หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: [Super Robot Wars The Star Chronicle Second Season]  (อ่าน 14076 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
SrwKung
Nadesico Crew
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2305


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #30 เมื่อ: กันยายน 27, 2011, 03:25:26 AM »

[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -]

ถ้าจะกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่าปัญหาแล้ว สำหรับหลายคนอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องแก้ไขให้ได้ สำหรับบางคนเป็นเรื่องน่ากลัวที่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่สำหรับกัปตันสาวและตัวแทนกองกำลังTSCอย่างไลล่า เรย์ อิลูชั่นนั้น เธอมองปัญหาต่าง ๆ เป็นเรื่องประมาณว่า 'จะกินซุปกระป๋องแต่ไม่มีที่เปิดกระป๋อง' นั่นก็คือถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรที่ต้องกลุ้มใจแต่ก็ต้องจัดการมันให้เรียบร้อยและสำหรับวิธีของไลล่าที่จะแก้ปัญหานั้นก็คือ 'หาที่เปิดกระป๋องมาซะก็สิ้นเรื่อง' แต่ถ้าถามอีกว่าจะไปหาที่เปิดกระป๋องมาด้วยวิธีไหน อันนี้มันก็แล้วแต่จะออกไปหาเองหรือใช้ให้คนอื่นไปหามาให้แต่ถ้าได้ที่เปิดกระป๋องมาซะอย่างจุดจบของปัญหาก็จะมีค่าเท่ากันอยู่ดี

หลังจากศึกใหญ่ที่ฐานทัพอัศนีแดงผ่านไปได้สองอาทิตย์ กำลัง TSC ที่พึ่งรอดชีวิตจากสมรภูมิอันแสนหนักหนาจากประเทศไทยก็ได้รวบรวม ก็กำลังจะมุ่งหน้าไปสู่ทวีปอเมริกาซึ่งเป็นที่ตั้งฐานใหญ่ของบอนล์เพื่อทำศึกตัดสินชี้ขาด ในตอนนี้กองยานทั้งหลายที่ออกเดินทางมาก็อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมอยู่ฐานทัพย่อยของเอลฮังค์ที่ตั้งอยู่ในเกาหลีใต้เพื่อรวมรวมกำลังพล อาวุธยุทธโทปกรณ์และเสบียงอาหาร ซึ่งกำหนดการในการหยุดพักที่นี่มีกำหนดเวลา 3 วันนี่จึงเป็นโอกาศที่ดีที่ไลล่าจะได้จัดการแก้ไขปัญหาที่ยังค้างคาอยู่ของกองกำลังในตอนนี้ซะให้หมด

เช้าวันใหม่ที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร่เมฆหมอกเหมาะแก่การไปพักผ่อนหย่อนใจแต่หลาย ๆ คนก็ทำอย่างนั้นไม่ได้โดยเฉพาะกลุ่มคนที่กำลังรวมตัวกันอยู่ ภายในห้องทำงานของกัปตันบนยานบลูกาแลคเซียแองเจิ้ลที่จอดเช็คสภาพเติมกระสุนและสเบียงอยู่ภายในโรงจอดยานของฐานทัพ ในที่แห่งนั้นบรรเหล่าเจ้าหน้าที่ตัวแทนจากทุกภาคส่วนงานของเอลฮังค์ และตัวแทนจากกลุ่มกองกำลังอาสาจำนวนหนึ่งได้มารวมตัวกันที่นี่เพื่อรับทราบข้อมูลและรับมอบหมายหน้าที่จากกัปตันไลล่า

"ถ้าอย่างนั้นเรื่องดูแล อุชิโอะจังก็ให้คุณชาเพนท์รับผิดชอบเหมือนเดิมนะคะ แล้วก็รบกวนมาเรียจังช่วยไปพยาบาลอุชิโอะจังอีกแรงด้วยนะ"
 
กัปตันสาวเอ่ยออกมาในขณะที่เซ็นเอกสารอนุญาติซื้ออุปกรณ์เวชภัณฑ์ทั้งหลายก่อนจะยื่นไปให้กับชาเพ็น แพทย์ผู้มีสีหน้าเหมือนคนอดนอนรับกระดาษใบนั้นและหันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดจากอะไรดูเหมือนว่าเขาคงจะต้องรีบกลับไปทำงานต่อ เมื่อปัญหาอย่างแรกคลี่คลายลงไปแต่ปัญหาอีกมากยังคงอยู่ กองเอกสารที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่นั้นเป็นปัญหาทุกสิ่งอันที่เธอต้องสะสางให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด

"อืม...เรื่องซ่อมแซมและทาสีใหม่ของยานเรดใช้วิธีเกณฑ์บรรดานักบินกับคนที่ไม่มีหน้าที่พิเศษไปช่วยกับพวกช่างด้วยเหมือนกับคราวที่แล้ว..." แต่ทว่าในขณะที่พูดยังไม่ทันจบสายตาของเธอก็เห็นความผิดปกติบางอย่าง

"หืม...มีปัญหาอะไรเหรอจ๊ะ รูบี้?" ไลล่าเอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นรูบี้ยกมือพร้อมแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจนว่าต้องการจะเอ่ยคัดค้านอะไรบางอย่าง

"เกณฑ์นักบินไปช่วยน่ะไม่ว่าหรอกค่ะ แต่ไม่เอาเจ้า "วี"เด็ดขาด!!!!"

รูบี้เอ่ยเสียงแข็งพร้อมกับเริ่มเล่าเหตุการณ์อันแสนจะปวดขมับที่เกิดขึ้นเมื่อสามวันที่แล้ว ภายในโรงจอดยานที่กำลังมีการซ่อมแซมทาสีให้กับยานเรดฯ ในตอนนั้นหญิงสาวช่างเครื่องผู้นี้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนเองตามปกติ แต่แล้วความไม่ปกติก็เกิดขึ้นเมื่อสายตาของเธอเหลือบไปเห็นบุคคลผู้หนึ่งเข้า
รูบี้ถึงอึ้ง ตกใจ ประหลาดใจจนทำอะไรไม่ถูก ถึงขนาดทำไขควงที่ถืออยู่ตกลงพื้นเมื่อได้เห็นภาพของเด็กชายวี หรือ 'เกรียนวี' กำลังขมักเขม่นกับการทาสี ภาพนี้เป็นภาพอาจกล่าวได้ว่าควรต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะของเรื่องอัศจรรย์ของโลกก็เป็นไปได้ แต่ไม่นานนักเธอก็ได้รับคำเฉลยจาก ธิดา ธราธร หรือก็คือ 'หญิง' พนักงานสาวจากบริษัทบ.ร่ำรวย ที่เดินอยู่แถว ๆ นั้นนั่นเอง

"อะ เอ๊ะ!!? เอ๋!!!!!!!!!!!!! เจ้าเด็กเปร...เอ๊ย!!  วียอมอาสามาช่วยงานทาสีเองเหรอ? คุณหญิง?"


"ค่ะ!! ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะเป็นคนออกปากมาขอทำเอง เห็นบอกด้วยว่า 'งานนี้จะขาดเมพวีไปด้วยได้ยังไง' น่ะค่ะ" หญิงกล่าวพร้อมกับแหงนมองดูเด็กหัวเกรียนที่กำลังตวัดอุปกรณ์พ่นสีไปมาอย่างขมักเขม่น ซึ่งไอ้ท่าทีตวัดไปมานั้นมองยังไง ๆ ก็แค่การแกว่งไปมั่ว ๆ หาได้เป็นการออกท่าทางแห่งการรังสรรค์งานศิลป์แต่ประการใด ทว่าสำหรับสองสาวที่ยังไม่รู้ถึงความเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนีเแล้ว นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องน่าตื้นตันใจที่สุดเท่าที่เคยได้พบมาเลยล่ะมั้งที่จู่ ๆ สุดยอดเด็กเกรียนอย่างวีจะเกิดจิตกุศลคิดจะมาช่วยชาวบ้านชาวช่องเขาทำงานเรียกได้ว่านี้เป็นลางบอกเหตุของการปรับปรุงตัวที่ดีเพื่อเป็นเยาวชนที่ดีของชาติและเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต...อะไรทำนองนั้นถ้าเกิดว่าผลลัพธ์มันไม่ได้ออกมาในสภาพนี้

"ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ พี่หญิง เมพวีคนนี้ทาสีเสร็จแล้ว!!!!"

วีตระโกนออกมาเสียงดังพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะอย่างภาคภูมิใจราวกับศิลปินไส้แห้งได้ประดิษฐงานศิลป์ระดับก้องโลก รูบี้กับหญิงรีบวิ่งไปดูผลงานของวีทันทีแล้วก็พบว่า...

".......เอ่อ....นี่มัน........อะไรกันคะเนี้ย?......."

หญิงตกตะลึงอึ้งไปเล็กน้อยกับภาพวาดที่ศิลปินวีรังสรรคขึ้นอย่างสุดฝีมือ ในขณะที่รูบี้นิ่งเงียบไม่พูดอะไรไม่สิพูดให้ถูกคือพูดอะไรไม่ออกจะถูกกว่า เพราะหลังจากได้ยลโฉมผลงานของวีแล้ววิญญาณเธอก็แทบหลุดลอยออกจากร่าง เพราะภาพนั้นเป็นภาพที่ต่อให้ปิกัสโซ่มามองดูก็ไม่อาจจะแยกออกว่ามันเป็นภาพอะไรกันแน่ เป็นผลงานที่เกินขอบเขตจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปแบบแอ็บสแตรค เกินขอบเขตที่มนุษย์จะเข้าใจ ดีไม่ดีมนุษย์ต่างดาวเองก็อาจจะไม่เข้าใจงานศิลปะชิ้นนี้เลยก็เป็นได้  

"ภาพเหมือนเมพวีคนนี้ที่วาดโดยมหาเมพวีเองและใช้สีโคตรเมพยังไงล่ะ!!!!"

วีประกาศก้องอย่างไม่เขินอายพร้อมกับโชว์ผลงานเหนือจินตนาการให้สองสาวได้ดู  

".............รู้สึกเหมือนตัวเองหลงผิดไปชั่วขณะแฮะ..."

รูบี้บ่นพึมพำพร้อมกับเอามือกุมหัวอย่างหมดอาลัยตายอยาก...เกรียนก็ยังเป็นเกรียนวันยังค่ำนินะ... หลังจากเรื่องเล่าอันสุดแสนจะเจ็บปวดกระดองใจนั้นจบลงรูบี้ก็ดึงสติของตัวเองกับมายังกลับมาช่วงเวลาปัจจุบัน ไลล่าที่ฟังเรื่องราวตั้งแต่ต้นก็รับเรื่องอย่างว่าง่ายให้พร้อมบอกกับหญิงที่ยืนอยู่ในห้องนั้นไม่ให้คนของบ.ร่ำรวยเข้ามาข้องเกี่ยวกับงานนี้อีก ซึ่งเธอก็รับปากแต่โดยดีเพราะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเล่นซนของวีในคราวนี้ บ.ร่ำรวยต้องรับผิดชอบใช้คืนกองกำลังแบบเต็มจำนวน ซึ่งคงไม่ดีแน่หากจะให้มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีก

"แล้วการซ่อมบำรุงกำลังรบหลักของพวกเราตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?" ไลล่ากล่าวพลางจ้องมองไปยังรูบี้อีกครั้งหนึ่ง

"ไม่หนักเท่าที่คิดค่ะ แวนการ์ดที่เสียหายหนัก ๆ ในคราวก่อนส่วนมากได้ใช้อะไหล่ที่ยึดมาได้จากฐานทัพอัศนีย์แดงมาใช้ในซ่อมบำรุง ส่วนจาโปรน่ากับซูโปรน่าที่ยึดได้ก็พอเอามาใช้ได้ ส่วนหุ่นรบของพวกเราส่วนใหญ่เสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

รูบี้หยุดพักหายใจเล็กน้อยก่อนจะขยับริมฝีปากเพื่อกล่าวรายงานต่อแต่ในตอนนั้นก็มีเสียงของใครบางคนแทรกขึ้นมากเสียก่อน

"ส่วนเนวาน่าเองก็ฟื้นสภาพตัวเองได้เกือบสมบูรณ์แล้ว ส่วนแขนสองข้างของเลกิวออสที่พังไปใช้ตอนนี้ใช้เทคโนโลยีของอิคซิอ้อนเข้ามาช่วยก็เลยซ่อมกลับมาได้ตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับจูนเครื่องยนต์ใหม่ขั้นสุดท้าย ที่แต่ที่มีปัญหาที่สุดเห็นจะเป็น........  "

ผู้ที่แทรกเข้ามากล้องปล้องระหว่างการสนทนานั้นมิใช่ใครที่ไหนเธอก็คือนักวิจัยหุ่นยนต์ของเอลฮังค์เฟอร์เดอริก้าหรือเจ๊แร็คคูณนั่นเอง แม้จะเข้ามาร่วมฟังการแบ่งหน้าที่แต่ก็ไม่วายจะถือขวดเหล้าเข้ามาด้วย ถ้อยคำสาธยายของเธอขาดห้วงไปเพราะเธอมัวแต่ยกของเหลวที่อยู่ในขวดนั้นขึ้นดื่มโดยไม่เกรงใจใครหลายคนในห้องเลย แต่ถึงเจ๊แร็คคูณจะพูดไม่หมดก็มีคนพูดคำตอบนั้นออกมาแทนอยู่ดี

"อาร์คสไตร์เกอร์......"

ไลล่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบพลางแลสายตาไปยังมาเรียที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ชาเพ็น แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่รับรู้ว่าถูกจ้องมองอยู่จึงไม่เข้าใจความหมายของการจ้องมองนั้น แต่ไม่นานผู้ที่มอบคำตอบให้กับสิ่งที่กัปตันสาวอยากรู้ก็ปรากฏตัวขึ้น สาวแว่นท่าทางกล้า ๆ กลัวยกมือขึ้นไม่สูงนักก่อนจะพูดออกมา

"เอ่อ..คะ...คือว่า...ฉันลองเปิดแผ่นดิสที่ได้มาจากอุชิโอะจังแล้ว ข้อมูลข้างในนั้น.เป็นข้อมูลแบบแปลนโครงสร้างสำหรับพัฒนาอาร์คสไตร์เกอร์ ตอนนี้ฉันกับลูน่าแล้วก็ช่างเครื่องอีกจำนวนหนึ่งพยายามซ่อมแซมมันมาสองสัปดาห์แล้วตอนนี้ก็เสร็จไปเกือบ 80% แล้วล่ะค่ะ"

สิ้นคำพูดของซาริน่า กัปตันไลล่าถอนหายใจเบา ๆ แสดงถึงความโล่งอกไปเปราะหนึ่ง แต่ปัญหาต่าง ๆ ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้แต่เรื่องหลังจากนี้ไม่ใช่เรื่องที่หลาย ๆ คนในห้องนี้จะเกี่ยวข้องนักเธอจึงตัดสินใจออกคำสั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ในทันที  

"เอาล่ะทุก ๆ คนกลับไปทำหน้าที่ตามเดิมได้ยังไงก็ขอฝากด้วยล่ะ แล้วก็ขอให้ทุกคนตั้งใจทำงานกันนะจ๊ะ"

สิ้นคำพูดนั้น เจ้าหน้าที่ของเอลฮังค์ทุกคนก็ยกมือขึ้นทำความาเคารพต่อเธอซึ่งตัวเธอเองก็ทำท่าเดียวกันนั้น ก่อนจะเอามือลงและโบกมือส่งแขกคนอื่น ๆ ที่กำลังเดินออกจากห้อง ก่อนจะหย่อยตัวลงนั่งบนเก้าอี้มองดูเอกสารกองโตพลางยกมือขึ้นท้าวคาง

"ป่านนี้พวกนักบินที่ได้หยุดพักคงเที่ยวกันสบายใจเฉิบแล้วสินะ.....เอาเถอะนาน ๆ ทีนี่นะ เอาล่ะทำงาน ๆ "

ไลล่ากล่าวยกแขนทั้งสองขึ้นสูงสุดเพื่อเป็นการยืดเส้นยืดสายก่อนจะลงมือจัดการกับกองเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้า ในขณะที่หลาย ๆ คนยังทำงานกันอยู่ภายในฐานทัพ แต่อีกส่วนหนึ่งได้รับวันหยุดให้ไปพักผ่อนชนิดฟรีสไตล์กันซึ่งกลุ่มนั้นก็คือพวกนักบินนั่นเอง สำหรับพวกนักบินที่ต้องออกรบความตึงเครืยดและความเหนื่อยล้าสะสมจะส่งผลต่อความสามารถในการขับหุ่นยนต์ ดังนั้นการพักผ่อนที่เพียงพอจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาด้วยเหตุผลนี้ไลล่าจึงสั่งให้พวกนักบินทั้งหมดสามารถออกไปเที่ยวเล่นในเมืองได้ตามใจชอบเป็นเวลา 3 วัน และในตอนนี้เหล่านักบินของกองกำลัง TSC ก็กำลังเริงรื่นกับวันหยุดสั้น ๆ นี้อยู่ในตัวเมืองกันเป็นส่วนใหญ่

ภายในเขตการค้าที่ใหญ่ที่สุดในตัวเมืองมีสินค้ามากมายให้เลือกสรรไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า สินค้าอิเล็กโทรนิกส์ อาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวตประจำวัน และอื่น ๆ อีกมากมายต่างถูกตั้งแสดงอยู่ในร้านค้าที่เรียงรายกันสลอนอยู่ภายในเขตการค้าแห่งนี้ เสียงเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ ผู้คนมากมายต่างเดินชอปปิ้งกันไปมาอย่างสนุกสนานบ้างก็มาคนเดียว บ้างก็มากันเป็นคู่ บ้างก็มาเป็นหมู่คณะ และพวกสมาชิกของ TSC ก็กำลังเดินดูสินค้าต่าง ๆ อยู่ภายในตลาดแห่งนี้เช่นกัน  

"โอ้ว!~~~ ปลาหมึกล่ะ!! ปะป๋า ตัวใหญ่มากเลย~~"

หญิงสาวผมบ็อบสีทองก้มลงมองดูปลาหมึกยักษ์ที่กำลังขยับหนวดขึ้นลงอยู่ในตู้กระจกใบใหญ่ พร้อมกับแสดงสีหน้าท่าทีราวกับเด็กประถมที่เพิ่งเคยเห็นปลาหมึกตัวใหญ่เป็นครั้งแรกในชีวิต เธอเข้าไปจ้องมองดูมันจนหน้าแทบจะเข้าไปแนบชิดกับบานกระจกเสียด้วยซ้ำ

"หืม...ลูกป๋าอยากได้งั้นเหรอ"

ในตอนนั้นเองชายผมสีขาวร่างใหญ่ที่มีการแต่งกายสะดุดตากว่าใคร ๆ ในตลาดแห่งนี้โดยไม่สนสายตาประชาชีก็เดินเข้ามาใกล้ ๆ กับหญิงสาวผู้นั้นแต่ใบหน้าของเขาดูยังไงก็หนุ่มแน่นเกินไปจนไม่น่าจะเป็นพ่อของผู้หญิงที่อยู่ตรงนี้ไปได้ เสื้อฮาวายสีแดงแป้ดตัดกับลายดอกไม้สีขาว กางเกงขาสามส่วนสีน้ำตาลอ่อน หมวกฝางหนึ่งใบ มาลัยดอกชะบาแดง ห่วงยางลายการ์ตูนน่ารักชนิดไม่เข้ากับใบหน้าสวมอยู่ที่เอว ส่วนที่เท้าแทนที่จะเป็นรองเท้าปกติทั่วไปก็ดันเป็นตีนกบ อีกทั้งยังมีกีตาร์โปร่งที่เป็นของเล่นเด็กอายุไม่เกิน สิบขวบเป็นออฟชั่นเสริมอีกหนึ่งอย่าง นั้นคือชุดที่ชายผู้นี้สวมใส่อยู่

"ซื้อไปในครัวไม่มีที่เก็บหรอกค่ะคุณเอล"  

เด็กสาวผมสีดำขลับยาวเลยสะโพกมาเล็กน้อยเอ่ยขึ้นพลางแลดวงตาสีทองคำเปล่งประกายคมกริบมายังไอ้หนุ่มร่างยักษ์ที่สวมเสื้ออาโลฮ่าสีแสบสันประดับคอด้วยพวงมาลัยดอกไม้สดสีแดงแป้ด อีกทั้งยังสวมหมวกฟางทั้ง ๆ ที่อยู่ในที่ร่ม

"แต่ถ้าแล่มันก่อนล่ะก็ อาจจะพอเข้าตู้เย็นเบอร์สี่ก็ได้น่ะ"

เด็กหนุ่มหน้าตายที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ สาวน้อยกล่าวเสริมขณะเพ่งพินิจพิจารณาเจ้าปลาหมึกตัวนั้นราวกับกำลังคิดว่า จะเอามันไปทำอาหารอะไรดี ผู้ที่กล่าวประโยคทั้งสี่นั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนพวกเขาคือ ฟาลิน เอล ราธและรัตน์ ตามลำดับตอนนี้พวกเขาทั้งสี่กำลังเดินเล่นอยู่ในย่านขายอาหารสด ซึ่งการออกมาเที่ยวในตัวเมืองคราวนี้ถือเป็นการหยุดพักที่ไม่นานมากแต่ก็ถือว่าเป็นเวลาที่มีค่าสำหรับนักบินที่ต้องเหน็ดเหนื่อยและเสี่ยงตายจากการรบ

"ตัวใหญ่แบบนี้น่าจะกินได้หลายมื้อเลยนะเนี้ย จะว่าไปฉันไม่ได้กินปลาหมึกย่างมานานแล้วด้วยสิ"

ลูซิเฟอร์ที่เดินมาสมทบเอ่ยขึ้นหลังจากได้ยินบทสนทนาพวกนั้นในขณะที่เดินเข้ามาดูปลาหมึกด้านหลังของเขาคือเรย์กิวที่เอาแต่นิ่งเฉยไม่พูดอะไรแต่สายตาของเธอก็มองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่มีอาการอะไรเป็นพิเศษ ในยามนี้เธอชุดที่เธอสวมใส่อยู่ไม่ใช่ชุดสีน้ำตาลเข้มตัวเดิมอีกต่อไปแล้วหากแต่เป็นชุดสีเขียวที่เปิดโชว์ส่วนเนินอกที่ขาวและอวบอิ่มคลุมทับด้วยเสื้อแบบแจ็คเก็ตแขนยาวสีเดียวกับชุดที่ไหล่ด้านขวาประดับตราสัญญลักษณ์ของกองกำลัง TSC เอาไว้เป็นสัญลักษณ์ว่าในตอนนี้เธอได้เป็นสมาชิกของ TSC อย่างเต็มตัวแล้ว  

"บู่~ แต่ถ้ากินมันก็น่าสงสารมันออก!!"

ฟาลินเริ่มงอแง ทำเอาหลาย ๆ คนเหงื่อตกไปตาม ๆ กัน เพราะเธอคนนี้แม้จะมีร่างกายเป็นผู้ใหญ่แต่จิตใจก็เหมือนเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบ ดังนั้นแล้วจึงเป็นเรื่องยากที่จะใช้เหตุผลยาก ๆ มาทำความเข้าใจ

"ถ้าฟาลินจังไม่คิดจะกินมันจะซื้อมันไปเลี้ยงเหรอจ๊ะ?" ฟีรีน่าเอ่ยถามขึ้นด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ ซึ่งฟาลินก็ผงกหัวหงึก ๆ พร้อมกับเสริมอีกว่า

"อือ~~~ จะเลี้ยงให้มันตัวใหญ่กว่าตัวที่โผล่ในงานเลี้ยงอีกล่ะ!~~"

แน่นอนว่าเมื่อฟาลินเอ่ยออกมาแบบนี้ผู้ที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นก็หวนนึกถึงความทรงจำอันแสนเลวนร้ายที่ลืมไปแล้วขึ้นมาทันที โมโมะ โคฮานะ ที่อยู่ห่างจากกลุ่มของพวกเขาไม่มากนักจามออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนลูน่าที่กำลังเชื่อต่อระบบไฮโดรกลิกส่วนคอของอาร์คสไตคร์เกอร์อยู่ที่ฐานทัพนั้นก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุเช่นกัน

"เป็นอะไรไปเหรอลูน่า?"

ซาริน่าที่กำลังคีย์ข้อมูลลระบบ OS สำหรับควบคุมตัวเครื่องอยู่ใกล้ ๆ เอ่ยถามเมื่อเห็นเพื่อนของตนแสดงท่าทางผิดปกติ

"มะ..ไม่มีอะไรหรอก แค่จู่ ๆ ก็เย็นหลังวาบขึ้นมาน่ะ"

ลูน่าหันมาตอบพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้า แต่ทว่าสีหน้าของเธอตอนนี้มองเห็นความเหนื่อยล้าได้อย่างชัดเจน ใบหน้า อิดโรยซีดเซียว เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน่้ำมันและจาระบี ขอบตาที่ดูคล้ำเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ  

"นี่ ลูน่าฉันว่าเธอไปพักซักหน่อยจะดีกว่านะ ดูสีหน้าเธอไม่ค่อยดีเลย" ซาริน่ากล่าวด้วยท่าทีแสดงความห่วงใยแต่ทว่าคู่สนทนาของเธอกลับส่ายหน้าแสดงการปฏิเสธ

"ฉันไม่เป็นไร อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้วล่ะ"

พูดจบเธอก็ก้มลงไปจัดการกับงานของเธอต่อโดยไม่คิดจะหันมาสนใจเพื่อนของเธอที่ยืนมองด้วยสีหน้าอมทุกข์เลยแม้แต่นิดเดียว ย้อนกลับไปทางพวกของรัตน์ที่ตอนนี้ในสมองพากันฉายภาพโกลาหลของงานเลี้ยงคราวก่อนพร้อมกับรำลึกถึงความรู้สึกในตอนนั้นกันไปต่าง ๆ นานา

"แบบนั้นไม่ดีล่ะมั้งจ๊ะฟาลินจัง"

ฟีรีน่าพูดออกมาพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ แบบแห้ง ๆ ในขณะที่คนอื่น ๆ ที่รู้เห็นเรื่องราวในตอนนั้นเลือกที่จะเงียบไม่พูดและเลิกคิดถึงมันอีก เหยียบมันให้จมหายไปในส่วนเก็บความทรงจำส่วนลึกบนสมองแบบว่าลืมไปตลอดชีพเลยจะเป็นการดีเป็นคำตอบสุดท้ายจึงทำให้การสนทนาขาดห้วงลงและมันก็ควรเป็นเช่นนั้นหากไม่ติดว่า......

"ตัวใหญ่กว่าในงานเลี้ยง?"  

ราธทวนคำตอบของฟาลินพร้อมทำท่าสงสัย แน่นอนว่าเธอย่อมไม่เข้าใจสิ่งที่ฟาลินพูดเพราะตอนนั้นเธอยังไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์และไม่มีใครยอมพูดอะไรมากไปกว่านั้นสายตาของเธอจึงหันไปมองดูเด็กหนุ่มที่อยู่ใกล้ ๆ แววตาที่ดูเหมือนโกรธใครอยู่เสมอ ๆ ของเธอมองไปที่เขาราวกับต้องการจะขอคำ

"จะอธิบายยังไงดีล่ะ....ก็...อืม....ตอนนั้นอาหารของโมโมะดันกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดมีหนวดยึกยัก ไล่จับคนอื่นกินไปทั่วน่ะสิ"

รัตน์พยามอธิบายเรื่องราวแปลกประหลาดเหล่านั้นด้วยท่าทีเรียบง่ายสบาย ๆ ทำนองว่ามันเป็นเรื่องประมาณเขาโดนหมากัดมาไม่ก็ปาน แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ค่อยเชื่อสิ่งที่เขาพูด

"ฉันไม่ชอบเรื่องโกหกนะคะคุณรัตน์" ราธตอกกลับมาทันควันด้วยท่าทีขึงขังของเธอเหมือนทุกทีเพราะทำใจเชื่อคำตอบเหนือจินตนาการนี้ไม่ได้นั่นเอง

"หน้าฉันเหมือนโกหกรึไง?..."  

"ไม่ค่ะ"

"ก็นั่นแหละ"

ว่าแล้วรัตน์ก็เกาหัวเล็กน้อยนิดๆ แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้มันก็ยังเชื่อได้ยากอยู่ดีและเมื่อราธหันไปมองบรรดาคนอื่น ๆ ที่มาด้วยเพื่อหาคนที่เป็นพยานและยืนยัน บรรดาคนที่เคยประสบเคราะห์กรรมเพราะเจ้าปีศาจอิงจูตัวยักษ์นั้นก็ต่างพร้อมใจกันพยักหน้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เมื่อไม่มีคนให้ความเห็นอื่นใดที่จะมาทำการคัดค้านหรือบ่งบอกว่าคำพูดของเด็กหนุ่มเป็นเรื่องโกหกเธอก็ยอมรับเท่านั้นเธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วก็ก้าวเท้าเดินออกไปจากจุดนั้น คนอื่น ๆ ก็เริ่มแยกย้ายกันเดินไปตามใจชอบส่วนรัตน์ก็เดินตามราธไปอย่างเงียบ ๆ ทั้งสองเดินไปด้วยกันแต่ไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่น้อย ทำให้บรรยากาศรอบตัวทั้งสองคนดูอึมครึมขึ้นมาทันตา จนใครบางคนที่เดินตามหลังอยู่ห่าง ๆ รู้สึกได้ถึงบรรยากาศมาคุ

"นี่สองคนนั่นเขาโกรธกันอยู่เหรอ?"

มายาที่เดินอยู่ข้าง ๆ ฮิคารุกระซิบถามขึ้นมาเบา ๆ ในขณะที่ทหารรับจ้างหนุ่มยังไม่ให้คำตอบกับคู่หูของเขาในทันทีแต่มองดูทั้งสองพลางคิดวิเคราะห์อยู่ในหัว แต่หลังจากนั้นไม่นานนักราธก็เอ่ยคำพูดออกมาทำลายความอึมครึมนั้น

"ขอโทษนะคะ ที่ไม่เชื่อคุณ คุณรัตน์" สาวน้อยกล่าวโดยสายตายังคงจ้องมองตรงไปข้างหน้า  

"ไม่เป็นไรหรอกก็เรื่องเชื่อยากแบบนั้นนินา"

รัตน์ตอบกระเอม ๆ กลับมาแต่ราธกลับแสดงท่าทีปฏิเสธ ไม่ยอมรับการให้ยกโทษให้ง่าย ๆ แบบนี้ เธอหยุดเดินพร้อมกับหันหลังกลับมาประจัญหน้ากับเด็กหนุ่มหน้าตายผู้นั้นทันที

"ไม่ได้หรอกค่ะ คุณรัตน์เป็นสมาชิกกองกำลังTSCเหมือนกัน การที่ฉันไม่เชื่อใจคุณทั้งๆที่เมื่อคราวก่อนหน้าโมโมะฉันยังยอมเชื่อใจคุณเลย ทำแบบนี้ฉันคิดว่ามันเป็นการเสียมารยาทต่อคุณค่ะ อยากให้ฉันทำอะไรไถ่โทษก็บอกมาได้เลยค่ะ"

ราธกล่าวด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่จริงจังราวกับซามูไรที่เรื่องอัปยศอดสูจนแทบอยากฮาราคารีตัวเองให้รู้แล้วรู้รอดก็ไปปาน ดวงตาที่ดูเกรี้ยวกราดเต็มไปด้วยความโกรธนั้นจ้องตรงไปที่รัตน์ ในขณะที่รัตน์เองก็จ้องเข้าไปในดวงตาของเธอเช่นกัน แต่น่าแปลกเขากลับมองเห็นบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากทุกทีภายใต้ดวงตาสีทองคู่นั้น ไม่รู้ว่าเขาตาฝาดคิดเป็นเองหรือเป็นเรื่องจริงก็ตามแต่สิ่งที่เห็นนั้นทำให้เขาไม่อาจจะจ้องมองเธอตรง ๆ ได้

"ไม่มี..." รัตน์ตอบนิ่ง ๆ พร้อมชักหน้าหนีห่างจากใบหน้าของเธอ

"ให้ฉันซื้ออะไรให้คุณเป็นการตอบแทนไหมค่ะ"

"ก็บอกว่าไม่เอาไง..."

รัตน์เริ่มตอบลำบากขึ้นทุกที ใช่ว่าเขาไม่เคยเจอผู้หญิงที่มาไม้นี้แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเหมือนกันพอมาเจอราธเล่นลูกตื้อแบบนี้เข้ากลับกับรับมือไม่ถูก ว่าแล้วรัตน์คุงก็รีบเดินหนีทันที แน่นอนว่าราธก็เดินตามไปประกบซะชิดก่อนจะได้ยินเสียงเถียงกันเล็ก ๆ ไปตลอดทาง

"ก็ดูสนิทกันดีนี่"

ฮิคารุให้ตอบกับคำถามเมื่อครู่ของมายา ในขณะที่ผู้เป็นเจ้าของคำถามก็พยักหน้าหงึก ๆ ก่อนจะหันไปมองดูทางกลุ่มของหน่วยเรจไวเวิร์นที่กำลังเฮฮาอยู่ด้านหลัง เอ๊กซ์เฟอร์  วอน  ไฮม์ นักบินมือฉกาจผู้นำหน่วยรบเรจไวเวิร์น ผู้ซึ่งผ่านศึกมากมายมาอย่างไม่เคยครั่นคร้ามบัดนี้กำลังสีหน้าตึงเครียดพลางค่อย ๆ ถอยห่างอย่างระมัดระวังราวกับว่าเขากำลังประจัญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในชีวิต ซึ่งมันกำลังแสดงออกมาทางสีหน้าท่าทีของนายทหารผิวคล้ำผู้นี้อย่างชัดเจน

"เห..มีอะไรกันเหรอ ลุงเอ็กส์?"

ไลมุที่เดินตามหลังมาตรงเข้าหานายทหารหน้าเข้มเอ็กส์ที่ตอนนี้พยายามถอยห่างสุดตัวเมื่อเห็นไอ้สิ่งมีชีวิตจำพวกสัตว์ปีกที่พบเห็นได้ทั่วไปกำลังกระพือปีกพลางส่งเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์

กะต๊าก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

"โอ๊ะ ร้านขายไก่นี่นา เจ้าตัวนี้สีสันสวยไม่เลว"

พูดจบเธอก็รีบยกกล้องถ่ายรูปทึ่คล้องคออยู่ขึ้นมาจับภาพไก่ทำกำลังตีปีกอยู่ในทันที เธอปรับภาพเข้าโฟกัสและกดชัตเตอร์อย่างว่องไวไม่ถึงวินาทีภาพของเจ้าไก่ตัวนั้นก็ถูกเก็บลงไปในกล้องของเธอทันที แต่สำหรับไก่หากรู้ว่านี่จะเป็นภาพสุดท้ายในชีวิตมันก็คงจะไม่ปิติซักเท่าไหร่ เบื้องหน้าของเอ็กซ์เป็นร้านขายไก่เป็นสด โดยมีไก่ตัวเป็น ๆ โชว์ตัวอยู่ภายในร้านเป็นจำนวนมากราวกับเป็นใบรับประกันสินค้าว่าสิ่งที่ท่านซื้อไปมันคือไก่แน่นอน และเมื่อลุงเอ็กซ์ทำสงครามสายตากับไก่อยู่ครู่หนึ่งเขาก็หันหลังกลับพลางเดินไปจับบ่าของ มิเกลที่ยืนรวมกลุ่มอยู่กับลูกทีมอีกสองคนทันที

"ฉันนึกได้ว่ามีเรื่องด่วนต้องทำ พวกนายเดินเที่ยวกันตามสบาย เสร็จแล้วรวมพลที่ฐานทัพ"

พูดจบหัวหน้าฝูงผู้องอาจแห่งหน่วยมังกรคลั่งก็ออกตัววิ่งฉิวไปราวกับเป็นรถ F-1 หายลับสายตาไปในฝูงชนด้วยความเร็วชนิดที่ว่ามิเกลขยับริมฝีปากเพื่อจะเอ่ยตอบรับคำสั่งยังไม่ทันเลย และแน่นอนว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในการจับตามองของตากล้องสาว เธอสังเกตเห็นปฎิกริยานี้ได้ทัน ท่าทางตากล้องคนนี้จะได้เรื่องสนุก ๆ เอาไปใช้อีกแล้ว

หลังจากนั้นไม่นานกลุ่มนักบินของ TSC ก็กระจายกันไปตามจุดต่าง ๆ ภายในย่านการค้า ชิเอลลากโคกิ  เดินห้างร้านต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่แล้วชิเอลก็สะดุดกับร้าน ๆ หนึ่งที่โชว์ชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ ทำให้เธอหยุดมองดูมันราวกับต้องมนต์สะกด และในขณะที่เธอกำลังจะเรียกให้เด็กหนุ่มที่มากับเธอมองดูชุดเจ้าสาวที่อยู่ตรงหน้าเธอก็ไม่พบแม้แต่เงาของเขา เด็กสาวกวาดสายตาไปรอบบริเวณก็ไม่พบ และในทันใดนั้นเองสายตาของเธอก็เห็นภาพคน ๆ หนึ่งที่อาจจะพึ่งพาได้ เธอจึงเดินตรงไปหาคน ๆ นั้นทันที

"พี่โรจิสเห็นโคกิไหมค่ะ?" ชิเอลเดินมาถามโรจิสที่เดินดูของอยู่ในบริเวณนั้น

"อ้าว? ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอกเหรอ?" โรจิสถามกลับชิเอลก็ได้แต่ส่ายหน้า

"อีตาบ้า หายหัวไปไหนนะ?"  

สาวน้อยเริ่มบ่นด้วยท่าทีหัวเสีย ในขณะเดียวกันทางด้านของไกด์กับฟิริน่าที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มก็เริ่มเข้าสู่โลกส่วนตัวของทั้งสองโดยไม่รีรอ

"งั้นเราก็ไปเดินเล่นกันเถอะฟีรีน่า" ไกด์เอ่ยพลางยื่นมือของเข้าไปคว้ามือเธอเอาไว้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้พลัดกันในขณะที่เดินฝ่าฝูงชน

"ค่ะ" สาวน้อยรับคำอย่างว่าง่ายพร้อมกับเดินตามเด็กหนุ่มไปด้วยหัวใจที่แสนจะพองโต

"มิก อัลบา พวกเราเองก็ไปเดินเที่ยวกันมั่งเถอะ สงสัยมื้อนี้หัวหน้าคงอยากกินไก่ย่างแน่ ๆ เลย"

โดโรธีหรือดอลลี่หญิงสาวคนเดียวในทีมเรจไวเวิร์นเอ่ยชวนเพื่อนอีกสองคนก่อนจะเดินตรงไปที่ร้านขายไก่ที่อยู่ตรงหน้าดูท่าวาระสุดของเจ้าไก่ผู้น่าสงสารกำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้านี้แล้ว ส่วนไลมุก็ดูเหมือนว่าจะไปถ่ายรูปบรรยากาศตลาดแห่งนี้ตามรายทางซะแล้ว ในขณะที่หลาย ๆ คนกำลังสนุกสนานกับการเที่ยวย่านการค้า แต่ก็อาจจะมีใครบางคนรู้สึกน่าเบื่อหนึ่งในนั้นก็คือเรย์กิวที่แยกตัวออกมาเดินเล่นตามลำพัง เดิมทีเธอคิดว่าจะนอนหมกตัวอยู่ในห้องแบบที่เคย แต่จู่ ๆ ก็ถูกลูซิเฟอร์เข้าไปลากตัวออกมาเที่ยวในตัวเมืองพร้อมกับคนอื่น

'เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกน่าเรย์กิว ออกมาข้างนอกบ้างสิ อาจจะมีเรื่องดี ๆ รออยู่ข้างนอกก็ได้นะ'  

เธอแลสายตาไปรอบ ๆ พบเห็นผู้คนมากมายเดินไปมา ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่ทั้งหมดกลับยิ่งทำให้เธอหงุดหงิดโดยเฉพาะเมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจูงเด็กผู้หญิงเดินเที่ยวอยู่ ทั้งสองเป็นแม่ลูกกันอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งเห็นภาพนั้นก็ยิ่งทำให้เธอหวนนึกถึงอดีต เมื่อมองไปทางไหนก็มีแต่เรื่องสิ่งที่ทำให้รำคาญใจทั้งนั้น

"หึ ไม่เห็นจะมีอะไรดีอย่างที่นายว่าเลย"

เรย์กิวกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เมื่อคิดถึงคำพูดเมื่อเช้าของลูซิเฟอร์ เมื่อบรรยากาศด้านนอกชวนให้ใจไม่สงบ เธอจึงคิดที่จะกลับฐานทัพไปตามลำพังแต่แล้วเสี้ยววินาทีนั้นสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นอะไรบางสิ่งที่กระตุ้นต่อมความรู้สึกสนใจของเธอให้ทำงานขึ้นมาเฉียบพลัน

"น่ะ....นั่นมัน......"

เมื่อดวงตาทั้งสองข้างได้ประสบกับสิ่งนั้นร่างกายและจิตใจของเธอก็ราวกับตกลงไปในมนต์สะกด ความหงุดหงิดความไม่สบายใจ ความรู้สึกเบื่อหน่ายเมือครู่นี้ถูกปัดเป่าหายไปในพริบตาเมื่อได้พบกับสิ่งนั้น เธอเดินตรงไปที่มันราวกับถูกชักจูงด้วยมนต์วิเศษดวงตาที่เคยแสดงความขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลาบัดนี้เปล่งประกายสดใสราวกับอัญมณี ใบหน้าที่เอาแต่บึ้งตึงกลับมีรอยยิ้ม ๆ ปรากฏขึ้นมาทันที

"...เพนกวิน......"  

หญิงสาวเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าร้านขายสัตว์เลี้ยงแปลก ๆ ที่อยู่ในย่านขายสัตว์เลี้ยงจากทั่วทุกมุมโลก เธอจ้องมองเจ้านกเพนกวินที่อยู่ในตู้กระจกขนาดยักษ์ ด้วยแววตาประดุจหญิงสาวที่ต้องอยู่ในห้วงรักจนถึงขั้นพร่ำเพ้อ พอยิ่งเห็นมันหันมามองและเดินตรงมาหา เธอก็ยิ่งอยากจะกระโดดเข้าไปกอดมันจนแทบจะพังตู้กระจกเข้าไปเลยทีเดียว แต่แล้ววินาทีต่อมาเธอก็ได้เห็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งที่อยู่ในร้านขายนก

"..นะ...นกเงือก!!"  

เรย์กิวไม่รอช้าที่จะวิ่งไปหานกเงือกตัวนั้น มันเป็นนกเงือกที่ถูกเลี้ยงมาจนเชื่องจึงไม่กลัวคนแม้แต่น้อย พอเรย์กิวไปให้ความสนใจกับมันเจ้าของร้านก็จัดแจงให้มันขึ้นมาเกาะบนแขนของเธอทันที แต่ด้วยราคาที่แพงมากและตัวเธอเองก็ไม่มีที่จะเลี้ยงเรย์กิวจึงต้องอำลาจากเจ้านกที่แสนน่ารักไปด้วยอาการเศร้าใจนิด ๆ หญิงสาวเดินออกมาจากย่านขายสัตว์เลี้ยงได้นิดหน่อยเธอก็ได้พบกับของอีกสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นต่อมไม่แพ้กับเจ้านกสองตัวเมื่อครู่ มันเป็นนกที่ไม่ใช่นก หากแต่เป็นตุ๊กตารูปนกตัวกลม ๆ สีแดง

"Angry Brid!!"



เจ้าตุ๊กตามาสคอทนาม Angry Brid ที่ตั้งอยู่ในตู้โชว์ของร้านขายตุ๊กตาและเครื่องนอน ทำให้เรย์กิวออกอาการ 'จะเอากลับบ้าน' แบบเดียวกับตอนดูนกเพนกวินขึ้นมาอย่างรุนแรงจนลีมมองรอบ ๆ ตัวไปเลยทีเดียว

"เธอชอบเจ้านี่เหมือนกันเหรอเรย์กิว?"

เสียงชายหนุ่มที่ฟังคุ้นหูดังผ่านโสตประสาท เรย์กิวสะดุ้งเฮือกพร้อมกับหันไปมองเจ้าของเสียงทันทีและภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำเอาแทบช็อคเมื่อเจ้าของเสียงก็คือลูซิเฟอร์ที่กำลังยืนกินซาลาเปาอย่างอร่อยอยู่ มือซ้ายถือถุงใบใหญ่ที่มีซาลาเปาบรรจุอยู่หลายลูก

"Angry Brid ได้ยินมาจากโคกิว่าเจ้านี่ฮิตมาก ๆ เลยเมื่อสมัยก่อน ไม่ยักรู้ว่าเธอจะ......"

>>>What Next On Rise The Blue Eagle And Revive The Girl?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:06:24 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Nadesico Crew
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2305


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #31 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:07:33 PM »

[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -] [2]

"Angry Brid ได้ยินมาจากโคกิว่าเจ้านี่ฮิตมาก ๆ เลยเมื่อสมัยก่อน ไม่ยักรู้ว่าเธอจะ......"

ลูซิเฟอร์พูดไม่ทันจบประโยคเขาก็สัมผัสได้ถึงออร่าบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเรย์กิว มันคือจิตสังหารที่รุนแรงจนเย็นวาบไปถึงสันหลัง เส้นผมสีทองของเธอปลิวสยายราวกับต้องลม ใบหน้าส่วนบนบริเวณดวงตาของเธอถูกย้อมด้วยออร่าสีดำขุนมัว แววตาที่มองมายังเขาส่องประกายราวกับสัตว์ล่าเนื้อ

"...เห็นแล้วสินะ........ความลับของฉัน...........เห็นหมดแล้วสินะ..........."

เรย์กิวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยียบชนิดจับขั้วหัวใจพลางยกฝ่ามือขึ้นมากดลงบนกำปั้นจนเกิดเสียงดัง กร็อบ!! กร๊อบ!!
 
"...เฮ้....ฉันพูดอะไรผิดเหรอ?.....ทำไมต้องตั้งท่าแบบนั้นด้วยล่ะ?........"  แม้จะเริ่มสัมผัสได้ถึงอันตรายแล้วแต่ลูซิเฟอร์ก็ยังคงพยายามเจรจาอย่างใจเย็นทว่าไร้ผล

"....หายไปซะ......สิ่งที่นายเห็นเมื่อกี้...หายไปซะ........หายไปพร้อม ๆ กับชีวิตนายเลย......"

พูดจบเรย์กิวก็พุ่งเข้าใส่ลูซิเฟอร์โดยไม่แคร์สายตาผู้คนที่อยู่ในย่านการค้าแม้แต่นิดเดียว ชายหนุ่มรีบโยนถุงซาลาเปาไปให้เจ้าของร้านขายตุ๊กตาที่เดินออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะยกมือขึ้นป้องกัน ถุงซาลาเปาที่ถูกโยนไปตกใส่มือเจ้าของร้านอย่างแม่นยำ

"เท็นคูจินกิคันเคน!!!! (หมัดคุณธรรมทะลวงสวรรค์)" 

พริบตาเดียวลูซิเฟอร์ก็ลอยหายไปบนท้องฟ้าในขณะที่เรย์กิวยังคงชูหมัดขวาสูงเหนือหัวเธอยืนสงบนิ่งซักพักก่อนจะเอามือลงและเดินจากไปอย่างไม่ใยดี ไม่นานนักลูซิเฟอร์ก็ร่วงกลับลงจากท้องฟ้าตกลงไปตรงร้านขายไก่เสียงดังสนั่น

โครม!!!!!!!!!!!!!!!!!!

หลังคาพังเสียหาย ข้าวของกระจัดกระจายไปหมด เคราะห์ดีที่กองฟางและขนไก่จำนวนมากที่อยู่ในนั้นทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกชั้นดีทำให้เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนักนอกจากรอยฟกช้ำดำเขียวบางจุดเท่านั้น

"อะไรของหล่อนกันนะ ผู้หญิงนี่เข้าใจยากซะจริงเชียว" 

ลูซิเฟอร์บ่นอุบพลางลุกขึ้นปัดขนไก่ที่อยู่บนตัวโดยยังไม่ได้สังเกตว่าด้านหลังมีเจ้าของร้านขายไก่มายืนรอเคลียร์ค่าเสียหายอยู่ ขณะเดียวกันนั้นทางด้านของรัตน์ที่ยังคงเดินเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่พลางเคลียร์ลูกตื้อของราธไปพลาง ๆ ท่ามกลางฝูงชนที่เดินไปมา แว่บหนึ่งสายตาของรัตน์ก็มองเห็นคน ๆ หนึ่งเดินสวนมา คน ๆ นั้นเป็นเด็กหนุ่มที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับรัตน์ เรือนผมสีน้ำเงินอมดำยาวประมาณต้นคอ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเล ข้างกายเขามีเด็กหญิงวัยราว ๆ 12-13 ปีเดินเคียงข้างมา เด็กคนนั้นมีเรือนผมสีเทายาวแทบจะลากพื้นในมือถือหนังสือวิชาการเล่มหนาไม่สมกับวัยของเธอ ทั้งคู่แต่งกายด้วยผ้าคลุมสีขาวผืนยาวราวกับชุดตะลุยทะเลทรายที่ปกปิดชุดที่สวมอยู่ภายในกันทั้งคู่ เมื่อดวงเด็กหนุ่มทั้งสอง จ้องมาประสานกันในเสี้ยววินาทีก่อนที่จะเดินสวนกัน รัตน์ก็รู้สึกตกใจเล็กน้อยแกมประหลาดใจ เท้าของเขาหยุดเดินทันทึพร้อมกับรีบหันกลับไปมองดูคนที่เพิ่งเดินสวนไปเมื่อครู่ แต่ก็ไม่พบเห็นทั้งสองที่เดินผ่านไปเมื่อครู่แม้แต่น้อย

"มีอะไรหรือคะ?" ราธเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทีเหมือนมองหาอะไรบางอย่างอยู่ของรัตน์

"......ไม่มีอะไร...ตะกี้เหมือนเห็นคนที่น่าจะตายไปแล้วเดินผ่านไปน่ะ..." รัตน์ตอบด้วยท่าที่ไม่ยินดียินร้ายกับอะไรเช่นเดิมก่อนจะหันหน้ากลับมาและเดินต่อไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีจุดหมายแน่นอน

"....จะว่าไปวันนี้ก็วันครบรอบวันตายของพวกนั้นพอดีเลย.." รัตน์บ่นพึมพำกับตัวเองแต่เสียงนั้นก็ยังดังพอให้ผู้ที่เดินอยู่ข้าง ๆ ได้ยิน

"ไม่แน่นะคะ ที่คุณเห็นอาจเป็นวิญญาณก็ได้..." ราธเอ่ยขึ้นพลางมองหน้าของรัตน์จากทางด้านข้าง

"ถ้าเป็นแบบนั้นจริงคงขนหัวลุกแย่..."

รัตน์ตอบสั้น ๆ พลางเดินต่อไปเรื่อย ๆ พลางนึกถึงชื่อของคน ๆ นั้น ชื่อที่เขาเกือบจะลืมไปแล้ว ชื่อของเพื่อนร่วมรุ่นคนนั้น อัลเซโด้ โดมินิก บาโรฮีล ผู้ที่หายไปพร้อมกับ ๆ ปฏิบัติการณ์ลับครั้งนั้นพร้อมกับหน่วยของเขาทั้งหมด ขณะเดียวกับที่พวกนักบินกำลังไปพักผ่อนอยู่ภายในตัวเมือง ก็ยังกลุ่มคนที่โชคร้ายต้องมานั่งทำงานกันทั้งที่อยากหยุดใจในขณะที่นักบินได้หยุดพักเหล่าช่างและเจ้าหน้าที่ตำแหน่งอื่น ๆ ยังต้องทำงานกันหัวปั่นต่อไป ที่ต้องหัวปั่นกันหน่อยก็หนีไม่พ้นช่างซ่อมหุ่นยนต์ที่ต่างทำงานกันวุ่นวายอยู่ภายในโรงซ่อมบำรุง

"หือ?....นี่มัน ยอดไปเลยนะนี่ ปู่ของอุชิโอะจังเป็นคนออกแบบสินะ" เฟอเดอริก้าพึมพำในขณะที่นั่งดูข้อมูลอะไรบางอย่างบนหน้าจอดาต้าพลางสูบบุหรี่ควันปุ๋ย

"ค่ะ...ฉันน่ะช่วยอะไรอุชิโอะจังไม่ได้เลย พอมีแต่สิ่งนี้แหละที่ฉันจะพอทำได้"

ลูน่าเอ่ยพึมพำพลางปาดเหงื่ออกจากหน้าผาก ตอนนี้ตัวเธอเปรอะเปื้อนคราบน้ำมันเต็มตัวแถมสภาพร่างกายก็ดูย่ำแย่มากเธอตอนนีเธอเริ่มมีอาการหอบหายใจทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำงานหนักเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าร่างกายเธอใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มทนแล้ว ขณะที่สภาพโดยรวมอาร์คสไตคร์เกอร์ในตอนนี้เสร็จสมบูรณ์เกือบหมดแล้วชิ้นส่วนที่พังเสียหายได้รับการติดตั้งและประกอบอุปกรณ์ใหม่เข้าไป แผ่นเกราะทั้งตัวเครื่องถูกถอดออกและนำแผ่นโลหะที่คุณภาพดีกว่าเดิมเข้ามาใส่แทน ส่วนหัวที่เสียหายได้รับการดัดแปลงใหม่ ภาพลักษณ์ของมันในตอนนี้เรียกได้ว่าต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงแทบไม่หลงเหลือเค้าโครงของตัวเดิมอยู่เลยก็ว่าได้ แม้จะยังมีสายเคเบิ้ลมากมายระโยงระยางอยู่เพราะอยู่ในขั้นตอนของการตรวจเช็คและ เติมพลังงาน

"ให้ผมช่วยดีไหมครับคุณลูน่า?" เซตะ มินามิอิ เอ่ยขึ้นในขณะที่ขนอุปกรณ์ที่ลูน่าต้องการมาให้พลางแหงนหน้าขึ้นมองดูอาร์คสไตร์เกอร์ที่อยู่ตรงหน้า

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณเซตะ เดี๋ยวฉัน..." ลูน่ากล่าวพลางจะเดินเข้าไปหยิบของที่เซตะเพิ่งขนมาให้แต่ วินาทีนั้นเธอก็รู้สึกว่าโลกรอบตัวเธอหมุนคว้างจนเธอเสียการทรงตัวเซไปเล็กน้อย

"ลูน่า" ซาริน่ารีบพุ่งตัวไปพยุงเพื่อนที่กำลังจะล้มลงแต่ลูน่าเรียกสติคืนมาได้ก่อนเธอจึงไม่ได้ล้มลงไป

"...มะ..ไม่เป็นไร..แค่เสียหลักนิดหน่อย"

"..นี่!!! เธอฝืนมากเกินไปแล้วนะ ไปพักซะหน่อยเถอะเธอไม่ได้นอนมา 3 วันแล้วนะ"

สาวแว่นเริ่มตำหนิด้วยความเป็นห่วงแต่ลูน่าก็ยังคงหัวแข็งเธอส่ายหน้าพร้อมกับเริ่มหยิบอุปกรณ์เริ่มลงมือทำงานต่อ ในขณะที่เซตะที่เห็นความมุ่งมั่นของลูน่าแล้วก็อดชื่นชมอยู่ในใจไม่ได้ ส่วนเจ็แร็คคูณก็ยังคงทำหน้าเป็นทองไม่รู้ร้องต่อไปแต่แล้วเธอก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

"อะ!! จะว่าไปแล้ววันนี้ไม่เห็นพวกคนจากโอเรนทอลเลยแฮะ"

เฟอเดอริก้าพึมพำ เมื่อเซตะได้ยินเข้าก็เอ่ยตอบเธอไปทันทีว่า

"ออ เมื่อเช้าผมเห็นคนนึงครับผมขาว ๆ เดินเข้าห้องประชุมไปพร้อม ๆ กับคุณแบตเทิลแล้วก็คุณลูคัสน่ะครับ คงจะเป็นเรื่องแผนการนั้นแหละสำหรับพวกเขาที่มาจากต่างโลกก็มีเรื่องในโลกนี้ที่ยังไม่รู้เรื่องอยู่เยอะเหมือนกัน อย่างจำพวกสัญญาณมือหรืออะไรต่อมิอะไรแบบนี้ล่ะมั้ง แต่คนอื่น ๆ ที่เหลือผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน"

ฟังแบบนั้นแล้วลูน่าก็นึกถึงผู้พันเคนตักกี้ขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ ซึ่งพวกเขาทั้งหมดไม่รู้เลยว่าการสนทนาเล่น ๆ นี้จะถูกใครบางคนดักฟังอยู่ และผู้ที่ทำการดักฟังบทสนทนาเหล่านั้นก็กำลังนั่งยิ้มแฉ่งอยู่ในห้องประชุมยุทธการนี่เอง ผู้ที่เข้าร่วมประชุมแผนการคราวนี้ก็ยังคงประกอบด้วยสมาชิกสำคัญ อย่างกัปตันแบ๊ตเทิ้ล  ลูคัส  กัปตันยานฮาเซลเซน่อนเอเล่ย์ ฟิลเลเน่  ตัวแทนจากชาวโอเรนทัลเวราโด้ และอีกหนึ่งคนที่เป็นภาพฉายทางหน้าจอกำลังกล่าวรายงานให้ทุกคนในห้องประชุมแห่งนี้ได้ฟังอยู่

"การซ่อมบำรุงและติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ให้แวนการ์ดเสร็จสิ้นตามกำหนด คืนนี้เราจะส่งกำลังเสริมไปกับแวนการ์ดปรับปรุงจำนวน 50 เครื่องไปสมทบคาดว่าคงถึงที่หมายเช้าวันพรุ่งนี้ค่ะ"

ผู้ที่กล่าวรายงานอยู่ในตอนนี้คืออดีตแม่ทัพหญิงแห่งบอนล์ ที่บัดนี้ยังคงทำหน้าที่อยู่ที่ฐานทัพอัศนีแดงแต่ได้สละเครื่องแบบของบอนล์มาสวมเครื่องแบบของเอลฮังค์แทนแล้ว หลังจากยึดฐานที่มั่นนั้นได้กองกำลังเสริมจากอวกาศก็ทยอยกันมารวมตัวอยู่ที่ฐานทัพแห่งนั้นนั่นเอง

"ขอบคุณมากครับคุณเรเน่ แล้วมีการเคลื่อนไหวของพวกบอนล์ในภูมิภาคนั้นอีกไหมครับ?" ลูคัสเอ่ยถามพลางเลื่อนแผนที่บนโต๊ะให้ซูมเข้าพื้นที่ ๆ ต้องการโดยสายตายังคงจับจ้องไปที่จอมอนิเตอร์ที่มีภาพฉายของเรเน่อยู่

"ล่าสุดคือการถอนกำลังเกือบทั้งหมดออกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะฐานทัพย่อยตอนนี้เรียกได้ว่ากลายเป็นฐานทัพร้างไปแล้วล่ะค่ะ"

"มันน่าแปลกนะ สองสัปดาห์มานี้การเคลื่อนไหวของบอนล์ดูสงบเสงี่ยมผิดวิสัยเกินไปหน่อย" แบตเทิ้ลเอ่ยพลางก้มลงมองเส้นทางส่งกำลังและจุดแสดงเขตยึดครองบนแผนที่ตรงหน้า 

"แหล่งข่าวของฉันก็รายงานมาเหมือนกันว่าตอนนี้ไม่มีการเคลื่อนไหวของพวกนั้นในอวกาศเลย นอกจากลำเลียงกำลังที่เหลือกลับมาที่โลกเท่านั้น" เอเล่เสริม

"ถ้าเป็นไปตามนี้ก็จะเหมือนกับที่คุณมามิยะคำนวณไว้ เมื่อโคโลนี่ L1 ถูกยึดได้บอนล์ก็ไม่เหลือกำลังในอวกาศอีกแล้วหนำซ้ำฐานที่มั่นสำคัญที่ไทยก็โดนยึดไปในเวลาไล่เลี่ยกันแถมกำลังที่ยกมาโจมตีพวกเราในคราวที่แล้วก็ถูกตีแตกพ่ายยับเยิน พวกนั้นคงตระหนักแล้วว่าประเมินกำลังของพวกเราต่ำไปตอนนี้พวกเขาคงไม่กล้าผลีผลามอะไร" ลูคัสกล่าวพลางใช้นิ้วขยับแว่นให้เข้าที่

"แต่ก็น่ากลัวว่าจะเป็น 'ลมสงบก่อนพายุลูกใหญ่จะมา' นะ" ฟิลเลเน่เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่ได้มองหน้าใครเป็นพิเศษแต่ก็เป็นความจริงที่ใครหลายคนไม่กล้าปฏิเสธ

"ถ้าหากมองความเป็นไปได้ล่ะก็ พวกนั้นคงพยายามเรียกกำลังทีเหลือไปรวมกันตั้งรับพวกเราอยู่ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นกลลวงเช่นกัน"

"แต่ถ้าตอนนี้พวกมันกำลังระส่ำระสาย ก็น่าจะเป็นโอกาสดีให้เราบุกโจมตีฐานทัพใหญ่ของพวกมันแบบไม่ให้ทันตั้งตัวไม่ใช่เหรอ"

แบตเทิ้ลแทรกขึ้นมาในขณะที่ลูคัสกำลังพยายามวิเคราะห์แนวทางของศัตรู แต่ในตอนนั้นเวราโด้ที่นั่งนิ่งอยู่นานก็ได้เอ่ยปากขึ้น

"ข้าขอเสียมารยาทซักเล็กน้อยนะแม่นาง แต่ข้าไม่คิดว่านั่นเป็นความคิดที่ดีเลยแม้แต่น้อยนะ"

"คนมาจากต่างดาวต่างโลกอย่างนายจะมาเข้าใจอะไรในการรบของพวกเรากันล่ะ?"

"ไม่นะครับกัปตัน ผมเองก็เห็นด้วยกับเขานะ คิดดูสิครับตอนนี้ไม่มีอะไรยืนยันได้เลยว่าบอนล์ถอนทัพไปกลับไปทำไมหากเป็นกลลวงขึ้นมาล่ะก็ พวกเรานี่แหละครับที่จะเป็นฝ่ายเพี้ยงพล้ำเอาได้"

"ฉันเองก็คิดว่าการถอนกำลังกลับไปครั้งนี้ดูน่าสงสัยเกินไปนะคะ หากเป็นแผนล่อให้เรายกทัพใหญ่ออกไปแล้วตลบหลังเข้าตีชิงฐานทัพคืนล่ะก็มีแต่แพ้กับแพ้เท่านั้นล่ะค่ะ"

เมื่อถูกความเห็นของเธอลูคัสและเรเน่คัดค้านและตัวแบตเทิ้ลเองก็หาข้อโต้แย้งมาหักล้างไม่ได้ เธอจึงต้องจำใจนิ่งเงียบไปในที่สุดเวราโด้ที่มองดูการโต้เถึยงนั้นแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างสบายอารมณ์ แต่ภาพนั้นกลับทำให้กัปตันสาวเลือดร้อนไม่พอใจยิ่งนัก

"ยิ้มอะไรของนายน่ะหา!!!"

"อย่าได้เข้าใจผิด ข้ามิได้มีเจตนาจะหลบหลู่แม่นางแม้แต่น้อย มันก็จริงของท่านเรื่องที่ข้าเป็นมาจากต่างโลกไม่อาจจะรู้การศึกของพวกท่านได้ทั้งหมด ข้ายังต้องศึกษารายละเอียดอีกมากมายนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ข้ามั่นใจก็คือศัตรูของพวกเรานั้นคงมิได้คิดจะเลิกราไปง่ายเช่นนี้ การเคลื่อนไหวที่สงบผิดปกติแสดงให้เห็นได้ชัดว่าคงกำลังเตรียมการณ์บางสิ่งอยู่เป็นแน่ เช่นนั้นแล้วข้าคิดว่าเวลาเช่นนี้ทางพวกเราเองก็น่าจะศึกษาศัตรูให้ได้มากขึ้นกว่านี้อีกซักเล็กน้อยแล้วค่อยคิดตัดสินใจน่าจะดีกว่ามิใช่หรือ?"   

สิ้นคำพูดของบุรุษผมเงินทั้งห้องก็เงียบลงครู่หนึ่ง จากนั้นลูคัสก็เริ่มคีย์ข้อมูลบางอย่างลงบนแป้นพิมพ์ที่อยู่ตรงหน้า แผนที่โลกเริ่มซูมไปยังทวีปยูโรป

"จริงอยู่ว่าพวกนั้นถอนกำลังออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้ว แต่ก็ไม่มีการยืนยันว่าเอเชียเขตอื่นมีการถอนทัพกลับไปและที่สำคัญคือเริ่มมีการเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้นในทวีปยุโรป แต่ข่าวที่ได้มายังไม่แน่ชัด" กุนซือหนุ่มกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"........ดัลริอาต้า" กัปตันร่างเล็กเอ่ยนามนั้นออกมาทันทีเพราะเธอเริ่มจะประติดประต่อบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้

"ภวนาอย่าให้เป็นอย่างที่คิดจะดีกว่าครับ ยังไงซะตอนนี้เราก็ยังมีข้อมูลไม่มากพอดังนั้นตอนนี้เราควรให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมด้านอาวุธและเสบียงจะดีกว่า คุณเอเล่ผมอยากให้คุณช่วยใช้แหล่งข่าวของคุณเป็นกำลังให้เราอีกแรงหนึ่งจะได้ไหมครับ?"

"ไม่มีปัญหา" เอเล่ตอบอย่างหนักแน่น หลังจากสิ้นเสียงคำตอบนั้นภายในห้องประชุมก็ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบงันลูคัสกวาดสายตามองไปยังทุกคนภายในห้องพร้อมกับเอ่ยถาม

"มีใครจะเสนอ หรือมีของสงสัยอะไรจะถามอีกไหมครับ?"

เงียบไม่มีใครเปล่งเสียงออกมาตอบคำถามนั้นแม้แต่นิดเดียว เมื่อได้ความเงียบเป็นคำตอบเช่นนี้แล้ว กุนซือหนุ่มก็ใช้นิ้วดันแว่นของตนอีกครั้งก่อนจะกล่าวต่อไป

"คุณเรเน่ ผมอยากให้คุณช่วยจับตาดูการเคลื่อนไหวทางฝากโน้นและรายงานมาเป็นระยะ ๆ ด้วยนะครับ"

"รับทราบค่ะ"

หลังการสนทนาจบลง ลูคัสก็กวาดสายตามองทุกคนในห้องประชุมอีกครั้งเมื่อไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครู่เขาก็ตัดสินในที่จะจ้องมองไปยังประธานของการประชุมเพื่อเป็นสัญญาณให้เธอทำหน้าที่ปิดการประชุมครั้งนี้

"ถ้าอย่างนั้นก็ขอเลิกการประชุมแต่เพียงเท่านี้ หากมีความคืบหน้าใด ๆ พวกเราค่อยประชุมวางแผนกันอีกครั้ง เอาล่ะทุกคนกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองได้"

กัปตันสาวประจำยานเรดกาแล็คเซียฯ เคาะพัดประจำตัวบนฝ่ามือเบา ๆ  พลางกล่าวปิดวาระการประชุม เมื่อได้รับฟังคำประกาศ เรเน่แสดงท่าทำความเคารพต่อนายทหารชั้นผู้ใหญ่ก่อนที่จอภาพคอนเฟอร์เร็นของเธอจะตัดสัญญาณไป ส่วนคนอื่น ๆ ก็เริ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินตรงไปที่่ประตูทางออกเว้นแต่บุรุษผมเงินเพียงผู้เดียวที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม

"แผนที่ยักษ์นี้แผ่นนี้น่าสนใจยิ่งนักข้าอยากจะศึกษามันอีกซักเล็กน้อย เช่นนั้นแล้วข้าขอนั่งอยู่ที่นี่อีกซักครู่ใหญ่ ๆ ได้หรือไม่?"

เวราโด้กล่าวขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอันเป็นจุดขายเช่นเคยเมื่อถูกสายตาของแบตเทิ้ลที่จับจ้องมาด้วยความสงสัยในพฤติกรรมของเขา และเมื่อได้ฟังคำตอบเช่นนั้นเธอก็แสดงท่าที่เตรียมจะวีนอะไรบางอย่างแต่ทว่า ริมฝีปากน้อย ๆ สีชมพูเรื่อนั้นก็ถูกฝ่ามือของลูคัสประกบเอาไว้เสียก่อนทำให้เสียงที่ออกมานั้นเป็นเสียงอู้อี้ฟังไม่เป็นภาษา

"เชิญตามสบายเลยครับ ถ้าหากไม่เข้าใจตรงไหนถามผมก็ได้นะครับ"

ลูคัสปิดปากของแบตเทิ้ลเอาไว้ พลางค่อย ๆ พาร่างเล็ก ๆ ที่กำลังดิ้นและสะบัดแขนทั้งสองขึ้นลงตรงไปยังประตูห้องให้เร็วที่สุด

"น้ำใจของท่านลูคัสข้าซาบซึ้งยิ่งนัก แต่ในยามนี้ข้าอยากจะลองพยายามด้วยตนเองเสียก่อนหากมีจุดใดที่ข้าไม่เข้าใจข้าคงต้องรบกวนท่านเป็นผู้ชี้แนะความกระจ่างให้อย่างแน่นอน"

"ถ้าอย่างนั้นก็เชิญตามสบายนะครับ" พูดจบลูคัสก็พาแบตเทิ้ลออกจากห้องประชุมไปแต่ในขณะที่ประตูห้องยังไม่ปิดลงเขาก็ยินเสียงของบุรุษผมเงินบอกอะไรบางอย่างแกเขา

"เพื่อตอบแทนน้ำใจของท่านลูคัสข้าขอเตือนท่านไว้เรื่องหนึ่ง อย่าเดินไปศูนย์รวมผู้คนที่อยู่ทางตะวันออกของห้องนี้ในเวลานี้จะเป็นการดีที่สุดนะท่าน"

กุนซือหนุ่มได้ยินทุกประโยคอย่างชัดเจนแต่ก่อนที่เขาจะได้หันกลับไปสบตากับผู้พูดประตูห้องก็ปิดลงเสียก่อน คำพูดนั้นสร้างความฉงนสนเท่ห์ขึ้นในสมองของลูกคัส แต่พริบตาต่อมาความคิดทุกอย่างก็กระจัดกระจายราวกับเกิดแผ่นดินไหวพร้อม ๆ กับเสียงที่ดังราวอัศนีย์บาตฟาดลงมากลางกะบาล

ป้าบบบบบบบบบ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ชายหนุ่มถึงกับเสียหลักเซไปในทันทีเมื่อถูกพัดกระดาษอันใหญ่เขียนคำว่าปราบมารไว้บนพัดฟาดใส่เต็มแรง ไม่รู้ว่าหญิงสาวเอาไอ้พัดอันโตนี้ออกมาจากไหนก็ตามแต่แววตาเธอเวลานี้แสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดทางอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจน หากจะบอกว่ามองเห็นเปลวไฟลุกพรึบอยู่ด้านหลังเป็นแบ็คกราวน์และมีเพลง One Winged Angel เป็นดนตรีประกอบฉากก็คงจะไม่โอเวอร์จนเกินจริงไปนัก

"อยากตายมากนักเหรออีตาแว่น ถึงได้บังอาจเอามือสกปรกของนายมาสัมผัสร่างกายฉันแบบนี้.."

แบตเทิ้ลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความเดือดดาล แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าบริเวณแก้มของเธอแดงไปจนถึงหูเลยทีเดียว

"ดะ..เดี๋ยวก่อนครับ...ตะกี้ผมแค่ยับยั้งไม่ให้คุณก่อปัญหาระดับดวงดาวนะครับ!!!"  ลูคัสพยายามแก้ต่างแต่ทว่า......

"ไม่รับฟังคำแก้ตัว!!!!"

พูดจบพัดกระดาษก็ถูกฟาดลงมาอีกครั้ง แต่เคราะห์ดีที่ลูคัสระวังตัวอยู่ก่อนแล้วจึงกระโดดถอยฉากออกมาได้ทันแต่ดูเหมือนเพลิงโกรธในใจของแบตเทิ้ลจะไม่ยอมสงบลงโดยง่ายดาย เธอเงื้อพัดขึ้นสูงพลางวิ่งเข้าใส่ เมือสถานการณ์ไม่สู้ดี กุนซือหนุ่มที่เชียวชาญการวางแผนจึงรีบคิดแผนการขึ้นในสมองอย่างรวดเร็วและสิ่งที่ได้จากการประมวลผลในเสี้ยววินาทีนั้นก็คือ...

"อย่าหนีนะ!! บังอาจมาทำให้ร่างกายสาวบริสุทธิ์อย่างฉันแปดเปื้อนแบบนี้นายจะรับผิดชอบยังไงหา!!? กลับมาให้ลงทัณฑ์เดี๋ยวนี้เลยนะ!!!"

"อย่าพูดอะไรให้คนอื่นเข้าใจผิดแบบนั้นสิคร้าบ!!!!! อีกอย่างผมหวังดีนะถึงได้ทำแบบนั้นน่ะ!!!"

"หวังดีบ้าบออะไรกันยะ!!!! สิ่งที่นายทำน่ะมันทั้งรุนแรงแถมไม่อ่อนโยนเลยซักนิด!! บังอาจใช้กำลังกับสาวน้อยตัวเล็กอย่างฉันได้นะ!! ต่อให้คุกเข่าขอโทษฉันก็ไม่มีวันยกโทษให้เด็ดขาด แล้วถ้าฉันเป็นเจ้าสาวไม่ได้นายนั่นแหละต้องรับผิดชอบด้วยชีวิต!!!"

สรุปแผนการอันเริดหรูของลูคัสในยามนี้ก็คือ โกยให้ไวเท่านั้นเพราะหากถูกไล่ทันก็แทบไม่ต้องนึกถึงสภาพเลยว่าจะยับเยินแค่ไหนการออกวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ตอนนี้แต่ถึงกระนั้นแบตเทิ้ลก็ยังคงวิ่งไล่ตามมาติด ๆ ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่พูดออกไปตอนนั้นเข้าหูคนกว่าครึ่งในฐานทัพตลอดทางที่วิ่งไล่กันและที่แย่ก็คือเส้นทางที่เขากำลังตรงไปนั้นเป็นสถานที่ที่ถูกเวราโด้กล่าวเตือนไว้เมื่อครู่นี้นั่นเอง

"Ron!!! น็อคโง่ เจ้ามือกินเรียบนะจ๊ะ!!!"

เสียงอันเปี่ยมไปด้วยความรื่นเริงของหญิงสาวผมยาวสลวยมัดผมหางม้าในชุดกี่เพ้าสีแดง กำลังแสดงความยินดีชนิดออกนอกหน้าหลังจากชนะไพ่นกกระจอกมาเป็นตาที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจจะนับได้ ท่ามกลางห้องที่จัดแต่งสไตล์บาร์เหล้าในยุคสมัยคาวบอยคือสถานที่ส่วนหนึ่งของโรงอาหารกลาง สร้างขึ้นมาโดยการสร้่างผนังขึ้นมากั้นเอาไว้เท่านั้น แต่ถึงจะบอกว่าเป็นผนังกั้นแต่ก็เป็นผนังเก็บเสียงชั้นดี และเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในห้องนี้ก็เป็นเรื่องที่คนที่อยู่นอกห้องจะไม่มีวันได้รับรู้หากไม่ก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องนี้ 

"เอ้า!! คนแพ้ทุกคนถอด ๆ"

ชาง หม่าฟานพูดออกมาดังลั่น ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าดื่มมาไม่น้อย หากดูจากจำนวนขวดเหล้า เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกฮอลที่กระจัดกระจายอยู่ภายในห้องนี้แล้วไม่น้อยกว่า 30 ขวด พร้อมกันนี้ภายในห้องนี้มียังมีเสื้อผ้าเครื่องแบบชายของเอลฮังจำนวนหลายชุดถูกถอดโยนทิ้งได้ระเกะระกะเต็มห้อง ไม่พอที่พื้นห้องยังมีชายฉกรรจ์จำนวนไม่ต่ำกว่า 10 คนในสภาพเหลือแต่กางเกงบ็อกเซอร์เพียงตัวเดียวนอนกองเป็นซากศพอยู่ที่พื้นในสภาพมีฟองน้ำลายเต็มปากกันเป็นแถว ๆ ที่โต๊ะกลางห้องมีเครื่องดี่มปริศนาที่ส่องออร่าประหลาดออกมาวางตั้งอยู่ 1 เหยือกโดยปรืมาณของเหลวในนั้นยังเหลือพอดื่มได้อีกหลายครั้ง

 "มะ...ไม่ถอด..ได้ไหมคะ..."

สาวน้อยผมสีเหลือง ตาสีน้ำตาลอ่อน ผมยาวประบ่าเอ่ยด้วน้ำเสียงที่สั่นเทา แสดงท่าทีถึงหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากต้องประสบชะตากรรมเป็นผู้พ่ายแพ้ในศึกนี้ ในขณะที่สาวน้อยอีกคนหนึ่งยังทำหน้าฉงนสนเท่ห์กับไพ่นกกระจอกที่เรียงรายเป็นแถวอยู่ตรงหน้าของเธอ

"มะ...ไม่เห็นจะเข้าใจเลยค่ะ การละเล่นนี้เขานับคะแนนกันยังไงค่ะ?"

เด็กน้อยที่มีขนาดหน้าอกโตเกินวัยอันควรเอ่ยขึ้นในขณะที่เจ๊ฟานกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

"หุหุ....ไม่สำคัญหรอกจ้าว่านับแต้มกันยังไง แต่แพ้ก็คือแพ้ แล้วคนแพ้ก็ต้องถอดหรือไม่ก็ดื่มน้ำที่วางอยู่ตรงนั้นนะจ๊ะ.....แต่ว่าไม่น่าเชื่อเลยนะว่าเธอจะอายุแค่ 12 จริง ๆ "

พูดจบอาหมวยสาวผู้มีเรื่อนร่างไดนาไมค์เซ็กซี่ก็กระโจนข้ามฟากมาหาสองสาวอย่างว่องไวราวแมวป่ากระโจนเข้าตะครุบลูกหนูแฮมสเตอร์ที่ไร้เดียงสา สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้นั้นมันเป็นผลมาจากเมื่อครึ่งชั่งโมงก่อน

ชาง หม่าฟาน ที่ปกติหล่อนก็ว่างเป็นทุนเดิมอยู่แล้วได้มาเตร็ดเตร่มาแถว ๆ โรงอาหารและได้พบกับสถานที่แห่งนี้เข้าเธอจึงไม่ลังเลที่จะเข้ามาอย่างไวเนื่องจากกลิ่นหอมเย้ายวนของสาเก หลังจากบรรเลงเพลงดื่มไปได้ครู่หนึ่งเจ๊ฟานก็เริ่มเปิดฉากชวนนักบินหนุ่ม ที่อยู่ภายในบาร์ทุกคนเล่นไพ่นกกระจอกโดยมีกฏว่าใครแพ้ต้องดื่มเบียร์หมดขวดในรวดเดียว แต่หลังจากเกมเริ่มไม่นานเจ๊ที่เริ่มเมาได้ที่จากการดื่มเหล้านา ๆ ชนิดที่วางอยู่ก็เริ่มคิดแผลง ๆ

"นี่.....พนันดื่มมันน่าเบื่อออก มาเปลี่ยนกฏกันหน่อยดีไหมพวกหนุ่ม ๆ ถัดจากเกมนี้ไปใครแพ้จะต้องถอดทีละชิ้นนะจ๊ะ!!"

หลังจากฟังคำประกาศนั้นเหล่านักบินหนุ่มกลัดมันทุกคนก็หูพึ่งพร้อมกับโห่ร้องสนับสนุนกันเต็มที่ชนิดเรียกได้ว่ามติเอกฉันท์ เพราะไม่ว่าใครก็อยากเห็นเรื่องร่างอันสุดสยิวที่ซ่อนอยู่ภายใต้กี่เพ้าตัวนั้นอย่างชัด ๆ กันอยู่แล้ว และนั่นก็เป็นเหตุให้พวกเขาที่เข้าร่วมศึกประลองครั้งนี้ต้องมีสภาพเกือบเป็นชีเปลือยกันหมดอย่างที่เห็น แต่สาเหตุอันแท้จริงที่ทำให้ชายทุกคนต้องลงไปกองแน่นิ่งนั้นก็คือ 'โมโมะดริ๊ง' นั่นเอง เพราะเมื่อเจ๊ยื่นคำขาดว่าหากไม่ต้องการถอดก็ดื่มสิ่งนี้แทนซะและดูเหมือนว่าทุกคนเลือกที่จะพลีชีพอย่างกล้าหาญแทนที่จะต้องอยู่อย่างอับอายแบบสมชายชาตินักรบกันทุกคน หลังจากนั้นไม่นานมิสตี้และเครโอ้ที่เข้ามาห้องแห่งนี้เพราะความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นจุดรับเครื่องดื่มทั่วไปและนั่นก็ทำให้ทั้งคู่ต้องประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ชนิดคาดไม่ถึง เมื่อถูกอาหมวยที่กำลังเมาได้ขอร้องแกมบังคับให้เล่นไพ่นกกระจอกกับเธอนั่นเอง
และเมื่อฝ่ามืออันขาวผุดผ่องแต่เปี่ยมไปด้วยพลังพุ่งตรงเข้าขย้ำหน้าอกของเด็กน้อย

"ว้าย!!! จะ...จับตรงไหนอยู่กันคะ!!!"

"แหม...อายุแค่นี้แต่ใหญ่เกินตัวจังนะจ๊ะ...ส่วนเธอก็ใช่ย่อยนะ...."

เครโอ้ร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อถูกสาวรุ่นพี่กระทำการอุกอาจกับหน้าอกของเธอ ส่วนมิสตี้ได้แต่ส่งเสียงร้องครางเล็กน้อยทันที่ที่ถูกอุ้งมือของเจ๊ฟานล้วงเข้าไปในเสื้อ ทว่าในขณะที่สถานการณ์มันกำลังจะเลวร้ายจนกลายเป็นหลุมดำออกอากาศไม่ได้ ก็มีใครบางคนเปิดประตูเข้ามาในห้องนี้อย่างรีบร้อน

"ผมก็ขอโทษไปแล้วยังจะเอาอะไรอีกล่ะ....คะ........ครับ................."

ชายหนุ่มผู้ที่เปิดประตูเข้ามาอย่างรุนแรงหยุดชะงักลงทันในราวกับถูกแช่แข็งอย่างเฉียบพลัน ลูคัสตกตะลึงกับภาพที่เห็นเสียจนแว่นตาที่สวมอยู่แทบจะร่างออกจากใบหน้า ภาพพี่สาวของตัวเองกำลังคร่อมร่างของมิสตี้และเครโอ้หนำซ้ำมือของเจ๊ข้างหนึ่งก็กำลังล้วงเข้าไปในคอเสื้อ ส่วนอีกข้างก็กำลังขยับไปมาอยู่บนหน้าอกคนอื่นเสียอีกไม่พอแค่นั้นกระโปรงของสองสาวที่นอนอยู่ข้างล่างก็เลิกขึ้นซะสูงจะเกือบจะเห็นชั้นในอยู่รอมร่อแล้วไหนจะสภาพอันสุดแสนจะเละเทะของห้องนี้อีก ทั้งหมดนี้มันทำให้เวลารอบตัวของลูคัสราวกับหยุดนิ่งลงไปในทันทีก่อนที่เสียงของแบตเทิ้ลที่ไล่หลังมาจะทำให้เวลาของเขากลับมาเดินอีกครั้ง

"...จะมาสนุกกับพี่สาวคนนี้ก็ไม่บอกนะลู...."

เสี้ยววินาทีนั้นฟานก็ผละออกจากสองสาวพร้อมกับปราดเข้าใส่ราวกับอสรพิษในขณะที่ด้านหลังก็ยังมีนางยักษ์ร่างเตี้ยประชิดเข้ามา สภาพสุดย่ำแย่เมื่อต้องรับมือกับแม่เสือสาวประตูหน้ากับแม่หมาป่าขี้โมโหประตูหลัง ในสมองของลูคัสจึงต้องประมวลแผนการอย่างฉับไวที่สุดอีกครั้ง กุนสือหนุ่มตัดสินใจหลบหนีเจ๊ฟานเป็นอันดับแรกเพราะหากเจ๊อยู่ในสภาพนี้ได้ว่าเป็นสิ่งอันตรายเสียยิ่งกว่าวันสิ้นโลกเขารีบปิดประตูอย่างรวดเร็วและรุนแรงโดยคิดว่ามันน่าจะพอถ่วงเวลาเจ๊เอาไว้ได้บ้าง

ปึ้ง!!!!!!!!!!!!!!!!!!

เสียงประตูกระแทกดังลั่นในขณะที่ลูคัสหมุนตัวกลับไปอย่างรวดเร็ว ในจังหวะนั้นเองแบตเทิ้ลที่ไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิดก็เงื้อพัดฮาริเซ็นขึ้นสูงสุดแขนหมายจะหวดแสกหน้าอย่างเต็มแรง ลูคัสตั้งท่าเตรียมรับมือเต็มที่แต่แล้วเหตุไม่คาดฝันมันก็เกิดขึ้น

โครม!!!!!!!!!!!!!!

ประตูไม้ที่ใช้เป็นปราการในการสกัดกั้นหม่าฟาน ถูกเท้าอันทรงพลังของหล่อนถีบจนทะลุเป็นรูเบ้อเริ่มหนำซ้ำฝ่าเท้าของเธอก็ยันเข้ากันแผ่นหลังของน้องชายสุดที่รักของเธอเข้าอย่างจัง แรงส่งมหาศาลทำให้ร่างของลูคัสทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

"เหวอ!!!!!!!!"

ทั้งแบตเทิ้ลและลูคัสส่งเสียงร้องออกมาพร้อม ๆ กันโดยมิได้นัดหมายเมื่อเห็นว่าระยะห่างของทั้งคู่มันถูกลดลงอย่างรวดเร็ว ลูคัสที่ถูกแรงถีบส่งตัวให้พุ่งไปกระแทกเข้ากับร่างน้อย ๆ ของแบตเข้าอย่างจังก่อนจะล้มคะมำไปทั้งคู่ท่ามกลางสายตาของ ผู้คนมากมายที่กำลังทานอาหารอยู่ที่นั่น

"!!!!!!!!!!!!!!!!" 

เมื่อลืมตาขึ้นทั้งสองก็พูดอะไรไม่ออก นอกจากแสดงอาการตกใจสุดขีดจนตาแทบจะกระเด็นออกจากเบ้า ในขณะที่คนที่โรงอาหารกรูเข้ามาดูทั้งสองที่ล้มลงไปกองกับพื้นนั้นต่างก็พูดอะไรกันไม่ออกเห็นกันเมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์สด ๆ ที่อยู่ตรงหน้า สภาพที่ร่างของลูคัสทับอยู่บนร่างของแบตและที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น มือข้างหนึ่งของลูคัสกำลังแนบสนิทอยู่บนหน้าอกของกัปตันสาวไม่เพียงแค่นั้นริมฝีปากของทั้งคู่ยังแนบชิดติดกันอีก แม้ว่ามันจะเป็นแค่อุบัติเหตุฟันกระทบกัน แต่ก็คงจะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าภาพที่เป็นอยู่กำลังจะถูกตีความไปต่าง ๆ นานาหลังจากนี้

หลังจากอึ้งกันอยู่ครู่หนึ่งทั้งคู่ก็ผละออกจากกันอย่างเร็วชนิดแทบจะถอยห่างกันไไปคนละมุมห้อง พร้อมกับสีหน้าสติแตกของทั้งคู่ ลูคัสได้แต่หอบหายใจถี่ ๆ พลางมีเลือดกำเดาไหลออกมาจากโพรงจมูกทั้งสองข้าง

"นะ..นะ....นะ........."

ส่วนแบตเทิ้ลก็ได้แต่มีสภาพเป็นเครื่องอ่านแผ่น CD ที่เป็นรอย ได้แต่พูดตะกุกตะกักอยู่เช่นนั้นก่อนจะหน้าแดงกล่ำควันออกหัวและน็อคไปราวกับคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลเกินกำลังจนเครื่องแฮงค์ ส่วนลูคัสได้แต่เลือดกำเดาทะลักเป็นท่อประปาแตกก่อนจะล้มคว่ำไปด้วยกันทั้งคู่

"เฮ้ย!!! เรียกหน่วยพยาบาลเร็ว!! กัปตันแบตกับที่ปรึกษาแกลื่นหกล้มฟันกระทบกัน!!!"

ผู้คนในโรงอาหารตะโกนกันโหวกเวกโวยวายไปหมดในขณะที่ทั้งสองสติเลือนลางเกินกว่าจะแยกแยะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ก็ถูกหามส่งห้องพยาบาลไปด้วยกันทั้งคู่ ส่วนเจ๊ฟานตัวต้นเหตุนั้นหลังโชว์เพลงเตะทำประตูเป็นรูไปแล้วเธอเมาหลับไป ลำบากเครโอ้และมิสตี้ที่เพิ่งรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกาของเจ๊มาได้ต้องหามกลับไปส่งที่ห้องนอนของเจ๊ด้วยความรู้กล้า ๆ กลัว ๆ ในขณะที่ความวุ่นวายเล็ก ๆ กำลังเกิดขึ้นอยู่ภายในโรงอาหารอีกด้านหนึ่งทางฝั่งของห้องพยาบาลที่ ๆ คน ๆ หนึ่งยังคงหลับไหลไม่ได้สติ ท่ามกลางความมืดที่โอบล้อม สติสัมปชัญญะของ 'เขา' ค่อย ๆ ตื่นขึ้นมา

>>>What Next On Rise The Blue Eagle And Revive The Girl?
บันทึกการเข้า

SrwKung
Nadesico Crew
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2305


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #32 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:09:00 PM »

[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -] [3]

อะ....อือ..........." เขา...ค่อย ๆ เผยอเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างช้า ๆ แต่แสงสว่างที่อยู่รอบ ๆ มันช่างชวนให้รู้สึกแสบตายิ่งนักจนทำเอาเขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อยจนกว่าจะปรับสภาพได้

"ทะ...ที่นี่มัน......."  

เขามองไปรอบ ๆ  ที่ ๆ เขายืนอยู่ ณ ขณะนี้คือทุ่งดอกไม้ที่กว้างใหญ่สุดสายตา พราพร่างไปด้วยดอกไม้นานาชนิดหลากสีสรรบายสะพรั่งเต็มไปหมด เบื้องหน้ามีสายน้ำทอดยาวไปดูเหมือนจะเป็นแม่น้ำ เขาก้าวเดินไปข้างหน้าพลางกวาดสายตามองไปรอบที่แห่งนี้อีกครั้ง

"แปลกจัง...จำได้ว่าเราอยู่ในค๊อกพิทอาร์คสไตรค์เกอร์นี่นา..."  

เขาพึมพำกับตัวเองพลางก้าวเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงริมแม่น้ำ น้ำที่อยู่ตรงนั้นใสสะอาดและส่องประกายเสียจนสามารถใช้แทนกระจกได้เลยทีเดียว เขาก้มหน้าลงไปหมายจะวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าหมายจะเรียกความรู้สึกสดชื่นให้กลับคืนมาแต่ทันทีที่ชะโงกหน้าลงไปเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

"เอ๊ะ ???  ทะ..ทำไม..ร่างกายของเรา !?!? "  เขายกมือขึ้นลูบไล่บนใบหน้าตัวเองอย่างประหลาดใจ ใบหน้าที่สะท้อนบนผิวน้ำไม่ใช่ใบหน้าของเด็กสาวที่ชื่อมิซึรุกิ อุชิโอะ แต่กลับเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งก็คือเขา ฮิเซกิ คาโอรุ ตัวตนที่แท้จริงที่อยู่ในร่างของเด็กสาวคนนี้

"ปะ..เป็นไปไม่ได้น่า...ทะ...ทำไม...."  

คาโอรุเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกที่สับสนแต่ในขณะที่กำลังสับสนงงงวยอยู่นั้น  เขาก็ค้นพบว่าสถานที่แห่งนี้มิได้มีแต่เพียงตัวเขาอยู่ในสถานที่แห่งนี้โดยลำพัง

".........."


เด็กหนุ่มไม่อาจจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำได้ ๆ ออกมาได้เมื่อได้เห็นเด็กสาวผู้งดงาม เรือนผมสีชมพูอมน้ำเงินของเธอปลิวสยายไปตามสายลม ดางตาสีเขียวมรกตของเธอกำลังชื่นชมมวลดอกไม้ที่สวยงามในที่แห่งนั้น พร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูอ่อนโยนที่ปรากฏบนใบหน้าที่เรียวสวยได้รูปของเธอ  สำหรับคาโอรุแล้วแม้เธอจะยืนหันหลังให้กับเขาอยู่แต่ก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กสาวคนนั้นเป็นใคร...

" คุณ......อุชิโอะ... !?!?! " คาโอรุแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเองเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินไปหาเด็กสาวผู้นั้นอย่างช้า ๆ


" คุณอุชิโอะ...จริง ๆ หรือเนี่ย..." เด็กหนุ่มค่อย ๆ ยื่นมือขวาของเขาออกไปหาร่างของเด็กสาวผู้นั้น เธอคนนี้ก็คือเจ้าของร่างที่แท้จริงเขาได้เข้ามาสิงสถิตย์และยึดครองเป็นเจ้าของอยู่ในขณะนี้...เด็กสาวผู้ที่ช่วยชีวิตของเขาทางอ้อมเพราะถ้าหากไม่มีเธอเขาก็คงจะตายไปแล้ว

"คุณอุชิโอะ....ผมอยาก....ขอบคุณ..." แต่ทว่าก่อนที่มือของเขาจะได้สัมผัสกับเธอเสียงของเขาก็พลันแหบพร่าขึ้นมาทันใด มือที่ยื่นออกไปหาเธอนั้นค่อย ๆ จางหายไปที่ละนิด

"ดะ...เดี๋ยวสิ...กะ...เกิดอะไรขึ้น !?!?!  คะ..คุณอุชิโอะ !?!?!?" เขาพยายามตะโกนเรียกสุดเสียงแต่ทว่าเธอกลับมิได้ตอบสนองราวกับว่าไม่ได้ยินถ้อยคำที่คาโอรุพยายามเปล่งออกไปอย่างสุดกำลังร่างกายของเขาค่อย ๆ เลือนหายไปจนหมดสิ้นในที่สุด

วิ้งงงงงงงงงงง............

"......."  

เมื่อเด็กหนุ่มหายไปแล้ว เด็กสาวที่ยืนนิ่งอยู่ก็ค่อย ๆ หันกลับมาดูเบื้องหลังของเธอที่ว่างเปล่าพร้อมกับแสดงสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยราวกับว่าเมื่อครู่นี้ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ว่ามีใครซักคนเรียกชื่อของเธอ

ตี๊ด...ตี๊ด....ตี๊ด....ตี๊ด.....

เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะ เหมือนนาฬิกาปลุก.....คาโอรุในร่างอุชิโอะค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นภาพแรกที่ได้เห็นเมื่อฟื้นขึ้นมาก็คือเพดานสีขาว...เขาอยู่บนเตียงในห้องพยาบาล ในขณะที่มือขวาของเขาก็ยืดออกไปสุดแขนราวกับจะไขว่คว้าบางสิ่งบางอย่างและในตอนนั้นเองเสียงของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นไม่ห่างจากเตียงของเธอมากนัก

"...ฟื้นแล้วเหรอ?...."  

ชายในชุดสครับสีเขียว ปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากอนามัยที่กำลังยืนจดบันทึกการรักษาอยู่ข้างเตียงเอ่ยถามขึ้น ซึ่งชายในชุดสำหรับผ่าตัดผู้นี่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาก็คือแพทย์ขี้เซาชาเพนท์นั่นเอง ถึงแม้จะเป็นน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ก็ทำให้ร่างของเด็กสาวสะดุ้งเฮือกและเริ่มรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่กระจายอยู่ทั่งร่างกาย เมื่อสำรวจตัวเองดีก็รู้สึกได้ถึงเครื่องช่วยหายใจที่ครอบปากและจมูกอยู่แขนขวาก็มีเข็มสำหรับให้น้ำเกลือเสียบคาไว้แถมน้ำเกลือในถุงก็เพิ่งจะถูกเปลี่ยนใหม่ไม่นาน อีกทั้งยังมีถุงเลือดและหลอดสำหรับให้อาหารเหลวอีก อุชิโอแลสายตาไปยังคุณหมอชาเพนพลางแสดงทีท่าจะพูดอะไรซักอย่างแต่ก็ถูกห้ามไว้เสียก่อน

"ตอนนี้ยังไม่ต้องพูดอะไรจะดีกว่า แผลที่ท้องก็สาหัสมาก ตอนนี้ควรจะนอนนิ่ง ๆ ไปก่อน"  

".......หลับ..ไป..นานแค่ไหน..กัน..." แม้จะถูกห้ามปรามแต่สาวน้อยก็ยังไม่วายจะเอ่ยถามด้วยเสียงอันแหบแห้งและแผ่วเบา

"สองสัปดาห์เต็ม ๆ " ชาเพ็นตอบสั้น ๆ ก่อนจะเดินออกจากห้อง ICU ไป

"คุณ....อุชิโอะ..."  

เด็กหนุ่มในร่างเด็กสาวกล่าวกับตัวเองเบา ๆ โดยที่มีน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างช้า ๆ โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่า...น้ำตานี้มาจากความรู้สึกอะไรเพราะมันเป็นความรู้สึกที่ทั้งโล่งใจและปวดใจไปพร้อม ๆ กัน ในยามนี้เด็กหนุ่มไม่อาจจะหาคำตอบได้ว่านี่คือน้ำตาของตัวเขาหรือว่าของเธอกันแน่และหลั่งไหลออกมาเพื่อสิ่งใด ขณะที่นักบินคนอื่นต่างพากันทำกิจกรรมที่ตนชอบเพื่อผ่อนคลายแต่บรรดาเหล่าผู้ที่มาจากดาวโอเรนทัลเองก็ดูจะไม่แตกต่างจากมนุษย์โลกคนอื่น ๆ ที่เลือกที่จะทำกิจกรรมที่ตนเองชอบเพื่อเป็นการผ่อนคลายอยู่ภายในห้องครัว ตรงหน้าเตาอบขนม

"ถ้าทำออกมาได้ดีก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ"

หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีชมพูยาวสลวยไปถึงกลางหลังประดับศีรษะด้วยดอกไม้ถูกร้อยเรียงเป็นที่คาดผมอยู่กึ่งกลางศีรษะ แต่งกายด้วยชุดกระโปรงยาวสีชมพูดอันแสนจะรุ่มร่ามกล่าวกับตนเองด้วยน้ำเสียงสุดกระตือรือร้นขณะที่กำลังนั่งเฝ้าบัสเตอร์เค๊กที่เพิ่งจะทดลองทำเป็นครั้งแรกอย่างใจจดใจจ่อ

"ทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ ท่านไอกริซ?"

สาวน้อยผู้มีเรือนผมสีแดงมัดเป็นหางม้าดวงตาสีแดง แต่งกายด้วยชุดเกราะสีน้ำเงินเอ่ยถามขึ้นขณะที่เธอกำลังก้าวเดินเข้ามาภายในห้องครัวข้างกายเธอนั้นมีสาวน้อยร่างเล็กผู้มีหน้าตาราวกับเด็กอายุ 13 มีผมสีเดียวกับเธอหากแต่ว่าดวงตาของเธอคนนั้นมีสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิง แต่งกายด้วยชุดเกราะสีแดงด้านหลังสะพายดาบที่มีความยาวมากกว่าส่วนสูงของเจ้าของเสียอีก

"อ้าว~~~~ ท่านเซเลน่า ท่านทีน่า เช้านี้ทุกท่านสบายกันหรือเปล่าเจ้าคะ"

ไอกริซหันกลับไปทักทายสองสาวที่อยู่ด้านหลังในขณะที่ของที่กำลังอบอยู่ในเตาก็เริ่มส่งกลิ่นหอมหวานโชยออกมาเตะจมูกของทีน่าเข้าอย่างจัง ท่าทีขึงขังและสีหน้าเคร่งเครียดของแม่ทัพหญิงแห่งอุดรแปรเปลี่ยนไปในบัดดล

"..หอมจังเลย!! ทำขนมหวานอยู่หรือ!!"

ดวงตาสีแดงที่เคยแสดงออกถึงความแข็งกร้าวบัดนี้ฉายแววเปล่งประกายกลมโตอย่างไร้เดียงสาไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่มักจะลิงโลดเวลาที่รู้ว่าคุณแม่กำลังจะทำขนมหวานของโปรดให้ทานก็ไม่ปาน

"เจ้าค่ะ ข้ากำลังทดลองทำบัสเตอร์เค๊กดูน่ะเจ้าค่ะ พอดีว่าท่านผู้ดูแลที่นี่กรุณาถ่ายทอดให้กับข้าน่ะเจ้าค่ะ แต่ข้าก็ยังไม่มั่นใจว่าจะออกมาดีเท่าที่คิดหรือไม่น่ะเจ้าค่ะ" ไอกริซกล่าวพลางยกมือสัมผัสแก้มของตนพลางแสดงท่าทีเป็นกังวลเล็กน้อย

"ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าเชื่อมั่นว่าฝีมือของท่านต้องทำได้ดีอย่างแน่นอน!!" ทีน่าเอ่ยให้กำลังใจด้วยท่านทีขึงขัง แววตาฉายถึงความคาดหวังและมุ่งมั่นอย่างแรงบวกกับน้ำลายที่ไหลยืดออกมาจากมุมปากเป็นของแถม

"นั่นสิเจ้าคะ ฝีมือในการทำอาหารของท่านไอกริซไม่ด้อยกว่าผู้ใดในราชอาณาจักรวาเลนเดีย ฉะนั้นแล้วข้าเชื่อว่าต้องออกมาดีแน่นอนเจ้าค่ะ" เซเลน่ากล่าวเสริม พลางเดินเข้าไปใกล้ ๆ กับเตาเพื่อพินิจพิจารณาสิ่งที่อยู่ภายใน

"ขอบคุณท่านทั้งสองที่ให้กำลังแก่ข้านะเจ้าคะ เอ๊ะ? ว่าแต่เหตุไฉนท่านทั้งสองถึงได้มาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้ล่ะเจ้าคะแล้วท่านเซริออสกับท่านซัลเทิ้ลมิได้มากับท่านทั้งสองด้วยหรือเจ้าคะ?"  

"อ้อ ดาร์ลิ้งบอกว่าจะไปเข้าเฝ้าองค์ราชาด้วยเรื่องสำคัญก็เลยบอกให้ข้าไปกลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนแต่ว่าข้าอยากจะทำอาหารอะไรซักอย่างให้ดาร์ลิ้งทานก่อนนอนน่ะ"

"ส่วนข้าตาบ้านั่นบอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องกราบทูลองค์ราชินีเลยให้ข้าไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศ แต่พอดีว่าข้ารู้สึกหิวขึ้นมาก็เลยคิดว่าจะมาอะไรกินเสียหน่อย แล้วท่านเวราโด้ล่ะไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยหรอกหรือ?"

ทีน่าตอบคำถามด้วยท่าทีเหมือนกับไม่พอใจอยู่นิดหน่อยก่อนจะถามคำถามกลับไป ซึ่งไอกริซก็ส่ายใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มนั้นเล็กน้อยก่อนจะให้คำตอบกลับไป

"เข้าประชุมกับบรรดาเสนาธิการคนอื่น ๆ ตั้งแต่เช้าแล้วล่ะเจ้าคะ"

"ว่าแต่พักนี้ข้าไม่เห็นลีลีย์เฝ้าอยู่ที่หน้าห้องประทับเลยนับตั้งแต่จบศึกเมื่อคราวก่อน ท่านไอกริซพอจะรู้เรื่องอะไรบ้างไหมเจ้าคะ?"  

เซเลน่าเอ่ยขึ้นพลางทำสีหน้าเป็นกังวลเพราะหลังจากจบศึกคราวก่อน ลีลี่ย์ก็ไม่เคยปรากฏตัวมาทำหน้าที่องค์รักษ์อีกเลยในตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ อัลลูไคกับซิลเวียมาทำหน้าที่แทนอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเมื่อ 3 วันก่อนจึงได้มีการรับสั่งให้เซริออสกับเซเลน่ามาทำการผลัดเปลี่ยนเพื่อให้ทั้งสองได้ไปพักผ่อน

"ไม่เลยเจ้าค่ะ หลังจากวันนั้นข้าก็ไม่ได้พบนางอีกเลย ข้าลองถามอัลลูไคดูเกี่ยวกับเรื่องของนางแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรนอกจาก 'นี่เป็นเรื่องของข้ากับนางเจ้าไม่ต้องใส่ใจหรอก' เพียงเท่านั้นเองเจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบพลางก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนที่บทสนทนาจะขาดห้วงลงไปครู่หนึ่ง

กิ้ง!!!!!

เสียงเตาอบขนมก็ส่งสัญญาณบอกว่าของที่กำลังอบอยู่นั้นได้ที่แล้ว เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นบรรยากาศอึมครีมจากการสนทนาเมื่อครู่ก็มลายหายไปสิ้น ไอกริซเดินไปเปิดฝาเตาอบและนำถาดขนมออกมาโดยไม่ลืมที่จะสวมถุงมือป้องกันความร้อน และเมื่อบัสเตอร์เค๊กที่ถูกอบจนมีสีเหลืองทองส่งกลิ่นหอมหวานไปกระจายไปทั่วห้องถูกวางลงบนโต๊ะเบื้องหน้าของทั้งสามสัญชาติญาณของหญิงสาวที่มีต่อขนมหวานมันก็ถูกปลุกกระตุ้นขึ้นมาในทันทีทันใด

"ดูน่าอร่อยมากเลยเจ้าคะ ท่านไอกริซ"

เซเลน่ากล่าวพลางจ้องมองดูบัสเตอร์เค๊กราวกับว่ามันเป็นอัญมณีเลอค่า ในขณะที่ทีน่าไม่ได้กล่าวอะไรนอกจากพยักหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเคลิบเคลิ้มนั้นเป็นการแสดงความเห็นด้วยอย่างที่สุด ไอกริซไม่รอช้าเธอตัดแบ่งเค๊กออกเป็น 12 ชิ้นเท่ากันอย่างคล่องแคล่วพร้อมแจกให้สองสาวที่อยู่กับเธอในห้องครัวแห่งนี้ร่วมเป็นผู้พิสูจน์รสชาติของมันอย่างไม่รอช้า

"..อร่อยจัง!!!!"

ทั้งสามเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันเมื่อลิ้นได้สัมผัสกับกลิ่นหอมของเนย ความหวานที่พอดีและความนุ่มลิ้นของแป้งที่อบได้อย่างพอดี สีหน้าของพวกเธอทั้งหมดเวลานี้เปี่ยมสุขราวกับกำลังวิ่งเล่นอยู่บนสรวงสวรรค์ทำเอาความรู้สึกเครียดจากการสนทนาเมื่อครู่ถูกลบหายไปจนหมดสิ้นในพริบตา ในขณะที่สามสาวกำลังดื่มด่ำความสำราญจากขนมเค๊ก อีกด้านหนึ่ง ณ ห้องประทับหรือก็คือห้องพักของคาริสกับริโคริสนั่นเองหากแต่ว่าในเวลานี้มีเพียงคาริสพักอยู่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ณ ที่แห่งนี้เซริออสแม่ทัพใหญ่แห่งทักษิณกำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าองค์ราชาของเขาด้วยกริยาที่เปี่ยมไปด้วยความนอบน้อมและจงรักภักดีต่อนายเหนือหัวอย่างหาที่สุดมิได้

"ท่านอยากจะขอร้องในสิ่งนี้เองหรือท่านเซริออส?"  

คาริสเอ่ยขึ้นหลังจากได้รับฟังสิ่งที่เซรีออสกล่างรายงานมาพลางแสดงสีหน้าหนักอกหนักใจกับสิ่งที่ได้ฟังเมื่อครู่

"พะยะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมทราบดีว่าพระองค์มีพระประสงค์เช่นไร หากแต่ในยามนี้กระหม่อมไม่อาจปล่อยให้พระองค์เสด็จออกสู่สนามรบได้พะยะค่ะ"

แม่ทัพแห่งแดนใต้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและหนักแน่นทำเอาราชาหนุ่มไม่อาจจะสรรหาถ้อยคำใดมาคัดค้านหรือโต้แย้งกลับไปได้แม้ในใจจะอยากคัดค้านแต่คาริสเป็นคนที่คิดถึงจิตใจของคนอื่นมาก่อนเสมอซ้ำสิ่งที่เซริออสพูดมาก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสภาพร่างกายของเขากับริโคริสที่ยังไม่ฟื้นฟูดีนัก ซ้ำจะยังความผิดปกติของโกลด์ซาเวียที่ยังแก้ไขไม่ได้ ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงเข้าใจถึงความปราถนาดีของผู้ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าและในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังแสดงท่าทีคิดหนักอยู่นั้น เซริออสก็กล่าวถ้อยคำบางอย่างออกมา

"มีอีกเรื่องหนึ่งที่กระหม่อมจะขอกราบทูลให้ทรงทราบ ท่านซัลเทิ้ลได้ฝากให้ข้ามากราบทูลเกี่ยวกับอาการประชวรขององค์ราชินีพะยะค่ะ"

"เชิญท่านเซริออสกล่าวมาได้เลย"

เมื่อได้ฟังคำอนุญาตเซริออสก็กล่าวรายงานออกไปทันที และเมื่อคาริสได้รับฟังถ้อยคำนั้นราชาหนุ่มน้อยก็ตกตะลึงอย่างมาก ร่างกายทั้งหมดแข็งค้างราวกับต้องคำสาปให้กลายเป็นหินก็ไม่ปาน

"...ปะ...เป็นความจริงเหรอ!!?" คาริสกล่าวด้วยยังคงมีอาการตกตะลึงค้างอยู้บนใบหน้่าขณะที่รีบลุกขึ้นจากเตียงที่นั่งอยู่ทันที

"พะยะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมมิบังอาจเท็จทูลเบื้องสูงหรอกพะยะค่ะ"

สิ้นคำพูดของเซริออส คาริสก็วิ่งออกจากห้องไปทันทีเป้าหมายของเขานั้นก็คือห้องพักฟื้นที่อยู่ภายในฐานทัพแห่งนี้และเมื่อคาริสวิ่งออกจากห้องไปแล้วเซริออสก็ได้ไล่ตามไปติด ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เซริออสกำลังเข้าพบคาริสทางด้านของห้องพักฟิ้นหมายเลข 1407 ซึ่งอยู่ในเขตของอาคารพยาบาลภายในฐานทัพที่นั่นเป็นห้องที่ริโคริสเข้าพักรักษาตัวอยู่หลังจากล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ถึงแม้ว่าชาวโอเรนทัลจะมีรูปร่างกายภาพตรรกความคิดและอะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่ใกล้เคียงมนุษย์แต่ก็ยังไม่ใช่มนุษย์อยู่ดี ดังนั้นแล้วจึงไม่มีแพทย์คนไหนในโลกนี้จะสามารถตรวจวินิฉัยและรักษาอาการเจ็บป่วยให้เธอได้ประกอบกับเหล่าแม่ทัพและองค์รักษ์ของเธอก็ปฏิเสธที่จะให้คนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวอีก ดังนั้นแล้วตลอดเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาเธอจึงอยู่ภายใต้การดูแลของซัลเทิ้ลผู้ได้ฉายาว่า 'จอมปราญช์แห่งยุค' ซึ่งชายคนนี้ถูกจัดว่าผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ของการแพทย์มากที่สุดคนหนึ่งในราชอาณาจักรวาเลนเดียและหลังจากที่หลับไหลอยู่เกือบหกวันริโคริสก็รู้สึกตัวในเช้าวันนี้เอง

"...นี่..เรา..."

ราชินีตัวน้อยเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาเมื่อเริ่มเห็นภาพเพดานสีขาวของห้องพักฟื้น เธอค่อยรวบรวมพละกำลังเพื่อชันกายขึ้นแต่ยามนี้กลับรู้สึกเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีมันช่างเหลือน้อยเหลือเกินลำพังจะลุกขึ้นนั่งยังทำได้ลำบากและในระหว่างนั้นเองเตียงที่เธอนอนอยู่ก็ถูกปรับสภาพให้ขึ้นมาประคองร่างของเธอเอาไว้

"พระอาการเป็นเช่นไรบ้างพะยะค่ะฝ่าบาท?"

เสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นไม่ห่างจากเตียงที่ริโคริสนอนอยู่มากนัก เธอค่อย ๆ หันมองไปยังจุดนั้นอย่างช้า ๆ ด้วยสภาพที่อ่อนแรงพอควรดวงตาที่ยังพร่ามัวเล็กน้อยเพราะเพิ่งตื่นนอนจึงทำให้เธอมองเห็นใบหน้าของคน ๆ นั้นไม่ชัดมากนักแต่เธอก็สามารถรู้ได้ว่าชายที่อยู่ตรงนั้นเป็นใครเพราะเสียงที่ได้ยิน

"ท่านซัลเทิ้ล......" ริโคริสเอ่ยนามของชายผู้นั้นอย่างแผ่วเบาในขณะที่สายตาที่พร่ามัวเริ่มจะมองเห็นใบหน้าของคู่สนทนาได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ

"เรายังรู้สึกว่าพลังของเราหดหายไปมากเหลือเกิน ท่านซัลเทิ้ลตกลงว่าเราป่วยเป็นอะไรกันแน่?" เด็กสาวเอ่ยถามพลางจ้องมองไปยังจอมปราญช์หนุ่มที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ในขณะที่ซัลเทิ้ลยังคงนั่งก้มหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่นานนักสีหน้าที่สงบนิ่งของเขาก็เริ่มผลิรอยยิ้มอย่างปลาบปลื้มปิติออกมา

"ขอได้ทรงโปรด ยินดีด้วยพะยะค่ะ!!!"

เมื่อได้ฟังคำตอบเช่นนั้น ริโคริสก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความงุนงงสงสัยออกมาทางสีหน้า ที่จู่ ๆ จอมปราญช์ผู้เลื่องชื่อก็มาแสดงความยินดีที่เธอป่วยเสียอย่างนั้น แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยถามเพื่อคลายความสงสัยซัลเทิ้ลก็ชิงตอบออกมาเสียก่อน

"พระองค์กำลังทรงพระครรภ์แล้วพะยะค่ะ!!"

สิ้นเสียงของจอมปราญช์ ราชินีองค์น้อยก็ถึงกับอึ้งกิมกี่พูดอะไรไม่ออกจนแข็งค้างเป็นรูปปั้นอยู่ชั่วขณะพร้อมกับเริ่มประมวลผลสิ่งที่ได้ยินในสมองใหม่อีกครั้ง

(ทรงพระครรภ์หรือ...เมื่อครู่ท่านซัลเทิ้ลพูดว่าทรงพระครรภ์ใช่หรือไม่นะ? ทรงพระครรภ์ก็หมายถึงใคร...หมายถึงตัวเราหรือไม่นะ? ไม่สิคำว่าทรงพระครรภ์ก็ไม่น่าจะใช่คนอื่นไปได้....เรากำลังทรงพระครรภ์....หมายความว่าเรากำลังตั้งท้องหรือ?.....งั้นก็แปลว่าเรากำลังจะมีลูกหรือ?......)

หลังจากคิดซ้ำไปมาอยู่หลายวินาทีริโคริสก็ค่อย ๆ เอ่ยถามเพื่อย้ำความมั่นในอีกครั้ง

"..ท่านแน่ใจหรือท่านซัลเทิ้ล?"

"พะยะค่ะ กระหม่อมกล้าเอาศีรษะของกระหม่อมเป็นประกันหากว่ามีถ้อยคำเท็จแม้เพียงคำเดียวพะยะค่ะ"

ซัลเทิ้ลยืนยันอย่างหนักแน่น ในช่วงเวลานั้นความรู้สึกสับสนก็ถูกความปิติยินดีก็บังเกิดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจเอ่อล้นขึ้นมาจนท่วมท้นจนไม่อาจจะหาคำพูดใด ๆ มาเอ่ยบรรยายได้ปัดเป่าออกไปจนหมดสิ้น น้ำตาแห่งความยินดีค่อย ๆ รินไหลออกมาจากดวงตาสีดำเข้มของเธอ และในตอนนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดออก

"ริโค่!!"

เสียงเรียกของเด็กหนุ่มที่เปิดประตูเข้ามาอย่างโผงผ่างทำเอาเด็กสาวสะดุ้งเล็กน้อย แต่เสียงเรียกของเขาก็ทำให้เธอบรรเทาความตกใจนั้นลงไปได้ คาริสที่รีบพุ่งตรงมาที่นี่มีท่าทีเหนื่อยหอบเล็กน้อยแต่สายตาที่จับจ้องไปยังริโคริสที่มีน้ำตาคลอแห่งความตื้นตันอยู่แต่ถึงกระนั้นเธอก็กำลังยิ้มอย่างงดงามให้กับเขาอยู่

"ได้ฟังจากท่านเซริออสแล้ว เรื่องจริงหรือริโค่!!?"

ราชาน้อยเอ่ยถามด้วยสีหน้าตื่นเต้นระคนความดีใจ แม้คาริสจะไม่คิดว่าเซริออสจะพูดโกหกแต่ไม่ว่ายังไงเขาก็อยากจะฟังคำตอบนั้นจากริโคริสหากแต่ว่าเธอมิได้ตอบกลับมาเป็นคำพูดหากแต่พยักหน้าให้กับเขาแทน

"นี่...ผม..ไม่สิ..ตัวข้า...กำลังจะได้เป็นพ่อคนแล้วหรือ?"  

คาริสดีใจมากเสียจนเลือกใช้คำพูดแทบไม่ถูก ส่วนริโคริสก็ได้แต่พยักหน้าเท่านั้นเพราะในเวลานี้เธอตื้นตันมากเสียจนคิดคำพูดใด ๆ ไม่ออกน้ำตาแห่งความสุขพร่างพรูออกมามายเกินกว่าจะห้ามได้ เด็กสาวยกมือขึ้นหมายจะปาดน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาไม่ยอมหยุดนั้นแต่ในวินาทีนั้นเธอก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แสนคุ้นเคย อ้อมแขนของเด็กหนุ่มตรงเข้ามาโอบกอดเธอเอาไว้อย่างรวดเร็วใบหน้าของเธอซบลงบนอกของเขาในทันทีน้ำตาของเธอเปราะเปื้อนลงบนเสื้อของเขาแต่ คาริสก็ไม่ได้ใส่ใจเขายังคงโอบกอดหญิงผู้เป็นที่รักเอาไว้เช่นนั้นโดยมิได้ใส่ใจสายตาของชายหนุ่มทั้งสองที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

"ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระองค์ตระหนักดีว่าฝ่าบาทกำลังปิติพระทัยยิ่งนักหากแต่ว่าสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องการกราบทูลให้ทรงทราบยังไม่หมดเพียงเท่านี้พะยะค่ะ"

เสียงของเซริออสที่ดังขึ้นทำให้ทั้งสองรีบผละออกจากกันในทันทีด้วยท่าทีขวยเขินเล็กน้อยก่อนที่จะเรียกมาดขององค์ราชาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมีกลับมาก่อนจะกระแอมเบา ๆ เล็กน้อยและหันมองไปยังบุรุษทั้งสองที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพวกเขา

"เรื่องที่ไม่ต้องการให้ออกรบเราเข้าใจแล้ว ดังนั้นเราจะทำตามที่พวกท่านขอมา แล้วมีเรื่องใดจะบอกเราอีกหรือ?"

สิ้นเสียงของคาริสเซริออสก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองดูพระพักตร์ขององค์ราชาและองค์ราชินีของเขาก่อนเอ่ยถ้อยคำออกมา

"เกี่ยวกับราชองค์รักษ์หญิงลำดับที่หนึ่งลีลี่ย์พะยะค่ะ"

เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้นทั้งคาริสและริโคริสก็หันมองหน้ากันเองครู่หนึ่งพร้อมมีความแปรเปลี่ยนทางสีหน้าจากความรู้สึกยินดีปรีดาเป็นความกังวลใจ

"เชิญท่านเซริออสกล่าวมาได้เลยว่านางเป็นอย่างไรบ้าง?"

"พะยะค่ะฝ่าบาท...."

ริโคริสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างแหบแห้งเล็กน้อยแต่ถึงกระนั้นก็ยังแฝงไว้ด้วยความห่วงใยจากใจจริง เมื่อได้ฟังเช่นนั้นแม่ทัพใหญ่แห่งทักษิณจึงเริ่มกล่าวรายงาน ในเวลาเดียวกันนั้นทางด้านของอัลลูไคที่ถูกสั่งให้กลับมาพักผ่อนที่ห้องพักตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน ก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียงนอนในห้องพักของตนเอง เสื้อคลุมยาวที่ดูเหมือนเสื้อโค้ทสีขาวถูกแขวนไว้กับผนังห้องชุดเกราะที่เคยสาวใส่เป็นประจำถูกถอดวางไว้บนโต๊ะที่อยู่ข้าง ๆ

ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่แบบนั้นพลางยกดาบที่ถืออยู่ในมือข้างขวาขึ้นมาจ้องมองดู ดาบเล่มนี้มีรูปร่างเหมือนดาบบาสตาสที่พวกอัศวินยุโรปชอบใช้กันทว่าใบดาบของมันจะดูเล็กกว่าบาสตาสปกติเล็กน้อย ตัวดาบถูกเก็บไว้ในฝักที่ทำจากโลหะมีสีน้ำเงินเข้มเกือบทั้งหมดยกเว้นบริเวณกึ่งกลางค่อนไปทางเกือบท้ายฝักมีสีแดงเลือดหมู ตัวฝักดาบประดับด้วยลวดลายสีทองอันแสนวิจิตอ่อนช้อย ดาบเล่มนี้มีนามว่าสเตม่าไวร์เบิร์นเป็นอาวุธประจำกายของลีลี่ย์แต่บัดนี้มาอยู่ในมือของเขาด้วยเหตุผลบางอย่าง

"เจ้าทำแบบนี้ไม่ใจร้ายกับนางไปหน่อยหรือ?" หญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่กับถักผมเปียอยู่หน้ากระจกเอ่ยถามขึ้นโดยมองใบหน้าของคู่สนทนาผ่านเงาสะท้อนที่อยู่บนกระจก

"...ถ้าหากนางคิดจะเดินไปบนเส้นทางสายนี้ต่อไปนางก็ต้องฝ่ามันไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็ควรจะวางดาบไปเสีย"

อัลลูไคกล่าวพลางค่อย ๆ ใช้มือซ้ายจับไปที่ด้ามดาบก่อนจะค่อย ๆ ดึงใบดาบออกจากฝักมาครึ่งหนึ่งใบดาบสีทองส่องประกายแสงเรืองรองราวกับแสงหิงห้อย ดวงตาสีน้ำตาลค่อยเพ่งพินิจลวดลายที่ถูกสลักไว้บนใบดาบอย่างละเอียดในระหว่างที่ซิลเวียกำลังใช้ริบบิ้นสีเหลืองมัดปลายผมเปียของเธอให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะเริ่มลงมือถักอีกข้างหนึ่งที่เหลือ

"ข้าเคยรับปากกับอดีตผู้ครอบครองดาบเล่มนี้ สหายผู้ล่วงลับว่าจะดูแลบุตรสาวทั้งสามผู้เป็นที่รักยิ่งของเขา"

แม่ทัพใหญ่แห่งบูรพากล่าวอย่างหนักแน่นพลางดันดาบกลับเข้าฝักอย่างแรงจนเกิดเสียงกระทบกันของโลหะอย่างแรง แต่ทว่าซิลเวียก็ดูท่าจะไม่สนใจกับเสียงนั้นเธอยังคงตั้งหน้าตั้งตาทักผมของเธอต่อไปพลางเอ่ยถามน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยเลศนัย

"เห......นี่คงไม่ได้คิดจะนอกใจข้าหรอกนะ..."

"........ข้าไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าในเวลานี้หรอกนะซิลเวีย"

"....เชอะ!!...น่าเบื่อชะมัด"

ซิลเวียแกล้งแสดงท่าทีงอนตุ๊บป๋องแบบทุกครั้งแต่ก็อัลลูไคก็ยังไม่มีท่าทีจะใส่ใจ เขาวางสเตม่าไวเบิร์นลงบนโต๊ะพลางเดินไปหยิบถุงมือแบบเปิดปลายนิ้วที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาสวมก่อนจะหยิบเสื้อเกราะอ่อนที่มีรูปร่างคล้ายกับเสื้อแขนยาวสีดำขึ้นมาสวมใส่

"..เงื่อนไขที่เจ้าให้นางไปคิดว่านางจะทำได้หรือ?"

ซิลเวียเอ่ยถามพลางมัดปลายผมเปียอีกข้างให้อยู่ทรง ในขณะที่อัลลูไคกำลังทำหยิบดาบประจำกายของตัวเองขึ้นมาคล้องไว้กับสายคาดดาบที่เอวเป็นที่เรียบร้อยเขาก็เดินตรงไปหยิบเสื้อคลุมสีขาวที่แขวนอยู่ออกมาใส่พลางตอบคำถามนั้นไปด้วยน้ำเสียงที่แสนจะเย็นชา

"ถ้าเป็นเช่นนั้นนางก็ไม่คุณสมบัติพอจะจับดาบอีกต่อไป"

พูดจบอัลลูไคหยิบดาบสเตม่าไวเบิร์นขึ้นมาแล้วก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ซิลเวียอยู่ภายในห้องนี้เพียงลำพัง เมื่อชายหนุ่มออกจากห้องไปหญิงสาวก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเดินไปหยิบถุงมือกับเกราะแขนขึ้นมาสวมใส่อย่างใจเย็น

"...ชอบแบกอะไรไว้คนเดียวซะจริง ๆ นะตาบ้าคนนี้...ถึงกับต้องทำตัวเป็นปิศาจร้ายที่ไร้จิตใจ...แต่ข้าก็เข้าใจเจ้า....เพราะถ้าข้าเป็นเจ้าข้าก็คงทำเช่นนี้เหมือนกัน"  

ซิลเวียกล่าวพลางค่อย ๆ สวมชุดเกราะของเธอไปอย่างไม่รีบร้อน ห่างออกไปจากฐานทัพราว ๆ 700 เมตรที่นั่นก็มีคนที่กำลังสับสนในจิตใจและกำลังทุกข์ใจกับการค้นหาคำตอบของตนเองอยู่ รอบ ๆ ฐานทัพของเอลฮังค์ที่อยู่ในเกาหลีใต้นั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองมาราว ๆ สิบกิโลเมตรพื้นที่โดยรอบจึงถูกรายล้อมไปด้วยต้นไม้จำนวนมากจนดู เหมือนป่าธรรมชาติ หากเดินออกมานอกแนวรั้วของฐานทัพทางตะวันออกราว ๆ 700 เมตรก็จะพบกับบึงน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นอ่างเก็บน้ำให้กับฐานทัพแห่งนี้อีกด้วย ณ สถานที่แห่งนี้มีเด็กสาวผู้หนึ่งกำลังนั่งกอดเข่าอยู่ใต้ต้นไม้ริมน้ำ

เธอมีเรือนผมสีแดงเข้มยาวสลวยไปถึงกลางหลังแต่เส้นผมทั้งหมดถูกมัดรวบไว้เป็นหางม้าชุดที่เธอสวมใส่อยู่เป็นชุดกระโปรงยาวสีขาวและยังมีเกราะโลหะสีเงินเป็นประกายสวมใส่ไว้ที่อก แขน และขา ดวงตาสีแดงที่ดูหม่นหมองและเศร้าสร้อยจ้องมองตรงไปยังผิวน้ำที่อยู่ในบึงที่สะท้องแสงอาทิตย์ขึ้นมาเป็นประกายระยิบระยับ

"...ตัวข้าจับดาบไปเพื่อสิ่งใดกัน?.....ดาบของข้ามีไว้เพื่ออะไร?........."  

สาวน้อยพร่ำบ่นกับตนเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาเสียจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ หลังจากที่อัลลูไคแย่งดาบไปจากเธอ เธอก็พยายามไปขอคืนหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธพร้อมกับถูกย้อนถามด้วยคำถามเดิม ๆ ว่า 'เจ้าจับดาบไปเพื่อสิ่งใด? ดาบของเจ้ามีไว้เพื่ออะไร?' เสมอแต่ไม่ว่าจะคิดเท่าไหร่ลีลี่ย์ก็ไม่สามารถจะหาคำตอบนั้นออกมาได้แม้กระนั้นเธอก็ยังอยากจะได้สเตม่าไวเบิร์นคืนมา สำหรับลีลี่ย์ดาบเล่มนั้นมีความหมายมากกว่าอาวุธที่ใช้ฟาดฟันศัตรูมันยังมีค่าเป็นของดูต่างหน้าบิดาของเธอที่ล่วงลับไปนานแล้ว หากแต่เงื่อนไขที่อัลลูไคให้มานั้นมันช่างสร้างความลำบากใจให้กับเด็กสาวผู้นี้อย่างแสนสาหัส

"ข้าให้เวลาเจ้าค้นหาคำตอบอีกเจ็ดทิวาราตรี เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าหาไร้ซึ่งคำตอบแต่อยากจะได้ดาบของเจ้าคืนก็จงใช้พละกำลังที่มีทั้งหมดของเจ้าเอาชนะข้าแล้วชิงมันคืนไปแต่หากเจ้าทำไม่ได้ ข้าขอสั่งให้เจ้าเลิกเป็นอัศวินเสียและกลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงหญิงสาวธรรมดา"

นั่นคือคำพูดของอัลลูไคที่พูดกับลีลี่ย์เมื่อหนึ่งสองสัปดาห์ก่อนหลังจากที่อัลลูไคกลับมาจากการสู้รบ เจ็ดทิวาราตรีที่อัลลูไคพูดถึงนั้นนับตามวันเวลาบนดาวโอเรนทัลซึ่งที่นั่นในหนึ่งวันมี 52 ชั่วโมงซึ่งเมื่อเที่ยบโลกที่มีเพียง 24 ชั่วโมงแล้วก็มีเวลาราว ๆ สองสัปดาห์ นับแต่วันนั้นเด็กสาวก็พยายามคิดหาคำตอบของตนเองมาตลอดแทบทั้งวันทั้งคืน เพราะเธอเชื่ออย่างสนิทใจว่าไม่มีวันที่จะสามารถใช้กำลังแย่งดาบของเธอคืนมาจากแม่ทัพใหญ่บูรพาผู้มีศักดิ์เป็นลุงของเธอคนนี้ได้อย่างแน่นอน สำหรับลีลี่ย์แล้วอัลลูไคถือเป็นญาติที่เธอนับถือมากที่สุดและเป็นแรงบัลดาลใจให้เธอมาเป็นองค์รักษ์เฉกเช่นทุกวันนี้ เขาคือแบบอย่างที่ใฝ่ฝันและอยากเป็นให้ได้แต่เธอกลับไม่เคยคิดจะไปให้เหนือกว่าเพราะส่วนลึกในใจของเธอมันพร่ำบอกอยู่เสมอว่าเธอไม่มีวันจะเป็นเฉกเช่นนั้นได้ไม่มีวันจะก้าวข้ามชายคนนี้ไปได้นั่นเอง ในสมองของลีลี่ย์คิดกลับไปมาหลายพันหลายหมื่นครั้งเพื่อหาคำตอบแต่ก็ไม่พบคำตอบของตัวเองเสียทีเธอจึงนึกทบทวนถึงเหตุผลของคนอื่น ๆ ที่เธอได้เข้าไปถามมา    

(ท่านเซริออส 'เพื่อไม่ให้ตนเองต้องเสียใจอีก'  ท่านเซเลน่า 'เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาของตัวเอง' ท่านซัลเทิ้ล 'เพื่อคนที่รักมากที่สุด' ท่านทีน่า 'เพื่อเกียรติยศของวงศ์ตระกูล' ท่านเวราโด้ 'เพื่อสิ่งที่ปราถนา' ท่านไอกริช 'เพื่ออยากให้ทุกคนพบกับความสุข' องค์ราชากับองค์ราชินี่ 'เพื่อพวกพ้องและปวงประชา' แล้วตัวข้าล่ะเพื่ออะไร? เหตุผลเหล่านี้ก็เหมือนกับข้ามิใช่หรือไงกัน? แล้วเพราะอะไรข้ากลับรู้สึกว่าเหตุผลเหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลของข้า เพราะอะไร!!?)

>>>What Next On Rise The Blue Eagle And Revive The Girl?
บันทึกการเข้า

SrwKung
Nadesico Crew
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2305


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #33 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:11:20 PM »

[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -] [4]

ลีลี่ย์หลับตาทั้งสองข้างลงพลางก้มหน้าด้วยความรู้สึกเจ็บปวดทรมานที่อยู่ภายในอกไม่ว่าจะพยายามคิดหาคำตอบซักแค่ไหนก็ไม่มีวี่แววที่จะค้นหามันพบและแล้วเธอก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินใกล้เข้ามา สาวน้อยรีบปาดหยดน้ำตาที่ปริ่มอยู่ขอบตาให้แห้งก่อนจะหันไปมองหน้าของผู้ที่กำลังเดินเข้ามาหา

"...เหตุใดถึงรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่กัน?..."

เด็กสาวผมแดงเอ่ยถามขึ้นพลางพยายามปั้นหน้าให้ดูเป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าก็เด็กหนุ่มที่คืนอยู่เบื้องหน้าก็ไม่ตอบอะไรกลับมาเดินตรงเข้าก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ เธอก่อนจะเริ่มเหวี่ยงเบ็ดตกปลาที่ถือมาด้วยนั้นลงไปในบึง

"ดูจากสีหน้าของเจ้า คงยังกลุ้มใจเรื่องนั้นอยู่สินะ"

แร็คน่าเอ่ยถามด้วยสีหน้าท่าทางเหมือนคนสลึมสลือซึ่งก็เป็นท่าทีปกติของเขาอยู่แล้วแต่คำถามนั้นก็ไร้ซึ่งการตอบสนองจากผู้ถูกถามดังนั้นบรรยากาศรอบตัวของทั้งสองในยามนี้จึงมีเพียงเสียงลมที่พัดเอื่อย ๆ พอที่จะทำให้ต้นไม้ใบหญ้าเสียดสีกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ในขณะที่พื้นน้ำยังคงดูสงบนิ่งเด็กหนุ่มก็เอ่ยถ้อยคำออกมาลอย ๆ

"ที่นี่สงบเงียบดีนะ  ทั้งสายลม แสงแดด กลิ่นต้นไม้ใบหญ้าช่างละม้ายคล้ายกับสถานที่แห่งนั้นเสียจริง" 

แม้จะทำท่าทีเป็นไม่ใส่ใจแต่คำพูดนั้นของแร็คน่าก็ทำให้ความรู้สึกที่อยู่ลึก ๆ ในใจของลีลี่ย์เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง สถานที่แห่งนั้นที่เด็กหนุ่มพูดถึงก็คือบึงน้ำที่อยู่ด้านหลังภายในคฤหาสของตระกูลโซลาลิส สถานที่แห่งความทรงจำและความหลังมากมายที่นั่นเป็นสถานที่ที่เธอมักจะไปหลบซ่อนตัวในยามที่มีเรื่องไม่สบายใจหรือแม้แต่แอบร้องไห้และยังเป็นสถานที่แห่งความทรงจำที่เธอได้พบกับอัลลูไคเป็นครั้งแรกอีกด้วย เด็กสาวก้มหน้าลงอีกครั้งก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยถ้อยคำออกมา

"..เจ้า......จับดาบไปเพื่ออะไรกันแร็คน่า? ดาบของเจ้ามีไว้เพื่อสิ่งใด?......"

"..........ครั้งแรกที่ข้าจับดาบก็เพื่อหวังที่จะมีชีวิตรอดเพียงเท่านั้น ข้าเคยคิดว่าดาบของข้ามีไว้เพื่อปกป้องพี่สาวของข้า แต่ท้ายที่สุดแล้วข้าก็ปกป้องนางไว้ไม่ได้ ในตอนนั้นข้าสับสนและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะจับดาบไปเพื่ออะไรอีกในเมื่อไม่มีสิ่งที่จำเป็นจะต้องปกป้องอีกต่อไปแล้ว แม้ตอนนี้ข้าก็ยังหาคำตอบนั้นไม่พบไม่ต่างกับเจ้าในตอนนี้นักหรอก"

แร็คน่าตอบพลางปักคันเบ็ดลงพื้นดินก่อนจะเอนหลังลงพิงกับต้นไม้ใหญ่พลางมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่สุดลูกหูลูกตาในขณะที่ลีลี่ย์ยังคงนั่งก้มหน้านิ่งไม่ตอบอะไรแต่เด็กหนุ่มก็สังเกตเห็นร่างกายที่สั่นเทาราวกับลูกแมวน้อยที่กำลังหลงทางและหวาดกลัวต่อทุกสิ่งที่ไม่รู้จัก เขาเอื้อมมือขึ้นไปคว้าแขนของเด็กสาวและดึงตัวเธอให้เขามาแนบชิดกับหน้าอกของเขา แววตาของเด็กหนุ่มที่เคยดูเหมือนคนเหม่อลอยพลันเปลี่ยนเป็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง ฝ่ายลีลี่ย์ที่ถูกถึงเข้ามาไม่ได้แสดงอาการขัดขืนหรือตอบโต้การกระทำนั้นแม้แต่น้อย

"..ยุ่งไม่เข้าเรื่องเลยนะ........ข้าไม่ได้ขอร้องให้เจ้าทำแบบนี้ซักหน่อย......."

ลีลี่ย์เอ่ยออกมาโดยที่เธอยังคงซบใบหน้าของเธอแนบติดกับอกของเขาอยู่แบบนั้นแม้จะพยายามทำเสียงเหมือนกำลังไม่พอใจแต่น้ำเสียงทีได้ยินกลับเหมือนเสียงของคนที่กำลังจะร้องไห้เสียมากกว่า

"....เจ้าไม่จำเป็นต้องอดกลั้นมันไว้หรอก....ปลดปล่อยความทรมานของเจ้าออกมาเถอะ....น้ำตาของเจ้านั้นข้าจะซับมันให้เอง"     

สิ้นคำพูดนั้นเด็กสาวก็ปลดปล่อยน้ำตาความทุกข์และความเจ็บปวดทั้งหมดออกมาผ่านเสียงร้องไห้ที่ดังก้อง น้่ำตามากมายที่ไหลพร่างพรูออกมาเปรอะเปื้อนอยู่บนเสื้อของเด็กหนุ่มเต็มไปหมด แร็คน่าไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวหากแต่มือขวาของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นมาสัมผัสศีรษะของเธออย่างแผ่วเบาก่อนจะลูบไล้ไปบนเส้นผมสีแดงของเธออย่างแผ่วเบาเพื่อเป็นการปลอบประโลม

ลีลี่ย์ร้องไห้อยู่พักใหญ่จึงค่อยสงบสติอารมณ์ลงได้แต่ในยามนี้เธอกลับรู้สึกอ่อนแรงเสียจนขยับร่างกายแทบไม่ได้ความเหนื่อยล้าค่อย ๆ ครอบงำไปทั่วร่างประกอบกับความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยในขณะที่อยู่ในอ้อมอกของเขาทำให้เด็กสาวค่อย ๆ เคลิ้มหลับไป เสียงสายลมที่พัดผ่านนำพาเสียงสะอึกสะอื้นแว่วมาจากไกล ๆ ลีลีย์ลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงนั้นแต่เธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อไม่พบแร็คน่าที่น่าจะอยู่ใกล้ ๆ กัน

"........ที่นี่มัน......."

ลีลี่ย์รู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าเมื่อพบว่าที่ ๆ ตนยืนอยู่นั้นไม่ใช่ใต้ต้นไม้ต้นนั้นที่แห่งนี้มีทิวทัศน์ที่ต่างออกไปทั้งความกว้างขวางและทิวทัศน์โดยรอบเบื้องหน้าเธอคือบึงน้ำที่มองเห็นคฤหาสหลังใหญ่อยู่ถัดไปไกล ๆ ที่นี่คือบึงน้ำของคฤหาสตระกูลโซลาลิส สถานที่ลับที่เธอมักจะหลบซ่อนตัวยามมีเรื่องไม่สบายใจหรือทุกข์ใจ ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่เบื่องหน้าเธอนั้นมีเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่มีสีผมและสีดวงตาคล้ายกับเธอสวมชุดกระโปรงวันพีชสีขาวกำลังนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ ลีลี่ย์ค่อย ๆ เดินไปใกล้ ๆ เด็กผู้หญิงคนนั้นแต่ในตอนนั้นเอง

"หลบมาร้องไห้ตรงนี้อีกแล้วหรือ? ทะเลาะกับพวกพี่มาอีกแล้วหรือ?"

เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นจากด้านหลังของเธอ เจ้าของเสียงพูดนั้นเดินผ่านเธอไปราวกับว่าเธอเป็นเพียงอากาศธาตุเด็กหนุ่มผู้นั้นมีเรือนผมสีน้ำตาลยาวปราะมาณตนคอจรผมด้านหน้ายาวเลยคางมาเล็กน้อย สวมกางเกงขายาวและเสื้อแขนยาวสีดำทั้งชุด แขนขาสวมเกราะเหล็ก ลีลี่ย์พิจารณาใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นแล้วช่างคล้ายกับอัลลูไคสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่นไม่มีผิด เด็กหนุ่มผู้นั้นเดินตรงไปอุ้มเด็กหญิงที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาพลางลูบศีรษะอย่างเอ็นดู

"อย่าร้องไห้สิ ถ้าเจ้าอยากจะเป็นนักรบที่เก่งกาจเจ้าต้องเข้มแข็งเข้าไว้ จำเอาไว้ให้ดีนะลีลี่ย์ ดาบน่ะมีไว้เพื่อฟาดฟันคู่ต่อสู้ก็จริงแต่ว่าดาบน่ะมันก็มีไว้เพื่อฟาดฟันกับความอ่อนแอของตัวเองด้วย แม้ในยามที่ไร้ดาบในมือแต่หากยังมีดาบที่อยู่ในจิตใจแล้วล่ะก็เจ้าก็จะไม่พ่ายแพ้"

"ดาบที่อยู่ในจิตใจมันคืออะไรหรีอท่านลุง?"  เด็กน้อยด้วยท่าทีไร้เดียงสาเด็กหนุ่มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบคำถามนั้น

"ดาบในจิตใจนั้นก็คือ ความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้าและเอาชนะความอ่อนแอของตัวเองยังไงล่ะ"
   
สิ้นคำพูดนั้นภาพรอบกายของเธอก็พลันกลายเป็นสีขาวโพลนพร้อมกับรู้สึกได้ถึงสายลมแรงที่ที่ถาโถมเข้าปะทะใบหน้าทำให้ลีลี่ย์สะดุ้งตื่นขึ้น ทัศนียภาพรอบ ๆ ตัวกลับเป็นเหมือนเดิมเหมือนตอนก่อนที่เธอจะหลับไป เด็กสาวค่อย ๆ ชันกายขึ้นนั่งและมองทิวทัศน์รอบ ๆ ตัวอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

"เมื่อกี้นี้..ข้าฝันไปหรือ?" 

"....ไม่ผิดหรอก เจ้าทั้งกรนเสียงดังลั่นหนำซ้ำยังน้ำลายเยิ้มมาเปรอะเสื้อข้าอีกตะหาก"

แร็คน่ากล่าวพลางยกศีรษะที่นอนหนุนอยู่กับลำต้นของต้นไม้ขึ้นเล็กน้อยพลางจ้องมองไปยังใบหน้าของเด็กสาวที่ยังมีคราบน้ำลายติดอยู่ที่มุมปากเล็กน้อย เมื่อได้ยินเช่นนั้นลีลีย์ก็หน้าแดงกล่ำไปจนถึงใบหูรีบผละออกจากอกของอีกฝ่ายก่อนจะหันหน้าหนีพลางรีบเช็ดคราบน้่ำลายที่ติดอยู่ออก

"แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไปล่ะ?"

"หือ?"

เด็กหนุ่มเอ่ยถามพลางลุกขึ้นยืนกอดอกพร้อมกับจ้องมองไปยังเด็กสาวที่กำลังเดินไปล้างหน้าล้างตาอยู่ที่ริมบึง คำถามนั้นทำให้เธอหยุดมือและหันกลับมาจ้องมองไปยังผู้ตั้งคำถามทั้ง ๆ ที่ใบหน้ายังคงเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำ

"ไม่ว่ายังไงก็อยากได้คืนไม่ใช่หรือดาบของเจ้าน่ะ? "

"..แต่ว่าข้ายังหาคำตอบของข้าไม่พบ..."

"ท่านอาจารย์ให้เงื่อนไขมาอีกอย่างหนึ่งมิใช่หรือ?"

สิ้นคำพูดนั้นเด็กสาวก็ดวงตาเบิกโพล่งด้วยความตกใจพลันวิ่งเข้าใส่เด็กหนุ่มที่สามารถพูดแบบนั้นออกมาได้อย่างไม่สะทกสะท้านเพราะสิ่งที่แร็คน่าพูดถึงนั้นหมายถึงการใช้กำลังแย่งชิงดาบคืนนั่นหมายถึงการต้องปะทะกับอัลลูไคนั่นเอง มือทั้งสองข้างของลีลี่ย์ตรงเข้าคว้าจับต้นแขนทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มเอาไว้พร้อมกับบีบสุดแรงเกิดทว่าเด็กหนุ่มก็ยังคงนิ่งเฉยต่อความรู้สึกเจ็บนั้น

"เจ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไรกัน!!! จะให้ข้าต่อสู้กับท่านลุงน่ะมันเป็นไปไม่ได้หรอก!! ข้าไม่มีวันชนะท่านลุงได้หรอก!!!"

"เจ้าคนเดียวอาจทำไม่ได้แต่ถ้าหากข้่ากับเจ้าผนึกกำลังกันแม้เอาชนะท่านอาจารย์ไม่ได้แต่ขอแค่แย่งดาบมาได้ก็พอแล้วมิใช่หรือ?"

แร็คน่ายังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แววตาที่มุ่งมั่นของจ้องมองลงมายังดวงตาสีแดงการ์เน็ตของเด็กสาวที่แสดงออกถึงความรู้สึกหวั่นไหวและหวาดกลัว ลีลี่ย์ไม่อาจจะทนจ้องมองดวงตานั้นได้อีกต่อไปเธอจึงเบือนหน้าหนีพลางพูดเสียงอ่อย

"....ตะ...แต่ว่าเรื่องนั้นข้า.......ข้าไม่มั่นใจว่าจะต่อกรกับท่านลุงได้.."

แต่ทันใดนั้นมือขวาของแร็คน่าก็สัมผัสปลายคางของลีลี่ย์อย่างนุ่มนวลพลางค่อย ๆ บังคับให้เธอหันกลับมาจ้องมองดวงตาของเขา

"....เรื่องนั้นไม่ลองก็ไม่รู้ บางทีคำตอบที่เจ้าตามหาอาจจะอยู่ในการต่อสู้ก็เป็นได้ เจ้าอยากรู้ไหมว่าในยามข้าจับดาบเพื่อส่ิ่งใด? ดาบของข้ามีไว้เพื่ออะไร?"

เด็กหนุ่มที้งช่วงของคำพูดไว้ครู่หนึ่งทว่าเด็กสาวกลับไม่อาการตอบสนองใด ๆ กับคำพูดของเขามีเพียงแววตาสีแดงที่จ้องตรงเข้ามายังดวงตาของเขา แร็คน่ามองเห็นเงาสะท้อนของตนบนดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน ลีลี่ย์เองก็มองเห็นเงาสะท้อนของเธอบนดวงตาของเขาเช่นกัน

"ดาบคือดาบของเจ้า ดาบที่มีไว้ปกป้องและทำลายล้างศัตรูของเจ้า จะสู้ไปพร้อม ๆ กับเจ้าและแหลกสลายไปพร้อม ๆ กับเจ้า ดาบของข้ามีไว้เพื่อสิ่งนั้น"

"แร็คน่า........."

น้ำเสียงที่หนักแน่นและแววตาที่มุ่งมั่นปราศจากถ้อยคำลวงทำให้หัวใจที่หนาวเหน็บของเด็กสาวค่อย ๆ รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนเธอได้ค้นพบสิ่งที่ตนเองทำหายไป ลีลี่ย์หลับตาลงเพื่อสงบจิตใจและค่อย ๆ คิดย้อนถึงอดีตที่ผ่านมาของเธอ


(อา....นานแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรมาตัวข้าเอาแต่คิดที่จะเข้มแข็งคิดแต่เพียงว่าต้องทำทุกอย่างให้ได้ด้วยพละกำลังของตัวเอง ไม่ต้องการพึ่งพาใคร ๆ เอาแต่วิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลังเอาแต่คิดถึงแต่เรื่องของตัวเองจนมองไม่เห็นใคร แม้แต่เจ้า....ที่คอยอยู่ข้างกายข้ามาตลอดแต่ข้ากลับมองไม่เห็น ตัวข้านี่มันช่าง..........)

ทว่าความคิดของลีลี่ย์ขาดช่วงลงเมื่อสัมผัสได้ถึงจิตต่อสู้อันรุนแรงที่แผ่เข้าปกคลุมบริเวณแห่งนี้ สายลมที่เคยแผ่วเบากลับโหมกระหน่ำ ขึ้นอย่างรุนแรงทำเอาต้นไม้ใบหญ้าพากันสั่นไหวไปหมด คลื่นพลาสสติน่าที่รุนแรงถาโถมและเริ่มแพร่กระจายปกคลุมไปทั่ว เด็กหนุ่มและเด็กสาวรีบผละตัวแยกออกจากกันอย่างรวดเร็ว แร็คน่าตั้งท่าเตรียมต่อสู้ในทันทีมือขวาของเขาค่อย ๆ สัมผัสลงบนด้ามดาบที่คาดไว้ที่เอวอย่างช้า ๆ พลางรอดูท่าทีของอีกฝ่ายในขณะที่ลีลี่ย์ได้แต่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นที่ไม่อาจจะขยับเขยื้อนส่วนใดของร่างกายได้ ความรู้สึกเย็นยะเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งแล่นผ่านไปทั่วร่างกายของเธอ ความรู้สึกหวาดกลัวค่อย ๆ คุกคามจิตใจของเด็กสาวทุก ๆ ครั้งที่บุรุษที่อยู่ตรงหน้าค่อย ๆ เดินใกล้เข้ามา

"...ข้ามาฟังคำตอบจากเจ้า ลีลี่ย์"

ผู้ที่ปรากฏกายขึ้นนั้นมิใช่ใครที่ไหนหากแต่เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งบูรพา อัลลูไค รีเซลวา นั่นเองข้าง ๆ กายเขานั้นมีหญิงสาวที่ทำผมเปียคู่ที่กำลังยืนยิ้มแย้มอย่างปกติเหมือนกับว่ารอบ ๆ ตัวนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"...ทะ....ท่านลุง......ขะ...ข้า........"  ลีลี่ย์พูดอย่างตะกุกตะกักเพราะความรู้สึกหวาดกลัว

"...งั้นเองหรือ?......นี่คือคำตอบของเจ้าหรือ?....ถ้าเช่นนั้นก็คงเลี่ยงไม่ได้สินะ"

พูดจบอัลลูไคก็หยิบของบางสิ่งที่ซ่อนไว้บริเวณอกเสื้อออกมา มันเป็นวัตถุที่รูปร่างเป็นแผ่นกลมหนาราว ๆ หนึ่งนิ้วขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณห้าสิบเซนติเมตร มีสีคล้ายแผ่นโลหะมีอักษรที่คล้ายกับรูนสลักไว้ทั่วทั้งแผ่นและที่แกนกลางของมันมีลูกแก้วสีเขียวมรกตฝังอยู่ เขาปามันขึ้นไปบนฟ้าวัตถุชิ้นนั้นหมุนคว้างราวกับจานร่อนก่อนจะสาดแสงสีเขียวไปทั่วบริเวณแทบนี้ แสงที่เจิดจ้านั้นทำให้แร็คน่าและลีลี่ย์ต้องหลับตาลงแต่ถึงกระนั้นมือของแร็คน่าก็ยังคงจับดาบเอาไว้แน่นเพื่อให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา เมื่อแสงสว่างหายไปทั้งสองค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

"ทะ...ที่นี่มัน!!....."

ลีลีย์อุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อได้เห็นสภาพรอบตัวในตอนนี้ จากทุ่งสีเขียวที่มีต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวขจีบัดนี้กลายเป็นดินแดนรกร้างแห้งแตกระแหงที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าที่เคยมีสีครามก็พลันเปลี่ยนเป็นสีแสดยามตะวันยอแสง ที่นี่ไม่มีเค้าไอของสิ่งมีชีวิตแม้แต่น้อยมีแต่กลิ่นไอแห่งความตายเพียงเท่านั้น

"ที่นี่คือสนามประลองที่ข้าเตรียมไว้เพื่อเจ้า นี่คือโอกาสสุดท้ายของเจ้าแล้ว บอกคำตอบของเจ้ามาถ้าไม่เช่นนั้น...."

อัลลูไคกล่าวพลางปลดดาบเดลฟิงเกอร์ที่คาดไว้ที่เอวออกก่อนจะส่งมันไปให้กับซิลเวียที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สาวผมเปียรับดาบนั้นไปถือไว้แนบกายดุจเป็นสมบัติชิ้นสำคัญ พลางจ้องมองดูเจ้าของดาบที่นางถืออยู่นี้ค่อย ๆ ยกมือขวาชี้ไปบนท้องฟ้าจนสุดแขนราวกับจะส่งสัญญาณบางอย่าง พริบตานั้นเองห่าฝนดาบก็ตกลงมาจากบนท้องฟ้าลงสู่พื้นดินดาบมากมายหลายหลายรูปร่าง หลากหลายความยาว หลากหลายลักษณะ ถูกปักเรียงรายอยู่บนพื้นดินอันแสนกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตานี้

"ก็จงหยิบอาวุธตรงหน้าเจ้าขึ้นมาและเอาชนะข้าให้ได้"

อัลลูไคประกาศก้องพลางชักดาบสเตม่าไวเบิร์นออกมาจากฝักและชี้ปลายดาบไปยังเด็กสาวที่กำลังยืนมองเขาด้วยร่างกายที่สั่นเทา ย้อนกลับไปทางด้านพวกนักบินที่ออกไปพักผ่อนในเมืองขณะนี้กำลังมีผู้ประสบปัญหาชีวิตอยู่ก็คงหนีไม่พ้นลูซิเฟอร์ที่กำลังโดนเจ้าของร้านขายไก่เล่นงานเรื่องค่าเสียและโชคไม่ดีเลยที่เขามีเงินไม่มากพอจะจ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแต่ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายจนถึงต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพราะเจ้าของร้านกำลังจะแจ้งตำรวจเอลกับฟาลินก็มาสมทบ และด้วยวาทะศิลป์ของเอลก็สามารถเกลี้ยกล่อมเจ้าของร้านที่เป็นสตรีได้สำเร็จเรื่องราวทั้งหมดจึงจบลงด้วยดี

"เกืยบแย่ซะแล้วสิคุณนักบู๊ นี่ถ้าสุดหล่อคนนี้ไม่ได้บังเอิญผ่านมาล่ะก็คนนี้นายคืนนี้ได้นอนมุ้งสายบัวแล้ว"

"ยังไงก็ต้องขอคุณที่ช่วยล่ะนะคุณเอล บุญคุณคราวนี้ผมต้องจะตอบแทนแน่นอน"

ลูซิเฟอร์กล่าวขอบคุณพลางใช้มือลูบแก้มข้างที่โดนชกเบา ๆ ส่วนฟาลินนั้นวิ่งออกหน้าไปดูโน่นดูนี่อย่างสนุกสนานไม่ต่างจากเด็กประถมมาทัศนศึกษา ในขณะที่ทั้งสามกำลังเดินตรงกลับไปที่ร้านขายตุ๊กตาที่เป็นจุดเกิดเหตุอีกครั้งเพื่อทำธุระบางอย่าง ลูซิเฟอร์เข้าไปคุยกับเจ้าของร้านขายตุ๊กตาเพื่อขอรับซาลาเปาคืนแต่ก่อนจะจากไปอย่างเงียบ ๆ ลูซิเฟอร์ก็เข้าไปในร้านและกลับออกมาพร้อมกับถุงกระดาษสีน้ำตาลใบหนึ่งที่ไม่ใช่ถุงใส่ซาลาเปาและหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาทั้งหมดก็พากันเดินเที่ยวตลาดอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่ง

"เห็นโคกิบางไหมค่ะ?"

เสียงเด็กสาวที่แสนจะคุ้นหูดังขึ้นไม่ไกลมากนัก เอลและลูซิเฟอร์สามารถที่จะคาดเดียวตำแหน่งของเจ้าของเสียงได้ไม่ยากหากพิจารณาจากทิศทางของเสียงที่ได้ยินทั้งสองหันมองไปทางซ้ายมือแทบจะพร้อม ๆ กัน ห่างออกไปจากจุดที่พวกเขายืนอยู่ราว ๆ 5-6 เมตร ที่ตรงนั้นมีชิเอล โรจิส กับเรย์กิวกำลังยืนคุยกันอยู่ เมื่อเห็นดังนั้นลูซิเฟอร์ก็รีบตรงเข้าไปหาพรรคพวกในทันทีโดยมีเอลที่จูงมือฟาลินอยู่เดินตามมาห่าง ๆ

"ตามหาโคกิอยู่เหรอชิเอลจัง?"

"ค่ะ พี่ลูซิเฟอร์ เห็นโคกิบ้างหรือเปล่าค่ะ?

ลูซิเฟอร์หันไปมองหน้าเอลกับฟาลินแต่ชายหนุ่มก็ส่ายหน้าแสดงคำตอบ ส่วนฟาลินนั้น

"ม่ายเห็นเลย~~~~~~~~~ อาอู้ว!!!"

ก็คำตอบมาแบบนี้ พอหันไปมองเรย์กิวก็ได้แต่เล่นเกมจ้องตาเท่านั้นไม่ได้คำตอบอะไร แถมชายหนุ่มยังรู้สึกได้ถึงออร่าแห่งความโกรธจาง ๆ ที่ยังแผ่ซ่านอยู่ภายในดวงตาคู่นั้นเล็กน้อย

"อืม ไม่เห็นเลยคลาดกันแถว ๆ ไหนล่ะ?"

"แถวย่านแฟชั่นน่ะค่ะ พอดีหนูมัวแต่ดูชุดสวย ๆ ที่วางขายอยู่พอหันกลับมาตานั้นก็ไม่อยู่แล้ว หายไปไหนของนายนะตาบ้านี่!!"

ชิเอลเริ่มบ่นด้วยความรู้สึกไม่พอใจลูซิเฟอร์เห็นดังนั้นจึงเอ่ยออกมาดัง ๆ ว่า

"ดีล่ะงั้นเราไปตามหาโคกิกันเถอะชิเอลจัง ทุกคนก็มาด้วยกันสิ เรย์กิว! คุณเอล! ฟาลินจัง! โรจิส! เอาล่ะทุกคนไปตามหาโคกิกัน Let Go!!"

ว่าแล้วลูซิเฟอร์ก็ออกเดินนำออกไปทันที ในขณะที่ชิเอลได้แค่ทำหน้ามึน ๆ กับการกระทำนั้นคนอื่น ๆ เอลได้แต่ยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะเดินตามไปโดยไม่ลืมที่จะจูงมือลูกรักฟาลินไปด้วย ส่วนโรจิสก็ได้แต่เดินตามไปเงียบ ๆ เพราะเธอก็ไม่ได้มีทีหมายอะไรเป็นพิเศษอยู่แล้วส่วนเรย์กิวก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเดินตามหลังไป ในขณะเดียวกันนั้น โคกิ ที่ถูกนิยามจากความคิดของใครบางคนว่าเป็นเด็กหลงทางต้องตามหาไปเรียบร้อยแล้วนั้น ก็กำลังมีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ภายในร้านขายการ์ดเกมที่อยู่ภายในย่านการค้านั่นเอง

>>>What Next On Rise The Blue Eagle And Revive The Girl?
บันทึกการเข้า

SrwKung
Nadesico Crew
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2305


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #34 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:12:09 PM »

[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -] [5]

"ฮ่าๆ ว่าไงล่ะ เจ้าหนูถ้าแพ้ตามสัญญาน่ะ..."

"คึก...บะ บ้าที่สุด!" โคกิสบถออกมาเพร่าะว่าตอนนี้เขาอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายร้ายแรงสุด ๆ ท่ามกลางกลุ่มคนมากมายที่กำลังรายล้อมอยู่รอบโต๊ะที่ใช้เล่นเกมการ์ด

"หึๆ แม่หนูที่เป็นจัดท์ของร้านก็ได้ยินสิน่ะว่าหมอนี้เดิมพันอะไรเอาไว้?"

ชายมาดนักเลงหน้าเหี้ยมที่เป็นคู่ต่อสู้ของโคกิเอ่ยขึ้นพลางแลสาวตาไปข้าง ๆ โต๊ะที่เขาและโคกินั่งประจันหน้ากันอยู่ ที่บริเวณด้านข้างประมาณกึ่งกลางของโต๊ะมีเด็กสาวอายุอานามน่าจะประมาณ17 ปี แต่ตัวเล็กมากๆหากวัดด้วยสายตาส่วนสูงของเธอน่าจะราวน่าจะราวๆ 148 เซ็นติเมตรผมสีชมพูอ่อนแต่งชุดนักเรียนและคลุมทับด้วยผ้ากันเปื้อนของร้านอันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นพนักงานชั่วคราวของร้านเกมแห่งนี้

"อืม ได้ยินเต็มสองหูเลยล่ะ โดยเฉพาะคำว่าลูกผู้ชายต้องรักษาคำพูดน่ะ"

เด็กสาวคนนั้นเอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงใจใคทำเอาโคกิกลืนน้ำลายดังเอื๊อกอึกครั้ง ท่ามกลางความกดดันที่ถาโถมเข้ามาโคกิมองดูการ์ดของตนบนสนามต่อสู้ สลับกับการ์ดบนมือตัวเองก่อนจะพินิจพิจารณาบนสนามของอีกฝ่าย

"ไม่ไหวแหะ...ไม่มีอะไรจะพลิกเกมได้เลย...." โคกิบ่นพึมพำเบา ๆ ในขณะที่เสียงเชียร์จากกองเชียร์ฝ่ายตรงข้ามก็สร้างความสับสนให้มีมากขึ้นไปอีก
ในขณะที่กำลังหมดสิ้นหนทางนั้นเอง ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกโวยวายนั้น โคกิก็รู้สึกเหมือนได้เห็นเทพธิดาตัวน้อย ๆ ผู้มีเรือนผมสีทองปรากฏขึ้นตรงหน้า แม้จะสงสัยนิด ๆ ว่าทำไมเธอธิดาถึงผูกผมทวินเทลกันแต่ไม่ถึงวินาทีที่กำลังเคลิบเคลิ้มหลงคิดว่าเป็นเทพธิดา หัตถาแห่งยักมารก็พุ่งตรงเข้าจับคอเสื่อของโคกิก่อนจะมีแรงกระชากที่มากพอจะเขย่าร่างของเด็กหนุ่มให้กระเด้งขึ้นลงเป็นจังหวะได้

"หายไปไหนมาย่ะ!! ตาบ้าโคกิ!! ฉันตามหาตั้งนานรู้ไหม!!? แล้วนามัวแต่มานั่งทำอะไรสบายใจเฉิบอยู่ตรงนี้หา!!?"

"..กิ...กิ...Give..."

แท้จริงแล้วภาพเทพธิดาที่วาดหวังไว้ซะดิบดีก็เป็นแค่จินตนการละเมอเพ้อพกชั่วขณะ ที่อยู่ตรงนี้คือชิเอลหาใช่เทพธิดาไม่ตรงกันข้ามสำหรับโคกิตอนนี้เรียกว่านางยักษ์จะใกล้เคียงกว่า ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ซักเล็กน้อยกลุ่มของลูซิเฟอร์ที่ออกเดินตามหาโคกิได้เดินผ่านมายังร้านเกมแห่งนี้โดยบังเอิญและสายตาอันฉับไวของชิเอลก็สามารถโคกิได้จากการมองผ่านกระจกหน้าต่างของร้าน

"อ๋า!!!!! นั่นโคกินี่!!!!!!"

เมื่อตะโกนออกมาดังลั่นเสียจนคนรอบข้างหันมามองเป็นตาเดียวกันแล้ว เธอก็วิ่งฉิ่วเข้ามาในร้านทันทีโดนไม่สนใจเลยว่าระหว่างทางเธอชนใครหรือผลักใครเสียหลักล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง ไม่นานนักพวกลูซิเฟอร์ก็เดินตามเข้ามาตามทางที่ชิเอลทำเอาไว้นั้น เมื่อเดินมาถึงโต๊ะที่ทำการแข่งขันเกมการ์ดลูซิเฟอร์มองดูของบนโต๊ะพลางเกิดความรู้สึกสนใจอยากรู้อยากเห็น

"เอ๊ะ? ไอ้นี้มันอะไรล่ะเนี่ย?"

"ลูซิเฟอร์....นั่นก็คือ......'การ์ด TSC-C' ยังไงล่ะ!"

ผู้ที่ตอบคำถามของลูซิเฟอร์ก็นั้นก็คือรัตน์ พรมอนันต์ที่เดินตามเข้ามาทีหลังและแน่นอนว่าราธอก็อยู่ด้วยแถมยังคงปฎิเสธกับราธในเรื่องเมื่อครู่อยู่ไม่เลิก

"การ์ด TSC-C? ชื่อเหมือนของกองกำลังเราเลยแฮะ ว่าแต่ทำไมนายมาอยู่นี่ล่ะ?"

ลูซิเฟอร์พึมพำก่อนจะยิงคำถามตามออกไป

"พอดีว่าได้ยินเสียงโหวกเหวกของชิเอลก็เลยมาดูน่ะ"
รัตน์ตอบพลางจ้องมองดูการ์ดที่อยู่บนสนามของทั้งสองฝ่าย ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าโคกิโดนถล่มซะยับหมดจนสนามว่างเปล่าไม่เหลืออะไรแถมยังรู้สึกแปลกในนิด ๆ ที่นักเลงหน้าเหี้ยมที่โคกิต่อสู้อยู่ด้วยนั้นมองยังไงราศีก็ไม่น่่าจะใช้คนที่จะมานั่งเล่นการ์ดได้

"อะไรกันก็แค่การ์ดเกมเองนิ?" ชิเอลหยุดมือพลางเอ่ยออกมาเมื่อเห็นสิ่งที่โคกิกำลังทำอยู่แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงของใครบางคนตัดบทขึ้นมาทันควัน

"ไม่ใช่นะ!!! การ์ดน่ะ!! คือการดวลกันด้วยจิตวิญญาณและจิตวิญญาณของผู้เล่นแต่ล่ะฝ่าย! มันคือภาพจำลองการต่อสู้อันทรงเกียรติไงล่ะ!"

น้ำเสียงดังฟังชัดเจนจนเรียกได้ว่าอาจจะดังไกลไปราว ๆ สามช่วงตึกทำเอาทุกคนที่อยู่ภายในร้านหยุดโหวกเหวกเสียงดังพากันเงียบกริบราวกับโดนเวทย์ไซเรนในเกม RPG ไม่นานนักฝูงชนในร้านก็รีบหลีกทางให้กับเจ้าของประโยคโคตรลิเกคนให้ได้เดินตรงเข้ามายังโต๊ะที่กำลังทำการดวลการ์ดและผู้ที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นก็ทำเอาสมาชิก TSC ที่อยู่ในทีนี้มีอาการเหงื่อตกเล็กน้อยจากความรู้สึกที่บรรยายได้ยากมันเป็นความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างแปลกใจกับเอือมระอาในการกระทำ เพราะคนพูดจะประโยคนี้ออกมานั้นเป็นหญิงสาวที่มีหน้าตาเหมือนกับโมโมะดุจฝาแฝด แต่สีผมกับสีตานั้นไม่ใช่ คนผู้นี้มิใช่ใครอื่นไกลเจ๊แส้เมดาลีนนั่นเอง ข้างกายเธอนั้นมีนักโทษคนสำคัญ ลาร์ค ฟูอัล....เอาจริง ๆ แล้วสภาพของทหารมือฉกาจของบอนล์ผู้นี้ในเวลานี้น่าจะเรียกได้ว่า 'ทาส' ของเมเดอร์ลีนมากกว่านักโทษกับผู้คุมนักโทษเพราะการเอานักโทษาออกมาเดินเล่นแบบนี้ก็ค่อนข้างจะผิดวิสัยอยู่แล้วแต่เบื้องบนกลับไม่ได้ว่าอะไร นอกจากลาร์คแล้วยังมีฟาเฟลอีกคนหนึ่งที่มาด้วย

(ไม่ใช่แล้วล่ะ เมเดอร์ลีน)

ฟาเฟลแอบเหงื่อตกอยู่ในใจเมื่อได้ยินสิ่งที่เมเดอร์ลีนพูดออกมาอย่างมั่นใจเกินร้อย

"อืม ๆ ด้านโคกิมี TP อยู่แค่ 4 แต้ม ส่วนอีกฝ่ายมีตั้ง 5...สภาพคอขวดสิน่ะ"เอลพึมพำขณะวิเคราะห์การ์ดบนสนามทำเอาหลายคนรู้สึกสงสัย

"นี่คุณก็เล่นด้วยเหรอ?" ลูซิเฟอร์เอ่ยถามเพราะรู้สึกคาดไม่ถึงว่าทหารรับจ้างอย่างเอลจะสนใจการ์ดเกมแบบนี้กับเขาด้วย

"แหม ๆ ก็เป็นประสบการณ์หนึ่งของชีวิตนามันสำคัญมากเลยนาหากนายต้องการจะคว้าหัวใจของสาว ๆ ที่ชอบเล่นการ์ดเกม.." พูดจบเอลก็แกล้งเหล่สายตาไปยังเด็กสาวที่เป็นพนักงานของร้านผู้ที่กำลังทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินให้กับการดวลของโคกิอยู่ในขณะนี้

"อีกฝ่ายมีการ์ดบนสนามตั้ง4ใบ....แนวหลังเป็น 'โพรเทคเจอวอลกัซ' ซะด้วย"

ลาร์คฟูอัลพึมพำก่อนจะเริ่มอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่ตนพูดออกมาเมื่อครู่

"การ์ดเผ่า 'โพรเทคเจอร์' ถ้าตัวมันอยู่ในโซนด้านหลังจะสามารถแคนเซิลการโจมตีที่ตีมาใส่การ์ดเผ่าโฟรเทคเจอที่อยู่ด้านหน้าได้ด้วยการเรสตัวเอง...แถมมีตั้งสองใบ...ทำให้ป้องกันได้ตั้งสองครั้ง"

"น่ะ นี้พูดเรื่องอะไรกันอยู่เหรอคะ..."

ชิเอลเริ่มเหงื่อตกเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่คน ๆ นั้นอธิบายออกมา ทั้งนี้ก็เพราะว่าเธอกับฟาเฟลนั้นเล่นการ์ดไม่เป็นเพราะงั้นพวกเธอก็เลยรู้สึกแปลกใจที่เห็นกลุ่มคนตรงหน้าทำท่าเอาจริงเอาจังกันสุด ๆ ทั้งที่มันก็เป็นแค่การ์ดเกมเท่านั้น

"ไม่ได้....ผมแพ้แน่ๆ...การ์ดบนสนามไม่มีเลย...." โคกิเอ่ยด้วยท่าทีสิ้นหวังพลางเหงื่อแตกซิบไปทั่วร่างในขณะที่อีกฝ่ายนั้นยิ้มกริ่มมันใจว่าชัยชนะต้องเป็นของตนเองแน่ ๆ

"เอ่อ...ถึงฉันจะเล่นไม่เป็นก็เถอะนะโคกิคุงแต่ได้ยินว่าการ์ดเกมต้องมีการเดิมพันด้วยนี่นาแล้วโคกิคุงเดิมพันอะไรไว้งั้นเหรอ?" ราธเอ่ยถามขณะมองโคกิ...แน่นอนว่านอกจากรัตน์แล้วทุกคนคงเห็นเธอปล่อยรังสีฆ่าฟันใส่อยู่แหง่มๆ

"คะ ครับ...กะ...ก็....แรร์การ์ด 'อันมันโดริส ดราก้อน' ที่ยืมคุณอุชิโอะมาน่ะครับ....ขอโทษด้วยครับ! จริงๆผมก็ไม่อยากเดิมพันด้วยการ์ดนั้นหรอกแต่อีกฝ่ายไม่ยอมน่ะสิ ผมเองก็อยากได้แรร์การ์ด 'มิซโทลมัมมี่' ที่อีกฝ่ายเอามาเดิมพันด้วย"

โคกิเอ่ยสารภาพออกมาด้วยท่าทีราวกับผู้ที่กำลังสารภาพบาปกับพระผู้เป็นเจ้าแต่ทว่าสำหรับชิเอลในตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนกับโคกิกำลังบ่นภาษาต่างดาวให้่ฟังอยู่ไม่ก็ปาน

"อูว!~ พี่โคกิแย่มากเลยอะ เอาของคนอื่นมาเดิมพันแบบนี้" ฟาลินต่อว่าโคกิพลางทำท่าทางงอนแก้มป่อง

"แต่ก็สมเป็นคุณหนูจริง ๆ เลยน้าอุชิโอะจังเนี่ย....แรร์การ์ดราคาเป็นล้านยังมีไว้ในการครอบครอง"

เอลพึมพำออกมาเพราะเขารู้ถึงคุณค่าของการ์ดใบนั้น แน่นอนว่าพอได้ยินราคาแล้วบรรดาคนที่เล่นการ์ดไม่เป็นถึงกับตะลึงกะอีแค่การ์ดใบเดียวกระดาษเคลือบมันใบเดียวเนี้ยนะจะมีราคาเป็นล้าน แม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าใจถึงการให้คุณค่าของการ์ดแต่ละใบแต่ชิเอลก็พอจะเข้าใจเหตุผลว่าทำไมแค่การ์ดใบเดียวโคกิถึงรู้สึกผิดและลำบากใจมากขนาดนี้ ไม่ใช่เฉพาะว่าราคามันแพงมากเพียงอย่างเดียวแต่เพราะเป็นการ์ดที่ยืมอุชิโอะมาและมันอาจะเป็นไปได้ว่านี่คงจะเป็นการ์ดใบสำคัญของอุชิโอะ

"คะ...โคกิ..." ชิเอลเอ่ยเรียกชื่อของเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาในใจก็ครุ่นคิดอยู่ว่าควรจะพุดอะไรซักอย่างเพื่อให้กำลังใจเขาหรือไม่ก็ช่วยให้เขาผ่อนคลายความเครียดลง แต่จนแล้วจนรอดชิเอลก็คิดไม่ออกว่าควรจะพูดอะไรออกไปลงท้ายก็ได้แต่ยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ เท่านั้นส่วนโคกิก็ได้แต่เหงื่อแตกสุด ๆ พยายาหาคนทางที่จะเอาชนะแต่มันก็เลือนลางเหลือเกิน

"มะ....ไม่ไหว...ผมสู้ไม่ได้แล้ว..." เมื่อเด็กหนุ่มมองไม่เห็นหนทางที่จะพลิกมาเอาชนะว่าเขาก็หลับตาลงเตรียมใจพร้อมที่จะเอ่ยคำว่า 'ยอมแพ้' ออกมาแต่ทว่า

"นายน่ะเป็นการ์ดไฟต์เตอร์รึเปล่า!!!!"

ท่ามกลางความเงียบงันเสียงของนักบินอาคาน่าซาก้า รัตน์ พรมอนันต์ดังก้องขึ้นมาทันทีทำให้ทั้งทุกคนในร้านหันมามองที่รัตน์เพียงคนเดียว

(โคกิ เป็นนักบินหุ่นรบต่างหาก)

ฟาเฟลยังคงบ่นอยู่ในใจเช่นเคยแต่ไม่สำคัญเพราะรัตน์ยังคงพูดต่อไปโดยไม่สนสายตาที่มองมาแม้แต่น้อยพร้อมกับเปล่งรัศมีออกมาครอบคลุมพื้นที่แห่งนี้ราวกับสร้างโลกเสมือนจากภายในจิตใจให้ออกมายังโลกแห่งความจริง จากร้านเกมการ์ดได้กลายเป็นอวกาศที่กว้างใหญ่ไพศาลที่ไร้ขอบเขต อนึ่งที่กล่าวมาเมื่อครู่แค่จินตนาการของโคกิเพียงผู้เดียวเท่านั้นส่วนคนอื่น ๆ ก็ยังมองเห็นทุกอย่างเป็นปกติ

"ถ้านายเป็นการ์ดไฟต์เตอร์ล่ะก็!! จงแสดงสปิริตออกมาให้มากกว่านี้หน่อยสิ!!!" รัตน์กล่าวต่อไปพร้อมกับชี้นิ้วไปที่โคกิทำเอาเขาสะดุ้งเฮือกไปในทันที ร่างของรัตน์ในยามนี้เจิดจรัสราวกับเป็นเทพเจ้าแห่งสุริยะที่สาดส่องแสงสีแดงออกมาเป็นออร่าล้อมรอบกาย ในเวลาเดียวกันนั้นก็ปรากฏดวงแสงสีที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ขึ้นจำนวนสี่ดวง

"อิมเมจสิ...นึกถึงสภาพตัวเองที่น่าสังเวชที่ต้องยอมแพ้โดยไม่ได้สู้ให้ถึงที่สุดดูสิ" ลาร์คเอ่ยออกมาเบา ๆ อยู่ภายในดวงแสงสีเขียว

"อิมเมจดูสิ มันเป็นอะไรที่ไร้ความรับผิดชอบมาก ๆ เลยนะที่เอาการ์ดเพื่อนมาเดิมพันแบบนี้ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วกล้าทำก็ต้องกล้ารับหากเป็นการ์ดไฟต์เตอร์ก็ต้องกล้าสู้จนถึงที่สุดสิ เพื่อปกป้องการ์ดใบสำคัญของพวกพ้อง" เด็กสาวร่างเล็กผู้มีเรือนผมสีชมพูผู้ทำหน้าที่เป็นจัดท์เอ่ยถ้อยคำอยู่ภายในดวงแสงสีขาว

"อิมเมจสิ โคกิคุงเป็นแบบนี้แล้วล่ะก็จะสู้หน้าชิเอลจังได้ยังไง?"เอลพูดแหย่ออกมาขณะที่อยู่ในดวงแสงสีน้ำเงิน

"อิมเมจสิ โคกิ ถึงความเป็นใบได้ที่ไม่สิ้นสุดในกองการ์ดนั้นน่ะ"เมเดอร์ลีนเอ่ยออกมาเบา ๆ อยู่ภายในดวงแสงสีม่วง

"อิมเมจสิ! ถึงกาาร์ดแบตเทิลของนาย!" รัตน์ตระโกนออกมาพร้อมชี้นิ้วไปเบื้องหน้าในทวงท่าที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาพริบตานั้นดวงแสงทั้ง 5 ก็พุ่งตรงเข้าหาโคกิอย่างรวดเร็วพลางเคลื่อนที่วนรอบกายของเขาเอาไว้อย่างรวดเร็ว และแน่นอนนี่ก็ยังคงเป็นจินตนาการเวอร์ ๆ ของโคกิเหมือนเดิม

(ทำไมต้องอิมเมจด้วยล่ะยะ)

ฟาเฟลที่ไม่ได้เข้าใจในเรื่องการ์ดแถมไม่รู้ถึงจินตนาการสุดอลังการนั้นก็ได้แต่คิดแบบนั้นเพียงอย่างเดียว ส่วนโคกิที่อยู่ในห้วงแห่งจินตนการเต็มพิกัดไปแล้วมองดูแสงที่วนล้อมอยู่รอบกายเขาพร้อมกับเริ่มคิดคะนึงถึงความรู้สึกของพวกพ้องที่กำลังเอาใจช่วย พริบตานั้นดวงแสงอีกสามดวงก็ปรากฏขึ้นมากล่าวให้กำลังใจเขาอีก

"โคกิ! ถึงฉันจะเล่นไม่เป็นแต่ถ้านายเป็นลูกผู้ชายล่ะก็! ห้ามยอมแพ้ง่ายๆเด็ดขาดเลยน่ะ!" ลูซิเฟอร์ประกาศพร้อมกับเชียร์โคกิเต็มที่ขณะอยู่ในดวงแสงสีฟ้าอ่อน ๆ

"โคกิคุง ถึงฉันจะเล่นการ์ดไม่เป็นแต่การยอมแพ้ไม่ใช่สิ่งสมควรน่ะ" ราธเอ่ยให้กำลังใจขณะอยู่ในดวงแสงสีแดงอมชมพู แม้ว่าดวงตาของเธอจะดูน่ากลัวไปบ้างแต่ถ้อยคำนั้นกลับฟังดูอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ

"โคกิ! ถ้านายยอมแพ้ตอนนี้ฉันจะไม่ให้อภัยนายทั้งชาติเลยนะ!!!"

ดวงแสงสีเหลืองทองปรากฏขึ้นตรงหน้าของโคกิ เสียงที่ฟังดูเหมิอนโกรธแต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยของชิเอลประกาศก้องออกมาบ้างแถมเสียงดังชัดที่สุดในบรรดาเสียงของทุกคนที่กล่าวให้กำลังใจ หากสังเกตุใบหน้าของเธอดี ๆ ก็จะเห็นได้ชัดว่าเธอหน้าแดงอยู่เล็กน้อย เมื่อได้ฟังถ้อยคำให้กำลังใจเหล่านั้นแล้ว ไฟในการต่อสู้ของโคกิที่เกือบจะมอดดับไปอยู่แล้ว็กลับลุกโชติช่วงขึ้นอีกครา เด็กหนุ่มกำหมัดขวาแน่นพลางยกมันขึ้นมาเสมอกับใบหน้า ในยามนี้มือขวาของโคกิรู้สึกรุ่มร้อนราวกับกำลังมีเปลวเพลิงลุกไหม้อยู่ก็ไม่ปาน  

"ครับ! ผมจะไม่ยอมแพ้!!! ด้วยกำลังใจจากทุกคนมือข้างนี้ของผมมันเร้าร้อนจนเป็นสีแดงฉานแล้ว!!! มันกำลังร่ำร้องให้ผมฝ่าฟันแล้วนำชัยชนะมาให้จงได้!!!!" โคกิที่กลับฮึดสู้เตรียมตัวจะยื่นมือไปยังกองการ์ดเตรียมตัวจั่วการ์ดใบต่อไปขึ้นมาจากกอง

"หึ!!! สิ่งที่รอแกอยู่มีแต่ความสิ้นหวังเท่านั้นแหละ!!!"

นักเลงคู่แข่งของเขากล่าวเย้ยหยันพลางแสยะยิ้มอย่างดูถูกดูแคลนทว่ามันหาส่งผลต่อโคกิไม่ เด็กหนุ่มยังคงตั้งสมาธิอยู่ที่กองการ์ดพลางรวบรวมสมาธิและจิตวิญญาณทั้งหมดเอาไว้ที่มือข้างนั้น เขาสัมผัสได้ถึงสิ่งนั้น สัมผัสชีพจรของการ์ด การ์ดในกองกำลังร่ำร้องตอบสนองกับจิตวิญญาณแห่งการ์ดไฟท์เตอร์ของเขาอยู่

"ไม่จริงหรอกครับ!!! อิมเมจ!!! ผมสัมผัสได้ ผมจิตนาการได้! ผมรับรู้สึกได้!! ถึงภาพตอนได้รับชัยชนะของผม!!!!  เทิร์นของผม ดอร์ว!!!"  

เด็กหนุ่มจับการ์ดใบบนสุดของกองอย่างมั่นใจพร้อมดึงมันออกมาสุดแรงพร้อมวาดวงสวิงของแขนไปเกือบ 180 องศา พริบตาที่โคกิดึงการ์ดนี้ขึ้นไว้บนมือมันก็เกิดเกิดแสงออร่าสีทองส่องประกายไปทั่วบริเวณทันที

"น่ะ นี้มัน..." เมเดอร์ลีนอุทานออกมาด้วยความตกใจกับภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า

"เฮ้ย ๆ ไม่จริงน่า!? มันมีอยู่จริงๆเหรอ!!?" เอลเองก็รู้สึกทึ่งกับสิ่งที่ได้เห็นเพราะไม่คิดว่ามันสิ่งที่เป็นเพียงเรื่องเล่านั้นจะมีตัวตนขึ้นมาได้จริง ๆ

"สิ่งที่หัวหน้าโววาร์ดเคยบอก....วิญญาณของ 'ฟาโรห์นักดวลการ์ดเกม' จะมาเข้าสิงมือของนักเล่นการ์ดเพื่อมอบพลังอันยิ่งใหญ่ให้ และพลังนั้นก็คือ..."

ลาร์คพึมพำขึ้นเมื่อได้เห็นภาพนั้น แต่ทว่าก่อนที่จะอธิบายได้จบก็มีคนชิงตัดหน้าไปเสียก่อน

"เดสตินี่ดอร์ว!!!!(จั่วเทพ)"

รัตน์กล่าวเสียงดังอีกครั้ง ท่ามกลางกลุ่มคนที่มุงดูการดวลครั้งนี้อยู่ในภายในร้าน

"เหๆ ไม่คิดว่าจะได้เห็นกับตานะเนี้ย..." สาวน้อยผมสีชมพูที่คอยทำหน้าที่กรรมการตัดสินเอ่ยขึ้นเมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะใกล้

"โอ้!! ร้อนแรงมากเลยโคกิ! นี่สินะจิตวิญญาณแห่งการ์ดไฟท์เตอร์" ลูซิเฟอร์กล่าวด้วยความรู้สึกที่เร่าร้อนเพราะเขาสัมผัสได้ถึงจิตต่อสู้ที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ซึ่งเป็นคุณลักษณะของนักสู้พึงมีไม่เฉพาะในการดวลการ์ดแต่สำหรับนักบู๊เองจิตต่อสู้ที่แรงกล้าเช่นนี้ก็หาได้น้อยคนนัก

(นี้คือพลังที่แท้จริงของเด็กคนนี้สิน่ะ) เรย์กิวที่ยืนดูการ์ดวลอยู่สัมผัสได้ถึงจิตต่อสู้นี้ก็ได้แต่คิดอยู่ในใจเงียบ ๆ แม้เธอจะไม่เข้าใจเรื่องของการ์ดเกมแต่จิตต่อสู้นี้ก็เป็นของจริงแท้แน่นอน

"นี่คือ..พลังที่แท้จริงของโคกิสินะ?" โรจิสเองก็คิดแบบเดียวกันนี้เพียงแต่เธอแสดงออกผ่านทางคำพูดที่แผ่วเบาเสียจนไม่มีใครได้ยินสถานที่ที่มีเสียงแทรกอยู่เช่นนั้น

"แบบนี้สิถึงจะสมเป็นนักบินอาคาน่า"

ฟาเฟลอดไม่ได้ที่จะกล่าวชมในท่าดีที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเกินบรรยายนั้นไม่ใช่ในฐานะของนักเล่นการ์ดเกมแต่ในฐานะของสมาชิกทีมอาคาน่าท่าทีของโคกิในเวลานี้ช่างเปี่ยมไปด้วยพลัง

"เยี่ยมมากจ๊ะโคกิคุง" ราธเอ่ยแสดงความยินดีก่อนที่เสียงเชียร์อีกหนึ่งเสียงจะดังขึ้นกลบเสียงของราธไปในทันตา

"ต้องแบบนั้นสิโคกิ!!!"

ชิเอลกล่าวด้วยความเสียงที่ดังก้องพลางกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจแม้ว่าการ์ดแบตเทิลมันจะยังไม่จบลงแต่ในเวลานี้เด็กหนุ่มก็ไม่รู้สึกถึงกดดันหรือหวาดกลัวความพ่ายแพ้มันมลายหาไปหมดสิ้นแล้วเด็กหนุ่มมั่นใจในการ์ดของตน มั่นใจในพวกพ้อง และมั่นใจในจิตวิญญณการ์ดไฟท์เตอร์ของตัวเขาเอง โคกิ ค่อย ๆ หงายการ์ดที่ถืออยู่ขึ้นมามองดูและเมื่อได้เห็นภาพที่อยู่บนการ์ดใบนั้นรอยยิ้มแห่งความมั่นใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่มในทันที

"การ์ดนี้มัน...ดีล่ะ!!! ไฟน่อลเทิร์น!!!!"

ว่าแล้วโคกิก็ยิ้มร่าก่อนจะสะบัดมือทีเดียวตะแคงการ์ดคอสทั้งหมด 5 ใบที่อยู่ในคอสโซนให้มาอยู่ในสภาพเรสอันเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาจ่ายการ์ดคอส 5 แต้มเพื่อจะทำการเรียกการ์ดที่อยู่บนมือนั่นเอง

"จงมา! วิญญาณของเทพนักรบสีดำแห่งความหวัง 'นักรบกรงจักร เลเจนท์ไครซิส!!!' "

หลังจากประกาศชื่อการ์ด โคกิก็แปะการ์ดใบนั้นลงบนสนามต่อสู้ เหล่าผู้คนที่กำลังอินกับการแข่งขันต่างรู้สึกได้ถึงออร่าขนาดใหญ่แผ่พุ่งออกมาจากการ์ด ตรงกันข้ามคนที่ไม่ได้สนใจหรือใส่ใจอะไรก็เห็นเป็นแค่เอาการ์ดวางบนสนามตามปกติแต่ว่าส่วนสำคัญมันไม่ใช่ได้อยู่ที่ตรงนั้น

"เลเจนท์ไครซิสความสามารถพิเศษทำงาน!!! เมื่อมันอยู่ตัวเดียวบนสนามและมีการ์ดคอสสีดำห้าใบขึ้นไป สามารถสั่ง 'บลิกซ์'การ์ดคอสสีดำทุกใบบนสนามของเราเพื่อเรียก 'ดัมมี่'เลเจนท์ไครซิสออกมาได้มากที่สุดจนเต็มพื้นที่บนสนามของเรา!!"

โคกิประกาศเอฟเฟคพร้อมกับนำการ์ดจากกองการ์ดที่เป็นส่วนของการ์ดที่ถูกทำลายหรือใช้งานไปแล้วขึ้นมาวางบนสนามในสภาพคว่ำหน้าเพื่อทำเป็นดัมมี่และคว่ำการ์ดคอสทุกใบบนสนาม

"อะ เอ่อ...บลิกซ์กับดัมมี่ที่โคกิคุงว่าคืออะไรเหรอคะ คุณรัตน์?" ราธเอ่ยถามเพราะไม่เข้าใจในกฏกติกาของการ์ดเกมซึ่งรัตน์ก็ได้อธิบายให้ฟังทันที

"บลิกซ์คือการคว่ำการ์ดคอสตามจำนวนที่การ์ดนั้นระบุ การ์ดที่ถูกบลิกซ์จะไม่สามารถนำมาใช้เป็นการ์ดคอสได้อีก ว่าง่าย ๆ ก็เหมือนเผาคอสทิ้งไปนั้นแหละ ส่วนดัมมี่คือการ์ดตัวแทน ที่จะปรากฎออกมาบนสนามไม่สามารถสั่งโจมตีใด ๆ ได้และมักมีพลังต่ำหรือว่าไม่มีพลังเลย"

"เฮอะ แค่เรียกมาเต็มสนามก็เท่านั้นเองนิน่า" นักเลงคนนั้นยังคงมั่นใจว่าตนไม่มีทางพ่ายแพ้เขาจึงยังไม่รู้สึกเกรงกลัวในสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ทว่าโคกิยิ้มมุมปากก่อนจะพูดต่อไป

"ความสามารถพิเศษของ เลเจนท์ไครซิสน่ะยังมีอีกอย่าง! นั่นก็คือการทำลายดัมมี่การ์ดบนสนามตัวเองทิ้ง และต่อดัมมี่ 1 ใบที่ถูกทำลายสามารถนำการ์ดบนสนามของฝ่ายตรงข้าม1ตัวไปไว้ใบบนสุดของกองการ์ดได้!"

"เฮ้ย!!! มีเอฟเฟคแบบนี้ด้วยเหรอ!!!?"

นักเลงคนนั้นหน้าถอดสีทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่โคกิประกาศ เพราะว่าบนสนามมีดัมมี่อยู่ทั้งหมด 4 ใบ ซึ่งมีเท่าจำนวนการ์ดบนสนามของอีกฝ่ายพอดีนั่นแปลว่าหากโคกิสั่งทำลายดัมมี่ทุกใบบนสนามแล้วล่ะก็.....

"ส่งกลับไปทั้ง 4 ตัวซะ!!!"

สิ้นเสียงประกาศของโคกิดัมมีการ์ดทั้ง 4 ใบก็ถูกดึงออก และตามกฏของเกมนี้ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องนำการ์ดของตนออกในจำนวนที่เท่ากัน

"อึก!" คู่แข่งถึงกับหน้าถอดสีก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบการ์ดทั้งหมดของตนทุกใบออกจากสนามไปวางไว้ใบบนสุดของกองตัวเองด้วยอย่างจำใจในจังหวะนั้นเองโคกิก็เริ่มเปิดฉากโจมตีเพื่อปิดฉากการดวลครั้งนี้

"ยังไม่หมดนะ!! ถ้าหากใช้ความสามารถแล้วสามารถส่งการ์ดบนสนามฝ่ายตรงข้ามไปได้จนอีกฝ่ายไม่เหลือการ์ดบนสนาม จะได้รับเงื่อนไขTP+เพิ่มพิเศษ แล้วก็!! เมื่อการ์ดใบนี้ใช้ความสามารถบลิกซ์แล้ว ในเทิร์นนี้ถ้ามันโจมตีเข้าช่องว่างได้สำเร็จ การ์ดใบนี้จะสามารถตีได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้าสามารถตีใส่ช่องว่างอีกช่องหนึ่งที่ไม่ใช่ช่องเดิมได้ จะถือว่าเป็นการบรรลุเงื่อนไขเพิ่มTP 'การ์ดทุกใบตีเข้าใส่ช่องว่าง' โดยอัตโนมัติและไม่สนเงื่อนไขเรื่องจำนวนการ์ดบนสนามแถวหน้าของเราด้วย และในตอนนี้ในสนามของนายการ์ดโล่งหมดทุกใบ...แสดงว่าฉันบรรลุเงื่อนไขได้ง่าย ๆ ถ้าฉันสั่งตี แล้วก็...ฉันมีTPอยู่4...เมื่อรวมกับเงื่อนไข+เพิ่มพิเศษและตีเข้าช่องว่างแล้ว ฉันก็จะได้ TP เพิ่มเป็น6  การดวลในคราวนี้ฉันชนะแล้ว!!!!"

โคกิเอ่ยก่อนจะชี้นิ้วไปที่นักเลงคู่แข่งที่กำลังหน้าเสียเพราะไม่มีหนทางจะพลิกเกมได้อีกต่อไปแต่ท่าทีเช่นนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเห็นใจหรือคิดที่จะเมตตาปราณีแม้แต่นิดเดียว

"จบกันล่ะ! เลเจนท์ไครซิส โจมตีใส่ช่องว่าง!!!"

เมื่อโคกิประกาศโจมตีผลแพ้ชนะก็ออกมาตามที่เขาพูดเอาไว้ สำหรับการ์ด TSC-C นั้น แม้จะชี้ชนะกันที่เช็คเฟสแต่ก็สามารถสรุปผลกันได้ตั้งแต่อยู่ในคอมแบ็ตเฟสแล้วเมื่อสิ้นคำประกาศโจมตีไปแล้วเด็กสาวผู้ทำหน้าที่ผู้ตัดสินก็ประกาศผลในทันที

"ผู้ชนะ โคกิ ฮารุซานะ ได้รับการ์ด 'มิซโทลมัมมี่' ไปตามเงื่อนไขของการดวล" เด็กสาวผมสีชมพูอ่อนกล่าวพลางยื่นการ์ดที่ถูกวางเดิมพันให้กับโคกิพร้อมกับการ์ดของอุชิโอะที่เขานำไปวางเดิมพันเอาไว้คืนให้ เด็กหนุ่มค่อย ๆ รับการ์ดทั้งสองใบมาถือไว้ในมือพลางจ้องมองอย่างภาคภูมิใจ

"ไม่เลวนิน่า!" ลูซิเฟอร์เป็นคนแรกที่เข้ามาชกไหล่โคกิเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ

"นายน่ะ!! ชอบทำให้คนอื่นเขาพลอยเดือดร้อนอยู่เรื่อยเลยนะ แถมยังจะมาสำออยจะยอมแพ้อีก..." ชิเอลที่เข้ามายืนข้าง ๆ ยืนกอดอกพลางบ่นไปตามประสาพร้อมกับเบือนหน้าที่แดงเรื่อของเธอไปทางอื่น

"แต่ก็ได้ชิเอลนั้นแหละที่ช่วยเตือนสติไว้ ยังไงก็ขอบใจมากนะชิเอล"

โคกิเอ่ยพร้อมกับยิ้มเล็ก ๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าและเมื่อได้ยินพูดประโยคที่โคตรเสี่ยวรับประทานเช่นนี้ใบหน้าของชิเอลก็ยิงแดงมากขึ้นไปจนถึงใบหู

"ยะ...อย่าเข้าใจผิดนะยะ!! ฉันแค่ทนไม่ได้ที่การ์ดราคาแพงลิ่วของคุณอุชิโอะจะต้องเสียไปเพราะความไม่ได้เรื่องของนายเท่านั้นเอง จริง ๆ นายจะแพ้หรือชนะฉันก็ไม่สนใจหรอกย่ะ!!!"

เด็กสาวรีบพูดอย่างเร็วจี๋เสียจนลิ้นแทบพันกัน โคกิได้แต่ยิ้่มเจื่อน ๆ เมื่อได้ฟังแบบนั้นส่วนเอลที่มองดูภาพนั้นอยู่ก็ได้แต่หัวเราะอยู่ในลำคอ

"นี่แหละน้าวัยรุ่น..." พูดจบเขาก็ดีดกีต้าร์เด็กเล่นนั่นอีกครั้งทว่าในบทสนทนานี้เหมือนว่าโคกิจะหลงลืมอะไรไปบางอย่าง

(แล้วฉันล่ะ...)

ลาร์คนึกน้อยใจขึ้นมาในใจทันทีเมื่อเห็นการปฏิบัติตนของเด็กหนุ่มทั้ง ๆ ที่เขาเองก็พูดไปตั้งเยอะถึงตอนหลังจะเงียบไปบ้างแต่ดูเหมือนว่าโคกิจะลืมไปหมดเลย เมื่อการแข่งขันจบลงกลุ่มของผู้พ่ายแพ้ก็เดินคอตกออกจากร้านไป ส่วนผู้ชนะก็กระโดดโลดเต้นดีใจในชัยชนะที่ได้รับมา เด็กสาวผู้เคยทำหน้าที่ผู้ตัดสินยืนมองดูความรื่นเริงเหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวและพวกพ้องแล้ว  เด็กสาวผู้นี้ก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้

"เป็นกลุ่มที่น่าสนุกดีนะ" เธอกล่าวออกมาลอย ๆ โดยไม่ทันสังเกตุว่าข้าง ๆ ตัวเธอนั้นมีชายรูปร่างสูงใหญ่ที่แต่งกายได้หลุดโลกที่สุดยืนอยู่

"ใครว่าออกจะวุ่นวายไร้สาระจะตาย...แต่ก็ไม่แย่ซะทีเดียวหรอกนะ" เอลตอบเด็กสาวไปเช่นนั้นก่อนจะเริ่มบรรเลงกีตาร์เด็กเล่นอีกครั้ง แต่ก่อนที่เด็กสาวคนนั้นจะได้ตอบอะไรกลับมาเธอก็ถูกเพื่อนที่ทำงานพิเศษด้วยกันเรียกซะก่อน

"หลินฟง!!! มาช่วยกันยกของหน่อยสิย่ะ การ์ดพวกนี้หนักจะตาย!"

"จ้าๆ" เด็กสาวตอบกลับพร้อมกับวิ่งไปทันทีส่วนเอลก็ได้มองไล่หลังเด็กสาวคนนั้นไปพลางครุ่นคิดอะไรอยู่ใจ

"เธอก็น่าสนใจอยู่เหมือนกันนะแม่หนูน้อย..."

เอลกล่าวพลางใช้นิ้วชี้ดันหมวกฝางที่สวมอยู่ให้เปิดสูงขึ้น สัญชาติญาณบางอย่างของเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่แพร่กระจายอยู่รอบตัวเธอในขณะเดียวกันในห้องทำงานของไลล่า หลังจากผ่านการเซ็นเอกสารยาวเหยียดในที่สุดก็ได้เวลาพักสักที เธอลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานพลางคิดหากิจกรรมที่จะช่วยให้เธอได้ยืดเส้นยืดสายซักเล็กน้อยแต่ว่า...

ปิ๊บ!!! ปิ๊บ!!!

เสียงเตือนที่ดังจากอินเตอร์คอมที่วางอยู่บนโต๊ะเป็นสัญญาณว่ามีการติดต่อจากใครซักคนมาถึงเธอ ไลล่าถอนหายใจเฮิอกใหญ่ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่ม พริบตานั้นภาพของซากุระก็ถูกฉายขึ้นมา

"เกิดอะไรขึ้น?" ไลล่าชิงถามขึ้นก่อนที่ซากุระจะได้ขยับริมฝีปากเสียอีก

"เราตรวจพบแคปซูลไม่ทราบสังกัด กำลังฝ่าชั้นบรรยากาศลงไปที่โลก คาดเดาว่าน่าจะเป็นพวกสลัดอวกาศ....และเป้าหมายที่กำลังจะร่อนลงไปก็คือ...ฐานทัพที่พวกเธออยู่นั้นตอนนี้น่ะแหละ"

"พูดง่าย ๆ ก็คือศัตรูกำลังจะบุกมาสิน่ะ...เฮ้อ...แย่จริง ๆ"

ไลล่าถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้งพร้อมกับหมุนเก้าอี้ของเธอไปอีกทิศก่อนจะหยิบหมวกประจำตำแหน่งของเธอขึ้นมาสวม

"ชักอยากจะได้วันลาพักร้อนขึ้นมาบ้างซะแล้วสิ....." พูดจบกัปตันไลล่าก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้และออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว

>>>What Next On Rise The Blue Eagle And Revive The Girl?
บันทึกการเข้า

SrwKung
Nadesico Crew
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2305


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #35 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2013, 08:31:40 PM »

*อาจมีแก้ไข+เพิ่มเติมได้เน่อ ถ้าแก้ไขหรือเพิ่มแล้วจะไปอัพรายละเอียดในกระทู้คุ
*คนเขียนคนไหนที่อยากให้แก้รบกวนช่วยเขียนส่วนที่อยากให้แก้ส่งมาให้ผมทางหลังไมค์ด้วยนะครับ แล้วผมจะเอามาแปะให้
*ส่วนที่ยังมาร์คสีแดงนี้ไว้คือเนื้อเรื่องส่วนที่ยังไม่ได้รับรองจากสมาชิกทุกคนนะครับ อาจจะมีการแก้ไขดัดแปลงหรือเปลี่ยนไปเลยก็ได้ในอนาคต


[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -] [6]

ที่สะพานเดินเรือของยานรบบลูกาแลคเซียแองเจิล นาวายักษ์ลำนี้กำลังนอนสงบนิ่งอยู่ในโรงจอด โดยมีบรรดาช่างและพนักงานในโรงเก็บแห่งนี้กำลังทำงานกันมือเป็นระวิง

ศัตรูบุกจู่โจมจากน่านฟ้า ทิ้งลงมาที่ใจกลางฐานทัพ...จะเรียกว่าเป็นยุทธวิถีที่ออกจะรุนแรงแล้วก็บ้าบิ่นไม่ใช่น้อยๆ ถ้าไม่มั่นใจว่าการโจมตีแบบสายฟ้าแลบนี้จะได้ผลดังช็อตให้ตายคาที่จริงๆ คงไม่เลือกดำเนินแผนการเสี่ยงๆแบบนี้แน่ๆ

ในสถานการณ์แบบนี้ หุ่นรบทุกเครื่องต่างเตรียมพร้อมและรอเพื่อที่จะออกรบ ส่วนยานแม่นั้น จะต้องให้กัปตันเป็นคนตัดสินใจว่าจะออกยานดีหรือไม่ ถ้าเป็นการบุกโจมตีปกติ คงจะออกยานไปช่วยสนับสนุนในแนวหลัง แต่ถ้าว่าหากเป็นสถานการณ์ที่โดนบุกจากด้านบนแบบนี้แล้ว...การเคลื่อนยานรบออกจากฐานทัพอาจจะทำให้ถูกรุมโจมตีจากบนฟ้าได้ง่ายๆ ยิ่งตำแหน่งสะพานเดินเรืออยู่ในส่วนหัวของยานด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเป้าที่เล็งง่ายจริงๆถ้าจู่โจมจากด้านบน

"ส่งหุ่นรบในยานไปที่คาตาพัลท์ของโรงเก็บหมดแล้วค่ะ อีกไม่นานก็จะทำการส่งออกเข้าสู้กับศัตรู...แล้วทางยานบลูกาแลคเซียแองเจิลละคะ?"รายงานฉับไว ทำงานคล่องแคล่ว น้ำเสียงไพเราะแต่หน้าตาหวาดดุ นี้คือเอกลักษณ์ของโอเปอเรเตอร์สาวประจำยานบลูกาแลคเซีย"ราธ"จังนั้นเอง

เธอรายงานสถานการณ์ออกมาก่อนจะหันไปถามกัปตันสาวที่นั่งประจำอยู่ในเก้าอี้นุ่มเบาะหนัง...ผู้รับผิดชอบกองกำลังTSC กัปตันผู้มีงานอดิเรกกลั่นแกล้งคนอื่นๆ กัปตันสาวผู้ที่บางทีก็เดาไม่ออกว่ามีอะไรอยู่ในหัวนามของเธอคือ"กัปตันไลล่า"ผู้นี้นิเอง!!

"อย่าส่งสายตามาแบบนั้นสิราธจัง"ไลล่าเหงื่อตก...ก็แน่ละนะ ถึงจะพอเข้าใจว่าราธเป็นคนที่หน้าดุอยู่ตลอดเวลาก็เถอะ แต่พอเธอหันควับมาทีไรก็ทำใจให้ชินไม่ได้ทุกที หน้าตายังกับจะจ้องกินเลือดกินเนื้อไม่ก็ปานแน่ะ ยิ่งตาสีทองด้วยแล้ว ให้ความรู้สึกเหมือนเธอเป็นแมวตัวใหญ่ที่มองเหยื่อหนูตัวเล็กไม่ก็ปาน

"ขอโทษค่ะ"เธอตอบรับออกไปทันควันก่อนจะหันหน้าหลบ...ยิ่งดูน่ากลัวเข้าไปใหญ่แฮะ

"เฮ่อ...เราจะไม่เคลื่อนที่บลูกาแลคเซียแองเจิลออกไป...ยานลำนี้น่ะเป็นยานรบยิงสนับสนุนระยะไกล ไม่เหมือนเรดกาแลคเซียที่คล่องตัวกว่า แต่ก็น่ะ...ในสถานการณ์แบบนี้แล้วต่อให้เป็นเรดก็เถอะ น่าจะตกเป็นเป้านิ่งอยู่ดี...เว้นแต่ว่ากำจัดศัตรูไปได้จำนวนหนึ่ง ถึงสามารถส่งยานรบออกไปสนับสนุนได้....ราธจัง ส่งแผนการที่ลูคัสคุงเขียน ไปให้ทุกคนแล้วรึยัง?"

"เรียบร้อยแล้วค่ะ"

"ตำแหน่งกลุ่มโจมตีที่คุณเวราโด้กำหนดละ?"ไลล่าถามต่อ

"นั่นก็เรียบร้อยแล้วเหมือนกันค่ะ"เธอตอบออกมาอย่างฉะฉาน...ทำงานเสร็จหมดก่อนเธอจะสั่งซะอีก ยอดเยี่ยมมาก...ผู้หญิงแบบนี้ถ้าให้ได้ไปเป็นภรรยาละก็หมดปัญหาเรื่องเลี้ยงลูกแน่ๆ

"เอาละงั้นก็ให้..."พูดไม่ทันจะขาดคำราธก็เอ่ยเสียงดังสวนมาว่า

"มียูนิตของเราสามเครื่องเคลื่อนไหวไปโดยพลการค่ะ!! เอายังไงดีค่ะ! ยูนิตก็คือ..."

"ไม่ต้อง...ฉันพอรู้แล้วว่าใคร...เฮ่อ...แต่นั้นก็อยู่ในแผนของลูคัสคุงละนะ"ไลล่าพึมพำพร้อมกับอมยิ้ม

บนน่านฟ้า กองทัพของโจรสลัดอวกาศที่ติดมากับแคปซูลได้ถูกปล่อยออกจากแคปซูลที่เริ่มหลุดและแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเมื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ...เป็นกองกำลังหุ่นรบจาโปรน่าของพวกโจรสลัดผสมกับอาร์มเมอร์ทรูปเปอร์ติดอาวุธพื้นฐานของแต่ละแบบเอาไว้ แม้จะดูธรรมดา แต่เหล่าสลัดอวกาศเหล่านี้ถนัดในการรบแบบยุทธวิถีกองโจรและการโจมตีก่อนเป็นอย่างมาก พวกเขาวางแผนเอาไว้ว่าจะทำความเสียหายให้ได้มากที่สุดในตอนที่ตกลงไปถึงระยะที่เหมาะสม ซึ่งฝ่ายศัตรูเองน่าจะยังเตรียมตัวไม่เสร็จแน่ๆ และหากสามารถทำลายได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น อาวุธทำลายล้างอย่างพวกระเบิดนาปาร์มเองก็ถูกพกบรรจุเข้ามาด้วยและเตรียมใช้งานเต็มร้อย อีกทั้งพวกเขายังมีกองกำลังหลักของคุณอีฟแล้วก็มิโอะที่จะตามลงมาเสริมในอีกไม่ช้านี้อีก...เรียกได้ว่าสงครามคราวนี้ยังไงพวกเขาก็ต้องชนะแน่ๆ

แต่บรรดาโจรสลัดอวกาศทั้งหลายเหล่านี้้คำนวนพลาดอย่างจังเบ่อไปหนึ่งข้อ...นั่นก็คือ...การมีอยู่ของคนที่ชื่อว่า "ทวีสิทธิ์ มหาทรัพย์"หรือ...."เมพวี"

"โดนเฟิรสบลัดสังเวยเมพวีซะเถอะ!!!!!!!"เกรียนวีประกาศก้องก่อนจะบังคับวิงแคนน่อลประเคนปืนใหญ่แล้วก็สารพัดจรวดเข้าใส่ฝูงโจรสลัดอวกาศ ซึ่งถ้าเอาตามจริงแล้วฝีมือการเล็งยิงของวีไม่ค่อยจะแม่นเท่าไรหรอก แต่เพราะพวกโจรสลัดขยับตัวได้ลำบากในขณะที่กำลังจะตกลงสู่พื้นอย่างนี้ ทำให้หลายๆตัวต้องลุ้นปัสสาวะเหนี่ยว หลบบีมกับจรวดกันเป็นว่าเล่น

"ตั้งกล้องเอาไว้เรียบร้อยแล้ว! ถ้าถ่ายทอดการต่อสู้ครั้งนี้ไปละก็ ทุกคนก็จะได้เห็นประสิทธิภาพของหุ่นรบบริษัทเรา! ราคาหุ้นก็จะเพิ่ม!!"ป้องที่บังคับแทงค์แลนเดอร์พูดขึ้น แม้ว่าแทงค์แลนเดอร์จะไม่สามารถบินได้ แต่ตอนนี้นั้นไม่ใช่ เพราะอุปกรณ์ใหม่ล่าสุดของบริษัท"ฐานบินขนาดยักษ์"ทำให้สามารถล็อกแทงค์แลนเดอร์และใช้มันเคลื่อนที่บินไปมาอย่างอิสระบนฟ้าได้ ยิ่งไปกว่านั้นพอประกอบร่างเป็นกันทริกเกอร์แล้ว ยังเป็นฐานเหยียบเคลื่อนที่ให้กันทริกเกอร์ได้อีกด้วย!

"ทั้งสองคนค่ะ! มีสมาธิด้วยนะค่ะ สู้บนที่สูงแบบนี้มันอันตราย"เสียงร้องเตือนของหญิงสาวน้อยหนึ่งเดียวในทีมขับหุ่นรบตัวนี้ดังขึ้น แต่แน่นอนว่าอีกสองคนที่เหลือมันไม่สนใจกันเท่าไรหรอกโดยเฉพาะเมพวี ทำให้หญิงต้องรับภาระหนักขึ้นบังคับไซด์วิงเกอร์ของช่วยยิงช่วยสนับสนุนแล้วคอยป้องกันให้วีกับป้อง

"หนอยพวกสลัดผัก!!! อย่ามาดูถูกเมพวีนะเฟ้ย! จะส่อยให้หมดเลยคอยดู!!!"วีคำรามพร้อมกับเริ่มมุทะลุมากขึ้น แทนที่จะยิงเขาก็ตั้งใจเร่งเครื่องและ....

ชนเปรี้ยงเข้าให้! เนื่องด้วยขนาดของยานกันวิงเกอร์ทำให้เหล่าโจรสลัดอวกาศที่โดนชนกระแทกเซถอยกันไป ซึ่งพวกมันก็พยามจะหันมาเล็งโจมตีใส่กันทริกเกอร์ แต่ก็โดนหญิงกับป้องที่ตามเข้ามายิงสนับสนุนทำลายไปได้อย่างรวดเร็ว

เพราะความมุทะลุของวีทำให้พวกโจรสลัดเหล่านี้ต้องเปลี่ยนแผนรับมือกันทันที โดยการรุมโจมตีไปที่กันวิงเกอร์ก่อน แต่ก็นะ เพราะเมพวีที่ขับแบบไม่มีแผนไม่มีวิธีอะไรทั้งสิ้นเลยทำให้พวกโจรสลัดเดาทิศทางและเล็งโจมตียากขึ้นอีก บางนัดก็หลบได้แบบไม่น่าเชื่อ แต่บางนัดที่น่าจะหลบได้ก็ดันโดนซะงั้น

"ชักเบื่อแล้วนะเฟ้ย!! ป้อง! หญิง! รวมร่างแม่มเลย!!!"ว่าแล้ววีก็กดปุ่นส่งสัญญาณ....รวมร่างกัน...ท่ามกลางฝูงกระสุนศัตรูแบบนี้เนี่ยนะ แต่ถึงจะห้ามก็คงห้ามไม่ได้ เพราะวีคงไม่สนอะไรอยู่แล้ว...เกรียนเทพออโต้ซะอย่างนินะ

ยานสามลำพุ่งโฉบหลบกลุ่มศัตรูออกไปนิดก่อนที่ฐานบินของแทงค์แลนเดอร์จะปล่อยกลุ่มควันออกมา ถึงจะบังเซ็นเซอร์ไม่ได้แต่บดบังกล้องตาเปล่าได้อย่างชะงักชะงัน

"Trigger Start-Up!!!!!!!!!!!"วีตะโกนขึ้นมาพร้อมกับที่กันทริกเกอร์เริ่มประกอบร่างอย่างรวดเร็วภายในหมอกควัน ก่อนที่ร่างของกันทริกเกอร์ที่รวมเสร็จบนฐานบินจะตั้งปืนN Shotขึ้นมาแล้วเล็งไปยังฝูงกลุ่มสลัดอวกาศทันที

"Change overgear! ส่อยแม่มเลย Guntrigger !!!"พูดจบก็ยิงN Shotไปหนึ่งนัดแต่อนิจามันดันวืดซะนี้... แถมพอรวมร่างแล้วความเร็วก็ตกลงกลายเป็นเป้ากระสุนได้ง่ายซะอีก

"หนอย!!!"วีกัดฟัดพร้อมกับเริ่มสาดอาวุธไปทั่ว แต่ก็ไม่โดนสักนัดเลยแฮะ เป็นแบบนี้แย่แน่ๆ...แต่แย่สำหรับกันทริกเกอร์นะ เพราะพวกโจรสลัดไม่ได้เอะใจเลยว่ากองทัพข้างล่างมีแผนรับมือเตรียมเอาไว้อยู่แล้ว

"ตายซะเถอะ!!!!"หนึ่งในนักบินของอาร์มเมอร์ทรูปเปอร์พูดขึ้นในขณะที่เล็งอาวุธไปที่ส่วนหัวของกันทริกเกอร์ แต่ก่อนที่เขาจะได้กดปุ่มยิง...เขาก็รู้สึกว่าเกิดอะไรแปลกๆขึ้นมากับระบบนำวิถีของหุ่น ไม่ใช่สิ...ไม่ใช่แค่ระบบนำวิถี...

แต่นี้มันแทบจะเรียกได้ว่าระบบไฟฟ้าทุกอย่างของตัวหุ่นเกิดการขัดข้องขึ้นมาทั้งนั้น ไม่ว่าจะหน้าจอหรือเรดาห์ เขายังรู้สึกว่าเขาบังคับหรือขยับหุ่นไม่ได้อีกด้วย สภาพแบบนี้มันยังกับโดนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ก็ปาน แต่ศัตรูมีอุปกรณ์แบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?

"เสร็จละ!"เสียงห้าวหาญดังขึ้นพร้อมกับการพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฝาด ร่างสีน้ำเงินนั้นพุ่งเข้าไปจับสลัดอวกาศผู้โชคร้ายหนึ่งคนก่อนจะหมุนร่างแล้วใช้กำลังมหาศาลของหุ่นยักษ์สีฟ้าตัวนี้ปาหุ่นของโจรสลัดผู้โชคร้ายลงพื้นเต็มแรง!!

"ฝากด้วยละ เรย์กิว!!!"ลูซิเฟอร์ เฮลไครซ์นักบินของหุ่นรบสายฟ้าอิกซีออนตะโกนก้อง หุ่นของสลัดอวกาศผู้โชคร้ายตัวนั้นถูกขว้างลงสู่พื้น และปลายทางไม่ใช่พื้นแข็งของฐานทัพแต่เป็นกำปั้นของหุ่นนักสู้สีเขียวนาม"เรกิวออส"ที่ยืนรอรับและง้างหมัดเข้าไปอัดปะทะหุ่นผู้โชคร้ายตัวนั้นทันที

หุ่นของโจรสลัดอวกาศลอยกระเด็นตามแรงหมัดขึ้นสู่ฟ้าอีกรอบ ซึ่งคราวนี้ลูซิเฟอร์ก็จับหุ่นจาโปรน่าของโจรสลัดอวกาศอีกตัวหนึ่งแล้วโยนมันให้เข้าไปกระแทกกับหุ่นที่ลอยมาจากแรงชกของเรย์กิว หุ่นทั้งสองตัวเข้าปะทะชนกันกลางอากาศเกิดระเบิดออกเป็นเสียงดังตูม พร้อมกับเศษซากแขนขาของมันกระเด็นกระจายไปทั่วบริเวณ

"อย่าประมาทนะ มีมาอีก!"เรย์กิวส่งเสียงดุๆไปพร้อมกับตั้งท่าต่อสู้และกระโจนเข้าไปประเคนหมัดและเท้าของเรกิวออสใส่หุ่นของสลัดอวกาศ โดยมีลูซิเฟอร์คอยช่วยสู้และดักจัดการศัตรูที่คิดจะมาลอบโจมตีด้านหลังของเรย์กิว

"เยอะแค่จำนวนสินะ"ลูซิเฟอร์พูดพร้อมกับยิ้มก่อนจะชกซ้ายฮุคขวาตามด้วยหมุนตัวเตะใส่หุ่นของเหล่าสลัดอวกาศตัวแล้วตัวเหล่า แต่ก็นะ...ถ้าไม่นับกันทริกเกอร์เกอร์ที่ส่อยโดนบ้างไม่โดนบ้างอยู่บนฟ้า ศัตรูก็มีจำนวนมากกว่าที่พวกเขาจะรับมือได้อยู่ดี

และแล้ว... ศัตรูบางกลุ่มก็เท้าแตะถึงพื้นพร้อมเริ่มลงมือโจมตีฐานทัพทันที ในขณะที่ป้อมปืนรวมถึงรถต่อสู้ภาคพื้นดินเข้าประจำการ โรมรันกับพวกหุ่นนัั้น หัวใจสำคัญของกลุ่มโจรสลัดอย่างอาร์มเมอร์ทรูปเปอร์ที่บรรทุกระเบิดนาปาร์มเพลิง ก็เริ่มลงมือเตรียมจะปาระเบิดจู่โจมใส่ทันทีแต่ทว่า...

เปรี้ยง! เสียงกระสุนดังมาแต่ไกล ยิงทำลายข้อมือที่จับลูกระเบิดนั้นไว้อย่างแม่นยำ ด้านผู้บังคับหุ่นถึงกับหันซ้ายหันขวาหาตัวการ แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาใดๆ...แน่ละ เพราะหุ่นรบLLSของฟาลินนั้น สามารถอยู่สนับสนุนแนวหลังและส่อยจากระยะไกลได้

ในขณะที่ตัวอื่นกำลังพุ่งมาคุ้มกันหุ่นบรรทุกนาปาล์มตัวอื่นๆ พวกมันก็โดนยิงโจมตีจากทั้งแสงแล้วก็กระสุนของปืนสไนเปอร์ ไม่ใช่แค่ฝีมือจากฟาลินคนเดียว แต่ยังรวมไปถึงกระสุนจากอาคาน่าส่อยระยะไกลอย่างโรมานซ์แล้วก็พลยิงไกลอีกคนประจำหน่วยคาวาเลียร์อย่างดอลลี่อีกด้วย

ทั้งสามเครื่องต่างประเคนแสงและกระสุนไปอย่างแม่นยำ ทำเอากองรบของศัตรูต้องหลบกันจ้าละหวั่น ถ้านั้นยังเลวร้ายไม่พอละก็...หุ่นรบสองเครื่องที่เป็นหัวหอกทะลวงแนวศัตรูอย่างโซลน่อนซาเวียของไกด์กับฟาเรนชูไวส์ของฟีรีน่าก็พุ่งเข้ามาในสนามรบ ก่อนจะเปิดฉากไล่ล่าฆ่าเก็บคิลศัตรูทันที

"ไกด์! ไปทางนั้นสองเครื่อง!"ฟีรีน่าตะโกนพร้อมกับควงปืนไล่ยิงให้ศัตรูหนีไปทางที่โซลน่อล อยู่ส่วนไกด์เองก็ชักอาวุธคู่ใจออกมาแล้วพุ่งเข้าไปสะบั้นตัดทำลายหุ่นของโจรสลัดอวกาศที่พุ่งมาทางนี้ทันที

"ฉันจะปกป้องทุกๆคนเอง!"ไกด์พูดขึ้นก่อนจะเปลี่ยนดาบเป็นปืนแล้วหมุนยิงรัวรอบทิศทันที แม้ว่าพวกศัตรูจะรู้ทันหลบได้หมดแต่นั้นก็เป็นสิ่งที่เขาคาดคิดเอาไว้อยู่แล้ว

"ตอนนี้ละครับ! คุณไลมุ! คุณเอล!"ไกด์ตะโกนออกไป ซึ่งหุ่นต่างมิติยาชาโอของ อาซาคิ ไลมุก็ยกกำปั้นขึ้นมาแล้วกระแทกเข้าใส่ท้องบริเวณค็อกพิตของหุ่นผู้โชคร้ายตัวนั้นทันที ส่วนเนวาน่า ของทหารรับจ้างเอลฮาวล์ก็พุ่งเข้ามาใช้สองมือจับแขนและขาของอาร์มเมอร์ทรูปเปอร์ ก่อนจะดึงฉีกมันให้หลุดออกดุจพญาสัตว์ร้าย แล้วปาซากเหล็กนั้นลงพื้นก่อนจะกระโดดไปเหยียบซ้ำให้เละเทะทันที

"ยังมีอีกชุดสินะ?"เอลยิ้มเหี้ยมๆก่อนจะเอ่ยถามกุนซือลูคัสเจเนเซียที่ประจำการอยู่ในหุ่นออร์เฟอุสของตัวเอง คอยเป็นหน่วยสนับสนุนแนวหลังยิงทำลายศัตรูที่พุ่งลงมาจากฟ้า เขาก็ดันแว่นของตัวเองขึ้นเบาๆแล้วเอ่ยตอบไปว่า

"ตามที่รายงานมานะครับ เรากักพรรคพวกของเราส่วนหนึ่งเอาไว้ให้อยู่บนยานพอกองกำลังชุดที่สองของศัตรูโผล่มา ค่อยให้ออกโจมตี ตอนนี้ก็แค่ต้องระวังไว้ไม่ให้พวกศัตรูมุ่งหน้าไปที่เมืองแทน....เฮ็ย!"เอ่ยไม่ทันจะจบเขาก็สังเกตเห็นหุ่นของสลัดอวกาศตัวหนึ่งหัวไว เปลี่ยนทิศเข้าไปโจมตีเมืองที่อยู่ใกล้ๆทันที

เขาพับเรลกันที่เอวขึ้นมาเตรียมจะเล็งยิงแต่ว่า.... จู่ๆร่างของหุ่นโจรสลัดตัวนั้นก็ถูกผ่าครึ่งเป็นสองท่อน... พวกเขาจับสัญญาณอะไรไม่ได้...แถมหุ่นสายประชิดใกล้ๆที่เป็นพวกพ้องก็ไม่มี...เกิดอะไรกันขึ้น?

"ชักไม่ดีซะแล้วนะครับ คุณเอลช่วยไปตรวจดูแถวๆนั้นหน่อยได้ไหม?"ลูคัสดันแว่น ซึ่งพ่อหนุ่มทหารรับจ้างก็ยิ้มๆก่อนจะเอ่ยว่า

"เรื่องลึกลับน่ะชอบนักละ...แต่ที่สำคัญคือได้กลิ่นสาวๆมาจากทางนี้ั!"

ว่าแล้วเนวาน่าก็มุ่งหน้าพุ่งไปทางเมืองทันที...หารู้ไม่ว่าการสนทนาของสองหนุ่มนี้มีสาวน้อยคนหนึ่งแอบดักสัญญาณฟังอยู่

"เห...ไม่เลวเลยนิน่า...ไม่ผิดจากที่คิดซะด้วย น่าสนใจมาก เอายังไงดีนะ?"เธอพูดออกมาพร้อมกับยิ้มนิดๆ สาวน้อยคนนี้คือพนักงานร้านการ์ดเกม หลินฟง...ที่ตอนนี้อยู่ในชุดรัดรูปแปลกๆแล้วอยู่ในค็อกพิตของหุ่นรูปร่างประหลาดแปลกตาตัวหนึ่ง ตัวสีแดงใส่เกราะแล้วก็มีหูเหมือนกับสุนัขจิ้งจอก

เธอมั่นใจว่าระบบสเตลของหุ่นทำให้หุ่นในโลกนี้ไม่น่าจะมีอะไรที่ตรวจจับหรือตรวจพบเธอได้ง่ายๆแน่ แต่ว่าผู้ชายที่ชื่อเอลฮาวด์คนนี้รู้สึกถึงตัวเธอได้...ไม่ว่าจะพูดเล่นหรือเป็นเรื่องจริงก็ตามยังไงหมอนี้ก็ไม่ธรรมดาแน่ๆ ชักสนุกแล้วสิ...

"เห...อยู่ไหนน้า?"เอลฮาวด์ อสูรร้ายพร้อมกับหุ่นสีม่วงเพชฆาตมือเปล่าเนวาน่า กำลังกวาดสายตามองไปมา เพื่อตามหาหญิงสาวที่เขารู้สึกได้... อาจจะดูเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดแต่เอลนั้นมีสัมผัสต่อผู้หญิงที่ไวเกินคาด อาจจะเรียกได้ว่ายิ่งกว่าจมูกของสุนัขตรวจสัมภาระซะอีก

ทางด้านแม่ตัวดีหลินฟงเองก็กำลังลุ้นด้วยหน้าระรื่น หมอนี้จะจับตัวเธอได้ไหม? เพราะระบบสเตลของ"ฟ๊อกซี่"หุ่นของเธอนั้นไม่มีทางที่วิทยาการใดๆในโลกใบนี้จะตรวจพบได้หรอกน่า...

"หืม...ทางนี้?"ว่าแล้วเอลก็บังคับเนวาน่าเดินดุ่มๆเข้ามาตรงหน้าของคิตตี้ทำให้หลินฟงเลียปาก

"ไม่เห็นมีอะไรเลยนิค่ะ มาสเตอร์?"เนวาล หรือตัวAIของเนวาน่า เอ่ยถามเอลที่บังคับตัวเธออยู่ ซึ่งเอลก็ทำหน้าสงสัยก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

"ไม่เห็นมีอะไรจริงๆด้วย นี้ก็เป็นที่โล่งๆ เฮ่อ....ท่าทางเซ็นต์ออฟเลิฟของฉันจะใช้งานไม่ได้สินะ... หรือเพราะในสนามรบมีสาวๆหน้าตาดีมากเกินไปเลยทำให้มันแปรปรวนกัน"เอลพูดพร้อมยิ้มอย่างน่าเสียดายพร้อมกับยักไหล่ ว่าแต่ไอ้เซ็นต์ออฟเลิฟนี้มันอะไรกัน? นายกำลังจะบอกว่านายเป็นองค์รักษ์พิทักษ์เทพเอเธน่าอีกคนเหรอ?

"(หืม...ไม่เห็นจริงๆด้วยสินะ.....น่าเสียดายแฮะ...หืม...)"ประสาทสัมผัสของหลินฟงทำงานในชั่วอึดใจ เธอกระโดดหลบ ลูกตะปบของเนวาน่าได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนจะคลายการพรางตัวทันที

"เฮ็ยๆ อะไรเนี่ย"หลินฟงตกใจ ส่วนเอลนั้นก็ยิ้ม ก่อนจะพูดออกมาผ่านลำโพงไปว่า

"แค่ลองตะปบดูนิดๆ ดูเหมือนว่าจะโผล่ออกมาเลยนะ...เอาละ...แกเป็นพวกไหนกัน? บอนล์? สลัดอวกาศ? เฟทเกท?"

"ฟรีแลนซ์จ๊ะ"หลินฟงตอบทางลำโพงกลับมาบ้าง ซึ่งก็ทำให้เอลยักคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า

"เสียงนี้...แม่สาวที่ร้านการ์ดนิน่า?"

"โห.... ส่วนนายก็เป็นพ่อคนแต่ตัวแปลกๆที่ถือกีตาร์สินะ"หลินฟงเองก็ทักกลับไปเช่นกัน ก่อนจะพุ่งเข้ามากระแทกใส่เนวาน่าทันที...

หุ่นรูปร่างแปลกตาสีแดงเหมือนจิ้งจอกนั้น กระแทกเนวาน่าปลิวได้อย่างสบายๆ จนเอลถึงกับตะลึง

"เฮ็ยๆ"ว่าแล้วเขาก็ตีลังกากลางอากาศหมุนตัวกลับมาตั้งยืนได้อย่างทันพอดิบพอดี

"ไอ้เมื่อกี้...ไม่ใช่แรงผลักสินะ?"เอลเอ่ยถามพร้อมกับตั้งการ์ดซึ่งหลินฟงก็เอียงคอแล้วตอบไปว่า

"ก็ผลักนั้นแหละ... เจ้านี้น่ะ ไม่ธรรมดาหรอกนะ..."ว่าแล้วจู่ๆ หุ่นฟ็อกซี่ก็วาปตัดระยะเข้ามาตรงหน้าเอลแล้วชกไปทันที ซึ่งเอลก็เอียงตัวหลบแล้วตะปบกลับ ฟ็อกซี่ก็ตัดระยะหลบไปอยู่ห่างๆอย่างง่ายดาย

"เจอศัตรูตึงมือที่ไม่ได้เจอมานาซะที...ไม่เลว"เอลยิ้มก่อนที่เนวาลจะเอ่ยออกมาว่า

"ระวังนะคะมาสเตอร์ ถ้าพลาดอาจถึงตายได้เลยนะคะ"

"ลูกผู้ชายมันต้องกล้าเสี่ยงสิ ถึงจะสนุก....หืม....เฮ็ย!?"เอลตกใจออกมา เพราะจู่ๆก็มีสัตว์ประหลาดกิ้งก่ายักษ์ตกลงมาตรงหน้า...นั้นมัน...ดาเร็น!?

"สต็อปปุ สต็อป~~~~~ จัดการไอ้พวกนี้กันก่อนเถอะนะ"หลินฟงพูดออกมาอย่างร้อนรงแล้วทำท่าทางประกอบไปด้วย...เอิ่ม...ดูๆแล้วก็น่ารักดีแฮะ

----------------------------------------

"คุณไลล่าค่ะ!? ดาเร็นจู่ๆก็โผล่ออกมาค่ะ"ราธรายงาน ไปทางกัปตัน ซึ่งไลล่าเองก็ถอนหายใจแล้วเอามือก่ายหน้าผาก

"นี้ฉันเหนื่อยนะ รู้ไหม...เฮ่อ...บอกให้ลูคัสคุงฟอร์มทีมภาคพื้น จัดการพวกที่โผล่มา ส่วนพวกบนฟ้าให้ยูนิตที่บินเก่งๆกับอัศวินโอเรนทัลช่วยจัดการ"ไลล่าเอ่ยสั่งไปพร้อมกับเหล่ไปทางรายชื่อสมาชิกในสนามรบก่อนจะเอ่ยว่า

"จะว่าไป คุณเอเลไม่ได้ส่งสัญญาณว่าทำการออกรบมาสินะ แสดงว่ายานฮาเซลทั้งหมดก็ยังอยู่ที่อู่ อืม...ลูน่ากับอุชิโอะก็ไม่ได้ออกรบ...คุณชาเพนท์ที่ดูแลอุชิโอะอยู่ก็ไม่ได้ออกรบ...อืม..."แต่พูดไม่ทันขาดคำราธก็ส่งเสียงให้ไลล่าได้ยินออกมาทันทีว่า

"แย่แล้วค่ะ! คุณอุชิโอะหายไปจากห้องพยาบาลค่ะ!"

"เอ้!? คุณชาเพ็นท์เฝ้าอยู่ไม่ใช่เหรอ?"ไลล่าตกใจก่อนจะได้ยินคำตอบชวนเงิบจากชาเพ็นท์ว่า

"โทษทีนะ เผลอหลับไปน่ะ..."

----------------------------------------

ที่โรงเก็บหุ่นยนต์ในยานฮาเซล เซน่อน อุชิโอะที่เดินแบบปะหลกปะเหลกเข้ามาพร้อมด้วยระยางสายน้ำเกลือพร้อมกับถุงน้ำเกลือเหม่อมองไปมาราวกับกำลังตามหาอะไรบางอย่าง

ภาพตรงหน้าของเธอนั้นช่างพร่ามัว แต่ที่แน่ๆคือในโรงเก็บแห่งนี้แทบจะร้างคน ส่วนหนึ่งเพราะช่างส่วนใหญ่ถูกตามไปที่เรดกับบลูกาแลคเซียไม่ก็มุ่งหน้าเข้าไปในฐานทัพเพื่อช่วยทำการซ่อมแซมฐานทัพที่ถูกโจมตีอยู่นั่นเอง

"ไม่มีใครเลย...อึก...ไปไหนกันหมด...แต่ช้าไม่ได้แล้ว...ทุกคนกำลังอยู่ในอันตราย"อุชิโอะพึมพำพร้อมกับ พยามฝืนเดินไปข้างหน้า...ก่อนอื่น...ต้องไปที่อาร์ค สไตรเกอร์สินะ

"คุณโคเรน...ผมเข้าใจดี...ว่าผมเป็นคนอ่อนโยน...แล้วก็ไม่เหมาะกับสงคราม แต่ว่า...แต่ว่า..."อุชิโอะพึมพำก่อนจะเดินตามหาอาร์คสไตคร์เกอร์ของตัวเองแต่ก็ไม่พบ...แต่ทว่า...

"น่ะ? นั้นมัน?"อุชิโอะพึมพำ เบื้องหน้าของเธอคือหุ่นยนต์ยักษ์เหล็กสีฟ้า ดูๆแล้วน่าจะเป็นATแน่ๆ แต่รูปทรงแบบนี้ มันอาร์คสไตคร์เกอร์นิน่า...แต่เปลี่ยนไปจนแทบไม่เหมือนเดิมเลย

"อะ คุณลูน่า!"อุชิโอะรีบเข้าไปพยุงลูน่าที่นอนหมดแรงในสภาพเสื้อกล้ามตัวเดียวอยู่ที่พื้นทันที...ท่าทางเธอคงจะเหนื่อยมาก จากการปรับปรุงเจ้านี้ให้เสร็จสมบูรณ์สินะ

"อะ...อุชิโอะเหรอ? สำเร็จแล้วนะ"ลูน่าเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับยื่นมือมาจับมือของอุชิโอะไว้แล้วพูดต่อด้วยท่าทางเหนื่อยๆว่า

"สิ่งที่คูณปู่ของอุชิโอะจังทิ้งเอาไว้...ฉันกับซารีน่าช่วยทำให้มันเสร็จสมบูรณ์แล้วนะ...อาร์คสไตคร์เกอร์มาร์คทู"

"อาร์คสไตคร์เกอร์ มาร์คทู?"อุชิโอะทวนชื่อมันเบาๆก่อนจะกำมือลูน่าแน่นแล้วเอ่ยออกมาว่า

"คุณลูน่าฝืนเกินไปแล้วรู้ไหมค่ะ!?"

"ถ้าเทียบกับความเจ็บปวดที่อุชิโอะได้รับละก็...ถือว่าเล็กน้อยนะ ฉันอยากจะช่วยอะไรอุชิโอะได้บ้างน่ะ..."ลูน่ายิ้มก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยออกมาว่า

"ขอโทษนะ ท่าทางจะไม่มีแรงขึ้นหุ่นไปช่วยทุกคนได้แล้ว...ฝากที่เหลือทีนะอุชิโอะ..."ลูน่าพึมพำพร้อมกับหลับตาลงแล้วปล่อยมือที่จับกับอุชิโอะให้ร่วงลงกับพื้นไป...

"คุณลูน่า!!!!!"

"เธอแค่หลับไปไม่ต้องตะโกนหรอก"ชาเพ็นท์ที่จู่ๆโผล่มาด้านหลังอุชิโอะเอ่ย ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย ซึ่งเขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรจับอุชิโอะดึงสายน้ำเกลือออกแล้วทำแผลให้ตรงนั้นเลย

"อึกกกก คุณชาเพ็นท์...ขอโทษนะคะ แต่ว่าฉัน..."

"กัปตันไลล่าสั่งมาแล้วว่าให้ฉันกับเธอออกรบได้"หมอขี้เซ้าตัดบทอย่างรวดเร็วจนอุชิโอะถึงกับอึ้งก่อนที่ชาเพ็นท์จะพูดต่อไปอีกว่า

"นี้...อุชิโอะ สงครามน่ะ ไม่ควรจะมีความอ่อนโยนหรอกนะ...ตอนเธอสลบเห็นเธอพึมพำเรื่องแบบนี้ไม่รู้ตั้งกี่รอบ...เล่นเอานอนไม่หลับเลยละ"ว่าแล้วชาเพ็นท์ก็ถอนหายใจก่อนจะพูดต่อไปว่า

"แต่ว่า...ฉันไม่คิดว่าการร้องไห้ให้กับพวกพ้องหรือกับศัตรู...เป็นเรื่องที่ผิดหรอก... เพราะอ่อนโยนถึงได้มีใจที่อยากจะช่วยเหลือและเพราะอยากจะช่วยเหลือถึงให้เกิดการปกป้อง"

"คุณชาเพ็นท์?"อุชิโอะนิ่วหน้า ราวกับกำลังสงสัยว่าเขากำลังจะพูดอะไร ซึ่งชาเพนท์ก็มองไปที่อาร์คสไตคร์เกอร์มาร์คทูแล้วเอ่ยว่า

"ฉันไม่ค่อยรู้อะไรมากหรอกนะ แต่เห็นพวกช่างทำเจ้านี้กันทั้งคืน...บางที...เจ้านี้ก็อาจจะเป็นผลสำเร็จของความคิดที่อยากจะช่วยเหลือหรือไม่ก็ปกป้องใครสักคนของเธอยังไงละ..."

คำพูดของชาเพ็นท์ทำให้อุชิโอะอึ้งไปเล็กน้อย...ก่อนที่จะหลับตาเบาๆแล้วเอ่ยว่า

"ทราบแล้วค่ะ...ความรู้สึกของทุกคน...ฉันจะตอบแทนแน่ๆ...ฉันจะใช้สิ่งที่ทุกคนสร้างขึ้น เพื่อปกป้องพวกพ้องค่ะ!"

ว่าแล้วทั้งคู่ก็ขึ้นไปสแตนบายที่หุ่นของตัวเอง อุชิโอะขึ้นไปเปิดค็อกพิต เปิดระบบ รัดเข็มขัดพร้อมกับลูบคอนโทรเลอร์อย่างคิดถึงก่อนจะเอ่ยว่า

"ช่วยเป็นพลังให้ฉันอีกครั้งเถอะนะ อาร์คสไตคร์เกอร์"

"อุชิโอะ!!!!!"มาเรียโอเปอเรเตอร์ประจำยานฮาเซลปรากฎตัวขึ้นที่หน้าของของเธอก่อนจะเอ่ยถามทันทีว่า

"ไม่เป็นไรแน่นะ? ถ้าไม่ไหวอย่าฝืนนะ?"

"ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะมาเรียจัง...สถานการณ์ข้างนอกละ?"อุชิโอะถามกลับพร้อมกับยิ้มให้

"พวกดาเร็นโผล่มาละ! แค่สลัดอวกาศกับบอนล์ก็จะแย่อยู่แล้ว" พอได้ยินว่าสลัดอวกาศทำให้อุชิโอะคิ้วกระตุกนิดๆ แสดงว่าเธอต้องเจอกับพวกอีฟอีกรอบแล้วสินะ...ว่าแล้วอุชิโอะก็สูดหายใจลึกๆก่อนจะนึกในใจว่า

"(จริงสิ...นอกจากทุกคนแล้ว...คนที่เราต้องปกป้องอีกคนคือคุณอุชิโอะสินะ...)"ว่าแล้วอุชิโอะก็ลืมตาขึ้นมา....ฮิเซกิ คาโอรุตอนนี้ได้รับรู้แล้วว่าเขาต้องต่อสู้เพื่อใครและเพื่ออะไร และเขาพร้อมจะทะยานไปด้วยอินทรีย์สีน้ำเงินที่เกิดใหม่แล้ว

"ถ้าพร้อมแล้วละก็! อุชิโอะออกตัวได้เลย!!"มาเรียร้องซึ่งอุชิโอะก็พยักหน้า

"(ถึงจะเหมือนตกกะไดพลอยโจน...แต่เราก็รู้สึกอดขอบคุณพระเจ้าไม่ได้ที่ทำให้เรามาอยู่ในร่างของคุณอุชิโอะ ได้พบเพื่อน ได้เรียนรู้ความหมายในการต่อสู้...เอาละ...ได้เวลาแล้ว...)"

"มิสึรุกิ อุชิโอะ....อาร์คสไตคร์เกอร์มาร์คทู........ไปละนะคะ!!!!"

ว่าแล้วอินทรีย์สีน้ำเงินก็ออกโผบินเข้าสู่สมรภูมิบนท้องฟ้า...

>>>What Next On Rise The Blue Eagle And Revive The Girl?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 06, 2013, 10:57:26 AM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Nadesico Crew
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2305


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #36 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2013, 01:24:19 AM »

*อาจมีแก้ไข+เพิ่มเติมได้เน่อ ถ้าแก้ไขหรือเพิ่มแล้วจะไปอัพรายละเอียดในกระทู้คุ
*คนเขียนคนไหนที่อยากให้แก้รบกวนช่วยเขียนส่วนที่อยากให้แก้ส่งมาให้ผมทางหลังไมค์ด้วยนะครับ แล้วผมจะเอามาแปะให้
*ส่วนที่ยังมาร์คสีแดงนี้ไว้คือเนื้อเรื่องส่วนที่ยังไม่ได้รับรองจากสมาชิกทุกคนนะครับ อาจจะมีการแก้ไขดัดแปลงหรือเปลี่ยนไปเลยก็ได้ในอนาคต


[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -] [7]

ขณะเดียวกันบนท้องฟ้าสีคราม ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยลำแสงและฝูงห่ากระสุน เหล่าหน่วยรบบนอากาศของTSCที่ยังคงเคลื่อนที่ได้อยู่นั้นกำลังสู้และหลบไปอย่างสุดความสามารถ

"มายา! คำนวนศัตรูให้หน่อย!"ฮิคารุร้องสั่งพร้อมกับสั่งน้องสาวไม่แท้และเป็นคู่หูของตัวเอง มายา ช่วยคำนวนจำนวนศัตรูและคำนวนวิถีกระสุนให้ด้วย ในขณะที่ขับเฟทเบรกเกอร์บิดฉวัดเฉวียงหลบกระสุนของพวกสลัดอวกาศไปๆมาๆ โดยมีหน่วยรบคาวาเลียร์คอยช่วยอยู่อีกแรง

"อึยยย นี้มันจะเยอะเกินไปแล้วนะ"ดอลลี่บ่นพึมพำในขณะที่เอ็กซ์ก็เอ่ยสั่งการว่า"ระวังให้ดีด้วย! มีพวกดาเรนมาผสมโรง!"

"ชักจะเยอะไปแล้วนะ เบื่อซะแล้วละ..."เมเดอร์ลีนบ่นออกมาในขณะที่ขับโครนิเคิลร่างยานบินไปมาพร้อมกับสลับเแปลงร่างยิงซับแมนชีนกันคอยลดจำนวนศัตรูลงไปเรื่อยๆ ซึ่งในตอนนั้นเอง...

"หือ...สัญญาณพวกเรา? ใคร?"ฟาเฟลนิ่วหน้าก่อนจะเอียงคอ เอียงจอมอง....

อินทรีย์สีน้ำเงินพุ่งเข้ามาในสนามรบ...นั่นมัน...อาร์คสไตคร์เกอร์มาร์คทู!

"นั่นมันหุ่นที่พวกพี่ลูน่าช่วยกันสร้างนิครับ!? หรือว่า...คุณอุชิโอะ!!!"โคกิลองดีใจเสียงดังจนชิเอลต้องหรี่ตาหันมามองค้อนๆใส่อาคาน่าเลเจนด์

ซึ่งอุชิโอะก็พาตัวอาร์คสไตรค์เกอร์พุ่งเข้ามาในสนามรบแล้วตวัดปืน บีมออโตเมติคไรเฟิลออกมาระดมยิงใส่พวกสลัดอวกาศทันที ซึ่งก็ถูกเป้าบ้างไม่ถูกบ้างแต่ที่สำคัญคือความแรงของมันน่ะสิ...

"ชิ! กระสุนจริงงั้นเหรอ... งั้นก็ต้อง!!!"นักบินสลัดอวกาศคนหนึ่งที่ใช้จาโปรน่าคัสต้อมยกโล่ขึ้นมาเตรียมกันกระสุน แต่อนิจา...อุชิโอะกดปุ่มสลับเปลี่ยนจากกระสุนเป็นแบบลำแสงแทนแล้วยิงใส่ทันที...ซึ่งลำแสงความร้อนก็เจาะทะลุโล่ไป ทำลายตัวหุ่นอย่างง่ายดาย

"อะไรกัน มีสองโหมดหรอกเหรอ?"บรรดาเหล่าโจรสลัดตกใจ ซึ่งจังหวะที่ประมาทแบบนั้นเอง ฮิคารุกับกองกำลังคาวาเลียร์ก็เข้ามาเด็ดหัวพวกโจรสลัดอวกาศไปทีละคน ทีละคน...

"ดีล่ะ"อุชิโอะยิ้มออกมา ก่อนที่เรดาห์จะส่งสัญญาณเตือนถึงผู้บุกรุกรอบใหม่...นั่นมัน... วัลชูเคอร์ไอโอนิกซ์ของอีฟกับ วาลชูเคอร์ เอโกนิกซ์ของมิโอะนิน่า

"หุ่นนั่นมันอะไร? ATE-002เหรอ!?"อีฟเอ่ยออกมา ก่อนจะเปลี่ยนปืนของไอโอนิกซ์ให้กลายเป็นบีมไซต์เข้าฝาดใส่อุชิโอะทันที ซึ่งอุชิโอะก็ใช้ประสบการณ์จากการต่อสู้กับอีฟที่ผ่านมาหลายครั้ง บังคับหลบได้อย่างรวดเร็ว

"(เร็ว...เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลย...แบบนี้เอาชนะได้แน่ๆ!)"อุชิโอะคิดขึ้นพร้อมกับหมุนปืนNeo VSBRให้ตั้งแล้วจ่อยิงใส่อีฟทันที เธอหมุนตัวหลบแล้วควงบีมไซต์เพื่อปัดบีมแต่อนิจา พลังของนีโอเวสเปอร์พุ่งทะลุส่วนบีมไซต์เข้าไปโดนแขนของไอโอนิกซ์เต็มๆ จนมันระเบิดออก

"อะไรกัน! ทะลุบีมได้!?"อีฟถึงกับตกใจ ส่วนมิโอะที่ทำท่าจะเข้ามาช่วยก็โดนพวกรัตน์ขวางเอาไว้ทันที

"หยุดเถอะค่ะ คุณอีฟ!"อุชิโอะเปิดลำโพงแล้วเอ่ยออกไป ซึ่งอีฟก็จำเสียงเธอได้ทันทีก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเกรี้ยวกราดว่า

"อึก....แก....นักบิน ATE-002!!!"ว่าแล้วอีฟก็ใช้แขนอีกข้างจับบีมไซต์เอาไว้แทนแล้วฝาดใส่อุชิโอะอีกครั้ง ซึ่งอุชิโอะเองก็เบี่ยงตัวหลบแล้วชักบีมซอร์ดขึ้นมาปัดคมบีมไซต์ทิ้งไป

"คุณอีฟ พอเถอะค่ะ!"อุชิโอะพยามขอร้องอีกครั้งแต่ก็รู้ว่าไม่เป็นผล ก่อนที่อุชิโอะจะตัดสินใจเข้าสู้กับอีฟ ชนกันตรงๆให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย

"อลิส! เปิดระบบเอนเกจ!!!"เพียงพริบตาที่อุชิโอะสั่ง อาร์คสไตคร์เกอร์มาร์คทูก็เปล่งแสงสีฟ้าออกมา ทำให้ทั้งสนามรบต้องหันควับไปทางอุชิโอะทันทีทันใด

"รับทราบค่ะ!"

Engage System Active!

สิ้นเสียงม่านพลังงานสีฟ้าที่ดูหนากว่าเดิมก็คลุมร่างของอาร์คสไตคร์เกอร์เอาไว้ ก่อนที่ร่างของอาร์คสไตคร์เกอร์จะพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้า หายเข้าไปในกลีบกลุ่มเมฆ ก่อนจะโฉบลงมาดุจพญาอินทรีย์สีน้ำเงิน พุ่งเข้าใส่อีฟและไอโอนิกซ์ทันที

"ไม่มีทางโดนหรอก!!!"อีฟร้องพร้อมกับเคลื่อนที่ไอโอนิกซ์หนี แม้ว่าจะเสียแขนไปข้างหนึ่ง แต่ก็ดูจะไม่เป็นปัญหาเท่าใดนักกับการพยามหลบและบินฉวัดเฉวียนแต่ว่า...

เฟรี้ยว!!!!

เสียงอากาศถูกแหวก เสียงราววิหคกำลังตามไล่ล่า เมื่ออีฟหันจอมองกลับไปเธอก็เห็นอาร์คสไตคร์เกอร์ที่ถูกโอบอุ้มด้วยบาเรียสีน้ำเงิน หายวับไปต่อหน้าต่อตา

"ตรงไหน!?"อีฟกัดฟันก่อนจะขยับซ้ายขวาอย่างรวดเร็วเพื่อตามหาอุชิโอะแต่ว่า...

"นั้นมันนกนิ!"โคกิเอ่ยออกมาในขณะที่หันไปมอง...เพราะอาร์คสไตคร์เกอร์เวลานี้ดูเหมือนอินทรีย์ตัวใหญ่ยักษ์ไม่ก็ปานเลยทีเดียว

"ไม่ๆเครื่องบินต่างหาก"มิกซ์เอ่ยยิ้มๆ ผมจากมุมของเขาแล้ว อาร์คสไตคร์เกอร์ก็เหมือนกับเครื่องบินรบความเร็วสูงที่พุ่งโฉบเฉี่ยวเข้ามานั้นเอง

"ใครบอก....นั่นมัน...อาร์คสไตคร์เกอร์ต่างหาก..."รัตน์เอ่ยออกมาเบาๆพร้อมกับยิ้ม วินาทีนั้นกว่าที่อีฟจะรู้ตัวร่างของอินทรีย์สีน้ำเงินก็เข้ามาประชิดใส่หุ่นรบของเธอแล้ว

เปรี้ยง!!!

เสียงกระแทกอย่างรุนแรงเกิดขึ้นพร้อมกับร่างของ วัลชูเกอร์ ไอโอนิคที่ลอยเคว้งคว้างไปมาบนอวกาศ อีฟพยามรักษาการควบคุมแต่พริบตา ไอ้เจ้าอินทรีย์น้ำเงินนั้นก็วกเข้ามาใต้หุ่นของเธอแล้วชนใส่อีกรอบจนได้ รอบนี้อัดใส่ไอโอนิคซะจนเบี้ยวไปเล็กน้อยเลยแถมแรงกระแทกยังแรงขนาดส่งร่างหุ่นของเธอพุ่งลอยขึ้นมาได้อีก

"นี้มัน!"อีฟพยามจะสลัดให้หลุดแต่ก็ไม่เป็นผล แทบจะพริบตา อาร์คสไตคร์เกอร์ก็พุ่งวก กลับมากระแทกใส่อีก ทำให้ATของเธอกระเด็นกระเด็งกระดองไปมาในอากาศภายใต้ท้องฟ้าสีครามที่ดูราวกับว่าจะเป็นฉากหลังให้กับการจู่โจมของอินทรีย์สีน้ำเงินอย่างพอเหมาะเสียนี้กะไร

"อะไรกัน...นี้มันอะไรกัน...ความเร็วระดับนี้..."อีฟถึงกับกัดฟันก่อนที่เธอจะหงายหลังลงไปพิงกับเบาะนั่ง เพราะอาร์คสไตคร์เกอร์พุ่งกระแทกใส่หุ่นของเธอแบบเต็มๆหน้าอีกแล้วนั้นเอง

"อลิส เร็วขึ้นอีก!"อุชิโอะร้องขอ ซึ่งAIเจ้าปัญญาก็รีบตอบรับกลับไปทันทีว่า

"รับทราบค่ะ! เหลือเวลาอีก4นาที ความเร็วเร่งถึงขั้นสูงสุด!"

เพียงพริบตานั้น อาร์คสไตคร์เกอร์ก็เจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม อุชิโอะบังคับอินทรีย์ครามตัวนี้พุ่งกระแทกใส่อีฟและพุ่งชิ้งไปมาดุจลำแสงเลเซอร์ที่ยิงเปรี้ยงเลี้ยวปราดไปมาบนฟากฟ้าราวกับมีลำแสงจากหลายสิบทิศพุ่งเข้าใส่วัลชูเกอร์ไอโอนิค

"อ้ากกกกกก"อีฟร้องออกมาเมื่อถูกกระแทกจนกระเด็นและเตรียมจะร่วงใส่พื้น ด้านล่างเป็นพื้นน้ำ น่าจะลดแรงกระแทกได้พอสมควรแน่ๆ แต่ทว่า....

"ไม่อยู่!? อย่าบอกนะว่ามาจากด้านใต้...ไม่...ไม่มี...ไปไหนกัน?"อีฟร้อนลนก่อนที่จะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง สว่างเรืองรองขึ้นมาบนฟ้า และพุ่งลงมาหาเธอด้วยความเร็วสูงดุจสายฟ้าฟาด...อยู่นั่นเอง...อาร์คสไตคร์เกอร์!!!

"เอนเกจซิสเต็ม เต็มกำลัง! ย้ากกกกกกกก!!!!!!!!!"อุชิโอะตะโกนพร้อมกับเตรียมพุ่งกระแทกปิดฉากใส่ไอโอนิคด้วยความเร็วสูงสุด อีฟเดาะลิ้นด้วยความโกรธแค้นก่อนจะกดปุ่มหนีฉุกเฉินทันที ซึ่งบริเวณคอร์ค็อกพิตก็ถูกดีดออกมา พุ่งแยกไปอีกทาง

"อีฟจัง!"มิโอะรีบผละจากทางกลุ่มรัตน์เข้าไปช่วยอีฟทันที เธอคว้าคอร์ได้สำเร็จและพาอีฟถอนกำลังไป

"แล้ว ATEละ?"มิโอะรีบกวาดตาไปมองทันที ซึ่งเอนเกจซิสเต็มแบบใช้พลังขีดสุดก็พาอาร์คสไตคร์เกอร์ กระแทกชนร่างของไอโอนิควาลชูเกอร์ออกเป็นสองเสี่ยง ซึ่งวัตถุทั้งสามนั้นก็พุ่งลงไปในน้ำพร้อมๆกันและจมลงสู้ก้นทะเล

ตูม!!!!!!! เสียงระเบิดดังขึ้นมาพร้อมกับพื้นน้ำที่แตกกระจายจนกลายเป็นเหมือนน้ำพุ ท่าทางซากของวัลชูเกอร์ไอโอนิคจะไประเบิดที่ใต้น้ำสินะ...

"คุณอุชิโอะ!!!!!!"โคกิตะโกนร้องเรียก เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือเสียงระเบิดนั้นจะเป็นเสียงของอาร์คสไตคร์เกอร์!!!

"ไม่เป็นไรหรอก...ดูนั้นสิ"ฮิคารุเอ่ยพร้อมกับชี้และแชร์สัญญาณกล้องไปให้โคกิ....ท่ามกลางน้ำพุที่พรวยพุ่งและตกลงมาเหมือนฝนนั้น...มีร่างของอาร์คสไตคร์เกอร์มาร์คทูลอยอยู่บนฟ้าท่ามกลางน้ำทะเลที่กำลังตกลงมาเหมือนกับฝน พร้อมกับควันที่พุ่งออกมาตามข้อต่อ ราวกับเป็นกองไฟที่ลุกสว่างกลางฝนและกำลังจะค่อยๆดับลงอย่างสงบไม่ก็ปาน

"แฮ่กๆ...เฮ่อ..."อุชิโอะถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนในขณะที่อลิสรายงานออกมาว่า

"เริ่มทำการระบายความร้อน...ใช้เวลาประมาณ5.67 วินาทีค่ะ...ได้น้ำฝนมาช่วยทำให้ระบายความร้อนได้ไวมากขึ้น"

"น้ำฝนเหรอ...ไม่ใช่ซะหน่อย...นี้น่ะ...มันคือน้ำทะเลที่ลอยขึ้นมาต่างหาก...เฮ่อ....แต่เอาเถอะ ยังไงก็เย็นสบายดีละนะ"อุชิโอะยิ้มในขณะที่เอ่ยตอบออกไป...

ท่าทางการต่อสู้ที่ฐานทัพจะเสร็จสิ้นแล้ว พวกโจรสลัดอวกาศถอนตัว ส่วนพวกดาเรนก็ถูกปราบจนหมด...อุชิโอะทำสำเร็จแล้ว...เขาสามารถปกป้องทุกคนได้อย่างที่ตั้งใจไว้

----------------------------------------

"คุณอุชิโอะ!!!"

หลังจากเสร็จเรื่อง โคกิกับชิเอลก็วิ่งเข้าหาอุชิโอะทันที

"โคกิคุง ชิเอลจัง ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะ"อุชิโอะเอ่ยยิ้มๆก่อนที่โคกิจะส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า

"ไม่หรอกครับ ผมเองต่างหาก....คือว่าที่จริงแล้ว..."พูดจบโคกิก็เริ่มเล่าเรื่องร้านการ์ดในวันนี้ออกมา ซึ่งบรรดาพยานในตอนนั้นเองอย่างเอลและหลินฟงก็เข้ามาฟังด้วย

"แต่เจ้าหนูโคกิก็ไม่เลวเลยนะ ถึงขนาดโชว์จั่วเทพในตำนานให้เห็นได้เนึ่ย"เอลพึมพำส่วนหลินฟงก็งืมๆออกมาก่อนจะเอ่ยว่า

"นั้นสินะ ไม่น่าเชื่อจริงๆ เป็นกองกำลังที่น่าสนุกดีนะ"

"นั่นสินะครับ.............เอ้!?!?!?! พี่สาวร้านการ์ด!!!!! ทำไมมาอยู่ที่นี้ได้ละ!!!!!!"โคกิถึงกับตกใจก่อนที่หลินฟงจะเอามือถูจมูกนิดๆแล้วเอ่ยว่า

"เอาเป็นว่าเรื่องมันยาวน่ะ...อีกเดี้ยวกัปตันพวกเธอก็คงจะอธิบายให้เอง ขอตัวแป็บนะ"ว่าแล้วเธอก็หมุนตัวบอกลาพวกโคกิทันที... ทำให้โคกิกับชิเอลได้แต่อึ้งว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ส่วนอุชิโอะเอง ก็เข้าไปขอบคุณลูน่ากับซารีน่าอีกรอบหนึ่ง

"ว่าแต่คุณลูน่าไม่เป็นไรนะค่ะ?"อุชิโอะถามอย่างเป็นห่วง แต่ลูน่าก็ส่ายหัวแล้วเอ่ยว่า

"ไม่ต้องห่วงน่าอุชิโอะ ได้นอนไปพักหนึ่งสบายขึ้นเยอะเลย..ว่าแต่ อาร์คสไตคร์เกอร์ละ? ดีเหมือนเดิมรึเปล่า"

"ยิ่งกว่าเดิมเลยละค่ะคุณลูน่า...สัมผัสได้ถึงความพยามของทุกคน...และความรู้ของคุณปู่เลยละค่ะ"อุชิโอะยิ้มพร้อมกับหันไปมองอาร์คสไตคร์เกอร์ซึ่งลูน่าก็หลบหน้าแบบอายนิดๆ ท่าทางคงดีใจที่เธอได้ช่วยอุชิโอะเอาไว้บ้าง แต่ในขณะที่กำลังคุยกันอยู่อย่างเพลินๆนั้นเอง อุชิโอะก็ล้มลงไปดังตึง

"เอ๊ะ!?"อุชิโอะตกใจ ที่จู่ๆก็รู้สึกตัวหนักๆ พวกลูน่าเองก็ด้วย

"เฮ่อ...ก็เล่นท้ามฤตยูแรงGแบบนั้นแทบป่วยอีก ยืนได้นานขนาดนี้ก็เก่งแล้วนะ"ชาเพนท์บ่นพึมพำในขณะที่เดินเข้ามาแล้วอุ้มอุชิโอะขึ้น

"เอาละ พวกเธอสงคนก็นอนพักเถอะ ส่วนแม่นี้ยังต้องพักในห้องพยาบาลอีกหน่อย"ชาเพนท์เอ่ยซึ่งทั้งลูน่ากับซารีน่าก็พยักหน้า ก่อนจะเอ่ยให้กำลังใจอุชิโอะไปว่า

"หายเร็วๆนะ!"

"อืม สัญญาเลยค่ะ คุณลูน่า"อุชิโอะยิ้มตอบก่อนที่จู่ๆจะรู้สึกเหมือนหน้ามืด แทบจะกลิ้งตกจากแขนของชาเพนท์จนพวกลูน่าถึงกับตกใจต้องช่วยกันมาดันและสุดท้ายก็ต้องอาสาร่วมแรงพาอุชิโอะกลับไปที่ห้องพยาบาล

----------------------------------------

ในห้องทำงานของกัปตันไลล่า เธอกำลังจิบชาพร้อมกับฟังเรื่องราวน่าเหลือเชื่ออยู่ แม้ว่าสำหรับกองกำลังTSCแล้วเรื่องน่าเหลือเชื่อจะมีอยู่มากมายหลายคณาจนนำแทบไม่หวาดไม่ไหวก็เถอะนะ ซึ่งเรื่องที่เธอกำลังนั่งฟังอยู่ก็คือ เรื่องราวจากปากของหลินฟงนั้นเอง

"ต่างมิติ? อันนี้พอเข้าใจแต่ที่ว่าแทนที่นี้หมายความว่ายังไงเหรอ?"ไลล่าเอียงคอถาม ซึ่งหลินฟงเองก็พูดออกมาอย่างสบายอารมณ์ว่า

"อืมก็อย่างที่บอกไปละค่ะ...ฉันน่ะ ไม่ใช่คนจากมิตินี้ แต่มาจากต่างมิติ ด้วยพลังของหุ่นยนต์ของฉัน ฟ็อกซี่...ส่วนตัวฉันที่อยู่ในมิตินี้ประสบอุบัติเหตุตายไปตั้งนานแล้ว พอดีฉันไปเจอเข้าก็เลยมาแทนที่ตัวเองแล้วแอบเนียนใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้น่ะ อืม...ก็น่าจะประมาณสัก2-3ปีได้แล้วละนะ"

"อืม...พอจะจับประเด็นได้อยู่...แบบ พวกมิติคู่ขนานที่มีตัวเราที่ไม่ใช่เราอยู่แบบนั้นสินะ"ไลล่าพึมพำในขณะที่เอานิ้วจิ้มๆหน้าผากก่อนจะพูดต่อว่า

"ไอ้พวกรายละเอียดอย่างทำไมถึงได้ขับหุ่น ฉันไม่ขอถามละกันนะ...แต่แบบนี้ก็แสดงว่า เธอซ่อนตัวจากรัฐบาลกับกองทัพต่างๆมาหลายปีโดยที่ไม่เคยถูกจับได้ แล้วก็ขึ้นหุ่นบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อปกป้องเมืองสินะ"

"ก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ บางทีก็ขึ้นหุ่นไปโน่นไปนี้ ทำอะไรก็ตามที่อยากจะทำ ก็เท่านั้นเอง"หลินฟงยิ้มๆก่อนจะเคาะหัวตัวเองแอ็บแบ๊วออกไป ก่อนจะพูดถามไลล่าไปต่ออีกว่า

"รู้แบบนี้แล้วจะทำยังไงกับฉันดีละค่ะ?"

"จ้าง!"ไลล่าตอบออกมาทันควันโดยไม่เสียเวลาคิดก่อนจะอธิบายเหตุผลให้ฟังว่า "ฉันไม่อยากทำเรื่องอย่างคุมขังเธอ หรือส่งคนไปเฝ้าอะไรแบบนั้น เพราะงั้นให้มาทำงานด้วยน่าจะง่ายกว่าน่ะ"

"ฉันไม่รับเงินค่าจ้างแบบธรรมดาหรอกนะคะ ต้องเสนออะไรที่ดูสมกับค่าตัวน่ะ"หลินฟงเอ่ยพร้อมกับทำท่าเชิดนิดๆ ก่อนที่ไลล่าจะเอียงคอเล็กน้อยแล้วหลับตา ก่อนจะพูดข้อเสนอ ออกไปทันทีเลยว่า...

"โปรโมการ์ดที่แถมมากับงานแข่งขันครั้งแรก ของหายากที่ตอนนี้โลกนี้มีเหลืออยู่ไม่กี่ใบเท่านั้นเป็นไงละ?"

"อุบ!!!"หลินฟงเกือบหลุดหัวเราะออกมา แต่ก็ไม่รอด ปล่อยเสียงหัวเราะท้องงิกท้องงอ ออกมาจนได้ ซึ่งไลล่าก็ปล่อยให้เธอขำได้ตามสะดวกก่อนจะเหล่แล้วถามว่า

"เอ้า ว่ายังไงละ ตกลงไหม?"

"ตกลงค่ะ! ฉันพึ่งเคยเจอกัปตันที่แปลกแบบคุณก็วันนี้วันแรกเลยนะ!! ให้ตายสิ!!! ฮะๆๆๆ"ซึ่งเธอเองก็ยังขำต่อไปท่าทางจะชอบใจมาก ซึ่งนั่นก็ทำให้ไลล่ายิ้มออกมานิดๆ

ว่าแล้วหลินฟงก็ขอตัวออกไปจากห้อง ซึ่งไลล่าก็ถอนหายใจก่อนจะเอ่ยว่า

"เฮ่อ...เอาละ ในที่สุดก็ได้เวลาพัก......หืม!?"ว่าแล้วเธอก็พบกับการรบกวนอีกครั้งจนได้ เมืี่อมีสัญญาณติดต่อเข้ามาหาเธอ ดูจากสีแล้วสายมาจากนอกยานด้วยนิ

"ค่ะ....อ้าว....คุณเองเหรอ?"ไลล่าเปลี่ยนเป็นหน้าบูดทันทีเมื่อรู้ว่าคนที่ต่อสายเข้ามาคือ M.I หรือมามิยะ อิลูชั่นสามีของเธอที่ตอนนี้กำลังเดินทางไปๆกลับๆระหว่างทางใหญ่เอลฮังค์กับยานรบราชินโยว์ฐานใหญ่ของกองกำลังTSC แม้จะเห็นว่าภรรยาดูไม่มีทีท่าแคร์สามีเท่าไรแถมยังหน้าบูดอยู่ทุกเมื่อ แต่ก็มีคนบอกเหมือนกันว่าจริงๆแล้วคู่นี้รักกันดีกว่าที่คิดอีกนะ

"ขอโทษที่ทำให้ขัดใจนะ แต่ว่าพอดีมีเรื่องด่วน...ด่วนสุดๆด้วย"มามิยะพูดพร้อมกับเอียงหน้าลงนิดๆ ซึ่งไลล่าก็คิ้วกระตุกหน่อยๆ ตานี้วันนี้มาแปลก ไม่ม่อเธอก่อนแบบทุกที ท่าทางจะเรื่องซีเครียดของแท้แน่ๆ

"เกิดอะไรขึ้นล่ะ?"ไลล่ายิงคำถามออกไป ซึ่งมามิยะก็ตอบกลับมาทันทีว่า

"อืม...มันอธิบายลำบาก แต่เอาเป็นว่า...ทีมของพวกเราเอลฮังค์ได้ไปสำรวจเจออะไรบางอย่างที่น่าสนใจเข้าใต้ยานราชินโยว์ละ มันเป็นลักษณะที่เหมือนกับคริสตัลขนาดยักษ์ ตอนแรกพวกเราก็สงสัยว่ามันจะเป็นแกนหรือพลังงานอะไรสักอย่างให้กับราชินโย...แต่ว่าฉันสังหรณ์ใจแปลกๆเลยไม่ได้รายงานวอร์เรฟไป"

"เห...อันตรายเอาเรื่องเลยนะนั่น... คุณก็รู้ว่าไอ้วัตถุจากมิติอื่นมันไม่ได้อยู่ในขอบเขตความเชี่ยวชาญของพวกเรา แถมยังนึกไปสงสัยคนที่พอให้คำตอบคนเดียวได้ซะอีก แล้วไงละ? คิดว่าเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่เขาทิ้งไว้รึไง? คิดมากไปมั้ง?"ไลล่าตอบหน้าตายออกไป พร้อมกับยักไหล่ แต่มามิยะไม่เล่นด้วย เขาตีหน้าจริงจังแล้วตอบออกมาว่า

"เดิมทีราชินโยว์ก็เคยมีของแบบนี้...รู้จัก"ลูกแก้ววินาศ"ใช่ไหม?"

"ไอ้ที่ เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานที่ดร.แกว่าเป็นอนันต์สินะ...สร้างแบล็คโฮลขนาดย่อมๆได้อีกต่างหาก เอาของแบบนั้นติดไว้นี้ น่ากลัวสุดๆเลยละนะ ว่าแต่...ทำไมเหรอ?"ไลล่าเริ่มจะหงุดหงิดเล็กน้อย หมอนี้ยังไม่ม่อเธอมาเลย...แย่แน่ๆ...ไม่ใช่ว่าเธอเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจชอบให้สามีมาจีบแต่ปากก็ด่าไม่หยุดหรอกนะ แต่เพราะเธอรู้ดีว่า การที่มามิยะลืมแม้กระทั้งการเกี้ยวสาวที่แทบจะเป็นสามัญสำนึกอย่างหนึ่งในสมองของเขาไปแล้วได้อย่างหมดจดเนี่ย แสดงว่าไอ้เรื่องที่เขากำลังพยามจะพูดต้องเป็นอะไรที่ร้ายแรงชนิดสุดๆของสุดๆแน่ ไอ้เจ้าบ้านี้ถึงจริงจังได้ขนาดนี้

"อืม...อันที่จริงคือ พอพวกเราทดสอบไอ้เจ้าคริสตัลที่ว่านี้มันดันเกิดเรื่องน่าตกใจขึ้นมาน่ะ ดูเหมือนมันจะไม่มีอะไร แต่พอลองขยายขอบเขตให้กว้างขึ้นก็พบว่ามีการ"ผันผวน"ของมิติเกิดขึ้นมาตลอดในตอนที่เราเริ่มใช้งานมัน...แถมท่าทางจะหนักขึ้นเรื่อยๆพวกเราก็เลยรีบวางมือไปซะก่อน"มามิยะพูดอธิบาย ซึ่งไลล่าก็รับฟังอย่างตั้งใจก่อนจะเอ่ยว่า

"เดี้ยว...แบบตอนที่ดาเร็นโผล่มายังงั้นเหรอ?.... นี้นายจะบอกว่าเราสามารถทำไอ้ที่คล้ายๆกับพวกดาเร็นได้สินะ?"

"ไม่ไลล่ามันแย่กว่านั้นอีก...พอมิติผันผวนแล้ววัตถุบริเวณนั้นจะหายไป...และเราก็ไม่รู้ว่ามันจะโผล่มาอีกที ที่ไหนหรือตรงไหน..."มามิยะพึมพำก่อนจะหันไปทำอะไรสักอย่างให้ไลล่าสงสัยสักพักก่อนจะกลับมาพูดต่อทันที

"เหมือนเวลาแทบจะไม่ค่อยเหลือแล้ว...เอาละ....จะเล่าต่อนะ พวกเราตัดสินใจไปถามวอเรฟ แต่เขาก็ไม่ได้ให้คำตอบออกมา...แล้วก็...วันรุ่งขึ้นจู่ๆวอเรฟก็หายตัวไป"

"หา!? เช็คคาเมร่ากับบันทึกการเข้าออกแล้วรึยัง? บางทีเขาอาจจะยังอยู่ในยานกว่า8กิโลนั้นก็ได้นะ"ไลล่าทักออกไป ซึ่งมามิยะก็พยักหน้าก่อนจะเอ่ยว่า

"ลองทุกอย่างแล้ว...แต่ว่ามันแย่กว่านั้นน่ะสิ จู่ๆบอนล์ก็บุกมา...แล้วก็จับฉันกับคุณซากุระเป็นตัวประกัน?"

"พวกนั้นไปได้ยังไงกันนะ? เดี้ยวสิ...เราต้อนกองกำลังบนอวกาศไปหมดแล้วน่าจะเหลือแต่ที่โลกนิน่า!?"ไลล่าตกใจก่อนจะเหล่ซ้ายขวาเรียกหน้าจอขึ้นมาเช็คกันเป็นพันวัล.... แปลก...แปลกมาก...

เมื่อวานกองกำลังบอนล์จากการตรวจสอบยังเหลือเพียบแล้วทยอยกันไปรวมตัวกันที่ฐานทัพหลักอยู่เลยไม่ใช่รึไง แต่เพียงวันเดียวกองกำลังเหล่านั้นก็หายไปกว่าครึ่ง และเมื่อเธอลองไปตรวจสอบดูก็พบว่ากว่าครึ่งที่หายไป ดันไปปรากฎตัวอยู่บนอวกาศซะเกินครึ่ง...นี้มันอะไรกัน?

"เดี้ยวสิ แล้วถ้าโดนบุกโจมตีทำไมถึงไม่มีสัญญาณขอความช่วยเหลือมาละ? อีกอย่าง ทำไมนายถึงได้โทรมาคุยกับฉันได้?"ไลล่าถามต่อไปในขณะเปิดหน้าจอว่างๆขึ้นมาอันหนึ่งแล้วเริ่มเขียนความคิดของตัวเองลงไปในนั้น เพื่อประเมินสถานการณ์และหนทางต่อไปทันที

"แฮ็คสัญญาณในห้องขังมาคุยน่ะสิ แต่ก็ได้แค่แป็บๆ นานกว่านี้อาจจะโดนจับได้ เรื่องที่ไม่มีการแจ้งนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน...เดิมทียานราชินโยว์ศัตรูเข้าใกล้ก็ต้องเด็งมาทันทีแล้ว แต่นี้มันยังกับ...จงใจให้เข้ามายึดยังไงยังงั้นเลย...วอเรฟก็หายไปอีก...นี้แหละที่ทำให้น่าสงสัยละ"มามิยะเอ่ย ทำให้ไลล่าฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะพูดออกมาว่า

"จริงสิ.....พวกเฟทเกทมีระบบข้ามมิตินิน่า? จำได้ว่าที่สู้กับพวกนั้นก็ใช้วิธีนี้ในการวาปโผล่ออกมา...หรือว่าบอนล์จะใช้วิธีนั้น ขนย้ายกองกำลังเข้ายึดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย?"

"น่าสนใจ และน่าจะใช่ด้วย...เฮ่อ...โดนหลอกเข้าเต็มเป้าเลยละ ถ้าเคลื่อนทัพรุกฐานใหญ่ไปละก็ไม่ทันการแน่ๆ ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ...เหมือนบอนล์กะจะใช้ไอ้เจ้าคริสตัลที่ว่านี้ด้วยนะ"มามิยะพึมพำเปิดโอกาสให้ไลล่ายิงคำถามต่อทันทีว่า

"มันก็แค่ทำให้วัตถุถูกวาปไปในตำแหน่งที่ไม่รู้จักไม่ใช่เหรอ?"

"ก็ใช่...แต่ฉันคิดว่ามันน่าจะยิ่งกว่านั้นน่ะสิ...เพราะตอนที่ทดสอบดูน่ะ มันเกิดในอวกาศกับพวกหินเศษซากอุกบาต แต่ฉันไม่รู้ว่าถ้ามันเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ละ...มันจะดูดเอาพื้นผิวดาวไปด้วยไหม? ถ้าเป็นแบบนั้นละก็หมายความว่า..."มามิยะเอ่ยไม่ทันจบ ไลล่าก็ปิดประเด็นด้วยคำพูดทันที

"มันอาจจะร้ายแรงระดับทำลายโลกได้ทั้งใบ?"

[Episode 11 - Rise The Blue Eagle And Revive The Girl -] End
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 06, 2013, 10:56:59 AM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Nadesico Crew
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2305


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #37 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2013, 04:16:42 AM »

*อาจมีแก้ไข+เพิ่มเติมได้เน่อ ถ้าแก้ไขหรือเพิ่มแล้วจะไปอัพรายละเอียดในกระทู้คุย
*คนเขียนคนไหนที่อยากให้แก้รบกวนช่วยเขียนส่วนที่อยากให้แก้ส่งมาให้ผมทางหลังไมค์ด้วยนะครับ แล้วผมจะเอามาแปะให้
*ส่วนที่ยังมาร์คสีแดงนี้ไว้คือเนื้อเรื่องส่วนที่ยังไม่ได้รับรองจากสมาชิกทุกคนนะครับ อาจจะมีการแก้ไขดัดแปลงหรือเปลี่ยนไปเลยก็ได้ในอนาคต


----------------------------------------

[Episode 12 - Eyes Glazing Over Prologue -]

----------------------------------------

เรื่องราวก็เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า...ต้องมีวันเจิดจรัสและก็มีวันที่ดับแสงลงไป...และเมื่อเรื่องราวกำลังเข้าสู่บทสุดท้าย...มันจะส่องแสงสว่างที่ส่องประกายงดงามที่สุดออกมา...

"รู้สึกเกร็งๆจังเลยแฮะ"รัตน์ พรมอนันต์เอ่ยออกมาในขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้โดยสารในสภาพชุดอวกาศเต็มสูบ ข้างๆตัวเขามีราธโอเปอเรเตอร์สาวประจำยานบลูกาแลคเซียนั่งอยู่ด้วย

"ฉันก็เหมือนกันคะ...ไม่นึกเลยว่าจะเร็วขนาดนี้่"ราธพึมพำก่อนจะหันออกไปมองนอกหน้าต่าง...มันก็คือ"โลก"ที่ถูกเผยให้เห็นเพียงครึ่งเดียวเนื่องจากกระสวยอวกาศลำนี้กำลังพุ่งทะลุออกมานอกชั้นบรรยากาศอยู่

----------------------------------------

ย้อนกลับไปเมื่อหลายชั่วโมงก่องหน้านี้...ที่ห้องประชุมในฐานทัพเกาหลีใต้

"ก็อย่างที่อธิบายไป....จะสรุปให้ฟังอีกที...กองกำลังหลักของบอนล์ เรือธงเธเซอุสของเรย์นาร์ดลาวิอัสได้ใช้ช่องทางการวาปของเฟทเกทเข้าไปบุกยึดราชินโยว์ ดูเหมือนว่าจากภาพถ่ายดาวเทียมที่รวบรวมได้ล่าสุด พวกโจรสลัดอวกาศเองก็จะไปสมทบกันตรงนั้นด้วย"ไลล่าเอ่ยพร้อมกับสะบัดไม้ของเธอไปๆมาๆบนจอมอนิเตอร์ใหญ่ยักษ์ ในห้องประชุมนั้นมีบรรดาสมาชิกทุกคนของTSCเข้าฟังด้วยอยู่

"แถมมีรายงานว่ามีการพบดาเรนแล้วก็สัญญาณประหลาดที่จับไม่ได้อีก..."ไลล่าพูดปิดซึ่งพอได้ยินแบบนั้นอุชิโอะก็เลยเหงื่อตกก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

"ยังกับรังบอสใหญ่เลยนะเนี่ย..."

"ได้ยินว่าฐานของเอลฮังค์อยู่ที่ดวงจันทร์ด้วยนิน่า? เป็นอะไรรึเปล่าละ?"ลูซิเฟอร์เอ่ยถามซึ่งไลล่าก็ส่ายหัวก่อนจะเอ่ยว่า

"สั่งอพยพคนหนีตั้งแต่ราชินโยว์โดนยึดแล้ว ตอนนี้ก็โดนถล่มเรียบเป็นหน้ากลอง... เฮ่อ"

"แบบนี้เราจะทำยังไงกันดีละครับ?"โคกิเอ่ยถามพร้อมทำสีหน้าหวาดๆ ไลล่าก็หันไปมองที่องค์หญิงเครโอ้แล้วเอ่ยถามทันทีว่า

"เครโอ้จังคิดว่าพอจะเจรจากับเฟทเกทได้ไหม?"

"ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่ท่าทางพวกเขาคงคิดว่าการร่วมมือกับบอนล์ตัดหัวตัดหางพวกเราด้วยแผนการนี้จะทำให้จับตัวฉันได้ง่ายที่สุดละมั้งคะ"เครโอ้เอ่ยออกไปอย่างอ้ำอึ้งในขณะที่ไลล่าครุ่นคิด

"แล้วจะเอายังไงละ? ขึ้นไปสู้กับพวกนั้นสินะ?"แบตเทิลถาม

"พวกท่านมีกองกำลังที่พร้อมจะสู้อยู่ประมาณเท่าใดเหรอครับ?"เวราโด้เอ่ยถามออกมาในขณะที่ยืนนิ่งครุ่นคิด สมเป็นเสนาธิการแห่งโอเรนทอล รีบคำนวนปริมาณทหารที่มีก่อนเลยสินะ

"อืม....กองทหารที่มีจากทั่วและภาคพื้นอวกาศก็มีราวๆ2-3พันกว่าเครื่อง ยานรบอีกเกือบจะร้อยลำละนะ... แต่ปัญหาก็คือถ้าทุ่มกำลังมากเกินไปละก็ การป้องกันจะมีปัญหา เพราะกองกำลังส่วนใหญ่ของบอนล์ก็ยังเหลืออยู่อีก...ดีไม่ดี ฉันคิดว่าถ้าจะต่อสู้ละก็ คงใช้แค่กองกำลังTSCกองเดียวเข้าทลวงเข้าไปมากกว่า"ไลล่าเอ่ยออกมาอย่างเฉียบขาดก่อนจะหันไปมองเอ็กซ์แล้วเอ่ยว่า

"แล้วก็ หมวดเอ็กส์ มีเรื่องหนึ่งที่ต้องแจ้งให้คุณทราบค่ะ นั้นก็คือ อาณาจักรดัลลิอาต้าโดนบอนล์ยึดไปเรียบร้อยแล้ว"

"หา!? ได้ไงกัน!"มิเกลเอ่ยออกมาด้วยท่าทางตกใจก่อนที่ไลล่าจะพูดขึ้นว่า"เราพึ่งทราบข่าวไม่ได้นี้เอง แต่ว่าดูเหมือนจะถูกยึดไปได้กว่าอาทิตย์แล้ว เห็นว่ามีการร่วมมือจากภายในทำให้เรื่องการที่ดัลลิอัลต้าโดนยึดไม่เข้าหูพวกเราน่ะค่ะ... พวกนั้นคุมเข้มเรื่องข่าวสารมาก บวกกับการที่คนในอาณาจักรนั้นไม่ค่อยพอใจที่กองกำลังเอลฮังค์เข้าไปแทรกแซง ข่าวก็เลยรั่วไหลออกมาช้า"

"ถ้ายังงั้น พวกเราควรต้องรีบไปที่ดัลลิอาต้าแล้วชิงเอาประเทศของพวกเราคนมาก่อน"อัลบาเสนอความเห็นออกไป แต่ก็โดนไลล่าปัดตกทันทีว่า

"ต้องขอโทษด้วยจริงๆค่ะ...ฉันไม่อนุญาติ"

"ทำไมละ? อีกอย่างกัปตันเองก็สั่งห้ามพวกเราเรื่องนี้ไม่ได้นะ"ดอลลี่เอ่ยออกมา ก่อนที่ไลล่าจะแจ้งเหตุผลตัวเองออกไปว่า

"เพราะตอนนี้เราต้องการกำลังของTSCทั้งหมดในการทลวงเข้าไปน่ะสิ เรื่องดัลลิอัลต้าน่ะ ต้องขอให้เอาไว้ทีหลัง"

"แต่นั้นมันเป็นประเทศของพวกเรานะ!!!"มิเกลตะโกนออกมา ก่อนจะทำท่าฮึดฮัดแล้วเอ่ยออกมาว่า

"ได้! งั้นฉันจะออกจากกองกำลังTSCไปช่วยดัลลิอัลต้า"

"เดี้ยวสิ!"ดอลลี่ร้องห้ามออกมาก่อนที่เอ็กส์ที่นิ่งเงียบมานานจะเอ่ยออกมาว่า

"มิเกล หยุด! กัปตันพูดถูกนะ!"

"แต่ว่าหัวหน้า!!!"มิเกลหันกลับมาเพื่อจะโต้คารมกับเอ็กซ์ แต่พอเห็นหน้าที่เศร้าแล้วก็จำยอมของเอ็กซ์แล้วก็ทำให้เขาคอตก

"มิเกล พวกเราน่ะคือความหวังของอาณาจักรนะ!"เอ็กส์พูดออกมา ทำให้มิเกลนิ่งเงียบยิ่งกว่าเดิมก่อนจะเอ่ยออกไปว่า

"ขอโทษที่ทำตัวเสียมารยาทครับ"

ไลล่านั้นถอนหายใจออกมานิดๆก่อนจะเอ่ยว่า

"ไม่เป็นไร...ฉันผิดเองแหละ....ฉันจะประสานงานกองกำลังจากพื้นโลกใกล้ๆนั้น ให้ผนึกกำลังกันชิงดัลลิอัลต้าคืนมา"

"ขอบคุณมากครับ"เอ็กส์พูดขอบคุณพร้อมกับทำวันทยาหัตถ์

"...แล้ว...ท่านคิดจะใช้ยานแม่ทั้งสองลำในภารกิจนี้ทั้งหมดรึ"เวราโด้เอ่ยออกมา พร้อมกับครุ่นนึกอะไรบางอย่าง ทำให้ลูคัสที่ยืนอยู่ใกล้ๆถามออกมาว่า

"มีอะไรงั้นรึครับ?"

"การที่จะใช้ยานรบทั้งหมดในภารกิจนี้ผมคิดว่าไม่ค่อยจะเหมาะ ถึงจะมีพลังในการทำลายและการบุกทลวงที่สูง แต่จะขาดความรวดเร็วไปถ้าต้องการจะบุกเข้าไปในราชินโยว์จริงๆน่าจะหายานขนส่งที่คล่องตัวกว่านี้"เวราโด้อธิบายออกมา ซึ่งไลล่าก็พยักหน้าก่อนจะพูดต่อว่า

"ที่จริงแล้วยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ภารกิจนี้ต้องการความรวดเร็ว เพราะว่าเราได้รับข้อมูลมาว่า ทางบอนล์เหมือนจะมีคริสตัลแบบเดียวกับ"ลูกแก้ววินาศ" ของยานราชินโยว์แล้วเอามันมาใช้งาน ผลของมันทำให้เกิดการบิดเบือนมิติ เรียกดาเรนมาและมีพลังที่จะทำให้ผิวของดาวโดนดูดกลืนหายไปได้...ประมาณหลุมดวงจันทร์นั้นแหละ"

"ถ้าเป็นแบบนั้นละก็...แสดงว่าพวกเขาคิดจะใช้สิ่งนั้นในการเป็นเครื่องมือข่มขู่ให้ศัตรูของพวกเขายอมจำนนสินะ ว่าแต่ว่า...พวกเขาควบคุมของแบบนั้นได้รึครับ?"องค์ราชาคาลิสเอ่ยถามขึ้นมาบ้างก่อนจะกำหมัดแน่นเบาๆ ซึ่งคนที่ตอบคำถามนี้ไม่ใช่ไลล่าแต่เป็นไลมุ

"ควบคุมได้หรือไม่ได้ก็ไม่เห็นจะต่างกันเลย ถ้าทำให้มันทำงานได้ละก็ จะเกิดการบิดเบือนมิติไปทั่ว แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว เหมือนสุ่มยิงนิวเครียล์นั้นแหละ ไม่ว่าจะโดนที่ไหนพวกนั้นก็ได้ประโยชน์อยู่ดี เพราะอาณาเขตบอนล์บนโลกมีไม่ถึง30%แล้วนิน่า โอกาศโดนศัตรูมากกว่าพวกตัวเองเยอะ"

"แล้วก็...ถ้าเกิดโดนพวกตัวเอกละก็ บอนล์ก็คงไม่ใส่ใจอะไรด้วย วิธีการตามปกติของพวกนี้นินะ"ไลล่ายักไหล่ ในขณะที่บรรยากาศมาคุก็เริ่มปกคลุมห้องประชุมเรื่อยๆ จนกระทั้งโดนฟาเฟลเบรกออกมาว่า

"แล้ว ถ้าต้องการความรวดเร็วละก็...จะใช้อะไรเดินทางละค่ะ?"

"นั่นสินะ...."ไลล่าทำท่าครุ่นคิดในขณะที่จู่ๆจอสัญญาณก็ปรากฎขึ้นมาในห้องประชุม ผู้ที่ติดต่อเข้ามาก็คือผู้การเรเน่คนดูแลฐานทัพที่ไทยนั้นเอง

"ดูเหมือนว่าจะติดต่อเข้ามาได้ในเวลาพอเหมาะสินะ"เรเน่เอ่ยขึ้น ซึ่งไลล่าเองก็โค้งตัวให้เธอก่อนจะเอ่ยว่า

"พอเหมาะพอเจาะเลยค่ะคุณเรเน่ เราพึ่งเริ่มประชุมได้ไม่นาน.... ตอนนี้กำลังคิดว่าจะอาอุปกรณ์เคลื่อนที่ออกอวกาศความเร็วสูงจากที่ไหนได้บ้าง"

"หืม...อุปกรณ์เคลื่อนออกอวกาศ ความเร็วสูง? แบบพวกกระสวยอะไรแบบนั้นน่ะเหรอ? จริงๆที่ฐานทัพที่ไทยก็มีอยู่ประมาณ10กว่าลำนะ จะเอาไปใช้ทำอะไรยังงั้นเหรอ?"เรเน่ยิงคำถามออกไป ซึ่งก็ทำให้ไลล่ากับเวราโด้ที่ฟังอยู่ยิ้มออกมาทันที

"ของที่ท่านว่า ใช่ไอ้ที่โลกนี้เรียกว่า"กระสวยอวกาศ"อะไรแบบนั้นรึเปล่า?"เวราโด้เอ่ยถาม ซึ่งไลล่าก็ตอบแทนว่า

"ใช่แล้วค่ะคุณเวราโด้ ฉันคิดว่าคุณน่าจะอ่านเทคโนโลยีของโลกนี้มาบ้างสินะค่ะ ว่าแต่คุณเรเน่ มันเป็นกระสวยแบบไหนเหรอค่ะ?"

"รุ่น ฟาสเฟอริคน่ะ กระสวยอวกาศแบบลำเลียงความเร็วสูง มักนิยมนำมาเป็นกระสวยลี้ภัยฉุกเฉิน แต่ตัวนี้เป็นรูปแบบพิเศษที่บอนล์ปรับแต่งขึ้นมาสำหรับใช้ภารกิจเข้าจู่โจมแบบสายฟ้าแลบ กระสวยอวกาศพวกนี้มีโรงเก็บหุ่นขนาดใหญ่กว่ากระสวยปกติ และมีความเร็วมากกว่า แต่ก็มีข้อเสียตรงไม่มีอาวุธติดตั้งมาด้วยนั้นละนะ...ซึ่งมันทำให้..." เรเน่อธิบายไม่ทันจบแต่พอได้ยินคุณสมบัติของมันไลล่ากับเวราโด้ก็เอ่ยออกมากันอย่างพร้อมเพรียงว่า

"นั่นละ!!"

----------------------------------------

และแล้ว "โอเปอเรชั่น EB (End B.O.N)" จึงได้เริ่มต้นขึ้น มีเพียงยานเรดกาแลคเซียเท่านั้นที่เป็นยานรบและได้นำมาใช้ในภารกิจ กองกำลังTSCเบนเข้มกลับไปที่ไทย และทำการขนย้ายหุ่นรบและกำลังพลขึ้นกระสวยฟาสเฟอริคกันทันที ซึ่งก็ใช้กระสวยกันทั้งหมดทั้งสิ้น 6ลำ ส่วนทางด้านเรดกาแลคเซียก็ได้ทำการเสริมบูสเตอร์ที่มีประสิทธิภาพก่อนจะเตรียมยานให้พร้อมตะลุยออกไปนอกชั้นบรรยากาศ

ในที่ห้องประชุมใหญ่ของฐานทัพในไทย พวกนักบินหุ่นรบส่วนใหญ่ถูกบังคับให้แต่งตัวด้วยชุดอวกาศแบบรัดกุม นั้นก็เพราะว่าภารกิจนี้เป็นแบบรบติดพันและมีโอกาศสูงที่ต้องบุกเข้าไปในราชินโยว์ทำให้ต้องมีการออกไปนอกอวกาศ อีกทั้งยังต้องนั่งกระสวยออกไปนอกอวกาศอีกต่างหาก ซึ่งคนที่ไม่ใส่ก็เห็นจะมีแต่คนบนดาวโอเรนทัลที่สบายๆกับพวกสายหุ่นโอเวอร์อย่าง ไลมุ ลูซิฟอร์ ชาเพ็นแล้วก็เรย์กิวเท่านั้น ออ คนจากต่างมิติอย่างพวกไกด์เองก็ไม่ใส่มานะ

"อะแฮ่ม....มาครบกันแล้วสินะคะ....ฉันจะไม่พูดอะไรมาก แต่ทุกคนก็คงรู้กันดี...นี้เป็นภารกิจที่น่าจะใหญ่ที่สุดของกองกำลังTSC แล้วฉันคิดว่านี้คงจะเป็นภารกิจสุดท้ายด้วย"ไลล่ากระแอมออกมา ซึ่งพอได้ยินประโยคหลัง ทำให้ทุกคนถึงกับตะลึงงัน ก่อนที่ไลล่าจะพูดขยายความออกไปว่า

"เพราะถ้าจบภารกิจนี้แล้วเราสามารถพิชิตบอนล์ได้อย่างราบคราบ ฉันคิดว่าพวกเราคงไม่ใช่แค่ "Combatant" หรือนักรบแล้วละ"

"แล้วจะเป็นอะไรละ กัปตัน?"ลูซิเฟอร์เอ่ยถามพร้อมกับเอียงคอนิดๆ ซึ่งไลล่าก็ยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยออกไปว่า

"แน่นอนอยู่แล้ว...พวกเราก็ต้องกลายเป็น"Crusader"นักรบศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เหรอ?"

"ไม่ใช่นักรบ...แต่พัฒนาเป็นนักรบศักดิ์สิทธิ์งั้นเหรอ?....น่าสนใจดีนะ"ไลมุพูดพร้อมกับยิ้มๆ ซึ่งลูซิเฟอร์กับเรย์กิวก็พยักหน้านิดๆเชิงเห็นด้วย

"เฮอะ....แสดงว่าจบเควสนี้ เมพวีผู้นี้จะได้มีเท้ามีแสงแล้วสินะ รีบไปขยี้มันเลยดีกว่า!"วีเอ่ยออกพร้อมกับกำหมัดแน่น ทำเอาแทบทุกคนถอนหายใจออกมา

"งั้น...ก่อนจะไปลุยศึกใหญ่...ตามธรรมเนียมปฎิบัติแต่ช้านานพวกเราก็ต้อง..."ว่าแล้วไลล่าก็ไอเบาๆก่อนจะยื่นไมค์มาให้แบทเทิลที่ยืนอยู่ข้างๆ

"เอ๋!? ให้ฉันพูดเหรอไลล่า?"

"ไม่ใช่เธอแล้วจะใครละ? มีใครเหมาะสมกว่าเธออีกไหม?"ไลล่าเอ่ยพร้อมกับยิ้ม ทำเอาแบทเทิลหน้าแดงแจ๋ก่อนจะเอ่ยออกไปกึงบ่นว่า

"ก็ได้ๆ...เอาละ....หนึ่ง...สอง....สามมมม"พอนับจบ กัปตันประจำยานเรดกาแลคเซียก็ประกาศออกมาว่า

"ไปขยี้พวกมันให้ราบคาบกันไปเลย!!!!!! ลาสมิชชั่น!! สตาร์ท!!!!!"

"โอ้ว!!!!!!!!!!!"ทุกคนตอบรับพร้อมกับชูมือ

----------------------------------------

ตัดกลับเวลาปัจจุบัน กระสวยอวกาศหมายเลข1ที่มีรัตน์ ราธ กัปตันไลล่าแล้วก็พวกไกด์นั่งโดยสารมาก็กำลังพุ่งนำกระสวยลำอื่นๆมุ่งหน้าเข้าสู่ดวงจันทร์บริเวณตำแหน่งที่ตั้งของยานราชินโยว์

"กัปตันค่ะ ฉันยังสงสัยไม่หาย ทำไมถึงแบ่งกำลังรบแต่ละกระสวยไม่เท่ากันค่ะ?"ราธเอ่ยถามไลล่าที่นั่งกด แท็บเล็ตดูรายละเอียดแผนโจมตีอย่างชิลๆ ก่อนที่เธอจะเอ่ยออกมาว่า

"ก็ขนาดหุ่นของกองกำลังเราแต่ละตัวมันเท่ากันที่ไหนละ? ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันวางแผนไว้แล้ว ว่าจะกระสวยอันไหนลงจอดที่ตำแหน่งไหน แล้วก็...ถ้าเกิดต้องสู้กันกลางทางละก็ จะให้กระสวยไหนจู่โจมก่อน"

"กระสวยนี้มีหุ่นอยู่4เครื่อง แล้วก็พุ่งมาเร็วที่สุด แสดงว่าเป็นตัวล่อสินะคะ"ฟีรีน่าเอ่ยให้ความเห็นซึ่งไลล่าก็พยักหน้าก่อนจะเอ่ยว่า

"เพราะงั้นเราถึงต้องให้เอสของอาคาน่าอย่างรัตน์คุงอยู่ แล้วก็ดับเบิลเอสจากต่างมิติ ไกด์คุงกับฟีรีน่าจัง รวมถึงหุ่นเจ้าแห่งธาตุจากต่างมิติอย่างมิสตี้จังมาสมทบด้วยไงละ"ไลล่ายิ้มพร้อมกับกวักมือเข้ามาหาตัวเองแล้วเอ่ยว่า

"แน่นอนว่า ต้องนำทีมด้วยกัปตันอย่างฉันแล้วก็ผู้ช่วยหมายเลข1อย่างราธจัง"

"เป็นเกียรติค่ะ"ราธยิ้มพร้อมกับตอบออกไป แต่หน้าที่ทุกคนเห็น(เว้นรัตน์)คือเธอส่งออร่าสยองออกมาต่างหาก

"เครโอ้จังก็อยู่ด้วยนะครับ"ไกด์ยิ้มในขณะหันไปทางเครโอ้ แล้วก็ต้องแปลกใจที่เห็นเธอนั่งนิ่งไม่พูดอะไร

"มีอะไรรึเปล่า เครโอ้จัง?"ฟีรีน่าเอ่ยถามในขณะที่เครโอ้ส่ายหน้าแล้วเอ่ยออกมาว่า

"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ...หนูแค่กำลังกังวล...ว่าถ้าเจอพวกเชียร์กับเฟทเกท จะทำยังไงดี...หนูเชื่อว่าพวกเขาเองแม้จะไม่ใช่คนของโลกนี้ แต่ก็ไม่น่าจะโหดร้ายขนาดปล่อยให้โลกถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตาได้หรอกค่ะ เพราะงั้นหนูถึงสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงร่วมมือกับบอนล์ ยอมรับในเรื่องโหดร้ายแบบนี้....เพื่อที่จะชิงตัวหนูเหรอ? หรือเพราะจะชิงเอาเตาไดแมนชั่นที่อยู่กับพี่ไกด์ไป"

"ร่าเริงเข้าไว้สิ เครโอ้จัง"มิสตี้ให้กำลังใจพร้อมกับจับไหล่ในขณะที่ไลล่าเอ่ยออกมาว่า

"ถ้ากลัวขนาดนั้น ตอนเจอหน้าก็ถามก็ได้นิน่า....นี้รู้ไหมเครโอ้ เธอน่ะสุดยอดไปเลยนะ อายุแค่นี้แต่ก็ต้องมาแบกความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่หลายอย่าง ในฐานะรุ่นพี่กัปตันพี่จะสอนอะไรให้อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ "You Must Not Lose Hope (จงอย่าสิ้นหวัง)"ไงละ"

"หมายความว่ายังไงเหรอค่ะ? จงอย่าสิ้นหวังเนี่ย?"เครโอ้เอียงคอถาม ไลล่าเลยเดินเข้ามาหาเธอก่อนจะเอ่ยว่า

"ถ้าคิดจะเป็นผู้นำละก็ จงอย่าสิ้นหวัง ทั้งต่อชะตากรรม ทั้งต่อพรรคพวก ทั้งต่อตัวเองหรือแม้แต่ต่อศัตรู หากเราล้มลงไปคนที่ติดตามก็จะพลอยรู้สึกแย่ไปด้วย"

"เข้าใจค่ะ...แต่ว่า....เรื่องบางเรื่องก็ใช่ว่าจะมีความหวังนะค่ะ....หนูคิดว่า บางที เรื่องที่น่าสิ้นหวังเองก็อาจจะมีอยู่ไม่น้อย หนูไม่มั่นใจว่าตัวเองจะรับมือไหวรึเปล่า"เครโอ้เอ่ยตอบเสียงสั่นๆ ซึ่งไลล่าเห็นแบบนั้น เลยยกนิ้วก่อนจะพูดต่อว่า

"เครโอ้จัง มันเป็นเรื่องง่ายถ้าเราจะรู้สึกสิ้นหวังนะ...แล้วเมื่อเราสิ้นหวังเราก็จะโทษใครสักคน หรือมองเขาในทางที่ไม่ดีและอาจจะจบลงด้วยการทำร้ายหรือเกลียดชังเขา แต่รู้ไหม? ถ้าเรามีความหวังได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่สิ้นหวัง....ถึงมันจะดูเป็นเรื่องบ้าๆ ไร้หัวคิดและอาจจะเหมือนพวกเพ้อฝันกลางวัน...แต่...มันก็เรียกพลังได้ เรียกศรัทธาได้....ถ้าสิ้นหวังละก็ ความหวังก็จะดับหายไป แต่ถ้ายังคงมีความหวังอยู่ละก็ แม้จะเล็กน้อยก็มีโอกาศที่ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น แล้วก็ การที่สามารถมีความหวังได้ท่ามกลางความสิ้นหวังน่ะ มันเท่ดีออกนะ"

"เท่?"คราวนี้เป็นฟีรีน่าที่ตกใจกับคำพูดของไลล่าบ้าง ก่อนที่กัปตันจะยิ้มแล้วเอ่ยว่า

"ใช่..."เท่" เหมือนเหล่ายอดมนุษย์หรือบรรดาพระเอกในการ์ตูนไง! เพราะว่าทำได้ทั้งๆที่ไม่มีใครคิดว่าทำได้ ไม่คิดว่านั้นเป็นเรื่องที่เท่บ้างเหรอ?"

ได้ยินแบบนั้นเครโอ้จึงอมยิ้มก่อนจะเอ่ยว่า

"กัปตันไลล่าเนี่ย บางทีก็ดูแปลกๆนะคะ...แต่ว่าขอบคุณมากค่ะ หนูจะไม่สิ้นหวัง ไม่ว่ายังไงหนูก็ยังเชื่อในตัวของพวกเชียร์ แม้ว่าเขาจะจ้องฆ่าหนูก็ตาม"

ซึ่งทุกคนเห็นเครโอ้เอ่ยดังนั้นก็ยิ้มออกมา แต่ทว่า....

บรึ้ม!!!!!

เกิดเสียงระเบิดขึ้นมาพร้อมกับกระสวยที่สั่นสะเทือน ดูเหมือนกระสวยลำนี้จะโดนยิงแบบถากๆ ยังเดินทางได้อยู่ไม่มีปัญหา...แต่ว่า....

"จับสัญญาณศัตรูได้ หลายสิบเครื่องทิศสามนาฬิกาค่ะ! ระบุศัตรู....เฟทเกท! ค่ะ"ราธวิ่งไปที่แผงเรดาห์อย่างรวดเร็วเอ่ยรายงานออกมาอย่างฉับไว เครโอ้ก็กลืนน้ำลาย....พึ่งตั้งความหวังไปเมื่อครู่ นี้มาให้ลองของกันเลยเหรอเนี่ย

"ราธจัง รัตน์คุง สะบัดหนีพ้นได้ไหม?"ไลล่ายิงคำถามในขณะที่รัตน์พุ่งไปบังคับกระสวยแทนระบบอัตโนมัติก็เอ่ยว่า

"ได้ก็ได้อยู่หรอกครับ แต่กระสวยที่ตามๆมาคงไม่รอดกัน ถ้าปล่อยให้ศัตรูเข้ามาใกล้ได้มากกว่านี้ละก็....."

"หืม......แสดงว่า ต้องทำแบบพวกการ์ตูนเด็กผู้ชายแล้วสินะ"ไลล่าพึมพำในขณะที่ไกด์สงสัยถามออกมาว่า

"การ์ตูนเด็กผู้ชาย?"

"ใช่....ก็ต้องสละพรรคพวกเข้าไปต้านศัตรูไงละ! แน่นอนก็ต้องเอ่ยด้วยว่า ตรงนี้ฉันจะจัดการเอง! อะไรแบบนั้น~"ว่าแล้วไลล่าก็ทำไม้ทำมือประกอบ ไกด์เห็นแบบนั้นก็ยิ้มก่อนจะเอ่ยว่า

"งั้นตรงนี้พวกผมจะจัดการเองครับ....เรื่องของเฟทเกท พวกผมจะเป็นคนจัดการเอง ยังไงก็เป็นความรับผิดชอบของพวกผมอยู่แล้ว"

"แน่ใจนะ?"ไลล่าถามไปอีกครั้งเพื่อความชัวร์ ไกด์ก็พยักหน้า ฟีีรีน่าก็ทำตาม ส่วนมิสตี้ก็ยิ้ม

"งั้นฝากกัปตันดูแลเครโอ้จังด้วยนะคะ"ฟีรีน่าเอ่ยแต่ก็โดนเครโอ้ค้านทันทีว่า

"หนูจะไปด้วยค่ะ! หนูจะไปเจรจากับพวกคุณเชียร์ ขอร้องละค่ะ!"

"เอางั้นเหรอ...."ไกด์ดูท่าทางลำบากใจนิดๆก่อนที่รัตน์จะเอ่ยออกมาว่า

"ให้เครโอ้จังไปด้วยนั้นแหละดีแล้ว...ไกด์....นายคิดจะปกป้องทุกคนนั้นนะเป็นเรื่องที่ถูก แต่ว่า บางครั้ง นายเองก็ต้องให้ใครมาช่วยเหลือหรือปกป้องบ้างนะ"

"รัตน์...."ไกด์พึมพำก่อนจะพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า

"เข้าใจแล้วละ....ขอบใจมากนะ"

"เรื่องเล็กน้อยน่ะ..."รัตน์ิยิ้มในขณะที่พวกไกด์หันมาทางกัปตันไลล่าแล้วพูดว่า

"กัปตัน...นี้เป็นศึกใหญ่ บางทีพวกเราอาจจะไม่ได้กลับมา แต่ผมเชื่อว่ายังไงพวกเราก็ต้องรอดกลับมาเจอทุกคนให้ได้....เพราะมีความหวังสินะครับ เรย์ไกด์ ฟอนการ์ด! พร้อมออกปฎิบัติการครับ!"

"ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่ต้องขอบคุณมาก ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง แล้วเจอกันใหม่นะคะ"ฟีรีน่ายิ้มก่อนยกมือทำความเคารพไลล่า

"ฝากบอกลาลูซิเฟอร์ให้ด้วยนะคะ ฉันดีใจมากที่ได้เจอคนที่คล้ายๆกัน"มิสตี้ยิ้มก่อนทำความเคารพด้วยอีกคน

"กัปตันไลล่า....ไม่สิ...รุ่นพี่ไลล่า! หนูเชื่อว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกค่ะ!"เครโอ้เอ่ยพร้อมกับเดินเข้าไปจับมือกับไลล่า

"อืม...ขอบคุณสำหรับที่ผ่านมามากนะ เหล่านักรบไดแมนชั่น....จากนี้...ปกป้องพวกเราด้วยนะ"ไลล่ายิ้มก่อนจะยกมือทำวันทยาหัตถ์ให้พวกไกด์

"ไกด์ คงต้องให้นายปกป้องแล้วละ ฝากด้วยนะ"รัตน์ยิ้มก่อนหันมาลาไกด์

"คุณฟีรีน่า คุณมิสตี้ พยามเข้านะคะ"ราธเอ่ยลาสองสาว

"อืม...รัตน์....ไว้ใจพวกเราได้เลย....ฉันจะปกป้องทุกๆคนเอง!!!"

ว่าแล้ว โซลน่อนซาเวียที่มีเครโอ้่นั่งไปด้วย ฟาเรนชูไวส์แล้วก็จอร์มันการ์ทของมิสตี้ก็ถูกดีดออกจากโรงเก็บและมุ่งหน้า เข้าต้านกองกำลังเฟทเกทที่นำโดยเชียร์ กู๊ดและเอน่าทันที...ศึกเพื่อนรักและศึกสายเลือดกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!

>>> Time Has Come The End Is Near Keep Your Eyes Glazing Over!
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: