หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: -Sign Of Star- [Beginning]  (อ่าน 2324 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2269


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 02, 2012, 09:34:23 PM »

*คำแนะนำ
-กระทู้นี้เป็นกระทู้ฟิกน่ะครับจะคอมเมนทร์ให้ไปที่กระทู้สมัครหรือกระทู้นี้
-ฟิกชั่นเรื่องนี้จะแบ่งเนื้อหาออกเป็นภาคๆซึ่งจะเป็นเนื้อหาชีวิตในโรงเรียนและสืบหาต้นตอหรือที่มาของชะตากรรมแน่นอนว่านี้เป็นงานช้างอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยเขียน เลยตั้งใจว่าจะจัดเต็ม ขอฝากเนื้่อฝากตัวด้วยน่ะครับ

-----------------------

...นับตั้งแต่อดีตกาล สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่มากับมวลมนุษย์ก็คือเรื่องเล่าและตำนาน ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเล่าสอนใจแบบนิทาน เป็นเรื่องราวการผจญภัยของนักรบผู้กล้าหาญไปจนถึงบันทึกประวัติศาสตร์สมัยอดีตโบราณที่มีบันทึกเรียบเรียงตกทอดมาถึงปัจจุบัน หากเราลองเอาเรื่องราวเล่านั้นเปรียบเป็นดวงดาวที่อยู่บนฟ้าก็จะพบว่าดวงดาวมีมากมายอยู่นับไม่ถ้วน เฉกเช่นเรื่องราวเหล่านั้นที่มีมากมายจนสามารถเอามาวางเรียงตัวกันเป็นทะเลดวงดาวบนฝากฟ้าได้อย่างสวยงาม

ในบรรดาเรื่องราวเหล่านั้นเองก็มีเรื่องราวที่ส่องประกายเจิดจรัสสว่างไสวไปทั่วฟ้า แต่ก็มีเรื่องราวอับแสงที่ไม่สามารถเปล่งประกายออกมาอวดโฉมได้จนต้องกลืนหายไปกับฟ้ามืดในยามราตรี การหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนการเจิดจรัสของดวงดาวเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงเวลาที่เดินผ่านไปและการจบสิ้นลงของสิ่งที่ล่วงผ่านมาแต่ก็แสดงให้เห็นถึงการเกิดใหม่ของเรื่องเล่าและตำนานใหม่ๆเฉกเช่นเดียวกัน

ดวงดาวที่อยู่บนฝากฟ้านั้นมีความพิเศษที่น่าสนใจอย่างยิ่งยวดอยู่อย่างหนึ่ง นั้นคือหากมีดาวที่เจิดจรัสแสงพอๆกันอยู่ใกล้ๆกัน มนุษย์เรามักจะนึกมโนภาพเชื่อมต่อดวงดาวเหล่านั้นเข้าไว้ด้วยกันและเรียกมันว่ากลุ่มดาว ซึ่งในบรรดาเรื่องเล่าและตำนานต่างๆเหล่านั้นเองต่างก็มีเรื่องเล่าหรือตำนานที่มีความเชื่อมโยงกันเล็กๆน้อยๆหรือบางทีอาจจะคาบเกี่ยวเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าแปลกประหลาดอยู่ก็เป็นได้

แต่ทั้งสามย่อหน้าที่พึ่งพูดไปก็เป็นแค่การบรรยายอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่องราวนี้สักเท่าไร แต่ถ้าไม่มีการเกริ่นนำเลยก็ออกจะเสียอรรถรสแต่ถ้าจะให้เกริ่นนำแบบเล่าที่มาที่ไปเลยมันก็ใช่ทีเพราะว่าบทนำแบบเล่าที่มาที่ไปน่ะมันอยู่ด้านล่างนี้ต่างหาก

-----------------------

"(สุดยอด สุดยอด สุดยอดไปเลย!)" ทั้งๆที่คิดอยู่ในหัวว่าสุดยอดขนาดนี้แต่เด็กหนุ่มผมดำนัตย์ตาสีเขียวหน้าตาบ้านๆทั่วๆไปคนนี้กลับเอ่ยอะไรออกมาไม่ได้แฮะ ไม่ใช่เพราะว่ามีอะไรขัดใจเขาจนทำให้พูดไม่สะดวกหรืออยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่พูดอะไรออกมาไม่ได้ ความจริงก็คือ...

เขาเหนื่อยจนพูดไม่ออกต่างหาก... ก็จะไม่เหนื่อยได้ยังไงกันลองนึกภาพเด็กหนุ่มสูงราวๆ170ต้นๆน้ำหนักตัวไม่มากแถมรูปร่างก็ค่อนข้างผอมกำลังแบกสัมภาระที่ใหญ่เกินตัว ถึงที่เขาแบกอยู่จะเป็นกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบเดียวก็เถอะแต่มันก็ถูกยัดของใส่จนล้นปริและพูนจนเต็ม ชนิดที่ว่ากระเป๋าขนาดใหญ่ทั่วๆไปขยายขนาดขึ้นกว่าเดิมถึงสามสี่เท่า จากสัมภาระที่เกินล้นออกมานอกกระเป๋าก็พอจะเดาได้ว่าไอ้ที่อยู่ข้างในนั้นมีแต่ของใช้ส่วนตัวทั้งนั้น และดูเหมือนจะมีเครื่องครัวเช่นหม้อกับกระทะด้วย

"เป็นไงล่ะยอดไหม เจเนซิสคุง? ทางเดินเข้าโรงเรียนแห่งนี้น่ะเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนเป็นที่กล่าวขานอย่างหนึ่งเลยน่ะ~"หญิงสาวรูปร่างสูงในเสื้อยืดสีขาวสบายๆตัวพร้อมด้วยกระโปรงยาวสีม่วงเข้มเหมือนผลอองุ่้น หมุนตัวหันกลับมาคุยกับเด็กหนุ่มผมดำตาสีเขียวที่มีชื่อว่า"เจเนซิส อาร์คไอร์ม"ผมสีเหลืองสั้นของเธอสะบัดไปมานิดๆตามแรงหมุน ถึงคนเขียนจะโฟกัสไปที่ผมของเธอเพื่อที่จะบรรยายสีผมของเธอให้คนอ่านฟังก็เถอะแต่สิ่งที่เจเนซิสคุงโฟกัสจ้องมองนั้นเป็นอย่างอื่นที่สะบัดซึ่งไม่ใช่ผมมันคือภูเขามหัศจรรย์ลึกลับที่เหล่าชายหนุ่มถวินหาสองลูกบริเวณกึ่งกลางลำตัวของหญิงสาวนั้นเอง

"อะ....อะ.....อาจารย์อาคิเอลโนบราเหรอครับ!?"หลังจากเหนื่อยหอบอยู่นานเจเนซิสก็รวบรวมพลังพูดประโยคแรกออกมาจนได้แต่อนิจา...ทำไมคำพูดที่ออกมาจากปากถึงเป็นคำที่มีเนื้อหาบัดสีลามกเช่นนั้นเล่า?

"หืม...ไม่มีไซส์พอใส่นิ แต่ตาดีเหมือนกันน่ะจ๊ะเป็นเพราะพลังของ"หมาป่า"รึเปล่า?"แทนที่หญิงสาวผมสีเหลืองหรืออาจารย์"อาคิเอล เบรุส"จะโกรธหรือโมโหที่เธอโดนเจเนซิสลวนลามทางสายตาหรือคุกคามทางเพศอะไรทำนองนั้น แต่เธอกลับยิ้มแล้วสนทนาสวนกลับไปราวกับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร หรือเธอไม่คิดมากกันแน่น่ะ ที่สำคัญประโยคชวนน่าสงสัยให้คียเวิร์ดอย่างหมาป่านั้นมันคืออะไรกันล่ะ?

"ไม่โกรธเหรอครับ?"เจเนซิสเอ่ยถามอย่างเคลือบแคลง ปกติแล้วคนที่คะนองปากพูดลามปามแบบนี้ถ้าไม่โดนว่าตอกกลับมาก็ต้องโดนตบดับดิ้นไปแล้ว

"ไม่หรอกจ๊ะโดนล้่อโดนแซวอยู่บ่อยๆจนชินแล้วล่ะ ถึงจะโนบราแต่ก็ไม่ได้โป๊ซะหน่อยนิน่าประเทศทางตะวันออกน่ะมีบ่อน้ำร้อนให้ชายหญิงลงไปแช่ด้วยกันได้ทั้งๆที่ไม่ใช่คู่แต่งงาน ครูคิดว่าแบบนั้นลามกกว่าโนบราซะอีก อีกอย่างคนจะเป็นอาจารย์ต้องสนิทกับนักเรียนจนเหมือนเพื่อนไม่ใช่เหรอจ๊ะ? เพราะงั้นครูเลยไม่คิดจะมาด่ามาว่าเพราะเรื่องแค่นี้หรอก"อาจารย์ฺอาคิเอลยิ้มพร้อมกับตอบกลับเจเนซิส นี้คงเป็นนิยามอาจารย์ในความคิดของเธอแน่ๆ อาจารย์ที่สนิทกับนักเรียนจนเหมือนเพื่อน...

"เห...ดีจังเลยน่ะครับเนี่ย จะว่าไปแล้วสมัยนี้นักเรียนก็ชอบอาจารย์ที่เหมือนเพื่อนมากกว่าอาจารย์ที่เข้มงวดนิเนอะ"เจเนซิสยิ้มพร้อมกับพูดออกมา จะว่าไปแล้วในยุคที่สิ่งอำนวยความสะดวกเกิดขึ้นมากมายแบบนี้ดูเหมือนพฤติกรรมของเหล่าเยาวชนเองก็จะเริ่มเหลวลงเรื่อยๆไม่รู้เพราะวิถีชีวิตที่ไม่ลำบากยากเย็นอะไรเหมือนเมื่อก่อนรึเปล่า...แต่เรื่องนั้นน่ะช่างมันก่อนเถอะสงสัยไหมว่าทำไมเจเนซิสถึงได้คุยป่อแบบนี้ ทั้งๆที่เมื่อครู่ยังเหนื่อยจนพูดอะไรไม่ออกแท้ๆสาเหตุก็เพราะ เจเนซิสวางสัมภาระที่หนังอึ้งนั้นลงกับพื้นก่อนจะเริ่มคุยยังไงล่ะ ฉลาดจริงๆเลยเจเนซิสคุง! แต่นั้นมันก็ทำให้...

"เจเนซิสคุง...ของน่ะ กลิ้่งไปแล้วน่ะ? จะดีเหรอไม่รีบตามไปเก็บเดี้ยวก็ตกลงไปหรอก?"อาจารย์อาคิเอวเอ่ยพร้อมกับชี้ไปที่ด้านหลังของเจเนซิสตรงตำแหน่งที่เคยวางของเอาไว้อยู่ เมื่อเขาเหลือบหันไปมองก็พบว่ากระเป๋าที่ใส่ของจนพูนจนรูปร่างกลายเป็นทรงกลมนั้นกำลังกลิ้งๆขลุกๆหมุนๆไหลกลับลงไปตามทางเดินของเนินที่ลาดชั้นเป็นบันไดวนแห่งนี้ซะแล้ว...และมันก็ทำท่ากำลังจะกลิ้งตกลงไปจากเนิน ร่วงลงสู่พื้นเบื้องล่้าง...

"ชิ-หาย แล้ว!!!!"เจเนซิสตระโกนออกมาและวิ่งตามกระเป๋าใบนั้นไปอย่างบ้าคลั่งเนื่องด้วยเราไม่อาจให้เด็กและเยาวชนสัมผัสกับคำหยาบคายได้เลยขอแยกคำออกมาเป็นแบบนี้แทน

"เซฟ!!!!"เขาตระโกนลั่นออกมาเมื่อกระโจนตัวออกไปคว้ากระเป๋าใบนั้นได้ทันก่อนที่มันจะกลิ้งหลุดออกไปจากทางลาดชั้นร่วงหล่นตกเหวไปอย่างด้านล่าง...

ก่อนที่เรื่องราวจะดำเนินหน้าต่อไปขออธิบายก่อนว่าสถานที่ที่เจเนซิสและอาจารย์อาคิเอวยืนอยู่นี้นั้นคือผาหินที่ถูกแกะสลักไว้เหมือนกับบันไดวน ลองนึกภาพภูเขาที่สูงใหญ่ลูกหนึ่งที่มีรูปร่างเป็นทรงกระบอกซึ่งถูกแกะรอบกระบอกเป็นเกลียวเหมือนเส้นทางให้สามารถไต่จากชั้นล่างขึ้นไปด้านบนได้และที่ยอดของมันนั้นก็มีพื้นดินที่มีรูปทรงเหมือนวงกลมผ่าครึ่งหงายประดับไว้ที่ยอดของบันไดวนซึ่งรูปร่างของวงกลมนั้นก็ใหญ่โตกว่าภูเขามากนักชนิดที่ว่าเสาทรงกระบอกนั้นทำหน้าที่เหมือนเป็นเสาค้ำให้พื้นทรงกลมนั้นไม่ก็ปาน

บนพื้นที่ทรงกลมนั้นมีปราสาทขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางแผ่นรายรอบด้วยป่า ทะเลสาป แม่น้ำและน้ำตก โดยเฉพาะน้ำตกนี้ดูเหมือนจะทำให้อลังการงานสร้างสุดๆโดยการให้น้ำในทะเลสาบในทรงกลมไหลไปอยู่ที่ปลายของพื้นที่ทรงกลมด้านหนึ่งและปล่อยน้ำเหล่านั้นลงมายังเบื้องล่างจนดูเหมือนน้ำตกขนาดใหญ่ยักษ์

ความสูงจากพื้นดินคือประมาณ4กิโลเมตรหรือครึ่งนึงของภูเขาที่สูงที่สุดในโลกแน่นอนว่าการปีนขึ้นมายังยอดของที่นี้หรือมาที่ปราสาทด้านบนนั้นต้องใช้เวลาประมาณวันถึงสองวันเป็นอย่างต่ำและเจเนซิสกับอาจารย์อาคิเอวเองก็ไม่ได้ใช้รถในการขึ้นมาแต่ใช้การเดินเท้าเอา...ทรหดเอาเรื่องไม่ใช่น้อยเลยน่ะเนี่ย ยังโชคดีที่เส้นทางเกลียวเหล่านั้นไม่ได้ลาดชันอะไรมากมายนักถึงจะเป็นการเดินไต่ขึ้นที่สูงแต่ก็รู้สึกไม่ลำบากยากเย็นอะไร

สำหรับคนที่ยังมึนงงและนึกภาพสถานที่เหนือจินตนาการแห่งนี้ไม่ออก ก็ลองนึกสภาพแก้วไวน์หรือแก้วค็อกเทลเล็กๆที่ก้นตึ้นๆหรือพื้นที่ใส่เครื่องดื่มมีไม่มากดูก็ได้ให้เปรียบฐานแก้วนั้นเป็นพื้นราบแทนพื้นชั้นดินปกติ ก้านแก้วหรือด้ามใช้จับถือนี้เป็นเสมือนชั้นภูเขาที่บิดเป็นเกลียวราวกับบันไดวนให้ไต่ขึ้นมาได้ และตรงปากแก้วและส่วนใส่เครื่องดื่มก็คือพื้นที่ทรงกลมที่มีปราสาท ป่าและทะเลสาบตั้งอยู่

ถ้ายังนึกภาพไม่ออกอีกก็ลองนึกภาพขวดน้ำอัดลมที่ตัดเฉพาะบริเวณปากขวดออกก็ได้ รูปทรงประมาณนั้นแหละ หรือไม่ก็รูปทรงอะไรก็ได้ที่ฐานมันเป็นแท่งๆและมีวงกลมหรือวงรีหงายแป๊ะหรือติดอยู่ ซึ่งขนาดของวงนั้นใหญ่กว่าฐานที่เป็นแท่นๆนั้นอย่างเห็นได้ชัด

และที่บรรยายมานานแสนนานด้านบนก็คือ"ภูเขาดวงดาว"อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียน"สตาร์ฟอร์ส" โรงเรียนนานาชาติที่รับเอาผู้ที่มีตรา"สัญลักษณ์แห่งดวงดาว"จากทั่วทุกมุมโลก"ดิสทอร์ท"ดวงนี้เขามาฝึกฝนศึกษาและเรียนรู้เพื่อที่จะได้ส่งพวกเขาไปสู้กับ"ชะตากรรม"ที่ถูกกำหนดให้โลกใบนี้ต้องถึงกับคร่าวพินาศสิ้น

เรื่องราวที่กำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่เชื่อมต่อกันจากตำนานและเรื่องเล่าต่างๆมากมายกันธรรมดาแต่มันยังเป็นตำนานบทใหม่ที่มีเหล่าดวงดาวน้อยใหญ่เข้าร่วมด้วย ในฐานะผู้เขียนบันทึกบทนี้ไม่อยากให้คุณจบลงแค่การเป็น“ผู้อ่าน”เรื่องราวบทนี้เท่านั้นแต่อยากให้คุณวาดเหล่าดวงดาวเข้ามาร่วมในเรื่องราวนี้ด้วย

เพื่อที่เรื่องราวนี้จะได้เปล่างประกายอย่างงดงามที่สุด

-----------------------

สารบัญ

ตอนที่1 -อย่ามาดูถูกกันน่ะเฟ้ย!- [Page1] [Rep 1-3]
ตอนที่2 -ไปลุยกันเลยพวก!!!- [Page1] [Rep 4-6]
ตอนที่3 -น้ำร้อนดีจัง~- [Page1] [Rep 7-10]
ตอนที่4 -อาทิตย์แรกของการเรียนจะวุ่นขนาดไหนกันน่อ?- [Page1] [Rep 11-]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 03, 2012, 02:46:22 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2269


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 02, 2012, 09:35:09 PM »

ตอนที่1 -อย่ามาดูถูกกันน่ะเฟ้ย!- Part1

"สุดยอด สุดยอด สุดยอดไปเลย!"เสียงร้องยินดีปนความเหนื่อยหอบดังออกมาจากเด็กหนุ่มผมดำนัตย์ตาสีเขียวหน้าตาบ้านๆนาม"เจเนซิส อาร์คไอร์ม"ผู้ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องราวบทนี้ เดิมทีเขาก็เป็นเด็กนักเรียนธรรมดาๆสามัญชนนั้นแหละจนกระทั้ง"สิ่งนั้น"ปรากฎขึ้นบนมือของเขา...

มันคือตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาว ตราสัญลักษณ์ที่ว่ากันว่าจะปรากฎขึ้นมาเมื่อโลกนี้กำลังจะพบกับภัยพิบัติที่อาจจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลายพินาศสิ้นไป เทพเจ้าจึงได้บันดาลให้มี"ผู้กล้าทั้ง88คน"ขึ้นเพื่อที่จะให้ช่วยผนึกกำลังกันปกป้องโลกให้พ้นจากภัยพิบัติเหล่านั้น...

ซึ่งเจเนซิสก็เป็นผู้ถูกเลือกนั้นเอง...และที่เขากำลังตื่นตะลึงอยู่นั้นก็เพราะบรรดาฝูงชนจำนวนมากราวๆสองถึงสามร้อยกว่าชีวิตกำลังออกันที่ลานทางเข้าหน้าประตูโรงเรียน"สตาร์ฟอส"อยู่น่ะสิ พวกเขาเหล่านี้สิน่ะที่จะกลายมาเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเจเนซิสในอนาคต แค่คิดก็น่าตื่นเต้นแล้วล่ะ ไม่เสียทีที่ต้องลำบากเดินขึ้นเขามุ่งหน้ามายังโรงเรียนโดยใช้เวลาถึงสองวันเต็มๆ

โรงเรียนสตาร์ฟอสถูกก่อตั้งขึ้นโดยผู้ถือครองตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวในอดีต ที่ต้องการให้ผู้ถือครองตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวรุ่นต่อไปได้ฝึกฝนและนำเอาพลังของตราสัญลักษณ์ออกมาใช้งานได้อย่างเต็มที่ โดยจัดตั้งหลักสูตรการเรียนการสอนทางการต่อสู้่และเวทมนต์ขึ้นมาโดยเฉพาะ

ตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวนั้นจะปรากฎออกมาก่อนที่ภัยพิบัติจะเริ่มต้นขึ้นราวๆ3ปี ซึ่งนั้นก็เป็นสาเหตุที่โรงเรียนแห่งนี้ทำการเรียนการสอน3ปีเช่นเดียวกัน ไม่มีรุ่นพี่รุ่นน้องมีแต่เพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนด้วยกันเท่านั้น ซึ่งเพื่อนร่วมรุ่นของเจเนซิสก็คือบรรดาผู้คนที่ออกันหน้าประตูโรงเรียนกว่าสองร้อยชีวิตนี้เอง....เอ๊ะ สองร้อย?

"ดะ...เดี้ยวสิครับ อาจารย์ อาคิเอล!!! ผู้ถือครองสัญลักษณ์มีแค่88คนเองไม่ใช่เหรอครับ?"ดูเหมือนเจเนซิสจะเอ๊ะใจขึ้นได้จึงหันไปถามอาจารย์สาวนาม"อาคิเอล เบรุส"หญิงสาวผมสีเหลืองสั้นในเสื้อยืดสีขาวสบายๆและกระโปรงยาวสีม่วงเข้มเหมือนผลอองุ่้น แต่จุดโดดเด่นของเธอก็คือเธอเป็นหญิงสาวที่ได้รับพรจากพระเจ้าที่หน้าอก...ทำให้บังเกิดภูเขาขนาดใหย่ยักษ์มหึมาสองลูกที่บริเวณกลางอก...เป็นหญิงสาวที่มีความเป็นแม่ทางกายภาพเต็มเปี่ยมจริงๆ

"จ๊ะ...แต่ว่าน่ะ มันก็มีแบบนี้มาทุกรอบนั้นแหละ พอจะได้ยินมาเหมือนกันใช่ไหม? พวกแอบอ้างน่ะ?"อาจารย์อาคิเอลอธิบาย เมื่อได้ยินดังนั้นเจเนซิสเลยลองนึกภาพย้อนกลับไปตอนที่เขาได้รับตราสัญลักษณ์...ท่าทีของพ่อแม่ที่เฉยชาก็เปลี่ยนไปเลย บรรดาเพื่อนๆก็เหมือนกันถึงขั้นมีการเลี้ยงส่งตอนอาจารย์อาคิเอลเดินทางมารับเจเนซิสไปที่เรียนที่สตาร์ฟอสกันเลยทีเดียว คนที่ได้รับตราสัญลักษณ์แทบจะกลายเป็นวีรบุรุษไปเลยสิน่ะ

"ในบรรดากลุ่มคนเหล่านี้น่ะ มีทั้งคนที่มีสัญลักษณ์จริงๆ คนที่ตามมาส่ง คนที่แอบอ้างว่ามีสัญลักษณ์คิดจะมาเข้าเรียนที่นี้ คนที่แค่อยากลองมาดูบรรยากาศ รวมถึงคนที่คิดว่าตัวเองน่าจะมีคุณสมบัติแต่ไม่มีตราสัญลักษณ์...ไม่ก็พวกคนที่เชื่อแบบผิดๆว่าฆ่าคนที่มีตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวได้แล้วจะได้สัญลักษณ์มาแทน"อาจารย์อาคิเอลอธิบายความหลากหลายของบรรดาผู้คนกว่าสองร้อยชีวิตตรงหน้านี้ให้เจเนซิสฟัง บ้างก็มาด้วยเจตนาที่ดีแต่บ้างก็มาด้วยเจตนาแอบแฝงประสงค์ร้าย...แล้วแบบนี้จะดูออกได้ยังไงล่ะนั้นว่าใครคือผู้ถือครองตราสัญลักษณ์ที่แท้จริง

"ละ...แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะครับใครคือผู้ถือครองตราสัญลักษณ์?"เจเนซิสเอ่ยถาม อาจารย์อาคิเอลก็ยิ้มพร้อมกับชี้ไปที่ซุ่มประตูขนาดใหญ่ที่เป็นทางเข้านำไปสู่ตัวปราสาทที่เป็นอาคารเรียน

"นั้นคือประตูที่ถูกร่ายเวทพิเศษใส่เข้าไปเอาไว้จะมีแต่คนที่ถือครองสัญลักษณ์แห่งดวงดาวที่แท้จริงกับบรรดาอาจารย์เท่านั้นที่จะเดินผ่านไปได้..."อาจารย์อาคิเอลเอ่ยอธิบาย และเมื่อเจเนซิสคุงลองชำเลืองหันไปดูอีกฝากของประตู....ไม่มีใครเลย....ยังไม่มีใครเดินผ่านเข้าไปหรือว่าเดินเข้าไปภายในปราสาทกันหมดแล้วหว่า...

"แบบนี้นิเอง...ทุกคนเลยออกันอยู่ที่ทางเข้าสิน่ะครับ...ถ้าคนที่มีสัญลักษณ์คงไม่ยืนอออยู่ตรงนี้แต่คงเดินเข้าไปแล้วแน่ๆ..."เจเนซิสให้ความเห็นในขณะที่แบกสัมภาระกองใหญ่ของเขาขึ้นบ่าอย่างทุกลักทุเลและเดินตามอาจารย์อาคิเอวจากบริเวณหน้าประตูโรงเรียนไปยังซุ่มประตูทางเข้า...จะว่าไปบางคนที่มาออๆกันอยู่หน้าประตูโรงเรียนแบบนี้ก็เปิดร้านขายของกันด้วยแฮะ หัวการค้าจริงๆให้ตายสิ

"ไม่แน่หรอก บางทีคนที่มีสัญลักษณ์แท้บางคนอาจจะกลัวไม่กล้าเข้าไปก็ได้ อย่างที่ฉันบอกมีพวกเข้าใจผิดที่กะจะดักฆ่าคนที่มีตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาว หรือไม่ก็คนที่มีรอยสักโผล่ขึ้นมาบนมือแต่กลับไม่มั่นใจว่ามันคือตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวจริงๆรึเปล่า..."อาจารย์อาคิเอลเอ่ยตอบข้อสงสัยและข้อสันนิษฐานของเจเนซิสออกไปและพูดต่อเนื่องทันทีเลยว่า

"พวกเราบรรดาอาจารย์เองก็ไม่ได้แยกย้ายตามหาผู้ที่มีตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวทั้งหมดหรอก บางคนเองที่บ้านหรือตระกูลก็ส่งเสียให้เดินทางมา บางคนก็มาด้วยตัวเอง...และก็มีบางส่วนเหมือนกันที่ยังอยู่ที่อื่นๆทั่วโลกยังมาไม่ถึงที่นี้ พวกเราไม่รู้ว่าใครจะมีสัญลักษณ์แห่งดวงดาวกันบ้างเพราะแบบนั้นเมื่อมีการค้นพบและพิสูจน์ว่ามีคนที่มีสัญลักษณ์แห่งดวงดาวเกิดขึ้นมาจริงๆพวกเราก็จะออกเดินทางเพื่อตามหาคนที่มีสัญลักษณ์ึคนอื่นๆจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งฉันก็โชคดีได้มาเจอเธอเท่านั้นแหละ อาจารย์บางคนเองก็ตามหาไม่เจอเลยน่ะ แต่บางคนก็เจอผู้ถือครองตราสัญลักษณ์หลายคนเหมือนกัน"

"ลำบากแย่เลยน่ะครับเนี่ย...ว่าแต่ว่าทำไมถึงมีคนที่ไม่มั่นใจว่ามันคือตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวด้วยล่ะครับ จู่ๆโผล่มาโดยไม่ได้ทำอะไรแบบนี้น่าจะรู้ชัดแล้วไม่ใช่เหรอครับ?"เจเนซิสถามอาจารย์อาคิเอลออกไป แต่พอลองนึกๆดูแล้วตอนที่เขาพบว่ามือของเขามีสัญลักษณ์นี้ขึ้นมา เขาเองก็มึนงงทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน

"อ้าว...เจเนซิสคุงไม่รู้เหรอจ๊ะ? สมัยก่อนมีนักเวทบางคนพยามสร้างความปั่นป่วนโดยร่ายเวทผนึกเข้ากับอากาศและบังคับให้เวทของตัวเองลอยไปตามลมน่ะ คนที่สูดอากาศในตอนนั้นเข้าไปเวทจะไปทำปฎิกริยากับร่างกายทำให้เกิดสัญลักษณ์คล้ายคลึงกับตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวขึ้นมา ว่ากันว่าอากาศที่ต้องเวทมนต์นั้นในปัจจุบันยังมีอยู่เลยน่ะ"อาจารย์อาคิเอลเอ่ยอธิบาย...เจเนซิสได้ยินแล้วก็ถึงกับตกใจทันที เขาไม่นึกว่าจะมีเรื่องแบบนี้ขึ้นมาด้วยถ้าเป็นแบบนั้นบางทีสัญลักษณ์ในมือของเขาก็อาจจะ...

"หืม ไม่มั่นใจในตัวเองเหรอ?"อาคิเอลหยุดเดินพร้อมกับหันมามองเจเนซิสที่จับจ้องมือซ้ายที่มีตราสัญลักษณ์ของตัวเองอย่างกล้าๆกลัวๆ

"อะ...มั่นใจสิครับ! อาจารย์อาคิเอลบอกว่าใช่ทั้งทีนิน่า!"เจเนซิสยิ้มตอบเธอพร้อมกับเริ่มวิ่งไล่ตามหลังเธอให้กระชั้นชิดกว่าเดิม ว่าแต่ว่าไอ้ของพะรุงพะรังที่หลังเหล่านั้นท่าทางจะทำให้เจเนซิสทรงตัวลำบากน่าดู อาคิเอลเห็นดังนั้นจึงยิ้มมุมปากเล็กๆก่อนจะเอ่ยว่า"แหม่...มั่นใจในตัวเองหน่อยสิเอาล่ะเข้าไปกันเถอะ!"

ว่าแล้วอาจารย์อาคิเอลก็เดินนำเข้าไปภายในประตูเธอเดินผ่านซุ่มประตูต้องมนต์นั้นเข้าไปอย่างง่ายดายซึ่งเจเนซิสก็สังเกตว่าสายตาของผู้คนรอบๆที่ออกันอยู่ในระแวกนั้นจับจ้องมาที่เขาและอาจารย์อาคิเอลทันที...

และเมื่ออาจารย์อาคิเอลเดินเข้าไปก็มีเสียงฮือฮากันเกิดขึ้นในหมู่กลุ่มคนที่มาออกันที่ด้านหน้าประตู...เจเนซิสกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าตัวเขาผ่านเข้าไปได้แน่ๆแต่ว่าการเป็นเป้าสายตาขนาดนี้เป็นเรื่องที่เขาไม่ชอบเลยสักนิด

"เอาล่ะ ทำใจให้สงบแล้วเดินผ่านเข้า....."เจเนซิสหยุดปากกระทันหันในขณะที่เขาก้าวขาไปข้างหน้า และในวินาทีที่เท้าย่างออกไปเพื่อเดินผ่านเข้าไปในซุ่มประตู เขาก็รู้สึกว่าเท้าของเขาชนเขากับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นมันแข็ง...เหมือนกับกำแพง...

เพื่อความแน่ใจเจเนซิสจึงลดเท้าถอยออกมาแล้วค่อยๆเขยือนตัวไปข้างหน้านิดๆเรื่อยๆพร้อมกับดันแขนไปข้างหน้าสุดมือ...

"มะ...มีกำแพงอยู่..."เขาพึมพำ....มือที่ดันออกไปทั้งสองข้างของเจเนซิสนั้นชนกับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น เขามีความรู้สึกเหมือนกับกำลังสัมผัสแผ่นกระจกอยู่...อย่าบอกน่ะว่าเขา...เขา...

"หมอนั้น...ไม่ได้ถือครองสัญลักษณ์หรอกเหรอ?"เสียงผู้ชายดังออกมาจากกลุ่มคนที่ยืนจ้องออกันอยู่ เจเนซิสถึงกับสะดุ้งทันทีที่ได้ยิน หลังจากนั้นก็มีเสียงซุบซิบเกิดดังขึ้นรอบๆตัวเขาทันที...

"อะ อาจารย์ นี้มัน?"เจเนซิสตะโกนถาม....แต่ดูเหมือนว่ากำแพงนี้นั้นจะกั้นเสียงไว้เสียด้วยเพราะดูเหมือนอาคิเอลจะไม่ได้ยินที่เขาเรียกตรงกันข้ามเธอกลับยิ้ม พร้อมกับหันหลังกลับมาหาเจเนซิสแล้วโบกไม้โบกมือให้อย่างร่าเริง...

"เดี้ยวเซ่! อาจารย์! นี้มันอะไรน่ะครับ!"เจเนซิสเริ่มโวยวายพร้อมกับออกแรงทุบผนังที่มองไม่เห็นนั้น ตราสัญลักษณ์ของเขามันเป็นของจริงไม่ใช่หรือไงกัน? ถ้าแบบนั้นทำไมเขาถึงเข้าไปข้างในไม่ได้ล่ะ? อาจารย์อาคิเอลเองก็บอกว่ามันเป็นของจริงไม่ใช่รึ? ตอนนี้สารพัดคำถามและความสงสัยวิ่งวนเข้ามาในหัวของเจเนซิสเต็มไปหมด แต่ที่ทำให้เขาสงสัยยิ่งกว่าอะไรใดๆก็คือทำไมอาจารย์อาคิเอลถึงทำท่ายิ้มระรื่นอยู่ได้น่ะสิ...หรือว่า...อย่าบอกน่ะว่าอาจารย์อาคิเอลหลอกเขา? ถ้าเป็นแบบนั้นเธอจะอุตสาห์ดั้นด้นพาเขากับเจ้าสัมภาระกองโตขึ้นมาที่นี้่ทำไมล่ะ?

"เฮ็ยนาย! สงบสติก่อน!"เสียงใหญ่ห้าวดังขึ้นมาที่ด้านหลังของเจเนซิส เมื่อหันไปก็พบชายร่างใหญ่ในชุดที่เหมือนเป็นพ่อค้าแฮะ หน้าตาของเขาไม่ได้หล่อหรือน่าเกลียดแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับมีรอยยิ้มที่ดูเป็นห่วงเป็นใยอยู่บนใบหน้า เขาเดินเข้ามาตบไหล่ของเจเนซิสเบาๆก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

"บางทีนายอาจจะโดนเวทที่ทำให้มีตราปรากฎขึ้นมาที่หลังมือก็ได้ มันเคยเป็นเรื่องฮิอฮาถึงขั้นก่อความวุ่นวายย่อมๆเมื่อปีสองปีก่อนเชียวน่ะเจ้าเวทนั้นน่ะ...ดูเหมือนว่าแม้แต่คนที่มีพลังระดับอาจารย์เองบางทีก็ดูไม่ออก"

"งะ...งั้นเหรอครับ....แต่ว่านี้มัน..."เจเนซิสยังคงอึ้งไม่หาย ไม่สิถ้าอาจารย์อาคิเอลดูผิดน่าจะทำสีหน้าตกใจแล้วรีบวิ่งเข้ามาหาเขาน่ะสิ...แต่ทำไม เธอยังทำสีหน้าระรื่นเหมือนทองไม่รู้ร้อนแบบนั้นได้ล่ะนั้น

หรือว่าเขาจะโดนอาจารย์อาคิเอลหลอกจริงๆ...

"น่าสงสารจังเลยน่ะ...เอางี้ไหม ไหนๆนายจะต้องถ่อกลับไป สัมภาระพวกนี้ก็คงจะหนัก...ฉันรับซื้อในราคาชิ้นล่ะ1เหรียญดีไหม?"ชายร่างใหญ่คนนั้นยิ้มให้อย่างใจดี...แต่เพราะไอ้ราคา1เหรียญนี้แหละที่ทำให้เจเนซิสหลุดออกจากความสับสนชั่วครู่...

1เหรียญต่อชิ้น? บ้ารึเปล่าถ้าเป็นพวกไม้แขวนเสื้อก็พอได้ แต่หม้อกระทะคุณภาพต่ำๆอย่างถูกก็10เหรียญขึ้นไปแล้ว...อีกอย่าง1เหรียญนี้ยังซื้อข้าวสักมื้อไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เจเนซิสคิดได้ในพริบตาเลยว่าถ้าขายไปก็ยิ่งกว่าโง่ซะอีก...ต่อให้ขายหมดทั้งกระเป๋าจะได้ราคาหลาย100เหรียญแต่ไปขายตามร้านรับซื้อทั่วๆไปยังได้ราคาต่ำๆอย่างน้อยที่สุดก็1000เหรียญขึ้นไปอยู่แล้ว

"ไม่เอาครับ! อีกอย่างของพวกนี้เป็นของใช้จำเป็นด้วย...ถึงจะมากไปหน่อยก็เถอะ!"เจเนซิสปฎิเศษทันทีทันใดแต่ในขณะที่กำลังจะผละตัวออก เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่ไหล่ทั้งสองข้าง...ไหล่ของเขากำัลงโดนบีบอยู่...แถมแรงขนาดนี้ไม่ใช่การบีบเล่นๆเสียด้วย เมื่อหันขึ้นไปมองผมว่ารอยยิ้มบนหน้าชายร่างใหญ่หายไปเหลือแต่เพียงความโกรธที่อยู่บนใบหน้าเท่านั้น

"น่ะเจ้าหนู...พูดกันง่ายๆเถอะ ถือว่าแกโชคไม่ดีเองเพราะงั้นแล้วมาเจอฉันคนนี้เข้าก็ถือว่าโชคร้ายหนักกว่าเก่านิดนึงไง"เขาเอ่ยออกมาเสียงเย็นเยียบเจเนซิสรู้ได้ทันทีเลยว่าผู้ชายคนนี้เป็นพวกโจรหรือไม่ก็นักต้มตุ๋นที่มาหากินกับเหล่าคนที่ออจะเข้าไปในโรงเรียนสตาร์ฟอสแน่ๆ

"ปล่อยน่ะเฟ้ย!"เจเนซิสคำราม ซึ่งรายนั้นก็ปล่อยให้จริงๆแต่ไม่ใช่ปล่อยธรรมดาๆ มีการผลักแถมให้ซะอีกทำให้เจเนซิสที่แบกของพะรุงพะรังจนสมดุลร่างกายเสียอยู่แล้วนั้นล้มกลิ้งลงไปหน้าจูบพื้นอย่างง่ายดาย

"นี้มันอะ...."ไม่ทันจะได้พูดให้จบประโยคโดยการใส่คำว่าไรกันลงไปเจเนซิสที่ล้มหน้าจูบพื้นและกำลังจะชันตัวลุกขึ้น ก็ลงไปหน้าคะมำจูบพื้นอีกรอบซะแล้วเพราะว่าชายร่างยักษ์คนนั้นนำเอา"เท้า"ของเขามาเหยียบบี้หัวของเจเนซิส ด้วยแรงกดที่มากกว่ามหาศาลอย่าว่าแต่ลุกขึ้นเลยแค่พยามหันหน้าไม่ให้ปากจูบดินแบบนี้ยังแทบจะลำบากลำบน

"ฟังน่ะ? นี้ไม่ใช่สถานที่ของแก...แกน่าจะเจียมตัวก่อนจะมาที่นี้แล้ว...หึ...เป็นแค่เด็กแท้ๆแต่พอได้ตราสัญลักษณ์ก็ดีใจใหญ่...คนรอบตัวคงชื่นชมมากสิท่า...อย่าว่าแต่ที่นี้เลยบางทีกลับไปแกก็คงถูกไล่ตะเพิดใส่เหมือนกันล่ะมั้ง? ฉันเข้าใจว่าความรู้สึกที่เหมือนถูกหลอกดี แต่แกมันดวงไม่ดีเองช่วยไม่ได้น่ะ ฉันแค่ทำตามวิธีของฉันเท่านั้นอย่าว่ากันเลย...คนอ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของคนแข็งแกร่งไม่ใช่เหรอ?"ชายร่างใหญ่คนนั้นพูดบรรยายไปพร้อมกับเอาเท้าขยี้หัวของเจเนซิสไปพลาง สำหรับเจเนซิสแล้วนี้ไม่เจ็บเท่าไรหรอกแต่ที่เจ็บก็คือ
เขากำลังถูกเหยียบหัวต่อหน้าบรรดาคนที่มาออกันที่หน้าประตูโรงเรียนนี้น่ะสิ

โดนเข้าไปแบบนี้ทำให้เจเนซิสคิดขึ้นมาว่า โดนทำขนาดนี้แล้วอาจารย์อาคิเอลยังไม่มาช่วยเขาอีก หรือว่าอาจารย์อาคิเอลอาจจะหลอกเขาจริงๆ ที่สำคัญก็คือถ้าในกลุ่มคนที่มายืนอออยู่ในนั้นมีคนที่มีตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวที่แท้จริงสักคน น่าจะมีใครสักคนที่พุ่งเข้ามาช่วยเขาบ้างสิ...นี้ไม่มีน้ำใจกันเลยรึไงน่ะ ยิ่งคนที่มีตราสัญลักษณ์ด้วยแล้ว ถ้าแค่ช่วยเขายังไม่มีปัญญาจะทำได้แล้วจะไปปกป้องโลกใบนี้ได้ยังไงกัน?

และแล้วดูเหมือนว่าความต้องการของเจเนซิสจะสมความปรารถนาเพราะมีเด็กสาวคนหนึ่งย่างเท้าเข้ามาหยุดการกระทำของชายร่างใหญ่ที่เจเนซิสรู้ตัวว่าเป็นเด็กสาวก็เพราะว่าเขาได้ยินเสียงน่ะสิ

"พอเถอะค่ะ..."เสียงเรียบเย็นดังกระทบโสตประสาทของเจเนซิส เขาถูกเหยียบหัวจมดินอยู่เลยไม่อาจเขยือนหน้าไปมองหน้าเด็กสาวที่เป็นผู้พูดได้ แต่ฟังจากเสียงแล้ว เจเนซิสรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างนอกจากโทนที่ราบเรียบและเย็นเยียบเหมือนไร้อารมณ์ เขารู้สึกว่ามันเจือด้วยความหวานลึกๆอยู่ภายใน แม้จะเป็นโทนเสียงที่เฉยชาและไร้อารมณ์เมื่อใครๆได้ยินแต่เขารู้สึกถึงอะไรที่มากกว่าภายในนั้น และด้วยสงสัยที่กระตุ้นตุบๆในร่างของเขาเพราะเรื่องนี้ทำให้เจเนซิสพยามขยับร่างออกจากเท้าของชายร่างยักษ์อย่างเอาเป็นเอาตายเขาอยากรู้ว่าใครกันที่เป็นคนพูด...

"นี้แม่หนู...อย่าเข้ามายุ่งดีกว่าน่ะ"ชายร่างใหญ่คนนั้นหันหน้าไปพูดกับเด็กสาวพร้อมกับปั้นรอยยิ้มออกมาเหมือนกับตอนที่ปั้นยิ้มใส่เจเนซิสเมื่อครู่ น่าเสียดายที่เจเนซิสไม่เห็นหน้าของชายร่างใหญ่เลยไม่รู้ว่าเขาปั้นหน้ายิ้มอยู่แต่เจเนซิสได้ยินแค่เสียง...ซึ่งจากเสียงก็ทำให้เขารู้แล้วว่าชายร่างใหญ่คนนี้ไม่สบอารมณ์อยู่นั้นเอง

"ไม่ดีน่ะค่ะ...ทำแบบนี้...รังแกคนอ่อนแอกว่า...ไม่ได้น่ะค่ะ"เด็กสาวพูดออกมาเนิบๆแต่แฝงไปด้วยความหนักแน่นน้ำเสียงของเธอยังคงเรียบเฉยไม่แปรเปลี่ยนแต่ความเยียบเย็นนั้นมากขึ้นเหมือนต้องการบ่งบอกให้คู่สนทนาของเธอรู้ว่าเธอกำลังเอาจริงเอาจังอยู่

"ฮึบ!!!"เจเนซิสครางออกมา ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ อย่างน้อยๆเขาก็ขยับหัวหมุนไปยังทิศที่เขาได้ยินเสียงของเด็กสาวคนนั้นได้แล้ว...

แม้ว่าเขาจะมองไม่ถนัดเท่าไรแต่เขาก็เห็น...เห็นรูปร่างของเด็กสาวคนนั้น เธอมีเรือนผมสีฟ้าอ่อนจางเสียจนเกือบจะกลายเป็นสีเทาผมที่ยาวสลวยของเธอนั้นถูกมัดไว้ด้วยริบบิ้นสีแดงสองเส้น ดูจากการมัดแล้วท่าทางทรงที่เธอไว้อยู่จะเรียกกันว่าผมแกละหรือว่าทรงทวินเทล...ว่ากันว่ามันเป็นทรงยอดฮิตทั่วโลกในสมัยก่อนเลยน่ะ

ผิวสีขาวจางๆของเธอต้องกับแสงอาทิตย์อ่อนๆที่สาดส่องลงมาพอดี ใบหน้าของเธอนั้นเงียบขรึมและเรียบเฉย ชวนให้รู้สึกเกรงขามและสงบนิ่ง แต่ขณะเดียวกันก็มีเสน่ห์และความน่ารัีกอ่อนเยาว์แบบเด็กๆ อาจจะเพราะผมม้าของเธอที่ไว้ห้อยลงมาอยู่กึ่งกลางดวงตากลมโตของเธอและทรงผมทวินเทลที่ช่วยขับเน้นความเป็นเด็กก็เป็นไปได้ที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น

นัตย์ตาของเธอสีน้ำเงินเข้มสดราวกับสีอัญมณีLapis Lazuli เจเนซิสเห็นแววประกายเฉิดฉายอยู่ในแววตาของเธอ...ช่างเป็นดวงตาที่มีเสน่ห์และชวนมองซะจริงๆ ราวกับว่าใบหน้าของเธอและทรงผมถูกจัดเติมแต่งให้ทั้งหมดเข้าคู่เกี่ยวโยงกันอย่างน่าแปลกประหลาด คนอื่นอาจจะแค่รู้สึกว่าเธอหน้าตาน่ารักดีแต่เจเนซิสกลับรู้สึกมากกว่านั้นหลายเท่าตัวนัก...

จะว่าไปแล้วด้วยอิทธิพลจากอนิเมทสุดฮิตในอดีตยันจนปัจจุบันอย่าง"ยอดอัศวินอวกาศเจเนะเลอร์"ที่เขาเคยดูตอนเด็กๆนั้นมันทำให้เขาหลงรักและหลงใหลในตัวคาแรกเตอร์นางเอกของเรื่องอย่าง"กัปตันรูริรูริ"เข้าเต็มเป้า เจเนซิสนั้นชอบนึกว่าตัวเองเป็นเจเนะเลอร์ตัวเอกของเรื่องเพราะชื่อเจเนะเลอร์คล้ายๆกับชื่อเจเนซิสของเขาและก็แน่นอนว่าเขาก็ย่อมต้องชอบตัวนางเอกอย่างกัปตันรูริรูริด้วยเช่นกัน

แต่พอโตขึ้นแล้วเขากลับพบว่าตัวของกัปตันรูริรูรินั้นมีคาแรกเตอร์ที่น่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เธอเป็นมนุษย์ทดลองหมายเลข88ที่หลบหนีออกมาเพราะต้องการหาความหมายของการดำรงอยู่ เรื่องที่เธอเหมือนจะกลายเป็นสาวเงียบเฉยชาแต่จริงๆแล้วเพราะเธอไม่รู้จักวิธีการแสดงออกที่ถูกต้องต่างหาก หรือไม่ก็เรื่องที่เธอขอโทษบรรดาเพื่อนๆที่เธอเคยสั่งการและคิดแผนการที่ทำให้ทุกคนเสี่ยงอันตรายอยู่เสมอๆเพื่อชัยชนะ ในตอนจบของภาคที่3นั้นกัปตันรูริรูริได้เติบโตขึ้นจากตอนแรกอย่างเห็นได้ชัดและนั้นก็ทำให้เจเนซิสหลงเสน่ห์ของเธอเข้าเต็มเป้า

ซึ่งตัวกัปตันรูริรูรินั้นก็ไว้ทรงผมทวินเทล มีผิวขาวซีด มีสีผมฟ้าอ่อนจางจนเกือบเทาและมีนัตย์ตาสีน้ำเงินเข้มสดราวกับสีอัญมณีLapis Lazuli......เฮ็ย! จะว่าไปมันเหมือนกับรูปร่างสาวน้อยคนนี้ไม่มีผิดเลยไม่ใช่เหรอ!?

เมื่อคิดได้ดังนั้นเจเนซิสเลยเข้าใจเหตุผลที่หัวใจของเขาเต้นโครมๆทันที อวตารฉบับ1/1หรือกัปตันรูริรูริแบบตัวเป็นๆกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาสิน่ะ!?

อย่างไรก็ดี เจเนซิสต้องหยุดเพ้อเจ้อสักพักเพราะชายร่างใหญ่คนนั้นเหยียบหัวเขาแรงขึ้นกว่าเดิมอีก คราวนี้แก้มของเขาถูกเหยียบจมเข้าไปเต็มๆเปา

"ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็กเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ? นี้แม่หนูถอยไปดีกว่าฉันฆ่าคนมานักต่อนักแล้วน่ะ? ที่มาที่นี้ก็เพื่อจะมาหาเศษเงินนิดๆหน่อยๆ ไม่ได้ตั้งใจมาฆ่าแกงอะไรแต่ถ้าเกิดทำให้ฉันขัดใจล่ะก็ เจ้าปวกเปียกใต้เท้านี้ รวมถึงเธอแล้วคนอื่นๆข้างหลังอาจจะกองเป็นศพก็ได้น่ะ..."ถึงแม้จะเป็นคำขู่แต่เจเนซิสเองก็รู้สึกได้ว่าเจ้านี้เอาจริง ตอนที่เอาเท้าเหยียบหัวเขาอยู่นี้รัศมีนักฆ่าของเจ้าหมอนี้มันเปล่งออกมาจนแทบจะรู้สึกได้เลยล่ะ

"ไม่ถอยค่ะ...ถึงจะเป็นคนอ่อนแอ...คนไม่มีความสามารถ...คนไม่ได้เรื่อง...แต่ฉันก็ไม่ยอมให้มีการฆ่ากันเกิดขึ้นตรงหน้าแน่ๆ"เด็กสาวคนนั้นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงฉะฉาน...แต่เจเนซิสกลับรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที เขาคงรู้สึกเหมือนโดนกัปตันรูริรูริตอกหน้าอยู่แหง่มๆเลยสิน่ะ

"(อาจจะจริงอย่างที่กัปตันรูริรูริ เอ็ย...ผู้หญิงคนนั้นพูดก็ได้...เรานี้มันน่าสมเพชจริงๆแฮะ ก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วนิน่ะ...ถึงจะชินแล้วก็เถอะแต่ว่า...แต่ว่าเราเองก็...)"เจเนซิสนึกคิดอยู่ภายในใจก่อนจะค่อยๆหลับตาลงแล้วนึกเรื่องราวในสมัยอดีตของเขาขึ้นมา

Next>>>>>>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 03, 2012, 02:44:15 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2269


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 02, 2012, 09:36:08 PM »

ตอนที่1 -อย่ามาดูถูกกันน่ะเฟ้ย!- Part2

"นี้คะแนนสอบของผมครับ!"เด็กหนุ่มตัวน้อยยื่นผลคะแนนสอบให้บิดาของเขาที่สวมใส่ชุดอัศวินดู...มันเป็นคะแนนที่สูงมาก ตั้ง89เต็ม100

"ใช้ไม่ได้น่ะ...ค่าเฉลี่ยอยู่ที่87คะแนน...เกินมานิดหน่อยเท่านั้นเอง อย่านึกว่าตัวเองเก่งล่ะ...ใครๆเขาก็ได้คะแนนดีๆกันทั้งนั้น"นี้คือคำตอบของผู้เป็นพ่อของเด็กน้อยก่อนจะวางกระดาษไว้ที่โต๊ะแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก ทิ้งให้เด็กหนุ่มตัวน้อยอึ้งแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

"ได้ตั้ง89คะแนนแล้ว...ไม่ดีตรงไหนกัน?"เขาเอ่ยพึมพำ

หลายปีต่อมา

"อึก...อืออ...เกือบเอาชนะได้แล้วเชียว..."เด็กหนุ่มคนเดิมที่เติบโตขึ้นมาจากตอนถือกระดาษข้อสอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยหอบ เขาพึ่งจะแพ้ในรอบชิงชนะเลิศการประลองดาบในเขตของตัวเอง แต่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะน่ะ ถึงอีกฝ่ายจะเป็นลูกอัศวินเหมือนกับเขาแต่อีกฝ่ายก็เก่งจริงๆชนิดว่าเขาเทียบได้ไม่ติดฝุ่น

ระหว่างที่กำลังนั่งหอบอยู่ในลานประลองนั้นเองผู้เป็นพ่อของเด็กหนุ่มก็เดินเข้ามาหาเขา

"เฮ่อ...เกือบไปแล้วเชียวแต่อีกฝ่ายก็เก่งจริงๆ..."เขาพึมพำพร้อมกับเกาหัวแก้เขินแล้วเอ่ยบอกผู้เป็นพ่อไป

"ใช้ไม่ได้น่ะ แค่แข่งระดับเขตแค่นี้ยังเอาชนะไม่ได้...คิดจะเข้ากองอัศวินไม่ใช่เหรอ? แกมันไม่เคยพยามเลย...แก่น่ะเป็นอัศวินไม่ได้หรอกไปหาอย่างอื่นในอนาคตทำดีกว่า..."และนี้คือคำตอบจากผู้เป็นพ่อ ทำให้เด็กหนุ่มได้แต่ทำหน้าซีดแล้วกลืนน้ำลายดังอึกใหญ่

ถัดมาอีกไม่กี่ปี

"ใช่ได้ล่ะ!"เด็กหนุ่มคนเดิมที่โตขึ้นจากเดิมนิดหน่อยยิ้มในขณะที่ตักอาหารที่เขาพึ่งทำเสร็จร้อนๆจัดใส่จาน วันนี้เป็นวันแรกที่เขาลองทำอาหารให้คนในครอบครัวได้ทานกันแต่ทว่า...ตอนนี้ยังไม่มีใครในครอบครัวกลับมาเลยน่ะสิ

หลังจากผ่านไปหลายต่อหลายชั่วโมง ในที่สุดพ่อของเขาก็กลับมาถึงบ้าน

"หืม? นี้แกทำอาหารเหรอ? คิดจะเป็นพ่อครัวหรือยังไง? งานแบบนั้นแกไม่มีทางทำได้หรอกมันเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความอดทนมากน่ะ"และนี้คือคำตอบเมื่อบิดาของเขาเห็นจานอาหารที่วางเสิร์ฟไว้อยู่บนโต๊ะก่อนที่เขาจะหันหลังไปแล้วเตรียมจะเดินออกจากห้องรับประทานอาหาร

"มะ...ไม่ลองชิมดูเหรอครับ?"เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาเสียงอ่อยๆ

"ไม่...ฉันไม่หิว"ผู้เป็นพ่อตอบออกมา เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายดังอึกก่อนจะเอ่ยออกไปทันทีว่า"ละ...แล้วอยากให้ผมทำอะไรล่ะครับ? ถ้างานอัศวินก็ไม่เหมาะ ทำอาหารก็ไม่เหมาะ...ผมควรจะทำอะไรดีครับ?"

"ชีวิตแก แกก็ต้องเลือกด้วยตัวเองสิ...อย่ามาถามฉัน"และนี้คือคำตอบ

ผ่านไปหลังจากนั้นอีกหลายปีเด็กหนุ่มเริ่มโตขึ้นเป็นเด็กวัยรุ่น

"แล้วสรุปแกคิดจะเลือกเรียนอะไร?"ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามพร้อมกับตีสีหน้าเคร่งเครียดในเย็นวันหนึ่งที่ทั้งครอบครัวกำลังพร้อมหน้าพร้อมตารับประทานอาหารกัน

"เอ่อ...ไม่รู้ครับ...ผมชอบฟันดาบ...แล้วก็ทำอาหาร...อืม...แต่อาจจะเป็นนักเขียนล่ะมั้ง"เด็กหนุ่มเอ่ยตอบออกไปอย่างอ้ำๆอึงๆ

"ไม่หนักแน่นเลยน่ะ...นักเขียนเหรอ? แกไม่ได้เรียนมาทางสายวรรณกรรมไม่ใช่เหรอไง? ทำไมไม่รีบบอกก่อนล่ะ จะได้ส่งไปเรียนวรรณกรรมไปซะเลย...เฮ่อ รู้แบบนี้ไม่น่าส่งแกมาเรียนทางสายอัศวินเลยน่ะ"ผู้เป็นพ่อเอ่ยตอบอย่างไม่สบอารมณ์ออกมาก่อนจะพูดต่อว่า

"ลาออกตอนนี้ไปก็เสียเที่ยวไม่ทันแล้ว เลือกงานในสายอัศวินซะดีกว่า..."

"คะ...ครับ..."เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆแต่ก็โดนแขวะจากน้องสาวที่นั่งทานอาหารบนโต๊ะเดียวกันจนได้

"พี่เขาฟันดาบไม่ค่อยได้เรื่องไม่ใช่เหรอค่ะ? ไม่เคยชนะการแข่งเลยนิน่า?"

"ได้เรื่องสิ! อย่างน้อยๆก็เข้ารอบแปดคนสุดท้ายอยู่บ่อยๆน่ะ!"เด็กหนุ่มตอกตะคอกใส่น้องสาวทันที ใช่แล้วเขาฝึกดาบเพิ่มจนเก่งกว่าเดิมมากขึ้นจม...แต่ว่าคนที่เคยเอาชนะเขาได้ป่านนี้ก็เก่งขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นอัศวินตัวจริงไปซะแล้วและยิ่งเวลาผ่านไปเพื่อนๆที่เรียนด้วยก็ยิ่งเก่งขึ้นเข้าไปอีกแม้เขาจะเก่งขึ้นกว่าเดิมแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะฝีมือหยุดนิ่ง

"อย่าตะคอกใส่น้องสิ..."ผู้เป็นแม่ของเด็กหนุ่มที่นั่งข้างๆเอ่ยปราม เด็กหนุ่มจึงทำได้แต่ก้มหน้าก้มตากินอาหารไปเงียบๆ

เวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบัน ไม่สิก่อนหน้าปัจจุบันเล็กน้อย

"อูย~~~~ บ้าชะมัดเลย..."เด็กหนุ่มเดิมบ่นออกมาในขณะที่ข้ามสะพานเพื่อจะกลับบ้าน ทั้งเนื้อทั้งตัวของเขามีแต่แผลระบมไปหมด

เรื่องของเรื่องก็คือเขาผ่านไปเห็นคนกำลังถูกทำร้ายเลยเข้าไปช่วย แต่อนิจาอีกฝ่ายดันมีพวกเยอะกว่าแล้วเขาก็โดนลอบกัดโดยการเอาท่อนไม้ตีใส่จากด้านหลังก่อนจะโดนรุมยำซ้อมเป็นกระสอบทราย แต่นั้นยังไม่เจ็บเท่าคนที่เขาเข้าไปช่วยดันเผ่นหนีหายไปโดยไม่แม้แต่จะตามคนมาช่วยเด็กหนุ่มเลยสักคนเดียว

"พวกนั้นเป็นแค่นักเลงปลายแถวแท้ๆ เราเรียนโรงเรียนอัศวินทั้งทีอย่างน้อยๆต้องพอสู้ได้บ้างสิ แต่เมื่อกี้มันอะไรกัน...เฮ่อ...น่าสมเพศจริงๆ"เขารำพึงรำพันชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายของตัวเองก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นคนสองคนที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำด้านล่าง...ถ้าจำไม่ผิดนั้นคือคู่ขวัญประจำโรงเรียนอัศวิน รุ่นพี่หญิงที่เป็นไอดอลอันดับหนึ่งของโรงเรียนกับรุ่นพี่ชายที่เป็นอัศวินที่เก่งที่สุดในโรงเรียนนิน่า...

ดูเหมือนสองคนนั้นกำลังมุ่งดูอะไรสักอย่างอยู่ เมื่อเด็กหนุ่มหันไปทางทิศที่ทั้งสองคนจ้องไป ก็พบกับลูกหมาตัวหนึ่งกำลังกระโดดสู้กับหมาฝูงใหญ่อยู่...

"บ้าชัดๆเลยคิดเหรอว่าจะชนะได้น่ะหมาตัวนั้น"รุ่นพี่ผู้ชายพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังทำให้เด็กหนุ่มได้ยิน ซึ่งก็เป็นไปตามที่รุ่นพี่ว่า ลูกหมาตัวนั้นถูกพุ่งชนใส่จนกระเด็นตกน้ำไป แต่ทั้งๆที่มันตกลงไปในแม่น้ำที่ค่อนข้างเชี่ยวกรากมันยังคงไม่ยอมแพ้และพยามตะเกียดตะกายว่ายเข้าฝั่งอย่้างสุดความสามารถ

"ดูมันสิ...พยามน่าดูเนอะ เห็นแล้วสงสารเลยล่ะ ฮะๆ"คราวนี้รุ่นพี่ผู้หญิงพูดขึ้นมาบ้าง เด็กหนุ่มถอนหายใจก่อนจะนึกขึ้นมาในใจทันทีว่า

"(ถ้าสงสารแล้วทำไมไม่ลงไปช่วยมันเล่า)"

"ขอโทษน่ะ น้ำเชี่ยวแบบนี้ฉันลงไปก็อาจจะจมได้ คิดซะว่าโชคไม่ดีล่ะกัน อย่าพยามว่ายเลย ตัวนายก็เล็กไม่ไหวหรอก...ยอมรับชะตากรรมซะ..."เด็กหนุ่มพึมพำแต่ก็นั้นและ เจ้าหมาตัวเล็กนั้นคงไม่ได้ยินแน่ๆแถมมันคงไม่เข้าใจภาษามนุษย์ด้วยเพราะงั้น...

มันยังคงว่ายต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าหมาฝูงที่รุมใส่มันจะเห่าประสานเสียงกันราวเย้ยหยันดูถูก แม้ว่าพวกรุ่นพี่ที่ควรจะเป็นต้นแบบของรุ่นน้องทำสิ่งดีๆจะหัวเราะเยาะใส่มัน รวมถึงตัวเขาที่นึกให้มันถอดใจ

มันยังคงว่ายต่อไป...อาจจะเป็นเพราะมันกลัวที่จะตายเลยต้องพยามจนถึงที่สุด...สำหรับเด็กหนุ่มแล้ว...การที่คนหรืออะไรสักอย่างพยามจนถึงที่สุดเป็นเรื่องที่ดี...แต่การหัวเราะใส่คนที่พยามถึงขนาดนั้น...มัน...มัน...

"โถ่เฟ้ย!!! ดันนึกถึงตัวเองขึ้นมาได้!"เด็กหนุ่มโวยวายพร้อมกับเอามือทุบขอบสะพานหิน เขาถอนหายใจก่อนจะถอดเสื้อนอกของตัวเองแล้วกระโจนลงไปในแม่น้ำและว่ายไปช่วยมันทันทีั

"เหๆ มีคนลงไปช่วยมันด้วย เดี้ยวก็จมไปพร้อมกันหรอก"เสียงของรุ่นพี่ชายดังขึ้นมาจากบริเวณริมแม่น้ำ แต่เด็กหนุ่มได้ยินไม่ค่อยชัดเพราะเสียงน้ำข้างๆหูมันแรงกว่าเยอะ

"ไม่ดูตัวเองเลยน่ะโง่รึเปล่าเนี่ย?"ต่อไปเป็นเสียงของรุ่นพี่หญิง แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้ยินเหมือนกันนั้นแหละ

และแล้วในที่สุดเด็กหนุ่มก็คว้าตัวเจ้าลูกหมาตัวนั้นได้ แต่เขาก็ถูกพัดมาไกลน่าดูเหมือนกัน...เด็กหนุ่มค่อยๆไต่ขึ้นมาริมฝั่งอย่างเหนื่อยอ่อนพร้อมกับลูกหมาตัวนั้น

"บอกก่อนน่ะ...ฉันไม่ได้ช่วยแกเพราะอยากเป็นฮีโร่หรือสงสาร...ฉันแค่เห็นแกซ้อนทับกับฉันเท่านั้นเอง..."เด็กหนุ่มพึมพำในขณะที่อุ้มมันขึ้นมาไว้ในอกแล้วชันร่างนั่งลงริมแม่น้ำ

"ฉันเข้าใจความรู้สึกคนที่พยามอย่างถึงที่สุดแล้วคนอื่นไม่สนใจหรือคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกขบขันดี...เพราะงั้น ฉันไม่ได้ช่วยนายเพราะสงสารแต่เพราะถ้าฉันไม่ช่วยแก  ฉันคงรู้สึกผิดกับตัวเองไปตลอดชีวิตเท่านั้นแหละ!"เด็กหนุ่มเอ่ยตะโกนออกมา...แน่นอนว่าเจ้าหมาตัวนี้มันไม่เข้าใจหรอก เพราะงั้นมันก็เลยเลียหน้าเลียแก้มของเด็กหนุ่มเป็นคำขอบคุณแทนซะงั้น...เด็กหนุ่มถึงกับถอนหายใจก่อนจะอมยิ้มนิดๆ

"เอาเถอะ...แต่มันก็ไม่เลวร้ายหรอก..."เด็กหนุ่มพึมพำก่อนที่เขาจะรู้สึกเจ็บแปลบที่มือข้างซ้ายขึ้นมา...มือเขาไปกระแทกหินหรืออะไรมาตอนว่ายน้ำรึเปล่าน่ะ?

"น่ะ...นี้มัน..."เด็กหนุ่มไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อจ้องมองไปที่มือซ้ายของเขา มือซ้ายของเด็กหนุ่มหรือ"เจเนซิส อาร์ค์ไอร์ม"ในอดีตนั้นก็เหมือนมือซ้ายมนุษย์ปกติๆ แต่ในตอนนี้มันกลับมีตราสัญลักษณ์ลวดลายแปลกๆปรากฎขึ้นมา....เขาจำภาพลายสัญลักษณ์แบบนี้ได้ดี...มันคือตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวนั้นเอง!

"(หลังจากนั้นพอเอาเรื่องนี้ไปบอกกับพ่อแม่...ก็ได้เห็นท่าทางภูมิใจอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน...ตอนนั้นรู้สึกดีมากเลยล่ะ พอบอกพวกเพื่อนๆทุกคนก็เฮกันยกใหญ่ ไม่นานหลังจากนั้นอาจารย์อาคิเอลได้ยินข่าวคนที่มีตราสัญลักษณ์เลยมาหาเรา อาจารย์แกตรวจนานพอสมควรก่อนจะบอกว่าเป็นของจริงไม่ผิดแล้วก็เลยพาเรามาที่นี้....แต่ทำไมตอนนี้มัน)"เจเนซิสคิดขึ้นมาในใจในขณะที่ถูกเหยียบหัวอยู่...ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชที่สุดเลยสิน่ะ

"(บางทีเราอาจจะเหมือนเจ้าหมาตัวนั้น ส่วนผู้หญิงที่เหมือนกัปตันรูริรูริก็คือตัวเราที่กระโดดมาช่วยสิน่ะ...ฮะๆ......)"

"(ไม่สิ...ไม่ใช่.....)"ความคิดขัดแย้งดังขึ้นในหัวของเจเนซิส

"(เจ้าหมาตัวนั้นมันพยามจนถึงที่สุด ส่วนเราก็ได้แต่ดูถูกตัวเองว่าทำไม่ได้ สู้ไม่ได้...แล้วดีแต่โทษคนอื่นๆ...เทียบกับเจ้าหมานั้นแล้ว...มันยังดิ้นรนสุดชีวิตเลยนิน่า...เรานี้มัน...น่าขายน่าชะมัดเลย แม้แต่หมายังดีกว่า)"เจเนซิสหลับตาลงพร้อมกับเริ่มโทษตัวเอง นั้นสิน่ะคนที่ผิดไม่ใช่เจ้าร่างยักษ์นี้หรืออาจารย์อาคิเอล แต่เป็นตัวเขาที่คิดจะถอดใจยอมแพ้ต่างหาก

"(ยังไงก็คงไม่ขายหน้าไปกว่านี้แล้ว...ตัวตลกก็เป็นตัวตลกวันยังค่ำสิน่ะ...ได้แต่ทำเรื่องบ้าๆบอๆให้ชาวบ้านดูถูกแล้วก็หัวเราะเยาะ)"

"อย่ามาดูถูกตัวตลกน่ะ!"เสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนดังทะลุเข้ามาในหัวของเจเนซิสเมื่อเขาลืมตาขึ้นก็พบว่ารอบตัวล้วนเป็นสีขาวเว้นแค่ตรงหน้า....ตรงหน้าเขามีก้อนพลังงานสีดำๆแผ่ไอรัศมีแปลกๆออกมารอบๆตัว เจเนซิสจ้องเจ้าก้อนนั้นไปได้สักพักมันก็พลันเปลี่ยนรูปแบบตัวเองให้กลายเป็นหญิงสาวผมสีขาวยาวสลวยและมีปีกสีดำประมาณสามคู่ปรากฎขึ้นมาห่อหุ้มพันร่างกายของเธอไว้

อิมเมจแบบนี้มัน...พระเจ้าเหรอนั้น? พระเจ้าในโลกแห่งนี้ที่ทุกคนรู้จักกันในรูปลักษณ์หญิงสาวผมขาว มีปีกสีดำและมีหน้าอกใหญ่มาก! หญิงตรงหน้าคนนี้มีรูปร่างเหมือนกับพระเจ้่าที่เขาเคยเห็นตามภาพวาดไม่มีผิดเพี้ยน

"คุณคือ....? ไม่สิผมตายแล้วเหรอ?"เจเนซิสหล่อกแหล่กพร้อมกลับหันไปมองรอบๆตัว เห็นพระเจ้าแบบนี้แสดงว่าเขาตายแล้วสิน่ะ

"อย่ามาไร้สาระ ทั้งตัวฉันที่นายเห็นก็เป็นแค่ภาพจินตนาการบ้าๆบอๆของนายในหัวเท่านั้น แต่การที่ฉันโผล่มาในเจตจำนงค์ของนายแบบนี้เป็นความประสงค์ของฉันเอง..."หญิงสาวเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่พึ่งทะลุเข้ามาในหัวเมื่อสักครู่ นั้นเป็นเสียงของพระเจ้าเหรอ? ว่าแต่พูดอะไรเข้าใจยากสมกับเป็นพระเจ้าดีแฮะ

"ละ...แล้วมาพบผมเพราะอะไรล่ะครับ?"เจเนซิสเอ่ยถามไปอย่างสุภาพ

"นายเป็นผู้ถือครองตราสัญลักษณ์แท้ๆ แต่จะทำตัวน่าอดสูไปไหน? ต่อให้เป็นตัวตลกก็แล้วไงล่ะ? ตัวตลกก็สู้ได้ ตัวตลกก็แข็งแกร่งได้! ถ้านายคิดว่าตัวเองเป็นตัวตลกแล้วเสียงหัวเราะเยาะเป็นหอกที่พุ่งเข้ามาทิ่มแทงนาย นายก็จนแข็งแกร่งขึ้นซะ! แข็งแกร่งขึ้นจนทนหอกเหล่านั้นได้!"พระเจ้าตวาดกลับมาเสียจนทำให้เจเนซิสสะดุ้งเฮือก

"นับตั้งแต่โลกดิสทอร์ทแห่งนี้ถือกำเนิด มีผู้กล้าและผู้แพ้มากมายปรากฎตัวออกมาให้ฉันได้ชม บ้างก็งดงาม บ้างก็น่าอดสู สำหรับฉันแล้วนายจะทนเสียงหัวเราะที่เป็นเหมือนหอกนั้นได้หรือไม่ฉันไม่สนใจหรอก สำหรับฉันที่เป็นพระเจ้าแล้ว...แม้จะสร้างได้ทุกอย่าง แต่ก็ไม่อาจควบคุมได้ทุกสิ่ง การคาดเดาแล้วชมการกระทำของสิ่งมีชีวิตบนดาวนี้เป็นเรื่องที่หฤหรรษ์ที่สุดสำหรับฉัน...แต่ว่า...ไอ้ท่าทางขี้แพ้โดยไม่สู้เลยของนายมันทำให้ฉันหงุดหงิดจนถึงที่สุด!!!"พระเจ้าสวนใส่เจเนซิสมาเป็นชุดทำเอาเขาอึ้งไปเลยทีเดียว ไอ้การยอมแพ้หมดอาลัยตายอยากของเขานี้มันน่าสมเพชซะจนพระเจ้ายังไม่ชอบเลยเหรอเนี่ย

"เพราะงั้นนายมีทางเลือกสองทาง! ทางแรกคือตายๆไปซะ! อีกทางก็คือกลายเป็นเหล็กซะ! จงกลายเป็นเหล็กที่หอกแห่งเสียงหัวเราะเยาะนั้นแทงไม่เข้า! กลายเป็นตัวตลกเหล็กไหลที่แข็งแกร่ง! จงกลายเป็น"ไอร่อนโจ๊กเกอร์"ซะ!"พระเจ้่าพูดใส่เป็นชุดพร้อมกับชี้หน้าเจเนซิส....ไอร่อนโจ๊กเกอร์เหรอ? ชื่อทั้งเห่ยทั้งเสี่ยวแต่เขาก็รู้สึกว่าเท่ดีเหมือนกันแฮะ....

"อึก!"เจเนซิสลืมตาโพล่งขึ้นมา เมื่อรู้สึกตัวอีกทีเขาก็ยังคงโดนเหยียบหัวอยู่เหมือนเดิม...เมื้อกี้พระเจ้ามาหาเขาจริงๆหรือเขาแค่ละเมอไปเองล่ะนั้น...แต่ยังไงก็ช่างตอนนี้เจเนซิสรู้แล้วว่าเขาควรจะทำอะไร

Next>>>>>>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 03, 2012, 02:44:08 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2269


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 02, 2012, 09:39:06 PM »

ตอนที่1 -อย่ามาดูถูกกันน่ะเฟ้ย!- Part3

เขาควรจะพูดคำพูดหนึ่งที่ควรจะพูดใส่หน้าพ่อมาตั้งนานแล้วแต่ไม่กล้าซะที...คำพูด...ที่เขาอยากพูดมามากที่สุดในชีวิต

"นี้....แก.....น่ะ..."เจเนซิสร้องเรียกชายร่างใหญ่แต่เพราะโดนเหยียบหัวเหยียบหน้าอยู่แบบนั้นเลยเอ่ยออกมาได้อย่างยากลำบากเล็กน้อย

"หืม...เปลี่ยนใจยอมขายให้แล้วรึ? หรือเปลี่ยนใจจะให้ฟรีเลยล่ะ?"ชายร่างใหญ่นั้นละความสนใจจากเด็กสาวที่หน้าตาเหมือนกัปตันรูริรูริก่อนจะหันกลับมาจ้องร่างเด็กหนุ่มที่เขากำลังเหยียบบี้อยู่

"ปล่าว...อึก....แค่จะบอกว่า....ว่า...."เจเนซิสหยุดไปเล็กน้อยก่อนจะหลับตาแล้วตะโกนออกมาสุดเสียงว่า

"อย่ามาดูถูกกันน่ะเฟ้ย!"

เมื่อสิ้นเสียงเท่านั้นแหละจู่ๆสัญลักษณ์ที่มือของเจเนซิสก็เปล่งแสงออกมา เล่นเอาทุกคนรอบๆนั้นตะลึงอึ้งกันเป็นแทบเดียว เจเนซิสจึงได้ฉวยโอกาสนั้นใช้แขนทั้งสองข้างจับที่เท้าของชายร่างยักษ์แล้วผลักให้พ้นออกจากหัวซึ่งก็สำเร็จ

เจเนซิสหลุดพ้นจากพันธนาการที่เหยียบหัวเขามานานสองนานได้ซะที ก่อนที่เขาจะรีบกลิ้งถอยหลังไปตั้งหลักทันที และจากการดึงขาฉับพลันแบบนั้นทำให้ชายร่างใหญ่ล้มหงายตึงไปด้วย

เจเนซิสเอามือขยี้หัวเพื่อปัดเศษดินสามสี่ทีแล้วเหวี่ยงโยนกองสัมภาระกองโตที่เขาแบกอยู่ลงพื้นใกล้ๆก่อนจะชักดาบที่เหน็บไว้ที่เอวออกมาแล้วชี้ไปที่ชายร่างใหญ่พร้อมกับประกาศว่า

"ปล่อยให้หยามมานานขนาดนี้....บอกก่อนน่ะฉันคิดดอกเบี้ยแพงมาก! มีจ่ายรึเปล่าล่ะพี่กล้ามโต?"

"เฮอะ...พูดดีๆไม่ชอบ ชอบความรุนแรงสิน่ะเจ้าเด็กนี้ขนาดยอมโดนเหยียบหัวนานขนาดนี้...ได้...จะให้ความเจ็บปวดที่ลืมไม่ลงเลย"ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้นมาแล้วเดินไปยังกองสัมภาระใกล้ๆนั้น ท่าทางจะเป็นสัมภาระของเขาก่อนจะหยิบค้อนอันใหญ่ยักษ์ออกมา

"ไม่ให้เปลี่ยนใจแล้วน่ะเจ้าหนู"เขาแสยะยิ้มแต่แทนที่เจเนซิสจะกลัวเจเนซิสกลับยิ้มแยกเขี้ยวตอบซะงั้น

"เอ่อ...จ้างให้ก็ไม่เปลี่ยน"

ว่าแล้วเจเนซิสก็หันไปทางเด็กสาวที่เหมือนกัปตันรูริรูริ ดูเหมือนเธอจะหลบฉากไปข้างๆพร้อมโค้งตัวให้เจเนซิสเล็กน้อยเหมือนกับกำลังใช้ภาษากายสื่อสารไปว่า"ถ้าจะจัดการเองฉันไม่ขัดข้อง"

"(น่ารักดีแฮะ...)"เจเนซิสตาเป็นขีดพร้อมกับหน้าแดงนิดๆในขณะที่นึกภาพเด็กสาวคนนั้นโค้งตัวให้เขาอยู่ในใจ แต่เพราะกำลังจิ้นภาพสาวน้อยอยู่นั้นเอง เขาเลยไม่ได้สังเกตว่าอีกฝ่ายนั้นพุ่งเข้ามาพร้อมกับเงื้อมค้อนเตรียมฝาดใส่ซะแล้ว

"อะ เอ๊ะ เดี้ยวก่อน!!!"เจเนซิสที่พึ่งได้สติรีบถอยฉากหลบทันที...หมอนี้เหวี่ยงค้อนอันใหญ่นั้นได้ค่อนข้างไวมากๆ ไม่น่าแปลกที่จะมั่นใจว่าตัวเองสามารถจัดการฆ่าคนอื่นๆได้ง่ายๆ

หลังจากหลบจากค้อนมหากาฬนั้นได้อย่างฉิวเฉียด เจเนซิสก็พุ่งตัวเข้าไปตวัดดาบฝาดใส่ชายร่างยักษ์คนนั้นทันที

ชายร่างยักษ์ยกด้ามของค้อนที่เป็นเหล็กทั้งแท่งขึ้นมาป้องกัน ทั้งคู่ดันด้ามค้อนและดาบชนกันเพื่อวัดพลังว่าใครจะล้มหงายตึงไปก่อน

"อะ...ไม่ไหวแฮะ...แรงมันเยอะ...มาก!!"เจเนซิสพึมพำก่อนจะตัดสินใจหลบโดยการพุ่งถอยหลังอีกครั้ง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่เปิดโอกาสให้เขาได้หนีอย่างสะดวก ชายร่างยักษ์พุ่งตามมาแล้วง้างค้อนเตรียมฝาดใส่เจเนซิสอย่างรวดเร็ว

"(เราทำได้น่า ทำได้!)"เจเนซิสคิดขึ้นในใจขณะหมุ่นตัวหลบค้อนนั้นอย่างฉิวเฉียดอีกครั้งแล้วอาศัยจังหวะที่ค้อนปักอยู่กับพื้นกระโดดขึ้นไปที่หัวค้อนแล้วใช้หัวค้อนเหล็กเป็นแรงส่งในการกระโจนพุ่งเข้าหาชายร่างยักษ์ทันที

"เสร็จล่ะ! กระบวนท่า! -ฆ้อนราชสีห์!!-"เจเนซิสคำรามก่อนจะยกดาบขึ้นในขณะที่อยู่กลางอากาศแล้วใช้ใบดาบฝาดลงไปที่หัวของชายร่างยักษ์คนนั้นทันที

ด้วยแรงฝาดและแรงดึงดูดที่ช่วยส่งทำให้เกิดเสียงดังกึกขึ้นมาที่บริเวณศีรษะของชายร่างยักษ์ ความคิดชั่ววูบที่เข้ามาในหัวของชายร่างยักษ์ในตอนนั้นก็คือความตกใจที่ไม่คิดว่าตัวเองจะถูกเล่นงาน แถมเจเนซิสเองก็มีกำลังแขนไม่ใช่น้อยๆแรงฝาดของเจเนซิสรุนแรงซะจนเกือบทำให้เขาคอหัก

แต่คอมโบของเจเนซิสไม่ได้จบแค่นั้นหรอกน่ะ

"นี้แกบังอาจทำ....."ไม่ทันจะได้พูดจบประโยคระหว่างที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศเจเนซิสก็หมุนตัวแตะ สันเท้าของเขาฝาดเข้าที่แก้มของชายร่างยักษ์นั้นอย่างรุนแรงเสียจนทำให้ฝันของเขาหลุดออกมาหนึ่งซี่

1Hit

"นี้สำหรับที่เหยียบหน้าฉัน"เจเนซิสพูดก่อนจะเริ่มโต้กลับอย่างเต็มรูปแบบเขาหมุนตัวกางอากาศหลังจากแตะไปแล้วในพริบตาเพื่อเขาขาอีกข้างหนึ่งพุ่งถีบใส่หน้าของชายร่างยักษ์

2Hit

"นี้ำสำหรับที่มาหลอกซื้อของ!"เจเนซิสคำรามพร้อมกับอาศัยแรงส่งจากการเตะเมื่อครู่หมุนตัวแตะรัวๆเป็นชุดใส่หัวของชายร่างยักษ์ แม้ลูกถีบของเจเนซิสจะไม่รุนแรงเท่าลูกถีบของพวกนักสู้แต่มันก็แรงกว่าที่เด็กวัยรุ่นทั่วๆไปเตะอยู่โข และการโจมตีใส่หัวจังๆแบบนี้ก็มากพอที่จะทำให้ชายร่างยักษ์ติดสตั้นได้

3Hit

4Hit

5Hit

6Hit

"เมื้อกี้สำหรับการที่มาพูดหยามฉันต่อหน้าสาวน้อยน่ารัก!"แน่นอนว่าประโยคนี้เจเนซิสไม่ได้พูดดังเพราะกลัวเธอจะได้ยิน เขาตวัดแขนข้างที่ถือดาบขึ้นเตรียมจะปิดฉากการโจมตีคอมโบกลางอากาศ

"สุดยอดกระบวนท่า! -ลูกแตะพายุฆ้อนราชสีห์!!-"หลังประกาศชื่อท่าก็ทุ่มพลังแขนข้างที่ถือดาบ ฝาดใบดาบใส่หน้าของชายร่างยักษ์ในขณะสปริงตัวกลางอากาศ ด้วยแรงส่งจากลูกถีบชุดเมื่อครู่ทำให้การโจมตีรอบนี้รุนแรงซะจนอัดชายร่างยักษ์ปลิวอัดใส่ผนังได้เลย!

7Hit

Finish!

หลังจากการโต้คืนชุดเดียวรวดจนปิดฉากได้อย่างงดงามเจเนซิสก็ได้ยินเสียงฮือฮาดังออกมาจากลุ่มคนดู แน่นอนล่ะใครจะไปนึกว่าไอ้ขี้แพ้ที่โดนเหยียบอยู่เมื้อกี้จะชนะได้่ล่ะ

"(รู้สึกดีเหมือนกันแฮะ)"เจเนซิสแอบดีใจทำหน้าเปี่ยมสุขทำให้ดวงตาของเขากลายเป็นขีดๆ หลังจากทำหน้าแบบนั้นได้สักพักเขาก็ยกหลังมือซ้ายของตัวเองขึ้นมาดู...ตราสัญลักษณ์ที่อยู่บนมือ...แม้ตอนนี้จะไม่ส่องแสงแล้วก็เถอะแต่เจเนซิสก็คิดว่านี้เป็นตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวไม่ผิดแน่ๆ

"(ไม่ใช่เพราะอาจารย์อาคิเอลบอก ไม่ใช่เพราะพระเจ้าบอก แต่เพราะฉันเชื่อด้วยตัวเองว่ามันคือของแท้)"ว่าแล้วเจเนซิสก็ลองพิสูจน์ดูโดยการเดินไปที่ซุ่มประตูแล้วลองทาบมือเข้าไปในตำแหน่งกำแพงล่องหนที่เขาเคยได้สัมผัสก่อนจะต่อสู้กับชายร่างยักษ์ดู...

ผลปรากฎว่า...

ยังจับได้อยู่เหมือนเดิม......นี้ไม่ใช่สัญลักษณ์แท้หรอกเหรอ...ไม่สิใช่แน่ๆ อาจารย์อาคิเอลเองก็ยังคงยืนยิ้มดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่อีกด้านอย่างสบายอกสบายใจ...

"จะทำยังไง?"เสียงเย็นเรียบเจือความหวานดัีงขึ้นด้านหลังเจเนซิสเขาหันควับไปก็พบกับเด็กสาวที่เหมือนกับกัปตันรูริรูริเมื่อครู่นี้นิเอง พออยู่ใกล้ๆแล้วถึงได้รู้เลยว่าแม่นี้ตัวหอมจริงๆน่ะเนี่ย แบบนี้ยิ่งน่าหลงใหลกว่าเดิมน่ะสิ

"อะ...อา...ก็...."เจเนซิสเกาหัวแก้เขินนิดๆ เขาไม่ค่อยได้คุยกับเด็กผู้หญิงนิน่ะ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงน่ารักๆแบบนี้

"ฉันเชื่อว่ามันเป็นของแท้แต่ถ้าไอ้เจ้าประตูนี้ไม่ให้เข้า....ก็ต้อง..."เจเนซิสหยุดปากไปก่อนจะหันกลับไปที่ซุ้มประตูเก็บดาบแล้วยกมือซ้ายของตัวเองที่มีตราสัญลักษณ์ขึ้นมาบังในตำแหน่งตรงหน้าตัวเองเอาไว้

"ถ้าไม่ให้เข้าดีๆ....ก็ต้องพังเข้าไป!!!!"ว่าแล้วกระแสพลังงานเวทจำนวนมากก็ไหลไปรวมกันที่มือซ้ายของเจเนซิส สัญลักษณ์ดวงดาวส่องประกายแสงออกมาอีกครั้ง

"(นี้มัน...พลังของตราสัญลักษณ์?)"เด็กสาวทวินเทลที่หน้าเหมือนกัปตันรูริรูริคิดขึ้นมาในใจทันทีเมื่อเห็นเหตุการณ์เจเนซิสยกแขนซ้ายขึ้นเหนือหัว ดูเหมือนกระแสพลังเวทเหล่านั้นกำลังรวมตัวกันกลายเป็นเหมือนอุ้งมือสัตว์ขนาดใหญ่อยู่...

"(อุ้งมือ...หมี? ไม่สิ....มีเล็บ...แบบนั้น...หมาป่า!?)"เด็กสาววิเคราะห์ก่อนที่เจเนซิสจะยิ้มแยกเขี้ยวแล้วเอ่ยออกมาว่า

"อยู่ๆก็เข้ามาในหัวเองแฮะ...เหมือนเป็นวิธีใช้สัญลักษณ์....เอาล่ะ...ขอลองหน่อยเถอะ!!!"

ผู้คนรอบๆต่างฮือฮากับสิ่งที่เจเนซิสกำลังจะทำ บางก็ไม่เข้าใจว่าพลังระดับนั้นน่าจะเป็นสัญลักษณ์แท้แน่ๆ บางคนถึงกับออกปากขึ้นมาว่าเจเนซิสน่าจะบ้าไปแล้ว เพราะกำแพงป้องกันของโรงเรียนแห่งนี้แข็งแกร่งมากเสียจนมีแค่กำแพงก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมียามเฝ้าด้านนอกปราสาทเลยแม้แต่น้อย...

"สุดยอดกระบวนท่า! กรงเล็บสุนัขป่าคลั่ง!!!"หลังจากคำรามเจเนซิสก็หวดมือซ้ายออกไปราวกับว่ามันเป็นกงเล็บยักษ์ กงเล็บนั้นข่วนเข้ากับกำแพงเวทอย่างจัง...และผลก็คือ....

กำแพงเวทแตกออกเป็นเสี่ยงๆดังเพล้ง!

ผู้คนรอบๆล้วนอึ้งกับสิ่งที่เห็น...ไอ้ขี้แพ้เมื่อครู่สามารถทำลายกำแพงเวทป้องกันของโรงเรียนได้ นี้มันเรื่องอะไรกันแน่...

พลังเวทในมือซ้ายของเจเนซิสสลายไปพร้อมกับที่เขาก้าวผ่านซุ้มประตูเข้ามาเผชิญหน้ากับอาจารย์อาคิเอล เจเนซิสไม่รอช้ายกมือขึ้นชี้หน้าอาจารย์อาคิเอลทันทีพร้อมกับประกาศออกมาเลยว่า

"อธิบายมาเลยน่ะครับอาจารย์!!!"

อาจารย์อาคิเอลยังคงอมยิ้ม ก่อนจะถอนหายใจนิดๆ เหล่มองเจเนซิสก่อนจะตอบออกไปว่า"ทำได้ตามที่ครูหวังเลยน่ะเจเนซิสคุง~"

"หา?"เจเนซิสไม่เข้าใจ และก่อนที่เขาจะได้เข้าใจอะไรอาจารย์อาคิเอลก็พุ่งเข้ากอดเขาแล้วดันหน้าเจเนซิสไปซุกระหว่างอกตูมๆของเธอซะแล้ว

"นี้รางวัลจ๊ะ...หวังว่าคงไม่โกรธครูน่ะ"เธอเอ่ยแต่แน่นอนคำตอบต้องเป็น

"โกรธสิครับ!!! แล้วปล่อยผมเดี้ยวนี้น่ะ!!! ต่อให้เอาสาวอึ๋มทั่วโลกมาให้หนุนผมก็ไม่หายโกรธหรอก!!!!!!"

"แหม่ๆ...ตอนแรกครูเห็นเธอไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ก็เลยกะจะช่วยน่ะพอเดินเข้ามาปุบก็ร่ายเวทสร้างกำแพงขึ้นมาอีกชั้น...เพราะครูคิดว่าถ้าเป็นเจเนซิสล่ะก็น่าจะพังเข้ามาได้"อาคิเอลเอ่ยอธิบายออกไป...สรุปแล้ว...ต้นตอของปัญหาทั้งหมด...คืออาจารย์อาคิเอลสิน่ะ...

เมื่อได้ยินแบบนั้นเจเนซิสก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง...อาจารย์อาคิเอลไม่ได้หลอกเขาเรื่องตราสัญลักษณ์...แต่อาจารย์อาคิเอลแค่แกล้งเขาเท่านั้นเอง...ใช่ๆแค่แกล้ง...

เจเนซิสอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งที่หนักพอดูเหมือนกัน

"อะ จริงสิ...แล้วเด็กผู้หญิงคน..."ว่าแล้วเจเนซิสก็หันควับกลับไปเด็กสาวที่เหมือนกัปตันรูริรูริก็มายืนอยู่ข้างหลังเขาแล้ว เรียกได้ว่าพูดถึงโจโฉ โจโฉก็โผล่มา...เดี้ยวสิ การที่เธอมาอยู่ด้านหลังเขาซึ่งอยู่อีกด้านของประตูได้แสดงว่าเธอก็ต้องมี...

"กำแพงป้องกันของจริงยังไม่ได้หายไปสิน่ะค่ะ..."เด็กสาวเอ่ยออกมาพร้อมกับชี้ไปที่อีกด้านของประตูหรือทิศที่เขาพึ่งจะเข้ามา...ซึ่งตอนนี้มีบรรดากลุ่มคนจำนวนมากเบียดเสียดกันอยู่ที่ด้านหน้ากำแพง พยามทุบพยามจะพังเข้ามากันให้ได้กันใหญ่...

"เกิดอะไรขึ้นน่ะ..."เจเนซิสเหงื่อตกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เด็กสาวเลยเป็นคนเอ่ยอธิบายว่า

"พอเห็นคุณพังเข้ามาได้ ก็เลยนึกจะเลียนแบบกันน่ะค่ะ แต่จริงๆแล้วที่คุณพังไปเป็นกำแพงที่อาจารย์คนนี้สร้างขึ้นมาใช่ไหมล่ะค่ะ...เพราะงั้นกำแพงของจริงเลยยังอยู่รอดปลอดภัย...แต่ทุกคนข้างนอกนึกว่าคุณพังกำแพงจริงไปแล้วล่ะค่ะ"

"แหม่ๆ แย่เลยน่ะเนี่ย"อาจารย์อาคิเอลยิ้มพร้อมทำตาเป็นขีดแน่นอนก็โดนเจเนซิสตบมุขทันทีว่า

"ไม่ใช่เรื่องสนุกเลยน่ะครับ...เฮ่อ...ว่าแต่...เธอ...เธอ..."เมื่อจ้องหน้าเด็กสาวตรงๆเจเนซิสก็เขินขึ้นมาอีกแล้วแฮะ แย่จริงๆ

"ลาปิสค่ะ...ฉันชื่อ...ลาปิส รีเรชั่น"เด็กสาวเหมือนรู้ความคิดของเจเนซิสเลยเอ่ยแนะนำตัวออกไปพร้อมยิ้มนิดๆ...ซึ่งก็นิดจริงๆเพราะปากแทบไม่ขยับเยือน บางทีเธอเองก็อาจจะไม่รู้จักวิธีแสดงอารมณ์ให้คนอื่นเข้าใจแบบกัปตันรูริรูริก็ได้แฮะ หรือคิดอีกที...นี้อาจจะเป็นเรื่องปกติของเธอ

ชื่อลาปิสของเธอนั้นช่างเข้ากับสีของดวงตาจริงๆ นี้พ่อแม่เธอคงตั้งชื่อลูกตามสีตาสิน่ะเนี่ย แต่นี้ไม่ใช่เวลามามัวคิดไร้สาระ เจเนซิสหลบหน้าด้วยความเขินก่อนจะกระเอมเบาๆแล้วหันกลับมาแนะนำตัวว่า

"เจเนซิสครับ....เอ่อ....เจเนซิส อาร์คไอร์ม...ยินดีที่ได้รู้จัก"

"เมื้อกี้นี้ต้องขอโทษด้วยน่ะค่ะ...ที่คิดว่าคุณเป็นคนอ่อนแอ...นี้ค่ะ ฉันหยิบสัมภาระของคุณเข้ามาให้แล้ว..."ว่าแล้วลาปิสจังก็ชี้ไปที่สัมภาระกองโตของเจเนซิส...ดูจากหน้าอาจจะคิดว่าเป็นคนเฉื่อย แต่ดันทำอะไรคล่องแคล้วว่องไวเหลือเกินแฮะ

"ไม่ต้องขอโทษหรอก เพราะตอนนั้นผมก็ทำตัวอ่อนแอจริงๆ"เจเนซิสตอบพร้อมกับเกาแก้ม

"ไม่อ่อนแอหรอกค่ะ...คุณน่ะแข็งแกร่ง...แต่แค่คุณไม่เชื่อมั่นในตัวเองเท่านั้นล่ะค่ะ"ลาปิสเอ่ยออกมาฉะๆ โอ้วแม่เจ้า แม่นี้ยิ่งกว่าเอสเปอร์ซะอีกทายออกมาได้ถูกจุดมากๆหรือจริงๆแล้วใครๆก็ดูออกว่าเขาไม่มั่นใจในตัวเองล่ะเนี่ย

"ส่วนครูชื่อ อาคิเอล เบรุสจ๊ะ! เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาฝากตัวด้วยน่ะ"และแล้วอาจารย์อาคิเอลเข้ามาร่วมก๊วนสนทนาด้วยอีกคนทั้งที่ไม่ได้มีใครถาม แต่คงเป็นนิสัยรักสนุกของอาจารย์แกอยู่แล้วไม่แค่แนะนำตัวยังพุ่งเข้ามาตบไหล่ทั้งเจเนซิสและลาปิสพร้อมกันเสียด้วย แต่ดูถ้าจะตบแรงไปหน่อย...ผลก็เลยกลายเป็น...

เป็น...

เป็นสีฟ้าและสีขาวที่ถูดพาดเป็นลายทางอย่างสมมาตร...มันเป็นสีสันที่ราบเรียบและดูดี ให้ความรู้สึกเหมือนท้องฟ้าที่มีเมฆตัดผ่าน...แต่น่าเสียดายนิดๆที่สีฟ้าและสีขาวที่ว่าซึ่งเจเนซิสคุงเห็นเต็มสองตานั้นคือสีของลายกางเกงในของลาปิส รีเรชั่น

"แหม่ๆ ครูคงผลัีกแรงไปหน่อยจนเจเนซิสคุงล้มหน้าคะหม่ำไปเจอเซอร์วิสแบบนี้น่ะ ขอโทษน่า~"อาจารย์อาคิเอลยิ้มพร้อมกับมาช่วยดึงร่างของทั้งคู่ให้ลุกขึ้นแต่ว่า....

"อะ เอ่อ...ขอโทษน่ะครับคุณลาปิส"เจเนซิสรีบขอโทษทันที แน่นอนล่ะเขาทำเรื่องสุดลามกไปแล้วแบบนี้อีกฝ่ายต้องโกรธแน่ๆ แต่ผิดคาดลาปิสจังยังคงหน้านิ่งพร้อมกับตอบกลับออกมาว่า

"ไม่เป็นไรค่ะ....แต่ห้ามมีครั้งหน้าน่ะค่ะ...."

เจเนซิสรู้่สึกได้ถึงบรรยายสุดมาคุในประโยคด้านหลัง แม้ผู้พูดจะมีสีหน้านิ่งเฉยแต่เจเนซิสสามารถสัมผัสได้ถึงออร่าดำมืดรอบๆตัวเธอ...

ชีวิตในรั้วโรงเรียนของเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วสิน่ะ

ตอนที่1 -อย่ามาดูถูกกันน่ะเฟ้ย!- จบ

-----------------------

ตัวอย่างตอนต่อไป

ยินดีที่ได้รู้จักจ้า~.......ทั้งสี่ห้องนั้นแม้จะต้องคับเขี่ยวกันแต่ก็ต้องช่วยเหลือกันน่ะจ๊ะ.......ช่วยหนูด้วยค่ะ!!!.......นี้ริกกะ เอาไงกันดี?

ตอนต่อไป...ตอนที่2 -ไปลุยกันเลยพวก!!!-
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 03, 2012, 02:46:57 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2269


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 05, 2012, 11:43:18 PM »

ตอนที่2 -ไปลุยกันเลยพวก!!!- Part1

"(อย่าตื่นเต้น...อย่าตื่นเต้น)"เจเนซิส อาร์คไอร์มพยามสงบสติอารมณ์ให้ได้มากที่สุด ตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เล็กๆที่ถูกจัดเอาไว้ในหอประชุมขนาดใหญ่  นอกจากเขาแล้วยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่เป็นผู้ถือครองตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวเหมือนๆกันนั่งอยู่ในห้องนี้ด้วย ใช่แล้ว...เวลานี้ก็คือเวลาปฐมนิเทศนักเรียนใหม่นี้เอง...

เก้าอี้ทั้งหลายเรียงกันเป็นแถวยาวเดียวประมาณเจ็ดแปดแถว โดยที่แต่ละแถวก็มีจำนวนเก้าอี้ประมาณ10กว่าเก้าอี้ รวมๆแล้วเก้าอี้ทั้งหมดจะมี88ตัวแต่ว่า...จำนวนคนที่มานั่งไม่ได้มีเต็ม88คน มีหายโล่งไปเยอะเหมือนกัน นั่นคือคนที่ยังหาตัวไม่เจอหรือมาไม่ถึงสิน่ะ

ข้างๆของเจเนซิสคือหญิงสาวที่หน้าตาเหมือนกัปตันรูริรูริตัวละครโปรดของเขาในเรื่องอัศวินอวกาศเจเนะเลอร์ การจะไปบอกว่าผู้หญิงคนนี้หน้าตาเหมือนตัวละครในอนิเมทก็ออกจะเป็นเรื่องที่เสียมารยาทอยู่สักหน่อยเพราะงั้นแล้วเจเนซิสเลยพยามลบภาพกัปตันรูริๆในหัวแล้วเอ่ยเรียกชื่อจริงๆของเธอออกไป...ลาปิส รีเรชั่น

"เอ่อ คุณลาปิส เดินทางมาที่นี้ยังไงเหรอครับ?"เจเนซิสเริ่มหาเรื่องคุยกับลาปิส จริงๆแล้วตั้งแต่เอาสัมภาระไปวางไว้ในจุดวางสัมภาระเขากับลาปิสก็โดนอาจารย์อาคิเอลชี้ให้มานั่งที่ห้องประชุม ส่วนตัวของอาจารย์อาคิเอลก็เดินหายไปไหนก็ไม่รู้ เมื่อมานั่งแล้วเขากับลาปิสก็ยังไม่ได้คุยกันเลยสักคำ...แน่นอนว่าความเงียบนั้นเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของการคิดเตลิดเปิดเปิง แม้เจเนซิสจะไม่ใช่คนช่างพูดมากมายเท่าไรนักแต่การอยู่เงียบๆเป็นเวลานานก็ทำให้เขาอึดอัดได้เหมือนกัน

"ฉันมารถบัสค่ะ"ลาปิสตอบออกมาเรียบๆ...ออๆ รถบัสสิน่ะ มันก็ต้องมีอยู่แล้วพวกรสบัสประจำทางที่ผ่านหน้าโรงเรียน.....เฮ็ย!!! เดี้ยวเด้! โรงเรียนนี้มันตั้งอยู่บนยอดภูเขาประหลาดๆทางขึ้นมาเป็นแท่งเกลียววนไม่ใช่เหรอ? ถนนราดยางมะตอยก็ไม่มีสักหน่อย? รถมันวิ่งขึ้นมาได้ยังไงฟร่ะ?

"รถขึ้นมาได้ด้วยเหรอครับ..."เจเนซิสเหงื่อแตกขณะถามกลับไป จริงอยู่ว่ารถมันอาจจะพอวิ่งได้แต่นอกจากจะไม่มีถนนราดยางแล้วขอบกั้นทางก็ไม่มีถ้าเลี้ยวโค้งพลาดทีก็ไปโลกหน้าแน่นอน100%

"ค่ะ...เป็นรถบัสออกแบบพิเศษจากสยามน่ะค่ะ...ประเทศทางนั้นเก่งมากเลยน่ะค่ะนอกจากรถบัสแล้วยังให้คนขับฝีมือดีมาด้วย ถึงรถจะนั่งไม่ค่อยสะดวก แอร์ก็ไม่มี แถมคนขับยังขับซิ่งอีก แต่ก็ขึ้นมาส่งได้อย่างปลอดภัยค่ะ"ลาปิสเอ่ยบรรยายความสามารถและความเก่งกาจของรถบัสที่เธอนั่งมา...ไอ้แอร์ไม่มีไม่ค่อยเท่าไร แต่ไอ้ทางเป็นเกลียววนแบบนี้มีคนขับทีไ่หนเขากล้าขับซิ่งกันบ้างเนี่ย? แต่เจเนซิสก็เคยได้ยินว่ารถประจำทางในประเทศสยามขับกันซิ่งน่าดู ทั้งๆที่รถก็บุโรทังใกล้จะพังแหล่มิพังแหล่แท้ๆ แต่เขาไม่นึกไม่ฝันว่าทางขึ้นเนินวนๆแบบนี้จะกล้าขับซิ่งกันด้วย เชื่อเขาเลยสิ...

"แต่จะว่าไปตอนผมขึ้นมาไม่เจอรถสักคันเลยแฮะ"เจเนซิสนั่งนึกทวนความจำ เนื่องจากเขาเดินเท้าขึ้นมากับอาจารย์อาคิเอลแล้วพักค้างแรมกลางทางหนึ่งวัน เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่เห็นรถที่วิ่งขึ้นหรือวิ่งลงมา ทั้งๆที่ทางขึ้นมันก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมากมายแท้่ๆ แถมรถที่ว่ายังเป็นรถบัสซะอีก ถ้าวิ่งขึ้นหรือลงจริงๆเขาก็น่าจะเห็นบ้างน่ะสิ

"ฉันมาที่นี้ตั้งแต่สองวันก่อนแล้วค่ะ มีคนอีกไม่น้อยที่มาก่อนเวลา ส่วนใหญ่ก็จะมาตั้งแคมป์กันอยู่หน้าประตูโรงเรียน แต่ก็ไม่แน่น่ะค่ะ...เพราะตอนขากลับดูเหมือนลุงคนขับรถแกจะเมาอยู่ด้วย"ลาปิสเอ่ยออกมาด้วยสีหน้านิ่งและเรียบเฉยเหมือนกับทุกๆที อืมๆ มิน่าล่ะมาก่อนตั้งสองวันเขาถึงได้ไม่เห็น...แต่เฮ็ย!? ตอนขากลับที่ต้องขับลงจากภูเขามันต้องใช้ความระมัดระวังมากถึงมากที่สุดเลยไม่ใช่เหรอ? อย่าว่าแต่เมาเลย...แค่มีสติก็ยากแล้ว

เจเนซิสเผลอแอบคิดเรื่องไม่ดีๆออกไปทันทีว่า ที่เขาไม่เห็นรถคันนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าบางทีรถบัสคันนั้นมันคงแหกโค้งซิ่งร่วงลงไประเบิดตูมด้านล่างภูเขานี้แล้วน่ะสิ...

"วะ ว่าแต่ว่า...คงที่นั่งมาด้วยในรถบัส...คุณลาปิสพอจะคุ้นหน้าใครบ้างไหมครับ? เอ่อ...แบบว่า...คนคนนั้นอยู่ในห้องตอนนี้ด้วยน่ะ"เจเนซิสพยามเรียบเรียงประโยคแล้วเอ่ยถามลาปิสออกไป แต่ดูเหมือนว่าประโยคของเจเนซิสคุงจะดูแปร่งๆแฮะ ท่าทางเพราะเขาคงจะอายที่ได้คุยกับเด็กผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนกัปตันรูริรูริที่เขาชื่นชอบอยู่แน่ๆเลย ซึ่งจริงๆแล้วเจเนซิสแค่ต้องการถามว่า คนที่นั่งมาบนรถบัสคันเดียวกับลาปิสน่ะมีใครบ้างที่มีสัญลักษณ์แท้นอกจากตัวลาปิส

ลาปิสใช้เวลาตีความอยู่ไม่กี่วินาทีก่อนจะเอ่ยตอบออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า"มีค่ะ...อย่างเช่นคนที่นั่งข้างๆคุณเจเนซิสอีกด้าน"

ว่าแล้วก็ชี้ข้ามตัวเจเนซิสไปยังตำแหน่งที่นั่งด้านซ้ายซึ่งติดกับเจเนซิส ลาปิสนั้นนั่งอยู่ด้านขวาของเจเนซิสส่วนด้านซ้ายนั้นเป็นเด็กสาว ไม่สิต้องเรียกว่าหญิงสาวถึงจะถูก...เธอดูโตกว่าทั้งเจเนซิสและลาปิสอยู่นิดหน่อย มีผมสีแดงเลือดนกและมีนัตย์ตาสีฟ้าสุกใสสกาวจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นตาของมนุษย์ เธอไว้ทรงผมเดียวกับลาปิส...หรีือทรงทวินเทลนั้นเอง แต่ถ้าหากจะให้เทียบกันแล้ว ทวินเทลของลาปิสจังปลายจะยาวกว่ามากและก็จะเป็นทรงเรียวยาวลงมาแลดูเป็นแท่งๆ แต่ของหญิงสาวคนนี้นั้น ทรงทวินเทลจะแตกต่างจากลาปิสอย่างเห็นได้ชัด ประการแรกก็คือทวินเทลสองหางของเธอนั้นสั้นกว่าของลาปิสและมัดที่ยอดผมในระดับที่ต่ำกว่าของลาปิสทำให้ช่วงบนของทวินเทลสองข้างนั้นแลดูใหญ่ๆเป็นปมมากกว่าของลาปิส หางของทวินเทลทั้งสองข้างก็ไม่ได้เรียวยาวเป็นแท่งเท่าใดนักในส่นปลายมันแตกออกเป็นแผ่นๆยาวๆมากกว่าที่จะเป็นปมๆแท่งๆ

ดูเหมือนว่าเธอจะไม่รู้ตัวว่าเจเนซิสและลาปิสกำลังพูดถึงเธออยู่ นั้นก็เพราะว่าที่หูของเธอมีหูฟังเฮดโฟนเสียบใส่เอาไว้อยู่ สายของหูฟังนั้นลากยาวไปจบที่กระเป๋าเสื้อของเธอ ซึ่งดูจากท่าทางแล้วเธอกำลังใช้โทรศัพท์ฟังเพลงหรือไม่ก็เครื่องเล่นเพลงอยู่แน่ๆ

"(ถึงจะไว้ทรงผมทวินเทล...แต่ก็ไม่ค่อยเหมือนกัปตันรูริรูริแฮะ)"นี้คือความคิดแวบแรกที่เข้ามาในหัวของเจเนซิส...อืมๆ...แต่ เฮ็ย! นี้แกเห็นคนไว้ทรงทวินเทลก็เอาไปเปรียบเทียบกับกัปตันรูริรูริหมดเลยรึเนี่ย

แต่น่าแปลกอยู่อย่าง ทั้งๆที่เจเนซิสและลาปิสทั้งคุยแล้วก็ชี้มาที่หญิงสาวคนนี้ ตามหลักแล้วเธอน่าจะรู้สึกตัวหรือไม่ก็เอะใจกันบ้างแต่นี้ไม่มีแม้แต่จะใส่ใจเลยสักนิด จะว่าเธอหลับอยู่ก็ไม่ใช่ แม้ว่าเธอจะหลับตาอยู่แต่เจเนซิสสังเกตเห็นว่าเท้าของเธอนั้นขยับแทร็บอยู่ตลอดเวลา ท่าทางจะอินกับเพลงที่ฟังมากเลยล่ะมั้งเนี่ย

จะว่าไปแล้ว เมื่อลองสังเกตดูดีๆ เจเนซิสก็พบว่าหญิงสาวทวินเทลผมแดงคนนี้ใส่กระโปรงที่ค่อนข้างสั้น ถ้านั้นยังไม่พอล่ะก็ ตอนนี้เธอกำลังนั่งไขว้ห้างอยู่ด้วยน่ะสิ...อืมๆ...แม่่เจ้า!? ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ถ้าก้มนิดๆก็อาจจะเห็นกางเกงลิงของหญิงสาวคนนี้ก็ได้น่ะเนี่ย...

แต่แน่นอนว่าเจเนซิส อาร์คไอร์มพระเอกของเรา ไม่ใช่คนลามกจกเปรตซกมกถึงขนาดจะแอบดูกางเกงในของหญิงสาวที่ไม่รู้จัก อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่...การแอบดูกางเกงในของผู้หญิงก็เป็นเรื่องลามกจกเปรตอยู่ดีนั้นแหละ

เจเนซิสเหลือบไปเห็นว่าเชือกรองเท้าของเขามันไม่ค่อยจะตึงสักเท่าไร ถ้าเป็นแบบนี้เดินๆไปอาจจะหลุดได้และการก้มลงเพื่อผูกเชือกรองเท้าใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร...

เพราะแบบนั้นถ้าเกิดในระหว่างที่เขาก้มลงไปผูกเชือกรองเท้าอยู่สายตาของเขาอาจจะเหลือบไปเห็นอะไรสักอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจก็เป็นได้...ถ้าเป็นแบบนั้น แม้ว่าจะเหลือบไปเห็นกางเกงในของหญิงสาวข้างๆเข้า ก็ไม่ถือว่าเป็นคนลามกจกเปรตซกมก แต่เป็นแค่ฉากแฟนเซอร์วิสธรรมดาๆเท่านั้นเอง แม้ว่าจะโดนจับได้แต่ท่านั่งล่อเป้าแบบนั้น ทำให้เขามีข้อแก้ต่างได้ล้านแปดเลยว่าแค่บังเอิญเหลือบไปเห็นพอดี บลาๆ

เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วเจเนซิสเลยก้มลงไปผูกเชือกรองเท้าใหม่พร้อมกับเหล่สายตาไปมองด้านซ้ายมือของตัวเองทันที... อืม...เป็นแผนที่ชาญฉลาดจริงๆ...แต่ไอ้คนที่วางแผนจะเนียนดูกางเกงในหญิงเนี่ย มันยิ่งกว่าลามกจกเปรตซกมกซะอีกน่ะ

และแล้วเจเนซิสก็ได้เห็นเต็มๆตา! แต่ไอ้เต็มๆตาที่ว่าไม่ใช่กางเกงลิงของสาวข้างๆเจเนซิสหรอกน่ะ แต่เป็นสันของรองเท้าส้นสูงต่างหาก...เท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงของหญิงสาวทวินเทลหัวแดงข้างๆเจเนซิสพุ่งเข้ามาทิ่มใส่ตาของเจเนซิสที่เหล่มาทางเธอเต็มๆ นี้เป็นตรา(ตีน)ประทับกำราบคนลามกสิน่ะ

"แอ๊ก~"เจเนซิสร้องเสียงหลง โชคยังดีที่ว่าหอประชุมตอนนี้มีเสียงเจือยแจ๊วเต็มไปหมด ไม่งั้นเสียงร้องที่เหมือนลิงโดนรถทับไส้แตกของเจเนซิสนั้นคงจะเรียกความสนใจจากทุกคนในหอประชุมได้แล้วล่ะ

เด็กสาวผมแดงยิ้มน่ารักที่มุมปากในขณะเหล่กลับมาที่เจเนซิสพร้อมกับค่อยๆถอดหูฟังของตัวเองออกแล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงดุจจิ้งจอกสาวเจ้าเล่ห์ว่า...

"นี้คุณรุ่นน้องที่น่ารัก~ ค่าชมกางเกงในของพี่สาวคนนี้น่ะ 1ล้านเหรียญน่ะจ๊ะ? มีจ่ายไหมเอ่ย? ถ้ามีจ่ายพี่สาวจะเปิดให้ดูตรงนี้เลยน่ะ~"

"มะ...ไม่มีครับ! ตะ...แต่ว่า ลดราคาได้ไหม!?"เจเนซิสเอ่ยตอบออกไปอย่างอัตโนมัติ แต่ว่าตอบแบบนี้ออกไปแผนเนียนของนายก็ใช้ไม่ได้ผลน่ะสิ...แล้วนั้นอะไรล่ะนั้น? ลดราคา? แบบนี้ก็ยิ่งแสดงให้เห็นชัดๆเลยนะว่าแกมันหื่นน่ะ?

"ไม่ได้ๆ แพนตี้ของเด็กสาวน่ะมันมีราคามากน่ะรู้ไหม~ อะ...แต่ว่าพูดแบบนั้นออกมาจะดีเหรอ? แฟนเธอท่าทางจะโกรธใหญ่แล้วน่ะ?"เด็กสาวผมแดงทำตาเป็นขีดในขณะที่เอ่ยออกมาอย่างชิลๆ แต่เจเนซิสไม่ชิลด้วย เขาเองก็สัมผัสได้ถึงออร่าดำทะมึนน่ากลัวจากทางด้านหลังของเขาได้เช่นกัน แน่นอนว่าคนที่นั่งด้านหลังของเจเนซิสเป็นผู้ชายที่เขาไม่รู้จัก และเขาก็ไม่มีทางนับผู้ชายเป็นแฟนด้วย...ซึ่งตอนนี้เจเนซิสหันหน้าคุยกับเด็กสาวผมแดงอยู่ ด้านหลังที่เด็กสาวผมแดงว่าก็ต้องเป็นคนที่นั่งด้านขวาของเขา...ลาปิส รีเรชั่น

"ไม่ได้โกรธค่ะ...แต่ฉันไม่ชอบให้มาทำอะไรน่าบัดสีท่ามกลางกลุ่มคน...มันน่าเกียจ...แล้วฉันก็ไม่ใช่แฟนเขาด้วย"แม้จะหน้านิ่งเรียบราวไม่รู้สึกอะไร แต่ออร่าที่แผ่ออกมาทำให้เจเนซิสและเด็กสาวผมแดงรู้สึกได้ว่าไม่ธรรมดาเลย ซึ่งความไม่ธรรมดานี้เองทำให้ปฎิกริยาตอบกลับของแต่ล่ะคนนั้นแตกต่างกัน

คนแรกเจเนซิสนั้นรู้สึกโดนทิ่มแทงอย่างเจ็บสาหัส ตอนแรกเขาหลงนึกว่าลาปิสจะไม่พูดแก้เรื่องที่เป็นแฟนเขาซะอีก...แต่ก็น่ะ เจเนซิสนายหวังสูงเกินไปรึเปล่าล่ะเนี่ย? หรือนายจะเป็นโรครูริรูริลิซึ่มไปซะแล้ว? อะ...แต่ลาปิสจังไม่ใช่กัปตันรูริรูรินิน่า

ส่วนอีกคนอย่างสาวผมแดงนั้นแทนที่จะกลัวหรือตกใจกลับยิ้มเจ้าเล่ห์กว่าเดิมราวกับได้ของเล่นอันแสนสนุกมาไว้อยู่ในมือ เธอหัวเราะคิกๆคักๆนิดๆหน่อยๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสนุกสนานว่า

"จ้าๆ ขอโทษจ้า... ไหนๆเราก็เป็นเพื่อนร่วมเรียนด้วยกันแล้ว ถึงฉันจะอายุมากกว่าพวกเธอแต่ก็ไม่ต้องเรียกพี่ก็ได้น่ะ~ ฉันก็จะไม่ต้องเรียกพวกเธอว่าน้องเหมือนกัน~"

ดูเหมือนท่าทางอารมณ์ดีของเธอจะทำให้ลาปิสจังคลายความขุ่นเคืองไปแฮะ ลาปิสเองก็พยักหน้าตอบรับเบาๆก่อนจะแนะนำตัวว่า

"ลาปิส รีเรชั่นค่ะ..."

"สะ...ส่วนผม เจเนซิส อาร์คไอร์มครับ!"เจเนซิสหันกลับมายิ้มแล้วแนะนำตัวกับเด็กสาวผมแดงอย่างเป็นกันเอง ซึ่งเด็กสาวผมแดงก็ยิ้มตอบก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

"ยินดีที่ได้รู้จักจ้า~ ชื่อจริงของฉันเป็นความลับสุดยอด ถ้าอยากจะรู้ต้องจ่ายมากกว่า10ล้านเหรียญ...เพราะงั้น เรียกฉันว่า"อาริสึ"ดีกว่า่"

เจเนซิสรู้สึกเหมือนติดสตัน...ทั้งๆที่พวกเขาแนะนำตัวออกไปแท้ๆ อีกฝ่ายยังกั๊กไม่ยอมบอกชื่อจริงออกมาแบบนี้มันเหมือนกับการไม่ให้เกียรติกันเลยนิน่า

ซึ่งไม่ใช่แค่เจเนซิสแต่ดูเหมือนลาปิสเองก็จะรู้สึกด้วย เธอเอ่ยออกมาเรียบๆทันทีเลยว่า "ฉันอยากทราบชื่อคุณค่้ะ..."

อาริสึถอนหายใจก่อนจะทำท่ายักไหล่แบมือเป็นอารมณ์ประมาณว่า"ช่วยไม่ได้ล่ะน่ะ"

ว่าแล้วเธอก็ขยับปาก แต่วินาทีที่ขยับปากเจเนซิสก็รู้สึกหูอื้อชาไปหมดจนต้องเอามือปิดหูทันที เมื่อหันไปมองที่ลาปิสดูเหมือนเธอจะทำท่าตกใจ...แต่ท่าตกใจของเธอก็แค่ตาโตขึ้นเท่านั้นเอง หน้ายังนิ่งเหมือนเคยเลยแฮะ

"คุณอาริสึ...คุณเป็นคน"ไร้สมญา"เหรอค่ะ?"ลาปิสถาม ซึ่งอาริสึก็พยักหน้าเบาๆ แต่ดูเหมือนเจเนซิสจะงงกับศัพท์ที่ลาปิสเอ่ยขึ้นมาแฮะ ไร้สมญาเหรอ? มันคืออะไรกันล่ะ?

"ไร้สมญาที่ว่านี้...หรือว่าไม่มีชื่อ?"เจเนซิสลองเอ่ยเดาแต่ก็โดนอาริสึยิ้มใส่แล้วตอบปัดออกมาว่า

"ไม่ใช่หรอก...ไร้สมญาหมายถึงคนที่ชื่อถูกปิดผนึกต่างหากล่ะ... เมื่อประมาณ22ปีก่อนสมัยชะตากรรมครั้งที่9 มีเวทสีแปลกประหลาดมากมายปรากฎขึ้นมาบนโลก และก็ใช่ว่าจะมีแต่คนที่ดีเป็นคนใช้มัน มีเวทที่แปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่งที่จะสามารถควบคุมคนที่เรารู้จักหน้ากับชื่อจริงได้ สมัยนั้นก็เลยมีการปิดผนึกชื่อเด็กที่เกิดมาน่ะ เพื่อป้องกันเวทอันนั้น"

"แสดงว่าคุณอาริสึก็ถูกปิดผนึกชื่อสิน่ะครับ?"เจเนซิสถามซึ่งอาริสึก็พยักหน้าและอธิบายต่อว่า

"มีน้อยคนนักที่ได้ทำ พิธีการปิดผนึกชื่อน่ะ เพราะต้องทำตอนแรกเกิดเท่านั้น ตอนฉันเกิดน่ะชะตากรรมมันจบไปแล้วก็จริง แต่เวทนั้นยังคงอยู่ พ่อแม่ฉันที่เคยเป็นผู้ถือครองตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวและเคยได้เจอกับศัตรูที่ใช้เวทบทนี้ ก็เลยรู้สึกไม่ปลอดภัยถ้าเกิดว่าลูกสาวตัวเองต้องโดนเวทนั้นเข้า ก็เลยทำการปิดผนึกชื่อฉันเอาไว้"

"ได้ยินว่ามีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่จะปลดผนึกได้...แต่ถ้าไม่ปลดผนึกแล้วพูดออกมา ก็จะแบบเมื่อครู่สิน่ะค่ะ?"คราวนี้ลาปิสเป็นฝ่ายซักถามบ้าง

"ใช่จ๊ะ ถ้าปลดผนึกไปแล้วจะไม่สามารถกลับมาผนึกได้อีก พอจะเข้าใจเหตุผลแล้วสิน่ะทั้งคู่ แต่ก็น่ะ ต้องขอโทษด้วยจริงๆที่บอกชื่อจริงออกไปไม่ได้...แต่ใครๆก็เรียกฉันว่าอาริสึ ไม่ว่าจะพ่อแม่หรือพี่น้องก็ตามเพราะงั้นแล้ว ฉันไม่คิดว่าชื่อเล่นฉันจะเป็นการเสียมารยาทหรอกน่ะ"อาริสึตอบออกมา เมื่อได้ยินดังนั้นลาปิสเลยรีบก้มหัวขอโทษออกมาทันที แน่นอนว่าเห็นแบบนี้เจเนซิสก็เลยทำตามด้วยอย่างไม่รอช้า

"อะไรกัน ไม่ต้องขอโทษหรอกน่า...ไม่รู้ไม่ใช่เหรอ? ไม่ผิดหรอกจ๊ะ"อาริสึยิ้มพร้อมกับหัวเราะคิกคักก่อนจะเหล่ไปที่ตราสัญลักษณ์ที่ด้านหลังมือซ้ายของเจเนซิส แวบแรกที่เธอเห็นมันนั้นเธอก็ยิ้มมุมปากแล้วนึกขึ้นมาในใจว่า

"(เห...โลกมันกลมจริงๆ)"

ระหว่างที่อาริสึกำลังนึกอยู่นั้นก็มีเสียงหวี้ดไมค์ดังออกมาจนทำให้ทุกคนในห้องแสบแก้วหูไปตามๆกัน ทั้งหมดหันไปดูทางต้นเสียง...บนเวทีนั้นเอง ซึ่งบนเวทีที่แต่เดิมมีแต่เก้าอี้สำหรับอาจารย์นั่งเรียงรายอยู่ด้านหลังนั้น บัดนี้กลับเต็มไปด้วยบรรดาผู้คนมากหน้าหลายตาบนเก้าอี้ ถึงแม้ว่าชุดของแต่ล่ะคนจะไม่เหมือนกันแต่เหล่านักเรียนเกือบทุกๆคนก็ล่วงรู้ได้ด้วยต้นเองว่าคนเหล่านั้นเป็นอาจารย์ของโรงเรียนนี้อย่างแน่นอน

"อะ...แฮ่ม"เสียงกระเอมดังขึ้นมาจากตำแหน่งไมค์ที่ถูกเซ็ตไว้กับแท่นปราศรัย คนที่กระเอมแล้วทำเสียงหวี้ดไมค์ก็ไม่ใช่ใครอื่น...อาจารย์อาคิเอลนั้นเอง

"ขอโทษน่ะจ๊ะ สำหรับเสียงไม่พึงประสงค์เมื่อครู่...พอดี่ว่าเราพึ่งจะมาเปิดโรงเรียนกันหลังจากปิดร้างไปนานกว่า10ปีน่ะ ถึงจะเข้ามาทำก่อนหน้าวันเปิดเทอมตั้งอาทิตย์ก็เถอะ แต่อะไรๆก็ยังไม่ค่อยพร้อมเท่าที่ควร ขอโทษด้วยน่ะ"อาจารย์อาคิเอลเอ่ยออกมาพร้อมกับยกมือขอโทษขอโพย หลังพูดจบก็ทำท่าแอ๊บแบ๊วเคาะหัวตัวเองเสียอีก...ให้ตายสิ เจเนซิสนึกขึ้นมาทันทีว่าต้องมีนักเรียนสักคนที่รู้สึกเหม่งๆกับท่านั้นนอกจากเขา

"อืม...เอาล่ะ ขอเข้าเรื่องเลยน่ะ ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่"สตาร์ฟอส"จ๊ะ ก่อนจะเริ่มปฐมนิเทศก็จะขอแจ้งเรื่องหนึ่งให้ทราบก่อน จะได้เตรียมใจกันเอาไว้..."แน่นอนว่านักเรียนหลายๆคนถึงกับซุบซิบและจับกลุ่มคุยกันทันทีหลังจากที่ได้ยิน...เรื่องที่จะประกาศก่อนเริ่มปฐมนิเทศ แถมให้เตรียมใจกันเอาไว้ด้วย...ท่าทางจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ

อาจารย์อาคิเอลยิ้มนิดๆกับปฎิกริยาตอบรับกึ่งสงสัยของเหล่านักเรียน เธอยกไมค์ขึ้นก่อนจะประกาศว่า

"หลังจากปฐมนิเทศเสร็จเราจะทำการจัดบ้านกัน!!!"

Next>>>>>>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 03, 2012, 02:43:15 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2269


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 07, 2012, 04:30:10 AM »

ตอนที่2 -ไปลุยกันเลยพวก!!!- Part2

"จัดบ้าน?"เจเนซิสทำหน้าฉงนทันทีเมื่อได้ยิน...การจัดบ้านที่ว่านี้มันคงเหมือนกับการแบ่งห้องเรียนหรืออะไรแบบนั้นสิน่ะ แต่จะว่าไปแล้วโรงเรียนสตาร์ฟอสที่รับเอานักเรียนหลากหลายระดับอายุมาอยู่ด้วยกัน จะทำการเรียนการสอนกันยังไงล่ะนั้น แถมได้ยินว่าบางคนเรียนจบแล้วอีกต่างหาก

"เจเนซิสคุงพอจะรู้อะไรกับเกี่ยวกับการจัดบ้านบ้างไหม?"เสียงดังมาจากทางด้านขวาของเจเนซิส ลาปิสรีเรชั่นสาวน้อยน่ารักน่าชังไว้ทรงผมทวินเทลเอ่ยถามเจเนซิสพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาหาเจเนซิสนิดๆ ดวงตาสีออกน้ำเงินเป็นสีเดียวกับแร่อัญมณีลาปิสกำลังเบิ่งโตจ้องมาทางเข้า ปฎิกริยาแบบนี้ทำให้เจเนซิสรู้สึกว่าลาปิสนี้น่ารักโคตรๆเลยจริงๆ

"อะ เอ่อ...ไม่ทราบเหมือนกันครับ...อาจารย์อาคิเอลไม่ได้บอกอะไรผมเลยน่ะ"เจเนซิสตอบกลับออกไปอย่างเขินๆ ท่าทางดวงตากลมโตนั้นคงทำให้เขารู้สึกเขินอยู่แหง่มๆ ก็แหม่ น่ารักปานนั้นนิน่ะ

"ได้ยินจากคุณพ่อคุณแม่มาว่า...สตาร์ฟอสจะแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น4กลุ่มใหญ่ โดยจะเรียกกลุ่มเหล่านั้นว่าบ้านแต่ก็มีอาจารย์บางคนที่เรียกว่าห้อง...นักเรียนที่อยู่บ้านเดียวกันจะได้อาศัยอยู่ที่บ้านพักเดียวกันหรือหอพักเดียวกันน่ะ ที่แบ่งแบบนั้นเพื่อให้บรรดาอาจารย์ดูแลกันได้ง่ายและทำการเรียนการสอนได้ง่ายๆด้วย"อาริสึเอ่ยอธิบายออกมา ทำให้เจเนซิสและลาปิสหันควับไปที่เธอทันที จริงสิ สาวน้อยทวินเทลหัวแดงคนนี้มีพ่อแม่เป็นอดีตผู้ถือครองตราสัญลักษณ์นิน่า เพราะงั้นน่าจะรู้เรื่องโรงเรียนนี้ดีกว่าใครเพื่อนเลยสิน่ะ

"แล้วเขาจะใช้เกณฑ์อะไรในการแบ่งค่ะ?"ลาปิสเอ่ยถาม อาริสึก็ส่ายหัวก่อนจะตอบออกมาว่า"ไม่รู้เหมือนกัน รู้สึกเกณฑ์และวิธีการจะต่างกันทุกปีน่ะ ขึ้นอยู่กับว่าผู้อำนวยการในครั้งนั้นๆจะกำหนดให้ทำยังไง..."

"ระ...หรือว่าจะให้เราใส่หมวกที่พูดออกมาได้ แล้วพอใส่หมวกนั้นก็จะขานชื่อบ้านที่เราจะอยู่ออกมา!!"เจเนซิสเอ่ยออกไปด้วยสีหน้าจริงจัง แต่ก็โดนอาริสึตัดมุขว่า

"ไม่ใช่แบบนิยายพ่อมดสวมแว่นพ่อตายคนนั้นหรอก..."

"หรือว่าจะเป็น? ให้เข้าห้องเวทมนต์ที่เป็นมิติเสมือนแล้วให้ทำการตอบปัญหาหรือปริศนา แล้วก็ตามด้วยต่อสู้กับเหล่าปีศาจ?"ลาปิสเอ่ยขึ้นมาบ้างซึ่งเจเนซิสก็รีบเสริมไปทันทีว่า

"ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็...ผมก็คงเจอปัญหาที่ถามว่าแมวในกล่องมันตายหรือยังไม่ตายแล้วหลังจากนั้น ผมก็ตอบออกไปว่า“คำตอบเหรอ ก็ต้องแน่อยู่แล้วสิ เจ้าแมวบ้านั่นไม่ตายง่ายๆ...""

ไม่ทันจะได้พูดจบดีเจเนซิสก็โดนอาริสึตัดมุขออกมาว่า"เอ่อ...ฉันว่าคงไม่ใช่แบบนั้นหรอกน่ะ..."

"เอาล่ะค่ะ ที่พูดไปเมื่อครู่คือกฎเกณฑ์ต่างๆและข้อห้ามภายในโรงเรียน...ต่อไปก็จะเป็นการเชิญอาจารย์ที่จะมาทำหน้าที่อธิบายการแบ่งบ้าน เพราะงั้นหมดหน้าที่ของครูแล้ว...แต่ก่อนไปครูอยากจะบอกว่าทั้งสี่บ้านหรือทั้งสี่ห้องนั้นแม้จะต้องคับเขี่ยวกันแต่ก็ต้องช่วยเหลือกันน่ะจ๊ะ"เสียงของอาจารย์อาคิเอลลอดเข้ามาในหูของเจเนซิส เฮ็ยเดี้ยวเด้! อธิบายกฎจบไปตั้งแต่เมื่อไร...ท่าทางเจเนซิสจะมัวแต่คุยจนไม่ได้สนใจฟังแน่ๆ สำหรับเขาไม่เท่าไรหรอกแต่ลาปิสจังนี้สิ...เขาพลอยทำให้ลาปิสต้องลำบากไปด้วยแหง่มๆ

"เอ่อ คุณลาปิส...เรื่องกฎเมื้อกี้...คุณได้ฟัง..."เจเนซิสเอ่ยออกไปอย่างตะกุกตะกักจนลาปิสพูดสวนออกมาว่า"กฎ23ข้อเมื่อครู่ทำไมเหรอค่ะ?"

"(น่ะ...นี้เธอได้ยินเหรอ...แสดงว่าคนที่ไม่ได้ฟังมีแต่ผมกับคุณอาริสึน่ะสิ)"เจเนซิสเหงื่อตกพร้อมกับหันไปหาอาริสึ

"เจเนซิสคงไม่ชอบกฎที่ว่าห้ามให้ผู้ชายไปป้วนเปี้ยนในที่พักของผู้หญิงแน่ๆเลยสิน่ะ ว้าย~ลามกจริงๆ~~"อาริสึเอ่ยออกมาเมื่อเจเนซิสหันหน้าไปหา...

สรุปแล้วคนที่ไม่รู้อะไรเลยก็มีแค่เขาคนเดียวสิน่ะ โอ้ว พระเจ้า!

ในขณะที่กำลังจะเริ่มโวยวายเจเนซิสก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา...มันเป็นความรู้สึกประหลาดมากที่ไม่อาจจะบรรยายได้ เป็นความรู้สึกที่มีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่จะสามารถรับรู้ได้ด้วย และท่าทางไม่ใช่แค่เขา แต่บรรดาผู้ชายเกือบทั้งหมดในหอประชุมแห่งนี้ต่างก็รู้สึกแบบเดียวกันกับเขา

อาริสึทำหน้าฉงนเมื่อเห็นเจเนซิสทำท่าแปลกๆ เจเนซิสเริ่มหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆตัวเพื่อหาที่มาของความรู้สึกประหลาดนี้ มันเป็นแรงกดดันอย่างหนึ่ง...แต่ไม่ค่อยรู้สึกน่ากลัวตรงกันข้าม มันเป็นแรงกดดันที่ทำให้เขาไม่รู้สึกอยากเข้าใกล้ รู้สึกขนลุกและสะอิดสะเอียน

"อาจารย์คนนั้น...."เจเนซิสกลืนน้ำลายในขณะที่จ้องไปยังอาจารย์ที่เดินมาเปลี่ยนกับอาจารย์อาคิเอลที่แท่นปราศรัย

"ยินดีที่ได้รู้จัก..."น้ำเสียงแข็ง แห้ง แหบและหยาบของชายวัยกลางคนรูปร่างแข็งแรงกำยำ ผิวคล้ำและมีรอยแผลเป็นปรากฎขึ้นหลากหลายแห่งทั่วร่างกาย แม้ว่าจะใส่ชุดสูทสีเขียวอ่อนและกางเกงสีเดียวกันเพื่อปกปิดไว้นั้น รอยแผลเหล่านั้นก็ยังมีบางส่วนที่ปรากฎโฉมออกมาให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยตามแขนขาและแผลเป็นบนใบหน้า นิ้วมือที่หยาบกระด้างและมีรอยขีดข่วนเล็กๆอยู่ทั่วฝ่ามือ ผมบนหัวของอาจารย์ผู้มีบุคลิกและท่าทางเหมือนทหารผ่านศึกคนนี้กลายเป็นสีขาวเต็มทั่วหัว

เจเนซิสรู้สึกไม่สู้ดีกับอาจารย์คนนี้มากมายเสียจนเหงื่อแตกท่วม ซึ่งพฤติกรรมผิดสังเกตแบบนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะตัวของเจเนซิสแต่เป็นกับนักเรียนชายหลายๆคนในห้องประชุมด้วยเช่นกัน อาริสึที่สังเกตเห็นมีเหรอจะอยู่เฉยเงียบไว้โดยไม่พูดอะไร

"เห...นี้เจเนซิสคุง...กลัวอะไรล่ะนั้น...อาจารย์คนนั้นมีอะไรให้กลัวเหรอ?"อาริสึเอ่ยถาม

"มะ...ไม่ทราบครับ...แต่ร่างกายมัน..."เจเนซิสตอบอย่างตะกุกตะกักซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่อาจารย์คนนั้นเริ่มต้นพูดขึ้นทันที

"ฟัง! จะประกาศแค่เพียงรอบเดียวเท่านั้น หลังจากที่ฉันพูดจบ ทุกคนจะถูกส่งไปที่ห้ดันเจี้ยนที่อยู่ใต้ปราสาทของโรงเรียน โดยเราจะสุ่มวาปนักเรียนทุกคนในนี้ลงไปในดันเจี้ยน โดยนักเรียนที่ถูกวาปเข้าไปจะถูกจัดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ4คน พวกเธอจะไม่มีทางรู้ได้ว่าจะอยู่กลุ่มเดียวกับใคร"

"นี้เป็นการทดสอบเพื่อจัดบ้านที่พวกเธอจะอยู่ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ทั้ง4คนที่ถูกวาปไปอยู่กลุ่มเดียวกันนั้น อาจจะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันก็เป็นได้ ส่วนวิธีผ่านการทดสอบก็ง่ายๆ นั้นก็คือการหาประตูวาปที่ซุกซ่อนอยู่ในดันเจี้ยนและวาปออกมาข้างนอก ประตูวาปที่ถูกใช้งานแล้วจะถูกลบหายไป และมีเวลาให้ทั้งหมดประมาณ1ชั่วโมง ถ้าหากยังหาประตูวาปไม่เจอคนที่ยังหลงเหลืออยู่ในดันเจี้ยนถือว่าสอบตก..."อาจารย์ร่างใหญ่คนนั้นพูดออกมาทันที น้ำเสียงของเขาช่างดูดุดันและมีพลังในระดับที่อาริสึและลาปิสก็สามารถรู้สึกได้ แต่สาวๆก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกผู้ชายถึงได้ดูกลัวอาจารย์คนนี้กันหนัก

"ถ้าเกิดสอบตกจะเกิดอะไรขึ้นเหรอค่ะ?"เสียงเอ่ยถามดังมาจากแถวหน้าสุด เป็นเสียงหวานๆของผู้หญิงที่ถูกพูดด้วยน้ำเสียงโทนจริงจัง เมื่อเจเนซิสเพ่งสายตาไปก็พบกับหญิงสาวผมยาวไว้ทรงหน้าม้านิดๆ สีผมออกน้ำเงินเข้มในชุดเครื่องแบบเหมือนเป็นนักดาบเวท หน้าตาท่าทางเอาจริงเอาจังสุดๆ สังเกตได้จากดวงตาสีส้มของเธอนั้นฉายแววมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า

"ดีมากที่ถาม! ถึงจะสอบตกแต่ก็ไม่ได้หมดสิทธิ์การเข้าเรียนที่นี้แต่อย่างใด แต่จะถูกบรรจุลงคลาสเรียนเสริมพิเศษเพื่อฝึกฝนเพิ่มเติม แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อผลของการจัดบ้าน เพราะการจัดบ้านนั้นเราจะดูที่ลักษณะนิสัยและความพยามในการแก้ปัญหาในตอนทำการทดสอบ แต่ว่า...ถ้าเกิดว่าผู้ชายคนใดสอบตกล่ะก็...ฉันจะถือว่าเขาคนนั้นไม่มีความเป็นลูกผู้ชายพอ!!!"อาจารย์ร่างใหญ่เอ่ยตอบไปอย่างฉะฉาน โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย เล่นเอาเจเนซิสถึงสะดุ้งเฮือกเหงื่อแตกทันที...แต่เขาไม่มีทางรู้เลยว่าคำพูดต่อมาของอาจารย์คนนี้จะทำให้เขาขนพองสยองเกล้าที่สุดนับตั้งแต่เกิดมา

"บทลงโทษสำหรับคนที่ไม่มีความเป็นลูกผู้ชายพอก็คือ ถูกฉัน"เกรย์ เฮิบส์ไดร์ฟ”อาจารย์ฝ่ายปกครองประจำโรงเรียนสตาร์ฟอสแห่งนี้ตุ๋ยตูด!!!"

ผมไม่ได้พิมพ์ผิดหรือท่านไม่ได้อ่านผิดแต่อย่างใด อาจารย์ฝ่ายปกครองของโรงเรียนสตาร์ฟอสนามเกรย์ เฮิบส์ไดร์ฟคนนี้เป็นเกย์สมชื่อ ได้ยินมาว่าเขาเคยเป็นอัศวินในช่วงสงครามปราบกบฎในโลกตะวันตกเมื่อ20ปีที่แล้วมาก่อนซึ่งก็สมกับรูปลักษณ์ที่เห็นภายนอกนั่นแหละ แต่เพราะว่าสงครามปราบกบฎในโลกตะวันตกนั้นเรื้อรั้งและยาวนานจากการบัญชาการที่ย่ำแย่ของหัวหน้าหน่วยปราบปรามทำให้เหล่าอัศวินที่เข้าไปรบนั้นต้องจากบ้านและครอบครัวไปเป็นเวลานานและการอยู่ในสนามรบนานๆทำให้เขาได้ค้นพบกับพลังสีม่วงที่ยากจะต้านทานได้ จากการที่ได้ลิ้มลองรสชาตินั้นในตอนที่หน้ามืดตามัวกับบั้นท้ายของเพื่อนทหารคนสนิททำให้เขาติดใจและตัดสินใจเดินเข้าหาวิถีแห่งชายเหนือชายนี้อย่างองอาจ,กล้าหาญและสง่างาม เมื่อสงครามสิ้นสุดลง เขาก็เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดพร้อมหย่ากับภรรยาทันทีเพราะไม่ต้องการหลอกเธอว่าเขายังชอบผู้หญิงอยู่ เหตุการณ์หลังจากนั้นขอละไม่พูดถึงเอาไว้ก็แล้วกันเพราะมันดราม่าเคล้าน้ำตามากมายและเพราะเพียงแค่นี้เจเนซิส และบรรดาผู้ชายในหอประชุมรวมถึงอาจารย์บางคนก็ต่างพากันจับก้นตัวเองกันทันทีโดยมิได้นัดหมาย

แต่ดูเหมือนว่าจะมีสาวๆบางกลุ่มตาเป็นประกายเมื่อได้ยินแฮะ ซึ่งเจเนซิสก็ได้ยินว่ามีสาวๆที่ชอบจับคู่ดูชายหนุ่มกลัดมันมัวเมากันเองอยู่ด้วย เฮ่อ...นับวันรสนิยมของมนุษย์ชาติยิ่งจะแปลกไปทุกทีทุกที เจเนซิสก็ได้แต่ภาวนาล่ะนะว่าคนรอบๆตัวเขาจะไม่เป็นแบบนั้น แน่นอนว่าลาปิสจังที่หน้านิ่งก็คงไม่ต้องห่วง ส่วนทางด้านอาริสึยิ่งไม่ต้องกังวล เพราะแค่คำพูดตุ๋ยตูดสองคำก็ทำให้เธอตาเป็นประกายน้ำลายเยิ้มชนิดโคตะระเปี่ยมสุขแล้วล่ะ...อืมๆ...เอ๊ะ...แบบนั้นเรียกว่าไม่ต้องห่วงได้เหรอนั้น?

"อ้าก!!! ยิ้มทำไมล่ะครับ คุณอาริสึ? ละ...แล้วทำไมมองผมด้วยสายตาแปลกๆแบบนั้นล่ะครับ? อย่าน่ะครับ! อย่ามองผมสลับกับมองอาจารย์คนนั้นสิ...ละ แล้วไอ้คำว่ารุกๆรับๆที่พึมพำอยู่นั้นมันอะไรกันครับ!?"ไม่ใช่แค่เจเนซิสหรอกน่ะที่โวยวาย เพราะมีบางกลุ่มในหอประชุมนี้ที่ส่งเสียงดังกันด้วย ที่แน่ๆก็พวกกลุ่มสาวๆที่จับเข่าเมาส์คุยกันอย่างสนุกสนานนี้แหละ...จับเข่าคุยไม่เท่าไรแต่ไอ้หายใจฟืดฟาดนี้น่ากลัวน่ะ...

"ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ....แฮะๆ...งดงามมากเลยล่ะ เจเนซิสคุง...ฉันว่าเกรย์Xเจเนซิสน่ะแจ่มสุดๆเลยล่ะ!"ถึงจะเก็บอาการยังไงประโยคที่ตามหลังมาและสีหน้าท่าทางหื่นจัดๆแบบนั้นมันก็ปิดไม่มิดหรอกน่ะอาริสึ...

แน่นอนว่าเจเนซิสถึงกับถอยกรูดหันไปมองลาปิสความหวังอย่าง สุดท้ายบนโลกใบนี้ของเขาทันที...

"คุณลาปิสครับ...ไม่ได้คิดกับผมแบบนั้นสิน่ะครับ!?"ว่าแล้วก็ส่งสายตาอ้อนวอนไปสุดๆตัว แน่นอนว่าสาวหน้านิ่งอย่างลาปิสคงไม่ได้มีรสนิยมอะไรแบบนั้นแน่ๆ...

"ไม่ได้คิดแบบนั้นหรอกค่ะ..."เธอตอบหน้านิ่งออกมาทำให้เจเนซิสถึงกับโล่งอก นี้สิน่ะ...นี้สิน่ะสิ่งงดงามบนโลกใบนี้! เจเนซิสรู้สึกหลงรักลาปิสขึ้นมามากกว่าเดิมซะแล้วสิ...

"เพราะว่าสำหรับฉันแล้ว...ต้องเจเนซิสXเกรย์ค่ะ!!!"นี้เป็นประโยคที่ดูเหมือนเธอจะใส่อารมณ์มากที่สุดตั้งแต่พูดออกมา แม้ว่าจะยังหน้านิ่งอยู่แต่น้ำเสียงก็สั่นๆปนตื่นเต้นนิดๆที่สำคัญเธอยังยกนิ้วโป้งขึ้นมาประกอบทำเป็นภาษากายเพื่อสื่อสารว่า"ยอดเยี่ยม"อีกด้วย

"อ้าก!!~~~~~ ไม่เอาน่ะ!!! คุณลาปิส!!! อย่าไปโลกนั้นน่ะครับ!!~~~~~~~" อาเมนนะเจเนซิสคุง...ตอนนี้นายคงกลายเป็นนายแบบที่เปล่งประกายเจิดจรัสอยู่ในจินตนาการของสองสาวเสียแล้ว

"เงียบหน่อย! ผู้ชายคนไหนไม่เงียบฉันจะพาเข้าห้องน้ำ!!"เมื่อได้ยินอาจารย์เกรย์เอ่ยแบบนี้ออกมา ทำให้เจเนซิสที่แตกตื่นโวยวายเหมือนกับลิงถูกรถทับถึงกับเงียบปากสนิทโดยทันที พร้อมกลับมาอยู่ในอิริยาบถนั่งนิ่งไม่ขยับเขยือนอะไร ซึ่งจะมีก็แต่เหงื่อบนหน้าที่ไหลเป็นสายราวกับเปิดก๊อกน้ำเท่านั้นเอง

"ถึงจะทำการสุ่มวาปแต่เราก็ให้นักเรียนได้มีโอกาสเลือกบ้างเหมือนกัน... ขอให้ทุกคนนึก"ลักษณะ"ของคนที่อยากจะจับกลุ่ม4คนด้วยขึ้นมาในใจ ให้คิดได้แค่ลักษณะเดียวเท่านั้น...เอาล่ะให้เวลา10วินาที จะเริ่มทำการใช้เวทเคลื่อนย้ายแล้วล่ะน่ะ"อาจารย์เกรย์ประกาศพร้อมๆกับที่มีแสงสว่างส่องออกมาจากพื้นใต้ขาเจเนซิสและคนอื่นๆ นี้แสดงว่าพวกอาจารย์วาดวงเวทรอไว้ก่อนแล้วสิน่ะเนี่ย แต่จู่ๆให้นึกลักษณะแบบนี้ใครมันจะนึกออก แล้วลักษณะที่ว่าในนิยามของแต่ล่ะคนก็ไม่เหมือนกันด้วยซ้ำ

แต่เนื่องจากเวลามีไม่มาก เจเนซิสเลยต้องรีบนึกเลือกมาสักอย่างหนึ่งซึ่งสิ่งที่เขาเลือกก็คือ...

"(ทวินเทล ทวินเทล ทวินเทล ทวินเทล ทวินเทล ทวินเทล...)"เจเนซิสนึกถึงภาพทรงผมแกละในใจวนไปวนมา ท่าทางเจเนซิสจะอยากอยู่กลุ่มเดียวกับลาปิส แต่เพราะให้ระบุลักษณะเจเนซิสเลยจำเป็นต้องนึกแต่ลักษณะเด่นของลาปิส...นั้นก็คือทรงผมทวินเทลซึ่งเป็นทรงเดียวกับกัปตันรูริรูริ...เอวัง

เมื่อครบ10วินาทีแสงก็จ้าสว่างขึ้นพร้อมกับเสียงเหมือนอากาศปริมาณมหาศาลกำลังเคลื่อนตัววนไปมาเจเนซิสรู้สึกเหมือนตัวเองถูกดึงและกระชากอย่างแรงจากที่สิ่งที่มองไม่เห็น เมื่อลืมตามาก็เห็นแต่สีขาวเท่านั้น นี้คือเวทมนต์ที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายหรือเวทมนต์วาป เวทมนต์เทเลพอร์ตสิน่ะ...เจเนซิสเองก็พึ่งเคยโดนเข้าไปครั้งแรกนิแหละ...

"โอ็ย!!"เจเนซิสร้องออกมาเมื่อจู่ๆร่างของเขาก็ถูกกระแทกอย่างแรง...ภาพตรงหน้าชัดขึ้น...มันคือสีน้ำตาลของดิน จมูกรับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอับๆ ร่างกายตรวจจับได้ว่าตัวเขากำลังนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นดินขรุขระ เจเนซิสค่อยๆขยับร่างให้ลุกขึ้นและมองไปรอบๆ

ตรงหน้าของเขามืดกว่าที่เห็น ที่ที่เขาอยู่เหมือนกับเป็นเหมืองใต้ดินที่มีเส้นทางในเหมืองไม่กว้างมากนัก รอบๆตัวเขามีคบเพลิงให้แสงและความสว่างอยู่...และเมื่อมองไปรอบๆก็พบกับกองหินกองหนึ่ง...บริเวณใกล้ๆกองหินนั้นมีร่างของมนุษย์นอนอยู่ แต่เนื่องจากเจเนซิสมองเห็นไม่ชัดเท่าไร เขาเลยตัดสินใจวิ่งเข้าไปใกล้ๆทันที

ระหว่างที่วิ่งดูเหมือนร่างนั้นก็จะได้สติแล้วพยามชันตัวลุกขึ้นเหมือนกัน ร่างนั้นหันมาทางเจเนซิสพร้อมกับเอ่ยว่า...

"เอ่อ...ที่นี้...คุณคือเพื่อนร่วมกลุ่มของดิฉันสิน่ะค่ะ?"เสียงเด็กแหลมสูงดังสอดทะลุเข้ามาในโสตประสาทของเจเนซิส เมื่อเจเนซิสวิ่งเข้ามาถึงระยะที่พอมองเห็นสำรวจได้ชัดเขาก็พบว่าที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นเด็กสาวผมสีเขียวใสมีนัตย์ตาสีออกน้ำตาลเหมือนเปลือกไม้แก่ เธอไว้ผมไม่ยาวเท่าใดนักแต่ที่สำคัญก็คือ...ทรงผมของเธอเป็นทรงทวินเทลน่ะสิ ถึงจะแตกต่างจากอาริสึและลาปิสแต่ก็เป็นทรงทวินเทลสองหาง ทวินเทลของเธอมีความยาวสั้นกว่าของทั้งคู่มากและอุปกรณ์ที่ใช้มัดทำทรงทวินเทลนั้นก็เป็นเชือกหลากหลายสีสันที่ดูจะมีราคา ผมด้านหน้าของเธอค่อนข้างยาวเสียจนเกือบมาทิ่มแทงดวงตาแต่บริเวณหน้าผากกลับเปิดเอาไว้เล็กน้อย ทำให้ผมหน้าของเธอมีลักษณะคล้ายครึ่งวงกลมบน โชคดีที่เธอไม่ได้ตัดผมหน้าให้มีความยาวแบบไล่ระดับกันพอดี ไม่งั้นคงตลกหน้าดู แต่เพราะว่าความยาวของผมเป็นแบบธรรมชาตินั้นก็ทำให้เธอดูน่ารักมีเสน่ห์เข้ากับใบหน้าอันอ่อนเยาว์และแก้มขาวๆน่าหอมของเธอ

แต่จุดดึงดูดสายตาจริงๆเห็นจะเป็น...วงแหวนสีแดงออกส้มที่วิ่งวนอยู่ในดวงตาของเธอทั้งสองข้าง เนื่องจากนัตย์ตาของเธอเป็นสีน้ำตาลแก่วงแหวนสีแดงออกส้มยิ่งทำให้ตาของเธอดูเป็นจุดเด่นเข้าไปใหญ่ เจเนซิสรู้ได้ทันทีเลยว่าเธอนั้นเป็นเผ่าพันธ์แม่มด...เผ่าพันธ์ที่ถือกำเนิดจากร่างของหญิงสาวอ่อนวัยที่รวมตัวเข้ากันได้กับพลังเวทมหาศาล เชี่ยวชาญเวทมนต์และมีอายุขัยเป็นอมตะหลักฐานก็คือวงแหวนในดวงตาสัญลักษณ์แห่งแม่มดนั้นแล

เมื่อเธอยินขึ้นมาเจเนซิสพบว่าเธอนั้นค่อนข้างเตี้ย ดูจากอายุและความสูงแล้วน่าจะพอๆกับเด็กอายุอานามประมาณ13ปี แต่อย่างไรก็ดี เผ่าพันธ์แม่มดถูกหยุดอายุขัยเอาไว้ตั้งแต่ตอนเป็นแม่มด เพราะงั้นเด็กสาวคนนี้ตัวจริงอาจจะเป็นป้าแก่100ปีก็เป็นได้

"แม่มด? อะ...ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับแต่ว่ามาโผล่ใกล้ๆกันแล้วคงอยู่กลุ่มเดียวกันนั้นแหละ...ผม เจเนซิส อาร์คไอร์มครับ"เจเนซิสเอ่ยแนะนำตัวออกไปซึ่งเด็กสาวก็ดึงชายกระโปรงที่เต็มไปด้วยระบายของเธอขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับย่อตัวแล้วเอ่ยว่า

"นามของดิฉันคือ"เฟมี้ อากาเต้"ค่ะ...เป็นเกียรติที่ได้รู้จักน่ะคะ คุณเจเนซิส"

"เฟมี้สิน่ะ? เอ่อ...คือว่าขอเสียมารยาทเล็กน้อยได้ไหมครับ?คือ...คุณ..."แต่ดูเหมือนเด็กสาวหรือเฟมี้จังจะเดาได้ว่าเจเนซิสจะถามอะไร มันเป็นคำถามที่ค่อนข้างจะเสียมารยาทสำหรับผู้หญิงแต่สำหรับแม่มดแล้วมันเป็นคำถามยอดฮิตที่มักจะโดดคนถามมาบ่อยๆ

"อายุสิน่ะค่ะ? ภายนอกดิฉันดูเหมือนเด็กอายุ13ปี...แต่จริงๆดิฉันอายุ18ค่ะ เป็นแม่มดมาได้5ปีแล้วค่ะ"เธอตอบออกมาอย่างเรียบเฉยแล้วฉะฉาน ที่สำคัญยังค่อนข้างสุภาพเสียด้วย แต่เพราะความสุภาพนี้แหละที่ทำให้เจเนซิสทำตัวลำบากแม้ว่าอายุจะพอๆกับเขาก็ตามเถอะ

"ขอโทษด้วยน่ะครับที่ถามคุณเฟมี้"เจเนซิสเอ่ยออกไปแต่เธอก็ส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มแล้วเอ่ยว่า"ไม่ต้องรับไปใส่ใจหรอกค่ะคุณเจเนซิส...แล้วก็เรียกดิฉันว่าเฟมี้ก็ได้ เหมือนอย่างเมื่อสักครู่ยังไงล่ะค่ะ"

"อะ...อืม...เฟมี้..."เจเนซิสกล่าวออกไปพร้อมกับหน้าแดงเล็กๆ เขาพึ่งจะเคยทำตัวสบายๆแล้วรู้สึกลำบากขนาดนี้ อาจจะเพราะคำพูดของเฟมี้ที่ออกจะเป็นทางการจนทำให้เจเนซิสรู้สึกเกร็งขึ้นมาก็ได้ล่ะมั้ง

"ยะโฮ่~~"เสียงคุ้นๆดูเจเนซิสดังออกมาจากด้านหลังของเขาเมื่อเจเนซิสและเฟมี้หันไปดูพบว่ามีผู้หญิงหนึ่งคนและเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อายุอานามดูแล้วน่าจะพอๆกับเจเนซิสกำลังเดินเข้ามาหาพวกเขา

ด้านผู้หญิงนั้นคือคนที่เจเนซิสพึ่งเจอเมื่อครู่...เด็กสาวทวินเทลผมแดงผู้ที่ไม่สามารถเอ่ยนามของตนได้ อาริสึนั้นเอง ส่วนฝ่ายเด็กหนุ่มนั้นมีหน้าตาฉลาดเฉลียวแต่ก็ดูเป็นกันเอง มีผมสีดำและนัตย์ตาสีน้ำเงินเหน็บดาบที่มีฝักลายผีเสื้อสีน้ำเงินเอาไว้ที่เอว

ตอนนี้เจเนซิสดันนึกถึงลักษณะที่ให้นึกก่อนจะโดนวาปมา...เขานึกถึงทวินเทลเพราะคิดว่าจะได้เจอลาปิสจังแต่ผลกลับออกมาเป็นเขาดันได้มาเจอกับอาริสึและเฟมี้ที่ไว้ทรงผมทวินเทลเหมือนกันซะงั้น...เจเนซิสรู้สึกอยากร้องไห้ออกมานิดๆแล้วล่ะสิ

"คุณอาริสึ?"เจเนซิสตกใจเมื่ออาริสึเดินเข้ามาหาส่วนอาริสึก็เอ่ยตอบออกไปว่า"ท่าทางดวงเราจะสมพงษ์กันน่ะจ๊ะ เอ้~อยู่กับสาวน้อยน่ารักด้วยนิน่าเจเนซิส...หืม แม่มด?"

"สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อเฟมี้ อากาเต้ เป็นเผ่าพันธ์แม่มดค่ะ"เฟมี้เอ่ยแนะนำตัวกับอาริสึ ส่วนเด็กหนุ่มผมดำข้างๆอาริสึก็เอ่ยออกมาว่า

"ส่วนฉันชื่อ ริกกะ..."ริกกะ ซีซิก" ยินดีที่ได้รู้จักน่ะ"

"เจเนซิส อาร์คไอร์มครับ"เจเนซิสเอ่ยแนะนำตัวกับริกกะไปซึ่งพอทั้งหมดแนะนำตัวกันเสร็จแล้วริกกะก็เอ่ยขึ้นมาว่า

"เฮ่อ แย่จริงๆตอนโผล่มาดันหน้าทิ่มพื้นซะได้ ถ้าคุณอาริสึไม่อยู่ใกล้ๆล่ะก็ป่านนี้คงไปสวรรค์แหง่มๆ"

"แย่เลยน่ะครับ"เจเนซิสพูดพร้อมกับยิ้มซึ่งริกกะเองก็เอ่ยตอบออกมาว่า"ไม่ต้องสุภาพก็ได้น่ะ เรียกฉันว่าริกกะเฉยๆ แม่หนูเฟมี้ก็ด้วย"

"อะ...อืมเข้าใจแล้ว ริกกะ"เจเนซิสตอบกลับไปอย่างน้อยๆริกกะเองก็ทำให้เจเนซิสไม่ต้องรู้สึกเกร็งล่ะน่ะ เป็นผู้ชายเหมือนกันคงไม่ต้องสุภาพด้วยกันมากเท่าไรหรอก

"คะ...ค่ะ..."เฟมี้ดูเหมือนจะรับคำพูดของริกกะด้วยท่าทีอายนิดๆ คราวนี้คงเป็นฝ่ายเธอสิน่ะที่รู้สึกลำบากกับการพูดให้ดูสนิทสนม

"อะ...อืม...พวกเราโผล่มาใกล้ๆกันแถมครบสี่คน ดิฉันคิดว่าพวกเราคงเป็นกลุ่มเดียวกันล่ะค่ะ"เฟมี้เอ่ยขึ้นมาซึ่งอาริสึก็พยักหน้าก่อนจะพูดขึ้นว่า

"พื้นที่ตรงที่เราอยู่นี้ไม่มีทางแยกเลย แสดงว่าก็ต้องเลือกเอาล่ะน่ะจะเดินไปทางซ้ายหรือขวา...ทางก็มืดแบบนี้ตัดสินใจลำบากจัง"

"นั้นสิน่ะ ว่าแต่ไอ้ประตูวาปที่อาจารย์เกย์ล่ำคนนั้นพูดมันหน้าตาเป็นยังไงล่ะเนี่ย?"ริกกะกล่าวซึ่งทุกคนก็ส่ายหน้าเป็นการตอบด้วยภาษากายว่าพวกเราก็ไม่รู้

"ช่วยไม่ได้ล่ะนะ...ท่าทางจะต้องลองเดินหารอบๆ ถ้าเป็นดันเจี้ยนแสดงว่าต้องมีมอนเตอร์"เจเนซิสเอ่ยออกมาพร้อมกับชักดาบของตัวเองขึ้นมาเตรียมความพร้อมเอาไว้

"อืม ถ้างั้นสรุปจะเดินไปทางไหนดีล่ะ ซ้ายหรือขวา?"อาริสึถาม แต่น่าแปลกมากที่มีคนตอบออกมาได้อย่างรวดเร็วนั้นคือเจเนซิสแถมตอบด้วยท่าทางตื่นสุดๆด้วย

"ขวาครับ! ไปขวาให้ไวที่สุด ไปโลด!!!!"พูดไม่ทันขาดคำก็ออกวิ่งนำไปทางขวาทันที

"หมอนั้นจะรีบอะไรล่ะนั้น?"ริกกะสงสัย แต่เขาก็สงสัยได้ไม่นานเท่าใดนักเนื่องจากเขาได้ยินเสียงดังครืดๆดังมาจากทางด้านหลังของเขาหรือเส้นทางด้านซ้ายนั้นเอง

"เสียงนี้มัน..."อาริสึพึมพำพร้อมกับทำหน้าฉงนแล้วหันหน้าไปยังเส้นทางด้านซ้าย

"หะ หินค่ะ!!"เฟมี้เอ่ยออกมา ใช่แล้วหินลูกใหญ่ยักษ์กำลังกลิ้งมาทางพวกริกกะ ดูจากขนาดของพวกมันแล้วท่าทางจะทับพวกเขาแบนเป็นแผ่นโรตีได้แบบชิลๆซะด้วย เจเนซิสคงเห็นมันก่อนเลยรีบวิ่งไปสิน่ะแบบนี้เข้าข่ายเผ่นโดยไม่ยอมบอกได้รึเปล่าเนี่ย

"ทะ ทำยังไงดีค่ะ!?"เฟมี้รีบหันมาถามทั้งคู่แต่ไม่ทันไรก็โดนอาริสึจับแขนเอาไว้พร้อมกับโดนลากให้วิ่งทันที แน่นอนว่าริกกะเองก็ใส่ตีนหมาเผ่นเช่นกัน

ขนาดของหินก้อนนั้นค่อนข้างจะใหญ่ ให้หลบตามมุมหรือตามขอบก็คงไม่พ้นแน่ๆเพราะงั้นมีแต่ต้องวิ่งไปทางข้างหน้าอย่างเดียว

"เจเนซิส! ทำไมไม่รีบบอกย่ะ!~"อาริสึตะโกนไล่หลังใส่เจเนซิสแน่นอนว่าเจเนซิสตอบกลับมาในพริบตาระหว่างโกยอยู่ว่า"ลืมครับ! ขอโทษด้วย!!!"

"ดะ เดี้ยวสิค่ะ...ฉะ ฉัน..."ดูเหมือนเฟมี้จังจะไม่ค่อยมีแรงแฮะ แถมเธอยังใส่รองเท้าส้นสูงซะอีก เจเนซิสหันกลับมามองพวกอาริสึแล้วเห็นสภาพทุลักทุเลของเฟมี้เข้าทันที เขาจึงลดสปีดลงเพื่อให้กลุ่มของอาริสึเข้ามาใกล้เขาก่อนที่จะหยุดเท้าพร้อมกับหันตัวไปคว้าร่างเฟมี้มาจากอาริสึแล้วอุ้มแบกเธอขึ้นมาบนหลังเขาทันที อย่างน้อยๆเจเนซิสคิดว่าทำแบบนี้ก็พอจะช่วยชดเชยเรื่องที่เขาวิ่งมาก่อนโดยไม่ได้เตือนทั้งสามคนได้บ้าง อย่างดีที่สุดคือเขารู้สึกผิดน้อยลงนั้นและแต่ทว่า....

"หนะ...หนักกว่าที่คิดอีก!"เจเนซิสพูดออกมาโดยไม่ทันได้ระวังปากเมื่อเฟมี้ขึ้นมาบนหลังของเขา

"สะ เสียมารยาทน่ะค่ะ! ดิฉันไม่ได้หนักขนาดนั้นสักหน่อย! ตะ...แต่ขอบคุณที่ช่วยค่ะ..."เฟมี้โวยวายพร้อมกับหน้าแดง

"อะไรก็ช่าง! รีบๆโกยเถอะน่า!!!"ริกกะตะโกนบอกก่อนที่ทั้งกลุ่มจะเร่งฝีเท่ากันสุดฤทธิ์สุดเดช แต่เมื่อวิ่งมาได้สักพักทั้งคู่ก็พบว่า...ข้างหน้าของพวกเขานั้นเป็นหน้าผา...

"โอ้ว ชิท!"อาริสึสบถออกมาเมื่อเห็นว่าเบื้องหน้าของตัวเองเป็นเหว ส่วนริกกะเองก็วิ่งไปหยุดสต็อปที่ขอบก่อนจะจ้องมองลงไปอย่างพื้นเบื้องล่างแล้วเอ่ยว่า

"แย่ล่ะ ไม่เห็นก้นเลย..."

"หนะ...หนีเสือปะจระเข้ชัดๆ!"เจเนซิสเหงื่อแตกพร้อมกับลุกลี้ลุกลน ส่วนเฟมี้ที่อยู่บนหลังของเจเนซิสก็หันกลับไปมองแล้วตะโกนกลับมาบอกพวกอาริสึทันทีว่า

"ใกล้เข้ามาแล้วค่ะ ทำยังไงดี!?"

"โดดไม่ต้องคิดแล้ว!!"เจเนซิสตะโกนออกมา ตอนนี้ไม่มีเวลามาตัดสินใจเจเนซิสเอามือทั้งสองข้างคว้าแขนของอาริสึกับริกกะอย่างละข้างพร้อมกับกระโดดลงเหวตรงหน้าทันที

"กรี้ด~~~~ฉันยังไม่ได้เตรียมใจเลย!~"อาริสึร้องเฟมี้เหงื่อตกส่วนริกกะก็เหงื่อแตก ตอนนี้ไม่มีใครเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้าและแล้ว...

จ๋อม~~

โชคดีที่ใต้เหวนั้นเป็นน้ำ ร่างของทั้งสี่ตกและจมลงไปในน้ำ แต่นั้นยังไม่ปลอดภัย...เพราะว่าสิ่งที่กลิ้งตกตามหลังพวกเขามาก็คือหินก้อนยักษ์ เจเนซิสรีบว่ายไปข้างหน้าให้ไวที่สุดเพื่อหลบให้พ้นจากระยะหิน ส่วนอาริสึเองนั้นก็ว่ายตามมาติดๆก่อนจะต่อมาด้วยริกกะที่ใช้แขนข้างหนึ่งจูงเฟมี้ที่ดูเหมือนจะว่ายน้ำไม่เป็นให้ตามเขามา

ตูม!~~

เสียงหินก้่อนยักษ์ตกลงบนน้ำ ก่อให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่พัดเอาร่างพวกเจเนซิสกระเด็นไปด้านหน้าทันที...ตรงหน้าของทั้งหมดนั้นมีฝั่งที่เต็มไปด้วยหินอยู่ แม้จะขรุขระไปบ้างแต่ก็พอจะปีนขึ้นไปได้ล่ะน่ะ

"ถ้าสาวน้อยน่ารักแบบฉันจะเล่นบทแบบนี้มันต้องใช้สตันสิย่ะ~"อาริสึบ่นในขณะไต่ขึ้นมาบนหินคนแรกแล้วทิ้งก้นลงบนพื้นหินเพื่อนั่งพัก

"ไหวไหม?"ริกกะปีนขึ้นมาเป็นคนที่สองพร้อมกับลากเฟมี้ที่เหมือนจะสำลักน้ำขึ้นมาด้วยก่อนจะเอาตัวเธอไปนอนแผ่อยู่บนหินแล้วนั่งอยู่ข้างๆเพื่อดูอาการ

"แค่กๆ...อึก...ดิฉันคิดว่าโอเคค่ะ..."เฟมี้เอ่ยตอบออกมาเสียงอ่อยๆ ท่าทางเธอจะยังปลอดภัยสิน่ะ

"เฮ่อ...ให้ตายสิ..."และนี้คือเสียงบ่นของคนสุดท้ายที่ไต่ขึ้นมา...เจเนซิส อาร์คไอร์ม เมื่อไต่ขึ้นมาแล้วเจเนซิสก็นั่งพักเหมือนกับคนอื่นๆก่อนจะกวาดสายตามองรอบๆพร้อมกับเอ่ยออกมาว่า

"เอาล่ะ...แล้วทีนี้พวกเราอยู่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย?"

Next>>>>>>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 03, 2012, 02:43:11 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2269


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 08, 2012, 04:18:50 AM »

ตอนที่2 -ไปลุยกันเลยพวก!!!- Part3

"ดิฉันคิดว่าคงเป็นชั้นใต้ๆของดันเจี้ยนล่ะค่ะ...แค่กๆ..."เฟมี้เอ่ยความเห็นตัวเองออกมาในขณะชันตัวลุกขึ้นมานั่งแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ แม้ว่าเธอจะยังอาการไม่สู้ดีจากการสำลักน้ำแต่อย่างน้อยๆเธอก็คิดว่าตัวเองก็น่าจะพอไปต่อไหว

"แบบนี้จะหาประตูยากขึ้นรึเปล่าล่ะเนี่ย...หืม?"เหมือนอาริสึจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ก่อนที่เด็กสาวทวินเทลผมแดงคนนี้จะชี้ไปที่โพรงขนาดใหญ่พอจะให้ลอดเข้าไปได้โพรงหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับผนังในตำแหน่งที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบริเวณที่พวกเขาอยู่กันเท่าไรนัก

"โพรง...ใหญ่ขนาดนั้นเหมือนจะถูกทำขึ้นให้เข้าออกได้สิน่ะ"ริกกะเสนอความเห็นออกมา

"ลองเข้าไปดูกันเถอะ...ไม่มีทางอื่นแล้วนิน่า"เจเนซิสเอ่ยพร้อมกับออกเดินนำเข้าไปในโพรง เมื่อเข้ามาได้สักพักเขารู้สึกว่ามันแคบกว่าที่คิดแม้จะพอเดินได้ก็เถอะน่ะ ในระหว่างที่กำลังค่อยๆเดินลอดเข้าไปเจเนซิสก็สัมผัสได้ถึงอะไรนุ่มๆเปียกๆที่แผ่นหลังของเขา มันเป็นความรู้สึกหนึบหนับประมาณว่าถูกขนมมาชเมลโลว์ยักษ์ชนเข้าใส่ที่หลัง...และไม่ใช่แค่ชิ้นเดียวเสียด้วย แต่มีถึงสองชิ้น...

แทบไม่ต้องเดาให้ยาก...ไอ้มาชเมลโลว์แบบนี้ต้องเป็นหน้าอกแน่นอนแหง่มๆ แถมน่าจะเป็นของอาริสึเสียด้วย เพราะขนาดหน้าอกหน้าใจของอาริสึนั้นไม่ใช่น้อยๆเลยจากที่เจเนซิสเคยเห็น ยิ่งเมื่อครู่นั้นทั้งกลุ่มตกน้ำป๋อมแป๋มเปียกปอนกันถ้วนหน้า จึงไม่แปลกเลยที่เสื้อ...ชั้นใน...และหน้าอกของอาริสึจะเปียกปอนชุ่มไปด้วยน้ำ และภายในกลุ่มสี่คนนั้นผู้หญิงมีแค่อาริสึแล้วก็เฟมี้เท่านั้น ซึ่งรายหลังนั้นก็แบนโลลิไม่มีทางที่หน่มน่มจะให้สัมผัสที่ดึ๋งดั๋งขนาดนี้ได้แน่ๆ

"คะ....คุณอาริสึ...เข้าใจน่ะครับว่าทางมันแคบเดินลำบากแต่ว่า...เดินระวังๆหน่อยก็ดีน่ะครับ...หน้าอกของคุณอาริสึมันชนผมอยู่"ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ เจเนซิสจึงได้ทำการพูดออกไป แม้ว่าเขาจะรู้สึกดีที่ได้ถูกเซอร์วิสด้วยอกนุ่มๆเหมือนมาร์ชเมลโล่นี้ก็เถอะ

"หา พูดอะไรของนายน่ะ ฉันเดินรั้งท้ายไม่ใช่เหรอ? แล้วจะไปชนนายได้ยังไง?"เสียงของอาริสึตอบกลับมาจากบริเวณท้ายแถว...อ้าว...ถ้าไม่ใช่มาร์ชเมลโล่นุ่มๆของอาริสึ แล้วไอ้ที่ชนหลังเขาอยู่นี้มันคืออะไรล่ะนั้น?

พอๆกับตอนที่ความสงสัยได้เริ่มขึ้น เจเนซิสก็หลุดออกมาจากโพรงพอดิบพอดี โชคดีที่ห้องกว้างๆที่เขาหลุดมานั้นมีแสงสว่าง เขารีบหันหลังกลับไปมองหลังของตัวเองทันทีว่าอะไรคือสาเหตุของความนุ่มหนึบหนับพิศวงนั้น

ดุ้งๆ เสียงเหมือนก้อนเยลลี่กำลังขยับเขยื้อน ในจังหวะที่เจเนซิสชะโงกหัวกลับไปก้อนสีเขียวๆกลมๆสองลูงก็พุ่งขึ้นมาจากตำแหน่งบริเวณหลังของเขา พุ่งมากระแทกใส่หน้าของเจเนซิสทันที ก้อนสีเขียวกลมๆนั้นหลังจากปะทะกับหน้าของเจเนซิสไปลูกแล้วก็ชิ้งออกไปกระแทกแหมะกับพื้น ก่อนจะคลานดุบๆดิ้บๆเหมือนหอยทากออกห่างจากกลุ่มของเจเนซิสเหมือนกับพยามที่จะหนี

"สไลม์เหรอ?"ริกกะเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับจ้องมองก้อนเขียวๆที่คลานหนีไป...สไลม์จัดเป็นมาโมโนะประเภทหนึ่ง ไม่อันตรายและมักพบได้ในตามถ้ำหรือโพรงใหญ่ๆ ในดันเจี้ยนใต้ดินแบบนี้ย่อมต้องมีสไลม์อาศัยอยู่แล้วเป็นเรื่องธรรมดาๆ

"อา...สไลม์เหรอ แย่เลยแฮะ..."อาริสึที่ค่อยๆไต่ออกมาจากโพรงเป็นคนสุดท้ายพึมพำ ถึงแม้ว่าสไลม์จะไม่อันตรายแต่มันก็มักจะทิ้งเมือกเหลวไว้ตามทางที่มันเคลื่อนไหวหรือเกาะติด แล้วไอ้เจ้าเมือกเหลวเหล่านั้นก็ไม่ค่อยจะเข้ากันได้กับผิวมนุษย์สักเท่าไร ส่งผลให้เกิดอาการคันหรือถ้าหนักๆหน่อยอาจจะเกิดผื่นขึ้นมาได้ ในกรณีของเจเนซิสดูเหมือนจะเป็นอาการคันที่ใบหน้าและหลัง

"มาเจเนซิสฉันช่วย...ฉันมียาแก้เมือกสไลม์ติดมาพอดี"ริกกะเอ่ยออกมาพร้อมกับล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของตัวเองแล้วหยิบยาแก้เมือกสไลม์ออกมา มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะสไลม์เป็นมาโมโนะที่พบได้บ่อยถึงบ่อยที่สุดแถมมีอยู่เกือบทุกที่บนโลก ยาแก้อาการคันจากเมือกสไลม์นั้นจึงค่อนข้างขายดีเป็นพิเศษและคนส่วนใหญ่ก็นิยมพกยาแก้ไปไหนมาไหนกันเป็นเรื่องปกติอีกด้วย แน่นอนว่ายาแก้เมือกมันก็ต้องเป็นแบบทา เจเนซิสเลยถูกริกกะบังคับให้ถอดเสื้อออกมาจนหมด ส่วนริกกะเองก็เอามือฉโลมยาจนทั่วแล้วทาให้กับเจเนซิส...

"อุโฮะ!"อาริสึหน้าแดงพร้อมกับยิ้มออกมานิดๆเมื่อเห็นริกกะกำลังทายาลงบนแผ่นหลังของเจเนซิสเธอหันไปมองเฟมี้ก็สังเกตเห็นว่าเธอหน้าแดงแล้วทำท่าอายๆอยู่เช่นกัน อาการแบบนี้...ชัดเลย...พวกเดียวกันนิหว่า...ผีย่อมเห็นผีด้วยกันสิน่ะ...

"เฟมี้จัง...เจเนซิสXริกกะ หรือ ริกกะXเจเนซิสล่ะ?"อาริสึย่องเข้าไปเกาะหลังแม่มดน้อยพร้อมกับกระซิบเสียงหวานเอ่ยถามข้างหู

"อะ...เอ้...คะ...คุณอาริสึก็เป็นสาววายเหมือนกันเหรอค่ะ...แฮะๆ...ดิฉันคิดว่าแบบนี้มันต้อง ริกกะXเจเนซิสนั้นแหละค่ะ...แต่ว่า...เจเนซิสXริกกะก็ท่าทางจะไม่เลวเหมือนกันน่ะค่ะ!"เฟมี้พูดออกมาด้วยท่าทีและน้ำเสียงตื่นเต้น แก้มของเธอแดงเสียจนถึงใบหู...เป็นท่าทางที่น่ารักน่าหยิกเสียจริงๆถ้าไม่ติดที่ว่า...สาเหตุที่ทำให้แก้มของเธอแดงแบบนี้มาจากจิ้นเรื่องชายเหนือชายอะน่ะ

"เห...สองคนนั้นสนิทกันเร็วดีแฮะ"เจเนซิสเอ่ยออกมาในขณะที่ใส่เสื้อคืนหลังจากริกกะทายาลงบนหลังของเขาจนทั่ว...สองคนที่พูดถึงก็คืออาริสึกับเฟมี้ที่กำลังซุบซิบอะไรกันอยู่อย่างออกรสออกลีลา

"นั้นสิน่ะ พวกผู้หญิงนี้ดีจังเลยเนอะ..."ริกกะเอ่ยเห็นด้วย...อนิจา...พวกนายสองคนจะรู้ไหมล่ะนั้นว่าในจินตนาการของพวกเธอทั้งคู่ พวกนายสองคนกลายเป็นชายเหนือชายไปซะแล้ว...

"เอาล่ะ! แล้วห้องนี้มัน?"เจเนซิสที่หลังจากหายจากอาการคันที่โดนไสลม์ถูไถก็ลุกร่างขึ้นพร้อมกับหันไปมองรอบๆตัว ห้องที่เขาอยู่ไม่สิน่าจะเรียกว่าเป็นโพรงขนาดใหญ่มากกว่าล่ะนะ เป็นพื้นที่โล่งๆที่มีเสาหินอยู่ตรงกลางพื้นเป็นชั้นหินกับชั้นดินสลับกันไปมาอย่างไร้ระเบียบตรงผนังมีคบไฟเวทมนต์ถูกติดเอาไว้ด้วยเพื่อให้ความสว่าง แสดงว่าสถานที่แห่งนี้เคยมีคนมาสำรวจแล้ว นอกเหนือจากโพรงที่พวกเขาพึ่งจะลอดเข้ามาก็มีเส้นทางเหมือนโพรงขนาดใหญ่อีกแห่ง ซึ่งมันมีขนาดใหญ่เสียจนไม่น่าจะเรียกว่าโพรง ซึ่งเมื่อลองชำเลืองไปมองด้านในนั้นก็พบแต่ความมืด...ท่าทางจะเป็นเส้นทางที่ใช้เดินไปในดันเจี้ยนต่อแน่ๆเลย

"ทุกคนค่ะ...เสาหินนี้มัน?"เฟมี้ส่งเสียงร้องเรียกพวกเจเนซิสให้มารวมตัวกันที่เสาหิน แท่งเสาหินเก่าคร่ำครึนั้นเมื่อสังเกตดูดีๆพบว่ามันถูกแกะสลักตัวอักษรประหลาดๆเอาไว้อยู่เต็มแท่งเสาไปหมด แน่นอนว่านอกจากจะประหลาดแล้วยังดูเหมือนจะพิลึกกึกกืออีกด้วย เจเนซิสมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าไอ้อักษรที่ใช้สลักบนแท่นหินนี้ไม่ใช่อักษรที่ใช้กันทั่วๆไปแน่

"เหมือนจะเป็นอักษรโบราณน่ะ..."อาริสึเอ่ยออกมาแล้วลองเดินเข้าไปจับๆดู ส่วนเฟมี้เองก็ยกมือขึ้นจับคางทำท่าเหมือนพยามนึกอะไรสักอย่าง

"มีอะไรติดใจเหรอ เฟมี้จัง?"ริกกะหันไปถามเฟมี้ก็พยักหน้าพร้อมกับเอ่ยว่า"ดิฉันรู้จักอักษรพวกนี้ค่ะ...มันคือ"อักษรแม่มด"อักษรพิเศษที่ส่วนใหญ่จะถูกใช้ในการเขียนตำราชั้นสูงของบรรดาแม่มดเท่านั้น"

"เห สุดยอดเลย! แล้วมันบันทึกไว้ว่าอะไรเหรอ เฟมี้?"เจเนซิสรีบวิ่งเข้ามาถามเมื่อได้ยิน

"ไม่ทราบค่ะ"และนี้คือคำตอบที่ได้ทำเอาเจเนซิสล้มหน้าทิ่มพื้นไปทันที

"อักษรแม่มดไม่มีรูปแบบ...ประโยค...หรือหลักภาษาหรอกค่ะ...ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆก็เหมือนกับโค๊ทโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือไม่ก็วงจรของพวกเครื่องกลไก มีแต่คนที่สร้างเท่านั้นถึงจะรู้ว่ามันหมายความว่าอะไร ตามปกติการจะอ่านอักษรพวกนี้บรรดาแม่มดจะใช้การอ่านวงจรของมันค่ะ...วงจรของตัวอักษรก็คือรอยสลักที่พวกคุณเจเนซิสคิดว่าเป็นตัวอักษรนี้ล่ะคะ"เฟมี้เอ่ยอธิบายออกไป นั้นทำให้อาริสึถามกลับมาทันทีเลยว่า

"งั้นเฟมี้จังลองอ่านมันดูได้ไหม?"

"ถ้าใช้เวทมนต์ตรวจสอบก็ได้อยู่หรอกค่ะ แต่กับเสาหินใหญ่ขนาดนี้...ดิฉันคิดว่ายังไงก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย3ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ...ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นทุกๆคนก็จะสอบตกแน่ค่ะ"เฟมี้เอ่ยออกมา ว่าจริงๆเจเนซิสนั้นไม่ใช้คนที่เครียดอะไรกับผลสอบ เขาเป็นคนประเภทว่าเกรดขึ้นก็ดีใจและเกรดตกก็ชิลๆ ส่วนริกกะเองนั้นแม้จะเป็นคนเครียดเรื่องเกรดมากกว่าเจเนซิสแต่ก็ไม่ใช้คนที่หวังอะไรไว้มากมาย จริงๆแล้วเขาคิดว่าการสอบตกแล้วได้เรียนพื้นฐานเพิ่มเป็นสิ่งดีด้วยซ้ำถ้าไม่ติดที่ว่า...

ผู้ชายที่สอบตกจะโดนอาจารย์เกรย์ เฮิบส์ไดร์ฟตุ๋ยตูด...และด้วยเงื่อนไขนั้นเอง...หัวเด็ดตีนขาดเจเนซิสกับริกกะก็ไม่ยอมสอบตกเด็ดขาด

"ไม่มีวิธีที่เร็วกว่านี้แล้วเหรอ?"ริกกะถามในสภาพเหงื่อแตก...ในขณะที่เอามือข้างหนึ่งจับบั้นท้ายตัวเองเอาไว้แน่น นี้ขนาดแค่คิดว่าสอบตกยังปวดตูดขนาดนี้ถ้าโดนจริงล่ะก็มีหวังระบมตูดไปสิบปีแน่ๆ

"มีสิค่ะ"เฟมี้ยิ้มก่อนจะพูดออกมาอย่างภูมิใจว่า"ถ้าเป็นแม่มดทั่วไปล่ะก็คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ3ชั่วโมงในการอ่าน...แต่โชคดีน่ะค่ะ...ที่ดิฉัน เฟมี้ อากาเต้คนนี้เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านวงจรอยู่เหมือนกันและเหนือสิ่งอื่นใดฉันเป็นผู้ถือครองตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวค่ะ!"แน่นอนว่าไอ้เรื่องที่ถือครองตราสัญลักษณ์น่ะ...ทุกคนที่เป็นนักเรียนย่อมต้องถือครองด้วยกันหมด แต่ว่า...ตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวของแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกันไป และก็จะให้พลังรวมถึงความสามารถที่แตกต่างของแต่ละตราสัญลักษณ์อีกด้วย

อย่างของเจเนซิสนั้น อาจารย์อาคิเอลบอกว่าเป็นหมาป่า...และตอนที่เขาลองใช้มันดูก็พบว่าเขาสามารถใช้สุดยอดกระบวนท่ากรงเล็บสุนัขป่าคลั่งออกมาเพื่อพังกำแพงของอาจารย์อาคิเอลได้ จริงๆแล้วชื่อท่าตอนนั้นเขาคิดสดขึ้นมาและหลักการของท่านั้นก็ไม่มีอะไรมากนอกจากรวบรวมพลังเวทในอากาศมาสร้างเป็นเหมือนกงเล็บในมือแล้วฝาดออกไป แต่เนื่องด้วยชื่อท่าของมัน ลักษณะและการจินตนาการของผู้ใช้นั้น ส่งผลอย่างมากต่อตัวสัญลักษณ์ หากเป็นอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับหมาป่าล่ะก็ ดูเหมือนเขาจะสามารถใช้มันได้เกิน100%และอย่างรวดเร็ว

ในกรณีท่ากรงเล็บสุนัขป่าคลั่งก็เช่นกัน การรวบรวมพลังเวทให้หนาพอพังกำแพงได้ ต้องใช้เวลาที่ค่อนข้างนานแต่ตอนเขาใช้กลับใช้เวลาเพียงน้อยนิดชั่วอึดใจ แถมพลังทำลายของมันยังรุนแรงมหาศาลอีกด้วย...

เจเนซิสเคยคุยกับอาจารย์อาคิเอลเรื่องพลังของตราสัญลักษณ์ เธอบอกเขาว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพลังที่เป็น"คอนเซ็ปต์"กล่าวคือไม่ว่าท่าหรือเวทใดๆที่สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของตราสัญลักษณ์ ตราสัญลักษณ์ก็จะจ่ายพลังหรือเพิ่มพูนพลังให้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เฟมี้ถอดถุงมือสีขาวนวลของเธอออกมา ซึ่งข้างที่ถอดคือข้างขวาซึ่งมีตราสัญลักษณ์ปรากฎขึ้นมาที่หลังมือของเธอ เพียงครู่เดียวมันก็เปล่งแสงเจิดจ้าออกมา นี้เป็นสัญญาณว่ากำลังจะใช้พลังของตราสัญลักษณ์สิน่ะ

ตราสัญลักษณ์นั้นจะเรียกหาซึ่งกันและกันแน่นอนว่าเมื่อมือของเฟมี้เปล่งแสงตราสัญลักษณ์ของริกกะ เจเนซิสและอาริสึต่างก็ส่องแสงขึ้นมาเหมือนๆกันด้วย ริกกะกับเจเนซิสไม่ได้ใส่ถุงมือเอาไว้เลยเห็นได้ชัด แต่ของอาริสึที่มีถุงมือสวมไว้อยู่นั้น ทั้งคู่เห็นแค่แสงสว่างที่ลอดทะลุเนื้อผ้าของถุงมือออกมาเท่านั้น

"ดิฉันจะเริ่มร่ายเวทสำหรับการอ่านวงจรล่ะนะค่ะ..."เฟมี้เอ่ยบอกก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เสาหินแล้วเอามือที่มีตราสัญลักษณ์แนบติดชิดกับตัวเสา วงเวทสีเขียวอ่อนเล็กๆบังเกิดขึ้นตรงตำแหน่งที่เธอวางมือลงไปพร้อมๆกับแสงจากตราสัญลักษณ์ที่ส่องสว่างมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

"<ข้าเป็นเด็กหลงทางในความมืด จักมองดวงนภายามราตรีเพื่อหาทิศ นิมิตรจิตเป็นเข็มเพื่อชี้นำ เอาดวงดาวกลมมาเป็นฐานเพื่อแบ่งฝั่ง ข้าคือผู้ถือครองตราแห่งการนำทางทั้งมวล>"คำร่ายเวทที่ออกมาจากปากของเฟมี้นั้นเริ่มทำให้วงเวทใต้มือของเธอขยายใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นแสงสีเขียวจากวงเวทนั้นเริ่มเฉิดฉายบาดตาของเจเนซิสก่อนทีเฟมี้จะแสยะยิ้มแล้วประกาศออกไปว่า

"กางโยงใย! System Vision!"ทันทีเอ่ยจบ วงเวทก็พลันแตกตัวกลายเป็นละอองสีเขียว พร้อมๆกับที่บังเกิดเส้นสีเขียวไหลออกมาจากมือของเฟมี้มากมายนับไม่ถ้วน เส้นเหล่านั้นพุ่งไปตามร่องตัวอักษรที่ถูกแกะไว้ แล้วส่งเสียงราวกับเครื่องจักรกลที่กำลังทำการประมวลผลอย่างรวดเร็ว เสียงของฟันเฟืองที่ขบกันดังประกอบเสียงระบบประมวลผลเหล่านั้น เพียงพริบตาที่นัตย์ตาของเฟมี้ อากาเต้ส่องประกายเฉิดฉาย จู่ๆก็เกิดวงเวทขนาดใหญ่ขึ้นที่พื้นอีกด้านตรงข้ามกับพวกเจเนซิส มันเป็นวงเวทสีขาวลวดลายแปลกประหลาด เจเนซิสจำสีขาวที่จางเหมือนครีมนี้ได้อย่างดี มันเป็นสีของเวทเคลื่อนย้ายหรือเวทมนต์วาปนั้นเอง...

"นั้นคือ...ประตูวาปที่ถูกซุกซ่อนอยู่ค่ะ"เฟมี้เอ่ยออกมาพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกาย วงแหวนในนัตย์ตาของเธอวิ่งวนเสียจนดูสวยงามปนหน้าขนลุก...

"รีบไปกันเถอะค่ะ...ดูเหมือนมันจะเปิดได้แค่1นาทีเท่านั้นเองเมื่อครบแล้วมันจะทำการวาปแล้วก็สลายหายไป"เฟมี้บอกทำให้ทุกคนรีบจ้ำอ้าวไปที่วงเวททันที ทุกอย่างเหมือนจะราบลื่นเรียบร้อยถ้าไม่เป็นเพราะว่า...

"ช่วยหนูด้วยค่ะ!!!"เสียงของเด็กผู้หญิงดังเข้ามากระทบโสตประสาทของทั้ง4คนเมื่อทั้งหมดหันไปตามเสียงก็พบกับเด็กสาวผมสีชมพูสั้นความยาวปลายผมจรดเพียงแค่หู ในชุดเสื้อผ้าเหมือนสาวใช้รุ่มร่ามกำลังวิ่งหนีอะไรสักอย่างอยู่มาทางพวกของเจเนซิส

ดูจากอายุอานามแล้วท่าทางจะแค่ประมาณ9-10ขวบแน่ๆ เด็กขนาดนั้นไม่น่าจะมาอยู่ในดันเจี้ยนหรือว่าจะเป็นผู้ถือตราสัญลักษณ์กัน?

ว่าแล้วจู่ๆเด็กสาวคนนั้นก็สะดุดหกล้ม ประกอบกับสิ่งที่เธอวิ่งหนีมานั้นวิ่งตามเธอมาจนทันทำให้พวกเจเนซิสได้เห็นว่ามันคืออะไร...

"สเกลตัน? มาโมโนะแบบปีศาจโครงกระดูกค่ะ! แถมมากันตั้ง7ตัวแน่ะค่ะ!"เฟมี้เอ่ยรายงาน เสกลตันหรือมาโมโนะปีศาจโครงกระดูก เดิมทีนั้นก็เป็นเพียงแค่ซากโครงกระดูกของคนหรือสัตว์ แต่พอซากเหล่านั้นไปอยู่ในดินแดนมารหรือสถานที่มีไอพลังเวทสูงอย่างดันเจี้ยน มันก็เริ่มซึบซับพลังเวทมากเข้าจนทำให้มันสามารถขยับและเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง แม้ว่าบางกลุ่มจะเถียงกันว่ามันไม่ใช่มาโมโนะเพราะไม่มีชีวิต แต่เพราะการที่มันไร้ความคิดและโจมตีใส่มนุษย์และมารแบบไม่เลือกหน้าและเหล่ามาโมโนะไม่ทำร้ายมันนั้น ทำให้บางส่วนเคยชินติดปากคิดว่ามันเป็นมาโมโนะไปซะแล้ว

สเกลตันนั้นมักมาพร้อมกับโล่และดาบ ส่วนบางตัวก็ใช้ธนู...ซึ่งในเซ็ตที่ไล่ตามเด็กผู้หญิงนี้มานั้นเหมือนจะมากันครบอาวุธ ทั้งดาบโล่ ดาบใหญ่ หอก ธนู ๆลๆ

จากการที่เด็กผู้หญิงคนนั้นล้มลงทำให้เหล่าโครงกระดูกเหล่านั้นเข้าล้อมเธอไว้ทันที...แม้เจเนซิสจะไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นใครมาจากไหนและโผล่มาได้ยังไง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาล่วงรู้ก็คือ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้เด็กผู้หญิงคนนั้นตายแน่ๆ

"นี้ริกกะ เอาไงกันดี?"เจเนซิสหันมาถามเพื่อนชาย ริกกะเองก็ตัดสินใจลำบาก จริงๆต้องพุ่งเข้าไปช่วยแต่ว่า...วงเวทวาปที่เฟมี้เปิดนั้นมีเวลาจำกัดแค่1นาทีถ้าวิ่งเข้าไปช่วยล่ะก็คงกลับมาไม่ทันแน่นอนและถ้ากลับมาไม่ทันก็แทบจะหมดสิทธ์เพราะคงไม่เหลือเวลาจะไปตามหาวงเวทวาปอื่นอีกแล้ว

"ไม่รู้"ริกกะตอบกลับไปพร้อมกับเหงื่อแตกเขาหันไปถามอาริสึ อาริสึเองก็ยักไหล่ก่อนจะตอบออกมาว่า"ไม่ทันอยู่ดีหรอก ที่พอทำได้ก็คือร่ายเวทยิงจากตรงนี้..."

"แต่นั้นก็ช่วยอะไรไม่ค่อยได้น่ะค่ะ ดีไม่ดีอาจจะโดนเด็กผู้หญิงคนนั้นด้วย"เฟมี้แย้งอาริสึ ในระหว่างที่ทั้งหมดกำลังเถียงอยู่นั้นเอง เจเนซิสก็วิ่งออกไปจากวงเวท หยิบดาบตัวเองขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าไปช่วยเด็กสาวคนนั้นทันที

"ทะ ทำบ้าอะไรของนายน่ะเจเนซิส!? ไม่กลัวสอบตกรึไง?"ริกกะตะโกนถามแต่ก็ได้รับคำตอบจากปากของเจเนซิสว่า

"ถ้าแค่ช่วยเด็กผู้หญิงคนเดียวยังทำไม่ได้แล้วจะไปปกป้องโลกได้ยังไง? ถ้าเกิดต้องยอมสอบผ่านโดยปล่อยให้มีคนตายล่ะก็ ฉันสู้ยอมสอบตกดีกว่าเฟ้ย!!!"

หลังตะโกนตอบริกกะเจเนซิสก็ฟาดดาบเข้าไปโรมรันกับพวกโครงกระดูกทันทีแต่แน่นอนว่าด้วยจำนวนที่มีเยอะกว่าแบบเทียบไม่ติดทำให้เจเนซิสรับมือลำบากตั้งแต่ตอนที่พุ่งเข้าไป

"ชิ...ให้ตายสิมันเยอะไป..."เจเนซิสพึมพำในขณะที่หมุนตัวพร้อมกับตั้งท่าดาบให้พร้อมอยู่เสมอ ตอนนี้เขาถูกล้อมเป็นเพื่อนเด็กสาวอีกคนซะแล้ว...

"ให้ตายสินายนี้มันบ้าจริงๆ!"เสียงของริกกะดังขึ้นมาจากด้านหลังของเจเนซิส พร้อมๆกับคมดาบสีฟ้าจากดาบของริกกะที่ตัดผ่านร่างของสเกลตันหนึ่งตัวอย่างรวดเร็ว...ริกกะเองก็กระโจนออกมาจากวงเวทอีกคนเพื่อช่วยเจเนซิส

ทั้งคู่สบตากันก่อนจะหันหลังชนกันและตั้งท่าดาบทันที

"เหๆ...มาช่วยแบบนี้คิดจะ3Pกับฉันแล้วก็อาจารย์เกรย์สิน่ะ?"เจเนซิสพูดแหย่

"ฉันไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้นเฟ้ย...ก็แค่ปล่อยให้เจ้าบ้าคนหนึ่งที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังสอบตกไม่ได้ก็เท่านั้นเอง"ริกกะตอบกลับก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยออกมาว่า

"คิดเหมือนที่ฉันคิดสิน่ะ เจเนซิส?"

"ไม่รู้ว่าจะคิดตรงกันรึเปล่าน่ะ แต่เพื่อความเท่ก็จะตอบว่า ฉันก็คิดเหมือนนายว่ะ ริกกะ"เจเนซิสตอบกลับไปพร้อมกับยักไหล่ ทั้งคู่หันมาเหล่ประสานสายตากันอีกครั้งก่อนที่ริกกะจะเอ่ยออกมาว่า

"ถ้าพร้อมแล้วก็..."ริกกะเปิด

"ไปลุยกันเลยพวก!!!"เจเนซิสเอ่ยปิด ก่อนที่ทั้งคู่จะพุ่งเข้าไปข้างหน้าตัวเองฝาดฟันกับพวกสเกลตันทันที

เจเนซิสนั้นพยามลากพวกกระดูกให้เข้ามาหาเขาให้ได้มากที่สุดในขณะที่ริกกะนั้นต่อสู้ไปถอยไปก่อนจะเคลื่อนตัวไปคว้าแขนของเด็กสาวคนนั้นมาแล้วพาออกวิ่งไปที่วงเวท เมื่อเห็นว่าริกกะเผ่นแล้วเจเนซิสจึงวิ่งไล่หลังตามริกกะไปบ้าง

"ทั้งสองคนค่ะ! ระวังค่ะ! สเกลตันมันวิ่งไวกว่ามนุษย์น่ะค่ะ!!!"เฟมี้ตะโกนเตือนออกไป เจเนซิสเมื่อได้ยินก็ยิ้มมุมปาก

"ถ้ามันวิ่งไวกว่าล่ะก็..."เจเนซิสเอ่ยพร้อมกับหมุนตัวกลับ

"ก็ทำให้มัน..."คราวนี้ริกกะเอ่ยพร้อมกับหมุนร่างกลับไปเผชิญหน้ากับพวกสเกลตัลเช่นกัน

"กระเด็นไปเลยเซ่!!!"ทั้งคู่ประสานเสียงกันพร้อมกับตั้งท่าดาบแล้วฝาดออกไป

"กระบวนท่า! -ดาบเทพผ่าดิน-!!"เจเนซิสประกาศในขณะที่ตวัดดาบฟันใส่พื้นจนเกิดคลื่นพลังพุ่งเข้าใส่ฝูงสเกลตัน

"กระบวนท่า! -ดาบเทพผ่าอากาศ-!!"ริกกะตะโกนในขณะที่ฟาดดาบใส่ช่องว่างตรงหน้าเพื่อสร้างแรงอัดอากาศหรือคลื่นโซนิคบูมพุ่งเข้าไปใส่ฝูงสเกลตัน

จากการโจมตีใส่ทั้งบนและล่างพร้อมกันทำให้สเกลตันพวกนั้นกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง แม้จะยังไม่ตายก็เถอะน่ะแต่แค่นี้ก็เพียงพอให้วิ่งหนีได้แบบสบายๆแล้ว

"เหลืออีก20วินาที!"อาริสึตะโกนให้พวกเจเนซิสได้ยิน นั้นทำให้ทั้งคู่ต้องออกแรงวิ่งต่อทันที

"ไม่ทันแน่ๆ...เอายังไงดี?"ริกกะหันมาถามเจเนซิสแต่ดูเหมือนเจเนซิสจะคิดอะไรได้ขึ้นมาก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

"เอาแบบนี้เซ่!"ว่าแล้วเจเนซิสก็ตวัดดาบฟันใส่พื้น...นั้นมัน...ท่าดายเทพผ่าดิน...หรือว่าเจเนซิสคิดจะ...

"เฮ็ยๆ!!!"ริกกะร้อง...เขาพึ่งจะเก็ตวิธีของเจเนซิสตอนลูกพลังนั้นพุ่งเข้ามาหาเขาและเด็กสาว ผลของดาบเทพผ่าดินที่ซัดใส่ริกกะเต็มๆนั้น ทำให้ตัวของริกกะและเด็กสาวลอยละลิ่วไปตกในเขตวงเวทพอดี

"เหลืออีก5วินาที!!!"อาริสึร้องเตือนในขณะที่เจเนซิสก็เร่งฝีเท้าไปข้างหน้าสุดๆ

ไม่ทันแน่ ยังไงก็ไม่ทันแน่ๆ จากระยะตรงนี้ก็ต้องใช้เวลาอีก10วิเป็นอย่างน้อย...

เจเนซิสเริ่มจะถอดใจในพริบตาและคิดว่าตัวเองต้องโดนตุ๋ยตูดแน่ๆ...แต่ยังไงก็ตาม การได้ช่วยเหลือเด็กสาวและทำตัวเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริงมันก็คุ้มค่าแม้จะต้องกลายเป็นชายเหนือชายก็เถอะน่ะ

ในเสี้ยววินาทีที่วงเวทจะทำการวาปนั้นจู่ๆก็ได้เกิดเรื่องแปลกประหลาดขึ้นมา...เหมือนวงเวทมันจะช้าลงแบบไม่มีสาเหตุ แสงสว่างของมันเหมือนค่อยๆฉายออกมาไม่ก็ปาน แต่อย่างไรก็ตามนี้เป็นโอกาสของเจเนซิสแล้ว...

"ฮัดช่า!!!"เจเนซิสตะโกนพร้อมกับกระโดดไปข้างหน้าทันที เมื่อเท้าของเจเนซิสเข้ามาภายในขอบวงเวทก็เป็นเวลาที่วงเวททำการวาปพอดิบพอดี...

เจเนซิสรู้สึกแบบเดียวกับตอนถูกวาปครั้งแรก แต่ครั้งนี้เหมือนจะนุ่มนวลกว่า...เขาหล่นแหมะลงในพื้นหญ้าอันอ่อนนุ่ม...เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเเองอยู่ในสถานที่ที่เหมือนจะเป็นสวนหย่อมขนาดใหญ่ภายในโรงเรียน มีต้นไม้และน้ำพุเล็กๆอยู่กระจายรอบๆตัวสวน

นอกจากเจเนซิสแล้วดูเหมือนว่ามีนักเรียนหลายๆคนอยู่ที่นี้ด้วย ที่แน่ๆก็กลุ่มของริกกะที่มากับเขา...ดูเหมือนว่าทุกคนที่หาประตูวาปเจอจะมาโผล่ที่นี้กันหมดสิน่ะ...

"เซฟ!!! เจเนซิสนี้สุดยอดไปเลยน่า~~"อาริสึที่รู้สึกได้ไวกว่าเพื่อนกระโจนเข้ามารัดหัวเจเนซิสเล่นทันที

"ปละ...ปล่อยน่ะครับ มันอึดอัด!"เจเนซิสโวยวาย แต่อีกใจเขาก็รู้สึกดีเป็นบ้า...เพราะอะไรน่ะเหรอ? มาร์ชเมลโล่ของจริงของอาริสึแนบติดหลังเขาอยู่น่ะสิ

"นายนี้มันสุดยอดอย่างที่อาริสึว่านั้นแหละ..."ริกกะเอ่ยพึมพำพร้อมกับถอนหายใจ เขาอยู่ในท่านั้นขัดสมาธิ ท่าทางจะเหนื่อยเต็มสูบ ก็แหง่ล่ะริกกะนั้นป้องกันเด็กสาวผมสีชมพูด้วยการกระโดดเข้าไปกอดแต่นั้นก็ทำให้เขาโดนดาบเทพผ่าดินเข้าไปตรงๆเลยน่ะสิ ตอนนี้คงเจ็บจนลุกไม่ขึ้นนั้นแหละ

"ดิฉันเกือบหัวใจวายแล้วน่ะคะ..."เฟมี้เอ่ยพึมพำออกมาในขณะที่เอามือกุมอก เมื่อทั้งหมดรู้ตัวว่าปลอดภัยกันดีก็เบนเข้มไปยังเรื่องที่พวกเขาสงสัยอันดับต่อมาเด็กสาวผมสีชมพู

"เอ่อ...เธอเป็นผู้ถือตราสัญลักษณ์ด้วยเหรอ?"เจเนซิสเอ่ยถาม แต่คำตอบที่เขาได้รับกลับเป็น

"น่าเบื่อชะมัด...นึกว่าจะมีคนตกซะแล้วน่ะเนี่ย..."

"หะ...หา?"ริกกะตกใจกับท่าทีของเด็กสาว เด็กสาวผมสีชมพูลุกขึ้นมาจากพื้นก่อนจะเอามือปัดตามชุดที่เปรอะเปื้อนนิดๆหน่อยๆพอเป็นพิธีก่อนจะเอ่ยว่า"แต่ช่างเถอะ ได้เห็นอะไรดีๆไม่น้อยก็คุ้มแล้วล่ะ"

"นะ...หนูเป็นใครเหรอจ๊ะ?"เฟมี้เอ่ยถามบ้าง เด็กสาวผมสีชมพูแสยะยิ้มก่อนจะดีดนิ้วดังป้อก พริบตานั้นก็บังเกิดผ้าคลุมสีดำและหมวกจอมเวทโผล่ขึ้นมากลางอากาศ ทั้งหมวกและผ้าคลุมค่อยๆลอยเข้าไปสวมใส่ให้กับเด็กสาวผมสีชมพู

"ไหนๆก็ไหนๆ...จะขอแนะนำตัวล่ะกันน่ะ นักเรียนทั้งหลาย~ ฉันชื่อ"ฟรีด้า ไวส์แมน"เป็นแม่มดอายุ88ปี...แล้วก็...เป็นผ.อของโรงเรียนสตาร์ฟอสแห่งนี้ด้วย"เด็กสาวผมสีชมพูเอ่ยแนะนำพร้อมกับกอดอก...ออๆ ผ.อหรือก็คือผู้อำนวยการสิน่ะ...

"เฮ็ย!!! ผ.อ!?"เจเนซิสตกใจถึงขนาดล้มหงายลงไปกับพื้นเลยทีเดียว

"จริงๆฉันกะไปแกล้งพวกนักเรียนในดันเจี้ยนซะหน่อย แล้วก็มาเจอพวกเธอเข้า...แต่ไม่นึกเลยว่า แผนการที่อุตสาห์คำนวนเวลาโผล่ให้ผิดพลาดจนเข้าประตูวาปไม่ทัน จะมีเด็กนักเรียนที่ใช้วิธีพิสดารแก้ลำฉันได้ด้วย..."เอ่ยจบแล้วผ.อฟรีด้าก็เหล่ไปที่อาริสึทันที

"เอ้...ฉันไม่รู้เรื่องน่ะคะ~"อาริสึเอ่ยตอบพร้อมกับทำตาเป็นขีดๆ เจเนซิสรู้ดีว่าถ้าจะโกหกอาริสึคงทำให้เนียนกว่านี้แต่ที่ทำหน้าไม่เนียนแบบนี้เพราะจงใจกวนประสาท...วิธีพิสดารยังงั้นเหรอ? หรือว่าจะเป็นเรื่องที่จู่ๆวงเวทก็ช้าขึ้นมาผิดปกติจนทำให้เขาวิ่งเข้ามาในวงเวทได้ทันเวลา?

"ผะ...ผ.อแกล้งแบบนี้ไม่ดีน่ะค่ะ!"เฟมี้โวยวายออกไปแต่ก็โดนผ.อตัวจิ๋วตอกกลับมาว่า

"หล่อนเองก็เหมือนกัน เป็นแม่มดทั้งที ทำไมถึงตรวจจับไม่ได้ล่ะนั้นว่าฉันเป็นแม่มดน่ะ? แค่ใช้เวทซ่อนวงแหวนในตาหน่อยเดียวก็นึกไม่ถึงซะแล้ว เสียชื่อแม่มดจริงๆ แต่ก็เอาเหอะ...ฉันมันอัจฉริยะนี้น่า~~~ ฮะๆๆๆๆๆ"ว่าแล้วเธอก็หัวเราะรวนซะจนเด็กนักเรียนคนอื่นจ้องเขม่งมาทางพวกเจเนซิสทันที

"(ไม่น่าช่วยยัยนี้เลย)"เจเนซิสนึกขึ้นมาในใจ นี้สรุปแล้วเขาโดนอำจากผ.อแอ๋บแบ๋วสิน่ะ

"หืม...ผ่านมากันได้เยอะเหมือนกันนิ เดี้ยวเกรย์ก็คงเดินมาแจกใบจัดบ้าน...เพราะงั้นฉันตัดหน้ามันดีกว่า~"ว่าแล้วผ.อฟรีด้าก็ดีดนิ้วดังเปลาะ ก็บังเกิดกระดาษสีขึ้นมาในมือของเด็กนักเรียนทุกคนในสวนหย่อมทันที

"น่ะ นี้คือ?"เจเนซิสงสัยพร้อมกับเพ่งมองกระดาษสีที่อยู่ในมือ

"บ้านเดียวกันจะอยู่สีเดียวกัน...ว่าไงล่ะ? ทั้งสี่คนได้อยู่บ้านเดียวกันหมดไหมเอ่ย~"ฟรีด้าเอ่ยถามด้วยท่าทางกวนๆแต่จากสีหน้าและการชำเลืองมองใบของคนอื่นๆในกลุ่มเจเนซิสแล้ว...ท่าทางจะไม่...ใช่...พวกเขาอยู่บ้านแตกต่างกัน...

ตอนที่2 -ไปลุยกันเลยพวก!!!- จบ

-----------------------

ตัวอย่างตอนต่อไป

ทั้งสี่บ้านก็จะมี.......มีแต่สาวๆน่ารักทั้งนั้นเลย!.......มันคือความโรแมนติกของลูกผู้ชาย! ถ้าจะลงมือต้องตอนนี้เท่านั้น!.......ชะตากรรมที่ผ่านๆมาน่ะ ไม่เคยมีผู้ถือตราสัญลักษณ์รอดชีวิตได้ครบ88คนเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ตอนต่อไป...ตอนที่3 -น้ำร้อนดีจัง~-
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 03, 2012, 02:45:30 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2269


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 13, 2012, 03:29:43 AM »

ตอนที่3 -น้ำร้อนดีจัง~- Part1

"ของผมเป็นกระดาษสีแดง"ริกกะเอ่ยขึ้นมาคนแรกพร้อมกับโชว์กระดาษสีที่เป็นสีแดงล้วนทั้งแผ่นให้กับทุกคนดู

"แย่จังเลยแฮะ...เพราะฉันได้กระดาษสีน้ำเงิน"อาริสึเอ่ยออกมาพร้อมกับชูกระดาษสีน้ำเงินในมือขึ้นมาให้ดูบ้าง

"ของดิฉันเป็นกระดาษสีเหลืองค่ะ"เฟมี้เอ่ยตามอาริสึออกมาทันที พร้อมกับยกกระดาษสีเหลืองขึ้นมาให้ทุกคนเห็น

"แล้วเธอล่ะหนุ่มน้อย?"ผ.อฟรีด้าหันมาหาเจเนซิสที่ดูเหมือนจะอึ้งกับผลที่ได้อยู่

"อะ...เอ่อ...กระดาษสีขาวครับ..."เจเนซิสกล่าวพร้อมกับโชว์กระดาษสีขาวให้ผ.อและทุกคนดู พอผ.อฟรีด้าเห็นเข้าเท่านั้นแหละ เธอถึงกับอมยิ้มแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุขว่า

"บิงโก~ มีโอกาศแค่4จาก88เท่านั้นน่ะเนี่ยที่จะออก~"

"4/88...เอ้...มันมีโอกาศน้อยมาก...สิน่ะค่ะ?"เฟมี้นึกขนาดพยามคำนวนเศษส่วนอย่างต่ำซึ่งอาริสึก็ตอบให้เธอทันทีว่า

"1/22น่ะ"

"อะ...เอ้? ไอ้กระดาษสีขาวนี้มันไม่ใช่กระดาษบอกบ้านเหรอครับ?"เจเนซิสเหงื่อแตกพร้อมกับเอ่ยถามผ.อฟรีด้า ซึ่งเธอก็ส่ายหัวพร้อมกับตอบว่า

"บ้านทั้งหมดจะมีอยู่4บ้าน 4สีได้แก่ แดง น้ำเงิน เหลืองแล้วก็เขียว ซึ่งแต่ละบ้านก็จะมีอาจารย์ประจำบ้านแตกต่างกันไป สมาชิกของแต่ละบ้านจะมีสูงสุดได้21คน เพราะฉะนั้นแล้วถ้ามากันครบหมด21คน4บ้าน ก็จะได้84คน...ส่วนที่เหลืออีก4คนเราจะจัดพวกเขาเป็นบ้านพิเศษหรือก็คือบ้าน"น.ร.ท.ช.ง"!!!"

"เห...เหมือนกับพวกนักเรียนพิเศษอะไรแบบนั้นสิน่ะ?"อาริสึเอ่ยถามผ.อซึ่งเธอก็พยักหน้าพร้อมกับเชิดจมูกขึ้นเล็กน้อยแล้วหันไปทางเจเนซิสก่อนจะพูดขึ้นมาพร้อมกับชี้หน้าเจเนซิสว่า

"จงดีใจซะเถอะ! เพราะนอกจากจะเป็นบ้านพิเศษแล้วยังได้อาจารย์พิเศษมาเป็นอาจารย์ดูแลบ้านให้อีกด้วยน่ะ!"

"อาจารย์พิเศษ? ใครเหรอครับ?"เจเนซิสหันมาถามด้วยท่าทีตื่นเต้นทันที ถึงจะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับคนอื่นๆแต่การได้มาอยู่บ้านพิเศษแบบนี้นับได้ว่าเขาเองก็โชคดีเหมือนกัน...

เจเนซิสเองก็ไม่รู้ว่าทางโรงเรียนใช้เกณฑ์อะไรในการจัดบ้านบ้าง นอกเหนือจากไหวพริบแล้วความสามารถในการเอาตัวรอดจากดันเจี้ยนแต่ไอ้การที่เขาได้รับการคัดเลือกมาอยู่ในบ้านพิเศษแบบนี้แสดงว่าเขาคงถูกประเมินว่ามีความสามารถมากแน่ๆ หรือไม่ก็จริงๆแล้วผ.อฟรีด้าอาจจะถูกใจเขาที่เขาเข้าไปช่วยเหลือเธอมาจากฝูงปีศาจกระโหลกก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ได้อ่านไปเมื่อสักครู่เป็นความคิดเข้าข้างตัวเองของเจเนซิสแต่เพียงฝ่ายเดียว...ไอ้คนหลงตัวเองเอ้ย~

"อาจารย์ฝ่ายปกครองประจำโรงเรียนสตาร์ฟอส เกรย์ เฮิบส์ไดร์ฟ!~"ผ.อฟรีด้าเอ่ยพร้อมกับส่งรอยยิ้มน่ารักน่าชังออกมา แถมยังทำท่าคิดขุอาโนเนะยกนิ้วขึ้นมาประกอบการพูดเสียอีก

"ออๆ อาจารย์เกรย์คนที่เป็นเกย์..."เจเนซิสที่เอ่ยตอบไปอย่างอัตโนมัติพึ่งจะฉุกนึกขึ้นมาได้...แน่นอนว่าอาการแสดงผลย้อนหลังแบบนี้ไม่ได้เป็นแต่เจเนซิสเท่านั้น ริกกะ อาริสึแล้วก็เฟมี้เองก็ออกอาการด้วยเช่นเดียวกัน...

เจเนซิส ติดอาการสตัน!

ริกกะ ติดอาการเหงื่อตก!

อาริสึ&เฟมี้ติดอาการ ต่อมจิ้นแตก!

"อะ...อาจารย์เกรย์เดินมาโน่นแล้ว~"ว่าแล้วผ.อฟรีด้าก็ชี้ไปยังประตูสำหรับเข้าออกโรงเรียนกับสวนหย่อม อาจารย์เกรย์ เฮิปส์ไดร์ฟกำลังเดินเข้ามาในสวนหย่อมด้วยท่าทางเหมือนกำลังหาใครสักคนอยู่ไม่ก็ปาน

"เฮ็ย! ทำไมแค่พูดถึงก็โผล่มาเนี่ย!?"เจเนซิสตกใจถึงกับสะดุ้ง แต่เขาจะสะดุ้งยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดต่อไปของผ.อ

"แสดงว่ากระดาษสีขาวนี้มีอำนาจดึงดูดอาจารย์เกรย์สิน่ะ หรือว่าจริงๆแล้วเจเนซิสคุงจะเป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกันเหมือนกับอาจารย์เกรย์?"

"อ้าย~~~~"อาริสึกรี้ดแตกออกมา ยัยนี้ต่อมจิ้นแรงกว่าเพื่อนเลยเก็บอาการไม่มิดสิน่ะ ริกกะเห็นอาริสึกรี้ดแบบนี้ก็เหงื่อตกก่อนจะเอ่ยออกไปว่า

"เอ่อ...อาริสึ...ดูเฟมี้จังเป็นตัวอย่างหน่อยสิเก็บอาการหน่อย" พูดจบก็ชี้ไปที่เฟมี้ที่กำลังหน้าแดง น้ำลายเยิ้มหน่อยๆแล้วหอบหายใจฝืดฝาดอย่างหื่นกระหาย....เฮ็ย! นี้มันตัวแม่ยิ่งกว่าอาริสึซะอีก!!!

"อะ...ขะ ขอโทษค่ะ...ดิฉันแค่เผลอ ออกอาการไปนิดหน่อยเท่านั้นเองค่ะ"เมื่อรู้ตัวว่าถูกพูดถึงก็รีบเช็ดน้ำลายแล้วหันกลับมายิ้มแป้นให้กับริกกะทันที...

"นั้นแค่นิดหน่อยเหรอ!"ริกกะตะโกนออกมา ให้ตายสิ...พวกผู้หญิงนี้น่ากลัวยิ่งกว่าที่เขาคิดซะอีกน่ะเนี่ย ในขณะที่ยังมัวเงอะงะและเถียงกันอยู่อาจารย์เกรย์ก็เดินเข้ามาหากลุ่มของเจเนซิสทันที

"ผ.อ...อยู่นี้เองเหรอครับ? ทำไมถึงตัดหน้าผมเอากระดาษไปแจกก่อนซะล่ะ? แถมเรื่องที่แอบลงไปในดันเจี้ยนตอนที่นักเรียนกำลังทำการทดสอบจัดบ้านอยู่หมายความว่ายังไงครับ?"อาจารย์เกรย์ทำสีหน้าปั้นยากในขณะที่เดินเข้ามาคุยกับผ.อฟรีด้า จะว่าไปแล้วดูยังไงยัยนี้มันก็เป็นแค่เด็ก10ขวบชัดๆ

"ก็ฉันเบื่อนิน่า~ เบื่อเบื่อเบื่อเบื่อ~ ก็เลยลงไปหาอะไรแก้เซ็งดูซะหน่อย! แล้วก็เจอคนน่าสนใจด้วยล่ะเกรย์! หมอนี้ไง!!"เอ่ยจบก็ชี้ไปที่เจเนซิส ทำให้เขาถึงกับนึกขึ้นมาทันทีว่า"(ซวยแล้วไงตู)"

"โห...รูปร่างดีเหมือนกันนิ...แต่ดูท่าทางจะต้องเทรนด์อีกสักนิดน่ะ...หืม...ในมือเธอมัน..."ดูเหมือนอาจารย์เกรย์จะตกใจที่เห็นกระดาษในมือของเจเนซิสเป็นสีขาว เขารีบพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือของเจเนซิสเพื่อจะดูกระดาษนั้นชัดๆทันที

"อี้~~~~~ จับมือกันแล้วค่า~~"อาริสึโอเวอร์แอคติ้งออกมาสุดกู่ ส่วนเฟมี้เองก็เตลิดไม่แพ้กัน

"ยินดีด้วยน่ะ...ฉันรู้ว่ามันทำใจลำบากกับตำแหน่งนี้...เฮ่อ...ผ.อก็น่ะจริงๆเลย อย่างน้อยๆก็น่าจะตั้งชื่อบ้านให้ดูงดงามกว่านี้นักเรียนจะได้มีกำลังใจปฎิบัติงาน"อาจารย์เกรย์เอ่ยร่ายยาวออกมา ซึ่งทำให้เจเนซิสงงแตก...เอ๊ะ...ทำไม? ชื่อบ้านมันแปลกเหรอ แล้วไอ้ปฎิบัติงานนั้นอีก?

"เอ่อ...ผ.อครับ ขอถามสักนิดน่ะ...ไอ้บ้านน.ร.ท.ช.งเนี่ย มันย่อมาจากอะไรเหรอครับ?"ริกกะที่เบื่อจะปรามเหล่าสาววายสองคนข้างๆหันมาถามผ.อฟรีด้า

"หืม...ไม่รู้จริงๆเหรอ? น.ร.ท.ช.ง ย่อมาจาก..."นักเรียนทาสใช้งาน"ไงล่ะ"ผ.อฟรีด้าทำเสียงหวานตอบคำถามของริกกะพร้อมกับทำท่าคิกขุอาโนเนะไปด้วย...อีกแล้วเหรอเนี่ย...

"ออๆ อย่างงี้นิเอง....เฮ็ย!!"ไม่รู้เพราะต้องการจะให้ฮารึเปล่าแต่ตัวละครเรื่องนี้ทุกคนมักจะความรู้สึกช้าผิดปกติในเรื่องแบบนี้ รอบนี้เองก็เช่นกัน ริกกะพึ่งจะรู้ตัวว่าควรจะตกใจตั้งแต่ที่ได้ยินความหมายแต่เขาเองก็เผลอเอ่อออห่อหมกไปตั้งวิสองวิ

"ไม่ต้องห่วงหรอก ก็แค่นักเรียนที่ต้องช่วยงานโรงเรียนน่ะ...คิดซะว่าเหมือนเป็นคณะกรรมการนักเรียนก็ได้"อาจารย์เกรย์ยิ้มพร้อมกับตบไหล่เจเนซิส ที่ซึ่งตอนแรกนั้นแค่ได้ยินความหมายที่ผ.อบอกตอนคุยกับกับริกกะเขาก็หน้าซีดแล้ว แต่แค่อาจารย์เกรย์ตบไหล่เขาเพียงเท่านั้นแหละเขาถึงกับขวัญหนีดีฝ่อทันที นี้เขาหนีไม่ได้แล้วใช่ไหม? โดนจับตัวแบบนี้ต้องโดนตุ๋ยแหง่มๆ

"บู่ๆ~ คณะกรรมการนักเรียนอะไรล่ะ...แค่เบ๊สารพัดนึกต่างหาก"ผ.อฟรีด้าเอ่ยลอยออกมาก่อนที่อาจารย์เกรย์จะยิ้มให้เขาแล้วพูดขึ้นมาว่า"เอาล่ะไหนๆก็ไหนๆแล้ว เดียวจะมีนักเรียนที่ผ่านการทดสอบมาเพิ่มอีก ช่วยไปเอากระดาษสีและเอกสารสำหรับแจกแนะนำหอพักมาที่หน่อยได้ไหม? ฉันจะให้โอ๊บนี้สำหรับชี้ตำแหน่งห้องเก็บเอกสาร ถือว่าเป็นงานแรกของบ้าน น.ร.ท.ช.ง...หรือว่าอยากจะให้ฉันไปด้วยล่ะ?"

"มะ ไม่ต้องครับ! ผมจะปฎิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด!"เจเนซิสบอกปฎิเศษทันควันพร้อมกับทำมือตะเบ๊ะแล้วออกวิ่งเข้าไปในตัวโรงเรียนทันที...

"ชิชะ...อดเห็นช็อตเด็ดเลย"อาริสึบ่นเสียดายพร้อมกับกำหมัดแน่น ทำให้ริกกะเหงื่อตกขึ้นมาทันที สาววายนี้ช่างน่ากลัว ไม่สิ น่ากลัวชะมัดเลยต่างหาก

"ว่าแต่ว่า...ผ.อค่ะ? บ้านทั้งสี่จะเรียกเป็นชื่อสีเหรอค่ะ?"เฟมี้หันมาถามผ.อฟรีด้าแต่เธอก็ส่ายหน้าพร้อมกับบอกว่า

"มีชื่ออยู่น่ะ...ทั้งสี่บ้านก็จะมี "เรดซาก้า","บลูโรมานซ์","เยลโล่เทล"แล้วก็"กรีนฮิสเทรี่"

"ซาก้า...โรมานซ์...เทล...ฮิสเทรี่? ตั้งชื่อตามดาบศักดิ์สิทธิ์ในชะตากรรมครั้งที่9สิน่ะค่ะ..."อาริสึเอ่ยโชว์ภูมิความรู้ขึ้นมาก่อนจะพูดทิ้งท้ายว่า"หว่า...แบบนี้คุณพ่อคงเสียใจแย่ที่ฉันไม่ได้อยู่เรดซาก้าน่ะ จะโดนตัดออกจากกองมรดกไหมน่า?"

"แต่ว่า...บ้านทั้งสี่ก็มีมาก่อนชะตากรรมครั้งที่9แล้วใช่ไหมครับ? ก่อนหน้านั้นตั้งชื่อบ้านว่าอะไรเหรอครับ?"ริกกะเอ่ยถามบ้าง ผ.อฟรีด้าก็ทำตาเป็นขีดก่อนจะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงกวนๆว่า

"ก็เรียกว่าบ้านแดง บ้านน้ำเงิน บ้านเหลือง บ้านเขียวแค่นั้นแหละ..."

"(ทำไมมันสิ้นคิดแบบนั้น...)"นี้คือสิ่งที่ริกกะนึกขึ้นมาทันทีตอนที่ได้ยินคำตอบ

-----------------------

ทางด้านเจเนซิสที่กำลังหอบกระดาษกองโตมาตามทางเดินหินในตัวปราสาท...เขาอดหน่ายใจไม่ได้ที่ต้องกลายมาเป็นนักเรียนใช้งานของพวกอาจารย์แต่อย่างน้อยๆเขาก็พยามนึกในแง่ดี การได้มาเป็นนักเรียนใช้งานแบบนี้อาจจะดูเท่ในสายตาของสาวๆก็ได้...ซึ่งนั้นก็แค่ความคิดเข้าข้างตัวเองของเจเนซิสและที่สำคัญดูเหมือนว่าเพราะมัวแต่คิดเรื่อยเปื่อยไม่ได้มองดูทางทั้งที่ควรจะระวัง เจเนซิสเลยชนเข้ากับสาวน้อยคนหนึ่งอย่างจัง จนล้มกลิ้งไปทั้งคู่และกระดาษตกกระจายแผ่ไปทั่วพื้น

"อะ...ขะ...ขอโทษครับ!"เจเนซิสรีบขอโทษขอโพยออกไปทันที เพราะเขามัวแต่เหม่อแท้ๆเลยทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา โดนชนน่ะไม่เจ็บเท่าไรหรอกแต่ไอ้การที่ต้องมาเก็บกระดาษที่กระจัดกระจายนี้สิ เรื่องใหญ่กว่า

"ผมไม่ทันระ..."เจเนซิสหยุดปากไปทันทีหลังจากเห็นหน้าของเด็กสาวที่เขาชนเข้า...

เด็กสาวผมสีดำยาวไว้ผมด้านหน้าเป็นหน้าม้าตัดเรียบหรือที่เรียกว่าทรงฮิเมะคัต ผิวสีขาวซีดจางเสียจนหลงนึกไปว่าเธอเป็นผีดูดเลือด หน้าอกหน้าใจใหญ่พอประมาณ แต่สิ่งที่เป็นเป้าดึงดูดเห็นจะเป็นดวงตาของเธอ...มันเป็นดวงตาที่ไม่เป็นมิตรเอาซะเลย เป็นดวงตาที่แค่เพียงมองผ่านไปก็เหมือนจะโดนแปะป้ายใส่หน้าว่า"อย่ามายุ่ง"

"ขะ ขอโทษครับ!!~~"เจเนซิสลนลานทันทีทันใด ไม่มีเด็กสาวคนไหนในโลกหรอกที่ตาดุถึงขนาดนี้เว้นแต่ว่าโกรธจัดๆหรือเขาไปทำอะไรร้ายแรงเข้าให้ น่ากลัวว่าที่ชนเมื้อกี้อาจจะทำให้กระโปรงเธอเปิด อะไม่สิเธอใส่กางเกงนิน่า หรือไม่ก็อาจจะทำให้ซิลิโคลนเสียทรง? แต่เขาก็ไม่ได้ชนหน้าอกเธอสักหน่อยแถมพูดแบบนั้นออกไปมีหวังโดนฆ่าตายแหง่มๆ ไม่ว่าจริงๆแล้วเธอจะใส่ซิลิโคลนหรือไม่ก็ตาม

"ไม่เป็นไรค่ะ..."เธอเอ่ยออกมาเสียงสั่นๆ หว่า...ท่าทางแบบนี้โกรธมากแน่ๆเลยล่ะสิ เกิดมาเจเนซิสเองก็พึ่งจะเคยทำให้ผู้หญิงโกรธขนาดนี้นิแหละ...

"แล้วผมจะระวังตัวให้มากขึ้นครับ!!!"เจเนซิสเหงื่อแตกพลักพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างคว้านเก็บเอกสารที่กระจัดกระจายบนพื้นมารวมเป็นกองเดียวอย่างรวดเร็วแล้วยกมันขึ้นมาก่อนจะรีบวิ่งจากไปทันที...เขาไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องหนี แต่ดูท่าทางอีกฝ่ายเหมือนจะโกรธมากๆ อย่างน้อยๆการไปให้พ้นสายตาเธอโดยไวที่สุดอาจจะเป็นเรื่องที่ดีก็ได้

ส่วนทางด้านเด็กสาวนั้นยังคงไม่ละทิ้งดวงตาที่กราดเกรี้ยวบนใบหน้า...แต่ท่าทางของเธอดูขัดติดกับดวงตาเสียนี้กะไร ราวกับว่ากำลังลำบากใจอยู่ไม่ก็ปาน เด็กสาวถอนหายใจออกมาพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆว่า"อยากช่วยเก็บแท้ๆ..."

-----------------------

"โอ้ว! มาแล้วรึ! ขอบใจมาก!!"อาจารย์เกรย์ยิ้มให้เจเนซิสหลังจากเห็นเขาหอบกองเอกสารและกระดาษกลับมาด้วย ก่อนจะเดินเข้ามาช่วยเจเนซิสถือแล้วเอ่ยออกมาว่า"ดูเหมือนจะขาดแค่ไม่กี่กลุ่มเท่านั้นช่วยเอาเอกสารรายละเอียดแนะนำหอพักไปแจกหน่อยได้ไหม? เดี้ยวพวกกระดาษสีพวกนี้ฉันจะจัดการเอง เพราะมันต้องใช้เครื่องที่สำหรับตรวจสอบผลในการเช็คก่อนแจกน่ะ"

"ดะ...ได้ครับ? อะ...เดี้ยวงั้นที่ผ.อแจกเมื้อกี้มันไม่ใช่ผลของจริงเหรอครับ?"เจเนซิสเอ่ยถามอย่างร้อนรน ในสายตาของอาจารย์เกรย์แล้ว มันดูเหมือนเด็กหนุ่มผู้นี้ตกอกตกใจที่จะไม่ได้อยู่บ้านนักเรียนช่วยงานอาจารย์อย่าง"น.ร.ท.ช.ง" แต่จริงๆแล้วตัวเจเนซิส(แล้วก็ริกกะที่มองเจเนซิสออก)นั้นใจจริงต่างก็รู้ว่าอยากจะไปให้พ้นๆจากบ้านบ้าๆนี้ให้ไวที่สุด จริงๆแล้วไอ้การเป็นนักเรียนทาสใช้งานถึงจะดูน่าอดสูแต่ก็ไม่เท่ามีอาจารย์ประจำบ้านเป็นเกย์ล่ำที่ต้องระวังบั้นท้ายทุกวินาทีหรอก

"เสียมารยาทน่ะ! เวทง่ายๆอย่างเชื่อมต่อการวาปวัตถุเข้ากับตัวประมวลผลแบบนี้น่ะไม่มีทางหรอกย่ะ!ที่ฉันจะทำพลาด!"ผ.อแขวะกลับมาทันที...แม่นี้เป็นผ.อแน่เหรอเนี่ยมีแขวะนักเรียนกลับซะด้วย...บางทีหล่อนอาจจะเป็นคนที่รูปร่างหน้าตาสมอายุจริงๆก็ได้น่ะ...แต่อายุที่ว่านี้หมายถึงอายุสมองน่ะ...

"อืม ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรแฮะ...จะว่าไปตอนแรกผมนึกว่าผ.อวาปกระดาษมาแล้วเสกเข้ามือตามใจชอบซะอีก"เจเนซิสเอ่ยตอบออกไป ซึ่งนั้นก็ทำให้ผ.อฉุนเข้าไปใหญ่ก่อนจะเริ่มเทศน์ว่า

"อะไรกัน? เรื่องแค่นี้ยังไม่เข้าใจท่าทางจะต้องลงเรียนตั้งแต่วิชาเวทพื้นฐานแล้วล่ะมั้ง เอาล่ะฟังน่ะ...จะอธิบายง่ายๆ...เธอ! จัดการสิ!"ว่าแล้วผ.อก็ชี้มาที่เฟมี้จังที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ทำเอาเฟมี้จังหน้าเอ๋อไปทันที

"อะ...ดิฉันเหรอค่ะ?"เฟมี้ทวนคำเพื่อตอกย้ำความแน่ใจแต่เมื่อได้ยินผ.อตวาดกลับมาว่า"อะไรน่ะ! อย่าบอกน่ะว่าเป็นถึงแม่มดแต่อธิบายเรื่องกล้วยๆแบบนี้ไม่ได้น่ะ?"

"ได้ค่ะ! คือก่อนอื่นคุณเจเนซิสทราบแล้วสิน่ะค่ะ ว่าบนโลกของเราใบนี้มีพลังเวทมากมายสถิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในร่างของสิ่งมีชีวิตหรือตามสถานที่ต่างๆเป็นต้น การใช้เวทพื้นฐานก็คือการรวบรวมเอาพลังเวทในธรรมชาติ(สตีม)หรือพลังเวทในตัว(ออร่า)และผ่านกระบวนการจัดการตามแต่ล่ะชนิดของเวท สี หรือไม่ก็ศาสตร์เวทแล้วหลังจากนั้นเวทก็จะแสดงผลออกมาตามต้องการ ถึงดิฉันจะไม่รู้หลักในการประเมินแต่ฉันก็คิดว่าโรงเรียนนี้น่าจะมีเครื่องประมวลผลอะไรสักอย่างอยู่ที่ใหญ่มากๆ...ใหญ่พอจะโปรยละอองเวทเหล่านั้นไปได้ทั่วโรงเรียนค่ะ"เฟมี้เอ่ยอธิบายออกมาพร้อมกับยืดอกแล้วทำมือหมุนๆประกอบการอธิบาย เมื่อถึงบริบทที่ว่าถึงเครื่องประมวลผล อาริสึก็เอ่ยเสริมขึ้นมาทันทีว่า

"ต้นอิกดราซิลสิน่ะ...ต้นไม้ของพระเจ้า?"

"โห..."ผ.อดูเหมือนจะแปลกใจเล็กน้อยที่อาริสึเอ่ยชื่อนั้นออกมาก่อนจะยิ้มแล้วพูดขึ้นมาว่า"ใช่...ใต้โรงเรียนนี้มีต้นอิกดราซิลขึ้นอยู่...แล้วก็ไม่ใช่ต้นอิกดราซิลธรรมดาด้วย แต่เป็นต้นอิกดราซิลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มันอยู่ในใจกลางดันเจี้ยนที่พวกเธอลงไปนั้นล่ะ"

"เอ่อ...แล้วต้นอิกดราซิลนี้มันเกี่ยวอะไรด้วยล่ะครับ?"สำหรับเจเนซิสแล้วแทนที่จะเข้าใจอะไรได้ง่ายๆดันต้องเจอศัพท์พิลึกๆเข้าไปทำให้งงกว่าเดิมอีก

"ต้นอิกดราซิลมีความสามารถในการบรรจุศาสตร์เวทลงไปได้ค่ะ...อืม...ถ้าจะอธิบายให้ง่ายกว่านี้ล่ะก็...คิดซะว่ามันคือคอมพิวเตอร์ค่ะ! ต้นอิกดราซิลที่เป็นคอมพิวเตอร์นั้นใช้ไฟฟ้าหรือก็คือพลังเวท ส่วนศาสตร์เวทที่บรรจุลงไปก็เสมือนกับเป็นโปรแกรมแสดงผลค่ะ! เพื่อความรวดเร็วดิฉันจะขออธิบายยาวเลยน่ะค่ะ! การแบ่งบ้านของนักเรียนของที่นี้จะเริ่มจากการบรรจุเวทที่ใช้สำหรับแบ่งหรือคัดเลือกนักเรียนลงไปในต้นอิกดราซิล เมื่อเริ่มการทดสอบเพื่อแบ่งบ้านแล้ว ต้นอิกดราซิลก็จะทำการอ่านคุณสมบัติของนักเรียนทั้งหมดที่อยู่ในดันเจี้ยนแล้วก็ทำการแปะสัญลักษณ์ไว้ว่าใครได้บ้านอะไรลงไปที่ตัวของนักเรียนคนนั้น หลังจากนั้นพอสามารถกลับขึ้นมาได้แล้ว ก็ใช้เครื่องมือสำหรับอ่านสัญลักษณ์ที่ถูกแปะนั้นแล้วแจกกระดาษสีให้ตามผลการประเมินค่ะ!"เฟมี้อธิบายออกมาอย่างมั่นใจ สัญลักษณ์ปริศนาในหัวของเจเนซิสเริ่มจะคลายลงนิดๆแล้วแต่ก็ยังไม่คลายไปจนหมด

"เดี้ยวสิ ไม่เห็นจะมีสัญลักษณ์อะไรแปะที่ตัวฉันเลยน่ะ? แล้วอิกดราซิลเป็นต้นไม้จะอ่านคุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตได้ยังไงล่ะ? แล้วถึงอ่านได้จะอ่านได้หมดพร้อมกันเลยเหรอ?"เจเนซิสเอ่ยคำถามคาใจออกมาเฟมี้ก็ยิ้มก่อนจะพูดขึ้นมาว่า...

"ขอตอบแทนเฟมี้จังน่ะ...สัญลักษณ์ที่ว่าก็คือพลังเวทไงล่ะ ต้นอิกดราซิลมีคุณสมบัติในการปล่อยละอองเวทออกมาได้อยู่แล้ว แถมเป็นต้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกแบบนี้การปล่อยละอองเวทน่าจะครอบคลุมทั้งโรงเรียนได้อย่างสบายๆเลยล่ะ ส่วนการอ่านคุณสมบัติกับเรื่องที่ว่าจะอ่านได้พร้อมกันน่ะก็ใช้ละอองเวทในการแก้ปัญหาเหมือนกัน เพราะถ้าปล่อยละอองเวทออกมาได้ครอบคลุมขนาดนั้นแล้วล่ะก็ ถ้าใช้ศาสตร์เวทที่เป็นเหมือนโปรแกรมในการอ่านคุณสมบัติของนักเรียนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร โปรแกรมเหล่านั้นวิ่งไปตามละอองเวทแล้วทำการตรวจสอบก่อนจะวิ่งกลับมาที่ต้นอิกดราซิลทำการประมวลผลก่อนที่ต้นอิกดราซิลจะปล่อยละอองเวทที่เข้ารหัสเฉพาะไปแปะที่ตัวนักเรียน...อธิบายแบบนี้คงเห็นภาพมากกว่าสิน่ะ"อาริสึที่แย่งเฟมี้พูดเอ่ยออกมาอย่างภูมิใจแต่แน่นอนอว่ามันกลับทำให้เฟมี้หน้าบูดซะนี้ ริกกะแอบสังเกตว่าอาริสึมีการแสยะยิ้มใส่เฟมี้ซะด้วย นี้จงใจแกล้งกับกวนสิน่ะหล่อน...

"เพราะงั้นแล้วฉันก็เลยต้องใช้เครื่องตรวจจับในการอ่านละอองเวทเหล่านั้นแล้วแจกกระดาษยังไงล่ะ ส่วนที่ผ.อทำน่ะก็คล้ายๆกัน แต่แค่ใช้พลังเวทของตัวเองวาปเอาลักษณะโปรแกรมที่ใช้ในการคัดบ้านนักเรียนมาจากต้นอิกดราซิลแล้วผสมกับเวทวาป ให้กระดาษสีที่ถูกเก็บอยู่ในห้องเคลื่อนที่ไปอยู่ในมือของนักเรียนแต่ละคน โดยแยกไปตามละอองเวทที่เข้ารหัส"อาจารย์เกรย์เอ่ยอธิบาย แม้ว่าเจเนซิสจะยังมึนๆอยู่บ้างแต่ก็พอจะเข้าใจแล้ว เมื่ออาจารย์เกรย์อธิบายจบผ.อก็หัวเราะออกมาพร้อมกับเอ่ยว่า

"แน่นอนว่าคนที่ทำได้ต้องใช้เวทได้ไกลแล้วก็ครอบคลุม รวมถึงต้องแม่นยำด้านการคำนวนด้วยน่ะ! และคนคนนั้นก็คือฉันไงล่ะ ฮ่ะฮ่ะฮ่ะๆ"

แม้จะเป็นคำพูดที่หลงตัวเองไปสักหน่อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าจริงตามนั้น เพราะว่าคนที่สามารถควบคุมละอองเวทหรือร่ายเวทในบริเวณที่ห่างมากๆจากตัวได้ ถ้าไม่ใช่นักเวทสายระยะไกลโดยเฉพาะแล้วล่ะก็ ก็ต้องนักเวทไม่ก็แม่มดที่มีฝีมือมากๆเท่านั้น

"เอาล่ะ คนทยอยกันมาเกือบครบแล้ว...รีบเอาไปแจกสิ!"อาจารย์เกรย์ขึ้นเสียงนิดๆเมื่อเห็นเจเนซิสยืนเฉยในสภาพที่ถือกระดาษกองโต เสียงของอาจารย์เกรย์ทำให้เจเนซิสรู้สึกตัวแล้วรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร เขารีบวิ่งไปหานักเรียนทุกๆคนในสวนหย่อมนี้แล้วแจกกระดาษชี้แจงรายละเอียดเรื่องหอพักให้กับนักเรียนทุกคนทันที ค่อนข้างโชคดีหน่อยที่ว่านักเรียนส่วนใหญ่มักจะยืนร่วมกลุ่มกันทำให้เวลาเขาโดนถามว่านี้คืออะไรจะได้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายหลายรอบ

"นี้คืออะไรเหรอ?"เมื่อเจเนซิสแจกกระดาษเอกสารให้กับนักเรียนผมดำคนหนึ่ง เขาก็เอ่ยถามขึ้นมา ข้างๆตัวเด็กนักเรียนผมดำคนนี้มีสาวน้อยผมสีน้ำตาลสั้นยืนติดแจเป็นตังเม

"ออ...เอกสารแนะนำเรื่องหอพักน่ะครับ จะมีรายละเอียดของพวกที่อยู่อาศัยต่างๆ ในห้องมีเฟอร์นิเจอร์อะไรบ้างแล้วก็กำหนดการและกฏเกณฑ์ของหอพักครับ"แน่นอนว่าเจเนซิสคุงนั้นแม้จะซื่อบื้ออยู่สักหน่อยแต่ก็ไม่ได้เป็นพวกประเภทบื้อทื่อ ก่อนจะแจกเขาเลยอ่านเอกสารพวกนั้นคร่าวๆเพื่อที่จะได้แนะนำให้กับนักเรียนคนอื่นๆได้ มันคงรู้สึกเซ็งแน่ๆที่จู่ๆมีคนเอาเอกสารมาให้แล้วพอถามไปคนแจกกลับตอบออกไปว่าไม่รู้หรือเขาใช้ให้ผมมาแจกอย่างเดียวอย่าถาม ๆลๆ อันที่จริงแล้ว เจเนซิสแอบคิดว่าการทำแบบนี้มันทำให้เขาดูสมกับเป็นคณะกรรมการนักเรียนมากขึ้นถึงแม้ว่าตำแหน่งของเขาจะไม่ใช่คณะกรรมนักเรียนแต่เป็นนักเรียนทาสใช้งานก็เถอะ

"ฉันจะได้อยู่บ้านเดียวกับพี่ชายไหม?"เด็กสาวผมสีน้ำตาลเอ่ยถามเจเนซิสขึ้นมา...ตายล่ะ ถ้าถามเรื่องเอกสารน่ะไหวอยู่แล้วแต่เล่นมาถามแบบนี้ใครจะไปรู้ล่ะเนี่ย

"อะ...เอ่อ...เดี้ยวอาจารย์เกรย์เขาจะมาแจกกระดาษบอกบ้านของแต่ละคนให้น่ะครับ...ถ้าถามว่าผมจะได้อยู่บ้านเดียวกันไหม...เอ่อ...ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันแหละครับ"เจเนซิสพยามตอบกลับออกไปให้ดูสุภาพที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

"เฮ่อ...พึ่งไม่ได้อย่างที่คิดจริงๆซะด้วย"เธอเอ่ยออกมาเบาๆให้เจเนซิสฟัง ซึ่งเจเนซิสก็ปั้นหน้ายิ้มสู้แต่ในใจนั้นนึกเอาไว้แต่เพียงอย่างเดียวว่า"(เอ่อ ขอโทษน่ะครับที่นักเรียนทาสใช้งานแบบฉุกละหุกคนนี้พึ่งไม่ได้)"

"มาชิโระ อย่าไปพูดแบบนั้นสิ...ทุกคนเองก็ยังใหม่กับที่นี้อยู่ ไม่มีใครที่รู้ครบทุกเรื่องหรอกน่ะ"พี่ชายของเด็กสาวเอ่ยปรามน้องตัวเอง เจเนซิสแทบอยากจะกระโดดไปกอดขอบคุณที่อุตสาห์มีคนเข้าใจในตัวเขา แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามันไม่งามแถมยังวายอย่างโจ่งแจ้งเสียจนเขาอาจจะทุเรศตัวเอง เขาก็เลยล้มเลิกความคิดไปทันที

"ค่ะพี่ชาย~"เด็กสาวเอ่ยรับคำสอนของผู้เป็นพี่อย่างดี...เจเนซิสรู้สึกเลียนเล็กน้อย น่าแปลกที่เหมือนรู้สึกว่าสองพี่น้องคู่นี้เปล่งแสงออกมาพิกลๆ นี้พลังของซิสค่อนและบราค่อนมันเจิดจรัสขนาดนี้เลยรึ...ไม่สิ จะว่าไปตัวเขาก็เหมือนสว่างๆเปล่งแสงด้วยนิน่ะ...หรือว่า...

ว่าแล้วเจเนซิสก็หันหัวขึ้นไปดูด้านบนวงเวทขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นเหนือหัวเขา...วงเวทแบบนี้มันเป็นวงเวทแบบเดียวกับที่เขาเจอในดันเจี้ยนแล้ววาปออกมานิน่า...แสดงว่ามีกลุ่มนักเรียนกำลังจะวาปกลับมาสิน่ะ...วาปกลับมา...เหนือหัวเขา...อืมๆ...เฮ็ย!

กว่าเจเนซิสจะรู้ตัวว่าต้องเผ่น มันก็ช้าไปเสียแล้ว ร่างของคนสี่คนได้โผล่ออกมาจากวงเวท ด้วยหนึ่งในสี่นั้นหมดสภาพนอนบาดเจ็บทุรนทุรายอยู่ต้องให้หนุ่มผมดำท่าทางเลือดร้อนอีกคนเป็นคนช่วยอุ้มประคองร่างเอาไว้

อีกคนที่โผล่ออกมาคือหญิงสาวผมแดงยาวสวมเสื้อยืดมีฮู๊ดแขนยาวเป็นเสื้อนอกและมีเสื้อในใส่อีกชั้น สวมกางเกงขายาวสีทึมๆ ส่วนคนสุดท้ายนั้นเป็นคนที่เจเนซิสรู้จักดี...ลาปิส รีเรชั่นนั้นเอง

"คุณ ลา..."ไม่ทันจะได้พูดจบหน้าของเจเนซิสก็กระแทกเข้ากับก้นของลาปิสที่ร่วงลงมาจากวงเวท...จริงๆแล้วสัมผัสของก้นมันน่าจะนุ่มนวลชวนฝันมากกว่านี้ ถ้าไม่เป็นเพราะแรงดึงดูดของโลกแก้มของเจเนซิสคุงเลยระบ่มเข้าเต็มเปา แต่อย่างน้อยๆเขาก็ยังดีกว่าอีกหน่อหนึ่ง...

อีกหน่อที่ว่าก็คือคุณพี่ชายแสนดีที่น้องสาวติดแจคนนั้นนั่นเอง รายนี้โดนเท้าของชายหนุ่มท่าทางเลือดร้อนเข้าเต็มเปาๆ แม้ว่าจะเป็นอุบัติเหตุก็เถอะ แต่การที่เท้ากระแทกใส่หน้าได้เต็มๆแบบนี้บอกได้แค่อย่างเดียวเลยว่า...

"ซะ...ซวยโคตร"พี่ชายของเด็กสาวติดพี่เอ่ยออกมาอย่างแสนเซ็ง พร้อมกับเอามือจับแก้มที่ระบ่มของตัวเอง

"ไม่เป็นไรน่ะค่ะ พี่ชาย?"คุณน้องสาวก็รีบเข้ามาดูอาการพี่ชายทันที

"ขอโทษๆ"ชายหนุ่มเลือดร้อนขอโทษขอโพยทันทีก่อนจะหันควับไปมาเหมือนหาอะไรสักอย่าง

"อาจารย์อยู่ทางนั้นค่ะ คุณลูซิเฟอร์!"ลาปิสที่ซึ่งตอนนี้อยู่ในสภาพนั่งทับแก้มของเจเนซิสอยู่รีบลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วชี้ไปยังอาจารย์เกรย์ที่กำลังแจกกระดาษสีให้บรรดานักเรียน ชายหนุ่มผมดำเลือดร้อนที่ชื่อว่าลูซิเฟอร์ก็ออกวิ่งไปทางนั้นทันที

"ลาปิสจัง ไม่เป็นไรน่ะ?"สาวผมแดงรีบเข้ามาถามลาปิสทันทีซึ่งเธอก็ส่ายหน้าก่อนจะตอบกลับไปว่า"ไม่เป็นไรค่ะ คุณอามาโนะ"

ลาปิสจังน่ะต้องไม่เป็นอะไรอยู่แล้วเพราะคนที่โดนเต็มๆน่ะมันเขาต่างหาก...ซึ่งระหว่างที่เจเนซิสกำลังคิดแบบนั้นลาปิสก็หันหน้ามาหาเขาทันทีแล้วเอ่ยว่า

"ไม่ขอโทษน่ะค่ะ เพราะคุณเจเนซิสเองก็ได้คำขอโทษไปแล้ว..."

เจเนซิสอยากจะสวนกลับไปทันทีเลยว่าที่เจ็บน่ะมันทางนี้ต่างหากและก้นของเธอก็ไม่ได้นิ่มสักนิด แต่ถ้าหากพูดแบบนั้นกลับออกไปคงโดนลาปิสแล้วก็สาวๆรุมกระทืบโทษฐานทำอนาจารทางคำพูดก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ดี ดูเหมือนลาปิสจะก้มหัวนิดๆแม้ว่าสีหน้าเธอยังจะนิ่งเรียบอยู่ก็เถอะ เจเนซิสถือว่าแค่นั้นก็เพียงพอแล้วล่ะ เพราะเธอก็คงรู้สึกผิดเหมือนกัน แต่ก็คงเข้าใจผิดว่าเขาได้เซอร์วิสในแบบที่ไม่ควรสิน่ะ...เป็นคนที่แปลกเหมือนกันเลยแฮะ ลาปิสเนี่ย

"พวกเธอคือกลุ่มเดียวกับลูซิเฟอร์คุงสิน่ะ? ฉันให้กระดาษสีเขาแล้วก็เด็กที่บาดเจ็บคนนั้นไปแล้วพร้อมชี้ทางไปที่ห้องพยาบาลให้ด้วยเพราะงั้นไม่มีอะไรต้องกังวล"อาจารย์เกรย์เดินเข้ามาหาลาปิสและสาวผมแดงที่ลาปิสเรียกว่าอามาโนะพร้อมด้วยกระดาษสีและเครื่องมือเหมือนกับกล่องอะไรสักอย่างในมือ

"นักเรียนที่ยังไม่กลับมาเหลืออีกแค่กลุ่มเดียวเท่านั้น แล้วนี้ก็จวนจะหมดเวลาแล้ว..."อาจารย์เกรย์เอ่ยออกมาพร้อมกับยื่นมือที่ถือกล่องใบนั้นไปทางลาปิสและอามาโนะ จู่ๆก็มีละอองเวทออกมาจากตัวทั้งคู่และไหลเข้าไปในกล่องใบนั้น...

"จากจำนวนนักเรียนที่มาทั้งหมด ต้องมีคนที่ได้อยู่บ้านพิเศษสองคน...แต่จนถึงตอนนี้ก็พึ่งมีแค่คนเดียว...ขาดอีกคนสิน่ะ"อาจารย์เกรย์พึมพำออกมา ซึ่งนั้นก็ทำให้หัวใจของเจเนซิสพองโตทันที

มีอีกหนึ่งคนแสดงว่าในบรรดาสองคนนี้ ไม่ลาปิสก็อามาโนะสิน่ะที่จะได้อยู่บ้านพิเศษ ไม่สิ จริงๆยังมีกลุ่มที่ยังไม่กลับมาอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ถึงแบบนั้นโอกาศที่เขาจะได้อยู่บ้านเดียวกับลาปิสมีอยู่ถึง1/6 น่าดีใจจริงๆ เพราะว่าบ้านน.ร.ท.ช.งที่เขาอยู่นั้นโอกาศจะได้คนรู้จักมาอยู่บ้านเดียวกันมีน้อยเต็มที

"ฉันได้สีแดงแฮะ"อามาโนะเอ่ยออกมาพร้อมกับผลิกกระดาษขึ้นมาดู

"ส่วนฉันได้สี..."ลาปิสเอ่ยออกมาแล้วหยุดแต่นั้นก็ทำให้เจเนซิสยิ่งลุ้นมากขึ้นกว่าเดิมเข้าไปอีก ทำไมต้องหยุดด้วย? หรือเธอจะแปลกใจที่ว่าสีที่เธอได้ไม่ตรงกับบ้านไหนเลย? แสดงว่าเธอก็อยู่บ้านน.ร.ท.ช.งเหมือนเขาน่ะสิ?

"(สีขาว! สีขาว!! สีขาว!!! สีขาว!!!!)"เจเนซิสลุ้นจนเก็บอาการไม่อยู่ซะแล้ว...

Next>>>>>>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 03, 2012, 02:42:34 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2269


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 17, 2012, 09:07:10 PM »

ตอนที่3 -น้ำร้อนดีจัง~- Part2

ยามพระอาทิตย์ลดต่ำตกลงดิน แสงสนธยาสีแสดเฉิดฉาดลงมาบนพื้น มันเป็นสัญญาของการสิ้นสุดวัน เปลี่ยนแปลงจากรุ่งอรุณเป็นยามราตรี สำหรับเหล่านักเรียนทุกคนที่มาเข้าเรียนยังโรงเรียนสตาร์ฟอสแห่งนี้แล้วนั้นนี้เป็นช่วงเวลาพลบค่ำแรกที่จะได้สัมผัส

หลังจากการคัดบ้านเสร็จสิ้น อาจารย์ก็ปล่อยให้บรรดานักเรียนทั้งหมดเข้าไปยังหอพักของบ้านต่างๆเพื่อนำเอาของและสัมภาระไปเก็บ หลังจากนั้นก็ปล่อยให้นักเรียนในบ้านต่างๆได้พูดคุยและทำความสนิทสนมซึ่งกันและกันก่อนที่อาจารย์เกรย์จะนัดให้นักเรียนทุกคนไปพร้อมกันที่โรงอาหารในตอนหกโมงเย็นเพื่อชี้แจงเรื่องของการอยู่อาศัยในหอพัก...

แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น เราลองไปดูแต่ละบ้านกันดีกว่า

-----------------------

"ฉันชื่อ ลูซิเฟอร์ เฮลไครซ์ ยินดีที่ได้รู้จัก!"เด็กหนุ่มผมดำท่าทางบ้าพลังและเลือดร้อนเอ่ยแนะนำตัวเองท่ามกลางกลุ่มนักเรียนที่รายล้อมเขาอยู่ สถานที่ที่พวกเขาอยู่รวมกันนี้เป็นเหมือนห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่ออกแบบและตกแต่งดีไซน์คล้ายคลึงกับโรงเตี้ยมหรือบาร์เหล้าในเกมRPG ด้วยบรรยากาศที่ดูสบายๆและเป็นกันเองของทั้งสภาพห้องแล้วก็นักเรียนแต่ล่ะคนในห้องนั้น ทำให้การแนะนำตัวเองให้เพื่อนร่วมบ้านรู้จักของบ้านสีแดงหรือ"เรดซาก้า"ดูจะผ่านไปได้ด้วยดีไม่มีปัญหาอะไร

"เมื้อกี้ต้องขอโทษด้วยจริงๆน่ะที่ฉันหล่นลงมาเหยียบหน้านายพอดีน่ะ"ลูซิเฟอร์หันไปหาชายหนุ่มผมดำที่มีน้องสาวติดแจเป็นตังเม แต่ตอนนี้เขายืนอย่คนเดียวไม่มีน้องสาวอยู่ข้างๆด้วย

ชายหนุ่มยิ้มให้ลูซิเฟอร์ก่อนจะพูดออกมาว่า"ไม่เป็นไรหรอกครับ มันเป็นอุบัติเหตุ อีกอย่างผมเองก็ซวยแบบนี้บ่อยๆด้วย"

"อะ จริงสิ...นายก็ยังไม่ได้แนะนำตัวสิน่ะชื่ออะไรล่ะ?"ลูซิเฟอร์หันมาถามชายหนุ่มผมดำ เขาก็เอ่ยตอบออกมาว่า"ผมชื่อคามิโจว คุโร่ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก"

"อืมๆ ดีล่ะ...คามิโจว คุโร่...ส่วนแม่นั้นที่ดูเหมือนผู้ชายคนนั้นเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มเดียวกับฉัน รู้สึกจะชื่อ...โอะมานา อิคัตสึกา!"ว่าแล้วลูซิเฟอร์ก็ชี้ไปที่สาวผมแดงยาวมาดแมนที่ยืนพิงประตูอยู่ แน่นอนว่าโอะมานามันไม่ใช่ชื่อคนแน่ๆ เธอก็เลยก้าวเท้ายาวๆมาที่ลูซิเฟอร์ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยท่าทางหัวเสียว่า

"ฉันชื่ออามาโนะ อาคัตสึกิ! อย่าเอาชื่อฉันมาผวนสิ!"

"น่าๆ แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง~"ว่าแล้วลูซิเฟอร์ก็หัวเราะพร้อมกับยิ้ม หมอนี้ดูจากท่าทางน่าจะเป็นพวกบ้าพลังรวมถึงอารมณ์ดีสุดๆด้วยสิน่ะเนี่ย แต่ไม่อยากจะบอกเลยว่ามุขมันดูแป็กๆยังไงก็ไม่รู้ล่ะน่ะ ลูซิเฟอร์คุง

"ท่าทางจะเป็นชีวิตนักเรียนที่สนุกน่ะ"ริกกะพึมพำออกมาจากอีกมุมของห้องในขณะที่ดูกลุ่มสามคนนั้นพูดคุยกัน ตัวเขานั้นชอบที่จะมองดูอย่างเงียบๆมากว่าจะออกไปเฮฮาอยู่แล้ว...ถ้าสามารถทำแบบนั้นได้น่ะนะ...

"นี้! พวกผู้ชายอยู่กันรึเปล่า?"เสียงหวานห้าวเอ่ยดังขึ้นมาจากบริเวณด้านหลังประตูห้อง ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดพร้อมกับเด็กหนุ่มหน้าสวยคนหนึ่งเดินเข้ามาในสภาพที่กำลังแบกกล่องลังพะรุงพะรังมากมายอยู่ในมือ ไม่น่าเชื่อว่าร่างเล็กๆของหนุ่มหน้าสวยคนนี้จะแบกของได้เยอะและมากแบบนี้

"(ผู้ชายเหรอ? หน้าสวยเหมือนผู้หญิงเลยแฮะ)"ริกกะคิดขึ้นมาในใจก่อนที่จะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาเขา แน่นอนว่าลูซิเฟอร์กับคุโร่ก็เดินมาด้วย

"มีอะไรให้ช่วยเหรอ? ถือของ?"ลูซิเฟอร์ถามพร้อมกับมองซ้ายมองขวา

"ใช่ถือของ...มีผู้หญิงในบ้านนี้อีกสามสี่คนกำลังขนของเข้ามา ถ้าเป็นผู้ชายก็รู้จักลุกไปช่วยบ้างซะสิ!"หนุ่มหน้าสวยคนนั้นบ่นออกมาก่อนจะเดินออกจากห้องไป

"อะไรกัน? บอกตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหานิน่า!"ว่าแล้วลูซิเฟอร์ก็วิ่งออกไปทำงานเป็นเด็กช่วยยกของทันที ตามมาด้วยคุโร่ที่เดินแบบเอื่อยๆแล้วก็อามาโนะ...เอ๊ะ? รายนี้ผู้หญิงไม่ใช่เหรอ?

"เดี้ยวผมไปแทนก็ได้ คุณอามาโนะไม่ต้องหรอก"ริกกะเอ่ยออกมาแต่ดันไปกระตุกต่อมโมโหของอามาโนะเข้าซะนี้

"หา? ไม่ต้องเสนอตัวหรอก เพราะผู้ชายอย่างพวกนายไม่ทำอะไรกันไม่ใช่เหรอ?"อามาโนะแขวะริกกะกลับไปนิดๆก่อนจะเดินไปช่วยพวกนักเรียนสาวๆยกของกันโดยทันที อืม...จากท่าทางแล้วทำให้ริกกะอดคิดไม่ได้ว่าแม่นี้เป็นผู้หญิงจริงๆแน่เหรอทำไมถึงแมนกว่าเขาที่เป็นผู้ชายได้ล่ะเนี่ย?

"ขอบคุณที่มาช่วยค่ะ ฉันชื่อ ฟาร่า  รัลมิเอลิต้า ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ"เด็กสาวท่าทางสระสวยในชุดเกาะอกและกระโปรงทรงตรงสั้น ดูจากชุดแล้วบอกได้เลยว่ายังไงชุดแบบนี้ก็ตกเป็นเป้าสายตาของผู้ชายทั้งหลายแน่นอน100% แต่ถ้าดูจากท่าทางของเด็กสาวคนนี้แล้ว เธอคงไม่กะจะมีเจตนายั่วยวนหรือจับผู้ชายแต่อย่างใด แต่นี้คงเป็นชุดของชนเผ่าหรือชุดพื้นเมืองของท้องที่ไหนสักที่มากกว่า ที่หน้าผากของเธอนั้นมีเครื่องประดับคาดติดเอาไว้อยู่ด้วยยิ่งทำให้ชวนคิดว่าเป็นชุดประจำเผ่ามากขึ้นกว่าเดิม

"หืม...เหมือนชื่อเดิมฉันเลยแฮะ...ฉัน ฟราน ฟอร์นการ์ด"หนุ่มหน้าสวยที่เดินเข้ามาช่วยฟาร่าถือของเอ่ยแนะนำตัวออกไป

"(หืม...ชื่อเดิม...งั้นก็ต้องเป็น ฟาร่า ฟอร์นการ์ด....เอ๊ะ!? เดี้ยวดิ...)"เหมือนริกกะจะฉุกนึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนที่จะพูดโพล่งออกไปว่า

"นี้นายเป็นผู้หญิงเหรอนั้น?"

"มองแล้วคิดว่าฉันเป็นเพศอะไรล่ะ?"ฟรานตอกริกกะกลับไปก่อนจะเดินไปช่วยฟาร่าถือของ อืมแต่พอดูดีๆแล้วแม่นี้ก็หน้าสวยเกินกว่าจะเป็นผู้ชายล่ะน่ะ แต่แต่งตัว ตัดผม คำพูดคำจา...ดูยังไงก็ผู้ชายชัดๆ

เมื่อคิดแบบนี้แล้วริกกะเลยหันไปเหลือบมองอามาโนะ...ก่อนจะเหลือบกลับมามองฟราน...แล้วก็หันไปมองอามาโนะ...บ้านหลังนี้มีทอมบอยอยู่ถึงสองคนเชียวรึเนี่ย แถมเป็นทอมบอยคนล่ะไสตล์กันด้วยเลยแฮะ

ด้านอามาโนะนั้นแม้จะแมนเหมือนกับผู้ชายแต่ก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนกับผู้หญิงอยู่บ้าง อย่างน้อยๆริกกะก็สังเกตเห็นว่าตอนรับประทานอาหารกลางวันนั้นเธอค่อนข้างที่จะเรียบร้อยสมหญิงเลยทีเดียวเชียวล่ะ

แต่กับฟราน ฟอร์นการ์ดนั้น ถ้าเกิดเธอไม่บอกชื่อเดิมออกมาเขาก็คงไม่รู้ว่าแม่นี้เป็นผู้หญิง...แต่เฮ็ย! เดี้ยวเซ่! เมื่อตอนกลางวันริกกะจำได้ว่าแม่นี้เดินเข้าห้องน้ำชายไม่ใช่เหรอ?

ถ้าเป็นแบบนี้เข้าคงคาใจไปตลอดชีวิตแน่ๆ ว่าแล้วริกกะก็เลยค่อยๆเดินเข้าไปหาฟาร่าพร้อมกับทำทีช่วยเธอถือของที่เหลือไปด้วย

"คุณฟาร่าสิน่ะครับ...ผมชื่อ ริกกะ ซีซิกครับยินดีที่ได้รู้จัก"ริกกะเอ่ยแนะนำตัวออกไปก่อน ซึ่งเธอก็ยิ้มรับก่อนจะเอ่ยออกมาว่า"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฟาร่า  รัลมิเอลิต้าค่ะ"

"เอ่อ คุณฟาร่า...ขอถามหน่อยสิครับ คิดว่าคนที่ชื่อฟราน ฟอร์นการ์ดคนนั้นเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเหรอครับ?"ริกกะยิงคำถามออกไปในขณะที่เดินตามหลังฟาร่า

"เอ้...ฉันว่าเขาเป็นผู้หญิงค่ะ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันทำไมถึงแต่งตัวแบบนั้น"ฟาร่าเอ่ยตอบตามที่เธอคิดออกมาตรงๆ ดูจากท่าทางการพูดและการตอบของเธอแล้ว ฟาร่าคงเป็นคนง่ายๆพูดในสิ่งที่คิดออกมาตรงๆโดยไม่มีการกลบเกลื่อนเลยแม้แต่น้อยสักอย่างเดียว

"งั้นเหรอครับ...เฮ่อ...ผมนี้ใช้ไม่ได้เลยแฮะ เป็นผู้ชายแท้ๆดันถูกผู้หญิงมาบ่นเรื่องที่ผู้ชายควรจะทำซะได้"ริกกะพึมพำออกมาก่อนจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ฟาร่าเห็นแบบนั้นก็ยิ้มก่อนจะเอ่ยปลอบริกกะไปทันทีว่า

"ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะคุณริกกะ อย่างน้อยๆคุณริกกะก็มาช่วยยกนิค่ะ แค่นั้นฉันก็ขอบคุณมากแล้วค่ะ~"ว่าแล้วฟาร่าก็ยิ้มให้ริกกะ อืม...แม่สาวคนนี้ดูท่าทางจะเป็นประเภทร่าเริงยิ้มแย้มและให้กำลังใจคนอื่นเก่งสิน่ะ รู้สึกดีเหมือนกันที่ได้เพื่อนร่วมบ้านเป็นคนแบบนี้

ทางด้านของอามาโนะหลังจากช่วยยกของให้ฟาร่าเสร็จก็เดินกลับออกมาที่ประตูทางเข้าหอพักเพื่อดูว่าจะมีคนที่อยากจะให้ช่วยยกของให้อีกไหม ซึ่งสายตาของเธอก็เหลือบไปสังเกตเห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเรื่องแบบมิโกะกำลังขนของเข้ามาในหอพัก

"ให้ฉันช่วยน่ะ!"อามาโนะเสนอตัวเข้าไปช่วยเหลือทันที ซึ่งเด็กสาวในชุดมิโกะคนนั้นก็เอ่ยออกมาว่า"ขอบคุณค่ะ แต่ไม่ต้องดีกว่าฉันไม่อยากให้คุณลำบาก"

"ไม่เป็นไรหรอกน่า...ฉันชื่อ อามาโนะ อาคัตสึกิ เธอ...มาจากยามาโตะสิน่ะ...เป็นมิโกะของที่ไหนเหรอ?"อามาโนะเอ่ยถามเด็กสาวมิโกะด้วยท่าทีสนใจทันที คงเป็นความรู้สึกดีใจที่ได้เจอคนจากบ้านเดียวกันล่ะมั้ง

"อามาระ ยูเรย์ค่ะ เรียกว่ายูเรย์ก็ได้ค่ะ คุณอามาโนะ"มิโกะสาวเอ่ยแนะนำตัวออกมา จากคนที่มาจากหมู่บ้านผู้พิทักษ์อย่างอามาโนะแล้วนั้น เธอเคยได้ยินชื่อของตระกูลอามาระมาอยู่บ้างตระกูลของมิโกะผู้คอยทำหน้าที่รับใช้เทพเจ้าอามาเทระ...ถึงจะพูดว่าเป็นเทพเจ้าแต่โลกใบนี้ทุกคนก็รู้ว่าพระเจ้ามีรูปลักษณ์เป็นหญิงสาวผมเงินมีปีกสีดำอกตูม อามาเทระจัดเป็นเทพเจ้าในความเชื่อยุคเก่าๆที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีตัวตนอยู่จริงๆ ซึ่งบรรดาเทพเจ้าที่ทุกคนต่างเรียนขานกันนั้นแท้จริงแล้วก็คือเหล่ามังกรดวงดาวนั้นเอง (ไม่มีการยืนยันจากแน่ชัดแต่เทียบกับความสอดคล้องในพลังของมังกรดวงดาวแต่ละตัวกับตำนานเทพเจ้าในอดีตแล้วนั้น พบว่ามีความคล้ายคลึงกันมากกว่า80%)

อามาเทระเป็นเทพแห่งดวงตะวันและรุ่งอรุณ นับว่าเป็นเทพเจ้าที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศยามาโตะเลยทีเดียว แต่ไม่รู้เพราะว่าอะไร ในปัจจุบันนั้นคนที่ยังนับถือและบูชาอามาเทระอยู่ ต่างเหลือน้อยอยู่เต็มที่ อย่างบ้านของตระกูลอามาระที่ยูเรย์จากมานั้น ก็ตั้งอยู่ในหมู่บ้านมายา ที่ซึ่งว่ากันว่าเต็มไปด้วยเหล่ามารท้องถิ่นของอาณาจักรยามาโตะ

ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าแปลก ที่หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยมารเหล่านั้นจะมีมิโกะของเทพอาศัยอยู่ด้วย แม้อามาโนะจะรู้ว่าตระกูลมิโกะที่รับใช้เทพเจ้าไม่ได้มีตระกูลเดียวก็เถอะ

"ตัวเธอนี้มีกลิ่นมารปะปนมาอยู่เยอะเหมือนกันน่ะ"อามาโนะเอ่ยออกมาขณะช่วยยูเรย์ยกกระเป๋า สำหรับเธอที่มุ่งเป้าหมายในการกำจัดวิญญาณร้ายเป็นหลักแล้ว ค่อนข้างที่จะสัมผัสไวกับกลิ่นของเหล่ามารเป็นพิเศษ

"เพระว่าบ้านเกิดของฉันหรือว่าหมู่บ้านมายาเดิมทีเป็นหมู่บ้านลับแลของเหล่ามารที่อยากจะหลีกหนีออกมาจากสังคมมนุษย์น่ะ"ยูเรย์เอ่ยตอบ แต่แล้วจู่ๆยูเรย์ก็หยุดเดินไปซะเฉยๆ ไม่ใช่แค่ยูเรย์แต่อามาโนะเองก็ด้วย

"เหมือนจะจับเค้าลางไม่ดีของมารได้...แต่หาที่อยู่ไม่เจอ"อามาโนะเอ่ยออกมาพร้อมกับครุ่นคิด โรงเรียนสตาร์ฟอสที่รวมนักเรียนจากที่ต่างๆทั่วโลกแบบนี้จะมีผู้ถือตราที่เป็นมารอยู่ก็ไม่แปลก แต่กลิ่นไอที่เธอจับได้ มันไม่ใช่ของมารธรรมดา แต่มันเป็นกลิ่นไอของมารร้าย

"เธอก็รู้สึกด้วยเหรอ?"ยูเรย์เอ่ยออกมาพร้อมกับหันมามองหน้าอามาโนะ แต่แล้วก่อนที่จะได้พูดอะไรต่อไปลูซิเฟอร์ก็ส่งเสียงเรียกพวกเธอจากบริเวณชั้นบันไดใกล้ๆจากตำแหน่งที่พวกเธอยืนอยู่

"อามาโนะ! ช้าจังเลยน่ะ มีอะไรให้ช่วยไหม?"

"ไม่ต้องหรอก!"อามาโนะตะโกนกลับไป ใจหนึ่งก็รู้สึกไปว่าเธออาจจะคิดไปเองก็เป็นได้แต่ว่า...

-----------------------

"อึก...อือ...ดีใจจังเลยค่ะ ที่ได้อยู่บ้านเดียวกันกับท่านปิแอร์!"หญิงสาวผมดำยาวถึงเอวไว้หน้าม้าซึ่งผมด้านหน้ามีความยาวพอจนบังลูกตาของเธอเอาไว้ซะมิด ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นคนเรียบร้อย ขี้อายและมืดมน แต่ไม่รู้ทำไมออร่ามืดมนถึงได้จางลงได้เมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กหนุ่มร่างสูงหน้าตาหล่อเหลาผมสีฟ้ายาวมัดผูกเป็นทรงหางม้า ท่าทางของเขาดูสุขุมแตกต่างจากนักเรียนคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด...

ที่นี้คือบ้าน"เยลโล่เทล"หรือบ้านของคนที่ได้กระดาษสีเหลือง ห้องนั่งเล่นของบ้านแห่งนี้แตกต่างจากบ้านเรดซาก้าตรงที่ถูกตกแต่งให้เหมือนกับพระราชวังในยุคโบราณ ขนาดสิ่งที่คอยให้ความสว่างภายในห้องยังไม่ใช่หลอดไฟแต่เป็นเชิงเทียนไข รอบๆห้องถูกตกแต่งด้วยธงและผ้ากำมะหยี่โบราณมากมาย มีเครื่องเงินและเครื่องทองเช่นหม้อ ไห หรือแจกันวางประดับไว้ตามจุดต่างๆตามมุมและผนังของห้อง

เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าปิแอร์นั้นยิ้มแล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงเรียบๆว่า"ฉันเองก็ดีใจเหมือนกันทีได้อยู่กับเธอมิเรีย แต่น่าเสียดายที่ฟรานต้องไปอยู่บ้านเรดซาก้า"

"อืม...คะ...ค่ะ"เธอตอบรับคำพูดของปิแอร์ด้วยท่าทางอึกอัก ปิแอร์เป็นคนคนเดียวที่เธอหรือมิเรีย มุงกิสสามารถพูดคุยได้โดยไม่ประหม่า แต่ถึงกระนั้นก็ใช้ว่าเธอจะไม่ประหม่าทุกเรื่อง ปิแอร์เหลือบสายตามองมิเรียก่อนจะทอดสายตามองไปรอบๆห้องนั่งเล่นเหมือนกับกำลังหาอะไรสักอย่างอยู่

"เอ่อขอโทษน่ะครับ คุณเป็นแม่มดสิน่ะ?"จู่ๆปิแอร์ก็เอ่ยทักเด็กสาวคนหนึ่งที่เดินผ่านหน้าเข้าไป ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น...เฟมี้ อากาเต้นั้นเอง

"อะ...ค่ะ...มีธุระอะไรกับดิฉันเหรอค่ะ?"เฟมี้เอียงคอเอ่ยถามปิแอร์ด้วยท่าทางฉงน

"ไม่มีอะไรหรอกครับ แต่ไหนๆพวกเราก็เป็นเพื่อนร่วมบ้านเดียวกัน ผมอยากจะทำความรู้จักเอาไว้น่ะ ผมชื่อ โรเซม ปิแอร์ เดอลาตูว์เรียกว่าปิแอร์ก็ได้ครับ"ปิแอร์เอ่ยแนะนำตัวออกมาพร้อมกับโค้งให้เฟมี้ ซึ่งเธอก็ยิ้มรับก่อนจะย่อตัวลงยกกระโปรงแล้วเอ่ยแนะนำตัวเองเช่นเดียวกันว่า

"เฟมี้ อากาเต้ แม่มด อายุ18ปีค่ะ" ปกติแล้วผู้หญิงมักจะไม่ค่อยบอกอายุตัวเองสักเท่าไรแต่สำหรับแม่มดแล้วนั้นภาพลักษณ์ภายในกับภายนอกมันแตกต่างกันนิน่า

"ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณเฟมี้...เอ่อ ถ้าไม่รังเกียจผมขอถามคุณสักเรื่องได้ไหมครับ?"ปิแอร์เอ่ยออกมาซึ่งเฟมี้ก็ผงกหัวให้เป็นสัญญาณว่าให้ถามได้

"เมื่อสักครู่ผมเห็นคุณได้ไปทักทายคนในห้องนี้มาหลายต่อหลายคน จริงๆผมเองก็อยากจะทำความรู้จักกับพวกเขาน่ะครับ แต่อย่างเด็กผู้หญิงที่ดูท่าทางเหมือนโมโหอะไรสักอย่างอยู่แล้วมีเสียงเหมือนไฟฟ้าช็อตดังเปรี้ยะออกมาจากตัวคนนั้น ผมคิดว่าคงไม่ใช่จังหวะที่ดีซึ่งจะไปถาม"ปิแอร์เอ่ยพร้อมกับชี้ไปยังเด็กสาวผมสีน้ำตาลที่หน้าตาดูอารมณ์บ่จอย เธอก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เธอคือเด็กสาวติดพี่ น้องสาวของคามิโจว คุโร่หรือก็คือคามิโจว มาชิโระนั้นเอง

"ออ ถ้าเธอคนนั้นรู้สึกจะชื่อ คามิโจว มาชิโระค่ะ ส่วนสาเหตุที่ทำให้อารมณ์ไม่ดี ดิฉันคิดว่าน่าจะมาจากการที่ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับพี่ชายค่ะ"เฟมี้เอ่ยตอบปิแอร์ออกไป ก็นับว่าเฟมี้จังเดาถูกล่ะน่ะ

"แล้วผู้ชายที่ผิวซีดเซียวอ่านหนังสืออยู่มุมห้องคนนั้นล่ะ?"คราวนี้ปิแอร์ชี้ไปที่ชายหนุ่มผมขาวในชุดสีแดง ท่าทางขี้โรคอยู่นิดๆ เขาหลบมุมอ่านหนังสืออยู่บริเวณมุมห้องตรงจุดที่ไม่มีคนอยู่ใกล้ๆและไม่มีใครเดินผ่านไปมาราวกับว่าไม่ต้องการเป็นจุดสนใจหรือไม่ก็อยากจะได้ที่อ่านหนังสือที่ไม่มีคนพลุ่กพล่านผ่านไปมา

"อืม...คนคนนั้นถ้าดิฉันจำไม่ผิด...รู้สึกจะชื่อ ฟลัส เอลนัม สไวเกนค่ะ เป็นผู้ถือตราสัญลักษณ์ที่มาจากประเทศด็อกซ์ เป็นคนมีความรู้กว้างขวางแต่ร่างกายไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไร"เฟมี้แนะนำออกไป ซึ่งปิแอร์เองก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่ผิดหวังที่เลือกถามเฟมี้ แต่ทำไมแม่มดน้อยคนนี้ถึงรู้เรื่องกว้างขวางจังน่ะ? ทั้งๆที่สิ่งทีเธอทำก็แค่เดินเข้าไปทักทายเท่านั้นเอง

"ดูเหมือนบ้านเยลโล่เทล จะมีคนที่สนใจมารวมตัวกันอยู่เยอะเต็มไปหมดเลยน่ะครับ?"ปิแอร์เอ่ยออกมาพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยซึ่งเฟมี้ก็พูดขึ้นมาร่วมด้วยว่า

"จริงค่ะ คนที่น่าสนใจมากๆก็มีน่ะคะอย่างเธอคนนั้น!"ว่าแล้วเฟมี้ก็ชี้ไปที่เด็กผู้หญิงผมสั้นความยาวประมาณไหล่ มีสีผมเป็นสีแดงอมส้ม ที่มัดผมบนหัวเป็นสีดำ มีนัยต์ตาสีฟ้า ผิวค่อนข้างจะขาวแต่งตัวในชุดเสื้อผ้าปอนๆขาดๆ มีรอยปะชุนอยู่เต็มตัว หากให้เทียบเสื้อผ้าของเธอกับปิแอร์แล้วล่ะก็อาจจะเปรียบเทียบได้กับสวรรค์และนรกได้เลยไม่ก็ปาน

ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอกำลังด้อมๆมองๆเทียนไขและเชิงเทียนที่เป็นของประดับห้องนั่งเล่นแห่งนี้อยู่...ถ้าด้อมๆมองๆแบบปกติคงไม่เท่าไร แต่นี้ดูเหมือนกำลังจะพยามทำลับๆล่อๆซะด้วยสิ

เฟมี้รู้สึกสงสัยขึ้นมาเลยตัดสินใจเดินเข้าไปหาเด็กผู้หญิงคนนั้นก่อนจะเอ่ยถามไปว่า

"เอ่อ...คุณบาเน็ต ซี วาเลนไทน์ สิน่ะค่ะ? กำลังทำอะไรอยู่เหรอค่ะ?"

ดูเหมือนเด็กผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าบาเน็ตจะสะดุ้งเฮือก ก่อนทำท่าเลิกลั่กไปมาแล้วเอ่ยตอบเฟมี้ไปว่า

"อะ...เอ่อ ไม่ได้ทำหรอก~~"

แต่ดูเหมือนเฟมี้ยังคงจ้องเธอด้วยดวงตากลมแป๋วนั้นต่อไปจนบาเน็ตต้องถอนหายใจแล้วเอ่ยออกมาว่า

"ไอ้เจ้าเทียนไขเนี่ย? ถ้าปล่อยให้มันไหม้จนหมดแท่งคงไม่ดีสิน่ะ? สักครึ่งแท่งก็คงต้องเปลี่ยนเอาแท่งใหม่ใส่เข้าไป แล้วก็...ไอ้เจ้าเทียนไขที่เหลืออยู่ครึ่งแท่งเนี่ย? ปกติเขาจะทิ้งกันสิน่ะ?"

"ค่ะ?"เฟมี้ตอบรับพร้อมกับเอียงคอ บาเน็ตจึงเอ่ยพูดต่อไปว่า"ของที่ทิ้งกันแสดงว่าไม่ใช้กันแล้ว ถึงมันจะเป็นทรัพย์สินของโรงเรียนก็เถอะ! ถ้าเป็นแบบนั้น! ฉันสามารถเอาไปขายได้สิน่ะ!!"

"เอ่อ...ก็ได้อยู่หรอกค่ะ...แต่มันได้เงินไม่เยอะหรอกน่ะค่ะ...ถ้าเอาไปทำสบู่ก็น่าจะได้รายได้ดีกว่านี้?"เฟมี้ตอบบาเน็ต พอแค่พูดเรื่องรายได้ดีกว่าเท่านั้นแหละ เฟมี้เห็นตาของบาเน็ตเป็นประกายทันที

"สบู่! จริงสิ! มีวิธีนั้นอยู่นิน่า เยี่ยมไปเลย!!"บาเน็ตร้องออกมาด้วยความดีใจก่อนจะเข้าไปกอดและลูบหัวเฟมี้ยกใหญ่

เฟมี้ที่จู่ๆก็โดนกอดแบบนี้ถึงกับมึนทำอะไรไม่ถูก แต่พอเธอลองตั้งสติแล้วคิดดูดีๆนั้นก็พบว่า เสื้อผ้าของบาเน็ตเอง ทั้งเก่าและโทรมจริงๆ บางทีเธออาจจะมีฐานะไม่ดีก็ได้ล่ะมั้งถึงได้ต้องการเงินถึงขนาดนี้น่ะ

"มะ ไม่ต้องขอบคุณดิฉันหรอกค่ะ...ถือซะว่าฉันช่วยให้คุณบาเน็ตได้หาเสื้อผ้าสวยๆมาใส่น่ะค่ะ"เฟมี้ยิ้มก่อนจะเอ่ยตอบบาเน็ต แต่คำตอบกลับจากบาเน็ตนั้นทำเอาเฟมี้ถึงกับผิดคาด

"หา? ทำไมฉันต้องเอาตังค์ไปซื้อเสื้อผ้าด้วยล่ะ?"

"เอ้...แล้วคุณบาเน็ตพยามหาเงินแบบนี้จะเอาไปซื้ออะไรเหรอค่ะ?"เฟมี้ถาม มีอะไรที่จำเป็นมากกว่าเสื้อผ้าอีกเหรอเนี่ย? หรือจะเป็นพวกของใช้ในชีวิตประจำวัน...เฟมี้ดูฐานะของเธอคนนี้ผิดไปจริงๆ ตอนแรกนึกว่าแค่เป็นคนจน แต่นี้น่าจะเป็นระดับยาจกเลยสิน่ะ

"แน่นอน ก็ต้องเอาไปซื้อโมเดลรถถังที่กำลังจะออกใหม่ยังไงล่ะ!"บาเน็ตประกาศพร้อมกับชูนิ้วโป้งให้เฟมี้...

โมเดล?...รถถัง?...กำลังจะออกใหม่?....คนๆนี้...อะไรกันเนี่ย!!!!!

ปุ้ง!! หัวสมองของเฟมี้จังโอเวอร์โหลดเพราะการสำคัญใช้เงินผิดของบาเน็ตซะแล้ว

"มีแต่คนที่น่าสนใจจริงๆด้วยสิน่ะ..."ปิแอร์ยิ้มในขณะที่จ้องมองสองสาวคุยกัน...

-----------------------

บ้าน"บลูโรมานซ์"นั้นออกจะมีห้องนั่งเล่นที่แตกต่างจากบ้านอื่นๆอยู่สักหน่อย...เพราะบ้านแห่งนี้นั้นห้องนั่งเล่นเป็นไสตล์แบบตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นม่านไม้ไผ่หรือเสื่อกระดาษ รูปแบบการตกแต่งในห้องนั่งเล่นนั้นเหมือนจะผสมจากวัฒนธรรมของฉินและยามาโตะ ด้วยการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ใส่ใจทำให้ห้องนั่งเล่นแห่งนี้ไม่จำเป็นต้องติดแอร์ แต่ก็มีลมโกรกพัดผ่านทำให้รู้สึกสดชื่น มีอุปกรณ์ชงชาและถ้วยชาสำหรับให้นั่งดื่มผ่อนคลายและลืมเรื่องกังวลรบกวนใจต่างๆนาๆ

"ดีจังเลยน่า ได้อยู่บ้านเดียวกับลาปิสจังด้วย~"อาริสึเอ่ยออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสในขณะที่นอนกลิ้งเอกเขนกบนเสื่อกระดาษจ้องมองหญิงสาวหน้าเรียบไร้อารมณ์ผมทรงทวินเทลนาม ลาปิส รีเรชั่น ที่กำลังแกะส้มเช้งอย่างบรรจงประณีต

"นี้ค่ะ...ส้มที่คุณอาริสึต้องการ"ว่าแล้วลาปิสก็ยื่นส้มที่ปอกแล้วมาให้อาริสึกิน...ซึ่งเธอก็รับมันมาอย่างรวดเร็วและโยนเข้าปากไปทันที

"นี้ๆ ลาปิสเสียใจรึเปล่าที่ไม่ได้อยู่กับเจเนซิสน่ะ?"อาริสึถามในขณะเคี้ยวส้ม

"ไม่นิค่ะ...ใช่ว่าจะไม่ได้เจอกันซะหน่อยนิ?"ลาปิสเอ่ยตอบพร้อมกับเริ่มหยิบส้มมานั่งแกะต่ออีกลูก

"ตอนที่เจเนซิสรู้ว่าลาปิสจังได้สีน้ำเงินแทนสีขาว...หน้าหมอนั้นเป็นยังไงเหรอ?"อาริสึถามพร้อมกับเริ่มนอนกลิ้งๆ แม่นี้ซนจริงๆแฮะ

"ก็คอตกค่ะ...แต่สักพักก็กลับมาร่าเริงได้เหมือนเดิม"ลาปิสตอบคำถามอาริสึออกไปอย่างเรียบง่าย พร้อมกับเริ่มจัดส้มที่แกะเปลือกแล้วลงบนจาน

"ลาปิสชอบเจเนซิสรึเปล่า?"อาริสึถาม...ตอนนี้เธออยู่ในสภาพนอนหงายและหงายคอมาเพื่อมองลาปิส ซึ่งเด็กสาวทวินเทลนามลาปิสยังคงสงบนิ่งก่อนจะตอบออกมาเรียบๆว่า

"ไม่ได้ชอบค่ะ...แต่ก็ไม่ได้เกลียด...ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะค่ะ?"คราวนี้ลาปิสเอ่ยถามอาริสึกลับไปบ้าง

"เซ็นส์ของลูกผู้หญิงน่ะ...ไม่สิ...เซ็นส์ของพี่สาวมากกว่า"อาริสึตอบพร้อมกับชันตัวลุกขึ้น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่บานเลื่อนไม้ไผ่ในห้องนั่งเล่นกับทางเดินถูกเลื่อนเปิดออกพอดี

"อะ...มีผู้หญิงอยู่ด้วยพอดี ขอโทษครับ พอดีว่ามีเรื่องอยากจะให้ช่วยหน่อย"เด็กหนุ่มผิวสีเหลืองอ่อนซึ่งเป็นสีผิวที่พบได้ทั่วๆไปสำหรับคนจากทวีปตะวันออก ผมสีน้ำตาลสั้นปอยผมชี้มาด้านหน้าเล็กน้อยสูงประมาณ170เซนติเมตรเอ่ยกล่าวออกมาด้วยท่าทางสุภาพในขณะที่เลื่อนประตูเปิดและเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น

"หืม? ถ้าจำไม่ผิดจากตอนที่แนะนำตัวกัน นายคือ อาร์ค สเวนอส สิน่ะ...มีอะไรให้ช่วยล่ะ?"อาริสึเอ่ยถามพร้อมกับเอ่ยชื่อของเด็กหนุ่มตรงหน้า ส่วนลาปิสก็เลื่อนสายตาออกมาจากส้มที่กำลังแกะอยู่มองไปที่อาร์คด้วยเช่นกัน

"ครับ พอดีว่ามีนักเรียนคนหนึ่งที่ค่อนข้างพิเศษกว่าทั่วๆไปอยู่หน่อยพึ่งมาถึงอาจารย์ประจำบ้านเขาเลยบอกว่าอยากให้ผู้หญิงไปช่วยดูแลเธอน่ะ"อาร์คเอ่ยธุระออกมาซึ่งอาริสึก็เบ้หน้าก่อนจะพูดขึ้นมาว่า

"อ้าว? ไม่ใช่ว่าบ้านสีน้ำเงินมารวมกันครบหมดแล้วเหรอ?"

"เพราะเธอค่อนข้างพิเศษนั้นแหละครับ...ก็เลยทำให้พึ่งจะมาถึงบ้าน"พูดจบอาร์คก็เกาหัวเหมือนกับจะกลุ้มใจอะไรบางอย่าง แน่นอนว่าอยู่ในห้องไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาอาริสึกับลาปิสจึงตัดสินใจเดินออกไปยังนอกห้องตามอาร์คไปทันที

สิ่งที่อยู่บริเวณประตูทางเข้าบ้านสีน้ำเงินก็คือเมด...เมดสาวโนตมผมม่วงไว้ทรงหางม้า ข้างๆตัวเธอมีดาบคาตานะเล่มหนึ่งถูกเหน็บเก็บเอาไว้ด้วย

"คนรับใช้ของบ้านสีน้ำเงินเหรอ?"อาริสึเอ่ยถามอาร์คซึ่งเขาก็ส่ายหน้าก่อนจะบอกว่า"ไม่ครับ เธอเป็นนักเรียนเหมือนกับพวกเรานี้แหละ เป็นผู้ถือตราสัญลักษณ์ แต่มีปัญหานิดหน่อยตรงที่ว่าเธอเป็นคนหัวช้าน่ะ"

"ช้าขนาดไหนรึค่ะ?"ลาปิสถามซึ่งพริบตาต่อมาก็ได้คำตอบออกมาจากปากของสาวเมดที่ยืนนิ่งอยู่ว่า

"ขอบคุณที่มาส่งค่ะ อาจารย์..."

"อาจารย์เดินออกไปราวๆนาทีกว่าแล้ว เธอถึงพึ่งจะรู้ตัว..."อาร์คเข้ามากระซิบให้อาริสึฟังซึ่งเธอก็พยักหน้างืมๆก่อนจะพูดขึ้นมาว่า"แสดงว่าต้องมีคนดูแลคอยจูงมือเดินผ่านไปไหนมาไหนสิน่ะ ว่าแต่ทำไมนายไม่ทำล่ะ? เป็นโรคแพ้สาวน้อยโนตมหรือไง?"

"ไม่ใช่ครับ! ปัญหาอยู่ที่ว่าถึงเธอจะหัวช้าแต่การตอบสนองของเธอเป็นปกติ ไม่สิ...ไวยิ่งกว่าคนปกติซะอีก...ถ้าจู่ๆมีผู้ชายมาจับตัวเธอล่ะก็ เธอฟันใส่ไม่ยั้งแล้วก็ไม่คิดจะหยุดด้วย...ต่อให้บอกหยุดไปกว่าเธอจะประมวลผลเสร็จก็กินเวลาอีกหลายนาที ระหว่างนั้นเธอก็ไล่ฟันไม่เลี้ยงเลยล่ะครับ"

"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณอาร์ค"สาวเมดเอ่ยออกมาทำเอาอาร์คเอามือกุมหัว...เพราะว่าเขาเองก็แนะนำตัวออกไปตั้งนานแล้ว แม่นี้ถึงพึ่งจะมาตอบสนอง

"ถ้างั้นเราจะช่วยดูแลเธอเองค่ะ...ว่าแต่ชื่อของเธอคือ?"ลาปิสหันมาถามอาร์คซึ่งเขาก็ส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า"ถามชื่อไปแล้วแต่ก็ยังไม่ตอบกลับมา...รอสักพักล่ะครับ..."

รอ...

รอ...รอ...

รอ...รอ...รอ...

"นานจังน่า...."อาริสึบ่นงุบๆ ซึ่งในตอนนั้นเองเธอก็ขยับปากแนะนำตัวออกมาพอดี

"ฉันชื่อ ดราก้อนค่ะ"

Next>>>>>>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 03, 2012, 02:42:29 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2269


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: มกราคม 17, 2012, 09:10:02 PM »

ตอนที่3 -น้ำร้อนดีจัง~- Part3

อาซากุระ อาริสะคงจะเป็นสาวน้อยธรรมดาๆ ถ้าเกิดว่าเธอไม่มีสามสิ่งที่ผิดแปลกไปจากชาวบ้าน อย่างแรกคือเธอเป็นผู้ครอบครองตราสัญลักษณ์ทำให้ต้องมาเข้าเรียนที่สตาร์ฟอส อย่างที่สองก็คือเธอเป็นคนจากอาณาจักรด้านตะวันออกที่ไปโตที่ตะวันตก ชื่อของเธอจึงถูกเรียกเพี้ยนจากอาริสะเป็นอลิสอยู่เรื่อย แต่สองข้อแรกนั้นยังจิ้บๆเมื่อเทียบกับข้อที่สาม...ซึ่งนั้นก็คือ...

"(แม่นั้นน่ากลัวชิบเป็ง)"เด็กหนุ่มผมสีส้มสั้นไว้ทรงหวีเรียบร้อยเปิดหน้าผากดูเป็นหนุ่มเจ้าสำอางค์และขี้เล่นเอ่ยปากซุบซิบออกมาเป็นคนแรกกับเพื่อนชายอีกสองหน่อที่นั่งยองๆอยู่ข้างเขา

"(แต่หน่มน่มใหญ่ดีน่ะ)"หนุ่มผมสีน้ำตาลหน้าตากวนๆซุบซิบตอบ...อืม...นี้แกมองผู้หญิงจากหน้าอกเหรอนั้น

"(เจ้าบ้า แกก็สนแต่นม มันต้องดูก้นสิเฟ้ย! ก้น!)"หนุ่มผมเงินหน้าตาหล่อเหลาเอ่ยตัดมุขเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลออกไป...แต่ขอประทานโทษ แกก็เสื่อมไม่แพ้ตัวไอ้คนที่มองแต่นมหรอก

"(อย่าว่าแต่นมหรือก้นเลย...ถ้าเรายังผ่านด่านสายตาเธอไปไม่ได้ ก็ไม่ได้จับตรงไหนทั้งนั้นล่ะ)"เด็กหนุ่มผมสีส้มเอ่ยซุบซิบปรามให้คนลามกสองตัวข้างๆหยุด...แต่ไอ้สองคนนั้นแค่มอง...แต่แกคิดจะไปจับเลยรึนั้น?

ทั้งสามหน่อลามกนี้เป็นสมาชิคของบ้านสีเขียวหรือ"กรีนฮิสเทรี่" ขณะนี้ทั้งหมดกำลังอยู่ในห้องนั่งเล่นรวมของบ้านสีเขียวที่เหมือนกับล็อบบี้หรูๆในโรงแรมขนาดใหญ่ ทั้งสามคนนั้งประชุมจุมปุกกันอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง โดยระหว่างที่ซุบซิบปรึกษากันก็เหล่ไปมองเป้าหมายของพวกเขา อาซากุระ อาริสะ หรือเด็กสาวที่เจเนซิสเคยไปชนเข้าใส่ตอนขนกองเอกสารนั้นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนั้น...

"มีแต่สาวๆน่ารักทั้งนั้นเลย!"ชายหนุ่มผมสีส้มไว้ทรงหวีเรียบร้อยหรือพีซ ชูบาวเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นของบ้านสีเขียวด้วยท่าทางอารมณ์ดีสุดๆ สำหรับเขาแล้วจะอยู่บ้านไหนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เรื่องสำคัญก็คือมีสาวๆน่ารักอยู่ในบ้านเดียวกันกับเขาเยอะรึเปล่าต่างหาก...ใช่แล้ว...พีซก็คือคาแรกเตอร์ไสตล์หนุ่มหล่อบ้าผู้หญิงนี้เอง

"หึหึหึ น่าเสียดายน่ะแต่สาวๆทั้งหมดในบ้านนี้น่ะเป็นฮาเร็มของฉัน!"เมื่อได้ยินคำพูดสุดแสนจองหองแบบนี้แล้วพีซก็หันควับไปทางต้นเสียงทันที แล้วก็พบเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลหน้าตากวนส้นเท้านั่งเก็กท่าไขว้ห้างเหมือนกับกำลังจะเย้ยหยันพีซอยู่ไม่ก็ปาน

"เฮ็ย! ปากสุนัขแบบนี้ทำผู้หญิงเขาเสียหายน่ะเฟ็ย!"พีซเอามือล้วงกระเป๋าก่อนจะย่างเท้าเข้าไปหาเด็กหนุ่มหัวน้ำตาลอย่างสุขุม และพยามเก็กตัวเองให้เท่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อว่าจะมีสาวๆจ้องมามองเขาในเวลานี้

"โห...ฉันแค่พูดความจริงต่างหาก~ เพราะ เซเวีย วอร์คอันกริป เป็นผู้ชายที่สาวๆคนไหนต่างก็ต้องหลงรัก~"เด็กหนุ่มผมน้ำตาลที่ชื่อเซเวียเอ่ยแนะนำตัวออกมาพร้อมกับเอามือปัดผม ท่าทางจะเห็นพีซเก็กก็เลยเก็กสู้กับเขาบ้าง แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาสอดวงสนทนาของทั้งคู่

"หึ...สาวๆในบ้านนี้เป็นของนายก็จริง...แต่สาวๆทั้งโรงเรียนนี้น่ะเป็นของฉัน!"ผู้ที่เข้ามาร่วมวงสนทนาสุดปวดตับแบบนี้ก็คือชายหนุ่มผมเงินหน้าตาหล่อเหลา ดูจากเสื้อผ้าก็รู้แล้วว่าหมอนี้ต้องเป็นลูกผู้ดีแหง่มๆ

"ไม่เห็นจะมีป้ายแปะเอาไว้สักหน่อย?"พีซเชิดก่อนจะเอ่ยโต้กลับไป ในขณะที่เซเวียยิงคำถามใส่ชายหนุ่มผมเงิน"แล้วนายเป็นใครล่ะ?"

"ชื่อของฉันคือ เชนย่า วอเตอร์บริท! ผู้รอบรู้เรื่องสาวงาม!"ว่าแล้วเจ้าตัวก็คว้าดอกกุหลาบออกมาประกอบท่าหมุนตัวในขณะที่กำลังแนะนำตัวเอง

"โห...แย่เลยแฮะ...แสดงว่ามีเสือสามตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันสิน่ะ..."พีซยกมือขึ้นจับคางพร้อมกับทำท่าครุ่นคิด จริงๆมันก็ไม่ได้คิดบ้าอะไรหรอกแค่เก็กไปงั้นเอง

"เสือสามตัวจะอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้หรอกน่ะ"เซเวียขู่พร้อมลุกขึ้นเตรียมพร้อมที่จะหาเรื่องเต็มที่ได้ทุกเมื่อ

"ต้องมีการตัดสินสิน่ะ...ว่าใครจะเป็นสุดยอดเทพบุตรในใจของสาวๆ"เชนย่ายักไหล่พร้อมกับสอดสายตาไปทั่วห้อง...ก่อนที่จะเอ่ยออกมาว่า

"งั้นไปถามฝาแฝดโนตมก้นงามคู่นั้นเป็นยังไงล่ะ?"

"โอ้ว...แฝดสุดอึ๋มสองคนนั้นสิน่ะ...รู้สึกจะชื่อไอริสกับเอรีส?"เซเวียนึกก่อนจะพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าตกลงเขาเอาด้วย แต่พีซกลับส่ายหัวแล้วเอ่ยออกมาว่า

"อะไรกัน? แค่ถามเท่านั้นเหรอ? ระดับพวกเราน่ะมันต้องเข้าไป"จีบ"เซ่! หรือว่าไม่กล้ากันล่ะ?"พีซท้าออกมา แน่นอนว่าทั้งเซเวียและเชนย่าต่างก็แสยะยิ้มก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

"ได้เด้! แต่ระวังจะหมดความมั่นใจ จนต้องไปผูกคอตายใต้ต้นถั่วงอกล่ะ!"เซเวียยิ้มเหี้ยมส่วนเชนย่าก็ยักไหล่แล้วเอ่ยว่า

"ช่วยไม่ได้น่ะ...ว่าจะอ้อมมืออยู่แล้ว แต่อีหรอบนี้ก็ต้อง..."

"จีบให้ติด!!!"ทั้งสามหน่อพูดออกมาพร้อมกันขณะพุ่งเข้าไปหาสองแฝดไอริสกับเอรีสที่กำลังเล่นซุกซนอยู่

ถ้านับจริงๆแล้ว ไอริสกับเอรีสถือเป็นผู้ถือตราสัญลักษณ์ที่แปลกที่สุดคู่หนึ่ง เพราะตราสัญลักษณ์ของทั้งคู่นั้นเป็นอันเดียวกันแต่มีกันอย่างคนละครึ่ง เรียกได้ว่าเป็นฝาแฝดสองร่างหนึ่งสัญลักษณ์นั้นเอง

"มารักกับพี่เถิดน้อง~"พีซพุ่งเข้าไปคนแรกพร้อมกับไสลด์ตัวเข้าไปคุกเข่าอย่าง งดงามจนหัวเข่าถลอกและกางมือออกด้วยท่าที่เหมือนจะโอบกอดทั้งคู่เอาไว้ไม่ยอมปล่อยให้พรากหนีไปไหนได้

"นมงามๆนั้นหาง่าย แต่นมสวยๆหาได้เฉพาะพวกเธอเท่านั้น!"เซเวียพุ่งเข้าไปพร้อมกับปลดกระดุมเสื้อนอกตัวเองออกโชว์แผงอกสุดเร้าใจและทิ้งตัวไสลด์ไปนอนตะแคงอยู่ข้างหน้าไอริสและเอรีสพร้อมกับคาบดอกกุหลาบเอาไว้ด้วย แน่นอนว่ากุหลาบดอกนั้นเป็นดอกเดียวกับที่เชนย่าเอามาควงหมุนๆแนะนำตัวเมื่อครู่...ไปแย่งมันมาสิน่ะ

"1+1ไม่เท่ากับ2 เพราะใจฉันมันเป็นเลข3 เลข3แห่งความรักของเราสามคน!!!"ส่วนเชนย่านั้นบิดตะแคงตัวพร้อมกับงอนิ้วเป็นรูปหัวใจครึ่งดวงและนำเอานิ้วที่งอจากทั้งสองมือมาประกบกันเป็นสัญลักษณ์หัวใจ ส่วนใบหน้าของเขาก็โปรยรอยยิ้มเต็มที่แถมมีแอบขยิบตาให้กับสองสาวอีกด้วย

"หะ..."สองสาวอ้าปากค้างสิบวินาทีจากการจู่โจมโดยฉับพลัน...

สำหรับผู้อ่านที่อ่านมาถึงตรงนี้คงจะสงสัยแล้วสิว่า เจ้าสามคนนี้เป็นนักเรียนสุดหล่อยอดไอดอลของสาวๆหรือเป็นแค่ไอ้บ้าสามตัวกันแน่...ก็ต้องขอบอกว่า..มันเป็นแค่โคตรไอ้บ้าสามตัวแรงสามเท่า เท่านั้นเองครับ...

ไอริสกับเอรีสนั้นเป็นสาวน้อยขี้แกล้งที่มักจะสนุกกับการปันหัวคนอื่นๆให้สับสนว่าใครเป็นใครอยู่เสมอ แต่พอมาเจอกับเจ้าสามหน่อนี้แล้วทั้งสองคนได้แต่ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก...แต่ดูเหมือนหนึ่งในสองแฝดจะรวบรวมสติได้ทันก่อนจะพูดออกมาว่า

"นี้ๆ จะจีบเราเหรอ?"

"Yes มาดาม!"พีซตอบพร้อมกับโค้งตัว

"ใช่แล้วล่ะ เบบี้~"เซเวียยิ้มออกมาในขณะตอบพร้อมกับแหกเสื้อโชว์กล้ามอก....แม่เจ้า...

"ผมไม่ได้จะจีบคุณ...แต่ผมจะทำให้คุณมาเป็นของผม~"เชนย่าโปรยคำหวานพร้อมกับยื่นมือ ออกไปทำท่าเกี้ยวพาราสี

สองสาวนั้นหัวเราะคิกคักกับลีลาของทั้งสามคนก่อนจะเอ่ยออกมาพร้อมกันว่า

"งั้นมาเล่นเกมกันไหม? ถ้าทายถูกว่าใครคือเอรีสใครคือไอริส พวกเราจะยอมเป็นแฟนด้วย~"

"(อุก!!!)"พีซถึงกับสำลักเลือดกำเดา ส่วนเซเวียก็เช็ดน้ำลายที่ไหลเยิ้ม มีเพียงเชนย่าคนเดียวที่ยังนิ่งอยู่...เพราะรายนี้ช็อคสลบไปเพราะความดีใจซะแล้ว

"หรือว่าไม่อยาก?"สองสาวพูดออกมาพร้อมกันและกระโจนเข้ากอดกันกลม...ภูเขาใหญ่ยักษ์มหึมาสี่ลูกกำลังหนุบๆหนับๆอยู่เบื้องหน้าของไอ้บ้าทั้งสามตัว เพียงแค่นี้ก็ทำให้เจ้าบ้าสามตัวสติแตกเตลิดไปได้แล้ว

"อยากครับ!!!"ทั้งสามตอบรับออกมาพร้อมๆกันพร้อมกับทำหน้าหื่นสุดกู่...

"ถ้างั้นล่ะก็ คำใบ้อยู่ที่พี่สาวคนนั้น!"พูดจบหนึ่งในสองแฝดก็ชี้ไปที่เด็กสาวที่นั่งอยู่คนเดียวมุมห้อง...สายตาของทั้งสามหนุ่มจับจ้องไปยังเด็กสาวคนนั้นทันที

"(ก้นผ่าน)"เชนย่าคิดขึ้นมาแวบแรกเมื่อเห็น

"(นมก็ผ่าน)"คราวนี้เป็นความคิดในหัวของเซเวีย

"(แต่ทำหน้าตาน่ากลัวแบบนั้นจะไหวไหมน่ะ...)"พีซนึกขึ้นมาในใจ...

และแล้วก็ย้อนกลับไปตอนต้นที่เริ่มแนะนำบ้านสีเขียว...ทั้งสามคนอยากจะเข้าไปถามคำใบ้ใจจะขาดแต่ติดตรงที่ว่า อาริสะทำหน้าโหดบอกบุญไม่รับตลอดเวลาเลยน่ะสิ

แต่ใจจริงแล้วนั้น...อาริสะกำลังรู้สึกกังวล...เพราะอยู่ดีๆก็มีกลุ่มเด็กผู้ชายสามคนโผล่เข้ามาใกล้ๆเธอแล้วก็ซุบซิบและทำลับๆล่อๆพร้อมกับชี้มาที่เธอ เป็นใครก็ต้องรู้สึกกังวลกันทั้งนั้น

"(หรือว่าพวกเขาอยากจะเข้ามาทักทายเรา...แต่ว่าไม่กล้า?)"อาริสะนึกพร้อมกับทำท่าวิตกกังวล แต่ไอ้ท่าวิตกกังวลของเธอมันทำให้คนรอบๆข้างคิดว่าเธอกำลังวางแผนฆ่าใครอยู่น่ะสิ

"(เพราะว่าหน้าตาของเราสิน่ะ...น่าสงสารพวกเขาจัง...ดีล่ะถ้างั้นต้องเข้าไปทักทายก่อน!)"เมื่ออาริสะนึกได้ดังนั้น เธอจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหากลุ่มสามหนุ่มสามหื่นทันที

ทางด้านกลุ่มสามหนุ่มเมื่อเห็นอาริสะเดินมาแล้วก็ถึงกับตกใจเหงื่อแตกผลัก หยุดนิ่งราวกับถูกสะกดไว้ไม่ก็ปาน...

"เอ่อ..."อาริสะเอ่ยออกมา แต่ก็ขาดตอน...เธอไม่ค่อยได้คุยกับเด็กผู้ชายเท่าไรเลยไม่รู้จะทักยังไงสิน่ะ...แต่แล้วตอนนั้นเอง

พรึ่บ! ไฟในห้องเกิดดับขึ้นมากระทันหัน ทำให้สามหนุ่มตกอยู่ในความมืดพร้อมกับอาริสะ...ดวงตาสีแดงของเธอส่องประกายในความมืด...จะว่าไปมันก็เป็นดวงตาที่สวยดีน่ะ ถ้าเกิดเห็นแค่ตาอย่างเดียว แต่เพราะสามหนุ่มเห็นใบหน้าอาริสะในความมืดลางๆ เมื่อบวกกับดวงตาสีแดงของเธอแล้ว...มันทำให้รู้สึก...

หลอนเป็นบ้า!!!

"ขอตัวครับ! พ่อเอ็ย! แม่ผมป่วยเข้าโรงพยาบาลต้องรีบไปดูแล!!!"พีซกระโจนเผ่นคนแรก แถมวิ่งออกจากห้องด้วยสปีดที่ไวยิ่งกว่านักกีฬาระดับชาติ

"ผมก็ต้องกลับไปขายผัก!!"เซเวียพูดก่อนจะเผ่นตามไปอีกคน...ข้อแก้ตัวในการเผ่นแต่ละอย่างนี้ฟังไม่ขึ้นทั้งนั้น

"ผมจะต้องรีบกลับไปดูเจเนะเลอร์!!!"เชนย่าเอ่ยพร้อมกับเผ่นหนีไปรั้งท้าย...เจเนะเลอร์มันฉายตอนเช้าวันเสาร์อาทิตย์...ข้อแก้ตัวไม่เนียนเลยน่ะนั้น?

"เอ่อ..."อาริสะที่จู่ๆถูกทิ้งอยู่ในความมืดคนเดียวถึงกับอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก สักพักไฟก็สว่างขึ้นมากลับเป็นปกติ... จริงๆแล้วไฟไม่ได้ดับหรอก...แต่เพราะสองแฝดไอริสกับเอรีสตัวแสบไปแกล้งปิดสวิทช์ไฟต่างหากล่ะ

อย่าเศร้าไปเลยน่ะอาริสะจัง...คิดๆดูแล้ว การที่ไม่ได้คุยกับเจ้าพวกบ้าพวกนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าก็เป็นได้...

-----------------------

ย้อนกลับมายังตอนอาทิตย์อัสดงอีกครั้ง บรรดาเด็กนักเรียนจากทั้งสี่บ้านได้มารวมตัวกันที่โรงอาหารที่อยู่ใจกลางของโซนที่พักอาศัย โรงอาหารแห่งนี้ได้ถูกออกแบบเป็นห้องประชุมในตัวเลยมีขนาดค่อนข้างใหญ่และกว้างขวาง โดยจะแบ่งออกทั้งหมดเป็นสามโซนได้แก่โซนเวที ที่จะมีเวที่สเตทขนาดใหญ่ตั้งอยู่ซึ่งชิดกับปลายด้านหนึ่งในโรงอาหาร โซนสำหรับนั่งรับประทานอาหารและโซนเคาเตอร์สำหรับส่งและสั่งอาหาร...

การสั่งอาหารในโรงอาหารนั้นสามารถสั่งได้โดยการเขียนหมายเลขลงบนกระดาษโน๊ต ซึ่งหมายเลขนั้นจะเป็นเมนูรายการอาหารต่างๆ ซึ่งมีให้เลือกจากเมนูที่มีแจกตรงทางเข้า เมื่อเลือกได้ตามต้องการ ก็เขียนหมายเลขลงบนกระดาษแล้วนำไปยื่นให้พนักงาน หลังจากนั้นก็รับบัตรคิวและรอรับอาหารได้เลย...

ซึ่งพนักงานในโรงเรียนสตาร์ฟอสนั้นหาใช่คนไม่...แต่เป็นหุ่นยนต์...ถ้าจะเรียกให้ถูกก็ต้องเรียกว่า"ร่างเลียนแบบมนุษย์ประจุเวทมนต์" โดยที่มาประจำอยู่ในโรงเรียนสตาร์ฟอสนั้นทั้งหมดเป็นไทป์"หุ่นยนต์สาวเมด"หรือก็คือหุ่นยนต์ที่ทำรูปร่างเลียนแบบหญิงสาว และแต่งชุดเมดเหมือนกับคนรับใช้

เหล่าหุ่นยนต์สาวเมดนั้นมีความสามารถในการทำงานที่ดีเลิศ ไม่ว่าจะเป็นซักผ้า,ถูพื้น,ล้างจานและรวมไปถึงการทำอาหาร โรงเรียนสตาร์ฟอสไม่ได้ใช้หุ่นยนต์เมดแค่ในห้องครัวเท่านั้นแต่ยังใช้หุ่นยนต์เมดในงานทำความสะอาดและงานบริการทุกอย่างภายในโรงเรียนอีกด้วย

และเนื่องด้วยการมีอยู่ของเหล่าหุ่นยนต์เมดที่แสนจะสะดวก...ทำให้เด็กนักเรียนคนหนึ่งเกิดข้อสงสัยขึ้นมา...

และเขาคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น...เจเนซิส อาร์คไอร์มตัวเอกของเรื่องนั้นเอง!!

"ถ้ามีหุ่นยนต์เมดคอยทำงานให้ทุกอย่างแบบนี้จะมีบ้านน.ร.ท.ช.งทำแมวอะไรล่ะครับ!!!"เจเนซิสโวยวายใส่อาจารย์เกรย์...ตอนนี้เขาอยู่ในครัวของโรงอาหาร กำลังนั่งปอกมันฝรั่งกองยักษ์อยู่ ซึ่งรอบๆก็มีหุ่นยนต์เมดหลากหน้าหลายไสตล์เดินกันไปมาให้ขวัก

"ฉันว่าแล้วว่าเธอต้องสงสัย...ผ.อไม่ได้อธิบายรายละเอียดให้ฟังสิน่ะ?"อาจารย์เกรย์พูดโต้ก่อนจะถอนหายใจและอธิบายออกไปว่า"ถึงจะมีหุ่นยนต์เมดคอยช่วยงานแต่ก็ใช่ว่าพวกเธอจะสามารถใช้งานได้กับทุกเรื่องน่ะ...ที่สำคัญ...น.ร.ท.ช.ง ยังมีภารกิจพิเศษอยู่"

"ภารกิจพิเศษ...ออ...ไอ้งานคณะกรรมการนักเรียนแบบนั้นสิน่ะครับ?"เจเนซิสเลิกคิ้ว...ลงท้ายนอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครคนอื่นได้ใบสีขาวอีก สรุปได้ว่าบ้านน.ร.ท.ช.งก็มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้อยู่...นึกๆแล้วมันก็เท่ดีได้พิเศษอยู่คนเดียวแต่ถ้านึกอีกแง่เหมือนโดนตัดหางปล่อยวัดไม่มีคนคบไม่ก็ปาน

การที่ไม่มีคนอื่นออกสีขาวทั้งๆที่ตามเปอร์เซ็นต์มันจะต้องมี ทำเอาผ.อกับอาจารย์เกรย์อึ้งไปพักเลยเหมือนกันตอนที่รู้เรื่อง และดูเหมือนจะจับกลุ่มคุยซุบซิบอะไรกันบางอย่างแต่ลงท้ายก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ...ไม่ได้ลากนักเรียนคนไหนมาเข้าบ้านและร่วมชะตากรรมเดียวกันกับเขาด้วย

"มาสเตอร์...แบบนี้ใช้ได้ไหมค่ะ?"เสียงหญิงสาวสังเคราะห์ดังสอดแทรกการสนทนา...หุ่นสาวเมดตัวหนึ่งเดินมาพร้อมกับถาดหัวหอมที่ซอยละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนจะยื่นมาให้เจเนซิสเช็ค

"อืม...แบบนี้ล่ะ ถ้าจะเอาไปใช้ผสมในซอสฉันว่าควรจะซอยละเอียดแต่ไม่ต้องมากประมาณนี้กำลังดี"เจเนซิสพูดชมออกมา ในขณะที่เมดสาวนั้นก้มหัวให้เขาก่อนจะเดินกลับไปเตรียมอาหารต่อ...

สาเหตุที่เจเนซิสมาอยู่ที่ครัวได้ ก็เพราะว่าบ้านของ น.ร.ท.ช.ง อยู่ที่นี้น่ะสิ...อยู่ในชั้นใต้ดินของโรงอาหาร...เจเนซิสคิดว่าบ้านพักนั้นค่อนข้างจะใหญ่เลยทีเดียวสำหรับพวกบ้านพิเศษสมาชิกน้อยๆยิ่งมีเขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้ใช้พื้นที่ตรงนี้อีกทำให้มันดูใหญ่ยิ่งกว่าเก่า เฟอนิเจอร์ที่มีให้ก็มีแต่ของเรียบๆธรรมดาไม่หวือหวา...แต่นั้นก็พอแล้วล่ะ

"เอ๊ะ...เดี้ยวดิ...ทำไมเมดหุ่นยนต์ตัวนั้นถึงเรียกผมว่ามาสเตอร์ล่ะ?"เจเนซิสหันควับมาหาอาจารย์เกรย์พร้อมกับถาม

"นั้นก็คืออีกเรื่องที่ฉันอยากจะพูดกับเธอ...รู้สิน่ะว่าน.ร.ท.ช.งทำหน้าที่เหมือนกับเป็นคณะกรรมการนักเรียน...เพราะแบบนั้น...มันจึงจำเป็นต้องมี...ประธานนักเรียน!"อาจารย์เกรย์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานจนเจเนซิสถึงกับสะดุ้งเฮือก

"ในเมื่อ น.ร.ท.ช.ง มีแค่คนเดียว...ก็หมายความว่าเธอได้กลายเป็นประธานนักเรียนของสตาร์ฟอสไปแล้ว..."อาจารย์เกรย์พูดจบปุบเจเนซิสก็ตกใจถึงขนาดทำมีดหลุดมือทันที...

"หา...คัดเลือกประธานนักเรียนกันแบบนี้เนี่ยน่ะ? แล้วทุกคนจะยอมรับผมเหรอครับ?"เจเนซิสอึกอักพร้อมกับทำท่าเลิกลั่ก แต่อาจารย์เกรย์ไม่สนใจพูดต่อไปว่า

"คนที่เป็นประธานนักเรียนจะมีสิทธิ์อำนาจในการบงการหรือใช้งานหุ่นยนต์เมด200ตัวในโรงเรียนได้...เพราะงั้นหุ่นเมดพวกนี้ถึงได้เรียกเธอว่ามาสเตอร์ยังไงล่ะ"

"ถึงจะแบบนั้นก็เถอะ...แต่ว่า..."เจเนซิสอ้ำอึ้งก่อนที่อาจารย์เกรย์จะส่ายหัวแล้วพูดขึ้นมาว่า

"หึ...ไม่มั่นใจเหรอ?...ไม่เป็นลูกผู้ชายเลยน่ะ...ตามฉันมาสิ...ทุกคนจะยอมรับหรือไม่ต้องลองมาพิสูจน์กัน ฉันจะพาเธอออกไปแนะนำกลางโรงอาหาร"พูดจบก็ออกเดินหน้าไปทันที เจเนซิสกลืนน้ำลายช้าๆก่อนจะถอนหายใจแล้วเดินตามอาจารย์เกรย์ไปอย่างว่าง่าย

ก็น่ะ...อาจารย์เกรย์ไม่ได้พาไปเข้าห้องน้ำด้วยกันซะหน่อยนิน่า...ไม่มีอะไรต้องกลัว...ละมั้ง?

Next>>>>>>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 03, 2012, 02:42:03 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2269


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 18, 2012, 11:22:36 PM »

ตอนที่3 -น้ำร้อนดีจัง~- Part4

"เฮ่อ"เจเนซิสถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายบ่ายเซ็งกับชีวิต เพราะเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อสักครู่ทำเอาเขาห่อเหี่ยวใจกว่าเดิม แม้ว่าตอนนี้พระจันทร์จะขึ้นเด่นเป็นสง่าบนฟ้าแล้วก็ตามที

"มาสเตอร์...ถอนหายใจบ่อยๆเดี้ยวก็ม่องเร็วหรอกค่ะ"เมดหุ่นยนต์สาวผมสีฟ้ายาว ซึ่งมีโค๊ทเนมเป็นรหัสว่าเบอร์045เอ่ยออกมาด้วยอากัปกิริยาเรียบเฉยดุจไร้ชีวิตจริงใจ...ซึ่งมันก็แหง่ล่ะเป็นหุ่นยนต์เมดนิน่า

แต่ถึงจะเป็นหุ่นยนต์ก็ตาม แต่หุ่นยนต์เมดภายในโรงเรียนนี้ต่างก็เป็นหุ่นยนต์เมดรุ่นใหม่ล่าสุดจากบริษัทPACซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในเรื่องของการคิดค้นผลิตเทคโนโลยีเวทมนต์ต่างๆ เป็นบริษัทใหญ่ติดอันดับโลกที่มีสินทรัพย์อยู่หลายล้านล้านเหรียญ

แต่ถึงจะเป็นบริษัทชั้นนำก็เถอะ...แต่ไอ้คำว่าม่องนี้มัน...

"เอ่อ...เมื้อกี้พูดว่าอะไรเหรอครับ?"เจเนซิสทวนถามออกไป เธอก็เอ่ยตอบราบเรียบเฉกเช่นเดิมราวกับอัดเทปมาเปิดให้ฟังใหม่ว่า...

"มาสเตอร์...ถอนหายใจบ่อยๆแบบนี้แสดงว่าเบื่อโลกมาก...ฉันช่วยทำให้ม่องเร็วขึ้นไหมค่ะ?"

"(อืมๆ...ไอ้คำว่าม่องนี้มันเหม่งจริงๆแฮะ เป็นหุ่นรุ่นใหม่แท้ๆแต่ทำไมถึงใช้คำพูดแบบนี้เนี่ยแล้วที่สำคัญ...)"

"มันคนละประโยคกับเมื้อกี้ไม่ใช่เหรอไง!!! นี้หล่อนกำลังหาทางเชือดฉันทิ้งอยู่สิน่ะ!!"เจเนซิสโวยวายออกมาแต่เมดเบอร์045ก็ส่ายหัวพร้อมกับพูดว่า

"หามิได้ค่ะ...ฉันแค่ต้องการให้มาสเตอร์ไปสบายเท่านั้นเอง!"

"มันก็เหมือนกันนั้นแหละ!!!"เจเนซิสโวยวายพร้อมกับเริ่มคิดหาเหตุผลว่าทำไมหุ่นยนต์เมดถึงได้กลายเป็นแบบนี้เนี่ย?

"(ว่ากันว่าเมดรุ่นใหม่ๆจะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองผ่านคำสอนของมาสเตอร์หรือเจ้านาย...มาสเตอร์คนก่อนของยัยพวกนี้คือผ.อสิน่ะ...ใช่ๆ ต้องเป็นยัยผ.อแน่ๆ!!)"เจเนซิสคิดแวบขึ้นมาในทันทีขณะมองสลับระหว่างหน้าของเมดเบอร์045และพื้นห้องอาบน้ำ...

ใช่แล้ว...ตอนนี้พวกเขาทั้งคู่กำลังอยู่ในห้องอาบน้ำ...ถ้านั้นยังระทึกใจไม่พอล่ะก็ ต้องขอบอกเพิ่มไปด้วยว่า นวัตกรรมใหม่ล่าสุดของPACหรือผิวสังเคราะห์นั้น ทำให้หุ่นยนต์เมดแม้ว่าจะเป็นหุ่นแต่ก็มีผิวสัมผัสที่เรียบเนียนลื่นและลบริ้วรอยข้อต่อออกไปได้หมดสิ้นจนเหมือนกับผิวหนังของมนุษย์ ยิ่งเวลาเปียกน้ำแบบนี้ยิ่งสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันแทบจะเหมือนกับผิวของมนุษย์100%

045เป็นเมดที่หน้าตาจัดได้ว่ากลางๆ แต่เพราะอะไรกันน่ะใบหน้ายามเปียกน้ำของเธอแบบนี้ถึงได้ดูงดงามโดนใจยิ่งหนัก...ถึงจะรู้ทั้งรู้ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ก็เถอะ แต่ร่างของเจเนซิสก็เขยือนเข้าไปใกล้ๆเธอเองซะแล้ว...ไม่ได้มีจุดประสงค์ลามกอะไร แต่แค่อยากจะดูใบหน้าตอนเปียกน้ำนั่นชัดๆต่างหาก

"หยุดเลยน่ะค่ะมาสเตอร์! เข้ามาใกล้กว่านี้อีก1มิลฉันเอาไม้ถูพื้นฝาดเจ้าจ้อนมาสเตอร์แน่ๆ"ว่าแล้ว045ก็จับไม้ถูพื้นที่ตัวเองถืออยู่ขึ้นมาตั้งท่าเหมือนกับเตรียมฟาดดาบ...

สำหรับคนที่คิดว่าสองหน่อนี้กำลังอาบน้ำอยู่ด้วยกัน ก็ต้องแสดงความเสียใจล่ะครับว่าท่านน่ะคิดผิดแล้ว ที่สองคนนี้กำลังทำอยู่ก็คือ...การขัดพื้นห้องน้ำนั้นเอง ซึ่งที่ขัดอยู่เป็นห้องอาบน้ำรวมในร่มของฝั่งชาย ที่ต้องรีบมาขัดก็เพราะว่าอีกเดี้ยวพวกผู้ชายจะยกขโยงกันมาอาบน้ำน่ะสิ...

โรงอาบน้ำแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณโซนให้บริการซึ่งเป็นคนละโซนกับที่พักอาศัยประกอบด้วยส่วนอาบน้ำในร่มและกลางแจ้งซึ่งออกแบบเป็นบ่อน้ำร้อน ซึ่งภายในโซนบริหารนี้เองนอกจากโรงอาบน้ำแล้วก็จะเป็นที่ตั้งของสวนหย่อมน้อยใหญ่ น้ำตกจำลอง รวมถึงร้านมินิมาร์ทขายของใช้ของกินต่างๆอีกด้วย

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่ตกลงจะมาอาบน้ำในโรงอาบน้ำ แต่ก็มีมากอยู่โขนั้นแหละที่ตัดสินใจมาอาบ...แล้วทำไมเจเนซิสถึงต้องมาขัดพื้นห้องน้ำด้วยทั้งๆที่งานแบบนี้สั่งเมดหุ่นยนต์ให้มาทำให้ก็ได้ คำตอบก็คือ...เพื่อที่เขาจะได้มีข้ออ้างหลบหน้าหลบตานักเรียนคนอื่นๆยังไงล่ะ...

-----------------------

"น้ำร้อนดีจัง~"

พีซ ชูบาวเอ่ยออกมาในขณะแช่น้ำอย่างสบายอารมณ์...เขาแช่น้ำอยู่ที่บ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง ทำให้สามารถชมจันทร์ชมดาวไปพลางในระหว่างที่แช่น้ำได้

"แต่คงจะร้อนรุ่มยิ่งกว่านี้ถ้าได้สาวๆมาแช่ด้วย..."เซเวียเอ่ยออกมาพร้อมกับยิ้มนิดๆเพราะเพลิดเพลินไปกับความสุขที่ได้รับมาจากความร้อนจากการแช่น้ำ

"นั้นสิน่ะ~"เชนย่าเอ่ยออกมาบ้างในขณะที่เอนตัวพิงกับโขดหินอุ่นๆอันใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ริมบ่อ

"พวกเราสามคนทำรุนแรงกับหัวหน้าไก่อ่อนนั้นเกินไปรึเปล่าน่ะ?"พีซเอ่ยเปิดประเด็นขึ้นมา

"ไม่นิน่า...คนเป็นหัวหน้ามันต้องแข็งแกร่ง...แค่คำพูดของพวกเรายังทนไม่ได้ แล้วจะไปเป็นหัวหน้าได้ยังไง?"เชนย่าเอ่ยสนับสนุน ส่วนเซเวียก็แสยะยิ้มก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

"พวกเราสามสหายทำบาปที่ยากอภัยลงไปแล้วสิน่ะ...หึหึหึ...แต่โลกนี้มันก็โหดร้ายแบบนี้ล่ะน่ะ"

"เอ่อ ขอขัดจังหวะพวกนายสามคนหน่อยน่ะ...ที่ฉันเห็นเหตุการณ์พวกนายไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ใช่เหรอ?"คนที่เอ่ยตัดมุขออกมาคือลูซิเฟอร์ เฮลไครซ์ที่กำลังแช่น้ำอยู่ใกล้ๆสามหน่อบ้าลามก ข้างๆลูซิเฟอร์ก็คือริกกะที่แช่น้ำอย่างสงบนิ่ง ตามมาด้วยคามิโจว คุโร่และอาร์ค สเวนอส

"หมอนั้นน่ะ คงไม่เป็นอะไรหรอก...แต่หลังจากนี้น่ะสิจะลำบากเอา"ริกกะพูดขึ้นมาลอยๆทำให้ลูซิเฟอร์หันมาหาริกกะแล้วเอ่ยว่า

"จริงสิ! ริกกะเองก็อยู่ทีมคัดบ้านเดียวกับหมอนั้นสิน่ะ?"

"อืม...แต่บอกตามตรง...จู่ๆหมอนั้นมาเป็นหัวหน้าแบบนั้นคงวางตัวลำบาก...และที่สำคัญ...ฉันว่ามันอาจจะหนักไปสำหรับหมอนั้นก็ได้น่ะ ในตอนนี้"ริกกะอธิบายซึ่งคุโร่ก็ยิงคำถามต่อไปออกมาทันทีว่า

"ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ ริกกะ? ฉันเห็นตอนหมอนั้นมาแจกเอกสารก็ขยันดีไม่ใช่เหรอไง?"

"แต่ผมไม่คิดว่าเขาเป็นคนขยันเท่าไรหรอกครับ...แต่ก็น่ะ...โดนแบบนั้นไปก็คงจะเสียความมั่นใจน่าดู"อาร์คเอ่ยตอบให้แทน ซึ่งทั้งสี่ก็ตีหน้าเครียดจนกระทั้ง...

"คำพูดของฉันมันทิ่มแทงขนาดนั้นเลยรึ?"พีซส่ายหัวพร้อมกับเอามือจับผมทำท่าเหมือนตัวเองกำลังกลุ้มที่ได้ทำเรื่องร้ายกาจสุดๆออกไป

"แกไม่ได้พูดเฟ้ย!!"ทั้งสี่คนตอกพีซกลับออกมาเป็นเสียงเดียวกัน

เกริ่นมาถึงตรงนี้แล้ว คงอยากรู้แล้วสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น...เรื่องก็คือ...

-----------------------

"ก็อย่างที่ว่ามานั้นแหละ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป...เจเนซิส อาร์คไอร์ม จะกลายมาเป็นประธานนักเรียนหรือเป็นลีดเดอร์ของพวกเธอ!"อาจารย์เกรย์เอ่ยประกาศเสียงแข็งออกมา ณ ใจกลางบริเวณโรงอาหาร โดยมีเจเนซิสยืนทำหน้าเจ๋ออยู่ข้างๆอาจารย์เกรย์

แค่เพียงเท่านั้นแหละก็เกิดเสียงดังเซ็งแซ่ไปทั่วทุกสารทิศทันที มีทั้งเสียงซุบซิบนินทา เสียงพูดคุยชวนสงสัย เสียงที่ตอบรับแบบไม่คิดอะไรมาก เสียงจิ้นวายระหว่างเขากับอาจารย์เกรย์ เสียง...เฮ็ย! ไอ้เสียงจิ้นวายมันมายังไงฟร่ะ!!!

"ขออนุญาติค่ะ! แต่ไม่ทราบว่าใช้เกณฑ์อะไรในการคัดเลือกเหรอค่ะ? เป็นประธานนักเรียนทั้งที พวกเราที่เป็นนักเรียนเหมือนกันก็น่าจะมีส่วนรู้เห็นในการคัดเลือกสิค่ะ?"คนแรกที่พูดโพล่งกล่าวขานออกมาคือเด็กสาวผมยาวสีน้ำเงินเข้มไว้หน้าม้านิดๆ ดวงตาสีส้มฉายแววมุ่งมั่นและแข็งกร้าว แต่งตัวเหมือนกับพวกนักดาบเวท...เจเนซิสจำเธอได้แทบจะในทันที เพราะบุคลิกที่เหมือนกับเป็นหัวหน้าห้องแบบนี้เขารู้จักอยู่แค่ไม่กี่คน เธอคือเด็กสาวที่ลุกขึ้นมาถามอาจารย์เกรย์ในตอนที่กำลังฟังบรรยายเรื่องการคัดบ้านอยู่นิน่า?

"ผู้หญิงคนนั้น? ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะชื่อ"มาทิลด้า เอซัมคราย"สิน่ะ? จากสถาบันนักดาบเวท"ปิแอร์ที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆเอ่ยชื่อเธอ ไม่แปลกที่เขาจะรู้จักเพราะผู้หญิงคนนี้ก็อยู่บ้านเยลโล่เทล หรือก็คือเพื่อนร่วมบ้านกับเขานิเอง

"การคัดเลือกใช้ระบบเดียวกับการคัดบ้านนั้นแหละ...เป็นการคัดเลือกตามเกณฑ์คุณสมบัติที่คนออกแบบระบบหรือก็คือผู้ถือตราสัญลักษณ์คนก่อนทุกคนเห็นพ้องต้องกัน"อาจารย์เกรย์อธิบายออกไป เด็กสาวที่ชื่อมาทิลด้าก็นิ่งเงียบก่อนจะพูดออกมาว่า

"แต่ฉันเองก็ยอมรับไม่ได้หรอกค่ะ! คุณเจเนซิส อาร์คไอร์ม! คุณมีความสามารถอะไรที่คิดว่าเหมาะสมต่อการเป็นผู้นำของพวกเราไหมค่ะ!"จู่ๆก็โดนมาทิลด้าถามแบบนี้ทำให้เจเนซิสเหงื่อแตกทันทีก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างรีบร้อนว่า

"เอ่อ...นอกจากทักษะฟันดาบแล้ว...ก็คงเป็นการทำอาหารล่ะมั้งครับ?"

แค่เพียงประโยคนี้เท่านั้นแหละก็ทำให้เกิดเสียงฮาพรวดดังขึ้นไปทั่วห้องทันใด คนที่ไม่ขำก็ทำหน้าเหว่อไม่ก็ทำหน้านิ่งเหมือนกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่คนที่ทำสีหน้าแตกต่างไปอย่างเห็นได้ชัดเห็นจะมีอยู่แค่สามคนเท่านั้น...

คนแรกคืออาจารย์เกรย์...คนที่สองคือหนอนหนังสือฟลัส เอลนัม สไวเกน ส่วนคนที่สามก็คืออาริสึ

ทั้งสามคนนี้ต่างยิ้มออกมาราวกับมีลับลมคมในอะไรสักอย่าง หลังจากเสียงหัวเราะเริ่มซ่าลง มาทิลด้าก็เข้ามาเหวี่ยงใส่เจเนซิสทันที

"ทำอาหารนั้นมันอะไรกันย่ะ! มันเกี่ยวกับการเป็นหัวหน้าตรงไหนกัน?"

"เอ่อ...ผมก็ไม่รู้ครับ...ยัง งงตัวเองอยู่เหมือนกัน..."เจเนซิสเอ่ยตอบแบบซื่อๆไปแต่ก็น่ะ ตอบแบบนี้ก็โดนใส่ต่อน่ะสิ

"ถ้างั้นก็ลาออกจากตำแหน่งไปซะสิ! ไม่งั้นก็หาคนที่ได้เรื่องกว่านายมาเป็นประธาน!!"มาทิลด้ารบเร้าต่อแถมท่าทางจะโกรธกว่าเดิมด้วยเมื่อเห็นท่าทางเงอะๆงะๆของเจเนซิส

"ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก...เราต้องเคารพการตัดสินใจของระบบ...แต่ว่า มันก็เคยมีเหมือนกันน่ะ ที่ตำแหน่งประธานนักเรียนโดนเปลี่ยน"อาจารย์เกรย์ตอบพร้อมกับทำท่าครุ่นคิด ก่อนที่จะพูดต่อว่า

"มีอยู่แค่สองกรณี...กรณีแรกก็คือตาย ส่วนอีกกรณีก็คือ...ระบบเห็นว่าคนคนนั้นไม่เหมาะสมเลยทำการปลด...แต่ว่าการปลดของระบบก็คือการทำให้ตราสัญลักษณ์หายไปเลย"

"ซึ่งนั้นก็หมายความว่า...นักเรียนคนนั้นจะต้องออกจากสตาร์ฟอส..."สิ้นเสียงอาจารย์เกรย์เจเนซิสก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันทีทันใด

ตอนแรกเขาคิดว่าตำแหน่งประธานก็คงโดนงานหนักเฉยๆแต่นี้มันไม่ใช่แค่นั้นแล้วล่ะสิ...เพราะถ้าเกิดพลาดหรือระบบไม่เห็นสมควรขึ้นมาล่ะก็ มันหมายความว่าเขาต้องถูกไล่ออก...ตำแหน่งนี้มัน ตำแหน่งขึ้นเขียงชัดๆ

"แสดงว่าทำได้แต่รอไปเรื่อยๆสิน่ะค่ะ?"มาทิลด้าหันมาถามอาจารย์เกรย์ ซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบรับ...มาทิลด้าหันควับมาทางเจเนซิสแต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปนั่งที่ของเธอ

"เอาล่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วล่ะก็...วันนี้ก็หมดเรื่อง พักผ่อนกันให้สบายน่ะ!"อาจารย์เกรย์ประกาศ พร้อมกับตบไหล่เจเนซิสเบาๆพร้อมกับเดินออกไปจากโรงอาหาร ทิ้งเจเนซิสที่ยังคงอึ้งๆเครียดๆมึนๆเอาไว้คนเดียว

โชคยังดีที่พออาจารย์เกรย์ประกาศปล่อย นักเรียนหลายๆคนก็เลิกสนใจเขากลับไปทำธุระของตัวเองต่อ เจเนซิสเลยอาศัยช่วงเวลานี้แอบเดินแวบกลับเข้าไปในครัวทันทีพร้อมกับเอ่ยถามของานจากเหล่าหุ่นยนต์เมด ก่อนจะมาจบที่การขัดห้องน้ำในร่มของฝั่งชาย

-----------------------

กลับมาที่บ่ออาบน้ำของเหล่าชายหนุ่ม...

"มันคือความโรแมนติกของลูกผู้ชาย! ถ้าจะลงมือต้องตอนนี้เท่านั้น!"พีซ ชูบาวเอ่ยประกาศพร้อมกับลุกขึ้นมายืนอย่างกระทันหัน สร้างความตื่นตกใจให้กับบรรดาชายหนุ่มที่ร่วมแช่น้ำกับเขาอยู่กันถ้วนหน้า

"พวกนายจะทำอะไรล่ะนั้น?"ริกกะเอ่ยถามออกไป ซึ่งทั้งสามหน่อสามบ้าก็หันมามองริกกะพร้อมกัน ก่อนที่เชนย่าจะยิ้มแล้วเอ่ยออกมาว่า

"แน่อยู่แล้ว! อีเวนท์ในตำนานยังไงล่ะ! แอบดูสาวๆ!!!"

"อย่าดีกว่าน่า...ถ้าโดนจับได้ล่ะก็ จะโดนอะไรเข้าก็ไม่รู้น่ะ"คุโร่เอ่ยเตือนและพยามจะปรามสามบ้า...แต่แน่นอนว่าคนบ้ามันไม่ฟังใครหรอก ไม่งั้นจะเรียกว่าคนบ้าเหรอ?

เป้าหมายของพวกพีซก็คือการปีนข้ามผ่านกำแพงแห่งความฝัน ความรักและวัยหนุ่มสาว ด้วยการดีไซน์ที่ต้องการให้รู้สึกสบายๆ กำแพงที่กั้นระหว่างห้องอาบน้ำจึงทำมาจากไม้ไผ่ที่ลอกผิวออกจนหมดเหลือให้เห็นแต่เนื้อไม้สีเหลืองออกขาวนวลเท่านั้น

ผนังเรียบสนิท ไม่มีร่องให้พอจะจับหรือจิกปีนขึ้นไปได้เลย หากเห็นแค่นี้บรรดาชายหนุ่มทั่วไปก็คงถอดใจที่จะปีนไต่ข้ามผนังไป แต่ไอ้คนที่กำลังจะปีนน่ะ มันเป็นชายหนุ่มทั่วไปซะที่ไหนกันเล่า

"หน่วยบุกทะลวงพีซ ชูบาว! ไปล่ะครับ!!"ว่าแล้วกระทาชายนามพีซก็พุ่งไปเป็นคนแรก เหลือเชื่อจริงๆที่พีซมีกำลังขามากพอจะวิ่งไต่ผนังไม้ไผ่ขึ้นไปได้อย่างสบายๆ

"กำลังขาของหมอนั้น เยี่ยมจริงๆเลยแฮะ..."อาร์คที่ดูอยู่เอ่ยชมออกมา...แต่มันก็ได้เท่านั้นแหละ...

"แว๊ก!~"พีซเผลอลื่นในระหว่างที่วิ่งไต่ผนังทำให้กลิ้งตกลงกระแทกพื้นในสภาพคอเกือบหัก...อนาถจิตชะมัด...

"สหายพีซ!! เราจะไม่ทำให้การเสียสละของนายต้องสูญเปล่า!"เซเวียเอ่ยออกมาพร้อมกับน้ำตาคลอ...เอ่อ...มันยังไม่ตายเฟ้ย...แล้วที่สำคัญ ตอนแรกพวกแกจะแย่งสาวๆกันอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นสหายกันได้ล่ะเนี่ย?

"ฉันจะลงมือเป็นคนต่อไปเอง!"เซเวียพูดขึ้นพร้อมกับเริ่มร่ายเวทมนต์ หมอนี้ผนึกเวทยึดติดเข้ากับมือและเท้าของตัวเองก่อนจะเริ่มไต่กำแพงขึ้นไปในท่าแย้ตะกายตึก!

"หมอนั้นใช้เวทมนต์ได้ดีมากเลยแฮะ...เสียอย่างเดียว กางขากว้างๆแบบนั้นแล้วปีนขึ้นไปมันน่าเกลียดไปนิด..."คุโร่เอ่ยพึมพำออกมา จริงๆมันก็ไม่นิดหรอกน่ะ แต่น่าเกลียดสุดๆเลยมากกว่า

"เยี่ยมถึงขอบแล้ว!"เซเวียเริงร่าในขณะที่ตะกายมือขึ้นไปจับขอบผนังไม้ไผ่ก่อนจะหันกลับมาตะโกนบอกเชนย่าที่รออยู่ข้างล่างว่า

"รีบๆตามฉันขึ้นมาซะคู่หู เดี้ยว อดเห็นของดี!!"

"แน่นอน...ตามไปอยู่แล้ว คุคุคุ"ไอ้เสียงหัวเราะด้านหลังนั้นโคตรจะไม่น่าไว้ใจ ซึ่งมันก็จริงซะด้วยเมื่อเชนย่าร่ายเวทมนต์เคลื่อนย้าย...เปลี่ยนตำแหน่งของตัวเขากับเซเวียที่อยู่ตรงปลายผนัง

"เฮ็ย!! ไอ้ทรยศ!!!"เซเวียตระโกนออกมาด้วยความแค้นทันที ในขณะที่อีกสี่หนุ่มที่คอยสังเกตการณ์ก็เอามือกุมขมับกันอย่างพร้อมเพรียง

"หึหึหึ....เอ๊ะ ควันขึ้นเต็มเลยแฮะ แบบนี้ก็มองไม่เห็นน่ะสิ มีแต่ต้องกระโดดเข้าไปสิน่ะ หึหึหึ!"นับว่าเชนย่ากล้ามากๆ เพราะแค่แอบดูบนกำแพงก็เสียวจะโดนจับได้อยู่แล้ว แต่นี้เล่นกระโดดข้ามเข้าไปอีกฝั่งเลยทีเดียว...ไม่บ้าจริงทำไม่ได้น่ะเนี่ย

"เดี้ยวสิเจ้าบ้า!"ลูซิเฟอร์ลุกขึ้นเตรียมจะไปห้ามทันที ก็แหง่สิ จู่ๆมีผู้ชายโดดเข้าไปในฝั่งหญิง มันต้องเป็นเรื่องแน่ๆ แต่น่าแปลกที่ริกกะกลับลุกขึ้นมาห้ามลูซิเฟอร์เอาไว้

"ดูท่าทางหมอนั้นยังไม่รู้...ไม่ต้องหรอก"ริกกะเอ่ยออกมา สร้างความแปลกใจให้กับลูซิเฟอร์และอีกสองหนุ่มที่อยู่ข้างๆ

"หมายความว่ายังไง ริกกะ?"ลูซิเฟอร์งง เชนย่าไม่รู้เรื่องอะไรงั้นเหรอ?

"จริงๆแล้ว บ่ออาบน้ำชายกับหญิงมันไม่ได้ติดกันหรอกน่ะ...ระหว่างชายกับหญิงมันจะมีบ่อพิเศษคั้น...บ่ออาบน้ำสำหรับเกย์และกระเทย!"พอพูดจบเท่านั้นแหละ ทั้งหมดก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของเชนย่าดังออกมาจากอีกฝั่งของกำแพงไม้ไผ่ทันทีทันใด

กระทาชายทั้งหมดติดสตันประมาณสามวิก่อนที่ทุกคนรวมถึงเซเวียและพีซที่พึ่งจะฟื้นจากการสลบจะพนมมือขึ้นแล้วเอ่ยออกมาว่า

"ขอให้ไปสู่สุขติน่ะเชนย่า!"

หากคุณลองมองขึ้นไปบนฟ้าในตอนนี้ บางทีคุณอาจจะเห็นหน้าของเชนย่ายิ้มส่องประกายพร้อมกับชูนิ้วหัวแม่มือให้คุณอยู่!

-----------------------

ทางด้านเจเนซิสหลังจากขัดห้องน้ำเสร็จแล้วก็คิดจะหลบสายตาคนอื่นๆมาเดินเที่ยวน้ำตกขนาดใหญ่ในโซนบริการคนเดียว... จะว่าไปโรงเรียนนี้มันหรูหราจริงๆแฮะ...มีกระทั้งน้ำตกในโรงเรียนซะด้วย

หลังจากเดินมาได้สักพัก เจเนซิสก็หาม้านั่งแถวๆนั้นนั่งพักเหนื่อยพร้อมกับถอนหายใจออกมาและพึมพำว่า"แล้ว...หลังจากนี้จะทำยังไงต่อไปล่ะเนี่ย?"

"กินไอติมไหม?"เสียงเด็กสาวเอ่ยถามขึ้น

"อะ ขอบคุณครับ"เจเนซิสตอบรับพร้อมกับยิ้มไอศกรีมมาถุงหนึ่งแกะแล้วเตรียมกิน...เอ๊ะ...ว่าแต่ใครให้เนี่ย?

เจเนซิสหันควับไปมองทางต้นเสียง ก็ว่าเสียงคุ้นๆ...และก็ไม่ใช่ใครอื่น...ยัยโลลิจอมลวงโลก ผ.อของโรงเรียนสตาร์ฟอส ฟรีด้า ไวส์แมนนี้เอง! คราวนี้ผ.อมาพร้อมกับชุดวันพีซสีเขียวสำหรับเด็ก ซึ่งถ้าเกิดไม่รู้ว่ายัยนี้อายุ88ปี ก็คงหลงเชื่อว่ายัยนี้เป็นเด็กอายุ10ขวบแน่ๆ

"ไม่รีบกินเดี้ยวละลายน่ะ?"ผ.อเตือนในขณะที่เริ่มเลียไอศกรีมแท่งรสมะนาว... เธอค่อยๆใช้ลิ้นเล็กๆของเธอเลียผิวของแท่งอร่อยรสมะนาวอย่างช้าๆ ก่อนจะกดปากลงไปสัมผัสกับผิวเนื้อเย็นๆของเจ้าแท่งนั้นและดูดเบาๆ ต่อจากนั้นจึงค่อยๆไล่ลิ้นจากโคนมาเลียที่ปลายและอมยอดของแท่งพร้อมกับครางออกมาด้วยความสุขที่ได้รับจากแท่งเย็นเลิศรส

"กินสำรวมหน่อยครับ!!!"เจเนซิสโวยวาย ยัยป้าแอ๊บแบ๊วนี้กำลังแกล้งเขาสิน่ะสิน่ะ?

"แหม่ เจเนซิสคุง~ ครูก็อายุ88แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นโลลิค่อนหรอกจ๊ะ"ดูเหมือนยัยผ.อนี้จะห่วงคนละเรื่องกันเลยแฮะ แต่แบบนี้มันจงใจแกล้งชัดๆ

"ผมไม่ใช่โลลิค่อนครับ!!!"หลังจากว๊ากออกมาแล้วเจเนซิสก็ถอนหายใจ...วันแรกของชีวิตในโรงเรียนแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้เจอแต่เคราะห์กรรมซ้ำซัดแบบนี้ด้วยน่ะ

"นี้ๆ คิดจะใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนนี้ต่อไปยังไงเหรอ?"ผ.อฟรีด้าเอ่ยถามพร้อมกับทำแววตาสงสัย เจเนซิสทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยตอบออกไปว่า

"ก็คงต้องทำให้ดีที่สุดล่ะครับ จริงๆแล้วผมก็รู้สึกดีน่ะที่ได้สัญลักษณ์มา มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากเลย...แต่พอมาคิดว่าการต้องกลายมาเป็นประธานนักเรียนของคนที่ได้พลังยิ่งใหญ่แบบนี้เหมือนกันกว่าอีก80คนแล้วก็ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจเอาซะเลย"

"ผมน่ะ...อยากจะสู้กับชะตากรรมไปพร้อมกับทุกๆคน แล้วก็อยากจะฉลองหลังจากช่วยโลกได้แล้วพร้อมกับทุกๆคนเหมือนกัน...แต่พอเป็นแบบนี้ดีไม่ดีผมอาจจะโดนทุกๆคนเขม่นก่อนได้ไปช่วยโลก หรือถ้าเลวร้ายกว่านั้นก็คงเสียตราสัญลักษณ์ไปก่อนชะตากรรมจะเกิดขึ้นแน่ๆ"เจเนซิสบ่นงืมงำพร้อมกับถอนหายใจทำให้โดนอาจารย์ฟรีด้าตอกกลับออกมาทันทีว่า

"นายเป็นพวกไม่มั่นใจในตัวเองรึไง?"

โดนพูดเรื่องความมั่นใจแบบนี้แล้วทำให้เจเนซิสนึกถึงหน้าพระเจ้าที่เขาเห็นตอนโดนชายร่างยักษ์นั้นกระทืบขึ้นมาพอดี...จะว่าไปขนาดพระเจ้ายังบ่นเรื่องนี้กับเขาเหมือนกันเลยนิน่า ถึงเขาจะไม่แน่ใจว่าเป็นพระเจ้าจริงๆหรือแค่นึกไปเองก็เถอะน่ะ

"ก็คงแบบนั้นแหละครับ แต่คิดไปไม่ได้อะไร...แต่ก็ต้องพยาม!"เจเนซิสพยามมองโลกในแง่ดีและให้กำลังใจตัวเองฮึดสู้ต่อไป ดูเหมือนผ.อฟรีด้าจะยิ้มนิดๆก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

"แบบนั้นแหละดีแล้ว...แต่อยากจะบอกอะไรให้เธอรู้ไว้สักอย่างน่ะ"

"เรื่องอะไรเหรอครับ?"เจเนซิสถามก่อนที่ผ.อฟรีด้าจะควงไม้ไอติมที่กินหมดแล้วเล่นพร้อมกับเอ่ยออกมาว่า

"ชะตากรรมที่ผ่านๆมาน่ะ ไม่เคยมีผู้ถือตราสัญลักษณ์รอดชีวิตได้ครบ88คนเลยแม้แต่ครั้งเดียว...เธอไม่มีทางที่จะได้ฉลองช่วยโลกสำเร็จกับทุกๆคนแน่ ดีไม่ดี...สุดท้ายแล้วคนที่จะได้ฉลองที่ปกป้องโลกใบนี้ได้ อาจจะเหลือแต่เธอเพียงคนเดียวก็ได้น่ะ?"

คำพูดของผ.อทำให้เจเนซิสเผลอนึกว่าตัวเองยืนอยู่บนกองซากศพของคนอื่นๆ...ฟ้ามืด ซากศพเกลื่อนกลาด...มีแต่เขาที่ยืนอยู่...เขาเพียงคนเดียว...

ลาปิสตาย

อาริสึตาย

ริกกะตาย

เฟมี้ตาย

ทุกคนตายหมด...ตายไม่มีเหลือ...ตาย...ตายตายตายตายตายตายตายตายตาย!!!!!!!!!!

"อึก!"เจเนซิสสะดุ้งขึ้นมา...เขารู้สึกตัวเพราะผ.อฟรีด้าหยิกแก้มของเขาเข้าเต็มๆเปา

"อย่าพึ่งคิดเพ้อเจ้อ...เรื่องแบบนี้ทุกคนที่เป็นนักเรียนก็ต้องย่อมรู้ทั้งนั้น แต่ฉันเอามาบอกเธอก่อนด้วยเหตุผลง่ายๆว่าเธอเป็นประธานนักเรียน! คนที่เป็นประธานจะต้องแบกรับความรู้สึกของทุกๆคนเอาไว้...แม้จะไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็ต้องเข้าใจ...สำหรับเธอในตอนนี้...ไปทำความเข้าใจกับ"การมีชีวิต"และความ"ตาย"มาให้ดีก่อน...นี้คือคำแนะนำของผ.อ ถ้าอยากจะปฎิบัติหน้าที่ประธานนักเรียนได้ลุล่วงและราบรื่น!"ดูเผินๆเหมือนกำลังดุ แต่เจเนซิสกลับมองเห็นว่าผ.อตัวเล็กคนนี้กำลังเป็นห่วงเขาอยู่ หรือว่าเป็นห่วงว่าเขาจะทำหน้าที่ไม่ได้ก็เลยมาเตือนแบบนี้กันน่ะ...

อย่างไรก็ดี...น้ำหนักของการมีชีวิต...น้ำหนักของความตาย เป็นสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้ให้ได้อย่างแรกสิน่ะ พอเริ่มมีแนวทางแบบนี้แล้วเจเนซิสก็เริ่มมีกำลังใจเพิ่มขึ้น จากที่คิดว่าเป็นประธานนักเรียนไม่ไหวแน่ๆ ก็กลายมาเป็นอาจจะพอไปวัดไปวาได้ล่ะน่ะ!

"รู้สึก...พอเมฆที่บังพระจันทร์เคลื่อนผ่านไปแล้ว...ทำให้รู้ว่าวันนี้พระจันทร์สวยเหมือนกันน่ะเนี่ย~"เจเนซิสพึมพำพร้อมกับลุกขึ้นแล้วก้มหัวลาผ.อเดินทางกลับที่พักของตัวเอง...

"...ลงท้ายหมอนั้นก็ไม่ได้กินไอติมแฮะ..."ผ.อฟรีด้าพึมพำพร้อมกับมองไอติมที่เจเนซิสทำตกพื้นไว้ตอนเธอเอียงตัวเข้าไปหยิกแก้มเขาด้วยท่าทางเสียดายสุดๆ

ตอนที่3 -น้ำร้อนดีจัง~- จบ

-----------------------

ตัวอย่างตอนต่อไป

หยุดนะเจ้าแมวบ้า!!.......เอาล่ะไหนคุณประธานนักเรียนลองตอบคำถามหน่อยสิ?.......เชือดทิ้งเลยไหมค่ะ มาสเตอร์!.......ฉันเอง...ก็ไม่ได้อยากมีหน้าตาแบบนี้สักหน่อยค่ะ!!

ตอนต่อไป...ตอนที่4 -อาทิตย์แรกของการเรียนจะวุ่นขนาดไหนกันน่อ?-
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 03, 2012, 02:41:56 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2269


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 29, 2012, 06:52:03 PM »

ตอนที่4 -อาทิตย์แรกของการเรียนจะวุ่นขนาดไหนกันน่อ?- Part1

สำหรับพวกคุณแล้ว ประธานนักเรียนเป็นสิ่งมีชีวิตแบบไหนกันครับ?

เฮฮาพึ่งพาได้...เข้มงวดกวดขัน...ขี้เกียจวันๆไม่ทำอะไร...ขี้โม้ดีแต่พูด...ๆลๆ

แต่ผมฟันธงว่าพวกคุณต้องไม่เคยเห็นประธานนักเรียนแบบนี้มาก่อนแน่นอน...ประธานนักเรียนผู้ซึ่งวิ่งไล่จับแมวที่ขโมยขนมปังปิ้งของตัวเองไป

แค่ขนมปังแผ่นเดียวจะไปเอาอะไรมากมาย? แมวมันคาบไปแล้วยังอยากจะกินอีกหรือ? ไอ้คนที่จะทำแบบนั้นมีแต่ไอ้บ้าประสาทกลับสติไม่ดีเท่านั้นแหละ...

ซึ่งผม...เจเนซิส อาร์คไอร์ม...ก็คงเป็นไอ้บ้าประสาทกลับสติไม่ดีที่ว่านั้นล่ะ...

"หยุดนะเจ้าแมวบ้า!!"เจเนซิสตะโกนออกมาสุดเสียง ในขณะวิ่งไล่จับแมวตัวเล็กสีขาวมีจุดสีส้มประปรายบนตัว ที่ปากของมันมีขนมปังปิ้งหนึ่งแผ่นคาบไว้อยู่ที่ปาก...โดนแมวงาบไปแบบนี้แล้วยังจะแย่งเอาคืนมากินอีกน่ะ

สำหรับเจเนซิสคุงแล้ว ข้าวเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน เพราะจะทำให้ร่างกายตื่นตัวและมีสารอาหารเพียงพอจะไปหล่อเลี้ยงสมอง แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าถ้าแบบนั้นแล้ว ทำไมไม่ไปกินข้าวเช้าให้เป็นเรื่องเป็นราวซะเลยล่ะ? ขนมปังปิ้งแผ่นเดียวมันคงจะพอยาไส้หรอกน่ะ?

“ดูสิดูสิ คุณประธานวิ่งไล่แมวด้วยล่ะ~”บาเน็ต ซี วาเลนไทน์ หรือยัยสาวบ้ารถถังเอ่ยออกมาขณะเห็นเจเนซิสวิ่งไล่แมว เธอกำลังเดินหอบกล่องลังอย่างพะรุงพะรังซึ่งภายในลังมีแต่อะไหล่ภายในของอุปกรณ์รถถังเท่านั้น เธอคิดจะเอาไปขายสิน่ะ แต่เดี้ยวก่อนสิ...ทิศทางที่เธอเดินไปมันเป็นทางกลับหอพักนิน่า...คิดจะเอาของพวกนั้นไปเก็บเหรอ?

“แย่งอาหารกับแมว? น่าสมเพศ!”พีซ ชูบาวหนุ่มนักรักนักรั่วประจำบ้านกรีนฮิสเทรี่เอ่ยออกมาขณะที่เห็นเหตุการณ์ ระหว่างพูดเขาก็หลับตาพร้อมกับเอามือสะบัดผมทำท่าเท่ แต่น่าเสียดายที่เพราะมัวแต่ทำแบบนั้นเลยไม่ได้มองทางข้างหน้า พีซเลยเดินชนเสาหินเข้าเต็มๆเปาจนหน้าแหก...ถ้าเจเนซิสสมเพศ พีซก็คงเป็นสมน้ำหน้าสิน่ะ?

“พยามเข้าน่ะเฟ้ย เจ้าเมี้ยว!”ลูซิเฟอร์ เฮลไครซ์ หนุ่มเลือดร้อนบ้าพลังจากบ้านเรดซาก้าออกตัวเชียร์เจ้าแมวเหมียวเต็มที่ สำหรับเขาที่ง่ายๆสบายๆแล้วอาจจะคิดว่านี้เป็นเรื่องน่าสนุกก็ได้ล่ะมั้ง

เจเนซิสวิ่งไล่เจ้าแมวขโมยมาจนถึงบริเวณโซนบริการ ไม่รู้ว่าเจ้าแมวตัวนี้ทำไมถึงได้มีแรงวิ่งเหลือเฟือนัก ตอนนี้มันวิ่งลึกเข้าไปในป่าขนาดย่อมในพื้นที่โซนบริการ จุดประสงค์ของป่านี้ก็คือการปลูกพืชพันธ์ไม้ที่จำเป็นต่อการผสมยาบางชนิด หรือเลี้ยงสัตว์และมาโมโนะที่ไม่เป็นอันตรายเพื่อเก็บวัตถุดิบจากมัน...

"หนีขึ้นต้นไม้งั้นเหรอ!!"เจเนซิสโวยวายเมื่อเห็นเจ้าเหมียวไต่ปีนขึ้นต้นไม้ขนาดใหญ่ยักษ์ที่อยู่ในใจกลางป่าขึ้นไป มันคือต้นสนยักษ์ซีคัวญ่า พันธ์ต้นสนที่ได้ชื่อว่ามีขนาดใหญ่โตที่สุดในโลกแม้ว่าต้นสนในโรงเรียนมันจะไม่ได้มีขนาดใหญ่ติดอันดับโลกก็เถอะ แต่ถ้าเทียบกับต้นไม้บริเวณรอบๆแล้วก็นับว่ามีขนาดใหญ่กว่ามากถึงสี่และห้าเท่า

ปกติเจอแบบนี้แล้ว คนส่วนใหญ่มักจะตัดใจไม่ตามล่าแมวขโมยต่อ แต่ระดับเจเนซิส ประธานนักเรียนแห่งสตาร์ฟอสแล้วมีรึที่จะยอมหยุดอยู่แต่เพียงเท่านี้

เจเนซิส อาร์คไอร์มเริ่มหามุมเหมาะๆสำหรับการไต่ปีนขึ้นไปบนต้นสน และเขาก็เจอจนได้...แม้ว่าจะเริ่มต้นด้วยการไต่ขึ้นไปอย่างทุลักทุเล(แต่อย่างน้อยๆก็ไม่น่าเกลียดเท่ากับตอนที่พวกเชนย่าหรือเซเวียไต่กำแพงโรงอาบน้ำ) ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใกล้เจ้าแมวเหมียวตัวน้อยนี่จนได้

"เสร็จฉันล่ะ!!"เจเนซิสเอ่ยออกมา แม้ว่าคำพูดจะดูมั่นใจมากแต่ว่าตอนนี้ขาของเขามันกำลังสั่นอยู่ นั้นก็เพราะตอนนี้เจเนซิสกำลังยืนเผชิญหน้ากับเจ้าเหมียว โดยที่มีกิ่งไม้ขนาดพอดีพอดีเป็นที่รองเท้า แม้ว่ามันจะใหญ่กว่ากิ่งไม้ทั่วไปมากนัก แต่มันก็ไม่ใหญ่พอสำหรับเด็กนักเรียนหนึ่งคนแล้วก็แมวหนึ่งตัวหรอก

เจ้าแมวเหมียวตั้งท่าสู้พร้อมกับแยกเขี้ยวใส่ เจเนซิสเองก็เช่นเดียวกัน...แต่ เอ๊ะ? แยกเขี้ยว?

"ขะ...ขนมปังล่ะ!?"เจเนซิสลนลานทันที ใช่แล้วในปากของเจ้าแมวน้อยมันไม่มีแผ่นขนมปังปิ้งที่ควรจะมีน่ะสิ มันเป็นเหตุผลที่ทำให้เขายอมลงทุนไต่ต้นไม้นี้ขึ้นมาแท้ๆแต่ถ้าเกิดของที่เขาต้องการมันไม่อยู่ ที่เขาอุตสาห์ลงทุนปืนขึ้นมาบนนี้ก็ไม่มีความหมายอะไรเลยน่ะสิ

ลงเป็นแบบนี้แล้ว มันก็กลายเป็นว่า เขาเป็นไอ้บ้าที่ยอมลงทุนปีนต้นไม้ยักษ์เพื่อแค่มาซัดกับแมวน่ะสิ...เอ่อ แต่อันที่จริงวิ่งไล่ตามแมวที่ขโมยขนมปังปิ้งของตัวเองมันก็ครือๆจะเป็นไอ้บ้าแล้วละน่ะ

แต่เพราะมัวแต่หันซ้ายหันขวาหาขนมปังปิ้งที่สาบสูญไป ทำให้Guardของเจเนซิสว่างและทำให้เจ้าแมวเหมียวทรหดสามารถจู่โจมใส่เขาได้โดยตรง มันกางขาออกก่อนจะแผดเสียงคำรามน่ารักออกมาดังลั่นว่า

"เหมียว!!!"หลังสิ้นเสียงมันก็กระโจนพุ่งเข้าใส่หน้าของเจเนซิสทันที แน่นอนว่าเด็กหนุ่มไม่ทันได้ระวังตัวทำให้โดนเล็บคมๆนั้นตะกุยหน้าเข้าอย่างจัง โชดดีที่เจเนซิสตกใจและสะบัดตัวหลบได้ทันก่อนที่หน้าจะโดนข่วน แต่ก็เพราะสะบัดตัวหลบนั้นแหละ ทำให้เท้าของเจเนซิสหลุดออกจากพื้นที่เหยียบได้บนกิ่งไม้ มาอยู่ในบริเวณพื้นที่เหยียบไม่ได้หรือก็คืออากาศว่างๆ และตามกฎของแรงโน้มถ่วง วัตถุย่อมจะตกลงสู้พื้นเบื้องล่างเสมอ แม้ว่าอากาศเองจะมีน้ำหนักแต่มันก็ไม่ได้มากพอจะรองรับน้ำหนักตัวของมนุษย์เอาไว้ได้...

จากความสูงขนาดนี้ ถ้าลงผิดท่าขึ้นมาล่ะก็มีสิทธิ์คอหักตายได้ง่ายๆ แล้วถ้าเกิดคอหักขึ้นมาก็หมายถึงฉากอวสานของฟิกชั่นเรื่องนี้...แน่นอนว่า เจเนซิสต้องพยามทำทุกๆวิถีทางเพื่อรักษาชีวิตตัวเองเอาไว้ให้ได้ แม้ว่าจะต้องยอมบาดเจ็บร่างกายส่วนอื่นก็ตาม....

"กะ...ก้นฉัน!!!"เจเนซิสร้องเสียงหลงออกมาเมื่อร่างตกลงสู่พื้น ในท่าที่เอาก้นกระแทกลงพื้นจ้ำม่ำ ขนาดอวัยวะที่อ่อนนุ่มนิ่มอย่างก้นยังรู้สึกเจ็บถึงขนาดนี้ ถ้าเอาส่วนอื่นลงน่าจะเจ็บกว่านี้จมแน่ๆ

เจเนซิสค่อยๆชันตัวขึ้นแล้วเอามือลูบบั้นท้ายอย่างลุกลี้ลุกลน ถ้าจะว่ากันจริงๆ ถึงแม้เจเนซิสจะหน้าตาจืดไปหน่อยแต่พอมาโพสท่าเซ็กซี่น่ารักคิกขุอาโนเนะอย่างโค้งตัวแล้วเอามือจับก้นตัวเองแบบนี้นั้น มันดูน่ารักน่าทะนุถนอมขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...และถ้าคุณเป็นกระทาชายแมนทั้งแท่งหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ต้องแปลกใจหรอกว่าพอนึกภาพตามแล้วรู้สึกสยดสยองไปถึงไส้ติ่ง คนที่จะเห็นว่ามันดูน่ารักน่าทะนุถนอมน่ะมีอยู่แค่สองประเภทเท่านั้นแหละ ประเภทแรกก็คือเก้งกวาง ที่เสพความสุขจากการมองบั้นท้ายชายหนุ่มแลัวอีกประเภทคือ...พวกสาววาย...

"เจเนซิสคุงเหมาะกับการเป็นฝ่ายรับจริงๆด้วย"น้ำเสียงหวานๆราบเรียบไร้โทนดังขึ้นด้านหลัง เจเนซิสคุ้นกับเสียงนี้มากๆและรู้ด้วยว่าเป็นเสียงของใครเขาหันควับกลับไปพร้อมกับรีบเอ่ยออกมาว่า

"คะ คุณลาปิสอยู่ด้วยเหรอครับ!!!"

ลาปิส รีเรชั่นหรือสาวน้อยทรงผมทวินเทลสีฟ้าอ่อนจางจนเกือบเทา มีนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มสดราวกับสีของอัญมณีLapis Lazuli เธอเป็นเด็กผู้หญิงและผู้ถือครองตราสัญลักษณ์อื่นคนแรกนอกจากตัวเขาที่เขาได้รู้จักในตอนที่มายังโรงเรียนแห่งนี้

จนปัจจุบัน เวลาก็ผ่านมาได้สี่วันแล้ว นับจากวันที่เขามาเข้าเรียนที่นี้...โชคดีที่ลาปิสอายุเท่ากับเขา วิชาเรียนบังคับหลายๆอย่างและวิชาเรียนสำหรับระดับมัธยมปลายก็เลยได้เรียนด้วยกันเป็นส่วนมาก ได้คุยกันก็บ่อยพอสมควรแต่ถึงจะเป็นแบบนั้น...หากมีใครถามเจเนซิสว่า ลาปิสนิสัยเป็นยังไง...มันก็คงยากที่จะอธิบายอยู่ดี

ในทัศนะของเจเนซิสแล้ว ลาปิสเป็นผู้หญิงที่สวย,น่ารักตรงเสป็คเขาสุดๆ ด้านนิสัยผิวเผินนั้น ลาปิสเป็นเด็กสาวที่ค่อนข้างจะเอาจริงเอาจัง สุขุม ใจเย็น...และมักจะเดาไม่ได้ว่าคิดอะไรอยู่ในใจ เพราะเธอมักพูดด้วยโทนเสียงราบเรียบและใบหน้าเฉยเมยอยู่ตลอดเวลา

จะว่าเป็นพวกสาวเงียบก็ไม่น่าจะใช่...พวกหน้าตายก็ไม่เชิง อาจจะดูเหมือนสาวไร้วิญญาณไม่มีหัวใจ แต่ถ้าได้ลองพูดหรือคุยด้วยแล้วก็พบว่าไม่ใช่แบบนั้น เป็นคนที่สามารถแผ่ออร่าน่ากลัวออกมาได้เวลาถูกทำลามกใส่

ถ้าลองนึกๆดู...เจเนซิสไม่ค่อยได้คุยเล่นกับลาปิสเท่าไรเลยนิน่า? ไม่สิ...ไม่เคยเลยมากกว่า...ชอบทานอะไร? งานอดิเรก? ครอบครัว? แม้แต่เรื่องพื้นๆอย่างวันเกิดของลาปิสเขาเองก็ยังไม่รู้เลย

"อยู่...อยู่ตั้งแต่ตอนเจเนซิสเริ่มปีนขึ้นไปแล้ว"ลาปิสตอบออกมาเรียบๆตามสไตล์ของเธอ พอได้ยินคำตอบก็แทบอยากจะทำให้เจเนซิสไปผูกคอตายใต้ต้นถั่วงอกในทันที...หมดกัน...หมดสิ้นแล้ว!

"ของที่ต้องการอยู่ตรงนั้น"ลาปิสพูดต่อพร้อมกับชี้ไปที่โคนต้นสนอีกมุมนึง เจเนซิสเห็นวัตถุบางอย่างวางอยู่ตรงนั้นสีขาวครึ่งแผ่นดำอีกครึ่งแผ่น เมื่อเขาขยับร่างเข้าไปใกล้เจ้าแผ่นนั้น ภาพที่เห็นก็ค่อยๆชัดขึ้นเรื่อยๆ...

มันคือขนมปังปิ้งที่เขาตามหาตามล่าอยู่นั้นเอง...แต่อนิจา... ส่วนที่เห็นเป็นสีดำไปครึ่งแผ่นนั้นก็มด...ใช่แล้วครับ มดดำนั้นเอง...สัตว์กระหายเลือดที่สามารถตอมกินได้ทุกอย่างแม้กระทั้งซากศพ และในตอนนี้มันก็กำลังรุมทึ้งตอมกินขนมปังปิ้งที่น่าสงสารอยู่อย่างไร้ความปราณี...อืม...แต่ทุกท่านคงไม่สงสารเจ้าขนมปังปิ้งนี้กันหรอกมั้ง?

"ขนมปังของฉัน!!!!"เจเนซิสโวยวายออกมาพร้อมกับทรุดลงไปกับพื้นหญ้า...นี้เป็นอันเอามากน่ะเนี่ย เจเนซิสคุง

"กินไหม?"เสียงของลาปิสขับขานแทงโสตประสาททำลายความเศร้าหมองในจิตใจของเจเนซิส เขาหันควับกลับไปแล้วก็เห็นว่าลาปิสกำลังยื่นของบางอย่างมาทางเขา...มันคือแซนวิส อาหารง่ายๆสบายๆที่สามารถทานได้ทุกช่วงเวลาของวัน

แซนวิสที่ลาปิสยื่นมาให้เจเนซิสนั้นประกอบไปด้วยขนมปังสีขาวนวลตัดขอบออกให้ดูน่ากิน มีไข่ดาวฝองเล็ก,กระหล่ำปลีฉีกบาง,มะเขือเทศหั่นแว่น,แฮมชิ้นตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมแล้วก็หอมใหญ่หั่นแว่นดิบควักวงตรงกลางออกจนเหลือแต่ขอบแว่นเป็นเครื่องประกอบ นับว่าเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์พันลึกอยู่เหมือนกันที่ขนมปังสีขาวสองแผ่นนั้นสามารถประกบไส้มากมายเหล่านั้นเอาไว้ได้ แม้ว่ามันจะดูเหมือนปิดไม่มิดจนทะลักออกมาเล็กน้อยก็เถอะ แต่เพราะเหตุนั้น...ภาพของไส้ในที่น่ากินมากมายซึ่งทะลักออกมาจากขนมปังก็ช่วยกระตุ้นความยากอาหารของผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างดี

"งั้นทานล่ะครับ!"ไม่มีรีรอ ไม่มีปฎิเศษ เจเนซิสพุ่งเข้าไปคว้าแซนวิสจากมือลาปิสขึ้นมากัดงับทันที...จริงๆแล้ว รสชาติของแซนวิสชิ้นนี้เองมันก็ไม่ได้โดดเด่นหรืออร่อยเหาะอะไรมากมายนัก แต่อาหารที่รับประทานในตอนที่ท้องหิวนั้น ความอร่อยของมันจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึงสามสี่เท่า

"อร่อย! ขอบคุณมากน่ะครับคุณลาปิส!"เจเนซิสพูดออกมาในขณะที่ยังมีอาหารอยู่เต็มปากพร้อมกับหันมาหาสาวหน้าเรียบทวินเทลและก้มหัวให้เธอช้าๆ จนหน้าผากของเจเนซิสติดพื้นกันไปเลยทีเดียว

"ไม่ต้องคิดมากหรอก..."เธอตอบกลับมาเรียบๆนิ่งๆก่อนจะละสายตาจากเจเนซิสกลับไปที่อย่างอื่นซึ่งเป็นธุระของเธอต่อ มันคือสิ่งที่เธอกำลังให้ความสนใจไปพร้อมกับกัดแซนวิส ก่อนที่เจเนซิสจะหล่นตุบลงมาบนพื้นสิน่ะ

"เอ่อ...คุณลาปิสอ่านหนังสืออะไรอยู่เหรอครับ?"เจเนซิสเอ่ยถามออกไปอย่างหวาดๆในขณะที่กัดแซนวิสกินหมดชิ้น อย่างน้อยๆคำถามนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากับลาปิสสนิทสนมกันมากขึ้นก็ได้น่ะ

"นวนิยายน่ะ...เรื่อง ไม่มีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่"ลาปิสตอบออกมาอย่างฉะฉาน โดยไม่ได้ละสายตาจากหนังสือที่อ่านไปเลยแม้แต่น้อย...เอิ่ม...ดูจากชื่อหนังสือแล้ว เจเนซิสก็เดาๆได้ว่าน่าจะเป็นหนังสือออกแนวๆพวกปรัชญาล่ะมั้ง? แค่สีหน้าก็อ่านยากแล้วยังจะอ่านหนังสือที่ดูเข้าใจยากแบบนั้นเพื่อให้อิมเมจของตัวเองกลายเป็นคนที่ใครๆก็เข้าไม่ถึงหรือไงกันเนี่ยลาปิสจัง

"เอ่อ เป็นหนังสือแนวจิตวิทยา ปรัชญาเหรอครับ?"เจเนซิสเอ่ยถามต่อออกไปทันทีพร้อมกับค่อยๆหารากไม้ขนาดใหญ่ใกล้ๆตัวลาปิส แล้วเดินไปนั่งบนรากไม้อันนั้นเพื่อที่จะได้มีที่นั่งคุยกับเธอได้อย่างสะดวก

"ก็นิดหน่อย...จริงๆแล้ว หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของกลุ่มคน13คนที่ไม่คิดอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป...จู่ๆพวกเขาก็ถูกคนลึกลับจับมารวมตัวกันพร้อมกับฉีดไวรัสที่สร้างพลังพิเศษให้กับพวกเขาทั้ง13คน แต่ว่าคนที่โดนไวรัสนี้ฉีดเข้าไปจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่เจ็ดวันเท่านั้น... เว้นแต่ว่าจะมีใครสักคนในกลุ่ม13คนตายขึ้นมา อายุของคนที่เหลือจะถูกยืดออกไปอีก7วันโดยอัตโนมัติ...และสุดท้ายหากเหลือเพียงแค่คนเดียว ไวรัสในตัวคนที่เหลือจะถูกทำลายไปเอง แล้วคนคนนั้นก็จะมีชีวิตรอดต่อไป..."ลาปิสเอ่ยอธิบายเรื่องย่อออกมา ทำให้เจเนซิสตกใจออกมาเล็กน้อย ชื่อหนังสือเหมือนกับหนังสือปรัชญา แต่จริงๆเป็นนิยายแนวแฟนตาซีเซอร์ไวเวอร์โศกนาฏกรรมลึกลับ ทำนองนั้นสิน่ะ

"คุณลาปิสชอบอ่านหนังสือแบบนี้สิน่ะครับ"เจเนซิสถามออกมาพร้อมเหงื่อเม็ดโตบนใบหน้า...อืม แต่จะว่าไปแล้วดูๆมันก็เข้ากับบุคลิกดีอยู่น่ะ อย่างน้อยๆก็ดีแต่อ่านหนังสือแนวจิ้นวาย ชายxชายนั้นแหละน่า

"ก็ค่อนข้างน่ะ...จริงๆฉันอ่านได้หมด แต่ฉันคิดว่าแนวแฟนตาซีหรือแนวโรแมนติกมันออกจะเกร่อแล้วก็น่าเบื่อไปแล้วล่ะ อีกอย่าง...แนวโศกนาฏกรรมหรือเรื่องราวที่เล่นกับจิตใจของมนุษย์ มันสามารถสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติการมองโลกของนักเขียนคนนั้นได้ด้วย"ลาปิสพูดอธิบายออกมาพร้อมกับปิดหนังสือเล่มโต ดังปึ้กแล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ

"เดี้ยวอีกครึ่งชั่วโมงฉันจะเข้าเรียนแล้ว...เจเนซิสคุงไม่มีเรียนเหรอ?"

"มีสิครับ...คาบผมเร็วกว่าคาบปกติครึ่ง...."ในขณะที่เจเนซิสกำลังตอบว่าครึ่งชั่วโมง...หัวสมองสุดเฉื่อยของเขาก็พึ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า...สาเหตุที่เขาต้องคาบขนมปังวิ่งนั้นเป็นเพราะว่าเขาจะไปเข้าห้องเรียนสายแล้วน่ะสิ แต่เพราะการไล่ตามแมวและคุยกับลาปิสนั้น มันทำให้เวลาในตอนนี้ซึ่งเจเนซิสเช็คจากนาฬิกาข้อมือของตัวเอง กลายเป็นเวลาเดียวกับเวลาที่เริ่มต้นชั่วโมงเรียน...อธิบายง่ายๆก็เจเนซิสมัวแต่เอ่อระเหยจนเข้าเรียนสายแล้วน่ะสิ

"ขอตัวก่อนน่ะครับ สายแล้ว!!!"เจเนซิสลุกพรวดขึ้นมาบ้าง ก่อนจะเอ่ยและก้มหัวให้ลาปิสแล้วเร่งฝีเท้าออกจากป่าขนาดย่อมแห่งนี้ทันทีทันใด ทิ้งให้เหลือแต่ลาปิสที่มองไล่หลังเจเนซิสเท่านั้น

"จะไหวไหมน่ะ?"เด็กสาวหน้านิ่งพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนจะใช้มือปัดก้นของตัวเองเล็กน้อยแล้วเริ่มเดินออกจากป่าเล็กๆแห่งนี้เช่นกัน

-----------------------

ย้อนกลับไปก่อนหน้าเหตุการณ์ด้านบน...เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากวันปฐมนิเทศ...ทุกๆคนก็เริ่มต้นการเรียนตั้งแต่วันแรก เนื่องจากว่าโรงเรียนสตาร์ฟอสแห่งนี้นั้นประกอบไปด้วยนักเรียนที่หลากหลายวัยและอายุ แถมบางคนเองเรียนจบไปแล้วด้วยซ้ำ ทำให้วิชาเรียนส่วนใหญ่ของนักเรียนทุกคนนั้น จำเป็นที่จะต้องเลือกลงเองตามความสนใจ หรือไม่ก็ลงตามแบบวิชาภาคการศึกษาบังคับที่เหมือนกันส่วนใหญ่ทั่วโลก ซึ่งการเลือกลงวิชานั้นโดยปกติจะเลือกลงตั้งแต่ก่อนจะเดินทางมาที่นี้กันหมดแล้ว

สำหรับเด็กอายุ17ปีอย่างเจเนซิสนั้น นอกจากวิชาบังคับของโรงเรียน(วิชาเวท,ประวัติศาตร์สงครามดวงดาว,การต่อสู้,ๆลๆ) ที่เขาลงเพิ่มก็เป็นวิชาของสายอัศวินอย่างเช่น(วิชาดาบ,วิชากลยุทธ์,ๆลๆ)แต่ก็มีแปลกๆบ้างอย่างเช่น(วิชาประวัติศาสตร์อาหาร,การตีดาบ)เป็นต้น

วิชาแรกที่เจเนซิสได้เรียนตั้งแต่มาถึงสถานที่แห่งนี้คือวิชา ประวัติศาตร์สงครามดวงดาว ซึ่งเป็นวิชาบังคับที่นักเรียนทุกคนต้องเรียน เพราะงั้นห้องเรียนจึงเป็นห้องบรรยายขนาดใหญ่ที่เรียนรวมกันหมด โดยมีอาจารย์ที่สอนบรรยายวิชานี้คืออาจารย์ อาคิเอล เบรุสซึ่งเป็นอาจารย์ที่เจเนซิสรู้จักเป็นอย่างดี...เพราะเป็นคนพาเขามาเข้าเรียนที่นี้ยังไงล่ะ

ก่อนที่การบรรยายจะเริ่มต้น บรรดานักเรียนที่เข้ามาเตรียมพร้อมนั่งรอในห้องหลายๆคน ต่างพากันส่งเสียงจ็อกแจ๊กพูดคัยกันอย่างสนุกสนาน...นี้เปิดเรียนวันแรกไม่ใช่รึ? ทำไมหลายๆคนถึงดูสนิทกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนขนาดนั้นล่ะนั้น?

แต่จะว่าไป เจเนซิสก็จำหลายๆคนได้จากตอนที่ไปแจกกำหนดการ ส่วนใหญ่แล้วถ้าไม่เป็นคนรู้จักกันมาก่อน ก็เป็นเพื่อนกลุ่มทดสอบเดียวกันสิน่ะ ไม่ว่าจะเป็นคู่พี่น้องคามิโจวเอย หรือก๊วนสามบ้า พีซ เซเวียแล้วก็เชนย่าต่างก็นั่งข้างๆกันทั้งนั้น

"อาทิตย์แรกของการเรียนจะวุ่นขนาดไหนกันน่อ?"

เสียงคุ้นหูดังขึ้นมาจากด้านหลังและเหนือหัวของเจเนซิส เสียงแบบนี้ไม่ใช่ใครอื่น...แม่สาวตัวป่วนอาริสึนั้นเอง

"แต่ผมคิดว่าน่าจะเรียนแบบสบายๆกันทุกวิชาน่ะครับคุณอา....เฮ็ย!!!! ชุดนั้นมันอะไรกัน!?"ในขณะที่เจเนซิสตอบเขาก็เห็นชุดเครื่องแบบนักเรียนของอาริสึที่ออกจะโดดเด่นสะดุดสายตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตาของท่านชายทั้งหลาย...

ก่อนจะอธิบาย ก็ต้องขอบอกก่อนว่าชุดนักเรียนของโรงเรียนสตาร์ฟอสแห่งนี้นั้น นักเรียนแต่ล่ะคนจะมีเครื่องแบบที่ไม่เหมือนกันเลยสักคน แต่จะมีจุดร่วมอยู่หลายๆอย่างในเครื่องแบบของแต่ล่ะคน ส่วนสาเหตุที่เป็นแบบนี้เหมือนอาจารย์อาคิเอลจะอธิบายออกมาให้ฟังตอนปฐมนิเทศว่า ผ.อเชื่อว่าเครื่องแต่งการเป็นสิ่งที่แสดงลักษณะนิสัยของคนคนนั้นเลยคิดว่าชุดนักเรียนของโรงเรียนไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนกันหมด... ซึ่งชุดของแต่ล่ะคนนั้น นักเรียนจะไม่ได้เป็นคนเลือกด้วยตัวเอง แต่จะใช้วิธีเดียวกันกับการคัดบ้านและส่งข้อมูลจำเพราะของแต่ละบุคคลไปให้แผนกแม่บ้าน(หรือบรรดาเมดโรบ็อต)ประจำโรงเรียนสตาร์ฟอสนั้นแหละ ช่วยกันตัดเย็บและผลิตขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็ว

แต่อันที่จริงแล้ว...เจเนซิสอดคิดไม่ได้ว่า นี้อาจจะเป็นความสนุกสนานอย่างหนึ่งของผ.อมากกว่าแนวคิดแสดงเอกลักษณ์อะไรนั้นก็เป็นได้...ถ้าพิจารณาดูจากนิสัยของผ.อแล้ว

ชุดของเจเนซิสนั้นเป็นชุดฟอร์มที่เหมือนกับชุดนักเรียนชายแบบดั้งเดิมของประเทศยามาโตะหรือที่เรียกกันว่าชุคกาคุรัน มีที่มาจากชุดของทหารทางตะวันตกในอดีตที่ได้เข้ามามีอิทธิพลในประเทศยามาโตะในตอนที่ทำการเปิดประเทศ ทำให้เหมือนกับชุดของทหารประเทศยามาโตะในสมัยดั้งเดิมเช่นกัน เป็นชุดสีขาวอมฟ้าดูสบายตา แต่สิ่งที่แตกต่างจากกาคุรันแบบปกติก็คือในชุดของเขามีผ้าคลุมไหล่สีขาวสีขาวล้วนเป็นเครื่องประดับในชุดด้วย...ผ้าคลุมไหล่นี้นั้นปักลายสัญลักษณ์ดาวห้าแฉกลวดลายพิเศษเอาไว้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนสตาร์ฟอส นอกเหนือจากนั้นก็มีถุงมือสีดำปิดมือข้างที่มีตาสัญลักษณ์ ซึ่งถุงมือของเจเนซิสนั้นเป็นแบบเปิดนิ้วแต่ปิดหลังมือ อารมณ์คล้ายๆถุงมือของนักบิดมอเตอร์ไซค์ไม่ก็ปาน

น่าแปลกที่ว่า ผ้าคลุมไหล่นี้ไม่ได้แกะกะเจเนซิสเลยสักนิด เนื่องด้วยขนาดที่สั้นไม่ยาวจนเกินไปและใช้เนื้อผ้าน้ำหนักเบา ทำให้เวลาตอนขยับแขนไปมา แทนที่ผ้าคลุมไหล่เหล่านั้นจะย้วยมาเกะกะในตอนที่ขยับ กลับกลายเป็นว่าผ้าเหล่านั้นไม่ได้สร้างความรำคาญให้กับเจเนซิสเลยแม้แต่น้อย แถมเขายังรู้สึกอุ่นๆขึ้นมาตรงช่วงไหล่และคออีกต่างหาก

ดีไซน์ก็เท่(ในมุมมองของเจเนซิส) ทำให้เจเนซิสคิดขึ้นมาว่า ถ้าหากระบบทำการคัดเลือกจากอุปนิสัยใจคอแล้ว แบบของเสื้อผ้าที่ออกมาก็น่าจะถูกใจทุกๆคน...และนั้นก็หมายความว่า...ชุดของอาริสึเอง ก็เป็นชุดที่แสดงตัวตนที่ชัดเจนของคนใส่ออกมาได้สิน่ะ?

ชุดของแม่สาวทวินเทลตัวป่วนอาริสึนั้น ประกอบไปด้วยแจ็กเก็ตหนังที่ดูเหมือนจะเป็นเสื้อสำหรับใส่ออกรบ ลวดลายมีไม่มากแต่ดูเหนียวคงทนและแข็งแรง ซึ่งสีของแจ็กเก็ตนั้นเป็นสีน้ำเงินตามสีบ้านอาริสึ...แต่เพราะเป็นแจ็กเกตที่นิยมใส่สวมทับเสื้อด้านใน...แสดงว่ายูนิฟอร์มของอาริสึก็ต้องมีเสื้อด้านในอยู่ด้วย...ซึ่งเสื้อด้านในของเธอก็ดันเป็น...

บิกินี่สามเหลี่ยมสีขาวจ๊วะน่ะสิ...ใช่แล้ว อาริสึแต่งชุดแบบที่เรียกกันว่า บิกินี่ท็อป นั้นก็คือใส่บิกินี่เอาไว้เป็นชุดแต่งกายท่อนบน ส่วนท่อนล่างนั้นสวมใส่อย่างอื่น...แค่ใส่บิกินี่ก็แทบจะดึงดูดสายตาผู้ชายได้หมดจดอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าอกจะตูมหรือจะแบนก็เถอะแค่ได้เห็นผิวขาวๆที่งดงามถูกรัดรึงไปด้วยผ้าน้อยชิ้น ก็ทำให้บรรดาผู้ชาย(ลามก)ทั้งหลายสติเตลิดกระเจิงเปิดเปิงไปถึงสามโลกเจ็ดโลก บิกินี่ของเธอยังปักสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนสตาร์ฟอสเอาไว้ที่อกข้างซ้ายอีกด้วย

เจเนซิสดึงสายไปมองท่อนล่างของอาริสึต่อ...แม่เจ้า...นี้ก็สุดๆไม่แพ้กันเลย ท่อนล่างของอาริสึนั้นมีเข็มขัดขนาดใหญ่ มัดยึดและรัดเสื้อแจ็กเก็ตตัวยาวของเธอไม่ให้แผ่ออกมามาก เข้มขัดเต็มไปด้วยกระเป๋าและช่องใส่ของเล็กๆต่างๆมากมายก่ายกอง ที่สำคัญเข้มขัดดันรัดแบบเอวต่ำเสียด้วยสิ ทำให้อาริสึโชว์อาวุธบนเรือนร่างของเธออันดับที่สองหรือว่าหน้าท้องและสะดือที่แสนจะเรียบขาวได้รูป ยิ่งไปกว่านั้น ท่อนล่างของอาริสึไม่ใช่บิกินี่อีกชิ้น แต่เป็นกางเกงว่ายน้ำแบบรัดรูปสไตล์ตัวVที่เรียกกันว่าVฟอร์น...แม้ว่ามันจะแลดูมีขนาดใหญ่กว่าพวกเชือกหรือผ้าเส้นเดียวที่เลื่อนลงมาปิด แต่มันก็ถือว่าเล็กอยู่ดีนั้นแหละ...แถมตำแหน่งผ้าของแจ็กเก็ต ยังเว้าเปิดโชว์ให้เจ้ากางเกงว่ายน้ำนี้ด้วยซะอีก...

นอกเหนือจากนั้นแล้ว อาริสึก็สวมถุงน่องสีดำยาวขึ้นมาเสียจบเกือบจะถึงโคนขา รองเท้าบู๊ตหนังสำหรับใส่ลุย และถุงมือปิดทั้งนิ้วและหลังมือสีดำที่มือข้างซ้าย...เดาว่าใส่ปิดตราสัญลักษณ์ของตัวเองนั้นแหละ

"แม่คุณอาริสึมาเห็นนี้ไม่ร้องไห้เหรอครับ..."เจเนซิสเอ่ยถามออกไปซื่อๆทันที หลังจากเห็นชุดของอาริสึพร้อมกับถอนหายใจ...ถึงจะถอนหายใจ เจเนซิสก็แอบเหลือบชำเลืองมอง...ยังไงเขาก็เป็นตัวผู้นิน่ะ

"แม่ฉันชุดเด็ดกว่าฉันอีกน่ะ~ ว่าแต่ว่า...แบบนี้แสดงว่าเจเนซิสสนใจฉันล่ะสิเนี่ย? นอกใจลาปิสจังเหรอจ๊ะ?"อาริสึแหย่กลับออกมา...ข้อแรก เจเนซิสอดสงสัยไม่ได้ว่าชุดที่ยิ่งกว่านี้เป็นยังไง และแม่ของอาริสึเป็นใครกันแน่ แต่ตอนนี้เขาต้องตอบคำถามประโยคหลังของอาริสึออกไปก่อน

"ไม่ได้นอกใจครับ"เจเนซิสพูดตอบกลับมาอย่างฉะฉาน...แต่ก็โดนสาวน้อยทวินเทลบ้านสีน้ำเงินอีกคนที่นั่งข้่างๆอาริสึเอ่ยออกมาด้วยประโยคสีแดงหว่า

"ฉันกับเจเนซิสคุงไม่ได้เป็นอะไรกันค่ะ"เรียบๆ เนิบๆและรุงแรงโคตร...คือนิยามของประโยคสีแดงของลาปิส รีเรชั่น...เจเนซิสหันควับไปหาเธอทันที ไม่นึกไม่ฝันว่าลาปิสจะนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย... เธอกำลังอ่านหนังสือเล่มโตอยู่(ซึ่งเจเนซิสจะไปรู้หลังจากนี้ว่ามันคือหนังสือเรื่องไม่มีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่) พร้อมกับชำเลืองมองและปล่อยรังสีอาฆาตใส่เจเนซิส...

ชุดนักเรียนของลาปิสนั้น เรียกได้ว่าแตกต่างจากทั้งเขาและอาริสึดุจฟ้ากับเหว...ชุดของลาปิสเป็นเสื้อสเวสเตอร์แบบเสื้อกั๊กสีน้ำเงินที่เป็นสีของบ้าน ปักตราโรงเรียนสตาร์ฟอสเอาไว้ที่ปลายด้านขวาของชุด เสื้อด้านในสเวสเตอร์ของเธอเป็นเสื้อยืดสีขาว พับแขนเสื้อเรียบร้อยเอาไว้และผูกเนกไทค์สีแดง...เจเนซิสไม่อยากจะชมเลยว่าเนกไทคกับสีหน้าของลาปิสนั้น เข้ากันได้ดียิ่งกว่าแม่เหล็กขั้วเหนือและใต้ซะอีก

ท่อนล่างเป็นมินิเสกิร์ตที่สั้นพอประมาณ แต่ดูเหมือนเวลาขยับจะพริ้วไหวส่ายไปมาชวนให้คนลุ้นกันเหลือเกินว่าจะเห็นกางเกงลิงแพล่มๆออกมาไหม ถุงน่องสีขาวยาวสูงพอๆกับอาริสึ แล้วใส่รองเท้าคัชชูสีน้ำตาลแก่...จะว่าไปแล้ว...ชุดของลาปิสนี้เหมือนชุดนักเรียนมากที่สุดในบรรดาชุดของทุกคนแล้วล่ะมั้ง

นอกเหนือจากที่พูดไปแล้ว ลาปิสยังสวมถุงมือสีเทาที่มือทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นแบบปิดนิ้วและหลังมือ หลังถุงมือแกะสัญลักษณ์ลายแปลกๆที่เหมือนขนนกพริ้วเอาไว้ ที่เข็มขัดของเธอมีกล่องเหล็กสีเทาขนาดพอประมาณ เหน็บติดเอาไว้ด้วย...ท่าทางจะเป็นกล่องใส่ของแบบติดกับเข็มขัดล่ะมั้ง

จะว่าไปแล้วถ้าลองสังเกตคนในห้องดูดีๆ สาวๆแต่ล่ะคนนี้ชุดเครื่องแบบแถมจะไม่ซ้ำกันเลยทั้งนั้น มีทั้งคนที่ใส่ชุดมิโกะเข้ามาเอย คนที่ใส่เหมือนชุดคลุมเอย หรือแม้แต่ชุดรัดรูปเปิดเว้าแว้วหน่อยๆก็ยังมี

ทางด้านชุดของผู้ชายเองก็แปลกไม่แพ้กัน มีทั้งคนใส่เหมือนชุดเกราะทั้งตัวเอย...ชุดแต่งเหมือนอัศวินโบราณเอย...ชุดเปิดอกจากผ้ากำมะหยี่ที่เหมือนชุดนักรักเอย ๆลๆ

แต่เพราะมัวแต่สำรวจเครื่องแต่งกายชาวบ้านชาวช่องอยู่ เจเนซิสเลยไม่ได้สังเกตว่า อาจารย์อาคิเอลเดินเข้ามาในห้องแล้ว และอาจารย์อาคิเอลเองก็แค่ทักทายสั้นๆก่อนจะเริ่มต้นสอนทันที เมื่อเห็นเจเนซิสที่มัวแต่มองไปรอบๆไม่ได้สนใจฟัง...อาจารย์อาคิเอลเลยใช้เคล็ดวิชา"ปากกาไวท์บอร์ดเหิน"เฟี้ยงใส่หน้าเจเนซิสทันที

"แอ้ก!!!"เจเนซิสร้องเสียงหลงสร้างความสำราญเรียกเสียงฮาให้กับทุกคนในห้องทันที

"เอาล่ะไหนคุณประธานนักเรียนลองตอบคำถามหน่อยสิ?"อาจารย์อาคิเอลเอ่ยออกมาพร้อมกับยิ้มสังหารนิดๆแล้วพูดต่อไปว่า"แต่ถ้าตอบผิดล่ะก็...จะโดนเซอร์ไพรซ์น่ะจ๊ะ~"

เจเนซิสเสียววาบขึ้นมา...นี้อาจารย์อาคิเอลกำลังจะหาหนูทดลองอะไรสักอย่างอยู่ใช่ไหมเนี่ย? เขานึกถึงตอนที่อาจารย์แกสร้างกำแพงกันไม่ให้เขาเข้าไปในโรงเรียน...นี้ถ้าแกล้งแรงๆแบบนั้นอีกล่ะก็...เขาไม่อยากจะนึกเลยว่ารอบนี้เขาจะโดนอะไรบ้าง

เจเนซิสกลืนน้ำลายในขณะที่อาจารย์อาคิเอลเริ่มต้นพูด

"คำถามมีอยู่ว่า..."

"เดี้ยวก่อนครับ!!! มันไม่ยุติธรรมน่ะ!"ในขณะที่เจเนซิสกำลังเหงื่อตกและเตรียมจะเหงื่อแตกเพราะลุ้นคำถามที่อาจารย์อาคิเอลจะถาม ชายหนุ่มนักรักนักรั่วนาม พีซ ชูบาว ก็ปรากฎกายขึ้นมา!...จริงๆแล้วมันก็แค่ยืนขึ้นจากที่นั่งของมันเท่านั้นแหละ

พีซใส่ชุดนักเรียนที่เหมือนกับชุดขุนนางของประเทศทางตะวันตกในยุคโบราณ ออกจะคล้ายคลึงกับชุดนักเรียนของเจเนซิสในเรื่องของรูปทรง แต่ที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงเลย นั่นคือบรรดาของประดับประดาต่างๆที่อยู่บนชุดเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็นบ่า,พู่หรือเข้มต่างๆนาๆ นี้ถ้าคนไม่รู้จักพีซอาจจะหลงนึกว่าหมอนี้เป็นผู้บังคับบัญชาการทหารสูงสุดที่ไหนสักแห่งก็ได้เลยน่ะนั้น ถ้าดูจากบรรดาเครื่องหมายและสัญลักษณ์ที่แปะติดไว้ตามเสื้อผ้าของเขา ดีน่ะที่หมอนี้ไม่มีผ้าคลุมมาด้วย ไม่งั้นคงอัพคลาสจากผู้บัญชาการไปเป็นองค์ชายได้เลยล่ะ

"ทำไม มีแต่ประธานเท่านั้นที่มีสิทธิ์จะได้รับการเซอร์ไพรซ์จากอาจารย์สาวคนสวย เพียงคนเดียวล่ะครับ!!! ผมรับไม่ได้หรอกครับ!!!!!"พีซประกาศลั่นออกมาพร้อมกับเชิดตัวขึ้น แล้วชี้นิ้วใส่หน้าเจเนซิสก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

"คนที่จะได้รับหน่มน่มของอาจารย์เป็นการเซอร์ไพรซ์! คือท่านพีซชูบาวคนนี้เท่านั้น!!!!"

เอ่ยค้านมาซะยืดยาว...ที่ไหนได้ เจ้าหมอนี้มันหลงนึกไปว่าเซอร์ไพรซ์ของอาจารย์อาคิเอลคือการจับหน้าอกสิน่ะ แย่จริงๆเชียว...แต่ก็สมเป็นไอ้ลามกดีเหมือนกัน เจอแบบนี้แล้ว เจเนซิสถึงกับทำหน้าไม่ถูกเลย ควรจะหัวเราะเพราะว่ามันแป็กดี หรือควรจะอเนจอนาถใจที่ทำให้ขำโดยไม่เข้าเรื่องดีล่ะเนี่ย

"นี้นาย! แบบนั้นเสียมารยาทต่ออาจารย์น่ะ!!"คนที่ลุกพรวดขึ้นมาด่าพีซนั้น ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่ก็คือ มาทิลด้า เอซัมคราย สาวน้อยระเบียบจัด นักดาบเวทผู้ซึ่งมีเรือนผมสีน้ำเงินเข้มไว้หน้าม้านิดๆและมีดวงตาสีส้มฉายแววมุ่งมั่นและแข็งกร้าว ตอนแรกที่เจเนซิสได้เห็นเธอนั้นเธอสวมใส่ชุดที่เหมือนกับชุดฟอร์มของนักดาบเวท นั้นก็คือจะค่อนข้างทะมัดทะแม่ง แต่มีผ้าคลุมยาวติดมาด้วยเพื่อให้ดูเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของนักเวท

Next>>>>>>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2012, 01:29:54 AM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Moderator
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2269


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2012, 01:18:41 AM »

ตอนที่4 -อาทิตย์แรกของการเรียนจะวุ่นขนาดไหนกันน่อ?- Part2

"นี้นาย! แบบนั้นเสียมารยาทต่ออาจารย์น่ะ!!"คนที่ลุกพรวดขึ้นมาด่าพีซนั้น ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่ก็คือ มาทิลด้า เอซัมคราย สาวน้อยระเบียบจัด นักดาบเวทผู้ซึ่งมีเรือนผมสีน้ำเงินเข้มไว้หน้าม้านิดๆและมีดวงตาสีส้มฉายแววมุ่งมั่นและแข็งกร้าว ตอนแรกที่เจเนซิสได้เห็นเธอนั้นเธอสวมใส่ชุดที่เหมือนกับชุดฟอร์มของนักดาบเวท นั้นก็คือจะค่อนข้างทะมัดทะแม่ง แต่มีผ้าคลุมยาวติดมาด้วยเพื่อให้ดูเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของนักเวท

แต่สำหรับวันนี้ เจเนซิสเห็นเธอแต่งชุดนักเรียนเป็นครั้งแรก ก็อดจะแปลกใจอยู่ไม่ได้ ทีแรกเขาคิดว่าชุดของเธอคงจะคล้ายๆเดิมซะอีก แต่ชุดนักเรียนของเธอดันกลายเป็นเสื้อเชิ้ตทรงเรียบร้อยที่ขอบมีระบายสีเดียวกับเชิ้ตประดับตกแต่งประปรายอยู่ ที่กระเป๋าเสื้อมีตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน เสื้อมีแขนสั้นแต่ไม่ถึงกับกุด ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ...เธอใส่มินิสเกิร์ตทรงน่ารักสีชมพูแถบเหลืองตัวจิ๋วมากๆด้วยน่ะสิ ถึงมันจะใหญ่พอเป็นกระโปรง...แต่มันก็โค-ตะ-ระ ล่อแหลมสุดๆอยู่ดี

แน่นอนว่าถ้าอย่างเจ๊อาริสึมาสวมมันก็คงดูเข้าเหมาะกันดีไม่น้อย แต่คนสวมดันเป็นคนที่ภาพลักษณ์ออกมาระเบียบจัดสุดกู่ อย่างมาทิลด้านี้สิ...ชุดนักเรียนของสตาร์ฟอสจะสะท้อนรสนิยมหรือลักษณะนิสัยของคนคนนั้นออกมา...นี้อย่าบอกน่ะว่า มาทิลด้า?

"เห็นท่าทางระเบียบจัดแบบนั้นแต่จริงๆแล้วเธอเองก็แอบมีส่วนน่ารักๆเหมือนผู้หญิงด้วยเหมือนกันสิน่ะ!"คำพูดฉะฉานที่ดูเหมือนมองทะลุและทิ่มแทงเข้าไปในใจของมาทิลด้าจนเจ็บจี๊ด ไม่ใช่ของใครอื่นแต่เป็นของเจเนซิสนั้นเอง...ดูไม่น่าเชื่อแต่เจ้าหมอนี้ก็หลุดปากพูดออกไปเองโดยไม่ได้คิด

"วะ...ว่าอะไรของนายย่ะ!!!"มาทิลด้าถึงกับตกใจถอยชะงัก พร้อมกับหน้าแดงเป็นลูกตำลึงในตอนที่พูดสวนใส่เจเนซิสกลับมา...แต่ท่าทางแบบนี้มันก็ฟ้องให้เห็นล่ะนะว่าเจเนซิสพูดถูกเผง

"หนอย!! แค่มองสาวออกหน่อยอย่าไปทำเป็นได้ใจน่ะ! แค่นี้ฉันยังไม่ยอมรับให้เป็นหัวหน้าหรอก!!!"พีซประกาศลั่นพร้อมกับยกดึงนิ้วที่ชี้เข้ามาแล้วยืดออกไปอีกครั้งเพื่อแสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นของการชี้หน้า...

"(นั่นมันไม่ใช่ประเด็นน่ะ)"อาคัตสึกิ อามาโนะคิดขึ้นมาในใจทันทีเมื่อได้ยิน...

"(นึกว่ามาทิลด้าจะเก็บอารมณ์ได้อยู่กว่านี้เสียอีกน่ะเนี่ย)"โรเซม ปิแอร์ เดอลาตูว์เด็กนักเรียนจากบ้านเยลโล่เทลนึกขึ้นมาเมื่อเห็นเหตุการณ์... ปิแอร์เป็นคนสุขุมแล้วดูมีมาด เป็นเด็กนักเรียนอีกคนที่ให้ภาพลักษณ์และมาดของผู้นำได้อย่างชัดเจน เหมือนๆกับมาทิลด้า

"(สาวซึนเหรอนั้น?)"บาเน็ต ซี วาเลนไทน์หรือสาวน้อยบ้ารถถังพูดออกมาพร้อมกับจ้องสายตาไปที่มาทิลด้าแบบไม่กระพริบ ท่าทางเธอจะเจออะไรสนุกๆเข้าแล้วสิน่ะเนี่ย

"นี้ๆ...."เสียงอ่อยๆเอ่ยออกมาจากปากของอาจารย์อาคิเอล ดูท่าทางตอนนี้นักเรียนในห้องจะไม่มีใครสนใจฟังเธอแล้วแฮะ...

"อย่ามาพูดไร้สาระน่ะ! นี้มันเป็นชุดนักเรียนของฉัน ฉันเลือกไม่ได้ต่างหากล่ะ!!!"มาทิลด้าเถียงเสียงแข็ง....จริงๆตามบทและอุปนิสัยของเจเนซิสแล้ว ที่เขาสมควรจะทำต่อไปก็คือการก้มหัวงกๆขอโทษมาทิลด้าแต่เปล่าเลย...สิ่งที่เจเนซิสตอบต่อออกไปนั้นดันเป็น

"ไม่สมเป็นเธอเลยน่ะ หน้าแดงถึงขนาดนั้นแล้ว...ไม่ต้องอายหรอก....คนแต่งตัวยิ่งกว่าเธอก็ยังมี..."เจเนซิสดันพูดกัดกลับไปเพิ่มซะอีก แม้ว่าจะเป็นคำพูดสไตล์ปลอบใจก็เถอะส่วนคนแต่งตัวยิ่งกว่าที่เจเนซิสอ้างนั้น เขาไม่ได้พูดอธิบายออกมาหรอก แต่แค่ชี้ไปทางอาริสึที่นั่งอยู่ด้านหลังเท่านั้นเอง

"หา!? นี้วอนหาเรื่องสิน่ะเจเนซิสคุง? อย่าเอาฉันไปเกี่ยวสิ!"อาริสึลุกป๊าบขึ้นมาอีกคนแถมท่าทางจะยัวะสุดๆเสียด้วย

"ก็ไม่จริงเหรอครับ คุณอาริสึ... ผมแค่ยกตัวอย่างเอง...เห็นว่าคุณอาริสึไม่อายก็เลยชี้"เจเนซิสที่เห็นว่าอาริสึโกรธ ซึ่งนั้นไม่เป็นไปตามที่เขาคิดถึงกับลนลานแก้ตัวเหงื่อแตกออกมาทันที

"นี้หล่อน! ชุดแบบนั้นมันอะไรกันย่ะ!"มาทิลด้าที่พึ่งจะเห็นชุดของอาริสึถึงกับแผดเสียงออกมา...อืม จากสายตาคนปกติมันก็ดูโป๊จริงๆนั้นแหละน่ะ

"ก็ชุดนักเรียนไง...ฉันไม่มีทางเลือกก็เลยต้องใส่มา...เหมือนเธอไงจ๊ะ~"อาริสึตอกกลับด้วยคำพูดทำให้มาทิลด้าหน้าแดงอีกครั้งก่อนจะตัวสั่นแล้วเอ่ยออกมาสั่นๆไม่แพ้ตัวว่า

"ธะ...เธอ...คนอย่างเธอนี้มัน...."

"หยุดเถอะครับ!!!"เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกนดังขึ้น

"อย่ามาทะเลาะกันเพื่อผมเลยน่ะ! สุดหล่อขอร้อง!!!"แน่นอนว่าใช้สรรพนามแทนตัวเองเสี่ยวๆแบบนี้มีแต่แก็งค์สามบ้าของพีซเท่านั้นแหละ และคนที่พูดก็คือเชนย่า...ซึ่งตอนนี้ลุกขึ้นมายืนอีกคนซะแล้ว

"เขาไม่ได้ทะเลาะกันเพื่อแกเฟ้ย!!!"พีซหันไปตบกระโหลกเพื่อนสุดรั่วของตัวเอง...ไม่น่าเชื่อ...พีซจะกลายเป็นผู้เป็นคนกับเขาด้วย

"เขาทะเลาะกันเพื่อฉันต่างหาก!!!!"พีซประกาศออกไปด้วยท่าทางภูมิใจสุดๆ...จบเห่ เอวัง...โรคบ้านี้รักษาไม่หายสิน่ะ

"สำหรับผมแล้ว ไม่ว่าชุดใครก็น่ารักสำหรับผมทั้งนั้นแหละ!"พีซกล่าวออกมาพร้อมกับหมุนตัวแล้วเอานิ้วมาม้วนผมตัวเองเล่นเพื่อทำท่าเก็กหล่อ...แต่ก็โดนตอกกลับมาจากสาวๆเกือบทั้งชั้นเรียนว่า

"เงียบไปเลยเถอะนายน่ะ!!!!!"

"เฮ่อ....ช่วยไม่ได้น่ะ...ถ้างั้นครูจะให้พีซคุงเจอเซอร์ไพรซ์ก็แล้วกัน...ถ้าไม่เชือดไก่ให้ลิงดูล่ะก็ ชั้นเรียนไม่สงบแน่ๆ"อาจารย์อาคิเอลบ่นพึมพำพร้อมกับเอามือกุมหัว ก่อนจะถอนหายใจยาวๆออกแล้วดีดนิ้วดังป๊อก ทันใดนั้นก็เกิดวงเวทขึ้นข้างๆตัวของครูอาคิเอล พร้อมกับกระแสไฟฟ้าที่ดังลั่นเปรี๊ยะๆรอบวงเวท ก่อนที่กระแสไฟฟ้าเหล่านั้นจะรวมตัวกันแล้วบังเกิดร่างของกระรอกน้อยตัวหนึ่งขึ้นมา...

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลา1/4ของเวลาในการต้มบะหมี่สำเร็จรูป แทบจะไม่มีใครในห้องเรียนสังเกตเห็นการร่ายมนต์เรียกกระรอกของอาจารย์อาคิเอล หนึ่งในจำนวนน้อยของผู้ที่สังเกตเห็นก็ไม่ใช่ใครอื่น...เด็กสาวหน้านิ่งนามลาปิส รีเรชั่นนี้เอง

"(กระรอก? เวทเรียกสัตวอสูรออกมาเหรอ?)"ลาปิสสงสัย ซึ่งเหมือนเจ้ากระรอกตัวนั้นมันจะกระโจนขึ้นไหล่ของอาจารย์อาคิเอล ก่อนจะทำท่าเหมือนพูดคุยอะไรบางอย่างกับอาจารย์แล้วกระโจนลงจากไหล่ วิ่งออกจากห้องเรียนไปอย่างรวดเร็ว... ไม่น่าเชื่อ...ตัวเล็กจึ๋งเดียวแต่เลื่อนประตูออกไปได้ด้วย!?

"คนอย่างนายน่ะมันไม่มีคุณสมบัติเป็นประธาน!!"

"ผมขอโทษครับ! เลิกบ่นผมซะทีเถอะ!"

"นี้ๆเจเนซิส อย่าลากฉันไปเกี่ยวด้วยอีกน่ะ โดยเฉพาะไอ้การไปยุ่งกับแม่สาวเจ้าระเบียบแอบซึนอย่างนี้น่ะ!"

"หล่อนว่าใครแอบซึนย่ะ!!!"

"น่าๆ สาวๆ อย่าทะเลาะกันเพื่อผมเลย~"

"นายน่ะเงียบไปเลยไป!!!!!!"

ไม่ต้องเขียนกำกับด้านหลังก็คงรู้สิน่ะครับว่าประโยคด้านบนนั้นเป็นของใครกันบ้าง...ออ ประโยคล่างสุดเป็นประโยคประสานเสียงของมาทิลด้าและอาริสึที่ร่วมกันด่าใส่พีซน่ะครับ

ครืด...เสียงประตูเลื่อนถูกเปิดออกอย่างดุดัน แต่คนก็ยังไม่ค่อยสนใจเท่าไร แต่ทันทีที่ชายผู้หนึ่งอย่างก้าวเข้ามาแล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันดุดันแล้ว ห้องทั้งห้องก็เงียบกันทันที รวมถึงเจเนซิสกับพีซที่ยืนอยู่ก็ขาอ่อนกลับลงไปนั่งทันทีทันใด

"เงียบ!!!!!"นั้นคือเสียงประกาศคำรามที่ทำให้ทุกคนตกใจ...เสียงจากชายร่างใหญ่ยักษ์ สุดยอดทหารผ่านศึกที่ผันตัวเองมาเป็นอาจารย์ภาควิชาต่อสู้ของโรงเรียน สตาร์ฟอส...ชื่อของเขาก็คือ อาจารย์ เกรย์ เฮิส์บไดร์ฟผู้นี้นิเอง!!!!(เสียงเอคโค่)

"อาจารย์เกรย์ค่ะ เด็กคนนั้นล่ะค่ะ!"ว่าแล้วอาจารย์อาคิเอลก็ชี้ไปที่พีซที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางสั่นกลัว เมื่อโดนชี้ใส่ทำใหพีซยิ่งทำท่าตื่นกลัวเข้าไปอีก

"(ใช้กระรอกตัวนั้น ไปตามอาจารย์มาเหรอ?)"คามิโจว คุโร่ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในห้องที่เห็นอาจารย์อาคิเอลร่ายเวทเรียกกระรอกน้อยออกมา คิดขึ้น...จะว่าไปแล้วเขาก็เคยได้ยินว่าเวทส่งข่าวสารในสมัยโบราณก็มักจะใช้สัตว์เป็นสื่อกลางในการส่งข้อความด้วยเหมือนกันนิน่า หรืออาจารย์อาคิเอลจะเป็นนักเวทสายโบราณ

"ผะ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดน่ะครับ!!! หมอนั้นต่างหาก!!!!"ว่าแล้วพีซก็ชี้ไปยังที่นั่งของเจเนซิสแต่อนิจา...เจเนซิสหายตัวไปแล้วพร้อมกับมีกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งเขียนข้อความปรากฎขึ้นมาที่โต๊ะของเขาแทน...เจเนซิสหายไปตอนไหนกัน? ทำไมไวแบบนี้!?

"กระดาษนั้นเขียนว่า..."ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ เดี้ยวจะกลับมา" ท่าทางจะปวดมากเลยไปอย่างไวเลยสิน่ะ~"คนที่อ่านข้อความในกระดาษให้ฟังก็ไม่ใช่ใครอื่น สาวน้อยทวินเทลอาริสึที่นั่งอยู่ด้านหลังของเจเนซิสนั้นเอง

พีซพึ่งจะรู้ตัวถึงความร้ายกาจของเจเนซิสก็ในตอนนี้...สมเป็นประธานนักเรียนจริงๆ รู้จักทางหนีทีไล่และวิธีการเผ่นจากอันตรายอย่างรวดเร็ว ชนิดที่นักเรียนคนอื่นๆเทียบไม่ติด...เพราะแบบนี้สิน่ะหมอนี้ถึงได้เป็นประธาน...แต่เดี้ยวก่อนสิ...ไอ้ความสามารถในการเผ่นนี้มันเกี่ยวอะไรกับการเป็นประธานนักเรียนกันด้วยเล่า!!!!

"เชนย่าช่วยฉันที!!!"พีซหันไปหาที่พึ่งสุดท้ายนั้นก็คือหนึ่งในสหายสามบ้าเพื่อนซี้ของเขา เชนย่า วอเตอร์บริท แต่ก็ต้องพบว่า...

"อูว~"เชนย่าทำหน้าเคลิบเคลิ้มเมื่อเห็นอาจารย์เกรย์...จริงสิ จะว่าไปแล้วเมื่อวานในตอนที่ไต่กำแพงโรงอาบน้ำกัน...เชนย่าเป็นคนที่ตกลงไปในบ่ออาบน้ำของอาจารย์เกรย์นิน่า...ไม่น่าเชื่อ! หรือว่าประตูหลังของหมอนี้โดนทหารผ่านศึกคนนั้น ตีแตกพ่ายไปแล้ว!!!!

"อย่าไปโลกนั้นน่ะเพื่อน!!!! นึกให้ออกสิ!!! เรื่องของหน่มน่มที่พวกเราคุยกันข้ามวันข้ามคืนน่ะ!! นายจำความรู้สึกที่อยากจะจับ อยากจะขย้ำ อยากจะเป็นเจ้าของสองเต้าอันแสนน่าหลงใหลเหล่านั้นไม่ได้เหรอ!!!"พีซพยามจะพูดเรียกสติเชนย่าให้กลับมา...อืม...แต่พวกแกก็พูดเรื่องลามกกันได้หน้าตาเฉยแบบนี้แถมไม่อายนักเรียนคนอื่นๆที่อยู่รอบๆเลยเหรอเนี่ย?

"อยากจับ...อยากจับ...ฉันอยาก...ฉันอยากจับ"ก้น"!!!!!!!!!"เชนย่าตอบออกมาด้วยสีหน้าเคลิบที่เปี่ยมสุข...หมอนี้ กู้ไม่กลับแล้วสิน่ะ...ว่าแต่ว่า เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้นที่บ่อน้ำร้อนของอาจารย์เกรย์ล่ะนั้น

"เชนย่า!!!! อย่ายอมแพ้น่ะ!!! สู้เขาสินายน่ะ...อุโฮะ!~"ประโยคแปลกๆที่หลุดออกมาตอนท้ายจากปากของพีซนั้น เป็นเพราะว่าอาจารย์เกรย์เดินเข้ามาหาเขาจากด้านหลังแล้วเผลอโดนชนก้นของพีซคุงเข้าอย่างจัง...เฮ็ยนี้มัน!!! ระดับอันตรายแล้วน่ะเนี่ย!!!

"ไม่ต้องห่วง เธออาจจะยังใหม่อยู่ แต่ฉันจะช่วยอบรมเรื่องระเบียบวินัยให้"อาจารย์เกรย์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงขึงขังก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างจับไหล่ของพีซแล้วยกตัวเขาขึ้นเหมือนกับยกตุ๊กตาไม่ก็ปาน...ท่าทางจะแรงเยอะน่าดูน่ะเนี่ย

"ชะ...ช่วยด้วย!!!!"พีซร้องออกมาเสียงดังลั่น นี้เป็นวินาทีที่อันตรายที่สุดในชีวิตตั้งแต่เขาคลอดออกมาจากท้องแม่ เกรงว่าถ้าไม่มีใครช่วยเขาล่ะก็ เขาได้เสียอนาธิปไตยแบบเชนย่าแน่ๆ

"ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันไม่ทำร้ายนักเรียนแบบนั้น..."อาจารย์เกรย์เอ่ยออกมา น่าแปลก...ทั้งๆที่พีซกลัวแทบตายแต่เสียงของอาจารย์เกรย์มันทำให้เขารู้สึกมั่นใจว่าเขาจะปลอดภัยยังไงก็ไม่รู้

"แต่แค่ฝูมฟัก รสนิยมแบบนั้น..."เสียงประโยคตัดมุขดังออกมาจากปากของอาจารย์อาคิเอล...

"ม่าย!~~~~~~~~~~~~~"พีซร้องเสียงหลงในขณะที่โดนลากออกไปจากห้อง โดยมีบรรดานักเรียนรวมถึงอาจารย์อาคิเอล พนมมือให้พร้อมกับเอ่ยออกมาพร้อมกันว่า

"ขอให้ไปที่ชอบที่ชอบน่ะ!"

-----------------------

ย้อนกลับมาในช่วงเวลาปัจจุบัน และถัดออกไปอีกหน่อย เป็นเวลาหลังเลิกเรียน...เจเนซิส อาร์คไอร์มตัวเอกสุดจืดจางของเรื่อง หลังจากเลิกเรียนแล้วเขาก็กลับมายังโรงอาหารแล้วเดินเข้าไปในห้องครัว ซึ่งเป็นทางผ่านเข้าไปยังลิฟท์ที่จะนำไปสู่ห้องพักของนักเรียนบ้าน"น.ร.ท.ช.ง" บ้ายของเขานั้นเอง...

น่าแปลกที่วันนี้บรรดาหุ่นยนต์เมดที่น่าจะคร่ำเคร่งกับการทำอาหารไม่ว่าจะเป็นครัวร้อน ครัวเย็นหรือฝ่ายบุชเชอร์(เตรียมเนื้อ) กลับไม่ได้ทำงานทำการกัน แต่ดันไปกระจุกรวมกันอยู่ที่มุมห้องมุมหนึ่งของห้องครัวกันแทน

"มุงอะไรอยู่ล่ะนั้น?"เจเนซิสสงสัยพร้อมกับเดินลากเท้าไปดูกับเขาบ้าง

"น่าร้าก~~~~~~~"

"มาสเตอร์! มาสเตอร์! เลี้ยงเจ้านี้ไว้ในครัวได้ไหมค่ะ?"

"มาสเตอร์! ถ้าเลี้ยงในห้องครัวไม่ต้องห่วงเรื่องของกินหรอกค่ะ มีให้กินเพียบเลย!!"

แล้วอีกสารพัดคำร้องขออ้อนวอนจากบรรดาสาวๆหุ่นยนต์เมด แถมดูเหมือนจะอ้อนกันซะแบบเต็มที่เต็มสตีมเสียด้วย มีการลงไปกอดแข้งกอดขา ก้มลงคุกเข่า กระโดดกอดเพื่ออ้อนเจเนซิสจากด้านหลัง...

สิ่งที่บรรดาสาวๆอ้อนขออยากจะให้เลี้ยงเอาไว้ก็คือ....หนูแฮมเตอร์ตัวอ้วนใหญ่ยักษ์... มันมีฟันหน้าทื่อๆสองอันของมันที่ยืดยาวออกมาเหมือนกับกระรอก มีลายสีครีมกับสีส้มอ่อนชวนให้นึกถึงชีสเค็ก ตาสีดำโตของมันนั้นแบ๊วเสียจนน่ากระโดดเข้าไปกอดสุดๆ

จะว่าไปเมดสาวพวกนี้ก็ดึงดั๋งดี ไม่รู้ว่าบริษัทที่ผลิตใช้อะไรทำหน่มน่มน่ะเนี่ย มันถึงได้นุ่มนิ่มแบบนี้ เจเนซิสแทบจะเคลิมไปกับการกอดอ้อนของสาวๆเมด แต่พริบตาเขาก็ต้องรวบรวมสติให้กลับมาให้ได้ เพราะว่าไอ้เรื่องตรงหน้ามันเป็นเรื่องสุดแสนจะให้อภัยไม่ได้น่ะสิ!

"ทำไมปล่อยให้หนูเข้ามาในครัวเนี่ย!!!!!"เจเนซิสคุงโวยวายออกมาก่อนจะชี้ไปที่เจ้าหนูยักษ์นั้นอย่างรังเกียจ

"เราเห็นว่าเขาน่ารักดีค่ะ มาสเตอร์"หนึ่งในสาวเมดตอบพร้อมกับเดินไปอุ้มมันขึ้นมา...ดูเหมือนมันจะทำตาปรือๆ ราวกับว่าพึ่งจะตื่นนอนมาไม่ก็ปาน

"น่ารักน่ะช่างมันเถอะ!!! แต่นั้นมันหนูน่ะ! หนูน่ะเฟ้ย!!! ไม่กลัวผลกระทบที่จะเกิด หรือโรคที่หนูมันนำมาเป็นพาหะเลยรึไง!!! ห้องครัวเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์น่ะ! ห้ามนำเชื้อโรคอันแสนสกปรกมาทำให้มันแปดเปื้อนเป็นอันขาด"อาจจะดูเหมือนเว่อร์ไป แต่จริงๆแล้วมาตฐานห้องครัวก็ต้องระดับนั้นล่ะครับ เพราะเป็นสถานที่ทำของเข้าปากคน ถ้ามันสกปรกหรือไม่สะอาดล่ะก็ เป็นเรื่องแน่ๆ และไอ้หนูกับห้องครัวนี้ก็เป็นส่วนผสมที่ไม่เข้ากันอยู่แล้ว อย่าไปจำเลียนแบบมากับอนิเมชั่นของค่ายหลอดไฟล่ะ ที่ให้หนูทำอาหารน่ะ

"มาสเตอร์อย่าทำร้ายเขาน่ะค่ะ!!!"ว่าแล้วบรรดาสาวเมดก็กรูกันมาคุ้มกันเจ้าหนูยักษ์ตัวนี้ทันที...เฮ็ยๆ ทำไมไม่ฟังเจ้านายล่ะเนี่ย

"ไม่ได้จะทำร้ายเฟ็ย!!! แต่ต้องไล่ออกไปจากห้องครัวนี้เป็นคำสั่ง!!"เจเนซิสสั่งการอย่างเฉียบขาด สำหรับเขาแล้ว มาตฐานความสะอาดของครัวต้องมาก่อนเหนือสิ่งอื่นใด

"คำสั่งที่ไร้เหตุผลและมนุษย์ธรรมแบบนั้น พวกเราไม่ขอฟังหรอกค่ะ!"เมดสาวคนหนึ่งประกาศพร้อมกับพุ่งเข้ามากางมือทำท่าปกป้องเจ้าหนูยักษ์ตัวนั้นเต็มที่

"ฉันแค่ให้ไล่มันออกไปเฉยๆ!! มันไร้มนุษย์ธรรมตรงไหนฟร่ะ!!! อีกอย่างเจ้าตัวนี้ก็ไม่ใช่มนุษย์ด้วย!!!!"เจเนซิสเถียงกลับไป...ตอนแรกเขาคิดว่าได้ฮาเร็มเป็นสาวๆเมดก็ออกจะน่ายินดีอยู่หรอก แต่ถ้าเกิดต้องมารับมือกับสาวเมดประสาทกลับแบบนี้ทุกวัน เขาคงปวดตับตายไปก่อนแน่ๆ

"เข้าใจแล้ว.....ถ้าพูดไม่รู้เรื่องก็ต้องกำจัดให้พ้นทางสิน่ะค่ะ!!!!"สาวเมดหัวหน้ากลุ่มเอ่ยออกมาพร้อมกับกางแขนออกแล้วชี้มาที่เจเนซิส พริบตานั้นแขนของเธอก็ผลันเปลี่ยนร่างกลายเป็นปืนกลทั้งสองข้าง มีแผงจรวดมากมายนับไม่ถ้วนโผล่ออกมาจากหลังและไหล่ของเธอ ตาของเมดสาวก็เรืองแสงสว่างวาปราวกับเตรียมจะยิงลำแสงพลังงานแสงอาทิตย์เวอร์ชั่นปรับความแรงได้ใส่เจเนซิส

"ขอคำสั่งยืนยันค่ะ!!! เชือดทิ้งเลยไหมค่ะ มาสเตอร์!"เมดสาวเอ่ยถามเจเนซิส...และคำตอบก็คือ

"หล่อนบ้ารึเปล่าเนี่ย!!! ใครมันจะออกคำสั่งให้ยิงถล่มตัวเองกันเล่า!!! อีกอย่างเธอเป็นเมดไทป์ทำงานบ้านไม่ใช่เหรอ ทำไมมีอาวุธพวกนี้ติดตั้งอยู่ในตัวได้ล่ะ!! แถมยิงแบบนี้ออกมาครบชุด ไม่ใช่แค่ห้องครัวที่จะระเบิดน่ะเฟ็ย!! เผลอๆโรงอาหารอาจจะถล่มลงมาได้!!!!!"เจเนซิสโวยวายแล้วก็ลนลานออกมาใหญ่ ทำไมพวกเมดเหล่านี้ถึงได้ติ๊งต๊องกันขนาดนี้ล่ะเนี่ย

"ยืนยันคำสั่ง ทำการกำจัดเป้าหมาย!!!"เมดสาวเอ่ยออกมาด้วยเสียงดุดันพร้อมกับเกิดประกายแสงสีแดงที่ตาของหล่อน

"เฮ็ย!!! ฉันยังไม่ได้ยืนยันเลยเฟ้ย!!! อย่ามาโมเมเด้!!! ยกเลิก ยกเลิกคำสั่งเดี้ยวนี้น่ะ!!!!!!!!"เจเนซิสลนลานพร้อมกับเริ่มหาทางวิ่งหนีออกไปให้ไกลที่สุดทันที แต่แล้วดูเหมือนว่าโชคจะช่วยเขาพอดิบพอดี

เจ้าหนูแฮมเตอร์ตัวนั้นลืมตาขึ้นก่อนจะกลิ้งตกลงมาจากมือของสาวเมดที่อุ้มมันอยู่...ก่อนจะออกวิ่งหนีไปจากห้องครัว ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าสาวๆเมด

"อา!!! รอก่อน!!!!"เหล่าๆสาวเมดรวมถึงเมดที่กางอาวุธอยู่ถึงกับตกใจที่จู่ๆมันก็วิ่งหนีไปแบบนี้ พวกเธอเก็บอาวุธพร้อมกับออกวิ่งตามไปจับตัวมันกันอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเพราะมัวแต่สนใจหนูเลยไม่ได้สนใจข้างหน้า เจเนซิสคุงเลยโดนชนกระเด็นกระดอน...และเพราะสนใจหนูอีกนั้นแหละ เลยไม่ได้สนใจสิ่งที่ตัวเองเหยียบ เจเนซิสคุงที่กระเด็นไปแล้วก็โดนตีนของสาวๆเมดกระทืบซ้ำเหยียบใส่เป็นคอมโบที่สอง

หลังจากควันตลบอบอวนจนชวนสงสัยว่าทำไมห้องครัวมันถึงมีควันด้วยจางหายลง...ที่หลงเหลืออยู่ก็คือซากของเจเนซิสคุงที่โดนเหยียบระบมจนแทบจะดูไม่ได้

"ฝะ...ฝากไว้ก่อนเถอะ!!!"เจเนซิสพยามเค้นพูดประโยคของตัวร้ายชั้นกระจอกอมตะนิรันดร์กาลออกมา ก่อนที่จะสิ้นใจ(สลบ)ลงไปในที่สุด

-----------------------

ในขณะที่เจเนซิสคุง จมกองบาทาจากสาวๆเมด เจ้าแฮมสเตอร์ตัวปัญหาต้นเรื่องนั้นก็วิ่งหนีมาเรื่อยๆ ออกจากโรงอาหารเข้าสู่โซนบริการ แล้วไปจมปลักอยู่ที่แม่น้ำสายเล็กๆที่ถูกสร้างประดับตกแต่งเอาไว้ให้บรรดานักเรียนได้มาเพลิดเพลินเจริญใจยามเมื่อยล้าหลังจากการเรียน

ที่สะพานแห่งนี้นั้นมีเด็กสาวคนหนึ่ง เกาะขอบสะพานแล้วชะโงกหน้าถอดสายตาดูน้ำในแม่น้ำที่ไหลเอื่อยๆแล้วถอนหายใจออกมาซะเสียงดัง

เด็กสาวคนนี้นั้นใส่เสื้อเชิตสีออกเขียวปนเทา มีตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนสีทองแปะติดไว้ที่แขนเสื้อทางด้านขวา สวมใส่มินิเสกิร์ตสีดำแซมสีเขียวแก่ใบไม้ และสวมถุงน่องสีดำยาวเสียจนต้องดึงขึ้นเข้าไปในกระโปรง เป็นชุดเสื้อผ้าที่ดูให้ความรู้สึกมืดมนเสียจริงๆ แต่นั้นยังไม่เท่ากับใบหน้าของเธอหรอก

อาซากุระ อาริสะคือชื่อของเธอเด็กสาวผมยาวดำไว้ทรงผมหน้าดุจเหมือนกับเจ้าหญิงของประเทศยามาโตะโบราณ แม้ว่าเธอจะหน้าสวย ตาคมและดูงดงามเหมือนกับเจ้าหญิงเพียงใดนั้น มันก็มีสุดยอดอุปสรรคขวางกั้นความน่ารักของเธออยู่...นั้นก็คือดวงตาที่ตั้งจนดูน่ากลัวของเธอ เมื่อบวกกับท่าทีซึ่งดูนิ่งๆของเธอแล้ว มันชวนให้รู้สึกซะจริงๆว่าเธอกำลังโกรธใครมาหรือวางแผนจะฆ่าใครอยู่ไม่ก็ปาน

และสิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่ขวางกั้นความสัมพันธ์ของเธอกับคนอื่นๆ คิดๆดูเองก็แล้วกันขนาดพวกสามบ้าอย่างพีซ เซเวียและเชนย่ายังกลัวหัวหดกับใบหน้าของเธอ

แต่ก็ดูเหมือนว่าหน้าตาที่หน้ากลัวพวกนั้นจะไม่มีผลต่อบรรดาสัตว์ทั้งหลายแต่อย่างใดสังเกตได้จากเจ้าแฮมเตอร์จอมซนนั้นวิ่งกรูเข้ามาคลอเคลียที่ขาของอาริสะดุจแมวเหมียวไม่ก็ปาน

"เธอ? มาได้ยังไงจ๊ะเนี่ย?"อาริสะเอ่ยออกมา ตอนแรกเธอมายืนเหม่อที่แม่น้ำนี้ก็เพราะว่ากลุ้มใจเรื่องใบหน้าเพราะทำให้หาเพื่อนไม่ได้เลย แต่พอเห็นเจ้าตัวน้อยนี้มาคลอเคลีย ก็ทำให้ความรู้สึกเศร้าสลดของเธอนั้นมลายหายออกไปได้บ้าง

อาริสะช้อนตัวไปอุ้มมันขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

"ถ้าทุกคนเห็นฉันเหมือนที่แกเห็นแบบนี้ก็ดีน่ะสิ..."

เจ้าแฮมเตอร์ตัวน้อยพยักหน้าหงึดๆพร้อมกับเอาหน้าไปหมุดๆอกของอาริสะ ทำให้เธอจักกะจี๊เล่นๆ...อ้าวๆ แอบหื่นนิหว่าไอ้แฮมทาโร่!

"อย่าสิ มันจักกะจี๊น่ะ"อาริสะหัวเราะออกมา จนเผลอสะบัดตัวเล็กน้อย แต่แรงแค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เจ้าแฮมเตอร์กระเด็นออกไปได้...ซึ่งมันก็กระเด็นตกลงไปในแม่น้ำข้างๆทันทีทันใด

ปุ๋ม! เสียงร่างของเจ้าแฮมเตอร์น้อยกระทบกับผิวน้ำ เจ้าแฮมเตอร์น้อยชะโงกหน้าออกมาให้พ้นเหนือน้ำพร้อมกับตะเกียดตะกายตัวว่ายอย่างเป็นเอาตาย...แต่อย่าลืมซะล่ะว่าแฮมเตอร์น่ะ...ว่ายน้ำไม่เป็น!

"เธอ! คอยเดี้ยวน่ะจะรีบลงไปช่วยเดี้ยวนี้!"อาริสะตระโกนพร้อมกับกระโจนลงไปในแม่น้ำเบื้องล่างทันที โชคดีที่ระดับน้ำไม่ลึกมากเท่าไร แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นยืนถึงแต่ก็ไม่จบง่ายๆ แม้ว่ากระแสน้ำมันจะค่อนข้างไหลแรงจนเชี่ยวกราดก็ตาม

"ได้ตัวล่ะ!"ว่าแล้วอาริสึก็คว้าเอาเจ้าแฮมเตอร์น้อยตัวนั้นมากอดเอาไว้ได้ แต่ในขณะที่กำลังจะขึ้นฝั่ง...ปัญหาก็ได้บังเกิดขึ้นจู่ๆขาซ้ายของเธอก็เกิดรู้สึกด้านชาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อย่าบอกน่ะว่า...เธอเป็นตะคริว!?

ถึงน้ำมันจะไม่ลึกมากแต่การเป็นตะคริวในเวลาแบบนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่สุด นั้นเพราะอาริสะกำลังอยู่ในน้ำน่ะสิ

เธอพยามตะเกียดตะกายตัวด้วยอวัยวะทุกอย่างที่ยังเหลืออยู่ แต่เพราะมือหนึ่งต้องอุ้มเจ้าแฮมเตอร์ตัวน้อยอยู่ก็เลยทำให้เธอไม่สามารถว่ายไปถึงฝั่งได้ตามที่หวังเอาไว้ แถมเพราะกระแสนำก็ดันพัดพาตัวเธอให้หายจากฝั่งออกไปเรื่อยๆเสียอีก

"(แย่แน่ๆ...)"อาริสะคิดขึ้นมาในใจ...ยามเย็นแบบนี้คงหวังจะให้คนผ่านมาช่วยได้ยาก แถมเธอเองก็จะปล่อยเจ้าหนูตัวนี้ไม่ได้ซะด้วย ไม่งั้นมันต้องจมน้ำตายแน่ๆ

"(เราจะตายแล้วเหรอ?...ไม่น่ะ...)"ระหว่างที่อาริสะกำลังท้อแท้สิ้นหวัง ชายผู้หนึ่งก็เดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี

"นั้นมัน? แย่ล่ะสิ!!!"ว่าแล้วชายหนุ่ม ผมดำสั้นมีปอยผมด้านหน้าชี้เล็กน้อย ดวงตาสีดำโตสูงราวๆ170 มีผิวสีเหลืองอ่อนก็กระโจนลงไปช่วยเหลืออาริสะทันที ชายหนุ่มคนนี้ก็คือ อาร์ค สเวนอสแห่งบ้านบลูโรมานซ์นี้เอง

อาร์คใช้เวลาไม่นานนักก็พาตัวอาริสะกับเจ้าแฮมเตอร์มาขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย ทั้งคู่หอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อนก่อนที่อาริสะจะหันมาหาอาร์คแล้วเอ่ยออกมาว่า

"ขอบคุณ...ที่ช่วยเหลือค่ะ"

ในขณะที่อาร์คกำลังจะตอบกลับไปเขาก็ชะงักเมื่อเห็นหน้าตาของอาริสะ...นี้เขาตัดสินใจช้าไปเหรอเนี่ย เธอถึงได้โกรธขนาดนี้น่ะ?หรือตอนตกน้ำเขาเผลอไปจับสิ่งที่ไม่ควรจับของเธอเขา เลยทำให้เธอโกรธแบบนี้

"ขะ ขอโทษครับ..."แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเธอโกรธเรื่องอะไรมาก็เถอะแต่สิ่งที่อาร์คควรทำในตอนนี้ก็คือการก้มหัวขอโทษเธอสิน่ะ...เฮ่อ แม้แต่หมอนี้ก็ยังเข้าใจว่าเธอทำสีหน้าโกรธชิงชังทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก ขนาดคนที่ช่วยเธอยังคิดแบบนั้นทำให้ความคับแค้นใจของอาริสะมาถึงจุดสุดและแล้ว เธอก็ได้ระเบิดสิ่งนั้นออกมา

"ฉันเอง...ก็ไม่ได้อยากมีหน้าตาแบบนี้สักหน่อยค่ะ!!"

ว่าแล้วด้วยเสียงตะโกนอันดังก็ทำให้อาร์คถึงกับชะงักไปทันที...เอ้? นี้เขากำลังเข้าใจอะไรผิดอยู่รึ?

"หืม? เห็นชักช้าเลยออกมาตามทำอะไรอยู่เหรอ อาร์ค?"เสียงเด็กสาวเอ่ยทักอาร์ค สเวนนอสจากด้านหลังเมื่อเขาหันกลับไป ก็พบกับเด็กสาวในชุดเครื่องแต่งกายไปรเวทเป็นเสื้อเกาะอกสีชมพูกับกางเกงขาสั้นจิ๋วสีเขียว...ใครกันน่ะที่กล้าแต่งตัวแบบนี้ แต่ไม่ต้องบอกก็คงจะเดาได้...ยัยตัวปัญหาอาริสึนั้นเอง

"อะไรกัน? สั่งให้ออกมาซื้อของเตรียมสำหรับเลี้ยงฉลองครบ1อาทิตย์กับทุกคนที่บ้านบลูโรมานซ์แท้ๆ...แต่นี้ดันกลับมาจีบสาวซะได้ เห็นหงิมๆแบบนี้แต่ก็ร้ายไม่เบาเลยน่ะจ๊ะ"ว่าแล้วอาริสึก็ก้มลงไปหยิกแก้มอาร์คซะงั้น ซวยอีกแล้วน่ะอาร์คคุง

"คะ คือว่าไม่ใช่น่ะค่ะ! คุณคงนี้พึ่งช่วยฉันจากการจมน้ำค่ะ!!"อาริสะพยามช่วยแก้ต่างให้อาร์คทันที อาริสึชำเลืองมองเธอแวบก่อนจะตีหน้าสงสัย พร้อมกับเพ่งไปหน้าของเธออย่างสนอกสนใจ

"(ระ...หรือว่า คนคนนี้ก็เห็นว่าฉันกำลังโกรธจัดอยู่เหมือนกัน?)"อาริสะเหงื่อตก...นี้จะไม่มีใครในโลกที่เห็นหน้าเธอในแบบปกติเลยสิน่ะเนี่ย?

ว่าแล้วอาริสึก็ทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายลงไปกับอาริสะ...นั้นก็คือ...การจี้เอวนั้นเอง

"จะ..ทะทะทำอะไรค่ะ ฮิฮิฮิๆ"ว่าแล้วอาริสะก็หัวเราะออกมาเพราะความรู้สึกจักกะจี๊ที่สองข้างเอว แต่แน่นอนว่าอาร์คที่เห็นเหตุการณ์นั้น ชวนรู้สึกว่าอาริสะกำลังหัวเราะคิกๆด้วยสีหน้าอารมณ์ประมาณกำลังจะวางแผนฆ่าใครสักคนอยู่ไม่ก็ปาน แต่น่าแปลกที่อาริสึดูเหมือนจะไม่กลัวเลยแฮะก่อนที่เธอจะเอ่ยออกมาว่า

"ว่าแล้วเชียว จริงๆเธอไมไ่ด้โกรธแต่หน้าเป็นแบบนี้อยู่แล้วสิน่ะ?"

"เอ้!?"อาร์คถึงกับตกใจ จะว่าไปแล้วถ้าเป็นแบบนั้นก็พอจะอธิบายได้ว่า ทำไมเธอถึงพูดออกมาว่าไม่ได้อยากจะมีหน้าตาแบบนี้สักหน่อย

ทางด้านอาริสะเองเมื่อได้มีคนมองทะลุหน้ากากน่ากลัวของเธอเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาที่โรงเรียนนี้ ก็ถึงกับดีใจจนน้ำตาไหลออกมาพร้อมถามออกมาด้วยความสงสัยอย่างสุดตัวว่า

"ระ...รู้ได้ยังไงเหรอค่ะ?"

"เซ็นส์ของสาวน้อยน่ารักทรงเสน่ห์มันบอกมาน่ะ...แฮะๆ เอาจริงๆก็แค่สังเกตนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง"อาริสึตอบพร้อมกับยักไหล่...แม่นี้ก็ยังคงกั๊กๆเวลาตอบได้ทุกเรื่องเลยสิน่า...

"เอ้า! อาร์คคุง จะปล่อยให้สาวๆนั่งบนพื้นเย็นๆแบบนี้ไปถึงไหน ช่วยพยุงเธอลุกขึ้นหน่อยสิ"ว่าแล้วอาริสึก็หันควับมาดีดหน้าผากอาร์คซะงั้น...พึ่งเจอหน้ากันไม่ถึงอาทิตย์ แต่อาริสึก็ทำตัวสนิทสนมกับทุกคนได้เร็วเกินคาด

เจ้าแฮมเตอร์ที่มุดๆอยู่ในอ้อมอกของอาริสะค่อยๆเบียดตัวออกมาจากการกอดรัดของเธอ พร้อมกับเอาหน้ามาหนุนๆที่แก้มของอาริสะเล็กน้อยราวกับว่าเป็นการขอบคุณที่ช่วยชีวิตมันเอาไว้

"ไม่เป็นไรแล้วน่ะจ๊ะ"อาริสะเอ่ยออกมาพร้อมกับลูบหัวมัน แต่ต่อมาไม่นานมันก็หูตั้งก่อนจะกระโจนออกจากอ้อมกอดของอาริสะแล้วเริ่มออกวิ่งหนีไปทันที...เพราะอะไรกันน่ะ? คำตอบก็ดันโผล่มาเร็วกว่าที่คิดซะอีก!!!

"หยุดน้า~~~~~ เจ้าแฮมเตอร์!!!!!"นั้นคือเสียงของบรรดาสาวเมดโรบ็อตที่วิ่งไล่หลังตามล่าเจ้าสัตว์ฟันแทะตัวนี้เอง เหมือนมันจะรู้ตัวว่าถ้าไม่รีบหนีได้โดนสาวๆเมดกอดรัดฟัดเหวี่ยงเป็นปลากระป๋องแน่ๆ

"หลบเร็ว!"อาริสึเอ่ยออกมาพร้อมกับดึงตัวอาริสะให้พ้นจากวิถีของกองทัพสาวเมด...เส้นยาแดงผ่าแปดพอดิบพอดีเชียว ถ้าช้ากว่านี้คงโดนบรรดาพวกสาวเมดชนใส่และถูกทับเหยียบบี้แบนไปแล้วแน่ๆ

"ไม่เป็นไรน่ะอาร์ค?...อะ..."อาริสึเหงื่อตก...อาร์คนั้นวิ่งหลบไม่ทันก็เลยโดนบรรดาสาวเมดชนใส่และเขาก็กระเด็นขึ้นไปอยู่บนกองขบวนเมด จากนั้นคงไม่ต้องอธิบายต่อน่ะ...ก็อารมณ์เหมือนโดนจับยกแห่ไปรอบๆนั้นแหละ แต่แค่อันนี้ไม่ได้จับยกและอยู่ในท่าบิดๆเบี้ยวๆเท่านั้นเอง เอวังน่ะอาร์คคุง

-----------------------

"เฮ่อ...."ผ.อฟรีด้า ถอนหายใจออกมาในขณะที่อ่านจดหมายฉบับหนึ่ง ตอนนี้เธออยู่ในห้องทำงานของตัวเองแต่ไม่ได้เปิดไฟใดๆ แต่เบิกผ้าม่านให้แสงจันทร์ลอดเข้ามาในห้อง ทำเป็นแสงไฟจากธรรมชาติสำหรับใช้ในการอ่านจดหมาย

เนื้อหาในจดหมายนั้นไม่ใช่เรื่องที่แปลกใจเหนือความคาดหมายของผ.อฟรีด้า แต่ขณะเดียวกันเอง แม้จะรู้ว่าต้องเกิดอยู่แล้วก็เถอะ แต่มาเร็วแบบนี้มันออกจะรุนแรงไปสักหน่อย

"เร็วจริงๆแฮะ แค่อาทิตย์ที่2เอง....คนจากกองDGCจะมาตรวจโรงเรียน...งานเข้าแน่ๆ เจ้าพวกนั้น..."


ตอนที่4 -อาทิตย์แรกของการเรียนจะวุ่นขนาดไหนกันน่อ?- จบ

-----------------------

ตัวอย่างตอนต่อไป

กระเทียมน่ะมันใช้ไม่ได้ผลหรอก...ทำแบบนี้จะได้อยู่กับสาวๆไง!...ความแค้นของข้าน่ะ!เจ้าไม่เข้าใจหรอก...เอาเลยครับทุกคน! ตอนนี้ล่ะ!!!

ตอนต่อไป...ตอนที่5 -แดรกคิวล่า! เจ้าสร้างคำสาปขึ้นมาข้าจะไม่มีวันให้อภัยเจ้า!!!-
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2012, 01:29:50 AM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: