หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Indoles: Synchronicity - Complication feeling / Distort feeling(1)  (อ่าน 1770 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Replikia
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 641



ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 10, 2010, 01:02:12 PM »

Side story of Indoles: Synchronicity

Complication feeling / Distort feeling


ไม่กี่ปีก่อนเหตุการณ์ปัจจุบัน...


“รู้สึกยังไงบ้างล่ะ? รูเดีย... ไม่ต้องกลัวนะ ฉันจะอยู่ข้างๆเธอเอง” น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มหูที่ฟังดูทรมานอย่างประหลาดนั่นเอ่ยถามดิฉันทั้งๆที่รู้ว่าจะไม่ได้รับคำตอบ ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ว่าไม่มีทางหรอกที่ฉันจะจำเสียงของเธอคนนี้ไม่ได้ ไม่มีวัน...

ดวงตาของดิฉันถูกวัตถุโลหะเย็นเฉียบปิดเอาไว้ ปากของดิฉันถูกสอดแท่งเหล็กเอาไว้ แขนขาของดิฉันถูกมัดเอาไว้ และทั้งร่างได้ถูกสายไวนิลพันธนการเอาไว้ ทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้ดิฉันเผลอกัดลิ้นตายหรือดื้นจนหลุดไปจากเครื่องมือบ้าๆนี่ได้ สภาพไม่ต่างจากนักโทษรอประหารด้วยเก้าอี้ไฟฟ้าเอาเสียเลย ไม่สิ จะบอกว่าเหมือนดิฉันไม่ใช่มนุษย์อย่างนั้นล่ะ ดิฉันกลัวเหลือเกิน... ทำไมต้องเจอเรื่องแบบนี้ด้วยล่ะ ทำไมคนที่เจอต้องเป็นดิฉันด้วยล่ะ

“ตานั่นก็ไม่ยอมมาช่วยกันอีกตามเคย.. แต่เธอคงรู้อยู่แล้วสินะ... ไว้เสร็จงานนี้ฉันจะพาไปเที่ยวเองละกัน” หญิงสาวท่าทางสูงโปร่งพูดอย่างทรมานใจก่อนจะก้าวถอยห่างออกมา แม้แค่จะพยักหน้าตอบเธอว่าไม่เป็นไรดิฉันก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีเธอและ “ตานั่น” ที่เธอพูดถึง ดิฉันคงฆ่าตัวตายไปแล้ว แต่ก็เพราะฉะนั้น... ดิฉันเลยต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ เอาเถอะ...กลัวจนอยากร้องไห้แค่ไหนดิฉันโกรธเธอไม่ลงหรอก อนาสตาเซีย.... เพราะมีเธออยู่ ถึงจะกลัวแค่ไหนดิฉันก็จะทนมันให้ได้.. อย่างน้อยๆฉันก็ตั้งใจแบบนั้น

“ขอโทษนะ...” อนาสตาเซียก้มหน้าด้วยความขมขื่นก่อนจะคีย์ข้อมูลลงไปในเครื่องมือที่มุมห้อง หัวใจของดิฉันนั่นเต้นรัวจนแทบจะหัวใจวาย ทั้งๆที่คิดว่าไม่เป็นไร แต่พอได้ยินเสียงคีย์บอร์ดแล้วความมั่นใจมันก็กระจายเป็นเศษเสี้ยว เสียงหอบหายใจระรัวดังขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อเย็นๆไหลผ่านใบหน้าและเส้นผมก่อนจะหยดลงบนร่างที่ถูกบังคับนั่งอยู่

“เริ่มได้” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นมาพร้อมเสียงนับถอยหลังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ และเสียงแจ้งจากการทำงานระบบ เครื่องมืออะไรบางอย่างกดลงมาบนศีรษะดิฉัน เท่าที่รู้มันเป็นเทคโนโลยีสักอย่าง แต่ก็ไม่มีใครรู้อะไรโดยละเอียด เสียงเครื่องจักรทำงานนั่นเหมือนเสียงผู้คุมที่รอจะทรมานนักโทษ ทุกๆครั้งที่เสียงนับถอยหลังนั่นดังขึ้น ร่างของดิฉันก็จะสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจ เลขนับถอยหลังนั่นลดจำนวนลงเรื่อยๆจนใกล้ถึงศูนย์ ซึ่งมันก็เป็นเวลาเดียวกับที่ดิฉันนั้นถึงขีดจำกัดของจิตใจแล้วเช่นกัน ปล่อยฉันออกไป ปล่อยฉันที ใครก็ได้... ฆ่าฉันให้ตายไปเลยทีเถอะ...

เสียงเครื่องจักรเริ่มการทำงานเต็มรูปแบบดังขึ้นพร้อมกับหน้าจอแสดงค่าต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน ร่างทดลองสาวปวดหัวจนร้องลั่นไม่ได้ศัพท์ ร่างของเธอกระตุกอยู่กับเก้าอี้นั่น ที่ริมขอบล่างที่ปิดตามีน้ำตาสองสายไหลออกมา เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวที่ดังแข่งกับเสียงเครื่องจักรทำให้อนาสตาเซียที่ยืนมองอยู่ต้องหลับตาและเอามือปิดหูเอาไว้ด้วยความรวดร้าว ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลง...
- - - - - - - - -

เปลือกตาของเด็กสาวผมดำขลับค่อยๆเคลื่อนห่างออกจากกัน ดวงตาข้างละสีนั่นมองขึ้นไปบนเพดานสีขาวอย่างเหม่อลอย เธอในร่างเปลือยเปล่านั่นนอนอยู่บนเตียงในห้องเล็กๆ ก่อนที่จะทันได้เริ่มคิดอะไรร่างเล็กๆนี้ก็ถูกโผเข้ากอดจนแน่น มือเรียวงามคู่หนึ่งจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอเอาไว้ก่อนจะซบหน้าเข้าที่ไหล่เล็กๆนั่นแล้วพูดทั้งน้ำตานองหน้า

“ฉันเป็นห่วงเธอแทบตาย รูเดีย เธอไม่ได้สติไปสามวันเลยนะ ดีที่ตานั่นเขาพูดจนยอมให้รอดูอาการได้ ยังเจ็บตรงไหนอยู่อีกไหม ฉันทำอะไรไม่ได้เลย ฉันขอโทษนะ ฉันขอโทษ ขอโทษ.. ขอโทษ.......” อนาสตาเซียร้องไห้ไม่ต่างกับเด็กตัวเล็กๆ ผมยาวสีแดงนั่นทำรูเดียคันจมูกจนแทบจะจามออกมา เธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบรับอ้อมกอดนั่นไว้

“ไม่เป็นไร.... ตอนนี้ดิฉันไม่เป็นอะไรแล้ว...” รูเดียพูดปลอบอนาสตาเซีย ดูแล้วฝ่ายตรงข้ามคงมีอายุมากกว่าเธอซักสองสามปีได้โดยประมาณ เลยดูเหมือนเด็กปลอบผู้ใหญ่ไปซะได้ รูเดียค่อยๆดันหน้าอนาสตาเซียออกจากไหล่ของตนแล้วแอบทำหน้าตาบอกไม่ถูก...... มีคราบน้ำมูกที่ไหล่เธอด้วยน่ะสิ.......

“ฉันนอนไม่หลับมาตลอดเลยนะ” อนาสตาเซียพูดทั้งที่ยังไม่ทันเห็นสีหน้าไม่พอใจเมื่อครู่แล้วออกแรงีบที่ไหล่ทั้งสองข้างแน่นกว่าเดิม ริมฝีปากของเธอยื่นออกมาในขณะที่โน้มหน้าเข้ามาหาเด็กสาวด้วยท่าทางเหมือนจะจุมพิต รูเดียสะดุ้งขึ้นมาเฮือกใหญ่ก่อนจะรีบยกสองมือมาดันสวนเอาไว้

“หยุดนะคะ!!!!”

“ก็ฉันเป็นห่วงนี่นา~”

“แล้วทำไมต้องจูบล่ะคะ!!!”

“ก็..ก็....ก็.......”

“เหลียนฮัว!!! ตื่นแล้วหรือ??? ขอโทษที่พี่อยู่ด้วยไม่ได้ พอดีงานบนโลกมัน...” เสียงเปิดประตูดังโครมตามมาด้วยเสียงตระโกนลั่นฟ้าของชายเค้าหน้าเอเชียที่ไว้ผมยาวดำ พร้อมถุงใบโตในมือ การเข้ามาอย่างกะทันหันแบบนี้ส่งผลให้ร่างของอนาสตาเซียถลาไปข้างหน้าอย่างแรงจนล้มทับรูเดีย และคงเดากันได้... ว่าริมฝีปากสีชมพูงดงามได้รูปของทั้งสองสาวนั่น....ได้ประกบจูบเข้าหากันเต็มๆ

“......ขอโทษที่รบกวนนะน้องรัก อนาสตาเซีย ยัยนี่ประสาทสัมผัสไวมากเพราะงั้นเน้นเบาๆแต่เอาให้ต่อเนื่องจนทนไม่ไหวไปเลยละกัน” ชายคนนั้นกล่าวจบก็วางถุงนั่นไว้ในห้องแล้วออกไปจากห้องพร้อมปิดประตูล็อคจากข้างนอกเหมือนไม่มีใครอยู่ซะเสร็จสรรพ สองสาวที่ยังตะลึงกับหลายๆเรื่องนั้นยังไม่ทันจะแยกตัวออกจากกันดี กว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นนั้น ทั้งคู่ก็ค้างอยู่ในท่านั่นราวห้านาทีเห็นจะได้

“พี่เฟย/เฟย กลับมาฟังคำอธิบายเดี๋ยวนี้นะคะ!!!!!!!!!!!” ทั้งสองตระโกนประสานกันดังลั่นจนห้องแทบแตก ซึ่งก็ไปพอดีกับชายหนุ่มอีกคนที่ตื่นขึ้นมาบนเตียงเล็กๆในห้องเช่นเดียวกัน ทว่าเป็นสถานที่ใดนั่นไม่อาจรู้ได้

“จะ....จูบ... นี่เราฝันอะไรแบบนี้ได้ไง....แล้ว.... ผู้หญิงคนนั่น.....ใครกัน....” คงจะเป็นบทบาทที่ถูกกำหนดไว้แล้ว แม้จะไม่มีใครรู้ หากแต่ว่าเธอจะต้องได้พบกับเขาคนนี้ในอนาคต ชายที่เธออยากจะอยู่ด้วยสุดใจ แต่ก็อยากฆ่าทิ้งอย่างทนไม่ได้ ชายหนุ่มที่อนาคตจะกลายเป็นหนึ่งในกองกำลังTSC กุนซือมังกร ลูคัส เจเนเซีย....
.
.
.
“สรุปว่า.... พวกเธอไม่ได้มีรสนิยมมโหรีย์ตีฉิ่งสินะ....” ชายหนุ่มกอดอกพร้อมหลับตาคิดอย่างเคร่งเครียดก่อนจะถูกฝ่าเท้างามๆของรูเดียเสยเข้าที่ปลายคางจนแทบหงายหลังถ้าหลบไม่พ้นอย่างฉิวเฉียด

“เกือบไปแล้วน้องรักของเฮีย....”

“เฮียก็เถอะค่ะ! คิดว่าดิฉันจะไปชอบผู้หญิงด้วยกันแถมเป็นอนาสตาเซียเนี่ยนะคะ....” รูเดียงอนตุ๊บป่องแล้วหันหน้าแดงๆหนีไปอีกทางด้วยความไม่พอใจเท่าใดนัก เธอในตอนนี้สวมแว่นทรงกลมไร้ขาอยู่บนใบหน้าเป็นเอกลักษณ์ก่อนจะนั่งห่อตัวลงที่มุมห้องแล้วเขี่ยนิ้วลงบนพื้นเป็นวงๆ

“จูบแรกของดิฉันเสียให้กับผู้หญิงด้วยกัน... สิ้นหวังแล้ว...” สาวแว่นแผ่ออร่าชวนอยากแขวนคอตายออกมาจนเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า อนาสตาเซียได้แต่ยิ้มเจื่อนๆส่วนเฟยก็นั่งดูอยู่ห่างๆก่อนจะพูดขึ้นมา

“งั้นเดี๋ยวพี่จะล้างมลทินให้ด้วยสิ่งที่มีแต่ผู้ชายเท่านั้นจะทำได้ละ...” ไม่ทันจบประโยคดีอนาสตาเซียก็ฟาดกระเป๋าแล็บท็อปของตนใส่หัวเฟยจนเลือดพุ่งแล้วล้มลงไปกองกับพื้นตามด้วยเสียงกรี๊ดของผู้เป็นน้องสาวที่เห็นพี่ชายโดนสังหารโหดต่อหน้า วันวุ่นๆดำเนินไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมายโดยไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ หากเป็นแบบนี้ต่อไปเธอก็ยังมีกำลังใจจะอยู่ต่อไปได้ ใช่แล้ว... ตราบใดที่ยังมีทั้งคู่อยู่ละก็ ถึงจะต้องทนทรมานอีกกี่หน เธอก็จะหลุดพ้นจากความเจ็บปวดนั่นได้ทุกครั้งไป....
.
.
.
แสงในโคโลนี่เปลี่ยนไปเป็นยามค่ำคืน เฟยนอนฟุบอยุ่บนพื้นห้องโดยมีขวดเหล้ากลิ้งอยู่ข้างๆเกือบสิบขวด อนาสตาเซียกับรูเดียเองก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่ากันมาก เสื้อผ้าของหญิงสาวทั้งคู่หลุดลุ่ยเหมือนพึ่งจะถูกโจรข่มขืนมา เสียงถอนหายใจสองสาวดังประสานกันเฮือกใหญ่โดยไม่ต้องนัดหมายแล้วหันมองไปที่เฟยทั้งคู่

“ดีนะที่สลบไปก่อน.....ตานี่ตอนเมาแล้วน่ากลัวชะมัด.....” อนาสตาเซียพูดพลางซดน้ำไปแก้วด้วยความกระหายเพราะมีเรื่องให้ร้องเสียงหลงติดกันหลายชั่วโมงเลยทีเดียว

“ไม่เป็นไร.....ซิงของเธอดิฉันไม่ยกให้คนแบบพี่เฟยแน่ๆ.... จะไปโดนรุมโทรมที่ไหนก็เชิญแต่ไม่ใช่เสียเพราะพี่หรอก... ล้อเล่นน่า มุขน่ามุข...” รูเดียพูดจบก็ดันแว่นแล้วยกนิ้วโป้งให้ ฝ่ายตรงข้ามฟังแล้วแทบจะเอาหัวโขกโต๊ะแรงๆซักสองสามที มุขแบบนี้มันขำตรงไหนเนี่ยยัยแว่นมุขแป้ก

“งั้นให้เธอละกัน..” อนาสตาเซียทำท่าไม่พอใจแล้วพูดสวนกลับจนรูเดียพ่นน้ำออกจากปากใส่หน้าเธอเต็มๆโดยไม่ตั้งใจ สาวแว่นสำลักน้ำอยู่ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นมามองผลงานของตัวเองแต่ไม่มีทีท่าจะขอโทษใดๆทั้งสิ้น

“เธอผิดนะ...”

“ทะ.โทษกันงี้ได้ไงเนี่ย.....” คู่กรณีขึ้นเสียงสูงด้วยสีหน้าตกใจก่อนจะหาวหวอดด้วยความง่วง ก็ไม่ได้นอนมาสามคืนแล้วนี่นา เฝ้ารูเดียทั้งวันแบบนี้

“ไปนอนเถอะอนาสตาเซีย เดี๋ยวดิฉันเก็บกวาดให้” รูเดียพูดพร้อมลุกขึ้นเก็บของให้เรียบร้อย ไม่ทันที่เธอจะออกปากอะไรต่อรูเดียก็ช้อนแขนอุ้มร่างของอนาสตาเซียขึ้นมาในท่าเจ้าชายอุ้มเจ้าหญิงแล้วพาเดินไปที่ห้องนอนโดยไม่ฟังเสียงบ่นใดๆทั้งสิ้น สาวแว่นวางร่างคนสำคัญของตนลงบนเตียงแล้วใช้มือกดหน้าอกเอาไว้ด้วยเรี่ยวแรงของทหารทดลองที่มากพอจะทำให้เธอดิ้นหนีไม่ได้ อีกมือจับผ้าห่มแล้วก็ปูให้เสร็จศัพท์ก่อนจะถอนมือออก

“นี่จะบังคับกันหรือยะ... ให้ฉันช่วยงานเธอก่อนสิ....ฮ้าวววว” ทันทีที่ทุกอย่างพร้อม อนาสตาเซียรู้สึกหนักหนังตาจนลืมตาไม่ขึ้นพร้อมหาวหวอดๆอย่างต่อเนื่อง รูเดียได้แต่กุมขมับแล้วหันมามองผ่านทางกรอบแว่นด้วยสายตาจริงจัง

“ถ้าไม่นอนดีๆดิฉันจะทำให้สลบเอง..... นอนเถอะอนาสตาเซีย ดิฉันไม่เป็นไรหรอก”

“แต่ว่า.....” หญิงสาวโต้แย้ง อย่างน้อยๆเธอก็อยากจะช่วยเหลือรูเดีย ถึงจะไม่มีอาการผิดปกติอะไรก็เถอะ แต่รูเดียก็ยังพึ่งฟื้นจากการสลบสามวันติดอยู่ดี จะให้ปล่อยไปเฉยๆไม่ได้หรอก

“ถ้าไม่ฟังดิฉันจะเรียกพี่เฟยมาลักหลับเธอ....” เหมือนดั่งประกาศิต อนาสตาเซียพยักหน้างึกๆแล้วหลับตาพริ้ม ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรู้ดีว่าถ้าถึงขั้นพูดแบบนี้แล้วแม่สาวแว่นหัวแข็งคงไม่ยอมให้เธอช่วยอะไรแน่ๆ หญิงสาวอ้าปากขึ้นจะพูดราตรีสวัสดิ์ทว่ากลับฝุบหลับไปก่อนซะอย่างนั้น รูเดียเห็นแล้วจึงถอนหายใจเบาๆแล้วยิ้มเล็กๆกับตัวเอง

“ฝันดีนะคะ อนาสตาเซีย.....” รูเดียพูดด้วยรอยยิ้ม เธอคนนี้ก็เหมือนหนึ่งในแสงสว่างของเธอร่วมกับเฟยผู้เป็นพี่ชาย แม้ว่าทั้งสองจะแปลกๆ แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่เลวร้ายเลย ว่าแล้วรูเดียก็โน้มตัวลงแล้วหอมเข้าที่แก้มขาวนวลของอนาสตาเซียผู้หลับไหล ก่อนจะลุกขึ้นกลับไปจัดการเก็บของจนเรียบร้อย พาพี่ชายตนไปนอนบนเตียง ส่วนตัวเธอนั้นทิ้งตัวนอนลงบนพื้นก่อนผล็อยหลับไป
.
.
.
“ถ้าไม่ฆ่าก็ตาย ถ้าอยากรอดนานขึ้นซักวันก็ยิงซะ...”

“นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้นี่นา ไหนบอกแล้วไงว่าเราจะไม่ฆ่ากันเองน่ะ!”

“ไอ้หนูนี่...มันไม่เห็นศัตรูหรือพรรคพวกไปมากกว่าเครื่องมือรึไง?”

“ผมไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าอาวุธหรอกครับ...”

“คืนน้องชายฉันมานะ! เอาน้องชายฉันคืนมา!!!!”

“คุณเป็นใคร?....”

เสียงเหล่านี้ดังก้องอยู่ในหัวรูเดีย ร่างเล็กๆนั่นลืมตาขึ้นพร้อมกับเสียงที่หยุดลงไป แม้ภาพจะไม่ชัดเจนมากนักแต่เสียงที่ได้ยินกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ฝันงั้นหรือ..... แล้วทำไมเธอถึงฝันเรื่องแบบนี้ล่ะ แล้วถ้าเป็นความฝันจริง ทำไมความรู้สึกมันถึงบอกว่ามีอะไรมากกว่านั้นล่ะ อะไรบางอย่างบอกเธอว่ามันไม่ใช่แค่นี้เท่านั้น

“นั่นมัน....อะไร..” รูเดียโน้มตัวขึ้นมานั่งแล้วควานหาแว่นที่วางไว้ข้างๆเมื่อคืน หญิงสาวคิดถึงเรื่องเมื่อครู่อยู่พักหนึ่งก่อนจะปล่อยมันไป แว่นกลมนั่นถูกวางลงบนดั้งของเธอ โดยไม่มีผู้ใดรวมถึงตัวเธอเองรู้เลยว่าตาขวาที่เป็นสีฟ้าของเธอมันเรืองแสงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

รูเดียเดินไปหาอีกสองคนที่ยังคงหลับสนิทอยู่แล้วมองหน้าพวกเขาทั้งสอง ในคราวที่มองอนาสตาเซีย เธอไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษมากกว่าปกติ ทว่าเมื่อใบหน้าของพี่ชายตนสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาของเธอนี่สิ

“คืนน้องชายฉันมานะ! เอาน้องชายฉันคืนมา!!!!” เสียงเดียวกับในความฝันนั่นดังขึ้นมาภายในหัวของหญิงสาว ภาพที่เคยเลือนรางเมื่อครู่นั่นปรากฏชัดเจน ภาพหญิงสาวชาวเอเชียสูงโปร่งในชุดกี่เพ้าสีแดง เธอคนนั้นถูกทหารสองคนล็อคตัวเอาไว้พร้อมน้ำตานองหน้ากำลังร้องตระโกนอย่างเจ็บปวดสุดทน

“พะ..พี่...” สาวแว่นหลุดปากออกมาแทบจะในทันที หญิงสาวที่เธอเห็นกับพี่ชายที่นอนหลับอยู่ตรงหน้าตน ไม่ผิดแน่... ความรู้สึกแบบเดียวกันที่เธอสัมผัสได้จากบุคคลทั้งคู่ แม้ว่าหนึ่งนั้นจะไม่เคยพบเจอก็ตาม ไม่ทันที่จะได้คิดอะไรต่อไป เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นจากข้างหลังเธอ มือถือสีชมพูของอนาสตาเซีย เสียงนั่นดังอยู่แค่ช่วงสั้นๆพอให้รู้ว่าเป็นเสียงแจ้งข้อความเข้า

ด้วยความหวังดีแม้จะรู้ว่าเสียมารยาท เธอไม่อยากรบกวนให้คนที่นอนหลับอยู่ต้องตื่นกลางคัน ถ้าเป็นเรื่องสำคัญจริงๆไว้ค่อยปลุกก็ยังไม่สาย รูเดียหยิบโทรศัพท์เครื่องนั่นขึ้นถือในมือ นิ้วกดลงบนปุ่มเพื่อเปิดข้อความที่ว่านั่น สายตานั่นกวาดมองตัวอักษรทั้งหมดในได้เวลาไม่กี่วินาที ทว่าการประมวลผลของสมองที่เร็วกว่าคนปกตินั้นเหมือนจะไม่ได้ส่งผลดีในเวลานี้เอาเสียเลย วัตถุในมือนั่นตกลงกระทบพื้นจนหลุดออกจากกัน ขาของเธอนั่นสั่นไม่เป็นจังหวะ ทำไมเธอไม่เคยนึกสงสัยมาก่อนเลยว่าจะเป็นแบบนี้ ร่างเล็กนั่นค่อยๆถอยห่างออกจากเตียงช้าๆแล้วร้องออกมา

“ไม่จริง!!! ไม่!!!” รูเดียร้องออกมาอย่างสับสน เสียงของเธอดังพอจะปลุกทั้งสองให้ออกจากห้วงนิทราได้ ทั้งคู่มองมาที่รูเดียอย่างตกอกตกใจ

“รูเดีย! เกิดอะไรขึ้นน่ะ!” อนาสตาเซียลุกพรวดออกจากเตียงพร้อมๆกับเฟย หญิงสาวนั้นวิ่งเข้ามาราวกับจะกอดปลอบประโยม ทว่ารูเดียกลับยิ่งถอยออกห่างจากเธออย่างรวดเร็วแล้วมองมาที่เธออย่างแค้นเคืองและสับสนในเวลาเดียวกัน

“อย่ามายุ่งกับดิฉัน!!!” หญิงสาวผู้ตกอยู่ในห้วงความสับสนร้องตระโกน เธอหันหลังกลับแล้ววิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องคิดให้เสียเวลา ผู้เป็นพี่ชายอย่างเฟยก็ต้องวิ่งตามไปอยู่แล้ว

“เหลียนฮัว!!” เฟยร้องลั่นก่อนจะผ่านประตูออกไปอย่างรวดเร็ว อนาสตาเซียเองก็วิ่งไปเช่นกันก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง สิ่งที่เธอหันมาเห็นในตอนที่จะปิดประตูนั่นคือมือถือของตนที่ตกอยู่บนพื้น หญิงสาวเดินเข้าไปเก็บมันกลับมาประกอบเข้าด้วยกันก่อนเปิดออกดู สายตาของเธอสะดุดเข้าที่ข้อความเดียวกับที่รูเดียอ่านเมื่อครู่

แล็บวันนี้

ผู้ส่ง:BOSS

ก็เหมือนอย่างทุกที อนาสตาเซีย ขอขอบคุณที่ทำงานได้ผลดีมาตลอด วันนี้ก็ฝากอีกครั้งด้วยล่ะ เรื่องการกล่อมยัยหนูทดลองนั่น เวลาทำงานและรายละเอียดมีระบุไว้ด้านล่าง อย่าพลาดล่ะ เราไม่อยากเสียผลงานชิ้นสำคัญแบบนี้ไป จะว่าไปคงไม่ต้องเป็นห่วงสินะ เพราะเธอเล่นละครเก่งมากนี่นา พอทุกอย่างจบลงฉันจะตอบแทนอย่างงามเลย....

.
.
.
“โธ่เอ้ย....” อนาสตาเซียพูดอย่างหัวเสียก่อนจะวิ่งออกไปจากห้อง แม้จะมองไม่เห็นว่าทั้งคู่ไปอยู่ไหนก็ตาม ถึงยังไงเธอก็มีวีธีจะติดตามได้อยู่แล้ว เพราะรูเดียไม่มีทางรู้ได้เลยว่าตัวเองถูกฝังชิพส่งสัญญาณเอาไว้ตรงไหนของร่างกาย แต่ถ้าเธอเป็นอะไรไปก่อนจะถึงตัวเธอนี่สิที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ... เพราะเหตุนี้เธอเลยวิ่งไปอีกทางแทนที่จะตามทั้งสองคนไป

“รูเดีย....”
- - - - - - - - - -

ดิฉันวิ่งมานาน... นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แม้ว่าจะหนีพี่พ้นแล้ว แต่ว่าแล้วจะทำยังไงต่อไปล่ะ ไม่มีที่ไป ไม่มีใครให้พึ่ง ไม่มีแม้แต่แรงจะมีชีวิตต่อไป ไม่มีแม้แต่ความต้องการจะตาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องการอะไร ขาของดิฉันเจ็บไปหมด ดวงตาของดิฉันมันเจ็บไปหมด ทำไมกันนะ...

หญิงสาวในชุดคนไข้สีขาวโปร่งนั่นลดฝีเท้าลงเป็นเดินเอื่อยๆ คงเพราะว่าร่างกายที่ไม่ปกตินี้เธอถึงดูไม่มีเหงื่อมากอย่างที่ควรเป็น เธอวิ่งมั้งแต่เช้า.... จนตอนนี้พระอาทิตย์เริ่มตกดินแล้ว แม้จะเป็แค่ภาพหลอกๆที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ตาม แต่ยังไงผลที่จะตามมาก็ไม่ต่างกัน ซึ่งนั่นก็คือความมืด

รูเดียค่อยๆเดินช้าๆแล้วล้มลงนอนบนพื้น เธอหลับตาลง หวังว่าทุกอย่างจะเป็นแค่ฝันร้าย หวังว่าเมื่อเธอตื่นขึ้นมาแล้วจะกลับไปเป็นเหมือนก่อน แต่ไม่ทันที่จะหลับไปเธอก็ต้องหันหน้าไปมองต้นเสียงที่รบกวนเธออยู่ เสียงฝีเท้าและความต่อเนื่องแบบนี้ ไม่ใช่สองคนนั่น... แต่มีมากกว่าสอง.... เธอคาดว่าต้นเสียงคงเป็นกลุ่มคนราวหกถึงเจ็ดคน และเบาเกินไปกว่าที่จะเป็นกลุ่มทหาร อีกทั้งยังเป็นการเดินเข้ามาหาอย่างปกติไม่ใช่การวิ่งด้วย

“นี่แม่หนู ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้ล่ะ?” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยถามรูเดียที่นอนอยู่บนพื้น ทว่าเธอเองก็ไม่รูเหมือนกันว่าตนเองมาทำอะไรที่นี่จึงไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแม้แต่คำเดียว ทำเพียงแค่มองอย่างเลื่อนลอยเท่านั้น

“อย่าเงียบสิ ไม่บอกพวกเราก็ไม่รู้หรอกนะ ถ้ารู้อาจจะช่วยได้ก็ได้” เสียงที่ดังขึ้นในครั้งนี้เป็นของชายร่างใหญ่อีกคน รูเดียรู้สึกรำคาญขึ้นมาจึงตอบกลับไปเบาๆเพื่อให้ทั้งกลุ่มจากไปให้พ้นๆ

“ก็แค่พึ่งรู้ตัวว่าโดนคนสำคัญหลอกมาตลอด...” เด็กสาวพูดอย่างสิ้นหวัง คนกลุ่มนั้นได้ฟังก็ซุบซิบอะไรบางอย่างกัน แม้เธอจะสามารถแยกออกได้ว่าพวกเขานั้นคุยเรื่องอะไรกันอยู่ แต่เธอก็ไม่มีความคิดจะทำเช่นนั้น ก็ไม่เกี่ยวกับเธอซะหน่อยว่าจะเป็นเรื่องอะไร ต่อให้เป็นเรื่องโลกแตกก็เถอะ แต่ว่าเรื่องที่คุยก็ไม่ใช่ใดอื่นนอกจากเรื่องของเด็กสาวในชุดคนไข้ที่นอนอยู่อย่างสิ้นหวังตรงนี้นั่นล่ะ

“งั้นมากับพวกเราไหม พวกเราเดินทางเที่ยวไปเรื่อยๆน่ะ ไม่ได้พาไปขายที่ไหนหรอก” หญิงคนเดิมเอ่ยขึ้น แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ยิ่งสำหรับคนแบบรูเดียที่อยู่ในสภาพจิตใจทรุดโทรมสุดขีดแบบตอนนี้ย่อมมองโลกในแง่ลบแบบสุดๆ เธอไม่เชื่อหรอก แค่ดูจากท่าทางการพูด สภาพน้ำเสียงที่ผิดปกติเล็กน้อย และปฏิกิริยาของคนอื่นๆ แต่เธอไม่คิดจะแคร์มัน และไม่แคร์ตัวเองด้วย

“จะทำอะไรก็เชิญ...” เด็กสาวพูดจบก็หลับตาลง จะเกิดอะไรขึ้นก็ช่างสิ ยิ่งแรงยิ่งดี ยิ่งเป็นเรื่องเลวร้ายเท่าไรยิ่งดี เพราะสำหรับเธอไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านี้ได้อีกแล้ว รูเดียที่แตกสลายนั่นปล่อยวางกับทุกสิ่งแล้ว จะอะไรก็ช่างเถอะ
.
.
.
สาวแว่นร่างเล็กถูกแบกขึ้นไปในตู้เก็บของหลังรถที่ดัดแปลงให้เป็นห้องใหญ่พอจะจุคนได้ซักห้าคนแบบเบียดๆเสียดๆ ตามพื้นมีขี้บุหรี่และเศษขยะไม่น่าอภิรมย์ หลอดฉีดยา ปืน เงินกองโต ขวดเหล้า และสารเสพติด นักท่องเที่ยวโลกไหนมีของแบบนี้ครบทุกอย่างล่ะ นี่มันแหล่งมั่วสุมชัดๆ มองปราดเดียวใครๆก็รู้

“เอ้า ซักหน่อย จะได้หายเศร้าไง” แก้วบรรจุของเหลวใสถูกส่งให้แก่รูเดีย กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยแตะจมูกของเธอ ชั่วชีวิตนี้หญิงสาวยังไม่เคยดื่มของแบบนี้เลยสักครั้งเพราะว่าสภาพของคนที่ดื่มไปมักจะสร้างความรำคาญสายตาให้แก่เธอเอาเสมอๆ แต่มันไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว เธอรับแก้วนั่นมาแล้วซดรวดเดียวหมดด้วยความกระหาย ต่างกับพี่ชายที่คอแข็งสุดๆขนาดซัดได้เป็นสิบขวด หน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมา ร่างกายร้อนไปทั่ว เหงื่อที่ปกติไม่หลั่งมากมายอะไรนักของเธอกับค่อยๆผุดขึ้นบนใบหน้าและส่วนต่างๆของร่างกาย คงไม่ใช่แค่เหล้าแล้วล่ะแบบนี้

“ไม่เย็นเลย...” รูเดียพูดขึ้นโดยไม่สนใจสภาพของตัวเอง เรี่ยวแรงที่ความจริงยังมีอีกล้นเหลือนั่นกลับหายไปซะดื้อๆ เหงื่อไหลท่วมร่างเล็กๆนั่นจนเปียกราวตกน้ำมา ชุดสีขาวนั่นชุ่มจนกดแนบลงบนเนื้อตัวขาวผ่องของเธอจนเห็นเรือนร่างนั่นลางๆ คงเพราะไม่ได้มีส่วนใดเธอจึงดูไม่ต่างจากเด็กสาวม.ต้นซักเท่าไหร่นัก หากไม่นับสภาพของเธอแล้วล่ะก็นะ จะมีก็ขาอ่อนที่พ้นชุดคนไข้ออกมานี่ล่ะที่ดูมีเสน่ห์เอาเรื่อง

หญิงคนเดิมในกลุ่มนั้นเห็นแล้วก็ยิ้มที่มุมปากก่อนจะดื่มตามไปบ้างแล้วหยิบหลอดฉีดยาขึ้นมา มือนั่นจับลงที่ต้นแขนของรูเดียจนแน่น เหมือนเป็นสัญชาติญาณส่วนลึก แม้ว่าเธอจะมีสภาพไม่จืดแต่เมื่อเห็นเข็มฉีดยานั่นเธอกลับพยายามถอยตัวออกห่างด้วยความกลัว ภาพในอดีตที่เคยโดนฉีดสารแปลกๆเข้าสู่หลอดเลือดจนทรมานแทบตายมันย้อนกลับมาในหัวของเด็กสาว แต่เธอก็ถอยไปจนชนกับกำแพงด้านหลังจนได้ หากเป็นปกติเธอคงเอาตัวรอดได้สบายๆ แต่ในตอนนี้เรียกว่าไร้ซึ่งหนทางเลยทีเดียว

“กลัวหรือ?? ไม่เป็นไร... นี่จะช่วยให้เธอมีความสุขจนลืมคนหลอกลวงนั่นไง...” หญิงคนเดิมพูดพลางโน้มตัวเข้ามาหาเธอ เข้มในมือนั่นปักลงที่แขนของสาวน้อย ร่างของรูเดียพยายามจะดิ้นออกแต่ก็ได้แค่เบาๆจนหนีไม่พ้น แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้คนกลุ่มนี้ตกตะลึงได้เหมือนกัน

“แรงเหลือเยอะดีนะเนี่ย ใส่น้อยไปไหม?” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นก่อนจะเข้าไปใช้มือกดปิดจมูกรูเดียแล้วเทเหล้าผสมนั่นลงไปในปากเธอแล้วบังคับให้กลืนมันลงไป ซึ่งเธอก็ทำตามอย่างจำใจ แว่นกลมถูกถอดออกจากใบหน้าเรียวนั่น ก่อนที่ยาจะถูกฉีดเข้าไปในร่างของเธอจนหมดหลอด

ร่างของรูเดียร้อนมากขึ้นเรื่อยๆจนเหมือนอยู่กลางกองไฟ ความรู้สึกแปลกๆมันแล่นไปทั่วกายของเธออย่างยับยั้งไม่ได้ รูเดียรู้สึกไม่ต่างจากเวลาตัวเองนั่งเล่นเกมอย่างว่าซักเท่าไหร่นัก ความกลัวเริ่มกลับเข้ามาเกาะกุมจิตใจของเธออีกครั้ง ทั้งๆที่หมายจะประชดชีวิตเต็มที่แท้ๆ

ไม่ทันได้พูดอะไรขึ้นมาต่อ รูเดียกลับรู้สึกว่าร่างสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เรี่ยวแรงที่เคยมีพลันหายไปจนหมดสิ้น ตัวเธอร้อนขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะสะดุ้งขึ้นมา มีดคมๆจ่อเข้าที่หน้าอกของเธอ มือหนึ่งนั่นดึงเสื้อเธอขึ้นแล้วกรีดลงจนมันขาดออกเผยให้เห็นร่างเปลือยของเด็กสาว

“กรี๊ดดดดด!!!!!” รูเดียกรีดร้องออกมา เธอไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัวหนีขอบตามีน้ำตาไหลปริ่มๆด้วยความกลัว แต่ว่าเพราะฤทธิ์ยาที่ส่งผลสวนทางกับความคิดแบบนี้ทำให้เธอยิ่งทำอะไรไม่ถูก

“ฉันขอก่อนละกันนะ”

“จะทำอะไรก็ตามใจ”

หญิงสาวคนนั้นพูดกับคนอื่นๆ ทันทีที่ได้รับคำอนุญาตแล้วนั้นเธอก็ฉีดเจ้ายาที่ว่าให้ตัวเองด้วยเช่นกัน เธอแกะยาเม็ดออกจากแผงแล้วคาบเอาไว้ก่อนจะโน้มตัวมาหารูเดียที่นอนพิงกำแพงรถด้านหนึ่งอยู่อย่างไร้ทางต่อต้าน เธอค่อยๆเข้าใกล้เด็กสาวขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาจ้องมองใบหน้าของรูเดียที่เต็มไปด้วยน้ำตานั่นแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา

“เธอเปิดโอกาสให้พวกเราเองนะ...” เธอพูดก่อนที่จะประกบจูบกับรูเดียแล้วป้อนยาเม็ดนั่นเข้าไปทางปากแล้วถอนหน้าออกมามองเธอที่ตัวสั่นไปทั่ว หน้าแดงๆนั่นกลับทำให้หญิงสาวรู้สึกสนุกขึ้นไปอีก ว่าแล้วเธอก็ยกมือขึ้นหมายจะย่ำยีรูเดียที่ร้องขอความช่วยเหลือเบาๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 10, 2010, 01:06:44 PM โดย Replikia » บันทึกการเข้า

บล็อคของคนบ้าหาเรื่องใส่ตัว... แปลมันไปได้ไง(ฟระ....) http://replikia.exteen.com/
Replikia
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 641



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2010, 01:03:10 PM »

“ชะ...ช่วยด้วย..” รูเดียหลับตาลงแน่น ในใจเธอเรียกร้องหาใครก็ตามที่พร้อมจะช่วยเธอได้ จะใครก็ได้ ช่วยเธอออกไปจากที่นี่ทีเถอะ เธอนั่นกำลังจะอ้าปากส่งเสียงร้องพอดีหากไม่ใช่ว่าเพราะเสียงโลหะถูกทุบดังโครม เสียงฝ่าเท้ากระแทกเข้าที่เนื้อหนังของมนุษย์อย่างแรง และเสียงร้องโวยวายดังลั่นพร้อมกับเสียงตระโกนสุดคุ้นเคย...

“ลูกเตะพลังพี่ชาย!!!!!” ใครจะไปเชื่อว่าชื่อท่าฟังดูขบขันแบบนี้จะเป็นชื่อของลูกเตะที่ถีบประตูรถจนพังได้ในทีเดียว ชายหนุ่มร่างโปร่งผู้ไม่ปราณีแม้แต่ผู้หญิงและเด็กหากว่ามาทำอะไรไม่ดีกับน้องสาวตนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับความวุ่นวาย หลังจากที่เตะผู้หญิงกระเด็นไปคนก็ถึงเวลาจัดการกับคนที่เหลือ

“กะ..แกเป็นใคร...”

“ก็พี่ชายไงล่ะ!!!” ชายหนุ่มกู่ร้องอย่างโกรธเกรี้ยวก่อนจะตั้งท่าร่าง ชายคนหนึ่งถือขวดเหล้าแล้ววิ่งเข้ามาหวังจะทุบด้วยอาวุธในมือ

“อย่ามาแตะต้องน้องสาวฉันนะโว้ยยยย!!!!” เฟยชกเข้าที่ชายคนที่เข้ามาหาตน ในสภาพนี้ คนที่พร้อมแถมเลือดขึ้นหน้าเต็มที่กับกลุ่มคนเมา..... ใครจะชนะคงไม่ต้องสืบแล้วล่ะ.. เพราะไม่ถึงนาทีต่อมา กลุ่มคนพวกนี้ก็ไม่ต่างจากคนโดนหมีป่าบ้าคลั่งเข้าขย้ำมากนักหรอก...

“ฟู่.... เหลียนฮัว!!! ไม่เป็นไรนะ เฮียมาแล้ว!!!” พี่ชายโผเข้ากอดน้องสาวอย่างแรงจนรูเดียหายใจติดขัด สาวน้อยนั้นตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก ก่อนที่เธอจะหันไปเห็นชายคนหนึ่งลุกขึ้นมาพร้อมปืนในมือ ปืนนั่นเล็งมาหาเฟยที่กอดเธออยู่ รูเดียพยายามจะอ้าปากเตือน แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว

ปังง!!!

เสียงปืนดังขึ้นพร้อมร่างคนยิงที่ล้มลงกับพื้น ทว่ากระสุนนั่นพกลับลาดไปไม่โดนเป้าหมาย ตรงหน้ารูเดียคืออนาสตาเซียที่ยืนอยู่อีกทางใช้เก้าอี้เล็กตรงนั้นฟาดหัวคนยิงอย่างแรงซะล้มไม่เป็นท่าก่อนจโยนเก้าอี้ตัวนั้นทิ้งไป

“โอ้ว....ช่วยได้มากเลยอนาสตาเซีย....” เฟยพูดพลางโอบกอดน้องสาวของตนแล้วถอดเสื้อออกมาสวมทับให้รูเดีย แขนทั้งสองนั่นกอดคนสำคัญของตนเอาไว้โดยไม่ยอมปล่อย เขาจะไม่ยอมให้เธอหลุดมือไปเป็นครั้งที่สามแล้ว แค่สองครั้งก็เกินพอแล้ว

“พะ..พี่..... อนาสตาเซีย....” รูเดียพูดพลางมองทั้งคู่สลับไปมา ใจหนึ่งนั่นคิดดีอกดีใจ อีกใจหนึ่งเธอก็กังวลอย่างประหลาด นี่ก็เป็นการแสดงตบตาให้เธอยอมร่วมมือต่อไปงั้นหรือ เมื่อคิดดังนั้นเธอก็พยายามจะเอาตัวออกห่างจากพี่ชายของตน ทว่ากำลังวังชาก็ไม่ได้มากไปกว่าตอนที่ทั้งคู่จะมาช่วยเธอเลยแม้แต่นิดเดียว

อนาสตาเซียเห็นดังนั้นก็ทำหน้าปวดใจ เธอเองไม่ได้หวังให้มันเป็นแบบนี้ ไม่มีใครซักคนหรอกที่ต้องการให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เฟยเองก็เช่นกัน เขารู้เรื่องทั้งหมดนี้ดีกว่าใครๆ เขารู้ดีว่าอนาสตาเซียนั่นตั้งใจจะทำอะไร หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสังเกตเห็นท่าทีของรูเดียที่ไม่สู้ดีเอามากๆ ใบหน้าแดงก่ำและเหงื่อที่ท่วมตัวรวมถึงร่างที่สั่นเทา เธอกวาดตาไปรอบๆก่อนจะไปจบที่แผงยาเม็ดและเข็มฉีดยาเล็กๆที่ตกอยู่บนพื้นรถ

“แย่ล่ะสิ.... ของแรงซะด้วย ถึงว่ารูเดียมีอาการแบบนี้...”

“แรงประมาณไหนล่ะ....” เฟยออกปากถามพลางกอดรูเดียแน่นโดยไม่สนใจว่ารูเดียจะพยายามหนีหรือมีท่าทางขัดขืนหรือไม่ เขาไม่สนว่าเธอจะคิดยังไง แต่ตอนนี้ความปลอดภัยของเธอสำคัญกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง

“ก็.... ถ้าให้นายเข้าใจง่ายๆ....” อนาสตาเซียทำท่าลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกอดอก สายตาของเธอสบกับเฟยที่จ้องมองหญิงสาวอย่างจริงจังเพื่อคาดคั้นคำตอบ เธอจึงไม่มีทางพูดหลีกเลี่ยงให้เขาสบายใจได้ ได้แค่กล่าวเล่าความจริงออกไป... อย่างเขินอายก็เท่านั้น....

“ฉันไม่รู้ปริมาณ.... แต่ว่าโดยปริมาณที่ใช้กับคนปกติ.... แค่หลอดเดียวก็พอทำให้คนใจแข็งกลายเป็นทาสของมันได้ง่ายๆ แต่ว่ากับปริมาณที่ใช้กับเธอแบบนี้มัน...... ไม่นับรวมแบบเม็ด... เอาว่าตอนนี้น้องสาวนายน่ะ....คงเข่าอ่อนจนลุกไม่ขึ้นแล้ว... ต่อให้มีแรงเท่าปกติก็เถอะ ในฐานะผู้ญิงด้วยกัน... ฉันมองแล้วก็รู้เลย... วิธีแก้ก็คงต้องทิ้งไว้ให้หายไปเองไม่ก็..... อย่างว่านะ...”

“ไม่ต้องเป็นห่วงนะ... พี่อยู่นี่.....พี่อยู่นี่.... เราจะผ่านมันไปได้... เชื่อพี่นะ....” เฟยฟังแล้วนึกสงสารน้องสาวจับใจ ปกติเขาเองก็ออกจะลามกพอควรเลยพอเข้าใจเรื่องที่รูเดียเจอ แต่เขาไม่สามารถทำอะไรเธอได้ อย่างน้อยๆก็ไม่ใช่ในสภาพนี้ ไม่สิ...เขาไม่มีวันทำอะไรเธอเด็ดขาด ถึงจะต่อล้อเอาบ่อยๆ แต่เขาไม่อยากให้น้องสาวเขาต้องโดนอะไรอย่างว่าจากคนที่เป็นพี่ชายหรอก กลับกันกับรูเดียที่เหมือนยิ่งผ่านไปยาจะยิ่งส่งผลมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเฟยเองก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าน้องสาวของเขาแทบจะคุมสติไม่อยู่แล้ว แต่ว่าเขาก็ไม่อาจทำอะไรได้เลยนอกจากแบกเธอขึ้นหลังแล้วพากลับบ้านเท่านั้น

“ทะ.....ทนไม่ไหวแล้ว....ช่วยด้วย....” เสียงของรูเดียนั้นทำให้เฟยอยากจะชกกลุ่มขยะมนุษย์เมื่อครู่ให้ถึงตาย หากแต่เพราะอนาสตาเซียที่คอยปรามเอาไว้เขาถึงยังไม่ได้ทำแ บบนั้นลงไป ก่อนที่อนาสตาเซียจะดึงแขนเสื้อชายหนุ่มเอาไว้แล้วถามออกมาเบาๆอย่างขวยเขิน

“เฟย.... ถ้าไม่ว่าอะไร...ในฐานะที่ฉันเป็นผู้หญิงด้วยกัน.....” แม่สาวพูดพลางมองทั้งคู่สลับไปมา แม้ว่ารูเดียในตอนนี้คงจะเกลียดเธอเข้ากระดูกดำ แต่ว่าเรื่องแค่นี้ไม่อาจหักห้ามให้เธอนิ่งดูคนสำคัญของตนทรมานหรอก

“อนาสตาเซีย.... จะ...จะทำอะไร....” รูเดียเค้นแรงที่ยังพอมีเหลืออยู่มองเข้าไปในนัยน์ตาสีแดงนั่น ดวงตาที่แสดงความโกรธเคืองอย่างเห็นได้ชัดเสียดแทงลงไปในจิตใจของหญิงสาวอย่างหนัก ทว่ามันก็ทำให้เธอตัดสินใจเรื่องสำคัญขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง การตัดสินใจที่เธอต้องการทำแต่ไม่กล้าพอมานาน สิ่งที่เธอต้องการทำที่สุดเพื่อปกป้องคนสำคัญของตนเองเอาไว้

“มันจบแล้วล่ะ....รูเดีย เราจะหนีออกไปจากที่นี่ด้วยกันนะ....”

“อนาสตาเซีย!” เฟยตวาดดังลั่น แม้เขาจะอยากแทบขาดใจ ทว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย มันไม่ใช่ว่าแค่พูดแล้วจะทำได้ อีกทั้งคนแค่สามคนเนี่ยนะ อีกฝ่ายเป็นกองทัพทหารติดอาวุธเต็มรูปแบบ ไร้สาระ ไร้สาระชัดๆ....

“ไม่..ทำแบบนั้นไม่ได้....” รูเดียพูดเสียงสั่น เธอเองก็เข้าใจดีพอๆกับเฟยว่ามันร้ายแรงขนาดไหนที่จะทำเรื่องเสี่ยงตายเช่นนี้ มันอันตรายเกินไป แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ หากทำไปก็ไม่ต่างจากรนหาที่ตายโดยที่รู้ทั้งรู้... ทว่าหนาสตาเซียกลับโผเข้ากอดเธอที่อยู่บนหลังของเฟยเข้าเต็มรัก น้ำเสียงอ่อนหวานที่ได้ยินเป็นประจำนั้นกลับหวานึ้นไปอีก จนกระทั่งรูเดียน้ำตาไหลพรากออกมา ส่วนเฟยก็ถอนหายใจเบาๆแล้วยิ้มกับตัวเอง

“เฮียไม่ปล่อยให้พวกเธอสองคนทำเรื่องนี้กันเองหรอก แต่ก่อนหน้านั้น.... ฝากน้องสาวฉันด้วยนะ.... อนาสตาเซีย.... ” พี่ชายพูดขึ้นเบาๆแล้ววางมือลงบนไหล่เพื่อนรักของตนแล้วยิ้มให้จนเธอหน้าแดงไปถึงหูเลยทีเดียว อนาสตาเซียหลับตาลงยิ้มกับตัวเองแล้วมองไปที่สองพี่น้อง ใช่แล้ว เธอจะไม่ทำให้พวกเขาผิดหวังเด็ดขาด

“ค่ะ.....”


Indoles: Synchronicity
Complication feeling / Distort feeling(1) - END
บันทึกการเข้า

บล็อคของคนบ้าหาเรื่องใส่ตัว... แปลมันไปได้ไง(ฟระ....) http://replikia.exteen.com/
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: