หน้า: 1 [2] 3 4 5
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Srw TSC (Old)  (อ่าน 22558 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Black Overman XAN
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1836



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2008, 11:22:05 AM »

ตามเคยครับผมต่อจากคุณ Sweet Face นั่นแหล่ะ จริงๆก็พอจะเดาเนื้อเรื่องออกลางๆแล้วล่ะ ถ้าไม่รังเกียจผมว่าจะจบสายอวกาศบทแรกที่เรปนี้แหล่ะ เข้าเนื้อเรื่องหลักกันซะที

-------------------

"ขอเวลาหน่อยได้มั้ย ตอนที่ชั้นใช้ความคิดจะชอบอยุ่คนเดียว เงียบๆ" ไลมุหันกลับไปแล้วนอนเอนกายในเตียงของเธอ พลิกไปมาสองสามตลบแล้วเอ่ยขึ้นว่า "แล้วตอนนี้คุณหญิงอยู่ไหนล่ะ"

"คุณหญิงอยู่ที่สะพานเดินเรือ ตอนนี้กำลังคุยธุระอยู่ ถ้าต้องการจะพบล่ะก็รออีกซักราวๆ 20-30 นาทีดีกว่า" มาร์เซลตอบด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ในใจนั้นคิดอีกอย่าง ว่ากันตรงๆแล้วธุระที่คุณหญิงคุยอยู่ก็แค่การทำความรู้จักกับเหล่าลูกเรือเท่านั้นเอง จะให้ออกไปพบตอนนี้เลยก็ยังได้ แต่เขายังไม่รู้สึกเชื่อใจเธอคนนี้เต็มร้อยนัก เพราะท่าทางผางโผงเหมือนทำอะไรไม่คิดแบบนี้แหล่ะมักจะเป็นท่าทางของพวกฉลาดแต่แกล้งโง่ ทั้งๆที่ตอนสู้กับพวกกิ้งก่าก็ดูเป็นคนบ้าระห่ำดีแท้ๆแต่ตอนนี้กลับดูใจเย็นอย่างคาดไม่ถึง คนแบบนี้คงไว้ใจไม่ได้ง่ายๆ แบบที่ใครๆเขาเรียกว่าพวกกึ่งดีกึ่งร้ายนั่นแหล่ะ "ต้องการเวลาคิดสินะ ถ้างั้นอีก 30 นาทีผมจะมาพาคุณไปหาคุณหญิง ถึงตอนนั้นก็ขอฟังคำตอบด้วย อย่าลืมนะว่าคุณมีทางเลือกแค่สองทางเท่านั้น หวังว่าคงจะไม่เลือกทางที่สามที่มีแต่เสียกับเสียหรอกนะครับ" มาร์เซลกล่าวจบก็หันหลังกลับแล้วเดินออกนอกประตูไป

"นั่นสินะ ทางที่สามมันมีแต่เสียกับเสียทั้งสองฝ่ายจริงๆด้วย" ไลมุโบกมือให้มาร์เซลที่กำลังเดินออกไปโดยไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มบนหน้าของไลมุ "แต่ชั้นคิดว่ามันก็ยังมีทางที่สี่อยู่นะ แล้วมันก็เป็นทางที่พวกนาย ไม่สิ คุณหญิงคนนั้นจะต้องชอบแน่ๆ"
------------------------------

มาร์เซลเดินกลับมาที่สะพานเดินเรือเพื่อพบกับเฟลเซล เขาเห็นเฟลเซล หัวหน้าเอ็กซ์ และชายร่างเล็กใส่ชุดสีดำแว่นตารูปกลมคนนึงที่เขาไม่เคยเห็นกำลังพูดคุยกันถึงเส้นทางการเดินเรืออยู่ เมื่อเฟลเซลมองเห็นมาร์เซลก็กวักมือเรียกไปหา

"นี่คือมาร์เซล  พรินสแตนท์ เป็นคนสนิทของฉันเอง ส่วนนี่ก็คือ ลูคัส เจเนเซีย ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานบนเรือลำนี้" เฟลเซลแนะนำมาร์เซลกับลูคัสให้รู้จักกัน

"ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมมาร์เซล  พรินสแตนท์ครับ" มาร์เซลยื่นมือออกมาเชคแฮนด์กับลูคัส

"เช่นกันครับ ดีใจที่มีโอกาสได้ร่วมงานกัน" ลูคัสตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"ตกลงเธอคนนั้นว่ายังไงบ้าง" เฟลเซลเจอหน้ามาร์เซลก็ถามถึงไลมุทันที เอ็กซ์กับลุคัสทำหน้าฉงน เฟลเซลจึงต้องรีบอธิบายให้ฟังว่า "นักบินของหุ่นรูปร่างแปลกๆที่พวกเราเจอนั่นแหล่ะค่ะ เป็นคนที่มาพร้อมกับหุ่น แล้วตอนนี้ฉันก็ยื่นข้อเสนอให้เธอคนนั้นยอมอยุ่ที่เรือลำนี้"

"แบบนั้นเองหรือ ผมก็แปลกใจอยุ่เหมือนกันตอนที่เห็นหุ่นนั่น เพราะได้ยินมาว่าไม่มีทหารคนไหนในหน่วยทดสอบที่ขับมันได้" เอ็กซ์มีสีหน้าท่าทางระแวงอย่างเห็นได้ชัด จริงอยู่ว่าตอนที่หนีมาจากพวกกิ้งก่าเขาเป็นหนี้บุณคุณนักบินคนนั้น แต่เรื่องนั้นกับเรื่องที่จะรับมาเป็นพวกด้วยนั้นมันเป็นคนละเรื่องกัน

"เธอบอกต้องการเวลาคิดสักครู่ครับ อีกครึ่งชั่วโมงผมจะไปพาเธอมาที่นี่ให้เอง" มาร์เซลตอบพร้อมกับโค้งคำนับ "ว่าแต่คุณหญิงครับ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณหญิงถึงต้องสนใจเธอคนนั้นมากขนาดนี้ เท่าที่ผมดูนั่นน่ะเสือซ่อนเล็บชัดๆเลยนะครับ ท่าทางภายนอกเป็นคนโผงผางบุ่มบ่าม แต่ภายในกลับเยือกเย้น มีความคิดอ่านที่สุขุมรอบคอบ ตอนที่ผมถามเรื่องนี้ก็แสดงท่าทีชัดเจนเลยว่ามีความคิดแผลงๆบางอย่างอยู่ในใจแน่ๆ แถมถามว่าเป็นใครมาจากไหนก็ไม่ยอมบอก คนแบบนี้จะเชื่อถือได้หรือครับองค์หญิง อาจจะแอบลอบกัดเราข้างหลังเมื่อไหร่ก็ได้" มาร์คัสมีทีท่ากังวลอย่างชัดเจน ว่ากันตรงๆแล้วอย่าว่าแต่คุณหญิงเลย แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอดสนใจไม่ได้เพราะบุคลิกเปิดเผยแบบนั้นมันช่างเป็นสิ่งดึงดูดคนอื่นได้ดีทีเดียว แต่ก็นั่นแหล่ะ ถ้าเป็นคนเปิดเผยจริงๆแล้ว ทำไมต้องปิดบังความเป็นมาของตัวเองด้วย ทำแบบนี้จะให้มองว่าเป็นคนตีสองหน้าก็ได้เหมือนกัน

"ทำไมถึงสนใจงั้นหรือ" เฟลเซลนิ่งไปครู่หนึ่ง "ว่ากันตรงๆแล้วตัวฉันก็ยังแปลกใจเลยว่าทำไม จริงอยู่ว่าเธอคนนั้นไม่เหมือนใครๆที่ฉันเคยพบในจักรวรรดิ หุ่นตัวนั้นว่ากันตรงๆก็น่าสนใจอยู่ แต่แค่นั้นมันไม่ใช่เหตุผลที่ฉันจะสนใจในตัวไลมุหรอก ถ้าพูดกันตรงๆแล้วบางทีฉันอาจจะ...อิจฉาก็ได้มั้ง"

คำตอบของเฟลเซลทำเอาทั้งมาร์เซล เอ็กซ์ และลูคัสอึ้งไปห้าวินาที

"หมายความว่ายังไงครับคุณหญิง คุณหญิงเป็นผู้สืบทอดตระกูลพรินสแตนท์อันสุงศักด์ของจักรวรรดิ์ เพียบพร้อมทั้งบุ่นและบู๊ มีเหตุอันใดต้องไปอิจฉาผู้หญิงที่ไม่รู้จักแม้แต่คำว่ามารยาท" มาร์เซลทำหน้าไม่เชื่อสายตาตัวเอง

"ความสูงศักดิ์ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างหรอกมาร์เซล อย่างน้อยๆเธอคนนั้นก็มีอิสระที่จะคิด อิสระที่จะพูด และอิสระที่จะทำตามที่ใจตนเองปรารถนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่มี" เฟลเซลหันหน้าไปทางด้านนอกหน้าต่างซึ่งตอนนี้มีดวงดาวฉายแสงอยู่โดยรอบ "ตัวฉันนั้นเกิดมาเพื่อรับสืบทอดภาระและความภูมิใจอันสูงส่งของตระกูลพรินสแตนท์ ไม่สามารถที่จะมีชีวิตเหมือนผู้หญิงธรรมดาๆทั่วไปได้ แม้แต่การเดินทางครั้งนี้ก็เป็นหนทางไปสู่ความภาคภูมินั้นเช่นกัน ว่าไปแล้วก็เหมือนกับเป็นโซ่ตรวนที่ไม่มีวันหลุดออกได้ แน่นอนว่าฉันไม่เคยคิดที่จะต่อต้านโซ่ตรวนนั้นหรอก ฉันมีความภูมิใจที่ได้เกิดมาในฐานะที่เป็นอยู่นี้ แต่บางครั้งก็เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้ามีสักชั่วครู่ที่สามารถปลดโซ่ตรวนนั้นออกแล้วใช้ชีวิตโดยอิสระได้ แม้จะแค่วินาทีเดียวก็ยังดี มันจะรู้สึกเช่นไรกันนะ บางทีการได้เดินไปในทางเส้นเดียวกับเธอคนนั้นอาจทำให้ฉันสามารถหาคำตอบนั้นพบได้ อาจจะฟังดูเหลวไหลไปหน่อย แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ฉันคิดและรู้สึกได้"

ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อได้ฟังความในใจของเฟลเซลที่เต็มใจจะแบกรับภาระอันหนักอึ้งเอาไว้แต่ผู้เดียว โดยเฉพาะมาร์เซลซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดเฟลเซลที่สุดนั้นถึงกับร้องไห้โฮออกมาต่อหน้า

"ผมขอให้คุณหญิงได้ค้นพบคำตอบที่ตามหาในเร็ววันนะครับ" มาร์เซลพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น
--------------------------------

"พวกเราจะต้านพวกมันไว้เอง รีบไปขึ้นยาชาโอซะ อย่างน้อยๆให้มีเธอที่ได้รอดชีวิตไปได้ก็ยังดี" เสียงของชายวัยกลางคนท่าทางหยาบกร้านดังขึ้นในความฝันของไลมุ

"ถึงจะเจ็บใจก็เถอะ แต่เธอก็เป็นคนเดียวที่ควบคุมยาชาโอได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าเธอคือคนที่ถูกเลือก สำหรับพวกเราแล้ว การมีอยู่ของเธอก็คือความหวังนะ" คราวนี้เป็นเสียงชายหนุ่ม

"มีชีวิตรอดต่อไปให้ได้นะ แล้วสักวันหนึ่ง กำจัดพวกดาเรนนำความสงบสุขกลับคืนมาสู่จักรวาลนี้ ถ้าเป็นเธอล่ะก็พวกเราเชื่อมั่นว่า จะต้องทำได้สำเร็จ" ปิดท้ายด้วยเสียงของเด็กสาวอายุพอๆกับไลมุ

ก๊อกๆๆๆ

"ขอโทษครับ ตอนนี้ถึงเวลาที่เราสัญญากันไว้แล้ว" เสียงของมาร์เซลดังขึ้นพร้อมกับเสียงเคาะประตูที่ปลุกไลมุให้ตื่นขึ้น

"ให้ตายสิ ฝันถึงเรื่องที่ไม่น่าจะฝันอีกแล้ว" เธอลุกขึ้นเอามือเสยผมที่ยุ่งให้เรียบลงแบบลวกๆแล้วเดินไปเปิดประตู พอมาร์เซลเห็นหน้าตาและทรงผมของไลมุแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเพิ่งจะตื่นนอนมา จึงให้เวลาอีกห้านาทีล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อยก่อนพาไปพบเฟลเซล

มาร์เซลเดินนำไลมุ (ซึ่งเอาแต่มองดูดาวผ่านหน้าต่างรอบๆทางเดิน) มายังสะพานเดินเรือ ที่นั่นเฟลเซลกำลังนั่งอยุ่ในเก้าอี้อย่างหรู มีลูกเรือหลายคนอยู่รอบๆคล้ายจะเฝ้าระวังภัยให้ เก้าอี้ด้านซ้ายและขวามีเอ็กซ์และลูคัสนั่งอยู่ ลูคัสพินิศไลมุชั่วครู่ก่อนจะกลับไปกดโน้ตบุ๊คตามเดิม

"เอาล่ะ ขอฟังคำตอบของเธอเลยแล้วกัน จะไปกับเรา หรือจะแยกทางกันที่นี่" เฟลเซลกำลังประสานมือไว้และทำหน้าตาจริงจัง

"ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น ชั้นมีเรื่องที่อยากจะให้เธอ ขอเรียกแบบนี้แล้วกันนะ ช่วยตอบก่อนซัก 2-3 ข้อน่ะ" ไลมุตอบด้วยสีหน้าจริงจังเช่นกัน แต่ทันทีที่พูดจบเหล่าลูกเรือรอบๆก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบตัวทันที เพราะการถามย้อนเช่นนี้ถือเป็นการเสียมารยาทอย่างแรง แต่เฟลเซลยกมือขึ้นห้ามไว้เป็นเชิงว่าเธอไม่ถือสามาก "ว่ามาสิ"

"ข้อแรก เธอมีอะไรจะยืนยันได้บ้างว่าชั้นสามารถเชื่อใจเธอได้" ทันทีที่ถามจบสีหน้าของทุกคนในที่นั้นก็เปลี่ยนเป็นแทบจะกินเลือดกินเนื้อทันที แต่เฟลเซลกลับหัวเราะน้อยๆออกมา

"พวกเราไม่มีสิ่งใดจะยืนยันได้ว่าเธอสามารถเชื่อใจเราได้ เช่นเดียวกับที่เธอเองก็ไม่มีสิ่งใดยืนยันได้ว่าพวกเราสามารถเชื่อใจเธอได้"

"ตอบได้ดีนี่คุณหญิง" คราวนี้ไลมุเป็นฝ่ายหัวเราะบ้าง "งั้นอีกข้อ เธอน่ะ รู้จักโลก ไม่สิ รู้จักจักรวาลดีแค่ไหนล่ะ"

"ถามแบบนี้หมายความว่าอย่างไร" เฟลเซลมีทีท่าพิศวงกับท่าทีของไลมุเล็กน้อย คำถามข้อนี้มีความหมายได้หลายอย่างทั้งในแนววิทยาศาสตร์และปรัชญา การที่ถามเช่นนี้ออกมาแสดงให้เห็นว่าเธอผู้นี้มีสติปัญญาไม่ใช่ย่อย ดังนั้นการตอบให้ตรงวัตถุประสงค์จะเป็นการดีกว่า

"ชั้นหมายถึงว่า...เอาล่ะ พูดกันตามตรงเลยนะ ชั้นไม่ค่อยชอบหน้าเธอเท่าไหร่" เหล่าลูกเรือมาล้อมไลมุเอาไว้อีก "เพราะชั้นเองก็เคยมีเพื่อนคนนึงที่เป็นชนชั้นสูงที่หยิ่งในชาติตระกูลตัวเองเหมือนเธอนั่นแหล่ะ แล้วหมอนั่นก็นิสัยน่าเตะเอามากๆด้วย พอชั้นได้เจอเธอเลยทำให้พลอยนึกถึงหมอนั่นไปด้วย"

"แสดงว่า เธอคิดว่าฉันเป็นคนที่น่ารังเกียจเหมือนเพื่อนคนนั้นสินะ" เฟลเซลยังคงมีน้ำเสียงปกติ ในขณะที่มาร์เซลที่ยืนอยู่ข้างหลังนั้นทำหน้าแทบจะขย้ำคอหอยไลมุอยู่แล้ว

"เปล่าหรอก ถึงจะนิสัยน่าเตะแต่ก็เป็นเพื่อนที่ดีมากๆเลยล่ะ เพียงแต่ว่า เพราะเป็นเพื่อนที่ไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว พอนึกถึงก็เลย..." เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ได้รู้จักกันที่เฟลเซลเห็นไลมุมีสีหน้าเศร้าหมอง เธอส่งสัญญาณให้เหล่าลูกเรือถอยห่างไปจากไลมุก่อน

"เพราะงั้นถึงได้ถามไง เธอที่เป็นชนชั้นสูงอยู่แต่ในจักรวรรดิของตัวเองน่ะ เคยรู้จักรึเปล่าว่าโลกอันกว้างใหญ่นี้น่ะมันเป็นยังไง คนที่เอาแต่อยู่บนฟ้าน่ะ เคยลองมองลงมาบนดินมั่งมั้ย ไม่สิ ถึงจะมองลงมาแต่แค่มองน่ะมันไม่ทำให้เห็นภาพข้างล่างได้หมดหรอก นานๆครั้งเธอเองก็น่าจะลองลงมาเดินบนดินดูบ้างนะ" น้ำเสียงของไลมุครั้งนี้จริงจังจนเฟลเซลถึงกับสะดุ้ง เธอไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีสายตาคู่ไหนที่ทำให้เธอตะลึงได้ถึงเพียงนี้ เหล่าลูกเรือรอบๆตอนแรกก็กะจะเข้าไปคว้าคอไลมุลงดินเพื่อขอขมาที่พูดจาลบหลู่เฟลเซล แต่พอเห็นสายตาคู่นั้นแล้วทุกคนก็ต่างนิ่งไปหมด

"ก็ที่พวกเราออกเดินทางมานี่ ก็เพื่อค้นหาสิ่งนั้นแหล่ะ" เฟลเซลตอบไลมุหลังจากที่ดึงสติตัวเองออกมาได้แล้ว

"ถ้าเช่นนั้น ชั้นจะเป็นคนพาเธอไปเอง คำตอบของชั้นคือ ทางเลือกที่สี่ ไม่ใช่ให้เธอพาชั้นไป แต่ชั้นต่างหากจะเป็นคนพาเธอไป!!"
 
"เธอจะทำอะไร" เฟลเซลมีสีหน้างุนงงกับคำตอบของไลมุ

"ชั้นจะแสดงให้เธอเห็นเอง ว่าโลกน่ะมันกว้างใหญ่เพียงใด" ไลมุมีสีหน้ายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "เอ้อ ว่าแต่ จากนี้เป็นต้นไป เวลาพูดกับเธอหรือใครในยานนี้ชั้นขอพูดธรรมดาก็แล้วกัน เพราะเพื่อนเก่าที่ว่านั่นเขาก็ไม่สนใจเรื่องคำพูดคำจาอะไรหรอก"

"เอาแต่ใจจริงๆ ช่างเถอะ ฉันตกลง แต่เธอต้องแสดงสิ่งที่จะทำให้ฉันตะลึงให้ได้นะ" เฟลเซลมีรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่ผิดเลย เธอคนนี้ช่างน่าสนใจจริงๆ
------------------------------

"แบบนี้จะดีหรือครับคุณหญิง เรายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าผู้หญิงคนนั้นคิดจะทำอะไร อยู่ๆจะให้ไปขึ้นหุ่นของตัวเองแบบนี้เกิดคิดหนีไปขึ้นมาล่ะ แล้วยังจะมาให้เราแล่นเรือฟรอนเทียร์ เซนพิเตอร์ ไปตามที่บอกอีก ทำแบบนี้แสดงว่าไม่เห็นหัวพวกเราเลยชัดๆ" เอ็กซ์กำลังอารมร์เสียมากที่เฟลเซลตกลงจะทำอย่างที่ไลมุต้องการ

"นั่นสิครับคุณหญิง ทำแบบนี้เหมือนว่ายัยนั่นไม่เห็นตัวคุณหญิงอยู่ในสายตาเลยนะครับ ไหนจะวางท่าตีเสมอ ออกคำสั่งให้ทำนู่นทำนี่ ไม่รู้จักคิดบ้างเลยว่าเป็นเพราะใครช่วยรักษาถึงรอดมาได้" มาร์เซลเองก็ทนไม่ได้กับกิริยาที่ไลมุแสดงออกเช่นกัน

"ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันเห็นสายตาของเธอคนนั้นแล้วมั่นใจว่ามันไม่ใช่สายตาของคนที่คิดจะโกหกแน่นอน อีกอย่างนะ เธอคนนั้นบอกจะแสดงสิ่งที่เราไม่เคยเห็นให้ดู เช่นนี้แล้วจะนับว่านี่เป็นการตอบแทนบุญคุณก็น่าจะได้นะ" เฟลเซลมีท่าทีร่าเริงผิดสังเกตทั้งๆที่เพิ่งโดนลูบคมมา เธอหวังไว้มากว่าไลมุจะแสดงอะไรให้เธอดู

ลูคัสซึ่งเงีบยมาตลอดกำลังมองดูโน้ตบุ๊คในมือที่กำลังวิเคราะห์สภาพน่านฟ้าแถบนี้อยู่ พอมองดูผลที่ได้ก็เป็นอันต้องกุมขมับ (ที่นี่มัน ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ถ้ามันเป็นจริงแล้วล่ะก็ แสดงว่าเธอคนนั้น....)

ขณะนี้เรือฟรอนเทียร์ เซนพิเตอร์มาถึงจุดที่ไลมุบอกแล้ว น่านฟ้าแห่งหนึ่งท่ามกลางกลุ่มสะเก็ดดาวที่ไม่ห่างจากจักรวรรดิแพทธิอาร์มากนัก เป็นสถานที่เดียวกับที่พวกกิ้งก่ายักษ์ปรากฎตัวออกมานั่นเอง

ไลมุซึ่งตอนนี้อยู่ในยาชาโอเรียบร้อยแล้วกำลังมองดูสภาพภายนอกจากคอมพิวเตอร์ในตัวยาชาโออยู่ แล้วก็กำลังอมยิ้มที่สภาพที่นี่ยังคงเป็นเหมือนที่เธอคิดไว้ การบิดเบือนห้วงมิติที่พวกกิ้งก่ายักษ์ทำเอาไว้ตอนที่มันโผล่มาที่อวกาศฟากนี้ยังคงอยู่ แบบนี้ก็จัดการได้ไม่ยาก

ช่วงปล่อยตัวของยานเปิดออกเบื้องหน้าไลมุ เธอเอามือทั้งสองข้างจับคันบังคับเอาไว้ มอนิเตอร์ด้านหน้ามีตัวอักษรสีแดงวิ่งออกมา

BORN TO BE GOD, DIE TO BE EVIL
CODE NAME "THE END"

ตัวอักษรเหล่านี้คือสัญญาณแสดงการทำงานของยาชาโอซึ่งจะปรากฎเมื่อไลมุเป็นนักบินเท่านั้น (ถ้าเป็นคนอื่นขึ้นไปขับจะขึ้นคำว่า ERROR) ไลมุขับยาชาโอทะยานออกไปในท้องฟ้าเบื้องหน้า โดยที่พวกเฟลเซลกำลังมองอยู่ที่สะพานเดินเรือ โดยเฉพาะเอ็กซ์นั้นกำลังเตรียมพร้อมเต็มที่ว่าถ้าไลมุทำอะไรไม่เข้าเมื่อไหร่จะออกคำสั่งให้ยิงทิ้งทันที

ยาชาโอไปหยุดที่จุดๆหนึ่งระหว่างสะเก็ดดาวสองดวง ทันใดนั้นสิ่งที่พวกเฟลเซลไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นในชีวิตนี้ก็บังเกิดขึ้น มือทั้งสองข้างของยาชาโอเจาะเข้าไปในอวกาศที่ว่างเปล่า แล้วก็แหกมันออกมาเป็นรู ใช่แล้ว อวกาศถูกแหกจนเป็นรู!! รูนั้นกว้างขึ้นเรื่องๆจนถึงขั้นที่เอายานอวกาศลอดได้สบาย ภายในเป็นช่องว่างมิติสีแดงปนดำ จากนั้นไลมุก้ติดต่อกลับมาที่สะพานเดินเรือ

"คราวนี้ชั้นขอวัดใจเธอล่ะนะ เฟลเซล บอกไว้ก่อนนะว่ามันจะไปโผล่ที่ไหนชั้นก็ไม่รู้ เธอล่ะกล้าพอที่จะเข้าไปมั้ยล่ะ"

เฟลเซลมีรอยยิ้มบนหน้า ในขณะที่คนอื่นๆยังคงมีสีหน้าตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ "ท้าทายกันถึงขนาดนี้ ถ้าฉันไม่รับก็คงเสียชื่อวงศ์ตระกูลแย่ ทุกคน มุ่งหน้าเข้าไปที่ช่องว่างนั้นเดี๋ยวนี้"

"ครับ"

"แต่คุณหญิงครับ นั่นน่ะจะพาเราไปที่ไหนก็ไม่รู้ มันอันตรายนะครับ" มาร์เซลมีท่าทีวิตกอย่างเห็นได้ชัด

"ตอนที่เราออกเรือลำนี้มา ก็เตรียมใจที่จะเผชิญกับอันตรายอยู่แล้วไม่ใช่หรือ แล้วอีกอย่างถ้าเราโชคดี นี่อาจจะเป็นทางลัดที่จะพาเราไปสู่จุดมุ่งหมายได้เร็วขึ้นด้วย"

ลูคัสที่มองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆกำลังพึมพำกับตัวเองอยู่ "เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ อาซาคิ ไลมุ เธอไม่ใช่คนในจักรวาลนี้จริงๆด้วย"

ยาชาโอพุ่งเข้าไปในช่องว่างมิติที่ตัวเองสร้างขึ้น ขณะที่ยานฟรอนเทียร์ เซนพิเตอร์ก็พุ่งตามไปเพื่อไปสู่โลกที่ตนไม่รู้จักเช่นกัน
------------------------

ในขณะที่ช่องว่างมิติถูกเปิดออกนั้น มีอีกคนที่รู้สึกได้เช่นกัน

ชายผมดำ สวมเสื้อแจ็กแก็ตสีดำ ขับหุ่นรูปร่างเหมือนปีศาจทาสีดำทั้งตัวกำลังหัวเราะอยู่

"หึๆๆ ฝีมือไลมุล่ะสินะ คิดหรือว่าหนีข้ามมิติแล้วจะรอดเงื้อมมือชั้นไปได้ ไม่มีทางซะหรอก เพราะโชคชะตาของเธอถูกกำหนดไว้แล้ว"
----------------------END OF SPACE ROUTE EPISODE 1--------------

บางช่วงอาจจะออกแนวปรัชญาไปนิดแต่ก็พยายามเขียนให้เข้าใจง่ายๆแล้วนะ เอาล่ะตอนนี้ผมก็จัดการโยงเรื่องให้แล้ว ได้เวลาที่ออริคนอื่นๆจะได้มาโลดแล่นแล้วล่ะ

ปล. อย่าเพิ่งเขียนถึงความสามารถของยาชาโอให้มากนะครับ ตอนนี้เอาแค่ใช้หมัดกับดาบได้ก็พอแล้ว ไม่งั้นเดี๋ยวต้องมีการเปลี่ยนโครงเรื่องอีก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 15, 2008, 04:38:06 PM โดย dye2556 » บันทึกการเข้า

หมดยุคของไอ้เกรียนบาร์โค้ดแล้วเฟ้ย ตอนนี้ได้เวลาของแฟลชไดรฟ์สองซีกแล้ว

hagane.f
Hagane.f
Legendary Pilot
******
กระทู้: 1117


hagane.f@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2008, 11:10:10 AM »

อ่า...เมื่อวานคุยกับคุณ srwkung แล้วว่าจะขออนุญาตเอาช่วงเริ่มต้นของเรย์กิวมาลง
เพื่อที่คนที่แต่งจะได้เห็นลักษณะนิสัย และความเป็นมาของเรย์กิวได้อย่างชัดเจนขึ้นและจะได้แต่งง่ายขึ้นนะครับ
ซึ่งเนื้อหาตรงช่วงไหนอ่อนไป หรือไม่เข้าท่า ก็สามารถแก้ไขได้นะครับ


-DARK DESTINY-


...มีคนเคยกล่าวว่า โชคชะตามักจะกลั่นแกล้งชีวิตคนอยู่เสมอ

ไม่ว่านั่นจะเป็นเพียงการหยอกเย้า หรือบททดสอบ ผลที่ได้มักเจ็บปวดและทรมานอย่างที่สุด

ในช่วงเวลาที่คิดว่าเป็นเวลาที่พิเศษที่สุด อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุดได้ในชั่วข้ามคืน...ดั่งเช่นเธอ...

ในห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขต ลำแสง 2 สาย ได้พุ่งฝ่าความมืดของอวกาศดุจดาวหาง มุ่งสู่กลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่เคยผ่านการต่อสู้มาหลายครั้ง
จุดหมายของมันคือ ฐานทัพแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนดาวเคราะห์น้อยหลังดวงจันทร์

"นี่...บี-วันเรียกฐาน...ทำการทดสอบเดินเครื่องโปรโตไทป์เสร็จสิ้น ขออนุญาตทำการลงจอด"
เสียงสังเคราะห์ดังผ่านเครื่องขยายเสียงของนักบินหุ่นรุ่นทดสอบเพื่อแสดงเจตจำนง

"รับทราบ อนุญาตให้ลงจอดที่รันเวย์ 088..." เมื่อได้รับการตอบรับ หุ่นรุ่นทดสอบติดอาวุธทั้ง 2 จึงผ่อนทรัสเตอร์ และร่อนลงจอดที่คาตาพัลท์อย่างชำนาญ

"ฟู่...!!" ค๊อกพิท ที่ท้องของหุ่นรบเปิดออก ปรากฎร่างของนักบินหนุ่ม เดินออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

"ยอดไปเลยน้าาา...ไอเรีย วันนี้ก็ทำแต้มได้สูงเหมือนเคยนะ" นักบินชายตะโกน หลังจากถอดหมวกออก

"ใช่ครับ คุณไอเรียยอดที่สุดเลยยยยย" พนักงานเด็กหนุ่มในชุดนอร์มอลสูท ลอยเข้ามาเพื่อเปิดค๊อกพิทของหุ่นรบเพื่อบริการนักบินให้ออกมาอย่างสะดวก

"อย่ามายอเลยน่า ดาร์นี่...นายก็เหมือนกันนะเกรย์ คิดว่าไม่รู้หรือไงว่าอ่อยให้ชั้นน่ะ "
เสียงตอบรับที่เหมือนรู้ดีถึงพฤติกรรมของชายคู่สนทนา ดังออกมาจากค๊อกพิทหุ่นรบอีกตัวหนึ่ง

"เฮ้...!! วันนี้ชั้นเอาจริงนะ ยิงโดนเธอตั้ง 3 นัดไม่ใช่เหรอ?" นักบินชายยังแถไม่เลิก

"ถ้างั้นก็จงขอบใจชั้นซะนะ...ที่วันนี้เป็นแค่กระสุนสีน่ะ ไม่งั้นนายก็พรุนเป็นรังผึ้งไปแล้ว"
เสียงของนักบินหญิงดังผ่านออกมาจากหมวก หยอกล้อคู่ซ้อมของตนที่แพ้อย่างไม่เป็นท่า

"ช่ายครับ...คุณเกรย์ ถ้าเป็นกระสุนจริง ล่ะก็..." ยังไม่ทันพูดจบดาร์นี่ก็เผ่นไปเสียก่อน ก่อนที่จะมีกำปั้นมาขนาดพอดีคำมาจอดบนหัว

"งั้นก็เอาเป็นว่า...นายแพ้ชั้น ก็ต้องเลี้ยงน้ำหวานชั้น 1 อาทิตย์ตามสัญญานะ"
เธอถอดหมวก ผมสยายออกตามแรงสะบัด พร้อมกับทวงสัญญา โดยที่คู่ซ้อมไม่สามารถบิดพริ้วได้

ทั้งคู่เป็นนักบินทดสอบฝีมือดีของฐานทัพแห่งนี้ วันนี้ก็เช่นเคยที่ทั้งคู่ต้องทดสอบขับเครื่องอาวุธรูปแบบมนุษย์ที่ทางฐานทัพได้พัฒนาขึ้นมา
เพื่อประเมินผลว่า ควรค่าแก่การนำไปผลิดเป็นรุ่นผลิตจำนวนมากหรือไม่ ซึ่งในระหว่างทดสอบ ก็มีการทดลองซิมูเลชั่นไปด้วยเพื่อประเมินผลตัวเอง
แน่นอนว่า เธอ...ไอเรีย เฟเรนิล ก็ยังทำคะแนนได้ดีหมือนเคย

"เลี้ยงก็ได้ๆ...แต่มีข้อแม้ด้วยนะ...วันอาทิตย์หน้าหลังออกเวรต้องไปเดทกับชั้น โอเคป่ะ?" ชายคู่หูตั้งเงื่อนไขขึ้นมาดื้อๆ

"ไม่ต้องมาต่อรอง..."

"แสดงว่าโอเคใช่ป่ะ?..."

"...ถึงนายไม่ต่อรอง....ก็ไปอยู่แล้ว..." สาวเจ้าพูดพลางเดินเร็วขึ้น เพื่อไม่ให้ฝ่ายชายเห็นหน้าที่แดงเรื่อ
เพราะตอนนี้ทั้ง 2 คน กำลังคบหากันอยู่ ซึ่งใครๆในฐานต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เอสไพลอททั้ง 2
เหมาะสมกัน ราวกับกิ่งทองใบหยก

-----------------------------------------------------------------------------------------


แผลกายสามารถรักษาให้หายได้ แต่จิตใจนั้นไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยากจะเยียวยา เธอจำได้ดี วันที่พ่อของเธอไม่กลับมาที่บ้านในวันเกิด
แม่ของเธอร้องไห้เมื่อรู้ข่าวของพ่อ เธอไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้
เธอรู้เพียงว่า "มัน" เป็นสาเหตุให้พ่อของเธอจากไป
"มัน"ที่ เป็นผลพวงของความทะเยอทะยานของมนุษย์

"ไอเรีย...ไอเรีย...ฟังอยู่รึเปล่าเนี่ย"   

"..หือ?...อะไรเหรอ..." เสียงของชายคู่หู ทำให้เธอตื่นจากภวังค์ เธอรีบรับคำพร้อมกับเอามือเสยผม ทำท่าผ่อนคลายเพื่อให้ดูปกติที่สุด

"แล้วจะเอายังไงล่ะ เรื่องนักบินทดสอบ WM รุ่นใหม่วันอาทิตย์หน้าน่ะ เธอจะขับมั้ย?" เขาถามถึงงานใหม่ที่เพิ่งจะได้รับ ซึ่งต้นประโยคนั้น ไอเรียไม่ทันได้ฟัง

"ช...ชั้นเหรอ...ทำไมล่ะ?"

"ก็คนที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดในฐาน ไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใครได้อีกล่ะ" เพื่อนชายพูดด้วยเหตุผลพื้นๆ เพราะคนที่ทำคะแนนท๊อปรองจากไอเรียคนอื่นๆนั้น
คะแนนของไอเรียห่างชั้นจนทาบไม่ติดเลยทีเดียว จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ไอเรียจะปฎิเสธ

"ชั้นว่าก็ไม่เลวนะ คิดดูสิ นี่เป็นโอกาสดีที่จะแสดงฝีมือทำผลงานเชียวนะ ถ้าไปได้สวย เธออาจจะได้เป็นนักบินของเจ้ารุ่นใหม่ที่ว่านี่ ชั้นว่ารุ่งแน่ๆ"
เกรย์รีบพูดสนับสนุน...ใช่แล้วมันเป็นโอกาสดีจริงๆที่ผู้หญิงธรรมดาอย่างไอเรียจะได้ทำผลงาน เพื่อแม่ เพื่อตัวเธอเอง และยังยกระดับให้สมกับที่เธอ
จะได้เป็นลูกสะใภ้ของศจ.เลเดนในอนาคตอันใกล้

"....อืม...ก็ได้...ถ้าเกรย์ว่าอย่างนั้นล่ะก็..." หญิงสาวเชื่อในสิ่งที่คนที่เธอมอบหัวใจให้พูด โดยที่ไม่รู้เลยว่า ภายใต้หน้ากากแห่งความหวังดีนั้น มีอะไรแอบแฝงอยู่


จนกระทั่ง...วันนั้นได้มาถึง

วันอาทิตย์ที่เธอรอคอย วันที่เธอกับเกรย์จะได้เดทตามประสาหนุ่มสาว แต่เธอต้องไปทดสอบเดินเครื่อง WM รุ่นใหม่นั่นเสียก่อน ซึ่งเธอไม่เดือดร้อนอะไร
เพราะแค่ทดสอบเดินเครื่องใช้เวลาไม่มากเท่าไหร่หรอก หลังจากทดสอบแล้ว ค่อยไปเดทก็ยังไม่สาย

จากห้องพักของเธอใช้เวลาเพียง10 นาที ไอเรียก็มาถึงหน้าอาคารทดสอบแล้ว เป็นระยะทางไม่ไกลเลยสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนอวกาศกว่าครึ่งปีอย่างเธอ
แต่เธอก็ยังไม่ลืมโลกที่มีแรงโน้มถ่วง ที่ที่เธอเกิดและใช้ชีวิตอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะสมัครเป็นนักบินทดสอบ เธอเคยคิดว่าถ้าหากเธอเบื่อการเป็นนักบินทดสอบแล้ว
จะกลับไปใช้ชีวิตที่โลกกับแม่

"มาแล้วรึ...มาสิ เข้ามาข้างในเลย" ศจ.เลเดนออกมาต้อนรับไอเรีย ซึ่งเธอก็รับคำอย่างว่าง่าย เพราะในอนาคตเธอต้องเป็นลูกสะใภ้ของเขา

ลึกเข้ามาในตัวอาคาร ไอเรียแปลกใจที่มีห้องทดสอบที่เธอไม่เคยเห็นอยู่ เพราะปกติเมื่อได้รับหุ่นรุ่นทดสอบ จะต้องนำไปทดสอบนอกตัวอาคาร
แต่ก่อนที่เธอจะได้คำตอบ ประตูเหล็กขนาดใหญ่ก็ถูกเปิดออก

สิ่งที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าของไอเรีย เครื่องจักรรบสูงกว่า 20 เมตร มันคือ วอร์แมชชีนรุ่นใหม่

"ศจ.คะ...นี่มัน!?" ไอเรียอ้ำอึ้งกับสิ่งที่ได้เห็น...ตัวเธอสั่นอย่างไม่มีสาเหตุ สิ่งที่เธอเห็นนั้นคือแผลในใจที่รักษาไม่หาย

"EWM-000 เลกิวออส เธอก็น่าจะจำมันได้นี่นะ" ศจ.เลเดนผู้เป็นพ่อของเกรย์เพื่อนชายของไอเรียเอ่ยชื่อของจักรกลนิรนามออกมา
ราวกับย้ำฝันร้ายในอดีตที่ไอเรียต้องการจะลืมมากที่สุด

"ลุงล่ะอิจฉาพ่อของเธอจริงๆ...ที่มันสร้างของแบบนี้ขึ้นมาได้ ลุงอิจฉาจริงๆ" ศจ.ร่างผอมเริ่มพูดช้าๆ พร้อมกับหันมาทางไอเรีย
ในน้ำเสียงนั้นเจือปนความรู้สึกอิจฉาและโกรธแค้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะ ตั้งแต่เหตุการณ์ที่เลกิวออสเกิดคลั่งขึ้นมาเมื่อ 4 ปีก่อน
ไม่มีนักบินคนไหนสามารถควบคุมมันได้เลย หนำซ้ำยังมีหลายรายที่เสียชีวิตระหว่างขึ้นบังคับเลกิวออส ทำให้โปรเจคนี้ถูกระงับ


"แต่ถึงมันจะตายไป โปรเจคเลกิวออส ชั้นจะสานต่อเอง...ด้วยตัวเธอนี่แหละ" น้ำเสียงของศจ.เหมือนคนที่เสียสติ พร้อมกับยื่นมือมาที่ไอเรีย
และชวนให้มาสานต่อโปรเจคนี้ให้สมบูรณ์ ไอเรียถอยออกห่าง เธอรับรู้ได้ถึงบรรยากาศคุกคามที่อันตราย และเธอคิดจะหนีไปจากที่นี่

"ลุงรู้...ว่าเธอไม่ปฎิเสธหรอก...เพราะว่า..." ยังไม่สิ้นประโยค เกรย์ที่อยู่ด้านหลังของไอเรีย ปรากฎตัวออกมาพร้อมกับรถเข็นที่มีแม่ของไอเรียนั่งอยู่

"...คิดดูดีๆนะไอเรีย..." เกรย์หันปากกระบอกปืนไปที่ลำคอของแม่ไอเรีย ซึ่งเธอไม่มีทางขัดขืนเพราะโดนฉีดยาพิษชนิดหนึ่งเข้าไป ทำให้ร่างกายหยุดทำงานชั่วระยะเวลาหนึ่ง

"ทำไมล่ะ......เกรย์..." ไอเรียเอ่ยคำถามสุดท้ายก่อนที่สายใยที่เธอและเขาช่วยกันถักทอขึ้นมาจะขาดสะบั้นลง หากคำตอบนั้นเป็นคำตอบที่เธอไม่อยากได้ยิน

"...ก...ก็ชั้นยังไม่อยากตายนี่นา...ถ้าชั้นขับมัน ชั้นก็ตายน่ะสิ!!"



...โชคชะตามักจะกลั่นแกล้งชีวิตคนอยู่เสมอ...ไม่ว่านั่นจะเป็นเพียงการหยอกเย้า หรือบททดสอบ ผลที่ได้มักเจ็บปวดและทรมานอย่างที่สุด

 3 เดือนต่อมา

โคโลนี่ N5 ซึ่งอยู่ในเขตรอบนอกของ ASF โดนบุกโจมตีกระทันหัน จนเสียหายยับเยิน

"ยอดไปเลยน้าาา...ไอเรีย วันนี้ก็ยอดเยี่ยมเหมือ......" เสียงหนึ่งที่เธอคุ้นเคยดังมาจากหุ่นรบที่บินตามจากด้านหลัง แต่ก่อนที่จะจบประโยค
กำปั้นขนาดใหญ่ของหุ่นยนต์สีน้ำเงินเข้ม ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของหุ่นรบตัวดังกล่าว

"...อยากตายตรงนี้สินะ..." น้ำเสียงที่เรียบและเย็นชาเหมือนน้ำแข็งทำให้หุ่นที่ตามมาหยุดชะงักและยอมฟังแต่โดยดี หุ่นสีน้ำเงินเข้มลดหมัดลงและบินต่อไป
มุ่งสู่ฐานที่มั่นเพื่อรอคำสั่งต่อไป

ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง ปิดกันตัวเองจากทุกอย่าง เพื่อที่จะได้ไม่เจ็บปวด แช่แข็งจิตใจที่แตกร้าวด้วยน้ำแข็ง เพื่อที่จะได้ไม่เจ็บปวด และทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า

"ได้รับสัญญาณขออนุญาตลงจอด แจ้งชื่อหน่วย และหัวหน้าหน่วยมา"

"...B.O.N. Trooper เรย์กิว..."

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2009, 12:44:46 PM โดย hagane.f » บันทึกการเข้า

SrwKung
Nadesico Crew
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2305


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2008, 10:58:29 PM »

"ท่าทางเราต้องไปหาหมอบางซะแล้วหมู่นี่เจอแต่เรื่องแปลกๆ...."
โฒโมะพึมพำพร้อมกับเอานิ้วนวดหัว....ดูถ้าจากการปรากฎตัวของ หุ่นลึกลับนี่จะทำให้เธอสติเสียไปอีกแล้ว

"ศัตรู..รึ...มิตร... ไม่สิสิ่งที่จะตัดสินอยู่กับเรื่องง่ายๆก็คือ"
รัตน์พึมพำโมโมะที่ได้ยินดังนั้นจึงถามออกมาว่า
"เรื่องง่ายๆ อะไรรึค่ะ?"

ไม่ทันไรหุ่นของพวกบอนล์ก็เริ่มโจมตีใส่หุ่นลึกลับตัวนั่นซะแล้วและก็ตามคาด....

อยู่ดีๆก็เกิดพายุสายฟ้าขึ้นมารอบๆตัวหุ่นยนต์ลึกลับทำเอาAMของบอลน์โดนบดขยี้ไปจนเหลือเพียงแค่สองตัว...

"เรื่องง่ายๆก็คือ ฝ่ายที่เริ่มไปโจมตีก่อน....ก็จะถูกตัดสินให้เป็นศัตรูไปยังไงล่ะ.....โมโมะลองเชื่อมช่องสัญญาณดูสิ"
รัตน์อธิบายและสั่งการต่อ

"แต่จะได้เหรอ รัตน์คุงหุ่นตัวนั่นมันอะไรก็ไม่รู้นะ แล้วจะเชื่อมช่องสัญญาณ....เอะ.....จะ เจอคลื่นแล้ว..."
โมโมะเอ่ยออกมาแบบงงๆก่อนจะตัดสินใจทำตามที่รัตน์สั่งนั่นคือต่อช่องสัญญาณให้รัตน์

"นี่ ไพล็อตหุ่นตัวนั่นนะ?"
รัตน์เริ่มเปิดการสนทนาทันที

"หา..มนุษย์เหรอเนี่ย พวกเดียวกับที่โมตีใส่ฉันเมื้อกี้รึเปล่า"
ไพล็อตของหุ่นตัวนั่นเอ่ยถามรัตน์

"ไม่ใช้ สิบโท รัตน์ พรมอนันต์ สังกัดสมา...ไม่สิ สังกัดองกรณ์Ealhunk....นายคือ..."
แต่ก่อนที่รัตน์จะได้ถามหุ่นที่เหลืออีกสองตัวก็พุ่งเข้ามาหาเขาและก็หุ่นลึกลับ หมายจะเอาดาบความร้อนที่ถืออยู่ฟันใส่

"ไร้มารยาท!"
รัตน์คำรามก่อนจะใช้มือขวาชกเข้าไปที่ท้องหุ่นของบอนล์แล้วรั่วเก็ตลิ่งกันที่ข้อมือใส่ จนหุ่นไร้มารยาทตัวนั่นกลายเป็นอดีต

"เกะกะ คนกำลังคุยอยู่!"
นักบินหุ่นลึกลับคนนั่นเองก็ชกใส่Amของบอนล์โดยมือข้างที่ชกใส่นั่นมีสายฟ้าปรากฎอยู่ด้วย ผลก็คือAMตัวนั่นโดนช๊อตจนระเบิด

"เฮ่อ มารยาทแย่จริงพวกนี้เนี่ย ฉันชื่อลูซิเฟอร์ เฮลไครซ์มาจากโลกใต้พิภพนะที่นี่คงเป็นโลกข้างบนสินะ"
ลูซิเฟอร์ เฮลไครซ์เอ่ยแนะนำตัว

"หา  โลกใต้ภิภพกินยาไม่เขย่าขวดมารึเปล่าค่ะ?"
โมโมะยิงคำถามแต่ก็ถูกรัตน์หยุดไว้ด้วยสายตาเหมือนคุณพ่อดุลูกสาวจากทางหน้าจอค๊อกพิต..

"ค่า...ค่า...ไหนจะหุ่นประหลาด ไหนจะวงแหวนลึกลับมีหุ่นใต้พิภพอีกตัวคงจะไม่เป็นไรละมั้ง..."
โมโมะตอบกลับไปด้วยท่าทีเอือมระอา...

ปี้บๆ

"อะ..สัญญาณนี่รึหว่า?"
จู่ๆอาคาน่าของโมโมะก็จับสัญญาณแปลกๆอะไรได้บางอย่างมันเป็นรหัสข้อความของสิ่งท่ลอยอยู่เหนือหัว....เมื่อทั้งสามคนลองหันขึ้นไปดูด้านบน.....ยานรบขนาดยักษ์ที่มีคำว่าEalhunkแปะที่กราบเรือก็ลอยเด่นเป็นสง่า....และกำลังมุ่งหน้ามาทางพวกรัตน์

"ศะ ศัตรูงั้นรึ!"
ลูซิเฟอร์ตั้งท่าแต่รัตน์รีบปรามทันที
"ไม่ใช้หรอก นั่นคงจะเป็นยานรบใหม่ที่พวกเราต้องไปเข้าประจำการนะ...."บลู กาแลคซี่ แองเจิล"นางฟ้าแห่งทางช้างเผือกสีน้ำเงิน..."

-----------------------------------
ที่สะพานเดินเรือของบลูกาแลคซี่แองเจิลค่อนข้างจะมีลักษณะแปลกตาอยู่สักหน่อยก็คือโครงสร้างจะเป็นวงกลม พนักงานสื่อสานและหน่วยควบคุมจะประจำตำแหน่งกันเป็นวงกลมรอบๆสะพานส่วนตรงกลางก็จะมีเก้าอี้ตัวนึงสำหรับที่นั่งกัปตันซึ่งลอยอยู่กลางอากาศ...ใช่แล้วตำแหน่งอื่นๆที่อยู่ตรงขอบนั่นถูกยึดติดกับพนังนอกจากนั่นก็เป็นพื้นที่โล่งๆที่ประกอบไปด้วยกระจกใสในการมองวิสัยทัศ...เก้าอี้กัปตันที่ถูกยึดด้วยเครนเลื่อนได้จากด้านบนจึงดูเป็นตำแหน่งที่แปลกๆ...

และตอนนี้รัตน์ โมโมะและลูซิเฟอร์ก็กำลังอยู่ที่สะพานเดินเรือแห่งนี้

"ยินดีที่ได้รู้จักครับ...กัปตัน ไลล่า เรย์ อิลูชั่น ผมสิบโท รัตน์ พรมอนันต์ นี่ก็สิบตรีโคฮานะโมโมะ แล้วก็....คนจากโลกใต้พิภพลูซิเฟอร์ เฮลไครซ์"
รัตน์พรม อนัตน์แนะนำตัวเองและคนอื่นๆ......ก็อย่างว่านั่นและการรายงานเท็จ....ไม่ใช้เรื่องที่ถูกเท่าไร

"จ๊ะ เรียกไลล่าก็ได้...ว่าแต่คนจากโลกใต้พิภพนี่ ไม่ได้ล้อเล่นสินะจ๊ะ"
กัปตันไลล่ามองผ่านๆก็คงนึกว่าเด็กประถมใช่แล้วเพราะตัวเตี้ยมากๆสูงราวๆ147ซ.มผมสีฟ้าอ่อนยาวหมวกเบเร็ตสีขาวและเสื้อกัปตันสีเดียวกับหมวกที่หลวมหน่อยๆแต่เอาจริงๆแล้วเธออายุตั้ง22แล้ว....

"ครับไม่ได้ ล้อเล่นผมขึ้นมาที่โลกเบื้องบนนี่เพื่อหาคู่ต่อสู้ฝึกฝีมือน่ะครับ"
ลูซิเฟอร์ตอบไปอย่างง่ายๆ

"งั้นรึจ๊ะ....อืมถ้างั้นจะทำยังไงดีละเนี่ยไม่มีที่ไปด้วยสินะจ๊ะ...งั้นให้อยู่บนยานไปก่อนแล้วกัน"
กัปตันไลล่าตัดสิน...

"เดี้ยวสิค่ะ กัปตัน!เชื่อเรื่องที่หมอนี้พูดจริงๆเหรอค่ะ เป็นไปไม่ได้เลยนะค่ะเนี่ยที่จะบอกว่ามาจากโลกใต้พิภพนะ"
โอเปอร์เรเตอร์สาวผมแดงคนนึงโวยวายขึ้นมา

"ก็หุ่นที่เขาใช้นะ ตรวจสอบดูแล้วมนุษย์ก็ทำไม่ได้หรอกจ๊ะแล้วก็...ถึงตอนนี้จะมีคนจากอนาคต มนุษย์ต่างดาว และมนุษย์พลังจิตมันก็ไม่แปลกแล้วล่ะดูนี่สิ"
พูดจบกัปตันไลล่าก็ฉายภาพพวกกิ้งก่ายักษ์ที่โจมตีจักรวรรดิแพทธิอาร์เมื่อหลายวันก่อนให้ดู

"ตัวประหลาดพวกนี้มันอะไรกันนะ!?"
ลูซิเฟอร์ถึงกับตกใจออกมา เพราะที่โลกใต้พิภพตัวแปลกๆแบบนี้ไม่เคยมี

"ทางเราก็ไม่รู้เหมือนกัน....ดูเหมือนว่าตอนนี้โลกของเราก็จะวุ่นวายมากขึ้นแล้วนะ"
ไลล่าสรุปสภาพรวมตอนนี้อย่างง่ายๆ

"เหมือนอนิเมทเข้าไปทุกทีแล้วแฮะ...ไม่เลวไม่เลว...ซูเปอร์โรบ็อตของจริงก็ได้เห็นแล้ว สัตว์ประหลาดก็ได้เห็นแล้ว..."
รัตน์พึมพำจนโมโมะอดคิดไม่ได้ว่ารัตน์นี่มีความฝันมากซะเหลือเกิน

"ว่าแต่ก่อนอื่นขอถามอย่างสิครับ กองกำลังนี่นะมีไว้เพื่ออะไรรึครับ"
ลูซิเฟอร์ถามตรงๆกับไลล่า

"Ealhunk นะถ้าว่ากันตามจริงแล้วก็เหมือนกับหน่วยทดสอบอาวุธแล้วก็ทหารกองหนุนของสมาพันธ์นะจ๊ะแต่พวกเราจะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจะเรียกว่าเป็นกองกำลังไม่สังกัดฝ่ายใกด็ได้....แต่เป็นศัตรูกับองกรณ์ก่อการร้ายบอนล์นะ"
ไลล่าอธิบาย

"บอนล์?"
ลูซิเฟอร์ทวนคำด้วยความฉงน

"ก็พวกที่นานซัดไปเมื้อกี้ไง ก็พวกองกรณ์ก่อการร้ายขนาดใหญ่ที่มีสาขาอยู่ทุกที่ ไม่รู้จุดดประสงค์ของมันแต่ชอบทำแต่เรื่องวุ่นวายและทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนนะ"
รัตน์อธิบายง่ายๆ...แต่ก็เป็นคำนิยามที่ถูกที่สุดของพวกบอนล์......พวกชอบทำให้ชาวบ้านเดืดร้อน

"เดี้ยวค่อยตัดสินใจก็ได้จ๊ะว่าจะเอายังไงต่อ ส่วนเรื่องสอบสวนหรือซักประวัติอะไรเอาเป็นตามความต้องการละกัน ตอนนี้พักที่ยานนี่ให้สบายไปก่อนก็ได้"
ไลล่าเชื้อเชิญจนรัตน์อดคิดไม่ได้ว่ากัปตันคนนี้อัธยาศัยดี(เกินเหตุ)จริงๆ

"นี่รัตน์คุงถ้าเป็นกองทัพทำแบบนี้ไม่ได้สินะค่ะ....แต่เนื่องจากเป็นกองกำลังอิสระเลยยืดหยุ่นได้ถึงขนาดนี้...ชักหนักใจแล้วว่า อนาคตจะเจอเรื่องน่าปวดหัว..."
โมโฒะกระซิบให้รัตน์ฟัง

"นั่นสินะ แต่ก็น่าสนุกดีนิ"
รอยยิ้มเหมือนเด็กๆของรัตน์ก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้า
บันทึกการเข้า

raymiel02
The Star Combatant
Talent Pilot
******
กระทู้: 229



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2008, 10:28:58 PM »

ขอมาเปิดเนื้อหาของตัวเองนิดหน่อย นะครับอาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับใครในตอนนี้นะครับผม

บทนำ

ท่ามกลางท้องทะเลแห่งดาราจักรวาลอันไกลแสนไกล การเดินทางที่ไม่รู้ว่าจุดหมายนั้นอยู่ที่ไหน แม้นรู้ว่าตัวเองต้องการสิ่งใดแต่จะทำให้สำเร็จได้อย่างไร? มันช่างเป็นคำถามที่หาคำตอบได้ยากเหลือเกิน เด็กหนุ่มผู้มีเรือนผมสีน่ำเงินอมม่วงนั่งคิดเรื่องราวเหล่านั้นอยู่ท่ามกลางห้วงอวกาศอันแสนเวิ้งว้าง ขณะที่กำลังควบคุมหุ่นยนต์คู่ใจมุ่งหน้าไปอย่างไม่มีจุดหมาย เบื้องหลังของเขามีเด็กสาวผู้มีเรือนร่างบอบบางอ้อนแอ้น เรือนผมสีเงินยาวเยียดตรงเลยสะโพกนั่งอยู่ ที่นั่งของเธอนั้นเหมือนเครื่องจักรตัวใหญ่และที่สำคัญดูเหมือนร่างกายของเธอจะเชื่อมต่อกับมันด้วยเส้นเรืองแสงที่ทองพวกนั้น

"ยืนยันพิกัดได้ไหม ราเซล?" เด็กหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่ม ๆ ที่ไม่แฝงซึ่งอารมณ์ใด ๆ แต่เด็กสาวไม่ตอบอะไรเธอได้แต่ส่ายหน้าเล็กน้อยแทนคำพูด

"แกอยู่ที่ไหนของแก กิลฟอร์ซ" ไม่มีใครตอบคำถามของเขาได้ ดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นทำได้แต่เพียงมองดูภาพเบื้องหน้า ภาพของเศษซากจักรกลสงครามรูปแบบต่าง ๆ ที่บัดนี้เป็นเพียงแค่ขยะอวกาศเท่านั้น

"กิลฟอร์ซคงใช้ Chrno Drive เดินทางออกไปนอกระยะค้นหาของเกียร์ฟรีกแล้ว" ราเซลกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบพลางก้มมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ต่ำกว่าที่นั่งของเธอเล็กน้อย เธอจ้องมองเขาอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยชื่อของเขาออกมาอย่างแผ่วเบา

"อัลเซโด้..."

อัลเซโด้ โดมินิก บาโรฮีล คือนามของเขา เด็กหนุ่มผู้ซึ่งถูกเธอช่วยไว้เมื่อ 2 ปีก่อน และเธอก็ได้เขาช่วยไว้เช่นกัน ราเซล เด็กสาวที่มาช่วยชีวิตเขาเอาไว้และเขาก็ได้ช่วยเธอไว้เช่นกันการพบกันดั่งโชคชะตาทุกอย่างมันเริ่มต้นขึ้นในวันนั้น วันที่มันปรากฏตัวขึ้นมาวันที่เขาต้องสูญเสียพรรคพวก วันที่เขาได้พบกับเธอ และวันที่เขาได้พวกับ "มัน" เด็กหนุ่มหลับตาลงพลันนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อ 2 ปีก่อนที่ยังคงติดตาอย่างชัดเจนราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

บรึ๊ม!!!!!!!!!!!!!!  เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องกัมปนาท เศษซากของหุ่นรบที่แตกกระจาย ชีวิตของเพื่อนร่วมทีมมลายไปต่อหน้าต่อตาเขา

"รีส!!!!!!!!!!"

อัลเซโด้ตะโกนเรียกชื่อเพื่อนร่วมทีมสุดเสียงเท่าที่มีเมื่อเห็นหุ่นยนต์ลึกลับใช้ดาบแสงสีแดงฉานฟาดฟันผ่าหุ่นของเธอเป็นเสี่ยงก่อนจะระเบิดไม่เหลือชิ้นดี หุ่นยนต์สีดำทมึนที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นราวกับวิญญาณเข้าจู่โจมพวกเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว คมดาบของมันคร่าชีวิตของเธออย่างฉับไว ก่อนมันจะหันมามองดูพวกที่เหลืออยู่อีก 3 เครื่อง ด้วยดวงตาสีแดงฉานนั้นท่าทีของมันดูราวกับกำลังสนุกสนานกับการฆ่าฟัน

"แก!!!!!!!"

ลูกทีมคนหนึ่งของอัลเซโด้ล็อกเป้าและกระหน่ำบีมไรเฟิ้ลใส่มันด้วยความโกรธแค้นที่เพื่อนถูกฆ่าแต่ไร้ผล ลำแสงสีเหลืองจากบีมไรเฟิ้ลทุกนัดที่กระหน่ำใส่มันถูกปัดออกไปด้วยสนามพลังที่มองไม่เห็น และวินาทีต่อมาเขาก็ถูกสังหารอย่างโหดร้าย ปลายโล่ห์ของหุ่นยนต์สีดำปริศนาถูกกางออกมาราวกับคีมหนีบขนาดใหญ่มันพุ่งตัวเข้ามาจับเหยื่อได้อย่างรวดเร็วราวงูฉก แท่งเหล็กแหลมที่ซ่อนอยู่กระแทกเข้ากลางตัวหุ่นอย่างจังหลายครั้ง ค็อทพิทถูกกระทุ้งจนเหล็กแหลมทะลุหลังพร้อม ๆ กับคีมยักษ์ก็เริ่มบดขยี้อย่างไร้ปรานี เจ้าหุ่นสีดำยกเหยื่อของมันชูขึ้นเหนือหัวก่อนที่คีมนั่นจะบีมจะหุ่นยนต์ตัวนั้นขาดเป็น 2 ท่อน
     
บรึ๊ม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! 

หุ่นยนต์ตัวที่สองแหลกเละไปพร้อมกับแรงระเบิด เด็กหนุ่มได้แต่ตกตะลึงในภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีนั้นเขาไม่สามารถจะสั่งการอะไรได้อย่างที่เคยเป็น ในหัวของเขามีแต่สีขาวโพลนไปหมดนั่นคือวินาทีแรกที่เขาได้พบกับสิ่งที่ตนคิดว่าไม่เคยมี "ความกลัว" หุ่นยนต์สีดำสังหารเพื่อนคนที่สามของเขาไปอย่างง่ายดาย ดาบลำแสงสีแดงฉานเสียบทะลวงค๊อทพิทอย่างแม่นยำและเพียงไม่ถึงอึดใจแขนขวาของหุ่นรบที่อัลเซโด้บังคับอยู่ก็ขาดกระเด็น

หุ่นปริศนาตวัดดาบออกจากเหยื่อที่มันเพิ่งจะสังหารไป แต่การสะบัดดาบนั้นก็ฟาดฟันแขนหุ่นรบที่อยู่ใกล้ ๆ ไปด้วย ถึงอัลเซโด้จะตกใจแต่ด้วยสัญชาติญาณการเอาตัวรอด เขารีบบังคับหุ่นให้ถอยห่างออกมาพร้อมกับดึงบีมเซเบอร์ที่ติดอยู่เอวออกมาเตรียมพร้อมรับมือ เสี้ยววินาที่แห่งการตัดสิน บีมเซเบอร์สีแดงฉานฟาดฟันลงพร้อม ๆ กับบีมเซเบอร์สีเหลืองได้ถูกยกขึ้นมาป้องกันแต่ทว่าไร้ผล พลังงานสีแดงฉานฟาดผ่านเส้นพลังงานสีเหลืองไปได้ราวกับว่ามันเป็นเพียงแค่แสงไฟฉาย หุ่นของอัลเซโด้ถูกผ่าซีกขวาขาดกระจาย เด็กหนุ่มหมดหนทางจะดิ้นรนเขาได้เฝ้าความตายที่มันจะหยิบยื่นให้เท่านั้น

"อัลเซโด้.." เสียงของเด็กสาวที่ฟังดูไร้ความอารมณ์ปลุกเด็กหนุ่มขึ้นจากห้วงแห่งความทรงจำ เขาลืมตาขึ้นก่อนจะหันไปมองดูเธอ

"ระบุพิกัดที่กิลฟอร์ซมุ่งหน้าไปได้แล้วล่ะ"

"อ่า.........."

อัลเซโด้ตอบรับเพียงสั้นก่อนจะเริ่มเดินเครื่องยนต์ Chrno Drive หุ่นยนต์สีขาวที่มีรูปร่างเหมือนหุ่นสีดำที่เขาตามล่าตัวทุกประการบินทะยานหายไปห้วงมิติที่สร้าง เขาบินมุ่งหน้าต่อไปแม้นไม่รู้ว่าเขาจะเดินทางไปที่ไหน แต่ที่นั่นจะต้องมี "มัน" อยู่แน่นอนที่สุด เด็กหนุ่มเชื่อเช่นนั้น

ในเวลาเดียวความวุ่นวายในโลกก็ก่อตัวขึ้น

"ปะ......ปะ.....ปีศาจ!!!!!"

นายทหารผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความหวาดกลัวท่ามกลางฐานทัพของสมาพันธ์โลกในแอฟฟริกากำลังตกอยู่ในทะเลเพลิง ท่ามกลางกองไฟนั้นมีหุ่นยนต์สีดำสูงประมาณยี่สิบกว่าเมตรยื่นตระหง่านอยู่ มันกวาดมองไปรอบ ๆ ด้วยดวงตาสีแดงฉานก่อนจะมองมายังผู้รอดชีวิตที่อยู่ใกล้มันที่สุด แต่มันก็ไม่ใยดีอะไรชายผู้นั้น มันค่อย ๆ ลอยขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะพับร่างเป็นอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายกับมังกรบินจากไปอย่างรวดเร็ว
บันทึกการเข้า

To Aru Kagaku no Unicorn



จงต่อสู้เพื่อความฝันในวันอับโชค 

http://raymiel02.exteen.com/ บล็อกที่อัพมั่งไม่อัพมั่ง
Black Overman XAN
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1836



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2008, 08:06:30 AM »

มาจองครับ เดี๋ยวผมจะเปิดตัวผู้ร้ายหลักของเรื่องแล้ว (ขอลงก่อนคุณสีชมพู  แล้วกันนะเพราะอาทิตย์หน้าผมไม่ค่อยว่าง)

------------------------------------------
SPACE ROUTE EPISODE 2 เงาของผู้ซ่อนเร้น
------------------------------------------

ในดวงดาวแห่งหนึ่งที่มีสภาพเป็นซากปรักหักพังผสมผสานกับเมืองที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ในประเทศที่ร่ำรวยนั้นผู้คนอยู่กันอย่างสงบสุขเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม แต่ในประเทศที่ยากจนนั้นผู้คนมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้น เกิดการฆ่าฟันกันเพียงเพราะต้องการอาหาร สภาพสังคมแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี เหตุใดจึงมีสภาพที่แตกต่างกันได้เพียงนี้ในโลกเดียวกัน เรื่องนั้นไม่มีใครทราบ เพราะทุกคนที่อยู่บนดาวแห่งนี้ล้วนสูญเสียความทรงจำในช่วงราวๆสิบปีก่อนไปจนหมดสิ้น แน่นอนว่าด้วยสภาพสังคมแบบนี้ยามปกติที่แห่งนี้ก็ถือว่าเป็นนรกบนดินได้อยู่แล้ว แต่ช่วง 2-3 ปีมานี้เหตุการณ์ที่เกิดในแถบประเทศด้อยพัฒนาอาจถึงขั้นที่เรียกได้ว่ากลียุค (ไม่ได้ล้อการเมืองประเทศไหนนะครับ เนื้อเรื่องคุณ Winter Feathers. เขากำหนดมาแบบนี้) เนื่องจากเมื่อ 3 ปีก่อนได้มีการจัดตั้งองค์กรนานาชาติ The Sun ที่เกิดการจากการรวมตัวของชาติมหาอำนาจเพื่อทำการวิจัยเรื่องราวความเป็นมาที่ทำให้ผู้คนสูญเสียความทรงจำไปและร่วมมือกันช่วยเหลือเหล่าประเทศที่ต้องกลายป็นซากปรักหักพังโดยไม่ทราบสาเหตุ แน่นอนว่าในช่วงแรกๆองค์กรนี้ก็ทำตัวดี แต่หลังจากที่ได้มีการขุดวิจัยซากโบราณสถานแห่งหนึ่งในแถบประเทศที่เป็นซากปรักหักพังและค้นพบสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นซากหุ่นยนต์รบในสมัยโบราณตัวหนึ่ง องค์กรนี้ก็เริ่มมีพฤติกรรมแปลกไป เริ่มมีการสั่งให้ทหารเข้าโจมตีประเทศที่มีโบราณสถาน เหมืองแร่ เพื่อยึดครองเอาทรัพยากรต่างๆมาเป็นของตนเพื่อทำการวิจัยอะไรบางอย่างอยู่ เมื่อ The Sun มีท่าทีเปลี่ยนไปเหล่าชาวเมืองของประเทศด้อยพัฒนาบางส่วนจึงรวมตัวกันก่อตั้งเป็นกลุ่มต่อต้านในชื่อว่า The Grim Reaper โดยใช้ซากเศษเหล็กที่มีเหลือเฟือในประเทศของพวกตนสร้างหุ่นรบเพื่อต่อต้าน The Sun แต่แน่นอนว่าหุ่นสมรรถนะต่ำเช่นนั้นไม่อาจต่อกรกับหุ่นรบของ The Sun ที่ใช้วิทยาการสูงกว่าหลายเท่าได้ การปะทะจึงมักจะจบลงด้วยความสูญเสียของฝ่ายต่อต้าน แต่ด้วยความที่ฝ่ายต่อต้านมีกำลังพลมากและมีจิตใจเข้มแข็ง การต่อสู้จึงยังคงยืดเยื้อไม่จบสิ้น

หลังจากเวลาผ่านไป ดร.เจ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ของ The Sun เป็นผู้ทำการทดลองเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่ขุดพบได้ สิ่งที่เขาได้ทราบคือหุ่นตัวนี้ในอดีตถูกตั้งฉายาว่า "วาลคิรี่" ซึ่งเป็นชื่อของเทพธิดานักรบที่ชาวดาวดวงนี้นับถืออยู่ และมันก็ถูกสร้างด้วยวิทยาการที่ไม่มีในดาวดวงนี้ หลังจากที่ดร.เจรายงานเรื่องนี้ให้กับเบื้องบนของ The Sun ก็มีคำสั่งลงมาให้ลองใช้หุ่นตัวนี้ไปโจมตีประเทศทางใต้ประเทศหนึ่งที่เป็นฐานที่มั่นหลักแห่งหนึ่งของกลุ่มต่อต้าน และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของโศกนาฎกรรม ไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุใด เพียงสองชั่วโมงหลังจากปฏิบัติการเริ่มต้น ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศแห่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นซากเมือง ชาวเมือง รวมทั้งทหารที่ไปปฏิบัติการทั้งหมดและนักบินของหุ่นวาลคิรี่ล้วนอันตรธานหายไปหมด คงเหลือไว้แต่ตัวหุ่น หลังจากที่ดร.เจได้ตรวจสอบหุ่นตัวนั้นอีกครั้งก็พบว่าเขาสามารถเจาะเข้าข้อมูลในแบล็คบ็อกซ์ที่แต่ก่อนไม่เคยเจาะเข้าได้สำเร็จ และล่วงรู้ถึงความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ ดร.เจอาศัยวิทยาการของ The Sun ปิดบังซ่อนร่างที่แท้จริงของวาลคิรี่ไว้และลบข้อมูลทุกอย่างทิ้งก่อนจะแยกตัวจาก The Sun และหายสาบสูญไป ส่วนวาลคิรี่ถูกส่งมาให้กับหน่วย Ice Fang เพื่อใช้เป็นอาวุธในการกวาดล้างกลุ่มต่อต้าน โดยที่ทางเบื้องบนเก็บความลับเรื่องพลังของวาลคิรี่ไว้และไม่มีใครในหน่วย Ice Fang ทราบเรื่องนี้เลย

และวันนี้ก็เป็นวันที่หน่วย Ice Fang ได้รับมอบหมายให้กวาดล้างกลุ่มต่อต้านในประเทศเรวาลเดีย

"ด้วยคำสั่งจากเบื้องบน กระผมร้อยเอกตาร์เทส ยาสวา จะเป็นผู้รับผิดชอบในยุทธการโจมตีฐานเกรบของพวกต่อต้าน ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกนายของ Ice Fang เตรียมรับคำสั่งและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดด้วย" นายทหารผิวสีเข้ม ไว้หนวดโค้งงอน หน้าตาดุดันกำลังออกคำสั่งแก่เหล่าทหารในชุดเครื่องแบบพิเศษที่เป็นสีขาวอมฟ้าทั้งชายและหญิงที่กำลังยืนเรียงแถวอยู่ไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน

"ครับ/ค่ะ"

"ร้อยตรีพิเศษ เลโอ คริมสัน กรุณาก้าวออกมาข้างหน้า" หญิงสาวผมสีน้ำตาลยาวหวีแซกข้างขวา นัยตาสีแดงสองข้าง ผิวขาวละเอียดคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในบริเวณกลางๆแถวเดินก้าวออกมาตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้บังคับบัญชา

"ด้วยความที่คุณเป็นคนที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในการรบครั้งก่อนๆ ผมจะให้คุณได้เป็นผู้ขับหุ่นรบรุ่นใหม่ "วาลคิรี่" และคุณจะต้องเป็นผู้นำในยุทธการครั้งนี้ด้วย จะยอมรับหน้าที่นี้หรือไม่" ตาร์เทสถามเลโอที่กำลังก้มหน้าอยู่

"เป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ" เลโอตอบโดยที่ยังคงก้มหน้าอยู่

"เดี๋ยวคุณจะต้องตามผมมา ส่วนคนอื่นๆให้แยกย้ายกันไปขึ้นยานแม่ของตัวเอง ยุทธการนี้จะเริ่มในอีกสี่ชั่วโมง แยกย้ายได้" ตาร์เทสเดินออกไปรออยู่หน้าห้อง

ทหารทุกคนแยกย้ายกันออกไป แต่มีชายผมแดงตัดสั้นคนนึงที่เดินออกมาหาเลโอที่ตอนนี้กำลังยืนเฉยๆเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่

"ยินดีด้วยนะครับ คุณเลโอ ฝีมือระดับคุณเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ทางเบื้องบนจะยอมรับ ผมเองถ้าเป็นไปได้ก็อยากได้มีโอกาสขับหุ่นรุ่นใหม่เหมือนกัน ใช้แค่แพนเธอร์มันรู้สึกยังไงๆก็ไม่รู้"

"ฉันว่าไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเท่าไหร่หรอกนะ อิกนิส เพราะนั่นหมายถึงว่าฉันก็ต้องทำร้ายคนบริสุทธิ์มากขึ้นด้วย แถมวันนี้ไม่รู้เป็นไร รู้สึกหนักหนังตาตั้งแต่เช้าแล้ว เหมือนว่าจะมีอะไรยุ่งๆเกิดขึ้น" เลโอถอนหายใจครู่หนึ่งก่อนจะเดินตามตาร์เทสไป ทิ้งให้อีกนิสงุนงงกับท่าทีของเธอ

ตาร์เทสเดินนำเลโอไปยังตู้เก็บคอนเทนเนอร์แห่งที่ 803 ซึ่งมีขนาดใหญ่โตเกินกว่าโกดังเก็บหุ่นรบทั่วไป และเลโอก็ต้องตะลึงเมื่อพบกับหุ่นที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า

"ย..ใหญ่" นั่นเป็นคำเดียวที่เลโอพูดออกมาได้

หุ่นรบโดยทั่วไปของ The Sun จะมีขนาดราวๆ 20 เมตร แต่เจ้าตัวนี้น่าจะซักร่วม 60 เมตรได้เลยทีเดียว ทาสีขาวสลับฟ้าที่ลำตัว มีลักษณะคล้ายกับนักรบสาวโบราณ มีมงกุฏยอดแหลมติดเอาไว้ที่หัว มีปีกสีขาวสี่ปีก และติดตั้งดาบปลายปืนเอาไว้ที่เอวทั้งสองข้าง

"จะให้ฉันขับเจ้านี่หรือคะ" เลโอมีท่าทางไม่แน่ใจ ทำไมแค่การไปโจมตีกลุ่มต่อต้านที่แทบจะไม่มีกำลังรบอะไรเลยนั้นต้องใช้ของแบบนี้ด้วย ทางเบื้องบนกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

วิ้งงงงงง

จู่ๆที่ตาทั้งสองข้างของวาลคิรี่ก็มีสีแดงฉายออกมา เลโอและตาร์เทสถึงกับตะลึงไปชั่วครู่เพราะยังไม่มีใครบังคับมันอยู่เลยแท้ๆ
------------------------------------------

วู้มมมมม

"อะไรน่ะ ปฏิกิริยานี้" ไลมุที่ตอนนี้กำลังขับยาชาโอนำทางยานฟรอนเทียร์ เซนพิเตอร์เดินทางข้ามห้วงมิติอยู่จู่ๆก็รู้สึกได้ว่ายาชาโอมีอะไรบางอย่างที่แปลกไป จู่ๆมันก็หยุดเองแล้วก็เริ่มทำการแหกช่องว่างมิติอีกครั้ง รอยแยกที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้มองเห็นอวกาศอีกครั้งและดาวดวงหนึ่งซึ่งมีสีเขียวแกมน้ำตาลขนาดพอๆกับโลก

"อยากจะให้ชั้นไปที่นั่นงั้นเหรอ" ไลมุติดต่อกลับไปที่ยานแม่ของพวกจักรวรรดิแพทธิอาร์ "ดูเหมือนว่ายาชาโออยากลงไปที่ดาวดวงนั้นมาก พวกเธอจะเอายังไงล่ะ"

------------------------------------------

ตอนนี้ปฏิบัติการณ์โจมตีฐานของ The Grim Reaper ในประเทศเรวาลเดียของหน่วย Ice Fang ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ตูม ตูม ตูม

เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ทหารของหน่วย Ice Fang ขับหุ่นรบอเนกประสงค์ "แพนเธอร์" ซึ่งทาสีกากีทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า ถือปืนลิเนียร์ไรเฟิลในมือขวาและแฮนกันด์ในมือซ้ายกำลังไล่ล่าหน่วยรถถังตีนตะขาบของ The Grim Reaper อยู่อย่างคล่องแคล่ว นอกจากตัวเครื่องจะมีลักษณะเพรียวจนเคลื่อนที่ในอากาศได้ด้วยความเร็วสูงแล้ว ยังสามารถสร้างสนามพลัง "พลาสม่าฟิลด์" ด้วยการเร่งอนุภาคพลาสม่าที่ใช้เป็นแหล่งพลังงานขับเคลื่อนจนแรงกล้าพอที่จะใช้ต่างโล่รับการโจมตีได้ ทำให้การโจมตีของรถถังธรรมดาไม่อาจทำอะไรได้ ส่วนหุ่นรบของฝ่ายต่อต้านนันจะว่าไปแล้วก็แค่เศษเหล็กเอามาเชื่อมกันให้เป็นรูปหุ่นเท่านั้นแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ ยานรบกอมุของฝ่าย The Sun ก็ติดตั้งอาวุธทรงอานุภาพอย่างบัสเตอร์แคนน่อนที่สามารถยิงถล่มศัตรูได้เป็นสิบภายในการยิงครั้งเดียวแถมยังขนกันมาถึงห้าลำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสมาชิกหน่วย Ice Fang ล้วนเป็นนักบินที่ถูกฝึกมาอย่างดีแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นนี่จึงเป็นอย่างที่เลโอคาดไว้ การรบของผู้ใหญ่กับเด็ก ไม่มีทางเลยที่ฝ่ายต่อต้านจะเอาชนะได้

ตัวเลโอตอนนี้กำลังอยู่ในวาลคิรี่ที่กำลังลอยตัวอยู่บนฟ้าเฝ้ามองการต่อสู้ หรือที่ถูกกว่าคือการฆ่าข้างเดียวของฝ่ายตนด้วยสีหน้าเวทนา เธอไม่ชอบเลยจริงๆกับการที่ต้องมาทำร้ายคนธรรมดาแบบนี้ เพราะแน่นอนว่าคนที่ต้องพบจุดจบในสงครามนี้นั้นไม่ได้มีแต่ฝ่ายต่อต้านแต่เหล่าชาวเมืองธรรมดาๆที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็ต้องมาคอยรับเคราะห์ไปด้วย

"ร้อยตรีพิเศษคริมสัน ได้เวลาของเธอแล้ว บุกเข้าโจมตีฐานทัพของศัตรูได้" ตาร์เทสที่อยู่บนยานรบลำหนึ่งติดต่อเข้ามาหาเลโอว่าเวลาแห่งการดูอยู่เฉยๆของเธอจบลงแล้ว

"รับทราบ" เลโอกัดฟันแน่นบังคับวาลคิรี่พุ่งเข้าไปยังดงศัตรูภาคพื้นดินทันที ด้วยความเร็วสุดยอดชนิดที่ว่าแม้แต่ตัวเลโอเองก็ยังตกตะลึงเพียงชั่วพริบตาหุ่นรบศัตรูสามตัวและรถถังอีกห้าคันก็แยกเป็นสองเสี่ยง

"เจ้าหุ่นนี่มัน ไม่ใช่ธรรมดาอย่างที่คิดไว้จริงๆด้วย" เลโอยิงลำแสงโปรตอนออกมาทำลายรถถังอีกสองคันในชั่วพริบตาก่อนจะเหยียบทับอีกคันจนแหลก และบินขึ้นฟ้าอีกครั้งใช้ดาบปลายปืนทั้งสองข้างประกบกันจนมีสภาพเป็นปืนยาวขนาดใหญ่ เป้าหมายคือฐานทัพของกลุ่มต่อต้านซึ่งในเวลานี้เริ่มมีควันโขมงออกมาแล้ว

"Target Lock On, Fire!!" ลำแสงสีทองขนาดใหญ่ถูกยิงออกมาจากปลายกระบอกปืน มันมีขนาดใหญ่พอที่จะกวาดเอารถถังและหุ่นรบศัตรูที่อยู่ระหว่างทางไปด้วยหมดก่อนจะพุ่งเข้าไปหาเป้าหมายและยังพุ่งต่อไปยังภูเขาหินข้างหลังอีก

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม

เมื่อควันจางลง ก็ไม่มีสิ่งใดเหลืออีก ทั้งกองทัพศัตรู ฐานทัพศัตรู และภูเขาที่อยู่ข้างหลัง เหล่าสมาชิกหน่วย Ice Fang ยินดีกับชัยชนะที่ได้รับในครั้งนี้จนร้องเฮดังลั่น ยกเว้นเลโอที่ถึงกับคอตกเพราะรู้สึกหวาดกลัวในพลังของวาลคิรี่เมื่อครู่

"ภารกิจเสร็จสิ้น ทุกคนกลับฐานทัพได้" ตาร์เทสยิงกระสุนเป็นสัญญาณให้ถอยทัพ แพนเธอร์ทุกเครื่องกลับมายังยานแม่ของตัวเอง เลโอนิ่งทำใจชั่วครู่ก่อนจะหันหลังกลับ แต่สิ่งหนึ่งก็เกิดขึ้นซะก่อน เมื่อเลโอพบว่าขณะที่หันหลังกลับวาลคิรี่ก็เกิดหยุดเคลื่อนไหวขึ้นมา

วิ้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

ตาของวาลคิรี่เปล่งประกายสีแดงอีกครั้ง คราวนี้มันแรงกว่าเดิมมาก และที่หน้าจอมอนิเตอร์ของวาลคิรี่ก็มีประโยคหนึ่งขึ้นมาด้วย

ALERT ALERT ALERT

วาลคิรี่หันหน้าไปในทิศทางแปดนาฬิกาโดยอัตโนมัติ และที่ทิศทางนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้ามา

หุ่นสีแดงสลับฟ้า ใบหน้าเป็นรูปร่างก้ำกึ่งระหว่างเทพกับปีศาจกำลังมุ่งหน้ามาด้วยความเร็วสูงชนิดที่ไม่แพ้วาลคิรี่เลย และเมื่อหุ่นทั้งสองได้ประจันหน้ากัน ก็เกิดสัญญาณเตือนขึ้นในมอนิเตอร์ของวาลคิรี่

ALERT YACHAOH

"อะไรน่ะ เจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้มัน..." เลโอมีท่าทีแปลกใจกับหุ่นยนต์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แถมท่าทีของวาลคิรี่ก็ดูแปลกๆไปเมื่อได้พบกับหุ่นตัวนี้ด้วย

ALERT VALKYRIE

"นี่มัน!! ยาชาโอ นายจะบอกว่ารู้จักหุ่นตัวนี้งั้นเหรอ" ไลมุเองก็มีทีท่าแปลกใจกับปฏิกิริยาที่ต่างไปจากเดิมของยาชาโอเช่นกัน

เพียงพริบตาต่อมา สิ่งที่ทั้งคู่ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น วาลคิรี่กับยาชาโอพุ่งเข้าปะทะกันทั้งๆที่ทั้งคู่ไม่ได้ควบคุมอะไรทั้งสิ้น วาลคิรี่ชักฝักดาบของตนออกมาแล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นดาบขนาดยักษ์ ยาชาโอก็เรียกดาบเพลิงของตนออกมาเช่นกัน ดาบทั้งคู่เข้าปะทะกันเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม

แรงระเบิดนั้นพัดเอาทุกสิ่งที่อยู่รอบๆปลิวออกไปหมด หุ่นทั้งสองตัวที่ในยามนี้นัยน์ตาเป็นสีแดงก่ำทั้งคู่กำลังไล่ฟันกันอย่างไม่ยั้งท่ามกลางความพยายามที่จะหยุดยั้งของนักบินทั้งสองคน

"เดี๋ยวสิ นี่เกิดอะไรขึ้น ระบบควบคุมมันเป็นอะไรไป ทำไมถึงเคลื่อนไหวเองได้" เลโอมีทีท่าลนลาน เพราะไม่เคยนึกว่าจะมีหุ่นรบตัวใดที่เคลื่อนไหวเองได้โดยไม่ต้องมีคนบังคับ

"หยุดนะ ยาชาโอ!! ทำไม่ถึงไม่เคลื่อนไหวตามที่ชั้นควบคุมล่ะ" ไลมุก็กำลังลนลานที่บัดนี้คันบังคับทั้งสองด้านของยาชาโอแข็งเหมือนหิน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่สามารถควบคุมยาชาดอได้
---------------------------------

ณ สถานที่แห่งหนึ่งในห้วงอวกาศ ไกลแสนไกลและช่างลึกลับจนไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ภายในห้องที่มีสภาพเหมือนมหาวิหาร ฝาผนังโดยรอบสลักไว้ด้วยจิตรกรรมเป็นรูปคล้ายๆดวงอาทิตย์สีดำ เบื้องล่างดวงอาทิตย์นั้นมีหุ่นรบนับร้อยตัวอยู่ในสภาพที่เหมือนจะกำลังรบพุ่งกันอยู่ ใจกลางของห้องมีลูกแก้วทรงกลมขนาดใหญ่สีเขียมอมฟ้ากำลังเปล่งแสงเรืองรอง ชายคนหนึ่งในชุดคลุมสีขาวกำลังเอามือแตะไปยังลูกแก้วที่ส่องสว่างนี้

"รู้สึกแล้ว หลังจากที่แยกจากกันมานานแสนนาน ในที่สุดทั้งวาลคิรี่และยาชาโอก็ได้กลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง สิ่งนี้จะเรียกว่าเป็นชะตากรรมได้หรือเปล่านะ" ชายที่เอามือแตะลูกแก้วยิ้มอย่างพอใจ "นอกจากนั้น เรายังได้เห็นเกียร์ฟริกและกิลฟอร์ซอันงดงามอีกด้วย ในที่สุดฟันเฟืองที่แยกจากกันไปก็ได้เวลาจะกลับมารวมกันแล้ว"

"ถ้าเช่นนั้น ก็หมายความว่าเวลาที่พวกเรารอคอยใกล้จะมาถึงแล้วสินะครับ เวลาแห่งการทดสอบแห่งชะตากรรม มนุษย์จะเดินทางผิดเช่นเดียวกับในอดีตหรือไม่" ชายร่างสูงอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลังกล่าวขึ้นในขณะที่กำลังคุกเข่าแสดงความเคารพชายที่กำลังสัมผัสลูกแก้ว "จะเริ่มลงมือกันเลยไหมครับ"

"ยังไม่จำเป็นหรอก" ชายในชุดคลุมขาวตอบเรียบๆ "นี่ยังไม่ใช่เวลาที่พวกเราจะแสดงตัวต่อโลกเบื้องหน้า หุ่นรบเหล่านั้นทั้งหมดก็ยังอยู่ในสภาพที่ห่างไกลจากในอดีตมากนัก รอให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์กว่านี้แล้วค่อยแย่งชิงมาก็ยังไม่สาย และพวกเราก็ยังหาดวงตาจอมมาร กลไกสำคัญที่สุดไม่พบเลย"

"แต่ข้าเกรงว่าหากพลังของหุ่นรบเหล่านั้นตื่นขึ้นมามากกว่านี้ อาจจะเป็นอันตรายแก่พวกเราในภายหลังก็ได้นะครับ" ชายที่คุกเข่าอยู่ยังไม่ยอมแพ้ที่จะให้แย่งชิงสิ่งที่ต้องการมาไว้โดยเร็วที่สุด

"เจ้าไม่เชื่อใจเรางั้นรึ"

"มิได้ ข้าเพียงแต่"

"เมื่อราตรีที่ดำมืดอันยาวนานสิ้นสุดลง ความสิ้นหวัง การคงอยู่ ความจริง การยอมรับ และความปรารถนาทุกอย่างจะมารวมกัน และเมื่อถึงยามนั้น เทพนิยายก็จะคืนชีพกลับมาอีกคราหนึ่ง" ชายในชุดคลุมขาวหันหลังกลับมาแล้วอ้าแขนทั้งสองข้างออก เงยคอขึ้นมองด้านบน "เจ้าไม่คิดอยากจะเห็นการต่อสู้ในตำนานนั่นด้วยตาของตัวเองงั้นหรือ การต่อสู้อันยิ่งใหญ่ที่สามารถสั่นสะเทือนได้ทั้งจักรวาล เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต"

"เช่นนั้นจะต้องทำอย่างไร"

"จงติดต่อไปหาสายของเราที่แอบแฝงอยู่ในองค์กรบอล์น คอยส่งข่าวสารขององค์กรและกองทัพสหพันธ์โลกมาให้เรา แต่อย่าเผยตัวเด็ดขาด ห้ามทำอะไรโดดเด่น จงจำไว้ว่าจะต้องแสดงตัวเป็นแค่สมาชิกองค์กรก่อการร้ายธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น" ชายในชุดคลุมขาวเงยหน้าลง "สอง ติดต่อไปหาสายของเราที่อยู่ในจักรวรรดิแพทธิอาร์ สืบประวัติความเป็นมาทั้งหมดของตระกูลพริ้นท์สแตนท์และสถาบันชิเพนต้า และสาม ให้สายของเราที่แอบแฝงใน The Sun ตามหาตัวผู้ทำการวิจัยวาลคิรี่ให้พบ และพาตัวมาหาเรา จำไว้ให้ดีว่าทุกอย่างต้องเป็นความลับ ไม่มีผู้ใดรู้เห็นการมีตัวตนของพวกเรา จนกว่าจะถึงเวลาที่พวกเราจะเผยตัวเอง เพื่อทำให้ชะตากรรมดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็น"

"รับทราบครับ ข้าจะจัดการให้ แต่ข้ายังมีเรื่องที่กังวลอีกอย่าง ผู้ชายคนนั้น นาซัส วาลเคริม มันรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเรา"

"เรื่องนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล เจ้านั่นไม่กล้าจะเป็นศัตรูกับพวกเราแน่นอน"

ชายที่คุกเข่าอยู่ลุกขึ้นและเดินออกไป ชายที่อยู่ในชุดคลุมขาวเดินกลับไปหาลูกแก้วอีกครั้ง

"เมื่อพระเจ้าทรงสร้างจักรวาลมาเพียงหนึ่ง มันก็ควรที่จะมีเพียงหนึ่ง"
--------------------------------

เป็นไงครับ ฟังจากที่คุยๆกันแล้วคิดว่าน่าจะพอเดาได้นะครับว่าไอ้พวกนี้น่ะแหล่ะคือศัตรูหลักของแท้ของ SRW TSC เรื่องนี้ ซึ่งตอนนี้ผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องชื่อกลุ่มหรือชื่อสมาชิกของไอ้พวกนี้เลย (รอให้ทุกๆคนมาช่วยกันคิด เพราะเป็นศัตรูหลักของเรื่องจะให้ผมคิดคนเดียวมันก็ไม่ดี) แต่เอาเป็นว่า ไอ้พวกนี้มันมีสายแอบแฝงอยู่ในกลุ่มตัวร้ายทุกกลุ่มของทุกๆท่านรวมทั้งจักรวรรดิแพทธิอาร์ด้วย และแน่นอนว่าไม่มีใครรู้เลย (แอบแฝงได้เนียนมาก)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 19, 2008, 12:16:25 PM โดย dye2556 » บันทึกการเข้า

หมดยุคของไอ้เกรียนบาร์โค้ดแล้วเฟ้ย ตอนนี้ได้เวลาของแฟลชไดรฟ์สองซีกแล้ว

identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #20 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2008, 07:09:56 PM »

เนื่องจากติดธุระ  เลยไม่แน่ใจว่าจะอัพทันวันจันทร์หน้าหรือเปล่า  ขอให้คนอื่นลบด้านบนด้วยครับ

ขอจอง Repนี้แทนแล้วกันนะ 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผมสัมผัสได้ถึงแรงขนาดมหาศาล  แรงดึงดูดที่อาจจะเรียกว่าแรงโน้มถ่วงขนาดมหึมา  ความรู้สึกนี้สิ่งที่ผมมิได้สัมผัสมานานแล้วรู้สึกเรี่ยวแรงในการทรงตัวแทบจะหมดสิ้นจากร่างกาย  ในที่สุดผมหมอบร่างลงกับ  คันบังคับเอ็กซ์-ชาร์วาลิเออร์ 

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ผมอดคิดถึงครั้งที่จากมาจากประเทศ “อิสซาแลนด์” ไม่ได้  ผมมายังตัวจักรวรรดิแพทธิอาร์ด้วยความสมัครใจของผมเอง  แต่นั่นก็มิวายทำให้ผมอดคิดถึงน้องสาว กับ มารดาผู้อยู่ห่างไกลไม่ได้

หากว่ามันเป็นอย่างที่เธอคนนั้นว่าเอาไว้แล้วล่ะก็โลกเรานั้นมีอยู่หลายมิติแต่ละมิติต่างกันไป  แล้วบนพื้นปฐพีที่ส่งแรงดึงดูดมหาศาสออกมานี้นั้นจะเป็นเช่นไร  ใช่คล้ายกับกระจกที่สะท้อนเป็นภาพเหมือนหรือไม่  แล้วหากเป็นเช่นนั้นจริง  จะมีแม่และน้องสาวหรือไม่  หากมีแล้วจะเป็นอย่างไร  เพียงแค่นี้ผมก็รู้สึกคิดถึงบ้านเต็มแก่ 

“ระยะ 10000000 ฟิต ก่อนลงสู่พื้น  เริ่มปรับอุณภูมิ  ขณะนี้อุณภูมิค่อยๆลดลงจากขั้นวิกฤตแล้วครับ” พลขับรายงานมาอย่างแข็งขัน

ตอนนี้ภายในยานคงกำลังสับสนน่าดู

ผมไม่คิดว่ากัปตันจะทำตามผู้หญิงว่าทุกคำหรอก  ดูผิวเผินเราเหมือนกับถูกเธอชักนำ  แต่จริงๆแล้วผมคิดว่าเธอเป็นเพียงแผนที่ต่างหาก  ส่วนตัวเข็มทิศนั้นคือคุณหญิง  แต่สุดท้ายคนตัดสินใจก็มีเพียงกัปตันเฮริซ่าเท่านั้น  หรือจะเรียกอีกอย่าง  คงหมายถึง ฟ้าหญิงแห่ง “เฮริซ่า ฟีเรเดลาร์ โคมัลเรีย มาธอน ที่ 6 แห่ง ราชวงศ์  เนโอ ออรันเย่”   ผู้สืบทอดสายเลือดของกษัตริย์อันบริสุทธิ์  คงไม่คิดที่จะถูกคนที่ไร้ที่มาอย่างนั้นชักใบเรือให้ไปยังเป้าหมายที่พลาดหรอก

“ตรวจสอบความดัน  และความชื้น  เช็กสภาพภูมิประเทศโดยละเอียด  ชาง หม่าฟาน  ตรวจสอบตำแหน่งของยาชาโอด้วย”  เฮริซ่าสั่งการอย่างแข็งขันท่าทีหญิงสาวช่างฝันหวานแหววของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย  ดูกระฉับกระเฉงขึ้นที่สำคัญคือท่าทีของเธอดูมั่นคงราวกับภูผาสูงเสียดฟ้า

ผมรู้สึกว่าเธอเป็นคนที่รักษาสติสัมปชันยะได้เป็นอย่างดี  อันที่จริงนั้นสำหรับผู้หญิงที่เพิ่งจากคนรักมานั้นมันก็เป็นอันต้องเศร้าโศกอยู่แล้ว  ยิ่งในกรณีของชอร์ลซิเล่ย์  ที่ไม่ทราบชะตากรรมว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรนั้นยิ่งต้องสร้างความขุ่นข้องใจว้าวุ่นอยู่แล้ว  แต่ก็อีกนั่นแหละผู้สูงศักดิ์ย่อมต้องรับผิดชอบและเสียสละมากกว่าขั้นปุถุชนคำกล่าวนี้ยังคงใช้ได้ผลเสมอ

“สภาพความดันภายในและภายนอกเป็นปกติ  อุณหภูมิเป็นปกติ  ภาพจากกล้องสามมิติระยะไกล สภาพเบื้องล่างเป็นซากปรักหักพัง  คล้ายกับโบราณสถานเก่าแก่  ดูจากร่องรอยมีการต่อสู้ติดต่อกันเป็นระยะ” ต้นหนนั้นรายงานกลับมา

“ขอภาพCGขึ้นเมนมอนิเตอร์”

“เราลงมาในที่ๆไม่ค่อยดีเอาเสียเลยครับกัปตัน”  ลูคัสพูดพลางขยับแว่นตาให้กระชับขึ้นบ้าง

“เดิมทีฉันคิดถึงทะเลหรือแม่น้ำ”  คุณหญิงเฟลเซลพูดพลางถอนหายใจ

“แต่ฉันหวังว่าเป็นหุบเขา”ริซ่ากล่าวพลางยิ้มเล็กน้อย

“ผลวิเคราะห์จากภาพCG  มีควันเกิดขึ้น  และลำแสงที่ปรากฏคาดว่าเป็นลำแพงพลังงานสูงและรัศมีกว้าง  ภาพประกอบจากมุมมองแบบวิวเบิร์ดนั้น   เห็นได้ชั้นว่าเกิดการสู้รบกัน  หรือจะพูดให้ถูกคล้ายกับการไล่ฆ่าหรือสังหารหมู่มากกว่า  ดูจากระยะการโจมตี  สมรภูมิคงกินรัศมีราวๆ  180 ไมล์  ”  มาร์เซลรายงานออกมา  ตอนนี้เขาหันไปทำหน้าที่ฝ่ายวิจัยสภาพแวดล้อมแล้ว


“ว้าวๆ  อะไรจะต้อนรับกันครึกครื้นแบบนี้  จับสัญญาณของยาชาโอได้  จากคลื่นสัญญาณที่ได้รับคาดว่าอยู่บริเวณใจกลางสมรภูมิ  แต่ไม่สามารถติดต่อถึงไพล็อทได้ ค่ะกัปตัน  จะเอาไงดีไปสนุกด้วยมั้ยหรือไปหาที่จอดก่อนกันคะ”  ชาง หม่าฟานรายงานพร้อมกับน้ำเสียงเริงร่า  ดูจากท่าทางของเธอราวกับว่าจะไปปาร์ตี้ก็ไม่ปาน

ตามปกติผมอาจจะยิ้มออกมาอยู่หรอก  แต่ไอ้ท่าทีแบบนี้กับเวลาตอนนี้มันช่าง………เสียเหลือเกิน  ผมคิดในใจพลางนั่งมองบริดจากมอร์นิเตอร์ของ เอ็กซ์  ชาวาลิเออร์

“ขอย้ำอีกครั้งฉันไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน”คุณหญิงเฟลเซล ตัดบทออกมาก่อนดูท่าทางแล้วเธอคงไม่ชอบใจท่าทีของหญิงสาวหุ่นน่าหลงใหลผู้สวมใส่ชุดกีเผาสีขาวนั้นเท่าใดนัก

“ฉันทราบดีคะคุณหญิง  แล้วตัวฉันเองก็ไม่ชอบแส่หาเรื่องเสียด้วย  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไม่รับรู้เรื่องราวรอบนอก  อีกอย่างเพิ่งมาใหม่การสำรวจพื้นที่ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน”  กัปตันเฮริซ่าตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้ม  โดยแท้จริงนั้นหญิงสาวรูปร่างบอบบางอย่างเธอก็นั้น  แม้มีใบหน้าที่สวยสง่าแต่ก็คล้ายกับภาพวาดไร้สี  แต่เวลาเธอเอ่ยเอื้อนวาจานั้นราวกับว่าผู้คนไม่อาจปฏิเสธเธอได้เรื่องนี้ผู้ที่อยู่รอบกายเธอล้วนสัมผัสได้  เพราะเหตุนี้กระมังที่เป็นหลักฐานว่าเธอคือราชนิกุลของราชวงศ์อันลึกลับ

“แต่ดูจากการต่อสู้เรือของเราไม่ควรเข้าไปในระยะใกล้เพราะ  มีฝ่ายหนึ่งมีอาวุธทำลายล้างสูง  ดังนั้นคิดว่าให้เรือลอยลำอยู่ในที่สูง  จากนั้นส่ง หน่วย Rage Wyvern  ลงไปสำรวจน่าจะดีกว่า”ลูคัส  เอ่ยแผนคร่าวๆออกมา

“ปิ๊งป่อง  แบบนี้เข้าท่าดีนะเนี่ย” ชาง หม่าฟานสอดคำขึ้นมา

“ฉันเห็นด้วยนะ  แต่ว่าเอ็ก-ชาวาลิเออร์เป็นเครื่องที่มีระยะจู่โจมสั้น  แล้วดูจากสโมรภูมิแล้วนี่คงลำบากกว่าเดิมเล็กน้อยที่จะร่อนเข้าไปโดยตรง  เราควรมีแบ็คอัพอย่างเครื่อง Orpheus(ออร์ฟิอุส) ลงไปด้วยเพื่อที่คอยแบ็กอัพในมุมอับ”กัปตันเฮริซ่า  เสนอแนวคิดขึ้นมาอีก

“แต่ออร์ฟิอุสแม้ลอยตัวได้แต่บินร่อนไม่ได้นะครับ” ลูคัสรีบตอบกลับมาเขาไม่ชอบออกไปสู้ในสนามรบเท่าใดนัก  และเขาก็เป็นไพล็อทของออร์ฟิอุสด้วย

“ไม่ต้องห่วงเรามีซับฟลายยูนิทอยู๋”มาร์เซลตอบออกมา

“แต่ใครจะคอยสังเกตการณ์จากด้านบน”

“เอ๋พูดแบบนี้ดุถูกฉันเหรอจ๊ะ  แต่เพราะเป็นเธอนั่นแหละถึงอยากให้ไปดูด้วยตาขงอตัวเอง  ที่สำคัญอย่าลืมว่าเราจะยุ่งกับเรื่องของคนอื่นเราแค่สำรวจ  แต่ว่าหากมีวี่แววว่าการมาของเราจะเปิดเผก่อนเวลาอันควรให้ทำการปิดปากได้”ริซ่าสั่งการออกมา “แต่อย่าฆ่าถ้าไม่จำเป็นเพราะเรามาสำรวจไม่ได้มาทำร้ายใคร”

“รับทราบ”  ลูคัสรับคำแล้วลุกขึ้นรีบไปเปลี่ยนเป็นไพล็อทสูทโดยเร็ว  ดูท่าทางแล้วเขาค่อยชอบที่จะถูกคนระดับสูงเท่าใดนัก

“โชคดีนะจ๊ะ น้องรัก”  ชางหม่า ฟานส่งเสียงให้เขาก่อนจากกัน

“หน่วย Rage Wyvern  ออกปฏิบัติการ  ภารกิจของเราคือทำการสำหรับภูมิประเทศในรัศมีสองร้อยไมล์  ย้ำอีกครั้งภารภิจของเราคือทำการสำรวจ  จะไม่ทำการแทรกแซงการรบเป็นอันขาด”ต้นหนเรือรับหน้าที่ประชาสัมพันธ์


“หัวหน้าเอ็กซ์ขอให้คุณโชคดี”  เฮริซ่าพูดกับผมก่อนออกจากเรือ

“Rage Wyvern take off”  สิ้นเสียง เอ็กช์ ชาร์วาลิเออร์เครื่องของผมพร้อมกับลูกทีมอีกหนึ่งเครื่องก็ดีดตัวออกทันที   อีกสองเครื่องตามออกมาพรอมกัน  จากนั้นบินเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน  โดยผมนำหน้าสุด

จริงๆ  ตัวเรือนั้นมีทางวิ่ง อยู่สี่แห่งประกอบด้วยกราบซ้ายขวา  ซึ่งแบ่งเป็นด้านละสองแห่งคือบนกับล่าง  รวมกันเป็นสี่ลู่พอดี

“บินดิ่งลงต่ำทันที  จากนั้นค่อยลอบเข้าไป  อยู่ที่สูงเครื่องถูกตรวจพบได้ง่าย  เราจะอาศัยซากปรักหักพังเป็นม่านตบตา”  ผมสั่งลูกทีมออกไปพร้อมกับบินดิ่งลงสู่พื้นด้วยความเร็วสูงดุจเดียวกับเหยี่ยวโฉบลงบนพื้น

“หัวหน้าเอ็กซ์กรุณาติดต่อมาเป็นระยะด้วย  ออฟิอุสจะทำการสังเกตการจากบนฟากฟ้า”  มาร์เซลติดต่อมา

เครื่องแหวกม่านหมอกลงมาจากรวดเร็วในที่สุดใกล้ถึงระดับพื้น  ภายหลังม่านหมอกนั่นมีแต่ซากแห่งความเสื่อมโทรมตัวผมรู้สึกว่ามันออกจะไร้สาระเกินไป  ด้วยสภาพของสถานที่แห่งนี้ทั้งไม่เหมาะแก่การเป็นที่มั่นและยิ่งไม่เหมาะที่จะเป็นที่อยู่อาศัย

ลำเสียง  ควันระเบิดเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน  ราวกับว่าเป็นมรสุมไร้ที่สิ้นสุด  แต่สถานการณ์เช่นนี้แหละยิ่งลอบที่จะเข้าไป  ดูจากสภาพการแล้วโลกแห่งนี้คงไม่เป็นที่ๆน่าพิรมณ์นัก

หน่วย Rage Wyvern ลอบเข้าไปได้สำเร็จ 

“พังราบเป็นหน้ากองเลยครับ”ผมรายงานกลับไป มองดูสภาพด้านนอกแล้วอดหดหู่ถึงความสิ้นหวังของสงครามไม่ได้  บางทีอาจเป็นเพราะเวลาอันนานวันในจักรวรรดิแพทธิอาร์ทำให้ผมไม่คาดหวังว่าจะได้เห็นสภาพเยี่ยงนี้  ซากเศษเหล็กมากมายกองกันอยู่เป็นจำนวนมาก  แต่หากดูจากร่องรอยการสู้รบแล้วคาดว่าจำนวนดั้งเดิมของมันคงมากมายขนาดนี้


ผมนึกจินตนาการขึ้นมาเป็นภาพคนนอนกองเป็นภูเขาเลากาแล้วจุดไฟเผาศพเหมือนกับหนังอิงประวัติศาสตร์หลายเรื่อง  สภาพเศษเหล็กเหล่านี้คงไม่ต่างจากนั้นมากนัก

“นี่มันไม่ใช่สงครามหรแล้ว  แต่เป็นการสังหารหมู่ชัดๆ”  โทโร ลูกทีมผมคนหนึ่งบ่นอุบออกมาด้วยน้ำเสียงที่ใคร่จะอาเจียนเต็มทน

“ใจเย็นเอาไว้หน่อยโทโร  ทำการสำรวจต่อไป”ผมสั่งลูกทีมทำงานต่อไป  แต่ดูจากสภาพการต่อสู้แล้ว  ฝ่ายที่ถูกโจมตีนั้นไม่น่าจะมีกำลังเหลืออยู่แม้แต่หนึ่ง  ฝ่ายที่จู่โจมนั้นคงมีกำลังเหนือกว่ามาก

“หัวหน้าครับ  ดูจากสภาพการแล้วคงมีกองกำลังฝ่ายหนึ่งสิ้นทัพแล้วครับ” คราวนี้เป็น เปเชมี่ รายงานมา

“จากสภาพการสู้รบแล้ว  สามารถยืนยันว่าการต่อกรระหว่างกองทัพนั้นเรียกได้ว่ายุติลงแล้วครับ”  ผมรายงานกลับไป  แต่จากภาพถ่ายนั้นแสดงว่ายังมีการปะทะกันอยู่แน่นอนต่หวังว่าคงไม่เป็นอย่างที่ผมคาดเอาไว้ก็แล้วกัน

“ถ้าอย่างนั้นแสงนั่นล่ะหรือว่าเป็นยาชาโอ?”กัปตันเฮริซ่าตั้งคำถามขึ้นมา  เธอเองก็คิดแบบเดียวกันกับผม

“มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นดังนั้น  หน่วย Rage Wyvern จะทำการลอบเข้าไปอีก”  ผมตอบกลับไปสภาพการสู้รบเพียงแค่นี้แม้บ่งบอกเรื่องราวได้แต่มันยังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องการทราบ

“อนุญาตให้ทำการติดตามต่อได้  แต่อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักของเราเป็นการสำรวจ มิใช่การฆ่าฟัน”  กัปตันเฮริซ่าเนย้ำอีกครา

สำหรับผู้มาเยือนต่างถิ่นแล้วเรื่องที่ฉลาดที่สุดคือหลีกเลี่ยงการปะทะ

จากนั้นผมพร้อมกับลูกทีมบังคับเครื่องเข้าใกล้จุดศูนย์กลางอีก  ผมมองเห็นวัตถุสะดุดตาสิ่งหนึ่ง  เป็นสัญลักษณ์อะไรบางคล้ายกับเป็นเหมือนธงซึ่งผมบอกลักษณะไม่ถูก  นี่คงบอกถึงความเป็นองก์กรของกองทัพนี้  ผมถ่ายภาพเก็บหลักฐานทันที

พวกเราเคลื่อนเข้าใกล้ใจกลางวงมากขึ้น  เห็นแสงแลบแปลบเป็นเนืองนิจ 


ภาพที่ปรากฏในคลองจักขุเป็นหุ่นขนาดมหึมาสองตัวยันดาบกันไว้อยู่นิ่งไม่ไหวติง  ตัวนึงสูง 40 เมตร อีกตัว 60 เมตร  เครื่องหนึ่งเป็นยาชาโอ  แต่อีกตัวที่เป็นเหมือนเทพีนั้นผมไม่เคยเห็นมาก่อน  แต่ผมรู้สึกว่าว่าหุ่นทั้งสองตัวนี้ออกจะไร้ค่าเกินไป  ใช่ไร้ค่าเนื่องจากพลังทำลายล้างของมันนั่นเอง

รอบข้างยังมีหุ่นที่ไม่เคยเห็นอีกจำนวนหนึ่ง  แต่ทั้งหมดกลับไม่กล้ายื่นมือสอดในวงต่อสู้


“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ  บอกให้ไลมุกลับเรือด่วนกัปตันเฮริซ่า”สั่งการ

“นี่อาซาคิ  ได้ยินรึเปล่าอาซาคิ ไลมุ”  ผมพยายามติดต่อโดยช่องสัญญาณ

“เฮ้  ยาชาโอเป็นอะไรไปน่ะ” ไลมุ  ตะโกนพร้อมเขย่าคันยังคับไปด้วย 

“เธอเป็นใคร”นักบินของหุ่นลึกลับนั่นตะโกนถามมา

“หยุดก่อนสิ  เดี๋ยวนะฉันไม่ได้คิดจะสู้นะ”  ไลมุร้องโพลงพลางออกมา

“ไม่ได้ตั้งใจงั้นเหรอ  แต่เสียใจด้วยนะรุ้สึกว่าวัลคิรี่น่ะไม่คิดอย่างนั้น”  สิ้นเสียงปุ๊บดาบขนาดยาวพิเศษนั้นกระแทกยาชาโอกระเด็นไปไกล  ดูท่าทางแล้วยาชาโอเสียเปรียบเรื่องกำลังเล็กน้อย

เสียงตังดังเกริกก้องทั่วท้องฟ้า  ราวกับว่าฟ้าทถ่มดินทะลายแผ่นหินเลื่อนลั่น แผ่นน้ำสาดกระเซ็น  แม้แต่คนบนเรือน ฟรอนเทียร์ เซนต์พิเตอร์ก็ได้ยินเช่นกัน  ลูคัสรีบ  ลดระดับการบินลงมาดูสถานการณ์ทันที 

พริบตานั้นหุ่นตัวนั้นก็โฉมเข้ามาอย่างรวดเร็ว  พร้อมกับสยายปีกราวกับคมมีดกรีดแทงมายังยาชาโอ

แค่ทว่าทันใดนั้นเอง

God Destroyer Punch!!!!!!"

พลังหมัดสีเชียวทองส่องประกายเจิดจรัส  ทั่วท้องฟ้า  พลังของมันราวกับว่าถือกำเนิดจากดวงอาทิตย์ก็ไม่ปาน  คลื่นและหมัดเข้ากระแทกหุ่นลึกลับอีกตัวนั่นอย่างกระเด็นไปไกลไม่แพ้กับเมื่อครั้งยาชาโอเสียหลักมา

“หัดฟังกันมั่งสิฉันไม่ได้ตั้งใจนะ  มันขยับของมันเอง”ไลมุโพล่งออกมาด้วยความโมโห

“ว่าไงนะเนี่ยจะบอกว่า หุ่นสองตัวนี้มันเรียกหากันงั้นเรอะ”
ไพล็อทอีกเครื่องสวนกลับมาแทบจะในทันที


หุ่นฝ่ายตรงข้ามปรี่เข้ามาทันที  หุ่นเหล่ามีขนาดราว20เมตร  ทาสีขาวใสราวกับน้ำแข็งขั้วโลก  มือหนึ่งถือโล่ขนาดใหญ่  อีกข้างบ้างเป็นไรเฟิลขนาดยาว  บ้างเป็นไรเฟิลกล  บ้างเป็นหอกยาว  หรือไม่ก็บาซูก้า  แล้วแต่ว่าเครื่องหนึ่งจะพกพาสิ่งใด  ราวๆ 30 เครื่องต่างฮือเข้ามา  แม้ตัวเครื่องนั้นมีสักภาพในการบินกลางอากาศ  แต่ก็นับว่าความคล่องตัวนั้นยังถือ่วาห่างกันพอสมควรกับ เอ็กซ์ ชาวาลิเออร์

แต่แล้วกลับมีมิสไซน์  สาดยิงมาจากท้องฟ้ายังที่ลับตา  สกัดกั้นมิให้ผ่านไปได้

“จะอย่างไรก็แล้วแต่ดูเหมือนพวกเราไปกระตุกหนวดเสือเอาเสียแล้ว  รีบๆกลับเข้ายานกันเถอะ”  เสียงลูคัสดังออกมา

พร้อมกับหุ่นสูง 23 เมตร รูปร่าง ตันแข็งแกร่งตัวหุ่นนั้นมีเกราะหนาแข็งแกร่ง  พร้อมกับติดอาวุธหนักมากมายท้าวเหยียบกับซับพลายยูนิทที่เป็นยานบินไร้คนขับ

“จะหนีไปไหนน่ะ”นักบินหุ่นลับนั้นร้องออกมา
พร้อมกับครื่องที่พยายามจะลุกขึ้นยืน  แต่เนื่องจากโดนพลังหมัดไปอย่างถนัดเต็มเหนี่ยว  แม้มีเกราะหนาเพียงใดก็ยากที่จะลุกขึ้น

“ได้ยินแล้วใช่มั้ย  อาซาคิ ไลมุกลับเรือด่วนเลยทางนี้เราจะล่อให้เอง”  ผมบอกนักบินของยาชาโอให้รีบขึ้นเรือ  เพราะตัวเครื่องนั้นใหญ่กว่าปกติคงเป็นเป้าที่โจมตีได้ง่าย  ดังนั้นจึงควรที่จะล่วงหน้าไปก่อน

“ทุกเครื่องกระจายกำลังออกไป  ให้ทำการด็อกหลบไปเรื่อยๆถ่วงเวลาจนกว่ายาชาโอจะเข้ายาน ย้ำห้ามทำการต่อสู้เป็นอันขาด”ผมสั่งการออกไปเด็ดขาดพร้อมกับท่าทีแข็งขัน

“รับทราบ” ลูกทีม Rage Wyvern รับคำพร้อมกัน

เอ็กซ์ ชาร์วาลิเออร์ทั้งสีเครื่องแยกออกจากกัน  โบยบินไปทั่วท้องฟ้าอย่างล่องไว  ราวกับแมลงลอยลม  ที่ยากจะจับทิศทางแม้อีกฝ่ายมีกำลังมากกว่าแต่เนื่องด้วยความสามารถในการขับเคลื่อนต่างกันจึงไม่เป็นปัญหาเท่าใดนัก

แต่มีบางกลุ่มมุ่งเป้าไปที่ออฟิอุส  ลูคัสทำการเปิดฟิลสนามพลังกางกั้นทันที  พร้อมกับยิงปีนลิเลียร์กันที่ไหล่ และปืนแฟดที่โล่คอยสกั้น พร้อมกับถอยฉากไปอ่าง คล่องตัว  แม้มีตัวคนเดียวแต่อีกฝ่ายก็ยากที่จะเข้าใกล้

ในทีสุดยาชาโอก็ถึงตัวเรือ  อีกชั่วครู่เครื่องทั้งสี่ก็กลับเข้าเรือได้หมด

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“ทำการจู่โจมโดยไม่ได้รับคำสั่ง  มีโทษเล็กน้อย ให้ทำงานชดใช้ความผิด ด้วยการทำงานในโรงบำบัดน้ำ”  ริซ่าสั่งการลงโทษเด็ดขาดทันทีที่ฉันเข้ามารายงานตัวที่บริด

จะว่าฉันเคยมองว่าเธอเป็นผู้หญิงใจดีคนหนึ่ง  แต่แล้วฉันกลับได้เรียนรู้ถึงมุมที่แปลกออกไป  หญิงสาวที่ใจดีนั้นเวลาลงโทษใครก็ยากที่จะขัดขืนและบางคร้งดูเหมือนเธอน่ากลัวอยู่แปลกๆ

“แต่ว่าบอแล้วไงว่าหุ่นมันขยับไปเอง”ฉันแย้งออกมาพร้อมกับท่าทีที่ขัดขืน  ตัวฉันไม่ได้ตั้งใจนี่ทำไมจะต้องลงโทษ

“นั่นก็คือความผิดของเธอเหมือนกันนะ  ที่คุมไม่อยู่ในตอนนั้น”คราวนี้เป็นเฟลเซลบ้าง 

“แต่ก็นั่นแหละยาชาโอน่ะ เหมือนมีชีวิตบางคร้งมันก็ทำตามความต้องการของมัน”ฉันโต้แย้งกลับไปเพราะคิดว่าอย่างไรเสียคนเราหากไม่ได้ต้งใจก็ไม่ควรจะได้รับความผิด

“ฟังนะ เรื่องบางเรื่องไม่ว่าเธอจะตั้งใจก็ดีหรือไม่ได้ตั้งใจก็ช่าง  แต่ในเมื่อมันมีผลเกิดขึ้นก็ต้องมีผู้รับผิดชอบเสมอ”คราวนี้เป็นมาร์เซลบ้างล่ะ


“ฉันก็เข้าใจแต่จะต้องทำมันนานเท่าไหร่ล่ะ”ฉันถามกลับไปเพราะรู้สึกว่างานพวกนี้หากเทียบกับซ่อมบำรุงหุ่นแล้วฉันเลือกอ่างหลังมากกว่า


“ก็จนกว่าเธอะจไปจากเรือลำนี้”  ริซ่ายิ้มพลางตอบกลับมา

“ว่าไงนะ”

“คืออันที่จริง  คนของเราไม่พอน่ะ  แม้แต่นักบินก็ต้องทำงานบ้านอย่างอื่นด้วย  จะให้คนอื่นทำก็ได้หรอกเพียงแต่ว่าคนอื่นได้งานทำหมดแล้วยกเว้นเธอเท่านั้น”ริซ่าตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่าเธอคิดเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแตแรก

“เรือลำตั้งยาว  แต่ไหงคนน้อยแบบนี้”ฉันตอบพลางแลบลิ้น  เป็นการล้อเลียนว่าผิดคาดเธอจริงๆ


“เอาเถอะนะ  อีกเดี๋ยวเราก็ใกล้ถึงบริเวณเชิงเขาติดทะเลสาบแล้วล่ะคงใกล้ถึงแหล่งน้ำแล้ว”เฟลเซลอธิบายออกพลางออกดูแผนที่สามมิติของโลกแห่งนี้
“เอ๊ะแต่เรามีน้ำกับเสเบียงอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”ฉันตอบกลับไปพร้อมกับแปลกใจ
“มันก็ใช่อยู่หรอก  แต่พื้นฐานของการสำรวจที่ดีการหาแหล่งน้ำคือข้อแรกที่ควรปฏิบัติ”ริซ่าตอบกลับมาในขณะที่เธอชี้นิ้วมือไปยังทะเลสาบเรียบเชิงเขาแห่งหนึ่งในแผนที่สามมิติ  ข้อมูลเหล่านี้ได้จากการคาดกะเกณฑ์จากระบบคอมพิวเตอร์ซึ่ง 98 % คือเป็นจริง


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ในที่สุดพวกเราก็มาถึงทะเลสาบดังกล่าวนั้น 


ทะเลสาบนี้สงบนิ่งยิ่งนั่ง  และออกจะดำมืดกว่าปกติอู่เล็กน้อย  แต่ที่ชวนขัดตาคือเนินเขาเป็นแห่งโล้น  ราวกับว่าเป็นซากเทวสถานแห่งหนึ่ง  เราจอดเรือลงในแม่น้ำ  เรือก็คือเรือ ใช้ท่องอวกาศก็ได้  แต่ที่สำคัญคือมันดำน้ำ


ผมอยู่กับไลมุที่โรงบำบัดน้ำ
“นายน่ะ มีหน้าที่เฝ้าระวังฉันเหรอ”ไลมุถามผมออกมาในขณะที่สุบน้ำเข้าเรือเพื่อทำการตรวจสอบความบริสุทธิ์ก่อนที่จะรับการบำบัด
“เฝ้าระวัง  คุณไม่ใช่ระเบิดนี่ผมไม่เห็นต้องทำแบบนั้นเลย”
“ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น  หมายความว่านายกลัวว่าฉันจะหนีออกจาเรือนี้เหรอ” ไลมุตอบกลับมาด้วยท่าทีข้องใจเล็กน้อย  บางทีอาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยอยากพูดถึงประเด็นนี้เท่าใดนัก
“คุณเพิ่งเคยขึ้นเรือ  คงไม่คุ้นกับสถานที่ภายใน อีกอย่างคุณคนเดียวคงทำงานบำบัดน้ำเสียครั้งแรกได้อย่างดีไม่ได้  ถือว่าผมเป็นพี่เลี้ยงก็แล้วกัน”ผมตอบกลับไป
“แม่นะ”เธอเสียงเข้มพร้อมกับมองผมด้วยหางตา
“จริงสิ  ดูนี่”  ผมพูดพลางมองดูชาร์ตรายงานจากการสำรวจน้ำที่สูบเข้ามา

“จากชาร์ตนี้แสดงว่า……………………”

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“นี่มันเต็มไปด้วยสารที่เกิดจากแหล่งผลิตอาวุธทั้งนั้น”ลูคัสเอ่ยพลางวางชาร์ตลงบนโต๊ะกลม  ตอนนี้พวกเรานั่งอยู่ในห้องลีฟวิ่งรูม



“แสดงว่าบริเวณนี้มีโรงงานหรือไม่ก็ฐานทัพสินะ”กัปตันเฮริซ่าเอ่ยพลางใช้ความคิด



“งั้นก็ดีไปอีกแบบแล้วกัน  นี่มาร์เซลลองไป “เดินตลาด”ดูหน่อยเป็นอย่างไรฉันสนใจว่ามีอะไรน่าสนบ้าง  ไปพร้อมกันกับหัวหน้าเอ็กซ์แล้วกัน  ส่วนไลมุจะตามไปมั้ยก็ถามเธฮเองแล้วกัน”  คุณหญิงยิ้มพลางมองดูชาร์ตจากแหน่งน้ำนั้น



“ครับคุณหญิง”  ผมรับคำคราหนึ่ง  อันที่จริงนั้นผมก็ทราบว่าตัวเธอก็อยากไปด้วยเหมือนกันเพลียงแต่ว่าเรือเพิ่งอกกเดินทาง  เธอยังมีหลายเรื่องราวในเรือให้จัดการ



------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฉากต่อไปต้องลงจากเรือ  จริงๆผมอยากแต่งเองนะ  ว่าต้องดูก่อนว่ามีคนมารับต่อหรือปล่าวถ้าไม่มีอีก สามวันค่อยมาต่อกัน

ปล. หุ่นแต่ละตัวใหญ๋เป็นบ้า  ไซด์ก็ต่างกันเยอะอ้อลืมไป

เครดิตตัวละคร

ชาง หม่า ฟาน Replikia    ใจจริงอยากจะจับตัวละครคนอื่นมาเป็นลูกทีมของเอ็กซ์  แต่พอไปอ่านแฟล็กไฟล์มา  คิดใหม่ดีกว่าเท๊อะ 
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 25, 2008, 10:36:41 AM โดย Sweet Face » บันทึกการเข้า
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #21 เมื่อ: มกราคม 03, 2009, 08:11:23 PM »

เข้ามาจองครับ 

เข้ามาขอเลื่อนพิมพ์อาจจะช้าสุดวัน พุธหน้านะครับ


เพราะว่าวันเสาร์ผมต้องไปถอนฟัน  กลัวว่าจะเจ็บจนมาลงไม่ทันวันเสาร์ครับ

ยังไงก็อย่าเพิ่งลบเรปนี้จนกว่าจะถึงพุธหน้าแล้วกันนะ 


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หลังจากที่ฟรอนเทียร์เซนพิเตอร์ได้ออกเดินทางแล้ว


ทางศาลทหารก็ได้ตัดสินเข้าจับกุม พันตรี ชอร์ลซิเล่ย์ ฮานอยโดยทันที  และได้ยุบให้สถาบันวิจัยของชอร์ลซิเลย์เป็นหนึ่งเดียวกับ  ศูนย์วิจัยพิเพนต้า  พร้อมกับดำเนินการสอบสวน  พันตรีชอร์ลซิเล่ย์ทันที 


ในที่สุดมีคำสั่งให้ชอร์ลซิเลย์บรรจุเข้าเป็นช่างในศูนย์วิจัยซิเพนต้า  พร้อมกันนั้นจักรวรรดิได้ดำเนินนโยบาย  ยุบหน่วยกองพันทหารเสือของตระกูลพรินสแตนท์ลง  เป็นผลพลอยให้  กำลังทหารทั้งหมดขึ้นตรงต่อสมหนายกโดยทันที


และได้เริ่มโปรเจกใหม่ขึ้นนั่นคือ  ดำเนินการผลิต Musketeerรุ่น จำนวนจำนวนจำกัดโดนโครงสร้างและเครื่องยนต์ทั้งหมดนำมาจากรุ่นX-1ของคุณหญิงเฟลเซล  แต่ใช้เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กลงเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการผลิต


เนื่องจากขีดศักยภาพในการใช้งานที่เฟลเซลทิ้งท้ายก่อนจากไป  ทำให้ทางจักรวรรดิ์ตั้งความหวังกับสายการผลิตนี้เป็นอย่างมาก  แต่เมื่อทำการทดสอบแล้วกลับไม่มีนักบินคนไหนแสดงศักยภาพได้ดีเท่านั้นมาก่อน   โดยเฉพาะความเร็วและการตัดสินใจอันรวดเร็วราวกับว่าเป็นสัญชาตญาณนั้น  นักบินทั่วไปทำได้เพียงแค่ 40% ส่วนนักบินของกองพันทหารเสือเองก็ทำได้เพียงแค่ 60%เท่านั้น  ซึ่งมีเพียงชอร์ลซิเล่คนเดียวที่แสดงศักยภาพได้ในระดับ80%ของคุณหญิงแห่งตระกูลสูงศักดิ์


เนื่องเครื่อง X-1 และ X-2 นั้นมีชอร์ลซิเล่ย์เป็นคนออกแบบรวมถึงฟ้าหญิง เฮริซ่าให้การสนับสนุนในการออกงบประมาณ และมีคุณหญิงเฟลเซลเป็นนักบินทดสอบ  โปรเจกในการผลิตแมสโปรดัก  จึงต้องตกเป็นหน้าที่ของชอร์ลซิเล่ย์เพียงคนเดียว  และทางสหมุหกลาโหมมีนโยบายให้ผลิตAIที่ช่วยในการเรียนรู้ระบบของตัวเครื่อง เป็นเหตุให้ชอร์ลซิเล่ย์บีบงานรัดตัวเข้าทุกที

ในขณะเดียวกัน  เขตคฤหาสพริ้นสแตนท์ก็จัดเป็นเขตหวงห้ามไปด้วย


ในขณะที่พ่อบ้าของเฮริซ่าเองซึ่งเป็นหัวหน้าของกองพันทหารเสือก็ถูกกักบริเวณให้อยู่ภายใน  เขตสวนของบ้านพักเท่านั้น



และในขณะที่เดียวกัน  ชอร์ลซิเล่ย์เองก็ไม่ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวจักรวรรดิเลยเพราะถูกกักขังให้ทำงานวิจัยแต่เพียงอย่างเดียว

แต่ถึงกระนั้นด้วยอุดมการณ์ที่มั่นคงไม่ไหวเอน  เขาก็ได้เริ่มคิดค้นถึงเครื่อง X-3 เอาไว้เสียแล้ว 



ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าชะตาในอนาคตจะเล่นตลกกับเขาทำให้ตัวเขาเองถูกตราหน้าเป็นคนบาป  ทั้งที่ต้องทำความดีและรับผิดชอบอย่างมากมายเสียอีก

แต่ก็อีกนั่นแหละนี่เป็นบททดสอบสำหรับผู้ที่เลือกวิถีทางแห่งการเสียสละ   และการสร้างศัทธา  ซึ่งบางครั้งความจริงนั้นอาจจะไม่ได้มีผลดีเสมอไป

บางครั้งการสร้างภาพให้คนอื่นดีและทำให้ตนแย่ก็เป็นเรื่องที่พึงกระทำกว่าการเปิดเผย   นี่จึงเป็นตลกร้ายของชีวิต

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ช่วงนี้ขอโบ๊ยเนื้อเรื่องของ เซนพิเตอร์ให้คนอื่นแล้วกันครับ  ผมขอเคลียร์การเมืองที่อวกาศดีกว่า 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 14, 2009, 03:26:06 PM โดย The Unstoppable Pilot » บันทึกการเข้า
Black Overman XAN
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1836



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: มกราคม 26, 2009, 03:27:23 PM »

"อยู่ที่นี่ ที่โลกนี้ ที่มิตินี้"

สาวน้อยผมสั้นสีน้ำตาลในชุดเสื้อคลุมสีขาวคนหนึ่งกำลังเดินอยู่ในซากเมืองแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้คนที่อดอยากปากแห้งกำลังเฝ้ามองสภาพรอบๆด้วยท่าทีเวทนา นี่เป็นผลมาจากความผิดพลาดเมื่อในอดีตจนส่งผลร้ายกลับมายังปัจจุบัน ทำไมต้องสู้กัน ทำไมไม่อาจอยู่ร่วมกันอย่างสงบได้ ทำไมจักรวาลถึงปรารถนาที่จะถูกทำลายและเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"ขอโทษที มีอะไรให้กินบ้างมั้ยครับ ผมไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว" เด็กชายผอมแห้งท่าทางเหมือนขอทานคนหนึ่งเดินเข้ามาหาหญิงสาวผู้นั้น เธอรู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เธอไม่สมควรจะไปยุ่งเกี่ยวเรื่องในโลกทางนี้

"ขอโทษนะ พี่ไม่มีหรอก" แล้วเธอก็เดินจากไปโดยทิ้งเด็กน้อยที่ทำตาละห้อยเอาไว้

"นี่มันแย่กว่าที่คิดไว้เสียอีก ผลพวงจากเหตุการณ์ทำลายดาวทำให้สภาพของดาวดวงนี้เปลี่ยนแปลงไปหมด ไม่เช่นนั้นเด็กคนเมื่อกี้คงจะสามารถมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่มากกว่านี้ได้ ในเวลาแบบนี้เรากลับช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลย ไม่สิ ถึงช่วยได้เราก็ต้องเฉยเอาไว้ เราจะให้ความปั่นป่วนเกิดขึ้นไปมากกว่านี้อีกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะไม่ใช่แค่ดาวดวงนี้ แต่ทุกสิ่งในกาลอวกาศจะไม่มีอะไรเหลืออีกเลย"

เธอหยิบเอานาฬิกาพกทรงกลมที่มีรูปร่างแปลกตาอันหนึ่งขึ้นมาถือไว้ มันไม่มีขีดบอกตัวเลขเวลา มีเพียงรูปพระอาทิตย์และพระจันทร์ ตรงเข็มนาฬิกาก็ช่างดูละม้ายคล้ายกับเข้มทิศเสียนี่กระไร เป็นนาฬิกาที่คนธรรมดาทั่วไปคงดูไม่รู้เรื่องแน่ แต่ว่าเธอคนนี้ไม่ใช่ธรรมดา เธอจ้องมองเข็มนาฬิกาที่หมุนไปและมองผลที่ออกมาด้วยสีหน้าท้อแท้

"ความบิดเบือนของมิติเวลาที่นี่ไปถึงระดับเจ็ดแล้ว ถ้าขืนมีอะไรมากระทบมันอีกสักอย่างล่ะก็ กำแพงที่กั้นระหว่างมิติก็จะถูกทลายลงและทุกสิ่งก็จะเป็นไปอย่างที่เจ้าพวกนั้นต้องการ ประวัติศาสตร์ที่น่าเศร้าก็จะเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง ต้องรีบแล้ว จะให้ "มรดก" มาสู้กันเองอีกไม่ได้เด็ดขาด"
------------------------------------

เวลายามค่ำ ณ ฐานทัพของหน่วย Ice Fang ที่นี่กำลังมีงานฉลองที่สามารถกวาดล้างกลุ่ม The Grim Reaper ไปได้เป็นจำนวนมากในการรบครั้งนี้ โดยที่ร้อยเอกตาร์เทส ยาสวา ในฐานะผู้บัญชาการชั่วคราวของหน่วยเป็นผู้จัดงานนี้และมีการเชิญนายทหารระดับสูงของ The Sun รวมถึงผู้มีเส้นสายในรัฐบาลโลกหลายคนมาร่วมในงานด้วย งานเลี้ยงเป็นไปอย่างคึกคักโดยมีการนำเอาภาพตอนที่ขับไล่กลุ่มต่อต้านมาฉายเพื่อเรียกเสียงเฮฮาในงาน แต่คนที่ควรจะได้เป็นตัวเอกในงานนั้นกลับไม่ได้อยู่ด้วย

ร้อยตรีพิเศษเลโอ คริมสันกำลังเดินชมดาวอยู่ในบริเวณรอบนอกฐานทัพพลางคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวัน หลังจากที่จัดการกลุ่มต่อต้านได้หมดแล้วจู่ๆก็มีหุ่นที่ไม่เคยเห็นโผล่ออกมา แล้ววาลคิรี่ก็เริ่มอาละวาดเข้าสู้กับหุ่นตัวนั้นโดยที่ควบคุมอะไรไม่ได้เลย ฟังจากที่นักบินทางนั้นติดต่อมา (เท่าที่ฟังจากน้ำเสียง นักบินหุ่นตัวนั้นก็ดูจะเป็นหญิงสาวอายุไม่ต่างจากเธอนักแต่คงอ่อนกว่าหน่อย) ดูเหมือนว่าหุ่นของอีกฝ่ายก็ขยับเองเหมือนกัน และที่น่าแปลกกว่านั้นคือ พอเอาเรื่องนี้ไปรายงานให้ร้อยเอกตาร์เทสทราบ ท่านกลับมีคำสั่งว่าเรื่องนี้ห้ามพูดออกไปเด็ดขาด และแน่นอนว่าในภาพเหตุการณ์ที่เอามาฉายในงานวันนี้ไม่มีเหตุการณ์นี้ถูกบรรจุอยู่เลย เธอเริ่มหวนคิดถึงท่าทีแปลกๆของตาร์เทสตอนที่เธอคุยกับเขา

"ฉันจะรายงานเรื่องนี้ให้ทางเบื้องบนทราบเอง เธอมีหน้าที่ปิดปากเงียบแล้วทำเป็นว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเท่านั้น โชคดีที่มีผู้เห็นเหตุการณ์ไม่มาก ปิดปากได้ไม่ยาก" ตาร์เทสเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ แต่แสดงความนัยให้เห็นว่ามีอะไรบางอย่างปกปิดอยู่

"ปิดปาก? ทำไมต้องปิดปากด้วยคะ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะคะ บางทีระบบหุ่นอาจจะรวนเพราะสนามแม่เหล็กหรืออะไรซักอย่างก็ได้ แล้วยังหุ่นที่เราไม่รู้จักนั่นอีก ถ้าพวก The Grim Reaper มีหุ่นที่พลังขนาดนั้นไว้ในครอบครองจะเป็นอันตรายกับพวกเรามากเลยนะคะ" เลโอสงสัยในคำตอบของตาร์เทสมาก ถึงเขาจะรับปากว่าจะช่วยรายงานเบื้องบนให้เอง แต่เรื่องแบบนี้ตามธรรมดาเขาไม่เก็บเป็นความลับกันหรอก โดยเฉพาะกับคนในหน่วยเดียวกันที่ผ่านสมรภูมิมาด้วยกันแบบนี้

"เธอไม่จำเป็นต้องรู้ คอยทำตามคำสั่งของฉันอย่างเคร่งครัดก็พอ และถ้าวาลคิรี่มีอาการอะไรผิดปกติอีกเธอต้องรีบแจ้งให้ฉันรู้ทันที รับทราบ?"

"รับทราบค่ะ ต..แต่ว่า"

"ไม่มีแต่ทั้งนั้น แล้วก็ออกไปได้แล้ว เดี๋ยวฉันต้องติดต่อไปยังเบื้องบนอีก" เลโอที่กำลังจะออกจากห้องไปเกิดนึกเรื่องหนึ่งออกมาได้ จึงตรงกลับเข้ามาถามว่า

"ที่ว่าวาลคิรี่เป็นหุ่นรบรุ่นใหม่ล่าสุดของ The Sun นี่ เป็นความจริงหรือเปล่าคะ"

"แน่นอน ทำไมถามเช่นนี้ล่ะ"

"งั้นก็ไม่มีอะไรแล้วค่ะ" ว่ากันตามจริงแล้วเลโอสงสัยเรื่องตัวตนของวาลคิรี่มาตลอด ทั้งเรื่องขนาดที่ใหญ่โตผิดปกติ การที่ไม่มีหมายเลขรุ่นและโครงสร้างที่ดูจะต่างจากหุ่นรุ่นอื่นๆอย่างเห็นได้ชัดจนดูไม่ออกเลยว่ามาจากสายการผลิตไหนกันแน่

ตุ๊บ

เลโอที่กำลังเดินคิดอยู่พลางๆก็ดันไปเดินชนกับอีกคนหนึ่งซึ่งก็กำลังเดินไม่ดูตาม้าตาเรืออยู่พอดี (อันนี้กลับมาปัจจุบันแล้ว) จนล้มคลุกฝุ่นทั้งคู่ เมื่อเลโอลุกขึ้นก็เอื้อมไปจับคนที่ชนกับเธอลุกขึ้นด้วยเช่นกัน คนๆนั้นเป็นผู้หญิงร่างสูงผมสีทองตัดสั้นทรงบ๊อบ ฟูและดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย มีดวงตากลมสีฟ้าให้ความรู้สึกว่าไร้เดียงสา แม้ดูจากหน้าน่าจะอายุเกินยี่สิบปีไปแล้วก็ตาม แถมยังใส่เสื้อกล้ามหลุดๆและกางเกงขาสั้นซึ่งไม่เข้ากับงานเลี้ยงที่ส่วนใหญ่จะใส่เครื่องแบบเต็มยศ

"ขอโทษนะ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า" เลโอช่วยฉุดผู้หญิงคนนี้ซึ่งกำลังแสดงตาแป้วๆอยู่ขึ้นมา ท่าทางเธอไม่รู้สึกถูกชะตาด้วยเท่าไหร่นัก

หลังจากที่เธอคนนั้นลุกขึ้นยืนเองได้แล้วก็จ้องหน้ามายังเลโออย่างงงๆ เลโอก็พลอยงงตามไปด้วย ก่อนที่จะไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้าของเลโอจนเธอหน้าแดงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

"หน้าอก...หย่ายจางงงง" บทสนทนาคำแรกที่ออกมาจากหญิงสาวลึกลับ คือสิ่งที่คนทั่วไปคงไม่คิดว่าจะได้ยิน ทำเอาเลโออึ้งไปชั่วครู่ ก่อนที่จะอึ้งยิ่งขึ้นเมื่อประโยคต่อไปโผล่ออกมา "แต่ว่านะ ของเราก็หย่ายม่ายแพ้กานร้อก นี่ไงๆๆๆๆ" จากนั้นผู้หญิงคนนี้ก็เอามือรองหน้าอกตัวเองแล้วเขย่าๆๆๆ เป็นภาพที่ทำเอาเลโอตาค้าง แถมถ้าดูจากการเด้งที่เป็นธรรมชาติแล้ว หรือว่าเธอคนนี้จะ...(ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ)

"หยุดนะ!! อะไรกันเธอนี่อยู่ดีๆก็มาทำแบบนี้ต่อหน้าคนที่ไม่รู้จักกัน มันไม่ดีไม่งามนะ" เลโอรีบพุ่งเข้าไปคว้าแขนของหญิงสาวปริศนาผู้นี้ไว้ทันที

"จริงสิลืมไปเลย เราชื่อฟาลินนะ แล้วเธอล่ะ" ฟาลินเพิ่งนึกออกว่ายังไม่ได้บอกชื่อตัวเองเลย

"ฉ..ฉัน เลโอ คริมสัน"

"เท่านี้ก็รู้จักกันแล้วนะ งั้นเราก็ทำต่อได้แล้วสิ เย้ๆๆๆๆ" ฟาลินอาศัยจังหวะที่เลโอผ่อนแรงดึงแขนกลับแล้วเอามาเขย่าอกตัวเองอีก เลโอหน้าแดงเถือกรีบจับฟาลินกดทันที ฟาลินกรีดร้องเหมือนกำลังสนุกอยู่ "หวา ช่วยด้วยๆ เค้าจาโดนปล้ำแล้ว"

"ยัยบ้า อยู่เฉยๆได้ไหม เกิดใครได้ยินแล้วเกิดเข้าใจผิดขึ้นมาล่ะ"

"ขอโทษนะครับ แต่เผอิญว่ามีคนได้ยินแล้วล่ะครับ" เสียงคมๆดังขึ้นที่หลังของเลโอทำเอาเธอผงะและรีบถอยออกมาจากฟาลินทันที ก่อนที่จะหันไปหาที่มาของเสียง ฟาลินเองก็ลุกตัวขึ้นแล้วหันไปจ้องเจ้าของเสียงเช่นกัน

ชายผมสั้นสีดำ หน้าตาคมเข้ม ดวงตาสีแดงราวกับเลือดในชุดเสื้อคลุมสีดำกำลังยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า ทั้งเลโอและฟาลินไม่มีใครรู้สึกได้ถึงการมาของชายคนนี้เลย เขาเหมือนมีบรรยากาศแปลกๆปกคลุมอยู่รอบตัว รอยยิ้มเย็นชาทำให้ทั้งสองสาวต้องถึงกับเหงื่อตก ทั้งคู่รับรู้ได้ด้วยสัญชาติญาณว่าชายผู้นี้ ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่

"ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมไม่ใช่คนปากพล่อย และไม่ได้รังเกียจอะไรในรสนิยมรักร่วมเพศหรอกนะครับ รับรองว่ารื่องในคืนนี้ของพวกคุณจะไม่มีวันแพร่งพรายออกจากปากของผมแน่ แล้วก็ไม่คิดจะมาขัดจังหวะอะไรด้วย ขอพูดธุระครู่เดียวแล้วผมก็จะรีบจากไปทันทีเลยครับ ไม่อยู่เป็นมารผจญความสุขของพวกคุณแน่นอนครับ" ชายชุดดำเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

"ขอบใจ เอ้ยยยยย จะบ้าเรอะ ฉันไม่ได้เป็นแบบที่นายว่าซักหน่อย@!!" เลโอตวาดเสียงดังในขณะที่ฟาลินดูจะไม่เข้าใจในสิ่งที่บุรุษปริศนาพูดจึงได้แต่ทำหน้างง "เรื่องนั้นช่างเถอะ คุณมีธุระอะไร กับฉัน หรือกับผู้หญิงคนนี้"

"กับทั้งคู่นั่นแหล่ะครับ ร้อยตรีพิเศษเลโอ คริมสัน สมาชิกหน่วย Ice Fang ผู้ควบคุมหุ่นรบวาลคิรี่ และสิบเอกฟาลิน เอซไพล๊อตของหน่วย Phantoms พวกคุณทั้งคู่นับได้ว่าเป็นทหารชั้นแนวหน้าของ The Sun ทีเดียวครับ"

เลโอมีท่าทีแปลกใจมากเมื่อทราบว่าฟาลินก็เป็นทหารของ The Sun เช่นกัน (ส่วนเจ้าตัวก็ยังมีทีท่างุนงงเหมือนเดิม) แต่ก็เก็บอาการไว้ได้ "ท่าทางคุณจะรู้จักพวกเราดีเหลือเกินนะ แต่ธรรมดาแล้วคุณควรที่จะแนะนำตัวเองก่อนไม่ใช่หรือ"

"ขอโทษครับ ชื่อของผมคือ นาซัส วาลเคริม ผมไม่ได้สังกัดกับ The Sun หรอกนะครับ เพียงแต่อยากขอความร่วมมือจากพวกคุณสองคนให้ช่วยทำอะไรให้ผมสักอย่างน่ะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของพวกคุณเองด้วยครับ" นาซัสมีสีหน้ายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

"เพื่อประโยชน์ของพวกเรางั้นหรือ หมายความว่าอย่างไรกัน" เลโอรู้สึกว่าชายคนนี้ไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่

"คุณเลโอ คุณอยากทราบความลับของวาลคิรี่หรือเปล่าครับ" นาซัสจี้ถูกจุด "ทำไมพวกระดับสูงของ The Sun ถึงมีท่าทีแปลกๆในเรื่องของหุ่นตัวนี้ แล้วหุ่นปริศนาที่คุณเห็นนั่นคืออะไร มีความเกี่ยวข้องยังไงกับวาลคิรี่"

"ทำไมนายถึงรู้เรื่องพวกนี้ได้!!" เลโอมีท่าทีตกใจอย่างมากเพราะเรื่องเหล่านี้เป็นข้อมูลลับสุดยอดที่ร้อยเอกตาร์เทสสั่งห้ามเธอแพร่งพรายเด็ดขาดแม้แต่กับอิกนิสเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธอ

นาซัสไม่ตอบแต่ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้เลโอ มันคือแผนที่บริเวณที่ราบทางตอนใต้ มีจุดกากบาทสีแดงขีดเอาไว้ที่บริเวณทะเลสาบแห่งหนึ่ง "ตอนนี้หุ่นปริศนาตัวนั้นอยู่ที่นั่นแหล่ะครับ ลองไปพบกันดูอีกครั้ง แล้วคุณก็จะได้เห็นความจริง"

เลโอรับแผนที่มาดูโดยที่ยังคงสองจิตสองใจอยู่ สิ่งที่ชายคนนี้พูดจะเชื่อถือได้หรือไม่นะ

"ส่วนคุณ" นาซัสหันไปทางฟาลินที่กำลังยืนเอ๋ออยู่เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่ทั้งคู่คุยกันเลยซักนิด "ถ้าเป็นไปได้ก็ช่วยตามไปด้วยนะครับ เพราะจะมีเรื่องอะไรสนุกๆรอคุณอยู่ครับ"

"สนุกจริงเหรอ!!" ฟาลินตาวาวเป็นประกายทันที "เย้ๆ ถ้างั้นเลโอให้ฟาลินไปด้วยนะ" แล้วก็รีบเข้าไปคลอเคลียกับเลโอทันที

"เดี๋ยวสิ ฉันยังไม่ได้ตกลงว่าจะ..." เลโอที่เงยหน้าจากแผนที่ขึ้นมา แต่ก็พบว่านาซัสได้หายตัวไปแล้ว เธอจึงกลับเข้าสู่โหมดใช้ความคิดอีกครั้ง "นี่เราควรจะไปดีหรือเปล่านะ"

นาซัสซึ่งแยกตัวออกมาจากพวกเลโอแล้วและกำลังเดิมชมจันทร์เต็มดวงอยู่ก็เริ่มเปลี่ยนสีหน้าไปเป็นแสยะยิ้มด้วยความเจ้าเล่ห์ขณะที่เงยหน้ามองดวงจันทร์ "เอาล่ะ แสดงให้ดูหน่อยสิไลมุ ว่าพลังที่ถูกมอบให้เธอน่ะ มันคู่ควรที่จะเป็นของเธอจริงหรือไม่"
--------------------------------------

ตัดกลับมาทางด้านยานเซนต์ปิเตอร์ ซึ่งตอนนี้เหลือคนบนยานไม่มากนักเพราะเอ็กซ์ มาร์เซล และลูคัสรวมถึงลูกเรือจำนวนหนึ่งลงจากยานเพื่อไปสำรวจโรงงานหรือฐานทัพอะไรซักอย่างที่น่าจะมีอยู่แถวนี้ และก็ไปกันนานหลายชั่วโมงแล้วยังไม่กลับ กัปตันเฮริซ่ากับเฟลเซลกำลังคุยถึงเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ ส่วนไลมุที่ปฏิเสธการลงจากยานเพราะสภาพของดาวดวงนี้คล้ายกับเซอร์นาสมากทำให้เธอไม่ค่อยอยากเห็นก็ขอมาอยู่ในยาชาโอเพื่อนั่งคิดอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว

"นี่ นายน่ะ เมื่อตอนกลางวันทำไมถึงอาละวาดแบบนั้นล่ะ บางครั้งชั้นก็รู้สึกว่าตัวเองไม่รู้จักนายเลย มีความลับมากมายของนายที่ชั้นไม่เคยรู้ บางครั้งชั้นก็คิดนะว่าแท้จริงแล้วนายเป็นอะไรกันแน่" ไลมุพูดพึมพำเหมือนจะให้ยาชาโอส่งเสียงตอบ (ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีเสียงใดตอบกลับมา) "แล้วตัวชั้นที่ควบคุมนายได้ล่ะ เป็นอะไร"
----------------------------

วันนี้ขอไว้แค่นี้ก่อนละกัน ซักวันพุธคงมาเขียนต่อ ส่วนเรื่องทีมสำรวจผมโยนให้คุณหน้าหวานละกัน 

Edit : เกือบลืม ตัวละครฟาลินจากคุณ Shin ครับ (ขอบอกว่าใส่บทพูดยากมากเลยตัวนี้ เพราะไม่รู้ว่าต้องให้เพี้ยนขนาดไหนถึงจะถูกใจคุณ Shin ถ้าไม่พอใจก็ขอโทษด้วย)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 26, 2009, 03:31:18 PM โดย dye2556 » บันทึกการเข้า

หมดยุคของไอ้เกรียนบาร์โค้ดแล้วเฟ้ย ตอนนี้ได้เวลาของแฟลชไดรฟ์สองซีกแล้ว

Alasthor
The Star Combatant
Legendary Pilot
******
กระทู้: 1198



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2009, 03:10:08 PM »

ขอลงเนื้อเรื่องของ ลูซิเฟอร์ ก่อนขึ้นมาโลกบ้างนะครับ เพิ่งเคยแต่งฟิคครั้งแรกนะเนี่ย อย่าถล่มผมนะ 
-----------------------------------------------------
- Roar of The Lighting -

ทางเดินท่ามกลางทุ่งหญ้าที่ไม่มีวี่แววบ้านเรือนผู้คน แต่กลับมมีชายใส่ผ้าคลุมมีฮู้ดปิดหน้าปิดตาเดินไปบ่นไปอยู่
"...เฮ้อ ก็รู้อยู่หรอกนะว่าไอ้ดวงอาทิตย์ที่ลอยอยู่นี่มันไม่ใช่ของแท้ แต่ไอ้แดดร้อนๆที่ส่องมานี่มันร้อนเป็นบ้าเลยสิน่า"
ว่าไปพลาง ก็ปัดเหงื่อทิ้งไปพลาง

สิ่งที่ชายหนุ่มพูดถึงก็คือเครื่องจักรเวท ที่ทำหน้าที่ให้แสงสว่างและความร้อนกับที่สถานที่แห่งนี้ "โลกใต้พิภพ"
สถานที่ๆอารยธรรมต่างไปจากโลกเบื้องบน ที่ๆอารยธรรมทางวิยาศาสตร์และเวทมนตร์ถูกสร้างผสมผสานควบคู่กันไป
เป็นอารยธรรมที่จะบอกว่าล้าสมัยก็ไม่ใช่ เพราะมีทั้งพาหนะที่ใช้เครื่องจักรขับเคลื่อน อาวุธสงคราม เทคโนโลยีต่างๆ
หรือแม้กระทั่งอาวุธระดับสูงที่เรียกว่าจักรกลเวท ที่ใช้ทั้งเครื่องจักรและพลังเวทเป็นส่วนขับเคลื่อน
ส่วนจะว่าเป็นอารยธรรมที่ล้ำสมัย ก็ไม่ใช่อีกเช่นกัน เพราะผู้คนเกือบครึ่งในเมืองๆหนึ่งยังใช้วิถีชีวิตแบบเรียบง่าย
ทั้งสร้างบ้านแบบโบราณ ใช้ม้าในการเดินทางในระยะไม่ไกลนัก มีตลาดแบบแบกะดินอยู่ตามหมู่บ้านทั่วไป
นี่ยังไม่รวมถึงมีกระทั่งปราสาทหรูหราที่ตั้งอยู่ตามเมืองหลวงของรัฐต่างๆ และเป็นที่อยู่ของผู้ปกครองระดับสูงอีกด้วย

ชาวใต้พิภพโดยส่วนใหญ่ รับรู้การคงอยู่ของผู้ที่อยู่บนผืนพิภพเบื้องบน (กลับกันคนบนพื้นโลกมีจำนวนน้อยทีรับรู้การคงอยู่ของชาวใต้พิภพ)
และมีการติดต่อค้าขายกับชาวพื้นโลก การขึ้นไปบนผิวโลก จะใช้เครื่องจักรขนย้ายตามเมืองใหญ่ทั่วๆไป
แต่ชาวใต้พิภพมักจะไม่นิยมเปิดเผยตัวตนสักเท่าไร เพราะเหตุผลหลายอย่าง ทั้งอารยธรรม การดำเนินชีวิต ที่แตกต่างกัน
แต่ก็มีบางคนที่ชอบการผจญภัยหรือนิสัยแปลกๆแบบต่างๆ ชอบที่จะใช้ชิวิตบนโลกเบื้องบน

"เดินมาตามป้ายบอกทางก็หลายชั่วโมงแล้ว หมู่บ้านคาล์มวินด์ที่ป้ายบอกนี่มันอยู่ไหนฟะเนี่ย...หือ"
ชายหนุ่มยืนนิ่งเพราะได้ยินเสียงบางอย่างด้านหลัง เมื่อเพ่งไปลิบๆก็เห็นม้ากำลังควบเข้ามาใกล้ๆ
"โอ้...ในที่สุดก็มีคนมาให้ถามทางซักที" ว่าพลางเดินไปโบกมือให้คนที่อยู่บนม้าที่กำลังเข้ามาใกล้ๆเห็น
"อ้าว มาจากไหนล่ะ เจ้าหนุ่ม แล้วกำลังจะไปไหนต่อ" ชายวัยประมาณเกือบๆ 60 หน้าตาใจดีถามอย่างอารี
"คุณลุงรู้จักหมู่บ้านคาล์มวินด์ไหมครับ คือผมมีธุระที่นั่นนิดหน่อยน่ะ ส่วนมาจากที่ไหน เดินออกมาจากหมู่บ้านเคฟร๊อคตอนรุ่งสางน่ะครับ"
ชายหนุ่มตอบอย่างร่าเริง
"คาล์มวินด์รึ รู้จักสิหมู่บ้านที่ลุงอยู่เอง ลุงเองก็เปิดร้านขายอาหารกับเครื่องดื่มที่นั่นล่ะชื่อร้าน ไวท์คลาวด์ หมู่บ้านไม่ไกลจากที่นี่นักหรอก
ข้ามเนินข้างหน้าที่เห็นนั่นก็ถึงแล้ว หมู่บ้านมันอยู่ที่ราบลงไปเนินมันเลยบังไงล่ะ ว่าแต่เดินมาจากเคฟร๊อคเรอะ
เจ้านี่แข็งแรงดีนะ ที่นั่นมันห่างจากตรงนี้เกือบ 100 กม. ใช้เวลาแค่นี้เดินมาจนถึงที่นี่แล้ว"คุณลุงพูดออกมาอย่างทึ่งๆ
"ฮ่าๆๆๆ ผมก็มีดีที่ตรงความอึดของร่างกายนี่ล่ะ ขอบคุณมากนะครับที่บอกทางให้" ชายหนุ่มพูดไปหัวเราะไป
"ไม่เป็นไรๆแค่นี้เอง เอาล่ะลุงต้องรีบไปเปิดร้านก่อน ถ้าไปถึงแล้วก็แวะร้านลุงบ้างแล้วกัน" พุูดเสร็จก็ขี่ม้ามุ่งหน้าไปทางที่บอกกับชายหนุ่ม
"เอาล่ะ เราก็ไปบ้างดีกว่านะ" ชายหนุ่มขยับผ้าคลุมให้ดีแล้วก็เริ่มออกเดิน...

"อื้ม เป็นหมู่บ้านที่คึกคักดีแฮะ แต่จะมีคนเก่งๆให้เราไปฝึกด้วยไหมหว่า" ตอนนี้ชายหนุ่มเดินดูของอยู่ที่ตลาดในหมู่บ้านคาล์มวินด์แล้ว
"ขั้นแรกก็ต้องหาข่าวสารแล้ว...." จ๊อกกกกๆๆๆ เสียงท้องร้องติดต่อกันเป็นแมชชีนกัน "..แล้วก็ต้องหาอะไรกินก่อนล่ะนะ ไปร้านของคุณลุงคนนั้นดีกว่า เขาอุตส่าห์ชวนทั้งที"
"คุณป้าครับ ร้านอาหารที่ชื่อไวท์คลาวด์ไปทางไหนครับ" คุณป้าแม่ค้าผลไม้ได้ยินเสียงทักก็เงยหน้าขึ้นมา
"ร้านไวท์คลาวด์น่ะรึ อยู่เลยหัวมุมทางนั้นไปนิดเดียว แต่พ่อหนุ่มถ้าไม่มีธุระอะไรอย่าไปเลยดีกว่า อาหารน่ะไปกินร้านอื่นก็ได้"คุณป้าตอบพร้อมทำหน้าไม่สบายใจนัก
"ทำไมล่ะครับ"พูดพลางจับท้องไม่ให้มันร้องดังกว่านี้
"ก็เจ้าบัลกัสที่เป็นหัวหน้าของที่ฝึกอะไรสักอย่างนี่ล่ะ มันดันเข้าไปหาเรื่องลุงเจ้าของร้านบังคับให้ขายบ้านอีกแล้วน่ะสิ
มันอยากได้มาขยายโรงฝึกของมันนั่นล่ะ แต่คุณลุงเขาไม่ยอมขาย มันเลยใช้วิธีก่อกวนมาจนทุกวันนี้
ในสายตาชาวบ้านมันก็แค่อันธพาลดีๆนี่ล่ะ" คุณป้าร่ายยาวหน้าเศร้าออกมาให้ชายหนุ่มฟัง
"อ้าว แล้วไม่มีพวกเจ้าหน้าที่หรืออะไรมากำหราบมันได้บ้างรึครับ" ชายหนุ่มถามอย่างงงๆในความกร่างของเจ้าบัลกัสอะไรนั่น
"มันเก่งจริงน่ะสิพ่อหนุ่ม เลยกร่างได้กร่างดี แถมมันมีคนหนุนหลังดีส่งจักรกลเวทมาให้ 4-5 ตัวเชียวนะ เจ้าหน้าที่เลยไม่กล้าน่ะ" คุณป้าตอบพร้อมทำหน้าเศร้าเข้าไปอีก
"อืม ผมพอเข้าใจล่ะ เอาเป็นว่าขอบคุณนะครับที่บอกทางให้ แต่ผมจะลองไปดูที่ไวท์คลาวด์สักหน่อยดีกว่า เผื่อจะทำอะไรได้บ้าง"
พูดเสร็จก็ออกวิ่งไปในทางที่คุณป้าบอก
"เดี๋ยว พ่อหนุ่มมันอันตรายนะ" คุณป้าร้องเตือนแต่ชายหนุ่มก็วิ่งลับตาไปแล้ว

"...ที่นั่นสินะ" ชายหนุ่มมายืนที่หน้าตึกไม้ขนาดกลางที่ติป้ายว่า -ไวท์คลาวด์- แล้วก็เดินเข้าไปในกลุ่มคนที่ยืนมุงหน้าร้าน
"ขอทางหน่อยครับ" พูดพลางเดินเบียดกลุ่มนักมุงเข้าไปในร้าน ไม่วายจะมีคนเตือนว่าอันตราย อย่าเข้าไป
เมื่อเข้าไปก็เห็นผู้ชายตัวเป้ง ยืนข่มขู่คุณลุงเจ้าของร้านพร้อมพวกอีก 3- 4คน

"..จะขายไหมไอ้แก่" เสียงอุบาทว์โสตประสาทดังขึ้น พร้อมกับเจ้าตัวเป้งที่น่าจะเป็นเจ้าบัลกัสเอามือไปกระชากคอเสื้อของคุณลุง
"ไม่มีทาง ร้านนี้เป็นมรดกของตระกูลชั้น ไม่มีทางที่ชั้นจะขายให้พวกไม่รู้คุณค่า เอาไปทำเป็นแหล่งมั่วสุมทำเรื่องเลวๆ
แล้วอ้างว่าเป็นโรงฝึกหรอก จะขายให้แก ชั้นยอมตายดีกว่า" คุณลุงพูดอย่างเด็ดเดี่ยว
"อ้อ ขอซื้อดีๆมีเงินเอาไว้ใช้ไม่ชอบ...งั้นก็ตายซะตามคำขอ" พูดพลางเหวี่ยงหมัดขนาดยักษ์เข้าใส่หน้าคุณลุง
คุณลุงที่หลับตารอรับหมัดอยู่ก็ได้ยินเสียงทึบๆดัง ตึ้บ แต่ไม่ได้มาจากกำปั้นที่จะมาโดนหน้าตนเองเข้าก็ลืมตาขึ้นมา
พบว่าชายหนุ่มในฮู้ดและผ้าคลุมมายืนขวางหน้าแล้วรับหมัดด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ
"รังแกคนแก่ไม่มีทางสู้แบบนี้มันไม่ดีเลยนะ" เสียงพูดเรียบๆดังออกมาจากฮู้ด
"อย่ามาสะเอะโว้ย ไอ้กุ้งแห้ง ตัวแค่นี้เดี๋ยวพ่อจะอัดให้ร่วงถ้าไม่รีบหลีกไป" เจ้าบึ้กบัลกัสพูดอย่างอวดดี
"เฮ้อออออ เห็นว่าอย่างน้อยมีการตั้งโรงฝึก น่าจะมีการขัดเกลานิสัยและท่วงท่าให้เป็นผู้เป็นคนสักหน่อย สงสัยจะมองโลกแง่ดีเกินไปนะเรา"
"ใช้แต่แรงยังงี้ เอาไปทำไร่ไถนาจะเกิดผลมากกว่ามั้ง ว่าไหมครับคุณลุง" ด่าซึ่งๆหน้าไป 1 ชุดก็หันไปยิ้มคุยกับคุณลุง
"พ่อหนุ่มหนีไปเถอะ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของลุง ลุงไม่อยากให้พ่อหนุ่มมาเป็นธุระรับเคราะห์ไปด้วย" คุณลุงพูดอย่างเด็ดเดี่ยว

"พูดผิดแล้วครับ ไอ้หมอนี่ล่ะธุระของผมตั้งแต่แรก ผมเดินทางไปหมู่บ้านต่างๆเพื่อขอประลองฝึกฝีมือกับผู้ที่แข็งแกร่งในแต่ละที่
เจอคนที่ยอดเยี่ยมทั้งร่างกายและจิตใจมาก็พอควร แต่โดยมากจะเจอพวกบ้าๆแบบนี้มากกว่า ตอนแรกก็หวังกับที่หมู่บ้านนี้เหมือนกัน
ไม่นึกว่าจะมาเจอไอ้พวกอันธพาลบ้าบอแบบนี้อีก" ชายหนุ่มพูดเหมือนอยูในบรรยากาศกำลังดื่มชาเล่าการผจญภัยให้ผู้อื่นฟัง
ทั้งๆที่ไอ้ 4-5 คนด้านหลังเตรียมจะกระโดดใส่อยู่แล้ว พลางถอดฮู้ดและผ้าคลุมออก เผยให้เห็นเส้นผมและดวงตาคมกล้าสีดำ

"เอาล่ะ เข้ามาได้เลย พร้อมๆกันก็ได้ แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะ ท้องชั้นหิวแล้วออมมือไม่เป็นนะ" พูดพลางหันกลับไปเผชิญหน้าอันธพาลที่ยืนอยู่
"ลูกพี่ ไอ้นี่ผมจำหน้ามันได้ รู้สึกจะชื่อลูซิเฟอร์ อะไรสักอย่างนี่ล่ะ มีข่าวลือว่ามันไปประลองกับคนเก่งๆแล้วปราบมาเรียบแล้ว" ลูกสมุน A บอกเจ้าบัลกัส
"แล้วไงวะ ก็แค่คนเดียว พวกเรามีตั้ง 5 คน ลุยเข้าไปเลย" พูดปลุกใจเสร็จก็วิ่งนำลูกน้องเข้าไปทันที
"คุณลุงครับ ผมขอโทษนะที่อาจจะต้องพังของบางอย่างในร้านคุณลุง แต่ผมจะชดใช้ให้" ลูซิเฟอร์หันมายิ้มบอกเจ้าของร้าน

5 นาทีถัดมา ข้างนอกร้านนักมุงทั้งหลายก็ได้ยินเสียงคนตะโกนออกมาว่า
"ข้างนอกช่วยหลบทีคร้าบบบบบบบบ" เสียงตะโกนยังไม่ทันหายก็มีเสียงอื่นมาแทนที่
โครม!!! พร้อมกับบัลกัสและลูกสมุนลอยผ่านประตูหน้าต่างออกมากองหน้าร้าน
ต่อด้วยลูซิเฟอร์ที่เข้ามายืนใกล้ๆ แล้วหยิบถุงใส่เงินของทั้งหมดเอาไปใช้ลุงเจ้าของร้านก่อนมาบอกว่า
"เพราะพวกนายทำให้ชั้นลงมือ ร้านนี้ก็เลยเสียหาย เพราะฉะนั้นก็ควรต้องให้พวกนายออกเงินรับผิดชอบล่ะนะ"
"ฝากไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกข้าจะมาเอาคืนเป็นเท่าตัวเลย"หลังจากพูดอาฆาตตามแบบผู้ร้ายเกรด 3 แล้ว
บัลกัสและลูกสมุนจึงรีบวิ่งกลับไป

"พ่อหนุ่ม ลุงขอบใจที่มาช่วย แต่แบบนี้พ่อหนุ่มเองจะลำบากนะถ้ามันมาแก้แค้นน่ะ แถมลุงก็ไม่มีอะไรตอบแทนด้วย"
ลุงเจ้าของร้านพูดขึ้นเมื่อเก็บกวาดร้านเรียบร้อยแล้ว
"โอ๊ย อย่าคิดมากครับ เรื่องแบบนี้ผมเจอมาจนเอียนแล้ว แถมลุงเลี้ยงข้าวผมขนาดนี้อีก ไม่ต้องตอบแทนแล้ว"
ลูซิเฟอร์คุยไปพลางเขมือบอาหารกองโตไปพลาง
"อย่างนั้นผมจะออกจากหมู่บ้านนี้แล้วล่ะ เผื่อไอ้บ้าพวกนั้นกลับมาแก้แค้น คุณลุงจะได้ไม่โดนลูกหลง ขอบคุณที่เลี้ยงนะครับ"

หลังจากเดินออกมาจากหมู่บ้านคาล์มวินด์ประมาณ 1 ช.ม.
"เสียงอะไรล่ะนั่น" ลูซิเฟอร์หันไปมองบนท้องฟ้าด้านหลัง
แล้วก็ต้องปวดหัวอีกรอบเมื่อโจทก์เก่าบินกลับมา พร้อมอาวุธจักรกลรุปร่างมนุษย์สูงประมาณ 15 เมตร 5 ตัว
"ฮ่าๆๆๆ ว่ายังไง ไอ้หนู บอกแล้วไม่ใช่เรอะว่าข้าจะกลับมาเอาคืนน่ะ" บัลกัสผู้คิดว่าตัวเองได้เปรียบมหาศาลพูดจาสุดโม้อีกครั้ง
ก่อนจะเห็นว่าลูซิเฟอร์วิ่งสุดฝีเท้า เข้าไปในป่าทึบที่อยู่ใกล้ๆแล้ว "ตามมันไป อย่าให้รอดนะโว้ย"สั่งเสร็จตนเองก็นำหน้าไปอีกครั้ง
"ไอ้พวกนี้มันบ้าเอาเรื่องจริงๆแฮะ ขนของหนักมาเล่นงานเราคนเดียวเนี่ยนะ สงสัยต้องหนีให้รอดอย่างเดียวแล้วแฮะ"
พูดปลงตัวเองไปพลางวิ่งไปพลาง จนมาสะดุดที่โบราณสถานเก่าๆแห่งหนึ่ง
"รอดแล้ว หลบเข้าไปในนี้สักพักแล้วกัน ป่ามันก็กว้างปานนี้ไอ้เจ้าบัลกัสคงไม่เจอที่นี่ง่ายหรอกนะ" ชายหนุ่มพูดกับตัวเองแล้วเดินเข้าไป
วิ้ง "อึ๊ก เสียงอะไรดังในหัวเนี่ย" ลูซิเฟอร์คิดหลังจากเดินผ่านเข้ามาได้สักพักก็มีเสียงแปลกๆดังขึ้นในหัวตัวเอง

"เอ๋ ข้างในนี้มันไม่น่าจะเป็นของโบราณเลยแฮะ ถึงจะดูเก่าแต่ตามทางเดินหรือผนังมันน่าจะเป็นโลหะทั้งนั้นนี่ แถมมีสวิตช์แปลกๆอีก"
ตอนนี้ข้างหน้าของลูซิเฟอร์คือจอข้อความภาษาโบราณ "เฮ้อ ถึงจะมีข้อความอะไรก็อ่านไม่ออกอยู่ดีล่ะนะ...เอ๋ เดี๋ยวสิ ชั้นอ่านออกได้ไง"


- ถึงผู้ที่เข้ามายังสถานที่แห่งนี้และหากท่านอ่านข้อความนี้ได้
นั่นหมายถึงว่าท่านได้ถูกเพิ่มความรู้และความจำจากอดีตกาลได้สำเร็จ("ไอ้เสียง วิ้งๆ ที่ดังในหัวนั่นสินะ")ชายหนุ่มคิดพลางอ่านต่อ
และนับว่าท่านโชคดีมากที่สมองไม่ถูกทำลายเสียก่อน
จากการรับข้อมูลจำนวนมหาศาล("เฮ้ย จริงดิ")
เราใคร่ขอให้ท่านได้รับการทดสอบที่นี่ด้วย เพื่อทดสอบว่าท่านเป็นผู้ที่คู่ควร
คู่ควรที่จะเป็นสหายศึกของเทพมารจักรกลที่หลับไหลอยู่ที่แห่งนี้
เพื่อช่วยโลกใต้พิภพ โลกเบื้องบนและจักรวาล หากท่านยอมรับการทดสอบ
วางฝ่ามือลงบนจอภาพนี้ การทดสอบจะเริ่มขึ้น หากท่านไม่ยอมรับ
เราใคร่ขอให้ท่าพาผู้ที่มีคุณสมบัติผู้อื่นมาแทนด้วย อนึ่งเมื่อท่านผ่านการทดสอบ
ท่านจะได้รับรู้ถึงตัวตนที่เป็นศูนย์กลางของวิกฤติครั้งนี้ และจะได้หาทางแก้ไขให้ได้
ลาก่อนผู้กล้าที่ประสงค์จะรับการทดสอบ เราขอยกย่องพวกท่านจากใจ -

"อืม การทดสอบถ้าไม่ยอมรับก็ให้ไปหาคนอื่นมาแทนเรอะ เกิดคนที่มาแทนทน ไอ้วิ้งๆ ไม่ได้จะว่าไงฟะ
แถมตอนนี้โลกเบื้องล่างก็ไม่มีอะไร โลกข้างบนก็ไม่เคยไป อวกาศนี่ไม่เคยคิด ถ้าจะลองขึ้นไป
ก็ต้องลุยล่ะ" สิ้นเสียงบ่นมือขวาก็ประทับลงไปบนจอ

เวลาผ่านไป 5 ช.ม.

ครืน!!! เสียงดังขึ้นเมื่อสิ่งที่ดูเหมือนผนังหินพังลงมา

"แฮ่กๆๆ โอย เหนื่อยเฟ้ย ไอ้กับดักแต่ละอย่างนี่มันทำมาให้คนตายคาที่ใช่ไหมเนี่ย แถมด่านสุดท้ายนี่อะไรฟะ
ทางออกไม่มีให้ต้องพังเอาเอง อยากจะให้คนมาปกป้องโลกจริงไหมเนี่ย" ลูซิเฟอร์ในสภาพโทรมสุดขีด
โผล่ออกมาในห้องโถงขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง เมื่อตาชินกับแสงแล้วจึงได้เห็นสิ่งที่อยู่กลางห้อง
"นั่นรึ เทพมารจักรกลที่หลับไหล เท่เป็นบ้าเลยแฮะ" สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าคือจักรกลเวท สูงประมาณ 20 เมตร
สีขาวอมฟ้า สิ่งที่สะดุดตาคือเกราะแขนขา ที่เห็นได้ชัดว่าถูกสร้างมาเพื่อใช้ทะลุทะลวงศึกระยะประชิด

หลังจากขึ้นไปนั่งในค๊อคพิท ลูซิเฟอร์ก็เอ่ยขึ้นมาว่า"แล้วมันบังคับยังไงล่ะเนี่ย หรือว่า..."  วิ้ง
"เอาอีกแล้วเรอะ โดนบ่อยๆมีหวังหูแตกพอดี"
"..อืม วิธีบังคับโดนยัดเข้ามาในหัวแล้ว ทีนี้ก็ลองเดินเครื่องสินะ" เมื่อจับคันบังคับ ข้อมูลสุดท้ายก็ปรากฎที่เบื้องหน้า
"นี่รึ ศูนย์กลางของเหตุการณ์ เทพธิดาสีฟ้าขาว อสูรสีแดงและสีดำ ยักษ์สีฟ้า แล้วพวกเราจะไหวไหมน้อ
แต่ว่าคิดมากไปก็ไร้ประโยชน์สินะ ลองไปลุยกันสักตั้งแล้วกัน ขอเรียกชื่อของนายครั้งแรกล่ะนะคู่หู"
ดวงตาของเทพมารจักรกลก็ได้เรืองแสงเหมือนเป็นการตอบรับคำพูดนั้น
"ไปเลย จงคำราม Ixion"

ด้านนอกโบราณสถาน

"ลูกพี่หามาตั้งนานแล้ว มีแต่ที่นี่ล่ะที่พอจะซ่อนตัวได้" สมูน A บอกกับลูกพี่ตนเอง
"งั้นก็รอมันที่นี่ล่ะ เราไม่ได้ไล่มันมาแถวนี้เดี๋ยวมันตายใจว่าเราหาไม่เจอก็ออกมาเอง ว่าแต่พวกแกได้ยินเสียงอะไรไหม"
บัลกัสเริ่มวางแผนด้วยสมองน้อยๆของตนเองพร้อมกับถามลูกน้องไปด้วย

ครืน ครืน ครืน ตูม!!! และแล้วบัลกัสก็ได้รับคำตอบของคำถามนั้น
ท่ามกลางฝุ่นที่คลุ้งกระจาย เทพมารจักรกลยืนตระหง่านอยู่
และหันหน้ามองไปรอบๆจนเห็นหน้าบัลกัส ลูซิเฟอร์จึงเปิดค๊อคพิทมาทักทาย
"ว่ายังไงบัลกัส ตอนนี้ชั้นก็ได้คู่หูคนนี่้จากข้างในนั้นแล้วนะ เราเลิกราเรื่องนี้ต่อกันดีไหม"
ลูซิเฟอร์ถามฝ่ายคู่กรณีด้วยน้ำเสียร่าเริง แต่อีกฝ่ายมันเป็นเสียงที่ชวนแค้นมากมาย

"แล้วไงวะ กะอีแค่ของเก่าๆจากโบราณสถานห่วยๆ มันจะมาสู้จักรกลรุ่นใหม่แบบของพวกข้าได้ยังไง แกมีแค่คนเดียว"
บัลกัสพูดโม้ด้วยประโยคคุ้นๆ และประโยคต่อไปก็ยิ่งคุ้นเข้าไปอีก "แต่พวกข้ามีตั้ง 5 คน ลุยเข้าไปเลยยยยยย"
แน่นอนฉากจบของการต่อสู้ก็ต้องเหมือนกับคราวก่อน จักรกลของบัลกัสและสมุนรวม 5 คนก็ต้องร่วงลงไปกองเป็นเศษเหล็ก
"เฮ้อ พวกแกนี่มันบ้าได้เรื่องจริงๆ เคยได้ยินไหมหุ่นเก่าๆที่ขุดจากโบราณสถานน่ะ มันเจ๋งกว่าหุ่นรุ่นใหม่อีกนะ"
ลูซิเฟอร์พูดขำๆกับกองเศษเหล็ก 5 กองตรงหน้า "เอาล่ะ ทีนี้ก็ได้เวลาออกไปจากที่นี่สักที" ลูซิเฟอร์พูดพลางกดเรียกดูข้อมูลต่างๆออกมา
"อืม มีวาปเกท ข้างๆโบราณสถานนี่นะ...แต่กำหนดพิกัดจุดหมายไม่ได้เรอะ เอาล่ะ เสี่ยงมันอีกครั้งแล้วกัน" สิ้นคำพูดวาปเกทได้เปิดออกแล้ว

"เหวอๆๆๆๆ ว้าก ทำไมมันหมุนยังงี้" ก่อนจะตั้งตัวติด ความรู้สึกถัดมาก็คือแสงจ้าที่เข้ามาแยงตา
เมื่อชินแล้วก็เห็นหุ่นรูปร่างเหมือนมนุษย์ 2 ตัวรูปร่างเหมือนกัน ต่างกันที่สีบางส่วนและอาวุธ
สีขาวแดงใช้ดาบ สีขาวน้ำเงินใช้ปืน แล้วรอบๆไปอีกก็ถูกล้อมด้วยหุ่นอีก 5- 6 ตัว
คำพูดแรกที่เจ้าตัวเอ่ยคือ

"อะ ที่นี่ที่ไหนกันหว่า?" ลูซิเฟอร์ เฮลไครซ์นักบินของเทพมารจักรกล เอ่ยออกมาอย่าง งงๆกับสภาพที่ตัวเองอยู่..
และแล้วเทพมารจักรกลแห่งสายฟ้าก็จะได้ร้องคำรามอีกครา
------------------------------------------------------------------------------------------------

โอยเหนื่อยๆ แต่ยังไงก็เสร็จ ถือว่าเอามาขัดตาทัพเนื้อเรื่องหลักแล้วกันนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 04, 2009, 05:18:23 PM โดย Alasthor » บันทึกการเข้า
Replikia
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 641



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2009, 09:27:05 PM »

ขอเอาเนื้อเรื่องของลูคัสมาลงไว้ละกันครับ 7สัปดาห์ก่อนหน้าเนื้อเรื่องหลัก
_______________________________________________________

Darkness dream/Twin clock

“คนอย่างนาย....ไม่สิ จะเรียกว่าคนคงไม่ถูก..... ทำไมถึงต้องการออกเดินทางกับพวกชั้นล่ะ ถึงแม้ว่านายจะมีประโยชน์ต่อพวกชั้นมากก็เถอะ”

“ผม.... ต้องการทำอะไรเท่าที่ทำได้ รวมถึงบางอย่างที่ต้องรู้ให้ได้ อย่างน้อยๆ... ก็ไม่ขอเป็นเครื่องมือฆ่าคนของกองทัพในตอนนี้น่ะครับ”

“แต่ถ้านายไป ไม่ว่ายังไงก็คงต้องมีเรื่องแบบนั้นอยู่ดี แล้วนายจะรับได้รึไง”

“ถ้าจำเป็น แม้มันจะทำให้ผมต้องฆ่าคน ถ้าคนๆนั้นคือศัตรู ผมจะไม่ลังเลครับ”

“แค่อยากจะหนีไปจากความจริงตอนนี้ใช่มั้ยล่ะ เอาเถอะ ไม่ว่ายังไงเด็กทดลองอย่างนายน่ะคงไม่พ้นการยุ่งกับการรบหรอก เห็นแก่ตัวจริงๆเลยนะ”

“นั่นสิครับ.... ผมคงเป็นแค่คนเห็นแก่ตัวก็ได้......”
________________________________________________________________

เคยมีคนบอกว่า ความจริงก่อให้เกิดความฝัน แต่ถ้าเป็นความฝันที่กลายเป็นความจริง มันคือความฝันแน่หรือ


ท่ามกลางความมืด มีเพียงแสงสีน้ำเงินเข้มและสีชาดที่พุ่งสวนกันไปมา ทั้งพุ่งพาดกัน ทั้งพุ่งแยกจากัน วนเวียนไปมาราวกับการเต้นระบำ...

“บ้าเอ้ย!  ไอ้ฝันนี่อีกแล้ว ทำไมช่วงนี้มันถึงโผล่มาทุกคืนเลย” เสียงสบถของนักบินหุ่นเจ้าของแสงสีน้ำเงินดังขึ้นมาเบาๆ มือทั้งสองจับคันบังคับไว้แน่น “ทั้งหุ่นตัวนี้และอีกตัว ทำไมถึงฝันเห็นแต่ของแบบนี้นะ”

“ถ้าไม่ใช่ฝัน แต่เป็นการเตือนล่ะ” เสียงติดต่อจากหุ่นสีแดงอีกตัวดังขึ้นมา ครั้งแรกที่ชายหนุ่มผมดำได้ยินเสียงนี้ หรืออาจไม่ใช่ครั้งแรกก็เป็นได้

“ผู้หญิง...” เสียงชายหนุ่มตอบกลับพลางนึกคิด “ทั้งๆที่เป็นแค่ฝัน แต่ความรู้สึกแบบนี้เนี่ยนะ” เขาพูดพลางบังคับให้หุ่นของตนหักหลบการโจมตีของแสงสีแดง ทันใดนั้นชักปืนคู่ออกมายิงสวนกลับไป

“จะเป็นความฝันหรืออะไรก็ช่าง แต่มันรบกวนคนอื่น!” ชายผมดำกระชากเสียง หุ่นสีน้ำเงินดำกวาดปืนยาวไปข้างหน้าพร้อมยิงออกไปอีกครั้ง

“ไม่คิดจะรับฟัง...แม้แต่ “ตัวเอง” สินะ ถ้าอย่างนั้นก็หายไปซะ” เสียงหญิงสาวกล่าวขึ้นมาก่อนเงียบไป หุ่นสีแดงจับหอกขนาดใหญ่ขึ้นกวัดแกว่ง “ทั้งที่เราสองคนคือ “คนเดียวกัน” แท้ๆ”

แสงสีแดงพุ่งเข้าใส่แสงสีน้ำเงิน พลางหลบการโจมตีได้อย่างหมดจด เสียงชายโต้กลับ “หมายความว่าไง”

ไม่มีเสียงตอบรับ หุ่นสีแดงใช้หอกปัดการป้องกันออก แล้วแกว่งหอกตวัดทำลายแขนขาหุ่นสีน้ำเงินทีละข้างจนเหลือแต่ลำตัวโดยที่ไม่ทันแม่แต่จะถูกโต้ตอบ

“บัดซบ!!”

“ชั้นก็คือเธอ และเธอก็คือฉันไงล่ะ” หอกสีแดงเข้มพุ่งปักเข้าที่ลำตัวของหุ่นสีน้ำเงิน เศษชิ้นส่วนข้างในหุ่นปักเข้าที่ตาของชายคนนั้น พร้อมกับเสียงร้องออกมา.......

ทุกอย่างกลายเป็นสีดำอีกครั้ง ไม่เห็นแม้แต่สิ่งใด นอกจากหญิงสาวผมดำยาวเหยียดที่ยืนอยู่ข้างหน้า “ชั้นน่ะ...ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นหรอก” เสียงนุ่มดังขึ้นพร้อมนัยน์ตาขวาที่เปล่งแสงสีฟ้าจางๆ เป็นรูปคล้ายหน้าปัดนาฬิกา พร้อมกับแสงจากตาซ้ายของชายหนุ่มที่ชุ่มด้วยเลือด “ไม่อยากซักนิดเดียว”

ชายหนุ่มอึ้งกับภาพที่เห็นตรงหน้า หญิงคนนั้นดุจดังฝาแฝด

“ชั้นหวังว่าพวกเราจะไม่เจอกัน แต่คงเป็นไปไม่ได้แล้ว” หญิงสาวพูดพลางร่างจางหายไป

และทุกสิ่งกลับสู่ความมืดอีกครั้ง...

รวมทั้งชายหนุ่มที่ไม่ได้กล่าวสิ่งใด.....
_______________________________________________________________________

เสียงหอบถี่ๆดังขึ้นในห้องโล่ง ร่างชายคนนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อ พร้อมทั้งดันตัวขึ้นมานั่ง

“คราวนี้ ไม่เหมือนกับครั้งก่อน” ชายหนุ่มคำนึงพลางถอนหายใจเฮือก พร้อมทั้งเหยียดมือลงค้ำบนเตียงก่อนเปล่งเสียงออกมา “หืม”

“อ้ะ หมิง ตรงนั้นมัน...” เสียงหญิงสาวดังขึ้นมา พร้อมเสียงชายตะโกนลั่นพลางพุ่งพรวดออกจากเตียงตกลงไปบนพื้น ได้ยินเสียงดังตุ้บพร้อมร่างเล็กกลิ้งหลุนๆ

“จะ.... เจ๊ฟาน!! มาทำอะไรบนเตียงผมครับ!!” เสียงโวยวายนั้นดังพอจะปลุกหญิงสาวให้ตื่นจากห้วงภวังค์

“อารายกาน พี่น้องกันจะอายทำไม ~” หญิงสาวคนนั้นหน้าแดงระเรื่อ ตอบกลับด้วยเสียงเหมือนคนเมา

“ไม่ต้องมาแกล้งเมาเอาตอนนี้เลยครับพี่!! วันนี้พี่ยังไม่ได้แม้แต่จะแตะขวดเหล้าด้วยซ้ำ!” เสียงชายนามลูคัส หรืออีกชื่อคือหมิงดังเลิกลั่ก

“แหม แหม แค่นี้ทำเป็นอาย ยังไงนายก็เป็นน้องพี่นี่นา พี่ไม่ทำอะไรแปลกๆหรอก แต่ถ้าต้องการ..” ฟานเบาเสียงลงพร้อมชันตัวขึ้น

“พอเลยครับพี่” เสียงลูคัสดังขึ้นดักคอพี่สาวตัวเองพลางยกมือขึ้นกุมขมับพร้อมคิดในใจ “ความฝันทำให้เหนื่อยได้ด้วยรึไง”

“ก็รู้ว่าล้อเล่นจะไปคิดจริงจังทำไมล่ะ” หม่าฟานตอบอย่างอารมณ์ดีก่อนชะงักไปชั่วครู่ “อ้ะ หมิง ตาซ้ายนาย ไปใส่เลนส์สีเมื่อตอนไหนน่ะ”

“เอ๋” เสียงน้องชายอุทานพลางหันไปส่องกระจก พลันเห็นตาซ้ายตัวเองกลายเป็นสีฟ้า

“หรือว่า.... ” ลูคัสคิดพลางรีบหันไปหาพี่สาวพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจรัง “พี่ครับ ผมมีแฝดมั้ย”

“รู้สึกว่าจะไม่มีนะ ถึงแม้ตอนนายคลอดพี่จะพึ่งห้าขวบเองก็เถอะ แต่ไม่มีทางจำผิดหรอก ว่าแต่มันเกี่ยวอะไรกับตานายรึเปล่า” ฟานถามกลับไป ถึงจะดูเป็นคนขี้เล่นแต่ก็เป็นคนรู้เวลา

ลูคัสเล่าเรื่องทั้งหมดให้พี่สาวตนฟัง เว้นเสียแต่ว่าเรื่องที่ความฝันนั้นไม่ใช่ครั้งแรก ไวเท่าความคิด ลูคัสหันไปหยิบกระดาษแปลนพร้อมร่างโครงสร้างของหุ่นตัวนั้น ดุจดังมีข้อมูลไหลเข้ามาในหัวเรื่อยๆ พลางคิด “เรารู้จักโครงสร้างของมันงั้นหรือ....”

“ไม่ได้ ระบบอาวุธได้อย่างมากก็ใกล้เคียงในความฝัน แต่ระบบพลังงานนี่มัน.... บ้าชะมัด เทคโนโลยีปัจจุบันนี่ยังไม่มีทีท่าว่าจะทำได้เลย ถ้าเกิดความฝันนั่นเป็นอย่างที่คิดละก็... แค่ออร์เฟอุสคง...” เสียงลูคัสบ่นขึ้นมาอย่างเคร่งเครียด ไม่ทันสิ้นคำกล่าว ร่างเล็กถูกพี่สาวโอบเข้ามากอดไว้

“พะ...พี่ครับ!”

“ไม่ต้องกังวลนะ หมิง ไม่ว่ายังไงพี่ก็จะปกป้องเธอเอง... นั่นมันต้องเป็นแค่ความฝันเท่านั้น” ฟานพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นพลางโอบกอดลูคัสเอาไว้ “ไม่เป็นไรนะ”

“ครับ...พี่” เสียงผู้เป็นน้องตอบรับ แต่ความกังวลนั้นกลับหายไปไม่ “หรือว่าแนวคิดเรื่องจักรวาลที่ซ้อนทับเป็นความจริง... ถ้าอย่างนั้นเธอคนนั้นคง.......”
____________________________________________________________________________________

7 สัปดาห์ต่อมา

กลางสมรภูมิบนดุจทะเลทรายบนดาวดวงหนึ่ง ระหว่างที่หุ่นยักษ์ใหญ่ร่นถอย เครื่องจักรคล้ายอัศวินสีส้มที่บินโฉบเฉี่ยว หุ่นสีน้ำแข็งที่พุ่งเข้าหา และหุ่นรบสีดำติดอาวุธหนัก

“ขอโทษนะ.... แต่ว่า” สิ้นเสียง หุ่นสีดำหมุนโล่ขึ้นมาและพับปืนลิเนียร์ที่บ่ามาไว้ข้างหน้า

“คนที่ต้องตายไม่ใช่ผม..... แต่เป็นพวกแกต่างหาก”

พร้อมกับนักกวีสีนิลซึ่งได้บรรเลงบทเพลงทำลายล้าง... นาฬิกาสองเรือนเริ่มเดินให้เข้ากันแล้ว
_____________________________________________________________

ลงระหว่างรอเนื้อเรื่องหลัก.... ถ้าส่วนไหนต้องการให้ปรับบอกได้เลย ส่วนเรื่องนิสัยของลูคัสที่ขึ้นๆลงๆนี่ไว้ชี้แจงอีกทีครับ
แล้วก็.... ถ้าผ่านจะลงประวัติคู่ปรับ(แน่รึเปล่า?)ของลูคัส พร้อมข้อมูลหุ่นอีก2ตัวครับ มันได้เปลี่ยนหุ่นกลางเรื่องแน่ๆ
บันทึกการเข้า

บล็อคของคนบ้าหาเรื่องใส่ตัว... แปลมันไปได้ไง(ฟระ....) http://replikia.exteen.com/
Black Overman XAN
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1836



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: มีนาคม 12, 2009, 12:27:35 PM »

เนื่องจากคุณหน้าหวานไม่ยอมมาลงเรื่องโรงงานอะไรนั่น ฉะนั้นขออนุญาตข้าม

คำเตือน : ตอนนี้ผมจะจับตัวละครทั้งหมดในสายอวกาศแยกกลุ่มแล้ว ใครอยากอยู่กับใคร ใครอยากไปที่ไหน กรุณามาโพสท์ด้วย ไม่เช่นนั้นผมจะยำมั่ว
-------------------------------

วู้มมมมมม

"นี่มัน" ไลมุที่กำลังเผลอเคลิ้มหลับไปสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะยาชาโอเริ่มมีปฏิกิริยาแปลกๆอีกแล้ว

บนน่านฟ้าไม่ห่างไปจากสถานที่ที่ยานเซนต์ปีเตอร์จอดอยู่มากนัก มีหุ่นรบสองตัวกำลังมุ่งหน้ามาด้วยความเร็วสูง ตัวใหญ่มีความสูงราว 60 เมตรคือวาลคิรี่ของเลโอ คริมสัน อีกตัวหนึ่งเป็นหุ่นขนาดพอๆกับหุ่นทั่วไปของยานเซนต์ปีเตอร์สีเทา ในมือถือไรเฟิลขนาดใหญ่ทีมีใบเลื่อยพับติดอยู่ หุ่นตัวนี้คือ LLS : Longlance หุ่นแพนเธอร์รุ่นดัดแปลงพิเศษของฟาลิน ทั้งคู่กำลังมุ่งหน้าไปหายานเซนต์ปีเตอร์ด้วยแผนที่ที่ชายปริศนานามนาร์ซัสมอบให้มา

วิ้งงงงงงงง

ยิ่งเข้าไปใกล้ตำแหน่งเป้าหมายมากเท่าไหร่วาลคิรี่ก็ยิ่งมีปฏิกิริยารุนแรงขึ้น นั่นทำให้เลโอเชื่อว่าเธอมาไม่ผิดทาง เพราะเป้าหมายของเธอก็คือหุ่นปริศนาที่ทำให้วาลคิรี่เกิดปฏิกิริยาแปลกๆนี้นั่นเอง

นับว่าเป็นโชคดีของเลโอที่ได้ฟาลินมาด้วย เพราะวาลคิรี่เป็นหุ่นที่มีขนาดใหญ่จึงง่ายต่อการถูกพบ ซึ่งเธอต้องการมาแบบเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพราะไม่ได้ต้องการต่อสู้กับกลุ่มผู้มาเยือนปริศนานั้น ระบบไฮเปอร์แจมเมอร์ของ LLS ที่ใช้รบกวนระบบเรดาห์ได้ทุกอย่างนั้นจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก เพราะอย่างน้อยก็ทำให้มั่นใจได้ว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อโผล่ไปให้เห็นซึ่งๆหน้าแล้วเท่านั้น

"นี่ๆๆๆ เลโอ ที่ที่เราจะไปเนี่ยมีอะไรสนุกๆให้ทำเหรอ" ฟาลินติดต่อมาหาเลโอโดยที่ไม่ดูตาม้าตาเรือเลยว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ในภาวะคร่ำเครียดสุดๆ

"เรื่องนั้น ไปถึงแล้วก็รู้เอง ชั้นก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น" เลโอรีบวางสายอย่างรวดเร็ว
--------------------------------------------

"กลับมาแล้ว" เอ็กซ์เดินนำทีมสำรวจกลับมายังห้องบัญชาการ โดยในมือถือถังน้ำมันมาสองถัง ส่วนลูคัสที่ตามมากำลังถือหินผลึกบางอย่างที่เขาโอบอุ้มมันไว้อย่างทะนุถนอมโดยที่ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไรแล้วก็รีบแยกตัวไปเข้าห้องของตนเองอย่างรวดเร็ว แล้วมาร์เซลพร้อมเหล่าลูกเรือก็ตามมาด้วยถังน้ำมันอีกหลายถัง เศษเครื่องจักร และอาหารกระป๋องและน้ำดื่ม

"ที่นั่นสุดยอดเลย ถึงจะเป็นโรงงานร้างแต่ก็ยังมีเสบียงและอะไหล่เหลืออีกเพียบ ถึงบางอันจะแปลกๆจนมองไม่รู้ว่าเป็นอะไรก็เถอะ เราก็ขนมาเท่าที่จะขนได้ แต่ที่มันเสียเวลานานเพราะลูคัสไปหาทางเดินลับที่ลงไปยังห้องเก็บผลึกอะไรบางอย่างเจอ แล้วทางในนั้นก็วกวนเหมือนเขาวงกต หลงอยู่ในนั้นกันตั้งนาน แต่พอลูคัสเห็นผลึกนั่นก็ดีใจจนเนื้อเต้นแล้วก็นั่งจ้องมันอย่างนั้นตั้งนานจนเราต้องลากออกมา" เอ็กซ์รายงานการตรวจสอบให้กัปตันเฮริซ่าทราบ

"ผลึกอะไรรึ" เฮริซ่ามีท่าทีฉงน

"ไม่ทราบครับ เขาไม่ยอมให้ใครแตะต้องเลย"

ปี๊บบบบบบ

"มีสัญญาณติดต่อมาจากในห้องเก็บหุ่นยนต์ค่ะ มาจากยาชาโอ" โอเปอเรเตอร์ประจำยานนำภาพไลมุขึ้นบนมอนิเตอร์

"ขอโทษทีนะกัปตัน ช่วยเปิดประตูส่งให้หน่อยได้มั้ย" ไลมุมีทีท่าตื่นตกใจมากจนทุกคนที่อยู่ที่นั่นแปลกใจ

"เธอนี่น่าจะหัดมารยาทในการพูดกับผู้บังคับบัญชาไว้หน่อยก็ดีนะ" เฟลเซลมีทีท่าไม่พอใจกับคำพูดห้วนๆที่ไลมุใช้กับเฮริซ่า "แล้วคิดจะออกไปทำอะไรล่ะ คงไม่ได้คิดจะหนีหรอกนะ"

"ไม่ใช่ มีอะไรบางอย่างกำลังมาทางนี้ ต้องเป็นหุ่นตัวเมื่อกลางวันแน่ ยาชาโอรู้สึกถึงมันได้"

"อะไรนะ แล้วเรดาห์ล่ะมีสัญญาณอะไรบ้าง" เฮริซ่าหันกลับไปถามโอเปอเรเตอร์ แต่คำตอบที่ได้รับคือ "ไม่ค่ะ ในรัศมี 20 กม. รอบยานเราไม่มีวัตถุแปลกปลอมใดๆเลย"

"ต้องมีสิ!! ตอนนี้ยาชาโอเริ่มจะขยับเองแล้วนะ รีบเปิดประตูเร็วเข้า ไม่งั้นมีหวังเจ้านี่ได้พังยานออกไปแน่" สีหน้าของไลมุเห็นได้ชัดว่ากำลังร้อนใจอยู่ เฟลเซลจึงเชื่อว่าเรื่องทีพูดไม่ใช่เรื่องโกหก ถึงแม้การที่เครื่องจักรจะขยับตามใจตัวเองได้มันค่อนข้างเหลือเชื่อไปหน่อยแต่สำหรับยาชาโอ หุ่นที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเทคโนโลยีของจักรวรรดิแพทธิอาร์แล้วมันก็อาจเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามการที่เรดาห์ของยานไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยนี่ก็ทำให้เป็นสถานการณ์ที่ตัดสินใจได้ยากเช่นกัน

"แล้วเธอควบคุมมันไม่ได้หรือไง" มาร์เซลที่อยู่เงียบๆมาตลอดเริ่มเอ่ยขึ้น "ทุกทีเธอก็ออกจะขับเก่งนี่"

"ถ้าควบคุมได้เมื่อกลางวัน มันคงไม่อาละวาดหรอกน่า" ตอนนี้ขาซ้ายของยาชาโอเริ่มก้าวออกไปแล้ว

"เอายังไงดีครับกัปตัน คำพูดของยัยคนนี้เชื่อถือได้หรือเปล่าก็ไม่รู้" เอ็กซ์ยังไม่หายจากความคลางแคลงในตัวไลมุประกอบกับไม่คิดว่าจะมีหุ่นที่เคลื่อนไหวเองได้จึงไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่

"เปิดประตูยานได้" กัปตันเฮริซ่าเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "ดูสภาพแบบนี้แล้วถึงยังไงก็คงคิดจะออกไปให้ได้แน่ๆ ฉันยังไม่อยากให้ยานพัง แต่เธอต้องเปิดวิทยุสื่อสารไว้ตลอด เพราะฉันก็อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น"

"ขอบคุณมาก" ไลมุอยู่ในท่าพร้อมบินทันที แล้วในพริบตาที่ประตูยานเปิดออกยาชาโอก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว มันขึ้นไปหยุดที่ความสูงเหนือยานราวๆ 15 เมตร แล้วไม่ถึงอึดใจก็มีร่างขนาดยักษ์ร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาประจันหน้า

"อย่างที่คิดไว้เลย เธอเองก็คงรู้สึกถึงชั้นได้ แบบที่ชั้นรู้สึกถึงเธอได้สินะ" เลโอต่อสายวิทยุสื่อสารเข้ามาหาไลมุ ในขณะที่หุ่นทั้งสองตัวกำลังประจันหน้ากันอยู่ ไม่มีตัวใดขยับ

"พูดให้ถูก ต้องบอกว่าเป็นหุ่นของชั้นกับหุ่นของเธอมากกว่า เพราะชั้นไม่ใช่พวกเอสเปอร์" ไลมุตอบกลับทันที "แล้วมาที่นี่มีธุระอะไรล่ะ"

ขณะที่ทั้งคุ่กำลังคุยกันอยู่ ที่หอบังคับการ เฮริซ่ากับลูกเรือเซนต์ปิเตอร์ก็กำลังเฝ้ามองการสนทนานี้เช่นกัน ตอนนี้เรดาห์ของยานก็ยังเหมือนเดิม จับสัญญาณอะไรไม่ได้ทั้งๆที่มองเห็นว่ามีหุ่นยักษ์อยู่ตรงหน้า แสดงว่าต้องมีระบบรบกวนสัญญาณอย่างดีอยู่แน่ แต่ทำไมยาชาโอถึงจับได้ล่ะ หุ่นสองตัวนี้มีอะไรเกี่ยวข้องกันงั้นรึ

อีกด้านหนึ่ง เฮริซ่าก็ได้สั่งให้เอ็กซ์ เฟลเซล และมาร์เซลเตรียมพร้อมเอาไว้ที่หุ่นรบของตัวเอง เผื่อมีอะไรเกิดขึ้นจะได้ออกไปปกป้องยานเซนต์ปิเตอร์ไว้ได้

"ขอแนะนำตัวนะ ชั้นคือร้อยตรีพิเศษเลโอ คริมสัน แห่งหน่วย Ice Fang ของ The Sun ชั้นมาที่นี่เพราะอยากรู้ เธอเป็นใคร มาจากไหน และก็หุ่นของเธอคืออะไร เธอเป็นสมาชิกของพวกต่อต้านรึเปล่า"

"ชั้นอาซาคิ ไลมุ ไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์กรอะไรทั้งสิ้น แล้วก็ไม่ใช่คนของโลกนี้ด้วย ที่มาที่นี่ก็เพราะถูกหุ่นของเธอนั่นแหล่ะที่เรียกมา"

"ไม่ใช่คนของโลกนี้งั้นรึ?" เลโอมีทีท่าฉงน "ถ้าเช่นนั้น ทำไมวาลคิรี่ถึง... หรือว่า...."

เปรี้ยงงงงงง

ไลมุและเลโอสะดุ้ง ในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังสนทนากัน หุ่นของทั้งคู่ก้เข้าประสานหมัดกันเสียแล้ว

"หยุดนะ!!! เรายังคุยกันไม่จบ" ทั้งคู่เปล่งเสียงร้องพร้อมกัน ในขณะที่หุ่นทั้งสองเข้าแลกกันอีกหมัด ส่วนฟาลินที่ซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินรอบๆก็แสดงตัวออกมาเพื่อช่วยเหลือเลโอ
-------------------------

"ความรู้สึกนี่มัน!! เรามาช้าไปงั้นเหรอ"  สาวน้อยผมสั้นสีน้ำตาลในชุดเสื้อคลุมสีขาวที่กำลังขี่ม้ามุ่งหน้ามายังยานเซนต์ปีเตอร์รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงชั้นบรรยากาศบริเวณรอบๆ ท้องฟ้ายามราตรีเริ่มมีกลุ่มเมฆสีดำเข้าปกคลุม ลมกรรโชกที่เกิดจากการปะทะของหุ่นยักษ์ทั้งสองพัดผ่านมาจนถึงที่บริเวณนี้

"ไม่ได้นะ หยุดเดี๋ยวนี้ ถ้าทำอีกจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วนะ" เธอรีบควบม้ามุ่งหน้าไปยังสถานที่เกิดเหตุซึ่งอยุ่ไม่ไกลแล้ว
-------------------------

ปัง!!

กระสุนไรเฟิลขนาดใหญ่เข้าปะทะกับหลังของยาชาโออย่างจัง ถึงจะไม่สามารถทะลุเกราะเข้าไปได้แต่ก็ทำให้ยาชาโอเสียหลักจนถูกวาลคิรี่เอาสันดาบกระแทกเต็มๆจนพุ่งลงมานอนบนพื้นจนไลมุหมดสติ (เฉียดยานเซนต์ปีเตอร์ไปนิดเดียว) เป็นผลงานของฟาลินสุดยอดสไนเปอร์ของ The Sun แต่การโจมตีครั้งนี้ก็เท่ากับเป็นการเผยตำแหน่งของ LLS เช่นกัน

เมื่อเห็นว่าศัตรูไม่ได้มาแค่หนึ่งเฮริซ่าจึงสั่งให้พวกเฟลเซลออกรบทันที โดยให้เฟลเซลกับมาร์เซลเข้าจัดการสไนเปอร์ ส่วนเอ็กซ์ไปช่วยไลมุ Musketeer ของเฟลเซลพุ่งเข้าไปหา LLS อย่างรวดเร็ว ฟาลินสาดกระสุนใส่ไม่ยั้งแต่เฟลเซลก็หลบได้ทั้งหมด ฟาลินจึงใช้ระบบ Camouflage System เพื่อพรางตาตัวเองก่อนที่ดาบของเฟลเซลจะมาถึงตัว ทำเอาเฟลเซลถึงกับผงะเพราะด้วยระบบแจมเมอร์ของ LLS เรดาห์และเครื่องตรวจจับความร้อนทุกอย่างจึงไม่สามารถใช้ได้ ยิ่งเป็นตอนกลางคืนอีกทำให้การหาตัวศัตรูนั้นยากมาก

"มาร์เซล รีบเปิดระบบกระจายความร้อนเร็วเข้า อีกฝ่ายฝีมือไม่เบา ตอนนี้เรามีสิทธิ์ถูกส่องร่วงได้ง่ายๆ" เฟลเซลออกคำสั่งไปหามาร์เซลที่อยู่ข้างหลังเป็นหน่วยสนับสนุน Musketeer ของมาร์เซลเร่งเครื่องจนมีไอความร้อนออกมาปกคลุมทำให้อีกฝ่ายหาตัวได้ยากขึ้น

ปังงงงง

หุ่นของมาร์เซลถูกยิงเข้าที่แขนซ้ายทันที ทำเอาเฟลเซลตกใจมากเพราะด้วยไอร้อนนี้แถมเป็นตอนกลางคืนอีกฝ่ายไม่น่าจะเล็งถูกได้ง่ายๆ แต่เธอคาดผิดเพราะ LLS มี Anti-Stealth Detection ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเรดาห์ธรรมดาๆหลายสิบเท่า

"ขอโทษครับคุณหญิง ดูเหมือนฝ่ายมันจะมีเครื่องตรวจจับที่ดีกว่าฝ่ายเรา กลายเป็นว่ามันหาเราเจอแต่เราหามันไม่เจอ" มาร์เซลไม่ค่อยพอใจกับความอ่อนหัดของตัวเองที่พลาดท่าง่ายๆ

"ช่างเถอะทุกคนพลาดกันได้ แต่แบบนี้เราเสียเปรียบแน่ หุ่นของเราเป็นแบบสู้ประชิดไม่ค่อยเหมาะจะใช้กับพวกสไนเปอร์ที่ชอบหลบๆซ่อนๆ ทำอย่างไรดี" เฟลเซลคิดไม่ออกจึงตัดสินใจตะโกนออกไปว่า "นามของเราคือเฟลเซล พรินสแตนท์ แห่งจักรวรรดิแพทธิอาร์ เราขอกล่าวกับผู้ที่ทำตัวหลบๆซ่อนๆเยี่ยงคนขี้ขลาด หากเจ้ายังมีความภาคภูมิใจในฐานะทหารอยู่จงปรากฎตัวออกมาสู้กับเราซึ่งๆหน้าเสีย"

แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะคนเพี้ยนๆอย่างฟาลินไม่รู้จักคำว่า "ศักดิ์ศรี" กับเขาหรอก
-----------------------------

เอ็กซ์ขับ X-Chavalier เข้าปะทะกับวาลคิรี่ แต่ด้วยความที่ขนาดหุ่นต่างกันถึง 3 เท่าจึงทำให้เสียเปรียบมาก แม้เขาจะหลบการโจมตีได้หมดแต่ดาบของเข้าก็ฟันเกราะของวาลคิรี่ไม่เข้าเช่นกัน เอ็กซ์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเปิดระบบ Maxima Korona ที่จะทำให้พลังเพิ่มขึ้นแต่ก็ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมาก เขาเร่งเครื่องเต็มที่หวังจะจบการต่อสู้ในครั้งเดียว

ฉับ

เอ็กซ์หลบดาบขนาดยักษ์ของวาลคิรี่แล้วรวมพลังไว้ที่ดาบจนดาบกลายเป็นสีดำสนิท แล้วอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายเผลอวกเข้าด้านหลังแล้วฟันใส่อย่างแรง "Nova Slash!!!!"

เปลือกสีดำที่หุ้มดาบออกกะเทาะไปพร้อมๆกับเกราะนอกของวาลคิรี่ แรงกระแทกนี้ทำให้เลโอหมดสติไปอีกคน จากนั้นดาบบีมสีส้มทรงพลังก็แทงใส่ด้านหลังของวาลคิรี่แล้วระเบิดพลังใส่อย่างรุนแรง " Korona Execution !!!!!!!!!!!!!!!!"

ตูมมมมมมมมมม

วาลคิรี่ลอยกระเด็นไปนอนแน่นิ่งบนพื้น เอ็กซ์ก็เบาใจได้ว่าน่าจะจบแล้ว

บนฟ้าเหนือขึ้นไปจากบริเวณที่เกิดการต่อสู้นี้ นาซัสที่ขับหุ่นรูปร่างเหมือนปีศาจมีสีดำประหนึ่งราตรีทั้งตัวกำลังจ้องมองความแปรปรวนที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศอย่างพอใจ แต่ยังไม่พอ สงสัยว่าขั้นสุดท้ายนี้เขาต้องเป็นตัวกระตุ้นเสียเอง
-------------------------

ในจิตใต้สำนึกของไลมุ เธอตื่นขึ้นพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งที่น่าจะเป็นอวกาศ มีดวงดาวสีแดงเหมือนเลือดลอยตระหง่านอยู่ตรงหน้า บริเวณข้างๆมีผู้หญิงผมสีน้ำตาลคนหนึ่งนอนอยู่ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ตื่นขึ้น

"อือ ที่นี่ที่ไหน" เลโอเอ่ยด้วยเสียงงัวเงีย พอไลมุได้ยินเข้าก็ตกใจมาก

"เสียงนั่น!! นี่เธอเป็นผู้ควบคุมหุ่นที่รูปร่างเหมือนเทพธิดาตัวนั้นงั้นเหรอ"

"แล้วเธอก็คือคนที่ควบคุมหุ่นตัวสีแดงสลับฟ้านั่น!!" เลโอก็ตกใจไม่แพ้กัน

"ใช่ แต่เรื่องนั้นไว้ก่อน ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกันเนี่ย เหมือนจะเป็นอวกาศแต่กลับหายใจได้แฮะ"

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจนทั้งคู่ต้องเอามือปิดหูไว้ พอหันไปมองอีกทีก็พบว่าดาวยักษ์สีแดงที่เห็นเมื่อครู่บัดนี้ไม่มีอีกแล้ว แต่มีเงาดำๆอะไรบางอย่างเกิดขึ้นมาแทน และมันก็กำลังเข้าใกล้ทั้งคู่มาเรื่อยๆ

เมื่อมันมาถึงระดับที่ทั้งคู่มองเห็น ทั้งคู่ก็แทบจะล้มทั้งยืนตรงนั้นด้วยความกลัว

มันคือสัตว์ประหลาด ใช่ สัตว์ประหลาดขนาดมหึมาที่มีหัวถึงเก้าหัว ขนาดใหญ่กว่าดาวเคราะห์ที่ลอยอยู่รอบๆนี้บางดวงเสียอีก ท่าทางดุร้ายสุดๆกำลังพุ่งเข้ามาหาทั้งคู่ แต่ไม่ทราบว่าทำไมทั้งคู่กลับไม่สามารถกก้าวขาได้ได้แต่ยืนมองมันค่อยๆใกล้เข้ามา ยิ่งใกล้ก็ยิ่งใหญ่ขึ้นๆจนมองไม่ออกอีกต่อไปว่าเป็นตัวอะไร จนกระทั่งแค่เล็บเท้าของมันทั้งคู่ก็มองเห็นว่ามันใหญ่ราวทวีป แต่แล้วมันก็ทะลุผ่านทั้งคู่ไปราวกับว่าทั้งคู่ไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่แรก

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม

ดาวรอบๆอีกหลายดวงถูกทำลายลงไป คราวนี้มีกองทัพหุ่นยนต์รบขนาดมหาศาลจนแทบจะปิดห้วงอวกาศได้มิดพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง เกิดการระเบิดต่อเนื่องจนทั้งคู่แทบจะหูหนวก

แว่บบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

ลำแสงมหึมาถูกยิงข้ามกาแลคซี่ทางช้างเผือกไปยังกาแลกซี่แอนโดรเมด้า กาแลคซี่เกิดหักครึ่ง ดาวนับร้อยดวงพุ่งเข้าใส่กัน หุ่นยนต์อีกตัวหนึ่งปรากฏขึ้น ปล่อยพลังทำลายดาวรอบๆไปอีกนับร้อยดวง กองทัพสัตว์ประหลาดโผล่ออกมาแล้วพุ่งเข้ามาหากองทัพหุ่นยนต์ เกิด
การระเบิดอย่างรุนแรงราวซูเปอร์โนว่า

ภาพเปลี่ยนไป กลายเป็นรูปร่างของหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่ดูคุ้นตา เทพธิดาจักรกลทรงอำนาจแผ่ขยายปีกสีขาวไปล้อมรอบกระจุกดาวรอบๆเอาไว้และสลายมันเป็นฝุ่น

ภาพเปลี่ยนไปอีก หุ่นยนต์สีแดงสลับฟ้าเผยใบหน้าโหดเหี้ยมราวปีศาจ ระเบิดพลังสีทองปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างในอวกาศ แล้วทั้งคู่ก็มองไม่เห็นอะไรอีกต่อไป
------------------------------

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม

ขณะที่เอ็กซ์กำลังมุ่งหน้าไปช่วยพวกเฟลเซลที่กำลังลำบาก จู่ๆก็มีเสาสีรุ้งสองเสาเกิดขึ้นมา ตัวการที่ทำให้เกิดเสานี้ก็คือยาชาโอกับวาลคิรี่ที่บัดนี้ลุกขึ้นยืนมาอีกครั้ง ด้วยท่าทีที่ผิดไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

"ระดับพลังของยาชาโอ 96000 97000 98000 99000 เกินจะวัดได้แล้วค่ะ!!" โอเปอเรเตอร์ของยานเซนต์ปีเตอร์รีบนรายงานให้เฮริซ่ารู้ถึงการที่จู่ๆพลังของยาชาโอก็พุ่งขึ้นจนไม่อาจเทียบได้กับที่ผ่านๆมา นอกจากนั้นหุ่นยักษ์อีกตัวของศัตรูก็มีปฏิกิริยาเดียวกันนี้ด้วย เฮริซ่าอยู่ในสภาพตกตะลึงมากไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

"อะไรกัน มันโดนท่าไม้ตายของเราเข้าไปเต็มๆแล้วยังลุกขึ้นได้อีกเรอะ แถมแรงกดดันที่ทำให้เราหวาดผวานี่มันอะไรกัน ยาชาโอเองก็ด้วย เจ้าหุ่นพวกนี้มันเป็นปีศาจจริงๆรึไงนะ" เอ็กซ์มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ด้วยสีหน้าตกตะลึง แถมด้วยพลังที่กดดันอยู่นี้ทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว แต่เขาก็ยังฝืน

ตูมมมมมมม

X-Chavalier ถูกแสงสีดำลึกลับเล่นงานจนหมดสภาพต่อสู้ในเวลาแค่พริบตา พร้อมกับการปรากฎตัวของหุ่นสีดำลึกลับ

"ไม่ดีนะครับ อุตส่าห์เป็นเหตุการณ์สำคัญทั้งที อยู่เงียบๆคอยเฝ้ารอดูความสนุกดีกว่า" นาซัสเอ่ยกับเอ็กซ์ด้วยวาจายิ้มเยาะ "จริงสิ ยังมีคนน่ารำคาญอยู่อีกสามคนนี่"

"ก...แกเป็นใคร" เอ็กซ์เอ่ยขึ้นครั้งสุดท้ายก่อนหมดสติ

เดสโทรเพียของนาซัสพุ่งเข้าไปหากลุ่มของเฟลเซลที่กำลังตั้งรับการโจมตีจากฟาลินอยู่ ด้วยความเร็วอันสุดยอด Musketeer ทั้งสองเครื่องถูกฟันจนแขนขาขาดโดยที่ทั้งเฟลเซลและมาร์เซลยังไม่ทันรู้สึกตัวด้วยซ้ำ

"อ..อะไรกัน นี่เราถูกเล่นงานตั้งแต่เมื่อไหร่" เฟลเซลตกตะลึงมากไม่นึกว่าจะมีใครที่สามารถล้มเธอได้ในเวลาแค่พริบตาเช่นนี้

"คุณหญิงเป็นอะไรหรือเปล่าครับ" มาร์เซลยังคงมีทีท่าห่วงใยเฟลเซล "แกเป็นใคร ลอบกัดคนอื่นแบบนี้มันเล่นสกปรกชัดๆ"

"การต่อสู้ไม่เหมือนกับการประลองหรอกนะครับ เพราะมันไม่มีคำว่าผิดกติกา เป็นความผิดของคุณเองที่มัวแต่ระวังสไนเปอร์จนเปิดช่องให้ผมเล่นงานได้ง่ายๆ ใช่มั้ยครับ คุณหญิงพรินสแตนท์แห่งแพทธิอาร์ กับคุณคนรับใช้" นาซัสหันหลังให้หุ่นทั้งสองที่นอนแน่นิ่งที่พื้นแล้วหันไปมองรอบๆ "ระบบพรางตัวของคุณเยี่ยมมากคุณฟาลิน ในยามค่ำคืนเช่นนี้เชื่อว่าคงไม่มีใครหาตัวคุณเจอแน่ แต่สำหรับผมนั้นไม่จำเป็นต้องหา เพราะผมรู้ว่าคุณต้องอยู่แถวๆนี้แน่"

เดสโทรเพียกางปีกออก ประสานมือไว้ที่อก มีลูกพลังสีดำอยู่ที่ระหว่างมือทั้งสองข้าง จากนั้นมันก็แตกออก

Gravity Cannon

พริบตานั้น แรงโน้มถ่วงของบริเวณรอบๆก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ยานเซนต์ปีเตอร์ X-Chavalier Musketeer ถูกตรึงไว้แน่นกับพื้นจนไม่อาจขยับตัวได้ รวมทั้ง LLS ที่โผล่ออกมาเพราะแรงโน้มถ่วงนี้ทำให้ระบบพรางตัวรวนก็ถูกตรึงไว้เช่นกัน ยกเว้นเพียงแค่สองสิ่งที่ดูจะไม่ได้รับผลจากแรงโน้มถ่วงนี้ ยาชาโอและวาลคิรี่

"เอาละอยู่นิ่งไว้นะครับ มาร่วมเป็นพยานให้กับวินาทีแห่งประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งจักรวาล"

แรงโน้มถ่วงนี้ยังมีผลไปจนถึงหญิงสาวที่กำลังควบม้ามาด้วย ทั้งเธอและม้าถูกตรึงไว้แน่นจนหมดสิ้นเดินทางทั้งๆที่มองเห็นเสาแสงสีรุ้งสองเสา เป็นนัยว่าเรื่องที่เธอกลัวกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

"ไม่นะ หยุด!!!!!" เธอตะโกนสุดเสียงด้วยความสิ้นหวัง

เสาแห่งแสงที่เกิดขึ้นนี้อยู่ในสายตาของยานแม่ของ The Sun ที่กำลังเฝ้าดูเหตุการณ์ไม่ห่างเช่นกัน หัวหน้าใหญ่ของ The Sun มองภาพที่เกิดขึ้นนี้อย่างยินดี

"ใช่แล้ววาลคิรี่ นี่แหล่ะสิ่งที่ข้าอยากเห็น แสงแห่งการรังสรรค์ ลากันทีกับโลกที่เน่าเหม็นใบนี้"

โอ้ววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว

ยาชาโอกับวาลคิรี่ประสานเสียงกัน ท้องฟ้าแตกออก กลุ่มกิ้งก่ายักษ์แบบเดียวกับที่ไปถล่มแพทธิอาร์มาแล้วปรากฎตัวออกมาจากรอยแตกนั่นนับพันนับหมื่น พวกมันกระจายกันออกไปรอบๆดาวดวงนี้

แสงเจิดจ้าปรากฎออกมา แล้วโลกแห่งนี้ก็ถูกทำลายไปในวินาทีนั้นเอง
------------------------------

แฮะๆๆๆ ครั้งนี้ออกเว่อร์หน่อยนะครับ ภาพที่ไลมุกับเลโอไปเห็นก็คงจะเดาได้อยู่แล้วว่าเป็นส่วนหนึ่งของสงครามล้างจักรวาลในอดีตนั่นเอง แล้วก็ต้องขอโทษที่ผมทำหุ่นหลายๆคนพัง (นิดหน่อยเองน่าซ่อมได้อยู่แล้ว) เพราะต้องการให้เนื้อเรื่องมันไปแบบสมู๊ทครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 12, 2009, 12:34:14 PM โดย Genocide Darklord Berserker Mode ~ งานเยอะเครียดเฟ้ย!!! » บันทึกการเข้า

หมดยุคของไอ้เกรียนบาร์โค้ดแล้วเฟ้ย ตอนนี้ได้เวลาของแฟลชไดรฟ์สองซีกแล้ว

identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #26 เมื่อ: มีนาคม 14, 2009, 02:28:35 AM »


SPACE ROUTE EPISODE 3:  พลัดหลง-----------------------------------------------------------------

โดยไม่รู้สึกตัว  เฟลเซลได้สติขึ้นมาเล็กน้อย  เธอรู้สึกว่ากระจกหมวกนิรภัยจะแตกเอาเข้า  เครื่องประจำตัวก็กลายเป็นเศษโลหะ  ผสมที่ลอยเขว้งขว้างอยู่ในบลอวกาศ 

"ริซ่า เรียกกัปตันเฮริซ่าไม่ทราบได้ยินหรือเปล่า  ฟอร์นเทียร์เซนพิเตอร์เป็นอย่างไรบ้าง"  แรกเริ่มที่ได้รับสติเธอก็นึกถึงเพื่อนสาวคนสนิทขึ้นมาทันที  แต่มันเปล่าประโยชน์  ตอนนี้ทหารเสือเหล็ก  คงได้เป็นแต่เพียงอดีตไปแล้ว


ยังดีที่ว่าเครื่องบอกตำแหน่งแผนที่อวกาศกับหมวกนิรภัยและถังออกซิเจนสำรองยังใช้การได้อยู่  เธอรีบเปลี่ยนหมวกนิรภัยท้นที ขนาดเดียวกันก็หยิบถังออกซิเจนสำรองเอามาเตรียมไว้ใช้สำหรับยามฉุกเฉิน


ดูจากข้อมูลที่ปรากฎบนมอร์นิเตอร์  ก็ทราบได้ทันทีเลยว่าเธอไม่มีดวงเอาเสียเลย  จากสภาพการเห็นได้ชัดว่าด้านนอกค็อกพิท  เป็นสรภูมิอันเกิดจากการลอบโจมตี 



เธอตัดสินใจอยู่ในค็อกพิทก่อน  เพราะอย่างน้อยก็เหลืออากาศให้เธอหายใจได้ราวๆสามสิบนาที  รวมกับถังออกซิเจนสองถังอีก  เธอมีลมหายใจทั้งสิ้นอย่างน้อย หนึ่งชัวโมงกับสี่สิบห้านาที


ตอนนี้เธอได้แต่อยู่นิ่งๆ  พร้อมกับจุดพลุสัญญาณของเรือเซนต์ปิเตอร์สเบิร์กออกไป


นี่นับเป็นการเสี่ยงยิ่ง  เพราะหากเป็นคนของจักรวรรดิที่ตามล่า  หรือสหพันธุ์หรืออะไรก็ตามที่มีผลประโยชน์ต่อการจับกุมเธอ  เท่ากับว่าเธอเอาตัวเองเข้าปากเสือ  เพราะตอนนี้พวกเธอนั้นโดดเดี่ยวรววกับขุนศึกที่ตกอยุ่กลางวงล้อมของข้าศึกหันไปทางไหนก็ไม่ ทางหนีทีไล่มีแต่ฝ่าลงล้อมไปเท่านั้น



น่าเสียดายที่ในเวลานี้เธอได้แต่ตัดสินใจอย่างนี้  ดูจากสภาพการณ์เธอก็ทราบว่าตัวเองพลัดหลงกับหมู่คณะ  เธอได้แต่ภาวนาว่าให้หัวหน้าเอ็กซ์กับมาร์เซลและเฮริซ่า เกราะกลุ่มเอาไว้

อย่างไรก็แล้วแต่เธอไม่ชอบการทำลายล้างฆ่าฟันอยู่ดี  นั่นมันแตกต่างจากนิยามการว่าทำสงครามของเธอ  เธอมักจะคำนึงถึงเกียรติและความภาคภูมิของแต่ละฝ่ายเสมอแม้เธอทราบดีว่าเป็นเรื่องละเมอเพ้อพก  แต่เธอเห็นว่าในหนึ่งพันหรือหนึ่งหมื่นคนสมควรมีคนที่คิดดังกล่าวอยู่บ้างสักคน  ซึ่งนั่นก็หมายถึงเธอด้วย


เป็นเวลาร่วม ราวสี่สิบนาทีเห็นจะได้  เมื่อกองกำลังฝ่ายหนึ่งถอยหนี  ดูจากรูปแบบการถอยทัพแล้วเธอแน่ใจว่าคือทหารรับจ้างมืออาชีพ 


ดูจากแสงที่ออกจากทรัสเตอร์  ก็ทราบว่ารูปลักษณ์ของเครื่องเป็นแบบยานบินมากกว่าหุ่นยนตร์รูปมนุษย์


ในที่สุดจำนวนหุ่นยนต์ฝูงหนึ่งก็เดินเครื่องมาหาที่ตำแหน่งเธอ  จากนั้นส่งสัญลักษณ์ติดต่าด้วยลำแสงมา

แต่เธออดแปลกใจไม่ได้เพราะรหัสติดต่อมันช่างคล้ายคลึงกับของจักรวรรดิแพทธิอาร์เหลือเกิน  แม้จะไม่ใช่เสียทีเดียวแต่ก็ถูกอยู่แปดในสิบ

หุ่นยนต์ฝูงนั้นเคลื่อนที่เข้ามาใกล้เธอยิ่งขึ้น  เฟลเซลจึงได้เห็นชัดตาว่าหุ่นของฝ่ายนู้นมิใช่ของจักรวรรดิแพทธิอาร์  เนื่องจากขนาดที่ดูเพรียวเล็กกว่ากันเล็กน้อย  อีกทั้งโครงสร้างที่ดูคล่องตัวก่อน  และออกแบบได้สมดุลกว่า  อีกทั้งหุ่นดังกล่าวให้รูปลักษณ์คล้ายความเป็นพยศอิทธิสระเสรี  คล้ายกับโจรสลัด  มากกว่าพวกถือยศถืออย่าง คล้ายขุนนาง ซามุไร ทหารเสือ หรืออัศวิน ของจักรวรรดิแพทธิอาร์  แต่ดูจากรูปขบวนทัพของฝ่ายนู้น  ต้องมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลของเธอหรือของเฮริซ่าอยู่เล็กน้อย  บางทีชนกลุ่มนี้อาจเป็นคณะของบรรพบุรุษที่พลัดหลงก็เป็นได้


จากนั้นยิ้มเล็กน้อยให้กับตัวเองอยู่บ้างว่า  อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก


แต่จะอย่างไรเธอผิดพลาดแล้วทั้งยังเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รู้   เธอไม่ต้องการให้หนึ่งในหัวหน้าของทหารเสือองค์รักษ์ต้องแปดเปื้อน  ดังนั้นเธอ  เดินCode Unstoppable กับหุ่นของเธอเสีย


มันไม่ได้เป็นการระเบิดเครื่องให้แหลกเป็นจุลหรอก   เพราะเธอกับชอร์ลซิเล่ย์ต่างไม่ชอบการทำลายข้าวของ  เพียงแต่ว่ามันเป็นการทำให้ระบบลุ่มโดยมิอาจกู้คืน 



ในที่สุดหุ่นยนต์ฝูงลึกลับนั่นก็มาถึงจุดที่เธอลอยแขว้งขว้างอยู่   ไพล็อทที่คาดว่าจะเป็นหัวหน้าออกจากค็อกพิทออกมา  ชายดังกล่าวมีส่วนสูงเท่ากับเธอหรืออาจจะสูงมากกว่าเล็กน้อย

ส่งเสียงเข้มออกมา

"ยินดีที่ได้พบ  ผมคือ จูเลี่ยน ลูเบียส  พวกเราคือ สลัดอวกาศ โฟเรซ์เซเรีย"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------




ตอนนี้ขอลงแค่เล็กน้อยหน่อยนะครับหัวม้นตื้อไปนิด


ตัวละครที่มาใหม่นี้  เป็นตัวเอกของภาคไซด์สตอร๊ของเรื่องนี้ครับ    ส่วนปริศนานั้นเอาไว้พูดถึงในตอนหน้า

แต่แค่วิธีแนะนำตัวคงรู้แล้วสินะว่าลอกเลียนแบบใครมาเต็มๆ 
บันทึกการเข้า
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #27 เมื่อ: มีนาคม 18, 2009, 01:51:53 AM »

สายโลก-------------------------------------------------------------------------------------------------

ในวันที่ 24 มิถุนายน

มีรายงานสถานการณ์มาว่า  ณ บริเวณอาณาเขตรอบนอกของแพทธิอาร์แอมไพร์  ได้รับการโจมตีจากสัตว์ประหลาดลึกลับที่มีรูปร่างคล้ายกิ้งก่าขนาดยักษ์  ว่ากันว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากนอกระบบสุริยะ  ข่าวคราวนี้เมื่อกองทัพสหพันธรัฐทราบก็ทำการเร่งสืบสวนและวิจัยเรื่องนี้โดยทันที

แต่ทางกองทัพได้มีมติว่าเรื่องนี้จะปกปิดเป็นความลับเอาไว้ก่อนเนื่องจากไม่ต้องการให้ประชาชนแตกตื่น  อีกทั้งการก่อการร้ายขององค์กรที่เรียกว่าบอนล์นั้นก็มีให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ ยังก่อให้เกิดปัญหาเป็นที่น่าปวดเศียรเวียนเกล้าอีก


นอกจากนี้ยังมีข่าวลับๆ มาว่าจักรวรรดิแพทธิอาร์เอง  เตรียมตัวประกาศสงครามขั้นเด็ดขาดกับสหพันธรัฐอีกด้วย  แต่ก็มีข่าวรายงานมาอีกสายหนึ่งว่าคนระดับสูงของจักรวรรดิ์เกิดมีความคิดเห็นขัดแย้งกันทางด้านนโยบายและแนวปฏิบัติ   และเกิดการปฎิวัติรัฐประหารโดยไม่เสียเลือดเนื้อขึ้นมา  อีกทั้งพันตรีชอร์ลซิเล่ย์  แห่งศูนย์วิจัยก็โดนกักตัวไว้กับสถาบันวิจัยซิเพนต้าด้วย  ภายใต้ข่าวโคมลอยที่มากมายไม่อาจแบ่งแยกออกว่าเรื่องใดคือจริงเรื่องใดเป็นเท็จ แต่สามารถระบุได้ว่าศัตรูจากภายนอกมุ่งหน้าความสนใจมาที่ตัวจักรวรรดิ์ก่อน


ยังถือว่าเป็นเรื่องโชคดีของสหพันธรัฐเนื่องจากปัญหาระหว่างองค์กรบอลน์ยังไม่คลี่คลาย  รวมทั้งยังเป็นทำให้เงื่อนไขในการก่อสงครามกับจักรวรรดิ์แพทธิอาร์ต้องหมดไป  ยังถือว่าจักรวรรดิ์แพทธิอาร์กลายเป็นแนวป้องกันให้สหพันธรัฐอีกด้วย



ในขณะที่ยานงบลูกาแลคซี่แองเจิล  ภายใต้การนำของกัปตัน ไลล่าได้รับคำสั่งให้ติดตามและสำรวจสอดแนมศัตรูผู้มาใหม่ และในขณะเดียวกันยังต้องระวังภัยจากองค์กรบอลน์อีกด้วย

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวจัดว่าเกิดการจราจลไปทุกแห่งหนของโลกและอวกาศ

การเดินทางและการสู้รบของพวกรัตน์นั้นได้เกิดขึ้นทีละขั้นๆ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


เวลานี้โมโมะอยู่ในห้อง อาหารของยานบลูกาแลคซี่ ในขณะที่เธอต้องเบิกตาโพลนโตออกมาจ้องมองกับภาพเบื้องหน้านี้  นั่นเพราะเธอเพิ่งเคยเห็นอากัปกิริยาของคนที่เรียกว่าสวาปามก็ตอนนี้แหละ

"นี่ๆ รัตน์ไอ้แกงนี่อะเขาเรียกว่าอะไร"ลูซิเฟอร์ชี้มือไปทาง  ชามใบใหญ่ใส่แกงสีแดงส้มอ่อนๆ  และข้างในประกอบด้วยกุ้ง ตระไคร้ ใบมะกรูด พร้อมทั้งกลิ่นมะนาวลอยเตะจมูก ทั้งปากยังเคี้ยวอาหารยังไม่ละเอียดเสียอีก

"อ๋อนี่เหรอเรียกว่า ต้มยำกุ้งไงล่ะ เป็นอาหารที่ฉันภูมิใจมากเชียวนะ แต่นายนี่กระเพาะใหญ่เป็นบ้าเลย"  รัตน์ว่าพลางตักน้ำแกงค่อยๆซด  ในขณะที่ลูซิเฟอร์กับ  ยกน้ำแกงในถ้วยเล็กที่ตกแบ่งมาอีกทีซดทีเดียวหมด  แม้แต่ขิงข่าตระไคร้ ใบมะกรูดก็ไม่มีเหลือ

"เอ๋  ที่โลกบาดาลเนี่ย  เขานิยมกินให้ไม่เหลือซากเหรอคะ" โมโมะถามออกมาอย่างไร้เดียงสา(แต่คงมีใครบางคนคิดว่าปญอ.)

"เหรอ   ไอ้นี่เนี่ยเขากินแล้วต้องเหลือเศษผักเอาไว้ด้วยเหรอ  แต่ฉันว่าน่าเสียดายออกนะนี่มีแต่ของรสชาติแปลกๆทั้งนั้น  ไม่เคยลองมาก่อนเลยเยี่ยมๆ"  ขณะพูดไปก็ดื่มน้ำในแก้วไปอีกด้วย

"เออแล้วนี่เขาเรียกว่าน้ำอะไรล่ะ" ชายหนุ่มผมสีนิลถามต่อ

"น้ำใบบัวบกน่ะเอาไว้แก้ช้ำในกับคลายเมื่อยได้"รัตน์อธิบาย

"เอ๋รัตน์คุงช้ำในด้วยเหรอค่ะให้ชั้นทายาให้มั้ย"โมโมะสอดคำขึ้นมา

"เอ๊ะช้ำในเหรอไม่นี่  ว่าแต่เธอนั่นแหละไข่เจียวอะไรที่อยู่ด้านหน้าน่ะ  ตอนไหนจะทาน"รัตน์ตอบกลับมาพร้อมมองข้าวหน้าไข่เจียวของโมโมะด้วยสายตาแปลกๆ  ก็เพราะมันสีดำคล้ำราวกับราดช็อคโคแลตน่ะสิ  แต่ไม่หรอกไม่มีใครราดช็อคโคแลตในไข่เจียวหรอก  เพียงแต่ว่ามันเป็นสีที่เปลี่ยนเนื่องจากโดนความร้อนนานเกินเหตุต่างหาก

"แหมไข่เจียวยัดไส้สวรรค์เหาะจานนี้  ฉันอุส่าห์ดัดแปลงสูตรลับมาจากรัตน์คุงเชียวนะ  จะชิมเองก็กลัวอ้วน  ไงๆก็ลองชิมหน่อยนะ"  น่าพลางตักไข่เจียวหน้าช็อคโคแลตนั่นทำท่าจะป้อนให้ชายหนุ่ม

รัตน์หันหน้าหนีทันทีพร้อมกับบอกว่า
"ไข่เจียวยัดไส้สวรรค์เหาะ  ไข่เจียนรกขุมที่สิบแปดล่ะสิไม่ว่า  แล้วทำไมฉันต้องมาทานอาหารฝีมือเธอทำเองก็ทานเองสิ"รัตน์ตอบไปพร้อมกับใบหน้าฉุนเล็กน้อย

"แหมรัตน์คุงใจร้ายที่สุด ฉันนะอุส่าห์ทำ.............."ว่าพลางทำหน้าตาเศร้าสร้อยสลดราวกับว่ามีคนลืมวันเกิด  แต่สายตาเห็นลูซิเฟอร์รับประทานไม่หยุดยั้ง พริบตานั้นบังเกิดความคิดสร้างสรรค์(ซึ่งอาจจะคิดไปคนเดียว)ขึ้นมาทันที


"แต่.........ลูซี่จัง ไม่ปฏิเสธน้ำใจเค้าใช่มั้ย"


"ฉันน่ะไม่เคยปฏิเสธ  เรื่องของกินอยู่แล้ว  ยิ่งมีคนทำให้ทานฟรีล่ะก็ฮะๆ"  พูดยังไม่ทันจบ  จัดการดึงมาจากมือของโมโมะทันทีจากนั้นปฏิบัติการสวาปามต่อ พริบตารับประทานหมดสิ้น  ข้างแก้มยังมีเมล็ดข้าวสวยติดอยู่

"เป็นไงบ้างจ๊ะ"

ลูซิเฟอร์ลูบปากนิดนึง  จากนั้นจับปลายคางทำท่าทางครุ่นคิด

"ก็ไม่เลวนะ ปกตินี่ไข่เจียวเขาจะกรอบนอกนุ่มใน  เนื้อห่อมกรุ่นอร่อย ในความเค็มนิดผสมความหวานจากเนื้อหมูหน่อย  และกลบกลิ่นด้วยผักเล็กน้อย  แต่ไข่เจียวจานนี้แตกต่างออกไปจากเดิมมาก  นอกจากจะทั้งแฉะทั้งแห้ง  แล้วกลิ่นยังมีฉุนนิดๆ  แถมมีรุ่นขมกลมกล่อมอีก ไม่เลวๆสูตรใหม่จริงๆ" ลูซิเฟอร์พูดออกมาราวกับว่าเป็นนักชิมลิ้นทอง


"ไว้ตอนเข้าห้องน้ำ  นายจะรู้สึกล่ะนะลูซิเฟอร์"  รัตน์ได้แต่คิดในใจพร้อมกับนึกถึงวันวานอันสยดสยองที่เขาเคยรับประทานอาหารฝีมือของเพื่อนสาวร่วมหน่วย


"เน่ว่าแต่กัปตันจะพาเราไปไหนเหรอ"  รัตน์ถามออกมาบ้างหลังจากที่มีแต่เรื่อง(เกือบ)มีสาระในวงสนทนา

"เห็นว่าจะไปแวะที่ท่าจอดใกล้ๆนี่เสียหน่อยน่ะจ๊ะ  แต่แปลกน้าทำไมไม่ใช้สถานที่ของกองทัพ"โมโมะตอบกลับมา

"เพราะต้องการให้เป็นความลับและสามารถทำเนินการได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบซ้ำซากจำเจน่ะสิ ถึงได้ติดต่อกับคนนอกของทัพ" รัตน์ตอบกลับไปพลางอ่านหนังสือ(เกือบ)มีสาระที่อยู่ในมือ


"ยานHazell Xenon
กับเอเล แรคอสสิน่าเหรอจะเป็นคนยังไงกันนะ  หน้าตาจะเหมือนบาบี้รึเปล่าเนี่ย"  โมโมะคิดไปพลางยิ้มไปพลาง  นั่นเพราะว่าวันนี้มีคนชมว่า"อาหารของเธอ"ถูกปากนั่นเอง

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอจบแค่นี้ก่อนนะครับ หวังว่าตอนนี้หนูโมโมะคงจะไม่..........เกินไปในสายตาคนอื่น  สำหรับผมผู้หญิงอย่างนี้อย่าเข้าใกล้ดีกว่า 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 18, 2009, 02:24:47 AM โดย Sweet Pilot » บันทึกการเข้า
SrwKung
Nadesico Crew
Invinsible Pilot
*
กระทู้: 2305


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #28 เมื่อ: มีนาคม 19, 2009, 01:15:57 AM »

สายโลก -ความลับของอาร์คาน่า-

ระหว่างที่นางฟ้าแห่งทางช้างเผือกสีน้ำเงินกำลังเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ ในโรงเก็บหุ่น รัตน์ พรมอนันต์กำลังำทอะไรบางอย่างกับอาคาน่าของเขาอยู่....

"ทำไมถึงมีของแบบนี้ในเครื่องของเราได้นะ....ไฟล์วีดีโอ? ถูกซ่อนไว้ซะด้วย"รัตน์พึมพำก่อนจะรั่วปุ่มลงบนคีย์บอร์ดเชื่อมที่พึ่งติดมา....แต่การเปิดเข้าดูไฟล์ของเขามีอันต้องชะงักเพราะมันติดพาสเวิร์ด....

"พาสเวิร์ด3ตัว...เหรอ..คำใบ้...1.618.....ให้ตายสิ ไอ้คนชอบตั้งพาสเวิร์ดเป็นคณิตศาตร์นี่มีหมอนั่นคนเดียวสินะ..."รัตน์บ่นอย่างหัวเสียก่อนจะรั่วคีย์บอร์ดไปสามตัวอักษรได้แก่P.H.I.....

ไฟล์วีดีโอถูกเล่นขึ้น ฉายให้เห็นถึงชายหนุ่มมีอายุแต่หน้าตาดีคนนึง ดูเหมือนเขาจะถ่ายวีดีโอไว้ที่ห้องของเขาเอง

"รัตน์ พรมอนันต์ถ้าเธอได้เห็นวีดีโอนี่แล้ว ต้องบอกก่อนว่าฉันเป็นคนแอบเอามาไว้ในฮาร์ดดิสของเธอเองฉันมีเรื่องไม่สบายใจเกี่ยวกับการยุบหน่วยASF"รัตน์รู้จักชายคนนี้เป็นอย่างดี เขาคือหัวหน้าฝ่ายควบคุมดูแลMsของASF "คริสโตเฟอร์ ออดิชาล์"นั่นเอง

"อย่างที่เธอรู้กัน ว่าเธอไม่ค่อยชอบใจกองทัพในตอนนี้สักเท่าไร เพราะรู้สึกว่าเธอจะเกลียดพฤติกรรมการดูแลอวกาศที่เหลวแหล่ของสมาพันธ์...แต่ว่าฉันมีเรื่องนึงที่อยากให้เธอรู้ เอกสารการส่งมอบผลิตอาวุธของสมาพันธ์ที่ฉันไปเจอเข้า....ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องแปลกมากที่มีMsรุ่นเก่าบางตัวที่พอเลาะสต็อกออกมาแล้วก็ถูกขายไปทันที...แถมยังเหลืองงบประมาณบางส่วนที่ขาดหายไปอย่างไม่จำเป็นด้วย เอกสารทั้งหมดฉันใส่ไว้ในฮาร์ดิกส์ให้แล้ว......และจากการสืบค้นทำให้ฉันเจอเรื่องน่าสนใจอย่างนึง....."ออดิชาล์กล่าวออกมาก่อนจะหยุดไป...เรื่องนี้สร้างความสนใจให้กับรัตน์เป็นอย่างมาก

"สหพันธ์เราเองแอบมีส่วนให้ความช่วยเหลือพวกบอลน์อย่างลับๆอยู่ ที่สำคัญการแต่งตั้งผู้นำของสหพันธ์เองก็ยังได้หลักฐานอีกด้วยว่าคนที่ทำการคัดสรรนั่นจริงๆแล้วมีความเกี่ยวข้องกับบอลน์ไม่ทางใดก็ทางนึง....ฉันคิดว่าการที่พวกมันยุบASFไปเพื่อที่จะทำให้พวกมันไม่มีปัญหาเรื่องการต่อต้านอวกาศแต่นั่นก็แค่ตอนแรก จากการคาดเดาของฉันมันต้องการPsychic Engineที่อยู่กับอาคาน่ามากกว่า ผลการทดลองPsychic Engineครั้งแล้วครั้งเล่าระบุว่า คลื่นความถี่ที่ปล่อยออกมาใส่สมองของพวกเธอนั่นได้สร้างความเสียหายให้กับสมองบ้างส่วนด้วยแต่ความเสียหายนั่นกลับเป็นผลดี....ถ้าจะให้พูดง่ายๆก็คือสมองของพวกเธอกำลังค่อยๆที่จะซึมซับความถี่เหล่านั่นเข้าไปแล้วค่อยๆวิวัฒนาการตัวเองขึ้น...ยังไงก็ตามดูเหมือนว่าจะไม่มีผลข้างเคียงและอะไรร้ายแรงในตอนนี้แต่ฉันเตือนเธอดีกว่าว่าอย่าใช้มันผลฉันไม่รู้ว่าสมองของเธอจะวิวัฒนาการเป็นอะไร...."รัตน์ดูเหมือนจะไม่ตกใจกับเรื่องวิวัฒนาการนี่สักเท่าไร ว่าไงดีล่ะคนจากใตเลกก็เจอแล้ว กะอีกคลื่นที่ทำให้เกิดการวิวัฒนาการของสมองมันดูจิ้บจ้อยไปเลย

"ระวังสมาพันธ์โลกให้ดี จริงๆแล้วฉันก็อยากจะไปบอกเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเอง มันอาจฟังดูไม่น่าเชื่อแต่ฉันรวบรวมทั้งหมดที่หามาได้ใส่ในนี้แล้วฉันรู้สึกว่าตัวเองอาจจะอยู่ได้ไม่นานพวกนั่นย้ายฉันไปอยู่ที่ศูนย์ใหญ่จะได้ทำอะไรให้อยู่ในสายตาตลอดเพราะงั้นฉันจึงฝากข้อความนี่ไว้ให้เธอ เพราะเธอเป็นคนเดียวที่ฉันพึ่งได้มากที่สุดในตอนนี้..."หลังออดิชาล์กล่าวจบวีดีโอเทปก็ถูกปิดตัวไปโดยอัตโนมัติเหลือเพียงแค่รัตน์และแสงไฟจากหน้าจอในค็อกพิตที่มืดสนิท....

----------------------
ที่ห้องกัปตันไลล่ารัตน์เปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบๆ กัปตันตัวน้อยกำลังเซ็นเอกสารจำนวณมากอยู่

"ผมมีเรื่องที่ต้องแจ้งกัปตันครับ"รัตน์เอ่ยแต่ก็ถูกไลล่าสวนด้วยประโยคว่า

"ฉันก็มีเหมือนกันจ๊ะ........คริสโตเฟอร์ ออดิชาล์ตายแล้วอดีตหัวหน้าฝ่ายควบคุมดูแลMsของASF ที่พวกเธอเคยสังกัดทางสมาพันธ์แจ้งมาว่า เขาฆ่าตัวตาย....."

"รัตน์นิ่งเงียบไป...ไลล่าเลยถามออกมาว่า "แล้วเรื่องที่รัตน์คุงจะพูดคืออะไรหรือจ๊ะ...."

"เกี่ยวกับเรื่องที่กัปตันแจ้งไปนั่นและครับ คือว่าผมพบ..."ไม่ทันที่รัตน์จะได้เอ่ยจบสัญญาณเตือนภับก็ดังขึ้น สะพานเดินเรือแจ้งเข้ามาว่าหุ่นรบของบอลน์มุ่งหน้ามาโจมตียานบลูกาแลคซี่แองเจิล..ทำให้รัตน์ต้องพักเรื่องที่พูดแล้วกลับไปที่อาคาน่าทันที

------------------------

ภายในห้องหรูหราใจกลางอเมริกา ที่นี่เป็นที่อยู่ของ"เรย์นาร์ด ลิคิวอัส"นักธุรกิจอุตสหกรรมหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จ แต่เบื้องหลังเขาคือหัวหน้าขององกรณ์ก่อการร้ายบอลน์และยังเป็นผู้ชักใยสหพันธ์โลกอยู่เบื้อหลังด้วย.....ภายในห้องของเขาต่อกับทีวีขนาดใหญ่ซึ่งในภาพกำลังฉายภาพของชายลึกลับในชุดคลุมสีขาวอยู่

"หึ.... ข้าประเมินเข้าต่ำไปหน่อย เรย์นาร์ด ลิคิวอัสไม่นึกเลยว่าเจ้าจะจับตัวสายลับของพวกเราได้เร็วขนาดนี้แต่ข้าแปลกใจมากที่เจ้าไม่มีอาการตื่นเต้นหรือตกใจเกี่ยวกับพวกเราเลยสักนิด..."ชายชุดขาวพูดสส่วนเรย์นาร์ดก็จิบไวน์อย่างสบายอารมณ์แล้วเอ่ยว่า

"ท่านยิ่งไม่ต้องห่วงเลยว่าข้าจะแพร่งพรายให้ใครรู้ ถึงมันจะน่าสนุกแต่แบบนี้สนุกกว่าเยอะ"เรย์นาร์ดเอ่ยอย่างสบายอารมณ์

"ว่าแต่ว่าเจ้ามีจุดประสงค์อะไร เรย์นาร์ด ลิคิวอัส..."ชายชุดขาวถาม

"ไม่ต้องถามหรอกน่า ฉันเองก็กำลังจะบอก อย่างแรกเลยคือถ้าเรื่องที่ฉันจับสายลับของพวกแกรั่วไหลไปยิ่งไม่เป็นผลดีต่อพวกแกแน่ๆ เพราะงั้นต่อไปคือพวกแกต้องมาเก็บฉันซะ! แต่โชคดีที่ฉันยังไม่ได้บอกใคร เพราะการคงอยู่ของพวกแกมันเป็นเรื่องที่สมควรต้องปกปิดไว้....แต่กว่าจะจับได้นี่ไม่ใช้เรื่องง่ายๆเลยนะ พวกลูกน้องพึ่งไม่ได้สักคนมีแต่ต้องลงมือไปทำเองเท่านั่น...."เรย์นาร์ดตอบพลางรินไวน์ใส่แก้วที่พึ่งดื่มหมดไป

"เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลย..."ชายชุดข่าวยังคงย้ำต่อไป

"นั่นสินะ ปกติแล้วพวกแกก็คอยให้สายลับหาข่าวมามอบให้อยู่แล้วนิ เอางี้มั้ยฉันจะมอบข่าวสารของทั้งสมาพันธ์ที่ฉันชักใยอยู่แล้วก็ของในบอลน์ด้วย แถมไม่เปิดเผยตัวพวกแก"เรย์นาร์ดยื่นข้อเสนอ มันเป็นข้อเสนอที่ออกจะแปลกมากๆ

"แล้วทำไมพวกเราต้องเชื่อใจเจ้า...."ชายชุดขาวยังคงถามต่อไปเรย์นาร์ดจึงตอบว่า

"ไอ้เรื่องที่เค้นจากสายลับของพวกแกมันดูน่าสนุกดีนี่น่า...ฉันนะ สร้างบอลน์ขึ้นมาชักใยสหพันธ์แล้วชักนำให้สู้กันเอง ทำไมนะหรือเพราะมันน่าสนุกยังไงล่ะ! เรื่องที่พวกแกทำมันก็น่าสนุกสุดๆถ้าฉันไม่ร่วมด้วยละก็จะพลาดโอกาศอันยิ่งใหญ่เลยนะ"เรย์นาร์ดบอกความต้องการของตัวเองต่อชายชุดขาว....

"งั้นรึ...เข้าใจแล้วเพราะการปล่อยให้เจ้ามาสนับสนุนเราชะตากรรมก็ดำเนินต่อไปตามแบบที่มันควรจะเป็นอยู่ดี แต่ข้าจะขอส่งลูกน้องไปติดตามเจ้าละกัน ถ้าเห็นว่าทำอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อเราละเจ้าจะตายในทันที...เข้าใจมั้ย"ชายชุดขาวกล่าวส่วนเรย์นาร์ดก็พยักหน้าพร้อมเอ่ยว่า

"ครับๆ ฉันจะทำตาม แต่ขออย่างเดียวช่วยทำให้มันสนุกๆให้ได้ตามแบบที่ฉันหวังแล้วล่ะกัน...."เรย์นาร์ดพูดปิดท้ายก่อนที่จอภาพจะดับหายไป

------------------------

กลับมาที่ยานบลูกาแลคซี่แองเจิล หุ่นของบอลน์ที่พุ่งเข้ามาโจมตีมีหุ่นรบสีฟ้าของเรย์กิวรวมอยู่ด้วย...

===================
กลับมาต่อหลังจากหายไปนาน(มาก) จะว่าไปแล้วนิสัยโมโมะที่ท่านสวีตเขียน....สุดๆเลยแฮะแต่ช่างเถอะก็น่าสนใจดีเหมือนกันแฮะ 555+(แต่งให้นิสัยหนูโฒโมะเป็นแบบนี้เพราะเคืองที่ผมเล่นSrwKจนไม่ยอมมาแต่งรึเปล่า 555+) ท่านGenocideขอเขียนให้หัวหน้าบอลน์ไปอยู่ใต้สังกัดของพวกศัตรูออริจินอลนะครับ เรพาะผมรู้สึกว่าเขียนแบบนี้มันจะเข้ากับนิสัยเจ้าเรย์นาร์ดมากกว่าแฮะ

ตอหน้า สายโลกน่าจะปะทะกับเรย์กิวของท่านF ส่วนตอนห้าจะมาเมื่อไรแล้วแต่อารมณ์ครับ 555+

ป.ล ส่วนรหัสเปิด ทำไม1.618ถึงต้องเป็นคำว่า Phi นั่น เพราะว่า1.618มันเป็นค่าทางคณิตศาตร์ครับ(อัตตราส่วนทองคำนั่นและ)ว่ากันว่าเป็นตัวเลขที่สวยที่สุดในโลก(จากการทดลองพบว่าหน้าตาคนที่สวย หรือหล่อมักมีความห่างกันของอวัยวะต่างๆบนหน้าเป็นตามค่านี่ทั้งนั่นหรือตำแหน่งที่ใบไม้จะงอกออกมาให้ได้รับแสงมากที่สุดก็อยู่ในอัตตราส่วนนี่ด้วยหรืออัตตราส่วนจำนวณผึ้งตัวผู้ต่อจำนวณผึ้งตัวเมียในรังหนึ่งก็จะมีค่าเท่ากับ 1.618ครับ ส่วนตัวย่อของมันในทางเลขคือตัวอักษร Phiในภาษากรีกนั่นเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 19, 2009, 01:20:01 AM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

Black Overman XAN
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1836



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #29 เมื่อ: มีนาคม 20, 2009, 10:32:04 AM »

เดี๋ยวขอลงอันนี้ก่อนแล้วต่อไปจะลงความเป็นมาของไลมุแล้ว
-------------------------------------
??? ROUTE
-------------------------------------

"ฮ่าๆๆๆ ถูกจับได้เรอะ แกนี่ไม่ได้เรื่องเลย" เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของชายคนหนึ่งดังขึ้นภายในห้องมืดๆที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์นับสิบเครื่องวางรวมกัน เจ้าของเสียงเป็นชายผมฟ้าในชุดเสื้อกาวน์ ตัวสูง หน้าตาจัดว่าค่อนข้างหล่อ ดวงตาแหลมคมเย็นชา เบื้องหน้าของเขาคือภาพโฮโลแกรมของชายในชุดเสื้อคลุมขาว

"นี่ไม่ใช่เรื่องน่าขำนะ วอเรฟ เจ้าเรนาร์ดมันเริ่มรู้ถึงตัวตนของเราแล้ว มันรู้ว่าเรากำลังตามหา "มรดก" กันอยู่" ชายในชุดขาวมีทีท่าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่

"เดิมทีมันก็เป็นความผิดของลูกน้องแกนั่นแหล่ะที่ดันส่งพวกไม่ได้ความไป แกก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบเองสิ ชั้นไม่เกี่ยวด้วยซักหน่อย อีกอย่างมันรู้แล้วไง ก็แค่เก็บมันซะก็หมดเรื่องแล้ว" อาวเรฟยังคงไม่มีที่ท่าตกใจใดๆ

"เรายอมรับว่านี่เป็นความผิดพลาดของเราเอง แต่ถ้าเราทำอย่างที่เจ้าว่า ส่งคนไปจัดการมันแล้วจะเป็นอย่างไร ไม่ต่างอะไรกับการเผยตัวพวกเราออกสู่โลกภายนอกเลยรึ ในเมื่อตอนนี้เจ้านั่นบอกว่าจะไม่เผยตัวพวกเรา ช่วงนี้เราก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ใช้งานมันไปก่อน พอถึงเวลาที่สมควรแล้วจึงค่อยหาวิธีจัดการ"

"ก็เพราะแบบนี้แหล่ะ ชั้นถึงได้ว่าแกมันอ่อนหัดไงเล่า มัวแต่พะวังโน่นนี่จนไม่ยอมทำอะไรให้มันเด็ดขาด เกิดเจ้านั่นมันสืบจนรู้เรื่องของพวกเราไปมากกว่านี้จะทำยังไงเล่า" วอเรฟเริ่มฉุนนิดๆ

"มันจะไม่มีทางได้รู้เรื่อง Messiah Project เด็ดขาด สายที่อยู่ในองค์กรมันก็เป็นแค่พวกปลายแถว ไม่รู้อะไรไปมากกว่าเรื่องที่เราต้องการดวงตาจอมมาร"

"แน่นอนว่ามันต้องไม่รู้ เพราะถ้ามันรู้เมื่อไหร่ชั้นนี่แหล่ะจะไปเก็บมันเอง และถ้าถึงเวลานั้นแกเองก็มีความรับผิดชอบด้วยนะ" จากประโยคนี้ทำให้เดาได้ว่าวอเรฟกับชายในชุดคลุมขาวผู้นี้ดูจะไม่ค่อยกินเส้นกันนัก เนื่องจากทั้งคู่มีวิธีการดำเนินจุดหมายที่ต่างกัน

"ถ้าเรนาร์ดทำอะไรที่จะเป็นภัยต่อเรา ไม่ต้องให้เจ้ามาบอกหรอก เรานี่แหล่ะจะจัดการมันเอง ว่าแต่ตัวเจ้าล่ะ ทำงานไปถึงไหนแล้ว"

"ก็เสร็จไปกว่า 90% แล้ว เหลือแค่รอวัตถุดิบอีกอย่าง" ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้น

กิงก่องงงงง

"นั่นพูดปุ๊บก็มาปั๊บเลย งั้นวันนี้ไว้แค่นี้ก่อนนะ" วอเรฟตัดการติดต่อกับชายชุดขาวทันที เขาหยิบแว่นตาขึ้นมาใส่ แล้วเดินออกจากห้องไปเปิดประตูหน้าบ้านรับแขกที่มาเยือนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและแววตาที่อ่อนโยน ผิดกับเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน

ผู้มาเยือนเป็นชายหญิงผิวเหลืองสองคน คนผู้ชายผมเรียบมีท่าทางเงียบขรึม ส่วนผู้หญิงผมบ็อบท่าทางทะเล้นขี้เล่น ทั้งสองคนเดินเข้ามานั่งพักที่โซฟาในห้องรับแขก

"สวัสดีครับ ดร. วอเรฟ กามาลอฟ ผมฮิคารุ นันโจ ส่วนคนนี้คือมายา วงศ์คณา พวกเรามาที่นี่ตามการว่าจ้างของคุณที่เอาข่าวไปประกาศไว้ในตลาดมืด ว่าต้องการคนช่วยไปค้นซากโรงงานเก่าของสหพันธ์ใช่มั้ยครับ" ฮิคารุกล่าวคำทักทายตามมารยาท ส่วนมายาก็ทำท่าถอนสายบัว วอเรฟรับการเคารพขอทั้งคู่ด้วยท่าทีสุภาพ

"ยินดีต้อนรับครับ พวกคุณคือ "แบล็คเซอเบอรัส" ที่ร่ำลือกันสินะครับ ผมเคยได้ยินมาว่างานใดที่พวกคุณจับแล้วไม่เคยมีคำว่าล้มเหลวเลยแม้แต่ครั้งเดียว วันนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่พวกคุณยอมมาทำงานให้กับผม คุณนันโจและคุณมายะ"

"ไม่ใช่มายะนะ มายาต่างหาก!!" วอเรฟพูดไม่ทันจบมายะ เอ๊ยมายาก็ขัดขึ้นทันที ไม่รู้ทำไม่ใครๆถึงชอบเรียกชื่อเธอผิดอยุ่เรื่อยๆแม้แต่คนระดับด็อกเตอร์ก็ยังไม่เว้น แต่ฮิคารุไม่สนใจยังคงพูดธุระต่อไป "เรายังไม่ได้ตกลงกันว่าจะยอมรับทำงานที่คุณขอรึไม่ ขอฟังรายละเอียดงานก่อน ทำไมคุณถึงต้องการให้เราไปค้นที่ซากโรงงานในโคโลนี่นั่น"

"เผอิญผมต้องการข้อมูลการวิจัยบางอย่างจากที่นั่น เพื่อทำให้การวิจัยของผมประสบความสำเร็จน่ะครับ ที่คุณต้องทำคือไปเอาลูกแก้วสีแดงที่อยู่ในนั้นมาให้ผม ส่วนเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆนี่ถึงผมจะอธิบายไปพวกคุณก็คงไม่เข้าใจเพราะมันมีแต่ศัพท์วิชาการล้วนๆ"

"ผมไม่ค่อยชอบเลยนะ ผู้ว่าจ้างที่ชอบปิดบังเรื่องที่ตัวเองว่าจ้างนี่" ฮิคารุมีทีท่าไม่พอใจเล็กๆ ในขณะที่มายะ เอ๊ย มายายังคงอารมณ์เสียเรื่องเรียกชื่อเธอผิดอยู่จึงไม่ได้ฟังเลย

วอเรฟยัดกระดาษแผ่นหนึ่งใส่มือของฮิคารุ มันคือเช็คเปล่าที่เซ็นชื่อวอเรฟไว้แล้วแต่ไม่มีเครื่องหมายขีดคร่อม พร้อมกระซิบเบาๆว่า "ตามอัธยาศัย" เท่านั้นแหล่ะ แทบจะในทันทีฮิคารุก็ตอบว่า "ผมตกลงรับงานนี้ รออีกสามวัน" แล้วก็ลากตัวมายาออกไปโดยที่ตัวเธอก็ยังงงๆอยู่

"โชคดีนะครับ" วอเรฟกล่าวลาทั้งคู่ พอประตูบ้านปิดลงแววตาของวอเรฟก็เปลี่ยนไปทันที กลายเป็นใบหน้าเจ้าเล่ห์ "หึๆๆๆ เท่านี้อีกสามวันเราก็จะได้วัตถุดิบมาไว้ในมือแล้ว"
------------------------------------------

ตอนนี้ถือเป็นตอนเปิดตัววอเรฟกับพวกฮิคารุนะครับ อย่างที่คุณ Kuruni ขอเลยครับ ให้ตอนแรกพวกนี้ถูกตัวร้ายจ้างก่อน 

ปล. ข้อมูลของวอเรฟ ผมจะลงไว้ในกระทู้ Regist นะครับ
บันทึกการเข้า

หมดยุคของไอ้เกรียนบาร์โค้ดแล้วเฟ้ย ตอนนี้ได้เวลาของแฟลชไดรฟ์สองซีกแล้ว

หน้า: 1 [2] 3 4 5
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: