้ลู่ทางเข้าออกหลายประเทศแบบไม่ต้องผ่าน ตม. แต่เพราะทรยศแก๊งเลยโดนดีเข้าให้ นี่ถ้าไอ้ชิตไม่บังเอิญไปถล่มแก๊งที่จะจับแกยัดถังปูนโยนลงไปให้ปลาตอดเล่นใต้เจ้าพระยา ตายไปนานแล้ว...”

        “เอาล่ะไอ้ตุ๊ดดำ ด้วยว่าเราไม่ค่อยติดต่อกันมากนักประกอบกับฉันเกลี๊ยดเกลียดพวกลักเพศ.. แกเลยรู้จักฉันน้อยไปนิด ฉันจะแนะนำให้รู้อีกอย่างนึง.. ฉันมันประเภทถามแล้วเตือนก่อน ถ้าไม่ตอบให้ตรงก็ลงมือทันที แล้วค่อยถามอีกรอบ”     ท่าทางถอนฟันกรามจะสะเทือนหนัก ถึงกับเงยหน้าไม่ขึ้น แหงล่ะ ตอนนี้ซีกขวาของมันคงชาจี๊ดไปทั้งสมอง

        “ฉันจะช่วยแปลงเพศให้แกฟรีๆ แต่ว่านะของฟรีมันก็มีข้อเสีย...ตรงที่ไม่มียาสลบน่ะ”

     แค่นั้นแหละผงกหัวปะหลกๆ เลยทีเดียว หึริอาจเล่นกับไฟมันก็ไหม้มือเป็นธรรมดา ไอ้บ้านี่เมื่อก่อนเลวยังไงก็ยังงั้นตลอด สับรางมาเฟียก็หวิดตายมาทีนึงแล้วนี่มันเล่นสับรางจอมเวทย์ถึงสองก๊วนเลยไม่เคยเข็ด มันคงรับเงินทั้งจากไอ้บ๋อยคู่ตุ๋ยและไอ้น้ำแข็งแห้ง ถึงได้อ้อมแอ้มมาตลอด

     เนื่องด้วยมันพูดไม่ไหวผมจึงจัดกระดาษกับปากกาให้มัน เท่านี้ก็หมดธุระ ทิ้งไอ้ระยำดำสะวันน่าไว้ในห้องขังเดี่ยวตามเดิม และโทรหาสารวัตรเล็กน้อย...

        “ผมอยากให้ปล่อยไอ้สะวันน่าออกมาค้าขายตามเดิมของมัน”

        ‘มีแผนอะไรรึไง?’     เสียงสบายๆ ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจ

        “ครับ ต้องใช้มันน่ะ... ช่วยส่งเด็กไปดูมันไว้หน่อยเดียวก็พอ ขอบคุณครับ”

     และวางสาย ที่หมายต่อไปคือโบสถ์ ก่อนไปเปิดดูข้อมูลของสารวัตรคร่าวๆ ก่อนดีกว่า...
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #28 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2012, 07:37:06 PM »

        “ไงจ้ะอรุณ นิยายขายดีรึเปล่า?”

        “ขายดีบ้านอาม่าแกสิไอ้ทุเรศ!”     ผมหันไปมองหน้าเอเลนัวร์ในชุดซิสเตอร์ ไหนเธอว่าปรับตัวได้แล้วไง

     ในห้องลับใต้โบสถ์จุดเก็บรถถังคลังแสงของพวกเรา สรรพาวุธยุทโธปกรณ์แขวนตรึงไว้ตามชั้น ซึ่งก็รวมทั้งอรุณด้วย เธอถูกจับตรึงไว้ลักษณะเดียวกับไอ้ตุ๊ดกรามหลุด กับโต๊ะวางน้ำหวานเย็นๆ ไว้ใกล้ๆ

        “แค่เห็นหน้าแกก็อยากฆ่าทิ้งซักพันรอบแล้ว!”     เธอสะบัดสะบิ้งดิ้นไปมาหน้าตาจะกินเลือดเนื้อผมให้ได้

     ผมหันไปส่งสายตาให้เอเลนัวร์เล็กน้อย เธอเดินออกไปปล่อยผมไว้กับอรุณ...

        “โกรธเข้าสิ โกรธให้มากๆ แล้วดิ้นแรงๆ เลย ยิ่งดิ้นเท่าไหร่นมเธอก็เด้งดีเท่านั้น ฮะฮะฮะ อื้ม จับหูมิกกี้~~”

     ผมเม้มปากเข้าจีบมือเฉียดหน้าอกเธอไปหนึ่งมิล เล่นเอาดิ้นกัดฟันทำท่าจะเตะ แต่ว่าเธอไม่มีขา~~~ ฮ่าฮ่าฮ่า

     ลักษณะท่าทางผมกวนเธอจนเส้นเลือดขึ้นขมับ พับเอาไว้เท่านี้ดีกว่าเดี๋ยวไปต่อไม่ได้... เข้าเรื่องๆ

        “เตรียมขาไว้ให้แล้ว แต่แบบธรรมดานะ ลักษณะกล้ามเนื้อของเธอใช้ของทหารมันถึงตายได้เลยนะ..”     เธอหยุดดิ้นมองค้อน     “ฉันไม่ได้คิดจะลงมือกับเธอมากมายเลย ยังไงเธอก็เป็นคนที่ไอ้เจมันรัก”

        “รักงั้นเรอะ!”     หันมาตะเบ็งเล่นเอารูหูผมเกร็งไม่ทัน     “ไอ้หอกหักเวรตะไลนั่นนะเหรอรักฉัน! มันไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของฉันเลย!!”

        “แล้วเธอแคร์ความรู้สึกมันรึเปล่า? ก็เปล่านี่จริงมั้ย?”     เล่นเอาสะอึก ผมเลยหยิบน้ำหวานกลิ่นสละป้อนหลอดให้เธอดูด

        “ฉันจำได้ว่าซานเจมันไม่เคยพูดชื่อผู้หญิงคนไหนนอกจากเธอเลย ถึงขนาดซุกรูปไว้ใต้หมอนเลยล่ะ... แต่เธอกลับมองการที่มันตีตัวออกห่างว่าไม่สนใจเธอ เออ..พอเหอะนี่มันเรื่องของเธอกับไอ้กล้วยแขก”

        “แล้วตอนนี้มันไปไหนแล้วล่ะ พวกแกเกาะติดกันเป็นตังเมเลยไม่ใช่รึไง!”

        “เห็นว่ามันเครียดๆ เลยไปดูโชว์หอยเปิดฝาล่าอีตัวที่พัทยาน่ะ”     เท่านั้นแหละเอ็งเอ้ย! ดิ้นกระตุกๆๆๆๆๆ จนผมต้องเข้าไปคว้าเก้าอี้ไว้เลยเกือบล้ม

        “พวกแกมันก็เป็นยังงี้!!! ไอ้บ้า! ไอ้ระยำ! ไอ้นรก!”

        “หยุด!”     ด้วยหน้าขึงขังจึงยั้งปากของเธอไว้ได้     “ฉันส่งมันไปทำงานสำคัญ เล่นหน่อยเดียวคลั่งซะแล้ว! ตอนนี้เธอตกอยู่ในอันตราย..”

        “ยังจะมีหน้ามาพูดอีก! จะมีอะไรอันตรายเท่าไอ้นรกแตกอย่างแกอีกเล่า!!!”

        “เซนต์ลูเซียน! กับอีกองกรค์หนึ่งซึ่งฉันบอกเธอไม่ได้!”     แค่ชื่อของพ่อนักบุญลูเซียนก็ทำเอาเธอหน้าเหี่ยวแล้ว ชื่อของอีกองกรค์ระห่ำเบื้องหลังไอ้บ๋อยนรกนั่นอยู่ในไฟล์ที่สารวัตรแนบมา อันตรายเกิดกว่าจะบอกได้ ในตอนนี้...

        “การที่ฉันต้องอัดเธอจนยับมันก็ผิดแผนไปมากแล้ว... ฟังนะฉัน..ทุกคนที่นี่รวมทั้งเอเลนัวร์ที่คอยประคบประหงมเธอมาตลอดนั่นเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์งานใหญ่ แต่ที่บัดซบเลยก็คือเพิ่งรู้ว่ามีตัวตนเหนือจินตนาการอย่างเวทมนต์อยู่จริงๆ”

     ยอมสงบซะที เธอได้แต่กัดริมฝีปากฟังผมบรรยาย

        “ฉันจะไม่ขออะไรจากเธอมากนัก เพียงแต่ทำตามที่เอเลนัวร์สั่งอย่างเคร่งครัด ความปลอดภัยในชีวิตของเธอขึ้นอยู่กับเรื่องนี้ มันเกี่ยวพันกับชีวิตผู้คนจำนวนมาก...”     สำคัญกว่าชีวิตไอ้พวกนั้นคือแขนซ้ายของฉัน     “และถ้าเธอใช้เวทมนต์โดยพละการ... นั่นหมายถึงเธอเลือกที่จะตาย คราวนี้ต่อให้ไอ้ซานเจยอมระเบิดหัวตัวเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ เข้าใจซะ!”

     ถึงตอนนี้เธอคงเข้าใจแล้วว่าที่เราปฏิบัติดีกับเธอเพราะเห็นแก่หน้าซานเจ ผมปล่อยเวลาคอยให้เธอตอบกลับมา

        “แล้ว..ตั้งใจจะให้ฉันทำอะไรล่ะ”     สงบลงไปเยอะเลย ดี!

        “แค่ทำตัวให้น่ารักเหมือนเมื่อก่อนก็พอแล้ว... อรุณที่เรียบร้อยและว่านอนสอนง่าย”

        “หา?! พูดบ้าอะระ...”

        “เวลาผ่านไปไม่ว่าสิ่งใดก็ต้องเปลี่ยนแปลง จะร้ายแรงเลวลงหรือสวยสดดีขึ้นกว่าเดิมนั่นเราต้องเลือกเอง... เลิกทำร้ายตัวเองได้แล้ว”

     ดูเหมือนเธอจะเข้าใจ ริมฝีปากเผยอเล็กนัยน์น้อยตาคล้อยลง   ผมวางมือลงบนไหล่ของเธอลูบไล้เบาๆ พอให้สัมผัสได้

        “ฉันไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่แยกย้ายเส้นทางกันตอนนั้น แต่ไม่ว่าเซนต์ลูเซียนจะทำอะไรเธอ หรือซานเจมันงี่เง่าแค่ไหน.. ก็ขอให้คิดถึงตัวเองให้มากๆ เพราะผู้หญิงกับผู้ชายมันคิดไม่เหมือนกันอยู่แล้ว...”

     ผมหันหลังเดินออกจากโรงเก็บทิ้งอรุณไว้ให้ครุ่นคิดกับตัวเธอเอง ที่หลังบานประตูเอเลนัวร์ยืนเป่าลูกโป่งจากหมากฝรั่งอยู่

        “เข้าใจพูดนี่”     เธอแซวผมหน้าทะเล้น

        “ฉันจะติดต่อซาอับ เสร็จงานล่าเด็กแว๊นเมื่อไหร่คงได้เวลาเริ่ม...”

        “โครงการ AG กำลังไปได้สวย ตอนนี้ทดสอบระบบควบคุมอยู่”     เอเลนัวร์เอ่ยขึ้นลอยๆ แต่คำพูดนั้นทำผมสะดุ้ง!

        “เธอติดต่อไปแล้วเหรอ?”     เธอแค่พยักหน้าแล้วหันเดินกลับเข้าคลังแสงไปหาอรุณ

        “เพราะงี้ไงเธอถึงได้น่ารัก... หึหึหึ เด็กดี...”     ทดสอบถึงระบบควบคุม งั้นก็ได้เวลาหานักบินเซนส์ดีไปให้ ซานเจดีมั้ยนะ?



ต่อไปเป็นเรื่องสั้นครับ มีไอเดียพอดี คงหยุดไปพักนึง
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #29 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2012, 06:30:56 PM »

     ผมกลับมาห้องเช่าเก่าๆ ของตัวเองหลังเสร็จธุระที่โบสถ์ทันที เพื่อเคลื่อนไหวขั้นต่อไป แล้วโทรศัพท์จากคนที่รอคอยก็มาให้รับซะที

        “สืบเรียบร้อย เด็กคนนั้นชื่อสมหวัง ดั่งใจหมาย...”     เสียงของพี่สิทธิ์ดังผ่านโทรศัพท์เข้ามาแบบเรียบๆ     “เรียนอยู่ม. ปลายชานเมืองนี้เอง อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีท่าทีผิดปกติอะไร ดูเหมือนจะมีพ่อด้วย แต่ในเอกสารทั้งหมดที่ค้นเจอรวมทั้งประวัติในทะเบียนของโรงเรียนระบุว่าไม่เคยติดต่อกัน เอาง่ายๆ โดนทิ้งนั่นแหละ”

     ผมรับไฟล์ข้อมูลที่ส่งมาเปิดอ่านรายละเอียดคร่าวๆ ทันที หน้าตาสุดๆ ไปเลยแฮะไอ้หนูนี่ ริมฝีปากมีแผลเป็นเหวอะ ติ่งหูขวาขาด มาดฆาตกรแต่เด็ก มีแววดีขนาดนี้ไม่ให้สนได้ไง ชื่อเองก็ดูดีไม่แพ้กันเลยต่างหาก

        “ขอบคุณมากครับ ส่วนเรื่องของไอ้บาทหลวงเฮงซวยนั่นสารวัตรว่าไงบ้าง?”     เทอดศักดิ์ของผมนอนกรงมาหลายวันแล้ว แค่เมาแล้วอาละวาดไม่น่าล็อคตัวไว้นานขนาดนี้นา

        “เขาว่าจะปล่อยต่อเมื่อจัดการนักเวทสองตัวนี่ได้แล้วน่ะ.. นี่ไอ้ชิต พี่ถามหน่อยเหอะเอ็งสืบประวัติเด็กไปทำไมวะ จะชั่วยังไงก็ให้มันมีขีดไว้หน่อยนะเว้ย”     น้ำเสียงเขาดูจะไม่พอใจที่ผมไปสนใจเด็กคนที่รอดมาจากสงครามกลางเมือง

        “มันอุตส่าห์รอดมาจากนรกตอนนั้นได้ แกจะพามันไปนรกกับแกด้วยรึไง? ถ้าเป็นงั้นเตรียมนอนกรงได้เลยนะเว้ย”    

     หึ.. จะทำตัวแย่ตัวแย้ยังไงก็เป็นตำรวจสินะ ยังมีจิตวิญญานผู้ปกป้องสันติราษฎ์อยู่บ้างนี่นา แต่ว่าไม่ให้สนไม่ได้หรอก ไอ้หนูนี่มันมีความสามารถเหนือชั้นหลบอยู่ในตัว

        “ไม่ต้องห่วง ผมแค่อยากตรวจสอบดูเท่านั้นเองว่าใช่คนเดียวกับที่เห็นรอดในภาพลวงตาบัดซบวันก่อนนั้นรึเปล่าเท่านั่นเอง พอเห็นว่ารอดแล้วก็โล่งใจไป ตอนที่มันกำลังจะโดนฆ่าแล้วมีทหารไปยิงช่วยมันไว้ทันนี่ผมลุ้นตัวโก่งเลยนะ”

     เหะ เหะ พูดความจริงไม่ได้นี่ลำบากใจจัง เกิดรู้ว่าไอ้หนูสมหวังรอดมาได้เพราะพลังเราล่ะก็เป็นเรื่อง

        “แต่ไม่มีรายงานว่ามีทหารรอดมาจากสถานีรถไฟ คงจะตายหลังจากช่วยไอ้เด็กนั่นได้แล้วล่ะ”     พี่สิทธิ์แย้งกลับ

     จากประโยคนี้และน้ำเสียงที่ชวนให้รู้สึกหดหู่เล็กน้อย แสดงว่าเขาเชื่อสนิทว่าไอ้เด็กคนนี้รอดมาได้เพราะมีคนช่วย เข้าใจได้อย่างนั้นก็ดีแล้วพี่ ผมไม่อยากเก็บพี่ทิ้งไปอีกคน นอกจากผมแล้วจะต้องไม่มีใครรู้ว่าเด็กชายสมหวัง ดั่งใจหมายสู้ฆ่าฝ่าฟันเอาชีวิตรอดมาได้ด้วยกำลังของตัวเอง   ผมรีบตัดการติดต่อกับหมวดทันทีป้องกันการโดนจับผิด เอาล่ะต่อไปก็...

        “นี่เอ็กเซีย.. มาคุยกันหน่อยเด๊ะ”

-พระเจ้าตายไปแล้ว-

     มาถึงก็.. อะไรของมันหว่า? หือ ไม่สินี่มัน รูปแบบการเริ่มต้นสนทนาแบบนี้... อ้อ! เข้าใจล่ะ ผมยิ้มออกเลยหลังจากที่รู้แจ้งในถ้อยแถลงของไอ้แขนซ้ายดำปึ้ดนี่

        “ก็ดีน่ะสิ! ฉันจะได้ขึ้นไปนั่งบรรลังนั่นแทนซะเลย”

-ถ้าจะถามเรื่องการควบคุมเวลา ข้าคงต้องตอบว่า ใช่ ข้ามีพลังนั้น แต่ต่างจากการควบคุมเวลาอย่างที่เจ้าเข้าใจมากนัก-

        “ไม่ได้อยากรู้เลยด้วยซ้ำ ฉันแค่อยากขอบใจเรื่องในวัดกับตอนที่ฉันโดนยิงตกแม่น้ำ แกโยนฉันมาลงกองขยะหน้าบ้านสินะ”

     ผมจำเหตุการณ์ในวันที่ได้มันมาได้ทั้งหมดและปะติดปะต่อเรื่องราวเป็นที่เรียบร้อย หลังจากได้มันมาเป็นแขนซ้ายข้างใหม่ให้ผมก็บึ่งไปท่าเรือสมุทรปราการทันทีเพื่อฆ่าที่เหลือทิ้ง แต่ดันโดนมันไล่ฆ่าซะเอง พอตะโกนว่า ‘มาม่ามาส่งแล้วครับ’ ก็โดนกระหน่ำยิงตกน้ำป๋อมแป๋มในบัดดล ผลก็คือเสื้อผ้าเรามีรูเต็มไปหมด แต่ไม่มีแผล...

-เวลาคือสัญลักษณ์ของขีดจำกัด ไม่ว่าสิ่งไดก็ตามเวลาที่เสียไปเพียงเสี้ยวเดียวก็หนักหนา โดยเฉพาะเวลาของข้า-

     โอ้โหไอ้หอกนี่! แม่งจะด่าตรงๆ ก็ไม่ได้ หาว่าเราไปทำมันเสียเวลาซะอย่างนั้น

        “เป็นแค่มะเร็งดำๆ ติดแขน ริอาจมาบ่นเปลืองเวลา สารรูปอย่างแกถ้าฉันไม่กระดิกแกจะกระเดี้ยอะไรได้วะ!”

     เปรี๊ยะๆๆๆ

     หือ จู่ๆ แขนซ้ายมันชักกระตุก ชะเฮ้ย! ไม่ใช่ธรรมดาซะแล้ว มันสั่นรัวจนตัวสะเทือนพร้อมเสียงเหมือนไฟฟ้าลัดวงจร!

        “อ้าวเฮ้ยไอ้บ้านี่ ด่าแค่นี้ทำเป็นใจน้อย!”     มันแบมือหันควับมาทางหน้าผม!     “ไม่เอานะนายจ๋า จะพาไปโลกไหนอีกล่ะคราวนี้ ขอทีเหอะ...”

     ฝ่ามือสีดำอำมหิตพุ่งเข้าปิดหน้าผมจนมิด แบบเดียวกับตอนอยู่กลางสมรภูมิลวงตา! ผมพยายามฝืนเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล ขนาดมือขวาที่ยันไว้ยังโดนอัดตามมา ไม่เอาน่าเอ็กเซีย... มันสั่นรัวขึ้นเตรียมปล่อยของ!

        “ตัวเอ๊ง! เค้าขอโต๊ด!!!”     เปรี้ยง!

     เอ๋? นี่มันอะไรกัยหว่า หันไปทางไหนก็มีแต่ความมืด อ๊ะมีดาวระยิบระยับสวยงาม เป็นคืนเดือนมืดที่พร่างพราวไปด้วยดวงดาว.. เฮ้ย! นั่นมันเครื่องบินนี่! แล้วทำไมมันบินอยู่ระนาบเดียวกับตัวเราเลยล่ะ แถมตรงมาทางนี้เรื่อยๆ ด้วย.. ไม่ใช่แล้วอย่างนี้ไม่ดีแน่! มันพุ่งเข้ามาจากที่เห็นลำเล็กๆ เป็นใหญ่จนจะท่วมตัว! โดนชนแน่แม่เหวย เอ็กเซียช่วยด้วย!

        “โอ้ว!!! ตายแน่~~~~~”

     เสียงเครื่องยนต์ก้องสนั่นลั่นจนหูอยากจะระเบิดสักร้อยรอบ ขอบหน้าต่างนับสิบบานผ่านหน้าไปแบบเฉียดๆ แต่ที่น่าเครียดคือทำไมไม่มีอาการโดนลมตีเข้าร่างกายเลยซักนิด หรือว่าจะเป็นแค่ภาพลวงตา

-ก็ใช่น่ะสิ เวลาปัจจุบันตะวันยังไม่ตกดินเลย ที่เจ้าจะเห็นต่อไปนี้คืออนาคตที่จะต้องไม่เกิดขึ้นเป็นอันขาด ข้างล่างนั่น-

     ผมก้มต่ำลงเพื่อมองผ่านเมฆสีดำที่ลอยคว้างกลางฟ้ายามค่ำ ข้างล่างนั่นที่เอ็กเซียมันว่าคือวิวอันสวยงามของเมืองหลังพระอาทิตย์ตก แสงไฟประดิษฐ์ที่ในระยะประชิดช่างแสนจะแสบตามากมายวิบวับออกมาราวกับจะแข่งกับดาวบนท้องฟ้า สวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับมุมที่เราใช้มองมันจริงๆ ไม่สิต้องพูดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่มุมมองต่างหาก ไอ้ของสร้างมลภาวะข้างล่างนั่นกลับน่าดูชมขึ้นมาได้แค่เราเปลี่ยนมุม พูดถึงมุมมอง นี่เราลอยอยู่กลางท้องฟ้าหรอกเหรอเนี่ย เอาเหอะไม่น่าตกใจเท่าเครื่องบินเฉี่ยวหน้าแล้วล่ะ แต่แล้วสายตาของผมก็ถูกดึงไปยังสิ่งผิดปรกติที่น่าจะเป็นจุดประสงค์หลัก

        “แสงดวงใหญ่นั่นมันอะไรหว่า?”     มันส่องสว่างกลบแสงอื่นในละแวก

     แสงขาวนวลแบบเดียวกับลูกไฟหยุดระเบิดนิวเคลียร์ในอดีตสว่างขึ้นมาหลายจุดพร้อมกันรอบจุดที่ผมลอยอยู่เป็นวงขนาดมหึมา นับด้วยสายตาแล้วเกินสิบจุด ถ้ากะระยะให้ผมเป็นกึ่งกลางวงกลม ด้วยความสูงจากพื้นถึงผมแล้วจุดหนึ่งห่างออกไปร่วม 7 กิโลเมตร จากนั้นแสงพวกนั้นก็ลากเส้นต่อถึงกันจนเป็นวงกลมตามคาด ตามด้วยโยงเป็นทางเข้าไปในวงผ่านตึกรามบ้านช่องเป็นลวดลายแปลกๆ แต่ดูคุ้นตาจนกลายเป็นวงกลมปริศนาจากเส้นแสงที่เต็มไปด้วยลวดลายประหลาดภายในอยู่ใต้เท้าของผม

     ทันใดนั้นก็เกิดไฟฟ้าแลบแปลบปลาบไปทั่วทั้งเมืองที่อยู่ในวงนั้น เสียงหวีดกรีดร้องของผู้คนข้างล่างดังขึ้นมากระทบหู สิ่งที่เกิดต่อไปนี้เล่นเอาไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยจริงๆ มันทำให้นัยน์ตาผมเบิกโพลงจนลูกตาแทบกระฉอกออกจากเบ้า เกิดลมหมุนขึ้นดึงเอาทุกสิ่งทุกอย่างภายในวงเข้าอัดกันที่กึ่งกลาง มันรวมกันจนเป็นก้อนกลมส่องแสงจ้าลอยตรงขึ้นมาจากใต้เท้าผมเป๊ะๆ สายฟ้าฟาดออกมาจากมันพักหนึ่งก็หยุดลงพร้อมกับที่มันหดจนเหลือขนาดเท่ารถยนต์สองคันซ้อนกัน เป็นก้อนอะไรก็ไม่รู้กลมๆ สีแดงสดอยู่ตรงหน้าผม มันเหมือนกับไอ้นั่นเลย

        “ไอ้นี่มันที่ฝังอยู่ในอกเรานี่หว่า!!! แถมขั้นตอนการเกิดของมันยังเหมือนกับตอนรักษาร่างกายเราด้วย!”

-ด้วยขนาดเท่านิ้วโป้งข้าหยุดเวลาได้ถึง 7 วินาที-

        “มันคืออะไร! ไม่สิเดี๋ยวนะอย่าเพิ่งตอบ”     มันตามหาอรุณด้วยเหตุผลอันตราย อรุณเป็นผู้เชี่ยวชาญเวทมนต์แปรธาตุ     “หินนักปราชญ์เรอะ! ไอ้แบบในการ์ตูนแขนสนิมนักเล่นแร่นั่นอะนะ!”

-มันมีหลายชื่อ ที่เจ้าว่ามาก็ใช่ ชื่อเรียกของมันไม่สำคัญ มันเกิดขึ้นจากการหลอมรวมทั้งสสารและวิญญานของสิ่งมีชีวิต ยังไม่สมบูรณ์-

     เสียงแหบแห้งของมันสั่นเครือในประโยคท้าย ไม่สมบูรณ์เหรอ แล้วที่สมบูรณ์หน้าตามันเป็นยังไง?

-รวมทั้งเหตุการณ์นี้เองก็ไม่สำคัญเลย เมื่อเทียบกับภาพข้างล่างนั่น-

     ผมมองลงไปอีกครั้ง โอ้ว!!! มันอะไรกันเนี่ย อิสซาเบลล่ายะโฮ่วอะโลฮ่า!!! ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยอยู่ในวงอันตรธานไปหมดสิ้นเหลือเพียงรอยดินถูกคว้านจนเห็นระบบระบายน้ำและรางรถไฟใต้ดิน จริงสิตอนรักษาร่างเราก็มีรอยถูกคว้านแบบนี้ แต่ไอ้นี่เยอะกว่า แต่สิ่งที่ดึงตาไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง ก้อนกลมๆ อีกแล้วแต่เป็นสีฟ้าสดใสส่องแสงเรืองรองขนาดกระทัดรัด มันลอยอยู่เหนือพื้นเพียงเล็กน้อย

-นั่นคือข้า ทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อผลลัพธ์นี้-

        “ฉันตายแล้วแกหลุดออกไปสินะ เรื่องใหญ่กว่าไอ้ก้อนแดงๆ นั่นจริงๆ ซะด้วย จะกลบเกลื่อนข่าวก็ง่ายๆ แค่บอกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดนโกโก้ครั้นช์หล่นใส่ก็สิ้นเรื่อง”

     ถึงจำนวนยูเรเนี่ยมที่มีในสถาบันวิจัยนิวเคลียร์กลางกรุงมันจะน้อยสักแค่ไหน ไอ้พวกที่กุมบังเหียนเรื่องนี้มันก็เปลี่ยนให้เยอะได้อยู่ดี   ผมกลับมาอยู่ในห้องเล็กๆ พร้อมกับที่มือซ้ายปล่อยออกมา หน้าตาเต็มไปด้วยเหงื่อ... ผมจ้องมือซ้ายนี่อีกครั้ง ยอมรับแล้วว่าถึงข้าไม่กระดิกเอ็งก็ยังกระเดี้ย ว่าแต่ว่า...

        “แหม แฟนเยอะจริงนะ เสน่ห์แรงเกินไปแล้วไอ้คุณเอ็กเซีย”

     ครึ่กๆๆๆๆ เฮ้ยๆ แขนว้ายมันสั่นอีกแล้ว จะเอาอะไรอีกล่ะ เฮ้ย! มันดึงตัวผมเข้าอัดกับผนังบ้าน คว้านนิ้วลงไปในเนื้อปูนสร้างภาพนูนต่ำเป็นคำขึ้นมาว่า ‘อรุณ เมษ B’ แล้วผ่อนแรงลงแต่ยังคงควบไม่ได้

        “พยศอะไรของแกอีกล่ะเนี่ย...”     ผมหยิบมือถือขึ้นมาเข้าหน้าเว็บค้นหาข้อมูลตามคำใบ้

     ผ่านไปไม่นานหวยก็ออก แต่ผนังห้องถลอกซะขนาดนี้     “วันหลังบอกก่อนได้มั้ยจะได้หยิบปากกาให้.. โอ้ย!”     มันสั่นอีกแล้ว คราวนี้พุ่งเข้าแปะรอยแผลเก่าแล้ว เปรี้ยะๆๆ รอยหายไปแล้ว! เออดี ไอ้นี่มันบ้าจริง!   ผมกดเบอร์โทรหาเอเลนัวร์ทันทีที่เธอรับสายก็...

        “เอาอรุณไปใส่ขาให้ด่วน ก่อนเย็นนี้เลยนะ รับประกันความมัน ได้ยิงกันจนเมืองถล่มแน่!”     ตี๊ด! เธอวางสายทันทียัยชีบ้าเอ๊ย!



Unreal 15   -Silence!-

ครึ่งต่อไปจะดำเนินเรื่องตามชื่อตอนครับ เงียบเปรี้ยงปร้างเลย และน่าจะช้าหน่อยครับ งานหนักมากช่วงนี้ ยุ่งจนไม่ได้ตัดผมเป็นเดือนแล้ว หนวดนี่ยิ่งกว่ามหาโจรอีก อยากถ่ายหนังหน้าตัวเองตอนนี้มาอวดจังเลยครับแต่ไม่มีกล้อง
จะปีใหม่แล้วงานไม่ลดลงเลย ทำไมโอทีมันเยอะจังวะ! ทำโอจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้วโว้ย!!!
อีกครึ่งนึงว่างเมื่อไหร่จะมาต่อครับ ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านกันอย่างแรงเลยครับ มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่รอยร้าวในปราสาทแก้ว (จะดีกว่านี้ถ้าทิ้งคอมเมนต์จี้จุดผมบ้าง ไม่มีคำตินี่มันรู้สึกแปลกๆ แฮะ หามุมพัฒนาตัวเองลำบากครับ)
ได้หูฟังมาแล้วครับ 1,7xx จำรุ่นไม่ได้ แต่เสียงเบสปวดหูเลยทีเดียวสะใจหลายๆ ขอบคุณคำแนะนำและขอโทษที่ไม่ได้ไปตอบในกระทู้นะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 10, 2012, 06:33:27 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: