หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Srw TSC -Data- (Old)  (อ่าน 20947 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Replikia
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 641



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2009, 08:38:36 PM »

เอามาลงแล้วครับ

ชื่อ – ลูคัส เจเนเซีย
เพศ - ชาย
อายุ – 22
H - 163
W - 49

รูปร่างลักษณะ
   ผม สีดำสนิท ไว้ผมทรงกลมๆ(เรียกว่าอะไรซักอย่าง ไว้หารูปที่ใกล้เคียงให้ละกันครับ) ใส่แว่นตากรอบวงกลม ตาซ้ายเป็นสีฟ้า ตาขวาดำ หน้าเด็กกว่าอายุจริงเล็กน้อย ใส่เครื่องแบบสีดำขลิบขาวแทบตลอดเวลา ไม่เคยใส่หมวกทหาร อิมเมจหลักคือสีดำ เครื่องแบบหน้าตาประมาณชุดของพวกทหารระดับสูงในDC เตี้ย ตัวเล็ก

ลักษณะนิสัย
เป็น คนฉลาดมีไหวพริบ อัจฉริยะ ออกจะเป็นคนขี้อายอยู่บ้าง แต่เวลาพูดจาจะพูดตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม  เฮฮาเป็นบางโอกาสตามคนอื่น คิดมากในบางครั้ง เป็นคนติดพี่สาว เวลาจะคิดอะไรชอบนอนลงไปก่อน แคร์ความรู้สึกคนอื่นมากแต่ไม่แสดงออก เป็นพวกที่ถ้าโดนกดดันมากๆจะทำอะไรที่คาดไม่ถึงได้ มักพูดจาสุภาพ เวลาอยู่กับพี่จะเลิกลั่กๆ ชอบคนอายุมากกว่าตัวเอง3-4ปี นานๆครั้งถึงจะขับหุ่นเอง

ประวัติ
   เป็นเด็กที่พ่อมอบให้ทาง กองทัพนำไปทดลองทางการทหารแต่ไม่ประสบความสำเร็จทางกายภาพ แต่สิ่งที่ได้คือบุคคลที่มีมันสมองระดับอัจฉริยะ ร่างกายเทียบได้กับคนปกติ ทำให้ในการรบเน้นนั่งสั่งการซะมากกว่า มีตำแหน่งผู้ช่วยเสนาธิการด้านการรบ เข้าร่วมสงครามเพราะต้องการให้ไม่มีคนที่ต้องมาถูกทดลองทางการทหารแบบตนอีก เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากคนที่เคยรบในการสั่งการของเขาด้วย แต่ไม่ถูกกับพวกระดับสูงเท่าไหร่

อื่นๆ
คงไม่ต้องบอกว่ามันเป็นโอบาคอน


ข้อมูลยูนิท

ชื่อ – TF-34X- Orpheus

รูปร่างหน้าตา – ตามรูปครับ



ประวัติ
   หุ่นรบส่วนบุคคลที่ลูคัสทำการออกแบบเองทั้งเครื่อง ส่วนรหัสที่ใช้เป็นการนำรหัสกองทัพมาอ้างถึงเฉยๆ ดำเนินการสร้างโดยการว่าจ้างช่างนอกกองทัพให้สร้างตามแปลน (ดังนั้นกว่ามันจะได้ขับต้องพ้นช่วงที่แยกตัวจากกองทัพแล้ว) เป็นเครื่องติดอาวุธหนักทั้งแบบกระสุนและพลังงาน มีกำลังเครื่องสูง ระบบป้องกันตัวเองที่มีประสิทธิภาพ คอกพิทเป็นแบบกึ่งซิงโคร สามารถปลดพาร์ทได้ เมื่อปลดทั้งตัวจะยังใช้อาวุธหลักเป็นปืนยาวเหมือนเดิม ในโหมดAWFM (ชื่อยังไม่เป็นทางการ) สามารถยิงทำลายศัตรูที่ขวางหน้าให้ราบเป็นหน้ากลองได้ (เป็นเส้นตรงด้านหน้าไม่ใช่การกระจายแบบยุงเจ็ดสี) รวมถึงสามารถถล่มยานรบได้เลยทีเดียว

อาวุธที่ติด
-   30 mm Gatling gun(เขียนถูกป่าวหว่า)ในแขนทั้ง2ข้าง
-   Beam cannon ที่หัวเข่า2ข้าง(ปลดทิ้งได้)
-   Dual railgun ที่กระโปรงข้างคล้ายฟรีด้อม(ปลดทิ้งได้)
-   Multi shield cannon ปืนใหญ่ที่โล่2ข้าง ยิงแบบกระจาย(ปลดทิ้งได้ แต่จะไปทั้งโล่)
-   Linear gun ที่หลัง2กระบอก เวลาใช้จะพับมาประทับบ่า(ปลดทิ้งได้)
-   Missile แบบกระจาย(split missile) ซ่อนไว้ด้านในขา(ปลดทิ้งได้ ไปพร้อมเกราะขาด้านนอก)
-   Beam saber 2เล่ม
-   Twin launcher ปืนยาวรูปร่างที่เวลานำ2กระบอกมาประกบกัยแล้วมีรูปร่างคล้ายพิณที่ยิงได้ หลายโหมดเช่น โหมดกระจาย สไนเปอร์ ยิงรัว หรือชาร์จทิ้งไว้แล้วยิงเป็นลำแสงขนาดใหญ่ ถือไว้ที่มือทั้ง2ข้าง มีบีมเซเบอร์ที่ปลาย
-   AWFM โหมดใส่ทุกอย่างที่มี

ความสามารถระบบพิเศษ

- Auto guiding system ระบบนำวิถีแบบพิเศษที่ทำให้คนบังคับสามารถบังคับวิถีกระสุนได้
- Full defense mode กางโล่พลังงานเป็นวงกว้าง




ชื่อ – ชาง หม่าฟาน (ฟาน)
เพศ - หญิง
อายุ – 27
H - 169
W - 62

รูปร่างลักษณะ
   ผม สีดำสนิทเหมือนลูคัส แต่ตาเป็นสีดำ แต่งตัวด้วยเครื่องแบบคล้ายชุดกี่เพ้ายาวสีขาว(hand made) เป็นคนหุ่นดีมาก ผมยาวปิดคอ อาจรวบบ้างตามโอกาส เป็นคนที่อิมเมจจะตรงข้ามกับลูคัส

ลักษณะนิสัย
เป็น สาวเฮฮา มีความมั่นใจสูง ขี้เล่น ชอบแกล้งคนอื่น ออกจะทะลึ่งนิดๆ เป็นคนรักน้องชายมากๆ จริงๆแล้วมีความเป็นผู้ใหญ่สูง มีแง่คิดการใช้ชีวิตที่ล้ำลึก เวลาต้องทำงานจะเอาจริงเอาจังมาก เป็นคนที่สนใจน้องมากกว่าตนเอง แต่เวลาโมโหก็ซัดฝ่ายตรงข้ามซะเละเหมือนกัน ชอบทำอาหาร ภูมิใจในสรีระตัวเอง มักไปไหนมาไหนกับลูคัสเสมอตั้งแต่เช้ายันเย็นจนเข้านอน(หา!?) ชอบยิงมุขติดเรทใส่น้องชาย

ประวัติ
   พี่สาวแท้ๆของลูคัส แต่ใช้นามสกุลพ่อ(ลูคัสใช้นามสกุลแม่) เป็นห่วงลูคัสจึงเข้าสมัครเป็นทหารและคอยอยู่กับลูคัสตลอดเวลา เนื่องจากรู้สึกผิดที่ห้ามพ่อตนให้มอบลูคัสให้ทางกองทัพได้ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยงานของลูคัสอีกที ถึงแม้ลูคัสจะไม่ชอบให้พี่ต้องอยู่ในการสั่งการของตนแต่ก็ทนลูกตื๊อไม่ไหว ชอบเรียกลูคัสว่าหมิงเวลาอยู่ด้วยกัน(ชื่อจริงของลูคัส) เป็นคนแนะนำให้ลูคัสแยกออกมาหาหน่วยอิสระซักหน่วยเพื่อที่จะได้ทำตามเป้า หมายได้สะดวก ปัจจุบันกำลังมองหากองกำลังอิสระเพื่อที่จะย้ายไปอยู่กันทั้งคู่ มีความสามารถในการเป็นพลปืนประจำยานรบ(ลำไหนก็ได้)

ชื่อ – รูเดีย เจเนเซีย
เพศ - หญิง
อายุ – 22
H - 156
W - 37

รูปร่างลักษณะ
   ผม ยาวสีดำสนิท แสกกลางโชว์หน้าผาก(กว้างๆ) ใส่แว่นตากรอบวงกลมขนาดเล็ก ตาขวาสีฟ้า ตาซ้ายสีดำ หน้าตาดูมีความรู้ รูปร่างเล็ก สวมเสื้อแขนยาวสีฟ้าเข้มขลิบดำคู่กับกระโปรงยาวคลุมถึงหน้าแข้ง เตี้ย (เกือบ)แบน  โดยรวมเหมือนลูคัสแปลงเพศ

ลักษณะนิสัย
       ฉลาด หยิ่งหน่อยๆ ประเมินคนอื่นได้แม่นยำ ยึดติดกับอะไรแล้วจะไม่ยอมปล่อย สุขุมรอบคอบ ใจเย็น เจ้าปรัชญา ปากแข็ง ออกจะเป็นคนเก็บกดนิดๆ ขี้เหงา และเป็นเจ้าแม่มุขแป้กอีกด้วย(เห็นแบบนี้แต่เธอเป็นเรียลโรบ็อตโอตาคุซะด้วย ...........) คำที่อธิบายเธอได้ดีที่สุดคือ “กูเกิ้ลเคลื่อนที่.......” จาก “คำอ้าง” ของเจ้าตัวดูเหมือนว่าจะไม่มีเรื่องไหนในจักรวาลนี้ที่เธอไม่รู้ (ห้ะ?)  ความสามารถในการรบประชิดตัวด้วยความเร็วสูงมากจนน่ากลัว เวลารบจะสงบนิ่งและเฉียบขาด

ประวัติ
       เด็กสาวที่โผล่มาในความฝันของลูคัส ยึดติดกับลูมาก จริงๆแล้วเป็นร่างในโลกคู่ขนานของลูคัส ผ่านเหตุการณ์หลายๆอย่างที่ตรงกัน จุดแตกต่างคือลูคัสนั้นมีฟานคอยค้ำจุนอยู่ แต่เธอไม่มีใครเลย วันหนึ่งเธอได้รับการช่วยเหลืออกมาจากโครงการทดลองนั่น จนทำให้ในโลกที่เธอจากมานั้นกองทัพที่คิดโครงการทหารทดลองขึ้นมาโดนเธอถล่ม จนพินาศ มีมันสมองระดับอัจฉริยะที่สามารถคิดค้นอาวุธที่ใกล้เคียงมรดกออกมาใช้งานได้ หลังจากเหตุการณ์นั้นเธอได้ข้ามมายังโลกที่ลูคัสอยู่เพื่อช่วยผู้ที่เหมือน กับเธอ แต่เมื่อเห็นลูคัสความคิดนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นความอิจฉาและคำถามที่ว่า “ทำไมเธอถึงไม่มีใครเลยในเวลาที่ต้องการ” รูเดียที่ไม่มีที่ไปในตอนนั้นได้ถูกชักชวนมาเข้ากลุ่ม Seeker of truth โดยผู้ที่ช่วยเหลือเธอ สิ่งที่เธอต้องการมีอย่างเดียวคือการมีคนที่จะเข้าใจเธอบ้าง แต่ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีแต่เธอก็ขอทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ช่วย เหลือเธอ แม้จะรู้ว่านั่นเป็นแค่การหลอกใช้ก็ตาม....

อื่นๆ

-   รูเดียสามารถรับรู้ความคิดลูคัสได้ รวมถึงควบคุมได้ด้วยแต่ไม่สมบูรณ์
-   รูเดียสนใจลูคัสเป็นพิเศษ
-   ซักวันคงได้ลงเอยกับลูคัสนั่นแหละ แต่ในรูปแบบไหนขึ้นกับคนแต่งครับ(ที่แน่ๆไม่ใช่การควบคุม และลูคัสไม่มีวันหัก
        หลังหม่าฟาน"จริงๆ"หรอกครับ)

______________________________________________________________________

Ex-OM -01H Hypnos

รูป ร่างหน้าตา – หุ่นสีขาวแซมแดง ดูภายนอกแล้วมีขนาดใหญ่เพราะแบ็คแพ็คด้านหลัง แบ็คแพ็คด้านหลังเป็นอุปกรณ์รูปสามเหลี่ยมคว่ำขนาดใหญ่ มีกระโปรงข้างขนาดใหญ่ที่ติดตั้งทรัสเตอร์กับเรลกันเอาไว้ และมีที่เก็บปืนคู่อยู่ ช่วงขาดูใหญ่แต่ไม่ใหญ่เหมือนหุ่นตัวที่แล้ว ภายในติดตั้งบีมแคนน่อนกับบูสเตอร์แรงสูงเอาไว้ ถ้าถอดแบ็คแพ็คจะเป็นหุ่นที่ช่วงบนเพรียวกว่าช่วงล่าง ไหล่มีขนาดเล็กและติดโล่เล็กเอาไว้2ข้าง คอนเซปต์คือหุ่นเพรียวที่ติดอาวุธหนัก

 ประวัติ
   ยูนิตประจำตัว ของรูเดีย สร้างด้วยเทคในโลยีทีล้ำสมัยมาก เป็นหุ่นที่ถ้าใช้คู่กันกับทานาทอสจะทรงพลังถึงขั้นเรียกได้ว่า “มรดกเทียม” มีระบบพลังงานที่แทบจะเป็นอนันต์ มีซิงโครซิสเต็มที่เชื่อมคลื่นสมองของนักบินเข้ากับระบบควบคุมทำให้อัตราการ ตอบสนองสูงมาก พลังโดยรวมเมื่อคู่กับทานาทอสสามารถถล่มกองทัพอวกาศที่รูเดียอยู่ให้พินาศ ได้ด้วยหุ่น2เครื่องเท่านั้น

อาวุธที่ติด
-   Beam claw “Cerberus” กรงเล็บบีมความเข้มสูงบนนิ้วมือทั้ง2ข้าง รวบเป็นบีมเซเบอร์กำลังสูงได้
-   Beam blade ที่หัวเข่าและปลายเท้าทั้ง 2 ข้าง
-   Dual railgun “Chimera” ที่กระโปรงข้าง เปลี่ยนเป็นกระสุนพลังงาน
-   Buster sword ดาบเหล็กขนาดใหญ่ที่กระโปรงข้าง2เล่ม สามารถฉาบด้วยบีมได้
-   Buster lance “Nyx” หอกยาวขนาดใหญ่ที่สามารถบีบอัดมิติไว้ที่ปลายจนกลายเป็นดาบยาวได้ ภายในติดปืนลูกซองหัวระเบิดเอาไว้สำหรับใช้เวลา
        แทงแล้วยิงอัด มีบูสเตอร์แรงสูงที่ช่วยให้พลังทะลวงมากขึ้นเวลาพุ่งเข้าหาเป้าหมาย รวมถึงกวัดแกว่งได้ง่ายขึ้น สามารถแทงผ่านโล่พลังงานได้สบาย ที่
        ปลายมีบีมเซเบอร์พลังงานสูงฝังไว้6เล่ม (ทะลุบาเรีย ในรูปแบบดาบทะลุเกราะ)
-   Beam saber 2เล่ม
-   Beam wing “Illusion” ปีกสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ปล่อยพลังงานจำนวนมากออกมาได้ สามารถรบกวนเรดาห์ในบริเวณนั้นได้ ใช้บินโฉบ สร้างภาพติด
        ตาได้ และสามารถยิงกระสุนพลังงานออกมาจากปีกได้จำนวนมาก นับเป็นอาวุธระยะไกลที่ใช้แก้จุดอ่อนได้ดีเยี่ยม

ความสามารถระบบพิเศษ

- Syncronity system คอกพิตจะทำการเชื่อมคลื่นสมองของไพล็อตเข้ากับระบบ ทำให้อัตราการตอบสนองไวมาก สามารถเชื่อมกับหุ่นเครื่องแฝดได้ (รูเดีย
   สามารถบังคับฮิปนอสและทานาทอสพร้อมๆกันได้ด้วยการขับเพียงเครื่องเดียว)
- Energy Cycle Reacter (E.C.R.) ระบบเตาพลังงานแบบพิเศษ เมื่อเดินเครื่องแล้วพลังงานจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงจุดลิมิต และเมื่อพลังงานลดลงก็จะยัง
  เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ แต่ถ้าหมดในรวดเดียวจะเพิ่มขึ้นไม่ได้
   En > 0 พลังงานฟื้นคืนได้เรื่อยๆ
   En = 0 เครื่องดับ พลังงานไม่ขึ้น
เมื่ออยู่ใกล้กับเครื่องแฝดจะทำการถ่ายเทพลังงานได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกัน

-Paradigm Shift ระบบที่จะเร่งการเคลื่อนที่ถึงระดับอะตอมของหุ่นจนดูเหมือนหุ่นเทเลพอร์ตได้ แต่ได้ระยะไม่มาก ถ้าต้องการระยะต้องใช้หลายครั้ง รวมๆ
 แล้วประมาณโบซอนจัมป์ และสามารถสร้างเวิร์มโฮลได้ เมื่อซิงโครกับทานาทอสจะทำให้ใช้ข้ามมิติได้เลย

อื่นๆ
- ตอนที่รูเดียถล่มกองทัพด้วยตัวคนเดียวนั้นใช้วิธีซิงโครบังคับ2เครื่องและ ให้ทานาทอสยิงปืนใหญ่ผ่านเวิร์มโฮลที่ฮิปนอสสร้าง โดยการสร้างเป็นทางเข้า1จุด
   และทางออกจำนวนมาก (ยิงนัดเดียวถูกกระจายให้เป็นหลายนัดได้โดยไม่มีการเหลื่อมของเวลาและพลังทำลายคงที่)
_______________________________________________________________

Ex-OM -01T Thanatos

รูป ร่างหน้าตา – หุ่นดำแซมน้ำเงินเข้ม ดูภายนอกแล้วมีขนาดใหญ่เพราะแบ็คแพ็คด้านหลัง แบ็คแพ็คด้านหลังมีอุปกรณ์คล้ายโลงศพ 6 โลงซ้อนกัน และสามารถกางมาคลุมตัวหุ่นได้  โดยมีแขนกลขนาดเล็กเป็นตัวยึด นอกนั้นเหมือนฮิปนอส

 ประวัติ
   หุ่นฝาแฝดของฮิปนอส ปัจจุบันไม่มีไพล็อต(แต่น่าจะเดาได้หล่ะครับว่าใครจะได้ขับน่ะ...... หุ่นแฝดซะอย่าง)

อาวุธที่ติด
-   Beam pistol “Orthus” ปืนสั้นคู่2ลำกล้องเก็บไว้ใต้แขนทั้ง2ข้าง
-   Beam cannon ที่หัวเข่า2ข้าง พลังทำลายสูงกว่าของเดิม
-   Dual railgun “Chimera kai” ที่กระโปรงข้าง เปลี่ยนเป็นกระสุนพลังงานแทนกระสุนจริง
-   Dual beam gatling  ติดตั้งที่หลัง เวลาใช้ต้องปล่อยคอฟฟินออกก่อน แล้วพับมาที่บ่า2ข้าง
-   M.P.T.B. (Multi Purpose Twin Bayonet) “Lyra” ปืนไรเฟิลขนาดใหญ่ที่มีพลังทำลายสูงมาก สามารถปรับอัตราการลั่นกระสุนและความแรง
        ของกระสุนได้ตามใจชอบ ที่ปลายมีคีมไว้ยึดศัตรู โหมดที่ใช้บ่อย คือ โหมดแมชชีนกันที่ยิงได้เร็ว และบัสเตอร์แคนน่อนซึ่งพลังทำลายสูงแต่ยิงได้ช้ากว่า
        มาก มี2กระบอก ประกบเป็นปืนใหญ่ได้ที่พลังทำลายสูงมาก ในรูปแบบปืนใหญ่พลังงานที่ยิงออกมาไม่ใช่บีมแต่เป็นการฉีกมิติ (ทะลุบาเรีย ไม่สนพลัง
        ป้องกัน ไม่สนขนาด) สามารถเปิดคมบีมให้กลายเป็นดาบคู่ได้
-   Beam saber 2เล่ม
-   Weapon container “Coffin” กล่องเก็บอาวุธไร้สายที่บรรจุอาวุธไว้ข้างใน หลักการทำงานเหมือนฟันเนล ขณะอยู่ที่หลังสามารถใช้แทนบูสเตอร์
        และเคลื่อนมาคลุมตัวแล้วสร้างบาเรียได้ ภายในตัวคอนเทนเนอร์มีบีมไรเฟิลกำลังสูงติดตั้งอยู่  ใช้พุ่งชนได้แบบสไตร์คชิลด์ โดยจะสร้างคมบีมขึ้นมา
        ตอนใช้และบรรจุมิสไซล์ไว้จำนวนมาก ถึงอยู่ในที่ๆมีแรงดึงดูดก็ใช้งานได้จุดอ่อนคือเวลายิงต้องมีการชาร์จ พลังงานก่อน ถ้าพลังงานหมดต้องกลับมา
        ชาร์จที่ตัวหุ่น

ความสามารถระบบพิเศษ

- Full defense mode กางโล่พลังงานเป็นวงกว้าง มีระยะมากพอจะคลุมยานรบได้ทั้งลำ
- Syncronity system เหมือนฮิปนอส
- Energy Cycle Reacter (E.C.R.) เหมือนฮิปนอส
__________________________________________________________________________

มี2เครื่อง นี้รวมกันใกล้เคียงมรดก แยกกันมันคือเรียล(?)มหาโกง ที่มาคือ แกรนซัน + เดสทินี่  (Hypnos) / บิลด์ฟาลเค่น + hi-nu + Thanatos(persona3) + เซราวี่(00) (Thanatos)  ไอเดียอาวุธหลักจากAr tonelico


สุดท้ายทานาทอสจะมีไพล็อตเป็นลูคัสครับ
บันทึกการเข้า

บล็อคของคนบ้าหาเรื่องใส่ตัว... แปลมันไปได้ไง(ฟระ....) http://replikia.exteen.com/
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 530


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2009, 11:38:38 AM »

ตัวละคร
ชื่อ เรไกส์  ฟอนด์การ์ด
ชื่อเล่น ไกด์
-ชายหนุ่มอายุ18ปีผมดำ ดวงตาสีดำ บุคลิกดี สูง175cmลูกชายคนโต ของ ศจ.อารัน ฟอนด์การ์ด หนึ่งในสองผู้พัฒนาเครื่องจักรในโปรเจ็คDI.S.E. PROJECT บุคลิกเป็นคนใจอ่อน ใจดี อ่อนโยน ใจร้อน ลึกๆในใจมองโลกในแง่ร้าย มีความสามารถพิเศษทางการรักษาพยาบาลในการแพทย์แผนปัจจุบัน หลังจากที่ต้องเป็นศัตรูกับน้องชาย ก็กลายเป็นคนไม่ค่อยเปิดเผยความรู้สึกแต่ก็ยังคงทำเป็นร่าเริงอยู่เสมอ ไม่ชอบเครื่องจักรที่สร้างขึ้นเพื่อสงคราม เพราะคิดว่าเพราะคุณพ่อทำโปรเจ็คนี้ทำให้คุณแม่หายไปในต่างมิติ เจ้าตัวจึงออกจากบ้านไปเรียนแพทย์ในอวกาศ  โดยไม่ฟังคำทัดทานของพ่อ  เป็นคนที่มีAM-C-TYPE-EX แบบธรรมชาติ  ซึ่งทำให้สามารถบังคับเครื่องจักร หุ่นยนต์รบต่างๆได้เก่งแบบที่ไม่ต้องอ่านคู่มือ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวก็ยังไม่รู้เรื่องนี้และความสามรถนี้ยังใช้เป็นตัวกำหนดคนควบคุมไดเมนชั่นสเฟียร์ เอเนอจี้ ถ้าไม่มีก็ไม่สามารถควบคุมพลังงานนี้ได้  สำหรับอื่นทั่วไปเป็นคนที่สามารถนอนได้แบบยาวนานมาก หากไม่ได้ปลุก ก็จะยาวถึง2-3วันเลยทีเดียว ชอบดื่มโคล่า มากกว่าน้ำชนิดอื่นๆและคออ่อนมากแบบจิบไม่ถึงแก้วก็เมาได้และประสบการณ์เกี่ยวกับผู้หญิงนั้นถือว่าเป็นศูนย์เลยทีเดียว ยูนิฟอร์มของไกด์เป็นแบบทีของ DI.SE. TEAM โทนสีขาว คลิปสีน้ำเงิน แบบแจ็คเก็ต กางเกงขายาว ถนัดรบแบบประชิด   ผมทรงเดียวกับเคียวสุเกะครับ

ชื่อ ฟิริน่า  เวลรากัส
ชื่อเล่น ฟิริน่า
 -สาวน้อยอายุ18ปี ผมสีน้ำตาล ตาสีน้ำตาล สูง170cmลูกสาวของตระกูล เวลรากัส  ซึ่งศจ.เอริค เวลรากัสก็เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาDI.S.E. PROJECT ด้วยเช่นกันบุคลิกอ่อนโยน อบอุ่น สวย อัจฉริยะ น่ารัก จริงใจ ร่าเริงเสมอ  เป็นห่วงคนอื่นเสมอ แถมยังชอบดูแลคนอื่นด้วย(กับไกด์คนเดียว) เรียกได้ว่าแทบจะเพอเฟ็คเลยทีเดียว เธอทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยของโปรเจ็คDI.S.E. PROJECT ร่วมด้วยกับการเป็นนักศึกษาทุนอยู่ที่มหาวิทยาลัยที่ไกด์เรียนด้วยด้วยความที่เป็นคนเก่งจึงเป็นที่สนใจของคนในตระกูลอื่น ทำให้เธอค่อนข้างจะถูกเร่ขายขนมจีบบ่อยๆด้วย แต่เจ้าตัวดูจะเบื่อมากกว่า เป็นเพื่อนสมัยเด็กของ สองพี่น้องฟอนด์การ์ด และเธอก็เป็นคนที่มีAM-C-TYPE-EX แบบธรรมชาติเช่นเดียวกับไกด์ ชอบดื่มชา อ่านหนังสือ งานอดิเรกของเธอคือ สะสมพวงกุญแจและพลาสติกโมเดลต่างๆ นอกจากนี้เธอยังเป็นช่างเมคานิคจำเป็นของ โซลน่อนเซเวียร์ กับฟาเรนชูไวส์ เพราะเธอเป็นคนที่มีความรู้เกี่ยวกับพลังงานไดเมนชั่นดีที่สุด ในใจลึกๆแล้วมีความรู้สึกเป็นห่วงไกด์ที่ครอบครัวพังทลายไปและต้องต่อสู้กับน้องชายของเขาและน้องสาวของเธอ จึงพยายามอยู่ใกล้ๆและคอยดูแลไกด์อยู่เสมอ ความสามารถพิเศษอื่นๆคือ สามารถเล่นเปียโนได้ไพเราะมาก และเล่นฟลุ๊ทได้เก่งมากเช่นกัน ยูนิฟอร์มเหมือนของไกด์แต่จะเป็นสีขาวคลิปสีมพู และมินิสเกิร์ตสีขาวครับ ถนัดรบแบบ HIT AND RUN  ผมยาวตรงครับ

ชื่อ กัลฟาลูท ฟอนด์การ์ด
ชื่อเล่น กู๊ด
-ลูกชายอีกคนของตระกูลฟอนด์การ์ด ผมสีน้ำเงิน ตาสีฟ้า สูง176 cm อายุ17ปี ชอบเครื่องจักรและหุ่นยนต์รบมาก จึงเข้าสอบเข้าเป็นทหารได้ตั้งแต่อายุ14ปี  และได้ติดยศร้อยเอกตอนอายุ17ปี บุคลิกเข้มแข็ง ใจเย็น และเป็นคนที่มีการวางแผนงานต่างๆได้ดีมากจนเรียกว่าเป็นอัจฉริยะในด้านนี้เลยทีเดียว ไม่พอใจพี่ชายที่ทิ้งตระกูลไป  ทั้งที่เคยรักกันมากแต่ช่วงเวลา2ปีที่ห่างกัน  ก็สร้างช่องว่างและกำแพงกั้นระหว่างตัวเองและพี่ เป็นคนจัดว่าหน้าตาดีเลยทีเดียว เป็นคนแรกที่รู้ความจริงเกี่ยวกับDI.S.E. PROJECT  มี AM-C-TYPE-EX-R ซึ่งแตกต่างจากพี่ชาย ฝีมือในการรบจัดว่าเป็น super ace เลยทีเดียว มีสมญาว่า BLACK-FANG เพราะหุ่นรบที่ขับจะมีสีดำเป็นโทนหลักนั่นเอง เป็นผู้ก่อให้เกิด เหตุการณ์dimension chaser และสาเหตุที่เขาทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ก็ยังคงป็นความลับ เครื่องแบบของกู๊ดจะเป็นแบบทหารสีดำครับ ขอแบบประมาณของหน่วยกลอรี่สตาร์ครับ ผมทรงเดียวกันไรดีสครับ

ชื่อ เอวีริน่า เวลรากัส
ชื่อเล่น เอน่า
-ลูกสาวอีกคนของศจ.เอริค ผมสีเขียวอ่อน ตาสีฟ้า สูง168cm อายุ17ปี  บุคลิกเป็นคนไม่ค่อยพูด เรียบร้อย เก็บตัว  ความน่ารักและความสวยนั้นไม่หยิ่งหย่อนไปกว่าพี่สาว  เป็นอัจฉริยะทางด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูง 
สนิทสนมกับกู๊ดมาก เพราะกู๊ดมักจะคอยปกป้องเธอ มาตั้งแต่เด็กๆ จึงคิดว่าหากสามารถทำอะไรเพื่อเขาได้บ้างก็จะทำ มีAM-C-TYPE-EX-R เช่นเดียวกันกับกู๊ด เธอได้ทำงานร่วมกันกู๊ดและก่อคดีทำลายฐานทัพของกองทัพ(อันนี้แล้วแต่พี่นะครับ) และเธอเป็นอีกคนที่รู้ความความจริงของ DI.S.E. PROJECT และตัดสินใจร่วมมือกับกู๊ด ทั้งนี้ตัวเธอยังคงมีความลับบางอย่างที่ปิดบังเอาไว้โดยไม่บอกใครซ่อนอยู่อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเหตุผลอื่นๆลึกที่ร่วมมือกับเขาอยู่ด้วยเช่นกัน ชุดของเธอจะเป็นแบบสีขาวทั้งตัว กระโปรงสั้น และคลุมด้วยแจ็คเก็ตสีดำอีกตัวนึงครับ ผมทรงเดียวกับคาเทียครับ

MECHANIC

เครดิตพี่hagane.f
1.DSX-XTA-1- SOLNON-XAVIER โซลน่อนเซเวียร์
MODEL CONCEPT แอชเชวาร์+เอลชูวาเรียครับ โทนสีขาว+แดง+เทาครับ หน้าตาแบบแอชเชวาร์
สูง20.7 เมตร
หนัก 55 ตัน
ประเภท เรียล PILOT ไกด์
อาวุธ
1.BEAM VULCAN 1-2 ที่ส่วนหัวและบอดี้
2.ARM LANCHER 1-4 มิซไซล์ ลันเชอร์ขนาดเล็กที่แขน มีข้างละ2ลูก
3.ARC CALIBUR RIFLE MODE 3-6 อาวุธรูปแบบดาบ ติดอยู่ที่เอวทั้งสองข้าง แปลงสภาพเป็นรูปแบบ ไรเฟิลสำหรับจู่โจมระยะไกล concept ประมาณไซเฟอร์กัน ของเอลชูวาเรีย
4.ARC CALIBUR SWORD MODE 1-3 รูปแบบดาบคู่ ใช้ผสานกันในการจู่โจมระยะประชิดทั้งดาบซ้ายขวา (ประมาณไซเฟอร์สวอด)
5.ARC CALIBUR BURST MODE 1-5 ประกอบ ดาบสองเล่มด้วยกันเป็นดาบขนาดใหญ่ โถมเข้าจู่โจมในระยะประชิดฟัน3ครั้ง  แล้วแทงทะลวง สุดท้ายแยกเป็น2ดาบฟันซ้ำ ทะลุไปข้างหลังเก็บดาบ
6.ADAMON RAISER 2-8 รูปแบบคล้ายกันซอร์ดเบรกเกอร์ของแอชเชวาร์ครับ แต่เพิ่มคอนเซปที่จะกางเป็นบาเรียได้ด้วยเพื่อคลุมแล้วพุ่งชน
7.DIMENSION DAYBREAK 1-2 เดินเครื่องระบบไดเมนชั่นสเฟียร์ เต็ม100% เปิดมิติเข้าจู่โจมโดยอาร์ค คาลิเบอร์ แบบยิงกระหน่ำ ยิงผ่านมิติไปทะลุโดนศัตรูโดยเปิดมิติที่ศัตรู พร้อมประกอบอาร์ค คาลิเบอร์2เล่มเป็นGRAND CALIBURเข้ามาแทงศัตรูพร้อมดันเข้าไปถึงประตูมิติที่เปิดเตรียมพร้อมไว้ด้านหลัง ปรับเป็นแบบไรเฟิล ยิงอัดเข้าไปในประตูมิติ แล้วกลับเป็นแบบดาบฟันประตูมิติจนแตกละเอียด พร้อมกับพาดแกรนคาลิเบอร์ไว้ที่ไหล่
8.DIMENSION DAYBREAK FULL IMPACT ปลดล็อคลิมิตเตอร์ของไดเมนชั่นสเฟียร์ เอเนอจี้ เดินพลัง200%พลังไหลล้นออกมาจากเครื่อง พลังงานไดเมนชั่นบาเรียแบบเข้มข้นสูงมากกระจายรอบตัว พุ่งตัวเข้าหาศัตรูพร้อมชนแล้วใช้อาร์คคาลิเบอร์แทงลากศัตรูเข้าไปในต่างมิติด้วยกัน แล้วฟันแหลกแบบดาบคู่7ครั้งประกอบเป็นแกรนคาลิเบอร์ฟัน3ครั้ง ใช้อดาม่อนไรเซอร์กระหน่ำยิงต่อเนื่อง ปิดท้ายด้วยแกรนคาลิเบอร์ อัดพลังไดเมนชั่นแบบเข้มข้นฟันศัตรูขาดเป็น2เสี่ยง หลังฟันเสร็จจะเกิดระเบดครังใหญ่และโซลน่อนเซเวียร์จะบินออกมาจากประตูมิติพร้อมเก็บอาร์คคาลิเบอร์2เล่มเข้าที่เอว ยืนดูระเบดพร้อมซูมไปที่ไกด์ที่ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยและยิ้ม และซูมไปที่การปิดลิมิตเตอร์
9. CROSS HEART DIMENSION 1-3 ท่าประสาน หลังเดินพลังเป็น200%เปลี่ยนชื่อเป็น CROSS HEART DIMENSION ETERNAL ท่าประสานของโซลน่อนเซเวียร์+ฟาเรนชูไวส์ โดยเริ่มต้นโดยการเดินระบบCROSS LINK SYSTEM โดยโซลจะปล่อยอดาม่อนไรเซอร์ออกไปหาเป้าหมายพร้อมพุ่งตัวเข้าหาเป้าหมายด้วยทันที ในขณะที่ฟาเรนจะยิง ไดเมนชั่นไรเฟิล ซัพพอร์ตจากระยะไกลโดยยิงบีบเส้นทางการหลบหลีกของศัตรู พร้อมปล่อย ALEXNI FIN ไปเข้าหาศัตรูและโจมตีโดยการยิงจากระยะไกล แล้วอดาม่อนไรเซอร์จะพุ่งเข้าแทงร่างศัตรูจากทุกทิศทาง พร้อมกับที่แทง โซลจะเข้าฟันด้วยอาร์คคาลิเบอร์อย่างต่อเนื่องทันที5ครั้ง และและประกอบเป็นแกรนคาลิเบอร์ ฟันลากขึ้นฟ้าอีกครั้ง ที่จุดนัดพบหน้าปากกระบอกอเล็กดีไซเดอร์ของฟาเรน โซลจะถอนดาบและของทั้งหมดออกทันที ฟาเรนจะยิงอเล็กดีไซเดอร์อัดศัตรูแบบเผาขนทันที ศัตรูจะระเบิดพร้อมกับการมองดูของหุ่นทั้งสอง และฟิริน่าก็จะหันมายิ้มให้ไกด์ ในขณะที่ไกด์ก็ยิ้มเช่นกัน....กรณีปลดลิมิตเตอร์เช่นกัน จะคล้ายเดิมหมด เปลี่ยนแค่โซลจะใช้โหมดแกรนคาลิเบอร์อย่างเดียวไม่แยก2ดาบและฟาเรนยิงปืนแบบการ์ดแอคซิส อเล็กดีไซด์เดอร์แทน ละทั้งโซลและฟาเรนจะอยู่ในสภาพ กางปีกพลังงานไดเมนชั่นอยู่
10.DI.S.E.BURST FINAL STRIKE 1-2 ท่าประสาน หลังเดินพลังเป็น200%เปลี่ยนชื่อเป็น DI.S.E.BURST FINALITY โซล+ชูวามเซอร์+ฟาเรน+ฟาร์เวน+ดีไวน์ วิงค์ท่านี้ใช้ได้เมื่อทั้งหมดเข้าสู่ร่างสองแล้ว
โซลน่อนเซเวียร์
-เป็นหุ่นยนต์รบต้นแบบตัวแรกของโปรเจ็ค DI.S.E. ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ สร้างจากโลหะโซลไดร์ฟราเที่ยม และจากการทดลองเดินเครื่องครั้งแรก โดยนักบิน คือ ศจ. เฟรย่า ฟอนด์การ์ด(แม่ของพี่น้องฟอนด์การ์ด) ระบบไดเมนชั่นสเฟียร์ เอเนอจี้ เกิดคลั่งขึ้นมาทำให้ ศจ.เฟรย่า หายไปจากระบบมิตินี้ โซลน่อนเซเวียร์จึงถูกสั่งปิดตายไว้ และถูกถอดระบบไดเมนชั่นสเฟียร์ เอเนอจี้ออกแต่ไม่ได้ทำลายหุ่นทิ้ง เพราะเหล่าคนใหญ่คนโตของกองทัพเห็นว่า สามารถนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาหุ่นรบรูปแบบอื่นๆได้ แต่ก่อนเกิดเหตุการณ์dimension chaser ก็ได้ติดตั้งไดเมนชั่นสเฟียร์เอเนอจี้เข้าไปใหม่ครั้ง และถูกค้นพบที่ส่วนลึกที่สุดของterminal ที่โรงงาน และไกด์กลายเป็นนักบินโดยสถานการณ์บังคับ  โซลน่อนเซเวียร์มีอาวุธติดตัวแบบระยะประชิดเป็นส่วนใหญ่  โดยอาวุธหลักคือ AXT-W01 ARC CALIBUR อาวุธรูปแบบดาบที่สามารถแปลงเป็นปืนได้ด้วย2เล่มและยังสามารถมาประกอบกันเป็นดาบเล่มเดียวกันได้ด้วยเรียกว่าGRAND CALIBUR โดยติดตั้งไว้ที่เอวทั้ง2ข้าง ดาบนี้ติดตั้งBARIA BREAKERสำหรับทำลายบาเรียทุกชนิดด้วย และที่ปีกด้านหลังยังติดตั้ง ADW-01 ADAMON RAISER เป็นบิทพ็อด รูปแบบดาบข้างละ3ชิ้น โดยอดามอนไรเซอร์ สามารถจู่โจมในระยะไกลและเป็นบาเรียฟิลได้ ระบบพิเศษสำคัญที่ติดตั้งไว้บนโซลน่อนเซเวียร์คือDIMENSION SPHERE ENEGY (มีสีเหมือนสีรุ้ง)ระบบพลังงานไดเมนชั่นที่เป็นพลังงานอนันต์ ทำให้โซลน่อนเซเวียร์ สามารถเปิดประตูมิติได้เองและมีพลังงานไม่จำกัด รวมไปถึงสามารถเดินทางผ่านประตูมิติและทำลายประตูมิติต่างๆ รวมถึงCROSS LINK SYSTEM ที่ทำงานผสานกันกัยฟาเรนชูไวส์ โดยจะทำงานทำให้นักบินทั้งสองเครื่องผสานการโจมตีร่วมกันได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้ยังติดตั้ง ORION SYSTEM FEEDBACK ที่สนับสนุนเพิ่มความสามารถของนักบินที่มียีนAM-C-TYPE-EX และพลังงานไดเมนชั่นนั้นจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบต่างๆของ โซลน่อนเซเวียร์ด้วย  นอกจากนี้ยังติดตั้งDIMENSION DRIVE SYSTEM ENGINE เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวด้วย ทั้งนี้เมื่ออดีตพลังงานไดเมนชั่นเป็นพลังงานที่ทำลายบางมิติมาแล้วด้วย และว่ากันว่าพลังงานไดเมนชั่นสเฟียร์ เอเนอจี้ของโซลน่อนเซเวียร์นั้นยังใช้ได้ไม่เต็มที่ เพราะมีระบบลิมิตเตอร์ติดอยู่ ทำให้ใช้พลังงานได้แค่100%เท่านั้น แต่ภายหลังที่ไกด์ปลดลิมิตเตอร์ได้จะเข้าสู่โหมดBURSTพลังต่างๆ ทั้งความเร็วของโซลน่อนเซเวียร์จะสูงขึ้นทั้งหมด ซึ่งโซลน่อนเซเวียร์จะคงสภาพนี้ได้นานเพียง20.732นาทีเท่านั้น เพราะหากเกินกว่านั้น จะเป็นอันตรายต่อนักบิน..แต่ในการต่อสู้กับฟิริน่านั้นไกด์ตั้งใจจะช่วยเธอให้ได้ ทำให้ฝืนใช้เวลาเกินไปเป็น27.452นาที ทำให้ตัวโซลเกิดSYSTEM OVER LIMIT ทำให้เกิดโอเวอร์ฮีท เพราะโซลไดร์ฟราเที่ยมไม่สามารถทนพลังงานสูงและเข้มข้นพิเศษแบบนี้ได้ โซลจึงเกิดระเบิดตามส่วนต่างๆและเสีหายจนไม่อาจซ่อมเเซมเข้าสู่สภาพเดิมได้อีก....

2. DSX-XSA-1 FAHREN SCHUWISE ฟาเรน ชูไวส์
MODEL CONCEPT แองเจิ้ลลุก+ไวน์สลิตเตอร์ ใช้ไวน์สลิตเตอร์เป็นหลัก โทนสีขาว+ฟ้า
สูง20.6 เมตร
หนัก53.4ตัน
ประเภท เรียล PILOT ฟิริน่า
อาวุธ
1.BEAM VULCAN 1-2
2.ARM BEAM ARROW LANCHER 1-3 บีมรูปแบบลูกศรยิงจากช่องที่มือ
3.SCHUWISE RAPIER 1-3 ดาบเรเปียของฟาเรน ชูไวส์ ดึงออกมาจากเอว เป็นตัวดาบและบีมได้ทั้ง2รูปแบบ
4.ALEXNI FIN1-8 ปล่อยฟินออกจากปีกด้านหลัง ไปโจมตีศัตรูในระยะไกล โดนฟินรูปร่างเหมือนแฟรี่ของเอกซาแลนซ์ คอสโมไดรฟ์เวอร์ แต่สีขาว
5.DIMENSION RIFLE 1-6 รับไดเมนชั่นไรเฟิลจาก ซุพีเรีย แล้วยิงจู่โจม5นัด (ปืนแบบเรลกันของเซอบิรัส)
6.ALEXDECIDER FULL BURST 1-8 เดินเครื่องไดเมนชั่นสเฟียร์ เอเนอจี้เต็มกำลัง ยานรบสนับสนุนสุพีเรียแปลงร่างเป็นปืนใหญ่ อเล็กดิไซด์เดอร์ ยิงอัดประตูมิติ ไปโผล่อัดศัตรูอีกและตามไปยิงซ้ำอีกครั้ง ปืนใหญ่แบบของเบลเซรุท
7.ALEXDECIDER FULL BURST (MAP)
8.SCHUWISE BURST IMPACT 1-2 เดินพลีงไดเมนชั่นสเฟียร์ เอเนอจี้100% ปิดประตูมิติออกฟาเรนชูไวส์ยิงอาวุธทุกชนิดแบบอัดกระจาย ทิ้งท้ายด้วย อเล็กดีไซเดอร์บินไปยิงอัดศัตรูเข้าประตูมิติที่เปิดขึ้นด้านหลัง แบบเผาขน
9.GUARD AXIS ALEXDECIDER 1-8 ปลดลิมิตเตอร์200% เดินพลังไดเมนชั่นเอเนอจี้สเฟียร์ จนล้นออกมาเป็นปีกพลังงานกางราวกับเทพธิดา และอเล็กดีไซเดอร์ แปลงสภาพเป็นปืนใหญ่แบบสุดท้าย ยิงอัดผ่านประตูมิติแบบสุดแรงแล้วยิงแบบกระจายผ่านประตูมิติทุกบาน ปิดท้ายด้วยชาร์จ200%แล้วยิงอีกครั้ง หลังจากนั้นก็สยายปีกปิดระบบ (ปืนอันนี้แค่เปิดระบบทั้งหมดออกมา)
10.CROSS HEART DIMENSION1-3 ท่าประสาน หลังเดินพลังเป็น200%เปลี่ยนชื่อเป็น CROSS HEART DIMENSION ETERNALเหมือนโซลน่อนเซเวียร์
11. DI.S.E.BURST FINAL STRIKE 1-2 ท่าประสาน หลังเดินพลังเป็น200%เปลี่ยนชื่อเป็น DI.S.E.BURST FINALITY

ฟาเรน ชูไวส์
เครื่องต้นแบบอีกเครื่องที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมๆกันกับโซลน่อนเซเวียร์ โดยจุดประสงค์คือ เป็นเครื่องสนับสนุน และร่วมมือกับโซลน่อนเซเวียร์ในการจู่โจมและปฏิบัติภารกิจพร้อมๆกัน แต่สร้างเสร็จหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ที่โซลน่อนเซเวียร์คลั่ง ฟาเรนชูไวส์จึงไม่ได้รับความสนใจนัก เพราะจุดเด่นเพียงแค่เรื่องเดียวคือการโจมตีระยะไกล จึงคิดได้แค่ว่าหากไม่มีเครื่องป้องกันระยะใกล้การทุ่มทุนสร้างไปก็จะไร้ประโยชน์ แต่ความเป็นจริง ฟาเรน ชูไวส์ ของศจ.เอริคมีความสามารถที่ซ่อนอยู่อีกมาก แต่ที่ศจ.เอริค และศจ.อารัน ไม่ได้เขียนเสนอไปเป็นเพราะไม่ต้องการให้นำพลังของฟาเรน ชูไวส์ ไปใช้ในการก่อสงคราม  ฟาเรน ชูไวส์ติดตั้งระบบAILE FLOAT ทำให้สามารถลอยตัวค้างในอวกาศแลอากาศได้โดยไม่เสียพลังงาน สร้างจากโซลไดร์ฟราเที่ยมเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังติดตั้งCROSS LINK SYSTEM คู่กับโซลน่อนเซเวียร์ด้วย และระบบตรวจหาประตูมิติที่สามารถค้นหารอยแยกมิติและการเปิดมิติได้ นอกจากนี้ยังติดORION SYSTEM เช่นเดียวกับโซลน่อนเซเวียร์ ระบบอาวุธนั้นที่ติดกับตัวจริงๆคือSCHIWISE RAPIER กับAWR-01 ALEXNI FINเท่านั้น แต่อาวุธระยะไกลจริงๆ ถูกติดตั้งอยู่กับยานรบสนับสนุนSP-01 SUPERIOR โดยยานรบสามารถแปลงรูปแบบเป็นปืนขนาดใหญ่ALEXDECIDERได้ ฟาเรน ชูไวส์ ติดตั้งDIMENSION SPHERE ENERGY เช่นเดียวกันกับ โซลน่อนเซเวียร์และยังมีระบบสะท้อนบีมBEAM REFLECTION BARIA  ซึ่งสร้างจาก ALEXNI FINอีกด้วย นอกจากนี้ยังติดตั้งDIMENSION DRIVE SYSTEM ENGINE เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวด้วยเหมือนกับโซลน่อนเซเวียร์ ฟาเรน ชูไวส์ ได้ถูกบังคับโดย ฟิริน่า ในตอนเข้าไปช่วยเหลือไกด์ ก่อนเกิดเหตุการณ์ DIMENSION CHASER

DSX-XTA-2-SCHWARZARBARAD-RIUS (ซูวาสเซอร์บาราท รีอัส)
MODEL CONCEPT เมดิอุส โรก+โซลเดฟา ใช้เมดิอุสเป็นหลักครับ โทนสีดำ+เทาครับ
สูง24.7เมตร
หนัก57.6ตัน
ประเภทเรียล PILOT กู๊ด
อาวุธ
1.4X-BEAM MACHINE CANNON 1-5
2.DIMENSION BLASTOR 1-6 เปิดไหล่ยิงพลังงานแรงสูงออกมา
3.DIABOLOS-ASURA-EX 1-3 ใช้ดาบไดอาโบรอสและดาบอาชูร่า ที่พกอยู่ข้างเอว บินผ่านมิติเข้าไปฟันศัตรูโดยผ่านมิติ โดยฟันแบบแยก4ครั้งแล้วประกอบEX-FORMฟันศัตรูแบบผ่าครึ่งบนล่างในดาบเดียว (เหมือนไซเฟอร์กัน แต่เปลี่ยนเป็นสีดำ)
4.OVER DIMENSION GATE 1-10 สร้างเกทมิติขนาดใหญ่ ดูดกลืนศัตรูเข้าไปแยกร่างเอาเข้าโจมตีรอบทิศทางจากนั้นจึงใช้ร่างเงาจับศัตรูไว้ และจะถอยออกมาพร้อมทั้งบีบทำลายเกททิ้งจนแหลกละเอียด เกิดระเบิดอย่างใหญ่พร้อมกับซูมใบหน้ายิ้มเล็กน้อยของกู๊ด
5.OVER DIMENSION GATE 1-99 (MAP)
6.SIN-ASURA-DIABOLOS-BUSTER1-8 ดาบอาชูร่าสภาพปืน ยิงกระหน่ำใส่ศัตรูปิดท้ายด้วยไดอาโบรอสยิงคู่กันแบบกระหน่ำ ผ่านเกทมิติรอบตัวเข้าหาศัตรู
7.LUCIFER-ADAMON1-9บิทรูปดาบติดที่แขนทั้งสองข้าง สามารถพุ่งโจมตีศัตรูได้จากระยะไกล นอกจากนี้ยังสามารถดูดกลื่นพลังงานอื่นๆได้ด้วย(เหมือนของแอชเชวาร์แต่มีสีดำ)
8.DIABOROS-ASURA-FINAL-FORM1-3 เปิดระบบพลังงาน100%เปลี่ยนดาบไดอาโบรอสเป็นรูปแบบแท้จริงคืออาบพลังงานไดเมนชั่น พุ่งผ่านประตูมิติเข้ามาแทงใส่ศัครูและใช้ดาบอาชูร่าอาบพลังงานไดเมนชั่นฟันต่อเนื่อง5ครั้งแล้วแทงคาไว้ แล้วทิ้งดาบ อัดพลังงานทั้งหมดเป็นก้อนพลังยิงอัดศัตรูจนพังทลายไป เกิดระเบิดครั้งใหญ่
9.EX-FORM-CALIBUR-DARK IMPACT 1-4 เปิดระบบพลังงาน200%กางปีกพลังงานสีรุ้งด้านหลัง บินเข้าศัตรูอย่างรวดเร็ว และใช้ดาบทั้งสองฟันอย่างต่อเนื่อง5ครั้ง จากนั้นปล่อยพลังไดเมนชั่นขังศัตรูไว้แล้วชาร์จดาบด้วยพลังงานไดเมนชั่นแล้วฟันโดยแยกมิติทั้งหมดร้อมศัตรูในแนวดิ่งเกิดระเบิดใหญ่ หลังควันจางจะเห็นตาของหุ่นตัวนี้ในความมืดแล้วแล้วยกดาบขึ้นพาดไหล่
10.OVER THE DARK1-7 เปิดพลังงาน200%ใช้ดาบไดอาโบรอส แยกกับดาบอาชูร่า สองเล่ม สร้างวงแหวนไดเมนชั่นขึ้นมา พร้อมกับขว้างวงแหวนไปหาศัตรู โดยศัตรูจะถูกดูดเข้าไปในมิติที่มืดมิด พร้อมกันนั้นตัวเองก็เข้าไปด้วย และใช้ดาบฟันศัตรู8ครั้ง และสร้างไดเมนเกทระเบิดใส่ศัตรูหายไปในมิติแห่งความมืด
11.DIMENSION FORMATION TO THE END (ท่าประสาน)

ซูวาสเซอร์บาราท รีอัส
หุ่นยนต์ที่สร้างเสร็จหลังจากโซลน่อนเซเวียร์ มีพลังเหลือกว่าโซลน่อนเซเวียร์ในทุกๆด้าน ได้รับการเปิดตัวสู่สาธารณชนในนาม DIMENSION GUARDIAN เป็นเครื่องที่ได้ติดตั้งDIMENSION SPHERE ENERGY เช่นเดียวกัน และจากการทดลองประสิทธิภาพเป็นเลิศเกินกว่าคุณสมบัติดีกว่าโซลน่อน เซเวียร์ ในข้อมูลที่ทางกองทัพได้ไป ทางกองทัพจึงตั้งใจจะนำไปผลิตเป็นรุ่นผลิตจำนวนมาก ทั้งที่ไม่ได้เสนอข้อมูลอาวุธให้เลยสักชิ้น โดยอาวุธที่ศจ.อารันติดตั้งให้คือดาบคู่AXT-W02ไดอาโบรอสและAXT-W03อาชูร่า โดยดาบสองเล่มสามารถประกอบกันเป็นรูปแบบปืนได้ โดยปรับกระสุนได้แบบพลังงาน และแบบกระสุนSX-MK-V ที่สามารถเจาะทะลวงบาเรียได้ทุกชนิดและสาราถประกอบเป็นดาบใหญ่1เล่มได้เรียกว่าEX FORM และADW-02 LUCIFER-ADAMON บิทแบบดาบติดตั้งที่แขน มีความสามารถในการดูดกลืนพลังงานอื่นได้ และสามารถสร้างบาเรียแบบดูดกลืนพลังงานได้ด้วย นกจากนี้ยังติดตั้ง ORION-II SYSTEMเพื่อซัพพอร์ตนักบินด้วย ระบบจะทำงานเหมือนโซลน่อนเซเวียร์ นอกจากนี้ยังติดตั้งDIMENSION DRIVE SYSTEM ENGINE IIที่มีความเสถียรกว่าเอนจิ้นแบบแรก แต่ถอดCROSS LINK SYSTEM ออก เพราะไม่มีความจำเป็นในการในการโจมตีประสาน แต่ภายหลังกู๊ดติดตั้งเข้าไปใหม่ เครื่องนี้เป็นเครื่องที่กู๊ดแย่งชิงไปก่อนที่กองทัพจะนำไปทำเป็นรุ่นผลิตจำนวนมาก และเป็นเครื่องต้นแบบที่ก่อโศกนาฏกรรรมDIMENSION CHASERขึ้น นอกจากนี้มันยังคงมีความลับอีกมากที่ยังไม่เปิดเผย ซึ่งกู๊ดกล่าวว่าตอนที่มันเปิดมิติเพื่อทำลายที่นั้นยังใช้พลังงานไม่ถึง50%เลยทีเดียว

DSX-XSA-2 FAHRWEN LITCRAFT ฟาร์เวน ลิทคราฟ
MODEL CONCEPT ไลน์ ไวสริทเทอร์+เซอบิรัส อิกไนเต็ด ใช้เซอบิรัสเป็นพื้นฐาน โทนสีขาว+เขียว+ดำ
สูง21 เมตร
หนัก54.7ตัน
ประเภท เรียล PILOT เอน่า
อาวุธ
1.6X-VULCAN POD 1-2 ยิงจากส่วนลำตัวและส่วนหัว
2.APOLLON LANCHER1-8  ปืนใหญ่อโพลอนจากยานสนับสนุน SP-02 HYPERION คว้ามาแล้วยิงแบบรัวปิดท้ายด้วยชาร์จยิงอีกที (เหมือนเวกเตอร์กันของบรันเนจมีสีแดง)
3.DIAMOND FREEZER BUSTER  1-8 ปืนใหญ่อีกกระบอกจากยานไฮเพอเรี่ยน ยิงเป็นเลเซอร์สีฟ้า คุณสมบัติเป็นแสงแช่แข็งโดยอุณภูมิต่ำแบบสุดๆยิงแบบสาดกระจาย(เหมือนเวกเตอร์กันของบรันเนจแต่สีฟ้า)
4.CRIMSON AND BLUES IMPULSE 1-9 ยิงทั้งอโพลอนลันเชอร์ คู่กับไดมอนฟรีชเชอร์ ใส่ศัตรูโดยเปิดมิติไว้ด้านหลัง ปิดท้ายโดยการยิงอัดประตูมิติ แล้วประตูปิด
5.ZENON RIFLE 1-9 ปืนใหญ่เซน่อนกันจากยานไฮเปอร์เรี่ยน ยิงเป็นกระสุนจริง SX-MK-V ยิง7นัด
6.GUNDARION SABER 1-2 ดาบที่ไม่มีตัวดาบ ดึงจากเอว บินผ่านประตูมิตแล้วแทงศัตรูแบบรัว ปิดด้วยแทงผ่าน (รูปแบบดาบเรเปีย)
7.JUDGEMENT DIMENSION SHAKER1-8 เปิดประตูมิติออกรอบๆตัวศัตรู และรอบตัวเองยานไฮเปอเรี่ยนแปลงสภาพเป็นปืนใหญ่GRYPHON LORDหมุนตัวยิงอัดผ่านประตูมิติ รอบทิศทาง กระสุนแสงโดนศัตรูรอบทิศทางแล้วโผล่ผ่านประตูมิติมายิงอัดประชิดอีกที
8.ABSOLUTION ZENON GRYPHON LORD BURST 1-9 ยิงกริฟฟ่อนลอร์ดในสภาพฟูลเบิร์ส ยิงอัดศัตรูแบบทะลวงมิติไปกระแทกศัตรูไปจนถึงมิติอีกแห่งหนึ่งแล้วบินข้ามประตูมิติไปโผล่ที่เดียวกันแล้วยิงอัดแบบฟูลเบิร์สแบบประชิดจนศัตรูหายไปเป็นฝุ่น
9.APOLLON LANCHER (MAP)
10.DIAMOND FREEZER (MAP)
11. DIMENSION FORMATION TO THE END (ท่าประสาน)

ฟาร์เวน ลิทคราฟ
เครื่องที่สร้างเสร็จพร้อมๆกันกับซูวาสเซอร์บาราท รีอัส เป็นรุ่นเพิ่มกำลังโดยปรับปรุงจากฟาเรน ชูไวส์  เปิดตัวในฐานะการ์เดี้ยนคู่กับชูวาทเซอร์บาราท รีอัส โดยเพิ่มอานุภาพการยิงไกลให้สูงขึ้น โดยอาวุธยิงระยะไกลรุนแรงขึ้น แต่ถอดระบบบิทออก ฟาร์เวน ลิทคราฟ ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันกับยานรบสนับสนุนSP-02 HYPERION  ซึ่งระบบนี้ยังคงเหมือนกับฟาเรน ชูไวส์ โดยรับอาวุธจากยานขนส่งที่ติดตั้งHYPER COMPUTERเช่นกัน  โดยอาวุธที่มีก็คือAWR-X-01 APOLLON LANCHER ปืนยิงพลังงานแรงสูงที่ติดตั้งไว้กับ ยานไฮเพอเรียน AWR-X-02 DIAMOND FREEZER BUSTER ปืนยิงเลเซอร์อุณภูมิต่ำ เพื่อการแช่แข็ง ตัวยานไฮเพอเรี่ยนสามารถแปลงสภาพเป็นปืนใหญ่กริฟฟ่อนลอร์ดได้ นอกจากนี้ยังติดตั้งDIMENSION DRIVE SYSTEM ENGINE III แบบเพิ่มกำลังพิเศษเพื่อการHIT AND RUN อย่างรวดเร็วนอกจากนี้ก็ได้ติดตั้งระบบเซนเซอร์ความเร็วสูงซึ่งมีแต่เอน่าเพียงคนเดียวที่สามารถตามระบบนี้ได้ทัน เครื่องนี้ก็ได้รับการติดตั้งไดเมนชั่นสเฟียร์เอเนอจี้เช่นกัน นอกจากนี้ยังติดตั้งORION SYSTEM II เช่นเดียวกับซูวาสเซอร์บาราท รีอัสและติดตั้ง CROSS LINK SYSTEM ไว้ด้วย หุ่นเครื่องนี้เอน่าได้ขโมยออกมาจากโรงงานในLABของกองทัพ พร้อมกันกับกู๊ด และปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันตลอด นอกจากนี้เจ้านี่ยังคงมีปริศนาซ่อนไว้เช่นกันเดียวกันกับ ซูวาสเซอร์บาราท รีอัส

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 29, 2009, 01:33:14 AM โดย LINKS » บันทึกการเข้า
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #17 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2009, 07:39:18 AM »

Julian Lubias The Pirate Space of Netherion City  The Best of Fantasista




ชือนามสกุล- จูเลี่ยน ลูเบียส  Julian  Lubias
อายุ 27 ย่างเข้า 28
เพศ ชาย
สูง 174
น้ำหนัก 56

รูปร่างหน้าตา  จูเลี่ยนมีเค้าใบหน้าอันคมเข้มแฝงความสง่างามตามแบบฉบับของชาวอิตาเลี่ยน(จูเลี่ยนเป็นภาษาอิตาเลี่ยนครับ)  มีผมหยักโศกสีดำเข้ม  ไว้หนวดพอประมาณ ตัดเรียบให้ดูดี  จูเลี่ยนไว้ผมทรงผูกหางม้าแต่ถักเปียแยกเป็นหลายสาย(คิดไม่ออกดูsigรูปโรแบร์โต้ บาจโจ้ด้านล่างครับ) จูเลี่ยนมีผิวสีค่อนข้างไปในทางเหลืองนิดหน่อย ผิดกับชาวอิตาเลี่ยนที่มีผิวเข้มคล้ำไปเล็กน้อย


นิสัย จูเลี่ยนเป็นคนที่ยอมรรับการกระทำหรือผลที่เกิดกับตนเองได้ตลอด  และไม่เคยถือโทษโกรธโชคชะตา  พร้อมทั้งมักมองหาทางออกอยู่เสมอ  แม้บางครั้งมันจะไม่มีทางก็ตาม  จูเลี่ยนตัดสินใจได้ดีในสถานการณ์คับขัน  และเป็นคนที่เพื่อนฝูงฝากทำภาระกิจที่เป็นไปไม่ได้ให้กระทำ  ซึ่งจูเลี่ยนก็สามารถแบกรับและตัดสินใจได้เป็นอย่างดี แม้บางครั้งจะมีผิดพลาดบ้างก็ตาม  จูเลี่ยนเป็นคนที่ไม่เก่งเรื่องวิธีการทางการทหารเท่าใดนัก  เขามักเลือกวิธีที่แตกต่างจากคนอื่น(คิดนอกกรอบ)  แม้โดยส่วนมากเขาจะทำภารกิจได้สำเร็จลุล่วง  แต่เนื่องจากมักทำเรื่องที่นอกเหนือแผนการหรือเหนือเมฆ  จึงเป็นเหตุให้เขามักจะเป็นที่ไม่พอใจของบรรดาคนระดับสูง  แต่ถึงกระนั้นจูเลี่ยนก็ไม่ได้แสดงท่าทีขัดขืนต่อกองโจรสลัดแต่อย่างใด  เขามักจะหลีกเลี่ยงเรื่องราวทางการเมืองเสมอ  ดังนั้นจึงจัดว่าเขาเป็นผู้ตามที่ดีที่สุดคนหนึ่ง  หรืออาจจะเป็นผู้นำได้ในคนละความหมายกับของเฟลเซลซึ่งมักจะข้องแวะเรื่องการเมืองเสมอ  อนึ่งจูเลี่ยนคือนักบินที่บรรดาโจรสลัดรักมากที่สุด   เขามักทำในสิ่งที่นอกเหนือกฎหรือทฤษฎีและหลักตรรกในการคิดของทางหารทหารทั่วไปด้วยเหตุนี้จึงมีคนอธิบายเขาด้วยคำสั้นๆว่า  "Fantasista"

ประวัติ  จูเลี่ยนเกิดในครอบครัวฐานะระดับกลาง โดยทางบ้านมีครอบครัวมีอาชีพเป็นช่างเหล็ก  จูเลี่ยนเป็นคนที่มีผลการเรียนไม่ค่อยโดดเด่นนัก  แต่มักสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีใครคาดคิดได้เสมอ  แม้บางอย่างอาจจะดูไร้ประโยชน์ไปเสียบ้าง  ความสามารถของจูเลี่ยนค่อยเด่นชัดขึ้นเมื่อสามารถสร้างสร้างและคำนวนแผนที่อวกาศได้อย่างสมบูรณ์ด้วยผลงานดังกล่าว  ทำให้เกิดประโยชน์ต่อกองทัพและด้านคมนาคมขนส่งพลังงานของทางรัฐบาล  เนเธริออน  มหานครกลางอวกาศนอกระบบสรุยะ(ซึ่งจะกล่าวถึงในครั้งต่อไป)เป็นอย่างมาก  ทำให้จูเลี่ยนได้เข้าสู่สถาบันทางการทหารของรัฐบาล  แต่เนื่องด้วยว่าเกิดสงครามอยู่บ่อยครั้งภายในตัวมหานครเอง  ทำให้จูเลี่ยนได้รับอุบัติเหตุในการสู้รบครั้งหนึ่งซึ่งตอนนั้นเขามีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น

          จูเลี่ยนได้รับการช่วยเหลือจาก สลัดอวกาศ โฟเรซ์เซเรีย พร้อมกับได้รู้เรื่องราวบางอย่างที่มหานครกลางอวกาศมีความเกี่ยวข้องกันกับตระกูลแห่งอวกาศตระกูลหนึ่งของระบบสุริยะ  ซึ่งกองโจรสลัดกลุ่มนี้เป็นองค์กรมืดที่แยกตัวออกมาเป็นอิสระจากเนเธริออน  หลังจากประสบอุบัติเหตุครั้งนั้น  จูเลี่ยนมีอาการอัมพฤก(เขียนถูกรึเปล่าหว่า)ชั่วคราว  ในตอนนั้นเองเขาได้พบกับ  เอริเซียร์  หญิงสาวอายุ 14 ปี  ซึ่งครอบครัวของหญิงสาวนับถือพุทธนิกายมหายาน  เนื่องจากเขามีปัญหาทางจิตและสมาธิด้วย  นับตั้งแต่นั้นมาเขาจึงนับถือศาสนาพุทธ  และใช้ศาสนาเป็นเครื่องช่วยในการฝึกสมาธิ

          จูเลี่ยนใช้เวลาพักฟื้นร่างกายเป็นเวลาถึงสองปี  พร้อมกันนั้นเขาได้ค่อยๆศึกษาเรื่องเขตอากาศอื่นๆตามแต่ตำราหรือข้อมูลจะเอื้ออำนวย  โดยพร้อมกันนั้นเขากับเอริเซียร์และทางกองโจรสลัดได้หันมาพัฒนาเครื่องยนต์ย่นระยะขึ้นมา

          ในขณะนั้นก็มีผู้ประสงค์ร้ายและเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆมากมายให้ต้องแก้ไขเสมอ

          ในที่สุดเมื่อจูเลี่ยนมีอายุร่วมยี่สิบสองปีเศษเขาได้สมรศกับ เอริเซียร์  และมีบุตรและธิดาด้วยกันอย่างละคน

          เขาถูกดึงเข้ามาในเหตุการณ์การปฎิวัติอวกาศของระบบสุริยะด้วย  ซึ่งกลุ่มโจรสลัดได้ถูกรัฐบาลของสหพันธรัฐขนานนามว่า  "ผู้หวนคืนสู่ถิ่นเดิม"

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ชื่อยูนิทหุ่น FT-X-10  Il condino
สูง 13.8 M รวมหัวหงอน? 15.6 M
น้ำหนัก 9 ตัน
หุ่นที่มีลักษณะ  ภายนอกคล้ายมีส่วนหัวคล้ายซีเกอร์เรียนของเลโอน่า  มีเฟรมส่วนนำตัวคล้ายกับครอสโบนกันดั้ม  และมีทรัสเตอร์ขนาดใหญ่เหมือนกับF-91  ทางด้านหลังมีปืนแฝดคล้ายVSBRที่ยิงไม่ได้???ช่วยในการควบคุมทิศทางด้วย  ทำหน้าที่ควบคุมแรงโน้มถ่วง สมดุล  และทิศทางในการเคลื่อนเคลื่อนที่   ทำให้หุ่นสามารถเคลื่อนได้ถึงในระดับสี่มิติหรือมากกว่า  เป็นเรื่องที่สมดุลในการเคลื่อนไหวสูงไม่เบาบางจนเกินไป  ไม่ดุดันจนเกินเหตุ  ในส่วนของเกราะใช้โลหะที่สังเคราะห์ได้โดยทั่วไปในอวกาศเขตนอกของระบบสุริยะ  จึงไม่นับว่าเป็นความโดดเด่นแต่อย่างใด  อิลคอนดิโน่  มีข้อเสียที่ระบบจ่ายพลังงานไม่ค่อยเสถียรในซึ่งบางครั้งก็ดึงพลังออกมาได้น้อยเกินไปหรือบางครั้งก็ดึงออกมาได้เกินไป  แต่อย่างไรก็ตาม  ทางจักรวรรดิ์แพทธิอาร์ตีค่าของ อิลคอลดิโน่กับจูเลี่ยนในฐานะFantasistaไว้เทียบเท่ากับยาน ชั้น ฟอร์นเทียร์ เซนต์พิเตอร์ลำหนึ่งเลยเสียทีเดียว


หุ่นมีสีฟ้าน้ำเงินเข้ม(เหมือนสีเสื้อทีมชาติอิตาลี่)  ด้านหลังส่วนหัวของหุ่นมีเส้นใยพันแยกเป็นหาม้าซึ่งถักเปียแยกเป็นหลายสาย


อาวุธ
1.  machine cannon x 2วัลแค่น 30 มม. ติดตั้งบริเวณศีรษะ และหน้าอก
2. มีดพกสองเล่มที่ใช้ความร้อนในการจ้วงแทงรูปร่างคล้ายดาบเล่มเล็กของเซเว่นซอร์ด เอ็กเซียร์  ซึ่งในตัวของIl condinoนั้น  พกพาไว้โดยการเก็บไว้ในเกราะชั้นในของบริเวณหัวเขา
3. บีม แฟลนซิ่ง 2 เล่ม ดาบลำแสงรูปร่างคล้ายกับบีมซันบาร์ของครอสโบนกันดั้ม  แต่ออกแบบมาได้ปรานีตกว่า  ดาบลำแสงที่มีความเข้มสูง  แต่ไม่หนา(คือบาง)  ลำเสียงมีความแหลมเล็กเรียวคล้ายกับ ดาบเรเพียร์ พกไว้ด้วยการห้อยตรงสองข้างสะเอวของตัวหุ่น
4. blade rail gun x 2 ปืนพกที่ยิงในระยะกลาง  สองกระบอกและมีมีดปลายปืน  เก็บไว้ที่กระโปรงด้านหลังของตัวหุ่น ซึ่งมีกระสุนพิเศษคืออตอมมิก อาร์โม่ ซึ่งเป็นหัวรบนิวเคลียร์ขนาดเล็กไว้ใช้ในยามฉุกเฉินด้วย รูปร่างก็ http://i84.photobucket.com/albums/k40/s_issara/pic_spot_combo31.jpg ปืนสองกระบอกนี้พกไว้ที่หลังกระโปรงหุ่น
5. Beam launcher *1 บีมลันเชอร์ปืนอนุภาคกระบอกขนาดกลางปืนของF-91 พกพาโดยการเหน็บด้านหลัง
6. Andromeda Chains โซ่(จุเลี่ยนจะกลายเป็นชุน  )โซ่ที่เก็บไว้ในเกราะกระโปรงด้านหน้า(ดูที่เก็บ http://www.mahq.net/mecha/gundam/crossbone/lineart/xm-x-scissoranchor.jpg)  ที่ตัวโซ่ทั้งสองเส้นจะมีจานขนาดเล็กที่สามารถสร้างสนามรีเฟล็กเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถสะท้อนอาวุธประเภทลำแสงได้  จูเลี่ยนใช้บังคับหังเหมุมต่างๆเมื่อตกอยู่ในวงล้อม  และยังมีหัวแหลมขนาดเล็กที่สามารถใช้ทะลวงเกราะฆ่าศึกได้ หรือจะใช้หักเหลำแสงจากบีมลันเชอร์ก็ยังได้
7. Hyper Menuver Truster * 2 ปืนแผดรูปร่างแบบF 91 ที่อยู่ด้านหลังมีคุณสมบัติในการสร้างแรงอัดอากาศกระแทกได้  แม้จะแทบไม่มีผลในการสร้างความเสียหายของศตรูเลย  แต่เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาการโจมตีของมันได้  จึงถือว่าเป็นอาวุธที่รบกวนสมาธิคู่ต่อสู้ชั้นดีกล่าวๆง่ายคือ สามารถผลักให้กระเด็นได้
8. remote slasher x 6 คงไม่ต้องอธิบายกระมัง
9. มีดพกสำหรับซัด  ที่สามารถใช้ต่างกรงเล็บได้  รวมชุดสำรองเป็น 12 เล่ม  ซึ่งสามารถทะลวงเกราะฝ่ายตรงข้ามและมีฤทธิ์ระเบิดจากด้านในคล้ายระเบิดแสวงเครื่องขนาดใหญ่
อุปกรณ์พิเศษ
1. Fantastico cloak ผ้าคลุมที่ออกแบบพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะ  ปกติจะใช้ในการพลางตัวมีความสามารถปรับสีได้ตามสภาพแวดล้อม  เป็นวัตถุกึ่งแข็งกึ่งอ่อน  โดยอาศัยการชักนำทางไฟฟ้าให้ปรับสภาพโครงสร้างโมเลกุล(ใครคิดไม่ออกนึกถึงผ้าคลุมแบทแมนไว้ )  ดังนั้นมันจึงมีสภาพคล้ายปีกเครื่องร่อนอีกด้วย  แถมที่ปลายผ้ายังมีท่อขับดันที่เป็นโลหะกึ่งไหลติดอยู่ด้วย  อีกต่างหาก  นอกจากนี้ผ้าคลุมนี้ยังสามารถใช้เก็บกระสุนพกได้อีกด้วย
2. ระบบคลายความร้อน  เนื่องจากว่าเป็นหุ่นที่ขนาดตัวเล็กมากแต่กลับใช้พลังงานที่มากมายมหาศาล(แต่ไม่เป็นอนันต์)  จึงมีระบบสำหรับระบายความร้อนเพื่อป้องกันการเกิดโอเวอร์ฮีท  ซึ่งระบบดังกล่าว นอกจากจะใช้ทำให้ความร้อนของหุ่นลดลง  แต่จูเลี่ยน ยังใช้การระบายความร้อนเป็นตัวช่วยในการเบี่ยงเบนเรดาร์ที่ตรวจจับความร้อนได้อีกด้วย

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

===========================The timeline of Space


??? : ยุคมืด 1
         - ดวงตาจอมมารถูกสร้าง
??? : ยุคมืด 2
        - การกดขี่เผ่าพันธุ์อื่นของเหล่าเทพ
         - ด้วยพลังของดวงตาจอมมาร ทำให้สิ่งมีชีวิตจำนวนหนึ่งในอวกาศกลายเป็นสัตว์ประหลาดยักษ์
         - เทพตนนึงซึ่งต่อมาโดนเรียกว่าเทพหายนะแยกตัวออกจากเหล่าเทพ พร้อมฆ่าเทพไป 666 ชีวิต
??? : จุดสิ้นสุด
         - มหาสงครามล้างจักรวาล วาลคิรี่ เทนโช (หุ่นต้นแบบอาโอเคียวเซย์) เกียร์ฟรีก กิลฟอร์ด บาอัลฟิวลักส์ บลาๆๆๆ ถูกสร้าง
         - กองทัพสัตว์ประหลาดทำลายระบบสุริยะ แล้วแพร่พันธุ์ไปทั่วอวกาศ
         - เทพหายนะเอาวิญญาณของเทพและสิ่งมีชีวิตอื่นๆมากมายที่ฆ่ามาบวงสรวงให้ "แกนกลาง" สร้างเป็นยาชาโอแล้วผนึกจิตของตนไว้
         - วาลคิรี่ถูกดวงตาจอมมารทำให้บ้าคลั่ง อาละวาดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เทพทั้งหมด (เทพในยุคนี้คือเทพแท้ๆ มีพลังควบคุมความเป็นไปของจักรวาลอย่างแท้จริง เป็นคนละพวกกับเทพของคุณ Link)
         - ดวงตาจอมมารหายสาบสูญ
         - จักรวาลแตกเป็นเสี่ยงๆ อารยธรรมทั้งหมดล่มสลาย ทุกอย่างกลับสู่ความว่างเปล่า

-----------จักรวาลในมิติต่างๆเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่บิ๊กแบง--------------------

ราวๆ 10000 ปีก่อนคริสตกาล : ชาวทวีปมูค้นพบ "มรดก" ชิ้นหนึ่งซึ่งบรรจุความทรงจำของจักรวาลเดิมไว้ และใช้เทคโนโลยีที่จัดว่าสูงกว่าปัจจุบันสร้าง Ixion ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นผู้เก็บรักษามรดกชิ้นนั้น หลัง Ixion ถูกสร้างได้ราวๆสิบปี อารยธรรมของมูก็ล่มสลายโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
04/04/2197  :  อเลอันโดร  มาธอน  กับ เมริสเล่ย์  มาธอน ให้กำเนิด เฮริซ่า  มาธอน
31/10/2197 : บาเรียสต้า และ ไดอาน่า พริ้นท์สแตนท์ให้กำเนิดทายาทชาย  แต่เพียงสามวันทารกนั้นก็ถูกคนร้ายลักพาตัวหนีจากมารดา
02/11/2197 : หน้าวิหารศักดิ์สิทธิ  บาทหลวง เอลิสซิโอ  ค้นพบเด็กทารกวัยแรกเกิดคนหนึ่ง  ภายหลังท่านตั้งชื่อให้ว่า  มาร์เซลิโอ  เอสซิโลเน่   ชื่อเล่นๆเรียกว่า มาร์เซล
10/12/2197 : ไดอาน่า  ป่วยเป็นโรคระทมทุกข์เนื่องจากสูญเสียบุตรชายวัยแรกเกิดไป
27/03/2199 :  ราชอาณาจักรสแกนดิเนเวีย  ตกอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพโลก
21/08/2199 :  เฟลเซล  พริ้นสแตนท์ อายุ ห้าขวบ  ว่ากันว่าเธอเป็นธิดาน้อยที่มีความสามารถทางการขี่ม้า  และฟันดาบ เป็นอย่างมาก  อีกทั้งยังมีใจฝั่งใฝ่ที่จะออกรบในฐานะทหารเสือซึ่งมีแต่บุรุษเท่านั้นที่จะเป็นได้  ว่ากันว่าแต่เดิมนั้นเธอเป็นหญิงสาวที่เรียบร้อยๆ  ขี้อายและไม่กล้าพบปะกับผุ้คนแต่สืบเนื่อง  ทนเห็นมารดาเศร้าเสียใจต่อการสูญเสียน้องชายไปได้  จึงพยายามทำหน้าที่ของการเป็นบุตรชายด้วยเช่นกัน  ขณะเดียวกันชอร์ลซิเล่  ฮานอย  ทายอดของอู่ต่อเรือฮานอย  ก็เป็นอัจฉริยะน้อยตั้งแต่เล็ก  เพียงอายุได้ หกขวบก็สามารถวาดแบบแปลนของ ยานสำรวจอวกาศขนาดกลาง  และใช้ได้จริงได้  และเนื่องจากความสามารถทางศิลปะก็สูงสุดยอด   ผู้คนจึงเรียกว่าดาวินชี่ น้อย
2203 : ไดอาน่า  พบเห็นเด็กชายกำพร้าที่วิหารศํกดิ์สิทธิ พิจารณาดูเด็กชายน้อยเห็นแล้วทำให้นึกว่าอายุคงราวๆบุตรชายของตน  ดังนั้นจึงขอบาทหลวง เอลิสซิโอไว้ในอุปการคุณ  โดยอนุญาติให้ใช้นามสกุลพริ้นสแตนท์  โดยที่ไม่รู้ว่าเด็กชายคนนั้นก็คือบุตรของตนนั่นเอง  ในเดือนกรกฏาคมปีเดียวกัน  เฮริซ่า มาธอนมั่นหมายกันกับ ชอร์ลซิเล่ ฮานอย
มิ.ย. 2205 :  เกิดการจลาจลและเรียกร้องสิทธิทางการค้าและเส้นทางขนส่งของชาวสแกนดิเนเวีย  เกิดกองกบฏขึ้น ชาวสแกนดิเนเวียอาศัยความสามารถในการรบทางน้ำและความเชี่ยวชาญที่มากกว่า  พาเรือของสหพันธุ์จมอัพปาง  ทำให้เกิดความไม่พอใจต่อกองทัพโลกเป็นอย่างมากจนนำมาสู่การ สังหารชาวไวกิ้งสายพันธุ์  จักรวรรดิแพทธิอาร์อาศัยโอกาสนี้ทำสัญญาเป็นสัมพันธมิตรกันกับราชอาณาจักรสแกนดิเนเวีย
สิงหาคม 2205 :  ผลิต Chavalier รุ่นต้นแบบสำเร็จ  เรียกชื่อหุ่นรบประเภทนี้ว่า แบ็ตเทิร์นแมชชีน
ธันวาคม 2205 :  นำแบ็ตเทิร์นแมชชีนรุ่นแรกเข้าสู่การใช้งานจริง  เรียกหุ่นตัวนั้น @ Chavalier
มกราคม 2206 :  จักรวรรดิแพทธิอาร์นำ แบ็ตเทิร์นแมชชีนเข้าสู่สนามรุ่มร่วมกับ ราชอาณาจักรสแกนดิเนเวีย   ซึ่งในสงครามครั้งนี้ Exepher von Heim ได้เข้าร่วมเป็นนักบินของ @ Chavalier ด้วย  ขณะเดียวกันที่ทางอวกาศเองก็เกิดสงครามร่วมกันกับพวกแบ่งแยกดินแดนที่นำโดยแกนนำสมาคมพ่อค้าด้วยเช่นกัน  ภายในปีนี้ สี่สามีภรรยาตระกูล มาธอนและพริ้นสแตนท์ต่างเสียชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น  โดยตระกูลมาธอนตายเพราะถูกรอบสังหารในระหว่างทำการเจรจาเพื่อสันติ  ส่วนสองสามีภรรยาพริ้นสแตนท์ตายเนื่องจากถูกจับเข้าคุกและทรมานด้วยการอดอาหาร  โดยที่ก่อนตายบาเรียสต้า  ได้เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับบุตรชายให้กับไดอาน่า  นอกจากบาเรียสต้าแล้วผู้ที่รู้ความจริงอีกคนก็คือ  อันเดรีย  คิเรียส ผู้เป็นลุงของเฮริซ่า  และเจ้าของ magerian หุ่นรบ Divine gernaral machine หุ่นรบรุ่นแรกๆที่เริ่มมีการผลิตใช้งาน ขณะเดียวกัน  เฟลเซล พริ้นท์สแตนท์(ขณะนั้นมีอายุเพียงแค่ 12 ขวบ)ถือโอกาสขับ Beta Chavalier  ออกรบด้วยโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเข้าไปช่วยพ่อแม่ที่เป็นตัวประกัน  แม้เธอไม่อาจไปได้ทันเวลาแต่ก็ยังได้ฟังคำสั่งเสียสุดท้ายเกี่ยวกับน้องชายของเธอด้วย
2207: EXEเข้าสังกัดกองพันทหารเสือของจักรวรรดิแพทธิอาร์
2208 : เริ่มพัฒนา X-Chavalier โดยใช้เครื่องอัลฟ่าเป็นแม่แบบ  และเริ่มโปรเจก ฟรอนเทียร์เซนต์พิเตอร์
2209 : เริ่มพัฒนา Musketeerโดยมี เครื่อง Beta Chavalier เป็นแม่แบบ
2210 : เนื่องจากความกล้าหาญของเฟลเซลที่ออกรบทั้งที่อายุ 12 ขวบ(ตอนนี้อายุ16)จึงทำให้เธอได้รับการพิจารณาพิเศษให้เข้าร่วมเป็นทหารเสือฝึกหัดได้  โดยมี EXE เป็นรุ่นพี่รหัส
2211 : X-Chavalier รุ่นต้นแบบเสร็จสมบูรณ์
2212 : Musketeer รุ่นต้นแบบเสร็จสมบูรณ์
2213 : นำ X-Chavalier เข้าสู่รุ่นผลิตจำนวนมาก
2214 : นำ Musketeer เข้าสู่รุ่นผลิตจำนวนมาก  และเริ่มโปรเจก ISO DRIVE
2215 : ผลิต Musketeer MK IIและโปรเจกปรับปรุงMagerian
2216 :  พบวัตถุแปลกปลอมจากระบบนอกสุริยะ
16 พ.ค.  2217 :  พบหุ่นขนาดยักษ์จากนอกระบบสุริยะ  หุ่นตัวนั้นเรียกว่า ยาชาโอ
20 พ.ค. 2217 : ฟรอนเทียร์ เซนต์พิเตอร์  หนีออกมาจากจักรวรรดิแพทธิอาร์  พบสิ่งมีชีวิตคล้ายกิ้งก่าขนาดใหญ่จู่โจมจักรวรรดิแพทธิอาร์
22 มิ.ย. 2217 : ค้นพบอิกเซียน
1 ก.ค. 2217 : พบจักรกลจากต่างโลกสองเครื่อง
15 ก.ค. 2217 : การแถลงข่าวการรุกรานจากมิติอื่นของ ดร. วอเรฟ เริ่มต้น SRW TSC

--------------------------------------------------------------------------------------------------------


จักรวรรดิแพทธิอาร์ถือกำเนิดขึ้นอย่างไร

จักรวรรดิแพทธิอาร์คือ  กลุ่มประเทศแถบยุโรปที่มีฝันร่วมกันในการบุกเบิกการอยู่อาศัยในอวกาศ  โดยที่เด่นชัดที่สุด  ก็คือสามตระกูลหลักอย่าง  ฮานอย  มาธอน  และพริ้นสแตน์  โดยตระกูลฮานอยนั้นเป็นตระกูลลูกครึ่งฝรั่งเศสกับรัสเซียร์  มาธอนนั้นเป็นลูกครึ่งระหว่างสเปนิชกับดัตช์  ส่วนพริ้นสแตนท์คือลูกครึ่งของชาวเยอรมนีกับอิตาเลี่ยน



ความเป็นอยู่และสังคมการปกครอง

จักรวรรดิแพทธิอาร์นั้นเป็นประเทศที่จำลองรูปแบบเหตุการณ์ทางเมืองของสามยุคเข้าด้วยกัน  คือยุคกลางฟิวดัล  ยุคใหม่(เรียลลิตี้)  และยุคร่วมสมัย  เนื่องจากว่าเป็นชนกลุ่มที่อพยพไปทั่ว  จึงเปรียบความเป็นอยู่คล้ายกับชาวมองโกลเลียที่อาศัยตามท้องทุ่งหญ้า จะตายได้ทุกเมื่อขาดความแน่นอนไม่มั่นคง  แม้จักรวรรดิจะมั่งคั่งแต่.....กลับไร้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ดังนั้นการทำการค้าร่วมกับชาวสแกนดิเนเดี้ยนจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก 

  และสืบเนื่องจากว่าเป็นประเทศที่คล้ายกับการอพยพนั้นเพื่อความอยู่รอดของคนหมู่มากจึงต้องมีการปกครองที่เข้มแข็งผู้นำมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด  แต่ไม่ได้บ้าอำนาจจึงได้มีระบบการปกครองในรูปแบบของศักดินาสวามิภักหรือฟิวดัลขึ้นในช่วงแรก  และเหล่ากษัตริย์ต่างลดบทบาทลงเนื่องจากต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการปกครอง  แต่ก็ยังไม่ได้เป็นในทางระบอบประชาธิปไตย์นัก  หากแต่เปลี่ยนจากการคัดเลือกคนด้วยชาติตระกูลมาเป็นการ  สอบคัดเลือกความสามารถและผสมกับการเลือกตั้งจากประชาชนด้วย  ในที่สุดอำนาจทั้งหมดจึงตกอยู่ที่สภากลาง  แต่ก็ได้ตรากฎหมายไว้ว่าเมื่อใดที่จักรวรรดิตกอยู่ในภาวะแห่งความไม่มั่นคงเมื่อนั้นกษัตริย์สามารถทวงบัลลังค์คืนได้  โดยรวมแล้วจักรวรรดิแพทธิอาร์นั้นก็เปรียบดั่งกับชาวมองโกลเลียที่อยู่เป็นหนักแหล่งและมีระเบียบแบบแผนการปกครองที่แน่ชัดนั่นเอง



สาเหตุอันนำมาสู่ความขัดแย้งคืออะไร

สาเหตุแห่งความขัดแย้งอันนำมาสู่การปฏิวัติจักรวรรดิในเนื้อเรื่องนั้นมีด้วยกันหลายปัจจัยดังนั้นขอสรุปเป็นข้อๆดังนี้
1.ความขัดแย้งในตระกูลฮานอยซึ่งถูกยุแหย่จากสมาคมพ่อค้า
2.ความขัดแย้งเรื่องลัทธิเกี่ยวกับศาสนาคริสต์(คาทอลิกกับโปรแตสแตนท์)
3.อำนาจการปกครองทางการเมือง  กลุ่มขุนนางรุ่นเก่าไม่พอใจวิธีที่พวกสามตระกูลใหญ่เปลียนแปลงโดยให้คัดเลือกคนจากความสามารถและการเลือกตั้ง  ซึ่งกลุ่มขุนนางหัวเก่านั้นมีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องชาติตระกูลและความสามารถมากกว่าการทีจะได้รับการรับเลือกจากชนชั้นไพร่
4.การถูกสมาคมพ่อค้าแทรกแทรงการปกครอง
5.แม้จะค่อยลดบทบาททางการเมืองลงแต่อย่างไรก็ตาม  สามตระกูลใหญ่โดยเฉพาะตระกูลมาธอน  ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนเสมอดังนั้นพวกสภากลางจึงต้องการล้มอำนาจของสามตระกูลใหญ่ให้สิ้นซาก




ความขัดแย้งและปัญหาที่แท้จริงของจักรวรรดิคืออะไร


ถึงแม้จักรวรรดิจะมีเทคโลโนยีต่างๆในระดับที่สูงกว่าสหพันหรือกลุ่มชาวอวกาศอื่นๆ  แต่สิ่งที่น่าหดหู่ใจที่สุดก็คือช่วงชีวิตของประชากรนั้นกลับหดสั้นลงอย่างน่าใจหายนัก  โดยในปัจจุบัน  ประชากรของจักรวรรดิมีอายุเฉลียที่ 45-60 ปี  ในขณะที่ชาวโลกปีอยู่ในช่วง  100-130ปี  ชาวอนานิคมในเขตอวกาสอยู่ที่ 70-85ปี  สาเหตุอันเนื่องมาจากความแร้งแค้นในเรื่องของอาหารการกินดังที่ว่าเอาไว้(จักรวรรดิมีวงโคจรคล้ายดาวเคราะห์น้อยแต่เร็วกว่ามากนัก)  ดังนั้นทางสภากลางจึงมีความคิดเห็นว่าน่าจะยึดครองเขตการค้ามากขึ้นโดยอ้างสิทธิความเป็นผู้บุกเบือกอวกาศ  ทำให้มีสงครามกึ่งสงครามเย็นกับสหพันอยู่เนืองๆ  ในขณะเดียวกันพวกสามตระกูลใหญ่กองพันทหารเสือและโบสถ์บางส่วนกลับไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้  โดยเฟลเซลได้กล่าวว่า  ให้ยึดถือแนวทางของบรรพบุรุษ  ออกสำรวจอวกาศท่องไปอย่างเสรี  ไม่ยึดติดกับโลก  ซึบซับวิทยาการ  เผือแพร่และเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชาวจักรราศรีอื่นๆ  แทน  จนในที่สุดเมื่อได้พบกับยาชาโอและการบุกของพวกดาเรนนั้น  จึงทำให้แนวคิดเรื่องการอพยศของเธอชัดแจ้งขึ้น(ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไปอยู่อาศัยในที่ต่างถิ่นหากแต่เป็นในแนวการเดินทางไปเรื่อยๆ  เช่นชนเผ่ามองโกลเลีย(นึกไม่ออกก็ยานมาครอสนั่นแหละ))  ดังนั้นพวกเธอจึงได้หนีออกจากจักรวรรดิออกมาในตอนต้นเรื่อง  ซึ่งนี่ไม่ใช่การหนีออกมาถาวรหากแต่เป็นการสำรวจที่ทางก่อนเท่านั้น


เนื้อเรื่องในอนาคต  อุดมการณ์อันยึดมั่นของเหล่ากองพันทหารเสือและมูลนิธิ Bariasta and Dianaคืออะไรกันแน่?


จากการรุกรานของของพวกดาเรน  และปัญหาการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอื่นๆนั้น  ทำให้จักรวรรดิล่อแหลมต่อการล่มสลาย  ดังนั้นเฮริซ่า  เฟลเซล  และอันเดรีย  จึงได้ตกลงปลงใจที่ฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นอย่างชั่วคราว  โดยการฟื้นฟูนั้นกระทำได้ด้วยการให้เฮริซ่าแต่งงานกับมาร์เซล(Eventบังคับนะเนี่ย)  ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากกุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จนั้นเฮริซ่าก็ได้ร่างสนธิสัญญาว่าเอาไว้ทันทีว่าหากสงครามระหว่างพวกดาเรนจบลง  เธอจะคืนบรรดาศักดิ์ทั้งหมดของสามตระกูลใหญ่ลง พร้อมกับเนรเทศตัวเองและผองเพื่อนออกไปสู่อวกาศรอบนอกโดยไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเมืองระหว่างโลกหรือจักรวรรดิอีก  ภายหลังจากที่คลี่คลายเรื่องการเมืองภายในประเทศได้นั้นเธอได้ทำสนธิสัญญากับสหพันธ์โลก  โดยมีใจความว่าจะมอบหมายอำนาจและกองกำลังของจักรวรรดิทั้งหมดให้กับกองทัพโลก  โดยจะเว้นไว้แต่เพียงกองพันทหารเสือซึ่งมีภารกิจที่สำคัญยิ่งกว่านั้นรออยู่  แน่นอนว่าพวกกองทัพโลกก็หวั่นเกรงกองพันทหารเสือไม่น้อย  ดังนั้นเธอจึงเสนอตัวเธอและก็เฟลเซลเป็นตัวประกัน  เพราะหากพวกเธอถูกกักบริเวณไว้เชื่อแน่ว่าพวกกองพันทหารเสือจะไม่ผลีผลามทำอะไรเป็นแน่



ส่วนมูลนิธิ  Bariasta  and Dianaนั้น  คือมูลนิธิที่เฟลเซลก่อตั้งขึ้นร่วมกันกับทางศาสนจักรอื่นๆและของจักรวรรดิ(คล้ายๆมิชชันนารี)  โดยมูลนิธีนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อเลี้ยงดูอบรมณ์เด็กและเหล่าเยาวชนจากทั่วทุกมุมจักรวาร(ตามแต่เขาสมัครใจ)  เพื่อสร้างพลเมืองและบุคลากรแนวใหม่ที่มีความคิดเยี่ยงทหารเสือที่แท้จริง  กล่าวคือเสียสละ  กล้าตัดสินใจ  มีความคิดสร้างสรรค์  และเห็นเรื่องส่วนรวมมาก่อนส่วนตนเสมอ  ทั้งนี้มูลนิธินี้ก่อตั้งเพื่อการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชากรของจักรวรรดิ  ที่พร้อมจะเดินทางครั้งใหม่ขึ้นและไม่ให้ซ้ำรอยการปกครองและความฟอนเฟะเก่าๆ  ทั้งเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นของจักรวรรดิ์แพทธิอาร์  ความขลาดเขลาของสหพันธ์โลก  และความเห็นแก่ตัวของสมาคมพ่อค้า  สิ่งเหล่านี้ก็คือปัญหาที่มูลนิธินี้ต้องการจะลดลงให้น้อยที่สุด  ประชาชนทุกคนจะต้องเรียนรู้ที่จะ One for all all for one  ทุกคนจะเดินและจับมือร่วมไปในทิศทางเดียวกัน


ดังนั้นเรือที่จะออกเดินทางครั้งใหม่นี้  เป็นเรือแห่งความหวังคล้ายกับเรื่องเล่าของโนอาร์ในพระคัมภีร์ไบเบิลที่ได้ว่ากล่าวเอาไว้  ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างแลกมาด้วยวิถีแห่งการเสียสละทั้งสิ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 14, 2009, 08:49:33 PM โดย Sweet face » บันทึกการเข้า
quest
The Star Combatant
Ace Pilot
******
กระทู้: 337



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2009, 02:55:59 PM »





ชื่อเอลฮาว เวล เซเวอร์รัส

อายุประมาณ 23 ปี

เพศ ชาย

นิสัย เป็นคนที่ นิ่งๆแต่อารมณ์ดี ไม่พูดมากแต่ก็ไม่ใช่ไมู่พูดเลย ชอบยิงมุขแปลกๆเป็นประจำ มักจะอารมณ์ดีอยู่ตลอตเวลาและกวนแบบเงียบๆ
อารมณ์ว่ามองเรื่องรอบๆตัวหรือปัญหาคนรอบๆข้างว่าเป็นเรื่องเด็กๆได้สบายๆ (ท่าทางชีวิตผ่านอะไรมาเยอะ)
และแถมยังเป็นคนที่กลืนน้ำลายตัวเองหรือทำลายศักดิ์ศรีตัวเองได้อย่างหน้าตาเฉยหากต้องเลือกกับสิ่งที่สำคัญกว่าเช่นชีวิตคนรอบข้างเป็นต้น
และชอบเรื่องที่กระตุ้นสัญชาติญาณอย่างมาก เป็นคนที่เชื่อในสัญชาติญาณตัวเองอย่างมาก หากต้องตัดสินใจอะไรมักใช้สัญชาติญาณตัวเองในการตัดสิน
หากมันไม่มีผลกระทบต่อคำสั่งหลัก จะเชื่อในสัญชาติญาณของตนเองก่อนเสมอ และมันจะถูกต้อง100%เสมออีกด้วย
แต่หากได้คบดูดีๆจะรู้ได้ว่านิสัยโดยเนื้อแท้เค้าเป็นคนนิสัยดี ออกตลก คล้ายเป็นผู้ใหญ่อารมณ์ดี เป็นคนดีที่น่าคบและจะไม่หักหลังเรา

นิสัยเสีย เวลาเจออะไรที่น่าสนใจเช่นศัตรูที่เก่งๆมักจะแสดงความดิบออกมายิ่งสู้มากหมอนี้จะยิ่งดิบขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ติดเป็นนิสัย เวลาต่อสู้ มักจะยิ้มยิงฟันทำให้เห็นฟันที่ออกแหลมเรียงเต็มปากหรืออาจจะเลียปากนิดๆบางครั้งจะแอบมีคำรามอีกด้วย(ดุสุดๆ)
ฝึกซ้อม(เวลาไม่มีอะไรทำมักเห็นหมอนี้รำมวยเป็นประจำ) มักพูดว่า"ฉันรู้"เป็นประจำ(เพราะสัญชาตญาณมันบอก)

ความสามารถพิเศษ ประติกิริยาตอบสนองเหนือปีศาจ มีความสามารถในการรบไม่ว่าจะขับขี่หุ่นรบหรือไม่อยู่ในระดับที่ผิดมนุตย์ทั่วไปอย่างมาก
ความสามารถการรบระชิดระดับปรมจารย์ ความสามารถทางร่างกายระดับสัตว์ประหลาด สามารถบังคับหุ่นดีจนมันเป็นสิ่งมีชีวิตก็ว่าได้(คิดถึงอีวาเป็นอย่างต่ำ)
และสัญชาติญาณเฉียบคมจนเหมือนยั่งรู้อนาคตได้ สัญชาติญาณของเค้านั้นถูกต้อง100%เสมอ และทำให้เค้านั้นสามารถเอาตัวรอดจากสถานะการที่ต้องตายแน่นอนได้ทุกครั้ง
(หากนายมีสิ่งที่ทุกๆคนมีได้แต่เหนือว่านายจะเป็นคนเก่ง แต่ถ้านายมีสิ่งที่คนอื่นไม่มีทางมีได้นายจะเป็นตำนาน)

ประวัติ ทหารรับจ้างระดับตำนานที่มีอดีตเกียวข้องกับองค์กรบลอน์ปัจจุบันทำงานรับจ้างไปตามสนามรบต่างๆไม่เว้นแม้งานที่แทบเป็นไปไม่ได้ก็ทำสำเร็จ
เข้าร่วมสงครามและปฎิบัติการพิเศษมากมายเพื่อดูว่าตนเองควรจะอยู่ฝ่ายใหนโลกถึงสงบสุข    (หาคนที่ทำให้ตนเองควรเป็นลูกน้องไม่ได้จนมาพบ ไลล่า นี้ละ)
ทั้งที่ความจริงเจ้าตัวอยากทำอาชีพทำร้านอาหารแท้ๆ(ตอนอยู่ที่จังค์ของหลินเจ้าตัวก็ทำอาหารขายอยู่เวลาว่างเช่นกัน)



ชื่อ เนวาน่า

สูง 20 เมตร (ปรับใหม่ให้ตรงมาตรฐาน)

หนัก (เสียมารยาทน่า)
ประวัติ เป็นหุ่นรบที่พบในภูเขาขยะของหลินโดยไม่รู้ว่ามาจากใหนแต่หลังจากนำมาตรวจสอบก็พบว่าเป็นหุ่นที่มีชีวิตแถมมีผีติดหุ่นมาด้วย
แต่ด้วยความน่ารักของวิญญาณประจำหุ่น เลยให้ให้หลินเก็บเอาไว้ไม่ยอมขายหรือแยกส่วนทดลองอะไรเลยจนเธอได้พบกับเอลฮาวล์และบอกว่าเอลฮาวล์เป็นพ่อของเธอ
ถึงตอนแรกเอลฮาวล์จะไม่ยอมรับแต่นานไปก็สนิตกันเป็นพ่อลูกกันจนได้(ใช้เวลาไม่ถึง3วัน )
ความเป็นมาก่อนหน้านี้เธอลืมหมดเกลี้ยงไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากใหนแต่ดูท่าทางเธอจะไม่สนใจเลยด้วย ปัจจุบันกำลังหาทางเกิดใหม่ไปเป็นเด็กธรรมดาอยู่
(เธอบอกว่าถ้าเอลฮาวล์มีลูกเธอจะได้ไปเกิดใหม่เป็นเด็กคนนั้น)

นิสัย เด็กเล็กๆร่าเริง เห็นอะไรเป็นเรื่องน่าสนุกตื่นเต้นไปหมด เรียกว่าชนเป็นลิงก็คงได้

ความสามารถพิเศษร่างวิญญาณ บินห่างจากร่างหลักได้ไกลมาก ปรกติคนจะมองไม่เห็นแต่สามารถทำให้ใครบางคนเห็นตัวเองได้(เลือกคนได้) ทะลุกำแพง(แน่ละ) อำ(ไว้แกล้งคน)

อาวุธประจำตัว หุ่นตัวนี้แท้จริงไม่มีอาวุธปรจำตัวเลยอาวุธทั้งหมดเป็นแบบขนไปตามสมควรทั้งนั้นที่พกโดยขาดไม่ได้มีแค่ตอมแบทไนฟเล่มเดียวเท่านั้นเอง
แต่ บางครั้งจะเห็นหุ่นตัวนี้สามารถสร้างและควบคุมไฟและสายฟ้าสีฟ้าได้ซึ่งมีพลังทำลายเหนือกว่าไฟและสายฟ้าปรกติแบบไม่สามารถเทียบกันได้

ในเวลาต่อสู้เนวาน่าจริงๆจะอ่อนแอมากเธอสู้ไม่เป็นเลยด้วยซ้ำแต่ถ้ามีนักบินขับอยู่เธอจะหลับไปแล้วโอนร่างกายให้นักบินขับขี่แทน
ซึ่งหุ่นตัวนี้ถึงจะไม่มีความโดดเด่นตรงอาวุธหรือระบบเสริม
แต่ความสามารถพิ้นฐานของหุ่นไม่ว่าความเร็วพละกำลังหรือการเคลื่อนใหวเรียกว่าดูจากภายนอกไม่ได้เพราะ
ด้วยความสามารถของตัวหุ่นเองก็สามารถฉีกหุ่นของศัตรูเป็นชิ้นๆได้โดยมือเปล่าอย่างไม่ยากเย็นอะไรเลยอยู่แล้ว
บันทึกการเข้า

การเดินทางอันยาวไกลของดาบสีดำ
http://questkomkom.exteen.com/20121116/entry-1
identity
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #19 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2009, 07:26:29 PM »

Marcel  Princetient
ชื่อ  มาร์เซล  พริ้นสแตนท์


อายุ 19-20 ปี

สูง 186 cm หนัก 69 kg

หน้าตา  รูปร่างและบุคลิก

    มาร์เซลเป็นชายหนุ่มร่างสูงระหงส์  ราวกับว่าเป็นเหมือนดั่งพญาหงส์กลางพงไพร  เขามีผิวขาวปนแทนหน่อยๆ  เหมือนดั่งลูกครึ่งเยอรมันอิตาเลี่ยนโดยทั่วไป  ผมหยักโศกจนแทบจะหยิกสีน้ำเงินเข้มจนเกือบจะดำนั้น  ถูกตัดไว้ในรูปลองทรง่ำเสมอ  และหวีมันไว้ให้เรียบร้อย  ดวงตาของเขามีสีฟ้าไพริน   เวลาที่เขาย่างเท้าก้าวเดินนั้น  จะเดินตัวตรงเป็นสง่าโดยปกติแล้วหน้าจะตั้งตรงคล้ายกับไม่เห็นใครอยู่ในสายตา  แต่ถ้ามีผู้ใหญ่ระดับสูงหรือคนที่เขาเคารพอยู่ด้วย  สายตาจะอ่อนน้อมแตกต่างออกไปจากเดิม

นิสัย  และรสนิยมส่วนตัว
    มาร์เซล  เป็นคนรอบคอบ  และทำอะไรมักจะคิดหน้าคิดหลังเสมอ  แต่ถึงกระนั้นก็นับเป็นคนที่มีความกล้าในการเสี่ยงตัดสินเหมือนกับเฟลเซล   เขาให้ความเคารพและการแบ่งแยกชนชั้นของจักรวรรดิเสมอ  เพราะเขาคิดว่าการทำดังกล่าวทำให้สังคมดูมีระเบียบ  จารีต  และวัฒนธรรมอันดีงาม  โดยปกติแล้วจะเป็นคนที่พูดจาสุภาพ  แต่กระนั้นเมื่อยามที่เขาต้องการซักไซร้ไล่เรียงคนอื่นการกล่าววาจาของเขาก็จะเปลี่ยนเป็นดุดันหรือคาดคั้นไป(ตามความเหมาะสมของสถานการณ์)  มาร์เซลให้ความสำคัญเกี่ยวกับวิธีการและขั้นตอนการทำงานเสมอ  เขาไม่ชอบการกระทำอันไร้เหตุผลหรือเพียงต้องการตอบสนองตัณหาของตน  ดังนั้นทุกอย่างสำหรับเขามันควรจะมีเหตุผลที่พอฟังหรือยอมรับได้เสมอ 

    ปกติแล้วเป็นคนชอบคิดเล็กคิดน้อยและเก็บรายละเอียดของเรื่องราวต่างๆ  การทำภารกิจแต่ละครั้งจะมีลำดับขั้นตอนในการตัดสินใจอยู่เสมอ  จนแม้บางครั้งอาจจะดูว่าเขาค่อนข้างจ้ำจี้จ้ำไชอยู่เสียบ้าง  จนภายหลังริซ่าจึงบอกเขาว่า  เรื่องบางเรื่องนั้นไม่จำเป็นต้องคิดหรือไตร่ตรองให้ละเอียดขนาดนั้น  บางครั้งเราสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องคิดหรือวางแผนก่อน

    เช่นกันกับเฟลเซล  หรือเหล่าลูกผู้ดีมีระดับในจักรววรดิแพทธิอาร์  มาร์เซลชื่นชอบศิลปะการฟันดาบ  ขี่ม้ายิงปืนล่าสัตว์  การทานอาหารมื้อค่ำแบบโต๊ะยาวใต้เสียงเทียนแสงจันทร์  รวมถึงความสามารถในการเต้นรำอันพริ้วพราย  เพริศแพร้วเช่นกัน  มาร์เซลมีความคิดในแนวเชิงรับใช้ประชาชนและประเทศชาติ  เขาเห็นว่าประเทศไม่อาจอยู่ได้ถ้าขาดผู้นำที่ดี  และผู้น้ำที่ดีไม่อาจจะอยู่ได้หากประชาชนเอาแต่เรียกร้อง  แต่กลับขาดความตื่นตัวไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน


   มาร์เซลเกลียดการทำลายล้างเชิงสังหารหมู่หรือสังหารโหดและความไร้ขื่อแปทุกชนิด  เขามีความคิดเห็นว่าสิ่งที่สามารถกำหนดผลแพ้ชนะของสงครามนั้นมิใช่เหล่าเครื่องจักรหรือสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวที่มีพลังทำลายล้างอันยิ่งใหญ่  หากแต่เป็นมนุษย์และสัจธรรมของโลกที่สามารถควบคุมและสร้างความสมดุลกฎเกณฑ์ต่างๆ  ได้ต่างหาก  คนใช้เครื่องจักรไม่ใช่เครื่องจักรใช้คน


ประวัติ

         มาร์เซลคือ  บุตรชายของ บาเรียสต้า  และ ไดอาน่าพริ้นสแตนท์หรือน้องชายแท้ๆของเฟลเซลนั่นเอง  เพียงแต่ว่าบาเรียสต้าต้องการเลี้ยงลูกของตนให้รู้จักความแตกต่างเรื่องฐานะทางสังคมต่างๆ  และเข้าใจมันเพื่อใช้เป็นประสบการณ์และความรู้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ  ของสังคมชาวอวกาศในภายภาคหน้าหลังจากที่บาเรียสต้าได้เสียชีวิตแล้ว  ดังนั้นบาเรียสต้าจึงได้ร่วมมือกับอันเดรีย  โดยการลักพาตัวลูกชายตนไปทิ้วไว้ที่วิหารศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งในตอนนั้นบาทหลวง เอลิสซิโอ อยู่ที่นั่นพอดีจึงได้รับเด็กทารกวไว้ในอุปการคุณ

         ดังนั้นช่วงชีวิตในวัยเด็กของมาร์เซล  เขาจึงผูกพันธ์กับโบสถ์และคริตส์ศาสนาเป็นอย่างมากนั่นจึงเป็นผลพลอยให้เขาชื่อเรื่องความคิดจิตบริสุทธ์ของเด็กและความรักที่พระเยซูมีต่อเหล่าเด็กน้อยด้วย  เพื่อนในวัยเด็กของมาร์เซลนั้นก็เป็นเด็กกำพร้าด้วยกัน  หรือเหล่าเด็กที่ยากไร้จนต้องมาพึ่งพิงโบสถ์  แต่เด็กที่เขาสนิทชิดเชื้อมากที่สุดกลับเป็นทายาทสาวตัวน้อยๆ  ของตระกูลมาธอนซึ่งก็คือเฮริซ่านั่นเอง  ทั้งสองสนิทและเล่นหัวด้วยกันมาตั้งแต่เล็กดังนั้นเฮริซ่าจึงมองมาร์เซล  เป็นเหมือนเครื่องระบายความลำบากใจหรือเป็นความสนุกน่าสนใจประการหนึ่งเสมอ  จนแม้แต่กระทั่งถึงตอนที่พวกเขาสองคนแต่งงานกันแล้วก็ตาม

         หลังจากที่มาร์เซลมีอายุได้ราว ๆ ห้าขวบเขาก็ได้พบกับไดอาน่าเข้าโดยที่ทั้งสองไม่รุ้ตัวเลยว่าเป็นแม่-ลูกกัน  ไดอาน่าที่ตอนนั้นเริ่มมีอาการป่วยและอยู่ในสภาพที่ร่างกายเสื่อมสภาพแล้ว(ตามอายุสังขารของชาวจักรวรรดิที่มีช่วงอายุสูงสุดระหว่าง 45-60ปี)  ได้เห็นมาร์เซลเข้าก็นึกหลงรักตั้งแต่แรกพบ(ความจริงมันก็เป็นแผนของอันเดรียและบาเรียสต้าอีกนั่นแหละ)  และนั่นทำให้เธอดูมีความสุขอย่างไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายๆ  ปี   แต่คนที่ยินดีที่สุดไม่ใช่เธอเท่านั้นเฟลเซลซึ่งรักพ่อกับแม่มากและมองบิดามารดาตนเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของจักรวาล  ก็มีความสุขไม่แพ้กัน  จนพลอยทำให้เธอเลี้ยงดูเด็กคนนี้เหมือนกับแม่ของเธอด้วย  แต่ศักดิ์ฐานะนั้นไม่คล้ายกับพี่สาว-น้องชายเท่าไหร่นัก  หากแต่คล้ายในฐานะ ศิษย์-อาจารย์มากกว่า

         ถึงแม้จะได้รับความรักอย่างสุดซึ้งดังเช่นความรักที่แม่มีต่อลูก  แต่มาร์เซลก็มองฐานะตัวเองไว้เป็นเหมือนดั่งผู้รับใช้เสมอ  จนกระทั่งเมื่อบาเรียสต้าและไดอาน่าจากไปด้วยการโดนกักขังให้อดอยากนั้น  มาร์เซลได้ร้องไห้ออกมาจนน้ำตาแทบหมดจากร่าง  พร้อมกันนั้นเขานึกสาปแช่งความบ้าอำนาจของวงการธุรกิจขึ้นมาในใจ  เพราะในชีวิตนี้สิ่งที่เขาสัมผัสได้มากที่สุดคือความรักและความเสียสละที่ตระกูลมาธอน และพริ้นสแตนท์มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 


-----นับตั้งแต่นั้นมาเขาจึงทำอะไรอย่างรอบคอบ  เป็นเหมือนดั่งเงาให้แก่เฟลเซลและเฮริซ่าเสมอ  เพราะเขารู้ว่าทั้งสองคนหนึ่งเป็นสิ่งที่เลอค่าและอีกคนคือความสวยงามที่สุดในชีวิตของเขาที่เคยพบเจอ  เขาเกลียดการไร้ความสามารถในการปกครองและรักษาตนของเหล่าผู้อ่อนแอ  แต่ในขณะเดียวกันก็เกลียดความฟอนเฟะและอำนาจทางการเงินจากระบอบทุนนิยมเต็มขั้นของพวกสหพันธ์และสมาคมพ่อค้ามากที่สุด  ดังนั้นเขาจึงมีแนวความคิดที่เชื่อว่าหากระบบดีสมดุลดีเราก็สามารถควบคุมความบ้าคลั่งได้  มือของมนุษย์คือมือแห่งการสร้างสรรค์ฟื้นฟู ไม่ใช่การทำลายล้าง


-----แต่กระนั้นจากที่เขาได้เฝ้ามองดูการกระทำของเฮริซ่าและเฟลเซลจึงทำให้เขาคิดได้ว่าโดยพื้นฐานแล้ว  สิ่งที่มนุษย์มีตั้งแต่เริ่มแรกคือความรักไม่ใช่ความเกลียดชัง นั่นจึงเป็นเหตุให้เขารักตัวจักรวรรดิมากเสียยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด


--------------------ภายหลังจากที่ได้สู้กับพวกดาเรนและเข้าสู่เหตุการณ์ปฏิวัติจักรวรรดิ์แล้วนั้น  มาร์เซลได้เติบโตในฐานะผู้นำมากขึ้นและทำให้เขาเห็นว่ามนุษย์นั้นไม่ได้มีเพียงแต่ตนเองเท่านั้น

--------------------ความสัมพันธ์กับเฮริซ่านั้นทั้งสองแม้จะแต่งงานกันแล้วนั้นยังคงเป็นเหมือนเดิมเสมอ  คล้ายกับว่าพวกเขาได้ถูกคั่นเอาไว้ด้วยเส้นกลางระหว่างคนรักและเพื่อนสนิทแต่นี่ก็คือความรักที่หอมหวานที่สุดไม่ใช่หรือ..................


Megerian  Il  Magico

Unit  เครื่องที่ 2


ชื่อรหัส  DGM-01 Megerian
สูง  16 M(รวมหัวสูงแหลม)
น้ำหนัก  19.8 T

วัตถุที่หรือเกราะ
   โครงด้านในทำจากโลหะสังเคราะห์ระหว่าง  ไททาเนียมกับเงินบริสุทธิ์เป็นหลัก  ส่วนเกราะด้านนอกทำด้วยทองคำเคลือบโค้ทติ้งที่เกิดจากสารประกอบระหว่าง  หยกเขียวกับไข่มุก

ระบบพิเศษ
   1.ระบบระบายความร้อนชนิดพิเศษที่ทำให้เกิดการหักเหหรือสะท้อนกลับหมดของแสง
   2.ระบบบินเข้าสู่ชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วสูงโดยไม่เกิดแรงต้านทานอากาศและการลุกไหม้
   3.ระบบ Brilliance Blance Frame เฟรมสำหรับรักษาสมดุลในการเคลื่อนไหว  (ยกตัวอย่างเช่น  ยิงปืนที่มีแรงถีบสูงได้ในขณะเคลื่อนที่  หรือบินกลับหัวได้ตลอด)
   4. Fourth ISO Drive  ระบบการขับเคลื่อนพิเศษด้วยอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นทุกครั้งในขณะที่เปลี่ยนแกนการเคลื่อนที่  ทำให้สามารถเลี้ยวหรือเอี้ยวตัวหักศอกได้ในขณะที่เคลื่อนที่ด้วย  ความเร็วสูง
   5. Jolly Roger  ระบบแทรกแซงเครือข่ายรักษาความปลอดภัย(พูดง่ายๆ  มันก็เป็นแจมมิ่งระดับสูง)(เป็นระบบที่ถูกติดตั้งในภายหลัง) 

อาวุธ
1. วัลแคล 30 mm
2. Gadering Sword
------ดาบเหล็กที่ถูกตีด้วย  ทองคำขาว(หุ่นบ้าอะไรวะใช้แต่โลหะมีค่าทั้งนั้น)บริสุทธิ์  และเป็นเทคโนโลยีระดับฟิโคเซลล์(ล้ำยุคกว่านาโนอีก )  ทำให้มีความสามารถในการแปลงสภาพหรือรูปร่างได้  โดยปกติแล้วนั้นจะอยู่ในรูปแบบดาบเครมอร์(ใบดาบแคบปลายแหลมยาวคม  เป็นแบบครอสการ์ด(กางเขน))  และอีกรูปลักษณ์ก็คือดาบเรเพียร์ทีมีความคล่องตัวสุงกว่า  จุดเด่นนั้นแม้จะไม่ใช่ดาบที่สามารถเจาะบาเรียได้  แต่ด้วยเทคโนโลยี่ระดับฟิโคเซลล์จึงทำให้มันเป็นดาบที่ยากแกการทำลาย  รวมถึงสามารถสร้างคลื่นกระแทกในช่วงสั้นๆ ได้  ทำให้มีความสามารถในการเบียงเบนแรงทางกายภาพได้ดีในระดับหนึ่ง  พูดง่ายๆก็คือมันใช้เป็นโล่ได้ด้วยนั่นเอง  เน้นการโจมตีด้วยเพลงดาบที่มีท่าพลิกแพลงพิสดารมากกว่าการเข้าประทะโดยใช้กำลังหักล้างกัน
3. Long Range  Rail gun Rifle
--------เรลกัน ไรเฟิลพิสัยไกลซึ่งโดยปกติแล้ว  ต้องยิงในขณะที่อยู่นิ่งๆ  แต่เนื่องจากเทคโนยีของ  ISO Drive และBrilliance Blance  จึงทำให้สามารถยิงในขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงได้
4. Shot Railgun*2
--------เรลกัน  ในรูปช็อตกันเอาไว้ยิงอัดในระยะใกล้-กลางพกสองกระบอก  หรือสามารถยิงกระสนในรูปปกติที่ไม่ใช่เรลกันก็ได้  (เช่นกระสุนหัวรบนิวเคลียร์)
5. screwwhip *2
--------แส้สว่าน  อาวุธระยะประชิดอีกอัน
6. Buster Launcher
--------ปืนใหญ่ มหาอนุทภาค  สามารถยิงด้วยโหมดความเร็วสูง(เจาะเกราะ)หรือยิงแบบฟลูฟาวเวอร์ลากยาวเป็นเส้นตรงได้
7. remote slasher(ติดตั้งในภายหลัง)
--------จานบิน  สำหรับชืดเป้าหมายระยะไกล

-------------------------------
อุปกรณ์พิเศษ
1.  Muleta Satin  ผ้าแพรแดงสองผืน  ห้อยไว้ที่ผ่าซ้ายขวาสองข้าง  ข้างละสองแถม  เป็นอุปกรณ์พิเศษที่ใช้สำหรับป้องกันอาวุธประเภทกระแทกด้วยแรงฟิสิกส์ได้
2.  Limited Time Field  ฟิลป้องกันอาวุธทุกประเภท  ในระยะเวลากำจัด 5 นาที  เป็นแบบใช้แล้วทิ้ง(อันนึงใช้ได้ครั้งเดียวจนกว่าจะกลับไปเปลี่ยนในยาน)
3.  ฟรุไฟ  หรือฟุรสัญญาณที่ใช้สำหรับการพลางตัวด้วยแสงได้ในชั่วขณะหนึ่ง
4.  กระสุนชนิดพิเศษ  เช่น....อตอมมิก สคิลหรือกระสุนนิวเคลียร์
--------------------------------



========================================================================================================
ประวัติ


เมเกอร์เรียนคือแบ็ตเทิร์นแมตชีนเครื่องแรกที่ถูกคิดค้นขึ้น  และถือว่าเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องประจำตัวของสุดยอดทหารเสือ(หรือว่าที่สุดยอด)ในแต่ละรุ่นก็ว่าได้  และมันก็เป็นเครื่องที่ได้รับการเพิ่มเติมเทคโลโนยีใหม่ๆเข้าไปอยู่เสมอ  แต่ไม่ว่าจะมีการยกระดับเพียงใดก็จะยกคงรูปลักษณ์อันสูงสง่าของมันเอาไว้เสมอ  ดังนั้นเราจึงสามารถกล่าวได้ว่ามันเป็นเหมือนบันทึกเทคโนโลยีทางการทหารของจักรวรรดิแพทธิอาร์เลยก็ว่าได้  ในรุ่นช่วงปัจจุบันนั้น มาร์เซลได้รับการสืบทอดเครื่องนี้มาจากอันเดรีย  ซึ่งถ้าหากดูตามความสามารถและฝีมือนั้นคุณหญิงเฟลเซล  ดูจะมีความเหมาะสมมากที่สุดแต่เนื่องดัวยว่าเธอเป็นสตรีและเนื่องจากการประเมินของอันเดรีย  ที่เห็นว่ามาร์เซลมีความเป็นทหารเสือมากกว่าผู้เป็นพี่  โดยให้แง่คิดไว้ว่า"มาร์เซลเกิดมาเพื่อเป็นทหารเสือ  แต่เฟลเซลคืออะไรที่ยิ่งใหญกว่านั้นคือปรากฎการณ์ที่ก้าวข้ามทุกขอบเขตจนไม่สามารถหาคำอธิบายได้" 


ในปัจจุบันนั้น  เมเกอรเรี่ยนใช้พลังงานจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชั่น สองเตา  โดยเตาแรกแยกใช้ต่างหากสำหรับระบบการขับเคลื่อน  และอีกเตาใช้สำหรับทำอย่างอื่นที่เหลือ  แต่ถึงกระนั้นแม้จะใช้เตาปฏิกรณ์ที่มีพลังงานมหาศาลถึงสองเตาก็ตาม  แต่เมเกอร์เรี่ยนกับเน้นอาวุธที่ใช้กระสุนหรือกินพลังงานน้อยๆ  อย่าง เรลกันหรือดาบกราเดอร์ริงซอร์ดที่ทำจากโลหะพิเศษ เป็นหลัก  จะมีอาวุธทีกินพลังงานโดยตรงบ้างก็บัสเตอร์ลันเชอร์เท่านั้น  แต่กระนั้นเมื่อเทียบพลังงานที่ใช้และระดับพลังาที่มีแล้ว   แล้วต้องบอกเลยว่าเมเกอร์เรี่ยนเป็นแบ็ตเทิร์นแมตชีนที่ใช้พลังงานน้อยมากจริงๆ 


จุดเด่นที่ชัดแจ้งที่สุดของเมเกอรเรียน  ก็คือระบบการขับเคลื่อนที่ติดตั้ง ISO Drive  ไว้ถึงสี่เครื่องซึ่ง โดยทั่วเจ้าISO Driveนั้น  เป็นเครื่องยนต์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าเครื่องยนต์อื่นๆในเอกภพเดียวกัน  กล่าวคือมันมีลักษณะเสมือนเคลื่อนที่ใน ไฮเปอร์สเปซตลอดเวลานั่นเอง ที่ติดตั้งไว้สี่ตัวเพราะต้องการสร้างให้ครอบคลุมถึงทั้งสามมิติของการเคลื่อนที่  ส่วนอีกเครื่องคล้ายกับหางเสือหรือตัวเร่งจังหวะ   ดังนั้นมันจึงเป็นเครื่องที่สามารถเปลี่ยนแรงหรือแกนการเคลื่อนที่โดยกระทันหันและแทบจะไม่เกิดการสูญเสียอัตราเร็วเลย( ค่าสมประสิทธิ์แรงเสียดททานหรือความฝืดเข้าใกล้ 0 )  เทียบกับการเคลื่อนที่ผ่านรูหนอนหรือ เวอร์ม โฮลแล้ว  การเคลื่อนที่ผ่านมิติจะเป็นะเป็นการทะลุไปยังพิกัดฉากโดยตรง  แต่ISO Drive  นั้นมีลักษณะคล้ายการร่นระยะ  ให้สั้นลงเท่านั้น 


และเนื่องจากติดตั้งระบบ บิลเลี่ยนบาลานซ์เฟรม Brilliance Blance Frame ไว้จึงทำให้มันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างละเอียดอ่อนหรือสามารถเคลื่อนไหวในสภาพที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ด้วยประการทั้งปวงได้  เช่น  ยิงบัสเตอร์ลันเชอร์ที่มีแรงถีบสูง  ในขณะบินกลับหัวด้วยความเร็วสูง  เป็นต้น  เนื่องจากคุณสมบัติด้านการเคลื่อนไหวของเฟรม  แรงขับเคลื่อนในการเคลื่อนที่  ซึ่งก้าวข้ามระดับสามมิติ  มันจึงเป็นสุดยอดแบตเทิร์นแมตชีน  ของจักรวรรดิแพทธิอาร์  และเป็นหุ่นรบที่อาศัยรูปแบบการเคลื่อนตัวและการตัดสินใจในการรบนำไปสู่ชัยชนะมากกว่าพลังทำลายล้างอันมหาศาล



ด้านระบบการป้องกันนั้น  แม้ความทนทานของเกราะจะอยู่ในระดับธรรมดาเท่านั้น  แต่ก็มีลูกเล่นในการป้องกันตัวอยู่บ้างเช่น  การติดตั้ง มูเลต้าซาติน  ซึ่งมีลักษะเป็นโลหะไหลนั้นสามารถใช้ลดหรือปัดแรงกระแทกได้  จนไปถึงการติดตั้งเครื่องกำเนิดฟิลด์ในระยะเวลาจำกัดเพื่อใช้ในกรณีที่ฉุกเฉินเช่นกัน


ในภายหลังนั้น  ได้มีการสร้าง  High Speedment Unit  Golden Griffin  เพื่อเป็นยูนิทที่เสริมสร้างการเคลื่อนที่ในรูปแบบไฮเปอร์สเปซ  และการเคลื่อนที่ในสภาวะอื่นๆ(ซึ่งจะกล่าวในโอกาสต่อไปอีกที)
รายละเอียดรอสักครู่ 

============================================================================================================
Rosina Mary Jorsefin

เรียก โจเซฟิน

เพศ  หญิง
สังกัด  ราชอาณาจักร สแกนดิเนเวีย-จักรวรรดิแพทธิอาร์
สูง 171 Cm
หนัก 49 Kg

อายุ 26

หน้าตาบุคลิก
สาวแว่น แสนสวยเก่งคล่องตัวทำงานกระฉับกระเฉง  หน้าตารูปร่างประมาณ  มิน่า ภาค F+เซซิลี่ แฟร์ไซน์  แต่ผมสีส้ม(เพราะหัวหน้าเราชอบส้ม)

ลักษณะนิสัย

เป็น Working woman อย่าง สมบูรณ์แบบ มีความเชื่อในสิ่งที่ตนพิสูจน์ได้แล้วเสมอ  เป็นคนกระฉับกระเฉง ตรงไปตรงมา  รวมๆแล้วนิสัยคล้ายริโอนั่นแหละนะ

ประวัติ
อดีตเคยทำงานเป็นหน่วยข่าวกรอง  ของสแกนดิเนเวียเคยเข้ารบสงครามกับ Exe  ตั้งแต่เหตุการณ์ปราบไวกิ้งของสหพันธ์  จนติดแหงกอยู่ด้วยกันกลางถ้ำน้ำแข็ง(อย่าคิดลึกนะ)  ภายหลังได้รับอุปการคุณจากสมหกลาโหม  ของจักรวรรดิแพทธิอาร์เป็นลูกสาวบุญธรรม


โดยที่ภายหลังจากสงครามคาบสมุทรสแกนดิเนเวียนั้น  ได้มีการทบสอบผลและวิจัยมนุษย์พบว่าเธอมีความสามารถในการหยั่งรู้ระดับหนึ่ง(คล้ายกับองค์หญิงไชน์นั่นแหละ)  นับตั้งแต่นั้นเลยเข้าร่วมเป็นนักบินทดสอบให้แก่จักรวรรดิแพทธิอาร์(จักรวรรดิวิจัยอาวุธให้สแกนดิเนเวีย)   โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาไอโซไดร์ฟ  และไฮ สปิดเมนท์โดยตรง  จนได้รับมอบหมายให้เป็นนักบินของ Ricetta Metallo 

เธอมีความรักต่อพ่อบุญธรรมของเธอมาก   และรู้สึกขัดแย้งในใจตนเองระหว่างการทำเพื่อจักรวรรดิ(เพราะช่วงชีวิตของชาวจักรวรรดิอายุสั้น)ในความคิดของพ่อเธอ  หรือจะตามความเชื่อแนวทางของชาวเดินเรือแบบสามตระกูลใหญ่  แต่สุดท้ายเธอไม่อาจปฏิเสธความพระคุณที่พ่อของเธอมีต่อตัวเธอได้จึงต้องเลือกทางเดินคนละสายกับEXEนั่นเอง


ปัจจุบันเธอทำงานวิจัยเกี่ยวกับพวกดาเรน  และเทคโนโลยีจากต่างมิติเพราะเธอเชื่อว่ามันต้องมีสามารถนำมาสู่การเยียวยาหรือยืดอายุของชาวจักรวรรดิได้นั่นเอง  แม้ว่ามันจะต้องแลกมากับความโศกเศร้าหลายๆอย่างก็ตาม 


อนึ่งเนื่องจากเกลียดพวกสหพันธ์และสมาคมพ่อค้าเข้าไส้จึงพลอยมอง เอลฮังค์เป็นศัตรูไปด้วย  และประนามพวกเฮริซ่าที่ไปร่วมมือกับมินาโมโต้ว่า"ผู้ที่ทรยศต่อเชื้อชาติและต้นตระกูลของตนเอง" 





===============================================================================

SBM-16R  Ricetta Metallo (Formula metal)

สูง 18.7 M

หนัก 23.74 T

ประเภท
Real Robot

รูปร่างหน้าตา
L-gaim MK II + Megarian + บ้าหอบฟางเหมือน EX-S Gundam  ทาสี ม่วงชมพู-ขาวไข่มุกเหมือน คิวเบเล่ย์

ระบบพลังงาน
====เตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชั่น สองเครื่อง

เกราะหรือวัสดุ
====ฟิโคไททาเนียม

ระบบการขับเคลื่อน
====ทริปเปิล ไอโซไดร์ฟ

ระบบหรือความสามารถพิเศษ
==== Blance Frame (เทคโนโลยีระดับนาโนเมตร เป็นต้นแบบของ Brilliance Blance Frame ของเมเกอรเรี่ยน)
==== แบ็ทเทิร์นแมตชีน  ที่สามารถแปลงเป็นรุปแบบยานบินเรียกโหมดยานบินว่า  Wing-Raider
----------------------------------------------------------------------------------------
อาวุธ
==== 1. Vulcan 30 mm
==== 2. Beam Saber * 2
==== 3. Beam Rifle รูปร่างเหมือน Beam Smart gun ของ S-gundam
==== 4. buster Launcher*1  อาวุธมือถือเหมือนกันกับของ L-gaim mk-2
==== 5. Rosa element กระสุนหัวระเบิด  เก็บไว้ที่ไบท์เดอร์ทางด้านหลัง  มีลักษณะการทำงานคือยิงเจาะเกราะแล้วเข้าไประเบิดทางด้านใน
==== 6. heat dagger*2 ติดไว้ที่ผ่าเท้าเหมือน Crossbone gundam
==== 7. screwwhip *2 แส้สว่าน
==== 8. Remote slasher Rang*4 คล้ายๆกับแบทตา แรงค์ของแบทแมน+เซอร์เวนท์ยูนิทของ Alagias  ทำงานด้วยระบบรีโหมดคอนโทรลกึ่งควอนตัมฟิสิกส์  สามารถสร้างกระแสไฟฟ้าสำหรับช็อต  คมมีดฉาบด้วยบีม ที่กลางลำตัวมี แก็ตลิ่ง เรลกัลติดเอาไว้  ใช้เป็นลูกเล่นกับตระขอโซ่ที่ซ่อนไว้ในกระโปรง(นึกถึง Crossbone gudam X-1เอาไว)   หรือจะใช้คู่กับสลิงกันที่ซ่อนไว้ในแขนก็ได้
==== 9. Beam Cannon*2  ติดที่หลัง  ใช้ในสภาพพับไหล่ขึ้นมายิงเหมือน บิลไบน์ ใช้ได้เฉพาะยามที่อยู่ในสภาพ Wing raider
==== 10. Beam blade griffon*2  คมมีดติดปีก  ใช้สำหรับพุ่งชนเมื่ออยู่ในสภาพของ Wing raider
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อุปกรณ์พิเศษ

==== 1. Reflector Field  sling *2 รีเฟล็กเตอร์หรือโล่ห์สะท้อนอาวุธประเภทบีม  และป้องกันอาวุธทางกายภาพ  เก็บไว้ที่หัวเข่าเหมือนกันกับของ EX-S gundam
==== 2. scissoranchor  ==  http://www.mahq.net/mecha/gundam/crossbone/lineart/xm-x-scissoranchor.jpg


ประวัติ
แบตเทิร์นแมตชีน  ในโปรเจกสายการผลิตของเมเกอร์เรี่ยน  โดยคอนเสปของมันคือพัฒนาเฟรมสำหรับ Brilliance Blance Frame  จึงออกมาเป็น Blance Frame อย่างที่เห็นแม้ความเร็วความคล่องตัว  และสมดุลในการเคลื่อนที่อาจไม่ดีเท่าเมเกอร์เรี่ยน  แต่เมื่อเทียบกันแล้ว รีเซคต้า เมทัลโล  นั้นมีความสะดวกในการใช้งาน  ลูกเล่นในการใช้  และพลังงานทำลายล้างที่ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่าเมเกอเรี่ยนมาก  จุดเด่นที่สุดก็คือมันสามารถแปลงร่างได้นี่แหละเลยทำให้มันเป็นเครื่องที่เหมาะสำหรับการไล่ล่าในระยะไกล  และการครุกเข้าวงในด้วย  นอกจากนี้ด้วยระบบป้องกันตัวพิเศษมากมายทำให้  มันไม่กลัวอาวุธชนิดใดชนิดเป็นพิเศษ  ข้อเสียอาจจะเป็นอาวุธอย่างบีมเซเบอร์ที่เป็นดาบนั้นเมื่อเทียบกับหุ่นตัวอื่นแล้วดูอ่อนด้อยไปเลย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 20, 2009, 08:00:34 PM โดย Sweet face » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: