หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: [Super Robot Wars The Star Chronicle SS2 Robot Data]  (อ่าน 15159 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Replikia
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 641



ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: สิงหาคม 29, 2010, 01:46:53 AM »

Indoles:Synchronicity


TF-34X-R Orpheus R (Repair/Ruby edition???)



หน้าตาเหมือนเดิมทุกประการ

   ออร์เฟอุสที่อัพเกรดเครื่องใหม่หลังจากที่ลูคัสพ่ายแพ้แก่ฮิปนอสของรูเดียโดยสิ้นเชิงไปครั้งหนึ่งแถมยังมาเสียหายยับเยินในสมรภูมิที่ไทยอีกจนหมดสภาพ อะไหล่ภายในถูกเปลี่ยนไปใช้แบบเดียวกับของอาคาน่าแทนจาโปรน่าทำให้มีประสิทธิภาพโดยรวมสูงขึ้น ส่วนเกราะภายนอกนั้นได้แก้ปัญหาความร้อนของเครื่องยนต์เวลาเข้าสู่โหมดAWS ด้วยการติดระบบหล่อเย็นและระบบระบายความร้อนแบบใหม่ทำให้หลังจากยิงแล้วยังสามารถอยู่ในรูปแบบที่ติดพาร์ทเกราะนอกเอาไว้ได้โดยไม่ต้องปลดทิ้ง ติดตั้งระบบโอเวอร์บูสต์และโฮเวอร์คราฟต์ไว้แก้จุดอ่อนของออร์เฟอุสตัวเก่าที่เคลื่อนที่ได้ไม่สะดวกขณะอยู่บนโลก ระบบเซนเซอร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเกือบ60% วัสดุที่ใช้สร้างเกราะนั้นเปลี่ยนให้มีน้ำหนักเบาลงทำให้ความเร็วสูงขึ้นแลกกับการที่ความทนทานของเกราะตามตัวด้อยลงไปบ้าง ซึ่งจุดนี้ได้ชดเชยระบบบาเรียจากเดิมที่เป็นม่านพลังพลาสม่าเปลี่ยนเป็นกราวิติ้มิเรอร์แบบเดียวกับยานรบ อาวุธที่ถูกเสริมเข้ามาคือบีมพิสตอลแรงสะท้อนต่ำสองกระบอกสำหรับใช้ยิงระยะใกล้-กลาง ส่วนอาวุธเก่าๆอย่างทวินลันเชอร์ ดูอัลเรลกัน แกตลิ่งติดแขน ลิเนียร์แคนน่อย มัลติชิลด์บัสเตอร์ แม้กระทั่งบีมเซเบอร์ที่แทบไม่ได้ใช้ก็ยังอยู่กันครบในสภาพที่ดีขึ้น มีข้อเสียที่เห็นได้ชัดเจนคือระยะเวลาปฏิบัติการของออร์เฟอุสจะลดลงถึง1ใน3ทำให้ลูคัสไม่สามารถยิงกราดแบบก่อนหน้าได้มากนักทำให้ต้องพึ่งฝีมือมากขึ้นแถมยังเพิ่มภาระให้นักบินด้วยโครงสร้างที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับรบด้วยความเร็วสูงทำให้นักบินต้องทนกับแรงGมหาศาลหากใช้ความเร็วสูงสุด ทว่า.....ความเร็วสูงสุดนั่นก็ไม่ได้มากอะไรนักหรอก......

ระบบพิเศษ
- Full defense mode


TF-32X-Euridice (Orpheus Light Armor)

แปลนที่ดัดแปลงมาจากแนวคิดของพาร์ทไลท์อาเมอร์ออร์เฟอุสที่ลูคัสไม่ได้ใช้งานเพื่อให้เป็นเครื่องของทหารทดลอง “มิเชล โครินน่า” ความสมดุลสูงกว่าออร์เฟอุสแบบเทียบไม่ติดโดยเฉพาะความคล่องแคล่ว รวมถึงประสิทธิภาพที่เกิดจากใช้ชิ้นส่วนอย่างดีเพื่อเร่งสมรรถนะเพราะโครงในไม่ใช่ออร์เฟอุสแต่เป็นการนำพาร์ทติดตั้งแบบถาวรกับซูโปรน่า ระบบเซนเซอร์ตามตัวมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าของออร์เฟอุสอยู่ขั้นหนึ่ง รวมถึงมีความสามารถในการบินในชั้นบรรยากาศอีกด้วย อาวุธหลักคือเชลีนลองไรเฟิลที่มีความแม่นยำสูงมากด้วยระบบการคำนวนวิถียิงจากสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนที่ของเป้าหมาย(นึกถึงสมาร์ทกันก็ได้....) นักบินมีหน้าที่เพียงกดยิงเท่านั้น แต่ก็ยังปรับเป็นโหมดแมนนวลได้หากต้องการยิงดักทางหรือยิงด้วยความเร็วสูง นอกจากความแม่นยำแล้วอำนาจทะลวงยังเพียงพอจะเจาะเกราะยานรบให้ทะลุได้ในนัดเดียว อุปกรณ์ติดตั้งนอกจากนั้นคือบีมเซเบอร์สองเล่ม วัลคันติดบ่า ดูอัลเรลกันที่เอว แกตลิ่งที่แขนทั้งสองข้างถูกเปลี่ยนเป็นบีมแกตลิ่งที่พลังทำลายสูงกว่าแทน โล่ขนาดกลางที่แขนซ้ายนั้นยังติดแส้ความร้อนเอาไว้อีกด้วย

TF-33X- Archilochus (Orpheus close range Assault Armor)

ยูนิตประจำตัวของร้อยเอกโดมินิค โคลต์ เกิดจากการแกะข้อมูลที่ลูคัสเหลือทิ้งไว้ตอนหนีออกจากบอล์นมาสร้าง โดยรูปแบบดั้งเดิมคือพาร์ทเกราะสำหรับติดตั้งให้ออร์เฟอุสมีความสามารถในการรบระยะประชิด แต่ทว่าลูคัสเองกลับไม่สามารถใช้มันได้อย่างเต็มที่ในการทดสอบจึงไม่ได้สร้างจริง ยังคงมีความหนาถึกแบบเดียวกับออร์เฟอุสเครื่องของลูคัส เครื่องยนต์หลักเป็นพลาสม่าเทอร์ไบน์ทำให้มีความเร็วสูงมากผิดกับรูปร่างอันใหญ่โตแถมด้วยระบบโฮเวอร์คราฟต์ทำให้พุ่งตัวเหนือพื้นได้อย่างรวดเร็ว ส่วนเกราะใช้วัสดุที่อ่อนลงเพื่อเร่งความเร็วแต่ชดเชยด้วยการเคลือบบีมโคตติ้งทำให้ทนทานต่ออาวุธบีมในระดับหนึ่งแต่ความทนทานต่อกระสุนลดลง นอกจากนี้ยังทำเป็นแบบปลดทิ้งอัติโนมัติเมื่อได้รับความเสียหายจนถึงระดับหนึ่ง เมื่อปลดเกราะจนหมดแล้วด้วยดำลังเครื่องที่ทรงพลังทำให้อาคิโลคัสมีความเร็วสูงมาก โล่ติดไหล่ทั้งสองถูกถอดออก แพ็คหลังติดตั้งบูสเตอร์พ็อดขนาดใหญ่ ส่วนแขนติดตั้งเชนซอว์ทอนฟาไว้ทั้งสองข้าง หากแต่ตอนสวมเกราะจะเป็นไพล์บังเกอร์ติดแขนพร้อมกิกันติกซิสเซอร์แทน มักใช้โจมตีด้วยการหนีบล็อกแล้วตอกลิ่มซ้ำ ดูอัลเรลกันกลายเป็นแมชชีนกันทำให้การรัวยิงในระยะเผาขนเร็วและแรงระเบิดที่ส่งกลับมาน้อยลง ส่วนอาวุธถือเป็นไรเฟิลจู่โจมที่ติดดาบคาร์บอนกับเกรเนดลันเชอร์เอาไว้ ส่วนมือซ้ายเป็นไพล์บังเกอร์แบบมือถือขนาดใหญ่พร้อมโล่เล็กติดแขนในเวลาที่ปลดเกราะออก


Ex-OM -01 Legion (α) & Ex-OM -01 Legion (β)

ยูนิตผลิตจริงรุ่นแรกของ EXO แพลน โดยทั้งสองดูจากภายนอกแล้วแทบจะเหมือนกันเลยทีเดียว โครงสร้างพื้นฐานนั้นเป็นแบบเดียวกันในตอนดีไซน์ก่อนจะดัดแปลงให้ต่างกันในภายหลัง โดยเครื่องอัลฟ่าถูกออกแบบมาสำหรับใช้ต่อสู้กับศัตรูจำนวนมากในระยะประชิดจึงติดตั้งระบบพาราไดม์ชิฟต์ให้พุ่งเข้าหาเป้าหมายได้ไม่ต่างจากการวาร์ป รวมถึงเกราะและความยืดหยุ่นของข้อต่อก็มีประสิทธิภาพสูงกว่า ส่วนเครื่องเบต้านั้นออกแบบสำหรับสู้กับศัตรูจำนวนมากเช่นกันแต่เป็นระยะไกลจึงติดตั้งระบบบาเรียบิดผันแทน และเน้นพัฒนาในส่วนของเตาพลังงานกับระบบเซนเซอร์มากกว่า นอกจากนั้นแล้วก็เรียกได้ว่าไม่ต่างกัน จุดเด่นของทั้งคู่นี้ อย่างแรกคือระบบกราวิตี้คราฟท์ในตัว (ระบบต่อต้านแรงโน้มถ่วงแบบเดียวกับที่ใช้ในการทำให้ยานรบในโลกของรูเดียลอยตัวได้) ทำให้บูสเตอร์มีไว้เร่งความเร็วเท่านั้น อย่างต่อมาคือระบบซิงโครที่จะเชื่อมสมองของนักบินเข้ากับตัวเครื่องเพื่อเพิ่มอัตราตอบสนองอย่างมาก อีกยังเชิ่อมกับเครื่องแฝดเพื่อใช้ในการประสานงานได้โดยไม่ต้องอาศัยการสื่อสารใดๆ สุดท้ายคือระบบเตาพลังงานECRที่ให้พลังงานได้มากกว่าเตาปฏิกรณ์ปกติ แต่จุดเด่นจริงๆคือการที่สามารถแตกอนุภาคของพลังงานให้ทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆได้ทำให้พลังงานเหมือนจะเป็นอนันต์หากไม่ติดที่ว่ายิ่งพลังงานเหลือน้อยเท่าใดกระบวนการแตกตัวยิ่งทำได้ช้าลงเท่านั้น รวมถึงยังติดตัวส่งคลื่นพลังงานไว้สำหรับถ่ายเทพลังงานกับเครื่องแฝด ทำให้หากมีเครื่องใดเครื่องหนึ่งพลังงานยังเหลือมากอยู่ ต่อให้อีกเครื่องใช้จนแทบหมดก็ไม่ส่งผลเสียมากนัก ไม่ได้ติดตั้งอาวุธใดๆเพราะสร้างเสร็จไม่นานก็นำไปดัดแปลงทันที

ระบบพิเศษ
- Syncronity system
-Energy Cycle Reacter (E.C.R.)


Ex-OM -01H Hypnos

เครื่องที่ดัดแปลงมาจากลีเกี่ยนอัลฟ่า โดยจุดเด่นต่างๆเช่นพาราไดม์ชิฟท์ก็ยังอยู่ ที่เพิ่มมาคือได้รับการติดตั้งอาวุธสำหรับรบในระยะประชิดตัวเต็มอัตราศึกไม่ว่าจะเป็นหอกขนาดใหญ่ “Styx” ที่ติดตั้งบีมเซเบอร์และลูกซองเกรเนดไว้ภายใน อีกทั้งยังสามารถบีบอัดมิติเป็นคมดาบขนาดใหญ่ได้ นอกจากนั้นยังมีบัสเตอร์ซอร์ดขนาดใหญ่สองเล่มที่ฉาบบีมเพื่อเพิ่มพลังทำลายได้ กรงเล็บบีม"Cerberus"ตามตามนิ้วมือทั้งสิบ บีมเบลดที่ปลายเท้า บีมเซเบอร์มาตรฐานสองเล่ม ส่วนอาวุธระยะไกลคือ “Griffon” บิตรูปแบบคีมขนาดใหญ่ที่ยิงออกไปฉีกร่างศัตรูหรือใช้ยิงแบบบิตปกติได้อีกสองจุดแทนกระโปรงข้าง และแบ็คแพ็ค “Phantasm” ที่นอกจากจะใช้เป็นตัวกระจายคลื่นแจมเมอร์รบกวนสัญญาณอิเล็คทรอนิคแล้วยังสามารถดึงพลังงานมาสร้างปีกแสงขนาดใหญ่ได้ แถมยังยิงโฮมมิ่งเลเซอร์ออกมาจากปีกได้อีกด้วย นอกจากนี้ความสามารถของแจมเมอร์ยังสูงพอจะสร้างภาพติดตาพร้อมหลอกเรดาร์เพื่อเข้าไปเชือดศัตรูได้อีก จุดอ่อนของฮิปนอสคือขนาดตัวที่ใหญ่ถึง26เมตรทำให้การเข้าถึงพื้นที่บางจุดทำได้ยากเมื่อรวมกับปีกขนาดใหญ่ แต่ว่าก็แก้โดยการทำลายฝ่าไปเลย... พาราไดม์ชิฟท์ที่ไม่ใช่การวาร์ปแต่เป็นการเร่งอนุภาคด้วยความเร็วสูงทำให้หากบินไปชนอะไรก็ตามโดยเบรกไม่ทันขึ้นมาฮิปนอสเองจะมีโอกาสได้รับความเสียหายอย่างหนักเลยทีเดียวแถมยังสร้างภาระให้นักบินอีก อีกจุดอ่อนคือโฮมมิ่งเลเซอร์ที่ควรเป็นอาวุธระยะไกลที่มีประสิทธิภาพกลับมีพลังทำลายต่ำกว่าบีมไรเฟิลทั่วไปเสียอีก นักบินคือรูเดีย เจเนเซีย

ระบบพิเศษ
- Syncronity system
-Energy Cycle Reacter (E.C.R.)
-Paradigm Shift


Ex-OM -01T Thanatos

เครื่องที่ดัดแปลงมาจากลีเกี่ยนเบต้า โดยจุดเด่นต่างๆเช่นบาเรียบิดผันก็ยังอยู่ ที่เพิ่มมาคือได้รับการติดตั้งอาวุธสำหรับรบในระยะกลาง-ไกลเต็มพิกัด โดยอาวุธหลักคือปืนลันเชอร์คู่ “Tatarus” ที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการยิงได้หลากหลายตามต้องการ โดยเฉพาะการประกอบเป็นปืนคู่เพื่อยิงกระสุนผ่ามิติที่พลังทำลายมหาศาลได้ อาวุธอื่นๆคือปืนสั้นคู่“Orthus”สองกระบอกโดยเก็บไว้ที่ซองบริเวณแขนแล้วใช้แทนบีมเซเบอร์ได้ พลาสม่าแคนน่อน“Chimera kai”ที่เอวสองข้าง  บีมแคนน่อนที่หัวเข่า บีมแกตลิ่งแฝดหกลำกล้องขนาดเล็กที่หลัง อาวุธหลักอีกอย่างคือ “Grave” บิตขนาดใหญ่รูปร่างเหมือนโลงศพทั้งหกที่แพ็คหลังซึ่งสามารถปรับระดับตอนติดที่แขนกลด้านหลังได้อย่างอิสระทำให้ทานาทอสมีความคล่องตัวสูงมาก ส่วนตัวบิตนั้นนอกจากบีมไรเฟิลกำลังสูงแล้วยังเปิดคมบีมให้ใช้พุ่งเชือดแบบดาบได้ แถมยังบรรจุไมโครสปลิตมิสไซล์ไว้เป็นจำนวนมาก ที่สำคัญคือโล่แรงโน้มถ่วงที่กางออกเป็นวงกว้างได้ทำให้ทานาทอสมีความสามารถในการป้องกันอยู่ในระดับสูง ส่วนหัวยังแก้ดีไซน์จากเดิมที่เหมือนกับฮิปนอสเป็นแบบเฉพาะตัวคือมีตาที่สามเป็นเซนเซอร์เสริมเวลาใช้เกรฟ จุดอ่อนคืออาวุธทั้งหมดนอกจากมิสไซล์เป็นอาวุธที่ใช้พลังงานแถมยังดึงมาจากเตาโดยตรง ทำให้แม้ว่าจะเร่งพลังทำลายรวมถึงยิงได้เรื่อยๆแต่กลับไม่สามารถใช้อาวุธทั้งหมดพร้อมกันอย่างต่อเนื่องได้ แถมด้วยความคล่องตัวที่สูงก็จริงเวลาที่ติดตั้งเกรฟไว้ที่หลัง แต่ยามปล่อยออกไปแล้วก็ไม่ต่างจากการเสียบูสเตอร์เสริมไปหกตัว ทำให้ความเร็วและความคล่องตัวตกลงพอควร และบาเรียติดตัวยังไม่ทรงพลังเท่าบาเรียที่เกรฟทั้งหมดด้วย ทำให้เมื่อเข้าสภาพโจมตีเต็มพิกัดแล้วความสามารถในการป้องกันตัวลดลงมากเลยทีเดียว

ระบบพิเศษ
- Full defense mode
- Syncronity system
- Energy Cycle Reacter (E.C.R.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 29, 2010, 02:24:29 AM โดย Replikia » บันทึกการเข้า

บล็อคของคนบ้าหาเรื่องใส่ตัว... แปลมันไปได้ไง(ฟระ....) http://replikia.exteen.com/
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: