หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Super Robot Wars The Star Chronicle -Side Story- AURELIUS PROJECT  (อ่าน 1970 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Replikia
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 641



ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 11:30:30 PM »

ขอขึ้นกระทู้แยกเพราะได้ลงกันอีกยาว


(ไซด์นี้ไม่ได้มีการเกี่ยวข้องกับตัวละครหลักของ SRWTSC แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกเดียวกันแต่คนละสถานที่และกลุ่มบุคคล)

Episode 1: - “A” Plan -
(ช่วงเวลาไม่แน่ชัด แต่เกิดขึ้นก่อนฉาก9สายโลก)


“กำลังเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านคาดเข็มขัดนิรภัยและนั่งอยู่กับที่ตัวเองด้วยค่ะ”

เสียงประกาศราวกับว่ายานลำนี้เป็นเครื่องบินโดยสารดังขึ้นโดยไม่สนใจว่าผู้โดยสารที่ว่านั่นจะมีเพียงผมคนเดียวแถมใส่กุญแจมืออยู่ซะด้วย จะพูดให้เปลืองน้ำลายทำไม อีกอย่าง ทำตัวเป็นแอร์ไปได้นะเจ้าคนประกาศนั่น ทั้งที่เป็นทหารก็ควรจะทำตัวให้สมทหารแท้ๆ เอาเถอะ ถึงคนพูดไม่ใช่ทหารยังรู้สึกแปลกๆเลย

ทำไมผมถึงอยู่ที่นี่น่ะหรือ คงเพราะเมื่อตอนสงครามหกเดือน ผมเป็นนักบิน ไม่สิ... หนึ่งในกลุ่มต่อต้านหรือกบฏชาวอวกาศที่จมศัตรูได้แปดเครื่องด้วยตัวคนเดียวละมัง ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะโดนสอยแล้วถูกจับเป็นนักโทษก็เถอะ แต่ว่าการที่ปล่อยให้ผมไม่ได้รับโทษใดๆเลยคงเกี่ยวกับที่ๆผมกำลังไปแน่ๆ ถึงขั้นส่งยานบินความเร็วสูงที่บินออกเหนือชั้นบรรยากาศได้มารับผมจากคุกที่แอฟริกาแบบนี้

ยานบินลดระดับเพดานของมันลง รวมแล้วชายผมน้ำตาลคนนี้นั่งอยู่บนเครื่องไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ ชายในชุดนักโทษที่มีผมเผ้ารุงรังและหนวดเคราประปรายในชุดนักโทษนั่นชายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพหมู่เมฆที่เคลื่อนข้าหาเรื่อยๆนั้นค่อยๆหมดลง แผ่นดินสีเขียวกว้างใหญ่นั่นสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาของเขาลิบๆ รูปแบบภูมิประเทศและสถานที่ตั้งแบบนี้ ถ้าคิดไม่ผิดน่าจะเป็นทางตอนเหนือของเอเชีย เมื่อรวมกับทุ่งหิมะจากสุดสายตานั่นแล้วละก็คงไม่พ้น.....

“ขอต้อนรับสู่รัสเซียค่ะ คุณคริสแทปส์ ขอโทษนะคะที่ไม่ได้ให้เวลาเตรียมตัวเลย พวกเบื้องบนก็ชอบตัดสินใจอะไรแล้วจะเอาให้ได้ทันทีแบบนี้.. อ๊ะ อย่าไปพูดนะคะว่าฉันนินทา” เสียงหญิงสาวคนเดิมดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง น้ำเสียงหวานใสนั่นเหมือนกับเด็กสาววัยเรียน ทว่านักโทษก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ฐานล้อของยานบินนั่นค่อยๆกางออกก่อนจะกระทบพื้น กระบวนการทั้งหมดนั่นกินเวลาไม่นาน ลมเย็นๆจากภายนอกกระทบกับกระจกจนเป็นฝ้า ทว่าฝ้าบางๆนั่นไม่อาจหยุดสายตาของคริสแทปส์ได้ จุดที่รวมโฟกัสของชายคนนี้ไว้คือหุ่นรบที่ยืนเรียงรายกันอยู่ด้านนอก ไม่ใช่เพียงแค่จาโปรน่าและฟาทูน่า แต่กลับมีรุ่นอื่นๆเช่นซูโปรน่าบอล์น อาคาน่าแวนการ์ดของเอลฮังค์ โบลด์เฮดของสลัดอวกาศ รวมถึงหุ่นแบบแปลกๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ถึงจะเป็นส่วนน้อยแต่ก็ทำเขาอดสงสัยไม่ได้

“เธอ.... ทำไมกองทัพโลกถึงมีพวกนี้ด้วย?” คำถามแสดงความเคลือบแคลงใจนั้นออกจากปากผู้โดยสารผ่านระบบรับเสียงในยานตรงไปยังหูของผู้ประกาศเตือนเมื่อครู่นี้ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เธอผู้นั้นเดินออกมาจากห้องนักบินทันที

“รายละเอียดไว้คุยกับหัวหน้าโครงการแทนนะคะ เรากำลังจะไปพบนี่ล่ะค่ะ” สาวน้อยผู้ไว้ผมเปียสีดำเดินออกมาจากห้องบังคับของยานบิน เธอสวมเครื่องแบบของกองทัพโลก รูปร่างเล็กและเค้าโครงแบบคนเอเชียทำให้เธอดูเหมือนยังเป็นเด็กสาวม.ปลาย นี่ถ้าใส่ชุดนักเรียนล่ะก็ใช่เลย

ชายในชุดนักโทษนั่นเดินตามหลังสาวน้อยไปแบบไม่สนใจสายตาใคร และดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก อย่างมากก็เพียงมองแล้วหันกลับไปทำงานของตน เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มนั่นกระตุ้นให้เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา สาวน้อยหยุดลงที่ประตูตรงหน้าก่อนจะคุยอะไรบางอย่างกับคนข้างในผ่านโทรศัพท์ข้างนอก ไม่นานนักประตูห้องก็เปิดออก

“ขอต้อนรับสู่ฐานทัพรัสเซีย พ่อหนุ่ม รับชาไหม?” ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบสมาพันธ์โลกหันกลับมาจากหน้าต่างก่อนพูดขึ้นพร้อมยิ้มให้ ในมือคือชาเขียวขวดและสุราชั้นเลิศ “หรือว่าจะเหล้าดีล่ะ ในคุกไม่มีให้นะ”

“หุ่นข้างนอกนั่นมันอะไรกัน? พวกคุณไม่น่าจะมีไว้ในกองทัพนี่นา...” นักโทษถามพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพหุ่นตัวหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวไปมาอยู่เนืองๆราวกับทดสอบจุดขยับของเครื่องนั้นสะท้อนผ่านกระจกเข้าสู่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขา

“แพลนA หรือจะบอกว่าหน่วยทดสอบอาวุธคงได้มั้ง” ชายคนเดิมว่าพลางจุดบุหรี่ขึ้น แต่ยังไม่ทันจะเข้าปากดีก็ถูกน้ำชาราดลงบนม้วนกระดาษเล็กๆนั่นจนแฉะไปหมด ยังดีที่ไม่มีเอกสารสำคัญอื่นวางอยู่ข้างล่างไม่งั้นผู้กระทำเช่นนี้อาจโดนเล่นจนเละได้...

“ผู้พันเดมิทรี่คะ บอกกี่รอบแล้วว่าอย่าสูบบุหรี่...” สาวน้อยพูดด้วยท่าทีไม่พอใจแล้วทำแก้มป่อง คริสแทปส์ได้แต่มองภาพนี้ด้วยความงุนงง ทำไมถึงไม่ถือยศกันเลย ทำไมถึงดูเป็นกันเองแบบนี้ แต่ทว่ามันก็ยังไม่รบกวนจิตใจของเขาเท่าเรื่องก่อนหน้าอยู่ดี

“ทำไมถึงคิดว่าผมจะยอมเป็นนักบินทดสอบให้ล่ะ” คริสแทปส์ถามด้วยเสียงนิ่งๆทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ถามอะไรเขาแล้วมองหน้าเดมิทรี่ ดวงตาสีน้ำตาลมองลึกเข้าไปในเนตรของผู้พันสูงอายุ เหมือนกับนักล่าที่จ้องกับนักล่าด้วยกัน ทั้งที่ยังไม่ได้ถูกถาม นักโทษก็รู้ได้ด้วยตัวเองว่าฝ่ายตรงข้ามต้องการอะไร

“รู้ทันสินะ จะว่ายังไงดี.... ฐานทัพแห่งนี้ถึงเราจะรวมหัวกะทิทั้งนักบินและวิศวกรของกองทัพโลกที่ไว้ใจได้และยอมมารวมตัวที่นี่ทำให้ได้บุคลากรในระดับสุดยอดก็เถอะ แต่พวกเอซนี่.. ทั้งอาเจ๊ชอบทำตัวโดดเด่นด้วยหุ่นสีทอง ทั้งไอ้บ้าขี้หงุดหงิดโวยวายแถมรั้งจะใช้แต่อาวุธระยะประชิดถ้าสู้ตัวต่อตัว ทั้งไอ้หน้าม่อที่ถ้าสู้กับผู้หญิงจะมัวแต่ฝอยแบบลืมงาน ทั้งพวกที่ทำตัวเป็นสามดาวดำทั้งที่หุ่นทางนี้ทำการเคลื่อนไหวแบบนั้นได้ยาก นี่ยังไม่รวมพวกช่างนะ......” ผู้พันลูบเคราตนพร้อมทำสีหน้าราวกับหัวจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งแม่สาวที่ยืนอยู่ข้างๆก็เหงื่อตกด้วยความที่เข้าใจหัวอกนายเหนือหัวเป็นอย่างดี

“แต่ว่า... ลองดูนี่ก่อนแล้วค่อยคิดก็ได้น่า” เดมิทรี่พูดจบ สาวน้อยก็ไปจัดการคีย์ข้อมูลลงไปในคอมพิวเตอร์ก่อนที่ภาพจะถูกฉายขึ้นจอใหญ่ ไฟในห้องถูกปิดมืดลงเพื่อเน้นภาพฉายให้เด่นชัด ภาพในกรอบสี่เหลี่ยมนั่นสะท้อนออกจากดวงตาของคริสแทปส์ ภาพนั่นฉายเรื่อยๆจนจบลง รวบยอดเป็นเวลาประมาณสี่สิบนาที แม้ว่ามันจะไม่ต่างกับพรีเซนต์โครงการทางวิชาการธรรมดาๆ แต่รายละเอียดของมันก็ไม่ได้น่าเบื่อจนจะทำให้ผู้ฟังหลับ..

“ฉันให้เวลาตัดสินใจนะ แต่ว่า ฉันรู้คำตอบอยู่แล้วล่ะ ให้แค่พอเป็นพิธี เธอก็ใช้แค่พอเป็นพิธีไม่ให้คนอื่นสงสัยล่ะ... เทียน ถอดกุญแจมือเขาซะ” เดมิทรี่พูดระหว่างที่กำลังเซ็นต์เอกสารบางอย่างอยู่ ถึงเมื่อมองจากทางด้านคริสแทปส์แล้วจะเห็นเป็นภาพกลับหัว เขาก็อ่านมันได้ชัดเจนว่า “ใบทะเบียนทหาร”

“เอ๋! ผู้พันคะ นี่ยังไม่สรุปเลยนะคะ อย่างน้อยรอเขายืนยันด้วยตัวเอง ถ้าทำแบบนี้คนที่จะโดนคนอื่นๆมองแง่ลบคือผู้พันนะคะ” สาวน้อยนามเทียนแย้งขึ้นด้วยความเป็นห่วงพลางมองไปที่คริสแทปส์เป็นเชิงขอโทษแทนการกระทำโดยพลการของเดมิทรี่ด้วยสายตาสำนึกผิดเหมือนลูกสุนัขโดนทำโทษ

“ก็บอกแล้วไงว่าฉันรู้คำตอบแล้ว.. พ่อหนุ่ม ถ้าคำตอบที่ฉันคิดนั้นไม่ผิด เย็นนี้เจอกันที่โรงเก็บหุ่นที่สองนะ”

“เห..... ไม่รู้หรือครับว่าผมเกลียดพวกคุณแค่ไหนน่ะ.....” นักโทษตอบเดมิทรี่โดยไม่ต้องคิดอะไรให้เสียเวลา แววตาและน้ำเสียงประชดประชันนั่นไม่ได้ทำให้เรื่องนี้ดูเป็นเรื่องล้อเล่นแม้เพียงนิดเดียว ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงเอาตัวรอดจากข้อตกลงด้วย ทว่าเป็นความเกลียดชังโดยชัดเจน ใช่สิ เขาสูญเสียไปมากในสงครามนั่นเพราะกองทัพโลก จะให้มาร่วมอะไรที่ส่งผลดีต่อพวกที่ตนเกลียดแบบนี้น่ะหรือ ทว่าแค่เพียงเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นก็ทำให้ความคิดต่างๆของคริสแทปส์ชะงักลงทันที

“มองโลกฟากเดียวมันไม่ไหวเอาซะเลยนะ” เดมิทรี่พูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยันแล้วมองดูชายตรงหน้าตน คนที่เขาคาดหวังว่าจะนำพาโครงการนี้ให้สำเร็จได้รวดเร็วและได้ผลทีน่าพอใจมากขึ้น แม้จะเป็นแค่เพียงคำพูดไม่กี่คำ อีกทั้งยังเป็นการดูถูก แต่ทำไม สำหรับเขาแล้วมันฟังดูทรงอำนาจคุกคามอย่างไม่รู้สาเหตุ

“ถึงยังไงเธอก็แค่เสียอย่างเดียวนี่นา ยังไงเราก็มีศัตรูร่วมกันไม่ใช่หรือไง”

“ถ้าเพราะเหตุผลแค่นั้นผมไปเข้าเอลฮังค์หรือตั้งกองโจรอีกรอบไม่ง่ายกว่าหรือไง? อีกอย่าง บอล์นก็ตั้งโดยพวกคุณ สุดท้ายก็โดนทางนั้นกลืนกินไป จนพวกคุณบางส่วนถึงได้ตั้งเอลฮังค์ขึ้น ตอนนี้ก็ยืมมืออุตสาหกรรมไปแล้ว ตอนนี้จะยืมมืออดีตศัตรูเนี่ยนะ” นักโทษปฏิเสธทันควันด้วยน้ำเสียงไม่พอใจแต่ไม่แสดงสีหน้าที่มีความหมายเดียวกัน ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยราวกับไร้อารมณ์เลยทีเดียว

“ฟังข้อแลกเปลี่ยนให้จบก่อนสิ ทันทีที่เธอตกลง พวกเราจะยกเลิกสถานะนักโทษให้ พร้อมรับผิดชอบชีวิตความเป็นอยู่ให้ในระดับฐานะที่ดีเลยล่ะ”

“ทำแบบนั้นแล้วครอบครัวผมจะกลับมาหรือไง? จะประหารผมให้ตายก็ได้ ผมไม่มีอะไรจะเสีย” คริสแทปส์ตัดบทด้วยเสียงเรียบเฉย เขาไม่มีอะไรให้เสียแล้วจริงๆนั่นล่ะ ในเมื่อครอบครัวก็โดนลูกหลงสงครามตายกันหมดตั้งนานแล้วนี่ แถมเพื่อนก็ตายเป็นใบไม้ร่วงตอนโดนกวาดล้างกลุ่มจนเหลือเขาคนเดียวไปเรียบร้อย เรียกว่าไร้ญาติขาดมิตรโดยสิ้นเชิง

“ไฟแค้นมีแต่จะทำร้ายตัวเองเท่านั้นนะพ่อหนุ่ม จะบอกให้นะว่าสงครามน่ะไม่มีใครไม่สูญเสียหรอก” เดมิทรี่พดจบก็ถอนหายใจเบาๆ ผู้พันหลับตาลงรอฟังคำพูดของชายเบื้องหน้า ทว่ากลับไร้ซึ่งการโต้ตอบใดๆ มีเพียงแต่นักโทษที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า ชายสูงอายุค่อยๆลืมตาขึ้นมองคริสแทปส์ก่อนจะยิ้มออกมา

“ฉันเตรียมของที่จำเป็นให้แล้ว อ๊ะๆ ไม่ต้องพูดอะไรต่อ เพราะฉันรู้คำตอบ...” ผู้พันพูดด้วยท่าทียียวนกวนประสาทแล้วยิ้มยิงฟันขาวๆ ก่อนที่จะหันไปหาเทียนแล้วตระโกนลั่น

“พาเขาไปที่ห้อง!”

“เอ๋!!!”

“ห้ามเถียง!!!!”

“ค่า!!!!” แม่สาวน้อยรับคำด้วยท่าทางเหมือนจะร้องไห้ ก่อนจะวิ่งไปจับแขนของคริสแทปส์แล้วลากหายไปทันที โดยไม่ปล่อยให้ผู้เสียหายมีโอกาสพูดอะไรทั้งสิ้น โดยทิ้งไว้เพียงเดมิทรี่และเจ้าหน้าที่อีกคนซึ่งยืนเงียบตลอดการสนทนาราวกับไม่มีตัวตน ช่างเป็นพรอพที่น่าสงสารจริงๆ....

“นั่นมันบังคับกันชัดๆ....”

“น่าๆ ไม่มีปัญหาๆ”
-----------------------------

“นี่ทำบ้าอะไรน่ะ!” นักโทษพูดพลางจ้องเทียนเขม็งด้วยความไม่พอใจ ทว่าก็นะ ไม่ใช่เขาคนเดียวหรอก เธอก็ออกจะไม่พอใจเหมือนกันที่ต้องทำแบบนี้ เห็นได้ชัดจากการทำแก้มป่องๆเหมือนปลาทองเป็นระยะๆ ซึ่งก็ทำให้คนรอบข้างมองดูทั้งคู่ด้วยความคิดเดียวกันว่า “สงสารเธอที่ต้องมาเป็นคนพาตัวนักโทษจริงๆ”

“ขอโทษนะคะ! ฉันก็ไม่อยากทำเหมือนกัน! ฉันไม่ชอบความรุนแรงแต่ถ้าเป็นคำสั่งมันก็ช่วยไม่ได้ค่ะ” เทียนพูดจบก็เปิดประตูห้อง ผลักคริสแทปส์เข้าไปอย่างแรง แล้วก็ปิดประตูใส่ดังโครม ทว่าเธอกลับต้องเข้าไปอีกรอบเมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่า...

“อย่างๆน้อยๆถอดกุญแจมือให้ก่อนสิ!!!” ชายในห้องตระโกนขึ้นพร้อมกับวิ่งชนประตูที่ยังปิดไม่ทันสนิทเพราะกระแทกแรงจนดีดออกมาอยู่ข้างนอกห้อง ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาว่านั่นล่ะ ถ้ายังถูกใส่กุญแจแบบนี้มีหวังไม่ได้ทำอะไรพอดี.... แค่จะเปิดประตูยังไม่สามารถเลยกระมัง ถ้าปิดลงกลอนสนิทน่ะนะ

“ทำไมคนแบบเธอถึงมาเป็นทหารล่ะ ดูแล้วยังน่าจะอยู่ม.ปลายอยู่เลยนี่นา” คริสแทปส์ถามหลังจากที่กุญแจมือถูกถอดออกพลางสะบัดข้อมือไปมาสองสามทีก่อนจะหันไปมองเทียนซึ่งกำลังเดินออกจากห้องไปด้วยความแคลงใจ ทั้งที่เธอควรจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแท้ๆ ทำไมถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ล่ะ

“ถามมาได้..... ก็ชาวอานานิคมแบบคุณทำฉันไม่มีที่ไปนี่นา” เทียนที่ทำแก้มพองเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ของวันพูดออกมาด้วยท่าทีไม่พอใจเล็กน้อย ทว่าเธอเปลี่ยนกลับมาแสดงสีหน้าที่ไม่ต่างจากเด็กสาวเวลางอนแฟนหนุ่มได้ในทันที เหมือนกับว่าถึงจะไม่พอใจ แต่ว่าก็ไม่ได้ยึดติดกับมันจนเคียดแค้นเช่นเดียวกับคริสแทปส์

“แล้วทำไม..... ทำไมเธอถึงไม่ดูมีทีท่ารังเกียจผมหรือไม่พอใจเลยล่ะ” นักโทษคนเดิมถามออกไปพลางมองหน้าเทียนให้ชัดเจนว่าเขาไม่ได้ตาฝาดหรือคิดไปเองกับภาพเมื่อครู่ เทียนนั้นมองกลับมาที่เขาด้วยความสงสัยว่าทำไมต้องจ้องกันเขม็งขนาดนั้น

“มีอะไรติดหน้าฉันหรือคะ? ไม่ต้องเพ่งขนาดนี้ก็ได้” เทียนพูดปลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนคริสแทปส์รู้สึกตัวจนกล่าวขอโทษแล้วเลิกจ้องหน้าเธอ เทียนถอยหลังออกมาพร้อมกระแอมไอเหมือนพิธีกรที่ทำหน้าที่เทสต์ไมค์โครโฟนแล้วเริ่มกล่าวขึ้น

“ก็ต่อให้ฉันแค้นคุณไป คุณก็ไม่ใช่คนฆ่าพ่อแม่ฉัน อีกอย่าง ต่อให้แก้แค้นไปครอบครัวฉันก็ไม่กลับมานี่คะ” หญิงสาวตอบจบก็จะยิ้มฝืดๆราวกับว่ามันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ ก่อนที่เธอจะพูดขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงร่าเริงราวกับหัวข้อสนทนาเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมา รวมถึงเธอไม่ได้เสียครอบครัวด้วย

“จริงสิ! เย็นวันนี้ฉันทำเฝอเนื้อน่ะค่ะ ถ้ายังไงก็แวะมาได้นะคะ ฉัน เทียน ไม ค่ะ จะเรียกเทียนก็ได้ อ๊ะ ของใช้ที่จำเป็นอยู่ในตู้ริมขวาสุดติดกระจกค่ะ” สาวน้อยชาวเวียดนามก้มหัวแนะนำตัวให้กับคริสแทปส์ด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรพร้อมไขปลดกุญแจมือให้แล้วยัดคีย์การ์ดที่ใช้เข้าออกสถานที่ต่างๆบางส่วนในฐานทัพเข้าในมือชายตรงหน้าอย่างไม่รังเกียจเดียจฉันท์

“ออร์กัสต์ คริสแทปส์.....” นักโทษกล่าวแนะนำตัวเบาๆ แม้ว่าหนวดเครารุงรังนั่นจะปิดบังใบหน้าซะมาก แต่เทียนกลับรู้สึกเหมือนกับเขายิ้มออกมา ทว่าเธอก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากส่งยิ้มและเดินจากไป

“ช่วยไม่ได้แฮะ ช่วยมันหน่อยก็ได้วะ...”

“ทำไมฉันต้องมาเสียเวลายืนจนเมื่อยในห้องเหม็นสาบเหงื่อนะ....” ชายคนหนึ่งในกลุ่มสามคนพูดขึ้นด้วยท่าทางหัวเสีย ดวงตาสีน้ำเงินฉายความไม่พอใจออกมา ก่อนที่จะมีมือหนึ่งตบเข้าที่หัวของเขาเบาๆ แล้วขยี้ผมสั้นสีเทาอ่อนของเขาซะยุ่ง ซึ่งทำให้หม้อน้ำร้อนที่เดือนปุดๆนั้นระเบิดออกมา

“พอเครียดเลยหงอกแบบนี้ไงคู่หู.... เป็นไง ฝีมือตัดผมหมอนี่ใช้ได้มะ? เคยเป็นพ่อบ้านในคฤหาสน์หลังโตซะด้วยนะเจ้านี่น่ะ” ชายอีกคนในกลุ่มพูดด้วยรอยยิ้มก่อนมือตนในถุงมือจะโดนปัดออกมา เมื่อดูจากเส้นผมยาวดำยาวเกินหลังและเสื้อแจ็กเก็ตที่มัดไว้กับเอว ท่าทางเหมือนจิตกรหรือกรรมกรมากกว่าเจ้าหน้าที่ด้วยซ้ำ หากไม่นับว่าไอ้แจ็คเก็ตที่ว่าเป็นเครื่องแบบทหารนี่ล่ะ

“เงียบเลยเฟ้ยไทคิ!” ชายคนแรกเถียงกลับไป ปล่อยให้อีกคนในกลุ่มแสดงสีหน้าบอกไม่ถูก ชายหนุ่มที่เงียบอยู่นั้นเกาผมสีน้ำตาลของตนพลางเดินตามอีกสองคนตรงหน้าเงียบๆ ใบหน้าขาวเนียนรับกับผมตัดสั้นเรียกให้เหล่าเจ้าหน้าที่หญิงหันมามองได้พอตัวเลยทีเดียว เครื่องแบบของเขานั้นเป็นแบบเดียวกับชายอีกคนแต่การแต่งกายเรียบร้อยกว่ามาก มีเพียงแค่ไม่ได้ติดกระดุมทุกเม็ดและพับแขนเสื้อขึ้นก็เท่านั้น แต่จุดที่ทำให้ทั้งคต่างจากเจ้าหน้าที่คนอื่นๆในฐานนั้นคือตราสัญลักษ์รูปใบเมเปิ้ลสีแดงที่ต้นแขขู่

“ที่อยู่กับพวกไคล์นั่นใครน่ะ หล่อจัง....” เสียงทหารสาวคนหนึ่งพูดแผ่วๆก่อนที่ตัวจะเซเข้าหากำแพงจนหญิงอีกคนและเด็กสาวอีกคนต้องวิ่งเข้าไปประคองไม่ให้หัวเธอฟาดกำแพงอย่างจัง ไม่งั้นมีเธอหัวโนแน่

“ผู้หญิงเยอะจังเลยนะที่นี่น่ะ....” ชายผมน้ำตาลพูดพลางถอนหายใจ เขาไม่รังเกียจหรอกว่าทหารจะเป็นเพศอะไร แต่ว่าการที่เห็นสาวๆแบบนี้มาเป็นทหารทำให้เขารู้สึกไม่ดีชอบกล เพราะโดยทั่วไปแล้วการเกณฑ์คนมาเป็นทหารมักจะเริ่มจากผู้ชายก่อนเสมอ

“สามพี่น้องบุเซย์ เห็นคนที่ชมนายตะกี้สินะ นั่นน่ะเป็นน้องคนสุดท้องน่ะ” หนุ่มผมดำพูดพลางหัวเราะเบาๆแต่ก็ไม่ได้ทำให้ชายผมน้ำตาลถามอะไรต่อ ทั้งสามเดินตามทางเรื่อยๆก่อนที่จะเข้าไปในโกดังที่สอง แสงสลัวๆในห้องนั้นพลันสว่างขึ้นเพราะโคมไฟที่ถูกเปิด หุ่นรบที่ยืนเรียงรายสองข้างนั่นไม่ได้ทำให้ชายผมน้ำตาลตกใจเท่ากับสิ่งที่อยู่ตรงกลางห้อง โต๊ะยาวและซุ้มอาหารข้างๆ แม่ครัวสาวคนหนึ่งโบกมือให้ทั้งสามด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรก่อนจะโดนเขกหัวให้กลับไปทำงาน

“ก็ว่าแล้วว่าต้องมา แต่ว่าจะมาในแบบที่ผิดคาดไปหน่อยล่ะ....” เดมิทรี่ที่เดินเข้ามาทีหลังพูดขึ้น ทั้งสามหันหน้ากลับไปหาต้นเสียง ทว่ามีเพียงสองคนที่วันทยหัตถ์แสดงความเคารพต่อผู้บัญชาการของตนด้วยความเต็มใจอย่างพร้อมเพรียง แต่เขาก็ไม่ได้ฟังทั้งครู่เพราะความคิดที่ผุดขึ้นหลังเข้ามาในห้อง ว่าฐานทัพนี้มีงบเหลือเฟือแบบนี้เลยหรือ?

“เพราะงั้นเลยเตรียมปาตี้ไว้รอโดยเฉพาะไง เทียน ขอพิเศษสอง! เนื้อเน้นๆ!” เดมิทรี่ในเครื่องแบบผู้พันเต็มยศหันไปหาสาวน้อยที่ซุ้มอาหารเย็นแล้วตระโกนสั่งไป ซึ่งไม่ใช่ว่าเขากินจุหรอก แต่เพื่อคนตรงหน้าอีกคนต่างหาก

“เฝอเธอทำอร่อยนะ ถ้าได้วัตถุดิบดีๆนี่ยอดเลย แต่เนื้อหมีคงกินได้สินะ”

“ทำกันแบบนี้ไม่ไหวเลยนะ... ถ้าผมไม่มาก็เสียเปล่าเลยนา..” ชายผมน้ำตาลพูดพลางส่ายหัวแล้วยิ้มเล็กๆก่อนจะยกมือวันทยหัตถ์ชายตรงหน้า ก็เป็นเรื่องที่ตัดสินใจไปแล้วนี่นะ ถ้าเขาเป็นแบบที่แม่สาวนั่นเป็นได้ มันจะดีแค่ไหนกันหากละความยึดติดนั่นไปได้ ก็มีแต่ต้องลองดูก่อนเท่านั้น

“ออร์กัสต์ คริสแทปส์ รายงานตัวครับ...” นายทหารนามออร์กัสต์ คริสแทปส์ รายงานตัวต่อผู้บังคัญบัญชาของตนด้วยเสียงหนักแน่น ปากกาพร้อมเอกสารยืนยันตัวยอมรับข้อตกลงถูกยื่นให้อดีตนักโทษ ออร์กัสต์นิ่งลงครู่หนึ่งกอนตัดสินใจเซ็นต์มันลงไป จากนักโทษเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ในตอนนี้ได้กลายเป็นทหารติดยศร้อยเอกไปเรียบร้อยแล้ว

“คะ.....คุณออร์กัสต์จริงๆงั้นหรือคะ??? ใช่คนเดียวกับ.....นักโทษตะกี้จริงๆหรือ...” เทียนที่ถือถาดอาหารมาเสิร์ฟทำท่าตกใจเอามือป้องปากแล้วมองออร์กัสต์ด้วยแววตาตื่นตะลึงกับใบหน้าของชายหนุ่ม

“ก็บอกแล้วไงว่าวันนี้เรามีคนเพิ่มคนเดียวน่าจะรู้นะเทียน....” เดมิทรี่พูดก่อนหันไปมองออร์กัสต์ที่ปั้นหน้านิ่งไม่รับมุขอยู่ข้างๆ ทว่าเทียนกลับหัวเราะออกมาเบาๆแทนที่จะขายหน้า

“ล้อเล่นน่ะค่ะ ไม่นึกว่าคนที่ตกหลุมจะเป็นผู้พันไปซะได้... หุๆๆ นี่คิดว่าฉันจะไม่รู้จริงๆหรือคะ เล่นให้เผ้าดูพฤติกรรมผ่านกล้องวงจรปิดแบบนี้... เพราะงั้นก็เลยได้เห็นคุณออร์กัสต์ลุคใหม่ก่อนใคร.... ไม่สิ พร้อมๆคุณกลาเซียกับคุณซากุราบะนั่นล่ะ” เทียนพูดพลางหันหน้าไปหาทั้งสองคนซึ่งคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากที่เดินมากับออร์กัสต์อยู่แล้ว

“นี่ติดกล้องไว้ในห้องคนอื่นด้วยเรอะ!!! แล้วให้ผู้หญิงเป็นคนดูเนี่ยนะ!!!” ออร์กัสต์ขึ้นเสียงตวาดใส่เดมิทรี่ทั้งที่เมื่อครู่ยังดูจะให้ความเคารพกันอยู่หยกๆ แหงสิ ใครก็ไม่ชอบที่จะโดนจับตามองตลอดเวลานักหรอก ยิ่งให้เพศตรงข้ามมาดูแบบนี้ ถึงในฐานะทหารแล้วเพศจะไม่เกี่ยวข้อง แต่เรื่องนี้มันเกินรับได้

“ใครจะไปติดเล่า แบบนั้นมันละเมิดสิทธิส่วนบุคคลชัดๆ!” ผู้พันเดมิทรี่พูดเสียงดังลั่นแต่การกระทำของเขาก็ไม่พ้นสายตาของออร์กัสต์อยู่ดี ก็เล่นไม่มองหน้าคู่สนทนาแล้วเหล่ไปทางเทียนแบบนี้ต่อให้เป็นคนโง่แค่ไหนก็ต้องรู้ว่ากำลังหาข้อแก้ตัวอยู่ ทว่าจะข้อแก้ตัวใดๆก็ฟังไม่ขึ้นเมื่อหญิงสาวผมดำยิ้มแป้นพร้อมยกเมมโมรี่การ์ดเล็กๆขึ้นมา

“ฉันมีหลักฐานค่ะ” เทียนพูดด้วยเสียงหวาน รอยยิ้มนั่นดูส่องประกายเจิดจ้าขัดกับการกระทำลิบลับ แม่สาวหลับตาพริ้มแล้วฉีกยิ้มกว้างขึ้นไปอีกเสมือนผู้กุมชัยชนะไว้ในมือ หากเดมิทรี่สั่งให้ลบข้อมูลทิ้งหรือยึดไปล่ะก็ ทุกคนในที่นี้จะเป็นพยานได้อย่างดี ซึ่งที่เธอทำแบบนี้นั้น หากออร์กัสต์ไม่พอใจจนยกเลิกข้อตกลงขึ้นมาล่ะก็มีหวังโดนโทษหนักเป็นแน่แท้ แต่เธอก็ยังคงทำมันอยู่ดีเหมือนกับว่าไม่มีความเสี่ยง เพราะเธอรู้ดีว่า ผู้พันของเธอจะเอาเอกสารนั่นเป็นข้ออ้าง ไม่นับรวมถึงการศึกษานิศัยและประวัติของออร์กัสต์มาแล้วจึงยิ่งยืนยันได้มากขึ้นไปอีกว่าจะไม่เสียงานเพราะเรื่องนี้ เธอเลยได้แหย่ผู้พันอย่างที่เห็นนี่ล่ะ

“นี่เธอแอบแค้นที่โดนสั่งนู่นนี่บ่อยๆสินะ!!”

“โดนเล่นจนได้นะครับ~ ลุง” ไทคิพูดพลางกระแทกศอกเข้าที่ผู้บังคับบัญชาตนที่ทำหน้าเซ็งแบบไม่ถือยศศักดิ์และไร้ความกลัว หากเป็นที่อื่นคงยากที่ออร์กัสต์จะได้เห็นเหตุการณ์แบบนี้ แต่สำหรับฐานทัพรัสเซียสาขาทดสอบหุ่นรบย่อยแห่งนี้แล้วคงไม่มีปัญหากระมัง... ในเมื่อตัวผู้พันยังเป็นแบบนี้

“งั้นต่อไปนี้ ขอแนะนำสมาชิกทีมที่เธอต้องอยู่เลยละกันนะ พ่อหนุ่มเดือนแปด” ชายสูงใหญ่ว่าพลางกวักมือเรียกคนกลุ่มหนึ่งเข้ามา สองในนั้นคือพวกที่เดินมากับเขาเมื่อครู่ ส่วนอีกหนึ่งคือสาวผมเงินยาวร่างสูงโปร่ง ผมยาวของเธอนั้นตัดหน้าม้า ส่วนด้านหลังนั้นรวบเป็นมวยกลมเล็กๆเสียบไว้ด้วยปิ่นยาวแล้วส่วนที่เหลือปล่อยให้เหยียดลง ดวงตาสีฟ้าคมเข้มนั่นแฝงทรงอำนาจลึกลับอย่างน่าประหลาด และดูท่าว่าคำเรียกว่าหนุ่มเดือนแปดจะทำเอาออร์กัสต์ขมวดคิ้วได้แฮะ

“แอนนา คุเรฮะ ยศพันตรี หัวหน้าทีมโคโย ยินดีที่ได้รู้จัก” หญิงสาวคนนั้นกล่าวแนะนำตัวด้วยเสียงแข็งราวผู้ชายก่อนจะจ้องพิจารณาออร์กัสต์ตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วมองกลับขึ้นมาจนถึงหน้าเขา

“ดูจากกล้ามเนื้อคงผ่านการฝึกมาดี หน้าตาก็ไม่ได้ดูเป็นคนโง่ ความสูงและน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ดี นอกจากนี้.... ขออภัยค่ะผู้พัน..” แอนนาเริ่มพูดยาวขึ้นเรื่อยๆราวกับจะให้ผู้ฟังจดเลคเชอร์ส่ง ถ้าหากไม่ถูกเดมิทรี่สะกิดไหล่เตือนไว้มีหวังหล่อนคงไม่ได้หยุดพูดแน่ๆ เมื่อออร์กัสต์มองไปที่เธอก็พบตราแบบเดียวกับไคล์และไทคิ รูปใบเมเปิ้ลสีแดง ถ้าทางนี่คงเป็นตราสัญลักษณ์ประจำหน่วยโคโยนี่ล่ะ

“สิบโทไทคิ ซากุราบะ อดีตรองหัวหน้า ต่อไปนี้ช่วยกันมาเป็นเหยื่อระบายอารมณ์เจ๊แกด้วยกันเถอะ.... แต่ถึงจะบอกว่าเหยื่อระบายอารมณ์ เราก็เอาคืนได้ด้วยวิธีนี้” ไทคิกล่าวติดตลกพร้อมยื่นมือไปโอบไหล่แอนนาไว้แล้วลากมือลงมาถึงสะโพกหล่อน ก่อนจะเอื้อมไปลูบบั้นท้ายในกระโปรงสุดฟิตนั่นเบาๆ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ปิ่นปักผมโลหะสีเงินของแอนนาเสียบเข้ากลางหน้าผากเขาอย่างแรงจนเจ้าตัวล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมเลือดที่พุ่งออกจากหน้าผาก เล่นซะออร์กัสต์ตั้งตัวไม่ถูกไปซักพักเลยทีเดียว ดูเหมือนเขาจะรู้สึกตัวเพราะคำพูดสมน้ำหน้าของไคล์ที่ยืนอยู่ข้างๆแฮะ

“สิบตรีไคล์ กลาเซียร์....” ไคล์แนะนำตัวทั้งๆที่ไม่ได้หันมามองออร์กัสต์ราวกับไม่พอใจอะไรบางอย่างอยู่ แต่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นยกเว้นแอนนาที่เป็นหัวหน้าของเขา เจ้าหล่อนเผยยิ้มเล็กๆที่มุมปากพลางย่อลงถอนปิ่นปักถมออกจากร่างแน่นิ่งของลูกทีมอีกคนที่นอนเลือดอาบศีรษะอยู่

“สีขาวลายลูกไม้... เซ็กซี่มากเจ๊! อ้ากกกก!!!!”

“หงุดหงิดเรื่องเพื่อนซี้ตัวเองโดนถอนจากตำแหน่งรองหัวหน้าให้คนใหม่แทนแบบนี้ไม่สมเป็นเธอเลยนะไคล์... ระวังโดนหาว่าเป็นคู่เกย์นะ” แอนนาพูดด้วยโทนเสียงแบบผู้ใหญ่สั่งสอนเด็กหรือคุณครูใจดีสั่งสอนนักเรียน ซึ่งมันคงจะเป็นภาพที่ดูดีมาก หากไม่นับประโยคหลัง และเธอไม่ได้กำลังขยี้ส้นสูงใส่ไทคิที่นอนกองอยู่ที่พื้นอย่างโหดร้ายเช่นนี้

“หืม...จะบอกว่า...” ออร์กัสต์ได้ฟังก็หันไปหาแอนนากับเดมิทรี่โดยไม่สนใจไคล์ที่รีบเถียงแอนนาเป็นพัลวัน ซึ่งทั้งคู่ก็ได้พยักหน้าให้พร้อมๆกัน เป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆด้วยสินะ... ยังไงก็ช่าง ตัดสินใจไปแล้วแบบนี้ เขาไม่คิดจะถอยอยู่แล้ว

“ยินดีต้อนรับสู่ โครงการออเรเลียส... ออร์กัสต์ คริสแทปส์” แอนนายื่นมือของตนออกมาตรงหน้าออร์กัสต์ เครื่องหมายแสดงถึงการยอมรับในความเป็นมิตรสหาย ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือตนออกไปจับมือ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการ พันตรีสาวนั้นนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตร ออร์กัสต์มองภาพนั่นแล้วหลับตาลงช้าๆก่อนยิ้มตอบ อย่างน้อยๆคนที่นี่ไม่รังเกียจเขา แล้วทำไม เขาถึงต้องยังรังเกียจคนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยล่ะ

“แต่ยังไม่ถือว่าเป็นลูกทีมฉันจนกว่าจะสอบผ่าน...”

“เฮ้ย..เจ๊ ก็ไหนตกลงแล้วนี่นา แล้วอยู่เฉยๆไม่พอใจอะไรขึ้นมาล่ะ หรือว่าวันนั้นของเดือน” ไทคิลุกพรวดขึ้นมาถามหัวหน้าตน ไม่งั้นเขาเองคงไม่ทิ้งตำแหน่งรองหัวหน้าง่ายๆแบบนี้หรอกหากไม่มีคำยืนยันจากนายเหนือหัวหรือเป็นคำสั่งเด็ดขาด แต่นี่ไม่ใช่คำสั่งอย่างเป็นทางการแต่เป็นคำขอด้วยซ้ำ ซึ่งคำถามก็จบลงด้วยการถูกแอนนาหลังมือใส่หน้าจนลงไปกองที่พื้นอีกรอบ

“หงุดหงิดแทนผู้ชายบางคนที่เรื่อยๆเอื่อยๆไง” พันตรีสาวตอบกลับพลางหันมาส่งสายตาให้ผู้ชายบางคนที่ว่า ออร์กัสต์เองไม่คิดจะแย้งอะไรทั้งสิ้นเพราะเตรียมใจเจอการคัดค้านอยู่แล้ว กลับกันเขากลับสนุกขึ้นมาแทนซะนี่ มาวันแรกก็เจอเรื่องแบบนี้ จริงๆถ้าเจอคนที่ไปแค้นเขาจากชาติปางก่อนวิ่งเข้ามาต่อยเขาคงสบายใจมากกว่าเสียอีก จะได้ยืดเส้นยืดสายหลังพ้นคุกซะที ว่าแล้วนักโทษหนุ่มก็ยิ้มเยาะแล้วพูดขึ้นมาให้ฝ่ายตรงข้ามได้ยินชัดๆ

“จะเอายังไงก็ว่ามาเลย พร้อมมีเรื่องทุกเมื่อ...” แอนนาฟังดังนั้นถึงกับยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาโดยมีไคล์ยืนเหงื่อตกอยู่ข้างๆ ส่วนเดมิทรี่นั้นนิ่งเฉยเหมือนกับรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าแอนนาจะต้องทำแบบนี้จึงไม่คิดจะห้ามปราม ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีการวางเงินพนันกันในหมู่พนักงานรอบๆแล้ว

“พรุ่งนี้เก้าโมงเช้าเจอกันที่ห้องซิมูเลเตอร์ เตรียมใจไว้ด้วยล่ะ.... อ้อ.... ส่วนนาย ไทคิ ไปวิ่งรอบสนามก่อนยี่สิบรอบแล้วค่อยไปซ้อม เข้าใจนะ?”

“เมเปิล 2 พร้อมออกตัวทุกเมื่อ!” ออร์กัสต์ตระโกนผ่านช่องสัญญาณสื่อสารของตนพร้อมสัญญาณเรียกอันดับสองซึ่งเป็นของไทคิมาก่อน เขาขานมันอย่างมั่นใจราวกับว่าเขาได้มันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ร้อยเอกหนุ่มในชุดไพล็อตนั่งอยู่ในคอกพิตของจาโปรน่า ในการทดสอบนี้เขาได้จับทีมคู่กับไทคิที่เป็นรองคนเก่า ส่วนอีกฝ่ายคือแอนนาและไคล์

“เมเปิล 3 พร้อมเช่นกัน ลุยล่ะนะ” ไทคิติดต่อกลับมาก่อนที่ดวงตาของจาโปรน่าที่เขาบังคับจะสว่างวาบราวกับตอบสนองต่อเจ้าของ จาโปรน่าสีขาวที่ติดตั้งอาวุธหนักเต็มรูปแบบ ในเมื่อเป็นซิมูเลชั่นจึงไต้องมีการเกรงใจใดๆทั้งสิ้น กลับกันเครื่องของออร์กัสต์นั้นนอกจากอาวุธพื้นฐานแล้วมีแค่ระเบิดมืออีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น

จาโปรน่าของออร์กัสต์เร่งเครื่องนำหน้าไปก่อนโดยมีไทคิทิ้งห่างตามมาทีหลัง รูปแบบสนามรบที่ใช้คือหมู่สะเก็ดดาวเคราะห์น้อย ซึ่งมันก็ทำให้ไทคิยิ้มออกเลยทีเดียว

ฉับ!!!

เสียงดาบเหล็กสะบั้นอุกาบาติลูกหนึ่งขาดเป็นสองเสี่ยง จาโปรน่าสีเทาที่ติดตั้งดาบเหล็กขนาดใหญ่ไว้เล่มหนึ่งพุ่งทะยานฝ่าสะเก็ดที่เหลือเข้าใส่ออร์กัสต์อย่างไม่ครั่นคร้าม ดาบเหล็กในมือตวัดวงกว้างเข้าหมายผ่าร้อยเอกออกเป็นสองส่วน ทว่ามันกลับเร่งเครื่องถอยกลับไปก่อนที่จะทันได้ฟัน หากไม่เช่นนั้นคงโดนกระสุนไรเฟิลทะลวงอกเข้าจนจบไปแล้ว

“ไทคิ!!” ไคล์ตระโกนอย่างหัวเสียพลางถอยหลบกระสุนไรเฟิลที่ยิงมาอย่างต่อเนื่อง ไทคิที่หลบอยู่หลังสะเก็ดดาวเคราะห์น้อยนั่น กระสุนพวกนั้นทะลวงฝ่าช่องว่างที่พอมีเล็กน้อยมุ่งเข้าใส่ไคล์โดยไม่เว้นระยะให้พักหายใจ ทว่าจำนวนของมันเองก็มีจำกัดเช่นกัน

“เมเปิล 2 คงยิงคุ้มกันได้อีกสิบสองวิ พอหมดแล้วฉันจะใช้มิสไซล์เข้าถล่มต่อ หลบออกมาซะ” ไทคิพูดจบก็เล็งหาไคล์แล้วยิงสกัดไว้ ไม่สิ จะบอว่าทำได้แค่สกัดมากกว่า เพราะทั้งๆที่เล็งแต่จุดตายกลางลำตัว อีกฝ่ายกลับบินหลบเลี่ยงจนพ้นระยะได้ทั้งหมดทั้งๆที่พื้นที่แบบนี้ยากแก่การเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงขนาดนั้นแท้ๆ

“รับทราบ...” ออร์กัสต์ที่นิ่งอยู่ครู่หนึ่งพูดขึ้นก่อนจะคว้าระเบิดมือขึ้นมาสองลูกแล้วปาอัดใส่กลุ่มดาวเคราะห์น้อยนั้นจนแตกออกพร้อมถอยฉากออกมาแล้วปาเข้าไปอีกลูกในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามมุ่งให้ความสนใจกับการหลบหลีกสะเก็ดเสี้ยวเหลานั้น คลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากระเบิดลูกที่สองทำให้จาโปรน่าของไคล์ที่ไม่ทันระวังตัวนั้นแน่นิ่งจนหมดสภาพเพราะระบบอิเล็คโทรนิคถูกเผาไหม้จนสิ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2010, 11:32:26 PM โดย Replikia » บันทึกการเข้า

บล็อคของคนบ้าหาเรื่องใส่ตัว... แปลมันไปได้ไง(ฟระ....) http://replikia.exteen.com/
Replikia
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 641



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 11:31:24 PM »

“เวร..” ไม่ทันไคล์จะสบถจบประโยค หน้าต่างแสดงการติดต่อจากฝ่ายตรงข้ามก็แสดงขึ้นมาในจอพร้อมกับรอยยิ้มอย่างสะใจของเพื่อนสนิทตนเองและการโบกมือบ๊ายบายให้โมโหเล่น นี่สินะเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด... แต่ช่วยไม่ได้ ตอนนี้คนละฝ่ายกันนี่นา

“เสร็จล่ะคู่หู~” ไม่ปล่อยให้เสียโอกาส กระสุนไรเฟิลก็ถูกลั่นเข้าใส่อกจาโปรน่าของไคล์เต็มๆอย่างง่ายดาย แต่ทว่าฝ่ายตรงข้ามก็ยังเหลืออีกหนึ่ง... ใช่ อีกเครื่อง แต่ว่ามันอยู่ไหนล่ะ ตั้งแต่พวกเขาเริ่มสู้ก็ไม่ได้สนใจแอนนาเลย ว่าหัวหน้าทีมคนนี้จะมีความสามารถระดับไหน ถึงอย่างนั้นก็ทำให้การต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นนั้นเธอคงเสียเปรียบด้านจำนวนเป็นแน่แท้

“เมเปิล 3 ระวังตัวไว้ อีกเครื่องอาจอยู่แถวๆนั้น! เดี๋ยวฉันไปสมทบ” ออร์กัสต์พูดจบสิ่งที่คาดไว้ก็เป็นจริงในทันที ดาบคาตานะคมกริบถูกตวัดออกมาอย่างว่องไว จาโปรน่าเครื่องของไทคิชักบีมเซเบอร์ขึ้นมาตั้งรับเอาไว้จนเกิดประกายแสงแปลบปลาบ เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมดาบเหล็กกับดาบพลังงานถึงปะทะกันได้หากไทคิไม่รู้มาก่อนว่าคาตานะเล่มนี้เคลือบบีมโคตติ้งเอาไว้ แอนนากดเปิดช่องสื่อสารมายิ้มงามๆให้พ่อหนุ่มมือไวแล้วพูดขึ้นเบาๆ

“ระวังหลังคนอื่นแต่ไม่ระวังหลังตัวเองแบบนี้ระวังจะตายเอาซักวันนะซากุระจัง...” ดาบคาตานะถูกเก็บเข้าปลอกพร้อมกับลูกซองที่ถูกชักขึ้นมายิงลอดแขนข้างที่กำลังเก็บดาบในระยะประชิด โล่ใหญ่นั่นหันมากันกระสุนเอาไว้ได้บางส่วนแต่ด้วยระยะประชิดแบบนี้ เมื่อรวมกับแรงอัดของปืนลูกซองแล้วก็ทำให้จาโปรน่าของไทคิถอยไปได้ระยะหนึ่ง ไม่ทันที่จะได้ตั้งตัวจาโปรน่าสีทองก็พุ่งเข้ามาในระยะประชิดแล้วกระหน่ำลูกซองใส่จนโล่นั้นเต็มไปด้วยร่องรอยกระสุนกระทบเป็นการรุกอย่างต่อเนื่องโดยไม่ให้พักผ่อน

“สมเป็นเจ๊! แต่ว่ามิเรอร์โคทติ้งมันกันบีมแต่กันมิสไซล์ไม่ได้นะ อีกอย่าง... อย่าเรียกว่าผมว่าซากุระจังต่อหน้าคนอื่น.. ไว้อยู่กันสองต่อสองค่อยเรียกสิครับเจ๊แอนนา!!!” ไทคิพูดพลางเร่งเครื่องถอยหนีโดยมีโล่เป็นที่กำบังเอาไว้ ทันทีที่จบประโยคร็อกเก็ตลันเชอร์ก็ถูกปลดออกจากด้านหลังของจาโปรน่าสีขาว แขนขวานั่นเอื้อมไปจับไกปืนแล้วลากขึ้นมาเล็งเข้าใส่แอนนาหวังยิงในช่วงที่เสียจังหวะปลดกระสุนอยู่ในระยะเผาขนโดยไม่สนว่าจะเจอแรงระเบิดแค่ไหน ทว่าหญิงสาวกลับยิ้มออกมา

“ติดกับแล้วนะ...” ไม่ทันขาดคำแรงกระแทกก็ทำอดีตรองรู้ตัว หลังของจาโปรน่านั่นกระแทกเข้ากับสะเก็ดอุกาบาติอย่างแรงโดยยังไม่ทันได้ลั่นไก ปืนลูกซองที่เหมือนกับว่ากระสุนหมดไปเมื่อครู่นั้นจ่อเข้าที่อกของมันแล้วยิงใส่จนระเบิดคาที่พร้อมร่างสีทองที่พุ่งฝ่าควันระเบิดออกมา

“ชิ....ล้มเจ๊ไม่ไหวจริงๆแฮะ” ไทคิเปิดเครื่องซ้อมซิมุเลเตอร์ออกมาบ่นกับไคล์ที่นั่งหงุดหงิดอยู่อีกทางก่อนหันไปมองจอใหญ่ ไม่ทันรู้ตัวว่าตอนที่เขาอยู่ข้างในนั้นจะมีคนมาดูเยอะขนาดไหน ภาพบนจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ฉายให้เห็นจาโปรน่าสีทองและสีดำกำลังพุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งข้างๆไคล์ก่อนที่จะมีน้ำมาบริการถึงที่ ซึ่งคนเสิร์ฟก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เทียนนี่เอง

“คิดว่าใครชนะคะ ส่วนใหญ่ไปลงข้างคุณออร์กัสต์กันเพราะว่าได้เปรียบเรื่องระยะแถมกระสุนจริงทั้งนั้น...” เทียนถามก่อนหันกลับไปมองหน้าจอ พอดีกับที่ภาพจาโปรน่าสีดำพุ่งหนีออกมาจากจาโปรน่าสีทองแล้วรัวปืนกลคู่เข้าใส่จนกระสุนหมดแล้วโยนทิ้งไปพร้อมคว้าไรเฟิลจู่โจมออกมาแทน

“งั้นฉันจะรอรับเงินละกัน” ไทคิยิ้มแล้วพูดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมพอๆกับไคล์ที่มีรอยยิ้มแบบเดียวกันประทับบนใบหน้า ทั้งสองเป็นลูกทีมของแอนนา และรบเคียงข้างเธอตลอด ดังนั้นพวกเขาย่อมรู้ดีกว่าใครๆในห้องนี้ ดีกว่าตัวเดมิทรี่ที่เป็นผู้บังคับบัญชาเสียอีก สองคู่หูยิ้มให้กัน ปล่อยให้เทียนได้แต่เดาว่าแอนนาจะหาวิธีไหนมาชนะออร์กัสต์

กลับมาที่ทั้งคู่ แม้จะเปลี่ยนมาใช้ไรเฟิลจู่โจมที่ความต่อเนื่องไม่เท่าปืนกลแต่ความแม่นยำสูงกว่านั้น เป้าหมายก็ยังคงสะท้อนแสงสีทองบินหลบไปมาได้อยู่ หากเป็นปกติเขามั่นใจว่าต้องยิงโดนบ้าง แต่นี่นัดไหนที่มีท่าทีว่าจะเข้าเป้ากลับถูกฟันทิ้งหรือไม่ก็มีเศษสะเก็ดอุกาบาตมาขวางทางไว้พอดีทุกครั้งไปเหมือนเธออ่านการเคลื่อนไหวของเขาและสภาพแวดล้อมออกยังไงอย่างนั้น

ออร์กัสต์ยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรนอกจากมุ่งโจมตีเต็มที่ ถึงอวกาศจะเป็นพื้นที่ถนัดของเขา แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มซ้อมจนบัดนี้นั่นสั่นคลอนความมั่นใจของร้อยเอกไปพอควร จาโปรน่าคัสตอมของเขานั้นประกอบด้วยปืนกลคู่ขนาดเล็ก ไรเฟิลจู่โจมหนึ่งกระบอก บีมเซเบอร์มาตรฐาน มีดสั้น และระเบิดมือจำนวนเล็กน้อย ซึ่งเขาก็ใช้ไปแล้วสองลูก

เกรเน็ดลันเชอร์ที่ปากกระบอกไรเฟิลถูกยิงออกไปเข้าใส่แอนนา ดาบคาตานะถูกเงื้อขึ้นแล้วฟันเข้าใส่หัวรบนั่นแล้วสะบัดออกด้วยความเร็วสูง ทว่ามันกลับไม่ระเบิดออกมาตรงนั้น แต่ไประเบิดด้านข้างห่างจากแอนนาราวช่วงหนึ่งเลยทีเดียว

“ฉันไม่ฟันให้มันระเบิดใส่หน้าหรอกนะ” แอนนาพูดพลางเร่งเครื่องพุ่งเข้าใส่ออร์กัสต์แล้วโยนเข้าใส่จาโปรน่าสีดำ ไม่รู้ว่าบังเอิญหรืออย่างไรที่ฝ่ายตรงข้ามก็โยนไรเฟิลที่กระสุนหมดให้พุ่งเข้ากระแทกกับโล่นั่นพอดี เมื่อสิ่งกีดขวางทั้งสองชิ้นกระเด็นกันไปคนละทางแล้ว ก็เป็นเวลาเดียวกับที่มีดสั้นและคาตานะจะฟาดกันจนเกิดเสียงดังลั่น

“ระยะติดพันอาวุธสั้นๆได้เปรียบกว่านา....” ว่าแล้วออร์กัสต์ก็ชักมีดอีกเล่มออกมา มีดเล่มที่ประทะกับดาบอยู่นั่นพลิกองศาเล็กน้อยจนคาตานะคมกริมเคลื่อนเบี่ยงออกพร้อมกับจ้วงไปที่ลำตัวของฝ่ายตรงข้ามในทันที เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกับจาโปรน่าสีดำที่กระเด็นออกมาโดยเหลือแขนเพียงข้างเดียวและออร์กัสต์ที่ตกตะลึงจนพูดไม่ออก

“วิชาดาบสำนักคุเรฮะสร้างขึ้นให้ใช้ได้ทุกระยะ” แอนนาพูดพลางมองเป้าหมายที่กลายเป็นไอ้ด้วนแขนเดียวแล้วชี้ดาบเข้าใส่ราวกับให้เวลาตั้งตัว ทว่าเธอก็ไม่รอให้ออร์กัสต์เคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น ชี้เสร็จดาบนั่นก็ถูกวาดเข้าใส่เป้าหมายทันทีโดยมีไคล์หัวเราะเบาๆอยู่ข้างนอก

“อาจารย์.... ไอ้นิสัยชี้ดาบเอาเท่ห์แล้วพุ่งเสียบนี่เลิกไม่ได้สินะ” เสียงแซวดังขึ้นจากปากไคล์ที่ดูอยู่ข้างนอกโดยมีไทคิพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ข้างๆ ทว่าราวแอนนากลับตอบเขาได้หน้าตาเฉยทั้งๆที่ข้างในเครื่องไม่ควรจะได้ยินเสียงแบบนี้ หน้าตาของทั้งคู่ตอนสะดุ้งทำให้เทียนอดกลั้นหัวเราะไม่ได้เลยทีเดียว

“นินทาฉันอีกแล้วสินะเจ้าลูกศิษย์” หัวหน้าสาวพูดพลางสะบัดดาบเข้าใส่ออร์กัสต์อย่างต่อเนื่อง จริงๆเธอก็ไม่ได้ยินหรอก แต่เธอคาดว่าถึงไม่พูดไคล์ก็น่าจะมีคิดในบ้างล่ะน่า นี่ล่ะที่เขาว่าครูที่ดีต้องรู้ทันนักเรียน แต่เธอไปจำมาจากไหนก็ไม่มีใครรู้ คาตานะคมกริบนั่นรุกไล่จาโปรน่าแขนเดียวจนแทบหมดทางตอบโต้ ทั้งสภาพเครื่องและฝีมือ ระยะประชิดนั้นถือว่าเป็นของหวานสำหรับแอนนา คุเรฮะ พันตรีหัวหน้าทีมโคโยคนนี้ อีกทั้งเธอยังเป็นคนที่มีประสบการณ์รบในสงครามจริงมากที่สุดเมื่อเทียบกับคนอื่นๆในทีมเสียด้วย แต่นั่นก็ทำให้ทุกคนที่มองจากมอนิเตอร์ข้างนอกรู้สึกได้อย่างหนึ่ง ว่าหากออร์กัสต์มีประสบการณ์ทัดเทียมกันกับแอนนาแล้วล่ะก็เหตุการณ์นี้คงต่างไปแน่แท้ แน่นอนว่าเธอเองก็รู้เช่นกัน

“ถึงจะปัดออกก็จริงแต่ว่าแรงกระแทกก็น่าจะทำให้มันระเบิดตรงนั้นเลยได้เหมือนกันนี่คะ” เทียนถามโดยไม่หันมองคู่สนทนาทั้งสอง เธอยังคงจ้องภาพในจอมอนิเตอร์ด้วยดวงตาเป็นประกายอย่างตื่นเต้น นานแล้วที่เธอไม่ได้เห็นการรบตัวต่อตัวที่ทำให้ต้องลุ้นตัวโก่งแบบนี้ ถึงแม้ว่าผู้มาใหม่จะเสียเปรียบเห็นๆในตอนนี้ แต่คนที่เจอกับแอนนาในระยะประชิดได้นานขนาดนี้นั้นไม่ได้เห็นกันง่ายๆสำหรับเธอและคนแถวนี้เลย

“ปัดอย่างนุ่มนวลด้วยความเร็วสูง” ไคล์พูดขึ้นมาลอยๆเป็นคำตอบให้กับเทียน แน่นอนว่าอาจารย์แอนนาต้องสอนเขาอยู่แล้ว แต่ว่ามันไม่ใช่ง่ายๆเลยกับการกะแรง องศาตกกระทบ และความเร็วในการสะบัดทิ้งแบบนั้น

“สมแล้วที่เป็นหัวหน้าแล้วยังมียศเป็นถึงพันตรี...” ออร์กัสต์กัดฟันกรอดก่อนจะพุ่งเข้าใส่แอนนาแทนการร่นถอยเรื่อยๆเพราะมันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด จาโปรน่าสีดำจุดบุสเตอร์ทั้งหมดที่มีแล้วเร่งเครื่องด้วยความเร็วเต็มที่ทะยานเข้าใส่หัวหน้าหน่วยโคโยเบื้องหน้าด้วยความคิดบางอย่างในหัว

“ขอบคุณที่ชม...” แอนนาพูดเสียงเรียบแล้วตั้งท่าเตรียมรับมือ ดาบของเธอที่ตวัดจากมุมขวาล่างขึ้นนั้นควรสะบั้นจาโปรน่าสีดำนั่นเป็นสองส่วนและระเบิดไปได้ในดาบเดียว ทว่ามันกลับผิดจากที่เธอคิดไปถนัด เมื่อองศาดาบถูกเปลี่ยนเพราะเข่าที่ยกขึ้นมา แต่ว่าเธอยังคงสามารถรุกต่อได้ และไวกว่าออร์กัสต์โดยไม่ต้องสงสัย

“คิดจะทำอะไรไม่รู้หรอกนะ แต่ช้าไป!” นักดาบสาวประกาศกร้าวก่อนตวัดดาบสังหารก่อนจะสังเกตเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ แต่ว่าจังหวะนั้นดาบของเธอก็เข้าไปในลำตัวจาโปรน่าสีดำนั่นแล้วพร้อมกับรอยยิ้มของออร์กัสต์

ตูมมมม

เสียงระเบิดดังกึกก้องพร้อมจอภาพของทั้งคู่จะขี้นสรุปผลการซ้อมรบ สิ่งที่ทำให้ทุกคนฮือฮานั่นไม่ใช่อะไรนอกจากตัวอักษรที่มีใจความว่าแอนนาระเบิดไปหลังออร์กัสต์เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น

“เอ๋...” ไคล์กับไทคิประสานเสียงขึ้นมาพร้อมกัน ตอนนี้อย่างแรกที่เขาคิดคือแรงระเบิดของจาโปรน่าออร์กัสต์ทำให้ระเบิดมือลูกที่เหลือระเบิดออกตามไปด้วยเพราะแค่แรงระเบิดจากตัวเครื่องเพียวๆไม่น่าทำให้แอนนาร่วงตามไปอีกคนได้ด้วยจาโปรน่าที่แทบไม่มีความเสียหาย ทว่าพวกเขาทั้งสองนั้นคิดผิดเมื่อได้ยินแอนนาคุยกับออ์กัสต์หลังจากที่ทั้งคู่เดินออกมาจากกลุ่มทหารมุง

“ถ้าเป็นสนามรบจริงนายจะกล้าแบบเมื่อกี๊ไหมล่ะ?” แอนนาปล่อยผมที่รวบไว้แล้วสยายมันออกแล้วเดินไปที่ลูกน้องทั้งสองคนนั่นอยู่โดยไม่หันมามองผู้ฟังราวกับว่าไม่มีความจำเป็นก่อนทิ้งตัวลงนั่งฟากตรงข้ามแล้วหยิบน้ำของเทียนขึ้นมาดื่มซะหน้าตาเฉย แต่อย่างน้อยเธอก็ไม่หยิบของผู้ชายล่ะนะ ซึ่งก็เห็นได้จากคนตรงข้ามที่ทำหน้าเสียดายอยู่นั่นเอง

“แน่นอน แต่ไม่มีเสื้อกล้ามเขียวก็เลยได้มากสุดแค่ตายตกตามกันล่ะนะ” ออร์กัสต์นั่งลงข้างๆแอนนาแล้วหันไปอีกทาง เหมือนรับไม่ได้ชอบกลที่เขาทำได้ดีสุดแค่นี้ จะบอกว่ามั่นใจฝีมือตัวเองเกินไปหรือว่าไม่เคยเจอคนเก่งๆมาก่อนก็ไม่มีทางรู้ได้นอกจากเจ้าตัวจะรู้สึกตัวได้เองว่าทำไม

“คุณออร์กัสต์ น้ำค่ะ ว้าย!!” เทียนเดินไปหยิบน้ำมาแก้วหนึ่งก่อนจะสะดุดล้มจนแก้วนั่นเทสาดใส่หน้าชายหนุ่มซะเต็มๆโดยมีแอนนาที่โดนลูกหลงเล็กน้อยนั่งยิ้มแป้นอยู่ข้างๆ รวมถึงไคล์กับไทคิเองก็ไม่แพ้กัน

“ขะขะขะขะ ขอโทษค่ะ!!! พอดีคุณแอนนาบอกว่า...” เทียนกมหัวขอโทษงกๆพร้อมกับหน้าผากแข็งดุจหินผาที่กระทบเข้ากับศีรษะออร์กัสต์ดังโครมจนต้องรีบเอามือขึ้นมาลูบ ส่วนคนที่โดนพูดถึงนั่นทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ว่าผู้พูดจะสื่อความหมายว่าอย่างไร หญิงสาวผมเงินคว้าแผ่นผ้าเล็กๆออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้ววางลงบนตักออร์กัสต์ที่กำลังจะระเบิดสิ่งที่เรียกว่าขันติออกแล้วพูดด้วยเสียงจริงจัง

“เสร็จพิธีรับน้อง ต่อไปนี้ฝากด้วยล่ะ เมเปิ้ล2” แอนนาตบหลังออร์กัสต์อย่างแรงแล้วลุกขึ้นบิดตัวตามด้วยลูกทีมดั้งเดิมทั้งสองแล้วยิ้มให้ ทั้งสามนั่นหันหลังเดินจากไปโดยไม่มีสิ่งใดค้างคาในใจ ด้วยสิ่งยืนยันคือแผ่นตราสัญลักษณ์ทีมโคโยในมือของออร์กัสต์ แต่ดูท่าว่าหลังงานนี้เขามีเรื่องต้องเคลียร์แน่แท้ โดยเริ่มจากเทียนเลยละกัน.....


Episode 1: - “A” Plan - END
บันทึกการเข้า

บล็อคของคนบ้าหาเรื่องใส่ตัว... แปลมันไปได้ไง(ฟระ....) http://replikia.exteen.com/
Replikia
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 641



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 25, 2010, 05:44:36 PM »

AURELIUS PROJECT



ออร์กัสต์ คริสแทปส์
นักบินกองโจรชาว อวกาศที่ถูกกองทัพโลกจับตัวเอาไว้ อายุ 22 ปี เป็นคนที่วางท่าทีเรียบเฉยและเก็บอารมณ์ได้ดี เกลียดกองทัพโลก พูดจาแดกดันเก่ง ชอบเรื่องท้าทายและอาหารประเภทเส้นเลยเหมือนจะปลื้มเทียนเป็นพิเศษเพราะวัน ไหนเวรเธอทำอาหารเขาก็ได้ของโปรด ในด้านทักษะการขับหุ่นนั้นจากประวัติการรบออร์กัสต์สามารถใช้ฟาทูน่าสู้กับ จาโปรน่าได้แปดเครื่องพร้อมกันๆแล้วทำลายฝ่ายตรงข้ามได้จนหมดจนถูกเรียกขาน ว่า “สิงโตดำ” ปัจจุบันเป็นร้อยเอกประจำการกองทัพโลกสาขาย่อยรัสเซียโครงการออเรเลียส และมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าทีมโคโย คอลไซน์คือ เมเปิ้ล 2

เทียน ไม
ทหาร สาวชาวเวียดนาม อายุ17ปี ตำแหน่งไม่แน่ชัดเพราะมักเห็นเธอได้ทุกที่ แต่บ่อยๆคือห้องทำงานของเดมิทรี่และห้องครัว ออกแนวพนักงานสารพัดประโยชน์ที่ทำได้ทุกอย่างแบบไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ยกเว้นการขับหุ่น โดนเรียกว่าเมดแห่งรัสเซียบ่อยๆเพราะใครสั่งอะไรมาก็ทำทุกอย่าง เชื่อคนง่ายและชอบมีส่วนร่วมหากใครคิดจะแกล้งใครลบะก็ยืมมือเธอได้ แต่โดนซักทอดแน่นอนไม่ต้องสงสัย พ่อแม่เสียไปทั้งคู่ ปัจจุบันมีเดมิทรี่ที่เป็นคนรู้จักกับพ่อเธอรับเลี้ยงในฐานะลูกสาวบุญธรรม

เดมิทรี่ อับราม
พัน เอกประจำฐานทัพรัศเซียสาขาพิเศษโครงการออเรเลียส เป็นผู้ดูแลฐานทัพย่อยแห่งนี้ นิสัยออกจะเหมือนคนประหลาดๆอยู่ซักหน่อย ชอบสุบบุหรี่ในเวลางาน เป็นทหารที่มีประสบการณ์ตั้งแต่ในสมัยที่ยังใช้เครื่องบินรบสู้กันอยู่ ปัจจุบันวางมือจากแนวหน้าแล้วทำหน้าที่ผู้บังคับบัญชาแทน เป็นชายที่เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชานั้นให้ความเคารพเป็นอย่างมากแต่ว่ากลับ เล่นหัวกันได้บ่อยๆ

แอนนา คุเรฮะ
พันตรีสาวลูกครึ่งชาวรัส เซีย-ญี่ปุ่น แม่สาวเจ้าระเบียบจอมเหี้ยบ เป็นคนที่มองแล้วรู้สึกถึงความเป็นผู้นำมากกว่าเดมิทรี่ซะอีก ทว่าก็อ่อนโยนสมเป็นผู้หญิงได้ในหลายๆโอกาส เป็นผู้สืบทอดวิชาดาบสายคุเรฮะและเป็นอาจารย์ของไคล์ เป็นหัวหน้าทีมโคโย คอลไซน์คือเมเปิ้ล 1 หุ่นทุกเครื่องที่ขับจะเคลือบด้วยมิเรอร์โคตติ้งจนเป็นสีทองอร่ามและติดตั้ง ดาบคาตานะเป็นเอกลักษณ์ เป็นอีกคนที่เสพนิโคตินจัดพอๆกับเดมิทรี่ แต่เป็นไปป์กล้องยาวแทนบุหรี่และมักสูบนอกเวลางาน

ไคล์ กลาเซีย
สิบ ตรีหนุ่มขี้หงุดหงิดประจำทีมโคโย เนื่องจากโดนย้ายมาใหม่ๆจึงดูไร้ประสบการณ์จริง นับถือแอนนาเป็นอาจารย์ สนิทกับไทคิดีแม้จะปากแข็งไปบ้าง ถึงฝีมือจะยังเข้าขั้นอ่อนด้อยหากเทียบกับนักบินคนอื่นๆในฐานรวมถึงไม่มี ประสบการณ์ในสนามรบจริงเลย แต่ว่าความพยายามของเขานั้นกลับมากกว่าคนอื่นๆเป็นอย่างยิ่ง คอลไซน์คือเมเปิ้ล4 มีข่าวลือว่าก่อนจะมาเป็นทหารนั้นเป็นพ่อบ้านให้คุณหนูบ้านรวยล้นฟ้าซัก ตระกูล ทำให้ความสามารถด้านงานบ้านงานเรือนสูงมาก รักความสะอาดสุดๆ

ไทคิ ซากุราบะ
สิบ โทอดีตรองหัวหน้าทีมโคโย ดูจากภายนอกเหมือนพวกเสเพลไร้จุดหมายชีวิต ชอบทำตัวเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ใครว่าไงว่าตามกัน แต่ว่าเนื้อแท้หมอนี่เป็นคนฉลาดลึกแกมเจ้าเล่ห์ ชอบม่อสาวเป็นชีวิตจิตใจ ปากหวาน(เฉพาะสาวๆ) ลามก เป็นมู๊ดเมกเกอร์ประจำกลุ่ม ชอบเล่นตลกเจ็บตัว คอลไซน์คือเมเปิ้ล 3 มักโดนหามเข้าห้องพยาบาลบ่อยๆเพราะถูกแอนนาซัดร่วง และเป็นชายคนเดียวที่แตะอั๋งแอนนาแล้วไม่โดนสันดาปฟาด เป็นเพื่อนสนิทกับไคล์ มีชื่อเล่นที่แอนนาตั้งให้ว่าซากุระจัง....... และเรียกแอนาว่าเจ๊

โรโทริ บุเซย์

ฟุตาบานะ บุเซย์

ฮานาเสะ บุเซย์
บันทึกการเข้า

บล็อคของคนบ้าหาเรื่องใส่ตัว... แปลมันไปได้ไง(ฟระ....) http://replikia.exteen.com/
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: