หน้า: 1 2 [3] 4 5
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สนทนาภาษา UnReal -มาพูดคุยกันนะ- (ทั้งเรื่องนิยาย ทั้งไร้สาระมาเหอะ)  (อ่าน 32398 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #30 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2012, 08:57:21 PM »

เรื่องของไอ้หวังยังไม่จบครับ แต่พอดีมีอารมณ์เขียนบทความบ้าๆ นี่ขึ้นมา

ตัวละครที่เอามาบ่น : นายหมอกม่วง, ไอ้คุณพิชิต, ซานเจ และแม่ชีโหดเอเลนัวร์

-------------------------------------------------

        “ป้อก 8 เว้ย! จ่ายมารอบวง”     หน้าหนวดของไอ้บ้าที่น่าจะเป็นพระเอกของนิยายเรื่องหนึ่งยิ้มอย่างเริงร่า

        “เฮ้ยไอ้ชิต นี่เอ็งโกงรึเปล่าวะ! ป้อกมา 5 ตาติดแล้วนะ แอบเปลี่ยนไพ่ใช่มั้ย!”

     ผมโวยกลับไปอย่างหัวเสีย ตั้งแต่ให้มันเป็นเจ้าไพ่มันเข้าแบบพระเจ้าเกินไปตลอด ไม่แดกเรียบก็ชน ปล้นกันชัดๆ เลยไอ้เวรนี่

        “โกงบ้าอะไร เห็นกันชัดๆ ลองนับไพ่ดูมั้ยล่ะสาด”

     ไอ้ลูกครึ่งกล้วยแขกที่นั่งข้างๆ ผมเริ่มมีน้ำโห มันเล่นทีสามมือโดนเรียบมา 3 ตาติด กลับกันกับอีกคนสาวงามอร่ามตาในชุดคลุมดำของแม่ชีศาสนาคริสต์ยังคงยิ้มอยู่ ก็เธอเป็นคนเดียวที่ไม่โดนแดกนี่นะ   และแล้วด้วยความที่สุดจะทนคุณกล้วยแขกซานเจก็ขึ้นในที่สุด

        “บัดซบเอ๊ย! แม่งได้เอาๆ แบบนี้มันโม้เกินไปแล้ว เอาเงินคืนมาเลย!”

        “อะไร..อะไร มีปัญหาก็อย่าเล่นสิวะ แล้วนี่ก่อนสับหลังสับฉันก็ให้พวกแกตัดแล้วนี่หว่า ยุติธรรมขนาดนี้ ไปโทษดวงตัวเองสิว้าาาา”

     พิชิตบ่นด้วยเสียงยียวนชงนของขึ้นพลางกรีดไพ่ แล้วยกทั้งสำรับมาให้ผมตัด

        “จริงมั้ยคุณหมอกม่วง?”     มันเอียงคอยิ้มที่มุมปากสายตาไร้แววราวกับไร้อารมณ์นั่นอีก อ่านมันไม่ออกเลย

        “แค่มีดวงเข้ามาเกี่ยวมันก็ไม่ยุติธรรมแล้วไอ้หอกหักเอ๊ย... ว่าแต่ตาหน้าเปลี่ยนเจ้าได้แล้วให้เอเลนัวร์เป็นบ้าง”

     ผมตัดไพ่เป็นสามกองก่อนจะรวบเข้าแล้วส่งไปทางขวามือหาแม่เสือสาวในชุดดำ เธอรับพร้อมกลับเข้าประเด็นหลักที่ผมเรียกรวมตัวหัวถั่วในวันนี้

        “พูดถึง ‘ยุติธรรม’ ที่เรียกมาสุมหัวกันก็เพราะจะคุยเรื่องนี้กันไม่ใช่เหรอ?”

        “จริงๆ ฉันเรียกมาแค่เธอกับไอ้ชิตนะ ซานเจมันตามมาชวนเล่นไพ่เฉยๆ เข้าเรื่องเลยแล้วกันก็เมื่อหลายวันก่อนนี้น่ะ...”



     พักเที่ยงของวันอันร้อนระอุ ฉันเหนื่อยมากเลยเพราะงานมันเยอะแต่คนมันน้อยเลยชวนลูกพี่ไปฟาดก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าประจำ ร้านนี้ให้เยอะมากเมื่อเทียบกับราคาเพียง 30 บาท ลูกชิ้นกรุบหนุบหนับ เนื้อเปื่อยก็สมกับเป็นเนื้อเปื่อย เนื้อสดเหนียวนุ่มเคี้ยวมันมาก เรียกได้ว่าดีระดับ 17 ดาวในสายตาผมเลย แต่มันต้องขับรถอ้อมโลกไปถึงจะได้กินนี่สิ   และเมื่อลงจากมอไซที่ตะบึงอ้อมโลกมากินปุ้บก็

        “เส้นเล็กเนื้อเปื่อยอย่างเดียวพิเศษครับ”     หาที่นั่ง กดน้ำ และพลิกหน้าหนังสือพิมพ์

     ไม่นานนักสิ่งที่เฝ้ารอก็มาถึงมันคือเส้นเล็ก...

        “เอ้า ทุกอย่างพิเศษ อันนี้ธรรมดาของตาปู”

     หือ? เฮ้ย! กูสั่งเนื้อเปื่อยอย่างเดียว แล้วนี่มันอะไร ไอ ไอ ไอ ไอ . . .



        “ก็ประมาณนี้แหละ คิดว่าไง?”

        “คิดว่ากินๆ ไปให้หมดก็จบเรื่องแล้ว”     ซานเจตอบแบบสบายๆ

        “ละเมิดข้อตกลงต่างหาก”     เอเลนัวร์ขัดลำด้วยน้ำเสียงประมาณว่าไม่รู้อะไรอย่าสะเออะตอบไอ้ควาย

     พิชิตมองไพ่ในมือขนคิ้วกระตุกนิดนึง แล้วพูดต่อ

        “นายก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรไม่ใช่เรอะ”

        “ภาวะจำยอมเว้ย ไม่รีบกินเดี๋ยวกลับไม่ทัน อย่าลืมสิพักเที่ยงเฉยๆ”

     ซานเจเรียกไพ่ให้อีกสองมือ แล้วเสริม

        “30 บาท ได้ขนาดนั้นก็น่าจะพอใจได้แล้ว หาไม่ง่ายนาร้านที่ทั้งถูกทั้งอร่อยแบบนั้น”

     เรื่องนี้ผมยอมรับเลยว่าทั้งถูกทั้งอร่อย แล้วผมก็ซดจนหมดหยดสุดท้ายเลยด้วย แต่...

        “มันเป็นเรื่องของความรู้สึกต่างหาก”     โอ๊ะ K สองใบได้ลุ้นแฮะ     “แกจะพอใจมั้ยถ้าแกจ่าย 30 บาทเพื่อให้ได้รับบริการที่ขัดกับที่ตกลงกันไว้ในตอนแรก มันไม่ยุติธรรมเลยจริงมั้ย ทั้งที่ตกลงกันไว้อย่างนั้นมันเป็นสัญญาต่างตอบแทนนะเว้ย”

     เอเลนัวร์หมอบไพ่รอเปิด แล้วชำเลืองมองผม

        “ไม่ต้องรับก็ได้นี่ ทำใหม่อีกชามมันจะไปยากอะไร อย่างดีก็ผิดใจกันนิดหน่อย ก็นะเขาขายถูกขนาดนั้นคงคิดว่า ให้เยอะอย่างนี้ยังไม่พอใจอีกรึไง ก็ต้องคิดถึงความรู้สึกเป็นสำคัญล่ะ ความพึงพอใจ”

        “แล้วความรู้สึกของฉันล่ะ เขวี้ยงทิ้งไปเลยเรอะ ให้ตายสิ ต้องทนกินเนื้อสดทั้งที่เสี้ยนเนื้อเปื่อยสุดๆ แล้วที่บอกว่าให้เยอะยังไม่พอใจอีกนั่นมันก็ไม่เกี่ยวเว้ย   นั่นน่ะมันเป็นทางค้าขายปกติของร้านเขาอยู่แล้ว”

     หวนคิดแล้วมันชวนหัวเสียจริงๆ แต่ไพ่ที่เรียกมาก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้เยอะเลย ถึงกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง!   แล้วพิชิตก็ปล่อยเสียงสกัดความรื่นใจของผมไว้ด้วยประโยค

        “คนกำหนดราคาก็เจ้าของร้าน คนที่อนุญาติให้ลูกค้ามีสิทธิ์เลือกว่าจะใส่อะไรบ้างก็เจ้าของร้านอีก ไม่ว่าจะให้เยอะเพราะเห็นใจหรือไม่ก็ตาม คนที่กำหนดให้มันเป็นไปอย่างนั้นก็คือเจ้าของร้าน เขาพอใจและรู้สึกว่าการแลกเปลี่ยนนี้ยุติธรรมโดยไม่อิดเอื้อน มันจะยุติธรรมแน่ถ้าลูกค้าได้สิ่งที่ตัวเองสั่งในราคาที่เขากำหนดไว้เอง”

     ตอง KING แม่เหวยเปลี่ยนเจ้าทีเดียวดวงมาเลย! เอ้อ จริงสิต้องต่อก่อน

        “ซึ่งฉันไม่ได้สิ่งที่ฉันต้องการในราคาที่ทางเขาเองกำหนดนั่นแหละปัญหา และยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เพราะถ้ามัวทักท้วงให้ทำใหม่จะยัดไม่ทัน กว่าจะปรุง กว่าจะชิม”

     แล้วซานเจก็พูดอะไรบางอย่างที่ไม่เข้ากับมันสมองของมันออกมา...

        “จะว่าไงดีล่ะ เมืองไทยน่ะมีธรรมเนียมอันทรงพลังอยู่อย่างหนึ่งซะด้วยสิ ‘การยอมลง’ เพื่อให้ยุติไงล่ะ แต่มันก็ไม่เป็นธรรมใช่มั้ยล่ะ ถ้าฉันไปตบหัวนายแล้วนายไม่เอาเรื่อง นั่นคือยอมลงแล้ว แต่มันก็ไม่เป็นธรรมจริงมั้ย ทำไมต้องยอมโดนตบโดยไม่ได้ตอบแทนอะไรเลย”

     แม่ชีส่งสัญญานเปิดไพ่ 3 ใบก่อนนั่นคือผมกับอีกสองมือของซานเจ ส่วนไอ้ชิตมันป้อก 9 สองเด้งไปแล้ว ตามด้วยเก็บตังตานี้เจ้ามือได้แค่มือเดียวของไอ้เจ เธอโยนกองไพ่แผละให้พิชิตเป็นเจ้าแทนแล้ว...

        “มันคือภาวะอิหลักอิเหลื่อทางศีลธรรมนั่นเอง จริงอยู่นายอยากจะท้วง แต่มันก็ได้เยอะและรสดี และการที่รู้รายละเอียดของการปรุงซะขนาดนั้นแสดงว่ามากินบ่อยจนจำหน้าได้แล้ว แต่แบบนี้มันก็เหมือนกับนายถูกคนขายใช้เป็นสิ่งของสนองความต้องการในเงินของนายเลย เขาไม่สนว่านายจะพอใจหรือไม่ และไม่ปฏิบัติกับนายในฐานที่เป็นคนเป็นปัจเจก แค่ทำๆ ให้ไปเพื่อเงิน 30 บาท ไม่ใส่ใจเลยว่ามันถูกต้องแล้วหรือยัง กรณีนี้สมมุติว่าเขารู้ว่านายไม่มีทางเลือกนอกจากรีบกิน เขาไม่เคารพนายในแบบลูกค้าเลย อ้อ! นี่น่ะเอาหลักของ*คานท์มาพูดนะ”

        “คานท์เหรอ? เธอไม่คิดว่าไอ้นั่นมันบ้าบ้างรึไง มันบอกให้เคารพคนในฐานะที่เป็นปัจเจก แล้วพล่ามว่าห้ามโกหกแม้แต่กับอาชญากรบ้างล่ะ บอกว่าควรพูดความจริงโดยไม่บิดพลิ้วเหรอคิดได้ไง”

     พิชิตพูดแบบหักหน้านักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว ผมเลยย้อนให้มันคิดเล่นๆ

        “แต่มันก็มีหลักปฏิบัตินา อย่างพูดความจริงไม่หมดไง ถ้าโจรมาถามหาคนที่มันจะฆ่าก็บอกที่อยู่ของคนนั้นเมื่อหลายชั่วโมงก่อนไปไง ส่วนตอนนี้จะอยู่ที่ไหนนั้นก็ไม่ต้องบอก”

        “เฮอะ! บ้าบอคอแตก สำหรับฉันความยุติธรรมมันต้องแปลแบบตรงตัวเว้ย! ยุติคือ จบ หยุด ไม่ไปต่อ - ธรรมคือ ดี ถูกตามสถานการณ์ ประมาณนั้น ถ้ามารวมกันก็เป็น จบอย่างลงตัวทั้งสองฝ่าย ขอแค่รู้สึกดีทั้งคู่ก็ยุติธรรมแล้ว ต่อให้ต้องโกหกก็ตาม แล้วฉันไม่เห็นว่าหลอกคนเลวมันผิดตรงไหน”

     เฮ้อ...เถียงกับมันไปก็ไม่มีประโยชน์เอาเป็นว่าช่างหัวคานท์มัน   ซานเจที่หันไปนอนเกาตูดดูทีวีรอจ่ายไพ่ก็ลั่นออกมาเนือยๆ

        “ต่อให้เจ้าของร้านมันรู้ว่าแกหมดตัวเลือกก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่หว่า สุดท้ายก็ฟาดอย่างอเร็ดอร่อยไม่ใช่เรอะ ‘อาชญากรรมจะไม่เกิดถ้าต่างฝ่ายต่างระมัดระวังไม่ให้เกิดช่องว่างในจิตใจ’ สรุปก็คือแกที่ไม่ทักท้วงหรือย้ำให้ชัดเจนเองก็ผิด ตอนเที่ยงก็รู้อยู่ว่าคนมาหาของกินเยอะ ร้อนก็ร้อนสั่งๆ เข้ามาก็ต้องมีลืมกันมั่ง แกก็รู้แต่ก็ย่ามใจ แล้วที่เขาทำรวมมิตรมาให้ก็เพราะทุกครั้งที่มาสั่งแบบนี้ประจำไม่ใช่เรอะ”

     โหมันพูดมีเหตุผลแฮะแต่ว่า

        “จะบอกว่าฉันเองก็ผิดงั้นเรอะ บ้ารึเปล่า คิดให้ลึกกว่านี้สิ - จริงอยู่สภาพแวดล้อมมีส่วนที่ทำให้พลาดได้ แต่ในฐานะคนค้าขายมันต้องมีมาตราการป้องกันเอาไว้สิ เพื่อให้สัญญาระหว่างลูกค้ากับตัวเองจบสิ้นอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เอาง่ายๆ เลยละกัน ถ้าไม่ได้จดไว้ว่าสั่งอะไรไปบ้างแล้วเกิดลืมขึ้นมาก็น่าจะเรียกถามก่อนทำเด้ จะมาติ๊ต่างว่าวันนั้นสั่งอย่างนั้นวันนี้ก็เหมือนๆ กันมันใช้ได้เหรอ สำนึกในฐานะคนค้าขายมันต้องมีบ้าง”

     พิชิตกรีดไพ่กลางอากาศ ดีดพลิ้วข้ามมือแบบเซียนมือฉมังแล้วต่อด้วย

        “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือพอใจยังไงแต่กับสัญญานี้ที่โดนละเมิดไปตั้งแต่ต้นแล้วมันไม่เป็นธรรมแน่นอน ถึงฉันจะพูดไว้ว่าจบอย่างลงตัวก็เถอะ นั่นมันจะลงตัวก็เมื่อนายหมอกม่วงรับอย่างเต็มใจแท้จริง แต่ทว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นในใจเบื้องลึกยังคงปฏิเสธ และที่กินๆ ไปนั่นก็เพราะสถานการณ์มันบังคับ ไม่ใช่เพราะ ‘โอเค รวมมิตรก็อร่อยไปอีกแบบ’ แต่เป็น ‘แม่งเอ้ยทำใหม่ก็ไม่ทันสิวะ’ ต่างหาก”

        “ทีนี้มันก็เลยไปจบที่ธรรมเนียมยอมลง - อย่างไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่สินะ”    เอเลนัวร์ลูบมือที่ปลายคางแล้วตามต่อด้วย     “แต่ถ้าจะพูดเรื่องรักษาคำมั่น... นายก็ผิดด้วยอยู่ดีนั่นแหละ ตรงที่ว่ารู้อยู่แล้วด้วยสำนึกได้ไงล่ะว่ามันมีโอกาสลืมได้ แล้วดันไม่ย้ำกลับไป สรุปคือมันก็ทั้งคู่นั่นแหละน้า การปกป้องสิทธิ์มันเป็นพื้นฐานนะ”

     เออ ก็รู้อยู่แก่ใจนี่แหละแต่ไม่อยากพูดมันจะกลายเป็นซ้ำตัวเอง ผมเลยต่อไปว่า

        “แต่คนผิดที่สุดคือคนขายต่างหาก ตามหลักการแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้แล้วของสัญญาต่างตอบแทนไงล่ะ”

        “จะคิดมากไปทำไมวะ ความยุติธรรมมันมีจริงที่ไหนเล่า...”

     รออยู่เลยประโยคนี้ เป็นคุณพิชิตที่พ่นออกมาครับ ตามคาดเป๊ะเลยไอ้ตัวพาออกนอกเรื่องเอ๊ย

        “...ก็ถ้ายุติธรรมจริงๆ มนุษย์สูญพันธุ์แน่ ลองแบบสุดโต่งไปเลย - อายุเท่ากัน เงินเท่ากัน เกิดมาได้ัรับการเลี้ยงดูแบบเดียวกัน หน้าตาเหมือนกัน สุดท้ายเลย เพศเดียวกันหมด จบสายพันธุ์กันล่ะทีนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า ว่าไปนั่น”

     แม่ชีดูไพ่ในมือแล้วเปิดโชว์ทันใด 9 สองเด้ง เธอเอนตัวกอดหมอนหันหน้าไปทางไอ้ชิตแล้วตอบกลับ

        “เข้าใจคิดนี่ ถูกต้องที่ว่าสูญพันธุ์น่ะ แต่ที่จะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อโลกนี้ยุติธรรมแบบสุดกู่น่ะมันคือความเสื่อมถอยทางอารยธรรมต่างหาก เมื่อเท่ากันหมดก็ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องคิดค้น เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็จะกลายเป็นมีบางคนเหนือกว่าล้ำหน้ากว่า   ถึงคนจนจะออกมาบ่นโวยวายว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรมยังไงก็ตามมันก็ไร้ความหมาย เพราะคนที่ดิ้นรนแล้วนำหน้านั้นก็ไม่ผิดเขาแค่ได้ในสิ่งที่เขาขวนขวาย แล้วต่อให้มีบางคนคาบช้อนทองมาตั้งแต่เกิดเลยก็ไม่ผิดเหมือนกัน เพราะหนึ่งในความยุติธรรมที่สุดก็คือไม่มีใครเลือกเกิดได้...”

        “แต่เลือกที่จะหล่อได้ ฮ่าฮ่าฮ่า ป้อก 8 สองเด้งเว้ย อีกมือป้อก 9 โดนแน่ไอ้คุณชิต”

     ซานเจเปิดไพ่ขัดลำไม่ไว้หน้าใคร ส่วนในมือผมน่ะเหรอ 5 แต้มเอง แต่โอ้ไอ้เจ้ามือเฮงซวยนั่นมันเอาอีกแล้ว

        “เสียใจว่ะ ฉันก็ป้อก 9 อย่าหวังจะได้กินเลยไอ้กล้วยแขกเอ๋ย”

     เอเลนัวร์เขวี้ยงความไร้มารยาทของไอ้คู่นี้ทิ้งแล้วพูดต่อ...

        “ต้องบอกว่าผิดเองที่เกิดมาจน แต่ว่าความจนมันก็ไม่ใช่ความผิดซักหน่อยย้อนแย้งดีใช่มั้ยล่ะ?”

     มันก็ถูกที่คนจนไม่ผิด แต่ว่า

        “คนจนจะเกิดช่องว่างทางจิตใจให้ทำเรื่องไม่ดีได้ง่ายกว่านา ยิ่งขาดเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องการเติมเต็มมากเท่านั้น แนวโน้มมันผิดกัน ดังนั้นคนจนจะมองว่าไม่ยุติธรรมสำหรับตัวเองก็ไม่แปลก... แต่จะให้ไปปล้นคนรวยมาช่วยคนจนมันก็ผิดอีกนั่นแหละ อย่างว่าล่ะนะ”

     เสียงกรุ๊งกริ๊งจากช้อนชากระทบแก้วกาแฟในมือซานเจแว่วดังตามด้วยถ้อยคำที่น่าสนใจ

        “รูปแบบการปล้นมันมีถมไป อย่างในศาสนาอิสลามจะมีประเพนีที่บังคับให้คนรวยแจกจ่ายข้าวของไปจนถึงเงินทองให้คนจนในละแวกอยู่ใช่มั้ย... จะเต็มใจหรือไม่ก็ต้องทำมันเป็นหลักศาสนา นั่นอาจนับเป็นการปล้นก็ได้”

     หลังจากซดไปหนึ่งซื้ดก็ว่าต่อด้วยสายตาลอยๆ

        “ประมาณว่า ถึงบิล เกตส์ จะรวยล้นฟ้าก็ไม่มีสิทธิ์อะไรไปบังคับให้เขาเอาเงินส่วนตัวเป็นพันๆ ล้านออกมาให้คนจนง่ายๆ โดยไม่เต็มใจ   โรบินฮู้ดน่ะ จะดีมาจากไหนก็ยังเป็นแค่โจร”

     พิชิตดีดนิ้วเรียกสายตาไปหาทันที

        “หลักความเป็นเจ้าของในสิ่งที่เป็นของตัวเอง ต่อให้ตาบิลเอาเงินไปถลุงเล่นโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรใครก็ไปว่าเขาไม่ได้   ถ้างั้นฉันมีกรณีศึกษาอย่างนึงนะ เอาล่ะ”

     มันกระแอมเล็กน้อยแล้ววางไพ่หยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่าง

        “กฎหมายบังคับให้สวมหมวกกันน็อค งงล่ะสิว่ามันไปเกี่ยวยังไง   ขั้นแรก - ถ้าเราเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่ตัวเองหามาได้ และมีสิทธิ์อยู่เหนือมันจริงๆ นั่นหมายความว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองด้วย ดังนั้นรัฐไม่มีสิทธิ์มาบังคับให้เราสวมหมวกกันน็อคได้ ก็ในเมื่อเราเป็นเจ้าของตัวเอง เราจะเอาตัวเองไปเสี่ยงยังไงก็ได้จริงมั้ย   ไม่ยุติธรรมเลย ทั้งที่เรามีสิทธิ์เลือกที่จะทำยังไงกับชีวิตตัวเองก็ได้ แต่ดันมาออกกฎหมายบังคับกันซะอย่างนั้น”

        “อา สุดโต่งไปรึเปล่าวะ แล้วนี่จากก๋วยเตี๋ยวชามเดียวไหงมันลุกลามไปถึงรัฐได้ล่ะ”

     ผมชักงงๆ แล้วเลยถามย้อนมัน...

        “ไอ้โง่ไม่เกี่ยวได้ไงเล่า คิดให้ลึกๆ สิวะ ว่าแต่เฮ้ยไอ้เจชงกินคนเดียวเลยนะ ไปชงมาอีกแก้วเด๊ะ!”

     ด่ากูโง่เดี๋ยวโดนหรอกมึง หนอยตั้งแต่ตอนเล่นไพ่แล้วแดกเอาๆ ไม่ทันที่ผมจะเริ่มแกล้งมัน เจ๊ชีโฉดก็โดดเข้าวงสนทนา

        “เกี่ยวตรงนี้ไงลองคิดตามดู - แกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากก๋วยเตี๋ยวชามนั้น เพราะคนขายไม่ใส่ใจคิดเพียงแค่ทำก๋วยเตี๋ยวให้ๆ ไปแล้วเอาเงินแกมาใช่มั้ย เขาปฏิบัติราวกับแกเป็นแค่สิ่งของไม่ใช่คน ไม่เคารพแก บังคับให้แกทนรับสิ่งที่ผิดกับที่ตกลงกันไว้ เหมือนว่ามีสิทธิ์เหนือแก - ย้อนมาดูด้านกฎหมายบ้าง รัฐบังคับแกให้สวมหมวกกันน็อค โดยที่แกอาจไม่เต็มใจ แน่นอนว่ารัฐไม่สนใจหรอกว่าแกจะเต็มใจหรือไม่ บังคับให้แกทำในสิ่งที่แกอาจไม่อยากทำ เหมือนมีสิทธิ์เหนือแกเช่นกัน”

     ล้ำลึกแฮะ ไม่ธรรมดาจริงๆ เลย   ซานเจที่เป็นเบ๊ชงกาแฟให้ไอ้คุณชิตอยู่ก็ออกตัวบ้าง

        “ถ้างั้นมันก็ไม่มีความหมายในตัวมันเองและไร้สาระสิ้นดีเลยสิ ลองคิดดูว่าในอดีตมีเหตุการณ์อยุติธรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง ฉันจะยกตัวอย่างให้...”

     โอ๊ะ! มันไม่ได้ชงแก้วเดียวแฮะ แต่ชงมาครบคนเลย ว่าแต่มันจะรู้ตัวมั้ยนะ ว่าตอนนี้ตัวมันตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรมจากลมปากไอ้ชิตอยู่

        “เคยมีดาราชื่อดังโดยประมาทขับรถชนคนตาย เขาออกมายืดอกรับและรับผิดชอบเต็มที่ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่...ไม่ยักกะเข้าคุกแฮะ ไม่ว่าจะรับผิดชอบแค่ไหน แต่กฎมันก็ต้องเป็นกฎ เมื่อตั้งมาแล้วเขียนลงประมวลแล้วก็ต้องบังคับใช้ ทำผิดถึงขั้นตายเลยเนี่ย ติดซักปีนึงมันจะตายมั้ย?   แล้วลูกนักการเมืองชื่อดังคนหนึ่งอีก ที่เมื่อก่อนไปซัดโป้งเดียวดับใส่คนในผับ นี่น่ะโดยเจตนาเลยนะเว้ย! ก็อีกเช่นกัน ไม่เข้ากรง แถมยงยศให้อีกต่างหากตอนนี้”

     พิชิตจึงลั่นขึ้นมาทันใดเลยว่า

        “ความยุติธรรมน่ะ มันแปรผันตรงกับสตางค์เว้ย!!! ฮ้าฮะฮะฮะๆๆๆๆๆๆ”     หลังจากหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังมันก็พ่นต่อ

        “ประวัติศาสตร์ของมนุษย์น่ะมันอยู่คู่กับความอยุติธรรมมาตลอด ไม่งั้นก็ไม่มีวันพัฒนาหรอก ก็ถ้ามันยุติธรรมจริงสงครามมันจะมีผู้แพ้ ผู้ชนะได้ไงกัน ไม่ว่าส่วนไหนก็ไม่ยุติธรรมทั้งนั้น ทั้งทำเล อาวุธที่ใช้ กำลังพล และความสามารถเฉพาะตัวของทหารแต่ละคน แต่เพราะอะไรมันถึงดูเหมือนยุติธรรมล่ะ นั่นเพราะว่าแปลอย่างตรงตัวไง ‘จบลงอย่างลงตัวทุกฝ่าย เขวี้ยงความรู้สึกและเหตุผลทิ้งไปซะ’ ห่างไกลจากอุดมคติของความยุติธรรมไปหลายโยชน์เลย   มองหาสิ่งที่ไม่มีไปเท่าไหร่ก็ไม่เจอหรอกว่ะ - Justice is Happy Ending scene YEA!!!”

     อา ชักจะเลยเถิด เปิดประเด็นที่ก๋วยเตี๋ยวดันพากันไปเที่ยวแดนดราม่าซะอย่างงั้น ผมปิดเลยดีกว่า พอจะสรุปใจความได้แล้ว

        “ความยุติธรรมมันก็แค่ภาพลวงตา มองหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ไม่มีวันได้สัมผัส ที่พบๆ กันอยู่ทุกวันนี้ หรือแม้แต่ที่กฎหมายเขียนไว้ มันก็แค่ฉากจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเท่านั้น   ให้ตายสิ... ก็ขนาดความยุติธรรมที่เป็นพื้นฐานสุดๆ อย่างไม่มีใครเลือกเกิดไ้ด้มันยังไม่ยุติธรรมเลยนี่หว่า”

     เอเลนัวร์ที่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองเสื้อยืดกางเกงยีนส์ตอนไหนก็ไม่รู้ยืนขึ้นหลังผมพล่ามจบทันที

        “ชักหิวข้าวแล้วสิ ไปหาอะไรกินกันมั้ย?”

        “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ!!!”

     แล้วไอ้หัวขวดสองตัวนี่ก็ดันมาพ้องกันทำไมวะ ซานเจกับพิชิตลุกขึ้นตามหลังประโยคที่ดึงอารมณ์ผมให้ขึ้น

        “อย่างอื่นก็มีทำไมไม่กิน!”

        “กินอย่างอื่นก็ไม่กวนตีนสิว้า”

     พร้อมกันเลยนะแสรดดดดดดด
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #31 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2012, 06:54:51 PM »

        “ทำไมเราถึงได้ใจเย็นขนาดนี้นะ เพราะเสียงนั่นเหรอ ตอนนั้นก็เหมือนกัน หลังความตายของไอ้ระยำนั่น”     เราจับอาวุธลุกขึ้นสู้ รู้ทุกขั้นตอนของการฆ่า คำตอบของคำถามนี่คงมีแต่ต้องถามเจ้าของเสียงเท่านั้น

     ศัตรูตั้งมากมาย จะฝ่าไปยังไง? จะฆ่ามันท่าไหน? พวกคนอื่นรอดไปหรือไม่?   คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวผมมาตลอดหลังจากเสียงแห่งความหวังนั่นจางลง น่าแปลกที่ผมไม่คิดถึงแม่นางเขียวเสวยคนดีเลย ตลกชะมัด

     ไม่ให้ตลกได้ไงล่ะเดินมาแค่พักเดียวก็เจอ PA 2 ตัวลอยผ่านหน้าผ่านตาไปแบบไม่มีชีวิต จากรอยแผลคงมาจากปืนไรเฟิลแบบเดียวกับผม เข้าที่หัวชัวร์มากๆ คนยิงได้แบบนี้ที่คิดออกมีแค่คนเดียว

        “แอนธอน... จะเก่งอะไรขนาดนี้”

     ผมคว้าเอามีดคลื่นความร้อนขนาดเท่าสองฝ่ามือ และระเบิดมือสุดแรงรุ่นพิเศษที่เคยเห็นแค่ในหนังสือเรียนมาจากศพ การปะทะซึ่งหน้าเป็นเรื่องโง่บัดซบกับคนอย่างผม ยังไงก็ดีที่ชั้นนี้มีพวกศพลอยล่องทั่วห้อง ผ่านไปทางไหนเลี้ยวยังไงก็เจอ แถมหลายศพยังอาวุธครบมือซะด้วย ซึ่งไอ้พวกนี้มักจะตายแบบมีรูโหว่เกรียมๆ ที่ส่วนไดส่วนหนึ่งของร่าง

        “ที่พวกนี้ลุกขึ้นสู้ทันคงเป็นพนักงานของลิฟต์ ก็ดีค่อยมีกระสุนให้เติมหน่อย”

     ทุกย่างก้าวของผมมือไม่ก็ลำตัวจะครูดไปกับผนังเสมอนั่นเพราะ -ครึ่ก-   ไม่ทันขาดคำก็เอาเข้าจนได้ มาลองเสี่ยงกันหน่อยแล้วกัน!

     ขั้นแรกยกปืนให้วางลอยใกล้ๆ มือ ต่อด้วยยกขาขึ้นสองข้างเล็กน้อยทำตัวให้ลอยเข้าไว้ แล้วเอามือกดท้องตรงแผลปลอมท่าเดิม ส่วนระเบิดกับมีดก็ยัดไว้ในอ้อมอกให้มือกับแขนปรกพอดีมิด สุดท้ายนี้...

        “คร่อก”     แกล้งตายมันซะอย่างนั้นแหละ   ที่ผ่านมามีศพในชุดอวกาศอาวุธครบมืออยู่เยอะ พวกมันไม่น่าจะจำได้ว่าฆ่าใครไปท่าไหนบ้าง ก็ต้องจังหวะนี้แหละ อย่างน้อยมันก็เคยได้ผลล่ะวะ

     ได้ผลจริงๆ เว้ยเฮ้ย! ไม่จะอยากเชื่อสายตาตัวเอง!!   PA 2 ตัวบูสต์พุ่งผ่านหน้าผมไปแบบไม่คิดจะเหลียวแล แม้ผมจะยังงงๆ แต่จากลักษณะของพวกมันแล้วค่อนข้างรีบร้อนสุดๆ หรือทางที่มันวิ่งไปจะมีอะไรอยู่?   ไม่สิ เวลานี้เราควรมุ่งตรงไปเอาเกราะของดอกเตอร์ไร้ท์ออกมาจากแคปซูลโดยเร็ว ถ้าฉีกทางตามมันไปอาจเหลวไม่เป็นท่าเอาก็ได้   แล้วสิ่งที่แวบเข้ามาในหัวผมทันทีเลยก็คือ

        “แอนธอน!”

     ผมวิ่งตามทิศที่ไอ้พวกนั้นพุ่งไปทันที เลี้ยวขวาหัวมุมหน้า... อ๊ะ! แสงสีฟ้าวางอยู่บนระนาบเดียวกับสายตา! ไม่ใช่สิไอ้นี่มัน?!

        “ชิบหายดาบ!”     ผมเอนหลังทันที ท่อนแขนของชุดเกราะฟันเลยข้ามหัวไปแบบหวิดๆ แล้วมันก็โผล่ออกมาจากมุมมืดหลังจากที่ฟันพลาดเฉี่ยวหน้าผมไป

     เหมือนมันจะเสียหลักเล็กน้อยไม่ปล่อยหลุดแน่! ปืนของผมชี้ตรงไปทางหน้ามันแล้วเหนี่ยวไก แรงถีบดันให้ผมถอยลอยหน้าคะมำอัดเพดาน ไหนบอกว่าแรงเท่าอาก้าไงฟะ! ตอนนี้โวยไปก็เท่านั้น ดาบของมันหลุดมือลอยมากลางหน้าอกผม มืออีกข้างที่เหลือทำงานอัตโนมัติชักมีดปัดมันทิ้งไป ทำให้ผมได้เห็นภาพชัดขึ้น กระสุนผมไม่เข้าเป้า!!!

     มันตั้งมุมปืนแล้วเหนี่ยวไกไม่รอ ผมย่อร่างลงในสภาพกลับหัวกับมันหลบไปได้ แล้วใช้ปืนนี่แหละเหวี่ยงทุบกบาลมันดังปั้ก!   ต่อด้วยหมุนตัวปักมีดลงตรงคอมันเป๊ะๆ ผมเปิดระบบของมีดคอของมันไหม้ควันขึ้นจนเกราะที่ป้องกันหลอมแดงและมีดฟันผ่านออกไป

        “อึ๊! ซวยแล้วอีกตัวนึงมัน!”

     สอดปืนเข้ามาผ่านหว่างขาตัวที่ตาย ถ้ามันยิงได้ล่ะตายแน่!   ปืนมีบทอีกครั้งผมจัดการทุบศพเกลอเก่าเข้าที่เดิมดันตัวมันลงไปกดลำกล้องเพื่อนมันจนพ้นตัวผม แต่ทว่า! ร่างทั้งสองที่กองลงพื้นกลับทยานสวนกลับมา ไฟสีฟ้าจางๆ ที่สะท้อนตรงพื้นหลังมันนั่นไขข้อสังสัยจนกระจ่าง บูสต์ดันกลับมาเลยเรอะ!   ใบดาบสีฟ้าสดตัดร่างของเพื่อนมันจากมุมซ้ายของเอวตรงมายังกลางอกผมจนศพเกือบขาด ถ้าไม่ได้เกราะคงร่างไว้คงรุ่งริ่ง

        “มึงเห็นเพื่อนตัวเองเป็นตัวอะไรกันวะ!”

     เคร้ง! ตามด้วยเสียงราวกับมีใครเผากระดาษเป็นตันๆ อยู่ใกล้ๆ ผมทิ้งปืนคว้าดาบของเพื่อนมันที่ถูกปัดปักกำแพงมารับ แสงไฟตรงจุดที่คมดาบความร้อนสูงกระทบกันยังกับนั่งเชื่อมเหล็กตาเปล่า แสบตาจนแทบจะบ้า จะหลบหน้าหลับหนีก็ไม่ได้   ถึงจะรับได้แต่ร่างผมยังคงทยานถอยหลัง สู้แรง PA ได้ซะที่ไหน!

     ผมจัดการปามีดที่มือซ้ายหวังปาดหน้ามันทิ้ง แต่ก็พลาดมันเอาปืนเข้ารับทัน ถึงจะดีที่ปืนมันพัง แต่ก็ยังโดนอัดต่ออยู่ดี กึก!   มันหยุดดันผมแล้วพุ่งถอยกลับเข้าหัวมุมไปไม่ใยดี เลิกอาฆาตกันแล้วใช่มั้ยเนี่ย...

        “เฮ้ยหวังอย่างนั้นไม่ได้ซักเสี้ยววิเลยนะ!”

     แท่งสีดำมีแสงสีแดงกระพริบขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อยลอยอย่างอ่อนช้อยอยู่กลางหน้า รูปร่างแบบเดียวกับไอ้ที่เหน็บอยู่ข้างเอวกูเลยนี่หว่า ระเบิด!!!!!!

     บรึม!!!   บึ้ก! ร่างซีกซ้ายอัดกระแทกเข้ากับผนังอย่างจัง ทางขวายังจะอุตส่าห์โดนเพื่อนเก่าหลงรักเกาะแน่นอัดตามมาอีก

        “อั่ก! เฮ่อ..ถ้าเมื่อกี้ดึงศพบักยอดรักมาบังบอมไม่ทันคง...”     ต้องยอมรับว่าเกราะเขาทำมาดีจริง โดนไปเต็มตูมยังเหลือรอดมาตั้งซีกหนึ่ง...ชะเฮ้ย!

     ไอ้บ้านี่มันยังตามมาอยู่ มันฟันดาบลงมาหมายจะฟาดผมให้ดับดิ้น ตัวเราก็หมดแรงแล้ว ถึงดาบจะอยู่ในมือแต่จะไปต้านไหวได้ยังไง.. จริงสิ!   เคร้ง! เปรี๊ยะๆๆๆๆๆ ดาบเราสองต้องกันอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช้แรงดันโต้ธรรมดา ผมปักดาบลงกำแพงช่วยเสริมแรงต้านเอาไว้

        “แสบตาจริงโว้ย!”     อ๊ะ! ทางขวามือของเรามัน ซากอีกซีกที่เหลือของเพื่อนมันเป็นข้างขวาพร้อมแขน!

        “ดับอนาถตามไปซะ!”

     ผมลากแขนไปคว้าข้อมือเพื่อนมันมาแล้ว เปรี้ยง!!! หนึ่งแวบของลำแสงแดง แรงที่ส่งมาดันดาบก็หมดไป ผมเหนี่ยวไกปืนเลเซอร์ในมือซากอ้อยที่ลอยมา เข้าหน้าอกไอ้บ้านั่นเต็มๆ

        “แฮ่ก แฮ่ก เฮ่อ~~ หนังแอคชันชิดซ้ายเข้ามุมไปเลย ทั้งที่ไม่คิดจะปะทะตรงๆ แต่สู้มันไปได้ยังไงวะเนี่ยเรา ไม่สิ สู้ไม่ได้สิแปลก ก็เมื่อก่อนหนักกว่านี้ยังทำได้เลยนี่หว่า...”

     ระเบิดแรงสุดๆ เพดาน ผนัง พังปิดรูกลบทับหมดสิทธิ์กลับไปทางเก่าเลย ตามแผนที่เหลือแต่ทางตรงไปแล้วเลี้ยวเข้าห้องโถงต่อด้วยช่องทางเดินกว้างโล่งเท่านั้นแล้ว กลายเป็นว่าต้องอ้อมโลกกันเลยคราวนี้ แต่ถ้าได้เจอแอนธอนก่อนก็ดีไป ก็ได้แต่หวังว่าเธอยังไม่ตาย   ขอให้สมหวังสมชื่อสักครั้งเถอะพระจอร์จยอดเทพทั้งหลาย



        “ดูท่าจะยาก”     ต้องลุยแหลกแหวกดงอย่างเดียวแล้วมั้งเนี่ย...

     พวกมันอยู่เต็มลอบบี้เลย ยิงกันเปรี้ยงปร้างอีกต่างหาก ไม่รู้ว่ายิงใครยังไงเหมือนกัน     ผมหลบมุมแกล้งเป็นศพอยู่ริมทางหลังกระถางต้นไม้เทียมปากนรกห้องโถงลำแสงเดือด พวกมันอยู่ทางขวามือยิงเข้าใส่อะไรบางอย่างในเงามืด ที่น่าแปลกใจคือทั้งที่อีกฝั่งไม่มีการตอบโต้ แต่พวกมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าปิดล้อม... หรืออีกทางจะมีจำนวนมาก? ไม่สิ..ไม่งั้นก็น่าจะยิงสวนกลับบ้าง แอนธอนเองก็บอกว่ามีแค่ศัตรู แล้วยิ่งถ้าที่ถูกระดมยิงอยู่เป็นแอนธอนจริงมันคงตีกรอบเข้ารุมไปแล้ว... อึ๊!

        ‘ในมือนั่นปืนเลเซอร์ใช่มั้ย? ทางฉันมีสองคน เราต้องเข้าบวกพร้อมกัน’     เฮ้ย!? เสียง! มีเสียงผู้หญิงดังเข้ามาในหัว!!!

     อะ อะไรวะ!? ต่อจากผู้ชายก็ผู้หญิง มันอะไรกันล่ะเหวย!

        ‘คิดไว้แล้วว่าเธอต้องทำได้... เปิดทางให้หน่อย เล็งยิงที่หัวใครก็ได้ไปก่อนซักนัดนึง จังหวะมาฉันลุย’

     รูปแบบประโยคแบบนี้! แล้วยังสั่งๆ เอาอย่างเดียวไม่ไว้หน้ากันอีกต่างหาก แอนธอนแน่ๆ   แล้วเธอทำได้ยังไงล่ะเนี่ยส่งเสียงมาเข้าหัว

        ‘ใช่ฉันเอง จะขาดการติดต่อแล้วนะ ช่วยลงมือด้วย!’

     ว้อย! อะไรกันวะเนี่ย ถึงจะยังงงๆ แต่ก็ต้องลงมือล่ะฟะ   ผมค่อยๆ บรรจงประทับปืนเลเซอร์ไรเฟิลขึ้นตั้งเป้าไปที่หัว PA ตัวที่ใกล้ที่สุดแล้ว เปรี้ยง! ร่างกายหงายลงก้นจ้ำเบ้า!

        “ทำไมปืนเลเซอร์มันถีบแรงจังวะ?!”

     จังหวะที่ผมมัวบ่นกับตัวเอง ผมก็เห็น! ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยจริงๆ ไอ้นั่นมันอะไร จะเว่อแค่ไหนยังไงก็น่าจะมีขีดจำกัดบ้าง แต่นี่มันเกินคำว่าคนแล้วนะเฮ้ย!!!

     ร่างของคนในชุดสูทสีดำลอยควงสว่านกลางหาวเข้าไปหา PA เคราะห์ร้ายที่ชะงักไปกับการยิงของผม ไม่มีคำบรรยายไดจะหยิบยก แม่เหวย! มันไม่ได้ใส่ชุดอวกาศ!!!   เส้นผมของมันพริ้วไหวไปตามท่วงท่า มันกดฝ่ามือข้างซ้ายลงบนหัวเป้าที่พุ่งเข้าไปหาชั่วพริบตาก็มีกระแสไฟฟ้าลั่นแปลบปลาบ หัวของเหยื่อไหม้ชักกระตุก ตามด้วยแอนธอนในสภาพเดิมออกมายิงเสริม   นี่ไม่ใช่เวลาพรรณนา ผมตั้งลำหันยิงเข้าใส่อีก 1 เป้า แต่ไม่เข้า มันหลบได้อย่างมีชั้นเชิงเหวี่ยงดาบเข้าใส่ชายชุดดำ พร้อมจุดบูสเตอร์พุ่งมาทางผม

        “คิดจะหนีเรอะ! เฮ้ยไอ้หนูยิงพร้อมเคลื่อนไหว!”

     นี่ไม่ใช่เสียงผม! ให้ตายเถอะมันน่าจะเป็นเสียงของผู้ชายคนนั้น เขาชี้มาทางผมด้วย มันส่งเสียงมาได้ไงวะ!   ถึงจะสั่งมาอย่างนั้นก็เถอะ แต่ความเร็วที่พุ่งเข้ามาไม่ใช่เล่นเลยนะเว้ย บึ้ก! โอร้กกกกก!!!

        “อะ ไอ้บ้าเอ๊ย!”     ผมโดนมันอัดเข้าเต็มๆ เล่นเอาหมดแรงจะตั้งหลักจนปืนที่กำแน่นหลุดหายไปในเงามืด มันจ่อปืนกระทุ้งพุงผม แล้วบิดตัวหมุนร่างให้ผมหันหลังใส่ชายชุดดำ โดยที่ปืนจี้ติดท้องผม แล้วยังเสียงหวีดที่ผ่านลำไส้ไปรูหูนี่อีก!   แม่งกะยิงทะลวงกูเลยนี่หว่า!!!

        ‘ยกแขนขวาขึ้นเร็วเข้า!!!’     เสียงแอนธอน!

     ยกแขนขวาาาาาา! เป้ง! เปรี้ยงงง!   โอ้วววว ครั้งนี้เผ็ดร้อนกว่าเดิมอีก กระสุนถูกส่งเข้าปะทะตัวปืนที่จ่อท้องผมผ่านทางช่องว่างแขนขวาที่ยกขึ้นจนลำกล้องเปลี่ยนทิศ แต่ลำแสงก็ยังลั่นออกเฉียดท้องผมจนเห็นชุดขาวไหม้ดำไปเป็นแถบ   ไอ้บ้าข้างหน้าผมยังคงเหนือชั้น มันเตะชายโครงขวาผมจนลอยถอยไปทางชายชุดดำ แล้วเปิดตูดติดบูสต์พุ่งไปทางที่ผมเคยแอบทันที แต่ทว่าจากที่ผมควรจะชนกับเขา เขากลับใช้ร่างผมเป็นแท่นเหยียบกลางอากาศดีดตัวเองขึ้นเพดาน แล้วกดขาถีบย้ำดันตัวพุ่งไปทาง PA นั่น แล้วขว้างมีดจากแขนซ้ายเข้าปักกลางบูสเตอร์ของมันจนพังควันพุ่ง!

     และมันก็ไม่มีโอกาสหันกลับมาอีก ควันจางๆ ลอยเป็นทรงกลมออกจากปากกระบอกปืนไกด์โหด แอนธอนปิดเกมส์อีกครั้ง... ว่าแต่ศัตรูร่วมแปดตัวชะงักแค่ไม่กี่วิพวกพี่เก็บหมดได้ยังไงกัน มันใช่คนกันรึเปล่าเนี่ยไอ้พวกนี้!

        ‘ก็ไม่ใช่น่ะสิ..ถ้าหมายถึงคนธรรมดาล่ะนะ’     แน๊! มันยังจะโทรเลขมาตอบ!



        “ดูเหมือนจะปลอดปลวกแล้วล่ะ ไอ้พวกนี้มันกัดเจ็บดีจริงๆ เลย”

     เสียงนี่เป็นของชายชุดดำนั่น เงามืดทำให้มองไม่เห็นอะไรซักอย่าง ถ้าไม่ได้เกาะติดแม่เขียวเสวยไว้ผมคงหลงเลยป้ายไปคนเดียว   ผมหันไปมองนายชุดดำนั่นถึงไม่เห็นหน้าแต่ลักษณะกับบรรยากาศมันคุ้นๆ ยังไงก็ไม่รู้...

        “ถึงแล้วค่ะ”     แอนธอนยืนหน้าประตูแบบบ้านๆ เหมือนห้องที่ผ่านๆ มา มีเพียงช่องรูดบัตรกับแป้นรหัสธรรมด๊าธรรมดา

        “ไม่มีระบบไฟ ฉันจะใช้ระเบิดที่ยึดมาเมื่อกี๊เจาะเข้าไปค่ะ”

        “ไม่ต้อง ฉันจัดการเองถาวรกว่า”     เสียงอันคุ้นหูแบบสุดๆ นายดำมืดวางมือซ้ายดำปึ้ดลงบนประตูแล้วก็ แปร๊ะๆๆๆ ไฟฟ้าแล่นขึ้นมาแปลบหนึ่ง

     ประตูก็เลื่อนเปิดออกเหมือนกับการทำงานตามปกติของมัน ไม่ใช่แค่ประตูแต่ภายในห้องก็มีแสงไฟสว่างจ้าที่โหยหามานานของหลอดนีออนด้วย ที่สำคัญเลยสายลงรุนแรงที่ตีอัดเข้าจนเกือบปลิวไปนี่อีก...

        “มีอากาศ?”     ไม่ใช่คนจริงๆ สินะครับคุณพี่ แค่พี่ไม่ใส่ชุดอวกาศกลางสุญญากาศน้องก็งงจนทำอะไรไม่ถูกแล้วครับ... นี่มันอะไรกันโว้ย!!!



     ในห้องที่โล่งสนิทมีเพียงผนังขาวผ่องเหมือนห้องอื่นๆ สายลมอันรุนแรงก็หยุดพร้อมประตูที่ปิดลง   เน็คไทสีม่วงอ่อนพลิ้วไหวค่อยๆ อ่อนยวบลงเข้าที่ แอนธอนเปิดหมวกออกเป็นสัญญานว่าหายใจได้ในทันที ทีนี้เมื่อผมลองมองหน้าพี่สูทดำชัดๆ แล้วก็พบว่า!!!

        “พี่ชายที่เจอก่อนขึ้นลิฟต์นี่!? บ้าน่า!!!”

        “อ้าว! ไอ้หนูที่โดนฉันอำไปนี่หว่า ฮะฮะฮะ ลิฟต์มันกลมเนอะ”     เขาย่อเข่าชี้หน้าผมด้วยใบหน้ากวนๆ แล้วหันหน้ากลับอารมณ์ไปทางแอนธอนแล้วพูดเชิงปัดอะไรซักอย่าง

        “เอ้า เอาของที่ซ่อนไว้ออกมาซิ รู้อยู่ว่ามีเรื่องอยากจะถามแต่ไม่มีเวลาขนาดนั้น...”

     แต่ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าชัดเจน เสียงที่แว่วมาตอนเรายืนแกร่วหลังโดนแอนธอนทิ้งกับเสียงของคนเมื่อ 6 ปีก่อนมันเป๊ะกับเสียงเขามาก ตอนก่อนขึ้นลิฟต์รีบๆ เลยไม่สังเกตุ แล้วยังพลังที่แขนซ้ายนั่นอีกพอดูดีๆ เขาใส่ถุงมือดำข้าเดียวอีกข้างมันมืดสนิทของมันอยู่แล้ว เอาเป็นว่า

        “ผมมีเรื่องอยากถามคุณแค่เรื่องเดียว”

        “ถ้าเรื่องที่ได้ยินเสียงฉันมันคือโทรจิตน่ะ ที่เหลือละไว้”     แอนธอนชิงตอบ ผมก็พอเข้าใจแล้วถึงความอลังแต่ทว่า

        “ผมมีเรื่องจะถามพี่นักธุรกิจนี่ต่างหาก เมื่อกี้นี้เสียงคุณ เอ๊ยไม่สิ เอาให้ตรงกว่าเลย 6 ปีก่อนตอนสงครามระอุที่ไทย...”

        “ฉันชื่อพิชิต กำชัยพล เมื่อ 6 ปีก่อนฉันไปเยี่ยมอนุสาวรีย์สหายที่คิวบาไม่ได้อยู่ไทย... ฟังให้ดีนะ พลังของฉันไม่ได้สะดวกอะไรมากมายน่าจะเห็นตอนติดแหงกกันเมื่อกี้แล้ว รีบเอาของออกมาแล้วเผ่นกันก่อน”

     ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่เพียงช่วงที่พูดถึงเรื่อง 6 ปีก่อน สายตาที่เขามองผมมันแปลกๆ เหมือนกับโล่งใจที่เห็นผมอีกครั้ง คิดไปเองมั้ง? ว่าแต่อนุสาวรีย์สหายที่คิวบานี่มันไผกันละวา   เวลาเดียวกันนั้นแอนธอนเดินไปหยุดที่ผนังฝั่งตรงข้ามประตู เธอยกนิ้วจิ้มๆ ลงบนพื้นผิวขาวนวลว่างเปล่า เสียงปี้บดังขึ้น 3 ครั้งเป็นสัญญานของ... โอ้แม่เจ้าโว้ย!

        “นี่มัน...ช่างสุดยอดยิ่งใหญ่! จะได้กลับไปกินเนื้อซะที อะไรดีล่ะก๋วยเตี๋ยวเนื้อดีมั้ย?”

     พี่นักธุรกิจหน้าหนวดพูดติดตลกตบไหล่ผมที่ยืนตะลึง ยังงี้นี่เองที่ว่าห้อง รปภ. ไม่ใช่คนในไม่มีทางรู้ ผมยังคิดย้อนไปตอนเข้าปะทะกับศัตรูถ้ามันกรูกันเข้ามาด้วยอุปกรณ์เหนือชั้นที่อยู่ตรงหน้าผมนี่คงไม่รอดร้อยเปอร์เซ็นต์

        “PA ใช้ในอวกาศขนาดเล็ก แต่กลับติดเกราะแม่เหล็กไฟฟ้าดีดตัวไว้จนทั่ว... ถ้าพวกที่บุกมามันมีไอ้นี่เราคงยิงไม่เข้า”

     อาวุธยุทโธปกรณ์มากมายทั้งโล่หน้าตาแปลกๆ กับท่อยิงมิซไซล์ติดไหล่โผล่มาข้างหลังผนังที่เลื่อนลง PA พร้อมรบเต็มสูบ 8 เครื่อง กับอาวุธที่ถล่มกองร้อยได้สบายๆ นี่มันไม่น่าจะใช่ของที่ รปภ. เขาใช้กันเลยนะ

        “น่าเสียดายที่ไม่มีใครมาเอาไปใช้ทัน ไม่งั้นคงพอต้านได้”     แอนธอนพูดพลางถอดชุดออกจนหมด เฮ้ย! แก้ผ้ากันเลยเรอะ!?

     แม้แต่เสื้อในก็ถอด ถึงจะหันหลังให้ก็เถอะ! โอว เนินขาวๆ ที่แพลมออกมาครึ่งนึงนั่นมันอะไรหว่า

        “มัวช้าอะไรอยู่เล่า ถอดชุดซะแล้วใส่ไอ้นี่”

     คุณพี่ผู้พิชิตดึงจุดสนใจของผมกลับไปหาเขาที่..ที่ถอดชุดสูทออกจนเกลี้ยงแล้วกำลังสวมชุดอะไรบางอย่างอยู่ พอดูดีๆ แล้วมันเป็นชุดยางรัดรูปฟิตเข้าลำตัว เขายื่นให้ผมด้วยตัวนึง

        “หา? ถอดเลยเหรอเพ่!”

        “ไม่ถอดแล้วจะใส่ยังไงล่ะฟะ ดูโน่นแม่มรกตใส่เสร็จแล้วเห็นมั้ย มัวชักช้าอดดูของดีเลยเป็นไง”

     แอนธอนสวม PA เสร็จเป็นที่เรียบร้อย เธอกำลังง่วนอยู่กับอุปกรณ์มากมายก่ายกอง ดูท่าทางคงอยากขนไปให้หมดเลยนะนั่น   เฮะ หมอนี่เรียกแม่มรกตเหรอ เข้าใจเรียกแฮะ แต่ทำไมไม่โวยใส่วะ ทีตอนเราจะเอากระสุนยัดปาก

     ไม่ถึง 10 นาทีผมก็สวม PA เสร็จ ความรู้สึกตอนแรกมันอึดอัดนิดหน่อย แล้วซักพักตัวชุดมันก็ปรับขนาดให้เข้ากับร่างผม ยังกับไม่ได้สวมเกราะอยู่เลย จอภาพภายในหมวกใช้ระบบสั่งการด้วยสายตา บูสเตอร์เองก็ใช้เสียงสั่งได้ แถมพอขยับเร็วๆ ช่องลมตรงไหล่กับตรงแข้งก็ช่วยขับดันจนเร็วกว่าปกติอีกต่างหาก ตัวเบาโหวงเลย!

        “เออ จริงสิแกชื่อสมหวังใช่มั้ย เด็กผู้หญิงที่มาด้วยกันก่อนขึ้นลิฟต์ร้องแรกแหกกระเซิงหาแกใหญ่เลย แลวก็ไอ้เด็กผู้ชายอีกคนด้วยนั่นพวกเพื่อนแกสินะ... ฉันช่วยพวกนั้นออกไปแล้ว”

     พวกเราเหรอ ช่วยออกไปแล้วเหรอ ทำได้ยังไง?

        “หึหึหึ ไอ้นี่แปลกแฮะ แทนที่จะดีใจดันคิดว่าทำได้ยังไง หน้าแกมันฟ้องไม่ร้องออกมาก็รู้ เอาเป็นว่า...ไม่สิต้องบอกเธอคนนี้สิ”

     เขาหันไปทางแอนธอนแล้วยื่นอะไรบางอย่างให้ รูปร่างคล้ายๆ แฟลชไดรฟ์

        “เราต้องแยกกันไป สาเหตุไม่ต้องถามแต่พวกมันทั้งหมดพลิกโลกล่าฉัน ถ้าพวกเธออยากรอดก็ไปให้ถึงจุดที่ระบุในนี้ เวลาคือหลังจากนี้ 40 นาที ไม่ขาดไม่เกิน อ้อ อีกอย่างนึง SA017 แค่นี้แหละ”

        “นี่คุณ... ไม่สิ อีก 40 นาทีสินะคะ ฉันจะไปให้ทัน”



     พวกเราแยกทางกันหน้าห้องนั้นเลย ผมกับแอนธอนหักออกนอกลิฟต์ไปยังเขตรางรถไฟซึ่งเป็นชั้นนอกสุด ถัดไปก็เป็นอวกาศแล้วแต่เจาะรูออกไปไม่ได้มันหนาจัด   ตามปกติจะมีไฟฟ้าวิ่งอยู่ตลอดรางต้องขอบคุณระบบที่ล่มจริงๆ ส่วนแผนการก็สั้นๆ ง่ายๆ ลงไปตามทางนี้เรื่อยๆ แค่นั้น ซึ่งที่ชั้นล่างลงไปหลายร้อยเมตรพวกเราเห็นวัตถุแปลกปลอมขนาดมหึมาสีขาวมัวตอกทะลุจากชั้นนอกเข้ามาปักคาหอ แอนธอนสบถออกมาว่า “False Angel” ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เธอบอกว่าเป็นยานอวกาศชั้นบัญชาการสมัยสงคราม ที่เห็นนั่นคือส่วนหนึ่งของปากกระบอกปืนมันยิงเจาะเข้ามาแบบกระชั้นชิดกำแพงเลยเอาไม่อยู่... ปากกระบอกปืนอะไรวะใหญ่ยังกับถนนสองเลน?

        “ตามล่าคนๆ เดียวทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ เว่อเกินไปจนหลุดจักรวาลเลยนะครับ”

        “ผู้ชายคนนั้นไม่ธรรมดา เป็นคนที่ไม่สมควรมีตัวตนที่สุดในสายตาของเซนต์ลูเซียน... เอ๋อ พูดไปเธอก็ไม่รู้นี่นะ”

     จริงของเธอคุณเซนต์ลูเซียนที่ว่านี่คงเป็นเจ้าพ่อระดับเดียวกับพระเจ้าแหงๆ ถึงได้ขนของแบบนี้มาล่า ไม่สิผู้ชายคนนั้นต่างหากที่ระดับพระเจ้าจนต้องขนของระห่ำกำลังพลมาล่าให้ตายกันไปข้างแบบนี้

        “ลงไปตรงๆ ไม่ได้แล้วล่ะ เดี๋ยววนอ้อมไปอีกฟากเอาแล้วกัน จิตมุ่งร้ายส่วนใหญ่ไปรวมอยู่ใกล้ๆ กับจิตของผู้ชายคนนั้นแล้วยังลดจำนวนลงเรื่อยๆ พวกมันคงไปจากชั้นนี้หมดแล้ว”

     ไปรวมอยู่กับพี่พิชิตคนนั้นน่ะเหรอ ที่ลดจำนวนลงไปด้วยนี่คงโดนเชือดทิ้งแหงแซะเพราะตอนแยกกันเขาเลือกไปแต่อาวุธประชิดตัวทั้งนั้น ผิดกับพวกผมที่ขนมากระทั่งท่อยิงมิสไซล์หลายลำกล้อง แอนธอนยังถือโล่กันอาวุธเลเซอร์มาอีกด้วย

        “คุณสัมผัสได้ไกลสุดแค่ไหนเหรอ? ว่าแต่ไอ้ชุด PA นี่มันมีฟังก์ชันแปลกๆ เยอะจังนะมีกระทั่งเกมตกยุคอย่างเททริส”

        “ไกลสุดก็ประมาณ 300 เมตรไม่แน่ไม่นอนนักหรอกนะแค่ลางๆ ส่วนไอ้เททริสน่ะไม่ได้มีไว้เล่นๆ นะ มันเป็นการฝึกใช้ระบบสั่งการด้วยสายตา ลองดูดีๆ มีอีกเกมที่ยากกว่าด้วยที่ชื่อ Clikr(คลิกเกอร์) น่ะ อันนั้นโคตรยากเลย พวกนี้เป็นพื้นฐานในแบบเรียน PA เลยนะ ช่วงนี้ทางยังโล่งลองฝึกดูแล้วกัน”     เธอพูดทำเสียงใสๆ เหมือนเด็กน้อยที่ได้ของเล่นใหม่

     มันใช้เกมหน้าตาน่ารักน่าหยิกแบบนี้มาฝึกทหารให้ไปฆ่าคนเหรอวะเนี่ย! ผมลองเปิดคลิกเกอร์เล่นดูภาพหวานแหววกับเพลงประกอบแบบเกมสำหรับเด็กระบบก็แค่ลบบล็อคสีเล็กๆ ที่เกะกะออกให้สีอื่นเรียงกันเป็นสี่เหลี่ยมใหญ่ขึ้นแล้วลบมันทิ้งอีกจะได้คะแนน เหมือนเกมพัซเซิลทั่วไป แต่พอต้องคุมด้วยสายตานี่มันยากสุดๆ เลยแฮะ ทั้งพลิกไปมาทั้งคอยลบบล็อคให้ทันเวลาที่จำกัด โอย..มึน หืม? อยู่ดีๆ แอนธอนก็จับข้อมือผมไว้

        “มันยังไม่เห็นเรา ฉันจะบุกตรงเข้าไปจากนั้นใช้มิสไซล์ล็อคศัตรูให้เยอะที่สุดยิงแล้วปลดทิ้งไปเลย”

     เจอศัตรูอีกแล้วเรอะ ทั้งๆ ที่อีกนิดเดียวจะเล่นจบด่านแรก..เอ๊ย! จะหลบมุมผ่านใอ้ปืนใหญ่เนโออาร์มสตรองไซโคลนเจ็ตอาร์มสตรองบ้านั่นได้แล้วเนี่ยนะ!

     ผมยังไม่เห็นวี่แววศัตรูเลย ส่วนแอนธอนเธอบูสต์ไล่ไปกับขอบหอนำหน้าผมไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องขึ้นไปข้างบนไม่ก็ลงข้างล่างของเธอ... ลงล่างแล้วกัน ผมเปิดบูสต์เบาๆ ดิ่งลงใต้เท้าเธอแบบกลับหัวกันหรือก็คือผมบินขึ้นในทิศของผมนั่นแหละ   ไม่ถึง 3 วินาทีก็..เห็นแล้ว!!

        “6 ตัวเหรอ มีอีกรึเปล่านะ... เอาล่ะขั้นแรก..เรียกใช้มิสไซล์”

     ผมเข้าหลบหลังซอกเล็กๆ เลียดหอ สัมผัสได้บริเวณไหล่มีเสียงกริ้กขึ้นพร้อมกับที่ปากลำกล้องเปิดออก ที่จอภาพระบบจับเป้าศัตรูเป็นกรอบสีแดง ส่วนตัวล็อคเลเซอร์ของแต่ละหัวรบกำลังไล่เข้าล็อค ปิ้บ 1 ปิ้บ 2 ปิ้บ... อื๋อ? เหมือนมันหันมาทางเรา... เฮ้ยมันรู้ตัวแล้ว!!!

        “จริงสิมันตรวจจับระบบล็อคเลเซอร์ได้!”

     มันหันมายิงใส่ผมทันที! ลำแสงวาบหนึ่งเฉียดเกราะส่วนแขนไปเลย นั่นทำให้ผมหมดตัวเลือก!

        “ยิงได้!”     ฮึ่ม ล็อคออกไปได้สี่ลูกจากเก้า     “ปลดมิสไซล์!”

     ท่อปล่อยมิสไซล์หลุดจากไหล่ จรวดสี่ลูกพุ่งฉวัดเฉวียนหมุนเวียนเข้าไปหามัน ผมจุดบูสเตอร์บินขึ้นหนีมันลงไปข้างล่าง มิสไซล์เข้ากลางเป้าเต็มๆ 2 ตัว ล่อซะกระจุย ส่วนอีกสองลูกมันยิงทิ้งทัน พวกมันยังตามยิงไม่ลดละ ผมอาศัยโยกหลบแล้วเปิดบูสต์สุดตัวเอา แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นทำเอากะโหลกสั่นมันเร็วมากจนคุมแทบไม่ทัน!

        ‘ทำอะไรน่ะ นายออกนอกระยะสนับสนุนแล้วนะ!’     เสียงแอนธอนดังเข้ามา!?

        “ผมคุมไม่ทัน ช่วยด้วย โว้ย! จะตามยิงกูอีกนานมั้ย อ้ะ!”

     บรึม! อ้าก!!! ร้อนชิบหาย ความร้อนแผ่ซ่านเข้ามาทางไหล่ขวา ร่างกายผมเสียสมดุลจนบูสต์หันมั่วลำตัวซ้ายพุ่งเข้ากระแทกติดกับกำแพงส่วนรอบนอกของหอ!

        “อั่ก! โดนเข้าให้แล้ว!!! แขนไหม้แล้ว อ้ากกกก!!”

        ‘ใจเย็นไว้มันยิงโดนเกราะแม่เหล็กพอดี แขนนายยังอยู่!’

     อยู่แต่ร้อนบรรลัยอย่างนี้จะไปขยับยังไงไหว อึ๊! จริงสิ ที่ข้างเอวของชุดมีสลิงสำหรับยึดเกี่ยว กำแพงส่วนรอบนอกห่างจากส่วนในแค่ 5 เมตรกว่ามันจะเข้าระยะหวังผลก็หลายวิ จะตายก็ขอไว้ลายก่อนล่ะวะ!

        “สลิงขวา! ล็อค!!”     ผมไล่สายตาไปตรงมุมบนขวาจากกลุ่มของพวกมัน กำแพงรอบนอกตรงนั้นมีราวเหล็กอยู่

     แอนธอนตามยิงสมทบผมแต่มันพลาดไปซะหมด เธอมีแค่ปืนเลเซอร์ยิงต่อเนื่องก็ไม่ได้ ถึงจะพกโล่มากันต้านลำแสงได้แต่แรงถีบก็ดันเธอออกไปโดนรุมแบบนี้เธอคงไม่รอด อีกตัวหนึ่งไม่หันไปร่วมวงกินโต๊ะกลับตามมาซ้ำผม  ฉันต้องทำ ทำอะไรซักอย่างแล้ว!!!

        “ยิงสลิง”     แผ่นเหล็กติดลวดที่ข้างเอวติดไฟพุ่งไปยังจุดที่ผมคาดหวัง แต่มันไม่ไปติดพันกับราวเหล็กกลับกันมันอ้าปากออกงับเจาะฝังเข้าไปในเนื้อเหล็ก ก็ยังดีล่ะวะ!

     มันดึงตัวผมตรงไปยังจุดนั้นหลบเลเซอร์ที่ยิงไล่หลังไปแบบหวุดหวิด สลิงพับเก็บเข้าที่เดิมตามด้วยถีบตัวขึ้นติดบูสเตอร์ แขนขวาเริ่มชาแล้ว แต่ยังพอกระดิกนิ้วได้ดีที่ตัวชุดมีระบบช่วยเล็ง ผมใช้แขนซ้ายประคองปากลำกล้องให้เป้าแสดงทิศทางที่เล็งบนจอภาพมันเบนไปทางศัตรูที่อยู่ในกรอบสีแดงแล้วยิง!

     ตัวที่ผมตั้งใจเล็งหลบไปได้ แต่ทว่าไอ้ข้างหลังโดนเข้าเต็มๆ ดับไป เหลือสามตัวล่ะ   แอนธอนถูกยิงต้อนเข้ามุมชิดกับรางรถตรงจุดที่ผมปลดอาวุธไว้ ดีล่ะ!

     ไอ้ตัวที่ไล่ยิงพอหลบพลาดเพื่อนตายมันสะดุดหยุดไปชั่วขณะ ผมรีบบูสต์ฉากออกไปทำท่าเหมือนจะหนีทันที เปิดตูดโล่งเต็มที่จนไอ้ตัวที่ไล่ยิงลังเลแล้วหันไปสมทบยิงแอนธอนที่ติดพัน

        “อย่าพึ่งออกไปจากจุดนั้นนะแม่เขียวเสวย อาจจะรุนแรงไปบ้าง!”

     ต้องขอบคุณระบบช่วยเล็งกับความเร็วของกระสุนลำแสง มันทำให้คนแขนเดี้ยงอย่างผมเล็งได้อย่างแม่นยำ ผมไม่ได้เล็ง PA พวกนั้น เพราะถ้าใช้ระบบช่วยล็อคพวกมันจะจับสัญญานว่าโดนล็อคได้เหมือนตอนมิสไซล์ ที่ล็อคไปน่ะสหายเก่าต่างหาก...

     เปรี้ยง! ลำแสงแดงแวบขึ้นเล็กน้อยพอติดตา ปลายของมันจรดเข้ากับเป้าหมายผ่านช่องว่างระหวางผู้ไล่แล้วจึง ตูม! น่าจะดังตูมนะ พอดีตัวไม่ติดพื้นผิวด้วยสิเห็นแค่ลูกไฟลูกใหญ่ระเบิดออกมาเท่านั้น เป้าที่ผมยิงใส่ไปก็คือชุดมิสไซล์ที่ปลดไปนั่นเอง อุตส่าห์เหลือกระสุนตั้ง 5 ลูกทิ้งไว้เสียดายแย่

     แอนธอนยกโล่ขึ้นกันระบบของโล่ช่วยต้านทำให้ให้เธอไม่โดนกลืนเข้าไปในกองไฟผิดกับผู้เคราะห์ร้ายรายที่ไล่มา มันถูกกลืนเข้าไปเลยเต็มๆ 1 ตัว ส่วนอีกตัวปลิวอัดกับตัวหอ แอนธอนอาศัยโอกาสนั้นหย่อนระเบิดมือลงไปอีกลูกแล้วอาศัยแรงส่งจากดวงไฟที่สองพุ่งตรงมาทางผม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า...

        ‘สลายตัวเร็ว มันมีมาสมทบอีกร่วม 5 ตัว!’

     เธอพุ่งตัวนำผมลงไปข้างล่าง พุ่งไปอย่างมั่นใจแบบนี้ต้องมีอะ...ไอ้นั่นมัน! รถไฟนี่หว่า   ผมจุดบูสต์เต็มที่ตามเธอไป ความรู้สึกยังกับบิดมอไซจนมิดนี่มันช่างเร้าใจเสียเหลือเกิน
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #32 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 07:41:04 PM »

        “ยกเลิกระงับการสื่อสาร เบรคเป็นใช่มั้ย?”     เสียงของแอนธอน คราวนี้มันดังมาจากระบบสื่อสารปกติไม่ใช่จี้ดเข้าสมอง

        “เป็นครับ!”     พูดงั้นแสดงว่าให้หยุดเมื่อถึงรถไฟ งั้นก็หยุดเลย   ผมอาศัยช่วงขาเหวี่ยงทั้งร่างไปทิศตรงข้าม ท่อขับดันหลังน่องเสริมให้ต้านแรงดันจากบูสเตอร์กำลังสูงได้ พอกลับทิศปุ้บก็ลดแรงส่งบูสเตอร์ลง และมันก็หยุดตรงด้านข้างรถไฟส่วนหลังสุดเกือบหัวขบวนด้านท้ายพอดี

     แม่เขียวเสวยชักดาบคลื่นความร้อนสูงออกมาปักมันลงไปที่ด้านข้างตัวรถ ตามด้วยกรีดมันไปคงพยายามเจาะรูเข้าไปเพราะประตูมันอยู่เลยไปอีกหนึ่งโบกี้ ไม่มีคำถามไดๆ ผุดขึ้นในใจผมคว้าดาบตัวเองกดลงอีกทางช่วยเธอผ่าทันที

     เราเจาะเปิดเข้าไป แอนธอนเดินไปที่แผงควบคุมท้ายขบวนนี่คือเหตุผลที่เข้าทางนี้นั่นเอง เธอเปิดไฟที่ตัวรถและทั้งขบวนก็เริ่มส่งเสียง มันคงมีระบบไฟสำรองเผื่ออุบัติเหตุสินะ งั้นก็ต้องลงไปได้แน่ด้วยไอ้นี่แต่...

        “เฮ้ย! คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่ามันเร็วเกินไปน่ะ!”

        “แล้วก่อนเทียบท่ามันเร่งแรงนักรึไง มันปรับความเร็วได้เฟ้ย! แกนี่คิดเรื่องอื่นละเหนือชั้น แต่ไอ้เรื่องปรับระดับได้นี่บ้องตื้นชะมัด”

     โห คุณเธอด่าเราย้อนกลับไปได้ถึงเรื่องปืนเลยแฮะ กึง! ตัวผมอัดติดกับท้ายขบวนโดยไม่ได้นัดหมาย!

        “คนมันแรงต่างหากเล่า ไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อย!”     พอสังเกตุดูดีๆ ยัยมะม่วงเน่านี่เกาะขอบสบายเฉิบไม่บอกกันเลยว่าออกตัวแล้ว ล่อซะแขนขวาเจ็บหนักกว่าเดิม



     ลงมาได้ซักพักแล้วไม่มีวี่แววศัตรูเลย ก็นะ... ถึงจะเร็วไม่ขนาดที่อัดตัวเราจนเละ แต่ก็แรงขนาดที่ PA ติดอาวุธบ้านๆ พวกนั้นตามไม่ทัน ทว่าเราสองก็พาลขยับไม่ได้ไปด้วย ผมเห็นแม่เขียวเสวยเปิดบูสเตอร์เอาไว้เล็กๆ ผมจึงลองบ้างซึ่งมันก็ใช้ได้ดี แรงเฉื่อยที่เกิดขึ้นช่วยประคองไม่ให้ความเร็วสูงส่งตัวผมไปอัดเล่นได้ง่ายๆ   แอนธอนหันมามองผมแล้วพูดด้วยเสียงหวานเจื้อยแจ้ว

        “ฉันมองคนไม่ผิดเลยแฮะ การสังเกตุ ประมวลผล แล้วลงมือทำของนายมันไม่ธรรมดาจริงๆ อัจฉริยะชัดๆ ที่กล้าพูดก็เพราะสังเกตุตั้งแต่ตอนที่...”     ฉับพลันเสียงของเธอกลับกลายเป็นของฆาตกรเมื่อ     “...แกหลอกซุกหน้าอกฉัน”

     ยังจะเคืองอีกเหรอว้า!? นี่ตกลงจะชมกันแบบเต็มที่ไม่ได้ใช่มั้ยคนดี!   เธอยังคงพูดต่อ...

        “ไม่สิตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว ที่นายห้ามไม่ให้เพื่อนพูดเรื่องสีผมของฉัน ถึงหน้าตาจะห่วยปากเฮงซวยไปหน่อยแต่สมองไม่เป็นรองใครจริงๆ เริ่มจะชอบหน้านายขึ้นมาบ้างซะแล้ว”

     โว้ยชมอย่างเดียวสิวะ! อะไรวะ ไม่ให้ล้อปมด้อยตัวเองแต่ตัวเองดันมาลั่นปมด้อยชาวบ้านเขาพล่อยๆ เลยเนี่ยนะเฮ้ย! แต่ไอ้คำว่า ‘เริ่มจะชอบ’ นี่สิ อืม... หัวใจมันเต้นระทึกเลยนะเนี่ย ทั้งชีวิตที่ผ่านมาพึ่งจะมีผู้หญิงบอกว่าชอบก็วันนี้!!! ถึงจะแค่ ‘เริ่มจะ’ ก็เถอะ...

        “เอ่อ เวลาเหลืออีกกี่นาทีครับ”     ผมฉายภาพจุดนัดพบขึ้นบนจอ สุดขอบหอคอยชั้นที่ 40 จากผิวดิน นับว่าไกลจากจุดที่เราอยู่พอดู

        “27 นาที ถ้ารถไฟไปได้สะดวกก็คงถึงใน 10 นาที... ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าผู้ชายคนนั้นทำได้ฉันก็ต้องทำได้”

     น้ำเสียงของเธอมั่นคงอย่างบอกไม่ถูก ผมไม่รู้ว่าเธอไปพกความมั่นใจมาจากไหน แต่มันเหมือนว่าเธอไม่กลัวตายมากกว่า แอนธอนยังคงบ่น ออกมาผ่านระบบสื่อสาร

        “ข้อเสียของนายมีอยู่อย่างเดียวคือในบางครั้งนายยังขาดความมั่นใจอยู่ จำคำฉันไว้ ถ้ามั่นใจซะอย่างหวังอะไรเดี๋ยวก็ต้องได้เชื่อสิ...”

     ปี้บ! ปี้บ! ปี้บ! เสียงแจ้งเตือนกับแถบสีแดงกระพริบที่มุมจอ แอนธอนผละมือเข้าคว้าแขนผมกระชากตัวดีดออกไปทางรูที่เจาะเข้ามา ไม่มีเวลาให้ตั้งตัวรถไฟก็จมลงไปในกองเพลิงด้านล่าง แต่ที่ทำให้รูขุมขนทั่วตัวลุกชันก็คือ

        “ไอ้เวรเอ้ย! บูสต์เต็มกำลัง!!!”     แอนธอนสบถแล้วกดแรงลงที่แขนผมหนักข้อขึ้น ผมเองก็ติดเครื่องเต็มที่เช่นกัน

     เสาลำแสงสีขาวเคลื่อนไล่หลังเราเข้ามา กองเพลิงลุกท่วมตามเส้นทางที่มันพาดผ่าน! แนวระนาบของมันชันขึ้นเรื่อยๆ ดูราวกับมันเป็นคมดาบที่เหวี่ยงเข้าฟันเราสอง จังหวะที่มันกำลังจะเข้าถึงตัวพวกเรา แอนธอนก็ถีบตัวผมออกไปแล้วเธอล่ะ!

        “แอนธอน!!!”

     ร่างของเธอถูกกลืนไปในลำแสง! ชั่วพริบตาเดียวกันพายุเพลิงขนาดมหึมาก็พัดขึ้นจากรอยฟันโหมเข้ากลืนร่างของผม!

        “มันอะไรกันโว้ยยยยยยยยย!!!”



     มืดไปหมด... ไม่ใช่ๆ เหมือนถูกอะไรบังอยู่มากกว่า จากเส้นร่างต่างๆ ที่แสดงระบบและบอกสถานะบนจอภาพ นั่นหมายความว่า PA ที่ใส่อยู่นี้ยังไม่ต้องส่งเซียงกง   ฮึบ ครึ่กๆๆๆ

     ยังคงไม่มีแสง แต่มันก็เป็นพื้นที่โล่งแล้วล่ะนะ ผมเปิดระบบอินฟราเรดมองไปรอบๆ พูดได้คำเดียวว่า

        “เละเทะ... แล้วแอนธอนล่ะ!”

     ผมพยายามตะกุยช่องทางข้างหน้าออกไป ตอนนี้ผมถูกฝังอยู่ใต้กองปูนและเศษเหล็ก พอลองสังเกตุดูที่ชุดก็พบว่าแผ่นเกราะแม่เหล็กไฟฟ้าหลุดลุ่ย

        “มันก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีแล้วล่ะนะ”     สภาพที่ทั่วร่างเต็มไปด้วยเศษวัสดุทั้งหลายแบบนี้ไม่ตายก็ดีแค่ไหนแล้ว เกราะพวกนั้นคงดีดตัวเข้าปะทะลดแรงกระแทกให้เรา

     ไม่กี่อึดใจผมก็เจาะรูออกไปได้... โพรงมืดสนิทเบื้องล่าง ยังมีไออุ่นกรุ่นควันหลงเหลืออยู่ ส่วนฝั่งตรงข้าม... เข่าไร้ซึ่งเรี่ยวแรง อยากจะร้องไห้แต่น้ำตามันดันแห้ง

        “บ้าเอ๊ย! บัดซบๆๆๆๆ ทั้งที่รอดมาด้วยกันแท้ๆ โว้ยยยยยยยย!”

     ร่องรอยที่ลำแสงบรรลัยกัลป์นั่นเหลือไว้มีเพียงซากของอะไรหลายๆ อย่างล่องลอยไปมาผ่านช่องว่างที่เจาะออกไปถึงอวกาศ แต่กลับไม่มีร่างของเธออยู่เลยแม้แต่เศษเสี้ยว... แต่เดี๋ยวก่อน! ตอนที่เราถูกทิ้งก็เพราะไม่มีใครเห็นตัวเรานี่หว่า สติมาปัญญาเกิดขึ้นทันพลันเลยเรา   เธอต้องยังมีชีวิตอยู่สิ! เกราะที่ใส่ก็แบบเดียวกันแถมมีโล่นั่นอีก อย่างแอนธอนต้องไหวตัวทันอยู่แล้ว...

        ‘เออ ฉันยังไม่ตายอย่างที่นายว่านั่นแหละ แต่ขยับไม่ได้ให้ตายสิ!’

        “เฮ้ยจริงอ่ะ!”     ตายยากจริงๆ พับผ่า กำลังบ่นหาก็มาพอดี!     “ตอนนี้อยู่ไหน?”

        ‘จากตำแหน่งของนายจะเห็นร่องทะลุออกอวกาศข้างหน้า เข้ามาในร่องสังเกตุทางขวา’

     รอช้าอยู่ทำลำไยอะไรล่ะ ไปเลยสิพวก! ผมเข้าไปภายในมันยังอยู่ในสภาพระอุอยู่เลย แล้วอย่างนี้แม่เขียวเสวยของผมจะเป็นยังไงบ้างล่ะเนี่ย อ๊ะ! แสงไฟส่องทอดออกมาจากข้างบน ผมลอยขึ้นไปหาทันทีแล้วก็ได้เห็น... มันเป็นภาพที่ไม่น่าดูซักเท่าไหร่นัก เหมือนอย่างตอนปั้นดินน้ำมันแล้วกดก้อนหินลงไปยังไงยังงั้น เพียงแต่..หินก้อนนั้นมันดันเป็นเธอ

        “บัดซบเอ้ย! เป็นไงมั่ง”     ผมจ่อตัวเข้าประชิดเธอ

        “ละ แล้วเห็นว่า..ฉันอยู่ดีนักเรอะ แฮ่ก...”     เสียงของเธอผิดกับที่โทรจิตเข้ามา มันอ่อยเอื่อยหมดสิ้นเรี่ยวแรง

     เป็นไปตามคาด โล่ที่ละลายหายไปครึ่งหนึ่งเป็นหลักฐานถึงความพยายามเอาตัวรอดของเธอ ร่างกายซีกขวากดฝังลงไปในชั้นของโลหะร้อน ผมชักดาบขึ้นค่อยๆ กร่อนพวกมันออกไป เสียงหวีดร้องจากความเจ็บปวดดังมาเป็นระยะๆ ทุกครั้งที่ผมลากตัวดาบสีฟ้าร้อนผ่าวลงใกล้ตัวเธอ

        “มะม่วงสุก..น่ากินมั้ย ฮิฮิ อ๊าาาา!!!”     อยู่ในสภาพแบบนี้เธอยังจะอุตส่าห์หาเรื่องชวนหัว

        “โอว หวานมันไปถึงแก่นกะโหลกเลย สมกับเป็นเขียวเสวยจริงๆ ทนอีกนิดนึง...”

     ในที่สุดก็ดึงร่างของเธอออกมาจนได้... มันช่าง อึก พูดอะไรไม่ออก   เกราะซีกขวาของเธอแทบจะละลายติดกันเป็นเนื้อเดียว แค่ฝั่งเดียวเท่านั้นมันทำผมสั่นไปถึงทรวงใน หมายความว่าเธอเป็นอัมพาตไปครึ่งตัวแบบผ่ากลาง บูสเตอร์เองก็หลอมเหลวไปแล้ว   เหมือนเธอจะจับความรู้สึกผมได้จึงเริ่มปริปากเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง มันขึ้นต้นด้วยตัว...

        “ท. ทหารต้องอดทนสิ ฉันชอบเพลงของมาลีฮวนน่าก็จริง แต่ไม่อยากได้ยินชื่อเพลงๆ นึงตอนนี้นะ”     ผมชิงพูดขึ้นมาก่อน

        “ฉันไม่รู้จักหรอกมาลีฮวนน่าน่ะ มันชื่อเพลงอะไรล่ะ...”     เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

        “โปรดทิ้งฉันไว้”

     ไม่มีคำพูดใดๆ จากเธออีก ลองหยอดไปซักหน่อยดีกว่า

        “ถึงตาฉันฉุดกระชากเธอบ้างแล้ว อย่าเป็นมะม่วงเปรี้ยวก็แล้วกันมันจะหลุดมือเอา”

        “นุ่มนวลหน่อยนะ เดี๋ยวช้ำแล้วจะไม่น่ากิน”     กับเสียงลมหายใจระเรื่อ

     ตอนเธอสุกนี่หวานอ๋อยซะจนถึงลอยน้ำมดก็ยอมโดดตามเลยเชียวนะ อั๊ยย้ะ!

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 08:05:33 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #33 เมื่อ: มีนาคม 02, 2012, 07:40:50 PM »

     โชคยังเข้าข้างอยู่บ้าง ส่วนเกราะชั้นนอกเท่านั้นที่หลอมติดกันส่วนชั้นในยังคงสภาพเดิม ร่างกายของแอนธอนไม่ถูกกลืนเข้าไปกับตัวชุด แต่จะขุดเธอออกมาทั้งสภาพไร้แรงดันก็ไม่ได้   ตอนนี้เริ่มสัมผัสถึงแรงดึงดูดได้บ้างแล้ว ผมดูแผนที่เหลืออีกไม่กี่เมตรก็จะเลยชั้นบรรยากาศแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยเริ่มลงมือแล้วกัน แต่อนิจจา...

     เปรี้ยง! ชะเฮ้ย!

        “เฉียดหน้าไปเลยบ้าเอ๊ย!”

     ปืนเหลืออยู่กระบอกเดียว แอนธอนก็ขยับไม่ได้ แรงดึงดูดก็ทำให้ลอยไปลอยมาไม่ได้แล้ว แค่เคลื่อนไหวหลบตามที่กำบังก็เหนื่อยแทบคลั่ง!   เรายังอยู่บริเวณรอบนอกติดกับรางรถไฟ ไปต่อไม่ได้สักทีมีแต่ก้างขวางทาง   เลยไปช่องทางเดินข้างหน้าข้าศึก 2 ตัวตั้งหลักยิงเราอยู่ มันพยายามใช้ระเบิดแล้วแต่ผมแน่พอที่จะขว้างมันกลับไป

        “หวัง..ถึงไม่อยากให้ฉันพูดแต่มันคงไม่ไหวแล้วล่ะ”

        “ขอเถอะว่ะ! นี่ไม่ใช่หนังน้ำเน่านะจะได้มาพ่นคำพวกนี้ออกมา!”

     ผมตอกกลับย้ำความตั้งใจให้เธอฟัง กว่าจะหิ้วเธอมาถึงชั้นนี้ได้มันไม่ง่ายเหมือนหิ้วมะม่วงนะเว้ย! อีกอย่างถ้าไม่เจอเธอเราคงไม่แคล้วตายไปก่อนจะได้เข้าใจตัวเองนานแล้ว ใครจะไปยอมวะ! ผ่านชีวิตมา 18 ปีมีวันนี้แหละที่ทำตัวสมความสามารถของตัวเอง สำหรับคนที่เหลวเป๋วไม่เคยโฮ้ปเวลอย่างเรา ก็แค่อยากจะให้ใครสักคน...

        “ตั้งความหวังไว้ที่ฉันบ้างสิ!”

     ไปข้างหน้าไม่ได้ ใช้ข้างหลังแทนก็แล้วกัน!   ผมลากร่างของแอนธอนหมุนกลับไปทางที่เราเจาะเข้ามา ในสภาพที่แรงดึงดูดน้อยอบ่างนี้ก็เข้าทีล่ะ ก่อนไปก็หย่อนระเบิดลูกสุดท้ายไว้ทักทายมันหน่อยแล้วกัน!   ผมอุ้มแอนธอนออกไปที่ส่วนรางรถไฟ ตอนนี้ไม่เหมือนตอนนั้น มันมีแรงดึงให้พวกเราตกลงไป ถ้าไม่ระวังก้าวพลาดอาจตายได้

        “เราจะใช้รถไฟอีกรอบ ขบวนทางซ้ายมือนั่นน่าจะโอเค”

     เวลาก็เหลือน้อยเต็มที ผมกระโจนจุดบูสเตอร์เต็มที่ก้าวกระโดดไปทางรถไฟแล้วเสียงตูมใหญ่ก็ดังไล่หลังมาติดๆ ไม่มีเศษซากของพวกมันติดมาน่าจะไหวตัวทัน แต่ป่านนั้นเราไปไกลแล้ว   เราเข้ามาในรถไฟคันใหม่ ภายในมีลังสินค้าตั้งอยู่บ้างจึงพอมีที่ยืนเกาะเกี่ยวขึ้นไปถึงส่วนควบคุมท้ายขบวน ที่ไม่ไปหัวขบวนเพราะอยู่ในสภาพทิ้งดิ่ง เกิดกระแทกจนสินค้าพวกนี้ถล่มคงล้มทับเราเละ

        “ความเร็วซัก 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคงทนไหวนะ”

     ว่าแล้วก็ออกตัว นั่งบนลังสินค้าได้สะดวกไปอย่าง ความรู้สึกว่าตัวลอยๆ เหมือนร่วงลงไป ผิดกับตอนไม่มีแรงดึงดูดลิบลับ   ผมกอดแอนธอนไว้แน่นไม่ให้เธอตกลงไปแล้วเสียงใสๆ ของเธอก็ดังเข้าหัวผมตรงๆ อีกครั้ง ทั้งที่แค่กระซิบก็ได้ยิน

        ‘อีก 5 นาทีหยุดขบวนรถนะ เราจะลงไปถึงชั้นที่มีอากาศพอดี ถึงตอนนั้นระวังด้วย’

        “เดี๋ยว โทรจิตทำไม? ทำไมไม่พูดออกมาประชิดแค่นี้พูดออกมาก็ได้”

        ‘มองโลกในแง่ดีไปรึเปล่า ฉันไม่ได้ให้นายทิ้งเพราะอยากจะตาย..แต่ฉันกำลังจะตายจริงๆ ต่างหาก’

     เฮ้ย! จู่ๆ พ่นบ้าอะไรออกมาวะเนี่ย บอกมาเลยนะว่ามันเรื่องอะไร!

        ‘ก็พึ่งจะรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง กระดูกทั่วร่างแตกร้าว ส่วนที่โดนเกราะกดไว้ก็มีเลือดไหล เจ็บแทบจะบ้าไม่ช้าฉันคงจะขาดใจ... ยิ่งลงไปก็ยิ่งอันตรายถ้ายังไงก็ปล่อยฉันไว้อย่างนี้แหละ’

     ผมเลือกที่จะไม่ตอบ และเธอก็ไม่พูดอะไรอีก... พอครบ 5 นาทีก็จัดการชะลอรถตามที่เธอสั่ง ศัตรูมันต้องรู้อยู่แล้วว่าเรามาถึง ดังนั้นผมเลือกที่จะเลาะกรอบนอกไปขึ้นลิฟต์ฉุกเฉินทางขวามือ ถ้าใช้มันคงลดแรงกระแทกได้บ้าง แต่ทว่าเมื่อก้าวเท้าออกจากรถก็พบว่า...

        “ไม่เหลืออะไรซักอย่าง มันหายไปไหนหมด”

     ชั้นนอกสุดที่คอยกันส่วนรถไฟออกจากอากาศภายนอก ที่ว่าเอามิซไซล์ลูกบะเอ้งยิงยังไม่เข้ามีร่องรอยถูกเป่าทิ้งไปเป็นแถบๆ ไล่ลงไปจนเกือบถึงชั้นล่างสุด โล่งกว้างไปด้านข้างสุดลูกหูลูกตา ส่วนภายในก็ไม่ค่อยต่าง ราวกับถูกคว้านออกไปเลย ส่วนที่เคยเป็นทางออกไล่ไปจนถึงห้องโถงมันโล่งไปหมด หายไปร่วม 50 ตารางเมตรได้ ยังดีมีที่ยืนและดียิ่งกว่าที่ไม่เจอศัตรูซักตัว... แหงล่ะเจอก็แปลกแล้วบรรลัยซะขนาดนี้

        “ก็ยังมีอากาศล่ะวะ ก่อนอื่นเลยต้องเอาเธอออกมาก่อน ร้อนนิดนะเดี๋ยวมีดไม่คม...”

     ไม่มีคำตอบ ดูเหมือนจะกลายเป็นศพไปแล้ว... เฮ้ยจะบ้าเรอะ!

        “แอนธอน! รอเดี๋ยวนะจะผ่าออกมาเดี๋ยวนี้”

     มีดความร้อนสูงค่อยๆ บรรจงกรีดลงบนเนื้อเหล็ก ผมผ่ากลางชุดเอาจุดที่ไม่หลอมรวมออกไปก่อน แค่นี้ก็ชัดเจน เลือดค่อยๆ หยดลงจากครึ่งที่ฝังอยู่ พอฉีกชุดยางด้านในออกก็เห็นเนื้อตัวฟกช้ำดำเขียวจนทั่ว ผมลงมีดอีกครั้งหั่นเอาอีกส่วนจนออกไปหมด ชุดขาดกระจุยไปครึ่งซีก แผลฉีกขาดเป็นร่องลึกมากๆ แต่ยังมีชีพจรอ่อนๆ อยู่ แค่สลบไป

        “เวรเอ้ย! เอาไงดีวะ... ไปมันทั้งอย่างนี้แหละวะ!”

     ผมถอด PA ของตัวเองที่ใกล้จะหมดสภาพแล้วออก กระชากชุดส่วนลำตัวไปพันแผลเธอไว้ชั่วคราว

        “ก้าวต่อไปสมหวัง ไปให้ถึงฝั่งฝันด้วยพลังของตัวเองให้ได้!”     ฮึกเหิมแล้วว้อย!

     เปิดดูแผนที่จากแฟลชไดรฟ์นั่นอีกครั้ง พอฉายภาพออกมาแล้วก็ทำให้โล่งใจไปได้เปลาะหนึ่ง ไกล้ถึงแล้วเว้ย!   แล้วคราวนี้ไปทางไหนต่อดีล่ะ จะใช้ลิฟต์ดีมั้ยหว่า? เฮอะคิดมากลำบากใจเปล่าๆ ไปมันทางลิฟต์ฉุกเฉินนี่แหละวะ ทางเป็นโพรงโล่งซะขนาดนี้

-ตัวลิฟต์พังแล้วเหลือแค่หลุมลึกลงไป ใช้พลังที่เหลือฝ่าไปให้เร็วที่สุด-

     เฮ้ย! มาอีกแล้วเสียงของไอ้คุณพิชิตนี่หว่า ชัดเลย!   มันเงียบไปแค่นั้นงั้นก็ไปกันเลย ระหว่างทางไม่มีหมามาขวางแม้แต่ตัวเดียว แต่ก็ยังเสียวๆ อยู่ดี ตรงที่แม่คนในอ้อมแขนนี่จะทนไหวรึเปล่านีแหละ!

     เลี้ยวแยกหน้าก็ผ่าเข้าถึงลิฟต์แล้ว... กึงๆๆๆๆๆ เฮ้ยนี่มันเสียงฝีเท้า PA นี่หว่า! ไม่ทันขาดช่วงลมหายใจมันก็โผล่มาตรงหน้าเป๊ะ! กั้นระหว่างผมกับลิฟต์ฉุกเฉินไว้สนิทเลย มันยกปืนขึ้นหมายจะเหนี่ยวไกใส่ไฟเข้ากลางพวกเราทันที

        “จบกันฉันและเธอ!”     โอย ในหัวมีแต่ท่อนฮุคของ In the End

     ถ้าเป็นในหนังตะวันตกพอพูดคำนี้แล้วตัวละครจะค่อยๆ คล้อยตาหลับลง แต่ผมไม่เป็นงั้นสมองมันคอยทำงานกระตุ้นกล้ามเนื้อม่านตารวมทั้งถ่างเปลือกตาอ้าไว้ตลอด.. ไอ้คุณพิชิตเอ๊ย! อย่ามาแต่เสียงสิวะ!

        “หือ ผนังทางซ้ายมันสั่นแปลกๆ โว้ว!!!”

     ตูม! ครึ่กๆๆๆ ต้นไม้งอกทะลวงผนังปูนสอดไส้เหล็กเส้นออกมาอย่างชัดเจน ลำต้นนั่นมองยังไงมันก็ต้นมะม่วง! มันงอกออกมาได้ไงวะเนี่ย?!! เหนือสิ่งอื่นใดตรงส่วนกิ่งก้านมันมีเถาวัลย์งอกออกมา มันเหมือนกับปะทุออกมามากกว่า เถาวัลย์พวกนั้นพุ่งเข้าไปพัวพัน PA ตรงหน้าอย่างอลหม่าน มันคงงงน่าดูถึงกับโบกปัดมั่วซั่วรัวปืนชักดาบฟันอีกต่างหาก แต่ไม่มีผล มันถูกรัดแน่นเอี้ยดจนเกราะแตกเลือดทะลัก!

        “โอ้ว I don’t know why. It doesn’t matter how hard you try. ตายสถานเดียวเว้ย!”

     ไอ้คุณพี่นี่มันไม่ใช่คนจริงๆ ด้วยเว้ยเฮ้ย! ต้นไม้งอกยังกับในมิวสิควิดีโอตอนไมค์แรปช่วงสอง ต้องโอกาสนี้แหละผมอุ้มมะม่วงงอมในอ้อมอกผ่าพวงเลือดที่ห้อยย้อยไปยังรูลิฟต์ ไม่มีตัวลิฟต์เหลือแต่หลุมมืดๆ กว้างราว 15 เมตรเท่านั้น แล้วจะลงไปยังไงวะ!

-ตอนนี้ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรก็สมหวังได้ดั่งใจปราถนา-

     เฮ่ย เฮย เฮ้ย รวมรูปประโยคกับสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว... จะให้กูโดดลงไปสินะ กูต้องโดดลงไปจริงๆ สินะ จะให้ซ่ำลงไปในหลุมไร้ก้นพรรนี้ทั้งที่จุดนัดหมายมันลงไปอีกตั้ง 20 ชั้นเนี่ยนะ!

        “ความปราถนาของฉันตอนนี้มันเยอะนะเว้ย! ข้อแรกโดดลงไปแล้วต้องไม่ตาย แล้วอีกข้อก็ช่วยทำให้มะม่วงลูกนี้มันสวยสดเหมือนตอนสุกใหม่ๆ ด้วย! ไปละเหวย!”

     ผมโดดลงไปแบบไร้ซึ่งความกลัว จะตัวห่าอะไรโผล่มาก็ไม่น่าแปลกใจอีกแล้วล่ะวะงานนี้ เข้าใจเลยว่าคนโดนถีบตกตึกมันรู้สึกยังไง! ไม่เหมือนตอนห้อ PA นอกบรรยากาศ แรงต้านจากอากาศที่ปะทะเข้าหน้ากับความรู้สึกว่าใจหวิวๆ มันทำให้ร่างกายสั่นสะท้าน แล้วมันก็ออกมาอีกครั้ง เถาวัลย์มากมายก่ายกองงอกออกมาจากปูน! มันเป็นตาข่ายบางๆ ให้พุ่งทะลุชะลอร่างของเราไว้ไม่ให้ร่วงลงไปเร็วเกิน เหมืือนเอากระดาษทิชชู่หลายๆ แผ่นมาวางซ้อนๆ แล้วโยนก้อนหินลงไป จนในที่สุดมันก็หนาจนไม่ทะลุอีก

     ครืนนนนน     เสียงอะไรวะดังมาจากบนหัว พอเงยหน้าชะโงกตามองก็ โอวไม่นะคนดี กระโดดหนีขนาดนี้ยังห่วงใยกันอยู่ได้! เปลวเพลิงขนาดมหึมาพวยพุ่งลงมาจากชั้นบนกับเศษซากของตัวหอห่อกันมาแต่ไกล!

        “โว้ย! ยังจะมีอะไรหยั่งงี้อีก ไอ้คุณๆ ที่รักทั้งหลาย!”

     ผมเห็นต้นไม้งอกทะลวงออกมาบังทางไฟแต่ไร้ผล ไม้จะสู้ไฟได้ไงเล่าคุณพี่!   วิ่งสิวิ่งไป! ผมวิ่งตรงอย่างเดียวไม่เลี้ยวอ้อม กองเพลิงขนาดนั้นเดี๋ยวมันต้องกลืนลงมาทั้งชั้นแน่ แล้วมันก็ไล่หลังมาจริงๆ วิ่งไม่ทันแหง หือ! ข้างหน้ามัน! ประตูลิฟต์วงโคจรเบอร์ 3 เปิดอ้าอยู่ ถ้าเป็นไอ้นั่นกันได้แน่! ผมโยนแอนธอนเข้าไปแล้วพาหลบมุม เพลิงที่ไล่หลังพวยพุ่งผ่านประตูเลยหน้าเข้าไปหนึ่งพรึ่บ ลมร้อนตีหน้าผ่าวนึงแล้วมหันตภัยครั้งนี้ก็หยุดลง ที่น่าแปลกคือจุดที่เราอยู่นี่ไม่ใช่ในลิฟต์ที่เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก แต่เป็นแผ่นเหล็กของประตูนิรภัยที่ปิดกั้นลิฟต์ตัวนี้... ครืนนนนน

        “เฮ้ยๆ เสียงครืนอะไรอีกวะ”

     โอ้วแม่เจ้า! คราวนี้ระห่ำกว่าเดิม ไอ้ที่หล่นลงมาคราวนี้มันตัวลิฟต์เลย ตัวลิฟต์ชัดๆ จะมองท่าไหนก็ใช่ หมดกันของแท้รักแร้ไม่พึ่งโรลออน! ลองไอ้นั่นตกมากระแทกหลบออกไปก็หน้าแหกอยู่ดี ได้ระเบิดกันทั้งชั้นแน่ มันแค้นเคืองอะไรชั้นนี้นักหนาวะ แต่แล้วก็ไม่สมหวัง หมายถึงตัวลิฟต์นะ คราวนี้ไม่ได้มาเป็นเถาวัลย์ แต่มาเป็นต้นเลย! ไม้ต้นบักเอ้บงอกกั้นกันไม่ให้ลิฟต์นั่นตกลงมา แล้วจากนั้นกิ่งก้านไม้กับเถาวัลย์ก็ระโยงระยางลงมาพันตัวแอนธอน มันโฉบตัวเธอขึ้นสูงชะรูดไปกลางอากาศต่อหน้าต่อตาผม

     เกิดประกายแสงระยิบระยับกับละอองน้ำโปรยปรายลงมาจากลำต้นใหญ่ยักษ์ จุดที่น้ำหยดลงเกิดเป็นดอกไม้ใบหญ้าขึ้นมาทั้งๆ ที่เป็นแผ่นเหล็ก จากนั้นเถาวัลย์ค่อยๆ พันรัดโอบร่างของแอนธอน มันสอดปลายทะลวงเข้าไปในปากของเธอ ร่างเธอชักกระตุกอย่างรุนแรงโคลงเคลงอยู่สักพักเถาวัลย์ก็เหี่ยวแห้งหลุดออก พร้อมๆ กับบาดแผลทั้งหมดจางหายไป

     เถาวัลย์ที่เหี่ยวแห้งไม่อาจรับน้ำหนักตัวเธอได้ มันขาดออกปล่อยให้ร่างของเธอลอยล่องลงมา สูงขนาดนั้นไม่มีทางที่จะรอด แต่ผมกลับก้าวขาไม่ออก น่าแปลกที่ใจผมสงบราวกับไม่เกิดอะไรขึ้น แล้วพริบตาที่ร่างของเธอร่วงหล่นถึงพื้นก็ ตูม ซ่า พื้นเหล็กตรงหน้ากระเพื่อมราวกับผิวน้ำ เธอจมลงไปไม่ถึงคืบก็ลอยขึ้นมา ตามด้วยพุ่มไม้งอกงามตามพื้นไล่จากตัวเธอมาทางผม...

        “นี่เรา..ฝันไปรึเปล่า”

     แอนธอนกลับมาอยู่ในชุดไกด์ตอนแรกสุดที่เจอกัน ร่องรอยบาดแผลหายไปหมดจรด สวยสดใหม่อย่างที่ผมตั้งหวัง แล้วยังฉากหลังอันเขียวขจีศรีสมรคอนไปกับเส้นผมเขียวอ่อนที่พริ้วไหว มันทำให้เธอดูราวกับนางอัปสรในชั้นสวรรค์ก็มิปาน...

        “อะ อา...”     เธอรู้สึกตัวแล้ว!     “สมหวัง... แล้วรอบๆ นี่ ต้นไม้พวกนี้มาได้ยังไง แล้วชุดนี้มัน?”

        “ไม่..ไม่สำคัญแล้ว ไม่สำคัญเลยซักนิด! ตอนนี้เธอดูราวกับ...”     นัยน์ตาสีฟ้าครามลุกวาว เธอชันตัวขึ้นแล้วก้าวมาหาผม

        “เทพธิดา.. นางฟ้า.. นางไม้.. จะอะไรก็ช่างแต่นี่เป็นสิ่งสวยงามที่สุดในชีวิตฉันเลย”

     เธอจับมือผมที่ยังตะลึงงัน... แค่สบตากันก็แทนคำพูดได้มากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมควรพูดที่สุดในตอนนี้ก็คือ

        “ไปกันต่อเถอะ”


พาร์ทต่อไปจบแล้วครับ
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #34 เมื่อ: มีนาคม 09, 2012, 08:00:30 PM »

     พวกเราวิ่งอ้อมรอบหอ ระหว่างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจีแอ่งน้ำก็ยังมี ไม่แค่นั้นมีกระทั่งแมลงและสัตว์ขนาดเล็กอย่างกระต่าย งูเขียว และกระทั่งลิงก็ยังมีอยู่ที่นี่ แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าอยู่ในลิฟต์วงโคจรยังกับร่อนไปในป่าลึก ที่น่าระทึกใจกว่านั้นนี่เป็นชั้นที่นัดหมายกันเอาไว้

        “นายนี่อึดเป็นบ้าเลยนะ ทั้งแบกฉันมาทั้งฝ่าดงระเบิด คนธรรมดาทำไม่ได้นะเนี่ย”

     โอ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ชมอย่างไร้ข้อแย้ง ที่จริงแรงมันหมดไปหลายรอบแล้วฝืนแทบตายเลย

        “เริ่มเชื่อผมบ้างแล้วรึยังล่ะ เชื่อมั่นในตัวสมหวังผู้นี่”     นี่พูดอย่างเท่เลยเรา!

     แต่การที่เรามาหยุดตรงชั้นนี้ได้อย่างพอดีเป๊ะนี่ก็ดวงดีไม่ใช่เล่นๆ เลยแฮะ

        “บังเอิญสุดๆ เลยที่มาหยุดชั้นนี้พอดีแถมศัตรูก็หายไปหมดเลยด้วย ไม่งั้นได้วิ่งกันยาวแน่งานนี้”

     แอนธอนหันมามองหน้าผมแล้วบอกออกมาว่าทำไมถึงมาลงตรงนี้เป๊ะๆ

        “ไม่นะ..นี่ไม่ใช่ความบังเอิญหรอก ฉันคิดว่าเป็นฝีมือของพิชิตมากกว่า ผู้ชายคนนั้นคำนวนไว้เสร็จสรรพให้เรามาอยู่ที่จุดนี้ได้พอดี อีกอย่างเขาคงต้องการอะไรบางอย่างจากเราด้วย ไม่งั้นคงไม่ช่วยเราให้เมื่อยหรอก”

        “มาช่วยเหรอ? ตอนไปเจอกันมันก็แค่บังเอิญไม่ใช่รึไง”

     ผมถามกลับไป ใช้คำว่ามาช่วยนี่มันแปลกๆ ตอนนี้เราอยู่ห่างจากจุดนัดพบไม่ไกล เลยแยกหน้าเข้าห้องโถงสำหรับชมวิวริมหอก็พอดี

        “ไม่ใช่ ตอนที่เจอกับฉันท่าทางเขามั่นใจมากๆ แล้วยังตอนจนมุมที่นายมาช่วยก็เป็นเขาที่นำฉันเข้าไป ทั้งหมดเป็นไปอย่างจงใจ เหมือนกับว่าหยั่งรู้..ไม่สิ ควบคุมไว้ทั้งหมดแล้วต่างหาก พระเจ้าชัดๆ”

     เอ่อ มันก็น่าอยู่หรอกเล่นทำให้ต้นไม้งอกจากปูน น้ำกระฉอกจากเหล็กได้เนี่ย...พระเจ้าของแท้เลยล่ะ   แล้วก็อีกครั้งที่แอนธอนกันตัวผมให้หยุดวิ่ง ตรงหน้าเราตอนนี้มีหัวมุมให้หักไปทางขวาเข้าหาห้องโถงโล่งๆ ตรงมุมมันเป็นป่าค่อนข้างรก เธอค่อยๆ ย่อตัวแหวกกกไม้ชะเง้อมองออกไปแล้วก็ยิงตรงคำสั่งเข้าสมองผม

        ‘ผู้ชายสองผู้หญิงหนึ่ง ชายหนึ่งหมดสภาพแขนซ้ายขาดต้องเป็นพิชิตแน่นอน... อีกสองคนยืนเอาปืนจ่อหัวอยู่ใส่ไอ้โม่งไม่เห็นหน้า มีอะไรพอใช้ได้บ้างมั้ย?

        “ไม่มีก็ไม่ใช่สมหวังแล้ว”     ผมชักมีดสั้นออกมาโชว์เธอ

        ‘คิดว่าแม่นแค่ไหน’

     ผมยกมีดขึ้นแล้ววางลงบนพื้น เธอเห็นดังนั้นก็ลั่นคำสั่งออกมาทันที

     แล้วก็เริ่มบทบู้อีกหนึ่งครา แอนธอนแหวกดงไม้ออกสุดแขนเบิกทางให้ผมขว้างมีดได้อย่างง่าย ผมจึงจัดท่าหงายใบมีดเหวี่ยงกรีดอากาศเข้าไปหาไอ้ที่กำลังจ่อปืนอยู่ทันที!

     เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่เราเริ่มดำเนินการ ไอ้มารหน้าโม่งนั่นมันกลับไหวตัวทันหันปืนยิงเข้าใส่ใบมีดจนปลิว! แต่พิชิตไม่ยอมให้มันจบแค่นั้น เขาชันตัวด้วยแขนข้างที่เหลือเตะตวัดด้วยท่าตีลังกาเข้ายอดหน้ามันไปเต็มรูป มันจึงหันมาจะยิงเขาแต่ช้าไปหลายวินาทีนัก แอนธอนพุ่งเข้าคว้าข้อมันแล้วบิดหักตามด้วยกระทุ้งหมัดเข้าคอหอยมันเต็มๆ

     สามต่อสองเหนือกว่าเห็นๆ ผมเข้าด้านหลังผูหญิงแล้วซัดหน้าจนหงาย ตามด้วยเน้นหน้าแข้งซ้ายใส่กลางลำตัวผู้ชาย แต่จังหวะนัวอย่างนี้มันยังจะ

        “ทำได้ไงวะ!”

     มันใช้แข้งผมที่เหวี่ยงสุดแรงเป็นแกนหมุนตีลังกาล้อเกวียน แล้วเวียนขากวาดพื้นเข้าปัดลานจนผมหน้าทิ่ม อั่ก!   แต่จังหวะที่มันจะซ้ำพิชิตก็คว้าปืนที่ตกไปมาจ่อมันแทน ส่วนผูหญิงนั่นกระโดดถอยไปด้านหลัง

        “โอ๊ะโอคดีพลิกซะงั้น ลูกเล่นเยอะเหมือนเคยเลยนะ”     ไอ้โม่งนั่นมันเอ่ยปากออกมาทั้งยกมือขึ้นเหนือหัว

     พิชิตที่ตอนนี้แขนซ้ายหายไปส่งสายตาให้พวกเราสองคนถอยห่างจากมันแทนที่จะเข้าสวม แปลกๆ อยู่นา

        “เฮ้ย นี่น่ะยังน้อย ที่จริงกะสอยมันทิ้งทั้งหอนี่เลยต่างหาก”     คำพูดของเขาดูราวกับรู้จักกันมาก่อน

     แอนธอนพุ่งเข้าสวมตัวผมจนลอยไปแนบชิดกับกำแพง! อยู่ดีๆ ทำอะไร..เฮ้ย!   จุดที่เรายืนอยู่เมื่อครู่เกิดไฟลุกท่วมรู้เหตุผลเลย พิชิตทิ้งปืนชักมีดทำครัวขึ้นมาสะบัดไปรอบตัวฉับพลันก็เกิดสายลมรุนแรงพัดเปลวเพลิงสลายไปหมดรวมทั้งตัวเขาก็พาลหน้าคะมำไปด้วย   ทัศนะวิสัยที่ดีขึ้นช่วยทำให้เราเห็นรอบๆ ได้ชัดเจน ผู้หญิงนั่นมันเดินเข้ามาหาพิชิตแล้วมองมายังพวกเราตามด้วยกล่าวคำชวนสงสัยออกมา

        “พวกแกสองคนรอดมาได้ยังไงเนี่ย ฉันอุตส่าห์เผาบ้านตามตูดไปแล้วแท้ๆ”

     ที่แท้นังนี่เองที่พ่นไฟไล่หลังผมตอนตกลิฟต์!   พิชิตยังคงใจเย็นยิ้มร่าเข้าหา ในขณะที่ผมกับแอนธอนทำท่าจะเปิดตูดหนีกันแล้ว แล้วเสียงของแม่สาวไฟแรงก็แดงออกมา

        “จบกันแค่นี้ล่ะ...”     มันยกแขนขึ้นแล้วเกิดกองเพลิงขึ้นรอบมือข้างที่ยก!

        “เปิดปากทั้งทีพูดได้แค่นี้เหรอ น่าสงสาร!!”

     พิชิตเน้นหนักท้ายประโยค มันต้องมีอะไรแน่!

        ‘ซวยแล้ว หมอบเร็วหวัง!’

     ไม่ต้องบอกก็หมอบอยู่แล้ว! ไม่ทันขาดคำของพิชิต ลำแสงขนาดมหึมาก็ผ่าตัวหอเข้ามาจากด้านบนเหนือหัวพวกเราไปแค่ไม่กี่เมตร มันฟันไล่ลงใส่ไอ้โม่งทั้งสองคนนั้น! ควันโขมงโฉงกลบทุกสิ่ง สายลมรุนแรงกระชากออกไปทางช่องที่เปิดจากรอยลำแสง



     ไอร้อนลอยขึ้นจากเหล็กหลอมแดง สิ่งที่แสดงตัวอยู่ตรงหน้าพวกเราตอนนี้ทำเอาหมดแรงลุกยืน...

        “นั่นมันอะไรน่ะ..หุ่นยนต์ยักษ์เหรอ กันดั้ม? โมบิลสูท? เอาจริงดิ!!!”

     ผมได้แต่ปากสั่นลั่นไม่เป็นศัพท์ออกไป พิชิตเห็นอาการของผมเข้าก็หันมาแนะนำให้ได้รู้จักกับมัน เครื่องจักรขนาดยักษ์มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ยักษ์สวมเกราะท่าทางดุดันที่ผุดมาจากรอยฟันนั้น ชื่อของมันคือ!

        “อสุรกายต่างหาก ชื่อทางการก็ Asura Gear เรียกย่อๆ ว่า AG เอาสะดวกเข้าว่า ฮ่าฮ่าฮ่า”

     สิ้นคำพูดนั้นหุ่นยนต์นั่นก็ลงจอดในท่าย่อชันเข่า เมื่อกี้ไม่รู้สึกตัวแต่พอตั้งสติได้แล้วไอ้หุ่นนี่มันสูงแค่ราวๆ 7-8 เมตรเอง ไม่งั้นมันเข้ามาย่อตัวในห้องโถงนี่ไม่ได้แน่   จากนั้นส่วนอกของมันก็เปิดออกแบบเลื่อนลง เผยโฉมนักบินออกมา เป็นผู้ชายหน้าหล่อผมขาวนัยน์ตาฟ้าสดสวมชุดที่ดูคล้ายจะเป็น PA แต่ไม่มีบูสเตอร์ที่หลัง เขาไม่พูดอะไรแค่ยิ้มให้ แต่พิชิตกลับหันไปพูดทักทายเหมือนคุยโต้ตอบ

        “ไอ้สองตัวนั่นหนีทันงั้นเหรอ? ช่างมันเถอะป่านนี้ไปไกลแล้ว......เฮ้ยไม่เอาน่าค็อกพิทมันไม่ได้แคบซะหน่อย......เรื่องนั้นไม่รับประกัน แต่รับรองเป็นไปตามแผน”

     แล้วแอนธอนก็เข้าสะกิดผมสายตาลุกวาว

        “หมอนั่นเหมือนกับฉัน! แถมรุนแรงกว่าด้วย”

     หา? อะไรหว่าที่ว่าเหมือน หือ ดูเหมือนเจ้านั่นจะหันมามองหน้าส่งสายตาให้แอนธอน แล้วทั้งสองคนก็ยิ้มให้กันอย่างน่าสงสัย เฮ้ยอะไรของพวกมันวะ!   พอทำท่าจะถามพิชิตก็ห้ามด้วยคำสั่งที่ต้องทำตามเด็ดขาด

        “เอ้าเฮ้ย! ถ้าไม่อยากตายก็รีบขึ้นมาในนี้เร็วเข้า ไว้ค่อยทักทายกันทีหลัง”

     เขาพยายามชันตัวที่สะบักสะบอมปีนขึ้นไปบนค็อกพิทของหุ่นตัวนั้น เห็นแล้วก็สงสารผมเลยช่วยพยุงขึ้นไป ข้างในดูเรียบกว่าที่คิดแฮะ มีแค่ที่นั่งของนักบินเป็นโครงกับคันบังคับนิดหน่อย แต่มันแคบสุดๆ เลย แค่สองคนก็เต็มแล้วยัดเข้าไปตั้งสี่คน

        “ไหนว่าไม่แคบไงพี่!”

        “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยากนะไอ้น้อง... จริงสิเธอสองคนสนใจจะมาร่วมงานกับฉันมั้ย?”

     แล้วค็อกพิทก็ปิดลงพร้อมกับที่พี่หัวขาวปิดหมวกเกราะออกตัวหุ่นยักษ์นี้ลอยลอดช่องที่ผ่าเข้ามา

        “งานอะไรกันคะ ป่วนเซนต์ลูเซียนงั้นเหรอ ถ้าเป็นอันนั้นฉันยินดีเลย”

     แอนธอนตอบกลับไป ท่างทางจะถูกใจในคำตอบพิชิตฉีกยิ้มจนแทบสุดแก้ม สายตาของเขาแลดูเจ้าเล่ห์ขึ้นทันตา ต่อด้วยอ้าปากพ่นคำที่ฟังดูยังไงก็โม้ชัดๆ ออกมา

        “ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง งานที่แท้จริงของฉันคือทำลายโลกนี้ทิ้งต่างหาก... อ้อ! แบบรูปธรรมด้วยนะ ไม่ใช่แค่นามธรรม”

     เขายื่นมือขวาที่เหลืออยู่มาทำท่าจะจับมือกับเธอ แต่แทนที่แอนธอนจะรับไมตรีนั้นไว้ทันทีเธอกลับคว้าข้อมือผมไว้ แล้วดึงมาจับมือร่วมกันเป็นสามประสาน เอ๋!

        “นี่ผมต้องร่วมด้วยเหรอ!? งานบ้าอะไรวะ ทำลายโลกเนี่ยนะ! เฮ้ย!”

     เขาพุ่งแขนเข้าคว้าคอเสื้อผมไว้เบาๆ แล้วพูดต่อดว้ยใบหน้ายิ้มแย้มแกมอุบาทว์

        “ยังไงซะแกมันก็หมดอนาคตไปตั้งแต่ตอนที่ถูกพวกมันเห็นหน้าแล้วว่ะ แถมพรสวรรค์ของแกมันก็ไม่ใช่ขี้ๆ ฉันจะขัดเกลาแกเอง! ดึงพลังที่มีอยู่มาใช้ซะ ความหวังกับความฝันน่ะถ้าไร้พลังที่จะคว้าไว้มันก็ไม่มีความหมาย!”

     ผมชำเลืองมองลงไปด้านล่าง จอภาพรอบทิศช่วยให้เห็นทิวทัศน์บนพื้นดินที่จากมานานเป็นอย่างดี ซึ่งตอนนี้มันมีแต่กองเลือดแดงฉาน หลุมระเบิดและเศษซากของอะไรต่อมิอะไรกองพะเนินเทินทึก แล้วหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง...

        “พลังเพื่อให้สมหวังเหรอ..เอาวะอย่างน้อยก็ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมล่ะ ตกลง!”



     มันก็ไม่เลวนักหรอกนะ เป็นวันที่ชวนให้คิดถึงจริงๆ แล้วเสียงเข้มของชายวัยกลางคนก็ดังผ่านเข้ามารบกวนการรำลึกของผม

        ‘แจ้งถึงนักบินทุกท่าน ตอนนี้ไอ้ผู้นำหน้ากวนบาทาของเราตูดร้อนอ้อนเข้ามาแล้ว เพราะงั้นปฏิบัติการ Beyond the Real จะเริ่มในอีก 60 วินาที เริ่มยิงขีปนาวุธนำร่อง’

     ภายในค็อกพิท AG ก่อนเริ่มงานนี่มันช่างน่าระทึกใจจริงๆ ทั้งที่ซ้อมมาเยอะแล้วแท้ๆ ขีปนาวุธลูกที่ว่าถูกยิงดิ่งลงสู่ผิวดาวสีฟ้าคราม มันจะลงไประเบิดเหนือน่านน้ำมหาสมุทรตามที่ตั้งไว้... ส่วนผมน่ะเหรอ ตอนนี้ก็อยู่ใน AG หนึงในสามตัวที่อุดอู้อยู่ในพ็อดชูชีพสำหรับดิ่งพสุธา ซึ่งลอยลำอยู่เหนือผิวดาวสีฟ้ากว่า 30,000 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

        “ปีกว่าแล้วสินะ วันนี้แหละผลของการฝึกฝนจะได้เผยให้ยลกันซะที ไม่มีค่าเทอมก็ทำให้ใจเหิมเกริมได้แฮะ”

        ‘หัวหน้าครับ ผมกลัวจังเลยว่ะครับ ผมจะมีโอกาสรอดไปตรับๆ น้องมุ่ยมั้ยครับ?’

     เสียงและใบหน้ายียวนของไอ้คุณกลอนดังรอดช่องสัญญานสื่อสารเข้ามา พูดจากวนโอ้ยเหมือนเดิมเลย

        “อันนี้ก็พูดยากนะ ถ้าปากยังเป็นอยู่แบบนั้น”

        ‘พูดจาไม่ให้ความหวังกันเลย ฉันจะคอยประคองมุ่ยไว้เอง’

     แต่น้องมุ่ยที่ว่าจ้องหน้าแกปานจะกินเลือดเนื้อเลยนะเว้ย

        ‘ใครประคองใครกันแน่! หน้าอย่างแกอย่าหวังจะได้แตะแม้แต่ปลายเล็บนิ้วโป้งตีนฉันเลยย่ะ!’

        “อย่าพูดมาก นิวเคลียร์ระเบิดแล้วยิงพ็อดชูชีพได้!”

     โอย ไอ้การฝ่าชั้นบรรยากาศนี่มันรุนแรงหนักหนากว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ มันสะเทือนแรงกว่าในซิมูเลเตอร์อีกนี่หว่า ไหนจะเสียงครืนชวนปวดหัวนี่อีก ท่าทางคนอื่นๆ ก็เป็นเหมือนผม ภาพใบหน้าของลูกน้องนักบิน 12 ชีวิต ที่ฉายให้ดูตอนนี้มีแต่ทำหน้ากระอักกระอ่วน บางคนก็พนมมือพึมพำบ้างก็กำจี้ห้อยคอสวดมนต์ แม้แต่หนูมุ่ยกับไอ้กลอนที่ปากดีใส่กันเมื่อกี้ก็ด้วย   จะปล่อยให้งานเปิดตัว Asura Gear พังไม่ได้เด็ดขาด ต้องโชว์ความเป็นผู้นำหน่อยแล้วเรา

        “อ้าวเฮ้ยไม่ทันไรก็ขี้ไม่ออกกันแล้วเรอะ! ถึงนี่จะเป็นครั้งแรกแต่ฟังให้ดีๆ ตอนนี้มีแค่พวกเราเท่านั้นที่เป็นความหวังของไอ้ผู้นำเฮงซวย ถ้าไม่อยากให้โลกสวยด้วยมือศัตรูก็จงทำตัวให้สมกับที่เป็นความหวังซะ! ไม่งั้นก็เอาความหวังของพวกแกมาฝากไว้ที่ฉันนี่ ฉันจะพาพวกแกไปเอาชัยชนะเอง! เพราะว่าฉันมันสมหวังมาตั้งแต่ชื่อแล้วไงล่ะ! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

        ‘เสียงลูกพี่ชวนปวดขี้กว่าอีกครับ!’

        “โอ๊ะเสียงใสใช้ได้เลยนี่ดีมาก! พวกเราเหล่าอสุรกายแห่งความหวังออกไปฆ่ามัน!!!”



เพลงที่ฟังตอนแต่งเรื่องนี้ มันจี้ดดีจริงๆ นะจะบอกให้
LP - Iridescent, In the End, By myself, With You, Breaking the Habit, Across the Line, Giving In, No Road Left
DAI - Yotaka no Yume, 1/100, Honoo, New World, Rakuen, Painful, Shinjitsu no Uta
Ebola - แสงสว่าง
Modern Dog - ตาสว่าง
Monoral - kiri
พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ - ตะเกียง, นักแสวงหา, แรงยังมี, หนุ่มน้อย
มาลีฮวนน่า - โปรดทิ้งฉันไว้ที่ปลายขอบฟ้า, นกบินลัดฟ้า, จันทร์ฉาย, อาวรณ์
OST Gundam UC - Desert, Mobile Armor, MAD-NUG, Life&Death
Rockman ZX Tunes - Wonder Panorama, Doomday Device, Snake Eyes, Innocence
สุรพล สมบัติเจริญ - เสียวไส้, มนต์รักป่าซาง, อุทยานผลไม้
Origa - Shining Future, Torukia
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #35 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2012, 08:26:46 PM »

หลังจากที่รื้อดูไฟล์เก่าๆ ในคอมตัวเอง ผมก็ไปเจอะกับงาน Photoshop สมัยมัธยมเข้า มันช่วยให้ระลึกความหลังได้เป็นอย่างดี...
บทความถัดไป 'โลกของเรา?' กำลังดำเนินการ เดี๋ยวเอามาลงให้ดูว่าผมมอง 'โลกของเรา' ได้บัดซบขนาดไหน

พวกท่านล่ะ คิดว่าโลกของเราเป็นยังไงกันบ้าง ผมอยากรู้จริงๆ ครับ ช่วยบอกผมหน่อย ว่าแต่ละคนเห็นโลกของเราเป็นแบบไหนกันบ้าง
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
Kuruni
The Star Combatant
Invinsible Pilot
******
กระทู้: 2620

俺の彼女はロリ!

kuruni_chan@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #36 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2012, 09:03:03 PM »

มืดมน สกปรก วุ่นวาย
บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2306


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #37 เมื่อ: สิงหาคม 18, 2012, 01:04:43 AM »

โลกเราเป็นยังไงเหรอ? เอ้ ถ้าถามผม ผมว่าคนเยอะไปน่ะ ว่าจริงๆแล้วปัญหาต่างๆของมนุษย์และปัญหาสภาพแวดล้อมในปัจจุบันนั้น มีที่มาจากปัญหาเดียวกันนั้นก็คือ"คนเยอะเกินไป"

คนเยอะไปทำให้แย่งกันใช้ทรัพยากรกัน บริโภคกันมากๆมันก็หมด
คนมากๆก็ต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวก ๆลๆ ก็เริ่มเอาพื้นที่ทางธรรมชาติไปเป็นที่อยู่กับที่ทำกิน จนมันเสียสมดุล
โรคร้ายต่างๆที่เอาไว้คราชีวิตมนุษย์ ก็มียาแก้ทำให้คนอายุยืนขึ้น ตายช้าขึ้น
เทคโนโลยีวิทยาศาตร์สมัยใหม่ทำให้การคลอดปลอดภัยทำได้ง่าย เด็กก็เลยเกิดกันได้เยอะขึ้น
เด็กเกิดเยอะขึ้นก็หมายความว่าคนเยอะขึ้น แล้วไอ้คนเยอะๆก็เกิดเด็กมาเยอะๆอีก คราวนี้มันเลยยิ่งเยอะขึ้นไปแบบทวีคูณ...

ว่ากันว่าอะไรที่มีกันเยอะๆจนเสียสมดุลนั้น ธรรมชาติจะทำการตัดทิ้งเพื่อให้มันสมดุล ถ้าลองมองในมุมของมนุษย์แล้ว อะไรที่มันมีเยอะๆจนเกร่อก็ทำให้คุณค่ามันลดลงได้เช่นกัน
บันทึกการเข้า

banktoom
Legendary Pilot
******
กระทู้: 1380



ดูรายละเอียด
« ตอบ #38 เมื่อ: สิงหาคม 18, 2012, 06:18:29 PM »

ผมว่าโลกเรามันไม่มีอะไรที่เปนจริงและแน่นอน มีแต่ความหลอกลวง น่าเบื่อ ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้น จนป่านนี้เมื่อไหร่จะมีโคโลนี่ซักทีนะ 55
บันทึกการเข้า


กันดั้มภาคนี้ เมพสุดใน 3 โลก
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #39 เมื่อ: สิงหาคม 18, 2012, 08:05:02 PM »

ขอบคุณทุกความเห็นมากครับ ของ SrwKung คล้ายกับผมเลย
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #40 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2012, 01:40:34 PM »

บทความนี้เขียนได้ชุ่ยสุดๆ แต่ผมคิกว่ามันเป็นตัวของผมดีที่สุดเลยล่ะ



          โลกของเรา?

     จริงๆ แล้วชื่อหัวเรื่องมันก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวอะไรกับบทความนี้สักเท่าไหร่หรอก แต่เพราะหาอะไรมาจั่วไม่ได้แล้วก็เท่านั้น... มันเป็นชื่อของหนังสือที่ผมฝันอยากจะเขียนน่ะ มีปกด้วยนะ เป็นงานวิชาการใช้คอมพิวเตอร์สมัยมัธยมปลาย ได้คะแนนเต็มด้วยล่ะครับ และเพราะมันทำให้ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา
     เนื่องจากเตรียมการย้ายข้อมูลไปสู่คอมใหม่ สุดที่รักที่ร่วมชะตากรรมมาด้วยกันเกือบ 8 ปีนี้ก็ใกล้จะถึงเวลาปลดระวางของมันซะที เพราะงั้นคนที่อ่านแล้วทึ่งในความอึดในคอมเก่าๆ ของผมก็ขอให้ร่วมยืนตรงทำความเคารพมันสัก 3 นาทีแล้วกัน...
....
.....
......
.......

     มันอาจดูงี่เง่า แล้วท่านที่อ่านก็คงสงสัยว่ามึงมาเล่าให้กูรู้ทำพระแสงขรรค์ชัยศรีอะไร อาาาาา ยกโทษให้ผมด้วยที่ความสะดวกใจในการบอกเล่าเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหัวข้อผ่านบทความที่ตั้งใจจะเขียนจริงๆ อาจทำให้ท่านผู้อ่านรู้สึกเดือดร้อน เพราะการแบ็คอัพข้อมูลครั้งนี้ทำให้ผมได้พบกับอีกหนึ่งความฝันที่อยากจะทำให้สำเร็จของผม การออกหนังสือชื่อเรื่อง ‘โลกของเรา?’ นี่ไงล่ะ

     เห็นจากปกมันแล้วคุณๆ ก็อาจจะพอเดาเนื้อในได้ แต่ขอบอกเลยว่าไม่ ไม่ มันไม่ใช่หนังสือชีววิทยา ความรู้เท่าสมองนกกระจอกเทศอย่างผมไม่เจ๋งพอจะเขียนธรรมชาติของสรรพสัตว์หรือบอกไฟลัมของมันได้ เอาเป็นว่า...

     “ฉันจะปกป้องโลกนี้!”   “ฉันไม่มีวันยอมให้คนอย่างแกมาทำลายโลกนี้ได้หรอก!”   “ฉันจะเปลี่ยนแปลงโลก!”   “ถ้าเป็นนายล่ะก็ ต้องทำได้แน่ ขอร้องล่ะ อั่ก ปกป้องโลกนี้จากมันด้วย!!!”   “โลกนี้เป็นของข้า!!”   “ฉันจะทำลายโลก”   “ฉันจะสร้างสันติภาพให้กับโลกนี้ที่ทุกคนอยู่”

     พวกท่านในบอร์ดนี้คงจะคุ้นเคยกับไอ้คำหรูหราเรียกพลังฮึดพวกนี้กันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะใน SRW คำพวกนี้นี่ค่อนข้างจะ ‘เกร่อ’ เลยทีเดียว พวกคุณๆ ตัวเอกทั้งฝ่ายกล้าฝ่ายโกงมักจะใช้กันเป็นประจำ ว่าแต่ไอ้ ‘โลก’ ที่พวกสูจะปกป้องบ้าง ทำลายบ้าง เปลี่ยนแปลงบ้างน่ะ มันโลกของไผกันละวา?

     (เสียงสวรรค์) แน่นอน เอ็งเป็นมนุษย์ โลก ที่ว่ามามันก็ต้องโลกของมนุษย์สิ ไอ้มนุษย์ขี้เหม็นเอ๊ย!

     เหรอ!? โอว ถ้างั้นก็พูดให้มันตรงๆ หน่อยสิวะ ใช้คำว่าโลกมนุษย์ไปเลยเด้! เอะอะอะไรก็โลก โลก โลก โลกนี้ไม่ใช่มีแต่มนุษย์อาศัยอยู่นะเว้ย หรือจะให้ตรงกว่านั้นก็ต้องนี่เลย ‘สังคมมนุษย์’

     เสียงแรก - เราต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์พลังงานจะไม่พอใช้กันแล้ว ส่วนอีกเสียงหนึ่ง - เราจะคัดค้านเราไม่ยอม ทันจะเป็นปัญหาต่อธรรมชาติ เราจะเสียที่ดินทำกิน... จะช้อยส์ไหนใครได้ประโยชน์ใครเสียประโยชน์ คุณรู้กันดี แต่จะรู้ในแบบของผมหรือไม่นั้นก็ค่อยว่ากันไป

     (โฆษนา) รถรุ่นใหม่ประหยัดน้ำมัน ลดการปล่อยมลพิษกว่า 60% -ปี้บ- ด้วยโกโก้รุ่นใหม่นี้ทำให้จิ๋มเดินทางได้ใกลกว่าเดิมโดยประหยัดน้ำมัน ทุกๆ คนควรเปลี่ยนมาใช้กันนะคะ จิ๋มเปลี่ยนแล้วคุณล่ะเปลี่ยนรึยัง?

     “เปลี่ยนอะไรของมึงวะ มันก็รับประทานน้ำมันอยู่ดีไม่ใช่เรอะ พ่นพิษน้อยลงมันก็ยังพ่นอยู่ดีนี่หว่า พ่นกรอกหูแบบนี้มันก็เท่ากับยุให้คนหาคุณมึงมาใช้มากขึ้น ไม่เท่ากับพ่นมลพิษเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหรอกเรอะ” (เสียงผม)

     มันช่างฟังดูงี่เง่ากับการที่เรามาบ่นกันปาวๆ ว่าเรารักโลก เราควรปกป้องโลก ใช่เหรอ? ปกป้องโลกจริงๆ เหรอ?   ในขณะที่ผมคิดอยู่นั้นผมนั่งกินมาม่าโดยเปิดน้ำทิ้งไว้จนล้นถัง แถมเปิดคอมไปด้วยโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย แล้วผมก็รู้ตัวว่า.. ควรปิดมัน

     แล้วกลับมาเปิดตู้เย็นฉีกไก่ที่แช่ค้างคืนไว้ลงในซุปร้อนๆ ของมาม่า ผมมันคนบ้า ในตอนนั้นผมคิดในใจแบบนี้

     “ไก่มันคงอยากร้อง Victimized ของ LP เนอะ เลี้ยงกูมาทำให้กูไว้ใจ แล้วก็ฆ่ากินกู อา~~ Victimized! Victimized! Never again! Victimized! แล้วฝูงไก่ทั้งโลกก็ลุกฮือกันขึ้นปฎิวัติ เหมือนคนฝรั่งเศส โอว ชาโตว เดอ ปรองดอง”

     ถึงขั้นนี้หลายๆ ท่านก็คงเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้ายังไม่เข้าใจว่าบักห่านี่มันพล่ามบ้าอะไรก็ไม่เป็นไร เพราะเรื่องมันเริ่มถัดจากนี้ไงล่ะ


     ตุ๊กแกอร่อยมาก ด้วยการถลกหนังล้างไส้ใส่ตะแกรงตั้งเตาย่าง กลิ่นหอมเนื้อลอยตามควันเข้ามาในจมูกปนเปื้อนด้วยสารไม่ดีสารพัดในกลุ่มควันนั้น   วันคืนผ่านไปกว่า 10 ปี ในชั่วโมงเรียนจริยศึกษา ผมก็ได้เรียนรู้สมการใหม่ การฆ่าคนเป็นบาปมหันต์ แต่ฆ่ากินหมูหันเป็นบาปที่น้อยกว่าการฆ่าคน หรือก็คือ ฆ่าคน (บาป)มากกว่า ฆ่าสปีชีส์อื่น(บาปที่ได้รับแปรผันตรงกับขนาดสัตว์ที่ฆ่า) มันทำให้ผมเชื่ออย่างสนิทใจจนทุกวันนี้ พอเจอตัวอะไรที่ขัดหูขัดตา เช่น พวกปีเตอร์ ยุง มด ตะขาบ หนู ผมจะฆ่ามันทิ้งอย่างเลือดเย็นและสะใจได้อารมณ์   ไม่ว่าพวกมันจะมีเหตุผลอะไรถึงได้โผล่หัวเข้ามาในบ้านผมก็ตาม นั่นไม่สำคัญเท่าการที่มันทำให้ผม ‘รู้สึกว่าเดือดร้อน’

     ผมเดินออกไปนอกโรงเรียนจะกลับบ้าน วันนั้นมันช่างบังเอิญที่มีรถยนต์คันหนึ่งไปจอดข้างถนนปากทางเข้าร้านอาหารพอดีซึ่งไอ้ร้านนี้มันตั้งเลยมาถึงทางเท้าเกินครึ่ง แถมเอาโต๊ะมาวางให้ลูกค้านั่งยัดห่ากันหน้าร้านอีกต่างหาก ส่วนรถนั่นมันเป็นรถบรรทุกที่คนขับลงไปซื้อน้ำปั่นกิน แต่ดันสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้ควันไม่ดำก็จริงแต่มันก็เหม็นอยู่ดี ผมยืนรอสองแถวอยู่... แม่ค้าเริ่มโวยวายเสียงดังใส่เจ้าของรถว่าทำไมไม่ไปจอดที่อื่น จะเปิดเครื่องทิ้งไว้ทำอาแปะเอ็งเรอะ! คนขับที่รอคิวน้ำปั่นอยู่ก็เถียงสวนไปเลยว่า จอดแค่แป้บเดียวเดี๋ยวก็ไปแล้ว รอกันหน่อยสิ... นั่นคือเหตุการณ์โดยประมาณที่จำได้   ในใจผมตอนนั้นคิดว่าพวกคุณมึงก็เกะกะพอๆ กันละวะ ยื่นหน้าร้านมาจนบังทางเดินกูไม่พอเสือดเอาโต๊ะมาวางบนทางเท้าอีกด้วยนะ แล้วไอ้รถนี่ก็พอกัน รู้ว่าจอดริมถนนเลยเส้นเข้ามาแล้ว แต่ไม่ดับเครื่องไว้ล่ะวะ ต่างผ่ายต่างก็จะเอา ‘สะดวกของกู’ เข้าว่า

     สะดวกนี่มันเป็นคำที่เรียบง่ายและมีความหมายที่เข้าที่ดีจริงๆ เพราะมีความสะดวกเราก็จะสบาย และสุดท้ายก็ได้รับความสุข

     เราจะไปเที่ยวป่า ลุยกลางเขา เข้าน้ำตก เดี๋ยวนี้ไม่ต้องลำบากย่ำบาทาให้เมื่อยอะไรมากมายอีกต่อไป เพราะทางไหนที่เราจะใช้ก็ถางไม้ไปให้พ้นๆ โบกปูนทับไปให้รถผ่าน มีสถานที่พักรถสะดวกสะบายไว้กลางป่า เป็นบ้านพักบ้าง โรงแรมบ้าง รีสอร์ทบ้าง เหลือที่จำเป็นต้องย่ำต๊อกเข้าไปอีกนิดหน่อยก็ถึงน้ำตกแล้ว   นอกจากนั้นระหว่างขับรถตัดป่า เราอาจพบประสบการณ์สัตว์ป่าออกหากินไปตามถนนให้ตื่นตาอีกด้วย แหม่สะดวกสะบายจริงๆ เลยนะมนุษย์เราเนี่ย

     วิกฤติการณ์โลกร้อนฟีเวอร์ สมัยที่เรียนม. ปลายอยู่นั้น เปิดดูข่าวไปกี่ช่องก็บ่นกันแต่โลกร้อน เรามาร่วมกันงดใช้พลังงานกันเถอะ ประกาศให้ปิดนู่นปิดนั่นเวลาเท่าโน้นเท่านี้... ผมเดินไปปากซอยซื้อกับข้าวระหว่างทางเห็นกระรอกวิ่งอยู่บนสายไฟฟ้าเหนือหัว พอถึงปากซอยปุ้บถนนไม่ใหญ่หรอกแต่แม่งเต็มไปด้วยรถแบบมหาแน่น เหนือรถพวกนั้นมีป้ายติดอยู่บนสะพานลอย ‘รวมพลังหารสอง ไปทางเดียวกันขึ้นคันเดียวกัน’ มองลงมารถเก๋งเพียบคนขับโดดเดี่ยวนั่งหน้าแสลน มีรถประจำทางอยู่วัดกัน 10 ต่อ 3 ริมทางคนมากมายแย่งกันขึ้นรถเมล์แน่นแล้วแน่นอีก สาย 502 แทบจะมากันชั่วโมงละคัน   ก่อนถึงร้าน 7-11 จะมีสะพานลอยอยู่ ที่ฐานล่างสุดมีร่องรอยต้นไม้ใหญ่โดนโค่นแบบขุดราก ถัดไปนิดนึงเป็นป้ายรถเมล์ที่ฝั่งตรงข้ามเป็นซอยพอดี

     “อันที่จริงเลื่อนไปนิดนึงแล้วทำบันไดลงเยื้องเข้าทางเท้าก็ได้นี่หว่า ไม่เห็นต้องโค่นเลย...”

     อ่านข่าวในเน็ต น้ำท่วมหลากกระชากชีวิตอีกแล้ว การบริจาคล้นหลามส่งไปช่วยผู้เดือดร้อน ต่างพากันหาคนรับผิดชอบ ตามแผนที่ใกล้ๆ กับจุดที่น้ำป่าทะลักมันมีโรงแรมหรูอยู่ นั่นแหละคนรับผิดชอบ.. จริงอะ? ตอนก่อสร้างเขาจ้างพวกเอ็งไปด้วยนี่นา แถมยังยิ้มแย้มว่าส่งเสริมการท่องเที่ยวไปกับเขาด้วยนี่หว่า อ๊ะ! หรือที่น้ำท่วมมันจะเป็นแผน?


     โลกของเรา? เราจะทำอะไรกับมันก็ได้..เรอะ?   แล้วโลกของเราไม่ใช่โลกของมันด้วยหรอกเรอะ พวกนก หนู ปลวก แมลงสาบ มด ยุง ต้นไม้ ปะการัง และอีกมากมายต่างสายพันธุ์   พวกนั้นมันก็มีสังคมของมันเองเหมือนกันนา

     พูดถึงความเป็นโลกของมนุษย์แล้ว สังคมของมนุษย์นี่แปลกประหลาดกว่าขาวบ้านชาวช่องเขาเลย ในขณะที่สัตว์ชนิดอื่นมีสังคมร่วมกับสิ่งต่างๆ ที่มีชีวิตและหาความสะดวกไปกับมัน คนเราสร้างสิ่งไร้ชีวิตขึ้นมาอำนวยความสะดวกกับตัวเอง ในระหว่างสร้างก็ฆ่าชีวิตไปด้วย(แหงอยู่แล้ว)

     นกอยากได้รัง มันก็เด็ดกิ่งไม้ใบไม้บ้างมาก่อรัง หนูมันก็ขุดรู ยิ่งยุงนี่ไม่ต้องมีบ้านเลย มนุษย์อยากได้บ้านอยู่... ก็เข้าใจว่าขนาดใหญ่ โค่นแม่งเลยอะไรขวางทางก็พังมันให้ราบ แล้วในที่สุดก็ได้บ้านมาหนึ่งหลัง แล้วก็มีเพิ่มขึ้นหลายๆ หลัง สมัยก่อนก็พอจะโอเคร่มรื่นป่ามาก แถมที่ว่างก็เยอะ แต่สมัยนี้คนมันเยอะก็ช่วยไม่ได้นี่หว่า   โค่นต้นไม้แม่งเข้าไป จะปลูกพืชอื่นๆ ก็ถางไล่ชนิดอื่นแม่งเหี้ยน... เคยคิดถึงสปีชี่ส์อื่นกันมั่งมั้ย ถ้าไอ้ที่สูโค่นน่ะเป็นแหล่งอาหารของมัน... ทีนี้พอมันบุกไร่สวนมาหาอะไรกินมั่งก็ไปว่ามัน แล้วเอ็งไปบึ้มของมันทิ้งก่อนทำไม

     เพราะงั้นไอ้คำว่าโลกของเราที่เราชอบพูดกันอยู่เนี่ย ขอเปลี่ยนเป็น ‘สังคมของมนุษย์’ แทนก็แล้วกัน สังคมอันสูงส่งของเผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญา ผู้ซึ่งไม่ว่าห่าอะไรก็เอาสะดวกเข้าว่าไว้ก่อน...

     “ถ้าหมามันพูดได้มันคงด่าว่า ‘ทรงภูมิปัญญาห่าอะไร ก็แค่พัฒนาภาษากับมีมือหยิบจับได้เท่านั้นเอง ฟักโฮ่งเอ๊ย!’ ลองถ้าไม่มีภาษาเป็นแบบแผนกับมีมือหยิบจับ คนมันก็ไม่ต่างจากหมาหรอก จริงมั้ย?”

     สังคมมนุษย์ โลกที่เต็มไปด้วยความสะดวกสะบาย... ชีวิตที่แสวงหาความสุข

     เพื่อให้ได้มาซึ่งความสะดวกในการใช้ชีวิต มนุษย์สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาบนผิวดาวสีฟ้านี้จนขี้เกียจจะนับชิ้น รถยนต์ที่ช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น หม้อหุงข้าวไฟฟ้า รถไถนา อาาาาา สารพัด ว่ากันง่ายๆ มันผิดไหม? ก็ไม่ อย่างน้อยผมคนหนึ่งล่ะที่ได้ประโยชน์จากความสะดวกเหล่านั้น   แต่ทว่าเมื่อมองลงไปบนพื้นดิน... มดกำลังขนอาหารอย่างขันแข็ง ไม่เห็นมันจะต้องเรื่องมากยุ่งยากเลยนี่หว่า แค่ช่วยกันเท่านั้นเอง   ในขณะที่การช่วยกันของมนุษย์นั้นต้อง ‘สะดวกและได้ประโยชน์’ อย่าไปหวังของฟรี มันมีที่ไหนในโลก.. ขออภัย ในสังคมมนุษย์   แน่นอนว่าผลกระทบที่ตามมาเป็นเรื่องจิ้บจ้อย อย่างไอ้เรื่องก๊าซเรือนกระจกเนี่ย ใช่ว่ามันจะทำลายโอโซนหมดตอนกูมีชีวิตอยู่ซะเมื่อไหร่... ในขณะที่แม่หมีพยายามวางพื้นฐานสุดชีวิตให้ลูกน้อยเพื่ออนาคตของเผ่าพันธุ์มัน ฆ่ากินแต่พอดีพออยู่... มนุษย์ทะเลาะกันแย่งน้ำมัน ไม่พอแค่นั้นหมั่นไส้เผาแม่งเลยอีกต่างหาก ควันโขมงโฉงเฉง... เพื่อสังคมหนึ่งๆ เท่านั้นเองนะ ไดประโยชน์กันนับหัวได้

     โดยส่วนตัวแล้วคนจะตายห่าสักเท่าไหร่ก็ช่างมันเถอะ แต่ที่สูเจ้าทำแบบนี้แล้วมาอ้างว่าเพื่อปกป้องโลกจากการก่อการร้ายบ้าง เพื่อมนุษยชาติบ้างเนี่ย เอ่อ.. ไม่อายไส้เดือนบ้างเหรอ?

     ผู้คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามหลักสามัญสำนึกพวกนี้ไป แล้วแทนที่ด้วยเหตุผลที่เรียบง่าย... ก็มันสะดวกกูอะ หรือมึงจะเดินข้ามประเทศ รถเอยเครื่องบินเอยมันใช้น้ำมันกันนะเว้ย อยากได้ก็ต้องลุยเดะ - และด้วยการกระทำจากเหตุผลดิ๊งด่องนี้ทำให้ระบบสังคมของมนุษย์รวนระนาว แล้วก็ก้าวล่วงไปถึงสปีชี่ส์อื่นเต็มๆ ตีน   แหม รักโล๊กรักโลก ก็โลกของเรามันคุยกันง่ายสุดด้วยเงินนี่หว่า อุ๊ยลืมไปต้องสังคมเราต่างหาก ไม่เห็นโลกของสรรพสัตว์มันจะต้องแก่งแย่งกันถึงขั้นทำลายล้างขนาดนี้เลยนะ... หรือเพราะมันไม่มีภูมิปัญญา หรือเพราะมันไม่ประเสริฐ? ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

     ในขณะที่สัตว์ชนิดอื่นฆ่ากันเพื่อเอาตัวรอด มนุษย์ฆ่ากันเพื่อความสะดวก... ไม่ขอเถียงว่ามันเพื่อเอาตัวรอดแบบหนึ่ง แต่ขอยกตัวอย่างเจ๋งๆ หน่อย - พอดีไม่ค่อยมีเงินเลยอะ อย่างนี้ต้องหาเงินใช้หน่อยแล้ว ว่าแล้วเขาก็ย่างสามขุมไปคว้าเอาไรเฟิลตรงไปในป่าแล้ว เปรี้ยง! พังงางามเชือกหนึ่งล้มลง นายพรานงัดเลื่อยหั่นเอางาแสนงามคู่นั้นไป ทันไดนั้นก็ปรากฎพรานอีกหนึ่งหน่อถ่อเข้ามาอ้างว่าพังนั่นจองไว้แล้ว ด้วยตกลงผลประโยชน์กันไม่ลงตัวจึง เปรี้ยง! พรานคนหนึ่งลงไปกองสองสลึง...

     เอาตัวรอด ผลประโยชน์ ความสะดวก ความสุข ขยายอนาเขต เพิ่มพูนความสุข เพิ่มผลประโยชน์ เพิ่มความสะดวก เพิ่มการขยายอนาเขต

     หาเงิน ใช้จ่าย ได้อุปกรณ์ ชีวิตมั่นคง สร้างครอบครัว ช่วยกันหาเงินมากขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น ได้ของใช้ดีขึ้น ขยายบ้านเมืองมากขึ้น

     ฆ่าฟัน แย่งชิน เกะกะเผาโค่นทำลาย ได้ตามต้องการ องค์การแข็งแกร่ง ผลกำไรมหาศาล แย่งกันหนักข้อ ขวางฆ่าจะห่าอะไรอย่ามาขวางกูทำลายทิ้ง แล้วองค์การก็ใหญ่โตมโหฬาร

     หมูตายไปหนึ่งตัวอิ่มท้อง หมูอีกตัวหนึ่งตายขายต่อไป ได้รถมาหนึ่งคัน ส่งถึงง่ายไม่ต้องเดิน ร้านเติบโต หมูมีเป็นฟาร์ม ป่าหลังบ้านหายไปเป็นแถบ ถนนตัดเข้ากว้างขวาง ติดต่อส่งขายกันข้ามทะเล

     เสือยังกินดีอยู่ เริ่มแปลกใจทำไมเหยื่อลดลง ชักจะหาเหยื่อยากซะแล้วสิ หิวจนโมโหตาลายน้ำลายยืด ออกจากป่าไปล่าที่อื่น โอ้เหยื่อมีเป็นดง ย่องเบาเข้าขย้ำง่ายดีนะ เริ่มรุกเข้าใกล้เขตชุมชน...


     งั้นไอ้การที่อ้างกันว่าจะ ปกป้องโลกบ้างล่ะ จะทำเพื่อโลกบ้างล่ะ จะปกครองโลกบ้างล่ะ มันก็ไม่ได้ทำเพื่อโลกจริงๆ เลยนี่หว่า   ถามจริงเหอะดาวเคราะห์สีฟ้าดวงนี้ไม่สิจะให้ถูกต้อง สิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากมนุษย์บนดาวดวงนี้เคยได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากการกระทำของมนุษย์บ้างรึเปล่าหรอก ไอ้ที่ว่าทำเพื่อโลกของเรานี่ต้องพูดว่าเพื่อสังคมของมนุษย์ เพื่อผลประโยชน์ที่จะเกิดกับมนุษย์ เพื่อระบบการปกครองอารยธรรมของมนุษย์ ‘บางกลุ่ม’ มากกว่าม้าง?


     ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ระบาดหนักอีกแล้ว พวกมันแพร่กระจายอย่างรวดเร็วจนควบคุมไม่ได้ ผู้คนตายไปนักต่อนัก แล้วพวกเราจะทำยังไงดีล่ะ ใช่แล้วต้องหายามาต้านมัน เพื่อความยั่งยืนของเผ่าพันธุ์

     ขณะนี้ประชากรมนุษย์มีมากเกิน 6,000 ล้านคนเข้าไปแล้ว การเพิ่มขึ้นของประชากรเป็นไปจนควบคุมไม่ได้ หนึ่งในสาเหตุหลักเพราะขาดปัจจัยมาลดประชากร โรคร้ายถูกหยุดยั้งได้ง่ายๆ รวมทั้งสงครามที่ไม่หนักมากเหมือนเมื่อครั้งอดีต การแพร่กระจายของมนุษย์เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้แม้ในที่ที่ไม่น่าอยู่อาศัยก็มีคนอยู่ แหล่งชุมชนแออัดเองก็เป็นจุดบ่มเพาะเชื้อโรค ทำลายสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงมันไปจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม...

     ในขณะเดียวกันสัตว์ป่า แมลง หนอน หนู และอื่นๆ อีกมากที่สูญเสียแหล่งหากินของมัน ปรับดุลยภาพของตัวมันให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ช้างก็เข้ามาหากินในที่ๆ อาหารมีมากอย่างสวนไร่ของมนุษย์ หนู แมลงสาบ มด ตะขาบเข้าใกล้แหล่งอาหารใหม่อย่างภายในอาคารบ้านเรือนของมนุษย์ ใช่แล้วพวกมันปรับตัวเข้ากันได้อย่างกลมกลืน อย่างหมาก็กลายเป็นสัตว์เลี้ยงไปเลย ซึ่งกลับกันกับมนุษย์

     รู้สึกว่ามนุษย์เรานี่ไม่คิดจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมเลยซักนิด ขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ขยายแหล่งที่อยู่อาศัยไปเรื่อยๆ กัดกินทรัพยากรไปจนแทบจะหมดสิ้น ใช้คำนี้ก็คงไม่เกินไป   ซึ่งวิธีการนี้เหมือนจะเป็นทางเดียวที่มนุษย์จะอยู่รอดได้... วิธีเดียวกันกับไวรัส


     เมื่อหลายพันปีก่อน ยุคที่ไดโนเสาร์มีมากมายจนปกครองพื้นพิภพ พวกมันบางสายพันธุ์แทบจะอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารเลยทีเดียว แต่สุดท้ายด้วยเหตุอะไรก็หลายหลากทฤษฎี พวกมันสูญพันธุ์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็เข้ามาแทนที่ วิวัฒนาการจนเป็นมนุษย์ เป็นเผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญา   ด้วยความสามารถในการปรับทั้งตัวเองและสภาพแวดล้อมให้เข้ากับความต้องการ และการขยายพันธุ์ที่นับว่าเร็วมาก มนุษย์ได้ขึ้นมายืนอยู่ ณ จุดยอดของปิรามิดห่วงโซ่อาหาร ด้วยความฉลาดที่มีจึงดูเหมือนว่าการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์เป็นเรื่องใกลตัว ด้วยความหยิ่งทนงเราเรียกสังคมอารยธรรมมนุษย์ที่มีทั่วทั้งดาวว่า ‘โลกของเรา’ โดยมองข้ามสังคมเผ่าพันธุ์อื่น และรู้สึกเดือดร้อนถ้าสังคมของพวกมันบังอาจมาซ้อนทับกับเราโดยไม่อนุญาต

     ทั้งที่เราควรจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมแบบสัตว์อื่นบ้าง แต่ด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยอิสระ เราเลือกที่จะมองข้ามการปรับตัวนั้น แล้วทำตัวเป็นไวรัสกัดกินดาวดวงนี้เพียงเพราะว่ามัน ‘สะดวก’ กว่าที่จะมานั่งปรับตัวเอง

     แต่อย่าได้ลืมว่าธรรมชาติไม่เคยปรานีใคร ไดโนเสาร์ที่ว่าแน่ยังเน่าได้ในไม่กี่วัน วันที่มนุษย์จะเน่าบ้างมันย่อมมีอยู่แน่นอน แล้วสายพันธุ์อื่นที่เราไปกดหัวแล้วยึดดาวนี้มาเป็นโลกของเราก็จะผงาดมาค้ำหัวเราเข้าซักวันเป็นแน่แท้...


     ร่ายมาซะยาวเลยนะ แต่ว่าไอ้คนเขียนบทความพล่ามยาวนี้มันก็คนที่ทำตัวเป็นไวรัสตัวนึงนี่แหละ และไอ้ไวรัสตัวนี้ก็ไม่ได้คิดจะปรับปรุงตัวเลยด้วย แต่ถ้าถามว่าไวรัสที่พิมพ์บทความนี้มาให้อ่านอยากช่วยโลกของเราบ้างมั๊ย? ก็ขอตอบเลยว่าอยากจนมือสั่นไปหมดแล้ว

     ทางเดียวที่จะรักษาโลกของเราให้เราทุกสายพันธุ์อยู่ได้อย่างเป็นสุข ที่ไอ้ไวรัสตัวนี้คิดได้นั้นมันคือ ‘ลดประชากรมนุษย์ลงให้เหลือระดับที่เรียกว่าใกล้สูญพันธุ์’ เนื่องจากการอยู่ที่จุดสูงสุดของลำดับการกิน ทำให้ยากที่จะรักษาสมดุลด้านปริมาณ ดังนั้นวิธีการที่ดีสุดๆ ที่ผมคิดได้เลย คือ... มนุษย์เราต้องฆ่าล้างโคตรกันเอง!!!

     ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้นเป็นแบบเดียวกับในการ์ตูนเป๊ะๆ คือการเตะโด่งมนุษย์ให้หลุดไปจากผิวดาวดวงนี้ ใสหัวไปในอวกาศซะ แล้วอย่าได้กลับมาอีก ‘เพื่อให้โลกได้พักเสียบ้าง’ (ชาร์ อัสนาเบิ้ล aka แคสวัล ไดคุน)

     เพื่อโลกของเรา!!!


     ความคิดของไอ้หมอกไวรัสสีม่วงตัวนี้อาจจะสุดโต่งไปนิดแต่ขอเปรยตบท้ายไว้หน่อย พวกเราหลงตัวเองกันไปรึเปล่า ว่ากันตรงๆ การที่เผ่าพันธุ์เราดำรงอยู่ได้เนี่ย ย่ำซากอะไรไปบ้าง เพราะงั้นจำใส่ใจไว้ อย่าเอาแต่สะดวกเข้าว่าอย่างเดียว ที่โลกมันเน่าก็เพราะความงี่เง่าของคนนี่แหละเว้ย!

ท่อนถัดไปนี้ของให้ร้องทำนองเดียวกับกับท่อนคอรัสของ Linkin Park - Victimized (Victimized! Victimized! Never again! Victimized! อย่าลืมเขย่าหัวไปด้วย)

โลกของเรา! โลกของเรา! ใช่จริงรึเปล่า! โลกของเรา! โลกของเรา! โลกของเรา! ใช่จริงรึเปล่า! โลกของเรา! โลกของเรา! โลกของเรา! ใช่จริงรึเปล่า! โลกของเรา! โลกของเรา! โลกของเรา! ใช่จริงรึเปล่า! โลกของใคร?




เพลงที่ฟังตอนแต่ง

LP - Vitimized, Until it Breaks, Carousel, Don’t Stay, Points of Authority, What I’ve Done
Sonata Artica - Dream Thieves
มาลีฮวนน่า - นกบินลัดฟ้า
Einhander OST - Shudder, Factory, Earthlight
KKND2 OST - All Tracks

ปล. หมาอร่อยมาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 19, 2012, 01:42:46 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #41 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2012, 05:16:22 PM »

   วันนี้ก็เป็นอีกวันอันแสนเหนื่อยหลังเลิกงาน ผมกลับถึงห้องเช่าในสภาพทุลัดทุเลเอาการเนื่องมาจากปวดขี้อย่างรุนแรง เมื่อเข้าถึงปุ้บสิ่งแรกที่ทำคือแก้ช่วงล่างอย่างร้อนรน แล้วหย่อนก้นลงโถ แพร่ดดดด อูวววว กระเส่าไปถึงอุรา ในขณะที่ความสุขปริ่มขึ้นมาจนถึงหน้านั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ซึ่งมันอยู่ในห้อง...

     "ฟักเอ้ย! ใครแม่งโทรมาตอนนี้วะ!"

   ผมจำใจลุกออกไปทั้งไม่ได้ล้างตูด ความรู้สึกแฉะๆ มันๆ แผลบๆ ตรงง่ามทำให้หัวใจหวั่นไหวตามด้วยเปิดประตูห้องน้ำเอื้อมหยิบโทรศัพท์บนหลังตู้เย็นแล้วกลับมานั่งบนโถต่อ ไอ้คุณเพื่อนนี่เอง แม่งโทรมาได้เวลาสวยเหลือเกินนะ (บักนี่แหละต้นแบบของซานเจ สิงหาเนีย เพื่อนพระเอกนิยายของผม)

     "โหลมีไรวะ"

     'เฮ้ยมึงช่วยแต่งเรียงความให้หน่อยเด่ะ ข้อดีของการศึกษากฎหมายนะ'     โอ๊ะ น่าสนใจดีนี่นา กำลังตันมุขพอดีเลย

     "เอาภายในวันไหน?"

     'อาทิตย์หน้านู้น'     ไม่บอกเป็นวันที่ให้ชัดๆ หน่อยล่ะ

     "เอาชัดเจนอาทิตย์ที่เท่าไหร่วะ"

     'ประมาณ 2 อาทิตย์ แต่งให้หน่อย ข้อดีของกฎหมายนะ'     รู้สึกหัวข้อมันผิดจากที่พูดตอนแรก

     "ข้อดีของกฎหมายหรือข้อดีของการศึกษากฎหมายกันแน่วะ"     ต่างคำเดียวความหมายห่างกันเป็นวาเลยนะเฮ้ย

     'ข้อดีของการศึกษากฎหมาย แค่นี้นะ'     ปี้บ

   มันจะรีบวางสายไปทำไมวะ พูดจาคลุมเครือซะเหลือเกิน ตกลงเอาเป็นข้อดีของการศึกษากฎหมายแล้วกัน แต่กูข้าไม่ได้แตกฉานในวิชาการนะไอ้คุณเพื่อน เอาวะมันคงอารมณ์เดียวกับ 'ทัศนศึกษาครั้งนี้นักเรียนได้รับประโยชน์หรือความรู้อะไรบ้าง' ที่เรามักจะตอบไปว่า ได้เห็นนู่น ได้รู้นี่ ไม่กี่บรรทัดนั่นแล... ว่าแล้วก็เริ่มกันเลย สบายๆ สไตล์หมอกม่วง

ข้อดีของการเรียนรู้กฎหมาย
(แหม่ ถ้าใช้คำว่า ศึกษา มันดูวิชาการไม่เข้ากับสารรูป)

   เกริ่นนำสักเล็กน้อย อนึ่งบทความนี้ตั้งใจแต่งให้เพื่อนมันลอกไปส่งอาจารย์มหาลัย แต่ว่านะไอ้เพื่อนเอ๋ย การลอกการบ้านน่ะมันไม่ช่วยให้สมองมึงมีรอยหยักเพิ่มขึ้นหรอกนะ อย่าได้หวังว่าจะลอกไปส่งแบบทื่อๆ ได้เลยว่ะ ด้วยสันดานของผมที่แต่งบทความใสๆ ไม่ได้เป็นทุนเดิม ท่านที่อ่านก็คิดว่าอ่านเรื่องยาวในหนังสือการ์ตูนมxาสนุกไปแล้วกัน

   เรามารู้จักกฎหมายกันก่อนดีกว่า ผมจะไม่ยกทฤษฎีทั้งหลายของนักกฎหมายชั้นนำ หรือผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตมาให้ทุกท่านมึนเล่นกันหรอก เพราะผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจไอ้ทฤษฎีอะไรพวกนั้นเช่นกัน และคำว่า 'ทฤษฎี' มันยังพิมพ์ยากสำหรับผมอีกด้วย สำหรับผมแล้วกฎหมายคือ 'อุปกรณ์ควบคุมสังคมให้เป็นไปในทางเดียวกัน' ซึ่งนำมาบังคับใช้โดย 'ผู้ปกครองสังคมนั้นๆ' และยังรวมถึง 'อุปกรณ์สนองความต้องการพื้นฐานหรือขั้นสูงสำหรับการพัฒนาสังคม' เช่นกัน

   มันควบคุมให้สังคมเป็นไปในทางเดียวกันยังไงน่ะเหรอ ก็ด้วยวิธีการสร้างค่านิยมให้กับสังคมไงล่ะ เช่น การกระทืบขอทานผิดกฎหมาย คนในสังคมก็จะไม่กระทืบขอทาน หรือการช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในภัยอันตรายเป็นสิ่งต้องทำ ถ้าไม่ช่วยมีความผิด แน่นอนว่าตัวเองต้องช่วยได้ หรือการจ่ายภาษีอากรแก่รัฐ   ส่วนผู้ปกครองของสังคมนั้นๆ ก็พวกรัฐบาล ผู้แทน หัวหน้า หรือผู้นำเผด็จการก็แล้วแต่ระดับของสังคม ซึ่งพวกนี้แหละที่นำมันมาบังคับใช้ โดยที่ตัวเองที่อยู่ในสังคมนั้นก็ต้องทำตามด้วย ส่วนเหตุที่ผมเรียกว่าผู้ปกครองก็เพราะสังคมต้องการผู้นำไงล่ะอย่าคิดมากคุณรู้คำตอบของมันอยู่แล้ว ส่วนคนที่คิดไม่ออกก็มองไปที่ป้ายหาเสียงตามเสาไฟฟ้าแทน นั่นแหละผู้แทนที่ถูกเลือกไปปกครองพวกคุณผ่านทางสิ่งที่เรียกว่า 'รัฐบาล' ส่วนพวกเผด็จการก็ประมาณฮิตเลอร์ไงล่ะ   ประการสุดท้ายที่ผมกล่าวถึงคือสนองความต้องการพื้นฐานหรือขั้นสูงของสังคมนั้น ผมขอยกตัวอย่างเลย เช่น การตราพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดิน หรือกู้เงินเพื่อมาบริหารสังคม หมดนี่คือการใช้กฎหมายมาสนองความต้องการเพื่อพัฒนาสังคม เข้าใจง่ายไหม ถ้าไม่เข้าใจย่อหน้าถัดไปจะสรุปให้

   อุปกรณ์ควบคุมสังคมให้เป็นไปในทางเดียวกัน - กำหนดสิทธิ์ที่คุณจะเข้าถึงได้และหน้าที่ที่คุณต้องทำเพื่อสังคม, ผู้ปกครองสังคมนั้นๆ - รัฐบาล(กฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร บังคับระดับประเทศ) หัวหน้าชุมชน(แต่ละท้องที่อาจมีข้อบังคับต่างกัน เช่น จารีต ธรรมเนียม ห้ามดื่มเหล้าในหมู่บ้าน เป็นต้น) ซึ่งคนพวกนี้ก็อยู่ใต้กฎที่ตราขึ้นเช่นกัน, อุปกรณ์สนองความต้องการพื้นฐานหรือขั้นสูงสำหรับการพัฒนาสังคม - ใช้กฎหมายเพื่อหาปัจจัยต่างๆ มาเติมเต็มหรือฟื้นฟูสิ่งที่สังคมขาด(มักใช้โดยผู้ปกครอง ส่วนใหญ่เป็นการตรากฎหมายใหม่มาเพื่อการแก้ปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์ โดยผ่านความเห็นหมู่มาก เช่นประชุมสภา)

   เป็นไงครับ เข้าใจไม่ยากเท่าไหร่ใช่มั้ย กฎหมายมันมาในรูปแบบหลากหลาย แต่ผมเค้นสมองจำแนกได้เท่าที่อ่านกันนี่แหละครับ ไม่ขอเจาะลึกไปถึงประเภทนะครับ พวกรัฐธรรมนูญ กฎหมายแพ่ง อาญา ปกครอง หลักๆ แล้วมันก็ไอ้สามอย่างข้างต้นนั่นแหละครับ

   เรามาเข้ารูปแบบการตอบคำถามอารมณ์ไปทัศนศึกษากันเลย การเรียนรู้กฎหมายมีข้อดีอะไรบ้าง ค้าบๆ ป๋มยู้ค้าบ ป๋มได้ยู้ว่ากฎหมายไม่ใช่เครื่องมือเพื่อความยุติธรรมค้าบ และยังได้ยู้อีกว่ากระบวนการยุติธรรมมันเป็นแค่ชื่อค้าบ แต่สังคมต้องการกฎหมายค้าบ ถ้ารู้กฎหมายแล้วจะไม่โดนโกงในสัญญาเช่าห้องค้าบ ป๋มช่วยให้คนข้างบ้านที่ไม่มีบัตรประชาชนมีบัตรประชาชนได้ค้าบ การวางยาเบื่อหมามีเจ้าของข้างบ้านที่เห่าไม่หยุด(ในขณะที่ป๋มพิมพ์บทความนี้ตอนตี 1)เป็นความผิดค้าบ จบ นี่แหละเหล่าข้อดีที่ผมได้รับจากการเรียนรู้กฎหมาย

   ถ้าให้เพื่อนมันเอาไปส่งอาจารย์ทั้งอย่างนี้มันคงโดนตบกะโหลกร้าว ก็สมน้ำหน้ามัน แต่ขยายอีกหน่อยก็คงจะดี

   ที่ผมว่ามันไม่ใช่เครื่องมือเพื่อความยุติธรรมก็เพราะกฎหมายไม่เคยยุติธรรมครับ ตรงตัวก็รัฐธรรมนูญกับกฎหมายปกครอง ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเอามาบริหารปกครองประชาชนทั้งตาดำตาบอดอย่างเราๆ ส่วนกฎหมายแพ่ง อาญา นี่มันเป็นเครื่องมือเอาคืนทบต้นทบดอกครับ บางทีคุณโดนเตะลงไปกองนอนบนเตียงโรงพยาบาลเสียค่ารักษาไปไม่ถึงหมื่นบาท รวมค่าขาดรายได้จากการทำงานตอนพักรักษาตัวด้วยแล้วก็ยังไม่เฉียดเลขห้าหลัก คุณกลับเรียกเอาจากคู่กรณีได้เกินหมื่น หน้าระรื่นขึ้นมาทันที นี่มันล้างแค้นกันชัดๆ ถ้ายุติธรรมจริงๆ คุณต้องได้เตะมันคืนจนมันเสียเงินเท่าคุณ หรือไม่ก็ให้มันจ่ายให้ในราคาที่คุณเสียไปจริงๆ

   แต่อย่าได้มองในแง่ร้ายไป กระบวนการยุติธรรมนั้นหลักๆ คือการพิสูจน์ความจริง เพื่อที่จะลงโทษฝ่ายที่ผิดให้สาสมกับเหตุและผลของการกระทำความผิด เช่น เอาปืนมาทำความสะอาดในบ้านอยู่ดีๆ กระสุนดันลั่นออกไปโดนเด็กที่กำลังเตะบอลซะอย่างนั้น ผลอาจร้ายแรงแต่เหตุนั้นคือไม่มีเจตนาจะยิงเด็ก อันนี้โทษก็เบากว่าชักปืนยิงคนในผับโดยเจตนา   นอกจากนี้เราเองรู้จักกับอีกหนึ่งเหตุที่ทำให้มันเป็นกฎหมายพิสูจน์ควมจริง นั่นคือ 'แพะรับบาป' และ 'ผู้ร้ายปากแข็ง' นั่นเอง   แต่คุณอาจมีคำถามขึ้นมาในหัวว่า 'เอ๊ะ ผลสุดท้ายก็คืนความยุติธรรมให้แพะนี่นา' - ใช่ครับ ในแง่มุมของบุคคลที่ 3 แพะกับผู้ร้ายปากแข็งอาจได้รับสิ่งที่ตนควรได้รับ ซึ่งมันก็ดูยุติธรรมดีสมชื่อกระบวนการ แต่... มนุษย์เป็นปัจเจกนะครับ

   มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคิดเป็นเอกเทศของใครของมัน ทุกคนคงรู้จักสำนวนที่ว่า 'รู้หน้า ไม่รู้ใจ' ใช่ใหมครับ? นั่นล่ะครับความหมาย สมองของมนุษย์มีความเร็วเหนือแสง จริงอยู่บทสรุปของเรื่องราวอาจดูสวยงาม แต่ว่าระหว่างพิสูจน์ความจริงนั้นล่ะพ่อแม่พี่น้องผองประชาทั้งหลากหลาย แพะตัวนั้นอาจจะโดนสังคมตะบันหน้าด้วยวาจาจนชีช้ำน้ำใจไปขนาดไหน เอาง่ายๆ คุณมีเมีย มีลูกแล้ว ดันไปโดนจับข้อหาค้ายาบ้าซะฉิบ ทีนี้ตอนแรกๆ ลูกเมียคุณอาจไม่เชื่อ แต่พอเรื่องออกสื่อหรือออกปากคนในละแวก ครอบครัวคุณเป็นอันโดนนินทาในบัดดล ถ้าเมียคุณลูกคุณรักมั่นเชื่อมั่นมันก็แล้วไป แต่ถ้ามันไม่ใช่ก็เตรียมบ้านแตกได้เลย ใครที่ไหนอยากจะมีประวัติ 'ต๊ายดูสิเธอว์ ผัวอีนี่น่ะมันขี้คุกขี้ยาล่ะตัวเธอว์ ดั๊นล่ะรังเกี๊ยดรังเกียจ' ให้สังคมมาตอกย้ำ ไหนจะลูกถูกเพื่อนล้อเอยอะไรเอยสารพัด ทั้งยังค่าใช้จ่ายนู่นนี่ ค่าทนาย ค่าธรรมเนียมศาล ฟักยู! เฮ้อ เหนื่อยเลยใส่อารมณ์มากไปหน่อย ย่อหน้าถัดไปจะสรุปให้

   กว่าที่แพะจะพ้นผิด กว่าผู้ร้ายจะรับบาป กามันคาบขี้ไปโปรยถึงไหนๆๆ แล้ว ระหว่างนั้นแพะสูญเสียอะไรไปบ้าง ขนฟูนุ่มของแพะคงโดนแกะลอกปอกชำแหละ จนไส้ในไหลทะลักมากองแหมะเน่าเหม็นไปไกลแล้วหลายลี้ คิดว่าความบริสุทธิ์กับเงินกระหยองกระแหยงที่ได้ตอบแทนมาตอนท้ายมันคุ้มค่ากับ 'เวลา' ที่เสียไปงั้นเหรอ? แล้วต่อให้เงินที่ได้มันเยอะมั้นคุ้มเหรอที่ถูกสังคมมองว่าเลวเสียนานนม ลองคิดดูเองแล้วกัน

   ผมเคยเขียนเกี่ยวกับความยุติธรรมไปแล้วในบทความแนวนิยาย 'ความยุติธรรมในก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม' ดังนั้นผมจะไม่กล่าวถึงมันอีก แต่ข้อสรุปเกี่ยวกับความยุติธรรมของผมคือ Justice is happy ending scene. ความยุติธรรมคือฉากจบที่สวยงาม ไม่ใช่ฉากจบที่ต้องถูก ขอยกบทพูดจากบทความนั้นมาซักบท - “เฮอะ! บ้าบอคอแตก สำหรับฉันความยุติธรรมมันต้องแปลแบบตรงตัวเว้ย! ยุติคือ จบ หยุด ไม่ไปต่อ - ธรรมคือ ดี ถูกตามสถานการณ์ ประมาณนั้น ถ้ามารวมกันก็เป็น จบอย่างลงตัวทั้งสองฝ่าย ขอแค่รู้สึกดีทั้งคู่ก็ยุติธรรมแล้ว ต่อให้ต้องโกหกก็ตาม แล้วฉันไม่เห็นว่าหลอกคนเลวมันผิดตรงไหน”

   ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นเป็นอีกหนึ่งข้อดีที่ได้มาจากการศึกษากฎหมายครับ คือ ป๋มได้ยู้ว่ากฎหมายที่ดีควรคำนึงถึงความยู้ฉึกของผู้คนด้วยค้าบ และกฎหมายเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความจริงผ่านสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรมค้าบ

   ส่วนนี้สำหรับผมเท่านั้น - ข้อดีที่ได้รู้จากการเรียนกฎหมายอีกข้อคือ 'กฎหมายคืออุดมคติ เป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดได้อย่างสมบูรณ์แบบ'

   มีคนเถียงผมในแนวคิดนี้อยู่เยอะเช่นกัน และเถียงด้วยเหตุผลที่ยอมรับได้ในระดับสูงด้วย นั่นคือ 'กฎหมายไม่สมบูรณ์แบบ ทุกวันนี้คนหลายคนถูกเอาเปรียบโดยตรงจากกฎหมาย รวมทั้งการโกงกินต่างๆ ผ่านกฎหมายกันโต้งๆ เช่น เงินเดือนข้าราชการ ถึงมันจะดูน้อยเมื่อเทียบกับอาชีพเอกชนในระดับความรู้เดียวกัน แต่ค่าอื่นๆ มันสูงลิบลิ่ว อาทิ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอบรม ทั้งหมดฟรี(แถมเกินเข้ากระเป๋า) ส่วนเอกชนจ่ายเองล้วนๆ ส่วนข้าราชการเอาภาษีที่รีดจากเอกชนไปจ่าย แล้วไหนจะนักการเมืองบางคนที่ต่อสู้ยื้อคดีจนคดีหมดอายุความ เอาผิดต่อไปไม่ได้แม้ว่าจะทำผิดจริงก็ตาม' คำตอบของผมที่มีต่อข้อเถียงนี้คือ ใช่ ครับ เป็นตามนั้นเป๊ะๆ แต่นั่นมันอยู่ในส่วนของการใช้ครับ

   กฎหมายโดยตัวของมันเองแล้วสมบูรณ์สูงสุด ด้วยเหตุผลที่ผมจะนำเสนอดังนี้ มันกำหนดสิ่งที่ควรทำควรห้ามไว้ชัดเจน รวมทั้งให้สิทธิในการแก้ไขตัวกฎหมายเองเอาไว้ด้วย และเหตุผลข้อหลังเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมองว่ามันเป็นอุดมคติ

   เอาล่ะมาว่ากันต่อถึงข้อเถียงนั้นซึ่งผมยอมรับว่าใช่ แต่นั่นมันเรื่องของการนำไปใช้ ผู้บังคับใช้กฎต่างหากที่ทำให้มันไม่เป็นอุดมคติ ตัวตนที่บิดเบือนทุกความ 'ต้องถูก' ของตัวบทกฎเหล่านั้นคือ 'ผู้นำมันไปใช้'

   ผู้นำไปใช้ผิดครับ กฎหมายมันอยู่ของมันตรงๆ ทื่อๆ อย่างนั้นแหละครับ มันอยู่ที่ผู้ใช้ อย่างตำรวจตรวจจับรถมอไซไม่ใส่หมวกกันน็อค แทนที่จะเขียนใบสั่งแล้วปรับเงินเข้ารัฐ ดันรับค่าเอ็มร้อยแล้วปล่อยไปด้านๆ หรืออย่างกรณีข่าวดังที่หน่วยงานราชการหน่วยงานหนึ่งขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองโดยอาศัยข้อกฎหมาย นั่นแหละครับมันถึงผิด เพราะใช้กฎหมายแบบผิดๆ บิดเบือนความต้องถูกที่มีในตัวบทกฎหมาย หรืออย่างพวกผู้นำเผด็จการทั้งหลาย เช่น ฮิตเลอร์เอย จอมพลสฤษดิ์เอย พวกนี้ก็เป็นอีกเหล่าผู้ใช้กฎหมายแบบไม่ค่อยถูกต้องเท่าไรนัก(เพราะบางจุดพวกเขาทำถูก)

   กล่าวถึงการบิดเบือนความต้องถูกของกฎหมายแล้ว ผมแนะนำให้ท่านที่ยังคงกังขาแนวคิดของผมที่ว่า 'คนใช้ผิด' มองย้อนไปยังยุคกลางของยุโรป มองไปที่นครรัฐวาติกันอันศักดิ์สิทธิ สถานที่ซึ่งคำสอน(กฎ)ของศาสนาคริสต์(ผู้ตรากฎ, ผู้ปกครอง)ถูกเหล่านักบวชทั้งระดับต่ำระดับสูง(ผู้นำกฎไปใช้)บิดเบือนจนสังคมเละเทะ พอยกศาสนามาใช้แล้วเห็นภาพง่ายดีนะครับ

   เห็นแล้วสินะครับว่าตัวกฎหมายนั้นไม่มีข้อเสีย ข้อเสียข้อบกพร่องพร้อมที่จะถูกแก้ไขเติมเต็ม ที่ผิดน่ะคนที่เอากฎไปใช้ต่างหาก

   ส่วนสุดท้ายและสำคัญ อีกหนึ่งข้อดีของการเรียนรู้กฎหมายครับ การเรียนรู้กฎหมาย ช่วยให้เรารู้กฎหมาย เข้าใจหลักของกฎหมาย เข้าใจสิทธิที่ตัวเองมี เข้าใจหน้าที่ของตัวเองตามกฎหมาย และเมื่อเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วนั่นหมายถึงเราเข้าใจถึงความจำเป็นอันสำคัญยิ่งของกฎหมาย นั่นคือ 'กฎหมายช่วยในการดำรงอารยธรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์' หากไม่มีการตั้งกฎหมายหรือสิ่งอื่นในทำนองเดียวกันกับกฎหมาย เผ่าพันธุ์มนุษย์จะหยุดการพัฒนาด้านสมองส่วนการมีเหตุผล ทำให้หยุดการสร้างอารยธรรม เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นก็คือ 'การห้าม' ทั้งหลายแหล่ที่กฎกำหนดไว้ ถ้าไม่มีการห้ามทั้งหลายเหล่านั้นมนุษย์จะทำตามใจหรือตามสัญชาตญานเช่นสัตว์ชนิดอื่นๆ บนดาวดวงนี้ ย่อหน้าถัดไปผมจะชี้แจงให้เห็นว่าการถูกห้ามมันทำให้เกิดอะไรขึ้น

   เมื่อมนุษย์ถูกห้ามไม่ให้ทำสิ่งใดก็ตาม จะเกิดความรู้สึกต่อต้านเล็กๆ ขึ้นเสมอ เพื่อหาเหตุผลของการห้ามนั้นๆ ว่าห้ามไปเพื่ออะไร ถ้าห้ามเพราะสมควรก็ยอมลงตามข้อห้ามและหาเส้นทางอื่นที่ไม่ถูกห้าม หรือถ้าข้อห้ามนั้นไม่สมควรก็จะเกิดการต่อต้านขั้นสูง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ มากมายหลากหลาย - ด้วยการสร้างเส้นทางที่ไม่ถูกห้าม และทำลายกำแพงข้อห้ามที่ไม่ถูกต้อง ทำให้สังคมมนุษย์ได้รับการกระตุ้นจนขยายของเขต สร้างเป็นอารยธรรมที่มี 'กฎ' ในระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ มาถึงปัจจุบันที่ทั้งผมและคุณหายใจอยู่

   สรุปรวมข้อดีที่ได้จากการเรียนรู้กฎหมาย
     -ได้รู้ถึงสิทธิ และหน้าที่ของตัวเองในสังคม
     -ได้รู้ว่ากฎหมายที่ดีควรคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อยู่ภายใต้กฎหมาย
     -ได้เข้าใจถึงเหตุผลในการมีอยู่ของกฎหมาย นั่นคือการมีอารยธรรมนั่นเอง
   สำหรับผมนะ ท่านอื่นๆ ก็แตกต่างกันไป เพราะพวกเรามีความคิดเป็นของตัวเอง


เพลงที่ฟังตอนแต่ง
 LP - What I've done, What we don't know, Wrectches and kings, Burn it down, Powerless, Until it breaks, Points of authority
 เสือ ธนพล - ชีวิตหนี้
 พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ - ฉันคือประชาชน, โรงเรียนของหนู, 6 ต.ค. 2519
 คาราบาว - นมหด, ประชาธิปไตย
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #42 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 11:48:52 AM »

คือว่าตัวผมนั้นกำลังตกงาน ครั้นพอไปสมัครพาร์ทไทม์ตามใบปลิวก็ดันไปเจอกับ... บริษัทแช์ลูกโซ่แบบทางอ้อมจนกฎหมายยอมให้ถูก(จริงๆ แล้วมันล่อผมตรงๆ เลยล่ะ อารมณ์จ่าย 1000 เป็นบรอนซ์เซนต์ 2000 เป็นซิลเวอร์เซนต์ แล้วไปหาสมาชิก(เหยื่อ)มาสมัครเพิ่ม) อยากเขียนมาลงให้อ่านกันมาก แต่กลัวจะไม่เหมาะสม จึงอยากจะขอถามมาก่อนครับ ว่าเอามาให้อ่านดีรึเปล่า
อนึ่งมันคล้ายๆ กับรูปแบบของน้องกิ๊ฟเหมือนกัน เพชรบริ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 28, 2013, 11:50:23 AM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
Super77
Ace Pilot
****
กระทู้: 378



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #43 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 07:07:12 PM »

^
^
^
ถ้าเป็นพวกสเปคเตอร์เขาจะจ่ายให้ไหมครับ
บันทึกการเข้า

เด็กที่ชอบเล่นsrw แต่ไม่ค่อยรู้เนื้อเรื่องสักเท่าไหร่
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #44 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2013, 04:37:55 PM »

ยิ้มให้กับฝัน ในวันที่.. ที่อะไรวะ?

     วันหนึ่ง วันอากาศเย็น วันที่คืนจะต้องไปทำงาน วันนั้น ผมฝัน...
     ผมนอนกลางวันเพื่อเอาแรงไปทำงานกลางคืน งานเด็กเสิร์ฟ สุจริต แต่ถูกมองว่าผิดสำหรับตัวผมในสายตาคนมีอันจะกินแถวบ้าน ซึ่งผมเองก็คิดว่า เสือกอะไรกับการตัดสินใจของกูวะ? แล้วผมก็ได้หลับลง เป็นหลับที่มีความฝันซึ่งจำได้อย่างเจนจัดชัดเจน ขอบคุณที่ทนอ่าน ต่อไปจะเริ่มเรื่องล่ะ (ถ้าคิดว่าผมพล่ามอะไรอยู่ ขอให้คิดต่อไปอีกนิด ซักระติ๊ด ซักกระจึ๋ง หน่อยนึงก็ยังดี...)

     มันเป็นฝัน(แหงอยู่แล้ว) แต่แน่นอนว่าตอนนั้นผมไม่รู้หรอก(ก็ฝันนี่หว่า(ก็ใช่น่ะสิ))   ผมเดินอยู่ในซอยตอนกลางวัน  ซอยนั้นไม่น่าอยู่เอาเลย ขยะมากมาย หมาแมวเรื้อนเรียบ คนเงียบเหงา และเงาสลัวเพราะดวงอาทิตย์โดนเมฆบังและมีหมอกลงมัว ก็เหมาะกับคนที่คิดรั่วๆ แบบผมดี แต่เมื่อก้าวออกไปจนจะพ้นปากซอยปุ้บ ผมก็ได้ยินเสียง..เพลง เพลงดังอึกทึกราวกับงานเทศกาลมาจากข้างหลัง ผมหันกลับไปดูก็พบว่ามันเป็นงานเทศกาลจริงๆ นั่นแหละ เดี๋ยวสิแล้วไอ้ซอยมืดมัวเมื่อกี้ล่ะ ผมรีบหันกลับไปก็กลายเป็นงานเทศกาลอีก เฮ้ย!

     ความเปลี่ยนแปลงอันแปลกประลาดนี้กลายเป็นคลื่นพลังอันรุนแรงซัดกระแทกไล่ย้อนขึ้นมาจากไส้ตรงจนถึงลำคอ ใจเบาหวิวหายใจรวยริน แต่แล้วสมองอันเอื่อยอาดของผมก็ปลุกพลังบางอย่างขึ้นมาอัดดันคลื่นพลังแสนน่ากลัวนั้นกลับไปได้ มันเป็นสุดยอดอาวุธทรงพลานุภาพ พลังแห่งจิตที่แฝงอยู่ในความคิดที่ชื่อว่าอะไรหว่า? นั่นดิ อะไรวะ? ช่างแม่งผมเดินต่อไป...

     ซอยนี้ช่างแปลกปลอมสำหรับตัวตนแท้จริง ของผม ใช่แล้วครับ ตัวจริงผมไม่ชอบเที่ยวงานเทศกาลเอาซะเลย เพราะไม่มีเพื่อนเดิน(ไม่มีใครคบนั่นเอง) ช่างแม่ง   ซอยมันต่างไปแบบขี้กับข้าวหน้าเนื้อโรยผักชีเคียงแตงกวาเลยทีเดียว อากาศก็ปลอดโปร่ง บ้านเรือนสีสดสวย โอ้มาย.. ช่างแม่ง   สองข้างทางผู้คนมากมายแต่งกายสวยงามจับจ่ายซื้อของจากร้านแผงลอยซึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ ช่างแม่ง   ผมเดินต่อมองไปรอบๆ มันเต็มไปด้วยเชือกระโยงระยางจากบ้านจากตึกข้ามฟากสลับฝั่งประดับไปด้วยดอกไม้และหลอดไฟคละสีสวยงามเหนือหัวเต็มไปหมด แล้วไอ้ซอยมืดๆ เมื่อกี้ล่ะ ช่างแม่ง   แปลกใจเหมือนกันที่ในฝันนั้นผมมองทุกสิ่งที่เปลี่ยนไปนี้ไม่ต่างจากนั่งเกาตูดดูข่าวเช้าข่าวเต้า ช่างแม่ง   ว่าแต่ว่า นี่มันงานเทศกาลอะไรกันล่ะ ช่างแม่ง
     ผมเดินผ่านคนที่ในฝันผมรู้จักมากมาย ช่างแม่ง   แวะซื้ออาหารหน้าตาน่ากินในถ้วยพลาสติกซึ่งในฝันรสชาติมันอร่อย แล้วถ้าเป็นความจริงล่ะ ช่างแม่ง   เสียงประทัดพวงดังเปราะแประมาตามทางมีขบวนแห่ตรงมาจากข้างหน้า ขบวนแห่ฉลองอันสวยงามผ่านเข้ามาในซอยที่อยู่ดีๆ ทางก็กว้างขึ้นแบบหาเหตุผลไปทำไม ช่างแม่ง   รูปร่างของขบวนแห่นั้นผมจำได้ลางๆ ซึ่งมันดูแล้ว... ช่างแม่ง   หลังจากมันผ่านไปแล้วผมก็เดินตามทางไปต่อ ภาพความสนุกสนานมีให้เห็นจนชาตา แต่ว่าตัวตนในฝันนั้นกลับรู้สึกสนุกไปกับมัน ช่างแม่ง   ผมเดินไปจนถึงสะพานข้ามคลองแสนแสบซึ่งมีมาได้ไงวะ? ช่างแม่ง   ที่รู้ว่ามันเป็นคลองแสนแสบเพราะหน้าตามันเหมือนสะพานมิตรมหาดไทยที่ผมเห็นจนชินทุกเย็นนั่นเอง แต่ว่าน้ำในคลองมันดันใสสะอาดราวกับเมื่อยี่สิบปีก่อน ไม่มีวินมอไซนั่งเล่นหมากฮอส หรือท่าเรือเหล็กสนิมชวนหมองลูกตา มันถูกแทนที่ด้วยดอกไม้หลากสีลอยบนผิวน้ำชวนมอง มีคนพายเรือขายของ และมีกระทั่งเด็กแก้ผ้ากระโดดเล่นน้ำคลอง! เฮ้ยกลางงานเทศกาลเนี่ยนะ!!! ช่างแม่ง
     ผมเดินไปจนจะพ้นสะพานที่ไม่มีรถวิ่ง ฉับพลันสายตาก็หันไปสบเข้ากับประกายสดใสนัยน์ตาสดสวยของหญิงสาวคนหนึ่ง จำชื่อไม่ได้แค่รู้ว่าเธอสวยมาก และผมไม่รู้จักเธอ แต่ในฝันนั้นผมดันรู้จักและทักเธออย่างเป็นธรรมชาติ เธอนั่งบนม้านั่งหินอ่อนข้างสะพาน ซึ่งก็ได้โบกมือเรียกผมไปนั่งข้างๆ ในความเป็นจริงนั้นผมคงจะร้องเสียงพงษ์สิทธิ์ไปแล้วว่า "มึงเป็นใคร!!!" แล้วไอ้ม้านั่งหินอ่อนนั่นมัน "มาได้ยังไง!!!" แต่ก็นะมันเป็นฝันนี่ ช่างแม่ง   เราพูดคุยเหมือนคนรู้จักที่ห่างหน้าหายตากันไปแสนนาน ตัวผมในฝันนั้นไม่เป็นตัวเองเอาซะเลย โดยปกติไม่ว่าจะผู้หญิงหรือใครหน้าไหนผมก็คุยแค่ตามมารยาทเท่านั้น แต่ในฝันผมดันกระหนุงกระหนิงไม่ทำตัวนิ่งกับเธอ ช่างแม่ง   พอคุยเสร็จผมก็ขอเบอร์เธอซะด้วย แล้วเราก็โบกมือร่ำลาในความสัมพันธ์ แล้วปล่อยเธอหายไปโดยรู้จักกันแค่ไหนฝัน ช่างแม่ง

     เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนบ่ายอ่อนๆ ผมพักผ่อนไม่เต็มที่นักเพราะดันฝัน เมื่อมองไปรอบห้องก็เห็นแม่ชงกาแฟรอบบ่ายอยู่... "แม่ กินปาท่องโก๋ป่ะ? ชงไมโลให้ด้วยล่ะ" โดยไม่รอคำตอบผมคว้าแบงค์ร้อยออกไปโดยได้ยินเสียงสั่งให้ซื้อน้ำปลาแว่วตามหลัง ในซอยนั้นต่างจากในฝันชัดเจน ถนนคนน้อยบ้านเรือนไม่สดใสขยะเต็มถนน ช่างแม่ง   ที่บัดซบคือซอยมันก็แคบอยู่แล้ว พวกมหาเศรษฐีเงินผ่อนทั้งหลายยังอุตส่าห์จอดรถริมถนนให้ทางมันแคบเข้าไปอีก ในบ้านที่ก็ว่างไม่จอดเข้าไปล่ะวะ ช่างแม่ง   หักขวาเป็นตรอกเล็กๆ ที่มีรถใหญ่ผ่านแต่ไม่เสือกเวณคืนที่ดินเข้าไปหรอกไอ้คุณเจ้าหน้าที่ผังเมืองท้งหลาย ช่างแม่ง   แค่นั้นไม่พอมันมีร้านจิ้มจุ่มอยู่หัวมุม ซึ่งไอ้ร้านนี้มันมักง่ายเทน้ำขยะทิ้งแม่งตรงข้างร้านซึ่งก็คือถนนนั่นแหละ เหม็นสิครับ ช่างแม่ง   ผ่านอาบอบนาบนาบนาบนาบนาบนาบนาบ เห็นอาเสี่ยกำลังควงหมอนาบขึ้นรถไปกลางวันแสกๆ ถ้าไม่โสดก็โดดงานหลบเมียมาล่ะ ช่างแม่ง   เดินไปสั่งปาท่องโก๋ทันที บอกว่าเอาที่ร้อนที่สุดเท่าที่จะร้อนให้ได้ ซึ่งก็ได้มา แต่พอทำท่าจะไปต่อดันผ่ามีคนรู้จักเข้ามาทักอีกว่า "ทำอะไรอยู่" นี่มึงมองไม่เห็นจริงๆ เหรอวะ? ช่างแม่ง   เพราะรู้จักกันรวมด้วยความอาวุโส ผมเลยจำใจต้องยืนคุยเรื่องงานของผมให้รำคาญเล่นไม่พอลืมซื้อน้ำปลาอีก โชคดีที่ยังไม่เดินกลับมาไกลเลยวกไปซื้อน้ำปลามาอีก เสียเวลาไม่เข้าเรื่องเลย ช่างแม่ง   พอกลับถึงบ้านปุ้บหย่อนตูดนั่งแหมะแกะถุงปาท่องโก๋ก็พบว่ามันหมดความร้อนไปแล้ว ช่างแม่ง   อย่างน้อยไมโลก็น่าจะร้อ... เย็นชืดมันนมขึ้นแพตามปาท่องโก๋ไปแล้ว แม่คลายความสงสัยให้ผมด้วยคำว่า น้ำมันไม่ค่อยร้อนน่ะ เฮ้ออออออ

     ผมกล้ำกลืนกินปาท่องโก๋จุ่มไมโลเย็นชืดไปแบบหมดอารมณ์ ทำไมผมไม่ช่างแม่งใส่ไอ้คนที่มาชวนคุยนะ พอถึงตอนนี้สิ่งที่ผมทำได้ก็มีเพียงแค่ "ยิ้มให้กับฝัน" ที่สวยงามเท่านั้น... ช่างแม่ง!!!





     ทิ้งท้าย... ช่างแม่ง ใครจะทำอะไรก็ช่างแม่ง ดีก็ช่างแม่ง ชั่วก็ช่างแม่ง ทำพลาดช่างแม่ง สำเร็จช่างแม่ง บ้านเมืองพังช่างแม่ง
     คำๆ นี้ใช้ได้หลากสถาณการณ์ดีจริงๆ มันก็พอๆ กับเรื่องของ "สะดวก" เอ๊ย "โลกของเรา"   ช่างแม่งน่ะ มันใช้ได้ทั้งการเพกเฉย การปฏิเสธ และการทำใจยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ ก็เหมือนสิ่งของ ถ้าเราใช้ "ช่างแม่ง" ถูกวิธี มันจะเป็นสุดยอดทางออกเชียวล่ะ ท่านผู้ทนอ่านทุกท่านประยุกต์ใช้ให้ดีๆ ล่ะครับ จะได้ไม่ต้องมานั่งกินไมโลกับปาท่องโก๋เย็นชืดเหมือนผม

     แรงบันดาลใจจากประสบการณ์ไม่น่าอภิรมย์ ฝันกลางวันที่จำได้โคตรชัด และคำสอนพระพุทธเจ้าข้อหนึ่ง ซึ่งอ่านเจอโดยบังเอิญในข้อสอบเก่าภาษาอังกฤษของราม โดยย่อกล่าวไว้ว่า "...จงปฏิเสธที่จะรับคำดูแคลนของผู้อื่น แม้แต่คำที่กราดออกมาภายใต้หน้ากากของความรัก ด้วยการเมินเฉยต่อคำดูหมิ่นเหล่านั้น ท่านก็จะสามารถลดความเครียด กระชับสัมพันธ์ และเพิ่มความสุขได้..."
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 02, 2013, 04:39:37 PM โดย PurpleHaze » บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
หน้า: 1 2 [3] 4 5
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: