หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานหุ่นปีกแห่งฟ้า WingDam : CHAPTER 38 ปีกที่ฟื้นคืนชีพ  (อ่าน 50241 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #75 เมื่อ: มกราคม 06, 2013, 10:25:11 PM »

เพื่อนกิน...หาง่าย! เพื่อนตาย... หายาก!

ถ้าให้พูดถึงเพื่อนที่สนิทรู้ใจที่สุดแล้ว ไม่ว่าใครก็คงต้องมีอยู่แล้วอย่างแน่นอนที่สุด

อย่างน้อย...ซักคน!

ไม่ว่าจะเป็นคนที่รู้จักกันมานานโข คนที่ชอบหาเรื่องชวนทะเลาะเป็นประจำ คนที่เป็นคู่แข่งตลอดกาลที่ยอมแพ้ให้ไม่ได้ คนที่สามารถเข้าใจซึ่งกันและกันได้แม้นิสัยจะต่างกันแบบสุดขั่ว คนที่ร่วมฝ่าฟันความยากลำบากมาด้วยกันนับครั้งไม่ได้ รึคอยช่วยเหลือให้กำลังใจกันตลอดมา และตัวอย่างอื่นอีกมากๆมายๆ

นั่นก็คือความสัมพันธุ์ทั้งหมดระหว่างเด็กสาวสองคนที่เติบโตมาด้วยกันตลอดมา ไม่ว่าจะโรงเรียนเตรียมทหารสุดโหด ฝ่าฟันการฝึกนรกจนได้เป็นทหารใหม่จริงๆ ทั้งงานแสนสาหัส ประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม จนมาถึงตอนนี้ได้ ในฐานะนักบินหน่วยพิเศษแห่งกองยานที่ 0 คาเทเรีย

นั่นคือทั้งหมด ของสองสาวน้อยมากความพยายาม...จนแทบบ้าตาย ระหว่างชั้น

และ คาเซะ

ดังนั้น....

“ถ้ายังมีเวลาเหลืออยู่ ก็ควรสนุกกับชีวิตให้มากๆนะ!”

คำพูดนั้นของคาเซะที่ยิ้มร่าเหมือนพูดเล่นๆ ทั้งที่พึ่งทำป่วน! จำไม่ได้แล้วว่าเป็นตอนไหน!

 แต่... ชั้นก็กลับรู้สึกเบาใจอย่างบอกไม่ถูก ยายผู้หญิงห้าวๆบ้าพลังที่ชอบหาเรื่องปวดตับให้อยู่เรื่อย แต่กลับจริงใจพูดจริงได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างคาเซะนี่ละ

ถ้าเธอเป็นผู้ชายชั้นอาจจะตกหลุมรักไปแล้วก็ได้ แหะๆๆ... ว่าไปนั่นละ!

แต่... ชั้นกลับไม่รู้ตัวเลย ว่านั่นอาจเป็นคำพูดสุดท้ายที่ได้ยินจากเธอ

น่าเศร้านัก! สิ่งที่ชั้นเห็นตอนนี้กลับยิ่งยืนยัน จนไม่อาจจะปฏิเสทได้

ที่เพื่อนคนสำคัญที่สุด คาเซะ กลับกลายเป็นร่างที่ไร้ชีวิต ไร้ลมหายใจ แม้แต่จิตใจ คนที่ชั้นรู้จักกลับกลายเป็นร่างจักรกลที่ไม่ใช่ตัวเธอไป  

ไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้ ความรู้สึกหนักที่เหมือนจมลงไปในทะเลลึกแสงอาทิตย์ ความรู้สึกที่ไม่อาจยอมรับได้ว่า

ไม่มีเพื่อนรักที่ชื่อ คาเซะ คนที่ชั้นรู้จักอีก ต่อไป.....แล้ว



“ม่ายยยยยยย.....!”

ร่างของเด็กสาวที่ไร้แรงต้านทานทุกอย่าง ใจที่แตกสลายทั้งร่างที่ทรุดทิ้งตัวลงราวไร้น้ำหนัก ก่อนที่ศีรษะจะกระแทกพื้นยังดีที่มีคนคว้ารับตัวเธอทัน แต่...

“ไรนะ ทำใจดีๆไว้ดิ๊ ไรนะ!”

เรลี่ที่รับได้รีบประคองร่างเธอไว้ได้ พยายามเรียกสติเธอกลับ แต่ไรนะนั้นกลับไม่ตอบสนองกลับให้ใจชื้นขึ้นเลย เหลือเพียงร่างที่ไร้จิตใจ กับดวงตาที่มืดมนไร้ซึ่งประกายของชีวิต

ดังกับว่า จิตใจของเธอ ได้ตายไปแล้วพร้อมกับคาเซะ

ปังๆ  ...!  

“เรลี่ ช่วยดูพาไรนะที!”

เนียร์ที่ยังตั้งสติยิงสอยจุดอ่อนของพวกมันสองตัวจนหยุดนิ่งระเบิดไป จุดสว่างสีแดงเสมือนศูนย์ควบคุมเหล่าสุนัขหุ่นยนต์พวกนี้ดับวูบลง ซึ่งเนียร์ต้องใช้สมาธิอย่างมากในชั่วพริบตา ต่อให้ IQ 180 สูงอย่างเธอก็ยังทำได้ยากมากอยู่ดี

“แต่ว่าไรนะ เธอยัง... เธอยัง...!”

“ไม่มีเวลามากแล้วนะ...”

เป็นอย่างที่เนียร์พูดมานั่งแหละ พวกสุนัขหุ่นยนต์มันมีมากเกินไป พวกมันเดินโอบจากด้านหน้าปิดประตูจนหมด แถมด้วยจ่าฝูงที่กลายเป็นหมายักษ์สองหัวตัวสูงเท่าตัวพวกเธอยืนขวางตรงหน้าอีก

ซ้ำร้ายนอกจากจะช่วยคาเซะไม่ได้แล้ว ไรนะเองก็ช๊อกจนหมดสติไปอีกคน เหลือเพียงแค่เรลี่กับเนียร์ที่อ่อนล้าบาดเจ็บกับกระสุนปืนชุดสุดท้าย

ฮ่องงงงงงงง...! พวกหมาหมู่กระโจนเสียงแสบหู หวังเพียงแค่อย่างเดียวคือ ขย่ำเหยื่อ

ปังๆๆๆๆ...! ความแม่นของเนียร์ยังลดพวกด้านหน้าได้แค่บางตัว

“เนียร์ ไม่ไหวแน่เลยยยย...!”

....

ตูมมมม.....!

เพดานห้องพังทลายลงด้วยแรงระเบิด เศษปูนที่แตกพังพากันร่วงลงทับเหล่าหุ่นยนตสุนัขทั้งฝูงไปทั่ว แสงไฟที่ดันอ่อนอยู่แล้วยิ่งดับวูบตามเสียงร้องโหยหวนเหล่าหมาจักรกล พื้นห้องยิ่งสั่นไหวจนทุกคนพากันกองกับพื้น ทุกอย่างเร็วมากจนแทบตั้งตัวไม่ทัน ทั้งคนทั้งหมา

โครมๆๆๆๆ ตุบ


สภาพห้องชั้นใต้ดินที่ 35 สงบลงซะที ไฟสำรองเริ่มทำงานอีกครั้ง ฝุ่นควันยังฟุ่งไปทั้วห้องไร้ทางระบาย สามสายที่เหลือเลยพากันมอมแมมตามไปด้วย เนียร์โผล่หัวขึ้นมาปัดฝุ่นเล็กๆน้อย เห็นแค่ซากเพดานกองทับถมประตูจนหมด ฝังพวกหุ่นไปตามกัน แต่ก็มัวฝุ่นจนแทบไม่เห็น ไม่ทันไรอีกคนเองก็โผล่หัวตามออกมาเหมือนกัน

“โอ้ยยย! อย่างนี้จะเรียกว่าโชคดีรึโชคร้ายดีละเนี่ย...”

“ดูนั่นสิ ข้างบนนั้น...มัน!”

เรลี่ที่ยังแบกไรนะอยู่รีบทักเพื่อนไร้อารมณัทันที ในสายตาของเธอนั้นเห็นเงาใครบางคนภายใต้ควันนั้น คนที่ยืนอยู่บนซากปูนเละเทะแบบไม่ยี่หระ

น่าแปลกที่มีลมพัดผ่านในที่แบบนี้ เรลี่เริ่มเห็นคนๆนั้นมากขึ้น แสงประกายจากสายผมสีน้ำตาลแดงชวนพิศมัย โบกสะบัดพร้อมควันที่พัดจางหายออกทางหน้าต่างห้องที่แตกเป็นรูเล็กๆ ตัดกับชุดดำทั้งตัวแบบสายลับ ใบหน้านั้นเริ่มเด่นชัดขึ้นจากแสงที่กลับมา หากเป็นใบหน้าที่พวกเธอรู้จักดี

เธอคนนั้นก็คือ...



“มิว!”

“มิว มาดริก”

“นี่เธอ ทำไม ถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

เรลี่กับเนียร์คาดไม่ถึงว่าตัวช่วยลับที่ถูกปลดล๊อกมาได้ถูกจังหวะแบบนี้ จะเป็น! เพื่อนคนสุดท้ายของทีมสไตรเรย์ที่หายตัวไป ตามที่อาร์คเคยว่าไว้ เขาคลาดจากเธอไปที่เมืองมอสโคว์นิ ไม่น่ามาโผล่เอาแถวนี้ได้ไม่ใช่เหรอ!

“คนที่ต้องถามควรจะเป็นทางนี้มากกว่า หมายเลข 2 ที่เค้าล่ำลือกัน”

ในซากปูนยังมีเสียงใครบางคนเล็ดลอดออกมาได้อีก สิ้นเสียงนั้นเศษปูนบางส่วนกระจุยออก ตามด้วยร่างหุ่นหมาสองหัวยักษ์พุ่งขึ้นมาได้ เจ้านี้อึดสมเป็นบอสดันเจี้ยนจริงๆ

“ถามชั้นแบบนั้น แสดงว่าคุณเป็นสมาชิกใหม่ที่เข้ามา H2P ได้ไม่นานงั้นสินะ ฝีมือคุณนิวอานีชักชวนเข้ามางั้นรึ!”

“ถึงว่า...เจ้าของเล่นซอมบี้พวกนี้ไม่ใช่เป้าหมายดั่งเดิมขององค์กรนี้แน่ๆ คิดจะทำอะไรกับคาเซะกันแน่”

มิวชำเลืองมองคาเซะด้วยความหดหู่เช่นเดียวกับพวกเรลี่ เธอรู้แล้วว่าเสียงมาจากเจ้าสองหัวที่รอดนั่นแหละ ท่าทางส่วนควบคุมที่ส่องแสงสีแดงให้เห็น จะติดตั้งกล้องกับอุปกรณ์สื่อสารไว้ด้วยจริงๆ ดูท่าคนๆนั้นคงเห็นเหตุการณ์ตลอด ผ่านสุนัขเฝ้ายามพวกนี้

“แน่นอนอยู่แล้ว นี้เป็นผลงานดั้งเดิมของชั้นแต่ก่อนแล้ว กองทัพหุ่นรบที่ไม่มีวันตาย ผลลัพท์จากการวิจัยโครงสร้างและแกนหัวใจของพวกอิมฟอสคลาสโคออดิแนต ตระกูลที่สามารถดูดกลืนสิ่งอื่นเพื่อพัฒนาตนได้ ไม่จะไม่สมบูรณ์ 100% ก็ทำให้พวกสาวน้อยพวกนี้แทบแย่นิ ต่อให้พกเธอรู้จุดอ่อนแล้วก็เถอะ”

เรื่องนี้สามสาวยังอึ้งจนพูดไม่ออก คนๆนี้เป็นถึง ดร.สติเฟื่อง ที่เอาสัตว์ประหลาด อิมฟอส (The Invader Monster for Unknown Site ; IMFUS) ซึ่งเริ่มอาลาวาททำลายเมืองครั้งวิกฤตฝนอุกกาบาต ซ้ำเอามันมาทดลองบ้าบอถึงเพียงนี้

ยิ่งทำให้เนียร์เดาได้ว่าเจ้าคนๆนี้ ก็คือเจ้านักวิจัยสติเฟื่องที่เคยสะกดรอยมาตลอด Dr.O เจ้าปัญหานั่นเอง

“เอาเถอะ แต่ว่าแบบนี้อยากได้ความทรงจำกลับคืนมากขนาดนั้นเลยรึ ถึงกับถ่อสังขารที่ล้มเหลวนั่นมาที่นี่ คงจะรู้ผลลัพท์ดีแล้วนะ คุณนิวอานีลงมือลบทิ้งด้วยตนเองเลยละ”

“มิว! ที่เจ้านั่นพูดถึงเธอมันเรื่องอะไรกันแน่ เธอรู้อะไรงั้นรึ!”

เสียงสดใจแบบเจ้าเล่นั่นยินดีที่เห็นมิวหน้าถอดสี ยิ่งเรลี่ถามซ้ำยิ่งรู้สึกหนักอึ้งเกินจะบอกตอนนี้ได้ เดิมทีมิวเองแค่ต้องการเจาะระบบเข้าไปค้นฐานข้อมูลลับขององค์กรแล้ว เพื่อหาข้อมูลอดีตของตนแล้ว

แต่สุดท้ายก็ไม่เจออะไรเพิ่มเลย อย่างที่มันเย้ะเย้ย และนี่ก็ทำให้มิวขบฟันแทบคลั่งด้วยความเกรี้ยวกราด โดยที่เรลี่กับเนียร์ไม่เข้าใจ

ของมันแน่อยู่แล้ว! เพราะที่นี่ เวลานี้ ตอนนี้ มีเพียงมันเท่านั้น ที่รู้เรื่องของมิว กับสถาบันวิจัยมนุษย์ Hyper Human Physicalor (H2P) แห่งนี้

“แบบนี้พวกเราไม่ต้องเสียเวลาออกตามหาให้เสียเวลา แล้วชั้นจะเอาหน้ากับคุณนิวอานีเอง ผลงานการทำลายผลงานที่ล้มเหลวไปพร้อมกับพวกหนูผู้บุกรุกตัวน้อยๆได้”

“หุบปากเน่าๆนั่นซะ...”

เส้นด้ายอารมณ์เส้นสุดท้ายขาดเปรี้ยง มิวชิงพุ่งใส่เจ้าของเสียงสุดชีวิต แส้ไฟฟ้าที่ซ่อนไว้ฟาดมุ่งสู่หัวข้างนึงของเจ้าสองหัว แต่มันกระโดดหลบซ้ายไปได้หลายหลา เตรียมพุ่งสวนกลับมาด้วยกรงเล็บที่หั่นเธอออกเป็นแตงกวาชิ้นบางๆได้ไม่ยาก  

มิวกระพริบตาให้สัญญาณตอนขับขัน ไม่ตอบข้องสงสัยของทุกคนที่นั่นแม้พวกเรลี่อยากรู้ แต่พวกเธอทุกคนก็ยอมรับคำ

“ทุกคน โดดหลบเร็ว”

เนียร์และเรลี่ต่างพาไรนะที่ไร้สติพุ่งออกข้าง ก่อนตามด้วยลูกระเบิดของมิวโยนแสกหน้าสองหัวหมาเหล็กไปดอกนึง

ตูมมม...! มันทำได้แค่ให้สงักไปชั่วครู่ พร้อมกับควันโขมงตรงหน้า แล้วมันก็กวาดเล็บผ่าเข้ามาได้ ควันโดนตัดขาดสลายไป

แต่... ไม่มีใครเหลืออยู่ตรงนั้นเลย...ซักคน  นอกจาก...

ตูมมมมม....!

ระเบิดมือที่ถูกทิ้งไว้ใต้ลำตัวมันโดยเนียร์ตามที่มิวคาด เกิดระเบิดขึ้นทันตา เจ้าสองหัวได้รับบทเรียนสาสม โดนแรงอัดลอยครึ่งเมตร ก่อนกระแทกลงพื้นเต็มที่เหมือนไม่เป็นอะไร

แต่พื้นตรงนั้นดันทะลึ่งพังด้วยระเบิดตะกี้เหมือนรู้งาน มันเริ่มเสียการทรงตัวตามพื้นที่ยุบลง ทั้งซ้ายขวามีมิวกับเนียร์ออกมาคอยแจกของขวัญให้ถึงตัว

ปังๆๆๆๆ...

ทั้งคู่ที่ประสานงานจนถึงตอนนี้ ระดมสาดกระสุนตะกั่วพร้อมกันใส่หัวทั้งสอง มันพยายามจะดิ้นรนทั้งที่ตัวจมลงไปด้านล่างด้วยน้ำหนักตัว คอร์ควบคุมหัวฝั่งเนียร์แตกไปหนึ่ง แต่ฝั่งมิวฟาดหัวหลบได้ก่อนฟาดกลับหาเธอ ดีที่ตัวมันร่วงหายลงชั้นล่างก่อนพอดิบพอดี

“แต่คอร์ควบคุมของมันยังเหลืออีกหนึ่ง คงยังไม่หมดฤกธิ์ง่ายๆแค่นี้แน่”

“ขึ้นไปชั้นบนนี้เร็ว พวกเราจะหนีออกทางนั้น”

มิวจ้องมองหน้าทุกคนเอาจริงอีกครั้ง สีหน้าที่พยายามเก็บความเศร้าทั้งเรื่องตัวเองและเรื่องคาเซะ เห็นสบโอกาสก็หลบหน้ารีบนำขึ้นพื้นด้านบน ตามเศษอิฐที่กองสูงแทนบันได มันมากพอให้เรลี่ยอมพาไรนะตามขึ้นไปโดยไม่พูดมาก แต่กับเนียร์มันมากกว่านั้น

“เหมือนวางแผนอะไรเอาไว้ก่อนแล้วเลย!” เนียร์ที่รู้สึกอย่างนั้นก็จริงแต่ก็ยังไม่ใจตัวเธอมากพอ ยิ่งเรื่องเมื่อกี้ แต่เธอก็ตัดสินใจไม่ถามมิวไปตรงๆทันที

-บางทีเมื่อถึงเวลานั้น เธอคงพร้อมจะเล่าเรื่องของตัวเธอให้พวกเราฟังเอง ละนะ!-

ลูกระเบิดฝากท้ายร่วงจากมือเนียร์ที่เริ่มไล่ตามไป มันหล่นลงพื้นที่ถล่มลงไปทั้งๆที่ไม่มีสลัก ผลลัพท์ก็คือ...

ตูมมม

เท้าเรลี่ต้องกระโดดพ้นเศษปูนขึ้นด้านบนก่อนแรงระเบิด แลไรนะที่ถูกเรลี่พาไปในสภาพไร้สติเองก็ได้เห็นด้านล่าง ดวงตาที่ไร้แววภายในกลับเริ่มเห็นประกายของสติอีกครั้ง

เพราะสิ่งที่เห็นในสภาพที่ถูกแบกอยู่นี้ เป็นร่างของคาเซะที่นอนนิ่งในแคปซูลด้วยร่างหุ่นยนต์ แถมกำลังออกห่างจากสายตาเธอไปเรื่อยๆ

เสียงสะอื้นสุดท้ายที่ไม่มีใครได้ยิน นอกจากตัวไรนะเสียเอง ยิ่งอย่างนั้น น้ำตาก็ยิ่งไหลนองหน้าทั้งที่พยายามจะหยุดไว้  ต่อหน้าคาเซะที่หล่นหาย ไปในหลุมมืดๆเบื้องล่าง

“คาเซะ...จัง”

 

เอาละ ผมพูดในสิ่งที่คุณต้องรู้ไปหมดแล้ว ดังนั้น ช่วยมอบพลังที่คุณมี ACT วิงดั้มมาด้วยเถอะครับ”

คำพูดชักชวนที่ไม่สมกับแรงสะเทือนด้านนอกฐานศูนย์บัญชากลางแอตเลนติก ชายผู้ชื่อ ชิอารก้า พยายามเกลี้ยกล่อมอาร์คด้วยวาทศิลป์ ผิดกับในมือที่ถือสวิตชนวนระเบิด พร้อมทำลายยานคาเทเรียที่กำลังรบกับพวก CAPE อย่างยากลำบากเป็นเครื่องมือ ทั้งติดตรงที่อาร์คเองก็ออกไปจากห้องขังไม่ได้ง่ายๆ ด้วยเงื่อนไขทั้งหมดเหล่านี้

“ผมจะเตือนอีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ชีวิตพวกเค้าทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณ”

“ว่าจะให้วิงดั้มกับผมหรือไม่...?”

อาร์คหยุดตามคำเตือนที่ดังนั่น

“ชั้นตัดสินใจแล้ว ชั้นขอเลือก...”

“ว่ามาครับ”

“ชั้นจะนายกับสวิตนั่นซะ ตัวเลือกที่สามของชั้น”

อาร์คลุกขึ้นฟาดขาใส่ข้อมือที่กำแน่นนั่นออก สวิตจุดระเบิดกระเด็นออกนอกลูกกรงด้วยความตกใจ อาร์คไม่รอช้าพุ่งชาร์ทเข้าใส่เต็มตัว ทั้งสองคนพากันล้มลงฟาดพื้นไปทั้งคู่

“ถ้างั้นคุณต้องหายไปจากโลกทางเดียวเท่านั้น...” ชิอารก้า ดึงมีดพบที่ซ่อนอยู่ออกมา หวังปักกลางหัวอาร์คให้มิดด้าม

จึก

 “คุณเป็นคนแน่ๆเหรอ ที่เห็นค่าของชีวิตเป็นเพียงแค่ตัวหมากที่ใช้แล้วทิ้งเท่านั้น!”

ปลายมีดหยุดแค่เซนติเมตรเดียวจากหน้าผาก แขนของชิอารก้าถูกหยุดด้วยกาบาตรท่อนแขนทั้งสองของอาร์ค อาร์คใช้สุดแรงเกิดดันกลับทั้งผลักแขนทั้งหมดพร้อมกัน มีดหลุดกระเด็นออกนอกหน้าต่างหายไป ต่างฝ่ายเหลือแค่ตัวเปล่าในลูกกรง สนาม Death Match ดีๆนี่เอง

ตอนนี้ได้ยิงแต่เสียงหมัดดังถี่จากที่นี่ ทั้งสองต่างยืนแลกหมัดสวนกันดุเดือดไม่ยอมกัน อาร์คยัดเข้าแสกหน้ากับลำตัว ชิอารก้าฮุบเข้าปลายคางกับสีข้าง เสียงตุบตับสะเทือนยิ่งกว่าด้านนอกที่ไม่แพ้กัน ไม่พ้นภาพฉายยานคาเทเรียที่กลายเป็นฉากหลังกำลังโดยโจมตีอย่างหนัก ทำท่าจะยาไม่แพ้กัน

 “เพราะคุณไม่เข้าใจอะไรเลยต่างหาก หากไม่มีการเสียสละ ก็ไม่มีอนาคตให้พวกเราได้หรอกนะ”

“ความคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวของพวกผู้ใหญ่แบบคุณ ทำให้เด็กที่เกิดหลังต้องร้องให้”

“เพราะคุณมันอ่อนต่อโลกเกินไปต่างหาก เหมือนที่ท่านกีฟรอสเคยพูดไว้เป้ะเลย ไม่มีผิด!”

“คุณรู้อะไรอยู่กันแน่” ชิอารก้าเผลอหลุดปากไปสร้างความสงสัยให้อาร์คอย่างน่าแปลก

“คุณชิอารก้า ผมได้มาแล้วครับ” เสียงทางนี้ต้องทำให้ทั้งสองหยุดมือลง เมื่อมีทหารอีกคนมาสมทบด้านนอกห้อง ทั้งในมือก็ถือสวิตนั้นไว้ได้แล้ว นับเป็นความโชคร้ายของอาร์คพอดี

“กดมันเดี๋ยวนี้!”

“ไม่...อย่านะ!”



“คำสั่ง ฐานนี้จะทำการยิงขีปนาวุธออกไปในอีก นาที ขอให้ทุกหน่วยเตรียมตัวรับผลกระทบจากการส่งตัวด้วย ขอย้ำอีกครั้ง...ฯลฯ”

เสียงประกาศดังขึ้นทั่วทั้งเมืองและฐานนี้ ที่ชั้นใต้ดินนี้ก็ไม่มียกเว้น เพราะก็ยังเป็นพื้นที่ของกองทัพ ทหารทุกคนรู้ดี แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่มิวทำได้คือวิ่งนำหน้าผอมเพื่อนที่จำตามมาหวังรอดออกจากสถานีวิจัยลับแห่งนี้ ทั้งมีกันแค่เรลี่ เนียร์ และก็ไรนะที่ซึมไป  4 คนเอง ทุกคนอยู่ที่ทางเดินชั้น 34 ที่ไร้ทางออก

ที่พวกเธอรู้อยู่ตอนนี้ เขตชั้นที่ 40 ของตรงนี้เป็นเขตฐานยิงขีปนาวุธพิสัยไกลที่มีในศูนย์บัญชาการสหพันธ์โลกเพียงแค่สี่จุดเท่านั้น ซึ่งเก็บเฉพาะหัวรบที่ใช้ที่เป็นถึงระดับนิวเคลียส์ การที่ประกาศใช้ของแบบนี้ในเวลาแย่ๆตอนนี้ก็หมายความได้เพียงอย่างเดียว....

 “ข้างนอกถึงขั้นต้องใช้ของแบบนี้ แปลว่าพวกกัปตันจังจะไม่เป็นไรแน่เหรอ!” อยู่เป็นนิจ ไม่ได้สนใจที่เรลี่พูดเท่าไร่

“ห่วงว่าพวกเราจะหนีออกไปได้ยังไงจะดีกว่า! เรลี่!”

เนียร์ที่พลางเคาะไหล่คอยปลอบใจไรนะ กลับตีสีหน้าเฉยเมย ทั้งที่มือชี้ไปทางด้านลิฟท์ที่มิวไม่ยอมไป เพราะหมาเฝ้ายามหุ่นยนต์ดันวิ่งกรูทั้งขบวนตั้ง 4 ตัว

“ตามมา...”

มิวแค่พูดตัดบทนำไปไม่ยี่หร่าพวกเรลี่ที่เหลือ

“จะออกไปยังไง บอกมาก่อนดิ ฟังชั้นบ้างสิ มิว!”

“โอ้ยยย! เจ็บๆ!” เรลี่น้ำตาไหลพล่าง หลังจากโดนหยิกแก้มงอนๆนั้นเต็มแรง ก่อนจะดีดกลับใส่หน้าเองซะอย่างนั้น มองค้อนกลับทั้งที่ยังโกยตามกลุ่มไป

แต่คนที่ทำเธอเจ็บไม่ใช่มิว สายตาที่กังวนของเธอก็เบาบางลง ความสามารถพิเศษของใบหน้าที่นิ่งไร้อารมณ์ของเนียร์

เนียร์รู้ตัวดีอยู่แล้ว่าตอนนี้หมดหนทางออกได้แล้ว ทางออกทุกเส้น ไม่ว่าจะเป็นลิฟท์หรือบันไดก็คงถูกปิดตายไปเรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าด๊อกเตอร์สติเฟื่องนั่น แถมทางระบายอากาศที่ใช้หนีได้นั้นก็เป็นไปไม่ได้เลย เพราะทางทั้งหมดมันอยู่ที่ชั้นแรกสุดเท่านั้น ไม่พ้นกับดักที่ค่อยๆเสนอหน้าแบบเจ้าพวกที่ไล่ตามมา ที่ไม่รู้จะโผล่มาอีกมากขนาดไหน

แต่สีหน้าผู้นำอย่างมิวนั้นไม่เปลี่ยนไปเลย ทุกครั้งที่เนียร์จ้องไปหาเธอ สายตาคู่นั้นไม่มีคำว่าถอดใจด้วยซ้ำ เนียร์ที่เห็นดังนั้นนไม่ว่ายังไงก็อยากจะเชื่อ เชื่อว่าเธอมีหนทางหาทางออกครั้งนี้ได้จริง เหมือนที่เคยรู้จักเธอ ในฐานะหัวหน้าทีม ลีดเดอร์!

พอดีกะที่มิวเลี้ยวกระแทกประตูบานนึงเข้าไปอย่างไม่ลังเล

“เอานี่ ใส่ซะ...!”

ห้องล๊อกเกอร์สำหรับนักบินทดสอบ อุปกรณ์มากมายถูกเก็บด้านใน มิวโดนชุดอุปกรณ์ครบคนให้ พวกชุดร่มชูชีพแบบบังคับได้ ชุดเชือกติดตะขอสลิงสำหรับปีนผา เห้ย...เดี๋ยวๆๆ! จะเอาของพรรณนี้มาใช้ทำอะไรมิทราบ

“นั้นดิ จะให้โดนร่มใต่เขาในตึกเนี่ยนะ เธอจะบ้ารึไง” เรลี่ร้องโวยวายก่อนเพื่อน

แต่ที่เหลือ ไรนะกับเนียร์ชิงใส่เสร็จหมดแล้ว

“25… 24… 23…”

“บอกให้ใส่ซะ...!”

“ไม่ต้องดุก็ได้จ้า...!” เรลี่โดนมิวขึ้นเสียง เลยยอมใส่ก็ได้

“22…”

“21…”

“เสียงนี่มัน อะไรละนั่น” ไรนะเกิดสงสัยผิดเวลา เหมือนเป็นลางแบบทุกที ทั้งยังไม่รู้เรื่องจรวดที่กำลังนับถอยหลังออกจากฐาน

“20…”

ตูมมมมม..... แต่เป็นพื้นฝั่งประตูที่ดันพังถล่มลงไปนี่สิ

“19… 18…  17…”

โฮ้งๆ.... เสียงคุ้นเคยๆ ที่ไม่อยากจะนึกถึง พากันเสียวสันหลังวาป

“มันมา อีกแล้ว.....” เจ้าจอมตื้อที่เรลี่เห็นพุ่งจากพื้นหลุม หาเป็นใครอื่น จักรกลเจ้ายักษ์หมาสองหัวไล่ตามมาจนถึงนี้ แค่ตัวมัน 180 ซม.ก็คับแน่นทางเดินจนต้องเดินช้าๆแทน

“16… 15…”

ปังๆๆ “รีบมาทางนี้เร็ว” ทุกคนวิ่งตามมิวโดยไม่เลความสยองด้านหลังที่เดินตุ่ยๆมา

“14… 13… 12….”

“กระโดดออกไปเลย” มิวว่านั้นแน่ะ แต่นั่นมันกระจกชัดๆ ข้างในนั้นเป็นใจกลางตึกที่กลวงจนถึงฐานจรวด พูดง่ายๆก็คือ... เหว!

“11…  10... ”

“ว่ายังไงนะ.....” ทุกคนที่ตามมาร้องเสียงหลง แต่แค่เนียร์ที่เสียงเหมือนรู้ไรแล้ว รู้ว่าเจ้าจรวดนี่ละ คือทางหนีสุดท้ายที่มิวคิดถึง

นั่นคือการเกาะติดจรวดออกไปข้างนอก ด้านบนทางส่งออกจรวดที่เปิกออก ช่องทางออกสุดท้ายที่เปิดช่วงปล่อยจรวดอย่างเดียว ทางเดียวที่ไม่มีใครหยุดไว้ได้ เพราะคำสั่งยิงมันถูกสั่งไปเรียบร้อยจนหยุดส่งตัวจรวดไม่ได้ ถึงใช้อุปกรณ์พวกนั้น

เพียงแต่คนคิดวิธีออกแบบนี้มัน...  บ้าขั้นเทพชัดๆ

“9… 8…”



อาร์คพยายามห้ามพวกชิอารก้ากดสวิตระเบิดยานคาเทเรีย แต่มือที่พยายามยื้นคว้าของสิ่งนั้นกลีบเหมือนอยู่ห่างไกลกันจนเอื้อมไปไม่ถึง นายทหารคนนั้นกำลังกดชนวนระเบิดตามที่ชิอารก้าต้องการ

“อย่ากดนะ...”

กึ๊ก นิ้วโป้งที่กดจมลึกลงไปจนสุด อาร์คที่มือช้าเพียงพริบตาถลาลงไปที่พื้นอย่างหมดหวัง ภาพฉายยานคาเทเรียตัดขาดไปทันที ชัยชนะตกเป็นของชิอารก้าไปโดยปริยาย

“เอาละ เอามันมาให้ผมได้แล้ว”

ชิอารก้าเตะอัดอาร์คที่นอนคว่ำหน้าไม่เลี้ยง เค้าต้องสูญเสียสิ่งสำคัญไปอีกจนได้ ทั้งที่ทุกคนบนยานคาเทเรียทุกคนก็ดีกับเค้ามาโดยตลอด ทั้งกัปตันโทโมโกะ คุณเซลเดอร์ที่เป็นช่างยอดฝีมือ โอเปอเรเตอร์ขี้อายอย่างพฤกษา หรือพวกมิวที่เคยอยู่บนยานมาด้วยกัน

ได้แค่ทุบกำปั้นลงพื้นด้วยความเจ็บแค้นใจ

-พวกเราเป็นพวกเดียวกันแล้วนะ ทำไมไม่เชื่อใจพวกเราให้มากกว่านี้หน่อยละ-

คำพูดแปลกๆที่หัวหน้าช่างเซลเดอร์เคยพูดไว้หยุดน้ำตาชายขี้แยตรงพื้น อาร์คกลับหันมามองจอภาพที่ชิอารก้าลืมปิดเอาไว้ ตอนนี้ภาพเริ่มกลับมาแล้ว

“เรานี่ บ้าจริงๆด้วย” รอยยิ้มเล็กๆมุมปาก ทำเอาชิอารก้าเองหันไปมองบ้าง ภาพที่ฉายนอกจากควันที่ฟุ้งบนฟ้าเหนือฐานนี้แล้ว ยานรบขนาดใหญ่สีแดงที่เคยอยู่ตรงนั้น ตอนนี้ก็ยังคงลอยเด่นอยู่เหมือนเดิม พูดง่ายๆยานคาเทเรียไม่ได้โดนระเบิดทิ้งไปเหมือนที่ขู่ไว้

“หมายความว่ายังไง ทำไมถึงไม่ระเบิดละ” คราวนี้ชิอารก้าหัวเสียแทน ลองกดด้วยตัวเองอีกครั้ง แต่มันก็ไร้ผล ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับภาพที่เห็นเลย ทำเอานายทหารเผ่นโลดก่อนแล้ว

-ขอโทษด้วยครับ คุณเซลเดอร์ บางทีผมเองควรจะเชื่อใจคนรอบข้างให้มากกว่านี้ มากกว่าที่จะแบกรับเพียงตัวคนเดียวก้ได้-

“คิดว่าชั้นเป็นใครกันรึ ของแบบนี้ไม่คณามือพวกเราไปได้หรอก ใช่มั้ยพวก”

รต.เซลเดอร์ ดิ กามิดี้ คนที่พูดถึงชูนิ้วโป้งไปทางพรรคพวกด้านหลังที่โห่รับ พร้อมของกลาง เจ้าระเบิดแสวงเครื่องทั้งหมด 6 กล่อง ที่ถูกกู้ฉนวนระเบิดไว้ได้หมดแล้วในโรงเก็บ ตอนนี้ยานคาเทเรียปลอดภัยแน่แล้ว

นอกเสียจากเซลเดอร์ที่โดนนินทาที่พูดกับตัวเองซะอย่างนั้น โดยไม่รู้ว่าถูกอาร์คคิดถึงเอาแบบนี้ด้วย...

“ถ้าเรื่องเป็นแบบนี้ ผลก็หายห่วงแล้วละครับ งั้นก็ถึงเวลาที่ผมต้องไปซะที”

“คิดจะไปไหน คุณถูกขังอยู่ที่นี้ และผลกำลังจะจัดการคุณอยู่แล้วนะครับ”

“ไม่น่าถาม ก็กลับไปหาพวกพ้องสิครับ!”

“ไม่มีทางหนีรอดออกจากตึกห้องขังแห่งนี้ไปได้แน่”

“งั้นก็ช่วยไม่ได้แฮะ” อาร์คถอนหายใจไปยืนพิงกับผนังห้อง มองกลับไปทางชิอารก้าที่เตรียมชักอาวุธลับออกมาจากตัว ซึ่งเห็นแค่เค้ากุมหน้าอกด้วยความกลัวเพียงเท่านั้น

หากไม่สังเกตว่าอาร์คไม่ได้เป็นเช่นที่คิด ที่จริงกำลังคว้ากำของในเสื้อจนแน่น สร้อยแขวนลูกแก้วสีมรกตสุดสว่าง

ห้องขังที่แคบทึบกลับมีลมโชยพัดผ่านเเปลกประหลาด บัดนี้สิ่งนั่นเริ่มส่องแสงสีเขียวน่าพิศวงออกมา มันจ้ามากจนลอดผ่านฝ่ามือของอาร์คที่หุ้มสิ่งนั้นไว้ชัดเจน ลมกระโชกแรงขึ้นจนข้าวของในนั้นเริ่มลอยขึ้น ชัดจนชิอารก้าต้องทึ่งจนงง เพราะไม่อาจรู้ว่าสิ่งเดียวกันที่ต้องการ อยู่ในกำมือของอาร์คแล้ว  

“วิงดั้ม..!”

เสียงเรียกหาของอาร์ค เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นแสงสว่าง แสงสีเขียวสาดจ้าจนตาชิอารก้ามัว และไม่เห็นสิ่งที่เกิดใต้แสงนั่นอีกเลย



“8…”

“แพล้ง” มิวนำวิ่งทะลุกระจกแตกกระจาย และก็กำลังร่วงลงไปข้างๆจรวดที่กำลังถูกส่งออกไปในไม่กี่อึกใจ ไรนะยังตาค้าง

“เอาจิงดิ....”เจ้าหุ่นยนต์สุนัขสองหัววิ่งไล่ตามมาจนจวนถึงตัวแล้ว เรลี่หน้าซีบอยู่คนเดียว ไรนะกับเนียร์ถือโอกาสซิ่งโดดหนีไปเรียบร้อบแล้ว เอาไงดีเนี่ย!

“7… 6…”

“ไม่ว่าทางไหนก็ตายเหมือนกันหมด งั้นขอโดดไปดีกว่า กรี๊ดดดด....!”

เรลี่จำใจโดดตามมาเป็นคนสุดท้าย พุ่งเข้าไปหาใจกลางตึกพร้อมทิ้งดิ่งลงไป ไม่กี่วิที่ตกถึงพื้นก็คงกลายเป็นก้อนเนื้อแดงๆที่ไม่น่าดูแน่น นี่มันฆ่าตัวตายหมู่ชัดๆ

แต่ตอนนี้ถึงไม่เลือก เธอก็ขอที่จะเชื่อใจ ในตัวมิว พร้อมการกระโดดครั้งนี้

“ถ้าเป็นเธอนำทาง พวกเราจะต้องรอดดดดดดด.....”

“5… 4…”

กึกๆๆ แกร๊ก....!

เสียงตะขอดังจนเรลี่ได้ยิน มันเกี่ยวมัดกับส่วนข้อต่อจรวดแน่น ตัวมิวถูกเหวี่ยงกลับเข้าหาตัวจรวดจนเกาะได้ เรลี่กับเนียร์คิดไม่ถึง ได้แต่ทำเลียนแบบก่อนทิ้งดิ่งลงพื้น แล้วเรลี่..

“เอางี้เลยเหรอแม่คุณ!  ไหงจู่ๆเกิดมืดขึ้นมาเฉยละ” ไอ้เงาที่มืดๆบังตัวเรลี่มิด มันอะไรหว่า...!

“3… 2…”

“ตื้อเกินไปแล้ววววว...”

เรลี่ร้องครวน... มันมาทั้งตัวเลย เจ้าหมายักษ์สองหัวลอยเหนือตัวเธอเสียเอง วินาทีเฉียดตาย เลยต้อรีบเหวี่ยงสลิงตามไปบ้าง แต่มันจะไม่ทันแล้ว

“1…”

ซูมมมมมม....

เรลี่ถูกกระซากชึ้นไปพร้อมจรวดที่จุดติดตัว สองหัวผู้แคล้วคลาดต้องวืดจนตกกระแทกพื้นอนาจ ซ้ำยังโดนไอพุ่นจรวดเผ่าขนแทบไม่เหลือซาก ถึงเวลาที่เรลี่ และผอมเพื่อนพยายามจับเชือกแน่นไม่ให้หลุดจากจรวดอันนี้แบบเอาเป็นเอาตาย คนดีๆเค้าไม่ทำอะไรบ้าๆกันแบบนี้แน่นอน

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด.......!

เสียงหวีดร้องโหยหวนทิ้งท้ายสีสาวที่ใช้วิธีเกาะไปกับจรวดหนีออกมาทางเดียวที่เหลืออยู่ คือไปพร้อมกับมัน สู่ด้านบนที่กว้างขวาง สู่ยานคาเทเรียที่รอคอยพวกเธอ

แต่แบบนี้จะไปรอดแน่เหรอ... เหอะๆ

แต่อย่างน้อย คนที่อยู่ท้ายสุดอย่างเรลี่ ก็มีโอกาสได้เห็นทุกอย่าง ในมุมที่ไม่เคยเห็ยมาก่อนในชีวิต รวมทั้ง...รอยยิ้ม!



เสียงสั่นไหวของตึงอาคารคุมขังหยุดลง ตอนนี้ห้องขังของอาร์คเต็มไปด้วยเศษผนังที่พังลงมาจากด้านใน แสงจากด้านนอกส่องผ่านรูกำแพงขนาดใหญ่จนแสบตาชิอารก้า ที่เค้าเห็นกลายเป็นว่าอาร์คยืนอยู่อีกฟากของกำแพงไปเสียแล้ว ซ้ำยังมองมาทางนี้ด้วย เหมือน

“ชั้นคงต้องไปแล้วละ รักษาตัวให้ดีด้วย...”

อาร์ค แผลถลอกบนแขนความเป็นห่วง แขนซ้ายของชายตรงหน้าที่มีปัญญาทำได้แค่มอง มองอาร์คที่กำลังลอยออกไปห่างๆ บนฝ่ามือใหญ่ๆพาอาร์คลับไป เบื้องหลังเงาสีเขียวที่ทอดอยู่ด้านหลังอาร์ค หุ่นสีเขียวที่เป็นเป้าหมายเครื่องนั้น ปากพาบ่นพึมพัมอยู่คนเดียว

“ครั้งนี้ชั้นแพ้แล้ว!”

วิงดั้มพาอาร์คบินขึ้นของศูนย์บัญญาการสหพันธ์โลกแห่งนี้ สายลมสีขาวเขียวพุ่งทยานตามเสาส่งจรวดขีปนาวุธที่ทอดขึ้นสู่ผนังท้องฟ้าของเทียม สู่ประตูเชื่อมต่อสู่ท้องฟ้าสีครามอันเป็นของจริง ที่กำลังจะปิดลงหลังพึ่งเสร็จหน้าที่ของมันไป

ในที่สุดอาร์คและวิงดั้มก็ทยานหายลับไป พร้อมเข้าสู่สมรภูมิของจริง สู่โลกภายนอกที่วุ่นวายและการต่อสู้ของเค้าเอง

"คอยก่อนนะ ยานคาเทเรีย"

อีกครั้ง...


CHAPTER 32 การหลบหนี...........End
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #76 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2013, 12:35:47 PM »

เมื่อราวครึ่งชั่วโมงก่อน ท้องฟ้ารอบศูนย์บัญชาการสหพันธ์แอตแลนติกเริ่มปกคลุมไปด้วยเสียงกระสุนกับแสงไฟ เป็นสัญญาณเริ่มสงครามกับฝ่ายอวกาศ CAPE อย่างแท้จริง กองทัพ ACT ของฝ่ายตรงข้ามกรูกันเข้ามาจากทั่วสารทิศ ทั้งทางน่านทะเลที่เป็นกองใหญ่ มา ใต้น้ำก็พร้อมไปด้วยกองเรือดำน้ำกับหุ่น ACT รุ่นใต้น้ำคอยก่อกวน บนฟากฟ้าเริ่มเห็นเงารางๆทยอยลงไม่ใช่พวกที่อยู่บนพื้นแต่แรกก็มาจากนอกชั้นบรรยากาศส่วนมาก ไม่เว้นทางบกก็เป็นแสงปืนใหญ่จากกลุ่มอาวุธหนักที่คอยยิงโจมตีอยู่ไม่ขาดตอน รอบทุกทิศเต็มไปด้วยกองกำลังน้อยใหญ่เข้าล้อมกรอบฐานอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ติดที่เกราะนอกฐานทัพที่แข็งแกร่งแม้แค่อาวุธนิวเคลียร์แห่งนี้ จึงยังทนได้อยู่

แต่ทางกองทัพสหพันธ์ที่พึ่งออกมาจากฐานทัพนั้นเสียเปรียบเต็มประตู เมื่อนับรวมกับยานรบชั้นเรือธงแล้ว นับว่ายังด้อยด้านกำลังพลอยู่ขั้นนึง ตอนนี้ยังถูกศัตรูกระนาบรอบด้านกลายเป็นเป้าใหญ่ แถมเสียกำลังไปหลายส่วนจากความพ่ายแพ้ก่อนหน้านี้ จึงไม่มีกำลังเสริมภายนอก

“ซ้ำร้ายอีกฝ่ายยังแบ่งกองกำลังผลัดเข้าโจมตีเป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง คอยตัดกำลังกลุ่มที่ออกมาใหม่ แบบนี้เหลือแต่รอเวลาโดนตีแตกเท่านั้น”

เสียงบ่นกับตัวเอง ชายชรามองเห็นภาพการรบเป็นอย่างดีทางนอกหน้าต่าง ในห้องส่วนตัวของนายทหารระดับสูงที่ถูกกักตัวชั่วคราว พท.วิสเบิร์ท อีกหนึ่งคนที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่ามองดูเหตุการณ์ยิ่งไม่สบายใจ ยิ่งเห็นยานธงลำนึงบนท้องฟ้าเหนือฐาน อยู่ในสภาพโดนโจมตีโดยทำอะไรไม่ได้ ยิ่งตีสีหน้าไม่ออก

ยานลำที่ว่านั่น ก็คือยานมีปีกสองข้างสีแดงทั่วลำ ตัวยานเริ่มโทรมจากการต่อสู้หลายครั้งยังซ่อมแซมไม่แล้วเสร็จ ก็โดนอาวุธปืนใหญ่จนเสียการทรงตัวชั่วครู่ ยังเคลื่อนที่สะเปะสะปะให้เป็นเป้านิ่ง จึงรู้โดยสัญชาตณาณ ว่าด้วยตัวกัปตันยานมีปัญหา

พท.วิสเบิร์ท หันกลับไปมองทางโทรศัพท์บนโต๊ะเพียงตัวเดียว สายตาบอกความลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจำต้องใช้มันในเวลาแบบนี้

เสียงระเบิดดังอู้อี้ทั่วสนามรบ ไม่เว้นในห้องพักแคบๆปูผนังเหล็กที่กันเสียงไม่อยู่ ห้องๆนึงภายในยานเรือธง “คาเทเรีย” ในเวลาแบบนี้ยังมีคนนอนหมอบอยู่บนโต๊ะอีกแน่ะ

“ตัวชั้น มาอยู่ที่นี่เพื่ออะไรกันแน่”

เธอก็คือหญิงสายที่ต่อสู้เพื่อกองทัพ เคยคิดว่ากองทัพเป็นผู้มีความถูกต้องยุติธรรมเสมอมา จนกระทั้งวันที่ล่วงรู้ความจริงของสงคราม ผลจากการวางแผนของกองทัพถึงกลับทำให้หมู่บ้านและคนที่ไม่เกี่ยวข้องตายนับร้อยเพื่อชัยชนะ นั่นทำให้กัปตันสาวสิ้นหวังจนถอนตัวออกจากทหาร ไม่กลับมาเข้ากองทัพอีกเลยนับแต่นั้น

แม้เวลานั้นผ่านไปมากกว่า 7 ปี สุดท้ายสงครามที่เริ่มขึ้น โทโมโกะได้ตัดสินใจกลับมาอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่เน่าแฟะเหล่านั้น แต่จนถึงตอนนี้มันกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง ทั้งที่ตัวเธอเองที่เป็นถึงกัปตันยานคาเทเรียแล้ว แม้จิตใจจะเข้มแข็งขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม ไม่อาจดูแลแม้แต่คนบนยานได้ ทั้งเด็กสองคนที่เคยช่วยในตอนนั้นต้องกลับมาต่อสู้ด้วยความแค้นในกองทัพ CAPE อย่างฮาเวนและมิสเทียร์ รึหัวหน้าของเธอที่ถูกกองทัพป้ายสีทั้งที่เค้าพยายามต่อสู้มากกว่าทุกๆคน แม้แต่อาร์คหรืออีกหลายคนที่ต้องประสบเคราะห์กรรมต่างกัน

มันทำให้โทโมโกะหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อ ในการต่อสู้ที่ไร้หนทางชนะ ต่อสิ่งที่เรียกว่าอำนาจของโลกเช่นนี้

ตื้ตๆๆๆ...!

เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะที่ไม่น่ามีสัญญาณในเวลาแบบนี้เกิดดังขึ้น เธอเงยหน้าขึ้นมาด้วยความอ่อนล้าใจ ยื่นมือเข้าไปคว้าต้นเสียงโดยไม่ดูชื่อคนโทรมา เธอได้กดรับทั้งที่ลังเล ไม่นานสายตาคู่นั้นก็เปลี่ยนไป ด้วยเสียงของคนที่เธอรู้จักดีที่สุดออกมาจากโทรศัพท์ เธอฟังเสียงนั้นตลอดทุกถ้อยคำทั้งโต้คำกลับอย่างเรียบเฉย เธอคุณกันอยู่นานหลายนาทีพร้อมกับความรู้สึกที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ในห้องเล็กๆนั้นเอง


CHAPTER 33 สนามรบเหนือแอตแลนติก


ตูมมม....! เสียงจากท้องฟ้า ดังมาจากยานคาเทเรียในน่านน้ำแอตแลนติก พึ่งโดนฝูงมิสซายเข้าไปสดๆร้อนๆ บนยนเหล่าโอเปอเตอร์เองก็วุ่นวายกันให้พล่านยิ่งไม่มีกัปตันอยู่ด้วย

“ช่องยิงมิสซายกราบขวายานโดนระเบิดเสียหาย ใช้การไม่ได้แล้วตัดการควบคุมที” โอเปอรเรเตอร์ร้องวุ่นโบยช่วงให้คนอื่นต่ออีก

“กราบซ้ายด้านบน 600 มี ACT 3 เครื่องพุ่งเข้ามา สารีบสอยพวกมันที” อีกคนเห็นท่าไม่ดีรีบถามหาพลยิงป้อมปืนด่วน แต่มันเข้ามาใกล้มากเหลือเกิน

“ปืนลำแสงคู่...ยิง” ตูมมมม...! “เหลือรอดอีกลำนึง มันปล่อยจรวดมาทางนี้แล้ว ยิงสกัดด้วย!” สาโอเปอรเรเตอร์แว่น ผู้จำใจรับหน้าที่พลยิงชั่วคราว มือไวสอยเร็ว แต่ไม่เร็วพอ หากยังดีที่มี ACT ประจำยานออกไปรับศึกทัน น่าจะเป็นหัวหน้าหมวด

ปังๆๆๆๆ ตูมมมม....!

“พวก ACT ออกไปอยู่คุ้มกันด้านหัวยานสิ เดี๋ยวยานก็ล่มก่อนหรอก” นักบินหัวหน้าหมวดคนนั้นรีบสั่งคนอื่นๆแต่ไม่เป็นผล สมาชิกต่างวางตัวไม่ถูกเลยโดนสอบร่วงไปอีกคน

“พวกนั้นเป็นพวกมือใหม่ทั้งนั้น จะไหวแน่รึพวก ด้านหน้ายังหลุดมาอีกหลายเครื่องเลยนะ เป็นฟอนคอน่าทั้งหมดด้วย สีไม่ใช่แบบที่เคยเห็นก็เถอะ” นายช่างของยานอย่างเซลเดอร์ทนดูสภาพกำลังรบไม่ไหวเสียงออกมาโวยวายถึงสะพานเดินเรือ ตอนนี้มีแค่สาที่ได้ยินเพราะคนอื่นมือไม่ว่างเล่นด้วยแน่

“รุ่นผลิตจำนวนมากค่า เหมือนสไตรเรย์ของคุณเซลเดอร์ที่ประจำหน่วย 3-9 ยังใช้งานไม่แพร่หลาย..... กริ๊ดดดด!”

ยานตระกูลฟอนคอน่าสีเหลืองลำนึงหมายพุ่งเข้าชนกราบซ้ายด้วยท่าทลวง โดนสาเป่าปืนใหญ่ด้วยความตกใจ มันกลายเป็นจุนในระยะไม่ถึง 10 เมตรจนยานลอยตามแรงระเบิด ตอนนี้ยานคาเทเรียที่ลอยหลุดออกปีกขวา จากกลุ่มกองทัพแนวป้องกันตะวันออกของศูนย์บัญชากลางสหพันธ์ซะแล้ว  ทุกคนเห็นทันที กองยานที่เหลือที่ถูกจับแยกจากพวกเค้ากำลังโดนตุ๋ยจากปีกซ้ายจนเสียรูปขบวนป้องกันเสียแล้ว เหมือนเป็นสัญญาณให้กองยาน CAPE ที่บินคุมเชิงรอโอกาสด้านหน้าอยู่นานเริ่มกรูเข้ามาเต็มที่

“ทำยังไงดี ตายแน่ๆแล้ว”

“ใจเย็นๆไว้ยายบ้าสา ไม่มีคนบ้าที่ไหนคิดพูดแช่งตัวเองเป็นลางหรอกวะ” เซลเดอร์ร้อนตัวรีบหยุดยายแว่นก่อนคนอื่นจะสติแตกตาม แต่เสียงประตูสะพานเดินเรือก็เปิดออกพร้อมเสียงจากด้านนอก

“โอเวอร์เรลลันเตอร์ พร้อมแล้วยัง”

“เตรียมพร้อมรอสั่งไว้นานแล้ว” เซลเดอร์กลับยิ้มเจ้าเลย์ตามเสียงนั้น ก่อนหายจากสัญญาณติดต่อลับไปจัดการส่งนั้น

“จากทิศ 12 ไปยัง 11 นาฟิกา ยิงได้”

เสียงปริศนาสั่งยิง พลขับที่ได้ยินเสียงที่ฟังดูคุ้นหูนี้กลับทำตามสั่งอย่างไม่ลังเล เหมือนตัวเองไว้ใจเสียงนั้นได้ มือที่โยกขึ้นนั้นประเคนกำปั้นทุบลงปุ่มคอนโซลสีแดงเต็มที่ ปากยานคาเทเรียส่องแสงจ้าเป็นประกายสว่างวาป ลำแสงเกลียวสีเหลืองแดงพุ่งตรงไปยังด้านหน้าที่เต็มไปด้วยกองบิน ACT ศัตรู แล้วหมุนยานกวาดรัศมีการยิงออกด้านซ้าย เป้าหมายเองก็รู้ตัวแล้วจึงพยายามบินฉาบหลบกันวุ่นวาย ยานแม่ฝ่ายตรงข้ามหรือ CAPE ลำนึงโดนลำแสงกรีดทะลุกลางลำล่มไปพร้อมกับหุ่น ACT บางส่วนที่สลายตัวไม่ทัน ส่วนกลุ่มที่เหลือต้องหยุดสงักจากการบุกโจมตี และกลุ่มที่เผลอหลุดเดี๋ยวก็กำลังโดนกองยานสหพันธ์ที่ช่วยได้ทันรุมประชาทัศน์

แต่ที่ยานคาเทเรีย ทุกคนบนสะพานเดินเรือต่างพากันมองเป็นทางเดียวกันด้วยความตื่นแต้นยินดี เจ้าของเสียงคนๆนั้นกำลังเดินเข้ามาช้าๆลงมาอยู่กลางห้องทันที และได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว

“กัปตัน”

เสียงหลายๆเสียงร้องเรียกอย่างพร้อมเพียงกัน นายทหารหญิงชุดแดงทั้งตัวที่พวดเค้ารอคอยกลับมาอยู่ตรงหน้าพวกเค้าแล้ว ตัวเธอที่ได้เห็นใบหน้ายินดีของผู้คนบนสะพานเดินเรือ สายตาที่สอดส่องตอบรับความคาดหวัง แม้ความกังวลตอนก่อนนั้นจะยังสสัดทิ้งไปไม่ได้ แต่กัปตันโทโมโกะยังฝืนยิ้มขอบคุณทุกคนจากใจ

“สถานการณ์ตอนนี้ละ...”

“ด้านหน้าที่ยานลำนี้รับผิดชอบ 1000 เมตร เป็นกองยานที่ 13 ของ CAPE มีกำลังเท่าที่ตรวจสอบคือ 100 เครื่อง มีกองยานสนับสนุนไม่ทราบจำนวนแน่ชัดอีก 3000 เมตร ฝ่ายเราเสียยานแม่ไป 2 ลำ เหลือของกองร้อยทึ่ 7 กับยานคาเทเรียรวมเป็น 3 ลำ กับ ACT แค่ 70 เครื่องค่ะ”

“คำสั่งจากศูนย์กลาง มิสซายพิสัยไกลกำลังถูกยิงออกจากฐานทั้งหมด 4 ค่ะ วิถีการยิงมาทางด้างหลังพวกเราไปทางกองทัพด้านหน้า ยานคาเทเรียเองอยู่บนทางผ่านวิถึการยิงด้วยแล้วค่ะ”

“ทุกคนกราบซ้ายขวายิงมิสซายควันรบกวนสัญญาณทั้งหมดรวมที่กองหน้าทัพใหญ่ จากนั้นยานคาเทเรียและ ACT รีบลดระดับบินลงไปที่ 80 เมตรให้เร็วที่สุด”

ครับ/ค่ะ เสียงทั้งหมดตอบประสาน ป้อมกราบข้างยานเปิดตัวช่องแผงยิงมิสซายเรียงรายเป็นแถวยาว เสียงจุดระเบิดส่งพวกมันจำนวนมากพุ่งไปด้านหน้าปูพรมเหมือนกำแพงหนา กองทัพด้านหน้าเริ่มยิงต่อต้านทันทีที่เห็น บางส่วนถูกยิงโจมตีก่อนจะกลายเป็นควันขาวบังการมองจนหมด ทำให้ยิ่งสกัดมิสซายที่เหลือยากขึ้นไปอีก ไม่ช้านักควันสีขาวไม่พึงประสงค์ก็กระจายครอบคลุมทางทิศตะวันตกของศูนย์กลางแอตแลนติก ไม่มี ACT เครื่องไหนเสียหายถึงกับร่วงลงซักเครื่อง

“มิสซายรบกวนการสื่อสาร...ติดต่อใครไม่ได้แล้ว” นักบินคนนึงกระวนกระวายเมื่อระบบสื่อสารกับเรด้าล่มทันที

จรวดที่ขนาดใหญ่กว่ามิสซายมากบินผ่านพวกเค้าไปโดนไม่ทันรู้ตัว หากแนวหลังที่อยู่นอกควันกลับเห็นชัดเจน จรวดนำวิถีหลุดเข้ามาใจกลางกองพันนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

“อันตราย...ถอยเร็ว”

ผู้นำกองร้อยนี้เห็นสิ่งอันตรายเข้ามาในระยะที่ไม่อาจหลบเลี่ยงหรือสกัดไว้ได้ ทหารนายนึงเกิดพุ่งเข้าไปจัดการหวังเอาความดีความชอบ พริบตาก็ได้รับสมใจ แต่สิ่งที่ได้เป็นแสงสีเหลืองแดงที่อัดด้วยความร้องเทียบเท่าดวงอาทิตย์เล็กๆ กำลังขยายตัวออกอย่างรวดเร็วเผาผลานทุกสิ่งในระยะไปกับไฟโลกัลป์  กองทหารพร้อมด้วย ACT กว่าร้อย ยานรบขนาดใหญ่ 3 ลำ ถูกกวาดล้างหายไปในสิ่งที่วิทยาการมนุษย์เรียกกันสั้นๆว่า นิวเคลียส์

“พวกเบื้องบนถึงกับเอานิวเคลียส์มาใช้เลยรึเนี่ย โหดร้ายเกินไปแล้ว...” สามองเห็นพลังระเบิดที่แรงจนควันรบกวนสัญญาณถูกปัดเป่าหายไปจนหมด กองร้อยศัตรูพินาศเกือบหมดในรัศมี 2 กิโลเมตรจากศูนย์กลาง จะมีก็แค่พวกหุ่นที่โดนมิสซายควันจู่โจมเท่านั้นที่อยู่นอกรัศมียังกระเด็นเสียหายไปตามๆกัน กัปตันต้องกัดฟันกับวิธีการป่าเถื่อนของเบื้องบน แต่ตอนนี้จำต้องเดินหน้าชนต่อไป

“ทุกหน่วยเดินหน้ารักษาระดับความสูงไว้ ยิงขึ้นฟ้าโจมตีกองทัพที่เหลือเต็มกำลัง”

ป้อมปืนและหุ่นรบทุกเครื่องเริ่มหันไประดมยิงหุ่นที่เหลือของข้าศึกด้านบนฟ้า พวกนั้นที่ระสับระส่ายยิ่งแตกแยกอย่างเห็นได้ชัด เมื่อลำกระสุนดันมาจากมุมล่างที่ตำกว่าเดิมมาก หุ่นหลายเครื่องโดนสอยโดนไม่มีโอกาสได้เห็นเป้าหมาย แตกพ่ยอย่างรวดเร็ว แต่ดีใจเร็วไปไม่ได้ กองหนุนของศัตรูอีกหลายกองด้านหน้าเริ่มส่งยิงปืนใหญ่ระยะไกลมาหายานคาเทเรียแล้ว

“ยิงไปบนฟ้าต่อไป พวกมันจะมาแล้ว”

เหล่าหุ่น ACT ที่พุ่งลงมาจากฟ้า หรือจากนอกชั้นบรรยากาศ นั้นแทบมัวเต็มท้องฟ้า สัญญาณเรด้าตรวจจับได้กว่า 100 เครื่อง พยายามลงสวนกับห่านฝนกระสุนที่สวนปูพรมขึ้นไป หุ่นบางส่วนค่อยๆระเบิดเป็นแสงหายไป หากแต่มันเกิดขึ้นได้ไม่นานนัก แสงระเบิดก็เริ่มหายไปจากท้องฟ้าด้านบน อย่างไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่กระสุนที่ยิงขึ้นนั้นไม่ได้ลดลงเลย

“กัปตัน กลุ่มยานรบหุ้มเกราะรุ่นพิเศษ ปืนใหญ่เจาะพวกมันไม่เข้า”

ที่สาพูดนั้นไม่ผิดเพี้ยน กลุ่มยานกึ่งหุ่นรบลักษณะทรงกลมรี ขนาดรัศมีประมาณ 20 เมตร จำนวนสี่เครื่อง พุ่งนำหน้ากลุ่มจากฟ้าเป็นกำแพงมีชีวิต อาวุธทั้งหมดที่ยิงไปไม่อาจผ่านเจ้าพวกนี้ไปได้แม้แต่อย่างเดียว พวกมันกลับเปิดส่วนใจกลางออกมาเป็นช่องทรงกลม แสงสีแดงพากันรวมตัวที่ใจกลางช่องนั้นแล้วพุ่งออกมาเป็นลำแสง 4 สายจากพวกมันทั้งสี่ ลงมาทางกองยานคาเทเรียแล้ว

 “โอ้ย...”

กัปตันสาวร้องตามตัวยานที่โครงตามแรง อาวุธลำแสงพุ่งผ่านแค่ถากๆยานแต่หุ่นหลายเครื่องพังไปกับลำแสงเมื่อครู่ ยานรบทั้งสี่นั้นก็เปลี่ยนรูปร่างคลายทรงกลมคลอบกายออก เป็น ACT ขนาดกลาง 4 เครื่องที่มีเกราะหหนาคลอบไหล่และหลังคลุมมาถึงข้อเท้า ACT หุ้มเกราะรุ่นใหม่ของ CAPE สำหรับฝ่าชั้นบรรยากาศ “บอล” บินลงมาที่ปีกยานทั้งสองข้างกับใจกลางสะพานเดินเรือ สถานการณ์อันตรายของยาน ที่แม้แต่กัปตันสาวตอนนี้ก็ร้อนใจจนได้แค่หลับตารับสิ่งที่จะเกิด

-ลืมที่สอนไปแล้วรึไง ในสถานการณ์ที่คับขันที่สุด ต้องมีความเยือกเย็นที่สุดหาวิธีแก้ไขความคับขันเสมอ โทโมโกะ!-

-อาจารย์ -

เสียงคนที่เธอรู้จักดีดังขึ้นในหัว เสียงของคนที่เคยสั่งสอนเธอมาตลอดตั้งแต่ครั้งยังเรียนนายทหารทำให้เธอเริ่มได้สติกลับมา เธอกวาดตามองทุกอย่างทันที

“ยึดยานให้แน่น หมุนยาน 180o เดี๋ยวนี้”

กัปตันเห็นบางอย่าง รีบสั่งช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย คนในสะพานเดินเรือมองหน้ากันเองชั่วครู่ก็รีบดำเนินการทันที ยานคาเทเรียที่บินอยู่ค่อยๆตีปีกข้างนึงขึ้นฟ้า อีกปีกพยายามพุ่งลงหาพื้นทะเล

“ทันทีเถอะ ทำให้ทุกคนบนยานรอดที”  

การตัดสินใจของกัปตันโทโมโกะได้ผล ตัวอันตรายทั้งสามที่เล็งเสียบดาบลงปีกต่างพากันวีดด้วยการหมุนตัวของยานคาเทเรียหมด จึงหล่นลงทะเลไปหมด รายสุดท้ายที่พุ่งใส่กลางยานเหมือนจะเข้าตรงเป้าหมายได้สำเร็จก็จริง แต่ไม่ทันเข้าถึงตัวยานก็เกิดบางอย่างผิดปกติขึ้น

หุ่นเครื่องนั้นเพราะถูกปีกที่หันหมุนมาฟาดเข้าไปเต็มที่ ถึงไม่ได้เสียหายอะไรนักแต่ตัวหุ่นก็หมุนควงกลางอากาศกระเด็นออกไปทันตา โชคดีที่นั่นทำให้กัปตันสาวเห็นจุดอ่อนของหุ่นรบรุ่นใหม่นี้ในทันที มันไม่สามารถใช้บูสเตอร์เคลื่อนไหวในอากาศได้จึงไม่อาจเข้าหายานเพื่อปิดศึกอีกครั้งได้ทัน

ถึงอย่างนั้นมันยังไม่ยอมแพ้ หุ่นมันพยายามเปลี่ยนรูปร่างกลับเป็นยานรบอีกครั้ง หวังใช้ลำแสงยิงเผด็จศึก ท่าทางติดขัดนั่นกลไกเริ่มผิดปกติจากการกระแทกก็ยังพยายามถึงขั้นสุดท้าย “ปืนกลยิงมันเร็ว”

ฟิ้ววว... เสียงลำแสงเฉียดสีอากาศดังกังวาน ยานรบทรงกลมตกลงพื้นน้ำจนสาดกระจาย หากตามมาด้วยเศษซากยานที่ระเบิดกระจุยจนลอยเหนือน้ำ ลำแสงที่ถูกยิงเป็นอีกเส้นที่พิฆาตยานรบนั้นแทน

ไม่ทิ้งโอกาสนี่เปิดให้นี้ กัปตันสั่งให้ป้อมปืนใหญ่ที่ชี้ลงพื้นทะเลล๊อกเป้าอีกสามเครื่องที่พึ่งตกลงไป จากตัวที่พึ่งพังไปก่อนเธออ่านออกแล้วว่าเจ้าพวกนี้เป็นหุ่น ACT สำหับสู้ใต้น้ำ ดังนั้นตอนนี้เป็นช่วงเวลาเดียวที่จะเก็บพวกมันที่กำลังปรับตัวได้

“ทุกกระบอก ยิง!”

สาเหนี่ยวไกตามสั่งทันที กระสุนปืนใหญ่พุ่งใส่พื้นน้ำจนกระจายหลายจุดย่อมๆสาดผ่านตัวยานคาเทเรีย กระสุนที่แม้ช้าและพลังลดลง แต่ผลลัพท์ก็น่าพอใจ เสียงสะเทือนของพองอากาศลอยขึ้นมาสามจุด เศษเหล็กบางส่วนที่ลอยขึ้นตามมาเป็นหลักฐานความสำเร็จที่ดี ยานคาเทเรียหันกลับมาอยู่ในท่าบินปกติเรียบร้อย

เจ้าของลำแสงบิมไรเฟิลสีขาวหุ้มเกราะตัวและไหล่สีเขียวบินตามมาจากด้านหลังยาน ภาพจับมายัง ACT ผู้ช่วยวิกฤตนี้ไว้

“อาร์ค...!” เสียงแรกดังจากปากสาวแว่นที่กุมคันยิงปืนใหญ่เรียกหา เธอจำได้ดี

“Wingdam” กัปตันโทโมโกะเอ่ยพูดด้วยความยินดีเช่นเดียวกันทุกคนบนยาน

“เยี่ยมเลย หมอนั้นใช้วิธีไหนกลับมาได้ยังไงกัน คงไม่ใช่ตื้บผู้คุมขังออกมาหรอกนะ ฮะๆ!” นายช่างเซลเดอร์ผู้ประจำโรงเก็บหุ่นบนยานออกอาการหัวเราะลั้นอารมณ์ดี “...แต่...”

“จะทำบ้าอย่างหมุนยานเล่น ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ฟะ ยายกัปตันตัวแสบ! รู้มั้ยว่าพวกเราแทบหมุนกลิ้งจนเกือบตายแล้วนะ พวกแกไม่ต้องมาหยุดชั้น...ปล่อยชั้นเลย!”

ไม่ทันไรนายช่างอารมณ์วีนก็อาลวาทแตกจนนายช่างลูกมือกรูกันรีบหยุดหัวหน้าไว้โดยด่วน ตอนนี้สภาพเลยไม่ต่างไปจากสนามรับบี้ที่นายช่างเซลเดอร์เป็นลูกรับบี้ที่โดนกดลงพื้นซะอย่างนั้น...

“เห้ยยย! หัวหน้า...มียานลำเลียงลำนึงที่เสียหายส่งสัญญาณขอเข้ามาจอดเทียบท่าที่ยานเราด้วยครับ กำลังตรงมาทางนี้แล้ว”

“ไม่อนุญาตเฟ้ย แค่นี้ก็วุ่นวายจะแย่อยู่แล้ว ให้ไปลงที่อื่นไป... อะไร!” เซลเดอร์เกิดหันมามองสีหน้านายช่างคนนึงด้วยความข้องใจ แววตานั่นเหมือนยิ่งกำลังเจอผีซะงั้น

“มันตรงมาทางนี้แล้วคร้าบ...” เจ้าของเสียงดันวิ่งเผ่นไปก่อนซะแล้ว พร้อมทั้งภาพยานบินที่ควันโขมงจากปีกขวา มันยิ่งพุ่งเข้าใกล้ทางนี้มากขึ้นโดยไม่มีทีท่าจะลดความเร็วเลย ไม่สิ...ความเร็วเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป

ยังดีที่ยังมีนายช่างคนนึงรู้งาน รีบชิงเปิดประตูฮักส์ท่ายานเสียก่อน ก่อนที่จะโดนชนเป็นจุลจากนักบินบ้าเลือดลำนี้ ประตูที่อ้าเปิดอย่างช้าๆไม่ทันสุด เจ้ายานบินที่ว่าก็กระแทกหลุดเข้ามาเรียบร้อยแล้วยิ่งทำให้นายช่างที่เหลือร้องลั่นตาแทบถลน

“จ๊ากกกก....!”

โดยมิได้นัดหมาย นายช่างทุกคนที่เคยจับห้ามเซลเดอร์ไว้เมื่อกี้ต่างรีบพุ่งกระโจนเอาตัวรอดออกซ้ายขวากันตัวปลิว จะเหลือก็หัวหน้าช่างผู้ดวงซวย ที่พึ่งมาเห็นตอนที่ผนังพื้นล่างยานบินผ่านเฉียดหัวไปแค่ปลายเส้นผม เจ้าตัวคุกเข่าอ้าปากค้างทื่อเป็นหินไปเรียบร้อยเสียแล้ว กับยานลำนั้นที่พุ่งติดตาข่ายช่วยหยุดจนนิ่งสนิท และคนสี่คนได้โดดลงมาที่พื้น

“เจ้าพวกบ้านี่ ทำบ้าอะไรวะนึงได้ซ่าใหญ่แบบนี้ ตูเกือบตายไปแล้ว.....”

เสียงโวยวายน๊อตหลุดของเซลเดอร์เป็นไปตามคาด แต่นายช่างที่เหลือเห็นเหตุการณ์นี้แล้วกลับไม่สนใจเหมือนเป็นเรื่องปกติ เมื่อคนทั้งสี่เพศหญิงซึ่งดูคุ้นตาเป็นที่สุดเดินไปหาพร้อมเจ้าตัวดันลงไปจุดเสียดแน่นเฟ้อแทน

“ไม่ได้เจอกันซะนาน แต่ปากยังไม่เปลี่ยนไปเลยนะ ไปหาหมอฟันเอาหมาออกจากปากบ้างเถอะ... สะกิดมีอะไร เนียร์!”

“อ้อ! ...แล้วหุ่นของพวกเรา ยิ่งกำลังรีบ!”



“ผมมาแล้วครับกัปตัน แล้วจะทำยังไงต่อดี ผมเห็นจากระยะไกลพวกนั้นกำลังเตรียมเข้าตีกระนาบซ้ายขวาเข้ามาแล้ว ตอนนี้เหลือเวลาไม่มากแล้วที่จะเอาตัวรอดจากที่นี้ ที่ฐานด้านอื่นๆก็เริ่มแตกพ่ายไปกันแล้วด้วย กำลังแค่นี้คงรับมือไม่ไหวแน่ๆ” เสียงอาร์คดังตามสัญญาณไปหายานคาเทเรีย ให้ใคนๆนึงตัดสินใจต่อ

“เรื่องนั้นชั้น...รู้อยู่แล้วละ” คำพูดของกัปตันสาวทำให้ทุกคนบนสะพานเดินเรือถึงกับร้องเสียงหลง  แต่ไม่มีทางอื่นนอกจากบอกไปตามความจริง

 “สงครามครั้งนี้ไม่ว่าดูอย่างไรก็วางแผนผิดพลาดมาตั้งแต่แรกแล้ว มีอย่างที่ไหนปล่อยให้กำลังฝ่ายตรงข้ามมากขนาดนี้มาถึงศูนย์กลางได้โดยไม่สามารถต่อต้านได้ แต่...” คำพูดที่หยุดสงักทำให้ทุกคนหันมามองกัปตันสาวเป็นทางเดียวกัน ทั้งสาที่คอยลุ้นคำพูดนั้น รึอาร์คที่ตั้งใจฟังอย่างเต็มที่

“อย่างน้อย กัปตันคนนี้ก็ไม่ยอมให้ยานคาเทเรียล่มไปพร้อมกับทุกคนเด็ดขาด”

ทุกเสียงที่ได้ยินต่องพร้อมใจกันโห่ร้องด้วยยินดียิ่ง กึ่งก้องไปทั่วทั้งยานคาเทเรียและบรรดานักบินที่เหลืออยู่ สาวแว่นสากลับมาจับเล็งปืนใหญ่ด้วยรอยอมยิ้ม อาร์คกลับถอนหายใจยินดีแทน ทุกคนต่างเริ่มมีความหวังและกำลังใจสู้ต่อ แม้สีหน้าปั้นยากของกัปตันสาวยังไม่จางหาย

โทโมโกะขบคิด

“ยานคาเทเรียค่อยๆเคลื่อนตัวถอยไปด้านหลัง อาวุธทั้งหมดยิงไปด้านหน้า หุ่น ACT ตั้งขบวนรอบยานรูปแบบครึ่งวงกลม ยิงเฉพาะศัตรูที่เข้ามาในระยะเท่านั้น อย่าให้พวกมันเข้าโอบด้านซ้ายขวาของยานได้”

มิสซายกับปืนใหญ่ระดมลงกองหน้าที่บินเข้าหายานคาเทเรีย หุ่นจำนวนหนึ่งเสียหาย แต่ก็มีอีกจำนวนที่ฝ่ามาทางหน้ายานได้พร้อมปืนบาชูก้าในสองมือ แต่ไม่ทันได้ยิงออกมาก็ระเบิดคามือพร้อมตัวหุ่น จากบีมไรเฟิลสีเขียวหลายสิบเส้น

“งั้นผมสกัดด้านหน้าเอง” อาร์คและวิงดั้มบินสวนไปหน้ายานคาเทเรีย จึงกลายเป็นเป้ายิงของกระสุนปืนมากมายจากกองทัพขนาดใหญ่ด้านหน้า แต่ไม่มีกระสุนเข้ามาถึงตัวหุ่นสีเขียวที่อาร์คขับเลย ทุกอย่างติดอยู่ที่กำแพงวงเวทสีเขียวคลุมทั่วด้านหน้า ลอยอยู่ ณ ปลายกระบอกบีมไรเฟิลแทน ลำแสงจากกระบอกกำลังถูกยิงออกไปแทนที่

-บีมช๊าร์ทไรเฟิล-

ลำแสงสีเขียวธรรมดาพุ่งผ่านวงเวทที่เปล่งแสงเจิดจ้า ขนาดลำบีมไรเฟิลที่ออกมาขยายใหญ่ขึ้นดังลำแสงทำลายล้างสูงของพวกยานรบใหญ่ อีกครั้งที่พลังทำลายเทียบเคียงระดับโอเวอร์เรลลันเตอร์ผลานกระสุนและอวุธทั้งหมดในทางผ่าน กองทัพด้านหน้าลดจำนวนลงไปส่วน แต่ยังไม่พอให้เลิกบุกเข้ามาหา กองทัพอีกสองกองซ้ายขวายิ่งพยายามเคลื่อนตัวบีบทางซ้ายขวามากขึ้นอีก ก็เริ่มปะทะกับกองยานของคาเทเรียแล้ว

“กัปตัน ขืนเป็นแบบนี้ แค่พวกเราจะโดนล้อมหมดแล้วถูกรุมกินโต๊ะ ก็ขึ้นกับเวลาแล้วนะ”

กัปตันโทโมโกะตอบรับคำเตือนของโอเปอเรเตอร์สาลง กลับมาพึ่งได้รับข้อความฉุกเฉินจากทางเซลเดอร์ด้านโรงเก็บหุ่น ก็ปิดข้อความนั้นทิ้งไป พร้อมคิดหนักที่โดนกดดันมากขึ้นทั้งที่จำนวนก็น้อยกว่าอีกฝ่าย

กัปตันโทโมโกะขบฟันทนมองสถานการณ์ตรงหน้า อาร์คกับวิงดั้มกำลังคุมการต่อสู้หน้ายานที่พวกเธอปลอดภัยจนถึงตอนนี้ก็เพราะเค้า ปีกซ้ายปีกขวาเริ่มตรึงมือทั้งโดนกดให้ขบวนที่ขยายรับมือทั้งสองด้านลดลง ยิ่งซ้ำร้ายทางศูนย์กลางด้านหลังยังไม่ส่งกองเสริมมาเลยด้วยซ้ำ

เดิมทีพวกเราก็เป็นกองร้อยพิเศษที่ 0 ที่สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระมากกว่าทุกกอง หลายๆครั้งต้องไปขัดแข้งขัดขาพวกคนโตเบื้องหลังแน่ บางที...

“พวกนั้นคิดหาทางสงเคราะห์พวกเราในสนามรบตั้งแต่แรกแล้ว”

ความตึงเครียดกดดันกัปตันโทโมโกะ ในหัวเธอตอนนี้มีแต่เส้นทางซึ่งไม่อาจแก้ไขปัญหาอันตรายครั้งนี้ได้ ถึงอย่างนั้กัปตันสาวเหลือเวลาไม่มากแล้ว ในช่วงที่โทโมโกะสับสนนั้นเอง เรื่องที่เธอพึ่งได้คุยโทรศัพท์นั้นก็ผุดขึ้นมาในหัวเข้าให้


-ขอโทษด้วยค่ะ ตอนนี้ชั้นไม่อยากจะสู้ต่อไปที่นี่อีกแล้ว เพื่อเจ้าคนเบื้องบนพวกนั้นที่ทำเรื่องแบบนั้นได้หน้าตาเฉย คนที่ทำได้แม้แต่อาจารย์ที่อุทิตตัวเพื่อกองทัพแบบนี้” โทโมโกะตอบไปทั้งที่ยังนั่งหดหู่อยู่บนโต๊ะตัวเอง ในห้องมืดๆ รอคอยเสียงตอบกลับมา

-เรื่องนั้นมันไม่ได้สำคัญหรอก แต่ว่า จะปล่อยยานคาเทเรียไว้แบบนี้ดีแล้วแน่รึ...-

-ที่ผ่านมามันได้เป็นตัวตัดสินไปแล้วค่ะ ตัวชั้นที่เคยสร้างชื่อจนเป็นเทพีแห่งเทพสงคราม ความจริงแล้วก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงที่ไร้ความสามารถคนนึงเท่านั้น ทั้งที่ดิชั้นเคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลงกองทัพมันอีกครั้งให้เป็นอย่างที่ควรจะเป็นแท้ๆ-

-เรื่องนั้นชั้นไม่ว่าอะไรเธอหรอกนะที่จะคิดแบบนั้น แต่ว่า ตัวเธอต่อสู้เพื่อเรื่องนั้นเพียงอย่างเดียวแน่รึ โทโมโกะ!-

-เรื่องนั้น ที่ชั้นต่อสู้ไป.... เพื่อไม่อยากให้เกิดโศกนาตรกรรมเหมือนกับครั้งนั้นอีกครั้ง ตอนกลับเข้ามาก็คิดไว้แค่นั้น...จริงๆ-

-แต่...-

-แต่อย่าว่าแต่จะเปลี่ยนแปลงกองทัพใหม่เลย แค่ปกป้องสมาชิกในยานทั้งหมดเองยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป บ้านเมืองที่ปกป้องไว้ไม่ได้ หลายคนต้องจากไปจากการสั่งการของชั้น บางคนถึงขั้นสาหัสจนไม่ได้กลับมาที่นี่อีก บางคนก็หายสาบสูญไป บางคนก็ถูกจับแยกออกไป รึแม้แต่โดนป้ายความผิดเป็นแพะไปเหมือนอย่างอาจารย์กับอาร์ค ลูกศิษย์ของหนูเอง-

-ชั้นเคยสอนไปแล้วไม่ใช่รึ ว่าให้เยือกเย็นสุขุมในสถานการณ์ที่คับขันที่สุดเสมอ เมื่อนั้นทางออกย่อมเปิดออกเสมอ-

-แต่ว่าชั้น-

-ความเชื่อมั่น! สิ่งกัปตันและเหล่าผู้นำต้องมี เมื่อก่อนเธอก็เคยเชื่อมั่นในความคิดของตนเองแบบนั้นไม่ใช่รึ ชั้นเองก็เคยสอนเธอไปตลอดที่ได้พบหน้ากัน-


“แต่ว่า...” กัปตันสาวพยายามเก็บเงียบบ่นกับคัวเองไม่ให้ใครได้ยิน

“ตอนนี้ทางรอดเดียวคือต้องสวนกลับเร็วฉวยโอกาศตลบหลังปีกของอีกฝ่ายให้เสียรูปขบวนพร้อมๆกันเท่านั้น พวกเราที่เหลือถึงจะพลิกสถานการณ์เอาตัวรอดในครั้งนี้ได้ ลำพังแค่อาร์คกับวิงดั้มเพียงเครื่องเดียวที่พยายามต้านทัพหน้า กับพวกที่ออกรบครั้งแรก ไม่มีใครที่เหลือพอจะทำได้แล้ว”

“แค่ทำเรื่องแค่นั้นก็พอใช่มั้ย กัปตัน!” เสียงๆหนึ่งท่าจะได้ยินคำพูดพวกนั้นพอดี เสียงนั้นตอบรับจากช่องสื่อสารหลักมาจากหุ่นรบ ACT หากเสียงดูสาวๆที่ดูใส่ใจกับคำพูดนั้น กลับฟังดูคุ้นหูทุกคนในสะพานเดินเรือผิดกับที่ควรเป็นมือใหม่ที่ออกรบครั้งแรกในศึกนี้นัก  

“ให้เป็นหน้าที่ของพวกเราทั้งสี่คนเอง กัปตันของพวกเรา...” เสียงสาวเข้ามากวนอีกเสียงแทรกก่องสัญญาณขาดช่วงไปนั่นกัปตันโทโมโกะทำท่าเหมือนแค่คิดไปเอง แต่มีเสียงโอเปอเรเตอร์ดังแทรกความวุ่นวายด้วยความโกลาหลหนัก เมื่อมิได้เป็นเช่นที่คิด

“กัปตัน ยานรบสไตรเรย์สี่เครื่องบินออกจากยานโดยไม่ได้รับอนุญาต ใครบางคนทะลึ่งเปิดฮักส์ออกไปแล้ว... แล้วสองเครื่องนั้นมัน” ฉายภาพยานสไตรเรย์ทั้งสี่พึ่งพุ่งออกไปจากยานคาเทเรียกันแบบชัดโต้ ตัวเครื่องล้วนลงพื้นสีขาวนวลสะดุดตาแต่งแต้มด้วยลายทางคาดยาวสี เหลือง ม่วง แดง และเขียว ซึ่งต่างแยกกันบินออกไปคนละทางตามสิ่งที่กัปตันสาวบ่นตัวเองลอยๆทันที

ภาพนั้นต่างทำให้ทุกคนตะลึง ยานสี่ลำนั้นสีสันต่างจากพวกนักบินหลักหน้าใหม่ที่เป็นสีขาวคาดลายเทาดำ สายังต้องนึกอ๋อ  เพราะสองในสี่เครื่องนั้นต่างก็เป็นเป็นเครื่องต้นแบบที่ถูกสร้างขึ้นชุดแรก และอีกสองเครื่องหลังนั้นมันเป็นเครื่องระดับคัสตอมรุ่นที่สองที่ รต.เซลเดอร์ พึ่งสร้างเสร็จสมบูรน์ก่อนสงครามครั้งนี้นี่เอง ยิ่งวิธีการบินที่สามารถบินตัดหลบวิถีกระสุนปืนได้ไร้ที่ติ เพียงการหมุดสะบัดปีกเล็กน้อยหมุนตัวยานสลับตำแหน่งราวบินโชว์เหินเวหา ราวผ่านมือมานับพันรอบ สาคิดได้ดังนั้น เครื่องเหล่านี้ต่างมีคำสั่งโดยตรงจากผู้สร้าง ไม่ว่าใครต่างก็ไม่มีสิทธิให้จะไปขับมันโดยเด็ดขาด

เว้นเสียแต่ ตัวเค้าเอง หรือทีมสไตรเรย์ที่ขึ้นตรงกับ รต.เซลเดอร์ที่เป็นสมือนหัวหน้าควบคุมหน่วยเท่านั้น

ซึ่งนั่นก็ชัดแล้วว่าเป็น “คุณมิว และก็พวกคุณเรลี่” สาเอ่ยแบบไม่เชื่อในสายตา แต่ในที่นี้กลับไม่มีใครกล้าปฏิเสทคำพูดของเธอเลยชักคน ได้แต่มองหน้าหากันโดยมิได้นัดหมาย แถมด้วยหน้าช่างเซลเดอร์ที่ทะลึ่งโผล่ผ่านจอหน้าสะพานเดินเรือให้พากันใจหายใจคว่ำอีก พ่อแกดันแค่ยิ้มยื่นโป้งมาดังได้เวลาโชว์ทีเด็ดตัวเองที่เก็บอำไว้นาน


......................to be continue
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 04, 2013, 12:37:26 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #77 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2013, 12:38:59 PM »

“อย่าช้า เรลี่”

“รีบไปแล้วนะ ข้างหน้ามันยกแผงเลย ชั้นไม่อยากอายุสั้นแก่เร็วแบเธอนะมิว เพลาๆมือบ้างเถอะ!”

เสียงบ่นสองสาวดังควบกับเสียงเครื่องยนต์ความเร็วสูง ยานสไตรเรย์ต่างรุ่นสองเครื่องบินเรียบตัดญาติลูกปืนทั้งหลาย จนสามารถหลุดรอดอ้อมมาถึงแนวหลังปีกซ้ายฝ่ายตรงข้ามได้สำเร็จ มิวกับเรลี่ยัดมิสซายแผงใหญ่แจกกระจายอย่างทั่วถึง แต่ในพริบตา สารพัดอาวุธก็พุ่งเข้าหาทั้งสอง ถึงพวกเธอจะบินหลบกระสุนปืนกลมัวฟ้าได้ในสองชุดแรก แต่มิสซายกว่าสิบลูกบินมาดักซ้ายขวาหลังวิถีกระสุนถึงได้รู้ว่าโดนกุนซึอีกฝ่ายจงใจต้อนเข้าไปหา

ตูมๆๆๆๆ

แรงระเบิดหยุดลง เป็นหุ่นรบ ACT สองเครื่องยืนบินอยู่โดยไม่ได้รับความเสียหายเลย ที่ผิดสังเกตคือทางที่มิสซายมากลับสว่างวาบด้วยม่านกำแพงแสงสีชมพูแดงกว้างประมาณ 2-3 เท่าของตัวหุ่น กระจายออกจากโล่สีขาวทาบแดงคุ้มครองเจ้าของและเพื่อนได้ทั้งหมด ของสไตรเรย์ลายทาบแดงเครื่องของมิว

“นี่คือโล่พลังงานแสงของ SR-002C Strike Ray  Compresser หนึ่งเดียวในโลกที่แข็งแกร่งที่สุด ต่อให้ปืนใหญ่ลำแสงจากยานแม่ก็ยิง แทนที่รุ่นแรกที่ติด Part Compresser พลังความคล่องตัวสูงกว่าเยอะ ลองอาวุธอื่นจัดหนักพวกมันเลยมิว!”

เซลเดอร์ยังคนเสนอหน้าสาธยายความสามารถต่อหน้าคนในยาน มิวไม่รอช้าชักปืนบีมไรเฟิลใต้โล่ออกมายิง หุ่น ACT อีกฝ่ายร้อนตัวพุ่งมาหาที่ตายก็ได้ตายสมใจอยาก หากพาความซวยหาเพื่อนด้านหลัง ลำแสงเส้นไม่ใหญ่ก็จริงแต่ดันทะลุ ใส่อีกเครื่องด้านหลังเป็นรู  ที่เหลือเลยรีบบินหลบอ้อมมาเก็บในมุมอับสายตาเธอแทน

ฉับๆๆๆๆ ด้วยความประมาณด้านจำนวน หุ่นด้านหลังมิวโดนยิงสอยด้วยเรลี่ที่ประสานทาบหลังให้เธอ อีกห้าเครื่องซ้ายขวาทั้งหมดกลับขาดเป็นสองท่อนตรงช่วงเอวพอดิบพอดี หุ่นตรงหน้าเธอเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด กรงจักรแสงบินตัดร่างซ้ายขวาผู้โชคร้ายไม่แม้แต่ได้เห็นแสงสีชมพูแดงนั่น หากแต่ลืมตัวเมื่อมิวบินมาถึงประชิดตัวในอีกไม่ถึงวินาที วงแสงทั้งสองนั้นได้ตีวงเลี้ยวโค้งกลับเข้ามือที่ชูขึ้นของสไตรเรย์ลายทาบแดง ตอนนี้กลายเป็นมีดมุมเมอแรงลำแสงสองเล่มพาดกาบาตรเข้ากลางอกหุ่นเครื่องนี้เต็มที่ นับโชคดีที่มีดไม่ยาวพอเข้าห้องนักบิน เลยรอดตัวจบสิ้นแค่หมดสภาพสู้ต่อได้ แต่แค่นั้นมากพอทำให้ที่เหลือถึงขั้นเหวอทำอะไรไม่ถูกจนเป็นเป้านิ่มให้เรลี่ที่รอเชือดอยู่แถวหลัง


อีกด้านทางปีกขวา ก็โดน ACT สไตรเรย์ของเนียร์กับไรนะเข้ามาป่วนแล้ว ไรนะคอยยกปืนประจำตัวหุ่นเครื่องใหม่ SR-002L Strike Ray Launcher  ออกมา ปืนกระสุนเจาะเกราะแบบสองลำปล้องที่ดูสั้นกว่าสไนเปอร์ไรเฟิลที่เคยใช้ และลองยิงไปนัดนึง เนื่องจากยังทำใจเรื่องคาเซะไม่ได้นัก เลยกลายเป็นว่าวืดหมดทุกนัดไป ทำเอาเนียร์ที่โดนรุมตุ้มพลางเชือดทิ้งไปพลางแอบส่ายหน้าด้วยความเป็นห่วง

“ตั้งสติสิ ถ้าพวกเราตายไปตอนนี้ คาเซะจะยิ่งเสียใจมากขึ้นอีกที่ตัวเธอจากไปแบบไร้ค่านะ”

“อย่ามาพูดถึงเธอแบบนั้นนะ...” คำยุของเนียร์ได้ผล ลำแสงสีแดงอ่อนพุ่งเข้ามาทีละสองเส้นพร้อมกัน ภายในชั่วอึกใจรอบๆตัวเนียร์ก็ว่างเปล่าตามมาด้วยไรนะที่เข้ามาช่วย ปากกระบอกปืนยังไฟแลบด้วยแสงคู่ขนาดกลางสาดไล่พวกด้านหน้าให้คิดใหม่ก่อนกลับมาหา

“นั่นมันรูปแบบทวินบีมบาซูก้า ใช้ระยะกลางได้คล่อวกว่ากระสุนหัวรบหนัก ทั้งอัตราการรีโหลดเร็วยิงได้ต่อเนื่อง ลองใช้อีกรูปแบบเหมือนของเก่าดูซะ ใช้โหมดบีมนี่แหละเก็บกวาดพวกมันให้หมด”

เซลเดอร์รีบเข้ามาแนะนำเร่งด่วน ไรนะลองทำตามดู ข้อต่อระหว่างสองลำกล้องเริ่มหมุนงอ ปลายอีกด้านที่ซ่อนทางด้ามปืนพลิกกลัมมาเป็นลำปล้องหน้าแทน รูปลักษณ์ที่แท้จริงตอนนี้ยาวกว่าพวกสไนเปอร์ไรเฟิลเกือบครึ่งนึง ทั้งยังขยายขนาดทั้งลำปืนออกทางรัศมีอีกเล็กน้อย เธอรีบตั้งตัวเล็งยิงกลางฝูง ACT กระจุกมุงหนาทันที มาตรวัดหน้าจอไรนะเลขเริ่มขึ้นจาก 0% 10% 20% ไปเรื่อยๆไม่มีทีท่าจะหยุด

“100%  สไตรบีมลันเซอร์ ยิง”

ลำแสงสาดกระจายจากปลายลำปล้องเป็นเส้นตรง ฝูง ACT มุงต่างต้องเปลี่ยนเป็นโกยเอาตัวรอด ลำแสงพลังราวเมก้าลันเซอร์หรือบีมช๊าร์ทไรเฟิลของวิงดั้ม ตัดกวาดหุ่นฝ่าย CAPE นับสิบกระจุย อีกพวกรีบยิงมิสซายล์สวนทางด้านซ้าย ไรนะพยายามกุมคันบังคับแน่น ดึงลางลำแสงแบนกวาดผ่านลับมิสซายส์จนหมด แต่ที่เดือดร้อนคือบรรดาเจ้าของต่างโดนลูกหลงลำแสงกวาดผ่านเกลี้ยงเกลา หลังจากที่พลังลำแสงหมดลง พื้นที่กว้างนับร้อยเมตรสะอาดตาเธอลงไปทันที

“กัปตัน ปีกซ้ายขวาฝั่งโน้นเริ่มรวนตามที่กัปตันคาดไว้แล้ว ช่งยสั่งการต่อด้วย ถึงจะเพียงแค่เล็กน้อย แต่ตอนนี้พวกเราทั้งหมดยังไม่มีใครคิดถอดใจแน่นอน ใช่มั้ยค่ะ! กัปตันของพวกเรา!”

สาที่พลอยเล็งสอยพวกหลุดเข้าใกล้ยานเห็นสถานการณ์ชัดแจ๋ว กัปตันตอบรับเริ่มทบทวนแผนการในหัวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีความคิดอื่นทบทวนเข้ามาในหัวด้วย



-หรือว่าเธอถอดใจจากการตัดสินใจที่พูดถึงนั่นซะแล้วละ โทโมโกะ?-

-ไม่มีทางค่ะ แต่ว่า...บางสถานการณ์มันไม่มีทางเลือกจริงๆ!-

-ใครว่าละ ถ้าเธอกลับไปคุมยานอีกครั้งเธอก็ลองหันกลับมามองด้านหลังดูบ้างสิ หันมองไปยังคนที่รอคอยอยู่เบื้องหลังตัวเธอซะ แล้วเธอจะเข้าใจการตัดสินใจของตนเอง อย่างน้อยก็มีคนที่เชื่อมั่นในตัวเธอเหมือนกับที่เธอเชื่อในการกระทำของตัวเองแน่-

-เพราะอย่างนั้นชั้นถึงได้ให้เธอกลับเข้ามากองทัพอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกแบบนั้นละ-

-อย่าทำให้ชั้นผิดหวังละ ลูกศิษย์ของชั้น!-


-เข้าใจแล้วค่า อาจารณ์วิสเบิร์ส-

โทโมโกะในที่นั่งกับตันหันกลับไปมองทางด้านหลังตามคำนั้น ถึงพึ่งรู้ด้วยตัวเอง เหล่าโอเปอเรเตอร์เบื้องหลังแม้จะตกที่นั่นลำบาก แต่พวกเค้าเหล่านั้นก็ยังมองกลับมาด้วยความเชื่อมั่นในตัวกัปตันไม่เสื่อมคลาย ไม่ว่าจะเป็นพวกช่างในโรงเก็บที่ทำงานแทบวุ่นวาย เหล่านักบินในสนามรบ แม่แต่อาร์ครึพวกมิว ทุกคนล้วนมองมาด้วยสายตาแบบเดียวกัน เหมือนดั่งที่อาจารย์คนสำคัญพูดถึงไม่ผิดเพี้ยน

“ทุกหน่วยจัดขบวนทัพแบบหัวลูกศร วิงดั้มนำหน้าสุด พวกเรายานคาเทเรียยิงสนับสนุนจากใจกลาง ทุกเครื่องสวนเริ่มโต้กลับเต็มกำลัง”

คำสั่งแข้มแข็งจากกัปตันโทโมโกะ ผู้รีบเบือนหน้าหลบหันกลับไปทางหน้ายานอีกครั้ง สายตามุ่งมั่นทุกคนยิ้มรับไม่มีใครคิดปฏิเสทเธอใดๆ จึงไม่มีใครอาจเห็นรอยอมยิ้มกัปตันสาวใจแกร่งผู้นี้ ทั้งที่ถ้ามีใครซักคนอยู่ข้างหน้า คงมีโอกาสได้เห็นมือกัปตันสาวกำลังแอบเช็ดปาดน้ำตาตัวเองไม่ให้ใครเห็นแน่แท้

อาร์คบินลุกหน้าเข้ากองทัพหลัก กางโล่พลังวงเวทปัดป้องกระสุนแก่พวกมือท๊อปหน้าใหม่ที่ไล่ตามอยู่ห่างๆ แสงระเบิดสว่างวาปทันที่ที่อาร์คไปถึง ทางซ้ายทางขวาขบวนกองคาเทเรียคืบคลานจู่โจมใส่ปีกทั้งสองเต็มที่ ทั้งหมดที่เสียพลังโต้กลับต่างโดนกดดันต้องถอยล่น บางเครื่องพยายามถอยออหมาก็ตาร้ายโดนสอยเดี้ยงจากผู้วางคบดาบรอหลังเฉดเช่นทีมสไตรเรย์ ทุกเครื่องที่เผลอเข้าระยะดาบยาวลำแสงในมือทั้งสอง สไตรเรย์ของมิวต่างไม่มีใครผ่านไปได้โดยไม่ขาดสองส่วน รึก็โดนเรลี่ยัดกระสุนเข้าพุงทะลุบ้างละ ไม่ก็โดนไรนะสอยกระสุนหนักโหมดสไนเปอร์จากระยะนับกิโลบ้างละ บ้างระเวงถอยฉากจากยมทูตอย่างพวกเธอได้ก็มาจ้ะเอ๋อกับหุ่นกองยานคาเทเรียเดี้ยง แม้แต่โดนสาจับปืนใหญ่ยานเป่ากระจุยดับอนาตซะอีก

“ท่าไม่ดีแล้วละ สั่งใช้แผนสำรองซะ ก่อนจะพาไปตายมากกว่านี้”

หัวหน้ากองทัพทั้งสามแห่ง CAPE ร้อนลนรีบสั่งกัปตันทุกยาน ยิ่งร้อนใหญ่เมื่อจู่ๆยานของตนก็สะเทือนด้วยมิสซายระบบระบายอากาศเสียจนต้องหาพัดโบก ทั้งภาพยานรบชั้นยานแม่ลำข้างๆกลายเป็นพลูสว่างขนาดใหญ่ไปต่อหน้าต่อตา


“กัปตันค่ะ กองทัพทั้งสามเริ่มล่าถอยออกไปแล้วค่ะ”

เสียงสา ดั่งสัญญาณแสดงความสำเร็จ เสียงโห่ร้องดังก้องไปทั่วยานคาเทเรียราวงานมหกรรมกีฬา ทุกคนต่างยกมือแสดงความยินดีถ้วนหน้า ตัวกัปตันโทโมโกะเองพลางถอนลมหายใจมองสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง เหล่านักบินกลับมารวมกลุ่มหน้ายานคาเทเรียกันพร้อมเพรียง ทีมสไตรเรย์ทั้งสี่จับกลุ่มคุยกับอาร์ครอบนอกยาน พร้อมระวังรับมือพวกที่อาจโผล่มาแจมอีก รอคอยการรบด้านอื่นๆที่อาจเปลี่ยนแปลงจนต้องพึ่งพวกเค้ากัน

“ว่าแต่พวกเธอหายไปไหนกันมาบ้างละ ตอนผมกลับมาก็ไม่เจอพวกเธอเลย โดยเฉพาะมิว ทำไมถึงหนีไปคนเดียวตอนมอสโคว์ละ” อาร์คเห็นโอกาสได้พบเจอมิวอีกครั้งเลยลองถามผู้นำทีมสไตรเรย์ผู้นี้ตรงๆ ที่อาร์คกลัวจริงๆก็คือ เธอจะเกลียดขี้หน้าอาร์คเพราะสิ่งที่เค้าเคยก่อในวันกลางทุ่งหิมะ วันที่อาร์คทำร้ายเธอ

เป็นอย่างที่อาร์คคิด เธอเงียบไม่ยอบโต้ตอบเค้าเลยอยู่พักใหญ่ เรลี่กับเนียร์มองหน้ากันพลางคิดเรื่องอื่นอีกเหตุผลนึง เพราะพวกเธอดันรู้ความลับบางอย่างของมิวเข้าแล้ว และก็ยิ่งรู้ดีว่าเธอไม่มีทางกล้าเปิดเผยให้อาร์คต้องรู้สึกผิดอีกแน่ ดังนั้นคำตอบเดียวที่เพื่อนสนิทพอเดาจากปากเธอได้นั้นก็คือ...

“....เรื่องของชั้น” เรลี่หัวเราะลั่นเมื่อคำตอบนั้นคิดไม่ผิด ทำเอาอาร์คเหวอจื้ดกับสิ่งที่มิวพูดตามองเขม็นมาด้วยความระแวง ความรู้สึกแบบนี้ราวกับครั้งที่เคยเจอเธอครั้งแรกๆเลยจริงๆ พับผ่าเถอะ...!

“ถ้าลีดเดอร์ว่าอย่างนั้นพวกเราก็คงบอกไม่ได้ละ เป็นความลับจ้ะ ฮิๆ” เรลี่ส่ายหน้าราวจะล้อเลียนหนุ่มน้อย

“จะว่าไป เมื่อกี้ได้ยินว่ากองร้อยที่ 4 จะมาช่วยพวกเราด้วยใช่มั้ย” ไรนะพลางถามทั้งที่ใจยังลอยล่องด้วยความไม่สบายใจเพียงหนึ่งเดียว เนียร์คิดได้อีกเรื่องนึง ยังมีเรื่องของคาเซะที่ดันจบลงแบบ Bad End ในสายตาไรนะ แต่เรื่องนั้นยังทำอะไรไม่ได้ค่อยว่ากับเซลเดอร์เอาอีกที

“ไม่ทันแล้วละ...!” เพราะอีกฝ่ายเผ่นไปหมดก่อนแล้ว เนียร์เลยพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ทำเรลี่ฮาตะบะแตกเอาอีกรอบ

“งั้นรึ...” อาร์คเห็นทีมสไตรเรย์ถกเกียงกันอย่างเมามันราวไม่ได้เจอกันแต่ชาติก่อน เลยถอนหายใจถอยออกมาคนเดียว อารมณ์แบบนี้ทำให้อาร์คหวนนึกถึงเรื่องป่วนๆที่โรงเรียนเซนปีซ่านิดแฮะ ทั้งพวกมาสคัส อีเน่ รึพวกชมรมโบราณคดีที่ชอบวุ่นวาย

และจอมตื้อเรื่องท้าดวลที่หนทุกแห่งอย่างเอส

“สัญญาณนี้มัน กัปตัน! มีอีกกลุ่มกำลังเคลื่อนที่เข้ามาด้วยความเร็วสูงจากทางใต้ค่ะ” ที่ๆว่างอยู่ พฤกษาทิ้งไกปืนใหญ่กลับมานั่งที่โอเปอเรเตอร์อีกครั้ง สารัวเป้นคีย์บอร์ทเจอเสียงเตือนจากเรด้าเข้าก่อน กัปตันสาวก็ไม่วายถามเหมือนกลัวเรื่องจะไม่จบง่ายๆ

“ทิศใต้ เดี๋ยวๆ แล้วพวกกองทัพกองร้อยที่ 4 ที่มาจากทางนั้นละ มันไม่ได้ผ่านมาทางเค้ารึไงกัน?”

“ตรวจสอบแล้วค่ะ คือว่า... กลุ่มสไตรเรย์และยานแม่ กองร้อยที่ 4 ที่กำลังมาช่วยสนับสนุน พินาศหมดแล้วค่ะ อีกไม่ถึงสิบนาทีพวกนั้นจะมาถึงที่นี่ ตามข้อมูลเรด้าทางนั้นมีเพียงแค่ 21 เครื่องเท่านั้นเอง ไม่น่าเชื่อ!” โอเปอเรเตอร์สาวแว่นสาพูดติดๆขัดๆด้วยความกลัว วงฉลองทั้งยานเริ่มแตกเป็นเสี่ยงอีกรอบ รางไม่ดีทำกัปตันรีบสั่งทุกคนเข้าที่อย่างด่วน

“แค่นั้นถึงกับทำลายกองร้อยที่ 4 ที่ใช้สไตรเรย์ร้อยเครื่องได้เนี่ยนะ พวกนั้นเป็นพวกไหนกันแน่ สไตรเรย์ของชั้นไม่ได้กระจอกแบบนั้นนะเฟ้ย รีบบอกมาเดี๋ยวนี้”

อีกเจ้าโวยวายออกสื่อมาอีกแล้ว รต.เซลเดอร์ ประท้วงหนักไม่พ้นช่างคนอื่นๆในโงเก็บต้องเล่นเกมรับบี้ทับใส่อีกรอบ แล้วเสียงเอะอะก็หายจากจอท่ามกลางกัปตันโทโมโกะต้องก่ายหน้าผาก หวังว่ายาแก้บ้าคงจะหาชื้อได้ไม่ยากนัก

“ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นแล้วคุณเซลเดอร์”

อาร์ครีบตอบกลับไปทันทีที่เห็นแสงการระเบิดนับสิบขึ้นและหายไปแทบทันที กับแสงกระพริบสีแดงเหมือนดวงอาทิตย์ที่กำลังประทุร้อนแรงกำลังบินเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกขณะ

เพราะว่ามันเป็นเจ้านั้น!”

“เรดซายด์”

หุ่นสีแดงเพลิงผู้นำทัพ ACT กว่า 20 เครื่องกลับหันไปยกมือให้กองทัพหยุดเคลื่อนไหว จากนั้นก็หันมาชี้ท่าทางวางก้ามผิดปกติตรงไปยังหุ่นสีขางสวมเกราะสีเขียงเรืองลองหรือก็คืออาร์ค ความสงสัยของคนในยานคาเทเรียทั้งหมดพุ่งประเด็นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่เหล่าทหารอีกฝ่ายเหมือนจะรู้จุดประสงค์กันดีมิอาจห้ามไว้ เรื่องไม่น่าเชื่อเกิดต่อเมื่อ ACT นามเรดซาดย์ที่อาร์คพูดถึง เกราะสีแดงเพลิงทั้งตัวถือดาบสองมือสีเพลิงไว้ ลูกแก้วแดงกลางอกเปล่งแสงสว่างพร้อมเริ่มทำการติดต่อมาหาอาร์คด้วยตนเอง

“กองยานคาเทเรียทั้งหมดจงฟัง ชั้นต้องการเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ขอให้ทางนั้นอย่าเข้ามายุ่งโดยเด็ดขาด นางนี้ก็จะยึดถือเช่นเดียวกัน”

อาร์คที่ได้รับข้อเสนอแปลกประหลาดสำหรับในสงครามแบบนี้อยู่คิดหนัก เสียงนั้นคุ้นๆพอดูแถมเหมือนจู้จักเค้าดีซะอีก ทั้งที่ต่างเคยสู้กันมาตั้งหลายครั้งโดยยังตัดสินไม่ได้ แต่ทางคาเทเรียมีคนทักท้วงขึ้นมาก่อน

“นายเป็นใคร ถึงมีสิทธิมาสั่งพวกเราที่ไม่ได้แพ้พวกนายมก่อน แล้วมีหลักฐานอะไรว่าคุณจะรักษาคำพูด พวกเราไม่สามารถตอบรับคำขอนั้นได้หรอก” กัปตันโทโมโกะประกาศไม่รับรองทันที

“เรื่องนั้นก็ช่วยไม่ได้ แต่ทางนี้มีหลักฐานว่าผมพูดความสัตย์ทุกประการ นั้นคือจิตวิญญาณของผม จิตวิญญาณของลูกผู้ชายที่เหนือยิ่งกว่าชีวิตยิ่งกว่าทุกสิ่ง” เรดซาดย์เริ่มหันมองมาทางหุ่นสีเขียวทันที พร้อมชี้หน้ามาหาด้วย อาร์คเกาหัวลำคาญใจ แค่นี้ไม่ต้องเดาก็รู้สิ่งที่เจ้านี่จะพูดแล้ว

“นาย จงมาดวลกับฉันตัวต่อตัว วิงดั้ม...”

แต่เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในยาน และพรรคพวกทั้งหมด อาร์คไม่อาจตอบรับการท้าที่อาจเหมือนเป็นกับดักแบบนี้ได้แน่

“อย่าได้คิดปฏิเสท ชั้นรับรองได้ว่าจะไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่ง หรือคิดเล่นกับดักสกปรกกับพวกเราทั้งสองเหมือนทุกๆครั้งได้แน่ วิงดั้ม” ความคิดเหมือนรู้ทันยิ่งทำให้อาร์คตกใจขึ้นไปอีก

“ไม่ซิ...ต้องพูดว่า อาร์คสินะ”

เสียงจากเรดซาดย์นี้ทำให้ทุกคนสะดุ้ง แต่อาร์คนั้นต้องตกใจมากกว่า อาร์คจำได้แล้วว่าเจ้าของเสียงที่ว่านี้เป็นใครทั้งที่ควรรู้ตั้งนานแล้ว ผู้ที่เคยตามราวีอาร์คมาตลอดเพื่อกับแค่เรื่องของการ “ท้าดวล” ไม่เลือกวิธี ทั้งเกมตู้ หมากกระดาน วิ่งแข่ง และอีกสารพัดที่สามารถแข่งขันได้นั้น ไม่ใช่เสียงของใครที่อื่นไกลเลยในสายตาคู่นั้น

“นี่นายคือ  เอส..งั้นเหรอ!!”


CHAPTER 33 สนามรบเหนือแอตแลนติกEnd
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 04, 2013, 12:41:25 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #78 เมื่อ: มีนาคม 20, 2013, 02:32:38 PM »



ณ โรงเรียนเซนปีซ่า ชายเมืองปีซ่าของอิตาลี พระอาทิตย์กำลังใกล้ลับขอบฟ้าช่วงหลังเลิกเรียนแต่บนด่านฟ้าอาคารแผนกประถมยังมีเด็กหญิงคนนึงอยู่บนนั้น เธอจ้องมองไปยังดวงตะวันแดงฉานทางตะวันตกเหมือนเห็นใครบางคน

“เอส ตอนนี้ยังอยู่ที่นั่นใช่มั้ย”

สิ่งที่ นีน่า เด็กหญิงคนนี้พยายามมองอยู่ไม่ใช่แสงลูกกลมสีแดง แต่เป็นทางตะวันตกที่ไกลออกมามากกว่า 1,000 กิโลเมตร ถ้ามีใครกำลังดูข่าวทางผดทรทัศน์ก็คงจะรู้แล้วเช่นกัน ถึงสงครามที่กำลังเกิดขึ้นในที่แห่งนั้น สงครามตัดสินระหว่างสหพันธ์โลกและกองทัพ CAPE ที่อยู่ปลายทางนั้น และเธอรู้ว่าคนที่พูดถึงกำลังต่อสู้อยู่ที่แห่งนั้น

-ชั้นจำเป็นต้องไปตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างที่นั่น เธอน่ะคอยอยู่ที่โรงเรียนนี้นั่นแหละดีแล้ว จะได้ไม่เป็นภาระด้วย-

เสียงในครั้งสุดท้ายที่เด็กหญิงตัวน้อยๆอย่างเธอ กับเด็กชายอายุ 13 ผมน้ำเงินผู้ห้าวหารผู้เคยดูแลเธอมาตลอด เอส รอสคัส ที่จากไปพร้อมกับหุ่นรบสีแดงเพลิงที่เจ้าตัวเรียกว่า เรดซายด์ เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน พอนึกเอาตอนนี้ยิ่งทำให้นีน่า สเวนอสไม่ค่อยสบายใจเอาซะเลย หากการต่อสู้ย่อมทำให้มีคนที่เจ็บปวดเช่นเค้าที่ต้องเสียครอบครัวไป เช่นนี้

“ถ้าเป็นไปได้ ชั้นก็ไม่อยากให้เค้าไปที่นั่น ไม่อยากให้เค้าต้องเข้าต่อสู้เลย”

นีน่าถอนหายใจกับรางสังหรณ์ของตะวันตกดิน เธอเป็นคนๆนึงที่ต้องการความสงบสุขและได้กลับไปพบกับเอสปลอดภัย

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง.... กับพี่ชาย ของหนู” และได้อยู่กับพี่ชายที่ห่างกันไปนานนับปีจากสงครามอีกครั้ง พี่ชายที่อยู่กับหุ่นสีเขียวทอประกายสว่าง และมีสายสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับเอสคนนั้น

พี่ชายที่ชื่อ อาร์ค สเวนอส



เวลาเดียวกันในน่านฟ้าใกล้ๆศูนย์บัญชาการสหพันธ์โลก คนสองคนที่ว่าถูกชะตากรรมพามาพบกันอีกครั้ง คู่แข่งที่ต่างต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ ทั้งศัตรูที่ไม่อาจยอมรับอีกฝ่ายลงได้ การพบพานกันในสนามรบนับครั้งที่ 5 ของสายลมกับเปลวเพลิง หุ่นสุดล่ำสันสีแดงฉานกับหุ่นสีขาวเกราะเขียวสว่าง ผู้สืบทอดตำนานที่โลกไม่เคยล่วงรู้กำลังเผชิญหน้าซึ่งกันและกัน พร้อมกับเอสและอาร์ค และเหล่าสักขีพยานการต่อสู้ทั้งฝั่งกองยานคาเทเรีย และกองทัพ CAPE ร่วมด้วย

“ทำไมถึงเป็นนายไปได้ เอส ที่ผ่านมาคิดจะปิดบังเพื่อเข้าใกล้ตัวเรามาตลอดเลยงั้นหรือ...!” อาร์คพูดด้วยน้ำเสียงข้องเคืองกับการมาของเอส ราวกับเรื่องที่เกิดในโรงเรียงทั้งหมดเป็นเพียงละครหลอกลวง

แต่นั่นกลับทำให้เอสจ้องมองตอบอาร์คผ่านจอด้วยตาเป็นประกาย เท่านั้นแหละอาร์คถึงกับออกหน้าเหวอ เมื่อเจ้าหนุ่มผมน้ำเงินทนไม่ไหวหลุดหัวเราะก๊ากน้ำตาร่วงซะอย่างนั้น

“ชั้นไม่เคยคิดที่จะปิดบังแกเลยซักครั้งเดียว ก็แกไม่เคยถามชั้นเลยนิหว่า ชั้นก็เลยไม่เคยบอกแกไปซักครั้งนะสิ ทั้งที่ชั้นรู้ตั้งแต่หลังคราวเกมเซ็นเตอร์แล้วว่านายเป็นคนขับหุ่นเครื่องนั้น แต่สงสัยหัวแกคงทื่อจัดก็ดันนึกไม่ออกเอง ยิ่งเห็นสีน้าแกตอนนี้แล้วอยากให้เจ้าพวกมาสคัสห้องแกเห็นซะจริงๆ ต่อให้พวกซื่อบื้อแบบมันมาเป็นแกแทนก็คงรู้ตัวตั้งนานแล้วละ ก๊ากกกๆๆๆ”

“กลัวบอกก่อนเองแล้วจะเสียหน้าใช่มั้ยละ...!”

อาร์คหลี่ตาพูดแบบนิ่มๆเซงๆ แต่กลับเป็นเค๊าเตอร์ที่รุนแรงเกินคาด เล่นแทงใจดำเอสซะจนจุกไปถึงลำคอ ทำท่าทางชักดิ๊นชักงอคาหุ่นพักนึง จบลงที่หันมามองค้อนใส่อาร์คเตรียมเริ่มเปิดศึกซะงั้น

“ถ้าถ่วงกองทัพนี้ได้พวกสหพันธ์กองอื่นเหลือก็ยังพอรับศึกของตัวเองไหว อาร์ค ชั้นกัปตันโทโมโกะแห่งกองยานคาเทเรียอนุญาติให้เธอเป็นคนจัดการ...” กัปตันโทโมโกะรับรองการเปิดระฆังอย่างเป็นทางการ ไม่มีเสียงคัดค้านจากสักขีพยานทั้งสองฝ่าย เอสกับอาร์ควางท่าเตรียมหุ่นเข้าโรมรันกันทันที

“มิว มาดริก ค่ะ ในฐานะที่คุณเองรู้จักทั้งสองคนในฐานะเพื่อนร่วมโรงเรียนเดียวกันไม่ทราบว่ามีความเห็นยังไงกับผลมวยคู่นี้บ้างค่ะ ลองช่วยวิเคราะห์ให้พวกเราฟังกันหน่อยค่า”

หุ่นสไตรเรย์คอมเพรสเซอร์ขาวลายแดงถึงกับสะดุ้งหยง เมื่อมิวที่ขับอยู่เห็นนักข่าวมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆตั้งแต่เมื่อไหรไม่รู้ แถมมาในคราบ ACT สไตรเรย์เครื่องลายทางเหลืองอีก ด้วยความตกใจเลยเผลอชัดโล่สวนแสกหน้าเข้าเต็มที่ เสียงแหบหลงของนักข่าวจอมกวนร้องตามมาติดๆ “แอ๊กกก!”

“ยังเล่นสัมภาษณ์บ้าไม่เลิกกาลเทศะอีกแน่ะ สมควรโดนแล้วแหละ เรลี่ แล้วไอ้กล้องยักษ์ในมือหล่อนนั้นมิทราบว่าเสกออกมาจากไหนยะ” ไรนะกับสไตรเรย์ลันเซอร์ต้องหน่ายใจพูดลอยๆออกมา ขนาดเนียร์ในสไตรเรย์เครื่องลายแถบม่วงยังส่ายหน้าไม่รับเย็บ แต่ข้อสงสัยสุดท้ายยังไม่มีคำตอบ

“เห้ย!!....ของตูนี่หว่า ยายบ้านั่นจิ๊กออกไปจากยานตั้งแต่เมื่อไหร่ฟะ!” คนที่โวยวายอีกคนก็ตาช่างเซลเดอร์นี่เอง ผู้เป็นเจ้าของตัวจริงเสียงจริง ทำท่าจะขับยานสไตรเรย์สำรองออกไปทวงคืน นายช่างที่เหลือต้องเหนื่อยอีกแล้ว กรูกันเข้ามารีบหยุดเซลเดอร์กันนัวเนียโรงเก็บ

“อีกคำถามคร้าบ ไม่ทราบว่าข่าวลือที่หัวหน้าซุกเด็กไว้เลี้ยงต้อยเป็นความจริงรึเปล่าครับ ตอนนี้กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในหมู่พวกเราเลยนะครั......”

พรึบ.....

“อ๊ากกกกก ขอโต๊ตก๊าบบบ!”

หนึ่งในกองพลของเอสเกิดมันเสนอหน้าสัมภาษณ์คำถามอันตรายอีกคน ไม่ทันไรพูดจบก็โดนลูกไฟส่งมาหาจากหุ่นสีเพลิงเรดซายด์ ไฟลุกท่วมหุ่นจนพรรคพวกหวังดีรีบเข้ามาช่วยดับเพลิง ด้วยการถีบส่งลงทะเลแทน... ซูมมมม!

“ต๊ายตาย ซาดิซไม่เบาเหมือนกันนะเธอเนี่ย!” เรลี่ตัวแสบแอบดัดเสียงแซวผ่านช่องสัญญาณรวม ทำเอาพวกรักเพื่อนเมื่อกี้พากันขนลุกหนาวไปตามๆกัน พรรคพวกอีกส่วนพากันพนมมือส่งวิญญาณให้เพื่อนที่ตกทะเลไป แต่วิญญาณนั้นอาฆาตไม่ใช่เล่น “ชั้นยังไม่ตายนะเฟ้ย เดี๋ยวเจอเอาคืน 10 เท่า!”

“อย่าไปใส่ใจขาเสือกนี้เลย มาเริ่มกันเลยเถอะ ขืนปล่อยให้กองอวยเสนอหน้ามากไปกว่านี้มีหวังได้จบบทก่อนพอดี!” เอสปาดเหงื่อรีบตัดบททิ้ง พาให้อาร์คพลอยเกาหัวเหล่ตามองไปทางแก๊งสาวสไตรเรย์ที่ทำท่าจะป่วนอีกต้องส่ายหน้ารับคำ ก่อนเรื่องจะวุ่นวายเกินไปกว่านี้ “เห็นด้วยหว่ะ”

-แต่ว่า....ไอ้เลี้ยงต้อยนี่มัน!- แต่ตอนนี้ก็แอบสงสัยเอสเหมือนกันว่าเป็นพวกโลลิคอนรึเปล่า และถึงเค้าความจะห่างจากความจริงมาก แต่ถ้าอาร์ครู้เรื่องที่เอสปิดอยู่สงสัยคงของขึ้นเหมือนกันแน่



ด้านอื่นในฝั่งตะวันตก กองทัพภาคพื้นดินที่ 8 ของ ACT แห่ง CAPE กำลังกรูทัพหนักหน่วงเข้าใกล้ศูนย์บัญชากลางมากขึ้นทุกที กองทัพหลักที่เต็มไปด้วยพวกหุ่นติดอาวุธหนักยังยิงระดมต่อเนื่องเข้าต้านการสวนกลับ ACT อีกฝ่าย อย่าว่าแต่โต้กลับเลย แค่หาทางฝ่าเจ้าพวกนี้หนีออกมาแทบเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ด้านนี้เองขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นแล้ว

“ปราการพวกสหพันธ์ใกล้แตกแล้ว ถ้าเข้าไปข้างในฐานมันได้พวกเราก็ชนะ ระดมยิงเข้าไป แล้วเครื่องทดสอบของทางนั้นละ!” เสียงจาก ผบ.กัปตันยานเรือธงฝั่ง CAPE นี้จ่ายคำสั่งด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ ถึงขนาดมีอารมณ์ถามรองกัปตันถึงแขกับเชิญที่เข้ามาประจำเฉพาะกิจรายนี้

“หมายถึง ACT รุ่นใหม่ Falcona-Mk 2 เหรอครับ ตอนนี้ยังเก็บข้อมูลรบจริงกับหน่วยบุกทะลวงที่ 4 ด้านหน้าสุดครับ ดูแล้วใช้ได้สมเป็นเครื่องรุ่นล่าสุดเลย นักบินก็ฝีมือดีพอตัว ไม่งั้นคงร่วงไปนานแล้ว” 

“...ระบบการควบคุมไม่ต่างไปจากเครื่อง เท่าไหร่แฮะ แต่ความสามารถในการติดตั้งอาวุธเสริมมากขึ้น แถมระบบเชื่อมต่อการควบคุมดีขึ้นอีก แบบนี้คงพอฟัดพอเหวี่ยงกับหมอนั่นมากขึ้น...อีกนิดละ” นักบินหุ่นทดสอบที่ว่ากำลังเช็คอาวุธเพิ่มเติม หลังจากหุ่นรบเพรียวบางสีเทาเข้มสนิททิ้งบาซูก้านัดสุดท้ายที่พึ่งสาดใส่ศัตรูกระจุยไป แพ็คหลังเหลืออาวุธเสริมอีกอย่างถูกดึงกลับเข้าแทนที่ ดูยังไงก็ปืนแกลลิ่งยักษ์ดีๆนี่เอง

“ช่วยไม่ได้แฮะ! ยายมิสเทียร์ก็ต้องอยู่คอยเฝ้าดูอาการบาดเจ็บหัวหน้าคีมิทัสด้วย คนอื่นๆในทีมก็เหลือแค่เราคนที่พอไหว เลยโดนจับยัดเครื่องทดสอบเข้าให้ ถ้าไม่มีระบบอะไรล่มกลางทางก็คงดี มีหวังไม่ได้กลับไปหาแน่” นักบินทดสอบเครื่องนี้ก็คือ ฮาเวน แห่งหน่วยพิเศษแห่ง CAPE “ฟอนคอน่า” นั่นเอง

อยู่ๆสัญญาณแปลกๆเกิดดังขึ้น หุ่นเครื่องนี้สัมผัสความผิดปกติของอากาศได้ ทั้งที่หุ่นเครื่องอื่นกลับไม่รู้ตัวเลย แต่แค่นี้ยังบอกไม่ได้อยู่ดีว่าไอ้ที่ดังเตือนมันคืออะไร “คิดไปเองรึไง แต่มันแปลกๆอยู่นา”

ตูมมมม.....! ฮาเวนโดนลมกระโชกพัดปลิวออกไป ด้วยความตกใจก็พบว่าหุ่น ACT ที่อยู่ใกล้ๆระเบิดไปเรียบร้อยแล้ว “มันเกิดอะไรขึ้น ใครโจมตีเข้ามา มันอยู่ไหนแล้ว” ไม่ทันไรเสียงระเบิดก็ดังขึ้นจากด้านหลังอีก หุ่นเคราะห์ร้ายโดนเข้าไปอีกตัว ฮาเวนพยายามเริ่มตั้งสติได้ก็นึกถึงความผิดปกติอย่างนึงที่ดันเหมาะเจาะเกินไป “อย่าบอกนะว่าไอ้สัญญาณเตือนเมื่อกี้นี่...คือ”

“ระบบสเตลงั้นรึ แต่ทำไมถึงยังตรวจจับมันไม่ได้อีกละ ปกติระบบสเตลพลางตัวจะหยุดทำงานเมื่อมีการโจมตีจากมันไม่ใช่รึ ใช้เซนเซอร์ทั้งหมดตรวจจับการปรากฏตัวของมันซะสิ” ที่ยานเรือธงุ่นวายกันทันตาเมื่อเสีย Act โดยไม่ทราบสาเหตุ ถึงรู้แล้วก็ยังคับขันต้องคว้าน้ำเหลวอีก

“จับไม่ได้เลยครับ ไม่มีร่องรอยนอกจากวิถีอาวุธศัตรู ข้อมูลไม่มากพอคำนวณวิธีการบินมันได้ครับ....มีการติดต่อมาด้วย!”

“ฉุกเฉินๆ พวกเรากองร้อยที่ 7 ทางใต้คุณ 10 กิโลโมตร โดนพวกสเตลรอบโจมตี ขอกำลังเสริมพวกตรวจจับด่วน....!” ท่าจะงานเข้าเพราะทางกองอื่นก็เจอตัวเจ้าปัญหาเช่นเดียวกับทางนี้

“โอ้ส...มันโผล่หัวออกมาแล้ว ยิงมันให้พรุนเลย เฮ้ย....มิสซายด์เป็นโหลไม่สะเทือนเลยเนี่ยนะ เป็นไปได้ยังไงกัน อ้ากกกกกก..... ซ่าๆๆ!” สิ้นเสียงก่อนสัญญาณจะขาดหายไปซะดื้อๆ ทำให้กัปตันกองยานที่ 8 ถึงกับใจหายใจคว่ำ “ตัวเดียวกันแน่รึนั่น อาวุธทางนั้นทำอะไรมันไม่ได้เลย มันใช่หุ่น ACT เหมือนกันแน่รึ”

ซูมมม.... ไม่ทันได้มีโอกาสคิด แสงสว่างวาบทะลึ่งโผล่ออกมาตรงหน้าสะพานเดินเรือไม่ถึง 100 เมตร แสงอาบไปทั่วบริเวณ กลืนร่างกัปตันและลูกเรือกลายเป็นฝุ่นผง ยานแม่ลำนี้ระเบิดหายวับไปต่อหน้าต่อตาฮาเวน



“เป็นเรื่องจริงงั้นรึ เรื่องกองร้อยที่ 2,7 กับ 8 ของ CAPE แตกพ่ายไปแล้ว” ข่าวด่วนจากศูนย์บัญชากลางช่างรวดเร็วทันใจจริงๆ กัปตันโทโมโกะยังอึ้งที่พวกคนใหญ่คนโตแก้สถานการได้บางส่วน แต่ไอ้ของที่ล่อพวกมันได้ถึงขนาดนี้มันช่างไม่น่าไว้วางใจในสายตากัปตันยานคาเทเรียคนนี้เอาซะเลย เพราะถ้าพลังนั้นไม่ได้ใช้แค่กับศัตรูเพียงฝ่ายเดียว เธออดห่วงไม่ได้ว่าจะจบลงแบบคราวหายนะเมืองมอสโคว์อีกรอบ

“ยังไงพวกเราก็ต้องทำหน้าที่ของทางนี้ให้ดีทีสุด” กัปตันสาวหยุดกลับมาทางเดียวกับลูกเรือในยาน ทุกคนกำลังเฝ้าดูการต่อสู้ของหุ่นรบสีแดงและเขียวกลางท้องฟ้า เรดซายด์กับวิงดั้มกำลังบินแลกอาวุธกันตั้งแต่ก่อนหน้าอย่างดุเดือด ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างปะทะดาบเข้าหากันเป็นประกายสีแดงเขียวกลืนเข้าหากันหลายวินาที แรงสะท้อนแยกสองฝ่ายออกจากกัน ดูท่าวิงดั้มกับอาร์คจะถูกกระแทกไกลกว่าคู่ต่อสู้หน่อยนึง

“เรื่องพลังเรดซายด์เหนือกว่าอยู่แล้ว ถึงจะแค่เล็กน้อยก็เถอะ แต่ก็ทำให้ถึงตายได้ถ้านายพลาดนะ ระวังให้ดี!”

เอสสบโอกาส วงเวทสีแดงบนฝ่ามือกลายสภาพเป็นลูกไฟลุกท่วม หุ่นสีแดงเพลิงขว้างลูกไฟทั้งสองไล่ตามวิงดั้มที่ยังลอยห่างออกไป เสียงโคมไฟปะทะกันระเบิดแสงสีแดงตรงตำแหน่งวิงดั้ม ทั้งอย่างนั้นเอสยังพุ่งไล่ตามซ้ำปิดศึกต่อเนื่อง

กระซวบบบ.... เสียงเสียดสีเกราะสีแดงเป็นรอยทางยาว ดาบสีเงินที่อาบแสงเขียวอ่อนทะลวงเข้ามาระยะแค่ไม่ถึงช่วงตัว อาร์คและวิงดั้มโผล่มาข้างเรดซายด์ที่ไหวตัวทันชั่ววินาที ชักดาบสองมือเบี่ยดบังการแทงรอดพ้นจุดตาย วิงดั้มบินหลุดหายไปด้านหลัง

“หนอย.... เล่นวาปเข้ามาทีเผลอเหรอ”

เอสเริ่มเครื่องติดไฟแล้ว คันบังคับถูกเจ้าตัวกำแน่นพร้อมเอาจริง วงอักขระเวทแดงฉาดใต้เท้าสว่างวาปเป็นแท่งค้ำยัน ประจูพลังเวทพุ่งกระจายยิ่งกว่าไอพ่นเจ็ต เรดซาย์พุ่งทยานเร็วเหนือเมฆตามหลังวิงดั้มไปติดๆ ความเร็วระดับที่ ACT เครื่องอื่นๆจับได้เพียงแค่เส้นสายสีแดงกับเขียวพุ่งผ่านเข้าชนกันเหมือนแสงเท่านั้น

ในที่สุดอาร์คและเอสเริ่มปะทะเดือดอีกครั้งด้วยคมดาบและอาวุธปืนประจำตัวอย่างรวดเร็วดุดวายุ ประกายดาบที่ปะทะเจิดจ้าและรวดเร็วโหมกระหน่ำเข้าหากันด้วยความเร็วที่ทั้งคู่มีมากกว่าทุกครั้งที่เคยเจอกัน วิงดั้มใส่บีมไรเฟิลลงมาเป็นห่านฝนในขณะที่เรดซาดย์สามารถหลบและกันด้วยโล่เวทมนต์ไว้ได้หมด แต่นั่นก็สวนบอลไฟกลับพลาดเช่นกัน วิงดั้มที่เข้าประชิดได้แลกดาบและหมัดอย่างดุเดือดจนทุกคนต้องจับตามองเป็นทางเดียวกัน แม้ต้องสู้อย่างยากลำบากแต่ทั้งคู่กับยิ้มออกมาราวกับผู้ที่เจอคู่แข็งที่แท้จริงที่ต่อให้ต้องตายก็ไม่มีทางที่จะยอมแพ้ได้ หุ่นทั้งสองไม่ค่อยได้รับความเสียหายมากนัก แต่กับนักบินแล้วกลับมีอาการเหนื่อยหอบอย่างมากผิดกันลิบลับ



เรดซายด์ชูดาบคู่ทั้งสองขึ้นเหนือหัว ปลายดาบจรดเข้าหากันพุ่งชี้ไปทางอาร์คกับวิงดั้มพร้อมประกายสีแดงสะพลั่ง รัศมีบรรดนสาดกระจายเปนเส้นสายสีแดงเข้าหาวิงดั้มทันที “ท่าใหม่ของชั้น รัศมีดาบแสงอุดอนเทวะ”

“ยังทำอะไรได้ลิเกไม่เปลี่ยนเลยนะเจ้าบ้า” อาร์คสบยิ้มอารมณ์ดีออกมา วิงดั้มเห็นแสงก็เริ่มสงวนใจ แทนที่จะตั้งรับด้วยโล่วงเวทก็หันมาตั้งหลัก รีบบินหลบห่านศรสีแดงทันที ลำตัวหมุนพลิ้วไปตามทางลอดผ่านแสงสีแดงดังรอดผ่านดงใยแมงมุมอันซับซ้อนอย่างสวยงาม

“หนอย ดูออกสินะว่าท่านี้ทะลุโล่เวทได้” แค่นั้นไม่ทำให้เอสยอมแพ้ง่ายๆแน่ เค้ายังพยายามเปลี่ยนทิศยิงไล่ตามวิงดั้มไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าต้องมีลูกหลงหลุดออกมาทางยานคาเทเรียด้วย

แกร๊งๆๆๆๆ......! เสียงศรแสงเส้นเล็กกว่าร้อยดอกหายไปหลังโลลำแสงสีชมพูอ่อนที่กางกินพื้นที่กว่า 3 เท่าของ ACT สไตรเรย์คอมเพรสเซอร์ของมิวเจ้าของโล่พลังงานมาบังอยู่หน้ายานคาเทเรียพอเหมาะพอเจาะ ยานเลยยังปลอดภัยหายห่วง เรื่องของเรื่องเพราะเป็นโล่พลังงานไม่ใช่โล่พลังเวทเลยกันอยู่

“แล้วมันอะไรของพวกเธอละนั่น...” มิวเกิดฉุนไปมองค้อนด้านหลังซะงั้น หุ่นสไตยเรย์และพรรคพวกอีกหลายเครื่องพากันกระจุกอยู่หลังเธอเต็มไปหมดเลย

“ตรงนี้ปลอดภัยกว่า/พวกเราไม่อยากพรุนเป็นรังผึ้งซะก่อนนิ” เนียร์กับเรลี่รีบร้องตอบทันที แก๊งที่เหลือก็พยักหน้าไปตามกัน ดูท่าพวกนี้เล่นขออาศัยอนิสงฆ์จากโล่ของเธอกันหมดเลย มิวเลยไม่รู้จะปลงกับอะไรดีละนั่น

-แต่ว่า ทำไมถึงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเลยแฮะ ไอ้ความรู้สึกสะอิดสะเอียนน่าขนลุกนี่มันคืออะไรกันแน่- มิวไม่สบายใจกับรางสังหรณ์แปลกที่พึ่งรู้สึกได้ ราวกับสัมผัสถึงกลิ่นไอชั่วร้ายได้อย่างไม่ทราบสาเหตุ 

แกร็งๆๆ ฟิ้ว.... ทั้งเรดซายด์กับวิงดั้มยังฟาดดาบแลกกันกลางอากาศต่อ เวลาเริ่มผ่านไปนานก็ยังไม่รู้ผล หุ่นทั้งสองเริ่ทมแรงตกลงไปบ้างแล้วแต่ยังคงแลกอาวุธที่มีอยู่

“หนอย นี่มันเก่งกว่าที่เจอครั้งสุดท้ายซะอีก ตอนนี้ยังเอาไม่ลงซะที แย่ซะมัดเลยแฮะ” เอสหอบหายใจบ่นใส่ทั้งพยายามรวบรวมพลังใช้ท่าแรงๆ แต่ก็โดนบีมไรเฟิลยิงกราดขัดจังหวะอยู่เนื่องๆ ทั้งอย่างนั้นเจ้าตัวกลับยิ้มออกได้ทั้งที่ยังไม่เข้าใจ

“นี่เรา! ตั่งแต่เมื่อไหรกันที่เริ่มลืมเรื่องการล้างแค้นกับพวกสหพันธ์ไปกันเนี่ย” เอสชักจะข้องใจในตัวเอง แล้วความรู้สึกยินดีตอนนี้ก็ด้วย มองดูคู่ต่อสู่กับวิงดั้มที่กลับไปตั้งหลักใหม่อีกครั้ง ตอนนี้อาร์คก้หอบหายใจไม่แพ้กัน แต่ก็กลับยิ้มดีใจออกมาเหมือนกัน

“ชั้นรู้ว่าบางทีนายอาจจะมีความแค้นต้องสะสางกับพวกเราหรือสหพันธ์อยู่แน่นอนใช่มั้ย แต่ว่าตอนนี้ชั้นกลับไม่รู้สึกว่านายสู้กับชั้นเพราะเรื่องนั้นเลยนะ เอส!”

สิ่งที่ทำให้กล้าพูดได้เต็มปากเพราะอาร์คเคยสัมผัสมาด้วยตนเองแล้ว การต่อสู้ด้วยความแค้นนอกจากจะช่วยใครไม่ได้แล้วยังทำให้ต้องสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไปอีก ตัวอาร์คเองเพราะสิ่งนั้นถึงกับเกือบลงมือฆ่ามิวลงไปด้วยมือตัวเองแล้วด้วยซ้ำ

“เชอะ คิดว่าจะพูดสวยหรูอย่างการล้างแค้นไม่ทำให้อะไรดีขึ้นงั้นรึ น่าขำสิ้นดี! ถ้าไม่ทำแบบนั้นก็ต้องมีคนต้องรับเคราะห์เพราะพวกมันอีกแน่” เอสแย้งกลับด้วยอารมณ์ แต่ก็สงบลงแล้วหันมาชี้ดาบใส่อาร์คกับวิงดั้มแทน

“แต่ก็จริง ที่เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลยซะนิดเดียว รู้มั้ยว่าทำไม….!”

อาร์คยิ้มพยักหน้าเหมือนจะรู้สิ่งที่เอสจะสื่อ วิงดั้มตั้งท่าจับดาบแน่น พร้อมออร่าสีเขียวที่หุ้มทั่วดาบจนเปล่งขยายเป็นคมดาบสีเขียวย้อมลงไป เรดซายย์เองก็เปล่งพลังเพลิงคลุมรอบดาบคู่ทั้งสอง ที่ถูกประกบเข้าเป็นดาบเพลิงเล่มเดียว ดานหลังส่องวงอักขระเวทสีแดงฉานส่งพลังถึงขีดสุด ทั้งคู่กับขำเหมือนรู้สึกสนุกในสนามรบแทน

“รู้แค่ว่าตอนนี้ เพื่อเดินก้าวไปข้างหน้า ชั้นจะต้องอยู่เหนือกว่าแก อาร์ค! ชั้นต้องก้าวข้ามผ่านคู่แข่งนายไปให้ได้”

“นายคนเดียวที่ชั้นจะมาแพ้ไม่ได้เหมือนกัน เอส”

ย้ายยยยยยยย......

ซูมมมมม พลังทั้งสองเข้าปะทะกันรุนแรงมาก กระแสลมกับประกายไฟแผ่ขยายปั่นป่วนออกไปรอบทิศ ขนาดทำให้หุ่น ACT รอบๆเกือบจะปลิวไปด้วยกัน ยานคาเทเรียพยายามบินต้านกระแสพลังเต็มที่ ดาบแดงดาบเขียวทั้งสองเข้าบีบอัดใส่กันจนสั่นไหว ทุกอย่างปั่นป่วนจนทั้งคู่สัมผัสได้ดี

อาร์ค

เอส

แสงสีแดงเขียวปะทุจากดาบทั้งสอง ต่างฝ่ายต่างรับแรงสะท้อนไปเต็มที่แต่ทั้งคู่ยังไม่แยกออกจากกัน ดาบสองเล่มยังคงกรีดร้องพร้อมพลังมหาศาลที่เพิ่มมากขึ้น

ลูกพลังนั่นกลับมีสิ่งแปลกปลอมปะปนเข้ามา บอลสีเหลืองที่ขัดกับสนามพลังดาบ ทุกอย่างเกิดขยายตัวเร็วผิดปกติจนประทุในครั้งเดียว ก่อนจะจางหายไปเป็นปกติ วิงดั้มกับเรดซายด์ต่างกระเด็นไปคนละด้านจนถึงพื้นทะเล สร้างความสับสนให้พวกอาร์คและเอสมาก และเป็นเอสที่ไม่พอใจก่อนเป็นคนแรก

“แกอีกแล้วรึที่มายุ่งเรื่องของพวกเรา เองอยู่ไหนวะ โผล่หัวออกมาให้กระทืบเดี๋ยวนี้เลย”

“เมื่อกี้ไม่ใช่แค่แสงพลังสีเหลือง ยังมีอีกอย่างปะปนเข้ามาด้วย แล้วก็ยัง....” อาร์คสงสัยถึงสิ่งที่หยุดพวกเค้าลงไว้ แต่ไม่นานกได้รู้สาเหตุจริงๆ

“ความรู้สึกที่น่าสะอิดสะเอียนแบบนี่มัน!”

อาร์คและเอสพูกขึ้นรีบหันขึ้นไปมองท้องฟ้าก็เห็นสาเหตุทันที ท้องฟ้าที่เคยสว่างเป็นสีฟ้าคราม ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยก้อนเมฆดำบดบังแสงไป ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำม่วงแทน มิวเองก็รู้สึกได้เช่นกัน ทุกคนที่เห็นความเปลี่ยนแปลงฉับพลันต่างตกตะลึงไม่แพ้กัน


......................to be continue
[/b]
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #79 เมื่อ: มีนาคม 20, 2013, 11:04:46 PM »


บนฟ้าเริ่มมีวงแหวนเวทสีดำสนิทก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ หลายจุดรอบพื้นที่ ในแต่ละวงเริ่มมีหุ่นสีขาวค่อยๆลอยออกมาทั้งที่ไม่เคยมีอยู่ หุ่นที่ลักษณะไม่เหมือนกับ ACT ที่ทุกคนเคยเห็นกันเลยแม้แต่น้อยพากันออกมาเรื่อยๆ ทุกเครื่องล้วนมีสีดำสนิท รูปทรงเกราะเรียวแหลมเข้ารูป ข้อต่อส่วนต่างๆเป็นเกล็ดยืดหยุ่นที่อิสระ ฝ่ามือและเท้าที่แหลมคมเหมือนของสัตว์ป่า นอกจากตัวที่เป็นโลหะไม่รู้จักแล้วรูปทรงเหมือนสัตว์ประหลาดมากกว่ามนุษย์ พวกมันปรากฏตัวออกมากว่า 20 เครื่องหน้าพวกเค้า และยังมีวงเวทอีกสองวงกำลังสว่างกลางพวกมัน

วงนึงเป็นวงเวทสีเหลืองสว่างมีประกายสายฟ้าเล่นผ่าน ค่อยๆมีหุ่นสีเหลืองลอยออกมาด้านล่างวง ตัวเครื่องสีเหลืองสดสว่างคาดด้วยแถบลายน้ำเงินและดำที่บรรจงตาใข้อต่อต่างๆอย่างน่าเกรงขาม  มีวงล้อจักรทั้งแปดลูกอยู่บนกลางปีกหลังสองข้างที่เป็นวงกลมรีสองซีกประกบกันตามตำนานเทพสายฟ้าของญี่ปุ่น อุ้มเท้าและฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ครอบครองกงเล็บสีดำอันแหลมคม ดวงตาสีขาวที่ดูคมดุดเหยี่ยวระหว่างปีกหูสีขาวและหัวสีเหลืองอีก ลูกแก้วกลางอกสีเหลืองส่องสว่างพร้อมสายฟ้าที่คลุ้มคลั้งไปทั่ว ระบบเรด้าทั้งหมดเริ่มปั่นป่วนทันทีทันใด

“เป็นแกจริงๆด้วย เจ้าบ้า” เอสไม่สบอารมณ์กับหุ่นผู้มาจุ้นจ้านถึงสองครั้งสองหน สายฟ้าอัศนีบาตร กับไรคิออส พร้อมกับนักฆ่าลึกลับผู้ไว้ผมตั้งสีเหลืองด้วยแววตาเย็นชาดุร้าย เกียร่า

ส่วงอีกวงเวทสีดำสนิทหมุนควงขึ้นเผยร่างออกมาให้เห็น หุ่นสีดำมืดที่ใหญ่แกร่งดูน่าแกรงขาม แขนกับขาที่ทรงพลังไปด้วยเกราะติดคริสตันม่วงดำ ใจกลางออกก็เช่นกัน แผงไหล่ของปีศาทยื่นไปถึงแผ่นหลัง ใบหน้าดั่งยักษาที่น่ากลัวแผ่ซ่านออกมาพร้อมแววตาแดงกล่ำ ความรู้สึกน่าขนลุกจนเสียวสันหลังแผ่ซ่านจนทั้งกองยานคาเทเรียกับพวกของเอสเริ่มพากันหวาดกลัวเสียแทน

“ไม่จริง นั่นมัน...!” อีกหนึ่งอาร์คเองยังจำมันได้ดี ผู้มาพร้อมความมืดชั่วนิรันต์ ซูวาโลน กับผู้ที่พลาดชีวิตของเทียร์เลทไปอีกด้วย เจ้าของน้ำเสียงและรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกน่าขนลุกมองที่มิวสัมผัสได้ปรากฏตัวเล้ว มันหันย้อนกลับมายังวิงดั้ม

“คราวนี้ชั้นมาตามคำสัญญา ข้ามารับพลังแห่งสายลมของแก วิงดั้ม” แม็กลาสผู้ขับหุ่นสีดำมืด ซูวาโลน มันชี้นิ้วมา “ไปได้ ไคโยฮารุ!”

หุ่นสีดำสนิทกว่า 20 เครื่องถูกเรียกขาน พวกมันทั้งหมดพร้อมใจเคลื่อนไหวตามคำสั่งทันที ปืนสีดำกระบอกยาวเหมือนหลงยุคปืนไฟมา กลับยิงออกมาเป็นกระสุนปืนกลที่เป็นลำแสงสว่าง เป็นสัญญาณเริ่มเปิดฉาก

“มันมาแล้วมิว นี่เธอเป็นอะไรไป” เรลี่เองเห็นสไตรเรย์เครื่องของมิวนิ่งอยู่เฉยๆ พอติดต่อก็ได้เห็นตัวเธอสั่นสะท้านด้วยความกังวล เพราะมิวเคยเห็นพลังของหุ่นสีดำพร้อมกับอาร์คแล้ว รู้ตัวว่าถึงเผชิญหน้าตรงๆพวกเธอทั้งทีมคงทำอะไรมันไม่ได้แน่ๆ

ปัง เสียงปืนเจาะเกราะจากโหมดลันเซอร์กัน ของ Mk-2 สไตรเรย์ลันเซอร์ โดนหุ่นเครื่องตัวเข้าเต็มที่ แต่กลับเอามันไม่ลงในนัดเดียวอย่างที่เคยจนไรนะตกใจด้วยความสงสัย “เจอของแรงแบบนั้นเข้าไป แค่เกราะตัวมีรอยร้าวเองงั้นรึ!”

ตูมๆๆ หุ่นฝ่ายยานคาเทเรียบางส่วนโดนสอยจากปืนกลลำแสงนั้น สไตรเรย์เครื่องนึงกลับพุ่งหลบเข้าไปหามันได้ หมายฟันดาบเหล็กผ่ามันเป็นสองส่วน

แต่กลับเป็นว่าดาบเหล็กหักเหมือนโดนผ่าแทน สไตรเรย์เครื่องนั้นเป็นฝ่ายสไลด์ไหลตามรอยคมบนตัว ด้วยดาบคู่ต่อสู้ที่ไร้ใบดาบแต่เปล่งแสงสีม่วงยาว รึดาวลำแสงฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายพันชีวิตนักบินได้ ด้วยอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก

“พวกมันมีบีมเซเบอร์ด้วย ความแข็งแกร่งขนาดนี้มัน พวกนั้นจะชนไหมมั้ยละนั่น” เอสกับเรดซายด์ลองยิงลูกไฟจากฝ่ามือใส่ประเมินพลังมันดู มันกลับหลบได้หวุดหวิดหลายครั้ง แต่พอโดนทีกลับกระจุยไม่เป็นเท่าซะงั้น “ดูท่าจะไม่แกร่งเท่าของเราสินะ ก็เป็นพวกผลิตจำนวนมากนิหว่า”

“คู่ต่อสู้ของเจ้าคือข้า...”

เสียงเกียร่ามาพร้อมสายฟ้าจากรอบทิศทางวิ่งเข้ามารวมที่จุดเดียว นั่นคือเรดซายด์ เอสสงักจนฝืนถอยหลังก่อนตั้งการ์ดรับเข้าไปเต็มๆ เสียงกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านชัวครู่ เรดซายด์แค่ถลอกนิดหน่อย ส่วนใหญ่เข้ามาไม่ถึงก็โดนโล่เวทสีแดงกักไว้ทัน แต่ทำให้เอสหันไปอักกลองสายฟ้าบินได้อันนึงพังไป ที่เหลืออีกเจ็ดบินกลับไปหาหุ่นสายฟ้าไรคิออสเหมือนแค่ทักทาย ทั้งหมดอยู่ในสายตาหุ่นไคโยฮารุดำเครื่องนึงซึ่งเตรียมยิงปืนใหญ่ลำแสงที่ดีดขึ้นหลังทั้งสองกระบอกใส่เอส

ฉับ...

ทั้งสองปืนใหญ่ทั้งตัวไคโยฮารุถูกฟันระเบิดไปพร้อมกัน วิงดั้มเก็บดาบสีเงินหันไปยิงบีมไรเฟิลชุดใหญ่เข้าช่วยกลุ่มยานคาเทเรีย พวกมันที่โดนยิงเสียหายจนสงักก็ถูกสอยจากยานคาเทเรียและสี่สาวสไตรเรย์ที่ฉวยโอกาสสวนกลับไปส่วนนึง

“ยังมีเวลามาห่วงคนอื่นอีกรึเนี่ย ใจเย็นซะจริงแก”

เสียงชวนน่าขนลุกทำให้อาร์ครีบบินหนีออกไปทัน วินาทีนั้นลูกพลังแรงดึดดูดก็เกิดที่จุดนั้นทันทีเหมือนดูดทุกสิ่งทุกอย่างหายไปในนั้น อีกหลายลูกก็โผล่ออกมาเล่นงานอาร์คตามทันที วิงดั้มก็หลบหวุดหิดได้ทุกครั้ง แต่วิงดั้มท่าจะเสียหายจากแรงปะทะบ้าง

-ทางนั้น...- แวบนึงที่สัมผัสความชั่วร้ายได้ อาร์คระดมยิงบีมไรเฟิลไปทางขวาถี่ยิบ ร่างหุ่นสีดำซูวาโลนที่บินเข้ามาหากลับไม่ยอมหยุด ตอนนั้นเองลำแสงสีเขียวนับสิบก็สลายไปทันทีเมื่อกระทบม่านพลังสีดำจางๆรอบตัวมัน

กราวิตี้ ฟิลล์

“ไอ้นั้นอีกแล้ว ” อาร์คเห็นท่าไม่ได้ผลเปลี่ยนไปใช้ดาบบินสวนกลับ ชูวาโลนเห็นก็จ้วงดาบสีดำสนิทเล่มโตออกมา จ้วงกับอากาศทั้งที่ห่างเป็น 100 เมตรซะอย่างนั้น

“เฮ้ย...” อาร์คตกใจทันที ไม่ใช่เรื่องจ้วงอากาศเปล่า แต่ปลายดาบของมันเริ่มหายไปในวงเวทสีดำที่แทงผ่าน ไวเท่าความคิดรีบหักหลบลงข้างซ้ายทันที

จึกกก... เสียงดาบเสียบเข้าไปที่ต้นขาขวาพอดี แต่ปลายดาบจมลงไปแค่ไม่ถึงเมตร ถ้าอาร์คไม่รู้สึกถึงความอันตรายจากมันคงโดนดาบที่โผล่มาจากทางขวาเสียบเป็นลูกชิ้นแล้วแน่ๆ ปลายดาบหดกลับไปในวงแหวนเวทสีม่วงเข้ม และฟันลงต่อหน้าวิงดั้มแทน ชูวาโลนสวยโอกาสมาถึงตัวแล้ว

“แค่เวทวาปครึ่งส่วนยังหลบได้แค่นี้ คิดว่าสมควรครองปีกแห่งสายลมอีกงั้นรึ!” แมกลาสะกดดาบลงใส่ร่างทันที วิงดั้มตั้งดาบกันทันอย่างที่มันคิดไว้ แต่ดาบมันนั้นแฝงเวทพลังแรงโน้มถ่วงลงด้วย อาร์คกับวิงดั้มกลับถูกกดลงอย่างง่ายดาย ไม่ช้าก็ถูกดีดส่งตกผิวน้ำดังตูม

แต่ไม่ถึงวินาที ชูวาโลนกลับกระเด็นลงไปด้านล่างด้วยแรงกระแทกด้านบน วิงดั้มปรากฏตัวออกจากวงเวทสีเขียวด้านบนฟันใส่ร่างเต็มแรง อาร์คสังเกตเห็นแผงแท่งโลหะหลายแท่งส่องสว่างพร้อมกัน ดาบก็ติดกราวีตี้ฟิลล์ไม่อาจผ่านมันลงได้ ทันทีที่มันร่วงลงไป แท่งเหล็กทั้งแปดก็พุ่งโถมใส่วิงดั้มเร็วเทียบแสง ดาบที่ถือปัดป้องได้แค่บางส่วน เท้าขวาถึงกับกระจุยหายไปพร้อมรอยร้ายบนเกราะไหล่ขวา อาวุธบินที่พุ่งขึ้นฟ้าก็กลับมาอีกรอบ อาร์คเสี่ยงใช้ดาบมือซ้ายแทนโล่ด้านซ้าย มือขวาปล่อบวงเวทแทนโล่ข้างขวา แท่งโลหะต่างติดสะท้อนตามโล่ทั้งสองสำเร็จ ก่อนกลับไปหาเจ้าของที่กระเด็นไม่ถึง 50 เมตรก็ทรงตัวหันกลับมาได้แล้ว

“ถ้ายอมให้พลังมาแต่โดยดี แกจะได้ไม่ต้องจบลงสภาพเดียวกับสายน้ำแห่งเกลี่ยวคลื่น อควอเรีย ยังไงละ”

เจ้าตัวแสบพูดจาถากถางไปถึงเทียร์เลทกับหุ่นของเธอทำให้อาร์คของขึ้นทันที แต่วิงดั้มเกือบส่องประกายตาสีแดงคลั่งอาร์คกลับหยุดสงบตัวเองได้ทัน จึงไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงที่มันต้องการ

“ด้วยเหตุผลเพียงแค่นั้นถึงกับฆ่าเทียร์เลทเลยรึ คิดว่าจะยอมให้ฆ่าใครได้ง่ายๆอีกรึไง ไม่มีทาง”

ทางรอบนอกวงของหุ่นผู้ครองพลังทั้งสี่ กองกำลังที่ติดตามเอสมากำลังต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้าเป็นการชนหนึ่งต่อหนึ่งยังทำได้สูสีทั้งคู่ ต่างฝ่ายต่างโดนสอยพอกัน ส่วนทางด้านยานคาเทเรียนั้น กองกำลัง ACT ส่วนใหญ่ประสิทธิภาพต่างกันมากเกินไป หลายๆเครื่องที่ออกรบครั้งแรกต้องตายด้วยปืนกับดาบลำแสง ที่พอชนได้จริงๆจังๆมีเพียงทีมสไตรเรย์ที่ประสิทธิภาพกับประสบการณ์รวมกันแล้วพอสอยพวกมันได้บ้างเล็กน้อย ทางยานคาเทเรียคอยสนับสนุนด้านหลังก็ทำอะไรไม่ได้มาก ปืนทั้งหมดเลงพวกมันไม่โดนเลย นับเป็นความต่างชั้นที่มากเกินไปจริงๆ

“ช่วยไม่ได้ พายานบินไปตามแนวรบไปเรื่อยๆ ยิงมิสซายก่อกวนเข้าไปเรื่อยๆ เปิดโอกาสให้ทุกคนข้างใน” กัปตันโทโมโกะสั่งการตามสภาพการรบ และระหว่างนั้นปืนใหญ่ก็ยิงใส่ไคโยฮารุเครื่องนึงที่พุ่งมาหาอย่างไม่เป็นปี่เป็นขลุ่ยเอาง่ายๆ ดีที่เกราะมันทนแรงปืนใหญ่ไม่ไหวเลยดับอนาจในครั้งเดียว

“ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ หุ่นรบพวกนี้ไม่มีในฐานข้อมูลเลยค่ากัปตัน ทุกฐานข้อมูลเป็นอันโนน จะทำยังไงดี”

พฤกษาโอเปอเรเตอร์สาวแว่น เธอวางมือจากปืนใหญ่ที่หมดหน้าที่ แต่ก็ยังค้นไม่พบข้อมูลหุ่นพวกนี้เลยทั้งฝ่ายหสพันธ์โลกกับ CAPE ยิ่งทำให้ตัวจริงของคนกลุ่มนี้ยิ่งน่าสงสัยขึ้นอีก ยิ่งอีกสองตัวยิ่งแล้วใหญ่ กับตันโทโมโกะรีบติดต่อหาข้อมูลเพิ่มเติมจากนายช่างทันที “เจ้าพวกนี้คิดว่ายังไง เซลเดอร์!”

“ถึงจะไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน แต่จากที่เคยเห็นจากวิงดั้มของอาร์ค และไอ้วงแหวนแสงเมื่อกี้แล้ว พวกนั้นคงมาที่นี่ได้โดยการวาปมาอย่างไม่ต้องสงสัย”

“ส่วนเจ้าเหลืองสายฟ้ากับไอ้ดำมาใหม่นั่น สงสัยคงมีเทคโนโลยีแบบเดียวกับวิงดั้มไม่ผิดแน่ งานนี้ท่าจะแย่”

เซลเดอร์ทำหน้าส่ายลำบากใจตอบมา กัปตันโทโมโกะประมาณไม่ต่างกัน แค่ไรคิออสเครื่องเดียวพลังก็เหนือกว่าวิงดั้มจนเกือบแพ้ไปแล้ว ตอนนี้ก็กำลังไล่ต้อนเรดซายด์กับเอสที่ตามความเร็วดั่งสายฟ้าไม่ทัน ทางวิงดั้มกับชูวาโลนยังสูสีแต่ความแตกต่างเริ่มปรากฏเสียแล้วในสายตากัปตันสาว ถ้าสองคนนั้นไม่ทำอะไรซักอย่างคงแพ้แน่ๆ

ตี๊ดๆๆๆๆ....!

“สัญญาณฉุกเฉิน กองทัพอื่นเองก็โดนลอบโจมตีพร้อมๆกันหลายที่เลย สัญญาณแบบนี้ พวกสัตว์ประหลาด อิมฟอส” โอเปอเรเตอร์สาหน้าตาตื่นพร้อมอีกหลายคนในสะพานเดินเรือ ความเคร่งเครียดถานถมเข้ามาอีกละลอก โดยรวมนับว่าเลวร้ายถึงขีดสุดแล้ว

“ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ มันจะเหมาะเจาะกันเกินไปแล้ว”

กัปตันโทโมโกะคิ้วขมวดข้องใจ แต่ไม่มีเวลามากแล้ว ทางยานคาเทเรียเองต้องต้านพวกกองทัพลึกลับที่เหลืออย่างยากลำบาก เธอต้องใจเย็นปล่อยให้สถานการณ์ด้านอื่นดำเนินต่อไปอย่างช่วยไม่ได้ และค่อยๆหาทางออกอย่างเงียบๆด้วยตนเอง



ทางตอนใต้ใจกลางทะเล กองทัพของสหพันธ์โลกกำลังต่อสู้อย่างดุเดือด แต่ไม่ใช่กับพวก CAPE เสียแล้ว เมื่อสัญญาณที่เหมือนของฝ่ายนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป หุ่นทุกเครื่องที่บินมาไม่น่าจะใช้การได้ด้วยซ้ำ แต่กับยึดด้วยรยางค์สีม่วงทุกตัว พวกมันพร้อมใจยิงมิสซายส์เข้ามาหา หัวฉนวนทุกลูกล้วนมีลูกตาขนาดใหญ่กลอกไปมาพุ่งเข้าหาเหยื่อราวมีชีวิต ดูน่าสยดสยองพองกล้า

พวกอิมฟอสตามที่ฝ่ายสหพันธ์ตั้งชื่อขึ้นมา The Invader Monster for Unknown Site “IMFUS”  พวกมันเริ่มปรากฎตัวออกมาหลังจากเหตุการณ์ฝนดาวตกทมิน ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปและเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน มีหลายชนิดและรูปร่างหน้าตา มีตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าคนจนถึงพวกที่มีขนาดใหญ่เท่าหุ่นรบและยานแม่กันเลยทีเดียว รวมทั้งละดับผู้นำที่ไม่ปรากฎตัวให้เห็นได้ง่ายๆด้วย ในตอนนี้ข้อมูลการปะทะกับมันมากขึ้นจนพอจำแนกคลาสพวกมันออกได้ง่ายขึ้น พอให้นักบินเลือกหาวิธีต่อกรกับมันได้ดีขึ้น เจ้านี่ก้เป็นหนึ่งในพวกที่พบเจอได้ยาก เป็นพวกที่ดูดกลืนสิ่งอื่นเพื่อเพิ่มความสามารถได้ ซ้ำยังทำได้กระทั้งมิสซายนำวิถีอย่างที่เห็นนี่

“เห้ย นั่นมันพวกอิมฟอส เอลฟ่าคลาสนิหว่า อย่าให้พวกมันเข้าถึงตัวได้นะ”

นักบินคนนึงตะโกนบอกเพื่อนร่วมรบแต่ช้าไป หุ่นเครื่องนึงฝ่าพุ่งเข้าแทงหอกใส่พวกมันตัวนึง ผลลัพท์คือหอกทะลุเกราะตัวจนโผล่ปลายเหลมที่หลังตัว แต่ไม่เกิดอะไรขึ้น รยางค์จากตัวมันดันย้อมผ่านหอกกลับมาที่หุ่นเคราะห์ร้ายแทน

“อ้ากกก ช่วยด้วย...” ก่อนดูดกลืนอย่างช้าๆแต่ไม่อาจขัดขืนได้ สุดท้ายหุ่นตัวนั้นกกลายเป็นส่วนเกราะนอกเพิ่มอีกชั้น พร้อมส่วนแขนที่กลายสภาพเป็นหอกยาวแหลมและยิงบีมไรเฟิลจากปลายหอกใส่พรรคพวกที่เหลือ คนที่เห็นต่างแตกตื่นจนแตกพ่ายอย่างช้าๆ และไม่นานกองทัพนี้ก็หายไปจนหมด และพวกมันที่เพื่มจำนวนขึ้นอีกบางส่วนแทน



ห่างออกไปบนฝั่งทางตะวันออกจากตรงนั้น กองทัพสหพันธ์และพวกแคปที่ติดพันกันอยู่ ต่างต้องเสียกำลังไปกว่าครึ่งจากพวกอิมฟอส แท้งคลาส สัตว์ประหลาดหลากสีที่มีลักษณะร่วมกันคือ มีเกราะหนาครอบครุมทั่วร่างกายเหมือนเต่าหนาม แต่วิ่งเร็วมากในทางตรงมีตั้งแต่ 4-12 ขา ขนาดตัวนั้นใหญ่พอทับหุ่น ACT ขนาดพื้นฐานเครื่องนึงให้แบนได้ไม่ยาก แค่วิ่งพุ่งชนธรรมดาก็ทำให้ ACT แตกกระจายทุกเครื่องที่มันผ่าน พวกมันมีแค่ 10 ตัวก็ทำป่วนจนสองฝ่ายจำต้องจับมือเอาตัวรอดเฉพาะกิจขึ้นมา

ต่างฝ่ายต่างเริ่มวางกลยุทธ์ตีโอบพวกมันอย่างช้าๆ ถึงจะมีแค่ปืนบาชูก้าเจาะเกราะกับของที่แรงกว่านั้นจะอัดมันเข้าได้บ้าง ก็มากพอโอบพวกมันทั้งสิบที่ฉลาดน้อยที่สุดเทียบกับคลาสอื่น แต่กลับไม่โชคดีอย่างนั่นสิ

ตูมมม... เสียงระเบิดดังมาจากป่าอีกฟาก เปลวไฟผลานกองเสบียงของแคปจนย่อยยับ พร้อมอิมฟอสตัวนึงที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นจากพรรคพวกที่กลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวกับมัน จนสุดท้ายตอนนี้มันสูงกว่า 40 เมตรจากลูกน้อง 50 ตัว ขนาดโผล่หัวออกมาพ้นความสูงป่าได้ และพวกนี้ได้เห็น

“อิมฟอส บอสคลาส” นักบินคนนึงรู้จักความน่ากลัวของมัน พวกที่ใช้ลูกสมุนสู้แทนตลอดแต่สั่งการได้เก่งมาก ทั้งยังมีไพ่ตายรวมร่างลูกน้องจนมีพลังเพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่าของปกติ ตามข้อมูลเคยปรากฏตัวครั้งแระที่เมืองปีซ่าก่อนถูกวิงดั้มและหุ่นสีน้ำเงินลึกลับกำราบลง

แต่แค่เห็นมันเท่านั้น มันก็ปล่อยลำแสงความร้อนออกจากปาก ป่าสลายเป็นเถ้าตามทางที่ลำแสงทรงพลังผ่านไป เหล่าหุ่นผสมที่กระจุกเกือบทั้งหมดโดนลำแสงกวาดหายไปทันที กลายเป็นการระเบิดครั้งใหญ่เทียบเท่าปืนใหญ่ลำแสงของยานแม่ พวกที่ยังรอดมาได้ก็โดนพวกแท้งคลาสสวนกลับตายหมดในไม่นาน

ตูมมม...! เสียงปืนแกลลิ่งถูกฟันขาดเป็นสองท่อนด้วยอาวุธเลียนแบบดาบเป็นโลหะ ส่วนเจ้าของแกลลิ่งชักดาบของจริงที่เป็นถึงระดับบีมเซเบอร์ต้านไว้ทัน เป็นฟอนคอน่า Mk-2 ที่กำลังต่อสู้กับตัวเองอยู่... หรือก็คือของเลียนแบบที่มีสีเหมือนโดนละเลงสีทุกสีลงจะเละเทะยังไงอย่างนั้น

“เจ้าพวกสัตว์ประหลาดบ้า คิดว่าจะสู้ของจริงได้รึไงกัน”

ดาบของมันถูกฮาเวนฟันขาดก่อนกลายสภาพเป็นชิ้นเนื้อสีเดียวกัน คู่ต่อสู้คิดถอยกลับไปวางแผน แต่พริบตาตัวมันก็คืนสภาพเป็นสัตว์ประหลาดคล้ายปลาดาวยักษ์ มีรูใหญ่ที่ตัวที่พึ่งถูกการเจาะทะลวงจากยานบินที่แปลงกลับมาเป็น ACT ฟอนคอน่าอย่างเดิม ท่าโจมตีที่อันตรายที่สุด Falcon Wing Cutter ทำให้มันจบชีวิตลงทันตา

“ให้ตายสิ จำนวนขนาดนี้ สงสัยงานนี้คงต้องเผ่นกลับสถานเดียวแล้ว”

ฮาเวนเหงื่อตกมองดูพวกสหพันธ์กับพวกอวกาศแคปที่กำลังสู้กับตัวเองมากมาย หลายคนถึงกับหวาดกลัวจนจิตหลอนแล้วก็โดนตัวเองในสภาพน่าเกลียดน่ากลัวฆ่าไป ทีละรายๆ ทั้งที่มันมีจำนวนน้อยกว่าเกือบครึ่งนึง พวกมันคืออิมฟอส ก๊อปปี้คลาส ที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็นคู่ต่อสู้หรือสิ่งที่อีกฝ่ายหวาดกลัวได้ พวกที่ตายก่อนจึงเป็นพวกจิดอ่อนเป็นพวกแรก ผิดกับบางคนที่ยังพอฆ่าพวกมันได้รวมทั้งฮาเวน เพราะนอกจากก๊อปปี้แล้วมันไม่มีความเก่งกาจอะไรเลย แต่ถ้าโดนตัวเองเป็นสิบรุมก็อีกเรื่องนึง

และฮาเวนก็รีบชักดาบชิงขับฟอนคอน่า Mk-2 ฝ่าหนีออกมาก่อนมันอีกสามตัวกระโจนขึ้นมาทัน พวกมันเลยบดขยี้พวกที่เหลืออย่างสนุกสนาน



-บีมชาร์ทไรเฟิล-

วิงดั้มยิงปืนผ่านวงเวทสีเขียวสว่างไสว ลำแสงเขียวขยายขนาดเข้ากลืนกินร่างหุ่นสีดำไปจนหมด แต่พอลำแสงหายไป มันกลับยังอยู่ดีด้วยโล่วงอักขระเวทสีม่วงดำวงโตกันตัวมันไว้ได้ มันคลายมือออกสลายวงเวทก่อนแม็กลาสหันมาเยะเย้ยใส่

“ทำให้ชั้นรู้สึกสนุกเหมือนคราวก่อนเลยนะ แต่แกไม่มีทางสร้างบาดแผลได้แน่นอน” ปากมันสั่นเล็กน้อยที่พูด เพราะมันไม่เคยต้องใช้โล่วงเวทบนโลกนี้เลยแม้แต่คราวเจอกันครั้งแรก อาร์คเองมองเห็นว่าที่ยิงไปมันแรงกว่าทุกครั้ง ไม่นับคราวยิงอุกกากาตนั่นแล้ว ทำให้อาร์คเริ่มมองเห็นโอกาสบ้างแล้ว และเอสก็เห็นเหมือนกัน

“หนอย ใครจะไปยอมน้อยหน้าคนอย่างแกกันวะ”

เอสบ่นใส่อาร์คทั้งที่หุ่นตัวเองสะบัดสะบอม พลางมองดาบสายฟ้าคู่กระแทกดาบเรดซายด์จนชาไปทั้งตัว มันย้ายเข้าโจมตีมุมโน้นทีมุมนี้ทีด้วยความเร็วสายฟ้าเล็ป ขนาดใช้โล่เวทช่วยรับแทนยังต้านได้ไม่หมด ฝีมือดาบต่างชั้นเกินไปจนตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียว เผลอเสี้ยวเดียวเจ้ากลองสายฟ้าบินได้ทั้งเจ็ดก็ลอยดักรอบทิศขึงเป็นกรงสายฟ้าขังซะแล้ว

สายฟ้าทั้งหมดระดมยิงจากอาวุธบินรอบห้องขัง เรดซายด์รับเต็มที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย

“อ้ากกกกก....” เอสร้องลั่นจนหมดท่า ควันดำลอยโขมงจากเรดซายด์ แต่รอบๆไม่มีคู่อริอยู่แล้ว

“ตายซะ” เกียร่านักบินไรคิออสคำราม ดาบสายฟ้าทั้งสองถูกเก็บเข้าแผ่นหลังเป็นวงแหวนใหญ่ กลองบินได้กลับมาประกบบนวงแหวนที่ยกขึ้นหลังหัวอีกที อักขระเวทเหลืองอร่ามสว่างบนหน้าหลังวงแหวนนั่นช้าๆ วงเวทพากันหมุนรอบตัวเองพร้อมสายฟ้ามหาศาลถูกรวมกันที่ใจกลางวงแหวน และแล้วลำแสงสายฟ้าขนาดกว่า 5 เท่าของบีมชาร์ทไรเฟิลก็ปลดปลอยออกมาหาเรดซายด์

“ทางนี้ก็มีไพ่ตายเหมือนกัน” เอสฝืนรวมพลังที่สองฝ่ามืออยู่ก่อนแล้วบีบอัดเปลวไฟทั้งหมดลงฝ่ามือทั้งสอง อัดให้ลูกไฟในสองฝ่ามือขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นลูกไฟยักษ์กว่า 100 เมตร ซึ่งใช้เวลาเสร็จพอดีกับไรคิออส

“มหาบอลเพลิงบรรลัยกัลป์”

เอสไม่ลืมประกาศชื่อท่าไม้ตาย เรดซายด์ทุ่มแรงทั้งหมดคว้างมันใส่สวนไรคิออส มหาลูกไฟยักษ์เข้าปะทะกับอภิมหาลำแสงสายฟ้า เกิดปะทุรุนแรงจนกลายเป็นระเบิดมหาประลัยเพลิงสายฟ้าเข้า มันขยายตัวแรงขึ้นจนแม้แต่ไคโยฮารุที่หลงโดนสลายเป็นเถ้าถ่านทันที งานนี้ทั้งพวกมัน และฝ่ายคาเทเรียกับแคปต่างโดนกันถ้วนหน้า ทุกคนพากันหนีเจ้าละหว่านไม่เว้นแม้แต่ยานคาเทเรีย จนแล้วจนรอดหลุดไปถึงวิงดั้มกับชูวาโลนที่ฟัดดาบกันด้วยสิ

“เจ้าบ้าเกียร่า...” แม็กลาสทะลึ่งโดนสวนกระเด็นไปทางนั้นโดนรัศมีไปจนได้ อาร์ครีบใช้ความเร็วที่เหนือกว่าเร่งออกจากระยะได้ ทิ้งมันที่ยังมือไวปล่อยโล่เวทสีม่วงดำต้านไว้ทัน บวกจากพลังของบาเรียกราวีตี้ซิลล์ด้วยแล้วยังต้านพลังเพลิงสายฟ้าได้

แปล้ง....! ไม่ถึงห้าวินาที ทั้งโล่เวททั้งบาเรียแตกลงแทบในทันที แต่ชูวาโลนที่ตั้งหลักได้แล้วจึงรีบพุ่งออกมาพ้นเช่นกัน

ย้ายยยยย!

ดาบสีเงินแผ่ออร่าเขียวสว่าง ตวัดโถมใส่ชูวาโลนเต็มพลังชั่วพริบตา แม็กลาสที่รู้ว่าบาเรียฟื้นตัวไม่ทันใช้ดาบตนเองรับแทน แต่เสียงแตกร้าวยังดังต่อเนื่องอีกหลายนาที จบสิ้นวิงดั้มบินออกห่าง ฝากรอยเกราะแตกเป็นทางยาวจากแขนซ้ายพาดขึ้นไหล่ขวา หุ่นความมืดที่ทรนงตัวแทบทรุด โชคดีที่ใบดาบกันจุดตายอย่างคอร์สีดำม่วงกลางอกชูวาโลนได้ เลยเสียหายแค่ 30%

ทางเรดซายด์เสียพลังไปมากกับลูกไฟยักษ์นั่น ตอนนี้เหลือแค่ควันระเบิดฟุ้งจนมองไม่เห็นอีกฝั่ง แต่เอสกลับรู้ถึงบางอย่างซะแล้ว

“วีธีการต่อสู้กับท่าทางแบบนี้มัน เหมือนรู้จักมัดจี่เลยแฮะ บางทีอาจเป็นอย่างที่คิดก็ได้นะ รึว่า...”

ความคิดสะดุดลง เสียงแหวกอากาศดังวูบจนเสียวสันหลัง คมดาบมัจุราชเข้าหาเอสอีกครั้งหมายฆาตรชีวิตไปให้ได้

ขมัด!

“ว่าแล้วเชียว มาแบบนี้จริงๆด้วย” เอสบ่นอารมณ์ดี แต่อีกฝ่ายนั้นตรงกันข้าม ดาบของไรคิออสเข้าซอกคอด้านหลังเรดซายด์เต็มๆ แต่กลับห่างออกไปแค่เมตรเดียว เพราะต้นมือที่ถืดาบดันถูกจับแน่นด้วยเปลวไฟบนฝ่ามือหุ่นสีเพลิง เกียร่าชิงถอยเข้าม่านควันพร้อมฟันใส่มาอีกครั้ง คราวนี้เป็นชายโครงด้านขวา

ขมัด! คราวนี้เป็นฝ่ามือรับดาบควันเริ่มจากลงด้วยความตกใจของเกียร่า การลอกสังหารจากไรคิออสทำไม่สำเร็จ

“ชั้นน่าจะฉุดคิดเร็วกว่านี้นะ ถึงมองไม่เห็น แต่เล่นเข้ามุมอับถึงตายทุกครั้งก็เหมือนบอกตำแหน่งให้รู้ไปครึ่งนึงแล้ว แกเองไม่เคยประสบความล้มเหลวเลยซักครั้ง และไม่คิดจะล้มแหลวครั้งนี้ด้วยใช่มั้ยละ”

“เพราะงั้นชั้นถึงจับทางการเคลื่อนไหวที่เถตรงมีแบบแผนเกินไปของแกได้น่า ไม่สิ! ต้องเรียกว่าเธอน่าจะเหมาะกว่า...”

ทำให้เกียร่าโกรธหน้าแดงตามอีก ไม่นึกว่าเกียร่า นักฆ่าเลือดเย็นในโลกมืดจะเป็น ญ.หญิง แฮะ ที่เอสพอดูออกคงเพราะทั้งคู่มีหลายๆอย่างที่คล้ายคลึงกันแน่แท้



......................to be continue

บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #80 เมื่อ: มีนาคม 20, 2013, 11:07:47 PM »

ซูมมมมมมมม.........!

จู่ๆ ความรู้สึกดำมืดผลุดเข้ามากะทันหัน จนสองสายฟ้ากับเปลวเพลิงต้องสะดุ้งหยุดมือ ไม่ช้าไอสีดำที่น่าสะอิดสะเอียนก็พุ่งผ่านทั้งสองคนจนแทบจับไข้อย่างน่ากลัว

“อะไรกันอีกละเนี่ย มาจากทางเจ้าพวกนั้น” เอสรีบมองไปทางต้นไอทมินเช่นเดียวกับเกียร่าที่หงื่อตกเป็นเม็ดเหมือนรู้จักสิ่งที่จะเกิดขึ้นดี “เจ้านั่นควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้วน่ะรึ ไม่นึกจะมีโอกาสได้เห็นมันบนดาวดวงนี้”

“นั่นมัน ท่าจะไม่ดีแล้ว” เหล่านักบินเหล่าหุ่นลึกลับสีดำไคโยฮารุเห็นไอดำนั้นต่างพากันร้อนรนจนออกนอกหน้า ขบวนรบอีกฝ่ายเริ่มหยุดสงักจนโดนบีมไรเฟิลทะลุไม่ทันตั้งตัว ทีมสไตรเรย์สวยโอกาสนี้ยิงมิสซายที่ไม่ค่อยได้ผลชุดใหญ่ปรากฏว่ามีมันสามเครื่องระเบิดไปกับการโจมตีนี้

“ไอดำน่าอึดอัดนี่ ทุกคนมีใครเห็นเจ้าหุ่นดำบ้านั่นบ้าง มันอยู่ที่ไหน!” มิวประกาศกร้าวความมองหาชูวาโลนให้ทั่ว บีมไรเฟิลพลอยยิงพวกไคโยฮารุที่เป็นเป้านิ่งด้วยความหงุดหงิด ขนาดเรลี่ที่ขับหุ่นซ่าได้ตลอดยังต้องกอดอกสั่นเทาเหมือนอยู่กลางภูเขาหิมะซะงั้น

“ท่าทางพวกมันพูดถูกแล้ว ทางอาร์คกำลังเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ นั่นมัน...ดูตรงนั้นสิ”

ไรนะที่กำลังเล็งลันเชอร์กันอยู่มองเห็นต้นเหตุแล้ว ทุกคนหันตามไปยังต้นกำเนิดพลังไอความมืดที่แผ่ออกมาจากหุ่นสีดำด้านบนที่มีแผลฟันยาวที่ตัว ไอนั่นระเบิดพลังพุ่งออกมาจนมองเห็นวิงดั้มของอาร์คเริ่มถูกพัดลอยถอยหลังช้าๆ

“ไอ้นั่นมันไม่ใช่พลังของหุ่นรบแล้ว อีกอย่าง....อย่าให้ยานปลิวไปด้วยนะกัปตัน!” ขนาดเซลเดอร์ที่เชี่ยวชานด้านหุ่นรบ ACT ยังต้องขนลุกกับพลังของชูวาโลน พลังกดดันรุนแรงจนมาถึงยานคาเทเรียจนตัวยานเริ่มเอียงไปซะแล้ว เจ้าตัวพยายามหาที่ยึดจับก่อนจะไถลไปตามพื้นเอียงเช่นเดียวกับนายช่างคนอื่นๆ

“นี่พวกเรากำลังสู้อยู่กับอะไรกันแน่” กัปตันโทโมโกะตัดสายจากเซลเดอร์ไปแล้วก็วิตกเช่นกัน “ทุกหน่วย ถอยออกมาด่วน”

“คงไม่ได้หรอกครับกัปตัน ตอนนี้ถ้าหยุดมันไม่ได้หนีไปยังไงก็คงไม่รอดเหมือนกัน”

อาร์คที่อยู่ภายในวิงดั้มและอยู่ไกล้มันมากที่สุดพยายามกำคันบังคับให้แน่นที่สุดเพื่อหยุดความสั่นเทาที่มือลง ตอนนี้หุ่นแห่งความมืด ชูวาโลน ถูกปกคลุมไปด้วยไอสีดำทั่วทั้งตัว ไม่น่าเชื่อว่ารอยที่พึ่งถูกฟันลึกตอนนั้นมันกำลังสมานตัวกันอย่างช้าๆ ข้อต่อทั้งหมดเหมือนมีพลังมากขึ้นจนสั่นเสียดสีส่องแสงสีม่วง แรงกดดันที่หนักอึ้งราวจะกดทับคู่ต่าสู้ให้ป่นละเอียดได้ แต่ที่อาร์คเห็นแล้วหวาดกลัวมากที่สุดไม่ใช่ตรงนั้น กลับเป็นที่ดวงตาของมัน ที่บัดนี้เปลี่ยนประกายเป็นสีแดงเจิดจ้าพร้อมที่จะคลั้งได้ทุกเมื่อ

อาร์ครู้จักมันดี ความบ้าคลั้งที่จะทำลายทุกสิ่ง ความบ้าคลั้งที่เคยเปลี่ยนเค้ากับวิงดั้มให้กลายเป็นปีศาทจนต้องทำร้ายคนสำคัญไป มันคือความเกลียดชังที่ไม่มีที่สิ้นสุด

“คู่ต่อสู้ของนาย คือชั้นคนเดียวเท่านั้น…..!” วินาทีนั้นเอง อาร์คและวิงดั้มชิงพุ่งยิงบีมไรเฟิลใส่ตามด้วยดาบเข้าเงื้อมฟันใส่ชูวาโลน ทว่ากราวีตี้ฟิลล์ของมันกลับฟื้นฟูอย่างรวมเร็ว ไม่มีลำแสงไหนผ่านมันไปได้ แต่พอคมดาบสีเงินพุ่งมามันกลับสลายฟิลล์นั่นทิ้งซะ ที่ตามมาคือเสียงสั่นสะเทือนของอากาศครั้งใหญ่

ตึงงงงงง! ดาบที่ฟาดถูกหยุดไว้ด้วยบางอย่างมาขวาง แต่ที่อาร์คเห็นกลับเป็นกำปั้นแทน กำปั้นที่ถูกหุ้มด้วยพลังสีดำมืดคล้ายๆกราวีตี้ซิลล์ขนาดเล็ก และตอนนั้นเองที่อาร์คได้เห็นใบหน้าของชูวาโลนกับดวงตาสีแดงน่ากลัวนั่นชัดๆ ที่ใต้ดางตากลับเปิดแผงกั้นออกเหมือนกำลังอ้าปากคำรามใส่อย่างคับแค้นใจจริงๆราวกับมีชีวิต

อ้ากกกก... วิงดั้มถูกอัดสวนกลางลำตัวด้วยหมัดอีกข้างที่หุ้มพลังแบบเดียวกัน แรงผลักส่งกระเด็นด้วยความเร็วสูงไปหลายร้อมเมตร เลือดพุ่งออกจากมุมปากแต่อาร์คฝืนต้านแรงจนวิงดั้มหยุดได้ แต่น่าตกใจที่ตอนนี้มันก็ดันวาปมาอยู่ตรงหน้าแล้วเช่นกัน

ไม่ทันได้หายใจ มันเริ่มประเคนพายุหมัดเข้าถามถมต่อเนื่อง เร็วจนไม่มีช่องให้อาร์คสวนกลับ วิงดั้มได้แต่ใช้ดาบปัดป้องรับหมัดมหาศาลเข้าไป เสียงปริร้าวดังขึ้นมาเป็นระยะ จึงพึ่งเห็นว่าดาบที่ใช้เริ่มมีรอยแตกจากพลังมหาศาลของชูวาโลนที่บ้าคลั้ง

แกร๊ง....! ดาบหลุดมือวิงดั้มไปด้วยดาบที่อีกฝ่ายเรียกมาจากวงเวทดำม่วง หากโชคยังดีที่อาร์คสวนยิงบีมไรเฟิลในระยะเผาขน ระยะประชิดตัวเกินจนไม่สามารถแสดงผลของกราวีตี้ฟิลล์ได้ ลำแสงเข้าเป้าลำตัวไปสองนัดจนเป็นร่องรอยโดนยิงถอยไป อีกกว่าหลายสิบนัดโดนฟิลล์ที่เริ่มแสดงผลกันไว้ได้หมด

“โหดเกินไปแล้วอา.... เฮ้ย! ขยับตัวไม่ได้!” อาร์คถอยออกระยะกลับไปพักนึงก็งานเข้า เมื่อเริ่องไม่คาดขวัญดันเกิด วิงดั้มเกินขยับตัวไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ตัวอาร์คเองก็รู้แล้วว่าร่างกายเค้าเองก็เช่นกัน ทั้งคู่เหมือนถูกตรึงไว้กลางอากาศด้วยแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น ถึงได้รู้ว่าเป็นฝีมือของชูวาโลนที่กำลังแบมือมาทางนี้พอดี พลังในการควบคุมแรงดึงดูดของความมืด

เมื่อมันกำมือข้างนั้นลง วงกลมสีดำทมินสี่ลูกก็ผลุดออกมารอบตัววิงดั้มแทบจะทันที บอลพลังทั้งสี่ล้วนมีพลังของแรงดึงดูดที่รุนแรง ชิ้นส่วนที่สัมผัสมันแต่ละแห่งล้วนเหมือนโดนบีบอันจนแทบแตกกระจายเป็นชิ้นๆ อาร์คร้องทุลนทุรานทั้งเสียงหุ่นเริ่มทนไม่ไหว ขีนเป็นแบบนี้อีกไม่ถึงนาทีวิงดั้มได้แหลกสลายไปจริงๆแน่

“อ้ากกกก ไม่...ไหว....แล้ววววว!”

ซูมมมม! ลำแสงขนาดใหญ่เส้นนึงผ่านร่างหุ่นไคโยฮารุเครื่องนึงจนเป็นจุลไป ลำแสงนั้นยังพุ่งเลยไปเรื่อยๆจนเจอเป้าหมาย หุ่นสีดำสนิทบนอากาศรับพลังไปเต็มๆ ด้วยกราวีตีฟิลล์ยังต้านลำแสงนี้ไว้ได้ แต่ผิดคาดไปนิดเมื่อฟิลล์มันเริ่มมีรอยแตกร้าวอย่างช้าๆ นั่นเพราะชูวาโลนแบ่งพลังไปใช้กับวิงดั้มอยู่จึงทำให้ฟิลล์พลังน้อยลง และแตกออกในที่สุด

“ไม่น่าเชื่อ สำเร็จด้วย!” เสียงเจ้าของลำแสงดีใจออกนอกหน้า เป็นไรนะกับสไตรเรย์ลันเชอร์ที่ตัดสินใจยิงบีมลันเชอร์ช่วยเหลือ ท่ามกลางการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีม ทำให้มันเองต้องวางมือหลบลำแสงก่อนทำให้อาร์คกับวิงดั้มหลุดจากการโจมตีทั้งหมดอย่างสบัดสบอม  แต่ปลายเท้าซ้ายของชูวาโลนหลบลำแสงใหญ่ไม่พ้นแหลกหายไปกับตา ทำให้แม็กลาสที่เริ่มได้สติยิ่งโกรธขึ้นอีก

 “เจ้าพวกแส่ไม่เข้าเรื่อง อยากตายก่อนมันนักใช่มั้ย”

แผงแท่งโลหะขนาดใหญ่กลางหลังพุ่งบินออกไปอย่างรวดเร็วดั่งใจ ทั้งหมดล้วนปล่อยพลังงานรุนแรงห่อหุ้มทั่วตัว สามชิ้นพุ่งไปทางไรนะและทีมสไตรเรย์ ที่เหลือกรูกันเข้าหาวิงดั้มจากทุกทิศทางหมายเผด็จศึกทั้งสองด้าน

“อดทนเอาไว้อีกนิดเถอะนะ”

อาร์คฝืนบังคับวิงดั้มที่เสียหายไปมาก ทุกส่วนแตกร้าวจากพลังเมื่อกี้ ข้อมือซ้ายแหลกไปก่อนแล้ว ปลายหัวเข่าขวาก็แตกหายไป ซ้ำท่อขับดันก็เหลือแรงขับแค่ 60% แต่ก็ต้องรับมือกับแท่งเหล็กมรณะกว่า 7 ชิ้นที่บินเข้าหากัน แต่ละแท่งผ่านรอบๆตัวเร็วมากพอทำให้ข้อเท้าถึงหัวเข่าขวาแตกกระจาย เห็นดังนั้นอาร์คก็รีบหลบพายุแท่งเหล็กเป็นภวังค์ แต่ยิ่งหลบความเร็ววิงดั้มก็ยิ่งตกลง เวลาผ่านไปก็ยิ่งเสียหายหนักมากขึ้นจนแทบจะแย่แล้ว  

“ทางอาร์คกำลังแย่ ไรนะ!”

มิวเห็นดังนั้นรีบสั่งให้เธอยิงบีมลันเชอร์อีกรอบ แต่คราวนี้ไม่ง่ายเมื่อแสงสามจุดพุ่งลงมาทางพวกเธอ แท่งเหล็กบินได้บินพุ่งลงพร้อมกันยังสาวๆสไตรเรย์ แขนสไตรเรย์สีเขียวที่ถือลันเชอร์กันระเบิดหายไปทันตาเมื่อมันพุ่งผ่าน ปืนก็ร่วงหลุดมือไปทันที อีกสองชิ้นทะลุร่างหุ่นระหว่างทางระเบิดก่อนหันกลับมาทางนี้เช่นกัน

“ไรนะ! หนอยเจ้าบ้า มาสู้กันต่อหน้าตรงๆสิ!” เรลี่เริ่มคึกใช้ปืนกลไล่ยิงกันไรนะที่บาดเจ็บไว้ แต่กระสุนปืนไม่ระคายเคืองแท่งเหล็กนรกเลย ขนาดบีมไรเฟิลของมิวทำได้แค่ให้มันเชเปลี่ยนทิศเท่านั้น อีกสองยังพุ่งตรงเข้าหาค๊อกพิลของเรลี่โดยตรงเป็นเป้าหมายแรก “อา...เฮ้ย! ช่วยด้วย!”

ตูมมม! เสียงระเบิดดังสนั่น เรลี่ยังปลอดภัยแต่อีกคนไม่ใช่ สไตรเรย์เครื่องแถบม่วงเข้าไปผลักเธอออกมาจาก อยู่ในสภาพเหลือแต่ตัว แขนขากับหัวหายไปหมด และกำลังไฟแลบไปทั้วตัว สไตรเรย์เครื่องเนียร์ “เกือบตายแล้วนะเรลี่ ต้องให้ช่วยอีกจนได้!”

“เนียร์” เรลี่ร้องลั่นก่อน ค๊อกพิลดีดตัวเนียร์ออกก่อนหุ่นจะระเบิดหายไปต่อหน้า ขะที่มิวใช้โล่พลังงานกันพวกมันที่ย้อนหมายเล่นงานไรนะ ยังดีที่โล่ยังสะท้อนเจ้าแท่นเหล็กบินได้อยู่ แต่มันยังคงไม่เลิกราง่ายๆ มันย้อนกลับมาอีกรอบคราวนี้มากันสามด้านเลย

“ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปละก็ ทั้งไรนะกับเรลี่ก็คง...”

-เธอน่ะเป็น Human Physicalor ที่ล้มเหลว เพราะนอกจากใช้พลังแฝงไม่สำเร็จแล้วยังเกิดผลข้างเคียงกับร่างกายเองเสียอีก ของแบบนี้เป็นแค่ขยะในสงครามเท่านั้นแหละ-

คำพูดสมัยที่มิวเคยเป็นทหารทดลองขององค์กร H2P ยังฝังอยู่ในใจ ตัวเธอเองรู้ดีว่าถึงสามารถใช้พลังที่ว่าได้ก็ต้องเจ็บปวดเพราะผลกระทบหลายวัน เหมือนคราวหลังศึกเหนือทะเลแดงที่ผ่านมา

“ไม่มีทางเลือกแล้ว ยังไงก็ต้องใช้มันอีกครั้ง” มิวตัดความลังเลชักดาบชึ้นจากปีกข้างเอว มันออกมาเป็นมีดลำแสงขนาดเล็กที่มีด้ามใหญ่เหมาะใช้ขว้างโจมตี อาวุธติดตัวหุ่นของเธอ มีดมุมแมอแรงบีมแด็กเกอร์

ย๊ายยยยย...! บีมแด็กเกอร์เอ่อล้นด้วยแสงสีชมพูเจิดจ้าขึ้นพร้อมตาของมิวที่กลายเป็นสีเดียวกัน สะท้อนภาพอาร์ค ไรนะ และพรรคพวกมากมายผ่ายใบดาบแสง สไตรเรย์คอมเพรสเชอร์คว้างมันออกเป็นมุมเมอแรงไปทางฝั่งเรลี่ทั้งใช้โล่รับแท่งเหล็กอีกสองไว้ มุมแมอแรงแสงบินเข้าปะทะแท่งเหล็กบินอีกชิ้นที่เข้าหาเอาชีวิตเรลี่ ทั้งสองเสียดสีใส่กันเกิดประกายชมพูม่วงปะปนกัน

“อะไรน่ะ”

แกว๊ดดดดด..... เป็นเรื่องน่าตื่นตกใจสำหรับแม็กลาสอีกครั้ง เมื่อแท่งโลหะบินชินนั้นเหมือนถูกเลื่อยแสงวิ่งผ่านอย่างช้าๆ จนท้ายที่สุดมันก็ถูกผ่าออกเป็นสองส่วนไม่น่าเชื่อ และสลายเป็นบอลแรงดึงดูดสีดำหายไป

“กราวีตี้แบล็กบิตที่ใส่พลังแรงดึงดูดจนถึงขีดสุดเนี่ยนะ ถูกผ่าออกเป็นสองซีก แม้แต่พวกระดับ The Ten Element Guardian ด้วยกันอย่างพวกเกียร่ายังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ เจ้านั้นเป็นใครกันแน่!” แม็กลาสเริ่มหวั่นวิตกรีบเรียกบิตทางฝั่งมิวกลับมาทันที

แต่ขณะที่มัวสนใจด้านนี้ ทางฝั่งอาร์คกับวิงดั้มกวาดแกว่งดาบสลัดกราวีตี้แบล็กบิตทั้งหมดกระเด็นออกจากตัวได้สำเร็จ ด้วยความเร็วสูงสุดผ่านเสริมมหาวงเวทสายลมนับสิบ วิงดั้มพุ่งกลายเป็นแสงสีเขียวชนพาชูวาโลนออกไปด้วยกัน

“เจ้าบ้า คิดจะทำอะไรกันแน่ ถึงได้พาพวกเราออกมาเจ้าลมบ้า...!” แม็กลาสร้องตะโกนทั้งที่ถูกชยพาออกห่างจากสนามรบมากขึ้นเรื่อบๆพร้อมวิงดั้ม

“ที่นี่ไม่ใช่ที่ๆแกควรอยู่หรอกนะ ชั้นไม่ยอมให้พวกนายทำอะไรมากกว่านี้แล้ว!” อาร์คเร่งพลังวิงดั้มให้ถึงขีดสุดเพิ่มความเร็วขึ้นอีก ทั้งสองตัวเสียหายหนักขึ้นจนถึงที่สุด พลางมองยังสไตรเรย์คอมเพลนเชอร์ของมิวมาด้วยแววตาขอโทษ

“ที่เหลือฝากด้วยละ มิว!” คำพูดสุดท้ายของอาร์ค วิงดั้มใช้พลังเหือกสุดท้ายพาชูวาโลนวาปผ่านวงเวทสีเขียวหายไป ไม่เหลือทั้งวิงดั้มรึชูวาโลนอยู่ ณ ที่แห่งนั้น

“อาร์ค...”



ทางเรดซายด์และไรคิออสเองพอเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็หยุดการต่อสู้ไว้ทันที ท่าทางฝั่งเกียร่าเหมือนจะเลิกเล่นตีถอยห่างจากเอส พร้อมกองทัพหุ่นไคโยฮารุที่เหลือ

“วันนี้หมดเวลาของพวกเราแล้ว เอาไว้คราวหน้าพลังของจิตวิญญาณแห่งเปลวเพลิงของนาย ชั้นจะตามมาเอาไปให้ได้”

วงเวทสีเหลืองสว่างเหนือหัวของไรคิออส เช่นเดียวกับไคโยโอรุที่ร่ายวงเวทวาปของตนเอง ทุกคนพร้อมใจกันวาปถอยหนีออกไปจนหมด ไม่มีใครเหลือแม้แต่คนเดียว นอกจากพวกยานคาเทเรียและพวกของเอสที่ยืนหยัดเหลืออยู่

“จบแล้วรึ ว่าแต่เจ้าอาร์ค คิดจะทำอะไรกับมันกันแน่นะหายไปทั้งคู่เลยเนี่ย” เอสบ่นกลับมาทั้งสภาพหุ่นเองก็สะบัดสบอมเอาเรื่อง ตัวเรดซายด์เองก็ทำท่าจะตกลงเช่นกัน แต่ไม่ทันไรก็มีพวกในหน่วยเข้ามาช่วยประคองไว้ได้ “ไม่เป็นไรนะหัวหน้า”

“แล้วจะเอายังไงต่อกันดีละ พวกเราเสียคนไปมากกว่าครึ่งเลยนะ หัวหน้า!” พวกนั้นถามหาเอสทันที ซ้ำกับข้อมูลที่พึ่งแจ้งเข้ามาในระบบทำให้เอสได้ต้องตัดสินใจให้ชัดเจนกับลูกน้อง “พวกเรา ไม่จำเป็นต้องเสียกำลังไปมากกว่านี้อีกแล้ว ถอยทัพได้!”

“พวกนั้นไปกันแล้ว แล้วพวกเราตรงนี้ละ” พวกกองยานคาเทเรียที่ยังพอเหลืออยู่ ได้แต่มองเหล่าเอสและพรรคพวกขับหุ่นบินหนีกลับไปอีกกลุ่ม ก่อนมีสัญญาณพลุแสงมาจากยานคาเทเรีย เป็นสัญญาณถอยทัพเช่นกัน

“กัปตัน จะดีแล้วแน่เหรอคะ” พฤกษากลับมานั่งตำแหน่โอเปอเรเตอร์พร้อมแว่นหนาเตอะ เกิดข้องใจถามกัปตันยานที่ส่งสัญญาณออกไป ตอนนี้หุ่น ACT เริ่มกลับเข้ายานกันแล้ว ก็ไม่พ้นหัวหน้าช่างอย่าง รต.เซชเดอร์ ดี กามีดี้ ที่ต้องปวดหัวกับงานซ่อมที่กรูกันเข้ามา และกัปตันโทโมโกะก็ยังสั่งไปเร่งงานอีก ตัวกัปตันเองก็ยังคงกังวงอยู่ไม่น้อย ถึงจะรอดกลับมาได้

“ไม่เป็นไรหรอก ข่าวล่าสุดกองทัพ CAPE พวกบนอวกาศกับกองอื่นบนโลกค่อยๆล่าถอยกันออกไปแล้ว คงโดนไปไม่น้อยไม่แพ้ทางฝ่ายเรานักหรอก แต่ปัญหาจริงๆมันอีกเรื่องนึงต่างหาก!”

“อะไรเหรอคะ กัปตัน!”

“พวกอิมฟอส กับเจ้าพวกเมื่อกี้นี้” กัปตันโทโมโกะพูดเป็นลางไว้ สะพานเดินเรือเงียบฉี่แบบไม่เป็นปี่เป็นขลุ่ย ทุกคนได้แต่เป็นห่วงอนาคตที่ไม่รู้เป็นอย่างไร แต่ตอนนี้พวกเขาและกัปตันยังสู้ไม่ยอมแพ้ง่ายๆแน่

“ไรนะๆ เป็นไงบ้าง บินกลับไหวมั้ย!” ด้านนอกทะเลใหญ่ ACT สไตรเรย์ขาวเครื่องแถบเหลืองของเรลี่กำลังหามอีกเครื่องของไรนะกลับ

“พึ่งมาถามตอนนี้เนี่ยนะยายเรลี่ ยังพอไหว แต่ช่วยประคองต่อไปจนถึงยานทีนะ” ไรนะตัดเรื่องปืนลันเชอร์ที่ตกทะเลออกไปก่อน พอคิดว่าเดี๋ยวค่อยบอกเชลเดอร์ให้เก็บกู้ทีหลัง คงโดนบ่นไม่น้อยแน่

 “เห้ย...เนียร์มีคนกู้ค๊อกพิลเธอกลับเข้ายานได้แล้วสินา ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้าเกิดเป็นอะไรเพราะชั้นมีหวังโดนหลอกหลอนไปจนวันตายแน่เลย”

เรลี่ก็ยังพูดติดตลกออกมาทั้งที่เป็นห่วงเนียร์มาก ยายนี้นอกจากกวนแล้วยังปากแข็งไม่หยอก แต่ก่อนจะพาสไตรเรย์กลับไป เกิดเห็นมิวไม่ได้ตามมาด้วย สไตรเรย์คอมเพลสเชอร์ของเธอยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างน่าสงสัย

“เป็นอะไรไปเหรอมิว รีบกลับเข้ายานกันเถอะ ชั้นนี่โทรมเป็นผ้าขี้ริ้วจะแย่อยู่แล้วนะ”

เสียงที่ติดต่อดังเข้ามาหาในค๊อกพิลมิว แต่เธอตอนนี้กลับกำลังกุมหัวแทบจะระเบิด ตัวเธอแทบชักดิ้นทุลนทุรายอยู่บนที่นั่งนักบิน แต่ดวงตาของเธอยังเรืองแสงสีชมพูอ่อนๆไม่ยอมหายไปง่ายๆ

“พอเถอะ! พอซะทีตัวเรา! หยุดได้แล้ว!” ไม่เว้นแต่จิตใจของเธอก็กระวนกระวายอย่างไม่ทราบสาเหตุ สไตรเรย์เรื่องนั้นดันเริ่มมองไปซ้ายทีขวาทีระสำระส่าย จนเรลี่ยังคิ้วขมวดสงสัย ในที่สุดหน้าจอมอนิเตอร์มิวก็หยุดที่ทิศทางหนึ่งที่มีแต่พื้นทะเลเต็มไปหมด

แต่ดวงตาเรืองแสงชมพูที่สั่นเทานั่น ไม่ได้เห็นเป็นอย่างนั้น!

ภาพในจอที่ปรากฏผ่านรูม่านตา กลับเหมือนกำลังมองทะลุผ่านทะเลไปด้วยความเร็วสูง สูงพอๆกับรูปแบบยานของสไตเรย์บินด้วยความเร็วเสียง ทั้งหมดผ่านท้องทะเลไปได้ราวกว่า 3,000 กิโลเมตร มีเกาะเล็กอยู่ปลายสายตานั่น และสิ่งที่เธอตามหาก็ด้วย และก็เป็นภาพที่เธอไม่อยากเห็นมากที่สุดเช่นกัน

หุ่นสีขาวเกราะเขียวพุ่งจมลงพื้นดินด้วยสภาพสาหัสจนดินกระจาย ถึงเห็นแค่รางๆแต่เธอรู้ว่านั้นเป็นวิงดั้มกับอาร์ค ที่ขาแตกร้าว แขนเหลือเพียงแต่ข้างเดียวแล้ว กำลังมองหุ่นรูปทรงน่ากลัวสีดำอีกเครื่องร่อนลงมา ฝ่ามือโตๆและกรงเล็กพุ่งเข้ามายังแกนกลางอกอย่างไม่ปรานี แสงเขียวเริ่มสว่างจากตรงกลางอกนั่น

“นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าแกคิดสละตัวเองให้เจ้าพวกสวะที่เหลือรอดจากเงื้อมมีข้า แต่บาดแผลที่แกก่อกับชูวาโลนมากมายขนาดนี้คิดว่าจะยอมให้รอดไปได้รึไง” แม็กลาสมาพร้อมชูวาโลนเองที่เกราะเสียหายเยินพอตัว ตอยยี้ฝ่ามือนั่นกำลังค่อยๆดูดพลังสีเขียวออกมาจากวิงดั้มที่สีเริ่มซีกลงเช่นกัน พลังแห่งสายลำกำลังถูกช่วงชิงไปพร้อมกับวิงดั้ม และชีวิตของอาร์ค

“ไม่ยอมหรอก....” มือข้างที่เหลือยื่นจับแขนชูวาโลนก่อนจะกลายเป็นสีขาวซีก แสงในห้องควบคุมเองเริ่มหายไปอย่างช้าๆ คอนโซลกลมหน้าตัวอาร์คค่อยๆหรี่ดับลง จนรู้สึกตัวเขาก็เห็นแขนตัวเองค่อยๆกลายเป็นหินพร้อมกับร่างกายเช่นกัน ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกกลืนกิน อาร์ครู้สึกถึงใครบางคนที่กำลังมองมาทางนี้

“หนีไปซะ” คำพูดของอาร์คที่บาดเจ็บเจียนตายก่อนที่วิงดั้มกลายเป็นหินสีขาวเทาจนหมดทั้งหมด ก่อนที่มันจะจากไป นั่นเป็นสิ่งที่ดวงตาสีชมพูของมิว มาดริก มองเห็น ทำให้ความรู้สึกของเธอปั่นป่วยจนคุมไม่ได้ เสียงกรีดร้องดังระทมไปทั่วค๊อกพิลจนแทบระเบิดออกมาด้านนอก

“อาร์คค!!..........”

………………………….

ยามท้องฟ้าที่ยังมืดครึ้มด้วยเมฆดำ บดบังแสงอาทิตย์ยามเย็นจนหมดสิ้น ณ เกาะเล็กๆ แห่งนั้น นักบินหญิงชุดสีขาวแดงก้าวออกมาจาก ACT สไตรเรย์คอมเพลสเชอร์สีขาวแดง เธอกำหมัดแน่นเหมือนโกรธใครมาชั่วชีวิตก็มิปานนั้น ได้แต่ยืนมองดูสภาพของสิ่งที่เป็นเหมือนรูปปั้นหินที่อยู่ในท่านั่งจมกับพื้น

นักบินผู้ถอดหมอกและผมสีน้ำตาลแดงที่โผล่ปลิวไปตามสายลมที่ แม้กระนั้น มิว มาดริก ก็ยังเดินเข้าไปใกล้ๆหุ่นที่กลายเป็นหิน วิงดั้มที่บัดนี้สิ้นชีพไปเสียแล้ว

.

.

.

“อาร์ค…”

เธอร้องเรียกด้วยความขุ่นเคือง ทั้งไม่พอใจ แต่ก็ไร้เสียงตอบกลับ นอกจากความเงียบ

“มิว!” เรลี่ที่พึ่งตามมาถึงพร้อมพรรคพวกและยานคาเทเรีย พวกเธอลงมาอยู่ที่ชายหาดห่างจากมิวราว 50 เมตร เธอเองที่ได้เห็นมิวก็แทบน้ำตาตกจนวิ่งกรูเข้าไปหามิว แต่ก็หยุดกึกไปเพราะถูกเนียร์คว้าแขนไว้ทัน เนียร์พยายามส่ายหน้าแทนคำพูด จึงได้เพียงแค่เฝ้ามองเธอพร้อมกับไรนะอยู่ห่างๆ “แต่ว่าแบบนี้จะดีแล้วแน่เหรอ มิวกำลังอยู่คนเดียวนะ”

“ตอนนี้อย่าเข้าไปรบกวนเธอเลย มีแต่ทำให้ความรู้สึกเธอแย่ลงไปเท่านั้น” ไรนะชิงห้ามเรลี่ไว้อีกคน พร้อมมองดูมิวอยู่ห่างๆแต่จริงแล้วใจเธอลอยไปอีกเรื่องนึงแทน เธอพล่านปากเบาๆไม่ให้ใครได้ยิน นอกจากตัวเองด้วยใบหน้าเศร้าๆ ถึงเพื่อนคนสำคัญอีกคนที่จะไม่มีวันกลับมาเช่นกัน

“คาเซะ”

“อะไรกัน ไม่จริงใช่มั้ยกัปตัน” บนสะพานเดินเรือ โอเปอเรเตอร์สาเองแทบน้ำตานองปิดหน้าไม่มองหุ่นที่กลายเป็นหิน กัปตันโทโมโกะได้แต่เบือนหน้าเศร้าเหมือนทุกคน ที่ไม่อยากจะเชื่อว่าอาร์คจะต้องกลายเป็นแบบนี้ คนที่พึ่งพาได้มากที่สุดของยานคาเทเรีย

ด้านล่าง ไม่ทันไรสามสาวก็ได้ยินเสียงโหวกแหวกดังตามลมมา มาจากทางมิวที่เหมือนพูดอยู่กลับอากาศ พวกเธอได้อดทนมองแต่ไม่มีใครกลั้นน้ำตาได้นอกจากเนียร์เท่านั้น

“นี่ไม่ตลกเลยนะ ออกมาให้เห็นหน้ากันเดี๋ยวนี้ ได้ยินมั้ย!” มิวเริ่มตระโกนแหกปากลั่นจนเสียงสั่นเทา สีหน้าของมิวที่อดกลั้นมาตลอดนั้นยากจะบอกได้ว่าโกรธเคืองรึโศกเศร้า ถึงจะรู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีวันหวนกลับคืนมาได้อีกครั้ง

และทันใดนั้น บางอย่างดึงดูดสายตาให้เข้าไปหา เหมือนจะมีของตกลงมาอยู่ใกล้ๆตัวหุ่นที่กลายเป็นหินแล้ว มิวค่อยๆเดินไปหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมาดู

“หนังสือ…..”

มันเป็นหนังสือปกสีแดงโทรมๆเล่มหนึ่ง และมุมหนังสือดูฉีกขาดไปบ้าง แม้เธอจะอ่านและตีความอักษระบนนั้นไม่ออก แต่แล้วสายลมก็ได้พัดหน้ากระดาษจนเปิดออก แลเธอได้เห็นสิ่งที่ถูกเหน็บอยู่ในหน้าหนังสือหน้านึง ในนั้นมีสิ่งที่ดูคล้ายกับขนนกขนาดใหญ่คั่นหน้าหนังสือเอาไว้ กับรูปถ่ายเก่าๆอยู่คู่กันใบหนึ่ง

“รูปนี้มัน….” เธอได้หยิบรูปที่ถูกซ่อนอยู่ในนั้นออกมาดูอย่างช้าๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่งทันทีเมื่อเธอได้เห็นรูปถ่ายที่ว่านั้น

แปะ....! เสียงหยดน้ำตกกระทบพื้นดินดังยิ่งกว่าเสียงกลอง หากแต่นั่นไม่ใช่เสียงเม็ดฝนที่ตกลงมา

“นี่ชั้น! ทำไม….น้ำตาถึงได้ไหลออกมา!”

มิวเริ่มเอามือลูบหน้าตัวเองมาดู เห็นเป็นหยดน้ำอยางชัดเจน ก่อนที่หยาดน้ำค่อยๆเริ่มไหลรินออกทาจากใบหน้าที่จ้องมองนั้น และมันก็ยังไม่หยุดไหลออกมา พร้อมความเจ็บปวดในใจลึกๆที่ยากจะอธิบาย ตอนนี้เองเม็ดฝนต่างพร้อมใจค่อยๆโปรยปรายลงมายังเกาะนี้ เหมือนกำลังร้องไห้เพื่อใครบางคนอยู่

แม้รูปนั่นจะเป็นเพียงรูปของเด็กสองคนที่มีอายุราว 4-5 ขวบ ถ่ายกันใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ดูแสนคุ้นเคย ซึ่งเป็นรูปที่เคยอยู่ในจิตใจส่วนลึกของเธอ ซึ่งยังไม่มีวันลืมไปได้เด็ดขาด ครั้งเมื่อนานมาแล้วแน่นอน...เพราะหากว่านั่นเด็กคนนึงก็คือเธอกับอาร์ค และเด็กผู้หญิงผมสีน้ำตาลแดงยาวใส่ชุดกระโปรงน่ารักอีกคน ทั้งที่ไม่คุ้นหน้าแต่เธอกลับรู้จักเป็นอย่างดีที่สุด

เพราะเธอกลับรู้ว่านั่น เป็นรู้ของตัวเธอ นั่งเอง!

“ทำไม! กัน….!”


CHAPTER 34 ปีกที่สูญสิ้น



......................End

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 20, 2013, 11:12:54 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #81 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2013, 01:59:56 PM »

ช่วงหลายเดือนมานี้ผมยุ่งกับงานมากเลยแทบไม่ได้เขียนต่อเลย ทั้งงานบาน ทั้งโอที ไหนยังค้างฟิค แล้วยังดองโมกับดอกเกมอีก  

ถ้าใครยังตามอ่านอยู่ต้องขอโทษด้วยครับ ถ้าใครเลิกไปแล้วผมก็ไม่ถือครับ ( เรลี่ : ถ้าถือก็หนักนะสิ เอ... อย่าจ้องมาทางนี้สิ >>... เผ่น!!)

ต่อจากนี้ผมจะพยายามลงให้ได้เดือนละครั้งเป็นอย่างน้อยครับ (พึ่งได้ครึ่งเรื่อง เดี๋ยวจะไม่จบซักที... )

.....................................................



ทางด้าน ผบ.กีฟรอส ที่ได้ทราบว่าหุ่นวิงดั้มได้ถูกทำลายไปแล้ว เขาได้กลับแสยิ้มอันน่ารังเกียรยิ่งกว่าสัตว์และได้ติดต่อไปยัง ซิสอารก้า อาเวอเรน ที่รอสายอยู่พักนึงได้แล้ว

“แบบนี้ก็ไม่ต้องเสียเวลาที่จะกำจัดวิงดั้มแล้วละ แผนการต่อไปคงพร้อมแล้วใช่มั้ย”  พวกเขาได้เตรียวการบางอย่างไว้ที่วงโคจรของโลก หรือว่าจะเป็นแผนการเผด็จศึกกับ….

……………………………….

ยานคาเทเรียที่ได้รับความเสียหายไปมากทั้งตัวยานและกองกำลัง ACT ปัจจุบันได้เทียบท่าซ่อมบำรุงอยู่ภายในเขตศูนย์บัญชากลางสหพันธ์แอตแลนติก

“มิว นี่ชั้นเอง พวกเราออกไปข้างนอกด้วยกันนะๆๆ!”

เด็กสาวจอมป่วนคนนึงในชุดลำลองขายาวพยายามเคาะประตูเรียกเพื่อนที่อยู่ในห้องพักอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมาเช่นกัน แต่แค่นั้นไม่ทำให้เธอคนนี้เลิกดื้อเอาง่ายๆ ยังคงป้วนเปี้ยนอยู่หน้าห้องนี้อยู่เช่นเดิม จนคนผ่านไปมาต้องหน่ายแทน

“นี่ทำอะไรของเธอน่า เรลี่”

เสียงขัดจังหวะเรลี่ถึงกับสะดุ้งตกใจ คนที่มาทักกลับเป็นเด็ก... ต้องเรียกว่าสูงเท่าเด็กถึงจะถูก เพื่อนสาวจ้องหน้าเขม็นด้วยแววตาเฉยเมยไร้ความรู้สึก เพื่อนร่วมทีมนักบินของยานสไตรเรย์เช่นเดียวกับเธอและมิว สาวเงียบคนนั้นคือ เนียร์! ก็โผล่มาได้เงียบเชียบเหมือนเคย ถึงทุกคนบนยานก็ชินกันหมดแล้ว เว้นแต่ตัวเรลี่เอง

“ออกมาเถอะ มิว! ตอนนี้เนียร์ก็มาพร้อมแล้วด้วย จะได้ไปด้วยกันเลย...” เรลี่หันไปคุยกับประตูซะอย่างนั้น แถมยังเผลอเหมารวมเนียร์เข้าไปด้วยดื้อๆ จนเจ้าตัวต้องถอนหายใจเหือกใหญ่ทั้งสีหน้าตายแบบเดิม

“พอเถอะ เรลี่!” สั้นๆง่ายๆสองคำ ที่เนียร์พูดออกไปและยื่นไปจับบ่าเธอเบาๆ เรลี่หยุดนิ่งไปชั่วขณะ เธอก็หันหน้ากลับมามองตาเนียร์กลับ

“แต่ว่าเธอ... แต่ว่ามิวน่ะ... ” รอยน้ำตากำลังปริ่มออกมาจากขอบตา เสียงที่สั่นเทาพยายามบอกกับเนียร์ หวังวิธีช่วยมิวที่ดีกว่านี้จากปากของเธอ

หากเนียร์ทำได้เพียงแค่ส่ายหน้าตอบ เรลี่เบิกตาโตก่อนต้องก้มหน้าทำใจยอมรับมัน เพราะรู้ว่าเนียร์ต้องการสื่ออะไร เวลาแบบนี้ไม่ควรจะไปรบกวนมิวที่กำลังเสียใจเรื่องผลลัพท์ศึกที่ผ่านมา ไม่นั้นมีแต่ทำให้เธอปวดใจมากขึ้นอีก ควรปล่อยให้อยู่คนเดียวอีกซักพัก

แต่...

“กำลังร้องไห้ อยู่ตัวคนเดียวนะ! ”

เรลี่ปล่อยกลั้นคำพูดไว้ก่อนยอมรีบหันหลังเดินจากไปทั้งอย่างนั้น เหลือเพียงแค่เนียร์ที่ถอนหายใจส่ายหน้ากับยายจอมแกล้งที่คอตกใจหดหู่ผิดปกติแทน แต่ยังไม่คิดติดตามไปในทันที

ทั้งที่โดนประชดใส่ขนาดนี้แต่เนียร์ก็ไม่คิดว่าอะไรเธอ ที่นานๆจะแสดงอาการแบบนี้ซักที หลังจากที่อยู่ร่วมงานมานานจนรู้ว่าเรลี่เป็นพวกชอบห่วงไม่แสดงออก เพราะยายนั่นเคยบอกความลับแค่กับเธอไว้เรื่องนึง เหมือนจะเข้าใจว่าการแกล้งคนอื่นจะเป็นการวัดระดับความสุขของคนๆนั้น ไม่รู้เจ้าตัวเอาทฤษเพี้ยนอะไรมาคิดนี่สิ เลยติดเป็นนิสัยเสียไปซะแล้ว เห็นแล้วจะดีใจหรือเสียใจแทนดี

ทั้งที่เมื่อเธอหันมองกลับไปที่ประตูห้องนั้น เธอเองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากเรลี่เลย แม้ว่าจะทำได้แค่คอยให้กำลังใจมิวอยู่ห่างๆให้เธอฝ่าฟันความเศร้าของโลกออกมาให้ได้  ด้วยตัวเอง....เท่านั้น!



ในห้องมืดทึบที่มองไม่เห็นแสงไฟอะไรเลย ห้องพักที่เหมือนจะว่างเปล่าเสียสนิท แต่ไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อมีเสียงสะอึกสะอื้นดังแว่วมาจากความว่างเปล่า จากบนเตียงนอนที่เต็มไปด้วยกองผ้า มีบางอย่างสั่นเทาอยู่ใต้ผ้านั่น

“ทำไม...ถึงต้องเป็นแบบนี้ทุกที!”

ร่างเด็กสาวผมน้ำตาลแดงขดตัวกลมน้ำตานองผ้าห่ม ปากพล่ามละเมอจนไม่ได้ศัพท์แต่เหมือนกำลังจะฝันร้ายทั้งยังไม่ได้หลับ ไม่เหลือเค้าของ มิว มาดริก นักบินสาวสายตาดุของทีมสไตรเรย์เลย ในใจเธอมีแต่ภาพของอาร์คติดอยู่ในหัว คนที่พยายามเข้าใจเธอเหมือนเคยเป็นคนสำคัญมานาน จนน่ารำคาญ ไม่เว้นแม้แต่สู้แลกชีวิตจนสิ้นใจพร้อมหุ่นของเขา กับวิงดั้มที่ถูกสาปกลายเป็นหินต่อหน้าต่าตา แถมซ้ำยังทับซ้อนกับความหมาดกลัวที่อยู่ใต้ความทรงจำส่วนลึกที่เคยเกิดเหตุการณ์เดียวกันอีก ไม่ใช่ครั้งแรก

ทั้งที่ตัวเธอเป็นแค่ ผลการทดลองที่ผิดพลาดของสถาบันวิจัย H2P ที่ควรถูกลบหายไป ทั้งที่ไม่มีสิทธ์ได้รู้อดีตตนเองแม้ว่าพยายามทุกทางไปแล้ว

“ตัวชั้นมัน...ไม่มีค่า!  ให้ให้โลกนี้จดจำ... ตั้งแต่แรกแล้ว!”

มิวที่ปิดกั้นหัวใจตนเองได้แต่มองรูปถ่ายที่เธอเจออย่างเงียบๆ แววตาเลื่อนลอยไร้ซึ่งความมีชีวิต ความรู้สึกที่แตกสลายนี้เป็นสิ่งที่เธอได้สัมผัสเป็นครั้งที่สองในชีวิต

“แล้วทำไมอาร์ค ถึงต้อง....”


CHAPTER 35 น้ำตาที่สูญเสีย


กรี๊ง ก๊อก กรี้ง ก่อก......

เสียงสวรรค์ยามเย็นของเหล่าเด็กนักเรียนโรงเรียนเซนปีซ่า อิตาลี เหมือนสัญญาณปล่อยตัวนักวิ่งให้กลับสู่บ้านตนเอง บ้างก็มีนักเรียนที่ยังอยู่ทำกิจกรรมของตนเอง ในห้องเรียนเล็กๆ กับนักเรียนหนุ่มนี่ก็เช่นกัน ที่ต้องอยู่ต่อด้วยกิจกรรมไฟท์บังคับที่ไม่อาจหนีไปได้ที่เรียกว่า การทำเวร หลังเลิกเรียน ???

“นิ่ๆ ยังไม่กลับอีกหรือ อีเน่! ชั้นจะได้กวาดตรงที่นั่งของเธอไง.... อุ๊บ”

พ่อหนุ่มคนนี้รีบดันด้ามไม้กวาดยัดปากจอมกวนก่อนจะโดนเพื่อนสาวสวนกลับ แต่กลับต้องแปลกใจ ในเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้แต่หล่อนเองก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนไปจากเดิมเลย นอกจากหันมามองหน้ามาสคัสแบบหดหู่แทน มาสคัสเลยลองกวาดมือผ่านตาเธอไปมายิ่งคับข้องใจ เจ้าตัวไม่ตอบสนองเลยนี่สิ

เฮ้ยยยย.....!

“ไหนเล่นถอนหายใจยาวเป็นคนแก่แบบนั้นน่ะ เถียวก็แก่เร็วหรอก เอ....!” มาสคัสเห็นอีเน่อาการหนัก ทั้งที่โดนเหน็บแนมกันขนาดนี้ยังกลับไม่เห็นวิ่งเข้ามากระทืบตนเองเหมือนทุกทีเลย เอาแต่จ้องไปที่โต๊ะนั้นอยู่ได้..... “จะว่าไปโต๊ะนั้นมัน......”

-โต๊ะของอาร์ค.....-

“อืม.... เกือบ 2 เดือนแล้วสินะ ที่อาร์คไม่ได้กลับมาที่นี่ เล่นหายเงียบไม่ติดต่อกลับมาเลยแฮะ พอขาดไปคนแล้วทางนี้ก็ดูเงียบเหงาไปเลยนะเนี่ยแย่จัง!”

มาสคัสเผลอชิงพูดทำลายความเงียบซะก่อน แต่ก็เรียกความสนใจจากคนรอบข้างได้ดี อย่างน้อยๆก็เพื่อนร่วมเวรที่เริ่มหันมาโวยที่ตานี่อู้งานละ และในที่สุดก็ได้รับการตอบสนอง

“ขอบใจนะที่เป็นห่วง ชั้นไม่เป็นไรมากแล้วละ แต่ว่า....”

อีเน่ยอมพูดจากใจเพราะช่วงนี้โลกภายนอกต่างมีสงครามกันทุกหย่อมหญ้า ทั้งข่าวที่มอสโคลทั้งคู่ได้เห็นอาร์คกับวิงดั้มเข้าต่อสู้ด้วย หรือล่าสุดที่เขตแดนแอตแลนติกที่เกดการสูญเสียไปมากมาย นั่นไม่ใช่แค่อีเน่กับมาสคัส ทุกคนในห้องและอีกหลายคนก็เป็นห่วงอาร์คไม่แพ้กัน

“ไม่รู้ทำไมชั้นถึงรู้สึกไม่ดีเอาซะเลย” เธอเองก็กังวลมากๆจนถอนหายใจอีกเหือกใหญ่

“ยังกับว่าจะไม่ได้เจออาร์คอีกงั้นแหละ”

......... บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

“รีบๆกลับไปนอนห้องได้แล้วน่า คิดมากไปแบบนี้เดี๋ยวก็ได้เป็นยายแก่ไปจริงๆหรอก อาร์คที่พวกเรารู้จักไม่ใช่พวกที่จะยอมตายง่ายๆหรอกนะ จะบอกห้ายยยย.....”

มาสคัสลากเสียงเข้มเก๊กแมนเต็มที่ ก่อนต้องรีบโกยจากเพื่อนร่วมเวรที่ไล่ฟาดฐานอู้งานเรียกเสียงหัวเราะจากอีเน่กลับมาได้อีกครั้ง และเข้าไปร่วมแจมกับเค้าด้วย

“นั่นมัน.....เด็กฝั่งประถมกับ เอสห้องข้างๆเองก็กลับมาแล้วงั้นรึ ทั้งที่ลาไปตั้งหลายวัน” มาสคัสก็ยังเผลอหยุดแหล่มองออกไปนอกหน้าต่าง เท่านั่นแหละเลยเสียท่าผอมเพื่อนเข้าให้ อีเน่ได้แต่ส่งสายตาเชิงนินทาอยู่ห่างๆปลาหมอน้อย ที่ต้องตายเพราะปากเจ้ากรรมเสียทุกครั้งไป

–รู้ดีจังนะ เรื่องชาวบ้านเนี่ย....!-

และทางหน้าประตูโรงเรียนเอง เด็กหญิงในชุดนักเรียนแผนกประถมที่ว่าก็คือ นีน่า ที่เอสรู้จักดีนั่นเอง ตอนนี้กำลังคุยทำท่าทางหน้ามุ่ยเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วง และเอสต้องรีบพาเดินเผ่นออกจากรัศมีโรงเรียน ก่อนคนอื่นจะมารุมแห่เข้าใส่ซะเอง  เอสพยายามอธิบายเรื่องที่เขาต้องออกไปต่อสู้กับกองทัพ CAPE ในแผนการบุกฝ่ายสหพันธ์โลกครั้งใหญ่อย่างหนักหน่วงต่อเนื่องนานนับเดือน จนนีน่ารู้สึกกังวล

จนสุดท้ายก็มาสิ้นสุดที่ศูนย์บัญชากลางแอตแลนติกอันเป็นที่มั่นสุดท้าย แต่กลับกลายเป็นว่าเหตุการณ์พลิกกลับเหมือนเล่นตลก ตัวเค้าสามารถถอนตัวออกมาได้แต่กองทัพส่วนใหญ่แตกพ่ายหมด แต่นั่นก็ยังมีเรื่องดีที่เอสได้กลับมาอยู่ที่โรงเรียนนี้ต่ออีกนาน ให้นีน่าพอใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง ที่มีเค้าคอยดูแลเหมือนก่อนหน้า

“แหมะๆ ชั้นเก่งจนต้องไม่ต้องให้ใครมาเป็นห่วงแทนให้หรอกะ แต่ก็ขอบใจนะ”

“ถ้างั้น อืม.... คือว่า”

นีน่าหยุดเดินเริ่มพูดตะกุกตะกักพักใหญ่ จนเอสหันมามองด้วยความข้องใจ ยิ่งทำให้เธอเหงื่อตกไม่กล้าพูดออกไปอีก ถึงอย่างนั้นเอสก็ยังอุตส่าห์พยักหน้ารับฟังเธอ

“คือว่าเอส พอจะได้เจอพี่ชายหนู ได้เจอพี่อาร์คบ้างมั้ย....คะ”

นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่นีน่ากังวลเช่นกัน เมื่อได้เห็นข่าวสงครามใหญ่ที่แอตแลนติกผ่านไป และมีการสูญเสียเป็นจำนวนมากทั้งสหพันธ์โลกและ CAPE ลางสังหรณ์เธอว่าอาร์คต้องขับหุ่นสีเขียวที่เธอเคยเห็นออกสู้อีกแน่ ทำให้เอสถึงกลับสะดุ้งจนผิดสังเกตจนต้องคิดหนักกันเลยทีเดียว

อืมมมม.....

“โทษทีนะ ไม่เจอกันเลย ช่วยไม่ได้ก็ครั้งล่าสุดสงครามที่แถบแอตแลนติกออกจะกินพื้นที่กว้างมาก ชั้นที่อยากจะเจอหมอนั้นยังไม่เห็นวี่แววเลย แถมยังต้องคอยดูแลคนในหน่วยอีก ที่จริงก็อยากจะเจอเหมือนกันนะ เป็นคนแบบไหนกันแน่นา....”

เจ้าตัวพยายามโกหกแถไปสุดฤกธิ์สุดเดจทั้งที่ไม่ถนัดเรื่องพรรณนี้เลยซักกะนิด โชคยังดีที่นีน่าไม่ได้สังเกตข้างหลังเค้า ที่นิ้วก้อยกับนิ้วนางขวาไขว้กันอยู่

“พี่ชายมีเสน่ย์ทั้งที่ไม่ค่อยชอบพูด คิดถึงแต่เรื่องคนอื่นก่อนจนมอมแมมประจำ และก็ใจดี ดีมากเกินไป ซะจนมีคนมาแอบชอบอยู่บ่อยๆโดยไม่รู้ตัว และก็....ฯลฯ”

นีน่าเริ่มอมยิ้มเมื่อเล่าเรื่องอาร์คผู้เป็นพี่ชายให้ฟัง ว่ากันตามตรง เอสเองเคยฟังมาไม่รู้กี่หลายแต่หลายรอบแล้ว แต่เจ้าตัวก็ได้แต่อดทนจนออกอาการกำหมัดสองมือจนแน่น ยังไงเอสเองก็พูดไม่ได้เด็ดขาด ให้บอกความจริงที่ว่าอาร์คถูกฆ่าตายไปแล้วต่อหน้าต่อตาน้องสาวอาร์คให้เสียใจเล่นแบบนั้น เพราะรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปถ้าเธอได้รับรู้ความจริง

-แกมาชิงตายก่อนแบบนี้ได้ยังไง ทั้งที่ยังไม่รู้ผลของพวกเราเลยแท้ๆ-

แม้แต่ในตอนนี้เอสเองก็ไม่อยากจะเชื่อเรื่องนั้นทั้งที่เห็นกับตาเลยด้วยซ้ำ ทั้งเรื่องหุ่นลึกลับที่แทรกแซงพวกเค้าเอง หุ่น ACT สีเหลืองและหุ่นสีดำที่ลึกล้ำเหนือธรรมชาติ สามารถใช้พลังสายฟ้ากับแรงดึงดูดได้ แถมความรู้สึกที่เหมือนจะเกี่ยวข้องกับทั้งวิงดั้มและเรดซายด์ที่เอสขับมากอีก พลังที่น่าสะพรึงกลัวที่ทำให้ขนลุกจนตัวเองอาจเอาชนะพวกมันไม่ได้ด้วยแล้ว มันยิ่งเจ็บใจยิ่งนัก

-บ้าเอ้ยยย......!-





ณ ตำแหน่งห่างจากศูนย์บัญชากลางฐานสหพันธ์โลกแอตเเลนติกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ หมู่เกาะไร้ชื่อนับราว 1000 กิโลเมตร ของขนาดสูงเกือบ 18 เมตร ดั่งเป็นประติมากรรมหินสีขาวสะอาดตาตั้งเด่นอยู่ใจกลางเกาะขนาดไม่ถึง 200 เมตร ตอนนี้เต็มไปด้วยยานบินเล็กที่เข้ามาสำรวจตามการนำของนายทหารหญิงคนนึง ผู้สวมชุดยูนิฟอมสแดงทรงสง่างามคล้องกับเส้นผมสีน้ำตาลยาว และผู้ติดตามสาวแว่นหนาจอมเฟอฟะ และทีมงาน....?

และทั้งสองก็เดินมาหยุดอยู่ตรงลานหาดทราย ชายตามองสิ่งตรงหน้า หากน่าเสียดายที่มันไม่ได้น่าตื่นใจอย่างที่เห็น ด้วยเดิมมันควรจะเป็นหุ่นรบเหล็กที่บินรบพุ่งกลางสงครามนับหลายต่อหลายครั้ง แต่ต้องมาสิ้นท่าในสภาพเหมือนโดนคำสาปเมดูซ่าในนิทานปรัมปรามากกว่าโดนทำลาย กลับไม่น่าเศร้าเท่ากับอีกหนึ่งชีวิตในนั้นที่หายไป นายทหารหญิงผู้นี้ต้องหันไปติดต่อหาคนช่วยเหลือชีวิตนั้นให้จงได้ แต่...

“ได้เรื่องอะไรมั้ย เซลเดอร์ พวกเรารอผลการวิเคราะห์ของนายอยู่นะ ให้ว่องด่วนเลย!”

“ใจเย็นหน่อยสิน่าคุณกับตันจอมโหด ทางยานคาเทเรียนี้เองแค่งานซ่อมหุ่นพวกลูกเจี้ยบหัดรบก็แทบแย่อยู่แล้ว ยังไงก็รีบส่งข้อมูลมาเพิ่มอีกสิ กัปตันโทโมโกะ”

อีกฝั่งทำท่าจะวีนแต่ก็ยังยั้งไว้อยู่ เพราะเจ้าตัวกลัวโดนกัปตันสาวตามมาเล่นทีหลัง ควานหากระดาษที่กระจัดกระจายรอบตัวขึ้นมาดู ทั้งทำสีหน้าเหมือนให้อีกฝ่ายเตรียมทำใจล่วงหน้า

“ตอนนี้ยังไม่ได้เรื่องอะไรเลยนี่สิ ไม่น่าเชื่อว่าพยายามวิเคราะห์ข้อมูลที่ส่งมาก่อนหน้ากี่ทีๆ ก็ไม่มีส่วนไหนที่เป็นองค์ประกอบโลหะของหุ่น Anthropoid Combat Trooper เลยเนี่ยสิ มันเกิดอะไรขึ้นกับวิงดั้มของเจ้าหนูนั่นกันแน่วะ แล้วเกี่ยวอะไรกับเป้าหมายของเจ้าพวกบ้านั้นอีก”

กัปตันโทโมโกะสีหน้าหมองลงไปทันทีที่ได้ยินตามคาด หันไปมองสาวแว่นด้านหลังอย่างสงนใจ เมื่อนายช่างเซลเดอร์แห่งยานคาเทเรียเอ่ยถึงพวกมันเข้า หุ่นสีเหลืองที่มีไฟฟ้าแรงสูงไหลรอบหุ่นเหมือนสายฟ้า กับหุ่นสีดำมืดที่ใช้เทคโนโลยีพิศดารสร้างแรงดึงดูดได้ เหมือนหลุดมาจากการ์ตูนซุปเปอรโรบอสยิ่งกว่าวิงดั้ม ผู้นำกองทัพปริศนาเข้ามาจู่โจมกองยานตอนสุดท้ายทั่วทั้งสงครามอย่างพอดิบพอดีกับพวกอิมฟอส ทำให้วิงดั้มต้องกลายเป็นแบบนี้

และตัวกัปตันต้องถอนหายใจเมื่อรู้ดี ว่ามีคนในยานหลายคนที่ยังแค้นเจ้าพวกนี้มาก เท่าที่เคยสังเกตุมีบางคนก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอพวกมัน อย่างน้อยอาร์คที่อยู่ในหุ่นนี้ก็คนนึง

“อย่าว่าแต่ทางนั้นก็เถอะ...ได้เรื่องไรบ้างแล้ว! คงไม่ใช่ลืมตรวจหาสัญญาณชีพภายในหุ่นกับหาทางเข้าไปหรอกนะ” เซลเดอร์ย้อนถามแก้แค้นไปแทน ทำเอากัปตันโทโมโกะหันมองค้อนใส่

.

.

.

“ทางนี้พยายามตรวจจากบริเวณค๊อกพิลหุ่นแล้วคะ แต่ว่า....”

เสียงถูกขัดจากคนที่น่าจะถูกลืมไปสนิท ผู้ติดตามสาวแว่นคนนี้ก็คือ พฤกษา อุดรเมฆ หรือโอเปอเรเตอร์สาที่ตามมาด้วยกัน ชิงตอบแทนกัปตันที่อ้ำอึ้งไปนาน ทั้งที่ใจไม่อยากจะพูดออกมาจากปากเลยซักนิด

“ไม่มีสัญญาณชีพเลยค่ะ”

สาเริ่มน้ำตาซึดด้วยความเสียใจจนกัปตันโทโมโกะมองกินเลือดกินเนื้อใส่เซลเดอร์ที่แค่ยักไหล่ขอโทษกอนวางสายซิ่งหนี และกลายเป็นกัปตันต้องคอยซับน้ำตาปลอบเด็กสาวแทนจนทุกคนที่เหลือหันมามอง

ที่ทุกคนเห็นนั้น ดูยังไงมันก็กลับตาลปัตสลับหน้าที่ไปแล้วชัดๆ แต่ไม่มีใครกล้าโวยหรือแซว เพราะเผลอแป็ปเดียวรังสีอัมหิตก็แผ่ออกมาจากกัปตันสาวแทน ต่างคนต่างไม่อยากศพไม่สวยกันทั้งนั้น...

จนอดนึดไม่ได้ว่าโทโมโกะกลายเป็นแม่ของสาไปซะงั้น แต่ยังไงก็ไม่อาจปิดความกลัดกลุ้มของกัปตันสาวคนนี้ไปได้อยู่ดี ทำท่าถ้อใจแทน

-เธอ... ตายแล้วจริงๆน่าหรือ อาร์ค!-



“ยายพวกบ้าเอ้ย คิดว่ามีแค่ตัวเองคนเดียวรึไงฟะที่เสียใจ ชั้นเองก็รู้สึกถูกใจเจ้าหนูนั่นอยู่ไม่น้อยเลยเชียวนะ น่าเสียดายที่ต้องมาเกิดในยุคที่คนเราต้องเข่นฆ่ากันเองแบบนี้... ว่าไปนั่น”

ทางด้านนี้ รต.เซลเดอร์ ดี กามีดี้ พึ่งวางสายอย่างขนลุกไป ไม่วายต้องทิ่งงานเก่ามาวิเคราะห์ผลที่ทางกัปตันเริ่มส่งมาเพิ่มเติมแบบด่วยเกินเกินไปแล้วเฟ้ย (เมื่ออยากขอมาดีนักก็จัดหนักให้! .... By กัปตันสาวสุดแสนจะน่ารัก )

“ถึงจะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้ทำให้ตัวเองเท่ขึ้นมาหรอกนะ เซลเดอร์!”

หา...!

เท่านั้นแหละ สายตามุ่งร้ายก็หันมาหาเจ้าของเสียงจนเจอ นักบินหญิง ณ บนระเบียงเหนือพื้นโรงเก็บมองใจลอยลงมาอย่างน่าประหลาด แม่สาวขี้สงสัยไรนะทำเอาพ่อหนุ่มฉุนขาดร้องโหวกแหวกให้ลั่น

“ลงมาเลยนะยายบ้าไรนะ ถ้าว่างเดินไปเดินมามากนักก็มาช่วยงานทางนี้หน่อยเซ นอกจากตอนออกบินก็หายหัวไปกันหมดเลยเชียวนะ .....ฯลฯ”

แน่นอนว่าปากอย่างนี้ต่อให้เขาเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบทีมสไตรเรย์ก็ยังโดนเมินสมใจอยาก ไรนะไม้แม้แต่เล เดินดุ่ยๆหายทะลุออกด่านฟ้าอย่างไม่ใยดี ทำเอานายช่างเซลเดอร์อ้าปากค้างไปหลายวินาที ท่ามกลางด้วยความสงสารและสมน้ำหน้าจากคนรอบด้าน...

“เชอะ.... ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่แต่ว่าเป็นเอามากนะนั่น ยายนั่นเองก็บ้าฝืนจิตใจตัวเองเกินไปอีกคน ให้ตายสิ สงสัยคราวหน้าคงไม่มีใครมีกะจิตกะใจออกไปสู้แล้วละมั้ง”

เซลเดอร์อดบ่นออกมาไม่ได้ ถึงตอนนี้จะปากเสียเกินเยียวยา แต่ก็ยิ่งเป็นห่วงลูกทีมสไตรเรย์มากจนไม่รู้ตัว จนครั้งนี้ก็พอจะดูออกถึงความบางอย่างที่ไรนะกำลังแบกรับเอาไว้อยู่คนเดียวแทนอารมณ์ร่าเริงขี้สงสัยไปทั่ว ซึ่งแบบนั้นดูจะน่ารักกว่านี้แท้ๆ ที่จริงแล้วทีมนี้ก็ยังมีมิวอีกคนที่ทำท่าเหมือนแบกโลกไว้ตลอดเวลา กับอีกคนที่ร้ายลึกอย่างเนียร์ ที่เฉยชาซะจนแทบอ่านความคิดไม่ออกเลยซักนิด

“...ช่างเถอะ ถ้าไม่นับเราเองแล้ว ยานลำนี้ก็มีแต่พวกคนมีปัญหาทั้งนั้นนั่นแหละ ไปทำงานต่อดีกว่า...”



-คุณเซลเดอร์ช่างกล้าพูดนะนั่น ก่อนอื่น น่าลองหันมาดูตัวเองเสียก่อนดีกว่านะ... เหอะๆๆ-

เหล่านายช่างลูกน้องต่างส่ายหน้าคิดเหมือนกันอย่างน่าแปลกใจ โดยที่เจ้าตัวที่จากไปไม่ได้สังเกตเห็นเลยซักนี๊ดนึง



ตึกๆๆๆๆ

คาเซะ....

เอี้ยดดดดดด.....

เสียงประตูที่เดิมเป็นเหล็กอยู่แล้ว ยิ่งโดนเปิดลางแรงอย่างเร็วยิ่งเสียงจี๊ดดังลั่นจนสาวน้อยที่วิ่งใจลอยออกมายังติดอาการสตั้นไปถึงสามวิ จนตั้งสติได้ว่าตัวเอง ไรนะออกมาถึงลานด่านฟ้ายานเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มมองหาที่สงบๆให้คลายความห่อเหี่ยวได้หน่อย น่าเสียดายที่ด้านบนไม่ถึง 50 เมตรก็เป็นแผ่นผนังเหล็กหนาแทนที่จะเป็นท้องฟ้าจริงๆ เลยพึ่งนึกได้ว่ายานคาเทเรียยังจอดเทียบท่าในฐานแอกแลนติกนี้อยู่เลย ไรนะเลยต้องถอนหายใจซะยาววววเลย

แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นอย่างที่หวังอีกแล้ว เมื่อสายตาคู่นึงหันจ้องมาทางเธอด้วยความสงสัยหรือหนวกหูเสียงเปิดประตูก็ไม่อาจรู้ ไรนะหน่ายใจหันไปหาเจ้าของสายตานั่นก็พบ มีคนยืนอยู่บนระเบียงแถวฐานป้อมปืนใหญ่พอดี แล้วดวงตาคู่นั้นก็ละจากเธอกลับไปมองออกไปเหมือนเดิมราวไม่มีอะไรเกิดขึ้นซะงั้น เจอแบบนี้ถ้าเป็นคนปกติคงวีนแตกหลังโดนเมินเอาดื้อๆแบบนี้ไปแล้วแน่

แต่กับไรนะกับโล่งอกตัวเองแทนที่ไม่ใช่พวกชอกกวนใจแบบเซลเดอร์หรือเรลี่ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่พวกแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะคนนิสัยแบบนี้บนยานก็มีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นด้วยสิน่า

“โถ่....เนียร์เองเหรอรึ ไหนทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละเนี่ย!”

ไรนะเดินเข้าไปมองเพื่อนสาวผู้ดูนิ่งเฉยไร้อารมณ์ แต่สายตาส่อแววไม่ไว้วางใจตัวเธอยังคอยมองเหล่รอบๆตัวอยู่นั่นแหละ เพราะเธอคิดว่าเนียร์ควรจะอยู่ด้วยกันกับเรลี่เมื่อตอนตะกี้นี้ และนั่นยิ่งให้เนียร์เป็นฝ่ายหันมาด้วยความแปลกใจแทน จนไรนะรู้สึกไปเองว่ากำลังโดนกดดันให้เค้นคำตอบที่กังวนใจจนหายใจไม่ทั่วท้องเอง จนต้องตะเบงเสียงลั่นออกมาโดยไม่ได้พลั้งปาก

“ขอโทษนะ ไม่ต้องมาตามชั้น ตัวชั้นอยากจะอยู่คนเดียวที่นี่.... ซักพัก....!”

แล้วจากนั้นก็ตามมาด้วยความเงียบพักใหญ่ ไรนะพึ่งรู้สึกตัวที่กำลังไล่เนียร์ออกไปเพื่อความเอาแต่ใจตนเองถึงกลับแข็งทื่อเอาแต่หันหน้าหลบอย่างรู้สึกผิด เอาแต่คิดกรอกหัวตัวเองที่แค่ทอดทิ้งคาเซะเพื่อนคนสำคัญไม่พอ ยังจะทิ้งทุกคนในทีมสไตรเรย์....ไม่เว้นแม้แต่เนียร์

แต่เสียงตวาดนั่นกลับไม่ไดรู้สึกรู้สาอะไรกับเนียร์ผู้นิ่งเฉยกับทุกสิ่งทุกอย่างเลย คำตอบของเธอทำเอาไรนะยังต้องอึ้งซ้ำกว่าเดิม

“ก็แล้วแต่เธอ แต่ว่าตรงนี้มันเป็นที่ประจำของชั้นละนะ งั้นลองไปหาแถวที่ยังว่างๆอยู่แล้วกัน โทษที!”

ไรนะแทบเม้มปากมองค้อนบึ้งใส่เนียร์ มือทั้งสองกำแน่นจนสั่นเทาไปทั้งตัว ท่าทางคำพูดที่ตรงเกินไปกำลังทำให้ไรนะโกรธจัดจนลืมตัว แต่เจ้าตัวก็พยายามฝืนกลั้นเอาไว้ ฝืนแล้วฝืนอีก ฝืนจนน้ำตาแทบเล็ดออกมา

“คาเซะ.... เธอ....”

“ไม่อยู่แล้ว......!”

กำปั้นสองมือทุบลงใส่เนียร์ซะสุดตัว  แรงจนเนียร์แทบจุกแต่ก็ยังหน้าตายไม่แสดงอาการออกมา แต่กลายเป็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมถอนมือออกไป กลับเอาหัวทรุดลงซบอกน้อยๆที่ไม่ค่อยมีของเนียร์ซะแทน ไม่ทันไรอกเธอก็เปียกปอนในทันตา เพราะไรนะเป็นฝ่ายระเบิดน้ำตาออกมา

ฮือๆๆๆๆ.....ทำไมกัน

แสงไฟรอบตัวที่ส่องผ่านหยดน้ำตาที่ไหลรินของไรนะ หักเหจนเกิดภาพเด็กสาวผมเขียวเข้มทิ้งยาวตรงหน้าเธอที่ดูคุ้นตา หรืออาจเป็นภาพจินตนาการของเจ้าตัวเอง เพื่อนสาวจอมบ้าพลังตรงไปตรงมาที่เธอรักมากที่สุดที่ไม่มีสิ่งใดมาแทนได้ กับช่วงวันเวลาที่ได้รู้จักกัน หัวเราะด้วยกัน ต่อสู้ด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน ตั้งแต่สมัยก่อนจนได้เป็นนักบินสไตรเรย์ คาเซะ เธอเป็นเพื่อนที่มีความสำคัญมากแบบนั้น

และตอนนี้คาเซะก็มายืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ถึงจะเป็นเพียงแค่แสงสะท้องจากน้ำตาของไรนะเท่านั้น แต่ก็ยังคงยิ้มเนียงๆให้เธอ

““อย่าทำหน้าแบบนั้นดิ ถ้ายังมีเวลาเหลืออยู่ ก็ควรสนุกกับชีวิตให้มากๆสิ!””

คำพูดเดียวจากปากนั่นก่อนที่ภาพมายาเธอนั้นจะสลายไป ทิ้งคำพูดเดียวกับครั้งสุดท้ายก่อนทั้งสองแยกจากกัน คำพูดที่ดูเหมือนแค่คำหยอกเล่นไม่มีอะไรสำคัญในตอนนั้น กลับต้องมามีความหมายต่อไรนะเมื่อสายไปเสียแล้ว ไรนะที่เคยคิดว่าเธอเป็นแค่คนแก่นแก้วจอมซ่าธรรมดา ถึงได้เข้าใจว่าคาเซะให้ความสำคัญกับคำว่า เพื่อน ตลอดเวลามากกว่าที่เธอคิดนัก

และนั้นยิ่งทำให้รู้สึกเสียใจกับการตายของเธอ ในสภาพที่เหมือนโดนย้ำยีร่างกายจนเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่ เป็นหุ่นยนต์ก็ไม่เชิง ด้วยฝีมือองค์กรนรกในศูนย์บัญชากลางสหพันธ์แห่งนี้ และจากไปต่อหน้าต่อตาอีก

“แต่ว่าชั้นจะสนุกกับชีวิตที่เธอหายไปไปได้ยังไงกันเล่า......”

“คาเซะ.....”

แงๆๆๆๆๆๆๆๆๆ.......!

เนียร์แทบทรุดลงไปกองกับพื้นแน่ถ้าหากจับราวเหล็กระเบียงแถวนั้นไม่ทัน ไรนะทิ้งตัวลงแข่งกับน้ำตาที่ไหลพล่างทั้งที่มือสองข้างยังกดไหลเนียร์ตามไปด้วยซะอย่างนั้น ตอนนี้ไม่มีความคิดอื่นอยู่ในหัวเธอแล้ว นอกจากความเศร้าเสียใจ

“เดี๋ยวๆ ไหงเธอเองไม่อยากให้ใครต้องมาเห็นในสภาพแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ไรนะ!”

เนียร์เองก็ตกใจที่โดนไรนะหลุดเข้ามาปลดปล่อยใส่เธอเอาซะดื้อๆ แถมตอนนี้ก็เกาะแนบนิ่งแบบไม่ขยับไปไหนไปเสียแล้ว เนียร์ถึงกับครุ่นคิดหาทางทำอะไรซักอย่าง แต่พอเห็นสภาพเด็กน้อยขี้แยอยู่แค่ตรงอกเธอ  สุดท้ายไม่รู้คิดยังไงถึงยอมเอามือโอบกอดปลอบไรนะที่หลั่งน้ำตาไม่หยุดแทนด้วยรอยยิ้มความเป็นแม่?? เนี่ยนะ

-อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ได้มีเพียงตัวคนเดียวแล้วสินะ ทั้งชั้น และก็เธอ...-



“ถึงการตู่สู้ที่ผ่านมา ด้วยโชคจะทำให้ฝ่ายเราสหพันธ์โลกชนะมาได้ก็จริง แต่ว่า....”

เสียงขุ่นเคืองของชายกลางคนยืนมองออกนอกหน้าต่างห้องแห่งหนึ่ง ที่ท้องฟ้าเห็นเพียงหลังคาโดมโลหะของศูนย์บัญชากลางแอตแลนติก จากแสงที่ส่องเห็นเครื่องแบบสีขาวคลุมไหลซึ่งประดับเต็มไปด้วยยศทั้งชุด และตราสีทองงามแวววาวที่เป็นสัญลักษณ์ของสหพันธ์โลกและมีเพียงชิ้นเดียวทั้งกองทัพ แสดงให้เห็นเป็นตราของนายทหารระดับ ผบ.สูงสุดแห่งสหพันธ์โลกเพียงผู้เดียวอย่างไม่ต้องสงสัย

 “พูดอะไรกันครับท่าน ผบ.สูงสุด กีฟรอส โชคก็ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่งในสนามรบเหมือนกัน ทั้งการจัดการวิงดั้มได้สำเร็จโดยที่ไม่ต้องแปดเปื้อนมือตัวเอง การที่กองหน้าฝ่าย CAPE สูญเสียไปเกินครึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ ถ้าทางเรารวมกำลังที่เหลือจัดการพวกมันที่รอสมทบบนวงโคจรได้สำเร็จ สงครามครั้งนี้พวกเราก็เป็นฝ่ายชนะแน่นอนครับ”

ซิสอารก้า อาเวอเรน ที่ปรึกษาประจำตัวเอ่ยถึงความเป็นไปได้ที่พวกเค้าวางแผนเอาไว้มายาวนานใกล้เป็นจริง แต่ ผบ.กีฟรอสยังไม่ยินดียินร้ายเท่าไหรนัก เมื่อได้เห็นภาพกองทัพอวกาศที่อีกฝ่ายไม่ทันได้ส่งเข้ามาปิดเกมในสงครามที่ผ่านมา เพราะเห็นไม่คาดฝันหลายๆเรื่อง รางสังหรณ์กลับบอกว่าทั้งหมดนี้มันดีเกินไป ดีซะจนไม่น่าไว้วางใจเลยซักนิด

เพราะฉะนั้นเพื่อเป้าหมายการครองโลกที่สมบูรณ์แบบ เค้าต้องจัดการทุกอย่างที่ไม่น่าไว้วางใจนั่นให้หมดไม่ให้เหลือแม้แต่มดปลวก ที่กล้าคิดลอบกัดหรือหลอกใช้แผนการครั้งนี้ได้อย่างเด็ดขาด ต่อให้นั่นต้องเป็นสายเลือดเดียวกัน เพราะงั้นต้องรีบเดินแผนแล้ว...!

“ซิสอารก้า ทางสหพันธ์เราสามารถรวบรวมกองกำลังที่อยู่เขตอื่นทั้งหมดใช้เวลานานเท่าไหร...”

“เริ่มตั้งแต่เมื่อ 3 วันก่อนแล้วครับ คาดว่ากำลังพลทั้งหมดจะพร้อมที่นี่ภายในเวลา 4 วัน” แสดงแผนภาพโฮโลแกรมโลกที่จุดสีน้ำเงินเริ่มรวมตัวเคลื่อนที่มาที่ศูนย์บัญชากลางสหพันธ์แอตแลนติกแล้ว แต่นั่นกลับไม่เป็นที่น่าพอใจของ ผบ.กีฟรอส เท่าไหรนัก

“ไม่ต้องรวมกันที่นี่หรอก พวกนั้นคงไหวตัวทันก่อนแล้ว สั่งให้ทุกหน่วยที่พร้อม ขึ้นไปรวมตัวเหนือชั้นบรรยากาศเขตพิวล่าสตาร์เลย และหน่วย 0 ให้เจ้านั่นเป็นคนควบคุมซะ”

ซิลสอารก้ารับคำสั่งจากประตูไป โดยไม่ได้เห็นรอยแสยิ้มแสนร้ายกาจด้านหลังที่หวังโลกไว้ในกำมือ ด้วยกำลังที่เรียกว่า สหพันธ์โลก

“จะได้กำจัดทั้งพวกอวกาศและพวกคิดต่อต้านไปพร้อมๆกันทีเดียวเลย.... เข้ามาได้ นิวอานิ!”

“ชั้นจะมอบภารกิจลับให้กับหน่วยที่ขึ้นตรงกับนาย หน่วยเอนเจิล.....”


......................to be continue
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #82 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2013, 02:02:43 PM »


“เหนื่อยหน่อยนะ ฮาเวน ด๊อกเตอร์ได้ใช้ข้อมูลฟอนคอน่า Mk2 ของนายปรับแต่งเครื่องที่เหลือแล้วละ นายเองก็รีบๆกลับมาได้แล้ว จะได้ให้ปรับแต่งครั้งสุดท้ายพร้อมๆกันเลย”

เสียงสื่อสารดังมาจากค๊อกพิลยานบินสีเทามืดลำนึงกลางอวกาศ ACT Falcona- Mk 2 ในรูปลักษณ์ กำลังบินหลบเลี่ยงผ่านซากขยะอวกาศจากสัญญาณเรด้าฝ่ายสหพันธ์โลกพ้นแล้ว กับนักบินที่ท่าทางหมดเรี่ยวหมดแรงจนขี้เกียจตอบสนทนา แต่เสียงนั่นก็ยังรบเร้าอยู่นั่นมาพักนึงแล้ว

“น่ารำคาญจริงมิสเทียร์ ทางนี้กว่าจะรอดจากขุมนรกกลับมาได้ ชั้นต้องเกือบตามไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้วรู้มั้ย เดี๋ยวก็พวกกองหนุนบ้าพลังเอย หลบไปเจอพวกสเตลเอย ไหงมีพวกอิมฟอสเข้ามาแจมเอย แล้วหุ่นประหลาดโผล่มาดื้อๆเป็นโขยงเอย อีกไม่ถึงชั่วโมงชั้นก็กลับไปถึงแล้วแหละ แล้วอาการหัวหน้าคิมิทัสละ”

ปากฮาเวนทำเอาสาวเจ้าปลายสายงอนตุ๊บป่องไปพักนึง ก่อนมิสเทียร์ที่เป็นถึงหนึ่งในทีมนักบินฟอนคอน่าที่เหลือรอดจากศึกมอสโคลยอมคุยด้วยต่อเสียงงอนๆ

“มาว่าคนที่อุตส่าห์เป็นห่วงเนี่ยนะ แต่ตอนนี้หัวหน้าใกล้จะหายดีแล้วละ คงอีกไม่กี่วันก็ออกมาได้แล้วเนี่ยแหละ”

“อืม.... บายละ....”

ฮาเวนตัดสายไปก่อนเสียงวีนอีกฝ่ายดังอีก พลอยพล่ามความมืดที่กำลังเริ่มมองเห็นฝูงกองยานน้อยใหญ่สุดสายตา กองยานเสริมของ CAPE ที่รอคอยมาตลอดหลังสงครามนรกในแอตแลนติกที่สูญเสียกำลังกองหน้าไปมาก ที่แห่งนี้เลยถูกกลายสภาพจากที่เคยเป็นแนวหลังเป็นแนวหน้าด่านแรกในการรบขั้นแตกหักครั้งหน้า และทีมฟอนคอน่าแห่ง CAPE ก็มาอยู่ที่นี่แล้ว ถึงแม้จะเหลือแค่ 3 คน

“พวกนั้นยังคิดมาทำลายสถานที่ของพวกเราอีกงั้นรึ แล้วเมื่อไหร่ทุกอย่างมันจะจบลงซักที”



แม้เวลาจะผ่านไปแล้วถึง 5 ชั่วโมง แต่ในใจของทุกคนที่ล้วนสับสนสิ้นหวังนั้นเหมือนผ่านไปเชื่องช้านับสิบเท่า แม้อยากให้เวลาเหล่านี้ผ่านพ้นไปโดยเร็วที่สุดก็ตาม โดยที่ไม่คิดว่ายิ่งให้เวลาเดินเร็วขึ้นกลับทำให้ปัญาหาเดินทางเข้ามามากและเร็วขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว



“ขอโทษที่ขัดจังหัวทุกคนในเวลางาน แต่ในอีก 10 ชั่วโมง กองยานที่ 0 ยานคาเทเรียจะออกเดินทางขึ้นสู่นอกชั้นบรรยากาศเพื่อรวมกำลังพล ณ เขตพิวล่าสตาร์ W ขอให้ทุกคนพักผ่อนและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนถึงเวลาด้วย หวังว่าจะไม่มีไรผิดพลาดให้ชั้นต้องลงมือเองละ....ตื๊ดๆ.....”

เสียงประกาศที่ดังขึ้นจบลงพร้อมด้วยความโกลาหลไปทั่วยานคาเทเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดสุดท้ายที่น่าขนลุก ทำให้ทุกคนในยานที่ได้ยินเสียงนรกเกิดไฟลุกเกือบเผาก้นต้องรีบปั่นงานของฝ่ายตัวเองเป็นพลันวัน หลายคนที่นอนพักสลบเหมือกคาที่นอนหรือตามโต๊ะเด้งลุกขึ้นเป็นตุ๊กตาล้มลุกในบันดล งานพวกที่ขนถ่ายเสบียงถึงกับรีบเหยียบเกียร์หมาพุ่งออกไปตามงานแทบไม่ทัน งานซ่อมแซมก็ไม่แพ้กันคนเราต่างต้องรีบเร่งมือขึ้นอีกจนเกือบเห็นมือตัวเองมีสี่มือไปเสียแล้วด้วยความเบลอ

“อย่างนี้จะดีแน่หรือคะกับตัน เล่นแบบนี้มีแต่จะทำให้มีคนเราพลาดเจ็บตัวกันเองง่ายขึ้นอีก แถมทุกคนยังเหมือนกับ....”

เสียงใสๆพร้อมแสงความหวั่นใจจากแว่นตาพฤกษา โอเปอเรเตอร์ที่เดินตามกัปตันลำนี้ต้อยๆ เดินเข้ายานกันอย่างเร่งรีบ เพราะคำสั่งด่วนจากส่วนกลาง ว่าด้วยเรื่องกำหนดการเดินทางสู่อวกาศและแผนการรบครั้งสำคัญมากๆอีกแล้ว ทางนั้นถึงกับบอกว่าอาจเป็นสงครามชี้ซะตาระหว่างโลกกับโคโลนี่เลยด้วยซ้ำ คำสั่งระดับนี้ยังถือว่าใจเย็นไปด้วยซ้ำ ทุกคนไม่มีสิทธิบ่น แม้แต่ตัวโทโมโกะเองที่แอบทำหน้าเจื๋อนหลบสาวแว่นตากะแบบว่าตัวเองจะขอลากองทัพพักยาวหลังศึกครั้งที่จะถึงนี้ซักหน่อย

“ได้ยินแล้วใช่มั้ย งั้นเธอเองก็ช่วยหน่อยนะ เอาข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดจัดบันทึกเข้าโฟลเดอร์ตามที่ชั้นบอกนะ และที่สำคัญมากๆอีกเรื่องนึง” กัปตันโทโมโกะหยุดพูดพลางจ้องหน้าเตรียมกินตับใส่ดักไว้ก่อน เพื่อความชัว จนสาเกิดเสียวสันหลังวาปทันตา

“อย่า Back Up ข้อมูลทั้งหมด และข้อมูลหลังจากนี้เข้าระบบกลางเด็ดขาดนะ นี่เป็นคำขาด...!”

“แต่ว่าแบบนั้นมัน ไม่ผิดกฎของกองทัพหรือคะ มาตราที่........ฯลฯ”  

สารีบแย้งขึ้นโต้ตอบทั้งที่ยังกลัวๆคุณกัปตันสาวโหดจนก้มหลับตารับหน้าแทน และก็รู้สึกได้ทันทีว่าถูกตาคู่นั้นจ้องกินเลือนกินเนื้ออยู่อย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งแก้มสองข้างค่อยๆถูกสัมผัสพร้อมกันยิ่งใจหาววาปกับการลงโทษที่น่ากลัว รู้นี้ไม่พูดออกไปดีกว่า

หากสาต้องแปลกใจขึ้นอีกเมื่อเปลือกตาถูกบังคับให้ลืมตามองใบหน้านวลมนจมูกนูนเล็ก ใบหน้าหญิงสาวผมยาวสวยเป็นลอนสีน้ำตาลอ่อนแบบใกล้ชิด แต่แววตาที่มองมาไม่ใช่ทั้งดุดันหรือไม่พอใจ แต่สายตาแสนอ่อนโยนจริงใจซึ่งแฝงด้วยความเศร้าคู่นั้นกำลังบ่งบอกว่า

-ขอร้องละ ช่วยเชื่อในคำพูดของชั้นด้วย...!-

.    .    .    .

ความลังเลเกิดขึ้นกับสาชั่วครู่ช่างทำใจลำบากยิ่งกว่าโดนขู่บังคับซะอีก ที่สุดเธอกล้าเชื่อเหตุผลที่เค้าพูดออกมาไม่ได้ จำต้องพยักหน้าตอบกลับไป จึงถูกปล่อยจากมือโทโมโกะไปได้ เธอทักทำความเคารพแบบทหารตอบครั้งนึงแล้วรีบไปจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง ทำให้กัปตันสาวต้องถอนหายใจออกมาเหือกใหญ่

“ไปซะแล้ว ช่างเป็นเด็กขี้กังวลเหลือเกินเลยน้า แต่ให้เธอเกี่ยวข้องด้วยน้อยที่สุดจะเป็นผลดีกับชีวิตเธอมากกว่านะ มีเพียงแค่เราที่ถูกเบื้องบนหมายหัวคนเดียวก็พอแล้ว”

“ตั้งแต่ที่ชั้นเข้ามาเป็นทหารใหม่ ไม่สิ...เพราะเรื่องที่เกิดตอนนั้น! ชั้นเองจึงไม่ได้คิดเชื่อใจเจ้ากองทัพเสงเคร็งนั้นแต่แรกแล้วละ..”

เพราะบาดแผลเก่าจากเมื่อสิบปีก่อน ทำให้หมู่บ้านเล็กๆต้องพินาศด้วยฝีมือการสั่งการของเธอ ด้วยข้อมูลที่ผิดๆจากต้นสังกัด ที่ต้องมารู้เจ็บใจภายหลังเป็นการวางแผนกวาดล้างชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้ตั้งแต่แรก นั่นทำให้ซะตากรรมอีกสองชีวิตต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า และโกรธแค้นโลกจนเลือกไปเป็นทหารของฝ่ายอวกาศ CAPE หากแท้จริงแล้วเด็กทั้งสองที่เธอเคยช่วยไว้ก็คือฮาเวนกับมิสเทียร์ ที่ต้องแตกหักความเป็นเพื่อนกับอาร์คที่เคยขับวิงดั้มไป

“เมื่อถึงเวลาอีกครั้ง ชั้นจะกลับไปเป็นครูอีกครั้ง ความฝันที่จะเป็นสุดยอดครูที่ชั้นยกย่อง ชั้นไม่ยอมให้ใครมาทำลายได้อีกแน่...”

“คุณครู.... โทโมโกะ....!”

เฮ้ยยๆ ตาว่าที่คุณครูโทโมโกะเลิกคิ้วตะหงิกๆ ที่จู่ๆมีคนมาเรียกแบบนี้ทั้งที่ยังเป็นกัปตันอยู่แท้ๆ ใครบางคนดันทะลึงได้ยินความฝันอันน่าอับอายเพียงหนึ่งเดียวนี่เข้าให้ สงสัยที่เค้าว่ากำแพงมีหูประตูมีตาคงจะจริงซะแล้วมั้ง เป็นเหตุให้โทโมโกะต้องรีบมองหารูกำแพงที่น่าจะเป็นหูกำแพงอย่างด่วน.....

ถ้าเจอก็บ้าแล้วละ แต่เจ้าตัวก็ดันเจอจริงๆด้วยวุ้ย!  แต่ไม่ใช่แค่หูนี่สิ.... ทั้งจมูก ปาก ขน ขา เรียกว่ามาครบตัวเลยก็ว่าได้ กำลังวิ่งหน้าตั้งมาจะถึงตัวอยู่แล้ว ทำเอาโทโมโกะตกใจเสียงหลง

“เห้ย...เดี๋ยวววว! แล้วจะวิ่งย้อนกลับมาหาอะไรมิทราบยะ....!” โทโมโกะเลยเผลอหลุดว๊ากใส่ไม่ยั้ง เล่นซะจนร่างเล็กๆนั่นหรือก็คือสารีบเบรกไถลเสียงดังลั้นแสบทรวงเลยทีเดียว แต่ท่าทางยังร้อนลนไม่เลิกทั้งสองคนถึงจะคนละความรู้สึกก็เถอะ

“แย่แล้วค่ะ แย่แน่เลย คุณจะไม่ได้เป็นกัปตันยานลำนี้แล้วนะคะ”

“หา.... เดี๋ยวๆๆ!  ใจเย็นๆแล้วค่อยๆเล่ามาช้าๆอีกทีดิ๊”

แล้วสาก็รีบเล่ารายละเอียดทั้งหมดท่าที่รู้ให้ฟังทันที พอจบแล้วยิ่งทำให้ต้องปวดหัวขึ้นมาอีก พร้อมทั้งข้อความด่วนส่งเข้ามาทางเครื่องสื่อสารของรองกัปตันสาว....

“นี่มัน เจ้าพวกเบื้องบนเล่นเอาแบบนี้เลยหรือ แสบมากนะ ผบ.กีฟรอส”

รองกัปตันสาวโทโมโกะเริ่มซีเรียสทันทีกับคำสั่งที่ส่งลงมา เพราะสิ่งที่ส่งมาซึ่งตรงกับที่สาบอก มันเป็นคำสั่งแต่งตั้ง รอ.โทโมโกะ ให้ลงไปเป็นรองกัปตันยานคาเทเรียแทน เพราะอย่างนั้นจากนี้ไปเธอจะกลายเป็นรองกัปตันโทโมโกะแทน

นั่นหมายความว่าอำนาจทั้งหมดในยานคาเทเรียก็จะตกอยู่กับกัปตันใหม่ และกลายเป็นสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ต่อส่วนกลางทันที แบบนั้นจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นอิสระเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป ไม่ต่างไปกับชีวิตของทุกคนในยานตกอยู่นำมือพวกเบื้องบนพร้อมโดนเชือดทิ้งเมื่อหมดประโยชน์แบบกองยานอื่นๆ ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ๆถ้าเธอไม่ทำอะไรซักอย่าง

“ตกข่าวจังนะคะกัปตัน ไม่สิตอนนี้ต้องเรียกว่าคุณรองกัปตันแล้วสินะ กัปตันคนใหม่ก็จะมาถึงแล้วด้วย จะทำยังไงต่อไปหรือไม่ทำอะไรเลยดี”

ท่ามกลางความซีเรียสเท่านั้นแหละ รองกัปตันสาวรีบมองส่งสายตาสังหารใส่สาผู้เคราะห์ร้าย ทั้งที่เจ้าตัวก็ส่ายหน้าเป็นพัลวันว่าไม่ได้เป็นคนพูดเลยซักกะนิด....  แล้วใครพูดละ....!

“ชักจะลามปามมากไปแล้วนะ แล้วก็นะ...!  โผล่มาทางไหนรีบกลับไปทางนั้นเลย!”

สามสายตาต่างมองหน้าเข้าหากัน ก่อนสองสายตาจะหันมาจับจ้องอีกหนึ่งสายตาแปลกปลอมเป็นทางเดียว แน่นอนว่าถ้าไม่ใช่โทโมโกะกับสาก็ต้องเป็นบุคคลที่สามอย่างไม่ต้องสงสัย ใบหน้ายิ้มแหะๆกับรอยบวมที่ตานิดหน่อยของสาวน้อยขาจรพลางเหงื่อตกเริ่มค่อยๆถอยหลังอย่างช้าๆ.... ช้าๆ.... และก็ช้าๆ.....

“สงสัยคงต้องขอตัวแค่นี้ก่อนนะคะ ดิชั้นต้องรีบไปทำธุระ....”

หมัด.....

“ไม่ต้อง ชั้นเองก็มีงานให้นักบินว่างงานอย่างเธอทำเช่นกัน มาช่วยทางนี้ซะดีๆนะ เรลี่!”

และชะตากรรมของนักบินสาวสไตรเรย์ผู้ชอบ ส.สอดรู้สอดเห็นเช่นเรลี่ ก็ต้องจบลงด้วยประการละฉะนี้ และก็โดนลากตัวไปจนได้ แต่ถึงอย่างนั้นด้านหน้าก็มีคนมายืนรออยู่แล้วอีกกลุ่มหนึ่ง

“คิดวางแผนทำอะไรอยู่รึใช่มั้ยละ ท่าทางคราวนี้คงยุ่งยากไม่เบาเลย เรื่องอะไรจะยอมเสียบ้านแห่งนี้ของพวกเราไปง่ายๆละเนอะ”

หัวหน้านายช่างเซลเดอร์ พร้อมกับนายช่างและชาวยานส่วนนึง

“เข้าใจแล้วค่ะ งั้นจากนี้ต้องขอยืมแรงจากทุกคนด้วย ว่าแต่ว่า...”

“เชลเดอร์ เรื่องข้อมูลที่ส่งมาเสร็จแล้วหรือ...”

“เอาน่า ฝากให้ลูกน้องทำแทนแล้วละ”



ทุกคนต่ายแยกย้ายเตรียมการเพิ่มเติม บางหน่วยต้องรับภาระเพิ่มขึ้นแต่ทุกคนก็ยังเต็มใจที่จะทำ จนในที่สุดก็ถึงเวลาที่รอคอย

 ตึกๆๆๆ.... เสียงฝีเท้าก้าวนึงเริ่มลงจากรถขนส่งมายังประตูทางเข้ายานที่รอต้อนรับขับสู้ ชายไว้เคราขาวดูภูมิฐานในชุดนายทหารสีขาวได้รับความเคารพจากสมาชิกหน้าประตู แต่เขามองเห็นความระแวงจากสายตาได้ชัดเจน จึงยังเดินตามคนนำทางต่อไป เหล่าทหารที่ติดตามทั้งหมดสี่คนนายต่างเดินตามเขาไปด้วย หากไม่ติดที่ว่า....

โครม....! นทหารติดตามคนที่สามเกิดกลิ้งล้มหน้าคว้ำกลางประตูเข้ายานซะดื้อ พาอีกคนหลังสุดล้มทับระเนระนาด ปล่อยให้สองคนแรกหายไปข้างในพร้อมกัปตันใหม่ และเสียงโวยวายดังขึ้น

“เห้ย ใครวะที่มาดัดขาตูวะ รู้มั้ยว่าตูเป็นถึงร้อยตรีเชียวนะ แล้วก็รีบลุกออกไปจากตัวตูเดี๋ยวนี้”

“โทษทีนะครับ ขอบประตูส่วนล่างนี้ยังชำรุดอยู่ เลยค้างเปิดไม่สนิททำให้ท่านต้องสะดุดล้ม พวกเราจะรีบซ่อมให้ด่วนเลยครับ” เสียงลูกเรือคนนึงตอบให้ทหารทั้งสองมองตามไปที่ขอบประตูที่ว่า แต่ที่เห็นกลับกลายเป็นมืดสนิท เพราะประตูมันดันลื่อนปิดลงทั้งบานก่อน

“เอ้า พวกบ้า เปิดไฟซะทีสิวะ แบบนี้จะเดินไป.......อัก.....ยัง.....ไง.....!”

สองเสียงก็เงียบไปท่ามกลางความมืด ก่อนจะมีคนเปิดไฟ ก็พบสองคนนั้นนอนสลบเหมือดเรียบร้อยแล้ว จากการต้อนรับอันอบอุ่นของลูกเรือ “ก็ไม่เห็นต้องเดินไปเลย นอนอยู่เฉยๆแบบนั้นแหละ”

“เฮ้ยๆ รีบบอกหัวหน้าเซลเดอร์ที ทางนี้เจออะไรจากสองคนนี้ด้วย อันตรายซิบหาย...”



นายทหารผู้ติดตามทั้งสองยังเดินตามหลังกัปตันคนใหม่อย่างใกล้ชิด แถมด้วยคนนำทางที่ไม่มีท่าทีจะพูดอะไรเลย ทำให้บรรยากาศยิ่งชวนเงียบเชียบจนวังเวลไม่น้อย จนทั้งสองต้องสบสายตาคุยกันเงียบๆ

“เจ้าสองคนนั้นซักช้าจริงๆเลย นี่ก็ไกล้จะถึงแล้วด้วย”

“อะ จะว่าเจ้าพวกที่นี่จะถ่วงเวลาก็ไม่ใช่ ก็ทางนี้ตามที่เคยดูในแผนผังยานเป็นทางตรงไปสะพานเดินเรือแน่ๆ แถมใกล้จะถึงแล้วด้วย”

ว้ายยย.... โครมมมมม!

กองแฟ้มเอกสารกองโตเท่าภูเขาหล่นทับชายคนนึงกับทหารหญิงผู้เป็นต้นเหตุ แยกทหารติดตามคนนึงออกจากกัปตัน ทำให้ต้องกระฟัดกะเหวี่ยงใส่สาวน้อยทันที

“ขอโทษค่ะที่ไม่ได้ระวัง ........มองไม่เห็น ......แว่นชั้น”

แววตาดวงกลมโตกำลังปั้นน้ำตา บวกกับใบหน้าขาวผ่องรับกับผมเปียร์ที่หาได้ยากยิ่ง แล้วท่าทางลนลานพยายามไขว่คว้าแว่นตาเหมือนคว้าอากาศเปล่า ต้องสะกดสายตาชายหนุ่มคนนี้ไม่ลดละ เลยต้องมนต์ช่วยหาแว่นตาให้อย่างเต็มใจจนถึงที่สุด

“ไอ้บ้าโลลิคอนนั้นเป็นแบบนี้ทุกที ช่างหัวมันเถอะ...” ผู้ติดตามคนสุดท้ายส่ายหน้าตามกัปตันไป โดยที่ไม่รู้ว่าอีกไม่ถึงสิบวินาที เพื่อนตัวเองก็ล้มลงหน้าคว้ำลงกองแฟ้มไปเรียบรอยแล้ว

“ทำไมกัปตันโทโมโกะถึงใช้ให้ทำเรื่องน่ากลัวแบบนี้เนี่ย ชั้นไม่ใช้พวกนักรบเหมือนพวกคุณเรลี่นะ ถ้าหากนี่เอาไม่อยู่แล้วชั้นจะเป็นยังไงเนี่ยงะ”

เสียงสาวเจ้าของกองแฟ้มเอกสารที่ควรไปอยู่ที่สะพานเดินเรือมากกว่าอย่างสายังนั่งขาพับอยู่ที่เดิม พลางถอดคอนแทลเลนออกจากตาสองข้าง แล้วหยิบแว่นกลับขึ้นมาใส่ให้สมกับเป็นโอเปอเรเตอรสามแว่นอีกครั้ง ยังคงนั่งบ่นหมดเรี่ยวแรงด้วยความไม่มั่นใจ ทั้งไอ้ที่อยู่มือขวาดูยังไงมันก็เครื่องช๊อดไฟฟ้าดีๆนี่เอง เจอของแบบนี้ไม่ต้องกลัวอีกฝ่ายจะตื่นขึ้นมาหรอก

ตื๊ดๆๆ.....  มีสัญญาณติดต่อมาด้วย

“คะ มีอะไรงั้นรึคะ”

“ว่าอะไรนะ คุณเซลเดอร์ ให้เก็บกู้ระเบิดที่ตัวเขากลับมางั้นรึคะ เข้าใจแล้วค........”  

“เอ๋ะ...ระ ระ ระ ระเบิด!”

สาพยายามทวนคำพูดซ้ำอีกหลายครั้งว่าตัวเองไม่ได้พูดผิดไป แต่ไม่ว่าจะทวนยังไง มันก็เป็นคำว่าระเบิดไม่ผิดแน่ แค่เท่านั้นก็หัวใจวายปล่อยให้วิญญาณหลุดออกจากร่างไปเรียบร้อบแล้ว ไม่วายต้องให้คนอื่นเข้ามาช่วยเก็บกู้ทั้งระเบิดทั้งร่างกายสาวแว่นเลยทีเดียว



 กัปตันยานคาเทเรียคนใหม่กำลังใกล้เข้ามา ท่ามกลางความเคร่งเครียดและไม่พอใจจากทุกคนบนยาน แต่เท่าที่เห็นนี่ก็เหลือแค่คนเดียวแล้วนิ แล้วทหารติดตามคนสุดท้ายละ...

“ทางนี้เรียบร้อยแล้วละคุณรองกัปตันโทโมโกะ แล้วอย่าลืมที่ขอไปด้วยนะคะ”

เสียงแสบทรวงดังมาจากช่องท่อระบายอากาศด้านบน พักนึกก็มีบางอย่างตกลงพื้นทางเดินลง หากมันเป็นคนๆนึ่ง หรือคนที่หายไปจากทางเดินเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมาในสภาพสลบเหมือนด้วยกลิ่นยาสลบ ก่อนเจ้าของเสียงจะลงตามมาทับร่างที่ไม่รู้สึกตัวอย่างไม่รู้สาด้วยใบหน้ายิ้มกวนๆ ของเรลี่ที่ได้ข้อแลกเปลี่ยนบางอย่างที่น่าพอใจมาซะงั้น

และในที่สุดกัปตันคนใหม่ก็มาถึงประตูที่มีทหารหญิงไรนะดักรออยู่แล้ว ส่วนทหารสาวจอมเงียบเนียร์ที่ทำหน้าที่เกือบเสร็จเดินเบี่ยงไปอีกด้านขอประตูกับไรนะ ทั้งสองต่างมองหน้ากันด้วยความตกใจก่อนยอมเปิดทางให้ผ่านแต่โดยดี แต่สายตาทั้งสองของชายผู้นี้กลับไม่ได้ไม่ใส่ใจรึหวั่นไหวเลยซักนิด ประตูก็เปิดออกต่อหน้าเค้าคนนั้น

เสียงประตูสะพานเดินเรือกำลังเปิดออกอย่างช้าๆ ต่อหน้าอดีตกัปตันโทโมโกะ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างระทึกเกร็งกันตัวโก่ง พร้อมคว้าอาวุธใกล้มือทุกเมื่อหากเกิดเรื่องไม่คาดขวัญ ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อคนนั้นจากด้านหลังประตูปรากฏตัวออกมา

“ยินดีที่ได้รู้จัก สมาชิกยานคาเทเรียทุกๆคน”

เสียงฟังดูสุขุมดังมาจากคนๆนั้น ทำเอาผิดคาดกันถ้วนหน้า สำหรับลูกเรือบางคนแล้วมันช่างคุ้นหน้าคุ้นตาเสียนี่กะไร

“อาจารย์.....”

คำๆแรกได้ทำลายความเงียบของสะพานเดินเรือดังขึ้น มาจากปากของรองกัปตันโทโมโกะ ท่ามกลางความตกใจของทุกๆคนจนหันมองมาทางต้นเสียงพร้อมเพรียงกัน คำถามมาหมายจากหลายๆคนผลุดขึ้นมาในใจตนเองก็ต้องเก็บเงียบไว้ก่อน เมื่อกัปตันคนใหม่เอ่ยปาก

“เธอเองก็ไม่ต้องถึงกับเรียกขนาดนั้นก็ได้ ยังไงซะที่นี่ก็ไม่ใช่โรงเรียนเตรียมทหารอีกต่อไปแล้วนะ แต่ก็น่ายินดีจริงๆที่ได้เจอเธอตัวเป็นๆอีกครั้งนะ โทโมโกะ อ้อ....ทุกคนตามสบาย ไม่ต้องเกร็งมากนักก็ได้”

“โถ่อะไรกัน พต.วิสเบิร์ส เองหรอกเหรอครับ เล่นเอาพวกผมตกใจแทบแย่ นึกว่าท่านยังยู่อิตาลีซะอีก...”

“นึกว่าได้เจอนายพลจอมโหดที่ไหนซะอีก อย่างน้อยน่าจะติดต่อพวกเราก่อนบ้างนะครับ”

“ฟู่.... ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ ท่าน พันตรี”

แซดๆๆๆๆ...........

จบคำพูดสุดท้าย ทุกคนต่างหลุดคุยกันยกใหญ่ที่สำคัญใจผิดกับความน่ากลัวของกัปตันคนใหม่ ชายคนนี้ที่จะมารับหน้าที่กัปตันยานคนใหม่ก็คือ พต.วิสเบิร์ส ลูกเรือหลายคนต่างรู้จักเค้าดี เพราะเค้าคนนี้เป็นถึง ผบ.ประจำฐานทัพสหพันธ์อิตาลี ฐานที่ยานคาเทเรียเคยประจำการอยู่ที่นั่นช่วงเวลานึง ถึงจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ

“แต่ที่กัปตันโทโมโกะเรียกท่าน ผบ.ว่าอาจารณ์นี่มัน... ตั้งแต่อยู่มาชั้นพึ่งเคยได้ยินนี่แหละ” เรลี่แอบฟังอยู่ด้านนอกข้างๆไรนะและเนียร์ ไม่นึกว่าตัวเองจะตกข่าวแบบนี้ไปได้ ทั้งที่พึ่งจะตกใจตอนเจอเหน้ามื่อกี้ เจ้ามือโดนกินเรียบเพราะไม่นึกว่ากัปตันคนใหม่จะเป็นคนที่ก็รู้ดีว่าเป็นใครซะงั้น

และคนที่คอยตอบเรื่องก็เป็นหอสมุดเคลื่อนที่ได้อย่างเนียร์เช่นเคย

“แหงะละก็สมัยเรียนเตรียมทหารเธอชอบโดดล่มอยู่บ่อยๆนิ กัปตันเองเคยจบก่อนรุ่นพวกเราหลายปี และตอนนั้นท่าน ผบ.เองก็สอนวิชายุทธศาสตร์กับแผนการรบด้วย เป็นช่วงที่พวกเราเข้ามาไม่ทันน่ะ”

“ดิชั้นดีใจจริงๆที่เป็นคุณ แต่แล้วแบบนี้ที่ฐานทัพอิตาลีจะไม่เป็นไรหรือคะ” รองกัปตันโทโมโกะย้ายมานั่งตำแหน่างเสริมสนทนาเบาๆกับกัปตันวิสเบิร์ส ระหว่างที่ยานคาเทเรียกำลังเตรียมการใกล้พร้อมเวลาออกยานเต็มที

“อืม... ที่น่าห่วงคือทางนี้มากกว่า” สบตามองรองกัปตันโทโมโกะครั้งนึงก่อนถอนหายใจออกมาซะยาว ทำเอาเธอเองเลิกคิ้วเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ยังสงสัยคำพูดนั้นอยู่ดี

 “แบบนี้มันดีเกินไป เธอเองก็คิดใช่มั้ยว่าคนๆนั้นควรจะส่งคนที่สามารถควบคุมได้มายึดอำนาจยานลำนี้ให้เดินตามที่ตนเองต้องการ จากปฏิกิริยาที่เจอกันเมื่อครู่ก็บอกได้ชัดเจน”

คนที่ พต.วิสเบิร์ส กล่าวถึงไม่ใช่ใครนอกจาก ผบ.สูงสุดของสหพันธ์โลกคนปัจจุบัน ผบ.กีฟรอส และคิดว่าน่าจะเป็นต้นคิดเรื่องโยนความผิดให้วิสเบิร์สโดนโทษกักตัวจนถึงภารกิจนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ไหนไกล ก็เรื่องข้อมูลลับของอาวุธทำลายล้างสูงที่เคยถูกกองยานคาเทเรียทำลายทิ้งก่อนตกอยู่ในมือ CAPE และทำให้ทีมสไตรเรย์ต้องเสียสมาชิกไปคนนึงเป็นคาเซะ

“เรื่องผ่านเข้ามาที่ดีเกินไป มักตามมาด้วยเรื่องร้ายๆเสมอ เรื่องนั้นดิชั้นรู้ซึ้งดีเลยละ แล้วยิ่งครั้งล่าสุดทำให้ต้องสูญเสียคนไปมากพอดู ถึงจะบอกว่านี่เป็นสงครามก็เถอะ...” โทโมโกะตัดพ้องกับตัวเอง ที่ต้องเสียลูกศิทย์ไปอีกคน อาร์คกับวิงดั้ม

“เรื่องนี้เองชั้นก็ไม่สบายใจเหมือนกัน คนๆนั้นคิดจะทำอะไรต่อไปกันแน่ ไม่เข้าใจเหตุผลของคนๆนั้นเลยจริงๆ ” พ.ต. วิสเบิร์ท”

“สอดๆๆ.......ระบบขับเคลื่อนทุกส่วนพร้อม ซัดเตอร์ส่งยานพรอม เส้นทางออก ออน เคลียร์ กัปตันวิสเบิร์สคะ ยานคาเทเรียพร้อมจะออกตัวในอีก 60 วินาทีแล้วคะ”

โอเปอเรเตอร์สาวแว่น สา ยังคงทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ตรงหน้ายาน แสงสว่างสาดสองจากประตูทางออกที่เปิดกว้างพอตัวยานคาเทเรียสามารถบินออกไปได้ ตรงหน้าจอเธอเหล่าช่างนำโดย รต.เซลเดอร์ ยื่นโป้งให้เห็นว่าพร้อมแล้วทุกเมื่อ ไม่แพ้เหล่าโอเปอเรเตอร์คนอื่นๆที่ต่างพยักหน้ารับพร้อมเพรียงกัน

“ทางนี้ก็พร้อมทุกเมื่อ” เสียงจากจอห้องเตรียมตัวของเหล่านักบินหน้าใหม่ที่เหลือรอดร้องอย่างมีกำลังใจทั้งที่ต่างหายกันไปหลายคน ท่าทางดูมั่นใจมากขึ้นเหมือนพึ่งเลเวลอัพกับศึกที่แล้วกันมาหยดๆ น่าหาคนมาราดน้ำดับไฟพวกนี้ซักโอ่งจะได้มีสติขึ้นอีกนิด

“แต่ว่าพวกเราละ...”

ไรนะแอบสำรวจมองเรลี่กับเนียร์ที่กำลังวิ่งย้อนกลับไปห้องเตรียมตัวด้วยกัน แล้วอดห่วงไม่ได้ ตอนนี้ทีมสไตรเรย์ของพวกเธอห่างจากคำว่าพร้อมอีกไกลลิ่ว ขาดทั้งคาเซะที่ไม่มีวันได้เห็นหน้าอีก รวมทั้งมิวเองที่จิตตกไม่ยอมออกจากห้องเลยตั้งแต่อาร์คตาย ไม่เว้นแต่ตัวไรนะเองที่ยังทำใจเรื่องคาเซะไม่ได้ ให้ไปออกรบในสภาพทีมแบบนี้ หวังแค่รอดได้ก็คงดี

“อีก 30 วินาทีจะออกตัว ขอให้ลูกเรือทุกคนเตรียมที่ยึดเกาะให้เรียบร้อยด้วย”

“อาร์ค” มิวเองยังคงนั่งกอดเข่าบ่นพรึมพรำอยู่ตัวคนเดียวเงียบๆ ในห้องมืดๆแม้เสียงประกาศยังคงดังอยู่

เวลานับถอยหลังลงมามากขึ้น กัปตันวิสเบิรส์ที่นั่งนิ่งเตรียมพร้อมแล้วก็จริง แต่ในใจยังคิดข้องใจเรื่องนั้นอยู่ไม่เลิก

-ทำไมถึงให้เรามาอยู่ที่นี่ ทั้งที่รู้ว่าเราต้องให้ความช่วยเหลือโทโมโกะเต็มที่แท้ๆ..... เดี๋ยวก่อน!-

อีก 5… 4…

-ช่วยเหลือ?? หรือว่า....บางที...-

3…  2…

-ขอให้ทุกอย่างอย่าให้เป็นอย่างที่เราคิดเอาไว้เลย-

1…

“ยานคาเทเรีย ออกตัวได้”

“ค่า/ครับ”

ซูมมมมม.....!

เสียงไอพ่นค่อบๆขับยานคาเทเรียมุ่งออกนอกฐาน สู่ลานส่งตัวด้วยความเร็วสูง ก่อนพุ่งทยานขึ้นจากซักเตอร์ผ่านช่องโดมจนหลุดพ้นจากศูนย์บัญชากลางแอตเเลนติก เมื่อนั่นไอพ่นก็แรงขึ้นทวีคูณ หอบพายานคาเทเรียและทุกคนขึ้นสู้ท้องฟ้าทำมุมจากพื้น 75 องศา กระนาบข้างด้วยเหล่ายานแม่ลำอื่นตามมาติดๆ ทั้งหมดกำลังมุ่งไปสู่อวกาศ ทะเลแห่งดวงดาวที่มืดมิดเฉดเช่นความสิ้นหวังที่รอคอยอยู่เช่นกัน


CHAPTER 35 น้ำตาที่สูญเสีย.........................End
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #83 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2013, 02:44:34 PM »

CHAPTER 36 ศึก ณ ทะลแห่งดวงดาว

เหนือชั้นบรรยากาศโลกที่ไร้น้ำหนัก ยานคาเทเรียตอนนี้พร้อมด้วยกองยานส่วนหนึ่งที่ร่วมทางมาจากฐานศูนย์บัญชากลางแอตแลนติก กำลังมุ่งตรงไปยังเขตซากดาวเทียมพิวล่าสตาร์ตามกำหนดการ ถึงจะอยู่ในช่วงเตรียมพร้อมรบระดับ 3 ก็เถอะ แต่พื้นที่รอบๆที่มีแต่สีดำสนิทแบบนี้ก็ทำให้เหล่านักบินบางส่วนเริ่มว่างงานไม่รู้จะทำอะไร ถึงกับมีบางส่วนออกมางันของดีมาฆ่าเวลาเล่น ซึ่งมันก็คือไพ่ เจ้าเก่าของทหารทุกยุคทุกสมัย

“พวกเรา...! กระทั้งไฮโลก็มีด้วยวุ้ย ไปร่วมแจมกับเค้าด้วยกีกว่า..... โอ้ย!”

“คิดว่าว่างมากรึไง ทีมเรายิ่งขาดคนอยู่ด้วย” ไรนะออกมาเอ็ดใส่เรลี่ที่เตรียมพุ่งเข้าชาร์ทวงนักบินที่เห็นจนรีบขอโทษขอโพย ทั้งที่รู้ว่าทีมสไตรเรย์ตอนนี้จากที่เคยมีห้าคน ตอนนี้ดันเหลือแค่สามเอง

“จะว่าไป ก็ยังมีคนที่ยุ่งได้ตลอดเวลา แม้แต่ตอนอาบน้ำอยู่ด้วยนิเนอะ...” เรลี่แอบแซวเผาใส่สมาชิกอีกคนที่ขมัดเขม้นอยู่ในค๊อกพิลหุ่น ACT สไตรเรย์คนเดียว  แต่เนียร์เองกำลังวุ่นกับระบบหุ่นจรแทบจะลืมไรนะกับเรลี่ไปซะแล้ว ทั้งสองเลยไม่อาจขัดความตั้งใจนั้นได้

“แปลก.... แปลกจริงๆด้วย สภาพรอบยานตอนนี้ดูสงบเกินไปยังไงไม่รู้ ปกติอย่างน้อยแถบนี้ต้องมีพวกเศษอุกกาบาตหรือซากดาวเทียมเล็กๆลอยผ่านมาบ้างสิ พวกเรากำลังไปพิวล่าสตาร์กันอยู่นะ” เนียร์ที่มองข้างนอกผ่านจอมอนิเตอร์แอบบ่นกับตัวเอง ก่อนจะทำงานต่อไปโดยไม่ได้สนใจอะไรมาก

“รองกับตัน” ที่สะพานเดินเรือ ตัวกัปตันยานคาเทเรียคนปัจจุบัน กัปตันวิสเบิร์สเองก็รู้สึกตัวผิดสังเกตเช่นกัน ไม่รอช้ารีบให้รองโทโมโกะสั่งการต่อแทน

“เข้าใจแล้วคะ ส่ง ACT ออกไปทางกราบขวายาน 10 ลำ พยายามอยู่ในเงายานแล้วค้นหาสิ่งผิดปกติรอบๆซะ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง...” รองกัปตันสาวสั่งเสร็จก็ถอนหายใจบ่นออกมา

“ถ้าไม่มีอะไรก็คงจะดี ถ้าถูกจับตามองอยู่อย่างน้อยก็ตบตาอีกฝ่ายได้บ้าง ว่ายานเราไม่ได้วางกำลังป้องกันไว้เลย”

“แต่ว่ายานลำอื่นไม่เป็นไรแล้วรึคะ บางลำเริ่มส่ง ACT ทั้งออกมาคุ้มกันรอบๆยานแล้วนะ” โอเปอเรเตอร์พฤกษา หรือสาวแว่นสาเตือนออกมา ตอนนี้แนวหน้าของกองยานมี ACT เตรียมพร้อมรบเต็มที่กันแล้วเลยอดหวั่นใจไม่ได้

“รองกัปตันทำถูกแล้วแหละ ถ้าไม่อยากให้ยานเราสูญเสียคนไปโดยเปล่าประโยชน์”

“เอ๋.....!!”

เวลาผ่านไปซักพักหนึ่งโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยานคาเทเรียบินไปยังเป้าหมายโดยมีโลกอยู่ใต้ยาน

 “ให้อยู่ในเงายานโดยห้ามหลุดออกไปเนี่ยยากจริงๆเลยหวะ” นักบินหน้าใหม่ A

“ไม่เห็นเข้าใจเลยว่าให้ทำแบบนี่เพื่ออะไรเนอะ” นักบินหน้าใหม่ B

“แค่บินให้เร็วเท่ายานคาเทเรียที่บินด้วยกำลังสูงสุดแบบนี้ยิ่งแล้วใหญ่ แถมโดนรองกัปตันขู่ฆาตโทษอีกถ้าหลุดออกไป เหอะๆ” นักบินหน้าใหม่ C

“ไม่เห็นยากตรงไหนเลย ก็นั่งบนท้องยานซะก็สิ้นเรื่อง แถมได้ดื่มชาชมเงาโลกไปพลางด้วย สบายใจเฉิ่ม” นักบินหน้าใหม่ D

“เห้ยๆ.... ได้ไงวะ! ให้พวกเรานั่งด้วยซะดีๆ ไอ้ขี้โกงเอ้ยยยย!”

นักบินหน้าใหม่ A, B กับ C และที่เหลืออีก 6 เครื่องด้านนอกยานคาเทเรีย เริ่มโวยวายเข้าแย่งพื้นที่ใต้ยานและปีกอย่างสนุกสนาน  เกิดสงรามเก้าอี้เล็กๆจนสะเทือนเข้ามาถึงข้างในยานเลยทีเดียว จนคนข้างในเกือบคิดว่ายานคาเทเรียถูกโจมตีขึ้นมาซะงั้น

“เจ้าพวกบ้านั้น งี่เง่าได้ใจเลยหว่า ใครคัดเจ้าพวกพรรณนี้ขึ้นยานมากันแน่ฟะ”

ทางเซลเดอร์เองก็ส่ายหน้าโวยวายไม่แพ้กัน ที่พื้นผนังโรงเก็บหุ่นแทบอยู่เป็นสุขไม่ได้แล้ว สั่นยิ่งกว่าแผ่นดินไหวจนทุกคนต่างเห็นด้วยเป็นเสียงเดียวกัน ยังดีที่มีเสียงอันศักดิ์ศรีของรองกัปตันสาวทางช่องประกาศ ทุกอย่างจึงจบลงอย่างสงบ และทุกคนต่างรู้ซึ่งดีอีกครั้ง

ถึงกัปตันโทโมโกะจะตกชั้นเป็นแค่รองกัปตันแล้ว แต่ระดับความโหดกลับไม่ได้ลดลงเสียเลย.... ซักนิ๊ด!

ตูมมมม.....! เสียงที่ไม่พึงประสงค์ก็ดังขึ้นจนได้ ทำเอาทุกคนตื่นตัวทันที ยังดีที่ไม่ได้มาจากทางยานคาเทเรีย แต่เป็นยานทางหัวศักดิ์ศรีดีแน่ๆ ตอนนี้แจ้งพิกัสทั้งหมดให้นักบินแล้วคะ”

“เตรียมตัวปล่อย ACT ที่เหลือให้พร้อมรอคำสั่งออกตัว พวกข้างนอกอยู่ที่เดิมรอคำสั่งก่อน ให้ยานคาเทเรียหยุดเคลื่อนที่แล้วยิงสกัดทุ่นระเบิดให้หมด”

สิ้นคำสั่งกัปตันวิสเบิร์ท ทุ่นระเบิดที่มองไม่เห็นก็ถูกยิงทำลายอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ทันหมดดีสัญญาณเรด้าก็ดังขึ้นอีกแล้ว พร้อมกับยานแม่สองลำหน้าสุดที่ระเบิดไปต่อตาพอดี จนโทโมโกะเห็นท่าไม่ดี

“พลิกยานไปทางกราบซ้าย 90 องศา ปืนทุกกระบอกพร้อมยิงเต็มพิกัด”



“ไอ้นั้นมันจะพลิกยานทำซากอะไรหว่านั้น” หนึ่งในนักบิน ACT ของ CAPE เข้าจู่โจมประมาณ 30 เครื่อง กำลังมึนกับการกระทำของยานคาเทเรีย

“ถามแล้วชั้นจะไปตรัสรู้ด้วยหรือไงน่ะ จัดการมันให้จบๆก่อน..... พรึมมมม....!” ไม่ทันที่เพื่อนจะได้พูดก็หายไปกับกลุ่มแสงกระสุนชุดใหญ่เข้าซะแล้ว เหล่าผู้บุกรุกตกใจกันถ้วนหน้าที่หายไปเกินครึ่ง

“บ้าน่า ตำแหน่งอับแบบนั้นยานพวกมันไม่น่าโต้ตอบกลับมาได้นิ.....  เห้ยยยย!”

“บิ้งบ๋อง! คำตอบก็คือกระสุนพวกนั้นเป็นของพวกเราเองแหละ จัดไป....”

ยานคาเทเรียที่หมุนตัวเต็มที่แล้วทำให้อีกฝ่ายต้องตกใจ ACT สไตรเรย์รุ่นผลิตจำนวนมาก กำลังหมอบเกาะกับพื้นท้องยานคาเทเรียกันพร้อมหน้า สาดบีมสไนเปอร์ในมือที่เล็งอย่างเหมาะเจาะพร้อมเพียงกัน และนั้นก็เป็นจุดจบของอีกฝ่ายอย่างน่าใจหายเช่นกัน

“ใครก็ได้ อย่าได้จับเจ้าพวกนี้ไว้กับเจ้าคาออสตัวแสบเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นโลกได้แตกก่อนถึงกำหนดแน่ๆ” เซลเดอร์บ่นถึงชายระดับหัวหน้าหน่วยที่เคยอยู่บนยานลำนี้ ตอนนี้คงกำลังจามอยู่แถวไหนซักที่ในสงครามที่กำลังจะเกิดอยู่นี่แหละ

“เห็นด้วยแฮะ! ACT ทุกเครื่อง ออกตัวได้ ยานคาเทเรียไปข้างหน้าด้วยกำลังสูงสุด ฝ่าพวกมันไปให้ได้!” รองกัปตันโทโมโกะสั่งให้ทุกคนบุกตีกลุ่มศัตรูด้านหน้าเกือบ 100 เครื่อง พร้อมเสียงตอบรับจากทุกคนแน่นเฟ้ง

“โอ้สสสส....!” ACT ของยานคาเทเรียเริ่มออกตัวอย่างพร้อมเพรียง

“ได้ยืดเส้นสายซักทีพวกเรา” เรลี่ออกปากนำทีมสไตรเรย์ทั้งสามเช่นกัน และอีกหลายๆกองยานรุกตามยานคาเทเรียให้ไปถึงเป้าหมายคือพิวล่าสตาร์

..........................................................

ในโคโลนี่วงโคจรดาวอังคารของ CAPE ห้องประธานผู้นำของ CAPE กำลังคอยเฝ้ามองสงครามที่ยืดเยื้อครั้งนี้อย่างเงียบๆ ก่อนมีแขกเข้ามาขัดจังหวะชดกาแฟเข้าพอดี

“ท่านประธานโรเคน แจ็กเคน  กองทัพสหพันธ์จากแอตแลนติกสามารถฝ่าหน่วยซุ่มจู่โจมมาได้แล้ว ตอนนี้พวกเค้ากำลังถอนตัวกลับมา” ที่ปรึกษาส่วนตัวนาม อาราชิ รีบรายงานสิ่งที่เกิดข้าง แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้เดือดร้อนเท่าไหร่นัก

 “ตอนนี้โคโลนี่แห่งล่าสุดสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วใช่มั้ย อาราชิ” โรเคนเอ่ยถามที่ปรึกษาคนสนิทที่ไม่อย่กเชื่อในคำถามนั้นเหมือนเป็นสิ่งน่ากลัวบางอย่าง

“แต่ว่า... คิดจะใช้สิ่งนั้นในสงครามครั้งนี้เลยหรือครับ ท่านโรแคน มันอันตรายเกินไป....”

“ถ้าไม่มีทางเลือกจริงๆละนะ ขึ้นอยู่กับผลการต่อสู้ของทัพใหญ่ในครั้งนี้ และก็ ผบ.ไฮโร ไฮมิคอบ!” โรเคนถอนหายใจก่อนทิ้งให้เป็นหน้าที่ของผู้นำกองทัพแทน ซึ่งกลับเป็นเรื่องน่ากังวลกว่านัก

ห่างไปอีกไกลนัก ผบ.ไฮโร ไฮมิคอบ ผู้นำกองทัพสูงสุดเข้าสู่สนามรบด้วยตัวเองพร้อมยานแม่ประจำตำแหน่งสีขาวนวล ท่ามกลางกองยานรบมากกว่า 50 ลำที่บรรทุก ACT มาเต็มพร้อม เครื่องขับดันไอพ่นทุกลำต่างเริ่มเดินเครื่องเต็มที่พายานทั้งหมดเดินหน้าพร้อมเพรียงกัน ด้วยการสั่งการของผู้นำคนนี้

“ให้เวลาพวกมันแค่นี้ก็ต่อให้มากเกินพอแล้ว คราวนี้พวกเรา จะบดขยี้มันคืนส่วนของบนโลกแทนเอง ตอนนี้ที่พิวล่าสตาร์มีพวกมันรวมตัวกันมากแค่ไหนแล้ว”

“ระยะห่างราว 200 กิโลเมตร เป็นยานรบชั้นยานแม้รวม 33 ลำครับ ยังไม่เริ่มเคลื่อนไหวและกำบังอยู่ในซากดาวเทียมครับ”

“ธันเดอร์! ยิงมิสซายด์เรด้าแจมมิ่งไปหน้ากลุ่มศัตรู 500 เมตร อยากรู้นักว่าจะอยู่ในรูได้นานแค่ไหน..”

ยานแม่สีเหลืองห้าลำหน้าสุดยิงมิสซายระยะไกลพุ่งใส่จุดเป้าหมายกว่า 20 ลูก และอีกฝ่ายก็ไม่ยอมอยู่เฉยเช่นกัน อาวุธหลายอย่างยิงสวนสกัดมิสซายด์อย่างรวดเร็ว กว่า 15 นัดถูกยิงร่วงตามรายทางจนหมด มีเพียงบางส่วนที่สกัดไม่ทันระเบิดตรงหน้ากองยานสหพันธ์ ฝุ่นควันสีมัวกระจายพร้อมการสื่อสารที่ถูกตัดขาด เมื่อโดนกดดันแบบนี้ก็ไม่มีทางเลือกต้องเป็นฝ่ายบุกออกมาจากรัศมีแจมมิ่งก่อนเสียเอง แทนอยู่เฉยให้เป็นเป้านิ่งไร้การป้องกันตัว

สงคราม ณ วงโคจรโลกครั้งใหญ่ก็ได้เริ่มเปิดฉากขึ้น หุ่น ACT เริ่มออกตัวออกมาฮ่ำหั่นกันทั้งสองฝ่าย ทางผบ.ไฮโร ได้เริ่มส่งกองยานแม่แยกปีกซ้าย ขวาและกลางด้านละ 5 ลำ ลุกคืบเข้ามาแต่ไกล ทางกองยานสหพันธ์ที่กระจุกพุ่งเข้ามาซึ่งหน้าเนื่องจากหนีจากอาณาเขตเรด้าแจมมิ่งต้องโดนโจมตีจากทั้งสามด้านพร้อมกัน ถึงกับทำให้ยานแม่ล่มไปถึง 5 ลำ ทั้งที่ทำลายยานแม่ฝ่าย CAPE ได้เพียงแค่ 2 ลำตรงแนวกลาง จนกองทัพ ACT เริ่มกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด

และนั่นทำให้หุ่นหลายเครื่องถูกอีกฝ่ายจัดการไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีกขวาของสหพันธ์ หุ่นมากกว่า 20 เครื่องถูกทำลายไปพร้อมกับยานแม่ลำนึงที่เสียหายหนักจนไม่สามารถขยับได้แล้ว ด้วยฝืมือของ ACT สีเทารูบร่างเพรียวบางเพียง 5 เครื่องที่ประสานงานกันได้เป็นอย่างดีจนน่ากลัว

และตอนนี้มีเหยื่อกลุ่มนึงถูกกระหน่ำยิงด้วยปืนกลลำแสงที่แรงกว่าปืนกลทั่วไป ทั้งกลุ่มพยายามบินหลบเลี่ยงอย่างสุดชีวิต แต่พริบตาหุ่นเครื่องนึงก็ถูกเงาผ่าออกเป็นสองซีกดับไป และโฉบผ่านอีกเครื่องที่มือไวหลบได้ทันฉิวเฉียด

“ยังไม่หมดแค่นี้หรอก เจอนี่ซะ....”

พริบตานั้นเงาของยานบินก็เปลี่ยนไป ปีกถูกพับลงใต้ตัวกลายเป็นท่อนขาหุ่น ส่วนหัวยานหันตั้งชี้ไปหาเป้าหมายพร้อมหัวที่โผล่ออกมา ดึงมือทั้งสองด้านท้องยานพร้อมถืออาวุธปืนเต็มสองแขนยิงออกไปไม่ยั้ง อีกฝ่ายพรุนเป็นรังฝึ้งโดยไม่ทันตกใจรึได้คิดอะไรเลย

“อย่าหยุดเป็นเป้านึ่ง ทะลวงปีกขวาต่อไปเรื่อยๆ ถ้าหยุดพักแม้แต่นิดเดียว ทุกคนได้ถูกรุมยิงตายแน่”

“ถึงจะพูดแบนั้นก็เถอะ หัวหน้าคิมิทัส แต่ประสิทธิภาพหุ่นพวกเราตอนนี้ แค่ดวลเดี๋ยวก็ยังชนะได้ไม่ยากแล้วละ(ถึงจะเสียเวลานานหน่อยก็เถอะ)”

“เพราะฝีมือต่างหาก ฟอนคอน่า Mk-2 หลังปรับแต่งคราวนี้ ยิ่งพยศกว่าตอนทดสอบบนโลกคราวก่อน แค่ควบคุมมันไปทั้งไล่ยิงมันไปแค่นี้ก็แทบแย่แล้ว”

“นั่นพราะนายมันบ้าระห่ำเกินไปต่างหากละ เดี๋ยวอายุก็ไม่ยืนหรอก ฮาเวน”

“อย่าลืมเรื่องไม่คาดฝันละ ทุกคนคงรู้กันดีแล้วว่าทีมฟอนคอน่าของพวกเราเคยตายกันไปเกือบหมดเพราะอะไร”

“หัวหน้าคะ/ครับ ลำแสงนั่นมัน....”

ฮาเวนกับมิสเทียร์รีบชี้ไปยังลำแสงขนาดใหญ่อีกด้านทันที เหตุการณ์มาจากทางปีกซ้ายของกองทัพสหพันธ์ที่เริ่มโดนเสริมกำลังหนักขึ้นจนต้องถอยกลับ ลำแสงสีขาวสว่างทะลุยานแม่ฝ่าย CAPE ไปสองลำและกวาด ACT ไปกว่าสิบเครื่อง ต้นลำแสงเห็นแต่ไกลเป็นเงายานรบชั้นยานแม่สีแดงฉาน เทพีสีแดงตัวแทนแห่งชัยชนะของสหพันธ์โลก ยานคาเทเรีย ปรากฏตัว พร้อมนำเหล่ายานรบจากพื้นโลกกว่า 20 ลำ ถึงที่นี่ ด้านอีกฝ่ายถึงกลับรีบถอยรวมกับกลุ่มหลักทันที

“ยังพอทันเวลานะคะ กัปตัน”

รองกัปตันโทโมโกะปาดเหงื่อหลังจากพึ่งสั่งยิงปืนใหญ่ โอเวอร์เรลลันเตอร์ ไปหมาดๆ พลิกสถานการณ์กลับมาได้บ้าง แต่กัปตันยังไม่ตอบ แต่ยังปั้นหน้าเครียดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ ผบ.สูงสุดของสหพันธ์โลก กีฟรอส ถึงจะเป็นทางจอมอนิเตอร์ก็เถอะ

“เนื่องจากผู้นำกองทัพใหญ่มาร์คพึ่งเสียชีวิตไปพร้อมกับยานรบประจำตัวไป จึงขอให้คุณช่วยรับหน้าที่ผู้นำกองทัพครั้งนี้แทนด้วย พล.ต วิสเบิร์ท” อีกฝ่ายถ่ายทอดหน้าที่พร้อมกับจับเรื่อนยศให้โดยอัตโนมัติแบบนี้ กัปตันเองคงหาทางปฏิเสทไม่ได้แน่ๆจึงได้แต่ยอบรับแต่โดยดี ก่อนสัญญาณจะตัดไป

“มีแต่ต้องรับสินะคะ กัปตัน” รองกัปตันโทโมโกะ ยังไงศึกก็ไม่มีทางชนะหากขาดผู้นำที่เป็นหนึ่งเดียว ถึงมันจะรู้สึกไม่น่าไว้วางใจอยู่บ้าง

ขณะที่กัปตันวิทเบิร์ทกำลังแจ้งติดการต่อกับยานลำอื่นๆ ก็ปรากฎ ACT อีกฝ่ายจำนวน 5 เครื่องที่ตื่นตูมรีบพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วสูงทันที หวังจะจัดการยานใหม่เอาหน้าแทนแต่ก็ไม่มีโอกาสให้ผิดหวัง เมื่อเครื่องนึงโดนอาวุธลำแสงกลืนหายไปทั้งตัว ก่อนกวาดไล่ใส่ ACT อีกเครื่องที่เบรกไม่ทันจนท่อนบนหุ่นหายไปพร้อมชีวิตตนเอง ทำให้ที่เหลือสะงักลงมองผู้ยิงปืนใส่แทน

“โดนแค่สองเอง ทั้งที่ปกติชั้นมือนิ่งกว่านี้แท้ๆ” ไรนะบ่นอย่างเช็งๆ หลังหุ่นของเธอยิงสไตรเรย์ ลันเซอร์ออกไป เพราะจังหวะสุดท้ายมือสั่นไปนิดนึง ก่อนตามด้วยเรลี่กับเนียร์ที่ยิงปืนกลไล่พวกนั้นออกไปจนเครื่องนอีกฝ่ายเสียหายหนักไปเครื่องนึง

“ACT ทุกลำ ช่วยคุ้มกันยานคาเทเรียด้วย พวกเราจะบุกเข้าใส่ปีกขวา ทุกกองยานตามหลังพวกเราพร้อมยิงรวมศูนย์ที่ด้านหน้ายานคาเทเรีย เดินหน้าเต็มกำลัง”

โอ้สสสส...!

นักบินทุกคนโห่ร้องเรียกขวัญกำลังใจ ACT ทุกเครื่องถูกปล่อยออกมาจากยานแม่ที่เหลือพร้อมบินตามยานคาเทเรียเต็มพิกัด มีหุ่นจากทีมสไตรเรย์ของสามสาวที่รุกเป็นแนวหน้าตามแผนการ ตามมาด้วยสไตรเรย์ชุดแรกทั้งสิบเครื่อง ช่วยกันดันฝ่า ACT ที่ขวางทางได้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้ปีกขวาถูกเจาะจนเสียรูปขบวนไปแล้ว และอีกฝ่ายพยายามถอยกลับไปเปลี่ยนรูบขบวนทั้งที่ฝั่งปีกขวาโดนกดดันหนัก กลายเป็นการต่อสู้ตะลุมบอลที่รุนแรงขึ้นทันที

ปังๆๆๆๆ....

แสงกระสุนสาดไล่ยิงอย่างไม่ลดละ เรลี่กับสไตรเรย์เครื่อง 4 บินไล่จี้คู่ต่อสู้ที่เล็งยิงไรนะแบบไม่ยอมให้สลัดหลุดได้ แต่ก็โดนหุ่นอีกเครื่องดักไล่ซ้อนอีกชั้นจากด้านหลัง ที่โชคร้ายโดนสอยในไม่นานด้วยกระสุนสไนเปอร์ของไรนะกับสไตรเรย์ลันเซอร์ แต่พลาดโดนแค่ถากเป่าแขนอีกฝ่ายอย่างน่าเสียดาย จนเจ้าตัวอารมณ์เสีย

“ใจเย็นๆหน่อยสิไรนะ แบบนี้ไม่สมกับเป็นเธอเลยนะ ลืมเรื่องอื่นให้หมดแล้วมาช่วยชั้นลุยเถอะ!” เรลี่พยายามบังคับสไตรเรย์เหวี่ยงหลบกระสุนไล่หลังเต็มที่ แต่ไม่ต้องเหนื่อยมากนักเมื่อมันระเบิดไปก่อนจากเนียร์ที่ยิงสกัดให้ทันเวลา เลยสบโอกาสยิงมิสซายนำวิถีเป็นการปิดฉากเหยื่อตรงหน้า

“โทษทีนะ ทุกคน” ไรนะขอโทษเรื่องความกังวลถึงคาเซะที่จากไปจนถึงกับเล็งยิงได้ไม่แม่นเท่าที่เคยเป็นจนทุกคนเป็นห่วง เธอยอมรับว่ามือเธอสั่นเทาจนเล็งยิงไม่ดี เลยปรับปืนสไตรเรย์ลันเซอร์พับลงเป็นแบบ ทวินบีมไรเฟิลโหมดสำหรับสู้ระยะกลางแทน และรวมตัวกับอีกสองคน บินเรียงเป็นรูปลูกศร



เปรี้ยงงงงง!

เนียร์เห็นทันชักดาบขึ้นมาป้องกันเอาไว้ได้ แต่กลับต้องตกใจ ดาบเหล็กกำลังปะทะเข้ากับดาบลำแสงสว่างไสว และผลก็เป็นอย่างที่เธอคิด ดาบของเธอเริ่มหลอมตรงดาบลำแสงพอดี ไม่มีทางเลือกเสียจากถีบตัวออกไปให้เร็วที่สุดก่อนจะถูกฟันขาดเป็นสองท่อนเหมือนดาบตัวเอง

เจ้าของดาบฟันย้อนทางกลับแต่เนียร์ประสาทไวกว่ามาก สวยโอกาสยิงมิสซายจากขาเผาขนไปสองลูก แรงระเบิดผลักแยกทั้งคู่ให้จบยกก่อนที่ไรนะกับเรลี่จะเข้ามาช่วยยิงไล่ออกไป

“เฮ้ย หุ่นหน้าตาแบบนั้น ถึงจะไม่เหมือนซะทีเดียว แต่นั่นมันพวกหุ่นฟอนคอน่าที่เคยเจอในตูรกีเลยละ ใช่มั้ยไรนะ!” เรลี่เองก็ตาไว สังเกตเห็นด้วยแต่น่าเสียดายที่ไม่รู้ความต่างของที่เคยเจอกับฟอนคอน่า Mk2 ซึ่งประสิทธ์ภาพเหนือกว่าพอสมควร

“พวกเธอมันพวกในยานคาเทเรียสินะ ถ้าอย่างนั้นเจ้าอาร์คก็ต้องอยู่ด้วยสิ และก็อาจารย์ อาจารย์โทโมโกะ”

“จะรีบไปหาที่ตายรึไง ตาบ้าฮาเวน หัวหน้าพึ่งบอกหยกๆว่าห้ามฉายเดี่ยวน่ะ”

เสียงคำตอบไม่ใช่ใครหน้าไหน สองนักบินคู่หูแห่งทีมฟอนคอน่า Mk2 (F2) ได้เผชิญต่อหน้าพวกไรนะทั้งสาม ทั้งห้าต่างเคยต่อสู้กับมาก่อนจึงจ้องมองตาเข้าหาเพื่อนฝ่ายเดียวกัน หวังหาแผนตอบโต้อีกฝ่ายอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ใครบางคนจะเริ่มลงมือเปิดศึกก่อนคนแรก

ไรนะพับเปิดลำปล้องปืนสไตรเรย์ลันเซอร์อีกรอบสาดปืนลำแสงขนาดใหญ่ใส่ฟอนคาน่า Mk2 ทั้งสองทันที แต่ถึงลำแสงจะเร็วกว่ากระสุนปืนปกติพอสมควรแต่ยังไม่พอมือการตอบสนองหุ่นพวกฮาเวนนัก ทั้งสองเปลี่ยนร่างหุ่นเป็นฟอนคอนเบิร์ดหลบได้แทบจะทันที ก่อนพุ่งเข้าโฉบด้วยความเร็วสูง ด้วยท่า Falcon Wing Cutter

และแน่นอนว่าเนียร์คิดไว้แล้วว่าจะเป็นแบบนี้ เพราะเดิมทีไม่ได้กะให้ไรนะต้องยิงให้โดนตั้งแต่แรกแล้วด้วย แค่ต้องการเบี่ยงท่าโจมตีที่รุนแรงของอีกฝ่ายให้คลาดเป้าจากการหลบไรนะ จนสามารถหลบได้ง่ายดายอย่างในตอนนี้ ทั้งสองผ่านเลยไปโดยยังสร้างแผลให้กับทีมสไตรเรย์ไม่ได้ แต่ฮาเวนเองก็ยังไม่ยอมเลิกราง่ายๆเช่นกัน

“มิสเทียร์ อัดเต็มเม็กไปเลย....” ฮาเวนเริ่มเครื่องเดือดหยุดการพุ่งบินด้วยการแปลงร่างกลับเป็น ACT ทำเอามิสเทียร์ไม่พอใจความบ้าละห่ำต้องยอมร่วมมือด้วย ชั่วพริบตาก็ปลดช่องเก็บมิสซายทั่วตัวและสาดปูพรมใส่ทีมฟอนคอน่าทีกว่า 20 ลูก

“งั้นทางนี้ก็เหมือนกัน”

เนียร์เอ่ยปายอย่างไม่ลังเล ทีมสไตรเรย์ทั้งสามต่างยิงมิสซายจำนวนไม่แพ้กันโต้ตอบกลับไป มิสซายกับมิสซายจำนวนมากมาเจอกัน ก็เป็นไปไม่ได้นอกจากระเบิดบรรลัยด้วยกันทั้งคู่ เสียงระเบิดดังต่อเนื่องยังไม่อาจท่าแสงไฟจากการระเบิดที่กระจายกว้างจนเห็นชัดทั่วสมรภูมิ และแรงพอทำให้ต่างฝ่ายโดนผลักกระเด็นไปคนระด้าน แถมยังมีพวกที่โดนลูกหลงจนสิ้นท่าไปหลายเครื่อง ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่าย CAPE ซะเอง

 “กัปตัน รองกัปตันค่ะ ทีมสไตรเรย์ที่โดนขัดขวางกำลังปะทะกับหุ่นรุ่นใหม่สองเครื่อง จากข้อมูลที่นักบินส่งมาคาดว่าเป็น ACT ฟอนคอน่ารุ่นใหม่คะ ตอนนี้แนวหน้าไม่สามารถรุกคืบไปได้มากกว่านี้แล้วค่ะ”

โอเปอเรเตอร์สารายงานเสียงร้อนลนขณะที่เห็นแสงการระเบิดนั่นด้วยเช่นกัน ยานคาเทเรียเองก็ต้องเผชิญหน้ากองทัพปีกขวาศัตรูที่เหลือในฐานะหัวขบวน ซึ่งตอนนี้เองก็ได้รับความเสียหายพอสมควร แลกกับการรุกครั้งนี้ และการปะทะของพวกกองหน้าทำให้การทะลวงปีกขวาของสหพันธ์โลกต้องถูกหยุดสะงัก ไม่สามารถลุกคืบต่อได้ไปโดยปริยาย ทำให้

-ฟอนคอน่างั้นหรือ.... หรือว่าจะเป็นเธอกันแน่ ฮาเวน มิสเทียร์- โทโมโกะที่ได้ยินกลับทั้งรู้สึกไม่ดีและหดหู่ ในฐานะที่เธอเคยเป็นทั้งครูสอนพวกเค้า และก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้ทั้งสองต้องแบกรับความแค้นต่อสหพันธ์โลกจนเข้าร่วมสงครามอย่างตอนนี้ (บทที่ 18) แต่ว่า....

“รอบกัปตันคะ” โอเปอเรเตอร์สาทักอีกครั้งจนโทโมโกะหลุดจากพวังความรู้สึกผิด และเริ่มหันกลับมามองหน้าที่ซึ่งตนเองต้องทำตอนนี้ “ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเดี๋ยวอีกฝ่ายคงต้องสวนมาแน่นอน รีบเปิดทางให้เร็วที่สุดก่อนอีกฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหว”

“เดี๋ยวก่อน โทโมโกะ! พวกเรายังมีโอกาสใช้ประโยชน์แก้แผนการอีกฝ่ายอยู่นะ” เสียงทักทำให้รองกัปตันสาวต้องสะงักมองไปทางกัปตันผู้พูดออกมาทันที

“หมายความว่ายังไงกันคะ กัปตันวิสเบิร์ท” รองกัปตันโทโมโกะข้องใจจนอดถามไม่ได้ ซึ่งกัปตันก็ลูบเคราตอบอย่างรู้ทัน

“เพราะชั้นรู้จักลักษณะแผนการแบบนี้ดี แผนการที่หวังทำลายอีกฝ่ายอย่างโหดร้ายแบบนี้ มีเพียงแค่คนเดียวใน CAPE มีเพียงคนๆนั้นเท่านั้น ”

“ผบ.ไฮโร ไฮมิคอบ”



แสงจากการระเบิดเองก็มาถึงเรือธงของกองยาน CAPE เช่นกัน และอยู่ในสายตาของ ผบ.ไฮโร ไฮมิคอบ อย่างชัดเจน

“คิดจะมาหยามชั้นคนนี้มันจะมากไปแล้ว กองยานปีกซ้ายและปีกขวาทั้งหมด ถอยออกจากแนวยิงของกองยานหลักซะเดี๋ยวนี้”

ในกลุ่มกองยานหลัก มียานรบจำนวน 7 ลำค่อยๆเคลื่อนที่ออกมาจากด้านหลังยานเรือธงของ ผบ.ไฮโร ไฮมิคอบ อย่างช้าๆ ยานทั้งเจ็ดต่างมีปากกระบอกปืนขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้ายานเช่นเดียวกับยานคาเทเรีย หากรอบตัวกลับติดอาวุธพิสัยไกลอย่างอื่นเข้าไปอย่างมากมาย ทั้งมิสซาย ปืนใหญ่ลำแสง เต็มที่ และพร้อมที่จะยิงได้ทุกเมื่อแล้ว

“เดี๋ยวจะแสดงให้เห็นความต่างชั้นของสงครามที่มีแต่ชั้นคนนี้เท่านั้น ที่จะเป็นที่สุดของโลก”


......................to be continue
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #84 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2013, 02:46:52 PM »


กระแสสงคราม ณ เขตวงโคจรพิวล่าสตาร์ ยังคงเต็มไปด้วยแสงรบจากเหล่า ACT ทั้งสองฝ่าย กองทัพสหพันธ์โลกที่เคลื่อนที่ตามการนำของเรือธงยานคาเทเรียกำลังหยุดอยู่ที่ปีกขวาของฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถรุกต่อได้ จึงเริ่มตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอีกครั้ง แม้จะพยายามส่งกองทัพ ACT เข้าไปหนุนอย่างเต็มที่จนอีกฝ่ายเสียหายหนัก แต่ยังไม่สามารถเจาะแนวหน้าที่ยังไม่รู้ผลระหว่างทีมสไตรเรย์กับทีมฟอนคอน่าที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือด ด้วยเป็น ACT รูปแบบแปลงร่างเป็นยานรบความเร็วสูงด้วยกันทั้งคู่ จึงผลัดกันรุกรับกันนานถึงตอนนี้

ตูมมม..... กริ๊ดดดด!

เสียงระเบิดดังมาจากด้านหลังสไตรเรย์จนเรลี่ร้องลั้น เนื่องจากเป็นรองด้านความเร็วเลยหลบกระสุนบีมกลอีกฝ่ายไม่หมด โชคยังดีที่ไม่โดนส่วนสำคัญอย่างบูสเตอร์ส่วนปั้นท้ายเลยยังสู้ต่อได้อยู่ แต่ช่วงที่สะงักอยู่เปิดโอกาสให้ฮาเวนพุ่งเข้ามาจัดการ “เสร็จชั้นละ...”

ปี๊ปๆๆ....

“เห้ย...! คราวนี้เสียงอะไรดังมาอีกละ มิสเทียร์!”

ฮาเวนที่กำลังต่อกรกับไรนะอย่างเป็นต่อ ต้องขัดใจกับเสียงรบกวน จนต้องเสียท่าโดนกระสุนปืนกลจากเนียร์บินโผล่มาจากมุมอับ สวนใส่จนบีมไรเฟิลกระบอกนึงในมือแหลกเป็นจุล จนต้องชักของแรงออกมา ไรเฟิลแบบติดหัวรบเกรเน็ตลันเชอร์ยินสวนกลับอย่างหัวเสีย

“ไอ้นั่นมัน ทั้งที่หุ่นก็เหมือนของชาวบ้านแท้ๆ แต่ไหนยิงไม่เห็นโดนมันเลยมาพักใหญ่แล้วนะ แล้วไอ้เสียงปี๊ปนั้นก็ดังไม่เลิกอีกโว้ย...”

ฮาเวนยิ่งไม่เข้าใจที่เนียร์หลบได้หมดทุกนัดทั้งที่เร็วแพ้พวกเค้าทุกครั้ง หารู้ว่าเป็นเพราะความสามารถในการคำนวนของเธอเป็นเลิศ แต่ไม่ทันคิดต่อมิสเทียร์ก็รีบผละออกจากไรนะตรงเข้ามาหามันที

“อ๊ะ! แย่แล้ว...! รีบถอยออกไปจากตรงนี้โดยด่วน พวกยานแม่พวกเรากำลังจะยิงปูพรมเข้ามาทางนี้แล้ว... ”

“ท่าทางมันซักจะแปลกๆ อีกแล้วสินะ…. ไรนะ!”

เนียร์เองเห็นทั้งคู่หยุดบุกเข้ามาเกิดหันกลับมามองรอบๆตัว พวก ACT ของ CAPE ที่เหลือรอดแถบนี้พากันบินถอนตัวกลับออกไปเรื่อยๆ จะว่าพวกนี้ถูกตีพ่ายกลับมาก็ไม่แปลก ถ้าไม่ติดที่แทนจะถอยกลับกองทัพหลักดันทะลึ่งแยกออกไปคนละทางกันเลยซะอย่างนั้น

“ทุกคน มิสซายมาอีกแล้ว” เรลี่รีบร้องเตือนเนียร์ออกมา พวกฟอนคอน่ามาลูกเล่นเดิมอีกแล้ว เป็นมิสซายสิบกว่าลูกพุ่งมาทางพวกเธอ แต่ครั้งนี้มันบินมาได้ถึงวินาทีก็มาแสงไฟตัดผ่านเอาดื้อๆเลย

ซูมมมมม.....! บูมๆๆ

มิสซายทั้งหมดถูกเก็บกวาดในครั้งเดียวด้วยบีมลันเซอร์ของไรนะที่เริ่มมือนิ่งขึ้นมาก แต่พอควันจางลงก็ไม่พบหุ่นสองเครื่องนั่นเหลืออยู่แล้ว พวกฮาเวนเองก็เผ่นออกไปตามพวกก่อนหน้านี้เช่นกัน แต่ไรนะกลับยังทำท่าไม่สบายใจอยู่เหมือนเดิม

“ทุกคน ช่วยดูทางนั้นหน่อยสิ นี่ชั้นไม่ได้คิดไปเองใช่มั้ยเนี่ย....!” พูดจบไรนะก็ชี้ไปยังทิศไกลๆที่น่าจะเป็นกองทัพหลักของ CAPE แต่ที่เห็นกลับเป็นแสงดาวสว่างไสว และแสงระยิบระยับอีกจำนวนหนึ่ง เออ.....รู้สึกเหมือนมันค่อยๆใหญ่ขึ้นเลยแหะ!

“ใช่ซะที่ไหนกันเล่า.... งานนี้ ชิบหายแล้ว!”

เท่านั้นแหละเรลี่รีบโวยลั้น แสงทั้งเจ็ดนั่นต่างไม่ใช่แสงดาว แต่เป็นลำแสงปืนใหญ่พลังงานสูงที่ถูกระดมยิงเข้ามาเป็นชุดใหญ่ แถมด้วยมิสซายปะปนมาด้วย ไม่ใช่แค่สามสาวที่เห็น แต่นักบินที่หลงเหลือทั้งสองฝ่ายต่างหน้าไม่สูดีกันถ้วนหน้า ลางหายนะก็ขใกล้พวกเค้ามากขึ้นเรื่อยๆ เดือดร้อนให้บรรดายานรบทั้งหลายต่างพยายามยิงสกัดกั้นพวกมิสซายส่วนที่สกัดได้ แต่มันมากเกินไป ทำยังไงก็ไม่หมด และแล้วบรรดาลำแสงปืนใหญ่และมิสซายลูกใหญ่ก็ปูพรมพุ่งเข้าถล่มใส่กองทัพสหพันธ์ทั้งหมดอย่างรุนแรง หุ่น ACT ที่ขวางทางอยู่ไม่แคล้วต้องถูกกลืนหายไปในแสงระเบิด ไม่เลือกแม้แต่ของฝ่าย CAPE ที่หลบหนีไม่ทัน

“แล้วยานคาเทเรีย....  ทุกคนละ...”

เรลี่ได้แต่มองดูกองยานกำลังระเบิดไปต่อหน้า ดีที่อาวุธส่วนใหญ่ผ่านเลยไปด้านหลังกันหมด

“ห่วงตัวเองก่อนเถอะ เมื่อกี้ทางนั้นติดต่อว่าเตรียมรับมือไว้แล้ว”

เนียร์เองต้องพยายามหลบลำแสงที่ใหญ่พอกลืน ACT ได้ทั้งเครื่องกับมิสซายอย่างหวาดหวั่นเช่นเดียวกับคนอื่นๆที่เหลือ ยิ่งพวก ACT รอบๆ เริ่มค่อยๆทยอยถูกส่งไปโลกหน้ากันแล้วยิ่งสิ้นหวังมากขึ้น

“ยายบ้าเรลี่ อันตราย”

ไรนะสาดยิงมิสซายเต็มพิกัดเหลือบเห็นปืนใหญ่ลำแสงเส้นหนึ่งกำลังพุ่งหาเรลี่ที่ไม่ทันตั้งตัว ถึงเจ้าตัวจะขยับเอาตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว นอกจากแสงแสบจ้าผ่านหน้าจอมอนิเตอร์เท่านั้น

ซูมมมมมมม....!

...

..

.

ในที่สุดการยิงก็จบลง แต่รอบๆกลับเต็มไปด้วยเศษซากเหล็กรอบไปทั่วบริเวณ เรลี่ที่ปิดตากลัวตายมาตลอดค่อยๆลืมมองดูรอบตัวอย่างช้าๆ ด้วยความแปลกใจที่รอดมาได้โดยไม่รู้เหตุผล แต่ไม่นานก็ได้รู้คำตอบ

“อะไรกัน เนียร์! เป็นเพราะช่วยชั้นงั้นรึเนี่ย....”

เรลี่ตกใจกับสิ่งที่เห็น สภาพหุ่นสไตรเรย์แถบสีม่วงของเนียร์นั้นแขนขวาหายไปทั้งแถบ ส่วนขาขวาเองก็พังหายไปตั้งแต่หัวเข่าลงมา เป็นผลจากการโดนลำแสงเฉียดเข้าไประหว่างพาตัวไรนะออกมาเพียงเสี้ยววินาที จนตัวเธอเองอยากจะพูดว่าขอโทษจนแทบขาดใจ

แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าตายแค่ส่ายหน้าตอบกลับซะงั้น แต่ไรนะที่รอดมาได้ในสภาพเกราะไหล่ขวาแตกเหลือแต่แกนในเหมือนกันกลับเห็นว่าเนียร์แอบอมยิ้มให้ เลยเข้าไปไกล้เรลี่แทน

“เธออยากจะบอกว่าแค่แขนขาหุ่นที่เสียไปมันเทียบไม่ได้กับชิวิตของเธอละนะ เรลี่” ไรนะคอยปลอบเรลี่อย่าอ่อนโยน แต่ลึกๆในใจก็แอบพลางคิดถึงเรื่องของคาเซะอย่างเงียบๆ เช่นกัน

“บางทีตอนที่ช่วยมิวตอนนั้นเอง เธอก็คงรู้สึกแบบเดียวกันนี้ใช่มั้ย คาเซะ.... ”

“แต่ชั้นว่า ตอนนี้ไม่มีเวลาให้พวกเราพักแล้วละ”

เนียร์ขัดจังหวะชี้ไปทางกลุ่มยานรบของสหพันธ์ จากเท่าที่เห็นยานแม่พังไปราว 5 ลำ ซึ่งถือว่าน้อยสำหรับการยิงปูพรมแบบนี้ เนื่องจากการจัดแถวบุกแบบลูกศรแถวตอน โดยมียานหัวแถวเป็นโล่กำบังให้ ตอนนี้เลยยังเหลือยานแม่อยู่ประมาณ 40 ลำ ซึ่งจำนวนยังเสียเปรียบอีกฝ่ายอยู่

น่าเสียดายที่กองยานด้านนี้ตอบโต้มันไม่ได้เพราะเทคโนโลยีอาวุธด้อยกว่าพอสมควร ระยะยิงเลยต่ำกว่าพวกยานกลุ่มนี้ของ CAPE นอกจากนั้นยังมี ACT ถูกทำลายไปราว 100 เครื่อง

แต่ในนั้นกลับไม่มียานคาเทเรียนี่สิ พวกเธอที่เห็นต่างไม่มีใครรู้ซักคนว่าทางนั้นเป็นรึตาย นอกจากว่ายานคาเทเรียยังไม่ระเบิดไปจากการโจมตีเมื่อครู่

ถัดจากนั้นเนียร์ก็ชี้กลับไปทางด้านที่ปืนใหญ่ถูกยิงมา ตอนนี้เจ้ายานเจ้าปัญหา 7 ลำที่ยิงถล่มพวกเธอเมื่อกี้ กำลังดันเข้ามาพร้อมพากองยานกับกองทัพ ACT นับร้อยเสริมอีก แถมส่วนใหญ่ติดพวกอาวุธระยะไกลกันถ้วนหน้า

“งานงอกอีกแล้ว”

ไรนะร้องลั้นรีบชาร์ทบีมลันเชอร์ไว้จนเต็มพิกัด ก่อนลั่นไกยิงสวนไล่กวาด ACT อีกฝ่ายไม่ยั้ง เรลี่กับเนียร์ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ปลดยิงมิวซายที่ยังพอเหลืออยู่ใส่กลุ่มที่เข้ามาใกล้ทันที หุ่นกว่า 20 เครื่องโดนกวาดทำลายด้วยน้ำมือพวกเธอ เนื่องด้วยความคล่องตัวจากการแบกน้ำหนักต่ำมาก แต่จำนวนอีกฝ่ายดูไม่ค่อยยุบลงจากเดิมเลย

การกระทำของพวกเธอทีมสไตรเรย์ทั้งสาม ทำให้นักบินสหพันธ์ที่เหลืออยู่เริ่มมีใจฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง ความหวาดกลัวเปลี่ยนไปเป็นความกล้า พากันขึ้นมายิงตอบโต้อีกฝ่ายได้อีกครั้ง การตะลุมบอนจึงบังเกิด ณ กลางอวกาศอีกรอบ ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายเข้าต่อสู้โดยไม่คิดถึงขบวนรบอีกแล้ว 

ฟิ้ววววๆๆๆ

ไรนะหันมาใช้กันลันเซอร์พับเข้าโหมดบีมไรเฟิลบุกความเร็วสูงพร้อมเรลี่กับเนียร์ ที่ไหนที่สามสาวสไตรเรย์ผ่านต้องโดนสอยโดยไม่อาจลายิงได้ทัน เว้นแต่พวก ACT สายความเร็วด้วยกันไม่ก็พวกทีมฟอนคอน่าเท่านั้น ที่สู้พวกเธอได้อย่างสูสี อย่างไรก็ดีทั้งสามยังไม่สามารถฝ่าเข้าไปทำลายถึงตัวยานแม่อีกฝ่ายลำใดลำหนึ่งได้เลย

ส่วน ACT เครื่องอื่นๆของสหพันธ์บางส่วนโดนปืนยิงระยะไกลสอยร่วงลงก่อนเสมอ แต่พวกหุ่นสไตรเรย์รุ่นผลิตจำนวนมากสามารถหลบฝ่าเข้าไปจัดการ ACT สายยิงระยะไกลได้ไม่ยาก แต่ยังตรึงมือกับพวกแถวสองที่เตรียมจำนวนมารับมือมาอย่างดี ถ้าต่างฝ่ายต่างถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ แบบนี้ ระยะยาวสหพันธ์คงไม่แคล้วต้องเสียหายหนักกว่าแน่

ทว่าถัดลงไปทางกองยานสหพันธ์เองก็เริ่มกำลังวิกฤต เมื่อหลังส่งกอง ACT ขึ้นแนวหน้าแล้ว ปีกซ้ายได้ถูกโจมตีจนยานแม่ล่มไปลำนึง ฝีมือของกองกำลังพิเศษฟอนคอน่าที่ไปรวมตัวอยู่ที่นั่น ยังไม่มีใครสามารถพอต่อกรกองยาน ACT ทีมนี้ได้เลยขบวน ขบวนทัพสหพันธ์โลกเริ่มเสียหายจนกลายเป็นเป้าให้กองยานหลักยิงใส่อีกครั้ง

“ฮ่าๆๆ เปล่าประโยชน์น่า ตอนนี้พวกแกทำอะไรไม่ได้แล้วละ ถึงเมื่อกี้จะทำได้เกือบดีที่รอดจากการเสียหายหนัก แต่ยังไงสุดท้ายก็ไม่มีทางรอดไปจากกองยานที่สมบูรณ์แบบของผมได้หรอก จบสิ้นกันซะที”



และตอนนั้นเอง หลังหมู่ดาวเคราะห์น้อยไม่ไกลจากเขตสงคราม มีบางสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นฉับพลัน

“โอเวอร์เรลลันเตอร์ ยิงได้”

วื้ดๆๆๆ! ซูมมมมมม.......

การจู่โจมแบบกระทันหันไม่มีสัญญาณบอกกล่าว ลำแสงปรากฏจากมุมอับเส้นหนึ่งพุ่งตัดเข้ากลางกลุ่มกองยาน CAPE ที่กำลังระดมยิงอย่างหนัก ลำแสงสีสว่างพุ่งทะลุผ่านยานแม่ขนาดใหญ่พร้อมกันถึง 5 ลำ และกวาด ACT ผู้โชคร้ายกว่า 50 เครื่องที่กระจุกอยู่แนวหน้าดับสูญเป็นแสงสว่างแก่กองทัพโลก แสดงความยินดีแก่พวกไรนะและกองทัพที่เหลือรอดมาได้ แต่กับ ผบ.ไฮโร ไฮมิคอบ ที่กำลังหัวเราะฉลองชัยล่วงหน้าต้องตาค้างทันที

“หันหัวยานทางซ้าย 40 องศา”

กัปตันและรองกัปตันสั่งพร้อมกัน ยานคาเทเรียที่ซ่อนตัวอยู่บินออกสู่สนามรบอีกครั้ง เจ้าของลำแสงเริ่มหมุนลำยานเบี่ยงวิถีเข้าไปหายานบัญชาการหลังของอีกฝ่าย ลำแสงกำลังถูกบีบดันเข้ายานแม่สีขาวของ ผบ.ไฮโร ไฮมิคอบ ที่รู้ตัวเป็นเป้าหมายอีกฝ่าย กำลังมองแสงสว่างที่เข้าใกล้ด้วยความตื่นตระหนก

ชายผู้ที่ไม่เคยคิดถึงความพ่ายแพ้และสูญเสีย กำลังเหงื่อตกอย่างหวาดกลัว เขาปากสั่นไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น ผบ.ไฮโร ไฮมิคอบ กำลังซะตาขาด

ฟี้วว.....!

หากชั่วพริบตา ลำแสงสีดำขนาดเล็กพุ่งตัดทะลุส่วนหน้ายานไปอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตามันก็หายไปพร้อมๆกับโอเวอร์เรลลันเซอร์ ที่หยุดทำงานและสิ่งที่ตามมาจากนั้นก็คือ เปลวเพลิงที่กระจายออกจากจุดที่โดนยิงนั้นเข้าไป

ตูมมมมม..... ครืนนนน.....!

...

..

.

ความตื่นตะลึงเล่นมาหาทีมสไตรเรย์กลางสมรภูมิ พวกไรนะทั้งสามคนต่างเห็นแสงการระเบิดจากยานคาเทเรีย รีบสลัดคู่ต่อสู่มาที่ยานทันทีด้วยความกังวง ACT ฝ่ายตรงข้ามเองก็กำลังแตกตื่นอยู่จนไม่มีใครถูกขวางไว้ หากยังโชคยังดีที่ยานคาเทเรียยังคงอยู่

“นี่คาเทเรีย ทุกๆคน...”

ไรนะร้องส่งสัญญาณไปหาแต่ทุกอย่างยังคงเงียบ ทั้งที่เธอพยายามติดต่อไปอีกหลายครั้ง แต่ไม่ทันไรรางสังหรณ์ไม่ดีทำให้ใจหายไปวุบนึง นั่นถึงกับทำให้เธอต้องเบรกหุ่นสไตรเรย์กันตัวงอ

เฟี้ยวว....! ลำแสงสีดำเฉียดผ่านหน้าหุ่นไรนะไปเพียงแค่ไม่กี่เมตร จนเรลี่กับเนียร์ต้องรีบหยุดกะทันหัน ไรนะเองพยายามมองหาต้นทางไร้ที่มาของลำแสงบีมไรเฟิลนั้น ลำแสงเดียวกันที่ลอกยิงยานคาเทเรียขนาดใหญ่จนทะลุได้ในนัดเดียว พวกเธอรู้แค่ว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดายิ่งกว่าทีมฟอนคอน่าเสียอีก

แต่รอบๆกลับไม่มีอะไรอยู่เลย นอกจากความมืด เท่านั้น....

ไม่ใช่....!

ตรงไกลๆจุดนึงที่เนียร์เห็นเพียงแค่เศษปากกระบอกปืนกำลังเปลี่ยนไป ปืนไรเฟิลสีดำสนิทค่อยๆปรากฏออกมาจากความว่างเปล่าช้าๆ....  มาจากเงาหุ่นรบเกราะหนาสีดำสนิททั้งตัว โผล่ออกมาตรงหน้าสายตาพวกเธอ

ศัตรูปริศนา....



CHAPTER 36 สู่ทะลแห่งดวงดาว.........................End
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #85 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2013, 04:23:41 PM »



CHAPTER Break ตัวตนของเวทมนต์?

จากจุดเริ่มต้นที่ว่างเปล่า ดำมืด ข้าได้ใช้พลังทั้งหมดที่มีสร้างการกำเนิดขึ้นมา ณ ที่แห่งนี้ จักวารแห่งใหม่ถือกำเนิดด้วยพลังเวทธาตุทั้งสิบ ค่อยๆก่อกำเนิดดวงดาวขึ้นทีละดวงๆ โดยมีข้าเป็นศูนย์กลาง หวังว่าซักวันข้าจะได้เห็นบางสิ่งนอกเหนือจากความว่างเปล่าเกิดขึ้นมาได้บ้าง

แต่แล้วความจริงก็ได้ได้ง่ายอย่างนั้นเลย เมื่อดาวดาวแต่ละดวงที่เกิดขั้นต่างมีอันต้องเป็นไป พลังที่มากเกินไปของข้าค่อยๆทำให้ดวงดาวเหล่านั้นล่มสลายไปอย่างช้าๆ คืนสู่ความว่างเปล่า ในที่สุดข้าก็ได้พบความจริงเรื่องนึง ดวงดาวที่ไร้ชีวิตต่างขาดสัจธรรมแห่งความสมดุล เพื่อได้มีโอกาสได้เห็นความเป็นไปได้ต่อไป ข้าจำต้องแบ่งพลังเวททั้งหมดที่มีอยู่ออกเป็นสิบส่วน แม้รู้ดีว่านั่นจำทำให้ตัวตนของข้าเองหายไปจากจักรวารนี้ตลอดกาล แต่เพื่อสิ่งนั้นข้าก็จักทำ

พลังเวททั้งสิบที่ข้าแตกกระจายไปตามเจตจำนงแห่งข้า พวกเค้าล้วนเคยเป็นส่วนหนึ่งในตัวข้า ล้วนมีพลังมากพอที่จะสร้างหรือทำลายดาวได้โดยง่าย เทพเจ้าทั้งสิบออกเดินทางไปเพื่อหยุดยั้งการล่มสลายและรักษาสมดุลของจักรวารนี้ไว้ การได้พบสิ่งแปลกปลอมของจักรวารแห่งนี้และหยุดยั้งพวกมัน แม้จะเป็นเวลานานพอสมควรหลายล้านปี แต่พวกเค้าก็ทำได้สำเร็จ

แม้ตัวข้าจะไม่เหลือการมีตัวตนแต่ก็ยังสำผัสความจริงได้ ตัวแทนทั้งสิบได้แยกไปดูแลดวงดาวทั้งสิบด้านของตัวข้า จงไปเป็นเทพเจ้าแห่งดวงดาวที่คอยปกปองสมดุลของดินแดนแห่งนี้ และจักรวารที่ค่อยๆแผ่ขยายออกไปรอบๆตัวข้า จนกว่าจะถึงเวลานั้น เวลาที่สิ่งมีชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาในจักรวารนี้ และสัมผัสถึงการมีตัวตนของพวกเราได้

การมีตัวตนของเวทมนต์

ไม่ว่าใครก็สามารถใช้เวทมนต์ได้ทุกคน ขอแต่เพียงสามารถสัมผัสการมีตัวตนของข้า ตัวตนของเวทมนต์แห่งชีวิตที่มีทุกหนทุกแห่งได้ก็เพียงพอ พลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ทั้งสิบที่คอยรักษาสมดุลจักรวารแห่งนี้เอาไว้

ผืนดินแห่งปฐพี -

จิตวิญญาณแห่งเปลวเพลิง –

ปีกแห่งสายลม –

สายน้ำแห่งวารี –

แสงสว่างสีทอง –

ความมืดชั่วนิรันดร์ -

จิตน้ำแข็งบริสุทธิ์ -

สายฟ้าอัสนีบาต -

รากไม้แห่งชีวิต –

จิตวิญญาณเหล็กไหล -

ทั้งหมดหล่อเลี้ยงด้วยเวทมนต์แห่งนามธรรมที่ไร้ธาตุทั้งมวล ที่เทพเจ้าทั้งสิบไม่มี เพื่อให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสืบทอดรักษาสมดุลของจักรวาลแห่งนี้ต่อจากพวกเรา ที่อาจไม่ได้มีตัวตนถึงจุดสุดท้ายของดินแดนนี้

เหล่าเทพเจ้าทั้งสิบ ไม่สามารถรวมตัวกันได้ พลังที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าตัวข้าจักทำลายสมดุลแห่งจักรวารและการล่มสลายของมิติที่มิหวนกลับ ข้าจักรอคอยวันที่เวทมนต์หลอมรวมกับจักรวารและสิ่งมีชีวิต และคงสมดุลแทนพวกเราได้

.....อย่างน้อย ผู้ที่สามารถอ่านถ้อยคำอักษรเวทมนต์ของพวกเราได้จักชี้นำทาง ทุกชีวิต ..... จงอย่าได้ถูกความสิ้นหวังกลืนกินเสียก่อน...... สิ่งแปลกปลอที่แท้จริงของจักรวาร

.................

หึก..... เสียงสะดุ้งจนขนลุกหลังจากเผลออ่านข้อความหน้าสุดท้ายของหนังสือจบอย่างไม่ได้ตั้งใจ เจ้าของดวงตาสีสมพูที่ส่องแสงลองๆ ถึงกับต้องรีบยัดรูปถ่ายในมือกลับแล้วปิดหนังสือเล่มหนาปึกปกแดงเลือดนก สลักปก “The Ten Of Galaxies Guardian” ก่อนที่กลายสภาพกลายเป็นภาษามนุษย์ต่างดาวหลังจากที่ดวงตากลับมาเป็นสีดำสนิดแบบคนธรรมดาทั่วไป

“เวทมนต์ งั้นที่เราอ่านมันออกเมื่อตะกี้นี้มัน อุ๊บ.... พลังที่ชั้นเคยคิดว่าเป็นพลังพิเศษที่องค์กร H2P สร้างขึ้นมาไม่ใช่หรือ”

“ไม่สิ พวกนั้นหวังกำจัดตัวเราในฐานะผลงานล้มแหลวที่ใช้พลังอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วสิ่งที่ชั้นได้มาหลังจากออกจากที่นั่นกลับอ่านมัน...ได้”

“จะให้เชื่อ เวทมนต์ กับเรื่องแบบนั้น.... เนี่ยนะ!”

ความสับสนทำให้เธอที่นั่งอยู่บนเตียงอดมองไปที่หนังสือเล่นมั้นอย่างสงนใจไม่ได้ แสงจากหน้าต่างส่องเข้ามาให้เห็นหน้าเด็กสาวคนนี้ ปลอยผมสำน้ำตาลแดงของเธอ มิว มาดริก

“แต่ว่า.....”

“อาร์ค.... กับวิงดั้ม....”

มิวพยายามปฏิเสทกลับทำให้นึกถึงอาร์คผู้เป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้ และชื่อของหุ่นสีเขียว นับว่าเป็นชื่อที่เหมือนกันแทบไม่ผิดเพี้ยน จนไม่อยากจะยอมรับว่ากำลังพัวพันกับหายนะครั้งใหญ่ตามข้อ

““ขณะนี้ยานคาเทเรียขึ้นมาพ้นเหนือชั้นบรรยากาศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีก 3 ชั่วโมงจะถึงจุดรวมพล เขตซากดาวเทียมพิวล่าสตาร์คะ ขอให้ลูกเรือทุกท่านเตรียมพร้อมรบระดับ 3 คะ ขอย้ำอีกครั้ง....””

ทันทีที่เริ่มประกาศ ตัวเธอก็เริ่มลอยอยู่เหนือเตียงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนระบบแรงดึงดูดของยานเริ่มทำงานและกลับมาเป็นปกติ นอกหน้าต่างเลเห็นทุกอย่างปลายเป็นสีดำมือ และพื้นที่ดูโค้งๆด้านล่างสีน้ำเงินครามกว้างใหญ่ วิวของโลกกลมโตที่เคยอยู่อย่างเด่นชัด แต่ใจของมิวกลับคิดไปไกลถึงอีกฟากอวกาศเสียแล้ว

“ความมืด  - ชูวาโลน เจ้าตัวบ้านั่น ไอ้เพื่อพลังเวทมนต์ทั้งสิบที่ว่านั้น ถึงกับทำให้อาร์คต้อง.....” มิวได้แต่ล้มตัวนอนกำหมัดแน่น อาฆาตชื่อหุ่นรบสีดำที่ทำร้ายอาร์ตจนต้องตายด้วยความแค้นใจ เจ้าตัวตันสินใจจัดการเจ้าตัวนรกนั้นให้ได้ด้วยมือตัวเอง

“อาร์ค...”


CHAPTER Break................End

.....................................
             

 Anthropoid Combat Trooper Unit

SR-002C Strike Ray Compresser สไตรเรย์ คอมเพ็คเซอร์

Anthropoid Combat Trooper ที่พัฒนาโดยใช้ข้อมูลของ SR-001 Strike ray Compresser Part เป็นหลัก รุ่นคัสตอมที่ได้เพิ่มความสามารถการตอบสนองต่อการโจมตี การใช้อาวุธ รวมทั้งปรับโครงสร้างใหม่ให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วขึ้น สำหรับการต่อสู้ระยะประชิด ด้วยระบบบูสเตอร์ที่ยังคงควบคุมปรับหมุนได้อย่างอิสระ โล่ใหม่ที่เสริมแหล่งพลังงานสำรองสามารถสร้างโล่พลังงานที่มีความแข็งแกร่งสูง และสามารถใช้เขวี่ยงกระแทกศัตรูเช่นดาบลำแสงได้  นอกจากนั้นยังมีไฮบีมไรเฟิลสำหรับจู่โจมระยะไกล และบีมเด็กเกอร์มุมเมอแรงที่ข้างปีก กับบีมเซเบอร์ที่ไหล่ อย่างละสองเล่ม



SR-002L Strike Ray Launcher  สไตรเรย์ ลันเซอร์

Anthropoid Combat Trooper ที่พัฒนามาจาก SR-001 Strike ray Launcher Part  เป็นหลัก เป็นรุ่นคัสตอมที่ได้เพิ่มความสามารถในการยิงไกลให้มากขึ้น เสริมระบบศูนย์เล็งพิเศษสำหรับสนับสนุนการยิงต่อเนื่องในระยะไกล Strike Beam cannon ที่อัพเกรดเป็น Mega Beam cannon ระบบเบนวิถีมิสซาย และระบบพลังงานเสริมในอาวุธ Strike Gun Launcher ทำให้สามารถยิงโจมตีได้ต่อเนื่องมากขึ้น ทั้งรูปแบบกระสุนหัวรบและบีมไรเฟิลในโหมดปกติ หรือในรูปแบบเล็งกระสุนสไนเปอร์หรือปีมลันเซอร์ในโหมดลันเซอร์กัน ที่รุงแรงขึ้นกว่าเดิม


บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
PurpleHaze
New Type Pilot
*****
กระทู้: 568


โลกนี้ไม่มีความจริง


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #86 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 10:32:32 AM »

จิตวิญญานเหล็กไหล! 

หุ่นสวยดีจังเลยครับ เพิ่งจะกลับมาตามอ่าน
บันทึกการเข้า


ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะฝัน.. แม้สวรรค์จะไม่มีอยู่จริง
Super77
Ace Pilot
****
กระทู้: 378



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #87 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 07:11:04 PM »

มองภาพหุ่นทีแรกเหมือนหุ่นของอาราโด้กับโจซัวร์มันมาฟิจเจอร์ริ่งกันเลยแหะ
บันทึกการเข้า

เด็กที่ชอบเล่นsrw แต่ไม่ค่อยรู้เนื้อเรื่องสักเท่าไหร่
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #88 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2013, 12:49:37 PM »



แม้ภายนอกกำลังวุ่นวายมากแค่ไหน ในที่แห่งนึงก็ยังมีคนนึงนอนจมความเศร้าอยู่เพียงลำพังคนเดียวอย่างเงียบเชียบ เด็กสาวผมน้ำตาลแดงที่ควรอยู่ในสนามรบมากกว่านิ่งสนิทไร้วิญญาณราวกับคนที่ตายไปแล้ว แม้แต่เสียงหัวใจยังแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

ตูมมมมม.......!

เสียงดังสั่นสะเทือนรุนแรงมากจนกระเด้งร่างด็กสาวจากเตียงขึ้นไปกระแทกเพดานอย่างแรง เด็กสาวร้องลั่นก่อนที่จะถูกกระแทกกลับลงสู่พื้นอย่างรวดเร็วดังปัง แรงสั่นค่อยๆเบาบางลงจนหยุดนิ่งไป แต่ร่างนั้นยังคงแนบนิ่งด้วยความเจ็บปวด

นี่หากเป็นบนพื้นโลกที่มีแรงดึงดูดละก็ คงไม่ใช่แค่เจ็บแค่นี้แน่แต่ไม่พ้นกระดูกซี่โครงหักหมดทุกซีกจนซ้ำในตายไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นมิว มาดริก ก็ยังค่อยๆพยุงตัวเองขึ้นมาอย่างทุลักทุเล และจำใจต้องออกไปดูสิ่งผิดปกติภายนอก

และก็เป็นไปตามที่เธอคาด ข้างนอกห้องกำลังวุ่นวายกันยกใหญ่ บรรดาลูกเรือยานแม่คาเทเรียกำลังวิ่งกันให้วุ่นวายไปหมด แค่นั้นมากพอให้มิวรีบวิ่งไปสำรวจภายในยานลำนี้ทันทีด้วยสังหรณ์ใจไม่ดี เท้าวิ่งนำ

“ใครก็ได้ รีบไปช่วยคนเจ็บที่อยู่ด้านหน้ายานที ใครก็ได้....”

“อ้าก.... แขนชั้น แขนชั้นๆ”

“ยานเราถูกลอกโจมตีเนี่ยนะ จากพวกไหนกัน ไหนกัปตันว่าพวกเราลอกเข้าจู่โจมพวกนั้นสำเร็จไม่ใช่หรือไง”

“รีบพาคนเจ็บไปเร็วเข้า ปืนใหญ่โอเวอร์เรลลันเซอร์โดนยิงระเบิดแล้ว”

“กัปตัน พวกนายไปแจ้งกัปตันที ทางด้านโรงเก็บหน้ายานวิกฤตแล้ว”

“ไฟกำลังลามมาทางนั้นแล้ว รีบดับไฟเร็ว....”

เสียงความวุ่นวายดังตลอดทางที่มิววิ่งผ่าน จากที่พังมาพอรู้ว่าเสียงระเบิดที่ทำให้เธอจุกเสียดเมื่อกี้ เป็นเพราะยานคาเทเรียโดนลอกยิงจนทะลุเกราะของยานและส่วนที่โดนยิงยังเป็นปืนโอเวอร์เรลลันเซอร์ด้วย ที่เห็นชัดมีคนเจ็บถูกหามออกไปหลายคน มีทั้งคนที่แขนแหลกละเอียด โดนไฟคลอบตั้งตัว อวัยวะบางส่วนหาย มีแม้แต่บางคนที่แนบนิ่งคากองเลือดของตัวเอง ชั่งเป็นภาพที่เห็นก็น่าเศร้านัก

ซูมมม...!

สะเก็ดไฟพุ่งหอบร่างลูกเรือคนนึงออกจากทางแยกดับอนาจ มิวรีบดึงถังดับเพลิงออกมาจากชายคนนั้นพุ่งเข้าในนั้น มือไล่ฉีดน้ำยาดับเพลิงใส่เปลวเพลิงเปิดทาง จนทะลุออกโรงเก็บหุ่นเจ้าปัญหาจนได้ ทางด้านนี้เองก็ควบคุมไฟจนดับลงได้แล้วเช่นกันด้วยฝีมือคนที่เหลือ กับเหล่าซากศพบางส่วน

แต่ถึงจะแค่บางส่วนแต่ก็มากพอทำให้มิวไม่กล้าพูดอะไรออกมา

มันกลับทำให้เธอนึกหวนไปยังช่วงเวลาที่โหดร้ายอีกครั้ง ช่วงเวลาที่ต้องเห็นศพกองก่ายอยู่รอบตัวคราวยังเป็นเพียงหุ่นกระบอกขององค์กรวิจัยที่เคยอยู่ คราวที่ต้องเห็นเพื่อนร่วมทีมสไตรเรย์ อย่างคาเซะต้องกลายเป็นหุ่นที่ไร้ชีวิต และคราวที่ต้องเห็นอาร์คตายไปต่อหน้าต่อตา

ยังไง ความตายก็เป็นสิ่งไม่น่าอภิรมย์อยู่ดี....

 วูบ....

ความรู้สึกบางอย่างทำให้มิวสะดุ้งใจหายวาบ แววตาทั้งสองเปิดโพลงด้วยลมหายใจติดขัด ร่างกายเด็กสาวสั่นเทาไร้ความรู้สึก เมื่อสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่อยู่ไกลออกไป ความรู้สึกที่น่ากลัวมาจากคนๆนึง นั้นเปี่ยมไปด้วยความเกลียดชังอันน่าขนลุก และมืดมนยิ่งกว่าความว่างเปล่า แม้เพียงเบาบางแต่มิวก็ยังรู้สึได้

หากเพียงแต่นี่ไม่ใช้ครั้งแรกที่เธอเคยสัมผัสมัน.... อีกแล้ว

กึ๊ก...!

เสียงฟันหลายซี่ขบกันจนหยดเลือดไหลจากมุมปากเด็กสาวผู้ฉุนขาด มิวตอนนี้เริ่มเคลื่อนไหวด้วยประกายความเกรี้ยวกราดจนแทบคลั้ง ทั้งที่เธอยังจำสัมผัสแบบนี้ได้เป็นอย่างดี และเป็นของคนที่เธอเกลียดชังจนอยากจะฉีกมันออกเป็นชิ้นๆตอนนี้เลยเสียด้วยซ้ำ

ครืนนน.....

เสียงพื้นสั่นไหวรุนแรงอีกครั้ง แรงดึงดูดอันน้อยนิดของยานกลับหายไป ทุกสิ่งทุกอย่างถูกดีดขึ้นจากพื้นไม่เว้นแต่ร่างลูกเรือ มิวไหวตัวกระโดดลอยตัวหนีออกมาได้เช่ยเดียวกับลูกเรือบางส่วน แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาสนใจสาเหตุแล้ว ในเมื่อของต่างๆที่เคยอยู่เดิมถูกแรงสั่นจนดีดกระเด็นกลางอากาศ ทั้งของชิ้นเล็กอย่างประแจ ไปจนถึงชิ้นส่วน ACT ขาดใหญ่พุ่งกระเด็นไร้ทิศทางทั่วโรงเก็บหุ่น กลายเป็นกระสุนปลิชีวิตคนที่เหลืออยู่ที่นี่โดยปริยาย

และมิวก็กำลังต้องหาทางเอาตัวรอดจากพวกมันทั้งหมด....ด้วยตัวเอง



อีกด้าน ณ สะพานเดินเรือของยานคาเทเรียยิ่งวุ่นวายขึ้นอีก เมื่อเสียงระเบิดพึ่งดังขึ้นจนที่นี่ยังสะเทือนแทบล้วคว่ำ เหล่าโอเปอเรเตอร์ที่ล้มหมอบพยายามกลับมาดูสถานการณ์อันตึงเครียสอีกครั้ง จนกัปตันยานคาเทเรียสีหน้าไม่สู้ดีนัก

“กัปตันคะ เครื่องยนต์หลักหมายเลข 2 ได้รับความเสียหายหนักกำลังลุกไหม้ กำลังขับเคลื่อนยานคาเทเรียลดลงไปแล้ว 40%  ระบบแรงโน้มถ่วงเทียมไม่ทำงานแล้ว ตอนนี้กำลังพยายามถ่ายโอนพลังงานไปที่เครื่องเครื่องยนต์หลักหมายเลข 1 ค่ะ”

“ประตูปล๊อก 1-4 ปิดให้หมด ติดหน่วยฉุกเฉินที่ 2 ให้ไปที่นั่นทันที อย่าให้ไฟลุกลามมากกว่านี้ ส่วนโรงเก็บหุ่นกับเตาพลังงานโอเวอร์เรลลันเซอร์ ให้หน่วยที่ 1 จัดการต่อ”

หลังสั่งการวุ่นวายรองกัปตันโทโมโกะถึงกลับถอนหายใจบ่นกับตัวเอง “ทำไมถึงได้เจอเรื่องแบบนี้ทุกทีเลยเนี่ย”

เหตุเพราะลำแสงสีดำนัดที่สองยิงมาจากอีกด้านนึงในมุมอับหลังเศษดาวเคราห์น้อย เนื่องจากอุภาครุนแรงเกินกว่าอาวุธทั่วไปที่เคยเจอมาก ผลทำให้ยานคาเทเรียโดนยิงทะลุเกราะหนาๆเข้าที่เครื่องยนต์ขวาพอดี ลูกเรือที่ประจำอยู่บริเวณนั้นถึงกับเสียชีวิตไปทั้งหมด แผนการบุกที่ไร้ที่ติเลยต้องจบลงเพียงเท่านี้

 “กัปตันวิสเบิร์ท เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ บางที...” รองกัปตันโทโมโกะเอ่ยถามด้วยสายตาสงสัย

“ใช่.... มีคนในใครบางคนคิดไม่ชื่อกับพวกเราแต่แรกแล้ว ถึงได้ปล่อยการเคลื่อนไหวของพวกเราให้อีกฝ่ายลอบโจมตีแบบนี้”

แผนการแอบเข้าไปโจมตีจุดยุทศาสตร์ของพวกในครั้งนี้ โดยยานคาเทเรียแกล้งทำเป็นโดนทำลายไปตั้งแต่การโจมตีจากกองยานอีกฝ่ายระลอกสองที่สร้างความเสียหายกับกองทัพสหพันธ์มาก แล้วอาศัยลอบเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบภายใต้เศษดาวเคราะห์น้อยและขยะอวกาศรอบนอกสนามรบ อาศัยเขตคลื่นรบกวนป้องกันซ้ำยังตัดขาดการสื่อสารอย่างสิ้นเชิง ไม่เว้นแม้แต่ทีมสไตรเรย์ของพวกไรนะก็ไม่รู้ตำแหน่งของยานได้ 

“ไส้ศึกใช่มั้ยคะ หรือว่าพวกผู้นำของฝ่ายเราเอง”

แต่การกลับรู้การเคลื่อนไหวมาจนถึงจุดนี้ได้ นั่นก็แปลว่าอีกฝ่ายแอบแฝงเข้ามากับยานคาเทเรียไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และพอรู้การเคลื่อนไว้มานานพอสมควรด้วย ถึงยังไม่รูด้วยวิธีอะไรก็ตาม เพราะแม้แต่ผู้ติดตามของกัปตันวิสเบิร์ทที่คาดว่าเป็นคนของ ผบ.กีฟรอสก็โดนเก็บส่งคืนไปหมดก่อนออกมานอกโลกทั้งหมด จนอีกฝ่ายไม่มีโอกาสแทรกแซงได้แล้วแท้ๆ

“ทางทิศสามนาฬิกา เรด้าตรวจพบบางอย่างปรากฏขึ้นมา คาดว่าอีกฝ่ายใช้ระบบพลางตัวป้องกันไว้ เดี๋ยวจะฉายภาพขึ้นจอให้นะคะ”

โอเปอเรเตอร์สาคีย์ข้อมูลนำขึ้นจอทันที ภายมีเพียงแค่อวกาศมืดๆเริ่มมีแสงสะท้อนจากโลหะส่องผ่าน บางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่กำลังโผล่ออกมาให้ทุกคนเห็น

และภาพนั้นทำให้กัปตันวิสเบิร์ทและรองกับตันโทโมโกะต้องตกใจกันอีกครั้ง เพราะถ้าสิ่งที่พวกเค้าเห็นเป็นเรื่องจริงแล้ว บางทีความจริงอาจเลวร้ายมากกว่าที่คิดไว้เสียอีก



 “มันนั่นเอง ที่ลอบโจมตียานคาเทเรียของพวกเรา”

ACT ทั้งสาม เครื่องคัสตอมสไตรเรย์ลันเซอร์ของไรนะ กับสไตรเรย์อีกสองของเรลี่กับเนียร์ กำลังเผชิญหน้ากับศัตรูใหม่ที่เห็นเพียงเครื่องเดียว หากแต่ไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อสัญญาณเรดาห์ปรากฏสัญญาณเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่งทั่วทั้งสนามรบ สร้างความแตกตื่นกันถ้วนหน้าแบบไม่เลือกฝ่าย และหนึ่งในนั้นก็มาโผล่ตัวออกมาด้านหลังพวกไรนะราวกับอากาศธาตุเช่นตัวแรก

เมื่อเห็นร่างคู่ต่อสู้อีกฝ่ายชัดเจนถึงกับทำให้เนียร์ต้องขมวดคิ้วทันที ด้วยเกราะสีดำสนิทปกปิดโครงเครื่องสีเทาที่เพรียวบางเหมืองเครื่องบินรบ เกราะไหลสองข้างถูกเสริมหนาเชื่อมกับทรงกลมส่องแสงประหลาด ส่วนสะโพกหลังและกลางอกก็ไม่แตกต่างกัน และปืนไรเฟิลสีเทาดำในมือที้งสองกระบอก ที่มีลำปล้องยาวกว่าไฮเปอร์บีมไรเฟิลหุ่นของมิวเสียอีก แม้จะผิดแปลกไปบ้างแต่ด้วยรูปลักษณ์ที่ค่อนข้างคุ้นตาเป็นอย่างดี ทำให้พวกไรนะไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน

“สไตรเรย์คัสตอม! ”

เรลี่ตกใจร้องเสียงหลง แต่ไม่มีใครในที่นี้ให้คำตอบกับเธอได้เลย นอกจากอีกฝ่ายที่ยิงไรเฟิลออกมาเป็นลำแสงสีดำสองเส้นออกมาแทนคำตอบ อาวุธที่เจาะยานคาเทเรียจนเป็นรูเมื่อครู่ สามสาวร้องหยีรีบเผ่นหลบจากวิถีกระสุนที่เร็วเหนือกว่าบีมไรเฟิลปกติได้ทัน เริ่มโต้ตอบกลับทันที

พิ้ววว... สไตรเรย์เกราะดำทั้งสองบินวกโฉบเฉียวขากล่างขึ้นบน ซ้ายไปขวา ได้ไม่ต่างจากทางไรนะเลย จึงหลบเลี่ยงปืนของสามสาวได้ไม่ยากเย็น ไม่เฉียดเลยแม้แต่นัดเดียว แม้แต่เนียร์ยังรู้สึกชั่งใจสงสัย

“ความคล่องตัวของอีกฝ่ายพอๆกับพวกเรา ทั้งที่มีเกราะหนาที่ลดความสามารถพวกนี้ลงส่วนนึงแท้ๆ”

“เนียร์! สไตรเรย์มันเป็นเครื่องของฝ่ายสหพันธ์โลกของพวกเราไม่ใช้รึ รู้มั้ยว่าโจมตีพวกเราทำไม” ไรนะรีบเปิดประเด็นสงสัย แต่มีบางคนเกิดคันปากตอบแทน

“พูดออกมาได้ แค่เห็นมันเล็งปืนหันใส่ ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่พวกเรา” เรลี่เอาแต่ท้วงติงกลับแทน 

“แล้วใคร เป็นคนสร้างมันขึ้นมาโจมตีพวกเรา ในเมื่อคนที่สร้างรุ่นคัสตอมได้มีเพียงแค่เซลเดอร์ที่เป็นหัวหน้าพวกเราเท่านั้นนะ เจ้าของแบบแปลงสไตรเรย์ที่พวกเราใช้กันอยู่” ไรนะ เรลี่ และเนียร์ มองหน้ากัน พวกเธอรู้ดีว่าคนแบบ รต.เซลเดอร์ ไม่เคยคิดมอบผลงานตนเองให้ใครแน่ๆ เรื่องนี้มันชักจะแปลก แปลกเกินไป...

ประจวบเหมาะที่อีกเครื่องหลบหลีกพุ่งเหลาหาเรลี่จนแทบประชิด แต่เธอกลับเชิดยิ้มส่งให้เพื่อนสาวชักดาบเรียวยาวใต้ปีก Strike Blade ออกมาโชว์อ๊อปซะเอง ต่อให้อีกฝ่ายชักดาบออกมาเหมือนกันก็ไม่มีทางต้านฝ่ายตั้งรับที่ออกอาวุธเร็วกว่าตามยุทศาสตร์ได้แน่

แต่กลับผิดคาด ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายไม่ชักดาบออกมา เพียงแต่ดาบอีกฝ่ายโผล่มาแค่นั้นเรลี่เห็นก็ร้องเสียงหลงแล้ว ดาบปลายแหลมคมเดียวแต่ความกว้างและยาวมากกว่าสองเท่าของทางเรลี่ เปรียบดังรถเก็งปะทะกับรถบรรทุกสิบล้อชัดๆ ไม่ต้องบอกก็เห็นลางอนาจมาแต่ไกล...

กรี๊ดดดด....

แกร้งงงง.... ปลายดาบเล่มเล็กกว่าหักกระเด็นหายไปเลย แต่อีกฝ่ายโฉบผ่านไปอย่างไม่ยินดีนัก เรลี่กับหุ่นไม่จบแบบเดียวกับดาบเล่มนั้นก็ดีแล้ว เมื่อมีดาบจากมืออีกข้างช่วยรับแรงฟันพร้อมเล่มที่หักไปพอดี เลยรอดชีวิตแบบใจหายใจคว่ำมาได้ แต่ดาบที่เหลือก็ร้าวเตรียมแต่ตามนี่สิ

เรลี่ไม่พอใจประเคนอาวุธที่เหลือทั้งหมดใส่สไตรเรย์ปริศนั้งสอง ..แบบจัดเต็มทันที!

ปังๆๆๆ ซูมๆๆๆ ทั้งกระสุนมิสซายทั้งหมดพุ่งเป้ารวมไปที่หุ่นเครื่องดำ มันพยายามหลบการโจมตีทุกอย่างให้เร็วที่สุด แต่ชั่วพริบตามันเกิดสงักกะทันหัน จึงต้องรับการโจมตีทั้งหมดเข้าไปเกิดแสงระเบิดจ้าอีกครั้ง

ฝุ่นควันฟุ้งกระจายจนมองไม่เห็นรอบๆ เรลี่น้อยตั้งศอกร้องสะใจออกนอกหน้า แต่ไรนะเพียงคนเดียวที่ไม่รู้สึกดีใจ แต่กลับสังหรณ์ใจแปลกๆมาตั้งแต่แรกแล้ว จนเนียร์หันมามองเธออย่างสงสัย

และแลวทั้งหมดก็ได้คำตอบ ประกายแสงเล็กๆจากกลุ่มควันแตกกระจายออก วัตถุทรงกลมเทาพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดต้องตาค้างอีกครั้ง ชั่วอึกใจก็กระแทกเรลี่ที่ไม่ทีนระวังปลิวกระเด็นเป็นคนแรก แล้วเริ่มหมุนตัวแตะอึกสองคนที่อยู่รอบตัวอย่างจัง ไม่พอแค่นั้นมันชักปืนไรเฟิลสองกระบอกออกมายังซ้ายขวาใส่ทั้งสอง

ซูมมม... ไรนะและเนียร์หลบได้แบบเผาขน แต่สภาพกลับไม่สู้ดีนัก ขาสไตรเรย์เครื่องเนียร์แตกร้าวเป็นทางยาว ส่วนไรนะเองเกราะไหลขวาแตกกระจายจนเห็นภายใน นี่ขนาดแค่โดนบีมไรเฟิลสีดำแค่เฉียดๆไปเพียงเท่านั้น ความรุนแรงน่ากลัวจน

การที่อีกฝ่ายไม่เสียหายอะไรเลยทั้งที่พึ่งโดนถล่มยับตอนแรก พวกเธอทั้งสามก็สังเกตเห็นบางอย่างรอบตัวมันได้ ม่านพลังสีเทาดำจางๆ รอบตัวมัน พวกเธอพอจำได้แล้วกับสิ่งนั้น ความตี่นตระหนกตามมาจากความเงียบสงัก

นั้นมัน “กราวิตี้ ฟิลล์...” บาเรียที่แข็งแกร่งทีสุดที่ป้องกันการโจมตีได้ทุกอย่าง

“พูดเป็นเล่นใช่มั้ยพวกเรา นั้นมันบาเรียของหุ่นผู้นำกองทัพต่างดาวแปลกๆคราวก่อนไม่ใช่รึไงกัน ไอ้ชื่อชูวาโลนอะไรนั่น” เรลี่ร้องเตือน อยากถามขาดใจว่าสไตรเรย์ของมันมีของแบบนั้นได้ยังไงกันเล่า...

เนียร์เพ่งมองไปทีปืนอีกฝ่าย ที่ถูกยิงเข้ามาพร้อมการพุ่งเข้ามาอย่างไม่จำเป็นต้องหลบก็ต้องแยกย้ายกันหลบอย่างใจหาย เมื่ออาวุธที่มีอยู่ไม่สามารถผ่านกราวิตี้ ฟิลล์ ได้เลย เช่นเดียวกับตอนนั้น ศึกนี้ไม่มีทางชนะ...

แต่ไรนะกับรู้สึกต่างกัน ความคับข้องใจที่สุมอยู่เต็มอกกับคู่ต่อสูงปริศนา แต่ไม่สามารถหาคำตอบได้ซักที



อีกมุมนึงในพื้นที่ฝั่ง CAPE หุ่นปริศนารูปทรงสไตรเรย์สีเทาเกราะหนาแบบเดียวกัน กำลังยิงถล่มหุ่น ACT อีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้กำลังถูกรุมอย่างเห็นได้ชัด... แต่เป็น 1 รุม 100 กราวิตี้ ไรเฟิลทั้งสองมือยิงสาดส่องไปทุกที่ๆเห็นตัวอีกฝ่าย เหยื่อที่คิดจะป้องกันด้วยโล่ต่างคิดผิดมหันต์ ลำแสงสีดำตัดผ่าโล่เป็นสองส่วนอย่างง่ายดาน แล้วหุ่นจะไปเหลืออะไรเล่า

“ไอ้เจ้าพวกบ้านี้มันเป็นตัวอะไรกันแน่ ยานเวอโก้ ยิงปืนใหญ่ลำแสงใส่มันซะ”

ยานรบลำนีงตามที่ ผบ.เรียกสั่ง ยิงลำแสงทำลายล้างใส่เป้าหมายทันทีโดยไม่สนในพวกเดียวกัน หุ่นเคราะห์ร้ายโดนลำแสงหายไปก่อนจะถึงตัวหุ่นปริศนาที่กำลังกวาดล้างอย่างเมามันไม่แม้แต่สนใจ

ลำแสงกระทบเป้าหมายอย่างจังแต่กลับไม่เป็นอย่างที่....คิด ลำแสงแตกกระจายออกจากเป้าอย่างรวดเร็วนับหลายสิบสาย ทำเอากลุ่มสหพันธ์โลกและ CAPE ที่สู้กันเดือดพล่านโดนลูกหลงดับหลายสิบเครื่อง แต่เป้าหมายกลับไท่เป็นอะไรเลยด้วยบาเรียสีเทาดำ “กราวิตี้ ฟิลล์”

“ยืนยัน...! สไตรเรย์กราวิเตเซอร์ เตรียมกำจัดเป้าหมาย” เสียงเล็กๆดังจากหุ่นเครื่องนั้นเองไม่ช้ามันก็ค่อยๆจางหายไป จนไม่เหลืออะไรเลย ต่อหน้า ACT ทั้งสองฝ่ายที่พยายามไล่ตามมา

“เห้ย! มันหายไปไหนแล้วละ ใครก็ได้ตอบด้วย”

“แย่แล้ว นี่มันระบบสเตล ตรวจจับหามันไม่ได้เลย”

ตูมๆๆๆ “เสียงอะไรระเบิดอีกฟะนั้น”

ต้นเสียงดังมาจากอีกฟากนึง ยานรบป้อมปืนใหญ่สีเทาผู้เคยยิงปืนใหญ่ลำแสงใส่เมื่อครู่ตอนนี้กำลังส่องสว่างวาปหลายสาย พร้อมลำแสงสีดำพุ่งออกมาหลายสายต่อหน้าทุกคน

“มันอยู่ทางนั้นเอง ตามมัน...ออ....!” นักบินสั่งการตาค้างโตเหลือบมองเห็นจอดับไป ไม่ช้าต้องกระตุกสั่นเทา เมื่อมองกลับมากลับไม่เหลืออะไรเลย นอกจากหัวตนที่ลอยคว้างไร้ลำตัว ทุกอย่างระเบิดสลายไปไปพร้อมกับยานรบลำดังกล่าวที่จบสิ้นแบบเดียวกัน



ทางด้านคีมิทัสและลูกทีมหน่วยฟอนคอน่า Mk2 ที่บุกทะลวงกองยานสหพันธ์เองกำลังเจอศึกแสนสาหัส เมื่อจู่ๆแขกมิได้รบเชิญสองตัวโผลออกมาป่วนอีกชั้น ACT สีเทาสไตรเรย์กราวิเตเซอร์ที่ไม่รู้ของหน่วยใครกลับไล่ยิงแบบไม่เลือกฝ่าย จน ACT อื่นซักระสับระส่ายไปตามๆกัน ฟอนคอน่า Mk2 ลำนึงโดนอีกฝ่ายโผล่เงียบจากด้านหลังผ่าเป็นสองซีกไปแล้ว

“บ้าเอ้ยเจ้าบ้า ทำไมต้องโผล่ออกมาเวลาหน้าเสียวหน้าขวานแบบนี่ด้วยวะ”

ฮาเวนที่พยายามบินตามหาหัวหน้าหน่วยรีบถอยหลบจากลำแสงสีดำหลายนัด กำลังจ้องตาเขม็นใส่สไตรเรย์กราวิเตเซอร์เครื่องหนึ่งที่มีการระเบิดเป็นฉากหลัง เหยื่อหลายเครื่องสังเวยให้กับมัน แต่มีใครบางคนหลุดเข้าไปหามันพร้อมกับพันธมิตรไม่แยกฝ่ายอีกกลุ่ม

“ฮาเวนมาเร็วเข้า ช่วยกันจัดการสไตรเรย์เครื่องนั้นแล้วไปช่วยพวกหัวหน้ากัน”

“อย่าทำบ้าๆ มิสเทียร์ เจ้านั้นอันตรายเกินไป! พวกเราควรถอยไปตั้งหลักด้านอื่นก่อน” ฮาเวนรีบคว้าหุ่นมิสเทียร์ไว้มองดูอีกฝ่ายกำลังหลบการโจมตีชุลมุล

มิสเทียร์หันมามองหน้าเค้าอย่างสงสัย คำตอบจากปากเธอทำเอาชายหนุ่มถึงกับช๊อก “นาย...ขี้ขลาดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน พึ่งยักจะรู้นะเนี่ย” เธอส่ายหน้าถอนหายใจ

 “เธอนั่นแหละที่บ้ามุทะลุขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะชั้นเคยเจอมันบนโลกมาแล้วถึงได้รู้ความน่ากลัวของมันดี มันทำให้ชั้นต้องหนีตายเกือบที้งชีวิตมาแล้วตอนทดสอบฟอนคอน่าเครื่องใหม่ การโจมตีปกติทำอะไรมันไม่ได้หรอก”

ตูมๆๆๆ เสียงระเบิดดังขึ้นอีกรอบ มิสเทียร์ส่องสายตามองไปที่ตรงใจกลางระเบิด เหล่าหุ่นรอบนอกต่างโห่ร้องที่กำจัดศัตรูตัวร้ายได้สำเร็จ จนฮาเวนโดนนักบินสาวเพื่อนสนิทแหย่กังวลเกินเหตุ

แต่ฮาเวนกลับไม่คิดว่ามันจบลงง่ายๆแบบนี้ ACT ระเบิดบ้าอะไรไม่มีซากหลังระเบิดหลงเหลือเลยเนี่ยนะ

ฉับ.... แล้วแล้วคำตอบก็ออกมา เมื่อแขนข้างนึงของหุ่นฟอนคอน่าเครื่องเพื่อนสาวเกิดไถลออกข้างๆทั้งที่ส่วนขายังอยู่นิ่ง เงาดาบด้านหลังจางหายไปพร้อมเสียเด็กสาว

“กริ๊ดดดด...!”

“เทียร์เลท....”


......................to be continue
[/b]
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
WingDam
Ace Pilot
****
กระทู้: 250


The real is dream! Or destiny?

Nam.ju@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #89 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2013, 12:52:33 PM »


หน่วยสไตรเรย์ที่ได้ออกไปต้านคู่ต่อสู้รูปร่างเหมือนสไตรเรย์ไว้ กลับสู้ได้อย่างยากลำบากมาก เพราะฝั่งนั้นมีความคล่องตัวสูงมากซ้ำร้ายด้านความเร็วมากกว่าสไตรเรย์มากนัก พวกไรนะแค่แทบจะหลบมัจจุราชให้พ้นก็เต็มกลืนเต็มที่แล้ว

 แต่ไรนะเองกลับสังเกตมาตลอดยิ่งสงสัยบางอย่างที่น่าข้องใจยิ่งกว่า

“นี่ทุกคน... ทั้งที่ความสามารถ ACT มันต่างกันมากขนาดนี้ แต่ทำไมพวกเธอถึงยังสามารถหลบการโจมตีของอีกฝ่ายได้ตลอดแทบทุกครั้งต่างหาก” เหมือนกับพวกเธอทั้งสามสามารถอ่านการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายออกได้ตลอด

“ก็เพราะพวกเราเก่งน่ะสิ.... พวกสไตรเรย์เก้ อย่าเอาแต่ล่องหนไปมาซิยะ” เรลี่ร้องตะโกนแข่งใส่สไตรเรย์กราวิเตเซอร์เครื่องนึงที่หายตัวแล้วโผล่ออกมายิงจากคนละฝั่งทำเอาเธอรำคาญพอตัว ส่วนเนียร์เองเริ่มเอะใจตามมองตาไรนะแล้วเช่นกัน

“ลักษณะสไตย์การเคลื่อนไหวแบบนี้ หรือว่านี่มัน.....!” เนียร์ที้งคำพูดหันมามองไรนะกับหุ่นเครื่องนั้นที่พุ่งเข้าหาอย่างเหงื่อตก แม้หน้ายังนิ่งไม่สื่ออารมณ์ แต่ไรนะกลับพยักหน้าเหมือนรู้ว่าเนียร์จะถามอะไรออกมา

“โอ้ยยย! อย่ามัวแต่คุยกันสิ ชั้นจะตายโหงอยู่แล้วนะ” ดาบเล่นสุดท้ายของเรลี่กระเด็นหายไปพร้อมดาบยาวกำลังผ่าลงกลางหัวหล่อน แต่ความเป็นยังเหนือกว่าความตาย เรลี่เร่งบูสเตอร์พุ่งเข้าชนไม่คิดชีวิตก่อนโดนกราวิตี้ฟลล์อีกฝ่ายดีดกระเด็น เลยรอดพ้นวิถีดาบกันหวุดหวิด

พยายามเข้าซ้ำเรลี่ที่เสียหายอีกครั้ง แต่บีมลันเซอร์กวาดผ่านหน้าจนต้องถอยเป็นละวิง ลำแสงบางส่วนเฉียดโดนกราวิตี้ฟิลล์เข้าเลยหักเหไปใส่กองยาน CAPE แนวหลังเต็มที่ถึงกับมีคนร้องโอดครวนมา มันจึงหันเข้ามาหาไรนะชึ่งๆหน้า เธอไม่ขยับแม้แต่น้อยจนจังหวะมันเข้ามาใกล้แค่สุดปลายแขน กลับปรากฏว่าวืดตัวไรนะที่หลบฉากข้างไป ช่องว่างที่ไรนะเปิดโอกาสให้เนียร์พุ่งเข้าฟากฟัดอีกฝ่ายไม่ให้รอพัก ถึงทุกครั้งจะติดกราวิตี้ฟิลแต่ ก็กระเด็นไปดามแรงฟันเช่นกัน เนียร์เห็นชัดว่าทุกดาบที่ลงตรงจุดเดิม จะฟันเข้าบาเรียได้ลึกขึ้นทุกครั้งแม้ยังไม่ถึงตัวอีกฝ่าย

ตูม.... กระสุนปืนหนักถูกซ้ำเข้าไป ณ จุดเดียวกันอย่างแม่นยำ เนียร์ที่หลบทันเห็นครั้งนี้ได้ผล กระสุนทะลุบาเรียจนสไตรเรย์กราวิเตเซอร์เสียหายอย่างชัดเจน แต่ด้วยเกราะภายในเองก็หนาไม่แพ้สไตรเรย์พาร์ทฟลูอามเมอร์ จึงยังกินอีกฝ่ายกันไม่ลง มันจึงเปลี่ยนมาใช้สเตลหายตัวไปทันที ไรนะเห็นดังนั้นรีบบินถอยหลังให้เร็วที่สุด

ปืนลันเซอร์กันของสไตรเรย์ลันเซอร์ถูกพับให้สั้นลง ไรนะแทบไม่คิดให้เสียเวลา รีบบินถอยสลับยิงกระสุนบาซูก้าไปตรงหน้าที่ว่างเปล่าทันที ตรงกลางหนึ่งชุด ด้านซ้ายหนึ่งชุด ด้านขวาหนึ่งชุด ด้านซ้ายอีกหนึ่งชุด ทั้งหมดล้วนไม่เกินอะไรขึ้น ไรนะยังไม่วางใจ และ....

ยิงตรงกลางอีกชุดนึง เป็นชุดสุดท้ายของเธอ.... และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ  เมื่อกระสุนพุ่งออกไปได้ไม่ถึงช่วงตัวก็ระเบิดกระจายซะอย่างนั้น ไรนะกระเด็นไปไกลแต่ยังน้อยกว่าตรงหน้า ที่ว่างเปล่าปรากฏร่างสไตรเรย์กราวิเตเซอร์ที่เยินด้วยกระสุนบาซูก้าแสกหน้าถึงสองนัด เกราะร้าวสะบัดสบอม

แต่ทางคนลั่นไกเองก็หยุดสะงักไปเช่นเดียวกัน ปืนสไตรลันเซอร์ลดละดับลงด้วยมือที่สั่นเทา ไรนะหันไปมองหน้าเนียร์ต้องเศร้าเมื่อเนียร์เองก็พยักหน้ายืนยันความคิดของเธอนั้นถูกต้อง นั่นมากพอให้ไรนะเปล่งน้ำเสียงสั่นเคืองแต่ก็ไม่สามารถหยุดคำพูดนั้นได้

“นี่มันไม่จริงใช่มั้ย....”

ด้วยท่าทางการต่อสู้สุดมุทะลุที่ดูคุ้นเคยทำให้เธอสามารถหลบรอดความตายได้หลายครั้ง ยิ่งการตอบโต้กลับของไรนะครั้งนี้ที่สามารถจับทางอีกฝ่ายได้ดี ยิ่งช่วยยืนยันความคิดทั้งหมดนั้น ทั้งที่เธอไม่อยากจะเชื่อและยอมรับฝันร้ายแบบนี้ น้ำตาเริ่มไหลรินจากใบหน้าอันสิ้นหวัง

“ช่วยตอบชั้นมาที... ว่ามันไม่จริง!”

 “ใช่มั้ย... คาเซะ!”

“เอ๋ๆๆๆๆๆ....!” เรลี่เองกลับเป็นคนสุดท้ายที่พึ่งรู้สึกตัวถึงกับร้องลั่นด้วยความงง เนียร์ยังหน้านิ่ง

ทุกอย่างเงียบลงไปชั่วขณะ ไม่มีฝ่ายใดขยับเคลื่อนไหวก่อน



“ยืนยันแอนเจิล 1  พร้อมกำจัดเป้าหมาย”

น้ำเสียงที่คุ้นเคยแต่กลับแข็งกระด้างอย่างไม่คุ้นเคย เสียงที่เย็นชาไร้ซึ่งจิตใจยิ่งกว่าหุ่นยนต์ออกมาจากดวงตาไร้ซึ่งประกาย แววตาที่ฉายภาพหุ่นทั้งสองตรงหน้าพร้อมสัญลักษณ์ Delete เสียงแกร๊งของท่อนแขนที่เรียวบาง แต่มันวาวด้วยสีเงินเหยียดคันบังคับพุ่งไปข้างหน้าเต็มแรง  พร้อมสไตรเรย์กราวิเตเซอร์สีเทาดำที่พุ่งดับเครื่องชนด้วยกราวิตี้ฟิลล์ทรงกลมคลุมรอบตัวแบบเต็มที่  

กรี๊ดดด.....! ไรนะไม่ทันตั้งตัวเอากันลันเซอร์การ์ทรับการพุ่งชนของคาเซะ แรงดีดจากทำให้ไรนะเจ็บปวดแสนสาหัสก่อนหุ่นของเธอจะกระเด็นไปไกลนับร้อยเมตร เงาดำทรงกลมหันไปหาเรลี่กับเนียร์ต่อ ทั้งสองพยายามโต้ตอบด้วยมิสซาย แต่หากไร้ผลเมื่ออยู่ต่อหน้ากราวิตี้ฟิลล์ ไม่มีทางเลือกต้องรีบพุ่งเหลาหลบสไตรเรย์กราวิเตเซอร์กันอย่างฉิวเฉียด เพราะรู้ดีว่าคาเซะต้องพุ่งเข้ามาตรงๆเท่านั้น

และดูเหมือนเจ้าตัวเองจะเริ่มรู้ตัวดีแล้วด้วย....

“แอนเจิล 1  Reset ระบบใหม่ทั้งหมด ทำการวิเคราะห์ข้อมูลและเปลี่ยนแปลงรูปแบบพื้นฐานใหม่ Down Load ข้อมูล 50%.... 100%...  Instal เรียบร้อย....”  

สิ้นเสียงจักรกลสาว หุ่นของเธอเปลี่ยนร่างกลายเป็นยานบินเกราะหนัก หนึ่งในรูปแบบพื้นฐานของสไตรเรย์ทันที ความเร็วนั้นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจนมองตามไม่ทัน มันเริ่มบินวนรอบพวกไรนะเป็นวงกลมไม่ยอมให้ตั้งตัวได้ทัน อาวุธที่สาดเข้าใส่มันกับไม่สามารถทำอะไรมันได้เพราะหลบได้แทบทั้งหมด ช่องมิสซายของมันถูกเปิดออก แต่สิ่งที่ยิงออกมาไม่ใช่มิสซาย

ซูมๆๆๆๆ ลำแสงสีแดงดำมากกว่ายี่สิบพุ่งออกมาแทนที่ ทุกเส้นต่างเลี้ยวโค้งเข้าหาสไตรเรย์อีกสามเครื่องราวกับงูร้ายที่มีชีวิต ไรนะที่ตั้งตัวได้แล้วพยายามบินเข้าหาคาเซะก่อนจนโดนลลำแสงกว่าสิบเส้นเข้าอีกครั้ง เรลี่กับเนียร์พยายามบินหลบอย่างอยากลำบากยิ่งกว่าพวกมิสซายลันเซอร์ เพราะแม้จะหลบพ้นแล้วแต่ลำแสงก็ยังย้อนกลับมาติดตามตัวอีกช่วยระยะเวลานึงจึงจะหมดฤกษิ์ จนทั้งสองโดนเข้าไปบางเส้น

แต่ทั้งสองไม่มีโอกาสได้พัก เมื่อบินโฉบผ่านหน้าไปแบบไม่รู้ตัว และอีกไม่กี่วินาทีด้านหน้าก็เต็มไปด้วยลำแสงเส้นเล็กๆแบบเดียวกันอีกกว่าสามสิบเส้นปรูพรมเข้ามา

ตูมๆๆๆๆ....  

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ”

เสียงหนึ่งยังไม่ยอมแพ้ ไรนะลากสังขารหุ่นสไตรเรย์ที่สะบัดสะบอมออกมาไล่ยิงคาเซะไม่ลดละ หุ่นของเธอไม่ได้เสียหายมากมายอย่างที่คิดเพราะลำแสงนำวิถีที่โดนเข้าไปไม่ได้รุนแรงไปกว่ามิสซายขนาดเล็กเท่าไหร่ แต่ถ้าเธอไม่ใช้อาวุธที่ถือเป็นโล่ไว้อาจขยับแขนขาหุ่นไม่ไหวอย่างตอนนี้แน่

เพียงแต่ตอนนี้ไรนะกลับยิงเข้าเป้าน้อยมาก เพราะสไตล์การต่อสู้ของสไตรเรย์กราวิเตเซอร์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เอาแต่หลบฉากถอยหลังทุกครั้งไป แถมบางครั้งที่โดนยังไม่ได้ผลเพราะติดบาเรียนรกนั่นอีก แม้จะพยายามเข้าไกล้ตัวเธอก็ถูกเว้นระยะช่องว่างไม่เคยประชิดถึงตัวได้เลย จนอีกฝ่ายแทบไม่ใช่คาเซะที่เธอรู้จักอีกแล้ว จนน้ำตาเริ่มเล็ดออกจากลูกตาทั้งสองจองเธอ

“นี่เธอจำพวกเราไม่ได้เลยจริงๆเหรอ คาเซะ” ไรนะตัดสินใจตวาดเตือนสติคาเซะอีกครั้ง พร้อมมิสซายทั่วทั้งตัวถูกปลดพุ่งเข้าหาคาเซะพร้อมความหวังสุดท้ายอันริบรี่

........

“กำจัดเป้าหมาย” นี่เป็นเพียงคำตอบเดียวที่แอนรอยล์สาวผู้นี่รู้จัก พร้อมลำแสงนำวิถีแดงดำจำนวนมากเทียบเท่ามิสซาย ทั้งหมดเข้าประทะกันใจกลางทั้งคู่ กลายเป็นเสียงกึ่งก้องกัมปนาจอีกครั้งกลางอวกาศ

“ทำมายยยยย.....”

บึมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ.....

เสียงระเบิดดังถี่ยิบรัวยิ่งกว่ากลอง แต่เสียงที่ว่าไม่ได้มาจากแค่ทางไรนะเท่านั้น ด้านหลังของไรนะเอง ยานคาเทเรียกำลังรายล้อมด้วยเสียงระเบิดรัวเร็วไม่แพ้กัน หุ่น ACT ประจำยานต่างค่อยๆถูกทำลายไปพร้อม ACT ฝ่าย CAPE ที่กรูกันเข้ามามากกว่ายี่สิบเครื่อง ยานคาเทเรียที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เร็วพอกลายเป็นเป้าขนาดใหญ่ให้โดนรุมทันที ที่เลวร้ายยิ่งกว่าตอนนี้กองกำลังหลักต่างมุ่งตรงมาที่ยานคาเทเรียนี้เสียแทน

“ทนได้ดีกว่าที่คิด เทพีสีแดงคาเทเรีย...! ที่ผ่านมาทำไว้แสบมากนักนะ เจ้ายานสีแดงนั่น ต้องเป็นเรือธงของพวกกองทัพโลกแน่....” ผบ.ไฮโร ไฮมิคอบ  ผู้นำจอมทะเยอทะยานกองทัพ CAPE ที่เคยหวาดกลัวสุดขีดคราวถูกยานคาเทเรียลอบโจมตีเกือบถึงฆาตร บัดนี้กลับสามารถยิ้มเยะอย่างมีชัย แม้จะมีกลุ่ม ACT ไม่ทราบฝ่ายโผล่ออกมาโจมตีไม่เลือกหน้าอยู่กลางสนามรบ จนฝ่ายตนถูกทำลายไปไม่น้อยบุคคลผู้นี้ก็มิเคยสนใจ นอกจากเป้าหมายสั่งการเท่านั้น “กองทัพหลักทุกหน่วยบดขยี้ยานรบลำนั้นให้ได้”

ครื่นๆๆ.... สะพานเดินเรือยานคาเทเรียสั่นไหวอีกหลายระลอกพร้อมการโจมตีจากสไตรเรย์กราวีตี้อีกเครื่องที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลนัก ยังคอยดักเล่นงานตอดยานคาเทเรียโดยที่ไม่สามารถโต้ตอบได้เลย เพราะไม่เห็นตัวมันนี้แหละ

ไม่มีใครรู้ว่าความจริงแล้วเป็นผลจากบาเรียกราวีตี้ฟิลล์เช่นกัน แต่เมื่อมันปล่อยพลังงานให้เป็นแรงผลักออกอันเบาบางลงจนแทบใส ทำให้เกิดสนามความหนาแน่นสูงเบี่ยงเบนแสงผ่านเลยไปหมด จนเหมือนกับล่อนหนแบบระบบสเตลได้ และหักแหคลื่นสัญญาณทุกชนิดจนไม่สามารถตรวจจับได้ (ทำให้นักบินไม่สามารถใช้ระบบสื่อสารกับภายนอกได้เช่นกัน...) เพียงแต่ฟิลล์รูปแบบนี้จะบางมากจนป้องกันอะไรไม่ได้เลย และแตกทันทีเมื่อโดนสัมผัสจากภายนอก เช่นที่ไรนะโจมตีใส่เครื่องของคาเซะจนเกราะเสียหาย

“กราบซ้ายยานเสียหายหนัก ป้อมปืนลำแสงเหลือใช้การได้แค่สองป้อม ความเสียหายรวมของยานมากกว่า 40% แล้ว”

“ACT ฝ่ายเราที่สู้ได้เหลือเพียงสิบห้าเครื่อง สไตรเรย์อีกเจ็ดเครื่อง ฝ่ายข้าศึกกว่าสามสิบตอนนี้เหลือเพียงแค่สองเครื่อง กัปตันแย่แล้วคะ ตรงหน้ามีกองยานกับ ACT กำลังมุ่งตรงมาทางนี้.... เก้าสิบเครื่อง และจะถึงในอีกสิบนาทีแล้ว ทำยังไงดี....”

ไม่มีทางชนะ....! ความคิดนี้ผุดขึ้นมาทันทีในหัวของทุกคนในที่นี่ เหล่าโอเปอเรเตอร์ต่างคอตกอย่างละอ่อนใจไม่ก็กำลังเสียน้ำตาล่วงหน้างานศพตัวเอง โอเปอเรเตอร์สายังมองตาค้างกับจอมอนิเตอร์ทั้งที่กำลังรายงานอยู่ แม้แต่กัปตันทั้งสองที่แม้จะหดหู่ไม่แพ้กันแต่ยังต้องปั้นหน้าแข็งใจ

 “เซลเดอร์ รายงานสถาณการณ์ทางด้านนั้นมา...”

“ร้อนโว้ย.....! ทางนี้พยายามเต็มที่แล้วแต่ตอนนี้ควบคุมความเสถียรเครื่องยนต์หลักที่เสียหายไม่ไหวแล้ว ความร้อนในเตาพลังงานโอเวอร์เรลเริ่มสูงขึ้นแล้ว พวกเราคงถ่วงเวลาได้อีกไม่เกินชั่วโมงเท่านั้นแหละ รีบทำอะไรซะอย่างเถอะ...”

เซลเดอร์หัวหน้านายช่างประจำยานในสภาพร้อนตับแตกกับฉากหลังที่กลายเป็นเหล็กแดงไปเสียแล้ว ยิ่งทำให้โทโมโกะต้องหวั่นใจ กัปตันเองกำลังซีเรียส ทันใดนั้น บางอย่างก็เข้ามาขัดจังหวะพอดิบพอดี

รองกัปตันโทโมโกะคิ้วขมวด เพราะการติดต่อที่คาดไม่ถึงเข้ามาที่นี่พอดี หน้าจอแสดงใบหน้าของผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสหพันธ์โลกอีกครั้ง ผบ.กีฟรอส

“กัปตันวิสเบิร์ท นี่คุณคงต้องการความช่วยเหลือสินะ ตอนนี้ผมเข้าใจว่าสถานการณ์ของกองทัพที่นั้นกำลังเสียเปรียบอย่างมาก ฝ่ายเราสูญเสียกำลังรบไปมากแล้วในตอนนี้เมื่อเทียบกับอีกฝ่าย หากเป็นแบบนี้ต่อไปคงต้องพ่ายแพ้เป็นแน่”

“ท่านอยากจะพูดอะไรรึคะ....” รองกัปตันโทโมโกะไม่วายโดนกัปตันสั่งห้ามซะก่อน แววตาเธอนั้นช่างไม่ไว้วางใจคนในจอนี้เลย เพราะตอนนี้เธอจับพิรุดบางอย่างจากคนๆนี้จนแอบด่าในใจ –ใครที่ไหนไปขอร้องแกกันฟะ!-

“ถ้ายานลำนั้นมีเตาพลังงานที่กำลังสูงถึง  10000 GV จะเกิดการระเบิดในวงกว้างมากกว่า 10 กิโลโมตร ในทางทฤษฎี ถ้าทำให้ระเบิดใจกลางวงศัตรูได้จะสร้างความเสียหายให้ศัตรูไดมากกว่าครึ่ง แผนการนี้มีเพียงยานของพวกคุณเท่านั้นที่กำลังเครื่องสูงพอสามารถทำได้ ผมขอมอบภารกิจนี้ให้กับกองยานที่ 00 คาเทเรียจัดการ และจะเป็นเกียรติแก่ชาวโลกทั้งหลายต่อไป ฝากด้วยละ....”

ตุบ..... สัญญาณหายไปพร้อมเสียงทุบกำปั้นดังลั่นของโทโมโกะ เธอกำลังเลือดขึ้นหน้าเมื่อเจอคำสั่งที่ไม่เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์เลย ไม่ว่าฟังอย่างไรโทโมโกะก็ตีใจความแบบสั้งได้ว่า –ขอให้ไปตายซะ- สิ่งที่ทำให้ตัวเธอเกลียดพวกทหารที่ไร้หัวใจ เธออดไม่ได้ที่จำชำเลืองมองสีหน้าที่หวาดผวาของโอเปอเรเตอร์ทุกคนอย่างปวดใจ

เหตุการณ์ฝันร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับโทโมโกะครั้งในอดีต กำลังจะเกิดซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง ที่นี่ เวลานี้....

“สถานการณ์กลับเลวร้ายถึงที่สุด.... เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆสินะ...”

ท่ามกลางความเงียบสลด คำพูดที่ไม่ต้องการคำตอบกลับดังขึ้นทำเอารองกัปตันสาวรู้สึกตัวทุกคนในสะพานเดินเรือหันมามองเป็นทางเดียวกันหมด “หมายความว่าอย่างไรกันคะ/ครับ กัปตัน”

แต่กัปตันกลับไม่พูดอะไรมากความ เค้าแค่ติดต่อเซลเดอร์เกี่ยวกับอะไรบางอย่าง ก่อนหันมาใช้ช่องส่งสัญญาณรวมของยาน แล้วประกาศก้องออกมา

“ผมกัปตันยานคาเทเรีย อีกไม่นานยานคาเทเรียจะต้องปะทะกับศัตรูจำนวนมากโดยที่พวกเราไม่มีกำลังเหลือพอจะต่อสู้ต่อไปได้ แต่เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสได้กลับไปที่โลกอีกครั้ง ขอให้เชื่อในคำสั้งของผมด้วย.... ยานคาเทเรียจะเคลื่อนที่เข้าหาอีกฝ่ายและใช้แผนการกำจัดศัตรูด้วยการระเบิดตัวเอง จึงขอให้ลูกเรือในยานคาเทเรียทุกคนรีบสละยานทันที.... ขอย้ำอีกครั้ง...ฯลฯ”

“เอาจริงหรือครับ/คะ กัปตัน....” เสียงเอะอะดังขึ้นไม่ใช่แค่สะพานเดินเรือ แต่เป็นทั่วทั้งยานคาเทเรีย

“เรื่องยานชั้นจะเป็นคนขับเอง เธอช่วยดูแลประสานการลี้ภัยลูกเรือในยานให้ที ไม่มีเวลาแล้ว.... โทโมโกะ!” กัปตันวิสเบิร์สรีบสั่งพร้อมคว้าพวงมาลัยยานแทนที่นักบินที่เตรียมหลบหนีจนรองกัปตันสาวหลุดปากรีบแย้ง “แต่ว่า อาจารย์”

“ว่ายังไงนะ....” เรลี่ที่ยังรอดแบบงงๆ ทั้งตัวสะบัดสะบอมพอๆกับสไตรเรย์ที่ขับ เพราะเมื่อกี้เซลเดอร์พึ่งรีบติดต่อเข้ามาสดๆหลังจากประกาศสละยานนั่นแหละ ไม่มีอะไรมากก็แค่ภารกิจใหม่คอยคุ้มกันยานลี้ภัยของลูกเรือจนว่าจะปลอดภัย “แค่นี้ก็จะตายอยู่แล้ว....” ก่อนจะสนใจสะเหตุที่ทำให้หล่อนรอดมาได้

ดาบเหล็กสองเล่มถูกแยกจากสภาพประกบเป็นดาบสองง้ามก่อนเก็บลงในปีกอย่างรวดเร็ว เมื่อครู่นี้เนียร์เกิดความคิดชั่ววูบ เอามันออกมาหมุนควงแทนโลคอยปัดป้องลำแสงเลี้ยวได้จนหมด โชคดีที่ดาบของสไตรเรย์รุ่นปกติก็ยังแข็งแรงพอรับลำแสงที่แรงไกล้เคียงปืนกลได้ เลยกอดคอกันรอดเช่นนี้ เนียร์ทำท่ารีร้อนตัดบท  “อย่าบ่นมากเลยน่า ตอนนี้รีบไปช่วยไรนะกันก่อนเถอะ เธอเองก็กำลังแย่แล้ว”

“คาเซะ” ไรนะ

ซูมมมม.... เส้นลำแสงทั้งหมดทะลุควันระเบิดออกมาครบจำนวน มีเพียงมิสซายของเธอเท่านั้นที่ถูกทำลายจะระเบิดกระจาย ฝ่ายเดียว

“.........” ตอนนี้ไรนะที่ไร้ซึ่งการป้องกันได้แต่เหม่อมองความตายยี่สิบเส้นเข้ามาด้วยจิตใจที่แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ถ้าถูกโจมตีไปทั้งสภาพแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยไม่รอด....

“ขอให้ทันทีเถอะ” เรลี่กับเนียร์พยายามรีบเข้ามาช่วยเต็มที่ แต่ระยะเหมือนเล่นตลก บินเข้าไปหาเท่าไหร่ก็ยังไปไม่ถึงตัวไรนะเสียที “ไรนะ....ม่ายยย!”

ตูมมมมม.....!

“ไรนะ....”

ทั้งสองเข้าไปช่วยไว้ไม่ทัน

แต่เป็นโล่สีขาวแดงที่โดนเข้าไปเต็มๆ แต่ก็มีอย่างมากแค่รอยขีดข่วน โล่นั้นทะลุพุ่งความเร็วสูงเข้ามาพร้อมเงาสไตรเรย์แทน สไตรเรย์เครื่องนั้นคว้ามีดสั้นลำแสงจากปีกเอวออกมา และก็คว้างใส่ทันที ใบมีดหมุนควงชนกับกราวีตี้ฟิลล์อย่างไร้ผล สไตรเรย์กราวิเตเซอร์คาเซะกำลังยิงกราวีตี้ไรเฟิล แต่บางอย่างผิดปกติ ระยะคลาดเคลื่อนจนเล็งยิงพลาด

แต่เป็นเพราะถูกใช้โล่นั้นฟาดเข้าใส่อย่างแรงจนกระเด็นออกไป โล่พิเศษของสไตรเรย์กลับฟันทะลุเข้าเกือบครึ่งฟิลล์ ด้วยพลังประชิดสูงมาก

หากแต่นั้น ไม่ใช่ไรนะ....

เพราะหุ่นของเธอยังอยู่ที่เดิม ในสภาพที่ไม่บุบสลายไปก่อนเพราะได้โล่ที่กางพลังงานสีแดงไว้นั่นช่วยพอดี และคนที่ช่วยนั้นก็บินผ่านพวกเรลี่ไปจนเห็นชัดเจน พวกเธอรู้จักหุ่นเครื่องลักษณี้เป็นอย่างดี

 “มิว...”

เรลี่กับไรนะร้องรับการกลับมาของเธอด้วยความยินดี เนียร์ยังแอบยิ้มทั้งหน้าตายได้เมื่อเห็นเธอ หุ่นรุ่นที่สองของสไตรเรย์เช่นเดียวกับไรนะ ACT เครื่องสีขาวที่มีลายแถบแดงสลับอยู่ให้ทั่วทั้งตัว รูปทรงเพียวคล่องตัวกว่ารุ่นของไรนะ เต็มไปด้วยอาวุธประชิดประเภทดาบลำแสง พร้อมโล่ขนาดใหญ่ที่กันลำแสงเลี้ยวเบนได้ทั้งหมด กำลังเปร่งแสงสีแดงจากโล่บาเรียพลังงานกระจายรอบโล่อีกชั้นนึง สไตรเรย์คอมเพรสเซอร์

และมิวกำลังพบเจอกับ ACT อีกเครื่องซึ่งกำลังแอบลอกเล่นงานเรลี่กับเนียร์ด้านหลังพวกเธอพอดี

“หลีกไปเดี๋ยวนี้....”

สไตรเรย์กราวิเตเซอร์เครื่องที่ทำร้ายยานคาเทเรีย พุ่งเข้าหมายเสียบดาบที่แหวกกับกราวีตี้ฟิลล์ จนกลายเป็นหอกดับเครื่องชน ทุกสิ่งที่ขวางหน้าต้องแหลกเป็นจุล มันเข้าใส่หุ่นสไตรเรย์สีขาวแดงเครื่องใหม่

เปรี้ยงงง....! เสียงปะทะเกิดขึ้น ชั่วพริบตามีดสั้นที่อาบแสงคมสีแดงเล่มหนึ่งปลิวกระเด็นหายไป แขนขวาที่เคยถือมีดเล่มนั้นถึงกับบิดกระซากไปด้านหลัง สไตรเรย์เจ้าของดาบสู้พลังอันรุนแรงไม่ได้ และกำลังจะถูกอีกฝ่ายเสียบทะลวงในอีกพียงแค่ สาม สอง หนึ่งวินาที ก่อนที่จะสัมผัสกับ....

กึก! เรื่องไม่น่าเชื่อกลับเกิดขึ้น ดาบเล่มใหญ่โตของสไตรเรย์กราวิเตเซอร์เป็นฝ่ายหลุดหายไปจากมือแทน นักบินถึงกลับสะงักจนสับสนเพียงชั่วครู่ และนั่นมากพอที่จะวิเคราะห์พบสาเหตุ เมื่อตรงหน้าคือ ส่วนปลายแหลมของโล่พลังงานอันเข้มข้น ราวหอกลำแสงเล่นยักษ์ กำลังปักจมลึกคาบาเรียกราวืตี้ฟิลล์อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

หากนั่นเป็นโล่สีขาวแดงที่สไตรเรย์พุ่งสวนกลับมาอย่างรุงแรงและมั่นคง ยิ่งการปะทะด้วยมีดลำแสงในจังหวะแรกทำให้เกิดแรงเหวี่ยงของลำตัว ยืมแรงศัตรูในการโต้กลับ ยิ่งเสริมโล่ให้ซัดแรงมากขึ้นจนเหนือกว่าอีกฝ่าย

ย๊ายยยยย.....! แค่นั้นไม่เพียงพอ มิวเร่งเครื่องขับดันพุ่งเข้าใส่มันสุดกำลัง สไตรเรย์กราวิเตเซอร์โดนดันถอยหลังอย่างรวดเร็วทั้งที่ทั้งโล่ลำแสงที่งเสียบคาอยู่ ด้วยความเร็วมากขึ้น โล่ยิ่งเสียบทะลุกราวีตี้ฟิลล์เป็นประกายจมลึกมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะถูกบาเรียนั่นต้านไว้ และมิวไม่ยอมแพ้ต่อบาเรียที่มาขวางทางเธอ

- Shield Tackle- ไพ่ตายสุดท้าย บูสเตอร์ด้านท้ายโล่จุดระเบิดสูงสุด โล่ที่พยายามพุ่งทะลวงไปด้านหน้ายิ่งเพิ่มควารเร็วขึ้นทวีคูณ ประกายแสงสุดท้ายปรากฏพร้อมการวิตี้ฟิลล์ที่แข็งแกร่งที่สุดแตกเป็นเสี่ยงๆ ปลายโล่ทะลุส่วนลำตัวที่เป็นเกราะชั้นหนาของสไตรเรย์กราวิเตเซอร์ “เเอนเจิล 7 ภารกิจ.....ล้มเหลว.....” น้ำเสียงสาวๆแฝงความเป็นจักรกลขาดหาย พร้อมนักบินที่หายไปกับแสงการระเบิดสีแดงม่วงเป็นฉากหลัง ต่อหน้าทุกคน แม้แต่สไตรเรย์กราวิเตเซอร์ของคาเซะที่ยังเหลืออีกเครื่อง

“เจ๋งมากเลยมิว สุดยอดๆ” เรลี่ชิงกระโดดโลดเต้นไปมาพร้อมหุ่นอย่างไม่อายใครจนเนียร์ต้องฟาดแก้บ้าซะหน่อย

“ทุกคน....”

มิวได้เห็นหน้าพรรคพวกอีกครั้ง ได้เห็นทั้งความรู้สึกดีใจของเรลี่ ความไม่สบายใจที่ซ่อนใต้ใบหน้าเรียบเฉยของเนียร์ หรือแม้แต่ความกังวลใจของไรนะ ของเพื่อนร่วมทีมที่ขาดเธอในฐานะหัวหน้าทีม มิวเองเริ่มรู้สึกผิดกับความเอาแต่ใจที่ผ่านมาจนทุกคนต้องลำบากแบบนี้ แต่ทว่า....

ว๊าป... ก่อนที่ความสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความสงสัยของพวกเนียร์ มิวสัมผัสถึงความรู้สึกที่น่ารังเกียจนั้นได้อีกครั้ง มันมากพอทำให้มิวโกรธเกรี้ยวได้ทันที เธอมั่นใจว่าเจ้านั้นต้องอยู่แถวๆนี้แน่ และต้องตามหามันให้เจอให้ได้

ส่งสายตามองผ่านทุกคน แววตาดูเศร้าหมอง

“ขอโทษด้วยนะทุกคน ขอฝากตรงนี้ด้วยละ” ไม่แม้แต่จะเหลียวหลัง มิวตัดสินใจรีบขับ ACT บินหนีไปหาเป้าหมายทันที ทิ้งทุกคนเอาไว้ที่นี่...อีกครั้ง โดยไม่มีใครรั้งตัวได้ทัน

“มิว.....”

......................to be continue
[/b]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2013, 12:58:30 PM โดย WingDam » บันทึกการเข้า

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 1+1 ก็ยังคง = 1+1 = 1+1 =1+1 = .........
   
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: