หน้า: 1 [2] 3 4 ... 7
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานหุ่นปีกแห่งฟ้า WingDam : CHAPTER 38 ปีกที่ฟื้นคืนชีพ  (อ่าน 50236 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2011, 12:49:44 PM »

คราวนี้ไม่ได้เขียนนานเพราะงานโปรเจกต์เข้าครับ สอบโปรเจกต์ แก้เล่มส่ง กว่าจะเสร็จได้ซะที เลยหายไปนานเลย (จบสิ้นซะที เฮ้ย!....)
ลองกลับมาเขียนอีกรอบ หาทางไปไม่ค่อยถูก เนื้อเรื่องซีเรียสเกินไปเลยลองหามุกฝืดๆมาใส่ พอไปวัดไปวาได้บ้างละมั้ง ฮาๆๆ

ปล.1 เขียนมาเอง รู้สึกมึนงงสับสนเข้าซะเอง.... ใครก็ได้ช่วยด้วย
ปล.2 คราวนี้มานมายาวหว่าเฮ้ย เล่นล้นมา 2 กระทู้เลยเเฮะ....

----------------------------------------------

บัดนี้เริ่มมีการปะทะกันของฝ่ายสหพันธ์และผ่ายโคโลนี่ที่รู้จักในนาม CAPE ขึ้นในหลายๆพื้นที่ทั่วโลก โดยฝ่ายสหพันธ์ที่พยายามตีฐานทัพกลับคืนมาและรุกคืบไปยังที่มั้นของ CAPE บนเกาะเมอดิสในอาเชียน แต่กลับถูกสกัดทำลายตามจุดการเคลื่อนไหวสำคัญต่างๆราวกับอ่านแผนการออก จนทำให้กำลังของฝ่ายสหพันธ์เสียเปรียบอยู่ขั้นนึง

กรีก ประเทศที่เคยเจริญรุ่งเรือนในอดีตกาล ตอนนี้กลับเเร้งแค้นไปด้วยผลกระทบของสงครามที่ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง พืชผลและอาหาร และ ณ ทางตอนเหนือของประเทศ บริเวณที่อยู่ห่างจากจุดที่วิงดั้มตกราว 200 ไมล์บก เขตหุบเขาที่ลึกด้วยหินกรวดสีแดงอิฐและไร้พืชพรรณอาศัยอยู่ ภูมิประเทศแถบนนี้ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาน้อยใหญ่มากมาย และที่เชิงผาชันด้านหน้านี้เอง ก็มีร่องรอยเมืองเก่าที่ปลูกสร้างด้วยอิฐแดงเรียงรายตามหน้าผา ซึ่งดูไปก็คล้ายๆกับในหนังปริ๊นออฟเปอร์เซียใช่เล่น ดีไม่ดีอาจจะถูกสร้างในยุคเปอร์เซียนั้นจริงๆก็ได้ แต่ที่แห่งนี้ก็ไม่ได้รกร้างไปซะทีเดียว เพราะตอนนี้มีรถบรรทุกขนเสบียงอาหารขนาดเล็กวิ่งผ่านเข้าไปในประตูอิฐแดงมืดแล้ว ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นหุ่นรบที่ฉาบสีแดงอิฐอยู่ด้านบนผา 2-3 เครื่องด้วย ที่นี่เป็นรังลับของเหล่ากลุ่มกบฏต่อต้านสหพันธ์ในนามของนกสีขาว “เควีเรีย” นั่นเอง

“บ้าที่สุด! เธอไม่ใช่อาร์คที่ชั้นรู้จักไปแล้ว!”

เสียงแว่วๆดังมาจากห้องภายในอาคารอิฐแดงสลับกับหินดินแดงภายใต้ผาสูง แสงไฟสีเหลืองอ่อนที่ดูใกล้ริบหรี่นั้น ยังคงเผยให้เห็นร่างของสาวน้อยผู้มีผมทวิลเทลสีม่วงเข้มที่วิ่งออกมาจากหน้าห้องสุดทางเดินอย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่หยุดน้ำตาที่ไหลพลาดไม่ได้ เพราะสุดท้ายอาร์คก็ไม่เคยเปิดใจให้เธอเลยแม้แต้น้อย และยังคอยแต่แอบเสียใจอยู่ลับหลังเพียงคนเดียว

“อีเน่! โทษทีนะ…”

เด็กหนุ่มผมดำสั้น กับใบหน้าที่ยังคงแฝงไปด้วยแววตาสีดำที่ทั้งดูเศร้าและไร้วิญญาณในเวลาเดียวกัน ซึ่งนั่งอยู่ในห้องซึ่งภายในนั้นบรรยากาศดูเงียบครืม และแสงเล็กๆที่ส่องผ่านทางหน้าต่างลงมายังร่างเด็กหนุ่มที่นั่งนิ่งอยู่บนแท่งอิฐ แถมด้วยสภาพห้องที่อยู่นั้นทั้งโทรมและอับ จนที่นี่เองแทบจะไม่ต่างไปจากคุกใต้ดินเลยแม้แต่น้อย นอกเสียจากไม่มีประตูลูกกรงปิดตายและไร้ยามที่เฝ้าประตูไว้เท่านั้นเอง อย่าไรก็ตามอาร์คก็ไม่เลิกที่จะแหงนมองยังท้องฟ้าผ่านหน้าต่างบานเล็กนี้อย่างใจลอย ราวกับมีเรื่องในใจให้คิดมากมาย ที่ไม่ยอมพูดออกไปต่อหน้าอีเน่ ตั้งวันที่เขาต้องพ่ายแพ้มา ซึ่งตอนนี้ผ่านมาได้สองสามวันมาแล้ว

“ทำไมหุ่นตัวนั้นถึงมุ่งเข้ามาทำร้ายกันแน่ ทั้งที่ไม่เคยเจอหรือบาดหมางกันมาก่อน…” อาร์คไม่เข้าใจในการกระทำของหุ่นสีเหลืองปรึศนาตัวนั้น ซ้ำทั้งหน้าตาที่ดูคล้ายกับวิงดั้มอยู่บ้างอย่างน้อยก็ลูกแก้วตรงอก แล้วความรู้สึกแปลกประหลาดที่คล้ายกับตอนที่พบวิงดั้มครั้งแรกอีก ซ้ำยังมีการใช้เวทมนต์สีเหลืองโจมตีใส่ด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่มีทางสร้างขึ้นได้แน่สำหรับโลกเราในตอนนี้

“พลังของเทพแห่งสายลม จงมอบมันมาให้ข้าซะ” คำพูดของคนขับหุ่นสีเหลืองเครื่องนั้น ยังคงฝังวนเวียนอยู่ในหัวไม่จางหาย ทั้งยิ่งเพิ่มความน่าสงสัยในใจขึ้นไปอีก ราวกับว่าพวกนั้นรู้เรื่องบางอย่างที่เกี่ยวกับวิงดั้มมาไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังคงคิดไม่ออกถึงเรื่องพรรณนั้นซักที

“ทำไมถึงถูกกล่าวหาด้วยเรื่องแบบนั้นอีก…”  เรื่องที่อาร์คคิดต่อมาก็คงหนีไม่พ้นเรื่องสัตว์ประหลาดที่สวนสนุก ที่สุดท้ายแม้ปราบมันได้ก็ต้องกลายเป็นแพะที่ถูกประนามจากคนอื่นเสียอีกอย่างช่วยไม่ได้

“และก็ยังเรื่องนั้นอีก…” ยังคงมีเรื่องที่อาร์คยังไม่อาจยอมอภัยให้ได้อีกเรื่องนึง ซึ่งรบกวนจิตใจของอาร์คมาโดยตลอดที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เขาเหม่อลอยจนถึงตอนนี้

CHAPTER  8  คนที่ถูกทิ้ง กับความเจ็บปวดที่จมลึก

……………………………………………

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่พวกอาร์คได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มต่อต้นนามเควีเรีย เรื่องที่น่าจะเคลียก็เกิดเรื่องใหม่ให้ปวดตับขึ้นอีก...

“เรื่องอะไรที่ชั้นจะต้องร่วมมือกับพวกแก พวกที่บุกทำลายหมู่บ้านของเรา หมู่บ้านเวนเนล่าของเรากันเล่า…” คำพูดที่หลุดออกมาด้วยความโมโหของอาร์ค แม้แต่เควีเรียเองยังตองนิ่ง ก่อนที่จะเริ่มกวาดสายตาไปยังคนนึงที่ยืนอึ้งไม่แพ้กัน

“นี่เป็นเรื่องจริงงั้นรึ เดมัว!” หัวหน้าสาวได้ถามไปยังชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า นาม เดมัว รีวอเนต ที่อยู่ในชุดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นรองหัวหน้ากลุ่มและคนใกล้ชิดของเธอ รวมทั้งเป็นผู้ดูแลกลุ่มเควีเรียที่เหลือในช่วงที่เธอนำกำลังส่วนนึงไปบุกกองทัพสหพันธ์ และ…

“แต่ผมทำเพื่อคุณนะ เพื่อให้สามารถต่อต้านพวกนั้นได้นะครับ”

“จะบ้าหรือไงกัน รู้มั้ยว่านายได้ทำอะไรลงไป พวกเราเองก็มีอุดมการณ์เพื่อปลดปล่อยบ้านเมืองของพวกเราให้รอดพ้นจากอำนาจของสหพันธ์นะ ไม่ใช้เพื่อควบคุมคนอื่น แบบนี้มันไม่ต่างไปจากพวกนั้นที่ทำกับพวกพ้องเราหรอก ชั้นเองไม่เคยอนุญาติให้นายลงมือทำเลยนะ แล้วดูผลกระทบของมันซิ ต้องมีคนที่ต้องรับเคราะสูญเสียเมือนกับพวกเราเพิ่มขึ้นมาอีก ต้องมีคนที่ร้องไห้เสียใจเพิ่มขึ้นมาอีก”

“แต่ว่า! หุ่นสีเขียวนั่นมัน…” เขาพยายามขัดขึ้นมาให้เห็น เพราะพรรคพวกต้องบาดเจ็บจากอาร์คและวิงดั้มด้วยเช่นกัน

“ไม่มีแต่ทั้งนั้น”

“ต้องขออภัยให้ผมด้วย”

“คือว่า… ชั้นต้องกล่าวขอโทษด้วยจริงๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้าน ตัวชั้นเองที่ก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะชั้นไม่ได้อยู่ดูแลด้วยตัวเองจึงทำให้เกิดเรื่องที่เกินเลยจะแก้ได้ขึ้นจนได้ ดังนั้นสิ่งที่ชี้นทำได้ในตอนนี้มีเพียงแค่นี้จริงๆ ยกโทษให้ด้วย!” เธอได้ก้มหัวลงต่อหน้าอาร์คที่กำลังฉุนขาด ท่ามกลางเสียงเรียกของลูกน้องที่ไม่อยากเห็นภาพดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย และอาร์คที่ยังคงมองมายังเธอ

“นี่คิดจะใช้คำอ้างสวยหรูเบื้องหน้าเพื่อทำร้ายจิตใจคนอื่นลับหลังอีกใช่มั้ย เหมือนพวกนั้นรึ!” อาร์คที่ยังคงฝังใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากการโดนหมายหัวจากสหพันธ์ เขาได้หันหลังให้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเดินหายลับไปในอาคารดินแดง

“อาร์ค!” อีเน่เองก็รีบตามเขาไปอย่างเร็ว ทิ้งเควีเรียที่ยังคงไม่เลิกก้มหน้าขอโทษลง พร้อมกับเหล่าสมาชิกที่พากันนินทาเสียดสีอาร์คกลับไปด้วยความแค้นใจ

แต่อย่างไรก็ตาม เควีเรียผู้เป็นหัวหน้าได้กลับมายืนขึ้นตรง แล้วทำการจัดแจงสั่งให้พรรคพวกดูแลพวกอาร์ค แม้ว่าสมาชิกผู้นับถือเธอหลายคนต่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งยวด

………………………………………..

และนับจากนั้น อาร์คก็ได้ขังตัวเองไม่ยอมออกไปนอกห้องอีกเลยจนถึงเวลานี้ แต่ว่าตอนนี้เขาได้กลับทำร้ายจิตใจเพื่อนใหม่อย่างอีเน่ จนเธอต้องเสียน้ำตาไปจนได้ ทั้งที่เธอเป็นคนที่เป็นห่วงเขามากที่สุดในตอนนี้แท้ๆ

และด้วยเพราะอาร์คคิดเอาเองเพียงฝ่ายเดียว ที่ไม่อยากให้คนอื่นต้องรับรู้เรื่องของตนไปเดือดร้อนทุกใจอีกด้วย

“ชั้น… ต้องออกไปตามหาเธอ” อาร์คคิดหนักอยู่นานนั้น ในที่สุดก็ยอมขยับเขยื้อนออกมาจากห้องพักจนได้ ด้วยหวังจะขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้นแก่อีเน่

แหล่งกบดานลับในหุบผาแห่งนี้ดูสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก เส้นทางที่มีทางแยกมืดๆตัดกันหลายเส้นทาง หนุ่มน้อยที่ได้เดินโดยไม่ได้สังเกตเส้นทางที่เคยเข้ามาแม้แต่น้อน และแล้ว…

“นั่นไง! รู้สึกว่าเราจะหลงทางจนได้แหะ…” อาร์คที่ต้องหลงทางตามฟอร์มนั่นเอง ว่าแต่ตรงนั้นยังคงเห็นแสงไฟลิบๆอยู่ด้วยแหะ อาจจะมีอะไรอยู่ก็ได้

ว่าแล้วอาร์คก็ค่อยๆเดินออกไปตามแสง และก็ได้เห็น ที่นี่เป็นบริเวณหน้าทางออกแหล่งกบดานแห่งนี้นั่นเอง เป็นห้องที่สว่างจากแสงด้านนอกและมีขนาดใหญ่ไม่แพ้สนามกีฬา ด้านซ้ายขาวของห้องมีหุ่นรบของกลุ่มเควีเรียยืนเรียงรายเป็นแถวเป็นระเบียบ มีบางตัวที่ยืนระเกะระกะบ้าง  

“ค่าๆ ได้แล้วค่า…” เสียงของเด็กผู้หญิงทวิลเทลที่คุ้นๆหูกำลังตักข้าวแจกจ่ายให้ทุกคนในกลุ่มอยู่ใกล้ๆ ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจากอีเน่ที่ต้องกลายมาเป็นแม่บ้านจำเป็นซะแล้ว ท่าทางเธอค่อยยังชั่วขึ้นมากแล้วหลังจากตอนนั้น ทำให้อาร์คเองก็พึ่งรู้สึกท้องร้องนิดๆเหมือนกันแหะ

อีเน่ที่สังเกตเห็นเขาแล้วเช่นกันได้หันมามองเขม้นทางอาร์ค ตอนนี้เธอต้องทำงานของเธอเองและมีคนอื่นยืนล้อมรอบอยู่ด้วย จึงทำให้อาร์คไม่สามารถเขาไปขอโทษได้ อาร์คที่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปนั้น สิ่งที่เค้าทำได้ในตอนนี้มีเพียงแค่…

ยิ้ม! ด้วยความอ่อนโยนและรู้สึกของคุณต่อความรู้สึกของอีเน่ แม้ว่าจะทำได้เพียงแค่นี้จริงๆ แต่ก็มากพอทำให้เธอซึ้งใจจนน้ำตาซึมได้

ตุม! เสียงของลูกฟุตบอลลอยตัดหน้าอาร์คแล้วกระแทกเข้ากับผนังอย่างจัง เล่นทำลายบรรยากาศซึ้งๆซะจนป่นปี้หมด ลูกบอลนั้นมาจากด้านล่างที่กำลังเล่นฟุตบอลกันอย่างเมามัน ส่วนใหญ่นั้นเป็นเด็กอายุสิบกว่าๆซึ่งก็ดูไล่เลี่ยกับพวกอาร์คเลยละ งานนี้อาร์คเองถึงกับใจหายใจคว่ำ แต่มีสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าอีก

“เฮ้ย! นี่มันอะไรกันเนี่ย เล่นพิเรนเกินไปแล้วนะ” สิ่งที่อาร์คเห็นนั้น ก็คือหุ่นรบที่ดันยืนอยู่ไม่เป็นที่เป็นทางสองเครื่องที่ว่านั่นแหละ มันถูกเอามายืนโดยใช้ช่องระหว่างขาแทนเสาประตูซะงั้น ความคิดดูเหมือนจะเข้าท่าแต่ที่อาร์คข้องใจยิ่งกว่า หุ่นสีเขียวที่กลายเป็นโกลประตูอีกฝั่งไปนั่น ดันกลายเป็นหุ่นวิงดั้มของอาร์คเองซะอีกแน่ะ ดูมันทำ…

“พี่ ขอบอลหน่อย” เหล่าเด็กๆได้ร้องเรียกหาอาร์ค ที่พึ่งจะสังเกตเห็นลูกบอลที่ทำป่วนเขานั้นดันมาอยู่ในมือเขาซะเอง

“น่าๆ อย่าไปโกรธพวกเด็กๆเลย เอ๋ ลืมไปว่านายเองก็ยังเป็นเด็กนิ…” เสียงของสาวสวยผมสเขียวยาวที่มาพร้อมกับอกคู่โต  พร้อมกับเชิดลูกฟุตบอลจากมืออาร์คได้อย่างง่ายดายก่อนโยนกลับไปให้พวกเด็กๆ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากคาเชบี เควีเรีย หัวหน้ากลุ่มนกสีขาวเควีเรียนั่นเอง

“พวกเขาล้วนเป็นเด็กกำพร้าที่สูญเสียบ้านมา รวมทั้งบ้านของชั้นด้วย ตอนนี้พวกเขาไม่มีที่ให้กลับไปได้แล้ว จะให้พวกสหพันธ์พบแล้วจับตัวไปก็ไม่ได้ด้วย ตอนนี้ก็ต้องให้พวกเด็กๆหลบภัยอยู่ที่นี่ไปก่อนแม้จะค่อนข้างลำบากสำหรับพวกเด็กๆ จนกว่าพวกเราจะโค่นล้มสหพันธ์ได้ ชั้นก็อยากจะให้เขาอยู่อย่างมีความสุข แม้จะแค่นิดเดียวก็เถอะ”

“งั้นรึ” อาร์คยังคงตอบแบบห้วนๆ แต่ก็คงต้องยอมรับ เพราะเหล่าเด็กๆที่ลี้ภัยหลายคนก็ใส่เสื้อผ้าสีเทาซีกๆบ้าง ชุดขาดลุ่ยเป็นทางให้เห็นบ้าง ไม่เว้นแม้แต่เด็กผู้หญิง ซึ่งที่หมู่บ้านของเขาเองที่เรียบว่ากันดารแล้วยังดูสุขสบายกว่านี้มาก จนอดสงสารไม่ได้ทีเดียว

“เพราะงั้นตัวชั้นเองถึงยอมรับไม่ได้ที่จะให้หมู่บ้านของเธอต้องกลายเป็นแบบเดียวกันด้วยฝีมือของพวกเรา แต่สุดท้ายแล้ว…”

“คุณเควีเรีย… ผมผิดเอง ต้องขอโทษด้วยที่ทำแบบนั้นออกไป ทั้งที่ตัวคุณเองก็ต้องเจ็บปวดไม่น้อยเหมือนกันแท้ๆ แต่ผมกลับทำร้ายจิตใจซ้ำเติมคุณลงไปอีก ทั้งที่ตัวเองอยากจะเชือคุณ แต่ว่าใจกลับหวาดระแวงคุณอย่างนั้น”

“น่าๆ ไม่เป็นไรหรอก เรื่องเล็กๆน่า ถ้าคนเราเข้าใจกันได้ง่ายๆ มันก็น่าเบื่อแย่เลยซิ เพราะชั้นเองก็เคยกับน้องสาวเหมือนกัน…” ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เธอเล่นอารมณ์ดีขึ้นมาทันตาเลยแหะ

“แล้วเธอคิดยังไงกับพวกเด็กๆบ้างละ” หัวหน้าสาวได้สบัดผมสีเขียวหันไปดูเด็กที่เล่นบอลกันอย่างสนุกสนานต่อ ทำให้อาร์คหันมามองพวกเค้าด้วยเช่นกัน

“ผมคิดว่าพวกเขาเองก็มีความสุขมากแล้ว ได้อยู่ร่วมกับเพื่อนๆคนสำคัญ ถึงแม้อาจไม่เป็นไปอย่างที่ตนเองคิดเอาไว้ แต่ก็สามารถยิ้มและหัวเราะด้วยกันอย่างที่เห็นได้จากใจจริง แค่นี้ก็มากพอที่จะมีชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขแล้วละ…”

“ดีจริงๆที่ได้ยินแบบนั้น…” ในที่สุดอาร์คก็ยอมคืนดีกับหัวหน้าสาวกลุ่มนกขาวนี้ได้ด้วยดี แต่อาจจะไม่ดีสำหรับใครบางคนที่อยาใกล้ๆ นั้นเพราะ

“มาทำอะไรกันตรงนี้เนี่ย” อีเน่ที่พึ่งเสร็จงานแม่บ้านเฉพาะกิจมาต้องร้อนตัวทันที อาร์คเองก็ตกใจกับการปรากฏของเธอไม่แพ้กัน เพราะพึ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ทั้งใหญ่และนุ่มๆสัมผัสแผ่นหลังของเขา ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ของใครอื่นนอกจากเควีเรียนั่นเอง

“เธอโผล่มามาตั้งแต่เมื่อไหรเนี่ย คุณเควีเรียก็ด้วยเลย?” อาร์คบ่นตัวละครทั้งที่หวังเข้ามาขโมยซีนเด่นกันยกใหญ่

“ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วละ ฟังมาตลอดเลยละ” อีเน่เองก็บ่นกลับแถมพลอยชำเลืองมองอกของเควีเรียด้วยความคิดอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะหันมาจับของตัวเองเอาดื้อๆ… อยากได้บ้างละซิ ฮิๆๆ!

“ชั้นแค่หยอกเล่นเองงะ น่าๆๆ” เสียงล้อเล่นของเควีเรีย ซึ่งกลับทำตัวเป็นเด็กเอาดื้อ ทั้งที่อายุเข้าย่านเลขสามสิบอัพแล้วนะ

…………………………………….

ทางฐานไววอสในอังกฤษที่เป็นแนวหน้าที่เริ่มปะทะกับพวก CREN แล้วนั้น พ.อ. เจซัส เค อาเจนตินา ที่กำลังวุ่นอยู่ในห้องประชุมใหญ่ในการตีโต้ตอบกลับ ได้รับรายงานที่ส่งด่วนจากนายทหารที่เร่งรีบเข้ามายังห้องนั้นพร้อมเล่มรายงานประชุม ซึงได้ตรวจพบเครื่องบินรบสีแดงของทหารคนนึงได้ออกบินออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต

“หน่วยของเธอจงตามเขาไปซะ ถ้าหากขัดขืนก็ทำลายไปซะ” ผู้นำฐานแห่งนี้ได้เรียกสั่งให้หน่วยพิเศษที่พึ่งตั้งขึ้นจัดการทันที

“ค่า…” เสียงของสาวที่ดูเคร่งขรึมและดุดัน ได้เดินจากไปจากห้องไปอย่างแข็งขัน และไม่นานนักหน่วยยานบินสีเงินทั้งห้าก็ได้ทยานออกจากฐานในทันทีอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นโดยใช้เวลาไม่ถึงห้านาที พร้อมกับการตรวจสอบศักยภาพของกองยานหน่วยใหม่ด้วย การตามล่าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

และวันนี้ก็ยังเป็นอีกวันที่พวกอาร์คยังอยู่ในแหล่งกบดานของกลุ่มต่อต้านเควีเรีย อาร์คที่ได้ตื่นแต่เช้าเห็นทุกคนขมัดเขม้นต่างไปจากปกติ อาร์คเองยังไม่ได้เห็นหัวหน้าสุดอื๋มของกลุ่มเลยตั้งแต่เช้า และเหลือบสายตาไปมองอีเน่ที่ดูงัวเงียอย่างน่าสงสัยราวพึ่งตื่น นี่เป็นครั้งแรกที่มีโอกาศได้เห็นเธอในสภาพนี้

“อารุณ…สาหวัด…” เธออยู่ในสภาพที่ไม่ได้มัดผมทวิลเทล ตากึ่งหลับกึ่งตื่น แถมน้ำลายเยิ้มซะให้เห็น ซ้ำยังเล่นเดินเซไปเซมาเป็นว่าเล่น จนอาร์คต้องไล่ประคองเธอไว้ไม่ให้ล้มลงกับพื้น

“นี่ๆ! ลืมตาตื่นได้แล้ว ไม่งั้นก็กลับไปนอนที่ห้องซะ” อาร์คเขย่าตัวเธอที่โยกไปตามแรงเหมือนตุ๊กตาซะงั้น เธอกลับมองมาด้วยสายตาที่ยังไม่ส่างขึ้นเลยชักนิด

“ป่านนี้พวกมาสคัสคงป่วนไปทั่วโรงเรียนแล้วละมั้งนะ” อีเน่บ่นพลางตบบ่าของอาร์คราวกะเล่นสนุก ท่าทางเธอเองก็คิดถึงที่โรงเรียนไม่น้อย

“อืม…” แต่ตอนนี้อาร์คเองยังคงออกไปจากที่นี่ไม่ได้เพราะเรื่องของวิงดั้มยังคงแพร่กระจายอยู่ ซึ่งไม่ปลอดภัยกับตัวเธอ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปร่วมสัปดาห์แล้วก็ตาม อาร์คได้แต่สัญญากับตัวเองว่าจะพาเธอกลับไปให้อย่างแน่นอน

“อา! ไปหามื้อเช้ากินกันเลย” นี่เป็นสิ่งแรกที่เธอคิดออกหลังจากตาสว่างได้ วันๆเธอคิดอะไรบ้างละเนี่ย!

ส่วนหัวหน้ากลุ่มอย่างเควิเรียดูเหมือนยังมัววุ่นอยู่กับจอแสดงผลบนหุ่นเครื่องนึง แม้จะไม่มีห้องควบคุมสื่อสารในฐานลับนี้ แต่ก็มากพอจะทำให้เธอเห็นการเคลื่อนไหวของมั้งสองฝ่ายได้ ตอนนี้ทั้งฝ่ายสหพันธ์และ CRPE ที่เริ่มปะทะกันหนักขึ้นเรื่อยๆ และสงครามก็ใกล้ขยายมาถึงที่นี่แล้วด้วย เขตของประเทศกรีกแล้วเช่นกัน เรื่องนี้เองก็เป็นทั้งข่าวดีและก็ข่าวร้ายด้วย ทำให้หัวหน้าสาวอกโตผู้นี้คิดหนัก พลางใช้ความคิดเพ่งมองที่จอแสดงผล

“หรือว่านี่จะถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราต้องย้ายถิ่นฐานไปยังที่แห่งใหม่แล้วกันแน่”

 คำพูดลอยๆที่ดูไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปที่แห่งนี้ต้องถูกพบแน่ ชีวิตของพวกพ้องและเด็กอพยพสำคัญที่สุด ทางเลือกที่เหลือตอนนี้คงไม่มากนักแล้ว เรื่องนี้ทำให้เธอเริ่มกลุ้มจนต้องเอนตัวลงกับที่นั่งไพล็อก และส่วนที่ใหญ่โตนั้นเด้งได้ชัดแจ๋ว ถ้ามีหนุ่มอยู่ใกล้ๆคงเข้าขั้นโคม่าเพราะเสียเลือดกันดาวไปมากแน่…

ตื๊ดๆๆๆ! ไม่ทันไรก็มีเสียงเตือนดังก้องทั่วค๊อกพิลหุ่นของเธอ หน้าจอเรด้าก็ได้แสดงให้เห็นสัญญาณของบางอย่างกำลังใกล้เข้ามาแล้ว และก็ไม่ได้มีแค่สัญญาณเดียวซะด้วย หรือว่าลางสังหรณ์ของเธอจะเป็นจริงเสียแล้ว

เสียงแหวกอากาศดังผ่านเหนือหัวพร้อมกับเครื่องยนต์ของยานบินลำนึง ทำเอาทุกคนในที่ซ่อนลับหูอื้อกันถ้วนหน้า และอีกชั่วอึกใจ ก็มีเสียงก้องกังวานแหวกอากาศบินผ่านด้านบนอีกหลายระลอก หลายคนต้องล้มลงไปคลานเพราะเสียงสุดแสบแก้วหู ทุกอย่างภายในหยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะดังติดสถานะสตั้นไปชั่วครู่ ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงเอะอะของกลุ่มเควีเรียโดยพร้อมเพรียงกัน

“เมื่อกี้นี้มันเสียงอะไรกัน!” ทั้งอาร์คและอีเน่ที่กลิ้งลงไปกับพื้นทั้งคู่นั้นยังร้องมึนงงกันอยู่ น่าแปลกที่พื้นนั้นกลับรู้สึกนุ่มนิ่มผิดปกติสำหรับอาร์ค

“จ๊ากๆ!” สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ผิดไปจากที่อาร์คคิดไว้ เพราะอาร์คนอนคว่ำอยู่บนตัวของอีเน่ที่ด้านล่าง แก้มทั้งคู่ชนกันจนรู้สึกได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ มือซ้ายของอาร์คนั้นขยุ้มอยู่บนอกนุ่มนิ่มของหล่อนเข้าให้ แม้ว่าจะใหญ่ไม่ท่าขอหัวหน้าเควีเรียก็เหอะนะ ส่วนเจ้าตัวก็นอนคลิ้มจนสลบทั้งที่หน้าแดงเจ๋ไปเรียบร้อยแล้ว…

“ทุกคนอยู่ในความสงบ ตอนนี้ยานรบของสหพันธ์หกเครื่องได้บินผ่านเหนือฐาน แต่ยังไม่มีการค้นพบฐานแห่งนี้ของพวกเราแต่อย่างใด ดังนั้นขอให่อยู่ในความสงบและรอคำสั่งใหม่ อย่าได้เคลื่อนไหวโดยพลการในตอนนี้โดยเด็ดขาด”

เสียงประกาศของหัวหน้าที่ดังขึ้นตามมาเป็นระยะ ทำให้อาร์คได้สติรีบลุกออกมาโดยสับพลัน จากหน้าต่างใกล้ๆพอจะเห็นเครื่องบินลำสีแดงกำลังถูกไล่ตามจากเครื่องอีกห้าลำ เสียงปืนดังไล่หลังตามเครื่องสีแดงไม่หยุดหย่อน ท่าทางเขาคงต้องการความช่วยเหลือ

สิ่งที่นึกออกอย่างแรกนั่นคือ ตามหาเควีเรีย!

“คุณเควีเรีย ด้านนอกเกิดอะไรขึ้น” อาร์คซักใส่เควีเรีย

“ข้างนอกไม่ใช่ศึกของพวกเรา ดังนั้นยังเคลื่อนไหวใดๆไม่ได้ทั้งสิ้น นายรออยู่ที่นี่ก่อนเถอะ”

“แต่ว่าเค้าต้องการความช่วยเหลือแน่ๆ จะให้ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้หรอก”

“อย่าได้คิดออกไปตอนนี้เชียวนะ ตอนนี้มันอันตรายเกินไปต่อพรรคพวกที่เหลือ รวมทั้งตัวเธอด้วย ถ้าที่นี่ถูกพบทุกคนต้องตายกันหมดแน่”

“พูดแบบนั้นได้ไง แม้จะแค่ชีวิตของคนๆเดียวก็มีค่านะ เพราะงั้นคุณถึงได้เคยช่วยผมไม่ใช่หรือไงกัน…” อาร์ควี่งหนีไปทันทีที่จบกล่าว คงไปได้ที่เดียวเท่านั้นนั่นคือ

สมาชิกกลุ่มเควีเรียได้พยายามขวางอาร์คไม่ให้เข้าใกล้หุ่นที่ยืนนึ่งอยู่ได้ แต่ด้วยตัวที่ยังเล็กและรวดเร็วจึงไม่มีโครสามารถหยุดเขาไว้ได้ สุดท้ายก็ปีนบันใดเข้าไปในค๊อบพิลของวิงดั้มได้สำเร็จ แต่ด้วยความร้อนรนจึงยังออกตัวไม่ได้ซักที หุ่นของกลุ่มเควีเรียเริ่มเดินออกมาขวางไว้ ทว่า…

“ช้าจัง ไปกันได้แล้ว…” ฝ่ามือชื้นๆที่มองไม่เห็นกุมที่ไหล่จนอาร์คร้องเสียงหลง อีเน่เองก็แอบขึ้นมารอในหุ่นอยู่ก่อนหน้าแล้วเช่นกันทำทีสั่งอย่างสนุกสนาน แล้วอาร์คที่ตั้งตัวได้พาวิงดั้มออกทยานผ่านช่องเล็กๆออกไป สู่ท้องฟ้าเบื้องหน้า

………………………………….

ยานรุ่นใหม่สีเงินของหน่วยพิเศษ “สไตรเรย์” ทั้ง 5 เครื่อง ได้บินมาด้วยความเร็วสูงมากและไล่ยิงตามยานบินสีแดงมาตลอดทาง จนตอนนี้ส่วนปีกของยานสีแดงถูกยิงได้รับความเสียหายหนักและร่วงลงไป ความเร็วและระดับความสูงเริ่มลดลงอย่างน่ากลัว นักบินพยายามบินโลดโผนเพื่อสลัดกระสุนที่ตามมาไม่ลดละ คงกะจะเอากันให้ถึงตายสนิทเลย

ตูม! ตูม! เสียงเครื่องยนต์ระเบิดและเกิดควันขึ้น ยานบินสีแดงกำลังจะร่วงลงด้านล่าง ยานลำนึงได้บินสวนทางเส้นนั้นพร้อมยิงปืนกลเข้าไป นักบินพยายามหักปีกหลบแต่ว่มันไม่ยอมขยับเลยเนี่ย

เกร๊งๆๆ! กระสุนที่ตามเข้ามาอย่างรวดเร็วนั้นได้มีบางอย่างขวางกั้นเส้นทางกระสุนไว้ นั่นคือดาบเหล็กขนาดใหญ่คู่ใจของวิงดั้มที่ได้ปรากฏตัวออกมาช่วยได้ทันท่วงที ฉากโผล่มาแบบพระเอกแบบนี้พ่อคุณชอบนัก... ก่อนที่จะปัดยานที่พุ่งเข้ามาชนจนเปลี่ยนทิศทาง แล้วสวนกลับด้วยบีมไรเฟิลใส่กลุ่มยานบินสีเงินทั้ง 5 เครื่องนั้น

“นั่นมัน!” นักบินยานลำนึงที่มีลายคาดสีแดงเอะใจสงสัย จากเสียงคงจะเป็นผู้หญิง ก่อนที่ยานจะม้วนตัวหลบบีมไรเฟิลได้อย่างรวดเร็วมาก อีกสี่ลำก็ไม่แต่ต่างกัน ยานลำนั้นได้เริ่มงอชิ้นส่วนต่างๆกลางอากาศ ลำตัวด้านล่างถูกยกออกมาเป็นแขนและขา ส่วนปีกถูกเลื่อนมาคาดที่เอว หัวกลมๆที่ถูกพับออกมาให้เห็นกระจกตาดำยาวเป็นทาง ยานลำนั้นได้แปลงร่างเป็นหุ่นรบแล้วยิงปืนสวนกลับมาในระยะประชิด อาร์คที่ยังอึ้งจนขยับไม่ออกยังกันกระสุนไว้ได้ด้วยดาบที่ถืออยู่ได้

“หุ่นตัวนั้นมัน ช่างมันเถอะ ยิงให้ร่วงไปพร้อมกันเลย” เสียงสั่งลุยจากนักบินยานลายแถบสีน้ำเงิน ยิงโฮมิ่งมิสซายจากลำตัวยานพร้อมปืนกลสนับสนุนจากยานสไตรเรย์ที่เหลือ

“น่าเบื่อ!” เสียงนิ่งๆไร้ความรู้สึกของนักบินเครื่องลายแถบม่วง พร้อมกับการมาของอีกเครื่องนึง ได้พุ่งมาในระยะประชิด แล้วเปลี่ยนร่างเป็นหุ่นรบพร้อมกับดาบเรียวแหลมคล้ายดาบคาตานะจากฝักใต้ปีก ได้ฟันเข้ามาพร้อมกันทั้งซ้ายขวา กลยุทธ์ประสานต่อเนื่อง

“อ๊ากๆ พวกนี้ร้ายกาจนัก” อาร์คที่กระเด็นพร้อมกับวิงดั้ม ความเสียหายไม่มากนักเพราะกันได้ทัน แต่ระลอกใหม่กำลังมาอีกรอบ

“เธอน่ะล้ำหน้าเกินไปแล้วนะ คาเซะ!” นักบินเครื่องสีเงินแถบเขียวไล่หลังเพื่อนจอมลุยสไตรเรย์ 2 ที่ชอบทำตัวโดดเด่นอยู่เรื่อยไป พลางยิงสกัดอาร์คที่กำลังบินสวนกลับ

“เอาน่าๆ สนุกกะมันหน่อยซิ ไรนะ!” นักบินเครื่องสีเงินแถบเหลืองทักเครื่องสไตรเรย์ 3 ยิงจรวดก่อกวนใส่รอบๆวิงดั้ม ทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวกเท่าที่ควร แล้วบีมไรเฟิลสวนมาซ้ายขวาพร้อมกัน วิงดั้มหวิดดับจากการจู่โจมครั้งนี้ แต่

“อาร์ค ข้างบน กรี๊ด!” อีเน่กรีดร้องเหมือนเคย เพราะเงาดำที่บินเข้ามาจากตำแหน่งที่ย้อนแสงอาทิตย์ หุ่นเครื่องหน้าสุดเบอร์ 2 ชักดาบออกมาแล้วฟาดเข้ามาอย่างเต็มแรง ส่วนอกของหุ่นได้รอยบาดตื้นๆอย่างเด่นชัด

ก่อนที่คมดาบจะกรูเข้ามาด้วยเพลงรำดาบที่รวดเร็วและต่อเนื่องทุกกระบวนท่า อาร์คไม่อาจปัดกันไว้ได้หมดถูกแรงกระแทกจนถอยกรูออกมา ฝีมือดาบห่างชั้นกันมากเกินไปแล้ว

ทีมพิเศษสไตรเรย์ได้ใช้กลยุทธ์โจมตีเป็นทีมเวิร์คอันต่อเนื่องและหลากหลาย ความสามัคคีที่พร้อมเพรียงกันทำให้อาร์คนั้นไม่มีโอกาสสวนกลับเลย และได้แต่หลบกระสุนกับมิสซายที่มากันชุดใหญ่อย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางเสียงกรี๊ดลั่นของอีเน่ที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย จนวิงดั้มไม่อาจเข้าใกล้ได้ง่ายๆ ทำให้สามารถต่อกรได้ลำบากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ท่าจะแย่หว่า

“เอาลงยากจริงๆโว๊ย เป็นฮีโร่แน่นอนเลย งั้นต้องเอามันลงให้ได้” นักบินเครื่องที่ดุดันที่สุด ดึงดันบินแตกขบวนออกไป หัวหน้าทีมที่ขับเครื่องเบอร์ 1 แถบแดงติดต่อกลับไปไม่ได้ นักบินคนอื่นยังคงลังเลที่จะตามไปด้วย ซึ่งอาร์คเองก็สังเกตเห็นแล้วด้วยเช่นกัน

“เอาละนะ ลองเสี่ยงเดิมพันธ์ดูซักตั้ง…” แม้จะเสียเปรียบ อาร์คก็ไม่ยอมง่ายๆเช่นกัน เขาได้ถอยพร้อมใช้โล่เวทสีเขียวกางกันกระสุนและมิสซายไว้ และแล้วยานลำนั้นก็ได้ถลำลึกเข้ามาหาดังคาด

“ตอนนี้ละ โดนเต็มที่แน่!” นักบินจอมลุยเข้ามาหมายฟันด้วยดาบสองมือเหวี่ยงมา อาร์คอาศัยการหลบในระยะเผาขนผ่านดาบแรกได้ แล้วออกเข่าใส่หยุดแขนและดาบที่สองที่ตามมาได้ ก่อนจะยิงซ้ำที่แขนกับขาจนเสียหาย ทำให้สามารถสอยคู่ต่อสู่ร่วงไปได้เครื่องนึง

“หนอย นี่นาย…” ทันใดนั่นหุ่นตัวหนึ่งในกลุ่มได้พุ่งเข้ามาด้วยความโมโห ซึ่งเป็นเครื่องลายแถบสีแดง ทำให้อาร์คต้องใช้ดาบปัดการกระแทกออกไป แต่เธอไม่ยอมง่ายๆยัดกระสุนปืนกลกับโฮมิ่งมิสซายทั้งหมดเต็มพิกัส โล่เวทสีเขียวยังต้านไม่อยู่ถูกทะลวงจนวิงดั้มปลิวขึ้นฟ้าทันที

อาร์ครีบยิงบีมไรเฟิลโต้กลับ แต่เธอที่เปลี่ยนหุ่นกลับเป็นโหมดยานรบทันควันหลบเลี่ยงผ่านมาได้หมด และสวนกลับด้วยบีมไรเฟิลเช่นกัน และวกเข้าไปยัดลูกแตะจากด้านหลังได้ คู่นี้เริ่มศึกดวลหมัดกับดาบกันต่ออีกยก

“ไวอะไรอย่างนี้เนี่ย ไม่โดนเลย” อาร์คที่เริ่มเหงื่อตกเพราะเสียแรงไปมาก แถมสวนวืดกลับไปตลอด คิดจะหลบเก่งไปถึงไหนกัน!

“มาได้แค่นี้เองหรือเนี่ย!” ทางนักบินเครื่องแถบแดงเองก็ออกอาการหอบให้เห็นเช่นกัน การตอบโต้โดนปัดกันได้หมด แล้วไม่ค่อยถึงตัวหุ่นตรงหน้าเลย สมกับที่เธอเคยเฝ้ามองมาก่อน ซึ่งเธอรู้ตัวดีเพราะการดวลนี้ไม่ใช่เพื่อชนะ...

โฮมิ่งมิสซายชุดสุดท้ายและคอมโบกระสุนมาอีกรอบ แต่คราวนี้เกิดระเบิดก่อนจะถึงตัวซะอีก รอบตัวมีควันขาวฟุ้งโดยรอบ อาร์คพยายามกันการดักซุ่มจากรอบด้านแต่ว่า

“อ้าว ไปซะได้ก็ดี!” นักบินสาวแกนนำได้สบสในใจก่อนที่ถอยออกมา พร้อมพวกที่เหลือที่ช่วยพาเครื่องของคนที่ร่วงถอนกำลังกลับไปอย่างรวดเร็ว เป็นเพียงการถ่วงเวลาให้ช่วยเหลือพรรคพวกได้สำเร็จ ส่วนนักบินเครื่องจ่าฝูงแถบแดงได้สลัดหมวกออกมาด้วยความล้า ใบหน้าที่อยู่ภายใต้หมวกนักบินที่ได้เผยให้เห็นผมสีน้ำตาลแดงที่ทอดออกมาจากหัว ซึ่งนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ส.ต. มิว พยาบาลสาวที่อาร์คเคยพบกันที่หมู่บ้านชาวประมงนั่นเอง

“คราวหน้าคงได้ตัดสินกันละนะ จนกว่าจะถึงตอนนั้น…”

………………………………………….

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 14, 2011, 11:24:57 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2011, 01:07:00 PM »

อาร์คที่ได้ไล่พวกกองบินเหล่านั้นไปได้ กำลังเข้าไปหานักบินของยานรบสีแดงที่ลงจอดฉุกเฉินอย่างปลอดภัย จากชื่อที่เห็นปักอยู่บนชุดสีทหารขาวนั้นเป็นชื่อของ ร้อยตรีอาเธอร์ โซชัว ดูท่าเขาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่หัวไหล่ ตอนนี้อีเน่กำลังช่วยปฐมพยาบาลขั้นต้นให้ สำหรับเธอถ้าได้ทำแบบนี้กับอาร์คแทนคงจะดีกว่ามิใช้น้อย

“คุณเป็นทหารสหพันธ์ใช่มั้ย เกิดอะไรขึ้นกับคุณถึงได้ถูกไล่ตามมาจากพวกเดียวกันได้” อาร์คที่รู้ได้จากชุดสีขาวนวลนี้ซึ่งเป็นเครื่องแบบปกติของทหารสหพันธ์ ว่าแต่นี่ออกจะรีบร้อนเกินไปละมั้ง เล่นออกบินมาทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนมาใส่ชุดนักบิน แถมท่อนล่างยังเป็น……  กางเกงบ๊อกเซอร์ซะอีก

“ชั้นเป็นแค่…ไอ้คนโลกจิตคนนึงเท่านั้นเอง” เล่นมาแนวแบบนี้ทำให้อีเน่ขนลุกไม่น้อย

อาเธอร์นี่ยังคงเล่นมุกปากแข็งเล่นมุกหน้าด้านน่าตอกหน้าสิ้นดี พ่อแกยังคงไม่ยอมเล่าเรื่องที่ถูกไล่ตามแก่เด็กสองคนที่พบกันโดยบังเอิญเหล่านี้ แต่ก็แอบชำเลืองมองหุ่นสีเขียวที่น่าสงสัย “เด็กๆแบบนี้เนี่ยนะที่ขับหุ่นยนต์ช่วยเราไว้ ไม่น่าเชื่อ”

อาร์คที่ยืนมึนไม่รู้วิธีหาทางเค้นถามคนประหลาดพรรณนี้ได้นั้น ถูกอีเน่สะกิดไหล่เข้าให้ ท่าทางยายทวิลเทลจะมีความคิดอะไรดีๆแน่เลย

“อะไรกันอีกละ” อาเธอร์ที่คิดหาทางไหลลื่นชักแม่น้ำทั้งห้า กลับเห็นเป้าหมายมาแปลกไป ทั้งคู่ที่รมหัวกันเสร็จต่างพากันมานั่งจ้องหน้าเขาใกล้ๆ ด้วยความน่าสงสัย และสงสัยยิ่งขึ้นไปอีก ยึ่งดูเหมือนอยากจะพูดบางอย่างแต่กลับไม่ปริปากออกมาชักคำ จนกดดันหนักเข้า กดดันหนักเข้า เจ้าตัวเริ่มเหงื่อแตกและอดทนต่อสายตาทั้งสองคู่ไม่ไหวร้องลั้นออกมา “ไม่ๆๆ….”

“ก็ได้ ยอมแพ้แล้วละ เอาเป็นว่าชั้นหนีออกมาจากฐานทัพสหพันธ์ที่อังกฤษมา แต่โดนพวกเดียวกันตามล่ามาจนถึงที่นี่ละ เครื่องบินลำโปรดเลยเจ๊งกระบ๊งซะได้”

“สั้นไปแล้วเฟ้ย! เรื่องนั้นพวกเราก็เห็นๆกันอยู่ ที่อยากจะรู้ก็คือทำไมถึงกลายเป็นแบบนั้นต่างหากเล่า…” อาร์คหัวเสียที่เจอมุกปวดหัวของนักบินเพี้ยนๆเข้าอีกแล้ว แต่เรื่องคงจะมีต่อแหละนะ…

“เรื่องนั้น เพราะชั้นไปเห็นมันมาจนได้ สิ่งที่พวก ผบ.ทำลงไปนั่น ทั้งเรื่องที่ใช้สงครามเป็นข้ออ้างเพื่อยึดทรัพยากรของคนอื่นมาเป็นของตน อาศัยความแข็งแกร่งกว่าบดขยี้คนที่ขวางหน้า แถมยังใช้เหตุผลที่งี่เง่าที่สุดทำให้ชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องถูกทำร้ายไปมากเพื่อเรื่องพรรณนั้นจนกลายเป็นแพะรับบาปอีก แล้วโกงกินเข้าพรรคพวก สหพันธ์ที่ตอนนี้ไร้ความชอบธรรมไปเสียแล้วสำหรับชั้น ชั้นเห็นมาแล้วกับตาของตัวเอง ชั้นยอมรับเรื่องแบบนั้นไม่ได้ ไม่มีทางเด็ดขาดโว้ย!”

“ใจเย็นไว้นะคะ…” คราวนี้เป็นอีเน่ที่ต้องคอยประคองนักบินเพี้ยนๆ ที่เกิดอารมณ์เดือดดานขึ้นมาดื้อๆ

“ชั้นพยายามคัดค้านอย่างสุดความสามารถมาโดยตลอดแล้ว แต่ไม่มีใครที่หันมาสนใจเลยแม้แต่น้อย ไม่ซิ! คงถูกบังคับให้เก็บเงียบด้วยละ เพราะงั้นเขาจึงได้หนีออกมาจากเขา ไม่น่าแปลกที่ชั้นจะถูกไล่เก็บแบบนี้ได้ โลกเราก็แบบนี้ละนะ…”

คราวนี้พ่อนักบินคนนี้กลับมายิ้มแป้นแบบเย็นสันหลังวาปมาอีก ทำให้พวกอาร์คไม่มั่นใจพอที่จะฟังต่อไปซะแล้ว แบบนี้ใครจะกล้าเบรกละเนี่ย เหอะๆ…

“ชั้นไม่รู้เหตุผลของพวกบ้านั้นหรอก แต่ล่าสุดพวกนั้นดันจับพวกชาวบ้านเวนเนล่าไปป็นแพะ เพราะคิดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกกองโจรที่ซ่อนอยู่ที่นั้นอีก ไอ้พวกเวรตะไรนั่น กับเหตุผลบัดซบนั่น ชักวันชั้นจะทำลายให้หมอเลย ให้ตายซิ!”

“ว่ายังไงนะ! หมายความว่ายังไงกัน” อาร์คเกิดสะดุ้งขึ้นมาเบรกอาเธอร์ทันที เพราะว่านั่นเป็นสิ่งที่อาร์คไม่อยากจะได้ยินเลยแม้แต่น้อย

“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ พวกชาวบ้านถูกขังชั่วคราวที่ฐานไวรอสที่ชั้นเคยอยู่ ที่จริงก็อยากจะช่วยอยู่หรอก แต่ระบบป้องกันความปลอดภัยมันแข็งแกร่งเกินไป ช่วยไม่ได้ละนะ!”

ไม่ทันที่อาเธอร์พูดจบดี ก็มีเสียนสะเทือนจากเท้าของคนที่กำลังของขึ้นอย่างน่ากลัว ความบูดเบี้ยวบนใบหน้าของอาร์คที่อีเน่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้แสดงออกมาให้เห็นอย่างไม่น่าเชื่อ มือที่กำบีบแน่นจนรัดราวกับขยี้ทุกสิ่งทุกอย่างให้แหลกคามือได้ เพราะทุกคนในหมู่บ้านไม่ว่าเพื่อนหรืออาจารย์ก็กำลังตกอยู่ในอันตราย การที่เขายอมจากที่นั่นไปกลับกลายเป็นว่าเสียเปล่างั้นหรือ
“อาร์คเป็นอะไรไปอีกละ…” อีเน่เองตกใจที่เห็นสีหน้าที่ไม่เคยเห็นอาร์ค แต่สิ่งที่อาร์คพึ่งนึกขึ้นได้เป็นสิ่งแรกก็คือ

“นีน่า!” คนๆแรกที่อาร์คนึกถึง เพราะเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวที ซึ่งน่าจะรักษาตัวอยู่จึงไม่อาจปล่อยให้คนสำคัญหายไปได้ แม้ว่าที่พูดจะส่อให้เข้าใจในอีกหลายเเง่หลายมุม รวมทั้ง

“ชื่อนั้นเป็นใครกันแน่ อาร์ค!” ท่าทางเธอจะหัวเสียผิดวัตถุประสงค์ของเนื้อเรื่องตอนนี้เลยแหะ…

“โทษทีนะ คุณอาเธอร์ ฝากส่งดูเลอีเน่ด้วย” อาร์คได้ตัดสินใจที่จะฝากอีเน่ให้อาเธอร์พากลับไปส่งที่อีตาลี  และตนนั้นก็ได้ขึ้นไปขับวิงดั้มแล้วมุ่งไปยังที่นั่น โดยไม่ได้พูดให้เข้าใจกระจ่างหรือเหลียวหลังกลับมาพูดแต่อย่างใด ทิ้งคนสองคนเอาไว้เบื้องล่างจนหลายลับไปในที่สุด

เขาได้บินมุ่งหน้าไปยังไววอสทันทีด้วยความเร็วที่มากที่สุดที่วิงดั้มทำได้ในขณะนี้ แต่แล้วก็มีหุ่นรบรูปร่างถึกสีน้ำตาลเทา ที่ติดปีกไอพ่นขนาดใหญ่บินเข้ามาขวางเอาไว้จนได้ ซึ่งคนที่ขับไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหัวหน้ากลุ่มอันลือชื่อ คาเชบี เควีเรีย นั่นเอง

CHAPTER 8 คนที่ถูกทิ้ง กับความเจ็บปวดที่จมลึก.......................End
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2011, 11:22:43 PM »

อาร์คและวิงดั้มที่ลอยอยู่ต่อหน้าหุ่นหุ่นรบบินได้ขนาดใหญ่สีน้ำตาลเทาที่ยืนขวางทางอยู่ตรงหน้า ฝ่ายตรงข้ามเป็นมิตรหรือศัตรูก็ไม่รู้ แต่เวลามีไม่มากพอจะมาเสียเวลาที่นี่ซะด้วย อาร์คจึงบินเลี่ยงออกมาทางด้านข้าง

“หยุดนะ นายจะไปต่อจากนี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด!” เสียงของนักบินสาวของหุ่นที่ยังบินกระนาบเข้ามาขัดขวางไว้ ด้วยเสียงที่เคยได้ยินไม่นานมานี้ หน้าอกที่เด้งตอนเร่งเครื่องพร้อมเรือนผมสีเขียว คาเชบี เควีเรีย หัวหน้ากลุ่มต่อต้านเควีเรียพร้อมหุ่นเครื่องคัสตอมประจำตัวในชื่อเล่น “ฮาเบิร์ก” ออกมาแล้ว

“อะไรกัน คุณเควีเรีย…”

“หยุดการกระทำที่โง่เง่าและกลับไปด้วยกันเถอะ ถ้าฝืนทำแบบนี้จะมีแต่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนนะ แล้วก็สถานที่กำลังจะไปเนี่ย ชั้นรู้สึกได้ถึง อันตรายบางอย่างด้วย อย่าไปเลยนะ” เควิเรียหาทางเกลี้ยกล่อมให้อาร์คฟัง เพราะเธอเองก็พึ่งได้รับข่าวด่วนมาไม่นาน เรื่องการรวบรวมกำลังพลเอาไว้ที่ฐานทัพสหพันธ์ไวรอส ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ดูไม่ชอบมาพากลเลยทีเดียว

“…….” แต่อาร์คเองจะยอมแน่รึ เพราะน้องสาวคนสำคัญถูกจับตัวไปแล้วเนี่ยซิ

“ขอโทษด้วยจริงๆ ไม่ว่าอย่างไรผมก็ต้องไปให้ได้!”

“ตั้งสติเอาไว้ให้ดีซิ อาร์ค นายน่าจะรู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไปนะ ยกโทษให้ด้วย เควีเรียคนนี้คงต้องหยุดนายให้ได้เช่นกัน!” เควีเรียได้ยกปืนออโตเมติกติดแขนยิงดักหน้าวิงดั้มของอาร์คไว้ เป็นทั้งคำขู่และคำเตือนให้รู้ว่าเธอเอาจริง!

“คุณเควีเรีย…” อาร์คบินขึ้นฟ้าพร้อมทั้งสวนบีมไรเฟิลกลับหลายนัด แต่เธอหลบได้พร้อมไล่ตามอาร์คใกล้เข้ามา ด้วยความเร็วที่ผิดกับขนาดมากนัก ปีกแรงขับดันทั้งสี่ด้านหลังยังเร่งความเร็วขึ้นอีก

“การกระทำของอาร์คนั้นไร้ประโยชน์เพราะมันไม่มากพอที่จะช่วยใครออกมาได้หรอก แม้จะพึ่งกำลังของเธอด้วยก็ตาม โลกใบนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นหรอกนะ! หอบคลื่นความร้อน” หอบความร้องถูกเสียบเข้าใส่วิงดั้มที่บินฉีกตัวออกสุดกำลัง ปลายหอบเฉียดค๊อกพิลเพียงน้อยกว่าเมตร แต่ความร้องก็มากพอทำให้อาร์คบาดเจ็บได้ รึว่าเจ้าตัวจงใจไม่ให้โดนกัน

ฉับๆ! หอบนั่นถูกหั่นเป็นสามท่อนด้วยดาบสีเงินที่ดึงออกมาจากที่ว่างเปล่า อาร์คฟันเข้าไปอีกครั้ง แต่คราวนี้กวาดอากาศเปล่าๆแทน

“จำที่ชั้นเคยบอบว่ามีน้องสาวได้มั้ย เธอน่ะเหมือนนายในตอนนี้เปี้ยบเลยละ…” เควีเรียคว้างระเบิดมือใส่วิงดั้มจนเสียหลักและดาบลอยหายขึ้นไปบนฟ้า ก่อนที่เธอจะยิงปืนกลแขนซ้ำตอบ

“ในที่สุดเธอก็ได้ทำงานในอวกาศดั่งที่เธอต้องการ และก็ได้มีความรักกับคนๆนึง ได้มีชีวิตเพื่อใครชักคน” ไหล่ขวาของฮาเบิร์กเองก็ถูกยิงจนเสียหาย เธอจึงยิงมิสซายควันก่อกวนอาร์คไว้

“แต่สุดท้ายเธอก็ถูกทอดทิ้ง จากพวกสหพันธ์ ที่ทำลายความฝันของเธอไปพร้อมกับชีวิตนั้น ไปพร้อมกับสถานีอวกาศ RC+แห่งนั้น เพราะพวกนั้นมันไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นเลย” กระสุนมิสซายขนาดใหญ่ถูกพับยิงออกมาจากหลัง ก่อนที่จะแตกกลายเป็นมิสซายขนาดเล็กจำนวนมากพุ่งเข้าใส่วิงดั้มที่ยังอยู่ในควัน เสียงระเบิดดังตามมาติดๆ

“แล้วยังไงละ คุณเควีเรีย!” ลำแสงขนาดเท่าบีมแคนนอนพุ่งออกมาจากควัน ซึ่งกวาดเท้าซ้ายของฮาเบิร์กหายไป วิงดั้มที่ยังคงบินลอยตัวอยู่ได้

“ทำไมไม่เข้าใจซะที ว่าชั้นไม่อยากปล่อยให้นายต้องไปตายเหมือนน้องสาวคนสุดท้ายของชั้น เหมือนคาเซบี เซเวีย และนั่นเป็นทั้งหมดที่ทำให้ชั้นตั้งกลุ่มนี้ขึ้นเพื่อต่อต้อนพวกนั้น และเพราะชั้นเห็นนายเป็นเหมือนน้องชายของชั้นแท้ๆ เพราะงั้นพอได้แล้ว!”

เควีเรียที่ดูเหมือนกับโมโหทั้งน้ำตาต่ออาร์คและตัวเธอเอง ได้ยิงเขาอย่างไม่ลดละด้วยอาวุธเต็มพิกัด ลำแสงที่ยิงออกมาจากปีกด้านหลังทั้งแปดเส้นที่เรียกว่า กราเทลเลเซอร์ มิสซายหลายหัวรบและกระสุนปืนกล บีมไรเฟิลที่ยิงสกัดได้ไม่หมด ซ้ำโล่เวทสีเขียวก็ยังกันไม่อยู่ถึงกับแตกกระเจิง แรงระเบิดทำให้วิงดั้มต้องกระเด็นลงสู่พื้นแล้วโดนกระแทกอัดเครื่องชนจนลอยทรงตัวไม่ได้ อาร์คถึงกับจุกลงไปกองกับพื้นค๊อบเพิล

“อย่าได้ยัดเยียดความรู้สึกของคุณคนเดียวให้คนอื่นแบบนั้นเด็ดขาด อ๊ากๆ”

อาร์คที่ได้จนตรอกจนและเริ่มถอดใจลงถึงที่สุดแล้วนั้น เขาได้เห็นอะไรบางขึ้นในส่วนลึกในใจ ภายในนั้นที่มีความรู้สึกของอาร์คที่มีต่อนีน่าและเพื่อนๆทุกคนในหมู่บ้าน จึงทำให้เขาได้ตัดสินใจมาขับวิงดั้ม เพื่อสิ่งนั้นจึงทำให้เลือกที่จะสู้ ความรู้สึกเหล่านั้นจึงได้ตอบสนองกับวิงดั้ม พลังได้ค่อนพื้นฟูขึ้นมาและเปล่งประกายสีเขียวออกมารอบตัว

“ผม มีคนที่ยังรอคอยอยู่ ดังนั้น ผม…ไม่อยากจะเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่อยากเสียใจที่ผ่านไปทั้งๆแบบนี้ นี่เป็นทางที่ผมได้เลือกแล้ว และผมจะได้ไม่เสียใจทีหลังด้วย!” พลังความมุ่งมั่นของเขา ทำให้วิงดั้มเพิ่มความเร็วมากขึ้นก่อนที่จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย ต่อหน้ากระสุนและมิสซายที่ถูกยิงอีกเป็นชุดสุดท้าย เหลือทิ้งไว้แต่แสงละอองขนสีเขียวที่ลอยอยู่

และแล้ว วิงดั้มก็ได้ออกมาจากบนฟ้าเหนือหัวเควิเรีย ก่อนที่จะฟันดาบที่มีออร่าสีเขียวหุ้มเป็นคมดาบไว้ตามแนวดิ่ง เธอเองก็เอาโล่ที่ไหล่กระแทกกลับไปด้วยแรงขับดันเต็มพิกัสด้วยเช่นกัน เสียงเสียดสีของโล่กับดาบยังดังขึ้นอีก และยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้ผลในทันที

ทั้งแขนและปีกขับดันลอยตัวของหุ่นขาดออกด้วยดาบที่มีแสงสีเขียวหุ้มไว้ หุ่นของเธอได้ลงดิ่งไปยังพื้นดินท่ามกลางความอึ้งของหัวหน้ากลุ่มสาวผู้นี้

อาร์คสามารถล้มเควีเรียได้สำเร็จ เควีเรียที่ได้พ่ายแพ้ไปจึงทำได้แต่คอยยืนมองอาร์คและวิงดั้มที่กำลังจากหายไปในท้องฟ้าลง

“ให้ตายซิ ช่างเหมือนกันเลยจริงๆน้า พวกเธอเนี่ย!”

………………………………...............…

อีเน่ที่ถูกส่งกลับมาถึงที่โรงเรียนของเธออย่างปลอดภัยด้วยการมาส่งของ รต.อาเธอร์ คนที่รอคอยอยู่นั้นเป็นมาสคัสที่เดินมาทักปลอบเธอ แต่เธอกลับวิ่งไปซบกอดไอริสด้านหลังซะงั้น

“แล้วอาร์คละ น่าจะมาด้วยกันไม่ใช่รึ…” มาสคัสปากปาหมอทักเรื่องที่ไม่ควรจะพูดอีกแล้ว พร้อมกับรองเท้าแปะหน้าจนกลิ้งอีกครั้ง ถึงจะไม่รู้ความจริงในหลายๆเรื่องที่อีเน่รู้กนะ

“ช่างมันเถอะ” เธอเล่นตอบออกมาง่ายๆผิดปกติวิสัย แถมเหล่มองไปยังท้องฟ้าอีก แม้จะรู้ความรู้สึกของเธอดี แต่มาสคัสเองก็ได้แต่มองดูเธออยู่ห่างๆเท่านั้น ในตอนนี้…  

ทางฐานทัพอิตาลี พ.ต. วิสเบิร์ส ได้รับสัญญาณฉุกเฉินว่ามีบางอย่างกำลังร่อนลงไปยังฐานไววอสในอังกฤษด้วยความเร็วสูง และกำลังฝ่าชั้นบรรยากาศลงไปแล้ว คาดว่าจะถึงอีกภายใน 1 ชั่วโมง นั่นอาจเป็นยานรบหรือว่า….  

“เราได้ติดต่อแจ้งไปทางโน้นแล้ว แต่ติดต่อไม่ได้เลยครับ คาดว่าจะมีสัญญาณรบกวนอย่บริเวณนั้นครับ จะทำอย่างไรต่อดีครับท่าน” เสียงโอเปอเรเตอร์แจ้งความล้มเหลวในการติดต่อ นี่เป็นฝีมือใครกันแน่

“โทษทีนะลุง ชั้นไม่อยากจะยุ่งไอ้คนน่ารังเกียรพรรณนั้น ขอผ่านละ” เสียงของคาออสที่ประจำอยู่ในศูนย์ควบคุมนั่นและพูดชื่อเล่นราวสนิทสนมกับหัวหน้าคนนี้เป็นอย่างมาก เขาเอ่ยปฏิเสทการเป็นพลส่งข่าวอย่างทันควัน เพราะรู้ดีว่า พ.อ. เจซัส เป็นผู้บังคับบัญชาที่เห็นแก่ตัวและไฝ่หาอำนาจเอามากๆเลย

ทำไมนะรึ ก็เค้าเคยต้องทนอยู่ภายใต้ผู้นำคนนี้มานานหลายปีเลย จนรู้ไส้รู้พุงกันหมด

ส่วนมิว มาดริก จ่าฝูงของทีมพิเศษ “สไตรเรย์” ที่นำลูกทีมทั้งหมดหนีกลับมาจากการปะทะได้สำเร็จ และอยู่ในระหว่างรอซ่อมแซมหุ่นที่ฐานทัพนี้เอง ก็มาเผอิญได้ยินเรื่องยานที่ร่อนลงที่ฐานไวรอสระหว่างผ่านห้องนั้นด้วย นั่นทำให้เธอยิ่งเอะใจก่อนจะรีบวิ่งกลับไปที่โรงเก็บหุ่นทันที

“หรือว่านั้นอาจจะเป็น....”

…………………………………………..........

“พ.อ. เจซัส  เค  อาเจนตินา ตอนนี้หุ่นรบทั้งหมดเตรียมพร้อมกว่า 80% แล้วคะท่าน” โอเปอเรเตอร์รายงานการจัดทัพขนาดใหญ่มากกว่า 50 เครื่องที่ฐานไวรอส เห็นว่าเป้าหมายตามรายงานเป็นกองกำลังของ CAPE ที่จะเข้าตีจุดยุทธศาสตร์สำคัญเช่นที่นี่ แต่ว่าตกค่ำคืนป่านนี้แล้วยังไม่เห็นมีวี่แววเลย

“ไม่ต้องห่วงน่า ทางนี้มีเหยื่อล่ออยู่ ทางนั้นต้องออกมาแน่!” พลเอกผู้นี้พูดออกมาด้วยความมั่นใจ แต่ “เหยื่อล่อ” ที่ว่าทำเอาโอเปอเรเตอร์เองงงไม่น้อย ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นชาวบ้านตาดำๆที่หลงถูกจับอยู่ในชั้นใต้ดินที่นี่ด้วย

ตูมๆ! เสียงดังขึ้นในระยะที่ใกล้กับหอบังคับการมาก ทุกคนมองเห็นเปลวไฟที่เป็นทางมาจนถึงลานหน้าฐานได้ชัด ทุกเครื่องเกิดระเบิดเองอย่างน่าสงสัย ทั้งที่มีกำลังพลเตรียมการมากมาย แถมสัญญาณเตือนภัยยังตรวจไม่พบ

“ทุกหน่วย เตรียมรับมือได้แล้ว กดสัญญาณด้วย เร็วเข้า” เสียงของพลเองที่ส่อแววหงุดหงิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เหล่านักบินเองยังคงตั้งตัวในเงามืดไม่ทัน โดนกวาดล้างต่อไปเรื่อยๆด้วยหุ่นเครื่องนึง

ทางด้านปืนต่อต้านอากาสยานออโต้เองก็กำลังยิงใส่อีกเงานึงที่ลอยบนท้องฟ้าก่อนที่จะถูกบีมไรเฟิลยิงสวนจนระเบิดไป แสงระเบิดทำให้เห็นร่างเงานั้นมีสีเขียวชัดเจนลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า

“อย่ามาขวางนะ!” อาร์คยิงบีมไรเฟิลสวนกลับหุ่นอีกสองเครื่องที่กระโดดมาจากด้านหลังฐานทัพ เครื่องนึงโดนยิงแต่อีกเครื่องหลบแล้วหยิบดาบลำแสงออกมตรงหน้า ก่อนที่จะเขใกล้ได้ วิงดั้มที่หลบออกข้างได้ฟันดาบเหล็กใส่เป็นยาวลงมาจนขาดเป็นสองท่อนระเบิดในที่สุด ตอนนี้ทางเปิดโล่งแล้ว

“รอก่อนนะ ทุกคน…” วิงดั้มที่ได้จังหวะ ได้เร่งความเร็วพร้อมพุ่งต่อยเข้าไปในอาคารฐานทัพ โชคดีที่ตรงนั้นอยู่ใกล้ๆทางลงห้องขังใต้ดิน อาร์คไม่รอช้าที่จะรีบลงจากหุ่นเข้าไป และวิงดั้มที่ตั้งโล่เวทสีเขียวถ่วงเวลาพวกด้านนอกไว้ให้

และในสองนาทีที่อาร์คได้พยายามหลบเลี่ยงและเข้าไปในฐานตามแผนที่ๆอาเธอร์ใด้ให้ไว้ อาร์คก็ได้มาถึงหน้าห้องขังใต้ดิน พร้อมประเคนฝ่าเท้าใส่ทหารยามจนแนบนิ่ง อาร์คคว้ากุญแจออกมาจากตัวยามแล้วปลดล๊อกที่อยู่ตรงหน้า ทุกคนในหมู่บ้านเป็นอิสระและเข้ามารุมล้อมอาร์คไว้ น่าแปลกที่ไม่มีครูโทโมโกะอยู่ในนี้ด้วย

“พี่คะ!” เสียงที่อาร์คไม่ได้ยินมานานมาจากด้านหลัง พร้อมกับใบหน้าอันแสนหน้ารักและผมดำสั้นไว้ชายผมซ้ายขวา ก่อนเธอโดนสวมกอดเข้าให้ ก่อนที่พี่น้องที่ได้พบกันอีกครั้งคู่นี้จะพากันบ่อน้ำตาแตกไปพักนึง…

“นีน่า ไม่เป็นไรแล้วนะ” ตอนนี้ฉากทั้งหมดตกอยู่ในอารมณ์โรแมนติกระหว่างพี่น้องไปเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าฉากที่ว่าก็ถูกทำลายด้วยเสียงระเบิดและแรงสั่นสะเทือนจากด้านนอก ไม่ได้มาจากบริเวณใกล้ๆวิงดั้มด้วย

“เอาละ ทุกคนรีบตามชั้นมาเร็วเข้า หนีออกไปจากที่นี่กันเถอะ!” อาร์คที่ไม่มีทางเลือกมากนักจำต้องปล่อยเธอออกจากมือ ก่อนจะวิ่งนำขบวนหนีตายออกไปด้านนอกเบื้องหน้าวิงดั้มที่กำลังต้านอัตโนมัตอยู่ หวังว่าคงจะถ่วงเวลาได้อีกนิดนึงละนะ…

…………………………..............

“ทางนี้ มีวัตถุน่าสงสัยตกลงมา กองที่ห้าถูกทำลายจนละลายหมดแล้วครับ เอ๋………….อ๊ากๆๆๆ!”

เสียงของนักบินสหพันธ์ผู้โชคร้าย ที่เข้ามาสำรวจจุดตกของอุกกาบาตที่ดันเหมาะเจาะลงมาทำลายหน่วยป้อมปืนด้านหลังฐานไวรอสพอดี กลับต้องถึงฆาตถูกเปลวไฟสีแดงแผดเผาจนเครื่องหลอมระเบิดในที่สุด พร้อมกับหุ่นรบสีแดงเพลิงที่ออกมาจากแคปซูลร่อนลงที่เห็น ลวดลายแดงตัดกับขาวและดำ หน้าตาที่ดูแหลมออกมาและครอบมงกุฏแดงสด และที่ฝ่ามือสีดำมืดยังคงมีเปลวไฟลุกท่วมออกมาให้เห็น ก่อนที่จะคว้างใส่หุ่นอีกตัวจนมอดไหม้ตามไปด้วย

“อะไรกัน ชั้นมันไม่น่าสงสัยขนาดนั้นหรอก ว่าแต่ มันเริ่มก่อนที่ชั้นมาถึง ได้ไงละวะ ชั้นยังไม่ได้ออกแรงไปเท่าไร่เลย…”

นักบินหุ่นสีแดงฉานประกาศลั่นพร้อมกับปล่อยวงแหวนเวทสีแดงกลางฝ่ามืออีกครั้ง เปลวไฟกลับมาคลุมฝ่ามือจนร้อนระอุ พร้อมกับหันไปชกใส่หุ่นเครื่องนึงที่เตรียมฟาดขวานจากด้านหลัง ฝ่ามือและเปลวไฟนั้นทะลวงผ่านลำตัวและค๊อกพิล  และระเบิดแดงฉานกลายเป็นฉากหลังของท่าโจมตีที่รุนแรงนี้ไป

“หมัดอัคคี เบิร์นนิ่ง นัคเคิล…!”

………………………………

ทางหอควบคุมในฐานทัพไวรอสเองก็เกิดเรื่องวุ่นวายไม่แพ้กัน เพราะไม่ใช่แค่นักโทษถูกปล่อยตัวหนีออกไปได้ด้วยฝีมือของเด็กเพียงคนเดียวแล้ว แต่บัดนี้เอง ที่นี่เอกก็ไหลนองไปด้วยเลือดสีแดงสด บรรดาทหารประจำการและโอเปอเรเตอร์ลงไปกองแนบนิ่งกับพื้นจนหมดด้วยรอยคมดาบ และ พ.อ. เจซัส  เค  อาเจนตินา เองก็ถูกจี้ด้านหลังคอด้วยดาบสีแดงสดที่อาบด้วยเลือดของทุกคนในห้อง ต่อหน้าบุรุทที่สวมชุดสีแดงสดทั้งชุดแบบลายอัศวินอังกฤกยุคกลาง ไหลเสื้อสีดำสนิท และใบหน้าที่เห็นไม่ชัดอยู่ใต้เงามืด ผู้มาเยือนคนแรกสุดของงานฉลองอันนองเลือดครั้งนี้ ก่อนอาร์คและวิงดั้ม

“จงตอบมา แกน่าจะรู้ องค์ชายกับองค์หญิงรัชทายาทแห่งเทเบลูส อยู่ที่ไหน!” ชายชุดแดงฉานถามพันเอกด้วยเสียงดุดัน และปลายดาบที่ปาดคอจนเลือดเริ่มซิมออกมาให้เห็นได้ชัด

“ชั้นจะไปรู้ได้ไงเล่า พวกเราไม่ได้รู้รึเกี่ยวข้องกับประเทศของนายเลยชักนิด หนอย…” พันเอกยังคงถือทิฏิเป็นใหญ่ต่อหน้าความตาย ชายชุดแดงจึงต้องโยนรูปสองใบออกมาบนโต๊ะ รูปทั้งสองนั้นเป็นรูปของเด็กชายและเด็กหญิงที่มีอายุเพียง 6 ขวบเท่านั้น ถึงจะเป็นรูปที่ผ่านไปมากกว่าหกปีมาแล้วก็เถอะ

“อะไรกันเล่า เป็นเด็กด้วยงั้นรึ ยิ่งไม่เคยเห็นเลยด้วย ถ้าคิดว่าโกหกก็แทงมาเลยเซ…” ทิฏิที่ไม่สะทบสะท้านต่อหน้าคมดาบที่เฉือนคอได้ง่ายๆนั้น ทำให้บุรุทชุดแดงยอมเก็บดาบลง เพราะดาบนั้นไม่เคยโกหกเค้าแม้แต่ครั้งเดียว

ชายชุดแดงฟันหน้าต่างจนขาดเป็นแผ่นกระจกสี่เหลี่ยมหลุดออกโดยไม่แตก ก่อนจะกระโดดออกไป พร้อมกับหุ่นสีแดงอีกเครื่องที่ลายโค้งนูนแบบอัศวินสีเลือดอำมหิตที่ถือดาบสีแดง และหายไปโดยไร้ซึ่งเงาหลงเหลืออยู่ และพันเองที่เริ่มตั้งสติได้อีกครั้งแล้วเดินมายังส่วนสื่อสาร แล้วปัดร่างโอเปอเรเตอร์สาวที่ไร้วิญญาณกระแทกลงพื้นก่อนที่จะนั่งแทนที่ และประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง

“ทุกเครื่อง จัดกองทัพใหม่ ฟอเมชั่น C กระนาบจัดการหุ่นอันโนนสีเขียวได้แล้ว…”

กองทัพหุ่นสหพันธ์เริ่มจัดแนวรบใหม่ หน่วยปืนใหญ่ระดบยิงกระสุนและจรวดโดยมีหุ่นที่รบภาคพื้นนำหน้าเป็นบีกซ้ายขวา พุ่งไปยังวิงดั้มที่ยังคงรับการโจมตีทั้งหมด ยังดีที่ตอนนี้บีมไรเฟิลถูกตั้งท่าแล้วยิงทะลุโล่วงเวท กลายเป็นลำแสงขนาดใหญ่ที่กวาดกระสุนและจรวด รวมทั้งกองกลางทัพที่หุ่นปืนใหญ่ส่วนนึงถูกกวาดหายไปกับลำแสงนั่นด้วย

“ฟู่ เกือบไป หวิดตายหมู่หมดทั้งหมู่บ้านเลยแหะ”

“เอาละ ทุกคนวิ่งตรงไปด้านหน้าเลย เดี๋ยวเราจะคุ้มกันให้เอง”

อาร์คที่ยืนอยู่หน้าประตูค๊อกพิลที่เปิดค้างอยู่ ส่งสัญญาณให้ทุกคนโกยหนีไป ทุกคนเริ่มออกตัวทันทีราววิ่งแข่ง 100 เมตรที่ต้องแลกด้วยชีวิต บางคนคว้ารถทหารมารับพรรคพวกตะบันออกไปทันที ทว่ามีอยู่คนนึงที่ยังคงยืนนึ่งอยู่ต่อหน้า และไม่มีทีท่าว่าจะไปไหนด้วย

“พี่ พี่ชาย…” นี่เป็นครั้งแรกที่นีน่าได้เห็นอาร์คและวิงดั้มยืนอยู่ด้วยกัน นีน่าค่อยๆมองตาอาร์คราวกับจะสื่อว่าเธออยากจะอยู่กับพี่ชาย อาร์คจึงทำได้แต่มองกลับด้วยรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก

“โทษทีนะ ถ้าผ่านค่ำคืนนี้ไปพี่จะกลับไปอยู่กับน้องแน่ ดังนั้นไปได้แล้ว ระหว่างนั้นพี่จะปกป้องน้องเอง!” คำปฏิเสทของผู้เป็นพี่ ซึ่งยอมใจแข็งปล่อยเธอไปอีกครั้ง และหันหลังกลับเข้าไปในตัววิงดั้ม เพื่อบุกตะลุยเปิดทางให้ทุกคนอีกครั้ง

“ย่ะๆๆ….”

“พวกนักโทษหนีไปแล้ว ตามไปเร็ว” นักบินหุ่นฮาเบิร์กของสหพันธ์ตั้งประทับปืนบาชูก้าเตรียมยิง แต่ปืนระเบิดไปจากบีมไรเฟิลของอาร์คที่บินตามมา หุ่นเครื่องอื่นยิงปืนกลคุ้มกันแต่ดันติดโล่สีเขียวหมด

“ไม่ต้องสนพวกนั้นแล้ว จับหุ่นตัวนั้นมาให้ได้” เสียงสั่งการยังดังกระจายเข้ากองทัพอย่างต่อเนื่อง จึงยังโชคดีที่ท่าทางหุ่นและทหารยอมปล่อยให้ชาวบ้านหนีไปแต่โดยดี เพราะพวกเขานั้นเป็นเพียงตัวหมากเพื่อล่อให้วิงดั้มปรากฏตัวออกมาตั้งแต่แรกแล้วเท่านั้น

“มีกี่เครื่องกันแน่เนี่ย พวกนี้” อาร์คบ่นทั้งยิงสวนกลับไปหลายนัด แต่จากสายตาจำนวนคู่ต่อสู้ไม่ได้ลดลงไปเลย แล้วยังต้องคอยปกป้องทุกคนด้วยจึงเคลื่อนไหวลำบาก มิสซายและกระสุนยังคงลอยมาจากหลายๆด้านพร้อมกันหมด วิงดั้มได้แต่ลอยไปมาตามแรงระเบิดเพื่อลดความเสียหาย ทั้งที่วิงดั้มอาการเสียหายเพิ่มมากทุกที อาร์คเองก็มีเลือดซึมออกมาที่หัวแล้วด้วย

ด้านหลัง หุ่นสามเครื่องกระโจนขึ้นมาพร้อมใช้อาวุธฟันวิงดั้มที่ลอยเข้าใกล้ อาร์คหยุดการเหวี่ยงตัวไม่ได้แล้ว

“เจ้าพวกสหพันธ์ ขาเสือกอย่างชั้นขอแจมด้วยคน” เสียงเลือดร้อนที่มาพร้อมกับกระสุนลูกบอลไฟสามลูก เผาหุ่นทั้งสามจนระเบิด และเจ้าของเสียงปรากฏตัวมาจากหุ่นสีแดงเพลิงที่บินลุยเข้ามาจากแนวหลังของสงคราม หุ่นที่ดูเหมือนควบคุมไฟและความร้อนได้ด้วยตนเองจากสายตาของอาร์ค ที่สำคัญมันมีลูกแก้วสีแดงฉานอยู่ที่กลางอกเหมือนวิงดั้มอีกแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ…

“เอาละ กวาดให้เรียบตามที่คุณโรเคนมอบหมายมา พวกงี่เง่าทั้งหลาย ชั้นจะเอาคืนที่พวกแกเคยทำกับพวกเราที่โคโลนี่ให้หมดเอง”

นักบินหุ่นปรึศนาเครื่องสีแดงประกาศกร้าวพร้อมพุ่งดับเครื่องชนใส่กลุ่มศัตรูที่อยู่หน้าอาร์ค และดาบสีแดงส้มสองเล่มที่ประกบเป็นดาบสองคมตวัดร่างหุ่นที่ขวางหน้าขาดเตียน คำพูดที่หลุดออกมา ทำให้พ.อ. เจซัส  เค  อาเจนตินา พึ่งรู้ทันว่า CAPE อยู่เบื้องหลังการย้อนโจมตีครั้งนี้ ดูท่าแผนการจะถูกใช้ประโยชน์แล้ว

“เอานี่ไปกินซะ…” หุ่นเครื่องสีแดงยังคงปล่อยบอลไฟจากฝ่ามือใส่พวกมันอีกกลุ่ม แต่ผลทำให้กลุ่มชาวบ้านที่อพยพหลบหนีออกมาส่วนนึงโดนลูกหลงไปด้วย และจบลงที่ตายทั้งหมด ต่อหน้าอาร์คที่ได้แต่มอง

“พวกแกก็รับไปด้วย ” คราวนี้มันใช้สองมือทำให้ลูกไฟใหญ่ขึ้นอีก และถูกคว้างไปยังกลุ่มที่มาสมทบ อาร์คเห็นแล้วว่าพวกนั้นคิดใช้พวกคนที่ถูกปล่อยออกมาเป็นโล่มีชีวิต ถ้านีน่าอยู่ในนั้นด้วยละ…

“เดี๋ยวก่อน หยุดเดี๋ยวนี้” อาร์คที่กางโล่เวทสีเขียวต้านการโจมตีจนตำแหน่งขาเลื่อนไปตามแรงหลายเมตร ก่อนที่จะหยุดไหลแล้วยิงบีมไรเฟิลสวนกลับ จังหวะนี้เองด้านหลังก็ระเบิดจากการโดนยิงจากหุ่นพวกนั้นด้วย แรงกระแทกทำให้อาร์คร้องโอดครวนไม่น้อย  

“ทำบ้าอะไรของนายวะ พวกนั้นก็เป็นศัตรูของนายเหมือนกันไม่ใช่รึ จะไปปกป้องมันทำซากอะไรเล่าไอ้บ้าเอ้ย!”

“ยังไงมันก็ไม่เหมือนกับนาย!” อาร์ครีบบินถอยหลบหลบลูกไฟที่ไล่ตามจากด้านหน้าพร้อมยิงไรเพิลสวนกลับ ซ้ำได้ระยะก็ชนหุ่นด้านหลังเครื่องนึงจะกระเด็นลอยห่างออกไป ก่อนจะหมุนตัวแตะอีกเครื่องออกด้านตรงข้ามที่ไปรับลูกบอลไฟแทน และตั้งโล่เวทกันอีกสองลูกที่ตามมา จุดประสงค์เพื่อกันทุกคนที่อยู่ด้านหลังขาที่กำลังวิ่งหนีกันสุดชีวิต และสลัดพวกทหารจากพวกเขาได้ด้วย

“หมายความว่าอย่างไรกัน…” เสียงจากหุ่นเครื่องแดงทักด้วยทั้งความข้องใจและสงสัยก่อนมองมาทางวิงดั้ม แต่ลูกไฟที่ลอยมามันยังไม่หมด….

“ที่นั้น มีพวกพ้องของฉันอยู่นะ ยังไงก็ไม่ยอมให้พวกเขาตายเด็ดขาด” อาร์คใช้ดาบของวิงดั้มฟันลูกไฟที่พุ่งเข้าหาจนขาดสะบั้นต่อหน้าหุ่นเคร่องสีแดงเพลิง ราวกับจงใจหยามกันต่อหน้าโดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่องเลย

“งั้นจะบอกว่าแกเป็นพวกของมันงั้นเหรอ” เจ้าของหุ่นสีแดงทั้งยังเข้าใจความหมายที่อาร์คสื่อผิดไป ดันคิดว่าอาร์คปกป้องพวกที่เป็นสหพันธ์ เลยยิ่งยั่วโทสะเข้าไปหญ่แล้วตามเข้าฟันดาบตามมาทันที

“อย่ามาพูดบ้าๆแบบนั้นนะ…” อาร์คสวนดาบเข้าไปเต็มที่ ต่างฝ่ายต่างบินดวลดาบฟันกันกลางท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง เสียงปะทะระหว่างดาบที่ดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ และก้องไปทั่วปริเวณ หุ่นทั้งสองจึงจำต้องสู้กันโดยที่ไม่อาจเลี่ยงได้ด้วยความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น

ตูมๆ!ปังๆ! เสียงของปืนและมิสซายจากหุ่นสหพันธ์ ถูกยิงเข้ามาตะลุมบอลระหว่างการต่อสู้ของวิงดั้มและหุ่นสีแดงเพลิงที่กำลังนัวเนียอย่างดุเดือด ทั้งคู่ทั้งต้องหลบพวกชอบสอดและปะทะห้ำหั่นกันเอง แต่ต่างก็เสียหลักจากแรงระเบิดที่ตามมาอย่างต่อเนื่องจนเสียหายหนัก

“รำคาญจริงๆ เจ้าพวกบ้าเนี่ย เดี๋ยวพ่อจะกวาดพวกแกไปพร้อมกันให้หมดทีเดียวเลยแล้วกัน”

นักบินหุ่นสีแดงเริ่มยั่วกับพวกสหพันธ์ที่เข้ามายุ่งราวกับแมลงเม่าที่บีนเข้ามาอย่างไม่จบสิ้น จึงสร้างลูกไฟขนาดยักษ์ขึ้นมาหมายจะถล่มฐานและหุ่นทั้งหมดให้ราบไปพร้อมๆกัน ตอนนี้เขารวบรวมฝ่ามือทั้งสองจนเกิดลูกไฟและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆอยู่เหนือหัว และแผ่ความร้อนที่ระอุออกมารอบตัว

“นั่นมันมีพลังมากขนาดนั้นเลยรึ ถ้ามันถูกคว้างมาทั้งๆอย่างนั้นละก็……เห้ย!” อาร์คที่ต้องหยุดคิดหลังจากเสียงสัญญาณดังขึ้น แล้วแสดงภาพขึ้นจอมอนิเตอร์ ภาพแสดงให้เห็นนีน่าที่วิ่งตามถนนออกมาอย่างทุลักทุเลและดันอยู่ในรัศมีของมันด้วย

“นีน่า! หนีไปซะ! เร็วเข้า!” หุ่นสีแดงเพลิงได้คว้างลูกไฟยักษ์พุ่งเข้ามายังฐานทัพอย่างที่ไม่มีทางหยุดได้เลย อาร์คที่ได้แต่ตะโกนเรียกก่อนพยายามบินเข้าไปขวางลูกไฟเอาไว้ โล่เวทสีเขียวถูกลูกพลังดันถอยกลับมีทีละน้อย ภาพในตอนนี้คงเห็นไม่ต่างไปจากจอมมารบูที่พยายามต้านดันลูกบอลพลังจิตของโงกุนเลยแม้แต่น้อย

“คิดง่ายไปแล้ว ท่าเพลิงพิโรธทลายสวรรค์ของชั้น ไม่มีใครสามารถหยุดมันได้เด็ดขาด แม้แต่แก…” นักบินหุ่นสีแดงเพลิงดันพลังเพิ่มเข้าไป จนวิงดั้มที่ไม่อาจที่จะต้านทานพลังงานเพลิงอันมหาศาลเอาไว้ได้ ถูกพลังนั้นผลักจนกระเด็นลอยออกไปอย่างรวดเร็ว และลูกเพลิงยักษ์ก็กำลังลอยลงไปอย่างช้าๆ และเผาหุ่นเครื่องอื่นๆระหว่างทาง มันกำลังกระแทกลงสู่พื้นแล้ว ลงสู่ฐานทัพที่มีอีกนับพันชีวิตอยู่

“บ้าน่า! แผนการทั้งหมดต้องมาจบสิ้นเพียงแค่นี้งั้นรึ เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดต้องมาจบลงเพียงแค่นี้งั้นรึ ไม่มีทาง ชั้นต้องเป็นใหญ่อยู่เหนือทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าโรเคน หรือเจ้ากีฟรอส ไม่ว่าจะเป็นหน้าไหนๆ ข้า เจซัส เค อาเจนตินาผู้นี้จะเป็นใหญ่และควบคุมโลกใบนี้เอง อ๊ากๆๆๆๆ..….”

ในที่สุดลูกไฟยักษ์ได้ตกลงมาบนฐานทัพจนทำให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ราวปรมาณู ทั้งหุ่นที่อยู่รอบฐาน และฐานที่ชื่อว่าแข็งเกร่งที่สุดแห่งนี้ได้ค่อยๆแตกสลายและถูกหายไป พร้อมกับ พ.อ. เจซัส เค อาเจนตินา ที่ถูกทึ้งไว้จนต้องตายท่ามกลางเปลวไฟและความทะเยอทะยานที่จบสิ้งลง

แรงระเบิดยังคงขยายออกไปเรื่อยๆ จนร่างของนีน่าที่ได้จ้องมองมาที่อาร์คผ่านจอมอนิเตอร์ ก่อนที่ชายเสื้อผู้ของเธอจะถูกเปลวไฟลุกลามอย่างช้าๆ และแสงสว่างสีแดงจ้าได้กลืนกินร่างของเธอจนหายไปจนหมดต่อหน้าอาร์ค และทุกคนที่อยู่ในสนามรบ สุดท้ายสิ่งหลงเหลือไว้หลังจากทุกอย่างผ่านไป ก็มีเพียงแค่ซากฐานทัพไวรอยที่กลายเป้นเถ้าถ่านสีดำเกรียม ซากแห่งความโศกเศร้า…

และทางฝั่งขอบฟ้าอีกด้าน มิวที่รีบกลับมาพร้อมยานสไตรเรย์เครื่องแถบแดงของเธอ ก็ได้เห็นภาพแสงจากการระเบิดสีแดงกระจายเป็นวงกลมกว้างนี้ด้วย และวิงดั้มที่ลอยนิ่งเหนือพื้นเท่านั้น ฐานทัพไวรอสพินาศสิ้นภายใต้สายตาของเธอผู้นั้แล้ว

อาร์คที่สูญเสียคนสำคัญไปอีกได้ช๊อกจนตัวสั่นเทา หน้าจอที่เห็นแต่รอยไหม้ดำที่ไม่มีสิ่งอื่นใดหลงเหลืออยุ่ในที่แห่งนั้นแม้แต่สิ่งเดียว ภาพความทรงจำของอาร์คกับนีน่าได้ไหลผ่านเข้ามายังจิตสำนึกมากมาย ทั้งช่วงที่ได้อยู่ด้วยกันในหมู่บ้าน ช่วงที่คอยดูเลช่วยเหลือกัน ช่วงที่โดนน้องสาวตัวแสบป่วนข้างตัว ช่วงที่ทำให้รู้สึกได้ถึงครอบครัวที่แสนอบอุ่น ที่บัดนี้ได้จางหายไปแล้ว ตลอดกาล…

“นีน่า!” อาร์คที่ต้องเห็นนีน่าตายไปต่อหน้าต่อตา แขนทั้งสองที่สั่นเทาอยู่บนคันบังคับ แม้น้ำตาที่ไหลจนไม่อาจจะไหลต่อได้อีกแล้ว ตัวเขาที่สูญเสียสิ่งสำคัญทุกอย่างไปจนหมด หัวใจของหนุ่มน้อยที่แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ได้แต่กู่ร้องออกมาด้วยเสียงอันน่าเศร้าและโหยหวนอย่างรุนแรงเท่านั้น

“นีน่า นีน่า นีน่า……….!”

CHAPTER  9  ความจริงของโลกนี้ ...............End
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 14, 2011, 11:29:37 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2011, 12:12:56 AM »

“ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ทำไมชั้นถึงทำได้แต่มองโดยไม่อาจที่จะหยุดเรื่องเหล่านี้ไว้ได้เลย ทำไม ทำไม!” เสียงในใจของอาร์คดังออกมา แม้แต่นั้นก็มีเพียงอาร์คเท่านั้นที่ได้ยินเสียงดังกล่าว

“ถ้านายยังอยู่ที่นี่ทุกคนจะตกอยู่ในอันตราย เพราะเจ้าหุ่นตัวนั้น เพราะมีของแบบนั้น” เสียงของครูโทโมโกะเองก็ยังคงวนเวียนซ้ำเติมอยู่ในใจของอาร์คด้วยเช่นกัน

“เธอจะเอาแต่เดินทางไปเรื่อยๆไร้จุดหมายแบบนี้ มันจะดีแล้วแน่เหรอ!”

“อย่านะ ถ้าทำลงไปเธอจะต้องถูกหมายหัวตลอดไปนะ จะยอมให้ชีวิตทั้งหมดจบลงแบบนี้ไม่ได้นะ” เสียงของอีเน่ยับยั้งการกระทำของอาร์คไว้ สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไร และก็ช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้อีกด้วย

“การกระทำที่ไร้ประโยชน์นั่นมันไม่มากพอที่จะช่วยใครออกมาได้หรอก แม้จะพึ่งกำลังของเธอด้วยก็ตาม โลกใบนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นหรอกนะ!” คำพูดของเควีเรียนั้นยิ่งตอกย้ำจิตใจของอาร์คเข้าไปอีก ทั้งที่คำพูดนั้นดันเป็นจริงอย่างช่วยไม่ได้

“ทั้งที่จริงแล้ว ชั้นอยากปกป้องคนสำคัญของตัวเองเท่านั้น ทั้งที่สู้มาตลอดเพียงต้องการแค่นั้น ทั้งที่ควรจะเป็นอย่างนั้นแล้ว…” อาร์คยังคงตัดพ้องตัวเองต่อไป และยิ่งจมลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ ในความมืดและความโศกเศร้า

“แม้แต่นีน่าเองก็…ชั้นก็”

“ทั้งที่ชั้นของเพียงแค่…”

CHAPTER  10  "ขอแค่เธอยังมีชีวิตอยู่" เท่านั้น

……………………………………………

ตอนนี้สภาพอากาสโดยรอบฐานสหพันธ์ไวรอสที่เหลือเพียงเถ้าถ่าน เริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอย่างน่าประหลาด สายลมพัดวนไปมาอย่างปั่นป่วนโดยรอบ ท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้มจนแสงจันทร์ถูกบดบังหายไป ก้อนเมฆที่ก่อตัวและหมุนวนไปมาเป็นรูปก้นหอยผิดสังเกต กระแสลมที่แรงขึ้นนั้นพามารวมกันและพัดกระหน่ำอยู่รอบจุดศูนย์กลางแห่งหนึ่ง หมุนอยู่โดยรอบหุ่นสีเขียวนามวิงดั้มที่เริ่มมีแสงสีเขียวเปล่งออกมาจากใต้ขา และแสงจากดวงตาที่ตอนนี้เปลี่ยนจากสีเหลืองใสกลายมาเป็นสีแดงสด

“แก ยังมีเรื่องที่ต้องสะสางกับชั้นอยู่นะ ลืมไปแล้วรึไงกัน…” นักบินหุ่นสีแดงเพลิงที่มีแม้แต่ลูกแก้วพลังงานสีแดงกลางอกเช่นกัน บินเข้ามาชัดใส่อย่างรวดเร็ว อีกด้านพวกทหารสหพันธ์ที่เหลืออยู่ระดมยิงปืนทั้งหมดมาอีกครั้ง

ตุมๆ! ทั้งกระสุน ลำแสง หรือมิสซายระเบิดก่อนถึงตัวเขาด้วยกระแสลมที่โหมกระน่ำกริ้วกราดมากยิ่งขึ้น แม้แต่หุ่นสีแดงเพลิงยังถูกแรงลมที่ว่าซักกระแทกออกไปจนลอยขึ้นฟ้า ก่อนที่วิงดั้มนั้นเริ่มเปล่งประกายแสงแปลกๆออกมารอบตัว โดยไม่ได้รับรอยขีดข่วนเพิ่มเติมเลย ก่อนที่ลมจะยิ่งพัดแรงขึ้นอีกจนเรียกได้ว่าเป็นพายุขนาดใหญ่ไปแล้ว หุ่นทุกเครื่องไม่สามารถขยับไปใหนได้ถนันนักเพราะลมพายุที่มีวิงดั้มเป็นศูนย์กลางนั่น ตอนนี้วิงดั้มคลั้งมากจนใกล้ถึงขีดสุดแล้ว

“อืม…ลมพวกนี้มัน เกิดอะไรขึ้นกับคนขับหุ่นสีเขียวนั่นกัน” มิว มาดริก พร้อมสไตรเรย์ได้มาเห็นเหตุการณ์ที่อยู่เหนือธรรมชาติและสามัญสำนึกของโลกนี้ไปเสียแล้ว

“เห้ยๆๆ อะไรของมันอีกวะเนี่ย ชักจะไม่ค่อยเข้าท่าแล้วละ” นักบินของหุ่นสีเพลิงเองรู้สึกถึงอันตรายที่สามารถสัมผัสออกมาได้ นี่เป็นความรู้สึกที่ทั้งรู้จักกันดีและน่ากลัวด้วย เพราะความรู้สึกแบบนี้มัน…ความโกรธแค้น

“อ๊ากๆๆ…!” แสงสีเขียวสว่างจ้าเริ่มแผ่กระจายออกมาจากตัวของวิงดั้ม พร้อมกับพลังออร่าสว่างที่ออกมาเพื่อหมายทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้ามัน ความเคียดแค้นนั้นคลุ้มคลั้งจนหุ่นทุกเครื่องที่เข้าไปหาถูกกลึนหายไปจนเหลือเพียงเศษซากที่ถูกกระแสลมกระซากหายไป

“พูดเป็นเล่นใช่มั้ยเนี่ย ไซแฟลก! งั้นรึ” คลื่นพลังนั้นยังคงแผ่ขยายไปอย่างที่ไม่มีใครหยุดได้แล้ว จนนักบินสหพันธ์คนนึงเอามาเปรียบกับในเกมโปรดของตนเองเข้า ต่างกันที่แสงนี้ไม่ใช่สีขาวนวลแต่เป็นสีเขียวสว่าง แถมยังทำลายทุกอย่าง แม้แต่กระสุนปืนที่เขายิงเข้าไปล้วนหายไปในแสงนั่นราวกับมันว่างเปล่าแต่แรก ก่อนตัวเขาเองจะถูกแสงพาดผ่านแล้วระเบิดหายไปอีกเครื่องนึง

“ต้องทันซิวะ ไปเร็ว เรดซายด์” หุ่นสีแดงที่ได้รู้ในนาม เรดซายด์ รีบเร่งเครื่องสุดกำลังถอยหลังหนีออกมา บินโฉบเรียบพื้นลงมาใช้เศษซากของฐานทัพเก่าช่วยยื้อเวลา ความเร็วของแสงออร่านั้นไล่ตามมาติดๆ สุดท้ายต้องใช้โล่เวทสีแดงต้านเต็มที่ โชคยังเข้าข้างที่กระเด็นออกมาก่อนที่จะทะลุโล่บาเรียเวทได้ เขาไม่รอช้าจึงรีบบีนหนีจากไปทันที

“ฝากไว้ก่อนเถอะ เจ้าตัวสีเขียว เตรียมใจไว้ให้ดีเถอะ…”

“อ๊ากๆ!” เสียงร้องอันทรมานของอาร์ค ยังทำให้ลำแสงออร่ายังไม่หยุดขยายตัว หุ่นในรัศมีทุกเครื่องยังคงพากันระเบิดอย่างพร้อมหน้ากัน มิวที่ต้องทนดูหุ่นถูกทำลายหายไปกับตาจากพลังระเบิดของวิงดั้ม

“พอได้แล้ว นายน่ะ หยุดอารวาทได้แล้ว”

มิว มาดริก ได้บินพุ่งเข้ามาด้วยสไตรเรย์อย่างไม่คิดชีวิตฝ่าแสงมรณะนั้นเข้ามา แสงสีเขียวคลอบคลุมตัวหุ่นแต่กลับไม่ระเบิดไปทันที ทั้งที่เธอเองกลับสามารถสัมผัสกับความรู้สึกของแสงสว่างนี้ได้ มันช่างเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาดราวกับคิดถึง และเธอยังสามารถเข้าใจได้ดีราวตัวเธอไหลวนไปทางเดียวกันพร้อมกับกระแสความคิดเหล่านั้นได้เอง ไม่ลอยสวนทางจนถูกแรงนั้นซัดทำลายไป สิ่งนี้คือ “ความโศกเศร้า” และ “เดียวดาย” ที่ทำได้แต่โทษตัวเองที่ปกป้องสิ่งสำคัญไว้ไม่ได้ ช่างเหมือนกับที่เธอเคยรู้สึกมาก่อน ในอดีต!

“อะ! เมื่อกี้นี้มัน เครื่องยังทนได้อยู่รึ” มิวที่ได้สติแล้วพบว่ายานสไตรเรย์ยังทนแรงกระแทกทะลวงเข้าไปในใจกลางของแสงนั่นได้อยู่ เหมือนเห็นเงาลิบๆด้วย

เปรี้ยงๆ! กรอบๆ! มิวกัดฟันอดทนไว้แม้ตัวหุ่นเริ่มจะมีเสียงดังออกมาจากข้อต่อที่เสียดสีกันหนักขึ้น ในที่สุดก็มองเห็นร่างหุ่นสีเขียวลอยอยู่ เธอเปลี่ยนร่างสไตรเรย์เป็นโหมดหุ่นรบแล้วจับล็อกวิงดั้มไว้ทันที สไตรเรย์เร่งเครื่องขึ้นจนถึงขีดสุดพาทั้งคู่ออกมาจากแสงนั่นได้ การปล่อยพลังงานทำลายล้างทั้งหมดถูกหยุดลง

วิงดั้มไม่อาจขัดขืนเคลื่องไหวจากการโดนจับล๊อกได้  แต่เครื่องของเธอเองก็หยุดทำงานลงแล้วเช่นกัน ทั้งคู่จึงพากันพุ่งลงมาด้วยแรงขับที่เหลือจนชนลงพื้นอย่างจังและสะเทือนไปทั่วราวแผ่นดินไหว 

“ฟู่ นี่คงจะจบลงแล้ว…ใช่มั้ย” มิว ได้ลงมาจากหุ่นงด้วยชุดนักบินสีขาวแดงรัดรูปที่ดูขาดวิ้งพอตัวกับรอยบาดแผลจากการปะทะ ซ้ำยังลงเดินเซไปเซมาแบบไร้เรี่ยวแรงยิ่งกว่าคนเมา และหุ่นทั้ง 2 เครื่องที่ต่างพากันระบบดาว์นหมดสภาพด้วยกันทั้งคู่

และมิวได้พยายามใช้แรงที่เหลือเดินเข้ไปเปิดตัวเครื่องวิงดั้มที่แนบนิ่งไปแล้ว และประตูก็ได้ถุกเปิดออก และการได้พบกับเด็กหนุ่มที่เธอยังคงจำหน้าได้ดีอีกครั้ง ซึ่งสลบคาค๊อกพิลอาการหนักสาหัสทั้งที่น้ำตายังไหลรินอยู่

…………………………….....……

“ขณะนี้ขอรายงานข่าวด่วนคะ” ข่าวโทรทัศน์ด้วย คาดว่าน่าจะเกี่ยวกับสงครามอีกแล้ว

“ขณะนี้ทางสหพันธ์ได้ทำการจับกุมนักบินของ CAPE พร้อมหุ่นรบเครื่องนึง ที่ได้ทำการจู่โจมเขตเมืองอิตาลีและฐานทัพไวรอสในอังกฤกอย่างองอาจได้เมื่อวานนี้ ซึ่งผลทำให้ฐานทัพสหพันธ์ที่นั่นได้รับความเสียหายอย่างหนัก คาดว่าตอนนี้มีนายทหารผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 คน และบาดเจ็บมากกว่า 2000 คน บัดนี้ได้ถูกส่งตัวไปสถานกักกันไตร่สวนความผิดและเชื่อมโยงกับผู้วางแผนใน CAPE ต่อไป รายละเอียดอื่นๆเกี่ยวกับผู้ต้องหาทางสหพันธ์ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลแต่อย่างใด” ข่าวดังกล่าวถูกแพร่ภาพออกไปทุกช่องทั่วโลก รวมทั้งในฝั่งโคโลนี่ด้วย และสร้างความอลม่านทันทีทั่วโลก

แกร้ง! เสียงจานร่วงลงมาจนแตก จากมือของเด็กสาวทวิลแทลผมม่วงที่อยู่หน้าโทรทัศน์ที่บ้านและข่าวที่ทำให้เธอถึงกับทรุดตัวลง

“อาร์ค ถูกจับไปแล้ว ไม่นะ ไม่นะ…!” อีเน่ต้องร้องไห้อยู่ที่พื้นและได้แต่มองภาพของหุ่นสีเขียวที่ถูกพาตัวออกไป และอาจต้องจากลาคนๆนั้น…อาร์ค ตลอดไป

“อะไรกัน ฮีโร่ของพวกเรา ทำไม…” มาสคัส และสมาชิกในห้องปี 1-C โรงเรียนเซนต์ปีซ่าพากันบ่นเป็นเสียงเดียวกัน ทั้งรู้ว่าหุ่นตัวนั้นไม่มีทางทำเรื่องแบบในข่าวแน่ แต่แค่เด็กก็คงจะทำอะไรไม่ได้นั่นแหละ

“สุดท้ายก็ลงเอยแบบนี้ อีกแล้วรึ…” เสียงของหัวหน้ากลุ่มต่อต้านสาวที่นั่งมองอยู่ในบาร์เล็กๆ เธอได้แต่กระดกเบียร์แก้วใหญ่แล้วใช้มือปิดหน้าตัวเอง ปิดน้ำตาที่ต้องโทษตัวเอง ที่ปล่อยให้เขา ปล่อยให้อาร์คต้องถูกจับไปจนได้

 “ช่วยไม่ได้แหะ เอสกับเรดซายด์ทำงานได้ดี แต่น่าเสียดายที่หุ่นตัวนั้นตกไปเป็นของสหพันธ์จนได้” ขณะที่โรแคนแห่ง CAPEได้ผิดหวังที่โดนฝ่ายตรงข้ามตัดหน้าชิงหุ่นวิงดั้มไปได้ก่อน ตอนนี้ได้แค่สั่งให้นักบินหุ่นสีแดงเครื่องนั้นคอยรอคำสั่งอยู่บนพื้นโลกต่อไป

“คราวนี้จะเกิดอะไรขึ้นอีก ผมคนนี้คาดเดาไม่ได้เลย แต่ที่รู้แน่ชัดคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่…” พ.ต. วิสเบิร์ส เกบิลัน เองที่จิบกาเฟอยู่ในฐานอิตาลี่กำลังคิดการไกล และคาดว่าโลกต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างแน่นอน และที่มือก็ถือรูปถ่ายนายทหารหญิงคนนึงไว้ ผู้สวมชุดสีขาวแดงคู่กับตัวเขาเอง

ครื่นๆ! เสียงลุกจากโต๊ะของสาวใหญ่ราว 29 อีกคนในโรงแรมแห่งหนึ่ง ที่ดูไม่พอใจข่าวนี้ด้วยเช่นกัน เธอได้เดินออกไปพร้อมกับชุดคลุมทหารสหพันธ์สีขาวแดง พร้อมถือจดหมายที่จ่าหน้าถึงเธอ กับชื่อผู้เขียนที่เป็นผู้ใหญ่ในกองทัพที่ดูจะคุ้นหูกันดี

“ว่าไงนะ อยู่ที่ฐานทัพอาริโซน่ารึ ดีเลยต้องแวะไปที่นั่นหน่อยแล้วโว้ย” แม้แต่คาออสที่ได้ยินข่าวนั้นก็รีบตะบับไปที่ฐานโทริอันในอเมริกาทันตามข่าวภายใน เพื่อที่จะไปดูหน้าของคนขับตัวจริงและเพื่อเย้าเย้ยโดยเฉพาะ ผู้ที่สร้างความพ่ายแพ้มาให้หลายครั้ง

…………………………………………

พื้นที่ดินแห้งแล้งจนแตกเป็นทาง และหญ้าสีเหลืองที่ดูเหือดแห้งกลางแผ่นดินอเมริกาเหนือที่ร้อนละอุ และไม่มีบ้านเรือนหรืออาคารอื่นๆตั้งอยู่เลย แต่ก็ยังคงมีฐานทัพของสหพันธ์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ฐานทัพ “อาริโซน่า” ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักแม้ในทหารด้วยกัน ทหารหญิงคนนึงกำลังเดินอยู่ในโรงเก็บเพื่อไปหาผู้ชายชุดคนนึงที่สวมแว่นและดูท่าทางฉลาด แต่ก็เกินบาทด้วยละ

“เป็นไงบ้างอะ สไตรเรย์ของชั้นซ่อมเสร็จแล้วยังเนี่ย” นักบินสาวที่ใส่หมวกปิดผมตลอดเวลาเอ๋ยถามชายคนดังกล่าว ซึ่งเป็นทั้งนายช่างใหญ่ผู้มากความสามารถ ร.ต. เซลเดอร์  ดี  กามิดี  นอกจากนี้ยังเป็นหัวหน้าผู้ดูแลหน่วยพิเศษที่ไม่ขึ้นกับกองทัพหลัก “สไตรเรย์” ของ จ.ส.อ มิว มาดริก ยศใหม่ของนักบินผู้นี้เองด้วย

“แล้วทำไมเธอถึงได้เอาสไตรเรย์ของชั้นไปเล่ยซะเละเทะขนาดนั้นเล่า เครื่องของเธอเยินกว่าเพื่อนซะจนไม่เหลือสภาพดีเลย กว่าชั้นจะซ่อมกลับมาอย่างที่เห็นได้แทบตายเลยนะ” เซลเดอร์บ่นใส่เธอแบบไม่ยั้งว่าเป็นผู้หญิง แน่ละ ก็เค้าเองนี่แหละที่เป็นคนสร้างหุ่นรบที่เปลี่ยนร่างเป็นเครื่องบินได้ สไตรเรย์ ทั้ 5 เครื่องเลยนี่แหละ ดังนั้นสไตรเรย์ทั้งหมดก็เป็นสมบัติอันล้ำค่าของเขาเอง ถึงแม้โปรเจกต์ดั้งเดิมในการสร้างที่ล้มเลิกไป จะเป็นเป้าหมายสุดเพี้ยนหลุดโลกอย่าง “เร็วกว่าแสง” ตามชื่อสไตรเรย์ก็เถอะ…

“แล้วทุกคนละ!” มิว มาดริกพูดเสียงห้วนๆราวไม่พอใจนิดๆ ก่อนจะหันไปมองยานบินสีเงินที่มีลายเส้นแถบหนาๆ สีแดงคาด ซึ่งเป็นเครื่องประจำตัวของเธอเอง ที่ซ่อมเกือบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่าทางของเธอต่อทุกคนมักจะเป็นแบบนี้ตลอดอยู่แล้วนิ เลยคบกะคนอื่นยาก…

“อ้อ! คนอื่นๆแยกย้ายกันไปแล้วละ แม้แต่ยายนั่นที่ทำเครื่องร่วงยังหายเร็วยิ่งกว่าปีศาท ว่าแต่เธอ ไม่ต้องไปทำหน้าที่ไตร่สวนที่ว่านั่นรึไง…” เซลเดอร์ได้เตือนเรื่องสำคัญในวันนี้ของเธอ แต่เธอทำหน้าแขกไม่รับกลับราวรู้กันดี

“ก็ต้องไปซิ ให้ตายเอ้ย คิดจะเลื่อนยศชั้นแล้วเอาตัวไปใช้งานตามใจชอบแบบนี้ งี่เง่าสิ้นดีเจ้าพวกเบื้องบนนั่น”

“เดี๋ยวก็ได้คอขาดหรอกเฟ้ย เอาเป็นว่ารีบไปๆให้เรื่องมันจบๆเถอะน่า ส่วนชั้นจะจัดการหุ่นตัวนี้ก่อนละ” เซลเดอร์ไล่หล่อนตะเพิด ก่อนที่จะไปดูหุ่นอีกตัวที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก และร่างสีเขียว ซึ่งก็คือวิงดั้มนั่นเอง

“เจ้าหุ่นตัวนี้มันอะไรกันแน่หว่า ทั้งโครงสร้างและสมถนะที่ใกล้เคียงกับหุ่นรุ่นใหม่ๆในตอนนี้ แต่พลังที่แสดงให้เห็นนั่นมันมาจากไหนกัน และยังมีปริศนาเรื่องลูกแก้วพลังงานที่มีพลังคอยป้องกันจนไม่สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ภายในได้อีก”

นายช่างผู้สงสัยมองดูมันซ้ำอีกรอบ แม้จะตรวจสอบหุ่นตัวนี้อย่างละเอียดแล้ว แต่ก็กลับไม่สามารถอธิบายด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ได้เลย ความสามารถประหลาดนั้นยังเป็นเรื่องที่ทำให้ ร.ต. เซลเดอร์  ดี  กามิดี ต้องขบคิดกันต่อไป

อีกส่วนด้านนึงของฐานทัพแห่งนี้ อาร์คที่ถูกจับขังในฐานะนักโทษอยู่ในห้องที่มืดมิดอันไร้ซึ่งแสงสว่าง เพื่อรอคอยการไต่สอน ได้แต่จับจ้องแบบไร้วิญญาณผ่านหน้าประตูห้องขังที่มีแสงเรือนรอง ไม่รู้เวลาที่ผ่านไป ไม่รับรู้สิ่งอื่นใดอีก จนในที่สุดก็ถึงเวลาที่มีคนมาเปิดประตูห้อง ก่อนถูกพามายังห้องว่างเปล่าสีขาวที่มีแต่เก้าอี้ตัวเดียว  พร้อมกับเงาคนที่เหมือนจะคุ้นเคย  เจ้าของเงาเบื้องหน้านั้นก็คือ  จ.ส.อ มิว  มาดริก อดีตสาวพยาบาลที่อาร์คเคยรู้จักและช่วยไว้นั้นเอง  เธอจำใจต้องรับหน้าที่ใต่สวนนี้และเริ่มกล่าว

“ทำไมนายถึงเริ่มโจมตีสวนสนุก” เธอเริ่มถามเข้าประเด็นด้วยใบหน้าที่…ก็โกรธนะซิ

“ฉันไม่ได้เป็นคนทำเรื่องแบบนั้นเลยนะ แต่มีสัตว์ประหลาดจากที่ใหนไม่รู้ออกมาต่างหาก ถึงต้องสู้กับมัน” อาร์คเริ่มเถียงอย่างเร็วแต่เธอไม่อาจจะเชื่อได้ 

“โกหกๆๆ....” มิวปฎิเสททันควัน

“ ทำไมถึงได้ทำลายฐานทัพไววอสและฆ่าทุกคน”  เธอเลิกปัดเข้าอีกประเด็นแทน หวังว่าจะฝังข้ออ้างอื่นให้มิดได้

“ฉันไม่ได้…ฉันมาเพื่อช่วยทุกคนจากหมู่บ้านที่ถูกจับตัวมาเท่านั้น” เธอเริ่มชะงัก เพราะคิดว่าแถได้ลื่นเกินไป

“พูดบ้าอะไรอีก พวกเราไม่เคยทำเรื่องแบบนั้นนะ ถ้ามีคนธรรมถูกจับจริง ชั้นก็ต้องรู้ตัวก่อนคนแรกด้วยซ้ำ” มิวเถียงกลับด้วยอารมณ์อย่างมั่นใจ เธอเชื่อแบบนั้นจริงๆ

“เพื่อช่วยนีน่า น้องสาวเพียงคนเดียว แต่เจ้าตัวสีแดงนั้นมัน...” 

“หนอย แกนะแก ไม่ไหวแล้วนะ ยังจะมีหน้ามาโกหกคนที่ตายไปแล้วได้อีกหรือไง” เธอเริ่มของขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ไม่ทันตั้งตัวก็ถูกคว้าตัวลงบนพื้น 

“พูดอะไรของเธอเนี่ย” อาร์คเองเริ่มมีน้ำโหกะเธอด้วยแล้วเหมือนกัน

“คิดรึว่าเรื่องแหกตาแบบนั้นจะทำให้ชั้นหลงได้ ชั้นเห็นมานักต่อนักแล้ว ไอ้พวกที่หน้าไหว้หลังหลอก ทั้งมองและทำราวกับเห็นคนอื่นไม่ใช่คนด้วยกัน เหมือนตัวน่ารังเกียรที่ไม่ควรมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ แต่พอเพลี่ยพล้ำด้วยความโง่เง่าของตนเองก็ทำเป็นพูดดีต่อหน้าทำเป็นรู้สึกผิดจนอยากให้ยกโทษให้ เหมือนแค่เศษสวะที่มีค่าเพียงแค่หลอกใช้แล้วทิ้งไปเท่านั้น”

มิวเริ่มว๊ากชุดใหญ่แบบไม่ยั้ง เพราะสภาพที่ดูน่าสมเพศที่ชอบดูถูกคนอื่นราวนี้ มันช่างตอกย้ำแผลเก่าในใจของมิวอย่างแรง บาดแผลที่ทำให้ตัวเธอแตกต่างจากคนอื่น และทำให้เธอต้องเดียวดายเหลือตัวคนเดียวมาโดยตลอด ความจริงที่ไม่เคยมีผู้ใดรู้มาก่อนนอกจากตัวเธอเอง ว่าเธอนั้นเป็นทหารทดลองของฝ่ายวิจัยลับทางการทหารแห่งสหพันธ์ องค์กรที่ยังคงอยู่ในเงามืดตามสายตาของชาวโลก แถมเธอยังเป็น “ผลงานที่ล้มเหลว” และ “ผลงานที่ถูกทิ้ง” ยังดีที่แม้ถูกองค์กรทิ้งแต่ก็ยังมีความสามารถสูงกว่าทหารธรรมดามาก จึงได้รับเลือกเข้าหน่วยพิเศษ “สไตรเรย์” นี้ด้วย เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชะตาเหล่านี้เป็นเพราะถูกพ่อแม่แท้ๆขายตัวเธอไป…

“อย่างเธอจะไปเข้าใจอะไรเล่า”

อาร์คไม่สะทบสะท้านกับเสียงอันกู่ก้องเกิดของขึ้นเต็มพิกัสเดือด จังหวะนี้อาร์คกระซากเสื้อของมิวขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว ก่อนที่จะกดเธอกระแทกลงกับพื้นดังโครม จนเก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่หักกระจาย พระเองประสาอะไรเนี่ย! จะโหดเกินไปแล้ว! แถมยังลืมตัวว่าดันจับเข้าไปในเสื้อถึงไหนต่อไหนแล้วด้วย กระดุมเสื้อเธอหลุดกระจายจนอาจโดนเห็นว่าเป็นการข่มขืนได้เลย

“นีน่าที่ชั้นรู้จักไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยซะนิด ทั้งคอยสร้างความสนุกสนาน ซุ่มซ่าม หยอกล้อ สร้างเสียงหัวเราะ คอยอยู่เคียงข้างแทนพ่อแม่ที่จากไป ทำให้ชั้นได่มีโอกาสรู้สึกว่าชั้นเป็นพี่ชาย ทำให้ชั้นยังคงเป็นตัวชั้นได้ อย่างน้อยรอยยิ้มที่เธอเคยมีให้กับชั้นนั้น ชั้นมั่นใจว่านีน่าไม่ได้เสเสร้งแน่ๆ” อาร์คสติแตกโดยสมบูรณ์ โดยยังอยู่ในสภาพนั่งคร่อมตัวมิวอยู่…

“นี่แก…” แม่สาวนี่เตรียมชักปืนออกมาแล้ว…

“ทั้งอย่างนั้นแล้ว กลับต้องมาเห็นนีน่าที่ต้องหายไปพร้อมๆกับแรงระเบิดนั่น  น้องสาวเพียงคนเดียว  คนที่สำคัญที่สุดของฉันทั้งๆที่น่าจะเอื้อมมือไปถึงแค่ปลายนิ้ว  ทั้งนีน่า...ทั้งคนรู้จักทุกคน ทั้งมารีน่า ทำไมๆๆ!” ท่าทีของอาร์คเปลี่ยนไป เพราะเผลอปล่อยน้ำตาออกมาต่อหน้าสาวโหดจนได้ จนหยดน้ำตาหยดลงมาสัมผัสบนหน้าของเธออีก

มิวที่รู้สึกเอะใจกับชื่อ “มารีน่า ” ราวกับเหมือนเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนแต่พยายามนึกเท่าไรก็ไม่ออก

“แล้วเธอละ เธอเคยคิดปกป้องใครชักคนที่สำคัญแต่ทำได้แค่มองดูเค้าหายไปบ้างมั้ย เคยกลับปกป้องใครไว้ไม่ได้บ้างมั้ย ” อาร์คที่ขาดสติไปอีกรอบได้กระซากเธอขึ้นมาอีกโดยไม่สนใจเรื่องเพศ  กระบอกปืนที่มิวที่พยายามชักออกมาอยู่ถูกแรงดึงจนหลุดกระเด็นไปซะไกล หมวกทหารที่สวมอยู่ก็หลุดออกมาจนเผยเส้นผมเรียวยาวสีน้ำตาลแดงที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างดีออกมา และนั่นก็ทำให้อาร์คหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับแบตเตอรี่หมดถัง แต่หลังจากนั้นเนี่ยซิ…

“นี่เธอ” อาร์คที่ได้สติกลับมาอีกครั้ง ก็รีบดึงตัวเธอขึ้นมาแล้ว… กลายเป็นว่าอาร์คเอาตัวเธอขึ้นมาซบกอดไว้จนแน่นดื้อๆ แม้แต่มิว มาดริก เองยิ่งอึ้งตกใจหนักยิ่งกว่า แต่ก็ไม่อาจขัดขืนได้

“มารีน่า ! ” เธอที่พยายามดิ้นรนต่อแต่ก็กลับสัมผัสกับไออุ่นนี้ได้ ชั่วเวลานั้นเธอก็ได้รู้สึกชั่ววูบ เลเห็นถึงภาพบางอย่างขึ้นมาในหัว ภาพหลายๆภาพที่ตัวเธอนั้นไม่รู้จักเลยแม้แต่น้อย แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก หรือว่านี่คือความทรงจำในอดีตที่เคยว่างเปล่าจนถึงช่วงที่กลายเป็นทหารทดลองไป ในนั้นมีเสียงที่กล่าวเรียกชื่อๆหนึ่งนั้นว่า

“มารีน่า” ตอนนี้เธอมายืนอยู่ที่หน้าต้นไม้ที่มีขนานใหญ่ยักษ์และร่มเงาของมัน พอหันมามองก็พบว่าตัวเธอเล็กลงกลายเป็นเด็ก5 ขวบไปซะแล้ว และตรงหน้าก็มีเหล่าเด็กยืนเล่นกันอยู่ คนที่เธอเหมือนจะรู้จักและอยู่ในก้นบึงแห่งความทรงจำ

“มารีน่า ไปเล่นด้วยกันเถอะ!” เด็กผู้ชายคนนึงเข้ามาจูงมือเธอไป เพื่อนคนนึงที่เธอรู้สึกได้ว่าเขาสำคัญต่อเธอมาก และสัมผัสได้ถึงฝ่ามือเล็กๆที่อบอุ่นนั่น แต่ไม่ว่าพยายามอย่างไรก็นึกหน้าเขาคนนั้นไม่ออก และไม่อาจพูดชื่อนั้นออกมาจากปากได้ ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นมาขวางกั้นเธอเอาไว้กับสิ่งเหล่านั้น ก่อนที่จะมีแสงสว่างวาบลงมาจากทางท้องฟ้า และพาเธอหายไปในทันที

เมื่อเธอเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้งในอ้อมแขนของผู้ชายที่ไม่รู้จัก ก็เกิดสะดุ้งจนรีบผลักอาร์คที่ยังกอดเธอเอาไว้อยู่ในอกออกไปอย่างแรง และพยายามเดินหนีออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมคว้าปืนไว้ด้วย

“มารีนา เธอยังมีชีวิตอยู่”

“จะบ้าเหรอไงยะ ฉันชื่อ มิว มาดริก ต่างหาก ไม่ได้มีชื่ออะไรแบบนั้นนะ” เธอรีบเดินหนีและได้ยินเสียงตอบกลับ

“เอ่อๆ………เมื่อกี้นี้ขอโทษด้วย ที่ทำอะไรเธอรุนแรงลงไป จะยิงชั้นเลยก็ได้...” เธอที่ได้ยินไม่หันมาตอบอาร์คกลับก่อนจะหายไปจากห้องขังในที่สุด

แต่เมื่อเธอออกมาแล้วกลับรู้สึกหน้าแดงอย่างหน้าประหลาด ที่เธอได้อยู่กับอาร์คโดยที่ไม่รู้สาเหตุ  และจากความรู้สึกทำให้ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นคนไม่ดีจริงๆ ทั้งที่เขายังเคยช่วยเธอเอาไว้ในตอนนั้น ที่หมู่บ้านชาวประมงนั้นด้วย ซ้ำยังเริ่มสงสัยอดีตที่หายไปของตนเองอีกด้วย เธอที่ได้เริ่มคิดเรื่องที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อนในชีวิต จนทำให้เธอไม่อาจยืนนิ่งอยู่ที่หน้าห้องขังได้อีกแล้วและต้องจากไปอย่างรวดเร็ว

และอีกด้านอาร์คเองที่ยังงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น ผู้หญิงที่ไม่ใช่มารีน่า แต่หน้าเหมือนกันยังกะแกะ ถึงนิสัยจะคนละเรื่องกันเลย แต่ทั้งอย่างนั้นใจของอาร์คบอกให้เขาควรมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว จนลูกแก้วสีเขียวที่อกของวิงดั้มได้เปล่งประกายตอบสนองที่เจิดจ้าขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนพวกเซลเดอร์ที่ยังวิเคราะห์หุ่นอยู่ในโรงเก็บยังต้องตกใจ

“แสงอะไรนะ นั้นมัน ทุกคนช่วยกันตรวจสอบกันเร็วเข้า!” เซลเดอร์เองเริ่มมองไปยังเห็นวิงดั้มที่เปลงแสงแล้วส่วนที่เสียหายตามจุดต่างๆกลับเริ่มพื้นคืนสภาพได้เองอย่างช้าๆ หัวหน้าช่างผู้นี้เริ่มคิดอะไรบางอย่างออกมาได้ หรือว่าเขาจะรู้ความลับถูกซ่อนอยู่ภายในของมันแล้วกันแน่

ส่วนทางด้านนิวอานีผู้ที่พาเธอเข้ากองทัพมาเริ่มรู้ว่า มิว มาดริก เริ่มจำเรื่องราวในอดีตได้บ้างแล้ว จึงได้สั่งถามหาชายผู้หนึ่ง  เค้านั้นคิดจะวางแผนกำจัดเธอทิ้งซะแล้ว แท้จริงแล้วเขาก็คือหัวหน้าแห่งองค์กรวิจัยทหารที่มิวเคยอยู่อย่างทรมานนั่นเอง ตัวเธอจึงต้องกลับมาแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งชะตากรรมที่เรียกว่าความตายอีกครั้ง

อีกด้านของโลก เด็กหนุ่มอายุราว 14 คนนึงที่ได้เดินออกมาจากเรดซายด์ที่ดูท่าเขาจะเป็นคนขับอยู่ ซึ่งสามารถหนีรอดมาจากสมรภูมิได้ บัตนี้ได้อยู่กับเด็กผู้หญิงคนนึงที่เรดซายด์เผอิญช่วยเอาไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือว่าเธอคนนั้นจะเป็น....

CHAPTER  10  ขอแค่เธอยังมีชีวิตอยู่ ...............................End
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2306


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2011, 03:47:16 AM »

รู้สึกว่าตอนที่10นี้ ท่านWingDamแต่งสนุกขึ้นนะครับ ขอโทษด้วยนะที่มาตามอ่านแต่ไม่ค่อยได้เมนทร์เลยน่ะ สู้ๆต่อไปน่ะครับ
บันทึกการเข้า

WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2011, 01:42:50 PM »

ขอบคุณท่าน SrwKung สำหรับคอมเมนครับ บทที่แล้วก็พยายามไม่ให้บทมันสั้นๆห้วนๆเกินไปเหมือนบทแรกๆ(แต่ไหงยังได้แค่นี้ละเนี่ย?)
ยอมรับว่าบทนี้ได้รับอิทธิพลจากฟิคของท่าน SrwKung มาไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่ฉากบรรยายมันก็เหมือนดูจะยังไงๆอยู่แหะ(ไม่มีแววด้านพรรณนาโวหารด้วยซิ) คงต้องค่อยๆปรับไปอีกเยอะละมั้งกว่าจะลงตัวกว่านี้นะครับ
___________________________________________________

“กองทัพภาคที่ 2 เตรียมพร้อมสำหรับยุทธการร่อนลงสู่พื้นโลก จะเริ่มขึ้นในอีก 5 ชั่วโมง ขอย้ำอีกครั้ง ในอีก 5 ชั่วโมง ตอบรับคำสั่งด้วย” สัญญาณการสื่อสารของ CREN ในอวกาศที่ได้กำลังดำเนินตามแผนบุกสหพันธ์โลกครั้งใหญ่อีกครั้งแล้ว

“ทางนี้รับทราบคำสั่ง จะเตรียมการรร…ซ่าซ่าๆๆ…”

“กองทัพภาคที่สอง ตอบกลับด้วย รับทราบคำสั่งตอบกลับด้วย….ท่านโรเคน สัญญาณสื่อสารขาดหายไปจากกองทัพภาคที่สองแล้วครับท่าน” จู่ๆก็ได้ขาดการติดต่อไปในทันที

“ว่าไงนะ! เดี๋ยวก่อน! ขอเวลาผมนิดนิง” โรเคน แจ็กเคน ที่ดำลงตำแหน่งผู้นำของฝ่ายโคโลนี่ในนาม CREN ในห้องประจำตำแหน่ง ถึงจะดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่ในทางทหาร เขาก็มีบทบาทในการติดต่อประสานงานอยู่ตลอด และครั้งนี้ได้วางโทรศัพท์ไปค้นข้อมูลในไฟล์อิเล็กโทรนิกอย่างรีบร้อน ก่อนที่จะตื่นตระหนกกับสิ่งที่ออกมา ถึงจะเป็นเรื่องที่รู้กันดีสำหรับดรเคน แจ็กเคน ผู้นี้

“รีบบอกทุกหน่วยที่กำลังเตรียมพร้อม ให้ยกเลิกยุทธการเดี๋ยวนี้ ย้ำให้ยกเลิกเดี๋ยวนี้ แล้วสั่งให้กลับไปตั้งปราการป้องกันโคโลนี่ในดูแลของแต่ระหน่วยทันที สั่งการไปเลยเดี๋ยวนี้” โรเคนสั่งการผ่านโอเปอเรเตอร์กระจายคำสั่งโดยด่วน เพราะมีชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมากเป็นเดิมพัน

“ครับ/คะ” ทุกหน่วยกระจายข่าวโดยเร็ว ในขณะที่ผู้นำเดินออกไปแล้วแอบสบทตัวตัวเองเป็นนัย

“มันกำลังจำเริ่มขึ้นจนได้ ฝันร้ายที่ไม่อยากให้มาถึง…..”

CHAPTER  11  ฝนดาวตกจากฟากฟ้า

……………………………….

ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งในอิตาลี เด็กสาวทวิลเทลคนนึงกำลังหม่อลอยขึ้นท้องฟ้าด้วยสีหน้าปนเศร้า…

“นี่ๆ จะนั่งเป็นฟองน้ำขึ้นอืดไปจนถึงเมื่อไหร่กัน” มาสคัสตามรังควานเธอเหมือนเคยแต่เจ้าตัวกลับไม่ตอบสนองอย่างไล่ตื้บเขาเหมือนเคย ที่จริงมาสคัสจงใจแกล้งแหย่อีเน่เผื่อเธอจะสดชื่นขึ้นบ้าง แต่ไร้ผล! อีเน่ที่ได้กลับมาเรียนโดยขาดอาร์คยังคงเศร้าที่ต้องจากเขาไปโดยยังไม่ได้กล่าวอะไรต่อหน้าอาร์คเลย โดยมาสคัสที่ทำได้เพียงแอบมองเธออยู่ห่างๆ หรือว่าเขาเองก็…

ทางฐานทัพสหพันธ์อิตาลีเอก พ.ต. วิสเบิร์ส เกบิลัน เหมือนตอนนี้จะมีข่าวลือในวงในอยู่ไม่มากก็น้อย ถึงบุคคลในตำนานทหารคนนึง

“นี่ลุง แน่ใจแล้วรึว่าเธอน่ะ “เทพีแห่งเทพสงคราม” ที่ว่านั่น จะกลับเข้ามาจริงๆน่ะ น่าขนลุกซะมัด!” จ.ส.อ.คาออส ดาตัน ทักหัวหน้าที่เป็นต้นข่าวลือที่ว่านั่น บุคคลในตำนานของอดีตสหประชาชาติที่วางแผนบัญชาการนำกองทัพที่เสียเปรียบจนพลิกนำชัยชนะกลับมาได้ ในสงครามครั้งใหญ่ที่ปานามา เมื่อ 10 ปีก่อน จนได้รับฉายานามว่า“เทพีแห่งเทพสงคราม” ทั้งที่เธอคนนั้นน่าจะหายตัวไปตลอดการนับตั้งแต่ตอนนั้นแล้วแท้ๆ แต่ พ.ต. วิสเบิร์ส ผบ.แห่งฐานทัพแห่งนี้ก็ตอบมาแบบไม่เดือดร้อนนัก

“ชั้นไม่รู้เหมือนกันนะ แต่ถ้าหากเป็นเธอคนนั้นจริงๆละก็ และได้รู้ข่าวที่ชั้นส่งไปแล้วก็นะ ชั้นมั่นใจว่าเธอจะต้องกลับมาเพื่อหาทางทำอย่างไรชักอย่างเป็นแน่ อย่างแน่นอนที่สุด เพราะชั้นรู้จักเธอดี…”  

…………………………………………………..

อีกฟากนึงของโลก ที่ฐานทัพอาริโซน่า เงาของนักโทษที่ได้แค่คอยมองดูท้องฟ้าสีฟ้าครามสว่าง และก้อนเมฆสีขาวสะอาดที่ลอยล่องตามสายลมที่โปรยปราย ทำเอาจิตใจผ่อนคลายกว่าปกติเหมือนได้เจอเรื่องดีๆมา ดีซะจนเริ่มเห็นก้อนเมฆอีกกลุ่มมีลักษณะที่แปลกตาออกไป เมฆเริ่มรวมตัวเป็นรูปเป็นร่างที่ค่อยๆดูคุ้นตาขึ้นเรื่อยๆ ชายเมฆซ้ายขวาเริ่มลอยต่ำลงจนเห็นเป็นเส้นสายเล็กๆบางตาพับตามแรงลม กว่าจะอาร์คจะสังเกตมันก็กลายสภาพเป็นร่างหน้าใครบางคนแล้ว!

“มารีน่า! เฮ้ย! มิว! ไม่ใช่! ก้อนเมฆนิ…” อาร์คทักกลุ่มก้อนเมฆที่ถูกจินตนาการกลายเป็นผู้หญิงลอยเด่นตรงหน้าไปซะแล้ว เจ้าตัวใจลอยกับทหารสาวที่พึ่งพูดกันได้อย่างดุเดือดแต่กลับคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ก่อนที่จะถอนหายใจเบาๆแล้วยิ้มส่งก้องเมฆนั่นอย่างเสียดาย ที่เผลอฝันหวานไปถึงไหนต่อไหนเองคนเดียว

“ถ้าหากว่ามิว คือมารีน่าที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็คงดีซินะ” อาร์คเอนหลังตามเมฆจนกลิ้งตกจากม้านั้งไปซะแล้ว

“ฮ้า….ด ชิ่ว!”

เสียงจามสุดจะลากเสียงจากอีกด้านของฐานอาริโซน่า ของนักบินสาวน่ากลัวคนนึง จ.ส.อ มิว  มาดริก  ทำเอาทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวหยุดนิ่งไปชั่วขณะราวกระแสไฟฟ้าแรงสูงช๊อดผ่าน ก่อนที่เจ้าของเสียงเริ่มกวาดสายตาแข็งกร้าวไปรอบด้านหาผู้คราหา ทำเอาทหารทุกคนที่อยู่ในโรงอาหารแห่งนั้นถึงกับต้องเบี่ยงหลบสายตาเธอโดยมิได้นัดหมาย สุดท้ายแล้วเจ้าตัวก็ยอมเดินจากไปแต่โดยดี ทำเอาทุกคนในแถบนั้นโล่งใจกันพักใหญ่เลย นิสัยสุดกู่แก้ไม่กลับของเธอเนี่ยคงไม่มีไอ้หน้าไหนในฐานนี้ที่ไม่รู้จักเป็นแน่…

“ทำไมๆ ถึงรู้สึกอยู่ไม่สุขจรึงโว้ย!”

มิวยังคงเดินร้องลั้นตลอดทางด้วยท่าทางที่ดูกระวนกระวายกับจิตใจฟุ้งซ่านผิดปกติ ดูท่าเรื่องที่คุยกับนักโทษที่ชื่ออาร์คนั้นเมื่อวันก่อนยังคงข้องใจไม่หาย ถึงขนาดรบกวนจิตใจขนาดหนัก ถึงขั้นหยุดอยู่นิ่งๆก็ไม่ได้ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม…จนเป็นอันต้องนอนไม่หลับ ไม่รู้กระทั้งที่ว่าเท้าของเธอพามาส่งถึงหน้าโรงเก็บหุ่นอีกรอบจนได้ ว่าแต่ตรงหุ่นสีเขียวเครื่องนั้นก็เต็มไปด้วยไทยมุงฝรั่งมุงผิดปกติ ดูท่าจะได้เรื่องบ้างแล้วนากับหุ่นลึกลับสีเขียวนามว่าวิงดั้มเครื่องนั้น

“แหมะๆ ถ้านอนไม่หลับก็ตั้งใจนอนซะซิ แม่คุณหนูผู้เบื่อโลกทุกเมื่อ!” ผู้ที่ถือประแจเดินไฝ่ห้างออกมาจากเหล่านานาชาติมุง ร.ต. เซลเดอร์  ดี  กามิดี ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยของเธอและสุดยอดช่างแห่งยุค(ตามที่เจ้าตัวโม้ว่านา…) ทักก่อนจะโดนหน้าโหดๆสวนสายตากลับมา

“เดี๋ยวยัดข้อหาลวนลามทางเพศเลย!” มิวยังคงวางมาดโหดเหมือนเคย เลยไม่ค่อยมีคนอยากจะคบนักเเล ว่าแต่เดี๋ยว! มันใช่เรื่องของไอ้ลวนลามไม่ลวนลามแน่รึเห้ย!

“กร่อย… ว่าแต่ฝากบอกให้พวกนั้นมาหาชั้นซิ จะได้จัดการทดสอบเครื่องที่ซ่อมเสร็จทั้งหมดนี่อีกรอบ เห็นว่าพวกนั้นจะแวะไปหาเด็กที่ถูกจับนั่นคงสวนทางกับเธอที่มาแน่ ยายพวกนั้นคิดจะงาบไม่เว้นแม้แต่เด็กเลยรึเนี่ย หนอยๆ” เซลเดอร์เริ่มบ่นเป็นทางยาว  แต่สถานการณ์ยังเป็นรองอยู่?

“พูดเรื่องบ้าอะไรกันละ พวกเธอพึ่งขี่รถออกไปจากเมืองเองนะ ชั้นยังเห็นอยู่ที่ลานจอนรถอยู่เลย” คำพูดทุกคำของมิว มาดริก นั้น “แรง” เสมอ จนเจ็บจี๊ดขึ้นสมองหัวหน้าบางคนแถวนี้…

“ว่าไงนะ หนอย! พวกนั้นหลอกชั้นหนีเที่ยวอีกแล้วรึ ยายตัวแสบทั้งหลาย เจ็บใจนัก ฝากไว้ก่อนเถอะ”

เซลเดอร์ยังบ่นต่อออกนอกหน้าด้วยความเจ็บใจ แต่เหมือนจะไปเข้าหูยักษ์ซะแล้ว! เดิมทีที่เจ้าตัวเคยคิดรับแต่พวกนักบินหญิงเข้าสังกัด เพราะอยากจะสร้างสวรรค์บนดิน“ฮาเร็มติดปีก?”ส่วนตัวกะเค้าบ้าง แต่ที่ไหนได้! ดันกลายเป็นว่าหน่วยพิเศษนี้กลับกลายเป็นฟาร์มชั้นยอด ที่เป็นศูนย์รวมของเหล่าบรรดา“ม้าดีดกระโหลก?”ในตำนานทุกรูบแบบ จนเซลเดอร์ต้อง“เอียน”และ“เข็ดหลาบ”ไปกับคำว่า“ผู้หญิง”ไปจนถึงทุกวันนี้เลยเชียว กรรมสนองกรรมละมั้ง

“โทษที ชั้นไม่รับฝ่ากหว่ะ” กระบอกปืนของมิววางจ่อตอบรับมุกของเซลเดอร์ที่ทะลึ่งหลุดปากออกมาซะอีก งานนี้นึกไม่ออกเลยว่าใครเป็นหัวหน้าหรือลูกน้องกันแน่เนี่ย…

ทางหอควบคุมของฐานทัพอาริโซน่าเอง ที่ดูแล้วการตรวจสอบสภาพโดยรอบยังเหมือนปกติอย่างทุกที แถมยังแอบหัวเราะร.ต. เซลเดอร์  ที่ไม่วายก็โดนลูกน้องจอมโหดเล่นเข้าอีกแล้วผ่านกล้องวงจรปิด ซึ่งกลับกลายเป็นสื่อบันเทิงเล็กๆช่วยแก้เบื่อได้ในช่วงที่กองทัพกำลังตรึงเครียดกับสงครามครั้งใหญ่

“ตืดๆๆๆ…”

สัญญาณข่าวถูกส่งเข้าระบบข้อมูลดาวเทียมอย่างรวดเร็ว รายงานได้ถูกรันขึ้นอย่างผิดปกติวิสัยทำให้ทุกคนต้องแยกย้างประจำที่ ก่อนที่แต่ละคนจะพูดไม่ออก หน้าซีกเผือกเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยังสภาพทุกคนในหอควบคุมนี้ได้ ก่อนที่ใครคนนึงเริ่มพยายามเดินไปที่ช่องสื่อสาร ต่อหน้าภาพโฮโลแกรมที่เป็นต้นเหตุจะขาดหายไปทันควัน เมื่อสัญญาณอันตรายครั้งใหม่ได้มาเยือนยังโลก

“รีบแจ้งข่าวไปเร็ว ดาวเทียมสำรวจอาเทมิสถูกอุกกาบาตชนทำลายแล้ว และยังมีอุกกาบาตอีกมาก กำลังมุ่งหน้ามายังโลก นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย”

ดาวเทียมสังเกตุการณ์ดวงตรวจจับได้ว่าถึงอุกกาบาตจำนวนมากที่พุ่งมายังโลก และที่นั้นเองก็ถูกทำลายไปด้วย พต.วิสเบิร์สได้ให้คำนวนจุดตกพบว่าอุกบาตนั้นจะตกลงมาในพื้นที่โดยรอบมากกว่า 100 แห่งทั่วโลก ตอนนี้กองกำลังบนแนวโคจรสามารถโจมตีสกัดและกำจัดไปได้ส่วนหนึ่ง แต่กองยานดังกล่าวก็ถูกอุกกาบาตทำลายจนย่อยยับด้วยเช่นกัน

“คำสั่งอนุมัติมาแล้ว ยิงขีปนาวุธขึ้นไปได้เลย เดี๋ยวนี้!” ผู้ดูแลฐานทั้งที่อาริโซน่าสั่งการยิงใส่อุกกาบาตที่กำลังตกลงมาทันที รวมทั้งที่อื่นๆทั่วโลกไม่เว้นแต่ของกองกำลัง CAPE ที่ยังขัดแย้งกันอยู่ด้วย ถ้าปกติทุกคนสามัคคีไม่แบ่งพวกแบ่งฝ่ายจนเกิดสงครามแต่แรกก็คงจบเรื่องแล้วแท้ๆ  

แม้ทางศูนย์ใหญ่ของสหพันธ์และทุกที่ได้ยีงขีปนาวุธขึ้นไปแต่ก็ไม่อาจที่จะทำลายได้หมด  และตอนนี้เองได้มีอุกกาบาตลูกหนึ่งที่กำลังตกใกล้ๆกับฐานโทริอัน  ขีปนาวุธไม่สามารถทำลายได้เนื่องจากการปรากฏตัวอย่างกระทันหันเกินไป จึงมีสัญญาณฉุกเฉินสั่งให้หุ่นออกมาป้องกันและให้ทุกคนรีบสละฐานนี้ทันที

“เอาละโว้ย งานเข้าแล้วไง!” เซลเดอร์ที่ยังเล่นเอาหัวบังปากกระบอกปืนของมิวได้ยินสัญญาณสละฐานแล้วแล้ว รีบหลุดออกมาสั่งทุกคนให้ช่วยขนสไตรเรย์ทั้งหมดหนีออกไป ก็คนขับดันไม่อยู่เพราะออกไปเที่ยวเนี่ยซิ ช่างน่าอนาจแท้…

“เดี่ยวซิ แล้วหมอนั่น!” มิวนึกบางอย่างขึ้นได้ก่อนจะผละวิ่งออกไป ทิ้งหัวหน้า รึเปล่า! ให้ปวดหัวกับการขนย้ายของรับของหวงที่อุตส่าห์สร้างมากับมือ

“จะไปไหน มาช่วยทางนี้ก่อน ยายบ้า!”

……………………………….......

อาร์คที่ยังถูกจับโดยไม่มีใครเหลียวแล ได้ยินสัญญาณที่ว่านั้นแล้วด้ายเช่นกัน และกำลังมองไปทางเมืองที่ยังมองเห็นด้วยสายตาได้จากหน้าต่างห้องขัง

“ที่นี่มีเมืองอยู่ใกล้ๆฐาน ถ้ามันตกลงมาจริงทุกคนต้องตายกันหมดแน่ๆ” สิ่งที่อาร์คคิดอยู่ ทำให้อาร์คเห็นภาพหลอนขึ้นอีก ภาพที่นีน่าน้องสาวถูกกลืนหายไปในแสงระเบิดนั่น ยิ่งทำให้รู้สึกตัวสั่นเทาและรู้สึกเจ็บปวดขึ้นอีกจนอกแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ

“โถ่โว้ย!…” อาร์คที่ทำใจไม่ได้ลุกขึ้นอย่างสุดแรงเกิด ว่าแต่ทำไมจู่ๆมือมันรู้สึกโล่งผิดปกติหว่า

แกร้ง! สายตาถูกจับจ้องกลับไปที่ต้นเสียนที่มือ กุญแจที่ล๊อกมือไว้ขาดแยกออกจากกันเฉยเลย ด้วยมือเปล่าจากแรงที่น่าประหลาดของเด็กน้อยอายุ 14 อย่างอาร์คได้ แต่ตอนนี้ยังเหลือลูกกรงที่ยังล๊อกอยู่ พอควานดูรอบๆยามเฝ้าก็หายไปหมดเกลี้ยงเลย ดูท่าจะโดนทิ้งซะแล้ว งานเข้าละ!

“ถ้างั้นแล้วเราออกมาได้ยังไงละเนี่ย” อาร์คยืนอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามของลูกกรงเรียบร้อยซะแล้วโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ประตูลูกกรงก็ดันเปิดอ้าซ่าทั้งอย่างนั้นอีก พอดูให้ดีก็เห็นกุญเจคาอยู่ที่หน้าประตูด้วย ซุ่มซ่ามซะจริงดูเหมือนใครบางคนที่เข้ามาจะดันลืมล๊อกเอาไว้นั้นเอง แต่สิ่งที่อาร์คคิดออกต่อไปคือ…

“วิ่งๆๆ” แน่นอนว่าคนแหกคุกอย่างอาร์คแน่นอนต้องวิ่งหนีออกสถานเดียวอยู่แล้ว แต่ก็ต้องตัวแข็งทื่อเป็นก้อนหิน เมื่อดันทะลึ่งมาจ้ะเอ๋กับใครบางคนที่ว่านั่นเข้าให้แล้ว มิว มาดริก วิ่งมาจากมุมทางแยกมุ่งมาทางนี้ด้วยความเร็วเยี่ยงเสือซีต้า ถ้าเจอทหารคนอื่นยังพอหาทางหนีได้ แต่กับรายนี้เนี่ยมัน เจอกันตรงๆมีแต่ตายกับตาย! รึจะให้วิ่งหนีกลับเข้ากรงก็เท่ากับหนีไปไม่ได้ดิ เจอมิวขวางตรงหน้าอย่างนี้จะทำไงดี เพราะเธอก็เดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว

หมัด! อาร์คที่มัวแต่กล้าๆกลัวๆก็ถูกล๊อกจับมือไว้แน่นซะแล้ว ด้วยสีหน้าที่อาจโดนเจ้โหดว๊ากใส่ได้ทุกเมื่อ ดูท่าจะถูกจับขังอีกแล้วแหะ ถึงสถานการณ์จะไม่เข้าท่าก็เถอะนะ

“มัวชักช้าทำบ้าอะไรอยู่ รีบหนีไปทางโน้นเร็วเข้า!” มาแปลกผิดกับที่อาร์คคาดมาก ที่เธอดันลากพาเขาหนีมาด้วยกัน

ตอนนี้ทุกคนวิ่งกันพล่านแตกตื่นกันเต็มไปหมดแทบทุกตารางนิ้วยิ่งกว่าพวกมดแตกรังอีกแน่ะ คิดว่าคงไม่ได้วุ่นวายแค่ที่ฐานทัพอาริโซน่านี่เท่านั้น แต่คงเป็นทั่วโลกเลยแน่! พวกอาร์คเองก็ออกมาถึงโรงเก็บหุ่นแล้ว โดยมิวแอบเมินหน้าออกไปจากเขาจนน่าสงสัย ราวกับปกปิดความรู้สึกที่อยากจะช่วยอาร์คเอาไว้ ในที่สุดอาร์คที่ได้ไปถึงวิงดั้มได้พบทหารสองนายเข้ามาขวางไว้อีก

“หยุดอยู่ตรงนั้น คิดจะหนีไปไหนงั้นรึ” นายทหารเล็งปืนใส่อาร์คต้องชะงักลง ท่าทางคงยังไม่รู้สถานการณ์ในตอนนี้แหะ

“ก็หนีไปจากที่นี่ไงไอ้บ้า พวกแกเองมัวทำงี่เง่าอะไรตรงนี้อีก แทนที่จะยุ่งเรื่องชาวบ้านเค้าไปห่วงตัวเองซะก่อนเถอะ ถ้าไม่รีบเดี๋ยวได้ตายกันหมดซะก่อนเถอะ เหลืออีกไม่ถึงห้านาทีแล้วด้วย อยากตายนักรึ!” มิวว๊ากอ่วมด้วยหน้าเยี่ยงสัตว์ประหลาดที่โกรธเกรี้ยวพร้องทำลายเมืองให้ราบเตี้ยง นายทหารทั้งสองกลายเป็นเด็กทารกในทันตา

“ขอโทษครับ จ๊ากๆๆ…” ในที่สุดทหารทั้งสองก็ยอมเปิดทางให้แต่โดยดี แต่ไม่รู้ว่าเพราะกลัวเวลาเส้นตายที่เหลือ รึหน้าของนายทหารหญิงสุดโหด มิว มาดริก กันแน่…

วิงดั้ม หุ่นสีขาวเขียวที่มีอาร์คเป็นคนขับได้บินออกมาสู่ท้องฟ้าอีกครั้งโดยที่มิวขับสไตรเรย์ตามมาด้วยกัน เธอพยายามติดต่อกับกองทัพที่อื่นแต่ไม่มีสัญญาณตอบกลับ ผลกระทบของอุกกาบาตลูกนี้รบกวนคลื่นจนระบบสื่อสารเป็นอัมพาตไปแล้ว ที่อื่นคงไม่แพ้กัน

“นายรีบไปที่เมืองเร็ว ต้องรีบพาพวกนั้นหนีออกไปด้วย เอ๋!” แต่ตอนนี้อาร์คนั้นกลับบินตรงขึ้นไปยังอุกกาบาตที่กำลังตกลงมาโดยไม่หนีตามคำสั่งของมิว

“เฮ้ย หยุดเดี๋ยวนี้นะ ฟังอยู่มั้ยเนี่ย!” มิวตะโกนเรียกผ่านช่องสื่อสารไปหา แน่นอนว่าเสียงนั้นไม่ได้เข้าหูอาร์คเลยชักนิด

จอภาพจับอุกกาบาตลูกนึกที่เผาไหม้ลงมาได้ ขนาดของมันไม่ใหญ่มากแต่ถ้าตกลงมาก็มากพอที่จะระเบิดถึงตัวเมืองได้ อาร์คเองที่พึ่งเคยเห็นของแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต ถึงกับเหงื่อตกและมือสั่นให้เห็น นี่อาจเป็นการทิ้งชีวิตของตัวเองงั้นรึ

แต่แล้วแสงสีเขียวจากแป้นกลมตรงกลางก็สว่างจ้า ไม่รู้เพราะอะไรแต่อาร์คสามารถเข้าใจว่าแสงนั้นต้องการสื่อความหมายกับเค้าอย่างหนึ่งว่า…

“จะเชื่อใจในพลังของชั้น เชื่อมั่นพลังของพวกเรามั้ย?”

“นี่นายจะถามชั้นงั้นรึ…” อาร์คร้องตระหนัก ก่อนที่จะหลับตาลงและคิดคำนึงถึงการพบกันครั้งแรกของพวกเขา ความหมายจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ที่ทำให้วิงดั้มให้ยืมพลังมา และสู้ร่วมกันมาตลอด ทันใดนั้นเองมือทั้งสองที่จับคันบังคับก็หายสั่นเป็นปริทิ้ง พร้อมแววตาที่ตื่นขึ้นด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้า และคำตอบของอาร์คที่ได้นั้นคือ…

“ย่าๆ…”

ทันใดนั้นลูกแก้วกลางอกได้เปล่งแสงออกมาอีกครั้งด้วยพลังเต็มเปรี่ยม แล้วเขาก็ได้ยกบีมไรเฟิลออกมาโจมตีด้วการชาร์คพลังเวทขึ้นไป ด้วยความมุ่งมั่นที่มีอยูทำให้ลำแสงมีขนาดใหญ่ขึ้นกลายเป็นเมก้าบีมที่ใหญ่กว่าทุกๆครั้งที่เคยมีมา ลำแสงสีเขียวทยานพุ่งขึ้นไปและชนผ่านอุกกาบาตที่กำลังตกอีกไม่กี่วินาที อุกกาบาตลูกนี้ค่อยๆถูกลำแสงขนาดใหญ่ทะลวงผ่ายจนจนแตกและระเบิดไปจนหมด ทำให้ทั้งฐานอาริโซน่าและเมืองใกล้ๆนั้นปลอดภัยหายห่วง

“นั่นมัน สุดยอดกว่าที่ได้ในรายงานซะอีก นี่มันยิ่งกว่าในข้อมูลตั้งหลายเท่า รึว่าเพราะใจของนักบินทำให้มันแรงขึ้น มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึเนี่ย หุ่นที่ตอบสนองตอบความรู้สึกของนักบินได้ด้วยแบบนี้ มหัศจรรย์นัก” เซลเดอร์ที่หนีออกมาได้ตื่นแต้นกับพลังของวิงดั้มมาก ท่าทางหุ่นตัวนั้นมีค่าสูงมากในงานวิจัยของเค้า ว่าแต่ว่างนักรึถึงได้มัวแต่มานั่งวิเคราะห์เรื่องหุ่นนี้อยู่เนี่ย

“ดีใจทำซากอะไรละ ที่อื่นยังโดนอีกเยอะเลยนะ แถมลูกใหญ่ที่สุดยังร่วงที่อิตาลีอีก เดี๋ยว…” มิวพูดแทรกเข้ามายำเละในสายของเซลเดอร์กะเค้าด้วย ไม่วายมาเข้าหูของอาร์คด้วยอีกคน

“ว่าไงนะ เป็นเรื่องจริงหรือ มิว!” อาร์คร้องลั่นหลังกลับมาได้ ข้อมูลล่าสุดในตอนนี้แจ้งว่ามีอุกบาตที่มึขนาดใหญ่กว่าที่นี่ซึ่งมันมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากที่สุดเกิน 1 กิโลเมตร กำลังจะตกลงไปในเขตตัวเมืองอิตาลี อาร์คที่รู้ว่านั้นเป็นที่ซึ่งโรงเรียนและพวกอีเน่อยู่ คิดจะบินไปให้ถึงทันที

“นี่เธอพูดเป็นเล่นใช่มั้ย ขืนของแบบนั้นตกลงมา มีหวังไม่ได้หายไปแค่เมืองแต่ได้หายไปทั้งประเทศแน่เลย” เซลเดอร์ต้องแหกตาดูข้อมูลที่ส่งเข้ามาซึ่งโชคร้ายเพราะที่มิวพูดไม่ใช่เรื่องโกหกซะด้วย อีกแค่ชั่วโมงเศษก็จะกระทบพื้นโลกแล้ว ระยะเวลาแค่นี้คงอพยพได้ไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำ ซ้ำระยะที่ห่างจากที่นี่นับพันกิโลเมตร

“อาร์คหยุด! มันอันตรายมากเกินไปนะ เดี่ยวก็ตายอีกหรอก” สไตรเรย์ที่ตามมาคว้าตัววิงดั้มได้ทันก่อนเจ้าตัวจะหนีไปไกล มิวห้ามปรามรั้นตัวเอาไว้ พร้อมกับอาร์คที่ตกใจหันกลับมามองทางเธอ ที่อุตส่าห์จำชื่อเขาได้ทั้งที่พึ่งเคยพบกันไม่กี่ครั้ง น่าแปลกว่าเขาสำคัญกับเธอมากขนาดนั้นเชียวรึ!

“ไม่ได้ ฉันต้องจัดการกับมัน และต้องปกป้องเอาไว้ให้ได้” วิงดั้มจับมือของสไตรเรย์ไว้หวังให้มิวปล่อยอาร์คไปตามใจเค้า

“นายจะบ้าไปแล้วเหรอ  มันขนาดใหญ่เกินกว่าที่นี้มากนะ แล้วหุ่นนายก็เสียพลังงานไปมากแล้วด้วย” เท่าที่ดูแรงขับดันของวิงดั้มตกลงอย่างที่มิวว่าจริงๆนั่นแหละ สภาพแบบนี้มัน…

“ขอโทษด้วย! แต่ถ้าไม่อย่างนั้นใครจะเป็นคนหยุดมันไว้กันละ? พวกเรายังไม่ได้ลองทำเลยไม่ใช่หรือ  ฉันจะไม่ยอมให้เพื่อนคนสำคัญต้องตายไปอีกแล้ว ไม่ต้องห่วง” อาร์คมองไปยังมิวผ่านจอมอนิเตอร์ทีแสดงอาการไม่ค่อยสบายใจอย่างเห็นได้ชัด

“แล้ว…ทำไม ต้องเป็นเธอด้วย แบบนี้ทุกที!” มิวตะโกนใส่ด้วยความโมโหผิดสังเกต น่าแปลกที่คำว่า “แบบนี้ทุกที” นี้ฟังดูไม่ค่อยเหมือนคนที่พึงรู้จักกันเลยแหะ คิดไปเองรึเปล่า!

“นั่นซิ! แต่ไม่ใช่เพราะว่าชั้นมีพลังหรอกนะ แต่เพราะว่าชั้นอยากจะทำอย่างนั้นมากกว่า อย่างน้อยฉันก็ขอสู้ให้ถึงที่สุดของตัวชั้นเอง ดีกว่าที่จะต้องมานั่งเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ปล่อยให้คนสำคัญต้องหายไปด้วยตาตนเอง แบบนั้นเหมือนเดิมอีกแล้ว!”

มิวที่ได้รับรู้ถึงคำพูดของเขาในตอนนี้ ทำให้มือหุ่นที่จับวิงดั้มไว้ได้คลายออกมา และอาร์คก็ยิ้มขอบคุณด้วยแววตากลมโตที่เรียบง่ายแต่ปนเศร้านิดๆ ก่อนที่วิงดั้มบินจากไปด้วยความเร็วสูงสุด โดยที่ใจจริงแล้วมิวไม่อยากให้เขาไปเลยด้วยซ้ำ น่าแปลกที่เธอรู้สึกคิดแบบนั้นได้

…………………………………..

ทางอีกฟากหนึ่งของโลก หุ่นสีแดงเพลิงเครื่องนึงกำลังใช้ลูกไฟยักษ์เขวี้ยงใส่อุกกาบาตลูกนึงจนมันเกิดระเบิดไป แต่ยังมีอีกสองลูกที่พุ่ลงมาที่จุดเดียวกัน

“โธ่โว้ย! เจ้าอุกกาบาตบ้าเนี่ย!” นักบินหุ่นสีแดง เอส รอสคัส ร้องไม่สบอารมณ์ออกมา เขาเองยังไม่ได้กลับขึ้นไปในอวกาศจากเหตุการณ์เมื่อคราวก่อนเลยแท้ๆ ดันพลอยซวยโดนลากให้มาเจอเรื่องแบบนี้เข้าให้ด้วย พร้อมกับหุ่น “เรดซายด์” ที่เตรียมโจมตีครั้งต่อไปใส่เหล่าอุกกาบาตเหล่านั้นแล้ว

และในอีกหลายๆที่เองก็พยายามต้านอุกกาบาตกันอย่างเต็มที่สุดความสามารถ แต่จากผลลัพท์แล้วมักจะพ่ายแพ้และถูกทำลายเสียมากกว่าชนะ หลักฐานก็คือ เส้นทางที่อาร์คบินผ่านกลับมายังอิตาลีนั้น หลายแห่งถูกทำลายย่อยยับจากการตกของอุกกาบาต บางทีนี่อาจเป็นภาพสะท้องความอ่อนแอของมนุษย์โลกก็เป็นได้

ทางน่านฟ้าของอิตาลีเองเริ่มเกิดการตั้งเค้าก่อตัวขึ้นเป็นเมฆสีดำทมินผิดธรรมชาติ อีเน่และทุกคนในเมืองเห็นเมฆเป็นสีดำมืดเพราะละอองไหม้ของอนุภาคขนาดเล็กที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งเมืองปีซ่าและอาจกว้างกว่านั้น มากพอที่จะเปลี่ยนสภาพทั้งเมืองในช่วงกลางวันนี้ให้กลายเป็นกลางคืนอันมืดมิดได้เลย แม้จะไม่เห็นสิ่งที่อยู่เหนือเบื้องบน แต่ทุกคนก็รู้สึกได้ว่ามันใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว เข้ามามากขึ้นทุกที สิ่งที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะอพยพได้ทัน และมันอาจทำให้ทั้งประเทศถูกลบหายไปจากโลกได้เลย

ความสิ้นหวังยิ่งคืบคลานเข้ามาอีก ขณะที่ความวุ่นวายที่มากกว่าแค่การจลาจล ณ เมืองแห่งนี้ ฝูงชนต่างพากันเดินพาเรตจนไม่สนใจแม้คนที่ล้มลงจนถูกเหยียบย่ำกันเอง ที่โรงเรียนเซนต์ปีซ่าที่เต็มไปด้วยเด็กนักเรียนเองก็ไม่แพ้กัน

“กรี๊ดๆ ตายแน่เลย” อีเน่ได้กลัวจนตัวสั่นเทาจนขยับตัวไม่ออกและร้องลั่นด้วนความกลัว(อีกแล้ว)  

“อาเมน!” เสียงนี้ไม่ใช่ใครอื่น มาสคัสอีกแล้ว ผู้ที่กำมือยกขึ้นราวปลงตกแต่แววตานั้นกลับแฝงไปด้วยความทะเล้นเกินลิมิต และก็ ตุบ!

“มาทำบ้าๆบอๆอะไรกันเนี่ย ยิ่งหน้าเสียวหน้าขวานอย่างนี้ด้วยแล้ว” ผลลัพท์กลับลงเอยแบบเดิมจนได้ มาสคัสได้รับจูบเข้าไปเต็มที่ แต่กับเท้าของอีเน่นะ! ว่าแต่แม่คุณมีอารมณ์มาทะเลาะกับคนอื่นแล้ววุ้ย

“ไม่ใช่แล้ว ตอนนี้ต้อง กรี๊ดๆๆๆ!” เอากะเธอซิ…

ทันใดนั้นเอง ก้อนเมฆที่ดูเหมือนอยู่สูงลิบก็ถูกแหวกออกเป็นวงไปโดยรอบ เงาขนาดใหญ่ที่บังมิดทั้งเมืองกำลังลุกไหม้จากแรงเสียดสีกับชั้นบรรยากาศ และทิ้งดิ่งลงมายังพื้นดิน อีเน่ก็ได้ร้องกริ๊ดกันอีกรอบ แต่ตอนนี้มันได้ชลอความเร็วลงจากเงาสีเขียวที่อยู่ด้านใต้มัน

“นั้นมันใช้แล้ว อาร์คจริงด้วย!” อีเน่ได้เห็นเขาอีกครั้ง อาร์ค และวิงดั้มได้ปรากฏตัวออกมาเหมือนทุกทีและคิดจะดันอุกกาบาตกลับไป แต่ขนาดต่างกันลิบกว่าร้อยเท่าแบบนี้เนี่ยมัน บีมไรเฟิลกับดาบคงไม่ระคายผิวแน่ แค่จะมาให้ทันก็ใช้พลังไปเกือบหมดแล้ว

“จะดันกลับไปให้ดู!” แม้ว่าเจ้าตัวจะพูดแบบนั้นก็เถอะ

เปรี้ยง! เสียงไฟช๊อกดังมาจากข้อมือทั้งสองที่ค้ำยันมันไว้ และอุกกาบาตนั้นก็ค่อยๆเริ่มดันย้อนลงมาแล้ว วิงดั้มไม่สามารถต้านทานมันไว้ได้อยู่แล้วเริ่มโดนผลักดันถอยล่นลงมา ร่างกายของหุ่นสุดเกินจะทนแรงมหาศาลนี้ได้แล้ว จนความเสียหายเพิ่มขึ้นจนเริ่มถึงขีดจำกัด เสียงเสียดสีของข้อต่อเริ่มดังมากขึ้นเรื่อยๆจนแทบหลุดเป็นชิ้นๆได้ ซ้ำความร้อนจากอุกกาบาตเริ่มแผดเผาหุ่นสีเขียวจนส่วนข้อต่อกลายเป็นสีแดงฉาน

“อ๊ากๆ…ดันกลับไปซิ” เสียงระเบิดดังขึ้นในค๊อบพิลจนเลือดซึมที่หัวของอาร์ค บวกกับความร้อนที่ทำให้ในนี้กลายเป็นเตาอบที่ร้อนยิ่งกว่าดั่งในภูเขาไฟ มือที่กำคันบังคับพองไปด้วยเลือดไหลนอง อาร์คเองมีสภาพไม่ต่างไปจากวิงดั้มที่กำลังร้องทรมาน ดั่งรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของหุ่น ไฟที่ตาหุ่นค่อยๆมอดดับลง รึว่านี่จะเป็นจุดจบ

“อย่าตายนะ เธอจะตายตอนนี้ไม่ได้นะ!”

 อีเน่ที่ได้ตะโกนเรียกออกไปแม้จะไกลแสนไกล แต่เธอก็ยังจะตะโกนต่อไป แม้ว่าจะทำได้เพียงแค่นี่เท่านั้น

“วิงดั้ม !”

“อาร์ค !”  

“เสียงนี้มัน!” น่าแปลงที่เสียงนั้นสามารถส่งมาถึงอาร์คที่ขับวิงดั้มได้ วิงดั้มเริ่มแปล่งประกายอีกครั้งซึ่งทำให้ตัวหุ่นเริ่มเปลี่ยนไปเป็นสีเขียวที่เจิดจ้ามากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน วงแหวนเวทสีเขียวขนาดใหญ่สีเขียวหมุดผ่านล้อมรอบตัววิงดั้ม สองวง ไม่ซิสามวง และอุกกาบาตก็ยอมหยุดเคลื่อนไหวลงมาแล้ว พร้อมกับเลือดและรอยแผลทั้งหมดหยุดสงัดลงด้วย

“เอาละนะ เทพแห่งสายลม ผู้สถิตอากาศธาตุแห่งทุกสรรพสิ่ง จงหลอมรวมกับข้า แห่งฝ่ามือข้า หลอมจิตวิญญาณปัดเป่าสลายสิ่งชั่วร้ายให้จางหายไป  วิงนิ่ง ฮาร์ด เบรกเกอร์ ” อาร์คจะเริ่มท่องบทบางอย่างออกมา ห้องเริ่มสว่างขึ้นจากแผงกลมสีเขียวโดยพลัน

วิงดั้มที่พุ่งทยานขึ้นไปพร้อมประกายแสงสีเขียวที่เปล่งกระจายจนสว่างจ้าล้อมรอบมากกว่ากิโลเมตร และลอยขึ้นไปผ่านอุกกาบาตขนาดยักษ์ที่ถูกดันกลับขึ้นไปยังอวกาศอย่างช้าๆ พร้อมกับส่วนนอกค่อยๆแตกสลายไปตามความสูง ก่อนที่อุกกาบาตจะถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์สว่างจ้าที่เป็นสีเขียวแทน และก็ได้หายไปจากฟากฟ้าในที่สุด พร้อมกับเมฆหมอกที่ถูกปัดเป่ากระจายหายไปจนหมด เหลือแต่สีครามของท้องฟ้าอันสดใส และเงาสีเขียวที่ยืนเต๊ะท่ากลางอากาศอย่างมาดแมนในที่สุด

CHAPTER  11  ฝนดาวตกจากฟากฟ้า.......................End
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2011, 01:50:17 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2011, 07:27:54 PM »

โว้ว! พลังมัหัศจรรย์ยิ่งกว่าอามุโร่อีกนะเนี่ย วิงดั้มโกงมาก
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2011, 09:26:12 AM »

โว้ว! พลังมันหัศจรรย์ยิ่งกว่าอามุโร่อีกนะเนี่ย วิงดั้มโกงมาก
มันเวอร์ไปนิด(ไม่นิดแล้วละมั้ง) เลยต้องปรับสมดุลใหม่อีก เริ่มด้วยตัวเองที่สลบเหมือดหลังจากปล่อยท่าล้างผลานจนหมดแรงไป ฮาๆๆ
บทนี้รู้สึกว่ามันตะหงิดๆยังไงไม่รู้ เอาเป็นว่าลองดูแล้วกันแล้วเม้นมาน่อ! ขอรับกระผม!
__________________________________

ประกายแสงสีเขียวของวิงดั้มที่ถูกปลดปล่อยผ่านอุกกาบาตที่สลายกลายเป็นธุลี และพุ่งทยานขึ้นมาสู่อวกาศ จนทุกคนทั่วโลกและในอวกาศสังเกตเห็นได้ ทุกคนในเมืองต่างก็ดีใจกับการปรากฏตัวของวิงดั้มในเวลาสำคัญอย่างนี้ ในที่สุดอาร์คที่ทำหน้าที่ได้สำเร็จ พร้อมกับประกายไฟสีเหลืองจากดวงตาหุ่นที่ดับมอดลง และนักรบสีเขียวที่ทอดหัวลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว

“ไม่นะ ไม่!”

สิ้นเสียงที่อีเนีร้องขึ้น ร่างสีเขียวที่ร่วงลงสู่พื้นก็ถูกรับไว้ได้ วิงดั้มได้รับการประคองจากสไตรเรย์เครื่องสีขาวสลับแดงที่บีนเข้ามาทันเวลา และสุดท้าย มิวมาดริก ก็ได้พาร่างเหล็กไหลนั้นกลับออกไป โดยที่เสียงของอีเน่ที่ได้พยายามเรียกหาเขาจะส่งไปไม่ถึงก็ตาม

“เดี๋ยวก่อน! กลับมานี่นะ! ช่วยกลับมาฟังคำพูดของฉันก่อน ที่อยากจะบอกว่า  ฉันน่ะ….ชอบเธอนะ  ฉัน.....”

เสียงสุดท้ายของอีเน่ก่อนที่เธอจะทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นมองการจากไปอีกครั้งที่เหมืองกลับเป็นภาพที่ถูกเปิดซ้ำอีกในใจของเธอ อีกรอบ

……………………………………

ผลจากการตกของอุกกาบาตครั้งนี้ทำให้โลกได้รับความเสียหายไปไม่น้อย ทั้งบ้านเรือน ฐานทัพของทั้งสองฝ่าย และชีวิตที่ต้องสูญเสียไป แม้โดยรวมอุกกาบาตจะถูกทำลายไปมากกว่า 70% ตามผลการรายงานที่ พ.ต. วิสเบิร์ส ได้รับ แต่

“อีก 30% ที่เหลือก็ทำลายไปมากกว่าครึ่งโลกเนี่ยนะ ดีที่ไหนกันเล่า ทหารอย่างเรามีปัญญาทำได้แค่นี้เองงั้นรึ ท่านถึงได้พยายามเรียกชั้นกลับมาเนี่ย!” เสียงนายทหารหญิงคนนึงที่ยืนอยู่ในชุดทหารสีขาวแดง ซึ่งไม่ชุดนายทหารชั้นล่างแน่ และดูเหมือนรู้จักกับ พ.ต. วิสเบิร์ส ดีด้วย

“ช่วยไม่ได้น่ะ ผมถึงอยากให้คุณมาช่วยอยู่นี่ไง” พ.ต. วิสเบิร์ส ยิ้มเล็กๆตอบอย่างตรงไปตรงมา กลับไปยังเธอที่พึ่งได้กลับมายังกองทัพอีกครั้ง เจ้าของฉายาที่เลื่องชื่อในอดีต “เทพีแห่งเทพสงคราม”

“ในที่สุดก็หนีชะตากรรมไม่พ้นงั้นรึ เอาเถอะ เดี่ยวชั้นต้องแวะไปหาใครคนนึงก่อนละ ขอตัวลา ท่าน พ.ต.วิสเบิร์ส…”

ทางโคโลนี่เองที่ปลอดภัยจากอุกกาบาตจากการออกคำสั่งของโรเคน แจ็กเคนแล้วนั้น แต่ก็ผิดคาดมากที่โลกก็ได้รับความเสียหายหนักโดยไม่ต้องพึ่งกำลังทหารของ CAPE โรเคนไม่รอช้า ได้ออกคำสั่งให้กองทัพ CAPE นั้นดำเนินเผนการขั้นต่อไปทันที

“แล้วก็ได้ยินมั้ย เอส รอสคัส รีบจัดการตามแผนหลักต่อไปซะ หาข้อมูลบันทึกของ คร.นิเทพารัส ให้พบโดยเร็วที่สุด”

โรเคนตัดการติดต่อกับนักบินเรดซายด์โดยเร็ว และเพื่อการนั้นก็ได้ติดต่อหน่วยจู่โจมพิเศษอีกกองนึงที่ผ่านการฝึกมาอย่างหนักหน่วงลงไปยังพื้นโลกแล้วด้วย

“และก็ รอ.อาเมริท คีมิทัส ชั้นต้องฝากหน่วยของนายจัดการด้วยละ เป้าหมายก็คือ…”

……………………………………

CHAPTER 12 เริ่มต้น!สู่หายนะที่แท้จริง

ฟี่ๆๆ! เสียงของเด็กน้อยผู้ที่ยังหลับอยู่ในฐานทัพอาริโซน่าอีกครั้ง แต่คราวนี้สถานที่ถูกเปลี่ยนไปเป็นส่วนของโรงพยาบาลทหารแทน เนื่องจากการต่อสู้กับอุกกาบาตยักษ์ยังทำให้อาร์คอยู่ในอาการขั้นโคม่าอย่างหนัก และยังไม่มีทีท่าจะพื้นขึ้นมาเลย แม้จะพ้นภาวะอันตรายมาแล้วก็เถอะ แบบนี้คงยังส่งกลับเข้าตารางไม่ได้แน่ๆ

“เป็นไอ้บ้าไม่เปลี่ยนไปเลยชักนิด” มิวได้แวะเข้ามาอีกครั้งในรอบของวันนี้ มองดูเด็กหนุ่มที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงอย่างประหลาดใจ และถืออะไรบางอย่าง แม้จะยังทำสีหน้าแบบอ่านไม่ออกอีก จนไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่กันแน่

“ดันทำได้อย่างที่พูดจริงๆซะด้วย…” น่าแปลกที่ดอกทานตะวันถูกวางลงแจกัน ก่อนที่ทหารสาวใบหน้าเย็นชาผู้นี้จะยอมยิ้มเล็กๆออกมาและจากไป ไม่รู้ลมอะไรหอบมาหว่า…

“…” ทุกอย่างยังคงสงบนิ่งหลังจากผู้เยี่ยมใข้คนสุดท้ายจากไปเป็นชั่วโมง

“มารีน่า…” เสียงละเมอะลอยออกจากปากที่ไม่รู้ตัว พลางแจกันเริ่มสั่นแบบแปลกๆด้วยต้นเหตุจากเฮลิคอบเตอร์ที่ดันทะลึ่งลงจอดด้านหน้าตึกพอดี ดอกทานตะวันที่อยู่ริมหน้าต่างหันหน้าทำมุมกับแสงอาทิตย์ จนแสงแดดสะท้อนเข้าตาที่ปิดสนิททั้งสองคู่นั้นอย่างเจิดจ้า

“ที่นี่คือบนสวรรค์งั้นรึเนี่ย!” เสียงแหกปากลั่นออกมาจากห้องอย่างแรงกล้า นำพาร่างอาร์คลุกขึ้นตั้งนั่งตรงแด่วด้วยความตื่นกลัวจนขนลุกขนพองกร้าว แต่โชคยังดีที่ตรงนี้ยังคงเป็นโลกของมนุษย์เดินดินอยู่…

“ยังไม่ตายแหะ เป็นฝันที่เกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งซะแล้ว ว่าแต่ดูยังไงมิวในฝันก็ดูคล้ายๆมารีน่าจิง ฝาแฝดรึ แต่นี่มันคล้ายกันเกินไปแล้ว ถึงเธอก็ปฎิเสทให้ว่องเลย นิสัยก็คนละเรื่อง แต่ทำไมถึงรู้สึกคาใจพิกล ไม่เข้าใจเลยวุ้ย…”

อาร์คคิดเล็กคิดน้อยฆ่าเวลาเล่น แต่เวลาก็ยังเดินไปอย่างไม่ปราณี แต่ว่า…

โครม! คราม! เสียงที่ดังออกมาจากท้อง ทำให้สายตามุ่งเพ่งมองผ่านดอกทานตะวันสีเหลืองเจ้าปัญหา และเลยไปที่ชามข้าวต้มที่ตั่งโต๊ะรอคอยอยู่ ความคิดอื่นๆทั้งหมดนั้นหายสิ้นไปในทันที!

เฮลิคอบเตอร์ขนส่งที่ใบพัดนิ่งสนิทหน้าฐาน มีนายทหารเดินออกมาโดยนายทหารหญิงชุดสีแดงประหลาดอยู่กลางวง และพากันเดินเข้าไปในฐานทัพอาริโซน่าอย่างแข็งขัน ผ่านสถานที่สำคัญภายในฐานหลายแห่ง รวมทั้งตรงทางเชื่อมติดกับโรงอาหาร ที่มีทหารจำนวนมากพากันมองดูแขกแปลกหน้าอย่างประหลาดใจ

“เฮ้ นั่นคือผู้บังคับบัญชาหญิงในตำนานคนนั้นเองรึ…” มิวที่เดินกลับออกมามองผ่านชั่วเวลานึง แต่ด้วยแววตาที่แข็งกร้าวของเธอ กลับไม่ทำให้สีหน้าหญิงผู้มีนาม “เทพีแห่งสงคราม” ผู้นี้สะทบสะท้านเลยแม้แต่น้อยก่อนเดินสวนไปทางโรงพยาบาลทหาร ดูท่าฉายานี้คงไม่ได้มาเล่นๆแน่

“ว่าไงนะ!” เสียงดังลั่นมาจากโต๊ะมุมห้องที่ไม่ค่อยมีใครไปซุกหัวกัน มิวเองก็มุ่งตรงไปยังทหารสาวทั้งสีที่ส่งเสียงโดยไม่ได้สนใจคนอื่น หรือแม้แต่แขกที่พึ่งผ่านไปเลยแม้แต่น้อย

“จริงรึ! เยี่ยมเลย! สมควรแล้วละสำหรับหมอนั่น สะใจดีจริงๆ ต้องโดนแบบนี้ซะบ้าง” เจ้าของเสียงเมื่อกี้ หญิงสาวที่สวมชุดบินขาวลายน้ำเงิน ดูแล้วกำลังนั่งนินทาคนๆนึงอย่างเมามันสะใจปากมาก

“งั้นรึ” เสียงตอบแบบสั้นสุดกู่ของสาวชุดนักบินขาวลายม่วง ทำหน้าที่นิ่งไร้อารมณ์สุดจะคาดเดาได้ เพราะเธอน่านิ่งเงียบแบบนี้ตั้งแต่เกิด ด้วยความสูงเพียงเท่าเด็กประถมเท่านั้น “จะย้ำทำไมยะ!”

“นั่นมันหัวหน้าเธอนะ ระวังปากไว้บ้างก็ดีนา” เสียงขัดหูคนอื่นแบบดุนิดๆ จากนักบินสาวชุดขาวลายแดง มิว มาดริก ที่กลับมาร่วมวงกะเค้าด้วยนั่นเอง ถ้างั้นพวกเธอทั้งหมดนี้ก็คือ…ทีมสไตรเรย์ของเธอน่ะดิ

“แหมะ เอาแต่ห้ามคนอื่น เธอเองนั้นแหละที่เล่นเซลเดอร์จังซะอ่วมอรทัยที่สุดทุกครั้งเลยไม่ใช่รึไง” เสียงสุดกวนเล่นซะถูกมิวจ้องแขม็นกลับอย่างเร็ว ฉายาจอมกวนแห่งทีมสไตรเรย์ นักบินชุดขาวลายเหลืองเอ่ยไม่ทันไรก็ถูกผู้เป็นลีดเดอร์ของทีมอย่างมิวฟาดสันมือเข้าให้

“ว่าแต่เธอ เห็นว่าอยากเอาคืนคนที่สอยเธอร่วงคราวก่อนไม่ใช่รึ คาเซะ” เสียงทักขี้สงสัยแบบเฉพาะของสาวชุดนักบินขาวลายเขียว ไรนะ ทักสาวชุดลายน้ำเงินผู้เคยถูกวิงดั้มยิงตก ซึ่งสีชุดที่พวกเธอใส่อยู้นั้นเหมือนกับยานสไตรเรย์ที่ขับด้วย เครื่องเธอเองเสียหายเป็นรองแค่มิวที่มุทะลุจนจับเค้ามาได้

“นั้นซิ แต่ตอนนั้นใครบางคนชวนเข้าไปเที่ยวในเมือง ชั้นก็เลยลืมไปเลย” เมื่อพูดจบทุกสายตาก็หันไปมองยังที่เดียวกัน สาวน้อยจอมกวนของกลุ่มอย่าง เรลี่ จึงต้องขยาด

“เลยลืมชั้นไปด้วยงั้นรึ จะว่าไปคนที่เธอพูดถึงพึ่งได้สติพื้นขึ้นมาเมื่อกี้นี้เอง” มิวตีสีหน้าแบบจะกินเลือดกินเนื้อขึ้นมา ซึ่งพวกเธอเองดูออกว่ามิวนั้น งอนซะแล้ว… แต่อีกเรื่องก็คือ…

“ไหงพึ่งมาบอกเอาตอนนี้ละเนี่ย…”

คาเซะเดือดดานลุกวิ่งไล่ตามเขาคนนั้นไปทันที ในขณะที่อีกสถานที่หนึ่งของฐานทัพอาริโซน่า นายทหารหญิงชุดแดงก็ได้มาถึงหน้าห้องที่เขาคนเดียวกันพักอยู่ซะแล้ว

“มีคนอยากจะพบ” นายทหารคนนึงได้ทักเปิดประตูเรียกอาร์ค ให้เอาคนป่วยไปรับแขกเนี่ย ต้นคิดใครหว่าเฮ้ย…

นายทหารหญิงได้เดินเข้าไปดูสภาพเป้าหมายด้วยตาตนเองพร้อมคนนำ แต่ทว่าสภาพที่ได้เห็นกลับกลายเป็น เด็กน้อยที่กำลังนั่นฟัดข้าวต้มชามใหญ่อยู่บนเตียง มือดั่งพายขนานยนต์ที่หมุนรัวฟาดช้อนดั่งพายุ พาข้าวต้มดูดเข้าปากที่แปลงสภาพเป็นท่อดูดฝุ่นที่ทำความสะอาดชามที่ใส่ของกินจนเต็มหายฮวบไปกับตา ทั้งที่จริงแล้วรสชาติจะดูไม่จืดระดับสุดยอดที่ทำให้คนตายพื้นคืนชีพเพื่อที่จะ หน้าซีกหน้าดำ อีกสารพัดอาการได้ ก็ยังแดกจนชามสะอาดราวของใหม่ที่พึ่งแกะกล่องซะอีก

“อุว่ะ! แว๊ก!”

เสียงอุทานสุดหลง ของอาร์คที่สะดุ้งจนตัวแข็งที่มีคนมาเห็นความตระกละ ผู้ที่เห็นรายแรกที่หน้ามืดดั่งถูกขีดถมดำมืดที่หังในการ์ตูน และทหารหญิงชุดแดงจัดที่ได้แค่เอามือนึงปิดหน้าทั้งหยดเหงื่อติดหลังหัวอย่างอนาจ มาดพระเอกถูกลบทิ้งด้วยสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงจนได้…

“ตื่นแล้วรึ เห็นว่าเธอนอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวมาตลอด 4 วันเลย ฟื้นแล้วใช่มั้ยเนี่ย” หญิงชุดแดงเริ่มเอ่ยถามอาร์ค หลังต่างฝ่ายต่างพาสติสตังค์กลับคืนมาได้แล้ว น่าจะนะ…

“นี่ผมหลับไปนานขนาดนั้นเลยรึ…เอ่อ…”

อาร์คตกใจกับการหลับลึกที่นานอย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนมองผู้ที่ถามในชุดสีขาวแดง ที่ได้เดินทางมาที่นี้ ซึ่งเธอนั้นเป็นนายทหารที่แต่งยศสูงศักศ์ มีผลที่ยาวหยักโศกสีน้ำตาล แต่กลับมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มที่แสนคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ก่อนที่จะเพ่งมองซ้ำอีกหนด้วยความสับสนอันน่าสงสัยอีกครั้ง ทว่ามันไม่ได้ช่วยแก้ต่างความคิดที่ผลุดออกมาได้เลย

 “ครูโทโมโกะ นี่ทำไมครู ทำไมครูถึงได้...” คนที่อาร์คได้เห็นนั้นกลับเป็น ครูโทโมโกะ โทมิคิยะ ที่อารคเคยรู้จักนั้นเอง  ทำให้อาร์คต้องตกใจเป็นอย่างมาก นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน

“ก็มันช่วยไม่ได้นิ โลกกำลังวุ่นวาย ถึงอยากจะปฏิเสทก็ไม่อาจหลีกหนีความจริงในตอนนี้ไปได้หรอก” เธอได้โต้ตอบเหมือนครูเด็กที่หยอกนักเรียนเล่นไม่มีผิด

“ดีจริงๆที่ครูปลอดภัย แต่ว่านี่คุณหลอกพวกผม ทุกคนที่หมู่บ้านมาโดยตลอดเลยงั้นรึ”

“ขอโทษด้วยที่บิดบังและทำให้เธอต้องจากทุกคนไป ทั้งที่ครูเองคิดว่านั่นจะช่วยทุกคนไว้ได้ แต่สุดท้ายคนอื่นๆก็ถูกจับไปอีก เป็นความผิดของชั้นที่หนีความเจ็บปวดในอดีตมาโดยตลอด โดยการหนีมาเป็นครูที่หมู่บ้าน และนั่นทำให้เธอเองต้องมาเจอเรื่องแบบเดียวกับชั้น เรื่องมันยาว ดังนั้นชั้นเองถึงต้องกลับมาสู้อีกครั้ง เหมือนกับที่เธอเลือกที่จะต่อสู้พร้อมกับหุ่นตัวนั้น ชั้นจึงต้องกลับมาเป็นทหารอีกครั้งเพื่อชดเชยสิ่งที่ผ่านไปแล้วกลับมา”

“ครู…”

“ดังนั้นชั้นจึงขอร้อง อยากให้อาร์ค อยากให้เธอช่วยสู้ไปพร้อมกับชั้น แม้ต้องแบกรับในฐานะทหารของสหพันธ์ก็ตาม”

“อะไรนะ ล้อเล่นใช่มั้นเนี่ยครู ผมไม่มีทางยอมไปเป็นพวกเดียวกับพวกที่ทั้งทำลายหมู่บ้าน ทำล้ายทุกคน แม้กระทั้งนีน่าเนี่ยนะ” อาร์คโวยทันที

“ชั้นรู้จักเธอดีว่าเธอไม่ได้ผิดเลยชักนิด แต่พวกนั้นมันไม่ยอมเข้าใจหรอก ซ้ำในเรื่องของโทษที่อาร์คต้องได้รับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น ในทางทหารต้องโทษติดคุกถึง 10 ปี แต่เธอว่ายังพอมีทางที่จะพ้นโทษได้อยู่ทางนึง นั้นคือเธอจะต้องเข้าเป็นทหารในฐานะนักบินทดสอบของกองทัพเท่านั้น จึงจะได้รับการยกเว้นโทษได้”

“ไม่ยอมหรอก เรื่องแบบนั้น ถึงตายก็ไม่มีวันเข้ากับพวกนั้น ผมคิดผิดจริงๆที่มาพบครู” อาร์คไม่ค่อยพอใจกับข้อเสนอที่ดูเหมือนทำให้เค้าเห็นแก่ตัวนี้ชักเท่าไรนัก จนแสดงออกทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด

“แต่นั่นเป็นโอกาศเดียวที่เธอจะได้ใช้วิงดั้มปกป้องคนอื่นได้ เธอคิดจะยอมรับความพ่ายแพ้และหนีอยู่ที่นี่ตลอดไปงั้นรึ เรื่องโหดร้ายแบบนั้นมันไม่ได้จบลงไปแล้วหรอกนะ แล้วเธอจะอยู่เฉยๆปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีกรึไง ช่วยบอกชั้นมาซิ อาร์ค สเวนอส”

“ไม่ใช่แบบนั้น…นะ ชั้น…”

“นั้นขึ้นอย่กับการตัดสินใจของเธอเองแล้ว ว่าเธอเลือกที่จะสู้หรือไม่”

รอ.โทมิคิยะ โทโทโกะ ได้เดินจากไปจากห้องคนไข้ในทันที เหลือทิ้งไว้เพียง อาร์คที่เริ่มรู้สึกลังเลใจขึ้นมา ตอนนี้ความคิดที่มีช่างมืดมน และตัดสินใจลำบากซะจริงๆ

…………………………………………..

“เอาละ ได้เวลาลุกขึ้นไปทำงานแล้ว พวกสาวๆทั้งหลาย” เซลเดอร์ผู้เป็นนายโผล่มาต่อหน้าลูกน้องสาวทั้งห้าที่ยังคงเม้ากันไม่เลิก คงจะรู้ตัวดีว่าพวกเธอคงเอาเรื่องของเขามาผาเล่นอีกตามเคย…

“งานอะไร…” มิวถามแบบรำคาญเค้า

“ให้ขับสไตรเรย์ไปช่วยพวกเราที่กำลังสู้รบที่เทบเบอร์ลิน อีกเดี๋ยวก็มีประกาศอย่างเป็นทางการแล้วละ” ข่าวที่เซลเดอร์ได้รับมาก็คือการขอความช่วยเหลือจากการต่อสู้เกิดขึ้นที่เทบเบอร์ลิน ซึ่งเป็นหนึ่งในบริเวณที่มีอุกกาบาตตกลงมา เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้วย

“งั้นพวกเรา ไปลุยกันเถอะ”

มิวและพรรคเพียบหน่วยสไตรย์ได้พากันลุกขึ้นแล้วออกปฏิบัติการก่อนทันที ในขณะที่ไม่นานก็มีประกาศเตรียมพร้อมรบดังขึ้นไปทั่วทั้งฐานทัพอาริโซน่า บรรดายานและหุ่นรบเริ่มออกบินไล่หลังหน่วยสไตรเรย์ไปด้วย ส่วนอาร์คทึ่ยังคงถูกจองจำอยู่และไม่สามารถออกไปได้  จึงทำให้เขาจำต้องคิดตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

“นี่มัน อะไรกันเนี่ย!”

สิ่งที่มิวได้เห็นในที่เกิดนั้นกลับกลายเป็น… หุ่นของ CAPE ค่อยๆถูกทำลายไปทีละเครื่องๆ จากอะไรบางอย่างที่อยู่ในจุดศูนย์กลางการตกของอุกกาบาต เงามรณะสีม่วงเข้ม เกล็ดและกรงเล็บแหลมที่ยืดออกจากลำตัว ตาสีเหลืองดุดันที่น่ากลัว ส่วนอกและไหล่ที่กลับเป็นชิ้นส่วนเครื่องจักรเกราะของหุ่นรบกับแผงจรวดติดเป็นทาง และปากแหลมคมที่มีซากหุ่นถูกกัดขบจนกลายเป็นเพียงเศษเหล็ก แถมยังมีหกขากับสีแขนอีก ด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าหุ่นรบทั่วไปราวสามเท่า ดูยังไงก็…

“สัตว์ประหลาดงั้นรึ ถ้าล้มมันได้ ชั้นก็จะได้เป็นซุปเปอร์แมนละนะ” เสียงสุดมั่นใจของสไตรเรย์สีเงินกับน้ำเงินพร้อมยิงโฮมิ่งมิสซายด์ไปเต็มพิกัด แต่ที่แน่ๆพวกที่เหลือช๊อกจนบินกันไม่ออก ไม่รู้เพราะเห็นตัวประหลาดน่าสยองแบบนี้ หรือเป็นเพราะมุกบ้าระห่ำสุดหลุดโลกของคาเซะกัน

“บ้าแล้วเฟ้ย!” โฮมิ่งมิสซายด์ทั้งหมดของคาเซะเข้าเป้าอย่างจัง แต่เหมือนจะไม่ระคายเคืองเลย ทำได้แค่ส่วนไหลยุบไปหน่อยเดียวเอง

“หนอย…” มิวบินหักหลบแส้แหลมสีม่วงที่พุ่งยิงออกมาจากสัตว์ประหลาดนั้น แต่มีสิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่า

“ฟ๊อๆ…” มันขู้ร้องพร้อมกับปล่องเหลี่ยมที่ออกมายังผิวนอกร่างกาย มันคืออาวุธมิสซายกับบีมแคนนอนแรงสูงที่ติดอยู่ทั่วร่างกาย ทั้งที่ตัวมันไม่ได้เป็นเครื่องจักรแต่อย่างใด อาวุธทั้งหมดถูกยิงออกไปรอบตัว หุ่นทั้งของสหพันธ์และ CAPE ถูกทำลายด้วยการโจมตีนั้นไปนับสิบเครื่องเลย

 “ไม่ไหวแล้ว” เสียงของทีมสไตรเรย์ยิงต้านและหลบระลอกที่สองที่เล็งมายังพวกเธอ มิวยัดอาวุธเต็มพิกัส จะหลบมันก็มาซะมืดฟ้ามัวดิน และแล้วเสียงระเบิดก็ดังจากสไตรเรย์สองเครื่อง ที่ต้องร่วงไปตามระเบียบ แต่พวกนั้นปลดระบบซูชีพหนีออกมาได้ทัน

“ตอนนี้ต้องลุยกันเองแล้ว ยิงเลย” มิวที่ยังรอดอยู่ด้วยเครื่องสีเงินแดง กับคาเซะสไตรเรย์สีเงินกับน้ำเงินหมายเลขสอง และก็อีกเครื่องสีเงินม่วงของสาวมาดนิ่งที่สุด ทุกคนระดมยิงโฮมิ่งมิสซายด์และอาวุธทั้งหมดรวมไปที่จุดเดียวกัน จนมันเริ่มร้องเสียงโอดครวนให้เห็น

แต่จู่ดีๆอาวุธทั้งหมดก็ยิงออกมาไม่ได้ซะแล้ว

“แคว้ก…” นั่นเพราะสไตรเรย์ทั้งสามถูกจับด้วยแส้จำนวนมากจากล้อบทิศทางจนยิงต้านไม่หมด ตอนนี้จึงอยู่ในสภาพลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ พวกเธอกำลังถูกดึงเข้าไปหาตัวมัน แถมยังมีกระแสไฟฟ้าไหลมาช๊อกพวกเธอทั้งสามด้วย พวกเธอได้แต่ร้องลั่น เหมือนพวกแมลงที่ติดใยแมงมุมรอเวลาที่จะโดนเจี้ยยังไงอย่างนั้น

“ซูม!” ลำแสงสีเขียวขนาดยักษ์ได้พุ่งลงมากวาดตาข่ายแส้จำนวนมากจนขาดสะบั้น เจ้าของลำแสงที่สุดคุ้นคอยในสายตาของมิวลอยอยู่เบื้องบน หุ่นรบร่างสีเขียวที่ได้เก็บกระบอกปืนแล้วชักดาบสีเงินออกมาจากวงแหวนเวทมนต์สีเขียว ผู้ที่มาถึงได้ด้วยสายลมที่โถมเข้ามาจนสัตว์ประหลาดต้องล้มลง วิงดั้ม

“นี่มัน เจ้าตัวเมื่อคราวนั้น” อาร์คยังจำได้ดี มันเหมือนตัวที่อาร์คเคยจัดการที่สวนสนุก ตัวที่นำความซวยให้อาร์ค แถมคราวนี้นี่ยังใหญ่กว่าเดิมมากด้วย มันมาจากไหนกัน หรือว่า…

“อุกกาบาตรึ…” มิวทักขึ้นมา เพราะมันยืนอยู่ตรงจุดศูนย์กลางการตกของอุกกาบาตพอดี ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นแค่เรื่องล้อเล่น

“แคว้ก…” เจ้าสัตว์ประหลาดยิงมิสซายด์กับปืนใหญ่ลำแสงมาอีกรอบ

อาร์คใช้ดาบใหญ่บินฟันมิสซายและปัดบีมแคนนอนชุดนึงจนดาบหลุดมือไป มิสซาสย์ที่เหลือระดมใส่วิงดั้ม โดยที่พวกมิวได้แต่บินหลบและยิงสกัดมิสซายส่วยหนึ่งที่เข้าหาวิงดั้ม แต่ไม่หมดสิ้น เสียงระเบิดดังขึ้นต่อเนื่องจนกระทั้งตอนนี้เหลือแต่ควันระเบิดเท่านั้น

“อาร์ค” มิวที่เรียกชื่อเขาออกมาได้อย่างน่าแปลก ทั้งที่ไม่เคยถามชื่อเซ่มาก่อน แต่เหนือควันนั้นยังมีโล่บาเรียวงแหวนเวทสีเขียวสว่างลอยอยู่ งั้นแปลว่า…

“ไม่ต้องแปลกันแล้ว บีมชาร์ทไรเฟิล!”

วิงดั้มตั้งบีมไรเฟิลแล้วยิงผ่านวงแหวนนั้น ลำแสงขนาดยักษถูกขยายออกมาราวตัวขยายคลื่นสัญญาณ และทะลวงหลอมส่วนหัวของสัตว์ประหลาด แล้วทะลวงผ่านลำตัวขนาดใหญ่ ก่อนที่วิงดั้มจะบินลงมาซ้ำด้วยดาบไม้ตายและผ่าลำตัวส่วนที่เหลือจนขาดเป็นเสี่ยงๆ และสุดท้ายร่างของมันก็ระเบิดจากจรวดมิสซายด์ภายในตัว ทำเอาวิงดั้มลอยปลิวไปไกลแต่ไม่เสียหายเท่าไร่นัก

ในที่สุดวิงดั้มและพวกสไตรเรย์ก็ชนะสัตว์ประหลาดลงได้ ส่วนหลังซากตึกที่อยู่ไม่ไกลนักยานรบสองตัวที่ซ่อนตัวอยู่ห่างๆ พวกที่ถูกส่งมาจาก CAPE ได้เก็บข้อมูลที่ได้จากการต่อสู้ในครั้งนั้และได้เห็นวิงดั้มต่อสู้ด้วย

“นั่นมัน หุ่นเมื่อตอนนั้นใช่มั้ย” เสียงนักบินหญิงอุทานถามอีกคนที่เฝ้าดูอยูด้วยกันอย่างน่าประหลาดราวกับเคยเห็นมาก่อน

“ไม่ผิดแน่ หุ่นที่เวนเนล่าชัว เอาละ ถอนตัวกันเถอะ!” นักบินหนุ่มอีกคนตอบรับ ก่อนที่จะบินจากไปโดยที่พวกอาร์คไม่รู้ตัว พวกเขาเป็นใครกันแน่ แถมรู้จักหมู่บ้านพวกอาร์คอีก ความลับของพวกเขาจะเป็นภัยกับพวกอาร์คมั้ยเนี่ย

……………………………………..

อาร์คที่ได้กลับไปพบกับ รอ.โทโมโกะ ที่รออยู่ที่ฐานอาริโซน่า เพื่อที่จะให้คำตอบของตนเองอีกครั้ง โดยมีมิวมาร่วมเป็นสักขีพยานกะเค้าด้วย

“ผมจะสู้ ในเส้นทางของผมเท่านั้น ไม่คิดว่าผมเป็นทหารสหพันธ์โลกหรอกนะ” ได้ยอมรับข้อเสนอที่จะเป็นนักบินเพื่อบินไปพร้อมกับวิงดั้ม  แต่ว่าเล่นตอบแบบนี้ทุกคนที่นี่ดูไม่ค่อยพอใจนักหรอก โทโมโกะเองค่อยๆเดินเข้ามาใกล้เขามากขึ้น บางทีเธออาจไม่พอใจก็ได้

“มันต้องให้ได้อย่างนี้ซิ ลูกผู้ชายตัวจริง กล้าตัดสินใจได้ดีมาก!”

กลายเป็นว่าเธอเข้ามาใช้วงแขนกอดหรือรัดคออาร์คเล่นซะงั้น เหมือนผู้นำที่ยอมรับในตัวน้องใหม่ด้วยละมั้ง แต่งานนี้ดูมิวท่าทางหน้าดำหน้าแดงไม่พอใจอย่างหน้าประหลาด ซึ่งเจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไม เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป ว่าแต่ดูเหมือนทุกคนจะลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไปรึเปล่าน้า

“ก็เรื่องของสัตว์ประหลาดนั้นไง” เสียงใครบางคนทักขึ้น เอาเป็นว่า จบบทนี้เถอะ…

CHAPTER 12 เริ่มต้น!สู่หายนะที่แท้จริง....................End

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 15, 2011, 11:13:26 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2306


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: มิถุนายน 11, 2011, 05:03:02 PM »

อ้างถึง
บทนี้รู้สึกว่ามันตะหงิดๆยังไงไม่รู้

ตรงไหนที่ว่าตระหงิดๆเหรอครับ? เพราะผมเองก็รู้สึกว่าตอนนี้ท่านก็แต่งรักษามาตฐานได้เหมือนเดิมน่า~
บันทึกการเข้า

WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2011, 05:15:24 PM »

กลับมาอีกแล้ว (โดยที่ไม่มีใครเรียกร้อง....เลยซักนิด)
บทนี้อาจออกแปลกกว่าเดิม ที่มุกบ้าบอไร้สาระที่เยอะเฟ้อกว่าบทที่แล้วอีก ทั้งที่ผ่านมาก็ซีเรียสเกือบตลอดเลย ฮาๆ
บทนี้เนื้อเรื่องเริ่มสับสนอลม่านยิ่งขึ้นอีกนิด เอาเป็นว่าฝากไว้อีกบทครับ...
___________________________________________

ตอนนี้ทั่วโลกได้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกรอบ หลังจากมหันตภัยครั้งใหญ่หลายวันก่อน เมื่อปัจจุบันมีข่าวลือว่าบริเวณที่อุกกาบาตเคยตกลงมาจากเหตุการณ์ครั้งก่อนนั้น ได้มีสัตว์ประหลาดจำนวนมากที่ไม่ทราบชนิดและที่มา ได้ออกมาทำร้ายผู้คนและอาคารบ้านเรือน  ทั้งกองกำลังของสหพันธ์และกองกำลังของ CAPE ในพื้นที่ดังกล่าวได้พยายามออกมาต้านพวกมันซึ่งได้ปรากฏตัวออกมาทั่วโลก แต่ยังดีที่ช่วยให้การปะทะระหว่างสหพันธ์กับ CAPE ยุติลงชั่วคราวด้วย แต่จะอีกนานแค่ไหนกัน…

“ถึงไม่ช้าก็เร็ว ทั้งสองฝ่ายคงได้ลุยกันอีกจนได้ละ ขอให้อย่าพึ่งถึงตอนนั้นเลย” รอ.โทมิคิยะ โทโมโกะ ต้องมายืนดูแฟ้มรายงานผลการรบย้อนหลังของกองทัพในห้องข้อมูลที่ดูเหมือนขย่มเล็กน้อยราวกับกำลังสั่นไหวอยู่ ดูจากข้อมูลแล้วยังไงก็…ฝ่ายเราเป็นรองชัดๆ

“แล้วนักบินของหุ่น วิงดั้ม ละครับ ท่านเทพีแห่งเทพสงคราม” นายทหารคนนึงเอ่ยถามราวเตือนความจำผู้นำสาว

“อย่าได้เรียกชื่อแบบนั้นในเวลาแบบนี้ได้มั้ย ว่าแต่ถ้าเป็นเค้าละก็ ป่านนี้ก็คงอยู่ที่…” รอ. โทโมโกะ พูดเราะร่าอย่างสบายอารมณ์พลางเช็คข้อมูลต่อไป

CHAPTER  13  ปรึศนาที่มิอาจหยั่งรู้

“หายไปซะนานเลยนะ ขอต้อนรับกลับมานะ พ่อฮีโร่ของพวกเรา เฮๆ” อีกด้านนึงบนโลก ประเทศอิตาลี เสียงของนักเรียนห้องปี 1-C แห่งโรงเรียนเซนต์ปีซ่าที่มีมาสคัสเป็นแกนนำ กำลังโอบล้อมลุมถามบุคคลคนเดียวกัน อาร์คนั่นเอง แสดงว่าทุกคนรู้เรื่องเค้ากันหมดแล้วนาดิ

“เห้ยๆ พวกนาย/พวกเธอ จะทำอะไรกันน่ะ” อาร์คที่ได้กลับมาเรียนที่โรงเรียนเซนปีซ่านี้อีกครั้ง เกิดถามทั้งยังข้องใจแปลกๆที่เจอการต้อนรับแบบนี้

“ดูนี่ซิ เพื่อนชั้นเอง!” ไม่รอช้ามาสคัสเดินเข้าไปโอบไหล่เพื่อนชี้(จำเป็น) ราวกับได้ยืนถ่ายรูปคู่กับประธานาธิปดีรึสุดยอดดาราของโลกก็มิปานนั้น

“ได้ไงละมาสคัส อาร์คเป็นเพื่อนนายคนเดียวซะที่ไหนกันละเห้ย/ยะ”

ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันก่อนจะเริ่มเปิดฉากตะลุมบอลกันนัวเนียเพื่อชิงตัวอาร์คกันยกใหญ่ ห้องเรียนนี้เริ่มชุลมุลวุ่นวายกันดังถึงข้างนอก ดินสอ ปากกา ยางลบ หนังสือ เก้าอี้ ทุกอย่างที่ยกได้ลอยข้ามไปมากันให้ว่อนราวกับสงครามกลางเมืองที่ยิ่งใหญ่ ไม่เว้นแต่มือกล้องประจำห้องที่ไล่ตามเก็บภาพทุกช๊อด ทุกจังหวะ และทั้งที่ยังวุ่นวายกันอยู่ประตูห้องก็ถูกเปิดออกจากด้านนอกอย่างแรงเข้าให้

“หลีกทางไป!” เสียงดุๆทิ่มเข้ามาตรงดิ่งจนทางที่เสียงผ่านถูกแหวกเป็นทางให้เห็น สาวน้อยในชุดนักเรียนอีกคนเดินเข้ามาตามทางที่ถูกแหวกนั้น พลางส่องสายตาไปรอบๆพร้อมแยกเขี้ยวใส่ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวถึงกับนิ่งเงียบในทันที และทำให้อาร์คเองถึงกับปากค้าง…

“ชั้น มิว มาดริก ย้ายมาจากอาริโซน่า ขอฝากตัวด้วย”

เสียงแนะนำตัวหน้าชั้นเรียนของเด็กสาวตาโตหน้าตาผ่องใสแต่กลับดุซิบหาย ผู้ไว้ผมสีน้ำตาลแดงเป็นลอนยาวสวยถึงแผ่นหลังซึ่งเป็นผมจริงๆของเธอออกมา ฉายแววเสน่ห์แบบลึกลับน่าค้นหาออกมาเจิดจรัส จนต้องแข็งทื่อกันถ้วนหน้าด้วยความสวยรึความสยองก้ไม่รู้ ทำให้อาร์คอดคิดไม่ได้เลยว่าเธอคือมารีน่าคนที่อาร์คเคยรู้จักตอนเด็กจริงๆ แต่ว่ามารีน่าตายไปแล้วนิ ถึงอย่างนั้น มิว มาดริก ก็ได้ให้เดินมานั่งตรงที่นั่งด้านหลังอาร์คที่ว่างอยู่พอดี

“ชั้นจะคอยจับตานายดูอยู่ทุกฝีก้าว ถ้าเกิดนายคิดทำอะไรพิรุธที่ส่อว่านายจะทรยศกองทัพละก็…” มิวแอบมากระซิบอาร์คก่อนนั่งพร้อมจับต้นขาใต้กระโปรงตนเองโชว์ให้เห็น พนันได้เลยว่าตรงนั้นต้องเป็นกระบอกปืนดุ้นๆแน่ ยายนี่คิดเป็นแต่เรื่องแบบนี้รึไงน้า…

“เป็นคำสั่งนั้นซินะ เฮ้ย!” อาร์คเหงื่อตกหลบหน้าบ่นแบบหน่ายใจ ถ้าเป็นคำสั่งจากคุณโทโมโกะจะไม่ว่า แต่อย่างนี้มันจะเกินไปแล้ว

“โฮ่ๆ นี่เธอเป็นแฟนอาร์คใช่ม…”

ไม่ทันที่มาสคัสจะพูดจบก็โดนประเคนหมัดกระนาบเข้าหน้าทั้งซ้ายขวาเต็มที่ตามฟอร์มเดิม หมัดหนึ่งเป็นของมิวแน่ และอีกหมัดเป็นของ… อีเน่ที่นั่งโต้ะตัวฝั่งริมหน้าต่างข้างมิวนั่นแหละ พร้อมกับทุกคนในห้องที่คิดเป็นเสียงเดียวกัน “เอาอีกแล้วหมอเนี่ย”

“เออ! ไม่มีอะไรน่ะ…” อีเน่ที่กลับมาสังเกตเห็นหน้าอาร์คเข้าก็ต้องหลบหน้าให้อีก และทำให้อีเน่ที่เคยคิดกล้าที่จะบอกรักเจ้าตัวในตอนนี้กลับใจเต้นจนมองหน้าเขาไม่ได้ซะแล้ว

“อะไรของเธอหว่า…” แล้วสุดท้ายเธอจะมีปัญญาไปบอกรักเค้ามั้ยเนี่ย…

และแล้วชั่วโมงเรียนก็เริ่มขึ้น อาจารย์ที่ได้เดินข้าวมาเริ่มสอนไปเรื่อยๆ และต่างคนต่างตั้งใจเรียนอย่างขมัดเขม้นดั่งที่นักเรียนธรรมดาควรจะเป็น แต่ว่าเหมือนจะมีเสียงบางอย่างที่ไม่ใช่เสียงพูดของอาจารย์ปะปนอยู่ด้วยเหอะ

โครม! เก้าอี้ล้มลงมาข้างอาร์คพร้อมกับ มาสคัสเจ้าเก่าที่เคลิ้มหลับจนกลิ้งลงมาด้วยความมึนงง เจ้าของเสียงกรนจึงถูกอาจารย์เทศนากันยกใหญ่ ก็น่าละนะ

“เอาละทุกคนเรียนกันต่อ” อาร์คเริ่มฟังอาจารณ์สอนกันไหม่อีกรอบพร้อมกับผู้ที่พึ่งตาสว่างขึ้นมาเมื่อครู่ แต่คิดไปเองรึเปล่า รู้สึกเหมือนเสียงที่ว่าไม่เห็นจะหายไปเลย

“อาเห้ย!” อาร์คฉุดคิดก่อนจะเริ่มชำเลืองหันหลังกลับไปอย่างช้าๆหวังว่าจะไม่เป็นไปอย่างที่คิด และแล้วก็ได้พบกับต้นเสียงที่ว่าจนได้

“เหอะๆๆ คงจะเหนื่อยมากละมั้ง”

สาวน้อยจอมดุที่เคยข่มขู่จับตามองเค้า กลับมาอยู่ในสภาพที่ไม่น่ามองยิ่ง เกลือกกลิ้งคาโต๊ะเรียนแบบไม่เหลือเค้าสาวโหดเลย ทั้งยังนอนน้ำลายเยิ้มแถมกรนเสียงหลงซะอีก ถึงแม้ว่ามิวจะเป็นพวกที่ชอบทำตัวเย็นชาและพูดจาดีๆกับคนอื่นเค้าไม่เป็นก็เถอะ แต่ใบหน้ายามเมื่อเธอหลับนั้นก็แทบจะน่ารักไม่ต่างไปจากเด็กผู้หญิงธรรมดาคนนึงนี่เอง ดังนั้นปล่อยไว้แบบนี้ชักพักน่ะดีแล้ว…

กริ่งพักกลางวันดังขึ้น พร้อมกับการตื่นของเจ้าหญิงนิทราที่ต้องคลำไปที่กระโปรงที่เก็บปืนก่อนเป็นอันดับแรก และจ้องมาที่อาร์คอีกจนได้

“มิว มาทานเข้าร่วมกับพวกเราเถอะนะ” ไอริสพร้อมกับนักเรียนหญิงอีกส่วนหนึ่งพากันฉุดเธอไปย่างรวดเร็ว อีเน่ที่คิดจะสารภาพกับอาร์คกถูกลากไปด้วยอีกคน นับเป็นเรื่องดีที่อาร์คจะได้เป็นอิสระซักพัก แต่…

“เออ…มาสคัส ช่วยฝากซื้อข้าวกลางวันมาให้ทีได้เปล่า!” นั่นเพราะอาร์คหมดสิทธิออกไปจากห้อง ที่ถูกลุมล้อมจากนักเรียนห้องอื่นที่ต่างพากันมามุงดูคนขับหุ่นยนต์ที่กลายเป็นข่าวใหญ่อีกเป็นโขยง ทั้งเสียงเรียกชื่ออาร์คก็ดังออกมาเป็นจังหวะไม่เลิก ทำไมถึงได้กลายเป็นอย่างนี้หว่า

“จ๊ากๆๆ นี่แกทำอะไรกับข้าวของชั้นเนี่ย!” อาร์คร้องเสียงหลงหลังจากตักข้าวที่ฝากซื้อเข้าปากเข้าไปเพียงคำเดียว แถมแกงกะหรี่มันยังสีเข้มผิดปกติด้วย มันเกิดอะไรขึ้นหว่า

“ก็ข้าวราดแกงกะหรี่ซุปเปอร์ Hot ที่ชั้นสั่งพิเศษเพื่อนาย สำหรับสุดยอดคนสุด Hot อย่างอาร์คยังไงละ ใส่พริกเม็ดเป้งตั้งสิบเม็ดเลยนะ” มาสคัสผู้ที่กวนได้สุดยอดต่อหน้าชายหนุ่มผู้น้ำตาไหลไม่หยุด ไม่ใช่เพราะซึ้งแน่แต่เพราะมันเผ็ดร้อนแบบสุดยอดมากซะจน…

“ชั้นจะเผานายให้เกรียมเลย เจ้าบ้า!” อาร์คที่ร้องลั่นไล่พ่นไฟใส่มาสคัสแบบหนังก๊อกซิล่าอาลาวาทถล่มเมือง สงสัยกะให้ตายกันไปข้างเลย แต่ดูท่ายังไงก็ต้องทนกินให้หมด เพราะไม่งั้นก็คืออดแดก…

โครม! ก๊อกซิล่าอาร์คที่วิ่งไล่งาบมาสคัสไปทั่วห้องพักใหญ่ เกิดสังเกตเห็นเห็นพวกนักเรียนหญิงที่มีมิวเดินนำกลับเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันไป แต่โดยรวมก็คือ อึ้ง! ทึ้ง! เสียว! แถมข้างนอกก็เห็นหมือนไทมุงจะเพิ่มขึ้นถนัดตายังกะตามพวกเธอมาด้วย มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกผู้หญิงกันอีกละเนี่ย

“มิว ไปทำอะไรมาข้างนอกอีกละ” อาร์คจงใจถามด้วยสังหรณ์ใจไม่ดีนัก ว่าแล้วเจ้าตัวก็ชิดหน้าเงียบอีกเหมือนเคย…

แล้วก็ถึงชั่วโมงพละ ทุกคนต่างเปลี่ยนชุดพละที่เป็นเสื้อกีฬากับกางเกงวอร์มขายาวทั้งชายและหญิง และแล้วเสียงเฮก็เริ่มดังขึ้นเพราะ

“ดาวดวงใหม่ ที่หนึ่ง” มิววิ่งแซงทุกคนแม้แต่อาร์คและพวกผู้ชายจนเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ทั้งที่นี่มันแค่วิ่งวอร์มอัพเองแท้ๆ

“เยี่ยมไปเลย พวกผู้ชาย อ่อน!” ลูกวอลเล่ย์บอลถูกตบลงฝ่ายชายลูกแล้วลูกเล่า ด้วยฝีมือของมิวเพียงคนเดียว อาร์คที่มาตั้งท่ารับลูกของเธอก็กระเด็นกระดอนไปกับลูกวอล์เล่บอลด้วย นี่เธอไปโมโหกินรังแตนมาจากไหนเนี่ย

“ไม่ว่าจะทำอะไร มันต้องเต็มที่ซิ” มิวเธอหันหัวมาตอกหน้าอาร์คพร้อมสบัดเรียวผมยาวสวยสีน้ำตาลแดงโดยไม่รู้ตัว ถึงจงใจเล่นแบบของเธออย่างนี้แต่กลับเรียกเสียงโฮ่ร้องดังก้องยิ่งกว่า ทุกคนต่างชื่นชอบเธอทั้งที่ตัวเธอเองอยากทำให้เป็นตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ

สายตาดุๆคู่หนึ่งกำลังจ้องจับตามองเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆตากระพริบ ขณะนี้อาร์คและมิวกำลังเดินกลับห้องพักหลังเลิกเรียนด้วยกัน ทั้งคู่จำต้องอยู่ในหอพักทหารภายในฐานทัพอิตาลีที่อยู่รอบนอกของเมือง ซึ่งมันช่วยไม่ได้สำหรับอาร์คที่ดันรับคำเป็นทหารในสังกัดไปเสียแล้ว แต่เรื่องการเรียนนั้นยังคงสำคัญอยู่จึงได้รับการอนุโลมได้บ้าง ตอนนี้อาร์คแลเห็นบรรยากาศที่ดูหมองม่วงเพราะใครบางคนข้างๆ สงสัยคงต้องหาทางถามเปลี่ยนบรรยากาศซะหน่อยแล้ว

“มาริ…อุ๊บ มิว เมื่อกลางวันไปทำอะไรมารึ ถึงท่าทางแปลกๆแบบนั้น” อาร์คเกือบเรียกชื่อผิดจนกลายเป็นเรื่อง ซ้ำยังโดนมิวจ้องเขม็นกลับอีก ดูแล้วอาร์คยังเลิกคิดถึงชื่อนั้นไม่ได้แหะ

“อืม…” สั้นๆกระทัดรัด คำเดียวห้วนแบบรำคาญใจ

“ก็แค่พวกกุ๊ยปัญญาอ่อนมาวุ่นวายแต่หัววัน เลยให้ของฝากไปซักหน่อย! แต่ไม่รู่ทำไมถึงมีคนมาดูเยอะขนาดนั้นได้” มิวยังคงพูดด้หน้าตาเฉยซะจนราวกับเป็นเรื่องเล็กยิ่งกว่ามด

“ขอร้องละ อย่าได้ทำเรื่องอะไรแบบนั้นให้สะดุดตาคนอื่นหน่อยเถอะละ แบบนั้นเธอจะยุ่งยากภายหลังได้นา”

“ตรงไหน…?” มิวชักหน้าใส่อาร์คอีก ดูท่าคงจะพูดไม่เข้าหูเธอเข้าให้แล้วละ

“เอาเถอะๆ ถือว่าชั้นไม่ได้พูดก็แล้วกัน เห้ยย….!” อาร์คตัดบทจบสนทนากับสาวด้วยอาการเหงื่อตกอย่างหน่ายใจ ได้แต่หวังว่าคงไม่มีเรื่องวุ่นวายเอาหลังจากนี้ไปก็แล้วกัน

…………………………………

หลายวันถัดไปชีวิตก็ยังคงเดินไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังคงมีเรื่องให้เม้าได้เหมือนอย่างเคยทุกวัน พักกลางวันนี้ก้เป็นอีกวันที่ว่านั่นด้วย

“นี่วันก่อนเห็นมั้ย เรื่องพละเธอสุดยอดไปเลย แล้วยิ่งเมื่อรวมกับตอนที่มิวโชว์แท่จัดการพวกรุ่นพี่ชมรมดาวไถซะจนอยู่หมัดต่อหน้าพวกอีเน่ตั้งแต่วันแรกด้วยแล้ว แล้วยังข่มอาจารย์น่ากลัวหลายคนซะจนหงอไปเลย บวกกับมาดสาวสวยเข้มนั่นอีก รู้มั้ยถึงกับทำให้เธอกลายเป็นดาวโรงเรียนไปแล้วยังไงละ อาร์ค”

ข้อมูลจากมาสคัสผู้ที่เผาเรื่องทุกเรื่องของคนอื่นได้อย่างหน้าด้าน สาธยายข้อมูลของมิว มาดริก นักเรียนใหม่ร่วมห้องที่อุตส่าห์เก็บมาตลอดสัปดาห์ให้อาร์คที่ไม่ได้อยากจะฟังเลยซักนิด ไม่รู้เอาเวลาไปทำเรื่องพรรรนั้นมาตอนไหน

“ชั้นว่าอย่างเนี่ยมันน่ากลัวเกินไปละมั้ง” อาร์ครีบตัดบททันที เรื่องที่มิวเองก็ดังในโรงเรียนแบบภายในสัปดาห์เดียวแบบนี้ แถมยังในเรื่องที่เข้าท่าแบบนี้ด้วย มันช่างแตกต่างกับคนที่อาร์คเคยคิดไว้จริงๆ

“ว่าแต่พวกมิวกลับมช้าจริง จะเริ่มชั่วโมงบ่ายกันอีกแล้ว” อาร์คบ่นพึมพำต่อหน้าก่อนจะเริ่มคิดเรื่องนึงขึ้นมา

“อะไรหว่า หายไปซะแล้ว ว่าแต่ตรงนั่นมันใครกัน แต่งตัวท่าทางแปลกๆจังแหะ”

มาสคัสที่ถูกอาร์คทิ้งไปดื้อๆชำเลืองเห็นเงาคนแปลกๆที่อยู่หน้าประตูโรงเรียนได้ แต่จากบนห้องเรียนชั้นสองนี้มองเห็นเค้าคนนั้นไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่ก็ดูท่าทางน่าสงสัยใช่เล่น จนมาสคัสจึงต้องขยี้ตาดูใหม่อีกรอบ ซึ่งตอนนี้เงานั้นได้หายไปจากหน้าประตูโรงเรียนเสียแล้วอย่างไร้ร่องรอยใดๆเลย

“คนขับเจ้าหุ่นตัวสีเขียวนั่นเรียนอยู่ที่นี่รึ” ชายลึกลับคนนึงที่มีร่างใหญ่ท่าทางบึกบึนกำลังเดินอยู่ที่ทางเดินตึกใหญ่หน้าสนามโรงเรียน คนที่น่าสงสัยรายนี้ก็คือจ.ส.อ.คาออส  ดาตัน ที่อยากเห็นหน้าคนขับวิงดั้มจนแทบคลั้ง แค้นนี้ต้องคิดบัญชีคืนให้ได้ถึงกับต้องถ่อมาจนถึงที่นี่ด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องหยุดเดินด้วยใครบางคน

“คุณลุงเป็นใครรึคะ ดูน่าสงสัยจัง” นักเรียนหญิงสองคนซึ่งก็คือไอริสกับอีเน่ทักจนทำให้คาออสตกใจ เรื่องของเรื่องเพราะเค้าดันแอบเข้ามาโดยไม่ได้ขอทางโรงเรียนก่อน ถ้าโดนเข้าใจผิดแถมโดนจับได้มีหวังเจอคุกทหารหลายปีแน่ ช่างหาเรื่องซวยโดยแท้

“กลุ่มเควิเรียเริ่มออกปฏิบัติการอีกครั้งในช่วงห้าวันที่ผ่านมา โดยเริ่มโจมตีทั้งสหพันธ์…….   และกลุ่ม CAPE ที่…….”

ข้อมูลทางการทหารที่ยังไม่เคยถูกเผยแพร่วิ่งอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ในห้องคอมโรงเรียนแห่งนึง และผู้ที่แอบมาสิงสู่แถวนี้ก็คือมิว มาดริก เธอกำลังใช้คอยพิวเตอร์เครื่องนี้หาทางเจาะข้อมูลลับของสหพันธ์เพื่อหาประวัติของตัวเธอเที่ยังเป็นปรึศนา ถึงจะแก้พาสเวิร์ดระดับสูงไม่เก่งนักแต่สำหรับทหารทดลองอย่างเธอ ในที่สุดหลายนาทีต่อมาก็มาข้อความขึ้นมาที่หน้าจอจนได้

“มิว มาดริก เกิดที่… เสียชีวิตเมื่อ…” ข้อความที่ขึ้นมาทำให้เจ้าตัวถึงกลับทรุดลงกับพื้น เนื่องจากชื่อที่เธอใช้อยู่นั้นกลับกลายเป็นชื่อของคนที่เคยมีชีวิตอยู่……เมื่อ 127 ปีที่เล้ว

“ถ้างั้นแล้วตัวเธอละ?” 

คำถามนี้ได้ผุดเข้ามาในใจของเธอโดยทันที และยี่งทำให้เธอรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก จนทำให้เธอนึกถึงชื่อที่อาร์คเคยเรียกเธอขึ้นมาได้ 

“มารีน่า” 

ชื่อนี้ยังคงค้างคาใจเธอมาโดยตลอด เธอจึงได้ลองใส่ชื่อนี้ค้นหาต่อไป แต่กลับพบว่าข้อมูลส่วนที่เกี่ยวข้องกับชื่อเหล่านั้นได้ถูกล็อกเอาไว้ในฐานข้อมูลระดับสูงสุดอย่างระดับเลเวล 7 ซะได้ ซึ่งถูกเก็บซ้อนข้อมูลไว้ด้วยระบบความปลอดภัยในระดับที่สูงมากจนเป็นที่น่าสงสัย เรื่องนี้ต้องมีปรึศนาเบื้องหลังบางอย่างที่น่าสงสัยอยู่แน่นอน

“แน่ใจรึว่าคุณเป็นภาโรงของที่นี่คะ ไหนพวกหนูถึงไม่คุ้นหน้าคุณเลย แถมชุดนี่…” ไอริสยิงคำถามมาชุดใหญ่ จนข้ออ้างของคาออสแถไม่ขึ้นเลยด้วยซ้ำ เจ้าตัวพูดไม่ออกแถมเหงื่อแตกให้เห็นอีก และก็ไม่ถนัดรับมือกับเด็กซะด้วย ก็ปกติมักเจอกับทหารด้วยกัน

“ชั้นไม่ใช่คนที่น่าสงสัยหรอกนะ พวกเด็กๆ” พูดแบบนี้ยิ่งทำให้ถูกสงสัยไปเต็มประดา งานนี้เลยต้องโกยลูกเดียว

ตุบ! ชายชาติทหารถูกหยุดด้วยประตูที่ถูกเปิดออกอย่างจังจนล้ม ช่างเป็นเรื่องเสียฟอร์มที่สุดที่คาออสเคยประสบมาในชีวิตทหาร และคนที่ออกมาจากประตูก็คือมาสคัส ผู้ที่กำลังไล่หาคนที่น่าสงสัยที่เห็นที่หน้าประตูหวังจะใช้เป็นเรื่องเจ๋งๆคุยกับเพื่อนๆ

“ขอบใจมาก จับคนน่าสงสัยได้แล้ว บางทีนายก็ทำตัวเป็นประโยชน์กับชาวบ้านเค้าได้บ้างเหมือนกันนิ” อีเน่กระโดดนั่งทับคาออสพร้อมกับไอริส มาสคัสมาได้จังหวะเด็ดพอดีด้วยความตื่นเต้นและยิ้มร่าเข้ามาหา แต่ว่า…

“อืม…นี่มันไม่ใช่คนหน้าสงสัยที่ชั้นเห็นหน้าโรงเรียนซะหน่อย นี่มันใครกัน!” อีเน่อ้าปากค้างหวอที่โดนมาสคัสหักหน้าเอาดื้อๆ คงไม่ต้องบอกแล้วว่าสุดท้ายก็จบลงที่มาสคัสโดนอีเน่วิ่งไล่ตืบไปตลอดทาง ส่วนคาออสเองสวยโอกาสเผ่นไปตามระเบียบ มีเพียงแค่ไอรีสเท่านั้นที่นั่งงงอยู่คนเดียวไม่ลุกไปไหน

“ถ้ามาสคัสไม่ได้มั่วนิ่ม แล้วอีกคนที่มาสคัสเห็นนั่นเป็นใครกันน้า…”

อีกด้านมิวที่ยังพยายามเจาะรหัสผ่านนั้นเกิดรู้สึกตัวแล้วเช่นกัน ถึงความรู้สึกที่ชิงชังต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งได้แผ่ขยายใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วและน่ากลัวราวกับจะกลืนกินทุกอย่างโดยรอบให้หายไปได้ และแล้วคนน่าสงสัยตัวจริง เจ้าของจิตอันน่าสะพึงกลัวก็ได้ปรากฎตรงหน้าเธอในที่สุด

เงาหน้าห้องคอมพิวเตอร์ ผู้ไว้ผมสั้นตั้งสีเหลืองดูฉูดฉาดแบบพวกดาราเกาหลี และอยู่ในชุดแนบผิวรัดรูปสีดำสนิทแบบสายลับ ถูกสวมทับด้วยเสื้อเจ็ตเก็ตแขนยาวสีเทาเข้ม ผู้มีดวงตาสีเหลืองแดงผิดแปลก ได้พุ่งเข้ามาจู่โจมมิวเธออย่างไม่รีรอจนเธอโดนจับรัดคอไว้พร้อมมีดสั้นที่กำลังจะเฉือนเข้าไปที่ต้นคอ หมอนี่ต้องเป็นนักฆ่าอย่างแน่นอนที่สุด รึว่าจะเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่มิวกำลังหาอยู่กันแน่

ฉับ! คอเสื้อของมิวขาดวิ่งพร้อมกับรอบเลือดซึมที่ต้นคอ ขณะที่นักฆ่าตัวงอลงเพราะโดนเธอยัดศอกเข้าลำตัวพอดี ไม่งั้นหัวคงได้หลุดออกจากคอไปเรียบร้อยแล้ว มิวที่หลุดออกมาได้เหวี่ยงลูกแตะซ้ำแต่มันกระโดดถอยหลบไปได้ด้วยท่วงท่ายิ่งกว่าลิงและคว้างมีดใส่เหยื่อที่ถอยออกไปนอกประตูอีกด้านได้ทัน

“หนอย! อีกนิดเดียวเอง เจ้านั้น” 

มิว มาดริก ต้องวิ่งหนีไปตามทางเดินอย่างไม่คิดชีวิต ยังดีที่ตอนนี้เริ่มเรียนคาบบ่ายมาพักนึงแล้วเลยไม่มีคนพลุ่นหล่าน แต่ก็ส่งผลดีต่อผู้ล่าที่ไล่ตามหลัง เกียร่า ผู้นี้ด้วย มันยังคงวิ่งไล่ตามด้วยท่าทางที่ปราดเปรียวราวกับไม่ใช่มนุษย์เสียด้วยซ้ำ ทั้งที่มิวรู้ทางในตึกดีกว่ามันก็ยังสลัดไม่พ้น

“ทางโรงเรียนขอประกาศ ขณะนี้ได้มีคนแปลกหน้าไม่น่าไว้วางใจกำลังอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ ขอให้นักเรียนทุกคนอยูแต่แต่ในห้องเรียน และถ้าพบเห็นโปรดแจ้งกรรมการนักเรียนโดยด่วน ขอย้ำอีกครั้ง ขณะนี้….”

เสียงประกาศดังขึ้นทั่วโรงเรียนด้วยความร่วมมือของมาสคัสและไอริส ทุกคนได้รับข้อความดังกล่าวแล้ว รวมทั้งอีกสองคนที่ยังคงวิ่งไล่กันไปทั่วโรงเรียน จนกระทั้งตอนนี้มิวเป็นฝ่ายจนมุมที่ทางตันของตึกเรียนจนได้

“ได้เวลาตายแล้ว!”

นักฆ่าเกียร่ายื่นมีดสั้นทหารเข้าหาเหยื่อที่จนตรอก และมิวเองก็ไม่ได้พกปืนในวันนี้ด้วย เธอเองพอจะรู้เหตุผลที่โดนไล่ล่าแล้ว จึงจำต้องตั้งท่ามือเปล่าเตรียมไว้ แต่สถานการณ์แบบนี้คงจะรอดยาก เพราะฝั่งโน้นมีฝีมือต่อสู้สูงมาก และไร้ใจพอจะเชือดคนทั้งโรงเรียนนี้ได้หมดแน่

ตึกๆๆๆ! เสียงฝีเท้าที่เบาเสียบวิ่งเรียบกำแพงเข้ามา มิวยกแขนตั้งรับมีด แต่อีกวินาทีที่มีดถูกแทงเข้าไป กำแพงข้างฝาก็ได้พังทลายลงมากันมีดเล่มนั้นไว้ เกีนร่าโดดหลบอย่างง่ายดาย ทว่าร่างของมิวถูกแทนที่ด้วยฝ่ามือขนาดยักษ์แทน

“ไม่เป็นไรใช่มั้ย มิว”

เสียงเด็กหุ่นในหุ่นรบเครื่องสีขาวเขียว วิงดั้ม และมือเหล็กไหลได้พามิวที่ไม่ทักตอบออกไปจากตึก และหุ่นเครื่องนั้นได้รีบบินหายไปอย่างรวดเร็ว ต่อหน้าเกียร่าที่ยังมองดูเหยื่อหนีไปต่อหน้าต่อตาได้ ท่ามกลางสายตาของอีเน่ที่มองเห็นโดยบังเอิญ พวกอาร์คออกไปจากโรงเรียนอีกแล้ว

“โอเคแล้วละ แล้วมิวโดนใครที่ไหนไล่ตามมาละ” อาร์คที่พามิวเข้ามาในค๊อกพิลได้แล้วเอ่ยถามเธอ ซึ่งกำลังไปนั้นที่ว่างสำรองด้านหลังอาร์ค ซึ่งดูเหมือนที่เก็บของหลังรถซะมากกว่า และเธอก็ไม่ยอมตอบด้วย แต่จากสีหน้าฉุนเฉียวของเธอแสดงว่าก็คงไม่รู้เหมือนกัน

“เอาละ และในเมื่อกลายเป็นแบบนี้แล้วเธอคิดจะทำอย่างไรต่อละ” อาร์คพลางมองท้องฟ้าด้านนอกทางจอมอนิเตอร์ ตอนนี้รู้เพียงแค่พวกเขากำลังบินอยู่เหนือพื่นและห่างจาโรงเรียนเรื่อยๆเท่านั้น

“อืม…” มิวยังคงหน้ามุ่ยไม่ตอยอีกเหมือนเดิม ท่าทางคงเซงที่บอดี้การ์ดที่ต้องคอยจับตามองอาร์คอย่างเธอดันถูกตามเล่นงานเสียเองแบบนี้ ทว่าอาร์คกลับรู้สึกได้ถึงอะไรบางสิ่งที่พุ่งไล่ตามเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ซูมๆๆ! ลำแสงสายฟ้าสีเหลืองหลายเส้นวิ่งผ่านข้างๆวิงดั้มเลยไปด้าน รางสังหรณ์ของอาร์คนั้นไม่ผิดเพี้ยน ลำแสงอีกหลายเส้นยังคงพุ่งตามมาติดๆพร้อมด้วยรังสีอัมหิตที่ทำให้มิวสะดุ้ง วิงดั้มหลบได้ทั้งหมด

“ยังหนีมันไม่พ้นอีกงั้นหรือ!” มิวจำสัมผัสแบบนี้ได้ รึว่าเจ้านั่นยังจะตามเธอไม่ยอมเลิกลากันอีก ตื้อน่าดูชม!

“แสงแบบนี้ หรือว่าเจ้านั้น…”

อาร์คเองก็จำการโจมตีสีเหลืองแบบสายฟ้าฟาดนี้ได้เช่นกัน และเมื่อวิงดั้มหันหลังกลับไปมอง ก็ได้พบผู้ที่ไล่ตามมาด้วยความเร็วดุดสายฟ้าฟาดที่ดูคุ้นตา หุ่นรบสีเหลืองสดท่าทางองอาจที่เคยจู่โจมอาร์คเกือบตายมาแล้วครั้งนึง ไรคิออส ซึ่งมี เกียร่า ผู้ตามไล่ล่ามิวเป็นคนขับ 

เกียร่าได้โจมตีอย่างต่อเนื่องด้วยสายฟ้า อาร์คได้หลบและโต้ตอบด้วนบีมไรเฟิลซึ่งถูกหลบไปได้หมดอีก วิงดั้มเสียเปรียบอยู่นิดเพราะเป็นฝ่ายถูกไล่มาจากด้านหลัง ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่สามารถสวนกลับได้ถนัดเลยด้วย

“โถ่โว้ย ติดต่อกับพวกทางสหพันธ์ไม่ได้เลย มิว เอาไงดี!” อาร์คซึ่งได้พยายามใช้สัญญาณสื่อสารติดต่อขอความช่วยเหลือแต่ก็ไม่อาจได้เสียงตอบรับกลับมา พลายต้องใช้โล่เวทมนต์ต้านลำแสงพร้อมบินถอยห่างจากไรคิออสที่ทำท่าจะชักดาบออกมา

“ขึ้นเหนือ” มิวได้แนะนำให้มุ่งหน้าไปทางมอคโคล แน่ละเพราะเธอเป็นตัวก่อเรื่องนิ

“หา…” วิงดั้มคว้าดาบมาอาศัยแรงกระแทบเพิ่มความเร็มในการถอยหนี แต่อาร์คยังฟังไม่ชัด

“บอกให้ขึ้นไปทางทิศเหนือไงเล่า” มิวตวาดย้ำในขณะที่ไรคิออสเริ่มปล่อยอาวุธยิงสายฟ้าบินได้ อาวุธสายฟันเนลรูปทรงกลองทัดทั้งแปดมาหา ลำแสงถูกยิงต่อเนื่องรอบตัวขวางเอาไว้

“ที่นั่นมันไม่มีอะไรเลยนะ เออ…เอางั้นก็ได้” ลำแสงจากบิตรูปกลองยิงมาที่ส่วนหัวแต่ถูกกันด้วยดาบ ก่อนที่มันจะถูกฟันขาดไปและวิงดั้มที่สลัดหลุดออกมาได้ตีฝ่าออกไปทางเหนือ พร้อมการไล่ตามของคู่อริ
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2011, 05:18:02 PM »

เหนือน่านฟ้าของเทือกเขาขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรปซึ่งเงียบสงบ เทือกเขาเมดิเตอร์เรเนียส ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยแสงสีเขียวและเหลืองจากอาวุธลำแสงมาแต่ไกลจากด้านทิศใต้ บรรดาสัตว์ป่าเบื้องล่างเลเห็นลำแสงสีเขียวและสีเหลืองวิ่งผ่านแข่งกัน ทั้งสองยังคงบินมุ่งหน้าต่อไปด้วยความดุเดือด

“จะมีแรงพริ้วไปได้อีกนานแค่ไหนกัน” เกียร่าสบสแบบไม่สบอารมณ์นัก ปล่อยบิตรูปกลองบินมาจากหลังอีกรอบ วิงดั้มยังม้วนตัวหลบลำแสงจำนวนมากได้อย่างฉวัดเฉวี่ยง แต่นัดนึงโดนหัวเข่าเข้าไป ถึงกับเซไปไม่น้อย

“ทนหน่อยเถอะ วิงดั้ม” อาร์คแข็งใจบินทยายขึ้นไปเหนือเมฆ แต่บิตอีกเจ็ดก็ตามติดยิ่งกว่าสุสัขล่าเนื้อ และสุดท้ายทั้งหมดก็หายเข้าไปในเมฆสูงสะท้านนั่น

“ตอนนี้ละ เอาเลย” เสียงมิวชี้ย้ำก่อนที่วิงดั้มที่ลอยอยู่เหนือเมฆแล้ว ได้ยิงลำแสงบีมชาร์ทไรเฟิลทะลวงผ่านเมฆจนกระจายตัวออกมา บิตบินได้ที่ลอยอย่างสับสนถูกลำแสงขนาดใหญ่สีเขียวกวาดหายไปสองชิ้น ที่เหลือถูกแรงกระแทกปลิวห่างออกไป

“ชิบ…” ไรคิออสที่อยู่ด้นล่างเองโดนบีมลำแสงกระแทกเข้าใส่ เกียร่าเร่งเครื่องหลบได้แต่ส่วนขาก็โดนลำแสงเข้าไปแบบถากๆด้วย เล่นเอาส่วนขาช๊อดจนชาไปพักใหญ่ และพวกอาร์คเริ่มบินถอยห่าง

ปี้ปๆๆ สัญญาณตรวจจับพลังงานแรงสูงมาจากด้านหลังได้ วิงดั้มที่ใช้ความเร็วเกินกว่าจะเบี่ยงหลบได้ ต้องเผชิญกับลำแสงที่รุนแรงที่สุดของไรคิออสที่ทำลายทุกอย่าง ที่อยู่ด้านหลัง

“ไม่ทันแล้ว ต้องกันมันไว้ให้อยู่ ย๊าย…” อาร์คดึงดาบกลับมากันพร้อมโล่วงแหวนเวทสีเขียว ก่อนที่จะถูกลำแสงสายฟ้ายักษ์กระแทกเข้าไปเต็มที่

ครื่นๆ! หุ่นสีเขียวถูกลำแสงสีเหลืองผลักดันลอยไปด้วยพลังงานมากมายยิ่ง กระแสไฟฟ้าไหลผ่านข้อต่อส่วนต่างๆทั่วร่างหุ่น ซ้ำผ่านเข้ามาทั่วกายของชายหญิงในห้องค๊อกพิลจนทั้งคู่ร่างกายชาไปหมดทั้งตัว มิวร้องเสียงหลงแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน อาร์คที่พยายามฝืนยื่นมือสู้กับความชาและกระแสไฟฟ้าสีเหลืองเพื่อจับคันบังคับอีกครั้ง แต่ร่างกายไม่ยอมทำตามนี่ซิ

“อีกนิดเดียว มือของชั้น! ขอร้องละ ช่วยยื่นไปให้ถึงทีเถอะ” อาร์คพยายามใช้แรงเหือกที่เหลือเอื้อมจับคันบังคับ พลานสายตาและสติที่ค่อยๆเลือนลางลง และมิวที่สลบไปก่อนแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้เธอได้ตายก่อนนา และพลังใจสุดท้ายของอาร์คได้พอมือของเขาไปแตะบนนั้นได้ แล้ววิงดั้มที่กำลังจะไปแล้วก็ได้กระเด็นออกมานอกลำแสงด้วยดาบที่ช่วยผลักออกมา

“เอาพลังนั่นมาให้ชั้นได้แล้ว วิงดั้ม” เงาสีเหลืองที่ไม่ควรมีวี่แววอยู่ตรงหน้า พร้อมดาบคู่ที่กำลังจะฟาดใส่แขนทั้งสองแล้ว

“ทำไมนายต้องไล่ตามพวกเรามาด้วย เราเคยทำอะไรให้กันนักถึงได้จอมล้างจอมแค้นกันนัก” อาร์คกันดาบทั้งสองไว้ได้และเหวี่ยงจนมันถอยไประยะนึง

“เพราะมันจำเป็นต่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของพวกเรา พวกนายไม่จำเป็นต้องรู้หรอก” เกียร่าและไรคิออสยิงลำแสงจากบิตที่หลังหลายเส้นผ่านทั้งไหล่ ขา และแขนของวิงดั้ม เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมวิงดั้มที่เกราะเสียหายหนัก

“เป้าหมายอะไรกัน นายแค่อยากจะทำลายคนอื่นที่ขวางหน้า ทำลายพวกเราเองไม่ใช่รึไง” ดาบเหล็กสีเงินถูกคว้างพุ่งเลงที่หัว แม้เกียร่าหลบพ้นก็ยังเฉียดหัวไหล่จนเป็นรอยบาดลึก และแทงบิตอีกชิ้นบนหลังพังไปด้วย พร้อมอาร์คและวิงดั้มที่พุ่งเข้าชาร์คใส่เต็มที่ ทำเอาเกียร่าจุกเต็มที่

“ถ้าเพื่อพลังที่ยิ่งใหญ่ตรงหน้า ชั้นทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว เรื่องอื่นมันไม่ได้สำคัญอะไรกับชีวิตของชั้นเลยซักนิด” ดาบมุมโค้งถูกฟันใส่ปีกไหล่ของวิงดั้มจนขาดหาย

“เพราะนายไม่เคยหันมามองคนอื่นต่างหาก ที่นี่ไม่ได้มีแค่นายที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นนะ อย่ามาพูดบ้าๆแบบนั้นนะ” ดาบอีกเล่มที่หมายฟันอาร์คถูกวิงดั้มกันด้วยต้นแขนขวาจนดาบหลุดมือมันไป และบีมไรเฟิลมี่มือช้ายยิงลำแสงอัดเข้าที่ลำตัวไรคิออสเต็มเป้า

“แล้วไง นายคิดทำเป็นเข้าใจทุกๆเรื่องงั้นรึ ทั้งที่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยแท้ๆ แบบนี้ไม่ว่าพวกนายหน้าไหนก็สมควรหายไปได้แล้ว” เกียร่าโดนลำแสงสีเขียวเข้าไปหลายนัดก่อนจะวาดมือกันด้วยโล่ลำแสงเวทสีเหลืองไว้ได้

“อย่ามาเอาความคิดแบบนั้นของนายมาโทษทุกคนแบบนั้นนะ” อาร์คบังคับกระหน่ำบีมไรเฟิลหลายสิบนักอีกครั้ง และต้องเจอกับสายฟ้าสวนกลับมาหลายเส้น แต่สัญญาณภาพหายไปเพราะส่วนหัวถูกยิงเข้าแล้ว ส่วนตาเสียหายหนัก

ที่เหนือเมฆ เงาสีเหลืองที่ลอยอยู่เห็นโอกาสมุ่งหมายจะเอาชีวิต แต่ชั่วพริบตาก็เกิดสะดุ้งต้องหยุดเฉียบพลันโดยสัญชาตญาณ

ซูมๆ! เมื่อนั้นเองก็ได้มีลำแสงอนุภาคขนาดใหญ่พุ่งออกมาผ่านตรงหน้าไรคิออสไว้ ซึ่งรางสังหรณ์นั้นทำให้มันไม่บาดเจ็บจากลำแสงอันตรายนั่น ในขณะที่อีกด้านของลำแสงนั่น เงาขนาดใหญ่บางอย่างกำลังลอยขึ้นมาจากสันเขา ณ เส้นขอบฟ้า ไรคิออสซึ่งรอดมาได้อย่างหวุดหวิดแต่ก็เสียหายไปมากจากการต่อสู้

“คราวนี้คงต้องขอตัวลาไปก่อน แล้วชั้นจะกลับมาเอาพลังของนาย วิงดั้ม!”

เกียร่าทิ้งทวนคำพูดยิ้มไม่สู้ดีนัก ได้ยกดาบเพื่อวาดอากาศให้กลายเป็นแสงวงเวทสีเหลืองใหย่เท่าขนาดหุ่น ก่อนที่ไรคิออสจะบินตัดผ่านเข้าไปในแสงนั้นแล้วค่อยๆหายไปราวกับกลายเป็นแสง และสุดท้ายก็เหลือเพียงวงเวทสีเหลืองที่ถึงเวลาสลายตัวไปเป็นละอองแสงเล็กๆ ไม่มีแม้เพียงวี่แววของการหลบหนีจากน่านฟ้าใกล้เคียงรึกระทั้งการพรางตาด้วยระบบบางอย่าง ไม่เหลือแม้แต่น้อย แทบจะเรียกได้ว่าหายตัวไปอย่างสมบูรณ์แบบ

“เกิดอะไรขึ้นกันอีกละเนี่ย แล้วแสงนั้นมันอะไรอีกงะ” อาร์คที่ยังชาจนขยับตัวไม่ไหว อย่างน้อยตอนนี้ก็รอดไปอีกครั้งนึงแบบหวาดเสียวละ

“พวกเขามารับเราแล้วละ”

มิวที่พึ่งฟื้นอยู่ในสภาพเหมือนพึ่งตื่นนอน จ้องมองภาพสิ่งที่กำลังลอยเข้ามาใกล้วิงดั้มจากด้านบน มันมีขนาดใหญ่เอาเรื่อง ดูไปมันไม่ค่อยเหมือนเครื่องบินปกติเอาซะเลย เพราะเท่าที่เห็นมีกระบอกปืนใหญ่ติดตั้งอยู่เต็มตัว ลำตัวสีแดงฉานโดดเด่นมาแต่ไกล และก็มีส่วนที่ยื่นออกมาจาดด้านบนและมีกรัจกครอบอยู่ กับปีกและขนานที่ใหญ่พอที่เงาจะบังตทั้งพวกอาร์คและหุ่นวิงดั้มซะมิด ไม่ว่าจะดุมุมไหนก็เป็นเหมือนยานแม่ในการ์ตูนพวกกันดั้มก็มิปาน

“ยานแม่ของฝ่ายสหพันธ์ ยานแม่ของพวกเรา ยานคาเทเรีย!”

……………………………………….

“ไง เกือบจะไม่รอดแล้วใช่มั้ยไง มิว”

ตอนนี้วิงดั้มถูกนำเข้ามาในโรงเก็มภายในยานแม่สหพันธ์ “คาเทเรีย” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมิวเองถึงกับทำหน้าหน่ายกับคนที่คุ้นตาเธอดี นายทหารผู้ถูกดึงตัวเข้ามาประจำการในยานลำนี้อย่างเร่งด่วน ผู้ที่มักถูกบรรดาลูกน้องอย่างมิวกลั่นแกล้งมากกว่าให้ความเคารพเช่นเคย

“โอ้ พ่อหนุ่มน้าย เกือบลืมไป ชั้น ร.ต. เซลเดอร์  ดี  กามิดี เป็นหัวหน้าผู้ดูแลของยายนี่ ไม่ต้องห่วงเจ้าหุ่นตัวเขียวที่ชื่อวิงดั้มอะไรนั่น ถึงมันจะโทรมขนาดหนักแต่ชั้นจะช่วยดูแลให้เอง ว่าแต่รีบเข้าไปเถอะ มีคนที่อยากจะพบพวกเธอยู่พอดี เธอพาไปที่สะพานเดินเรือทีซิ”

“หนอย มาถึงก็สั่งเลยเชียวนะ” มิวยอมรับคำดึงมืออาร์คพาเดินเข้าไปตามทาง ซึ่งหนุ่มน้อยก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด

ทั้งคู่เดินไปตามทางที่สว่างได้วยแสงไฟภายในยานแม่ขนาดใหญ่ คาเทเรีย ถึงมิวเองจะไม่เคยอยู่ในยานลำนี้ แต่โครงสร้างแผนผังภายในแทบไม่แตกต่างจากพวกเรือรบในยุคหลายปีก่อนเลย จึงทำให้พอคลำทางไปถูกได้ละ อาร์คจะดีใจดีมั้ยเนี่ยที่มีสาวจับมือแบบนี้ เพราะดูเหมือนเธอจงใจบีบมืออาร์คเข้าเต็มแรงโดยไม่รู้ตัว ทำให้อาการตัวชาเจ็บจี๊ดยิ่งขึ้นอีก เพราะเธอยังเจ็บใจที่ไม่ได้รู้ความจรึงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

ตอนนี้พวกอาร์คและมิวยืนอยู่ตรงหน้าประตูเลื่อนกระจก ซึ่งเปิดให้แต่โดนดี ด้านหน้ามองเห็นทิวทัดรอบนอกยานได้เป็นอย่างดี เหล่าทหารต่างนั่งทำหน้าที่อยู่ประจำแผงควบคุมรอบด้านทั้งซ้ายและขวา พวกนี้เองที่ถูกเรียกว่า “โอเปอร์เรเตอร์” ว่าแต่ที่มุมขวามีพวกคุ้นหน้ามิวที่สวมชุดสีเงินสลับม่วงของทีมสไตรเรย์นั่งเล่นอยู่ที่ตำแหน่งของโอเปอร์เรเตอร์กะเค้าด้วยราวกับแม่คุณนั้นว่างจัด!

แต่คนที่อยากพบพวกอาร์คคงเป็นคนที่นั่งอยู่ตรงกลางยานที่อยู่สูงและเด่นสุด ซึ่งคงเป็น…

“นั่นกัปตันใช่มั้ยละ สงสัยคงต้องแก่หงำเหงือกหนวดเฟื้อยเหมือนในหนังแน่เลย” อาร์คแอบกระซิบกับมิวด้านหลัง ผมยาวแล้วใส่หมวกแบบนี้มันอดคิดไม่ได้เลย น่าแปลกที่มิวเองก็แอบขับตามน้ำนิดไปกับอาร์คด้วยแหะ

“ขอโทษทีที่ชั้นไม่ได้หนวดเฟื้อยเหมือนที่พวกเธอคิดนะยะ” ต้นเสียงที่ฟังดูคุ้หูอย่างน่าสงสัยได้ลุกขึ้นเดินจากที่นั้งมายังพวกอาร์คจนต้องอ้าปากค้างกันทั้งคู่ เพราะผิดจากที่วาดภาพไว้คนละเรื่อง

“ครูโทโมโกะ” อาร์คร้องเสียงหลงราวกับเห็นผีอยู่ตรงหน้า เป็นไงมาไงละเนี่ย!

“เสียมารยาท ในตอนนี้ชั้นคือ กัปตันโทโมโกะ กัปตันของยานคาเทเรียลำนี้แล้วนะ จำเอาไว้ให้ดีด้วย อย่าได้เรียกผิดเชียวละ”  

กัปตันสาวผู้มีทรงผมยาวเรียวตรงสีน้ำทะเลใส สายตาฟ้าแบบเดียวกัน สวมชุดกัปตันที่เป็นสีแดงสดเอกลักษณ์ประจำตัวของเธอและยานรบสีแดงลำนี้ อกไซด์ปานกลางแบบแฝงเสน่ห์ของผู้ใหญ่กึ่งเด็ก? พร้อมทั้งคำย้ำเตือนที่อาร์ครู้ทันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ถ้าเขาฝืนเรียกชื่อผิดอีกหน

“คุณคือกัปตันรึ?” มิวทำหน้าสงสัย รึว่าเสียดายที่กัปตันไม่ได้เป็นตาแก่หนวดเฟื้อยเปล่าหว่า…

“เอาละคงจะปลอดภัยแล้วถึงได้มายืนอยู่ตรงนี้ใช่มั้ย ที่จริงชั้นก็กำลังอยากติดต่อกับพวกเธออยู่เลย แต่ก็หาทางทำไม่ได้ เจ้าบ้านั่นก็ใช้งานไม่ได้เรื่องเลย” รอ.โทมิคิยะ  โทโมโกะ ทำการบ่นให้สมกับฐานะกัปตันยานลำเก๋ากึก แต่ดูท่าจะมีเสียงจามของใครบางคนดังลั่นผ่านมาด้านนอกประตูด้วยละ…

“พวกเราได้รับภารกิจให้ไปช่วยเหลือผู้ที่กำลังอพยพหนีจากสงครามกลางเมืองในดินแดนตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังถูกคุกคามแถวทางคาบสมุทรทะเลแดง ชั้นจึงอยากจะขอกำลังความช่วยเหลือจากเธอ เธอจะว่ายังไงละ อาร์ค”

“ชั้นเป็นทหารของสหพันธ์อยู่แล้ว…” มิวตอบปัดแบบหน่านตามฟอร์ม ก่อนจะหันมาจ้องมองอาร์คที่ยืนอยู่ข้างๆ แต่ดูเหมือนทำท่าจะกินเลือดกินเนื้อเค้าซะมากกว่า

“ผม…” ตอนนี้ทุกสายตาภายในสะพานเดินเรือต่างพากันจับจ้องมาที่เด็กหนุ่มผู้ที่ยังประหลาดใจอยู่ ได้เวลาตัดสินใจแล้วนะ

“ก็ได้ ผมตกลงครับ!”

“งั้นก็ เย้! ทุกคนๆ มาต้อนรับน้องใหม่ประจำยานทั้งสองคนกัน” กัปตันสาวออกประกาศไปทั่วยานลำเบ้ง พร้อมกับเสียงเฮจากบรรดาโอเปอเรเตอร์ทุกคนราวกับเตี้ยมกันไว้ และจุดริบบิ้นกระดาษสีขึ้นพร้อมๆกัน…

“เธอคนนี้เป็นกัปตันแน่รึ…” มิว มาดริก แอบเหงื่อตกนิดๆกับสภาพที่เห็น

………………………………………………………..

ณ สถานที่ที่เป็นเงามือแห่งหนึ่ง ดูแล้วเหมือนเป็นภายในห้องโถงของปราสาทยุคโบราณที่คลั่งครวน ผู้ที่ปรากฏกายออกมาจากเงามือ เกียร่าได้รายงานครั้งล่าสุดต่อผู้เป็น Boss ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งเหมือนดังเก้าอี้ราชวงค์ของราชาในปราสาทอันยิ่งใหญ่

“ครั้งนี้กระผมทำผิดพลาดไป แต่ว่าผมต้องได้พลังที่จะพลิกโฉมจักรวารทั้งสิบ กลับมามอบแก่ท่านให้จนได้” เกียร่านั่งคุกเข่ารายงานผลดั่งเช่นทุกครั้งไป

“ซิ ขนาดเจ้าเองกยังมีปัญญาทำได้เพียงเท่านี้เองรึ สายฟ้าอัสนีบาต เกียร่า” ชายผู้สวมชุดมีสกุล อาราชิ กล่าวข่มเกียร่าอย่างไม่เกรงกลัว แม้ว่าจะโดนสายตาที่เสียบแทงราวสายฟ้าฟาดเข้าใส่

“เจ้าจงคอยจับตามองพวกนั้นต่อไป ไปได้แล้ว”

เสียงดันแข็งกร้าวของผู้มีนามว่า Boss ทำให้เกียร่ากลับหายเข้าไปในเงามืดอีกครั้ง พร้อมการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ที่จะทำให้ชะตากรรมของโลกเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง….ตลอดกาล!

CHAPTER CHAPTER 13 ปรึศนาที่มิอาจหยั่งรู้  ..........................End
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 04, 2011, 08:17:31 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2011, 08:22:30 PM »

เหนือท้องฟ้ายามฟ้าสาง ยานรบลำใหญ่สีแดงที่เคยเป็นตำนานของกองทัพสหพันธ์ครั้งหลายปีก่อน ในสมยานาม “เทพีสีแดง” ที่ล้วนนำชัยชนะมาให้แล้วนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยรูปทรงโค้งเว้าที่ดูปราดเปรียวสมฉายาของเทพี ถ้าเป็นพวกบ้ากันดั้มอาจมองเห็นเป็นดั่งยานเอทานอลไม่ผิดมากนัก รวมทั้งชื่อที่ได้จากชื่อของนักออกแบบหญิงผู้หนึ่งที่มีความคิดเรื่องเทพีในตำนานกรีทอยู่ไม่น้อย

แม้ยานลำนี้จะถูกใช้งานมานานกว่า 8 ปี จนเข้าขั้นยานรุ่นเก๋ากึก แต่กลับยังทรงพลังทรงไปด้วยอาวุธนานาชนิดรอบตัวอย่างปืนใหญ่ลำแสงทั้งหกกระบอกบนหลังของยาน ปืนกลเล็กทั้งใต้ยานและทั่วทั้งลำยาน ปืนเร่งกระสุนอนุภาค “เรลกัน” อาวุธใหม่ที่ข้างยานด้านหลังทั้งสองด้าน แผงบรรจุมิสซายต่อต้านด้านหลังและใต้ปีกขนาดใหญ่ทั้งสองข้าง และอาวุธที่รุนแรงที่สุดที่ใช้สนามขยายพลังแรงสูงจากข้อมูลที่มีต้นแบบอย่างหุ่นปริศนา “วิงดั้ม” ที่ส่วยหน้ายาน และกำลังพัฒนาให้สมบูรณ์โดย ร.ต. เซลเดอร์  ดี  กามิดี้ ปืนใหญ่ลำแสงพลาสม่า “โอเวอร์เรลลันเตอร์”

บัดนี้ยานคาเทเรียกำลังลอยร่วงผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียส หรืออีกในนามว่าทะเลเครลิเบียน นับไปได้กว่า 16 ชั่วโมงที่ได้รับสมาชิกใหม่อย่างอาร์คและมิวเข้าไป อีกไม่นานก็ใกล้จะถึงเป้าหมาย ณ ทะเลแดงในอีกไม่กี่ชั่วโมงแล้ว

CHAPTER 14 ยุทธการเหนือห้วงทะเลแดง

“ขอประกาศให้ทราบอีกครั้งโดยทั่วกัน พวกเรากองยานที่ 0 แห่งกองยานพิเศษคาเทเรีย ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยเหลือและสนับสนุนกองยานที่ 12 แห่งสหพันธ์ในทะเลแดง ที่ถูกลอบโจมตีจาก CAPE ให้สามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย ปฏิบัติการจะเริ่มทันทีเมื่อถึงเป้าหมายแล้ว ระหว่างนี้อย่าได้คิดจะก่อเรื่องโดยเด็ดขาด ไม่งั้นเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนนะคะ ลูกเรือทุกท่าน!”

กัปตันโทโมโกะ ผู้มีฉายา “เทพีแห่งเทพสงคราม” ประกาศสถานการณ์โดยสังเขตผ่านลำโพงทั่วยานอีกครั้ง ว่าแต่ไอ้คำขู่ตอนสุดท้ายด้วยเสียงใสๆแบบโมเอะอย่างนี่มัน…

“โฮ่ ครู…ไม่ซิ กัปตันโทโมโกะเล่นใช้วิธีปลุกคนอื่นแบบนี้เลยงั้นรึ”

หนุ่มน้อยคนนึงกำลังฟาดอาหารเช้าของวันนี้แบบไม่เกรงใจคนอื่น เจ้าไข่ดาวตาแดงกะไส้กรอกและก็สลัดผัก ในห้องอาหารที่ทาสีขาวนวลสะอาดตา ผิดกับตัวยานภายนอกลิบลับที่ดูเก่ากึกพอดู ท่าทางในยานลำนี้จะอุดมสมบูรณ์ใช่เล่น นึกว่าจะต้องทานพวกอาหารสำเร็จรูปอัดเม็ดแบบที่พวกในอวกาศกินกันซะแล้ว

“ช่วยไม่ได้ ก็เมื่อว่าชั้นเจ็บซะจนหลับเป็นตายตั้งแต่ได้ขึ้นมานี่เลย”

โอ้เหรอ แล้วใครเขาถามมิทราบ!

“ยุ่งน่า คุณคนเขียน เอ๋! ขออีกจานครับ” ……

“นี่คิดจะกินไม่ให้เหลือตกถึงคนอื่นเลยรึไงยะ พ่อคนแปลกหน้า”

เสียงตวาดคุ้นๆแบบนี้ก็คงจะเป็นมิว มาดริกคนเดียวเท่านั้น แต่คราวนี้เธอไม่ได้มาคนเดียวเหมือนทุกที เธอพกสาวสวยอีกสี่คนเดินพ่วงตามมาด้วย และพามานั่งโต๊ะเดียวกับอาร์คพร้อมอาหารคนละชุด ท่าทางเหมือนจะเคยเห็นแววๆมาก่อนนา

“จริงซิ อาร์ค ชั้นยังไม่ได้แนะนำพวกเธอให้รู้จักเลย พวกเธอเป็นสมาชิกของทีมสไตรเรย์เหมือนกับชั้น”

“เริ่มจากนี่ เรลี่ คาเซะ ไรนะ และก็เนียร์ ตามลำดับ”

มิวเริ่มกล่าวแนะนำแบบรวบรัดที่สุด ว่าแต่เล่นชี้หน้าแบบเรียงตัวแบบนี้มันก็…

“พวกเราไม่ใช่สัตว์เลี้ยงนะ เอาให้มันดีๆหน่อยซิยะ ชั้นไรนะ นักบินสไตรเรย์เครื่องหมายเลข 3 ต่อไปก็ขอฝากตัวด้วย” ทหารสาวที่อยู่ในชุดวอร์มสบายๆทักอาร์คแบบสามัญชน ต้นตำรับจอมขึ้สงสัยประจำกลุ่ม

“เฮ้ นายนะ… ท่าทางจะเก่งมากนิ ถึงได้บังอาจสอยฉันร่วงลงไปคราวก่อนได้น่า คอยดูเถอะ ฉัน คาเซะ คนนี้ จะเอาคืนให้เป็นร้อยเท่าเลย‼”

อาร์คโดนขู่ทันควันจากสาวที่ท่าทางออกห้าวๆออกอาการหมันไส้คนนึงเขม่นเอา ทำไมน่าหรือ! ก็เพราะอาร์คเคยสอยยานสไตรเรย์ลายแถบสีน้ำเงินของเธอร่วงมาก่อนน่าซิ และเจ้าตัวก็ยังจำแม่นซะด้วย

“เดี๋ยวๆ เรื่องอะไรละ” อาร์คดูท่าจะจำไม่ได้ว่าเคยยิงเธอร่วงตอนช่วยอาเธอร์ โจชัว ไป ยิ่งทำให้เจ้าตัวยิ่งยั่วเข้าไปใหญ่

“โทษทีนะที่เธอพูดแบบนี้ แต่ว่าคาเซะเธอเป็นแบบนี้ตั้งแต่เกิด สงสัยคงแก้ไม่หายแล้วละ ฮะๆ” 

ไรนะเพื่อนของเธอแกล้งแหย่เล่นจนโดนแม่คุณโต้ตอบกลับด้วยฝ่ามือ ซึ่งไรนะก็เอียงคอหลบโดยไม่ต้องคิด และสองสาวก็เล่นมวยกลางโต๊ะที่อาร์คนั่งอยู่ แล้วเริ่มมีปากเสียงกันยกใหญ่

“ท่าทางสองคนนี้จะสนิทกันมากจนกัดกันได้ตลอดเลยแฮะ” อีกฟากสมาชิกอีกคนอย่างเรลี่กำลังเกาะโต๊ะเชียร์คู่กัดกันอยู่อย่างหนุกหนาน….เหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเองเลยชักนิด

อาร์คต้องปาดเหงื่อเล็กน้อย ท่ามกลางสาวน้อยข้างๆอีกคนที่ทำหน้าได้มาดนิ่งมากราวกับไร้ความรู้สึกเหมือนไร้วิญญาณ จนอาร์คที่มองเธอยังสะดุ้ง ท่าทางคงยากที่จะสามารถอ่านความคิดของเธอที่ดูพูดน้อยคนนี้ได้

“เนียร์ ชื่อของชั้น!”

สาวน้อยสมาชิกทีมสไตรเรย์อีกคน เจ้าของคำพูดอันสั้นสุดกู่ที่อยู่ในชุดกระโปรงสีน้ำเงิน ไว้ผมสั้นปุกลุก ดูบ๊องเบ๊วมากถ้าไม่มีสีหน้านิ่งเฉยสนิทในแบบนี้ละก็นะ

ในขณะที่อีกสองสาวที่ยังลุยกันไปลุยกันมา ก็ทะลึ่งมาจบลงด้วยการดวลศอกอย่างการงัดข้อซะงั้น

“ถึงเห็นแบบนี้แต่ว่าเธอเองเป็นคนเดียวที่ไม่เคยทำเครื่องตกเลยชักครั้ง แม้แต่นายกับหุ่นตัวเขียวนะ ชั้น เรลี่จังนะ”

ถัดมาสาวน้อยอีกคนที่ดูแล้วน่าจะปกติที่สุดในกลุ่ม แต่ก็กวนที่สุดด้วย ก็คำพูดเมื่อกี้เล่นเอาคู่ดวลงัดข้อทั้งสองสะงัดก่อนหันมาแหล่สายตามองมาที่เรลี่โดยพร้อมเพียงกัน เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องพูดก็ได้นะ…

“นี่พวกเธอ… คิดจะทานข้าวกันมั้ยเนี่ย”

อาร์คแอบทักเบาๆ เพราะจากที่ทีมสไตรเรย์แนะนำตัว กลับกลายเป็นว่าโต๊ะนี้วุ่นวายเละเทะอย่างที่ไม่อย่างจะมอง คู่นึงลุยงัดข้อแข่งกัน อีกหนึ่งก็แซวชาวบ้านไปทั่ว อีกหนึ่งต้องคอยห้ามปราบพวกนี้ มีแค่เนียร์ที่ทานอาหารหมอก่อนเพื่อนและทำท่าจะลุกเอาจานไปเก็บก่อน

“ว่าแต่ วันนี้เธอสบายดีใช่มั้ย…ฮิๆ”

เรลี่ที่นั่งว่างๆแกล้งถกกระโปรงด้านหลังของสาวน้อยสุดนิ่งเงียบอย่างเนียร์จนเจ้าตัวตกใจ ชายกระโปรงสีน้ำเงินถูกมือบางๆคว้าลอยขึ้นอย่างช้าๆ ลอยสูงขึ้นอีกด้วยแรงส่งจนเริ่มเห็นต้นขาอ่อนน้อยๆ อาร์คแม้จะไม่เห็นชัดแต่ก็ยังอึ้งถึงขั้นสติแตกตาโตเมื่อขอบผ้ามุมสามเหลี่ยมใต้กระโปรงเริ่มแลบเห็นออก จนต้องรีบโกยเผ่นออกไปนอกห้องอาหารอย่างไม่คิดชีวิต ก่อนที่จะเผยแพนดี้ลายเส้นสีม่วงอ่อนคาดขาวข้างใต้ให้เหล่าคนที่เหลือเห็นชั่วครู่ ท่ามกลางการจับจ้องจากทุกสายตารอบด้าน หนึ่งวิ สองวิ สามวิ 3.5วิ และก็ถูกชายกระโปรงสีน้ำเงินที่ลอยพัดปิดลงไปมิดชิดดั่งเดิม แต่ไม่ปกติเพราะ….ทุกคนเห็นกันหมดแล้วนะดิ

“ยังสบายดีจริงๆด้วย ยังไงเนียร์ก็ไม่มีอารมณ์อะไรเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วนิ”

เรลี่ยังกล้าผู้ออกมาอีก แม้เนียร์ที่ยังคงหน้านิ่งไร้ปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย แต่สันมือของเธอก็ไปอยู่บนหัวเรลี่จนเธอร่วงลงไปเป็นที่เรียบร้อยซะแล้ว….

“ท่าทางที่นี่คงเป็นแหล่งรวมพวกประหลาดของโลกซะแล้ว!”

มิวกล้าพูดต่อหน้าทุกคนในวง โดยที่ไม่ได้หันมาดูตัวเองเลยซักนิด…เหอะๆๆ

……………………………………….....

แถวๆไม่ไกลจากห้องอาหารนัก อาร์คยืนหอบท้าวแขนพิงกับผนังข้างทางเดินอย่างเหน็ดเหนื่อยอยู่ พลางเหงื่อที่ยังหยดเป็นทางมิหาย ดูท่าจะหนีพ้นแล้วจากการต้องถูกพาเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องวาบหวิวพรรณนี้

“อะไรกันนักกันหนาหว่า ไม่แปลกใจเลยที่มิวถึงได้ออกจะนิสัยแปลกๆแบบนั้น” อาร์คยืนคิดไปพลางเหงื่อตกไปอยู่คนเดียว

“ใช่แล้วละ ยายพวกนั้นเป็นพวกม้าดีดกระโหลกสั่งมาเกิดดีๆนี่เอง”

นายช่างประจำยาน ร.ต. เซลเดอร์  ดี  กามิดี เองยืนบ่นข้างๆอาร์คด้วยสภาพที่ไม่แตกต่างกันเลยชักนิด ว่าแต่มายืนอยู่แถวนี้ตั้งแต่เมื่อไหรกันละเนี่ย…

“เออ…คุณเซลเดอร์”

“อะไรกันๆ อย่าเรียกเต็มยศอย่างนั้นดิ ไปหาไรกินกันเถอะ จะได้มีแรงไปทำงานของตัวเองไง” เซลเดอร์ตบหลังอาร์คอย่างแรงก่อนจะดันอาร์คเดินนำไป

…. อาร์คนึกกลับมาได้ ทำสีหน้าถอดสีเหมือนวิญญาณพึ่งหลุดจากร่างอีกรอบ

“เหอะๆ…ชักจะพอจะเข้าใจสถานการณ์แล้วละ! งั้นนายลองไปโรงเก็บหุ่นด้วยกันดิ๊ อยากให้มาดูสภาพของเจ้านั้นหน่อยละ”

เซลเดอร์เองก็เดาสีหน้าออกทันที ท่าพวกนั้นก่อเรื่องอีกละซิ เลยไม่อยากเสี่ยงตามไปด้วยพลอยเปลี่ยนเป้าหมายใหม่แทน

ที่ส่วนของโรงเก็บหุ่นภายในยานคาเทเรียที่ดูหมองนิดๆด้วยสีเทาทึบของผนัง เป็นห้องที่ดูไม่กว้างนักแต่ยาวจนถึงเกือบหน้ายาน เท่าที่เห็นน่าจะบนนทุกหุ่นรบได้อย่างน้อย 10-20 เครื่องเลยทีเดียว และสามารถต่อคอนเทนเนอร์สำรองภายนอกสำหรับเก็บหุ่นเพิ่มได้อีก ยานสไตรเรย์ทั้ง 5 เครื่องจอดเรียงรายกันทางด้านซ้ายหน้าแถวสุด และอีกด้านนั้น…

“นี่มัน ยอดไปเลย”

ทางด้านฝั่งขวาติดกันเป็นหุ่นสีเขียวที่ได้รับการซ่อมแซมครั้งใหญ่จนตอนนี้ดูเหมือนใหม่มาก อาร์คเองอึ้งมากเพราะไม่เคนเห็นหุ่นวิงดั้มอยู่ในสภาพดีแบบนี้มาก่อน

“แน่นอน ฝีมือระดับเทพอย่างเซลเดอร์ผู้นี้ซะอย่าง ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอก” นายช่ายใหย่เริ่มโม้จนเครื่องติดยาวแล้ว…

“แต่ว่าเจ้าหุ่นตัวนี้มันแปลกจริงๆละว่ามั้ย ทั้งที่ดูเหมือนหุ่นรุ่นใหม่ในกองทัพ แต่กลับไม่พบแหล่งเตาพลังงานแบบที่ใช้ในเครื่องยนต์ปกติเลยนี่ นอกจากชิ้นส่วนที่ระบุไม่ได้ที่สามารถแผ่สนามแรงโน้มถ่วงแบบอ่อนๆ ที่มากพอจะทำให้หุ่นลอยตัวในอากาศได้อย่างอิสระนี่อีก แล้วก็พลังงานที่นายใช้ไปที่ผ่านมาก็ไม่มีแหล่งจ่ายพลังงานที่สามารถตรวจสอบได้ แถมดูไม่เหมือนกับทฎษฎีทางฟิสิกส์ปัจจุบันเราเลย รู้มั้ยละ!”

“ไม่รู้เหมือนกัน งั้นรึครับ”

อาร์คยังสงสัยคิดตามกับสิ่งที่นายช่างได้ยินพูดถึง นึกไปบางอย่างมันก็เหนือเกินจินตนาการความเป็นจริงไปอย่างที่ว่านั่นแหละ อย่างตอนที่ทำลายอุกกกาบาตยักษ์นั่นได้เนี่ย ตอนนี้ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่เหมือนกัน

“แถมมันดูเหมือนจะดึงพลังร่างกายของนายไปใช้อีกจนเกือบตายเลยใช่มั้ย ที่จริงมันเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ถึงไม่อยากจะพูดแบบนั้นก็เถอะ ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั่นมันดูเหนือธรรมชาติมาก ราวกับเป็นพวก……อิทธฤทธิ์เวทมนต์ อะไรแบบนั้น สงสัยชั้นคงจะเพี้ยนไปแล้วใช้มั้ย….”

ความคิดเของนายช่างเซลเดอร์ทำเอาทุกคนรอบข้างตาค้างกันเป็นแถบๆ

“คิดได้บ้าบอดีเหมือนเคย ทั้งที่ใครก็ไม่รู้คิดจะบินให้เร็วเหนือแสงเฉยเลย แต่ก็เจ้งกะบ้งไม่เป็นท่า ใช่มั้ย เซลเดอร์”

เสียงเข้มอีกเสียงตามมาเสียดสีช่างหนุ่มผู้นี้ นายทหารเจ้าของเสียงเดินเข้ามาร่วมวงอย่างองอาจ จ.ส.อ.คาออส  ดาตัน ผู้ที่หนุ่มน้อยชิงชังทักขึ้นพร้อมกัน หน่วยของคาออสเองได้ประจำการบนยานลำนี้ และเป็นกลุ่มที่อาร์คเกลียดชังอยู่ด้วย

เรื่องของเรื่องแล้ว เดิมทียานรบสไตรเรย์ซึ่งมีเซลเดอร์เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดแรกในการวิจัย เจ้าตัวดันต้องการให้มันบินได้เร็วเหนือความเร็วแสง เพื่อการเดินทางในห้วงอวกาสอันห่างไกล แต่สุดท้ายก็ยกเลิกวิจัยต่อเพราะความล้มเหลวของการทดสอบ ถึงแม้นั่นจะสามารถทำให้สไตรเรย์บินได้รอบโลกด้วยความเร็วเพียง 65% ของความเร็วแสง ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในโลกในตอนนั้น แต่ก็ทำให้นักบินทดสอบเกือบตายไปด้วยซะแล้ว ซึ่งนักบินที่ว่านั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนอื่น มิว มาดริก ผู้เป็นลีดเดอร์ของทีมคนปัจจุบันนั่นเอง

“เซลเดอร์ ไม่ได้เจอกันนาน ยังไงก็ช่วยจัดการเรื่องเครื่องร่อนบินใหม่ให้หน่วยพวกเราหน่อย เพราะคราวก่อนดันทะลึ่งโดนเจ้าหุ่นตัวนั้นทำพังไปเกือบหมดเลย ช่วยหน่อยน่า” คาออสตบบ่านายช่างราวคนสนิท แต่ทำเอาอาร์คที่อยู่ใกล้ๆฉุนออกนอกหน้าไม่เบา

“โฮ่ แกเองรึ เจ้าหนูที่หมู่บ้านนั้น ช่างเหมาะเจาะซะจริงที่มาขับหุ่นตัวนั้นได้” และในที่สุดทั้งคู่ก็ได้มาพบกันอีกครั้ง และดูท่าจะเริ่มวางมวยอีกคู่ด้วยเรื่องเดิมๆอีกแล้ว

“คุณคิดจะพูดอะไรกัน” อาร์คส่งสายตาเคืองใส่อย่างดุเดือด

“ไม่ว่ายังไงข้าก็ขอพูดคำเดิม ที่นี่ไม่ใช่ที่ๆเด็กอย่างแกควรอยู่หรอก เพราะว่านี่เป็นสงครามที่ต้องแลกด้วยชีวิต ไม่ใช่ที่เด็กจะมาเล่นทำตัวเป็นฮีโร่เหมือนในการ์ตูนหรอก”

“ว่าไงนะ คิดว่าที่ผมทำไปทั้งหมดเป็นเรื่องล้อเล่นรึไงกัน เหมือนอย่างพวกทหารที่ปล่อยให้คนอื่นต้องเจ็บปวดเสียใจจากผลของพวกคุณ”

“เพราะงั้นพวกอ่อนต่อโลกแบบแกถึงไม่ควรอยู่ที่นี่ ”

“ชั้นเองก็ไม่ยอมให้อภัยที่พวกนายมาทำให้หมู่บ้านของเราต้องพังพินาศหรอกนะ”

“หนอย ไอ้เด็กเวรนี่” คาออสของขึ้นบู้เข้าไปกระชากคอเสื้ออาร์คจนลอยกับพื้นแต่ก็ต้องปล่อยมือหลังโดนเข่าเข้าลำตัวเต็มที่

คาออสฉุนขาดถีบอาร์คจนล้มลงแล้วซ้ำอีกหน แต่ก็โดนจับขากระชากจนล้มตามด้วย ทั้งคู่ที่เริ่มลุกขึ้นได้อีกครั้งต่างประเคนหมัดเข้าใส่กัน น่าแปลกที่อาร์คไม่ได้ยืนเป็นกระสอบทรายเหมือนครั้งก่อน หมัดหนึ่งสองวืดอย่างง่ายดาย อาร์คต่อยหน้ากลับได้แต่ก็โดนแรงแตะจนไถลไปด้านข้าง คาออสฮุบขวาแต่เฉี่ยวไปแถมเจอศอกกลับ ก่อนจะแลกหมัดกันต่ออย่างไม่ยอมกัน

ตอนนี้ต่างคนต่างผลัดกันโดนชก แตะ ฟัด จับ เหวี่ยง กันตามภาษาหมาฟัดกัน ท่ามกลางเสียงเชียร์ของเหล่าไทยมุง…. ไม่ใช่ซิ สมาชิกในยานทั้งหลายที่ผ่านมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นมีการวางเงินเดิมพันกันด้วย เสียงเฮดังตามฝ่านที่ทรุดและโต้กลับ ส่วนหน้าของคู่ฟัดทั้งสองนั้นเละพอๆกัน แต่อาร์คเจ็บตัวน้อยกว่าหน่อย

อาร์คที่คุกเข่าทรุดลงยืนขึ้นพร้อมกับคาออสที่ถุยเลือดในปากออกมา และแล้วทั้งคู่ก็ตั้งท่าก่อนจะร้องวิ่งเข้าชาร์ทหมัดที่เตรียมเหวี่ยงใส่ปิดฉากตัดสินกัน

ผลลัพท์ก็คือ…….

ตุบๆ! และเสียง “พวกนายสองคนทำบ้าอะไรกันอยู่ยะเนี่ย…..”

ในที่สุดวงก็แตกเพราะโดนกัปตันสาวจอมโหดใช้หมัดสองข้างเบิร์ดกระโหลกทั้งคู่พร้อมกันดังโป๊ก ทั่งคู่ลงไปดับดิ้นกองกับพื้นโดยไม่ไหวตึงซะแล้ว พร้อมกับวงเฮฮาที่ต้องสลายตัวไปทันควันยิ่งกว่าสายหมอก

(สมกับฉายาเทพีแห่งเทพสงครามซะจริงๆ..)

……………………………………

“อุย เจ็บๆ เบาๆหน่อยซิ”

อาร์คร้องเสียงหลงแถมหัวปูดกลับมาซะอีก ขณะที่มิวเคยเป็นทหารพยาบาลมานั่งพันแผลให้อยู่ เธอทำหน้าตาเย็นชาใส่จนอาร์คเริ่มไม่ไววางใจจนเหงื่อหยดออกมาเป็นเม็ดเลย

“หนวกหูๆ…!”

มิวบ่นแบบรำคาญหู ทั้งที่คนอุตส่าห์มาช่วยทำแผล เลยปล่อยเด็กหนุ่มทิ้งไว้ที่ห้องพยาบาล เจ้าตัวยังคงทำสีหน้างงไม่รู่เรื่องจนกระทั้งเมื่อเหนบานกระจกสะท้อนใสตรงหน้า

“แว๊ก!” จนแล้วจนรอด อาร์คพึ่งจะเห็นกระจกที่สภาพหัวโดนผ้าพันไว้ซะแทบช๊อก ตอนนี้หัวอาร์คแทบไม่ต่างไปจากมัมมี่เลยซักนิด แถมยังแก้ผ้า(พันแผล)แก้ไม่ออกอีกแน่ะ ไม่รู้ใส่กาวตราช้างไว้ด้วยรึเปล่าเนี่ย

“เดี๋ยวก่อน มาแก้ไอ้ผ้าพันแผลนี้ออกเดี๋ยวนี้เลยมิว อย่าหนีนะ…”

อาร์คตกใจรีบวิ่งออกตามหาเธอทันที แลเห็นแผ่นหลังของนายทหารหญิงเป้าหมาย จนกระโจนเข้าจับไหล่แน่นแบบไม่ให้เธอหนี

แต่ซะแว้ว “ไม่ใช่มิวนี่หว่าเฮ้ย”

ตรงหน้ากลับไม่ใช่มิวอย่างที่คิด หญิงสาวที่มีสีผมเหมือนกันแต่ถักผมเปียยาวสองข้างแทน แถมใส่แว่นตากลมหนาใหญ่ที่สะท้องแสงวาวใส่หน้าอีก เธอที่ค่อยๆหันมามองด้วยหน้าตาตื่นกลัว ก่อนที่จะหน้าถอดสีจนตัวสั่นลนลานเหมือนทำท่าจะร้องไห้ เพราะสิ่งที่เธอเห็นก็คือ มัมมี่จากในหนังใหญ่ที่โผล่มาอยู่ตรงหน้าเอาดื้อๆแบบนี้ งานมีช๊อกละ

“กรี๊ดๆๆๆ ไม่นะๆ!”

ท่อนเล็กๆแขนถูกฟาดลงมาเป็นชุดใหญ่ ทั้งอีกสารพัดของที่หญิงแว่นถืออยู่ ใส่เด็กหนุ่มผู้โชคร้ายที่ถูกหาว่าเป็นไอ้โรคจิต ต่อจากนี้คงไม่ต้องอธิบายว่าจะเป็นอย่างไรต่อ เพราะบอกได้คำเดียว ว่าอ่วมอลทัยแน่ๆ…

…………………………………………

“กัปตัน ตอนนี้ยานได้ถึงน่านฟ้าทะเลแดงแล้ว คาดว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะไปถึงตำแหน่งของกองยานที่ 12 แล้วละครับ”

โอเปอเรเตอร์คนนึงรายงานแก่กัปตันสาวที่ได้กลับเข้ามาที่สะพานเดินเรือหลังจากเคลียร์เรื่องยุ่งไร้สาระของพวกบ้าเสร็จแล้ว เวลานี้เหนือน่านฟ้าทะเลแดงยังคงสงบดี สงบเกินไปเสียด้วยซ้ำ

“เอาละ ตรวจวัดทิศทางลมทะเล สภาพภูมิอากาศและพื้นทะเลโดยรอบให้ดีด้วย รักษาระดับลอยตัวเหนือพื้นน้ำนี้ต่อไป…”

กัปตันโทโทโกะเดินมานั่งประจำตำแหน่งพร้อมสั่งการต่อ ก่อนที่จะต้องหยุดไปเมื่อเห็นนายทหารหญิงคนนึงเดินเข้ามาประจำที่นั่งโอเปอเรเตอร์ เธอดูสีหน้าซึมเหมือนพึ่งร้องไห้มาหมาดๆ

“นี่เป็นอะไรไป ไหนถึงได้กลายเป็นแบบนี้ได้ละ …” กัปตันโทโทโกะเอ่ยถามโอเปอเรเตอร์สาวแว่นผมเปียสีน้ำตาลเข้มประจำยานที่มาอารมณ์แปลกๆ

“กัปตัน มัมมี่ น่ากลัว!” …ร้องแบบหน้าตาตื่น ทำเอาสะดุ้งหยงกันทั้งสะพานเดินเรือ

“หา! มีตัวพรรณนั้นในยานด้วยรึ” ทุกคนต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันหมด

“เดี๋ยวนา …. ตั้งสติให้ดีก่อน ค่อยๆเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นออกมาช้าๆ ใจเย็นๆไว้นะ” กัปตันสาวพยายามพูดให้เจ้าตัวใจเย็นลงด้วยความข้องใจ แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับด้วยท่าทางตื่นดั่งเดิม ดูจะฝังใจไม่น้อย

“กัปตัน ด้านหน้าทางทิศ 9 นาฬิกา ตรวจพบสัญญาณขนาดใหญ่ เป็นยานแม่ชั้นพาเทเมียม 4 ลำ ของกองยานที่ 12 และสัญญาณจากหุ่นรบไม่ระบุฝ่ายอีก 12 เครื่อง คาดว่าเป็นของกองกำลัง CAPE ค่ะ”

โอเปอเรเตอร์แว่นสาวรีบรายงานอย่างฉับไวโดยไม่เหลือเค้าสาวขี้แยแบบเมื่อครู่เลย ข้อมูลหุ่นรบข้าศึกถูกเธอรันขึ้นผ่านระบบแสดงผลอย่งรวดเร็ว กัปตันโทโมโกะที่ครุ่นคิดแผนการอยู่ชั่วครู่อย่างใจเย็น ก็เริ่มส่งประกายที่ตาออกมาและออกประกาศทันที

“ทุกคนโปรดทราบ ขณะนี้ยานได้พบกองยาน 12 และข้าศึกแล้ว ขอให้เข้าสู่ภาวะเตรียมพร้อมรบระดับ 1 ทุกคนประจำตำแหน่งของตนเองโดยด่วน ขอย้ำ นักบินทุกคนเข้าประจำตำแหน่งด้วย”

“เอ้า ได้เวลาลุยกันแล้ว เจ้าพวกบ้าทั้งหลาย” คาออสที่สวมชุดนักบินที่ยังเหลือรอยซ้ำที่หน้าอยู่ สั่งลูกน้องที่โฮ่ร้องรับก่อนขึ้นหุ่นออกรบ

“ยะฮู้! ไปกันเลย” คาเซะและทีมสไตรเรย์พากันกระโดดเข้าเครื่องของตนและพร้อมออกบินได้ทุกเมื่อ แต่มิวพึ่งนึดขึ้นได้ว่าเหมือนจะลืมบางอย่างไปซะสนิท…

“โอ้ย! ทำไมถึงได้เจอเรื่องแบบนี้ด้วยเล่า….” อาร์คที่รีบวิ่งออกมาในสภาพ…เป๋ไปเป๋มา เพราะหน้าอ่วมอีกรอบด้วยต้นเหตุใครบางคน ก็เตรียมขึ้นหุ่นวิงดั้มกะเค้าด้วย

“อ้าว ทำไมมันถึงไม่ยอมขยับออกไปเลยละ” วิงดั้มไม่ยอมขยับออกไปนอกยาน เพราะแผ่นที่ยึดหุ่นกับตัวยานมันไม่ยอมหลุดออกไปง่ายๆหว่าเห้ย

“โทษทีแต่คงให้เธอออกไปตอนนี้ไม่ได้หรอกนะ อาร์ค” เสียงกัปตันโทโมโกะแทรกเข้ามาในค๊อกพิลของอาร์ค เจ้าตัวร้องข้องใจอย่างแรง

“นี่มัน กัปตันคิดจะเอาจริงรึ” คาเซะสงสัยกับแผนการที่พึ่งส่งเข้ามาในเครื่องทุกคน ทั้งทีมเริ่มอ่านข้อความอย่างระมัดระวัง

“ก็แค่แผนการ” เนียร์พูดเหมือนไม่สะทบสะท้านต่อแผนที่ค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงแบบนี้เท่าไหร่

“เธอยังออกไปตอนนี้ไม่ได้นะ อาร์ค เพราะวิงดั้มเป็นไพ่ตายของพวกเรา” กัปตันโทโมโกะเน้นย้ำใส่อาร์คอีกรอบ ยิ่งทำให้เขาสงสัยและข้องใจยิ่งขึ้นอีก กัปตันสาววางแผนอะไรไว้อยู่กันแน่…

“หาๆ”

………………………………………..
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #27 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2011, 08:25:45 PM »

..............................

หุ่นรบรุ่นบินได้ในชั้นบรรยากาศไล่โจมตีใส่ยานรบสหพันธ์ที่กำลังถอยหนี ซึ่งก็ได้รับความเสียหายหนักราวรอเพียงเวลาจมเท่านั้น หุ่นเครื่องนึงเตรียมบินแทงดาบเข้าไปในยานลำใหญ่ที่โทรมนัก

ซูม! กระสุนปืนถูกระดมยิงเข้าใส่ขวางทางจนมันเสียแขนข้างนั้นไป พร้อมกับกองหน้าสายด่วนอย่างทีมสไตรเรย์ทั้ง 5 เครื่องบินโฉบเข้ามา

“ยิงไม่เด็ดขาดเลยนะ มิว มันต้องยิงแบบนี้ต่างหาก”

คาเซะตะโกนพร้อมโชว์นำสไตรเรย์เครื่องสีขาวสลับน้ำเงินยิงปืนกลไล่ใส่ยานรบอย่างต่อเนื่อง มันพยายามบินโยกไปอย่างสุดชีวิต จนกระทั้งสุดท้ายก็โดนกระสุนเจาะทะลุผ่านกลางค๊อบพิล หุ่นเครื่องนั้นระเบิดเป็นจุล

“ถ้ายิงตรงๆ ก็หยุดดาบที่แทงยานพวกเราไม่ได้ซิยะ”

มิวบินโยกหลบกระสุนปืนจากหุ่นสามเครื่องก่อนจะฝ่าอ้อมหลัง ก่อนจะแปลงร่างเป็นหุ่นรบสีขาวสลับแดง แล้วยัดกระสุนปืนกลเข้าใส่ลำตัวหุ่นผู้โชคร้ายไปเต็มเหนี่ยวจนกระจุยไปอีกเครื่อง

“เนียร์ พวกเราไปส่งของฝากกันเถอะ”

เรลี่เองเรียกเพื่อนสาวที่เหลือก่อนจะพาเข้าไปกลางดงศัตรู แล้วปล่อยโฮมิ่งมิสซายด์สาดใส่กันซึ่งๆหน้า ถึงจะโดนแค่ถากๆกับวืดไปบ้าง แต่ก็ทำให้กลุ่มศัตรูกระจายแยกตัวออกจากกันจนเสียรูปขบวน และหุ่นเครื่องนึงในนั้นถูกยิงด้วยกระสุนปืนทะลุเข้าไปกลางค๊อกพิล ดับสนิทแน่นอน

“หนึ่งนัด…เหวย!”

ไรนะปลดปลอกกระสุนออกจากปืนอัดอากาศที่แรงสูงกว่าปืนกลปกติ ก่อนสัญญาญจะเตือนให้หลบฉากมิสซายต่อต้านที่ตามมาเป็นชุด โชคยังดีที่มันยิงสกัดจนหมดก่อนที่จะถึงตัว จากพวกคาออสที่พึ่งมาถึงสมรภูมิช้ากว่าที่คิด

“ตอนนี้หุ่นที่เหลือเริ่มทำการล่นถอยไปแล้วคะ เดี๋ยวก่อนค่า สัญญาณนี่มัน กองหนุนค่า มาทั้งซ้ายขวาด้านละ 3 เครื่องด้วยความเร็วสูงและไม่สามารถระบุประเภทได้คะ”

โอเปอเรเตอร์สาวแว่นรายงาน พร้อมภาพยานรบสีเทาที่ไม่มีในข้อมูลบินทยานเข้ามาทั้งปีกซ้ายขวากำลังเข้าใกล้ตามนัด

“หุ่นรุ่นใหม่งั้นรึ ของจริงออกมาแล้วซินะ สั่งให้หน่วยของคาออสถอยไปซ้ายขวาข้างยานคาเทเรีย หน่วยสไตรเรย์คอยสนับสนุนพวกนั้นด้วย” คำสั่งกัปตันโทโมโกะถือเป็นเด็ดขาด

สัญญาณเตือนกอนหนุนนี้เอง พวกมิวก็ได้เห็นกับตาด้วยแล้ว คงจะนิ่งเฉยไปไม่ได้แล้วละ

“ตรงนี้ยกให้คาเซะเก็บกวาด พวกเราแยกไปซ้ายขวาซะ ระวังด้วยพวกมาใหม่นั้นท่าจะไม่เบาเลยนะ”

มิวสั่งการพร้อมดูภาพผู้มาเยือนทั้งหกก่อนจะแยกย้ายกันไป ฝูงยานรบที่มีรูปทรงออกแบนๆคล้ายปลากระเบน แต่จากรูปร่างที่ดูท้วมกว่านี้ดูท่าจะไม่ใช่ยานรบธรรมดาแน่ เธอถึงต้องออกไปรับมือด้วยตนเอง ทิ้งคาเซะที่ยกนิ้วรับคำพร้องแปลงร่างเป็นหุ่นรบหลบวิถีกระสุน “พวกนี้ทั้งหมดเดี๋ยวชั้นจัดการเอง แม่จะเก็บให้เรียบวุธเลย”

ด้านบีกขวา ยานรบรุ่นใหม่สามลำหลบหลีกกระสุนและปืนใหญ่ได้คล่องแคล่วดั่งทีมสไตรเรย์ และยิงกระสุนลำแสงขนาดเล็บต่อเนื่องเป็นปืนกลลำแสง อาวุธจำพวกซับบีมสาดใส่หุ่นในกองของคาออสสองเครื่อง ที่วิ่งอยู่บนผิวน้ำจนเสียหายหนัก และบินเข้ามาอีก คาออสที่เข้ามาดักทางได้ลุยฟาดดาบใส่เต็มที่แบบไม่ยั้ง

แคว้ง! คาออสจั่วลมไปไม่ยั้ง นอกจากจะวืดไปพร้อมกับแขนข้างนั้นที่ขาดร่วงลงทะเลดังโครม เพราะการหมุนลำตัวตั้งขึ้นไปของยานรบข้าศึก เผยให้เห็นส่วนแขนที่เก็บไว้ใต้ปีกและถือดาบลำแสงที่เฉือนแขนหุ่นคาออสทิ้งไป

“เวรแล้วไง เจ้านี้เป็นหุ่นกลายร่าง ไม่ใช่ยานรบแต่เป็นหุ่นรุ่นใหม่”

คาออสที่จุกไปขั้วขณะ ไม่ทันได้ตั้งตัวก็โดนส่วนขาที่ถูกพับงอออกมาฟาดลูกเตะใส่หุ่นที่เสียแขนจนสะเทือนถอยหลังมา และพาคาออสทิ้งดิ่งกระแทกสู่ผิวน้ำจนสาดกระเซ็นไปทั่ว

ยานศัตรูลำนั้นได้แสดงร่างกายแบบที่มีแขนมีขา หุ่นยนต์แปลงร่างรุ่นใหม่ที่มีผู้นำทีมผู้มากฝีมือผู้นี้ดั่งเป็นสัญญาณเริ่มลุยของทัพหนุนที่

หุ่นรุ่นใหม่ 6 เครื่อง ที่ลักษณะนั้นคล้ายกับเครื่องของหน่วยสไตรย์ กำลังตีกระหนาบเข้ามาทั้งสองด้าน แต่กัปตันโทโมโกะที่รู้ทันได้วางหน่วยของคาออสไว้แนวหลัง นักบิน 2 ในนั้นคือนักบินที่ได้เคยมาดูร่างราวเมื่อคราวก่อนซึ่งมีฝีมือดีไม่น้อยและกำลังติดพันกับพวกมิวที่ย้อนกลับมา อาเมริท คีมิทัส หัวหน้าทีมพร้อมหุ่น F1 ที่ปราดเปรียวเหนือสไตรเรย์

ยาน F1 อีกสองเครื่องตามไล่ยิงใส่คาออสที่หมดทางป้องกัน แต่ก็ถูกกระสุนไล่หลังจนต้องเบี่ยงหลบ ยานสไตรเรย์ทั้งสองของเรลี่กัยเนียร์สกัดกั้นและเตรียมรับมือกับพวกนี้ “พวกนี้ดูท่าจะหินแฮะ”

อีกทางด้านขวา หน่วยของคาออสโดนถลุงอย่างหนักจากยาน F1 อีก 3 เครื่อง และกระจายตัวออกยิงต้ายโฮมิงมิสซายจากสไตรเรย์ของมิวกับไรนะได้หมด

“หนอย ทำไมเจ้าพวกนี้มันทั้งไวและเคลื่อนที่คล้ายพวกเรานักน้ะ?”

ไรนะสงสัยที่มันหลบกระสุนปืนได้เป็นว่าเล่น รูปแบบการเคลื่อนไหวก็คล้ายกับสไตรเรย์อย่างน่าสงสัย จนไรนะจับเป้ายิงไม่ไดเลยชักดอก แบบนี้ชักไม่เข้าท่าแลวละงานนี้

ปังๆๆๆ “ถอยออกมาซะ มาข้างหลังชั้นเลย”

มิวที่ยิงเสริมทางไรนะเองไล่อีกฝ่ยถอยไปได้ ทว่ากระสุนถูกยิงกระนาบจากสองด้านจนได้ ยานรบรุ่นใหม่สองลำกรูบินเข้ามาด้านข้างทั้วสองฟาก

แว๊บ! แกร๊ง! เสียงดาบเสียดสีกันจนเกิดประกาย มิวที่เปลี่ยนโหมดหุ่นรบหลบได้ทัน ได้ใช้ดาบของเธอปัดดาบลำแสงทั้งสองออกนอกตัวได้

“พวกแก ร่วงไปซะเดี๋ยวนี้!”

มิวปล่อยโฮมิ่งมิสซายจำนวนมากโต้ตอบ แต่อีกฝ่ายก็ยิงโฮมิ่งมิสซายเข้าสกัดเช่นกัน แถมยังยิงบีมไรเฟิลแหวกซ้ำเข้าไปกลางวงอีก โชคดีที่มิวเปลี่ยนรูปยานตีฝ่าไปด้านข้างอย่างรวดเร็วราวรู้ทันแล้วเปลี่ยนกลับเป็นหุ่นยิงพร้อมหลบกระสุนปืนเป็นเกลียววน ซึ่งยังโดนแค่ส่วนแขนกับขาแบบถากๆ และกินกันไม่ลง

“เครื่องนั้นร้ายนัก ดึงออกไปทางโน้นเถอะ”

เสียงนักบินหุ่น F1 หนุ่มเรีบกคู่หูสาวพร้อมยิงสกัดทางด้านข้างหลายนัด มิวใช้ร่างยานหลบที่เหลือได้อย่างหวุดหวิด พร้อมไล่ตามทั้งคู่ต่อโดยเป็นต่อเล็กน้อย 

“กัปตันคะ พบคลื่นความร้อนขนาดใหญ่เหนือยานระยะ 500 เมตร ภาพย้อนแสงจับภาพไม่ได้คะ”

โอเปอเรเตอร์สาวแว่นร้องพร้อมสิ่งแปลกปลอมด้านบน หุ่นสีแดงนามเรดซายด์รออยู่ด้านบนพร้อมทั้งเจ้าลูกไฟยักษ์ที่พร้อมจะคว้างใส่ปิดฉากยานคาเทเรียเรียบร้อยแล้ว ตำแหน่งในตอนนี้ไม่มีทางหลบพ้นแน่ ทั้งที่มันน่าจะตรวจพบให้เร็วกว่านี้แท้ๆ หรือว่าทั้งหมดเป็นเพียงแค่ตัวล่อเท่านั้น

“ลาขาด เจ้าพวกสหพันธ์ทั้งหลาย”

เอส รอสคัส เริ่มขว้างลูกไฟที่ก่อตัวขึ้นเหนือหัวอย่างไม่รอช้า ความร้อนในสนามรบระอุขึ้นทันตา

ซูม! ทว่าสัญญาณตรวจพบบางอย่างเข้ามากระแทกอย่างรวดเร็ว เสียงแบบนี้ไม่ใช่จรวดมิสซายแน่ เพราะมันแรงกว่าจนทำให้เรดซายด์เซเสียหลัก ลูกไฟที่ตกลงมาพลาดยานคาเทเรียไปไกลตามวิถีที่เปลี่ยนไป พร้อมรอยยิ้มของกัปตันสาวที่ยังพอคาดการณ์ไว้แล้ว การรุกคืบของ CAPE ถูกหยุดยั้งแล้ว

“ชั้นไม่ปล่อยให้นายทำแบบนั้นได้ง่ายๆหรอก” อาร์คพร้อมหุ่นวิงดั้มเจ้าของเงาที่กระแทกเรดซายด์ยั่วโมโหให้กับเอสซะแล้ว

“แกอีกแล้ว แกอีกแล้ว เจ้าตัวเขียว…..”

เรดซาดย์ยิงลูกไฟเล็กออกมาจากหมัดหลายสิบนัด แต่วิงดั้มหมุนตัวหลบพุ่งเข้ามาตลอดก่อนใช้ดาบปัดสองลูกสุดท้ายที่หลบไม่พ้นทิ้งไป และเริ่มตะลุมบอนกันต่อเนื่องด้วยอาวุธอีกหลายชุด ยากแก่การที่วงนอกจะเข้ามายุ่งด้วย

“เอสพลาดไปแล้วหรือเนี่ย” คิมิทัสตรึงกำลังของเรลี่และเนียร์อย่างหนักหน่วง ยิงบีมไรเฟิลต่อเนื่องใส่พวกเธอ ปืนของเรลี่เสียหายหนักจน F1 อีกสองเครื่องยิงรัวเข้ามา

ตูม! การยิงถูกหยุดยั้งจากการบินตัดดาบของเนียร์จนยาน F1 เครื่องนึงขาดสองท่อนกลายเป็นแสงไป และฟันต้านดาบจากอีกเครื่องนั้น คิมิทัสยิงมิสซายเข้าช่วยแต่ก็ถูกพวกคาออสยิงช่วยจนได้แต่หลบด้วยประสิทธิภาพที่สูงกว่า

“พวกแก คิดว่าชั้นเสียแขนไปข้างแล้วจะหมดน้ำยางั้นรึไงหา” คาออสถือดาบอีกด้านพุ่งเข้าฟันอย่างแรงจนคมิทัสเสียดาบที่ถือไป ทางนี้เองก็พร้อมโต้กลับแล้ว

“ทางนั้นมันมีอะไรกันนะ”

คาเซะยิงโฮมิ่งมิสซายยัดใส่หุ่นสองเครื่องจนระเบิดพร้อมกัน แต่ห่านฝนกระสุนพากันกรูเข้าเป็นกำแพงหมอกกระสุนจนหลบได้ไม่หมด ส่วยปีกกับไหล่ขวาเสียหายถากๆ แต่ก็แปลงร่างเป็นยานไม่ได้แล้ว

“ย๊าย….” แต่เธอก็ดันทุลังจนฝ่าเข้าไปเสียบดาบกลางลำตัวได้อีกหนึ่ง…..

ส่วนด้านหน้าสุดที่เหมือนจะกลายเป็นแค่วงนอกไปซะแล้วนั้น สาวซ่ากำลังไล่ถลุงคู่ต่อสู้อย่างเมามันสิ้นดี หุ่นหลายเครื่องเสียหายแต่ยังดันทุลังจู่โจมหุ่นเครื่องเดียวที่ดูโหดร้ายผิดมนุษย์ ไม่ใช่เพราะตัวหุ่นแต่เป็นคนขับนี่แหละ

“รีบจัดการทางนี้ให้จบแล้วไปดูทางโน้นดีกว่า”

คาเซะลากหุ่นที่โดนเสียบมาเป็นโล่บังกระสุนกับปืนใหญ่ ก่อนจะฟันไปพร้อมกับศัตรูเครื่องนึงและคว้างเข้ากลางหัวอีกหนึ่งด้านตรงข้าม และยังไล่จ้วงอย่างบ้าบิ่นกับพวกที่เหลือ นี่คงเป็นผลการรบจากการที่เธอลุยเดี๋ยวและคงไม่ใช้ตอนอยู่รวมทีมแน่

ปังๆ! ปืนของไรนะยิงโดนแค่บีมไรเฟิลที่ F1 เครื่องนึงถือเท่านั้น ฝั่งโน้นก็หลบได้หลบดีเป็นบ้า จนไรนะชักจะรำคาญแล้ว

เเปล๊บๆ! ความรู้สึกบางอย่างวิ่งผ่านเข้ามาทิ่มแทงมิว มาดริก ที่ยิงมิสซายและปืนเต็มตรียมใส่ F1 คู่นั้นจนเซไปอีกด้าน แต่ก็โดนบีมไรเฟิลจนส่วนเท้าขาดกระเด็น แรงบินลดลงหวบเลย

“อดทนไว้นะ ชั้นจัดการมันเอง”

เสียนนักบินสาวฝ่าย CAPE เข้าชาร์ทด้วยรูปยานรบแล้วยิงซับบีมใส่กลางลำตัวจนมิวขยับไม่ออก ก่อนจนบินเข้าชน ทว่ากลับเป็นลูกหลอกคู่ต่อสู้ เพราะมันได้ตีลังกาลอยอยู่ด้านบนพร้อมชัดลูกถีบจากเท้าข้างที่เหลือจนตัวเครื่องร้าวและทิ้งดิ่งลงไป มิวเบรกเครื่องยั้งไม่ให้ตกลงทะเลในรูปหุ่นรบได้ทัน

“ฝั่งโน้นบางกว่าของพวกเรา ดีละ”

ไรนะบุกลุยใส่ยาน F1 คู่ต่อสู้ที่บินสวนเข้ามาอย่างเร็ว ต่างฝ่ายยิงปืนกลของตนเข้าห้ำหั่นกันก่อนที่ทั้งคู่จะบินโฉบตัดกันอย่างรวดเร็วเป็นอันจบ ผลที่ได้….

ตูม! บึม! ยานเครื่องนึงถูกยิงจนเครื่องยนต์ระเบิดด้วยควันไฟและตกทะเลไป อีกเครื่องบินฝ่าออกมาด้วยรอยกระสุนที่บอดี้เครื่องที่ทำได้แค่เป็นรอยขีดข่วนที่ลึกเกือยจะทะลุผ่าน พร้อมกับไรนะ สไตรเรย์หนากว่าขึ้นนึงจึงชนะการดวลครั้งนี้

วี๊ดๆ ความรู้สึกแปลกๆที่แรงขึ้นถึวกลับทำให้มิวปวดหัวจี๊ด จนพุ่งเป้าไปยังพื้นทะเลด้านหน้าหลายร้อยเมตรที่ระดับน้ำต่ำผิดสังเกต และไม่ทั้งได้คิดก็มีคู่ต่อสู้มาขวางหน้ายิงลำแสงไล่ถล่มอย่างน่าสงสัย

“คาเทเรีย อันตราย หักยานหลบเร็ว”

“ทุกคน นำยานหักออกทางซ้ายเร็ว” กัปตันโทโมโกะรีบสั่งการตามคำพูดนั้นอย่างไม่ลังเล เจ้าหน้าที่จำจัดการตามสั่ง เพราะพวกเขาเชื่อในตัวกัปตันสาวผู้เคยสร้างปฏิหารได้เมื่อหลายปีก่อน

“กัปตัน สัญญาณพลังงานขนาดใหญ่กำลังพุ่งเข้ามาจากด้านหลังทาง 6 นาฬิกา อนุภาคลำแสงค่ะ”

ไม่ทันที่จะรายงานจบ เส้นลำแสงขนาดใหญ่ได้พุ่งผ่านทางใต้ปีกด้านขวาไปได้แบบเฉียดฉิว ทว่ายานของกองยานที่ 12 ลำนึงด้านหน้ากลับโชคร้ายอยู่ในเส้นทางลำแสง และโดนเข้ากลางลำยานก่อนที่จะระเบิดหายไปต่อหน้า ท่ามกลางสายตาของนักรบสหพันธ์ทั้งหลายที่เห็นแสงมรณะนี้ผ่านไปต่อหน้าโดยไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ทั้งอาร์คที่กำลังขับเคี่ยวกับเรดซาดย์ คาเซะที่ไล่ยำอย่างมันมือ พวกมิวที่ต้านทีมยานรบสุดชกาจ และทหารทุกนาย

ไม่ช้าเจ้าของปืนใหญ่ลำแสงก็ลอยตัวขึ้นจากผิวน้ำอย่างช้าๆ ยานรบลำสีเขียวซึ่งเป็นยานแม่ของศัตรูเผยโฉมออกมาด้วยกระบอกปืนใหญ่ด้านหน้าแบบใหม่ที่ถูกสร้างมาเพื่องานนี้ เพราะยิงจากใต้น้ำที่ระดับความลึกน้อยๆได้ ยานชั้น“เทบริน” ที่เคยจู่โจมอิตาลีเมื่อครั้งก่อน แม้จะพลาดโอกาศงามไปแต่เรือธงตัววางแผนทั้งหมดก็ยอมโผล่ออกมาจนได้ พร้อมทั้งปล่อยหุ่นรบทางอากาศอีก 20 เครื่อง แบบนี้ก็โดนดักตุ๋ยจากด้านหลังนะดิ…

“ชั้นขอสั่งระดมยิงปืนใหญ่ มิสชายและเรลกัน พร้อมทั้งปืนกลต่อต้านมิสชายกลางอากาศ พร้อมเคลื่อนลำยานไปทางซ้าย 100 องศา เดี๋ยวนี้!”

ยานคาเทเรียเสียเปรียบเพราะอยู่ด้านหน้าศัตรูจึงตกเป็นเป้าโจมตีจากด้านหลัง กัปตันโทโมโกะจึงสั่งการพร้อมกับยานที่เริ่มบินฉีกออกหนีรัศมีปืนใหญ่ลำแสงจากยานข้าศึก เพื่อให้รัศมีโต้ตอบของอาวุธในยานมีมากขึ้นด้วย หุ่นรบที่หวังเข้าประชิดยานคาเทเรียโดยประมาท ก็โดนปืนเรลกันเก็บกวาดไปหนึ่ง กับโดนมิสซายติดตามร่วงไปอีกสอง แต่อีกเยอะก็ทนฝ่าดงกระสุนเข้ามาโจมตีกราบซ้ายเสียหายระดับหนึ่ง ก่อนที่จะถูกหน่วยของคาออสยิงสกัดป้องกันไว้ได้ งานนี้คับขันสุดขีดแล้ว

“เจ้าพวกนี้ ไรนะ ล่วงหน้าไปก่อน ส่วนเจ้าพวกนี้ชั้นจะจัดการเอง เร็วเข้า!”

มิวที่โดนมิสซายดักทางหนียิงปืนกลเล็กสกัดจนระเบิดกระจาย เร่งให้เพื่อนรีบไปช่วยยานแม่ก่อน ก่อนที่ยานรบคู่หูศัตรูจะบินทะลุผ่านม่านควันพร้อมฝากรอยกระสุนซับบีมกันเต็มที่ปิดคอมโบอย่างสวยงามทั้งไล่ขวางไรนะต่อ ทำเอาสไตรเรย์ของมิวถึงกับช๊อดเสียหายหนัก

 ตูมๆๆ แคว๊ก! เสียงระเบิดตามไล่หลังยานรบทั้งสองทั้งที่ไม่โดนตัวเลย แต่ส่วนปีกกลับถูกบางอย่างทะลุผ่านจากด้านล่าง ก่อนของที่ว่าจะเสียบโคนขาของอีกเครื่อง จนความเร็วตกทั้งคู่ มันเป็นดาบของสไตรเรย์นั่นเอง

“คิดว่าชั้นจะยอมให้ผ่านไปได้งั้นรึ”

มิวที่อยู่ในสภาพจิตหลุดแบบสุดๆ พร้อมแววตาที่ดูทั้งเลือดเย็นและร้อนลุ่ม โชว์ความเป็นไปได้ที่ไม่น่าเชื่อ การระเบิดของมิสซายเพื่อซิ่งดาบที่คว้างจนพุ่งแทงทำให้คู่ต่อสู้เสียหายได้ ความน่ากลัวที่แท้จริงที่ถูกปิดผนึกของ “ทหารทดลองที่ถูกทิ้ง” ด้วยแววตาที่ส่อประกายสีชมพูอ่อนๆสะท้อนออกมาเป็นรัศมี และกลับมาขวางหน้าทั้งสองอีกครั้ง…..

เปรี้ยงๆๆ! เหนือยานคาเทเรียเอง วิงดั้มกับเรดซายด์ยังคงตัดสินกันด้วยดาบไม่รู้ผล คมดาบของวิงดั้มฟาดเฉือนแรงลมผ่านดาบสองด้านคมของเรดซายด์ไปได้แค่รอยข่วน ไม่แรงพอจะล้มได้ ขณะที่อีกฝ่ายไม่ติดกันก็จั่วลมแทน แม้จะบินพุ่งเข้าฟันครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่จบซะที

“โถ่ ยานของเรา…” อาร์คหาช่องไปช่วยยานคาเทเรียแต่ก็โดนลูกไฟชุดใหญ่ไล่ยิงจนดาบมีรอยดำไหม้ติดอยู่ จึงยิงบีมชาร์ดไรเฟิลสวน ซึ่งผลักลูกไฟที่ตามมาทีหลังกระเด็นไปคนละทิศละทาง ดูเหมือนลูกนึงจะตกใส่ยาน F1 ที่ขวางพวกเรลี่จนร่วงไปอีกหนึ่ง

“โทษทีนะเนียร์ ฝากที่เหลือด้วยนะ” เรลี่เองก็โดนหางเลขเข้าที่ท้ายยานด้วยอีกราย จึงเสียท่าต้องร่อนลงจอดฉุกเฉินกลับยานอีกราย

“อย่ามัวเป็นเมินไปทางอื่น การต่อสู้ของพวกเรายังไม่จบนะ” เอสหลบลำแสงสีเขียวใหญ่ด้วยความหงุดหงิด ที่คู่ต่อสู้มัวไปสนใจพวกด้านล่าง แล้วพุ่งฟาดดาบจนดาบของวิงดั้มลอยหลุดมือหายขึ้นไปในท้องฟ้า

“มีทางสลัดเจ้าบ้าต่อสู้แบบนี้บ้างมั้ย เดี๋ยวก่อน วงแหวนนั่น…”

อาร์คที่ต้องไล่ยิงบีมไรเฟิลใส่เรดซายด์ที่บินกลับขึ้นมาฟัดใส่จนแขนกับขาซ้ายเหลือรอยไหม้เป็นทางยาวและเกือบถูกกระซากขาดออก เขาฉุดคิดบางอย่างหลังจากได้เห็นบีมไรเฟิลที่ถืออยู่ในมือ คำพูดของใครบางคนก่อนหน้านี้ที่ทำให้อาร์คสงสัยอย่างมาก เพราะมันดูโอเวอร์เกินเหมือนนิยายแฟนตาซีมากกว่า

“เวทมนต์ งั้นรึ” คำพูดของเซลเดอร์ถึงจะฟังดูบ้าบอ แต่ดูท่าเป็นคำอธิบายที่ดูใกล้เคียงกับวงแหวนสีเขียวแปลกๆแถมมีลายอักขระวาด ก่อนยิงบีมชาร์ทไรเฟิลที่กลับแรงขึ้นหลายเท่า ถ้าเป็นแบบนั้นจริง…

 เอสตะโกนพร้องพุ่งเข้าเผด็จศึกปิดไม้ตาย กลับเห็นวงแหวนสีเขียวถูกวาดหน้าคู่ต่อสู้อีกครั้ง แต่มันไม่ได้ยิงบีมชาร์ทไรเฟิลแต่กลับเป็นว่า…

ซูม! วิงดั้มที่บินผ่านวงแหวนเวทนั้นบินเข้าชนด้วยความเร็วเหนือชั้นกว่าเดิมมาก ทำเอาเอสจุกเสียดจนนิ่งไปชั่วขณะ

“หนอย มีวิธีใช้แบบนั้นด้วยหรือเนี่ย”

เอสไล่ยิงลูกไฟใส่แต่ดันถูกทิ้งระยะห่างไปแบบไม่ติดฝุ่น สุดท้ายเจ้าตัวเลยลองปล่อยเวทแล้วบินทะลุดูบ้าง กลับว่าใช้ได้เหมือนกันวุ้ย เรดซายด์เลยรีบบินไล่ตามไปแบบติดๆ แต่ดูท่าจะช้ากว่าวิงดั้มอยู่หน่อยนึงจึงถูกทิ้งห่างมากขึ้นทีละนิด

“ย่ะๆ…” อาร์คร้องเร่งความเร็วขึ้นอีก พร้อมวงแหวนเวทวงใหม่ 2 วงที่ทำมุมและเปลี่ยนทิศบินตัดเรดซายด์ เอสที่ถูกฟันเฉือนปลายเข่าไปก็เรียนแบบไล่ตามไปด้วย ทั้งคู่ได้บินฟาดฟันกันด้วยความเร็วที่ถูกเร่งเหนือทุกส่งรอบตัว ประกายดาบดังแผดเผาไปรอยสนามรบทุกวินาทีติดกัน กระทั้งหุ่นหลายเครื่องโดนลูกหลงถูกเฉือนไม่เลือกพวก และสุดท้ายทั้งคู่ก็โผล่กลางวงระหว่างยานแม่ทั้งสองเหนือพื้นทะเลแดง และเตรียมปล่อยของเด็ดออกมาทั้งคู่

ผลปรากฏว่าเรดซายด์ที่ออกมาได้ถือดาบอยู่ต่อหน้ากระบอกปืนไรเฟิลของวิงดั้ม อาร์คได้ยัดบีมชาร์ดไรเฟิลเวทใส่เรดซายด์อีกครั้งในระนะเผาขน ไม่วายเอสตาไวใช้ดาบสร้างแรงปฏิกิริยาถอยหลบออกข้างได้อย่างฉิวเฉียด พร้อมฟันอาร์คกับวิงดั้มออกเป็นสองท่อน

“ชั้นชนะแล้ว จบซะที”

เอสเตรียมฟาดเต็มที่ แต่น่าเสียดายที่มีเสียงแปลกๆมาจากด้านหลัง ชั่วเวลาที่ซะงัด ดาบสีเงินที่ลอยอยู่เหนือหัวก็ปัดกันดาบนั้นไว้ได้ พร้อมกลับสู่มือเจ้าของอีกครั้งราวกับโชคเข้าข้าง 

“รุกฆาตละนะ”

อาร์คกล่าวมองไปตามเอส ที่ได้หันไปมองด้านหลังอย่างตกใจ บีมพลังเวทนั้นได้พุ่งทะลวงยานเทบรินของ CAPE ที่อยู่ด้านหลังในแนววิถีของบีมเข้าพอดี การโจมตีสองชั้นที่เหมือนกับเรือที่รุกฆาตขุนศึกเพียงในตาเดินเดียว ด้วยความข้องใจของฝ่ายผู้แพ้ที่คิดต้อนอีกฝ่ายให้เข้าตาจน และฝ่ายผู้ชนะทุกคนที่ได้เฝ้ามองยานขุนศึกที่กำลังลุกไหม้และระเบิดดังลั่นราวพลุเทศกาลอำลา และในที่สุดยานแม่สีเขียวก็ได้ล่มลงสู่ทะเลท่ามกลางความพ่ายแพ้ของ CREN

“ชนะแล้ว…ซินะ อาร์คทำเอาให้ทึ่งอีกแล้ว แต่ว่าแบบนี้มัน…”

กัปตันยานกล่าวปิดศึกเหนือน่านฟ้าทะเลแดงอันทรหด และนักบินที่ยังหลงเหลืออยู่เพื่อรอคำประกาศชัยอย่างเป็นทางการ และหุ่นสีเขียวผู้พลิกทุกอย่าง ผู้ครอบครองพลังราชันแห่งสายลมที่ในอนาคตอาจกลายเป็นได้ทั้ง “เทพเจ้า” และ “ปีศาท” เวลาเท่านั้นที่จะสามารถบอกคำตอยแก่ทุกคนบนโลกนี้ได้

CHAPTER 14 ยุทธการเหนือห้วงทะเลแดง ............................End
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #28 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2011, 08:17:58 PM »

ช่วงนี้งานเข้ารอบใหญ่ วุ่นวายพอดูจนไม่ได้เป็นอันทำอะไร เลยยังไม่ว่างนานไปเลยครับ
บทต่อไปยังคาอยู่ตั้งอีกครึ่งบท เลยมาเผาดาต้านิดๆให้ฆ่าเวลาก่อนครับ..... (เห็นฟิคบอร์ดเงียบเกินไปนิดนะช่วงนี้ )
สงสัยสัปดาหืหน้างานจะเข้าอีกรอบ

Anthropoid Combat Trooper (ACT), (AC)

เป็นอุปกรณ์รบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงปี......... เพื่อลดข้อเสียเปรียบจากอาวุธรบจำพวกรถถังที่มีความสามารถในการรบที่ไม่ดีพอ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการเรียนแบบพื้นฐานการเคลื่อนไหวให้มีความเสมือนมนุษย์จริงให้ได้มากที่สุด ทำให้หุ่น Anthropoid Combat รุ่นแรกนั้นมีทั้งความแข็งแกร่งที่เทียบเท่ารถถัง แต่สามารถเคลื่อนที่และหลบหลีกบนพื้นดินได้หลากหลายในทุกภูมิประเทศ สามารถติดตั้ง ปรับแต่ง หรือเปลี่ยนถอดอาวุธตามสถานการณ์ได้สะดวกกว่า ทั้งยังสิ้นเปลืองงบบำรุงรักษาน้อยกว่า(เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดและประสิทธิภาค) และความสามารถในการเคลื่อนที่อันหลากหลายและผสมผสานกับพื้นที่และสถานการณ์เหนือกว่ารถถัง เช่น การกระโดด หลบข้างไปอ้อมหลังแบบทหารกองโจร ซุ่มในจุดที่รถถังทำไม่ได้ ฯลฯ ทำให้สามารถใช้กลยุทธ์ในการรบที่มีความซับซ้อนและรวดเร็ว และส่งผลต่อการแพ้ชนะในสงครามได้อย่างรวดเร็ว

เดิมทีนั้นมีชื่อดั้งเดิมคือ Anthropoid Combat Machine (ACM) แต่ได้มีการเปลี่ยนใช้ชื่อปัจจุบันหลังก่อตั้งสหพันธ์โลกใหม่ได้ไม่นาน ACT ในปัจจุบันนั้นมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่างๆหลายหลาย ทั้ง ACT ของสหพันธ์โลก, Armor Trooper (AT), หรือแม้กระทั้ง Mobel Sult (MS) ซี่งจัดว่าเป็นหุ่นตระกูล ACT เหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้ Anthropoid Combat Trooper (ACT) ได้มีการนำมาใช้แพร่หลายอย่างอย่างรวดเร็ว และถูกแทนที่อาวุธสมัยเก่ารถถัง ปัจจุบันก็ยังคงได้รับการพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถใช้นอกชั้นบรรยากาศและก้าวหน้ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหุ่นที่ไม่ได้จัดเข้าอยู่ในกลุ่ม (ACT) ด้วย เนื่องจากใช้ระบบการควบคุมและเทคโนโลยีที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก เช่น หุ่นอัศวินสีแดงเลือดปรึศนที่ก่อกวนในสงครามไวรอส และพวกหุ่นสายฟ้าอีก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ยังคงเป็นปรึศนากันต่อไป

เพราะฉะนั้น ต่อไปหลังจากนี้หุ่นส่วนใหญ่ในเรื่องจะมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Anthropoid Combat Trooper(ACT) หรือ Anthropoid Combat (AC) นะคร้าบ

SR-001 Strike Ray สไตรเรย์
สูง 16.7 m  หนัก 30 t


หุ่น Anthropoid Combat Trooperรุ่นใหม่ในโปรเจก S ซีรี่ของสหพันธ์ที่ได้รับการพัฒนาโดย ร.ต. เซลเดอร์  ดี  กามิดี นายช่างฝีมือดีแต่สติเพี้ยนและบ้าเครื่องบินเป็นอย่างมาก จึงออกมากลายเป็นหุ่นรบที่สามารถแปลงร่างเป็นโหมดยานบินความเร็วสูงได้ ในโหมดยานรบสามรถบินได้ด้วยความเร็วสูง 3-10 เท่าขอความเร็วเสียงได้ (ถ้านักบินมีปัญญาทนไหว!) และใช้ปืนกลเล็กกับปืนสไตรกันที่เป็นปืนยิงต่อเนื่องและมีความแม่นยำสูงเป็นหลัก ในโหมดหุ่นรบนั้นสามารถยังสามารถบินได้อย่างอิสระรอบทิศทาง ทำให้มีปฎิกิริยาในการหลบหลีกและโต้ตอบที่สูงกว่าหุ่นยุคแรกๆมาก ภายหลังจึงถูกผลิตออกมาไว้ใช้เป็นจำนวนมากเพื่อเข้าประจำการในฝ่ายสหพันธ์โลก ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำ

นอกจากนั้นยังสามารถติดอุปกรณ์เสริมต่างๆตามลักษณะการรบได้ เช่น launcher รันเซอร์พาร์ค สำหรับการโจมตีหวังผลในระยะไกลและซุ่มโจมตี คอมเพ็คเซอร์พาร์ค สำหรับเพิ่มความสามารถในการเครื่องไหว รวมทั้งโจมตีและป้องกันที่สมดุลที่สุดในพาร์ดทั้งหมด อาเมอร์พาร์ค ที่มีเกราะป้องกันรอบตัวที่แข็งแกร่งที่สุด และมีมิสซายจำนวนมากภายใต้เกราะนั้นด้วย ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาพัฒนาในรุ่นคัสตอมต่อไป

อาวุธ    - Mini Gun    1-3   ปืนกลขนาดเล็กที่อกหุ่นและเป็นส่วนหัวของยาน
   - Strike Blade   1   ดาบเหล็กยาวที่ส่งผ่านพลังงานแสงมาเลี้ยงเพื่อเพิ่มพลังทำลาย
   - Strike Machine gun   1-5   ปืนกระบอกใหญ่ที่ยิงกระสุนต่อเนื่อง
   - Strike Mission   2-7   มิสซายขนาดเล็กที่ติดอยู่ทั้วตัว ถ้ใส่อาเมอร์พาส์ดระยะยิงและพลังทำลายจะสูงขึ้น
   
SR-001 Strike Ray + Full Armer Part


สไตรเรย์ที่ได้ติดตั้งเกราะเสริมไว้ทั่วตัวเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเครื่องให้สูงขึ้น เพื่อกำจัดจุดอ่อนด้านความบางของหุ่นที่ด้อยกว่าหุ่นเครื่องอื่นๆ แต่ทำให้ความคล่องตัวและความสามารถในการหลบหลีกต่ำลงเป็นอย่างมาก แม้จะติดบูสเตอร์เสริม 4 เครื่องที่หลังเพื่อคงความเร็วในโหมดยานรบไว้ได้

อาวุธพื้นฐานนอกจากปืนกลดั้งเดิมแล้ว ยังมีอาวุธหนักอย่างปืนแกลนลิ่งขนาดเล็กใต้เกราะแขน บวกกับมิสซายรันเซอร์มากกว่า 30 หัวยิงใต้เกราะทั่วตัว ด้วยเกราะที่หนาพอจะแลกอาวุธใส่กลุ่มศัตรูอย่างหนักหน่วงได้ไม่ยาก และสามารถปลดทิ้งได้ด้วย

SR-001 Strike Ray + Compresser Part


สไตรเรย์ที่ต้องการความสมดุลทั้งการโจมตีและป้องกัน เพื่อลดจุดอ่อนของพาร์คฟลูอาเมอร์และคงการป้องกันไว้จึงลดเกราะให้มีขนาดเล็กลงเพียงแค่โล่โลหะผสมหนัก และบูสเตอร์ที่มีระบบควบคุมที่เป็นอิสระปรับหมุนได้รอบทิศทาง ทำให้ความคล่องตัวและความเร็วเพิ่มขึ้น มีปืน Hi Beam rifer ที่เก็บอยู่ใต้โล่ กับมุมเมอแรงเบลดสองเล่มที่โล่สำหรับโต้ตอบระยะประชิด

SR-001 Strike Ray + Launche Part


สไตรเรย์ที่ติดตั้งอาวุธสำหรับซุ่มโจมตีระยะไกลโดยเฉพาะ พาร์คที่ติดตั้งส่วนใหญ่เน้นเพิ่มความสามารถในการทรงตัวและระบบตรวดจับเป้าหมาย ด้วยระบบเซนเซอร์หลายตัวที่ตรวจจับล๊อกเป้ารอบด้าน บูสเตอร์ที่ลดขนาดให้กระทัดรัดลงเมื่อเทียบกับพาร์คอื่นๆ  และปืนกันสไตรเกอร์สองปากกระบอกที่ยิงกระสุนหัวรบหนักต่อเนื่อง แล้วพับออกเป็นโหมดลันเซอร์เพื่อเพิ่มความรุนแรงและระยะยิงให้ไกลขึ้นมากแบบไร้เสียง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 24, 2011, 07:27:34 AM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #29 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2011, 05:20:16 PM »

บทนี้ช้าเป็นพิเศษ เลยยาวผิดปกติด้วย (ละมั้งครับ )
สำนวนยังคงพิลึกๆเป็นเอกลักษณ์เหมือนเดิม หลายคนคงจะทำใจได้แล้วกระมั้ง
ช่วงนี้เริ่มสู้กันเป็นกองทัพบ้างแล้ว ยังไงก็ขอทนฝากด้วยละกันละคร้าบ.....
_______________________________________________

ปีคริสศักราชใหม่ที่ 128 ฝ่ายผู้อาศัยอยู่นอกอวกาศได้มีการรวมตัวกันเพื่อต่อต้านทวงคืนสิทธิที่เคยถูกริดรอนจากอำนาจของสหพันธ์โลก จึงได้ก่อตั้งสหภาคอวกาศขึ้นมา ในนาม The Colony Alliance of Equality People หรือ CAPE และเริ่มประกาศสงครามโจมตีใส่สหพันธ์โลกอย่างเต็มรูปแบบ และด้วยหุ่นรบที่สามารถเคลื่อนที่ได้เสมือนมนุษย์ Anthropoid Combat Trooper (ACT) การต่อสู้จึงทั้งรุนแรงและยืดเยื้อมาอย่างต่อเนื่อง ทั่วทุกหนแห่ง เปลวไฟลุกลางไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ไม่มีสิ่งใดหยุดไว้ได้อีกแล้ว

บัดนี้เวลาผ่านไปได้กว่า 6 เดือน จากจุดเริ่มแห่งสงคราม ผลของการตอบโต้สงครามเหนือทะเลแดงระหว่างกองยานที่ 0 ของสหพันธ์กับ CAPE ซึ่งได้พ่ายแพ้ไปในที่สุดและยอมถอยทัพออกไปจากแนวรบแล้ว ทำให้ตอนนี้มียานของกองยานที่ 12 ซึ่งปลอดภัยและได้รับการช่วยเหลือแล้ว 3 ลำ ซึ่งในจำนวนนั้นมียานที่อพยพพผู้ลี้ภัยจากสงครามกลางเมืองในตะวันออกกลางด้วย หน้าที่ต่อไปของพวกเขา ยานคาเทเรียต้องให้ความคุ้มครองกองยานที่ 12 และผู้อพยพทุกคนให้ไปถึงเขตที่ปลอดภัยแล้วในน่านฟ้าของประเทศตุรกี เป้าหมายเดินทางถัดไปนั่นเอง  

CHAPTER 15 กับดักที่มิอาจหลีกหนี

“บ้าซิบ แบบนี้จะมีหน้ารายงานให้ท่านโรเคนยังไงละเนี่ย โถ่โว้ย!”

เอส นักบินหุ่นผู้ครองสีแดงเพลิง เรดซาดย์ ที่เสียท่าได้กลับไปพร้อมกับความเจ็บแค้นที่พ่ายแพ้ด้วยกลลวง ตอนนี้จึงทำได้แค่บินถอนตัวออกจากแนวรบหายไป เพื่อจุดประสงค์ดั้งเดิมต่อไป

“กองยานคาเทเรียน่าสนใจจริงๆ ประสิทธิภาพของมันเหนือกว่ายานรบรุ่นใหม่บางลำอีก”

สายสื่อสารจากนายพลทหารระดับสูง ผบ.ไฮโร ไฮมิคอบ ติดต่อผู้นำเหล่านักบินพิเศษของ CAPE รอ.อาเมริท คีมิทัส แถมนี่ยังเป็นสายตรงที่ไม่ผ่านผู้นำฝ่ายปกครองอย่างโรเคน เเจ็กเค่น อีกต่างหาก ท่าทางภายในฝ่ายนี้เองก็มีเรื่องซับซ้อนภายในซ่อนเล้นอยู่อีกมากแน่ ฟันธง ฉับๆๆ!

“นี่เป็นคำสั่งลับระดับ 7 ให้หน่วยของนายทำหน้าที่ยึดยานแม่คาเทเรียนั่นมาซะ แล้วสงครามจะได้จบลงเสียที”

คีมิทัสได้รับมอบหมายแผนการลับสุดยอดจากนายพลผู้ทะเยอะทะยานก่อนจะโดนตัดสายทิ้งกันโดนดักสัญญาณ หัวหน้าหน่วยผู้นี้ได้ลงมาจากยานรบรุ่นใหม่ ACT เปลี่ยนรูปร่างได้ความเร็วสูง F1 (Falcona Mk 1) ที่จอดในที่พักชั่วคราวพร้อมลูกทีมที่เหลือ และได้เรียกขานนายทหารสองคนเข้ามา

“เอาละทั้งสองคน นี้เป็นข้อมูลที่พวกนายเคยรวบรวมมาจากยานแม่ลำนั้นมาใช่มั้ย”

คีมิทัสถามย้ำทหารหนุ่มสาวคู่หนึ่งผู้เป็นคู่หูกัน และเป็นทั้งผู้ที่คอยสังเกตการยานคาเทเรียมาตลอดตั้งแต่คราวที่พวกสัตว์ประหลาดลึกลับเริ่มอาลาวาท ทั้งยังร่วมสู้ที่ทะเลแดงในไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาด้วย  

“ใช่แล้วครับ/คะ หัวหน้า”

“ดีมาก ขอบใจ งั้นภารกิจสำคัญในครั้งนี้ขอมอบหมายหน้าที่ให้พวกนายสองคน พวกเราที่เหลือจะช่วยสนับสนุนเอง ใช่มั้ยพวกนาย”

คีมิทัสเรียกขานลูกทีมที่เหลืออีกด้านที่ร้องเฮตอบรับอย่างแข็งขัน กำลังใจไม่ได้ลดถอยจากความพ่ายแพ้ที่ผ่านมาเลยแม้แต่น้อย

“ดี งั้นเริ่มต้นแผนการ ดี-คาเทเรีย ได้”

………………………………………………………

การต่อสู้ของอาร์คและหุ่นคู่ใจ “วิงดั้ม” ที่ผ่านมาเรียกขวัญกำลังใจแก่ทุกคนในยานได้ดี คาออสที่ไม่ค่อยจะพอใจนักแต่ก็ต้องยอมรับในผลที่ออกมาครั้งนี้  เรื่องดูเหมือนจะจบลงได้ดี แต่ว่ามันอาจจะง่ายเกินไปนิด!

ตอนนี้เทพีสีแดง สมยานามของยานรบสุดเก๋ากึกที่ติดอาวุธครบเครื่องอย่างยานคาเทเรีย ได้เคลื่อนลำอยู่เหนือทะเลทรายอันร้อนระอุ ซะจนคนที่คิดจะออกมาแว้บๆเล่นที่ระเบียงเหนือยานก็อาจต้องกลายเป็น “ไก่ย่างถูกเผา!” ได้ภายในไม่กี่วินาที และดูเหมือนว่าตอนนี้จะมีอย่างน้อย 2 รายซะแล้วด้วย

“ให้มาถูพื้นในที่พรรณนี้ คิดได้ไงเนี่ย”

คาออสผู้โดนโทษบางอย่างยืนถูพื้นระเบียงที่ไม่มีทีท่าจะสะอาดขึ้นเลยชักนิด ก็เพราะทรายที่ถูกลมพัดเข้าใส่ตลอดเวลาแบบนี้ เดิมทีมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วนิ

“จ๊าก! ร้อน! กัปตัน!”

คู่กรณีอีกคนที่โดนไม่ต่างกัน อาร์คที่ล้มลงไปนั่งก็ต้องร้องลั้น เพราะพื้นที่เป็นเหล็กแบบนี้ยิ่งไหม้ผิวให้เกรียมเอาง่ายๆ กัปตันผู้นี้โหดไม่เบาเลย

“ถึงนายจะมีผลงานดีในการรบ แต่มันช่วยลดโทษของพวกนายที่มาลองของไม่ได้หรอกนะ งั้นช่วยผ่อนผันซักนิดก็ได้! เอาเป็นว่าอีกสิบห้านาทีให้เข้ามาได้ละกัน”

กัปตันสาวโทโมโกะยืนดูอย่างสบายอารมณ์ ด้วยร่มกันแดดกันฝนและกันกระสุนได้ครบครัน ดูยังไงก็ยักษ์ในร่างคนแท้ๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฉายา “เทพีแห่งเทพสงคราม” นั้น เธอเทพทั้งในด้านการบัญชาการ และการลงโทษทรมานทหารชั้นผู้น้อยดีๆนี่เอง…

“แต่พวกเราอยู่แบบนี้มาเป็นชั่วโมงนึงแล้วนะ อ้าวเฮ้ย!” คาออสตะโกนไม่ทันไร เจ้กัปตันสาวก็ดันล๊อกประตูเข้ายานหนีหายไปซะแล้ว

“แสดงว่าพวกเราต้องเลือกที่จะทนต่อไป หรือไม่ก็ต้องถูกตากแห้งจนเกรียมไปทั้งแบบนี้ใช่มั้ย คุณคาออส” อาร์คลองถามคู่อริที่ตีสีหน้าเหวอไม่แตกต่างกัน เอาละ อยากจะเลือกแบบไหนดีละ…

………………………………………………………

ทางด้านโรงเก็บหุ่นภายในยาน นายช่างทุกคนต่างกำลังวุ่นกับการซ่อมบำรุงหุ่นยนต์รบแบบเร่งด่วน เพราะไม่รู้ว่าพวกเค้าจะโดนเล่นงานอีกเมื่อไหร่ก็ได้

“ให้ตายซิ เสียเวลาแทบตาย ในที่สุดก็ซ่อมยานให้ยายพวกนั้นเสร็จซะที เอาละที่เหลือก็ไอ้นี้ละ”

รต.เซลเดอร์ นายทหารช่างระดับสูงผู้ถูกมองว่าออกจิตหลุดระดับหนึ่งในยานลำนี้ กำลังมองดูผลงานของเค้าเองด้วยสีหน้าพอใจกับความสำเร็จ ชุดแผงเกราะชุดใหญ่ที่สมบูรณ์ไม่นานนัก มีสีน้ำเงินทืบที่ดูทั้งหนาและหนัก ถูกยกขึ้นมาประกอบติดตั้งให้แก่สไตรเรย์เครื่องสีขาวสลับน้ำเงิน ของนักบินจอมมุทะลุที่สุดในทีมสไตรเรย์อย่างคาเซะนั่นเอง

“นั่นมันอะไรน่ะ หัวหน้า?” ไรนะโผล่แบบไม่ให้เสียงซักซี้แบบขี้สงสัยเหมือนเคย

“นี่ก็คือพาร์คเสริมของสไตรเรย์ ฟลูอามเมอร์ พาร์ค ไงละ! ความแข็งแกร่งของเกราะขนาดบีมไรเฟิลปกติก็ยังยิงไม่เข้า เหมาะสำหรับยายคาเซะที่ชอบดึงดันบู้ซะจนหุ่นเละออกบ่อยๆ”

เซลเดอร์โชว์อุปกรณ์เสริมชุดใหม่ให้เห็นกับตาทุกคน และคำพูดนั้นก็เข้าหูอีกคนจนได้

“หนอย หยาบคาย! นี่คิดจะดูถูกฝีมือชั้นงั้นรึไงหา เซลเดอร์”

ลูกถีบลอยเข้าลำตัวนายช่างผู้นี้จนทรุดตัวลง พร้อมสาวแกร่งจอมห้าวคาเซะที่ปรากฏกายอยู่ตรงหน้า สาวผู้แข็งแรงที่สุดในทีมซึ่งไม่เคยแพ้การชกต่อยใดๆทั้งสิ้น แม้แต่กับผู้ชายที่ตัวใหญ่กว่ามาก

“ฟังให้จบก่อนซิเฟ้ย! ภายใต้เกราะนั่นได้เพิ่มทั้งมิสซายต่อต้านข้างใต้เกราะมากกว่าเดิมอีกตั้งสามเท่า แถมยังมีระบบเบี่ยงเบนมิสซาย กับอาวุธหนักอีกหนึ่ง แลกกับความเร็วที่ลดลงไปบ้าง เธอจะได้อัดสะใจแบบไม่ยั้ง ไม่ดีรึไง!”

เซลเดอร์รีบพูดเรื่องที่เหลือบ่ายเบี่ยงเอาตัวรอดทันที ซึ่งนั่นพอจะทำให้คาเซะใจเย็นลงบ้าง แล้วรู้สึกเห็นดีเห็นงามคล้อยตามไปด้วยตัวเอง

“งั้นๆแหละ” เนียร์นักบินอีกคนตอบแบบนิ่งเนือนตามภาษาคนนิ่งเงียบเหมือดเดิม ว่าแต่ไม่คิดจะพูดให้มากกว่านี้แล้วรึ…

“ไม่มีของพวกเราบ้างเลยรึ” เรลี่ถามกวนใจย้ำเข้าไป และรอคำตอบที่น่าพอใจอยู่

“ไปขอคาเซะดูซิ แต่ว่ายังมีอีกสองพาร์คที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ เดี๋ยวถึงเวลาก็ได้เห็นเองแหละ”

เซลเดอร์พยายามตอบปัดๆไป พาลจะหาทางหนีออกจากวงสนทนา ก็เผอิญเห็นเด็กหนุ่มคนนึงกำลังเดินลอยอยู่ด้านบนระเบียงโรงเก็บ ในสภาพที่เรียกได้ว่าขาดน้ำจนแห้งเหยี่ยวมอมเมม เหมือนกับ……

“ซอมบี้! กรี๊ด!……”

เสียงร้องลั่นดังมาจากอีกด้าน สาวน้อยแว่นหนาเจ้าเก่า…. ที่ดันเห็นอาร์คในสภาพที่ไม่พึงประสงค์อีกแล้ว มาพร้อมกับแฟ้มเล่มหนาที่บินมาแต่ไกลใส่อาร์ค จนแล้วจนรอดอาร์คก็รับทั้งหน้าจนต้องนอนกลิ้งอีกจนได้ พร้อมสาวแว่นที่ติดเกียร์หมาโกยแลบอีกเหมือนเคย ช่างซวยซ้ำซวยซ้อนเสียจริงสำหรับพระเอกหน้าละอ่อน(ต่อโลก) คนนี้

“อ้าว ตายแล้วยังเนี้ย” มิวโผล่ออกมาตอกหน้าเอาดื้อๆเลยซะงั้น

“ยังไม่ตายชักหน่อย แล้วนี่เธอเป็นอะไรไปละนั่น อย่าบอกว่าเป็นเหมือนแว่นคนนั้นอีกคนน่ะ”

อาร์คเองเห็นมิวที่ทำท่าทางไม่ค่อยดีนัก อาการดูอ่อนเพลียแปลกๆแถมหน้าซีกแบบพวกแก๊งขาดวิตามินอีก เดินกุมหัวไปมาอย่างที่เห็น บางทีก็เหมือนเวียนหัวด้วย เพราะเห็นหน้าอาร์ครึ ไม่ใช่มั้งนะ!

“ยุ่งยากน่า รำคาญ ไปไกลๆเลยไป”

สาวเจ้าว๊ากอ่วมกลับมาซะเจ็บหนักกว่าเดิมอีก ก่อนที่จะวิ่งหายเข้าไปทางเดียวกับทหารสาวแว่นนั่นด้วยท่าทางโมโห ทำเอาอาร์คหาเรื่องใส่ตัวเพิ่มอีกเรื่อง

“เอาน่าๆ แม่สาวคนนี้เข้าใกล้ยากกว่าคนธรรมดาทั่วไปอยู่แล้วละ เนอะ”

อาร์คเหงื่อตกที่ได้ยินคาเซะโผล่มาร่วมแจมพร้อมเสียงสนับสนุนสุดนิ่งของสาวที่ดูสุขุมมาดนิ่งที่สุดในยานราวกับกุนซือ เนียรผู้นิ่งเฉยได้กับทุกๆเรื่องราวกับรู้ทันความคิดอาร์ค

“แล้วเมื่อก่อนเธอก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วรึไงกัน”

“เรื่องในอดีตของเธอรึ พวกเราไม่รู้หรอก และก็ไม่คิดอยากจะรู้ด้วย แต่ไหนแต่ไรมาเธอก็ไม่ค่อยยอมพูดเล่าเรื่องของเธอให้ฟังหรอก ไม่ว่าใครก็มีอดีตที่ไม่อยากจะพูดหรือไม่อยากให้ใครรู้ด้วยกันทั้งนั้นแหละ!”

คาเซะบ่ายเบี่ยงไปพลางวางฟอร์มให้เข้ากับความปราดเปรื่องในบทกวีของตน แต่ดันลืมสังเกตว่าทั้งอาร์คและเนียร์หายไปแล้ว แถมดันปล่อยให้เธอพูดอยู่คนเดียวซะด้วย

“คิดจะถามคนอื่นแล้วหายหัวไปทั้งอย่างนี้ เจอกันอีกทีเดี๋ยวแม่จะเจี๊ยให้หมดเลย แว๊กๆ!..”

อีกด้านในห้องพัก มิวที่รีบเข้าประตูมาอย่างเร็ว ก่อนที่เธอจะเซตัวล้มลงกับเตียงด้วยสีหน้าเจ็บปวดและเหงื่อที่ท่วมตัวจนต้องถอดชุดทหารโยนทิ้งออกไป เหลือแต่ชุดชั้นในสีดำมือราวกลมกลืนกับห้องที่ปิดไฟมืดสนิท ซ้ำยังทำสีหน้าทุลนทุลายเกลือดกลิ้งไปมา ไม่อาจช่วยตัวเองหรือเรียกใครได้ นอกจากแบกรับทั้งหมดไว้เพียงลำพัง…

“อ๊ากๆ ชั้น…….ไม่มีทาง หนีพ้น…..จาก  ”

นี่เป็นผลกระทบจากการใช้พลังแฝงที่เกินตัวของ “ทหารทดลอง” จนเกิดผลข้างเคียงกับตัวเธอเองอย่างที่เห็น ถึงได้ดูหงุดหงิดเป็นพิเศษ  ยังดีที่ความอ่อนเพลียทำให้เธอเหนื่อยอ่อนจนคลายความเจ็บปวดแล้วหลับไปในที่สุด

“หายไปไหน แล้วกัน จะเอายังไงกันเรื่องพรรณนั้นดีละเนี่ย โถ่! ยิ่งเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว!”

เสียงบ่นดังมาจากด้านนอกห้องที่มืดสนิท อาร์คที่หวังจะไล่ปรับความเข้าใจกับเรื่องปวดหัของสาวแว่น แต่เธอก็หายตัวไปไหนต่อไหนแล้วก้ไม่รู้

ทว่าอาร์คพรางต้องรูดซิบปิดปากเงียบทันทีเมื่อเห็นกับตันสาวเดินผ่านหน้าด้วยความสงสัย เธอคงจับพิรุธอาร์คได้อย่างไม่ต้องสงสัย

“อาร์ค มัวทำอะไรอยู่เถวนี้รึว่าตามหาใครอยู่”

“ไม่ใช่ ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยจริงๆ” อาร์คร้อนรนจนผิดสังเกตหนักเข้าไปอีก ถ้ารู้เรื่องเข้ามีหวังได้โดนตากแห้งอีกรอบแน่

“เกิดสงสัยทหารทีมสไตรย์ มิว มาดริก หรือไงกัน ใช่มั้ย!” กัปตันโทโมโกะยิงคำถามผิดกับที่คาด ซึ่งทำให้ชายหนุ่มนึกถึงเรื่องข้องใจที่เคยลืมไปแล้วออก

“กัปตัน อืม…พอรู้เรื่องของเธอบ้างรึเปล่า ที่กัปตันโทโมโกะพอจะรู้” อาร์คลังเลที่จะถามอยู่แต่ก็พูดออกไปจนได้

“มิว…ก็มีเพียงแค่ว่าเธอได้เข้าหน่วยพิเศษสไตรเรย์มาได้หลายเดือนแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นรู้แค่ว่าเธอเคยอยู่ในสถานีวิจัยพยาบาลทหารมาก่อน และเป็นทหารพยาบาลเท่านั้นเอง แต่ไม่ต้องพูดต่อแล้วละ” กัปตันสาวหยุดเอาดื้อๆ

“เข้าใจที่นายกำลังคิดแล้ว! บางทีถึงเธอจะไม่รู้จักชั้นและอาร์ค แต่จากความรู้สึกบางอย่างทำให้มิวดูเหมือนใครบางคนมากเลย ใช่มั้ยละ! ถึงมันอาจจะเป็นไปไม่ได้ก็เถอะ”

คำตอบที่ได้ยิ่งทำให้อาร์ควิตกข้องใจยิ่งไปอีก กัปตันโทโมโกะเข้าใจความคิดอาร์คอย่างรวดเร็ว ถึงใครบางคนที่ว่านั่น!

ปี๊ปๆ เสียงติดต่อขัดจังหัวทั้งคู่ที่กำลังคุยกันอยู่นั้นเอง รอ.โทโมโกะยกอุปกรณ์สื่อสารแสดงข้อความเสียงบนจออย่างรวดเร็ว ได้เวลาเกิดเรื่องยุ่งอีกแล้ว….

“กับตันคะ ช่วยมาที่สะพานเดินเรือด้วยค่า จากสัญญาณตรวจพบ ACT หลายเครื่องกำลังโจมตีใส่หมู่บ้านทางใต้ระยะราว 60 กิโลเมตรจากที่นี่อยู่ ช่วยกรุณาสั่งการมาด้วยค่า”

“ได้……..นี่มัน!”

เสียงสื่อสารจากอุปกรณ์ข้อมือของโทโมโกะแสดงข้อมูลภาพโฮโลแกรมแผนที่ของที่เกิดเหตุอย่างระเอียดแบบ 3D เห็นได้ชัดว่าอยู่ห่างไปไม่น้อย นี่เป็นการเชิญชวนเปิดศึกอีกรึเปล่าไม่มีใครรู้

“เอาละ อาร์ค ช่วยไปดูให้ที ส่วนคนอื่นๆสั่งให้อยู่เตรียมตัวที่ยานไว้ก่อน อย่างพึ่งออกไปโดยไม่ได้รับคำสั่ง”

กัปตันโทโมโกะตัดสินใจให้วิงดั้มรีบออกไปดูเพียงเครื่องเดียว ก่อนรีบมุ่งกลับไปที่สะพานเดินเรือทันที

“อะไรกัน ทำไมถึงปล่อยหมอนั้นให้ไปได้ละ” ไรนะเริ่มข้องใจกับคำสั่งเลเห็นอาร์ควิ่งออกมาโรงเก็บหุ่น

“พวกเราก็สู้ได้นะ ไม่เชื่อฝีมือพวกเรารึไง” คาเซะร้องลั่นอีกคน ทำให้นักบินที่เหลือเริ่มโวยกันเป็นแถว…

“ใจเย็นไว้ก่อน พวกเธอรอที่นี่น่ะดีแล้ว….” อาร์ครีบวิ่งไปขับหุ่นคู่ใจออกสู่เป้าหมายที่ล็อกเส้นทางไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ความวุ่นวายภายในยานกลับยิ่งเละเทะยิ่งขึ้น แม้แต่คาออสก็ติดต่อกัปตันกันให้วุ่น

“เงียบ เดี๋ยวจับถ่วงข้างยานให้หมดยานเลย คำสั่งของชั้นถือเป็นเด็ดขาด และเป็นทางที่ดีที่สุดแล้วที่จะทำให้พวกเราทุกคนในยานลำนี้รอดกลับไปได้ ถ้าไม่คิดจะเชื่อชั้นก็ขอเชิญลงไปจากยานลำนี้ให้หมดเลยนะ!”

กัปตันย้ำคำสั่งอย่างรุนแรง ทุกอย่างถึงกับเงียบสนิท แม้แต่หน่วยสไตรย์ที่ไม่ค่อยพอใจกับคำสั่งนี้แต่ก็ขัดคำสั่งมิได้ ท่ามกลางความคิดของกัปตันสาวผู้ที่อ่านแผนล่วงหน้าอย่างระมัดระวัง

“นี่คงต้องเป็นกับดักแน่ ดังนั้น ฝากด้วยละ อาร์ค!”

กัปตันโทโมโกะจำต้องให้อาร์คเสียงอันตรายคนเดียว เพราะรู้ว่ายานคาเทเรียลำนี้เองก็กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากร้ายแรงด้วยเช่นกัน

“เข้าใจแล้วครับ…….ที่นี่ซินะ!”

อาร์คและวิงดั้มได้มาถึงที่หมายแล้ว แต่สิ่งที่พบกลับเป็นเพียง…..เมืองที่รกร้างไร้ผู้คนท่ามกลางทะเลทราย สภาพของเมืองราวกับถูกบางอย่างทำลายจนพังพินาศมานานหลายปีแล้ว ทั้งอาคารและบ้านเรือนที่เป็นอิฐทรายก่อกันเต็มไปด้วยรอยแตกโหว่ เศษอิฐน้อยใหญ่กระจัดกระจายคละไปด้วยฝุ่นทรายสีเหลือง ซากเมืองที่เงียบสงัดไม่มีวี่แววให้สิ่งใดๆอยู่ได้ดั่งเมืองที่ได้ตายไปแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้นกลับยังมีสัญญาณรบกวนอย่างน่าประหลาด และบรรยากาศที่น่ากลัวทุกก้าวที่เดินเข้าไป มันทำให้รู้สึกขนลุกได้ไม่น้อยเหมือนเกมยิงซอมบี้ตอนช่วงกลางวันแสกๆ

โครมๆ! กำแพงข้างซ้ายเหมือนมีอะไรชนทะลุผ่าน โชคยังดีที่ไม่ตรงกับที่วิงดั้มยืนอยู่ ลูกตุ้มเหล็กหายกับเข้าไปก่อนที่แท่งแหลมๆแทงออกมาจากทรายและเสียดหัวไหล่ไปนับมิลฯได้

“แน่เหมือนกันนิ ที่หลบการโจมตีนี้ของพวกเราได้ แบบนี้ค่อยน่าขยี้สมกับค่าจ้างที่แพงลิ้วนี่หน่อยแล้ว…”

เสียงที่มาพร้อมกับหุ่นที่ซ่อนอยู่ใต้ทรายปรากฏตัวด้วยการเหวี่ยงหอบเข้าใส่ วิงดั้มกระเด็นใส่ผนังซากตึกใกล้ๆ พร้อมกับเงาหุ่น ACT อีกสี่เครื่องที่กระโดดเข้ามายืนโชว์ตัวบนแท่งซากตึกเหนืออาร์คเบื้องหน้าแสงอาทิตย์อย่างมีระเบียบ รวมทั้งเป็นการแสดงถึงความเหยียดหยาดต่อหน้าอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

“ดูมันซิว่าจะทนได้ชักกี่น้ำ! ก่อนที่พวกเราจะส่งไปทัวยมโลกกันแน่”

อาร์คและวิงดั้มต้องเผชิญหน้ากับทหารรับจ้างฝีมือดีทั้งห้า ที่หมายเด็ดค่าหัวของวิงดั้มตามที่ทาง CAPE จ้างวานมา นักรบผู้ชำนานการลอบสังหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว

…………………………………..............

“เดี๋ยวก่อนคะ ทำไมถึงได้ตัดสินใจแบบนั้นละคะ!”

โอเปอเรเตอร์สาวแว่นที่หลบมาถึงสะพานเดินเรือแล้วซักกัปตันสาวอย่างสงสัย แต่ก็รีบหลบหน้ากลับกลัวจะโดนจับลงยานอย่างที่โดนขู่เอาไว้

“ชั้นรู้แล้วว่าเป็นกับดัก ถ้าไปกันหมดก็ถูกกระนาบโจมตีเละ แต่ถ้าไม่ไปเลยก็ถูกพวกจุดนั้นอ้อมตีกระนาบด้านหลังอีก จะแบ่งกลุ่มมีหวังได้ละลายกันหมดแน่ จึงได้แต่หวังพึ่งฝีมือของเค้าต้านพวกมันทางนั้นที่มีไม่มากเอาไว้ ส่วนพวกเราเอง……..”

ตูมๆๆ! ทางยานคาเทเรียเองก็ต้องพบกับเสียงระเบิดดังขึ้นใต้พื้นทรายอย่างต่อเนื่อง ตัวยานสั่นสะเทือนไปทั่วแม้ว่าจะไม่ได้โดนแรงระเบิดไปไม่เต็มที่นัก แต่มากพอจะทำให้ทุกคนตื่นตระหนกและทำให้สาวผมน้ำตาลแดง มิว มาดริก คนนี้ตื่นขึ้นจากนิทราได้แล้ว

“กัปตันคะ ทุ่นระเบิดใต้ทรายคะ ปีกซ้ายได้รับความเสียหาย แรงลอยตัวลดลงแล้วค่ะ…”

ไม่ทันไรสัญญาณเตือนภัยเริ่มดังขึ้น และกัปตันโทโมโกะที่รุกเข้าไปในสะพานเดินเรือพร้อมสถานการณ์ที่เริ่มไม่ค่อยเข้าท่าดังคาดซะแล้ว

“กัปตัน ตรวจพบเซนเซอร์ในระยะประชิด 500 เมตรด้านหน้ายาน หุ่นรบค่ะ ไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดได้ค่ะ”  

โอเปอเรเตอร์สาวแว่นรายงาน กองทัพที่อำพรางตัวอยู่ใต้พื้นทรายด้วยอุปกรณ์กำบังเรด้า ปรากฏตัวพร้อมยิงพวกอาวุธหนักพากันดานหน้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง ดูจากชนิดรุ่นของหุ่นแล้วคงเป็นพวกทหารของ CAPE ไม่ผิดแน่ สิ้นเสียงคำสั่งออกรบดังขึ้นจากกัปตัน และนักบินที่พร้อมเพรียงโดยถ้วนหน้า

“คุ้มกันยานอพยพด้านหลังด้วย ACT ทุกเครื่อง ออกรบได้….”

“ในที่สุดหน่วยสไตรก็ได้ออกโรงซะที” เรลี่ที่พูดด้วยความสะใจก่อนบินนำหน้าหน่วยสไตรออกไปก่อนเฉยเลย…

“อย่าตัดบทพูดของฉันชิยะ เรลี่” ไรนะทิ้งท้ายเสียงก่อนที่จะออกรบแทนมิวที่ยังมาไม่ถึงชักที

“พวกหล่อนเนี่ยน้า….” คาออสที่บ่นแบบหน่ายใจกับพวกผู้หญิงได้พาลูกทีมออกมาช่วยสกัดคู่ต่อสู้ด้วย ยานคาเทเรียได้พยายามยันการรบเอาไว้ในระหว่างที่วิงดั้มออกไปตามเป้าหมาย งานนี้ขึ้นอยู่กับอาร์คแล้ว

…………………………………………..

หุ่นรบ ACT ของทหารรับจ้างทั้งห้ากระโดดเข้าจู่โจมยากระยะไกล แต่อารืคคงไม่โง่พอที่จะอยู่ให้ลุมตื้บได้แน่

ฟิ้วๆ! บีมไรเฟิลสองนัดสวนกลับไปยังทั้งห้า แต่ก็แตกขบวนวนรอบวิงดั้มและอาร์คซึ่งพยายามบินฝ่าออกไป

“พวกนายเป็นใคร ไม่ใช่ CAPE ใช่มั้ย!” กระสุนและอาวุธบินกระหน่ำลงมา ซากตึกช่วยบังได้มากโขอยู่

“ห่วงตัวเองก่อนเถอะ…” ACT สองเครื่องแปลงร่างเป็นยานรบเข้ามาทั้งหน้าหลัง เป็นรุ่นเดียวกับรุ่นใหม่ที่ทะเลแดง หมายจะพุ่งชนด้วยคลื่นความเร็วสูง

“ชั้นไม่อยากจะทำแบบนี้เลยนะ….”

วิงดั้มพ้นได้ด้วยการกระโดดตีลังกาข้ามหัวยานทั้งสอง ก่อนจะใส่บีมไรเฟิลไปที่ยานทั้งสองที่หมดสิทธิป้องกัน เสียงระเบิดดังรุนแรงจนไม่เหลือซากเครื่องยนต์แม้แต่น้อย

“แกนะแก!”

ACT อีกเครื่องกระโจนขึ้นมาจากพื้นทราย วิงดั้มโดนจับล็อกไว้ด้วยแขนที่ใหญ่กว่าทั้งสอง ขยับไม่ออกแล้ว

ฉับๆๆ!

เสียงที่ดังแสบแก้วหู จนทำให้แขนทั้งสองถูกตัดทิ้งออกมา และลำตัว ACT เครื่องนั้นถูกผ่าตามแนวตั้งจนแยกออกเป็นสองซีก และดาบสีเงินที่อยู่บนมือที่แกว่งไกว่ของหุ่นสีเขียวเจ้าของมัน

“ทำได้แสบดีนิ”  

หลังโดนของแข็งๆกระแทกอย่างแรงจนพุ่งไปกองกับพื้น พร้อมกับหุ่นสองเครื่องสุดท้ายที่ดานหน้าลุยเข้ามาเหมือนรู้ความคิดอาร์คได้

กึก! ตุบๆ! ลูกตุ้มที่พุ่งเข้าหาหมายซ้ำอาร์คถูกผ่าเป็นสองซีกด้วยดาบสีเงินที่คมตกกระแทกพื้นดิน และร่างเจ้าของที่เสียแขนข้างที่ถือลูกตุ้มนั้นจนต้องโดดถอยออกไป

ทว่าวิงดั้มก็ถูกย้อนถีบจากด้านบนด้วยฝีมือของหุ่นอีกเครื่อง หุ่นรุ่นหนาแบบคัสตอมตระกูลเดียวกับที่เคยเห็นหัวหน้าสาวกลุ่มเควีเรียใช้ ในโทนสีส้มที่แสบตา ถือหอบที่มีใบมีดยาวแหลมคล้ายดาบด้ามยาวมากกว่าหอบ และอาวุธที่แตกต่างจากที่เคยเห็นมามาก

“แค่นี้ยังอ่อนหัดไปสำหรับข้าคนนี้ ย๊าๆ”

หุ่นรบสีส้มของนักบิน ก้มตัวหลบดาบของวิงดั้มอย่างง่ายดายก่อนฟาดหอบกลางลำตัว วิงดั้มที่กันด้วยดาบได้ลอยขึ้นไปก่อนโดนยิงแกลลิ่งที่หลังจนโทรม แล้วปิดด้วยวงคลื่นดาบความถี่สูงรูปกาบาตที่ที่ผ่านร่างสีเขียวจนกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง  

“โอ้ย! อะไรกัน การเคลื่อนไหวแบบนั้นมัน!”

อาร์คเจ็บตัวอย่างแรงยิงบีมไรเฟิลต่อเนื่อง แต่กลับไม่โดนเลยทั้งที่คู่ต่อสู้นั้นตัวใหญ่และไม่น่าจะหลบพ้นได้ง่ายๆแบบนี้

“การโจมตีของนายทั้งหมด ชั้นมองเห็นหมอแล้ว ดังนั้นไม่มีทางทำให้หุ่นเครื่องนี้มีรอยขีดข่วนได้หรอก”

แววตาของนักบินที่ดูมีประกายผิดปกติมองเห็นวงของดาบที่เหมือนถูกลากมาเป็นเส้นยาวต่อเนื่อง จากมุมซ้าย วกขึ้นบน และแทงซ้ำจุดเดิม ก่อนจะออกขวาเข้าพันทางด้านหลัง ซึ่งสามารถป้องกันดาบตามเส้นดังกล่วได้หมด แล้วพุ่งชนกลับใส่อาร์คจนถลาและตามด้วยกระสุนระเบิดจากหัวเข่า

“มองเห็นงั้นรึ! การเคลื่อนไหวของเราเนี่ยนะ”

อาร์คยิงบีมชาร์คไรเฟิลนำไปก่อนจะเข้าประชิดอีก ทว่ามันกลับหลบแล้วแทงกลับได้ อาร์คหลบปลายหอบได้เสียดใต้แขนแต่ก็ถูกมือขนาดใหญ่อีกข้านจับหัวจนลอยแล้วโดนยัดกระสุนบืนใหญ่จากใต้หัวเข่า

“ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะชั้นนี่แหละคือมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกยังไงละ”

อาร์คยิงบีมไรเฟิลพร้อมวิ่งออกซ้าย แต่มันก็หลบไปด้านเดียวกันพร้อมฟาดหอบใส่ ด้วยคลื่นความถี่สูงจากหอบทำให้ลำตัวโดนบาดจนเกิดประกายไฟเป็นทางยาว เสียงกรีดร้องของแผ่นเหล็กดันลั่นจนช๊อดไปจนถึงค๊อกพิล

“อย่ามาพูดบ้าๆ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สมบูรณ์พร้อมหรอก”

อาร์คฉุนคำพูดอวดดีนั่นใช้โล่ลำแสงต้านประสุนปืนใหญ่ไว้ได้ แล้ว…

“เพราะไม่งั้นๆ….ที่ผ่านชั้นคงไม่ต้องสูญเสียสิ่งสำคัญไปมากมายหรอกนะ”

บีมชาร์ทไรเฟิลยิงลั่นออกมาแสกหน้าทหารรับจ้างอย่างเต็มที่ เสียงตูมดังขึ้นพร้อมควันและฝุ่นทรายที่ฟุ้งกระจายออกไปทั่วจนมองไม่เห็น ทว่ายังมีเงาหุ่นที่ยืนนิ่งโดยไม่สะทบสะท้านเลยชักนิด

“ก็บอกไปแล้วไง ไม่ว่าจะกี่ครั้งมันก็เหมือนเดิมนั่นแหละ ตราบใดที่ชั้นมองเห็นการเคลื่อนไหวของแกอยู่ ชั้นก็จะไม่มีวันแพ้เป็นอันขาด ตลอดไป!”

หุ่นสีส้มยืนอยู่ข้างหลุมระเบิดทรายขนาดใหญ่เพียงไม่กี่เมตร เขายังหลบได้และเฝ้ามองไปรอบๆตัวที่ปกคลุมไปด้วยม่านฝุ่นทรายอีกครั้งอย่างใจเย็น แต่ว่าเงาปรึศนาที่มีแสงตาสีเหลืองมุ่งเข้ามาจากด้านหลังโดยที่ไม่สังเกตเห็นรอคอยอยู่

"ชั้นถึงต้องต่อสู้เพื่อสิ่งที่ชั้นเชื่อมั่น ชั้นจะต้องสู้ และชนะนายซะ ย้ายๆ!....."
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 17, 2011, 01:13:54 AM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: